The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebook.luangta, 2021-10-01 09:32:28

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Keywords: หลวงตามหาบัว,ธรรมะ

๓๖๖

เมอ่ื ชาํ ระสะสางออกไดโ ดยลาํ ดับๆ กค็ อ ยสอ งแสงสวา งออกมาใหเ หน็ ประจกั ษ
ภายในใจ คือความสงบเยน็ ใจ ท้ังจติ ใจกผ็ องใส สบาย ยม้ิ แยม แจม ใส นง่ั อยู ยนื อยู
เดนิ อยู นอนอยู หรอื ทาํ หนา ทีก่ ารงานอะไรอยู ก็มคี วามรื่นเริงบันเทิงดว ยความสขุ ท่ี
ปรากฏอยกู บั ใจ

คนเราเมือ่ จิตใจมีความสงบเยน็ แลว อยูท ไ่ี หนก็พออยทู ง้ั นน้ั แหละ มนั สําคญั
อยูท ใ่ี จ ถา ใจไมด ี อยูท ีไ่ หนก็ไมดี ท่ีนวี่ า จะดี ที่น่นั วา จะดี หลอกเจา ของไปเร่อื ย ๆ ท่ี
โนน ละจะดี ชาตินี้ไมดี ชาติหนาจะดี เปนอยไู มดี ตายแลวจะดี นั่นมนั หลอกไปเรอื่ ย ๆ
ผูท ีร่ อน รอนอยทู น่ี ่แี หละ มนั หลอก ผทู ถ่ี กู กลุมรมุ อยดู วยความรุมรอนท้งั หลายนะ มนั
หลอกเรา อนั นน้ั จะดี อันนจ้ี ะดี แตมันไมไดดี ไปอยูทีไ่ หน ๆ กเ็ ทาเดิมนี่แหละ เพราะ
ตัวนไี้ มดี ตองแกเ พ่อื ใหด ี แกด ว ยความเพียร

จงพยายามพิจารณากาํ จดั มันดว ยความเพยี ร ทาํ สมาธกิ ็ใหม คี วามสงบได
บงั คับบญั ชาจติ ใจขณะนน้ั ขณะทที่ ําสมาธภิ าวนา ขณะท่บี งั คบั จติ ฝก ทรมานจิต
ดวยการภาวนานัน้ ไมใ ชเ ปน ขณะทจ่ี ะปลอ ยไปตามอาํ เภอใจ เรียกวา “ความเพยี ร”
เพียรเพ่ือแก เพอื่ ถอดถอนสงิ่ ทเี่ ปนขาศกึ ตอ ใจ จนใจไดรับความสงบขึ้นมา ใจไดร บั
ความสงบนน้ั เพราะ “ความเพียรบังคบั ใจ” ตางหาก ไมใชเ พราะความปลอยตามใจ เรา
คงจะเหน็ ผลหรือคณุ คา ของความเพียรน้บี างแลว เพราะเรามีความสงบใจลงไดดวย
ความเพียร และสงบไปไดเ ร่อื ย ๆ เพราะความเพียรเปนลาํ ดับ ๆ คณุ คา ของความ
เพยี รกจ็ ะเดน ขึ้น ๆ ตามคณุ คาของจิตที่เปนผลมาจากความเพียร

เอา ! เมอ่ื พจิ ารณาทางดา นปญญา กก็ าํ หนดพจิ ารณาใหเ หน็ ชดั เจน ไตรตรอง
ส่งิ ท้ังหลายใหเ ห็นตามความสัตยค วามจรงิ ของมันทม่ี อี ยใู นโลกทงั้ หลายนี้ โลกนก้ี วา ง
แสนกวา ง แตสงิ่ ทคี่ ับแคบที่สุดกค็ อื จติ ใจทถี่ กู ปดบังดวยกเิ ลส มนั แคบทน่ี ี่ นง่ั อยนู อน
อยกู ไ็ มสบาย อยทู ไี่ หนก็ไมสบาย เพราะมันคับแคบใจ มนั ทับตัวเอง แกตรงที่มันแคบ
ๆ นอี้ อกใหใจไดร ับความกวางขวางเบิกบานยม้ิ แยม แจมใสขึ้นมา จิตใจกโ็ ลง เยน็ สบาย

เอา ! ทีนจ้ี ะพิจารณาเรอื่ งทกุ ข มนั กม็ กี ําลังท่ีจะพิจารณา พอใจทีจ่ ะพิจารณา
เพราะทกุ ขเ ปน หนิ ลบั ปญ ญาใหค มกลา ขน้ึ เปน ลาํ ดบั ได ฟาดฟน กเิ ลสอาสวะออก
ดว ยสมาธปิ ญญา การถอดถอนกิเลสตอ งถอดถอนดวยปญญา จบั กเิ ลสมามัดไดดวย
สมาธิ คือจิตสงบลง สมาธกิ ร็ วมตวั เขา มาในจติ ดวงเดยี ว ไมซ านออกไปในทีต่ า ง ๆ
จนจบั ตวั ไมไ ด ปญ ญาคลี่คลายออกใหเห็นชัดเจนวา จิตนมี้ คี วามติดขอ งอยกู บั สิง่ ใด
รูป เสยี ง กลน่ิ รส เคร่ืองสัมผัส หรือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกแยะดูให
เหน็ ละเอียดถ่ถี ว นตามหลกั ความจรงิ ของมนั ท่มี ีอยู

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๖

ภาค ๓ “ธรร๔ม๑ช๙ุดเตรยี มพรอ้ ม’’

๓๖๗

ใครครวญแลวใครค รวญเลา พจิ ารณาแลวพจิ ารณาเลา เปนจุดทท่ี องเทย่ี วของ
ปญญา เปน หินลบั ปญญา พจิ ารณาเทา ใดกย็ ่ิงแตกฉานออกไปโดยลําดบั เขาใจไปตาม
เปนจรงิ แลว ปลอยวางไปเร่อื ย ๆ การปลอยวางลงก็คือปลอ ยวางภาระ ซึ่งกดถวงอยู
ภายในใจเราดว ยอํานาจแหง อปุ าทานน้ันแล

จิตคดิ เรอื่ งอะไรบา ง เกิดผลเกดิ ประโยชนอะไร คิดข้นึ ในขณะกด็ บั ไปในขณะ
คดิ ดกี ด็ บั คดิ ชั่วก็ดับ คิดอะไรขน้ึ มาก็ดับท้งั น้ัน ทานเรยี กวา “สงั ขาร ความปรงุ ”
ความปรุงข้นึ ความเกดิ ขึ้น ความปรงุ กบั ความดบั ไปนน้ั เปน ของคูก นั เกดิ ดับพรอมอยู
ในเวลานน้ั แลว เราจะถือเอามาเปนตัวเปนตนอยางไรไดก ับความเกดิ ๆ ดบั ๆ อยา ง
น้นั

จงพิจารณา ทกุ ขเวทนา อนั เปน สิ่งทนี่ ากลวั อยูแลว ใคร ๆ กก็ ลวั คาํ วา “ทุกข”
เราจะมาถอื วาเปน เราเปนของเราไดอยางไร ทุกขท ั้งกองยงั จะถอื วาเปนเราอยอู กี หรอื ?
ถอื เปน เราก็ถอื เอาไฟมาเผาใจเรานน่ั แล ทกุ ขใ หทราบวา เปน “ทุกข” ผทู ท่ี ราบวา เปน
ทกุ ขไ มใ ชท กุ ขน น้ั คอื ใจ ใจเปน ผรู ูเร่ืองทกุ ขท ้ังหลาย ทกุ ขเ กดิ ข้นึ ใจกร็ ู ทุกขต ั้งอยูใจก็รู
ทกุ ขด ับไปใจกร็ ู รูดวยปญญา

ปญ ญาเห็นแจม แจง ชดั เจนแลววา ทกุ ขเ ปน ทกุ ข เราเปน เรา ผูร เู ปนผูรู น้ี
ประการหนง่ึ สญั ญา จาํ ไดเทา ไรมนั กล็ มื ไปหมด ถา ตอ งการจะจํากม็ าตง้ั ใจจํากนั ใหม
จําไปพรอมดับลงไปพรอม ๆ ขณะเดยี วเชนกัน เหลา น้ีหรอื เปน ตน ? ความจําได
หมายรูแ ลวดับไป ๆ เกดิ ดบั ๆ เชนเดยี วกับสงิ่ อน่ื ๆ นน้ั นะ หรือเปน เราเปน ของเรา ?
ถาวา น้ันเปน เราเปน ของเรา เราก็ดิน้ อยตู ลอดเวลาซิ เพราะทุกข เพราะสญั ญาจาํ ไดแ ลว
ดับไป ความทกุ ขเกิด ๆ ดับ ๆ ใหไ ดรับความเดือดรอ นวุน วายอยไู มห ยุดไมถอย
เพราะฉะนั้นจงึ ตอ งพจิ ารณาใหเหน็ สภาพที่เกดิ ทด่ี ับ มอี ยรู อบใจเรา อยรู อบตวั คอื ขนั ธ
วิญญาณ เราเคยไดยนิ มาตงั้ แตเ มือ่ ไร เหน็ มาต้ังแตเ มอื่ ไร ตงั้ แตเกดิ น่ี แลวเราไดสาระ
อะไรจากมนั พอรับทราบ พบั ในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางล้นิ ทางกาย มนั ก็ดับไป
พรอ ม ๆ แนะ เอาอะไรมาเปนสาระ ? ไมเ ห็นมอี ะไรเปน สาระเลย

รูปนัน้ หรอื เปนตน เสียงนั้นหรอื เปนตน กลน่ิ รส เครอ่ื งสัมผสั นนั้ หรือเปน ตน
วิญญาณ ความรบั ทราบสิ่งที่มาสัมผัสหรือเปน ตน มนั รบั ทราบพับ ๆ แลวดับไปพรอ ม
ๆ อนั นน้ั หรอื เปน ตน เปนตนเมือ่ ไร ความเกิดความดับพรอมมาถือวาเปน ตนไดหรือ
เราจะนอนใจกบั มนั ไดอ ยา งไร มนั เกดิ แลว มันดบั ๆ เรายังจะถือความเกดิ ความดับนนั้
วาเปนตน เราก็ยงุ ไปวันยังคา่ํ ซิ เพราะสิ่งทัง้ หลายมนั มเี กดิ มีดบั ตลอดเวลา ไมว า รปู
เวทนา สุข ทุกข เฉย ๆ ไมวาสัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ มนั มเี กิดมดี บั ของมันเปนประจาํ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๗

ธรรมะชุด๔เ๒ต๐รียมพร้อม

๓๖๘

อยทู กุ อยา งทกุ อาการ แลวเราจะไปควา เอาวานน่ั เปน เรานี่เปน ของเราไดอยางไร ทั้ง ๆ
ทมี่ ันเกดิ ดับกท็ ราบอยา งประจักษ จึงตองใชปญญาพจิ ารณาใหเ ห็นชดั เจนตามเปน จรงิ
แลว ปลอ ยวางไวตามความจริงของมัน

ผูรูไมดบั ใจแท ๆ คือผูร ู ผูน้ไี มดับ อะไรเกิดกร็ ูอะไรดับก็รู ผูทรี่ นู ี้ไมด ับ ดบั แต
สิง่ ท่ปี รากฏข้นึ ดบั ไปตามเรอ่ื งของเขา เชน รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ น้ีเปน
สภาวธรรม ทา นวา “เปน ไตรลกั ษณ”

ไตรลกั ษณ คือ อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า จะมาถอื เปนเราเปนของเราไดอยางไร ถา
พิจารณาใหถ งึ เหตุถึงผลดว ยสตปิ ญ ญาแลวก็ไมอ าจไปยึดถือได เวลากเิ ลสหนา ๆ ใจไม
ไดพ ิจารณา ทง้ั ไมทราบวาอะไรเปนอะไรจึงหลงยดึ ถอื เมื่อพจิ ารณาเห็นตามเปนจรงิ
แลว มนั ปลอ ยวางของมนั เอง

พอออกแนวรบ ถึงเวลาจะเปน จะตาย ใหเ อาอนั นแ้ี หละเปนสนามรบ เฉพาะ
อยางยิง่ “ทกุ ขเวทนา” นน่ั แลจะออกหนาออกตาท่ีสุดในขณะจะแตกดบั เอาทกุ ขเวทนา
กับจติ นี้แลเปน สนามรบ พจิ ารณากนั ใหเ หน็ ตามความจริงของมนั จะทกุ ขม ากมาย
ขนาดไหนมนั ไมเ ลยตาย ทุกขนถ้ี ึงแคตาย ธาตุขันธน ้ถี งึ แคต าย ใจไมถ งึ แคต าย แต
เลยความตาย เพราะจิตไมเ คยตาย มนั เหนอื สง่ิ เหลา น้ี ความทุกขก็ทกุ ขถ งึ แคต ายเทา
น้นั ไมเ ลยจากนนั่ ไป เวทนาพวกไหนจะปรากฏข้ึนมาก็ถงึ แคดบั ของมันเทา นนั้ จะ
ทุกขม ากทุกขนอ ยจติ รับทราบ รับทราบอยตู ลอดเวลา

เม่ือมีสตแิ ลวจะรับทราบทุกระยะของทกุ ขเวทนาทเี่ กดิ ขึน้ ผูรไู มไดดับ เราจะ
ไปวติ กวิจารณอะไรกบั เวทนาซง่ึ ไมใ ชเ ราไมใ ชข องเรา มันเปนสภาพทเ่ี กิดขน้ึ อาศัยจิต
เกิดขึน้ แตไ มใ ชจ ิต อาศัยธาตุเกดิ ขึ้น อาศยั กายนเ้ี กดิ ขน้ึ แตไ มใ ชก าย มันเปนเวทนา
ของมัน เชนทุกขเวทนา เปน ตน มันเปนคนละชิน้ ละอันคนละอยาง ความจรงิ ลว น ๆ
เปน อยางนี้ !

ถาเราไมปนเกลียวกบั ความจรงิ ใจเราก็สงบเพราะการพิจารณาทุกขเวทนาท้งั
หลาย เฉพาะอยางยงิ่ ในวาระสดุ ทายจะแตกดบั เอาใหเ ต็มเหน่ียวทีเดียว อะไรจะดบั
กอ นดับหลงั ใหมันรู เพราะผูรนู ีจ้ ะรตู ลอด จนกระท่ังทุกสง่ิ ทกุ อยา งดับไปหมด ผูน ีก้ ็ยงั
ไมดบั

นีแ่ หละการพิจารณา ถา ไดเ หน็ เหตเุ ห็นผลกนั เสียคร้งั หน่ึงเทานนั้ ความอาจ
หาญในเร่ืองเหลา นจ้ี ะเกดิ ขึน้ ทนั ที ถงึ คราวจําเปนขึน้ มามันจะเตรียมทาสูกนั เลย เตรียม
ทา เปนนกั รบเขาสูส งครามระหวา งขันธก ับจิต พิจารณาดวยปญญา เอาสตปิ ญญาเปน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๘

ภาค ๓ “ธรร๔ม๒ชดุ๑เตรียมพร้อม’’

๓๖๙

เครือ่ งมือฟาดฟน หน่ั แหลกลงใหถึงความจริง เมือ่ แหลกลงไปแลวไปถึงไหน ? ก็ไปถึง
ความจริงน้ันแล

จงใชสติปญ ญาฟาดฟนลงไปใหถึงความจริงทุกส่ิงทกุ อยา ง เมื่อถงึ ความจริง
แลว ราบไปหมด สงบไปหมด ไมม ีอะไรอนั ใดท่ีจะมากอ กวนจติ ใจ อนั ใดที่ยังกอ
กวนจิตใจไดอยู อนั น้ันเรยี กวา “จิตยังพจิ ารณาไมถึงความจรงิ เต็มที”่ ถา ถึงความจริง
เต็มที่ทุกสดั ทุกสวนแลว ไมม อี ะไรทีจ่ ะมาแหยม ายุมาแทงมากวนใจได เปน สภาพทีจ่ รงิ
ทัว่ ถงึ กนั หมด น่ันทานเรยี กวา “ราบคาบลงแลวดวยความจรงิ ” เพราะอํานาจแหง สติ
ปญญาพิจารณาเหน็ ชัด

นีแ่ หละพระพุทธเจา พระสาวกทั้งหลาย หรือทา นผูส้ินทุกขแลว ทง้ั หลาย ทา น
สิน้ ตรงนี้ ตรงทที่ กุ ขม นั อยู ทุกขมนั อยูทีไ่ หน ? ทกุ ขมีอยูท กี่ าย ทขี่ นั ธอันน้ี ที่จติ ดวงนี้

การแยกแยะกแ็ ยกกนั ทน่ี ่ี รูก็รกู นั ตรงทเี่ ราเคยหลงนแี้ หละไมรูที่ไหน ผูที่จะทํา
ใหร กู ค็ อื ปญญาเคร่อื งมอื บุกเบิกหาความจริง ไมมีอะไรทจ่ี ะเทยี บเทาสติปญญาไดท ี่
เปน เครือ่ งมอื ทบี่ ุกเบกิ ใหถ งึ ท่ีสุดแหง ธรรมทัง้ หลาย และเปนเครื่องสํารอกปอกกิเลส
ออกจากจติ ใจไดโดยส้ินเชิง กไ็ มม อี ะไรเสมอเหมือนปญญา จงึ เปนเครอื่ งมือทที่ นั สมยั
ในการแกก เิ ลสอาสวะทง้ั มวล

เราจงนาํ เอาสติปญ ญานีไ้ ปใชในเวลาจําเปน เฉพาะอยา งยิง่ เวลาจวนตวั เขาแลว
ไมมีใครจะชวยเราได ญาตมิ ติ รสายโลหิตใกลไ กล พอแม พน่ี อ ง สามภี ริยา ลกู เล็กเดก็
แดง แมม ีหอมลอ มเต็มไปหมดก็ไมสามารถชวยเราไดทง้ั น้นั เปนหนาทีข่ องเราโดย
เฉพาะ ทานเรยี กวา “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” เอาใหเต็มภมู ิ! ตนนัน้ แลเปนท่ีพงึ่ ของ
ตน เราจะทําอยางไรจึงจะเปน ท่พี ง่ึ ของเราได และจะไมก ลายเปน ขา ศกึ ตอ เราเอง ถา
เปนเร่ืองความลุมหลง ความออ นแอ ความขาดสตปิ ญญาทจี่ ะนาํ มาใช กเ็ ปน ขา ศกึ ตอ
ตนเอง ถามีสติปญญา ศรัทธา ความเพยี ร มคี วามแกลว กลา สามารถตามหลกั ธรรมท่ี
พระพุทธเจา ทรงสอนไว พิจารณาลงไปใหถงึ เหตถุ ึงผล ถงึ ความสัตยความจริงแหง
สภาวธรรมทง้ั หลายแลว น้ันแลถือวา ตนเปนท่พี ึ่งของตนไดโ ดยแท

เอาใหไดทีพ่ งึ่ มอี ยูทไ่ี หนละ ? “พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ” กระเทอื นอยภู ายในจิตใจ
ไมมที ไี่ หน “ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ” กระเทอื นอยทู จ่ี ติ ใจ “สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ ามิ” ก็
กระเทือนอยทู ่ีใจดวงเดยี วนีเ้ ทา นัน้ เปนภาชนะ ท้งั พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ
รวมอยูทีจ่ ิตดวงเดยี วน้ี เพราะจิตเปนภาชนะทเี่ หมาะสมกับธรรมท้งั หลาย เอาให
เห็น เฉพาะอยา งย่งิ “จิตทั้งดวงนีแ้ ลคือธรรมท้ังดวง”

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๙

ธรรมะชดุ๔เ๒ต๒รยี มพรอ้ ม

๓๗๐

ขอใหชาํ ระจติ น้ี ยงิ่ ใหห ลุดพน ในขณะนี้ดว ยแลว ยงิ่ ดี “พุทโธ ธมั โม สังโฆ” ไม
ทราบจะไปถามทานท่ีไหน ไมถ ามเพราะไมสงสยั มองดูความรูของตวั ทแ่ี สดงความ
สมบูรณอยูเต็มที่แลว ฉันใดก็ฉันนน้ั

พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ น่เี ปน “เอกธรรม” ธรรมอันเดียว เปนธรรม
แทงเดียวกัน

นคี่ ือผลแหง การปฏบิ ตั กิ ําจดั กเิ ลสอาสวะของตัว ต้งั แตเรม่ิ แรกท่ไี มมคี ุณคา
ราคา มีแต “ข้ี” เตม็ หวั ใจ คอื ขโี้ ลภ ขี้โกรธ ขห้ี ลง ชําระ “ขี”้ นอี้ อกโดยหลักธรรม เมื่อ
หมดของสกปรกนี้แลวก็เปนธรรมขนึ้ มา เปนธรรมขน้ึ มาแลว แสนสบาย! อยไู หนกส็ บาย
“นพิ พฺ านํ ปรมํ สุ ญฺ ”ํ อะไรสูญก็รูนี่ อะไรยังอยูกร็ ู ใครจะไปรยู ่งิ กวาผสู นิ้ กเิ ลสแลวเลา
เพราะคาํ วา “นพิ ฺพานํ ปรมํ สุ ญฺ ํ” นี้ ทานพดู ออกมาจากความทีส่ ิ้นกเิ ลสแลว

ผูเห็นนิพพานแลว พูดออกมา คือพระพุทธเจา พวกเราไมเห็น วา เทาไรมนั กย็ ัง
อยูอยางน้ัน จงพิจารณาใหเห็นจรงิ กบั สง่ิ เหลา นี้ คาํ วา “นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺ ํ” จะไมม ี
ปญหาอะไรเลย เพราะประจกั ษกบั ใจแลวอนั ใดสญู อันใดยัง!

“นิพพฺ านํ ปรมํ สขุ ํ” ฟงซิ คําวา “ปรมํ สขุ ”ํ อนั เปน ความสขุ อยา งยิ่งน้นั ไมใ ช
“สุขเวทนา” เปนสุขทีเ่ กิดข้นึ จากความบริสุทธ์ิของใจลว น ๆ โดยไมมีคาํ วา “ เกดิ
ดับ” เหมือนเวทนาของพวกเรา มีทุกขเวทนา เปนตน อนั นไ้ี มใ ชไ ตรลกั ษณ “ปรมํ สขุ ”ํ
ทม่ี ปี ระจาํ จติ ทบี่ รสิ ุทธน์ิ ี้ไมใ ชไตรลกั ษณ ไมใ ชส ิง่ ทเี่ ปน อนจิ ฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา จึงไมมี
ความแปรสภาพ คงเสน คงวา ทา นวา “นิพพานเที่ยง” อะไรเท่ยี ง? จิตท่บี รสิ ุทธ์นิ เ้ี ทานนั้
“เทย่ี ง” จงเอาใหเห็น เอาใหร ู!

การแสดงธรรม กข็ อยุติ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๐

ภาค ๓ “ธรร๔ม๒ชุด๓เตรียมพร้อม’’



ความตายเปน็ ธรร๓๗ม๑ดา

เทศนโ์ ปรดคุณเพาพงา วรรธนะกลุ ณ วดั ป่าบา้ นตาด
เทศนโปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกลุ ณเมว่ือดั วปันา ทบ่ี า๖นกตมุ าภดาพันธ์ พทุ ธศักราช ๒๕๑๙

เม่ือวนั ที่ ๖ กมุ ภาพนั ธ พุทธศักราช ๒๕๑๙

ความตายเปน ธรรมดา

คาํ วา “เท่ยี ง” หรอื “แนน หนาม่ันคง” หรือ “จรี งั ถาวร” เปนส่งิ ท่ีโลกตองการใน
สวนที่พงึ ปรารถนา เชน ความสขุ เปนตน แตส ง่ิ ดังกลาวจะหาไดท ี่ไหน ? เพราะในโลก
นเ้ี ต็มไปดว ยส่ิงทขี่ ัดตอความตอ งการของโลกท้งั นั้น คอื เปน อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ อนตตฺ า ไป
เสียสิน้

มีแตเ ร่ือง อนจิ ฺจํ ความไมเทย่ี งถาวรรอบตวั ท้ังภายในและภายนอก ถา วา สขุ กม็ ี
ทุกขแ ทรกเขามาเสยี อนตฺตา แทรกเขามาเสีย ทุกสิง่ จึงเต็มไปดวย “ไตรลักษณ” คือ
อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตตฺ า ซ่ึงหาสง่ิ ใดมาทาํ ลายเพอื่ ความจีรังถาวรไมได นอกจาก “ธรรม
ปฏิบตั ิ” อยา งเดยี ว ดงั ปราชญดาํ เนินมาแลว และผา นพน แหลงอนั แสนทกุ ขกนั ดารน้ไี ป
ไดแ ลว

พระพทุ ธเจา ทรงสง่ั สอนไวโดยถูกตอ งหาท่ีคดั คา นไมไดเลย ในเร่ืองสภาวธรรม
เหลา น้ี เพราะเปน ของตายตัว ธรรมก็แสดงความจริงทม่ี อี ยอู ยา งตายตวั นัน้ ไมต องหา
อะไรมาเพิม่ เติม

คาํ สง่ั สอนของพระพทุ ธเจาแตละพระองค อยาเขา ใจวา ทา นหาอะไรมาสงเสรมิ
เพิม่ เติมสง่ิ ที่มอี ยูแลวใหมากข้ึนหรือใหล ดนอ ยลงไป หรอื ไมม ีก็หาเรื่องวามี อยางนีไ้ ม
มี ! ทานแสดงตามหลักความจริงลวน ๆ ทงั้ นั้นไมว าพระพทุ ธเจา พระองคใ ด

จุดของศาสนาอนั แทจริงท่สี อนเพอื่ ดําเนินและหลีกเล่ยี ง “ไตรลักษณ” เหลานไี้ ด
พอควร ทานกส็ อนไวแ ลว วา “สพฺพปาปสสฺ อกรณ”ํ – การไมท าํ ชั่วทง้ั ปวง หนงึ่ “กสุ ลสฺ
สปู สมปฺ ทา” – การยังกุศลหรอื ความฉลาดในสงิ่ ท่ีชอบธรรมใหถงึ พรอม หนง่ึ “สจิตตฺ ปริ
โยทปนํ” – การทําจิตของตนใหผอ งใสจนกระทง่ั ถึงความบรสิ ทุ ธ์ิ หนึง่ “เอตํ พทุ ธฺ าน
สาสน”ํ – เหลา นี้ เปนคาํ สัง่ สอนของพระพทุ ธเจาท้งั หลาย

คอื วานีเ้ ปน คาํ สั่งสอนของพระพทุ ธเจาทกุ ๆ พระองค
ไมม ีองคใดแสดงใหแตกตา งจากนีไ้ ป เพราะความจริงท้ังหลายไมม ขี องแตกตาง
ไมวา จะเปน สมัยใดกต็ าม มเี รือ่ งของ อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยูป ระจาํ โลกมานมนานแม
พระพุทธเจายังไมไดตรัสรูขึ้นมา คือเปน เวลาระหวา ง “สุญญกัป” ไมม คี ําสง่ั สอนแสดง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรร๔ม๓๒ชดุ๕๗เต๑รียมพร้อม’’

๓๗๒

เรื่องความจรงิ เหลา น้ีกต็ าม ความจริงเหลาน้เี คยมมี าดงั้ เดิม มมี าตงั้ กัปตั้งกัลปโ นน อยู
แลว

ส่ิงทเ่ี ราตอ งการจะหาไดจ ากท่ไี หน โลกอันแสนกวางกเ็ ต็มไปดว ยส่งิ เหลา นท้ี งั้
นั้น เมอื่ คิดอยา งน้ีก็เหมอื นจะหาท่ีเหยยี บยาง หาท่ีปลงจติ ปลงใจลงไมได เพราะหมด
สถานทจ่ี ะวางใจพงึ่ เปน พึ่งตายได แตสถานที่วาปลงจติ ปลงใจลงไมไ ดน้นั แล คอื สถานท่ี
ที่ปลงจิตปลงใจลงได เพราะเปนหลักธรรมที่พึงปลงลงได ดว ยการพิจารณาใหเห็นตาม
ความจริง

พระพุทธเจา ทรงสาํ เร็จความมงุ หวงั จากสถานท่ีนัน้ พระสงฆส าวกท่เี ปนสรณะ
ของพวกเราทัง้ หลายกส็ าํ เรจ็ ความมุง หวงั ในจดุ นั้น ธรรมทไ่ี ดน าํ มาประกาศสอนโลกให
สัตวท งั้ หลายไดยดึ ถือตลอดมาก็ออกมาจากจดุ นนั้ คอื ใจ ซ่งึ หอ มลอมอยูดวยกอง อนิจฺ
จํ ทกุ ฺขํ อนตตฺ า นน้ั แล

แมเ ปน ที่ยอมรับกันเกีย่ วกับเร่อื ง อนจิ ฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา ท่มี ีอยเู ต็มโลกกต็ าม แต
ก็ไมม ผี ูเฉลยี วใจตอ ไตรลักษณ พอจะนาํ มาพิจารณาเพ่อื ถือเอาประโยชนไ ดบาง นอก
จากตาํ หนโิ ดยไมค ิดหาทางออกจากสง่ิ เหลานี้ ดวยการพจิ ารณา “ไตรลกั ษณ” นเี้ ปน ทาง
เดนิ เพื่อกาวลว งไปได ดังปราชญท ง้ั หลายมีพระพุทธเจาเปน ตน

ดว ยเหตนุ ้เี ราชาวพุทธจงึ ควรพจิ ารณา เพือ่ แกไขสงเสรมิ สิง่ ทีบ่ กพรอ งให
สมบูรณดว ยคุณธรรมขั้นตาง ๆ ทจ่ี ะพงึ ไดร ับจากการพิจารณา อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา ซ่ึง
เปน สัจธรรมอนั ประเสรฐิ

การท่เี ราบาํ เพญ็ อยเู วลานี้ และบําเพ็ญเรอื่ ยมานแี้ ล คอื การดําเนินเพือ่ หลบหลีก
ปลกี ภัยทัง้ หลายโดยลําดับ จนบรรลถุ ึง “มหาสมบัตอิ ันพึงหวงั ” จากนนั้ จะเรียกวา “นจิ ฺ
จํ” เปน ของเทย่ี งก็ได เพราะไมม ีอะไรเขามาเก่ียวของ ไมมอี ะไรเขามาทาํ ลายจติ ใจให
เดอื ดรอนวุนวาย จะเรียกวา “บรมสขุ ” กไ็ มผ ิด จะเรียกวา “อตฺตา” กไ็ มน าจะผดิ เพราะ
เปน”ตน” แท คือตนในหลักธรรมชาติ ไมม ี “สมมต”ิ นอ ยใหญ แมป รมาณเู ขามาเกีย่ ว
ของใจ แตไ มไดหมายถึงวา “อตตฺ า” ท่ีเปนคกู บั “อนตตฺ า” นัน้ เปน ความสมมตุ อิ ีกขน้ั
หนง่ึ ซ่ึงเปน ทางดาํ เนนิ เพ่อื พระนิพพาน

แนวทางแหงการประพฤติปฏิบตั ิ เพอื่ ความแคลวคลาดปลอดภัยไปโดยลําดบั
ทัง้ ภายนอกภายใน ไมมสี ง่ิ ใดจะนอกเหนอื ไปจากพระโอวาทคําส่ังสอนของพระพทุ ธเจา
นเ้ี ลย เพราะฉะนั้นศาสนาจึงไมม ีทางลาสมัย เปน “มชั ฌมิ า” อยใู นทา มกลางแหง ความ
ประพฤติ เพ่ือแกก ิเลสทุกประเภทเสมอไป ไมม ีคาํ วา “ลาสมยั ” เปนธรรมเหมาะสมกับ
โลกทกุ กาลทกุ สมยั จงึ เรียกวา “มชั ฌิมา” คอื ถูกตองดีงาม เหมาะสมกับความประพฤติ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๒

ธรรมะชดุ ๔เ๒ตร๖ยี มพร้อม

๓๗๓

จะประพฤติตัวใหเ ปน เชน ไรในทางท่ีดี ดวยหลักธรรมที่ทานสอนไวแ ลวน้ี ยอ ม
เปน ไปเพื่อความราบร่นื ดงี ามดว ยกันท้ังนนั้ เฉพาะอยา งย่ิงการประพฤติตอ จิตใจ
การอบรมจติ ใจยง่ิ เปน สิง่ สําคญั มากในตวั เรา เวลานเี้ รามีความแนใจหรือยังวา เราได
หลักเปนท่พี งึ พอใจ หรอื เริ่มจะไดห ลกั เปนที่พงึ พอใจบา งแลว ไมเดอื ดรอ นวุนวายเมอื่
คดิ ถึงเรื่องอนาคต ?

นบั ตั้งแตข ณะตอ ไปน้ีจนกระทงั่ อวสานแหง ชวี ิต และตลอดไปถงึ ภพหนา ชาติ
หนา เราเปน ท่แี นใ จไดแ ลวหรอื ยงั ?

พระพทุ ธเจา ทา นไมส อนใหค นโงแ ละนอนใจ อยูไปอยา งไมคิด นักปฏิบัติธรรม
ตอ งคดิ ตองพจิ ารณาเสมอเรือ่ งความเปนมาวา อายุเราเปน มาผานมาแลว เทาไร เมือ่ ลบ
แลว มีอะไรบา งทีเ่ หลืออยู ตอ ไปจะหาอะไรมาบวกมาเพิม่ ขึ้นในสิ่งทีเ่ ราตอ งการ หรอื จะ
มีแตเ ครอ่ื งหมายลบ(-) ไปเรื่อย ๆ ถา อยา งนน้ั กแ็ สดงวา “ขาดทนุ ”!

เราทุกคนเกดิ มาไมตอ งการ “ความขาดทนุ ” การคาขายขาดทุนยอมไมดี โลกไม
ปรารถนากัน อะไร ๆ ก็ตามข้นึ ชอ่ื วา “ขาดทุน” ขาดแลวขาดเลา ขาดไมหยุดไมถ อยก็
ลมจมไปได

เราถา ขาดทนุ ภายในใจ ขาดทนุ จากคณุ ธรรมทพี่ งึ ไดพงึ ถงึ มีแตสง่ิ ท่ีไมดีคอื
กิเลส เหยยี บยํา่ ทาํ ลายอยูต ลอดมา หาเวลาเอาชนะมันไมไ ดส ักที กย็ อ มลม จมไดเชน
เดยี วกบั สมบตั ภิ ายนอก เพราะฉะนน้ั จงึ ควรสังเกตสอดรูเร่อื งของตวั ตงั้ แตบ ัดนีเ้ ปนตน
ไป ดว ยการใครค รวญโดยทางสติปญญา

เฉพาะอยา งย่ิงจิตตภาวนาเปน เรือ่ งสําคญั มาก ท่จี ะนาํ มาทดสอบตนใหเ ห็น
ประจักษ ไมมคี วามรใู ดทจี่ ะแหลมคมยิง่ กวา ความรทู ี่เกิดขนึ้ จากดานจติ ตภาวนา จะ
สอดแทรกไปหมดบรรดาความจรงิ ทีม่ อี ยูทวั่ สรรพางคกายและจติ ใจ ตลอดสงิ่ เกย่ี วของ
ทั่วไป ไมวาดี ช่ัว หยาบ ละเอียด จะนอกเหนือปญญาไปไมไ ด

การคิดคน ดูส่งิ ท่ไี มเ ปนสาระในการนี้ เพอื่ ใหย ดึ เอาส่งิ ท่ีเปน สาระขึน้ มา จากการ
คน คดิ พนิ ิจพจิ ารณานี้เปนส่ิงท่ที าํ ได ดงั พระพุทธเจา เคยดาํ เนินมาแลว

การพจิ ารณา อนจิ ฺจํ คอื ความไมเท่ียง ความแปรสภาพแหงสังขารรา งกายและ
สิง่ ท่วั ๆ ไปนน้ั แล เปนอารมณใ หจติ มหี ลักยดึ อนั เปนหลักเกณฑ เปน สาระแกน สารทาง
ภายใน นกั ปราชญทานพิจารณารางกายซ่งึ เปน ของไมเทยี่ งนี้แล ทีไ่ ดค ณุ ธรรมซ่งึ เปน ท่ี
แนใจขน้ึ มาเปน พัก ๆ ตอน ๆ จนตลอดทว่ั ถงึ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๓

ภาค ๓ “ธรร๔ม๒ชดุ๗เตรียมพรอ้ ม’’

๓๗๔

หนงั สือเราอา นมาจนติดปากชนิ ใจ อานทไ่ี หนกเ็ จอแตเร่อื ง อนิจฺจํ เรือ่ ง ทกุ ขฺ ํ
เรอื่ ง อนตฺตา ซึ่งมอี ยกู ับตวั เราทนี่ ่ังเฝา นอนเฝา กันอยูตลอดเวลา แตไมสะดดุ จิตสะดุด
ใจอยา งนก้ี ไ็ มเกิดประโยชนอะไรข้นึ มา

พระพุทธเจาทรงสอนไมไ ดสอนอยา งลอย ๆ น่ี ผทู ีท่ า นจดจารึกในคมั ภรี ตาง ๆ
กไ็ มไดจารึกแบบลอย ๆ ผอู า นอา นแบบลอย ๆ ไมไ ดคิด กเ็ ลยกลายเปน วา “ศาสนา
เปนของไมจ ําเปน เปนของลอย ๆ” ไปเสีย เหลือแตตําราคอื ตวั หนงั สอื ในกระดาษ ทง้ั
ๆ ท่ตี วั เราเปน คน “ลอย ๆ” เราก็ไมร ู ไพลไ ปเหน็ ศาสนธรรมอันเปน ธรรมประเสรฐิ เลศิ
โลกวา เปนเรอ่ื ง “ลอยๆ” ไปเสยี ความจริงกค็ อื ตัวเรานั้นแล “ลอยลม” หาหลักยึดไมได
และกม็ าเสียตัวเราทต่ี รงน้ี ! เพราะมองขามตัวและมองขา มธรรม ซ่ึงเปนสารคุณอนั ยง่ิ
ใหญไปเสีย

ฉะนั้นจึงตอ งใชค วามพยายามพิจารณาใหถ งึ ใจ เรอื่ ง “ทุกฺขํ” ก็ใหชัดในตัวเรา
เพราะมีอยใู นตัวเราทาํ ไมไมร ู พระพทุ ธเจาทําไมทานรวู า อะไรเปน ทุกข และเปน อะไร
อนั ความทุกขนนั้ นอกจากขันธแ ละจติ ใจแลว ไมมีอะไรเปน ทุกขในโลกนี้ เพราะเราเปน
ผูรบั ผิดชอบในธาตุในขนั ธนี้ ตั้งแตวันอุบัติข้นึ มาจนกระท่ังวันอวสานแหง ชีวติ จะตอ ง
รบั ผิดชอบกันเรื่อยไปเชนน้ี หนกั เบาอยา งไรเราตองรับภาระทั้งมวลตลอดไป จนกวาจะ
ถงึ จุดหมายปลายทางทพ่ี นภยั “เร่อื ง อนิจฺจํ” มีอะไรแปรบาง หรอื ไมแ ปร ดภู ายในตวั
เรานี้ซิ ดทู อี่ ่นื มันหา งไกลไป จะกลายเปน “งมปลานอกสมุ ” งมเอาในสุมคอื ในตวั เรา
เองนแ้ี หละ คนที่ตรงน้ี มีอะไรแปรบางเราเหน็ อยทู กุ ระยะ ถาใชป ญ ญาพิจารณา

ทา นวา “ชาติป ทุกขฺ า ชราป ทุกขฺ า มรณมปฺ  ทกุ ฺขํ” เราสวดเสียจนชินปากแต
ใจไมอยูกับ “ชาตปิ  ทกุ ฺขา ชราป ทกุ ขฺ า มรณมปฺ  ทกุ ขฺ ํ” เผนไปไหนกไ็ มรู เลยสกั แตว า
สวด สกั แตวา กันไป เปน ทํานองธรรมเนียมกนั ไป แตก เิ ลสทีอ่ ยูบนหวั ใจเรามันไมได
“ทาํ นองธรรมเนยี ม” มนั เปน กเิ ลสจรงิ ๆ มันกอ กวนจรงิ ๆ ทาํ ความทกุ ขใหเ ราจริง ๆ
ไมส นใจคดิ กัน จะตามทันกิเลสตวั วางเพลิง คอื ความทกุ ขรอนแกตัวเราไดอยา งไร

การแกก เิ ลส การแกความไมด ภี ายในตวั ภายในใจ จึงตองทําดวยความจดจอ ทํา
ดว ยความอตุ สาหพยายาม ทาํ ดวยความปกจติ ปกใจจงใจจริงๆ ทาํ ดว ยความพากเพียร
จริง ๆ หนกั กส็ เู บากส็ ู เชน เดียวกับเราตกนํ้า แลว พยายามแหวกวา ยขน้ึ บนบก กําลังมี
เทาไรตอ งทุมเทกนั ลงไป จนกระทัง่ ชีวิตหาไมแลวจึงจะยอมจมนา้ํ ตาย หากมีกาํ ลงั พอ
ตะเกียกตะกายอยูแลวจะไมย อมจมน้ําตาย อันนีก้ ็เชน เดยี วกัน ใหสมกบั ทพ่ี ระพุทธเจา
ประทานโอวาทแกสตั วโลกดวยพระเมตตาอยางเต็มพระทยั จะเขา กันไดก บั หลักพระ
เมตตา ท่ที รงสง่ั สอนโลกดวยอรรถดว ยธรรมทกุ สว น เราสนองพระเมตตาทา นดวยการ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๔

ธรรมะชุด๔เ๒ต๘รยี มพร้อม

๓๗๕

ประพฤตปิ ฏิบตั ิเพื่อความสขุ ความเจริญแกตัว ทําไมจะทาํ ไมไ ด ควรสนองพระเมตตา
ทานดวยการปฏิบัตธิ รรม ก็ทําเพื่อเราอยางเดียวเทา นั้น พระพุทธเจา ไมไดมาแบงสัน
ปนสวนอะไรจากพวกเราเลย !

วนั หนงึ่ คืนหน่งึ ผานไป ผา นไปอยูเรอ่ื ย ๆ ถา จะสะดุดใจเรากค็ วรจะสะดุด ผา น
ไปเทาไรก็หมดไปเทาน้ัน ไมม ีการยอนกลับมาอกี ในความผา นไปแหง รา งกายเราทุก
สว น วนั คนื ป เดือน มีมืดกับแจง จะผานไปหรอื ผานมา กม็ ีแต “มืด กบั แจง ”เทา นนั้
ตื่น “มืด” ตื่น “แจง” หาประโยชนอ ะไรกนั ?

สังขารรา งกายนับวนั เวลา “ผา นไป ๆ” โดยลําดับ ไมมีการยอ นกลับสาํ หรับราง
กายอนั น้ี จะตอ งผานไปถงึ ทีส่ ุดจุดหมายปลายทางของเขาในวันหนง่ึ ! ที่วา“ปลายทาง”
นนั้ ก็คือทส่ี ุดแหง ชีวติ นัน้ แล ไมใ ชปลายทางทเ่ี ราตอ งการ ความตายไมมใี ครตอ งการ!
ตอ งกลัวดวยกันทกุ คน เพราะความเกดิ กับความตายเปนของคกู ันอยูแลว เม่อื เกดิ แลว
ตองตาย แตส ตั วโ ลกกลวั กนั แตความตาย สวนความเกิดไมกลัว จึงโดนความตายอนั
เปน ผลของความเกิดอยไู มหยดุ

เรียนตรงน้ีใหเหน็ ชัดเจนจะไดห ายสงสยั เรียนอะไรก็ไมหายสงสยั ถา ไมเรยี นตวั
เอง เพราะตัวเองเปน ผูห ลง ตัวเองเปน ผูยดึ ตวั เองเปนผรู บั ผลแหงความยดึ ถือของตน
หรือเรียกวา “ตัวเองเปนผรู บั ผลแหง ความทกุ ขของตวั ตองเรียนที่ตรงนี้ ปฏบิ ตั ใิ หเ ขา
ใจท่ตี รงน้ี จะไดห ายสงสัย

“ชาตปิ  ทกุ ฺขา” เรยี นใหถงึ ใจ ขณะท่เี ร่ิมเกดิ น้นั มันเปนทุกขแ สนสาหัส แต
เราจําไมได รอดตายมาแลว ถึงมาเปนมนุษย! ทา นบอกวา “ชาตปิ  ทุกฺขา” ทา นพดู ดวย
ความจริง แตเ ราจับไมไดเ สีย จึงเหมอื นไมใชข องจริง “ชราป ทุกฺขา” ความงก ๆ งนั ๆ
สี่ขาหา ขา สเ่ี ทา หาเทา ไมย นั นูนยันนด้ี ที ีไ่ หน ? เปนสุขที่ไหน ? มนั กองทุกขท้งั มวล !
“มรณมปฺ  ทกุ ฺข”ํ กอนทจี่ ะตายกเ็ ปน ทุกขก ระวนกระวายแสนสาหัส ท้งั ผมู ีชวี ิตทงั้ ผทู ี่จะ
ผานไป ตา งคนตา งมีความทุกขเดอื ดรอนดวยกัน ไมมีกองทุกขอันใดทจ่ี ะมากย่งิ กวา
กองทกุ ขในเวลานั้น

ผูเ ปน ญาติเปน มิตร ผูเก่ียวของ ลกู เตาหลานเหลน สามภี รรยา ตองเดอื ดรอน
เตม็ หวั ใจ ในขณะนัน้ ผทู ่จี ะผานไปก็เดือดรอ นเต็มตัว กลัวจะตายเพราะไมอ ยากตาย
เม่ือเปน เชนน้นั จะไมเ รียกวา “ทุกข” อยา งไรเลา

ถาเรียนใหเห็นตามความจริงแลว ทาํ ไมจะไมไ ดส ตปิ ญญาจากการพิจารณานี้ สิ่ง
ทัง้ ปวงทาํ ไมจงึ เปน “ไตรลักษณ” เลา ก็เพราะเปน “กฎธรรมชาติ” มาดง้ั เดิม ใคร ๆ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๕

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๒ุด๙เตรียมพร้อม’’

๓๗๖

บงั คับไมไดทง้ั น้ันมนั ถงึ เปนไปเชน นน้ั หากเปนส่งิ ที่บังคับไดโ ลกนไี้ มมีปา ชา เพราะ
สตั วห รอื บุคคลบังคบั มนั ไดดว ยกันวาไมใหแ ก ไมใ หเจ็บ ไมใ หต าย

แตนเ่ี ปน สงิ่ ที่สดุ วิสยั ท่ัวโลกดินแดนจงึ ตอ งยอมรบั กนั ทั้งที่ขดั ใจฝน ใจ นคี่ อื
เรอ่ื งของ ชาตปิ  ทกุ ขฺ า ชราป ทุกฺขา มรณมปฺ  ทกุ ขฺ ํ

สิ่งเหลาน้อี ยูท่ไี หนทีอ่ ธิบายอยเู วลาน้ี กอ็ ยกู บั เราทกุ คนไมบ กพรอ ง จาํ ตองเจอ
ดวยกนั แมผ เู ทศนก็พนไปไมไ ดเพราะเปน ความจริงเสมอกนั ทานจึงเรียกวา “สัจ
ธรรม” พวกเราจงเรียน “สัจธรรม” ใหเ ขาใจสัจธรรม และพยายามตักตวงสตปิ ญ ญา
ความฉลาดแหลมคมใหพอในขณะท่สี ิง่ เหลา นีย้ ังไมส ลายตวั ซึง่ ขณะนก้ี ําลังเปน เครื่อง
มือทาํ งานอยูด วยดี ใหไดรบั ผลประโยชนต ามกาํ ลงั ไมเ สียเวลาไปเปลา

การภาวนานนั่ แหละทําใหเราทราบเรอื่ งเหลา นี้ไดด ี พระพุทธเจาก็ภาวนาจึงทรง
ทราบเรื่องเหลา น้ี และนาํ ธรรมเหลา นม้ี าสอนสตั วโลก เรากด็ ําเนินตามทาน ใหท ราบ
เรือ่ งธรรมเหลา นป้ี ระจกั ษใจ และพนทกุ ขไ ปอยางหายหว ง ในปจจุบันชาตไิ ดเ ปนดีทส่ี ดุ
สมภูมผิ ูป ฏิบัตเิ พอ่ื ความหลุดพน ไมตอ งมาเกิดและตายอีกตอ ไป

เราเคยไปเมอื งนอกเมอื งนา ทวีปไหนเราก็เคยไป ไปดูโลกนั้นโลกนี้ ดโู ลกไหนก็
ไมห ายสงสยั ดโู ลกไหนกแ็ บกกองทกุ ข ไมม อี ะไรบกพรอง มี “ทกุ ข” ตดิ ตามไปทุกแหง
ทุกหน ตัวเราไปทีไ่ หนเปน ทุกขใ นที่น่ัน ถาเปน สุขรนื่ เริงบางกเ็ ปน ความสําคญั ของตน
ตา งหาก แตพ อไดเ หน็ ทกุ ขภ ายในนี้ เพราะการดูโลกภายในตวั นี้ ดวยการปฏบิ ัติ
ภาวนา ก็จะปรากฏเปน “โลกวทิ ู” ผรู ูแจงโลกขึ้นมา หายสงสยั เรื่องโลก โลกนอกโลกใน
โลกใกลห รอื ไกลกต็ าม เม่อื ไดพจิ ารณารเู ห็นเบญจขนั ธน ี้ตลอดทั่วถงึ แลว จะมคี วามสขุ
ขึ้นมาในจุดนี้ จนถงึ ขั้นสดุ ทายอันสมบูรณอ ยา งไมม ีปญ หา

พจิ ารณาอยา งไร การพิจารณาขนั ธ ? เริ่มตน กพ็ จิ ารณารูปกายอยา งทีว่ าน้แี หละ
ดคู วามแปรปรวน ซึ่งเราก็ทราบอยูชัดๆ ความทกุ ขก ็เกิดขน้ึ ในขันธอนั นี้ พิจารณาให
เห็น

ใจนนั้ ตามหลักธรรมชาตแิ ลวไมใชเ ปน ผูส ขุ ไมใ ชเ ปนผทู ุกข เปนผรู ูเฉยๆ ถา
พิจารณาใหเ ขาถึงความจริงจริงๆ แลว ตองเปนอยา งนน้ั

ทกุ ขเปน อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า เพราะมันเปนไตรลักษณ สขุ ก็เปนไตรลักษณ ท่ี
อยใู น “วงสมมุติ” และเปนไตรลกั ษณดว ยกนั ทง้ั นนั้ ปญ ญาพจิ ารณาใหชดั เจน โดย
อาศัยธาตขุ ันธเปน “หนิ ลับปญญา” ใหคมกลาขน้ึ โดยลาํ ดับ เพราะแยกสวนแบงสวน
แหง รางกายใหเ หน็ ต้ังแตย ังไมตาย เร่มิ ดปู า ชาภายในนแี้ หละกอนตาย ดูต้ังแตข ณะยัง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๖

ธรรมะชุด๔เ๓ต๐รยี มพร้อม

๓๗๗

เปน ๆ นแ้ี หละ อยาดว นใหเขานําไปสูป าชา ไปสูเมรุ เราดูปา ชา ของเรากอ น ดูต้ังแตข าง
นอกขางใน ดเู ขาไปโดยละเอียดทัว่ ถงึ

จิตจะมีความเพลิดเพลินใน “ธรรมวิจารณ” เมอื่ เหน็ ของจรงิ ของสกลกายนี้มาก

นอ ย แทนทจี่ ะมคี วามอิดหนาระอาใจ มคี วามทอ ถอยออ นแอ เศราหมองภายในจิตใจ
หรอื อับเฉาเศรา ใจเหมอื นโลกที่สมั ผัสและเปนกนั แตไ มเปน เชน น้ัน ยิง่ เปน ความร่นื เริง

บันเทิงไปตามกระแสแหง การพจิ ารณา เพราะเปน สายทจ่ี ะนาํ ใจออกจากทกุ ขโดยลาํ ดับ

เนือ่ งจากใจถกู กดถวงจากอุปาทานเครื่องจองจาํ ของกเิ ลสมานาน พอมีทางออกไดจึง
กระหายวา ยแหวกเพือ่ พนไป
ขณะพิจารณารา งกาย จติ ใจสงบเบาโดยลาํ ดบั เพราะการพิจารณาก็ดี การรเู หน็

กด็ ี เปนไปเพือ่ ความเบ่อื หนายคลายความกําหนดั ยนิ ดี และปลอ ยวางภาระหนักคือ
“ภารา หเว ปฺจกขฺ นฺธา” “พรอ ม” อปุ าทานในจติ ที่เคยคดิ วาเปน เราเปน ของเรา ทัง้
ๆ ท่กี องทกุ ขเ ต็มอยกู ับความยดึ ความถอื น้ัน

เม่ือไดห ยง่ั ทราบดว ยปญ ญาแลว ความยึดความถือจะทนอยูไมไ ด ยอ มถอยและ

สลัดตัวออกตามกําลงั สตปิ ญ ญา จนสลดั ออกไดโ ดยส้นิ เชิง
การพิจารณา “ขันธห า ” มีรูปเปนตน อนั ไดแ กร า งกาย และเวทนา คอื ความสุข

ความทุกข และเฉย ๆ ไมสุขไมทุกข โดยยึดเอาทุกขซ ึ่งเปนเรื่องสําคัญขนึ้ มาพิจารณา

ใหเหน็ ทั้งทางท่ีอาศยั กายเกดิ ขน้ึ ระหวางกายกบั ทุกขเวทนากระทบกันหรือรบกนั ทีพ่ ดู
วา “รบกนั ” ตอ สูกันก็ได เพราะความชอกชาํ้ ยอมเขา มาสจู ติ ซ่งึ เปน สถานทต่ี ัง้ “ชยั
สมรภูม”ิ ของกายกบั ทกุ ขเวทนา และสตปิ ญ ญาสรู บกัน

สวนกายกับทกุ ขเวทนาเขาไมท ราบความหมายใดๆ มจี ติ เทา น้นั เปน ผูรับความ
หมาย ถาปญ ญาไมส ามารถตานทานหรือปด กน้ั ไวได จติ ใจจะมคี วามชอกชํา้ มากทีเดียว
แตเ มื่อพิจารณากายและพิจารณาทุกขเวทนา ใหเหน็ ชดั เจนตามความจริงของ

กาย ของเวทนาแลว แทนทีจ่ ติ จะบอบชํา้ เลยกลายเปน จิตท่ผี อ งใสและอาจหาญขน้ึ มา

ไมส ะทกสะทานตอ ทุกขเวทนาท่เี กดิ ขนึ้ มากนอ ยในเวลานัน้ ท้งั สามารถกาํ หนดดู
ทุกขเวทนาไดอ ยางอาจหาญ นั่น !

การพจิ ารณาเพยี งสองอยา งน้ี คือกาย กบั ทกุ ขเวทนา ก็พอแกการพจิ ารณาอยู
แลว เพราะเปน สงิ่ เกี่ยวโยงกันในระหวา งขนั ธท ัง้ หา กับจติ ผรู ับผดิ ชอบในขนั ธ แตเมือ่
จิตสัมผัสในขันธใ ดมาก จะพจิ ารณาขันธน น้ั เพ่อื เชอื่ มโยงกนั ก็ชอบธรรม
“สัญญา” เปน ความจดจํา สาํ คญั มน่ั หมาย มคี วามละเอียด หลอกใหค นลมุ หลง

ตามไดอยา งงายดาย ไมตอ งทอ งคาถากลอมกห็ ลับได “สงั ขาร” คอื ความคิด ความปรุง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๗

ภาค ๓ “ธรร๔ม๓ชุด๑เตรียมพรอ้ ม’’

๓๗๘

ช่ัวขณะๆ แตส ิ่งท่ีปรากฏอยา งเดน ชดั กค็ ือ รูป ไดแกส กลกายของเรา กับเวทนาทง้ั สาม
ทแี่ สดงตวั อยูเสมอๆ ภายในกายในใจ อธิบายเพยี งเทานีก้ พ็ อจะเขาใจได เมอื่ เขาใจ
สองอยางนแ้ี ลว เรอ่ื งสญั ญา คอื ความสําคญั ม่ันหมาย เรื่องกาย เรื่องเวทนา ก็ทราบกัน
ชัดเจนดว ยปญญาเหมอื นกนั และเขา ใจในระยะเดยี วกนั

ยงิ่ เปน วาระสาํ คัญ คือถึงขณะจะเปนจะตายจริงๆ แลว นกั ปฏบิ ตั ิจะถอยไปไม
ได ถอยกแ็ พน ่ี เราไมตองการความแพ ทุกขเวทนาจะมมี ากมายเพยี งไร จะตอ งตอสใู ห
เขาใจเรอื่ งทุกขเวทนาดว ยปญ ญา ไมมีคําวา “ทอ ถอย”

จงพจิ ารณาใหเขา ใจเร่อื งกายเร่อื งเวทนา ทกี่ ําลงั พัวพันกนั อยใู นขณะนัน้ เรยี กวา
“พัวพันกนั ” บา ง “กําลังชุลมนุ วนุ วายกนั อยใู นขณะน้นั ” บา ง ถาสติปญญาไมมีเพียงพอ
ในการตอ สูก็จะเหมาเอาวา “เราทั้งคนนีแ้ หละเปนทกุ ข” เราท้งั คนนแ้ี หละจะตาย แตเรา
กไ็ มอ ยากตายไมอ ยากทุกข อันนีแ้ ลคือการสั่งสมทกุ ขข ึน้ ทับถมตนเองโดยเราไมรูตัว จึง
ควรระวังใหม าก เดี๋ยวจะเปน การย่ืนดา มดาบใหกเิ ลสความสาํ คัญนน้ั ๆ ฟนเอา ฟนเอา
ลมท้ังหงายไมเปน ทา นาสงั เวชและเสยี ดายนักปฏิบัติ เสียเลหก ลใหก เิ ลสบนเวที ตาย
ไปทงั้ คน

แตถ า พจิ ารณาตามหลกั ธรรม คอื ความจริงแลว เอา ! ทุกขกท็ ุกขซ ิ มีเทาไรจง
แสดงข้นึ มา ! เราเปนผูฟ ง “สัจธรรม” คือ “ทุกขสัจจะ” วา เกิดข้นึ จากอะไร เกดิ ขนึ้ ที่
ไหน คนดูตามเนอ้ื ตามหนัง ตามเอ็น ตามกระดูก ทวี่ า “เปนทุกข, ๆ” ดแู ลว มนั ก็ไม
เห็นมีอะไร สว นไหนกส็ ว นนน้ั อยู ตง้ั แตวนั เกิดมาจนกระทั่งถึงปจ จุบนั ไมมคี วาม
เปลย่ี นแปลงไปจากหนงั จากเอน็ จากกระดูก ไปเปนอยางอน่ื มันเปนความจริงของมัน!
อยูเชน น้นั ทกุ ขแสดงขน้ึ มากเ็ ปนความจรงิ ของเขาอยูอยางนัน้ ทุกขไมแ สดงขึน้ มาก็เปน
อยอู ยางนั้น น่ีแลคอื การพจิ ารณาดว ยปญญา

เอา! จิตไมตาย ทุกขเวทนาเปน สิ่งท่ีเกิดไดด ับได จติ ดับไมได จติ จงึ ทนตอ การ
พิสูจน ทนตอความรูทจ่ี ะรูสงิ่ ตาง ๆ เพราะจิตไมฉบิ หาย นัน้ แลเราจึงมที างพิจารณา
ดวยปญ ญาอยางเต็มท่ี ไมอัดไมอน้ั ไมม ีอะไรมาบงั คับกีดขวางได ใชป ญญายํ้าลงไปวา
“เอา ตายกต็ าย แตกกแ็ ตก ผไู มแตกมีอยู เราจะทราบถงึ ความแตกดับของเวทนาวา ดบั
ไปเมื่อไร ใหท ราบ กายจะแตกใหท ราบ ไมม กี ารทอ ถอย จะแตกก็แตกไป อยา
ปรารถนาอยา อยากใหท กุ ข และส่ิงไมต อ งการดบั ไปดวยความปรารถนา ดว ยความ
อยาก น่ันเปน ตัณหา นั่นคอื คมดาบของกเิ ลสเงอื ดเงื้อไว อยา ถลาํ เขา ไป จงสูค วามจรงิ
ดวยปญญา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๘

ธรรมะชดุ๔เ๓ต๒รยี มพร้อม

๓๗๙

จงพจิ ารณาใหเ หน็ ตามความเปน จริงของมัน จะแตกกแ็ ตกไป จะสลายก็สลาย
ไป น่ชี ่ือวาพจิ ารณาตามความเปนจริงแท จะสนกุ เพลินในธรรมท้งั หลายทพี่ จิ ารณาเหน็
ความจรงิ อยางเต็มสดั เต็มสวน แมท สี่ ดุ รางกายจะสลายลงไปเรากเ็ ปน “สุคโต” หรอื ยัง
อยู ก็เปนสุขใจ องอาจกลา หาญ ไมม ีความอบั เฉาเศราหมองภายในใจเลย น่ีเรยี กวา
“สุคโต” ดวยการพิจารณา เปนประการหน่งึ

ประการสาํ คญั กค็ อื พิจารณาอยา งนี้แล จนกระทง่ั เขาใจจรงิ ๆ ในเรื่องขนั ธท ัง้ หา
คอื รูปขันธก็ใหเปน รปู ขนั ธ เปนอยางอ่นื ไปไมได เวทนาขนั ธก ็เปน เวทนา กองเวทนา
หมวดของเวทนา จะเปนอยางอ่ืนไปไมไ ด สญั ญากเ็ ปนสญั ญา สงั ขารกเ็ ปน สงั ขาร
วิญญาณก็เปน วญิ ญาณ แตล ะอยา ง ๆ เปน อยางอ่นื ไปไมไ ด จิตตอ งเปนจติ เปน อยาง
อื่นไปไมได ตางอันตา งจรงิ อยานาํ มาคละเคลากนั พจิ ารณาแยกออกตามความจรงิ ของ
ส่งิ นนั้ ๆ ดวยสตปิ ญ ญาอันทันสมัย ตางอันก็ตางจรงิ ตามหลักธรรมชาติ จติ กจ็ รงิ

ดวยอํานาจของปญญา พิจารณาแยกแยะใหเ หน็ ตามความเปน จริง รูป เวทนา
สัญญา สังขาร วญิ ญาณ กจ็ รงิ จรงิ ทั้งท่ยี ังมีชีวิตอยู จริงท้ังเวลาสลายลงไป ก็สลายลงไป
ตามความจริงของเขา จติ กจ็ รงิ เต็มภูมิของจติ พอถึงขน้ั นี้แลวจิตกห็ มดความหว่ันไหว
ไมกระทบกระเทอื นระหวางขนั ธกบั จิต เพราะตา งอนั ตา งจริง

เรื่องความเปนความตายไมเห็นมคี วามหมายอะไรเลย! เปน ความจรงิ แตละ
อยา งๆ เชนเดยี วกบั ส่ิงทัง้ หลายทแี่ ปรสภาพลงไปนั้นแล ผนู คี้ อื ผกู ําชัยชนะไวไดอยา ง
สมบรู ณ จะไมเดือดรอนเวลาตาย จิตเปนธรรมดา…ธรรมดา เพราะไดพิจารณาถูกตาม
หลกั ธรรมชาตธิ รรมดาไมปนเกลยี ว ไมฝน กบั หลกั ธรรมชาตหิ ลกั ธรรมดา สติปญญา
เดินตามหลกั ธรรมชาติ เพราะธรรมทานสอนตามหลักธรรมชาติ ทา นไมใ หฝ นความ
จริง เมอ่ื พิจารณาตามความจรงิ รตู ามความจรงิ แลว จะไมม ีอะไรฝน กันเลย ปลอ ยตาม
ความจริง ยอ มจะหมดภาระการแบกหามไปเปน ทอดๆ

เอา เปน ก็เปน ตายกต็ าย เม่อื ยงั มชี ีวิตอยูกร็ บั ผิดชอบกนั ไป หากชีวติ หาไมแ ลว
กป็ ลอ ยไปเสยี เพราะเปน บอ ความกังวลวนุ วาย ไฟทงั้ กองไดแกธ าตขุ ันธนี้เอง และได
เรียนรูแลว

“ภารา หเว ปจฺ กขฺ นธฺ า ภารหาโร จ ปคุ ฺคโล” ขนั ธท งั้ หา น้แี ลเปนภาระอนั
หนักย่งิ กวาภเู ขาท้ังลกู เมอ่ื ปลอ ยวางขันธทัง้ หา นี้ไดด ว ยปญ ญาอันชอบแลว ตวั เปนผู
ดบั สนทิ ซงึ่ ทกุ ขท้งั ปวง หาอะไรเกิดขน้ึ ไมไ ดภายในใจ ตัง้ แตบดั นัน้ ไปน่นั แลทานเรยี ก
วา “นิพฺพานํ ปรมํ สขุ ”ํ คอื สขุ ลว นๆ ไมไดส ุขดว ยเวทนา แตเปน สขุ ในหลกั ธรรมชาติ
เปน สุขของจติ ท่บี ริสุทธิ์ ไมใ ชส ุขในสมมตุ ิ เปน สุขในวิมตุ ติ จงึ “ปรมํ สขุ ”ํ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๙

ภาค ๓ “ธรร๔ม๓ช๓ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๘๐

นค่ี อื สารคณุ อนั สงู สดุ ยอด จะเรียกวา “นจิ จฺ ํ” หรือ “นิจธรรม” ธรรมเปนของ
เทยี่ งกไ็ มผิด เมือ่ ไมมอี ะไรจะแยง ภายในตัวแลว คนอนื่ ไมส ําคัญ ขอใหเ จา ของรูตาม
ความเปน จรงิ เถดิ หมดทางขัดแยง เจาของซ่งึ เปนตวั สาํ คญั เม่ือรูร อบเจา ของน้ีแลวก็
หมดปญ หาไปในทนั ที

นแ่ี หละ ท่กี ลา วเบอ้ื งตน วา “ส่งิ ท่ีจีรงั ถาวรโลกตองการ” แลว ส่ิงนี้ก็มีอยใู นส่ิงท่ี
ไมถาวรดังกลา วแลว ตะกี้น้ี คอื อมตํ ไดแกจิตท่ไี มตายนี้

ตอนหนง่ึ ไมต ายแตห มนุ เวยี น เพราะอํานาจของกิเลสมนั ผลกั ไสใหไ ปสูภพ
ตางๆ เมื่อชาํ ระกเิ ลสจนหมดโดยส้นิ เชงิ แลวกเ็ ปน “อมตํ” ไมต ายแตไ มห มุนเวยี น เรา
จะเรยี กวาธรรมชาตินี้เทยี่ งหรอื นิพพานเทยี่ ง กับอันนี้เทีย่ งก็อนั เดยี วกนั ! จีรังถาวรก็ได
แกอ นั น้ี เปน ท่ีพงึ ใจก็ไดแ กสิ่งน้ี หมดความหวาดความระแวงอะไรทง้ั สน้ิ ก็คือธรรมชาติ
อนั น้ี เพราะถอดถอนยาพิษอนั เปนขา ศึกออกจากตนแลวโดยส้นิ เชงิ !

คาํ วา “ตัว” ในสมมุติท่ีถูกปลอ ยวางโดยสิ้นเชิงนัน้ เปน ตัวของพษิ ของภัย ตวั
ของกเิ ลสตัณหาอาสวะ ตวั กอง อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า ซึ่งตอ งเปลีย่ นแปลงอยูเสมอ เมื่อ
ปลอ ยธรรมชาตินไ้ี ดโดยสนิ้ เชงิ แลว จึงไมมีอะไรจะพูดตอไปอกี ถงึ เวลากไ็ ปอยางสบาย
หายหว ง เมอื่ ชีวติ ยงั อยกู อ็ ยูไป กนิ ไป หลบั นอนไป เหมือนโลกทว่ั ๆ ไป เมอ่ื ถงึ กาลจรงิ
แลวก็ไป ไมมปี ญ หาอะไรในความเปน อยหู รอื ความตายไป สาํ หรับผทู ่สี ิ้นปญ หาภายใน
จติ ใจโดยส้นิ เชิงแลว เปนอยางนั้น

นี่แลคอื สารคณุ ของมนษุ ยซึง่ ไดจ ากศาสนธรรม สมกบั นามทว่ี า “มนุษยเ ปนผูมี
ความเฉลยี วฉลาด” นําศาสนธรรมซึ่งเปนของประเสริฐเลศิ โลก มาเปน เครอื่ งยดึ และ
เปน แนวทางดําเนิน หลบหลกี เล่ียงทุกขท ้ังหลายไปได จนทะลุปรุโปรงพนจากภยั โดย
ประการทั้งปวง ชอ่ื วา “มนุษยผูฉลาดแหลมคม” ตรงกบั ทว่ี า

“สจิตฺตปรโิ ยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสน”ํ ทําจติ ใหผอ งใสจนกระทง่ั บริสุทธ์แิ ลว
น้นั แลชอ่ื วา “เปน ผทู รงคาํ ส่งั สอนของพระพุทธเจา ไวได” การทรงธรรมของพระพุทธเจา
ไดต องทรงไวทจี่ ติ นแ่ี ล ทงั้ เปน มหาสมบตั ติ ลอดอนนั ตกาล

การแสดงธรรม กเ็ หน็ วา สมควร

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๐

ธรรมะชดุ๔เ๓ต๔รียมพรอ้ ม



หดั ตาย ๓๘๑

เทศนโ์ ปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกลุ ณ วัดปา่ บ้านตาด
เม่อื วันที่ ๓๐ พฤศจกิ ายนเทพศุทนธโศปักรรดาชคุณ๒เ๕พ๑๘าพงา วรรธนะกุล ณ วดั ปา บา นตาด

เม่ือวันที่ ๓๐ พฤศจกิ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘

หัดตาย

การปฏบิ ตั ถิ ึงคราวเดด็ มันตอ งเด็ด ถงึ คราวเฉยี บขาดตองเฉยี บขาด มันเปน ไป
ตามจังหวะหรือตามเหตุการณทเี่ ก่ียวของกับจิตน่เี องแหละ ถึงคราวจะอนโุ ลมกต็ อ ง
อนโุ ลม ถงึ คราวจะผอนส้นั ผอนยาวไปตามเหตุตามกาลตามธาตุตามขันธก็มี ถึงคราว

หมุนติ้วไปตามอรรถตามธรรมโดยถายเดยี วกม็ ี
เวลาจําเปน ใจซึง่ ควรจะเด็ดเด่ียวตองเดด็ เด่ยี วจนเหน็ ดําเหน็ แดงกนั อะไรๆ

จะสลายไปที่ไหนก็ไปเถอะ แตจิตกับธรรมจะสลายจากกนั ไมได การปฏบิ ัตเิ ปนอยาง
น้ัน เราจะเอาแบบเดียวมาใชน ้นั ไมได เพราะธรรมไมใ ชแ บบเดยี ว กเิ ลสไมใชป ระเภท
เดียวแบบเดียว ประเภทที่ควรจะลงกันอยางหนักก็มี ประเภทท่ีควรจะผอนผนั ส้นั ยาว
ไปตามบางก็มตี ามกาลตามสมยั หรอื เก่ียวกับเรือ่ งธาตุเรื่องขนั ธก าํ ลงั วงั ชาของตัวก็มี
ถึงคราวจะทมุ เทหมดไมมอี ะไรเหลอื เลยก็มี เม่อื ถงึ คราวเชนนั้นอะไรจะเหลอื อยไู มไ ด
มันหากบอกในจิตเอง รอู ยกู บั จติ เอง “เอา ? ทุมลงไปใหหมด กาํ ลังวังชามีเทาไรทมุ ลง

ไปใหห มดอยา สงวนไว กระทง่ั จิตตวั คงทนไมแ ปรไมแ ตกสลายเหมือนสง่ิ อ่ืนๆ กไ็ ม
สงวนหวงแหนไวในขณะน้นั ”

“เอา ! จติ จะดับไปดวยการพิจารณาในสิง่ ทั้งหลายทเ่ี ห็นวาดับไป ๆ ก็ใหร ูวาจติ
น้มี ันดับไป จะไมม ีอะไรเหลอื เปน “ความร”ู อยูใ นรางกายเรานี้ กใ็ หร ดู ว ยการปฏิบตั ิ
ธรรมนเ้ี ทานนั้ ไมม ีส่งิ อนื่ ใดมาเปน แบบฉบบั ”

ถงึ คราวท่จี ติ มนั จะลา ง ลา งโลกออกจากใจนน่ี ะ โลกคอื กเิ ลสนน่ั แล จะรั้งรองอ
มืองอเทา อยูไมได ตอ งสูจ นหวั ใจขาดดนิ้ ไมมคี าํ วา “ถอย” สมมตุ ทิ ้งั ปวงที่มันแทรกอยู
ภายในจติ ใจรวมเปน กองสูงเทาภูเขานก้ี ต็ าม ตองสูจนตายหรือชนะแลว หลุดพน อยาง
เดียว! เพราะเปน “สงครามลา งโลก” ถงึ คราวทีจ่ ะลางใหหมด ตองสูตายขนาดนั้น ลา ง

จนจิตไมมีอะไรเหลอื อยเู ลย
“เอา ใหม ันหมดไปดวยกนั เสยี กิเลสมันก็ดับไป ๆ จิตท่ีรนู จ้ี ะดบั ไดดวยเพราะ

ถกู ทาํ ลายดวยสติปญญาก็ใหมันรมู นั เห็นซิ ไมตองเสยี ดาย ! เพราะเราหาความจริง ใจ
จะดบั ลงไปดว ยกใ็ หร วู าเปนความจริงอันหน่ึง” ถา กเิ ลสดบั ไปใจก็ดับไปดวย ไมมคี วาม

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชุด๔เ๓ต๖รียมพร้อม

๓๘๑

๓๘๒

รูใดๆ เหลอื อยู เหลือแตร า งกายเปนหวั ตอเพราะไมม ใี จครอง กใ็ หม ันรกู ันในขณะ
ปฏบิ ตั นิ แ้ี ลดกี วา กาลอน่ื ใด”

“ท่พี ระพทุ ธเจา ตรัสรแู ลว ธรรมชาติที่บรสิ ทุ ธทิ์ ําไมยงั เหลืออยูในโลก สาวก
อรหตั อรหันตทานบาํ เพญ็ ไดบรรลุธรรม อะไรๆ ข้นึ ชือ่ วา กิเลสดบั สูญไปหมดภายในจิต
ใจ แตท าํ ไมใจทีบ่ ริสุทธ์จิ ึงไมดบั แลวเหตใุ ดพวกเราถงึ จะมาดบั ทงั้ จติ ดว ยจนหาความ
บริสุทธไิ์ มเจอเลย! ถามันจะแหวกแนวจากหลักธรรมของพระพทุ ธเจาจรงิ ๆ กใ็ หม ันรู
ใหมนั เห็น แตถ า จะไมแ หวก ลงถึงกเิ ลสดบั หมดจริงๆ แลว จะไมแ หวกแนว ย่งิ จะเห็น
ของจริงอันวิเศษไดอยางชัดเจน” อะไรจะหนักย่ิงกวา การสรู บกบั กเิ ลส และอะไรจะทกุ ข
ยงิ่ กวา กเิ ลสทับจติ เปนไมมใี นโลกน!ี้

ความโกรธเปนกเิ ลสประเภทหนง่ึ ความโลภ ความหลง ก็เปนกิเลส แตละ
ประเภทลว นทับถมจติ ใจเปนฟน เปน ไฟเผาใจเราเรอ่ื ยๆ มาไมม เี วลาสรา งซา ไมม อี ะไร
จะทุกข ยง่ิ กวา น้ี การแกความโกรธดว ยอุบายตางๆ แกค วามโลภ ความหลง ดว ยอบุ าย
ตางๆ ก็ตอ งไดท าํ หนักมอื ยอมเปน ทุกขลําบากเพราะการกระทําเหมอื นกัน กเิ ลสทบั
ถมเราใหเ ปน ทกุ ขแตไ มเกิดประโยชนอะไร เวลาเราสกู บั กเิ ลสยอ มเปน ทกุ ข แตได
รับผลประโยชนต ามกําลงั ของความเพยี ร คอื กเิ ลสสลายตัวลงไปเปน ลาํ ดับ จนกิเลส
ไมมเี หลอื เลย น่นั คือผลซง่ึ เกดิ จากการทําดวยความเปนทกุ ข การสกู บั กเิ ลสดว ยความ
เปนทุกข หรอื เราเปน ทกุ ขเพราะการสูกบั กิเลส ผลปรากฏขึ้นมาเปนความสุขอยา งไม
คาดไมฝน ตอ งเทยี บเคยี งเหตผุ ลอยางนน้ั เพอื่ หาทางรอดพนจากบว งแหงมารตวั มเี ลห 
เหลยี่ มรอ ยสนั พันคม และทาํ สตั วใหลม จมอยูใ ตฝา เทา ของมนั อยางเกลอ่ื นกลนลน โลก
เรื่อยมา ยากจะมผี เู ลด็ ลอดไปได

ปกตจิ ติ ใจเสาะแสวงหาเหตุกอ กวนตนอยูเ สมอไมว า จิตของใคร เร่ืองของกิเลส
เคยเปนอยา งนน้ั เร่อื ยมา ไมเคยเปล่ียนแปลงแผนการมาทางดีตอ มนษุ ยและสตั วทั่ว
โลกเลย

เรื่องของสติปญญาก็ตองตามสอดสอ ง อนั ไหนที่เห็นวาเปนภยั ตองไดระงบั และ
ตองฝน กนั ถา ไมฝน ไมเรยี กวา “ตอสูเพ่ือปองกนั ตัว” หรอื เอาตวั รอดเพอื่ แกความทุกข
ทกี่ เิ ลสเปนตนเหตสุ รา งขึน้ น้นั ออกจากใจ แมล าํ บากกต็ อ งสู ขนื คิดไปมากพูดบน ไป
มากกย็ ่ิงปลอยไฟใหเ ผาเรามากขน้ึ ในดวงใจ หาความสุขไมไ ดเ ลย

อุบายวิธแี กเ จาของแกอ ยางนี้ ปกตขิ องจติ ถา เราเสริมเทาไร คลอยไปตามเทา
ไร มนั ย่ิงจะปรุงแตเรื่องทจ่ี ะเกดิ ความเดือดรอ นวนุ วายแกต นเรือ่ ยๆ นัง่ อยูก เ็ ปน ทุกข

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๒

ภาค ๓ “ธรร๔ม๓ช๗ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๘๓

นอนอยกู ็เปน ทุกข อยทู ี่ไหนกม็ แี ตกองทุกขห าความสุขไมได จติ เปนไฟทัง้ กองจาก
ความคิดปรงุ ตางๆ เพราะฉะน้นั การแกจ ึงแกล งทีจ่ ติ น้ี

การระงับ การแกก เิ ลสตา งๆ ดวยอุบายปญญา ถึงจะหนกั บางเบาบางทุกขบา ง
ลาํ บากบา งยงั พอสู เพือ่ จติ ไดพนจากภัยคอื ความทุกขความเดอื ดรอ นจากกเิ ลสกอ ไฟ
เผาดวยความคิดปรุงและความสาํ คญั มน่ั หมายตางๆ เราตอ งยอมรบั ความทกุ ขท ่ีจะ
เกดิ ขึน้ จากการตอ สูน้ันๆ จะชอ่ื วา “เปน ผรู ักตน” ไมป ลอ ยอะไรใหเขา มาเผาลน ราวกบั
ใจไมม ีเจา ของรบั ผดิ ชอบ ท่ปี ลอ ยใจใหเ รารอ นหากาํ หนดกฎเกณฑไ มไดวันยังค่าํ คืนยัง
รุง แลวแตจะเปนอยา งไรตามบญุ ตามกรรมนนั้ มนั ก็เจอแตเ รอ่ื ง “ตามบญุ ตามกรรม”
เร่ืองยถากรรมไปเรอื่ ย ๆ หาสาระภายในใจเลยไมม ี สดุ ทา ยกห็ าความหมายในตวั ไม
ม!ี

การแกตวั เองนน้ั เพ่ือหาสารคณุ เพือ่ หาความจริง เพ่ือพบความมงุ หมายอัน
สาํ คัญภายในใจ เพราะเราทัง้ คนมคี วามหมายเต็มตวั จะปลอ ยใหส ่ิงที่จะมาทาํ ลาย
ความหมายมาทาํ ลายสารคณุ ภายในจติ ใจ โดยไมม กี ารตา นทานไมมกี ารแก ไมมีการตอ
สกู ันเลยนน้ั ไมสมควรอยางย่งิ ถาเราแพวนั นว้ี ันหลังเราก็แพอีก เพราะเราไมสศู ัตรนู ้นั
ถาเราไมสูแลวเขาไมถอยเปนอนั ขาด เพราะไดท า ไดท แี ลว ย่งิ จะเหยยี บยาํ่ ทาํ ลายหนกั
มือเขา ไปโดยลําดับ

ถา เรามีทางตอ สูมีทางแกกันบา ง สง่ิ นน้ั กเ็ บาลง อะไรทเี่ กิดขึ้นคิดขึ้น เห็นวาเปน
ของไมด รี บี แกม นั ไมน อนใจ สง่ิ น้นั กไ็ มม ที างกําเริบตอ ไป เพราะมสี ง่ิ ระงบั มีสง่ิ ดบั กัน
อยเู สมอ

ภยั ของจติ ใจก็คอื กิเลสนน้ั แล ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความ
ชัง นัน้ เปน ภยั เราใหร ูม ันเราแกม นั แมจะยังพน ไปไมไดก ต็ าม การมีสิง่ แกกันนั้นก็พอสู
กันไปได ถามแี ตพ ิษอยา งเดียวไมมยี าแกเ ลยนั้นมันกแ็ ย การส่งั สมแตพิษภัยข้นึ ภายใน
จิต อุบายแกไขไมม ีเลยมันแยจริงๆ แมจะบนตําหนติ นมากนอยก็ไมเกดิ ประโยชน มนั
ตองแก!

เราเปน คนท้งั คน จิตท้ังดวงมีสาระเตม็ ดวง จะปลอ ยใหกิเลสเหยียบย่ําทําลาย
โดยไมมีการแกไขการตอสกู นั เลยน้ัน ไมสมควรกับเราซึ่งเปน เจา ของจิตใจ ตองคิด
อยา งนี้เสมอ และเรงเครือ่ งเขา เผชญิ หนาทาทายกับกิเลสทกุ ประเภทวา “มาเถดิ กิเลส
ตวั ใดทย่ี งั ไมเคยตาย จะไดท ราบความตายเสยี ในวันน้เี ดี๋ยวน้ี เรากาํ ลงั รอเขียนใบตาย
ใหอ ยูแ ลว เวลาน้ี กิเลสตวั ใดไมเ คยมีใบตายติดมือ ใหโ ผลต วั ออกมารับมือกับเรา” น่ี
วธิ ปี ลุกใจใหม ีความอาจหาญชาญชัย เพราะใจไมผ ิดอะไรกับชางมาตัวพาเขาสูสงคราม

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๓

ธรรมะชดุ ๔เ๓ต๘รยี มพรอ้ ม

๓๘๔

ในคร้งั กอ นๆ โนน พอไดรับการปลุกใจจากเจา ของผฉู ลาดเทา นั้น ชาง มาจะเกดิ ความ
ฮึกเหมิ ผาดโผนโลดเตน ขึน้ ทันที แลวพาเจา ของวง่ิ เขา สแู นวรบไมก ลัวตาย

แตการฝกจติ นสี่ ําคัญมาก เพราะจิตเราไมเคยฝก เคยแตปลอยไปตาม
ยถากรรมตง้ั แตไหนแตไ รมา หรือตง้ั แตว ันเกิด จะมาหักหา มเอาใหไ ดอยางใจในวนั
หน่งึ ขณะเดียวน้นั มนั เปนไปไมไ ด การเรม่ิ ฝก กค็ อื เรม่ิ หกั หา มจติ ใจ ไดบางเสยี บา ง
เพราะถอื วาเปนขั้นเรม่ิ แรก ทเ่ี รายงั ไมสามารถอนุโลมปลอ ยไปกอ นกม็ ี เมอ่ื มันหนักเขา
จริงๆ เราก็ตองอนโุ ลมไปกอ น แตหาทางแกไ ขหกั หามมนั อยูเ สมอภายในใจเพราะ
กําลังเรายังไมพ อ ถาไมป ลอยบางจะไปสูเ ขาไดอ ยา งไร ก็ตอ งยอมปลอ ยไปกอน โดยทํา
ความเขาใจไว แลว คอยขยับความเพยี รเขา ไปเรือ่ ยๆ เรงไปเรื่อยๆ ดว ยวิธกี ารตา งๆ

เอา ทกุ ขบ างทนเอาบา งจะเปน ไรไป เพราะเราเคยทน ทาํ ไมโลกนีเ้ กิดขน้ึ มาใคร
ก็ไมเ คยคดิ ทนเร่อื งทกุ ข แตมนั จําเปน เขาทนไดเราก็ทนได แตเ วลาเราจะทนบา งเกยี่ ว
กับการฝกจิตที่ไดร บั ความทุกขตางๆ นั้นทําไมจะทนไมได สิ่งทีค่ วรทนและพอจะทนได
เราก็ตอ งทน โลกนไ้ี มใ ชโ ลกสขุ ลว นๆ มนั มีทุกขเจอื ปนอยูดว ยกนั ทุกคนและไมวา งาน
ใด มนั มที ุกขเจือปนอยูดว ยกันท้ังนนั้ ขน้ึ ชื่อวา การทาํ งานแลว งานทางโลกกต็ องมีทกุ ข
เพราะการทาํ งาน งานทางธรรมก็ตองมีทกุ ขเ พราะการทํางาน ใหอ ยเู ฉยๆ จะไมใหม ี
ทุกข ทง้ั ๆทเี่ ราตอ งทํางานอยูม ันเปน ไปไมไ ด ตอ งมีทกุ ข เราก็ยอมรบั เพราะการทาํ งาน
แตท กุ ขเพราะการทํางานทางดา นกศุ ลนีม้ ันเกิดผล ไมใ ชเ ปนทุกขเฉยๆ โรคเกดิ ข้นึ ภาย
ในกายเรา เปนความทกุ ขความลําบากและไมเกิดผลดอี ะไร เรายงั ตอ งอดทนตอมนั ถา
เราไมพ ิจารณาใหเกิดผลดี ถาเราพิจารณาใหเกิดผลดว ยอุบายวธิ ีตา งๆ ของสตปิ ญญา
ทุกขก็เปน เครอ่ื งหนนุ ปญ ญาใหแหลมคมได และเกดิ ผลเปนความสงบ เปนความรูเ ทา
ทันกัน ปลอยความกงั วลได เพราะทราบความจริงดวยการพิจารณา นีก่ เ็ ปน ผลดี จะทํา
ใหเกดิ ผลดีผลชวั่ มนั เกดิ ไดท ้งั นั้น

ทีว่ า จะทําอะไรลงไปก็กลัวจะลําบาก กลัวจะทุกข หาแตเ รื่องยุงเหยงิ วนุ วายใสตัว
น้ี มันเคยมีเคยเปนมาแลว ขออยา ใหมนั มารบกวนเรามากมายนกั เลย ไมว า อะไรถา
เปนของดีแลว มกั จะมีอะไรมาตานทานมาขัดขวางไมอ ยากจะใหทํา นค่ี อื อบุ ายของ
กเิ ลสทเี่ คยอยูเหนอื หวั ใจเรามานาน จงทราบไวเสยี บา งวา นค้ี ือเร่อื งของฝายตํา่ มา
เหยยี บยา่ํ ทําลายเรา และอยเู หนือจติ ใจเราตอ ไปไมย อมลง ควรจะผลักมันออกไปก็ให
ผลักไปบาง ควรจะตอ สูดวยวธิ ีใดกต็ อสบู า ง หรือจะตอ สูจนเวทพี ังกเิ ลสพังกจ็ ะเปน ไร
ไป ขอแตอ ยา ใหเ ราพังกแ็ ลวกนั คาํ วา “เราพัง” นไี้ มอยากไดย ินเลย

เอา แพบางชนะบางไมเ ปนไร! ยงั มกี ารตอ สู แสดงวายงั ไมต ายใจกับเขาทีเดยี ว
ตองฝน กนั บางอยางนี้ ฝน ไปฝนมาความฝน กค็ อยมี “วนั เคยชนิ ” ขึ้นมา อบุ ายทจ่ี ะ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๔

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๓ุด๙เตรยี มพร้อม’’

๓๘๕

สนับสนนุ การฝนก็มีขน้ึ มา ตอ ไปกท็ นั กันไปเอง อยา ลมื คาํ วา “พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ”ที่
เคยแสดงแลววา พระองคเ ปน นกั รบ นักปราบขา ศกึ องคเ อก จงยึดทานเปน ขวญั ใจเวลา
เขา สูแ นวรบหรอื เวลาปกติ ไมมีอะไรขวาง นอกจากเปนสิรมิ งคลอยา งเดียว

พระพุทธเจา ไมเปน ผูล างมือคอยเปบ ทานถึงขั้นสลบไสลนน้ั นะ! คนไมท กุ ขมาก
จะสลบไสลหรือ ทานมคี วามลาํ บากลําบนแคไหน การทาํ งานเปน อยา งนน้ั เปนคติตวั
อยา งไดท กุ พระอาการท่แี สดงออกมา เราในฐานะพทุ ธบริษัทไมไดเ หมอื นพระพทุ ธเจา
ทกุ กระเบยี ดน้ิวก็ตาม ไดแบบศิษยมคี รูก็ยงั ดี ถอื ทานเปนคตติ ัวอยา งทง้ั การบําเพ็ญทงั้
การยดึ ถอื ฝากเปน ฝากตายในองค “พุทธะ” หรอื พระพทุ ธเจา ผูบรสิ ทุ ธ์ิ ไมใ ชเ อากิเลส
เปน ครูทา เดียว จะทําความเพยี รเม่ือไรทา ใด ถูกแตท า กิเลสดดั เอา ๆ ฟงเสยี งแพวา
“ยอมแลว ๆ” กระเทอื นไปทวั่ จักรวาล เสยี งชา งสารก็ไมดังเทา เสียงนักรบยอมแพก ิเลส
นมี่ นั นา โมโหจะตายไป!

คนเราถา เห็นกเิ ลสเปน ภยั บา งแลว ผนู น้ั ยงั มที างจะแกไขและผา นพน ไปได ถา
เห็นกิเลสกบั เราเปนอันเดยี วกัน หรือเหน็ วาไมเ ปน เร่ืองของกิเลส แตเปน เรอ่ื งของเรา
หมด กห็ าทางแกกันไมได เพราะจะกระเทือนคําวา “เรา” ดีไมด ีถูกกลอมใหหลับสนทิ
ไมม ีวนั รสู ึกตัวไดเลย แบบน้ีคอื แบบ “จม”

ถา สิ่งท่เี ปน ขา ศกึ ตอ เรา ส่งิ ท่ใี หค วามทกุ ขค วามลําบากแกเ รานนั้ เราเหน็ วา เปน
กเิ ลส เรากับกิเลสกถ็ อื วาเปนขาศึกกนั และตองตอ สกู นั ถามกี ารตอ สกู ันก็แสดงวาเปน
คนละคน ไมใชเ ปน อันเดยี วกันเสียจนหมดเนื้อหมดตวั ยงั พอมสี ตบิ า ง ความเปน ผมู ี
สตบิ า งน้ีแหละ เปน เหตใุ หต อ สคู วามคดิ ในแงตา งๆ ทเ่ี หน็ วา ไมเ ปน ประโยชนห รอื
เปน โทษแกเ รา พยายามฝา ฝน และแกไ ขดว ยปญญาจนเรือ่ งนั้นผานไป และพยายาม
แกไขใหผานไปดว ยอบุ ายสตปิ ญญาเร่ือยๆ ตอไปใจกร็ าบรนื่ ไมฝ นมากเหมือนขั้นเร่ิม
แรกฝก แมท กุ ขก ็ยอมรับ การทํางานตองทกุ ข ทุกขเพราะผลอันดีไมเ ปนไร ขณะที่เราสู
สูไดข นาดไหนกส็ กู นั ไป ทํากันไป ฝาฝน กันไปดว ยความเหน็ ทุกข นี่เปนทางเดินของนัก
ปราชญท านเคยตะเกยี กตะกายมาแลว กอนทที่ านจะหลดุ พน ลว นแตต ะเกยี กตะกายมา
ดวยกันท้ังนน้ั จะมาลา งมือเปบ เอาเฉพาะเราคนเดยี วซง่ึ เปนลูกศษิ ยข องตถาคต แต
กลบั แหวกแนวยง่ิ กวาครมู ีอยา งหรือ !

ครมู คี วามทุกข ลกู ศิษยก็ตอ งมีความทกุ ขบ า ง เพราะเดินตามครู รองรอยทา น
เดนิ อยา งนน้ั เราจะหนีจากรองรอยทานไปไหน ก็ตอ งยอมรับทกุ ขซ่งึ เกิดจากการปฏบิ ัติ
หนา ทีข่ องตนโดยชอบธรรม ทกุ ขเพราะการบําเพ็ญไมส ําคญั เทา ใดนัก แตทุกขเ วลาจะ
ตายนี่ซิใครจะชว ยเราได ! ทกุ ขเ วลาทาํ งาน ถา มันทกุ ขมากๆ เรายังพักผอ นการงานได

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๕

ธรรมะชดุ๔เ๔ต๐รียมพรอ้ ม

๓๘๖

ทุกขก ็ระงับไป ถาจะสไู มไ หวเพราะความทุกขน ห้ี นกั มากเกินไป เราผอนงานลงบา ง
ความทุกขก็ผอ นลง เราหยดุ งานความทกุ ขก็ดับไป เชน เรานั่งภาวนานานมันเปนทกุ ข
มาก เราหยดุ เสียกอ นพักน้ีทุกขก็ดับไป ก็พอระงับกันไปได

แตท กุ ขเ วลาจะตายนน้ั นะ มนั ระงบั ไมได! นอนอยูมนั กท็ กุ ข ทุกขห มดทัง้ ตัวใน
ขณะนอน ลกุ ขนึ้ นง่ั มันจะหายไหม ก็ไมหาย เดินจะหายไหม ก็ไมหาย อาการใดก็ไม
หายทัง้ นนั้ อริ ยิ าบถทั้งสี่เอามาตอสู หรือเอามาใชกับความทุกขใ นขณะท่ีจะตายน้ัน ไม
ไดผลท้ังนน้ั เราเอาอนั น้ีมาเทียบบางซิ เวลานง่ั นานยนื นานเดนิ นาน หรอื ตอ สูกับ
เวทนาขณะท่มี นั เจ็บมากปวดมากขึน้ ตอนทีเ่ รานงั่ ภาวนานาน ทุกขเวทนาท่เี กดิ ขน้ึ ใน
ขณะที่เราพิจารณานจี้ ะเกิดขึน้ มากนอย ถาสไู มไ หวเราถอยได นอ่ี นั หนง่ึ เปน ขอ ลด
หยอนผอนผันไปตามความจําเปน แตอยาถือเปน ความจําเปน จนกเิ ลสไดใ จ ถงึ กบั นง่ั
ภาวนาไมไ ด เดนิ จงกรมไมไ ด ใหทาน รกั ษาศีล ไมได ตอ งมที า ตอ สูอ ยูเสมอ

ในขณะที่เราจะตาย ทุกขเวทนามันเผาเราหมดท้ังตัวเพราะถอยไมไ ด ถอยไป
อริ ิยาบถใดก็เปน ไฟไปดวยกนั ทกุ ขอนั ไหนจะมีนาํ้ หนกั มากกวากัน เอาสองขอนี้มา
เทียบกันดู กอนตายเรายงั ตองทนทุกขอ ยู ขนาดที่สไู มไหวยังตองทนจนกระทั่งตาย การ
ภาวนานานบา งนย้ี งั พอสไู หวน่ี พอถอยได ทําไมเราจะทําไมได คดิ ดูเรามาเทียบกันดู
ความขยนั ความบึกบนึ ความมแี กใจ ความอาจหาญยอ มเกดิ ขึ้นไดดวยอุบายปญญาแง
หน่งึ เวลาจติ มนั ถอยมนั ทอ ตองเอาอุบายปญญานีม้ าใช เพื่อเปน กาํ ลังใจหนุนขึ้นมาให
เกดิ ความกลา หาญไมสะทกสะทาน ตอ สูก นั ไดชัยชนะไปโดยลาํ ดับๆ ในขณะนัน้ กม็ ีดว ย

อบุ ายปญ ญา คิดดใู หด ี ใหท นั กลมายาของกเิ ลส เวลาจะตายมนั เปนอยาง
นน้ั ดวยกันทุกคนไมม ใี ครมีขอยกเวน !

อิรยิ าบถท้งั ส่ี จะเอาไปใชป ระโยชนใ นการผอนคลายทกุ ขเวทนาซ่ึงแสดงขึ้นใน
เวลาจะตายน้นั ไมไ ดผ ลเลย มแี ตจะ “แตก” ทาเดียว มแี ตทุกขท า เดยี ว กระทง่ั แตกไป
ขณะท่ีเราจะสกู บั ทุกขเพ่อื การทําความดี ทําไมจะสูก นั ไมไ ด กม็ ันยังไมแ ตกนี่ มันทุกข
ขึ้นมาจริงๆ เราถอยได นก่ี ็ยงั พอฟด พอเหวี่ยงกันไปดวยอบุ ายปญ ญา เวลาจะเอาจริง
“เอา ขณะท่ีมนั จะตาย อะไรจะตายกต็ ายไปเถอะ เรื่องสติปญญาถงึ ข้นั แหลมคมเต็มท่ี
แลวภายในใจ จะรกั ษาดวงใจนีไ้ ดอ ยา งสมบูรณ ไมม ที กุ ขเวทนาตัวใดทีจ่ ะเขามา
เหยยี บย่าํ ทําลายจติ ใจน้ีใหเสยี ไปได น่เี รียกวา “แนใ จเต็มท่ี !”

ทกุ ขเกิดขน้ึ ทกุ ขน้นั ก็ดับไป ไมม อี ะไรดบั นอกจากทกุ ขท เ่ี กิดข้นึ แลว ดับไป
เทานั้น มที กุ ขเวทนาทเ่ี กดิ ขน้ึ ภายในกาย มีกายทเ่ี ปน ตัวเกิดนเี้ ทานน้ั เปนทกุ ข เปน ผู
จะดบั จะสลาย ไมมอี นั ใดดบั อนั ใดสลาย นอกจากสง่ิ น้ี สิง่ ทผ่ี สมกนั นส้ี ลายเทา น้นั

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๖

ภาค ๓ “ธรร๔ม๔ชุด๑เตรียมพรอ้ ม’’

๓๘๗

สวนจิตไมม ีอะไรผสม นอกจากกเิ ลสเทา นน้ั ท่มี าผสมจิต กเิ ลสเปน สง่ิ ทด่ี บั ไป
ได แตจติ ลวนๆ ดบั ไมไ ด ไมม ีดับ จิตจะดับไปไหน อะไรจะสลายกส็ ลายไปจะเสียดาย
มนั ทําไม ความเสยี ดายเปน ความเยอ่ื ใย เปน เรอ่ื งกดถว งจติ ใจ ความเสยี ดายน้ันคอื
ความฝน คตธิ รรมดาแหง หลกั ธรรมทท่ี า นสอนไว และเปนขา ศึกและผอู าลยั เสียดายอีก
ดวย

เอา ทกุ ขเ กิดขน้ึ มากนอ ยกเ็ ปนเร่ืองของทุกข ทกุ ขจะดับไปก็เปนเร่อื งของทุกข
เราเปน ผรู ู รูทงั้ ท่ที ุกขเ กิดขึ้น ทงั้ ทกุ ขต ัง้ อยู ทั้งทุกขดบั ไป ธรรมชาตนิ เ้ี ปน “ผูร ”ู ไมใ ช
ผเู กิดผดู บั จะกลัวความเกดิ ความดับ กลัวความลม ความจมในจติ อยางไรกัน มนั จะลม
จมไปไหน พิจารณาอยางนเ้ี พอ่ื จะฟน ฟูจิตใจขึ้นมาจากตมจากโคลน เพ่ือใหใจไดเ ห็น
ชัดรชู ดั ตามความจรงิ จติ ใจจะลมจมไปไหนถึงกลวั นกั หนาในขณะจะตาย มันหลอกกนั
เฉยๆ น่!ี ตามความเขา ใจของทา นของเรา ถา พดู ถงึ วา หลอกกนั นะ แตไมมใี ครจะมี
เจตนาหลอกใครแหละ ตายๆๆน่ีนะ

โลกเขาสมมตุ กิ นั มาอยา งนน้ั นบั กปั กลั ปไ มไ ดแ ลว เมื่อพจิ ารณาเขาถึงความ
จริงแลว “โอ นม่ี นั หลอกกนั ” ความจริงไมมีอะไรตาย! ธาตสุ ่ี ดิน น้ํา ลม ไฟ สลายลง
ไปแลว กไ็ ปอยตู ามธาตเุ ดมิ ของเขา จิตทีก่ ลวั ตายน้ยี ง่ิ เดน มนั ไมไดตายนี่ เห็นชดั ๆ
อยางน้ี อะไรเปน สาเหตใุ หจ ติ ตายไมม ี เห็นชัดๆ อยวู าไมมี ใจยงิ่ เดน ผทู ่รี ทู พ่ี จิ ารณา
สิ่งท้งั หลายนน้ั ยิ่งเดน

เราไมหวงอะไร จะไปก็ไปเม่อื ถงึ คราวแลว ผูทร่ี ูกร็ ูตามเหตุตามผล ไมถ อยใน
เรื่องรู ผทู ีส่ ลายก็สลายไป ไมอาลยั ไมเสยี ดาย ไมหวง หวงทําไม? มันหนกั ยึดไวท าํ ไม?
ส่ิงเหลานเี้ ปนของหนกั มาก

การรูตามเปน จรงิ ปลอยวางตามสภาพของมนั นั่นแลคอื ความจรงิ ไมกงั วล ถงึ
อยไู ปอีกมันก็จะตายอยางนี้ อยูเ พอื่ ตาย! อยเู พือ่ แตก! เวลาน้ี พจิ ารณาใหเห็นความ
แตกดับเสยี กอ นตั้งแตย ังไมแตก นี่เปนสง่ิ ที่เหมาะสมอยางยง่ิ สําหรบั ผูมีปญญา นข่ี ้ัน
สําคญั !

ผพู ิจารณาเชน นีจ้ ะเปน ผูไมหวน่ั ไหว เหน็ ชัดตามเปนจรงิ ทีช่ ่อื วา “เวทนา”น้นั
มนั เปน อะไร มนั กเ็ วทนานน่ั แล มันเปนเราเมื่อไร มนั เกิดข้ึนมนั ดบั ไป เราทําไมจะเกิด
ข้นึ ดับไปอยูวันยังค่ําคนื ยังรงุ เชนนั้น ถา เวทนาเปน เรา ถา เวทนาเปน เราแลว เอาทไ่ี หน
เปน ทแี่ นใ จวา “เปน เรา” หรอื สาระอะไรวา เปนเราได ทกุ ขเวทนาเกดิ ขนึ้ ก็วาเราเกิดขึ้น
ทกุ ขเวทนาดบั ไปกว็ า เราดบั ไป มแี ตเราเกดิ เราดบั อยูวนั ยงั คํา่ คืนยังรงุ หาความแนนอน
ทไี่ หนได! ถา เราจะไปเอาเรากบั ทกุ ขเวทนามาบวกกนั มนั ไมไ ดเ รอ่ื ง เหลวไหลทั้งนั้น

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๗

ธรรมะชดุ ๔เ๔ต๒รยี มพรอ้ ม

๓๘๘

เพราะฉะนัน้ เพื่อความจริง เพ่ือความไมเ หลวไหลตอ งใหท ราบ ทุกขม นั เกิดขึ้นมากนอ ย
ตองใหทราบวาทุกขเกดิ ขนึ้ คอื เรอื่ งของทุกข มันต้งั อยูก็คือเรื่องของทกุ ข มันดับไปก็คอื
เร่อื งของทกุ ข เราผรู ทู ้ังทุกขท่ีเกิดขึ้น ตัง้ อยู และดับไปเปน เร่อื งของเรา เปน เรอ่ื งของ
ความรนู ี่!

“สญั ญา” จาํ ไดแลว มันดบั เราเห็นไหม มันเกดิ มันดับอยอู ยา งน้นั เปน “เรา”ได
อยางไร เอาความแนน อนกบั มนั ไดท ไ่ี หน ทา นจึงวา “สญฺ า อนิจฺจา สญฺ า อนตตฺ า”

“สงั ขาร” ปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงเทาไรมนั ก็ดับไปพรอ มกนั ทั้งน้นั ถาเราจะเอา“เรา”
เขา ไปสูสังขาร มนั เกดิ ดบั วันยังค่ํา หาความสขุ ไมไดเ ลย

“วญิ ญาณ” มนั กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบเมือ่ ไรมันรู ๆ รแู ลว
ดบั ไปพรอ มๆ กนั ทงั้ ขณะที่เกิดท่ีดบั มันขึน้ ในขณะเดยี วกนั เราจะเกิดดับ ๆ เกิดดับ
อยอู ยา งนน้ั หาความแนน อนเทยี่ งตรงไดอ ยางไร

เพราะฉะนั้นสง่ิ เหลานีจ้ ึงเปน อาการอันหนง่ึ ๆ เทา นั้น ผูท่ีรสู ิง่ ทงั้ หลายเหลา
นแ้ี ลคอื ใจ ความรเู ปน ส่ิงที่แนน อน เปน สงิ่ ทตี่ ายตวั ขอใหร สู ่ิงภายนอกอนั จอมปลอม
ทัง้ หลายนี้ วา เปนสภาพอนั หน่งึ ๆ เทานั้น จติ น้ีจะตั้งตวั ไดอยา งตรงแนวไมหวั่นไหว
จะเกิดขน้ึ ก็ไมหว่ันไหว จะไมเกดิ ข้ึนก็ไมหวั่นไหว จะดบั ไปกไ็ มมอี ะไรหวัน่ ไหว เพราะ
จิตรูเ รอ่ื งทุกส่ิงทกุ อยางบรรดาอาการทีอ่ าศยั กันอยู และรทู ้ังตวั จรงิ คือธรรมชาติ
ของจิตแทว าเปนตวั ของตัวแท ดวยความบริสุทธ์ใิ จ ดว ยปญ ญาซกั ฟอกดว ยดแี ลว ผนู ้ี
เปน ผูแนนอน นี่แหละทา นผแู นน อน คือทา นผูรธู รรมชาติทแ่ี นนอน และรถู ึงสิง่ ทเ่ี กย่ี ว
ขอ งทงั้ หลายตามความเปนจริง ปลอ ยวาง สลดั ปดทิง้ ออกตามสว นของมัน สว นไหนท่ี
จริงใหอ ยูตามธรรมชาตแิ หง ความจริงของตน เชน จิต เปนตน

นี่หลกั ความจริง หรอื หลกั วชิ าทเ่ี รยี นมาเพื่อปอ งกนั ตัว เพือ่ รกั ษาตวั เพอ่ื ความ
พน ภัย เปลื้องทุกขทงั้ หลายออกจากตัว นีค่ ือหลักวิชาแท เรยี นธรรมเรยี นอยางน้เี รียน
เรื่องของตวั เอง เรียนเรื่อง “ความรู” ความคิดตา งๆ เรียนเรือ่ งกาย เร่ืองเวทนา สัญญา
สังขาร วญิ ญาณ อนั เปน “อาการ ๕ อยาง” น้ี ซ่งึ เปนสงิ่ ทีเ่ กย่ี วเนอ่ื งกับใจ ถึงกบั เหมา
วา นี่เปน ตนเปนของตน ใหร ตู ามความเปน จริงของมนั ทกุ อาการ แลว ปลอยวางไวตาม
สภาพแหง อาการของมัน

น่ี เรียกวา “เรยี น” เรียกวา “ปฏิบัติ” เรียกวา “รู” รกู ็ละก็ถอน!
ถา รจู ริงแลว ตอ งละตอ งถอน เมือ่ ละถอนแลว ความหนักซึ่งเคยกดถวงจิตใจที่
เนื่องมาจาก “อปุ ทาน” กห็ มดไป ๆ เรยี กวา “จิตพนจากโทษ” คอื ความจองจําจากความ
สาํ คัญมน่ั หมายท่เี ปน เหตุใหจ องจํา พน อยางนี้แลท่ีวา “จิตหลดุ พน ” ไมไดเ หาะเหนิ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๘

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๔ดุ๓เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๘๙

เดนิ ฟาข้ึนไปท่ีไหน พน ตรงท่มี นั ของนัน่ แหละ ทีม่ ันถูกจองจําน่ันแหละ ไมไดพ น ที่
ไหน รทู ีม่ ันหลงน่ีแหละ สวางที่มันมืดน่นั เอง นีจ่ ิตสวา ง คอื สวางท่ีตรงมืดๆ มืดมน
อนธการ มดื อยูภายในตัวเอง

ทีนเ้ี วลาพจิ ารณาปฏิบัตไิ ป สติปญ ญาเกดิ ขึน้ ๆ สอ งแสงสวา งใหเห็นความจริง
ในสิง่ ทเี่ กย่ี วของกับตน ทราบวาเปนเพียงสง่ิ ทเี่ กย่ี วของ สลัดออกไดโ ดยลาํ ดับๆ เมื่อ
ความสวา งรอบตัวก็ปลอ ยไดห มด

“ธมโฺ ม ปทโี ป” จะหมายถึงอะไร ถาไมห มายถงึ “จิต” ดวงทส่ี วา งรอบตัวไมมี
อะไรเจอื ปนเลยจะหมายถึงอะไร! นีเ่ รยี กวา “ธรรมแท” ธรรมแททเี่ ปนสมบตั ิของเรา
หมายถึงธรรมนี้ ทเี่ ปนสมบัตขิ องเราแท ท่ีเปน สมบัตขิ องพระพุทธเจา กท็ ปี่ ระทานไว
เปน ตํารบั ตํารา!

เราเรียนเทา ไรกม็ ีแตค วามจาํ ไมใ ชเปน ตัวของตัวแท เอาความจาํ นน้ั เขา มา
ปฏิบตั ิใหเปน ความจรงิ จนปรากฏขน้ึ เปน “ธมฺโม ปทโี ป” เฉพาะภายในใจเรานเี้ ปน
สมบัติของเราแท นแ้ี ลคอื “ธรรมสมบัต”ิ ของผูปฏิบัติ

พระพทุ ธเจา มพี ระประสงคอยา งน้ีท่ปี ระทานศาสนาไว ใหรจู ริงเหน็ จรงิ ตามน้ี
“สนทฺ ฏิ ฐโิ ก” ไมทรงผกู ขาด ผูปฏิบตั ิจะพึงรเู องเหน็ เอง “ปจฺจตตฺ ํ เวทิตพฺโพ วิ ฺ หู ิ”
ทานผรู ูท ้ังหลายจะพงึ รเู ฉพาะตน คอื หมายถึงรอู ยางนี”้ นเี่ ปนผลของการปฏบิ ตั ิธรรม
เมอ่ื ไดผ ลเต็มท่ีแลว อยไู หนกอ็ ยเู ถอะ แสนสบาย หมดกงั วล โลกจะมีมากมนี อ ยเพยี ง
ใดมคี วามวุนวายขนาดไหน ผนู ไี้ มวุน เพราะผูนไ้ี มเปนโลก ผนู ีไ้ มห ลง

เรื่องโลกมันกวา งขวางมาก ไกลจากตัวของเราออกไป เฉพาะอยา งยง่ิ ท่ีเกยี่ วขอ ง
อยูท ัง้ วนั ท้ังคืน กค็ อื “ขันธหา ” กบั “จิต” นแ่ี หละ มนั เก่ยี วของกันจนจะแยกกันไมออก
แตน้เี รายังสามารถแยกออกได ทําไมเราจะไปหลงวาเปน “โลก” ดว ยกนั

นแี่ หละการปฏิบัติ ผลเปนอยางนี้ เปนอยางนแี้ นนอนไมเ ปน อ่ืน ขอใหผลิตขนึ้
มาพิจารณาขน้ึ มา ปญญาหุงตมกินไมไ ด ใชไ ดแตแ กก ิเลส ใชแกความงมงายของเจา
ของเทา นนั้ ใหพจิ ารณา เรยี นตรงนีแ้ หละเรยี นธรรม อยา ไปเรียนทอ่ี ืน่ ใหมากมายกาย
กอง เพราะพษิ อยูตรงนี้ โทษภยั ก็อยตู รงนี้ แกตรงนแี้ ลว คณุ คา อันสาํ คญั กเ็ กดิ อยทู น่ี ี่
เอง!

เอาละ การแสดงธรรมขอยตุ ิ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๙

ธรรมะชดุ ๔เ๔ต๔รยี มพร้อม



อะไรตายกันแน่? ๓๙๐

เทศน์โปรดคุณเพาพงา เวทรรศธนนโ ะปกรุลดณคุณวเดั พปาา่ พบา้งนาตวารดรธนะกลุ ณ วดั ปา บา นตาด
เมื่อวันท่ี ๒๙ มกราคม พุทธศเักมรื่อาวชัน๒ท๕่ี ๒๑๙๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

อะไรตายกันแน

ถาเทียบเคยี งอันตรายระหวา งกิเลสกับเรา กเ็ หมอื นกับแมเ นื้อกับนายพราน แม
เน้อื เทย่ี วหากนิ ไป ถกู นายพรานยงิ เอา ๆ ยิงจนกระท่งั แมเนอ้ื ตาย แมเ นอ้ื เองไมมี
โอกาสจะทราบวาใครเปนคนยิง ใครเปนคนทําลายตวั เพราะมองไมเห็นนายพรานน่ี
เปน แตย งิ ปง มาถูกแลวก็ตาย ตัวที่พอจะรเู หน็ ไดบ า งกถ็ ูกความเจบ็ ปวดอยา งมากครอบ
งําเสีย สติปญญาในเวลานั้นไมมี ตองตายเปลา

เรากถ็ ูกกเิ ลสยิงเอาใหเ กดิ ความทุกข ความทรมานทางรา งกายและจติ ใจ เฉพาะ
อยางย่งิ คอื จติ ทีถ่ ูกกิเลสยงิ เอา ๆ ไดรับแตค วามทกุ ขความทรมาน แตไมท ราบวา
สาเหตุทีท่ าํ ใหเกิดความทุกขน ้เี ปนมาจากอะไร เปนมาจากลกู ศรของกเิ ลสประเภทใด
บางทเ่ี สยี บเอาแทงเอา เพราะฉะนัน้ จึงตอ งเรยี น “วชิ ากเิ ลส” และ “วิชาธรรม” คอื สติ
ปญญา ศรัทธา ความเพียร ใหทันกนั ทนั กันในท่ีใดในระยะใด หรือในข้ันใด ก็พอแกไข
หรอื ถอดถอนกนั ไดใ นขน้ั นน้ั ๆ ที่ยงั ไมทราบเพลงอาวธุ หรอื ยงั ไมรลู ูกศรของกิเลส กจ็ าํ

ตองยอมใหเขายงิ เอา ๆ ไปกอ น แตตองเรียนและแกไ ขกนั ไปเรอ่ื ยๆ
วชิ าท่ีเรยี นเพ่ือจะรเู รือ่ งของกเิ ลสน้กี ม็ ีหลายประเภท ทีพ่ ระพทุ ธเจาทรงสอนไว

เฉพาะผูปฏิบตั เิ พ่ือความรูจริงเห็นจรงิ จรงิ ๆ ทา นก็สอน “สมาธ”ิ สอน “ปญญา” ให น่ี
เปนอาวธุ ที่ทันสมยั หรอื เปน เคร่อื งแกเครอื่ งถอดถอนลกู ศร คือกเิ ลสทุกประเภททีท่ นั
สมยั และปราบปรามกเิ ลส ตวั ทําลายสัตวโ ลกใหไดรับความทกุ ขค วามลาํ บาก เวยี นวา ย
ตายเกดิ ใน “วฏั สงสาร” ไมแลวไมเ ลาสักที และไมม ีตนมีปลาย ใหหมอบราบไปไดโ ดย
ไมสงสัย

ถาไมม ีเครื่องมอื แก กเ็ ปน อันวา ตอ งทนทุกขทรมานไปตลอดอนันตกาล หาเวลาํ่
เวลาพนกองทุกขไปไมได การแกห รอื ปลดเปล้ืองสิ่งใด การเรยี นรูเรื่องใดก็ตามน้ัน ไม
ยากไมลําบากเหมือนการเรียนรูเรื่องความเคลือ่ นไหวท่ีผิดถูกของตวั ทเี่ ปนไปกบั ดวย
กเิ ลสภายในใจ เพราะเคยถือสิง่ เหลาน้วี า เปน “เรา” เปน “ของเรา” มานมนาน

การกระทาํ การพูดท่แี สดงออกมาจากตวั เราดีหรือช่ัว เราถือวาเปนเราเปนของ
เราทั้งนั้น ไมทราบอะไรผิดอะไรถูก เมอ่ื เปนเชนนั้นจึงตอ งมาเรยี นเรอ่ื งตวั เรา เรื่องโง
เรื่องฉลาด เรื่องดี เร่ืองชัว่ น้ีมีอยกู บั ตัวเราดว ยกนั เฉพาะอยา งยงิ่ เวลาน้เี ราเรียน
เร่อื ง “จิต”

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชุด๔๓เต๔ร๙๖ีย๐มพร้อม

๓๙๑

เรื่องของเราแทๆ คอื เรอ่ื งของจติ จติ แสดงอาการแงงอนตา งๆ ลวนแลวแตเ ปน
มายาของกิเลสที่พาใหแสดงทัง้ น้ัน ตามธรรมดาของจิตแลว จะมีแต “ร”ู เทา นั้น การ
แสดงอาการ “คิดปรงุ ” การเปลี่ยนแปลงตา งๆ ในแงด แี งร ายเปนตน นีเ้ ปน สิ่งหนงึ่ ที่

แสดงออกทางจติ ซึ่งมีกเิ ลสเปนเครอื่ งหนุน เปนเคร่ืองผลักดันออกมาใหค ิดปรุง ให
พูดใหทาํ เชน น้ัน

ทา นนกั ปฏบิ ัติจงึ ตั้งหนาปฏบิ ัตจิ รงิ ๆ ใหมีเวลาโดยเฉพาะทํางานอันเดียว เชน

นกั บวช รสู ึกสะดวกมากกวาฆราวาสอยพู อสมควรในเร่อื งนี้ จะตองตั้งหนา ต้งั ตา
ประพฤติปฏบิ ัตจิ รงิ ๆ ตามหนาที่และเพศของตนซึ่งบอกไวแ ลววา “เพศนักบวช” คือ

เพศแหงนักรบภายในใจ แตไมวา ใครกพ็ นอํานาจความข้ีเกียจออ นแอไปไมได แมอ อก
สแู นวรบแลว กย็ งั ตายใจนอนใจ สนกุ นอนหลบั ครอกๆ อยูในแนวรบได ใหก เิ ลสมันยิง
เอา ๆ ตายตวั แข็งอยูบนหมอนไมรูจักต่ืนตวั ก็มีเปนจํานวนมาก บางวนั ตายสนิทจนลมื
เวลาหาภิกขาจารวตั รกม็ ี หรือจนเลยเถดิ ไปใครก็ไมท ราบได ทง้ั นีเ้ พราะฤทธ์ขิ องกเิ ลส
มันแกหรือธรรมแก กส็ ดุ แตจ ะคดิ กนั เอาเถอะ เรามนั เรียนนอยรูน อ ยไมอาจทราบได

ฉะนัน้ พระพทุ ธเจาจึงทรงสอนใหม ีความตน่ื เน้อื ตน่ื ตัว มคี วามขยนั หมน่ั
เพียร สถานที่ใดเหมาะสมเปนเคร่อื งดดั สนั ดานกเิ ลสซ่ึงถอื วาเปนตนๆ นัน้ ทา นสอน
ใหไ ปอยูในสถานท่ีนนั้ แตสวนมากไมอ ยากไปกัน ชอบอยสู ถานทซ่ี ง่ึ กเิ ลสเบอ่ื ๆ จะตม
แกงเปน อาหารน่นั แล พวกเรานักบวชนักปฏิบัติมันชอบกลาหาญในสงิ่ ทก่ี ิเลสเบือ่ ๆ
นน้ั แล

นไ่ี ดเคยเห็นผลมาตามกําลงั อยใู นทธี่ รรมดากบั ครูอาจารย เพอ่ื นฝูง ความรสู ึก
เปน อยา งหนึง่ ความข้เี กียจขคี้ รานก็รสู ึกวาเดนไมม ีใครแขง ได แทนที่ “ธรรม” จะเดน
กลบั เปนความขเี้ กียจออ นแอเดน เรอื่ งของกิเลสเดน แตพอแยกตัวออกจากครจู าก
อาจารยไ ปแลว ความรูส ึกก็เปลยี่ นไปตามสถานที่ และคิดไปวา ไมไ ดอ ยูกบั เพอื่ นฝงู ไม
ไดอยูในสถานทีธ่ รรมดา นีเ่ ปน สถานท่หี น่งึ ตางหาก แลว มคี วามรูสึกแปลกประหลาด
ขึน้ มา สว นมากจะเปนความระมัดระวังตวั เพราะเราไปหาทที่ ตี่ อ งระวังตัว ไมไ ปหาที่
นอนใจ คอื หาที่ท่ตี อ งต้งั ใจระวังตวั มีสติ กลางวนั ก็มีสติ เพราะความกลัว สง่ิ แวดลอ ม
มนั บงั คับอยูตลอดเวลา ในท่ีบางแหงหา งจากหมบู า นต้งั ๗-๘ กโิ ลก็มี และอยใู นปา ใน
เขาดวย ท่เี ชนน้นั ถาเราไมออกมาเกย่ี วกับหมูบ าน เชน มาบณิ ฑบาต กไ็ มม ีวันทีจ่ ะพบจะ
เจอคนเลย เจอก็เจอแตเราคนเดยี วเทานนั้ เพราะอยูใ นปา ในเขา และเปนปาเปนเขา
ไมใ ชเ ปน ทําเลหากินของคน เขาก็ไมไ ปยุงกบั เรา แมเขาจะผานไปมาก็ไปท่ีอนื่ ไมไ ดไป
เกย่ี วของกบั เรา จึงไมมองเห็นใคร นอกจากไดย นิ เสยี งสตั วต า งๆ สงเสยี งรอ งไปตาม
ประสาของเขาเทานนั้

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๑

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๔ดุ ๗เตรียมพรอ้ ม’’

๓๙๒

สถานที่ก็สงบงบเงียบเปน ทนี่ ากลวั อยแู ลว มหิ นําซ้ําสง่ิ ท่ีเรากลวั ๆ ก็แสดงออก
มา เชน เสยี งเสือรอง เปนตน รองคาํ รามตามประสาของมนั น่นั แหละ นิสัยของคนเรา
ชอบกลวั อยแู ลว ไมว า คนวา สตั วส งิ่ ที่นา กลวั ตองกลวั เมอ่ื ความกลัวเกิดข้นึ เราไมมีทีพ่ ึ่ง
เพราะเจตนาของเราท่ไี ปอยูในทเี่ ชนนนั้ กเ็ พื่อพง่ึ ตนเองหรอื พ่ึงธรรมเทานน้ั ไมไ ด
หวังพงึ่ ศาสตราวธุ ใดๆ ทงั้ สิ้น พึ่งอรรถพึ่งธรรม พึ่งตัวเองดวยอรรถดวยธรรม เปน
เคร่อื งมอื หรอื เปนท่เี กาะเปน ท่ียดึ จติ ใจจึงหมุนตัวเขา มาสภู ายใน จะเปน จะตายก็ไม
หวงั พ่ึงอะไรทั้งน้ัน แมเสอื เดนิ เขา มากดั กนิ เปนอาหารในขณะนน้ั ก็ไมยอมไปควา เอา
อาวุธหรือเอามีดเอาไมอ ะไรออกมาฟนมาตี เพอ่ื เปนการตอสปู องกันตวั เลย ปลอ ยให
มันกินตามธรรมชาตไิ ปเลย เมือ่ เปนเชนนนั้ ก็แสดงวา ไมม ที ี่พง่ึ ใดแลวสาํ หรับภาย
นอกเกย่ี วกบั ดา นวตั ถุ นอกจากนามธรรม คือ “ใจ” กบั “ธรรม” จะเปน “พุทโธ ธัมโม
สังโฆ” กแ็ ลว แตต ามข้ันของจติ ถาเปนขน้ั สงู ย่ิงกวา น้นั “พุทโธ ธัมโม สังโฆ”กเ็ ปลย่ี น
ไป มคี วามรูสกึ อยกู บั ตวั เอง ซ่งึ เทา กบั “พุทโธ” “ธมั โม สังโฆ” เหมอื นกนั ใจเปน
ธรรมอยูในนั้นไมย อมเผลอ จติ ทีม่ ีสติ จติ ทมี่ สี ่ิงแวดลอ มทน่ี ากลวั เขา เกี่ยวขอ งยอ ม
เปน จติ ที่ตัง้ ตัวไดด ี เปนจิตที่ระมัดระวัง ความระมัดระวังเปน เร่อื งของสติ

ความระมดั ระวังตัวน้ี ไมใ ชจะระมดั ระวังตัวเพอ่ื จะเผน หนไี ปไหน จะเปนจะตาย
กย็ อมแลว แตระมดั ระวังตวั เพื่อรกั ษาจติ ใจไมใ หเคลื่อนคลาดจากหลักธรรม ซึ่งจะ
ทาํ ใหเ สียหลกั ไปได จิตมุงหนาตอ ธรรมเทาน้นั จะเปนจะตายกไ็ มตอ งหมายปาชา ตาย
ท่ีไหนกย็ อมกนั ทีน่ นั่ แตข ณะท่ีจะตายกด็ ีหรอื ไมต ายก็ดี ขณะทกี่ ลัวนัน้ ตอ งมีธรรมอยู
ภายในจติ ใจเสมอ คือสตไิ มเ ผลอจากธรรมท่กี าํ ลังพจิ ารณาหรือกําลังยึด จิตเมื่อถกู สง่ิ
แวดลอ มบงั คบั อยูเ ชน นน้ั กเ็ ปน เหตุใหสงบตัวไดเรว็ หรอื มหี ลกั ยดึ อยา งรวดเรว็ ถงึ
กับสงบตัวเขารวมอยโู ดยเฉพาะ

เมอื่ จิตรวมตวั เขา เปน อนั เดยี ว เปนตวั ของตัวในขัน้ นนั้ แลว ความทีเ่ คยหวาด
กลวั ตางๆ กห็ ายไปหมด นีเ่ ปนผลทเ่ี กดิ ขนึ้ จากการระมัดระวัง และ ความกลวั เปน สง่ิ ท่ี
กระตุน ใหเราประกอบความพากเพียรดวยสติ ดวยความจริงใจ เมื่อจิตสงบตวั เขา มา
เปน ตัวของตวั โดยไมไปเกย่ี วขอ งกบั สิ่งใดแลว อยทู ไ่ี หนกส็ บาย ไมกลัวอะไรแลว จะ
เดนิ จะนงั่ จะนอนอยูต ามรมไมชายเขาหรือท่ีไหนๆ ก็ไมม ีปญ หากับส่ิงตา งๆ วา จะมาทาํ
อยางนน้ั มาทาํ อยางนีแ้ กตน เปนความสะดวกสบายผาสกุ ใจ เพยี งเทา น้กี เ็ ห็นผลของ
การอยใู นสถานทท่ี ่ีนากลวั ซงึ่ เราตอ งการ และเปน ไปตามความประสงคข องเรา

กลางวนั กต็ ามกลางคนื กต็ าม จติ ต้ังตวั อยูเสมอไมละความเพยี ร ก็แสดงวา จิต
ถกู บาํ รงุ รกั ษาอยเู สมอดว ยสติ เมอ่ื พจิ ารณาเขามาขางใน ก็ถือเอาภัยท่เี กดิ ขึ้นภายใน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๒

ธรรมะชุด๔เ๔ต๘รียมพร้อม

๓๙๓

ตัวเองมรี า งกายเปน สาํ คญั เพราะความทุกขค วามลําบากนี้เปน ภยั อนั หนงึ่ ภัยอนั สาํ คญั
กค็ อื กเิ ลสท่ีเสียดแทงจิตใจอยูตลอดเวลานเี้ ปน ภยั อยางย่ิง อันนเ้ี ปนภัยเรือ้ รัง ไมม ี
เวลาจะหายไดโดยลําพงั ถาไมไ ดช ําระมัน คือถาเราไมมียาคอื ธรรมโอสถเขา ไปแกใ ห

หาย จะไมมวี นั หายจากภยั อนั นเี้ ลย ฉะนั้นจิตจะตอ งไดพิจารณาแกไขถอดถอนเต็ม
ความสามารถ

วนั คนื ปเดอื นเปน เพียง “มืด” กบั “แจง” เทา น้นั ไมเ หน็ มอี ะไรสําคญั พอจะแก
กิเลสได สําคัญที่ “สัจธรรม” ซ่ึงมอี ยกู บั ตัว ปกปด กาํ บงั ใจใหม ืดมิดปด ตา ก็เพราะ “สจั
ธรรม” ฝา ย “ทกุ ข” กบั “สมุทัย” โดยทีเ่ ราไมร ไู มเ หน็ วาสงิ่ นีเ้ ปน “สัจธรรม” เครื่องปก
ปดกําบัง เม่ือพิจารณาเหน็ เปน “สจั ธรรมฝายมรรค” คือสติปญญา จนเปนความจริง
ลว นๆ ทุกอยางไป ส่งิ เหลา นก้ี ็เปด เผยออกมาตามความจริงของเขาเอง

เนือ่ งจากใจไดเหน็ ความจรงิ จากสง่ิ เหลาน้ันแลว ถอนตวั เขา มาสคู วามจรงิ ของ
จิต จติ กส็ งา ผา เผย ไมอ ับเฉาเมามัวมืดมิดเหมือนแตก อนทยี่ ังไมเ ขา ใจ

อะไรเปน กเิ ลส? เราอา นในคัมภรี ใบลาน ตํารบั ตํารา อานมาเสยี จนพอ คาํ วา
“กเิ ลส” ๆ คือเครื่องเศรา หมองทใ่ี หเกดิ ทกุ ขแ กสตั ว เพียงแตช ่ือของมันไมท ําใหเกิด
ทุกขได แตตวั กิเลสจรงิ ๆ คอื อะไร อยูท่ีไหน? สุดทา ยก็มารวมท่ีใจนีแ่ หละ ซง่ึ เปน

ภาชนะของสิ่งสกปรกโสมมทง้ั หลายเหลา น้นั จึงตองพยายามชะลา งสิง่ เหลาน้ีออก ให
ธรรมอันเปน คูเคียงกับใจเขา มาแทนทโ่ี ดยลําดับๆ ผลกั ไลสง่ิ ท่สี กปรกออกไปดว ยสติ
ปญญา ศรทั ธา ความเพยี ร

พิจารณาใหเ หน็ ความจริงท่มี อี ยูก บั ตวั ทกุ คนไมม ีอะไรบกพรอง ความทุกขค วาม
ลาํ บากเหน็ ประจกั ษอ ยทู งั้ วันทงั้ คนื ในรา งกายกแ็ สดงใหเ หน็ อยู จิตทวี่ นุ กับส่ิงใดก็

ปรากฏเปน ความทุกขข้นึ มาภายในใจ กร็ เู ห็นอยู นีแ่ หละภัยของใจ
พจิ ารณาสรา งปาชา ขึน้ ดวยตวั เองนแ่ี หละดี คอื สรางปา ชาขน้ึ มาพจิ ารณาใหเห็น

ชัดในเรื่องความตาย ถาปลอ ยใหกิเลสสรา งใหมันไมส นิ้ ไมสุด ใหเราสรางปาชา ขนึ้ ท่ี
เราดว ยปญ ญาของเราวาปาชาอยทู ่ีไหน? อยูท เ่ี รากําหนดลงท่นี ัน่ ใหเ ห็นชดั ปา ชามีอะไร
ตายจริงๆ หรอื ? ดูไปใหตลอดทว่ั ถงึ ทาํ ไมกลวั กนั นกั กลวั กนั หนาในโลกธาตนุ ้ี กลวั แต
เร่ืองความตาย ใครมาบอกใหก ลัว? ไมม ีใครบอกมันกก็ ลัวเอง ไมต องตง้ั โรงรํา่ โรงเรยี น
สอนกันเรือ่ งความตาย สัตวโ ลกรูก นั ทั้งนนั้ ทาํ ไมจงึ กลัวโดยไมต อ งพราํ่ สอนกนั ? ตัวเรา

เองก็เชน เดียวกนั ทาํ ไมกลัว เราเรยี นธรรมนนั้ เรียนเร่ืองความกลัวตายไมใ ชห รือ แต
แลว จิตทําไมกลัวตายละ ? ทําไมไมเชอื่ ธรรมทา นสอนบา ง อะไรมนั ตาย?มนั ถึงไดกลัว
กนั นกั หนา มันตายจริงๆ หรือ?

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๓

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๔ุด๙เตรียมพรอ้ ม’’

๓๙๔

จงเรยี นลงไปใหเห็นเหตุเหน็ ผลของมนั ดเู รอ่ื งธาตุ ๔ ดนิ นาํ้ ลม ไฟ เฉพาะ
อยางยิ่งรางกายของเราน้ี เราเรียนอยแู ลว วาเปนธาตุ คอื สว นทแ่ี ขง็ ๆ ท่ีมใี นรางกายน้ี
ทา นเรียกวา “ธาตดุ นิ ” ธาตนุ ํ้าเรากท็ ราบวา ธาตุน้ํามอี ะไรบาง มนี ํา้ ลายเปนตน ธาตลุ ม
ธาตไุ ฟ สิ่งเหลา นีอ้ ะไรตาย? แยกลงไปใหเหน็ ปา ชาของสงิ่ เหลา นจี้ รงิ ๆ ถาสิง่ น้ตี าย
จริงๆ มีปา ชา จริงๆ แลว ดนิ นํ้า ลม ไฟ มีอยูในโลกไดอ ยางไร?

ดเู ร่อื งขันธ ๕ เวทนาตายแลว ท่ีเผาศพของเวทนาอยทู ไ่ี หนเลา สัญญา เวลาดับ
ไปแลว มสี ถานที่เผาศพมนั อยูท ีไ่ หน? สงั ขาร วญิ ญาณ สถานทเ่ี ผาศพมนั อยูท ไี่ หน?รา ง
กายของเรานเ้ี วลาตายแลว สถานทเ่ี ผาศพจรงิ ๆ มนั อยทู ไ่ี หน แมเ ผาลงไปแลว มนั ก็
เปน ธาตดุ นิ ตามเดมิ สว นจิตละ ? สถานทเ่ี ผาศพของจติ อยูที่ไหน? มนั ไมม ี ! จงคน
คิดดวยสติปญญาใหเ หน็ ตามความจริง อยา คาดคะเน อยา เดาเอาเฉยๆ เม่ือถึงข้นั ควร
จรงิ จังแลวอยา ดน เดา ตองคิดคน ใหถงึ ความจรงิ ท่ีมอี ยู จงึ จะสมนามวา “ผูแสวงหา
ความจริง”

ทแี รกกต็ อ งคาดไปเสยี กอน เพราะยงั ไมชํานาญ คาดหรือวาดมโนภาพสมมุติ
จนเขาถงึ ความจริงแลวความคาดหมายทัง้ หลายกห็ ายไป ไมมีอะไรที่จะรจู ริงยิง่ กวา
ปญญารคู วามจรงิ ไมม ีอะไรมีนาํ้ หนักยงิ่ กวาความจริง เพราะสามารถลบลางความ
จอมปลอมไดหมด การเรยี นวชิ านี้เรียนเพือ่ ถึงความจรงิ จริงๆ เรียนใหถึงสถานทท่ี ่ี
อะไรตายกนั แน เมอื่ รชู ัดภายในใจวา ไมมอี ะไรตาย นอกจากความสาํ คญั ผดิ ของจิตท่ี
หลอกตนเองมาเปน เวลานานนเี้ ทา นัน้ และผนู ้ีแหละเปน ผหู ลอก ผูนี้แหละเปนผูกลัว ผู
นีแ้ หละเปน ผูทกุ ข ธาตุ ๔ ดิน นา้ํ ลม ไฟ เขาไมม ีความหมายในตัวเขาเอง เขาไมทราบ
วาเขาเปน ทกุ ข ผทู ีห่ ลอกตนเองนี้แหละเปน ทุกข

เรยี นใหร เู รอื่ งกิเลสอาสวะทม่ี มี ายารอ ยสันพันคม ตามไมคอ ยทนั มนั งาย ๆ
เวลามันสลายไปจรงิ ๆ แลวมันไมม ปี าชา ไมม หี ีบโลงเก็บศพ เพราะมันเกดิ ขน้ึ จากใจ
เปนความสําคัญอนั หน่ึงท่เี กิดขนึ้ มาจากภายในใจ เรียนเขาไปใหถงึ จิต แยกดูธาตุ ๔
ดิน นํา้ ลม ไฟ ปกติก็เปน ธาตอุ ยเู ชน นี้ สลายไปก็กลับไปเปน ธาตเุ ดิมอยูเชน นัน้ จิต
เวลาหลงกเ็ ปน ธาตุ เปน “มโนธาต”ุ อยูเชนนี้

เวลารกู เ็ ปน มโนธาตอุ ยเู ชน น้ี เปน แตเ พียงวา รูดว ยความบริสทุ ธ์ิตามหลักธรรม
ชาติของตนจริงๆ ไมไ ดร ดู ว ยความแปลกปลอม หรอื มคี วามลุมหลงแฝงอยู นี่เรียก
วา เรยี นความเกิดและความตาย ความตายอยูกบั เรา เรากลัวอะไร จงึ เรียนใหร ู ? ใหร ู
เรอื่ งของความกลัว เมือ่ รชู ดั เจนแลว ความกลัวก็หายไป

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๔

ธรรมะชดุ ๔เต๕ร๐ียมพร้อม

๓๙๕

อะไรๆ มันไมม ตี ายดงั ทว่ี า นนั้ นัน่ เปนเพราะความสําคัญผิดตา งหาก ความ
สาํ คัญผิดนี้ตอ งถือวา เปนขาศกึ ตอ เรา เพราะโกหกเราใหหลงและเปนทุกข แลว เรายงั จะ
เชอื่ ความสาํ คัญนน้ั อยหู รอื ?

พอปญ ญาพิจารณาและตัดลงไป ๆ ส่ิงเหลา นกี้ ็สลายไปเชน เดยี วกนั ไมม อี ะไรมา
หลอก เหลอื แตค วามจริง น่ีเรียกวา เรยี นวชิ าธรรมโดยภาคปฏิบัติ

เรียนเร่อื งของเราเรียนอยา งน้ี ไมม ีอะไรทจ่ี ําเปนยงิ่ กวา เรอ่ื งของเรา เพราะเรา
เปนผูร บั ผดิ ชอบ อะไรมาสัมผสั มากนอยกก็ ระเทือนเรา เปน ทกุ ขข้ึนกับเรา เมอื่ เรยี นรู
ทุกสง่ิ ทุกอยางแลวใจไมก ระเทอื น ใจไมห วน่ั ไหว เปนธรรมทง้ั ดวง

ท่ีวา “กิเลสๆ” คอื อะไร ? ตวั กิเลสอยทู ่ไี หน กด็ ังที่วานแี้ ล ธรรมชาตทิ ่ีหลอกตวั
นัน้ แหละคอื ตัวกเิ ลส อยา เขา ใจวา นน้ั เปน อะไร และอยา เขาใจวา น้นั เปน เราเลย! ถา
เขา ใจวา นั้นเปน เรา เรากห็ ลงเชอ่ื มัน มนั ก็หลอกเรา แลว เชอื่ วา มนั เปนเราไปเรอ่ื ยๆ หา
ที่ยับยั้งไมได เหมือนกระตายตนื่ ตูม

นิทานเรอ่ื งกระตา ยตน่ื ตูมกเ็ ปนคติไดด ี กระตายกาํ ลงั นอนหลบั นอนฝนอยูใต
ตน ตาล ไมรเู รอื่ งรูราวอะไร ลมพัดมาทีต่ นมะตูม มะตูมถูกลมพัดก็หลนลงมาถูกกา น
ตาล แลวตกปงปง มาท่ีกระตา ยกาํ ลงั นอนหลบั กระตา ยสะดุง ตืน่ ทงั้ หลับ กระโดดออก
ว่ิงทนั ที สตั วอ ่ืนๆ เจอกระตายกําลังวงิ่ ผานไปก็ถามวา “ว่งิ ทาํ ไม ?” กระตายรอ งบอกไป
คําเดียววา “ฟาถลม ๆ ! ” สตั วน อกนน้ั กลวั ตาย ไมทนั พจิ ารณาเหตุผลตนปลายใดๆ ก็
วิ่งหนตี ามกระตา ยไป จนขาหกั แขง หกั กย็ ังไมยอมหยุด วง่ิ ไปคลานไปตามกระตา ยตวั
แสนโงตัวนน้ั ไป จนกระทั่งไปถึงพระยาราชสหี  พระยาราชสีหต วาดขูวา “วง่ิ มาอะไรกัน
เปน หมูเปน ฝูงมากมาย จนลน้ิ หอ ยปากแบบ็ ไมไดสติสตังกนั บางเลย จะวิ่งไปอะไร
กนั !สตั วเหลานน้ั ก็ตอบวา “ฟา ถลม ๆ! ” พระยาราชสีหรีบถามหาความจรงิ วา ฟาถลม
ยังไง ซกั ไปซักมาก็มาจนตรอกทีก่ ระตา ย พระยาราชสหี จงึ หามใหหยดุ วงิ่ และใหก ลบั
ไปดูตรงที่วา “ฟา ถลม ” น้ัน เมือ่ กลับมาดู ทไี่ หนไดเ ห็นมะตูมลูกหน่งึ หลนอยูตรงนน้ั มี
กานตาลตกลงมาดวย พวกสตั วท ต่ี ่ืนหลงตามกระตา ย กเ็ จบ็ แขง เจบ็ ขาแทบเปน แทบ
ตาย ขาหกั ไปกม็ ีเยอะ แนะ !

เร่อื งกระตา ยต่ืนตมู นน้ั เมื่อนํามาเทยี บเคยี งแลว จะไดแ กอะไร ก็ไดแ กพวกเราที่
ต่ืนเรือ่ งการเกิด การแก การเจ็บ การตาย หลงกนั ไปตนื่ กนั มาอยนู ีเ่ อง!

พอพวกสัตวโ งว ง่ิ ไปถึงพระยาราชสีหซง่ึ เปนสตั วฉ ลาดหามไว และพาไปดูตน
เหตุ จงึ พากนั ไดสติ ไมต ายกนั ระนาวเพราะกระตา ยตวั โงพาใหลมจม

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๕

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๕ุด๑เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๙๖

คาํ วา “พระยาราชสหี ” ท่ีเปนสัตวฉ ลาดน้ันไดแ กใคร ? ไดแ กศ าสดาผูส อนธรรม
สอนความจริงใหแ กสตั วโ ลกนนั่ เอง เพอ่ื ใหพ ิจารณาความจรงิ กนั ไมต่นื ขา ว ต่ืนลมตืน่
ฝนกนั ไมหยดุ ซ่ึงกค็ อื ความทุกขลมจมแกต ัวเองผูโงน ั้นแล สิง่ จอมปลอมท้งั หลายเคย
หลอกมาเปน เวลานานนน้ั กห็ ายไป เพราะบรรดาผูทรี่ ตู ามความจรงิ ท้งั หลายแลว เรอ่ื ง
ความหลอกอยางนจ้ี ะหลอกไมไดเลย

ดังพระพทุ ธเจา และพระสาวกทั้งหลายทเี่ ปนพระอรหตั อรหันต ทา นไมหลงใน
เรื่องความเปน ความตาย แตพวกเรามันพวก “กระตา ยตืน่ ตมู ” จึงตองใหเรยี นใหฟง คํา
สงั่ สอน อนั เปนความจรงิ ของพระพุทธเจา เหมือนกับพระยาราชสหี ขใู หส ัตวเหลา น้ันมา
ดตู นเหตทุ วี่ า “ฟา ถลม” มันถลมจริงๆ หรือ เทียบกบั การใหดเู รือ่ งความตายวามนั ตาย
จริงๆ หรือ?

เอา คน หากันใหเจออะไรมันตาย? มนั กเ็ หมือนผลมะตูมหลนลงถูกกา นตาลนนั้
แล มะตูมหลน คืออะไร? ก็คอื ความจริงมนั อยตู ามธรรมชาตขิ องตนๆ เทา น้นั เรามาตืน่
เอาเฉยๆ จะวายงั ไง!

แตผูทห่ี ลอกจรงิ ๆ คืออะไร? มนั คอื “อวิชชา” ออกมาจาก “อวชิ ชา” จริงๆ คน
ดภู ายในจิตใหล ะเอยี ดลออกร็ กู ันทนี่ น่ั สลดั ปด ทิ้งกนั ทีน่ นั่ เหลือแตธ รรมชาติ “รู”
ลว นๆ น้ันแลคือความจริงสุดสว น เปนความบริสุทธิ์โดยส้ินเชงิ

เรือ่ งกระตา ยตืน่ ตมู ก็หมดไมมอี ะไรเหลอื เลย นน่ั แหละ พระยาราชสหี หมายถงึ
ปญญา คอื ถาหมายถงึ สมมุตขิ องเราโดยเฉพาะกไ็ ดแกป ญญา ถา พดู ถงึ ศาสนากห็ มาย
ถึงองคศ าสดาประกาศธรรมสอนโลก ฉะนั้นจงเรยี นใหถ ึงความจริง เพราะความจริงมี
อยกู บั ทกุ คน ความจอมปลอมกม็ อี ยกู บั ทกุ คน จึงไดหลงกัน เรียนใหเขา ใจถงึ ความ
จริงแลว ไมห ลง อยทู ไ่ี หนกส็ บาย ความเปน ความตายก็สักแตเปนกริ ิยาที่ผานไปผานมา
คําวา “เกิด” อยตู ามสมมุติวาเกิดวา ตายเทา นนั้

สว นตา งๆ ของธาตุรวมกนั เขา เปน สวนผสมแลวสลายตวั ลงไป รวมกนั เขา แลว ก็
สลายตัวลงไป มีเทา นั้น ไมม ีอะไรแปลกกวานน้ั ไป เขาใจ รูเ สียอยางเดียวเทานัน้ รูทัง้
ตัวรูทงั้ เงาแลวกไ็ มม ีปญหา อยางแบบตาบอดคลาํ ชางมันถึงยุง ถกเถยี งกนั อยตู ลอด
เวลาภายในพวกตัวเองน้นั แหละ พอถึงความจริงแลวมันก็ชาง คือความจรงิ อนั เดียวนน้ั
แล

เขา ถึงความจรงิ แลว ก็มีธรรมแทง เดยี วภายในใจ หายความต่นื ตระหนกตกใจ
อะไรท้งั สิน้ เรอ่ื งกระตายต่นื ตูมมนั หมดไปทันทภี ายในใจ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๖

ธรรมะชุด๔เ๕ตร๒ียมพร้อม

๓๙๗

โลกธาตุจะมอี ะไร? แมมากมายกไ็ มตน่ื ไมเ ตน เห็นไปตามความจรงิ ทง้ั หมด น่ี
เรียกวา “โลกวทิ ”ู รูแจงโลก โลกเปนอยางไรรูแจงชัดเจนหมด เปนสภาพอยา งไรรูแจง
ชัดเจนโดยตลอดทวั่ ถงึ

คาํ วา “โลกวิท”ู เปน ไปไดทง้ั สาวก เปนไปไดทั้งพระพุทธเจา แตพระพุทธเจา
ทานรูล กึ ซ้ึงกวา งขวางยิ่งกวา สาวกอกี มากมาย เรากใ็ หเ ปน “โลกวิท”ู ในตวั ของเราน้ี รู
แจงเหน็ จริงในโลกแหง ขันธนีช้ ดั เจน ไมห ลงขนั ธไ มย ดึ ขนั ธ รตู ามความเปนจรงิ ของ
ขนั ธน้กี ไ็ มมอี ะไรเปน ภัย

ทุกขจะเกดิ ข้ึนมากนอ ยภายในรา งกาย เอา เกดิ ขนึ้ ความจรงิ มอี ยางไรก็แสดง
ขึ้น ผูท ีร่ กู ร็ ูจนกระทงั่ ถึงวาระสดุ ทา ย อะไรจะสลาย เอา ทนไมไ ดก็สลายไป ผูทนไดหรือ
ผูอยไู ดจงอยู จิตน้นั เองเปน ผอู ยู เพราะผนู ไ้ี มใ ชผ สู ลาย สงิ่ ใดทที่ นไมไดก็สลายไป สิ่ง
ท่ที นไดก ็ทนไป ถา พูดในฐานะที่วา “ทน” นะ แตผ ูรูน ้ไี มไ ดทนเพราะเปน ความจริง ผูรู
ๆ ๆ อยอู ยา งนน้ั อะไรจะเกดิ ขึน้ อะไรจะดบั ไปกร็ ู อะไรจะสุขอะไรจะทุกขก็รู เมอ่ื หมด
ปญหาเรื่องความสุขความทกุ ขท่ีเปน สวนสมมตุ ิน้แี ลว ก็หมดปญ หาภายในใจ คือไม
รับเรื่องทว่ี ุนวายตอไป

น่นั แหละท่ีทานวา “ปรมํ สขุ ํ” เปนความสขุ ลวนๆ อยูก ับจิตลว นๆ ไมป ลอม
แปลง เราจะไปหา “ปรมํ สขุ ํ” ทไ่ี หน? ทําจิตใหบริสุทธ์เิ ทานั้นก็ “ปรมํ สขุ ํ” อยใู นนน้ั
เอง นก้ี เ็ ปน ชอ่ื สมมตุ อิ นั หน่งึ แมท านจะใหช่ือวา “ปรมํ สุข”ํ แตเมอ่ื ถงึ ทนี่ ั่นแลว จะวา
“ปรมํ สขุ ”ํ หรือไมป รมํ ก็ไมมีปญ หาอะไร ใหรูเหมือนอยางเรารบั ประทานจนอิม่ หนาํ
สําราญแลว จะประกาศหรอื ไมป ระกาศวา “อิ่มแลว ” กต็ าม มันก็ไมมีปญหา เพราะรูอยู
ในธาตใุ นขันธข องตวั เองอยูแลว

อะไรจะกวางขวางเหมอื นอยาง “มหาสมมุติ มหานยิ ม” ซงึ่ ทาํ ใหจ ิตแหวกเวียน
วายวนนเ้ี ลา อนั น้ีแหละกวา งก็กวา งทต่ี รงน้ี ถา เรียนจบทต่ี รงนแ้ี ลว กแ็ คบนดิ เดียว ไม
ตอ งมาแหวกวา ย เปน อนั วา เลกิ แลวกนั ไป ท่เี คยพูดวา “ปา ชา ๆ” ความเกดิ แก เจ็บ
ตาย นน้ั ไมมปี ญหากันละทนี !ี้

เอาละ วันน้รี ูสกึ เหนื่อย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๗

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๕ดุ ๓เตรยี มพรอ้ ม’’



๓๙๘

เทศนโปรดคุณเพาพงาหวรรดั ธนตะกาลุ ยณ วดั วปาิธบาีปนตฏาดบิ ัตเิ บื้องต้น
เมอื่ วนั ที่ ๑๐ ธนั วาคมเทพศุทน์โธปศรักดรคาณุ ชเพ๒า๕พ๑งา๘วรรธนะกุล ณ วัดป่าบา้ นตาด
ชุดหดั ตาย วธิ ปี ฏิบัติเบเม้อื อื่ วงนั ตทน่ี ๑๐ ธนั วาคม พทุ ธศักราช ๒๕๑๘

มนษุ ยเราตา งจากสตั ว สัตวเขาอยูโดยธรรมชาติ คือเกดิ มาโดยธรรมชาติ
อะไรๆ กต็ ามธรรมชาติ อยอู ยา งธรรมชาติ ตลอดความเปน อยูหลับนอน เปน ไปตาม
ธรรมชาติจนกระท่ังวันตาย เขามีธรรมชาตขิ องสตั วเ ปน ประจําสตั วข องเขา สัตวทุก
จําพวกมกั เปน ไปตามธรรมชาตเิ หมอื นกนั ท้งั ในนาํ้ บนบก ใตด ิน เหนือดิน

มนษุ ยเ ราไมเหมือนสตั ว จึงตอ งมศี าสนาเปน เครอ่ื งปกครอง ถาจะเปรียบเทยี บ
แลว ศาสนากเ็ หมอื นแปลนบา นแปลนเมอื ง การปลกู สรา งท่จี ะทาํ ใหแนนหนาม่นั คงให
สวยงามไดม าตรฐาน ตองอาศัยแปลนเปนสําคญั ไมไดทาํ สุมสีส่ มุ หาเหมอื นสรา งกุฏวิ ัด
ปา บา นตาด เพราะนีเ่ ปน อกี แบบหน่ึง คอื แบบปา แบบกรรมฐาน

การกอสรา งใหถ ูกตองตามแบบแปลนแผนผงั นัน้ มนั นา อยแู ละนา ดู เพราะสวย

งามดว ยความเปนระเบียบงามตา การทจ่ี ะสรา งมนษุ ยใ หถ กู ตอ งกบั ความเปน มนษุ ย
ซงึ่ มภี ูมิสูงกวา สัตว จงึ ตอ งอาศยั “ศาสนา” ซึ่งเปนเหมอื นแบบแปลน ชี้แนวทางให
ประพฤติปฏบิ ัติในความเปน อยขู องคนหมูมาก เพราะมนุษยเราอยูลาํ พังคนเดยี วไมไ ด
อยทู ่ไี หนก็ตอ งมหี มมู พี วกมเี พอ่ื นเปนธรรมดา จะอยโู ดดเด่ียวโดยลาํ พังไมได เพราะ
มนุษยเราเปน นิสัยข้ีขลาดแตไหนแตไ รมา เมอ่ื อยดู ว ยกนั ถาไมมกี ฎหมายบานเมอื ง ไม
มศี ลี ธรรมเปน เครื่องปกครอง ความเห็นแกต วั กไ็ มม ีอะไรจะเกนิ หนา มนุษย นแ่ี หละ
สาํ คญั

ถา ความเหน็ แกตวั มาก การแสดงออกอยา งความเห็นแกตวั กต็ อ งเปน การ
กระทบกระเทอื นเพอ่ื นมนุษยท ่อี ยรู ว มกัน เพราะไมม ีศาสนา ไมท ราบวาอะไรผิดอะไร
ถกู ทําอะไรไดอ ยา งใจแลว ก็เปนทีพ่ อใจ มนุษยมนี ิสยั ชอบสรางความทกุ ขความลาํ บาก
ใหแกผ ูอืน่ เพอ่ื ใหความสขุ สาํ หรบั ตน ซึง่ ไมถกู กับลักษณะของมนษุ ยผ ูมีความฉลาด ท่ี
ควรจะมองเห็นคุณคาของผูอ น่ื ท่ีอยูร วมกัน

แมม ีศาสนาเปนเครื่องชกั จงู อยู ก็ยงั ไมเห็นความสําคัญของศาสนาย่ิงกวา ความรู
ความเหน็ และคุณคา ของตน ซ่งึ เตม็ ไปดวยความมืดหนาสาโหด ศาสนาโปรดไมได การ
มีศาสนาก็เพ่อื เปน แนวทางเทยี บเคยี งทดสอบในหมูมนษุ ยดวยกนั วาสง่ิ ใดถกู ส่ิงใดผดิ
ส่งิ ใดถูกใจเราแตผดิ ใจคนอื่น อะไรเปนการกระทบกระเทอื นกนั หรอื ไมเ ปน การ
กระทบกระเทอื นกนั จากการแสดงออกของตนแตละอาการในวงมนุษยดว ยกนั ดว ย
ความเห็นแกตวั ของมนุษยผ ูจองหองพองตัวเปน เหตุ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๘

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๕ดุ ๕เตรยี มพร้อม’’

๓๙๙

แมมีศาสนาแลว ยงั ตอ งมีกฎหมายบา นเมอื งไวป กครอง ไมเชนน้ันโลกตอ งรอ น
เพราะมนษุ ยผูเปน ไฟเที่ยวกอ ไฟเผาผลาญผูอื่น ศาสนาจงึ จําเปนทห่ี มูมนษุ ยต อ งมีกนั
ท่วั โลก เวนแตเ ดนนรก

ที่ใดเปนแดนนรกทนี่ น้ั ไมมีศาสนา หรอื ผูใดอยากจะเปนสมาชิกของจาํ พวก
แดนนรก ผนู ้นั ก็ไมมศี าสนา ถือความโหดรายทารุณแทนศาสนา

ศาสนาสอนคนใหเ ปน คนดี ใหรูจักความสําคัญของมนุษยท อ่ี ยูร วมกัน ใครจะ
ถอื ศาสนาใดกต็ ามแตอ ธั ยาศยั คนนน้ี บั ถอื ศาสนานน้ั คนนน้ี บั ถอื ศาสนาน้ี ลว นแตเ ปน
เครื่องปกครองใหคนมีความสงบรม เยน็ ตอกันนั่นเอง อยางพวกเราก็มพี ระพทุ ธศาสนา
เปนเครื่องเทิดทูน เปน ทยี่ ดึ ของใจ เปน ชวี ิตจิตใจ พงึ่ เปน พง่ึ ตายกับศาสนา มคี วาม
ระลึกนอ มถงึ พระพุทธเจาอยูเ สมอ การระลึกถงึ พระพุทธเจา หรือการระลกึ ถึงศาสนา
กบั การระลกึ ถงึ ตน มีสวนเกี่ยวโยงกัน

การระลกึ ถงึ ศาสนา มีความหมายถงึ สิ่งทดี่ ีวเิ ศษ ทผ่ี ูระลึกจะพงึ หวงั หรอื ไดรบั
จากศาสนา อันเปน ความเหมาะสมกบั มนษุ ยผมู ีความหวงั อยตู ลอดเวลา วา จะไดค วาม
สงบสขุ ตามกาํ ลงั แหงความนับถือและปฏบิ ัติ ไมเปน โมฆะแบบลมๆ แลงๆ ดังโมฆบุรุษ
สตรโี กหกกันเต็มโลกในสมัยปจ จุบนั

ศาสนามีหลายชนั้ ตามพนื้ เพของจติ ใจผูป ฏบิ ตั ิ มีสูงมตี ํา่ และมีสงู สดุ ตามแต
ความสามารถของผปู ระพฤตปิ ฏิบัตจิ ะทาํ ไดม ากนอ ยเพียงไร อยางนอ ยควรมศี ีลหากย็ งั
ดี มคี วามรมเย็นเปน สขุ จากนน้ั ก็มกี ารเจริญเมตตาภาวนา การทาํ บญุ ใหทานไปตาม
อธั ยาศยั เพราะคุณธรรมเหลาน้ีเปน หนาทีข่ องมนษุ ยจะพงึ ทาํ กนั เปนกจิ จําเปน สาํ หรบั
มนุษยท่ีอยูด ว ยกนั เปนจํานวนมาก จะตองมีการสงเคราะห การเสียสละเพ่ือกันและกัน
มคี วามเหน็ อกเหน็ ใจและใหอ ภยั กนั ใหค วามเปน ใหญหรอื ใหส ิทธ์ิแกก ันและกันไป
ตามสิทธ์ิ ตางคนตางใหส ทิ ธิ์ ตางคนตา งใหค วามเปนใหญใ นสมบัตขิ องกนั และกัน ไม
ลว งลํ้ากล้าํ กรายสทิ ธิและสมบตั ิของผูอื่น ใหค วามเสมอภาคกนั โดยธรรมตามหลัก
ศาสนา

เมื่อตา งคนตา งมีกฎขอบังคับสาํ หรบั ตวั อยางเครงครัดอยแู ลว โลกมนุษยแ มม ี
มากอยูร วมกนั กเ็ ปนความสงบสขุ ได และดีกวา คนจํานวนนอยทหี่ าความสงบสุขไมได
เพราะความเห็นแกต ัวเปน เคร่อื งทําลายความสงบความสามัคคีเสยี อีก

การกระเทอื นจติ ใจกันเปนสง่ิ ทกี่ ระเทอื นมาก เสียหายมากย่ิงกวา สมบัติตางๆ
เสียไป สมบัติใดเปนของใครกต็ าม เมื่อสญู หายไปเพราะถูกลกั ขโมยหรอื ปลนจ้อี ะไรก็
ตาม เหลานีเ้ ปนส่ิงท่ีกระเทอื นจติ ใจมาก เฉพาะอยางย่งิ การปลน การจ้นี ส่ี ําคัญมากที

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๙

ธรรมะชดุ ๔เต๕ร๖ยี มพร้อม

๔๐๐

เดียว เพราะกระเทือนใจมาก การขโมยก็เปนอกี อยาง เพลากวา กนั ลงบา ง ทั้งน้ีแม
สมบตั นิ น้ั จะไมมีคุณคา มากนักกต็ าม แตสาํ คัญทคี่ ณุ คาของใจท่เี ปนเจาของสมบตั ิน้นั ๆ

ใจเปน สมบัติทมี่ ีคา มาก การกระทาํ ดังกลาวจงึ เปนความกระทบกระเทอื นใจให
เสียหายมาก จงึ ควรรักษาท้งั สองอยาง คอื รักษาสมบตั ิดว ย รกั ษาดา นจติ ใจของกนั และ
กันดวย นห่ี มายถงึ “ศลี ” และ “ธรรม” ทม่ี นษุ ยควรมีควรรักษา เพือ่ ความสงบสุขรม เย็น
แกตนเองและผูอน่ื ทง้ั ปจ จุบันและอนาคต

สงิ่ ใดก็ตามเกี่ยวกบั ศีล ยอ มมคี วามเก่ยี วโยงกนั กบั เพอ่ื นมนุษยท ่ีอยูรวมกันทั้ง
นน้ั ถา ตางคนตา งมี “ศลี หา” มีธรรมในใจดวยกันแลว โลกยอ มมีความรม เยน็ เปน สขุ
นับแตส วนยอ ยไปหาสว นใหญไ มม ปี ระมาณ เพราะศีลธรรมเปน ทาํ นบกัน้ กเิ ลสบาป
ธรรมตางๆ ไมใหร ่ัวไหลออกจากใจ กาย วาจาไปทวมหวั ใจและสมบตั ิของมนุษย ทอ่ี ยู
รว มโลกกัน ใหไดรับความเดอื ดรอ นฉบิ หาย

ผไู มเ ขา ใจศาสนาอาจเหน็ วา ศาสนาไมจ าํ เปน ไมส ําคัญ ความจริงนั้นกค็ ือผนู นั้
ไมเ ห็นความสําคัญของตัว ลําพังตวั เองไมอาจชวยตวั เองได เกยี่ วกับความสงบสขุ เปน
ลําดับทางดานธรรม นอกจากศาสนาชี้แนวทางใหเขา ใจ ใครจะเกง กลา เหน็ วา ศาสนาไม
เปนของสาํ คญั จะเกงกลาสามารถฉลาดแหลมคมเพยี งไรก็ตามเถอะ การแกกิเลสซึ่ง
เปนศาสตราจารยผ ใู หกําเนิดความฉลาดอันเปนเรือนรงั แหงทกุ ขทง้ั หลาย ถาไมแกดว ย
“วชิ าธรรม” จะไมมีทางแกใ หเกิดความสขุ อนั พึงพอใจได!

ครั้งไหนๆ ก็มีคนฉลาดประจาํ โลกมาโดยลาํ ดับเชนกนั แมพระพทุ ธเจา และ
สาวกทง้ั หลายกม็ ิใชค นโงบัดซบ ทานยังตอ งแสวง “วิชาธรรม” มาแกค วามฉลาดแกม
โกงนน้ั จนเปนความฉลาด ทางยอดความจริงขึน้ มาลา งกิเลสตัวฉลาดแกมโกงนั้น ออก
จากใจโดยสนิ้ เชิง จงึ เปนศาสดาสอนโลกไดเ ตม็ ภูมิ

การเกดิ มาไดพบพระพทุ ธศาสนานกี่ เ็ ปน บญุ ลาภของเรา ทีไ่ มพบศาสนาเลยนั้น
มจี ํานวนไมน อ ย มมี ากมายท่ีไมท ราบวา “พทุ ธ” เปนอยางไร “ธรรม” เปน อยางไร“สงฆ”
เปน อยา งไร นั้นมีมากและมีมากขึน้ ทกุ วันเวลา จนสาระสาํ คัญของจติ ใจไมมีเลย เพียง
อยไู ปวันหนึง่ กนิ ไปวนั หนง่ึ นอนไปวนั หน่ึง อาศยั ดา นวัตถพุ อใหเพลินไปวนั หน่ึงเทา
น้ัน กเ็ ขา ใจวา ตนมคี วามสขุ ทัง้ ๆ ทีห่ าหลักยดึ ของจติ ไมมีเลย คอื จิตใจจะหา“ธรรม”
ซึมซาบและบํารุงไมมี น่แี ลโลกทไ่ี มมศี าสนาภายในใจ จงึ ขาดหลกั อนั สาํ คัญไปอยาง
นา เสยี ดาย ทงั้ ทีม่ นุษยค วรจะรูจ กั คุณคาและมคี ุณคากวา สง่ิ ใดๆ ในโลก

เพราะฉะนั้นการนิยมทางดานวัตถุจนลมื ดา น “นามธรรม” คือศาสนา ที่เปน
“ธรรมโอสถ” เคร่อื งบาํ รุงรักษาใจใหม หี ลกั แหลงและชมุ เย็น ผลจึงเปน ความทุกขรอ น

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๐

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๕ุด๗เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๐๑

ทั้งๆ ที่สิง่ บํารงุ บําเรอมเี ตม็ บา นเตม็ เมอื งและเตม็ แผนดนิ ถ่ินอาศัย เนื่องจากใจไมม ี
“ธรรม” เปนอาหารเครื่องบํารงุ เวลาเกดิ ความหอ เห่ยี วแหงใจ เพราะอารมณต า งๆ มี
วตั ถุเปนตน เขามาบีบคั้นย่ํายีใจ ใจหาทห่ี ลบซอนไมไ ดจ งึ เกิดความทกุ ขรอนข้ึนมา และ
หาท่ปี ลงวางไมได ถงึ กับเปนโรคประสาทไปกม็ ี แตย ังไมยอมเห็นโทษของมัน กย็ ง่ิ นบั
วันจะจมดิง่ ลงไปอยางไมมจี ุดหมายปลายทางเลย

ทีถ่ กู ดา นวตั ถุก็ทาํ เพราะกายของเราเปนดานวัตถุ ตองอาศยั วตั ถเุ ขามาเยยี วยา
รกั ษา รา งกายอยูไดด ว ยวัตถุ เชน อาหาร บานเรอื น เปน ตน สว นจิตใจก็มีความรมเยน็
ไดด ว ยศีลดวยธรรม ไมใ ชตอ งอาศัยวัตถอุ ยางเดียว จงึ ควรมีศลี มีธรรมอันเปนคณุ งาม
ความดีทางใจ ท่จี ะพึงสั่งสมอบรมข้ึนใหม มี าก และควรจะกลัวจิตอดอยากขาดแคลน
อาหาร คอื “กศุ ลธรรม” เชนเดียวกับความกลวั อาหารจะขาดแคลนจากรางกาย จติ ใจ
จะไดมหี ลักฐานเปนเคร่ืองยดึ เพ่ือปลดเปลื้องหรอื บรรเทาทกุ ขในเวลาตองการและจาํ
เปน

เฉพาะอยางยงิ่ ใจเปนสงิ่ สาํ คัญมาก ควรจะมหี ลกั ยึดของใจ ทใ่ี จวอกแวกคลอน
แคลนเนอ่ื งจากหาหลักยดึ ไมได แมถึงสง่ิ ภายนอกจะมีสมบรู ณบริบูรณ ใจเมอ่ื ขาดคุณ
งามความดีคือศลี ธรรมอันเปนเคร่อื งทาํ ใหช มุ เยน็ แลว จิตใจก็รอน รอนทงั้ ๆ ทม่ี ีความ
รคู วามสามารถ รอนทงั้ ๆ ท่ีมีสมบัติมากมาย รอนทัง้ ๆ ทอ่ี ะไรเรากไ็ มอ ดอยากขาด
แคลนทางดานวตั ถุ ตลอดญาตมิ ติ ร บริษทั บริวาร เพือ่ นฝงู แตค วามรอนของใจจะรอน
อยูไมล ดละ เพราะขาดอาหารภายในใจ ขาดเคร่อื งบํารงุ ภายในใจ คอื “กศุ ลธรรม” ยา
บํารุงรักษาใจ”!

ใครจะมคี วามเฉลยี วฉลาดยิง่ ไปกวา พระพทุ ธเจา ในโลกทงั้ สาม ปรากฏวา ไมม ี
เลย พระพุทธเจา ทรงทราบความจําเปน ทั้งสองอยาง คือทางดานวตั ถุ ท่เี ก่ยี วกบั ราง
กาย ทางดานศลี ธรรมคือคุณงามความดี ทเี่ กี่ยวกับจิตใจโดยเฉพาะท้ังในปจ จบุ นั
และอนาคต ทรงทราบโดยตลอดท่ัวถึง เพราะฉะนน้ั จึงตอ งทรงสั่งสอนบรรดาสัตวให
ทราบ ทง้ั สิ่งภายนอกทงั้ สง่ิ ภายใน คอื ใจ ท้งั ปจจุบันทงั้ อดีตที่ผานมาแลว ท้ังอนาคตท่ี
จะเปน ไปขางหนา ทเี่ ปนเรื่องของจติ ใจจะพาเปน พาไปหาสขุ พาทุกข พาโง พาฉลาด
พามีพาจน ตลอดพาใหพ นทุกข เปน เรอ่ื งของใจท้ังสิ้น ซึ่งเปนเร่ืองใหญ แตโ ลกไม
คอยสนใจคดิ กัน จึงมักมแี ตค วามทกุ ขร อนเปน เพลงิ เผาใจอยเู สมอ

อดตี ทผี่ านมาแลวกไ็ ดแ ก ความเกิด แก เจ็บ ตาย ในภพนนั้ ๆ จนมาถึง
ปจ จุบันในฐานะทเี่ ปนอยเู วลานี้ ความสุข ความทกุ ข กท็ ราบกันอยูต ามเหตปุ จ จัยวา
เกิดสุขบา งทุกขบ า ง ดงั ทีท่ ราบกันอยูเ วลาน้ี และอนาคตท่ีจะเปนไปขา งหนา มอี ะไรท่ี

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๑

ธรรมะชุด๔เต๕ร๘ยี มพรอ้ ม

๔๐๒

จะเปน หลักของจิตใจ ทจ่ี ะสืบภพสบื ชาติไปไดดว ยดี ไมม ีความทุกขรอ น พระพทุ ธเจาก็
ทรงทราบและทรงสง่ั สอนใหบําเพญ็ “สาระ” อนั สาํ คญั คอื คุณงามความดไี วส าํ หรบั ใจ
จะไดมคี วามรมเยน็ เปน สขุ ไปเกดิ ในภพใดชาติใดกเ็ ปน “สคุ ติ สคุ โต” ไมวาจะเปน
ศาสนาของพระพุทธเจา พระองคใด ท่ที รงสงั่ สอนไวในโลกในยุคนั้นๆ ทรงสงั่ สอนเปน
แบบเดยี วกนั

ในโอวาทปาฏโิ มกข “ทา นสอนไวยอๆ
สพฺพปาปสสฺ อกรณํ -การไมทําช่วั อนั จะใหเ กดิ ความเสียหายท้ังปวง หนึ่ง
กสุ ลสสฺ ปู สมปฺ ทา - การยังกศุ ลคอื ความฉลาดในทางทีช่ อบใหถ งึ พรอม หน่ึง
สจติ ตฺ ปรโิ ยทปนํ - การทําจิตใหผองใสจนถึงความบริสทุ ธ์ิ หนง่ึ
เอตํ พทุ ฺธาน สาสนํ -เหลา น้เี ปน คาํ สอนของพระพุทธเจา ท้งั หลาย

นี่หลักใหญของศาสนาทา นสอนเปนแบบเดยี วกนั เพราะกเิ ลสและสตั วโ ลกเปน
ชนดิ เดยี วกัน มคี วามทกุ ขค วามลาํ บาก มกี ิเลสตณั หาเปน เครื่องผูกพนั เปนเครื่องรอ ย
รัดภายในจิตใจ ใหเ กดิ ความเดือดรอ นวนุ วายเชนเดียวกัน การสั่งสอนธรรมจึงตอง
อาศัยเร่ืองของสัตวโ ลกเปน ตน เหตุ ทจ่ี ะสั่งสอนอยา งไรจงึ จะถกู ตอ งเหมาะสม และเปน
ประโยชนแกม วลสตั ว

เวลาน้ีเราทกุ คนถา ไมม หี ลักใจ เรากไ็ มแนใ จตัวเองอยตู ลอดเวลา วา ถา ตาย
แลว จะไปไหน? จะไปสขุ ไปทุกขไ ปคติใด? ไปเกดิ เปน ภพอะไรบา ง เปนสตั วหรอื
บคุ คลชนดิ ใด หรอื จะไปลงนรกขมุ ไหน? เมือ่ เชือ่ ตวั เองไมได การไมท ราบไดนี้ เราก็ไม
ควรเสยี่ งตอการไมทราบไดอยูเสมอไป จงึ ควรสรางความแนใจใหมีภายในตน การ
สรางความแนใ จกค็ ือสรางตนดว ยหลกั ธรรมของพระพทุ ธเจา การใหท าน การรกั ษา
ศีล การเจริญภาวนา นี่เปน สงิ่ ทแี่ นใ จสําหรบั ใจอยา งย่ิง ไมมสี ิง่ ใดที่จะแนใจยง่ิ ไปกวา
ความดเี ปน เครอื่ งประกันนเี้ ลย

ความดีนมี้ อี ยูภ ายในจิตใด จิตนัน้ เรยี กวา “ประกนั ตวั ได” เพราะความดเี ปน
เครือ่ งประกนั จงึ ควรสรา งความแนนอนไวใหจิตเสียแตในบดั นี้ อยา ใหเ สยี เวลาํ่ เวลาท่ี
เกดิ มาเปน มนุษยทั้งคนทั้งชาติ กาลเวลาลว งเลยมาแลวเปนหลายเดือน โดยไมคดิ อา น
ไตรตรองอะไรเลย ในบรรดาสาระสาํ คญั ทจ่ี ะเปนคุณสมบัติของจิตนน้ั ไมส มควร!

สิง่ สมควรอยางยง่ิ นน้ั คอื พยายามทําเสยี แตใ นบัดนี้ ไมมีใครจะพูดใหเปนที่เชื่อ
ถอื และพดู ถูกตองแมน ยาํ ไดย ิ่งกวาพระพุทธเจา คนพูดกันท้งั โลกมคี วามปลอมแฝงอยู
เรอ่ื ยๆ สว นมากพูดออกมาดวยความลมุ หลง ไมไดพดู ออกมาดวยความจรงิ จัง เพราะ
ตา งคน ตา งก็ไมร ูจริงเห็นจรงิ จะเอาความจริงมาพูดอยา งอาจหาญไดอยา งไร

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๒

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๕ดุ ๙เตรียมพร้อม’’

๔๐๓

สว นพระพทุ ธเจา ในธรรมทกุ บททกุ บาททีไ่ ดป ระทานไวน ี้ ลว นแตท รงทราบ
ดว ยเหตดุ วยผลประจกั ษพระทัยมาแลว จงึ ไดน ํามาสัง่ สอนสตั วโลก คําส่ังสอนนน้ั จงึ
เปนท่แี นใ จได ผูป ฏบิ ตั ิตามหลักธรรมทีพ่ ระองคท รงสอนไว จงึ เปนผแู นใ จในตนเองไป
เรอื่ ยๆ จนกระทง่ั แนใ จเตม็ ภมู หิ าทสี่ งสัยไมได เมื่อถงึ ข้ันแนใ จเตม็ ภูมิแลว เปนอยางนนั้
เมอ่ื ความดเี ขาสมั ผัสใจแลว ยอมเปนที่แนใ จไดเองสําหรบั ผปู ฏิบัติบาํ เพญ็

ปกติธรรมของพระพุทธเจาเปน ทีแ่ นใจสําหรบั โลกทัว่ ไป ไมม โี ลกใดผใู ดคดั คา น
ได นอกจาก“โลกเทวทตั ” และพวกเทวทตั จาํ พวกเดียว ทไี่ มยอมเปน คนดแี ละไมย อม
ลงกับใคร แมน ายยมบาล กไ็ มแนใ จวา เทวทตั จะทะลึ่งทะเลาะไมไ ด ถาไมม ีมารเปน สงิ่
ดลบันดาลใจ โดยเห็นสิง่ ทแ่ี นใจน้ันวา เปน ของไมแ นใจไปเสยี เหน็ สง่ิ ทเ่ี ปนพษิ เปน ภัย
วา เปน ของดีแลว ยดึ ถือ หรอื ควา มาเผาผลาญตนนน้ั ก็ไมมใี ครชวยได ยกให“เวรกรรม
ของสัตว”

เราทั้งหลายทราบอยูดวยกันวา ดี ชัว่ บาป บญุ นรก สวรรค นิพพาน เปน ของ
มีมาดง้ั เดิม ไมใ ชเ ปน ส่ิงเสกสรรข้ึนมาเฉยๆ แตเปนส่งิ ท่มี มี าดั้งเดิมแลว พระพทุ ธเจา
ทรงสอนตามสง่ิ ทีม่ อี ยูดง้ั เดิม ไมไดม าร้ือมาถอน มาปรุงมาแตงเอาใหมวามี ทั้งๆ ท่ี
ส่ิงนนั้ ไมมี นั่นไมม ีในโอวาทคําส่งั สอนของพระพุทธเจา ทุกๆ พระองค ที่ทรงนามวา
“สวากขาตธรรม” ซง่ึ เปน ธรรมตรสั ไวช อบแลว ทกุ บททกุ บาท ทุกแงทกุ มมุ “นยิ ยานิก
ธรรม” เออื้ มมอื รอฉุดลากชาวพุทธ ชว ยเหลอื ชาวพทุ ธอยตู ลอดเวลา “อกาลโิ ก” !

เชน คาํ วา “บาป” กห็ มายถงึ ความเศราหมอง ความสกปรกโสมม เหมอื นมูตร
คถู นัน่ เอง ผลก็คือทุกข ถา “บาป” มนั ไมม ี แตสัตวโลกแตละราย ๆ ก็มีความทกุ ข
ประจกั ษตนน้นั เพราะอะไรถงึ เปน ทกุ ข? กเ็ พราะบาปมีนน่ั เอง และเพราะสาเหตุคอื
“กรรม” เม่อื โลกนยี้ ังมีการทํากรรมอยูตราบใด ไมว า ฝา ยดีฝายชั่ว ผลจะแสดงใหเห็นอยู
เสมอวา “เปนสขุ เปนทกุ ข” เรอื่ ยๆ ไป หากตอ งการจะลบลา งกรรม กต็ อ งลบลา งการ
กระทาํ เสียทัง้ หมด คือลบลา งบุญดวยการไมท าํ บญุ ลบลา งบาปดว ยการไมท าํ บาปท่ีตวั
เราเอง ถาจะเปนไปได แตอ ยาไปรอื้ ถอน “เรอื นจาํ ” ซ่งึ เปนที่อยขู องนักโทษเสียกแ็ ลว
กนั ชาวเมอื งจะเดอื ดรอนและรุมตีเอาตายจะวา ไมบอก! อยา ไปรือ้ ถอน “นรกสวรรค”
จงรื้อถอนทก่ี ารกระทาํ “ดี ช่ัว” ของตวั เอง จะเปน การลบลา ง “บาป บญุ ”ไปในตวั

“นรก” กเ็ ปน สถานทีอ่ ยูข องสตั วผ หู ยาบชา ลามก “สวรรค” เปนสถานทอี่ ยูข องผู
มคี วามดหี รือของผูม ีบญุ เราก็รเู หน็ อยแู ลว แมใ นโลกมนุษยเรากย็ ังมีสถานทแ่ี ละ
เครือ่ งดดั สนั ดานมนษุ ยที่ทําไมด ี เชน เรอื นจําเปน สถานทีอ่ ยขู องใคร กเ็ ปน ทีอ่ ยูของ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๓

ธรรมะชุด๔เต๖ร๐ียมพรอ้ ม

๔๐๔

มนุษยบ าปหนา มสี ติปญ ญาทีน่ ําไปใชใ นทางไมเ ขา เรอ่ื ง สถานท่ีดีกวานัน้ กย็ งั มีอีก
เยอะแยะ นอกจากเรอื นจาํ ทไ่ี มไ ดถกู กักขังไมไ ดถกู ทาํ โทษทาํ กรรม ก็เหน็ ๆ กนั อยู
เพียงโลกนี้เราก็เห็น ทําไมโลกอ่ืนจะไมม ี เม่ือโลกนี้มโี ลกอ่ืนมี วนั นมี้ วี ันอน่ื กม็ ี มันเปน
คกู นั มาอยางนี้ แตเราไมสามารถมองเห็น ถึงจะมีมากนอ ยกวางแคบเพยี งใด แตส ายตา
เราส้นั เพยี งมองดูขวากดูหนามตามสายทางเดิน กย็ งั ไมเ ห็นและเหยียบมนั จนได หวั
ตอโดนหัวแมเ ทาก็ยงั ไมเ ห็น โดนเอาจนนิ้วเทา แตก แนะ ! คิดดูซิ ขณะจะโดนขณะจะ
เหยียบกต็ องเขาใจวา “สิ่งน้นั ไมม ”ี แตค วามไมม นี ้นั ลบลา งความมีอยูไดไหม เวลาเดิน
ไปเหยียบและโดนเอาอยา งนี้ หนามปกเทาหรอื ไมป ก มันกป็ ก เพราะสงิ่ นนั้ มีอยู ไป
เหยียบถูกมนั ก็ปก ไปโดนหวั ตอหัวแมเ ทา แตกจนได ทัง้ ๆ ท่หี วั ตอไมม ี นแ่ี หละลอง
คิดดู ความคดิ ดน เดากบั ความจรงิ มนั เขา กันไมไ ด

สายตาเรามนั ส้นั อยางนี้แหละ ประกอบกับความประมาทดว ย จึงโดนโนนชนน่ี
อยเู สมอ เพยี งแตมองดูหัวแมเ ทาตนมนั ก็ยงั ไมทวั่ ถึง ยังตองโดนขวากโดนหนามโดน
หวั ตอจนได แลว ยิง่ สงิ่ ทีจ่ ะกลาวเหลานีเ้ ปน ส่ิงที่ละเอยี ดยิ่งกวาขวากหนามเปน ตน มาก
มาย เปนวสิ ัยของผทู ่มี คี วามรคู วามเชย่ี วชาญ เฉลยี วฉลาด มีญาณหย่งั ทราบความ
จรงิ อันละเอียดท้งั หลายเหลา น้ีเทานนั้ ไมใ ชฐ านะของคนอยางเราๆ ทา นๆ ท่กี ําลัง
บอดๆ หนวกๆ แมมดี วยกนั เต็มโลก จะมองเหน็ ได

แตพวกท่ีบอดๆ หนวกๆ นแ้ี หละ ชอบอวดเกงแขง พระพุทธเจาไมม พี วกอน่ื
สง่ิ ท่ที า นวา “ม”ี กล็ บลา งเสยี วา “ไมม”ี สงิ่ ที่ทา นวา “ไมม ”ี ก็ลบเสยี เอาคาํ วา “มี” มา
แทน ทา นวา สง่ิ นด้ี กี ล็ บเสยี เอาช่ัวเขา มาแทน ที่ทา นวาส่งิ น้นั ชว่ั กล็ บเสีย เอาคาํ วา “ด”ี
เขา มาแทน ผลแหง การ “แขง” กค็ ือ ความแพตัวเองตลอดไป ไมย อมเหน็ โทษ ความ
เกงไมเขาเรื่องของตน

พูดถงึ การเช่ือ เราจะเช่ือคนตาดหี รือเชื่อคนตาบอด เราจะเช่ือคนโงหรอื เช่ือคน
ฉลาด เราจะเช่ือคน “เปนธรรม” หรือเชอ่ื คน “จอมโกหก” พระพทุ ธเจาเปนคนจอม
โกหกหรือเปน จอมปราชญ ? นน่ั ! ถาเชื่อคนตาบอดก็ตองโดนไมเรื่อยๆ ไป เพราะคน
ตาบอดไมไดเดินตามทาง ชนนน้ั ชนนีไ้ ปเรือ่ ยๆ ตามประสีประสาของคนตาไมเหน็ หน
ทาง ถาคนตาดกี ไ็ มโ ดน นอกจากจะเผลอตวั หรอื ประมาท จึงไปโดนหรือเหยียบขวาก
เหยยี บหนาม คนตาดเี หยยี บไดใ นขณะทีเ่ ผลอ ขณะท่ีไมเห็น แตคนตาบอดนเี่ หน็ ไม
เห็นก็ไมท ราบละ เหยยี บและชนดะไปเลย อะไรไมข าดหลุดไปในขณะน้ัน คอ ยใสย ากนั
ทีหลัง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๔

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๖ุด๑เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๐๕

แลว คนอยา งเราๆ ทา นๆ จะยอมเชอื่ คนตาบอดไหมละ ? ถาไมเช่ือก็ควรคํานึง
ในบทวา “พุทฺธํ ธมมฺ ํ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ บา ง เวลาคนตาบอดเอ้อื มมอื มาจะจูงดว ย
ความเมตตาของเขาจะไดร ะลกึ ทนั ไมจ มไปแบบ “ไมเปนทา” นา อบั อายขายขห้ี นา ไป
ตลอดวนั ตาย

การเกดิ ของสัตวโ ลกกเ็ กดิ ดะไปเลย เหมือนคนตาบอดโดนไมน ่นั แล เพราะไม
เห็นไมทราบแลวแตกรรมจะพาไป กรรมจงู กรรมลากกรรมฉุดไปไหนก็จําตองไป
เพราะไมม อี ํานาจไมม ีกําลังทจี่ ะฝาฝนกรรมทั้งหลายได กรรมตอ งเปน ผฉู ุดลากไป ถา
เปนกรรมชั่วมนั กฉ็ ุดลากเขาปาเขารกตกเหวลงบอไปเร่อื ยๆ จนตกนรกอเวจไี มม สี ้ินสุด
ถา เปนกรรมดกี พ็ ยงุ สงเสรมิ ใหไ ปในทางท่ีดี ตามแตกาํ ลงั กรรมที่มีมากมีนอ ย

พวกเกดิ ทเ่ี กดิ ไมรูเรื่องรรู าว ทีเ่ กิดไมม บี ุญพาไปเกิด ท่เี กดิ ไมมคี วามสามารถ
อาจรดู วยญาณ ก็มนั เปนแบบ “เกดิ ดะ” ดะไปเลย สุขก็มีทุกขกม็ ี อะไรกค็ อ ยรับเสวย
และแบกหามเอา ไมท ราบวามนั จะมมี าเมอื่ ไร แมแตเ ราเกิดมานก้ี ็ยงั ไมท ราบวา มาจาก
“ภพอะไร”

คดิ ดซู ิ เราเปน ตวั ภพตัวชาติ ตัวเกิดตวั ตายอยแู ลว ยงั ไมสามารถทราบเร่ืองของ
ตวั ได จะไปพดู ถงึ ขา งหนา อะไรได อะไรทจี่ ะเปน เครือ่ งใหเราเปนทแ่ี นน อนใจ เรากค็ วร
ทราบเสียตงั้ แตบ ัดน้ี และรบี บําเพ็ญเสียแตบ ดั นี้อยา ประมาท! เพราะผลแหง ความ
ประมาทเคยทาํ สตั วโ ลกใหล มจมมานับไมถวนแลว

การตายแบบสมุ ๆ เดาๆ การเกดิ แบบสุม ๆ เดาๆ ทไี่ มแ นใจตวั เอง ตลอดความ
เปน อยกู ็ไมแนใจอยางนี้ เรายงั จะตายใจกบั ความไมแ นใจอยหู รือ ? นน่ั ไมส มควรแกเรา
เลย ! ไมสมกับเราเปน มนุษยผ ูฉลาดในวงพระศาสนา อนั เปน ยอดคาํ สอนใหค นฉลาด
ตอเหตกุ ารณและปฏบิ ัตติ อตัวเอง

เฉพาะอยา งยง่ิ การผลติ ความดีความเฉลียวฉลาดขึ้นภายในใจ ดว ยจติ ตภาวนาน้ี
เปน ส่ิงสาํ คญั มาก อาจมองเหน็ ไดแ ละสามารถมองเหน็ ไดใ น “บาป บญุ นรกสวรรค
หรอื นพิ พาน” เพราะเปน ส่ิงมีอยดู ้ังเดิมแลว จึงอาจมองเห็นไดดว ยจติ ตภาวนาทีม่ ี
ความสามารถตา งกนั บญุ อยทู ไ่ี หนใจกท็ ราบ ทราบอยทู ีไ่ หน อยทู ีจ่ ติ ทราบวา บญุ อยทู ่ี
ใจอยา งประจักษแลว ใจกเ็ ยน็ สบาย ความรุมรอนเกดิ ข้ึนเมื่อใด เพราะสาเหตอุ ันใดก็
ทราบที่ใจดวงคอยรับทราบอยแู ลวน่ันเอง นรก สวรรค กท็ ราบ ทราบอยภู ายในใจ
ทราบทั้งทจ่ี ะไปขางหนา ตัวนีเ้ ปนผูพาไป จะไปอยใู นสถานทใ่ี ดเลา คนชั่วกไ็ ปเขาเรือน
จาํ คอื ติดคกุ ตดิ ตะราง จติ ที่ชว่ั ก็ไปลงนรก จิตดมี กี ุศลก็ไปสูสุคติภมู นิ ้ัน ตามกําลังแหง
บญุ ของตนของตน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๕

ธรรมะชดุ๔เ๖ต๒รียมพรอ้ ม

๔๐๖

เม่ือปฏบิ ัตไิ ป ๆ สิ่งทป่ี ดบงั จติ ใจคอยหมดไปจางไป ๆ ความสวา งกระจางแจง
คอยเกดิ ข้นึ แทนที่ และสามารถมองเหน็ ส่ิงตางๆ ไดโดยลาํ ดบั ๆ กค็ อยฉายแสงออกมา
จนเต็มภูมิของจิต จะไปเกิดท่ีไหนก็ทราบอยใู นฐานของจติ ในช้ันภูมขิ องจติ จะไมเ กิดก็
ทราบตามชั้นภมู ิของจิตวา “หมดเช้อื แลว ” ไมมีการท่ีจะเกดิ ตอไปอีกแลว ตอ งทราบ
เมือ่ ถึงขนั้ ทีจ่ ะทราบแลวปดไมอ ยู

ฉะนนั้ ทา นจงึ สอนใหอ บรมจติ จติ น้เี ปนตวั รตู วั ฉลาดแหลมคมมาก ตอ งสอนให
แหลมคม อบรมใจละเอยี ดสุขมุ เต็มภูมจิ นมีความเฉลียวฉลาด มีความสามารถมากกวา
สิง่ ใดในโลกไมม ีสิง่ ใดเสมอเหมือน แตเ ราไมไ ดอบรมสัง่ สอน จติ จงึ อาภพั และอาภพั อยู
ตลอดเวลา ยนื เดิน น่ัง นอน อาภัพท้งั นั้น เพราะส่งิ อาภพั มันปกปดกําบงั ไว มันมี
อํานาจเหนือกวา จิตจึงเลยกลายเปน จิตอาภัพไปตามๆ มัน

จําตองชว ยจติ ดว ยสติปญ ญา ใหม คี วามสงบรมเยน็ ทรงตัวได ไมถ กู เขยากอ กวน
อยูตลอดเวลาดงั ที่เคยเปน มา เม่อื ใจสงบภายในก็เห็นคณุ คาของใจ สงบมากกเ็ หน็ มาก
รมู าก เขาใจมาก และผลิตสติปญ ญา

พจิ ารณาดูโลกธาตุอันน้ีไมม อี ะไรที่ควรช่ืนชมเทดิ ทูนรื่นเริงอะไรนักหนา สถานท่ี
อยูอ าศยั อาหารปจจยั เคร่ืองปรนปรอื เต็มไปดว ย อนิจจฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตตฺ า คอยจะใหห ลงั่
น้าํ ตากบั มนั อยูเรื่อยๆ นอนใจไมไ ดเ ลย มองไปรอบดานลวนแตปา ชา ของสตั วของคน
เต็มไปดว ย “อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า” เขา ในบา นก็ไดย นิ เสียงบน ออกนอกบา นกไ็ ดย นิ
เสียงบน เขา ในเมืองกไ็ ดย นิ เสยี งบน เพอไปทว่ั ทุกหนทกุ แหง เพราะเรอื่ งความทกุ ข
ความทรมานของสตั วข องคน มอี ยูทกุ แหง ทกุ หนตาํ บลหมบู า น จะสงสัยทไี่ หนวาจะมี
ความสขุ ความสบาย ไมมอี ะไรมากอ กวนใหไดร ับความทุกขค วามลําบาก แทจรงิ มนั
ลวนกองทกุ ขอยรู อบตัว นอกจากการสรางจติ ใจเราใหมคี วามแนนหนาม่นั คงขน้ึ ดวยศีล
ดว ยธรรมเทา นน้ั

น่ีแหละเปน ที่ปลอดภยั ไรทุกข อยทู ไี่ หนก็ไมม ีอะไรมากวน นีเ้ ปน สง่ิ สาํ คญั มาก
เมื่อสรางใหเ ตม็ ภมู แิ ลว ตอ งเยน็ สถานทนี่ น่ั เปนยังไง ? สถานทน่ี ี่เปน ยงั ไง ? ไมถ ามให
เสียเวลา เพราะความเยน็ อยูก บั เจา ของ ความสขุ อยกู บั เจาของ หลกั ใหญอ ยกู บั เจา ของ
แลว ก็ไมท ราบจะถามเอาสมบตั ิทีไ่ หนกัน ตัวจรงิ อยกู ับเรา เรารอู ยู เหน็ อยู ครองอยูจ ะ
ไปเจอทกุ ขที่ไหนกนั !

น่ีแหละทานวา การสรา งตวั ในดานธรรมสรางอยางนี้ สรางตวั ทางโลกก็ดังที่
ทราบๆ กนั อยคู อื สรา งเนอ้ื สรา งตวั ดวยการขวนขวายในดา นกจิ การทาํ มาหาเลีย้ งชีพ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๖

ภาค ๓ “ธรร๔ม๖ช๓ดุ เตรียมพร้อม’’

๔๐๗

ใหม ีทรพั ยสมบัติเงินทอง เรียกวา “สรางเนือ้ สรางตัว สรา งฐานะในทางโลก” ผนู น้ั กพ็ อ
เปนพอไปเก่ยี วกับสมบัติฐานะ ตลอดความเปน อยตู า งๆ

สรางภายในคอื สรา งจติ ใจใหมีหลกั มฐี านม่ันคง ใหรสู ง่ิ ดสี งิ่ ชั่ว พยายามแกไข
ดดั แปลงไปโดยสมาํ่ เสมอ จนจิตใจมคี วามเชอื่ ถอื ตวั เองได มีความแนใ จได อยทู ไ่ี หนก็
เปนหลักเกณฑ มคี วามสขุ ความสบาย ตายแลวกเ็ ปนสขุ นผ่ี มู หี ลกั จติ ใจเปน อยา งน้ี ผดิ
กับผไู มม หี ลกั ใจอยมู าก

บรรดาท่เี ปน คนดวยกันก็ไมเ หมอื นกันในความรูส ึก จิตก็วาจิตเหมือนกัน แตก ็
ตางกนั ในฐานะสูงต่าํ ของจติ ความโงค วามฉลาดผิดแปลกกันอยูมาก ทา นวา “เปนนสิ ยั
สมบัต”ิ เปนตามบญุ กรรมอาํ นาจวาสนาที่สรา งมา จะเหมือนกันไมไ ด

ถา อยากเห็นใจมสี ารคณุ เดน ดวง จงพยายามสรา งใจใหด ี สรางใหมีความแนน
หนาม่นั คง สรา งจนเห็นประจกั ษกบั ตัวเอง คําพระพุทธเจาทานสอน “ใหร ู ใหเ หน็
ประจักษในสงิ่ ทีม่ ีอยู เชน บญุ บาป เปน ตน เพราะบาปนั้น ถาเปน หนามกป็ กเสียบอยู
ทีห่ วั ใจตนน่ันแล ไมปก เสียบที่อ่ืน บุญกม็ ีแตสนับสนนุ คนใหม ีแตความสขุ ความสมหวัง
เฉพาะอยา งยง่ิ สนบั สนนุ อยทู ห่ี วั ใจคน เพราะใจเปนภาชนะท่ีควรแกบุญคณุ ธรรมทัง้
หลาย

การสรางความดีทใี่ จดว ย “จิตตภาวนา” จะเปน ความดีประจกั ษใ จ เร่ิมแตขนั้
สงบเยน็ เปนสมาธิขึ้นไปจนข้ันละเอียด และละเอยี ดสุดคือ “วิมตุ ติพระนิพพาน” จะ
ประจักษท ่ีใจดวงนเ้ี อง

คาํ วา “สงบ” ใจสงบกบั ใจไมสงบผิดกนั อยา งไรบา ง? ความสงบของใจเกดิ ขนึ้
มากนอ ย ความสุขเปนธรรมท่ีเกิดขน้ึ กบั ความสงบ เพราะปราศจากสิ่งกอกวนในเวลา
น้ัน ใจจะมีความสุขขน้ึ มาโดยลาํ ดบั เบากายเบาใจ บางครง้ั เบามากจนไมป รากฏวา กาย
มใี นความรสู ึกเลย มีแตค วามรลู ว นๆ เหมอื นกบั อยใู นอากาศ หรอื เหมอื นอยกู ลางหาว
หรืออะไรพูดไมคอยถกู ตามความเปน จรงิ นน่ั แหละจติ สบายมาก จิตปลอยวางทงั้ หมด
ในขณะนั้น เม่อื จิตสงบเตม็ ทีจ่ ึงไมทราบวา ตนอยใู นที่สงู ท่ตี าํ่ หรอื ในที่เชนไร น่ังอยูหรือ
นอนอยไู มสนใจทั้งน้นั

ปรากฏแตค วามรลู วนๆ ซงึ่ ไมมรี ูปไมมีลกั ษณะอะไรปรากฏเลย มีแตค วามรู
อยางเดยี ว ถา จะดลู กั ษณะก็มีแตค วามสวางไสวปรากฏอยูภายในใจ ซึ่งเปนสุขอยาง
อัศจรรย ผดิ กับสง่ิ ท้ังหลายท่เี คยผา นมาในโลก ความสงบมาก ความสวา งไสวมาก
ความสขุ กม็ าก แตความสงบผิดกบั ความไมสงบอยางไรนั้น กรณุ าไปดมู ังก้ี (ลิง) ก็จะ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๗

ธรรมะชุด๔เต๖ร๔ียมพรอ้ ม

๔๐๘

เขาใจเอง เพราะสง่ิ ดังกลาวมีอยกู บั ใจของทกุ คนหญิงชาย กระท่ังนกั บวช ถา ไมสนใจ
อบรมใจ

จิตที่เคยมืดๆ ดําๆ ท่เี คยตําหนิอยทู กุ วันนี้แล เปลี่ยนอาการขน้ึ มา เพราะการ
ชําระสะสางจนเหน็ ไดชดั ดงั ทก่ี ลาวมาทงั้ น้ี เพราะความมืดดาํ มนั ไมใ ชจ ิต เปนสง่ิ ปด บงั
ตา งหาก เหมอื นกบั ไฟฟา ลองเอาแกวหรือผา สดี าํ มาใสเขา ซิ มนั ก็ดํา เอาแดงมาใสมนั
กแ็ ดง เอาขาวมาใสมนั ก็ขาว มนั ขน้ึ อยกู บั สง่ิ ภายนอกทน่ี าํ มาใสต า งหาก ไมไ ดขึน้ อยูกบั
ดวงไฟ จงึ มกี ารเปลย่ี นแปลงไดตามสิ่งทมี่ าเกี่ยวขอ ง จติ กเ็ กย่ี วกับสง่ิ เกย่ี วขอ ง จึงมี
อาการตา งๆ เปล่ียนไปเปล่ียนมาอยูเสมอ ไมค งที่เหมือนจิตท่บี ริสทุ ธ์ิตามธรรมชาติ

จติ กเ็ ปน จิตอยอู ยา งนนั้ เมือ่ สิง่ ทดี่ ําสงิ่ ท่มี ัวหมองเขาไปแทรกไปปดบงั จติ ก็
เหมือนวามนั เศรา มนั หมองมันดําไปหมด ความจรงิ กค็ อื ส่งิ นนั้ แลทําใหด ํา ชําระสิ่งนัน้
ออกแลว จติ กส็ วา งไสวออกมาในขณะนน้ั จะผา นทะลุไปหมด ไมต ดิ ของกับอะไรขน้ึ ชือ่
วา “สมมตุ ิ” จึงไมม ีอะไรจะแหลมคมย่ิงกวา ใจ ใจนถ้ี งึ ขน้ั มอี าํ นาจกม็ อี าํ นาจอยา งน้ี
สาระสําคญั กค็ อื ใจน่ีเทานัน้ จงพยายามบาํ รงุ !

เชอื้ ทจี่ ะไปเกิดภพหนา ก็คือใจดวงนี้ พยายามสรา งใจใหด ี เปน ท่แี นใ จเสยี แต
บดั น้ี

การตายเปน ธรรมดา ธรรมดา ไมนาต่ืนเตนตกใจกลวั อะไรเลย เมอ่ื เรียนกล
มายาของกเิ ลสท่หี ลอกลวงใจจบส้ินแลว ปญหาทงั้ หลายในแหลง แหง “ไตรภพ” กจ็ บลง
ทใี่ จดวงทเี่ คยเปน “เจาปญหา” นี้แหง เดยี ว

การแสดงธรรมก็เห็นวาสมควร

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๔๔ช๖ุด๕๐เต๘รยี มพรอ้ ม’’



สแู้ คต่ าย๔๐๙

เทศนเโมปอื่ รวดันคทณุ ่ี ๑เพ๔ามพกงราาวครมรเธทพนศทุนะธโ์กปศุลรกั ดณรคเาณุมวช่อื เดั พว๒ปนัา๕าทพบ๑่ีง๑าา๙๔นวตรมารกดธรนาะคกมุลพณทุ ธวศดัักปรา่าชบา้ ๒น๕ต๑าด๙

สแู คตาย

ความหนักท่สี ุดก็คอื “ใจ” ความเบาทสี่ ดุ กค็ ือ “ใจ” ความหยาบท่สี ดุ กค็ ือ “ใจ”
ความละเอียดหรืออัศจรรยอยางยง่ิ ก็คือ “ใจ” อยทู ี่ใจนท้ี ้งั นน้ั !

โลกจะมคี วามสงบรมเย็น หรอื เกดิ ความเดอื ดรอ นวนุ วายมากนอ ย กข็ น้ึ อยกู บั

ใจ เพราะใจเปน ผูค รองรางและครองโลก ใจจงึ ควรไดร บั การอบรมศกึ ษาไปตามเหตุ
ตามผลซงึ่ เปนแนวทางทีช่ อบ เพ่อื จะไดผนู าํ ท่ดี ี แสดงออกเปน กิจการงานท่ีชอบธรรม

การแสดงออกทกุ อาการ เมือ่ ใจไดรับการอบรมโดยเหตุผลอันเปนแนวทางทีด่ ีท่ี
เรยี กวา “ธรรม” แลว กิจการงานตลอดความประพฤติยอ มเปน ไปดว ยความราบรน่ื ดี

งาม ไมแสลงตาแทงใจระหวา งเพอื่ นมนษุ ยด วยกัน ไมว า สว นยอยสว นใหญ ขน้ึ อยกู บั ใจ
เปน สาํ คญั ใจนจี้ ะวาหนักกห็ นกั จนเจา ของยกไมขนึ้ ถา ยกขน้ึ สคู วามดงี ามไดด งั ทา นผดู ี
ทงั้ หลาย ก็ควรจะผา นพนความทกุ ขความไมดีทั้งหลายไปไดแ ลว น่ใี ครกน็ อนจมอยูใน
กองทกุ ขและความสกปรกโสมมเรื่อยมา ทําไมจงึ ไมยกใจของตนข้นึ ใหพน ไปเสยี ทงั้ ที่รู
อยูดว ยกนั วา ทกุ ขอ นั เกิดจากเหตชุ ัว่ น้ันเปนของไมด ี กเ็ พราะมันยกไมขนึ้ นั่นเอง ใจมนั
ชอบอยใู นทกุ ขโดยไมรูสึกตวั

สงิ่ ท่เี ราไมร ูนน่ั แหละคือส่ิงท่ีเปนนายเรา พดู แลวก็ไมพนจาก “กิเลส” อนั เปน ตวั

กอเหตุสาํ คญั ความไมรูก็ตอ งทาํ ไปแบบสุมเดา ทําแลวกเ็ กดิ ผลขึน้ มาเปน ความเดือด
รอนแกต นและผอู น่ื ตอเนอื่ งกันไปไมมที สี่ ิ้นสุด มนั ติดอยูทวี่ า “ยกของหนกั คอื ใจไม
ไหว!” ถา ยกไหว ก็ยกใหพนจากส่งิ กดถว งทง้ั หลายท่ตี ํ่าชา เลวทรามไปนานแลว ไมตอ ง

มาวกวนบน ทกุ ขบ น ยากกนั ดงั ทโ่ี ลกเปน อยเู วลานเ้ี ลย ทัง้ น้ีกเ็ พราะยกไมไ หวไปไมรอด
จอดไมถกู ตามกฎจราจรของธรรมนั่นเอง มนั ถึงเกดิ ขน้ึ มาอยใู นสภาพที่เกะกะคละเคลา
กับความทุกขยาก ทางปากกดั ทางมือฉกี ทางใจบนเพอ รําพึงอยูภายใน ที่เรียกวา“กรรม
ของเรา กรรมของเขา ตางคนตางมีและรมุ ลอมอยทู ่ใี จ”

ไปกอกาํ เนดิ ที่ไหนก็ตองเสวยสขุ ทกุ ขมากนอ ยที่จติ พกไปดว ย สว นกุศลกรรม
น้ันตา งกนั สง เสรมิ จติ ใหเ บาและมคี วามสขุ

คาํ วา “ธรรม” เปน ความละเอียดสุขมุ คมั ภีรภาพมาก เม่อื จิตกับธรรมมคี วาม
เกี่ยวขอ งกนั ใจแมเ คยหนกั ยง่ิ กวา ภเู ขา กก็ ลายเปน จติ เบาและเบาบางจากกเิ ลสกอง
ทกุ ขโดยลาํ ดับ จะทําอะไรท่เี ปนกศุ ลกง็ า ย ชื่อความดีความชอบแลวทาํ งาย!

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๔ช๖๔ดุ๗เ๐ต๙รยี มพร้อม’’

๔๑๒

ผทู ป่ี ระกอบความเพียร ความเสยี สละ ความอดความทน จนถงึ เปนถึงตาย จะมี
ใครเกินพระพุทธเจาไปไดเลา น่แี หละตน เหตทุ จ่ี ะไดธรรมอนั ประเสริฐเลศิ โลกเกิดขึ้น
และนาํ มาประกาศสอนโลกทว่ั ไป ทานไดม าดวยวธิ ีน้นั ดวยอาการนัน้ ฉะนน้ั การทจ่ี ะรอ้ื
ถอนตนใหพน จากทกุ ข จงึ ตอ งอาศัยความพากเพยี รอยางเตม็ กําลังความสามารถขาด
ดน้ิ ไมย อมลดละ ไมย อมถอยหลงั ถา ถอยกต็ องจมอกี ไมถ อยก็ไมจ ม คอ ยคบื คลานขน้ึ
มาดวยความเพียรโดยสม่ําเสมอ ก็ยอมจะผานพน ไปได

รางกายเรานไี้ มม ปี ระโยชนอ ะไร ถา ไมพาทาํ ประโยชนเสียแตเ วลานี้ ตายแลวมี
แตเ รือ่ งยงุ กนั “โอโ ห ยงุ มหายุง นน่ั ซมิ ันดูไมไ ด ไอเรอื่ งตายน้ถี อื กนั วาเปนเรอื่ งใหญโ ต
มาก ยงุ กนั ไปหมด คนเปนนั่นแหละตวั ยุง หาอะไรมายุงกนั ไปหมด เหน็ แตพ ระตายก็
ยงั ยงุ มาก ซงึ่ ไมนา จะเปนอยา งนั้นเลยก็ยังเปน ได ทา นตายแลว เก็บหมกั เกบ็ ดองเอาไว
ไมทราบวากเ่ี ร่อื งกรี่ าย จะทําปลารา หรือนา้ํ ปลากไ็ มได แตใจชอบอยางน้นั หลั่งไหลมา
ยงุ ดว ยกันโดยไมมีเหตมุ ีผลอะไรท่ไี มควรเปน เลย มนั ก็ยงั เปน เพราะใจมนษุ ยนิยมชอบ
อยา งน้ัน

เวลายงั มชี วี ิตอยู จะสนใจประพฤติปฏบิ ัตคิ ณุ งามความดใี หเกิดจากสกลกายน้กี ็
ไมคอ ยสนใจ เวลาตายแลว จะใหรา งกายนีเ้ ปนประโยชน มันจะเปน ประโยชนไดอ ยางไร
กนั ถา ไมพาทาํ เสียตงั้ แตบ ดั น้ี ทําใหพอ ! ตายแลว กท็ งิ้ ไปนนั่ เอง จะเปน ประโยชนอ ะไร
อกี ถาเปนประโยชนอ ยูจะตายไปทําไม มันไมเปนประโยชน เพราะหมดกําลังความ
สามารถสบื ตอ แลว มนั ถงึ ตาย ตายแลวท้งิ ลงไป อันใดทเ่ี ปน สาระสาํ คญั ซ่ึงไดจ ากการ
กระทาํ ของรางกายนี้ ก็ถอื เอาเปน ประโยชนต อ ไป ชื่อวาเปนผไู มป ระมาท

เวลานชี้ วี ิตรา งกายของเรากําลังเปน ประโยชน ทํากจิ การทางโลกก็เปนประโยชน
ทางธรรมก็เปนประโยชน ฉะน้นั งานท้ังสองประเภทน้ที เี่ รายังมีความสามารถทาํ ไดอ ยู
เรากต็ อ งทําไมอ ยเู ปลา

งานทางโลกก็ตองทํา เพราะสังขารรา งกายมคี วามจําเปนตอ สง่ิ เยียวยารกั ษา อยู
เฉยๆ ไมได ตอ งมเี ครื่องนงุ เคร่ืองหม ปกปด สกลกาย มีทีอ่ ยอู าศัย มีปจจัยเครื่อง
สนับสนนุ อาหารการบรโิ ภคตลอดหยูกยา ไมก าํ หนดกฎเกณฑว ามีมากมีนอ ย เรอ่ื ง
มนษุ ยเ ปนอยางน้นั

สัตวเขาไมมอี ะไรมากเหมอื นมนุษย ผา นงุ ผา หม เขาก็ไมม ี ท่นี อนหมอนมุงเขาก็
ไมมี หยกู ยาแกโรคเขาก็ไมมี เขายงั มคี วามสบื ตอเปนสัตวม าได

แตมนษุ ยเ ราน่ซี ิ ถา พดู ตามความจริงกว็ า ออ นแอมากกวาสตั ว ไปทไ่ี หน
พะรุงพะรังดวยเครื่องนุงหม ดวยเครือ่ งอยูเ ครื่องกนิ เตรียมกนั ไปเต็มทเ่ี ตม็ ทางกลวั แต
จะอดตาย หยกู ยาปลาแปงอะไรพากันหอบหวิ้ ใหยุงไปหมด แมจ ะไปวดั เพ่ือภาวนาตดั

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๒

ธรรมะชุด๔เต๖ร๘ียมพรอ้ ม


Click to View FlipBook Version