๕๐๓
อยใู นสถานทใ่ี ด บน แตความทกุ ขความรอ น ระสํ่าระสายวนุ วายไปหมดทง้ั แผน ดิน
ทั้งๆ ท่ีตางคนตางเรียน ตางคนตา งหาความรู ความรนู นั้ กไ็ มเ กดิ ประโยชนอ ะไรนอก
จากเอามาเผาตัวเทานัน้ เพราะความรปู ระเภทนนั้ ๆ ไมม ีธรรมเขา เคลือบแฝง ไมมี
ธรรมเขา อุดหนนุ ไมม ธี รรมเขาเปน “เบรก” เปน “คนั เรง ” เปน พวงมาลยั จึงเปนไป
ตามยถากรรมไมมีขอบเขต
เม่ือพจิ ารณาอยางนี้ ยอ มจะเหน็ คุณคา แหงธรรมของพระพทุ ธเจา วา มีมากมาย
เพยี งไร เพียงแตเ ราพยายามทาํ ตัวใหเ ปนคนดี แมไมสามารถแนะนาํ สง่ั สอนผใู ดให
เปน คนดีไดก็ตาม ลําพงั ประพฤติปฏิบัตติ วั ใหเ ปน คนดี อยใู นสถานที่ใด อริ ยิ าบถใด
เรากเ็ ยน็ ความเยน็ ความผาสุกสบายเกดิ ขนึ้ จากความถูกตองแหงการกระทําของตนเอง
ความเยน็ จงึ ปรากฏข้ึนกบั บคุ คลนัน้
คาํ วา “ความถูกตอ ง” “ความรมเย็น” นนั้ มเี ปน ขนั้ ๆ ขนั้ ท่วั ๆ ไปก็มีไดทุกคนถา
ต้งั ใจประพฤติปฏบิ ัติใหม ี ไมมองขามตนไปเสยี โลกนีก้ ็เปน โลกผาสุกรม เย็น นา อยนู า
อาศัย นา รน่ื เริงบันเทิง
ยิ่งไปกวานั้น ผจู ะปฏบิ ัตใิ หไ ดความสุขความเจริญภายในจติ ใจกวา ภาคทั่วๆ ไป
กพ็ ยายามบาํ เพ็ญตนใหเขมงวดกวดขนั หรือขยบั ตวั เขา ไปตามลาํ ดบั แหง ความมงุ หวัง
ความสุขอันละเอียดสุขุมก็จะปรากฏข้ึนมา
เฉพาะอยางยิง่ ผสู นใจทางจิตตภาวนา ถา ถือวา เปนแนวรบ เปน การกา วเขา สู
สงคราม กเ็ รยี กวา เปน แนวหนา ทีเดยี ว จาํ พวกนีจ้ ําพวกแนวหนา ถามุง หวังขนาดนนั้
แลวเจา ตัวจะทําออ นแอไมไ ด ทกุ สิ่งทุกอยางตองมคี วามเขม งวดกวดขันตนเองอยเู สมอ
สุดทา ยก็คอ ยกลายเปนผูมสี ตอิ ยูตลอดเวลาได ไมงั้นก็ไมจ ัดวาเปน ผูเขม แขง็ เพอ่ื ชัย
ชนะในสงคราม ความเขม แข็งตอ งขนึ้ อยูกบั ความเพียรและสตปิ ญ ญา สังเกตความ
เคลอ่ื นไหวไปมาของตนวาจะเปนไปในทางถกู หรอื ผิด ซง่ึ เปน สว นละเอยี ดไปโดยลําดบั
วา ตอ งอาศัยสตปิ ญ ญาเปน เครอ่ื งระงับ ระวงั รักษาอยางเขมงวดกวดขันอยูตลอดเวลา
กระแสของจิตหรือความคดิ ปรุงตา งๆ ก็ไมไปเท่ยี วกวา นเอาอารมณท ีเ่ ปนพิษ
เปน ภยั เขา มาเผาลนตนใหไดรบั ความเดือดรอ น จิตเม่ือไดรับความบํารุงรกั ษาโดยถกู
ทาง ยิง่ จะมคี วามสงบผองใสและผาสกุ รม เย็นไปโดยลาํ ดบั ไมอบั เฉาเมามัวดังท่ีเคย
เปนมา
ฉะนัน้ บรรดาลกู ศิษยทงั้ หลายไดมาอบรมในสถานทน่ี ี้ กเ็ ปน เวลานานพอสมควร
จงึ กรุณานําเอาธรรมของพระพุทธเจานอ มเขามาสถติ ไวท จี่ ิตใจของตนเถิด อยา ไดค ดิ วา
“เราจากครจู ากอาจารยไ ป เราจากวัดวาอาวาสไป” นน่ั เปน เพยี งกิริยาเทา นัน้ สิ่งสําคญั
ควรคดิ ถงึ ขอ ธรรมทพี่ ระพุทธเจาทรงสอนไวว า “ผใู ดปฏิบตั ธิ รรมสมควรแกธรรม ผนู ัน้
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๓
ภาค ๓ “ธรร๕ม๖ช๙ุดเตรยี มพรอ้ ม’’
๕๐๔
ไดช่อื วาบชู าเราตถาคต“ไดแก ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตวั เราดว ยสติปญญา ศรัทธา ความเพยี ร
อยูใ นสถานทใ่ี ดอิรยิ าบถใดมีความเขมงวดกวดขัน มคี วามประพฤตปิ ฏิบัตอิ ยภู ายในจิต
ใจ อยูด วยความระมัดระวงั ตัวเชน นช้ี อ่ื วา “เปนผปู ฏิบัติสมควรแกธรรมและบชู า
ตถาคต” คือพระพทุ ธเจาอยตู ลอดเวลา
บทที่สอง “ผใู ดเห็นธรรมผนู ้นั เห็นเราตถาคต” เหน็ ธรรมนเี้ ห็นอยา งไร ? รู
ธรรมนรี้ อู ยางไร? ก็ดังท่ีเราปฏิบัตอิ ยูน้แี หละ ทางจิตตภาวนาเปนสาํ คัญ น่คี อื การ
ปฏิบัติธรรม การเหน็ ธรรมกจ็ ะเห็นอะไร ถา ไมเ ห็นสง่ิ ทีก่ ดี ขวางอยภู ายในตนเองเวลานี้
ซง่ึ เราถือวามนั เปนขา ศกึ ตอเรา ไดแก “สัจธรรม สองบทเบอ้ื งตน คอื ทุกขห น่ึง สมุทยั
หนึง่ ”
เราพจิ ารณาสงิ่ เหลาน้ใี หเ ขา ใจตามความจริงของมันท่มี ีอยกู ับทุกคน ทกุ ตวั สัตว
ไมม เี วน เวน แตพระอรหันตเ ทานนั้ ที่สมทุ ยั ไมเ ขา ไปแทรกทา นได นอกน้ันตอ งมีไมมาก
ก็นอย ทที่ านเรียกวา “สจั ธรรม”
พจิ ารณาใหเ ห็นความจรงิ ของสง่ิ เหลานแ้ี ลวกช็ อ่ื วา “เหน็ ธรรม” ละไดถ อนได
เกดิ เปน ผลความสงบสุขเย็นใจข้ึนมาจากการละการถอน การปลอยวางสิ่งท้ังหลายเหลา
นี้ได เรียกวา “เหน็ ธรรม” คอื เห็นเปน ขั้นๆ เห็นเปนระยะๆ จนกระท่ังเหน็ องคต ถาคต
โดยสมบูรณ
ถา เราจะพดู เปน ขน้ั เปนภมู ิกเ็ ชน
(๑) ผูป ฏบิ ัติไดส าํ เร็จ พระโสดาปต ตมิ รรค โสดาปต ติผล ชอื่ วา ไดเหน็ พระ
พทุ ธเจา ขั้นหน่ึง ดว ยใจทหี่ ยง่ั ลงสูกระแสธรรม เรยี กวา เริม่ เห็นพระพทุ ธเจาแลว ถาเปน
ทงุ นาก็เร่ิมเหน็ ทานอยทู างโนน เราอยทู างน้ี
(๒) สกิทาคา กเ็ หน็ พระพุทธเจา ใกลเ ขาไป
(๓) อนาคา ใกลเ ขาไปอีกโดยลาํ ดบั
(๔) ถึงอรหัตผลแลว ชือ่ วาเห็นพระพุทธเจาโดยสมบรู ณ และธรรมทีจ่ ะให
สาํ เรจ็ มรรคผลนน้ั ๆ ในทางภาคปฏบิ ตั ิกอ็ ยูกับเราดวยกนั ทุกคน
การที่เรายึดถือการประพฤติปฏบิ ัติอยตู ลอดเวลากช็ ื่อวา “เราเดนิ ตามตถาคต
และมองเหน็ พระตถาคตดว ยขอ ปฏิบัตขิ องเราอีกแงห นึ่ง เห็นตถาคตโดยทางเหตุ
คอื การปฏิบัติ เหน็ โดยทางผลคือสงิ่ ท่ีพงึ ไดร บั โดยลาํ ดบั เชน เดยี วกบั พระพุทธเจาทรง
รูท รงเห็นทรงไดร ับ และทรงผา นไปโดยลําดบั แลว นน้ั ”
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๔
ธรรมะชดุ๕เ๗ตร๐ยี มพรอ้ ม
๕๐๕
เพราะฉะนั้นพระพทุ ธเจา ก็ดี พระธรรมกด็ ี พระสงฆก็ดี ไมไดหางเหนิ จากใจ
ของผูป ฏิบัตธิ รรม เพือ่ บูชาพระตถาคต หรือบชู าพระธรรม พระสงฆนเ้ี ลย นเ่ี ปน การ
บชู าแท นีเ่ ปน การเขาเฝา พระพุทธเจาอยตู ลอดเวลาดว ยความพากเพยี รของเรา
การจากไปเปน กิริยาอาการอันหนึ่งเทา น้ัน อยูทนี่ กี่ จ็ าก เชน นง่ั อยูท ีน่ ี่ แลว ก็
จากไปทนี่ ัน่ น่งั ทนี่ ่ัน ลกุ จากที่น่นั ก็จากมาที่น่ี มนั จากอยูตลอดเวลานะเรือ่ งความจากน่ี
เราอยาไปถอื วาจากน้นั จากนี้ จากเมอื งน้ันมาเมอื งนี้ จากบานนี้ไปบา นนัน้ จากสถานที่
นไ่ี ปสูส ถานท่นี ัน่ ก็เรยี กวา “จาก” คอื จากใกลจ ากไกล จากอยูโ ดยลาํ ดบั ลาํ ดาแหงโลก
อนจิ จงั มนั เปนของไมเ ทีย่ งอยูเชนน้ี มคี วามเปลีย่ นแปลงแปรปรวนอยเู สมอ
สิง่ นเี้ รานาํ มาพิจารณาใหเปน อรรถเปน ธรรมได โดยหลกั ของ “ไตรลักษณ” เปน
ทางเดนิ ของผรู จู ริงเห็นจริงทง้ั หลาย ตองอาศัยหลกั ไตรลกั ษณเ ปนทางเดิน เราอยทู ี่น่ี
เรากบ็ าํ เพญ็ ธรรม เราไปอยูท ่นี นั่ เรากบ็ ําเพญ็ ธรรมเพอ่ื ละเพอื่ ถอดถอนกิเลส เพ่อื ระงับ
ดับความทุกขท้งั หลายทีม่ ีอยใู นจติ ใจ อยทู ไี่ หนเราก็บาํ เพญ็ เพือ่ ความละความถอน
ยอ มจะละไดถ อนไดด ว ยการบาํ เพญ็ ดวยกนั โดยไมห มายถึงสถานท่นี ่นั สถานทน่ี ่ี เพราะ
สําคญั อยทู ่กี ารปฏบิ ัตเิ พ่อื การถอดถอนน้ีเทานน้ั
พระพุทธเจา จึงทรงสั่งสอนสาวกวา “ไปเถดิ ภิกษทุ งั้ หลาย เธอไปหาอยูในทส่ี งบ
สงัด เปนผูเหนยี วแนน แกน นักรบ อยสู ถานทเี่ ชน น้ันช่ือวา เธอทงั้ หลายเขา เฝา เราอยู
ตลอดเวลา ไมจ ําเปนท่ีเธอทง้ั หลายจะมานัง่ หอมลอมเราอยูเ ชนน้ถี อื วาเปน การเขา เฝา
ไมใชอ ยา งน้ัน ! ผูใ ดมสี ตผิ ูใ ดมคี วามเพียร อยูในอริ ยิ าบถใดๆ ชอื่ วา “ผบู ชู าเรา
ตถาคต” หรอื เฝา ตถาคตอยูตราบนัน้ แมจะนง่ั อยูตรงหนาเราตถาคต ถา น่ังอยูดวย
ความประมาทก็หาไดพ บตถาคตไม หาไดเหน็ ตถาคตไม เราไมถ อื วา การเขา มาการออก
ไปเชน นเ้ี ปนการเขาเฝา ตถาคต และการออกไปจากตถาคต แตเ ราถอื ความเพยี รเพอ่ื
ถอดถอนกิเลสภายในใจตา งหาก
การถอดถอนกิเลสไดมากนอยชื่อวา “เขา เฝา เราโดยลาํ ดบั ” นีช่ ่ือวา “เราเหน็
ตถาคตไปโดยลําดับๆ !” ซึง่ เปน หลกั ใหญท ีพ่ ระพุทธเจา ทรงสั่งสอนพุทธบริษัทท้ัง
หลายวา “ไปเถดิ ไปหาประกอบความพากเพยี รเพือ่ ถอดถอนกเิ ลสทเี่ ปนขาศกึ อยภู าย
ในจติ ใจของตนใหห มดสิ้นไปโดยลําดบั แลวพวกเธอท้ังหลายจะเห็นตถาคตเองวาอยู
ในสถานทใ่ี ด โดยไมจ าํ เปนตอ งมามองดตู ถาคตดวยดวงตาอนั ฝา ฟาง ไมมีสตินว้ี า เปน
ตถาคต ขอใหถ อดถอนส่ิงทเ่ี ปน ขาศึกแกจ ติ ใจของพวกเธอทงั้ หลายใหได จนกระท่งั
หมดไปโดยสิน้ เชงิ แลว เธอทัง้ หลายจะเหน็ ตถาคตอันแทจรงิ ซงึ่ เปน “สมบตั ขิ องพวก
เธอแท” อยภู ายในใจพวกเธอนัน้ แล “แลวนาํ ธรรมชาตนิ ั้นมาเทียบเคียงกบั ตถาคตวา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๕
ภาค ๓ “ธรร๕มช๗ุด๑เตรยี มพรอ้ ม’’
๕๐๖
เปน อยางไร ? ไมม อี ะไรสงสยั เพราะธรรมชาติท่ีบรสิ ทุ ธ์ินนั้ เหมอื นกัน !” น่ี ! ฟงพระ
โอวาทของพระพุทธเจา ซึง่ เปน หลกั สาํ คัญอยางน้ี !”
การทําจิตใจ การทาํ ตวั ใหเ ปน คนดี ชือ่ วาเปน การสงั่ สมความสขุ ความเจริญขน้ึ
ภายในจติ ใจโดยลําดับ ผลกค็ ือความสขุ น่ันเอง
ท่หี าความสุขไมไดห รือมีความสุขไมส มบูรณ กเ็ พราะมสี งิ่ ทก่ี ีดขวางอยูภายใน
จิตใจของเรา ไดแกกเิ ลสนน่ั เองไมใชอะไรอื่น มกี ิเลสเทาน้นั ท่เี ปนเครอื่ งกดี ขวางเสียด
แทงจิตใจของสตั วโลกอยู ไมใหเหน็ ความสขุ ความสมบูรณ ความทุกขค วามลําบากทงั้
ภายในภายนอกสว นมากเกิดขึ้นจากกิเลสไมใชเร่ืองอืน่ เชน มเี จบ็ ไขไดป ว ยภายในรา ง
กาย กจ็ ะมเี ร่ืองของกิเลสแทรกเขา มาวา “เราเจบ็ นน้ั เราปวดน”้ี เกดิ ความกระวน
กระวายระสํา่ ระสายขึ้นมาภายในใจ ซึง่ เปนทุกขท างใจอีกประการหนงึ่ แทรกข้นึ มาจาก
โรคภายในรา งกาย
ถา เพียงโรคกายธรรมดา พระพทุ ธเจา พระสาวกทานกเ็ ปนได เพราะขันธอ ันนี้
เปนกฎธรรมชาติแหงสมมตุ อิ ยูแลว คอื ไตรลักษณ ใครจะมาขา มพนสิง่ น้ไี ปไมได เมอ่ื มี
ธาตุมขี นั ธก ช็ อื่ วา “สมมตุ ิ” และตองอยูใตก ฎธรรมชาติกฎธรรมดา ตองมีความแปร
สภาพไปเปน ธรรมดา
แตใจนน้ั ไมมีความหวัน่ ไหว เพราะรเู ทาทันกบั สิ่งท้ังหลายเหลาน้ันแลวโดยรอบ
คอบ ไมม ชี อ งโหวภายในใจ แตพวกเราไมเปน เชนนัน้ เมอื่ ทกุ ขเกิดขึ้นภายในรางกาย
มากนอ ย กเ็ ปนการสอถงึ จติ ใจทจ่ี ะส่ังสมความทุกขขนึ้ ภายในตนอีกมากนอยไมมี
ประมาณ ดีไมด คี วามทุกขภ ายในใจย่งิ มากกวาความทุกขภ ายในรา งกายเสยี อกี
เพราะฉะน้ันจึงเรียกวา “กิเลสมันเขาแทรกไดท ุกแงทกุ มมุ ” ถา เราเผลอไมม สี ติ
ปญญารูเทาทันมัน กิเลสเขาไดทุกแงทกุ มุมโดยไมอางกาลอางเวลา อา งสถานท่ี
อริ ยิ าบถใดๆ ทั้งสิน้ มันเกิดไดทกุ ระยะ ขอแตค วามเคล่ือนไหวของจิตแสดงออกโดย
ไมม ีสติ ปญ ญากก็ ลายเปน สัญญา จติ จึงกลายเปนเรื่องของกิเลส ชว ยกเิ ลสโดยไมรูต วั
แลวจะเปนอรรถเปนธรรมขึน้ มาไดอยา งไร ! นอกจากเปนกเิ ลสทงั้ ตัวของมนั แลวเพิม่
พูนขนึ้ โดยลําดับเทานนั้
จึงตอ งทมุ เทสตปิ ญ ญา ศรทั ธา ความเพยี ร ของเราลงใหทนั กบั เหตกุ ารณท เี่ ปน
อยูภายในใจ
เรียนธาตเุ รยี นขันธเ ปน บคุ คลประเสรฐิ เรียนอะไรจบกย็ งั ไมพอกับความ
ตองการ ยงั มคี วามหวิ โหยเปน ธรรมดาเหมือนโลกทวั่ ไป แตเรียนธาตเุ รียนขันธเ รียน
เร่อื งของใจจบ ยอมหมดความหวิ โหย อ่มิ ตัวพอตวั อยางเต็มทีป่ ระจักษใ จ !
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๖
ธรรมะชดุ๕เ๗ต๒รยี มพรอ้ ม
๕๐๗
เวลานเ้ี รายงั บกพรอ งใน “วิชาขันธ” และภาคปฏบิ ตั ใิ น “ขันธวิชา” คือ สติปญญา
ความรแู จง แทงทะลใุ นธาตใุ นขนั ธวา เขาเปนอะไรกนั แนต ามหลกั ความจรงิ แยกแยะให
เหน็ ความจรงิ วา อะไรจรงิ อะไรปลอม เรยี นยังไมจ บ เรียนยังไมเ ขาใจ มันจงึ วนุ วายอยู
ภายในธาตใุ นขนั ธใ นจิตไมม เี วลาจบส้ิน
ความวนุ วาย ไมมีท่ีไหนวุนไปกวา ท่ีธาตขุ ันธแ ละจิตใจ ซึง่ เกดิ เร่ืองเกิดราวอยู
ตลอดเวลาที่ชาํ ระสะสางกนั ยงั ไมเ สร็จสนิ้ น้ีแล เพราะฉะนนั้ การเรยี นทีน่ ร่ี ูที่นี่ จงึ เปน
การชําระคดีซึ่งมคี วามเกี่ยวของกันอยูมากมาย มสี ติปญ ญาเปนผูพิพากษาเครอื่ งพิสจู น
และตัดสินไปโดยลาํ ดบั
เอา เรยี นใหจ บ ธาตุขนั ธมีอะไรบาง ดงั เคยพดู ใหฟ ง เสมอ
“รปู ขนั ธ” กร็ า งกายทงั้ รา งไมมีอะไรยกเวน รวมแลว เรยี กวา “รูปขันธ” คือกาย
ของเราเอง
“เวทนาขนั ธ” ความสขุ ความทุกข เฉยๆ เกดิ ขึน้ ภายในรา งกายและจติ ใจ ทา น
เรยี กวา “เวทนาขนั ธ”
“สญั ญาขนั ธ” คือ ความจาํ ไดห มายรใู นส่ิงตางๆ ทา นเรยี กวา “สัญญาขันธ”
“สังขารขนั ธ” คอื ความปรงุ ของใจ คดิ ดคี ิดชั่ว คดิ เรอ่ื งอดีตอนาคต ไมม ี
ประมาณ ทา นเรยี กวา “สังขารขันธ” เปนหมวดเปน กอง
“วญิ ญาณขนั ธ” ความรบั ทราบ เวลารปู เสยี ง กลิ่น รส เคร่ืองสมั ผัส มากระทบ
ตา หู จมกู ลนิ้ กาย รายงานเขาไปสใู จใหร ับทราบในขณะทสี่ ง่ิ น้นั ๆ สัมผสั แลว ดบั ไป
พรอมตามสงิ่ น้นั ทีผ่ า นไป นี่ทานเรียกวา “วญิ ญาณขันธ” ซ่ึงเปน “วญิ ญาณในขันธหา ”
“วิญญาณในขันธหา ” กับ “ปฏสิ นธิวญิ ญาณ” นนั้ ตางกนั ปฏิสนธิวิญญาณหมาย
ถึง “มโน” หรือหมายถงึ จติ โดยตรง จติ ทจี่ ะกา วเขา สู “ปฏสิ นธวิ ิญญาณ” ในกําเนิดตา งๆ
ทา นเรยี กวา “ปฏสิ นธวิ ิญญาณ” คอื ใจโดยตรง
สว น “วญิ ญาณในขันธหา ” นี้ มคี วามเกิดดับไปตามสิ่งที่มาสมั ผัส สงิ่ นั้นมา
สัมผัสแลว ดับไป วญิ ญาณก็ดบั ไปพรอม คอื ความรบั ทราบ ดับไปพรอมขณะท่สี ิง่ นัน้
ผานไป
แต “ปฏิสนธวิ ญิ ญาณ” น้ันหมายถงึ ใจ ซง่ึ มีความรอู ยโู ดยลําพงั แมไ มมอี ะไรมา
สมั ผัสอนั น้ี อนั นไี้ มด บั !
เรยี นขันธห า เรยี นทบทวนใหเ ปนทเ่ี ขา ใจ เรยี นใหห ลายตลบทบทวน คยุ เขย่ี ขดุ
คน คนจนเปนที่เขา ใจ นี่คือสถานที่ทํางานของผูทีจ่ ะร้อื กิเลสตณั หาอาสวะออกจากจิต
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๗
ภาค ๓ “ธรร๕ม๗ชดุ ๓เตรียมพร้อม’’
๕๐๘
ใจทีเ่ รยี กวา “รอ้ื ถอนวัฏวน” คือความหมนุ เวียนแหง จติ ทีไ่ ปเกิดในกาํ เนิดตางๆ ไป
เทยี่ วจับจองปา ชา ไมมสี น้ิ สุด ทง้ั ๆ ท่ยี งั ไมตายก็ไปจบั จองไวแลว กเ็ พราะเหตแุ หง
ความหลงในขันธ ความไมร ูเ รอ่ื งของขันธ จึงตองไปหายดึ ขนั ธ ทงั้ ๆ ทขี่ ันธย ังอยกู ็ยังไม
พอ ยังไปยดึ ไปหลงติดเรือ่ ยๆ ไมม คี วามสนิ้ สดุ ถาไมเ อาปญญาเขา ไปพิสูจน
พจิ ารณาจนกระทั่งรูจรงิ และตัดได ทา นจึงใหเ รียนธาตุขนั ธ รูปขนั ธ “กค็ อื ตัว
สจั ธรรม” ตัว “สติปฏ ฐานส”ี่ นน่ั เอง อะไรๆ เหมือนกนั หมด เปน ไวพจนของกนั และกัน
ใชแ ทนกันได เราพจิ ารณาอาการใดอาการหนึง่ ก็ถูกเรอ่ื งของสัจธรรม ถกู เรอื่ งของสติ
ปฏ ฐานส่ี ปกติไมม โี รคภัยไขเจ็บเกดิ ขึ้น กายก็เปน กายอยูอยา งน้ี รปู กเ็ ปน รูปอยูเ ชนนี้
เอง
แตค วามวิการของธาตุขนั ธก ว็ กิ ารไปตามเรื่องของมนั ทกุ ขเวทนาเกิดขน้ึ จาก
ความวิการของส่งิ น้นั ท่ไี มอ ยูคงที่ยืนนาน จติ กใ็ หท ราบตามเร่ืองของมนั ช่ือวา “เรยี น
วิชาขันธ” อยา ไปตืน่ เตน อยา ไปตระหนกตกใจ อยาไปเสยี อกเสียใจกับมนั เพราะสง่ิ
เหลา นีเ้ ปนธรรมชาตธิ รรมดาของสมมุติ จะตอ งแปรอยูโดยลําดับ แปรอยา งลลี้ บั กม็ ี
แปรอยา งเปด เผยกม็ ี แปรอยูตามหลกั ธรรมชาตขิ องตน ทุกระยะทกุ วินาที หรอื วา วนิ าที
ก็ยังหางไป ทกุ ขณะหรือทกุ เวลาไปเลย มันแปรของมนั อยางนนั้ แปรเรื่อยๆ ไมม กี าร
พกั ผอนนอนหลบั เหมือนสัตวเหมอื นคน
เรื่องของทกุ ขก็แสดงตวั อยเู ร่อื ยๆ ไมเ คยหยุดน่ิงนอนเลย คนเรายังมีการหลบั
การนอนการพกั ผอ นกนั บา ง เรื่องสัจธรรมเร่อื งไตรลกั ษณนี้ไมเ คยหยดุ ไมเ คยผอนผนั
สน้ั ยาวกบั ใคร ดาํ เนินตามหนา ทข่ี องตัวท้ังวนั ทั้งคืน ยืน เดนิ น่ัง นอน กบั สิง่ ตางๆ
เปนสภาพจะตองหมนุ ไปอยเู ชน นั้น ในรางกายของเราน่กี ห็ มนุ ของมนั อยางนนั้ เหมือน
กัน คอื แปรสภาพ นีเ่ รานั่งสักประเดย๋ี วก็เจ็บปวดขึ้นมาแลว นมี่ ันแปรไหมละ มนั ไม
แปรจะเจบ็ ปวดข้ึนมาทําไม!
ความเจ็บปวดน้เี รยี กวา “ทุกขเวทนา” มันเปน อาการหนง่ึ ทเี่ กิดขนึ้ ใหเ ราทราบท่ี
เรยี กวา “สจั ธรรม” ประการหน่งึ พจิ ารณาใหเ หน็ ตามความเปนจรงิ ของมนั เวลาจาํ เปน
จําใจข้นึ มาเราจะอาศัยใครไมไ ด จะไปหวงั พึง่ คนนัน้ พ่ึงคนน้ีเปนความเขาใจผดิ ซ่งึ จะ
ทาํ ใหก าํ ลังทางดานจิตใจลดลงไป จนเกิดความทอ ถอยอิดหนาระอาใจตอการชวยตวั
เอง น่เี ปนความเขา ใจผดิ หรอื เปนความเห็นผดิ ของจติ ซงึ่ มกี ิเลสเปน เครอ่ื งกระซิบหลอ
กลวงอยเู ปน ประจาํ ท้ังเวลาปกติ ทั้งเวลาเจ็บไขไดปวย ทง้ั เวลาจวนตัว เพอื่ ใหเราเสยี
หลกั แลว ควานา้ํ เหลวไปตามกลอุบายของมันจนได
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๘
ธรรมะชดุ๕เ๗ต๔รยี มพรอ้ ม
๕๐๙
เวลาจวนตวั เขา จรงิ ๆ กเ็ หมอื นนักมวยข้นึ เวที ครูเขาจะส่ังสอนอบรมกันต้ังแต
ยังไมข ้ึนเวที เม่ือกา วข้นึ สเู วทแี ลวไมมที างทจ่ี ะแนะนาํ ส่ังสอนอยา งใด ผดิ กับถูก ดีกับ
ชั่ว เปน กบั ตาย ก็ตองพึ่งตัวเอง ตอ งชวยตัวเองอยางเต็มกําลังความสามารถ อุบายวธิ ีท่ี
จะชกตอ ยอยางไรนัน้ จะไปสอนกนั ไมไดเวลานั้น
เวลาเราเขา สสู งคราม คอื ตาจน ระหวางขนั ธกับจติ จะแยกทางกนั คือเวลา
จะแตกสลายนน้ั แล ซึง่ เหมอื นกับอแี รงอีกาทม่ี าจับตนไม เวลามาจับก็ไมค อยทํากง่ิ ไม
ใหส ะเทอื นนัก แตเ วลาจะบนิ ไปละ มันเขยา ก่งิ จนไหวทงั้ ตน ถาเปน กิ่งที่ตายแลว ตอง
หักไปก็มี
นเี่ วลาธาตขุ ันธจะจากเราไปมนั จะเขยาเราขนาดไหน เราจะทนตอการเขยาได
ดวยอะไร ? ถา ไมดว ยสตกิ ับปญญา เมอื่ ทนไมไดกแ็ นน อนวา ตองเสยี หลัก ฉะนน้ั เรา
ตอ งสใู หเตม็ สติปญ ญากําลงั ความสามารถทุกดา น ไมตอ งคดิ วา เราจะลมจม เพราะการ
สู การพิจารณาขนั ธใ หเห็นตามความเปน จริงเพือ่ ปลดเปลือ้ งไมใ ชท างใหล ม จม ! น่ีคอื
การชว ยตวั เองโดยเฉพาะอยา งเตม็ ความสามารถในเวลาคบั ขนั ! และเปนการถกู ตอ ง
ตามทางดาํ เนนิ ของปราชญทานดว ย
เมือ่ ถึงคราวจําเปนเขามาจรงิ ๆ จะมแี ตท ุกขเวทนาเทา นนั้ แสดงอยา งเดน ชัดที
เดียว ภายในกายทุกชน้ิ ทกุ สว นจะเปนเหมอื นกองไฟหมดทงั้ ตวั ภายในกายของเราจะ
กลายเปนไฟท้งั กองไปเลย แดงโรไ ปหมดดวยความรุมรอ น แลว เราจะทาํ อยา งไร ?
ตอ งนาํ สติปญ ญาหย่งั ลงไปใหเห็นความทกุ ขค วามรอ นนนั้ ประจักษด วยปญญา แลว
ยอ นดใู จเรามนั แดงโรอ ยา งน้นั ดว ยไหม? มนั รอ นอยางนน้ั ดวยไหม? หรือมนั รอ นแต
ธาตแุ ตข ันธ ?
ถา เปน ผูมสี ติปญญา เคยพิจารณาทางดา นปญ ญาอยโู ดยสมา่ํ เสมอแลว ใจจะไม
รอน ! ใจจะเย็นสบายอยูในทา มกลางกองเพลงิ คอื ธาตุขันธท ่ีกาํ ลังลุกโพลงๆ อยูดว ย
ความทกุ ขน ัน้ แล นผ่ี ปู ฏบิ ตั ติ อ งใหเปนอยา งนี้ ! นช่ี อื่ วาเราชวยตัวเราเอง ใหพ ิจารณา
อยางนี้ ไมต องไปหวงั พึ่งใครในขณะนัน้ เรยี กวา “ขน้ึ เวทแี ลว” เมื่อตงั้ หนา ตอ สูก นั แลว
สใู หถงึ เหตถุ งึ ผลเตม็ เม็ดเตม็ หนว ย เอา ! เปน ก็เปน ตายกต็ าย! ใครจะหามลงเวทีหรอื
ไมไ มส ําคญั สูจนเต็มกาํ ลงั ความสามารถขาดดิ้นดวยปญ ญานัน้ แล อยา สเู อาเฉยๆ แบบ
ทนทือ่ เอาเฉยๆ กไ็ มใช ! เชน ขนึ้ ไปใหเขาชกตอย เขาตอยเอา ๆ โดยทเ่ี ราไมม ีปดมี
ปอ งไมช กตอ ยสูเขาเลย นใ่ี ชไ มได! เราตองสเู ต็มกาํ ลังเพอ่ื ความชนะกัน เอาความตาย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๐๙
ภาค ๓ “ธรร๕ม๗ชุด๕เตรียมพรอ้ ม’’
๕๑๐
เปนเดมิ พัน แมจะตายก็ยอมตายแตไมย อมถอย ! ตองตอสูทางสติปญ ญาอันเปนอาวุธ
ทันสมัย!
การตอ สกู บั เวทนาก็คือพจิ ารณาใหเห็นตามความเปนจรงิ ของมัน อยา ไปบงั คบั
ใหม ันหาย ถาบงั คับใหห ายยอ มฝน คตธิ รรมดา นอกจากการพิจารณาใหรูต ามความ
เปนจริงและหายเอง! ถาไมหายกร็ ูเ ทา ทนั เวทนา ไมหลงยึดถอื
รปู กเ็ ปน รปู อยา ไปเอาอะไรมาขัดมาแยง มาแทรกแซงใหเปน อยา งอน่ื รูปเปน
รปู กายเปน กาย สกั แตว า กาย สักแตวา รปู , เวทนาสกั แตว าเวทนา, จะสุขก็ตาม จะทุกข
ก็ตาม เฉยๆ กต็ าม มันเปน เรอื่ งเวทนาอนั หนง่ึ ๆ เทา นน้ั
ผูท ี่รวู ากาย รวู า เวทนา ความสขุ ความทุกข ความเฉยๆ คือใคร? ถา ไมใ ชใจ! ใจ
ไมใ ชธ รรมชาตินั้นๆ ใหแ ยกกนั ออกใหเหน็ กนั ดวยปญ ญาอยา งชัดเจน ชอ่ื วาเปน ผู
พจิ ารณาสจั ธรรมโดยถกู ตอง แลว จะไมหวัน่ ไหว ถงึ รา งกายจะทนไมไหว เอา! ตัง้ ทา
สู ! ต้ังหนารู อะไรจะดับไปกอ นไปหลงั ใหร ูมัน! เพราะเราแนใ จแลวดว ยสตปิ ญ ญา ท้ัง
ความจริงก็เปนอยา งนน้ั ดว ยวา “ใจ ไมใชผ ดู บั ผตู าย” ใจเปนแตผ ูค อยรับทราบทุกสิง่
ทุกอยาง
เอา ! อะไรไมท นทานใหไป! รา งกายไมท น เอา แตกไป! เวทนาไมท น เอา สลาย
ไป! อะไรไมทนใหส ลายไปหมด เอา สลายไป อะไรทนจะคงตัวอยู สว นท่คี งตัวอยนู น้ั
คอื อะไร? ถาไมใชผรู คู ือใจจะเปนอะไร? น่ัน! กค็ ือผูรเู ดนอยตู ลอดเวลา!
เมื่อไดฝก หดั ตนโดยทางสติปญ ญาจนมีความสามารถแลว จะเปน อยา งน้ีแน
นอนไมเปนอนื่ แตถ าสตปิ ญญาอาภพั จติ ใจกท็ อแทอ อนแอถอยหลงั อยา งไมเ ปน ทา
ความทกุ ขท้งั หลายจะรุมกนั เขา มาอยูที่ใจท้ังหมด เพราะใจเปน ผูสง่ั สมทกุ ขข นึ้ มาเอง
ทัง้ น้อี ยกู บั ความโงข องตัวเอง เพราะฉะนน้ั ความทอถอยจึงไมใ ชท างท่จี ะชําระตนใหพ น
จากภัยท้งั หลายได นอกจากความขยนั หมนั่ เพียร นอกจากความเปน นกั ตอ สดู วยสติ
ปญญาเทาน้นั ไมมอี ยา งอ่นื ท่จี ะไดชัยชนะ ไมม ีอยา งอน่ื ที่จะไดค วามเดน ความดบิ
ความดี ความสงา ผา เผย ความองอาจกลา หาญขน้ึ ภายในใจ
ใหพ จิ ารณาอยางนี้ สมมตุ วิ า เราอยใู นบา น ปราศจากครูปราศจากอาจารย ครู
อาจารยไ ดส อนไวแ ลวอยางไร ปราศจากทไ่ี หน? ทานสอนวาอยางไร น่นั แลคือองคทา น!
นั่นแลคอื องคตถาคต! น่นั แลคอื องคพ ระธรรม! เราอยกู บั พระธรรม เราอยูกับพระพทุ ธ
เจา เราอยูกบั พระสงฆต ลอดเวลา โดยพระโอวาทท่ีนํามาประพฤตปิ ฏิบัติ ก็ลวนแลว แต
เรื่องของทานทั้งนน้ั เราไมไ ดป ราศจากครปู ราศจากอาจารย เราอยูด วยความมที ่พี ง่ึ คือ
มสี ติปญญา มีศรัทธา ความเพยี ร รบฟนห่ันแหลกอยูกับสิ่งทีเ่ ปนขาศกึ อยเู วลานี้ จะวา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๑๐
ธรรมะชดุ๕เ๗ต๖รียมพรอ้ ม
๕๑๑
เราปราศจากครูอาจารยไดอ ยางไร ! เราอยกู ับครู และรูก ต็ องรแู บบมีครู ! สกู ็ตองสู
แบบมคี รู !
นค่ี อื วิธีการแหงการปฏบิ ัตติ น ไมม คี วามวา เหว ไมม ีความหวัน่ ไหว ใหมีความ
แนวแนต ามความจรงิ แหงธรรมทค่ี รูอาจารยไ ดส ั่งสอนไวแ ลว ยึดถือเปนหลกั เกณฑอยู
ภายในใจโดยสมา่ํ เสมอ อยูท ไี่ หนกเ็ รยี กวาเราอยูกบั ครูกับอาจารย กบั พระพทุ ธเจา
พระธรรม พระสงฆ เพราะพทุ ธะ ธรรมะ สังฆะ อนั แทจรงิ แลว อยกู ับจิต มจี ิตเทาน้ันจะ
เปน “พุทธ ธรรม สงฆ” ได หรอื ธรรมทง้ั ดวงได มจี ติ เทา น้ันท่จี ะอยกู ับพระพทุ ธเจา
พระธรรม พระสงฆ ได ไมใชอะไรทั้งหมด!
กายไมร เู ร่อื ง จะไปรเู ร่ืองพระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ ไดอยางไร เวทนาก็
ไมรเู ร่ือง สญั ญาเพียงจาํ มาใหแ ลวหายเงียบไป สงั ขารปรงุ ข้ึนแลวหายเงียบไป จะเปน
สาระอะไรที่พอจะรบั พระพทุ ธเจาเขาไวภายในตนได ผทู ีร่ บั ไวไ ดจริงๆ คือผทู ่เี ขา ใจ
เรื่องของพระพทุ ธเจา จริงๆ และเปน ผทู ี่ “เปนพทุ ธะ” อันแทจริง ก็คือจิตนเี้ ทา นั้น
ฉะนัน้ จงึ ใหพ จิ ารณาจติ ใหเ ตม็ เมด็ เตม็ หนวย อยาทอถอยออนแอ อยางไรเรา
ทุกคนตอ งกา วเขาสูสงครามท่เี ปนเรอ่ื งใครชว ยไมไดด วยกันทกุ คน นอกจากเราจะชวย
ตัวเอง และแนทส่ี ุดวา เราตองชวยตัวเองทุกคน ถงึ คราวจาํ เปนมาไมม ีใครจะชวยได
พอก็พอ แมกแ็ ม ลูกกต็ าม สามกี ต็ าม ภรรยาก็ตาม เปน แตเพียงดอู ยเู ฉยๆ
ดว ยความอาลัยรกั เสียดาย อยากชว ยแตช ว ยไมได สุดวสิ ยั !
ถงึ วาระแลวท่จี ะชว ยเราใหพน จากความทุกขความทรมาน ใหพนจากส่ิงพัวพัน
ท้งั หลายนัน้ เคร่อื งชวยนั้นนอกจากปญ ญา สติ และความเพียรของเราเองแลว ไมม !ี
ฉะนนั้ เราจงึ เขมงวดกวดขันและมีความเขม แขง็ อยูกับใจ แมรางกายจะหมด
กําลัง และใหเขาใจในเรือ่ งเหลา นเ้ี สียต้งั แตบ ดั นีเ้ ปน ตนไป จะไมเสยี ทาเสียที
ไมวาเรือ่ งของขันธจ ะแสดงขึ้นอยา งไร มันไมเ หนือตาย แสดงข้ึนมามากนอย
เพยี งไรมนั ก็ถงึ แคต ายเทา นัน้
ผูร กู ร็ กู นั ถงึ ตาย เม่ือธาตขุ นั ธสลายไปแลว ผรู กู ห็ มดปญ หาเร่ืองความรับผดิ
ชอบ ขณะนีต้ องพจิ ารณาใหเ ตม็ ท่ี เอาใหม ันถงึ พรกิ ถึงขงิ ถงึ เหตุถงึ ผล เรากถ็ ึงธรรม
อันแทจริงภายในใจ
การแสดงธรรมกเ็ หน็ วา สมควร ขอยุตเิ พียงแคน ี้
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๕๑๑
ภาค ๓ “ธรร๕ม๗ช๗ุดเตรียมพร้อม’’
ศ�ล�โรงครัวฝั่งอุบ�สิก� วัดป่�บ�้ นต�ด คือสถ�นทีท่ ี่องค์หลวงต�พระมห�บัวถอื คณุ เพ�พง�เปน็ เหตุ
ในก�รแสดงธรรม มีโยมม�รด�และญ�ตธิ รรมฝ่�ยหญงิ อย่ดู ว้ ย ภ�ยหลังจึงน�ำ ธรรมม�ถอดเทป
พมิ พ์เป็นหนงั สอื ๒ ชดุ ชื่อ “ธรรมชุดเตรยี มพร้อม” และ “ศ�สน�อย่ทู ่ไี หน”
ธรรมชุดเตรียมพร้อม
เรยี บเรยี งโดย ท�่ นอ�จ�รย์พระมห�บัว ญ�ณสมั ปันโน
พมิ พว์ นั ที่ วดั ป่�บ้�นต�ด จังหวัดอุดรธ�นี
จำ�นวน กนั ยากยนนั ย2�5ย6น2 2562
ออกแบบโดย 6,000 ชดุ
ด�ร�เรอื ง ยทุ ธกิจจำ�นงค์