The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebook.luangta, 2021-10-01 09:32:28

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Keywords: หลวงตามหาบัว,ธรรมะ

๔๑๐

แตในระหวางทีจ่ ิตจมอยูกบั ความหนกั หนว งถวงใจน้ัน มนั ยกอะไรท่ีเปนความดี
งามไมขนึ้ ออ นไปหมด ราวกับไมม กี ระดกู ตดิ ตอ กนั ในรา งกาย สยู อมจมอยอู ยางนนั้ ไม
ได เพราะธรรมชาติที่จะใหจ มนั้นมนั มนี ํา้ หนักมากกวา เทยี บเหมือน “แมเ หลก็ ” ที่ดึง
ดูดเหลก็ เศษเหล็กเล็กๆ นอ ยๆ กว็ ิ่งเขาหา “แมเหลก็ ” ทั้งหมด เพราะแมเหล็กมกี ําลงั
มาก สามารถดงึ ดูดเศษเหลก็ ไดต ามกาํ ลังของมนั

กิเลสตณั หาอาสวะกม็ ีอาํ นาจดงึ ดูดจิตใจ ใหหลงกลมายาและรักชอบมันไมมวี ัน
จดื จาง เชน ความโลภ โกรธ หลง ราคะตณั หา เปนตน ทัง้ ที่รแู กใ จวา ไมด ี แตก ไ็ มมีใคร
พอใจ “ละ” มัน นอกจากพอใจสง เสริม พอใจคลอ ยตามมัน โดยไมม กี ารฝาฝนตา น
ทานดว ยความพอใจ เหมอื นเวลาพอใจหลงและติดมันสง เสริมมัน ฉะน้นั จึงยากท่จี ะมผี ู
ผานพนฝม ือของมันไปได เพราะตางเคลิ้มหลับใหมันกลอ มจนหมดเพลง ความไมเ บือ่
ความลุมหลง ไมมสี ตริ ะลกึ รตู วั บา ง กค็ อื กเิ ลสกลอ มสตั วโ ลกนน่ั แล

ทา นท่อี ยากเปลยี่ นฟงเพลงคือ “ธรรม” กจ็ งพยายามยบั ยงั้ ชงั่ ตวงตวั เอง หมุนใจ
เขา หาธรรมดว ยความพยายาม ยากกพ็ ยายามลากเขน็ พยายามตอ สู พยายามบกึ บนึ
อยายื่นมอื ใหกเิ ลสฉดุ ลาก เดีย๋ วจะไมมหี นงั ตดิ เนอ้ื จะเปอยผุพังไปเพราะมันเสียหมด

กิเลสมันเคยดดั สันดานสัตวโ ลกมานาน ถาจะเข็ดกค็ วรเขด็ ไดแ ลว ไมมีอะไรจะ
วเิ ศษวิโสไปกวา เทาทีร่ อู ยเู หน็ อยูใ นวงของกิเลสครอบงํานี้

ความพากเพียรในธรรมมเี ทา ไรจงทุมลงไป อยา กลัวกเิ ลสเจ็บ อยา กลวั กเิ ลส
รองไห ใหก ลัวเราจมอยูใ นกองทุกขเ พราะกเิ ลสทาํ เหตุจะประเสริฐกวา กิเลสไมใ ชข อง
ประเสริฐ ธรรมตางหากประเสริฐเหนอื โลก สติ ปญญา ศรทั ธา ความเพียร ในธรรม
ทั้งหลาย ไมใ ชเน้ือไมใ ชป ลาพอจะสงวนไวเพ่อื ตมแกงกิน จงนาํ ออกมาใชเพื่อ
ประโยชน เพอื่ ประโยชนม หาศาลแกต นในอัตภาพนี้ อยา รอใหเ ขานมิ นตพ ระมาจัด
การ “กสุ ลา มาติกา” ให ทัง้ ทเ่ี รากาํ ลงั โงอ ยู การนั้นจะไมเ ปนประโยชนย่ิงกวาเราสราง
“กสุ ลา ธมมฺ า” คือ ความฉลาดข้ึนมาเองภายในใจขณะที่ยงั มชี วี ิตอยเู วลาน้ี

จงทราบวา “กสุ ลา ธมมฺ า” นน้ั ทา นสอนคนเปน ใหฉ ลาด ไมไดสอนใหค นโง เรา
เปนชาวพทุ ธและเปน นกั ปฏบิ ัติ จงพจิ ารณาไตรต รองความหมายของธรรมใหถกู ตอง
อยา คอยเสวยผลบุญและความฉลาดในเวลาเขา โลงดวย “กสุ ลา มาตกิ า บงั สกุ ลุ ” น่ันคือ
งานท่เี ขาทาํ ใหในเวลาผูตายหมดหวังจากการบําเพ็ญดวยตนเองแลว เขาก็ทําสง เดชให
อยางนน้ั เอง ตามนสิ ัยคนท่รี ักและเคยมบี ญุ คุณตอ กนั มนั ไมแ นเหมอื นเราทําเอง คือ
สรา งกศุ ลเอาเองขณะท่มี ชี ีวติ อยู

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๐

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๖ดุ ๙เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๑๑

ถา แนใจในกุศลของตัวทสี่ รางขึ้นมาวา เต็มภมู ภิ ายในใจแลว กไ็ มจ ําเปน ตองไป
รบกวนพระทานมา “กสุ ลา มาติกา” ใหล ําบากในเวลาตายหรือเวลาเขา โลงแลว เพราะ
เราสมบูรณแลว กสุ ลา หรือไมเรากพ็ อตวั แลว การตายทั้ง “อ่ิม” ไมใชตายท้ัง ‘หวิ ” นด้ี ี
มาก คาํ วา “ตายทง้ั อิ่ม” นน้ั คอื ความเพียรพอในกศุ ลธรรมทั้งมวลภายในใจ ดังพระ-
อรหนั ตทานตาย ไมเหน็ ใครกลา ไปอาจเออ้ื มไปกสุ ลาใหทา นถาไมอยากขายตวั การตาย
ของทานก็ไมเหน็ ลําบากราํ คาญ ทา นมักตายคนเดยี ว อยา งสบายหายวนุ แมลงหวี่
แมลงวันกไ็ มตอมเหมือนพวกเราชาวยุงชาววุน ตายแตละรายราวกบั เกดิ ขา ศกึ กลาง
เมือง

เรอ่ื งของทา นผูส้ินกิเลสความกงั วลและกวนใจกับเรื่องของพวกเรา ตางกนั มาก
ราวกบั เกิดอยคู นละโลก ทง้ั ทที่ า นกเ็ ปนมนษุ ยเหมือนพวกเรา ฉะนน้ั เราผเู ปนศษิ ยมคี รู
สงั่ สอน ควรพยายามดัดจิตใจของตนใหเดินตามรองรอยแหงธรรม

แมไ มไดอยางทา น กพ็ อเปน เครื่องหมายแหง “ลกู ศษิ ย” ทีม่ ีครูสอนบาง ส่ิงท่ี
ควรตัดกต็ ัด ส่งิ ที่ควรละกล็ ะบา งตามโอกาส ไมควรปลอ ยตวั ใหต ิดจมอยูกบั เร่ืองตา งๆ
ส่งิ ตา ง ๆ จนไมค ดิ หาทางออกจากทุกขเพอื่ ตัวเอง ก็ดูวา โงเสียจนเลยขอบเขตเหตุผล

ตามธรรมดาทว่ั ๆ ไป ใครมอี ะไรมากนอยใครก็รักสงวน โลกเปน กนั มาอยา ง
นั้นไมปฏเิ สธ แตธ รรมเครอื่ งปอ งกนั ตัวรักษาตวั กค็ วรใหมเี ปน คูเ คยี งกันไป จะไมเสยี
เปรยี บโลกคือกิเลสของตัวจนเกนิ ไป

คิดดู ! พระพุทธเจา ผูเปนศาสดา ก็ทรงเสียสละและเสยี สละจนหวน่ั ไหวทัง้ แผน
ดนิ ถิ่นท่ที รงปกครอง การเสียสละขนาดนน้ั เปน สง่ิ เลก็ นอ ยไดห รอื ตอ งเปน เร่อื งใหญโ ต
มาก จนไมม ีใครสามารถทําไดอยางพระองค เวลาเสดจ็ ออกไปทรงผนวชแลว มใี คร
บางที่มคี วามสามารถอาจหาญทางความเพยี ร ความอดความทนในทกุ สิ่งบรรดาปจจัย
ทงั้ สเ่ี หมือนอยา งพระพทุ ธเจา การลดฐานะจากความเปน กษตั ริยลงเปน นกั บวชอันเปน
เพศแหงคนขอทาน ตอ งเปนเร่ืองใหญโตมาก ฉะนน้ั ศาสนธรรมจึงเกิดขน้ึ ในทา มกลาง
แหงความลาํ บากทรมานของพระพุทธเจา ไมใ ชเกดิ ขนึ้ เพราะความขี้เกยี จออนแอแบบ
สุกเอาเผากิน แตเกดิ ข้ึนจากความรอดตายของพระสทิ ธัตถราชกมุ ารองคอ าชาไนย

ใครจึงไมควรดดุ า ลูกๆ หลานๆ ดวยการประมาทพระศาสนาวา “ไอนีม่ นั
เกยี จครานนกั เอาไปบวชเสีย” เพราะพระพุทธเจาไมใชชางทําสวม ธรรมของทานไมใช
สว มพอจะเปนเครอ่ื งรับถายมตู รคูถเชน น้ัน ศาสนาไมใชห อ งนํา้ หอ งสว มหลมุ มตู รหลุม
คูถ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๑

ธรรมะชุด๔เ๗ต๐รียมพรอ้ ม

๔๑๓

กังวล ยังไมส นใจคิดวา ความพะรงุ พะรังนะ คือความกงั วลเปนหว งรางกายกลวั จะอด
ตาย ยิ่งกวาจะหวงใจ

การกลา วทง้ั นมี้ ิไดเจตนาตาํ หนิมนษุ ยโ ดยถา ยเดียว แตเ ปน อบุ ายเตอื นมนษุ ย
ใหมคี วามเขม แข็ง และรจู กั ผอ นหนกั ผอ นเบา ไมเ ปน คลงั แหง ความกงั วลบนหัวใจโดย
ถายเดยี ว แทนทจี่ ะเปนคลังแหง ธรรม

ตามธรรมดาแลว มนุษยม คี วามฉลาดเหนือสัตว ความตา นทานของมนุษยก ็ไม
เหมือนสตั ว มันผิดกัน มนษุ ยเ ราเกิดมาในทามกลางแหง ความชวยเหลอื จากผอู ื่น
ฉะน้นั ความเปนอยูตา งๆ จึงตา งจากสตั วเ ปน ธรรมดา แตน กั ปฏบิ ัติธรรมควรคดิ เร่ืองนี้
ไวเ สมอเพอ่ื กนั ความลมื ตวั และออ นแอ เวลาไมส บายมีเจ็บไขเปนตน จิตใจจะไมเขม
แข็งเพอื่ คน หาความจริงตามหลักสจั ธรรม

ครั้งพุทธกาลพระบางองคทานไดส ําเรจ็ อรหนั ต เพราะทกุ ขเวทนาเวลาเจบ็ ไขก็มี
ทั้งนีเ้ พราะจิตใจเขมแข็ง เพราะฉะนัน้ การกลาวน้ีจึงกลา วเพ่อื จติ ใจ โดยเฉพาะใจสําคญั
มาก เพ่อื ใจไมส ะดงุ กลัว ไมระสาํ่ ระสาย ขาดสติปญ ญาเครอ่ื งพิจารณาในเวลาเจบ็ ปว ย
ดงั พระกรรมฐานทา นเท่ยี วตามปาตามเขา ตัวอยา งมีทา นอาจารยม น่ั เปน ตน หยกู ยาก็
ไมไดตดิ เนอ้ื ติดตวั ไปเลย เวลาเจบ็ ไข

“เอา โรคนเี้ วลาจะเปน ข้ึนมา เปน มาจากที่ไหน ก็เกิดขึ้นภายในรางกายน้ี เชน
เจ็บไข ปวดหัว เปนตน เวลาเกดิ มันกเ็ กดิ ข้ึนที่น่ี เวลาหายมนั จะหาหยูกยาจากทไี่ หน
มนั เกิดทีน่ ่มี ันกด็ บั ท่นี ี่ ถา รางกายหรือจิตใจไมมีความสามารถตา นทานกนั มันกต็ ายทน่ี ี่
เกิดกับตายเปน ของคกู นั โรคภัยไขเ จบ็ ท่ีเกิดข้นึ กบั ดับไป มนั กเ็ ปนของคูกัน มันจะเกิด
จะดับท่ไี หนถา ไมเกิดดับที่น่ี” ทา นวา

“พวกสตั วสาราสงิ มอี ยเู ต็มในปา ในเขาน้ี เขาไมไดมหี ยกู มยี า เขากม็ ธี าตขุ นั ธ
เชน เดยี วกนั เขาอาจมเี จ็บไขไ ดป ว ยไดเ ชน เดยี วกับมนษุ ยเ รา แตท ําไมเขาจึงไมส ูญพนั ธุ
ทาํ ไมเราจงึ กลวั ตายนกั ออ นแอนกั !“ น่ที า นพลิกใจของทาน

“เราตองพจิ ารณาใหร ู “สัจธรรม” เปน ธรรมโอสถเครอื่ งแกก ัน ไมใหจิตใจลุม
หลงสา ยแสไ ปกับสิ่งเหลา นนั้ อนั จะกอ ความทุกขใ หกับตนมากขน้ึ ”

ทานกพ็ จิ ารณาจนกระทั่งทราบเร่ืองเหตุเรอ่ื งผล ทุกสิ่งทกุ อยางภายในรา งกาย
เวทนาจติ โดยตลอด โรคภยั ไขเ จบ็ หายไปเลยก็มีดงั ทีเ่ ขียนไวในประวัติของทานอาจารย
มน่ั

แมโ รคมนั จะไมหายก็ตาม เร่ืองจิตใจนัน้ จะตองมีความเขม แข็ง มคี วามเฉลยี ว
ฉลาดตอ วธิ ีการปฏิบตั ติ อตนเอง ซงึ่ เกย่ี วกับโรคภยั ไขเ จ็บเปน พิเศษ ผดิ กบั คนธรรมดา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๓

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๗ุด๑เตรยี มพร้อม’’

๔๑๔

อยูม าก นกี่ เ็ คยไปปฏบิ ัตมิ าอยา งนั้นเชนเดยี วกนั เวลาเจบ็ ไขไดป วยมากๆ หามใครเขา
ไปเกี่ยวของเลย ถาสมมุตวิ า อยกู บั หมูเพือ่ นอยางนี้ กป็ ดประตูและบอกทันที และหาม
เดด็ ขาดเลยวา “ใครอยามาแตะตองหรอื เปด ประตเู ปน อนั ขาด ถาประตูนไ้ี มเ ปดหามไม
ใหใ ครเขา มาเก่ียวขอ ง วนั นีจ้ ะตองพิจารณาขุดคน กันอยางเตม็ ภมู เิ ตม็ ฐานทเี ดียว
เพราะวานี่เปนทุกขเวทนาซ่ึงเกดิ ขน้ึ จากการเจ็บไข”

ทกุ ขเวทนาท่เี ราเคยพบเพราะน่งั ภาวนามาตั้งหลายชว่ั โมง เรายังสูได พิจารณา
แทงทะลุปรุโปรงไปได ไดเหตุไดผล ไดอรรถไดธ รรม ไดค วามเฉลยี วฉลาด ไดความ
ศกั ด์สิ ทิ ธ์ทิ ีส่ ําคญั ขึน้ มาภายในใจแตละครง้ั ๆ ไมเ คยพลาดไปเลย แตเวลาเจ็บไขไ ด
ปวยนเ้ี ราจะปฏบิ ัติอยางไร ถาไมป ฏบิ ตั ิอยา งนัน้ เราจะปฏบิ ตั ิทางไหน ไมมที างหลกี เรน
ได เพราะรางกายนี้เปนท่เี กดิ แหงโรคตา งๆ ไมมีประมาณ

สตปิ ญ ญาเปน เคร่อื งพจิ ารณาความจรงิ ซ่ึงเกดิ ขน้ึ น้นั โรคแตล ะชนิดท่ีเกิดขนึ้ ก็
ทําใหเกิดทกุ ขเวทนา ทกุ ขเวทนาน้นั เปนสจั ธรรม เราไมพจิ ารณาสจั ธรรมทเี่ กิดขนึ้ กับ
เราเวลานี้เราจะพิจารณาอะไร เรากลัวสัจธรรมกเ็ ทากบั เรากลวั กเิ ลส เราสูกเิ ลสไมไดก็
เทากับเรา “แพก เิ ลส” โดยตรง ถา เราพจิ ารณาสัจธรรมเขา ใจแจมแจงจริงแลว กช็ อ่ื วา
เรามคี วามเฉลยี วฉลาดเอาตัวรอดได เอา คน ลงไปทเี ดียว!

ทกุ ขเกดิ ข้นึ มาจากไหน เปน ขึน้ ท่ีตรงไหน คน ลงไป สติปญญาหมนุ ติว้ ไปตาม
อาการของเวทนาทแี่ สดงตัวอยใู นรางกายสวนตา งๆ กระท่งั ทกุ ขเวทนาท่ีเกดิ ขน้ึ อยาง
เตม็ ทีใ่ นขณะนนั้ ไดห ายไป ขยายตวั ออกไป ๆ เพราะสติปญญาไลตอนเขาสูค วามจริงไป
โดยลําดบั เมอ่ื เจอความจรงิ ทตี่ รงไหน ทกุ ขเวทนากก็ ระจายออก ๆ เห็นอยา งชดั เจน
ภายในใจ จนกระทง่ั รา งกายทกุ สว นทเ่ี ปน กองทกุ ขซง่ึ เกดิ จากการเจ็บไขน ัน้ หายไป
หมดเลย เหลอื แตค วามรูลวนๆ ทสี่ วางไสวครอบรา งกายในขณะน้นั แมแ ตรางกายท่ี
เคยปรากฏอยูในขณะน้นั พรอ มกบั ทุกขท่กี ลมกลืนเปนอันเดยี วกันนัน้ เหมอื นกบั จะ
แยกกนั ไมอ อก กก็ ลบั กลายหายไป ทง้ั รา งกายกห็ ายไป ทุกขเวทนาท่เี กดิ ขน้ึ ภายในราง
กายกห็ ายไป คอื รา งกายหายไปในความรูสกึ เหลือแตความรูซ่งึ เปน สง่ิ ท่อี ศั จรรยล วนๆ
ทรงตวั อยู โดยไมมีกําหนดกฎเกณฑว าอยสู ูงอยตู าํ่ อยใู นดนิ ฟา อากาศที่ไหน หายเงียบ
ไมม ีรา งเปน ทีส่ ิงสถติ อยใู นความรสู ึกเวลานนั้ นน่ั ! เห็นความอศั จรรยข้ึนมาแลว! พอ
ถอนออกมาเทา นน้ั “โรคหายไปเลย!”

นเ่ี รยี กวา “สติปญญาพิจารณาสัจธรรม” เมอ่ื รสู จั ธรรมแลวจะไมถอนทกุ ขไ ม
ถอนกิเลสอาสวะจะถอนอะไร เพราะสัจธรรมก็เปนความจริงแตละอยาง ๆ คอื ทกุ ขก ็
เปนความจรงิ สมทุ ยั กเ็ ปน ความจริง สตปิ ญ ญาที่เรียกวา “มรรค” ก็เปนความจริง ตาง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๔

ธรรมะช๔ุดเ๗ต๒รยี มพรอ้ ม

๔๑๕

อนั ตางจริง เมอ่ื เขา ถงึ กนั แลว ตา งกเ็ ปน ความจรงิ ลว นๆ จติ จะปลอมมาจากทไ่ี หนอีก
เมอื่ ไดใ ชส ติปญ ญาเปนเครือ่ งซักฟอกแลว

เพราะฉะนัน้ จติ จึงแนวแนอยตู ามความจริงของตน คาํ วา “ยา” หายไปหมด
เรือ่ งความคดิ ถึงหยูกถึง “ยา” คิดไมได ไมมีเวลาไปคดิ คดิ ไปไหน เมอ่ื คิดไปแลวมันก็
ไมไดผ ล จงึ ไมคดิ ใหเ สยี เวลา

คิดที่ตรงน้ี ตรงท่คี วรจะคิดนี้ เวทนามากนอ ยเกดิ ทตี่ รงนี้ การเจ็บไขไดป วยเกดิ
ขน้ึ ทีร่ า งกายน้ี พิจารณาที่ตรงนี้ สติปญญากม็ ีอยูทีน่ ี่ คน กนั ลงท่นี ี่ หมนุ ต้ิวๆ ลงไปที่นี่
พอไดท แ่ี ลว ทกุ ขเวทนากห็ ายหมด! นีเ่ รียกวา “ไมเสียผลเสยี ประโยชน” เรียกวา “รบ
ขา ศกึ ไดช ยั ชนะ!”

หากจะตายในเวลานน้ั จติ กไ็ มย อ ทอ จิตกส็ ามารถรับรองตัวได หรอื ชว ยตวั เอง
ได ไมใหทุกขเวทนาทง้ั หลายเขามาครอบงําจติ ไดเ ลย เพราะอํานาจของสตปิ ญ ญารอบ
ตัว หากวาจะตายลงในขณะน้นั กต็ ายไปอยา ง “สคุ โต” ทาํ ใหเบาทงั้ กายทัง้ ใจอยางน้ี
เอง ใจน้ที ําใหฉลาดก็ไดทําใหโ งก ไ็ ด แลวแตผูน้นั จะปฏบิ ตั ติ วั อยางไร

ถา จะให “จมอย”ู ตั้งกัปตั้งกัลปก็จมได ไมม วี ันอม่ิ พอในความจม จมอยใู น
“วฏั สงสาร” น่ันเอง มีความ เกดิ แก เจ็บ ตาย นนั้ มนั อ่ิมพอท่ไี หนกนั ถา อิ่มพอกนั ได
สตั วโ ลกก็ไมค วรจะมาเกดิ ตายกนั ไมห ยดุ อยางน้ี

ทานจึงสอนวา “นตถฺ ิ ตณหฺ าสมา นท”ี แมน า้ํ เสมอดวยตัณหาไมม ”ี กต็ ณั หาน้ี

แลพาใหสตั วเ กดิ ตายไมม เี วลาอิ่มพอ เพราะตัวเหตุคือตัณหาไมเ คยมคี วามอิ่มพอ
ความเกดิ ตายอนั เปนเครอ่ื งผลกั ดนั จากตัณหา จะหยดุ ตัวและอม่ิ ตัวไดอ ยา งไรเลา

ฉะนน้ั การจะใหค วามอม่ิ พอของความทกุ ขแ ละการเกดิ ตายเปน ไปเอง โดย
ไมกาํ จัดตน เหตคุ ือ “ตณั หาอวชิ ชา” ใหส น้ิ ไปจากใจ จึงเปน ความหวังทล่ี อยลม ไมม ี
ความหมายใดๆ ทงั้ สิน้ อยา พากันหาญคดิ !

การเกิดนัน้ เกิดเทาไรตายเทา นน้ั ตายเทา ไรเกิดเทา นน้ั หรอื มากย่ิงขึน้ ไป
เพราะสง่ิ ท่จี ะทําใหเกิดคือกิเลสอวชิ ชาพอตัวเมอื่ ไร มันไมเคยมคี วามพอตวั เลย“นตถฺ ิ
ตณหฺ าสมา นที” แมน้ําทะเลหลวงมหาสมทุ ร ก็สูค วามอยากท่จี ติ ทเ่ี ตม็ ไปดว ย “ตณั หา”

น้ีไมไ ด ความอยากกค็ อื กเิ ลสนเ่ี อง มนั มคี วามพอตัวทไ่ี หน จงทําความเขา ใจอยา งถงึ ใจ
วา ถา จะปลอ ยใหสิง่ เหลาน้ีพอตวั ไปเอง กก่ี ปั กก่ี ลั ปก ไ็ มม หี วงั ไมมฝี งไมม แี ดนเลย
เพราะฉะนั้นจงึ ควรพยายามแก พยายามคล่ีคลาย พยายามบกึ บนึ พยายามตอสสู ลัด
ปดกิเลสเครื่องพัวพนั ทั้งหลายออก เพือ่ เขาหาฝง หาแดนพน ทกุ ขไ ปไดโดยลําดบั ดว ย
ศรัทธา ความเพยี ร มีสติปญญาเปน สาํ คญั !

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๕

ภาค ๓ “ธรร๔ม๗ชดุ๓เตรียมพรอ้ ม’’

๔๑๖

จงคน คิด พิจารณาลงท่ีนี่!
พระพุทธเจา สาวกทง้ั หลายทา นพน ทกุ ข ทานไมไดพนจากที่ไหน ทานพนทีก่ อง
ทุกขน ี้แล แตถาไมพจิ ารณากองทุกขกไ็ มพ น ตอ งถอื เอาทุกขเปนหินลบั สตปิ ญ ญาใหม ี
ความแกลวกลาสามารถรเู ทา ทนั กันกับสัจธรรมทั้งสี่ ทกุ ขท้ังหลายจะไมเปน ภยั ตอจติ
ใจอกี ตอ ไป ทุกขจะปรากฏตัว “สักแตวาทุกข” แมจ ะไมดบั ไปกต็ าม เพราะอาํ นาจแหง
สตปิ ญ ญาพจิ ารณารูรอบท่วั ถงึ แลว ทกุ ขเวทนาจะต้งั อยูต ามความจริงของตน ไม
สามารถเขามากระเทือนจติ ใจไดเ ลย เพราะปญ ญารอบตวั อยูแลว จิตกจ็ ะตัง้ อยูตาม
ความจรงิ ของตวั ตางอนั ตางจรงิ ไมม อี ะไรกระทบกระเทอื นกนั เมอ่ื ความจรงิ เขา ถึง
กันแลว ไมเกดิ เรอื่ งตอกัน
อันเรอ่ื งความจริงกบั ความปลอมท่มี นั วนุ กนั อยนู ้ี ก็เพราะความจอมปลอมข้นึ
แซงหนา ไปเรอื่ ยๆ มนั จึงทําใหจ ติ จมอยเู รื่อยๆ เราเคยบนกนั มากเหลอื เกนิ คอื บน
อยากจะพบความสขุ ความเจริญ แลวความสุขความเจริญน้ันอยทู ีไ่ หน ? เวลานผ้ี ู
ตองการความสุขความเจรญิ จมอยูกบั อะไร ? ถึงหาความสุขความเจริญไมไดไมเจอ
ทั้งๆ ทเ่ี ราปรารถนาความสุขความเจรญิ ดวยกนั ทั้งโลก ถา ไมแ กส าเหตใุ นจดุ นแ้ี ลว ก็ไม
มีทางพบความสุขความเจรญิ ไดอ ยางพงึ ใจเลย การปลอยใหจิตพอตวั แลว พน ทกุ ขไป
เอง และการปลอยใหก ิเลสพอตัวแลวสลัดปด ท้ิงคน ปลอ ยคนใหเ ปนอิสระ เหมือนเขา
ปลอ ยนักโทษออกจากเรือนจาํ นไ่ี มม หี วงั ! อยา งไรๆ กเิ ลสจะตอ งผกู มดั คนไปเรอ่ื ยๆ
อยอู ยางนี!้ นอกจากจะใชสตปิ ญญาพิจารณาดงั ทีว่ า แลวเทาน้นั จึงจะมีหวังดังใจหมาย!
ฉะนน้ั ศาสนาจึงมีความจําเปนอยา งย่ิงกบั มนษุ ย ผตู อ งการความสงบสขุ แกต น
และครอบครัว ตลอดการหลุดพนจากการจองจําทัง้ หลาย มนุษยเ ราจําเปน อยางยง่ิ ท่ี
จะนาํ ศาสนาเขา มาเปน เครอ่ื งมอื ดาํ เนนิ เปน ขน้ั ๆ ไมป ลอ ยตวั ตามอาํ เภอใจ เพราะ
กิเลสเคร่ืองทาํ ลายความสขุ มหี ลายประเภทมาก ทานจึงสอนตั้งแต ทาน ศีล ภาวนา
“ทาน” เพอื่ ประโยชนอ ะไร เพือ่ ความเสียสละความตระหนี่ถเี่ หนียว เกี่ยวเนอ่ื ง
มาจากความเห็นแกต ัว และสงเสริมความละโมบโลภมากใหพ อกพูนหวั ใจ เหน็ อะไรๆ
มีแตจ ะเอาทาเดยี วไมมองดสู ังขาร
การใหท านยอ มเกดิ ประโยชนแกผ รู ับจากการเสยี สละน้ันๆ ดังพระเวสสนั ดร
ทานใหทานเปน ตัวอยา งอันดีเลศิ มาแลวจนกระเทอื นโลก “ทาน” แปลวา การใหโดยไม
หวงั สิง่ ตอบแทนจากผรู ับดังเขาซื้อขายกัน ใหด ว ยความสงสาร ใหดวยความอนเุ คราะห
ใหด ว ยความเช่ือความเลอื่ มใส ใหด ว ยการบูชาคุณแกท านผูมคี ณุ แกเรา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๖

ธรรมะชุด๔เ๗ตร๔ียมพร้อม

๔๑๗

การใหท านดวย “วตั ถุ” ดวยกาํ ลงั ดว ยวชิ าความรู เรียกวา “ทาน” เชน วตั ถุทาน
เปนตน ผูรบั ทานก็ไดรับความสขุ และความภาคภูมิ เย็นใจ เปน ความสุขความสบายทง้ั
สองฝา ย ผทู ่ไี ดร ับการสงเคราะหจากเรานั้นก็มคี วามสุข เราทเ่ี สียสละใหท านได กเ็ ทา
กบั เราตัดความตระหนเ่ี หนียวแนน อนั เปนสิ่งทีผ่ กู มดั จติ ใจออกไดด วยเราเองกเ็ ปน สขุ

ทท่ี านสอนไวนเ้ี ปน วธิ กี ารปราบกเิ ลสทัง้ น้ัน การทําใดทพี่ ระพุทธเจา ทรงสอน
ไว ตอ งมคี วามหมายทุกส่ิงทกุ อยา ง

“ศีล” ก็เปนเครือ่ งระงบั กิเลสประเภทหนง่ึ
“ภาวนา” ภาวนาน้เี ปน “ธรรมรวบยอด” ทจ่ี ะฆา กิเลสทั้งหลายทร่ี วมตัวเขา ไป
อยใู นใจ นเ่ี คยสอนมาแลว การภาวนากค็ ือการเรียนรคู วามจริงของตัวเอง ซึง่ “ม”ี
และ “เกดิ ขึ้น” กบั “กาย” และ “ใจ” อยูเสมอ เวลานีเ้ รายงั รูค วามจริงไมไ ด เพราะจติ
เรามนั เท่ยี วตําหนโิ นน ตําหนิน้ี หาความจริงในตัวไมไ ดว า รา งกายเปน อยา งไร รางกาย
เปนอยา งน้นั สวนนน้ั เปนอยางนัน้ สว นนี้เปนอยา งน้ี ตาํ หนิเขาวันยงั ค่าํ คืนยงั รงุ ทง้ั ที่ไม
เกิดประโยชนอะไร หากตาํ หนอิ ยนู น่ั แล ตามนสิ ยั มนษุ ยท่ีใจ “หลกุ หลกิ ” เพราะจติ มัน
ปลอมไมม คี วามจรงิ จงึ ชมสง่ิ ใดวา จริงอยางมีเหตผุ ลไมได
การปฏบิ ัติคือการคอยสอดสอ งดูจติ เฉพาะอยา งยิ่งรา งกาย จติ ใจ จิตใจมี
ความปรุงแตงไปอยา งไรบา ง หนกั เบาในทางใด พจิ ารณาจิตของตัว และคอยตาํ หนิติ
เตียนตวั เอง คอยกําจัด คอยหกั หา ม คอยแกไ ขกนั ดว ย “สตปิ ญ ญา” รา งกายเปน
อะไร มคี วามเจ็บไขไดป ว ยประการใดบาง จงพจิ ารณาลงเปน “สัจธรรม” ใหเ หน็ ตาม
ความจริงอยา ไปฝน อยาฝน “คติธรรมดา” คอื ความจริง อยา เอาความ “อยากหาย”เขา
ไปตง้ั ในทุกขเวทนาน้นั ๆ จะทําใหทุกขนน้ั กาํ เรบิ มากขนึ้ เพราะความอยากนน้ั เปนเรอื่ ง
ของกเิ ลสตัณหา แตค วามตอ งการรคู วามจริงนน้ั เปน เรอ่ื งของธรรม จงพินิจพิจารณา
ดว ยปญญาใหเหน็ แจม แจงชัดเจนแลว มนั จะแยกตวั ออกจากกนั เองไมต อ งสงสัย
ศาสนาทานสอนใหม คี วามเขม แขง็ ไมย อ ทอ ไมตาํ หนิวาสนาของตัววา มนี อย จง
ปราบปรามกิเลสซ่งึ มอี ยูภ ายในใจออกใหส ้นิ ไป แมป รมาณอู ยา ใหม เี ศษเหลือได เพราะ
มนั “ตัวจัญไร” ทั้งส้ินไมใ ชของดเี ลย การท่โี ลกบน กนั วา “ทกุ ขๆ ” นั้น ลว นเปนสาเหตุ
มาจากกิเลสท้งั หมดไมใชส ิง่ อนื่ ใด กเิ ลสนแี้ ลเปนเคร่ืองกดถว งจิตใจของสตั วโลกใหได
รบั ความทกุ ขค วามลําบากเรือ่ ยมา อยาเขาใจวาเปนเพราะอะไรอ่ืน
ความทกุ ขเ พราะดนิ ฟา อากาศหรอื จากสง่ิ อน่ื ๆ นน้ั ไมกระเทือนจิตใจมาก
เหมอื นกเิ ลสอันเปน “ขาศึก” ของใจเลย แตเ ร่อื งของกิเลสนก้ี ระเทือนมากทเี ดยี ว
เพราะเปนตัวพิษตัวภัยของใจโดยตรง ไมม คี ําวา “ออ ม” สิง่ อื่นๆ อะไรจะขาดตกบก

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๗

ภาค ๓ “ธรร๔ม๗ชุด๕เตรียมพร้อม’’

๔๑๘

พรอ งไปบา ง ถาจติ ใจยงั มคี วามผาสุกอยูดวยอรรถดว ยธรรมแลว ยังพออยูพอเปน พอ
ไปพออดพอทนกนั ได

แตถ า เปน เรอ่ื งของกเิ ลสแลวมนั ทําใหเ ดอื ดรอนวนุ วายมาก ทําใหกระเสอื ก
กระสนกระวนกระวายมาก ทาํ ใหทะเยอทะยานมาก ทาํ ใหอ ยากใหห วิ โหยมาก เปนราคี
ตอ จติ ใจมาก เวลากิเลสกําเริบมากๆ แมจ ะมีสมบตั ิหรอื มกี องเงินกองทองอยูเ ทาภเู ขา
มนั กห็ าความสขุ ไมไ ด เพราะตัวกิเลสพาใจใหเปนทุกข จะเอาความสุขมาจากไหน แม
ขึ้นไปนัง่ บนกองเงนิ กองทอง ก็จะไปรองครางเพราะความทุกขร อนวนุ วายระส่าํ ระสาย
ทงิ้ เนือ้ ทงิ้ ตวั อยบู นกองเงินกองทองนัน้ แล เพราะนเ้ี ปนตวั โรคอนั สาํ คัญ จึงตองแกกนั
ตรงน้ี

ความโลภ ความโกรธ ความหลง แตล ะชนดิ ๆ เปนโรครายอันใหญโตมาก เปน
โรคอันสาํ คัญทเี่ กาะกนิ อยูภายในจิต และเอาจติ ใจเปน อาหาร ขดู รีดจติ ใจวันยังคา่ํ คืน
ยังรุง ไมมเี วลาอมิ่ พออยอู ยางน้ัน

แตจิตใจนีท้ นทานมาก ถงึ จะถกู ทรมานดวยกิเลสประเภทใดๆ ก็ยงั ทนทานตวั
อยูอยา งนน้ั เราถงึ ไดมองเห็นความทนทานของจติ เราอยเู รอื่ ยมา ถา หากจิตนไ้ี มแนน
หนามั่นคงทนตอ การเหยยี บย่าํ ทําลายของกเิ ลสประเภทตา งๆ แลว จิตนี้จะตอ งแหลก
เปนผยุ ผงไปนานแลว ไมม ีจติ สงิ อยูใ นรา งคนรา งสตั วเ ลย เพราะความทนทานของจิต
สาระสําคัญของจิตจงึ ทนไดอ ยูไดเ รื่อยมาจนถึงปจ จุบนั ไมถ ูกทําลายหายสญู ไป ฉะนน้ั
จติ จงึ ควรไดรับความเหลียวแลจากเจาของอยา งใกลช ดิ เสมอ ไมค วรปลอยไปตาม
บุญตามกรรม จะเปนการซ้าํ เติมจติ ใหม คี วามทกุ ขและเศรา หมองยงิ่ ข้ึน จนถึงข้ัน “หมด
หวงั ” ดงั คนไขเขาหอ ง “ไอ.ซี.ย.ู ”

ใจทีม่ กี ิเลสยอ มเปน ใจทม่ี ภี าระหนักมาก เวลาจะพาทาํ ความดใี จมนั ฝนไมอ ยาก
ใหทํา เหมอื นจะถอนหนามออกจากฝา เทา กลวั แตจะเจบ็ ปวดถายเดียว ฉะนน้ั พอจะทํา
ความดมี ีภาวนาเปน ตน ทไี ร เหมือนจะพาเขา ตะแลงแกง (เขาสทู ี่ประหารชวี ติ ) เหมือน
จงู สนุ ขั เขาใสฝน เหมอื นกับสตั วถูกไลจะเขาโรงฆา สตั ว เหมือนจะถูกประหัตประหาร
ชีวติ เหมอื นจะถกู โยนลงในเหวในบอ นน่ั แล เพราะความเปนขาศึกระหวา งกเิ ลสกบั
ธรรมเหมอื นขม้นิ กบั ปนู

พอจะนั่งภาวนาบาง ใจเริม่ หาเรอ่ื งมาขดั ขวางนานาประการจนนง่ั ไมลง ราวกับ
พื้นทีม่ ีแตขวากหนาม ใจอยูดๆี ก็เกดิ ความรมุ รอนข้นึ มา เพราะแรงขี้เกียจมันเผาลน
แขนขายกไมขนึ้ ออนเปย กไปหมดราวกบั ไมม ีเสน เอ็นติดตอ กัน การเดินจงกรมน่งั สมาธิ
สวดมนตไ หวพระ ภาวนาเพอ่ื ชําระจิตใจใหส ะอาดปราศจากความฟงุ ซานวนุ วาย ใจขัด

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๘

ธรรมะชุด๔เ๗ตร๖ยี มพร้อม

๔๑๙

ขนื ไมอยากทาํ มแี ตความอดื อาดเนอื ยนาย เรอ่ื งกิเลสเขา ครองใจ มนั ทาํ ใจใหเ ปน
ขาศึกและเปน อุปสรรคตอความดีท้ังหลายอยางนี้แล

แตเม่อื พยายามตะเกยี กตะกาย พยายามบึกบึนหลายคร้ังหลายหนเขา ใจขัดขนื
ธรรมไมไ ด ก็ยอมทาํ ตามบางขดั ขืนบาง ระหวา งบาปกบั บญุ ตอ สูกันไป แพบางชนะบาง
สวนผลดีก็คอ ยปรากฏขึน้ ธรรมก็คอยแทรกถึงใจเขา โดยลําดับๆ จิตกค็ อยเบาขึน้
มาเร่ือยๆ ทําความเพียรกน็ ับวันคลอ งแคลว แกลว กลา สตปิ ญ ญากค็ อ ยเกดิ ขน้ึ ๆ
กิเลสคอยๆ หลุดลอยไป ใจนบั วนั เบาและผองใสขน้ึ มาโดยลําดับ สตปิ ญ ญากย็ ง่ิ มี
ความขยนั หมั่นเพยี รจะคดิ อา นไตรตรอง ความพากเพยี รทกุ ดา นดไี ปตามๆ กนั จน
สามารถชาํ ระไดห มด

ทีนี้อะไรเลา จะประเสรฐิ ยิ่งกวาจติ ! เอาอะไรมาเทียบไมไดเลย นแ่ี หละ “จิต
คนเรา” ถา วา “เยี่ยม” ก็เยีย่ มท่ีสดุ ดกี ็ดีทสี่ ุด ดที ่ีสุดก็คอื “จิต” เมอื่ ชาํ ระแลว ไมม ี
อะไรเสมอเหมอื นในโลก เปนแกวสารพัดนกึ อยูภ ายในตวั แตเวลาเลวและผาดโผนก็
เลวและผาดโผนทีส่ ดุ เชน กนั กอ นท่ียังไมไ ดรับการอบรมฝก ฝน

ศาสนธรรมเทา นั้นทจ่ี ะฉดุ ลากจิตใจทใี่ ฝต าํ่ ทาํ ตัวใหเสียคน ขึ้นมาเปน “จิตด”ี
เปนจิตเลิศเปนคนประเสริฐได เพราะธรรมเหนอื และประเสรฐิ กวากเิ ลสบาปธรรมแต
ไหนแตไรมา จงึ มีอาํ นาจปราบปรามกนั ไดท ันเหตุการณเรอ่ื ยมาทุกยุคทุกสมยั

“พุทธํ สรณํ คจฉฺ ามิ” ผปู ฏิบัตธิ รรมทง้ั หลายจนซาบซึง้ ถึงใจแลว อยทู ี่ใดกม็ ี
“พุทธ” เขา ถงึ “พุทธ” ไมเ ลือกกาลสถานที่ เปน “อกาลโิ ก” “ธมมฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ” กถ็ งึ
ใจ “สงฺฆํ สรณํ คจฺฉาม”ิ กถ็ ึงใจ อยทู ี่ไหนก็ปรากฏพระพทุ ธเจา พระธรรม พระสงฆ
สถิตอยูท ีใ่ จน้ีเลย ท้ังสามรตั นะซึง้ ถึงใจอยูต ลอดเวลา

คาํ วา “พระพุทธเจานิพพานไปเปน เวลานานเทานนั้ เทานีป้ ” ก็ไมมีปญหาขอขอ ง
ใจหนักใจอะไรเลย ไมสนใจคิดใหเ สียเวลา่ํ เวลา เพราะธรรมอนั แทจริงคืออะไร พุทธะ
อนั แทจริงคอื อะไร สงั ฆะอันแทจรงิ คอื อะไร ก็คือธรรมท่ีปรากฏชดั อยภู ายในจติ เรา
จติ ทา นทบี่ ริสุทธิเ์ ทาน้ัน

“ธรรม” กับใจนเี้ ปน ฉันใด พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆก็เปน ฉนั นน้ั ฉะนน้ั
ทา นผสู นิ้ สงสัยในธรรมแลว ทานจงึ ไมค ดิ ใหเสียเวลํา่ เวลาวา “พระพุทธเจา นพิ พานไป
นานแลว ” เสยี ใจเกดิ ไมทนั ทาน ปฏบิ ตั อิ ยา งไรก็ไมไดม รรคไดผ ล !” ตามเร่ืองของ
“กิเลส” มันหลอกลวงไป

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๙

ภาค ๓ “ธรร๔มช๗ุด๗เตรยี มพร้อม’’

๔๒๐

สําหรบั ทานผูรธู รรม ทานไมคดิ แบบคนโงต ดั หนามกั้นตัวเองอยา งนั้น พระพุทธ
เจา เราอยทู ไ่ี หนทา นก็อยูที่น่ัน ความรทู ี่บริสุทธิ์อันนกี้ ับพระพทุ ธเจาเทยี บกนั ไดทันที
อนั นฉ้ี นั ใดอนั นน้ั ฉนั นน้ั ขอใหเขาถงึ ความบริสทุ ธิ์เถิด “พุทธะ” ของเรากับ“พทุ ธะ”
ของพระพุทธเจา ไมแ ยกจากกันเลย ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั ไมม เี ร่อื งอะไรจะพดู ใหยดื ยาวย่งิ
กวา นน้ั เพราะเปนเรื่อง “ตะครบุ เงา” ไมมสี ้ินสุด

เอาตวั จรงิ มาพูดเลยดกี วา “พทุ ธะ” นฉ้ี นั ใด “พทุ ธะ” ของพระพุทธเจาก็ฉันนนั้
“พุทธะ” อนั นจ้ี ะอนั ตรธานสญู ไปไหน รอู ยใู นตัวเองแลว แลว พระพุทธเจา เปนอยางไร
กห็ มดปญหา ธรรมแทคืออะไร กอ็ ยูท ใ่ี จนีก้ ลมกลืนเปน อนั เดียวกัน พระพทุ ธเจา พระ
ธรรม พระสงฆ โดยหลักธรรมชาติแลว คอื ธรรมทัง้ แทงอยูภายในใจของผบู รสิ ทุ ธิ์
นน้ั แล ผูนน้ั จงึ ไมม คี วามสงสัยพระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ แมแตนอ ย แมจะไม
เคยเห็นพระองคกต็ าม ไมเ คยเห็นพระสงฆอรหตั อรหนั ตทเี่ ปน สาวกทา นก็ตาม ความ
บรสิ ุทธ์นิ ้แี ลเปนสกั ขีพยานใหทราบชัดวา พระพุทธเจา คืออะไร พระธรรมคืออะไร พระ
สงฆคอื อะไร เวลานี้พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ สถติ อยูในทเี่ ชน ไร แลว วันน้พี ุทธ
ทา นกบั พุทธเรา ? ใจรูร อู ยา งไร วิเศษวโิ สอยา งไรบาง เปน ธรรมชาตอิ ยางไรบา ง อนั นน้ั
ก็ธรรมชาติอยางนน้ั เหมือนกนั จงึ หาทีส่ งสยั ไมไ ด

นแ่ี หละการเขา ถงึ “พุทธะ” ธรรมะ สงั ฆะ แท เขา ถงึ ทใ่ี จ เมอ่ื กิเลสหลดุ ลอย
ออกไปหมดแลว กม็ แี ตธ รรมชาตทิ ่ีอัศจรรยนีเ้ ทา นนั้ “จติ ” เมอ่ื ทาํ ใหป ระเสรฐิ ก็
ประเสรฐิ ไดอ ยา งนี้ !

แตก อนที่ไมประเสรฐิ ก็เพราะมันโง โงท ี่สดุ กค็ อื จิตดวงน้ี กเิ ลสผทู ่ีทําใหโ งน ั้น
แหละมันถงึ ไดโ ง แต “ธรรมชาติทีท่ ําคนใหโง” น้นั มนั อยูบนหวั ใจของเราจงึ โง ถาเอา
อนั นน้ั ออกแลว จะวา “โง” วา “ฉลาด” ก็ไมมีปญ หาทีจ่ ะพดู กันอีก โลกทง้ั โลกจะมคี วาม
สงบรมเย็นกเ็ พราะใจท่ไี ดร บั การอบรม ซง่ึ เปน ผพู าดําเนนิ งานทุกสิ่งทุกอยา ง ทัง้ กาย
และวาจาทีจ่ ะเอยี งไปทางใด สอ ออกมาจากใจผบู งการ บงการถกู หรอื บงการผดิ กริ ยิ าก็
ออกมาตามนน้ั

จิตไดร ับการอบรมมาอยางไรบา ง การแสดงออกจะเปน ไปตามทอ่ี บรม ถา ไมไ ด
อบรม ไมม ีเหตุมผี ล มีแตก เิ ลสเตม็ หวั ใจและบงการ แลวก็ยง่ิ พาคนอน่ื ใหเดอื ดรอน
ดวยมากมาย โลกทรี่ อ นก็เพราะใจดวงน้ีพาใหรอน คนเราทีก่ ระสับกระสา ยระส่ําระสาย
หาทยี่ ดึ ท่ีถือไมได อะไรกว็ าดี ๆ ท้ังน้ีเพราะกเิ ลสเผาลนจนยับย้งั ตัง้ ตัวไมไ ด ความเปน
บาเพราะกเิ ลสรมุ น้ยี ากท่จี ะมวี นั สรางลงได ถาไมแสวงหาครูอาจารยที่เปน อรรถเปน
ธรรมในการอบรมสง่ั สอน คนๆ นนั้ ตองเปน บา โลภ บาโกรธ บา หลง บา ยศ บา อาํ นาจ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๐

ธรรมะชดุ ๔เ๗ตร๘ยี มพรอ้ ม

๔๒๑

บาความม่งั มดี ีเดนไปเร่อื ยจนวันตาย ไมม ที างระลกึ รตู วั ไดโดยลําดับ ดับไปตายไป
เพราะบาเหลา นน้ั ฉุดลากไปไมมวี นั โผลตวั ขน้ึ มาได

ฉะนน้ั คาํ วา “ปณฺฑิตานฺจ เสวนา” การคบคา สมาคม ไดย นิ ไดฟง ธรรมของ
ปราชญและครูอาจารยอ ยูเสมอ จึงเปน มงคลอันสูงสดุ

แตการ “สั่งสมกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง ราคะ ตณั หามากๆ อยาใหบกพรอ งได
เปนมงคลอันสูงสดุ ” นัน้ ไมเ คยไดย นิ ! และไมเคยเห็นใครในโลกมีความสุขความเจริญ
ทั้งภายในใจทั้งภายนอกใจ แขง ธรรมของพระพทุ ธเจาบทน้แี ละบทอนื่ ๆ เลยในบรรดา
“สวากขาตธรรม”

อยา ยอ หยอ นออ นขอ ตอกเิ ลสทุกประเภทใหม ันไดใจและหัวเราะเยาะเยย ทีเ่ คย
อยใู ตอ าํ นาจมนั มาแลว กแ็ สนอาภพั นา อบั อายมนั มาพอแลว ขออยา ใหเ รือ่ งทาํ นองน้ีมี
ในใจของเราอีกตอ ไป จงเอาใหกเิ ลสเสียน้ําตาบางซิ ท่เี ปน มามีแตเ ราเสียน้ําตาเพราะ
แพกเิ ลส เพราะความบอบชา้ํ ความทกุ ขท รมานจากกิเลสดัดสนั ดาน คราวนชี้ าตนิ เี้ อา
ใหก เิ ลสมว นเสอ่ื กลบั บา นลองดู จะมคี วามสขุ ความสงา ผาเผยเพยี งไรเมื่อปลดแอกออก
จากคอแลว

ขอยุติเพียงเทา น้ี

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๑

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๗ุด๙เตรยี มพรอ้ ม’’



สร้าง ‘’อัตตาหิ’’ กอ่ น๔๒ต๒าย

เทศนโ ปรดคุณเพาพงา วรรเธทนศะนกโ์ ปลุ รณดคุณวดั เพปาา พบงา านตวรารดธนะกุล ณ วัดป่าบา้ นตาด
เมื่อวนั ท่ี ๒๘ มกราคม พุทธศักรเามช่ือว๒ัน๕ท๑ี่ ๒๙๘ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๑๙

สราง อตฺตา หิ กอนตาย

จิตของคนเรากเ็ หมอื นกับเด็ก คือไมสามารถจะรักษาตัวได ตองอาศัยพอแมพ ี่
เลีย้ งคอยเกาะอยูต ลอดเวลา เกาะคนนนั้ เกาะคนน้ี แตเ ดก็ ยงั มีผูคอยรักษา มพี อ แมพ ี่
เลี้ยงคอยตามรักษาเสมอ เด็กจึงมีความปลอดภัย ไมค อยไดร ับอนั ตรายตา งๆ

สว นจิตใจที่คอยจะเกาะสิง่ น้นั สง่ิ น้ี จึงไมเปน ความแนนอนเหมือนเดก็ เกาะพอ
แมพีเ่ ลีย้ งซ่ึงเปน ท่ีปลอดภัย จิตที่เกาะเพราะความพึ่งตนไมได ตอ งชอบเกาะสงิ่ ตางๆ
อยูต ลอดเวลา ซึง่ สว นมากมักเกาะส่งิ ทผ่ี ิดใหโทษแกจ ิตใจ การชอบเกาะหรือการแสวง
หาสิ่งทีเ่ กาะนน้ั ก็เพ่อื หาความปลอดภยั หาความสะดวกสบายสําหรบั ตน แตส ่ิงท่เี กาะ
ของจิตนน้ั ไมเ ปน สิ่งท่ีแนใ จ จงึ มักเปน ภัยแกจิตเรอื่ ยๆ แมจะเปน ผใู หญแ ลว ก็ตามเด็ก
กต็ าม วสิ ยั ของจิตยอมเปนเชนนั้นไมห วังพ่งึ ตนเอง มีแตหวังพงึ่ ผอู น่ื สง่ิ อ่นื อยูเสมอ
ไมเ ปนตัวของตวั ได ท้งั น้ีเพราะจติ ไมฉ ลาดตออารมณท ีต่ นเขาเกาะ วา ผิดถูกดีชว่ั
ประการใด ไมร ูวธิ ีปฏบิ ัติ ไมรวู ิธีชว ยตวั เอง เพราะไมมีใครสอน ไมมใี ครบอก ไมมใี คร
แนะนาํ วธิ ใี ห พอจะทราบไดวา สงิ่ ใดเปน ภยั สง่ิ ใดเปนคณุ สงิ่ ใดทีค่ วรเกาะสงิ่ ใดไมค วร
เกาะ จึงตองเกาะไปเร่ือยๆ และเกาะดะไปหมดไมวา สิง่ ดีสง่ิ ชัว่ ขอใหเปนที่ชอบใจหรือ
แมไมช อบใจ เปน นสิ ยั ของจิตจะตอ งเกาะเรอ่ื ยๆไป ไมช อบใจก็เกาะ ทาํ ไมจงึ เปน เชน
นั้น ?

ตามธรรมดาสิ่งหรอื อารมณทีไ่ มช อบใจไมนาเกาะ แตจ ติ ไมช อบใจกเ็ กาะ เชน
โกรธก็เกาะ หลงหรือรกั กเ็ กาะ ชงั กเ็ กาะ เกลยี ดกเ็ กาะ เพราะจติ เปนอารมณอ ยูก ับสง่ิ
นน้ั ๆ ไมม คี ําวารูเ ปนตวั ของตวั โดยเฉพาะ มแี ต “ไปเปน อารมณอ ยกู บั สง่ิ นน้ั ๆ”
และเกาะอยกู ับสิง่ น้นั ๆ ตลอดไป สงิ่ เหลา น้ันสว นมากไมใชของดี

ทําไมจิตจงึ ตอ งไปเกาะ ? ท้ังนี้เพราะเปน ความตดิ ใจของจติ โดยทจี่ ติ เองก็ไม
รวู า การเกาะนน้ั จะมผี ลอยา งไรบา ง ตนเองก็อยากจะแยกตวั ออกไป แตม นั แยกไม
ออกเพราะส่งิ ท่ีเหนอื จิตยงั มี เปนเคร่อื งบงั คบั ใหจิตจําเปน ตอ งไดเ กาะไดย ึดไดเ ปน
อารมณ ใหเ กดิ ความขนุ มวั แกต นอยเู สมอ น่พี ูดถึงอารมณ

พดู ถึงวัตถุ มีอะไรใจก็ตอ งเกาะสิง่ นน้ั ยดึ ส่ิงนนั้ จนได ไมว า สว นยอ ยสว นใหญ
หรอื มคี ณุ คาราคา ราคามากนอ ยเพียงไร ใจยึดไดถอื ไดท ้ังนนั้ แมจ ะใหน ามวา “จิตเปน
นกั ยดึ นกั เกาะ” กไ็ มผ ิด เพราะยงั ไมสามารถพึ่งตนเองได จงึ ตอ งอาศัยสิ่งภายนอกไป

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๔๔ช๘ุด๒๑เต๒รยี มพรอ้ ม’’

๔๒๓

จนกวา จะถงึ ที่สดุ ของธาตขุ ันธ ทพี่ าใหเปลยี่ นแปลงไป ดีไมดียงั อาศัยส่งิ ภายนอกเปน
อํานาจจนลมื ตัวก็มี ทง้ั ๆทไี่ มม ีอาํ นาจไมถ กู ทาง

พระพุทธเจา ทรงสอนวา “อตฺตา หิ อตตฺ โน นาโถ” ใหพยายามแกไ ขความเกาะ
เก่ยี วของจติ ทห่ี วังพ่ึงพงิ สิง่ ตางๆ และแยกตวั หันเขา มาพง่ึ ตนเองดว ยความสามารถของ
ตนบา ง ไมอาศยั พออาศยั แม อาศยั เพือ่ นฝงู อาศัยใครๆ อน่ื ๆ ไปเสียจนลมื ตวั นสิ ยั
มนุษยเราท่อี าศัยผูอืน่ อยเู ปน ประจาํ เลยตดิ เปนนิสัยประจําตัวทั่วประเทศเขตแดน สู
สัตวบ างชนิดกไ็ มได ทา นจงึ สอนใหหวังพ่ึงตวั เอง

เรื่องหยาบๆ เชนหนาทก่ี ารงาน ก็ควรหวังพง่ึ ตนเองบาง ยน เขา มาทางดา น
“ธรรม” คอื การปฏิบตั ิธรรมภายในใจ เมอ่ื ไดร ับการฝก อบรมจากครูอาจารยพอเปน
ปากเปน ทางแลว การบําเพ็ญธรรมตองเปน หนา ทีจ่ ะหวังพึง่ ตนเองโดยเฉพาะ จะเปนที่
แนใ จในการพ่ึงตนเองตามหลกั ธรรม เชน ทานสอนใหบําเพ็ญคณุ งามความดี มที าน
ศีล ภาวนา เปน ตน กเ็ พ่อื ความพง่ึ ตนเอง คือจติ ไดย ดึ เหน่ยี วในส่งิ ดงี าม และมี
ความรมเย็นเปน สุขทัง้ ปจจุบนั และภพชาติตอไป เพราะสิ่งนีเ้ ปนสงิ่ ที่ดี เกดิ จากการ
กระทําทด่ี ี เปนอารมณหรืออาหารที่ดีของใจ

และสอนใหภาวนา ซง่ึ ละเอยี ดข้ึนไปเปน ลําดับ การพยายามอบรมทางดา น
“จิตตภาวนา” อนั เปน วธิ กี ารพึง่ ตวั เองใหแนบแนน เขาไปตามลาํ ดับ โดยอาศัยธรรม
บทนน้ั ๆ เขา มาเปน เครอ่ื งกาํ กบั ใจ โดยอาศัยพ่งึ ธรรมบทนั้นเปนอารมณ กลอมเกลา
จติ ใจใหสงบเยน็ กอนที่จิตยังไมสามารถดํารงตนไดโดยลําพัง เชน กาํ หนด “พุทโธ ๆ
ๆ” เปน ตน เปนอารมณท่ถี ูกตอ งเหมาะสมในการพึง่ ธรรม

การเริ่มฝกหดั ใหมใ จยังฟุงซาน ยังหาหลกั หาเกณฑไ มไ ด ยังเปน ตัวของตัวไมไ ด
ตอ งอาศยั บทธรรมกาํ กบั รักษา จนกระทงั่ จิตมีความกลมกลนื กันกับบทธรรมน้ันๆ แลว
หดตัวเขา สูความสงบ แมบทธรรมทเ่ี คยไดอาศัยบรกิ รรมมาแตกอ น กห็ มดปญหาไปใน
ขณะท่ใี จกาวเขาสคู วามสงบ น่เี รยี กวา “พ่ึงตนเองไดขน้ั หน่งึ ” ขณะใจกําลังสงบยอม
ปลอ ยคาํ บรกิ รรมได ใจมคี วามสงบอยดู ว ยดี นก่ี เ็ ปน หลกั เปน ทพ่ี ึ่งอนั หนึ่งของจติ
อยา งเห็นไดช ัด เพยี งเทานก้ี ็มคี วามรมเย็นในใจท่เี คยฟงุ ซา นจนหาความสงบสขุ ไมไ ด
เพราะจติ ใจตามธรรมดาแลว ไมเคยเปน สขุ รมเย็น มีแตความรุม รอน มแี ตความหวิ
กระหาย มแี ตค วามระเวยี งระวงั ดว ยเรือ่ งตางๆ ซง่ึ ไมเปน ประโยชนอ ะไรกับจติ ใจเลย
สวนมากกค็ ือความคดิ ปรุงของจิต เปนยาพิษเผาลนตนเองโดยไมม ใี ครมายงุ ดว ย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๓
ธรรมะชดุ ๔เ๘ต๒รียมพรอ้ ม

๔๒๔

พระพทุ ธเจา ทรงรทู รงเหน็ แลวในวิธีท่ีถูกตอง ตลอดผลทไ่ี ดรบั เปนทพี่ ึงพอ
พระทัย จงึ ไดน าํ ทงั้ เหตุคือวธิ ีการ และผลท่พี ึงใจมาสอนพวกเรา “วิธีการพงึ่ ตัวเอง”
น้ันคอื

การบาํ เพญ็ “จิตตภาวนา” เปนทางตรงแนวตอการพ่ึงตนไดอ ยางมั่นคง จติ ผู
ใดมคี วามสงบ มหี ลกั มีเกณฑม ากนอ ยเพียงใด จะเปนความแนใ จและมัน่ ใจตนเองย่งิ
ขน้ึ ไปโดยลาํ ดับ ไมตองถามใคร รอู ยภู ายในตัวเองทีเ่ รยี กวา “ปจจฺ ตฺตํ” หรอื “สนทฺ ฏิ ฐิ
โก” ส่งิ ท่รี ูเ หน็ ดีช่วั ควรแกค วรถอดถอนควรบําเพญ็ ยอ มปรากฏขึน้ ภายในใจ เมือ่ ใจ
แนนหนามน่ั คงขึ้นโดยลาํ ดับกท็ ราบเอง

เพียงขัน้ สมาธกิ ็พอเปนหลักใจ พอเปน เรอื นใจไดใหมีความรมเยน็ ขณะที่เรา
คดิ อะไรมากรูสกึ ออนเพลยี ในใจ ยอนจิตเขาสู “จิตตภาวนา” ใจพักสงบจากอารมณท้ัง
หลาย ใจกส็ งบรม เยน็ นี่ชอื่ วา “เขาหาทีพ่ ง่ึ เขา หาทพ่ี กั ผอ นหยอ นใจ” เขาหาทีอ่ าศัยอัน
รมเย็น เปนที่พึง่ ขน้ั หนึง่

ขน้ั ตอ ไปแมจะเปน “สมาธ”ิ ดว ยกนั กต็ าม แตเปนความละเอยี ดของจติ “ขณิ
กะ” บา ง “อปุ จาระ” บา ง “อัปปนา” บาง เปนขนั้ ๆ “อัปปนา” หมายถึง ความละเอียด
ของสมาธิ เตม็ ภมู ขิ องสมาธิเพยี งเทา น้นั เลยนน้ั ไปไมไ ดใ นขน้ั สมาธิ

เม่ือจิตมีความสงบเปนสมาธิขัน้ นนั้ ๆ แลว ถา ไมใ ชส ติปญญาพิจารณา จิตจะมี
ความสงบและละเอียดอยใู นสมาธขิ น้ั นน้ั ๆ โดยไมมปี ญ ญาเปนเครอ่ื งถอดถอนกเิ ลส
เลย ถา กเิ ลสเปน เหมอื นตน ไม กเ็ พียงแตต ดั ก่ิงกา นของมันออก แตตน ของมนั ยังไม
ตัดยังไมโคน มนั กแ็ ตกแขนงออกมาอกี จนได

ทานจึงสอนใหพจิ ารณาทางดา นปญญา “ปญญา” คอื ความเฉลยี วฉลาดแหลม
คม คิดอานไตรตรองไปเทา ไรไมมีที่สิ้นสุด เมอ่ื ละเอยี ดกวา ปญ ญาขน้ึ ไปทา นเรยี กวา
“ปญ ญาญาณ” ไปแลว ดงั ท่ที านแสดงไวใ น “ธมั มจักกัปปวตั ตนสูตร” “ญาณํ อทุ ปาทิ
ปญฺ า อทุ ปาทิ วชิ ฺชา อทุ ปาทิ อาโลโก อทุ ปาท”ิ ฟงซี

“วชิ ชา” กค็ อื วชิ ชาสาม เปน หลกั ใหญ
“ปญฺ า อทุ ปาทิ” ปญญาเกิดขนึ้ “ญาณํ อุทปาท”ิ ญาณอันละเอียดเปน ลําดับ
เกิดขน้ึ แลว ก็เกิดขนึ้ จากใจอันเดยี วนนั้ แล “ปญ ญา” เปนเคร่ืองถอดถอนกิเลสที่ปก
คลมุ ใจ สมาธิเปน แตเพียงกวาดตอนกเิ ลสเขามาใหรวมตัวสงบอยูภายในใจเทา นนั้
ยังไมส ามารถตดั กิเลสใดๆ ได อปุ ทานของจิตที่เก่ยี วกบั ส่ิงตา งๆ นนั้ ยังมีอยู และเบา
บางลงไป พอจติ ไดรบั ความสงบรมเยน็ บา งแลว ปญ ญาซง่ึ เปนอาวุธสาํ คัญ จึงฟาดฟน
ถอดถอนกเิ ลสประเภทตางๆ บรรดาท่ีมีอยใู นใจมากนอ ยออกไปเปนลาํ ดับๆ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๔
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๘ุด๓เตรยี มพร้อม’’

๔๒๕

“สมาธปิ รภิ าวิตา ปญฺ า มหปผฺ ลา โหติ มหานสิ สํ า” นั่น! “ปญ ญาท่สี มาธิอบ
รมแลว ยอมมผี ลมากมีอานสิ งสมาก” การพจิ ารณาคลอ งแคลว แกลวกลา วอ งไว
สามารถตัดกิเลสไดโดยลาํ ดบั ๆ

“ปญฺ าปรภิ าวติ ํ จติ ฺตํ สมมฺ เทว อาสเวหิ วมิ ุจฺจติ” “จิตท่มี ีปญ ญาอบรมแลว
ยอมหลดุ พนจากกเิ ลสทง้ั ปวงโดยชอบ” นนั่ ! ฟงซี “ปญญา” เทาน้นั ทีจ่ ะเปนผูสามารถ
ถอดถอนกเิ ลส ไมว า สว นหยาบ สว นกลาง สว นละเอยี ดไดโ ดยตลอดท่วั ถงึ ไมม กี เิ ลส
ตวั ใดทจ่ี ะเหนอื ปญ ญาไปได น่เี ปนธรรมด้ังเดิม คือธรรมรับรองคุณภาพ คุณสมบัติ
ในการปฏิบตั ิ เพื่อกําจัดกเิ ลสออกจากใจโดยสิ้นเชิง ของพระพุทธเจาและพระสาวกที่
ทานไดด ําเนนิ มาแลว “สมาธิ ปญ ญา” นจ้ี งึ แยกกนั ไมอ อก แมจะเปนจรติ นิสยั ใดๆ ก็
ตาม สมาธนิ จี้ ะตองมีแนบอยูเ สมอ คือความพักสงบของจิต ความพักงานของจิต ดว ย
การสงบอารมณค ดิ อา นในสมาธิ

งานทางโลกเขายังตองพักเม่ือถงึ เวลาพัก ไมพักไมได การพักนั้นจะเสียเวลํ่า
เวลาไปบาง การรบั ประทานอาหารเพอ่ื บํารงุ รางกาย จะสิน้ เปลืองสมบตั ิ ส้นิ เปลือง
อาหารทก่ี นิ ลงไป ส้ินเปลืองเงินทอง เพอื่ ซ้ืออาหารมารับประทานก็ตาม แตส นิ้ เปลือง
ไปเพือ่ บาํ รุงรา งกายใหมกี ําลังควรแกหนาท่ีการงานตอไปอกี การพกั ผอ นนอนหลบั ถงึ
จะเสียเวลาไปบา ง ก็เพื่อกาํ ลังวงั ชาของรางกายทค่ี วรตอ หนาท่กี ารงานตอไปอกี ไมเชน
นน้ั ก็ไปไมต ลอด

เพราะฉะน้ันการเสยี เวลากด็ ี การเสียวัตถอุ ะไรกด็ ีทเี่ รานาํ มารับประทาน เพื่อ
เยยี วยาธาตุขนั ธใหม กี าํ ลังนั้น จึงไมใชเ ปนการเสีย แตเ ปน การเพิม่ กาํ ลังแกร างกาย ถา
เปน รถกเ็ ตมิ นํ้ามนั ไมมีนํา้ มนั รถกว็ ง่ิ ไปไมไ ด สมาธิ ปญญา ก็มีความเกีย่ วเนอื่ งกันเชน
นน้ั ตองมเี วลาพักสงบอารมณใ นสมาธนิ ัน้ ๆ หลังจากการพกั สงบแลว ก็ทาํ การคิดคน
ดวยสตปิ ญญา ตามความสามารถของแตละราย ๆ

คาํ วา “ปญญา” นี้ละเอียดมาก กวางขวางมากไมม ีส้นิ สดุ ตามแตจ ริตนิสัยของผู
ทน่ี าํ มาใช ความคดิ อานใดท่พี ิจารณาลงไปเพ่ือถอดถอนกิเลสไดโดยลาํ ดบั ความคดิ
อา นนน้ั ทา นเรยี กวา “ปญ ญาชอบ” ไมจาํ เปนจะตอ งไปอานตํารับตาํ รา และไดจ ากตํารบั
ตํารามาแกกิเลสทุกประเภทไปถึงจะเปน “ธรรม” เพราะในตาํ รานน้ั กถ็ อดออกไปจาก
จติ ใจซ่ึงเปน “ธรรม” และ “ผูทํา” เปนผูถอดถอนกิเลสจนไดเหน็ ผลประจักษแ ลว จงึ
ไดเ ขยี นลงในตาํ รานัน้ ๆ ไมใ ชตาํ ราน้นั เกดิ กอนความจริง คือการปฏิบตั ิ

พระพุทธเจาทานทรงบาํ เพญ็ พระองคแรก ไมปรากฏวามีตาํ ราท่ีไหน เวลาสั่ง
สอนสาวกหรอื เรียน “อรยิ สจั ” นน้ั กเ็ หมอื นกนั ไมไ ดจ ารกึ ลงในคัมภีรใบลาน ทรงสอน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๕
ธรรมะชุด๔เ๘ต๔รียมพรอ้ ม

๔๒๖

ดวยพระโอษฐข องพระองคเอง สาวกก็สอนดว ยปากทัง้ นน้ั ทา นเอาอะไรมาสอน? ก็เอา
มาจากความจรงิ ที่มอี ยภู ายในใจ ซง่ึ ไดร ไู ดเหน็ จากการปฏิบตั ิมาแลวนไี้ ปสอน เพราะ
ฉะน้นั อุบายของสติปญ ญา จึงสาํ คญั อยูท่ีผูคดิ ผพู ิจารณาจะแยกแยะออกมาใชด วยอุบาย
ความฉลาดของแตล ะราย ๆ ไป ตามสตกิ ําลงั ความสามารถของแตละราย ๆ ไปไมม สี ้ิน
สุด จงึ ไมจ ําเปนท่จี ะไปเอาจากตํารับตําราเสยี ทกุ แงทกุ มมุ จึงจะเปน “ธรรม” “เราคิดข้นึ

เองไมส ามารถจะแกกเิ ลสได” นี้เปน ความคดิ เห็นท่ผี ิดจากหลักธรรม ไมอาจเรียกวา
“ปญ ญาชอบ” ได แมจ ํามาจากตํารา แตไ มส ามารถแกก เิ ลสนอ ยใหญใ หข าดจากใจได ก็
ไมอ าจเรียกไดวา “ปญญาชอบ” สําหรบั ผนู นั้ เปน “ปญญาชอบ” เฉพาะในตํารา แต

“ไมช อบ” สําหรับนาํ มาใช
ธรรมทีท่ า นแสดงไวต ามตํารบั ตํารานั้นมีพอประมาณเทา น้นั ไมไดม ากมายอะไร

นกั เลย ถา เปน ยาก็เปน “ยาหมอใหญ” ไมใ ชย าทเ่ี จาะจงโรคนัน้ ๆ โดยเฉพาะ ที่เราคิด
คน ไดขนึ้ มาใหเ หมาะสมกบั การแกก เิ ลสแตละประเภทนเ้ี ปน “ยา” ที่เหมาะสมกบั กิเลส
ประเภทนัน้ ๆ ท่จี ะถอดถอนกิเลสประเภทนัน้ ๆ ใหห มดไปไดโ ดยลาํ ดบั เพราะฉะนัน้
ทา นผปู ฏบิ ตั ใิ นทางปญญา อยูท ่ีไหนทานกม็ อี รรถมีธรรม มสี ติปญ ญาคนควาอยูตลอด
เวลา ดังท่ที านอาจารยม ่นั เคยแสดงไวว า “ฟง ธรรมท้งั กลางวนั กลางคนื ” นน่ั ! ฟง ซิ อะไร
กส็ มั ผัสอยตู ลอดเวลาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางล้นิ ทางกาย สัมผสั กันอยูเ รือ่ ยๆ

การสัมผสั เมอื่ ไมเ ขาไปรับทราบท่จี ติ ซึ่งเปน ผูค อยรบั ทราบ จะไปรบั ทราบกนั ที่
ไหน และอะไรจะเปน ผรู บั ทราบ การทจ่ี ติ รับทราบกก็ ระเทอื นถึงสติปญ ญา ทีจ่ ะตอ งคน
ควาพจิ ารณาตามเหตตุ ามผลในสิ่งทมี่ าเกี่ยวขอ งนั้นๆ วาเปนอยางไรบาง เม่ือทราบแลว
ก็ถอดถอนหรือปลอ ยวางกนั ไปไดโดยลําดับ น้ีทานเรยี กวา “ฟงธรรมทัง้ กลางวนั กลาง

คืน” คอื ธรรมในหลกั ธรรมชาติทม่ี ีอยดู ้ังเดมิ กิเลสก็เปนหลกั ธรรมชาติทม่ี ีอยภู ายในจิต
ธรรมคือ ศีล สมาธิ ปญญาก็เปน หลักธรรมชาตทิ ี่มีอยูภายในใจ สุดแลวแตผ จู ะผลิตคดิ
คนขึน้ มาพินิจพิจารณา ใชประโยชนตามสตกิ าํ ลงั ความสามารถแหง สตปิ ญ ญาที่เปน
เคร่อื งมอื

ธาตขุ นั ธ แนะ ! ฟง ซวี าธาตวุ าขนั ธ วา สกลกาย พระพุทธเจา กม็ ี สาวกทง้ั หลายก็
มี และทา นเคยติดเคยยดึ เคยถอื เคยเปน อปุ าทานในขนั ธเ ชนเดียวกบั พวกเรา เปน
กเิ ลสไดเชนเดียวกับพวกเรา เมอื่ ยึดใหเปนกิเลสเมอ่ื ทาํ ใหเปน กเิ ลส ส่ิงเหลาน้กี ็เปนตน
เหตุจะใหส งั่ สมกิเลสขน้ึ มาทใี่ จได

พระพุทธเจาและสาวกทีเ่ ปนอรหัตอรหันตเหลา น้ัน แตก อ นทา นก็มอี ยเู ชนเดยี ว
กับพวกเรา แตทําไมทา นจงึ ถอดถอนออกได รา งของทา นกเ็ หมือนกบั รางกายของพวก

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๖
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๘ดุ๕เตรียมพรอ้ ม’’

๔๒๗

เรา ขนั ธห า ของทานกเ็ หมอื นขันธหาของพวกเรา ทําไมทา นถอดถอนได แตพวกเรา
ทาํ ไมจะถอดถอนไมไดจะรูไมไ ด ทําไมทานรูได ทําไมพวกเรารูไมได ใจเราก็มี สติ
ปญ ญาเปน ส่งิ ทีผ่ ลติ ขึ้นไดในแงตางๆ ตามแตผชู อบคิดในแงใดข้นึ มาพิจารณา

ธาตุขนั ธท่เี ปน อยกู ับตนนเ้ี ปนส่ิงที่ทาํ ไดรไู ด นแ่ี หละจิตทวี่ า พึ่งตวั เองไมไ ด
สรุปลงมาในตัวเรากค็ อื ตองพงึ่ ธาตุขันธ นอกจากพ่งึ ขนั ธแ ลว ยงั ถือขันธเ ปนตนอีก
นัน่ !พึ่งเขาแลวยังถอื วาเขาเปนตนอีกโดยไมล ะอายเลย จะวา ยังไง ? แมล ะอายขนาด
ไหนมันกย็ ังจาํ เปนไดท นถือเมอื่ ยังไมรูเ ทาและปลอยวางได จะวาไมละอายก็ถูก และ
ยอมรบั วา โง แตต องพยายามฝก ตนใหฉ ลาด จนรแู ละปลอยวางได ดวยความเขมแข็ง
แหง “ความเพยี ร”

พูดใหถ ึงเหตุถงึ ผลกนั เสียที เขาเปนเขาตามหลกั ธรรมชาติ แตเ รายังอตุ สาหไป
ยึดเอาเขามาเปนตัวของเราอีก มนั ก็ยงุ นะ ซี เพราะมันฝนความจริงน่ี เพือ่ ใหต รงกับ
ความจริง จงพิจารณาเหน็ ตามความจรงิ ของมนั พจิ ารณาแลวพจิ ารณาเลาซาํ้ ๆ ซากๆ
เอาจนเปนทเี่ ขาใจ เม่ือเขาใจแลวไมต องบอกปลอ ยบอกวาง ปลอยเองวางเองทีเดยี ว
เพราะสิง่ เหลานเ้ี ปน พิษเปน ภยั เปน โทษแกเ รา เพราะการยดึ ถอื ของเราเอง ไมใช
เปน คุณอะไรดวยการยดึ ถอื ! หากเปนบญุ เปน คณุ แลว พระพุทธเจา ก็ตองสอนใหย ดึ ถือ
หรือไมต องสอนใจก็ยึดอยแู ลว แตนี่มันเปน พษิ เปน ภยั เพราะการยดึ ถอื ส่ิงเหลาน้ี

แมเ ขาจะเปนภยั ตอ เราก็ตาม แตเ รากไ็ ปยดึ เอามาเปนภัย ดว ยความสาํ คญั วา
เราเปนอยา งน้นั เราเปน อยางน้ี เขาเปนเรา เขาเปนของเรา เปนตน มนั ยงุ ตรงที่ไป
สําคญั ไปหมายเอาดวยความลมุ หลงของเรานแ้ี ล

ขนั ธน น้ั ๆ กไ็ มม ีความหมายอะไรในตวั ของมนั เอง อยตู ามความจริง เชน เดียว
กบั ตนไม ภเู ขา ฯลฯ นน้ั แล ทรี่ ับทราบในแงต า งๆ ก็เปนเรอื่ งของจติ คนตายแลว รับ
ทราบไมไ ด นี่มันไปจากจิตตัวอยไู มเ ปน สุข ไปไมเปนสุข ยึดไมเ ปน สุข อยรู ํ่าไป นี้แลจงึ
นา โมโห!

จติ นีบ่ รรจไุ วซ ึ่งความลุม หลงเตม็ ตวั แสดงออกมาในแงใดมแี ตความลุม หลง
ความยดึ ความถืออนั จะเปนภยั แกตนทั้งน้ัน ทีว่ า “จติ พึง่ ตนเองไมได” ก็มนั ยังตอ งไป
เกาะน้นั เกาะนีอ้ ยรู ่าํ ไปนี่ การพิจารณาทางดานปญ ญากเ็ พ่ือจะใหรเู ร่อื งส่งิ ทัง้ หลาย แลว
ผลกั ออกไป ดนั ออกไป แกอ อกไป เพอ่ื เปน ตวั ของตวั โดยลําดบั ๆ นน่ั เอง

เราดูส่ิงอ่ืนยงั ดูตลอดทว่ั ถงึ พอเขาอกเขาใจ ดตู กึ รามบา นชอง ดูอะไรๆ ดหู ญิง
ดูชาย ดูสตั ว ดูบคุ คล ดวู ตั ถสุ ิง่ ของตางๆ เรายังทราบวาสิ่งนัน้ ดี ส่ิงน้ีชั่ว สงิ่ น้นั มีราคา
สงู ส่ิงนมี้ รี าคาตาํ่ สิ่งน้นั ควรจะเอา สง่ิ น้ีไมค วรเอา เรายังรู แตด รู า งกายเราน้ี ทาํ ไมไม

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๗
ธรรมะชุด๔เต๘ร๖ยี มพรอ้ ม

๔๒๘

รู ไมรูแลว ก็รักดวย ยึดดวย ติดดวย สิ่งภายนอกเรายงั ไมกลา รกั ไมก ลาถอื เอา ยิง่ รูว า ไม
ดแี ลว เรากไ็ มก ลา เอา

อันนดี้ ไี มด เี อาท้งั หมด ยดึ ทั้งสิ้น จะวา อยางไร ? ตอนนซ้ี ิ ตอนมนั โง ตาเนอ้ื ก็
เหน็ อยูว า รางกายเปน ยังไง จติ ใจก็ทราบอยู แตมนั ทราบอยางผวิ เผิน ทราบอยา ง
ธรรมดาสามัญชน จึงชนดะไมยอมถอย ไมไ ดทราบตามความจรงิ ทราบอยา งสามญั ชน
กค็ อื ทราบอยางสามัญอวชิ ชานน่ั เอง สามัญของความลมุ หลงในวงแหง ความรูน่ันเอง
ไมไ ดเ ปนไปตามความจริง เพราะเหตนุ ั้นจงึ ตองแสวงหาความจริงแทรกเขา ในจิต คือ
ปญญา เมอื่ ปญ ญามีแลวเราจะทราบความจริงของตนท่ีมีอยูในรางกายน้ี ซ่งึ ไมปด บงั
อะไรเลย!

ดใู หชัด มันไมไ ดกวางขวางอะไรเลยรา งกายน้ี กวา งศอกยาววาหนาคบื เทา นน้ั
มนั นา จะทัว่ ถงึ ดภู ายนอกครเู ดียวกท็ วั่ ถงึ ภายในกด็ ใู หซ ้ึง พิจารณาใหซ ึง้ ตามอาการ
ตามความเปนอยขู องมนั ตลอดถึงความสลาย ความแตกสลาย ไมไ ปไหน จะเขาสคู วาม
แตกสลายทําลายโดยถา ยเดียว และลงสูธาตตุ ามเดิมเทานนั้ ไมเปน อยา งอ่นื พจิ ารณาให
ซ้ึงตามความเปนจริงน้ดี ว ยปญญา เมอื่ ซ้งึ ตามความจริงนอี้ ยางหาทคี่ า นตัวเองไมไ ดแ ลว
เรอื่ งอุปาทานความยึดมน่ั ถือมน่ั จะถอนตวั ทนั ที เม่อื ยงั ไมซึ้ง พจิ ารณาใหซ ึง้ ใหช ดั
เจนดว ยปญ ญา

ปญ ญานี้ไมม ใี ครบอก ปญญาท่จี ะซึ้งไปในรางกายซง่ึ มีอยูกบั ตวั เราน้ี เปนส่งิ ท่ี
เราพิจารณาเองเขาใจเอง เมอื่ เขา ใจเตม็ ภมู ิกป็ ลอยเต็มที่! เราเปน คนถือเอง คนอ่นื จะ
ปลอยวางใหเราไมไ ด เราตอ งพจิ ารณาเพื่อปลอ ยวางเอาเอง ใหเ หน็ วา เปน สง่ิ ทอ่ี าศยั
เพยี งเทา น้ัน จะเห็นวา เปน เราเปน ของเราดวยความโงเขลาเบาปญ ญา กจ็ ะกอ ความทกุ ข
ใหเ ราไมม สี ิ้นสุด ยิง่ ในวาระสดุ ทา ยขนั ธจะแตกสลาย กจ็ ะเกดิ ความเสียดายความหวง
ใย ความรัก ความสงวน กย็ ิง่ จะไปกันใหญ ย่งิ กวา “วา วเชอื กขาดบนอากาศ” หมนุ ตว้ิ
ไปตามลม ตกทศิ ไหนไมม ใี ครทราบได ทัง้ ๆทไี่ มม อี ะไรใหนารกั ใหน า เสยี ดายเลย หมด
ทงั้ รา งมแี ตสง่ิ ท่จี ะแตกสลายถายเดียวเทา น้ัน

เรายังจะฝน ความจริงอยูหรือ ขนั ธจ ะแตกสลายไปตามกาลเวลาของมนั อยา งไม
มีทแี่ ยง นีเ่ ปน ความจริง เรายงั จะฝนความจรงิ ไมอยากใหมันแตก ไมอยากใหม นั ดับ ยัง
รักยังสงวนอยูอยางน้ี คือการฝน ความจรงิ การฝนความจริงนจี้ ะตองกอ ทกุ ขใหเ รามาก
มายจนไมมีท่ปี ลง ถา ไมรีบปลงเสยี ดวยปญ ญาแตบ ดั นี้ แตถาปลงไดส าํ เรจ็ บดั น้ี จะมี
ลาภใหญห ลวงคือ “นพิ ฺพานํ ปรมํ สขุ ”ํ !

ถาฝน ธรรม ดีไมดไี มไ ดส ตสิ ตงั ในขณะนน้ั เสยี ดว ย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๘
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๘ุด๗เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๒๙

ปญ ญาเปนอาวุธทนั สมยั จงึ ตองพจิ ารณาใหถ งึ ความจริงทกุ สิ่งทุกอยา งแลว
ปลอยวางไวต ามความจริง ทัง้ ยงั มีชีวิตอยูเวลานี้ ทั้งเวลาสลายไป ปญญาไดเห็นชัดเจน
ท้ังปจจุบันและอนาคตแลว ไมมีอะไรเปนปญหา

ความสขุ ความทุกขยงั มอี ยู เพราะขันธย ังทรงตัวอยู สง่ิ เหลานอ้ี าศัยกันเกดิ ขน้ึ
จิตเปน ผูรับผิดชอบเปนผรู บั ทราบ รแู ตไมติด ความรตู ามความจริงเปน อยางหนึง่
ความรดู ว ยความยึดถือเปนอีกอยางหนง่ึ โปรดเขาใจเอาไว

เวทนาทกุ ข้ันทกุ ภูมมิ ีอยกู บั ขนั ธน ี้เทา นั้น ไมม ใี นจิต เม่ือจิตบรสิ ุทธ์ิแลว พระ
อรหนั ตจ ึงไมแบกหามเวทนาทัง้ ทางขันธแ ละทางจติ เหมอื นเรากองรบั เหมากอ สรา ง
“วัฏจกั ร” เพียงอาการของขันธตา งๆ เอนเรากเ็ อน เขาเอยี งเราก็เอียง เขาลม เรากล็ ม
แบบไมเ ปนทา ! เพราะเราอาศัยเขานี้ เขาพาเอียงก็เอียง เขาพาลมกล็ ม เขาพาต้งั อยกู ็
พอตั้งไดบ า ง แตม ันไมย อมต้งั ถงึ เขาตง้ั อยู ยงั ไมตาย เรากเ็ ดอื ดรอ นจะตายกอนเขา
เสียอกี

เพราะฉะนนั้ จึงตองพจิ ารณาใหเห็นชดั ดว ยปญญาของเราวา เปนเครือ่ งอาศัยทั้ง
นน้ั วนั เวลานาทีกินเขาไปโดยลาํ ดับๆ ถาเราเห็นความกัดกนิ ความแทะของวันเวลา ของ
ธรรมชาติทีม่ ันสกึ หรอ มนั กรอ นไปโดยลาํ ดบั ๆ แลว กเ็ หมอื นสนุ ขั ทง้ึ เนอื้ และกระดูก
นน่ั เองไมผ ิดอะไรกัน ทึง้ อยตู ลอดเวลา กดั แทะ ท้ึงอยูอ ยา งนัน้ จนกระทั่งหมดไมม ีอะไร
จะกัดจะแทะ

นก้ี ก็ ดั อยอู ยา งนน้ั แหละ คอื สลายไปโดยลาํ ดบั ๆ จนกระท่งั ถึงความจริงของมนั
น่งั อยู ยนื อยู นอนอยู เดินอยกู ็ตาม หลบั สนทิ อยูก็ตาม มนั กัดมันแทะมนั ท้ึง คอื เวลาํ่
เวลาความสลาย ความหมดไป ๆ มันกดั มนั แทะมนั ทง้ึ อยูเสมอๆ เรายังจะแยงเขาไมให
เปน อยา งนน้ั ไดเ หรอ ? แยงไมได นั่นเปนคตธิ รรมดาซ่งึ เปน เร่อื งใหญโตมาก ความ
สําคัญของเรานน้ั ผิด ความผดิ จึงแยงความถกู ไปไมได ความสลายเปน ความถกู ตอ ง
เปนหลักธรรมชาติของเขา ความฝน หลักธรรมชาติน้นั เปนความผิดของใจ จึงตอ งเกดิ
ความทุกขแกเรา

พิจารณาใหร อบคอบในส่ิงเหลานีเ้ สยี แตเวลาน้ี ถึงเวลาแลว จะไมต อ งหว่นั ไหว
เพราะไดพิจารณารหู มดแลว วา สิ่งเหลานจ้ี ะเปนไปตามน้ันแนน อน ไมเ ปน อยา งอ่นื

เอา ตา งอันตา งเปนไป อะไรจะแสดงอาการข้ึนมาก็ใหเ ปนไป อยา หกั หา มความ
จรงิ ทุกขเวทนามันเผารางกายนี้ รางกายน้คี อยกรอบเกรียมลงไปโดยลาํ ดับๆ และแตก
สลายลงไป

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๙
ธรรมะชดุ ๔เ๘ต๘รียมพร้อม

๔๓๐

จิตใจมสี ตปิ ญ ญารอบตัวแลว ไมแตกไมดบั ไมติด เปน ตวั ของตวั โดยลาํ พงั !พึ่ง
ตวั เองได ไมต อ งพง่ึ สิ่งเหลา นี!้ แสนสบาย!

การพจิ ารณามคี วามสาํ คญั อยางนี้ มีคณุ คาตอ จิตใจอยา งนี้ นกั ปราชญท า นมี
พระพุทธเจาเปน ตน จึงตอ งสอนเรือ่ งสติกบั ปญ ญานีเ้ ปน สําคญั เพอ่ื นําจติ ฉดุ ลาก
จิตออกจากกองเพลิงใหพ นจากภยั ไป

ศาสนาของพระพุทธเจาองคไ หนๆ กส็ อนแบบเดยี วกนั เพราะธรรมชาตเิ หลา น้ี
มีแบบเดยี วกัน กิเลสแบบเดียวกนั ไมมอี งคใ ดท่ีจะสอนใหแตกใหแยกออกไปจากนี้
เลย ทา นสอนแบบเดยี วกนั การประพฤตปิ ฏบิ ตั เิ พอ่ื จะถอดถอนกเิ ลสมากนอ ยออกจาก
ใจ กเ็ ปน แบบเดยี วกนั คอื ตามหลักธรรมทที่ า นสอนไว ดําเนินตามแบบนัน้ ถา ผดิ จาก
แบบนน้ั กเิ ลสกห็ วั เราะ!

เอา พิจารณาได ไมวา กวา งวาแคบ เอาทั้งโลกธาตุน้ี จติ จะหวังพง่ึ อะไรพอให
ปลอดภัย ? เพราะคาํ วา “พงึ่ ” ฟงดูใหด ี แมแ ตสิ่งทีต่ ดิ แนบอยูก บั ตัวของเราน้ีมนั ยังไม
ปลอดภยั และเราจะหวงั พง่ึ อะไรทนี่ อกไปจากรา งกายน้ีจึงจะปลอดภัย หาไมเ จอ!

แตส่ิงทตี่ ิดอยกู ับตวั ยงั ไมป ลอดภยั ยังเปนตัวภยั อยูได เรายังไมเหน็ ตวั ภัยน้จี ะ
ไปเหน็ ภยั ทีไ่ หน? ตองเห็นภยั ทีน่ ่ี แลว ถอดถอนจติ ใจออกจากตวั ภยั น้ี กเ็ ปนคุณขนึ้ มา
นี่เรยี กวา “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” โดยสมบูรณ ไมพ งึ่ อะไรทัง้ สิ้น! แมท ่ีสดุ คาํ วา “ศลี ”
ก็ดี “สมาธ”ิ กด็ ี “ปญญา” กด็ ี เมือ่ ถงึ ขั้นสดุ ทา ยปลายแดนแหงความหลุดพนแลว ก็ไม
พง่ึ ! จะพงึ่ อะไรกับเครอ่ื งมือ แกกเิ ลสทัง้ หมดสิน้ ไปแลว เคร่อื งมอื ก็ปลอ ยวางไวต าม
สภาพเชนเดียวกับมีดเราเอาไปหั่นผัก ปอกผลไมต างๆ เอาผักและผลไมมารับประทาน
แลวมดี กท็ งิ้ ไวอยา งน้นั เราไมรับประทานมีดนี่

ศลี สมาธิ ปญญา เปน เคร่ืองมอื แกกิเลส พอกเิ ลสหมดสนิ้ ไปแลว ก็หมดปญ หา
กบั ใจเอง เวลามชี ีวิตอยูจะนาํ มาใช ก็ใชเพ่ือโลกสงสารไปตามสมมตุ ินิยมเทาน้นั ไมไ ด
ใชเ พื่อมาแกก ิเลสแตอ ยางใดอีกตอ ไป ย่งิ วาระสดุ ทา ยทจ่ี ะผานธาตผุ านขันธดว ยแลว ก็
ยิง่ ไมม ีอะไรเลย

สติปญ ญาก็เรยี กวา ไมม ปี ญหา ธาตขุ นั ธกไ็ มมปี ญ หา เพราะหมดปญ หาภายใน
ใจแลว อะไรๆ กห็ มดปญหาไปโดยสน้ิ เชิง กา วเขาสคู วามหมดปญหาเสยี มันกห็ มด
กังวล!

ถายงั มปี ญหาอยมู ันก็เปนปญ หา ฟงแตวา ปญ หาเรื่องของความทกุ ขความ
ลาํ บาก ความเกดิ แก เจ็บ ตาย มนั ก็ตามกันไปกับคําวา “ปญหา” นะ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๐
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๘ดุ๙เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๓๑

พอสนิ้ ปญหาแลวก็หมดสิ้นดวยประการทง้ั ปวง จงพจิ ารณาใหร ู สงิ่ ท่กี ลาวมาทง้ั
หลายนมี้ ีอยกู ับกายกับใจเรา แยกแยะใหไ ดดว ยอาํ นาจของสติปญ ญา พิจารณาวัน
หน่งึ ๆ อยา นอนใจ สตปิ ญ ญาเอามาหุงตมกินไมไ ด ไดแตเอามาแกก เิ ลส ถาเราจะผลิต
เอามาใชในการแกก ิเลสแกไดว ันยงั คาํ่ ถา จะพานอนจมกจ็ มกนั อยอู ยา งนน้ั ไมเ กดิ
ประโยชนอ ะไร ผลทสี่ ุดปญ ญาก็ไมทราบวาอยูทไ่ี หน เวลาจนตรอกจนมมุ กเ็ อาหัวชนฝา
ใชไมไดเ ลย!

เราไมใชล กู ศิษยของ “ตถาคต” ผูเอาหัวชนฝา พระพทุ ธเจา ไมใชผเู อาหัวชนฝาน่ี
“สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ” พระสงฆท เ่ี รานบั ถอื ก็ไมใชผเู อาหวั ชนฝา เราจะไปเอาหัวชนฝายัง
ไง เมอื่ มที างพอจะปลีกตวั ออกไดด วยอุบายใดตอ งพยายาม จนหมดความสามารถขาด
ดิ้น

เมือ่ หมดความสามารถแลวกส็ ุดวสิ ัย เอา ! อยูไป ถงึ ขั้นใดภมู ใิ ดก็อยูกันไป
เพราะมนั สุดวสิ ัยจะทํายงั ไงได เมือ่ ยังไมส ดุ วิสยั เอา พยายามตะเกยี กตะกาย เสือก
คลานไปใหได

การมาลมจมใน “วฏั สงสาร” มันก็เหมือนเรือลม อะไรกล็ มไปดว ยกนั หมดจะวา
ยังไง เรือก็ลม วตั ถุส่งิ ของตางๆทอ่ี ยูในเรือก็จม คนกต็ าย แนะ ! เรามาลมมาจมกับธาตุ
กับขนั ธดว ยความลุมหลงนะ ธาตขุ ันธก็ลม ไปตามสภาพของเขา จิตใจของเรากล็ มจมไป
ดว ยความโงข องตนมนั ดีแลวเหรอ ความลมจมไมใชของดี จิตใจลมจมเพราะความลุม
หลงบีบบงั คับใหจ มดงิ่ ลงไปก็ไมใ ชข องดี นอกจากเหลวหรือเลวถายเดยี วท่ไี มพึง
ปรารถนากัน เพราะฉะน้นั ตองเอาใหเลด็ ลอดออกไปไดโ ดยลาํ ดบั

พจิ ารณาใหเหน็ ความจริง เฉพาะอยา งยิง่ ทุกขเวทนาทีม่ อี ยูใ นกายในจิตนแ้ี หละ
สําคญั มาก จิตเขาไปยดึ จนกลายเปน โรคในจติ ซาํ้ เขาไปอีก ใหท ราบวา อาการหาไมใ ช
เรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ เปน อาการอันหน่งึ ๆ ทอ่ี าศยั กนั อยใู นธาตใุ น
ขันธน ้ีเทา น้ัน จติ เปนอนั หน่งึ ตา งหาก แยกแยะกันใหไดด วยสตปิ ญญาของตนจะเปน ผู
พน ภัย

ตายก็ตายไปเถอะ โลกตายกันทั้งนน้ั มันของตายจะใหเที่ยงไดยังไง ถงึ คราว
ตายมันตองตาย ถึงวาระแลว หามไมได แมแ ตพระอรหันตท านกต็ อ งตาย จะผดิ กันที่
ทานตายอยางแบบหายหวง สว นเราหว งทงั้ ๆ ที่ยงั ไมต ายกห็ วงก็หวง เวลาตายไปแลว ก็
ย่งิ หว งยง่ิ หวงไปใหญ เลยเปน ภัยท้งั กองใหญยิง่ กวา ภูเขา ระวงั อยา ใหเ ปนอยางนน้ั เอา
ใหห ายหวงเลย ดังไดเคยพูดเสมอ “กสลุ า ธมมฺ า สรา งใหพ อ ความเฉลียวฉลาดใหเ รา
นน่ั แหละ” “กสุ ลา” เราเอง “กสุ ลา ธมมฺ า อกสุ ลา ธมมฺ า” แนะ ! อกุศลท่ีตรงไหน มันโง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๑
ธรรมะชุด๔เต๙ร๐ยี มพร้อม

๔๓๒

ท่ตี รงไหนใหก ําจดั มนั ออกไปดว ยกศุ ลคือความฉลาด ไดแ กส ติปญญาของเราเอง น่ี
แหละที่ทา นเรยี กวา “สวดกสุ ลาใหต วั เอง” พึ่งตวั เองตอ งทําอยางน้ี พ่งึ คนอน่ื นัน้ เวลา
ตายแลวเท่ยี วกวา นเอาพระมาสวด “กสุ ลา ธมฺมา” ยงุ ไปหมด เฮอ! ไมเ อา

“กสุ ลา ธมมฺ า” ทาํ ความฉลาดใหต วั เองใหมนั พอ รอบคอบทุกส่งิ ทุกอยา งแลว
ไมจําเปน กับอะไร ไมตองยุง เหยิงวนุ วาย ตายอยา ง “สุคโต”

เอาละ แสดงเพยี งเทาน้ี

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๒
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๙ุด๑เตรียมพรอ้ ม’’



ไมม่ ีอะไรตาย๔๓๓

เทศนโปรดคณุ เพาพงา วรรเทธศนนะโ์กปุลรดณคณุ วเดั พปาาพบงาา นวตรารดธนะกุล ณ วดั ป่าบ้านตาด
เม่ือวันที่ ๗ มกราคม พทุ ธศักราเชม่ือ๒ว๕ัน๑ท๙ี่ ๗ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๑๙

ไมมอี ะไรตาย

การประพฤติตัวก็เหมอื นเราเดินทาง ยอ มสําคัญทางผิดวา เปน ทางถูกแลวเดิน
ไป ถาไมหลงกไ็ มเ ดินทางผิด เดินทางที่ถูกเรอื่ ย ๆ ไป ถา ไมห ลงก็ไมท าํ ผดิ ไมพูดผิด
ไมคิดผิด ไมถ อื ผิด ผลกไ็ มเ ปนพษิ เปน ภยั แกตัวเอง

การหลงทางก็เปนโทษอันหนงึ่ ที่ทําใหเสียเวลํ่าเวลาและเหนือ่ ยเปลา ๆ การทาํ
ผิด การพูดผดิ คดิ ผิด กท็ ําใหทง้ั เสียเวลา ท้งั เปน โทษทกุ ขเ กดิ ข้ึนแกต วั น่ีคอื ผลท่เี กิด
ขนึ้ จากการทาํ ผดิ พูดผิด คิดผิด ของผูป ระพฤติตามอารมณใ จชอบ

พระพุทธเจา ทรงสอนเพอ่ื ใหท ราบวา ใจเรามักมคี วามเหน็ ผิดอยูเสมอ ให
พยายามแกส ่ิงทผี่ ิดอยภู ายในใจ ทจี่ ะระบายออกทางกาย วาจา ทางใจ ใหเ ปน ความผดิ
นั้น กลับใหเปน ความถูกตอ งดีงามอยเู สมอ ใหพ ยายามแกสิ่งท่ผี ดิ อยภู ายในจติ ผลจะ
ถงึ “สมหวัง” เพราะเหตุทถี่ ูกตองผลยอ มดีเสมอไป ถา เหตผุ ิดผลนั้นจะลบลางเหตุไม

ได คือจะปด กัน้ ไวไ มอ ยู ตอ งแสดงเปนความทุกขรอ นตา ง ๆ ออกมา
คาํ วา “ความหลง” น้ี เมอ่ื นบั จาํ นวนคนหลงจะมีเทาไร คนท่ีรจู ะมีเทาใด ถา จะ

เทยี บกับ “คนร”ู วา มีเทา ใดน้ัน กเ็ หมอื นกับเอาฝา มือหยอนลงไปในแมน ํ้ามหาสมุทรฝา
มอื กวา งขนาดไหน แมนํา้ มหาสมุทรกวา งขนาดไหน เมอ่ื เทยี บกันแลวตา งกนั ยง่ิ กวา “ฟา
กบั นาํ้ ” ซงึ่ นา ใจหายใจคว่าํ ทเี ดียว

สัตวโลกทล่ี ุมหลงอยูใ น “วฏั สงสาร” นม้ี จี ํานวนมากเพียงไร ในแมน าํ้
มหาสมุทรยงั แคบ เพราะสตั วโลกทีต่ กอยูในหว งแหง ความลมุ หลงน้นั มีถึง “สามโลก”
ดวยกนั ฉะนั้นมหาสมุทรจึงแคบนดิ เดยี ว จะพูดกนั เพยี งวา ผรู ูมจี าํ นวนนอย ผูทีห่ ลงมี
จํานวนมากมาย

คาํ วา “ความหลง” เพยี งคาํ เดียวเทา น้มี นั ถกู กับทุกรูปทกุ นาม บรรดาสตั วส งั ขาร
ทมี่ วี ญิ ญาณครองกระเทือนไปทว่ั โลกธาตุ รวมแลว ทง้ั สามโลกธาตุ เปน ที่อยูแหง ปวง
สตั วท่ลี มุ หลงทงั้ นั้น ผูทีร่ ูจริง ๆ ไมมีอยูใ นโลกทง้ั สามเลย ไปนพิ พานกนั หมด

สตั วโ ลกทอ่ี ยดู วยความลุมหลงไมวา ทานวาเรามจี ํานวนมาก เพียงแตเราไมอ าจ

จะนบั ได ทั้ง ๆ ท่มี ีรูปรางมองเห็นกนั ดวย “ตาเน้ือ” ท้งั ทีไ่ มมองเห็นดว ยตาเนอื้ กอ็ ยู
ในอาํ นาจแหง ความหลงทคี่ รอบงาํ ไว และผทู ่จี ะมาแนะนาํ ส่งั สอน ใหอ บุ ายวธิ กี ารแก
ความหลงนก้ี ม็ นี อ ยมาก

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๔ช๙๔ดุ ๓เ๓ต๓รยี มพรอ้ ม’’

๔๓๔

ครัง้ แรกกม็ ีพระพุทธเจาทรงเปน ผลู ุมหลงกอนหนา ตรัสรู เม่อื ตรสั รธู รรมเปน
ความรูแจมแจง ขึ้นมา ก็ทรงนาํ “ธรรม” มาสอนเพ่ือแกค วามหลง และแสดงใหเ ห็นโทษ
ของความหลง ใหเหน็ คุณคาแหง ความรู โดยแสดงทั้งเหตุทัง้ ผล ท้งั ฝา ยดฝี ายชั่ว จน
กระทงั่ ประชาชนท่มี งุ หวงั ตอความรูความฉลาด เพือ่ ความหลดุ พน จากทกุ ขอยา งเตม็ ใจ
อยูแ ลว ไดยินไดฟงก็เกิดความเชอื่ ความเลือ่ มใส ประพฤติปฏบิ ัตติ าม “ธรรม” ทาน จึง
กลายเปน “ผูรู” ขน้ึ มาโดยลาํ ดบั ลาํ ดา ทเ่ี ราใหน ามวา “สาวกอรหนั ต” เปน ลําดบั มา
และทานเหลานน้ั ได “ปรนิ พิ พาน” ไปเรื่อย ๆ หรือลวงเลยไปเปนลาํ ดบั ความมดื มดิ
ปดตาของโลกกย็ ิง่ มกี ําลังมากขน้ึ ทง้ั โลกเต็มไปดวยความหลง

ผทู จี่ ะมาชแี้ จงสง่ั สอนใหรูแจง เหน็ จรงิ ในความหลงทั้งหลายเหลาน้ัน กไ็ มคอ ยมี
เสยี แลว โลกนี้จงึ อยูด วยความมืดมิดปด ตากนั ถงึ จะมหี ตู าอนั สวา งอยู กส็ วา งตาม
กระแสของโลกไปเสยี ไมใชสวา งดวยความจรงิ คือรูจริงเห็นจริงดงั พระพทุ ธเจา และ
พระสาวกทานรูเ ห็นมา กเ็ ลยกลายเปน “หหู นาตาเถอ่ื น” ไป

คาํ วา “เถอ่ื น” กค็ อื ปา เถ่ือนหรอื ปลอมนน่ั เอง ตามอี ยกู ็ปลอม หมู ีอยกู ็ปลอม
คือรบั ทราบหรอื ไดยนิ แตส ่ิงที่ “จอมปลอม” เขามาแทรกสงิ ใจสัตวใ หม ดื มิดขน้ึ โดย
ลาํ ดับ เพราะการไดเ หน็ และการไดย ินเปนตน ซ่งึ ลวนแตสงิ่ จอมปลอมหลอกลวงใหลุม
หลงเร่อื ยมา อนั เปนการเสรมิ สรางใหค นปา เถอื่ นมากข้ึน ทุกวนั นี้คนรูข ัน้ “ปญญาชน”
หรอื คนปา เถอ่ื นกนั แน? ทาํ ไมจึงกอ แต “วินาศกรรม” “ฆาตกรรม” แกกนั อยทู ุกแหง ทกุ
หนทั้งท่กี ารศกึ ษาวาเจริญเตม็ ท่ี

ทงั้ น้เี พราะสิ่งทแ่ี สดงออกทงั้ หลายมนั มแี ตส ง่ิ ทใี่ หหลงใหโง เปน ทางอบายมุข
แทบท้ังน้นั จิตกล็ ุมหลงอยา งเตม็ ตวั อยูแลว เมอ่ื สมั ผสั กันกย็ ิ่งเขา กันไดง าย และกลม
กลืนกนั ไดอ ยา งรวดเร็ว ความจริงคืออรรถธรรมจึงแทรกเขาไปไดยาก เพราะฉะนน้ั การ
ประพฤตปิ ฏิบตั ิธรรมและการฟง ธรรมท่เี ปนความดี จงึ รสู กึ ฝน ใจแทบจะลากกันไปไม
ไหว ลากจากสง่ิ ทจ่ี ติ ชอบนน้ั แล ซึง่ สวนมากเปนของเลว คือความโลภ ความโกรธ
ความหลง ราคะตณั หา ซงึ่ มีอยภู ายในจนแทบมองหาใจไมเหน็ ใจมีแตข องปลอมบรรจุ
ไวเ ตม็ เอ๊ียดจนนากลวั ทั้ง ๆ ทต่ี า งคนตางมดี วยกนั ยังอดกลัวไมได ทั้งนี้เพราะมีมาก
ตอมากเหลอื หูเหลือตา ลน หวั ใจแทบหาทเ่ี กบ็ ไมไ ด

สง่ิ ท่ีปลอมกับของปลอมจึงเขา กนั ไดง า ย เชน เดยี วกบั คนชั่วกับคนชว่ั เขากันได
งาย เปนเพ่อื นเปนมติ รสนทิ สนมกนั งาย คนดกี เ็ ขา กบั คนดไี ดงา ย เปน พวกของใครของ
เราไป ขางนอกก็เปน เครือ่ งหลอก ขา งในก็เปน ผูชอบรับสิ่งหลอกลวง จึงเขา กนั ไดอยาง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๔
ธรรมะชุด๔เ๙ต๔รียมพร้อม

๔๓๕

สนทิ ติดจม จนไมส นใจคิดจะถอนหรอื ถอนไมข ึ้น นอกจากจะเช่อื ตายใจกบั ส่ิงนัน้ ๆ
แทบหลบั สนทิ ไปถา ยเดียว

การปฏบิ ตั ติ นเพือ่ แกส ิง่ จอมปลอมทั้งหลายที่เคยเปน “นาย” บนหวั ใจมานาน
ออกจากใจ จงึ ตอ งฝน ปราชญท า นเคยฝนมาตัง้ แตครั้งพระพทุ ธเจา องคไ หน ๆ พาฝน
มาเปนลําดับลาํ ดา เพราะทานเคยถูกผูกถูกมัดถูกทรมานจาก “กเิ ลสวฏั วน” มามากตอ
มากนานแสนนาน จนเห็นภยั และพนภัยดวยการฝน การตอ สู และนํา “ธรรม” ทเ่ี ปนผล
อนั เกดิ จากการตอ สมู าสอนพวกเรา เพ่อื การฝน การตอสูกิเลสทุกประเภท ไมใ หท อ ถอย
ปลอ ยตวั ใหก เิ ลสยํา่ ยเี หมอื นผกั ปลาซ่งึ ขายขี้หนา ชาวพทุ ธ ไมนา ใหอภัยเลย

ผเู หน็ ตนเปนของมีคา มากกวา สิง่ ใด จึงควรนาํ “ธรรมอันลนคา” มาเปนเคร่ือง
ปฏิบัตดิ ําเนนิ ดวยความไมนอนใจ อยางไรกต็ ามขนึ้ ช่ือวา “ความดี” จาํ ตอ งฝนความชั่ว
ของชัว่ อยโู ดยดี ดังพวกเราประพฤติปฏบิ ัตอิ ยเู วลาน้ี ก็คอื ความฝนส่งิ ไมด เี พื่อความดี
ดวยหัวใจชาวพุทธ แมออกมาอยใู นวัดเพอื่ ปฏบิ ตั บิ าํ เพ็ญอยแู ลว ความรสู ึกอันด้งั เดิม
ยอ มมอี ยูภายในใจเสมอ คือความขีเ้ กียจมักงายออ นแอ ความคลอยตามส่งิ เคยคลอย
ตาม ความเชื่อในสง่ิ ท่ีเคยเชอ่ื คอื กิเลสชนิดตา ง ๆ ซงึ่ เปรยี บเหมือนเพลงลกู ทุง ยอ ม
ยังมอี ยใู นใจ

การฝน ส่ิงเหลานี้จงึ เปนความยากลําบากลําบนสําหรับผูปฏบิ ัติ แมจ ะมีความมงุ
มนั่ ตออรรถตอ ธรรมมากเพยี งไร ก็จําตอ งไดฝนสิ่งทเ่ี ปน ขวากเปนหนามอยภู ายในใจ
เราอยโู ดยดี กระท่ังไมมเี หลอื อยูในใจเลยน่ันแล จงึ หาอะไรมาขวางหนา ไมได

การปฏิบตั ธิ รรมเปนของยาก ของลาํ บากมาแตก าลไหน ๆ ก็เพือ่ เบกิ ทางทถ่ี ูก
กิเลสปดบงั ใหเ ห็นเหตุเห็นผล เห็นตน เห็นปลาย ของอรรถของธรรมภายในใจ จนกวา
จะปรากฏผลขน้ึ มาเปน เครอ่ื งสนับสนนุ จติ ใจใหม กี ําลัง ความเชื่อความเลื่อมใส ความ
พากเพียร ความอตุ สา หพ ยายามขึ้นโดยลาํ ดบั จากนน้ั กค็ อ ยสะดวกสบาย ถึงจะยาก
ลาํ บาก ผลที่พึงใจเปนขั้น ๆ กป็ รากฏอยภู ายในใจแลว แมจะมีการฝน อยูบ างกฝ็ น ดว ย
ความพอใจ ทจ่ี ะเพิม่ พนู ความสงบสุขทต่ี นมีอยแู ลว ใหมีกําลงั และความสวา งไสวย่งิ ขึน้

ขอ สาํ คญั ก็คอื ความเหน็ โทษแหงความเปนอยูดวยความหลง ความเพลดิ เพลิน
เลือ่ นลอยบังอยูด ว ยความหลง คือความประมาทนอนใจ ไมม สี ตปิ ญ ญาคดิ ประโยชนใ ส
ตน ยนื อยดู ว ยความหลง นอนอยดู ว ยความหลง เดินไปดวยความหลง ในอริ ิยาบถทงั้ สี่
เปนไปดวยความหลง ความใฝฝนลม ๆ แลง ๆ การมาเกดิ ก็มาดว ยความหลง มาอยใู น
โลกกม็ าอยดู ว ยความหลง จะไปขา งหนาภพหนากไ็ ปดวยความหลง ความเห็นโทษส่งิ
เหลา น้ียอ มเปน เครอ่ื งเตือนใจตนไดด เี พ่ือไมใหป ระมาทนอนใจ ใชปญญาพิจารณา
ใครค รวญอยูเสมอ จะมีทางเหน็ โทษส่งิ เหลา นีข้ ้นึ เร่ือย ๆ อันเปน หนทางใหเกิดความ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๔๔ช๙๓ุด๕๕เตรยี มพร้อม’’

๔๓๖

อตุ สา หพ ยายามพจิ ารณาแยกแยะสง่ิ เหลา นอ้ี อกจากใจ พอมีทางเล็ดลอดไปไดตาม
กาํ ลงั ความสามารถ

อยางไรกอ็ ยาลมื คําวา “พุทธฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ” จะอยใู นสภาพใดอิรยิ าบถใดก็
ตาม ใหระลึกถงึ ทานเสมอ ท้งั ฝา ยเหตฝุ ายผลท่ีพระองคไดทรงดาํ เนินมากอ นแลว และ
ทรงไดรับผลเปน ทพี่ อพระทัยมาแลว จึงทรงนํามาประกาศสอนโลกทงั้ หลาย วาพระ
พทุ ธเจาทรงดาํ เนินอยางไร ความทกุ ขค วามลาํ บากก็ไมม ใี ครจะเกินพระพุทธเจาไปได
เพื่อความรคู วามเหน็ ในธรรมท้ังหลาย จนทรงรูแ จง เห็นชัด ไมมสี ่งิ ใดปดบงั ล้ลี ับ นํา
ธรรมท่ีเปดเผยในพระทัยนั้นมาสัง่ สอนโลกเพอื่ ไดท าํ ตามพระองค ทเี่ รียกวา “ตาม
เสด็จ”

“ธมมฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ” ไมมอี ันใดจะประเสรฐิ เลิศยง่ิ กวา “ธรรม” ในบรรดาโลก
ทัง้ สาม คอื กามโลก รูปโลก อรปู โลก ธรรมเปนธรรมชาติประเสริฐสุด ทีค่ วรยดึ ถอื เปน
สรณะทง้ั ฝา ยเหตแุ ละฝา ยผล ไมมที างปลีกและเปนอยางอ่ืน นอกจากนาํ ผปู ฏบิ ตั ใิ หถ งึ
แดนแหง ความเกษมโดยถายเดียว สมนามวา “ธรรมเปนของประเสริฐ” ทั้งโดยสมมุติ
และโดยหลกั ธรรมชาติ

ดงั นน้ั การปฏบิ ตั ติ นตามธรรมแมจ ะยากลาํ บากเพยี งไร กค็ วรถอื วา นค้ี อื งานอนั
ประเสริฐเพอื่ ความพนจากกองทุกข ไมใ ชงานเพ่ือความลม จมฉิบหาย อยา ถอื เอาความ
กลัวตายเพราะความพากเพียรมาเปน ใหญ จะมากีดขวางทางเดินเพอื่ ความหลุดพน
แลว กา วไมอ อก เพราะกลัวลําบาก กลัวแตจะตาย เพราะความออนแอฉุดลากใหเ ปน ไป

“สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ ใหร ะลึกถงึ พระสงฆส าวกทาน ทานเปนคนเหมือนกนั กับ
เรา ออกมาจากตระกลู ตา ง ๆ เวลาออกมาทานก็เปน เหมือนเรา ๆ ทาน ๆ นแ้ี ล เมื่อมา
บวชเปนพระแลว กค็ อื คนเปนพระน่นั เอง แตทานอุตสา หพ ยายามดําเนินอยางไรบา ง
จึงไดเปน “สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ ของพวกเรา ทา นกเ็ ปนคนเหมอื นกัน ทาํ ไมทา นเลศิ
ทา นประเสรฐิ ย่ิงกวา เรา เรายดึ นี้เปนหลัก หากวาทานไมม ีความอุตสา หพยายามฝา ฝน
อยางจริงจงั ทา นจะเปน ผูว ิเศษวิโสและเปน สรณะของโลกไดอ ยา งไร ขอใหย ดึ ทานเปน
หลกั ใจจะไดมีกาํ ลังใจ เวลากเิ ลสตวั ขเ้ี กยี จออ นแอ ตัวข้ีสงสยั ตัวตาํ หนิตนวา “บญุ นอ ย
วาสนานอ ย” ไมม ีความเพยี รเกิดข้นึ เพราะ “สรณะทั้งสาม” เปนเคร่ืองประกนั มรรคผล
นพิ พานอยา งม่ันใจอยแู ลว

จะเอาความตายเขา มาฝง ไวในใจทงั้ ๆ ทีใ่ จนัน้ คอื ความรไู มเคยตายเลย ทําไม
จึงเอาความตายเขาไปฝง ไวใ นหัวใจเรา เอาปาชา ไปทับถมใจเราซ่งึ ไมเคยตายทําไม?น่ัน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๖
ธรรมะชุด๔เ๙ต๖รียมพรอ้ ม

๔๓๗

เปน ความเห็นผิดอยางย่งิ จะทาํ อะไรกลวั แตจ ะตาย ไมท ราบวา “ความตาย” มคี วาม
หมายกวางแคบขนาดไหน อะไรเปน ผตู าย?

ใจเคยเปน อยางน้ี ไมเ คยตายแตไ หนแตไรมา เปนแตเพียงเปลยี่ นรปู เปลย่ี น
รา ง เปล่ยี นสถานขั้นภูมกิ าํ เนดิ ไปตามบญุ ตามกรรมเทานน้ั ทีโ่ ลกวา “เกิด” วา “ตาย”
แตก ค็ อื เวลาตายแลว กไ็ ปถอื “ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณ” “วญิ ญาณ” เกดิ ใหมเ รอื่ ย ๆ สูง ๆ ต่ํา
ๆ ลมุ ๆ ดอน ๆ ตามยถากรรม หรอื ตามบญุ ตามกรรมท่ตี นไดสรางสมอบรม อบรม
มามากนอ ยนน่ั เอง สว นใจไมเ คยตาย จึงไมค วรเอาความตายไปผูกมดั จิตใจ

พดู งา ย ๆ ไมต องเอา “ความตาย” ไปแขวนคอหัวใจ จะเปนการสรางอุปสรรค
สรา งความทอถอย ความออ นแอ หมดความพากเพียรใหแกต น แทนท่ีจะผานไปได แต
ความกลัวตายไปกีดก้ันทางเดินเสยี กไ็ ปไมได ส่ิงไมมีอยาไปหาเรือ่ งใสใหมขี น้ึ มนั เกดิ
โทษแกตนเอง

คาํ วา “ส่ิงไมม ี” คืออะไร? คือความตายนน่ั แหละไมม ีอยใู น “จิต” จิตเปน ธรรม
ชาตไิ มต าย แมมกี เิ ลสตณั หาอาสวะปกคลมุ อยมู ากนอยก็ตาม จติ เปน ผูทนทานตอ สง่ิ
เหลาน้เี รือ่ ยมา ทกุ ขก ็ยอมรับวา ทุกข แตไ มย อมฉิบหายสลายตัวไปเพราะถูกทกุ ขท ั้ง
หลายบบี คนั้ ทาํ ลายเลย เปน ความรูอยูเชนนน้ั เปน จติ อยเู ชน นน้ั แมจะตกนรกอเวจกี ไ็ ม
ตาย หากทนทุกขท รมานไปตามความหนกั เบาแหงกรรมทีต่ นทํามาเทา น้นั จึงไมมีอะไร
ในโลกจะเหนียวแนน ทนทานเหมอื นใจเลย

มาเปน มนษุ ยเ ปน สตั วเ ปน อะไร กค็ อื จติ ดวงไมตายนี้แลไปเกิดและมาเกิด
เปนเจาของแหง “ภพกาํ เนดิ ” นั้น ๆ ขณะนใี้ จกอ็ ยูในธาตุขนั ธท่เี ราเห็นอยนู ี้ ธาตขุ นั ธ
อนั นเ้ี ปน ของเรา รา งกายน้เี ปน ของเรา จิตมาอาศยั ธาตขุ ันธน ้อี ยูไปช่ัวกาล แลวก็
เปลย่ี นภพเปลย่ี นชาตไิ ปตามความจําเปน ท่ี “วบิ ากกรรม” จะพาใหเ ปนไป

เพราะฉะน้นั การพิจารณาทุกข มีทุกขเวทนาเปน ตน ท่เี กิดขน้ึ ภายในขันธ กก็ ลวั
จะตาย นี่ก็เพราะสรา งขวากสรา งหนามกดี กันทางดําเนนิ ใหเดินเพ่ือความรูจริงเหน็ จรงิ
ในเวทนาไมได ความจรงิ มีอยไู มยอมเดนิ ใหเขาถงึ ความจรงิ เพราะความหลงมันบงั คับ
นัน่ เอง “ความหลงบังคบั ” คืออะไร” กค็ วามกลวั ตายทง้ั ๆ ทค่ี วามตายไมมอี ยูภายใน
จติ แตก ก็ ลวั ตายนแ้ี ล เราเคยเชื่อ “กเิ ลส” ในคาํ วา “ตายๆ ” น้มี านาน จะทําอะไรก็กลัว
แตจะตาย ๆ ธรรมทา นจึงสอนใหรูเขาไปถงึ ตรงนี้ ใหเขา ถงึ ความจริงวา “จติ ไมตาย” น้ี
คือความจริงแท!

ส่งิ เหลา น้ันสลายตัวลงไปตามสภาพของมนั มนั ก็ไมตาย ทุกขเวทนาจะเกดิ ขึ้น
มากนอ ยภายในธาตใุ นขนั ธ ใหก ําหนดพจิ ารณาตามความจรงิ ของมนั เพราะมนั เปน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๗
ภาค ๓ “ธรร๔ม๙ช๗ุดเตรยี มพรอ้ ม’’

๔๓๘

ความจริงแตล ะอยาง ๆ อยูแลว หากไมพ ิจารณาใหเหน็ ตามความเปน จริงแลว จิตเรา
ไมเวน ทจี่ ะหว่นั ไหว ทจ่ี ะเปนทุกขลาํ บากลําบนไปนาน ซึง่ แมป จจบุ ันท่รี างกายจะสลาย
ตัวไปทเ่ี รียกวา “ตาย” นนั้ บางรายถงึ กบั ไมม สี ตปิ ระคองตวั เลย ตายไปแบบ “ไมเ ปน
ทา” ราวกบั สตั วต าย ไมมีสตสิ ตังเอาเลย นี่เพราะความไมไ ดฝ ก หดั ใหรูเร่อื งตา ง ๆ
ทีม่ ีอยรู อบตัว มที กุ ขเวทนาเปน ตน นน่ั เอง

ถาจิตพิจารณาตามธรรม เชื่อพระพุทธเจา กไ็ มค วรจะเอา “ปาชา ” เขา มาตง้ั ภาย
ในจิต ไมค วรจะเอา “ปา ชา ” เอาความกลัวตายไปมดั จติ ซึง่ ไมใ ชผ ูตาย ใหก ลายเปน
ความออ นแอทอ ถอยไปได ซง่ึ เปน การสรา งขวากหนามไวก ดี กน้ั ทางเดนิ ตวั เองใหห า
ทางออกไมได

ความจริงมีอยา งใดใหพ จิ ารณาไปตามความจริง ตามหลักธรรมทา นสอนไว
“เอา ทุกขจ ะเกิดขน้ึ มากนอ ยภายในธาตขุ นั ธ จะหมดท้งั ตวั น้กี ใ็ หท ราบ ทกุ ขน ม้ี ี
อยรู อบตวั แตไ มใ ชจ ติ แมจ ิตจะเปนทกุ ขก็เปนเวทนาอยา งหนงึ่ ตางหาก ไมใ ชจติ เปน
เวทนา ไมใ ชเ วทนาเปน จิต “เวทนา อนจิ จฺ า” “เวทนา อนตฺตา” นัน่ !
ฟงซิ ทานบอกวา เปน “จิต”ไหมละ? แตจติ หลงไปยึดเวทนามาเปน ตนตา งหาก
จึงเปน ทกุ ขไ มมีประมาณจนดบั ไมลง และตายไปกบั ความสาํ คญั วา “เวทนาเปน ตน”
ตนเปน เวทนาอยา งไมรตู วั
“เวทนา อนจิ จฺ า” คืออะไร? มันมีเกดิ ข้ึน มีตั้งอยู มีดับ มีสลายไป นีเ่ ปนอนจิ ฺจา
หรืออนิจฺจํ “เวทนา อนตฺตา” มันเปน สภาพอันหนง่ึ ที่ปรากฏตัวข้นึ มาเทานัน้ โดยมนั
เองก็ไมไดส ําคัญวา ตนเปนอนตตฺ า หรอื อตตฺ า หรือเปนอะไร แตเปนความปรากฏขึน้
แหงสภาพธรรมอนั หน่ึงเทา น้นั
ใหจติ ผูเปน “นักรู” อยตู ลอดเวลาไดรูสิ่งนี้ตามความเปน จริงของมนั ไมใ ชสิ่ง
เหลานจี้ ะมาประหารจติ ใหฉ บิ หาย จงึ ไมเ ปนสิ่งนากลวั แตเ ปน สิง่ ทจ่ี ะพิจารณาใหรู ท่ี
ทา นเห็นความจรงิ ของทกุ ขเวทนาทีม่ าปรากฏตัวนัน้ ทานรทู านเหน็ อยา งทีอ่ ธิบายมา
“สญั ญา” กห็ ลอกวา “อนั น้ันเปนเรา อนั นเ้ี ปน ของเรา” “อนั นที้ ุกขม ากข้นึ แลว
น”่ี “ทุกขม ากอยา งน”ี้ “เดย๋ี วตายนะถาไมห ยดุ ภาวนา” มันหลอกจงทราบไว “สัญญา”
นัน้ ก็เกดิ มาจาก “จติ ” นน่ั แหละ เปน อาการของจติ แตกลับมาหลอกจติ ใหเ อนเอียง
ใหห วั่นไหวไปได ถา จิตไมม ีปญญาไมมีสติ ไมทราบความจริงของสัญญาวา “อนจิ จฺ า
อนตตฺ า”

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๘
ธรรมะชุด๔เ๙ตร๘ียมพร้อม

๔๓๙

ความจรงิ “สญฺ า อนิจฺจา” จะมาทาํ ลายจติ ใจเราไดอ ยา งไร? “สญฺ า อนตฺ
ตา”มนั ก็เปนสภาพอันหน่งึ เชนเดยี วกับขันธทั้งหลาย ไมม ีอะไรผดิ กัน “รูป อนตตฺ า”
นั่นฟง ซิ รูป มันก็เปน อนตตฺ า จะอาศัยมนั ไดท่ไี หน จะวาเปน “เรา” เปน “ของเรา” ได
ทไ่ี หน เปน ความจรงิ อันหนง่ึ เทา นน้ั !

จงอยาฝนความจริง อยาไปแยงความจริงของเขา ความจรงิ จงหาเอาดว ย “สติ
ปญญา” ของเราเอง จะไมยงุ ไมแยงเขา จะสบายใจหายหว งไมมบี วงผูกมดั จิตใจตอ ไป

รูปมันก็ “สักแตวา” รูปแหงธาตขุ นั ธ เวทนาก็ “สกั แตว า ” เวทนา ไมใ ชเ ราไม
ใชของเรา เราจะไปควาเอามาทบั ถมจิตใจใหเกิดความเดอื ดรอ นไปทาํ ไม เพราะเวทนา
นน้ั กเ็ ปน ของรอ นอยแู ลว แบกหามเขามาเผาตนทําไม ถาเปน ความฉลาดแลวจะไมเ ขา
ไปยดึ ไมเขาไปแบกหาม จะตองพจิ ารณาตามความจรงิ ของมนั ทกุ ขเวทนาขนาดไหนก็
รูตามความจรงิ ของมนั ดว ยสตปิ ญญา เพราะจิตเปน นกั รู ไมมถี อยเรอ่ื งรู ๆ ๆ รอู ยูกบั
จติ

ขอใหส ง เสรมิ สติ เปน ผคู อยกาํ กบั ใหด เี ถดิ แมขณะทีจ่ ติ จะดบั ก็จะไมเ ผลอ
เพราะสติกาํ กับจิต จิตทาํ หนาทร่ี ูความหมายตาง ๆ แตการพจิ ารณาแยกแยะตา ง ๆ
เปนเร่ืองของ “ปญ ญา” แยกแยะใหเหน็ เปน ตามความจริง จะไดช อ่ื วา “เปนผฉู ลาดใน
การเรยี นเรอ่ื งของตัว” ตามหลักศาสนาทใ่ี หเรยี นรตู วั เองเปน สําคัญ

คาํ วา “โลกวทิ ”ู ถาไมรแู จงเห็นจรงิ ในโลกในขนั ธนี่ จะหมายถงึ “โลกวทิ ู” แหง
โลกใด ? น้เี ปนอันดบั แรกทเี ดียว พระพุทธเจา ทรงรูและสัง่ สอนไว คาํ วา “โลกวทิ ู” “รู
แจงโลก” รูแจงโลกของพระพุทธเจา กต็ อ งรูแจง ธาตุแจงขันธ และรูพรอ มทัง้ ละกิเลส
ตณั หาอาสวะนโี้ ดยส้ินเชงิ กอน แลว จึงไปรสู ภาพแหงโลกทัว่ ๆ ไปทเี่ รียกวา
“โลกวิท”ู รูแจงโลกทวั่ ไป

คณุ สมบตั ขิ องสาวกในบทนกี้ ็มไี ดเ หมอื นกนั ที่เปน “โลกวิทู” คอื รแู จง โลกใน
ธาตใุ นขนั ธโดยรอบขอบชิด พรอ มทง้ั ละกิเลสทัง้ มวล แลว ยังมี “ญาณ” หยง่ั ทราบ
สภาพท้งั หลายตามกําลงั แหง นิสัยวาสนาของแตละองค สว น “โลกวทิ ู” ซึ่งเปน “อตั
สมบัต”ิ ไดแกร เู ทา ปลอยวางอปุ าทานในขันธและกเิ ลสทั้งปวงน้ัน สาวกมีไดด วยกนั ทุก
องคบรรดาทเี่ ปน อรหันต สว น “โลกวทิ ู” เก่ียวกับความหยั่งทราบเหตุการณ ตลอดรู
อปุ นสิ ัยของโลกในแงต าง ๆ น้นั มกี วางแคบตา งกัน

จิตเปน รากเปนฐานสาํ คญั ภายในตวั เรา ทําไมจงึ ไปหลงไปงมงาย ไปจบั นัน้ ควา
นี้เอาสิ่งนน้ั ๆ มาเผาตน เอาสิง่ น้ีมาเผาตน ไมมคี วามเขด็ หลาบ? ทกุ ขอ ยกู บั ทกุ ขมนั

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๙
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๙ดุ ๙เตรยี มพร้อม’’

๔๔๐

ไมมคี วามหมายอะไร เชน เดยี วกับไฟมนั แสดงเปลวสูงจรดฟา ถา เราไมไ ปเกย่ี วขอ ง
กบั ไฟ หรอื ถอยตวั ออกใหห า งไฟ ไฟกเ็ ผาไมไ ด ก็ “สกั แตว า ” สง เปลวอยเู ทานนั้ ไม
สามารถยังความรุมรอนมาสูตัวเราได แตถ าเราเขา ไปเกี่ยวของกบั ไฟ ไฟก็เผาไหมไ ด
ทกุ ขเวทนากเ็ หมือนกนั มันเปนความจรงิ อันหนงึ่ ของมนั ที่แสดงอยูภายในรา งกายของ
เรา เม่อื จิตเราก็รดู ว ยสตปิ ญญา พิจารณาสงิ่ เหลานใ้ี หเ หน็ ตามความเปนจรงิ อยูแลว
สภาพความรอนทเี่ ปน ธรรมชาตขิ องเวทนานั้น ก็ไมส ามารถจะแผดเผาจิตใจเราใหรอ น
ไปตามได นช่ี อ่ื วา “เรยี นธรรม คือทกุ ขเวทนาในขันธ” ใหซ าบซงึ้ ดวยปญญาแลวปลอ ย
วาง

เวทนากเ็ ปน ธรรม สัญญาก็เปนธรรม สังขารก็เปนธรรม วญิ ญาณก็เปน ธรรม
รูปกายนีก้ ็เปนธรรม ถาเราเปน ธรรมสงิ่ เหลานี้กเ็ ปน ธรรมหมด ถาเราเปน “ผหู ลง”เปน
“อธรรมโง” สง่ิ เหลา นก้ี เ็ ปน ขา ศกึ ตอ เราได ตามหลักธรรมของพระพุทธเจา เปน อยาง
น้ี

เราจะเชอ่ื กิเลสตัณหาอาสวะ หรอื จะเช่ือพระพุทธเจา? ถา เชอ่ื กเิ ลสตณั หากย็ ดึ
ถอื วา อนั น้ี ๆ เปน ตวั ตนหมด รูปก็เปนตน เวทนาก็เปนตน สญั ญาเปนตน สังขารเปน
ตน วิญญาณเปน ตน อะไร ๆ เปน ตน ท่วั โลกสงสารเปนตนเปน ของตนหมดสน้ิ พอสงิ่
เหลานนั้ เปลยี่ นแปลงยกั ยายไปหนอยใจหายไปเลย เปน ทุกขข น้ึ มาแบบไมม ีสตสิ ตงั
ประคองตัว ฉะนั้นเคร่อื งกอกวนเคร่อื งทาํ ลายจึงเกดิ ข้ึนจากความสาํ คญั ของจติ ดว ย
ความลมุ หลงวาอันน้ันเปน เรา อนั นเ้ี ปน ของเรา อะไร ๆ เปลี่ยนแปลงไปเล็ก ๆ นอ ย ๆ
จงึ เปนเหมอื นสิง่ นั้นมาฟน หวั ใจเราใหข าดสะบั้นไปดวยกัน เปน ทกุ ขด ว ยกนั ไปหมดหา
ทปี่ ลงวางไมไ ด

ธรรมท่ีพระพทุ ธเจาทรงสั่งสอนไมเปนเชน น้นั กลบั ทวนกระแสโลกที่ยดึ ถอื
กนั !เชน “รูป อนิจฺจํ รปู  อนตฺตา” วา “นี้เปน อนิจจฺ ํ เปนของไมเที่ยง” พอเราจะอาศัย
ไดบ า งเทา น้ัน “อนตฺตา” ไมใชเรา ไมใชของเรา” ทรงสอนใหทราบวา “ไมใ ชข องใครท้งั
นัน้ ” ! เปนแตสภาพของสว นตาง ๆ ทรี่ วมกันอยูตามธรรมชาติของเขาเทา นั้น” เวทนา
กเ็ ชน เดยี วกัน เปน ธรรมชาติกลาง ๆ ถาเราไมไปหลงเสยี เทานน้ั ก็ไมเกิดปญ หายุง ยาก
สงั ขาร วญิ ญาณ กเ็ หมือนกัน เปนธรรมกลาง ๆ ขอใหพจิ ารณาใหเ หน็ ตามความเปน
จรงิ จิตก็เปน กลางได เม่อื จิตเปนกลางจติ ก็เปนความจริงขนึ้ มา เมื่อจิตเปนความจริง
ส่ิงนั้นก็เปนความจรงิ เพราะสิ่งเหลา นนั้ เปนความจรงิ มาแลว แตด ้งั เดมิ เปนเพียงใจ
หลงไปสาํ คญั มน่ั หมายเทา นน้ั เหลา นี้คือหลกั ธรรมท่ีสอนใหร ทู กุ สิง่ จนปลอ ยวางได ใจ
ก็เปนกลาง คือเห็นตามความจริง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๐
ธรรมะชุด๕เ๐ต๐รยี มพร้อม

๔๔๑

“ความตายตามโมหะนยิ ม” นัน้ ตัดออก อยา ใหเ ขาไปแทรกสิงในจติ ได จะกลาย
เปนความทอ ถอยออนแอและลม ละลายไปได เพราะคําวา “ความตาย” นัน้ เปนสิง่
จอมปลอม เปน กเิ ลสเสกสรรหลอกลวงเรามาเปน เวลานาน ทั้ง ๆ ท่ีจติ ไมต ายตาม
ความเสกสรรของกิเลสนั่นเลย แลว จะกลวั ตายไปทาํ ไม ถา พจิ ารณาตามหลกั ธรรมดว ย
ความเชอ่ื ธรรมแลว จะกลวั ตายไปหาอะไร อะไรตาย? ไมม อี ะไรตาย!

จิตกเ็ ปน จิต และเคยเปนจิตมาแตด้งั เดิม ไปกอ ภพกอชาตทิ ีไ่ หนก็มแี ตเปล่ยี น
รางไปตาม “กรรมวบิ าก” เทา นัน้ สว นจติ ไมตายน่ี หลกั เดิมเปนมาอยา งนี้

ทนี เ้ี วลาพจิ ารณาเวทนา เพือ่ ความเขา ใจความจริงของมนั ทําไมจิตจะตาย! และ
ทาํ ไมเราถงึ กลวั ตาย อะไรตาย? คน หาความตาย ใหเ หน็ ชดั เจนลงดว ยความจรงิ โดยทาง
ปญญาดซู ี เม่ือทราบประจักษใจแลวจะไมก ลัวตาย เพราะความตายไมม ีในจิต มีแต
ความเสกสรรปน ยอลม ๆ แลง ๆ เทา นนั้

ตามโลกสมมตุ ิ กไ็ ดแก “อวิชชา” ความรูแ บบงู ๆ ปลา ๆ นั่นแหละพาใหโลก
เปนอยางน้ี พาโลกใหตั้งชอ่ื ตัง้ นามกนั วา “เกิด” วา “ตาย” อยา งน้ี ความจริงแลว ไมมี
อะไรตาย เมื่อพิจารณาใหถ ึงความจริงทุกสง่ิ ทกุ อยางแลวจะไดค วามขน้ึ มาเองวา ตาง
อนั ตางจรงิ ตา งอันตา งอยู ไมมีอะไรตาย จติ ยิ่งเดน ยิ่งรชู ัดภายในตัวขน้ึ มา ลงไดเ หน็ ชัด
ขึ้นมาวา “ท่เี คยเขาใจวา จติ ตายนนั้ เปน จิตโงที่สดุ ” ในขณะเดียวกันก็เปน จิตทีฉ่ ลาดพอ
ตวั แลว จงึ สามารถรคู วามจรงิ อยางถงึ ฐาน

เมอ่ื จิตไมต ายและไมกลัวตายแลว ก็สนุกที่จะพิจารณาตัวเองละซิ อะไรจะเปน
ข้นึ มาหนักเบากส็ นกุ เพลนิ ทีจ่ ะพจิ ารณาใหเหน็ เหตเุ ห็นผลโดยถายเดยี วไมสะทก
สะทา น เพราะจิตไมอ น้ั กับการรสู ่งิ ทั้งหลายท่เี ก่ียวของกับตน รอู ยตู ลอดเวลา ขอให
พยายาม บาํ รุง “สติ” รักษาสติใหด ี บาํ รุง “ปญญา” ใหม ีกาํ ลังแกก ลาสามารถ จะรูทุก
ระยะจนขณะท่ีขาดจากกนั ระหวา งขนั ธก ับจิต คอื จะตายตามโลกสมมตุ ิน่ันแหละ จน
กระทง่ั ขาดจากกนั เปนวาระสุดทา ย ระหวา งขันธก บั จิตแยกจากกัน

นค้ี อื รชู นิดหน่ึง ซึง่ ทาํ หนา ทใ่ี นเวลาตายตามสมมุติ
ทีน้ีรอู กี ชนดิ หนึง่ คอื รขู ณะกเิ ลสทง้ั มวลขาดกระเดน็ ออกจากใจ ดวยอาํ นาจ
ของสตปิ ญ ญา ไมม ีอะไรเหลอื อยูภายในใจเลย นก่ี ็รู รูทุกระยะ จติ ไมเคยลดละความรู
รทู ุกระยะทุกเวลา “อกาลโิ ก” แลว จิตจะตายไปไหนเลา จะเสกสรรใหจติ เปน อะไรไป
จากเดิม จะไปจบั ไปยัดจิตใหเ ปนปา ชา ข้ึนเหมือนส่งิ ทั้งหลายนน่ั เหรอ จติ ไมใชปา ชา
จิตเปน “อมต”ํ ทง้ั ท่ียังมกี ิเลสและส้ินกิเลสแลว ฉะนัน้ จงเอาจติ พิจารณาสภาวธรรม

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๑
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๐๑ดุ เตรียมพรอ้ ม’’

๔๔๒

ทง้ั ปวงมีขันธเ ปนตน ใหช ัดเจน จะไดเ ห็นความอศั จรรยข้นึ มาในวงการพิจารณาอยใู น
ขนั ธใ นธาตอุ นั นแ้ี ล

จะเปน ขนั ธใ ดก็ตาม ถาไดจ อสติปญญาลงไปจะเหน็ ชดั เฉพาะอยางยง่ิ
ทุกขเวทนาในเวลาเกิดขนึ้ มาก ๆ หรอื ในวาระสุดทา ย ใหจติ ฝกซอมไวเสยี แตบัดน้ี อยา
ใหเสยี ทาเสียทขี องการปฏิบตั ิธรรม เพราะการปฏิบัติ ไมใชป ฏบิ ตั เิ พ่อื แพขา ศกึ ปฏิบตั ิ
เพอ่ื ชัยชนะ ปฏบิ ตั เิ พือ่ ความเห็นจริง เพือ่ ปลอ ยวาง เพื่ออยเู หนือสิ่งเหลา นั้น ไมใหกด

ขี่บังคับใจไดอีกตอไป มีแตความเปนอสิ ระเตม็ ตวั
ใจจะเปน อสิ ระไดด ว ยเหตใุ ด? กด็ ว ยสติ ดว ยปญญา ดว ยการพินจิ พจิ ารณาไม

ลดละทอ ถอย เปน กับตายขอใหเ ห็นความจรงิ เทา นน้ั ก็เปน ท่อี บอนุ ใจ เปนก็เปน ตายก็
ตาย นี่เปนคติธรรมดา ไมจาํ เปน ตองไปกน้ั กางหวงหา ม เพราะเปนหลักธรรมชาติ
ธรรมดา แมก ั้นกางหวงหา มก็ไมอ ยใู นอํานาจ นอกจากจะกอความทุกขขึ้นมา เมอื่ ส่ิงน้นั
ไมเ ปนไปตามใจหวังเทานนั้ เพราะฉะนั้นสงิ่ ใดทเ่ี ปน ไปตามความจรงิ ใหป ลอ ยไปตาม
ความจริง อยากีดขวางความจรงิ ใหเกดิ ทุกข อยา ไปปลูกบา นปลกู เรอื นขวางถนนหลวง
จะถูกปรับไหมใสโ ทษ คติธรรมดานี้มีอํานาจยง่ิ กวา ถนนหลวงเสียอกี

คติธรรมดา คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตตฺ า ทเ่ี ตม็ อยใู นธาตใุ นขนั ธ จงพจิ ารณาให
เหน็ ตามเปนจริง ปลอยวางลงตามลําดับ เราจะมีความสขุ ความสบายหายหว ง หายหลง
ใหลใฝฝ น อนั เปนการรบกวนตวั เองอยูไมหยดุ

มีกิเลสเทาน้ันเปน เคร่อื งหลอกลง เปนเคร่ืองใหทุกขแกส ตั วโ ลก ถา แกก เิ ลส
ดวยสติปญญาใหสิ้นซากไปแลว จะหมดหวงหมดใยท้งั ภายในภายนอก ความสวา ง
ไสวจะเกิดข้นึ ภายในจิตใจ ใจทง้ั ดวงทีแ่ สนกลวั ตายก็หมดความกลัว และจะมาเหน็ โทษ
ตวั เองและตาํ หนิตนเองวา “โอย ” ความกลวั ตายมาตั้งแตวนั เกดิ เปน เวลาหลายป นบั
แตจําความไดจ นกระท่ังบัดน้ี โกหกเราทั้งเพ! เราโงช ะมัด แมจะมีผูม าจัดเขาในประเภท
สัตวท ่กี ลวั ตายดว ยกนั กย็ ังได ดว ยใจเปน “นักธรรม” และ “นกั กีฬา” ไมมีอะไรจะถือสา
ถอื โกรธเลย!

เพราะเมื่อคน ดแู ลว ความตายไมม ี มีแตความจริงเต็มตัว ฉะนน้ั จงพิจารณาอยา ง

นแ้ี หละ คือ “นักรบ” ตองสจู นไดชยั ชนะ ถา “นกั หลบ” แลว มีแตห ลบ ๆ ซอ น ๆ หลบ
ๆ หลีก ๆ จะเอาความจริงที่ไหนเอาไมได เวลาทุกขเ กิดขึน้ มากนอยก็มีแตความกระวน
กระวาย ความกระวนกระวายกไ็ มมีใครชวยได ใครจะชวยได ถาเราไมชวยตัวเราเองไม
มีใครจะชวยไดเลย มแี ตสติปญญาเทาน้ันที่จะชว ยใหค วามกระจางตามความจริง ความ
กระวนกระวายน้ีกห็ ายไปเอง ใจสงบไดอยา งอัศจรรย กระท่ังวาระสุดทา ยที่ลมหายใจจะ
ขาดไป กไ็ มม ีสะทกสะทา นเลย นแี้ ลคือความจริง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๒
ธรรมะชดุ ๕เ๐ต๒รยี มพร้อม

๔๔๓

ขอใหจริงในใจเถดิ ใจของใครเหมอื นกนั หมด ถาไดรูความจริงอยางเตม็ ใจแลว
เพราะความจรงิ น้เี หมือนกนั เมื่อเขาถงึ ความจริงแลว จิตจะเปนเหมอื นกนั หมด ไมมี
ความสะทกสะทา น เพราะรคู วามจริงแลวตื่นอะไร! ตอนที่ต่ืนก็คอื ตอนท่ียังไมร ูความ
จริงเทา น้ันถึงไดตื่น ตนื่ มากตื่นนอ ยตามความรูม ากรนู อย หรอื หลงมากหลงนอ ยตา ง
กนั ถารูจริงๆ คอื รรู อบตลอดท่ัวถงึ แลว ไมตืน่ เรือ่ งความเปนความตายมนี ํ้าหนักเสมอ
กนั

ธาตทุ ง้ั สน่ี ั้นเอามาจากไหน? กเ็ อามาจากของทม่ี อี ยู คอื ดิน น้ํา ลม ไฟ เปน ของ
มอี ยใู นโลก เม่ือผสมกนั เขาเปน รปู เปน กาย เปนหญิงเปนชาย จิตซ่ึงเปน ของทมี่ อี ยกู ็
เขา อาศยั สิง่ นี้ แลว กย็ ดึ ถอื วา เปน เราเปน ของเรา เวลาสลายไปแลวจะไปไหน? ก็ลงไป
สูธาตุ คอื ดิน นาํ้ ลม ไฟตามเดิม จิตกเ็ ปนจติ จะเปน อะไรไปอกี

ถา จติ บรสิ ทุ ธก์ิ เ็ ปน “ธรรมท้ังแทง ” เทานั้น เราจะใหช ่อื วา “ธรรมทง้ั ดวง” ก็ได
“ธรรมทั้งแทง” กถ็ กู จะเรียกวา “จติ บริสทุ ธิ”์ ก็ได ไมม คี วามสําคญั ใดในการใหช่ือให
นาม ขอใหเ ปนความจริงประจกั ษใ จเทา นัน้ ก็พอ ไมหวิ โหยกับชอื่ กบั นามอะไรอกี เรื่อง
ชอ่ื เร่อื งนามไมจ าํ เปน ข้นั นั้นขั้นรวู าไปเถอะ เหมือนเรารับประทานอิ่มเตม็ ทแ่ี ลว “เวลา
นเ้ี รารับประทานไดขน้ั ไหนนี่?” ไมตอ งไปถามเอาข้นั เอาภูมิ มนั เตม็ พุงแลวกห็ ยดุ เทา
นั้นเองฝนรับประทานไปไดเหรอ ถา ไมอ ยากสืบตอ ประวัตขิ อง “ชชู กพราหมณ” ใหย ืด
ยาวไปอกี การรับประทานเมอื่ ถึงขัน้ พอกับธาตุแลวกร็ ูเ องทําไมจะไมร ู “สนฺทฏิ ฐ ิโก”
พระพุทธเจา ไมท รงผกู ขาดเฉพาะพระองคผูเ ดียว!

คาํ วา “สนฺทฏิ ฐ โิ ก” นี่ พระพุทธเจาไมทรงผูกขาด มอบใหผ ปู ฏบิ ตั ริ เู องเหน็ เอง
ดวยตนเองทง้ั นัน้ ธรรมน้เี ปน “ของกลาง” ผใู ดปฏบิ ตั ผิ ูน ้ันกร็ คู วามจรงิ นแ่ี หละการแก
ความหลงดว ยธรรมมีสติปญญาเปนตน เราจะไปแกกบั สง่ิ ใดไมได เราตอ งแกก ับตัว
เราเอง แมแตก อนเราเต็มไปดวยความลมุ หลง จงพยายามแกต นใหเตม็ ไปดว ยความรู
ในเวลานชี้ าติน้ีอยา นอนใจ จงอยสู บายในทามกลางแหง โลกที่วุน วาย

เอา รางกายน้จี ะเปน ไฟทั้งกองก็ใหเ ปน จติ ทมี่ ีความรรู อบ “ไฟท้ังกอง” น้แี ลว
เปน แตเพียงอยูในทา มกลางแหง กองไฟดว ยความสงบสขุ ของ “เกราะเพชร” คอื สติ
ปญ ญาทท่ี นั กบั เหตกุ ารณน ีแ่ ล

มจี ติ ดวงเดยี วเทา นี้ทเ่ี ปน เหตุสาํ คัญ เพราะสิ่งที่เปน ตวั เหตนุ ม้ี นั ลุมหลง จงึ อยู
ใตบ งั คบั บัญชาของ “วฏั วน” วนไปเวยี นมาดวยการเกิดตายซ้ํา ๆ ซาก ๆ เหมือนมดไต
ขอบกระดง เห็นขอบกระดง เปน ของใหมอยูเรื่อยไป จิตก็เปน “วฏั วน” คือเห็นการเกดิ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๓
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๐ุด๓เตรียมพรอ้ ม’’

๔๔๔

ตายเปน ของใหมอยเู รอื่ ยไป พอเอาส่ิงท่เี ปน พิษเปนภยั ทีอ่ ยใู นดวงใจออกไดห มดดวย
สติปญ ญาแลวแสนสบาย! เปนก็เปน ตายกต็ าย ไมมีความหมายอะไร เรื่องเปนเรื่อง
ตายเปนเร่ืองความเปล่ียนแปลงของธาตุขนั ธเ ทา น้ันเอง จติ ไมไ ดเปล่ยี นแปลงไปดว ย มี
อะไรเปน ทุกขล ะ ? มันแสนสบายอยูท คี่ วามบรสิ ทุ ธ์หิ มดจดน้ีนะ

เพราะฉะน้ันขอใหพากนั พจิ ารณา เอาชยั ชนะภายในจิตใจเราใหได แพก ็เคยแพ
มานานแลวเกิดประโยชนอะไร ผลแหงความแพก ็มแี ตความทุกขค วามลาํ บาก ผลท่ีเกิด
จากชยั ชนะจะเปน อยางไรบา ง เอาใหเ หน็ ชาตนิ เ้ี ด๋ยี วน้ี!

พระพทุ ธเจา ประเสริฐดวยความชนะ สาวกทงั้ หลายทา นประเสริฐดวยความชนะ
กเิ ลส อยเู หนืออํานาจของกิเลส เราอยูใ ตอาํ นาจกเิ ลสเรามที กุ ขแ คไหนทราบดวยกันทกุ
คน ถาเราพยายามใหอ ยเู หนอื อาํ นาจแหงกเิ ลสทพี่ าใหล มุ หลงจะมคี วามสุขแคไหน ไม
ตองไปถามใคร ผลทเี่ กิดจะประกาศขน้ึ อยา งเตม็ ตวั ภายในใจของผปู ฏิบตั ินีแ้ ล ขอให
ปฏิบตั เิ ถิด ธรรมอยา งนีอ้ ยกู บั ใจของเราทุกคน เปน แตส่งิ ไมพ ึงปรารถนามนั ครอบหัว
ใจอยูเ ทาน้นั หลอกเราอยูต ลอดเวลา มนั มอี าํ นาจออกหนา ออกตา คนเราที่แสดงตวั
อยา ง “ออกหนา ออกตา” ก็ดวยสิ่งเหลา น้ีพาใหเปน ไป ธรรมของจรงิ จึงออกหนา ออกตา
ไมได เพราะสิง่ เหลาน้มี อี ํานาจมากกวา จงพยายามแกอ นั นอ้ี อกใหห มด จิตท่เี ปน
ธรรมทัง้ ดวงจะไดอ อกหนา ออกตาสวางกระจา งแจง ครอบโลกธาตุ ใหไดเ หน็ ไดช ม
ประจักษใจ ไมเสยี ทที ี่เปนมนษุ ยแ ละเปนชาวพทุ ธผูปฏิบัติจนเห็นผล “อยมั ภทนั ตา”

น่คี อื อํานาจของจติ ของธรรมแท ผดิ กบั อาํ นาจกเิ ลสเปน ไหน ๆ อํานาจกเิ ลสมี
มากเทา ไรทาํ โลกใหเ ดอื ดรอ นมาก ตัวเองกเ็ ดอื ดรอ น คนอื่นก็เดือดรอ น เมอื่ ปราบ
กิเลสตัวเปนพิษเปนภยั ออกหมดกลายเปน “ธรรมทั้งดวง” ขึ้นมาแลว ตวั ก็เย็น โลกก็
เย็น เยน็ ไปหมด

เอาละพูดยอ ๆ เพยี งเทานี้

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๔
ธรรมะชุด๕เต๐ร๔ยี มพร้อม



งานลา้ งปา่ ช้า ๔๔๕

เทศน์โปรดคุณเพาพงา วรเรทธศนนะกโ ปุลรณดควณุ ดั เปพา่ าบพ้านงตาาวดรรธนะกุล ณ วดั ปา บา นตาด
เมอื่ วนั ท่ี ๑๖ กุมภาพนั ธ์ พทุ ธศเมักรื่อาวชนั ท๒่ี๕๑๑๖๙ กมุ ภาพนั ธ พุทธศักราช ๒๕๑๙

งานลางปา ชา

คาํ วา “จิต” โดยปกติก็มคี วามละเอยี ดยิ่งกวาสิ่งใด ๆ อยูแลว แมจะมีสิ่งละเอียด
ดว ยกัน ซ่งึ เปนฝา ยตํ่าฝา ยมัวหมองปกคลมุ หมุ หอ อยา งหนาแนนก็ตาม จิตก็ยอมจะมี
ความละเอยี ดยิง่ กวา สิ่งท้งั หลายอยูนนั่ แล คดิ ดู!

พระทา นตัดเย็บจวี ร โดยโยมอปุ ฏฐากทานถวายผามาใหต ดั เยบ็ เปนจวี ร ซ่งึ มี
พระสงฆในวัดชว ยตดั เยบ็ เพราะแตกอ นเยบ็ ดวยมือ พอเยบ็ ยอมเสร็จก็นาํ จวี รน้ันไป
ตากไว ขณะนั้นทานคงมีความรกั ชอบและยินดีในจีวรผืนนัน้ มาก บังเอญิ ตอนกลางคืน

เกดิ โรคเจ็บทองขน้ึ มาในปจจุบัน และตายในกลางคนื นัน้ ดวยความหวงใยในจีวร ทาน
เลยเกดิ เปนเลน็ เกาะอยูที่จีวรผืนนั้น

บรรดาพระสงฆม จี ํานวนมากท่อี ยูในวดั น้ันกไ็ มม ีองคใ ดพูดวาอยา งไร พระพุทธ
เจาตอ งเสด็จมารบั สง่ั วา “จีวรผืนนี้จะแจกใครไมไดภ ายใน ๗ วนั น้ี เพราะพระติสสะ
ตายแลวมาเกดิ เปน “เล็น” เกาะอยูท ี่จวี รนแ้ี ลว และหึงหวงอยใู นจีวรน้ี ตองรอจนกวา
“เลน็ ” นีต้ ายไปแลวจงึ จะแจกกันได สมควรจะแจกใหอ งคไหนกค็ อ ยแจกไป แตใ นระยะ
เจด็ วันนย้ี ังแจกไมไ ด”

พระติสสะตายแลว มาเกิดเปน “เลน็ ” มาเกาะอยูทจี่ ีวรน้ี และมคี วามหึงหวงจวี ร
น้ีมากมายเวลาน้ี กลวั ใครจะมาแยง เอาไป นั่น ! ฟงดูซี จนกระท่ัง ๗ วนั ผานไปแลวจงึ
รับส่งั วา “เวลานแี้ จกไดแลว เล็นตวั นนั้ ตายแลว ไปสวรรคแ ลว” นน่ั ! ไปสวรรคแ ลว !

ตอนท่ไี ปไมไดท ีแรกกค็ งเปน เพราะความหว งใยน่นั เอง จึงตองมาเกดิ เปนเล็น
แตเ วลาจะตายจากความเปน เลน็ นค้ี งหายหว งแลว จึงไปสวรรคได น่ีเปน เรอื่ งของพระ
พุทธเจาตรสั ไวม ใี น “ธรรมบท” ซึ่งเปน พยานทางดา นจติ ใจอยางชัดเจน นแ่ี หละความ
เกาะความหว งใย เหมอื นกบั สตั วตัวกาํ ลงั รออยูป ากคอก เชน วัวเปนตน จะเปน ตวั เล็ก
ตัวใหญ ตวั ผตู วั เมียกต็ าม ตวั ไหนอยปู ากคอกตวั นน้ั ตอ งออกกอ น

จิตใจขณะใดทจ่ี ะออกกอ นได จะเปน ฝา ยต่ําฝา ยสงู ก็ออกแสดงผลกอนได เรื่อง
ความจรงิ เปน อยา งน้นั ทา นจึงสอนใหร ะมดั ระวัง เพราะจิตเปนของละเอยี ดและไมมี
กําลงั โดยลาํ พังตนเอง ตองอาศยั สิ่งอน่ื ผลักดัน เชน ฝายต่ําผลกั ดัน ฝา ยสูงพยุงสง เสริม
ใหเปน อยางไรกเ็ ปนไปได

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชดุ ๕เ๔ต๐ร๖๔ยี ม๕พร้อม

๔๔๖

เราจงึ ตอ งส่ังสมความดีอนั เปน “ฝา ยสูง” ใหม าก ๆ เพ่ือจะผลักดนั หรอื สง เสริม
ไปในทางดี กระท่งั จิตหมดส่ิงผลกั ดนั โดยประการท้งั ปวงแลว ไมม ี “ฝายตํ่า” “ฝายสูง”
หรอื วา “ฝายดี” ฝายชวั่ ” เขาเกย่ี วขอ ง จติ เปนอิสระโดยลําพงั แลว นน้ั จึงหมดปญหา
โดยสน้ิ เชิง นัน่ ทานเรียกวา “จติ บริสทุ ธ”ิ์

จะมผี ูใดสามารถมาสง่ั สอนอุบายวิธีตาง ๆ ในการแกจ ิตใจ ในการชําระความ
พยศของใจ ในการชาํ ระสงิ่ ที่มวั หมองของใจ ใหออกจากใจไดโดยส้ินเชงิ เหมือนพระ
โอวาทของพระพุทธเจาบางไหม?

การเกดิ ของโลกมนษุ ยนั้น ยอมรบั กนั วา เกดิ กนั มานานแสนนาน แตไ มอ าจยอม
รบั วา มนษุ ยที่เกิดมานนั้ ๆ จะมคี วามสามารถส่งั สอนโลกไดเหมือนศาสดา

โลกเรากวา งแสนกวา ง มีประมาณสักกีล่ านคน? ใครจะมีอุบายวิธหี รอื ความรู
ความสามารถในทางความรูความฉลาด เกีย่ วกบั ทางดา นจิตใจ และสิ่งทีเ่ กี่ยวขอ งกบั ใจ
นี้ และส่ังสอนใหทราบท้งั สองอยาง คือจิตหน่ึง สง่ิ ทม่ี าเกย่ี วขอ งกบั ใจมอี ะไรบา ง
หน่ึง จะแกไ ขกนั ดวยวธิ ีใดหน่งึ ไมม ใี ครสามารถเหมอื นพระพทุ ธเจาแมร ายเดยี ว ทาน
จงึ กลา ววา “เอกนามก”ึ หน่งึ ไมม ีสอง คอื อะไร คือพระพุทธเจา แตล ะพระองคที่ได
ตรสั รูข ้ึนมาในโลกแตละครัง้ มเี พียงพระองคเ ดยี วเทา นัน้ เพราะความหาไดยาก ได
แกผ เู ปน “สพั พญั ”ู แลว มาสอนโลกนั่นเอง

สวนผทู ่คี อยรับจากผูอน่ื เพราะไมสามารถทจ่ี ะชวยตัวเองไดน น้ั มีมากมาย เชน
พระสาวก “สาวก” แปลวา ผูฟ ง ตองไดยินไดฟ ง อบุ ายตา ง ๆ จากพระพทุ ธเจา มาแลวถงึ
จะรูวิธปี ฏบิ ตั ิตอ ไปได แมกระน้นั กย็ งั ตอ งอาศยั พระองคคอยตกั เตือนส่ังสอนอยูตลอด
เวลา คือตองคอยสั่งสอนอยเู รื่อย ๆ

สมนามวา “เอกนามกึ” คอื หนง่ึ ไมม สี อง ไดแ กพระพุทธเจา ทม่ี าตรสั รไู ดแ ต
เพียงคร้ังละหนึง่ พระองคเ ทาน้นั มจี ํานวนนอ ยมาก เพราะเปน สง่ิ ทเ่ี กดิ ไดย าก น่ี
ประการหนง่ึ

ประการทส่ี อง พระวาจาที่แสดงออก แสดงออกดว ยความรูความฉลาดอาจ
หาญที่เตม็ ไปดว ยความจรงิ ทกุ อยา ง ไดต รสั อยางไรแลว สิง่ นนั้ ตองเปน ความจริงแท
ไมม สี อง พระญาณหย่ังทราบเหตกุ ารณทง้ั หลายไดอ ยางแนน อนแมนยํา

โลกไมเ ปน อยา งนน้ั ไดน ่ี ชอบหย่งั ทราบแตเ ร่อื งหลอกลวงตวั เอง หยง่ั ทราบ
อยางนัน้ หย่ังทราบอยางนี้ หลอกตวั เองแบบนน้ั หลอกตวั เองแบบน้ี อยวู นั ยังค่าํ คนื ยัง
รุงก็ยงั ไมเ หน็ โทษแหง ความหลอกลวงนัน้ ๆ ยงั อุตสาหเช่ือไปตาม ไมม วี ันเวลาถอย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๖

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๐ุด๗เตรยี มพร้อม’’

๔๔๗

กลบั ตะเกียกตะกายลม ลกุ คลุกคลาน บกึ บึนไปกบั ความหลอกลวงโดยไมเ หน็ โทษของ
มันบา งเลย พากันเช่ือตามมนั อยา งเอาจรงิ เอาจัง

น่ัน ! ดูซิ มันผดิ กนั แคไหนละ กับพระญาณของพระพุทธเจา ท่ที รงหยัง่ ทราบ
อะไร ๆ แลว สิ่งน้นั ๆ จริงทกุ อยาง ไมมโี กหกพกลมเลย แตพวกเราหยั่งทราบอะไร แม
เรอื่ งผา นไปต้งั กปั ต้ังกลั ปน านกาเล ยังอุตสาหไ ปหยงั่ ทราบจนได และกวา นเขา มาเผา
ตวั เอง หลอกตวั เองใหเ ปนไฟไปจนได พวกเราคือพวกตนื่ “เงา” ตวั เอง พวกเลน กบั
“เงา” ตวั เอง

ก็ “เงาเรา” นะซิ อารมณนะไมร หู รือ อารมณอดีตเปนมาสักก่ปี ก ่ีเดอื น ดชี วั่
อะไร ยังมาครนุ มาคดิ มาบรกิ รรมมาคุกรุนอยูใ นใจ เผาเจาของใหย งุ ไปหมด ท้งั น้ีสวน
มากไมใชของดี มแี ตข องชั่วแทบทั้งน้นั อารมณอดีตไปคิดข้นึ มายุงเจา ของย่ิงกวา สุนขั
เกาหมดั อยูท่นี ้ันกว็ าไมสบาย อยทู ี่นี่ก็วาไมสบาย ก็จะสบายไดอยา งไร มัวเกาแต
อารมณท ง้ั อดตี อนาคตยุงไปตลอดเวลาและอิรยิ าบถ

สงิ่ ทก่ี ลา วมานกั ปฏิบัตจิ ําตอ งพิจารณาดวยปญ ญา ไมเชน นัน้ จะเปนทํานอง
“หมาเกาหมดั ” เกาหมดั อยูน น่ั แล หาความสุขกายสบายใจไมไ ดเ ลย ตลอดวันตายก็ตาย
เปลา อยา งนา สงสาร เอา พดู อยา งถึงเหตถุ งึ ผลเปน ทแี่ นใ จสาํ หรบั เราผูป ฏิบัติ

ไมวามนษุ ยจ ะมมี ากนอ ยเพียงไร คนในโลกนม้ี เี ทาไร เราจะเชอ่ื ผูใด เพราะตาง
คนตา งหหู นวกตาบอด ทางความรคู วามเหน็ อนั เปนอรรถเปน ธรรม มีแตด น ๆ เดาๆ
ไปดวยกัน ถามใครก็แบบเดยี วกับถามเรอ่ื งแสงเรอ่ื งสกี บั คนตาบอด มันไดอะไรที่เปน
คําตอบท่เี ชอื่ ถือได? เปลาทั้งเพ ! ถามเรือ่ งเสียงกบั คนหหู นวก มีกีค่ นถา เปนคนหู
หนวกมาแตก าํ เนดิ ดว ยกันแลว มนั กไ็ มไ ดเ รอ่ื งท้งั นัน้ !

คนประเภท “หนวก บอด ภายในใจ” น้กี ็ทาํ นองเดียวกัน จาํ พวกน้ีไมวา ทานวา
เราโกหกตัวเองและโกหกผูอ ่นื เกง ไมมีใครเกนิ หนา เราจะเชอื่ ผใู ดใหย งิ่ กวา พระ
โอวาทคําส่งั สอนของพระพุทธเจา ที่แสดงออกมาจากความรูจรงิ เหน็ จรงิ จรงิ ๆ ใน
สามโลกธาตุนไ้ี มม ีใครเกนิ พระองค !

เมอื่ คิดโดยทางเหตุผลเปนทล่ี งใจไดแ ลวอยา งนี้ กําลังทางดานจติ ใจก็เพมิ่
ข้ึน ศรทั ธากเ็ พิม่ วิริยะก็เพิ่ม สติ สมาธิ ปญ ญา ก็เพิ่มขึน้ ตามๆ กนั เพราะอํานาจ
แหง ความเชือ่ “พุทธ ธรรม สงฆ” เปนเครื่องสนับสนนุ ใหม ีกาํ ลังใจ เพราะเราเชื่อตัวเอง
ก็ยังเชื่อไมได รวนเรเรร อนอยูต ลอดเวลา ไมทราบวาจะไปทางไหน จะยึดอะไรเปนหลัก
ใจ สถานท่จี ะไปของจิตก็ยงั ไมท ราบ จะไปยังไงก็ไมร ู ไมท ราบจะไปดีไปชว่ั เพราะความ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๗

ธรรมะชดุ ๕เ๐ต๘รียมพร้อม

๔๔๘

แนน อนใจไมมี เนอ่ื งจาก “ธรรม” ซึ่งเปน ความแนนอนไมไดห ยง่ั หรือไมซมึ ซาบเขาถึง
จติ ใจพอจะเปน ท่เี ชอ่ื ถือตนได

ใจเมือ่ มีสิ่งทแ่ี นนอน มสี ง่ิ ทอ่ี าจหาญ มสี งิ่ ทแี่ นใ จเขา แทรกใจได ยอมสามารถ
ยอ มแนใจได เพราะฉะนน้ั จึงควรสรางความแนใ จขึน้ ภายในจิตใจดว ยขอ ปฏิบัติ

เอา ทกุ ขก็ทกุ ข ทราบกนั มาตงั้ แตว ันเกดิ ! เกิดกเ็ กดิ มากบั กองทกุ ขน ี่ เราไมได
เกิดมากบั สวรรคนิพพานท่ไี หน ในขณะเกิดก็เกดิ มากับกองทกุ ข รอดจากทุกขขึน้ มา
เม่ือไมต ายถงึ มาเปนคน เราจะไปตนื่ เตน ตกใจเสียอกเสยี ใจกลัวอะไรกับทกุ ข ก็เกิดมา
กบั ความทุกข อยกู ับความทุกขตลอดเวลานี่ หากจะเปนอะไรก็เปนไปแลว เวลานี้ไมได
เปนอะไร จะฉิบหายวายปวงหรือตายไปเรากไ็ มไ ดต าย เราผา นพน มาโดยลาํ ดบั จนถงึ
ปจจุบนั น้ี

ย่งิ เวลานเ้ี ปนเวลาท่ีเราจะประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตัว ดวยความรูแจงเหน็ จริงโดยทางสติ
ปญญา เราจะกลัวทกุ ข ซง่ึ ขดั กบั หลักเหตุผลทจ่ี ะใหท ราบเรือ่ งของทกุ ข จะทราบความ
จรงิ ไดอ ยางไร? ถา กลวั ตองกลวั ดว ยเหตผุ ล อยางพระพุทธเจา ทานกลวั ทุกข พระสาวก
ทานกลวั ทกุ ข ทา นพจิ ารณาเพื่อหาทางหลบหลกี จากทกุ ขโดยทางสตปิ ญ ญา ศรัทธา
ความเพยี ร นน้ั ถกู ตอ ง ! การกลวั ทกุ ขด ว ยความทอ แทอ อ นแอนไ้ี มใ ชท าง ! ทกุ ขเ ปน ยงั
ไงกาํ หนดใหร ู เกดิ กบั ทกุ ขทําไมไมร เู ร่ืองของทุกข เกดิ กบั “สมทุ ยั ” คอื กิเลสตณั หาอา
สวะ ทาํ ไมจะไมรเู รอื่ งของสมทุ ยั ส่ิงทจ่ี ะใหร ูมอี ยู สติ ปญญา มอี ยูกับทกุ คน

ศาสนาธรรมทานสอนไวกับ “หัวใจของบคุ คล” แท ๆ สตไิ ดห ามาจากไหน ไม
ตอ งไปซอ้ื หามาจากตลาด ปญญาก็เชนน้นั จงพนิ ิจพจิ ารณา พยายามคดิ อา นซอกแซก
ทบหนาทวนหลัง อยา คิดไปหนาเดยี ว ถาคดิ ไปหนาเดียวไมร อบคอบ มีชองโหวต รง
ไหนน่นั แหละ ถา เปนบานโจรผรู า ยกเ็ ขาชองนั้น ชอ งโหวข องจิตอยูที่ตรงไหน กิเลสอา
สวะเขาท่ีตรงน้นั เพราะกเิ ลสอาสวะ “คอยทจ่ี ะแทรกจติ ใจ” อยตู ลอดเวลา ตองฝกหดั
สตปิ ญ ญาใหด ี อยา ใหเสยี เวลํ่าเวลากับส่ิงใดยงิ่ กวาเสยี กบั ความเพียร ซ่งึ เปนผล
ประโยชนอ ยางยงิ่ กบั ตัวเราโดยเฉพาะ

น่ีเปนจุดสาํ คญั พระพทุ ธเจาไดทรงสอนบรรดาสงฆส าวก พระสงฆทที่ ูลลาพระ
องคไ ปเทีย่ วกรรมฐาน ไปเทย่ี วบําเพญ็ สมณธรรมในท่ตี า ง ๆ ทานเหลานีเ้ ปน ผกู ําลงั
ศึกษา ถาสําเร็จเปนอริยบุคคล ก็ตอ งอยใู นข้ัน “เสขบุคคล” ท่จี ะตอ งศกึ ษาเพือ่ ธรรมข้ัน
สูงข้นั ไป เวลามาทลู ลาพระพทุ ธเจาจะไปบาํ เพญ็ สมณธรรม ทานก็รบั สง่ั วา

“เธอทัง้ หลายไปอยใู นสถานทใ่ี ด อยาปราศจาก “ท่พี ่ึง” นะ” “การอยไู มม ที พี่ งึ่
นัน้ หาความหมายไมไ ดเลย ไมม ีความหมายในตัวเอง หาคุณคา ไมไ ด พวกเธอทง้ั หลาย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๘

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๐ดุ๙เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๔๙

จงหาธรรมทีม่ คี ุณคามากเปน ทพ่ี ่งึ ธรรมทมี่ ีคุณคา นน้ั จะเกดิ ข้นึ ไดเพราะสถานใดเหตุ
ใด ถา ไมเ กดิ ขน้ึ ไดก บั ความมสี ติ ความมีความเพยี ร มสี ตปิ ญ ญาอยตู ลอดเวลาใน
อริ ิยาบถตา ง ๆ นแี้ ลธรรมมีคุณคา ทจี่ ะใหส มณธรรมเจรญิ รงุ เรือง กลายเปน คนทม่ี คี ณุ
คาขน้ึ มาภายในตน”

เราฟงพระโอวาททานซี นาฟง ไหม !
บรรดาพระสงฆที่ไดรับพระโอวาทจากพระองคแลว ตา งองคต า งเสาะแสวงหา
“สมณธรรม” บําเพญ็ ธรรมอยูใ นสถานทีใ่ ด ทานจงึ ไดไปดวยความสงบเสงย่ี มเปน สขุ
ใจ เปนไปดว ยความเจียมเน้ือเจยี มตัวอยตู ลอดเวลา ไมป ระมาท แลวหาทเ่ี ดด็ ๆ
เดี่ยว ๆ เพอ่ื ความเหมาะสมแกก ารแกก เิ ลส การฆา กิเลสนั่นเอง พูดงาย ๆ
เม่ือเขาไปอยใู นสถานทเ่ี ชนนัน้ แลว เรอื่ งความเพียรก็มาเองแหละ ตามปกติมแี ต
ความขเ้ี กียจทับถมอยตู ลอดเวลามองหาตัวจนแทบไมเ หน็ ไมเ จอนน่ั แล มีแตค วามเกยี จ
ครา น มักงา ย ความออนแอ เต็มอยใู นตัวของบุคคลท้ังคน เหยยี บยา งไปไหนโดนแต
ความขเ้ี กียจของตน
แตเวลาเขาไปสสู ถานท่ีเชนนนั้ ความขีเ้ กียจมันหมอบตวั ความขยันหมัน่ เพยี ร
คอยปรากฏตวั ขนึ้ มา เพราะสถานทเี่ ปนส่งิ แวดลอ มอันสําคัญประมาทไมได เรามี
ความมุงหมายอยา งไรจงึ ตอ งมาอยสู ถานทน่ี ?้ี
ความมงุ หมายเดิม เจตนาเดมิ เปน อยางไร กค็ อื มงุ หาสมณธรรม มาหาท่ี
สาํ คญั ท่เี ดด็ ๆ เดี่ยว ๆ เพอ่ื จะไดตัง้ สติ คดิ อา นดว ยปญ ญา พยงุ ความเพียรอยา ง
เขม แขง็ เม่ือเปน เชน น้ันทงั้ ไปอยูสถานทเ่ี ชน นัน้ ดว ยแลว “สติ” ก็มาเอง เพราะความ
ระวงั ตวั ใครจะไมก ลวั และเสยี ดายชีวิตละ ไมเ สยี ดายชวี ติ ไมหึงหวงชวี ิตมเี หรอ? คน
ทัง้ คนนะ แมว าธรรมจะมคี ุณคามาก แตในระยะที่จติ มคี วามหงึ หวงในชีวิต ซง่ึ กลาย
เปน ของมคี ณุ คามากยง่ิ กวาธรรมยงั มี ซึ่งเปนเรอ่ื งของกเิ ลสอนั หน่ึง แตกเิ ลสคือความ
หึงหวงชีวติ เปน กเิ ลสทจ่ี ะใหเ กดิ “ธรรม” ได คอื ใหเ กดิ ความขยันหมัน่ เพยี รในการ
ที่จะประกอบความเพียร
เอา เปน ก็เปน ตายกต็ าย ทนี ีม้ อบไดแลว ตายกับธรรมอยางเดยี วไมเก่ียว
เกาะกบั อะไร มสี ติสตงั อยตู ลอดเวลา เดินอยูในสถานทใ่ี ด นงั่ อยูในสถานทีใ่ ด เปน
กบั ตายไมต อ งเอามายงุ ขอใหรเู รื่องของจิตท่กี ระดกิ ตวั ออกมาหลอกลวงตนเองวา มนั
ปรงุ เร่ืองอะไร ปรุงเรื่องเสือ เรอื่ งชาง เรื่องอันตราย เรื่องงู เรอื่ งอะไรก็แลวแต มนั ปรงุ
ขน้ึ ที่ตรงไหนกแ็ ลว กนั

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๙

ธรรมะชุด๕เต๑ร๐ยี มพรอ้ ม

๔๕๐

มนั ปรงุ ขึ้นท่ใี จ ตัวนเี้ ปนตัวหลอกลวง จติ ขยบั เขา ไปตรงน้ี ๆ เรอื่ งวาเสอื วา
ชา งที่เปนอันตรายภายนอก มนั เลยหายกงั วล เพราะตวั นีเ้ ปน ตัวกอกรรม ตัวนเ้ี ปน ตวั
หลอกลวง สตปิ ญญาโหมตวั เขามาจับจดุ ท่ตี รงน้ี ซ่งึ เปน ตวั ”โจรผรู าย”ยแุ หยก อ กวน
จนไดท่ี เมื่อเหน็ จดุ สําคัญท่ีเปนตวั กอเหตแุ ลว จดุ ท่กี อเหตุนก้ี ร็ ะงับตัวลงได เพราะ
อาํ นาจของสติ อาํ นาจของปญ ญาคนควา ลง จนขาศึกที่จะปรุงเปนเสือเปน ชา งเปน ตน
หมอบราบลง

เรื่องความกลวั หายหมด จะไมหายยงั ไง กผ็ ไู ปปรุงมนั ไมปรุงนี่ เพราะรูตัวของ
มันแลววา “นตี่ วั อนั ตรายอยูทนี่ ี่ ไมไ ดอยกู บั เสอื กบั ชา งอะไรทไ่ี หน ถึงความตายอยูท่ี
ไหนกต็ าย คนเรามี “ปา ชา ” อยทู ุกแหง ทุกหนทกุ อริ ยิ าบถ แนะ ! ไปหวน่ั ไปไหวอะไรกับ
เรอ่ื งความเปนความตาย กเิ ลสท่มี นั ครอบคลมุ อยูทีห่ ัวใจนเี้ ปนภัยอนั สําคญั อยตู ลอด
เวลา ทกุ ภพทกุ ชาตดิ วย จงึ ควรจะแกท ีต่ รงน้ี เชน ความกลัวมนั เปนกเิ ลสอยางหนง่ึ
ตอ งใชส ติปญญาหันเขามาที่นี่ ยอ นเขา ท่ีนี่ จิตก็สงบตัวลงไปเทาน้นั เม่อื จติ สงบตัวลง
ไป ถงึ จะคดิ จะปรงุ ไดอ ยูก ต็ าม แตค วามกลัวไมมี เพราะจิตไดฐานทีม่ ัน่ คงภายในใจ
แลว น่เี ราเห็นคุณคา เราเห็นผลประโยชนจ ากสถานทนี่ ้ีดวยความเพยี รอยางน้ี กย็ ่ิงขยัน
เขา ไปเร่อื ย ๆ เพ่อื ธรรมขัน้ สูง ตองหาทเ่ี ด็ดเดี่ยวไปโดยลําดบั เพื่อธรรมขน้ั สูงยิง่ กวา นี้
ข้ึนไป

การประกอบความเพยี รในท่คี ับขันเชนนน้ั เปนผลประโยชนไ ดเรว็ ยง่ิ กวาท่ี
ธรรมดา เม่อื เปน เชนนน้ั ทุนมนี อ ยกอ็ ยากจะไดก าํ ไรมาก ๆ จะทาํ อยา งไรถงึ จะเหมาะ
สม กต็ อ งหาทีเ่ ชนนั้นเปนทําเลหากนิ และซือ้ ขายละซิ

เมือ่ กิเลสหมอบลงแลว ใจร่นื เรงิ บนั เทงิ อยกู ับอรรถกับธรรม เห็นทัง้ โทษเห็นท้ัง
คุณภายในจิตใจผูหลอกลวง ผกู อ กวน ผูยแุ หยตา ง ๆ ใหเ กิดความสะทกสะทา นหวนั่
ไหว ใหเ กิดความกลวั เปน กลัวตายอะไร มนั อยใู นจติ ใจ รเู รือ่ งของมันในทีน่ ่ีแลว กเิ ลส
กส็ งบ ธรรมกก็ า วหนา

เร่ืองเหลาน้สี งบก็เรียกวา “ขา ศกึ สงบ” ใจกเ็ ยน็ สบาย เอา เดนิ เสือจะกระหม่ึ ๆ
อยกู ็กระหึ่มไป เพยี งเสยี งอันหน่งึ เทา น้ัน เขากต็ ายน่ี เสอื กม็ ีปาชา เต็มตวั ของมนั เราก็
มีปา ชาเต็มตวั ของเรา กลวั อะไรกับสตั วก บั เสอื ! กิเลสกดั หวั ใจอยตู ลอดเวลาทาํ ไมไม
กลวั น่!ี เอาท่ตี รงน!้ี

บทเวลาจะพาเอาจริงเอาจัง ใหห มุนต้ิว ๆ จนเกิดความกลาหาญชาญชยั ข้ึนมาท่ี
น่ี จติ ก็จรงิ จังอยางเต็มภมู ิ เสือจะมสี ักก่รี อ ยตวั ก่ีพันตวั กม็ าเถอะ เสอื นน่ั นะ ! เราก็เปน
สตั วเ กิด แก เจ็บ ตาย ดว ยกันเหมือนสัตวท ัง้ หลายเหลาน้ันหมด ไมเ หน็ มอี ะไรย่งิ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๐

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๑ดุ ๑เตรียมพร้อม’’

๔๕๑

หยอ นกวา กนั จิตมนั คดิ ไปอยา งนน้ั เสีย มันรไู ปอยา งนัน้ เสยี จิตก็เลยรนื่ เรงิ บนั เทิง
สบาย แลว กิเลสคอ ยหมดไป ๆ หรอื หมอบลง ๆ ราวกับตัวแบนแนบติดพ้นื นั่นแล โผล
หัวขนึ้ มาไมไ ดเ ดย๋ี วถูกสังหารเรียบไป

อา ว ทนี ค้ี นทางดานปญ ญา เมอื่ สิง่ กงั วลภายนอกทจ่ี ติ ไปเกีย่ วของระงับตัวลง
ไป ๆ เพราะไมคิดไมยุง เนือ่ งจากสตปิ ญญาตตี อ นเขามาแลว เราคนวงภายในท่นี ี้ เอา
คนลงไปเรื่องธาตุเรือ่ งขันธ เรอ่ื งอายตนะ

เอาหลักพระพทุ ธเจา เอาหลกั “สวากขาตธรรม” เขาไปเปน เครื่องพิสูจนเ ปน
เครอ่ื งยนื ยัน เพราะเปน ธรรมชาตทิ ใี่ หค วามเชื่อถอื ได คนลงไป!

ทา นวา “อนิจฺจํ” อะไรเปนอนิจฺจํ ? ดใู หเ หน็ ชัดเจนตามความจรงิ ทพ่ี ระองคท รง
สอนไวซ ่งึ เปน ความจรงิ ลว น ๆ น้ัน เวลานี้จติ ของเรามนั ปลอม อันนี้เปน“อนิจฺจํ” มันก็
วา เปน “นจิ จฺ ํ” อันนีเ้ ปนทกุ ขฺ ํ มันก็วา “สขุ ํ” อนั น้เี ปน “อนตตฺ า” มนั ก็วาเปน “อตฺตา”
ตัวตนอยอู ยางนน้ั แหละ อะไร ๆ มนั ก็ไปกวา นมาเปนตวั เปนตนไปหมด มันฝน ธรรม
ของพระพุทธเจา อยูร ํา่ ไป

เม่ือเขาไปอยูในที่คบั ขันเชนนน้ั แลวมนั ไมฝน มนั ยอม! เม่อื ยอมพระพุทธเจา
แลว มันก็เปนธรรมเทา นนั้ เอง

(๑) อยา งนอ ยก็ “สมณธรรม” คอื ความสงบเยน็ ใจ
(๒) ยง่ิ กวา นน้ั กค็ ือความเฉลยี วฉลาดทางดา นปญ ญา แยกธาตแุ ยกขนั ธเ หน็
อยางประจักษ เวลาเหน็ ชัดเจนแลวกไ็ มเห็นมปี ญหาอะไรนี่
พระพทุ ธเจาตรสั ไวช อบแลว ชอบจรงิ ๆ เปด เผยอยดู ว ยความจรงิ สอนดว ย
ความจริง สิ่งที่สอนกเ็ ปน ความเปดเผยอยตู ามธรรมชาติของตน ไมมีอะไรปดบังลลี้ บั
นอกจากความโงซึ่งเปนเร่ืองของกิเลสเทาน้ัน ปดบังตวั เองไมใหรคู วามจริงทีเ่ ปดเผยอยู
ตามหลักธรรมชาติของตนได เมื่อพจิ ารณาไมหยดุ ไมถอย มนั ก็รูเขา มาเอง ใหถ อื ธาตุ
ขันธ อายตนะนแ้ี ลเปน สนามรบ เปนสถานท่ีทํางาน ท่เี รยี กวา “กมั มฏั ฐาน ๆ” นะ
กรรมฐานก็ใชไดไมเปนกรรมฐานปลอม พิจารณาตรงนแ้ี หละ มันติดทต่ี รงนี้ ไมติด
อะไรเปน สําคัญ แตติดตรงน้ี
จงคนควา ดูเร่ืองธาตเุ รื่องขันธ ดูทุกแงท กุ มุมแหง อวยั วะ เมอ่ื ถึงกาลที่ธรรมจะ
ซมึ ซาบแลว กเ็ หมอื นไฟไดเ ชือ้ มันสืบตอไปไหมลกุ ลามไปเรือ่ ย จนหมดเช้อื จึงจะหยดุ
(๓) พอถึงขน้ั ปญ ญาทีจ่ ะซมึ ซาบใหเหน็ อวยั วะสวนตาง ๆ ซงึ่ มคี วามเสมอกนั
มันแทงทะลุปรุโปรงไปหมด หายสงสยั ปลอยวางไดต ามความจรงิ เบาหวิวไปเลย
แนะ !การพจิ ารณา พจิ ารณาอยางน้ัน นแ่ี หละตัวจรงิ ! ตํารบั ตาํ ราทา นสอนไวมากนอยก่ี

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๑

ธรรมะชุด๕เ๑ต๒รียมพรอ้ ม

๔๕๒

คมั ภีร สอบเขา มาหาตัวจรงิ นแี่ ล เชน “สมาธ”ิ อะไรเปนสมาธิ หนงั สอื ไมไ ดเปน สมาธิ
เปน ตัวหนังสือ กิเลส หนงั สือไมไดเ ปนกิเลส ใจของเราเปน กิเลส แนะ ! ปญญา หนงั สอื
ไมไดเปนปญญา เปน ชอื่ ของปญ ญาตางหาก เปน ชื่อของกเิ ลส เปน ช่ือของกองทุกขต า ง
หาก ตัวทกุ ขจริง ๆ คอื ตัวเรา ตัวกเิ ลสจรงิ ๆ คือใจของเรา ตัวปญ ญาจริง ๆ อยูท่ีใจ
ของเรา ตําราทานสอนชีเ้ ขามาทนี่ ี่ ๆ จึงวา “ใหโอปนยิโก นอ มเขา มาสตู วั เรา” ใหเหน็
ความจรงิ อยใู นสถานทน่ี ี้ ความมดื มดิ ปด ตากป็ ดอยทู นี่ ่ี เวลาสวางก็สวางขนึ้ ท่ีน!ี่

การพจิ ารณาดว ยปญ ญา ก็เพื่อจะเปดส่งิ ทีป่ ดกําบงั อนั ฝน ธรรมทั้งหลายนน้ั
ออกไปถึงขัน้ ความจรงิ จติ ใจของเรากจ็ ะโลง และเหน็ ตามความจรงิ “โลกวทิ ู” รแู จง
โลก รอู ะไร ถาไมรูแจงส่ิงทีป่ ดบงั อยภู ายในธาตุในขันธข องเราน้กี อ นอ่ืนไมมอี ะไร
จะรู ตองรูท นี่ กี่ อน!

ทุกขก ็ปด บัง สมุทัยก็ปดบัง เม่อื เกิดทุกขข ึ้นมา ธรรมอยทู ไี่ หนกล็ มเหลวไปหมด
แนะ ! มนั ปด บังมนั ทาํ ลายธรรมของเราไดห มด วิริยธรรมกถ็ กู ทําลาย สตปิ ญ ญา
ธรรมกถ็ กู ทาํ ลาย ขันติธรรมก็ถกู ทาํ ลายดวยอาํ นาจแหง ความทกุ ข

ถา สตปิ ญ ญาไมสามารถแกกลา ไมมีความอาจหาญจริง ๆ จะเปด ความทกุ ข
น้ขี ้นึ มาใหเ หน็ เปน ของจรงิ ไมไ ด ท้ัง ๆ ทท่ี ุกขนัน้ เปนของจริงอนั หนึง่ แตเรากค็ วา เอา
มาเปน ของปลอม เปน ฟน เปนไฟเผาจติ ใจของตนจนแหลกเหลวไปได ทําความเพียร
ตดิ ตอ กันไมไ ดเ ลยเพราะทุกขเ ขาไปทําลาย

อะไรปดบงั จิตใจ? กท็ ุกขนี่เองเปน เครื่องปด บงั สมทุ ยั กเ็ หมอื นกนั คิดอะไร
หลอกข้ึนมาตั้งแตเรื่องปดบังเร่อื งจอมปลอมทง้ั นน้ั เราก็เช่อื มันไปโดยลาํ ดบั ๆ กย็ งิ่
เพ่ิมทกุ ขข น้ึ มามากมาย

ตอ งใช “สติ ปญญา” เปดสง่ิ เหลา นใ้ี หเห็นตามความจริงของมนั เมอ่ื สตปิ ญ ญา
“จอ” เขา ไปถงึ ไหน รูเ ขาไปถงึ ไหน ความรูแ จง เห็นจริงและการปลอยวาง จะปรากฏขึ้น
มา เดนขึ้นมา แลว ความปลอยวางจะเปน ไปเอง คอ ยปลอ ยวางไปเรอ่ื ย ๆ ปลอ ยวางไป
เรอ่ื ย ๆ ตามความซาบซ้งึ ของปญ ญาทม่ี กี ําลังเปนลําดับ จนหมดปญ หา

คาํ วา “ธาตขุ นั ธ” พระพุทธเจา ทา นทรงสอนไวไ ด ๒๕๐๐ กวาปนี้ ลวนแตเปน
ความจริงตลอดมาจนกระทัง่ ปจจบุ นั ทําไมถงึ เพ่ิงมาทราบกนั วันนร้ี ูกนั วันนี้ ธาตขุ ันธม ี
มาตงั้ แตว นั เกดิ ทาํ ไมแตกอ นไมเ หน็ กายของเราวาเปน “อนจิ จฺ ํ” ก็ไมเห็น เปน “ทุกขฺ ํ”ก็
ไมเ หน็ เปน “อนตตฺ า” กไ็ มเห็น เปน “อสภุ ะอสภุ งั อะไร ๆ” กไ็ มเห็น ทัง้ ท่มี ันก็เปน
ความจริงของมนั อยอู ยางนั้นแตใจก็ไมเหน็ แลวทําไมเพิ่งมาเหน็ กนั วันน!ี้ สิ่งเหลา น้ี
เพิง่ มีวันนเ้ี ทา นนั้ หรือ? เปลา! มมี าต้ังแตวันเกดิ ! แตเพราะความมืดมิดปด ตาบังอยู

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๒

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๑ดุ ๓เตรยี มพรอ้ ม’’

๔๕๓

อยา งหนาแนน แมส่ิงเหลาน้จี ะมีอยกู ับตวั เราก็ไมเห็น ตัวเราอยูก ับ “อนจิ ฺจํ” ก็ไมเห็น
อนิจฺจํ อยกู บั ทกุ ฺขํกไ็ มเห็นทกุ ขฺ ํ อยูกับอนตตฺ าก็ไมเห็นอนตฺตา แลวจะเหน็ “ธรรมหรือ
ความจริงแทแ นน อน” ไดท ไ่ี หนกนั !

เมื่อสตปิ ญญาหยัง่ ลงไปก็เปดเผยออกมาเร่ือย ๆ ไมตองบอกเรอื่ ง “อปุ าทาน”
จะขาดสะบน้ั ไปมากนอ ยเพียงใดนั้น ขน้ึ อยกู บั สตปิ ญ ญา ใหพจิ ารณาเตม็ พลงั ฉะนน้ั
จงผลิตสตปิ ญ ญาขน้ึ ใหมาก อยา กลัวจิตตาย อยา กลวั จติ ฉบิ หาย อยา กลัวจติ ลม จม
ธรรมชาติน้ไี มล ม จม เพราะธรรมชาตินีเ้ ทานัน้ ท่ีจะพิจารณาส่ิงทง้ั หลาย สิง่ เหลา นีก้ ็
อาศัยธรรมชาตนิ ี้อยูดวยกนั ไป ถา เราหลงถอื วา เปน เรา สิ่งนั้นกเ็ ปนภยั ตอ เราได ถาเรารู
กต็ างอนั ตางจริง อยูดวยกันสะดวกสบายในทีท่ ั้งหลาย!

นักรบตอ งเปน ผกู ลาหาญตอ ความจริง ใหเห็นความจริง จติ เปนผทู ช่ี อบรูช อบ
เห็น มนี สิ ยั อยากรอู ยากเหน็ อยตู ลอดเวลา ขอใหน อ มความอยากรอู ยากเหน็ นน้ั เขา
มาสู “สจั ธรรม” ใหอ ยากรอู ยากเหน็ ใน “สัจธรรม” คือความจริง

พระพทุ ธเจาทรงสอนวาเปน ความจรงิ จรงิ แคไ หนใหเห็นดว ยสตปิ ญ ญาของตวั
เอง จะเปนที่หายสงสัยวา ออ พระพุทธเจา ทา นวาสัจธรรมเปนของจริง จริงอยา ง
น้!ี อยา งท่เี ราเหน็ ในปจจบุ นั น้ี ทุกขก จ็ รงิ อยา งน้ี สมทุ ัยกจ็ ริงอยางน้ี ปญ ญาก็จริงอยา งน้ี
จิตกจ็ รงิ อยา งน้ี เห็นไดชดั ๆ หายสงสยั เร่อื งพระพทุ ธเจา กห็ ายสงสยั เร่ืองความ
พากเพยี รของพระพุทธเจาทที่ รงบาํ เพ็ญอยา งไรมาบา ง กห็ ายสงสยั อบุ ายวธิ ตี า ง ๆ ท่ี
ทรงสอนไวอ ยางไร หายสงสัยไปหมด นัน่ ! เมือ่ ถึงขั้นนั้นหายสงสัย หายไปโดยลาํ ดบั จน
ไมม ีอะไรเหลอื อยูเลย

เพราะฉะนั้นจงพิจารณา “ขนั ธ” ของเรานี้ เอาใหด ี ยิ่งเปน หวั เล้ียวหัวตอดวย
แลว เราจะนอนใจไมไ ด เอาลงใหเ ห็นเหตเุ ห็นผลกนั จนกระท่ังส้ินลม

เอา ลมมันสิ้นไปจากตัวของเรานี้ก็ไมฉบิ หาย มันก็ไปเปน “ลม” ตามเดิม มัน
เพียงผานจากเราไปตางหาก คาํ วา “เรา” เอาดนิ เอานํา้ เอาลมเอาไฟมาเปน “เรา”ดิน
สลายลงไปจากคําวาเรานี้กไ็ ปเปนดิน นํ้าสลายลงไปจากคาํ วา เรานีก้ ไ็ ปเปน “นํา้ ”ไปเปน
ลม ไปเปนไฟ ธรรมซาติคอื ใจนกี้ เ็ ปน “ใจ” แยกกนั ใหเหน็ ตามกําลังของสตปิ ญญาของ
เราอยาทอเลย!

น่เี หละความชว ยตัวเองชวยอยางนี้ ไมม ผี ใู ดทจ่ี ะสามารถชว ยเราได ยง่ิ ถึงข้นั
จําเปน จําใจ ขัน้ จนตรอกจนมมุ จรงิ ๆ แลว มแี ตน่งั ดกู นั เฉย ๆ นน่ั แหละ ไมมีใครที่
จะชวยเราได ถา เราไมร บี ชว ยเราดว ยสตปิ ญ ญา ศรัทธา ความเพยี ร ของเราเสยี ต้งั
แตบ ัดน้ี จนเปน ทพี่ อใจ เปนท่แี นใ จ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๓

ธรรมะชดุ ๕เต๑ร๔ียมพรอ้ ม

๔๕๔

สว นความตอ งการเฉย ๆ โดยไมทาํ อะไรน้นั ไมม คี วามหมาย ถา ความเพยี รไม
เปน เคร่ืองสนบั สนนุ ความเพียรจงึ เปน สิ่งสําคญั อดทนตอ ความจรงิ อดทนตอ อรรถ
ตอธรรมไมเ สยี หาย เราอดทนตอสง่ิ อืน่ ตรากตราํ ตอ สิง่ อืน่ ๆ เราเคยตรากตรํามามาก
แลว เราเคย! คาํ วา “เราเคย” แลว สงิ่ นี้ทาํ ไมเราจะไมสามารถ

ธรรมของพระพุทธเจาไมใช “เพชฌฆาต” พอจะฆาคนทม่ี ีความเพยี รอนั กลา
หาญใหฉ ิบหายวายปวงไปนี่ นอกจากฆากิเลสอาสวะซึง่ เปน ตวั ขา ศกึ อยภู ายในจติ ใจให
เราลุม หลงไปตามเทา น้นั

จงพิจารณาลงใหเห็นชัดเจน ดใู หด สี ่งิ เหลานก้ี ับจิตมันสนิทกันมาเปนเวลานาน
ตดิ จมกนั มาเปน เวลานาน จนแยกไมอ อกวา “อะไรเปน เรา อะไรเปน ธาตเุ ปน ขนั ธ”จึง
รวมเอามาหมดนว้ี า เปน เรา ทั้ง ๆ ทมี่ ันไมใ ชเ รา ตามหลกั ความจริงของทา นผรู ูไ ปแลว
ทา นเหน็ อยา งนน้ั จรงิ แตจติ ของเรามันฝน อยางน้ี เพราะฉะน้นั เร่อื งทุกขมนั จึงแทรกเขา
มาตามความฝนซง่ึ เปนของผิดนั้น ใหไ ดรบั ความลาํ บากอยูเ สมอ

ถา เดินตามหลกั ความจริงที่พระพุทธเจา ทรงสอนไวแ ลวนี้ และรตู ามนแ้ี ลวจะไม
มปี ญหาอะไร ธาตกุ เ็ ปน ธาตุ ขนั ธก เ็ ปน ขนั ธ ใหชอ่ื มันวา อยา งไรก็เถอะ “เขา” เปน
สภาพของเขาน่นั แหละ เราเปน ผูใ หช่ือ “เขา” วา “นี่เปนธาตุ น่ันเปน ขันธ นเี่ ปน รปู น่ัน
เปน เวทนา นน่ั เปนสญั ญา นเี่ ปน สังขาร น่นั เปนวญิ ญาณ”

ขอใหปญญารทู ่วั ถึงเทาน้นั แหละ มนั หมดสมมตุ ไิ ปเอง แมไมไปสมมุติมันก็
เปน “อาการหนง่ึ ๆ” เทา น้นั เมอื่ ทราบความหมายของจิตเสียอยา งเดียวเทานั้น สง่ิ
น้ันๆ กเ็ ปน ความจรงิ ของมันลว น ๆ จิตกม็ าเปนความจริงของตนลว น ๆ ไมคละเคลา
กนั

จงพจิ ารณาใหเห็นชัดอยา งนี้ เห็นสิง่ เหลา น้ันแลวกค็ น ลงไป มันอะไรกัน จติ ดวง
นที้ าํ ไมถึงไดข ยนั นกั กับเรื่องเกดิ เรอ่ื งตาย ท้ัง ๆ ทโ่ี ลกกก็ ลวั กนั นกั หนา เราเองกก็ ลวั
ความตาย แตท ําไมความเกดิ น้จี ึงขยันนัก ตายปบ เกดิ ปบุ แนะ ! เกิดปบุ ก็แบกเอาทกุ ข
ปบุ แน! ทาํ ไมจึงขยันนัก พิจารณาใหเ ห็น

มันเกิดไปจากอะไร? เร่ืองอะไรพาใหเ กิด? ถา ไมใชจ ากจิตทีม่ เี ช้อื อันสาํ คัญแฝง
อยภู ายในน้ี จะเปนอะไรพาใหเกดิ พาใหเ ปนทกุ ข การเกดิ เปน บอ เกดิ แหง ทกุ ข
พจิ ารณาลงไปคน ลงไป เอา อะไรจะฉิบหายใหเห็นใหรู เพราะเราตองการความจริงนี่
อะไรจะฉบิ หายลงไปใหม นั รดู ว ยปญญาของเรา รูดวยจิตของเรา อะไรมันไมฉ บิ หายก็
ใหร ูด ว ยจติ ของเราอีกน่ันแหละ จะหมดปญ หาอยูท่ีจดุ น้นั

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๔

ภาค ๓ “ธรรม๕ช๑ดุ ๕เตรยี มพร้อม’’

๔๕๕

ปญ หาใหญอ ยทู จ่ี ติ กวา นอะไร ๆ รวมเขา มาไวใ นตวั หมด ไปกวานเอาขาง
นอกเขา มา พอถกู ตดั ดวยสตปิ ญ ญาแลว กห็ ดตัวไปอยภู ายใน ไปหลบซอนอยภู ายในจิต
นน้ั จติ กถ็ ืออนั น้ีวาเปน ตนอกี กห็ ลงอีก เพราะฉะนัน้ จึงตอ งใชป ญญาพิจารณาเขา ไป
อกี ฟนเขาไป ฟาดเขา ไปใหแหลกละเอยี ดไปตาม ๆ กนั หมด

อะไรทไี่ มใชข องจรงิ ในหลักธรรมชาตซิ ่งึ มีอยูภายในจติ นั้นแลว มนั จะสลายตวั
ลงไป อนั ใดเปนธรรมชาติของตวั เองแลวจะไมส ลาย เชน ความรู เมือ่ แยกส่ิงทีแ่ ปลก
ปลอม ส่งิ ทแ่ี ทรกซึมท้ังหลายออกหมดแลว จติ ก็เลยเปนจติ ลว น ๆ เปน ความบรสิ ทุ ธ์ิ
จะฉบิ หายไปไหนความบริสทุ ธ์นิ ะ! ลองคน หาดซู ิ ปา ชาแหงความบรสิ ุทธ์ิ ปา ชา แหง
จติ นไ้ี มมี ไมป รากฏ!

ย่งิ ชําระสงิ่ จอมปลอมทพี่ าใหไ ปเท่ียวเกิดในรางนนั้ ถอื ในรางน้นั รา งนี้ ออกหมด
แลว ยง่ิ เปน ความเดน ชดั นแ้ี ลทา นวา “ธรรมประเสริฐ” ! ประเสริฐที่ตรงนี้ แตก อ นผนู ้ี
แหละเปน ตัวสาํ คัญหลอกลวงตวั เองอยูตลอดเวลา ส่ิงทพ่ี าใหห ลอกมันอยูในจติ จติ นี้
จงึ เปนเหมอื นลกู ฟุตบอลนั่นแหละ ถูกเตะกล้ิงไปกล้ิงมา กิเลสนี้แหละมันเตะ ฟนขา
กเิ ลสใหแ หลกเสยี มนั จะไดไมเตะ ฟน ดวยปญญาของเรา ดว ยสตขิ องเราใหแ หลกหมด
ใหตรงแนว นิพพานเท่ียงจะไปถามทไ่ี หนเลา? พอถงึ จดุ ท่ีเที่ยง คือไมมีอะไรที่จะเขา
มาแทรกสิงไดอกี แลว มนั ก็ไมเอนไมเอียง นน่ั แหละ “สนทฺ ิฏฐ ิโก” รกู นั ตรงนี้ เปน“สนฺ
ทิฏฐิโก” อนั เตม็ ภมู ิ

“ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิ ฺ หู ”ิ ทา นผูรทู ั้งหลายรจู าํ เพาะตน รูท ี่ตรงน้เี ปนจุดสุด
ทาย รูทต่ี รงนีแ้ ลวเรอื่ งกห็ มดที่ตรงนี้

เรอื่ ง “ปา ชา” ท้ังหลาย เคยเปน ความเกดิ ความตายมาเทาไร ๆ แลว มาดบั กันที่
ตรงนี้ นีเ่ รยี กวา “งานลา งปา ชา ” คืองานกรรมฐาน! ฐานน่แี หละ งานลางปา ชาของ
ตนลางท่ตี รงนี้ ภพนอยภพใหญลางออกใหห มดไมมอี ะไรเหลอื นีผ่ ลที่เกดิ ขน้ึ จาก
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ัง้ แตข้ันเร่ิมแรก เขาอยูใ นปาในเขา การฝก ฝนทรมานตนไมวา จะอยใู น
สถานทใ่ี ด ๆ ทพ่ี ระพุทธเจาทรงสง่ั สอนใหไป “เท่ยี วกมั มฏั ฐาน” ไปเทย่ี วแบบนแี้ หละ

ทีนี้คาํ วา “กมั มฏั ฐาน” (กรรมฐาน) น้มี อี ยูด ว ยกันทกุ คน ไมว า นกั บวช ไมวา
ฆราวาส “กมั มฏั ฐาน” คืออะไร? เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นัน่ ! “ตจปญจก
กัมมัฏฐาน” แปลวา กมั มฏั ฐานมี “หนัง” เปน ทห่ี า เปน คาํ รบหา ก็มีอยกู นั ทุกคนนีไ่ ม
วาพระวา เณร พิจารณาตรงนี้เรียกวา “พจิ ารณากัมมัฏฐาน” เทย่ี วอยูตรงนี้เรยี กวา “เทย่ี ว
กมั มฏั ฐาน” หลงกห็ ลงอันนี้ พิจารณาอันนีร้ ูแ ลว ก็รกู มั มัฏฐาน ถอดถอนกมั มฏั ฐาน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๕

ธรรมะชดุ ๕เ๑ต๖รยี มพร้อม

๔๕๖

ถอดถอนภพถอดถอนชาติ รอื้ วัฏสงสารก็ร้ือทต่ี รงนี้ รวมเขา ไปก็ไปร้ือท่ใี จ ก็หมด
ปญหาทต่ี รงนัน้ นั่นแหละกรรมฐานสมบรู ณแ ลว “วุสติ ํ พรฺ หฺมจริยํ” พรหมจรรยไดอ ยู
จบแลว หรอื วา งานกรรมฐานเสรจ็ สน้ิ แลว จบท่ีตรงน้ี จบทกุ ส่ิงทุกอยาง

ศาสนาลงทจ่ี ดุ น้ี เม่อื ถึงจุดนีแ้ ลว พระพุทธเจา ไมทรงสัง่ สอนอะไรตอ ไปอกี
เพราะศาสนาธรรมมุงจดุ นี้ คือมงุ ลา งปา ชา ของสตั วท ีต่ รงนี้ เม่ือถงึ จุดนีแ้ ลว กเ็ ปนอนั
วา หมดปญหา

สาวกจะอยดู ว ยกนั กร่ี อ ยกพ่ี นั องค ทา นจะไมม อี ะไรสอนกัน เพื่อการบํารงุ อยาง
โนนบํารุงอยางน้ี แมจ ะรมุ ลอ มพระพุทธเจา อยูก็ตาม พระองคกไ็ มท รงสอนเพ่ือการละ
กเิ ลส เพราะไดล ะกันหมดทุกสงิ่ ทกุ อยา งแลว ดังใน “โอวาทปาฏิโมกข” ในวนั มาฆบชู าท่ี
ไดเ ทศนเ มือ่ คนื นี้

“สพพฺ ปาปสสฺ อกรณํ กสุ ลสสฺ ปู สมปฺ ทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พทุ ฺธาน สาส
นํ ” แนะ ! ทานประกาศ แสดงเปน สมั โมทนยี กถา เครอ่ื งรืน่ เรงิ สําหรบั สาวกเทานัน้ ไม
ไดจ ะแสดงใหสาวกจะถอนอะไร เพราะบรรดาสาวกเหลา น้นั ลวนแตเ ปนพระอรหนั ต
เปนผสู ้ินกเิ ลสอาสวะโดยประการทั้งปวงแลว การทําบาปก็ไมม ี ความฉลาดก็ถึงพรอ ม
จิต กบ็ รรลุถงึ ขั้นบริสุทธิห์ มดจดทุกส่ิงทกุ อยา งแลว ถกู ตอ งตามหลกั วา “เอตํ พุทธฺ าน
สาสนํ” นี่เปน คาํ สอนของพระพุทธเจาทุก ๆ พระองคแ ลว ทา นไมส อนเพอ่ื ใหล ะกิเลส
อันใดอีกตอไปเลย

พระอรหันตทา นอยกู นั จํานวนเทา ไรทา นจึงสะดวกสบาย ทานไมม อี ะไรกระทบ
กระเทือนตนและผอู ื่น เพราะเปนความบรสิ ทุ ธ์ลิ ว น ๆ ดว ยกนั แลว

แตพ วกเรามนั มีกเิ ลสอยภู ายในน่ี ไมไ ดทะเลาะกบั คนอื่นกท็ ะเลาะกับตนเอง ยุง
กบั ตวั เอง นอกจากยุงกับตัวเองแลว กเ็ อาเร่อื งตัวเองนีไ้ ปยงุ กบั คนอ่นื อกี ระบาดไป
หมด ขีโ้ ลภ ขี้โกรธ ข้หี ลง เอาไปปา ยไปทาคนน้นั คนน้ีแหลกเหลวไปหมด รอ งกนั
อลหมานวุนไปหมด เลยเปนสภามวยฝป าก สภามวยนาํ้ ลายขน้ึ มาในวดั ในวาอยา งนก้ี ม็ ี
มากมายหลายแหง แขง ดกี ันก็เพราะของสกปรกที่มอี ยภู ายในจติ ใจนีเ้ อง ถา หมดน่แี ลว
กห็ มดปญหา

เอาละ การแสดงธรรมกเ็ ห็นสมควร

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๖

ภาค ๓ “ธรร๕ม๑ช๗ุดเตรยี มพรอ้ ม’’


Click to View FlipBook Version