๔๑๐
แตในระหวางทีจ่ ิตจมอยูกบั ความหนกั หนว งถวงใจน้ัน มนั ยกอะไรท่ีเปนความดี
งามไมขนึ้ ออ นไปหมด ราวกับไมม กี ระดกู ตดิ ตอ กนั ในรา งกาย สยู อมจมอยอู ยางนนั้ ไม
ได เพราะธรรมชาติที่จะใหจ มนั้นมนั มนี ํา้ หนักมากกวา เทยี บเหมือน “แมเ หลก็ ” ที่ดึง
ดูดเหลก็ เศษเหล็กเล็กๆ นอ ยๆ กว็ ิ่งเขาหา “แมเหลก็ ” ทั้งหมด เพราะแมเหล็กมกี ําลงั
มาก สามารถดงึ ดูดเศษเหลก็ ไดต ามกาํ ลังของมนั
กิเลสตณั หาอาสวะกม็ ีอาํ นาจดงึ ดูดจิตใจ ใหหลงกลมายาและรักชอบมันไมมวี ัน
จดื จาง เชน ความโลภ โกรธ หลง ราคะตณั หา เปนตน ทัง้ ที่รแู กใ จวา ไมด ี แตก ไ็ มมีใคร
พอใจ “ละ” มัน นอกจากพอใจสง เสริม พอใจคลอ ยตามมัน โดยไมม กี ารฝาฝนตา น
ทานดว ยความพอใจ เหมอื นเวลาพอใจหลงและติดมันสง เสริมมัน ฉะน้นั จึงยากท่จี ะมผี ู
ผานพนฝม ือของมันไปได เพราะตางเคลิ้มหลับใหมันกลอ มจนหมดเพลง ความไมเ บือ่
ความลุมหลง ไมมสี ตริ ะลกึ รตู วั บา ง กค็ อื กเิ ลสกลอ มสตั วโ ลกนน่ั แล
ทา นท่อี ยากเปลยี่ นฟงเพลงคือ “ธรรม” กจ็ งพยายามยบั ยงั้ ชงั่ ตวงตวั เอง หมุนใจ
เขา หาธรรมดว ยความพยายาม ยากกพ็ ยายามลากเขน็ พยายามตอ สู พยายามบกึ บนึ
อยายื่นมอื ใหกเิ ลสฉดุ ลาก เดีย๋ วจะไมมหี นงั ตดิ เนอ้ื จะเปอยผุพังไปเพราะมันเสียหมด
กิเลสมันเคยดดั สันดานสัตวโ ลกมานาน ถาจะเข็ดกค็ วรเขด็ ไดแ ลว ไมมีอะไรจะ
วเิ ศษวิโสไปกวา เทาทีร่ อู ยเู หน็ อยูใ นวงของกิเลสครอบงํานี้
ความพากเพียรในธรรมมเี ทา ไรจงทุมลงไป อยา กลัวกเิ ลสเจ็บ อยา กลวั กเิ ลส
รองไห ใหก ลัวเราจมอยูใ นกองทุกขเ พราะกเิ ลสทาํ เหตุจะประเสริฐกวา กิเลสไมใ ชข อง
ประเสริฐ ธรรมตางหากประเสริฐเหนอื โลก สติ ปญญา ศรทั ธา ความเพียร ในธรรม
ทั้งหลาย ไมใ ชเน้ือไมใ ชป ลาพอจะสงวนไวเพ่อื ตมแกงกิน จงนาํ ออกมาใชเพื่อ
ประโยชน เพอื่ ประโยชนม หาศาลแกต นในอัตภาพนี้ อยา รอใหเ ขานมิ นตพ ระมาจัด
การ “กสุ ลา มาติกา” ให ทัง้ ทเ่ี รากาํ ลงั โงอ ยู การนั้นจะไมเ ปนประโยชนย่ิงกวาเราสราง
“กสุ ลา ธมมฺ า” คือ ความฉลาดข้ึนมาเองภายในใจขณะที่ยงั มชี วี ิตอยเู วลาน้ี
จงทราบวา “กสุ ลา ธมมฺ า” นน้ั ทา นสอนคนเปน ใหฉ ลาด ไมไดสอนใหค นโง เรา
เปนชาวพทุ ธและเปน นกั ปฏบิ ัติ จงพจิ ารณาไตรต รองความหมายของธรรมใหถกู ตอง
อยา คอยเสวยผลบุญและความฉลาดในเวลาเขา โลงดวย “กสุ ลา มาตกิ า บงั สกุ ลุ ” น่ันคือ
งานท่เี ขาทาํ ใหในเวลาผูตายหมดหวังจากการบําเพ็ญดวยตนเองแลว เขาก็ทําสง เดชให
อยางนน้ั เอง ตามนสิ ัยคนท่รี ักและเคยมบี ญุ คุณตอ กนั มนั ไมแ นเหมอื นเราทําเอง คือ
สรา งกศุ ลเอาเองขณะท่มี ชี ีวติ อยู
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๐
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๖ดุ ๙เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๑๑
ถา แนใจในกุศลของตัวทสี่ รางขึ้นมาวา เต็มภมู ภิ ายในใจแลว กไ็ มจ ําเปน ตองไป
รบกวนพระทานมา “กสุ ลา มาติกา” ใหล ําบากในเวลาตายหรือเวลาเขา โลงแลว เพราะ
เราสมบูรณแลว กสุ ลา หรือไมเรากพ็ อตวั แลว การตายทั้ง “อ่ิม” ไมใชตายท้ัง ‘หวิ ” นด้ี ี
มาก คาํ วา “ตายทง้ั อิ่ม” นน้ั คอื ความเพียรพอในกศุ ลธรรมทั้งมวลภายในใจ ดังพระ-
อรหนั ตทานตาย ไมเหน็ ใครกลา ไปอาจเออ้ื มไปกสุ ลาใหทา นถาไมอยากขายตวั การตาย
ของทานก็ไมเหน็ ลําบากราํ คาญ ทา นมักตายคนเดยี ว อยา งสบายหายวนุ แมลงหวี่
แมลงวันกไ็ มตอมเหมือนพวกเราชาวยุงชาววุน ตายแตละรายราวกบั เกดิ ขา ศกึ กลาง
เมือง
เรอ่ื งของทา นผูส้ินกิเลสความกงั วลและกวนใจกับเรื่องของพวกเรา ตางกนั มาก
ราวกบั เกิดอยคู นละโลก ทง้ั ทที่ า นกเ็ ปนมนษุ ยเหมือนพวกเรา ฉะนน้ั เราผเู ปนศษิ ยมคี รู
สงั่ สอน ควรพยายามดัดจิตใจของตนใหเดินตามรองรอยแหงธรรม
แมไ มไดอยางทา น กพ็ อเปน เครื่องหมายแหง “ลกู ศษิ ย” ทีม่ ีครูสอนบาง ส่ิงท่ี
ควรตัดกต็ ัด ส่งิ ที่ควรละกล็ ะบา งตามโอกาส ไมควรปลอ ยตวั ใหต ิดจมอยูกบั เร่ืองตา งๆ
ส่งิ ตา ง ๆ จนไมค ดิ หาทางออกจากทุกขเพอื่ ตัวเอง ก็ดูวา โงเสียจนเลยขอบเขตเหตุผล
ตามธรรมดาทว่ั ๆ ไป ใครมอี ะไรมากนอยใครก็รักสงวน โลกเปน กนั มาอยา ง
นั้นไมปฏเิ สธ แตธ รรมเครอื่ งปอ งกนั ตัวรักษาตวั กค็ วรใหมเี ปน คูเ คยี งกันไป จะไมเสยี
เปรยี บโลกคือกิเลสของตัวจนเกนิ ไป
คิดดู ! พระพุทธเจา ผูเปนศาสดา ก็ทรงเสียสละและเสยี สละจนหวน่ั ไหวทัง้ แผน
ดนิ ถิ่นท่ที รงปกครอง การเสียสละขนาดนน้ั เปน สง่ิ เลก็ นอ ยไดห รอื ตอ งเปน เร่อื งใหญโ ต
มาก จนไมม ีใครสามารถทําไดอยางพระองค เวลาเสดจ็ ออกไปทรงผนวชแลว มใี คร
บางที่มคี วามสามารถอาจหาญทางความเพยี ร ความอดความทนในทกุ สิ่งบรรดาปจจัย
ทงั้ สเ่ี หมือนอยา งพระพทุ ธเจา การลดฐานะจากความเปน กษตั ริยลงเปน นกั บวชอันเปน
เพศแหงคนขอทาน ตอ งเปนเร่ืองใหญโตมาก ฉะนน้ั ศาสนธรรมจึงเกิดขน้ึ ในทา มกลาง
แหงความลาํ บากทรมานของพระพุทธเจา ไมใ ชเกดิ ขนึ้ เพราะความขี้เกยี จออนแอแบบ
สุกเอาเผากิน แตเกดิ ข้ึนจากความรอดตายของพระสทิ ธัตถราชกมุ ารองคอ าชาไนย
ใครจึงไมควรดดุ า ลูกๆ หลานๆ ดวยการประมาทพระศาสนาวา “ไอนีม่ นั
เกยี จครานนกั เอาไปบวชเสีย” เพราะพระพุทธเจาไมใชชางทําสวม ธรรมของทานไมใช
สว มพอจะเปนเครอ่ื งรับถายมตู รคูถเชน น้ัน ศาสนาไมใชห อ งนํา้ หอ งสว มหลมุ มตู รหลุม
คูถ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๑
ธรรมะชุด๔เ๗ต๐รียมพรอ้ ม
๔๑๓
กังวล ยังไมส นใจคิดวา ความพะรงุ พะรังนะ คือความกงั วลเปนหว งรางกายกลวั จะอด
ตาย ยิ่งกวาจะหวงใจ
การกลา วทง้ั นมี้ ิไดเจตนาตาํ หนิมนษุ ยโ ดยถา ยเดียว แตเ ปน อบุ ายเตอื นมนษุ ย
ใหมคี วามเขม แข็ง และรจู กั ผอ นหนกั ผอ นเบา ไมเ ปน คลงั แหง ความกงั วลบนหัวใจโดย
ถายเดยี ว แทนทจี่ ะเปนคลังแหง ธรรม
ตามธรรมดาแลว มนุษยม คี วามฉลาดเหนือสัตว ความตา นทานของมนุษยก ็ไม
เหมือนสตั ว มันผิดกัน มนษุ ยเ ราเกิดมาในทามกลางแหง ความชวยเหลอื จากผอู ื่น
ฉะน้นั ความเปนอยูตา งๆ จึงตา งจากสตั วเ ปน ธรรมดา แตน กั ปฏบิ ัติธรรมควรคดิ เร่ืองนี้
ไวเ สมอเพอ่ื กนั ความลมื ตวั และออ นแอ เวลาไมส บายมีเจ็บไขเปนตน จิตใจจะไมเขม
แข็งเพอื่ คน หาความจริงตามหลักสจั ธรรม
ครั้งพุทธกาลพระบางองคทานไดส ําเรจ็ อรหนั ต เพราะทกุ ขเวทนาเวลาเจบ็ ไขก็มี
ทั้งนีเ้ พราะจิตใจเขมแข็ง เพราะฉะนัน้ การกลาวน้ีจึงกลา วเพ่อื จติ ใจ โดยเฉพาะใจสําคญั
มาก เพ่อื ใจไมส ะดงุ กลัว ไมระสาํ่ ระสาย ขาดสติปญ ญาเครอ่ื งพิจารณาในเวลาเจบ็ ปว ย
ดงั พระกรรมฐานทา นเท่ยี วตามปาตามเขา ตัวอยา งมีทา นอาจารยม น่ั เปน ตน หยกู ยาก็
ไมไดตดิ เนอ้ื ติดตวั ไปเลย เวลาเจบ็ ไข
“เอา โรคนเี้ วลาจะเปน ข้ึนมา เปน มาจากที่ไหน ก็เกิดขึ้นภายในรางกายน้ี เชน
เจ็บไข ปวดหัว เปนตน เวลาเกดิ มันกเ็ กดิ ข้ึนที่น่ี เวลาหายมนั จะหาหยูกยาจากทไี่ หน
มนั เกิดทีน่ ่มี ันกด็ บั ท่นี ี่ ถา รางกายหรือจิตใจไมมีความสามารถตา นทานกนั มันกต็ ายทน่ี ี่
เกิดกับตายเปน ของคกู นั โรคภัยไขเ จบ็ ท่ีเกิดข้นึ กบั ดับไป มนั กเ็ ปนของคูกัน มันจะเกิด
จะดับท่ไี หนถา ไมเกิดดับที่น่ี” ทา นวา
“พวกสตั วสาราสงิ มอี ยเู ต็มในปา ในเขาน้ี เขาไมไดมหี ยกู มยี า เขากม็ ธี าตขุ นั ธ
เชน เดยี วกนั เขาอาจมเี จ็บไขไ ดป ว ยไดเ ชน เดยี วกับมนษุ ยเ รา แตท ําไมเขาจึงไมส ูญพนั ธุ
ทาํ ไมเราจงึ กลวั ตายนกั ออ นแอนกั !“ น่ที า นพลิกใจของทาน
“เราตองพจิ ารณาใหร ู “สัจธรรม” เปน ธรรมโอสถเครอื่ งแกก ัน ไมใหจิตใจลุม
หลงสา ยแสไ ปกับสิ่งเหลา นนั้ อนั จะกอ ความทุกขใ หกับตนมากขน้ึ ”
ทานกพ็ จิ ารณาจนกระทั่งทราบเร่ืองเหตุเรอ่ื งผล ทุกสิ่งทกุ อยางภายในรา งกาย
เวทนาจติ โดยตลอด โรคภยั ไขเ จบ็ หายไปเลยก็มีดงั ทีเ่ ขียนไวในประวัติของทานอาจารย
มน่ั
แมโ รคมนั จะไมหายก็ตาม เร่ืองจิตใจนัน้ จะตองมีความเขม แข็ง มคี วามเฉลยี ว
ฉลาดตอ วธิ ีการปฏิบตั ติ อตนเอง ซงึ่ เกย่ี วกับโรคภยั ไขเ จ็บเปน พิเศษ ผดิ กบั คนธรรมดา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๓
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๗ุด๑เตรยี มพร้อม’’
๔๑๔
อยูม าก นกี่ เ็ คยไปปฏบิ ัตมิ าอยา งนั้นเชนเดยี วกนั เวลาเจบ็ ไขไดป วยมากๆ หามใครเขา
ไปเกี่ยวของเลย ถาสมมุตวิ า อยกู บั หมูเพือ่ นอยางนี้ กป็ ดประตูและบอกทันที และหาม
เดด็ ขาดเลยวา “ใครอยามาแตะตองหรอื เปด ประตเู ปน อนั ขาด ถาประตูนไ้ี มเ ปดหามไม
ใหใ ครเขา มาเก่ียวขอ ง วนั นีจ้ ะตองพิจารณาขุดคน กันอยางเตม็ ภมู เิ ตม็ ฐานทเี ดียว
เพราะวานี่เปนทุกขเวทนาซ่ึงเกดิ ขน้ึ จากการเจ็บไข”
ทกุ ขเวทนาท่เี ราเคยพบเพราะน่งั ภาวนามาตั้งหลายชว่ั โมง เรายังสูได พิจารณา
แทงทะลุปรุโปรงไปได ไดเหตุไดผล ไดอรรถไดธ รรม ไดค วามเฉลยี วฉลาด ไดความ
ศกั ด์สิ ทิ ธ์ทิ ีส่ ําคญั ขึน้ มาภายในใจแตละครง้ั ๆ ไมเ คยพลาดไปเลย แตเวลาเจ็บไขไ ด
ปวยนเ้ี ราจะปฏบิ ัติอยางไร ถาไมป ฏบิ ตั ิอยา งนัน้ เราจะปฏบิ ตั ิทางไหน ไมมที างหลกี เรน
ได เพราะรางกายนี้เปนท่เี กดิ แหงโรคตา งๆ ไมมีประมาณ
สตปิ ญ ญาเปน เคร่อื งพจิ ารณาความจรงิ ซ่ึงเกดิ ขน้ึ น้นั โรคแตล ะชนิดท่ีเกิดขนึ้ ก็
ทําใหเกิดทกุ ขเวทนา ทกุ ขเวทนาน้นั เปนสจั ธรรม เราไมพจิ ารณาสจั ธรรมทเี่ กิดขนึ้ กับ
เราเวลานี้เราจะพิจารณาอะไร เรากลัวสัจธรรมกเ็ ทากบั เรากลวั กเิ ลส เราสูกเิ ลสไมไดก็
เทากับเรา “แพก เิ ลส” โดยตรง ถา เราพจิ ารณาสัจธรรมเขา ใจแจมแจงจริงแลว กช็ อ่ื วา
เรามคี วามเฉลยี วฉลาดเอาตัวรอดได เอา คน ลงไปทเี ดียว!
ทกุ ขเกดิ ข้นึ มาจากไหน เปน ขึน้ ท่ีตรงไหน คน ลงไป สติปญญาหมนุ ติว้ ไปตาม
อาการของเวทนาทแี่ สดงตัวอยใู นรางกายสวนตา งๆ กระท่งั ทกุ ขเวทนาท่ีเกดิ ขน้ึ อยาง
เตม็ ทีใ่ นขณะนนั้ ไดห ายไป ขยายตวั ออกไป ๆ เพราะสติปญญาไลตอนเขาสูค วามจริงไป
โดยลําดบั เมอ่ื เจอความจรงิ ทตี่ รงไหน ทกุ ขเวทนากก็ ระจายออก ๆ เห็นอยา งชดั เจน
ภายในใจ จนกระทง่ั รา งกายทกุ สว นทเ่ี ปน กองทกุ ขซง่ึ เกดิ จากการเจ็บไขน ัน้ หายไป
หมดเลย เหลอื แตค วามรูลวนๆ ทสี่ วางไสวครอบรา งกายในขณะน้นั แมแ ตรางกายท่ี
เคยปรากฏอยูในขณะน้นั พรอ มกบั ทุกขท่กี ลมกลืนเปนอันเดยี วกันนัน้ เหมอื นกบั จะ
แยกกนั ไมอ อก กก็ ลบั กลายหายไป ทง้ั รา งกายกห็ ายไป ทุกขเวทนาท่เี กดิ ขน้ึ ภายในราง
กายกห็ ายไป คอื รา งกายหายไปในความรูสกึ เหลือแตความรูซ่งึ เปน สง่ิ ท่อี ศั จรรยล วนๆ
ทรงตวั อยู โดยไมมีกําหนดกฎเกณฑว าอยสู ูงอยตู าํ่ อยใู นดนิ ฟา อากาศที่ไหน หายเงียบ
ไมม ีรา งเปน ทีส่ ิงสถติ อยใู นความรสู ึกเวลานนั้ นน่ั ! เห็นความอศั จรรยข้ึนมาแลว! พอ
ถอนออกมาเทา นน้ั “โรคหายไปเลย!”
นเ่ี รยี กวา “สติปญญาพิจารณาสัจธรรม” เมอ่ื รสู จั ธรรมแลวจะไมถอนทกุ ขไ ม
ถอนกิเลสอาสวะจะถอนอะไร เพราะสัจธรรมก็เปนความจริงแตละอยาง ๆ คอื ทกุ ขก ็
เปนความจรงิ สมทุ ยั กเ็ ปน ความจริง สตปิ ญ ญาที่เรียกวา “มรรค” ก็เปนความจริง ตาง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๔
ธรรมะช๔ุดเ๗ต๒รยี มพรอ้ ม
๔๑๕
อนั ตางจริง เมอ่ื เขา ถงึ กนั แลว ตา งกเ็ ปน ความจรงิ ลว นๆ จติ จะปลอมมาจากทไ่ี หนอีก
เมอื่ ไดใ ชส ติปญ ญาเปนเครือ่ งซักฟอกแลว
เพราะฉะนัน้ จติ จึงแนวแนอยตู ามความจริงของตน คาํ วา “ยา” หายไปหมด
เรือ่ งความคดิ ถึงหยูกถึง “ยา” คิดไมได ไมมีเวลาไปคดิ คดิ ไปไหน เมอ่ื คิดไปแลวมันก็
ไมไดผ ล จงึ ไมคดิ ใหเ สยี เวลา
คิดที่ตรงน้ี ตรงท่คี วรจะคิดนี้ เวทนามากนอ ยเกดิ ทตี่ รงนี้ การเจ็บไขไดป วยเกดิ
ขน้ึ ทีร่ า งกายน้ี พิจารณาที่ตรงนี้ สติปญญากม็ ีอยูทีน่ ี่ คน กนั ลงท่นี ี่ หมนุ ต้ิวๆ ลงไปที่นี่
พอไดท แ่ี ลว ทกุ ขเวทนากห็ ายหมด! นีเ่ รียกวา “ไมเสียผลเสยี ประโยชน” เรียกวา “รบ
ขา ศกึ ไดช ยั ชนะ!”
หากจะตายในเวลานน้ั จติ กไ็ มย อ ทอ จิตกส็ ามารถรับรองตัวได หรอื ชว ยตวั เอง
ได ไมใหทุกขเวทนาทง้ั หลายเขามาครอบงําจติ ไดเ ลย เพราะอํานาจของสตปิ ญ ญารอบ
ตัว หากวาจะตายลงในขณะน้นั กต็ ายไปอยา ง “สคุ โต” ทาํ ใหเบาทงั้ กายทัง้ ใจอยางน้ี
เอง ใจน้ที ําใหฉลาดก็ไดทําใหโ งก ไ็ ด แลวแตผูน้นั จะปฏบิ ตั ติ วั อยางไร
ถา จะให “จมอย”ู ตั้งกัปตั้งกัลปก็จมได ไมม วี ันอม่ิ พอในความจม จมอยใู น
“วฏั สงสาร” น่ันเอง มีความ เกดิ แก เจ็บ ตาย นนั้ มนั อ่ิมพอท่ไี หนกนั ถา อิ่มพอกนั ได
สตั วโ ลกก็ไมค วรจะมาเกดิ ตายกนั ไมห ยดุ อยางน้ี
ทานจึงสอนวา “นตถฺ ิ ตณหฺ าสมา นท”ี แมน า้ํ เสมอดวยตัณหาไมม ”ี กต็ ณั หาน้ี
แลพาใหสตั วเ กดิ ตายไมม เี วลาอิ่มพอ เพราะตัวเหตุคือตัณหาไมเ คยมคี วามอิ่มพอ
ความเกดิ ตายอนั เปนเครอ่ื งผลกั ดนั จากตัณหา จะหยดุ ตัวและอม่ิ ตัวไดอ ยา งไรเลา
ฉะนน้ั การจะใหค วามอม่ิ พอของความทกุ ขแ ละการเกดิ ตายเปน ไปเอง โดย
ไมกาํ จัดตน เหตคุ ือ “ตณั หาอวชิ ชา” ใหส น้ิ ไปจากใจ จึงเปน ความหวังทล่ี อยลม ไมม ี
ความหมายใดๆ ทงั้ สิน้ อยา พากันหาญคดิ !
การเกิดนัน้ เกิดเทาไรตายเทา นน้ั ตายเทา ไรเกิดเทา นน้ั หรอื มากย่ิงขึน้ ไป
เพราะสง่ิ ท่จี ะทําใหเกิดคือกิเลสอวชิ ชาพอตัวเมอื่ ไร มันไมเคยมคี วามพอตวั เลย“นตถฺ ิ
ตณหฺ าสมา นที” แมน้ําทะเลหลวงมหาสมทุ ร ก็สูค วามอยากท่จี ติ ทเ่ี ตม็ ไปดว ย “ตณั หา”
น้ีไมไ ด ความอยากกค็ อื กเิ ลสนเ่ี อง มนั มคี วามพอตัวทไ่ี หน จงทําความเขา ใจอยา งถงึ ใจ
วา ถา จะปลอ ยใหสิง่ เหลาน้ีพอตวั ไปเอง กก่ี ปั กก่ี ลั ปก ไ็ มม หี วงั ไมมฝี งไมม แี ดนเลย
เพราะฉะนั้นจงึ ควรพยายามแก พยายามคล่ีคลาย พยายามบกึ บนึ พยายามตอสสู ลัด
ปดกิเลสเครื่องพัวพนั ทั้งหลายออก เพือ่ เขาหาฝง หาแดนพน ทกุ ขไ ปไดโดยลําดบั ดว ย
ศรัทธา ความเพยี ร มีสติปญญาเปน สาํ คญั !
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๕
ภาค ๓ “ธรร๔ม๗ชดุ๓เตรียมพรอ้ ม’’
๔๑๖
จงคน คิด พิจารณาลงท่ีนี่!
พระพุทธเจา สาวกทง้ั หลายทา นพน ทกุ ข ทานไมไดพนจากที่ไหน ทานพนทีก่ อง
ทุกขน ี้แล แตถาไมพจิ ารณากองทุกขกไ็ มพ น ตอ งถอื เอาทุกขเปนหินลบั สตปิ ญ ญาใหม ี
ความแกลวกลาสามารถรเู ทา ทนั กันกับสัจธรรมทั้งสี่ ทกุ ขท้ังหลายจะไมเปน ภยั ตอจติ
ใจอกี ตอ ไป ทุกขจะปรากฏตัว “สักแตวาทุกข” แมจ ะไมดบั ไปกต็ าม เพราะอาํ นาจแหง
สตปิ ญ ญาพจิ ารณารูรอบท่วั ถงึ แลว ทกุ ขเวทนาจะต้งั อยูต ามความจริงของตน ไม
สามารถเขามากระเทือนจติ ใจไดเ ลย เพราะปญ ญารอบตวั อยูแลว จิตกจ็ ะตัง้ อยูตาม
ความจรงิ ของตวั ตางอนั ตางจรงิ ไมม อี ะไรกระทบกระเทอื นกนั เมอ่ื ความจรงิ เขา ถึง
กันแลว ไมเกดิ เรอื่ งตอกัน
อันเรอ่ื งความจริงกบั ความปลอมท่มี นั วนุ กนั อยนู ้ี ก็เพราะความจอมปลอมข้นึ
แซงหนา ไปเรอื่ ยๆ มนั จึงทําใหจ ติ จมอยเู รื่อยๆ เราเคยบนกนั มากเหลอื เกนิ คอื บน
อยากจะพบความสขุ ความเจริญ แลวความสุขความเจริญน้ันอยทู ีไ่ หน ? เวลานผ้ี ู
ตองการความสุขความเจรญิ จมอยูกบั อะไร ? ถึงหาความสุขความเจริญไมไดไมเจอ
ทั้งๆ ทเ่ี ราปรารถนาความสุขความเจรญิ ดวยกนั ทั้งโลก ถา ไมแ กส าเหตใุ นจดุ นแ้ี ลว ก็ไม
มีทางพบความสุขความเจรญิ ไดอ ยางพงึ ใจเลย การปลอยใหจิตพอตวั แลว พน ทกุ ขไป
เอง และการปลอยใหก ิเลสพอตัวแลวสลัดปด ท้ิงคน ปลอ ยคนใหเ ปนอิสระ เหมือนเขา
ปลอ ยนักโทษออกจากเรือนจาํ นไ่ี มม หี วงั ! อยา งไรๆ กเิ ลสจะตอ งผกู มดั คนไปเรอ่ื ยๆ
อยอู ยางนี!้ นอกจากจะใชสตปิ ญญาพิจารณาดงั ทีว่ า แลวเทาน้นั จึงจะมีหวังดังใจหมาย!
ฉะนน้ั ศาสนาจึงมีความจําเปนอยา งย่ิงกบั มนษุ ย ผตู อ งการความสงบสขุ แกต น
และครอบครัว ตลอดการหลุดพนจากการจองจําทัง้ หลาย มนุษยเ ราจําเปน อยางยง่ิ ท่ี
จะนาํ ศาสนาเขา มาเปน เครอ่ื งมอื ดาํ เนนิ เปน ขน้ั ๆ ไมป ลอ ยตวั ตามอาํ เภอใจ เพราะ
กิเลสเคร่ืองทาํ ลายความสขุ มหี ลายประเภทมาก ทานจึงสอนตั้งแต ทาน ศีล ภาวนา
“ทาน” เพอื่ ประโยชนอ ะไร เพือ่ ความเสียสละความตระหนี่ถเี่ หนียว เกี่ยวเนอ่ื ง
มาจากความเห็นแกต ัว และสงเสริมความละโมบโลภมากใหพ อกพูนหวั ใจ เหน็ อะไรๆ
มีแตจ ะเอาทาเดยี วไมมองดสู ังขาร
การใหท านยอ มเกดิ ประโยชนแกผ รู ับจากการเสยี สละน้ันๆ ดังพระเวสสนั ดร
ทานใหทานเปน ตัวอยา งอันดีเลศิ มาแลวจนกระเทอื นโลก “ทาน” แปลวา การใหโดยไม
หวงั สิง่ ตอบแทนจากผรู ับดังเขาซื้อขายกัน ใหด ว ยความสงสาร ใหดวยความอนเุ คราะห
ใหด ว ยความเช่ือความเลอื่ มใส ใหด ว ยการบูชาคุณแกท านผูมคี ณุ แกเรา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๖
ธรรมะชุด๔เ๗ตร๔ียมพร้อม
๔๑๗
การใหท านดวย “วตั ถุ” ดวยกาํ ลงั ดว ยวชิ าความรู เรียกวา “ทาน” เชน วตั ถุทาน
เปนตน ผูรบั ทานก็ไดรับความสขุ และความภาคภูมิ เย็นใจ เปน ความสุขความสบายทง้ั
สองฝา ย ผทู ่ไี ดร ับการสงเคราะหจากเรานั้นก็มคี วามสุข เราทเ่ี สียสละใหท านได กเ็ ทา
กบั เราตัดความตระหนเ่ี หนียวแนน อนั เปนสิ่งทีผ่ กู มดั จติ ใจออกไดด วยเราเองกเ็ ปน สขุ
ทท่ี านสอนไวนเ้ี ปน วธิ กี ารปราบกเิ ลสทัง้ น้ัน การทําใดทพี่ ระพุทธเจา ทรงสอน
ไว ตอ งมคี วามหมายทุกส่ิงทกุ อยา ง
“ศีล” ก็เปนเครือ่ งระงบั กิเลสประเภทหนง่ึ
“ภาวนา” ภาวนาน้เี ปน “ธรรมรวบยอด” ทจ่ี ะฆา กิเลสทั้งหลายทร่ี วมตัวเขา ไป
อยใู นใจ นเ่ี คยสอนมาแลว การภาวนากค็ ือการเรียนรคู วามจริงของตัวเอง ซึง่ “ม”ี
และ “เกดิ ขึ้น” กบั “กาย” และ “ใจ” อยูเสมอ เวลานีเ้ รายงั รูค วามจริงไมไ ด เพราะจติ
เรามนั เท่ยี วตําหนโิ นน ตําหนิน้ี หาความจริงในตัวไมไ ดว า รา งกายเปน อยา งไร รางกาย
เปนอยา งน้นั สวนนน้ั เปนอยางนัน้ สว นนี้เปนอยา งน้ี ตาํ หนิเขาวันยงั ค่าํ คืนยงั รงุ ทง้ั ที่ไม
เกิดประโยชนอะไร หากตาํ หนอิ ยนู น่ั แล ตามนสิ ยั มนษุ ยท่ีใจ “หลกุ หลกิ ” เพราะจติ มัน
ปลอมไมม คี วามจรงิ จงึ ชมสง่ิ ใดวา จริงอยางมีเหตผุ ลไมได
การปฏบิ ัติคือการคอยสอดสอ งดูจติ เฉพาะอยา งยิ่งรา งกาย จติ ใจ จิตใจมี
ความปรุงแตงไปอยา งไรบา ง หนกั เบาในทางใด พจิ ารณาจิตของตัว และคอยตาํ หนิติ
เตียนตวั เอง คอยกําจัด คอยหกั หา ม คอยแกไ ขกนั ดว ย “สตปิ ญ ญา” รา งกายเปน
อะไร มคี วามเจ็บไขไดป ว ยประการใดบาง จงพจิ ารณาลงเปน “สัจธรรม” ใหเ หน็ ตาม
ความจริงอยา ไปฝน อยาฝน “คติธรรมดา” คอื ความจริง อยา เอาความ “อยากหาย”เขา
ไปตง้ั ในทุกขเวทนาน้นั ๆ จะทําใหทุกขนน้ั กาํ เรบิ มากขนึ้ เพราะความอยากนน้ั เปนเรอื่ ง
ของกเิ ลสตัณหา แตค วามตอ งการรคู วามจริงนน้ั เปน เรอ่ื งของธรรม จงพินิจพิจารณา
ดว ยปญญาใหเหน็ แจม แจงชัดเจนแลว มนั จะแยกตวั ออกจากกนั เองไมต อ งสงสัย
ศาสนาทานสอนใหม คี วามเขม แขง็ ไมย อ ทอ ไมตาํ หนิวาสนาของตัววา มนี อย จง
ปราบปรามกิเลสซ่งึ มอี ยูภ ายในใจออกใหส ้นิ ไป แมป รมาณอู ยา ใหม เี ศษเหลือได เพราะ
มนั “ตัวจัญไร” ทั้งส้ินไมใ ชของดเี ลย การท่โี ลกบน กนั วา “ทกุ ขๆ ” นั้น ลว นเปนสาเหตุ
มาจากกิเลสท้งั หมดไมใชส ิง่ อนื่ ใด กเิ ลสนแี้ ลเปนเคร่ืองกดถว งจิตใจของสตั วโลกใหได
รบั ความทกุ ขค วามลําบากเรือ่ ยมา อยาเขาใจวาเปนเพราะอะไรอ่ืน
ความทกุ ขเ พราะดนิ ฟา อากาศหรอื จากสง่ิ อน่ื ๆ นน้ั ไมกระเทือนจิตใจมาก
เหมอื นกเิ ลสอันเปน “ขาศึก” ของใจเลย แตเ ร่อื งของกิเลสนก้ี ระเทือนมากทเี ดยี ว
เพราะเปนตัวพิษตัวภัยของใจโดยตรง ไมม คี ําวา “ออ ม” สิง่ อื่นๆ อะไรจะขาดตกบก
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๗
ภาค ๓ “ธรร๔ม๗ชุด๕เตรียมพร้อม’’
๔๑๘
พรอ งไปบา ง ถาจติ ใจยงั มคี วามผาสุกอยูดวยอรรถดว ยธรรมแลว ยังพออยูพอเปน พอ
ไปพออดพอทนกนั ได
แตถ า เปน เรอ่ื งของกเิ ลสแลวมนั ทําใหเ ดอื ดรอนวนุ วายมาก ทําใหกระเสอื ก
กระสนกระวนกระวายมาก ทาํ ใหทะเยอทะยานมาก ทาํ ใหอ ยากใหห วิ โหยมาก เปนราคี
ตอ จติ ใจมาก เวลากิเลสกําเริบมากๆ แมจ ะมีสมบตั ิหรอื มกี องเงินกองทองอยูเ ทาภเู ขา
มนั กห็ าความสขุ ไมไ ด เพราะตัวกิเลสพาใจใหเปนทุกข จะเอาความสุขมาจากไหน แม
ขึ้นไปนัง่ บนกองเงนิ กองทอง ก็จะไปรองครางเพราะความทุกขร อนวนุ วายระส่าํ ระสาย
ทงิ้ เนือ้ ทงิ้ ตวั อยบู นกองเงินกองทองนัน้ แล เพราะนเ้ี ปนตวั โรคอนั สาํ คัญ จึงตองแกกนั
ตรงน้ี
ความโลภ ความโกรธ ความหลง แตล ะชนดิ ๆ เปนโรครายอันใหญโตมาก เปน
โรคอันสาํ คัญทเี่ กาะกนิ อยูภายในจิต และเอาจติ ใจเปน อาหาร ขดู รีดจติ ใจวันยังคา่ํ คืน
ยังรุง ไมมเี วลาอมิ่ พออยอู ยางน้ัน
แตจิตใจนีท้ นทานมาก ถงึ จะถกู ทรมานดวยกิเลสประเภทใดๆ ก็ยงั ทนทานตวั
อยูอยา งนน้ั เราถงึ ไดมองเห็นความทนทานของจติ เราอยเู รอื่ ยมา ถา หากจิตนไ้ี มแนน
หนามั่นคงทนตอ การเหยยี บย่าํ ทําลายของกเิ ลสประเภทตา งๆ แลว จิตนี้จะตอ งแหลก
เปนผยุ ผงไปนานแลว ไมม ีจติ สงิ อยูใ นรา งคนรา งสตั วเ ลย เพราะความทนทานของจิต
สาระสําคัญของจิตจงึ ทนไดอ ยูไดเ รื่อยมาจนถึงปจ จุบนั ไมถ ูกทําลายหายสญู ไป ฉะนน้ั
จติ จงึ ควรไดรับความเหลียวแลจากเจาของอยา งใกลช ดิ เสมอ ไมค วรปลอยไปตาม
บุญตามกรรม จะเปนการซ้าํ เติมจติ ใหม คี วามทกุ ขและเศรา หมองยงิ่ ข้ึน จนถึงข้ัน “หมด
หวงั ” ดงั คนไขเขาหอ ง “ไอ.ซี.ย.ู ”
ใจทีม่ กี ิเลสยอ มเปน ใจทม่ี ภี าระหนักมาก เวลาจะพาทาํ ความดใี จมนั ฝนไมอ ยาก
ใหทํา เหมอื นจะถอนหนามออกจากฝา เทา กลวั แตจะเจบ็ ปวดถายเดียว ฉะนน้ั พอจะทํา
ความดมี ีภาวนาเปน ตน ทไี ร เหมือนจะพาเขา ตะแลงแกง (เขาสทู ี่ประหารชวี ติ ) เหมือน
จงู สนุ ขั เขาใสฝน เหมอื นกับสตั วถูกไลจะเขาโรงฆา สตั ว เหมือนจะถูกประหัตประหาร
ชีวติ เหมอื นจะถกู โยนลงในเหวในบอ นน่ั แล เพราะความเปนขาศึกระหวา งกเิ ลสกบั
ธรรมเหมอื นขม้นิ กบั ปนู
พอจะนั่งภาวนาบาง ใจเริม่ หาเรอ่ื งมาขดั ขวางนานาประการจนนง่ั ไมลง ราวกับ
พื้นทีม่ ีแตขวากหนาม ใจอยูดๆี ก็เกดิ ความรมุ รอนข้นึ มา เพราะแรงขี้เกียจมันเผาลน
แขนขายกไมขนึ้ ออนเปย กไปหมดราวกบั ไมม ีเสน เอ็นติดตอ กัน การเดินจงกรมน่งั สมาธิ
สวดมนตไ หวพระ ภาวนาเพอ่ื ชําระจิตใจใหส ะอาดปราศจากความฟงุ ซานวนุ วาย ใจขัด
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๘
ธรรมะชุด๔เ๗ตร๖ยี มพร้อม
๔๑๙
ขนื ไมอยากทาํ มแี ตความอดื อาดเนอื ยนาย เรอ่ื งกิเลสเขา ครองใจ มนั ทาํ ใจใหเ ปน
ขาศึกและเปน อุปสรรคตอความดีท้ังหลายอยางนี้แล
แตเม่อื พยายามตะเกยี กตะกาย พยายามบึกบึนหลายคร้ังหลายหนเขา ใจขัดขนื
ธรรมไมไ ด ก็ยอมทาํ ตามบางขดั ขืนบาง ระหวา งบาปกบั บญุ ตอ สูกันไป แพบางชนะบาง
สวนผลดีก็คอ ยปรากฏขึน้ ธรรมก็คอยแทรกถึงใจเขา โดยลําดับๆ จิตกค็ อยเบาขึน้
มาเร่ือยๆ ทําความเพียรกน็ ับวันคลอ งแคลว แกลว กลา สตปิ ญ ญากค็ อ ยเกดิ ขน้ึ ๆ
กิเลสคอยๆ หลุดลอยไป ใจนบั วนั เบาและผองใสขน้ึ มาโดยลําดับ สตปิ ญ ญากย็ ง่ิ มี
ความขยนั หมั่นเพยี รจะคดิ อา นไตรตรอง ความพากเพยี รทกุ ดา นดไี ปตามๆ กนั จน
สามารถชาํ ระไดห มด
ทีนี้อะไรเลา จะประเสรฐิ ยิ่งกวาจติ ! เอาอะไรมาเทียบไมไดเลย นแ่ี หละ “จิต
คนเรา” ถา วา “เยี่ยม” ก็เยีย่ มท่ีสดุ ดกี ็ดีทสี่ ุด ดที ่ีสุดก็คอื “จิต” เมอื่ ชาํ ระแลว ไมม ี
อะไรเสมอเหมอื นในโลก เปนแกวสารพัดนกึ อยูภ ายในตวั แตเวลาเลวและผาดโผนก็
เลวและผาดโผนทีส่ ดุ เชน กนั กอ นท่ียังไมไ ดรับการอบรมฝก ฝน
ศาสนธรรมเทา นั้นทจ่ี ะฉดุ ลากจิตใจทใี่ ฝต าํ่ ทาํ ตัวใหเสียคน ขึ้นมาเปน “จิตด”ี
เปนจิตเลิศเปนคนประเสริฐได เพราะธรรมเหนอื และประเสรฐิ กวากเิ ลสบาปธรรมแต
ไหนแตไรมา จงึ มีอาํ นาจปราบปรามกนั ไดท ันเหตุการณเรอ่ื ยมาทุกยุคทุกสมยั
“พุทธํ สรณํ คจฉฺ ามิ” ผปู ฏิบัตธิ รรมทง้ั หลายจนซาบซึง้ ถึงใจแลว อยทู ี่ใดกม็ ี
“พุทธ” เขา ถงึ “พุทธ” ไมเ ลือกกาลสถานที่ เปน “อกาลโิ ก” “ธมมฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ” กถ็ งึ
ใจ “สงฺฆํ สรณํ คจฺฉาม”ิ กถ็ ึงใจ อยทู ี่ไหนก็ปรากฏพระพทุ ธเจา พระธรรม พระสงฆ
สถิตอยูท ีใ่ จน้ีเลย ท้ังสามรตั นะซึง้ ถึงใจอยูต ลอดเวลา
คาํ วา “พระพุทธเจานิพพานไปเปน เวลานานเทานนั้ เทานีป้ ” ก็ไมมีปญหาขอขอ ง
ใจหนักใจอะไรเลย ไมสนใจคิดใหเ สียเวลา่ํ เวลา เพราะธรรมอนั แทจริงคืออะไร พุทธะ
อนั แทจริงคอื อะไร สงั ฆะอันแทจรงิ คอื อะไร ก็คือธรรมท่ีปรากฏชดั อยภู ายในจติ เรา
จติ ทา นทบี่ ริสุทธิเ์ ทาน้ัน
“ธรรม” กับใจนเี้ ปน ฉันใด พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆก็เปน ฉนั นน้ั ฉะนน้ั
ทา นผสู นิ้ สงสัยในธรรมแลว ทานจงึ ไมค ดิ ใหเสียเวลํา่ เวลาวา “พระพุทธเจา นพิ พานไป
นานแลว ” เสยี ใจเกดิ ไมทนั ทาน ปฏบิ ตั อิ ยา งไรก็ไมไดม รรคไดผ ล !” ตามเร่ืองของ
“กิเลส” มันหลอกลวงไป
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๑๙
ภาค ๓ “ธรร๔มช๗ุด๗เตรยี มพร้อม’’
๔๒๐
สําหรบั ทานผูรธู รรม ทานไมคดิ แบบคนโงต ดั หนามกั้นตัวเองอยา งนั้น พระพุทธ
เจา เราอยทู ไ่ี หนทา นก็อยูที่น่ัน ความรทู ี่บริสุทธิ์อันนกี้ ับพระพทุ ธเจาเทยี บกนั ไดทันที
อนั นฉ้ี นั ใดอนั นน้ั ฉนั นน้ั ขอใหเขาถงึ ความบริสทุ ธิ์เถิด “พุทธะ” ของเรากับ“พทุ ธะ”
ของพระพุทธเจา ไมแ ยกจากกันเลย ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั ไมม เี ร่อื งอะไรจะพดู ใหยดื ยาวย่งิ
กวา นน้ั เพราะเปนเรื่อง “ตะครบุ เงา” ไมมสี ้ินสุด
เอาตวั จรงิ มาพูดเลยดกี วา “พทุ ธะ” นฉ้ี นั ใด “พทุ ธะ” ของพระพุทธเจาก็ฉันนนั้
“พุทธะ” อนั นจ้ี ะอนั ตรธานสญู ไปไหน รอู ยใู นตัวเองแลว แลว พระพุทธเจา เปนอยางไร
กห็ มดปญหา ธรรมแทคืออะไร กอ็ ยูท ใ่ี จนีก้ ลมกลืนเปน อนั เดียวกัน พระพทุ ธเจา พระ
ธรรม พระสงฆ โดยหลักธรรมชาติแลว คอื ธรรมทัง้ แทงอยูภายในใจของผบู รสิ ทุ ธิ์
นน้ั แล ผูนน้ั จงึ ไมม คี วามสงสัยพระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ แมแตนอ ย แมจะไม
เคยเห็นพระองคกต็ าม ไมเ คยเห็นพระสงฆอรหตั อรหนั ตทเี่ ปน สาวกทา นก็ตาม ความ
บรสิ ุทธ์นิ ้แี ลเปนสกั ขีพยานใหทราบชัดวา พระพุทธเจา คืออะไร พระธรรมคืออะไร พระ
สงฆคอื อะไร เวลานี้พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ สถติ อยูในทเี่ ชน ไร แลว วันน้พี ุทธ
ทา นกบั พุทธเรา ? ใจรูร อู ยา งไร วิเศษวโิ สอยา งไรบาง เปน ธรรมชาตอิ ยางไรบา ง อนั นน้ั
ก็ธรรมชาติอยางนน้ั เหมือนกนั จงึ หาทีส่ งสยั ไมไ ด
นแ่ี หละการเขา ถงึ “พุทธะ” ธรรมะ สงั ฆะ แท เขา ถงึ ทใ่ี จ เมอ่ื กิเลสหลดุ ลอย
ออกไปหมดแลว กม็ แี ตธ รรมชาตทิ ่ีอัศจรรยนีเ้ ทา นนั้ “จติ ” เมอ่ื ทาํ ใหป ระเสรฐิ ก็
ประเสรฐิ ไดอ ยา งนี้ !
แตก อนที่ไมประเสรฐิ ก็เพราะมันโง โงท ี่สดุ กค็ อื จิตดวงน้ี กเิ ลสผทู ่ีทําใหโ งน ั้น
แหละมันถงึ ไดโ ง แต “ธรรมชาติทีท่ ําคนใหโง” น้นั มนั อยูบนหวั ใจของเราจงึ โง ถาเอา
อนั นน้ั ออกแลว จะวา “โง” วา “ฉลาด” ก็ไมมีปญ หาทีจ่ ะพดู กันอีก โลกทง้ั โลกจะมคี วาม
สงบรมเย็นกเ็ พราะใจท่ไี ดร บั การอบรม ซง่ึ เปน ผพู าดําเนนิ งานทุกสิ่งทุกอยา ง ทัง้ กาย
และวาจาทีจ่ ะเอยี งไปทางใด สอ ออกมาจากใจผบู งการ บงการถกู หรอื บงการผดิ กริ ยิ าก็
ออกมาตามนน้ั
จิตไดร ับการอบรมมาอยางไรบา ง การแสดงออกจะเปน ไปตามทอ่ี บรม ถา ไมไ ด
อบรม ไมม ีเหตุมผี ล มีแตก เิ ลสเตม็ หวั ใจและบงการ แลวก็ยง่ิ พาคนอน่ื ใหเดอื ดรอน
ดวยมากมาย โลกทรี่ อ นก็เพราะใจดวงน้ีพาใหรอน คนเราทีก่ ระสับกระสา ยระส่ําระสาย
หาทยี่ ดึ ท่ีถือไมได อะไรกว็ าดี ๆ ท้ังน้ีเพราะกเิ ลสเผาลนจนยับย้งั ตัง้ ตัวไมไ ด ความเปน
บาเพราะกเิ ลสรมุ น้ยี ากท่จี ะมวี นั สรางลงได ถาไมแสวงหาครูอาจารยที่เปน อรรถเปน
ธรรมในการอบรมสง่ั สอน คนๆ นนั้ ตองเปน บา โลภ บาโกรธ บา หลง บา ยศ บา อาํ นาจ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๐
ธรรมะชดุ ๔เ๗ตร๘ยี มพรอ้ ม
๔๒๑
บาความม่งั มดี ีเดนไปเร่อื ยจนวันตาย ไมม ที างระลกึ รตู วั ไดโดยลําดับ ดับไปตายไป
เพราะบาเหลา นน้ั ฉุดลากไปไมมวี นั โผลตวั ขน้ึ มาได
ฉะนน้ั คาํ วา “ปณฺฑิตานฺจ เสวนา” การคบคา สมาคม ไดย นิ ไดฟง ธรรมของ
ปราชญและครูอาจารยอ ยูเสมอ จึงเปน มงคลอันสูงสดุ
แตการ “สั่งสมกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง ราคะ ตณั หามากๆ อยาใหบกพรอ งได
เปนมงคลอันสูงสดุ ” นัน้ ไมเ คยไดย นิ ! และไมเคยเห็นใครในโลกมีความสุขความเจริญ
ทั้งภายในใจทั้งภายนอกใจ แขง ธรรมของพระพทุ ธเจาบทน้แี ละบทอนื่ ๆ เลยในบรรดา
“สวากขาตธรรม”
อยา ยอ หยอ นออ นขอ ตอกเิ ลสทุกประเภทใหม ันไดใจและหัวเราะเยาะเยย ทีเ่ คย
อยใู ตอ าํ นาจมนั มาแลว กแ็ สนอาภพั นา อบั อายมนั มาพอแลว ขออยา ใหเ รือ่ งทาํ นองน้ีมี
ในใจของเราอีกตอ ไป จงเอาใหกเิ ลสเสียน้ําตาบางซิ ท่เี ปน มามีแตเ ราเสียน้ําตาเพราะ
แพกเิ ลส เพราะความบอบชา้ํ ความทกุ ขท รมานจากกิเลสดัดสนั ดาน คราวนชี้ าตนิ เี้ อา
ใหก เิ ลสมว นเสอ่ื กลบั บา นลองดู จะมคี วามสขุ ความสงา ผาเผยเพยี งไรเมื่อปลดแอกออก
จากคอแลว
ขอยุติเพียงเทา น้ี
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๑
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๗ุด๙เตรยี มพรอ้ ม’’
สร้าง ‘’อัตตาหิ’’ กอ่ น๔๒ต๒าย
เทศนโ ปรดคุณเพาพงา วรรเธทนศะนกโ์ ปลุ รณดคุณวดั เพปาา พบงา านตวรารดธนะกุล ณ วัดป่าบา้ นตาด
เมื่อวนั ท่ี ๒๘ มกราคม พุทธศักรเามช่ือว๒ัน๕ท๑ี่ ๒๙๘ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๑๙
สราง อตฺตา หิ กอนตาย
จิตของคนเรากเ็ หมอื นกับเด็ก คือไมสามารถจะรักษาตัวได ตองอาศัยพอแมพ ี่
เลีย้ งคอยเกาะอยูต ลอดเวลา เกาะคนนนั้ เกาะคนน้ี แตเ ดก็ ยงั มีผูคอยรักษา มพี อ แมพ ี่
เลี้ยงคอยตามรักษาเสมอ เด็กจึงมีความปลอดภัย ไมค อยไดร ับอนั ตรายตา งๆ
สว นจิตใจที่คอยจะเกาะสิง่ น้นั สง่ิ น้ี จึงไมเปน ความแนนอนเหมือนเดก็ เกาะพอ
แมพีเ่ ลีย้ งซ่ึงเปน ท่ีปลอดภัย จิตที่เกาะเพราะความพึ่งตนไมได ตอ งชอบเกาะสงิ่ ตางๆ
อยูต ลอดเวลา ซึง่ สว นมากมักเกาะส่งิ ทผ่ี ิดใหโทษแกจ ิตใจ การชอบเกาะหรือการแสวง
หาสิ่งทีเ่ กาะนน้ั ก็เพ่อื หาความปลอดภยั หาความสะดวกสบายสําหรบั ตน แตส ่ิงท่เี กาะ
ของจิตนน้ั ไมเ ปน สิ่งท่ีแนใ จ จงึ มักเปน ภัยแกจิตเรอื่ ยๆ แมจะเปน ผใู หญแ ลว ก็ตามเด็ก
กต็ าม วสิ ยั ของจิตยอมเปนเชนนั้นไมห วังพ่งึ ตนเอง มีแตหวังพงึ่ ผอู น่ื สง่ิ อ่นื อยูเสมอ
ไมเ ปนตัวของตวั ได ท้งั น้ีเพราะจติ ไมฉ ลาดตออารมณท ีต่ นเขาเกาะ วา ผิดถูกดีชว่ั
ประการใด ไมร ูวธิ ีปฏบิ ัติ ไมรวู ิธีชว ยตวั เอง เพราะไมมีใครสอน ไมมใี ครบอก ไมมใี คร
แนะนาํ วธิ ใี ห พอจะทราบไดวา สงิ่ ใดเปน ภยั สง่ิ ใดเปนคณุ สงิ่ ใดทีค่ วรเกาะสงิ่ ใดไมค วร
เกาะ จึงตองเกาะไปเร่ือยๆ และเกาะดะไปหมดไมวา สิง่ ดีสง่ิ ชัว่ ขอใหเปนที่ชอบใจหรือ
แมไมช อบใจ เปน นสิ ยั ของจิตจะตอ งเกาะเรอ่ื ยๆไป ไมช อบใจก็เกาะ ทาํ ไมจงึ เปน เชน
นั้น ?
ตามธรรมดาสิ่งหรอื อารมณทีไ่ มช อบใจไมนาเกาะ แตจ ติ ไมช อบใจกเ็ กาะ เชน
โกรธก็เกาะ หลงหรือรกั กเ็ กาะ ชงั กเ็ กาะ เกลยี ดกเ็ กาะ เพราะจติ เปนอารมณอ ยูก ับสง่ิ
นน้ั ๆ ไมม คี ําวารูเ ปนตวั ของตวั โดยเฉพาะ มแี ต “ไปเปน อารมณอ ยกู บั สง่ิ นน้ั ๆ”
และเกาะอยกู ับสิง่ น้นั ๆ ตลอดไป สงิ่ เหลา น้ันสว นมากไมใชของดี
ทําไมจิตจงึ ตอ งไปเกาะ ? ท้ังนี้เพราะเปน ความตดิ ใจของจติ โดยทจี่ ติ เองก็ไม
รวู า การเกาะนน้ั จะมผี ลอยา งไรบา ง ตนเองก็อยากจะแยกตวั ออกไป แตม นั แยกไม
ออกเพราะส่งิ ท่ีเหนอื จิตยงั มี เปนเคร่อื งบงั คบั ใหจิตจําเปน ตอ งไดเ กาะไดย ึดไดเ ปน
อารมณ ใหเ กดิ ความขนุ มวั แกต นอยเู สมอ น่พี ูดถึงอารมณ
พดู ถึงวัตถุ มีอะไรใจก็ตอ งเกาะสิง่ นน้ั ยดึ ส่ิงนนั้ จนได ไมว า สว นยอ ยสว นใหญ
หรอื มคี ณุ คาราคา ราคามากนอ ยเพียงไร ใจยึดไดถอื ไดท ้ังนนั้ แมจ ะใหน ามวา “จิตเปน
นกั ยดึ นกั เกาะ” กไ็ มผ ิด เพราะยงั ไมสามารถพึ่งตนเองได จงึ ตอ งอาศัยสิ่งภายนอกไป
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๔๔ช๘ุด๒๑เต๒รยี มพรอ้ ม’’
๔๒๓
จนกวา จะถงึ ที่สดุ ของธาตขุ ันธ ทพี่ าใหเปลยี่ นแปลงไป ดีไมดียงั อาศัยส่งิ ภายนอกเปน
อํานาจจนลมื ตัวก็มี ทง้ั ๆทไี่ มม ีอาํ นาจไมถ กู ทาง
พระพุทธเจา ทรงสอนวา “อตฺตา หิ อตตฺ โน นาโถ” ใหพยายามแกไ ขความเกาะ
เก่ยี วของจติ ทห่ี วังพ่ึงพงิ สิง่ ตางๆ และแยกตวั หันเขา มาพง่ึ ตนเองดว ยความสามารถของ
ตนบา ง ไมอาศยั พออาศยั แม อาศยั เพือ่ นฝงู อาศัยใครๆ อน่ื ๆ ไปเสียจนลมื ตวั นสิ ยั
มนุษยเราท่อี าศัยผูอืน่ อยเู ปน ประจาํ เลยตดิ เปนนิสัยประจําตัวทั่วประเทศเขตแดน สู
สัตวบ างชนิดกไ็ มได ทา นจงึ สอนใหหวังพ่ึงตวั เอง
เรื่องหยาบๆ เชนหนาทก่ี ารงาน ก็ควรหวังพง่ึ ตนเองบาง ยน เขา มาทางดา น
“ธรรม” คอื การปฏิบตั ิธรรมภายในใจ เมอ่ื ไดร ับการฝก อบรมจากครูอาจารยพอเปน
ปากเปน ทางแลว การบําเพ็ญธรรมตองเปน หนา ทีจ่ ะหวังพึง่ ตนเองโดยเฉพาะ จะเปนที่
แนใ จในการพ่ึงตนเองตามหลกั ธรรม เชน ทานสอนใหบําเพ็ญคณุ งามความดี มที าน
ศีล ภาวนา เปน ตน กเ็ พ่อื ความพง่ึ ตนเอง คือจติ ไดย ดึ เหน่ยี วในส่งิ ดงี าม และมี
ความรมเย็นเปน สุขทัง้ ปจจุบนั และภพชาติตอไป เพราะสิ่งนีเ้ ปนสงิ่ ที่ดี เกดิ จากการ
กระทําทด่ี ี เปนอารมณหรืออาหารที่ดีของใจ
และสอนใหภาวนา ซง่ึ ละเอยี ดข้ึนไปเปน ลําดับ การพยายามอบรมทางดา น
“จิตตภาวนา” อนั เปน วธิ กี ารพึง่ ตวั เองใหแนบแนน เขาไปตามลาํ ดับ โดยอาศัยธรรม
บทนน้ั ๆ เขา มาเปน เครอ่ื งกาํ กบั ใจ โดยอาศัยพ่งึ ธรรมบทนั้นเปนอารมณ กลอมเกลา
จติ ใจใหสงบเยน็ กอนที่จิตยังไมสามารถดํารงตนไดโดยลําพัง เชน กาํ หนด “พุทโธ ๆ
ๆ” เปน ตน เปนอารมณท่ถี ูกตอ งเหมาะสมในการพึง่ ธรรม
การเริ่มฝกหดั ใหมใ จยังฟุงซาน ยังหาหลกั หาเกณฑไ มไ ด ยังเปน ตัวของตัวไมไ ด
ตอ งอาศยั บทธรรมกาํ กบั รักษา จนกระทงั่ จิตมีความกลมกลนื กันกับบทธรรมน้ันๆ แลว
หดตัวเขา สูความสงบ แมบทธรรมทเ่ี คยไดอาศัยบรกิ รรมมาแตกอ น กห็ มดปญหาไปใน
ขณะท่ใี จกาวเขาสคู วามสงบ น่เี รยี กวา “พ่ึงตนเองไดขน้ั หน่งึ ” ขณะใจกําลังสงบยอม
ปลอ ยคาํ บรกิ รรมได ใจมคี วามสงบอยดู ว ยดี นก่ี เ็ ปน หลกั เปน ทพ่ี ึ่งอนั หนึ่งของจติ
อยา งเห็นไดช ัด เพยี งเทานก้ี ็มคี วามรมเย็นในใจท่เี คยฟงุ ซา นจนหาความสงบสขุ ไมไ ด
เพราะจติ ใจตามธรรมดาแลว ไมเคยเปน สขุ รมเย็น มีแตความรุม รอน มแี ตความหวิ
กระหาย มแี ตค วามระเวยี งระวงั ดว ยเรือ่ งตางๆ ซง่ึ ไมเปน ประโยชนอ ะไรกับจติ ใจเลย
สวนมากกค็ ือความคดิ ปรุงของจิต เปนยาพิษเผาลนตนเองโดยไมม ใี ครมายงุ ดว ย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๓
ธรรมะชดุ ๔เ๘ต๒รียมพรอ้ ม
๔๒๔
พระพทุ ธเจา ทรงรทู รงเหน็ แลวในวิธีท่ีถูกตอง ตลอดผลทไ่ี ดรบั เปนทพี่ ึงพอ
พระทัย จงึ ไดน าํ ทงั้ เหตุคือวธิ ีการ และผลท่พี ึงใจมาสอนพวกเรา “วิธีการพงึ่ ตัวเอง”
น้ันคอื
การบาํ เพญ็ “จิตตภาวนา” เปนทางตรงแนวตอการพ่ึงตนไดอ ยางมั่นคง จติ ผู
ใดมคี วามสงบ มหี ลกั มีเกณฑม ากนอ ยเพียงใด จะเปนความแนใ จและมัน่ ใจตนเองย่งิ
ขน้ึ ไปโดยลาํ ดับ ไมตองถามใคร รอู ยภู ายในตัวเองทีเ่ รยี กวา “ปจจฺ ตฺตํ” หรอื “สนทฺ ฏิ ฐิ
โก” ส่งิ ท่รี ูเ หน็ ดีช่วั ควรแกค วรถอดถอนควรบําเพญ็ ยอ มปรากฏขึน้ ภายในใจ เมือ่ ใจ
แนนหนามน่ั คงขึ้นโดยลาํ ดับกท็ ราบเอง
เพียงขัน้ สมาธกิ ็พอเปนหลักใจ พอเปน เรอื นใจไดใหมีความรมเยน็ ขณะที่เรา
คดิ อะไรมากรูสกึ ออนเพลยี ในใจ ยอนจิตเขาสู “จิตตภาวนา” ใจพักสงบจากอารมณท้ัง
หลาย ใจกส็ งบรม เยน็ นี่ชอื่ วา “เขาหาทีพ่ ง่ึ เขา หาทพ่ี กั ผอ นหยอ นใจ” เขาหาทีอ่ าศัยอัน
รมเย็น เปนที่พึง่ ขน้ั หนึง่
ขน้ั ตอ ไปแมจะเปน “สมาธ”ิ ดว ยกนั กต็ าม แตเปนความละเอยี ดของจติ “ขณิ
กะ” บา ง “อปุ จาระ” บา ง “อัปปนา” บาง เปนขนั้ ๆ “อัปปนา” หมายถึง ความละเอียด
ของสมาธิ เตม็ ภมู ขิ องสมาธิเพยี งเทา น้นั เลยนน้ั ไปไมไ ดใ นขน้ั สมาธิ
เม่ือจิตมีความสงบเปนสมาธิขัน้ นนั้ ๆ แลว ถา ไมใ ชส ติปญญาพิจารณา จิตจะมี
ความสงบและละเอียดอยใู นสมาธขิ น้ั นน้ั ๆ โดยไมมปี ญ ญาเปนเครอ่ื งถอดถอนกเิ ลส
เลย ถา กเิ ลสเปน เหมอื นตน ไม กเ็ พียงแตต ดั ก่ิงกา นของมันออก แตตน ของมนั ยังไม
ตัดยังไมโคน มนั กแ็ ตกแขนงออกมาอกี จนได
ทานจึงสอนใหพจิ ารณาทางดา นปญญา “ปญญา” คอื ความเฉลยี วฉลาดแหลม
คม คิดอานไตรตรองไปเทา ไรไมมีที่สิ้นสุด เมอ่ื ละเอยี ดกวา ปญ ญาขน้ึ ไปทา นเรยี กวา
“ปญ ญาญาณ” ไปแลว ดงั ท่ที านแสดงไวใ น “ธมั มจักกัปปวตั ตนสูตร” “ญาณํ อทุ ปาทิ
ปญฺ า อทุ ปาทิ วชิ ฺชา อทุ ปาทิ อาโลโก อทุ ปาท”ิ ฟงซี
“วชิ ชา” กค็ อื วชิ ชาสาม เปน หลกั ใหญ
“ปญฺ า อทุ ปาทิ” ปญญาเกิดขนึ้ “ญาณํ อุทปาท”ิ ญาณอันละเอียดเปน ลําดับ
เกิดขน้ึ แลว ก็เกิดขนึ้ จากใจอันเดยี วนนั้ แล “ปญ ญา” เปนเคร่ืองถอดถอนกิเลสที่ปก
คลมุ ใจ สมาธิเปน แตเพียงกวาดตอนกเิ ลสเขามาใหรวมตัวสงบอยูภายในใจเทา นนั้
ยังไมส ามารถตดั กิเลสใดๆ ได อปุ ทานของจิตที่เก่ยี วกบั ส่ิงตา งๆ นนั้ ยังมีอยู และเบา
บางลงไป พอจติ ไดรบั ความสงบรมเยน็ บา งแลว ปญ ญาซง่ึ เปนอาวุธสาํ คัญ จึงฟาดฟน
ถอดถอนกเิ ลสประเภทตางๆ บรรดาท่ีมีอยใู นใจมากนอ ยออกไปเปนลาํ ดับๆ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๔
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๘ุด๓เตรยี มพร้อม’’
๔๒๕
“สมาธปิ รภิ าวิตา ปญฺ า มหปผฺ ลา โหติ มหานสิ สํ า” นั่น! “ปญ ญาท่สี มาธิอบ
รมแลว ยอมมผี ลมากมีอานสิ งสมาก” การพจิ ารณาคลอ งแคลว แกลวกลา วอ งไว
สามารถตัดกิเลสไดโดยลาํ ดบั ๆ
“ปญฺ าปรภิ าวติ ํ จติ ฺตํ สมมฺ เทว อาสเวหิ วมิ ุจฺจติ” “จิตท่มี ีปญ ญาอบรมแลว
ยอมหลดุ พนจากกเิ ลสทง้ั ปวงโดยชอบ” นนั่ ! ฟงซี “ปญญา” เทาน้นั ทีจ่ ะเปนผูสามารถ
ถอดถอนกเิ ลส ไมว า สว นหยาบ สว นกลาง สว นละเอยี ดไดโ ดยตลอดท่วั ถงึ ไมม กี เิ ลส
ตวั ใดทจ่ี ะเหนอื ปญ ญาไปได น่เี ปนธรรมด้ังเดิม คือธรรมรับรองคุณภาพ คุณสมบัติ
ในการปฏิบตั ิ เพื่อกําจัดกเิ ลสออกจากใจโดยสิ้นเชิง ของพระพุทธเจาและพระสาวกที่
ทานไดด ําเนนิ มาแลว “สมาธิ ปญ ญา” นจ้ี งึ แยกกนั ไมอ อก แมจะเปนจรติ นิสยั ใดๆ ก็
ตาม สมาธนิ จี้ ะตองมีแนบอยูเ สมอ คือความพักสงบของจิต ความพักงานของจิต ดว ย
การสงบอารมณค ดิ อา นในสมาธิ
งานทางโลกเขายังตองพักเม่ือถงึ เวลาพัก ไมพักไมได การพักนั้นจะเสียเวลํ่า
เวลาไปบาง การรบั ประทานอาหารเพอ่ื บํารงุ รางกาย จะสิน้ เปลืองสมบตั ิ ส้นิ เปลือง
อาหารทก่ี นิ ลงไป ส้ินเปลืองเงินทอง เพอื่ ซ้ืออาหารมารับประทานก็ตาม แตส นิ้ เปลือง
ไปเพือ่ บาํ รุงรา งกายใหมกี ําลังควรแกหนาท่ีการงานตอไปอกี การพกั ผอ นนอนหลบั ถงึ
จะเสียเวลาไปบา ง ก็เพื่อกาํ ลังวงั ชาของรางกายทค่ี วรตอ หนาท่กี ารงานตอไปอกี ไมเชน
นน้ั ก็ไปไมต ลอด
เพราะฉะน้ันการเสยี เวลากด็ ี การเสียวัตถอุ ะไรกด็ ีทเี่ รานาํ มารับประทาน เพื่อ
เยยี วยาธาตุขนั ธใหม กี าํ ลังนั้น จึงไมใชเ ปนการเสีย แตเ ปน การเพิม่ กาํ ลังแกร างกาย ถา
เปน รถกเ็ ตมิ นํ้ามนั ไมมีนํา้ มนั รถกว็ ง่ิ ไปไมไ ด สมาธิ ปญญา ก็มีความเกีย่ วเนอื่ งกันเชน
นน้ั ตองมเี วลาพักสงบอารมณใ นสมาธนิ ัน้ ๆ หลังจากการพกั สงบแลว ก็ทาํ การคิดคน
ดวยสตปิ ญญา ตามความสามารถของแตละราย ๆ
คาํ วา “ปญญา” นี้ละเอียดมาก กวางขวางมากไมม ีส้นิ สดุ ตามแตจ ริตนิสัยของผู
ทน่ี าํ มาใช ความคดิ อานใดท่พี ิจารณาลงไปเพ่ือถอดถอนกิเลสไดโดยลาํ ดบั ความคดิ
อา นนน้ั ทา นเรยี กวา “ปญ ญาชอบ” ไมจาํ เปนจะตอ งไปอานตํารับตาํ รา และไดจ ากตํารบั
ตํารามาแกกิเลสทุกประเภทไปถึงจะเปน “ธรรม” เพราะในตาํ รานน้ั กถ็ อดออกไปจาก
จติ ใจซ่ึงเปน “ธรรม” และ “ผูทํา” เปนผูถอดถอนกิเลสจนไดเหน็ ผลประจักษแ ลว จงึ
ไดเ ขยี นลงในตาํ รานัน้ ๆ ไมใ ชตาํ ราน้นั เกดิ กอนความจริง คือการปฏิบตั ิ
พระพุทธเจาทานทรงบาํ เพญ็ พระองคแรก ไมปรากฏวามีตาํ ราท่ีไหน เวลาสั่ง
สอนสาวกหรอื เรียน “อรยิ สจั ” นน้ั กเ็ หมอื นกนั ไมไ ดจ ารกึ ลงในคัมภีรใบลาน ทรงสอน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๕
ธรรมะชุด๔เ๘ต๔รียมพรอ้ ม
๔๒๖
ดวยพระโอษฐข องพระองคเอง สาวกก็สอนดว ยปากทัง้ นน้ั ทา นเอาอะไรมาสอน? ก็เอา
มาจากความจรงิ ที่มอี ยภู ายในใจ ซง่ึ ไดร ไู ดเหน็ จากการปฏิบตั ิมาแลวนไี้ ปสอน เพราะ
ฉะน้นั อุบายของสติปญ ญา จึงสาํ คญั อยูท่ีผูคดิ ผพู ิจารณาจะแยกแยะออกมาใชด วยอุบาย
ความฉลาดของแตล ะราย ๆ ไป ตามสตกิ ําลงั ความสามารถของแตละราย ๆ ไปไมม สี ้ิน
สุด จงึ ไมจ ําเปนท่จี ะไปเอาจากตํารับตําราเสยี ทกุ แงทกุ มมุ จึงจะเปน “ธรรม” “เราคิดข้นึ
เองไมส ามารถจะแกกเิ ลสได” นี้เปน ความคดิ เห็นท่ผี ิดจากหลักธรรม ไมอาจเรียกวา
“ปญ ญาชอบ” ได แมจ ํามาจากตํารา แตไ มส ามารถแกก เิ ลสนอ ยใหญใ หข าดจากใจได ก็
ไมอ าจเรียกไดวา “ปญญาชอบ” สําหรบั ผนู นั้ เปน “ปญญาชอบ” เฉพาะในตํารา แต
“ไมช อบ” สําหรับนาํ มาใช
ธรรมทีท่ า นแสดงไวต ามตํารบั ตํารานั้นมีพอประมาณเทา น้นั ไมไดม ากมายอะไร
นกั เลย ถา เปน ยาก็เปน “ยาหมอใหญ” ไมใ ชย าทเ่ี จาะจงโรคนัน้ ๆ โดยเฉพาะ ที่เราคิด
คน ไดขนึ้ มาใหเ หมาะสมกบั การแกก เิ ลสแตละประเภทนเ้ี ปน “ยา” ที่เหมาะสมกบั กิเลส
ประเภทนัน้ ๆ ท่จี ะถอดถอนกิเลสประเภทนัน้ ๆ ใหห มดไปไดโ ดยลาํ ดบั เพราะฉะนัน้
ทา นผปู ฏบิ ตั ใิ นทางปญญา อยูท ่ีไหนทานกม็ อี รรถมีธรรม มสี ติปญ ญาคนควาอยูตลอด
เวลา ดังท่ที านอาจารยม ่นั เคยแสดงไวว า “ฟง ธรรมท้งั กลางวนั กลางคนื ” นน่ั ! ฟง ซิ อะไร
กส็ มั ผัสอยตู ลอดเวลาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางล้นิ ทางกาย สัมผสั กันอยูเ รือ่ ยๆ
การสัมผสั เมอื่ ไมเ ขาไปรับทราบท่จี ติ ซึ่งเปน ผูค อยรบั ทราบ จะไปรบั ทราบกนั ที่
ไหน และอะไรจะเปน ผรู บั ทราบ การทจ่ี ติ รับทราบกก็ ระเทอื นถึงสติปญ ญา ทีจ่ ะตอ งคน
ควาพจิ ารณาตามเหตตุ ามผลในสิ่งทมี่ าเกี่ยวขอ งนั้นๆ วาเปนอยางไรบาง เม่ือทราบแลว
ก็ถอดถอนหรือปลอ ยวางกนั ไปไดโดยลําดับ น้ีทานเรยี กวา “ฟงธรรมทัง้ กลางวนั กลาง
คืน” คอื ธรรมในหลกั ธรรมชาติทม่ี ีอยดู ้ังเดมิ กิเลสก็เปนหลกั ธรรมชาติทม่ี ีอยภู ายในจิต
ธรรมคือ ศีล สมาธิ ปญญาก็เปน หลักธรรมชาตทิ ี่มีอยูภายในใจ สุดแลวแตผ จู ะผลิตคดิ
คนขึน้ มาพินิจพิจารณา ใชประโยชนตามสตกิ าํ ลงั ความสามารถแหง สตปิ ญ ญาที่เปน
เคร่อื งมอื
ธาตขุ นั ธ แนะ ! ฟง ซวี าธาตวุ าขนั ธ วา สกลกาย พระพุทธเจา กม็ ี สาวกทง้ั หลายก็
มี และทา นเคยติดเคยยดึ เคยถอื เคยเปน อปุ าทานในขนั ธเ ชนเดียวกบั พวกเรา เปน
กเิ ลสไดเชนเดียวกับพวกเรา เมอื่ ยึดใหเปนกิเลสเมอ่ื ทาํ ใหเปน กเิ ลส ส่ิงเหลาน้กี ็เปนตน
เหตุจะใหส งั่ สมกิเลสขน้ึ มาทใี่ จได
พระพุทธเจาและสาวกทีเ่ ปนอรหัตอรหันตเหลา น้ัน แตก อ นทา นก็มอี ยเู ชนเดยี ว
กับพวกเรา แตทําไมทา นจงึ ถอดถอนออกได รา งของทา นกเ็ หมือนกบั รางกายของพวก
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๖
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๘ดุ๕เตรียมพรอ้ ม’’
๔๒๗
เรา ขนั ธห า ของทานกเ็ หมอื นขันธหาของพวกเรา ทําไมทา นถอดถอนได แตพวกเรา
ทาํ ไมจะถอดถอนไมไดจะรูไมไ ด ทําไมทานรูได ทําไมพวกเรารูไมได ใจเราก็มี สติ
ปญ ญาเปน ส่งิ ทีผ่ ลติ ขึ้นไดในแงตางๆ ตามแตผชู อบคิดในแงใดข้นึ มาพิจารณา
ธาตุขนั ธท่เี ปน อยกู ับตนนเ้ี ปนส่ิงที่ทาํ ไดรไู ด นแ่ี หละจิตทวี่ า พึ่งตวั เองไมไ ด
สรุปลงมาในตัวเรากค็ อื ตองพงึ่ ธาตุขันธ นอกจากพ่งึ ขนั ธแ ลว ยงั ถือขันธเ ปนตนอีก
นัน่ !พึ่งเขาแลวยังถอื วาเขาเปนตนอีกโดยไมล ะอายเลย จะวา ยังไง ? แมล ะอายขนาด
ไหนมันกย็ ังจาํ เปนไดท นถือเมอื่ ยังไมรูเ ทาและปลอยวางได จะวาไมละอายก็ถูก และ
ยอมรบั วา โง แตต องพยายามฝก ตนใหฉ ลาด จนรแู ละปลอยวางได ดวยความเขมแข็ง
แหง “ความเพยี ร”
พูดใหถ ึงเหตุถงึ ผลกนั เสียที เขาเปนเขาตามหลกั ธรรมชาติ แตเ รายังอตุ สาหไป
ยึดเอาเขามาเปนตัวของเราอีก มนั ก็ยงุ นะ ซี เพราะมันฝนความจริงน่ี เพือ่ ใหต รงกับ
ความจริง จงพิจารณาเหน็ ตามความจรงิ ของมนั พจิ ารณาแลวพจิ ารณาเลาซาํ้ ๆ ซากๆ
เอาจนเปนทเี่ ขาใจ เม่ือเขาใจแลวไมต องบอกปลอ ยบอกวาง ปลอยเองวางเองทีเดยี ว
เพราะสิง่ เหลานเ้ี ปน พิษเปน ภยั เปน โทษแกเ รา เพราะการยดึ ถอื ของเราเอง ไมใช
เปน คุณอะไรดวยการยดึ ถอื ! หากเปนบญุ เปน คณุ แลว พระพุทธเจา ก็ตองสอนใหย ดึ ถือ
หรือไมต องสอนใจก็ยึดอยแู ลว แตนี่มันเปน พษิ เปน ภยั เพราะการยดึ ถอื ส่ิงเหลาน้ี
แมเ ขาจะเปนภยั ตอ เราก็ตาม แตเ รากไ็ ปยดึ เอามาเปนภัย ดว ยความสาํ คญั วา
เราเปนอยา งน้นั เราเปน อยางน้ี เขาเปนเรา เขาเปนของเรา เปนตน มนั ยงุ ตรงที่ไป
สําคญั ไปหมายเอาดวยความลมุ หลงของเรานแ้ี ล
ขนั ธน น้ั ๆ กไ็ มม ีความหมายอะไรในตวั ของมนั เอง อยตู ามความจริง เชน เดียว
กบั ตนไม ภเู ขา ฯลฯ นน้ั แล ทรี่ ับทราบในแงต า งๆ ก็เปนเรอื่ งของจติ คนตายแลว รับ
ทราบไมไ ด นี่มันไปจากจิตตัวอยไู มเ ปน สุข ไปไมเปนสุข ยึดไมเ ปน สุข อยรู ํ่าไป นี้แลจงึ
นา โมโห!
จติ นีบ่ รรจไุ วซ ึ่งความลุม หลงเตม็ ตวั แสดงออกมาในแงใดมแี ตความลุม หลง
ความยดึ ความถืออนั จะเปนภยั แกตนทั้งน้ัน ทีว่ า “จติ พึง่ ตนเองไมได” ก็มนั ยังตอ งไป
เกาะน้นั เกาะนีอ้ ยรู ่าํ ไปนี่ การพิจารณาทางดานปญ ญากเ็ พ่ือจะใหรเู ร่อื งส่งิ ทัง้ หลาย แลว
ผลกั ออกไป ดนั ออกไป แกอ อกไป เพอ่ื เปน ตวั ของตวั โดยลําดบั ๆ นน่ั เอง
เราดูส่ิงอ่ืนยงั ดูตลอดทว่ั ถงึ พอเขาอกเขาใจ ดตู กึ รามบา นชอง ดูอะไรๆ ดหู ญิง
ดูชาย ดูสตั ว ดูบคุ คล ดวู ตั ถสุ ิง่ ของตางๆ เรายังทราบวาสิ่งนัน้ ดี ส่ิงน้ีชั่ว สงิ่ น้นั มีราคา
สงู ส่ิงนมี้ รี าคาตาํ่ สิ่งน้นั ควรจะเอา สง่ิ น้ีไมค วรเอา เรายังรู แตด รู า งกายเราน้ี ทาํ ไมไม
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๗
ธรรมะชุด๔เต๘ร๖ยี มพรอ้ ม
๔๒๘
รู ไมรูแลว ก็รักดวย ยึดดวย ติดดวย สิ่งภายนอกเรายงั ไมกลา รกั ไมก ลาถอื เอา ยิง่ รูว า ไม
ดแี ลว เรากไ็ มก ลา เอา
อันนดี้ ไี มด เี อาท้งั หมด ยดึ ทั้งสิ้น จะวา อยางไร ? ตอนนซ้ี ิ ตอนมนั โง ตาเนอ้ื ก็
เหน็ อยูว า รางกายเปน ยังไง จติ ใจก็ทราบอยู แตมนั ทราบอยางผวิ เผิน ทราบอยา ง
ธรรมดาสามัญชน จึงชนดะไมยอมถอย ไมไ ดทราบตามความจรงิ ทราบอยา งสามญั ชน
กค็ อื ทราบอยางสามัญอวชิ ชานน่ั เอง สามัญของความลมุ หลงในวงแหง ความรูน่ันเอง
ไมไ ดเ ปนไปตามความจริง เพราะเหตนุ ั้นจงึ ตองแสวงหาความจริงแทรกเขา ในจิต คือ
ปญญา เมอื่ ปญ ญามีแลวเราจะทราบความจริงของตนท่ีมีอยูในรางกายน้ี ซ่งึ ไมปด บงั
อะไรเลย!
ดใู หชัด มันไมไ ดกวางขวางอะไรเลยรา งกายน้ี กวา งศอกยาววาหนาคบื เทา นน้ั
มนั นา จะทัว่ ถงึ ดภู ายนอกครเู ดียวกท็ วั่ ถงึ ภายในกด็ ใู หซ ้ึง พิจารณาใหซ ึง้ ตามอาการ
ตามความเปนอยขู องมนั ตลอดถึงความสลาย ความแตกสลาย ไมไ ปไหน จะเขาสคู วาม
แตกสลายทําลายโดยถา ยเดียว และลงสูธาตตุ ามเดิมเทานนั้ ไมเปน อยา งอ่นื พจิ ารณาให
ซ้ึงตามความเปนจริงน้ดี ว ยปญญา เมอื่ ซ้งึ ตามความจริงนอี้ ยางหาทคี่ า นตัวเองไมไ ดแ ลว
เรอื่ งอุปาทานความยึดมน่ั ถือมน่ั จะถอนตวั ทนั ที เม่อื ยงั ไมซึ้ง พจิ ารณาใหซ ึง้ ใหช ดั
เจนดว ยปญ ญา
ปญ ญานี้ไมม ใี ครบอก ปญญาท่จี ะซึ้งไปในรางกายซง่ึ มีอยูกบั ตวั เราน้ี เปนส่งิ ท่ี
เราพิจารณาเองเขาใจเอง เมอื่ เขา ใจเตม็ ภมู ิกป็ ลอยเต็มที่! เราเปน คนถือเอง คนอ่นื จะ
ปลอยวางใหเราไมไ ด เราตอ งพจิ ารณาเพื่อปลอ ยวางเอาเอง ใหเ หน็ วา เปน สง่ิ ทอ่ี าศยั
เพยี งเทา น้ัน จะเห็นวา เปน เราเปน ของเราดวยความโงเขลาเบาปญ ญา กจ็ ะกอ ความทกุ ข
ใหเ ราไมม สี ิ้นสุด ยิง่ ในวาระสดุ ทา ยขนั ธจะแตกสลาย กจ็ ะเกดิ ความเสียดายความหวง
ใย ความรัก ความสงวน กย็ ิง่ จะไปกันใหญ ย่งิ กวา “วา วเชอื กขาดบนอากาศ” หมนุ ตว้ิ
ไปตามลม ตกทศิ ไหนไมม ใี ครทราบได ทัง้ ๆทไี่ มม อี ะไรใหนารกั ใหน า เสยี ดายเลย หมด
ทงั้ รา งมแี ตสง่ิ ท่จี ะแตกสลายถายเดียวเทา น้ัน
เรายังจะฝน ความจริงอยูหรือ ขนั ธจ ะแตกสลายไปตามกาลเวลาของมนั อยา งไม
มีทแี่ ยง นีเ่ ปน ความจริง เรายงั จะฝนความจรงิ ไมอยากใหมันแตก ไมอยากใหม นั ดับ ยัง
รักยังสงวนอยูอยางน้ี คือการฝน ความจรงิ การฝนความจริงนจี้ ะตองกอ ทกุ ขใหเ รามาก
มายจนไมมีท่ปี ลง ถา ไมรีบปลงเสยี ดวยปญ ญาแตบ ดั นี้ แตถาปลงไดส าํ เรจ็ บดั น้ี จะมี
ลาภใหญห ลวงคือ “นพิ ฺพานํ ปรมํ สขุ ”ํ !
ถาฝน ธรรม ดีไมดไี มไ ดส ตสิ ตงั ในขณะนน้ั เสยี ดว ย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๘
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๘ุด๗เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๒๙
ปญ ญาเปนอาวุธทนั สมยั จงึ ตองพจิ ารณาใหถ งึ ความจริงทกุ สิ่งทุกอยา งแลว
ปลอยวางไวต ามความจริง ทัง้ ยงั มีชีวิตอยูเวลานี้ ทั้งเวลาสลายไป ปญญาไดเห็นชัดเจน
ท้ังปจจุบันและอนาคตแลว ไมมีอะไรเปนปญหา
ความสขุ ความทุกขยงั มอี ยู เพราะขันธย ังทรงตัวอยู สง่ิ เหลานอ้ี าศัยกันเกดิ ขน้ึ
จิตเปน ผูรับผิดชอบเปนผรู บั ทราบ รแู ตไมติด ความรตู ามความจริงเปน อยางหนึง่
ความรดู ว ยความยึดถือเปนอีกอยางหนง่ึ โปรดเขาใจเอาไว
เวทนาทกุ ข้ันทกุ ภูมมิ ีอยกู บั ขนั ธน ี้เทา นั้น ไมม ใี นจิต เม่ือจิตบรสิ ุทธ์ิแลว พระ
อรหนั ตจ ึงไมแบกหามเวทนาทัง้ ทางขันธแ ละทางจติ เหมอื นเรากองรบั เหมากอ สรา ง
“วัฏจกั ร” เพียงอาการของขันธตา งๆ เอนเรากเ็ อน เขาเอยี งเราก็เอียง เขาลม เรากล็ ม
แบบไมเ ปนทา ! เพราะเราอาศัยเขานี้ เขาพาเอียงก็เอียง เขาพาลมกล็ ม เขาพาต้งั อยกู ็
พอตั้งไดบ า ง แตม ันไมย อมต้งั ถงึ เขาตง้ั อยู ยงั ไมตาย เรากเ็ ดอื ดรอ นจะตายกอนเขา
เสียอกี
เพราะฉะนนั้ จึงตองพจิ ารณาใหเห็นชดั ดว ยปญญาของเราวา เปนเครือ่ งอาศัยทั้ง
นน้ั วนั เวลานาทีกินเขาไปโดยลาํ ดับๆ ถาเราเห็นความกัดกนิ ความแทะของวันเวลา ของ
ธรรมชาติทีม่ ันสกึ หรอ มนั กรอ นไปโดยลาํ ดบั ๆ แลว กเ็ หมอื นสนุ ขั ทง้ึ เนอื้ และกระดูก
นน่ั เองไมผ ิดอะไรกัน ทึง้ อยตู ลอดเวลา กดั แทะ ท้ึงอยูอ ยา งนัน้ จนกระทั่งหมดไมม ีอะไร
จะกัดจะแทะ
นก้ี ก็ ดั อยอู ยา งนน้ั แหละ คอื สลายไปโดยลาํ ดบั ๆ จนกระท่งั ถึงความจริงของมนั
น่งั อยู ยนื อยู นอนอยู เดินอยกู ็ตาม หลบั สนทิ อยูก็ตาม มนั กัดมันแทะมนั ท้ึง คอื เวลาํ่
เวลาความสลาย ความหมดไป ๆ มันกดั มนั แทะมนั ทง้ึ อยูเสมอๆ เรายังจะแยงเขาไมให
เปน อยา งนน้ั ไดเ หรอ ? แยงไมได นั่นเปนคตธิ รรมดาซ่งึ เปน เร่อื งใหญโตมาก ความ
สําคัญของเรานน้ั ผิด ความผดิ จึงแยงความถกู ไปไมได ความสลายเปน ความถกู ตอ ง
เปนหลักธรรมชาติของเขา ความฝน หลักธรรมชาติน้นั เปนความผิดของใจ จึงตอ งเกดิ
ความทุกขแกเรา
พิจารณาใหร อบคอบในส่ิงเหลานีเ้ สยี แตเวลาน้ี ถึงเวลาแลว จะไมต อ งหว่นั ไหว
เพราะไดพิจารณารหู มดแลว วา สิ่งเหลานจ้ี ะเปนไปตามน้ันแนน อน ไมเ ปน อยา งอ่นื
เอา ตา งอันตา งเปนไป อะไรจะแสดงอาการข้ึนมาก็ใหเ ปนไป อยา หกั หา มความ
จรงิ ทุกขเวทนามันเผารางกายนี้ รางกายน้คี อยกรอบเกรียมลงไปโดยลาํ ดับๆ และแตก
สลายลงไป
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๒๙
ธรรมะชดุ ๔เ๘ต๘รียมพร้อม
๔๓๐
จิตใจมสี ตปิ ญ ญารอบตัวแลว ไมแตกไมดบั ไมติด เปน ตวั ของตวั โดยลาํ พงั !พึ่ง
ตวั เองได ไมต อ งพง่ึ สิ่งเหลา นี!้ แสนสบาย!
การพจิ ารณามคี วามสาํ คญั อยางนี้ มีคณุ คาตอ จิตใจอยา งนี้ นกั ปราชญท า นมี
พระพุทธเจาเปน ตน จึงตอ งสอนเรือ่ งสติกบั ปญ ญานีเ้ ปน สําคญั เพอ่ื นําจติ ฉดุ ลาก
จิตออกจากกองเพลิงใหพ นจากภยั ไป
ศาสนาของพระพุทธเจาองคไ หนๆ กส็ อนแบบเดยี วกนั เพราะธรรมชาตเิ หลา น้ี
มีแบบเดยี วกัน กิเลสแบบเดียวกนั ไมมอี งคใ ดท่ีจะสอนใหแตกใหแยกออกไปจากนี้
เลย ทา นสอนแบบเดยี วกนั การประพฤตปิ ฏบิ ตั เิ พอ่ื จะถอดถอนกเิ ลสมากนอ ยออกจาก
ใจ กเ็ ปน แบบเดยี วกนั คอื ตามหลักธรรมทที่ า นสอนไว ดําเนินตามแบบนัน้ ถา ผดิ จาก
แบบนน้ั กเิ ลสกห็ วั เราะ!
เอา พิจารณาได ไมวา กวา งวาแคบ เอาทั้งโลกธาตุน้ี จติ จะหวังพง่ึ อะไรพอให
ปลอดภัย ? เพราะคาํ วา “พงึ่ ” ฟงดูใหด ี แมแ ตสิ่งทีต่ ดิ แนบอยูก บั ตัวของเราน้ีมนั ยังไม
ปลอดภยั และเราจะหวงั พง่ึ อะไรทนี่ อกไปจากรา งกายน้ีจึงจะปลอดภัย หาไมเ จอ!
แตส่ิงทตี่ ิดอยกู ับตวั ยงั ไมป ลอดภยั ยังเปนตัวภยั อยูได เรายังไมเหน็ ตวั ภัยน้จี ะ
ไปเหน็ ภยั ทีไ่ หน? ตองเห็นภยั ทีน่ ่ี แลว ถอดถอนจติ ใจออกจากตวั ภยั น้ี กเ็ ปนคุณขนึ้ มา
นี่เรยี กวา “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” โดยสมบูรณ ไมพ งึ่ อะไรทัง้ สิ้น! แมท ่ีสดุ คาํ วา “ศลี ”
ก็ดี “สมาธ”ิ กด็ ี “ปญญา” กด็ ี เมือ่ ถงึ ขั้นสดุ ทา ยปลายแดนแหงความหลุดพนแลว ก็ไม
พง่ึ ! จะพงึ่ อะไรกับเครอ่ื งมือ แกกเิ ลสทัง้ หมดสิน้ ไปแลว เคร่อื งมอื ก็ปลอ ยวางไวต าม
สภาพเชนเดียวกับมีดเราเอาไปหั่นผัก ปอกผลไมต างๆ เอาผักและผลไมมารับประทาน
แลวมดี กท็ งิ้ ไวอยา งน้นั เราไมรับประทานมีดนี่
ศลี สมาธิ ปญญา เปน เคร่ืองมอื แกกิเลส พอกเิ ลสหมดสนิ้ ไปแลว ก็หมดปญ หา
กบั ใจเอง เวลามชี ีวิตอยูจะนาํ มาใช ก็ใชเพ่ือโลกสงสารไปตามสมมตุ ินิยมเทาน้นั ไมไ ด
ใชเ พื่อมาแกก ิเลสแตอ ยางใดอีกตอ ไป ย่งิ วาระสดุ ทา ยทจ่ี ะผานธาตผุ านขันธดว ยแลว ก็
ยิง่ ไมม ีอะไรเลย
สติปญ ญาก็เรยี กวา ไมม ปี ญหา ธาตขุ นั ธกไ็ มมปี ญ หา เพราะหมดปญ หาภายใน
ใจแลว อะไรๆ กห็ มดปญหาไปโดยสน้ิ เชิง กา วเขาสคู วามหมดปญหาเสยี มันกห็ มด
กังวล!
ถายงั มปี ญหาอยมู ันก็เปนปญ หา ฟงแตวา ปญ หาเรื่องของความทกุ ขความ
ลาํ บาก ความเกดิ แก เจ็บ ตาย มนั ก็ตามกันไปกับคําวา “ปญหา” นะ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๐
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๘ดุ๙เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๓๑
พอสนิ้ ปญหาแลวก็หมดสิ้นดวยประการทง้ั ปวง จงพจิ ารณาใหร ู สงิ่ ท่กี ลาวมาทง้ั
หลายนมี้ ีอยกู ับกายกับใจเรา แยกแยะใหไ ดดว ยอาํ นาจของสติปญ ญา พิจารณาวัน
หน่งึ ๆ อยา นอนใจ สตปิ ญ ญาเอามาหุงตมกินไมไ ด ไดแตเอามาแกก เิ ลส ถาเราจะผลิต
เอามาใชในการแกก ิเลสแกไดว ันยงั คาํ่ ถา จะพานอนจมกจ็ มกนั อยอู ยา งนน้ั ไมเ กดิ
ประโยชนอ ะไร ผลทสี่ ุดปญ ญาก็ไมทราบวาอยูทไ่ี หน เวลาจนตรอกจนมมุ กเ็ อาหัวชนฝา
ใชไมไดเ ลย!
เราไมใชล กู ศิษยของ “ตถาคต” ผูเอาหัวชนฝา พระพทุ ธเจา ไมใชผเู อาหัวชนฝาน่ี
“สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ” พระสงฆท เ่ี รานบั ถอื ก็ไมใชผเู อาหวั ชนฝา เราจะไปเอาหัวชนฝายัง
ไง เมอื่ มที างพอจะปลีกตวั ออกไดด วยอุบายใดตอ งพยายาม จนหมดความสามารถขาด
ดิ้น
เมือ่ หมดความสามารถแลวกส็ ุดวสิ ัย เอา ! อยูไป ถงึ ขั้นใดภมู ใิ ดก็อยูกันไป
เพราะมนั สุดวสิ ัยจะทํายงั ไงได เมือ่ ยังไมส ดุ วิสยั เอา พยายามตะเกยี กตะกาย เสือก
คลานไปใหได
การมาลมจมใน “วฏั สงสาร” มันก็เหมือนเรือลม อะไรกล็ มไปดว ยกนั หมดจะวา
ยังไง เรือก็ลม วตั ถุส่งิ ของตางๆทอ่ี ยูในเรือก็จม คนกต็ าย แนะ ! เรามาลมมาจมกับธาตุ
กับขนั ธดว ยความลุมหลงนะ ธาตขุ ันธก็ลม ไปตามสภาพของเขา จิตใจของเรากล็ มจมไป
ดว ยความโงข องตนมนั ดีแลวเหรอ ความลมจมไมใชของดี จิตใจลมจมเพราะความลุม
หลงบีบบงั คับใหจ มดงิ่ ลงไปก็ไมใ ชข องดี นอกจากเหลวหรือเลวถายเดยี วท่ไี มพึง
ปรารถนากัน เพราะฉะน้นั ตองเอาใหเลด็ ลอดออกไปไดโ ดยลาํ ดบั
พจิ ารณาใหเหน็ ความจริง เฉพาะอยา งยิง่ ทุกขเวทนาทีม่ อี ยูใ นกายในจิตนแ้ี หละ
สําคญั มาก จิตเขาไปยดึ จนกลายเปน โรคในจติ ซาํ้ เขาไปอีก ใหท ราบวา อาการหาไมใ ช
เรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ เปน อาการอันหน่งึ ๆ ทอ่ี าศยั กนั อยใู นธาตใุ น
ขันธน ้ีเทา น้ัน จติ เปนอนั หน่งึ ตา งหาก แยกแยะกันใหไดด วยสตปิ ญญาของตนจะเปน ผู
พน ภัย
ตายก็ตายไปเถอะ โลกตายกันทั้งนน้ั มันของตายจะใหเที่ยงไดยังไง ถงึ คราว
ตายมันตองตาย ถึงวาระแลว หามไมได แมแ ตพระอรหันตท านกต็ อ งตาย จะผดิ กันที่
ทานตายอยางแบบหายหวง สว นเราหว งทงั้ ๆ ที่ยงั ไมต ายกห็ วงก็หวง เวลาตายไปแลว ก็
ย่งิ หว งยง่ิ หวงไปใหญ เลยเปน ภัยท้งั กองใหญยิง่ กวา ภูเขา ระวงั อยา ใหเ ปนอยางนน้ั เอา
ใหห ายหวงเลย ดังไดเคยพูดเสมอ “กสลุ า ธมมฺ า สรา งใหพ อ ความเฉลียวฉลาดใหเ รา
นน่ั แหละ” “กสุ ลา” เราเอง “กสุ ลา ธมมฺ า อกสุ ลา ธมมฺ า” แนะ ! อกุศลท่ีตรงไหน มันโง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๑
ธรรมะชุด๔เต๙ร๐ยี มพร้อม
๔๓๒
ท่ตี รงไหนใหก ําจดั มนั ออกไปดว ยกศุ ลคือความฉลาด ไดแ กส ติปญญาของเราเอง น่ี
แหละที่ทา นเรยี กวา “สวดกสุ ลาใหต วั เอง” พึ่งตวั เองตอ งทําอยางน้ี พ่งึ คนอน่ื นัน้ เวลา
ตายแลวเท่ยี วกวา นเอาพระมาสวด “กสุ ลา ธมฺมา” ยงุ ไปหมด เฮอ! ไมเ อา
“กสุ ลา ธมมฺ า” ทาํ ความฉลาดใหต วั เองใหมนั พอ รอบคอบทุกส่งิ ทุกอยา งแลว
ไมจําเปน กับอะไร ไมตองยุง เหยิงวนุ วาย ตายอยา ง “สุคโต”
เอาละ แสดงเพยี งเทาน้ี
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๒
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๙ุด๑เตรียมพรอ้ ม’’
ไมม่ ีอะไรตาย๔๓๓
เทศนโปรดคณุ เพาพงา วรรเทธศนนะโ์กปุลรดณคณุ วเดั พปาาพบงาา นวตรารดธนะกุล ณ วดั ป่าบ้านตาด
เม่ือวันที่ ๗ มกราคม พทุ ธศักราเชม่ือ๒ว๕ัน๑ท๙ี่ ๗ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๑๙
ไมมอี ะไรตาย
การประพฤติตัวก็เหมอื นเราเดินทาง ยอ มสําคัญทางผิดวา เปน ทางถูกแลวเดิน
ไป ถาไมหลงกไ็ มเ ดินทางผิด เดินทางที่ถูกเรอื่ ย ๆ ไป ถา ไมห ลงก็ไมท าํ ผดิ ไมพูดผิด
ไมคิดผิด ไมถ อื ผิด ผลกไ็ มเ ปนพษิ เปน ภยั แกตัวเอง
การหลงทางก็เปนโทษอันหนงึ่ ที่ทําใหเสียเวลํ่าเวลาและเหนือ่ ยเปลา ๆ การทาํ
ผิด การพูดผดิ คดิ ผิด กท็ ําใหทง้ั เสียเวลา ท้งั เปน โทษทกุ ขเ กดิ ข้ึนแกต วั น่ีคอื ผลท่เี กิด
ขนึ้ จากการทาํ ผดิ พูดผิด คิดผิด ของผูป ระพฤติตามอารมณใ จชอบ
พระพุทธเจา ทรงสอนเพอ่ื ใหท ราบวา ใจเรามักมคี วามเหน็ ผิดอยูเสมอ ให
พยายามแกส ่ิงทผี่ ิดอยภู ายในใจ ทจี่ ะระบายออกทางกาย วาจา ทางใจ ใหเ ปน ความผดิ
นั้น กลับใหเปน ความถูกตอ งดีงามอยเู สมอ ใหพ ยายามแกสิ่งท่ผี ดิ อยภู ายในจติ ผลจะ
ถงึ “สมหวัง” เพราะเหตุทถี่ ูกตองผลยอ มดีเสมอไป ถา เหตผุ ิดผลนั้นจะลบลางเหตุไม
ได คือจะปด กัน้ ไวไ มอ ยู ตอ งแสดงเปนความทุกขรอ นตา ง ๆ ออกมา
คาํ วา “ความหลง” น้ี เมอ่ื นบั จาํ นวนคนหลงจะมีเทาไร คนท่ีรจู ะมีเทาใด ถา จะ
เทยี บกับ “คนร”ู วา มีเทา ใดน้ัน กเ็ หมอื นกับเอาฝา มือหยอนลงไปในแมน ํ้ามหาสมุทรฝา
มอื กวา งขนาดไหน แมนํา้ มหาสมุทรกวา งขนาดไหน เมอ่ื เทยี บกันแลวตา งกนั ยง่ิ กวา “ฟา
กบั นาํ้ ” ซงึ่ นา ใจหายใจคว่าํ ทเี ดียว
สัตวโลกทล่ี ุมหลงอยูใ น “วฏั สงสาร” นม้ี จี ํานวนมากเพียงไร ในแมน าํ้
มหาสมุทรยงั แคบ เพราะสตั วโลกทีต่ กอยูในหว งแหง ความลมุ หลงน้นั มีถึง “สามโลก”
ดวยกนั ฉะนั้นมหาสมุทรจึงแคบนดิ เดยี ว จะพูดกนั เพยี งวา ผรู ูมจี าํ นวนนอย ผูทีห่ ลงมี
จํานวนมากมาย
คาํ วา “ความหลง” เพยี งคาํ เดียวเทา น้มี นั ถกู กับทุกรูปทกุ นาม บรรดาสตั วส งั ขาร
ทมี่ วี ญิ ญาณครองกระเทือนไปทว่ั โลกธาตุ รวมแลว ทง้ั สามโลกธาตุ เปน ที่อยูแหง ปวง
สตั วท่ลี มุ หลงทงั้ นั้น ผูทีร่ ูจริง ๆ ไมมีอยูใ นโลกทง้ั สามเลย ไปนพิ พานกนั หมด
สตั วโ ลกทอ่ี ยดู วยความลุมหลงไมวา ทานวาเรามจี ํานวนมาก เพียงแตเราไมอ าจ
จะนบั ได ทั้ง ๆ ท่มี ีรูปรางมองเห็นกนั ดวย “ตาเน้ือ” ท้งั ทีไ่ มมองเห็นดว ยตาเนอื้ กอ็ ยู
ในอาํ นาจแหง ความหลงทคี่ รอบงาํ ไว และผทู ่จี ะมาแนะนาํ ส่งั สอน ใหอ บุ ายวธิ กี ารแก
ความหลงนก้ี ม็ นี อ ยมาก
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๔ช๙๔ดุ ๓เ๓ต๓รยี มพรอ้ ม’’
๔๓๔
ครัง้ แรกกม็ ีพระพุทธเจาทรงเปน ผลู ุมหลงกอนหนา ตรัสรู เม่อื ตรสั รธู รรมเปน
ความรูแจมแจง ขึ้นมา ก็ทรงนาํ “ธรรม” มาสอนเพ่ือแกค วามหลง และแสดงใหเ ห็นโทษ
ของความหลง ใหเหน็ คุณคาแหง ความรู โดยแสดงทั้งเหตุทัง้ ผล ท้งั ฝา ยดฝี ายชั่ว จน
กระทงั่ ประชาชนท่มี งุ หวงั ตอความรูความฉลาด เพือ่ ความหลดุ พน จากทกุ ขอยา งเตม็ ใจ
อยูแ ลว ไดยินไดฟงก็เกิดความเชอื่ ความเลือ่ มใส ประพฤติปฏบิ ัตติ าม “ธรรม” ทาน จึง
กลายเปน “ผูรู” ขน้ึ มาโดยลาํ ดบั ลาํ ดา ทเ่ี ราใหน ามวา “สาวกอรหนั ต” เปน ลําดบั มา
และทานเหลานน้ั ได “ปรนิ พิ พาน” ไปเรื่อย ๆ หรือลวงเลยไปเปนลาํ ดบั ความมดื มดิ
ปดตาของโลกกย็ ิง่ มกี ําลังมากขน้ึ ทง้ั โลกเต็มไปดวยความหลง
ผทู จี่ ะมาชแี้ จงสง่ั สอนใหรูแจง เหน็ จรงิ ในความหลงทั้งหลายเหลาน้ัน กไ็ มคอ ยมี
เสยี แลว โลกนี้จงึ อยูด วยความมืดมิดปด ตากนั ถงึ จะมหี ตู าอนั สวา งอยู กส็ วา งตาม
กระแสของโลกไปเสยี ไมใชสวา งดวยความจรงิ คือรูจริงเห็นจริงดงั พระพทุ ธเจา และ
พระสาวกทานรูเ ห็นมา กเ็ ลยกลายเปน “หหู นาตาเถอ่ื น” ไป
คาํ วา “เถอ่ื น” กค็ อื ปา เถ่ือนหรอื ปลอมนน่ั เอง ตามอี ยกู ็ปลอม หมู ีอยกู ็ปลอม
คือรบั ทราบหรอื ไดยนิ แตส ่ิงที่ “จอมปลอม” เขามาแทรกสงิ ใจสัตวใ หม ดื มิดขน้ึ โดย
ลาํ ดับ เพราะการไดเ หน็ และการไดย ินเปนตน ซ่งึ ลวนแตสงิ่ จอมปลอมหลอกลวงใหลุม
หลงเร่อื ยมา อนั เปนการเสรมิ สรางใหค นปา เถอื่ นมากข้ึน ทุกวนั นี้คนรูข ัน้ “ปญญาชน”
หรอื คนปา เถอ่ื นกนั แน? ทาํ ไมจึงกอ แต “วินาศกรรม” “ฆาตกรรม” แกกนั อยทู ุกแหง ทกุ
หนทั้งท่กี ารศกึ ษาวาเจริญเตม็ ท่ี
ทงั้ น้เี พราะสิ่งทแ่ี สดงออกทงั้ หลายมนั มแี ตส ง่ิ ทใี่ หหลงใหโง เปน ทางอบายมุข
แทบท้ังน้นั จิตกล็ ุมหลงอยา งเตม็ ตวั อยูแลว เมอ่ื สมั ผสั กันกย็ ิ่งเขา กันไดง าย และกลม
กลืนกนั ไดอ ยา งรวดเร็ว ความจริงคืออรรถธรรมจึงแทรกเขาไปไดยาก เพราะฉะนน้ั การ
ประพฤตปิ ฏิบตั ิธรรมและการฟง ธรรมท่เี ปนความดี จงึ รสู กึ ฝน ใจแทบจะลากกันไปไม
ไหว ลากจากสง่ิ ทจ่ี ติ ชอบนน้ั แล ซึง่ สวนมากเปนของเลว คือความโลภ ความโกรธ
ความหลง ราคะตณั หา ซงึ่ มีอยภู ายในจนแทบมองหาใจไมเหน็ ใจมีแตข องปลอมบรรจุ
ไวเ ตม็ เอ๊ียดจนนากลวั ทั้ง ๆ ทต่ี า งคนตางมดี วยกนั ยังอดกลัวไมได ทั้งนี้เพราะมีมาก
ตอมากเหลอื หูเหลือตา ลน หวั ใจแทบหาทเ่ี กบ็ ไมไ ด
สง่ิ ท่ีปลอมกับของปลอมจึงเขา กนั ไดง า ย เชน เดยี วกบั คนชั่วกับคนชว่ั เขากันได
งาย เปนเพ่อื นเปนมติ รสนทิ สนมกนั งาย คนดกี เ็ ขา กบั คนดไี ดงา ย เปน พวกของใครของ
เราไป ขางนอกก็เปน เครือ่ งหลอก ขา งในก็เปน ผูชอบรับสิ่งหลอกลวง จึงเขา กนั ไดอยาง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๔
ธรรมะชุด๔เ๙ต๔รียมพร้อม
๔๓๕
สนทิ ติดจม จนไมส นใจคิดจะถอนหรอื ถอนไมข ึ้น นอกจากจะเช่อื ตายใจกบั ส่ิงนัน้ ๆ
แทบหลบั สนทิ ไปถา ยเดียว
การปฏบิ ตั ติ นเพือ่ แกส ิง่ จอมปลอมทั้งหลายที่เคยเปน “นาย” บนหวั ใจมานาน
ออกจากใจ จงึ ตอ งฝน ปราชญท า นเคยฝนมาตัง้ แตครั้งพระพทุ ธเจา องคไ หน ๆ พาฝน
มาเปนลําดับลาํ ดา เพราะทานเคยถูกผูกถูกมัดถูกทรมานจาก “กเิ ลสวฏั วน” มามากตอ
มากนานแสนนาน จนเห็นภยั และพนภัยดวยการฝน การตอ สู และนํา “ธรรม” ทเ่ี ปนผล
อนั เกดิ จากการตอ สมู าสอนพวกเรา เพ่อื การฝน การตอสูกิเลสทุกประเภท ไมใ หท อ ถอย
ปลอ ยตวั ใหก เิ ลสยํา่ ยเี หมอื นผกั ปลาซ่งึ ขายขี้หนา ชาวพทุ ธ ไมนา ใหอภัยเลย
ผเู หน็ ตนเปนของมีคา มากกวา สิง่ ใด จึงควรนาํ “ธรรมอันลนคา” มาเปนเคร่ือง
ปฏิบัตดิ ําเนนิ ดวยความไมนอนใจ อยางไรกต็ ามขนึ้ ช่ือวา “ความดี” จาํ ตอ งฝนความชั่ว
ของชัว่ อยโู ดยดี ดังพวกเราประพฤติปฏบิ ัตอิ ยเู วลาน้ี ก็คอื ความฝนส่งิ ไมด เี พื่อความดี
ดวยหัวใจชาวพุทธ แมออกมาอยใู นวัดเพอื่ ปฏบิ ตั บิ าํ เพ็ญอยแู ลว ความรสู ึกอันด้งั เดิม
ยอ มมอี ยูภายในใจเสมอ คือความขีเ้ กียจมักงายออ นแอ ความคลอยตามส่งิ เคยคลอย
ตาม ความเชื่อในสง่ิ ท่ีเคยเชอ่ื คอื กิเลสชนิดตา ง ๆ ซงึ่ เปรยี บเหมือนเพลงลกู ทุง ยอ ม
ยังมอี ยใู นใจ
การฝน ส่ิงเหลานี้จงึ เปนความยากลําบากลําบนสําหรับผูปฏบิ ัติ แมจ ะมีความมงุ
มนั่ ตออรรถตอ ธรรมมากเพยี งไร ก็จําตอ งไดฝนสิ่งทเ่ี ปน ขวากเปนหนามอยภู ายในใจ
เราอยโู ดยดี กระท่ังไมมเี หลอื อยูในใจเลยน่ันแล จงึ หาอะไรมาขวางหนา ไมได
การปฏิบตั ธิ รรมเปนของยาก ของลาํ บากมาแตก าลไหน ๆ ก็เพือ่ เบกิ ทางทถ่ี ูก
กิเลสปดบงั ใหเ ห็นเหตุเห็นผล เห็นตน เห็นปลาย ของอรรถของธรรมภายในใจ จนกวา
จะปรากฏผลขน้ึ มาเปน เครอ่ื งสนับสนนุ จติ ใจใหม กี ําลัง ความเชื่อความเลื่อมใส ความ
พากเพียร ความอตุ สา หพ ยายามขึ้นโดยลาํ ดบั จากนน้ั กค็ อ ยสะดวกสบาย ถึงจะยาก
ลาํ บาก ผลที่พึงใจเปนขั้น ๆ กป็ รากฏอยภู ายในใจแลว แมจะมีการฝน อยูบ างกฝ็ น ดว ย
ความพอใจ ทจ่ี ะเพิม่ พนู ความสงบสุขทต่ี นมีอยแู ลว ใหมีกําลงั และความสวา งไสวย่งิ ขึน้
ขอ สาํ คญั ก็คอื ความเหน็ โทษแหงความเปนอยูดวยความหลง ความเพลดิ เพลิน
เลือ่ นลอยบังอยูด ว ยความหลง คือความประมาทนอนใจ ไมม สี ตปิ ญ ญาคดิ ประโยชนใ ส
ตน ยนื อยดู ว ยความหลง นอนอยดู ว ยความหลง เดินไปดวยความหลง ในอริ ิยาบถทงั้ สี่
เปนไปดวยความหลง ความใฝฝนลม ๆ แลง ๆ การมาเกดิ ก็มาดว ยความหลง มาอยใู น
โลกกม็ าอยดู ว ยความหลง จะไปขา งหนาภพหนากไ็ ปดวยความหลง ความเห็นโทษส่งิ
เหลา น้ียอ มเปน เครอ่ื งเตือนใจตนไดด เี พ่ือไมใหป ระมาทนอนใจ ใชปญญาพิจารณา
ใครค รวญอยูเสมอ จะมีทางเหน็ โทษส่งิ เหลา นีข้ ้นึ เร่ือย ๆ อันเปน หนทางใหเกิดความ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรรม๔๔ช๙๓ุด๕๕เตรยี มพร้อม’’
๔๓๖
อตุ สา หพ ยายามพจิ ารณาแยกแยะสง่ิ เหลา นอ้ี อกจากใจ พอมีทางเล็ดลอดไปไดตาม
กาํ ลงั ความสามารถ
อยางไรกอ็ ยาลมื คําวา “พุทธฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ” จะอยใู นสภาพใดอิรยิ าบถใดก็
ตาม ใหระลึกถงึ ทานเสมอ ท้งั ฝา ยเหตฝุ ายผลท่ีพระองคไดทรงดาํ เนินมากอ นแลว และ
ทรงไดรับผลเปน ทพี่ อพระทัยมาแลว จึงทรงนํามาประกาศสอนโลกทงั้ หลาย วาพระ
พทุ ธเจาทรงดาํ เนินอยางไร ความทกุ ขค วามลาํ บากก็ไมม ใี ครจะเกินพระพุทธเจาไปได
เพื่อความรคู วามเหน็ ในธรรมท้ังหลาย จนทรงรูแ จง เห็นชัด ไมมสี ่งิ ใดปดบงั ล้ลี ับ นํา
ธรรมท่ีเปดเผยในพระทัยนั้นมาสัง่ สอนโลกเพอื่ ไดท าํ ตามพระองค ทเี่ รียกวา “ตาม
เสด็จ”
“ธมมฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ” ไมมอี ันใดจะประเสรฐิ เลิศยง่ิ กวา “ธรรม” ในบรรดาโลก
ทัง้ สาม คอื กามโลก รูปโลก อรปู โลก ธรรมเปนธรรมชาติประเสริฐสุด ทีค่ วรยดึ ถอื เปน
สรณะทง้ั ฝา ยเหตแุ ละฝา ยผล ไมมที างปลีกและเปนอยางอ่ืน นอกจากนาํ ผปู ฏบิ ตั ใิ หถ งึ
แดนแหง ความเกษมโดยถายเดียว สมนามวา “ธรรมเปนของประเสริฐ” ทั้งโดยสมมุติ
และโดยหลกั ธรรมชาติ
ดงั นน้ั การปฏบิ ตั ติ นตามธรรมแมจ ะยากลาํ บากเพยี งไร กค็ วรถอื วา นค้ี อื งานอนั
ประเสริฐเพอื่ ความพนจากกองทุกข ไมใ ชงานเพ่ือความลม จมฉิบหาย อยา ถอื เอาความ
กลัวตายเพราะความพากเพียรมาเปน ใหญ จะมากีดขวางทางเดินเพอื่ ความหลุดพน
แลว กา วไมอ อก เพราะกลัวลําบาก กลัวแตจะตาย เพราะความออนแอฉุดลากใหเ ปน ไป
“สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ ใหร ะลึกถงึ พระสงฆส าวกทาน ทานเปนคนเหมือนกนั กับ
เรา ออกมาจากตระกลู ตา ง ๆ เวลาออกมาทานก็เปน เหมือนเรา ๆ ทาน ๆ นแ้ี ล เมื่อมา
บวชเปนพระแลว กค็ อื คนเปนพระน่นั เอง แตทานอุตสา หพ ยายามดําเนินอยางไรบา ง
จึงไดเปน “สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ าม”ิ ของพวกเรา ทา นกเ็ ปนคนเหมอื นกัน ทาํ ไมทา นเลศิ
ทา นประเสรฐิ ย่ิงกวา เรา เรายดึ นี้เปนหลัก หากวาทานไมม ีความอุตสา หพยายามฝา ฝน
อยางจริงจงั ทา นจะเปน ผูว ิเศษวิโสและเปน สรณะของโลกไดอ ยา งไร ขอใหย ดึ ทานเปน
หลกั ใจจะไดมีกาํ ลังใจ เวลากเิ ลสตวั ขเ้ี กยี จออ นแอ ตัวข้ีสงสยั ตัวตาํ หนิตนวา “บญุ นอ ย
วาสนานอ ย” ไมม ีความเพยี รเกิดข้นึ เพราะ “สรณะทั้งสาม” เปนเคร่ืองประกนั มรรคผล
นพิ พานอยา งม่ันใจอยแู ลว
จะเอาความตายเขา มาฝง ไวในใจทงั้ ๆ ทีใ่ จนัน้ คอื ความรไู มเคยตายเลย ทําไม
จึงเอาความตายเขาไปฝง ไวใ นหัวใจเรา เอาปาชา ไปทับถมใจเราซ่งึ ไมเคยตายทําไม?น่ัน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๖
ธรรมะชุด๔เ๙ต๖รียมพรอ้ ม
๔๓๗
เปน ความเห็นผิดอยางย่งิ จะทาํ อะไรกลวั แตจ ะตาย ไมท ราบวา “ความตาย” มคี วาม
หมายกวางแคบขนาดไหน อะไรเปน ผตู าย?
ใจเคยเปน อยางน้ี ไมเ คยตายแตไ หนแตไรมา เปนแตเพียงเปลยี่ นรปู เปลย่ี น
รา ง เปล่ยี นสถานขั้นภูมกิ าํ เนดิ ไปตามบญุ ตามกรรมเทานน้ั ทีโ่ ลกวา “เกิด” วา “ตาย”
แตก ค็ อื เวลาตายแลว กไ็ ปถอื “ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณ” “วญิ ญาณ” เกดิ ใหมเ รอื่ ย ๆ สูง ๆ ต่ํา
ๆ ลมุ ๆ ดอน ๆ ตามยถากรรม หรอื ตามบญุ ตามกรรมท่ตี นไดสรางสมอบรม อบรม
มามากนอ ยนน่ั เอง สว นใจไมเ คยตาย จึงไมค วรเอาความตายไปผูกมดั จิตใจ
พดู งา ย ๆ ไมต องเอา “ความตาย” ไปแขวนคอหัวใจ จะเปนการสรางอุปสรรค
สรา งความทอถอย ความออ นแอ หมดความพากเพียรใหแกต น แทนท่ีจะผานไปได แต
ความกลัวตายไปกีดก้ันทางเดินเสยี กไ็ ปไมได ส่ิงไมมีอยาไปหาเรือ่ งใสใหมขี น้ึ มนั เกดิ
โทษแกตนเอง
คาํ วา “ส่ิงไมม ี” คืออะไร? คือความตายนน่ั แหละไมม ีอยใู น “จิต” จิตเปน ธรรม
ชาตไิ มต าย แมมกี เิ ลสตณั หาอาสวะปกคลมุ อยมู ากนอยก็ตาม จติ เปน ผูทนทานตอ สง่ิ
เหลาน้เี รือ่ ยมา ทกุ ขก ็ยอมรับวา ทุกข แตไ มย อมฉิบหายสลายตัวไปเพราะถูกทกุ ขท ั้ง
หลายบบี คนั้ ทาํ ลายเลย เปน ความรูอยูเชนนน้ั เปน จติ อยเู ชน นน้ั แมจะตกนรกอเวจกี ไ็ ม
ตาย หากทนทุกขท รมานไปตามความหนกั เบาแหงกรรมทีต่ นทํามาเทา น้นั จึงไมมีอะไร
ในโลกจะเหนียวแนน ทนทานเหมอื นใจเลย
มาเปน มนษุ ยเ ปน สตั วเ ปน อะไร กค็ อื จติ ดวงไมตายนี้แลไปเกิดและมาเกิด
เปนเจาของแหง “ภพกาํ เนดิ ” นั้น ๆ ขณะนใี้ จกอ็ ยูในธาตุขนั ธท่เี ราเห็นอยนู ี้ ธาตขุ นั ธ
อนั นเ้ี ปน ของเรา รา งกายน้เี ปน ของเรา จิตมาอาศยั ธาตขุ ันธน ้อี ยูไปช่ัวกาล แลวก็
เปลย่ี นภพเปลย่ี นชาตไิ ปตามความจําเปน ท่ี “วบิ ากกรรม” จะพาใหเ ปนไป
เพราะฉะน้นั การพิจารณาทุกข มีทุกขเวทนาเปน ตน ท่เี กิดขน้ึ ภายในขันธ กก็ ลวั
จะตาย นี่ก็เพราะสรา งขวากสรา งหนามกดี กันทางดําเนนิ ใหเดินเพ่ือความรูจริงเหน็ จรงิ
ในเวทนาไมได ความจรงิ มีอยไู มยอมเดนิ ใหเขาถงึ ความจรงิ เพราะความหลงมันบงั คับ
นัน่ เอง “ความหลงบังคบั ” คืออะไร” กค็ วามกลวั ตายทง้ั ๆ ทค่ี วามตายไมมอี ยูภายใน
จติ แตก ก็ ลวั ตายนแ้ี ล เราเคยเชื่อ “กเิ ลส” ในคาํ วา “ตายๆ ” น้มี านาน จะทําอะไรก็กลัว
แตจะตาย ๆ ธรรมทา นจึงสอนใหรูเขาไปถงึ ตรงนี้ ใหเขา ถงึ ความจริงวา “จติ ไมตาย” น้ี
คือความจริงแท!
ส่งิ เหลา น้ันสลายตัวลงไปตามสภาพของมนั มนั ก็ไมตาย ทุกขเวทนาจะเกดิ ขึ้น
มากนอ ยภายในธาตใุ นขนั ธ ใหก ําหนดพจิ ารณาตามความจรงิ ของมนั เพราะมนั เปน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๗
ภาค ๓ “ธรร๔ม๙ช๗ุดเตรยี มพรอ้ ม’’
๔๓๘
ความจริงแตล ะอยาง ๆ อยูแลว หากไมพ ิจารณาใหเหน็ ตามความเปน จริงแลว จิตเรา
ไมเวน ทจี่ ะหว่นั ไหว ทจ่ี ะเปนทุกขลาํ บากลําบนไปนาน ซึง่ แมป จจบุ ันท่รี างกายจะสลาย
ตัวไปทเ่ี รียกวา “ตาย” นนั้ บางรายถงึ กบั ไมม สี ตปิ ระคองตวั เลย ตายไปแบบ “ไมเ ปน
ทา” ราวกบั สตั วต าย ไมมีสตสิ ตังเอาเลย นี่เพราะความไมไ ดฝ ก หดั ใหรูเร่อื งตา ง ๆ
ทีม่ ีอยรู อบตัว มที กุ ขเวทนาเปน ตน นน่ั เอง
ถาจิตพิจารณาตามธรรม เชื่อพระพุทธเจา กไ็ มค วรจะเอา “ปาชา ” เขา มาตง้ั ภาย
ในจิต ไมค วรจะเอา “ปา ชา ” เอาความกลัวตายไปมดั จติ ซึง่ ไมใ ชผ ูตาย ใหก ลายเปน
ความออ นแอทอ ถอยไปได ซง่ึ เปน การสรา งขวากหนามไวก ดี กน้ั ทางเดนิ ตวั เองใหห า
ทางออกไมได
ความจริงมีอยา งใดใหพ จิ ารณาไปตามความจริง ตามหลักธรรมทา นสอนไว
“เอา ทุกขจ ะเกิดขน้ึ มากนอ ยภายในธาตขุ นั ธ จะหมดท้งั ตวั น้กี ใ็ หท ราบ ทกุ ขน ม้ี ี
อยรู อบตวั แตไ มใ ชจ ติ แมจ ิตจะเปนทกุ ขก็เปนเวทนาอยา งหนงึ่ ตางหาก ไมใ ชจติ เปน
เวทนา ไมใ ชเ วทนาเปน จิต “เวทนา อนจิ จฺ า” “เวทนา อนตฺตา” นัน่ !
ฟงซิ ทานบอกวา เปน “จิต”ไหมละ? แตจติ หลงไปยึดเวทนามาเปน ตนตา งหาก
จึงเปน ทกุ ขไ มมีประมาณจนดบั ไมลง และตายไปกบั ความสาํ คญั วา “เวทนาเปน ตน”
ตนเปน เวทนาอยา งไมรตู วั
“เวทนา อนจิ จฺ า” คืออะไร? มันมีเกดิ ข้ึน มีตั้งอยู มีดับ มีสลายไป นีเ่ ปนอนจิ ฺจา
หรืออนิจฺจํ “เวทนา อนตฺตา” มันเปน สภาพอันหนง่ึ ที่ปรากฏตัวข้นึ มาเทานัน้ โดยมนั
เองก็ไมไดส ําคัญวา ตนเปนอนตตฺ า หรอื อตตฺ า หรือเปนอะไร แตเปนความปรากฏขึน้
แหงสภาพธรรมอนั หน่ึงเทา น้นั
ใหจติ ผูเปน “นักรู” อยตู ลอดเวลาไดรูสิ่งนี้ตามความเปน จริงของมนั ไมใ ชสิ่ง
เหลานจี้ ะมาประหารจติ ใหฉ บิ หาย จงึ ไมเ ปนสิ่งนากลวั แตเ ปน สิง่ ทจ่ี ะพิจารณาใหรู ท่ี
ทา นเห็นความจรงิ ของทกุ ขเวทนาทีม่ าปรากฏตัวนัน้ ทานรทู านเหน็ อยา งทีอ่ ธิบายมา
“สญั ญา” กห็ ลอกวา “อนั น้ันเปนเรา อนั นเ้ี ปน ของเรา” “อนั นที้ ุกขม ากข้นึ แลว
น”่ี “ทุกขม ากอยา งน”ี้ “เดย๋ี วตายนะถาไมห ยดุ ภาวนา” มันหลอกจงทราบไว “สัญญา”
นัน้ ก็เกดิ มาจาก “จติ ” นน่ั แหละ เปน อาการของจติ แตกลับมาหลอกจติ ใหเ อนเอียง
ใหห วั่นไหวไปได ถา จิตไมม ีปญญาไมมีสติ ไมทราบความจริงของสัญญาวา “อนจิ จฺ า
อนตตฺ า”
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๘
ธรรมะชุด๔เ๙ตร๘ียมพร้อม
๔๓๙
ความจรงิ “สญฺ า อนิจฺจา” จะมาทาํ ลายจติ ใจเราไดอ ยา งไร? “สญฺ า อนตฺ
ตา”มนั ก็เปนสภาพอันหน่งึ เชนเดยี วกับขันธทั้งหลาย ไมม ีอะไรผดิ กัน “รูป อนตตฺ า”
นั่นฟง ซิ รูป มันก็เปน อนตตฺ า จะอาศัยมนั ไดท่ไี หน จะวาเปน “เรา” เปน “ของเรา” ได
ทไ่ี หน เปน ความจรงิ อันหนง่ึ เทา นน้ั !
จงอยาฝนความจริง อยาไปแยงความจริงของเขา ความจรงิ จงหาเอาดว ย “สติ
ปญญา” ของเราเอง จะไมยงุ ไมแยงเขา จะสบายใจหายหว งไมมบี วงผูกมดั จิตใจตอ ไป
รูปมันก็ “สักแตวา” รูปแหงธาตขุ นั ธ เวทนาก็ “สกั แตว า ” เวทนา ไมใ ชเ ราไม
ใชของเรา เราจะไปควาเอามาทบั ถมจิตใจใหเกิดความเดอื ดรอ นไปทาํ ไม เพราะเวทนา
นน้ั กเ็ ปน ของรอ นอยแู ลว แบกหามเขามาเผาตนทําไม ถาเปน ความฉลาดแลวจะไมเ ขา
ไปยดึ ไมเขาไปแบกหาม จะตองพจิ ารณาตามความจรงิ ของมนั ทกุ ขเวทนาขนาดไหนก็
รูตามความจรงิ ของมนั ดว ยสตปิ ญญา เพราะจิตเปน นกั รู ไมมถี อยเรอ่ื งรู ๆ ๆ รอู ยูกบั
จติ
ขอใหส ง เสรมิ สติ เปน ผคู อยกาํ กบั ใหด เี ถดิ แมขณะทีจ่ ติ จะดบั ก็จะไมเ ผลอ
เพราะสติกาํ กับจิต จิตทาํ หนาทร่ี ูความหมายตาง ๆ แตการพจิ ารณาแยกแยะตา ง ๆ
เปนเร่ืองของ “ปญ ญา” แยกแยะใหเหน็ เปน ตามความจริง จะไดช อ่ื วา “เปนผฉู ลาดใน
การเรยี นเรอ่ื งของตัว” ตามหลักศาสนาทใ่ี หเรยี นรตู วั เองเปน สําคัญ
คาํ วา “โลกวทิ ”ู ถาไมรแู จงเห็นจรงิ ในโลกในขนั ธนี่ จะหมายถงึ “โลกวทิ ู” แหง
โลกใด ? น้เี ปนอันดบั แรกทเี ดียว พระพุทธเจา ทรงรูและสัง่ สอนไว คาํ วา “โลกวทิ ู” “รู
แจงโลก” รูแจงโลกของพระพุทธเจา กต็ อ งรูแจง ธาตุแจงขันธ และรูพรอ มทัง้ ละกิเลส
ตณั หาอาสวะนโี้ ดยส้ินเชงิ กอน แลว จึงไปรสู ภาพแหงโลกทัว่ ๆ ไปทเี่ รียกวา
“โลกวิท”ู รูแจงโลกทวั่ ไป
คณุ สมบตั ขิ องสาวกในบทนกี้ ็มไี ดเ หมอื นกนั ที่เปน “โลกวิทู” คอื รแู จง โลกใน
ธาตใุ นขนั ธโดยรอบขอบชิด พรอ มทง้ั ละกิเลสทัง้ มวล แลว ยังมี “ญาณ” หยง่ั ทราบ
สภาพท้งั หลายตามกําลงั แหง นิสัยวาสนาของแตละองค สว น “โลกวทิ ู” ซึ่งเปน “อตั
สมบัต”ิ ไดแกร เู ทา ปลอยวางอปุ าทานในขันธและกเิ ลสทั้งปวงน้ัน สาวกมีไดด วยกนั ทุก
องคบรรดาทเี่ ปน อรหันต สว น “โลกวทิ ู” เก่ียวกับความหยั่งทราบเหตุการณ ตลอดรู
อปุ นสิ ัยของโลกในแงต าง ๆ น้นั มกี วางแคบตา งกัน
จิตเปน รากเปนฐานสาํ คญั ภายในตวั เรา ทําไมจงึ ไปหลงไปงมงาย ไปจบั นัน้ ควา
นี้เอาสิ่งนน้ั ๆ มาเผาตน เอาสิง่ น้ีมาเผาตน ไมมคี วามเขด็ หลาบ? ทกุ ขอ ยกู บั ทกุ ขมนั
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๓๙
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๙ดุ ๙เตรยี มพร้อม’’
๔๔๐
ไมมคี วามหมายอะไร เชน เดยี วกับไฟมนั แสดงเปลวสูงจรดฟา ถา เราไมไ ปเกย่ี วขอ ง
กบั ไฟ หรอื ถอยตวั ออกใหห า งไฟ ไฟกเ็ ผาไมไ ด ก็ “สกั แตว า ” สง เปลวอยเู ทานนั้ ไม
สามารถยังความรุมรอนมาสูตัวเราได แตถ าเราเขา ไปเกี่ยวของกบั ไฟ ไฟก็เผาไหมไ ด
ทกุ ขเวทนากเ็ หมือนกนั มันเปนความจรงิ อันหนงึ่ ของมนั ที่แสดงอยูภายในรา งกายของ
เรา เม่อื จิตเราก็รดู ว ยสตปิ ญญา พิจารณาสงิ่ เหลานใ้ี หเ หน็ ตามความเปนจรงิ อยูแลว
สภาพความรอนทเี่ ปน ธรรมชาตขิ องเวทนานั้น ก็ไมส ามารถจะแผดเผาจิตใจเราใหรอ น
ไปตามได นช่ี อ่ื วา “เรยี นธรรม คือทกุ ขเวทนาในขันธ” ใหซ าบซงึ้ ดวยปญญาแลวปลอ ย
วาง
เวทนากเ็ ปน ธรรม สัญญาก็เปนธรรม สังขารก็เปนธรรม วญิ ญาณก็เปน ธรรม
รูปกายนีก้ ็เปนธรรม ถาเราเปน ธรรมสงิ่ เหลานี้กเ็ ปน ธรรมหมด ถาเราเปน “ผหู ลง”เปน
“อธรรมโง” สง่ิ เหลา นก้ี เ็ ปน ขา ศกึ ตอ เราได ตามหลักธรรมของพระพุทธเจา เปน อยาง
น้ี
เราจะเชอ่ื กิเลสตัณหาอาสวะ หรอื จะเช่ือพระพุทธเจา? ถา เชอ่ื กเิ ลสตณั หากย็ ดึ
ถอื วา อนั น้ี ๆ เปน ตวั ตนหมด รูปก็เปนตน เวทนาก็เปนตน สญั ญาเปนตน สังขารเปน
ตน วิญญาณเปน ตน อะไร ๆ เปน ตน ท่วั โลกสงสารเปนตนเปน ของตนหมดสน้ิ พอสงิ่
เหลานนั้ เปลยี่ นแปลงยกั ยายไปหนอยใจหายไปเลย เปน ทุกขข น้ึ มาแบบไมม ีสตสิ ตงั
ประคองตัว ฉะนั้นเคร่อื งกอกวนเคร่อื งทาํ ลายจึงเกดิ ข้ึนจากความสาํ คญั ของจติ ดว ย
ความลมุ หลงวาอันน้ันเปน เรา อนั นเ้ี ปน ของเรา อะไร ๆ เปลี่ยนแปลงไปเล็ก ๆ นอ ย ๆ
จงึ เปนเหมอื นสิง่ นั้นมาฟน หวั ใจเราใหข าดสะบั้นไปดวยกัน เปน ทกุ ขด ว ยกนั ไปหมดหา
ทปี่ ลงวางไมไ ด
ธรรมท่ีพระพทุ ธเจาทรงสั่งสอนไมเปนเชน น้นั กลบั ทวนกระแสโลกที่ยดึ ถอื
กนั !เชน “รูป อนิจฺจํ รปู อนตฺตา” วา “นี้เปน อนิจจฺ ํ เปนของไมเที่ยง” พอเราจะอาศัย
ไดบ า งเทา น้ัน “อนตฺตา” ไมใชเรา ไมใชของเรา” ทรงสอนใหทราบวา “ไมใ ชข องใครท้งั
นัน้ ” ! เปนแตสภาพของสว นตาง ๆ ทรี่ วมกันอยูตามธรรมชาติของเขาเทา นั้น” เวทนา
กเ็ ชน เดยี วกัน เปน ธรรมชาติกลาง ๆ ถาเราไมไปหลงเสยี เทานน้ั ก็ไมเกิดปญ หายุง ยาก
สงั ขาร วญิ ญาณ กเ็ หมือนกัน เปนธรรมกลาง ๆ ขอใหพจิ ารณาใหเ หน็ ตามความเปน
จรงิ จิตก็เปน กลางได เม่อื จิตเปนกลางจติ ก็เปนความจริงขนึ้ มา เมื่อจิตเปนความจริง
ส่ิงนั้นก็เปนความจรงิ เพราะสิ่งเหลา นนั้ เปนความจรงิ มาแลว แตด ้งั เดมิ เปนเพียงใจ
หลงไปสาํ คญั มน่ั หมายเทา นน้ั เหลา นี้คือหลกั ธรรมท่ีสอนใหร ทู กุ สิง่ จนปลอ ยวางได ใจ
ก็เปนกลาง คือเห็นตามความจริง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๐
ธรรมะชุด๕เ๐ต๐รยี มพร้อม
๔๔๑
“ความตายตามโมหะนยิ ม” นัน้ ตัดออก อยา ใหเ ขาไปแทรกสิงในจติ ได จะกลาย
เปนความทอ ถอยออนแอและลม ละลายไปได เพราะคําวา “ความตาย” นัน้ เปนสิง่
จอมปลอม เปน กเิ ลสเสกสรรหลอกลวงเรามาเปน เวลานาน ทั้ง ๆ ท่ีจติ ไมต ายตาม
ความเสกสรรของกิเลสนั่นเลย แลว จะกลวั ตายไปทาํ ไม ถา พจิ ารณาตามหลกั ธรรมดว ย
ความเชอ่ื ธรรมแลว จะกลวั ตายไปหาอะไร อะไรตาย? ไมม อี ะไรตาย!
จิตกเ็ ปน จิต และเคยเปนจิตมาแตด้งั เดิม ไปกอ ภพกอชาตทิ ีไ่ หนก็มแี ตเปล่ยี น
รางไปตาม “กรรมวบิ าก” เทา นัน้ สว นจติ ไมตายน่ี หลกั เดิมเปนมาอยา งนี้
ทนี เ้ี วลาพจิ ารณาเวทนา เพือ่ ความเขา ใจความจริงของมนั ทําไมจิตจะตาย! และ
ทาํ ไมเราถงึ กลวั ตาย อะไรตาย? คน หาความตาย ใหเ หน็ ชดั เจนลงดว ยความจรงิ โดยทาง
ปญญาดซู ี เม่ือทราบประจักษใจแลวจะไมก ลัวตาย เพราะความตายไมม ีในจิต มีแต
ความเสกสรรปน ยอลม ๆ แลง ๆ เทา นนั้
ตามโลกสมมตุ ิ กไ็ ดแก “อวิชชา” ความรูแ บบงู ๆ ปลา ๆ นั่นแหละพาใหโลก
เปนอยางน้ี พาโลกใหตั้งชอ่ื ตัง้ นามกนั วา “เกิด” วา “ตาย” อยา งน้ี ความจริงแลว ไมมี
อะไรตาย เมื่อพิจารณาใหถ ึงความจริงทุกสง่ิ ทกุ อยางแลวจะไดค วามขน้ึ มาเองวา ตาง
อนั ตางจรงิ ตา งอันตา งอยู ไมมีอะไรตาย จติ ยิ่งเดน ยิ่งรชู ัดภายในตัวขน้ึ มา ลงไดเ หน็ ชัด
ขึ้นมาวา “ท่เี คยเขาใจวา จติ ตายนนั้ เปน จิตโงที่สดุ ” ในขณะเดียวกันก็เปน จิตทีฉ่ ลาดพอ
ตวั แลว จงึ สามารถรคู วามจรงิ อยางถงึ ฐาน
เมอ่ื จิตไมต ายและไมกลัวตายแลว ก็สนุกที่จะพิจารณาตัวเองละซิ อะไรจะเปน
ข้นึ มาหนักเบากส็ นกุ เพลนิ ทีจ่ ะพจิ ารณาใหเหน็ เหตเุ ห็นผลโดยถายเดยี วไมสะทก
สะทา น เพราะจิตไมอ น้ั กับการรสู ่งิ ทั้งหลายท่เี ก่ียวของกับตน รอู ยตู ลอดเวลา ขอให
พยายาม บาํ รุง “สติ” รักษาสติใหด ี บาํ รุง “ปญญา” ใหม ีกาํ ลังแกก ลาสามารถ จะรูทุก
ระยะจนขณะท่ีขาดจากกนั ระหวา งขนั ธก ับจิต คอื จะตายตามโลกสมมตุ ิน่ันแหละ จน
กระทง่ั ขาดจากกนั เปนวาระสุดทา ย ระหวา งขันธก บั จิตแยกจากกัน
นค้ี อื รชู นิดหน่ึง ซึง่ ทาํ หนา ทใ่ี นเวลาตายตามสมมุติ
ทีน้ีรอู กี ชนดิ หนึง่ คอื รขู ณะกเิ ลสทง้ั มวลขาดกระเดน็ ออกจากใจ ดวยอาํ นาจ
ของสตปิ ญ ญา ไมม ีอะไรเหลอื อยูภายในใจเลย นก่ี ็รู รูทุกระยะ จติ ไมเคยลดละความรู
รทู ุกระยะทุกเวลา “อกาลโิ ก” แลว จิตจะตายไปไหนเลา จะเสกสรรใหจติ เปน อะไรไป
จากเดิม จะไปจบั ไปยัดจิตใหเ ปนปา ชา ข้ึนเหมือนส่งิ ทั้งหลายนน่ั เหรอ จติ ไมใชปา ชา
จิตเปน “อมต”ํ ทง้ั ท่ียังมกี ิเลสและส้ินกิเลสแลว ฉะนัน้ จงเอาจติ พิจารณาสภาวธรรม
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๑
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๐๑ดุ เตรียมพรอ้ ม’’
๔๔๒
ทง้ั ปวงมีขันธเ ปนตน ใหช ัดเจน จะไดเ ห็นความอศั จรรยข้นึ มาในวงการพิจารณาอยใู น
ขนั ธใ นธาตอุ นั นแ้ี ล
จะเปน ขนั ธใ ดก็ตาม ถาไดจ อสติปญญาลงไปจะเหน็ ชดั เฉพาะอยางยง่ิ
ทุกขเวทนาในเวลาเกิดขนึ้ มาก ๆ หรอื ในวาระสุดทา ย ใหจติ ฝกซอมไวเสยี แตบัดน้ี อยา
ใหเสยี ทาเสียทขี องการปฏิบตั ิธรรม เพราะการปฏิบัติ ไมใชป ฏบิ ตั เิ พ่อื แพขา ศกึ ปฏิบตั ิ
เพอ่ื ชัยชนะ ปฏบิ ตั เิ พือ่ ความเห็นจริง เพือ่ ปลอ ยวาง เพื่ออยเู หนือสิ่งเหลา นั้น ไมใหกด
ขี่บังคับใจไดอีกตอไป มีแตความเปนอสิ ระเตม็ ตวั
ใจจะเปน อสิ ระไดด ว ยเหตใุ ด? กด็ ว ยสติ ดว ยปญญา ดว ยการพินจิ พจิ ารณาไม
ลดละทอ ถอย เปน กับตายขอใหเ ห็นความจรงิ เทา นน้ั ก็เปน ท่อี บอนุ ใจ เปนก็เปน ตายก็
ตาย นี่เปนคติธรรมดา ไมจาํ เปน ตองไปกน้ั กางหวงหา ม เพราะเปนหลักธรรมชาติ
ธรรมดา แมก ั้นกางหวงหา มก็ไมอ ยใู นอํานาจ นอกจากจะกอความทุกขขึ้นมา เมอื่ ส่ิงน้นั
ไมเ ปนไปตามใจหวังเทานนั้ เพราะฉะนั้นสงิ่ ใดทเ่ี ปน ไปตามความจรงิ ใหป ลอ ยไปตาม
ความจริง อยากีดขวางความจรงิ ใหเกดิ ทุกข อยา ไปปลูกบา นปลกู เรอื นขวางถนนหลวง
จะถูกปรับไหมใสโ ทษ คติธรรมดานี้มีอํานาจยง่ิ กวา ถนนหลวงเสียอกี
คติธรรมดา คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตตฺ า ทเ่ี ตม็ อยใู นธาตใุ นขนั ธ จงพจิ ารณาให
เหน็ ตามเปนจริง ปลอยวางลงตามลําดับ เราจะมีความสขุ ความสบายหายหว ง หายหลง
ใหลใฝฝ น อนั เปนการรบกวนตวั เองอยูไมหยดุ
มีกิเลสเทาน้ันเปน เคร่อื งหลอกลง เปนเคร่ืองใหทุกขแกส ตั วโ ลก ถา แกก เิ ลส
ดวยสติปญญาใหสิ้นซากไปแลว จะหมดหวงหมดใยท้งั ภายในภายนอก ความสวา ง
ไสวจะเกิดข้นึ ภายในจิตใจ ใจทง้ั ดวงทีแ่ สนกลวั ตายก็หมดความกลัว และจะมาเหน็ โทษ
ตวั เองและตาํ หนิตนเองวา “โอย ” ความกลวั ตายมาตั้งแตวนั เกดิ เปน เวลาหลายป นบั
แตจําความไดจ นกระท่ังบัดน้ี โกหกเราทั้งเพ! เราโงช ะมัด แมจะมีผูม าจัดเขาในประเภท
สัตวท ่กี ลวั ตายดว ยกนั กย็ ังได ดว ยใจเปน “นักธรรม” และ “นกั กีฬา” ไมมีอะไรจะถือสา
ถอื โกรธเลย!
เพราะเมื่อคน ดแู ลว ความตายไมม ี มีแตความจริงเต็มตัว ฉะนน้ั จงพิจารณาอยา ง
นแ้ี หละ คือ “นักรบ” ตองสจู นไดชยั ชนะ ถา “นกั หลบ” แลว มีแตห ลบ ๆ ซอ น ๆ หลบ
ๆ หลีก ๆ จะเอาความจริงที่ไหนเอาไมได เวลาทุกขเ กิดขึน้ มากนอยก็มีแตความกระวน
กระวาย ความกระวนกระวายกไ็ มมีใครชวยได ใครจะชวยได ถาเราไมชวยตัวเราเองไม
มีใครจะชวยไดเลย มแี ตสติปญญาเทาน้ันที่จะชว ยใหค วามกระจางตามความจริง ความ
กระวนกระวายน้ีกห็ ายไปเอง ใจสงบไดอยา งอัศจรรย กระท่ังวาระสุดทา ยที่ลมหายใจจะ
ขาดไป กไ็ มม ีสะทกสะทา นเลย นแี้ ลคือความจริง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๒
ธรรมะชดุ ๕เ๐ต๒รยี มพร้อม
๔๔๓
ขอใหจริงในใจเถดิ ใจของใครเหมอื นกนั หมด ถาไดรูความจริงอยางเตม็ ใจแลว
เพราะความจรงิ น้เี หมือนกนั เมื่อเขาถงึ ความจริงแลว จิตจะเปนเหมอื นกนั หมด ไมมี
ความสะทกสะทา น เพราะรคู วามจริงแลวตื่นอะไร! ตอนที่ต่ืนก็คอื ตอนท่ียังไมร ูความ
จริงเทา น้ันถึงไดตื่น ตนื่ มากตื่นนอ ยตามความรูม ากรนู อย หรอื หลงมากหลงนอ ยตา ง
กนั ถารูจริงๆ คอื รรู อบตลอดท่ัวถงึ แลว ไมตืน่ เรือ่ งความเปนความตายมนี ํ้าหนักเสมอ
กนั
ธาตทุ ง้ั สน่ี ั้นเอามาจากไหน? กเ็ อามาจากของทม่ี อี ยู คอื ดิน น้ํา ลม ไฟ เปน ของ
มอี ยใู นโลก เม่ือผสมกนั เขาเปน รปู เปน กาย เปนหญิงเปนชาย จิตซ่ึงเปน ของทมี่ อี ยกู ็
เขา อาศยั สิง่ นี้ แลว กย็ ดึ ถอื วา เปน เราเปน ของเรา เวลาสลายไปแลวจะไปไหน? ก็ลงไป
สูธาตุ คอื ดิน นาํ้ ลม ไฟตามเดิม จิตกเ็ ปนจติ จะเปน อะไรไปอกี
ถา จติ บรสิ ทุ ธก์ิ เ็ ปน “ธรรมท้ังแทง ” เทานั้น เราจะใหช ่อื วา “ธรรมทง้ั ดวง” ก็ได
“ธรรมทั้งแทง” กถ็ กู จะเรียกวา “จติ บริสทุ ธิ”์ ก็ได ไมม คี วามสําคญั ใดในการใหช่ือให
นาม ขอใหเ ปนความจริงประจกั ษใ จเทา นัน้ ก็พอ ไมหวิ โหยกับชอื่ กบั นามอะไรอกี เรื่อง
ชอ่ื เร่อื งนามไมจ าํ เปน ข้นั นั้นขั้นรวู าไปเถอะ เหมือนเรารับประทานอิ่มเตม็ ทแ่ี ลว “เวลา
นเ้ี รารับประทานไดขน้ั ไหนนี่?” ไมตอ งไปถามเอาข้นั เอาภูมิ มนั เตม็ พุงแลวกห็ ยดุ เทา
นั้นเองฝนรับประทานไปไดเหรอ ถา ไมอ ยากสืบตอ ประวัตขิ อง “ชชู กพราหมณ” ใหย ืด
ยาวไปอกี การรับประทานเมอื่ ถึงขัน้ พอกับธาตุแลวกร็ ูเ องทําไมจะไมร ู “สนฺทฏิ ฐ ิโก”
พระพุทธเจา ไมท รงผกู ขาดเฉพาะพระองคผูเ ดียว!
คาํ วา “สนฺทฏิ ฐ โิ ก” นี่ พระพุทธเจาไมทรงผูกขาด มอบใหผ ปู ฏบิ ตั ริ เู องเหน็ เอง
ดวยตนเองทง้ั นัน้ ธรรมน้เี ปน “ของกลาง” ผใู ดปฏบิ ตั ผิ ูน ้ันกร็ คู วามจรงิ นแ่ี หละการแก
ความหลงดว ยธรรมมีสติปญญาเปนตน เราจะไปแกกบั สง่ิ ใดไมได เราตอ งแกก ับตัว
เราเอง แมแตก อนเราเต็มไปดวยความลมุ หลง จงพยายามแกต นใหเตม็ ไปดว ยความรู
ในเวลานชี้ าติน้ีอยา นอนใจ จงอยสู บายในทามกลางแหง โลกที่วุน วาย
เอา รางกายน้จี ะเปน ไฟทั้งกองก็ใหเ ปน จติ ทมี่ ีความรรู อบ “ไฟท้ังกอง” น้แี ลว
เปน แตเพียงอยูในทา มกลางแหง กองไฟดว ยความสงบสขุ ของ “เกราะเพชร” คอื สติ
ปญ ญาทท่ี นั กบั เหตกุ ารณน ีแ่ ล
มจี ติ ดวงเดยี วเทา นี้ทเ่ี ปน เหตุสาํ คัญ เพราะสิ่งที่เปน ตวั เหตนุ ม้ี นั ลุมหลง จงึ อยู
ใตบ งั คบั บัญชาของ “วฏั วน” วนไปเวยี นมาดวยการเกิดตายซ้ํา ๆ ซาก ๆ เหมือนมดไต
ขอบกระดง เห็นขอบกระดง เปน ของใหมอยูเรื่อยไป จิตก็เปน “วฏั วน” คือเห็นการเกดิ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๓
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๐ุด๓เตรียมพรอ้ ม’’
๔๔๔
ตายเปน ของใหมอยเู รอื่ ยไป พอเอาส่ิงท่เี ปน พิษเปนภยั ทีอ่ ยใู นดวงใจออกไดห มดดวย
สติปญ ญาแลวแสนสบาย! เปนก็เปน ตายกต็ าย ไมมีความหมายอะไร เรื่องเปนเรื่อง
ตายเปนเร่ืองความเปล่ียนแปลงของธาตุขนั ธเ ทา น้ันเอง จติ ไมไ ดเปล่ยี นแปลงไปดว ย มี
อะไรเปน ทุกขล ะ ? มันแสนสบายอยูท คี่ วามบรสิ ทุ ธ์หิ มดจดน้ีนะ
เพราะฉะน้ันขอใหพากนั พจิ ารณา เอาชยั ชนะภายในจิตใจเราใหได แพก ็เคยแพ
มานานแลวเกิดประโยชนอะไร ผลแหงความแพก ็มแี ตความทุกขค วามลาํ บาก ผลท่ีเกิด
จากชยั ชนะจะเปน อยางไรบา ง เอาใหเ หน็ ชาตนิ เ้ี ด๋ยี วน้ี!
พระพทุ ธเจา ประเสริฐดวยความชนะ สาวกทงั้ หลายทา นประเสริฐดวยความชนะ
กเิ ลส อยเู หนืออํานาจของกิเลส เราอยูใ ตอาํ นาจกเิ ลสเรามที กุ ขแ คไหนทราบดวยกันทกุ
คน ถาเราพยายามใหอ ยเู หนอื อาํ นาจแหงกเิ ลสทพี่ าใหล มุ หลงจะมคี วามสุขแคไหน ไม
ตองไปถามใคร ผลทเี่ กิดจะประกาศขน้ึ อยา งเตม็ ตวั ภายในใจของผปู ฏิบตั ินีแ้ ล ขอให
ปฏิบตั เิ ถิด ธรรมอยา งนีอ้ ยกู บั ใจของเราทุกคน เปน แตส่งิ ไมพ ึงปรารถนามนั ครอบหัว
ใจอยูเ ทาน้นั หลอกเราอยูต ลอดเวลา มนั มอี าํ นาจออกหนา ออกตา คนเราที่แสดงตวั
อยา ง “ออกหนา ออกตา” ก็ดวยสิ่งเหลา น้ีพาใหเปน ไป ธรรมของจรงิ จึงออกหนา ออกตา
ไมได เพราะสิง่ เหลาน้มี อี ํานาจมากกวา จงพยายามแกอ นั นอ้ี อกใหห มด จิตท่เี ปน
ธรรมทัง้ ดวงจะไดอ อกหนา ออกตาสวางกระจา งแจง ครอบโลกธาตุ ใหไดเ หน็ ไดช ม
ประจักษใจ ไมเสยี ทที ี่เปนมนษุ ยแ ละเปนชาวพทุ ธผูปฏิบัติจนเห็นผล “อยมั ภทนั ตา”
น่คี อื อํานาจของจติ ของธรรมแท ผดิ กบั อาํ นาจกเิ ลสเปน ไหน ๆ อํานาจกเิ ลสมี
มากเทา ไรทาํ โลกใหเ ดอื ดรอ นมาก ตัวเองกเ็ ดอื ดรอ น คนอื่นก็เดือดรอ น เมอื่ ปราบ
กิเลสตัวเปนพิษเปนภยั ออกหมดกลายเปน “ธรรมทั้งดวง” ขึ้นมาแลว ตวั ก็เย็น โลกก็
เย็น เยน็ ไปหมด
เอาละพูดยอ ๆ เพยี งเทานี้
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๔
ธรรมะชุด๕เต๐ร๔ยี มพร้อม
งานลา้ งปา่ ช้า ๔๔๕
เทศน์โปรดคุณเพาพงา วรเรทธศนนะกโ ปุลรณดควณุ ดั เปพา่ าบพ้านงตาาวดรรธนะกุล ณ วดั ปา บา นตาด
เมอื่ วนั ท่ี ๑๖ กุมภาพนั ธ์ พทุ ธศเมักรื่อาวชนั ท๒่ี๕๑๑๖๙ กมุ ภาพนั ธ พุทธศักราช ๒๕๑๙
งานลางปา ชา
คาํ วา “จิต” โดยปกติก็มคี วามละเอยี ดยิ่งกวาสิ่งใด ๆ อยูแลว แมจะมีสิ่งละเอียด
ดว ยกัน ซ่งึ เปนฝา ยตํ่าฝา ยมัวหมองปกคลมุ หมุ หอ อยา งหนาแนนก็ตาม จิตก็ยอมจะมี
ความละเอยี ดยิง่ กวา สิ่งท้งั หลายอยูนนั่ แล คดิ ดู!
พระทา นตัดเย็บจวี ร โดยโยมอปุ ฏฐากทานถวายผามาใหต ดั เยบ็ เปนจวี ร ซ่งึ มี
พระสงฆในวัดชว ยตดั เยบ็ เพราะแตกอ นเยบ็ ดวยมือ พอเยบ็ ยอมเสร็จก็นาํ จวี รน้ันไป
ตากไว ขณะนั้นทานคงมีความรกั ชอบและยินดีในจีวรผืนนัน้ มาก บังเอญิ ตอนกลางคืน
เกดิ โรคเจ็บทองขน้ึ มาในปจจุบัน และตายในกลางคนื นัน้ ดวยความหวงใยในจีวร ทาน
เลยเกดิ เปนเลน็ เกาะอยูที่จีวรผืนนั้น
บรรดาพระสงฆม จี ํานวนมากท่อี ยูในวดั น้ันกไ็ มม ีองคใ ดพูดวาอยา งไร พระพุทธ
เจาตอ งเสด็จมารบั สง่ั วา “จีวรผืนนี้จะแจกใครไมไดภ ายใน ๗ วนั น้ี เพราะพระติสสะ
ตายแลวมาเกดิ เปน “เล็น” เกาะอยูท ี่จวี รนแ้ี ลว และหึงหวงอยใู นจีวรน้ี ตองรอจนกวา
“เลน็ ” นีต้ ายไปแลวจงึ จะแจกกันได สมควรจะแจกใหอ งคไหนกค็ อ ยแจกไป แตใ นระยะ
เจด็ วันนย้ี ังแจกไมไ ด”
พระติสสะตายแลว มาเกิดเปน “เลน็ ” มาเกาะอยูทจี่ ีวรน้ี และมคี วามหึงหวงจวี ร
น้ีมากมายเวลาน้ี กลวั ใครจะมาแยง เอาไป นั่น ! ฟงดูซี จนกระท่ัง ๗ วนั ผานไปแลวจงึ
รับส่งั วา “เวลานแี้ จกไดแลว เล็นตวั นนั้ ตายแลว ไปสวรรคแ ลว” นน่ั ! ไปสวรรคแ ลว !
ตอนท่ไี ปไมไดท ีแรกกค็ งเปน เพราะความหว งใยน่นั เอง จึงตองมาเกดิ เปนเล็น
แตเ วลาจะตายจากความเปน เลน็ นค้ี งหายหว งแลว จึงไปสวรรคได น่ีเปน เรอื่ งของพระ
พุทธเจาตรสั ไวม ใี น “ธรรมบท” ซึ่งเปน พยานทางดา นจติ ใจอยางชัดเจน นแ่ี หละความ
เกาะความหว งใย เหมอื นกบั สตั วตัวกาํ ลงั รออยูป ากคอก เชน วัวเปนตน จะเปน ตวั เล็ก
ตัวใหญ ตวั ผตู วั เมียกต็ าม ตวั ไหนอยปู ากคอกตวั นน้ั ตอ งออกกอ น
จิตใจขณะใดทจ่ี ะออกกอ นได จะเปน ฝา ยต่ําฝา ยสงู ก็ออกแสดงผลกอนได เรื่อง
ความจรงิ เปน อยา งน้นั ทา นจึงสอนใหร ะมดั ระวัง เพราะจิตเปนของละเอยี ดและไมมี
กําลงั โดยลาํ พังตนเอง ตองอาศยั สิ่งอน่ื ผลักดัน เชน ฝายต่ําผลกั ดัน ฝา ยสูงพยุงสง เสริม
ใหเปน อยางไรกเ็ ปนไปได
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชดุ ๕เ๔ต๐ร๖๔ยี ม๕พร้อม
๔๔๖
เราจงึ ตอ งส่ังสมความดีอนั เปน “ฝา ยสูง” ใหม าก ๆ เพ่ือจะผลักดนั หรอื สง เสริม
ไปในทางดี กระท่งั จิตหมดส่ิงผลกั ดนั โดยประการท้งั ปวงแลว ไมม ี “ฝายตํ่า” “ฝายสูง”
หรอื วา “ฝายดี” ฝายชวั่ ” เขาเกย่ี วขอ ง จติ เปนอิสระโดยลําพงั แลว นน้ั จึงหมดปญหา
โดยสน้ิ เชิง นัน่ ทานเรียกวา “จติ บริสทุ ธ”ิ์
จะมผี ูใดสามารถมาสง่ั สอนอุบายวิธีตาง ๆ ในการแกจ ิตใจ ในการชําระความ
พยศของใจ ในการชาํ ระสงิ่ ที่มวั หมองของใจ ใหออกจากใจไดโดยส้ินเชงิ เหมือนพระ
โอวาทของพระพุทธเจาบางไหม?
การเกดิ ของโลกมนษุ ยนั้น ยอมรบั กนั วา เกดิ กนั มานานแสนนาน แตไ มอ าจยอม
รบั วา มนษุ ยที่เกิดมานนั้ ๆ จะมคี วามสามารถส่งั สอนโลกไดเหมือนศาสดา
โลกเรากวา งแสนกวา ง มีประมาณสักกีล่ านคน? ใครจะมีอุบายวิธหี รอื ความรู
ความสามารถในทางความรูความฉลาด เกีย่ วกบั ทางดา นจิตใจ และสิ่งทีเ่ กี่ยวขอ งกบั ใจ
นี้ และส่ังสอนใหทราบท้งั สองอยาง คือจิตหน่ึง สง่ิ ทม่ี าเกย่ี วขอ งกบั ใจมอี ะไรบา ง
หน่ึง จะแกไ ขกนั ดวยวธิ ีใดหน่งึ ไมม ใี ครสามารถเหมอื นพระพทุ ธเจาแมร ายเดยี ว ทาน
จงึ กลา ววา “เอกนามก”ึ หน่งึ ไมม ีสอง คอื อะไร คือพระพุทธเจา แตล ะพระองคที่ได
ตรสั รูข ้ึนมาในโลกแตละครัง้ มเี พียงพระองคเ ดยี วเทา นัน้ เพราะความหาไดยาก ได
แกผ เู ปน “สพั พญั ”ู แลว มาสอนโลกนั่นเอง
สวนผทู ่คี อยรับจากผูอน่ื เพราะไมสามารถทจ่ี ะชวยตัวเองไดน น้ั มีมากมาย เชน
พระสาวก “สาวก” แปลวา ผูฟ ง ตองไดยินไดฟ ง อบุ ายตา ง ๆ จากพระพทุ ธเจา มาแลวถงึ
จะรูวิธปี ฏบิ ตั ิตอ ไปได แมกระน้นั กย็ งั ตอ งอาศยั พระองคคอยตกั เตือนส่ังสอนอยูตลอด
เวลา คือตองคอยสั่งสอนอยเู รื่อย ๆ
สมนามวา “เอกนามกึ” คอื หนง่ึ ไมม สี อง ไดแ กพระพุทธเจา ทม่ี าตรสั รไู ดแ ต
เพียงคร้ังละหนึง่ พระองคเ ทาน้นั มจี ํานวนนอ ยมาก เพราะเปน สง่ิ ทเ่ี กดิ ไดย าก น่ี
ประการหนง่ึ
ประการทส่ี อง พระวาจาที่แสดงออก แสดงออกดว ยความรูความฉลาดอาจ
หาญที่เตม็ ไปดว ยความจรงิ ทกุ อยา ง ไดต รสั อยางไรแลว สิง่ นนั้ ตองเปน ความจริงแท
ไมม สี อง พระญาณหย่ังทราบเหตกุ ารณทง้ั หลายไดอ ยางแนน อนแมนยํา
โลกไมเ ปน อยา งนน้ั ไดน ่ี ชอบหย่งั ทราบแตเ ร่อื งหลอกลวงตวั เอง หยง่ั ทราบ
อยางนัน้ หย่ังทราบอยางนี้ หลอกตวั เองแบบนน้ั หลอกตวั เองแบบน้ี อยวู นั ยังค่าํ คนื ยัง
รุงก็ยงั ไมเ หน็ โทษแหง ความหลอกลวงนัน้ ๆ ยงั อุตสาหเช่ือไปตาม ไมม วี ันเวลาถอย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๖
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๐ุด๗เตรยี มพร้อม’’
๔๔๗
กลบั ตะเกียกตะกายลม ลกุ คลุกคลาน บกึ บึนไปกบั ความหลอกลวงโดยไมเ หน็ โทษของ
มันบา งเลย พากันเช่ือตามมนั อยา งเอาจรงิ เอาจัง
น่ัน ! ดูซิ มันผดิ กนั แคไหนละ กับพระญาณของพระพุทธเจา ท่ที รงหยัง่ ทราบ
อะไร ๆ แลว สิ่งน้นั ๆ จริงทกุ อยาง ไมมโี กหกพกลมเลย แตพวกเราหยั่งทราบอะไร แม
เรอื่ งผา นไปต้งั กปั ต้ังกลั ปน านกาเล ยังอุตสาหไ ปหยงั่ ทราบจนได และกวา นเขา มาเผา
ตวั เอง หลอกตวั เองใหเ ปนไฟไปจนได พวกเราคือพวกตนื่ “เงา” ตวั เอง พวกเลน กบั
“เงา” ตวั เอง
ก็ “เงาเรา” นะซิ อารมณนะไมร หู รือ อารมณอดีตเปนมาสักก่ปี ก ่ีเดอื น ดชี วั่
อะไร ยังมาครนุ มาคดิ มาบรกิ รรมมาคุกรุนอยูใ นใจ เผาเจาของใหย งุ ไปหมด ท้งั น้ีสวน
มากไมใชของดี มแี ตข องชั่วแทบทั้งน้นั อารมณอดีตไปคิดข้นึ มายุงเจา ของย่ิงกวา สุนขั
เกาหมดั อยูท่นี ้ันกว็ าไมสบาย อยทู ี่นี่ก็วาไมสบาย ก็จะสบายไดอยา งไร มัวเกาแต
อารมณท ง้ั อดตี อนาคตยุงไปตลอดเวลาและอิรยิ าบถ
สงิ่ ทก่ี ลา วมานกั ปฏิบัตจิ ําตอ งพิจารณาดวยปญ ญา ไมเชน นัน้ จะเปนทํานอง
“หมาเกาหมดั ” เกาหมดั อยูน น่ั แล หาความสุขกายสบายใจไมไ ดเ ลย ตลอดวันตายก็ตาย
เปลา อยา งนา สงสาร เอา พดู อยา งถึงเหตถุ งึ ผลเปน ทแี่ นใ จสาํ หรบั เราผูป ฏิบัติ
ไมวามนษุ ยจ ะมมี ากนอ ยเพียงไร คนในโลกนม้ี เี ทาไร เราจะเชอ่ื ผูใด เพราะตาง
คนตา งหหู นวกตาบอด ทางความรคู วามเหน็ อนั เปนอรรถเปน ธรรม มีแตด น ๆ เดาๆ
ไปดวยกัน ถามใครก็แบบเดยี วกับถามเรอ่ื งแสงเรอ่ื งสกี บั คนตาบอด มันไดอะไรที่เปน
คําตอบท่เี ชอื่ ถือได? เปลาทั้งเพ ! ถามเรือ่ งเสียงกบั คนหหู นวก มีกีค่ นถา เปนคนหู
หนวกมาแตก าํ เนดิ ดว ยกันแลว มนั กไ็ มไ ดเ รอ่ื งท้งั นัน้ !
คนประเภท “หนวก บอด ภายในใจ” น้กี ็ทาํ นองเดียวกัน จาํ พวกน้ีไมวา ทานวา
เราโกหกตัวเองและโกหกผูอ ่นื เกง ไมมีใครเกนิ หนา เราจะเชอื่ ผใู ดใหย งิ่ กวา พระ
โอวาทคําส่งั สอนของพระพุทธเจา ที่แสดงออกมาจากความรูจรงิ เหน็ จรงิ จรงิ ๆ ใน
สามโลกธาตุนไ้ี มม ีใครเกนิ พระองค !
เมอื่ คิดโดยทางเหตุผลเปนทล่ี งใจไดแ ลวอยา งนี้ กําลังทางดานจติ ใจก็เพมิ่
ข้ึน ศรทั ธากเ็ พิม่ วิริยะก็เพิ่ม สติ สมาธิ ปญ ญา ก็เพิ่มขึน้ ตามๆ กนั เพราะอํานาจ
แหง ความเชือ่ “พุทธ ธรรม สงฆ” เปนเครื่องสนับสนนุ ใหม ีกาํ ลังใจ เพราะเราเชื่อตัวเอง
ก็ยังเชื่อไมได รวนเรเรร อนอยูต ลอดเวลา ไมทราบวาจะไปทางไหน จะยึดอะไรเปนหลัก
ใจ สถานท่จี ะไปของจิตก็ยงั ไมท ราบ จะไปยังไงก็ไมร ู ไมท ราบจะไปดีไปชว่ั เพราะความ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๗
ธรรมะชดุ ๕เ๐ต๘รียมพร้อม
๔๔๘
แนน อนใจไมมี เนอ่ื งจาก “ธรรม” ซึ่งเปน ความแนนอนไมไดห ยง่ั หรือไมซมึ ซาบเขาถึง
จติ ใจพอจะเปน ท่เี ชอ่ื ถือตนได
ใจเมือ่ มีสิ่งทแ่ี นนอน มสี ง่ิ ทอ่ี าจหาญ มสี งิ่ ทแี่ นใ จเขา แทรกใจได ยอมสามารถ
ยอ มแนใจได เพราะฉะนน้ั จึงควรสรางความแนใ จขึน้ ภายในจิตใจดว ยขอ ปฏิบัติ
เอา ทกุ ขก็ทกุ ข ทราบกนั มาตงั้ แตว ันเกดิ ! เกิดกเ็ กดิ มากบั กองทกุ ขน ี่ เราไมได
เกิดมากบั สวรรคนิพพานท่ไี หน ในขณะเกิดก็เกดิ มากับกองทกุ ข รอดจากทุกขขึน้ มา
เม่ือไมต ายถงึ มาเปนคน เราจะไปตนื่ เตน ตกใจเสียอกเสยี ใจกลัวอะไรกับทกุ ข ก็เกิดมา
กบั ความทุกข อยกู ับความทุกขตลอดเวลานี่ หากจะเปนอะไรก็เปนไปแลว เวลานี้ไมได
เปนอะไร จะฉิบหายวายปวงหรือตายไปเรากไ็ มไ ดต าย เราผา นพน มาโดยลาํ ดบั จนถงึ
ปจจุบนั น้ี
ย่งิ เวลานเ้ี ปนเวลาท่ีเราจะประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตัว ดวยความรูแจงเหน็ จริงโดยทางสติ
ปญญา เราจะกลัวทกุ ข ซง่ึ ขดั กบั หลักเหตุผลทจ่ี ะใหท ราบเรือ่ งของทกุ ข จะทราบความ
จรงิ ไดอ ยางไร? ถา กลวั ตองกลวั ดว ยเหตผุ ล อยางพระพุทธเจา ทานกลวั ทุกข พระสาวก
ทานกลวั ทกุ ข ทา นพจิ ารณาเพื่อหาทางหลบหลกี จากทกุ ขโดยทางสตปิ ญ ญา ศรัทธา
ความเพยี ร นน้ั ถกู ตอ ง ! การกลวั ทกุ ขด ว ยความทอ แทอ อ นแอนไ้ี มใ ชท าง ! ทกุ ขเ ปน ยงั
ไงกาํ หนดใหร ู เกดิ กบั ทกุ ขทําไมไมร เู ร่ืองของทุกข เกดิ กบั “สมทุ ยั ” คอื กิเลสตณั หาอา
สวะ ทาํ ไมจะไมรเู รอื่ งของสมทุ ยั ส่ิงทจ่ี ะใหร ูมอี ยู สติ ปญญา มอี ยูกับทกุ คน
ศาสนาธรรมทานสอนไวกับ “หัวใจของบคุ คล” แท ๆ สตไิ ดห ามาจากไหน ไม
ตอ งไปซอ้ื หามาจากตลาด ปญญาก็เชนน้นั จงพนิ ิจพจิ ารณา พยายามคดิ อา นซอกแซก
ทบหนาทวนหลัง อยา คิดไปหนาเดยี ว ถาคดิ ไปหนาเดียวไมร อบคอบ มีชองโหวต รง
ไหนน่นั แหละ ถา เปนบานโจรผรู า ยกเ็ ขาชองนั้น ชอ งโหวข องจิตอยูที่ตรงไหน กิเลสอา
สวะเขาท่ีตรงน้นั เพราะกเิ ลสอาสวะ “คอยทจ่ี ะแทรกจติ ใจ” อยตู ลอดเวลา ตองฝกหดั
สตปิ ญ ญาใหด ี อยา ใหเสยี เวลํ่าเวลากับส่ิงใดยงิ่ กวาเสยี กบั ความเพียร ซ่งึ เปนผล
ประโยชนอ ยางยงิ่ กบั ตัวเราโดยเฉพาะ
น่ีเปนจุดสาํ คญั พระพทุ ธเจาไดทรงสอนบรรดาสงฆส าวก พระสงฆทที่ ูลลาพระ
องคไ ปเทีย่ วกรรมฐาน ไปเทย่ี วบําเพญ็ สมณธรรมในท่ตี า ง ๆ ทานเหลานีเ้ ปน ผกู ําลงั
ศึกษา ถาสําเร็จเปนอริยบุคคล ก็ตอ งอยใู นข้ัน “เสขบุคคล” ท่จี ะตอ งศกึ ษาเพือ่ ธรรมข้ัน
สูงข้นั ไป เวลามาทลู ลาพระพทุ ธเจาจะไปบาํ เพญ็ สมณธรรม ทานก็รบั สง่ั วา
“เธอทัง้ หลายไปอยใู นสถานทใ่ี ด อยาปราศจาก “ท่พี ่ึง” นะ” “การอยไู มม ที พี่ งึ่
นัน้ หาความหมายไมไ ดเลย ไมม ีความหมายในตัวเอง หาคุณคา ไมไ ด พวกเธอทง้ั หลาย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๘
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๐ดุ๙เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๔๙
จงหาธรรมทีม่ คี ุณคามากเปน ทพ่ี ่งึ ธรรมทมี่ ีคุณคา นน้ั จะเกดิ ข้นึ ไดเพราะสถานใดเหตุ
ใด ถา ไมเ กดิ ขน้ึ ไดก บั ความมสี ติ ความมีความเพยี ร มสี ตปิ ญ ญาอยตู ลอดเวลาใน
อริ ิยาบถตา ง ๆ นแี้ ลธรรมมีคุณคา ทจี่ ะใหส มณธรรมเจรญิ รงุ เรือง กลายเปน คนทม่ี คี ณุ
คาขน้ึ มาภายในตน”
เราฟงพระโอวาททานซี นาฟง ไหม !
บรรดาพระสงฆที่ไดรับพระโอวาทจากพระองคแลว ตา งองคต า งเสาะแสวงหา
“สมณธรรม” บําเพญ็ ธรรมอยูใ นสถานทีใ่ ด ทานจงึ ไดไปดวยความสงบเสงย่ี มเปน สขุ
ใจ เปนไปดว ยความเจียมเน้ือเจยี มตัวอยตู ลอดเวลา ไมป ระมาท แลวหาทเ่ี ดด็ ๆ
เดี่ยว ๆ เพอ่ื ความเหมาะสมแกก ารแกก เิ ลส การฆา กิเลสนั่นเอง พูดงาย ๆ
เม่ือเขาไปอยใู นสถานทเ่ี ชนนัน้ แลว เรอื่ งความเพียรก็มาเองแหละ ตามปกติมแี ต
ความขเ้ี กียจทับถมอยตู ลอดเวลามองหาตัวจนแทบไมเ หน็ ไมเ จอนน่ั แล มีแตค วามเกยี จ
ครา น มักงา ย ความออนแอ เต็มอยใู นตัวของบุคคลท้ังคน เหยยี บยา งไปไหนโดนแต
ความขเ้ี กียจของตน
แตเวลาเขาไปสสู ถานท่ีเชนนนั้ ความขีเ้ กียจมันหมอบตวั ความขยันหมัน่ เพยี ร
คอยปรากฏตวั ขนึ้ มา เพราะสถานทเี่ ปนส่งิ แวดลอ มอันสําคัญประมาทไมได เรามี
ความมุงหมายอยา งไรจงึ ตอ งมาอยสู ถานทน่ี ?้ี
ความมงุ หมายเดิม เจตนาเดมิ เปน อยางไร กค็ อื มงุ หาสมณธรรม มาหาท่ี
สาํ คญั ท่เี ดด็ ๆ เดี่ยว ๆ เพอ่ื จะไดตัง้ สติ คดิ อา นดว ยปญ ญา พยงุ ความเพียรอยา ง
เขม แขง็ เม่ือเปน เชน น้ันทงั้ ไปอยูสถานทเ่ี ชน นัน้ ดว ยแลว “สติ” ก็มาเอง เพราะความ
ระวงั ตวั ใครจะไมก ลวั และเสยี ดายชีวิตละ ไมเ สยี ดายชวี ติ ไมหึงหวงชวี ิตมเี หรอ? คน
ทัง้ คนนะ แมว าธรรมจะมคี ุณคามาก แตในระยะที่จติ มคี วามหงึ หวงในชีวิต ซง่ึ กลาย
เปน ของมคี ณุ คามากยง่ิ กวาธรรมยงั มี ซึ่งเปนเรอ่ื งของกเิ ลสอนั หน่ึง แตกเิ ลสคือความ
หึงหวงชีวติ เปน กเิ ลสทจ่ี ะใหเ กดิ “ธรรม” ได คอื ใหเ กดิ ความขยันหมัน่ เพยี รในการ
ที่จะประกอบความเพียร
เอา เปน ก็เปน ตายกต็ าย ทนี ีม้ อบไดแลว ตายกับธรรมอยางเดยี วไมเก่ียว
เกาะกบั อะไร มสี ติสตงั อยตู ลอดเวลา เดินอยูในสถานทใ่ี ด นงั่ อยูในสถานทีใ่ ด เปน
กบั ตายไมต อ งเอามายงุ ขอใหรเู รื่องของจิตท่กี ระดกิ ตวั ออกมาหลอกลวงตนเองวา มนั
ปรงุ เร่ืองอะไร ปรุงเรื่องเสือ เรอื่ งชาง เรื่องอันตราย เรื่องงู เรอื่ งอะไรก็แลวแต มนั ปรงุ
ขน้ึ ที่ตรงไหนกแ็ ลว กนั
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๔๙
ธรรมะชุด๕เต๑ร๐ยี มพรอ้ ม
๔๕๐
มนั ปรงุ ขึ้นท่ใี จ ตัวนเี้ ปนตัวหลอกลวง จติ ขยบั เขา ไปตรงน้ี ๆ เรอื่ งวาเสอื วา
ชา งที่เปนอันตรายภายนอก มนั เลยหายกงั วล เพราะตวั นีเ้ ปน ตัวกอกรรม ตัวนเ้ี ปน ตวั
หลอกลวง สตปิ ญญาโหมตวั เขามาจับจดุ ท่ตี รงน้ี ซ่งึ เปน ตวั ”โจรผรู าย”ยแุ หยก อ กวน
จนไดท่ี เมื่อเหน็ จดุ สําคัญท่ีเปนตวั กอเหตแุ ลว จดุ ท่กี อเหตุนก้ี ร็ ะงับตัวลงได เพราะ
อาํ นาจของสติ อาํ นาจของปญ ญาคนควา ลง จนขาศึกที่จะปรุงเปนเสือเปน ชา งเปน ตน
หมอบราบลง
เรื่องความกลวั หายหมด จะไมหายยงั ไง กผ็ ไู ปปรุงมนั ไมปรุงนี่ เพราะรูตัวของ
มันแลววา “นตี่ วั อนั ตรายอยูทนี่ ี่ ไมไ ดอยกู บั เสอื กบั ชา งอะไรทไ่ี หน ถึงความตายอยูท่ี
ไหนกต็ าย คนเรามี “ปา ชา ” อยทู ุกแหง ทุกหนทกุ อริ ยิ าบถ แนะ ! ไปหวน่ั ไปไหวอะไรกับ
เรอ่ื งความเปนความตาย กเิ ลสท่มี นั ครอบคลมุ อยูทีห่ ัวใจนเี้ ปนภัยอนั สําคญั อยตู ลอด
เวลา ทกุ ภพทกุ ชาตดิ วย จงึ ควรจะแกท ีต่ รงน้ี เชน ความกลัวมนั เปนกเิ ลสอยางหนง่ึ
ตอ งใชส ติปญญาหันเขามาที่นี่ ยอ นเขา ท่ีนี่ จิตก็สงบตัวลงไปเทาน้นั เม่อื จติ สงบตัวลง
ไป ถงึ จะคดิ จะปรงุ ไดอ ยูก ต็ าม แตค วามกลัวไมมี เพราะจิตไดฐานทีม่ ัน่ คงภายในใจ
แลว น่เี ราเห็นคุณคา เราเห็นผลประโยชนจ ากสถานทนี่ ้ีดวยความเพยี รอยางน้ี กย็ ่ิงขยัน
เขา ไปเร่อื ย ๆ เพ่อื ธรรมขัน้ สูง ตองหาทเ่ี ด็ดเดี่ยวไปโดยลําดบั เพื่อธรรมขน้ั สูงยิง่ กวา นี้
ข้ึนไป
การประกอบความเพยี รในท่คี ับขันเชนนน้ั เปนผลประโยชนไ ดเรว็ ยง่ิ กวาท่ี
ธรรมดา เม่อื เปน เชนนน้ั ทุนมนี อ ยกอ็ ยากจะไดก าํ ไรมาก ๆ จะทาํ อยา งไรถงึ จะเหมาะ
สม กต็ อ งหาทีเ่ ชนนั้นเปนทําเลหากนิ และซือ้ ขายละซิ
เมือ่ กิเลสหมอบลงแลว ใจร่นื เรงิ บนั เทงิ อยกู ับอรรถกับธรรม เห็นทัง้ โทษเห็นท้ัง
คุณภายในจิตใจผูหลอกลวง ผกู อ กวน ผูยแุ หยตา ง ๆ ใหเ กิดความสะทกสะทา นหวนั่
ไหว ใหเ กิดความกลวั เปน กลัวตายอะไร มนั อยใู นจติ ใจ รเู รือ่ งของมันในทีน่ ่ีแลว กเิ ลส
กส็ งบ ธรรมกก็ า วหนา
เร่ืองเหลาน้สี งบก็เรียกวา “ขา ศกึ สงบ” ใจกเ็ ยน็ สบาย เอา เดนิ เสือจะกระหม่ึ ๆ
อยกู ็กระหึ่มไป เพยี งเสยี งอันหน่งึ เทา น้ัน เขากต็ ายน่ี เสอื กม็ ีปาชา เต็มตวั ของมนั เราก็
มีปา ชาเต็มตวั ของเรา กลวั อะไรกับสตั วก บั เสอื ! กิเลสกดั หวั ใจอยตู ลอดเวลาทาํ ไมไม
กลวั น่!ี เอาท่ตี รงน!้ี
บทเวลาจะพาเอาจริงเอาจัง ใหห มุนต้ิว ๆ จนเกิดความกลาหาญชาญชยั ข้ึนมาท่ี
น่ี จติ ก็จรงิ จังอยางเต็มภมู ิ เสือจะมสี ักก่รี อ ยตวั ก่ีพันตวั กม็ าเถอะ เสอื นน่ั นะ ! เราก็เปน
สตั วเ กิด แก เจ็บ ตาย ดว ยกันเหมือนสัตวท ัง้ หลายเหลาน้ันหมด ไมเ หน็ มอี ะไรย่งิ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๐
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๑ดุ ๑เตรียมพร้อม’’
๔๕๑
หยอ นกวา กนั จิตมนั คดิ ไปอยา งนน้ั เสีย มันรไู ปอยา งนัน้ เสยี จิตก็เลยรนื่ เรงิ บนั เทิง
สบาย แลว กิเลสคอ ยหมดไป ๆ หรอื หมอบลง ๆ ราวกับตัวแบนแนบติดพ้นื นั่นแล โผล
หัวขนึ้ มาไมไ ดเ ดย๋ี วถูกสังหารเรียบไป
อา ว ทนี ค้ี นทางดานปญ ญา เมอื่ สิง่ กงั วลภายนอกทจ่ี ติ ไปเกีย่ วของระงับตัวลง
ไป ๆ เพราะไมคิดไมยุง เนือ่ งจากสตปิ ญญาตตี อ นเขามาแลว เราคนวงภายในท่นี ี้ เอา
คนลงไปเรื่องธาตุเรือ่ งขันธ เรอ่ื งอายตนะ
เอาหลักพระพทุ ธเจา เอาหลกั “สวากขาตธรรม” เขาไปเปน เครื่องพิสูจนเ ปน
เครอ่ื งยนื ยัน เพราะเปน ธรรมชาตทิ ใี่ หค วามเชื่อถอื ได คนลงไป!
ทา นวา “อนิจฺจํ” อะไรเปนอนิจฺจํ ? ดใู หเ หน็ ชัดเจนตามความจรงิ ทพ่ี ระองคท รง
สอนไวซ ่งึ เปน ความจรงิ ลว น ๆ น้ัน เวลานี้จติ ของเรามนั ปลอม อันนี้เปน“อนิจฺจํ” มันก็
วา เปน “นจิ จฺ ํ” อันนีเ้ ปนทกุ ขฺ ํ มันก็วา “สขุ ํ” อนั น้เี ปน “อนตตฺ า” มนั ก็วาเปน “อตฺตา”
ตัวตนอยอู ยางนน้ั แหละ อะไร ๆ มนั ก็ไปกวา นมาเปนตวั เปนตนไปหมด มันฝน ธรรม
ของพระพุทธเจา อยูร ํา่ ไป
เม่ือเขาไปอยูในที่คบั ขันเชนนน้ั แลวมนั ไมฝน มนั ยอม! เม่อื ยอมพระพุทธเจา
แลว มันก็เปนธรรมเทา นนั้ เอง
(๑) อยา งนอ ยก็ “สมณธรรม” คอื ความสงบเยน็ ใจ
(๒) ยง่ิ กวา นน้ั กค็ ือความเฉลยี วฉลาดทางดา นปญ ญา แยกธาตแุ ยกขนั ธเ หน็
อยางประจักษ เวลาเหน็ ชัดเจนแลวกไ็ มเห็นมปี ญหาอะไรนี่
พระพทุ ธเจาตรสั ไวช อบแลว ชอบจรงิ ๆ เปด เผยอยดู ว ยความจรงิ สอนดว ย
ความจริง สิ่งที่สอนกเ็ ปน ความเปดเผยอยตู ามธรรมชาติของตน ไมมีอะไรปดบังลลี้ บั
นอกจากความโงซึ่งเปนเร่ืองของกิเลสเทาน้ัน ปดบังตวั เองไมใหรคู วามจริงทีเ่ ปดเผยอยู
ตามหลักธรรมชาติของตนได เมื่อพจิ ารณาไมหยดุ ไมถอย มนั ก็รูเขา มาเอง ใหถ อื ธาตุ
ขันธ อายตนะนแ้ี ลเปน สนามรบ เปนสถานท่ีทํางาน ท่เี รยี กวา “กมั มฏั ฐาน ๆ” นะ
กรรมฐานก็ใชไดไมเปนกรรมฐานปลอม พิจารณาตรงนแ้ี หละ มันติดทต่ี รงนี้ ไมติด
อะไรเปน สําคัญ แตติดตรงน้ี
จงคนควา ดูเร่ืองธาตเุ รื่องขันธ ดูทุกแงท กุ มุมแหง อวยั วะ เมอ่ื ถึงกาลที่ธรรมจะ
ซมึ ซาบแลว กเ็ หมอื นไฟไดเ ชือ้ มันสืบตอไปไหมลกุ ลามไปเรือ่ ย จนหมดเช้อื จึงจะหยดุ
(๓) พอถึงขน้ั ปญ ญาทีจ่ ะซมึ ซาบใหเหน็ อวยั วะสวนตาง ๆ ซงึ่ มคี วามเสมอกนั
มันแทงทะลุปรุโปรงไปหมด หายสงสยั ปลอยวางไดต ามความจรงิ เบาหวิวไปเลย
แนะ !การพจิ ารณา พจิ ารณาอยางน้ัน นแ่ี หละตัวจรงิ ! ตํารบั ตาํ ราทา นสอนไวมากนอยก่ี
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๑
ธรรมะชุด๕เ๑ต๒รียมพรอ้ ม
๔๕๒
คมั ภีร สอบเขา มาหาตัวจรงิ นแี่ ล เชน “สมาธ”ิ อะไรเปนสมาธิ หนงั สอื ไมไ ดเปน สมาธิ
เปน ตัวหนังสือ กิเลส หนงั สือไมไดเ ปนกิเลส ใจของเราเปน กิเลส แนะ ! ปญญา หนงั สอื
ไมไดเปนปญญา เปน ชอื่ ของปญ ญาตางหาก เปน ชื่อของกเิ ลส เปน ช่ือของกองทุกขต า ง
หาก ตัวทกุ ขจริง ๆ คอื ตัวเรา ตัวกเิ ลสจรงิ ๆ คือใจของเรา ตัวปญ ญาจริง ๆ อยูท่ีใจ
ของเรา ตําราทานสอนชีเ้ ขามาทนี่ ี่ ๆ จึงวา “ใหโอปนยิโก นอ มเขา มาสตู วั เรา” ใหเหน็
ความจรงิ อยใู นสถานทน่ี ี้ ความมดื มดิ ปด ตากป็ ดอยทู นี่ ่ี เวลาสวางก็สวางขนึ้ ท่ีน!ี่
การพจิ ารณาดว ยปญ ญา ก็เพื่อจะเปดส่งิ ทีป่ ดกําบงั อนั ฝน ธรรมทั้งหลายนน้ั
ออกไปถึงขัน้ ความจรงิ จติ ใจของเรากจ็ ะโลง และเหน็ ตามความจรงิ “โลกวทิ ู” รแู จง
โลก รอู ะไร ถาไมรูแจงส่ิงทีป่ ดบงั อยภู ายในธาตุในขันธข องเราน้กี อ นอ่ืนไมมอี ะไร
จะรู ตองรูท นี่ กี่ อน!
ทุกขก ็ปด บัง สมุทัยก็ปดบัง เม่อื เกิดทุกขข ึ้นมา ธรรมอยทู ไี่ หนกล็ มเหลวไปหมด
แนะ ! มนั ปด บังมนั ทาํ ลายธรรมของเราไดห มด วิริยธรรมกถ็ กู ทําลาย สตปิ ญ ญา
ธรรมกถ็ กู ทาํ ลาย ขันติธรรมก็ถกู ทาํ ลายดวยอาํ นาจแหง ความทกุ ข
ถา สตปิ ญ ญาไมสามารถแกกลา ไมมีความอาจหาญจริง ๆ จะเปด ความทกุ ข
น้ขี ้นึ มาใหเ หน็ เปน ของจรงิ ไมไ ด ท้ัง ๆ ทท่ี ุกขนัน้ เปนของจริงอนั หนึง่ แตเรากค็ วา เอา
มาเปน ของปลอม เปน ฟน เปนไฟเผาจติ ใจของตนจนแหลกเหลวไปได ทําความเพียร
ตดิ ตอ กันไมไ ดเ ลยเพราะทุกขเ ขาไปทําลาย
อะไรปดบงั จิตใจ? กท็ ุกขนี่เองเปน เครื่องปด บงั สมทุ ยั กเ็ หมอื นกนั คิดอะไร
หลอกข้ึนมาตั้งแตเรื่องปดบังเร่อื งจอมปลอมทง้ั นน้ั เราก็เช่อื มันไปโดยลาํ ดบั ๆ กย็ งิ่
เพ่ิมทกุ ขข น้ึ มามากมาย
ตอ งใช “สติ ปญญา” เปดสง่ิ เหลา นใ้ี หเห็นตามความจริงของมนั เมอ่ื สตปิ ญ ญา
“จอ” เขา ไปถงึ ไหน รูเ ขาไปถงึ ไหน ความรูแ จง เห็นจริงและการปลอยวาง จะปรากฏขึ้น
มา เดนขึ้นมา แลว ความปลอยวางจะเปน ไปเอง คอ ยปลอ ยวางไปเรอ่ื ย ๆ ปลอ ยวางไป
เรอ่ื ย ๆ ตามความซาบซ้งึ ของปญ ญาทม่ี กี ําลังเปนลําดับ จนหมดปญ หา
คาํ วา “ธาตขุ นั ธ” พระพุทธเจา ทา นทรงสอนไวไ ด ๒๕๐๐ กวาปนี้ ลวนแตเปน
ความจริงตลอดมาจนกระทัง่ ปจจบุ นั ทําไมถงึ เพ่ิงมาทราบกนั วันนร้ี ูกนั วันนี้ ธาตขุ ันธม ี
มาตงั้ แตว นั เกดิ ทาํ ไมแตกอ นไมเ หน็ กายของเราวาเปน “อนจิ จฺ ํ” ก็ไมเห็น เปน “ทุกขฺ ํ”ก็
ไมเ หน็ เปน “อนตตฺ า” กไ็ มเห็น เปน “อสภุ ะอสภุ งั อะไร ๆ” กไ็ มเห็น ทัง้ ท่มี ันก็เปน
ความจริงของมนั อยอู ยางนั้นแตใจก็ไมเหน็ แลวทําไมเพิ่งมาเหน็ กนั วันน!ี้ สิ่งเหลา น้ี
เพิง่ มีวันนเ้ี ทา นนั้ หรือ? เปลา! มมี าต้ังแตวันเกดิ ! แตเพราะความมืดมิดปด ตาบังอยู
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๒
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๑ดุ ๓เตรยี มพรอ้ ม’’
๔๕๓
อยา งหนาแนน แมส่ิงเหลาน้จี ะมีอยกู ับตวั เราก็ไมเห็น ตัวเราอยูก ับ “อนจิ ฺจํ” ก็ไมเห็น
อนิจฺจํ อยกู บั ทกุ ฺขํกไ็ มเห็นทกุ ขฺ ํ อยูกับอนตตฺ าก็ไมเห็นอนตฺตา แลวจะเหน็ “ธรรมหรือ
ความจริงแทแ นน อน” ไดท ไ่ี หนกนั !
เมื่อสตปิ ญญาหยัง่ ลงไปก็เปดเผยออกมาเร่ือย ๆ ไมตองบอกเรอื่ ง “อปุ าทาน”
จะขาดสะบน้ั ไปมากนอ ยเพียงใดนั้น ขน้ึ อยกู บั สตปิ ญ ญา ใหพจิ ารณาเตม็ พลงั ฉะนน้ั
จงผลิตสตปิ ญ ญาขน้ึ ใหมาก อยา กลัวจิตตาย อยา กลวั จติ ฉบิ หาย อยา กลัวจติ ลม จม
ธรรมชาติน้ไี มล ม จม เพราะธรรมชาตินีเ้ ทานัน้ ท่ีจะพิจารณาส่ิงทง้ั หลาย สิง่ เหลา นีก้ ็
อาศัยธรรมชาตนิ ี้อยูดวยกนั ไป ถา เราหลงถอื วา เปน เรา สิ่งนั้นกเ็ ปนภยั ตอ เราได ถาเรารู
กต็ างอนั ตางจริง อยูดวยกันสะดวกสบายในทีท่ ั้งหลาย!
นักรบตอ งเปน ผกู ลาหาญตอ ความจริง ใหเห็นความจริง จติ เปนผทู ช่ี อบรูช อบ
เห็น มนี สิ ยั อยากรอู ยากเหน็ อยตู ลอดเวลา ขอใหน อ มความอยากรอู ยากเหน็ นน้ั เขา
มาสู “สจั ธรรม” ใหอ ยากรอู ยากเหน็ ใน “สัจธรรม” คือความจริง
พระพทุ ธเจาทรงสอนวาเปน ความจรงิ จรงิ แคไ หนใหเห็นดว ยสตปิ ญ ญาของตวั
เอง จะเปนที่หายสงสัยวา ออ พระพุทธเจา ทา นวาสัจธรรมเปนของจริง จริงอยา ง
น้!ี อยา งท่เี ราเหน็ ในปจจบุ นั น้ี ทุกขก จ็ รงิ อยา งน้ี สมทุ ัยกจ็ ริงอยางน้ี ปญ ญาก็จริงอยา งน้ี
จิตกจ็ รงิ อยา งน้ี เห็นไดชดั ๆ หายสงสยั เร่อื งพระพทุ ธเจา กห็ ายสงสยั เร่ืองความ
พากเพยี รของพระพุทธเจาทที่ รงบาํ เพ็ญอยา งไรมาบา ง กห็ ายสงสยั อบุ ายวธิ ตี า ง ๆ ท่ี
ทรงสอนไวอ ยางไร หายสงสัยไปหมด นัน่ ! เมือ่ ถึงขั้นนั้นหายสงสัย หายไปโดยลาํ ดบั จน
ไมม ีอะไรเหลอื อยูเลย
เพราะฉะนั้นจงพิจารณา “ขนั ธ” ของเรานี้ เอาใหด ี ยิ่งเปน หวั เล้ียวหัวตอดวย
แลว เราจะนอนใจไมไ ด เอาลงใหเ ห็นเหตเุ ห็นผลกนั จนกระท่ังส้ินลม
เอา ลมมันสิ้นไปจากตัวของเรานี้ก็ไมฉบิ หาย มันก็ไปเปน “ลม” ตามเดิม มัน
เพียงผานจากเราไปตางหาก คาํ วา “เรา” เอาดนิ เอานํา้ เอาลมเอาไฟมาเปน “เรา”ดิน
สลายลงไปจากคําวาเรานี้กไ็ ปเปนดิน นํ้าสลายลงไปจากคาํ วา เรานีก้ ไ็ ปเปน “นํา้ ”ไปเปน
ลม ไปเปนไฟ ธรรมซาติคอื ใจนกี้ เ็ ปน “ใจ” แยกกนั ใหเหน็ ตามกําลังของสตปิ ญญาของ
เราอยาทอเลย!
น่เี หละความชว ยตัวเองชวยอยางนี้ ไมม ผี ใู ดทจ่ี ะสามารถชว ยเราได ยง่ิ ถึงข้นั
จําเปน จําใจ ขัน้ จนตรอกจนมมุ จรงิ ๆ แลว มแี ตน่งั ดกู นั เฉย ๆ นน่ั แหละ ไมมีใครที่
จะชวยเราได ถา เราไมร บี ชว ยเราดว ยสตปิ ญ ญา ศรัทธา ความเพยี ร ของเราเสยี ต้งั
แตบ ัดน้ี จนเปน ทพี่ อใจ เปนท่แี นใ จ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๓
ธรรมะชดุ ๕เต๑ร๔ียมพรอ้ ม
๔๕๔
สว นความตอ งการเฉย ๆ โดยไมทาํ อะไรน้นั ไมม คี วามหมาย ถา ความเพยี รไม
เปน เคร่ืองสนบั สนนุ ความเพียรจงึ เปน สิ่งสําคญั อดทนตอ ความจรงิ อดทนตอ อรรถ
ตอธรรมไมเ สยี หาย เราอดทนตอสง่ิ อืน่ ตรากตราํ ตอ สิง่ อืน่ ๆ เราเคยตรากตรํามามาก
แลว เราเคย! คาํ วา “เราเคย” แลว สงิ่ นี้ทาํ ไมเราจะไมสามารถ
ธรรมของพระพุทธเจาไมใช “เพชฌฆาต” พอจะฆาคนทม่ี ีความเพยี รอนั กลา
หาญใหฉ ิบหายวายปวงไปนี่ นอกจากฆากิเลสอาสวะซึง่ เปน ตวั ขา ศกึ อยภู ายในจติ ใจให
เราลุม หลงไปตามเทา น้นั
จงพิจารณาลงใหเห็นชัดเจน ดใู หด สี ่งิ เหลานก้ี ับจิตมันสนิทกันมาเปนเวลานาน
ตดิ จมกนั มาเปน เวลานาน จนแยกไมอ อกวา “อะไรเปน เรา อะไรเปน ธาตเุ ปน ขนั ธ”จึง
รวมเอามาหมดนว้ี า เปน เรา ทั้ง ๆ ทมี่ ันไมใ ชเ รา ตามหลกั ความจริงของทา นผรู ูไ ปแลว
ทา นเหน็ อยา งนน้ั จรงิ แตจติ ของเรามันฝน อยางน้ี เพราะฉะน้นั เร่อื งทุกขมนั จึงแทรกเขา
มาตามความฝนซง่ึ เปนของผิดนั้น ใหไ ดรบั ความลาํ บากอยูเ สมอ
ถา เดินตามหลกั ความจริงที่พระพุทธเจา ทรงสอนไวแ ลวนี้ และรตู ามนแ้ี ลวจะไม
มปี ญหาอะไร ธาตกุ เ็ ปน ธาตุ ขนั ธก เ็ ปน ขนั ธ ใหชอ่ื มันวา อยา งไรก็เถอะ “เขา” เปน
สภาพของเขาน่นั แหละ เราเปน ผูใ หช่ือ “เขา” วา “นี่เปนธาตุ น่ันเปน ขันธ นเี่ ปน รปู น่ัน
เปน เวทนา นน่ั เปนสญั ญา นเี่ ปน สังขาร น่นั เปนวญิ ญาณ”
ขอใหปญญารทู ่วั ถึงเทาน้นั แหละ มนั หมดสมมตุ ไิ ปเอง แมไมไปสมมุติมันก็
เปน “อาการหนง่ึ ๆ” เทา น้นั เมอื่ ทราบความหมายของจิตเสียอยา งเดียวเทานั้น สง่ิ
น้ันๆ กเ็ ปน ความจรงิ ของมันลว น ๆ จิตกม็ าเปนความจริงของตนลว น ๆ ไมคละเคลา
กนั
จงพจิ ารณาใหเห็นชัดอยา งนี้ เห็นสิง่ เหลา น้ันแลวกค็ น ลงไป มันอะไรกัน จติ ดวง
นที้ าํ ไมถึงไดข ยนั นกั กับเรื่องเกดิ เรอ่ื งตาย ท้ัง ๆ ทโ่ี ลกกก็ ลวั กนั นกั หนา เราเองกก็ ลวั
ความตาย แตท ําไมความเกดิ น้จี ึงขยันนัก ตายปบ เกดิ ปบุ แนะ ! เกิดปบุ ก็แบกเอาทกุ ข
ปบุ แน! ทาํ ไมจึงขยันนัก พิจารณาใหเ ห็น
มันเกิดไปจากอะไร? เร่ืองอะไรพาใหเ กิด? ถา ไมใชจ ากจิตทีม่ เี ช้อื อันสาํ คัญแฝง
อยภู ายในน้ี จะเปนอะไรพาใหเกดิ พาใหเ ปนทกุ ข การเกดิ เปน บอ เกดิ แหง ทกุ ข
พจิ ารณาลงไปคน ลงไป เอา อะไรจะฉิบหายใหเห็นใหรู เพราะเราตองการความจริงนี่
อะไรจะฉบิ หายลงไปใหม นั รดู ว ยปญญาของเรา รูดวยจิตของเรา อะไรมันไมฉ บิ หายก็
ใหร ูด ว ยจติ ของเราอีกน่ันแหละ จะหมดปญ หาอยูท่ีจดุ น้นั
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๔
ภาค ๓ “ธรรม๕ช๑ดุ ๕เตรยี มพร้อม’’
๔๕๕
ปญ หาใหญอ ยทู จ่ี ติ กวา นอะไร ๆ รวมเขา มาไวใ นตวั หมด ไปกวานเอาขาง
นอกเขา มา พอถกู ตดั ดวยสตปิ ญ ญาแลว กห็ ดตัวไปอยภู ายใน ไปหลบซอนอยภู ายในจิต
นน้ั จติ กถ็ ืออนั น้ีวาเปน ตนอกี กห็ ลงอีก เพราะฉะนัน้ จึงตอ งใชป ญญาพิจารณาเขา ไป
อกี ฟนเขาไป ฟาดเขา ไปใหแหลกละเอยี ดไปตาม ๆ กนั หมด
อะไรทไี่ มใชข องจรงิ ในหลักธรรมชาตซิ ่งึ มีอยูภายในจติ นั้นแลว มนั จะสลายตวั
ลงไป อนั ใดเปนธรรมชาติของตวั เองแลวจะไมส ลาย เชน ความรู เมือ่ แยกส่ิงทีแ่ ปลก
ปลอม ส่งิ ทแ่ี ทรกซึมท้ังหลายออกหมดแลว จติ ก็เลยเปนจติ ลว น ๆ เปน ความบรสิ ทุ ธ์ิ
จะฉบิ หายไปไหนความบริสทุ ธ์นิ ะ! ลองคน หาดซู ิ ปา ชาแหงความบรสิ ุทธ์ิ ปา ชา แหง
จติ นไ้ี มมี ไมป รากฏ!
ย่งิ ชําระสงิ่ จอมปลอมทพี่ าใหไ ปเท่ียวเกิดในรางนนั้ ถอื ในรางน้นั รา งนี้ ออกหมด
แลว ยง่ิ เปน ความเดน ชดั นแ้ี ลทา นวา “ธรรมประเสริฐ” ! ประเสริฐที่ตรงนี้ แตก อ นผนู ้ี
แหละเปน ตัวสาํ คัญหลอกลวงตวั เองอยูตลอดเวลา ส่ิงทพ่ี าใหห ลอกมันอยูในจติ จติ นี้
จงึ เปนเหมอื นลกู ฟุตบอลนั่นแหละ ถูกเตะกล้ิงไปกล้ิงมา กิเลสนี้แหละมันเตะ ฟนขา
กเิ ลสใหแ หลกเสยี มนั จะไดไมเตะ ฟน ดวยปญญาของเรา ดว ยสตขิ องเราใหแ หลกหมด
ใหตรงแนว นิพพานเท่ียงจะไปถามทไ่ี หนเลา? พอถงึ จดุ ท่ีเที่ยง คือไมมีอะไรที่จะเขา
มาแทรกสิงไดอกี แลว มนั ก็ไมเอนไมเอียง นน่ั แหละ “สนทฺ ิฏฐ ิโก” รกู นั ตรงนี้ เปน“สนฺ
ทิฏฐิโก” อนั เตม็ ภมู ิ
“ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิ ฺ หู ”ิ ทา นผูรทู ั้งหลายรจู าํ เพาะตน รูท ี่ตรงน้เี ปนจุดสุด
ทาย รูทต่ี รงนีแ้ ลวเรอื่ งกห็ มดที่ตรงนี้
เรอื่ ง “ปา ชา” ท้ังหลาย เคยเปน ความเกดิ ความตายมาเทาไร ๆ แลว มาดบั กันที่
ตรงนี้ นีเ่ รยี กวา “งานลา งปา ชา ” คืองานกรรมฐาน! ฐานน่แี หละ งานลางปา ชาของ
ตนลางท่ตี รงนี้ ภพนอยภพใหญลางออกใหห มดไมมอี ะไรเหลอื นีผ่ ลที่เกดิ ขน้ึ จาก
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ัง้ แตข้ันเร่ิมแรก เขาอยูใ นปาในเขา การฝก ฝนทรมานตนไมวา จะอยใู น
สถานทใ่ี ด ๆ ทพ่ี ระพุทธเจาทรงสง่ั สอนใหไป “เท่ยี วกมั มฏั ฐาน” ไปเทย่ี วแบบนแี้ หละ
ทีนี้คาํ วา “กมั มฏั ฐาน” (กรรมฐาน) น้มี อี ยูด ว ยกันทกุ คน ไมว า นกั บวช ไมวา
ฆราวาส “กมั มฏั ฐาน” คืออะไร? เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นัน่ ! “ตจปญจก
กัมมัฏฐาน” แปลวา กมั มฏั ฐานมี “หนัง” เปน ทห่ี า เปน คาํ รบหา ก็มีอยกู นั ทุกคนนีไ่ ม
วาพระวา เณร พิจารณาตรงนี้เรียกวา “พจิ ารณากัมมัฏฐาน” เทย่ี วอยูตรงนี้เรยี กวา “เทย่ี ว
กมั มฏั ฐาน” หลงกห็ ลงอันนี้ พิจารณาอันนีร้ ูแ ลว ก็รกู มั มัฏฐาน ถอดถอนกมั มฏั ฐาน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๕
ธรรมะชดุ ๕เ๑ต๖รยี มพร้อม
๔๕๖
ถอดถอนภพถอดถอนชาติ รอื้ วัฏสงสารก็ร้ือทต่ี รงนี้ รวมเขา ไปก็ไปร้ือท่ใี จ ก็หมด
ปญหาทต่ี รงนัน้ นั่นแหละกรรมฐานสมบรู ณแ ลว “วุสติ ํ พรฺ หฺมจริยํ” พรหมจรรยไดอ ยู
จบแลว หรอื วา งานกรรมฐานเสรจ็ สน้ิ แลว จบท่ีตรงน้ี จบทกุ ส่ิงทุกอยาง
ศาสนาลงทจ่ี ดุ น้ี เม่อื ถึงจุดนีแ้ ลว พระพุทธเจา ไมทรงสัง่ สอนอะไรตอ ไปอกี
เพราะศาสนาธรรมมุงจดุ นี้ คือมงุ ลา งปา ชา ของสตั วท ีต่ รงนี้ เม่ือถงึ จุดนีแ้ ลว กเ็ ปนอนั
วา หมดปญหา
สาวกจะอยดู ว ยกนั กร่ี อ ยกพ่ี นั องค ทา นจะไมม อี ะไรสอนกัน เพื่อการบํารงุ อยาง
โนนบํารุงอยางน้ี แมจ ะรมุ ลอ มพระพุทธเจา อยูก็ตาม พระองคกไ็ มท รงสอนเพ่ือการละ
กเิ ลส เพราะไดล ะกันหมดทุกสงิ่ ทกุ อยา งแลว ดังใน “โอวาทปาฏิโมกข” ในวนั มาฆบชู าท่ี
ไดเ ทศนเ มือ่ คนื นี้
“สพพฺ ปาปสสฺ อกรณํ กสุ ลสสฺ ปู สมปฺ ทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พทุ ฺธาน สาส
นํ ” แนะ ! ทานประกาศ แสดงเปน สมั โมทนยี กถา เครอ่ื งรืน่ เรงิ สําหรบั สาวกเทานัน้ ไม
ไดจ ะแสดงใหสาวกจะถอนอะไร เพราะบรรดาสาวกเหลา น้นั ลวนแตเ ปนพระอรหนั ต
เปนผสู ้ินกเิ ลสอาสวะโดยประการทั้งปวงแลว การทําบาปก็ไมม ี ความฉลาดก็ถึงพรอ ม
จิต กบ็ รรลุถงึ ขั้นบริสุทธิห์ มดจดทุกส่ิงทกุ อยา งแลว ถกู ตอ งตามหลกั วา “เอตํ พุทธฺ าน
สาสนํ” นี่เปน คาํ สอนของพระพุทธเจาทุก ๆ พระองคแ ลว ทา นไมส อนเพอ่ื ใหล ะกิเลส
อันใดอีกตอไปเลย
พระอรหันตทา นอยกู นั จํานวนเทา ไรทา นจึงสะดวกสบาย ทานไมม อี ะไรกระทบ
กระเทือนตนและผอู ื่น เพราะเปนความบรสิ ทุ ธ์ลิ ว น ๆ ดว ยกนั แลว
แตพ วกเรามนั มีกเิ ลสอยภู ายในน่ี ไมไ ดทะเลาะกบั คนอื่นกท็ ะเลาะกับตนเอง ยุง
กบั ตวั เอง นอกจากยุงกับตัวเองแลว กเ็ อาเร่อื งตัวเองนีไ้ ปยงุ กบั คนอ่นื อกี ระบาดไป
หมด ขีโ้ ลภ ขี้โกรธ ข้หี ลง เอาไปปา ยไปทาคนน้นั คนน้ีแหลกเหลวไปหมด รอ งกนั
อลหมานวุนไปหมด เลยเปนสภามวยฝป าก สภามวยนาํ้ ลายขน้ึ มาในวดั ในวาอยา งนก้ี ม็ ี
มากมายหลายแหง แขง ดกี ันก็เพราะของสกปรกที่มอี ยภู ายในจติ ใจนีเ้ อง ถา หมดน่แี ลว
กห็ มดปญหา
เอาละ การแสดงธรรมกเ็ ห็นสมควร
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๔๕๖
ภาค ๓ “ธรร๕ม๑ช๗ุดเตรยี มพรอ้ ม’’