The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebook.luangta, 2021-10-01 09:32:28

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)

ธรรมชุดเตรียมพร้อม (๓)
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
วัดป่าบ้านตาด(วัดเกษรศีลคุณ) จ.อุดรธานี

Keywords: หลวงตามหาบัว,ธรรมะ

๓๒๑

โซ แตก ารชนะตนนเ้ี ปน เอกในสงคราม ดงั ธรรมทา นวา “อตฺตา หเว ชิตํ เสยโฺ ย” การ
ชนะตนแล ประเสริฐสุด”

สงิ่ ทีเ่ คยกอ กวนจิตใจใหไ ดร ับความทกุ ขค วามเดือดรอ นดังทเี่ คยเปน มานน้ั เปน
อนั วา “ยตุ ิกนั โดยส้นิ เชงิ ” ที่กลาวมาทั้งน้ี อยาลมื วาความเพียรเปน สาํ คัญ เปน
เครอื่ งสนับสนนุ สตปิ ญ ญา เปนผูบกุ เบิกเพอื่ ความกา วหนา ในงาน ปญญาเปนสําคัญ
มากท่ีจะตอ งพจิ ารณาคนควาใหเห็นเหตเุ หน็ ผล สตเิ ปนผูบ งั คบั งานไมใ หเ ผลอตัว เม่ือ
ปญ ญาพิจารณาเหน็ ความจริงของสว นตา ง ๆ มีขันธห า เปนตนแลว กเิ ลสไมม ที ี่หลบ
ซอ น จะไหลเขาไปสภู ายในจิตแหงเดยี ว ไมมที างยึด ไมมีทางเกาะ เพราะทีเ่ หลา นน้ั ถกู
ทาํ ลายฉบิ หายไปดวยปญ ญาเสยี แลว

จากนัน้ ก็เขา ตตี อนในจติ ทขี่ า ศกึ ไปรวมตวั อยู ใหแตกกระจายออกจากใจไมม ี
อะไรเหลอื นัน่ ! ทานวา “กเิ ลสตาย” ตายทต่ี รงน้ันแหละ! ตายท่ตี รงมนั เคยอยูกบั
ใจนั่นแหละ มนั อาศัยท่นี ัน่ เวลาตายไปก็ตายทน่ี ่นั ดวยอํานาจของ “มหาสติ มหา
ปญญา” ที่ทนั สมยั น่ันทา นเรียกวา “ชัยชนะอยางเตม็ ภูมิ”

ความชนะอนั เลิศชนะทตี่ รงนี้ ศาสนารวมลงท่ีจุดนี้ วาระสุดทายแหง การปฏบิ ตั ิ
ศาสนา ก็มายตุ กิ นั ท่ตี รงน้ี มาหยดุ งานกันทตี่ รงนี้ ถึงแดนแหง ความพนทุกข ก็ถงึ ทีต่ รง
น้ี นอกนน้ั ไมม ี

กาลก็ไมมี สถานทีก่ ไ็ มมี อดีตอนาคตไมม ี ปจจุบันก็รูเทา ทันทุกสิง่ ทกุ อยาง
อยา งพรอมมูล เปนผหู มดเรื่องหมดราว หมดคดเี กยี่ วขอ งในโรงในศาล ระหวางกิเลส
กบั ใจ มหาสติ มหาปญ ญา ออกนง่ั บัลลังก ตดั สนิ ประหารชีวติ กเิ ลสท้ังโคตรแซข องมนั
ไมมเี ช้อื สายสืบหนอตอ แขนงแหงภพชาตอิ ีกตอ ไป กิเลสพรอมโคตรแซจมหายไปใน
ขณะน้นั นท่ี า นเรยี กวา “ถึงนิพพาน” เปนจิตทเี่ ท่ียงแท แนล ะ

อาการทกุ สงิ่ ทกุ อยางท่เี คยหลอกลวงจติ นั้นไมมี เหลอื แตค วามรูล ว น ๆ ขนั ธแม
จะปรุงแตง ขึ้นมาตามธรรมชาติของมันท่ีมอี ยู เชน รปู ขันธ เวทนาขันธ สญั ญาขนั ธ
สังขารขนั ธ วญิ ญาณขนั ธ ก็แสดงตามเรื่องของตน ซงึ่ ไมม ีความหมายในทางกเิ ลสแต
อยา งใดเลย รูป ก็มกี ารแสดงไปตามเรื่องของรูป เวทนา สขุ ทกุ ข ไมสุขไมทุกข ท่ี
ปรากฏในขนั ธ ก็แสดงไปตามเรื่องของเวทนา สญั ญา ความจําไดห มายรู กเ็ ปนไปตาม
เรื่องของตน สงั ขาร ความคดิ ปรงุ ตาง ๆ ก็เปน ไปตามสภาพของตน วญิ ญาณ ความ
รับทราบ เมือ่ สิ่งภายนอกเขา มากระทบ ตา หู จมกู ลน้ิ กาย จติ กร็ บั ทราบ แลว กด็ ับไป
ๆ ตามธรรมชาติของมัน โดยไมสามารถทําใหจิตใจกําเริบเหมือนแตกอน เพราะส่ิงทท่ี าํ
ใหก าํ เริบน้ันไดถ ูกทําลายไปหมดแลวไมม อี ะไรเหลอื จงึ เรียกวา “เปนขนั ธล วน ๆ”

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๑
ภาค ๓ “ธรร๓มช๗ดุ ๑เตรียมพรอ้ ม’’

๓๒๒

เปน ผถู งึ พระนิพพานอยูในระหวางขันธล วน ๆ คอื นพิ พานทั้งเปน ไดแ กจิตที่
บรสิ ทุ ธจิ์ ากกิเลสนัน้ แล

ทา นไมถามละทนี วี้ า “นพิ พานอยูทไี่ หน ?” จะถามทําไม นพิ พานจรงิ ๆ คือ
อะไร? คําวา “นพิ พาน” ก็คือช่ืออันหนง่ึ ธรรมชาตทิ ี่ถกู เรียกชอ่ื วา “นพิ พาน” นน้ั
แลคือตวั จริงแท

เมื่อถงึ “ตัวจรงิ แท” แลว จะไปถามหาชอ่ื หาเสยี งหารอ งหารอยทไี่ หนอีก ไปงม
งายที่ไหนอีก ผรู ูรูจรงิ ๆ แลว ไมง มงาย ไมอยากไมหวิ เพราะถงึ “ความพอ” ทุกส่ิงทุก
อยา งแลวโดยสมบรู ณ

เอาละ การแสดงธรรมก็เห็นวา สมควร ขอใหทา นผูปฏบิ ัติทั้งหลายนําไปพนิ ิจ
พิจารณาใหเห็นความจริงดงั ทกี่ ลา วมานี้ เราจะเปน ผูส มบูรณภ ายในใจดังคาํ ทพี่ ูดนี้ไม
สงสยั จึงขอยุติ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๒
ธรรมะชุด๓เ๗ต๒รียมพรอ้ ม

๓๗๓

พจิ ารณาทกุ ขเวทนาในวาระสดุ ท้าย ๓๒๓

เทศนโ์ ปรดคุณเพาพงา วเรทรศธนนะโกปลุ รดณคุณวดั เปพา่ าบพ้างนาตาวดรรธนะกลุ ณ วดั ปา บา นตาด
เมื่อวนั ท่ี ๑ กมุ ภาพันธ์ พทุ ธศักเมราือ่ ชวนั ๒ท๕ี่๑๑๙ กมุ ภาพนั ธ พุทธศักราช ๒๕๑๙

พจิ ารณาทุกขเวทนาในวาระสุดทาย

เมอ่ื จติ ยังอยูในท่มี ดื มนดว ยกเิ ลสชนิดตางๆ ปกปด กาํ บัง กเ็ ชนเดียวกับเราเขา
ไปในปารกชฏั และกวา งขวาง ขณะอยใู นปาน้ัน ความรูส ึกเหมอื นไมเคยผานทงุ ผานนาที่
เวง้ิ วา งมากอนบา งเลย ทงั้ ๆ ท่ีเรากเ็ คยผานเคยอยูม าแลว แตเ วลาเขา ไปในดงอันรก
ชัฏแลว ความรสู กึ มนั เปลย่ี นไปกับส่ิงท่ีเกย่ี วของ จึงเปน เหมือนวา เราไมเ คยผานทงุ โลง
โถงเว้ิงวางอะไรมาเลย เหมอื นกบั โลกนเี้ ปนโลกมดื ไปหมด เชนเดยี วกับปาอนั รกชฏั นน้ั

แตจ ิตนี้ยังไมเคยเหน็ แสงสวา ง ความเว้ิงวางภายในตวั เองมากอ นกย็ ังพอทาํ เนา
แตผูท่เี ขาปา ดงอันรกชัฏน้นั ทัง้ ๆ ท่เี คยเห็นทงุ เหน็ นาอะไรท่ีเวิ้งวางมาอยูแ ลว มันกย็ งั
เกดิ ความสําคญั ขน้ึ มาวา โลกนจ้ี ะไมม ที ว่ี า งจากปา บา งเลย มีแตค วามรกชฏั ดว ยปา
อยางนี้ไปหมด จิตในขณะที่อยใู นความมืดมนอนธการ ก็เปนลักษณะนี้เหมือนกนั
แตเมื่อกา วไปถงึ ทีเ่ ว้งิ วางโดยไมม ีอะไรมาเกย่ี วของเลย เพราะความผานพน ไป

หมดแลวน้นั กเ็ หมอื นกบั โลกนไ้ี มม อี ะไรเปน “นิมติ เครอ่ื งหมาย” แหงวตั ถตุ าง
ๆ เหลอื อยบู า งเหมอื นกัน

ถาเราไมค ดิ แยกไปวา ท่ีนน่ั เปนนนั่ ท่ีนเี่ ปนนี่ ใหแ ก “สมมุต”ิ ตา งๆ ซงึ่ เก่ยี ว
กบั สตั ว บคุ คล ตนไม ภเู ขา ดิน ฟา อากาศ ตามธรรมชาติทม่ี อี ยูของเขา กเ็ หมอื นกับ
ไมมอี ะไรเลยในบรรดาท่ีกลา วมาเหลา น้ี เพราะจิตไมออกไปเกย่ี วขอ ง จิตมแี ตความ
วา งประจาํ ตน หาเหตุปจ จยั อะไรเขาไปหมนุ ไปเกย่ี วขอ งไมไ ดเ ลย อยูโ ดยปกติของตน

โลกแมจะมีก็เหมือนไมมี ถา จะพดู วา “โลกไมมี สตั ว สงั ขาร ไมม ”ี ก็ได เพราะไมม ี
อะไรเขาไปเกย่ี วของในจิต จติ อยโู ดยหลักธรรมชาติแหง ความบริสุทธแิ์ ท เลยกลาย
เปน ธรรมดา......ธรรมดาไป

แต คําวา “ธรรมดา” น้ี ผสู มมตุ กิ ็จะคดิ และตคี วามหมายไปอกี แงห นงึ่ คาํ

“ธรรมดา” ในธรรมชาตนิ ้ี ไมเ หมอื นกบั ธรรมดาทเ่ี ราพูดกันทั่ว ๆ ไป เปนแตเ พียง

ขอเทยี บเคียงเลก็ นอ ยเทานั้น เรอ่ื งอะไร ๆ ก็ “ธรรมดา ธรรมดา ไปหมด” น่ันฟงซี !
เรื่องเกิดเร่ืองตาย เรอ่ื งทกุ ขล าํ บาก เร่ืองไดเรือ่ งเสยี เรือ่ งประสบอารมณตาง ๆ ชอบ
ใจ ไมชอบใจ ในโลกธรรมมาสัมผัส ก็เปนเรอ่ื งธรรมดา ธรรมดา ไปหมด เพราะจติ
อ่มิ ตัว และคลายอารมณต า ง ๆ ออกหมดแลวไมมีอะไรเหลือ สิง่ เหลา น้ันแมม ีอะไรอยู

ก็ “สกั แตว า” รบั รเู พยี งขณะๆ แลว ก็ดบั ไปในขณะๆ โดยหลักธรรมชาติของจิตที่

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะช๓ุดเ๗๓ต๔ร๒ีย๓มพร้อม

๓๒๔

มีความพอตัวแลว รับอะไรเขา ไปอีกไมได ความสรรเสรญิ ซึง่ เคยชอบมาแตไ หนแตไ รก็
กลายเปนเรอื่ งธรรมดา เชนเดยี วกับความนนิ ทา เพียงแตจ ิตรับทราบเทานั้น เพราะจติ
พอตัวแลว ไมสามารถจะรับอะไรได ทง้ั ฝายต่าํ ฝา ยสูง ฝา ยนินทา สรรเสริญ ฝา ยทุกข
ฝายสุข ท่ีเปน เร่อื งของ “สมมตุ ”ิ ทง้ั ปวง ใจไมเ กี่ยวขอ งจึงเปน ธรรมดาไปเสียหมด ท้งั
นอ้ี อกจากจติ ท่ีถึงความอา งวางโดยหลกั ธรรมชาติของตวั แลวเปน อยา งนัน้ อะไรจะมา
ผา นกเ็ หมือนไมผ าน

แตการทจ่ี ิตสามญั ชนเราจะพยายามดาํ เนิน หรือกาวไปดวยความเพียร เพ่ือให
ถึงสถานที่นน้ั ๆ ตามขนั้ ของจติ ของธรรมไปโดยลําดับ ๆ ตามสายทาง จนถงึ ทจ่ี ดุ
หมายปลายทางอนั เปนที่เวงิ้ วา งโดยหลกั ธรรมชาตินนั้ ยอ มเปนส่งิ ท่ียากลาํ บากเปน
ธรรมดา ราวกับการเชอื ดเฉือนตัวเรา ตวั เราคือกิเลส ดว ยมีดอนั คมกลา คอื สตปิ ญ ญา
นน้ั แล จะวายากมากก็ได แลวแตใ จของผูดาํ เนินน้ันมีความรักชอบมากนอยตา งกนั
เพียงใด แตผทู ี่มคี วามรักชอบ มีความสนใจมากอยูแ ลว การงานทีเ่ ปนไปเพอ่ื ความ
หลดุ พน หรอื เพ่อื ความเห็นแจง โดยลําดบั นี้ ก็ไมเ ปนของยากนกั เพราะทาํ ดว ยความ
พอใจทกุ อาการแหง การกระทาํ เรือ่ งทว่ี ายาก ๆ ซง่ึ เคยมอี ยใู นหวั ใจนน้ั กไ็ มยาก ความ
พอใจมาทาํ ใหง าย

คาํ วา “การเจริญของจติ ” กอ็ ยา ไดคิดคาดไปในแงตา ง ๆ ใหผ ดิ จากหลกั ความ
จรงิ ของความเจรญิ อนั แทจรงิ ภายในจิต และความเสือ่ มภายในใจอนั แทจรงิ ของจิต คอื
จติ มคี วามเปลยี่ นแปลงอาการของตวั อยูโดยเฉพาะเทา น้ัน ไมไ ดกา วไปไหน ไมไดลงที่
ไหน เปน แตความเปล่ียนแปลงแหง อาการของจิตที่แสดงใหตนทราบเทา นั้น

ใจเปลีย่ นแปลงไปอยางหน่ึง เปนความทกุ ขข ้นึ เปลยี่ นแปลงไปอยางหนงึ่ เปน
สขุ ขนึ้ มา อยภู ายในจติ นเี้ ทา น้นั การเจริญจติ ตภาวนา แมจะไดรับคําของครอู าจารยที่
ทา นแสดงไปในแงใดก็ตาม ทานพดู เรอ่ื งสมาธิกต็ าม เรอ่ื งปญ ญากต็ าม เรายดึ ไวพอ
เปน คตเิ ทานน้ั

สว นหลักธรรมชาติท่ีจะเปนข้นึ ภายในใจเรานน้ั เริ่มจากการนําธรรมคติจากทาน
มาปฏิบัติ ใหเ ปน ไปตามหลักธรรมชาตจิ ริตนสิ ัยของเรา อยาเอาธรรมชาตทิ ีเ่ ปน จรติ
นสิ ยั ของเราไปเทยี บกบั ทท่ี านแสดง เพราะทา นแสดงธรรมอยางกวางขวางสําหรับ
“นานาจิตตงั ” ซ่งึ มจี ํานวนมาก พูดงาย ๆ กว็ า จริตนิสยั ของคนไมเ หมือนกัน ความรู
ความเขา ใจ ตลอดถึงการประพฤตปิ ฏบิ ัตใิ นแงค วามรู ความเหน็ การพิจารณาน้ี จะให
เหมือนกนั ไมได แมจ ะอยใู นวงแหง สจั ธรรมดว ยกันกต็ าม แตอ าการแหง การพจิ ารณา
และการดาํ เนนิ น้ัน ผิดแปลกกันอยเู ปนลําดบั ลําดาตามจริตนิสัย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๔
ภาค ๓ “ธรร๓ม๗ชุด๕เตรยี มพร้อม’’

๓๒๕

เม่อื เปน เชน น้นั อาการแหง ความสงบ หรอื ความรูตา ง ๆ ซึง่ เกดิ ขนึ้ ภายในจิต
จงึ มีตา งกนั สวนความสงบน้นั เปนท่ยี อมรับดว ยกันทกุ คน ไมว าจรติ นิสยั เพราะความ
สงบสขุ ของจติ นนั้ เปนผลเกิดขนึ้ จากการปฏบิ ัตขิ องตน จงึ เปน ท่ียอมรบั ดว ยกัน เราจงึ
คอยดูผลที่ปรากฏข้นึ จากการปฏบิ ตั ขิ องเราอยางน้ี

คาํ วา “สงบ” นน้ั มีหลายประเภทตามจรติ นิสยั คอื สงบลงในขณะเดยี ว
เหมือนกับตกเหวตกบอ อยา งนน้ั กม็ ี คืออยู ๆ ท่เี รากาํ หนดภาวนา “พทุ โธ ๆ” แลวก็
พลกิ ขณะเดียวแพล็บ หายเงียบไปเลย คอื จติ พลิกขณะเดียวเทา นนั้ เหมอื นกับเราตก
เหวตกบอ แลวปรากฏเปนความรูข้ึนมาทนั ที น่ีเปน แงหนึ่ง

อีกแงหน่งึ จติ สงบแลวหายเงียบจากอารมณตา งๆ แม “พุทโธ” ไปเลยก็มี น่ี
เปนจติ นสิ ยั ประเภทหนึง่ ท่กี ลา วมาน้ีเรยี กวา “รอ ยละ ๕ ราย” จะมีเพยี ง ๕ ราย หรอื
จะมากไปดว ยซา้ํ ในรอ ยคนของผมู คี วามสงบเยอื กเย็น หรอื เห็นผลในการทําสมาธิ
ภาวนาแบบน้ี เพราะมีนอยมากในการปฏบิ ตั สิ มัยปจ จบุ ันนี้

อกี ๙๕ รายนน้ั จะเปนในลกั ษณะทค่ี อ ยสงบ คอย ๆ เยือกเย็นเขาไปเปนลาํ ดบั
ๆ น้มี เี ปน จํานวนมาก

ใหเ ราสงั เกตดจู ริตนสิ ัยของเราวา เปน ไปในจริตใด หรือเปน ไปในลักษณะใดใน
แงใดในสองแงน้ี สวนมากจะเปน ไปในแงที่สองนี้

คาํ วา “สงบ” คอื ความสงบเย็นอยภู ายในใจ ใจมที อ่ี ยู ใจมีความรมเยน็ เปน สขุ
มฐี านแหง ความสงบอยูภายในจติ ของตน ทั้ง ๆ ทีค่ ิดอา นไตรต รองอะไรก็ไดตาม
ธรรมดาของโลกท่วั ๆ ไป แตภายในจิตของตวั มคี วามโลง มคี วามสบาย มคี วามเบา
หรือมคี วามสวา งไสว ตามกําลังจติ ทมี่ ีมากนอย แลวแตกําลังแหง สมาธิ หรอื ความสงบ
นีท่ า นเรยี กวา “จิตสงบ” มีความคิดไดป รุงไดอยูอยางนั้น แตจิตท่ีเปน เจาของความคิด
นัน้ มคี วามสงบสบายอยภู ายในตน กําหนดเขา เม่ือไร กป็ รากฏความรทู ี่เปน ความสบาย
นน้ั อยเู ร่อื ย ๆ ไมห ายไป นช่ี อ่ื วา “จติ ไดฐ านแหงความสงบ หรอื มฐี านแหง ความ
สงบ” ข้ึนมาแลว

ประการหน่ึง ทเ่ี ปน ธรรมชาติของจติ เอง เราจะปรุงแตงไมได กค็ อื ขณะทใ่ี จดบั
ความคดิ ปรงุ ตา ง ๆ นน้ั ดบั จรงิ ๆ ความคดิ ความปรุงขาดจากกนั ไมม ีอะไรเหลือเลย
เหลอื แตความรลู ว น ๆ อยโู ดยลําพังตนเอง น่กี ใ็ หเ ปนตามหลักธรรมชาตขิ องจิตที่เปน
ข้นึ มาในตัวเอง

การคาดการหมายไมเ กดิ ประโยชนอ ะไร จงึ ไมควรคาดหมาย ใหปลอยไปตาม
จริตนสิ ัยของตนในสวนน้ี ไมผ ดิ ขอสําคญั คือการปฏบิ ตั ิ ทา นสอนอยางไร และเหมาะ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๕
ธรรมะชุด๓เ๗ต๖รียมพรอ้ ม

๓๒๖

กับจริตนสิ ัยของเราอยางไรบา ง วิธปี ฏบิ ัติ วิธพี จิ ารณา หรอื วิธบี รกิ รรม ใหก าํ หนดตาม
น้นั เปน ของสาํ คญั ใหความรูอยูก ับการภาวนานัน้ ๆ จะภาวนาแบบไหนกต็ าม สตเิ ปน
สิ่งสําคัญอยูมาก ซงึ่ จะใหพ รากจากกนั ไมได จะขาดวรรคขาดตอนในทางความเพยี ร
เพ่อื จะยังผลใหสืบตอ เน่ืองกันโดยลาํ ดับ

ที่พดู ถงึ จรติ นสิ ยั ของแตละคนที่ไมเ หมือนกัน ผนู นั้ เปน อยางนั้น หรอื ครบู า
อาจารยทานแสดงอยา งน้ัน ผนู น้ั จิตรวมอยา งนั้น จติ รูอ ยา งนั้น ๆ ใหเราเพียงฟง ไวเฉย
ๆ หากจริตนสิ ยั ของเราเปนไปในทางใดแลว เรือ่ งทีท่ านกลา วน้ันจะมาสมั ผัสเราเอง เรา
รใู นแงใ ด แงที่ทา นแสดงแลวจะเขา มาสมั ผสั จะโผลข นึ้ มารับกนั ทนั ที ๆ ถา นิสัยของเรา
ไมมี กเ็ ปนเพียงแตฟง ไป ๆ อยาไปยึดเอาขอ นั้นมาเปน อารมณจนกระท่ังเกดิ ความรอน
ใจ ในเม่อื จิตของเราไมเปนไปตามท่ีเรามงุ หวังอยา งทท่ี า นสอน อนั น้ีก็เปน ความคดิ อนั
หนึ่งของเรา ตองระมัดระวัง

ความสงบของใจ ท่ีเปน ความถกู ตองดงี ามหรือเปน ทย่ี อมรับกนั กค็ ือความสงบ
ไมฟุงซานวนุ วายไปกบั อะไร มีแตค วามเย็นใจ ถึงจะคิดในหนา ทกี่ ารงานตา ง ๆ กค็ ิดไป
ไดอยางธรรมดา แตไมก วนใจเจาของเหมอื นอยางแตกอน ทยี่ งั ไมเ คยอบรมภาวนา น่ี
ทานเรยี กวา “จิตสงบ” ถามากกวา น้นั ก็เปนฐานมัน่ คงอยภู ายในใจ แมจ ะคดิ เรอ่ื งอะไร
กค็ ิดไป แตพ อยอนเขามาสจู ุดแหง ความรู กเ็ ปนจุดความรู ท่เี ดน ชัด ผอ งใส และเบา
ใหเ หน็ อยา งชดั เจนภายใน นี่เปน ทย่ี อมรับวา “จิตสงบ” และมฐี านสมาธปิ ระจาํ ใจ
และเปนทยี่ อมรับกนั ทัว่ ไปวา “จติ เปน สมาธิ” ถา จิตเปนอยางน้ี !

เพราะฉะนน้ั การทีจ่ ะไปยึดเอาเรอ่ื งของคนนัน้ คนน้ีมาเปน เรอ่ื งของตัว หรือ
พยายามจะทาํ จติ ของตนใหเปน อยางนัน้ เปน การขดั ตอ จริตนิสยั ของเรา จะเกิดความ
ไมสบายใจข้นึ มา เพราะการสรา งความกงั วลหมน หมองใหเ กดิ ข้ึนแกต น ดว ยเหตนุ ้จี ึง
ควรทําความเขา ใจไวในขอนี้

ความเจรญิ ของจิตนน้ั ก็คือความสงบตวั นนั้ แลเปนสาํ คัญ ใจมีความละเอยี ด
ลออเขาไปเปนลําดับ มคี วามแนนหนาม่นั คงเขาไปเร่อื ย ๆ ความเจริญในขัน้ เริ่มแรก
เปนอยางนี้

ตอ ไปจะตองมีความละเอียดขนึ้ โดยลาํ ดบั จากจติ ดวงนเ้ี อง จติ ดวงนจี้ ะเปลยี่ น
สภาพไปเร่ือย ๆ และเขาสูค วามละเอยี ดจรงิ ๆ แมจ ะพจิ ารณาทางดา นปญญาการคน
ควาตาง ๆ ใจมคี วามเฉลียวฉลาดมากนอ ยเพียงใดกต็ าม ฐานแหงความสงบเย็นใจนี้ ก็
ปรากฏเปน ความม่ันคงไปโดยลาํ ดบั เชน กัน แตบ างครั้งเวลาชุลมุนวนุ วายมากกับการ
งานทางดานปญญา ความสงบอันน้จี ะหายไปก็มี แตคําวา “หายไป” น้ไี มไ ดห ายไป
แบบคนทไ่ี มเคยภาวนา คนไมเคยมีสมาธิมากอ น

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๖
ภาค ๓ “ธรร๓ม๗ช๗ุดเตรยี มพรอ้ ม’’

๓๒๗

คนไมเ คยภาวนานัน้ ไมมีความสขุ ความสงบภายในใจเลย จงึ ไมม คี ําวา “จิต

เจริญ” หรือ “จิตเสื่อม” เปนจิตสามัญธรรมดา ๆ
แตจติ ท่ี “หายจากความสงบน้ี” มแี ตค วามรสู ึกทจ่ี ะพิจารณาอยางเดยี ว มคี วาม

ร่นื รมย มคี วามดดู ด่มื ในการพนิ จิ พจิ ารณาเพอ่ื ถอนกเิ ลสตา ง ๆ ออกจากจติ ใจ ไมไ ดมี
ความฟุง เฟอ เหอเหมิ ไปกบั โลกกบั สงสารใด ๆ เลย แมจ ะไมป รากฏเปนความสงบแนว
แนเหมือนอยา งทเ่ี คยเปน มาก็ตาม เพราะความรูอันน้เี ปล่ยี นไปทางธรรมแลว ไมไ ด
เกย่ี วกบั โลกเลย ถึงจะไมเปนความสงบเหมอื นจติ เปน สมาธิก็ตาม แตก็เปน ความวนุ
กับตนเพ่อื ถอดถอนกิเลสตางหาก มนั ผดิ กันทต่ี รงน้ี

การพยายามตะเกียกตะกายเพื่อฝกฝนอบรมจติ ใจใหม คี วามสงบรม เย็น เปน ที่
แนใ จตนเอง มีความอบอนุ มีหลกั ใจเปน เคร่อื งยึดเปนท่ีอาศยั น้ี เปนเรื่องท่ยี ากลําบาก
อยบู า ง แตเราควรนึกคิดถงึ เร่ืองงานตาง ๆ ที่เราทํา บางทีงานบางชิน้ มนั ก็หนักอึง้ จน
ขนาดหัวเสยี ไปก็มี เรายงั อตุ สา หพยายามทําและผานไปไดไ มรกู ง่ี านมาแลว เหตใุ ดงาน
ทีเ่ ปนไปเพอ่ื ตัวเองโดยเฉพาะแท ๆ เราจะทาํ ไมไ ด จะผา นไปไมไ ด นเ่ี ปน งานเหมอื น
กนั เปนแตเพยี งวา งานนอกงานใน แปลกกนั เพียงเทา น้ี ทําไมเราจะทําไมไ ด ตอ งทํา

ได ! เมอ่ื ความพอใจมอี ยแู ลว
เมอ่ื ปลงใจอยางนแ้ี ลว ความทอ ถอยออ นแอกไ็ มม ี พยายามดําเนินตอ ไปเร่อื ย

ๆ จิตเมอื่ ไดร ับการอบรมอยโู ดยสมาํ่ เสมอแลว จะแสดงความแปลกประหลาดข้นึ มาให
ชมเรื่อย ๆ ความเยน็ ความอบอนุ ความแนใ จ จะมกี าํ ลงั มากขน้ึ ๆ

การฟงเทศน โดยเฉพาะทีเ่ ทศนท างดานกรรมฐานเกย่ี วกบั จติ ตภาวนาลว น ๆ
ถาจิตไมม ฐี านแหงความสงบเปนทร่ี องรบั กันบา ง ฟง เทศนทางดานปฏิบตั จิ ะไมเ ขาใจ

เราสงั เกตจติ ของเราตอนน้ี ถา ฐานแหง ความสงบพอทจ่ี ะรบั ธรรมเทศนาของ
ทาน ทางดานจิตตภาวนาทางดา นปฏบิ ัติไมม ีภายในใจ ฟงเทศนทา นเทา ไรก็ไมเขา ใจ
ยิง่ ฟงเทศนเรอื่ งมรรคเร่ืองผลกย็ ่ิงมดื แปดดาน น่ีแสดงวา ฐานรับภายในของเรายงั ไม
มี

พอความสงบเริ่มมขี ้นึ การฟงเทศนทางภาคปฏบิ ตั จิ ะเรมิ่ มีรสมีชาตขิ น้ึ ภายใน
จิตใจ เพราะมีฐานของจติ ทเี่ ปนความสงบเปนเครือ่ งรองรับ เม่อื จติ รบั กันไดด ีเทาไร
การฟงเทศนด า นปฏิบัตนิ ้ีจะยงิ่ มีความซาบซึ้ง ไพเราะเพราะพริ้ง หวานอยภู ายในจติ ไม
จืดจาง แมใ จเรายงั ไมถงึ ธรรมทีท่ านแสดงนั้นก็ตาม แตก็เหมอื นเราเขา ใจ เรารเู ราเห็น
ไปตามทานไมม ขี อ แยง เพราะทานเปดทางโลง ใหเหน็ ชดั เจน เห็นภาพน้นั ภาพนี้โดย
ลาํ ดับ ๆ ถา วาดภาพพจนข้ึนมาก็เปน อยางนั้น ยงิ่ มคี วามดูดด่มื ในการฟง จนลมื เนอ้ื ลมื

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๗
ธรรมะชุด๓เ๗ต๘รยี มพรอ้ ม

๓๒๘

ตัว ลมื เวล่าํ เวลาไปหมดในขณะทีฟ่ ง นค้ี อื จติ ของเรามีฐานรับแลว เทศนทางดานจติ ต
ภาวนาจึงเขา กนั ไดอยา งสนิทไมมปี ญหา

ทีนเ้ี วลาเราชินตอการฟง เทศนป ระเภทนี้ เพราะจิตยอมรับแลว อยา งน้ี ฟง เทศน
อืน่ ๆ เลยข้ีเกียจฟง ราวกบั ฟง ไมไดนํา้ ไมไ ดเน้อื อะไร พูดไปนอกโลกนอกสงสาร ไปที่
ไหน ๆ โนน ความจรงิ ทีป่ รากฏอยูกับตวั ทาํ ไมไมพดู ! เพราะเร่ือง “สัจธรรม” หมุน
อยูภ ายในจติ ใจ แลวไปเทศน “ขา งนอก” แมจ ะเปน “สัจธรรม” กจ็ รงิ แตม นั อยนู อก
หางไกลจากปากจากทอ งเรา ที่จะไดรบั ประทานอยา งงา ย ๆ ทันใจ เพราะเปนภายใน
จติ เอง เมอ่ื เทศนเ ขามาสภู ายในนี้ ยอมเปนเครอื่ งกลอ มจติ ใจไดอยางสนทิ มาก ลึกซึง้
มาก เพราะพริ้งมาก มีรสมชี าตขิ ้ึนโดยลําดบั

ทานเทศนเรอ่ื ง “วถิ ีจิต” เทศนเ ร่อื ง “สติ” เทศนเ รอ่ื ง “ปญญา” เทศนห มนุ
เขามาใน “สัจธรรม” ซึง่ มอี ยกู บั ตวั ทุกคน ทานยกสจั ธรรมข้ึนเปน สนามรบ หรอื เปน
ธรรมเทศนา ยอ มเขา กบั จติ ทม่ี คี วามสงบไดดี เพราะจติ เตม็ ไปดว ยสจั ธรรม ทกุ ขก็
เสียดแทงเขา มาท่จี ิต สมทุ ยั กเ็ กดิ ทจ่ี ติ เสียดแทงท่จี ิต มรรคก็ผลติ ข้นึ มาท่จี ิต คอื สติ
ปญญา จะผลติ ขน้ึ มาจากไหนถา ไมผลติ ขน้ึ จากจิต ผลิตข้ึนจากท่ีนี่ เมอื่ มอี ํานาจมกี าํ ลัง
มากเพยี งไร ก็ระงบั ดับกิเลสตัณหา ดับทกุ ขกันลงไปเปนลาํ ดับ ๆ กด็ บั ในทน่ี ้ี ที่เรียก
วา “นิโรธ ๆ” นน่ั นะ

สจั ธรรมมคี วามเกยี่ วเนอ่ื งกนั อยา งนี้อยูภายในจิต หมนุ อยูตลอดเวลา เปน
“ธรรมจกั ร” ถา จะพจิ ารณาใหเ ปน ธรรม สัจธรรมน้ีก็เหมอื นธรรมจกั ร ถา จิตเราคดิ ไป
แบบโลกแบบสงสารซง่ึ ไมเ คยภาวนาเลย มนั กเ็ ปน “กงจกั ร” ผันใหเรารมุ รอ นอยู
ตลอดเวลาวนุ ไปหมด จนหาท่ปี ลดเปล้อื งไมไ ด น่ังกไ็ มสบาย นอนกไ็ มส บาย อิริยาบถ
ทง้ั สมี่ ีแตไฟเผาจติ เผาใจ ไฟกิเลสตัณหาอาสวะน่ันแหละ ไมใ ชไฟอื่น ที่จะรอนยงิ่ กวา
ไฟอันน้ี

ถาจติ เปนอรรถเปน ธรรม พินิจพจิ ารณาเพื่อถอดเพ่อื ถอนดว ยมรรคผลปฏบิ ัติ
อยูแลว เรอ่ื งสัจธรรมท้งั สนี่ ่กี ็เปน “ธรรมจักร” เปนเครอื่ งซักฟอกสติปญญาไดเ ปน
อยางดี ทุกขเ กิดขน้ึ ทตี่ รงไหนจะกระเทือนถึง ปญ ญานาํ มาพิจารณา เราเคยทราบอยู
แลว วา ทุกขค อื อะไร เปนส่งิ ทีเ่ ราไมต อ งการ เปน สงิ่ ที่ทรมานจติ ใจของสัตวโ ลกอยาง
มากมาย และทกุ ขนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร

ยอนไปเรื่องสตปิ ญญา การคน ควา อยา งนี้ การคดิ อยา งน้ี เปน เร่ืองของมรรค
พจิ ารณาเหตพุ จิ ารณาผลไปโดยลาํ ดบั เฉพาะอยา งย่งิ ควรเอา “ขนั ธหา ” เปน “สนาม
รบ” รบที่ไหนไมถนดั เหมอื นรบในขันธห า เพราะขนั ธห านเี้ ปน เจาตัวการสําคญั ทีก่ อ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๘
ภาค ๓ “ธรร๓ม๗ชดุ๙เตรียมพรอ้ ม’’

๓๒๙

ทกุ ขภายในรางกายและจิตใจไมหยุดหยอ น การพิจารณาขนั ธหาจงึ เหมอื นวา การรบ
กบั กเิ ลสในขันธหา การรบดว ยการพจิ ารณาขนั ธหา จงึ เปนการปลดเปลือ้ งภาระจาก
ขาศึก และนาํ ชยั ชนะกลับมาได จากการรเู ทาทันขันธหานโ้ี ดยไมตอ งสงสัย

พระพทุ ธเจา ทา นรบขา ศึกกอ็ ยภู ายในขนั ธหา สาวกทา นกไ็ ดช ัยชนะภายในขนั ธ
หา ไมไ ดช ัยชนะจากที่อน่ื ใด เพราะแพก แ็ พท ีน่ ี่เอง หลงกห็ ลงเพราะสงิ่ นี้ ไมหลงเพราะ
สิง่ อน่ื หลงเพราะสิง่ น้ีส่ิงเดียว การพจิ ารณาจึงตองพจิ ารณาจดุ ทห่ี ลง เพอ่ื ใหเกิดความ
รูขึน้ มาในจุดท่เี คยหลง เมื่อรูสง่ิ ใดยอ มแยกตัวออกไดจ ากสงิ่ น้ัน เพราะฉะน้ันขันธทง้ั หา
นจี้ ึงเปนหนิ ลับปญญาไดอ ยา งดเี ยี่ยม จึงไมค วรมองขามขนั ธห า ถาผพู ิจารณาเพ่อื อรรถ
เพ่ือธรรมไมใ ชเพ่ือเหน็ แกต ัว คาํ วา “เพอ่ื เห็นแกต ัว” นัน้ เปนเร่อื งของกเิ ลส กลวั ตาย
ก็กลัว อะไรกก็ ลวั ไปหมดทุกส่ิงทกุ อยา ง ทกุ ขเ กดิ ขึ้นมาก็กลวั จะสูไมไหว ความกลวั จะสู
ไมไ หวกค็ อื เรอ่ื งของกเิ ลส ฉะนนั้ จงอยา ไปกลวั สรางความกลัวขึน้ มาทาํ ลายตัวทําไม!
ความกลวั นีเ้ ปน ตัวภัย สรา งข้นึ มามากนอ ยก็เสียดแทงจิตใจ ใหเกดิ ความทกุ ขมากนอย
ตามที่เราสรางขึ้นมา

ความจรงิ มอี ยา งไรใหนํามาใช ความจรงิ คืออะไร ? ใหรูค วามจริงของ “สัจ
ธรรม” หรอื ของขันธหาท่ีมีอยใู นตวั ของเรา ผไู มรคู วามจรงิ ในขนั ธหา ท่อี ยกู บั ตัวน้นั ไม
จัดวาเปนผูฉลาด และหาทางพนภัยไปไมได จะตอ งถูกส่งิ ทีเ่ ราถือวาเปน “ขา ศกึ ” สง่ิ ท่ี
เรากลวั นั้นแลยาํ่ ยีเราใหไ ดรบั ความทุกขทรมาน และแพอ ยตู ลอดไป

ยิ่งเปน วาระสดุ ทายดว ยแลว ก็ย่งิ จะกลวั ตายมาก กลวั เจ็บกลัวปวดตรงนน้ั ตรง
นม้ี าก นั้นแลคอื การสรางเสี้ยนหนามข้ึนมาเสยี ดแทงจิตใจของตัวเอง ใหเ กดิ ความทอ
แทอ อ นแอ ดีไมดเี กิดความเผลอตวั ไปได เพราะผดิ จากสัจธรรม ผิดจากหลกั ความจริง

ปญญามีอยู สตมิ ีอยู จงนาํ มาใช สตปิ ญญาเทา นั้นทจ่ี ะทําใหรแู จง เห็นจรงิ กับสงิ่
ท่ีเปนขาศกึ น้ี จนกลายเปน มิตรกนั ได คอื ตา งอนั ตางจริง

จติ ไมเ คยตาย เราไมตองวิตกวิจารณ เราไมตอ งสะทกสะทานวาจติ จะตาย
อะไรจะเกิดกเ็ กิดเถอะ จิตเปน ผสู ามารถรบั ทราบไดท กุ สงิ่ ทุกอยางบรรดาทีเ่ กดิ ขน้ึ กบั
จิต ไมมอี ะไรทจี่ ะแหลมคมยง่ิ กวา จิตทค่ี อยรับรอู ยตู ลอดเวลา

เอา ทุกขเวทนาเกิดขน้ึ มากนอ ยเพยี งไร จิตก็รวู าทุกขเวทนาตอนน้ีเกดิ ขึน้ มาก
เอา ดับไปก็ดบั ไปเร่ืองทกุ ข แตจิตไมดับ อะไรจะเกิดข้ึนมากนอย ใหเห็นความจริง
ของมัน อยาลืมตัววา จติ เปน ผูรู เปนนักรแู ทๆ ไมใชนักหลบ หลบความรูจนกลายเปน
ไมร ูข นึ้ มา นน่ั เปน เรอ่ื ง “อวชิ ชา” อยา นํามาใช ใหรเู กิดขนึ้ มากนอ ย ใหร ูตามความ
จริงของมันเฉย ๆ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๙
ธรรมะชดุ๓เ๘ต๐รยี มพรอ้ ม

๓๓๐

การพจิ ารณาทกุ ขเวทนาเราก็ทราบ ทุกขเ ราก็ทราบวา ทกุ ข ผูท ราบวา ทกุ ขน ัน้ คอื
จติ ความทกุ ขน ้ันเปน สภาพอนั หนงึ่ ผทู ราบวาทุกขนน้ั เปน สภาพอนั หน่ึง ไมใชอ ัน
เดยี วกนั โดยหลักความจรงิ แลวเปนอยางน้ี จงพจิ ารณาใหเ หน็ ความจริงของทกุ ขน้ี จะ

ไดเ ห็นความจริงของ “จิต” ไดอ ยา งเต็มเมด็ เตม็ หนวย
นกั ปฏบิ ตั ิเราถา ใจยังถอื ทกุ ขเวทนาเปนขา ศกึ ตอตน จนตองหาทางหลบหลีก

ไมอยากเขา หนา กบั ทกุ ขอ ยตู ราบใด ความจริงน่นั คือ “ทางแพ ทกุ ข สมทุ ยั ” น่นั
เอง จะหาทางออกจากทกุ ขและพนทกุ ข ดบั สมทุ ยั ไมไดอ ยูต ลอดเวลาถา ไมกลา สทู ุกข
ขุดคน สมทุ ัยดวยมรรคคอื สติปญ ญา

เอา อะไรเกดิ ขน้ึ กใ็ หร ู จติ มหี นาทท่ี ีจ่ ะรู เอาปญญาเทยี บเขา ไป คน ดใู หเห็นชัด
เจนวา ทุกขเ กดิ ขน้ึ ตัง้ อยูท่ีจุดใด ทกุ ขเกิดข้ึนทางกาย หนึ่ง ทางกายเกิดขนึ้ มอี าการใด

เกดิ ขึ้นภายในจติ เพราะเหตุใดจึงเกิดขน้ึ ภายในจิตได ถาไมใ ช “สมุทัย” คือความคิด
นอกลนู อกทางเปน เคร่อื งเสรมิ หรือเปนเครื่องผลติ ข้นึ มา

ความจรงิ กค็ อื ความลมุ หลงตนเอง เพราะความรักสงวนตน ไมอยากใหท ุกขเ กิด
ขึ้น แมเ กดิ ข้ึนแลว ก็อยากใหด ับไปอยา งด้อื ๆ โง ๆ น้ันแล สรา งขึ้นมา เชน อยากให
ทุกขดับโดยไมพิจารณาคน หาเหตขุ องทุกขค ือสมุทัยตวั การสําคญั ความอยากให

ทุกขด ับนี้แลคอื สมุทยั มีแตอยากใหทกุ ขด ับไป นน่ั แหละคอื สราง “สมทุ ัย” โดย
ตรง

ทถ่ี ูกเราไมต อ งอยาก พจิ ารณาสงิ่ ท่ีมอี ยู ท่ีปรากฏอยู ส่งิ ที่ไมม อี ยา ไปควาหา
มามันเปนทุกข มนั เปน การสรา งกเิ ลสขน้ึ ภายในอีก เวลานีท้ ุกขยงั ไมด บั อยานาํ ความ
อยากมาบงั คับใหม นั ดับไป ทุกขป รากฏขึ้นมาใหพ จิ ารณาตามสง่ิ ท่ปี รากฏ อะไรทย่ี งั
ไมเกิดขนึ้ อยา ตั้งความอยากใหมันเกดิ ขึน้ เพราะมันเปนความจริงอันหน่งึ ๆ ไมอ ยใู น
อํานาจของผใู ด ขณะทีม่ ันเกิดขึ้นกด็ ี ไมเ กดิ ขึน้ กด็ ี มันตัง้ อยกู ็ดี มันดบั ไปกด็ ี ผรู เู ปนรู
อยา ไปสรา งความอยากขึ้น ใหรูชัดอยางน้ี ช่อื วา เปน ผรู อบคอบในการพจิ ารณา ตายก็
ตายเถอะ ความจริงไมมีอะไรตาย พิจารณาใหเ ห็นชัดเจนอยา งนี้

รา งกายจะสลายก็ใหส ลายไป เพราะเร่ืองสลายเปนของคูกนั กับสิ่งท่ผี สม สง่ิ ท่ี
รวมตัวกนั เมอ่ื รวมตัวแลว กต็ อ งสลาย ถงึ เวลาแลว ตองสลายไปดว ยกันท้ังน้นั ไมว า
อะไรในโลกนี้ ความไมสลายไมม ี แมแ ตภเู ขาทั้งลกู มนั ยงั สลายได ทําไมรา งกายอยาง
เรา ๆ ทาน ๆ จะสลายไปไมไ ด ฝนธรรมดาไปทําไม เกิดประโยชนอะไร

การไมฝน ธรรมดา ใหรูค วามจรงิ ของธรรมดานี้แล คือทางธรรม ทางโลง ทาง
ปลดปลอย ไมมอี ะไรเขามาเก่ยี วขอ งไดเ ลย ปญ ญารอบตวั หากจะตายขณะทเี่ วทนา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๐
ภาค ๓ “ธรร๓มช๘ุด๑เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๓๑

กาํ ลังกลาก็ใหรกู ันอยูกับเวทนา เปน การ “ลบั จติ ” ดวยปญ ญา โดยถอื เอาเวทนาเปน
“หินลับ” ไดอ ยางประจกั ษภายในจติ

ทุกขดบั ไปจติ จะไปเกาะอะไร เพราะจติ เปน “ผูรู” ผูพิจารณาทุกขเพอ่ื รูและ
สลัดทุกขอ ยแู ลว จิตจะไปติดทุกขแ ละตกทกุ ขไ ดยากทีไ่ หนกัน ทุกขเวทนาเราก็ทราบ
แลววาเปน สภาพอันหน่ึง เมอื่ พิจารณาทกุ ขเวทนาน้นั ดวยปญญาความฉลาด เพื่อปลด
เปลอ้ื งทกุ ขเวทนานัน้ อยูแลว เราจะไปตกนรกอเวจีที่ไหนกัน!

ทุกขเวทนาดับไป กด็ ับไปตามเรอ่ื งของเวทนา ผรู ผู ฉู ลาดพจิ ารณาแยกตวั ออก
จากทุกขเวทนากค็ อื จิตกบั ปญญา ผูไมด ับกค็ ือจติ กอ็ ยตู ามความไมดับของจติ ตาม
ความรูความฉลาดของจิต จิตฉลาดเปล้ืองตนเพราะการพจิ ารณาเวทนาตา งหาก จิต
มิไดติดจมอยกู บั ความทกุ ข เพราะการพิจารณาทุกขเพอื่ ความฉลาดปลดเปล้ืองตน
เราเหยียบ “บนั ได” ขนึ้ สูบนบานตา งหาก มิไดเหยียบ “บนั ได” เพอื่ ติดอยูกบั
บนั ไดนัน้

นเี่ ราก็พิจารณาทกุ ขเวทนาเพื่อเปลอื้ งตนจากทุกขเวทนาตา งหาก ไมพ จิ ารณา
ทกุ ขเวทนาเพือ่ ตดิ ทกุ ขเวทนา เมื่อตายไปจะเกิดความลม จมแกจ ิตผเู ดนิ ทางชอบได
อยา งไร เมื่อทกุ ขเวทนาคอื ทางเดนิ ของจิตของปญญาแทแลว ชือ่ วาจิตเดินถูกทางของ
อริยสัจและสติปฏ ฐาน อันเปน ทางเดนิ เพ่อื ความพน ทุกขไ มสงสัย

การพจิ ารณา “ขนั ธ” ทา นพจิ ารณาอยา งน้ี ไมตองกลวั พระพทุ ธเจา ไมไดส อน
ใหก ลวั แตส อนใหร ูความจริง ใหพ จิ ารณาความจรงิ นี่เปน จดุ หมายทพี่ ระพทุ ธเจาทรง
สอนแท เรื่องความกลวั พระองคไมไดส อน เปนเรื่องของกเิ ลสเส้ยี มสอนคนใหโ งห นกั
เขา ตางหาก ผลทไ่ี ดรบั มีแตความโง และกองทกุ ขเ ตม็ หวั ใจ ภพชาติเต็มตัว

คาํ วา “เรา ๆ หรอื ใคร ๆ” มาเปาหูปาว ๆ กอ็ ยา เชอ่ื งา ย ๆ ใหเชื่อพระพทุ ธ
เจา พระองคเ ดยี วทเ่ี ลศิ โลกมาแลว อยา กลวั ความจรงิ เราเปนนกั ปฏบิ ตั ิ ความกลวั ไม
เปน เรอ่ื งใหสําเร็จประโยชน เปนเร่ืองส่ังสมกเิ ลสขน้ึ มา ใหเ กดิ ความทกุ ขมาก เพราะ
ความกลัว กลัวมากเทา ไรก็เกิดความทกุ ขม ากเทาน้นั พิจารณาใหเ หน็ ประจักษภ ายใน
จิตอยูตลอดเวลา ในขณะท่ีทุกขเวทนาเกดิ ข้ึน โดยไมตอ งไปหวังพ่ึงใครในเวลานน้ั เรา
อยาหวังพึง่ ใคร ไมใชที่พงึ่ อันแทจรงิ ! นอกจาก “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” ดวยสติ
ปญ ญาเราเทานนั้ จะเปนท่พี งึ่ ของเราไดอ ยา งเตม็ ใจ ตกึ รามบา นชอ ง ใครตอใครก็
ตาม ทุกสิ่งทุกอยางพึง่ ไมไ ดท ัง้ นั้น เวลาจะตายจรงิ ๆ ขนั ธหากพ็ งึ่ ไมได มันจะแตกอยู
เวลาน้ีจะพงึ่ มนั ไดท ไี่ หน แลว เราจะพึง่ ใคร

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๑
ธรรมะชดุ๓เ๘ต๒รียมพรอ้ ม

๓๓๒

สตปิ ญญาเทาน้นั เปนอาวุธท่ีทนั สมยั ทจ่ี ะแกหรอื ชว ยเราไดในขณะน้นั จงคนลง
ไปพิจารณาลงไป ทกุ ขเปนของเกิดของดับ ใจเปนของไมเกิดไมด ับ เปน ธรรมชาตขิ อง
ใจอยูโดยธรรมชาติของตน พิจารณาใหชัดเจนแลว จิตจะแยกตวั ออกมาเอง เมอ่ื เขา ใจ
ชดั เจนแลว ไมไปไหน ไมไ ปติดอยกู บั อะไร มที ุกขเวทนาเปนตน เพราะปญ ญาเปน
เครอ่ื งผลักดันสิง่ ที่จอมปลอมทั้งหลายนั้นออกไปโดยลาํ ดับ ๆ ใหเ ขาใจอยา งนี้ เราก็
โลงใจสบายใจ นีแ่ หละเรยี กวา “การพ่ึงตนเอง”

จงคดิ ถงึ วาระสดุ ทาย วาระสําคญั ที่สดุ คือวาระไหน? คอื ทกุ ขเวทนาอันแสน
สาหสั น้แี ล จะสาหสั ขนาดไหนในวาระสดุ ทา ย ตอ งเตรยี มสตปิ ญ ญาใหพ รอ มมูล สู !
เพ่ือแยง เอาของจรงิ จากสิง่ จอมปลอมทเ่ี คยหลอกเรามาเปน เวลานาน มาครองใหได !

รางกายน้แี คต ายเทานัน้ ! สติปญญาเปนผูส ามารถตลอดสาย เวทนาจะมาจาก
ทิศใดแดนใด มนั กอ็ ยูใ นขันธน ี้เทา นนั้ เวทนาขนั ธก ค็ ือขนั ธน เ้ี ทา น้นั ไมไ ดอยูนอกเหนอื
เมฆลอยมาทบั เราได มนั ทับอยูภายในตัวเรานี้ถาเราไมม ีสตปิ ญญาทันมัน ถาสตปิ ญญา
ทัน ทุกขเวทนากไ็ มทบั ทกุ ขเวทนามีมากมีนอยกท็ ราบกันอยางชดั เจนดวยปญญาน้ี
เทานั้น ปญ ญานแ้ี หละเปนเคร่ืองชว ยตวั เอง

ความพากเพยี ร อยา ถอย ถอยไมไดเมื่อเขา ตาจนแลวตองสูจนสดุ เหว่ยี ง และ
เปลอื้ งกิเลสตวั หลงงมงายลงให “วฏั จกั ร” โนน เปนไร! ก็เราจะสู จะเอาชัยชนะ จะถอย
ไปไหน จะเอาชยั ชนะดว ยการสนู ี่! ไมไดเอาชัยชนะดว ยการถอย เมื่อเอาชัยชนะดว ย
การสู ตอ งสดู วยสติ สดู วยปญ ญา ไมใชส ดู วยความโง ๆ

จติ นี้พระพุทธเจา ทรงรับรองอยูแลว วาไมต าย เราจะกลัวตายหาอะไร เราคือ
จติ กไ็ มต ายน่ี เราจะกลวั ตายไปทําอะไร ถา ตวั จิตตายเรากต็ าย น่ีตวั จิตไมตายแลวเรา
จะตายไดท ี่ไหน เงาแหงความตายมนั มอี ยูท่ีไหน มันไมม ีน่ี ไมม จี นกระทงั่ “เงา” แหง
ความตาย เราตน่ื เราตกใจ เรากลัวตายไปเฉยๆ กลวั ลม ๆ แลง ๆ ความตายของใจไม
มี แมกระทัง่ “เงา” ใหก ลัว ก็ยังกลัวกนั ไปได เพราะความหลงของจิตน่เี อง

ทา นจงึ สอนใหส รา งปญญาใหท ันกับเหตกุ ารณ จิตน้เี ปนทแี่ นใจวา ไมตาย
พิจารณาใหชัด เอา อะไรเกิดกเ็ กดิ ขึ้นเถอะ จิตมีหนาที่รูท ้ังหมด จนกระท่ังวาระสดุ
ทา ยเคร่อื งมอื น้แี ตกไป ปญ ญากส็ ลายไปดว ยกนั จิตทีไ่ ดร ับการซักฟอกจากปญญา
แลวจะไมตายไมส ลาย จะมีแตค วามผอ งใสเปน อยางนอย มีความผอ งใสประจาํ ตวั
มากกวา น้ันก็ผานพนไปไดเ ลย จงเอากนั ในวาระสดุ ทา ย เอาชยั ชนะอยา งสุดยอด !
ในวาระสดุ ทา ยน้ีใหไ ด

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๒
ภาค ๓ “ธรร๓ม๘ช๓ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๓๓

ไมตอ งไปคาดโนนคาดน้ีวา เปน หญงิ เปนชาย วา เราปฏบิ ตั มิ า เทาน้ันปเทา นี้
เดือน ไดมากไดนอย ไมใ ชเ วลาจะมาแกกิเลสตณั หาใหเราได มีความเพียรเทา นนั้ เปน
เคร่อื งแก สตปิ ญ ญาเทานัน้ เปนเครื่องแก เมอ่ื สตปิ ญ ญามีกาํ ลงั พอก็หลุดพน ไปไดเ ทา
นน้ั นีเ่ ปน จดุ สาํ คัญ

ไมใ ชเ วลา่ํ เวลา ไมใ ชเพศหญิงเพศชาย ไมใ ชอ ะไรทั้งหมด ทจี่ ะมาแกก ิเลสได
นอกจากสติปญ ญา ศรทั ธาความเพียร ของเราเทา น้ัน เปน เครือ่ งแกกเิ ลส เราแกไ ดจ น
กเิ ลสหมดขณะใด ใจกส็ น้ิ ทกุ ขไ ดข ณะนน้ั

การสน้ิ สนิ้ ดวยสตปิ ญญากับความเพยี ร ไมไ ดสิน้ ดวยเวลานานเวลาชาอะไรน่ี
จงพจิ ารณาตรงน้ี นแ่ี ดนแหง ชยั ชนะอยูท จี่ ดุ น้ี ! เราแพก ็แพทน่ี ่ี คําวา “แพ” อยา ให
มี!

จิตมันแพอ ะไรเลา รอู ยตู ลอดเวลา สติปญญาไมใ ชเ ปนของแพ เปน “ธรรมเพื่อ
ชัยชนะ” ท้ังน้ัน เวลากเิ ลสเขามาแทรกใหเปน ความแพ ความแพเปนเรอื่ งของกิเลส
แทรก อยาเอาเขา มาแตะกับตวั มันจะทําใหเ ราถอยหลงั เปนหรอื ตายสกู ันบนเวที ชื่อ
วา “นกั รบ” ขน้ึ เวทีแลวไมถ อย เอาจรงิ ๆ จนไมม ีสติรับรแู ลว ใหเ ขาหามลงเปลไป ถา
ยังมสี ติ เอา ฟาดมันลงไปอีก ตีไมไ ด ดา มันเขา ไป คอื สูด ว ยปากก็ได ไมถ อยกิเลส น่ี
ตอ ยสูเขาไมไ ดก ็เอาปากตอยซิ นเ่ี ราเทียบกับนักรบท่ไี มถ อย สูกนั วันยังคํ่า สจู นตาย สู
เพอื่ เราไมไ ดสเู พอื่ ใคร ถาจติ เขา ใจจรงิ ๆ แลว เปน ไมถ อย

ผูเ ทศนเ คยเปนเคยผา นมาแลวตามความจรงิ น้ี จึงกลา พูดกลาเทศนไดอยา ง
เต็มปากไมกระดากอายใคร ๆ ทง้ั สน้ิ การพูดดวยความจรงิ กเ็ หมอื นนักรบ จะกลัวใคร
มาคานความจรงิ ละ น่ยี อขอ ความที่เทศนเ บอ้ื งตนนั้นวา “ความตายนะ มันธรรมดา
ธรรมดา!” แนะฟง ดูซี เมอ่ื เขา ใจทกุ สง่ิ ทกุ อยา งแลว “มนั ธรรมดาไปหมด!” เปน อยกู ็
ธรรมดา เจบ็ ไขไดปวยกธ็ รรมดา คือจิตไมไดเปน “ภาระ ภารัง” ใหเ กดิ ความยงุ เหยิง
วนุ วาย กลายเปน โรคภายในใจข้ึนมา ถงึ วาระจะไป จะไปแลวหรือ? ไปก็ไป เรอ่ื ง
“สมมตุ ิ” มนั ไปตางหาก มันไปท่ีไหน ก็ไปตามหลักความจรงิ ของมัน ลงไปสคู วามจริง
ของมัน แลว อะไรจะฉบิ หาย อะไรจะลม จม ผรู ูก็รอู ยอู ยา งนี้แลวจะไปลม จมทไี่ หน ผรู ู
นะ

เราสรางมาเพอ่ื ความรคู วามฉลาด ความรคู วามฉลาดจะพาลม พาจมมอี ยา ง
หรือ !มนั ประจักษอยภู ายในจติ จึงเรียกวา “สิง่ ทง้ั ปวงไมม ปี ญ หา” ไมม อี ะไรเลย !
“ธรรมดา ธรรมดา ไปหมด”

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๓
ธรรมะชุด๓เ๘ต๔รียมพร้อม

๓๓๔

เมื่อถึงขั้นธรรมดาธรรมชาตแิ ลวเปน อยา งนั้น การปฏบิ ตั ิใหปฏิบัติอยา งนจ้ี ะถงึ
ความจรงิ แนน อนไมสงสัย

เอาละ การแสดงกเ็ หน็ วา สมควร

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๔
ภาค ๓ “ธรร๓ม๘ช๕ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’



สงครามจติ สงคราม๓ข๓๕นั ธ์

เทศนโปรดคณุ เพาพงา วรรเธทนศนะก์โปลุ รดณคุณวดัเพปาาพบงาานวตรารดธนะกุล ณ วัดป่าบา้ นตาด
เม่อื วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธเศมือ่ักวรันาชที่ ๒๒๘๕๑พ๘ฤศจิกายน พทุ ธศักราช ๒๕๑๘

สงครามจติ สงครามขันธ

แมจ ะอยใู นบา นในเรือนในตกึ ในหาง ส่ิงเหลา นั้นไมเ ปนทุกข อยใู นสถานทีใ่ ด
สถานที่นน้ั ๆ ไมไ ดเ ปนทกุ ข สมบัตเิ งินทองไมไ ดเปนทุกข สิง่ ของมากนอ ยท่เี ปน
กรรมสิทธ์ิของเราไมไ ดเปนทุกข ไมใชท ุกข แตโลกไปหากลัวสงิ่ ท่ไี มนา กลวั ส่งิ ท่นี า
กลวั แตไ มกลัวกนั ! ไมยอมสนใจคิดกลัวกนั บางเลย สง่ิ นนั้ โลกจึงโดนกันอยเู สมอ
และหาทางแกไขเอาตัวรอดไมได นโี่ ลกเรามาโงกนั ตรงน้ี

มีใครบางมคี วามเฉลียวฉลาดตามรอยพระบาทของพระพทุ ธเจา บาง ยังมองไม
เห็น ท่ชี ี้ถูกจดุ แหง ทุกข ชจี้ ุดทแ่ี กท ุกข ช้ลี งทไี่ หน ชล้ี งในเบญจขันธกบั ใจน้เี ปน หลัก
สําคญั น้ีแลสถานทท่ี กุ ขเ กดิ เกิดท่ีน่ี เพราะสาเหตุทีท่ ําใหทกุ ขเกิดก็มอี ยทู ี่น่ี วบิ ากท่ี
เกิดข้ึนมาจากสาเหตุแหง ความหลง คือ ธาตุขันธของเรา กม็ ีอยูกับตัวเรา ทเ่ี รยี กวา
“รา งกาย” นีเ้ ปนวบิ าก คือผลของสิ่งทผี่ ลติ ขน้ึ มาจากกเิ ลส อวชิ ชา ตัณหา มันผลิตให
เกิดขนึ้ มาเปนรูปเปนนาม จึงเรียกวา “วบิ าก”กอ็ ยูทีต่ ัวเรา

ผทู ่จี ะผลิตทกุ ขใ หเ กดิ ขึน้ โดยลาํ ดับ ๆ ภายในจติ กค็ อื จติ ท่กี าํ ลงั เปน เครือ่ งมอื
ของอวิชชานี่เอง พระพทุ ธเจาทานจึงทรงสอน “ใหรบกันทีน่ ”่ี “ใหร ูกนั ท่ีน”่ี หลบ
หลีกปลกี ตัวดว ยอบุ ายสตปิ ญ ญาทุกแงทุกมุม ตอ งหลบหลกี กันทีน่ ี่ ตอ สกู ันที่นี่ ใหเขา
ใจกนั ทีน่ ี่ แกกนั ทนี่ ี่ พน ทุกขกนั ทน่ี ี่ ไมพ น ทอ่ี ื่น !

เฉพาะอยา งย่ิงขณะทีท่ ุกขเวทนาเกิดขนึ้ ไมค อยไดส ติสตงั กนั เลย ถา ไมใ ชนกั
ปฏบิ ัติและผูท่ีเคยพิจารณาอยแู ลว จติ ใจจะวาวุนขุน มัว กระวนกระวายไปกับทกุ ขเ สยี
ส้นิ ทุกขเลยฉดุ ลากเอาจิตทั้งดวงไปอยูใ นกองทกุ ขนัน้ ทุกขเผาจิตใหเ ดอื ดรอนวนุ วาย
ยิง่ กวา ทุกขใ นธาตขุ นั ธเ สยี อกี ทั้งนเ้ี พราะความไมเขา ใจในวิธีปฏบิ ตั ิ ทีนี้เราจะตําหนิ
ใครก็ตาํ หนไิ มไ ด ตําหนิไมลง เพราะมันเหมอื น ๆ กนั น่แี ลทว่ี าโลกคือพวกเราทโี่ งกัน
มาโงใ นขันธใ นจติ ของตนนีแ้ ล ไมทราบวิธปี ฏบิ ตั ิพอใหกิเลสเบาบางไป ทุกขไดเบาบาง
ลง ไมรบั เหมาเอาเสียส้ิน

ใคร ๆ กอ็ ยากจะพน อยากจะหลบหลีกปลกี ตัวออกจากทกุ ข แตม ันไปไมได
เพราะความรคู วามฉลาดไมมี อบุ ายวิธีไมม ี เพราะไมไดศ ึกษา หน่ึง เพราะการ
ศึกษาและการปฏิบตั ิยังไมม ีความสามารถ หนึ่ง จําเปนตอ งยอมรับ ทุกขมากนอ ย
เพยี งไรกจ็ ําตอ งยอมรับ จิตใจแมจ ะเปน ของมคี ุณคามาก กต็ องทุมลงไปใหกเิ ลสเผาเอา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรร๓ม๘ช๓๗ดุ ๓เต๕รียมพร้อม’’

๓๓๖

เหมอื นหา งรา นทองทถี่ กู ไฟไหม เจา ของไมส ามารถนาํ ทองของมคี า ออกได กจ็ ําตอ ง
ยอมใหไฟไหมทง้ิ ทั้ง ๆ เสยี ดาย

ใจก็เชน นั้น ยอมใหค วามทุกขท เ่ี กิดข้นึ ในธาตใุ นขนั ธเผาเอา เพราะอํานาจแหง
กเิ ลสพาใหหลงยึดถือไมย อมถอนตวั อนั เปนเหตใุ หมันเผาเอา น่เี ปนเร่ืองสําคญั มาก !

สงครามในโลก ไมมีสงครามใดย่งิ ไปกวา สงครามระหวางจิตกบั ขนั ธ ท่ี
แสดงตอ กนั หรอื ที่กระทบกระเทอื นกัน ! ความกระทบกระเทือนน้ีเคยมีมาแลวต้งั แต
วนั เกดิ การเกิดมาเปน ของดมี คี วามสขุ ในขณะทเี่ กดิ มาเมือ่ ไร ! เพราะขณะทเ่ี กิดก็
ลอดออกมาจากชองแคบ จนสลบไสลไมร สู ึกตัว และไมรวู าทกุ ขเ ปน อยา งไร เพราะ
ความจาํ ไมมีในขณะนั้น นกี่ เ็ ปนความทุกขแสนสาหสั อนั หนึง่ ในขณะที่เกิด แตโลกไมไ ด
สนใจในความทุกขประเภทน้ี จงึ พากนั ดีใจในเรือ่ งความเกิด ยม้ิ แยม แจม ใสตอ ความ

เกิด แตโ ศกเศราเหงาหงอยใหตอ ความตาย ความจรงิ มันก็เร่ืองเทากนั !
ถา จะพจิ ารณาใหเ ปน ธรรมแลว มันก็เปนเร่อื งเทากนั ไมมอี ะไรผดิ แปลกกนั เลย

การเกดิ มาเปน มนุษย บํารุงบําเรอรักษากนั มาจนเปน ผูเปนคนเปนสัตวเหมอื นเรา ๆ
ทา น ๆ ท่ีมองเหน็ กันอยูน้ี มันผา นมาจากผทู ี่รอดตายดว ยกนั ทง้ั น้ัน ถา พิจารณาตาม
หลักธรรมชาติตามหลักความจริงแลว จะไมมีใครท่ไี มเ ปน ทุกขใ นขณะท่ีตกคลอดออก
มา นเ่ี ราก็ไมท ราบ ผเู กยี่ วของขณะเกดิ น้นั ก็ไมทราบ ความจําก็หายหมด ไมท ราบวา
เกิดมาแตเ มื่อไร วนั ใด เดอื นใด ปใ ด ใครเปนพอ ใครเปน แม พอโตขึ้นมาถงึ ไดทราบ
วา นั่นเปน พอ นีเ่ ปน แม เกดิ วนั น้ันเดอื นน้ี ก็พอ แมบอก เวลํ่าเวลาเทานั้นเทานี้ ก็พอ
แมบ อก หรือคนอ่นื บอกถึงทราบ ตวั เองไมม ที างทราบ มนั มดื มาโดยลาํ ดบั ทั้งน้นั
เรอ่ื งจติ น้ี มืดดว ยการลบความจาํ ของตนใหหายหมดดวย มันมดื ไปหมด ตลอดภพ
กอนทเ่ี พ่ิงผานมาหยก ๆ กไ็ มทราบได เพราะจาํ ไมไ ดวา ตนเคยผา นภพชาติ และกอง
ทุกขอยา งไรมาบา ง มนั ถงึ ไดโดนทุกขเรื่อยมาไมเ ขด็ หลาบ นี้แลเรื่องกองทุกข และเรม่ิ
กระทบกระเทือนต้ังแตบัดนนั้ มาจนกระทั่งปจจุบนั น้ี มอี ะไรบาง นอกจากขนั ธก บั จติ ท่ี
บดขยี้กันอยตู ลอดเวลาหาความสุขความสบายใจไมได

ภูเขาท้งั ลูก ลกู ไหนมากระทบกระเทอื นเราใหไดร บั ความลําบาก ตนไมใ หญ ๆ

ที่ไหนมากระทบกระเทือนเราใหลําบาก ไมมี ! นอยที่สุด รอ ยจะหาหน่งึ กท็ งั้ ยาก หรอื
ไมมี เชนตนไมล ม ทับคนอยา งน้ี รอ ยหาหน่ึงกไ็ มม ี

ท่ีขันธลม ทบั เรานนั่ ซิ ทับอยูทกุ ผทู กุ คน ทับอยูตลอดเวลา การพายนื เดนิ นง่ั
นอน พาขับถาย พารับประทานอาหาร พานุง พาหม เพราะอะไร ก็เพราะเร่ืองมนั ทบั
ทนไมไ หว ตอ งหาทางออก หาทางบรรเทากนั น่ันเอง เราอยดู ว ยกันดวยการบรรเทา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๖
ธรรมะชดุ ๓เ๘ต๘รียมพร้อม

๓๓๗

แตจ ิตมันไมร ูในจุดน้ี มันจึงไมเหน็ โทษทีม่ อี ยภู ายในตัว จิตมันฟงุ เฟอ เหอเหิม
ไปโนน ไปน่ี ไปควา อนาคต ไปตามลมตามแลง วาดมโนภาพไปวา อนั น้นั จะดี อนั นจ้ี ะดี
จะรน่ื เริงบนั เทงิ ทน่ี น่ั จะสขุ ท่นี ีจ้ ะสบาย จติ มนั เพลดิ เพลินไปโนนเสยี มันลืมกองทกุ ขท ่ี
มีอยูกบั ตัวท้ัง ๆ ท่ีมีอยตู ลอดเวลานแ่ี หละ แตเราไมสนใจคิดมนั จงึ เหมอื นไมมี นจ่ี ะวา
เราเหลิงหรอื ไมเหลิง ของจริงมอี ยู แสดงอยู ความกระทบกระเทอื นในธาตใุ นขนั ธม ีอยู
ทาํ ไมไมเ ห็นโทษของมันซึง่ กระทบกระเทือนกนั อยูตลอดเวลา แลว เราจะหวงั เอาความ
เพลิดเพลินอะไรจากสิง่ เหลา นเี้ ลา ยิง่ เวลาเจบ็ ไขไดป ว ยแลวก็ยิง่ ไปใหญ ยิง่ ทับยงิ่ ถม
เขา มาทุกดา นทกุ ทางทกุ แงท ุกมมุ ทเี ดียว อวยั วะสว นไหนๆ ก็เปนทุกขไ ปดว ยกนั เปน
ไฟไปดวยกนั หมด เผาลงมาทจ่ี ติ ใจ ถาจิตใจไมม ธี รรมเปนเกราะปอ งกันอยูด วยแลว ก็
เปน ไฟไปดว ยกนั กับธาตขุ ันธ จะยิง่ มีความทกุ ขร อ น ย่งิ เปน ไฟกองท่ีรอ นท่สี ดุ ยงิ่ กวา
ธาตุขนั ธเ สยี อีก เพราะความหลง ความรูเทา ไมถ ึงการณน ่แี หละ จงึ เรยี กวา

“สงคราม” จงพิจารณาอยา งน้ี
ทนี ้ีเมื่อถงึ คราวจะตายละ ทกุ ขจ ะแสดงข้ึนมาในขันธใ นจติ ขนาดไหน มนั ไม

เหมือนขณะเกิด ขณะเกดิ ความจําไมมี สภาพของเด็กก็เปน อีกอยา งหน่งึ ทั้ง ๆ ทท่ี กุ ข
ความจดจาํ สิ่งเหลา นน้ั ก็ไมคอยมี ความรเู ดยี งสาภาวะเกีย่ วกบั เรอ่ื งทกุ ข เด็กก็ไมคอยมี
มาก ทัง้ ๆ ท่ีทุกขเ หมอื นกันกต็ าม

แตต อนเปนผูใหญเ ราน่ซี ิ เวลาเจ็บไขไ ดป วยเขา หนัก ๆ น่ีเปนอยา งไร เราจะ
ปลงจติ ลงทไ่ี หน เพราะมนั มีแตไฟทัง้ น้ัน ถึงวาระสดุ ทายมันเปนไฟดว ยกันหมด รา ง
กายเปน ไฟทัง้ กองเลย ไมว า ขา งบนขางลางแตะตองไมได มันเปนไฟทั้งนนั้ เราจะปลง
จิตปลงใจลงไดอยางไร ถาไมฝ กพจิ ารณาใหรูตามความจรงิ ของมนั เสียตัง้ แตบัดนี้

การพิจารณาใหรเู รอ่ื งตามความจริงของมัน ก็ทําความเขาใจกันถูกตองตามที่
เคยแสดงใหฟ ง รูปเปนรูป ไมใ ชเรา นี่เปนความจรงิ อันหนึง่ จรงิ อยางหาอะไรเทยี บไม
ไดเลย จรงิ อยา งสดุ สว น เวทนาเปนเวทนา คอื ทุกขขนาดไหน กเ็ ปน เรอื่ งของทกุ ข แม
แตทุกขเองมนั ยังไมทราบความหมายของมัน เราไปใหค วามหมายมันทําไม เราไปแบก
ความหมายไวใ นหัวอกของเราใหท ุกขทาํ ไม เวทนาเองมนั ยังไมท ราบความหมายของ
มัน แลว มันกไ็ มท ราบวามันเปน ทกุ ขเวทนา มนั ไมทราบวามันใหรายแกผูใ ด มันเปน
ความจริงอันหนงึ่ ลว น ๆ ตามหลักธรรมชาติของมัน โดยตวั มันเองก็ไมใหค วามหมาย
ตวั เอง และไมท ราบความหมายของตวั เอง เราทาํ ไมจึงตองไปใหความหมายมัน แลวไป

แบกความหมายนั้นมาเปนไฟเผาตวั น่กี แ็ สดงวา เราโง แนะ ! ถา เราทราบเสียอยา งนี้
แลว เราก็เขา ใจวาน่นั เปน เวทนา นั่นเปน ทกุ ขอ นั หน่งึ เราผูรผู ดู ูนี่ จะดูใหเห็นจนถึง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๗
ภาค ๓ “ธรร๓ม๘ช๙ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๓๘

สดุ จุดสดุ ทายของทุกขวา มันจะแสดงไปถึงไหน มันเกดิ แลวมันก็ตอ งดบั เหมือนกัน
ไมด บั ในขณะหน่งึ กด็ ับในขณะหน่งึ หรือดับในขณะท่ตี าย !

น่ีแหละหลกั สําคญั มีสองส่งิ (๑) รางกายท้งั รางน้เี ราก็แบก ทัง้ ๆ ที่ทุกข ทงั้ ๆ
ทีเ่ ปนไฟ เราก็แบกวาเปนเราเปน ของเราอยางแยกไมอ อก ถาไมพจิ ารณาใหทราบชดั วา
รา งกายเปน รางกาย (๒) รางกายเปนธาตุอนั หนึ่งตางหาก มโนธาตุคือใจน้ี กเ็ ปน ธาตุ
อนั หนง่ึ ตางหาก ไมใชอ นั เดยี วกนั แตอ าศัยกันอยเู พยี งเทา นี้ นเี่ ปนความรูเ หน็ อนั ถกู
ตอง

ทีนร้ี ะหวางจิตกับรางกายก็เหมอื นกนั แมจะอาศยั กนั อยู เรากเ็ ปนเรา คอื จิต
อวัยวะคอื รางกายก็เปน รา งกาย เวทนาก็เปน เวทนา เปน แตจ ติ เปนผรู บั ทราบในเร่อื ง
เวทนาท่ีเกดิ ขึน้ วา เปน สขุ เปน ทกุ ข รบั ทราบแลว เราตอ งมีปญญาเปนเครอื่ งปองกนั ตัว
เราอกี เวทนาไมว า จะเกดิ ขึน้ เพยี งเทาน้ี แมจะเกิดข้ึนมากกวา นี้ จนกระท่งั เวทนาทนไม
ไหว มันจะแตกลงไป กต็ องเปนเวทนาอยูวันยงั ค่ํา คอื เวทนาเกิด เวทนาตง้ั อยู เวทนา
ดับ มีเทานัน้ ไมมอี ยางอื่น ถาเราไมเ อาเราเขาไปแทรกแลว มันมีเทานนั้ ตามความจริง
นีเ่ ปนขอหนึง่ ทเี่ ราจะทําความเขา ใจใหกับสงิ่ น้ีโดยถกู ตอง ถาทําความเขาใจกบั สิ่งเหลา
นโ้ี ดยถูกตอ งดว ยปญ ญาแลว ถึงจะอยใู นทา มกลางกองไฟ คือธาตุขนั ธนเ้ี หมือนกองไฟ
กต็ าม แตเ ขาไมท ราบความหมายของตัวเองวาเขาเปนไฟ เราพดู เพอื่ แกเรานั้นเอง ตวั
อยูในทา มกลางกองไฟ แตเราไมเ ปน ไฟดว ยน่ี

เราเปน เรา รทู ุกส่ิงทกุ อยา งที่ปรากฏข้นึ ตง้ั อยูก็รู มากนอยเพยี งไรก็รู ความรนู ้ี
ไมไ ดอ าภัพ มีรอู ยูตลอดเวลา ขอใหม ีสติเถดิ จะรับทราบกันตลอดสาย

เอา ทนไมไหว หรอื เวทนามันข้ึนขนาดไหน ทนไมไ หว จะแตก เอา แตกไป
เวทนาดบั ไป ผูร ูนไ้ี มไ ดดบั ผรู คู อื ใจ ใจมปี า ชา ทไ่ี หน ใจไมดบั ไมมกี ารดับตงั้ แตไหน

แตไรมา ถกู ทองเทย่ี วเกิดอยูใน “วฏั สงสาร” กค็ อื ใจดวงนี้เอง เปน แตไ ปตามบุญ
ตามกรรมของตนเทานั้น เพราะยงั ไมมีความสามารถ

ถาเราพจิ ารณาทางดานปญญานี้ จิตจะแนว ลงสูความจริง ไมส ะทกสะทานกับ
ทุกขเวทนาทเ่ี กดิ ขึ้น สญั ญาที่ไปหมายวา น้ันเปนเรา นเ้ี ปน เราเปนของเรา ก็เปนความ
หมายความหลอก เรากท็ ราบแลววาความจรงิ มนั เปนอยางนีแ้ ลว จะมาหมาย มา
หลอกวาเปน เราเปน ของเราอยา งไรอีก วา เราจะเกดิ เราจะตาย หมายไปทําไม

เร่ืองธาตุเรื่องขันธม ีการประชมุ กัน หรอื การผสมกนั เขา มีการตงั้ อยู มกี าร
สลายไปตามเรอื่ งของเขา อยาไปเสกสรรปน ยอเขา อยาไปแบกไปหามเขา ใหเ ขาอยู

ตามความเปน จรงิ ของเขา เม่ือเขาทนไมไดเ ขาจะแตกกใ็ หแตกไป นนั่ เปน “ทางหลวง”
เราจะไปปลูกบาน ปลูกพืชตางๆ ขวางถนนหลวงไมได เปน โทษ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๘
ธรรมะชุด๓เ๙ต๐รยี มพร้อม

๓๓๙

เร่อื งคตธิ รรมดา กค็ อื ความตาย เกดิ แลว ตอ งตาย ตนทางคอื ความเกิด ปลาย
ทางคือความตาย กลางทางคือความทกุ ขค วามลําบาก หากเปนมาอยา งน้ี เราเหน็ อยู
แลว มนั มแี ตก องทกุ ขทั้งน้นั ในธาตุในขนั ธน้ี มีอะไรใหเ ปนความสุขความสบาย ถา ไม
ประกอบขนึ้ ภายในจิตใจเรา ใหเปนความรืน่ เรงิ ดว ยคณุ งามความดี กจ็ ะหาความสขุ ไม
มีในขนั ธอันน้ี หรอื ในโลกอนั น้ี จะไมม ใี ครเจอความสขุ เลย

น่วี ธิ พี ิจารณา หรอื รบกนั ระหวางกองทกุ ขกบั เรา
วญิ ญาณ กเ็ ปน วญิ ญาณ มนั เหมือน ๆ กนั พจิ ารณาใหเห็นความจริง อะไรจะ
เกดิ มากนอ ยใหรู ทุกขเวทนาจะเกิดข้ึนมากนอ ย ใหร ตู ามความจรงิ ของมนั เราเปนเรา
ทกุ ขเปนทุกขแ ท ๆ ไมเปนอยา งอ่นื หลักธรรมชาติเปนอยางนน้ั ความจรงิ เปนอยา งนั้น
ยาํ้ กันลงทต่ี รงน้ี พจิ ารณาจนคลอ งแคลว ถอยหนา ถอยหลงั ยอนหนา ยอนหลงั กลบั ไป

กลบั มา พิจารณาอยู น่แี หละเรียกวา “ขันธเ ปน หนิ ลับปญญา”
การพจิ ารณาอยา เอาเพียงหนเดียว อนั เปน ความขเ้ี กยี จมกั งา ย ใหจ ติ กับ

ปญ ญาหมนุ อยูกบั ทุกขเวทนา เกิดขน้ึ มาเทา ไรกําหนดใหร ทู นั โดยลาํ ดับ ๆ ไมใ หเ ผลอ

ไมใหห ลง เพราะมันแยกกันออกได เอา! ตายกต็ ายไปเถอะ สบายเลย คอื อยูสบาย
ตายสบาย แยกกนั ได ไมใหไ ฟรอบบานเขามาไหมในบา นเรา ไมใหไ ฟในธาตใุ นขันธ
ทีม่ นั เปน อยูตามธรรมชาติของมันมาไหมจ ิตใจใหเ ดือดรอ นไปตาม

น่คี ือวิธีดําเนนิ วธิ แี กท กุ ข วิธีรเู ทา ทกุ ข วธิ ถี อนทกุ ข ไมใหท ุกขภายในรางกาย

ทีเ่ กดิ ขนึ้ อันเปน “ทกุ ขเวทนา” เขา มาเผาลนจิตใจของเรา เรากอ็ ยูสบาย ผาสกุ
จิตนีเ้ ปน สาระอันสําคัญ ไมไ ดม แี ตกมีสลายไปตามรา งกายธาตุขนั ธ เราสงวน

รกั ษาอันนไ้ี วใหด ี ดวยสตดิ ว ยปญ ญาของเรา เราไมไ ดล ม จมไป รางกายจะแตกก็เปน
เรือ่ งของรา งกายแตก จะวา รา งกายลม จมไปก็ลม จมไป ลงหาดนิ นา้ํ ลม ไฟ จติ ใจไม
ลมจม ไมแ ตกไปดว ย จิตใจไมฉ ิบหาย เพราะฉะนน้ั การตายจึงเปนเรอื่ งธรรมดา ไม
ใชไ ปลม จมกนั

ผูปฏิบตั ิเพือ่ ความฟน ฟูตวั เอง จะไปลมจมอยางนนั้ ไดอยางไร ก็มีแตทรงตัวไว
ไดด ว ยความภมู ิใจ จติ เม่อื มีปองกนั ตวั ได มีการรักษาตวั ไดในปจจุบนั เฉพาะอยา งย่ิง
ในขณะท่ีเปนทกุ ขอยา งมากมายจนถงึ วาระ คอื ตาย เรามีการปองกัน เรามกี ารพจิ ารณา
ของเราอยา งรอบขอบชดิ แลว ไปไหนกไ็ ปเถอะ รา งกายแตก แตกไป เราเปนผูปองกัน
ตัวไดแลวโดยหลักธรรมชาติของตวั เอง ผปู อ งกนั ตวั ไดแ ลวนแ้ี ลเปน ผปู ลอดภยั จะไป
ท่ีไหนกไ็ ปเถอะ เมือ่ เปนผปู ลอดภัยอยกู ับตวั แลวไปไหนก็ปลอดภัย น่ีเปนหลักสาํ คญั
สาํ หรับใจ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๙
ภาค ๓ “ธรรม๓ช๙ดุ ๑เตรียมพรอ้ ม’’

๓๔๐

นแ่ี หละการปฏบิ ัตธิ รรมใหผ ลประจกั ษอ ยา งน้ี และตองเหน็ เมอ่ื ปฏบิ ัติอยางวาน้ี
ไมเ ปนอยา งอนื่ ไปไดเลย จงทําใจใหเขมขน ตอ ความเพยี รเพอ่ื เอาตัวรอด เพราะใจตาย
ไมเปน อยาไปออ นแอ อยา ไปทอ ถอย ทกุ ขเวทนามนั มีมาแตด ง้ั เดิม ใครจะทอ ถอย
หรือไมทอถอยกับมัน มันกเ็ ปนทกุ ขเวทนา ไมเ กดิ ประโยชนอ ะไรกบั ความทอ ถอย นอก
จากจะมาทบั ถมเจาของเทาน้นั เอง

นเี่ รยี กวา “สงครามจติ สงครามขันธ” อนั เปนสงครามใหญโตย่ิงกวา อะไร พูด
ถงึ เร่อื งกองทุกขกน็ แี่ หละ คือกองทกุ ขอนั แทจ ริงทเ่ี รารบั ผิดชอบ และกระทบกระเทอื น
กับเราตลอดกาล คอื ธาตุ คอื ขนั ธ คือกเิ ลสอาสวะ ท่มี ีอยูภายในจติ ใจของเรานี้เทาน้ัน
ไมม อี ันใดที่จะมาทาํ ใหเ ราไดรับความเดือดรอ น

ภเู ขาท้งั ลกู ก็เปนภเู ขา ไมเคยมาทับใคร ดิน ฟา อากาศ เขากอ็ ยูตามสภาพของ
เขา แตผูร ับกองทุกขท ง้ั หลาย คือธาตุ คอื ขนั ธ คือจิตใจของเรานี้ เปน ผูรบั สง่ิ เหลา น้ี
รับเปน สญั ญาอารมณวา รอ นมาก หนาวมาก อะไรยุงไปหมด นอกนน้ั ก็วาเจ็บนัน่
ปวดน่ี ในธาตุในขันธ จะไมเ จ็บปวดอะไร กเ็ รือนของโรค มันเปน โรค ความแปรสภาพ
อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา นี่คอื โรคชนิดหน่งึ ๆ มีเต็มตวั ของเราแลว จะไมใหเขาแสดงตวั ได
อยา งไร อนั ใดทมี่ ีมนั ตองแสดงตามเรอื่ งของมนั เราท่มี สี ติปญ ญาก็ใหทราบตามเรอ่ื ง
ของมัน เราก็ไมเสียทา เสียทีใหเขา

เราพจิ ารณาอยางนี้ จติ ใจเราย่ิงมคี วามเดนดวงขึ้นมาโดยลําดบั เกิดความกลา
หาญ เกิดความผองใสเตม็ ที่ กลาหาญก็กลา หาญ และเห็นจติ เปน อันหน่ึงจากขนั ธอ ยา ง
ชัดเจน เมือ่ เปน เชน น้ีกไ็ มท ราบจะไปหวนั่ ไหวอะไร มนั แนว แนอ ยูภายในจติ ใจเตม็ ท่ี
แลว มีหลักใจ มเี รอื นใจ มีเกราะปอ งกนั จติ ใจ แมจ ะอยใู นทา มกลางแหง กองเพลงิ คือ
ทกุ ขเวทนาทัง้ หลายทีเ่ ปน อยูในขนั ธนี้ ก็เพยี งรบั ทราบกนั เทา นน้ั ไมมีอะไรจะมาทําจติ
ใจใหล มจมเสียหายไปเพราะทกุ ขเวทนาน้ันเลย ถา เราไมไ ปทําความเสียหายใหกบั เรา
เอง เพราะความลุม หลงในขนั ธนเ้ี ทา น้นั

ฉะนน้ั จงึ ตอ งเอาปญ ญามาใช พจิ ารณาใหรอบคอบกับสง่ิ เหลานี้
โลกนีม้ ันเปน โลกเกิดตาย ไมใ ชโลกอ่นื ใดที่มีเกดิ แตไ มมตี าย ในแดนสมมุตทิ งั้
สามโลกน้ี เตม็ ไปดว ยการเกิดกบั การตาย ซ่งึ มพี อ ๆ กนั ไมม ีอะไรยง่ิ หยอนกวา กัน ไป
ที่ไหนมันจงึ มปี า ชาเหมือนกันหมด เราจะหลบหลีกปลีกตวั ไปไหน จะไปพน ความตายน้ี
ซึ่งมเี ปนเหมือนกันหมด เรอ่ื งเทา กนั ผิดกันแตเ วล่าํ เวลานดิ หนอ ยเทาน้ัน ความจรงิ
แลว มนั เทา กนั ใหพ จิ ารณาแยบคายดวยปญ ญา
เราตองสู หาท่หี ลบทีห่ ลีกไมไ ด ตองสูจนกระทัง่ เขา ใจแลว นน่ั แหละคอื วธิ กี าร
หลบหลีก เขาใจอยางเตม็ ท่ีกห็ ลบหลีกไดอ ยางเต็มที่ ปลอดภยั ไดอ ยา งเตม็ ตวั ไมม ี

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๐
ธรรมะชดุ๓เ๙ต๒รียมพรอ้ ม

๓๔๑

อะไรทีจ่ ะเปนภยั ตอเรา เราเช่ือกิเลสมานานแลว คราวน้ีเรากาํ ลงั ถายเทเอากิเลสออก
สํารอกปอกกิเลสออกมาดว ยความเชอ่ื ธรรม เช่อื พระพทุ ธเจาท่ีตรัสไวชอบย่งิ ไมม ผี ิด
ไมมีพลาด ปฏิบตั ติ ามพระองคแลว แคลว คลาดปลอดภยั ไมม อี ะไรเขา มาเหยยี บยาํ่
ทาํ ลายจิตใจ อยูก็เปน สุขปลอดภยั ไปกไ็ มมีภยั มเี วร เพราะตัวปลอดภัยอยกู บั ตัวเอง
ตวั เองรักษาตวั อยูดว ยดีแลว ไปไหนกไ็ ป ภพไหนกภ็ พเถอะ ผูมีธรรมครองใจตองเปน
สุขท้ังน้นั ไมม ีคําวา ลมวาจม

ความดเี ราสรา งใหเ ห็นประจกั ษชดั เจนอยูก บั ใจเชนนี้ มันจะลม จมไปทีไ่ หน มี
แตค วามสขุ กายสบายใจ ไปไหนกส็ บาย อํานาจแหงการปฏิบตั ิธรรมเปน คุณคาเห็น
ประจักษกบั ใจของผปู ฏบิ ัติ เราเกดิ มาในภพน้ีไดพบพระพทุ ธศาสนา ไดป ระพฤติ
ปฏบิ ัติเต็มสติกําลังความสามารถ คนทีไ่ มมีศาสนาหาหลักหาแหลง ไมไดนั้นนะ รอยจะ
หาสักหน่งึ นาจะไมม ี ถา เราเทยี บกนั ทั้งโลกน้ี ยุงกนั แตจ ะหาความสขุ แตไมปรากฏวา
ใครเจอความสขุ เจอแตความทกุ ขกันทง้ั น้นั ไปที่ไหนบนอือ้ ไปหมดท้ังโลก ทาํ ไมจงึ
เปนอยางน้ัน? กไ็ มห าในจุดทค่ี วรจะเจอแลวมนั จะเจอไดอ ยา งไร ตองหาจดุ ทคี่ วรเจอ
ซิ มนั ถงึ จะเจอ !

พระพทุ ธเจา ทรงคนพบแลว เจอแลว แลวนาํ ส่ิงท่ีทรงพบแลวนนั้ มาสอนโลก
โลกปฏบิ ตั ติ ามนน้ั จะผดิ หวงั ไปไหน เพราะเปนจดุ อนั เดียวกนั กบั พระพุทธเจาท่ที รงคน
และทรงพบมาแลว วิธีการก็เปนวธิ ีการอันเดียวกนั สงิ่ ทจี่ ะใหพ บก็เปนอยางเดียวกนั
ไมใ ชเ ปน อยา งอนื่ อยา งใด ไมม ีกอนไมม หี ลงั ความจริงนน้ั เปน จรงิ เหมือนกนั หมด ใคร
จะปฏิบตั ิเมื่อใดกไ็ ด พระพทุ ธเจา ปรนิ พิ พานแลวก็ไมขัดของ เพราะทางเดนิ ไดประทาน
ไวแลว คือปฏิปทา เครอื่ งดําเนนิ ถึงความส้นิ ทุกข ซ่งึ มีอยูภ ายในจิตใจของสตั ว

ผมู ศี าสนาก็มีทางพนทุกขไ ปไดโ ดยลาํ ดับ ผูไมม ีนน่ั ซิ หลักใจไมมี เอาแตภาย
นอกเปนสรณะ ตายแลวกห็ มดคุณคา เอาความสขุ ไปไวกบั สิ่งโนน สิง่ นี้ ไปไวก บั โลกโนน
โลกน้ี ทวีปนนั้ ทวีปนี้ เอาความสุขไปไวก ับวัตถุสิง่ ของอันนน้ั อนั น้ี เอาความสุขไปไวสิง่
โนน เอาจติ ใจไปไวสง่ิ โนน พอส่ิงโนน สลายไปเทานน้ั ก็หมดทา ! ถึงอันน้นั ไมสลาย
เวลาเราจะตายกห็ มดทาอกี ! หาความเปนสาระไมไ ดเ ลย น่นั แหละเรยี กวา “คน
ขาดท่ีพ่งึ ”

เราไมใชค นเชนนัน้ เรากาํ ลังสรางทีพ่ ึ่งภายในจติ ใจ พ่ึงภายนอกเราไดพ ึง่ มาแลว
ทุกสงิ่ ทุกอยา งไดอาศัยมาพอสมควรพอรูหนักเบาของมนั แลว ทนี ี้เราจะสรา งสาระ

สาํ คญั ขน้ึ ภายในจติ ใจทเ่ี รยี กวา “อัตสมบตั ”ิ หรือ “อรยิ ทรพั ย” ขึ้นภายในใจของตน
อนั เปนทรัพยอ ันประเสรฐิ นี้ ใหสมบูรณพูนสุขข้นึ มาโดยลาํ ดับ จึงขอใหม คี วาม
พยายาม การพยายามหนักเบามากนอยกเ็ พื่อเราเทา นัน้ ความลาํ บากลําบนอยาถอื เปน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๑
ภาค ๓ “ธรร๓ม๙ชดุ๓เตรียมพร้อม’’

๓๔๒

อุปสรรค อยา ถอื เปน มาอารมณจะเปน อุปสรรคตอ ทางดาํ เนิน อนั ใดท่คี วรเปน
ประโยชนแกเราในขณะน้ี หรือขณะใดกต็ าม ใหร ีบเรง ขวนขวาย เพราะความตายนั้น

เหมอื นเซน็ สัญญาไวกับเราแลว วา เราตอ งตายแน ๆ นะ แตไมไ ดบ อกวันเวลาไวเ ทานั้น

เราจะนอนใจไดท ไ่ี หนวา วนั ไหนเราจะตาย เราทราบแตวา “จะตาย” เซน็

สัญญาไวแ ลว , ตตี ราไวแลวกบั เราทุกคน แตว ันเวลาไมต ี เรายงั จะนอนใจอยหู รอื ? ถงึ

แมวาเขายงั ไมตวี นั เวลา เขามาเอาเมอ่ื ไรกไ็ ด ใหรบี เสยี แตบ ดั นเ้ี พ่ือทนั การ
อชเฺ ชว กจิ จฺ มาตปปฺ  โกชญฺ า มรณํ สเุ ว,

น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจจฺ นุ า.

“ควรทาํ กิจทีเ่ ปนผลประโยชน เปน สาระสาํ คญั แกต นเสยี ในวนั น้ี ไมค วรคาํ นึง

ถงึ วันนน้ั วันไหน เพราะความตายท่เี ปน พญามัจจรุ าชนน่ั นะ ไมไ ดกาํ หนดเวล่ําเวลาวา จะ

มาเมื่อใด” เชาสายบา ยเย็นอะไร ไมวาทงั้ น้นั และไมมใี ครที่จะรอดพน ไปได ปญ ญา
เฉลียวฉลาดขนาดไหนกไ็ มพนเรอื่ งความตาย เพราะใหญก วาทุกสิ่งทุกอยาง เนอ่ื งจาก

เบอ้ื งตน คือตน เหตุความเกิดเปนข้นึ มาแลว ความตายจะไมม ีนั้นเปนไปไมได จงึ วา

“ทําเสียในบัดน”ี้ ขึน้ ชอ่ื วา “ความดที ัง้ หลาย” อยา นอนใจ กลางคนื กลางวนั มันมแี ต
มดื กับแจงเทานน้ั อยาไปสําคัญมั่นหมาย อยาหวงั ไปเอาความสุขความเจรญิ กับมดื กบั

สวา งนน้ั ถาหากมืดกบั สวา งน้จี ะใหความสขุ กบั คนไดจ ริง ๆ แลว ทุกคนเกดิ มาพบแลว
ความมืดความสวา ง บรรดาคนท่ีมีนยั นต า ความสวา งก็เหน็ ความมืดกเ็ ห็น ทาํ ไมมกี อง

ทุกขอ ยเู ตม็ หวั ใจดว ยกนั หากวา ส่ิงเหลา นจ้ี ะเอาความสขุ ความสบายใหค น ตามมโน
ภาพท่วี าดไวน้นั เพราะฉะนัน้ จึงเปน เร่อื งโมฆะ

ใหห ย่งั จติ ลงในจดุ ทจี่ ะเปนสขุ ทุกขมนั เกิดขึน้ ทไ่ี หน เมอ่ื แกจุดนั้นแลว สุขจะ
เกดิ ข้นึ ทน่ี ่ันแหละ แลวทกุ ขม ันจะเกิดทีไ่ หนเวลานี้ นอกจากเกดิ ในธาตุในขันธใ นจติ ใจ

น้ี ไมมที อ่ี ืน่ เปนท่ีเกิดของทกุ ข แตละคน ๆ เปนเรอื นรบั รองทุกขท ง้ั หลายดวยกนั เมื่อ

เปนเชน น้ีจงึ จําตอ งสรา ง “เรอื นรับรองธรรม”ขึ้นมา ดว ยสติปญญา ศรทั ธา ความ
เชื่อความเลือ่ มใส ใหเกดิ ขึ้นในสถานท่แี หงเดียวกัน แลว กาํ จัดสิง่ ท่ีมดื มนอนธการทง้ั

หลายนี้ออก เหลอื แตค วามสวา งกระจา งแจง ภายในจติ ใจ ผนู ้ันแลกลางคนื กต็ ามกลาง

วนั กต็ าม เปน ผมู ี “ราตรี” อันเดียวเทา นนั้ คอื มีความสวา งไสวอยูต ลอดเวลา ไมน ยิ ม
วา เปนกลางวนั กลางคืน รทู ีใ่ จนั้นแหละ คือผมู หี ลกั ใจ ผมู อี ริยทรพั ย ผมู ีความสุข สุข
อยทู ่ีหัวใจ
การแสดงก็เหน็ วาสมควร จึงขอยุติ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๒
ธรรมะชุด๓เ๙ต๔รยี มพรอ้ ม



อุบายวธิ ีถอดถอนอุปาทานขนั ธ์ ๓๔๓
เทศน์โปรดคุณเพาพงา วพเรททุ รธศธศนนกั ะโรกปาลุ ชรดณ๒ค๕ณุว๑ัด๘เปพา่ าบพ้างนาตาวดรรธนะกลุ
เมื่อวันท่ี ๒๘ ธันวาคม ณ วดั ปา บา นตาด
เมื่อวันที่ ๒๘ ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘

อบุ ายวธิ ถี อดถอนอปุ าทานขันธ

คาํ วา “จิต” เปนความรูเพียงเทา นั้น ไมมเี รือ่ งราวอะไรมากนัก ยงิ่ มีความรอู ยู
โดยเฉพาะจติ ก็ไมมีเร่อื ง พอจติ กระเพื่อมตัวออกสูความคิดความปรุง ความจดจํา
สําคญั มนั่ หมายตา งๆ ในสง่ิ ทเ่ี คยผา นเคยรูเ คยเหน็ มาแลว นนั่ จิตเริม่ กอเร่อื ง และ
ขยายตัวออกไปไมม ที ส่ี ้ินสุดยุตลิ งได เรอื่ งจงึ มีอยเู รือ่ ยๆ และขยายตัวออกไปเร่ือยๆ

จนกระทัง่ ออกไปแลวเขาไมถูก เหมือนกับกอ ไฟแลว ดบั ไมเ ปน ไฟกล็ กุ ใหญ จิตคิด
ออกไปแลว ระงบั ดับความคดิ ของตนไมได จงึ กลายเปน เรอื่ งราวเขา มาสูตนเอง ใหเ กิด
ความเดอื ดรอนวุนวายอยูต ลอดเวลา “อกาลิโก” คอื ไมก าํ หนดสถานกาลเวลา มีอยเู ชน

นน้ั ทกุ หวั ใจ
ถามีแตความรเู ทา น้นั ก็ไมมเี ร่อื ง ถาเทียบกเ็ หมือนเมลด็ ผลไม ที่มีแตเมล็ดเทา

น้นั มนั ก็ไมม เี ร่อื งมาก แตพ อมันแตกออกมาเปน ตนแลว กม็ ีใบ รากแกว รากฝอย
เปลือก กระพ้ี แกน กงิ่ นอ ยใหญ ใบออ น ใบแก มดี อกผลเต็มไปหมดทง้ั ตน ไม
สามารถจะพรรณนาได พอมนั แตกออกจากเมล็ดแลว เทา นนั้ มนั ขยายตวั ออกไปจนไม
อาจทีจ่ ะนับไดวา รากแกว รากฝอย มีเทาไร แผอ อกไปกวางแคบขนาดไหน รากแกว
มันลงลกึ ขนาดไหน เปลอื กกห็ มุ ตวั กระพ้ีแกนลาํ ตน ขยายตวั ออกไปเร่ือยๆ กงิ่ กา นสาขา
ใบออ นใบแก กง่ิ นอยก่ิงใหญ ดอกใหมด อกเกา สลบั ซับซอนเต็มไปหมดในตน ไมตน
เดยี วกัน จนไมส ามารถจะนบั ได

นีเ่ ราเทียบกับจติ ทีก่ ระเพือ่ มตวั ออกคดิ ปรุงเรอ่ื งตา งๆ ขยายตวั ออกไป ไมม ีที่
สน้ิ สดุ เร่อื งเกา ผานมานานเพยี งไรกไ็ ปคดิ ไดห มด นําอารมณน นั้ ๆ มายงุ ตัวเอง สิ่งทีไ่ ม

เคยผาน กค็ ิดไปเดาไปดนไป สําคัญมนั่ หมายไปเร่อื ยๆ ซึ่งลวนแตเรอื่ งยุง ออกไปจาก
ใจทค่ี ดิ ปรุงทงั้ น้นั

ถาเราไมเ คยเห็นความยงุ เวลาภาวนาจะรูเ ร่อื งความยุง ไปเอง วา จิตเปนตวั ยุงท่ี
สดุ ในโลก ไมมสี ิง่ ใดจะยงุ ยิง่ กวา จิต รา งกายของเราเวลาหวิ กระหายมา พอรับประทาน
เสียก็ระงบั ดับกนั ไป กระหายน้าํ ด่ืมเสียกร็ ะงบั ความกระหาย ไมก วนอยตู ลอดเวลา
เหมือนจติ เวลางว งเหงาหาวนอนกพ็ าพกั ผอ นนอนหลบั ไปเสยี เวลาเมื่อยเพลยี ก็พัก
ผอ นเสยี เกิดโรคภัยไขเ จบ็ ขน้ึ มากบ็ าํ บดั รักษาเสีย ก็ยงั มกี าลมเี วลาระงับดบั ลง พอเปน
ความสขุ กายสบายธาตขุ นั ธบ า ง

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชุด๓เ๓๙ต๕ร๔ีย๓มพร้อม

๓๔๔

สวนจิตใจไมเ ปน อยา งนนั้ กอกวนอยตู ลอดเวลา เพราะความกระเพื่อมตัวเปน
ไปอยเู สมอ และมีเคร่อื งผลักดันออกมาใหคดิ ใหปรุงอยเู ชน น้ัน จิตจึงเปน เหมือน “ ลูก
ฟุตบอล”นน่ั เอง ถกู เตะใหก ล้งิ ไปน่ันกลงิ้ ไปน่ี กล้งิ ไปกลิ้งมา ถูกฝา เทา ของกเิ ลสท้งั เตะ
ท้งั เหยียบย่าํ ทําลายขย้ีจะเอาใหแ หลกจรงิ ๆ แตจติ ก็เปน ส่ิงที่ทน ไมม อี ะไรที่จะทนยง่ิ
กวาจิต เหนียวแนน ย่ิงกวา จิต จะทาํ ลายใหฉบิ หายไปกฉ็ บิ หายไมได เปนแตเพียงความ
ทกุ ขค วามทรมาน เพราะสงิ่ เหลา น้นั บีบบงั คบั เทาน้ันเอง น่แี หละจึงไดร ูวา “เร่อื งท้งั
มวลออกจากจิตดวงเดียวนเี้ ทา นัน้ ”ไมม ีอะไรที่จะกอ เร่ืองนอกจากจติ เปนผกู อ การ
ระงบั เรื่องจึงตอ งระงบั ที่ตน เหตุ คอื จิตเปน ตน เหตุและผลิตผลขึน้ มาในจติ นน้ั ดวย จึง
ตองระงับท่ีตรงน้ันดวยอุบายวิธีตา งๆ

อบุ ายวิธนี นั้ กไ็ มม สี งิ่ ใดท่จี ะสามารถนาํ มาใชไ ดผ ล เหมอื นอบุ ายวธิ ีที่พระพุทธ
เจา ทรงสง่ั สอนไวทที่ า นเรยี กวา “สวากขาตธรรม”คอื ตรสั ไวช อบ สมควรแกก ารแก
กิเลส หรอื ระงับดบั กเิ ลสท่ีเกดิ ข้นึ กบั ตนได ดวยความถกู ตอ งแมนยํา เหมาะสมกบั การ
แกก เิ ลสนน้ั ๆ ทุกประเภท

การที่กระทบความทุกขความลาํ บากนัน้ นะ กระทบดวยกันทกุ คน ไมว าสัตวไ มว า
บุคคล ใครจะมีความรูมากนอยเพียงใดก็ตองไดรับสมั ผสั ไดรบั รคู วามทกุ ข ทไ่ี ดรับ
ความกระทบกระเทือนอยูภายในจิตใจและรา งกายตลอดมา แตไมมใี ครจะสามารถหา
อบุ ายวธิ ีแกไขความกระทบกระเทอื น อันเปน สงิ่ สําคัญระหวา งจติ กับอารมณทีป่ รุงขึ้น
มาภายในตนเองได จิตชอบถอื ส่งิ ภายนอกเปนนมิ ติ เปนเครอ่ื งหมาย แลว นาํ เขา มาคดิ
ปรุงแตงตางๆ ใหเกิดความทุกขความทรมานแกต น

อุบายวธิ รี ะงับดับสิ่งเหลา น้ี มแี ตพ ระพุทธเจา เทา น้นั ทีเ่ ปน ผเู ฉลียวฉลาด
สามารถทาํ จนไดผล แลว ทรงนําท้งั เหตุท้งั ผลน้ันมาสอนพทุ ธบริษัท คือสัตวโ ลกทว่ั ๆ
ไปใหร วู ธิ กี าร ผใู ดมีความสนใจเชอ่ื ตามหลักธรรม ท่ีทรงประพฤตปิ ฏิบัตแิ ละไดผลมา
แลว นํามาปฏบิ ัติตนตามทท่ี า นสอนไว ผนู ้นั ก็ไดรบั ผลไปโดยลําดับจนเปน ทพ่ี งึ พอใจ
การระงบั ดับทุกข จึงหมายถึงใจเปน สําคญั

เอา“ใจ”เปนเปาหมายแหง การพิจารณา เพราะตัวน้ีเปน ตวั การ ถาพดู ก็วาผู
ตอ งหาคอื จิตดวงน้ี คนขค้ี ุกข้ตี ะรางกค็ อื จิตดวงนี้ ถกู กกั ถกู ขงั อยใู น “วฏั สงสาร” ภพ
นอยภพใหญ ลวนแลว แตเปนภพทไี่ ดร บั ความทุกขความทรมาน รบั วบิ าก คาํ วา
“วบิ าก” ก็คือผล ผลทีเ่ กิดขนึ้ จากเหตุ ก็ตอ งทําใหผ ูกระทํานนั้ ไดร บั ความทกุ ขความ
ลําบากในภพนอ ยภพใหญ ทองเท่ียวอยูอยางนน้ั เพราะหาทางออกไมได

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๔
ภาค ๓ “ธรรม๓ช๙ุด๖เตรียมพร้อม’’

๓๔๕

พระพุทธเจา จึงทรงเปดทางใหรูทางออกรวู ิธอี อก เรียกวา “นยิ ยานกิ ธรรม” นํา
สตั วโ ลกทตี่ ดิ ขอ งดว ยสิ่งมดื มวั อนั เปนเคร่ืองปดบงั ทั้งหลายน้ี ใหอ อกไดโ ดย “นยิ ยา

นิกธรรม”ส่ังสอนโดยลําดบั ๆ นับตง้ั แตธ รรมขนั้ ตา่ํ จนถึงขน้ั สงู สดุ

ทาน การใหท าน กเ็ ปน ธรรมแกก ิเลสประเภทหนงึ่ คอื ความตระหนเี่ หนยี วแนน
ความเห็นแกต วั ซ่งึ เปนคูม ติ รกบั ความโลภมาก น่เี ปนกเิ ลสผูกมดั รดั รงึ ใจจนหาทาง
ออกไมไ ด ผูท ่ีมศี รทั ธา ความเชื่อ ความเล่อื มใส มคี วามพอใจในการใหท าน จึงช่ือวา
เปน ผแู กกเิ ลสตัวเหนียวแนน อยูภายในจติ ใจนอ้ี อกไดโ ดยลาํ ดบั จนกระท่ังเปนผูเสีย

สละไมม ีความอาลัยเสียดาย เปน ที่พอใจ เม่ือไดเสยี สละอะไรลงไปเพอื่ ประโยชนแ กผู
อน่ื มากนอ ย เกดิ เปน ความสุขข้ึนมาภายในใจ น่คี ือผลที่เกิดขนึ้ จากการแกกเิ ลสตวั

เหนียวแนน ตัวตระหน่ถี ่ีเหนยี ว ตวั เห็นแกต ัว ตัวสงเสริมใหเกิดความโลภมากไมม ี

เมืองพอ จนเห็นความเบาบางประจกั ษใ จ

วัตถุน้ันเปนอนั หน่ึงตา งหาก ทจี่ ะทาํ ใหจ ิตไปเกาะไปยึดแลวสัง่ สมกเิ ลสและ
ความทกุ ขข ้ึนแกต วั เอง วัตถนุ ัน้ ไมไดเปน สิง่ สําคัญอะไรนกั ทสี่ าํ คญั ก็คือผไู ปยดึ ไปถือ

วตั ถุสงิ่ ของทองเงนิ เปน ตน นแี้ ลคือผเู ปน ภัยตอ จติ ใจ ความยินดใี นการเสียสละเพอ่ื
ประโยชนต ามเหตตุ ามผลทจี่ ะเสียสละมากนอยแกบุคคลใด แกสัตวตวั ใด หรือแกผ ูใด
จนมคี วามเสยี สละไดดว ยความปต ยิ นิ ดี พอใจ ไมอ าลยั เสยี ดาย น่เี ช่ือวาเปน ผชู นะกเิ ลส

ประเภทนไ้ี ปแลว โดยลาํ ดับ มหิ นําซาํ้ ยงั เกดิ ความปลื้มอกปล้ืมใจในเม่อื ไดท ําตามความ
ตอ งการแลว นีค่ อื ผลแหง การชนะกิเลสประเภทเหนยี วแนนนอี้ อกได น่กี ็เรยี กวา “นยิ
ยานกิ ธรรม”เปน ทางทน่ี าํ สตั วอ อกจากทกุ ข คอื ความผูกมัดรัดรงึ เหลานี้ ดวยอาํ นาจของ

กเิ ลสตัวหวงแหนไปไดเปนข้ันๆ

ศลี กม็ ลี กั ษณะอยางเดยี วกัน แกก เิ ลสในขอหนึง่ ๆ น้ัน

ปาณาฯ สตั วม ชี วี ิต คนมีชวี ิต อะไรมชี ีวิต ผูนัน้ เปนผูรักสงวนชวี ิตของตนเทา
เทยี มกันกับเรา การไมท าํ เขาใหม ีความกระทบกระเทือนหรือเจบ็ ชาํ้ ตลอดถงึ ความลม

ตายไป กเ็ พราะเห็นคณุ คา ของเขาของเรา ความไมเ หน็ คณุ คา ของเขา โดยความเหน็

แกต วั เปน กเิ ลสประเภทหนง่ึ คนทง้ั โลกสตั วท ั้งโลก เห็นเปนคนแตเราคนเดียวแลว
ทาํ ลายคนอ่ืนสัตวอืน่ ได โดยไมม คี วามละอายบาป ไมม ีความนกึ คิดในเร่ืองบญุ เร่อื ง
บาปเลย ขอแตเ ปนความพอใจของตน ใครจะฉิบหายวายปวงดว ยชวี ิตจติ ใจรางกาย
อะไรกต็ าม นเี่ ปน กิเลสประเภทสําคญั มากเชน เดยี วกัน การไมใหท าํ เพราะเห็นความ
สาํ คัญแหง ชวี ิตของเขาของเรานี้ เรยี กวา เปนการแกก เิ ลสประเภททเี่ ห็นแกต วั ใน

ลักษณะดงั ทก่ี ลา วมานี้ออกได

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๕
ธรรมะช๓ุดเ๙ต๗รียมพรอ้ ม

๓๔๖

อทนิ นาฯ พงึ เทยี บลกั ษณะเดยี วกบั กาเม มสุ า สุรา ลว นแลว แตเปน เร่ืองของ
กเิ ลส เครื่องผูกมัดจิตใจของสตั วใหไ ดรบั ความทุกขความทรมานท้ังสิน้ เหลา น้ลี ว นแต
กเิ ลสดวยกนั จึงสอนวิธีแก ดว ยการรกั ษาศลี ขอ น้ันๆ ไมใหใจกําเรบิ ไปตามความ
ละเมดิ ทีค่ ดิ อยากทาํ บาป ดวยการทาํ ลายศลี ขอ นั้นๆ ไปในตัว

พระพุทธเจาทรงสัง่ สอนเพอ่ื การแกกิเลส ไมใ ชส ั่งสอนอยา งปาวๆ หรอื สอน
อยา งไมม เี หตผุ ล พระองคท รงทราบหมดวา กิเลสมนั แทรกซอ นอยใู นอะไรบาง จะทรง
แกไขวิธีใด ทรงแยกแยะไวห มด ใหถึงตวั ของกิเลสจริงๆ ซึ่งมีอยูในจิตใจของสัตวโลก
และแสดงออกโดยอาการทก่ี ลา วมาน้ี อาการ ๕ อยา ง ถา พดู ถงึ เรอ่ื งศลี กอ็ าการ ๕
อยา ง “ปาณา อทนิ นา กาเม มสุ า สุรา” เปนแตละประเภท ๆ แหงศีลธรรม เพอ่ื แก
กเิ ลส และศีลธรรมเหลา นก้ี ็คือ “ธรรม” นน่ั เอง แกก เิ ลสประเภทนน้ั ๆ ทห่ี ยาบคาย
ดวยธรรมหา ขอทใ่ี หน ามวา “ศลี ”

การทาํ ลงไปนน้ั เปนเรอ่ื งใหญ เปนเรอ่ื งทําลายศลี การคิดไมท ํา หรืองดเวน อยู
ภายในใจนนั้ เปนเร่ือง “ธรรม” เปน เรือ่ งแกก ิเลสอยภู ายในใจ มีความหมายทุกส่ิงทุก
อยา ง ทพ่ี ระองคทรงสง่ั สอนไวอ ยา งไรตอ งมีความหมายเตม็ ตวั ทีเดยี ว เราท้ังหลายมี
ความรกั ชอบในศลี ในธรรมดงั ท่ีกลาวมานี้ ชอ่ื วา เปน ผรู ักธรรมในการแกกิเลสอันเปน
ขาศึกตอธรรม ดังที่กลา วมานี้

ภาวนา คาํ วา “ภาวนา” ยิ่งเปน ความละเอียดของจติ เขาไปอกี รวมความละเอยี ด
ของกเิ ลสเขาไปเปนชั้น ๆ ทา นจึงสอนใหเรียนเขามาหาตวั จิต ใหร เู รอ่ื งของจติ จิต
แสดงออกในอาการอยา งใด เชน ท่กี ลา วเมอ่ื สกั ครูนีว้ า “บอแหง เหตุ บอ แหง ความยงุ
เหยงิ วนุ วาย ตนเหตุของกองทุกขอยูท ไ่ี หน”กค็ อื อยทู ใี่ จ

ทา นสอนใหภ าวนา ใหร ูตนเหตุ คือความคดิ เปนเหตุ สอนใหบ รกิ รรมภาวนา
หรือใหก าํ หนดอารมณอ นั ใดอนั หนง่ึ ใหเ ปน เคร่อื งผูกจติ ใจ ไมใ หไ ปคดิ ในแงต า ง ๆ
ซึ่งจะเปน การส่ังสมกเิ ลสขนึ้ มาโดยลําดับ ใหจติ มอี ารมณอ ันเดียวกบั ธรรมท่กี ําหนด ท่ี
คําบริกรรมเทา น้นั จนจิตมคี วามสืบตอ กันดวยความรทู ีเ่ กีย่ วกบั ธรรมบทนัน้ ๆ ไมขาด
วรรคขาดตอน แลวกลายเปน ความสงบขน้ึ มาภายในตน ทานเรยี กวา “จิตสงบ” จิตแนว
แนไ ปแลว เรยี กวา “จิตเปน สมาธิ”

คาํ วา “สมาธ”ิ เปนฐานะอันสาํ คญั ของจติ เม่ือจติ มคี วามสงบ ทกุ ขก็ตอ งสงบ
ลงไป เพราะทกุ ขเ กดิ ขึน้ จากความไมส งบ จิตแสดงความไมสงบกค็ ือจิตกอทุกข เมือ่ จติ
ปรากฏเปนความสงบขนึ้ มา ก็คอื ความสงบทกุ ข ความสงบจากความฟงุ ซา นอนั เปน
สาเหตุใหเกิดทกุ ข ทุกขก ต็ องดับไปดวยกนั เพียงเวลาเดียวหรอื ขณะเดียวเทา นัน้ เราก็

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๖
ภาค ๓ “ธรร๓ม๙ชดุ๘เตรยี มพร้อม’’

๓๔๗

พอเห็นเปน สักขพี ยานวา ความฟุงซา นของจิตกับความสงบของจิตนม้ี ีผลตา งกนั
อยางไรบา ง พอจะเห็นเหตุเห็นผล เห็นโทษเห็นคุณ ของความฟงุ ซา นกบั ความสงบ วา
ตา งกนั อยา งไรบาง แลว กม็ ที างทีจ่ ะแยกแยะเลอื กเฟน เอาตามทีป่ รากฏแลวทัง้ สองเรื่อง
คอื ความสงบกบั ความฟงุ ซา น

เราเลือกทํา แมจะมคี วามยากลําบากเพราะฝน แตเ หตผุ ลและสักขีพยานบอก
แลว ภายในตัววา ความสงบสุขเกดิ ขึ้นเพราะความอตุ สาหพยายาม และผลจะปรากฏข้ึน
มาเรอื่ ย ๆ เปนความสงบเยน็ ใจ ขณะที่จติ มีความสงบตัวน้นั ยอมไมค ิดถึงกาลเวลา
สถานทใ่ี ด ๆ ท้ังส้ิน ร่ืนเรงิ บันเทงิ อยกู บั ความสงบอันเปน ความสุขอยโู ดยถา ยเดยี ว น่งั
อยกู เ็ พลิน เพลินอยใู นความสงบสขุ ของจิต ยนื อยูกเ็ พลิน นี่คือผลทเ่ี กิดขึน้ จากความ
สงบของใจไมกอ กวนตัวเอง ความคิดปรุงระงับเขามาเพราะบทธรรมเปนเครื่องกํากบั ใจ

การกระทาํ ความเพียรทาง “ จิตตภาวนา”มคี วามอุดหนุนกันไปโดยลาํ ดับ ความ
ตอ เนือ่ งกันไปโดยลาํ ดับ ผลยอ มมีความสบื เนื่องกันเปนลําดบั เชนเดียวกนั จนกลาย
เปน จิตที่ออ นโยน นม่ิ นวล สงาผาเผย มองดภู ายในตวั เองกร็ ู น่เี ปน ระยะหรอื เปน ข้นั
หนงึ่ ของจติ เรอ่ื งราวทเ่ี คยกอ กวนตวั เองนั้นยอ มลดนอ ยลงไปเปนลาํ ดบั เร่อื งราวคือ
ความคิดความปรุงในแงตา ง ๆ ตามยถากรรมท่เี คยเปน มา ก็ไมไ ดเ ปนอยางนนั้ อกี มี
กฎเกณฑในการคดิ การปรุงเพราะเริ่มมีสติ เร่มิ มีความระมดั ระวงั ขนึ้ และเรมิ่ มีสาระ
สําคญั อันเปนสมบัตอิ ันหนง่ึ ขน้ึ มาภายในใจ ไมอ ยากจะใหส ง่ิ ใดเขา มากอ กวนทาํ ลาย
สมบัติ คือความสงบสุขท่ีเคยปรากฏกับตนอยูแ ลว ยอมมคี วามระมดั ระวังสมบัติน้นั ไว
เสมอดว ยความมสี ติ ดวยความเต็มใจ ดว ยความพอใจ จิตเลยกลายเปนสมบตั ิอันมี
คาขนึ้ มาอยา งชดั เจน แตก อ นก็ไมไดคิดวา จติ น้เี ปน สมบตั ิอนั มคี า นอกจากเหน็ วาสง่ิ
อนื่ มคี าไปเสียทง้ั ส้ิน จนหลงเพลิน เพราะเรายงั ไมเ คยเห็นจติ แสดงตัวออกมาเปน สิง่ ท่ี
นา พึงใจ นาอัศจรรย เปนสมบตั ิอนั พึงใจ นา ไวใ จ ฝากเปน ฝากตายได

ทีนี้ปรากฏขนึ้ มาแลว จติ จึงกลายเปนทีพ่ งึ่ อนั หนงึ่ กลายเปน ทอ่ี าศยั หรอื กลาย
เปน สิ่งท่อี บอนุ ข้ึนภายในตวั เอง จิตนัน้ เลยกลายเปน สมบัติอนั รักสงวนข้นึ มา แลว กร็ กั
สงวนมาก พยายามกําจัดปดเปา ส่ิงทจ่ี ะมากอกวนทาํ ลายจิตใจนัน้ ดวยสติ นเ่ี ปน อกี ขน้ั
หนง่ึ คือใจมคี วามละเอียดเขา ไปโดยลาํ ดับ น่ที านเรยี กวา “จิตมีฐาน” จิตมหี ลกั เกณฑ
จติ ปรากฏเปน สมบัตขิ องผูท ําอยา งชดั เจนแลว สมบัติอันนเี้ รยี กวา “ธรรมสมบตั ิ” มี
ประจักษใจ

ในธรรมอีกแงห นึง่ ที่ทานสอนใหส มบัตอิ นั นม้ี คี วามสวา งกระจา งแจง ขน้ึ ไปและ
มีความรูรอบตวั เพอื่ กาํ จดั สิ่งที่แทรกซึมอยภู ายในใจใหขาดจากกนั โดยลาํ ดบั วา
“จิตนี้ มคี วามเกย่ี วเนอ่ื งผกู พนั กบั อะไรบา ง?”ทา นจงึ สอนใหใช “ปญ ญา” พิจารณา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๗
ธรรมะชดุ๓เ๙ต๙รยี มพรอ้ ม

๓๔๘

โดยยกธาตุขันธของเราน้ีขึ้นเปนอันดบั แรก พิจารณาคลีค่ ลายตลอดถึงส่ิงภายนอก
บรษิ ทั บรวิ าร สมบัตติ า งๆ คิดไป และนํามาเทียบเคียงวา “จิต มีความหนกั เบาในสงิ่ ใด
ในแงใ ด ในบุคคลใด ในสมบตั อิ ันใดบา ง”แลว นาํ สิ่งนน้ั ๆเขามาคล่คี ลายดูใหเ หน็ ตาม
ความจรงิ ของมัน เพอื่ จติ จะไดถ อยตวั เขามา ปลอ ยความกงั วล หรือความผูกพนั นนั้ ๆ
ซึ่งเปนตวั “อปุ าทาน” ยึดม่นั ถือมั่น แลว ทาํ ความกดถว งจิตใจใหเปนพษิ ภัยแกตน ให
ถอยตวั เขา มาสู “ความเปนตัวของตัว” คือจิตโดยเฉพาะ

พจิ ารณาเร่ืองธาตเุ รอื่ งขนั ธ ธาตุขนั ธถา พจิ ารณาตามความจรงิ แลว เราจะเหน็
ประจักษท ง้ั วนั ท้ังคนื เพราะเปนความจริงลวนๆ ตลอดมา ตั้งแตวนั อุบัตจิ นกระท่งั ถึง
วันสน้ิ ชพี วายชนม ไมละความจรงิ อนั น้เี ลย เปนแตความรูของเรายงั จอมปลอมอยู ของ
ปลอมกับของจริงจงึ เขา กันไมไ ด ทา นจึงสอนใหใชป ญญาซึ่งเปนความจริงอนั หนงึ่ สอด
แทรกลงไป ใหร คู วามจรงิ ทีม่ อี ยูภายในธาตขุ นั ธ หรอื รางกายน้ีดว ยการพินิจพิจารณา

หากจะพจิ ารณาแยกอาการของมัน หรือตามความเปน อยขู องมัน กแ็ ยกออกไป
ดูใหเ ห็นชัดเจนดวยปญญา จะไมมีทีต่ รงไหนแยงความจริงอนั นีเ้ ลย ดูเขาไปตั้งแตหนัง
ขางนอก หนังขา งใน เนือ้ เอน็ กระดูก ดูเขาไป ๆ มันเปนอยางไร ตรงไหนที่เปนเรา
ตรงไหนท่นี ารกั นา ยินดี ตรงไหนที่เปนเขา ดเู ขา ไปจนหมดทกุ สิ่งทกุ สวนแลว มันกเ็ ปน
กองธาตกุ องขนั ธ เปน กองอสภุ ะอสภุ งั เปน ปา ชา ผดี ิบเราดๆี นแ่ี หละ

แยกออกเปนเรอื่ งของธาตุ ก็ไมเห็นมอี ะไร มแี ตธาตุ ๔ ดนิ นํา้ ลมไฟเตม็ เนื้อ
เตม็ ตัวของเราตง้ั แตว ันเกิดมาจนกระท่งั บดั น้ี แลวยังจะเปน เชน นต้ี ลอดไปจนกระทง่ั ถึง
วนั อวสาน คือวันสลายตัวของสวนประชมุ แหงธาตุทง้ั หลายเหลา นี้

ถา “ปญ ญา” ไดห ย่งั ลงไปใหถึงเหตถุ ึงผลถึงความจริงซง้ึ ถึงจติ ใจแลว ไมต อง
บอกใหป ลอ ย แตม นั ปลอ ยของมันเอง สลดั ลงไป ๆ ปลอ ยวางลงไปในสว นหยาบ คือ
ธาตสุ ี่ ดนิ น้ําลมไฟน้ี

มีอันหน่ึงเปน สง่ิ ท่ปี ดบังความจริง หรือวาความสาํ คัญม่ันหมายของเรา มนั ปด
บงั ตัวเราก็ถูก มนั ปด บงั เพราะอะไร เพราะธาตุเพราะขนั ธอนั นี้ จึงตอ งเอาธาตขุ ันธอ ันนี้
มาแจงดู คล่คี ลายดใู หเห็นชัดเจน แลวกม็ าเห็นตวั “ผูจอมปลอม” ไปเที่ยวยดึ นั้น ปก
ปนม่นั หมายวา สิ่งนน้ั เปนเรา ส่งิ นีเ้ ปนของเรา กอ ความยงุ ยากใหแ กต น ขนทุกขม าทับ
ตนหนกั เทา ไร จนกระทงั่ ไปไมไ ดก็ยอมทน เพราะความหลงนี้เอง

ปญญา กําหนดพิจารณาใหเห็นชัดเจนตามเปนจริง แลว ก็ปลอยกนั ไปเองโดย
ลาํ ดบั ๆ เมื่อจติ มีความรูความเขาใจในสง่ิ นอี้ ยา งชดั เจนแลว มองลงไปที่ไหนมนั ทะลปุ รุ
โปรงไปหมดภายในรา งกาย เห็นตามความเปน จริงอยา งประจักษใจไมม ที างสงสยั ดู
ภายนอกกเ็ ชนเดียวกับภายใน ดูภายในกเ็ ชน เดยี วกับภายนอก มนั เปน เชน เดียวกัน น่ี

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๘
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๐๐ุดเตรียมพรอ้ ม’’

๓๔๙

จัดวาเปน “โลกวทิ ”ู คือรูแจง เหน็ จริงโลกทัง้ โลกนอกโลกใน เปน สภาพเหมือนกันน้ที ้งั น้นั
น่ี “โลกวิท”ู เปนคณุ สมบัติของพุทธบรษิ ัทท้ังหลายได ไมใชจะเปน “โลกวทิ ”ู แตพระ
พุทธเจา เพียงพระองคเดยี ว

แลว ยังมอี ะไรเปน ตัวการสําคญั ท่คี อยแตห ลอกหลอนอยูตลอดเวลา ก็พวก
สญั ญา พวกสงั ขาร นเ่ี องเปนตัวสาํ คญั เวทนาเกิดขึน้ มันก็ไปสาํ คัญมนั่ หมายวา
“เวทนา เปน เรา”เสีย เวทนาเปนเราเพราะเหตไุ ร เพราะรา งกายนีเ่ ปน เรา รางกายเปน
เรา เวทนาก็เปนเรา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ มนั กเ็ ปนเราเสยี ก็มาเปน อันเดียวกนั หมด
ทั้งๆ ท่ี “เขา” ไมใ ช “เรา”“เรา” ไมใ ช “เขา” แตค วามสําคัญมน่ั หมายน้นั มนั หลอกเรา
พิจารณาดูใหเ ห็นชัดเจน ความปรงุ กเ็ พยี งคิดข้ึน ดี ชว่ั กต็ าม คิดขนึ้ ขณะเดียวก็ดบั ไป
พรอมๆ ในขณะนัน้ ไมไดต ั้งอยูจ ีรังถาวรอะไรเลย เปนแตเ พยี งความสาํ คญั มน่ั หมาย
น่นั แหละมันไปยดึ เอา เลยยืดยาวไปเรือ่ ยๆ ไมมีทส่ี ิ้นสุด ยดึ มนั่ ถือม่ันตดิ ตอ สืบเน่ือง
กันเปน ลูกโซ ทกุ ขก ็เลยกลายเปนเหมอื นลูกโซไปตามกัน

คนทั้งคนมีแตลูกโซ คือความทุกขเตม็ หวั ใจ การตัดลูกโซจ ึงตัดดวยการ
พิจารณาในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ ใหทราบวาเปนอาการหนึง่ ๆ ของขันธน่ี
เทา น้ัน เวทนา ความสขุ ความทกุ ข ทกุ ขกายทกุ ขใ จ สขุ กายสขุ ใจ ก็ อนตตฺ า แนะ !สรปุ
ความกค็ ือ อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า ไปลงทนี่ น่ั ไมไปไหน เพราะความจริงอยูทนี่ น่ั

คาํ วา “อนตฺตา”มันจะเปน“อตฺตา” ไดอ ยางไร มนั ปฏเิ สธตัวตนอยูแลว ชัดๆ เกดิ
ขน้ึ แลวดบั ไป ทุกขก ายกเ็ หมอื นกนั ทุกขใจก็เหมอื นกนั มนั กเ็ ปน เวทนาอนั หนง่ึ ๆ ท่ี
ปรากฏตัวขึ้นมา สุขกายสุขใจมนั กเ็ ปน เวทนาอันหนง่ึ เหมือนกนั พิจารณาใหเ ปน สภาพ
อันเดยี วกัน คอื “ไตรลักษณ” ลว นๆ เหน็ ประจักษดวยปญ ญาแลว ยอมเปน ไตรลักษณ
ลว นๆ จรงิ ๆ

สญั ญา ความหมาย ฟงแตวา “ความหมาย” มนั วนไปเวยี นมาอยูอ ยา งนนั้
หมายน่นั หมายน่ี ดีไมด กี ห็ มายไป จาํ ไป ลมื ไปแลว เอามาจําใหม ยงุ กันไปหมด

วญิ ญาณ ก็ปรากฏข้ึนในขณะทีม่ สี ่งิ มาสัมผัส เปน ความกระเพือ่ มแหง ความรูรบั
กนั กับสิง่ ที่มาสมั ผสั ทาง ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ซง่ึ กระทบกบั รูป เสยี ง กลนิ่ รส เครอื่ ง
สมั ผัส ก็เกดิ ความรบั รขู ้ึนเปน ขณะๆ ทส่ี งิ่ นนั้ สมั ผสั แลว ก็ดบั พรอมกับสง่ิ สมั ผสั นั้นดบั
ไป น่ที า นเรียกวา “ วญิ ญาณ”ความกระเพ่อื มแหง ความรเู ทาน้ันเอง ความรูจริงๆ ไม
เปน เชน นน้ั ถึงสิง่ เหลา นน้ั จะมาสัมผสั หรือไมสัมผัสกต็ าม ความรูก ็รอู ยูโดยสมาํ่ เสมอ
นท่ี า นเรยี กวา “ใจ”หรอื เรยี กวา “จิต”แตค วามกระเพือ่ มของจิตท่ีแสดงออกรบั กับสิ่งท่ี
มาสมั ผสั ชั่วขณะ ๆ ทส่ี ง่ิ นัน้ มาสัมผัส ทานเรยี กวาวิญญาณ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๙
ธรรมะชุด๔เ๐ต๑รียมพร้อม

๓๕๐

“วญิ ญาณในขนั ธห า ” กบั “ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณ” จงึ ผดิ กนั วญิ ญาณในขนั ธห า
ปรากฏขึน้ ในขณะท่มี สี ่งิ มาสัมผสั “ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณ” นห้ี มายถงึ “ตัวจิตลวน ๆ” ที่เขา
มาปฏสิ นธิกอกําเนิดเกิดข้ึนทีน่ ่นั ทีน่ ี่ หมายถึงจิตทีก่ ลา วถึง “ ในสถานทน่ี ้ี” ในขณะน้ี
“วญิ ญาณ”หมายถงึ วิญญาณในขันธหา ซ่ึงมีสภาพเหมอื นกับรูป เวทนา สัญญา สงั ขาร
มันเสมอกนั ดว ย “ไตรลกั ษณ” เหมือนกนั ดว ย “ไตรลักษณ” เหมอื นกันดว ยความเปน
“อนตฺตา” มนั ไมเหมือนกับเรา เราไมเ หมือนกบั ส่งิ นน้ั เหตนุ ั้นส่งิ นน้ั จึงไมใ ชเ รา เราจึง
ไมใชสงิ่ นนั้

แยกดวยปญ ญาใหเหน็ ตามความเปน จริงอยางน้ี แลว จติ จะปลอ ยความกงั วล
ปลอ ยคาํ วา “รูปเปนเรา เวทนาเปนเรา สัญญาเปนเรา สังขารเปนเรา วญิ ญาณเปนเรา”
ปลอ ยออกไป เราไมใชอ าการหาน้ี อาการหา นี้ไมใ ชเราเหน็ ประจกั ษ ตัดตอนมนั ออกไป
โดยลําดบั ๆ จนกระท่ังขาดไปจริง ๆ จากอาการ แมจ ะแสดงขึน้ มากท็ ราบวา “อาการน้ี
แสดง” แสดงขึ้นเพยี งไรกท็ ราบวามนั แสดง ดวยความรูของเรา ดว ยปญญาของเรา ที่
ทา นเรยี กวา “คลคี่ ลายดว ยปญ ญา”

ในบรรดาขันธท ี่มอี ยู ซึ่งเปน เครอื่ งปกปดกาํ บงั หรอื รวมเขา มาวา “เปนตน”โดย
ความสาํ คญั ของจติ แยกออกดวยปญญาใหเหน็ ชดั เจน นแ่ี หละตัดกิ่งกานสาขา ตัดราก
ใหญ ๆ รากฝอยของกิเลสเขา มา เหลอื แต “รากแกว” พอถงึ “รากแกว ” แลว กถ็ อนขน้ึ

รากแกว คอื อะไร?คือ ตัวจิต มกี เิ ลสตวั สาํ คญั อยใู นนน้ั หมด ผปู ฏิบตั ิจงึ มกั จะ
หลงทีต่ รงนี้ ถา หากไมม ีผูแนะเลยจะตอ งมาตดิ ทตี่ รงนี้แนน อน ถอื สง่ิ นเ้ี ปนตน คิดวา
“อะไร ๆ กห็ มดแลว รหู มดแลว รูแลว ” ยกเราวารูหมด! แตเ ราหาไดร ู “เรา” ไม น้ัน
คือเราหลงเรา รูส ง่ิ ภายนอกแตม าหลงตัวเอง

สง่ิ ภายนอกในสถานทน่ี ้ี ไมต อ งพูดถงึ ส่งิ ภายนอกท่นี อกจากตัวเรา หมายถงึ
รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ นน้ี แ่ี หละ รูส ่ิงเหลานีแ้ ลว ยงั ไมร ตู ัวจรงิ คอื จติ จิต
เลยยกตวั ขน้ึ วา รูส ิ่งทัง้ หลายเสีย ทัง้ ๆ ทีต่ ัวกาํ ลังหลงอยใู นตัวเอง จงึ ตองใชปญญาคล่ี
คลาย หรอื ขยข้ี ยาํ เขา ไปที่ตรงนี้เพอ่ื ความรรู อบตวั ไมใ หม อี ะไรซุมซอ นอยเู ลยข้นึ ช่อื
วา “ยาพิษ” คอื กเิ ลสประเภทตาง ๆ แมจะละเอียดเพยี งไร มี “อวิชชา” เปนตนก็ให
กระจายไปดวยอํานาจแหงปญญาคลี่คลาย จนกระทั่งกระจายไปจรงิ ๆ หรอื สลายไป
จรงิ ๆ ดว ยอํานาจของปญญาอนั แหลมคม แลว คาํ วา “เรา” คาํ วา “ของเรา” ก็หมด
ปญหา

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๐
ภาค ๓ “ธรร๔ม๐ช๒ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๕๑

คาํ วา “รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ หรือวา ขันธห า อาการทง้ั หา นี้เปนเรา
เปนของเรา” กห็ มดปญหาไปตาม ๆ กนั วาเปน “อนจิ ฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา”ก็หมดปญหาไป
ตามกัน เพราะสน้ิ ปญ หาภายในใจ คอื “อวชิ ชา” ซึ่งเปน ตัวปญ หาไดส ิ้นไปแลว ปญหา
ทัง้ หลายจงึ ไมม ภี ายในใจ ใจจงึ เปนใจที่บรสิ ุทธ์ิลว น ๆ !

น่ันแหละคือบอแหง ความสุข! เมอ่ื กาํ จัดความทุกข เหตุใหเ กดิ ทุกขออกจาก
ใจหมดสิ้นไปแลว ใจจึงกลายเปนใจทีบ่ รสิ ุทธิ์ขนึ้ มา

นิยยานิกธรรม พระพุทธเจาทรงส่ังสอนสัตวโ ลกมาตั้งแตพื้น ๆ ดงั ท่กี ลาวมา
แลว เบอ้ื งตน จนกระท่งั ถึงจดุ สดุ ทายอยา งนี้ เปน “นยิ ยานิกธรรม”โดยสมบรู ณ นาํ สตั ว
ผูขอ ง พดู งา ยๆ นาํ จิตผขู อง ใหพนจากความของนัน้ โดยประการทัง้ ปวง กลายเปน
“โลกวิทู” รแู จงเห็นจริงในธาตุในขนั ธท้งั ภายนอกภายใน แลวก็หมดปญ หากันเพยี งเทา
น้ี

จากน้ันทา นก็ไมไดท รงสอนอะไรตอไปอกี เพราะพนจากทุกขแลวจะสอนเพ่ือ
อะไร ถงึ ทอ่ี ันเกษมแลวสอนกันไปเพื่ออะไรอีก!

น้แี ลทเ่ี คยกลา วเสมอวา “มชั ฌมิ า” ในหลักธรรมชาตอิ ันเปน ฝา ยผล ไดแ ก “จิต
ทบ่ี ริสทุ ธล์ิ ว น ๆ” น้ี ไมมีอะไรที่จะ “กลาง” ยิ่งกวา จิตที่บรสิ ทุ ธิน์ ี้ เสมอยิ่งกวาจิตท่ี
บรสิ ุทธิน์ ้ี ไมมใี นโลกทง้ั สามน!ี้ เพราะฉะน้ันจงึ ไมม อี ะไรประเสรฐิ ยิง่ กวา จติ บรสิ ทุ ธลิ์ ว น
ๆ อนั เปน “มชั ฌิมา” ในหลกั ธรรมชาตินี้

นี่แหละความเปน เอก ก็คือน้ี จิตเปนเอก กค็ ือจิตทบ่ี รสิ ทุ ธ์นิ ี้ ธรรมอนั เอก ก็คอื
ธรรมอันบริสุทธิ์ภายในใจน้ี มอี นั เดยี ว ไมม ีสองกับส่ิงใด

โลกทง้ั หลายมคี ู ๆ ธรรมชาตินไ้ี มม คี ู มอี ันเดยี วเทานน้ั พระพทุ ธเจา สมกับพระ
นามวา เปน “โลกวทิ ู” เปน ศาสดาเอกของโลก ทรงรูวธิ ีแกไขกเิ ลสนอ ยใหญม าโดย
ลาํ ดับ ๆ แลว นาํ มาสง่ั สอนโลก ใหพวกเราทง้ั หลายแมเกดิ สดุ ทา ยภายหลงั ตามคตินยิ ม
กต็ าม แตเรากไ็ ดรบั พระโอวาทคําสัง่ สอน คือศาสนธรรมจากพระองคม าปฏบิ ตั ิตนเอง
ไมเสยี ชาติที่ไดเ กดิ มาเปน มนษุ ย

“ธรรม” กบั “พระพุทธเจา” คือธรรมคําสั่งสอนของพระองค นาํ มาเปน เครอ่ื ง
ประดับกายประดับใจของเรา ขอใหมีความภาคภูมใิ จในวาสนาของเราที่ไดเปน อรรถ
เปนธรรม ปฏิบตั ิตามพระองค ใหส มช่ือวา “เปน พทุ ธบรษิ ทั โดยสมบูรณ” จงึ ขอยตุ ิ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๑
ธรรมะชุด๔เ๐ต๓รยี มพรอ้ ม



ใจปลอม วิธีปฏบิ ัติเบื้องต้น ๓๕๒

เเมทอ่ืศวนันโ์ ปทรี่ ด๖คธณุ ันเวพาาคพมงาพทุเวทรธรศศธักนนรโเะาปมกชรอื่ลุ ด๒วณนัค๕๑ุณทว๘่ี เัด๖พปาธา่ พบนั ้างวนาาตความรดรพธนุทะธกศุลักรณาชวดั๒ป๕า ๑บ๘า นตาด

ใจปลอม วิธีปฏบิ ัตเิ บอื้ งตน

การฝก หดั ภาวนา กรณุ าปฏบิ ตั ิหรือดาํ เนนิ ตามทที่ า นแนะไว เกยี่ วกบั เรื่อง
ภาวนา ซ่งึ เปนสาระสําคญั ของศาสนาแท เปน แกน หรอื เปน รากแกวของศาสนา

กอ นอนื่ ใหใ จไดรบั การอบรมศลี ธรรมคุณงามความดตี าง ๆ หลังจากน้นั กฝ็ ก
หดั ทางดานจิตใจ ทดสอบอารมณทเ่ี คยเปนพษิ เปนภัยแกต นมานานแสนนาน คือ
ทดสอบดว ยการภาวนา ไดแ กการสอดรคู วามเคลอื่ นไหวของจิตท่ีคดิ ปรงุ ในแงต าง
ๆ เม่อื ทาํ ความสงั เกตอยูเสมอ เราจะทราบเรือ่ งของจิตที่คิดปรุงในเรื่องตา ง ๆ ท้งั ที่
เปน พิษเปน ภยั ทัง้ ทเี่ ปนคณุ แกเราไดด ี

การฝก หดั เบื้องตน ก็เหมอื นกบั เราเร่ิมทาํ งาน งานนั้นเรายงั ไมเคยทาํ ผลก็ยงั ไม
เคยปรากฏ เปนแตเพยี งเหตุผลเปนเครอื่ งบังคับใหตองทํางาน เราก็ทาํ ตามเหตุผลน้ัน
ๆ แตความเขาใจ ความชํานาญในงานนน้ั ยังไมมี เรายงั ไมเ ขาใจ ผลกย็ งั ไมปรากฏ จึง
ตองมกี ารฝน เปน ธรรมดาทเี่ ร่มิ ฝกหัดทาํ งานในเบ้อื งตน เมอ่ื ทําไปนานๆ ความชาํ นิ
ชํานาญในงานก็คอ ยมีขนึ้ ความคลองแคลวในงานกค็ อ ยเปน ไปโดยลําดับ ผลของงานก็
คอยปรากฏข้ึน ยอมจะรทู ศิ ทางทจ่ี ะดําเนนิ งาน หนักเบามากนอยไดโดยลําดบั ความ
หนกั ใจกค็ อ ยลดลง เพราะรูว ธิ ที าํ งานน้นั ๆ ตลอดท่ัวถึงแลว พรอมท้ังผลก็ไดรบั โดย
ลําดบั

งานดา นภาวนาก็มลี กั ษณะเชนเดยี วกนั คอื อาศยั การฝน บา ง เหตทุ ่จี ะฝนก็
เพราะเราอยากดี ผูท่มี าสอนเราคอื พระ นอกจากพระแลว ทานยงั นาํ พระศาสนามาสอน
เรา ศาสนธรรมท้งั หลายออกมาจากพระพุทธเจา

พระพุทธเจาเปน ผรู ูจริงเหน็ จริง ไมไ ดต ง้ั พระองคเปนผูห ลอกลวงตมตนุ โลก
มนษุ ย แตเปนผูร้อื ฟน ขนสตั วใหพนจากความทุกขเพราะความโงเงาตา ง ๆ ตางหาก
ธรรมที่แสดงออกทุกบททุกบาท จึงออกมาจากการพิสจู นค น พบของพระพทุ ธเจาอยาง
แนพ ระทยั แลว จงึ ไดใ หนามธรรมนัน้ วา “สวากขาตธรรม” คือธรรมท่ีตรสั สอนไวชอบ
แลว ทกุ สง่ิ ทกุ อยา ง ไมมีอะไรผิดเพี้ยน เปนธรรมตรงตอเหตุตอผล ตอความสัตยค วาม
จริง หรือตอความเปน จรงิ ทกุ แงทกุ มุมแหงธรรมทแ่ี สดงไวแ ลวน้ัน พระองคเ ปน ผูรบั

รองในความบรสิ ุทธิ์ แมพ ระองคจ ะไมประกาศวาพระองคเปน ผรู บั รองกต็ าม ความ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชุด๓๔เ๐ต๕๔รีย๒มพรอ้ ม

๓๕๓

บรสิ ทุ ธิ์หมดจดในพระทยั ท่ีทรงคนพบแลว นาํ ออกสอนโลก นน้ั เปน เครือ่ งประกาศ
ออกมาเอง

ศาสนธรรมทอ่ี อกมาจากพระโอษฐ ออกมาจากพระทยั นั้น จึงเปนศาสนธรรมที่
บรสิ ุทธห์ิ มดจด เปนทีเ่ ช่อื ถือไดท กุ ข้ันแหง ธรรม เราหาความเชื่อถอื ตามความจรงิ จาก
คนทัง้ หลายน้ันหาไดยาก ย่ิงสมยั ทุกวันนี้มีแตเรือ่ งปลอมแทบท้งั น้ัน จะหาความสตั ย
ความจรงิ ตอ กนั รสู กึ วาหาไดยาก ไมเ หมอื นกอ น ๆ เพราะเหตุไร ? เพราะจติ ใจของ
มนุษยมันปลอมไปมาก จนอาจกลายเปนเร่ือง “มนษุ ยป ลอม” ไปดวย สักแตวา ราง

มนษุ ยแตจ ิตใจปลอม เพราะฉะนนั้ ธรรมของจรงิ หรอื ความสัตยค วามจริง จึงไมสามารถ
สถติ อยูในท่จี อมปลอมได ของปลอมอยดู ว ยกนั จึงอยูไดส นิท เวลาระบายออกมากอ็ อก
มาจากความจอมปลอมของใจ ผูฟง ก็ปลอมดวยกนั ตางอันตางปลอม ฟงกันกเ็ ชื่อ และ
ตม ตุนกนั ไปอยางสะดวกสบายไมเ ขด็ ไมหลาบ โลกมกั ชอบกนั อยา งนน้ั

แตศาสนธรรมซึง่ เปนความจรงิ ไมมีการหลอกลวงตม ตุน จิตใจคนกลบั หางเหนิ

จากธรรมของจริง หรอื ไมสนใจประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ เมื่อหางเหนิ จากธรรมของจริงแลว ก็มี
แตความจอมปลอมเขาแทรกสงิ หรือกลมุ รมุ จติ ใจ ใหป ระพฤติไปตา ง ๆ นอกลนู อก
ทาง ผลจงึ ทําใหไดรบั ความทุกขลาํ บากรําคาญอยเู สมอในที่ท่ัวไป

เราทัง้ หลายเปนผมู งุ มาเพื่ออรรถเพ่ือธรรม อนั เปนความจริงท่พี ระองคท รง

สอนไวแ ลว จึงควรพิสจู นค วามจอมปลอมซึ่งมีอยใู นจติ ใจของตนวา มมี ากนอยเพียงไร
และมีมานานเทาไร จะควรปฏิบัติแกไขอยา งไรบาง เพ่ือความจอมปลอมซ่ึงเปน สาเหตุ
กอ ทุกขใหเกิดขน้ึ แกเราไมแ ลว ไมเ ลาน้ี จะคอยหมดไปโดยลาํ ดับ พอใหม ีความสุขใจ
บา งจากการประพฤติปฏบิ ัตธิ รรม

ธรรมนนั้ เปนเคร่ืองเชดิ ชคู นใหดีงาม และปลดเปลื้องสิง่ ทเี่ ปน พิษเปนภัยออก
ใหไดรบั ความสขุ ทางดานจติ ใจโดยลําดบั ธรรมจงึ ไมเ ปนภัยแกผ ูใดทั้งน้นั ไมว าสมยั ใด
ธรรมเปนคณุ สมบตั ิอันหนึง่ ท่ีคูควรแกใจ และมใี จเทา นนั้ เปน คคู วรแกธรรม คือ
สามารถทจ่ี ะรับธรรมไวไ ด และเปนภาชนะอันเหมาะสมอยางย่งิ ไมมีภาชนะใดทจ่ี ะ
เหมาะสมยง่ิ กวา ใจ

ทใ่ี จปลอมก็เพราะวา สิ่งจอมปลอมมันแทรกอยภู ายในใจ จนกลายเปนใหญ
เปน โตข้นึ มาคลอบงําจติ ทัง้ ดวงใหป ลอมไปตามหมด จงึ ทําใหมนษุ ยเดือดรอนวนุ วาย
อยูท่ไี หนก็ไมมคี วามผาสกุ เยน็ ใจ เพราะส่ิงเหลา น้ีไมเ คยทําความผาสกุ เยน็ ใจใหแกใ คร
น่ันเอง ข้ึนชอ่ื วา “ของปลอม” ยอ มกอ ความเดือดรอ นเสยี หายเชนนี้มาตัง้ แตไหนแตไ ร

การปฏิบัติธรรมกเ็ พ่ือจะกาํ จัดสง่ิ ทีป่ ลอมแปลงน้นั ออก ใหเ หลอื แตแ กน ให
เหลอื แตของจริงลว น ๆ ภายใน เฉพาะอยางยงิ่ การฝก หดั ภาวนา ควรจะทําใหเ ปน ลาํ่

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๓

ภาค ๓ “ธรร๔ม๐ช๕ดุ เตรียมพรอ้ ม’’

๓๕๔

เปนสัน เปน เนื้อเปนหนงั พอสมควร เพราะงานอน่ื เราเคยทํามาแลว ตงั้ แตไ หนแตไ ร จน
บดั นีเ้ รากย็ งั ทําได หนกั กท็ าํ เบาก็ทํา ผานไปโดยลาํ ดบั จนถงึ ปจจบุ ันน้ี จะเปน งานสกั ก่ี
ชิ้นจนนับไมถวน เพราะมากตอ มาก เราเคยผานความหนกั เบา ความลาํ บากลาํ บน ทุกข
รอ นเพราะส่ิงเหลา นมี้ ามากมายเพยี งไร ยงั อตุ สา หส ูท นกับงานนั้น ๆ มาได แตเ วลาจะ
ทาํ จติ ตภาวนา ซึง่ เปน ธรรมประเภทคณุ สมบตั ิอนั สงู สงภายในจิตโดยเฉพาะ ซึ่งเปน
ความจาํ เปนเชนเดยี วกับงานอน่ื ๆ หรือย่งิ กวาน้นั ทําไมเราจะทําไมได นี่เปน ปญหาท่ี
เราจะคิดแกกลอบุ ายของกิเลสซ่ึงเปนตัวหลอกลวง ไมอ ยากใหเ ราทําใหข าดออกจากจติ
ใจเปน ลาํ ดับ ไมถอยทัพกลับแพมนั อีก เทาที่ถูกมันกดขบ่ี ังคับมาแลวก็แสนทุกขท รมาน
นา เคียดแคนอยางฝงใจ ไมน า จะมวี ันหลงลืมไดเลย ถาเปน ใจชาวพทุ ธ ลกู ศษิ ยพ ระ
ตถาคต นะ

เบ้อื งตน จติ ยอมลม ลุกคลกุ คลาน เพราะไมเ คยถูกบงั คบั ดว ยอรรถดวยธรรม มี
แตถ ูกบงั คบั จากกเิ ลสโดยถา ยเดยี ว เรื่องของกเิ ลสตองบังคบั จิตเสมอ บังคับใหล งทาง
ต่ํา เมอ่ื จิตเราเคยถูกบังคับลงฝายตาํ่ อยแู ลว จะฉุดข้ึนมาที่สูงคือ “พระสัทธรรม” จงึ เปน
การยาก

เอา ! ยากกต็ าม เราตองฝน เพื่อฉดุ ลากจติ ใจท่ีกาํ ลังถกู กลมุ รุมดวยพิษภยั ทง้ั
หลายนน้ั ใหพน ข้ึนมาโดยลําดบั เปน สง่ิ ทค่ี วรทําอยา งยิง่ สาํ หรบั เราผูหวังความสุขความ
เจริญ และความพน ทุกขโ ดยส้นิ เชิง

ทานผูใดมคี วามสนใจ หรอื มจี รติ นิสยั ชอบในธรรมบทใด กรณุ านาํ ธรรมบทนั้น
ไปบริกรรม คาํ วา “ถูกกับจริตนิสัย” นน้ั ไดแกเวลาเรากาํ หนดนําธรรมบทนนั้ ๆ มา
บริกรรมทดสอบดู จะมีความรูสกึ เบา หรอื คลองแคลวภายในจิตใจ ไมห นกั หนวง น่ีชอื่
วา “ถกู กับจริตนิสยั ของเรา” เชน “พุทโธ” เปนตน เมอ่ื ถกู แลวกพ็ ึงนาํ ธรรมบทนั้นมา
กาํ กบั จติ ใจ

ทําไมจึงตองนาํ คําบริกรรมมากํากบั จิตใจ ? เพราะปกติของใจนัน้ มแี ตค วามรู
เราไมทราบวา รอู ยา งไรบาง ลกั ษณะความรนู น้ั เปน อยา งไร ตวั ความรแู ทเ ปน อยา งไร
ไมส ามารถทราบได ทราบแตวา “รู” เทานนั้ รูไปทวั่ สารพางครางกาย แตจับเอา “ตวั รู”
จริง ๆ ซ่งึ เปนตวั สําคัญไมไ ด เพราะฉะนั้นจงึ ตอ งนํา “คําบริกรรม” เขา มากํากบั เพ่อื
เปนท่ยี ดึ เหนีย่ วของใจ จนสามารถทรงตัวได ถา จะเทียบกบั ภายนอกกเ็ หมอื นเขาตก
เบด็ เอาปลานน่ั เอง ถามแี ตเบ็ดเฉย ๆ ปลากไ็ มก นิ เบด็ ตอ งมีเหยอื่ ลอ ดวย การเอา
เหยอื่ ลอ ใหปลากินเบ็ดนนั้ เพราะเราตอ งการปลาทจ่ี ะมากินเบด็ เพราะเหยือ่ ลอนน้ั เรา
ไมไ ดม งุ หวังจะเอาเหย่อื เรามงุ จะเอาปลาตางหาก จึงหาเหยื่อมาลอ คอื ติดเหยอื่ เขา กบั

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๔

ธรรมะชุด๔เ๐ต๖รยี มพร้อม

๓๕๕

ปลายเบ็ดแลวหยอ นลงไปในนา้ํ เพ่อื ใหปลามากนิ เบด็ ปลาเหน็ เขากม็ ากนิ โดยเขาใจวา
เปนอาหาร นเี่ ปน ขอเทยี บเคียง

คาํ วา “พุทโธ” ก็ดี “ธัมโม” กด็ ี “สังโฆ” กด็ ี หรือคาํ บริกรรมบทใดก็ตาม น่เี ปน
เหมอื นท่วี า นั่นแล คือเปน เหย่อื สําหรบั ลอจิต หรือเหมือนกับเชอื กมดั ใหจิตอาศยั อยู
กับคาํ บริกรรมน้นั ๆ ดว ยความมีสติอยเู สมอไมใ หค ลาดจากกนั จะกาํ หนด “พุทโธ” ก็
ใหม ีความรสู ึกอยูกับ “พุทโธ” สบื เน่ืองกนั ไปโดยลาํ ดับ

เมอ่ื จติ ใจไดท ํางานในหนา ทอ่ี นั เดยี วไมม ีส่งิ อ่นื มาเกีย่ วขอ ง หรอื จิตไมไดเลด็
ลอดออกไปคดิ ในแงต าง ๆ ซง่ึ เปนเรอ่ื งกวนใจ ใหเกิดความฟุงซา นวนุ วาย จติ ก็จะงบ
ตัวลงไป โดยอาศัยคําบริกรรมเปนเครื่องผกู มัดอยู กระแสของจติ ท่ซี านไปสสู ถานที่
หรอื ส่งิ ตาง ๆ วตั ถุอารมณตา ง ๆ จะรวมตัวเขา มาสจู ุด คอื “พุทโธ” แหง เดยี ว จนกลาย
เปนจุดทเี่ ดน ชัดขนึ้ มาภายในใจ เม่อื ใจมีความสงบดว ยอบุ ายอยา งนี้ จนปรากฏผลข้นึ
มา คือความสุขเกิดขึ้นจากความสงบ เรียกวา “ไดผล” งานคือการภาวนาของเราเริ่มได
ผลแลว ไดผลเปนความสงบ เปนความเยน็ ใจ เปน ความสขุ และสุขละเอียดออ นขนึ้ ไป
ตามลาํ ดับแหงความสงบท่ีมมี ากนอย นเี่ ปน ผลที่จะยงั จติ ใจใหด ดู ดืม่ และเปน พยาน
เปนเคร่ืองยึดของจิต เปนเคร่อื งอบอนุ ของใจ

ในเมือ่ ไดร บั ผลปรากฏเปนท่พี อใจเชน นี้ จะมีความพากเพียร มคี วามเชอ่ื มนั่ ขนึ้
เร่ือย ๆ แมผ ลกจ็ ะมคี วามละเอยี ดขึ้นไปอยา งแนน อนไมสงสยั เพราะเทา ทป่ี รากฏนกี้ ็
เปนทพี่ งึ พอใจอยูแลว ยิ่งไดภาวนาใหม ีความละเอยี ด กย็ ง่ิ จะปรากฏผลคอื ความ
ละเอยี ดมากขนึ้ โดยลําดบั เปน เชอ้ื แหง ความเชอื่ ความเลือ่ มใสในพระศาสนา และเช่อื
ตองานของตนทจ่ี ะพงึ บึกบนึ หรอื พยายามตอไปไมลดละทอ ถอย เมื่อจติ ไดรบั ความ
สงบเหน็ ประจกั ษค รงั้ หนง่ึ แลว ตอไปความขยันหม่ันเพียร ความสนใจตอ งานท่เี คยทํานี้
จะคอ ยเดน ขึ้น ๆ ไมคอ ยไดถ ูกบงั คับบญั ชามากนักเหมือนแตกอ น

แตป ระการสาํ คญั ขณะทป่ี รากฏขน้ึ แลว คือขณะที่ผลปรากฏขึ้นแลว ในวันน้ี
หรอื ในคราวน้ี คราวตอ ไปอยา ไดไ ปคาดไปหมายอารมณท่ีเกดิ ข้นึ แลว และผานไป
แลว นน้ั อยาไดถอื เอาอนั น้ันมาเปนอารมณใ นขณะท่ีทาํ ภาวนาในวาระตอ ไป ใหต งั้ หนา
ต้ังตาทําตามหนา ที่ หรอื ตามงานของเราท่เี คยทําอยางท่ีเคยทาํ มาแลว โดยไมตอ งคาด
ผลวาจะเปนอยางใด

เมอ่ื สติความรบั รสู บื ตออยูก บั คาํ บริกรรม ความรูสึกก็ติดตอ อยกู ับคําบรกิ รรม
เปนลาํ ดับ ๆ นน้ั แลเปน งานท่ีทาํ โดยถกู ตองแลว ผลจะปรากฏขึน้ มากบั งานน้ันเชน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๕

ภาค ๓ “ธรร๔ม๐ช๗ุดเตรียมพรอ้ ม’’

๓๕๖

เดียวกบั ทเ่ี คยปรากฏมาแลว หรือยิง่ กวานั้นไปโดยลําดบั นีค่ อื ผลทเ่ี กดิ ขึ้นจากการ
ภาวนาเปน อยางนี้

การไปคาดหมายผลทผ่ี านมาแลว จะทําใหจิตเขวจากงานในวงปจจบุ นั ซึง่ เปน

งานจะยังผลใหเกดิ ขน้ึ โดยสมบรู ณ ฉะนน้ั จงึ ไมค วรไปยึดอารมณอ ดตี มาทาํ ลายงาน
ในวงปจจบุ ัน

ความสุขใดกต็ ามไมเหมอื นความสุขท่ีเกดิ ขึ้นจากความสงบของใจ ทา นกลา วไว
ในธรรมวา “นตถฺ ิ สนตฺ ิ ปรํ สุขํ” สุขอน่ื ยง่ิ กวาความสงบนี้ไมม ี ท้ังนเี้ รมิ่ ไปแตค วามสงบ
ในเบอ้ื งตน จนถึงสันติ คอื ความสงบในวาระสุดทาย ไดแ กค วามสงบราบคาบแหง
จิต ทไ่ี มม กี ิเลสแมน อ ยหน่งึ เหลอื อยูเลย!

เราทกุ คนทีเ่ กดิ มาในโลก มุงหาความสขุ ความเจรญิ ดว ยกันท้ังนนั้ ไมวาหญงิ วา
ชาย ไมวาชาตชิ ้นั วรรณะใด มคี วามรูสกึ อยเู ชนน้ี มคี วามหวงั อยูเชน น้ี หวงั อยากได
ความสุขความเจรญิ แตแลวทาํ ไมโลกนจ้ี งึ เตม็ ไปดวยความรุมรอ นวนุ วาย มีแตค วาม
ทุกขเตม็ จิตใจ และรางกายของสตั วโ ลก ทาํ ไมจึงไมเจอความสุขดังทีม่ งุ หมายบา งไม
มากกน็ อ ย เพราะเหตใุ ด ?

กเ็ พราะวาแสวงหาความไมถ ูกจุดเปน ทพ่ี อใจ ความสุขท่ีเราทง้ั หลายแสวงหาน้นั
จงึ เปน แตเพียงมโนภาพทีว่ าดไปแลวก็กอ ความกังวลใหแกตน เมอ่ื ปรารถนาไมส มหวงั
ก็เพมิ่ ความทุกขข้ึนมาใหแ กต นเทานัน้

เพราะฉะนั้นเพือ่ ความเหมาะสมเพอื่ ความสมหวงั จึงควรดาํ เนินตาม “ศาสน
ธรรม” ที่พระพุทธเจาทรงคนพบซง่ึ ความสุข และเหน็ ความสขุ ประจกั ษพ ระทยั แลว
จึงนํามาประกาศสอนโลกดว ยพระเมตตา พวกเราชาวพทุ ธควรพากนั ดําเนนิ ตามหลัก
ศาสนธรรมมดี านจิตตภาวนาเปนตน เพ่ือใหใ จไดรบั ความสงบสุข ถาทําถูกตามหลัก
ธรรมทท่ี า นสอนไว ไมตอ งสงสัยวาความสขุ จะไมปรากฏข้ึนมากนอยภายในใจทสี่ งบตวั
ตอ งปรากฏข้ึนมาอยางแนน อนไมวา ผหู ญงิ ผชู าย ไมว า นกั บวช ฆราวาส

จิตเปนธรรมชาตกิ ลาง ๆ ไมข้นึ อยกู บั เพศกับวัยอะไรทั้งน้ัน หลกั ใหญอยตู รงนี้
การแสวงหาความสขุ ทางใจ แสวงหาอยางนี้

สว นความสขุ ภายนอกเรากพ็ อทราบกนั เพราะเคยเสาะแสวงหา เคยไดอาศยั สงิ่
เหลานน้ั มาแลว ใคร ๆ กท็ ราบดอี ยูแลวไมจ ําเปน ตอ งแนะนําสัง่ สอนกนั ทีส่ าํ คัญกค็ ือ

การเสาะแสวงหาความสขุ ทางดานจติ ใจอันเปนหลกั สาํ คญั ในรา งกายและใจเรา ควร
แสวงหาวธิ ีใดจงึ จะเจอความสุข ?

จิตใจที่เจอความสขุ ยอ มไมกวัดแกวงวนุ วาย ไมเดือดรอน ไมฟงุ เฟอ เหอ เหมิ มี
ความสงบตัวอยูเ ปนปกติ อยูในอริ ยิ าบถใดกท็ รงตัวอยูไดด วยความสงบสขุ และความ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๖

ธรรมะชุด๔เ๐ต๘รียมพร้อม

๓๕๗

สวยงาม ไมวง่ิ เตน เผน กระโดด หรอื กวดั แกวง อยภู ายใน เพราะไมม สี ่งิ กวนใจ เนอ่ื งจาก
ความสงบเปนอาหารหลอ เลย้ี งจิตใจ ใหไ ดร ับความสขุ ความรมเย็นอยูภายในตัว ซ่ึงเปน
ผลเกดิ ขนึ้ จากการภาวนา เราควรจะเสาะแสวงหาใหเจอความสุขบา งไมม ากก็นอ ย ทาง
ดานจิตใจ ยากกท็ นบา ง เพราะงานไมวางานไหน ตอ งฝนความยงุ ยาก ฝนความลาํ บาก
ตองฝน ทุกขบ า งเปนธรรมดาเมื่อพอฝน ได นอกจากจะสุดวิสยั ฝนไมได กจ็ าํ เปน ดว ยกนั
ไมว างานในงานนอก

งานนอกไดแ กก ารงานตา ง ๆ งานใน ไดแก “จติ ตภาวนา” ตองมคี วามยากบา ง
เปนธรรมดาดวยกัน พระพทุ ธเจา ก็เปน องคพยานสําคญั แลวในเร่อื งความทกุ ขความ
ทรมาน เก่ียวกบั การบาํ เพญ็ พระองคกอนจะไดต รสั รู ปรากฏวา สลบไสลถึงสามหน คํา
วา “สลบ” คอื ตายแลว ฟน ถาไมฟนกไ็ ปเลย จะทุกขขนาดไหนจนถงึ ขน้ั สลบ? ถา ไม
ทกุ ขม ากจะสลบไดอยางไรคนเรา ! ตอ งถึงขนาดจึงสลบได เรียกวา “รอดตาย” นัน่ เอง

ครูของเราทาํ อยา งน้ี เพราะศาสนานไ้ี มใชศาสนาเพ่อื ลา งมอื เปบ เกิดข้นึ ดวย
เหตุดวยผล เหตดุ ผี ลดี การทําเหตุไดม ากนอ ย ผลยอ มปรากฏขึ้นตามเหตุทท่ี าํ ไมทํา
เลยผลจะปรากฏไดอ ยา งไร

แตความตองการของเรา ตองการความสขุ ความเจรญิ ความสมหวงั ดวยกนั ทั้ง
นนั้ ไมว าหวั ใจใด จะนําสงิ่ ใดมาเปนเคร่อื งสนองความตองการ ใหสมความมงุ มาด
ปรารถนาเลา นอกจากจะทาํ ในสงิ่ ทช่ี อบอนั เปนทางเดินเพื่อความถกู ตอ งเทานั้น ความ
สมหวังน้ันจงึ สาํ เรจ็ ไปโดยลาํ ดับ จนสาํ เรจ็ โดยสมบูรณ

เพราะฉะนัน้ ในวาระน้ี จงึ จาํ เปน อยางยง่ิ ท่เี ราจะบําเพ็ญทางดา นจติ ใจ อนั เปน
จดุ หมายใหเกิดความสุขความสมหวังข้ึนภายในใจของตนดวย “จิตตภาวนา” เหนือ่ ย
บา งก็ทนเอา จติ มันเคย วอกแวกคลอนแคลน เคยคิดเคยปรุงมานมนาน ซ่งึ ไมเ กดิ ผลดี
อะไรเลย จึงบังคบั ไวบา ง

การปลอยใหคิดไปในแงต าง ๆ ตามอารมณของใจนน้ั ไมเกิดประโยชนอะไร
นอกจากไปเทย่ี วกวา นเอาความทกุ ขค วามรอ นจากอารมณต า ง ๆ เขามาเผาลนจิตใจ
ของตนใหเดือดรอนวุน วายไมขาดวรรคขาดตอนเทา นั้น ไมเ ห็นผลดอี นั ใดท่เี กดิ ขึน้ จาก
การปลอยใจไปตามลาํ พงั ของมัน

การฝก จติ การทรมานจิต ไมใ หคดิ ไปในแงตา ง ๆ ท่ีเปนพษิ เปน ภัย ดวยอรรถ
ดว ยธรรมอนั จะนาํ ความสุขมาใหน ้ี ถึงจะยากขนาดไหนเรากพ็ อจะทาํ ได เพราะเรา
ทราบเหตุผลอยแู ลว วา นเี่ ราฝก ฝนทรมานเพือ่ หาความสุข เพอ่ื ใหจ ิตใจมีความสขุ ดว ย
การฝกการทรมาน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๗

ภาค ๓ “ธรร๔ม๐ช๙ุดเตรยี มพรอ้ ม’’

๓๕๘

พระพุทธเจากเ็ คยฝกมาแลว จนสลบไสล สาวกก็เคยฝก มาแลว ทรมานมาแลว
ตองเปน ผผู า นทุกขม าแลว ดว ยกัน ทา นจึงไดรับความสุขอนั สมหวัง

เราไมต องผา นทกุ ขใ ด ๆ ดว ยการฝกฝนอบรมบา งเลย แตจะเอาความสุขความ
สมหวงั เลยทเี ดียว ก็รสู ึกวา จะเกง เกนิ ครไู ป จงึ ควรดาํ เนนิ ตามรอ งรอยของครู สมคาํ วา
“พทุ ธฺ ํ ธมมฺ ํ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ ามิ” ทานดําเนินอยางไรกด็ าํ เนนิ อยางนน้ั หนกั บา งเบา
บา ง ทกุ ขย ากลาํ บากบา งกท็ นเอา เพราะเปน ลูกศษิ ยท ม่ี ีครู การฝกเพอ่ื เปนความดมี ี
ความสุข ตองผา นทุกขดวยกันทัง้ นัน้ แหละ ใครบาํ เพ็ญอยูทไี่ หนกต็ องทุกข แตก าร
บาํ เพญ็ ตนตามหลกั ธรรม เปนทางท่จี ะใหแ คลว คลาดปลอดภัยไปโดยลําดับ เปน สิง่ ท่ี
เราควรสนใจอยา งยงิ่

การทองเทยี่ วใน “วฏั สงสาร” ดว ยความลมจมความทุกขทรมานน้นั เรา
ตองการกนั มากหรอื ผลท่เี กิดข้ึนเชน นัน้ เพราะการปลอยตัว เพราะความออ นแอ
เพราะไมส นใจในหลกั เกณฑท จ่ี ะทาํ ใหเ กดิ ความสขุ ขนึ้ มา จงึ มแี ตค วามทกุ ขเผาลน
อยูทุกภพทุกชาติ ตั้งกัปตงั้ กัลปนับไมถวน เปน สง่ิ ทสี่ ตั วโ ลกรายไหน ๆ ก็ตามไม
ตอ งการกันทง้ั น้นั แตท ําไมเราจะเปนผูไปเจอเอาสิง่ เหลา นนั้ เพราะความไมเ อาไหน
ของใจ สมควรแลวหรอื ?

นค่ี อื ปญหาซักถามตวั เอง เปนอบุ ายแหง ปญ ญาทจี่ ะปราบปรามกเิ ลสท่หี ลอกเรา
ทกุ ขเ ราก็ตอ งทน เพราะทกุ ขในทางทด่ี ตี อ งทนบา ง จติ นถ้ี กู กเิ ลสครอบงาํ มานาน อะไร
ๆ กเ็ ปน ไปตามกิเลส ธรรมแทรกเขาไปไมไดเลย เวลานก้ี ําลงั พยายามท่จี ะเอา
“ธรรม” แทรกเขา ไปภายในใจ เพ่ือฉุดลากจิตใจที่กาํ ลังจะมีคุณคา อยู แตเพราะสง่ิ ทไ่ี ม
มีคุณคาครอบงํา จติ จึงหาคุณคาไมไ ดน ้ันใหถอนตัวออกมา เพือ่ ใหม ีคณุ คา ดว ยธรรม

การฝกจิตเพือ่ มีคุณคา จะทกุ ขย ากลาํ บากกเ็ พอ่ื คณุ คา ของใจ ทาํ ไมจะลําบากลาํ
บนถึงกบั ทนไมไ ด สูไมไหว ตองหาอุบายแกเ ราใหได อยาใหเสียที

วนั คืน ป เดือน กินไปทกุ วนั ๆ ชีวิตใครจะมีมากนอยเพียงไรก็ตาม วนิ าทกี นิ
ไป นาทีกินไป ช่วั โมงกินไป กินทกุ วีท่ ุกวันทุกเวลํ่าเวลา หลบั ตนื่ ลมื ตากินไปตลอดสาย
แมจ ะมอี ายกุ ี่ลานปก็เถอะ เพราะมันถูกกนิ ไปอยูเสมอไมหยุดไมถอยอยา งนี้มนั ตอ ง
หมดไปได ชีวิตเปน ลาน ๆ กเ็ ถอะ เพราะความกนิ อยเู สมอ เวลานาทกี นิ ไปอยเู รอ่ื ย ๆ
กนิ ไมห ยุดไมถ อยกถ็ ึงจุดหมายปลายทางนะซิ แลว ก็สลายหรอื ทาํ ลายไปได

เวลานีช้ วี ติ ยังไมห มด แมกาลจะกินไปทุกวันทุกเวลา แตย งั เหลอื อยูพอทีจ่ ะได
แบง ทําคุณงามความดี หาสาระเปนทพ่ี ึ่งของใจเราไดในขณะน้ี จึงควรต่นื ตวั ตาย
แลวไปหาทาํ บญุ ทําทานทไี่ หนกัน ตายแลวถึงจะต่นื ตวั มนั ตนื่ ไมได จึงเรียกวา “คน

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๘

ธรรมะชุด๔เ๑ต๐รยี มพร้อม

๓๕๙

ตาย” รกั ษาศีลไมได ภาวนาไมได นอกจากจะเสวยผลทเี่ ราไดท าํ แลวตอนท่ยี ังมชี วี ิตอยู
เทา นน้ั

เราตองคาดปญ ญาเราไวใ หกวางขวางกวากเิ ลส กิเลสมันไมค าดอะไรกับเรา มนั
ใหไดอ ยางใจก็เปนท่ีพอใจของมัน ขอใหมันไดอยดู วยความสนกุ สนานร่นื เรงิ กลางหัวใจ
เราก็พอ สว นเราผูเปนเขยี งสับยําของกิเลส มีความสนกุ สนานที่ไหน รืน่ เริงท่ไี หน พษิ
ของกเิ ลสมนั ทาํ ใหค นร่ืนเริง ใหม ีความสะดวกสบายทไ่ี หน มแี ตบบี ค้นั จิตใจใหไดร บั
ความทกุ ขค วามทรมานตลอดมาเทานั้น ถาไมเห็นโทษของมันก็จะตองถูกมนั กดขีบ่ งั คับ
อยตู ลอดไป ถา เหน็ โทษของมันแลว ธรรมกจ็ ะแทรกเขา ไปภายในจติ ใจได เรากจ็ ะ
กลายเปน “ผมู สี าระ” ขน้ึ มา

การทําคณุ งามความดีทัง้ หมดนี้ เพอ่ื เปน เครอ่ื งสนบั สนนุ จติ ใจ เปนเครื่อง
อุดหนนุ จติ ใจ เปน หลักของใจ ใหไดย ดึ เปนหลักเปนเกณฑ เมื่อใจมีธรรมเปนเครื่องยึด
มธี รรมเปน เคร่ืองอาศัยแลว อยทู ไ่ี หนกส็ บาย เพราะมีหลกั ถกู ตองดีงามเปน เคร่อื งยึด

“ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาร”ึ พระธรรมยอ มรกั ษาผูปฏิบตั ิธรรมไมใ หตกไปใน
ทชี่ วั่ คําวา “ทช่ี ัว่ ” คอื ทีท่ ีไ่ มพ ึงปรารถนานน่ั เอง ความทกุ ขร อ นลาํ บากตา ง ๆ เปนสิง่ ที่
ไมพ งึ ปรารถนา และอยูทชี่ ัว่ นนั้ ท้งั หมด

แตผ ทู ปี่ ฏบิ ัติธรรมจะไมไดไปสูสถานที่เชนนั้น การที่ธรรมจะรักษาเราไมใหตก
ไปในทชี่ วั่ เราตองเปน ผูรักษาธรรม รักษาตวั เราดวยการบาํ เพญ็ คุณงามความดที งั้
หลาย ดงั ที่เราท้ังหลายไดบ ําเพ็ญอยเู วลาน้ี ชอ่ื วา “เรารักษาธรรม” เมื่อเรารักษาธรรม
ธรรมก็รักษาเรา เหมอื นบา นเรอื นที่เราปลกู ขน้ึ มานี้ ปลกู ขนึ้ มาแลวกใ็ หความรม เยน็ ให
ความปลอดภัยแกเ รา ถาเราไมปลูกใครจะปลกู เราตองเปนผูปลกู เอง บานเรอื นก็ให
ความปลอดภัยแกเ ราเอง นเี่ ราสรางธรรมขนึ้ ภายในจิตใจเรา ธรรมกเ็ ปน ผลใหเ ราไดรบั
ความสขุ สบาย อยูก ็เปนสุข ตายไปก็เปนสขุ ไปเกิดในภพใดชาติใด ขน้ึ ชอ่ื วา “ผมู ธี รรม
ภายในใจ” ไดบําเพญ็ คณุ งามความดไี วในใจแลว กเ็ ทา กบั ไปเสวยผลโดยถา ยเดยี ว

ขน้ั “จติ ตภาวนา” ในเบื้องตน ใหพยายามทําจติ ของเราใหสงบ พอจติ สงบ
เทา นั้น ผลแหงการภาวนาเปน อยา งไรเราไมตองถามใคร จะทราบภายในจติ ใจของผู
บําเพ็ญนนั้ แล เพราะคําวา “สนฺทิฏฐิโก” ผูป ฏบิ ัตจิ ะพงึ เหน็ เองรูเ องนน้ั พระพุทธเจาไม
ทรงผูกขาด มอบใหกบั ผปู ฏิบัติดว ยกนั ทกุ คน จะพึงรผู ลทต่ี นปฏิบัตมิ ากนอ ยตามกําลัง
ของตน

ทา นกลา วเรอื่ งสมาธิ คอื ความสงบภายในใจ สงบจากอารมณเ ครอื่ งกอกวนท้ัง
หลาย เรยี กวา “สงบ” เมื่อไมมอี ะไรกอกวน ถา เปน “น้าํ ” กใ็ สสะอาด จิตใจกผ็ องใส

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๙

ภาค ๓ “ธรรม๔ช๑ดุ๑เตรยี มพรอ้ ม’’

๓๖๐

ปราศจากอารมณท ีค่ ดิ ปรงุ ตา ง ๆ ซ่ึงเปน เรอื่ งกวนใจ ใจยอมสงบแนว แน มีความสขุ
สุขอยางละเอียดลออ มคี วามสงบมากเพยี งไร ความสขุ ทเ่ี กดิ ข้ึนจากความสงบนย้ี งิ่
ละเอยี ดสุขมุ มากขนึ้ จนกลายเปนความสุขท่ี “อศั จรรย” เพยี งขนั้ ความสงบแหง สมาธิ
เทานน้ั ก็แสดงผลใหผ ูปฏบิ ัติเหน็ ประจักษใ จอยา งดื่มดํา่ ไมอิ่มพออยูแ ลว

ในกายเรานี้ ความจริงกค็ ือธาตคุ อื ขนั ธ อายตนะ อนั เปน เคร่ืองมือของจิตทใี่ ช
อยเู ทานั้นเอง เมอ่ื หมดกาํ ลงั แลว กส็ ลายตวั ไป คาํ วา “สลายตัวไป” นน้ั ไดแ กตาย ที่
โลกสมมุตใิ หช ่ือกันวา “ตาย” รางกายน้มี ันตายจากความเปน สัตวเ ปนบุคคล ทีโ่ ลก
สมมตุ ิวาเปนสัตวเปนบุคคล ลงไปสูธาตุเดมิ ของเขา คอื ดิน นาํ้ ลม ไฟ ใจกอ็ อกจาก
รางนแี้ ละเปน ใจตามเดมิ เพราะใจเปนใจอยแู ลวมาตั้งแตไ หนแตไ ร เปนเพียงมาอาศัย
“เขา” อยู เพราะตนไมสามารถชวยตวั เองจนเปน อสิ รเสรีโดยไมตองพงึ่ อะไรได เมื่อ
ปญ ญาพจิ ารณาตามธาตุตามขันธ ตลอดถึงความคิดความปรุงของใจ ใหร ูเห็นวาเปน
สภาพ อนจิ จฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตตฺ า ดว ยกนั ประจักษดวยปญ ญาลงไปโดยลาํ ดบั ๆ ความยดึ
ม่ันถอื มนั่ สําคญั ผิดวา นั่นเปน เรา นี้เปนของเราในอาการใดกต็ าม ก็ถอนตวั เขา มา ๆ คือ
ปลอยกรรมสิทธ์ิ กรรมสิทธ์อิ ันน้นั แลทานเรยี กวา “อุปาทาน” ความยึดมั่นถอื มั่น มนั
กดถวงจติ ใจของเราไมใชนอย ๆ ใหไดรบั ความทกุ ขค วามลาํ บากเพราะอปุ าทาน

เมือ่ ปญญาพิจารณาสอดแทรกใหเ หน็ ตามความเปนจรงิ แลว ยอ มถอนความยดึ
มนั่ ถอื มน่ั เขามาไดเปนลําดบั ๆ ถอนเขา มาจนไมม อี ะไรเหลือภายในจิต กําหนดเขา ไป
จนกระท่ังถงึ จิต เช้อื ของกิเลสตณั หาอาสวะมารวมตวั อยภู ายในจิตดวงนเ้ี ทา นัน้ สิ่งอ่นื
ตัดออกหมดแลว ไมยึดถอื ในสวนใดอาการใด ปญ ญาสอดแทรกเขาไป ตัดขาดไปเปน
สําดับ ๆ กเิ ลสไมม ที ีอ่ ยู วิ่งเขาไปหลบซอนอยูภายในจติ พจิ ารณาคน ควาเขา ไปใหเหน็
ตามหลัก อนิจจฺ ํ ทุกขฺ ํ อนตฺตา เชนเดียวกบั สภาวธรรมท่วั ๆ ไป จนกิเลสทนไมไ หว
แตกกระจายออกไปจากจิต น่ันเรียกวา “ทาํ ลายภพชาต”ิ เพราะเชื้อของภพชาติมันอยู
ในใจ สติปญ ญาถอดถอนไดโดยลําดับจนไมม ีสง่ิ ใดเหลอื นแ่ี ลคอื จติ เปนอสิ ระแลว !
ไมต อ งไปอาศยั อะไรอกี ตอ ไป

เรื่องเกดิ เร่ืองแก เรื่องเจ็บ เรอ่ื งตาย ที่เปน ปาชาประจาํ สตั วสังขารท่เี คยเปน มา
นั้น เปนอนั วา หมดปญหากนั เพราะจิตพอตวั แลวไมตอ งพง่ึ อะไรทัง้ ส้ิน นีค่ ือความสุข
อนั สมบรู ณข องผปู ฏิบตั ิธรรมทไ่ี ดจ ากการปฏบิ ัตศิ าสนธรรม จนปรากฏเปนผลขึน้ มา
คือความสขุ อนั สขุ มุ ละเอยี ดนอกสมมตุ ิ

“นิพพฺ านํ ปรมํ สขุ ํ” นพิ พานเปน สขุ อยา งย่งิ กห็ มายถงึ จติ ที่บริสทุ ธ์เิ ตม็ ที่แลว
เปนความสขุ อยางยง่ิ นแ้ี ล ไมม อี นั ใดเสมอเหมือน!

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๐

ธรรมะชดุ๔เ๑ต๒รยี มพรอ้ ม

๓๖๑

จติ ดวงนแี้ หละ ดวงทถี่ กู สง่ิ ไมมคี ณุ คา ดวงท่ีถกู สงิ่ ทีจ่ อมปลอม สกปรกโสมม
ท้งั หลายครอบงําอยตู ลอดเวลานี่แหละ เมอ่ื ชําระสง่ิ ที่สกปรกทั้งหลาย ส่ิงทไ่ี มมีคุณคา
ทง้ั หลาย ออกไปโดยลําดับ ๆ จิตกก็ ลายเปนของมคี ุณคา ข้นึ มาเรือ่ ย ๆ จนมีคณุ คา
อยา งเตม็ ภมู ิ ถงึ ข้นั “วสิ ทุ ธิ จิต” เปนจิตที่สมบูรณเ ต็มภูมิ ไมตอ งอาศัยอะไรท้ังหมดท่ี
น่ี เพราะฉะนั้นทา นจงึ ไมเ กิดทีไ่ หน และกไ็ มต ายทไ่ี หนอกี ดว ย เพราะไมม เี ช้อื คอื
สาเหตใุ หเ กดิ ความตายกไ็ มม ี เพราะไมม กี ารจบั จองปา ชา ปา ชา จะมใี นตวั ไดอ ยา งไร
ไมมีเกิด ความตายจะมไี ดอยา งไร

นีค่ ือจิตท่พี อตวั แลว ไมต อ งอาศัยอะไรเลย ตอนทย่ี งั อาศยั รา งตาง ๆ ภพชาติ
ตาง ๆ อยูน ้นั เพราะยังไมส ามารถพึง่ ตวั เองได ตอ งอาศยั บุญกศุ ลเปน เครื่องพยุง
เพราะฉะนน้ั การสรางคณุ งามความดีสาํ หรบั เราผูม คี วามรบั ผดิ ชอบในตัวเรา จงึ มีความ
จาํ เปนอยูต ลอดไป ถา ยังมีการทอ งเทย่ี วใน “วฏั สงสาร” อยูต ราบใด คณุ งามความดีซง่ึ
เปนเคร่อื งพ่ึงพิงอาศยั กเ็ ปน ความจาํ เปน อยตู ราบนน้ั

ขอใหท า นทงั้ หลายทเี่ ปน พทุ ธบริษทั อยา ไดมีความประมาทนอนใจ ดว ยชวี ติ
สงั ขารรา งกายไมม กี ฎมเี กณฑ จะตายเมื่อไรก็ได แตกเมอ่ื ไรกไ็ ด ไมมีอะไรมีอํานาจ
เหนอื สิง่ เหลานไี้ ด เมื่อไมป ระมาท คุณงามความดีจงึ ควรตกั ตวงเอาไวเ สยี ต้ังแตบดั น้ี
จะไมเสยี ทาเสียที ไมเดือดรอนในภายหลัง อยกู เ็ ปน สขุ ตายไปกเ็ ปนสขุ ไมมอี ะไรเดอื ด
รอ น

จงึ ขอยตุ ิ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๑

ภาค ๓ “ธรร๔ม๑ช๓ดุ เตรยี มพร้อม’’



สู่สม๓๖ร๒ภูมิ

เทศน์โปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกุล ณ วดั ปา่ บา้ นตาด
เทศนโปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณเมวดัื่อวปนั า ทบี่ า ๑น๖ตมากดราคม พุทธศกั ราช ๒๕๑๙

เมอื่ วันท่ี ๑๖ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๑๙

สสู มรภมู ิ

ขณะฟง กาํ หนดใจไวใ หด ี เพราะธรรมอยกู บั ใจ !
ทีแรกกอ นปฏิบตั เิ ราไมอยากจะเชอื่ วา “ธรรมอยูก ับใจ ท่ไี หนกัน” อยกู บั ความ
เพียรในใจนัน้ นา ฟง กวา ท่ีวา “ธรรมอยกู บั ใจ”
“ธรรมอยูท่ีใจ พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ อยูท่ีใจ ธรรมทง้ั หลายอยูท ่ี
ใจ” เราไมยักเชือ่ พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ อยทู ีใ่ นคมั ภรี ท้งั นั้น ทาํ ไมวา อยทู ี่
ใจ นี่เปนความรสู ึกของเจาของ คือความรูส ึกด้ังเดิมเปนอยา งนั้น แตพ อฟงเทศนไ ป
เรือ่ ยๆ องคไหนเทศนทา นกบ็ อกอยา งนนั้ ไมเคยเทศนผิดเพยี้ นกนั ไปเลยวา “ธรรมอยู
กบั ใจ ธรรมอยทู ี่ใจ” พอไดฟ ง ไปโดยลําดับ จติ มันปรากฏเปนความสงบขึ้นมาในขณะ
ที่ฟง คอื ทีแรกเวลาฟงทา นเทศน จิตมนั สงไปหาทานน่ี ไมไดอยกู บั ตวั
ทา นบอกวา “อยา สง จติ ออกมาภายนอก ใหท ําความรไู วภายในตัวเอง ธรรมจะ
เขา ไปสมั ผสั เอง จากกระแสธรรมทที่ านแสดงออกไป เรากไ็ มฟ ง ยงั สง ออกไปหาทาน
เทศน ดีไมดีอยากจะมองดูหนาทานดว ยจนถึงขณะฟงเทศน ถา ไมม องดหู นาทานเทศน
หรือดูปากทา นเทศนรูสึกมันไมถ นัด น่ีเปนความรสู กึ ดงั้ เดมิ
เวลาฟง นาน ๆ มนั ปรากฏผลเปน ความสงบขนึ้ มาภายในใจ ในขณะทฟ่ี ง ทาน
เทศนเร่มิ เกิดความเชอื่ วา “สมาธธิ รรมนอี้ ยูท่ีใจนน่ั เอง” เร่ิมมีสักขีพยานขน้ึ มาคือเจา
ของเอง ทีนขี้ ณะฟงเทศนท า น จิตไมสง ไปท่อี ่นื สง ไปหาทา นกไ็ มส ง มนั เพลินกับ
ความสงบ ใจเกดิ ความสงบ เกดิ ความเยอื กเย็นข้นึ มาในขณะฟง และเพลินไปเรอื่ ย ๆ
เลยทาํ ใหเ กดิ ความเชอ่ื วา ธรรมอยูท ี่ใจนั้นถกู ตอ งแลว
น่ีเรม่ิ เปนความเช่ือข้นึ มา ในขณะท่ี “สมาธธิ รรม คือ ความสงบ เย็นใจ” ปรากฏ
ขน้ึ ในจิตของเราขณะท่ีฟงเทศนจ ากทา น ตอจากนนั้ กเ็ ปน เหตุใหอยากไดย ินไดฟง เร่อื ย
ๆ เพ่ือเปน เคร่ืองกลอ มจิตใจเรา ลาํ ดบั แรกเปนอยางน้ี ลําดบั ตอไปการปฏบิ ตั ิธรรม จะ
เดินจงกรมก็ดี น่ังสมาธิภาวนาก็ดี ผลปรากฏขน้ึ มากนอ ย ปรากฏขนึ้ ท่ีใจทง้ั นนั้ ไมไ ด
ปรากฏขนึ้ ที่อ่นื ขณะที่จิตไมมีความสงบ วนุ วายตวั เอง ก็อยูท่ใี จ นที่ ราบวา “วนั น้ี จิต
ไมส บายเลย” มคี วามฟงุ ซานวนุ วายตามอารมณตาง ๆ เอะ ทําไมวนั นจ้ี ติ ไมสบาย กท็ าํ

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรร๔ม๓๑ช๕ุด๖เต๒รียมพรอ้ ม’’

๓๖๓

ใหเ กดิ ความสนใจขน้ึ อกี แงห น่งึ พยายามหาทางสงบใหได พอเขาที่ภาวนา ใจก็เปน
ความสงบข้ึนมา นก่ี ย็ งิ่ เปนความชดั เจนขึน้ มาวา “ธรรมอยทู ่ีใจ”

โลกมนั อยทู ีใ่ จ ธรรมกอ็ ยทู ่ีใจ เพราะฉะน้นั ผูฟง เทศนจึงควรทําความรูส กึ ไว
จําเพาะตวั เทานั้น ไมจาํ เปน ตองสงจติ ออกไปสูภายนอก เชน ไปเก่ยี วขอ งกับทา นผู
เทศนเ ปนตน เมื่อเราทาํ ความรูสกึ ไวก ับตัวเชนน้ี ธรรมเทศนาที่ทานแสดงออกไปมาก
นอ ย จะเขาไปสมั ผัสสมั พนั ธก บั ความรูข องเรา

จิตเปน ผูร ู กระแสเสียงท่เี กย่ี วกับธรรมเขา มาสมั ผสั ใจ และสมั ผสั อยเู รื่อย ๆ จิต
ไมม โี อกาสสง ออกไปสูภ ายนอก เพราะธรรมเปนเครื่องเย็น และกท็ าํ ใหเพลินไป เพลนิ
ไปกบั ขณะน้ขี ณะนนั้ คือธรรมสัมผัสเปนขณะ ๆ ตามกระแสเสยี งของทานผูเทศน เปน
บทเปน บาท สัมผสั ตอเนื่องกันไปเรือ่ ย ๆ จติ กค็ อยสงบเยน็ ลงไป ๆ นี่เปน ผลข้นึ มา
แลวจากการฟงธรรม เพราะฉะนั้นการฟงธรรมทถี่ กู ตอ งเพ่ือใหไ ดผ ลประจกั ษ จึง
ตองต้ังจติ ไวภ ายในตวั เอง ไมตองสงออกไปภายนอก และไมตอ งคิดตอ งตรองอะไร
มากมายในขณะทฟ่ี ง คอยฟงใหเ ปน ความรสู ึกตามกระแสแหง ธรรมทีท่ า นแสดงไปเทา
นน้ั ธรรมจะซมึ ซาบเขา ไปสูจิตใจเรา จติ ใจเมอ่ื ไมกวนตวั เองดว ยความคดิ ในเรื่องตาง
ๆ ก็สงบเทานัน้ แตตอ งสงบดวยวธิ ีแกกัน คอื จะใหจ ติ สงบไปเฉย ๆ อยางนัน้ ไมไ ด
ตอ งอาศยั บทธรรมบทใดบทหนง่ึ หรอื อาศยั การฟง ธรรมในขณะทา นแสดง อยางนจ้ี ึง
จะเกิดความสงบ

อะไรเลา ท่วี นุ มากในโลกนี้ ? ไมมอี ะไรท่ีจะวนุ มากย่ิงกวา ใจ ถาพดู ถงึ เรอื่ งของ
ความขนุ มัว กไ็ มมอี ะไรทจี่ ะขุนมัวยง่ิ วาใจ ความทุกขค วามเดอื ดรอ นมากมายเพียงไร
ไมม อี ะไรทีจ่ ะสูใ จได ไฟทีว่ า รอนก็ไมร อนเหมือนใจของเราท่ีรอนทที่ ุกขเ พราะอาํ นาจ
กิเลส

เรือ่ งของกิเลส มแี ตแ สดงใหเกิดความทุกขไปโดยลาํ ดบั ๆ เทา น้ัน ทานจึงสอน
ใหเหน็ โทษ พยายามตัง้ สติพิจารณาในแงตา ง ๆ ดว ยความจงใจ เมอ่ื สตกิ บั ความรมู ี
ความเกีย่ วเนื่องกันไปโดยลําดับ ๆ การทาํ สมาธหิ รือการพจิ ารณาในแงตาง ๆ จะเปน
ทางดา นปญ ญาในแงใ ดก็ตาม ยอมไดค วามสงบและอุบายแยบคายขนึ้ มาโดยลําดับ ดัง
ทา นสอนวา “ชาตปิ  ทุกฺขา มรณมปฺ  ทกุ ขฺ ํ อริยสจจฺ ํ” ทานบอก “อริยสัจ ชาตปิ  ทกุ ขฺ า
ชราป ทุกขฺ า” ชาติความเกดิ เปนทกุ ข แตเรากลับมคี วามดใี จ เพลดิ เพลินในการเกิด
พอลกู เกิดขึ้นมากด็ ใี จ หลานเกดิ ข้นึ มาก็ดใี จ บตุ รหลานของญาตมิ ิตรสหายเกดิ ข้นึ มาก็
ดีใจ ไมไ ดคํานึงถงึ ความทกุ ขของเดก็ ทีเ่ กดิ ขนึ้ มาแตละราย ๆ ทร่ี อดตายจากชอง
แคบ ๆ แลว เกดิ มานน้ั เลย

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๓

ธรรมะชุด๔เ๑ต๖รียมพรอ้ ม

๓๖๔

ถา เรามองดู “เงื่อนตน” คือ ความเกิด กบั “เงอื่ นปลาย” คอื ความตาย ยังไมเ ห็น
ชัดเจนแลว กเ็ ขา ใจวา ท้ังสองเง่ือนน้จี ะทําใหเกดิ ความเพลิดเพลิน และความเศราโศก
ไดไ มมสี ิน้ สุดจุดหมายปลายทางเลย ความจริง เด็กรอดตายแลวถงึ จะเปน มนุษยข ้ึน
มา ถาไมร อดกต็ องตายไปในขณะนั้น เชนตายในทองก็มี ตายขณะทตี่ กคลอดออกมาก็
มี กเ็ พราะความทกุ ขถ ึงขนาดตาย มันถึงตายไดคนเรา!

การเกิดขึน้ มาเปนคน อายมุ ากนอ ยเพยี งใด มนั ก็ทุกขถ งึ ตายมันจึงตายได ความ
ทุกขนี้มมี าต้งั แตข ณะแรกเกดิ แตเราไมไดพ จิ ารณาวาเปน ทุกข คือสัจธรรม ซึง่ เปนสิ่งท่ี
นา เห็นโทษเหน็ ภัย เปน ความขยะแขยง เพอ่ื จะกําจัดปดเปา ใหผา นพนไปไดดว ยความ
พากเพียรของเรา มสี ตปิ ญ ญาเปนสาํ คัญ เม่อื เรามคี วามเพลิดเพลนิ พอใจในตอนตน
แตไ มพ อใจในตอนปลาย เชน ความเกิดเราพอใจ แตความตายเราไมพ อใจ มันก็ขัด
แยง กันอยวู นั ยงั ค่าํ ความขัดแยงกันมันเปนความสขุ ท่ไี หนในหัวใจคนเรา ตองเปน
ความทุกขอ ยูโดยดี

เพราะฉะน้นั เพื่อใหตน กับปลายตรงกัน จึงตองพิจารณาไปตั้งแต “ชาตปิ  ทกุ ขฺ า
ชราป ทกุ ขฺ า มรณมฺป ทกุ ขฺ ”ํ ตลอดสายไปเลย เพราะเปน เร่ืองของกองทกุ ข และเปน
ทางแหงความทกุ ขเดนิ ทั้งน้นั ไมใชทางมรรคผลนิพพานอะไรจะเดินได ถาไมพ จิ ารณา
ใหเ ปน พจิ ารณารอบรใู นสิ่งทัง้ หลายน้ีแลว ก็วา “ทกุ ขฺ ํ นตถฺ ิ อชาตสสฺ ” ทกุ ขย อ มไมม ี
แกผ ไู มเ กดิ นั่น! เมื่อไมเ กิดแลวมันจะมีทุกขท ี่ไหนกัน เพราะเชือ้ ใหเกิดไมมี คือเชื้อ
แหงความทุกขไ มม นี ่นั เอง ทกุ ขก ็ไมม ใี นหวั ใจ เพราะฉะนน้ั พระอรหันตทานจึงไมมี
ทุกขเวทนาภายในใจ เวทนาทางใจนี้ทานไมมี คือสุขเวทนาก็ดี ทกุ ขเวทนากด็ ี อเุ บกขา
เวทนาก็ดี ภายในใจของพระอรหันตท า นไมม ี

มเี วทนาเฉพาะแตจิตของพวกเรา กายของพวกเรา สว นกายของทา นมเี วทนา
ท้งั สาม ทา นทกุ ขเหมอื นกนั กับพวกเรานี้แหละ แตจิตของทา นไมมีเวทนา เวทนาท้งั
สามไมส ามารถกระทบกระเทือนจติ ใจของทานได ทา นไมห วน่ั ไหว เหมอื นจติ ของ
ปถุ ชุ น สขุ ทา นกร็ ู ทุกขท านก็รู ในสว นรา งกายเฉย ๆ ทา นก็รู แตทางดา นจิตใจของทาน
ไมมเี วทนา เพราะจติ น้นั พนไปจากเวทนาซงึ่ เปนสมมุตแิ ลว ไมม อี ะไรจะเขาไปแทรกสงิ
ไดเลย ใจเปนธรรมลวน ๆ เชนทวี่ า “ทุกขเวทนา เปน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา สขุ เวทนาก็
เปน อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า อเุ บกขาเวทนากเ็ ปน อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า จงึ ไปเก่ยี วของกบั
ธรรมชาตินั้นไมได

ถา ใครอยากมคี วามเจริญภายในใจ กใ็ หพ ยายามสรา งคณุ งามความดี ศลี ทาน
อยา ไดข าด เปนความดีสําหรับหลอเลี้ยงจติ ใจ สบื ภพสบื ชาตทิ ่ดี ีตอ ไป คนเราทีม่ ีพ้นื

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๔

ภาค ๓ “ธรร๔ม๑ช๗ุดเตรียมพร้อม’’

๓๖๕

ฐานอันดีดวยคุณงามความดเี ปนเครือ่ งหลอเล้ียงแลว ไมวา จะเกดิ ในภพใดชาตใิ ด ก็
ตองมีความดตี ดิ ตามเสมอ สคุ ติเปนท่หี วังได

ในเมอ่ื ยงั ไมพ น จากความทุกข ทานสอนไมใ หเกียจคราน ใหพ ยายาม ถา มี
ความสามารถเจริญเมตตาภาวนา เพือ่ สองดจู ติ ใจของตนทีเ่ ต็มไปดวยความทกุ ข
รอ นตางๆ น้ี กจ็ งทาํ ไปอยาไดลดละ ขดั ไปทุกวนั ๆ จิตใจเม่อื ไดร บั การขดั เกลาอยู
เสมอยอมมีความผอ งใส เมอื่ จติ มคี วามผอ งใสยอมเห็นเงาตัวเองได เหมอื นกบั นาํ้ ใส
มองเห็นอะไรไดชัดเจน จะเปน ขวากเปน หนามหรือเปนสัตวชนิดใดทอ่ี ยูในน้าํ นัน้ ก็
สามารถมองเหน็ ไดช ดั เจน อะไรท่ีเปนพษิ เปน ภยั อยูภ ายในจติ ใจ เมือ่ ใจมีความสงบ
แลว สามารถมองเห็นได รูไดงา ยย่งิ กวา จติ ทขี่ นุ มัวไปดว ยกิเลสอาสวะและความวา วนุ ทัง้
หลายอยมู าก

ทา นจงึ สอนใหชําระจิตใจ ในโอวาทท่รี วมไวใน “โอวาทปาฏิโมกข” วา “สพพฺ
ปาปสสฺ อกรณ”ํ การไมท ําความชั่วทง้ั หลายนัน้ ประการหน่ึง “กสุ ลสปู สมปฺ ทา” การยัง
กศุ ลใหถงึ พรอ มประการหนงึ่ “สจติ ฺตปริโยทปน”ํ การทาํ จติ ใจใหผองแผว ถงึ ความ
บริสทุ ธ์นิ ี้ประการหน่ึง “เอตํ พุทฺธาน สาสน”ํ น่ีเปน คําสอนของพระพุทธเจา ทั้งหลาย

พระพทุ ธเจา องคใ ดกต็ ามทา นสอนอยางน้ที ้ังนนั้ เร่ืองทเี่ ปน บาปเศราหมองทา น
ไมใหท ํา ใหพยายามทําแตกศุ ลคอื คณุ งามความดี เพราะความฉลาดของตน “กสุ ลสฺ
สปู สมปฺ ทา” คอื ยงั ความฉลาดใหถ งึ พรอ มนั่นเอง

การทาํ จติ ใหม คี วามผองใสจนถึงข้ันบรสิ ุทธน์ิ ีเ้ ปน ส่งิ ทําไดยาก แตอ ยใู นความ
สามารถของมนษุ ยเ ราทจ่ี ะทําได พระพทุ ธเจาทา นกล็ าํ บาก พระสาวกทง้ั หลายทา นก็
ลาํ บาก บรรดาทานผถู ึงความบรสิ ทุ ธิต์ อ งลาํ บากดวยกนั ทั้งนน้ั ลําบากเพอื่ ความบริสุทธ์ิ
เพือ่ ความหลุดพน ไมใ ชลําบากเพอื่ ความลม จม จึงเปน ส่ิงทนี่ าทาํ

จิตเวลามสี ิง่ สกปรกโสมมครอบงาํ อยูกไ็ มป รากฏวามคี ณุ คา อะไร แมต ัวเองก็
ตาํ หนิตเิ ตียนตวั ได บางทีอยูกไ็ มอ ยากอยู อยากจะตายเสยี ดีกวา อยางน้ี เพราะความอิด
หนาระอาใจความเปน อยูของตน ไมอ ยากอยใู นโลกใหโ ลกเขาเหน็ หนา ท้งั นเ้ี พราะจิต
มนั อบั เฉา จติ มันขนุ มัวมากจนกลายเปนไฟทัง้ กอง ไมน าอยู เวลามนั อบั เฉาขนาดนน้ั
เพราะส่งิ ทอ่ี บั เฉา ส่งิ ไมม ีคุณคา ครอบจติ จนมองหาสาระสําคญั ของจิตไมมเี ลย จน
คิดอยากจะตายไปเสยี ไดแหละดี แมตายไปแลว จะไปเอาดีมาจากไหน? ปจจบุ นั มนั กย็ ัง
ไมมอี ยูแลว ถา ดีดวยความตาย โลกนีก้ ็มคี นตายกันมานาน ทาํ ไมไมเหน็ ดี มันไมดีนน่ั
เองจงึ ไมอ ยากตาย ถามนั ดีอยูแลว ตายหรอื ไมตายกไ็ มม ีปญ หาอะไร เพราะดีอยแู ลว
ขณะทีม่ สี ิ่งไมม คี ุณคา อะไรมาครอบงาํ จติ น้ัน ทาํ ไมจติ ไรส าระไปหมด ?

ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๕

ธรรมะชุด๔เ๑ต๘รยี มพรอ้ ม


Click to View FlipBook Version