๓๖๖
เมอ่ื ชาํ ระสะสางออกไดโ ดยลาํ ดับๆ กค็ อ ยสอ งแสงสวา งออกมาใหเ หน็ ประจกั ษ
ภายในใจ คือความสงบเยน็ ใจ ท้ังจติ ใจกผ็ องใส สบาย ยม้ิ แยม แจม ใส นง่ั อยู ยนื อยู
เดนิ อยู นอนอยู หรอื ทาํ หนา ทีก่ ารงานอะไรอยู ก็มคี วามรื่นเริงบันเทิงดว ยความสขุ ท่ี
ปรากฏอยกู บั ใจ
คนเราเมือ่ จิตใจมีความสงบเยน็ แลว อยูท ไ่ี หนก็พออยทู ง้ั นน้ั แหละ มนั สําคญั
อยูท ใ่ี จ ถา ใจไมด ี อยูท ีไ่ หนก็ไมดี ท่ีนวี่ า จะดี ที่น่นั วา จะดี หลอกเจา ของไปเร่อื ย ๆ ท่ี
โนน ละจะดี ชาตินี้ไมดี ชาติหนาจะดี เปนอยไู มดี ตายแลวจะดี นั่นมนั หลอกไปเรอื่ ย ๆ
ผูท ีร่ อน รอนอยทู น่ี ่แี หละ มนั หลอก ผทู ถ่ี กู กลุมรมุ อยดู วยความรุมรอนท้งั หลายนะ มนั
หลอกเรา อนั นน้ั จะดี อันนจ้ี ะดี แตมันไมไดดี ไปอยูทีไ่ หน ๆ กเ็ ทาเดิมนี่แหละ เพราะ
ตัวนไี้ มดี ตองแกเ พ่อื ใหด ี แกด ว ยความเพียร
จงพยายามพิจารณากาํ จดั มันดว ยความเพยี ร ทาํ สมาธกิ ็ใหม คี วามสงบได
บงั คับบญั ชาจติ ใจขณะนน้ั ขณะทที่ ําสมาธภิ าวนา ขณะท่บี งั คบั จติ ฝก ทรมานจิต
ดวยการภาวนานัน้ ไมใ ชเ ปน ขณะทจ่ี ะปลอ ยไปตามอาํ เภอใจ เรียกวา “ความเพยี ร”
เพียรเพ่ือแก เพอื่ ถอดถอนสงิ่ ทเี่ ปนขาศกึ ตอ ใจ จนใจไดรับความสงบขึ้นมา ใจไดร บั
ความสงบนน้ั เพราะ “ความเพียรบังคบั ใจ” ตางหาก ไมใชเ พราะความปลอยตามใจ เรา
คงจะเหน็ ผลหรือคณุ คา ของความเพียรน้บี างแลว เพราะเรามีความสงบใจลงไดดวย
ความเพียร และสงบไปไดเ ร่อื ย ๆ เพราะความเพียรเปนลาํ ดับ ๆ คณุ คา ของความ
เพยี รกจ็ ะเดน ขึ้น ๆ ตามคณุ คาของจิตที่เปนผลมาจากความเพียร
เอา ! เมอ่ื พจิ ารณาทางดา นปญญา กก็ าํ หนดพจิ ารณาใหเ หน็ ชดั เจน ไตรตรอง
ส่งิ ท้ังหลายใหเ ห็นตามความสัตยค วามจรงิ ของมันทม่ี อี ยใู นโลกทงั้ หลายนี้ โลกนก้ี วา ง
แสนกวา ง แตสงิ่ ทคี่ ับแคบที่สุดกค็ อื จติ ใจทถี่ กู ปดบังดวยกเิ ลส มนั แคบทน่ี ี่ นง่ั อยนู อน
อยกู ไ็ มสบาย อยทู ไี่ หนก็ไมสบาย เพราะมันคับแคบใจ มนั ทับตัวเอง แกตรงที่มันแคบ
ๆ นอี้ อกใหใจไดร ับความกวางขวางเบิกบานยม้ิ แยม แจมใสขึ้นมา จิตใจกโ็ ลง เยน็ สบาย
เอา ! ทีนจ้ี ะพิจารณาเรอื่ งทกุ ข มนั กม็ กี ําลังท่ีจะพิจารณา พอใจทีจ่ ะพิจารณา
เพราะทกุ ขเ ปน หนิ ลบั ปญ ญาใหค มกลา ขน้ึ เปน ลาํ ดบั ได ฟาดฟน กเิ ลสอาสวะออก
ดว ยสมาธปิ ญญา การถอดถอนกิเลสตอ งถอดถอนดวยปญญา จบั กเิ ลสมามัดไดดวย
สมาธิ คือจิตสงบลง สมาธกิ ร็ วมตวั เขา มาในจติ ดวงเดยี ว ไมซ านออกไปในทีต่ า ง ๆ
จนจบั ตวั ไมไ ด ปญ ญาคลี่คลายออกใหเห็นชัดเจนวา จิตนมี้ คี วามติดขอ งอยกู บั สิง่ ใด
รูป เสยี ง กลน่ิ รส เคร่ืองสัมผัส หรือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกแยะดูให
เหน็ ละเอียดถ่ถี ว นตามหลกั ความจรงิ ของมนั ท่มี ีอยู
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๖
ภาค ๓ “ธรร๔ม๑ช๙ุดเตรยี มพรอ้ ม’’
๓๖๗
ใครครวญแลวใครค รวญเลา พจิ ารณาแลวพจิ ารณาเลา เปนจุดทท่ี องเทย่ี วของ
ปญญา เปน หินลบั ปญญา พจิ ารณาเทา ใดกย็ ่ิงแตกฉานออกไปโดยลําดบั เขาใจไปตาม
เปนจรงิ แลว ปลอยวางไปเร่อื ย ๆ การปลอยวางลงก็คือปลอ ยวางภาระ ซึ่งกดถวงอยู
ภายในใจเราดว ยอํานาจแหง อปุ าทานน้ันแล
จิตคดิ เรอื่ งอะไรบา ง เกิดผลเกดิ ประโยชนอะไร คิดข้นึ ในขณะกด็ บั ไปในขณะ
คดิ ดกี ด็ บั คดิ ชั่วก็ดับ คิดอะไรขน้ึ มาก็ดับท้งั น้ัน ทานเรยี กวา “สงั ขาร ความปรงุ ”
ความปรุงข้นึ ความเกดิ ขึ้น ความปรงุ กบั ความดบั ไปนน้ั เปน ของคูก นั เกดิ ดับพรอมอยู
ในเวลานน้ั แลว เราจะถือเอามาเปนตัวเปนตนอยางไรไดก ับความเกดิ ๆ ดบั ๆ อยา ง
น้นั
จงพิจารณา ทกุ ขเวทนา อนั เปน สิ่งทนี่ ากลวั อยูแลว ใคร ๆ กก็ ลวั คาํ วา “ทุกข”
เราจะมาถอื วาเปน เราเปนของเราไดอยางไร ทุกขท ั้งกองยงั จะถอื วาเปนเราอยอู กี หรอื ?
ถอื เปน เราก็ถอื เอาไฟมาเผาใจเรานน่ั แล ทกุ ขใ หทราบวา เปน “ทุกข” ผทู ท่ี ราบวา เปน
ทกุ ขไ มใ ชท กุ ขน น้ั คอื ใจ ใจเปน ผรู ูเร่ืองทกุ ขท ้ังหลาย ทกุ ขเ กดิ ข้นึ ใจกร็ ู ทุกขต ั้งอยูใจก็รู
ทกุ ขด ับไปใจกร็ ู รูดวยปญญา
ปญ ญาเห็นแจม แจง ชดั เจนแลววา ทกุ ขเ ปน ทกุ ข เราเปน เรา ผูร เู ปนผูรู น้ี
ประการหนง่ึ สญั ญา จาํ ไดเทา ไรมนั กล็ มื ไปหมด ถา ตอ งการจะจํากม็ าตง้ั ใจจํากนั ใหม
จําไปพรอมดับลงไปพรอม ๆ ขณะเดยี วเชนกัน เหลา น้ีหรอื เปน ตน ? ความจําได
หมายรูแ ลวดับไป ๆ เกดิ ดบั ๆ เชนเดยี วกับสงิ่ อน่ื ๆ นน้ั นะ หรือเปน เราเปน ของเรา ?
ถาวา น้ันเปน เราเปน ของเรา เราก็ดิน้ อยตู ลอดเวลาซิ เพราะทุกข เพราะสญั ญาจาํ ไดแ ลว
ดับไป ความทกุ ขเกิด ๆ ดับ ๆ ใหไ ดรับความเดือดรอ นวุน วายอยไู มห ยุดไมถอย
เพราะฉะนั้นจงึ ตอ งพจิ ารณาใหเหน็ สภาพที่เกดิ ทด่ี ับ มอี ยรู อบใจเรา อยรู อบตวั คอื ขนั ธ
วิญญาณ เราเคยไดยนิ มาตงั้ แตเ มือ่ ไร เหน็ มาต้ังแตเ มอื่ ไร ตงั้ แตเกดิ น่ี แลวเราไดสาระ
อะไรจากมนั พอรับทราบ พบั ในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางล้นิ ทางกาย มนั ก็ดับไป
พรอ ม ๆ แนะ เอาอะไรมาเปนสาระ ? ไมเ ห็นมอี ะไรเปน สาระเลย
รูปนัน้ หรอื เปนตน เสียงนั้นหรอื เปนตน กลน่ิ รส เครอ่ื งสัมผสั นนั้ หรือเปน ตน
วิญญาณ ความรบั ทราบสิ่งที่มาสัมผัสหรือเปน ตน มนั รบั ทราบพับ ๆ แลวดับไปพรอ ม
ๆ อนั นน้ั หรอื เปน ตน เปนตนเมือ่ ไร ความเกิดความดับพรอมมาถือวาเปน ตนไดหรือ
เราจะนอนใจกบั มนั ไดอ ยา งไร มนั เกดิ แลว มันดบั ๆ เรายังจะถือความเกดิ ความดับนนั้
วาเปนตน เราก็ยงุ ไปวันยังคา่ํ ซิ เพราะสิ่งทัง้ หลายมนั มเี กดิ มีดบั ตลอดเวลา ไมว า รปู
เวทนา สุข ทุกข เฉย ๆ ไมวาสัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ มนั มเี กิดมดี บั ของมันเปนประจาํ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๗
ธรรมะชุด๔เ๒ต๐รียมพร้อม
๓๖๘
อยทู กุ อยา งทกุ อาการ แลวเราจะไปควา เอาวานน่ั เปน เรานี่เปน ของเราไดอยางไร ทั้ง ๆ
ทมี่ ันเกดิ ดับกท็ ราบอยา งประจักษ จึงตองใชปญญาพจิ ารณาใหเ ห็นชดั เจนตามเปน จรงิ
แลว ปลอ ยวางไวตามความจริงของมัน
ผูรูไมดบั ใจแท ๆ คือผูร ู ผูน้ไี มดับ อะไรเกิดกร็ ูอะไรดับก็รู ผูทรี่ นู ี้ไมด ับ ดบั แต
สิง่ ท่ปี รากฏข้นึ ดบั ไปตามเรอ่ื งของเขา เชน รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ น้ีเปน
สภาวธรรม ทา นวา “เปน ไตรลกั ษณ”
ไตรลกั ษณ คือ อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า จะมาถอื เปนเราเปนของเราไดอยางไร ถา
พิจารณาใหถ งึ เหตุถึงผลดว ยสตปิ ญ ญาแลวก็ไมอ าจไปยึดถือได เวลากเิ ลสหนา ๆ ใจไม
ไดพ ิจารณา ทง้ั ไมทราบวาอะไรเปนอะไรจึงหลงยดึ ถอื เมื่อพจิ ารณาเห็นตามเปนจรงิ
แลว มนั ปลอ ยวางของมนั เอง
พอออกแนวรบ ถึงเวลาจะเปน จะตาย ใหเ อาอนั นแ้ี หละเปนสนามรบ เฉพาะ
อยางยิง่ “ทกุ ขเวทนา” นน่ั แลจะออกหนาออกตาท่ีสุดในขณะจะแตกดบั เอาทกุ ขเวทนา
กับจติ นี้แลเปน สนามรบ พจิ ารณากนั ใหเ หน็ ตามความจริงของมนั จะทกุ ขม ากมาย
ขนาดไหนมนั ไมเ ลยตาย ทุกขนถ้ี ึงแคตาย ธาตุขันธน ้ถี งึ แคต าย ใจไมถ งึ แคต าย แต
เลยความตาย เพราะจิตไมเ คยตาย มนั เหนอื สง่ิ เหลา น้ี ความทุกขก็ทกุ ขถ งึ แคต ายเทา
น้นั ไมเ ลยจากนนั่ ไป เวทนาพวกไหนจะปรากฏข้ึนมาก็ถงึ แคดบั ของมันเทา นนั้ จะ
ทุกขม ากทุกขนอ ยจติ รับทราบ รับทราบอยตู ลอดเวลา
เม่ือมีสตแิ ลวจะรับทราบทุกระยะของทกุ ขเวทนาทเี่ กดิ ขึน้ ผูรไู มไดดับ เราจะ
ไปวติ กวิจารณอะไรกบั เวทนาซง่ึ ไมใ ชเ ราไมใ ชข องเรา มันเปนสภาพทเ่ี กิดขน้ึ อาศัยจิต
เกิดขึน้ แตไ มใ ชจ ิต อาศัยธาตุเกดิ ขึ้น อาศยั กายนเ้ี กดิ ขน้ึ แตไ มใ ชก าย มันเปนเวทนา
ของมัน เชนทุกขเวทนา เปน ตน มันเปนคนละชิน้ ละอันคนละอยาง ความจรงิ ลว น ๆ
เปน อยางนี้ !
ถาเราไมปนเกลียวกบั ความจรงิ ใจเราก็สงบเพราะการพิจารณาทุกขเวทนาท้งั
หลาย เฉพาะอยางยงิ่ ในวาระสดุ ทายจะแตกดบั เอาใหเ ต็มเหน่ียวทีเดียว อะไรจะดบั
กอ นดับหลงั ใหมันรู เพราะผูรนู ีจ้ ะรตู ลอด จนกระท่ังทุกสง่ิ ทกุ อยา งดับไปหมด ผูน ีก้ ็ยงั
ไมดบั
นีแ่ หละการพิจารณา ถา ไดเ หน็ เหตเุ ห็นผลกนั เสียคร้งั หน่ึงเทานนั้ ความอาจ
หาญในเร่ืองเหลา นจ้ี ะเกดิ ขึน้ ทนั ที ถงึ คราวจําเปนขึน้ มามันจะเตรียมทาสูกนั เลย เตรียม
ทา เปนนกั รบเขาสูส งครามระหวา งขันธก ับจิต พิจารณาดวยปญญา เอาสตปิ ญญาเปน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๘
ภาค ๓ “ธรร๔ม๒ชดุ๑เตรียมพร้อม’’
๓๖๙
เครือ่ งมือฟาดฟน หน่ั แหลกลงใหถึงความจริง เมือ่ แหลกลงไปแลวไปถึงไหน ? ก็ไปถึง
ความจริงน้ันแล
จงใชสติปญ ญาฟาดฟนลงไปใหถึงความจริงทุกส่ิงทกุ อยา ง เมื่อถงึ ความจริง
แลว ราบไปหมด สงบไปหมด ไมม ีอะไรอนั ใดท่ีจะมากอ กวนจติ ใจ อนั ใดที่ยังกอ
กวนจิตใจไดอยู อนั น้ันเรยี กวา “จิตยังพจิ ารณาไมถึงความจรงิ เต็มที”่ ถา ถึงความจริง
เต็มที่ทุกสดั ทุกสวนแลว ไมม อี ะไรทีจ่ ะมาแหยม ายุมาแทงมากวนใจได เปน สภาพทีจ่ รงิ
ทัว่ ถงึ กนั หมด น่ันทานเรยี กวา “ราบคาบลงแลวดวยความจรงิ ” เพราะอํานาจแหง สติ
ปญญาพิจารณาเหน็ ชัด
นีแ่ หละพระพุทธเจา พระสาวกทั้งหลาย หรือทา นผูส้ินทุกขแลว ทง้ั หลาย ทา น
สิน้ ตรงนี้ ตรงทที่ กุ ขม นั อยู ทุกขมนั อยูทีไ่ หน ? ทกุ ขมีอยูท กี่ าย ทขี่ นั ธอันน้ี ที่จติ ดวงนี้
การแยกแยะกแ็ ยกกนั ทน่ี ่ี รูก็รกู นั ตรงทเี่ ราเคยหลงนแี้ หละไมรูที่ไหน ผูที่จะทํา
ใหร กู ค็ อื ปญญาเคร่อื งมอื บุกเบิกหาความจริง ไมมีอะไรทจ่ี ะเทยี บเทาสติปญญาไดท ี่
เปน เครือ่ งมอื ทบี่ ุกเบกิ ใหถ งึ ท่ีสุดแหง ธรรมทัง้ หลาย และเปนเครื่องสํารอกปอกกิเลส
ออกจากจติ ใจไดโดยส้ินเชิง กไ็ มม อี ะไรเสมอเหมือนปญญา จงึ เปนเครอื่ งมือทที่ นั สมยั
ในการแกก เิ ลสอาสวะทง้ั มวล
เราจงนาํ เอาสติปญ ญานีไ้ ปใชในเวลาจําเปน เฉพาะอยา งยิง่ เวลาจวนตวั เขาแลว
ไมมีใครจะชวยเราได ญาตมิ ติ รสายโลหิตใกลไ กล พอแม พน่ี อ ง สามภี ริยา ลกู เล็กเดก็
แดง แมม ีหอมลอ มเต็มไปหมดก็ไมสามารถชวยเราไดทง้ั น้นั เปนหนาทีข่ องเราโดย
เฉพาะ ทานเรยี กวา “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” เอาใหเต็มภมู ิ! ตนนัน้ แลเปนท่ีพงึ่ ของ
ตน เราจะทําอยางไรจึงจะเปน ท่พี ง่ึ ของเราได และจะไมก ลายเปน ขา ศกึ ตอ เราเอง ถา
เปนเร่ืองความลุมหลง ความออ นแอ ความขาดสตปิ ญญาทจี่ ะนาํ มาใช กเ็ ปน ขา ศกึ ตอ
ตนเอง ถามีสติปญญา ศรัทธา ความเพยี ร มคี วามแกลว กลา สามารถตามหลกั ธรรมท่ี
พระพุทธเจา ทรงสอนไว พิจารณาลงไปใหถงึ เหตถุ ึงผล ถงึ ความสัตยความจริงแหง
สภาวธรรมทง้ั หลายแลว น้ันแลถือวา ตนเปนท่พี ึ่งของตนไดโ ดยแท
เอาใหไดทีพ่ งึ่ มอี ยูทไ่ี หนละ ? “พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ” กระเทอื นอยภู ายในจิตใจ
ไมมที ไี่ หน “ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ” กระเทอื นอยทู จ่ี ติ ใจ “สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ ามิ” ก็
กระเทือนอยทู ่ีใจดวงเดยี วนีเ้ ทา นัน้ เปนภาชนะ ท้งั พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ
รวมอยูทีจ่ ิตดวงเดยี วน้ี เพราะจิตเปนภาชนะทเี่ หมาะสมกับธรรมท้งั หลาย เอาให
เห็น เฉพาะอยา งย่งิ “จิตทั้งดวงนีแ้ ลคือธรรมท้ังดวง”
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๙
ธรรมะชดุ๔เ๒ต๒รยี มพรอ้ ม
๓๗๐
ขอใหชาํ ระจติ น้ี ยงิ่ ใหห ลุดพน ในขณะนี้ดว ยแลว ยงิ่ ดี “พุทโธ ธมั โม สังโฆ” ไม
ทราบจะไปถามทานท่ีไหน ไมถ ามเพราะไมสงสยั มองดูความรูของตวั ทแ่ี สดงความ
สมบูรณอยูเต็มที่แลว ฉันใดก็ฉันนน้ั
พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ น่เี ปน “เอกธรรม” ธรรมอันเดียว เปนธรรม
แทงเดียวกัน
นคี่ ือผลแหง การปฏบิ ตั กิ ําจดั กเิ ลสอาสวะของตัว ต้งั แตเรม่ิ แรกท่ไี มมคี ุณคา
ราคา มีแต “ข้ี” เตม็ หวั ใจ คอื ขโี้ ลภ ขี้โกรธ ขห้ี ลง ชําระ “ขี”้ นอี้ อกโดยหลักธรรม เมื่อ
หมดของสกปรกนี้แลวก็เปนธรรมขนึ้ มา เปนธรรมขน้ึ มาแลว แสนสบาย! อยไู หนกส็ บาย
“นพิ พฺ านํ ปรมํ สุ ญฺ ”ํ อะไรสูญก็รูนี่ อะไรยังอยูกร็ ู ใครจะไปรยู ่งิ กวาผสู นิ้ กเิ ลสแลวเลา
เพราะคาํ วา “นพิ ฺพานํ ปรมํ สุ ญฺ ํ” นี้ ทานพดู ออกมาจากความทีส่ ิ้นกเิ ลสแลว
ผูเห็นนิพพานแลว พูดออกมา คือพระพุทธเจา พวกเราไมเห็น วา เทาไรมนั กย็ ัง
อยูอยางน้ัน จงพิจารณาใหเห็นจรงิ กบั สง่ิ เหลา นี้ คาํ วา “นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺ ํ” จะไมม ี
ปญหาอะไรเลย เพราะประจกั ษกบั ใจแลวอนั ใดสญู อันใดยัง!
“นิพพฺ านํ ปรมํ สขุ ํ” ฟงซิ คําวา “ปรมํ สขุ ”ํ อนั เปน ความสขุ อยา งยิ่งน้นั ไมใ ช
“สุขเวทนา” เปนสุขทีเ่ กิดข้นึ จากความบริสุทธ์ิของใจลว น ๆ โดยไมมีคาํ วา “ เกดิ
ดับ” เหมือนเวทนาของพวกเรา มีทุกขเวทนา เปนตน อนั นไ้ี มใ ชไ ตรลกั ษณ “ปรมํ สขุ ”ํ
ทม่ี ปี ระจาํ จติ ทบี่ รสิ ุทธน์ิ ี้ไมใ ชไตรลกั ษณ ไมใ ชส ิง่ ทเี่ ปน อนจิ ฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา จึงไมมี
ความแปรสภาพ คงเสน คงวา ทา นวา “นิพพานเที่ยง” อะไรเท่ยี ง? จิตท่บี รสิ ุทธ์นิ เ้ี ทานนั้
“เทย่ี ง” จงเอาใหเห็น เอาใหร ู!
การแสดงธรรม กข็ อยุติ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๐
ภาค ๓ “ธรร๔ม๒ชุด๓เตรียมพร้อม’’
ความตายเปน็ ธรร๓๗ม๑ดา
เทศนโ์ ปรดคุณเพาพงา วรรธนะกลุ ณ วดั ป่าบา้ นตาด
เทศนโปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกลุ ณเมว่ือดั วปันา ทบ่ี า๖นกตมุ าภดาพันธ์ พทุ ธศักราช ๒๕๑๙
เม่ือวนั ที่ ๖ กมุ ภาพนั ธ พุทธศักราช ๒๕๑๙
ความตายเปน ธรรมดา
คาํ วา “เท่ยี ง” หรอื “แนน หนาม่ันคง” หรือ “จรี งั ถาวร” เปนส่งิ ท่ีโลกตองการใน
สวนที่พงึ ปรารถนา เชน ความสขุ เปนตน แตส ง่ิ ดังกลาวจะหาไดท ี่ไหน ? เพราะในโลก
นเ้ี ต็มไปดว ยส่ิงทขี่ ัดตอความตอ งการของโลกท้งั นั้น คอื เปน อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ อนตตฺ า ไป
เสียสิน้
มีแตเ ร่ือง อนจิ ฺจํ ความไมเทย่ี งถาวรรอบตวั ท้ังภายในและภายนอก ถา วา สขุ กม็ ี
ทุกขแ ทรกเขามาเสยี อนตฺตา แทรกเขามาเสีย ทุกสิง่ จึงเต็มไปดวย “ไตรลักษณ” คือ
อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตตฺ า ซ่ึงหาสง่ิ ใดมาทาํ ลายเพอื่ ความจีรังถาวรไมได นอกจาก “ธรรม
ปฏิบตั ิ” อยา งเดยี ว ดงั ปราชญดาํ เนินมาแลว และผา นพน แหลงอนั แสนทกุ ขกนั ดารน้ไี ป
ไดแ ลว
พระพทุ ธเจา ทรงสง่ั สอนไวโดยถูกตอ งหาท่ีคดั คา นไมไดเลย ในเร่ืองสภาวธรรม
เหลา น้ี เพราะเปน ของตายตัว ธรรมก็แสดงความจริงทม่ี อี ยอู ยา งตายตวั นัน้ ไมต องหา
อะไรมาเพิม่ เติม
คาํ สง่ั สอนของพระพทุ ธเจาแตละพระองค อยาเขา ใจวา ทา นหาอะไรมาสงเสรมิ
เพิม่ เติมสง่ิ ที่มอี ยูแลวใหมากข้ึนหรือใหล ดนอ ยลงไป หรอื ไมม ีก็หาเรื่องวามี อยางนีไ้ ม
มี ! ทานแสดงตามหลักความจริงลวน ๆ ทงั้ นั้นไมว าพระพทุ ธเจา พระองคใ ด
จุดของศาสนาอนั แทจริงท่สี อนเพอื่ ดําเนินและหลีกเล่ยี ง “ไตรลักษณ” เหลานไี้ ด
พอควร ทานกส็ อนไวแ ลว วา “สพฺพปาปสสฺ อกรณ”ํ – การไมท าํ ชั่วทง้ั ปวง หนงึ่ “กสุ ลสฺ
สปู สมปฺ ทา” – การยังกุศลหรอื ความฉลาดในสงิ่ ท่ีชอบธรรมใหถงึ พรอม หนง่ึ “สจิตตฺ ปริ
โยทปนํ” – การทําจิตของตนใหผอ งใสจนกระทง่ั ถึงความบรสิ ทุ ธ์ิ หนึง่ “เอตํ พทุ ธฺ าน
สาสน”ํ – เหลา นี้ เปนคาํ สัง่ สอนของพระพทุ ธเจาท้งั หลาย
คอื วานีเ้ ปน คาํ สั่งสอนของพระพทุ ธเจาทกุ ๆ พระองค
ไมม ีองคใดแสดงใหแตกตา งจากนีไ้ ป เพราะความจริงท้ังหลายไมม ขี องแตกตาง
ไมวา จะเปน สมัยใดกต็ าม มเี รือ่ งของ อนจิ จฺ ํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยูป ระจาํ โลกมานมนานแม
พระพุทธเจายังไมไดตรัสรูขึ้นมา คือเปน เวลาระหวา ง “สุญญกัป” ไมม คี ําสง่ั สอนแสดง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรร๔ม๓๒ชดุ๕๗เต๑รียมพร้อม’’
๓๗๒
เรื่องความจรงิ เหลา น้ีกต็ าม ความจริงเหลาน้เี คยมมี าดงั้ เดิม มมี าตงั้ กัปตั้งกัลปโ นน อยู
แลว
ส่ิงทเ่ี ราตอ งการจะหาไดจ ากท่ไี หน โลกอันแสนกวางกเ็ ต็มไปดว ยส่งิ เหลา นท้ี งั้
นั้น เมอื่ คิดอยา งน้ีก็เหมอื นจะหาท่ีเหยยี บยาง หาท่ีปลงจติ ปลงใจลงไมได เพราะหมด
สถานทจ่ี ะวางใจพงึ่ เปน พึ่งตายได แตสถานที่วาปลงจติ ปลงใจลงไมไ ดน้นั แล คอื สถานท่ี
ที่ปลงจิตปลงใจลงได เพราะเปนหลักธรรมที่พึงปลงลงได ดว ยการพิจารณาใหเห็นตาม
ความจริง
พระพุทธเจา ทรงสาํ เร็จความมงุ หวงั จากสถานท่ีนัน้ พระสงฆส าวกท่เี ปนสรณะ
ของพวกเราทัง้ หลายกส็ าํ เรจ็ ความมุง หวงั ในจดุ นั้น ธรรมทไ่ี ดน าํ มาประกาศสอนโลกให
สัตวท งั้ หลายไดยดึ ถือตลอดมาก็ออกมาจากจดุ นนั้ คอื ใจ ซ่งึ หอ มลอมอยูดวยกอง อนิจฺ
จํ ทกุ ฺขํ อนตตฺ า นน้ั แล
แมเ ปน ที่ยอมรับกันเกีย่ วกับเร่อื ง อนจิ ฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา ท่มี ีอยเู ต็มโลกกต็ าม แต
ก็ไมม ผี ูเฉลยี วใจตอ ไตรลักษณ พอจะนาํ มาพิจารณาเพ่อื ถือเอาประโยชนไ ดบาง นอก
จากตาํ หนโิ ดยไมค ิดหาทางออกจากสง่ิ เหลานี้ ดวยการพจิ ารณา “ไตรลกั ษณ” นเี้ ปน ทาง
เดนิ เพื่อกาวลว งไปได ดังปราชญท ง้ั หลายมีพระพุทธเจาเปน ตน
ดว ยเหตนุ ้เี ราชาวพุทธจงึ ควรพจิ ารณา เพือ่ แกไขสงเสรมิ สิง่ ทีบ่ กพรอ งให
สมบูรณดว ยคุณธรรมขั้นตาง ๆ ทจ่ี ะพงึ ไดร ับจากการพิจารณา อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา ซ่ึง
เปน สัจธรรมอนั ประเสรฐิ
การท่เี ราบาํ เพญ็ อยเู วลานี้ และบําเพ็ญเรอื่ ยมานแี้ ล คอื การดําเนินเพือ่ หลบหลีก
ปลกี ภัยทัง้ หลายโดยลําดับ จนบรรลถุ ึง “มหาสมบัตอิ ันพึงหวงั ” จากนนั้ จะเรียกวา “นจิ ฺ
จํ” เปน ของเทย่ี งก็ได เพราะไมม ีอะไรเขามาเก่ียวของ ไมมอี ะไรเขามาทาํ ลายจติ ใจให
เดอื ดรอนวุนวาย จะเรียกวา “บรมสขุ ” กไ็ มผ ิด จะเรียกวา “อตฺตา” กไ็ มน าจะผดิ เพราะ
เปน”ตน” แท คือตนในหลักธรรมชาติ ไมม ี “สมมต”ิ นอ ยใหญ แมป รมาณเู ขามาเกีย่ ว
ของใจ แตไ มไดหมายถึงวา “อตตฺ า” ท่ีเปนคกู บั “อนตตฺ า” นัน้ เปน ความสมมตุ อิ ีกขน้ั
หนง่ึ ซ่ึงเปน ทางดาํ เนนิ เพ่อื พระนิพพาน
แนวทางแหงการประพฤติปฏิบตั ิ เพอื่ ความแคลวคลาดปลอดภัยไปโดยลําดบั
ทัง้ ภายนอกภายใน ไมมสี ง่ิ ใดจะนอกเหนอื ไปจากพระโอวาทคําส่ังสอนของพระพทุ ธเจา
นเ้ี ลย เพราะฉะนั้นศาสนาจึงไมม ีทางลาสมัย เปน “มชั ฌมิ า” อยใู นทา มกลางแหง ความ
ประพฤติ เพ่ือแกก ิเลสทุกประเภทเสมอไป ไมม ีคาํ วา “ลาสมยั ” เปนธรรมเหมาะสมกับ
โลกทกุ กาลทกุ สมยั จงึ เรียกวา “มชั ฌิมา” คอื ถูกตองดีงาม เหมาะสมกับความประพฤติ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๒
ธรรมะชดุ ๔เ๒ตร๖ยี มพร้อม
๓๗๓
จะประพฤติตัวใหเ ปน เชน ไรในทางท่ีดี ดวยหลักธรรมที่ทานสอนไวแ ลวน้ี ยอ ม
เปน ไปเพื่อความราบร่นื ดงี ามดว ยกันท้ังนนั้ เฉพาะอยา งย่ิงการประพฤติตอ จิตใจ
การอบรมจติ ใจยง่ิ เปน สิง่ สําคญั มากในตวั เรา เวลานเี้ รามีความแนใจหรือยังวา เราได
หลักเปนท่พี งึ พอใจ หรอื เริ่มจะไดห ลกั เปนที่พงึ พอใจบา งแลว ไมเดอื ดรอ นวุนวายเมอื่
คดิ ถึงเรื่องอนาคต ?
นบั ตั้งแตข ณะตอ ไปน้ีจนกระทงั่ อวสานแหง ชวี ิต และตลอดไปถงึ ภพหนา ชาติ
หนา เราเปน ท่แี นใ จไดแ ลวหรอื ยงั ?
พระพทุ ธเจา ทา นไมส อนใหค นโงแ ละนอนใจ อยูไปอยา งไมคิด นักปฏิบัติธรรม
ตอ งคดิ ตองพจิ ารณาเสมอเรือ่ งความเปนมาวา อายุเราเปน มาผานมาแลว เทาไร เมือ่ ลบ
แลว มีอะไรบา งทีเ่ หลืออยู ตอ ไปจะหาอะไรมาบวกมาเพิม่ ขึ้นในสิ่งทีเ่ ราตอ งการ หรอื จะ
มีแตเ ครอ่ื งหมายลบ(-) ไปเรื่อย ๆ ถา อยา งนน้ั กแ็ สดงวา “ขาดทนุ ”!
เราทุกคนเกดิ มาไมตอ งการ “ความขาดทนุ ” การคาขายขาดทุนยอมไมดี โลกไม
ปรารถนากัน อะไร ๆ ก็ตามข้นึ ชอ่ื วา “ขาดทุน” ขาดแลวขาดเลา ขาดไมหยุดไมถ อยก็
ลมจมไปได
เราถา ขาดทนุ ภายในใจ ขาดทนุ จากคณุ ธรรมทพี่ งึ ไดพงึ ถงึ มีแตสง่ิ ท่ีไมดีคอื
กิเลส เหยยี บยํา่ ทาํ ลายอยูต ลอดมา หาเวลาเอาชนะมันไมไ ดส ักที กย็ อ มลม จมไดเชน
เดยี วกบั สมบตั ภิ ายนอก เพราะฉะนน้ั จงึ ควรสังเกตสอดรูเร่อื งของตวั ตงั้ แตบ ัดนีเ้ ปนตน
ไป ดว ยการใครค รวญโดยทางสติปญญา
เฉพาะอยา งย่ิงจิตตภาวนาเปน เรือ่ งสําคญั มาก ท่จี ะนาํ มาทดสอบตนใหเ ห็น
ประจักษ ไมมคี วามรใู ดทจี่ ะแหลมคมยิง่ กวา ความรทู ี่เกิดขนึ้ จากดานจติ ตภาวนา จะ
สอดแทรกไปหมดบรรดาความจรงิ ทีม่ อี ยูทวั่ สรรพางคกายและจติ ใจ ตลอดสงิ่ เกย่ี วของ
ทั่วไป ไมวาดี ช่ัว หยาบ ละเอียด จะนอกเหนือปญญาไปไมไ ด
การคิดคน ดูส่งิ ท่ไี มเ ปนสาระในการนี้ เพอื่ ใหย ดึ เอาส่งิ ท่ีเปน สาระขึน้ มา จากการ
คน คดิ พนิ ิจพจิ ารณานี้เปนส่ิงท่ที าํ ได ดงั พระพุทธเจา เคยดาํ เนินมาแลว
การพจิ ารณา อนจิ ฺจํ คอื ความไมเท่ียง ความแปรสภาพแหงสังขารรา งกายและ
สิง่ ท่วั ๆ ไปนน้ั แล เปนอารมณใ หจติ มหี ลักยดึ อนั เปนหลักเกณฑ เปน สาระแกน สารทาง
ภายใน นกั ปราชญทานพิจารณารางกายซ่งึ เปน ของไมเทยี่ งนี้แล ทีไ่ ดค ณุ ธรรมซ่งึ เปน ท่ี
แนใจขน้ึ มาเปน พัก ๆ ตอน ๆ จนตลอดทว่ั ถงึ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๓
ภาค ๓ “ธรร๔ม๒ชดุ๗เตรียมพรอ้ ม’’
๓๗๔
หนงั สือเราอา นมาจนติดปากชนิ ใจ อานทไ่ี หนกเ็ จอแตเร่อื ง อนิจฺจํ เรือ่ ง ทกุ ขฺ ํ
เรอื่ ง อนตฺตา ซึ่งมอี ยกู ับตวั เราทนี่ ่ังเฝา นอนเฝา กันอยูตลอดเวลา แตไมสะดดุ จิตสะดุด
ใจอยา งนก้ี ไ็ มเกิดประโยชนอะไรข้นึ มา
พระพุทธเจาทรงสอนไมไ ดสอนอยา งลอย ๆ น่ี ผทู ีท่ า นจดจารึกในคมั ภรี ตาง ๆ
กไ็ มไดจารึกแบบลอย ๆ ผอู า นอา นแบบลอย ๆ ไมไ ดคิด กเ็ ลยกลายเปน วา “ศาสนา
เปนของไมจ ําเปน เปนของลอย ๆ” ไปเสีย เหลือแตตําราคอื ตวั หนงั สอื ในกระดาษ ทง้ั
ๆ ท่ตี วั เราเปน คน “ลอย ๆ” เราก็ไมร ู ไพลไ ปเหน็ ศาสนธรรมอันเปน ธรรมประเสรฐิ เลศิ
โลกวา เปนเรอ่ื ง “ลอยๆ” ไปเสยี ความจริงกค็ อื ตัวเรานั้นแล “ลอยลม” หาหลักยึดไมได
และกม็ าเสียตัวเราทต่ี รงน้ี ! เพราะมองขามตัวและมองขา มธรรม ซ่ึงเปนสารคุณอนั ยง่ิ
ใหญไปเสีย
ฉะนั้นจึงตอ งใชค วามพยายามพิจารณาใหถ งึ ใจ เรอื่ ง “ทุกฺขํ” ก็ใหชัดในตัวเรา
เพราะมีอยใู นตัวเราทาํ ไมไมร ู พระพทุ ธเจาทําไมทานรวู า อะไรเปน ทุกข และเปน อะไร
อนั ความทุกขนนั้ นอกจากขันธแ ละจติ ใจแลว ไมมีอะไรเปน ทุกขในโลกนี้ เพราะเราเปน
ผูรบั ผิดชอบในธาตุในขนั ธนี้ ตั้งแตวันอุบัติข้นึ มาจนกระท่ังวันอวสานแหง ชีวติ จะตอ ง
รบั ผิดชอบกันเรื่อยไปเชนน้ี หนกั เบาอยา งไรเราตองรับภาระทั้งมวลตลอดไป จนกวาจะ
ถงึ จุดหมายปลายทางทพ่ี นภยั “เร่อื ง อนิจฺจํ” มีอะไรแปรบาง หรอื ไมแ ปร ดภู ายในตวั
เรานี้ซิ ดทู อี่ ่นื มันหา งไกลไป จะกลายเปน “งมปลานอกสมุ ” งมเอาในสุมคอื ในตวั เรา
เองนแ้ี หละ คนที่ตรงน้ี มีอะไรแปรบางเราเหน็ อยทู กุ ระยะ ถาใชป ญ ญาพิจารณา
ทา นวา “ชาติป ทุกขฺ า ชราป ทุกขฺ า มรณมปฺ ทกุ ฺขํ” เราสวดเสียจนชินปากแต
ใจไมอยูกับ “ชาตปิ ทกุ ฺขา ชราป ทกุ ขฺ า มรณมปฺ ทกุ ขฺ ํ” เผนไปไหนกไ็ มรู เลยสกั แตว า
สวด สกั แตวา กันไป เปน ทํานองธรรมเนียมกนั ไป แตก เิ ลสทีอ่ ยูบนหวั ใจเรามันไมได
“ทาํ นองธรรมเนยี ม” มนั เปน กเิ ลสจรงิ ๆ มันกอ กวนจรงิ ๆ ทาํ ความทกุ ขใหเ ราจริง ๆ
ไมส นใจคดิ กัน จะตามทันกิเลสตวั วางเพลิง คอื ความทกุ ขรอนแกตัวเราไดอยา งไร
การแกก เิ ลส การแกความไมด ภี ายในตวั ภายในใจ จึงตองทําดวยความจดจอ ทํา
ดว ยความอตุ สาหพยายาม ทาํ ดวยความปกจติ ปกใจจงใจจริงๆ ทาํ ดว ยความพากเพียร
จริง ๆ หนกั กส็ เู บากส็ ู เชน เดียวกับเราตกนํ้า แลว พยายามแหวกวา ยขน้ึ บนบก กําลังมี
เทาไรตอ งทุมเทกนั ลงไป จนกระทัง่ ชีวิตหาไมแลวจึงจะยอมจมนา้ํ ตาย หากมีกาํ ลงั พอ
ตะเกียกตะกายอยูแลวจะไมย อมจมน้ําตาย อันนีก้ ็เชน เดยี วกัน ใหสมกบั ทพ่ี ระพุทธเจา
ประทานโอวาทแกสตั วโลกดวยพระเมตตาอยางเต็มพระทยั จะเขา กันไดก บั หลักพระ
เมตตา ท่ที รงสง่ั สอนโลกดวยอรรถดว ยธรรมทกุ สว น เราสนองพระเมตตาทา นดวยการ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๔
ธรรมะชุด๔เ๒ต๘รยี มพร้อม
๓๗๕
ประพฤตปิ ฏิบตั ิเพื่อความสขุ ความเจริญแกตัว ทําไมจะทาํ ไมไ ด ควรสนองพระเมตตา
ทานดวยการปฏิบัตธิ รรม ก็ทําเพื่อเราอยางเดียวเทา นั้น พระพุทธเจา ไมไดมาแบงสัน
ปนสวนอะไรจากพวกเราเลย !
วนั หนงึ่ คืนหน่งึ ผานไป ผา นไปอยูเรอ่ื ย ๆ ถา จะสะดุดใจเรากค็ วรจะสะดุด ผา น
ไปเทาไรก็หมดไปเทาน้ัน ไมม ีการยอนกลับมาอกี ในความผา นไปแหง รา งกายเราทุก
สว น วนั คนื ป เดือน มีมืดกับแจง จะผานไปหรอื ผานมา กม็ ีแต “มืด กบั แจง ”เทา นนั้
ตื่น “มืด” ตื่น “แจง” หาประโยชนอ ะไรกนั ?
สังขารรา งกายนับวนั เวลา “ผา นไป ๆ” โดยลําดับ ไมมีการยอ นกลับสาํ หรับราง
กายอนั น้ี จะตอ งผานไปถงึ ทีส่ ุดจุดหมายปลายทางของเขาในวันหนง่ึ ! ที่วา“ปลายทาง”
นนั้ ก็คือทส่ี ุดแหง ชีวติ นัน้ แล ไมใ ชปลายทางทเ่ี ราตอ งการ ความตายไมมใี ครตอ งการ!
ตอ งกลัวดวยกันทกุ คน เพราะความเกดิ กับความตายเปนของคกู ันอยูแลว เม่อื เกดิ แลว
ตองตาย แตส ตั วโ ลกกลวั กนั แตความตาย สวนความเกิดไมกลัว จึงโดนความตายอนั
เปน ผลของความเกิดอยไู มหยดุ
เรียนตรงน้ีใหเหน็ ชัดเจนจะไดห ายสงสยั เรียนอะไรก็ไมหายสงสยั ถา ไมเรยี นตวั
เอง เพราะตัวเองเปน ผูห ลง ตัวเองเปน ผูยดึ ตวั เองเปนผรู บั ผลแหงความยดึ ถือของตน
หรือเรียกวา “ตัวเองเปนผรู บั ผลแหง ความทกุ ขของตวั ตองเรียนที่ตรงนี้ ปฏบิ ตั ใิ หเ ขา
ใจท่ตี รงน้ี จะไดห ายสงสัย
“ชาตปิ ทกุ ฺขา” เรยี นใหถงึ ใจ ขณะท่เี ร่ิมเกดิ น้นั มันเปนทุกขแ สนสาหัส แต
เราจําไมได รอดตายมาแลว ถึงมาเปนมนุษย! ทา นบอกวา “ชาตปิ ทุกฺขา” ทา นพดู ดวย
ความจริง แตเ ราจับไมไดเ สีย จึงเหมอื นไมใชข องจริง “ชราป ทุกฺขา” ความงก ๆ งนั ๆ
สี่ขาหา ขา สเ่ี ทา หาเทา ไมย นั นูนยันนด้ี ที ีไ่ หน ? เปนสุขที่ไหน ? มนั กองทุกขท้งั มวล !
“มรณมปฺ ทกุ ฺข”ํ กอนทจี่ ะตายกเ็ ปน ทุกขก ระวนกระวายแสนสาหัส ท้งั ผมู ีชวี ิตทงั้ ผทู ี่จะ
ผานไป ตา งคนตา งมีความทุกขเดอื ดรอนดวยกัน ไมมีกองทุกขอันใดทจ่ี ะมากย่งิ กวา
กองทกุ ขในเวลานั้น
ผูเ ปน ญาติเปน มิตร ผูเก่ียวของ ลกู เตาหลานเหลน สามภี รรยา ตองเดอื ดรอน
เตม็ หวั ใจ ในขณะนัน้ ผทู ่จี ะผานไปก็เดือดรอ นเต็มตัว กลัวจะตายเพราะไมอ ยากตาย
เม่ือเปน เชนน้นั จะไมเ รียกวา “ทุกข” อยา งไรเลา
ถาเรียนใหเห็นตามความจริงแลว ทาํ ไมจะไมไ ดส ตปิ ญญาจากการพิจารณานี้ สิ่ง
ทัง้ ปวงทาํ ไมจงึ เปน “ไตรลักษณ” เลา ก็เพราะเปน “กฎธรรมชาติ” มาดง้ั เดิม ใคร ๆ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๕
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๒ุด๙เตรียมพร้อม’’
๓๗๖
บงั คับไมไดทง้ั น้ันมนั ถงึ เปนไปเชน นน้ั หากเปนส่งิ ที่บังคับไดโ ลกนไี้ มมีปา ชา เพราะ
สตั วห รอื บุคคลบังคบั มนั ไดดว ยกันวาไมใหแ ก ไมใ หเจ็บ ไมใ หต าย
แตนเ่ี ปน สงิ่ ที่สดุ วิสยั ท่ัวโลกดินแดนจงึ ตอ งยอมรบั กนั ทั้งที่ขดั ใจฝน ใจ นคี่ อื
เรอ่ื งของ ชาตปิ ทกุ ขฺ า ชราป ทุกฺขา มรณมปฺ ทกุ ขฺ ํ
สิ่งเหลาน้อี ยูท่ไี หนทีอ่ ธิบายอยเู วลาน้ี กอ็ ยกู บั เราทกุ คนไมบ กพรอ ง จาํ ตองเจอ
ดวยกนั แมผ เู ทศนก็พนไปไมไ ดเพราะเปน ความจริงเสมอกนั ทานจึงเรียกวา “สัจ
ธรรม” พวกเราจงเรียน “สัจธรรม” ใหเ ขาใจสัจธรรม และพยายามตักตวงสตปิ ญ ญา
ความฉลาดแหลมคมใหพอในขณะท่สี ิง่ เหลา นีย้ ังไมส ลายตวั ซึง่ ขณะนก้ี ําลังเปน เครื่อง
มือทาํ งานอยูด วยดี ใหไดรบั ผลประโยชนต ามกาํ ลงั ไมเ สียเวลาไปเปลา
การภาวนานนั่ แหละทําใหเราทราบเรอื่ งเหลา นี้ไดด ี พระพุทธเจาก็ภาวนาจึงทรง
ทราบเรื่องเหลา น้ี และนาํ ธรรมเหลา นม้ี าสอนสตั วโลก เรากด็ ําเนินตามทาน ใหท ราบ
เรือ่ งธรรมเหลา นป้ี ระจกั ษใจ และพนทกุ ขไ ปอยางหายหว ง ในปจจุบันชาตไิ ดเ ปนดีทส่ี ดุ
สมภูมผิ ูป ฏิบัตเิ พอ่ื ความหลุดพน ไมตอ งมาเกิดและตายอีกตอ ไป
เราเคยไปเมอื งนอกเมอื งนา ทวีปไหนเราก็เคยไป ไปดูโลกนั้นโลกนี้ ดโู ลกไหนก็
ไมห ายสงสยั ดโู ลกไหนกแ็ บกกองทกุ ข ไมม อี ะไรบกพรอง มี “ทกุ ข” ตดิ ตามไปทุกแหง
ทุกหน ตัวเราไปทีไ่ หนเปน ทุกขใ นที่น่ัน ถาเปน สุขรนื่ เริงบางกเ็ ปน ความสําคญั ของตน
ตา งหาก แตพ อไดเ หน็ ทกุ ขภ ายในนี้ เพราะการดูโลกภายในตวั นี้ ดวยการปฏบิ ัติ
ภาวนา ก็จะปรากฏเปน “โลกวทิ ู” ผรู ูแจงโลกขึ้นมา หายสงสยั เรื่องโลก โลกนอกโลกใน
โลกใกลห รอื ไกลกต็ าม เม่อื ไดพจิ ารณารเู ห็นเบญจขนั ธน ี้ตลอดทั่วถงึ แลว จะมคี วามสขุ
ขึ้นมาในจุดนี้ จนถงึ ขั้นสดุ ทายอันสมบูรณอ ยา งไมม ีปญ หา
พจิ ารณาอยา งไร การพิจารณาขนั ธ ? เริ่มตน กพ็ จิ ารณารูปกายอยา งทีว่ าน้แี หละ
ดคู วามแปรปรวน ซึ่งเราก็ทราบอยูชัดๆ ความทกุ ขก ็เกิดขน้ึ ในขันธอนั นี้ พิจารณาให
เห็น
ใจนนั้ ตามหลักธรรมชาตแิ ลวไมใชเ ปน ผูส ขุ ไมใ ชเ ปนผทู ุกข เปนผรู ูเฉยๆ ถา
พิจารณาใหเ ขาถึงความจริงจริงๆ แลว ตองเปนอยา งนน้ั
ทกุ ขเปน อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า เพราะมันเปนไตรลักษณ สขุ ก็เปนไตรลักษณ ท่ี
อยใู น “วงสมมุติ” และเปนไตรลกั ษณดว ยกนั ทง้ั นนั้ ปญ ญาพจิ ารณาใหชดั เจน โดย
อาศัยธาตขุ ันธเปน “หนิ ลับปญญา” ใหคมกลาขน้ึ โดยลาํ ดับ เพราะแยกสวนแบงสวน
แหง รางกายใหเ หน็ ต้ังแตย ังไมตาย เร่มิ ดปู า ชาภายในนแี้ หละกอนตาย ดูต้ังแตข ณะยัง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๖
ธรรมะชุด๔เ๓ต๐รยี มพร้อม
๓๗๗
เปน ๆ นแ้ี หละ อยาดว นใหเขานําไปสูป าชา ไปสูเมรุ เราดูปา ชา ของเรากอ น ดูต้ังแตข าง
นอกขางใน ดเู ขาไปโดยละเอียดทัว่ ถงึ
จิตจะมีความเพลิดเพลินใน “ธรรมวิจารณ” เมอื่ เหน็ ของจรงิ ของสกลกายนี้มาก
นอ ย แทนทจี่ ะมคี วามอิดหนาระอาใจ มคี วามทอ ถอยออ นแอ เศราหมองภายในจิตใจ
หรอื อับเฉาเศรา ใจเหมอื นโลกที่สมั ผัสและเปนกนั แตไ มเปน เชน น้ัน ยิง่ เปน ความร่นื เริง
บันเทิงไปตามกระแสแหง การพจิ ารณา เพราะเปน สายทจ่ี ะนาํ ใจออกจากทกุ ขโดยลาํ ดับ
เนือ่ งจากใจถกู กดถวงจากอุปาทานเครื่องจองจาํ ของกเิ ลสมานาน พอมีทางออกไดจึง
กระหายวา ยแหวกเพือ่ พนไป
ขณะพิจารณารา งกาย จติ ใจสงบเบาโดยลาํ ดบั เพราะการพิจารณาก็ดี การรเู หน็
กด็ ี เปนไปเพือ่ ความเบ่อื หนายคลายความกําหนดั ยนิ ดี และปลอ ยวางภาระหนักคือ
“ภารา หเว ปฺจกขฺ นฺธา” “พรอ ม” อปุ าทานในจติ ที่เคยคดิ วาเปน เราเปน ของเรา ทัง้
ๆ ท่กี องทกุ ขเ ต็มอยกู ับความยดึ ความถอื น้ัน
เม่ือไดห ยง่ั ทราบดว ยปญ ญาแลว ความยึดความถือจะทนอยูไมไ ด ยอ มถอยและ
สลัดตัวออกตามกําลงั สตปิ ญ ญา จนสลดั ออกไดโ ดยส้นิ เชิง
การพิจารณา “ขันธห า ” มีรูปเปนตน อนั ไดแ กร า งกาย และเวทนา คอื ความสุข
ความทุกข และเฉย ๆ ไมสุขไมทุกข โดยยึดเอาทุกขซ ึ่งเปนเรื่องสําคัญขนึ้ มาพิจารณา
ใหเหน็ ทั้งทางท่ีอาศยั กายเกดิ ขน้ึ ระหวางกายกบั ทุกขเวทนากระทบกันหรือรบกนั ทีพ่ ดู
วา “รบกนั ” ตอ สูกันก็ได เพราะความชอกชาํ้ ยอมเขา มาสจู ติ ซ่งึ เปน สถานทต่ี ัง้ “ชยั
สมรภูม”ิ ของกายกบั ทกุ ขเวทนา และสตปิ ญ ญาสรู บกัน
สวนกายกับทกุ ขเวทนาเขาไมท ราบความหมายใดๆ มจี ติ เทา น้นั เปน ผูรับความ
หมาย ถาปญ ญาไมส ามารถตานทานหรือปด กน้ั ไวได จติ ใจจะมคี วามชอกชํา้ มากทีเดียว
แตเ มื่อพิจารณากายและพิจารณาทุกขเวทนา ใหเหน็ ชดั เจนตามความจริงของ
กาย ของเวทนาแลว แทนทีจ่ ติ จะบอบชํา้ เลยกลายเปน จิตท่ผี อ งใสและอาจหาญขน้ึ มา
ไมส ะทกสะทานตอ ทุกขเวทนาท่เี กดิ ขนึ้ มากนอ ยในเวลานัน้ ท้งั สามารถกาํ หนดดู
ทุกขเวทนาไดอ ยางอาจหาญ นั่น !
การพจิ ารณาเพยี งสองอยา งน้ี คือกาย กบั ทกุ ขเวทนา ก็พอแกการพจิ ารณาอยู
แลว เพราะเปน สงิ่ เกี่ยวโยงกันในระหวา งขนั ธท ัง้ หา กับจติ ผรู ับผดิ ชอบในขนั ธ แตเมือ่
จิตสัมผัสในขันธใ ดมาก จะพจิ ารณาขันธน น้ั เพ่อื เชอื่ มโยงกนั ก็ชอบธรรม
“สัญญา” เปน ความจดจํา สาํ คญั มน่ั หมาย มคี วามละเอียด หลอกใหค นลมุ หลง
ตามไดอยา งงายดาย ไมตอ งทอ งคาถากลอมกห็ ลับได “สงั ขาร” คอื ความคิด ความปรุง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๗
ภาค ๓ “ธรร๔ม๓ชุด๑เตรียมพรอ้ ม’’
๓๗๘
ช่ัวขณะๆ แตส ิ่งท่ีปรากฏอยา งเดน ชดั กค็ ือ รูป ไดแกส กลกายของเรา กับเวทนาทง้ั สาม
ทแี่ สดงตวั อยูเสมอๆ ภายในกายในใจ อธิบายเพยี งเทานีก้ พ็ อจะเขาใจได เมอื่ เขาใจ
สองอยางนแ้ี ลว เรอ่ื งสญั ญา คอื ความสําคญั ม่ันหมาย เรื่องกาย เรื่องเวทนา ก็ทราบกัน
ชัดเจนดว ยปญญาเหมอื นกนั และเขา ใจในระยะเดยี วกนั
ยงิ่ เปน วาระสาํ คัญ คือถึงขณะจะเปนจะตายจริงๆ แลว นกั ปฏบิ ตั ิจะถอยไปไม
ได ถอยกแ็ พน ่ี เราไมตองการความแพ ทุกขเวทนาจะมมี ากมายเพยี งไร จะตอ งตอสใู ห
เขาใจเรอื่ งทุกขเวทนาดว ยปญ ญา ไมมีคําวา “ทอ ถอย”
จงพจิ ารณาใหเขา ใจเร่อื งกายเร่อื งเวทนา ทกี่ ําลงั พัวพันกนั อยใู นขณะนัน้ เรยี กวา
“พัวพันกนั ” บา ง “กําลังชุลมนุ วนุ วายกนั อยใู นขณะน้นั ” บา ง ถาสติปญญาไมมีเพียงพอ
ในการตอ สูก็จะเหมาเอาวา “เราทั้งคนนีแ้ หละเปนทกุ ข” เราท้งั คนนแ้ี หละจะตาย แตเรา
กไ็ มอ ยากตายไมอ ยากทุกข อันนีแ้ ลคือการสั่งสมทกุ ขข ึน้ ทับถมตนเองโดยเราไมรูตัว จึง
ควรระวังใหม าก เดี๋ยวจะเปน การย่ืนดา มดาบใหกเิ ลสความสาํ คัญนน้ั ๆ ฟนเอา ฟนเอา
ลมท้ังหงายไมเปน ทา นาสงั เวชและเสยี ดายนักปฏิบัติ เสียเลหก ลใหก เิ ลสบนเวที ตาย
ไปทงั้ คน
แตถ า พจิ ารณาตามหลกั ธรรม คอื ความจริงแลว เอา ! ทุกขกท็ ุกขซ ิ มีเทาไรจง
แสดงข้นึ มา ! เราเปนผูฟ ง “สัจธรรม” คือ “ทุกขสัจจะ” วา เกิดข้นึ จากอะไร เกดิ ขนึ้ ที่
ไหน คนดูตามเนอ้ื ตามหนัง ตามเอ็น ตามกระดูก ทวี่ า “เปนทุกข, ๆ” ดแู ลว มนั ก็ไม
เห็นมีอะไร สว นไหนกส็ ว นนน้ั อยู ตง้ั แตวนั เกิดมาจนกระทั่งถึงปจ จุบนั ไมมคี วาม
เปลย่ี นแปลงไปจากหนงั จากเอน็ จากกระดูก ไปเปนอยางอน่ื มันเปนความจริงของมัน!
อยูเชน น้นั ทกุ ขแสดงขน้ึ มากเ็ ปนความจรงิ ของเขาอยูอยางนัน้ ทุกขไมแ สดงขึน้ มาก็เปน
อยอู ยางนั้น น่ีแลคอื การพจิ ารณาดว ยปญญา
เอา! จิตไมตาย ทุกขเวทนาเปน สิ่งท่ีเกิดไดด ับได จติ ดับไมได จติ จงึ ทนตอ การ
พิสูจน ทนตอความรูทจ่ี ะรูสงิ่ ตาง ๆ เพราะจิตไมฉบิ หาย นัน้ แลเราจึงมที างพิจารณา
ดวยปญ ญาอยางเต็มท่ี ไมอัดไมอน้ั ไมม ีอะไรมาบงั คับกีดขวางได ใชป ญญายํ้าลงไปวา
“เอา ตายกต็ าย แตกกแ็ ตก ผไู มแตกมีอยู เราจะทราบถงึ ความแตกดับของเวทนาวา ดบั
ไปเมื่อไร ใหท ราบ กายจะแตกใหท ราบ ไมม กี ารทอ ถอย จะแตกก็แตกไป อยา
ปรารถนาอยา อยากใหท กุ ข และส่ิงไมต อ งการดบั ไปดวยความปรารถนา ดว ยความ
อยาก น่ันเปน ตัณหา นั่นคอื คมดาบของกเิ ลสเงอื ดเงื้อไว อยา ถลาํ เขา ไป จงสูค วามจรงิ
ดวยปญญา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๘
ธรรมะชดุ๔เ๓ต๒รยี มพร้อม
๓๗๙
จงพจิ ารณาใหเ หน็ ตามความเปน จริงของมัน จะแตกกแ็ ตกไป จะสลายก็สลาย
ไป น่ชี ่ือวาพจิ ารณาตามความเปนจริงแท จะสนกุ เพลินในธรรมท้งั หลายทพี่ จิ ารณาเหน็
ความจรงิ อยางเต็มสดั เต็มสวน แมท สี่ ดุ รางกายจะสลายลงไปเรากเ็ ปน “สุคโต” หรอื ยัง
อยู ก็เปนสุขใจ องอาจกลา หาญ ไมม ีความอบั เฉาเศราหมองภายในใจเลย น่ีเรยี กวา
“สุคโต” ดวยการพิจารณา เปนประการหน่งึ
ประการสาํ คญั กค็ อื พิจารณาอยา งนี้แล จนกระทง่ั เขาใจจรงิ ๆ ในเรื่องขนั ธท ัง้ หา
คอื รูปขันธก็ใหเปน รปู ขนั ธ เปนอยางอ่นื ไปไมได เวทนาขนั ธก ็เปน เวทนา กองเวทนา
หมวดของเวทนา จะเปนอยางอ่ืนไปไมไ ด สญั ญากเ็ ปนสญั ญา สงั ขารกเ็ ปน สงั ขาร
วิญญาณก็เปน วญิ ญาณ แตล ะอยา ง ๆ เปน อยางอ่นื ไปไมไ ด จิตตอ งเปนจติ เปน อยาง
อื่นไปไมได ตางอันตา งจรงิ อยานาํ มาคละเคลากนั พจิ ารณาแยกออกตามความจรงิ ของ
ส่งิ นนั้ ๆ ดวยสตปิ ญ ญาอันทันสมัย ตางอันก็ตางจรงิ ตามหลักธรรมชาติ จติ กจ็ รงิ
ดวยอํานาจของปญญา พิจารณาแยกแยะใหเ หน็ ตามความเปน จริง รูป เวทนา
สัญญา สังขาร วญิ ญาณ กจ็ รงิ จรงิ ทั้งท่ยี ังมีชีวิตอยู จริงท้ังเวลาสลายลงไป ก็สลายลงไป
ตามความจริงของเขา จติ กจ็ รงิ เต็มภูมิของจติ พอถึงขน้ั นี้แลวจิตกห็ มดความหว่ันไหว
ไมกระทบกระเทอื นระหวางขนั ธกบั จิต เพราะตา งอนั ตา งจริง
เรื่องความเปนความตายไมเห็นมคี วามหมายอะไรเลย! เปน ความจรงิ แตละ
อยา งๆ เชนเดยี วกบั ส่ิงทัง้ หลายทแี่ ปรสภาพลงไปนั้นแล ผนู คี้ อื ผกู ําชัยชนะไวไดอยา ง
สมบรู ณ จะไมเดือดรอนเวลาตาย จิตเปนธรรมดา…ธรรมดา เพราะไดพิจารณาถูกตาม
หลกั ธรรมชาตธิ รรมดาไมปนเกลยี ว ไมฝน กบั หลกั ธรรมชาตหิ ลกั ธรรมดา สติปญญา
เดินตามหลกั ธรรมชาติ เพราะธรรมทานสอนตามหลักธรรมชาติ ทา นไมใ หฝ นความ
จริง เมอ่ื พิจารณาตามความจรงิ รตู ามความจรงิ แลว จะไมม ีอะไรฝน กันเลย ปลอ ยตาม
ความจริง ยอ มจะหมดภาระการแบกหามไปเปน ทอดๆ
เอา เปน ก็เปน ตายกต็ าย เม่อื ยงั มชี ีวิตอยูกร็ บั ผิดชอบกนั ไป หากชีวติ หาไมแ ลว
กป็ ลอ ยไปเสยี เพราะเปน บอ ความกังวลวนุ วาย ไฟทงั้ กองไดแกธ าตขุ ันธนี้เอง และได
เรียนรูแลว
“ภารา หเว ปจฺ กขฺ นธฺ า ภารหาโร จ ปคุ ฺคโล” ขนั ธท งั้ หา น้แี ลเปนภาระอนั
หนักย่งิ กวาภเู ขาท้ังลกู เมอ่ื ปลอ ยวางขันธทัง้ หา นี้ไดด ว ยปญ ญาอันชอบแลว ตวั เปนผู
ดบั สนทิ ซงึ่ ทกุ ขท้งั ปวง หาอะไรเกิดขน้ึ ไมไ ดภายในใจ ตัง้ แตบดั นัน้ ไปน่นั แลทานเรยี ก
วา “นิพฺพานํ ปรมํ สขุ ”ํ คอื สขุ ลว นๆ ไมไดส ุขดว ยเวทนา แตเปน สขุ ในหลกั ธรรมชาติ
เปน สุขของจติ ท่บี ริสุทธิ์ ไมใ ชส ุขในสมมตุ ิ เปน สุขในวิมตุ ติ จงึ “ปรมํ สขุ ”ํ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๗๙
ภาค ๓ “ธรร๔ม๓ช๓ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๘๐
นค่ี อื สารคณุ อนั สงู สดุ ยอด จะเรียกวา “นจิ จฺ ํ” หรือ “นิจธรรม” ธรรมเปนของ
เทยี่ งกไ็ มผิด เมือ่ ไมมอี ะไรจะแยง ภายในตัวแลว คนอนื่ ไมส ําคัญ ขอใหเ จา ของรูตาม
ความเปน จรงิ เถดิ หมดทางขัดแยง เจาของซ่งึ เปนตวั สาํ คญั เม่ือรูร อบเจา ของน้ีแลวก็
หมดปญ หาไปในทนั ที
นแ่ี หละ ท่กี ลา วเบอ้ื งตน วา “ส่งิ ท่ีจีรงั ถาวรโลกตองการ” แลว ส่ิงนี้ก็มีอยใู นส่ิงท่ี
ไมถาวรดังกลา วแลว ตะกี้น้ี คอื อมตํ ไดแกจิตท่ไี มตายนี้
ตอนหนง่ึ ไมต ายแตห มนุ เวยี น เพราะอํานาจของกิเลสมนั ผลกั ไสใหไ ปสูภพ
ตางๆ เมื่อชาํ ระกเิ ลสจนหมดโดยส้นิ เชงิ แลวกเ็ ปน “อมตํ” ไมต ายแตไ มห มุนเวยี น เรา
จะเรยี กวาธรรมชาตินี้เทยี่ งหรอื นิพพานเทยี่ ง กับอันนี้เทีย่ งก็อนั เดยี วกนั ! จีรังถาวรก็ได
แกอ นั น้ี เปน ท่ีพงึ ใจก็ไดแ กสิ่งน้ี หมดความหวาดความระแวงอะไรทง้ั สน้ิ ก็คือธรรมชาติ
อนั น้ี เพราะถอดถอนยาพิษอนั เปนขา ศึกออกจากตนแลวโดยส้นิ เชงิ !
คาํ วา “ตัว” ในสมมุติท่ีถูกปลอ ยวางโดยสิ้นเชิงนัน้ เปน ตัวของพษิ ของภัย ตวั
ของกเิ ลสตัณหาอาสวะ ตวั กอง อนิจฺจํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า ซึ่งตอ งเปลีย่ นแปลงอยูเสมอ เมื่อ
ปลอ ยธรรมชาตินไ้ี ดโดยสนิ้ เชงิ แลว จึงไมมีอะไรจะพูดตอไปอกี ถงึ เวลากไ็ ปอยางสบาย
หายหว ง เมอื่ ชีวติ ยงั อยกู อ็ ยูไป กนิ ไป หลบั นอนไป เหมือนโลกทว่ั ๆ ไป เมอ่ื ถงึ กาลจรงิ
แลวก็ไป ไมมปี ญ หาอะไรในความเปน อยหู รอื ความตายไป สาํ หรับผทู ่สี ิ้นปญ หาภายใน
จติ ใจโดยส้นิ เชิงแลว เปนอยางนั้น
นี่แลคอื สารคณุ ของมนษุ ยซึง่ ไดจ ากศาสนธรรม สมกบั นามทว่ี า “มนุษยเ ปนผูมี
ความเฉลยี วฉลาด” นําศาสนธรรมซึ่งเปนของประเสริฐเลศิ โลก มาเปน เครอื่ งยดึ และ
เปน แนวทางดําเนิน หลบหลกี เล่ียงทุกขท ้ังหลายไปได จนทะลุปรุโปรงพนจากภยั โดย
ประการทั้งปวง ชอ่ื วา “มนุษยผูฉลาดแหลมคม” ตรงกบั ทว่ี า
“สจิตฺตปรโิ ยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสน”ํ ทําจติ ใหผอ งใสจนกระทง่ั บริสุทธ์แิ ลว
น้นั แลชอ่ื วา “เปน ผทู รงคาํ ส่งั สอนของพระพุทธเจา ไวได” การทรงธรรมของพระพุทธเจา
ไดต องทรงไวทจี่ ติ นแ่ี ล ทงั้ เปน มหาสมบตั ติ ลอดอนนั ตกาล
การแสดงธรรม กเ็ หน็ วา สมควร
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๐
ธรรมะชดุ๔เ๓ต๔รียมพรอ้ ม
หดั ตาย ๓๘๑
เทศนโ์ ปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกลุ ณ วัดปา่ บ้านตาด
เม่อื วันที่ ๓๐ พฤศจกิ ายนเทพศุทนธโศปักรรดาชคุณ๒เ๕พ๑๘าพงา วรรธนะกุล ณ วดั ปา บา นตาด
เม่ือวันที่ ๓๐ พฤศจกิ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘
หัดตาย
การปฏบิ ตั ถิ ึงคราวเดด็ มันตอ งเด็ด ถงึ คราวเฉยี บขาดตองเฉยี บขาด มันเปน ไป
ตามจังหวะหรือตามเหตุการณทเี่ ก่ียวของกับจิตน่เี องแหละ ถึงคราวจะอนโุ ลมกต็ อ ง
อนโุ ลม ถงึ คราวจะผอนส้นั ผอนยาวไปตามเหตุตามกาลตามธาตุตามขันธก็มี ถึงคราว
หมุนติ้วไปตามอรรถตามธรรมโดยถายเดยี วกม็ ี
เวลาจําเปน ใจซึง่ ควรจะเด็ดเด่ียวตองเดด็ เด่ยี วจนเหน็ ดําเหน็ แดงกนั อะไรๆ
จะสลายไปที่ไหนก็ไปเถอะ แตจิตกับธรรมจะสลายจากกนั ไมได การปฏบิ ัตเิ ปนอยาง
น้ัน เราจะเอาแบบเดียวมาใชน ้นั ไมได เพราะธรรมไมใ ชแ บบเดยี ว กเิ ลสไมใชป ระเภท
เดียวแบบเดียว ประเภทที่ควรจะลงกันอยางหนักก็มี ประเภทท่ีควรจะผอนผนั ส้นั ยาว
ไปตามบางก็มตี ามกาลตามสมยั หรอื เก่ียวกับเรือ่ งธาตุเรื่องขนั ธก าํ ลงั วงั ชาของตัวก็มี
ถึงคราวจะทมุ เทหมดไมมอี ะไรเหลอื เลยก็มี เม่อื ถงึ คราวเชนนั้นอะไรจะเหลอื อยไู มไ ด
มันหากบอกในจิตเอง รอู ยกู บั จติ เอง “เอา ? ทุมลงไปใหหมด กาํ ลังวังชามีเทาไรทมุ ลง
ไปใหห มดอยา สงวนไว กระทง่ั จิตตวั คงทนไมแ ปรไมแ ตกสลายเหมือนสง่ิ อ่ืนๆ กไ็ ม
สงวนหวงแหนไวในขณะน้นั ”
“เอา ! จติ จะดับไปดวยการพิจารณาในสิง่ ทั้งหลายทเ่ี ห็นวาดับไป ๆ ก็ใหร ูวาจติ
น้มี ันดับไป จะไมม ีอะไรเหลอื เปน “ความร”ู อยูใ นรางกายเรานี้ กใ็ หร ดู ว ยการปฏิบตั ิ
ธรรมนเ้ี ทานนั้ ไมม ีส่งิ อนื่ ใดมาเปน แบบฉบบั ”
ถงึ คราวท่จี ติ มนั จะลา ง ลา งโลกออกจากใจนน่ี ะ โลกคอื กเิ ลสนน่ั แล จะรั้งรองอ
มืองอเทา อยูไมได ตอ งสูจ นหวั ใจขาดดนิ้ ไมมคี าํ วา “ถอย” สมมตุ ทิ ้งั ปวงที่มันแทรกอยู
ภายในจติ ใจรวมเปน กองสูงเทาภูเขานก้ี ต็ าม ตองสูจนตายหรือชนะแลว หลุดพน อยาง
เดียว! เพราะเปน “สงครามลา งโลก” ถงึ คราวทีจ่ ะลางใหหมด ตองสูตายขนาดนั้น ลา ง
จนจิตไมมีอะไรเหลอื อยเู ลย
“เอา ใหม ันหมดไปดวยกนั เสยี กิเลสมันก็ดับไป ๆ จิตท่ีรนู จ้ี ะดบั ไดดวยเพราะ
ถกู ทาํ ลายดวยสติปญญาก็ใหมันรมู นั เห็นซิ ไมตองเสยี ดาย ! เพราะเราหาความจริง ใจ
จะดบั ลงไปดว ยกใ็ หร วู าเปนความจริงอันหน่ึง” ถา กเิ ลสดบั ไปใจก็ดับไปดวย ไมมคี วาม
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชุด๔เ๓ต๖รียมพร้อม
๓๘๑
๓๘๒
รูใดๆ เหลอื อยู เหลือแตร า งกายเปนหวั ตอเพราะไมม ใี จครอง กใ็ หม ันรกู ันในขณะ
ปฏบิ ตั นิ แ้ี ลดกี วา กาลอน่ื ใด”
“ท่พี ระพทุ ธเจา ตรัสรแู ลว ธรรมชาติที่บรสิ ทุ ธทิ์ ําไมยงั เหลืออยูในโลก สาวก
อรหตั อรหันตทานบาํ เพญ็ ไดบรรลุธรรม อะไรๆ ข้นึ ชือ่ วา กิเลสดบั สูญไปหมดภายในจิต
ใจ แตท าํ ไมใจทีบ่ ริสุทธ์จิ ึงไมดบั แลวเหตใุ ดพวกเราถงึ จะมาดบั ทงั้ จติ ดว ยจนหาความ
บริสุทธไิ์ มเจอเลย! ถามันจะแหวกแนวจากหลักธรรมของพระพทุ ธเจาจรงิ ๆ กใ็ หม ันรู
ใหมนั เห็น แตถ า จะไมแ หวก ลงถึงกเิ ลสดบั หมดจริงๆ แลว จะไมแ หวกแนว ย่งิ จะเห็น
ของจริงอันวิเศษไดอยางชัดเจน” อะไรจะหนักย่ิงกวา การสรู บกบั กเิ ลส และอะไรจะทกุ ข
ยงิ่ กวา กเิ ลสทับจติ เปนไมมใี นโลกน!ี้
ความโกรธเปนกเิ ลสประเภทหนง่ึ ความโลภ ความหลง ก็เปนกิเลส แตละ
ประเภทลว นทับถมจติ ใจเปนฟน เปน ไฟเผาใจเราเรอ่ื ยๆ มาไมม เี วลาสรา งซา ไมม อี ะไร
จะทุกข ยง่ิ กวา น้ี การแกความโกรธดว ยอุบายตางๆ แกค วามโลภ ความหลง ดว ยอบุ าย
ตางๆ ก็ตอ งไดท าํ หนักมอื ยอมเปน ทุกขลําบากเพราะการกระทําเหมอื นกัน กเิ ลสทบั
ถมเราใหเ ปน ทกุ ขแตไ มเกิดประโยชนอะไร เวลาเราสกู บั กเิ ลสยอ มเปน ทกุ ข แตได
รับผลประโยชนต ามกําลงั ของความเพยี ร คอื กเิ ลสสลายตัวลงไปเปน ลาํ ดับ จนกิเลส
ไมมเี หลอื เลย น่นั คือผลซง่ึ เกดิ จากการทําดวยความเปนทกุ ข การสกู บั กเิ ลสดว ยความ
เปนทุกข หรอื เราเปน ทกุ ขเพราะการสูกบั กิเลส ผลปรากฏขึ้นมาเปนความสุขอยา งไม
คาดไมฝน ตอ งเทยี บเคยี งเหตผุ ลอยางนน้ั เพอื่ หาทางรอดพนจากบว งแหงมารตวั มเี ลห
เหลยี่ มรอ ยสนั พันคม และทาํ สตั วใหลม จมอยูใ ตฝา เทา ของมนั อยางเกลอ่ื นกลนลน โลก
เรื่อยมา ยากจะมผี เู ลด็ ลอดไปได
ปกตจิ ติ ใจเสาะแสวงหาเหตุกอ กวนตนอยูเ สมอไมว า จิตของใคร เร่ืองของกิเลส
เคยเปนอยา งนน้ั เร่อื ยมา ไมเคยเปล่ียนแปลงแผนการมาทางดีตอ มนษุ ยและสตั วทั่ว
โลกเลย
เรื่องของสติปญญาก็ตองตามสอดสอ ง อนั ไหนที่เห็นวาเปนภยั ตองไดระงบั และ
ตองฝน กนั ถา ไมฝน ไมเรยี กวา “ตอสูเพ่ือปองกนั ตัว” หรอื เอาตวั รอดเพอื่ แกความทุกข
ทกี่ เิ ลสเปนตนเหตสุ รา งขึน้ น้นั ออกจากใจ แมล าํ บากกต็ อ งสู ขนื คิดไปมากพูดบน ไป
มากกย็ ่ิงปลอยไฟใหเ ผาเรามากขน้ึ ในดวงใจ หาความสุขไมไ ดเ ลย
อุบายวิธแี กเ จาของแกอ ยางนี้ ปกตขิ องจติ ถา เราเสริมเทาไร คลอยไปตามเทา
ไร มนั ย่ิงจะปรุงแตเรื่องทจ่ี ะเกดิ ความเดือดรอ นวนุ วายแกต นเรือ่ ยๆ นัง่ อยูก เ็ ปน ทุกข
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๒
ภาค ๓ “ธรร๔ม๓ช๗ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๘๓
นอนอยกู ็เปน ทุกข อยทู ี่ไหนกม็ แี ตกองทุกขห าความสุขไมได จติ เปนไฟทัง้ กองจาก
ความคิดปรงุ ตางๆ เพราะฉะน้นั การแกจ ึงแกล งทีจ่ ติ น้ี
การระงับ การแกก เิ ลสตา งๆ ดวยอุบายปญญา ถึงจะหนกั บางเบาบางทุกขบา ง
ลาํ บากบา งยงั พอสู เพือ่ จติ ไดพนจากภัยคอื ความทุกขความเดอื ดรอ นจากกเิ ลสกอ ไฟ
เผาดวยความคิดปรุงและความสาํ คญั มน่ั หมายตางๆ เราตอ งยอมรบั ความทกุ ขท ่ีจะ
เกดิ ขึน้ จากการตอ สูน้ันๆ จะชอ่ื วา “เปน ผรู ักตน” ไมป ลอ ยอะไรใหเขา มาเผาลน ราวกบั
ใจไมม ีเจา ของรบั ผดิ ชอบ ท่ปี ลอ ยใจใหเ รารอ นหากาํ หนดกฎเกณฑไ มไดวันยังค่าํ คืนยัง
รุง แลวแตจะเปนอยา งไรตามบญุ ตามกรรมนนั้ มนั ก็เจอแตเ รอ่ื ง “ตามบญุ ตามกรรม”
เร่ืองยถากรรมไปเรอื่ ย ๆ หาสาระภายในใจเลยไมม ี สดุ ทา ยกห็ าความหมายในตวั ไม
ม!ี
การแกตวั เองนน้ั เพ่ือหาสารคณุ เพือ่ หาความจริง เพ่ือพบความมงุ หมายอัน
สาํ คัญภายในใจ เพราะเราทัง้ คนมคี วามหมายเต็มตวั จะปลอ ยใหส ่ิงที่จะมาทาํ ลาย
ความหมายมาทาํ ลายสารคณุ ภายในจติ ใจ โดยไมม กี ารตา นทานไมมกี ารแก ไมมีการตอ
สกู ันเลยนน้ั ไมสมควรอยางย่งิ ถาเราแพวนั นว้ี ันหลังเราก็แพอีก เพราะเราไมสศู ัตรนู ้นั
ถาเราไมสูแลวเขาไมถอยเปนอนั ขาด เพราะไดท า ไดท แี ลว ย่งิ จะเหยยี บยาํ่ ทาํ ลายหนกั
มือเขา ไปโดยลําดับ
ถา เรามีทางตอ สูมีทางแกกันบา ง สง่ิ นน้ั กเ็ บาลง อะไรทเี่ กิดขึ้นคิดขึ้น เห็นวาเปน
ของไมด รี บี แกม นั ไมน อนใจ สง่ิ น้นั กไ็ มม ที างกําเริบตอ ไป เพราะมสี ง่ิ ระงบั มีสง่ิ ดบั กัน
อยเู สมอ
ภยั ของจติ ใจก็คอื กิเลสนน้ั แล ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความ
ชัง นัน้ เปน ภยั เราใหร ูม ันเราแกม นั แมจะยังพน ไปไมไดก ต็ าม การมีสิง่ แกกันนั้นก็พอสู
กันไปได ถามแี ตพ ิษอยา งเดียวไมมยี าแกเ ลยนั้นมันกแ็ ย การส่งั สมแตพิษภัยข้นึ ภายใน
จิต อุบายแกไขไมม ีเลยมันแยจริงๆ แมจะบนตําหนติ นมากนอยก็ไมเกดิ ประโยชน มนั
ตองแก!
เราเปน คนท้งั คน จิตท้ังดวงมีสาระเตม็ ดวง จะปลอ ยใหกิเลสเหยียบย่ําทําลาย
โดยไมมีการแกไขการตอสกู นั เลยน้ัน ไมสมควรกับเราซึ่งเปน เจา ของจิตใจ ตองคิด
อยา งนี้เสมอ และเรงเครือ่ งเขา เผชญิ หนาทาทายกับกิเลสทกุ ประเภทวา “มาเถดิ กิเลส
ตวั ใดทย่ี งั ไมเคยตาย จะไดท ราบความตายเสยี ในวันน้เี ดี๋ยวน้ี เรากาํ ลงั รอเขียนใบตาย
ใหอ ยูแ ลว เวลาน้ี กิเลสตวั ใดไมเ คยมีใบตายติดมือ ใหโ ผลต วั ออกมารับมือกับเรา” น่ี
วธิ ปี ลุกใจใหม ีความอาจหาญชาญชัย เพราะใจไมผ ิดอะไรกับชางมาตัวพาเขาสูสงคราม
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๓
ธรรมะชดุ ๔เ๓ต๘รยี มพรอ้ ม
๓๘๔
ในคร้งั กอ นๆ โนน พอไดรับการปลุกใจจากเจา ของผฉู ลาดเทา นั้น ชาง มาจะเกดิ ความ
ฮึกเหมิ ผาดโผนโลดเตน ขึน้ ทันที แลวพาเจา ของวง่ิ เขา สแู นวรบไมก ลัวตาย
แตการฝกจติ นสี่ ําคัญมาก เพราะจิตเราไมเคยฝก เคยแตปลอยไปตาม
ยถากรรมตง้ั แตไหนแตไ รมา หรือตง้ั แตว ันเกิด จะมาหักหา มเอาใหไ ดอยางใจในวนั
หน่งึ ขณะเดียวน้นั มนั เปนไปไมไ ด การเรม่ิ ฝก กค็ อื เรม่ิ หกั หา มจติ ใจ ไดบางเสยี บา ง
เพราะถอื วาเปนขั้นเรม่ิ แรก ทเ่ี รายงั ไมสามารถอนุโลมปลอ ยไปกอ นกม็ ี เมอ่ื มันหนักเขา
จริงๆ เราก็ตองอนโุ ลมไปกอ น แตหาทางแกไ ขหกั หามมนั อยูเ สมอภายในใจเพราะ
กําลังเรายังไมพ อ ถาไมป ลอยบางจะไปสูเ ขาไดอ ยา งไร ก็ตอ งยอมปลอ ยไปกอน โดยทํา
ความเขาใจไว แลว คอยขยับความเพยี รเขา ไปเรือ่ ยๆ เรงไปเรื่อยๆ ดว ยวิธกี ารตา งๆ
เอา ทกุ ขบ างทนเอาบา งจะเปน ไรไป เพราะเราเคยทน ทาํ ไมโลกนีเ้ กิดขน้ึ มาใคร
ก็ไมเ คยคดิ ทนเร่อื งทกุ ข แตมนั จําเปน เขาทนไดเราก็ทนได แตเ วลาเราจะทนบา งเกยี่ ว
กับการฝกจิตที่ไดร บั ความทุกขตางๆ นั้นทําไมจะทนไมได สิ่งทีค่ วรทนและพอจะทนได
เราก็ตอ งทน โลกนไ้ี มใ ชโ ลกสขุ ลว นๆ มนั มีทุกขเจอื ปนอยูดว ยกนั ทุกคนและไมวา งาน
ใด มนั มที ุกขเจือปนอยูดว ยกันท้ังนนั้ ขน้ึ ชื่อวา การทาํ งานแลว งานทางโลกกต็ องมีทกุ ข
เพราะการทาํ งาน งานทางธรรมก็ตองมีทกุ ขเ พราะการทํางาน ใหอ ยเู ฉยๆ จะไมใหม ี
ทุกข ทง้ั ๆทเี่ ราตอ งทํางานอยูม ันเปน ไปไมไ ด ตอ งมีทกุ ข เราก็ยอมรบั เพราะการทาํ งาน
แตท กุ ขเพราะการทํางานทางดา นกศุ ลนีม้ ันเกิดผล ไมใ ชเ ปนทุกขเฉยๆ โรคเกดิ ข้นึ ภาย
ในกายเรา เปนความทกุ ขความลําบากและไมเกิดผลดอี ะไร เรายงั ตอ งอดทนตอมนั ถา
เราไมพ ิจารณาใหเกิดผลดี ถาเราพิจารณาใหเกิดผลดว ยอุบายวธิ ีตา งๆ ของสตปิ ญญา
ทุกขก็เปน เครอ่ื งหนนุ ปญ ญาใหแหลมคมได และเกดิ ผลเปนความสงบ เปนความรูเ ทา
ทันกัน ปลอยความกงั วลได เพราะทราบความจริงดวยการพิจารณา นีก่ เ็ ปน ผลดี จะทํา
ใหเกดิ ผลดีผลชวั่ มนั เกดิ ไดท ้งั นั้น
ทีว่ า จะทําอะไรลงไปก็กลัวจะลําบาก กลัวจะทุกข หาแตเ รื่องยุงเหยงิ วนุ วายใสตัว
น้ี มันเคยมีเคยเปนมาแลว ขออยา ใหมนั มารบกวนเรามากมายนกั เลย ไมว า อะไรถา
เปนของดีแลว มกั จะมีอะไรมาตานทานมาขัดขวางไมอ ยากจะใหทํา นค่ี อื อบุ ายของ
กเิ ลสทเี่ คยอยูเหนอื หวั ใจเรามานาน จงทราบไวเสยี บา งวา นค้ี ือเร่อื งของฝายตํา่ มา
เหยยี บยา่ํ ทําลายเรา และอยเู หนือจติ ใจเราตอ ไปไมย อมลง ควรจะผลักมันออกไปก็ให
ผลักไปบาง ควรจะตอ สูดวยวธิ ีใดกต็ อสบู า ง หรือจะตอ สูจนเวทพี ังกเิ ลสพังกจ็ ะเปน ไร
ไป ขอแตอ ยา ใหเ ราพังกแ็ ลวกนั คาํ วา “เราพัง” นไี้ มอยากไดย ินเลย
เอา แพบางชนะบางไมเ ปนไร! ยงั มกี ารตอ สู แสดงวายงั ไมต ายใจกับเขาทีเดยี ว
ตองฝน กนั บางอยางนี้ ฝน ไปฝนมาความฝน กค็ อยมี “วนั เคยชนิ ” ขึ้นมา อบุ ายทจ่ี ะ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๔
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๓ุด๙เตรยี มพร้อม’’
๓๘๕
สนับสนนุ การฝนก็มีขน้ึ มา ตอ ไปกท็ นั กันไปเอง อยา ลมื คาํ วา “พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ”ที่
เคยแสดงแลววา พระองคเ ปน นกั รบ นักปราบขา ศกึ องคเ อก จงยึดทานเปน ขวญั ใจเวลา
เขา สูแ นวรบหรอื เวลาปกติ ไมมีอะไรขวาง นอกจากเปนสิรมิ งคลอยา งเดียว
พระพุทธเจา ไมเปน ผูล างมือคอยเปบ ทานถึงขั้นสลบไสลนน้ั นะ! คนไมท กุ ขมาก
จะสลบไสลหรือ ทานมคี วามลาํ บากลําบนแคไหน การทาํ งานเปน อยา งนน้ั เปนคติตวั
อยา งไดท กุ พระอาการท่แี สดงออกมา เราในฐานะพทุ ธบริษัทไมไดเ หมอื นพระพทุ ธเจา
ทกุ กระเบยี ดน้ิวก็ตาม ไดแบบศิษยมคี รูก็ยงั ดี ถอื ทานเปนคตติ ัวอยา งทง้ั การบําเพ็ญทงั้
การยดึ ถอื ฝากเปน ฝากตายในองค “พุทธะ” หรอื พระพทุ ธเจา ผูบรสิ ทุ ธ์ิ ไมใ ชเ อากิเลส
เปน ครูทา เดียว จะทําความเพยี รเม่ือไรทา ใด ถูกแตท า กิเลสดดั เอา ๆ ฟงเสยี งแพวา
“ยอมแลว ๆ” กระเทอื นไปทวั่ จักรวาล เสยี งชา งสารก็ไมดังเทา เสียงนักรบยอมแพก ิเลส
นมี่ นั นา โมโหจะตายไป!
คนเราถา เห็นกเิ ลสเปน ภยั บา งแลว ผนู น้ั ยงั มที างจะแกไขและผา นพน ไปได ถา
เห็นกิเลสกบั เราเปนอันเดยี วกัน หรือเหน็ วาไมเ ปน เร่ืองของกิเลส แตเปน เรอ่ื งของเรา
หมด กห็ าทางแกกันไมได เพราะจะกระเทือนคําวา “เรา” ดีไมด ีถูกกลอมใหหลับสนทิ
ไมม ีวนั รสู ึกตัวไดเลย แบบน้ีคอื แบบ “จม”
ถา สิ่งท่เี ปน ขา ศกึ ตอ เรา ส่งิ ท่ใี หค วามทกุ ขค วามลําบากแกเ รานนั้ เราเหน็ วา เปน
กเิ ลส เรากับกิเลสกถ็ อื วาเปนขาศึกกนั และตองตอ สกู นั ถามกี ารตอ สกู ันก็แสดงวาเปน
คนละคน ไมใชเ ปน อันเดยี วกันเสียจนหมดเนื้อหมดตวั ยงั พอมสี ตบิ า ง ความเปน ผมู ี
สตบิ า งน้ีแหละ เปน เหตใุ หต อ สคู วามคดิ ในแงตา งๆ ทเ่ี หน็ วา ไมเ ปน ประโยชนห รอื
เปน โทษแกเ รา พยายามฝา ฝน และแกไ ขดว ยปญญาจนเรือ่ งนั้นผานไป และพยายาม
แกไขใหผานไปดว ยอบุ ายสตปิ ญญาเร่ือยๆ ตอไปใจกร็ าบรนื่ ไมฝ นมากเหมือนขั้นเร่ิม
แรกฝก แมท กุ ขก ็ยอมรับ การทํางานตองทกุ ข ทุกขเพราะผลอันดีไมเ ปนไร ขณะที่เราสู
สูไดข นาดไหนกส็ กู นั ไป ทํากันไป ฝาฝน กันไปดว ยความเหน็ ทุกข นี่เปนทางเดินของนัก
ปราชญท านเคยตะเกยี กตะกายมาแลว กอนทที่ านจะหลดุ พน ลว นแตต ะเกยี กตะกายมา
ดวยกันท้ังนน้ั จะมาลา งมือเปบ เอาเฉพาะเราคนเดยี วซง่ึ เปนลูกศษิ ยข องตถาคต แต
กลบั แหวกแนวยง่ิ กวาครมู ีอยา งหรือ !
ครมู คี วามทุกข ลกู ศิษยก็ตอ งมีความทกุ ขบ า ง เพราะเดินตามครู รองรอยทา น
เดนิ อยา งนน้ั เราจะหนีจากรองรอยทานไปไหน ก็ตอ งยอมรับทกุ ขซ่งึ เกิดจากการปฏบิ ัติ
หนา ทีข่ องตนโดยชอบธรรม ทกุ ขเพราะการบําเพ็ญไมส ําคญั เทา ใดนัก แตทุกขเ วลาจะ
ตายนี่ซิใครจะชว ยเราได ! ทกุ ขเ วลาทาํ งาน ถา มันทกุ ขมากๆ เรายังพักผอ นการงานได
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๕
ธรรมะชดุ๔เ๔ต๐รียมพรอ้ ม
๓๘๖
ทุกขก ็ระงับไป ถาจะสไู มไ หวเพราะความทุกขน ห้ี นกั มากเกินไป เราผอนงานลงบา ง
ความทุกขก็ผอ นลง เราหยดุ งานความทกุ ขก็ดับไป เชน เรานั่งภาวนานานมันเปนทกุ ข
มาก เราหยดุ เสียกอ นพักน้ีทุกขก็ดับไป ก็พอระงับกันไปได
แตท กุ ขเ วลาจะตายนน้ั นะ มนั ระงบั ไมได! นอนอยูมนั กท็ กุ ข ทุกขห มดทัง้ ตัวใน
ขณะนอน ลกุ ขนึ้ นง่ั มันจะหายไหม ก็ไมหาย เดินจะหายไหม ก็ไมหาย อาการใดก็ไม
หายทัง้ นนั้ อริ ยิ าบถทั้งสี่เอามาตอสู หรือเอามาใชกับความทุกขใ นขณะท่ีจะตายน้ัน ไม
ไดผลท้ังนน้ั เราเอาอนั น้ีมาเทียบบางซิ เวลานง่ั นานยนื นานเดนิ นาน หรอื ตอ สูกับ
เวทนาขณะท่มี นั เจ็บมากปวดมากขึน้ ตอนทีเ่ รานงั่ ภาวนานาน ทุกขเวทนาท่เี กดิ ขน้ึ ใน
ขณะที่เราพิจารณานจี้ ะเกิดขึน้ มากนอย ถาสไู มไ หวเราถอยได นอ่ี นั หนง่ึ เปน ขอ ลด
หยอนผอนผันไปตามความจําเปน แตอยาถือเปน ความจําเปน จนกเิ ลสไดใ จ ถงึ กบั นง่ั
ภาวนาไมไ ด เดนิ จงกรมไมไ ด ใหทาน รกั ษาศีล ไมได ตอ งมที า ตอ สูอ ยูเสมอ
ในขณะที่เราจะตาย ทุกขเวทนามันเผาเราหมดท้ังตัวเพราะถอยไมไ ด ถอยไป
อริ ิยาบถใดก็เปน ไฟไปดวยกนั ทกุ ขอนั ไหนจะมีนาํ้ หนกั มากกวากัน เอาสองขอนี้มา
เทียบกันดู กอนตายเรายงั ตองทนทุกขอ ยู ขนาดที่สไู มไหวยังตองทนจนกระทั่งตาย การ
ภาวนานานบา งนย้ี งั พอสไู หวน่ี พอถอยได ทําไมเราจะทําไมได คดิ ดูเรามาเทียบกันดู
ความขยนั ความบึกบนึ ความมแี กใจ ความอาจหาญยอ มเกดิ ขึ้นไดดวยอุบายปญญาแง
หน่งึ เวลาจติ มนั ถอยมนั ทอ ตองเอาอุบายปญญานีม้ าใช เพื่อเปน กาํ ลังใจหนุนขึ้นมาให
เกดิ ความกลา หาญไมสะทกสะทาน ตอ สูก นั ไดชัยชนะไปโดยลาํ ดับๆ ในขณะนัน้ กม็ ีดว ย
อบุ ายปญ ญา คิดดใู หด ี ใหท นั กลมายาของกเิ ลส เวลาจะตายมนั เปนอยาง
นน้ั ดวยกันทุกคนไมม ใี ครมีขอยกเวน !
อิรยิ าบถท้งั ส่ี จะเอาไปใชป ระโยชนใ นการผอนคลายทกุ ขเวทนาซ่ึงแสดงขึ้นใน
เวลาจะตายน้นั ไมไ ดผ ลเลย มแี ตจะ “แตก” ทาเดียว มแี ตทุกขท า เดยี ว กระทง่ั แตกไป
ขณะท่ีเราจะสกู บั ทุกขเพ่อื การทําความดี ทําไมจะสูก นั ไมไ ด กม็ ันยังไมแ ตกนี่ มันทุกข
ขึ้นมาจริงๆ เราถอยได นก่ี ็ยงั พอฟด พอเหวี่ยงกันไปดวยอบุ ายปญ ญา เวลาจะเอาจริง
“เอา ขณะท่ีมนั จะตาย อะไรจะตายกต็ ายไปเถอะ เรื่องสติปญญาถงึ ข้นั แหลมคมเต็มท่ี
แลวภายในใจ จะรกั ษาดวงใจนีไ้ ดอ ยา งสมบูรณ ไมม ที กุ ขเวทนาตัวใดทีจ่ ะเขามา
เหยยี บย่าํ ทําลายจติ ใจน้ีใหเสยี ไปได น่เี รียกวา “แนใ จเต็มท่ี !”
ทกุ ขเกิดขน้ึ ทกุ ขน้นั ก็ดับไป ไมม อี ะไรดบั นอกจากทกุ ขท เ่ี กิดข้นึ แลว ดับไป
เทานั้น มที กุ ขเวทนาทเ่ี กดิ ขน้ึ ภายในกาย มีกายทเ่ี ปน ตัวเกิดนเี้ ทานน้ั เปนทกุ ข เปน ผู
จะดบั จะสลาย ไมมอี นั ใดดบั อนั ใดสลาย นอกจากสง่ิ น้ี สิง่ ทผ่ี สมกนั นส้ี ลายเทา น้นั
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๖
ภาค ๓ “ธรร๔ม๔ชุด๑เตรียมพรอ้ ม’’
๓๘๗
สวนจิตไมม ีอะไรผสม นอกจากกเิ ลสเทา นน้ั ท่มี าผสมจิต กเิ ลสเปน สง่ิ ทด่ี บั ไป
ได แตจติ ลวนๆ ดบั ไมไ ด ไมม ีดับ จิตจะดับไปไหน อะไรจะสลายกส็ ลายไปจะเสียดาย
มนั ทําไม ความเสยี ดายเปน ความเยอ่ื ใย เปน เรอ่ื งกดถว งจติ ใจ ความเสยี ดายน้ันคอื
ความฝน คตธิ รรมดาแหง หลกั ธรรมทท่ี า นสอนไว และเปนขา ศึกและผอู าลยั เสียดายอีก
ดวย
เอา ทกุ ขเ กิดขน้ึ มากนอ ยกเ็ ปนเร่ืองของทุกข ทกุ ขจะดับไปก็เปนเร่อื งของทุกข
เราเปน ผรู ู รูทงั้ ท่ที ุกขเ กิดขึ้น ทงั้ ทกุ ขต ัง้ อยู ทั้งทุกขดบั ไป ธรรมชาตนิ เ้ี ปน “ผูร ”ู ไมใ ช
ผเู กิดผดู บั จะกลัวความเกดิ ความดับ กลัวความลม ความจมในจติ อยางไรกัน มนั จะลม
จมไปไหน พิจารณาอยางนเ้ี พอ่ื จะฟน ฟูจิตใจขึ้นมาจากตมจากโคลน เพ่ือใหใจไดเ ห็น
ชัดรชู ดั ตามความจรงิ จติ ใจจะลมจมไปไหนถึงกลวั นกั หนาในขณะจะตาย มันหลอกกนั
เฉยๆ น่!ี ตามความเขา ใจของทา นของเรา ถา พดู ถงึ วา หลอกกนั นะ แตไมมใี ครจะมี
เจตนาหลอกใครแหละ ตายๆๆน่ีนะ
โลกเขาสมมตุ กิ นั มาอยา งนน้ั นบั กปั กลั ปไ มไ ดแ ลว เมื่อพจิ ารณาเขาถึงความ
จริงแลว “โอ นม่ี นั หลอกกนั ” ความจริงไมมีอะไรตาย! ธาตสุ ่ี ดิน น้ํา ลม ไฟ สลายลง
ไปแลว กไ็ ปอยตู ามธาตเุ ดมิ ของเขา จิตทีก่ ลวั ตายน้ยี ง่ิ เดน มนั ไมไดตายนี่ เห็นชดั ๆ
อยางน้ี อะไรเปน สาเหตใุ หจ ติ ตายไมม ี เห็นชัดๆ อยวู าไมมี ใจยงิ่ เดน ผทู ่รี ทู พ่ี จิ ารณา
สิ่งท้งั หลายนน้ั ยิ่งเดน
เราไมหวงอะไร จะไปก็ไปเม่อื ถงึ คราวแลว ผูทร่ี ูกร็ ูตามเหตุตามผล ไมถ อยใน
เรื่องรู ผทู ีส่ ลายก็สลายไป ไมอาลยั ไมเสยี ดาย ไมหวง หวงทําไม? มันหนกั ยึดไวท าํ ไม?
ส่ิงเหลานเี้ ปนของหนกั มาก
การรูตามเปน จรงิ ปลอยวางตามสภาพของมนั นั่นแลคอื ความจรงิ ไมกงั วล ถงึ
อยไู ปอีกมันก็จะตายอยางนี้ อยูเ พอื่ ตาย! อยเู พือ่ แตก! เวลาน้ี พจิ ารณาใหเห็นความ
แตกดับเสยี กอ นตั้งแตย ังไมแตก นี่เปนสง่ิ ที่เหมาะสมอยางยง่ิ สําหรบั ผูมีปญญา นข่ี ้ัน
สําคญั !
ผพู ิจารณาเชน นีจ้ ะเปน ผูไมหวน่ั ไหว เหน็ ชัดตามเปนจรงิ ทีช่ ่อื วา “เวทนา”น้นั
มนั เปน อะไร มนั กเ็ วทนานน่ั แล มันเปนเราเมื่อไร มนั เกิดข้ึนมนั ดบั ไป เราทําไมจะเกิด
ข้นึ ดับไปอยูวันยังค่ําคนื ยังรงุ เชนนั้น ถา เวทนาเปน เรา ถา เวทนาเปน เราแลว เอาทไ่ี หน
เปน ทแี่ นใ จวา “เปน เรา” หรอื สาระอะไรวา เปนเราได ทกุ ขเวทนาเกดิ ขนึ้ ก็วาเราเกิดขึ้น
ทกุ ขเวทนาดบั ไปกว็ า เราดบั ไป มแี ตเราเกดิ เราดบั อยูวนั ยงั คํา่ คืนยังรงุ หาความแนนอน
ทไี่ หนได! ถา เราจะไปเอาเรากบั ทกุ ขเวทนามาบวกกนั มนั ไมไ ดเ รอ่ื ง เหลวไหลทั้งนั้น
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๗
ธรรมะชดุ ๔เ๔ต๒รยี มพรอ้ ม
๓๘๘
เพราะฉะนัน้ เพื่อความจริง เพ่ือความไมเ หลวไหลตอ งใหท ราบ ทุกขม นั เกิดขึ้นมากนอ ย
ตองใหทราบวาทุกขเกดิ ขนึ้ คอื เรอื่ งของทุกข มันต้งั อยูก็คือเรื่องของทกุ ข มันดับไปก็คอื
เร่อื งของทกุ ข เราผรู ทู ้ังทุกขท่ีเกิดขึ้น ตัง้ อยู และดับไปเปน เร่อื งของเรา เปน เรอ่ื งของ
ความรนู ี่!
“สญั ญา” จาํ ไดแลว มันดบั เราเห็นไหม มันเกดิ มันดับอยอู ยา งน้นั เปน “เรา”ได
อยางไร เอาความแนน อนกบั มนั ไดท ไ่ี หน ทา นจึงวา “สญฺ า อนิจฺจา สญฺ า อนตตฺ า”
“สงั ขาร” ปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงเทาไรมนั ก็ดับไปพรอ มกนั ทั้งน้นั ถาเราจะเอา“เรา”
เขา ไปสูสังขาร มนั เกดิ ดบั วันยังค่ํา หาความสขุ ไมไดเ ลย
“วญิ ญาณ” มนั กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบเมือ่ ไรมันรู ๆ รแู ลว
ดบั ไปพรอ มๆ กนั ทงั้ ขณะที่เกิดท่ีดบั มันขึน้ ในขณะเดยี วกนั เราจะเกิดดับ ๆ เกิดดับ
อยอู ยา งนน้ั หาความแนน อนเทยี่ งตรงไดอ ยางไร
เพราะฉะนั้นสง่ิ เหลานีจ้ ึงเปน อาการอันหนง่ึ ๆ เทา นั้น ผูท่ีรสู ิง่ ทงั้ หลายเหลา
นแ้ี ลคอื ใจ ความรเู ปน ส่ิงที่แนน อน เปน สงิ่ ทตี่ ายตวั ขอใหร สู ่ิงภายนอกอนั จอมปลอม
ทัง้ หลายนี้ วา เปนสภาพอนั หน่งึ ๆ เทานั้น จติ น้ีจะตั้งตวั ไดอยา งตรงแนวไมหวั่นไหว
จะเกิดขน้ึ ก็ไมหว่ันไหว จะไมเกดิ ข้ึนก็ไมหวั่นไหว จะดบั ไปกไ็ มมอี ะไรหวัน่ ไหว เพราะ
จิตรูเ รอ่ื งทุกส่ิงทกุ อยางบรรดาอาการทีอ่ าศยั กันอยู และรทู ้ังตวั จรงิ คือธรรมชาติ
ของจิตแทว าเปนตวั ของตัวแท ดวยความบริสุทธ์ใิ จ ดว ยปญ ญาซกั ฟอกดว ยดแี ลว ผนู ้ี
เปน ผูแนนอน นี่แหละทา นผแู นน อน คือทา นผูรธู รรมชาติทแ่ี นนอน และรถู ึงสิง่ ทเ่ี กย่ี ว
ขอ งทงั้ หลายตามความเปนจริง ปลอ ยวาง สลดั ปดทิง้ ออกตามสว นของมัน สว นไหนท่ี
จริงใหอ ยูตามธรรมชาตแิ หง ความจริงของตน เชน จิต เปนตน
นี่หลกั ความจริง หรอื หลกั วชิ าทเ่ี รยี นมาเพื่อปอ งกนั ตัว เพือ่ รกั ษาตวั เพอ่ื ความ
พน ภัย เปลื้องทุกขทงั้ หลายออกจากตัว นีค่ ือหลักวิชาแท เรยี นธรรมเรยี นอยางน้เี รียน
เรื่องของตวั เอง เรียนเรื่อง “ความรู” ความคิดตา งๆ เรียนเรือ่ งกาย เร่ืองเวทนา สัญญา
สังขาร วญิ ญาณ อนั เปน “อาการ ๕ อยาง” น้ี ซ่งึ เปนสงิ่ ทีเ่ กย่ี วเนอ่ื งกับใจ ถึงกบั เหมา
วา นี่เปน ตนเปนของตน ใหร ตู ามความเปน จริงของมนั ทกุ อาการ แลว ปลอยวางไวตาม
สภาพแหง อาการของมัน
น่ี เรียกวา “เรยี น” เรียกวา “ปฏิบัติ” เรียกวา “รู” รกู ็ละก็ถอน!
ถา รจู ริงแลว ตอ งละตอ งถอน เมือ่ ละถอนแลว ความหนักซึ่งเคยกดถวงจิตใจที่
เนื่องมาจาก “อปุ ทาน” กห็ มดไป ๆ เรยี กวา “จิตพนจากโทษ” คอื ความจองจําจากความ
สาํ คัญมน่ั หมายท่เี ปน เหตุใหจ องจํา พน อยางนี้แลท่ีวา “จิตหลดุ พน ” ไมไดเ หาะเหนิ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๘
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๔ดุ๓เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๘๙
เดนิ ฟาข้ึนไปท่ีไหน พน ตรงท่มี นั ของนัน่ แหละ ทีม่ ันถูกจองจําน่ันแหละ ไมไดพ น ที่
ไหน รทู ีม่ ันหลงน่ีแหละ สวางที่มันมืดน่นั เอง นีจ่ ิตสวา ง คอื สวางท่ีตรงมืดๆ มืดมน
อนธการ มดื อยูภายในตัวเอง
ทีนเ้ี วลาพจิ ารณาปฏิบัตไิ ป สติปญ ญาเกดิ ขึน้ ๆ สอ งแสงสวา งใหเห็นความจริง
ในสิง่ ทเี่ กย่ี วของกับตน ทราบวาเปนเพียงสง่ิ ทเี่ กย่ี วของ สลัดออกไดโ ดยลาํ ดับๆ เมื่อ
ความสวา งรอบตัวก็ปลอ ยไดห มด
“ธมโฺ ม ปทโี ป” จะหมายถึงอะไร ถาไมห มายถงึ “จิต” ดวงทส่ี วา งรอบตัวไมมี
อะไรเจอื ปนเลยจะหมายถึงอะไร! นีเ่ รยี กวา “ธรรมแท” ธรรมแททเี่ ปนสมบตั ิของเรา
หมายถึงธรรมนี้ ทเี่ ปนสมบัตขิ องเราแท ท่ีเปน สมบัตขิ องพระพุทธเจา กท็ ปี่ ระทานไว
เปน ตํารบั ตํารา!
เราเรียนเทา ไรกม็ ีแตค วามจาํ ไมใ ชเปน ตัวของตัวแท เอาความจาํ นน้ั เขา มา
ปฏิบตั ิใหเปน ความจรงิ จนปรากฏขน้ึ เปน “ธมฺโม ปทโี ป” เฉพาะภายในใจเรานเี้ ปน
สมบัติของเราแท นแ้ี ลคอื “ธรรมสมบัต”ิ ของผูปฏิบัติ
พระพทุ ธเจา มพี ระประสงคอยา งน้ีท่ปี ระทานศาสนาไว ใหรจู ริงเหน็ จรงิ ตามน้ี
“สนทฺ ฏิ ฐโิ ก” ไมทรงผกู ขาด ผูปฏิบตั ิจะพึงรเู องเหน็ เอง “ปจฺจตตฺ ํ เวทิตพฺโพ วิ ฺ หู ิ”
ทานผรู ูท ้ังหลายจะพงึ รเู ฉพาะตน คอื หมายถึงรอู ยางนี”้ นเี่ ปนผลของการปฏบิ ตั ิธรรม
เมอ่ื ไดผ ลเต็มท่ีแลว อยไู หนกอ็ ยเู ถอะ แสนสบาย หมดกงั วล โลกจะมีมากมนี อ ยเพยี ง
ใดมคี วามวุนวายขนาดไหน ผนู ไี้ มวุน เพราะผูนไ้ี มเปนโลก ผนู ีไ้ มห ลง
เรื่องโลกมันกวา งขวางมาก ไกลจากตัวของเราออกไป เฉพาะอยา งยง่ิ ท่ีเกยี่ วขอ ง
อยูท ัง้ วนั ท้ังคืน กค็ อื “ขันธหา ” กบั “จิต” นแ่ี หละ มนั เก่ยี วของกันจนจะแยกกันไมออก
แตน้เี รายังสามารถแยกออกได ทําไมเราจะไปหลงวาเปน “โลก” ดว ยกนั
นแี่ หละการปฏิบัติ ผลเปนอยางนี้ เปนอยางนแี้ นนอนไมเ ปน อ่ืน ขอใหผลิตขนึ้
มาพิจารณาขน้ึ มา ปญญาหุงตมกินไมไ ด ใชไ ดแตแ กก ิเลส ใชแกความงมงายของเจา
ของเทา นนั้ ใหพจิ ารณา เรยี นตรงนีแ้ หละเรยี นธรรม อยา ไปเรียนทอ่ี ืน่ ใหมากมายกาย
กอง เพราะพษิ อยูตรงนี้ โทษภยั ก็อยตู รงนี้ แกตรงนแี้ ลว คณุ คา อันสาํ คญั กเ็ กดิ อยทู น่ี ี่
เอง!
เอาละ การแสดงธรรมขอยตุ ิ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๘๙
ธรรมะชดุ ๔เ๔ต๔รยี มพร้อม
อะไรตายกันแน่? ๓๙๐
เทศน์โปรดคุณเพาพงา เวทรรศธนนโ ะปกรุลดณคุณวเดั พปาา่ พบา้งนาตวารดรธนะกลุ ณ วดั ปา บา นตาด
เมื่อวันท่ี ๒๙ มกราคม พุทธศเักมรื่อาวชัน๒ท๕่ี ๒๑๙๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
อะไรตายกันแน
ถาเทียบเคยี งอันตรายระหวา งกิเลสกับเรา กเ็ หมอื นกับแมเ นื้อกับนายพราน แม
เน้อื เทย่ี วหากนิ ไป ถกู นายพรานยงิ เอา ๆ ยิงจนกระท่งั แมเนอ้ื ตาย แมเ นอ้ื เองไมมี
โอกาสจะทราบวาใครเปนคนยิง ใครเปนคนทําลายตวั เพราะมองไมเห็นนายพรานน่ี
เปน แตย งิ ปง มาถูกแลวก็ตาย ตัวที่พอจะรเู หน็ ไดบ า งกถ็ ูกความเจบ็ ปวดอยา งมากครอบ
งําเสีย สติปญญาในเวลานั้นไมมี ตองตายเปลา
เรากถ็ ูกกเิ ลสยิงเอาใหเ กดิ ความทุกข ความทรมานทางรา งกายและจติ ใจ เฉพาะ
อยางย่งิ คอื จติ ทีถ่ ูกกิเลสยงิ เอา ๆ ไดรับแตค วามทกุ ขความทรมาน แตไมท ราบวา
สาเหตุทีท่ าํ ใหเกิดความทุกขน ้เี ปนมาจากอะไร เปนมาจากลกู ศรของกเิ ลสประเภทใด
บางทเ่ี สยี บเอาแทงเอา เพราะฉะนัน้ จึงตอ งเรยี น “วชิ ากเิ ลส” และ “วิชาธรรม” คอื สติ
ปญญา ศรัทธา ความเพียร ใหทันกนั ทนั กันในท่ีใดในระยะใด หรือในข้ันใด ก็พอแกไข
หรอื ถอดถอนกนั ไดใ นขน้ั นน้ั ๆ ที่ยงั ไมทราบเพลงอาวธุ หรอื ยงั ไมรลู ูกศรของกิเลส กจ็ าํ
ตองยอมใหเขายงิ เอา ๆ ไปกอ น แตตองเรียนและแกไ ขกนั ไปเรอ่ื ยๆ
วชิ าท่ีเรยี นเพ่ือจะรเู รือ่ งของกเิ ลสน้กี ม็ ีหลายประเภท ทีพ่ ระพทุ ธเจาทรงสอนไว
เฉพาะผูปฏิบตั เิ พ่ือความรูจริงเห็นจรงิ จรงิ ๆ ทา นก็สอน “สมาธ”ิ สอน “ปญญา” ให น่ี
เปนอาวธุ ที่ทันสมยั หรอื เปน เคร่อื งแกเครอื่ งถอดถอนลกู ศร คือกเิ ลสทุกประเภททีท่ นั
สมยั และปราบปรามกเิ ลส ตวั ทําลายสัตวโ ลกใหไดรับความทกุ ขค วามลาํ บาก เวยี นวา ย
ตายเกดิ ใน “วฏั สงสาร” ไมแลวไมเ ลาสักที และไมม ีตนมีปลาย ใหหมอบราบไปไดโ ดย
ไมสงสัย
ถาไมม ีเครื่องมอื แก กเ็ ปน อันวา ตอ งทนทุกขทรมานไปตลอดอนันตกาล หาเวลาํ่
เวลาพนกองทุกขไปไมได การแกห รอื ปลดเปล้ืองสิ่งใด การเรยี นรูเรื่องใดก็ตามน้ัน ไม
ยากไมลําบากเหมือนการเรียนรูเรื่องความเคลือ่ นไหวท่ีผิดถูกของตวั ทเี่ ปนไปกบั ดวย
กเิ ลสภายในใจ เพราะเคยถือสิง่ เหลาน้วี า เปน “เรา” เปน “ของเรา” มานมนาน
การกระทาํ การพูดท่แี สดงออกมาจากตวั เราดีหรือช่ัว เราถือวาเปนเราเปนของ
เราทั้งนั้น ไมทราบอะไรผิดอะไรถูก เมอ่ื เปนเชนนั้นจึงตอ งมาเรยี นเรอ่ื งตวั เรา เรื่องโง
เรื่องฉลาด เรื่องดี เร่ืองชัว่ น้ีมีอยกู บั ตัวเราดว ยกนั เฉพาะอยา งยงิ่ เวลาน้เี ราเรียน
เร่อื ง “จิต”
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชุด๔๓เต๔ร๙๖ีย๐มพร้อม
๓๙๑
เรื่องของเราแทๆ คอื เรอ่ื งของจติ จติ แสดงอาการแงงอนตา งๆ ลวนแลวแตเ ปน
มายาของกิเลสที่พาใหแสดงทัง้ น้ัน ตามธรรมดาของจิตแลว จะมีแต “ร”ู เทา นั้น การ
แสดงอาการ “คิดปรงุ ” การเปลี่ยนแปลงตา งๆ ในแงด แี งร ายเปนตน นีเ้ ปน สิ่งหนงึ่ ที่
แสดงออกทางจติ ซึ่งมีกเิ ลสเปนเครอื่ งหนุน เปนเคร่ืองผลักดันออกมาใหค ิดปรุง ให
พูดใหทาํ เชน น้ัน
ทา นนกั ปฏบิ ัติจงึ ตั้งหนาปฏบิ ัตจิ รงิ ๆ ใหมีเวลาโดยเฉพาะทํางานอันเดียว เชน
นกั บวช รสู ึกสะดวกมากกวาฆราวาสอยพู อสมควรในเร่อื งนี้ จะตองตั้งหนา ต้งั ตา
ประพฤติปฏบิ ัตจิ รงิ ๆ ตามหนาที่และเพศของตนซึ่งบอกไวแ ลววา “เพศนักบวช” คือ
เพศแหงนักรบภายในใจ แตไมวา ใครกพ็ นอํานาจความข้ีเกียจออ นแอไปไมได แมอ อก
สแู นวรบแลว กย็ งั ตายใจนอนใจ สนกุ นอนหลบั ครอกๆ อยูในแนวรบได ใหก เิ ลสมันยิง
เอา ๆ ตายตวั แข็งอยูบนหมอนไมรูจักต่ืนตวั ก็มีเปนจํานวนมาก บางวนั ตายสนิทจนลมื
เวลาหาภิกขาจารวตั รกม็ ี หรือจนเลยเถดิ ไปใครก็ไมท ราบได ทง้ั นีเ้ พราะฤทธ์ขิ องกเิ ลส
มันแกหรือธรรมแก กส็ ดุ แตจ ะคดิ กนั เอาเถอะ เรามนั เรียนนอยรูน อ ยไมอาจทราบได
ฉะนัน้ พระพทุ ธเจาจึงทรงสอนใหม ีความตน่ื เน้อื ตน่ื ตัว มคี วามขยนั หมน่ั
เพียร สถานที่ใดเหมาะสมเปนเคร่อื งดดั สนั ดานกเิ ลสซ่ึงถอื วาเปนตนๆ นัน้ ทา นสอน
ใหไ ปอยูในสถานท่ีนนั้ แตสวนมากไมอ ยากไปกัน ชอบอยสู ถานทซ่ี ง่ึ กเิ ลสเบอ่ื ๆ จะตม
แกงเปน อาหารน่นั แล พวกเรานักบวชนักปฏิบัติมันชอบกลาหาญในสงิ่ ทก่ี ิเลสเบือ่ ๆ
นน้ั แล
นไ่ี ดเคยเห็นผลมาตามกําลงั อยใู นทธี่ รรมดากบั ครูอาจารย เพอ่ื นฝูง ความรสู ึก
เปน อยา งหนึง่ ความข้เี กียจขคี้ รานก็รสู ึกวาเดนไมม ีใครแขง ได แทนที่ “ธรรม” จะเดน
กลบั เปนความขเี้ กียจออ นแอเดน เรอื่ งของกิเลสเดน แตพอแยกตัวออกจากครจู าก
อาจารยไ ปแลว ความรูส ึกก็เปลยี่ นไปตามสถานที่ และคิดไปวา ไมไ ดอ ยูกบั เพอื่ นฝงู ไม
ไดอยูในสถานทีธ่ รรมดา นีเ่ ปน สถานท่หี น่งึ ตางหาก แลว มคี วามรูสึกแปลกประหลาด
ขึน้ มา สว นมากจะเปนความระมัดระวังตวั เพราะเราไปหาทที่ ตี่ อ งระวังตัว ไมไ ปหาที่
นอนใจ คอื หาที่ท่ตี อ งต้งั ใจระวังตวั มีสติ กลางวนั ก็มีสติ เพราะความกลัว สง่ิ แวดลอ ม
มนั บงั คับอยูตลอดเวลา ในท่ีบางแหงหา งจากหมบู า นต้งั ๗-๘ กโิ ลก็มี และอยใู นปา ใน
เขาดวย ท่เี ชนน้นั ถาเราไมออกมาเกย่ี วกับหมูบ าน เชน มาบณิ ฑบาต กไ็ มม ีวันทีจ่ ะพบจะ
เจอคนเลย เจอก็เจอแตเราคนเดยี วเทานนั้ เพราะอยูใ นปา ในเขา และเปนปาเปนเขา
ไมใ ชเ ปน ทําเลหากินของคน เขาก็ไมไ ปยุงกบั เรา แมเขาจะผานไปมาก็ไปท่ีอนื่ ไมไ ดไป
เกย่ี วของกบั เรา จึงไมมองเห็นใคร นอกจากไดย นิ เสยี งสตั วต า งๆ สงเสยี งรอ งไปตาม
ประสาของเขาเทานนั้
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๑
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๔ดุ ๗เตรียมพรอ้ ม’’
๓๙๒
สถานที่ก็สงบงบเงียบเปน ทนี่ ากลวั อยแู ลว มหิ นําซ้ําสง่ิ ท่ีเรากลวั ๆ ก็แสดงออก
มา เชน เสยี งเสือรอง เปนตน รองคาํ รามตามประสาของมนั น่นั แหละ นิสัยของคนเรา
ชอบกลวั อยแู ลว ไมว า คนวา สตั วส งิ่ ที่นา กลวั ตองกลวั เมอ่ื ความกลัวเกิดข้นึ เราไมมีทีพ่ ึ่ง
เพราะเจตนาของเราท่ไี ปอยูในทเี่ ชนนนั้ กเ็ พื่อพง่ึ ตนเองหรอื พ่ึงธรรมเทานน้ั ไมไ ด
หวังพงึ่ ศาสตราวธุ ใดๆ ทงั้ สิ้น พึ่งอรรถพึ่งธรรม พึ่งตัวเองดวยอรรถดวยธรรม เปน
เคร่อื งมอื หรอื เปนท่เี กาะเปน ท่ียดึ จติ ใจจึงหมุนตัวเขา มาสภู ายใน จะเปน จะตายก็ไม
หวงั พ่ึงอะไรทั้งน้ัน แมเสอื เดนิ เขา มากดั กนิ เปนอาหารในขณะนน้ั ก็ไมยอมไปควา เอา
อาวุธหรือเอามีดเอาไมอ ะไรออกมาฟนมาตี เพอ่ื เปนการตอสปู องกันตวั เลย ปลอ ยให
มันกินตามธรรมชาตไิ ปเลย เมือ่ เปนเชนนนั้ ก็แสดงวา ไมม ที ี่พง่ึ ใดแลวสาํ หรับภาย
นอกเกย่ี วกบั ดา นวตั ถุ นอกจากนามธรรม คือ “ใจ” กบั “ธรรม” จะเปน “พุทโธ ธัมโม
สังโฆ” กแ็ ลว แตต ามข้ันของจติ ถาเปนขน้ั สงู ย่ิงกวา น้นั “พุทโธ ธัมโม สังโฆ”กเ็ ปลย่ี น
ไป มคี วามรูสกึ อยกู บั ตวั เอง ซ่งึ เทา กบั “พุทโธ” “ธมั โม สังโฆ” เหมอื นกนั ใจเปน
ธรรมอยูในนั้นไมย อมเผลอ จติ ทีม่ ีสติ จติ ทมี่ สี ่ิงแวดลอ มทน่ี ากลวั เขา เกี่ยวขอ งยอ ม
เปน จติ ที่ตัง้ ตัวไดด ี เปนจิตที่ระมัดระวัง ความระมัดระวังเปน เร่อื งของสติ
ความระมดั ระวังตัวน้ี ไมใ ชจะระมดั ระวังตัวเพอ่ื จะเผน หนไี ปไหน จะเปนจะตาย
กย็ อมแลว แตระมดั ระวังตวั เพื่อรกั ษาจติ ใจไมใ หเคลื่อนคลาดจากหลักธรรม ซึ่งจะ
ทาํ ใหเ สียหลกั ไปได จิตมุงหนาตอ ธรรมเทาน้นั จะเปนจะตายกไ็ มตอ งหมายปาชา ตาย
ท่ีไหนกย็ อมกนั ทีน่ นั่ แตข ณะท่ีจะตายกด็ ีหรอื ไมต ายก็ดี ขณะทกี่ ลัวนัน้ ตอ งมีธรรมอยู
ภายในจติ ใจเสมอ คือสตไิ มเ ผลอจากธรรมท่กี าํ ลังพจิ ารณาหรือกําลังยึด จิตเมื่อถกู สง่ิ
แวดลอ มบงั คบั อยูเ ชน นน้ั กเ็ ปน เหตุใหสงบตัวไดเรว็ หรอื มหี ลกั ยดึ อยา งรวดเรว็ ถงึ
กับสงบตัวเขารวมอยโู ดยเฉพาะ
เมอื่ จิตรวมตวั เขา เปน อนั เดยี ว เปนตวั ของตัวในขัน้ นนั้ แลว ความทีเ่ คยหวาด
กลวั ตางๆ กห็ ายไปหมด นีเ่ ปนผลทเ่ี กดิ ขนึ้ จากการระมัดระวัง และ ความกลวั เปน สง่ิ ท่ี
กระตุน ใหเราประกอบความพากเพียรดวยสติ ดวยความจริงใจ เมื่อจิตสงบตวั เขา มา
เปน ตัวของตวั โดยไมไปเกย่ี วขอ งกบั สิ่งใดแลว อยทู ไ่ี หนกส็ บาย ไมกลัวอะไรแลว จะ
เดนิ จะนงั่ จะนอนอยูต ามรมไมชายเขาหรือท่ีไหนๆ ก็ไมม ีปญ หากับส่ิงตา งๆ วา จะมาทาํ
อยางนน้ั มาทาํ อยางนีแ้ กตน เปนความสะดวกสบายผาสกุ ใจ เพยี งเทา น้กี เ็ ห็นผลของ
การอยใู นสถานทท่ี ่ีนากลวั ซงึ่ เราตอ งการ และเปน ไปตามความประสงคข องเรา
กลางวนั กต็ ามกลางคนื กต็ าม จติ ต้ังตวั อยูเสมอไมละความเพยี ร ก็แสดงวา จิต
ถกู บาํ รงุ รกั ษาอยเู สมอดว ยสติ เมอ่ื พจิ ารณาเขามาขางใน ก็ถือเอาภัยท่เี กดิ ขึ้นภายใน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๒
ธรรมะชุด๔เ๔ต๘รียมพร้อม
๓๙๓
ตัวเองมรี า งกายเปน สาํ คญั เพราะความทุกขค วามลําบากนี้เปน ภยั อนั หนงึ่ ภัยอนั สาํ คญั
กค็ อื กเิ ลสท่ีเสียดแทงจิตใจอยูตลอดเวลานเี้ ปน ภยั อยางย่ิง อันนเ้ี ปนภัยเรือ้ รัง ไมม ี
เวลาจะหายไดโดยลําพงั ถาไมไ ดช ําระมัน คือถาเราไมมียาคอื ธรรมโอสถเขา ไปแกใ ห
หาย จะไมมวี นั หายจากภยั อนั นเี้ ลย ฉะนั้นจิตจะตอ งไดพิจารณาแกไขถอดถอนเต็ม
ความสามารถ
วนั คนื ปเดอื นเปน เพียง “มืด” กบั “แจง” เทา น้นั ไมเ หน็ มอี ะไรสําคญั พอจะแก
กิเลสได สําคัญที่ “สัจธรรม” ซ่ึงมอี ยกู บั ตัว ปกปด กาํ บงั ใจใหม ืดมิดปด ตา ก็เพราะ “สจั
ธรรม” ฝา ย “ทกุ ข” กบั “สมุทัย” โดยทีเ่ ราไมร ไู มเ หน็ วาสงิ่ นีเ้ ปน “สัจธรรม” เครื่องปก
ปดกําบัง เม่ือพิจารณาเหน็ เปน “สจั ธรรมฝายมรรค” คือสติปญญา จนเปนความจริง
ลว นๆ ทุกอยางไป ส่งิ เหลา นก้ี ็เปด เผยออกมาตามความจริงของเขาเอง
เนือ่ งจากใจไดเหน็ ความจรงิ จากสง่ิ เหลาน้ันแลว ถอนตวั เขา มาสคู วามจรงิ ของ
จิต จติ กส็ งา ผา เผย ไมอ ับเฉาเมามัวมืดมิดเหมือนแตก อนทยี่ ังไมเ ขา ใจ
อะไรเปน กเิ ลส? เราอา นในคัมภรี ใบลาน ตํารบั ตํารา อานมาเสยี จนพอ คาํ วา
“กเิ ลส” ๆ คือเครื่องเศรา หมองทใ่ี หเกดิ ทกุ ขแ กสตั ว เพียงแตช ่ือของมันไมท ําใหเกิด
ทุกขได แตตวั กิเลสจรงิ ๆ คอื อะไร อยูท่ีไหน? สุดทา ยก็มารวมท่ีใจนีแ่ หละ ซง่ึ เปน
ภาชนะของสิ่งสกปรกโสมมทง้ั หลายเหลา น้นั จึงตองพยายามชะลา งสิง่ เหลาน้ีออก ให
ธรรมอันเปน คูเคียงกับใจเขา มาแทนทโ่ี ดยลําดับๆ ผลกั ไลสง่ิ ท่สี กปรกออกไปดว ยสติ
ปญญา ศรทั ธา ความเพยี ร
พิจารณาใหเ หน็ ความจริงท่มี อี ยูก บั ตวั ทกุ คนไมม ีอะไรบกพรอง ความทุกขค วาม
ลาํ บากเหน็ ประจกั ษอ ยทู งั้ วันทงั้ คนื ในรา งกายกแ็ สดงใหเ หน็ อยู จิตทวี่ นุ กับส่ิงใดก็
ปรากฏเปน ความทุกขข้นึ มาภายในใจ กร็ เู ห็นอยู นีแ่ หละภัยของใจ
พจิ ารณาสรา งปาชา ขึน้ ดวยตวั เองนแ่ี หละดี คอื สรางปา ชาขน้ึ มาพจิ ารณาใหเห็น
ชัดในเรื่องความตาย ถาปลอ ยใหกิเลสสรา งใหมันไมส นิ้ ไมสุด ใหเราสรางปาชา ขนึ้ ท่ี
เราดว ยปญ ญาของเราวาปาชาอยทู ่ีไหน? อยูท เ่ี รากําหนดลงท่นี ัน่ ใหเ ห็นชดั ปา ชามีอะไร
ตายจริงๆ หรอื ? ดูไปใหตลอดทว่ั ถงึ ทาํ ไมกลวั กนั นกั กลวั กนั หนาในโลกธาตนุ ้ี กลวั แต
เร่ืองความตาย ใครมาบอกใหก ลัว? ไมม ีใครบอกมันกก็ ลัวเอง ไมต องตง้ั โรงรํา่ โรงเรยี น
สอนกันเรือ่ งความตาย สัตวโ ลกรูก นั ทั้งนนั้ ทาํ ไมจงึ กลัวโดยไมต อ งพราํ่ สอนกนั ? ตัวเรา
เองก็เชน เดียวกนั ทาํ ไมกลัว เราเรยี นธรรมนนั้ เรียนเร่ืองความกลัวตายไมใ ชห รือ แต
แลว จิตทําไมกลัวตายละ ? ทําไมไมเชอื่ ธรรมทา นสอนบา ง อะไรมนั ตาย?มนั ถึงไดกลัว
กนั นกั หนา มันตายจริงๆ หรือ?
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๓
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๔ุด๙เตรียมพรอ้ ม’’
๓๙๔
จงเรยี นลงไปใหเห็นเหตุเหน็ ผลของมนั ดเู รอ่ื งธาตุ ๔ ดนิ นาํ้ ลม ไฟ เฉพาะ
อยางยิ่งรางกายของเราน้ี เราเรียนอยแู ลว วาเปนธาตุ คอื สว นทแ่ี ขง็ ๆ ท่ีมใี นรางกายน้ี
ทา นเรียกวา “ธาตดุ นิ ” ธาตนุ ํ้าเรากท็ ราบวา ธาตุน้ํามอี ะไรบาง มนี ํา้ ลายเปนตน ธาตลุ ม
ธาตไุ ฟ สิ่งเหลา นีอ้ ะไรตาย? แยกลงไปใหเหน็ ปา ชาของสงิ่ เหลา นจี้ รงิ ๆ ถาสิง่ น้ตี าย
จริงๆ มีปา ชา จริงๆ แลว ดนิ นํ้า ลม ไฟ มีอยูในโลกไดอ ยางไร?
ดเู ร่อื งขันธ ๕ เวทนาตายแลว ท่ีเผาศพของเวทนาอยทู ไ่ี หนเลา สัญญา เวลาดับ
ไปแลว มสี ถานที่เผาศพมนั อยูท ีไ่ หน? สงั ขาร วญิ ญาณ สถานทเ่ี ผาศพมนั อยูท ไี่ หน?รา ง
กายของเรานเ้ี วลาตายแลว สถานทเ่ี ผาศพจรงิ ๆ มนั อยทู ไ่ี หน แมเ ผาลงไปแลว มนั ก็
เปน ธาตดุ นิ ตามเดมิ สว นจิตละ ? สถานทเ่ี ผาศพของจติ อยูที่ไหน? มนั ไมม ี ! จงคน
คิดดวยสติปญญาใหเ หน็ ตามความจริง อยา คาดคะเน อยา เดาเอาเฉยๆ เม่ือถึงข้นั ควร
จรงิ จังแลวอยา ดน เดา ตองคิดคน ใหถงึ ความจรงิ ท่ีมอี ยู จงึ จะสมนามวา “ผูแสวงหา
ความจริง”
ทแี รกกต็ อ งคาดไปเสยี กอน เพราะยงั ไมชํานาญ คาดหรือวาดมโนภาพสมมุติ
จนเขาถงึ ความจริงแลวความคาดหมายทัง้ หลายกห็ ายไป ไมมีอะไรที่จะรจู ริงยิง่ กวา
ปญญารคู วามจรงิ ไมม ีอะไรมีนาํ้ หนักยงิ่ กวาความจริง เพราะสามารถลบลางความ
จอมปลอมไดหมด การเรยี นวชิ านี้เรียนเพือ่ ถึงความจรงิ จริงๆ เรียนใหถึงสถานทท่ี ่ี
อะไรตายกนั แน เมอื่ รชู ัดภายในใจวา ไมมอี ะไรตาย นอกจากความสาํ คญั ผดิ ของจิตท่ี
หลอกตนเองมาเปน เวลานานนเี้ ทา นัน้ และผนู ้ีแหละเปน ผหู ลอก ผูนี้แหละเปนผูกลัว ผู
นีแ้ หละเปน ผูทกุ ข ธาตุ ๔ ดิน นา้ํ ลม ไฟ เขาไมม ีความหมายในตัวเขาเอง เขาไมทราบ
วาเขาเปน ทกุ ข ผทู ีห่ ลอกตนเองนี้แหละเปน ทุกข
เรยี นใหร เู รอื่ งกิเลสอาสวะทม่ี มี ายารอ ยสันพันคม ตามไมคอ ยทนั มนั งาย ๆ
เวลามันสลายไปจรงิ ๆ แลวมันไมม ปี าชา ไมม หี ีบโลงเก็บศพ เพราะมันเกดิ ขน้ึ จากใจ
เปนความสําคัญอนั หน่ึงท่เี กิดขนึ้ มาจากภายในใจ เรียนเขาไปใหถงึ จิต แยกดูธาตุ ๔
ดิน นํา้ ลม ไฟ ปกติก็เปน ธาตอุ ยเู ชน นี้ สลายไปก็กลับไปเปน ธาตเุ ดิมอยูเชน นัน้ จิต
เวลาหลงกเ็ ปน ธาตุ เปน “มโนธาต”ุ อยูเชนนี้
เวลารกู เ็ ปน มโนธาตอุ ยเู ชน น้ี เปน แตเ พียงวา รูดว ยความบริสทุ ธ์ิตามหลักธรรม
ชาติของตนจริงๆ ไมไ ดร ดู ว ยความแปลกปลอม หรอื มคี วามลุมหลงแฝงอยู นี่เรียก
วา เรยี นความเกิดและความตาย ความตายอยูกบั เรา เรากลัวอะไร จงึ เรียนใหร ู ? ใหร ู
เรอื่ งของความกลัว เมือ่ รชู ดั เจนแลว ความกลัวก็หายไป
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๔
ธรรมะชดุ ๔เต๕ร๐ียมพร้อม
๓๙๕
อะไรๆ มันไมม ตี ายดงั ทว่ี า นนั้ นัน่ เปนเพราะความสําคัญผิดตา งหาก ความ
สาํ คัญผิดนี้ตอ งถือวา เปนขาศกึ ตอ เรา เพราะโกหกเราใหหลงและเปนทุกข แลว เรายงั จะ
เชอื่ ความสาํ คัญนน้ั อยหู รอื ?
พอปญ ญาพิจารณาและตัดลงไป ๆ ส่ิงเหลา นกี้ ็สลายไปเชน เดยี วกนั ไมม อี ะไรมา
หลอก เหลอื แตค วามจริง น่ีเรียกวา เรยี นวชิ าธรรมโดยภาคปฏิบัติ
เรียนเร่อื งของเราเรียนอยา งน้ี ไมม ีอะไรทจ่ี ําเปนยงิ่ กวา เรอ่ื งของเรา เพราะเรา
เปนผูร บั ผดิ ชอบ อะไรมาสัมผสั มากนอยกก็ ระเทือนเรา เปน ทกุ ขข้ึนกับเรา เมอื่ เรยี นรู
ทุกสง่ิ ทุกอยางแลวใจไมก ระเทอื น ใจไมห วน่ั ไหว เปนธรรมทง้ั ดวง
ท่ีวา “กิเลสๆ” คอื อะไร ? ตวั กิเลสอยทู ่ไี หน กด็ ังที่วานแี้ ล ธรรมชาตทิ ่ีหลอกตวั
นัน้ แหละคอื ตัวกเิ ลส อยา เขา ใจวา นน้ั เปน อะไร และอยา เขาใจวา น้นั เปน เราเลย! ถา
เขา ใจวา นั้นเปน เรา เรากห็ ลงเชอ่ื มัน มนั ก็หลอกเรา แลว เชอื่ วา มนั เปนเราไปเรอ่ื ยๆ หา
ที่ยับยั้งไมได เหมือนกระตายตนื่ ตูม
นิทานเรอ่ื งกระตา ยตน่ื ตูมกเ็ ปนคติไดด ี กระตายกาํ ลงั นอนหลบั นอนฝนอยูใต
ตน ตาล ไมรเู รอื่ งรูราวอะไร ลมพัดมาทีต่ นมะตูม มะตูมถูกลมพัดก็หลนลงมาถูกกา น
ตาล แลวตกปงปง มาท่ีกระตา ยกาํ ลงั นอนหลบั กระตา ยสะดุง ตืน่ ทงั้ หลับ กระโดดออก
ว่ิงทนั ที สตั วอ ่ืนๆ เจอกระตายกําลังวงิ่ ผานไปก็ถามวา “ว่งิ ทาํ ไม ?” กระตายรอ งบอกไป
คําเดียววา “ฟาถลม ๆ ! ” สตั วน อกนน้ั กลวั ตาย ไมทนั พจิ ารณาเหตุผลตนปลายใดๆ ก็
วิ่งหนตี ามกระตา ยไป จนขาหกั แขง หกั กย็ ังไมยอมหยุด วง่ิ ไปคลานไปตามกระตา ยตวั
แสนโงตัวนน้ั ไป จนกระทั่งไปถึงพระยาราชสหี พระยาราชสีหต วาดขูวา “วง่ิ มาอะไรกัน
เปน หมูเปน ฝูงมากมาย จนลน้ิ หอ ยปากแบบ็ ไมไดสติสตังกนั บางเลย จะวิ่งไปอะไร
กนั !สตั วเหลานน้ั ก็ตอบวา “ฟา ถลม ๆ! ” พระยาราชสีหรีบถามหาความจรงิ วา ฟาถลม
ยังไง ซกั ไปซักมาก็มาจนตรอกทีก่ ระตา ย พระยาราชสหี จงึ หามใหหยดุ วงิ่ และใหก ลบั
ไปดูตรงที่วา “ฟา ถลม ” น้ัน เมือ่ กลับมาดู ทไี่ หนไดเ ห็นมะตูมลูกหน่งึ หลนอยูตรงนน้ั มี
กานตาลตกลงมาดวย พวกสตั วท ต่ี ่ืนหลงตามกระตา ย กเ็ จบ็ แขง เจบ็ ขาแทบเปน แทบ
ตาย ขาหกั ไปกม็ ีเยอะ แนะ !
เร่อื งกระตา ยต่ืนตมู นน้ั เมื่อนํามาเทยี บเคยี งแลว จะไดแ กอะไร ก็ไดแ กพวกเราที่
ต่ืนเรือ่ งการเกิด การแก การเจ็บ การตาย หลงกนั ไปตนื่ กนั มาอยนู ีเ่ อง!
พอพวกสัตวโ งว ง่ิ ไปถึงพระยาราชสีหซง่ึ เปนสตั วฉ ลาดหามไว และพาไปดูตน
เหตุ จงึ พากนั ไดสติ ไมต ายกนั ระนาวเพราะกระตา ยตวั โงพาใหลมจม
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๕
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๕ุด๑เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๙๖
คาํ วา “พระยาราชสหี ” ท่ีเปนสัตวฉ ลาดน้ันไดแ กใคร ? ไดแ กศ าสดาผูส อนธรรม
สอนความจริงใหแ กสตั วโ ลกนนั่ เอง เพอ่ื ใหพ ิจารณาความจรงิ กนั ไมต่นื ขา ว ต่ืนลมตืน่
ฝนกนั ไมหยดุ ซ่ึงกค็ อื ความทุกขลมจมแกต ัวเองผูโงน ั้นแล สิง่ จอมปลอมท้งั หลายเคย
หลอกมาเปน เวลานานนน้ั กห็ ายไป เพราะบรรดาผูทรี่ ตู ามความจรงิ ท้งั หลายแลว เรอ่ื ง
ความหลอกอยางนจ้ี ะหลอกไมไดเลย
ดังพระพทุ ธเจา และพระสาวกทั้งหลายทเี่ ปนพระอรหตั อรหันต ทา นไมหลงใน
เรื่องความเปน ความตาย แตพวกเรามันพวก “กระตา ยตืน่ ตมู ” จึงตองใหเรยี นใหฟง คํา
สงั่ สอน อนั เปนความจรงิ ของพระพุทธเจา เหมือนกับพระยาราชสหี ขใู หส ัตวเหลา น้ันมา
ดตู นเหตทุ วี่ า “ฟา ถลม” มันถลมจริงๆ หรือ เทียบกบั การใหดเู รือ่ งความตายวามนั ตาย
จริงๆ หรือ?
เอา คน หากันใหเจออะไรมันตาย? มนั กเ็ หมือนผลมะตูมหลนลงถูกกา นตาลนนั้
แล มะตูมหลน คืออะไร? ก็คอื ความจริงมนั อยตู ามธรรมชาตขิ องตนๆ เทา น้นั เรามาตืน่
เอาเฉยๆ จะวายงั ไง!
แตผูทห่ี ลอกจรงิ ๆ คืออะไร? มนั คอื “อวิชชา” ออกมาจาก “อวชิ ชา” จริงๆ คน
ดภู ายในจิตใหล ะเอยี ดลออกร็ กู ันทนี่ น่ั สลดั ปด ทิ้งกนั ทีน่ นั่ เหลือแตธ รรมชาติ “รู”
ลว นๆ น้ันแลคือความจริงสุดสว น เปนความบริสุทธิ์โดยส้ินเชงิ
เรือ่ งกระตา ยตืน่ ตมู ก็หมดไมมอี ะไรเหลอื เลย นน่ั แหละ พระยาราชสหี หมายถงึ
ปญญา คอื ถาหมายถงึ สมมุตขิ องเราโดยเฉพาะกไ็ ดแกป ญญา ถา พดู ถงึ ศาสนากห็ มาย
ถึงองคศ าสดาประกาศธรรมสอนโลก ฉะนั้นจงเรยี นใหถ ึงความจริง เพราะความจริงมี
อยกู บั ทกุ คน ความจอมปลอมกม็ อี ยกู บั ทกุ คน จึงไดหลงกัน เรียนใหเขา ใจถงึ ความ
จริงแลว ไมห ลง อยทู ไ่ี หนกส็ บาย ความเปน ความตายก็สักแตเปนกริ ิยาที่ผานไปผานมา
คําวา “เกิด” อยตู ามสมมุติวาเกิดวา ตายเทา นนั้
สว นตา งๆ ของธาตุรวมกนั เขา เปน สวนผสมแลวสลายตวั ลงไป รวมกนั เขา แลว ก็
สลายตัวลงไป มีเทา นั้น ไมม ีอะไรแปลกกวานน้ั ไป เขาใจ รูเ สียอยางเดียวเทานัน้ รูทัง้
ตัวรูทงั้ เงาแลวกไ็ มม ีปญหา อยางแบบตาบอดคลาํ ชางมันถึงยุง ถกเถยี งกนั อยตู ลอด
เวลาภายในพวกตัวเองน้นั แหละ พอถึงความจริงแลวมันก็ชาง คือความจรงิ อนั เดียวนน้ั
แล
เขา ถึงความจรงิ แลว ก็มีธรรมแทง เดยี วภายในใจ หายความต่นื ตระหนกตกใจ
อะไรท้งั สิน้ เรอ่ื งกระตายต่นื ตูมมนั หมดไปทันทภี ายในใจ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๖
ธรรมะชุด๔เ๕ตร๒ียมพร้อม
๓๙๗
โลกธาตุจะมอี ะไร? แมมากมายกไ็ มตน่ื ไมเ ตน เห็นไปตามความจรงิ ทง้ั หมด น่ี
เรียกวา “โลกวทิ ”ู รูแจงโลก โลกเปนอยางไรรูแจงชัดเจนหมด เปนสภาพอยา งไรรูแจง
ชัดเจนโดยตลอดทวั่ ถงึ
คาํ วา “โลกวิท”ู เปน ไปไดทง้ั สาวก เปนไปไดทั้งพระพุทธเจา แตพระพุทธเจา
ทานรูล กึ ซ้ึงกวา งขวางยิ่งกวา สาวกอกี มากมาย เรากใ็ หเ ปน “โลกวิท”ู ในตวั ของเราน้ี รู
แจงเหน็ จริงในโลกแหง ขันธนีช้ ดั เจน ไมห ลงขนั ธไ มย ดึ ขนั ธ รตู ามความเปนจรงิ ของ
ขนั ธน้กี ไ็ มมอี ะไรเปน ภัย
ทุกขจะเกดิ ข้ึนมากนอ ยภายในรา งกาย เอา เกดิ ขนึ้ ความจรงิ มอี ยางไรก็แสดง
ขึ้น ผูท ีร่ กู ร็ ูจนกระทงั่ ถึงวาระสดุ ทา ย อะไรจะสลาย เอา ทนไมไ ดก็สลายไป ผูทนไดหรือ
ผูอยไู ดจงอยู จิตน้นั เองเปน ผอู ยู เพราะผนู ไ้ี มใ ชผ สู ลาย สงิ่ ใดทที่ นไมไดก็สลายไป สิ่ง
ท่ที นไดก ็ทนไป ถา พูดในฐานะที่วา “ทน” นะ แตผ ูรูน ้ไี มไ ดทนเพราะเปน ความจริง ผูรู
ๆ ๆ อยอู ยา งนน้ั อะไรจะเกดิ ขึน้ อะไรจะดบั ไปกร็ ู อะไรจะสุขอะไรจะทุกขก็รู เมอ่ื หมด
ปญหาเรื่องความสุขความทกุ ขท่ีเปน สวนสมมตุ ิน้แี ลว ก็หมดปญ หาภายในใจ คือไม
รับเรื่องทว่ี ุนวายตอไป
น่นั แหละท่ีทานวา “ปรมํ สขุ ํ” เปนความสขุ ลวนๆ อยูก ับจิตลว นๆ ไมป ลอม
แปลง เราจะไปหา “ปรมํ สขุ ํ” ทไ่ี หน? ทําจิตใหบริสุทธ์เิ ทานั้นก็ “ปรมํ สขุ ํ” อยใู นนน้ั
เอง นก้ี เ็ ปน ชอ่ื สมมตุ อิ นั หน่งึ แมท านจะใหช่ือวา “ปรมํ สุข”ํ แตเมอ่ื ถงึ ทนี่ ั่นแลว จะวา
“ปรมํ สขุ ”ํ หรือไมป รมํ ก็ไมมีปญ หาอะไร ใหรูเหมือนอยางเรารบั ประทานจนอิม่ หนาํ
สําราญแลว จะประกาศหรอื ไมป ระกาศวา “อิ่มแลว ” กต็ าม มันก็ไมมีปญหา เพราะรูอยู
ในธาตใุ นขันธข องตวั เองอยูแลว
อะไรจะกวางขวางเหมอื นอยาง “มหาสมมุติ มหานยิ ม” ซงึ่ ทาํ ใหจ ิตแหวกเวียน
วายวนนเ้ี ลา อนั น้ีแหละกวา งก็กวา งทต่ี รงน้ี ถา เรียนจบทต่ี รงนแ้ี ลว กแ็ คบนดิ เดียว ไม
ตอ งมาแหวกวา ย เปน อนั วา เลกิ แลวกนั ไป ท่เี คยพูดวา “ปา ชา ๆ” ความเกดิ แก เจ็บ
ตาย นน้ั ไมมปี ญหากันละทนี !ี้
เอาละ วันน้รี ูสกึ เหนื่อย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๗
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๕ดุ ๓เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๙๘
เทศนโปรดคุณเพาพงาหวรรดั ธนตะกาลุ ยณ วดั วปาิธบาีปนตฏาดบิ ัตเิ บื้องต้น
เมอื่ วนั ที่ ๑๐ ธนั วาคมเทพศุทน์โธปศรักดรคาณุ ชเพ๒า๕พ๑งา๘วรรธนะกุล ณ วัดป่าบา้ นตาด
ชุดหดั ตาย วธิ ปี ฏิบัติเบเม้อื อื่ วงนั ตทน่ี ๑๐ ธนั วาคม พทุ ธศักราช ๒๕๑๘
มนษุ ยเราตา งจากสตั ว สัตวเขาอยูโดยธรรมชาติ คือเกดิ มาโดยธรรมชาติ
อะไรๆ กต็ ามธรรมชาติ อยอู ยา งธรรมชาติ ตลอดความเปน อยูหลับนอน เปน ไปตาม
ธรรมชาติจนกระท่ังวันตาย เขามีธรรมชาตขิ องสตั วเ ปน ประจําสตั วข องเขา สัตวทุก
จําพวกมกั เปน ไปตามธรรมชาตเิ หมอื นกนั ท้งั ในนาํ้ บนบก ใตด ิน เหนือดิน
มนษุ ยเ ราไมเหมือนสตั ว จึงตอ งมศี าสนาเปน เครอ่ื งปกครอง ถาจะเปรียบเทยี บ
แลว ศาสนากเ็ หมอื นแปลนบา นแปลนเมอื ง การปลกู สรา งท่จี ะทาํ ใหแนนหนาม่นั คงให
สวยงามไดม าตรฐาน ตองอาศัยแปลนเปนสําคญั ไมไดทาํ สุมสีส่ มุ หาเหมอื นสรา งกุฏวิ ัด
ปา บา นตาด เพราะนีเ่ ปน อกี แบบหน่ึง คอื แบบปา แบบกรรมฐาน
การกอสรา งใหถ ูกตองตามแบบแปลนแผนผงั นัน้ มนั นา อยแู ละนา ดู เพราะสวย
งามดว ยความเปนระเบียบงามตา การทจ่ี ะสรา งมนษุ ยใ หถ กู ตอ งกบั ความเปน มนษุ ย
ซงึ่ มภี ูมิสูงกวา สัตว จงึ ตอ งอาศยั “ศาสนา” ซึ่งเปนเหมอื นแบบแปลน ชี้แนวทางให
ประพฤติปฏบิ ัติในความเปน อยขู องคนหมูมาก เพราะมนุษยเราอยูลาํ พังคนเดยี วไมไ ด
อยทู ่ไี หนก็ตอ งมหี มมู พี วกมเี พอ่ื นเปนธรรมดา จะอยโู ดดเด่ียวโดยลาํ พังไมได เพราะ
มนุษยเราเปน นิสัยข้ีขลาดแตไหนแตไ รมา เมอ่ื อยดู ว ยกนั ถาไมมกี ฎหมายบานเมอื ง ไม
มศี ลี ธรรมเปน เครื่องปกครอง ความเห็นแกต วั กไ็ มม ีอะไรจะเกนิ หนา มนุษย นแ่ี หละ
สาํ คญั
ถา ความเหน็ แกตวั มาก การแสดงออกอยา งความเห็นแกตวั กต็ อ งเปน การ
กระทบกระเทอื นเพอ่ื นมนุษยท ่อี ยรู ว มกัน เพราะไมม ีศาสนา ไมท ราบวาอะไรผิดอะไร
ถกู ทําอะไรไดอ ยา งใจแลว ก็เปนทีพ่ อใจ มนุษยมนี ิสยั ชอบสรางความทกุ ขความลาํ บาก
ใหแกผ ูอืน่ เพอ่ื ใหความสขุ สาํ หรบั ตน ซึง่ ไมถกู กับลักษณะของมนษุ ยผ ูมีความฉลาด ท่ี
ควรจะมองเห็นคุณคาของผูอ น่ื ท่ีอยูร วมกัน
แมม ีศาสนาเปนเครื่องชกั จงู อยู ก็ยงั ไมเห็นความสําคัญของศาสนาย่ิงกวา ความรู
ความเหน็ และคุณคา ของตน ซ่งึ เตม็ ไปดวยความมืดหนาสาโหด ศาสนาโปรดไมได การ
มีศาสนาก็เพ่อื เปน แนวทางเทยี บเคยี งทดสอบในหมูมนษุ ยดวยกนั วาสง่ิ ใดถกู ส่ิงใดผดิ
ส่งิ ใดถูกใจเราแตผดิ ใจคนอื่น อะไรเปนการกระทบกระเทอื นกนั หรอื ไมเ ปน การ
กระทบกระเทอื นกนั จากการแสดงออกของตนแตละอาการในวงมนุษยดว ยกนั ดว ย
ความเห็นแกตวั ของมนุษยผ ูจองหองพองตัวเปน เหตุ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๘
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๕ดุ ๕เตรยี มพร้อม’’
๓๙๙
แมมีศาสนาแลว ยงั ตอ งมีกฎหมายบา นเมอื งไวป กครอง ไมเชนน้ันโลกตอ งรอ น
เพราะมนษุ ยผูเปน ไฟเที่ยวกอ ไฟเผาผลาญผูอื่น ศาสนาจงึ จําเปนทห่ี มูมนษุ ยต อ งมีกนั
ท่วั โลก เวนแตเ ดนนรก
ที่ใดเปนแดนนรกทนี่ น้ั ไมมีศาสนา หรอื ผูใดอยากจะเปนสมาชิกของจาํ พวก
แดนนรก ผนู ้นั ก็ไมมศี าสนา ถือความโหดรายทารุณแทนศาสนา
ศาสนาสอนคนใหเ ปน คนดี ใหรูจักความสําคัญของมนุษยท อ่ี ยูร วมกัน ใครจะ
ถอื ศาสนาใดกต็ ามแตอ ธั ยาศยั คนนน้ี บั ถอื ศาสนานน้ั คนนน้ี บั ถอื ศาสนาน้ี ลว นแตเ ปน
เครื่องปกครองใหคนมีความสงบรม เยน็ ตอกันนั่นเอง อยางพวกเราก็มพี ระพทุ ธศาสนา
เปนเครื่องเทิดทูน เปน ทยี่ ดึ ของใจ เปน ชวี ิตจิตใจ พงึ่ เปน พง่ึ ตายกับศาสนา มคี วาม
ระลึกนอ มถงึ พระพุทธเจาอยูเ สมอ การระลึกถงึ พระพุทธเจา หรือการระลกึ ถึงศาสนา
กบั การระลกึ ถงึ ตน มีสวนเกี่ยวโยงกัน
การระลกึ ถงึ ศาสนา มีความหมายถงึ สิ่งทดี่ ีวเิ ศษ ทผ่ี ูระลึกจะพงึ หวงั หรอื ไดรบั
จากศาสนา อันเปน ความเหมาะสมกบั มนษุ ยผมู ีความหวงั อยตู ลอดเวลา วา จะไดค วาม
สงบสขุ ตามกาํ ลงั แหงความนับถือและปฏบิ ัติ ไมเปน โมฆะแบบลมๆ แลงๆ ดังโมฆบุรุษ
สตรโี กหกกันเต็มโลกในสมัยปจ จุบนั
ศาสนามีหลายชนั้ ตามพนื้ เพของจติ ใจผูป ฏบิ ตั ิ มีสูงมตี ํา่ และมีสงู สดุ ตามแต
ความสามารถของผปู ระพฤตปิ ฏิบัตจิ ะทาํ ไดม ากนอ ยเพียงไร อยางนอ ยควรมศี ีลหากย็ งั
ดี มคี วามรมเย็นเปน สขุ จากนน้ั ก็มกี ารเจริญเมตตาภาวนา การทาํ บญุ ใหทานไปตาม
อธั ยาศยั เพราะคุณธรรมเหลาน้ีเปน หนาทีข่ องมนษุ ยจะพงึ ทาํ กนั เปนกจิ จําเปน สาํ หรบั
มนุษยท่ีอยูด ว ยกนั เปนจํานวนมาก จะตองมีการสงเคราะห การเสียสละเพ่ือกันและกัน
มคี วามเหน็ อกเหน็ ใจและใหอ ภยั กนั ใหค วามเปน ใหญหรอื ใหส ิทธ์ิแกก ันและกันไป
ตามสิทธ์ิ ตางคนตางใหส ทิ ธิ์ ตางคนตา งใหค วามเปนใหญใ นสมบัตขิ องกนั และกัน ไม
ลว งลํ้ากล้าํ กรายสทิ ธิและสมบตั ิของผูอื่น ใหค วามเสมอภาคกนั โดยธรรมตามหลัก
ศาสนา
เมื่อตา งคนตา งมีกฎขอบังคับสาํ หรบั ตวั อยางเครงครัดอยแู ลว โลกมนุษยแ มม ี
มากอยูร วมกนั กเ็ ปนความสงบสขุ ได และดีกวา คนจํานวนนอยทหี่ าความสงบสุขไมได
เพราะความเห็นแกต ัวเปน เคร่อื งทําลายความสงบความสามัคคีเสยี อีก
การกระเทอื นจติ ใจกันเปนสง่ิ ทกี่ ระเทอื นมาก เสียหายมากย่ิงกวา สมบัติตางๆ
เสียไป สมบัติใดเปนของใครกต็ าม เมื่อสญู หายไปเพราะถูกลกั ขโมยหรอื ปลนจ้อี ะไรก็
ตาม เหลานีเ้ ปนส่ิงท่ีกระเทอื นจติ ใจมาก เฉพาะอยางย่งิ การปลน การจ้นี ส่ี ําคัญมากที
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๙๙
ธรรมะชดุ ๔เต๕ร๖ยี มพร้อม
๔๐๐
เดียว เพราะกระเทือนใจมาก การขโมยก็เปนอกี อยาง เพลากวา กนั ลงบา ง ทั้งน้ีแม
สมบตั นิ น้ั จะไมมีคุณคา มากนักกต็ าม แตสาํ คัญทคี่ ณุ คาของใจท่เี ปนเจาของสมบตั ิน้นั ๆ
ใจเปน สมบัติทมี่ ีคา มาก การกระทาํ ดังกลาวจงึ เปนความกระทบกระเทอื นใจให
เสียหายมาก จงึ ควรรักษาท้งั สองอยาง คอื รักษาสมบตั ิดว ย รกั ษาดา นจติ ใจของกนั และ
กันดวย นห่ี มายถงึ “ศลี ” และ “ธรรม” ทม่ี นษุ ยควรมีควรรักษา เพือ่ ความสงบสุขรม เย็น
แกตนเองและผูอน่ื ทง้ั ปจ จุบันและอนาคต
สงิ่ ใดก็ตามเกี่ยวกบั ศีล ยอ มมคี วามเก่ยี วโยงกนั กบั เพอ่ื นมนุษยท ่ีอยูรวมกันทั้ง
นน้ั ถา ตางคนตา งมี “ศลี หา” มีธรรมในใจดวยกันแลว โลกยอ มมีความรม เยน็ เปน สขุ
นับแตส วนยอ ยไปหาสว นใหญไ มม ปี ระมาณ เพราะศีลธรรมเปน ทาํ นบกัน้ กเิ ลสบาป
ธรรมตางๆ ไมใหร ่ัวไหลออกจากใจ กาย วาจาไปทวมหวั ใจและสมบตั ิของมนุษย ทอ่ี ยู
รว มโลกกัน ใหไดรับความเดอื ดรอ นฉบิ หาย
ผไู มเ ขา ใจศาสนาอาจเหน็ วา ศาสนาไมจ าํ เปน ไมส ําคัญ ความจริงนั้นกค็ ือผนู นั้
ไมเ ห็นความสําคัญของตัว ลําพังตวั เองไมอาจชวยตวั เองได เกยี่ วกับความสงบสขุ เปน
ลําดับทางดานธรรม นอกจากศาสนาชี้แนวทางใหเขา ใจ ใครจะเกง กลา เหน็ วา ศาสนาไม
เปนของสาํ คญั จะเกงกลาสามารถฉลาดแหลมคมเพยี งไรก็ตามเถอะ การแกกิเลสซึ่ง
เปนศาสตราจารยผ ใู หกําเนิดความฉลาดอันเปนเรือนรงั แหงทกุ ขทง้ั หลาย ถาไมแกดว ย
“วชิ าธรรม” จะไมมีทางแกใ หเกิดความสขุ อนั พึงพอใจได!
ครั้งไหนๆ ก็มีคนฉลาดประจาํ โลกมาโดยลาํ ดับเชนกนั แมพระพทุ ธเจา และ
สาวกทง้ั หลายกม็ ิใชค นโงบัดซบ ทานยังตอ งแสวง “วิชาธรรม” มาแกค วามฉลาดแกม
โกงนน้ั จนเปนความฉลาด ทางยอดความจริงขึน้ มาลา งกิเลสตัวฉลาดแกมโกงนั้น ออก
จากใจโดยสนิ้ เชิง จงึ เปนศาสดาสอนโลกไดเ ตม็ ภูมิ
การเกดิ มาไดพบพระพทุ ธศาสนานกี่ เ็ ปน บญุ ลาภของเรา ทีไ่ มพบศาสนาเลยนั้น
มจี ํานวนไมน อ ย มมี ากมายท่ีไมท ราบวา “พทุ ธ” เปนอยางไร “ธรรม” เปน อยางไร“สงฆ”
เปน อยา งไร นั้นมีมากและมีมากขึน้ ทกุ วันเวลา จนสาระสาํ คัญของจติ ใจไมมีเลย เพียง
อยไู ปวันหนึง่ กนิ ไปวนั หนง่ึ นอนไปวนั หน่ึง อาศยั ดา นวัตถพุ อใหเพลินไปวนั หน่ึงเทา
น้ัน กเ็ ขา ใจวา ตนมคี วามสขุ ทัง้ ๆ ทีห่ าหลักยดึ ของจติ ไมมีเลย คอื จิตใจจะหา“ธรรม”
ซึมซาบและบํารุงไมมี น่แี ลโลกทไ่ี มมศี าสนาภายในใจ จงึ ขาดหลกั อนั สาํ คัญไปอยาง
นา เสยี ดาย ทงั้ ทีม่ นุษยค วรจะรูจ กั คุณคาและมคี ุณคากวา สง่ิ ใดๆ ในโลก
เพราะฉะนั้นการนิยมทางดานวัตถุจนลมื ดา น “นามธรรม” คือศาสนา ที่เปน
“ธรรมโอสถ” เคร่อื งบาํ รุงรักษาใจใหม หี ลกั แหลงและชมุ เย็น ผลจึงเปน ความทุกขรอ น
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๐
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๕ุด๗เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๐๑
ทั้งๆ ที่สิง่ บํารงุ บําเรอมเี ตม็ บา นเตม็ เมอื งและเตม็ แผนดนิ ถ่ินอาศัย เนื่องจากใจไมม ี
“ธรรม” เปนอาหารเครื่องบํารงุ เวลาเกดิ ความหอ เห่ยี วแหงใจ เพราะอารมณต า งๆ มี
วตั ถุเปนตน เขามาบีบคั้นย่ํายีใจ ใจหาทห่ี ลบซอนไมไ ดจ งึ เกิดความทกุ ขรอนข้ึนมา และ
หาท่ปี ลงวางไมได ถงึ กับเปนโรคประสาทไปกม็ ี แตย ังไมยอมเห็นโทษของมัน กย็ ง่ิ นบั
วันจะจมดิง่ ลงไปอยางไมมจี ุดหมายปลายทางเลย
ทีถ่ กู ดา นวตั ถุก็ทาํ เพราะกายของเราเปนดานวัตถุ ตองอาศยั วตั ถเุ ขามาเยยี วยา
รกั ษา รา งกายอยูไดด ว ยวัตถุ เชน อาหาร บานเรอื น เปน ตน สว นจิตใจก็มีความรมเยน็
ไดด ว ยศีลดวยธรรม ไมใ ชตอ งอาศัยวัตถอุ ยางเดียว จงึ ควรมีศลี มีธรรมอันเปนคณุ งาม
ความดีทางใจ ท่จี ะพึงสั่งสมอบรมข้ึนใหม มี าก และควรจะกลัวจิตอดอยากขาดแคลน
อาหาร คอื “กศุ ลธรรม” เชนเดียวกับความกลวั อาหารจะขาดแคลนจากรางกาย จติ ใจ
จะไดมหี ลักฐานเปนเคร่ืองยดึ เพ่ือปลดเปลื้องหรอื บรรเทาทกุ ขในเวลาตองการและจาํ
เปน
เฉพาะอยางยงิ่ ใจเปนสงิ่ สาํ คัญมาก ควรจะมหี ลกั ยึดของใจ ทใ่ี จวอกแวกคลอน
แคลนเนอ่ื งจากหาหลักยดึ ไมได แมถึงสง่ิ ภายนอกจะมีสมบรู ณบริบูรณ ใจเมอ่ื ขาดคุณ
งามความดีคือศลี ธรรมอันเปนเคร่อื งทาํ ใหช มุ เยน็ แลว จิตใจก็รอน รอนทงั้ ๆ ทม่ี ีความ
รคู วามสามารถ รอนทงั้ ๆ ท่ีมีสมบัติมากมาย รอนทัง้ ๆ ทอ่ี ะไรเรากไ็ มอ ดอยากขาด
แคลนทางดานวตั ถุ ตลอดญาตมิ ติ ร บริษทั บริวาร เพือ่ นฝงู แตค วามรอนของใจจะรอน
อยูไมล ดละ เพราะขาดอาหารภายในใจ ขาดเคร่อื งบํารงุ ภายในใจ คอื “กศุ ลธรรม” ยา
บํารุงรักษาใจ”!
ใครจะมคี วามเฉลยี วฉลาดยิง่ ไปกวา พระพทุ ธเจา ในโลกทงั้ สาม ปรากฏวา ไมม ี
เลย พระพุทธเจา ทรงทราบความจําเปน ทั้งสองอยาง คือทางดานวตั ถุ ท่เี ก่ยี วกบั ราง
กาย ทางดานศลี ธรรมคือคุณงามความดี ทเี่ กี่ยวกับจิตใจโดยเฉพาะท้ังในปจ จบุ นั
และอนาคต ทรงทราบโดยตลอดท่ัวถึง เพราะฉะนน้ั จึงตอ งทรงสั่งสอนบรรดาสัตวให
ทราบ ทง้ั สิ่งภายนอกทงั้ สง่ิ ภายใน คอื ใจ ท้งั ปจจุบันทงั้ อดีตที่ผานมาแลว ท้ังอนาคตท่ี
จะเปน ไปขางหนา ทเี่ ปนเรื่องของจติ ใจจะพาเปน พาไปหาสขุ พาทุกข พาโง พาฉลาด
พามีพาจน ตลอดพาใหพ นทุกข เปน เรอ่ื งของใจท้ังสิ้น ซึ่งเปนเร่ืองใหญ แตโ ลกไม
คอยสนใจคดิ กัน จึงมักมแี ตค วามทกุ ขร อนเปน เพลงิ เผาใจอยเู สมอ
อดตี ทผี่ านมาแลวกไ็ ดแ ก ความเกิด แก เจ็บ ตาย ในภพนนั้ ๆ จนมาถึง
ปจ จุบันในฐานะทเี่ ปนอยเู วลานี้ ความสุข ความทกุ ข กท็ ราบกันอยูต ามเหตปุ จ จัยวา
เกิดสุขบา งทุกขบ า ง ดงั ทีท่ ราบกันอยูเ วลาน้ี และอนาคตท่ีจะเปนไปขา งหนา มอี ะไรท่ี
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๑
ธรรมะชุด๔เต๕ร๘ยี มพรอ้ ม
๔๐๒
จะเปน หลักของจิตใจ ทจ่ี ะสืบภพสบื ชาติไปไดดว ยดี ไมม ีความทุกขรอ น พระพทุ ธเจาก็
ทรงทราบและทรงสง่ั สอนใหบําเพญ็ “สาระ” อนั สาํ คญั คอื คุณงามความดไี วส าํ หรบั ใจ
จะไดมคี วามรมเยน็ เปน สขุ ไปเกดิ ในภพใดชาติใดกเ็ ปน “สคุ ติ สคุ โต” ไมวาจะเปน
ศาสนาของพระพุทธเจา พระองคใด ท่ที รงสงั่ สอนไวในโลกในยุคนั้นๆ ทรงสงั่ สอนเปน
แบบเดยี วกนั
ในโอวาทปาฏโิ มกข “ทา นสอนไวยอๆ
สพฺพปาปสสฺ อกรณํ -การไมทําช่วั อนั จะใหเ กดิ ความเสียหายท้ังปวง หนึ่ง
กสุ ลสสฺ ปู สมปฺ ทา - การยังกศุ ลคอื ความฉลาดในทางทีช่ อบใหถ งึ พรอม หน่ึง
สจติ ตฺ ปรโิ ยทปนํ - การทําจิตใหผองใสจนถึงความบริสทุ ธ์ิ หนง่ึ
เอตํ พทุ ฺธาน สาสนํ -เหลา น้เี ปน คาํ สอนของพระพุทธเจา ท้งั หลาย
นี่หลักใหญของศาสนาทา นสอนเปนแบบเดยี วกนั เพราะกเิ ลสและสตั วโ ลกเปน
ชนดิ เดยี วกัน มคี วามทกุ ขค วามลาํ บาก มกี ิเลสตณั หาเปน เครื่องผูกพนั เปนเครื่องรอ ย
รัดภายในจิตใจ ใหเ กดิ ความเดือดรอ นวนุ วายเชนเดียวกัน การสั่งสอนธรรมจึงตอง
อาศัยเร่ืองของสัตวโ ลกเปน ตน เหตุ ทจ่ี ะสั่งสอนอยา งไรจงึ จะถกู ตอ งเหมาะสม และเปน
ประโยชนแกม วลสตั ว
เวลาน้ีเราทกุ คนถา ไมม หี ลักใจ เรากไ็ มแนใ จตัวเองอยตู ลอดเวลา วา ถา ตาย
แลว จะไปไหน? จะไปสขุ ไปทุกขไ ปคติใด? ไปเกดิ เปน ภพอะไรบา ง เปนสตั วหรอื
บคุ คลชนดิ ใด หรอื จะไปลงนรกขมุ ไหน? เมือ่ เชือ่ ตวั เองไมได การไมท ราบไดนี้ เราก็ไม
ควรเสยี่ งตอการไมทราบไดอยูเสมอไป จงึ ควรสรางความแนใจใหมีภายในตน การ
สรางความแนใ จกค็ ือสรางตนดว ยหลกั ธรรมของพระพทุ ธเจา การใหท าน การรกั ษา
ศีล การเจริญภาวนา นี่เปน สงิ่ ทแี่ นใ จสําหรบั ใจอยา งย่ิง ไมมสี ิง่ ใดที่จะแนใจยง่ิ ไปกวา
ความดเี ปน เครอื่ งประกันนเี้ ลย
ความดีนมี้ อี ยูภ ายในจิตใด จิตนัน้ เรยี กวา “ประกนั ตวั ได” เพราะความดเี ปน
เครือ่ งประกนั จงึ ควรสรา งความแนนอนไวใหจิตเสียแตในบดั นี้ อยา ใหเ สยี เวลาํ่ เวลาท่ี
เกดิ มาเปน มนุษยทั้งคนทั้งชาติ กาลเวลาลว งเลยมาแลวเปนหลายเดือน โดยไมคดิ อา น
ไตรตรองอะไรเลย ในบรรดาสาระสาํ คญั ทจ่ี ะเปนคุณสมบัติของจิตนน้ั ไมส มควร!
สิง่ สมควรอยางยง่ิ นน้ั คอื พยายามทําเสยี แตใ นบัดนี้ ไมมีใครจะพูดใหเปนที่เชื่อ
ถอื และพดู ถูกตองแมน ยาํ ไดย ิ่งกวาพระพุทธเจา คนพูดกันท้งั โลกมคี วามปลอมแฝงอยู
เรอ่ื ยๆ สว นมากพูดออกมาดวยความลมุ หลง ไมไดพดู ออกมาดวยความจรงิ จัง เพราะ
ตา งคน ตา งก็ไมร ูจริงเห็นจรงิ จะเอาความจริงมาพูดอยา งอาจหาญไดอยา งไร
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๒
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๕ดุ ๙เตรียมพร้อม’’
๔๐๓
สว นพระพทุ ธเจา ในธรรมทกุ บททกุ บาททีไ่ ดป ระทานไวน ี้ ลว นแตท รงทราบ
ดว ยเหตดุ วยผลประจกั ษพระทัยมาแลว จงึ ไดน ํามาสัง่ สอนสตั วโลก คําส่ังสอนนน้ั จงึ
เปนท่แี นใ จได ผูป ฏบิ ตั ิตามหลักธรรมทีพ่ ระองคท รงสอนไว จงึ เปนผแู นใ จในตนเองไป
เรอื่ ยๆ จนกระทง่ั แนใ จเตม็ ภมู หิ าทสี่ งสัยไมได เมื่อถงึ ข้ันแนใ จเตม็ ภูมิแลว เปนอยางนนั้
เมอ่ื ความดเี ขาสมั ผัสใจแลว ยอมเปนที่แนใ จไดเองสําหรบั ผปู ฏิบัติบาํ เพญ็
ปกติธรรมของพระพุทธเจาเปน ทีแ่ นใจสําหรบั โลกทัว่ ไป ไมม โี ลกใดผใู ดคดั คา น
ได นอกจาก“โลกเทวทตั ” และพวกเทวทตั จาํ พวกเดียว ทไี่ มยอมเปน คนดแี ละไมย อม
ลงกับใคร แมน ายยมบาล กไ็ มแนใ จวา เทวทตั จะทะลึ่งทะเลาะไมไ ด ถาไมม ีมารเปน สงิ่
ดลบันดาลใจ โดยเห็นสิง่ ทแ่ี นใจน้ันวา เปน ของไมแ นใจไปเสยี เหน็ สง่ิ ทเ่ี ปนพษิ เปน ภัย
วา เปน ของดีแลว ยดึ ถือ หรอื ควา มาเผาผลาญตนนน้ั ก็ไมมใี ครชวยได ยกให“เวรกรรม
ของสัตว”
เราทั้งหลายทราบอยูดวยกันวา ดี ชัว่ บาป บญุ นรก สวรรค นิพพาน เปน ของ
มีมาดง้ั เดิม ไมใ ชเ ปน ส่ิงเสกสรรข้ึนมาเฉยๆ แตเปนส่งิ ท่มี มี าดั้งเดิมแลว พระพทุ ธเจา
ทรงสอนตามสง่ิ ทีม่ อี ยูดง้ั เดิม ไมไดม าร้ือมาถอน มาปรุงมาแตงเอาใหมวามี ทั้งๆ ท่ี
ส่ิงนนั้ ไมมี นั่นไมม ีในโอวาทคําส่งั สอนของพระพุทธเจา ทุกๆ พระองค ที่ทรงนามวา
“สวากขาตธรรม” ซง่ึ เปน ธรรมตรสั ไวช อบแลว ทกุ บททกุ บาท ทุกแงทกุ มมุ “นยิ ยานิก
ธรรม” เออื้ มมอื รอฉุดลากชาวพุทธ ชว ยเหลอื ชาวพทุ ธอยตู ลอดเวลา “อกาลโิ ก” !
เชน คาํ วา “บาป” กห็ มายถงึ ความเศราหมอง ความสกปรกโสมม เหมอื นมูตร
คถู นัน่ เอง ผลก็คือทุกข ถา “บาป” มนั ไมม ี แตสัตวโลกแตละราย ๆ ก็มีความทกุ ข
ประจกั ษตนน้นั เพราะอะไรถงึ เปน ทกุ ข? กเ็ พราะบาปมีนน่ั เอง และเพราะสาเหตุคอื
“กรรม” เม่อื โลกนยี้ ังมีการทํากรรมอยูตราบใด ไมว า ฝา ยดีฝายชั่ว ผลจะแสดงใหเห็นอยู
เสมอวา “เปนสขุ เปนทกุ ข” เรอื่ ยๆ ไป หากตอ งการจะลบลา งกรรม กต็ อ งลบลา งการ
กระทาํ เสียทัง้ หมด คือลบลา งบุญดวยการไมท าํ บญุ ลบลา งบาปดว ยการไมท าํ บาปท่ีตวั
เราเอง ถาจะเปนไปได แตอ ยาไปรอื้ ถอน “เรอื นจาํ ” ซ่งึ เปนที่อยขู องนักโทษเสียกแ็ ลว
กนั ชาวเมอื งจะเดอื ดรอนและรุมตีเอาตายจะวา ไมบอก! อยา ไปรือ้ ถอน “นรกสวรรค”
จงรื้อถอนทก่ี ารกระทาํ “ดี ช่ัว” ของตวั เอง จะเปน การลบลา ง “บาป บญุ ”ไปในตวั
“นรก” กเ็ ปน สถานทีอ่ ยูข องสตั วผ หู ยาบชา ลามก “สวรรค” เปนสถานทอี่ ยูข องผู
มคี วามดหี รือของผูม ีบญุ เราก็รเู หน็ อยแู ลว แมใ นโลกมนุษยเรากย็ ังมีสถานทแ่ี ละ
เครือ่ งดดั สนั ดานมนษุ ยที่ทําไมด ี เชน เรอื นจําเปน สถานทีอ่ ยขู องใคร กเ็ ปน ทีอ่ ยูของ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๓
ธรรมะชุด๔เต๖ร๐ียมพรอ้ ม
๔๐๔
มนุษยบ าปหนา มสี ติปญ ญาทีน่ ําไปใชใ นทางไมเ ขา เรอ่ื ง สถานท่ีดีกวานัน้ กย็ งั มีอีก
เยอะแยะ นอกจากเรอื นจาํ ทไ่ี มไ ดถกู กักขังไมไ ดถกู ทาํ โทษทาํ กรรม ก็เหน็ ๆ กนั อยู
เพียงโลกนี้เราก็เห็น ทําไมโลกอ่ืนจะไมม ี เม่ือโลกนี้มโี ลกอ่ืนมี วนั นมี้ วี ันอน่ื กม็ ี มันเปน
คกู นั มาอยางนี้ แตเราไมสามารถมองเห็น ถึงจะมีมากนอ ยกวางแคบเพยี งใด แตส ายตา
เราส้นั เพยี งมองดูขวากดูหนามตามสายทางเดิน กย็ งั ไมเ ห็นและเหยียบมนั จนได หวั
ตอโดนหัวแมเ ทาก็ยงั ไมเ ห็น โดนเอาจนนิ้วเทา แตก แนะ ! คิดดูซิ ขณะจะโดนขณะจะ
เหยียบกต็ องเขาใจวา “สิ่งน้นั ไมม ”ี แตค วามไมม นี ้นั ลบลา งความมีอยูไดไหม เวลาเดิน
ไปเหยียบและโดนเอาอยา งนี้ หนามปกเทาหรอื ไมป ก มันกป็ ก เพราะสงิ่ นนั้ มีอยู ไป
เหยียบถูกมนั ก็ปก ไปโดนหวั ตอหัวแมเ ทา แตกจนได ทัง้ ๆ ท่หี วั ตอไมม ี นแ่ี หละลอง
คิดดู ความคดิ ดน เดากบั ความจรงิ มนั เขา กันไมไ ด
สายตาเรามนั ส้นั อยางนี้แหละ ประกอบกับความประมาทดว ย จึงโดนโนนชนน่ี
อยเู สมอ เพยี งแตมองดูหัวแมเ ทาตนมนั ก็ยงั ไมทวั่ ถึง ยังตองโดนขวากโดนหนามโดน
หวั ตอจนได แลว ยิง่ สงิ่ ทีจ่ ะกลาวเหลานีเ้ ปน ส่ิงที่ละเอยี ดยิ่งกวาขวากหนามเปน ตน มาก
มาย เปนวสิ ัยของผทู ่มี คี วามรคู วามเชย่ี วชาญ เฉลยี วฉลาด มีญาณหย่งั ทราบความ
จรงิ อันละเอียดท้งั หลายเหลา น้ีเทานนั้ ไมใ ชฐ านะของคนอยางเราๆ ทา นๆ ท่กี ําลัง
บอดๆ หนวกๆ แมมดี วยกนั เต็มโลก จะมองเหน็ ได
แตพวกท่ีบอดๆ หนวกๆ นแ้ี หละ ชอบอวดเกงแขง พระพุทธเจาไมม พี วกอน่ื
สง่ิ ท่ที า นวา “ม”ี กล็ บลา งเสยี วา “ไมม”ี สงิ่ ที่ทา นวา “ไมม ”ี ก็ลบเสยี เอาคาํ วา “มี” มา
แทน ทา นวา สง่ิ นด้ี กี ล็ บเสยี เอาช่ัวเขา มาแทน ที่ทา นวาส่งิ น้นั ชว่ั กล็ บเสีย เอาคาํ วา “ด”ี
เขา มาแทน ผลแหง การ “แขง” กค็ ือ ความแพตัวเองตลอดไป ไมย อมเหน็ โทษ ความ
เกงไมเขาเรื่องของตน
พูดถงึ การเช่ือ เราจะเช่ือคนตาดหี รือเชื่อคนตาบอด เราจะเช่ือคนโงหรอื เช่ือคน
ฉลาด เราจะเช่ือคน “เปนธรรม” หรือเชอ่ื คน “จอมโกหก” พระพทุ ธเจาเปนคนจอม
โกหกหรือเปน จอมปราชญ ? นน่ั ! ถาเชื่อคนตาบอดก็ตองโดนไมเรื่อยๆ ไป เพราะคน
ตาบอดไมไดเดินตามทาง ชนนน้ั ชนนีไ้ ปเรือ่ ยๆ ตามประสีประสาของคนตาไมเหน็ หน
ทาง ถาคนตาดกี ไ็ มโ ดน นอกจากจะเผลอตวั หรอื ประมาท จึงไปโดนหรือเหยียบขวาก
เหยยี บหนาม คนตาดเี หยยี บไดใ นขณะทีเ่ ผลอ ขณะท่ีไมเห็น แตคนตาบอดนเี่ หน็ ไม
เห็นก็ไมท ราบละ เหยยี บและชนดะไปเลย อะไรไมข าดหลุดไปในขณะน้ัน คอ ยใสย ากนั
ทีหลัง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๔
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๖ุด๑เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๐๕
แลว คนอยา งเราๆ ทา นๆ จะยอมเชอื่ คนตาบอดไหมละ ? ถาไมเช่ือก็ควรคํานึง
ในบทวา “พุทฺธํ ธมมฺ ํ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ บา ง เวลาคนตาบอดเอ้อื มมอื มาจะจูงดว ย
ความเมตตาของเขาจะไดร ะลกึ ทนั ไมจ มไปแบบ “ไมเปนทา” นา อบั อายขายขห้ี นา ไป
ตลอดวนั ตาย
การเกดิ ของสัตวโ ลกกเ็ กดิ ดะไปเลย เหมือนคนตาบอดโดนไมน ่นั แล เพราะไม
เห็นไมทราบแลวแตกรรมจะพาไป กรรมจงู กรรมลากกรรมฉุดไปไหนก็จําตองไป
เพราะไมม อี ํานาจไมม ีกําลังทจี่ ะฝาฝนกรรมทั้งหลายได กรรมตอ งเปน ผฉู ุดลากไป ถา
เปนกรรมชั่วมนั กฉ็ ุดลากเขาปาเขารกตกเหวลงบอไปเร่อื ยๆ จนตกนรกอเวจไี มม สี ้ินสุด
ถา เปนกรรมดกี พ็ ยงุ สงเสรมิ ใหไ ปในทางท่ีดี ตามแตกาํ ลงั กรรมที่มีมากมีนอ ย
พวกเกดิ ทเ่ี กดิ ไมรูเรื่องรรู าว ทีเ่ กิดไมม บี ุญพาไปเกิด ท่เี กดิ ไมมคี วามสามารถ
อาจรดู วยญาณ ก็มนั เปนแบบ “เกดิ ดะ” ดะไปเลย สุขก็มีทุกขกม็ ี อะไรกค็ อ ยรับเสวย
และแบกหามเอา ไมท ราบวามนั จะมมี าเมอื่ ไร แมแตเ ราเกิดมานก้ี ็ยงั ไมท ราบวา มาจาก
“ภพอะไร”
คดิ ดซู ิ เราเปน ตวั ภพตัวชาติ ตัวเกิดตวั ตายอยแู ลว ยงั ไมสามารถทราบเร่ืองของ
ตวั ได จะไปพดู ถงึ ขา งหนา อะไรได อะไรทจี่ ะเปน เครือ่ งใหเราเปนทแ่ี นน อนใจ เรากค็ วร
ทราบเสียตงั้ แตบ ัดน้ี และรบี บําเพ็ญเสียแตบ ดั นี้อยา ประมาท! เพราะผลแหง ความ
ประมาทเคยทาํ สตั วโ ลกใหล มจมมานับไมถวนแลว
การตายแบบสมุ ๆ เดาๆ การเกดิ แบบสุม ๆ เดาๆ ทไี่ มแ นใจตวั เอง ตลอดความ
เปน อยกู ็ไมแนใจอยางนี้ เรายงั จะตายใจกบั ความไมแ นใจอยหู รือ ? นน่ั ไมส มควรแกเรา
เลย ! ไมสมกับเราเปน มนุษยผ ูฉลาดในวงพระศาสนา อนั เปน ยอดคาํ สอนใหค นฉลาด
ตอเหตกุ ารณและปฏบิ ัตติ อตัวเอง
เฉพาะอยา งยง่ิ การผลติ ความดีความเฉลียวฉลาดขึ้นภายในใจ ดว ยจติ ตภาวนาน้ี
เปน ส่ิงสาํ คญั มาก อาจมองเหน็ ไดแ ละสามารถมองเหน็ ไดใ น “บาป บญุ นรกสวรรค
หรอื นพิ พาน” เพราะเปน ส่ิงมีอยดู ้ังเดิมแลว จึงอาจมองเห็นไดดว ยจติ ตภาวนาทีม่ ี
ความสามารถตา งกนั บญุ อยทู ไ่ี หนใจกท็ ราบ ทราบอยทู ีไ่ หน อยทู ีจ่ ติ ทราบวา บญุ อยทู ่ี
ใจอยา งประจักษแลว ใจกเ็ ยน็ สบาย ความรุมรอนเกดิ ข้ึนเมื่อใด เพราะสาเหตอุ ันใดก็
ทราบที่ใจดวงคอยรับทราบอยแู ลวน่ันเอง นรก สวรรค กท็ ราบ ทราบอยภู ายในใจ
ทราบทั้งทจ่ี ะไปขางหนา ตัวนีเ้ ปนผูพาไป จะไปอยใู นสถานทใ่ี ดเลา คนชั่วกไ็ ปเขาเรือน
จาํ คอื ติดคกุ ตดิ ตะราง จติ ที่ชว่ั ก็ไปลงนรก จิตดมี กี ุศลก็ไปสูสุคติภมู นิ ้ัน ตามกําลังแหง
บญุ ของตนของตน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๕
ธรรมะชดุ๔เ๖ต๒รียมพรอ้ ม
๔๐๖
เม่ือปฏบิ ัตไิ ป ๆ สิ่งทป่ี ดบงั จติ ใจคอยหมดไปจางไป ๆ ความสวา งกระจางแจง
คอยเกดิ ข้นึ แทนที่ และสามารถมองเหน็ ส่ิงตางๆ ไดโดยลาํ ดบั ๆ กค็ อยฉายแสงออกมา
จนเต็มภูมิของจิต จะไปเกิดท่ีไหนก็ทราบอยใู นฐานของจติ ในช้ันภูมขิ องจติ จะไมเ กิดก็
ทราบตามชั้นภมู ิของจิตวา “หมดเช้อื แลว ” ไมมีการท่ีจะเกดิ ตอไปอีกแลว ตอ งทราบ
เมือ่ ถึงขนั้ ทีจ่ ะทราบแลวปดไมอ ยู
ฉะนนั้ ทา นจงึ สอนใหอ บรมจติ จติ น้เี ปนตวั รตู วั ฉลาดแหลมคมมาก ตอ งสอนให
แหลมคม อบรมใจละเอยี ดสุขมุ เต็มภูมจิ นมีความเฉลียวฉลาด มีความสามารถมากกวา
สิง่ ใดในโลกไมม ีสิง่ ใดเสมอเหมือน แตเ ราไมไ ดอบรมสัง่ สอน จติ จงึ อาภพั และอาภพั อยู
ตลอดเวลา ยนื เดิน น่ัง นอน อาภัพท้งั นั้น เพราะส่งิ อาภพั มันปกปดกําบงั ไว มันมี
อํานาจเหนือกวา จิตจึงเลยกลายเปน จิตอาภัพไปตามๆ มัน
จําตองชว ยจติ ดว ยสติปญ ญา ใหม คี วามสงบรมเยน็ ทรงตัวได ไมถ กู เขยากอ กวน
อยูตลอดเวลาดงั ที่เคยเปน มา เม่อื ใจสงบภายในก็เห็นคณุ คาของใจ สงบมากกเ็ หน็ มาก
รมู าก เขาใจมาก และผลิตสติปญ ญา
พจิ ารณาดูโลกธาตุอันน้ีไมม อี ะไรที่ควรช่ืนชมเทดิ ทูนรื่นเริงอะไรนักหนา สถานท่ี
อยูอ าศยั อาหารปจจยั เคร่ืองปรนปรอื เต็มไปดว ย อนิจจฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตตฺ า คอยจะใหห ลงั่
น้าํ ตากบั มนั อยูเรื่อยๆ นอนใจไมไ ดเ ลย มองไปรอบดานลวนแตปา ชา ของสตั วของคน
เต็มไปดว ย “อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า” เขา ในบา นก็ไดย นิ เสียงบน ออกนอกบา นกไ็ ดย นิ
เสียงบน เขา ในเมืองกไ็ ดย นิ เสยี งบน เพอไปทว่ั ทุกหนทกุ แหง เพราะเรอื่ งความทกุ ข
ความทรมานของสตั วข องคน มอี ยูทกุ แหง ทกุ หนตาํ บลหมบู า น จะสงสัยทไี่ หนวาจะมี
ความสขุ ความสบาย ไมมอี ะไรมากอ กวนใหไดร ับความทุกขค วามลําบาก แทจรงิ มนั
ลวนกองทกุ ขอยรู อบตัว นอกจากการสรางจติ ใจเราใหมคี วามแนนหนาม่นั คงขน้ึ ดวยศีล
ดว ยธรรมเทา นน้ั
น่ีแหละเปน ที่ปลอดภยั ไรทุกข อยทู ไี่ หนก็ไมม ีอะไรมากวน นีเ้ ปน สง่ิ สาํ คญั มาก
เมื่อสรางใหเ ตม็ ภมู แิ ลว ตอ งเยน็ สถานทนี่ น่ั เปนยังไง ? สถานทน่ี ี่เปน ยงั ไง ? ไมถ ามให
เสียเวลา เพราะความเยน็ อยูก บั เจา ของ ความสขุ อยกู บั เจาของ หลกั ใหญอ ยกู บั เจา ของ
แลว ก็ไมท ราบจะถามเอาสมบตั ิทีไ่ หนกัน ตัวจรงิ อยกู ับเรา เรารอู ยู เหน็ อยู ครองอยูจ ะ
ไปเจอทกุ ขที่ไหนกนั !
น่ีแหละทานวา การสรา งตวั ในดานธรรมสรางอยางนี้ สรางตวั ทางโลกก็ดังที่
ทราบๆ กนั อยคู อื สรา งเนอ้ื สรา งตวั ดวยการขวนขวายในดา นกจิ การทาํ มาหาเลีย้ งชีพ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๖
ภาค ๓ “ธรร๔ม๖ช๓ดุ เตรียมพร้อม’’
๔๐๗
ใหม ีทรพั ยสมบัติเงินทอง เรียกวา “สรางเนือ้ สรางตัว สรา งฐานะในทางโลก” ผนู น้ั กพ็ อ
เปนพอไปเก่ยี วกับสมบัติฐานะ ตลอดความเปน อยตู า งๆ
สรางภายในคอื สรา งจติ ใจใหมีหลกั มฐี านม่ันคง ใหรสู ง่ิ ดสี งิ่ ชั่ว พยายามแกไข
ดดั แปลงไปโดยสมาํ่ เสมอ จนจิตใจมคี วามเชอื่ ถอื ตวั เองได มีความแนใ จได อยทู ไ่ี หนก็
เปนหลักเกณฑ มคี วามสขุ ความสบาย ตายแลวกเ็ ปนสขุ นผ่ี มู หี ลกั จติ ใจเปน อยา งน้ี ผดิ
กับผไู มม หี ลกั ใจอยมู าก
บรรดาท่เี ปน คนดวยกันก็ไมเ หมอื นกันในความรูส ึก จิตก็วาจิตเหมือนกัน แตก ็
ตางกนั ในฐานะสูงต่าํ ของจติ ความโงค วามฉลาดผิดแปลกกันอยูมาก ทา นวา “เปนนสิ ยั
สมบัต”ิ เปนตามบญุ กรรมอาํ นาจวาสนาที่สรา งมา จะเหมือนกันไมไ ด
ถา อยากเห็นใจมสี ารคณุ เดน ดวง จงพยายามสรา งใจใหด ี สรางใหมีความแนน
หนาม่นั คง สรา งจนเห็นประจกั ษกบั ตัวเอง คําพระพุทธเจาทานสอน “ใหร ู ใหเ หน็
ประจักษในสงิ่ ทีม่ ีอยู เชน บญุ บาป เปน ตน เพราะบาปนั้น ถาเปน หนามกป็ กเสียบอยู
ทีห่ วั ใจตนน่ันแล ไมปก เสียบที่อ่ืน บุญกม็ ีแตสนับสนนุ คนใหม ีแตความสขุ ความสมหวัง
เฉพาะอยา งยง่ิ สนบั สนนุ อยทู ห่ี วั ใจคน เพราะใจเปนภาชนะท่ีควรแกบุญคณุ ธรรมทัง้
หลาย
การสรางความดีทใี่ จดว ย “จิตตภาวนา” จะเปน ความดีประจกั ษใ จ เร่ิมแตขนั้
สงบเยน็ เปนสมาธิขึ้นไปจนข้ันละเอียด และละเอยี ดสุดคือ “วิมตุ ติพระนิพพาน” จะ
ประจักษท ่ีใจดวงนเ้ี อง
คาํ วา “สงบ” ใจสงบกบั ใจไมสงบผิดกนั อยา งไรบา ง? ความสงบของใจเกดิ ขนึ้
มากนอ ย ความสุขเปนธรรมท่ีเกิดขน้ึ กบั ความสงบ เพราะปราศจากสิ่งกอกวนในเวลา
น้ัน ใจจะมีความสุขขน้ึ มาโดยลาํ ดบั เบากายเบาใจ บางครง้ั เบามากจนไมป รากฏวา กาย
มใี นความรสู ึกเลย มีแตค วามรลู ว นๆ เหมอื นกบั อยใู นอากาศ หรอื เหมอื นอยกู ลางหาว
หรืออะไรพูดไมคอยถกู ตามความเปน จรงิ นน่ั แหละจติ สบายมาก จิตปลอยวางทงั้ หมด
ในขณะนั้น เม่อื จิตสงบเตม็ ทีจ่ ึงไมทราบวา ตนอยใู นที่สงู ท่ตี าํ่ หรอื ในที่เชนไร น่ังอยูหรือ
นอนอยไู มสนใจทั้งน้นั
ปรากฏแตค วามรลู วนๆ ซงึ่ ไมมรี ูปไมมีลกั ษณะอะไรปรากฏเลย มีแตค วามรู
อยางเดยี ว ถา จะดลู กั ษณะก็มีแตค วามสวางไสวปรากฏอยูภายในใจ ซึ่งเปนสุขอยาง
อัศจรรย ผดิ กับสง่ิ ท้ังหลายท่เี คยผา นมาในโลก ความสงบมาก ความสวา งไสวมาก
ความสขุ กม็ าก แตความสงบผิดกบั ความไมสงบอยางไรนั้น กรณุ าไปดมู ังก้ี (ลิง) ก็จะ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๐๗
ธรรมะชุด๔เต๖ร๔ียมพรอ้ ม
๔๐๘
เขาใจเอง เพราะสง่ิ ดังกลาวมีอยกู บั ใจของทกุ คนหญิงชาย กระท่ังนกั บวช ถา ไมสนใจ
อบรมใจ
จิตที่เคยมืดๆ ดําๆ ท่เี คยตําหนิอยทู กุ วันนี้แล เปลี่ยนอาการขน้ึ มา เพราะการ
ชําระสะสางจนเหน็ ไดชดั ดงั ทก่ี ลาวมาทงั้ น้ี เพราะความมืดดาํ มนั ไมใ ชจ ิต เปนสง่ิ ปด บงั
ตา งหาก เหมอื นกบั ไฟฟา ลองเอาแกวหรือผา สดี าํ มาใสเขา ซิ มนั ก็ดํา เอาแดงมาใสมนั
กแ็ ดง เอาขาวมาใสมนั ก็ขาว มนั ขน้ึ อยกู บั สง่ิ ภายนอกทน่ี าํ มาใสต า งหาก ไมไ ดขึน้ อยูกบั
ดวงไฟ จงึ มกี ารเปลย่ี นแปลงไดตามสิ่งทมี่ าเกี่ยวขอ ง จติ กเ็ กย่ี วกับสง่ิ เกย่ี วขอ ง จึงมี
อาการตา งๆ เปล่ียนไปเปล่ียนมาอยูเสมอ ไมค งที่เหมือนจิตท่บี ริสทุ ธ์ิตามธรรมชาติ
จติ กเ็ ปน จิตอยอู ยา งนนั้ เมือ่ สิง่ ทดี่ ําสงิ่ ท่มี ัวหมองเขาไปแทรกไปปดบงั จติ ก็
เหมือนวามนั เศรา มนั หมองมันดําไปหมด ความจรงิ กค็ อื ส่งิ นนั้ แลทําใหด ํา ชําระสิ่งนัน้
ออกแลว จติ กส็ วา งไสวออกมาในขณะนน้ั จะผา นทะลุไปหมด ไมต ดิ ของกับอะไรขน้ึ ชือ่
วา “สมมตุ ิ” จึงไมม ีอะไรจะแหลมคมย่ิงกวา ใจ ใจนถ้ี งึ ขน้ั มอี าํ นาจกม็ อี าํ นาจอยา งน้ี
สาระสําคญั กค็ อื ใจน่ีเทานัน้ จงพยายามบาํ รงุ !
เชอื้ ทจี่ ะไปเกิดภพหนา ก็คือใจดวงนี้ พยายามสรา งใจใหด ี เปน ท่แี นใ จเสยี แต
บดั น้ี
การตายเปน ธรรมดา ธรรมดา ไมนาต่ืนเตนตกใจกลวั อะไรเลย เมอ่ื เรียนกล
มายาของกเิ ลสท่หี ลอกลวงใจจบส้ินแลว ปญหาทงั้ หลายในแหลง แหง “ไตรภพ” กจ็ บลง
ทใี่ จดวงทเี่ คยเปน “เจาปญหา” นี้แหง เดยี ว
การแสดงธรรมก็เห็นวาสมควร
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๔๔ช๖ุด๕๐เต๘รยี มพรอ้ ม’’
สแู้ คต่ าย๔๐๙
เทศนเโมปอื่ รวดันคทณุ ่ี ๑เพ๔ามพกงราาวครมรเธทพนศทุนะธโ์กปศุลรกั ดณรคเาณุมวช่อื เดั พว๒ปนัา๕าทพบ๑่ีง๑าา๙๔นวตรมารกดธรนาะคกมุลพณทุ ธวศดัักปรา่าชบา้ ๒น๕ต๑าด๙
สแู คตาย
ความหนักท่สี ุดก็คอื “ใจ” ความเบาทสี่ ดุ กค็ ือ “ใจ” ความหยาบท่สี ดุ กค็ ือ “ใจ”
ความละเอียดหรืออัศจรรยอยางยง่ิ ก็คือ “ใจ” อยทู ี่ใจนท้ี ้งั นน้ั !
โลกจะมคี วามสงบรมเย็น หรอื เกดิ ความเดอื ดรอ นวนุ วายมากนอ ย กข็ น้ึ อยกู บั
ใจ เพราะใจเปน ผูค รองรางและครองโลก ใจจงึ ควรไดร บั การอบรมศกึ ษาไปตามเหตุ
ตามผลซงึ่ เปนแนวทางทีช่ อบ เพ่อื จะไดผนู าํ ท่ดี ี แสดงออกเปน กิจการงานท่ีชอบธรรม
การแสดงออกทกุ อาการ เมือ่ ใจไดรับการอบรมโดยเหตุผลอันเปนแนวทางทีด่ ีท่ี
เรยี กวา “ธรรม” แลว กิจการงานตลอดความประพฤติยอ มเปน ไปดว ยความราบรน่ื ดี
งาม ไมแสลงตาแทงใจระหวา งเพอื่ นมนษุ ยด วยกัน ไมว า สว นยอยสว นใหญ ขน้ึ อยกู บั ใจ
เปน สาํ คญั ใจนจี้ ะวาหนักกห็ นกั จนเจา ของยกไมขนึ้ ถา ยกขน้ึ สคู วามดงี ามไดด งั ทา นผดู ี
ทงั้ หลาย ก็ควรจะผา นพนความทกุ ขความไมดีทั้งหลายไปไดแ ลว น่ใี ครกน็ อนจมอยูใน
กองทกุ ขและความสกปรกโสมมเรื่อยมา ทําไมจงึ ไมยกใจของตนข้นึ ใหพน ไปเสยี ทงั้ ที่รู
อยูดว ยกนั วา ทกุ ขอ นั เกิดจากเหตชุ ัว่ น้ันเปนของไมด ี กเ็ พราะมันยกไมขนึ้ นั่นเอง ใจมนั
ชอบอยใู นทกุ ขโดยไมรูสึกตวั
สงิ่ ท่เี ราไมร ูนน่ั แหละคือส่ิงท่ีเปนนายเรา พดู แลวก็ไมพนจาก “กิเลส” อนั เปน ตวั
กอเหตุสาํ คญั ความไมรูก็ตอ งทาํ ไปแบบสุมเดา ทําแลวกเ็ กดิ ผลขึน้ มาเปน ความเดือด
รอนแกต นและผอู น่ื ตอเนอื่ งกันไปไมมที สี่ ิ้นสุด มนั ติดอยูทวี่ า “ยกของหนกั คอื ใจไม
ไหว!” ถา ยกไหว ก็ยกใหพนจากส่งิ กดถว งทง้ั หลายท่ตี ํ่าชา เลวทรามไปนานแลว ไมตอ ง
มาวกวนบน ทกุ ขบ น ยากกนั ดงั ทโ่ี ลกเปน อยเู วลานเ้ี ลย ทัง้ น้ีกเ็ พราะยกไมไ หวไปไมรอด
จอดไมถกู ตามกฎจราจรของธรรมนั่นเอง มนั ถึงเกดิ ขน้ึ มาอยใู นสภาพที่เกะกะคละเคลา
กับความทุกขยาก ทางปากกดั ทางมือฉกี ทางใจบนเพอ รําพึงอยูภายใน ที่เรียกวา“กรรม
ของเรา กรรมของเขา ตางคนตางมีและรมุ ลอมอยทู ่ใี จ”
ไปกอกาํ เนดิ ที่ไหนก็ตองเสวยสขุ ทกุ ขมากนอ ยที่จติ พกไปดว ย สว นกุศลกรรม
น้ันตา งกนั สง เสรมิ จติ ใหเ บาและมคี วามสขุ
คาํ วา “ธรรม” เปน ความละเอียดสุขมุ คมั ภีรภาพมาก เม่อื จิตกับธรรมมคี วาม
เกี่ยวขอ งกนั ใจแมเ คยหนกั ยง่ิ กวา ภเู ขา กก็ ลายเปน จติ เบาและเบาบางจากกเิ ลสกอง
ทกุ ขโดยลาํ ดับ จะทําอะไรท่เี ปนกศุ ลกง็ า ย ชื่อความดีความชอบแลวทาํ งาย!
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๔ช๖๔ดุ๗เ๐ต๙รยี มพร้อม’’
๔๑๒
ผทู ป่ี ระกอบความเพียร ความเสยี สละ ความอดความทน จนถงึ เปนถึงตาย จะมี
ใครเกินพระพุทธเจาไปไดเลา น่แี หละตน เหตทุ จ่ี ะไดธรรมอนั ประเสริฐเลศิ โลกเกิดขึ้น
และนาํ มาประกาศสอนโลกทว่ั ไป ทานไดม าดวยวธิ ีน้นั ดวยอาการนัน้ ฉะนน้ั การทจ่ี ะรอ้ื
ถอนตนใหพน จากทกุ ข จงึ ตอ งอาศัยความพากเพยี รอยางเตม็ กําลังความสามารถขาด
ดน้ิ ไมย อมลดละ ไมย อมถอยหลงั ถา ถอยกต็ องจมอกี ไมถ อยก็ไมจ ม คอ ยคบื คลานขน้ึ
มาดวยความเพียรโดยสม่ําเสมอ ก็ยอมจะผานพน ไปได
รางกายเรานไี้ มม ปี ระโยชนอ ะไร ถา ไมพาทาํ ประโยชนเสียแตเ วลานี้ ตายแลวมี
แตเ รือ่ งยงุ กนั “โอโ ห ยงุ มหายุง นน่ั ซมิ ันดูไมไ ด ไอเรอื่ งตายน้ถี อื กนั วาเปนเรอื่ งใหญโ ต
มาก ยงุ กนั ไปหมด คนเปนนั่นแหละตวั ยุง หาอะไรมายุงกนั ไปหมด เหน็ แตพ ระตายก็
ยงั ยงุ มาก ซงึ่ ไมนา จะเปนอยา งนั้นเลยก็ยังเปน ได ทา นตายแลว เก็บหมกั เกบ็ ดองเอาไว
ไมทราบวากเ่ี ร่อื งกรี่ าย จะทําปลารา หรือนา้ํ ปลากไ็ มได แตใจชอบอยางน้นั หลั่งไหลมา
ยงุ ดว ยกันโดยไมมีเหตมุ ีผลอะไรท่ไี มควรเปน เลย มนั ก็ยงั เปน เพราะใจมนษุ ยนิยมชอบ
อยา งน้ัน
เวลายงั มชี วี ิตอยู จะสนใจประพฤติปฏบิ ัตคิ ณุ งามความดใี หเกิดจากสกลกายน้กี ็
ไมคอ ยสนใจ เวลาตายแลว จะใหรา งกายนีเ้ ปนประโยชน มันจะเปน ประโยชนไดอ ยางไร
กนั ถา ไมพาทาํ เสียตงั้ แตบ ดั น้ี ทําใหพอ ! ตายแลว กท็ งิ้ ไปนนั่ เอง จะเปน ประโยชนอ ะไร
อกี ถาเปนประโยชนอ ยูจะตายไปทําไม มันไมเปนประโยชน เพราะหมดกําลังความ
สามารถสบื ตอ แลว มนั ถงึ ตาย ตายแลวท้งิ ลงไป อันใดทเ่ี ปน สาระสาํ คญั ซ่ึงไดจ ากการ
กระทาํ ของรางกายนี้ ก็ถอื เอาเปน ประโยชนต อ ไป ชื่อวาเปนผไู มป ระมาท
เวลานชี้ วี ิตรา งกายของเรากําลังเปน ประโยชน ทํากจิ การทางโลกก็เปนประโยชน
ทางธรรมก็เปนประโยชน ฉะน้นั งานท้ังสองประเภทน้ที เี่ รายังมีความสามารถทาํ ไดอ ยู
เรากต็ อ งทําไมอ ยเู ปลา
งานทางโลกก็ตองทํา เพราะสังขารรา งกายมคี วามจําเปนตอ สง่ิ เยียวยารกั ษา อยู
เฉยๆ ไมได ตอ งมเี ครื่องนงุ เคร่ืองหม ปกปด สกลกาย มีทีอ่ ยอู าศัย มีปจจัยเครื่อง
สนับสนนุ อาหารการบรโิ ภคตลอดหยูกยา ไมก าํ หนดกฎเกณฑว ามีมากมีนอ ย เรอ่ื ง
มนษุ ยเ ปนอยางน้นั
สัตวเขาไมมอี ะไรมากเหมอื นมนุษย ผา นงุ ผา หม เขาก็ไมม ี ท่นี อนหมอนมุงเขาก็
ไมมี หยกู ยาแกโรคเขาก็ไมมี เขายงั มคี วามสบื ตอเปนสัตวม าได
แตมนษุ ยเ ราน่ซี ิ ถา พดู ตามความจริงกว็ า ออ นแอมากกวาสตั ว ไปทไ่ี หน
พะรุงพะรังดวยเครื่องนุงหม ดวยเครือ่ งอยูเ ครื่องกนิ เตรียมกนั ไปเต็มทเ่ี ตม็ ทางกลวั แต
จะอดตาย หยกู ยาปลาแปงอะไรพากันหอบหวิ้ ใหยุงไปหมด แมจ ะไปวดั เพ่ือภาวนาตดั
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๒
ธรรมะชุด๔เต๖ร๘ียมพรอ้ ม