๓๒๑
โซ แตก ารชนะตนนเ้ี ปน เอกในสงคราม ดงั ธรรมทา นวา “อตฺตา หเว ชิตํ เสยโฺ ย” การ
ชนะตนแล ประเสริฐสุด”
สงิ่ ทีเ่ คยกอ กวนจิตใจใหไ ดร ับความทกุ ขค วามเดือดรอ นดังทเี่ คยเปน มานน้ั เปน
อนั วา “ยตุ ิกนั โดยส้นิ เชงิ ” ที่กลาวมาทั้งน้ี อยาลมื วาความเพียรเปน สาํ คัญ เปน
เครอื่ งสนับสนนุ สตปิ ญ ญา เปนผูบกุ เบิกเพอื่ ความกา วหนา ในงาน ปญญาเปนสําคัญ
มากท่ีจะตอ งพจิ ารณาคนควาใหเห็นเหตเุ หน็ ผล สตเิ ปนผูบ งั คบั งานไมใ หเ ผลอตัว เม่ือ
ปญ ญาพิจารณาเหน็ ความจริงของสว นตา ง ๆ มีขันธห า เปนตนแลว กเิ ลสไมม ที ี่หลบ
ซอ น จะไหลเขาไปสภู ายในจิตแหงเดยี ว ไมมที างยึด ไมมีทางเกาะ เพราะทีเ่ หลา นน้ั ถกู
ทาํ ลายฉบิ หายไปดวยปญ ญาเสยี แลว
จากนัน้ ก็เขา ตตี อนในจติ ทขี่ า ศกึ ไปรวมตวั อยู ใหแตกกระจายออกจากใจไมม ี
อะไรเหลอื นัน่ ! ทานวา “กเิ ลสตาย” ตายทต่ี รงน้ันแหละ! ตายท่ตี รงมนั เคยอยูกบั
ใจนั่นแหละ มนั อาศัยท่นี ัน่ เวลาตายไปก็ตายทน่ี ่นั ดวยอํานาจของ “มหาสติ มหา
ปญญา” ที่ทนั สมยั น่ันทา นเรียกวา “ชัยชนะอยางเตม็ ภูมิ”
ความชนะอนั เลิศชนะทตี่ รงนี้ ศาสนารวมลงท่ีจุดนี้ วาระสุดทายแหง การปฏบิ ตั ิ
ศาสนา ก็มายตุ กิ นั ท่ตี รงน้ี มาหยดุ งานกันทตี่ รงนี้ ถึงแดนแหง ความพนทุกข ก็ถงึ ทีต่ รง
น้ี นอกนน้ั ไมม ี
กาลก็ไมมี สถานทีก่ ไ็ มมี อดีตอนาคตไมม ี ปจจุบันก็รูเทา ทันทุกสิง่ ทกุ อยาง
อยา งพรอมมูล เปนผหู มดเรื่องหมดราว หมดคดเี กยี่ วขอ งในโรงในศาล ระหวางกิเลส
กบั ใจ มหาสติ มหาปญ ญา ออกนง่ั บัลลังก ตดั สนิ ประหารชีวติ กเิ ลสท้ังโคตรแซข องมนั
ไมมเี ช้อื สายสืบหนอตอ แขนงแหงภพชาตอิ ีกตอ ไป กิเลสพรอมโคตรแซจมหายไปใน
ขณะน้นั นท่ี า นเรยี กวา “ถึงนิพพาน” เปนจิตทเี่ ท่ียงแท แนล ะ
อาการทกุ สงิ่ ทกุ อยางท่เี คยหลอกลวงจติ นั้นไมมี เหลอื แตค วามรูล ว น ๆ ขนั ธแม
จะปรุงแตง ขึ้นมาตามธรรมชาติของมันท่ีมอี ยู เชน รปู ขันธ เวทนาขันธ สญั ญาขนั ธ
สังขารขนั ธ วญิ ญาณขนั ธ ก็แสดงตามเรื่องของตน ซงึ่ ไมม ีความหมายในทางกเิ ลสแต
อยา งใดเลย รูป ก็มกี ารแสดงไปตามเรื่องของรูป เวทนา สขุ ทกุ ข ไมสุขไมทุกข ท่ี
ปรากฏในขนั ธ ก็แสดงไปตามเรื่องของเวทนา สญั ญา ความจําไดห มายรู กเ็ ปนไปตาม
เรื่องของตน สงั ขาร ความคดิ ปรงุ ตาง ๆ ก็เปน ไปตามสภาพของตน วญิ ญาณ ความ
รับทราบ เมือ่ สิ่งภายนอกเขา มากระทบ ตา หู จมกู ลน้ิ กาย จติ กร็ บั ทราบ แลว กด็ ับไป
ๆ ตามธรรมชาติของมัน โดยไมสามารถทําใหจิตใจกําเริบเหมือนแตกอน เพราะส่ิงทท่ี าํ
ใหก าํ เริบน้ันไดถ ูกทําลายไปหมดแลวไมม อี ะไรเหลอื จงึ เรียกวา “เปนขนั ธล วน ๆ”
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๑
ภาค ๓ “ธรร๓มช๗ดุ ๑เตรียมพรอ้ ม’’
๓๒๒
เปน ผถู งึ พระนิพพานอยูในระหวางขันธล วน ๆ คอื นพิ พานทั้งเปน ไดแ กจิตที่
บรสิ ทุ ธจิ์ ากกิเลสนัน้ แล
ทา นไมถามละทนี วี้ า “นพิ พานอยูทไี่ หน ?” จะถามทําไม นพิ พานจรงิ ๆ คือ
อะไร? คําวา “นพิ พาน” ก็คือช่ืออันหนง่ึ ธรรมชาตทิ ี่ถกู เรียกชอ่ื วา “นพิ พาน” นน้ั
แลคือตวั จริงแท
เมื่อถงึ “ตัวจรงิ แท” แลว จะไปถามหาชอ่ื หาเสยี งหารอ งหารอยทไี่ หนอีก ไปงม
งายที่ไหนอีก ผรู ูรูจรงิ ๆ แลว ไมง มงาย ไมอยากไมหวิ เพราะถงึ “ความพอ” ทุกส่ิงทุก
อยา งแลวโดยสมบรู ณ
เอาละ การแสดงธรรมก็เห็นวา สมควร ขอใหทา นผูปฏบิ ัติทั้งหลายนําไปพนิ ิจ
พิจารณาใหเห็นความจริงดงั ทกี่ ลา วมานี้ เราจะเปน ผูส มบูรณภ ายในใจดังคาํ ทพี่ ูดนี้ไม
สงสยั จึงขอยุติ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๒
ธรรมะชุด๓เ๗ต๒รียมพรอ้ ม
๓๗๓
พจิ ารณาทกุ ขเวทนาในวาระสดุ ท้าย ๓๒๓
เทศนโ์ ปรดคุณเพาพงา วเรทรศธนนะโกปลุ รดณคุณวดั เปพา่ าบพ้างนาตาวดรรธนะกลุ ณ วดั ปา บา นตาด
เมื่อวนั ท่ี ๑ กมุ ภาพันธ์ พทุ ธศักเมราือ่ ชวนั ๒ท๕ี่๑๑๙ กมุ ภาพนั ธ พุทธศักราช ๒๕๑๙
พจิ ารณาทุกขเวทนาในวาระสุดทาย
เมอ่ื จติ ยังอยูในท่มี ดื มนดว ยกเิ ลสชนิดตางๆ ปกปด กาํ บัง กเ็ ชนเดียวกับเราเขา
ไปในปารกชฏั และกวา งขวาง ขณะอยใู นปาน้ัน ความรูส ึกเหมอื นไมเคยผานทงุ ผานนาที่
เวง้ิ วา งมากอนบา งเลย ทงั้ ๆ ท่ีเรากเ็ คยผานเคยอยูม าแลว แตเ วลาเขา ไปในดงอันรก
ชัฏแลว ความรสู กึ มนั เปลย่ี นไปกับส่ิงท่ีเกย่ี วของ จึงเปน เหมือนวา เราไมเ คยผานทงุ โลง
โถงเว้ิงวางอะไรมาเลย เหมอื นกบั โลกนเี้ ปนโลกมดื ไปหมด เชนเดยี วกับปาอนั รกชฏั นน้ั
แตจ ิตนี้ยังไมเคยเหน็ แสงสวา ง ความเว้ิงวางภายในตวั เองมากอ นกย็ ังพอทาํ เนา
แตผูท่เี ขาปา ดงอันรกชัฏน้นั ทัง้ ๆ ท่เี คยเห็นทงุ เหน็ นาอะไรท่ีเวิ้งวางมาอยูแ ลว มันกย็ งั
เกดิ ความสําคญั ขน้ึ มาวา โลกนจ้ี ะไมม ที ว่ี า งจากปา บา งเลย มีแตค วามรกชฏั ดว ยปา
อยางนี้ไปหมด จิตในขณะที่อยใู นความมืดมนอนธการ ก็เปนลักษณะนี้เหมือนกนั
แตเมื่อกา วไปถงึ ทีเ่ ว้งิ วางโดยไมม ีอะไรมาเกย่ี วของเลย เพราะความผานพน ไป
หมดแลวน้นั กเ็ หมอื นกบั โลกนไ้ี มม อี ะไรเปน “นิมติ เครอ่ื งหมาย” แหงวตั ถตุ าง
ๆ เหลอื อยบู า งเหมอื นกัน
ถาเราไมค ดิ แยกไปวา ท่ีนน่ั เปนนนั่ ท่ีนเี่ ปนนี่ ใหแ ก “สมมุต”ิ ตา งๆ ซงึ่ เก่ยี ว
กบั สตั ว บคุ คล ตนไม ภเู ขา ดิน ฟา อากาศ ตามธรรมชาติทม่ี อี ยูของเขา กเ็ หมอื นกับ
ไมมอี ะไรเลยในบรรดาท่ีกลา วมาเหลา น้ี เพราะจิตไมออกไปเกย่ี วขอ ง จิตมแี ตความ
วา งประจาํ ตน หาเหตุปจ จยั อะไรเขาไปหมนุ ไปเกย่ี วขอ งไมไ ดเ ลย อยูโ ดยปกติของตน
โลกแมจะมีก็เหมือนไมมี ถา จะพดู วา “โลกไมมี สตั ว สงั ขาร ไมม ”ี ก็ได เพราะไมม ี
อะไรเขาไปเกย่ี วของในจิต จติ อยโู ดยหลักธรรมชาติแหง ความบริสุทธแิ์ ท เลยกลาย
เปน ธรรมดา......ธรรมดาไป
แต คําวา “ธรรมดา” น้ี ผสู มมตุ กิ ็จะคดิ และตคี วามหมายไปอกี แงห นงึ่ คาํ
“ธรรมดา” ในธรรมชาตนิ ้ี ไมเ หมอื นกบั ธรรมดาทเ่ี ราพูดกันทั่ว ๆ ไป เปนแตเ พียง
ขอเทยี บเคียงเลก็ นอ ยเทานั้น เรอ่ื งอะไร ๆ ก็ “ธรรมดา ธรรมดา ไปหมด” น่ันฟงซี !
เรื่องเกิดเร่ืองตาย เรอ่ื งทกุ ขล าํ บาก เร่ืองไดเรือ่ งเสยี เรือ่ งประสบอารมณตาง ๆ ชอบ
ใจ ไมชอบใจ ในโลกธรรมมาสัมผัส ก็เปนเรอ่ื งธรรมดา ธรรมดา ไปหมด เพราะจติ
อ่มิ ตัว และคลายอารมณต า ง ๆ ออกหมดแลวไมมีอะไรเหลือ สิง่ เหลา น้ันแมม ีอะไรอยู
ก็ “สกั แตว า” รบั รเู พยี งขณะๆ แลว ก็ดบั ไปในขณะๆ โดยหลักธรรมชาติของจิตที่
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะช๓ุดเ๗๓ต๔ร๒ีย๓มพร้อม
๓๒๔
มีความพอตัวแลว รับอะไรเขา ไปอีกไมได ความสรรเสรญิ ซึง่ เคยชอบมาแตไ หนแตไ รก็
กลายเปนเรอื่ งธรรมดา เชนเดยี วกับความนนิ ทา เพียงแตจ ิตรับทราบเทานั้น เพราะจติ
พอตัวแลว ไมสามารถจะรับอะไรได ทง้ั ฝายต่าํ ฝา ยสูง ฝา ยนินทา สรรเสริญ ฝา ยทุกข
ฝายสุข ท่ีเปน เร่อื งของ “สมมตุ ”ิ ทง้ั ปวง ใจไมเ กี่ยวขอ งจึงเปน ธรรมดาไปเสียหมด ท้งั
นอ้ี อกจากจติ ท่ีถึงความอา งวางโดยหลกั ธรรมชาติของตวั แลวเปน อยา งนัน้ อะไรจะมา
ผา นกเ็ หมือนไมผ าน
แตการทจ่ี ิตสามญั ชนเราจะพยายามดาํ เนิน หรือกาวไปดวยความเพียร เพ่ือให
ถึงสถานที่นน้ั ๆ ตามขนั้ ของจติ ของธรรมไปโดยลําดับ ๆ ตามสายทาง จนถงึ ทจ่ี ดุ
หมายปลายทางอนั เปนที่เวงิ้ วา งโดยหลกั ธรรมชาตินนั้ ยอ มเปนส่งิ ท่ียากลาํ บากเปน
ธรรมดา ราวกับการเชอื ดเฉือนตัวเรา ตวั เราคือกิเลส ดว ยมีดอนั คมกลา คอื สตปิ ญ ญา
นน้ั แล จะวายากมากก็ได แลวแตใ จของผูดาํ เนินน้ันมีความรักชอบมากนอยตา งกนั
เพียงใด แตผทู ี่มคี วามรักชอบ มีความสนใจมากอยูแ ลว การงานทีเ่ ปนไปเพอ่ื ความ
หลดุ พน หรอื เพ่อื ความเห็นแจง โดยลําดบั นี้ ก็ไมเ ปนของยากนกั เพราะทาํ ดว ยความ
พอใจทกุ อาการแหง การกระทาํ เรือ่ งทว่ี ายาก ๆ ซง่ึ เคยมอี ยใู นหวั ใจนน้ั กไ็ มยาก ความ
พอใจมาทาํ ใหง าย
คาํ วา “การเจริญของจติ ” กอ็ ยา ไดคิดคาดไปในแงตา ง ๆ ใหผ ดิ จากหลกั ความ
จรงิ ของความเจรญิ อนั แทจรงิ ภายในจิต และความเสือ่ มภายในใจอนั แทจรงิ ของจิต คอื
จติ มคี วามเปลยี่ นแปลงอาการของตวั อยูโดยเฉพาะเทา น้ัน ไมไ ดกา วไปไหน ไมไดลงที่
ไหน เปน แตความเปล่ียนแปลงแหง อาการของจิตที่แสดงใหตนทราบเทา นั้น
ใจเปลีย่ นแปลงไปอยางหน่ึง เปนความทกุ ขข ้นึ เปลยี่ นแปลงไปอยางหนงึ่ เปน
สขุ ขนึ้ มา อยภู ายในจติ นเี้ ทา น้นั การเจริญจติ ตภาวนา แมจะไดรับคําของครอู าจารยที่
ทา นแสดงไปในแงใดก็ตาม ทานพดู เรอ่ื งสมาธิกต็ าม เรอ่ื งปญ ญากต็ าม เรายดึ ไวพอ
เปน คตเิ ทานน้ั
สว นหลักธรรมชาติท่ีจะเปนข้นึ ภายในใจเรานน้ั เริ่มจากการนําธรรมคติจากทาน
มาปฏิบัติ ใหเ ปน ไปตามหลักธรรมชาตจิ ริตนสิ ัยของเรา อยาเอาธรรมชาตทิ ีเ่ ปน จรติ
นสิ ยั ของเราไปเทยี บกบั ทท่ี านแสดง เพราะทา นแสดงธรรมอยางกวางขวางสําหรับ
“นานาจิตตงั ” ซ่งึ มจี ํานวนมาก พูดงาย ๆ กว็ า จริตนิสยั ของคนไมเ หมือนกัน ความรู
ความเขา ใจ ตลอดถึงการประพฤตปิ ฏบิ ัตใิ นแงค วามรู ความเหน็ การพิจารณาน้ี จะให
เหมือนกนั ไมได แมจ ะอยใู นวงแหง สจั ธรรมดว ยกันกต็ าม แตอ าการแหง การพจิ ารณา
และการดาํ เนนิ น้ัน ผิดแปลกกันอยเู ปนลําดบั ลําดาตามจริตนิสัย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๔
ภาค ๓ “ธรร๓ม๗ชุด๕เตรยี มพร้อม’’
๓๒๕
เม่อื เปน เชน น้นั อาการแหง ความสงบ หรอื ความรูตา ง ๆ ซึง่ เกดิ ขนึ้ ภายในจิต
จงึ มีตา งกนั สวนความสงบน้นั เปนท่ยี อมรับดว ยกันทกุ คน ไมว าจรติ นิสยั เพราะความ
สงบสขุ ของจติ นนั้ เปนผลเกิดขนึ้ จากการปฏบิ ัตขิ องตน จงึ เปน ท่ียอมรบั ดว ยกัน เราจงึ
คอยดูผลที่ปรากฏข้นึ จากการปฏบิ ตั ขิ องเราอยางน้ี
คาํ วา “สงบ” นน้ั มีหลายประเภทตามจรติ นิสยั คอื สงบลงในขณะเดยี ว
เหมือนกับตกเหวตกบอ อยา งนน้ั กม็ ี คืออยู ๆ ท่เี รากาํ หนดภาวนา “พทุ โธ ๆ” แลวก็
พลกิ ขณะเดียวแพล็บ หายเงียบไปเลย คอื จติ พลิกขณะเดียวเทา นนั้ เหมอื นกับเราตก
เหวตกบอ แลวปรากฏเปนความรูข้ึนมาทนั ที น่ีเปน แงหนึ่ง
อีกแงหน่งึ จติ สงบแลวหายเงียบจากอารมณตา งๆ แม “พุทโธ” ไปเลยก็มี น่ี
เปนจติ นสิ ยั ประเภทหนึง่ ท่กี ลา วมาน้ีเรยี กวา “รอ ยละ ๕ ราย” จะมีเพยี ง ๕ ราย หรอื
จะมากไปดว ยซา้ํ ในรอ ยคนของผมู คี วามสงบเยอื กเย็น หรอื เห็นผลในการทําสมาธิ
ภาวนาแบบน้ี เพราะมีนอยมากในการปฏบิ ตั สิ มัยปจ จบุ ันนี้
อกี ๙๕ รายนน้ั จะเปนในลกั ษณะทค่ี อ ยสงบ คอย ๆ เยือกเย็นเขาไปเปนลาํ ดบั
ๆ น้มี เี ปน จํานวนมาก
ใหเ ราสงั เกตดจู ริตนสิ ัยของเราวา เปน ไปในจริตใด หรือเปน ไปในลักษณะใดใน
แงใดในสองแงน้ี สวนมากจะเปน ไปในแงที่สองนี้
คาํ วา “สงบ” คอื ความสงบเย็นอยภู ายในใจ ใจมที อ่ี ยู ใจมีความรมเยน็ เปน สขุ
มฐี านแหง ความสงบอยูภายในจติ ของตน ทั้ง ๆ ทีค่ ิดอา นไตรต รองอะไรก็ไดตาม
ธรรมดาของโลกท่วั ๆ ไป แตภายในจิตของตวั มคี วามโลง มคี วามสบาย มคี วามเบา
หรือมคี วามสวา งไสว ตามกําลังจติ ทมี่ ีมากนอย แลวแตกําลังแหง สมาธิ หรอื ความสงบ
นีท่ า นเรยี กวา “จิตสงบ” มีความคิดไดป รุงไดอยูอยางนั้น แตจิตท่ีเปน เจาของความคิด
นัน้ มคี วามสงบสบายอยภู ายในตน กําหนดเขา เม่ือไร กป็ รากฏความรทู ี่เปน ความสบาย
นน้ั อยเู ร่อื ย ๆ ไมห ายไป นช่ี อ่ื วา “จติ ไดฐ านแหงความสงบ หรอื มฐี านแหง ความ
สงบ” ข้ึนมาแลว
ประการหน่ึง ทเ่ี ปน ธรรมชาติของจติ เอง เราจะปรุงแตงไมได กค็ อื ขณะทใ่ี จดบั
ความคดิ ปรงุ ตา ง ๆ นน้ั ดบั จรงิ ๆ ความคดิ ความปรุงขาดจากกนั ไมม ีอะไรเหลือเลย
เหลอื แตความรลู ว น ๆ อยโู ดยลําพังตนเอง น่กี ใ็ หเ ปนตามหลักธรรมชาตขิ องจิตที่เปน
ข้นึ มาในตัวเอง
การคาดการหมายไมเ กดิ ประโยชนอ ะไร จงึ ไมควรคาดหมาย ใหปลอยไปตาม
จริตนสิ ัยของตนในสวนน้ี ไมผ ดิ ขอสําคญั คือการปฏบิ ตั ิ ทา นสอนอยางไร และเหมาะ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๕
ธรรมะชุด๓เ๗ต๖รียมพรอ้ ม
๓๒๖
กับจริตนสิ ัยของเราอยางไรบา ง วิธปี ฏบิ ัติ วิธพี จิ ารณา หรอื วิธบี รกิ รรม ใหก าํ หนดตาม
น้นั เปน ของสาํ คญั ใหความรูอยูก ับการภาวนานัน้ ๆ จะภาวนาแบบไหนกต็ าม สตเิ ปน
สิ่งสําคัญอยูมาก ซงึ่ จะใหพ รากจากกนั ไมได จะขาดวรรคขาดตอนในทางความเพยี ร
เพ่อื จะยังผลใหสืบตอ เน่ืองกันโดยลาํ ดับ
ที่พดู ถงึ จรติ นสิ ยั ของแตละคนที่ไมเ หมือนกัน ผนู นั้ เปน อยางนั้น หรอื ครบู า
อาจารยทานแสดงอยา งน้ัน ผนู น้ั จิตรวมอยา งนั้น จติ รูอ ยา งนั้น ๆ ใหเราเพียงฟง ไวเฉย
ๆ หากจริตนสิ ยั ของเราเปนไปในทางใดแลว เรือ่ งทีท่ านกลา วน้ันจะมาสมั ผัสเราเอง เรา
รใู นแงใ ด แงที่ทา นแสดงแลวจะเขา มาสมั ผสั จะโผลข นึ้ มารับกนั ทนั ที ๆ ถา นิสัยของเรา
ไมมี กเ็ ปนเพียงแตฟง ไป ๆ อยาไปยึดเอาขอ นั้นมาเปน อารมณจนกระท่ังเกดิ ความรอน
ใจ ในเม่อื จิตของเราไมเปนไปตามท่ีเรามงุ หวังอยา งทท่ี า นสอน อนั น้ีก็เปน ความคดิ อนั
หนึ่งของเรา ตองระมัดระวัง
ความสงบของใจ ท่ีเปน ความถกู ตองดงี ามหรือเปน ทย่ี อมรับกนั กค็ ือความสงบ
ไมฟุงซานวนุ วายไปกบั อะไร มีแตค วามเย็นใจ ถึงจะคิดในหนา ทกี่ ารงานตา ง ๆ กค็ ิดไป
ไดอยางธรรมดา แตไมก วนใจเจาของเหมอื นอยางแตกอน ทยี่ งั ไมเ คยอบรมภาวนา น่ี
ทานเรยี กวา “จิตสงบ” ถามากกวา น้นั ก็เปนฐานมัน่ คงอยภู ายในใจ แมจ ะคดิ เรอ่ื งอะไร
กค็ ิดไป แตพ อยอนเขามาสจู ุดแหง ความรู กเ็ ปนจุดความรู ท่เี ดน ชัด ผอ งใส และเบา
ใหเ หน็ อยา งชดั เจนภายใน นี่เปน ทย่ี อมรับวา “จิตสงบ” และมฐี านสมาธปิ ระจาํ ใจ
และเปนทยี่ อมรับกนั ทัว่ ไปวา “จติ เปน สมาธิ” ถา จิตเปนอยางน้ี !
เพราะฉะนน้ั การทีจ่ ะไปยึดเอาเรอ่ื งของคนนัน้ คนน้ีมาเปน เรอ่ื งของตัว หรือ
พยายามจะทาํ จติ ของตนใหเปน อยางนัน้ เปน การขดั ตอ จริตนิสยั ของเรา จะเกิดความ
ไมสบายใจข้นึ มา เพราะการสรา งความกงั วลหมน หมองใหเ กดิ ข้ึนแกต น ดว ยเหตนุ ้จี ึง
ควรทําความเขา ใจไวในขอนี้
ความเจรญิ ของจิตนน้ั ก็คือความสงบตวั นนั้ แลเปนสาํ คัญ ใจมีความละเอยี ด
ลออเขาไปเปนลําดับ มคี วามแนนหนาม่นั คงเขาไปเร่อื ย ๆ ความเจริญในขัน้ เริ่มแรก
เปนอยางนี้
ตอ ไปจะตองมีความละเอียดขนึ้ โดยลาํ ดบั จากจติ ดวงนเ้ี อง จติ ดวงนจี้ ะเปลยี่ น
สภาพไปเร่ือย ๆ และเขาสูค วามละเอยี ดจรงิ ๆ แมจ ะพจิ ารณาทางดา นปญญาการคน
ควาตาง ๆ ใจมคี วามเฉลียวฉลาดมากนอ ยเพียงใดกต็ าม ฐานแหงความสงบเย็นใจนี้ ก็
ปรากฏเปน ความม่ันคงไปโดยลาํ ดบั เชน กัน แตบ างครั้งเวลาชุลมุนวนุ วายมากกับการ
งานทางดานปญญา ความสงบอันน้จี ะหายไปก็มี แตคําวา “หายไป” น้ไี มไ ดห ายไป
แบบคนทไ่ี มเคยภาวนา คนไมเคยมีสมาธิมากอ น
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๖
ภาค ๓ “ธรร๓ม๗ช๗ุดเตรยี มพรอ้ ม’’
๓๒๗
คนไมเ คยภาวนานัน้ ไมมีความสขุ ความสงบภายในใจเลย จงึ ไมม คี ําวา “จิต
เจริญ” หรือ “จิตเสื่อม” เปนจิตสามัญธรรมดา ๆ
แตจติ ท่ี “หายจากความสงบน้ี” มแี ตค วามรสู ึกทจ่ี ะพิจารณาอยางเดยี ว มคี วาม
ร่นื รมย มคี วามดดู ด่มื ในการพนิ จิ พจิ ารณาเพอ่ื ถอนกเิ ลสตา ง ๆ ออกจากจติ ใจ ไมไ ดมี
ความฟุง เฟอ เหอเหมิ ไปกบั โลกกบั สงสารใด ๆ เลย แมจ ะไมป รากฏเปนความสงบแนว
แนเหมือนอยา งทเ่ี คยเปน มาก็ตาม เพราะความรูอันน้เี ปล่ยี นไปทางธรรมแลว ไมไ ด
เกย่ี วกบั โลกเลย ถึงจะไมเปนความสงบเหมอื นจติ เปน สมาธิก็ตาม แตก็เปน ความวนุ
กับตนเพ่อื ถอดถอนกิเลสตางหาก มนั ผดิ กันทต่ี รงน้ี
การพยายามตะเกียกตะกายเพื่อฝกฝนอบรมจติ ใจใหม คี วามสงบรม เย็น เปน ที่
แนใ จตนเอง มีความอบอนุ มีหลกั ใจเปน เคร่อื งยึดเปนท่ีอาศยั น้ี เปนเรื่องท่ยี ากลําบาก
อยบู า ง แตเราควรนึกคิดถงึ เร่ืองงานตาง ๆ ที่เราทํา บางทีงานบางชิน้ มนั ก็หนักอึง้ จน
ขนาดหัวเสยี ไปก็มี เรายงั อตุ สา หพยายามทําและผานไปไดไ มรกู ง่ี านมาแลว เหตใุ ดงาน
ทีเ่ ปนไปเพอ่ื ตัวเองโดยเฉพาะแท ๆ เราจะทาํ ไมไ ด จะผา นไปไมไ ด นเ่ี ปน งานเหมอื น
กนั เปนแตเพยี งวา งานนอกงานใน แปลกกนั เพียงเทา น้ี ทําไมเราจะทําไมไ ด ตอ งทํา
ได ! เมอ่ื ความพอใจมอี ยแู ลว
เมอ่ื ปลงใจอยางนแ้ี ลว ความทอ ถอยออ นแอกไ็ มม ี พยายามดําเนินตอ ไปเร่อื ย
ๆ จิตเมอื่ ไดร ับการอบรมอยโู ดยสมาํ่ เสมอแลว จะแสดงความแปลกประหลาดข้นึ มาให
ชมเรื่อย ๆ ความเยน็ ความอบอนุ ความแนใ จ จะมกี าํ ลงั มากขน้ึ ๆ
การฟงเทศน โดยเฉพาะทีเ่ ทศนท างดานกรรมฐานเกย่ี วกบั จติ ตภาวนาลว น ๆ
ถาจิตไมม ฐี านแหงความสงบเปนทร่ี องรบั กันบา ง ฟง เทศนทางดานปฏิบตั จิ ะไมเ ขาใจ
เราสงั เกตจติ ของเราตอนน้ี ถา ฐานแหง ความสงบพอทจ่ี ะรบั ธรรมเทศนาของ
ทาน ทางดานจิตตภาวนาทางดา นปฏบิ ัติไมม ีภายในใจ ฟงเทศนทา นเทา ไรก็ไมเขา ใจ
ยิง่ ฟงเทศนเรอื่ งมรรคเร่ืองผลกย็ ่ิงมดื แปดดาน น่ีแสดงวา ฐานรับภายในของเรายงั ไม
มี
พอความสงบเริ่มมขี ้นึ การฟงเทศนทางภาคปฏบิ ตั จิ ะเรมิ่ มีรสมีชาตขิ น้ึ ภายใน
จิตใจ เพราะมีฐานของจติ ทเี่ ปนความสงบเปนเครือ่ งรองรับ เม่อื จติ รบั กันไดด ีเทาไร
การฟงเทศนด า นปฏิบัตนิ ้ีจะยงิ่ มีความซาบซึ้ง ไพเราะเพราะพริ้ง หวานอยภู ายในจติ ไม
จืดจาง แมใ จเรายงั ไมถงึ ธรรมทีท่ านแสดงนั้นก็ตาม แตก็เหมอื นเราเขา ใจ เรารเู ราเห็น
ไปตามทานไมม ขี อ แยง เพราะทานเปดทางโลง ใหเหน็ ชดั เจน เห็นภาพน้นั ภาพนี้โดย
ลาํ ดับ ๆ ถา วาดภาพพจนข้ึนมาก็เปน อยางนั้น ยงิ่ มคี วามดูดด่มื ในการฟง จนลมื เนอ้ื ลมื
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๗
ธรรมะชุด๓เ๗ต๘รยี มพรอ้ ม
๓๒๘
ตัว ลมื เวล่าํ เวลาไปหมดในขณะทีฟ่ ง นค้ี อื จติ ของเรามีฐานรับแลว เทศนทางดานจติ ต
ภาวนาจึงเขา กนั ไดอยา งสนิทไมมปี ญหา
ทีนเ้ี วลาเราชินตอการฟง เทศนป ระเภทนี้ เพราะจิตยอมรับแลว อยา งน้ี ฟง เทศน
อืน่ ๆ เลยข้ีเกียจฟง ราวกบั ฟง ไมไดนํา้ ไมไ ดเน้อื อะไร พูดไปนอกโลกนอกสงสาร ไปที่
ไหน ๆ โนน ความจรงิ ทีป่ รากฏอยูกับตวั ทาํ ไมไมพดู ! เพราะเร่ือง “สัจธรรม” หมุน
อยูภ ายในจติ ใจ แลวไปเทศน “ขา งนอก” แมจ ะเปน “สัจธรรม” กจ็ รงิ แตม นั อยนู อก
หางไกลจากปากจากทอ งเรา ที่จะไดรบั ประทานอยา งงา ย ๆ ทันใจ เพราะเปนภายใน
จติ เอง เมอ่ื เทศนเ ขามาสภู ายในนี้ ยอมเปนเครอื่ งกลอ มจติ ใจไดอยางสนทิ มาก ลึกซึง้
มาก เพราะพริ้งมาก มีรสมชี าตขิ ้ึนโดยลําดบั
ทานเทศนเรอ่ื ง “วถิ ีจิต” เทศนเ ร่อื ง “สติ” เทศนเ รอ่ื ง “ปญญา” เทศนห มนุ
เขามาใน “สัจธรรม” ซึง่ มอี ยกู บั ตวั ทุกคน ทานยกสจั ธรรมข้ึนเปน สนามรบ หรอื เปน
ธรรมเทศนา ยอ มเขา กบั จติ ทม่ี คี วามสงบไดดี เพราะจติ เตม็ ไปดว ยสจั ธรรม ทกุ ขก็
เสียดแทงเขา มาท่จี ิต สมทุ ยั กเ็ กดิ ทจ่ี ติ เสียดแทงท่จี ิต มรรคก็ผลติ ข้นึ มาท่จี ิต คอื สติ
ปญญา จะผลติ ขน้ึ มาจากไหนถา ไมผลติ ขน้ึ จากจิต ผลิตข้ึนจากท่ีนี่ เมอื่ มอี ํานาจมกี าํ ลัง
มากเพยี งไร ก็ระงบั ดับกิเลสตัณหา ดับทกุ ขกันลงไปเปนลาํ ดับ ๆ กด็ บั ในทน่ี ้ี ที่เรียก
วา “นิโรธ ๆ” นน่ั นะ
สจั ธรรมมคี วามเกยี่ วเนอ่ื งกนั อยา งนี้อยูภายในจิต หมนุ อยูตลอดเวลา เปน
“ธรรมจกั ร” ถา จะพจิ ารณาใหเ ปน ธรรม สัจธรรมน้ีก็เหมอื นธรรมจกั ร ถา จิตเราคดิ ไป
แบบโลกแบบสงสารซง่ึ ไมเ คยภาวนาเลย มนั กเ็ ปน “กงจกั ร” ผันใหเรารมุ รอ นอยู
ตลอดเวลาวนุ ไปหมด จนหาท่ปี ลดเปล้อื งไมไ ด น่ังกไ็ มสบาย นอนกไ็ มส บาย อิริยาบถ
ทง้ั สมี่ ีแตไฟเผาจติ เผาใจ ไฟกิเลสตัณหาอาสวะน่ันแหละ ไมใ ชไฟอื่น ที่จะรอนยงิ่ กวา
ไฟอันน้ี
ถาจติ เปนอรรถเปน ธรรม พินิจพจิ ารณาเพื่อถอดเพ่อื ถอนดว ยมรรคผลปฏบิ ัติ
อยูแลว เรอ่ื งสัจธรรมท้งั สนี่ ่กี ็เปน “ธรรมจักร” เปนเครอื่ งซักฟอกสติปญญาไดเ ปน
อยางดี ทุกขเ กิดขน้ึ ทตี่ รงไหนจะกระเทือนถึง ปญ ญานาํ มาพิจารณา เราเคยทราบอยู
แลว วา ทุกขค อื อะไร เปนส่งิ ทีเ่ ราไมต อ งการ เปน สงิ่ ที่ทรมานจติ ใจของสัตวโ ลกอยาง
มากมาย และทกุ ขนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร
ยอนไปเรื่องสตปิ ญญา การคน ควา อยา งนี้ การคดิ อยา งน้ี เปน เร่ืองของมรรค
พจิ ารณาเหตพุ จิ ารณาผลไปโดยลาํ ดบั เฉพาะอยา งย่งิ ควรเอา “ขนั ธหา ” เปน “สนาม
รบ” รบที่ไหนไมถนดั เหมอื นรบในขันธห า เพราะขนั ธห านเี้ ปน เจาตัวการสําคญั ทีก่ อ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๘
ภาค ๓ “ธรร๓ม๗ชดุ๙เตรียมพรอ้ ม’’
๓๒๙
ทกุ ขภายในรางกายและจิตใจไมหยุดหยอ น การพิจารณาขนั ธหาจงึ เหมอื นวา การรบ
กบั กเิ ลสในขันธหา การรบดว ยการพจิ ารณาขนั ธหา จงึ เปนการปลดเปลือ้ งภาระจาก
ขาศึก และนาํ ชยั ชนะกลับมาได จากการรเู ทาทันขันธหานโ้ี ดยไมตอ งสงสัย
พระพทุ ธเจา ทา นรบขา ศึกกอ็ ยภู ายในขนั ธหา สาวกทา นกไ็ ดช ัยชนะภายในขนั ธ
หา ไมไ ดช ัยชนะจากที่อน่ื ใด เพราะแพก แ็ พท ีน่ ี่เอง หลงกห็ ลงเพราะสงิ่ นี้ ไมหลงเพราะ
สิง่ อน่ื หลงเพราะสิง่ น้ีส่ิงเดียว การพจิ ารณาจึงตองพจิ ารณาจดุ ทห่ี ลง เพอ่ื ใหเกิดความ
รูขึน้ มาในจุดท่เี คยหลง เมื่อรูสง่ิ ใดยอ มแยกตัวออกไดจ ากสงิ่ น้ัน เพราะฉะน้ันขันธทง้ั หา
นจี้ ึงเปนหนิ ลับปญญาไดอ ยา งดเี ยี่ยม จึงไมค วรมองขามขนั ธห า ถาผพู ิจารณาเพ่อื อรรถ
เพ่ือธรรมไมใ ชเพ่ือเหน็ แกต ัว คาํ วา “เพอ่ื เห็นแกต ัว” นัน้ เปนเร่อื งของกเิ ลส กลวั ตาย
ก็กลัว อะไรกก็ ลวั ไปหมดทุกส่ิงทกุ อยา ง ทกุ ขเ กดิ ขึ้นมาก็กลวั จะสูไมไหว ความกลวั จะสู
ไมไ หวกค็ อื เรอ่ื งของกเิ ลส ฉะนนั้ จงอยา ไปกลวั สรางความกลัวขึน้ มาทาํ ลายตัวทําไม!
ความกลวั นีเ้ ปน ตัวภัย สรา งข้นึ มามากนอ ยก็เสียดแทงจิตใจ ใหเกดิ ความทกุ ขมากนอย
ตามที่เราสรางขึ้นมา
ความจรงิ มอี ยา งไรใหนํามาใช ความจรงิ คืออะไร ? ใหรูค วามจริงของ “สัจ
ธรรม” หรอื ของขันธหาท่ีมีอยใู นตวั ของเรา ผไู มรคู วามจรงิ ในขนั ธหา ท่อี ยกู บั ตัวน้นั ไม
จัดวาเปนผูฉลาด และหาทางพนภัยไปไมได จะตอ งถูกส่งิ ทีเ่ ราถือวาเปน “ขา ศกึ ” สง่ิ ท่ี
เรากลวั นั้นแลยาํ่ ยีเราใหไ ดรบั ความทุกขทรมาน และแพอ ยตู ลอดไป
ยิ่งเปน วาระสดุ ทายดว ยแลว ก็ย่งิ จะกลวั ตายมาก กลวั เจ็บกลัวปวดตรงนน้ั ตรง
นม้ี าก นั้นแลคอื การสรางเสี้ยนหนามข้ึนมาเสยี ดแทงจิตใจของตัวเอง ใหเ กดิ ความทอ
แทอ อ นแอ ดีไมดเี กิดความเผลอตวั ไปได เพราะผดิ จากสัจธรรม ผิดจากหลกั ความจริง
ปญญามีอยู สตมิ ีอยู จงนาํ มาใช สตปิ ญญาเทา นั้นทจ่ี ะทําใหรแู จง เห็นจรงิ กับสงิ่
ท่ีเปนขาศกึ น้ี จนกลายเปน มิตรกนั ได คอื ตา งอนั ตางจริง
จติ ไมเ คยตาย เราไมตองวิตกวิจารณ เราไมตอ งสะทกสะทานวาจติ จะตาย
อะไรจะเกิดกเ็ กิดเถอะ จิตเปน ผสู ามารถรบั ทราบไดท กุ สงิ่ ทุกอยางบรรดาทีเ่ กดิ ขน้ึ กบั
จิต ไมมอี ะไรทจี่ ะแหลมคมยง่ิ กวา จิตทค่ี อยรับรอู ยตู ลอดเวลา
เอา ทุกขเวทนาเกิดขน้ึ มากนอ ยเพยี งไร จิตก็รวู าทุกขเวทนาตอนน้ีเกดิ ขึน้ มาก
เอา ดับไปก็ดบั ไปเร่ืองทกุ ข แตจิตไมดับ อะไรจะเกิดข้ึนมากนอย ใหเห็นความจริง
ของมัน อยาลืมตัววา จติ เปน ผูรู เปนนักรแู ทๆ ไมใชนักหลบ หลบความรูจนกลายเปน
ไมร ูข นึ้ มา นน่ั เปน เรอ่ื ง “อวชิ ชา” อยา นํามาใช ใหรเู กิดขนึ้ มากนอ ย ใหร ูตามความ
จริงของมันเฉย ๆ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๒๙
ธรรมะชดุ๓เ๘ต๐รยี มพรอ้ ม
๓๓๐
การพจิ ารณาทกุ ขเวทนาเราก็ทราบ ทุกขเ ราก็ทราบวา ทกุ ข ผูท ราบวา ทกุ ขน ัน้ คอื
จติ ความทกุ ขน ้ันเปน สภาพอนั หนงึ่ ผทู ราบวาทุกขนน้ั เปน สภาพอนั หน่ึง ไมใชอ ัน
เดยี วกนั โดยหลักความจรงิ แลวเปนอยางน้ี จงพจิ ารณาใหเ หน็ ความจริงของทกุ ขน้ี จะ
ไดเ ห็นความจริงของ “จิต” ไดอ ยา งเต็มเมด็ เตม็ หนวย
นกั ปฏบิ ตั ิเราถา ใจยังถอื ทกุ ขเวทนาเปนขา ศกึ ตอตน จนตองหาทางหลบหลีก
ไมอยากเขา หนา กบั ทกุ ขอ ยตู ราบใด ความจริงน่นั คือ “ทางแพ ทกุ ข สมทุ ยั ” น่นั
เอง จะหาทางออกจากทกุ ขและพนทกุ ข ดบั สมทุ ยั ไมไดอ ยูต ลอดเวลาถา ไมกลา สทู ุกข
ขุดคน สมทุ ัยดวยมรรคคอื สติปญ ญา
เอา อะไรเกดิ ขน้ึ กใ็ หร ู จติ มหี นาทท่ี ีจ่ ะรู เอาปญญาเทยี บเขา ไป คน ดใู หเห็นชัด
เจนวา ทุกขเ กดิ ขน้ึ ตัง้ อยูท่ีจุดใด ทกุ ขเกิดข้ึนทางกาย หนึ่ง ทางกายเกิดขนึ้ มอี าการใด
เกดิ ขึ้นภายในจติ เพราะเหตุใดจึงเกิดขน้ึ ภายในจิตได ถาไมใ ช “สมุทัย” คือความคิด
นอกลนู อกทางเปน เคร่อื งเสรมิ หรือเปนเครื่องผลติ ข้นึ มา
ความจรงิ กค็ อื ความลมุ หลงตนเอง เพราะความรักสงวนตน ไมอยากใหท ุกขเ กิด
ขึ้น แมเ กดิ ข้ึนแลว ก็อยากใหด ับไปอยา งด้อื ๆ โง ๆ น้ันแล สรา งขึ้นมา เชน อยากให
ทุกขดับโดยไมพิจารณาคน หาเหตขุ องทุกขค ือสมุทัยตวั การสําคญั ความอยากให
ทุกขด ับนี้แลคอื สมุทยั มีแตอยากใหทกุ ขด ับไป นน่ั แหละคอื สราง “สมทุ ัย” โดย
ตรง
ทถ่ี ูกเราไมต อ งอยาก พจิ ารณาสงิ่ ท่ีมอี ยู ท่ีปรากฏอยู ส่งิ ที่ไมม อี ยา ไปควาหา
มามันเปนทุกข มนั เปน การสรา งกเิ ลสขน้ึ ภายในอีก เวลานีท้ ุกขยงั ไมด บั อยานาํ ความ
อยากมาบงั คับใหม นั ดับไป ทุกขป รากฏขึ้นมาใหพ จิ ารณาตามสง่ิ ท่ปี รากฏ อะไรทย่ี งั
ไมเกิดขนึ้ อยา ตั้งความอยากใหมันเกดิ ขึน้ เพราะมันเปนความจริงอันหน่งึ ๆ ไมอ ยใู น
อํานาจของผใู ด ขณะทีม่ ันเกิดขึ้นกด็ ี ไมเ กดิ ขึน้ กด็ ี มันตัง้ อยกู ็ดี มันดบั ไปกด็ ี ผรู เู ปนรู
อยา ไปสรา งความอยากขึ้น ใหรูชัดอยางน้ี ช่อื วา เปน ผรู อบคอบในการพจิ ารณา ตายก็
ตายเถอะ ความจริงไมมีอะไรตาย พิจารณาใหเ ห็นชัดเจนอยา งนี้
รา งกายจะสลายก็ใหส ลายไป เพราะเร่ืองสลายเปนของคูกนั กับสิ่งท่ผี สม สง่ิ ท่ี
รวมตัวกนั เมอ่ื รวมตัวแลว กต็ อ งสลาย ถงึ เวลาแลว ตองสลายไปดว ยกันท้ังน้นั ไมว า
อะไรในโลกนี้ ความไมสลายไมม ี แมแ ตภเู ขาทั้งลกู มนั ยงั สลายได ทําไมรา งกายอยาง
เรา ๆ ทาน ๆ จะสลายไปไมไ ด ฝนธรรมดาไปทําไม เกิดประโยชนอะไร
การไมฝน ธรรมดา ใหรูค วามจรงิ ของธรรมดานี้แล คือทางธรรม ทางโลง ทาง
ปลดปลอย ไมมอี ะไรเขามาเก่ยี วขอ งไดเ ลย ปญ ญารอบตวั หากจะตายขณะทเี่ วทนา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๐
ภาค ๓ “ธรร๓มช๘ุด๑เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๓๑
กาํ ลังกลาก็ใหรกู ันอยูกับเวทนา เปน การ “ลบั จติ ” ดวยปญ ญา โดยถอื เอาเวทนาเปน
“หินลับ” ไดอ ยางประจกั ษภายในจติ
ทุกขดบั ไปจติ จะไปเกาะอะไร เพราะจติ เปน “ผูรู” ผูพิจารณาทุกขเพอ่ื รูและ
สลัดทุกขอ ยแู ลว จิตจะไปติดทุกขแ ละตกทกุ ขไ ดยากทีไ่ หนกัน ทุกขเวทนาเราก็ทราบ
แลววาเปน สภาพอันหน่ึง เมอื่ พิจารณาทกุ ขเวทนาน้นั ดวยปญญาความฉลาด เพื่อปลด
เปลอ้ื งทกุ ขเวทนานัน้ อยูแลว เราจะไปตกนรกอเวจีที่ไหนกัน!
ทุกขเวทนาดับไป กด็ ับไปตามเรอ่ื งของเวทนา ผรู ผู ฉู ลาดพจิ ารณาแยกตวั ออก
จากทุกขเวทนากค็ อื จิตกบั ปญญา ผูไมด ับกค็ ือจติ กอ็ ยตู ามความไมดับของจติ ตาม
ความรูความฉลาดของจิต จิตฉลาดเปล้ืองตนเพราะการพจิ ารณาเวทนาตา งหาก จิต
มิไดติดจมอยกู บั ความทกุ ข เพราะการพิจารณาทุกขเพอื่ ความฉลาดปลดเปล้ืองตน
เราเหยียบ “บนั ได” ขนึ้ สูบนบานตา งหาก มิไดเหยียบ “บนั ได” เพอื่ ติดอยูกบั
บนั ไดนัน้
นเี่ ราก็พิจารณาทกุ ขเวทนาเพื่อเปลอื้ งตนจากทุกขเวทนาตา งหาก ไมพ จิ ารณา
ทกุ ขเวทนาเพือ่ ตดิ ทกุ ขเวทนา เมื่อตายไปจะเกิดความลม จมแกจ ิตผเู ดนิ ทางชอบได
อยา งไร เมื่อทกุ ขเวทนาคอื ทางเดนิ ของจิตของปญญาแทแลว ชือ่ วาจิตเดินถูกทางของ
อริยสัจและสติปฏ ฐาน อันเปน ทางเดนิ เพ่อื ความพน ทุกขไ มสงสัย
การพจิ ารณา “ขนั ธ” ทา นพจิ ารณาอยา งน้ี ไมตองกลวั พระพทุ ธเจา ไมไดส อน
ใหก ลวั แตส อนใหร ูความจริง ใหพ จิ ารณาความจรงิ นี่เปน จดุ หมายทพี่ ระพทุ ธเจาทรง
สอนแท เรื่องความกลวั พระองคไมไดส อน เปนเรื่องของกเิ ลสเส้ยี มสอนคนใหโ งห นกั
เขา ตางหาก ผลทไ่ี ดรบั มีแตความโง และกองทกุ ขเ ตม็ หวั ใจ ภพชาติเต็มตัว
คาํ วา “เรา ๆ หรอื ใคร ๆ” มาเปาหูปาว ๆ กอ็ ยา เชอ่ื งา ย ๆ ใหเชื่อพระพทุ ธ
เจา พระองคเ ดยี วทเ่ี ลศิ โลกมาแลว อยา กลวั ความจรงิ เราเปนนกั ปฏบิ ตั ิ ความกลวั ไม
เปน เรอ่ื งใหสําเร็จประโยชน เปนเร่ืองส่ังสมกเิ ลสขน้ึ มา ใหเ กดิ ความทกุ ขมาก เพราะ
ความกลัว กลัวมากเทา ไรก็เกิดความทกุ ขม ากเทาน้นั พิจารณาใหเ หน็ ประจักษภ ายใน
จิตอยูตลอดเวลา ในขณะท่ีทุกขเวทนาเกดิ ข้ึน โดยไมตอ งไปหวังพ่ึงใครในเวลานน้ั เรา
อยาหวังพึง่ ใคร ไมใชที่พงึ่ อันแทจรงิ ! นอกจาก “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” ดวยสติ
ปญ ญาเราเทานนั้ จะเปนท่พี งึ่ ของเราไดอ ยา งเตม็ ใจ ตกึ รามบา นชอ ง ใครตอใครก็
ตาม ทุกสิ่งทุกอยางพึง่ ไมไ ดท ัง้ นั้น เวลาจะตายจรงิ ๆ ขนั ธหากพ็ งึ่ ไมได มันจะแตกอยู
เวลาน้ีจะพงึ่ มนั ไดท ไี่ หน แลว เราจะพึง่ ใคร
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๑
ธรรมะชดุ๓เ๘ต๒รียมพรอ้ ม
๓๓๒
สตปิ ญญาเทาน้นั เปนอาวุธท่ีทนั สมยั ทจ่ี ะแกหรอื ชว ยเราไดในขณะน้นั จงคนลง
ไปพิจารณาลงไป ทกุ ขเปนของเกิดของดับ ใจเปนของไมเกิดไมด ับ เปน ธรรมชาตขิ อง
ใจอยูโดยธรรมชาติของตน พิจารณาใหชัดเจนแลว จิตจะแยกตวั ออกมาเอง เมอ่ื เขา ใจ
ชดั เจนแลว ไมไปไหน ไมไ ปติดอยกู บั อะไร มที ุกขเวทนาเปนตน เพราะปญ ญาเปน
เครอ่ื งผลักดันสิง่ ที่จอมปลอมทั้งหลายนั้นออกไปโดยลาํ ดับ ๆ ใหเ ขาใจอยา งนี้ เราก็
โลงใจสบายใจ นีแ่ หละเรยี กวา “การพ่ึงตนเอง”
จงคดิ ถงึ วาระสดุ ทาย วาระสําคญั ที่สดุ คือวาระไหน? คอื ทกุ ขเวทนาอันแสน
สาหสั น้แี ล จะสาหสั ขนาดไหนในวาระสดุ ทา ย ตอ งเตรยี มสตปิ ญ ญาใหพ รอ มมูล สู !
เพ่ือแยง เอาของจรงิ จากสิง่ จอมปลอมทเ่ี คยหลอกเรามาเปน เวลานาน มาครองใหได !
รางกายน้แี คต ายเทานัน้ ! สติปญญาเปนผูส ามารถตลอดสาย เวทนาจะมาจาก
ทิศใดแดนใด มนั กอ็ ยูใ นขันธน ี้เทา นนั้ เวทนาขนั ธก ค็ ือขนั ธน เ้ี ทา น้นั ไมไ ดอยูนอกเหนอื
เมฆลอยมาทบั เราได มนั ทับอยูภายในตัวเรานี้ถาเราไมม ีสตปิ ญญาทันมัน ถาสตปิ ญญา
ทัน ทุกขเวทนากไ็ มทบั ทกุ ขเวทนามีมากมีนอยกท็ ราบกันอยางชดั เจนดวยปญญาน้ี
เทานั้น ปญ ญานแ้ี หละเปนเคร่ืองชว ยตวั เอง
ความพากเพยี ร อยา ถอย ถอยไมไดเมื่อเขา ตาจนแลวตองสูจนสดุ เหว่ยี ง และ
เปลอื้ งกิเลสตวั หลงงมงายลงให “วฏั จกั ร” โนน เปนไร! ก็เราจะสู จะเอาชัยชนะ จะถอย
ไปไหน จะเอาชยั ชนะดว ยการสนู ี่! ไมไดเอาชัยชนะดว ยการถอย เมื่อเอาชัยชนะดว ย
การสู ตอ งสดู วยสติ สดู วยปญ ญา ไมใชส ดู วยความโง ๆ
จติ นี้พระพุทธเจา ทรงรับรองอยูแลว วาไมต าย เราจะกลัวตายหาอะไร เราคือ
จติ กไ็ มต ายน่ี เราจะกลวั ตายไปทําอะไร ถา ตวั จิตตายเรากต็ าย น่ีตวั จิตไมตายแลวเรา
จะตายไดท ี่ไหน เงาแหงความตายมนั มอี ยูท่ีไหน มันไมม ีน่ี ไมม จี นกระทงั่ “เงา” แหง
ความตาย เราตน่ื เราตกใจ เรากลัวตายไปเฉยๆ กลวั ลม ๆ แลง ๆ ความตายของใจไม
มี แมกระทัง่ “เงา” ใหก ลัว ก็ยังกลัวกนั ไปได เพราะความหลงของจิตน่เี อง
ทา นจงึ สอนใหส รา งปญญาใหท ันกับเหตกุ ารณ จิตน้เี ปนทแี่ นใจวา ไมตาย
พิจารณาใหชัด เอา อะไรเกิดกเ็ กดิ ขึ้นเถอะ จิตมีหนาที่รูท ้ังหมด จนกระท่ังวาระสดุ
ทา ยเคร่อื งมอื น้แี ตกไป ปญ ญากส็ ลายไปดว ยกนั จิตทีไ่ ดร ับการซักฟอกจากปญญา
แลวจะไมตายไมส ลาย จะมีแตค วามผอ งใสเปน อยางนอย มีความผอ งใสประจาํ ตวั
มากกวา น้ันก็ผานพนไปไดเ ลย จงเอากนั ในวาระสดุ ทา ย เอาชยั ชนะอยา งสุดยอด !
ในวาระสดุ ทา ยน้ีใหไ ด
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๒
ภาค ๓ “ธรร๓ม๘ช๓ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๓๓
ไมตอ งไปคาดโนนคาดน้ีวา เปน หญงิ เปนชาย วา เราปฏบิ ตั มิ า เทาน้ันปเทา นี้
เดือน ไดมากไดนอย ไมใ ชเ วลาจะมาแกกิเลสตณั หาใหเราได มีความเพียรเทา นนั้ เปน
เคร่อื งแก สตปิ ญ ญาเทานัน้ เปนเครื่องแก เมอ่ื สตปิ ญ ญามีกาํ ลงั พอก็หลุดพน ไปไดเ ทา
นน้ั นีเ่ ปน จดุ สาํ คัญ
ไมใ ชเ วลา่ํ เวลา ไมใ ชเพศหญิงเพศชาย ไมใ ชอ ะไรทั้งหมด ทจี่ ะมาแกก ิเลสได
นอกจากสติปญ ญา ศรทั ธาความเพียร ของเราเทา น้ัน เปน เครือ่ งแกกเิ ลส เราแกไ ดจ น
กเิ ลสหมดขณะใด ใจกส็ น้ิ ทกุ ขไ ดข ณะนน้ั
การสน้ิ สนิ้ ดวยสตปิ ญญากับความเพยี ร ไมไ ดสิน้ ดวยเวลานานเวลาชาอะไรน่ี
จงพจิ ารณาตรงน้ี นแ่ี ดนแหง ชยั ชนะอยูท จี่ ดุ น้ี ! เราแพก ็แพทน่ี ่ี คําวา “แพ” อยา ให
มี!
จิตมันแพอ ะไรเลา รอู ยตู ลอดเวลา สติปญญาไมใ ชเ ปนของแพ เปน “ธรรมเพื่อ
ชัยชนะ” ท้ังน้ัน เวลากเิ ลสเขามาแทรกใหเปน ความแพ ความแพเปนเรอื่ งของกิเลส
แทรก อยาเอาเขา มาแตะกับตวั มันจะทําใหเ ราถอยหลงั เปนหรอื ตายสกู ันบนเวที ชื่อ
วา “นกั รบ” ขน้ึ เวทีแลวไมถ อย เอาจรงิ ๆ จนไมม ีสติรับรแู ลว ใหเ ขาหามลงเปลไป ถา
ยังมสี ติ เอา ฟาดมันลงไปอีก ตีไมไ ด ดา มันเขา ไป คอื สูด ว ยปากก็ได ไมถ อยกิเลส น่ี
ตอ ยสูเขาไมไ ดก ็เอาปากตอยซิ นเ่ี ราเทียบกับนักรบท่ไี มถ อย สูกนั วันยังคํ่า สจู นตาย สู
เพอื่ เราไมไ ดสเู พอื่ ใคร ถาจติ เขา ใจจรงิ ๆ แลว เปน ไมถ อย
ผูเ ทศนเ คยเปนเคยผา นมาแลวตามความจรงิ น้ี จึงกลา พูดกลาเทศนไดอยา ง
เต็มปากไมกระดากอายใคร ๆ ทง้ั สน้ิ การพูดดวยความจรงิ กเ็ หมอื นนักรบ จะกลัวใคร
มาคานความจรงิ ละ น่ยี อขอ ความที่เทศนเ บอ้ื งตนนั้นวา “ความตายนะ มันธรรมดา
ธรรมดา!” แนะฟง ดูซี เมอ่ื เขา ใจทกุ สง่ิ ทกุ อยา งแลว “มนั ธรรมดาไปหมด!” เปน อยกู ็
ธรรมดา เจบ็ ไขไดปวยกธ็ รรมดา คือจิตไมไดเปน “ภาระ ภารัง” ใหเ กดิ ความยงุ เหยิง
วนุ วาย กลายเปน โรคภายในใจข้ึนมา ถงึ วาระจะไป จะไปแลวหรือ? ไปก็ไป เรอ่ื ง
“สมมตุ ิ” มนั ไปตางหาก มันไปท่ีไหน ก็ไปตามหลักความจรงิ ของมัน ลงไปสคู วามจริง
ของมัน แลว อะไรจะฉบิ หาย อะไรจะลม จม ผรู ูก็รอู ยอู ยา งนี้แลวจะไปลม จมทไี่ หน ผรู ู
นะ
เราสรางมาเพอ่ื ความรคู วามฉลาด ความรคู วามฉลาดจะพาลม พาจมมอี ยา ง
หรือ !มนั ประจักษอยภู ายในจติ จึงเรียกวา “สิง่ ทง้ั ปวงไมม ปี ญ หา” ไมม อี ะไรเลย !
“ธรรมดา ธรรมดา ไปหมด”
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๓
ธรรมะชุด๓เ๘ต๔รียมพร้อม
๓๓๔
เมื่อถึงขั้นธรรมดาธรรมชาตแิ ลวเปน อยา งนั้น การปฏบิ ตั ิใหปฏิบัติอยา งนจ้ี ะถงึ
ความจรงิ แนน อนไมสงสัย
เอาละ การแสดงกเ็ หน็ วา สมควร
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๔
ภาค ๓ “ธรร๓ม๘ช๕ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’
สงครามจติ สงคราม๓ข๓๕นั ธ์
เทศนโปรดคณุ เพาพงา วรรเธทนศนะก์โปลุ รดณคุณวดัเพปาาพบงาานวตรารดธนะกุล ณ วัดป่าบา้ นตาด
เม่อื วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธเศมือ่ักวรันาชที่ ๒๒๘๕๑พ๘ฤศจิกายน พทุ ธศักราช ๒๕๑๘
สงครามจติ สงครามขันธ
แมจ ะอยใู นบา นในเรือนในตกึ ในหาง ส่ิงเหลา นั้นไมเ ปนทุกข อยใู นสถานทีใ่ ด
สถานที่นน้ั ๆ ไมไ ดเ ปนทกุ ข สมบัตเิ งินทองไมไ ดเปนทุกข สิง่ ของมากนอ ยท่เี ปน
กรรมสิทธ์ิของเราไมไ ดเปนทุกข ไมใชท ุกข แตโลกไปหากลัวสงิ่ ท่ไี มนา กลวั ส่งิ ท่นี า
กลวั แตไ มกลัวกนั ! ไมยอมสนใจคิดกลัวกนั บางเลย สง่ิ นนั้ โลกจึงโดนกันอยเู สมอ
และหาทางแกไขเอาตัวรอดไมได นโี่ ลกเรามาโงกนั ตรงน้ี
มีใครบางมคี วามเฉลียวฉลาดตามรอยพระบาทของพระพทุ ธเจา บาง ยังมองไม
เห็น ท่ชี ี้ถูกจดุ แหง ทุกข ชจี้ ุดทแ่ี กท ุกข ช้ลี งทไี่ หน ชล้ี งในเบญจขันธกบั ใจน้เี ปน หลัก
สําคญั น้ีแลสถานทท่ี กุ ขเ กดิ เกิดท่ีน่ี เพราะสาเหตุทีท่ ําใหทกุ ขเกิดก็มอี ยทู ี่น่ี วบิ ากท่ี
เกิดข้ึนมาจากสาเหตุแหง ความหลง คือ ธาตุขันธของเรา กม็ ีอยูกับตัวเรา ทเ่ี รยี กวา
“รา งกาย” นีเ้ ปนวบิ าก คือผลของสิ่งทผี่ ลติ ขน้ึ มาจากกเิ ลส อวชิ ชา ตัณหา มันผลิตให
เกิดขนึ้ มาเปนรูปเปนนาม จึงเรียกวา “วบิ าก”กอ็ ยูทีต่ ัวเรา
ผทู ่จี ะผลิตทกุ ขใ หเ กดิ ขึน้ โดยลาํ ดับ ๆ ภายในจติ กค็ อื จติ ท่กี าํ ลงั เปน เครือ่ งมอื
ของอวิชชานี่เอง พระพทุ ธเจาทานจึงทรงสอน “ใหรบกันทีน่ ”่ี “ใหร ูกนั ท่ีน”่ี หลบ
หลีกปลกี ตัวดว ยอบุ ายสตปิ ญ ญาทุกแงทุกมุม ตอ งหลบหลกี กันทีน่ ี่ ตอ สกู ันที่นี่ ใหเขา
ใจกนั ทีน่ ี่ แกกนั ทนี่ ี่ พน ทุกขกนั ทน่ี ี่ ไมพ น ทอ่ี ื่น !
เฉพาะอยา งย่ิงขณะทีท่ ุกขเวทนาเกิดขนึ้ ไมค อยไดส ติสตงั กนั เลย ถา ไมใ ชนกั
ปฏบิ ัติและผูท่ีเคยพิจารณาอยแู ลว จติ ใจจะวาวุนขุน มัว กระวนกระวายไปกับทกุ ขเ สยี
ส้นิ ทุกขเลยฉดุ ลากเอาจิตทั้งดวงไปอยูใ นกองทกุ ขนัน้ ทุกขเผาจิตใหเ ดอื ดรอนวนุ วาย
ยิง่ กวา ทุกขใ นธาตขุ นั ธเ สยี อกี ทั้งนเ้ี พราะความไมเขา ใจในวิธีปฏบิ ตั ิ ทีนี้เราจะตําหนิ
ใครก็ตาํ หนไิ มไ ด ตําหนิไมลง เพราะมันเหมอื น ๆ กนั น่แี ลทว่ี าโลกคือพวกเราทโี่ งกัน
มาโงใ นขันธใ นจติ ของตนนีแ้ ล ไมทราบวิธปี ฏบิ ตั ิพอใหกิเลสเบาบางไป ทุกขไดเบาบาง
ลง ไมรบั เหมาเอาเสียส้ิน
ใคร ๆ กอ็ ยากจะพน อยากจะหลบหลีกปลกี ตัวออกจากทกุ ข แตม ันไปไมได
เพราะความรคู วามฉลาดไมมี อบุ ายวิธีไมม ี เพราะไมไดศ ึกษา หน่ึง เพราะการ
ศึกษาและการปฏิบตั ิยังไมม ีความสามารถ หนึ่ง จําเปนตอ งยอมรับ ทุกขมากนอ ย
เพยี งไรกจ็ ําตอ งยอมรับ จิตใจแมจ ะเปน ของมคี ุณคามาก กต็ องทุมลงไปใหกเิ ลสเผาเอา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรร๓ม๘ช๓๗ดุ ๓เต๕รียมพร้อม’’
๓๓๖
เหมอื นหา งรา นทองทถี่ กู ไฟไหม เจา ของไมส ามารถนาํ ทองของมคี า ออกได กจ็ ําตอ ง
ยอมใหไฟไหมทง้ิ ทั้ง ๆ เสยี ดาย
ใจก็เชน นั้น ยอมใหค วามทุกขท เ่ี กิดข้นึ ในธาตใุ นขนั ธเผาเอา เพราะอํานาจแหง
กเิ ลสพาใหหลงยึดถือไมย อมถอนตวั อนั เปนเหตใุ หมันเผาเอา น่เี ปนเร่ืองสําคญั มาก !
สงครามในโลก ไมมีสงครามใดย่งิ ไปกวา สงครามระหวางจิตกบั ขนั ธ ท่ี
แสดงตอ กนั หรอื ที่กระทบกระเทอื นกัน ! ความกระทบกระเทือนน้ีเคยมีมาแลวต้งั แต
วนั เกดิ การเกิดมาเปน ของดมี คี วามสขุ ในขณะทเี่ กดิ มาเมือ่ ไร ! เพราะขณะทเ่ี กิดก็
ลอดออกมาจากชองแคบ จนสลบไสลไมร สู ึกตัว และไมรวู าทกุ ขเ ปน อยา งไร เพราะ
ความจาํ ไมมีในขณะนั้น นกี่ เ็ ปนความทุกขแสนสาหสั อนั หนึง่ ในขณะที่เกิด แตโลกไมไ ด
สนใจในความทุกขประเภทน้ี จงึ พากนั ดีใจในเรือ่ งความเกิด ยม้ิ แยม แจม ใสตอ ความ
เกิด แตโ ศกเศราเหงาหงอยใหตอ ความตาย ความจรงิ มันก็เร่ืองเทากนั !
ถา จะพจิ ารณาใหเ ปน ธรรมแลว มันก็เปนเร่อื งเทากนั ไมมอี ะไรผดิ แปลกกนั เลย
การเกดิ มาเปน มนุษย บํารุงบําเรอรักษากนั มาจนเปน ผูเปนคนเปนสัตวเหมอื นเรา ๆ
ทา น ๆ ท่ีมองเหน็ กันอยูน้ี มันผา นมาจากผทู ี่รอดตายดว ยกนั ทง้ั น้ัน ถา พิจารณาตาม
หลักธรรมชาติตามหลักความจริงแลว จะไมมีใครท่ไี มเ ปน ทุกขใ นขณะท่ีตกคลอดออก
มา นเ่ี ราก็ไมท ราบ ผเู กยี่ วของขณะเกดิ น้นั ก็ไมทราบ ความจําก็หายหมด ไมท ราบวา
เกิดมาแตเ มื่อไร วนั ใด เดอื นใด ปใ ด ใครเปนพอ ใครเปน แม พอโตขึ้นมาถงึ ไดทราบ
วา นั่นเปน พอ นีเ่ ปน แม เกดิ วนั น้ันเดอื นน้ี ก็พอ แมบอก เวลํ่าเวลาเทานั้นเทานี้ ก็พอ
แมบ อก หรือคนอ่นื บอกถึงทราบ ตวั เองไมม ที างทราบ มนั มดื มาโดยลาํ ดบั ทั้งน้นั
เรอ่ื งจติ น้ี มืดดว ยการลบความจาํ ของตนใหหายหมดดวย มันมดื ไปหมด ตลอดภพ
กอนทเ่ี พ่ิงผานมาหยก ๆ กไ็ มทราบได เพราะจาํ ไมไ ดวา ตนเคยผา นภพชาติ และกอง
ทุกขอยา งไรมาบา ง มนั ถงึ ไดโดนทุกขเรื่อยมาไมเ ขด็ หลาบ นี้แลเรื่องกองทุกข และเรม่ิ
กระทบกระเทือนต้ังแตบัดนนั้ มาจนกระทั่งปจจุบนั น้ี มอี ะไรบาง นอกจากขนั ธก บั จติ ท่ี
บดขยี้กันอยตู ลอดเวลาหาความสุขความสบายใจไมได
ภูเขาท้งั ลูก ลกู ไหนมากระทบกระเทอื นเราใหไดร บั ความลําบาก ตนไมใ หญ ๆ
ที่ไหนมากระทบกระเทือนเราใหลําบาก ไมมี ! นอยที่สุด รอ ยจะหาหน่งึ กท็ งั้ ยาก หรอื
ไมมี เชนตนไมล ม ทับคนอยา งน้ี รอ ยหาหน่ึงกไ็ มม ี
ท่ีขันธลม ทบั เรานนั่ ซิ ทับอยูทกุ ผทู กุ คน ทับอยูตลอดเวลา การพายนื เดนิ นง่ั
นอน พาขับถาย พารับประทานอาหาร พานุง พาหม เพราะอะไร ก็เพราะเร่ืองมนั ทบั
ทนไมไ หว ตอ งหาทางออก หาทางบรรเทากนั น่ันเอง เราอยดู ว ยกันดวยการบรรเทา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๖
ธรรมะชดุ ๓เ๘ต๘รียมพร้อม
๓๓๗
แตจ ิตมันไมร ูในจุดน้ี มันจึงไมเหน็ โทษทีม่ อี ยภู ายในตัว จิตมันฟงุ เฟอ เหอเหิม
ไปโนน ไปน่ี ไปควา อนาคต ไปตามลมตามแลง วาดมโนภาพไปวา อนั น้นั จะดี อนั นจ้ี ะดี
จะรน่ื เริงบนั เทงิ ทน่ี น่ั จะสขุ ท่นี ีจ้ ะสบาย จติ มนั เพลดิ เพลินไปโนนเสยี มันลืมกองทกุ ขท ่ี
มีอยูกบั ตัวท้ัง ๆ ท่ีมีอยตู ลอดเวลานแ่ี หละ แตเราไมสนใจคิดมนั จงึ เหมอื นไมมี นจ่ี ะวา
เราเหลิงหรอื ไมเหลิง ของจริงมอี ยู แสดงอยู ความกระทบกระเทอื นในธาตใุ นขนั ธม ีอยู
ทาํ ไมไมเ ห็นโทษของมันซึง่ กระทบกระเทือนกนั อยูตลอดเวลา แลว เราจะหวงั เอาความ
เพลิดเพลินอะไรจากสิง่ เหลา นเี้ ลา ยิง่ เวลาเจบ็ ไขไดป ว ยแลวก็ยิง่ ไปใหญ ยิง่ ทับยงิ่ ถม
เขา มาทุกดา นทกุ ทางทกุ แงท ุกมมุ ทเี ดียว อวยั วะสว นไหนๆ ก็เปนทุกขไ ปดว ยกนั เปน
ไฟไปดวยกนั หมด เผาลงมาทจ่ี ติ ใจ ถาจิตใจไมม ธี รรมเปนเกราะปอ งกันอยูด วยแลว ก็
เปน ไฟไปดว ยกนั กับธาตขุ ันธ จะยิง่ มีความทกุ ขร อ น ย่งิ เปน ไฟกองท่ีรอ นท่สี ดุ ยงิ่ กวา
ธาตุขนั ธเ สยี อีก เพราะความหลง ความรูเทา ไมถ ึงการณน ่แี หละ จงึ เรยี กวา
“สงคราม” จงพิจารณาอยา งน้ี
ทนี ้ีเมื่อถงึ คราวจะตายละ ทกุ ขจ ะแสดงข้ึนมาในขันธใ นจติ ขนาดไหน มนั ไม
เหมือนขณะเกิด ขณะเกดิ ความจําไมมี สภาพของเด็กก็เปน อีกอยา งหน่งึ ทั้ง ๆ ทท่ี กุ ข
ความจดจาํ สิ่งเหลา นน้ั ก็ไมคอยมี ความรเู ดยี งสาภาวะเกีย่ วกบั เรอ่ื งทกุ ข เด็กก็ไมคอยมี
มาก ทัง้ ๆ ท่ีทุกขเ หมอื นกันกต็ าม
แตต อนเปนผูใหญเ ราน่ซี ิ เวลาเจ็บไขไ ดป วยเขา หนัก ๆ น่ีเปนอยา งไร เราจะ
ปลงจติ ลงทไ่ี หน เพราะมนั มีแตไฟทัง้ น้ัน ถึงวาระสดุ ทายมันเปนไฟดว ยกันหมด รา ง
กายเปน ไฟทัง้ กองเลย ไมว า ขา งบนขางลางแตะตองไมได มันเปนไฟทั้งนนั้ เราจะปลง
จิตปลงใจลงไดอยางไร ถาไมฝ กพจิ ารณาใหรูตามความจรงิ ของมนั เสียตัง้ แตบัดนี้
การพิจารณาใหรเู รอ่ื งตามความจริงของมัน ก็ทําความเขาใจกันถูกตองตามที่
เคยแสดงใหฟ ง รูปเปนรูป ไมใ ชเรา นี่เปนความจรงิ อันหนึง่ จรงิ อยางหาอะไรเทยี บไม
ไดเลย จรงิ อยา งสดุ สว น เวทนาเปนเวทนา คอื ทุกขขนาดไหน กเ็ ปน เรอื่ งของทกุ ข แม
แตทุกขเองมนั ยังไมทราบความหมายของมัน เราไปใหค วามหมายมันทําไม เราไปแบก
ความหมายไวใ นหัวอกของเราใหท ุกขทาํ ไม เวทนาเองมนั ยังไมท ราบความหมายของ
มัน แลว มันกไ็ มท ราบวามันเปน ทกุ ขเวทนา มนั ไมทราบวามันใหรายแกผูใ ด มันเปน
ความจริงอันหนงึ่ ลว น ๆ ตามหลักธรรมชาติของมัน โดยตวั มันเองก็ไมใหค วามหมาย
ตวั เอง และไมท ราบความหมายของตวั เอง เราทาํ ไมจึงตองไปใหความหมายมัน แลวไป
แบกความหมายนั้นมาเปนไฟเผาตวั น่กี แ็ สดงวา เราโง แนะ ! ถา เราทราบเสียอยา งนี้
แลว เราก็เขา ใจวาน่นั เปน เวทนา นั่นเปน ทกุ ขอ นั หน่งึ เราผูรผู ดู ูนี่ จะดูใหเห็นจนถึง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๗
ภาค ๓ “ธรร๓ม๘ช๙ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๓๘
สดุ จุดสดุ ทายของทุกขวา มันจะแสดงไปถึงไหน มันเกดิ แลวมันก็ตอ งดบั เหมือนกัน
ไมด บั ในขณะหน่งึ กด็ ับในขณะหน่งึ หรือดับในขณะท่ตี าย !
น่ีแหละหลกั สําคญั มีสองส่งิ (๑) รางกายท้งั รางน้เี ราก็แบก ทัง้ ๆ ที่ทุกข ทงั้ ๆ
ทีเ่ ปนไฟ เราก็แบกวาเปนเราเปน ของเราอยางแยกไมอ อก ถาไมพจิ ารณาใหทราบชดั วา
รา งกายเปน รางกาย (๒) รางกายเปนธาตุอนั หนึ่งตางหาก มโนธาตุคือใจน้ี กเ็ ปน ธาตุ
อนั หนง่ึ ตางหาก ไมใชอ นั เดยี วกนั แตอ าศัยกันอยเู พยี งเทา นี้ นเี่ ปนความรูเ หน็ อนั ถกู
ตอง
ทีนร้ี ะหวางจิตกับรางกายก็เหมอื นกนั แมจะอาศยั กนั อยู เรากเ็ ปนเรา คอื จิต
อวัยวะคอื รางกายก็เปน รา งกาย เวทนาก็เปน เวทนา เปน แตจ ติ เปนผรู บั ทราบในเร่อื ง
เวทนาท่ีเกดิ ขึน้ วา เปน สขุ เปน ทกุ ข รบั ทราบแลว เราตอ งมีปญญาเปนเครอื่ งปองกนั ตัว
เราอกี เวทนาไมว า จะเกดิ ขึน้ เพยี งเทาน้ี แมจะเกิดข้ึนมากกวา นี้ จนกระท่งั เวทนาทนไม
ไหว มันจะแตกลงไป กต็ องเปนเวทนาอยูวันยงั ค่ํา คอื เวทนาเกิด เวทนาตง้ั อยู เวทนา
ดับ มีเทานัน้ ไมมอี ยางอื่น ถาเราไมเ อาเราเขาไปแทรกแลว มันมีเทานนั้ ตามความจริง
นีเ่ ปนขอหนึง่ ทเี่ ราจะทําความเขา ใจใหกับสงิ่ น้ีโดยถกู ตอง ถาทําความเขาใจกบั สิ่งเหลา
นโ้ี ดยถูกตอ งดว ยปญ ญาแลว ถึงจะอยใู นทา มกลางกองไฟ คือธาตุขนั ธนเ้ี หมือนกองไฟ
กต็ าม แตเ ขาไมท ราบความหมายของตัวเองวาเขาเปนไฟ เราพดู เพอื่ แกเรานั้นเอง ตวั
อยูในทา มกลางกองไฟ แตเราไมเ ปน ไฟดว ยน่ี
เราเปน เรา รทู ุกส่ิงทกุ อยา งที่ปรากฏข้นึ ตง้ั อยูก็รู มากนอยเพยี งไรก็รู ความรนู ้ี
ไมไ ดอ าภัพ มีรอู ยูตลอดเวลา ขอใหม ีสติเถดิ จะรับทราบกันตลอดสาย
เอา ทนไมไหว หรอื เวทนามันข้ึนขนาดไหน ทนไมไ หว จะแตก เอา แตกไป
เวทนาดบั ไป ผูร ูนไ้ี มไ ดดบั ผรู คู อื ใจ ใจมปี า ชา ทไ่ี หน ใจไมดบั ไมมกี ารดับตงั้ แตไหน
แตไรมา ถกู ทองเทย่ี วเกิดอยูใน “วฏั สงสาร” กค็ อื ใจดวงนี้เอง เปน แตไ ปตามบุญ
ตามกรรมของตนเทานั้น เพราะยงั ไมมีความสามารถ
ถาเราพจิ ารณาทางดานปญญานี้ จิตจะแนว ลงสูความจริง ไมส ะทกสะทานกับ
ทุกขเวทนาทเ่ี กดิ ขึ้น สญั ญาที่ไปหมายวา น้ันเปนเรา นเ้ี ปน เราเปนของเรา ก็เปนความ
หมายความหลอก เรากท็ ราบแลววาความจรงิ มนั เปนอยางนีแ้ ลว จะมาหมาย มา
หลอกวาเปน เราเปน ของเราอยา งไรอีก วา เราจะเกดิ เราจะตาย หมายไปทําไม
เร่ืองธาตุเรื่องขันธม ีการประชมุ กัน หรอื การผสมกนั เขา มีการตงั้ อยู มกี าร
สลายไปตามเรอื่ งของเขา อยาไปเสกสรรปน ยอเขา อยาไปแบกไปหามเขา ใหเ ขาอยู
ตามความเปน จรงิ ของเขา เม่ือเขาทนไมไดเ ขาจะแตกกใ็ หแตกไป นนั่ เปน “ทางหลวง”
เราจะไปปลูกบาน ปลูกพืชตางๆ ขวางถนนหลวงไมได เปน โทษ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๘
ธรรมะชุด๓เ๙ต๐รยี มพร้อม
๓๓๙
เร่อื งคตธิ รรมดา กค็ อื ความตาย เกดิ แลว ตอ งตาย ตนทางคอื ความเกิด ปลาย
ทางคือความตาย กลางทางคือความทกุ ขค วามลําบาก หากเปนมาอยา งน้ี เราเหน็ อยู
แลว มนั มแี ตก องทกุ ขทั้งน้นั ในธาตุในขนั ธน้ี มีอะไรใหเ ปนความสุขความสบาย ถา ไม
ประกอบขนึ้ ภายในจิตใจเรา ใหเปนความรืน่ เรงิ ดว ยคณุ งามความดี กจ็ ะหาความสขุ ไม
มีในขนั ธอันน้ี หรอื ในโลกอนั น้ี จะไมม ใี ครเจอความสขุ เลย
น่วี ธิ พี ิจารณา หรอื รบกนั ระหวางกองทกุ ขกบั เรา
วญิ ญาณ กเ็ ปน วญิ ญาณ มนั เหมือน ๆ กนั พจิ ารณาใหเห็นความจริง อะไรจะ
เกดิ มากนอ ยใหรู ทุกขเวทนาจะเกิดข้ึนมากนอ ย ใหร ตู ามความจรงิ ของมนั เราเปนเรา
ทกุ ขเปนทุกขแ ท ๆ ไมเปนอยา งอ่นื หลักธรรมชาติเปนอยางนน้ั ความจรงิ เปนอยา งนั้น
ยาํ้ กันลงทต่ี รงน้ี พจิ ารณาจนคลอ งแคลว ถอยหนา ถอยหลงั ยอนหนา ยอนหลงั กลบั ไป
กลบั มา พิจารณาอยู น่แี หละเรียกวา “ขันธเ ปน หนิ ลับปญญา”
การพจิ ารณาอยา เอาเพียงหนเดียว อนั เปน ความขเ้ี กยี จมกั งา ย ใหจ ติ กับ
ปญ ญาหมนุ อยูกบั ทุกขเวทนา เกิดขน้ึ มาเทา ไรกําหนดใหร ทู นั โดยลาํ ดับ ๆ ไมใ หเ ผลอ
ไมใหห ลง เพราะมันแยกกันออกได เอา! ตายกต็ ายไปเถอะ สบายเลย คอื อยูสบาย
ตายสบาย แยกกนั ได ไมใหไ ฟรอบบานเขามาไหมในบา นเรา ไมใหไ ฟในธาตใุ นขันธ
ทีม่ นั เปน อยูตามธรรมชาติของมันมาไหมจ ิตใจใหเ ดือดรอ นไปตาม
น่คี ือวิธีดําเนนิ วธิ แี กท กุ ข วิธีรเู ทา ทกุ ข วธิ ถี อนทกุ ข ไมใหท ุกขภายในรางกาย
ทีเ่ กดิ ขนึ้ อันเปน “ทกุ ขเวทนา” เขา มาเผาลนจิตใจของเรา เรากอ็ ยูสบาย ผาสกุ
จิตนีเ้ ปน สาระอันสําคัญ ไมไ ดม แี ตกมีสลายไปตามรา งกายธาตุขนั ธ เราสงวน
รกั ษาอันนไ้ี วใหด ี ดวยสตดิ ว ยปญ ญาของเรา เราไมไ ดล ม จมไป รางกายจะแตกก็เปน
เรือ่ งของรา งกายแตก จะวา รา งกายลม จมไปก็ลม จมไป ลงหาดนิ นา้ํ ลม ไฟ จติ ใจไม
ลมจม ไมแ ตกไปดว ย จิตใจไมฉ ิบหาย เพราะฉะนน้ั การตายจึงเปนเรอื่ งธรรมดา ไม
ใชไ ปลม จมกนั
ผูปฏิบตั ิเพือ่ ความฟน ฟูตวั เอง จะไปลมจมอยางนนั้ ไดอยางไร ก็มีแตทรงตัวไว
ไดด ว ยความภมู ิใจ จติ เม่อื มีปองกนั ตวั ได มีการรักษาตวั ไดในปจจุบนั เฉพาะอยา งย่ิง
ในขณะท่ีเปนทกุ ขอยา งมากมายจนถงึ วาระ คอื ตาย เรามีการปองกัน เรามกี ารพจิ ารณา
ของเราอยา งรอบขอบชดิ แลว ไปไหนกไ็ ปเถอะ รา งกายแตก แตกไป เราเปนผูปองกัน
ตัวไดแลวโดยหลักธรรมชาติของตวั เอง ผปู อ งกนั ตวั ไดแ ลวนแ้ี ลเปน ผปู ลอดภยั จะไป
ท่ีไหนกไ็ ปเถอะ เมือ่ เปนผปู ลอดภัยอยกู ับตวั แลวไปไหนก็ปลอดภัย น่ีเปนหลักสาํ คญั
สาํ หรับใจ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๓๙
ภาค ๓ “ธรรม๓ช๙ดุ ๑เตรียมพรอ้ ม’’
๓๔๐
นแ่ี หละการปฏบิ ัตธิ รรมใหผ ลประจกั ษอ ยา งน้ี และตองเหน็ เมอ่ื ปฏบิ ัติอยางวาน้ี
ไมเ ปนอยา งอนื่ ไปไดเลย จงทําใจใหเขมขน ตอ ความเพยี รเพอ่ื เอาตัวรอด เพราะใจตาย
ไมเปน อยาไปออ นแอ อยา ไปทอ ถอย ทกุ ขเวทนามนั มีมาแตด ง้ั เดิม ใครจะทอ ถอย
หรือไมทอถอยกับมัน มันกเ็ ปนทกุ ขเวทนา ไมเ กดิ ประโยชนอ ะไรกบั ความทอ ถอย นอก
จากจะมาทบั ถมเจาของเทาน้นั เอง
นเี่ รยี กวา “สงครามจติ สงครามขันธ” อนั เปนสงครามใหญโตย่ิงกวา อะไร พูด
ถงึ เร่อื งกองทุกขกน็ แี่ หละ คือกองทกุ ขอนั แทจ ริงทเ่ี รารบั ผิดชอบ และกระทบกระเทอื น
กับเราตลอดกาล คอื ธาตุ คอื ขนั ธ คือกเิ ลสอาสวะ ท่มี ีอยูภายในจติ ใจของเรานี้เทาน้ัน
ไมม อี ันใดที่จะมาทาํ ใหเ ราไดรับความเดือดรอ น
ภเู ขาท้งั ลกู ก็เปนภเู ขา ไมเคยมาทับใคร ดิน ฟา อากาศ เขากอ็ ยูตามสภาพของ
เขา แตผูร ับกองทุกขท ง้ั หลาย คือธาตุ คอื ขนั ธ คือจิตใจของเรานี้ เปน ผูรบั สง่ิ เหลา น้ี
รับเปน สญั ญาอารมณวา รอ นมาก หนาวมาก อะไรยุงไปหมด นอกนน้ั ก็วาเจ็บนัน่
ปวดน่ี ในธาตุในขันธ จะไมเ จ็บปวดอะไร กเ็ รือนของโรค มันเปน โรค ความแปรสภาพ
อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา นี่คอื โรคชนิดหน่งึ ๆ มีเต็มตวั ของเราแลว จะไมใหเขาแสดงตวั ได
อยา งไร อนั ใดทมี่ ีมนั ตองแสดงตามเรอื่ งของมนั เราท่มี สี ติปญ ญาก็ใหทราบตามเรอ่ื ง
ของมัน เราก็ไมเสียทา เสียทีใหเขา
เราพจิ ารณาอยางนี้ จติ ใจเราย่ิงมคี วามเดนดวงขึ้นมาโดยลําดบั เกิดความกลา
หาญ เกิดความผองใสเตม็ ที่ กลาหาญก็กลา หาญ และเห็นจติ เปน อันหน่ึงจากขนั ธอ ยา ง
ชัดเจน เมือ่ เปน เชน น้ีกไ็ มท ราบจะไปหวนั่ ไหวอะไร มนั แนว แนอ ยูภายในจติ ใจเตม็ ท่ี
แลว มีหลักใจ มเี รอื นใจ มีเกราะปอ งกนั จติ ใจ แมจ ะอยใู นทา มกลางแหง กองเพลงิ คือ
ทกุ ขเวทนาทัง้ หลายทีเ่ ปน อยูในขนั ธนี้ ก็เพยี งรบั ทราบกนั เทา นน้ั ไมมีอะไรจะมาทําจติ
ใจใหล มจมเสียหายไปเพราะทกุ ขเวทนาน้ันเลย ถา เราไมไ ปทําความเสียหายใหกบั เรา
เอง เพราะความลุม หลงในขนั ธนเ้ี ทา น้นั
ฉะนน้ั จงึ ตอ งเอาปญ ญามาใช พจิ ารณาใหรอบคอบกับสง่ิ เหลานี้
โลกนีม้ ันเปน โลกเกิดตาย ไมใ ชโลกอ่นื ใดที่มีเกดิ แตไ มมตี าย ในแดนสมมุตทิ งั้
สามโลกน้ี เตม็ ไปดว ยการเกิดกบั การตาย ซ่งึ มพี อ ๆ กนั ไมม ีอะไรยง่ิ หยอนกวา กัน ไป
ที่ไหนมันจงึ มปี า ชาเหมือนกันหมด เราจะหลบหลีกปลีกตวั ไปไหน จะไปพน ความตายน้ี
ซึ่งมเี ปนเหมือนกันหมด เรอ่ื งเทา กนั ผิดกันแตเ วล่าํ เวลานดิ หนอ ยเทาน้ัน ความจรงิ
แลว มนั เทา กนั ใหพ จิ ารณาแยบคายดวยปญ ญา
เราตองสู หาท่หี ลบทีห่ ลีกไมไ ด ตองสูจนกระทัง่ เขา ใจแลว นน่ั แหละคอื วธิ กี าร
หลบหลีก เขาใจอยางเตม็ ท่ีกห็ ลบหลีกไดอ ยางเต็มที่ ปลอดภยั ไดอ ยา งเตม็ ตวั ไมม ี
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๐
ธรรมะชดุ๓เ๙ต๒รียมพรอ้ ม
๓๔๑
อะไรทีจ่ ะเปนภยั ตอเรา เราเช่ือกิเลสมานานแลว คราวน้ีเรากาํ ลงั ถายเทเอากิเลสออก
สํารอกปอกกิเลสออกมาดว ยความเชอ่ื ธรรม เช่อื พระพทุ ธเจาท่ีตรัสไวชอบย่งิ ไมม ผี ิด
ไมมีพลาด ปฏิบตั ติ ามพระองคแลว แคลว คลาดปลอดภยั ไมม อี ะไรเขา มาเหยยี บยาํ่
ทาํ ลายจิตใจ อยูก็เปน สุขปลอดภยั ไปกไ็ มมีภยั มเี วร เพราะตัวปลอดภัยอยกู บั ตัวเอง
ตวั เองรักษาตวั อยูดว ยดีแลว ไปไหนกไ็ ป ภพไหนกภ็ พเถอะ ผูมีธรรมครองใจตองเปน
สุขท้ังน้นั ไมม ีคําวา ลมวาจม
ความดเี ราสรา งใหเ ห็นประจกั ษชดั เจนอยูก บั ใจเชนนี้ มันจะลม จมไปทีไ่ หน มี
แตค วามสขุ กายสบายใจ ไปไหนกส็ บาย อํานาจแหงการปฏิบตั ิธรรมเปน คุณคาเห็น
ประจักษกบั ใจของผปู ฏบิ ัติ เราเกดิ มาในภพน้ีไดพบพระพทุ ธศาสนา ไดป ระพฤติ
ปฏบิ ัติเต็มสติกําลังความสามารถ คนทีไ่ มมีศาสนาหาหลักหาแหลง ไมไดนั้นนะ รอยจะ
หาสักหน่งึ นาจะไมม ี ถา เราเทยี บกนั ทั้งโลกน้ี ยุงกนั แตจ ะหาความสขุ แตไมปรากฏวา
ใครเจอความสขุ เจอแตความทกุ ขกันทง้ั น้นั ไปที่ไหนบนอือ้ ไปหมดท้ังโลก ทาํ ไมจงึ
เปนอยางน้ัน? กไ็ มห าในจุดทค่ี วรจะเจอแลวมนั จะเจอไดอ ยา งไร ตองหาจดุ ทคี่ วรเจอ
ซิ มนั ถงึ จะเจอ !
พระพทุ ธเจา ทรงคนพบแลว เจอแลว แลวนาํ ส่ิงท่ีทรงพบแลวนนั้ มาสอนโลก
โลกปฏบิ ตั ติ ามนน้ั จะผดิ หวงั ไปไหน เพราะเปนจดุ อนั เดียวกนั กบั พระพุทธเจาท่ที รงคน
และทรงพบมาแลว วิธีการก็เปนวธิ ีการอันเดียวกนั สงิ่ ทจี่ ะใหพ บก็เปนอยางเดียวกนั
ไมใ ชเ ปน อยา งอนื่ อยา งใด ไมม ีกอนไมม หี ลงั ความจริงนน้ั เปน จรงิ เหมือนกนั หมด ใคร
จะปฏิบตั ิเมื่อใดกไ็ ด พระพทุ ธเจา ปรนิ พิ พานแลวก็ไมขัดของ เพราะทางเดนิ ไดประทาน
ไวแลว คือปฏิปทา เครอื่ งดําเนนิ ถึงความส้นิ ทุกข ซ่งึ มีอยูภ ายในจิตใจของสตั ว
ผมู ศี าสนาก็มีทางพนทุกขไ ปไดโ ดยลาํ ดับ ผูไมม ีนน่ั ซิ หลักใจไมมี เอาแตภาย
นอกเปนสรณะ ตายแลวกห็ มดคุณคา เอาความสขุ ไปไวกบั สิ่งโนน สิง่ นี้ ไปไวก บั โลกโนน
โลกน้ี ทวีปนนั้ ทวีปนี้ เอาความสุขไปไวก ับวัตถุสิง่ ของอันนน้ั อนั น้ี เอาความสุขไปไวสิง่
โนน เอาจติ ใจไปไวสง่ิ โนน พอส่ิงโนน สลายไปเทานน้ั ก็หมดทา ! ถึงอันน้นั ไมสลาย
เวลาเราจะตายกห็ มดทาอกี ! หาความเปนสาระไมไ ดเ ลย น่นั แหละเรยี กวา “คน
ขาดท่ีพ่งึ ”
เราไมใชค นเชนนัน้ เรากาํ ลังสรางทีพ่ ึ่งภายในจติ ใจ พ่ึงภายนอกเราไดพ ึง่ มาแลว
ทุกสงิ่ ทุกอยา งไดอาศัยมาพอสมควรพอรูหนักเบาของมนั แลว ทนี ี้เราจะสรา งสาระ
สาํ คญั ขน้ึ ภายในจติ ใจทเ่ี รยี กวา “อัตสมบตั ”ิ หรือ “อรยิ ทรพั ย” ขึ้นภายในใจของตน
อนั เปนทรัพยอ ันประเสรฐิ นี้ ใหสมบูรณพูนสุขข้นึ มาโดยลาํ ดับ จึงขอใหม คี วาม
พยายาม การพยายามหนักเบามากนอยกเ็ พื่อเราเทา นัน้ ความลาํ บากลําบนอยาถอื เปน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๑
ภาค ๓ “ธรร๓ม๙ชดุ๓เตรียมพร้อม’’
๓๔๒
อุปสรรค อยา ถอื เปน มาอารมณจะเปน อุปสรรคตอ ทางดาํ เนิน อนั ใดท่คี วรเปน
ประโยชนแกเราในขณะน้ี หรือขณะใดกต็ าม ใหร ีบเรง ขวนขวาย เพราะความตายนั้น
เหมอื นเซน็ สัญญาไวกับเราแลว วา เราตอ งตายแน ๆ นะ แตไมไ ดบ อกวันเวลาไวเ ทานั้น
เราจะนอนใจไดท ไ่ี หนวา วนั ไหนเราจะตาย เราทราบแตวา “จะตาย” เซน็
สัญญาไวแ ลว , ตตี ราไวแลวกบั เราทุกคน แตว ันเวลาไมต ี เรายงั จะนอนใจอยหู รอื ? ถงึ
แมวาเขายงั ไมตวี นั เวลา เขามาเอาเมอ่ื ไรกไ็ ด ใหรบี เสยี แตบ ดั นเ้ี พ่ือทนั การ
อชเฺ ชว กจิ จฺ มาตปปฺ โกชญฺ า มรณํ สเุ ว,
น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจจฺ นุ า.
“ควรทาํ กิจทีเ่ ปนผลประโยชน เปน สาระสาํ คญั แกต นเสยี ในวนั น้ี ไมค วรคาํ นึง
ถงึ วันนน้ั วันไหน เพราะความตายท่เี ปน พญามัจจรุ าชนน่ั นะ ไมไ ดกาํ หนดเวล่ําเวลาวา จะ
มาเมื่อใด” เชาสายบา ยเย็นอะไร ไมวาทงั้ น้นั และไมมใี ครที่จะรอดพน ไปได ปญ ญา
เฉลียวฉลาดขนาดไหนกไ็ มพนเรอื่ งความตาย เพราะใหญก วาทุกสิ่งทุกอยาง เนอ่ื งจาก
เบอ้ื งตน คือตน เหตุความเกิดเปนข้นึ มาแลว ความตายจะไมม ีนั้นเปนไปไมได จงึ วา
“ทําเสียในบัดน”ี้ ขึน้ ชอ่ื วา “ความดที ัง้ หลาย” อยา นอนใจ กลางคนื กลางวนั มันมแี ต
มดื กับแจงเทานน้ั อยาไปสําคัญมั่นหมาย อยาหวงั ไปเอาความสุขความเจรญิ กับมดื กบั
สวา งนน้ั ถาหากมืดกบั สวา งน้จี ะใหความสขุ กบั คนไดจ ริง ๆ แลว ทุกคนเกดิ มาพบแลว
ความมืดความสวา ง บรรดาคนท่ีมีนยั นต า ความสวา งก็เหน็ ความมืดกเ็ ห็น ทาํ ไมมกี อง
ทุกขอ ยเู ตม็ หวั ใจดว ยกนั หากวา ส่ิงเหลา นจ้ี ะเอาความสขุ ความสบายใหค น ตามมโน
ภาพท่วี าดไวน้นั เพราะฉะนัน้ จึงเปน เร่อื งโมฆะ
ใหห ย่งั จติ ลงในจดุ ทจี่ ะเปนสขุ ทุกขมนั เกิดขึน้ ทไ่ี หน เมอ่ื แกจุดนั้นแลว สุขจะ
เกดิ ข้นึ ทน่ี ่ันแหละ แลวทกุ ขม ันจะเกิดทีไ่ หนเวลานี้ นอกจากเกดิ ในธาตุในขันธใ นจติ ใจ
น้ี ไมมที อ่ี ืน่ เปนท่ีเกิดของทกุ ข แตละคน ๆ เปนเรอื นรบั รองทุกขท ง้ั หลายดวยกนั เมื่อ
เปนเชน น้ีจงึ จําตอ งสรา ง “เรอื นรับรองธรรม”ขึ้นมา ดว ยสติปญญา ศรทั ธา ความ
เชื่อความเลือ่ มใส ใหเกดิ ขึ้นในสถานท่แี หงเดียวกัน แลว กาํ จัดสิง่ ท่ีมดื มนอนธการทง้ั
หลายนี้ออก เหลอื แตค วามสวา งกระจา งแจง ภายในจติ ใจ ผนู ้ันแลกลางคนื กต็ ามกลาง
วนั กต็ าม เปน ผมู ี “ราตรี” อันเดียวเทา นนั้ คอื มีความสวา งไสวอยูต ลอดเวลา ไมน ยิ ม
วา เปนกลางวนั กลางคืน รทู ีใ่ จนั้นแหละ คือผมู หี ลกั ใจ ผมู อี ริยทรพั ย ผมู ีความสุข สุข
อยทู ่ีหัวใจ
การแสดงก็เหน็ วาสมควร จึงขอยุติ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๒
ธรรมะชุด๓เ๙ต๔รยี มพรอ้ ม
อุบายวธิ ีถอดถอนอุปาทานขนั ธ์ ๓๔๓
เทศน์โปรดคุณเพาพงา วพเรททุ รธศธศนนกั ะโรกปาลุ ชรดณ๒ค๕ณุว๑ัด๘เปพา่ าบพ้างนาตาวดรรธนะกลุ
เมื่อวันท่ี ๒๘ ธันวาคม ณ วดั ปา บา นตาด
เมื่อวันที่ ๒๘ ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘
อบุ ายวธิ ถี อดถอนอปุ าทานขันธ
คาํ วา “จิต” เปนความรูเพียงเทา นั้น ไมมเี รือ่ งราวอะไรมากนัก ยงิ่ มีความรอู ยู
โดยเฉพาะจติ ก็ไมมีเร่อื ง พอจติ กระเพื่อมตัวออกสูความคิดความปรุง ความจดจํา
สําคญั มนั่ หมายตา งๆ ในสง่ิ ทเ่ี คยผา นเคยรูเ คยเหน็ มาแลว นนั่ จิตเริม่ กอเร่อื ง และ
ขยายตัวออกไปไมม ที ส่ี ้ินสุดยุตลิ งได เรอื่ งจงึ มีอยเู รือ่ ยๆ และขยายตัวออกไปเร่ือยๆ
จนกระทัง่ ออกไปแลวเขาไมถูก เหมือนกับกอ ไฟแลว ดบั ไมเ ปน ไฟกล็ กุ ใหญ จิตคิด
ออกไปแลว ระงบั ดับความคดิ ของตนไมได จงึ กลายเปน เรอื่ งราวเขา มาสูตนเอง ใหเ กิด
ความเดอื ดรอนวุนวายอยูต ลอดเวลา “อกาลิโก” คอื ไมก าํ หนดสถานกาลเวลา มีอยเู ชน
นน้ั ทกุ หวั ใจ
ถามีแตความรเู ทา น้นั ก็ไมมเี ร่อื ง ถาเทียบกเ็ หมือนเมลด็ ผลไม ที่มีแตเมล็ดเทา
น้นั มนั ก็ไมม เี ร่อื งมาก แตพ อมันแตกออกมาเปน ตนแลว กม็ ีใบ รากแกว รากฝอย
เปลือก กระพ้ี แกน กงิ่ นอ ยใหญ ใบออ น ใบแก มดี อกผลเต็มไปหมดทง้ั ตน ไม
สามารถจะพรรณนาได พอมนั แตกออกจากเมล็ดแลว เทา นนั้ มนั ขยายตวั ออกไปจนไม
อาจทีจ่ ะนับไดวา รากแกว รากฝอย มีเทาไร แผอ อกไปกวางแคบขนาดไหน รากแกว
มันลงลกึ ขนาดไหน เปลอื กกห็ มุ ตวั กระพ้ีแกนลาํ ตน ขยายตวั ออกไปเร่ือยๆ กงิ่ กา นสาขา
ใบออ นใบแก กง่ิ นอยก่ิงใหญ ดอกใหมด อกเกา สลบั ซับซอนเต็มไปหมดในตน ไมตน
เดยี วกัน จนไมส ามารถจะนบั ได
นีเ่ ราเทียบกับจติ ทีก่ ระเพือ่ มตวั ออกคดิ ปรุงเรอ่ื งตา งๆ ขยายตวั ออกไป ไมม ีที่
สน้ิ สดุ เร่อื งเกา ผานมานานเพยี งไรกไ็ ปคดิ ไดห มด นําอารมณน นั้ ๆ มายงุ ตัวเอง สิ่งทีไ่ ม
เคยผาน กค็ ิดไปเดาไปดนไป สําคัญมนั่ หมายไปเร่อื ยๆ ซึ่งลวนแตเรอื่ งยุง ออกไปจาก
ใจทค่ี ดิ ปรุงทงั้ น้นั
ถาเราไมเ คยเห็นความยงุ เวลาภาวนาจะรูเ ร่อื งความยุง ไปเอง วา จิตเปนตวั ยุงท่ี
สดุ ในโลก ไมมสี ิง่ ใดจะยงุ ยิง่ กวา จิต รา งกายของเราเวลาหวิ กระหายมา พอรับประทาน
เสียก็ระงบั ดับกนั ไป กระหายน้าํ ด่ืมเสียกร็ ะงบั ความกระหาย ไมก วนอยตู ลอดเวลา
เหมือนจติ เวลางว งเหงาหาวนอนกพ็ าพกั ผอ นนอนหลบั ไปเสยี เวลาเมื่อยเพลยี ก็พัก
ผอ นเสยี เกิดโรคภัยไขเ จบ็ ขน้ึ มากบ็ าํ บดั รักษาเสีย ก็ยงั มกี าลมเี วลาระงับดบั ลง พอเปน
ความสขุ กายสบายธาตขุ นั ธบ า ง
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชุด๓เ๓๙ต๕ร๔ีย๓มพร้อม
๓๔๔
สวนจิตใจไมเ ปน อยา งนนั้ กอกวนอยตู ลอดเวลา เพราะความกระเพื่อมตัวเปน
ไปอยเู สมอ และมีเคร่อื งผลักดันออกมาใหคดิ ใหปรุงอยเู ชน น้ัน จิตจึงเปน เหมือน “ ลูก
ฟุตบอล”นน่ั เอง ถกู เตะใหก ล้งิ ไปน่ันกลงิ้ ไปน่ี กล้งิ ไปกลิ้งมา ถูกฝา เทา ของกเิ ลสท้งั เตะ
ท้งั เหยียบย่าํ ทําลายขย้ีจะเอาใหแ หลกจรงิ ๆ แตจติ ก็เปน ส่ิงที่ทน ไมม อี ะไรที่จะทนยง่ิ
กวาจิต เหนียวแนน ย่ิงกวา จิต จะทาํ ลายใหฉบิ หายไปกฉ็ บิ หายไมได เปนแตเพียงความ
ทกุ ขค วามทรมาน เพราะสงิ่ เหลา น้นั บีบบงั คบั เทาน้ันเอง น่แี หละจึงไดร ูวา “เร่อื งท้งั
มวลออกจากจิตดวงเดียวนเี้ ทา นัน้ ”ไมม ีอะไรที่จะกอ เร่ืองนอกจากจติ เปนผกู อ การ
ระงบั เรื่องจึงตอ งระงบั ที่ตน เหตุ คอื จิตเปน ตน เหตุและผลิตผลขึน้ มาในจติ นน้ั ดวย จึง
ตองระงับท่ีตรงน้ันดวยอุบายวิธีตา งๆ
อบุ ายวิธนี นั้ กไ็ มม สี งิ่ ใดท่จี ะสามารถนาํ มาใชไ ดผ ล เหมอื นอบุ ายวธิ ีที่พระพุทธ
เจา ทรงสง่ั สอนไวทที่ า นเรยี กวา “สวากขาตธรรม”คอื ตรสั ไวช อบ สมควรแกก ารแก
กิเลส หรอื ระงับดบั กเิ ลสท่ีเกดิ ข้นึ กบั ตนได ดวยความถกู ตอ งแมนยํา เหมาะสมกบั การ
แกก เิ ลสนน้ั ๆ ทุกประเภท
การที่กระทบความทุกขความลาํ บากนัน้ นะ กระทบดวยกันทกุ คน ไมว าสัตวไ มว า
บุคคล ใครจะมีความรูมากนอยเพียงใดก็ตองไดรับสมั ผสั ไดรบั รคู วามทกุ ข ทไ่ี ดรับ
ความกระทบกระเทือนอยูภายในจิตใจและรา งกายตลอดมา แตไมมใี ครจะสามารถหา
อบุ ายวธิ ีแกไขความกระทบกระเทอื น อันเปน สงิ่ สําคัญระหวา งจติ กับอารมณทีป่ รุงขึ้น
มาภายในตนเองได จิตชอบถอื ส่งิ ภายนอกเปนนมิ ติ เปนเครอ่ื งหมาย แลว นาํ เขา มาคดิ
ปรุงแตงตางๆ ใหเกิดความทุกขความทรมานแกต น
อุบายวธิ รี ะงับดับสิ่งเหลา น้ี มแี ตพ ระพุทธเจา เทา น้นั ทีเ่ ปน ผเู ฉลียวฉลาด
สามารถทาํ จนไดผล แลว ทรงนําท้งั เหตุท้งั ผลน้ันมาสอนพทุ ธบริษัท คือสัตวโ ลกทว่ั ๆ
ไปใหร วู ธิ กี าร ผใู ดมีความสนใจเชอ่ื ตามหลักธรรม ท่ีทรงประพฤตปิ ฏิบัตแิ ละไดผลมา
แลว นํามาปฏบิ ัติตนตามทท่ี า นสอนไว ผนู ้นั ก็ไดรบั ผลไปโดยลําดับจนเปน ทพ่ี งึ พอใจ
การระงบั ดับทุกข จึงหมายถึงใจเปน สําคญั
เอา“ใจ”เปนเปาหมายแหง การพิจารณา เพราะตัวน้ีเปน ตวั การ ถาพดู ก็วาผู
ตอ งหาคอื จิตดวงน้ี คนขค้ี ุกข้ตี ะรางกค็ อื จิตดวงนี้ ถกู กกั ถกู ขงั อยใู น “วฏั สงสาร” ภพ
นอยภพใหญ ลวนแลว แตเปนภพทไี่ ดร บั ความทุกขความทรมาน รบั วบิ าก คาํ วา
“วบิ าก” ก็คือผล ผลทีเ่ กิดขนึ้ จากเหตุ ก็ตอ งทําใหผ ูกระทํานนั้ ไดร บั ความทกุ ขความ
ลําบากในภพนอ ยภพใหญ ทองเท่ียวอยูอยางนน้ั เพราะหาทางออกไมได
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๔
ภาค ๓ “ธรรม๓ช๙ุด๖เตรียมพร้อม’’
๓๔๕
พระพุทธเจา จึงทรงเปดทางใหรูทางออกรวู ิธอี อก เรียกวา “นยิ ยานกิ ธรรม” นํา
สตั วโ ลกทตี่ ดิ ขอ งดว ยสิ่งมดื มวั อนั เปนเคร่ืองปดบงั ทั้งหลายน้ี ใหอ อกไดโ ดย “นยิ ยา
นิกธรรม”ส่ังสอนโดยลําดบั ๆ นับตง้ั แตธ รรมขนั้ ตา่ํ จนถึงขน้ั สงู สดุ
ทาน การใหท าน กเ็ ปน ธรรมแกก ิเลสประเภทหนงึ่ คอื ความตระหนเี่ หนยี วแนน
ความเห็นแกต วั ซ่งึ เปนคูม ติ รกบั ความโลภมาก น่เี ปนกเิ ลสผูกมดั รดั รงึ ใจจนหาทาง
ออกไมไ ด ผูท ่ีมศี รทั ธา ความเชื่อ ความเล่อื มใส มคี วามพอใจในการใหท าน จึงช่ือวา
เปน ผแู กกเิ ลสตัวเหนียวแนน อยูภายในจติ ใจนอ้ี อกไดโ ดยลาํ ดบั จนกระท่ังเปนผูเสีย
สละไมม ีความอาลัยเสียดาย เปน ที่พอใจ เม่ือไดเสยี สละอะไรลงไปเพอื่ ประโยชนแ กผู
อน่ื มากนอ ย เกดิ เปน ความสุขข้ึนมาภายในใจ น่คี ือผลที่เกิดขนึ้ จากการแกกเิ ลสตวั
เหนียวแนน ตัวตระหน่ถี ่ีเหนยี ว ตวั เห็นแกต ัว ตัวสงเสริมใหเกิดความโลภมากไมม ี
เมืองพอ จนเห็นความเบาบางประจกั ษใ จ
วัตถุน้ันเปนอนั หน่ึงตา งหาก ทจี่ ะทาํ ใหจ ิตไปเกาะไปยึดแลวสัง่ สมกเิ ลสและ
ความทกุ ขข ้ึนแกต วั เอง วัตถนุ ัน้ ไมไดเปน สิง่ สําคัญอะไรนกั ทสี่ าํ คญั ก็คือผไู ปยดึ ไปถือ
วตั ถุสงิ่ ของทองเงนิ เปน ตน นแี้ ลคือผเู ปน ภัยตอ จติ ใจ ความยินดใี นการเสียสละเพอ่ื
ประโยชนต ามเหตตุ ามผลทจี่ ะเสียสละมากนอยแกบุคคลใด แกสัตวตวั ใด หรือแกผ ูใด
จนมคี วามเสยี สละไดดว ยความปต ยิ นิ ดี พอใจ ไมอ าลยั เสยี ดาย น่เี ช่ือวาเปน ผชู นะกเิ ลส
ประเภทนไ้ี ปแลว โดยลาํ ดับ มหิ นําซาํ้ ยงั เกดิ ความปลื้มอกปล้ืมใจในเม่อื ไดท ําตามความ
ตอ งการแลว นีค่ อื ผลแหง การชนะกิเลสประเภทเหนยี วแนนนอี้ อกได น่กี ็เรยี กวา “นยิ
ยานกิ ธรรม”เปน ทางทน่ี าํ สตั วอ อกจากทกุ ข คอื ความผูกมัดรัดรงึ เหลานี้ ดวยอาํ นาจของ
กเิ ลสตัวหวงแหนไปไดเปนข้ันๆ
ศลี กม็ ลี กั ษณะอยางเดยี วกัน แกก เิ ลสในขอหนึง่ ๆ น้ัน
ปาณาฯ สตั วม ชี วี ิต คนมีชวี ิต อะไรมชี ีวิต ผูนัน้ เปนผูรักสงวนชวี ิตของตนเทา
เทยี มกันกับเรา การไมท าํ เขาใหม ีความกระทบกระเทือนหรือเจบ็ ชาํ้ ตลอดถงึ ความลม
ตายไป กเ็ พราะเห็นคณุ คา ของเขาของเรา ความไมเ หน็ คณุ คา ของเขา โดยความเหน็
แกต วั เปน กเิ ลสประเภทหนง่ึ คนทง้ั โลกสตั วท ั้งโลก เห็นเปนคนแตเราคนเดียวแลว
ทาํ ลายคนอ่ืนสัตวอืน่ ได โดยไมม คี วามละอายบาป ไมม ีความนกึ คิดในเร่ืองบญุ เร่อื ง
บาปเลย ขอแตเ ปนความพอใจของตน ใครจะฉิบหายวายปวงดว ยชวี ิตจติ ใจรางกาย
อะไรกต็ าม นเี่ ปน กิเลสประเภทสําคญั มากเชน เดยี วกัน การไมใหท าํ เพราะเห็นความ
สาํ คัญแหง ชวี ิตของเขาของเรานี้ เรยี กวา เปนการแกก เิ ลสประเภททเี่ ห็นแกต วั ใน
ลักษณะดงั ทก่ี ลา วมานี้ออกได
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๕
ธรรมะช๓ุดเ๙ต๗รียมพรอ้ ม
๓๔๖
อทนิ นาฯ พงึ เทยี บลกั ษณะเดยี วกบั กาเม มสุ า สุรา ลว นแลว แตเปน เร่ืองของ
กเิ ลส เครื่องผูกมัดจิตใจของสตั วใหไ ดรบั ความทุกขความทรมานท้ังสิน้ เหลา น้ลี ว นแต
กเิ ลสดวยกนั จึงสอนวิธีแก ดว ยการรกั ษาศลี ขอ น้ันๆ ไมใหใจกําเรบิ ไปตามความ
ละเมดิ ทีค่ ดิ อยากทาํ บาป ดวยการทาํ ลายศลี ขอ นั้นๆ ไปในตัว
พระพุทธเจาทรงสัง่ สอนเพอ่ื การแกกิเลส ไมใ ชส ั่งสอนอยา งปาวๆ หรอื สอน
อยา งไมม เี หตผุ ล พระองคท รงทราบหมดวา กิเลสมนั แทรกซอ นอยใู นอะไรบาง จะทรง
แกไขวิธีใด ทรงแยกแยะไวห มด ใหถึงตวั ของกิเลสจริงๆ ซึ่งมีอยูในจิตใจของสัตวโลก
และแสดงออกโดยอาการทก่ี ลา วมาน้ี อาการ ๕ อยา ง ถา พดู ถงึ เรอ่ื งศลี กอ็ าการ ๕
อยา ง “ปาณา อทนิ นา กาเม มสุ า สุรา” เปนแตละประเภท ๆ แหงศีลธรรม เพอ่ื แก
กเิ ลส และศีลธรรมเหลา นก้ี ็คือ “ธรรม” นน่ั เอง แกก เิ ลสประเภทนน้ั ๆ ทห่ี ยาบคาย
ดวยธรรมหา ขอทใ่ี หน ามวา “ศลี ”
การทาํ ลงไปนน้ั เปนเรอ่ื งใหญ เปนเรอ่ื งทําลายศลี การคิดไมท ํา หรืองดเวน อยู
ภายในใจนนั้ เปนเร่ือง “ธรรม” เปน เรือ่ งแกก ิเลสอยภู ายในใจ มีความหมายทุกส่ิงทุก
อยา ง ทพ่ี ระองคทรงสง่ั สอนไวอ ยา งไรตอ งมีความหมายเตม็ ตวั ทีเดยี ว เราท้ังหลายมี
ความรกั ชอบในศลี ในธรรมดงั ท่ีกลาวมานี้ ชอ่ื วา เปน ผรู ักธรรมในการแกกิเลสอันเปน
ขาศึกตอธรรม ดังที่กลา วมานี้
ภาวนา คาํ วา “ภาวนา” ยิ่งเปน ความละเอียดของจติ เขาไปอกี รวมความละเอยี ด
ของกเิ ลสเขาไปเปนชั้น ๆ ทา นจึงสอนใหเรียนเขามาหาตวั จิต ใหร เู รอ่ื งของจติ จิต
แสดงออกในอาการอยา งใด เชน ท่กี ลา วเมอ่ื สกั ครูนีว้ า “บอแหง เหตุ บอ แหง ความยงุ
เหยงิ วนุ วาย ตนเหตุของกองทุกขอยูท ไ่ี หน”กค็ อื อยทู ใี่ จ
ทา นสอนใหภ าวนา ใหร ูตนเหตุ คือความคดิ เปนเหตุ สอนใหบ รกิ รรมภาวนา
หรือใหก าํ หนดอารมณอ นั ใดอนั หนง่ึ ใหเ ปน เคร่อื งผูกจติ ใจ ไมใ หไ ปคดิ ในแงต า ง ๆ
ซึ่งจะเปน การส่ังสมกเิ ลสขนึ้ มาโดยลําดับ ใหจติ มอี ารมณอ ันเดียวกบั ธรรมท่กี ําหนด ท่ี
คําบริกรรมเทา น้นั จนจิตมคี วามสืบตอ กันดวยความรทู ีเ่ กีย่ วกบั ธรรมบทนัน้ ๆ ไมขาด
วรรคขาดตอน แลวกลายเปน ความสงบขน้ึ มาภายในตน ทานเรยี กวา “จิตสงบ” จิตแนว
แนไ ปแลว เรยี กวา “จิตเปน สมาธิ”
คาํ วา “สมาธ”ิ เปนฐานะอันสาํ คญั ของจติ เม่ือจติ มคี วามสงบ ทกุ ขก็ตอ งสงบ
ลงไป เพราะทกุ ขเ กดิ ขึน้ จากความไมส งบ จิตแสดงความไมสงบกค็ ือจิตกอทุกข เมือ่ จติ
ปรากฏเปนความสงบขนึ้ มา ก็คอื ความสงบทกุ ข ความสงบจากความฟงุ ซา นอนั เปน
สาเหตุใหเกิดทกุ ข ทุกขก ต็ องดับไปดวยกนั เพียงเวลาเดียวหรอื ขณะเดียวเทา นัน้ เราก็
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๖
ภาค ๓ “ธรร๓ม๙ชดุ๘เตรยี มพร้อม’’
๓๔๗
พอเห็นเปน สักขพี ยานวา ความฟุงซา นของจิตกับความสงบของจิตนม้ี ีผลตา งกนั
อยางไรบา ง พอจะเห็นเหตุเห็นผล เห็นโทษเห็นคุณ ของความฟงุ ซา นกบั ความสงบ วา
ตา งกนั อยา งไรบาง แลว กม็ ที างทีจ่ ะแยกแยะเลอื กเฟน เอาตามทีป่ รากฏแลวทัง้ สองเรื่อง
คอื ความสงบกบั ความฟงุ ซา น
เราเลือกทํา แมจะมคี วามยากลําบากเพราะฝน แตเ หตผุ ลและสักขีพยานบอก
แลว ภายในตัววา ความสงบสุขเกดิ ขึ้นเพราะความอตุ สาหพยายาม และผลจะปรากฏข้ึน
มาเรอื่ ย ๆ เปนความสงบเยน็ ใจ ขณะที่จติ มีความสงบตัวน้นั ยอมไมค ิดถึงกาลเวลา
สถานทใ่ี ด ๆ ท้ังส้ิน ร่ืนเรงิ บันเทงิ อยกู บั ความสงบอันเปน ความสุขอยโู ดยถา ยเดยี ว น่งั
อยกู เ็ พลิน เพลินอยใู นความสงบสขุ ของจิต ยนื อยูกเ็ พลิน นี่คือผลทเ่ี กิดขึน้ จากความ
สงบของใจไมกอ กวนตัวเอง ความคิดปรุงระงับเขามาเพราะบทธรรมเปนเครื่องกํากบั ใจ
การกระทาํ ความเพียรทาง “ จิตตภาวนา”มคี วามอุดหนุนกันไปโดยลาํ ดับ ความ
ตอ เนือ่ งกันไปโดยลาํ ดับ ผลยอ มมีความสบื เนื่องกันเปนลําดบั เชนเดียวกนั จนกลาย
เปน จิตที่ออ นโยน นม่ิ นวล สงาผาเผย มองดภู ายในตวั เองกร็ ู น่เี ปน ระยะหรอื เปน ข้นั
หนงึ่ ของจติ เรอ่ื งราวทเ่ี คยกอ กวนตวั เองนั้นยอ มลดนอ ยลงไปเปนลาํ ดบั เร่อื งราวคือ
ความคิดความปรุงในแงตา ง ๆ ตามยถากรรมท่เี คยเปน มา ก็ไมไ ดเ ปนอยางนนั้ อกี มี
กฎเกณฑในการคดิ การปรุงเพราะเริ่มมีสติ เร่มิ มีความระมดั ระวงั ขนึ้ และเรมิ่ มีสาระ
สําคญั อันเปนสมบัตอิ ันหนง่ึ ขน้ึ มาภายในใจ ไมอ ยากจะใหส ง่ิ ใดเขา มากอ กวนทาํ ลาย
สมบัติ คือความสงบสุขท่ีเคยปรากฏกับตนอยูแ ลว ยอมมคี วามระมดั ระวังสมบัติน้นั ไว
เสมอดว ยความมสี ติ ดวยความเต็มใจ ดว ยความพอใจ จิตเลยกลายเปนสมบตั ิอันมี
คาขนึ้ มาอยา งชดั เจน แตก อ นก็ไมไดคิดวา จติ น้เี ปน สมบตั ิอนั มคี า นอกจากเหน็ วาสง่ิ
อนื่ มคี าไปเสียทง้ั ส้ิน จนหลงเพลิน เพราะเรายงั ไมเ คยเห็นจติ แสดงตัวออกมาเปน สิง่ ท่ี
นา พึงใจ นาอัศจรรย เปนสมบตั ิอนั พึงใจ นา ไวใ จ ฝากเปน ฝากตายได
ทีนี้ปรากฏขนึ้ มาแลว จติ จึงกลายเปนทีพ่ งึ่ อนั หนงึ่ กลายเปน ทอ่ี าศยั หรอื กลาย
เปน สิ่งท่อี บอนุ ข้ึนภายในตวั เอง จิตนัน้ เลยกลายเปน สมบัติอนั รักสงวนข้นึ มา แลว กร็ กั
สงวนมาก พยายามกําจัดปดเปา ส่ิงทจ่ี ะมากอกวนทาํ ลายจิตใจนัน้ ดวยสติ นเ่ี ปน อกี ขน้ั
หนง่ึ คือใจมคี วามละเอียดเขา ไปโดยลาํ ดับ น่ที านเรยี กวา “จิตมีฐาน” จิตมหี ลกั เกณฑ
จติ ปรากฏเปน สมบัตขิ องผูท ําอยา งชดั เจนแลว สมบัติอันนเี้ รยี กวา “ธรรมสมบตั ิ” มี
ประจักษใจ
ในธรรมอีกแงห นึง่ ที่ทานสอนใหส มบัตอิ นั นม้ี คี วามสวา งกระจา งแจง ขน้ึ ไปและ
มีความรูรอบตวั เพอื่ กาํ จดั สิ่งที่แทรกซึมอยภู ายในใจใหขาดจากกนั โดยลาํ ดบั วา
“จิตนี้ มคี วามเกย่ี วเนอ่ื งผกู พนั กบั อะไรบา ง?”ทา นจงึ สอนใหใช “ปญ ญา” พิจารณา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๗
ธรรมะชดุ๓เ๙ต๙รยี มพรอ้ ม
๓๔๘
โดยยกธาตุขันธของเราน้ีขึ้นเปนอันดบั แรก พิจารณาคลีค่ ลายตลอดถึงส่ิงภายนอก
บรษิ ทั บรวิ าร สมบัตติ า งๆ คิดไป และนํามาเทียบเคียงวา “จิต มีความหนกั เบาในสงิ่ ใด
ในแงใ ด ในบุคคลใด ในสมบตั อิ ันใดบา ง”แลว นาํ สิ่งนน้ั ๆเขามาคล่คี ลายดูใหเ หน็ ตาม
ความจรงิ ของมัน เพอื่ จติ จะไดถ อยตวั เขามา ปลอ ยความกงั วล หรือความผูกพนั นนั้ ๆ
ซึ่งเปนตวั “อปุ าทาน” ยึดม่นั ถือมั่น แลว ทาํ ความกดถว งจิตใจใหเปนพษิ ภัยแกตน ให
ถอยตวั เขา มาสู “ความเปนตัวของตัว” คือจิตโดยเฉพาะ
พจิ ารณาเร่ืองธาตเุ รอื่ งขนั ธ ธาตุขนั ธถา พจิ ารณาตามความจรงิ แลว เราจะเหน็
ประจักษท ง้ั วนั ท้ังคนื เพราะเปนความจริงลวนๆ ตลอดมา ตั้งแตวนั อุบัตจิ นกระท่งั ถึง
วันสน้ิ ชพี วายชนม ไมละความจรงิ อนั น้เี ลย เปนแตความรูของเรายงั จอมปลอมอยู ของ
ปลอมกับของจริงจงึ เขา กันไมไ ด ทา นจึงสอนใหใชป ญญาซึ่งเปนความจริงอนั หนงึ่ สอด
แทรกลงไป ใหร คู วามจรงิ ทีม่ อี ยูภายในธาตขุ นั ธ หรอื รางกายน้ีดว ยการพินิจพิจารณา
หากจะพจิ ารณาแยกอาการของมัน หรือตามความเปน อยขู องมัน กแ็ ยกออกไป
ดูใหเ ห็นชัดเจนดวยปญญา จะไมมีทีต่ รงไหนแยงความจริงอนั นีเ้ ลย ดูเขาไปตั้งแตหนัง
ขางนอก หนังขา งใน เนือ้ เอน็ กระดูก ดูเขาไป ๆ มันเปนอยางไร ตรงไหนที่เปนเรา
ตรงไหนท่นี ารกั นา ยินดี ตรงไหนที่เปนเขา ดเู ขา ไปจนหมดทกุ สิ่งทกุ สวนแลว มันกเ็ ปน
กองธาตกุ องขนั ธ เปน กองอสภุ ะอสภุ งั เปน ปา ชา ผดี ิบเราดๆี นแ่ี หละ
แยกออกเปนเรอื่ งของธาตุ ก็ไมเห็นมอี ะไร มแี ตธาตุ ๔ ดนิ นํา้ ลมไฟเตม็ เนื้อ
เตม็ ตัวของเราตง้ั แตว ันเกิดมาจนกระท่งั บดั น้ี แลวยังจะเปน เชน นต้ี ลอดไปจนกระทง่ั ถึง
วนั อวสาน คือวันสลายตัวของสวนประชมุ แหงธาตุทง้ั หลายเหลา นี้
ถา “ปญ ญา” ไดห ย่งั ลงไปใหถึงเหตถุ ึงผลถึงความจริงซง้ึ ถึงจติ ใจแลว ไมต อง
บอกใหป ลอ ย แตม นั ปลอ ยของมันเอง สลดั ลงไป ๆ ปลอ ยวางลงไปในสว นหยาบ คือ
ธาตสุ ี่ ดนิ น้ําลมไฟน้ี
มีอันหน่ึงเปน สง่ิ ท่ปี ดบังความจริง หรือวาความสาํ คัญม่ันหมายของเรา มนั ปด
บงั ตัวเราก็ถูก มนั ปด บงั เพราะอะไร เพราะธาตุเพราะขนั ธอนั นี้ จึงตอ งเอาธาตขุ ันธอ ันนี้
มาแจงดู คล่คี ลายดใู หเห็นชัดเจน แลวกม็ าเห็นตวั “ผูจอมปลอม” ไปเที่ยวยดึ นั้น ปก
ปนม่นั หมายวา สิ่งนน้ั เปนเรา ส่งิ นีเ้ ปนของเรา กอ ความยงุ ยากใหแ กต น ขนทุกขม าทับ
ตนหนกั เทา ไร จนกระทงั่ ไปไมไ ดก็ยอมทน เพราะความหลงนี้เอง
ปญญา กําหนดพิจารณาใหเห็นชัดเจนตามเปนจริง แลว ก็ปลอยกนั ไปเองโดย
ลาํ ดบั ๆ เมื่อจติ มีความรูความเขาใจในสง่ิ นอี้ ยา งชดั เจนแลว มองลงไปที่ไหนมนั ทะลปุ รุ
โปรงไปหมดภายในรา งกาย เห็นตามความเปน จริงอยา งประจักษใจไมม ที างสงสยั ดู
ภายนอกกเ็ ชนเดียวกับภายใน ดูภายในกเ็ ชน เดยี วกับภายนอก มนั เปน เชน เดียวกัน น่ี
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๘
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๐๐ุดเตรียมพรอ้ ม’’
๓๔๙
จัดวาเปน “โลกวทิ ”ู คือรูแจง เหน็ จริงโลกทัง้ โลกนอกโลกใน เปน สภาพเหมือนกันน้ที ้งั น้นั
น่ี “โลกวิท”ู เปนคณุ สมบัติของพุทธบรษิ ัทท้ังหลายได ไมใชจะเปน “โลกวทิ ”ู แตพระ
พุทธเจา เพียงพระองคเดยี ว
แลว ยังมอี ะไรเปน ตัวการสําคญั ท่คี อยแตห ลอกหลอนอยูตลอดเวลา ก็พวก
สญั ญา พวกสงั ขาร นเ่ี องเปนตัวสาํ คญั เวทนาเกิดขึน้ มันก็ไปสาํ คัญมนั่ หมายวา
“เวทนา เปน เรา”เสีย เวทนาเปนเราเพราะเหตไุ ร เพราะรา งกายนีเ่ ปน เรา รางกายเปน
เรา เวทนาก็เปนเรา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ มนั กเ็ ปนเราเสยี ก็มาเปน อันเดียวกนั หมด
ทั้งๆ ท่ี “เขา” ไมใ ช “เรา”“เรา” ไมใ ช “เขา” แตค วามสําคัญมน่ั หมายน้นั มนั หลอกเรา
พิจารณาดูใหเ ห็นชัดเจน ความปรงุ กเ็ พยี งคิดข้ึน ดี ชว่ั กต็ าม คิดขนึ้ ขณะเดียวก็ดบั ไป
พรอมๆ ในขณะนัน้ ไมไดต ั้งอยูจ ีรังถาวรอะไรเลย เปนแตเ พยี งความสาํ คญั มน่ั หมาย
น่นั แหละมันไปยดึ เอา เลยยืดยาวไปเรือ่ ยๆ ไมมีทส่ี ิ้นสุด ยดึ มนั่ ถือม่ันตดิ ตอ สืบเน่ือง
กันเปน ลูกโซ ทกุ ขก ็เลยกลายเปนเหมอื นลูกโซไปตามกัน
คนทั้งคนมีแตลูกโซ คือความทุกขเตม็ หวั ใจ การตัดลูกโซจ ึงตัดดวยการ
พิจารณาในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ ใหทราบวาเปนอาการหนึง่ ๆ ของขันธน่ี
เทา น้ัน เวทนา ความสขุ ความทกุ ข ทกุ ขกายทกุ ขใ จ สขุ กายสขุ ใจ ก็ อนตตฺ า แนะ !สรปุ
ความกค็ ือ อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า ไปลงทนี่ น่ั ไมไปไหน เพราะความจริงอยูทนี่ น่ั
คาํ วา “อนตฺตา”มันจะเปน“อตฺตา” ไดอ ยางไร มนั ปฏเิ สธตัวตนอยูแลว ชัดๆ เกดิ
ขน้ึ แลวดบั ไป ทุกขก ายกเ็ หมอื นกนั ทุกขใจก็เหมอื นกนั มนั กเ็ ปน เวทนาอนั หนง่ึ ๆ ท่ี
ปรากฏตัวขึ้นมา สุขกายสุขใจมนั กเ็ ปน เวทนาอันหนง่ึ เหมือนกนั พิจารณาใหเ ปน สภาพ
อันเดยี วกัน คอื “ไตรลักษณ” ลว นๆ เหน็ ประจักษดวยปญ ญาแลว ยอมเปน ไตรลักษณ
ลว นๆ จรงิ ๆ
สญั ญา ความหมาย ฟงแตวา “ความหมาย” มนั วนไปเวยี นมาอยูอ ยา งนนั้
หมายน่นั หมายน่ี ดีไมด กี ห็ มายไป จาํ ไป ลมื ไปแลว เอามาจําใหม ยงุ กันไปหมด
วญิ ญาณ ก็ปรากฏข้ึนในขณะทีม่ สี ่งิ มาสัมผัส เปน ความกระเพือ่ มแหง ความรูรบั
กนั กับสิง่ ที่มาสมั ผสั ทาง ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ซง่ึ กระทบกบั รูป เสยี ง กลนิ่ รส เครอื่ ง
สมั ผัส ก็เกดิ ความรบั รขู ้ึนเปน ขณะๆ ทส่ี งิ่ นนั้ สมั ผสั แลว ก็ดบั พรอมกับสง่ิ สมั ผสั นั้นดบั
ไป น่ที า นเรียกวา “ วญิ ญาณ”ความกระเพ่อื มแหง ความรเู ทาน้ันเอง ความรูจริงๆ ไม
เปน เชน นน้ั ถึงสิง่ เหลา นน้ั จะมาสัมผสั หรือไมสัมผัสกต็ าม ความรูก ็รอู ยูโดยสมาํ่ เสมอ
นท่ี า นเรยี กวา “ใจ”หรอื เรยี กวา “จิต”แตค วามกระเพือ่ มของจิตท่ีแสดงออกรบั กับสิ่งท่ี
มาสมั ผสั ชั่วขณะ ๆ ทส่ี ง่ิ นัน้ มาสัมผัส ทานเรยี กวาวิญญาณ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๔๙
ธรรมะชุด๔เ๐ต๑รียมพร้อม
๓๕๐
“วญิ ญาณในขนั ธห า ” กบั “ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณ” จงึ ผดิ กนั วญิ ญาณในขนั ธห า
ปรากฏขึน้ ในขณะท่มี สี ่งิ มาสัมผสั “ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณ” นห้ี มายถงึ “ตัวจิตลวน ๆ” ที่เขา
มาปฏสิ นธิกอกําเนิดเกิดข้ึนทีน่ ่นั ทีน่ ี่ หมายถึงจิตทีก่ ลา วถึง “ ในสถานทน่ี ้ี” ในขณะน้ี
“วญิ ญาณ”หมายถงึ วิญญาณในขันธหา ซ่ึงมีสภาพเหมอื นกับรูป เวทนา สัญญา สงั ขาร
มันเสมอกนั ดว ย “ไตรลกั ษณ” เหมือนกนั ดว ย “ไตรลักษณ” เหมอื นกันดว ยความเปน
“อนตฺตา” มนั ไมเหมือนกับเรา เราไมเ หมือนกบั ส่งิ นน้ั เหตนุ ั้นส่งิ นน้ั จึงไมใ ชเ รา เราจึง
ไมใชสงิ่ นนั้
แยกดวยปญ ญาใหเหน็ ตามความเปน จริงอยางน้ี แลว จติ จะปลอ ยความกงั วล
ปลอ ยคาํ วา “รูปเปนเรา เวทนาเปนเรา สัญญาเปนเรา สังขารเปนเรา วญิ ญาณเปนเรา”
ปลอ ยออกไป เราไมใชอ าการหาน้ี อาการหา นี้ไมใ ชเราเหน็ ประจกั ษ ตัดตอนมนั ออกไป
โดยลําดบั ๆ จนกระท่ังขาดไปจริง ๆ จากอาการ แมจ ะแสดงขึน้ มากท็ ราบวา “อาการน้ี
แสดง” แสดงขึ้นเพยี งไรกท็ ราบวามนั แสดง ดวยความรูของเรา ดว ยปญญาของเรา ที่
ทา นเรยี กวา “คลคี่ ลายดว ยปญ ญา”
ในบรรดาขันธท ี่มอี ยู ซึ่งเปน เครอื่ งปกปดกาํ บงั หรอื รวมเขา มาวา “เปนตน”โดย
ความสาํ คญั ของจติ แยกออกดวยปญญาใหเหน็ ชดั เจน นแ่ี หละตัดกิ่งกานสาขา ตัดราก
ใหญ ๆ รากฝอยของกิเลสเขา มา เหลอื แต “รากแกว” พอถงึ “รากแกว ” แลว กถ็ อนขน้ึ
รากแกว คอื อะไร?คือ ตัวจิต มกี เิ ลสตวั สาํ คญั อยใู นนน้ั หมด ผปู ฏิบตั ิจงึ มกั จะ
หลงทีต่ รงนี้ ถา หากไมม ีผูแนะเลยจะตอ งมาตดิ ทตี่ รงนี้แนน อน ถอื สง่ิ นเ้ี ปนตน คิดวา
“อะไร ๆ กห็ มดแลว รหู มดแลว รูแลว ” ยกเราวารูหมด! แตเ ราหาไดร ู “เรา” ไม น้ัน
คือเราหลงเรา รูส ง่ิ ภายนอกแตม าหลงตัวเอง
สง่ิ ภายนอกในสถานทน่ี ้ี ไมต อ งพูดถงึ ส่งิ ภายนอกท่นี อกจากตัวเรา หมายถงึ
รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ นน้ี แ่ี หละ รูส ่ิงเหลานีแ้ ลว ยงั ไมร ตู ัวจรงิ คอื จติ จิต
เลยยกตวั ขน้ึ วา รูส ิ่งทัง้ หลายเสีย ทัง้ ๆ ทีต่ ัวกาํ ลังหลงอยใู นตัวเอง จงึ ตองใชปญญาคล่ี
คลาย หรอื ขยข้ี ยาํ เขา ไปที่ตรงนี้เพอ่ื ความรรู อบตวั ไมใ หม อี ะไรซุมซอ นอยเู ลยข้นึ ช่อื
วา “ยาพิษ” คอื กเิ ลสประเภทตาง ๆ แมจะละเอียดเพยี งไร มี “อวิชชา” เปนตนก็ให
กระจายไปดวยอํานาจแหงปญญาคลี่คลาย จนกระทั่งกระจายไปจรงิ ๆ หรอื สลายไป
จรงิ ๆ ดว ยอํานาจของปญญาอนั แหลมคม แลว คาํ วา “เรา” คาํ วา “ของเรา” ก็หมด
ปญหา
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๐
ภาค ๓ “ธรร๔ม๐ช๒ดุ เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๕๑
คาํ วา “รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ หรือวา ขันธห า อาการทง้ั หา นี้เปนเรา
เปนของเรา” กห็ มดปญหาไปตาม ๆ กนั วาเปน “อนจิ ฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตฺตา”ก็หมดปญหาไป
ตามกัน เพราะสน้ิ ปญ หาภายในใจ คอื “อวชิ ชา” ซึ่งเปน ตัวปญ หาไดส ิ้นไปแลว ปญหา
ทัง้ หลายจงึ ไมม ภี ายในใจ ใจจงึ เปนใจที่บรสิ ุทธ์ิลว น ๆ !
น่ันแหละคือบอแหง ความสุข! เมอ่ื กาํ จัดความทุกข เหตุใหเ กดิ ทุกขออกจาก
ใจหมดสิ้นไปแลว ใจจึงกลายเปนใจทีบ่ รสิ ุทธิ์ขนึ้ มา
นิยยานิกธรรม พระพุทธเจาทรงส่ังสอนสัตวโ ลกมาตั้งแตพื้น ๆ ดงั ท่กี ลาวมา
แลว เบอ้ื งตน จนกระท่งั ถึงจดุ สดุ ทายอยา งนี้ เปน “นยิ ยานิกธรรม”โดยสมบรู ณ นาํ สตั ว
ผูขอ ง พดู งา ยๆ นาํ จิตผขู อง ใหพนจากความของนัน้ โดยประการทัง้ ปวง กลายเปน
“โลกวิทู” รแู จงเห็นจริงในธาตุในขนั ธท้งั ภายนอกภายใน แลวก็หมดปญ หากันเพยี งเทา
น้ี
จากน้ันทา นก็ไมไดท รงสอนอะไรตอไปอกี เพราะพนจากทุกขแลวจะสอนเพ่ือ
อะไร ถงึ ทอ่ี ันเกษมแลวสอนกันไปเพื่ออะไรอีก!
น้แี ลทเ่ี คยกลา วเสมอวา “มชั ฌมิ า” ในหลักธรรมชาตอิ ันเปน ฝา ยผล ไดแ ก “จิต
ทบ่ี ริสทุ ธล์ิ ว น ๆ” น้ี ไมมีอะไรที่จะ “กลาง” ยิ่งกวา จิตที่บรสิ ทุ ธิน์ ี้ เสมอยิ่งกวาจิตท่ี
บรสิ ุทธิน์ ้ี ไมมใี นโลกทง้ั สามน!ี้ เพราะฉะน้ันจงึ ไมม อี ะไรประเสรฐิ ยิง่ กวา จติ บรสิ ทุ ธลิ์ ว น
ๆ อนั เปน “มชั ฌิมา” ในหลกั ธรรมชาตินี้
นี่แหละความเปน เอก ก็คือน้ี จิตเปนเอก กค็ ือจิตทบ่ี รสิ ทุ ธ์นิ ี้ ธรรมอนั เอก ก็คอื
ธรรมอันบริสุทธิ์ภายในใจน้ี มอี นั เดยี ว ไมม ีสองกับส่ิงใด
โลกทง้ั หลายมคี ู ๆ ธรรมชาตินไ้ี มม คี ู มอี ันเดยี วเทานน้ั พระพทุ ธเจา สมกับพระ
นามวา เปน “โลกวทิ ู” เปน ศาสดาเอกของโลก ทรงรูวธิ ีแกไขกเิ ลสนอ ยใหญม าโดย
ลาํ ดับ ๆ แลว นาํ มาสง่ั สอนโลก ใหพวกเราทง้ั หลายแมเกดิ สดุ ทา ยภายหลงั ตามคตินยิ ม
กต็ าม แตเรากไ็ ดรบั พระโอวาทคําสัง่ สอน คือศาสนธรรมจากพระองคม าปฏบิ ตั ิตนเอง
ไมเสยี ชาติที่ไดเ กดิ มาเปน มนษุ ย
“ธรรม” กบั “พระพุทธเจา” คือธรรมคําสั่งสอนของพระองค นาํ มาเปน เครอ่ื ง
ประดับกายประดับใจของเรา ขอใหมีความภาคภูมใิ จในวาสนาของเราที่ไดเปน อรรถ
เปนธรรม ปฏิบตั ิตามพระองค ใหส มช่ือวา “เปน พทุ ธบรษิ ทั โดยสมบูรณ” จงึ ขอยตุ ิ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๑
ธรรมะชุด๔เ๐ต๓รยี มพรอ้ ม
ใจปลอม วิธีปฏบิ ัติเบื้องต้น ๓๕๒
เเมทอ่ืศวนันโ์ ปทรี่ ด๖คธณุ ันเวพาาคพมงาพทุเวทรธรศศธักนนรโเะาปมกชรอื่ลุ ด๒วณนัค๕๑ุณทว๘่ี เัด๖พปาธา่ พบนั ้างวนาาตความรดรพธนุทะธกศุลักรณาชวดั๒ป๕า ๑บ๘า นตาด
ใจปลอม วิธีปฏบิ ัตเิ บอื้ งตน
การฝก หดั ภาวนา กรณุ าปฏบิ ตั ิหรือดาํ เนนิ ตามทที่ า นแนะไว เกยี่ วกบั เรื่อง
ภาวนา ซ่งึ เปนสาระสําคญั ของศาสนาแท เปน แกน หรอื เปน รากแกวของศาสนา
กอ นอนื่ ใหใ จไดรบั การอบรมศลี ธรรมคุณงามความดตี าง ๆ หลังจากน้นั กฝ็ ก
หดั ทางดานจิตใจ ทดสอบอารมณทเ่ี คยเปนพษิ เปนภัยแกต นมานานแสนนาน คือ
ทดสอบดว ยการภาวนา ไดแ กการสอดรคู วามเคลอื่ นไหวของจิตท่ีคดิ ปรงุ ในแงต าง
ๆ เม่อื ทาํ ความสงั เกตอยูเสมอ เราจะทราบเรือ่ งของจิตที่คิดปรุงในเรื่องตา ง ๆ ท้งั ที่
เปน พิษเปน ภยั ทัง้ ทเี่ ปนคณุ แกเราไดด ี
การฝก หดั เบื้องตน ก็เหมอื นกบั เราเร่ิมทาํ งาน งานนั้นเรายงั ไมเคยทาํ ผลก็ยงั ไม
เคยปรากฏ เปนแตเพยี งเหตุผลเปนเครอื่ งบังคับใหตองทํางาน เราก็ทาํ ตามเหตุผลน้ัน
ๆ แตความเขาใจ ความชํานาญในงานนน้ั ยังไมมี เรายงั ไมเ ขาใจ ผลกย็ งั ไมปรากฏ จึง
ตองมกี ารฝน เปน ธรรมดาทเี่ ร่มิ ฝกหัดทาํ งานในเบ้อื งตน เมอ่ื ทําไปนานๆ ความชาํ นิ
ชํานาญในงานก็คอ ยมีขนึ้ ความคลองแคลวในงานกค็ อ ยเปน ไปโดยลําดับ ผลของงานก็
คอยปรากฏข้ึน ยอมจะรทู ศิ ทางทจ่ี ะดําเนนิ งาน หนักเบามากนอยไดโดยลําดบั ความ
หนกั ใจกค็ อ ยลดลง เพราะรูว ธิ ที าํ งานน้นั ๆ ตลอดท่ัวถึงแลว พรอมท้ังผลก็ไดรบั โดย
ลําดบั
งานดา นภาวนาก็มลี กั ษณะเชนเดยี วกนั คอื อาศยั การฝน บา ง เหตทุ ่จี ะฝนก็
เพราะเราอยากดี ผูท่มี าสอนเราคอื พระ นอกจากพระแลว ทานยงั นาํ พระศาสนามาสอน
เรา ศาสนธรรมท้งั หลายออกมาจากพระพุทธเจา
พระพุทธเจาเปน ผรู ูจริงเหน็ จริง ไมไ ดต ง้ั พระองคเปนผูห ลอกลวงตมตนุ โลก
มนษุ ย แตเปนผูร้อื ฟน ขนสตั วใหพนจากความทุกขเพราะความโงเงาตา ง ๆ ตางหาก
ธรรมที่แสดงออกทุกบททุกบาท จึงออกมาจากการพิสจู นค น พบของพระพทุ ธเจาอยาง
แนพ ระทยั แลว จงึ ไดใ หนามธรรมนัน้ วา “สวากขาตธรรม” คือธรรมท่ีตรสั สอนไวชอบ
แลว ทกุ สง่ิ ทกุ อยา ง ไมมีอะไรผิดเพี้ยน เปนธรรมตรงตอเหตุตอผล ตอความสัตยค วาม
จริง หรือตอความเปน จรงิ ทกุ แงทกุ มุมแหงธรรมทแ่ี สดงไวแ ลวน้ัน พระองคเ ปน ผูรบั
รองในความบรสิ ุทธิ์ แมพ ระองคจ ะไมประกาศวาพระองคเปน ผรู บั รองกต็ าม ความ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ธรรมะชุด๓๔เ๐ต๕๔รีย๒มพรอ้ ม
๓๕๓
บรสิ ทุ ธิ์หมดจดในพระทยั ท่ีทรงคนพบแลว นาํ ออกสอนโลก นน้ั เปน เครือ่ งประกาศ
ออกมาเอง
ศาสนธรรมทอ่ี อกมาจากพระโอษฐ ออกมาจากพระทยั นั้น จึงเปนศาสนธรรมที่
บรสิ ุทธห์ิ มดจด เปนทีเ่ ช่อื ถือไดท กุ ข้ันแหง ธรรม เราหาความเชื่อถอื ตามความจรงิ จาก
คนทัง้ หลายน้ันหาไดยาก ย่ิงสมยั ทุกวันนี้มีแตเรือ่ งปลอมแทบท้งั น้ัน จะหาความสตั ย
ความจรงิ ตอ กนั รสู กึ วาหาไดยาก ไมเ หมอื นกอ น ๆ เพราะเหตุไร ? เพราะจติ ใจของ
มนุษยมันปลอมไปมาก จนอาจกลายเปนเร่ือง “มนษุ ยป ลอม” ไปดวย สักแตวา ราง
มนษุ ยแตจ ิตใจปลอม เพราะฉะนนั้ ธรรมของจรงิ หรอื ความสัตยค วามจริง จึงไมสามารถ
สถติ อยูในท่จี อมปลอมได ของปลอมอยดู ว ยกนั จึงอยูไดส นิท เวลาระบายออกมากอ็ อก
มาจากความจอมปลอมของใจ ผูฟง ก็ปลอมดวยกนั ตางอันตางปลอม ฟงกันกเ็ ชื่อ และ
ตม ตุนกนั ไปอยางสะดวกสบายไมเ ขด็ ไมหลาบ โลกมกั ชอบกนั อยา งนน้ั
แตศาสนธรรมซึง่ เปนความจรงิ ไมมีการหลอกลวงตม ตุน จิตใจคนกลบั หางเหนิ
จากธรรมของจริง หรอื ไมสนใจประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ เมื่อหางเหนิ จากธรรมของจริงแลว ก็มี
แตความจอมปลอมเขาแทรกสงิ หรือกลมุ รมุ จติ ใจ ใหป ระพฤติไปตา ง ๆ นอกลนู อก
ทาง ผลจงึ ทําใหไดรบั ความทุกขลาํ บากรําคาญอยเู สมอในที่ท่ัวไป
เราทัง้ หลายเปนผมู งุ มาเพื่ออรรถเพ่ือธรรม อนั เปนความจริงท่พี ระองคท รง
สอนไวแ ลว จึงควรพิสจู นค วามจอมปลอมซึ่งมีอยใู นจติ ใจของตนวา มมี ากนอยเพียงไร
และมีมานานเทาไร จะควรปฏิบัติแกไขอยา งไรบาง เพ่ือความจอมปลอมซ่ึงเปน สาเหตุ
กอ ทุกขใหเกิดขน้ึ แกเราไมแ ลว ไมเ ลาน้ี จะคอยหมดไปโดยลาํ ดับ พอใหม ีความสุขใจ
บา งจากการประพฤติปฏบิ ัตธิ รรม
ธรรมนนั้ เปนเคร่ืองเชดิ ชคู นใหดีงาม และปลดเปลื้องสิง่ ทเี่ ปน พิษเปนภัยออก
ใหไดรบั ความสขุ ทางดานจติ ใจโดยลําดบั ธรรมจงึ ไมเ ปนภัยแกผ ูใดทั้งน้นั ไมว าสมยั ใด
ธรรมเปนคณุ สมบตั ิอันหนึง่ ท่ีคูควรแกใจ และมใี จเทา นนั้ เปน คคู วรแกธรรม คือ
สามารถทจ่ี ะรับธรรมไวไ ด และเปนภาชนะอันเหมาะสมอยางย่งิ ไมมีภาชนะใดทจ่ี ะ
เหมาะสมยง่ิ กวา ใจ
ทใ่ี จปลอมก็เพราะวา สิ่งจอมปลอมมันแทรกอยภู ายในใจ จนกลายเปนใหญ
เปน โตข้นึ มาคลอบงําจติ ทัง้ ดวงใหป ลอมไปตามหมด จงึ ทําใหมนษุ ยเดือดรอนวนุ วาย
อยูท่ไี หนก็ไมมคี วามผาสกุ เยน็ ใจ เพราะส่ิงเหลา น้ีไมเ คยทําความผาสกุ เยน็ ใจใหแกใ คร
น่ันเอง ข้ึนชอ่ื วา “ของปลอม” ยอ มกอ ความเดือดรอ นเสยี หายเชนนี้มาตัง้ แตไหนแตไ ร
การปฏิบัติธรรมกเ็ พ่ือจะกาํ จัดสง่ิ ทีป่ ลอมแปลงน้นั ออก ใหเ หลอื แตแ กน ให
เหลอื แตของจริงลว น ๆ ภายใน เฉพาะอยางยงิ่ การฝก หดั ภาวนา ควรจะทําใหเ ปน ลาํ่
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๓
ภาค ๓ “ธรร๔ม๐ช๕ดุ เตรียมพรอ้ ม’’
๓๕๔
เปนสัน เปน เนื้อเปนหนงั พอสมควร เพราะงานอน่ื เราเคยทํามาแลว ตงั้ แตไ หนแตไ ร จน
บดั นีเ้ รากย็ งั ทําได หนกั กท็ าํ เบาก็ทํา ผานไปโดยลาํ ดบั จนถงึ ปจจบุ ันน้ี จะเปน งานสกั ก่ี
ชิ้นจนนับไมถวน เพราะมากตอ มาก เราเคยผานความหนกั เบา ความลาํ บากลาํ บน ทุกข
รอ นเพราะส่ิงเหลา นมี้ ามากมายเพยี งไร ยงั อตุ สา หส ูท นกับงานนั้น ๆ มาได แตเ วลาจะ
ทาํ จติ ตภาวนา ซึง่ เปน ธรรมประเภทคณุ สมบตั ิอนั สงู สงภายในจิตโดยเฉพาะ ซึ่งเปน
ความจาํ เปนเชนเดยี วกับงานอน่ื ๆ หรือย่งิ กวาน้นั ทําไมเราจะทําไมได นี่เปน ปญหาท่ี
เราจะคิดแกกลอบุ ายของกิเลสซ่ึงเปนตัวหลอกลวง ไมอ ยากใหเ ราทําใหข าดออกจากจติ
ใจเปน ลาํ ดับ ไมถอยทัพกลับแพมนั อีก เทาที่ถูกมันกดขบ่ี ังคับมาแลวก็แสนทุกขท รมาน
นา เคียดแคนอยางฝงใจ ไมน า จะมวี ันหลงลืมไดเลย ถาเปน ใจชาวพทุ ธ ลกู ศษิ ยพ ระ
ตถาคต นะ
เบ้อื งตน จติ ยอมลม ลุกคลกุ คลาน เพราะไมเ คยถูกบงั คบั ดว ยอรรถดวยธรรม มี
แตถ ูกบงั คบั จากกเิ ลสโดยถา ยเดยี ว เรื่องของกเิ ลสตองบังคบั จิตเสมอ บังคับใหล งทาง
ต่ํา เมอ่ื จิตเราเคยถูกบังคับลงฝายตาํ่ อยแู ลว จะฉุดข้ึนมาที่สูงคือ “พระสัทธรรม” จงึ เปน
การยาก
เอา ! ยากกต็ าม เราตองฝน เพื่อฉดุ ลากจติ ใจท่ีกาํ ลังถกู กลมุ รุมดวยพิษภยั ทง้ั
หลายนน้ั ใหพน ข้ึนมาโดยลําดบั เปน สง่ิ ทค่ี วรทําอยา งยิง่ สาํ หรบั เราผูหวังความสุขความ
เจริญ และความพน ทุกขโ ดยส้นิ เชิง
ทานผูใดมคี วามสนใจ หรอื มจี รติ นิสยั ชอบในธรรมบทใด กรณุ านาํ ธรรมบทนั้น
ไปบริกรรม คาํ วา “ถูกกับจริตนิสัย” นน้ั ไดแกเวลาเรากาํ หนดนําธรรมบทนนั้ ๆ มา
บริกรรมทดสอบดู จะมีความรูสกึ เบา หรอื คลองแคลวภายในจิตใจ ไมห นกั หนวง น่ีชอื่
วา “ถกู กับจริตนิสยั ของเรา” เชน “พุทโธ” เปนตน เมอ่ื ถกู แลวกพ็ ึงนาํ ธรรมบทนั้นมา
กาํ กบั จติ ใจ
ทําไมจึงตองนาํ คําบริกรรมมากํากบั จิตใจ ? เพราะปกติของใจนัน้ มแี ตค วามรู
เราไมทราบวา รอู ยา งไรบาง ลกั ษณะความรนู น้ั เปน อยา งไร ตวั ความรแู ทเ ปน อยา งไร
ไมส ามารถทราบได ทราบแตวา “รู” เทานนั้ รูไปทวั่ สารพางครางกาย แตจับเอา “ตวั รู”
จริง ๆ ซ่งึ เปนตวั สําคัญไมไ ด เพราะฉะนั้นจงึ ตอ งนํา “คําบริกรรม” เขา มากํากบั เพ่อื
เปนท่ยี ดึ เหนีย่ วของใจ จนสามารถทรงตัวได ถา จะเทียบกบั ภายนอกกเ็ หมอื นเขาตก
เบด็ เอาปลานน่ั เอง ถามแี ตเบ็ดเฉย ๆ ปลากไ็ มก นิ เบด็ ตอ งมีเหยอื่ ลอ ดวย การเอา
เหยอื่ ลอ ใหปลากินเบ็ดนนั้ เพราะเราตอ งการปลาทจ่ี ะมากินเบด็ เพราะเหยือ่ ลอนน้ั เรา
ไมไ ดม งุ หวังจะเอาเหย่อื เรามงุ จะเอาปลาตางหาก จึงหาเหยื่อมาลอ คอื ติดเหยอื่ เขา กบั
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๔
ธรรมะชุด๔เ๐ต๖รยี มพร้อม
๓๕๕
ปลายเบ็ดแลวหยอ นลงไปในนา้ํ เพ่อื ใหปลามากนิ เบด็ ปลาเหน็ เขากม็ ากนิ โดยเขาใจวา
เปนอาหาร นเี่ ปน ขอเทยี บเคียง
คาํ วา “พุทโธ” ก็ดี “ธัมโม” กด็ ี “สังโฆ” กด็ ี หรือคาํ บริกรรมบทใดก็ตาม น่เี ปน
เหมอื นท่วี า นั่นแล คือเปน เหย่อื สําหรบั ลอจิต หรือเหมือนกับเชอื กมดั ใหจิตอาศยั อยู
กับคาํ บริกรรมน้นั ๆ ดว ยความมีสติอยเู สมอไมใ หค ลาดจากกนั จะกาํ หนด “พุทโธ” ก็
ใหม ีความรสู ึกอยูกับ “พุทโธ” สบื เน่ืองกนั ไปโดยลาํ ดับ
เมอ่ื จติ ใจไดท ํางานในหนา ทอ่ี นั เดยี วไมม ีส่งิ อ่นื มาเกีย่ วขอ ง หรอื จิตไมไดเลด็
ลอดออกไปคดิ ในแงต าง ๆ ซง่ึ เปนเรอ่ื งกวนใจ ใหเกิดความฟุงซา นวนุ วาย จติ ก็จะงบ
ตัวลงไป โดยอาศัยคําบริกรรมเปนเครื่องผกู มัดอยู กระแสของจติ ท่ซี านไปสสู ถานที่
หรอื ส่งิ ตาง ๆ วตั ถุอารมณตา ง ๆ จะรวมตัวเขา มาสจู ุด คอื “พุทโธ” แหง เดยี ว จนกลาย
เปนจุดทเี่ ดน ชัดขนึ้ มาภายในใจ เม่อื ใจมีความสงบดว ยอบุ ายอยา งนี้ จนปรากฏผลข้นึ
มา คือความสุขเกิดขึ้นจากความสงบ เรียกวา “ไดผล” งานคือการภาวนาของเราเริ่มได
ผลแลว ไดผลเปนความสงบ เปนความเยน็ ใจ เปน ความสขุ และสุขละเอียดออ นขนึ้ ไป
ตามลาํ ดับแหงความสงบท่ีมมี ากนอย นเี่ ปน ผลที่จะยงั จติ ใจใหด ดู ดืม่ และเปน พยาน
เปนเคร่ืองยึดของจิต เปนเคร่อื งอบอนุ ของใจ
ในเมือ่ ไดร บั ผลปรากฏเปนท่พี อใจเชน นี้ จะมีความพากเพียร มคี วามเชอ่ื มนั่ ขนึ้
เร่ือย ๆ แมผ ลกจ็ ะมคี วามละเอยี ดขึ้นไปอยา งแนน อนไมสงสยั เพราะเทา ทป่ี รากฏนกี้ ็
เปนทพี่ งึ พอใจอยูแลว ยิ่งไดภาวนาใหม ีความละเอยี ด กย็ ง่ิ จะปรากฏผลคอื ความ
ละเอยี ดมากขนึ้ โดยลําดบั เปน เชอ้ื แหง ความเชอื่ ความเลือ่ มใสในพระศาสนา และเช่อื
ตองานของตนทจ่ี ะพงึ บึกบนึ หรอื พยายามตอไปไมลดละทอ ถอย เมื่อจติ ไดรบั ความ
สงบเหน็ ประจกั ษค รงั้ หนง่ึ แลว ตอไปความขยันหม่ันเพียร ความสนใจตอ งานท่เี คยทํานี้
จะคอ ยเดน ขึ้น ๆ ไมคอ ยไดถ ูกบงั คับบญั ชามากนักเหมือนแตกอ น
แตป ระการสาํ คญั ขณะทป่ี รากฏขน้ึ แลว คือขณะที่ผลปรากฏขึ้นแลว ในวันน้ี
หรอื ในคราวน้ี คราวตอ ไปอยา ไดไ ปคาดไปหมายอารมณท่ีเกดิ ข้นึ แลว และผานไป
แลว นน้ั อยาไดถอื เอาอนั น้ันมาเปนอารมณใ นขณะท่ีทาํ ภาวนาในวาระตอ ไป ใหต งั้ หนา
ต้ังตาทําตามหนา ที่ หรอื ตามงานของเราท่เี คยทําอยางท่ีเคยทาํ มาแลว โดยไมตอ งคาด
ผลวาจะเปนอยางใด
เมอ่ื สติความรบั รสู บื ตออยูก บั คาํ บริกรรม ความรูสึกก็ติดตอ อยกู ับคําบรกิ รรม
เปนลาํ ดับ ๆ นน้ั แลเปน งานท่ีทาํ โดยถกู ตองแลว ผลจะปรากฏขึน้ มากบั งานน้ันเชน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๕
ภาค ๓ “ธรร๔ม๐ช๗ุดเตรียมพรอ้ ม’’
๓๕๖
เดียวกบั ทเ่ี คยปรากฏมาแลว หรือยิง่ กวานั้นไปโดยลําดบั นีค่ อื ผลทเ่ี กดิ ขึ้นจากการ
ภาวนาเปน อยางนี้
การไปคาดหมายผลทผ่ี านมาแลว จะทําใหจิตเขวจากงานในวงปจจบุ นั ซึง่ เปน
งานจะยังผลใหเกดิ ขน้ึ โดยสมบรู ณ ฉะนน้ั จงึ ไมค วรไปยึดอารมณอ ดตี มาทาํ ลายงาน
ในวงปจจบุ ัน
ความสุขใดกต็ ามไมเหมอื นความสุขท่ีเกดิ ขึ้นจากความสงบของใจ ทา นกลา วไว
ในธรรมวา “นตถฺ ิ สนตฺ ิ ปรํ สุขํ” สุขอน่ื ยง่ิ กวาความสงบนี้ไมม ี ท้ังนเี้ รมิ่ ไปแตค วามสงบ
ในเบอ้ื งตน จนถึงสันติ คอื ความสงบในวาระสุดทาย ไดแ กค วามสงบราบคาบแหง
จิต ทไ่ี มม กี ิเลสแมน อ ยหน่งึ เหลอื อยูเลย!
เราทกุ คนทีเ่ กดิ มาในโลก มุงหาความสขุ ความเจรญิ ดว ยกันท้ังนนั้ ไมวาหญงิ วา
ชาย ไมวาชาตชิ ้นั วรรณะใด มคี วามรูสกึ อยเู ชนน้ี มคี วามหวงั อยูเชน น้ี หวงั อยากได
ความสุขความเจรญิ แตแลวทาํ ไมโลกนจ้ี งึ เตม็ ไปดวยความรุมรอ นวนุ วาย มีแตค วาม
ทุกขเตม็ จิตใจ และรางกายของสตั วโ ลก ทาํ ไมจึงไมเจอความสุขดังทีม่ งุ หมายบา งไม
มากกน็ อ ย เพราะเหตใุ ด ?
กเ็ พราะวาแสวงหาความไมถ ูกจุดเปน ทพ่ี อใจ ความสุขท่ีเราทง้ั หลายแสวงหาน้นั
จงึ เปน แตเพียงมโนภาพทีว่ าดไปแลวก็กอ ความกังวลใหแกตน เมอ่ื ปรารถนาไมส มหวงั
ก็เพมิ่ ความทุกขข้ึนมาใหแ กต นเทานัน้
เพราะฉะนั้นเพือ่ ความเหมาะสมเพอื่ ความสมหวงั จึงควรดาํ เนินตาม “ศาสน
ธรรม” ที่พระพุทธเจาทรงคนพบซง่ึ ความสุข และเหน็ ความสขุ ประจกั ษพ ระทยั แลว
จึงนํามาประกาศสอนโลกดว ยพระเมตตา พวกเราชาวพทุ ธควรพากนั ดําเนนิ ตามหลัก
ศาสนธรรมมดี านจิตตภาวนาเปนตน เพ่ือใหใ จไดรบั ความสงบสุข ถาทําถูกตามหลัก
ธรรมทท่ี า นสอนไว ไมตอ งสงสัยวาความสขุ จะไมปรากฏข้ึนมากนอยภายในใจทสี่ งบตวั
ตอ งปรากฏข้ึนมาอยางแนน อนไมวา ผหู ญงิ ผชู าย ไมว า นกั บวช ฆราวาส
จิตเปนธรรมชาตกิ ลาง ๆ ไมข้นึ อยกู บั เพศกับวัยอะไรทั้งน้ัน หลกั ใหญอยตู รงนี้
การแสวงหาความสขุ ทางใจ แสวงหาอยางนี้
สว นความสขุ ภายนอกเรากพ็ อทราบกนั เพราะเคยเสาะแสวงหา เคยไดอาศยั สงิ่
เหลานน้ั มาแลว ใคร ๆ กท็ ราบดอี ยูแลวไมจ ําเปน ตอ งแนะนําสัง่ สอนกนั ทีส่ าํ คัญกค็ ือ
การเสาะแสวงหาความสขุ ทางดานจติ ใจอันเปนหลกั สาํ คญั ในรา งกายและใจเรา ควร
แสวงหาวธิ ีใดจงึ จะเจอความสุข ?
จิตใจที่เจอความสขุ ยอ มไมกวัดแกวงวนุ วาย ไมเดือดรอน ไมฟงุ เฟอ เหอ เหมิ มี
ความสงบตัวอยูเ ปนปกติ อยูในอริ ยิ าบถใดกท็ รงตัวอยูไดด วยความสงบสขุ และความ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๖
ธรรมะชุด๔เ๐ต๘รียมพร้อม
๓๕๗
สวยงาม ไมวง่ิ เตน เผน กระโดด หรอื กวดั แกวง อยภู ายใน เพราะไมม สี ่งิ กวนใจ เนอ่ื งจาก
ความสงบเปนอาหารหลอ เลย้ี งจิตใจ ใหไ ดร ับความสขุ ความรมเย็นอยูภายในตัว ซ่ึงเปน
ผลเกดิ ขนึ้ จากการภาวนา เราควรจะเสาะแสวงหาใหเจอความสุขบา งไมม ากก็นอ ย ทาง
ดานจิตใจ ยากกท็ นบา ง เพราะงานไมวางานไหน ตอ งฝนความยงุ ยาก ฝนความลาํ บาก
ตองฝน ทุกขบ า งเปนธรรมดาเมื่อพอฝน ได นอกจากจะสุดวิสยั ฝนไมได กจ็ าํ เปน ดว ยกนั
ไมว างานในงานนอก
งานนอกไดแ กก ารงานตา ง ๆ งานใน ไดแก “จติ ตภาวนา” ตองมคี วามยากบา ง
เปนธรรมดาดวยกัน พระพทุ ธเจา ก็เปน องคพยานสําคญั แลวในเร่อื งความทกุ ขความ
ทรมาน เก่ียวกบั การบาํ เพญ็ พระองคกอนจะไดต รสั รู ปรากฏวา สลบไสลถึงสามหน คํา
วา “สลบ” คอื ตายแลว ฟน ถาไมฟนกไ็ ปเลย จะทุกขขนาดไหนจนถงึ ขน้ั สลบ? ถา ไม
ทกุ ขม ากจะสลบไดอยางไรคนเรา ! ตอ งถึงขนาดจึงสลบได เรียกวา “รอดตาย” นัน่ เอง
ครูของเราทาํ อยา งน้ี เพราะศาสนานไ้ี มใชศาสนาเพ่อื ลา งมอื เปบ เกิดข้นึ ดวย
เหตุดวยผล เหตดุ ผี ลดี การทําเหตุไดม ากนอ ย ผลยอ มปรากฏขึ้นตามเหตุทท่ี าํ ไมทํา
เลยผลจะปรากฏไดอ ยา งไร
แตความตองการของเรา ตองการความสขุ ความเจรญิ ความสมหวงั ดวยกนั ทั้ง
นนั้ ไมว าหวั ใจใด จะนําสงิ่ ใดมาเปนเคร่อื งสนองความตองการ ใหสมความมงุ มาด
ปรารถนาเลา นอกจากจะทาํ ในสงิ่ ทช่ี อบอนั เปนทางเดินเพื่อความถกู ตอ งเทานั้น ความ
สมหวังน้ันจงึ สาํ เรจ็ ไปโดยลาํ ดับ จนสาํ เรจ็ โดยสมบูรณ
เพราะฉะนัน้ ในวาระน้ี จงึ จาํ เปน อยางยง่ิ ท่เี ราจะบําเพ็ญทางดา นจติ ใจ อนั เปน
จดุ หมายใหเกิดความสุขความสมหวังข้ึนภายในใจของตนดวย “จิตตภาวนา” เหนือ่ ย
บา งก็ทนเอา จติ มันเคย วอกแวกคลอนแคลน เคยคิดเคยปรุงมานมนาน ซ่งึ ไมเ กดิ ผลดี
อะไรเลย จึงบังคบั ไวบา ง
การปลอยใหคิดไปในแงต าง ๆ ตามอารมณของใจนน้ั ไมเกิดประโยชนอะไร
นอกจากไปเทย่ี วกวา นเอาความทกุ ขค วามรอ นจากอารมณต า ง ๆ เขามาเผาลนจิตใจ
ของตนใหเดือดรอนวุน วายไมขาดวรรคขาดตอนเทา นั้น ไมเ ห็นผลดอี นั ใดท่เี กดิ ขึน้ จาก
การปลอยใจไปตามลาํ พงั ของมัน
การฝก จติ การทรมานจิต ไมใ หคดิ ไปในแงตา ง ๆ ท่ีเปนพษิ เปน ภัย ดวยอรรถ
ดว ยธรรมอนั จะนาํ ความสุขมาใหน ้ี ถึงจะยากขนาดไหนเรากพ็ อจะทาํ ได เพราะเรา
ทราบเหตุผลอยแู ลว วา นเี่ ราฝก ฝนทรมานเพือ่ หาความสุข เพอ่ื ใหจ ิตใจมีความสขุ ดว ย
การฝกการทรมาน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๗
ภาค ๓ “ธรร๔ม๐ช๙ุดเตรยี มพรอ้ ม’’
๓๕๘
พระพุทธเจากเ็ คยฝกมาแลว จนสลบไสล สาวกก็เคยฝก มาแลว ทรมานมาแลว
ตองเปน ผผู า นทุกขม าแลว ดว ยกัน ทา นจึงไดรับความสุขอนั สมหวัง
เราไมต องผา นทกุ ขใ ด ๆ ดว ยการฝกฝนอบรมบา งเลย แตจะเอาความสุขความ
สมหวงั เลยทเี ดียว ก็รสู ึกวา จะเกง เกนิ ครไู ป จงึ ควรดาํ เนนิ ตามรอ งรอยของครู สมคาํ วา
“พทุ ธฺ ํ ธมมฺ ํ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ ามิ” ทานดําเนินอยางไรกด็ าํ เนนิ อยางนน้ั หนกั บา งเบา
บา ง ทกุ ขย ากลาํ บากบา งกท็ นเอา เพราะเปน ลูกศษิ ยท ม่ี ีครู การฝกเพอ่ื เปนความดมี ี
ความสุข ตองผา นทุกขดวยกันทัง้ นัน้ แหละ ใครบาํ เพ็ญอยูทไี่ หนกต็ องทุกข แตก าร
บาํ เพญ็ ตนตามหลกั ธรรม เปนทางท่จี ะใหแ คลว คลาดปลอดภัยไปโดยลําดับ เปน สิง่ ท่ี
เราควรสนใจอยา งยงิ่
การทองเทยี่ วใน “วฏั สงสาร” ดว ยความลมจมความทุกขทรมานน้นั เรา
ตองการกนั มากหรอื ผลท่เี กิดข้ึนเชน นัน้ เพราะการปลอยตัว เพราะความออ นแอ
เพราะไมส นใจในหลกั เกณฑท จ่ี ะทาํ ใหเ กดิ ความสขุ ขนึ้ มา จงึ มแี ตค วามทกุ ขเผาลน
อยูทุกภพทุกชาติ ตั้งกัปตงั้ กัลปนับไมถวน เปน สง่ิ ทสี่ ตั วโ ลกรายไหน ๆ ก็ตามไม
ตอ งการกันทง้ั น้นั แตท ําไมเราจะเปนผูไปเจอเอาสิง่ เหลา นนั้ เพราะความไมเ อาไหน
ของใจ สมควรแลวหรอื ?
นค่ี อื ปญหาซักถามตวั เอง เปนอบุ ายแหง ปญ ญาทจี่ ะปราบปรามกเิ ลสท่หี ลอกเรา
ทกุ ขเ ราก็ตอ งทน เพราะทกุ ขในทางทด่ี ตี อ งทนบา ง จติ นถ้ี กู กเิ ลสครอบงาํ มานาน อะไร
ๆ กเ็ ปน ไปตามกิเลส ธรรมแทรกเขาไปไมไดเลย เวลานก้ี ําลงั พยายามท่จี ะเอา
“ธรรม” แทรกเขา ไปภายในใจ เพ่ือฉุดลากจิตใจที่กาํ ลังจะมีคุณคา อยู แตเพราะสง่ิ ทไ่ี ม
มีคุณคาครอบงํา จติ จึงหาคุณคาไมไ ดน ้ันใหถอนตัวออกมา เพือ่ ใหม ีคณุ คา ดว ยธรรม
การฝกจิตเพือ่ มีคุณคา จะทกุ ขย ากลาํ บากกเ็ พอ่ื คณุ คา ของใจ ทาํ ไมจะลําบากลาํ
บนถึงกบั ทนไมไ ด สูไมไหว ตองหาอุบายแกเ ราใหได อยาใหเสียที
วนั คืน ป เดือน กินไปทกุ วนั ๆ ชีวิตใครจะมีมากนอยเพียงไรก็ตาม วนิ าทกี นิ
ไป นาทีกินไป ช่วั โมงกินไป กินทกุ วีท่ ุกวันทุกเวลํ่าเวลา หลบั ตนื่ ลมื ตากินไปตลอดสาย
แมจ ะมอี ายกุ ี่ลานปก็เถอะ เพราะมันถูกกนิ ไปอยูเสมอไมหยุดไมถอยอยา งนี้มนั ตอ ง
หมดไปได ชีวิตเปน ลาน ๆ กเ็ ถอะ เพราะความกนิ อยเู สมอ เวลานาทกี นิ ไปอยเู รอ่ื ย ๆ
กนิ ไมห ยุดไมถ อยกถ็ ึงจุดหมายปลายทางนะซิ แลว ก็สลายหรอื ทาํ ลายไปได
เวลานีช้ วี ติ ยังไมห มด แมกาลจะกินไปทุกวันทุกเวลา แตย งั เหลอื อยูพอทีจ่ ะได
แบง ทําคุณงามความดี หาสาระเปนทพ่ี ึ่งของใจเราไดในขณะน้ี จึงควรต่นื ตวั ตาย
แลวไปหาทาํ บญุ ทําทานทไี่ หนกัน ตายแลวถึงจะต่นื ตวั มนั ตนื่ ไมได จึงเรียกวา “คน
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๘
ธรรมะชุด๔เ๑ต๐รยี มพร้อม
๓๕๙
ตาย” รกั ษาศีลไมได ภาวนาไมได นอกจากจะเสวยผลทเี่ ราไดท าํ แลวตอนท่ยี ังมชี วี ิตอยู
เทา นน้ั
เราตองคาดปญ ญาเราไวใ หกวางขวางกวากเิ ลส กิเลสมันไมค าดอะไรกับเรา มนั
ใหไดอ ยางใจก็เปนท่ีพอใจของมัน ขอใหมันไดอยดู วยความสนกุ สนานร่นื เรงิ กลางหัวใจ
เราก็พอ สว นเราผูเปนเขยี งสับยําของกิเลส มีความสนกุ สนานที่ไหน รืน่ เริงท่ไี หน พษิ
ของกเิ ลสมนั ทาํ ใหค นร่ืนเริง ใหม ีความสะดวกสบายทไ่ี หน มแี ตบบี ค้นั จิตใจใหไดร บั
ความทกุ ขค วามทรมานตลอดมาเทานั้น ถาไมเห็นโทษของมันก็จะตองถูกมนั กดขีบ่ งั คับ
อยตู ลอดไป ถา เหน็ โทษของมันแลว ธรรมกจ็ ะแทรกเขา ไปภายในจติ ใจได เรากจ็ ะ
กลายเปน “ผมู สี าระ” ขน้ึ มา
การทําคณุ งามความดีทัง้ หมดนี้ เพอ่ื เปน เครอ่ื งสนบั สนนุ จติ ใจ เปนเครื่อง
อุดหนนุ จติ ใจ เปน หลักของใจ ใหไดย ดึ เปนหลักเปนเกณฑ เมื่อใจมีธรรมเปนเครื่องยึด
มธี รรมเปน เคร่ืองอาศัยแลว อยทู ไ่ี หนกส็ บาย เพราะมีหลกั ถกู ตองดีงามเปน เคร่อื งยึด
“ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาร”ึ พระธรรมยอ มรกั ษาผูปฏิบตั ิธรรมไมใ หตกไปใน
ทชี่ วั่ คําวา “ทช่ี ัว่ ” คอื ทีท่ ีไ่ มพ ึงปรารถนานน่ั เอง ความทกุ ขร อ นลาํ บากตา ง ๆ เปนสิง่ ที่
ไมพ งึ ปรารถนา และอยูทชี่ ัว่ นนั้ ท้งั หมด
แตผ ทู ปี่ ฏบิ ัติธรรมจะไมไดไปสูสถานที่เชนนั้น การที่ธรรมจะรักษาเราไมใหตก
ไปในทชี่ วั่ เราตองเปน ผูรักษาธรรม รักษาตวั เราดวยการบาํ เพญ็ คุณงามความดที งั้
หลาย ดงั ที่เราท้ังหลายไดบ ําเพ็ญอยเู วลาน้ี ชอ่ื วา “เรารักษาธรรม” เมื่อเรารักษาธรรม
ธรรมก็รักษาเรา เหมอื นบา นเรอื นที่เราปลกู ขน้ึ มานี้ ปลกู ขนึ้ มาแลวกใ็ หความรม เยน็ ให
ความปลอดภัยแกเ รา ถาเราไมปลูกใครจะปลกู เราตองเปนผูปลกู เอง บานเรอื นก็ให
ความปลอดภัยแกเ ราเอง นเี่ ราสรางธรรมขนึ้ ภายในจิตใจเรา ธรรมกเ็ ปน ผลใหเ ราไดรบั
ความสขุ สบาย อยูก ็เปนสุข ตายไปก็เปนสขุ ไปเกิดในภพใดชาติใด ขน้ึ ชอ่ื วา “ผมู ธี รรม
ภายในใจ” ไดบําเพญ็ คณุ งามความดไี วในใจแลว กเ็ ทา กบั ไปเสวยผลโดยถา ยเดยี ว
ขน้ั “จติ ตภาวนา” ในเบื้องตน ใหพยายามทําจติ ของเราใหสงบ พอจติ สงบ
เทา นั้น ผลแหงการภาวนาเปน อยา งไรเราไมตองถามใคร จะทราบภายในจติ ใจของผู
บําเพ็ญนนั้ แล เพราะคําวา “สนฺทิฏฐิโก” ผูป ฏบิ ัตจิ ะพงึ เหน็ เองรูเ องนน้ั พระพุทธเจาไม
ทรงผูกขาด มอบใหกบั ผปู ฏิบัติดว ยกนั ทกุ คน จะพึงรผู ลทต่ี นปฏิบัตมิ ากนอ ยตามกําลัง
ของตน
ทา นกลา วเรอื่ งสมาธิ คอื ความสงบภายในใจ สงบจากอารมณเ ครอื่ งกอกวนท้ัง
หลาย เรยี กวา “สงบ” เมื่อไมมอี ะไรกอกวน ถา เปน “น้าํ ” กใ็ สสะอาด จิตใจกผ็ องใส
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๕๙
ภาค ๓ “ธรรม๔ช๑ดุ๑เตรยี มพรอ้ ม’’
๓๖๐
ปราศจากอารมณท ีค่ ดิ ปรงุ ตา ง ๆ ซ่ึงเปน เรอื่ งกวนใจ ใจยอมสงบแนว แน มีความสขุ
สุขอยางละเอียดลออ มคี วามสงบมากเพยี งไร ความสขุ ทเ่ี กดิ ข้ึนจากความสงบนย้ี งิ่
ละเอยี ดสุขมุ มากขนึ้ จนกลายเปนความสุขท่ี “อศั จรรย” เพยี งขนั้ ความสงบแหง สมาธิ
เทานน้ั ก็แสดงผลใหผ ูปฏบิ ัติเหน็ ประจักษใ จอยา งดื่มดํา่ ไมอิ่มพออยูแ ลว
ในกายเรานี้ ความจริงกค็ ือธาตคุ อื ขนั ธ อายตนะ อนั เปน เคร่ืองมือของจิตทใี่ ช
อยเู ทานั้นเอง เมอ่ื หมดกาํ ลงั แลว กส็ ลายตวั ไป คาํ วา “สลายตัวไป” นน้ั ไดแ กตาย ที่
โลกสมมุตใิ หช ่ือกันวา “ตาย” รางกายน้มี ันตายจากความเปน สัตวเ ปนบุคคล ทีโ่ ลก
สมมตุ ิวาเปนสัตวเปนบุคคล ลงไปสูธาตุเดมิ ของเขา คอื ดิน นาํ้ ลม ไฟ ใจกอ็ อกจาก
รางนแี้ ละเปน ใจตามเดมิ เพราะใจเปนใจอยแู ลวมาตั้งแตไ หนแตไ ร เปนเพียงมาอาศัย
“เขา” อยู เพราะตนไมสามารถชวยตวั เองจนเปน อสิ รเสรีโดยไมตองพงึ่ อะไรได เมื่อ
ปญ ญาพจิ ารณาตามธาตุตามขันธ ตลอดถึงความคิดความปรุงของใจ ใหร ูเห็นวาเปน
สภาพ อนจิ จฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตตฺ า ดว ยกนั ประจักษดวยปญ ญาลงไปโดยลาํ ดบั ๆ ความยดึ
ม่ันถอื มนั่ สําคญั ผิดวา นั่นเปน เรา นี้เปนของเราในอาการใดกต็ าม ก็ถอนตวั เขา มา ๆ คือ
ปลอยกรรมสิทธ์ิ กรรมสิทธ์อิ ันน้นั แลทานเรยี กวา “อุปาทาน” ความยึดมั่นถอื มั่น มนั
กดถวงจติ ใจของเราไมใชนอย ๆ ใหไดรบั ความทกุ ขค วามลาํ บากเพราะอปุ าทาน
เมือ่ ปญญาพิจารณาสอดแทรกใหเ หน็ ตามความเปนจรงิ แลว ยอ มถอนความยดึ
มนั่ ถอื มน่ั เขามาไดเปนลําดบั ๆ ถอนเขา มาจนไมม อี ะไรเหลือภายในจิต กําหนดเขา ไป
จนกระท่ังถงึ จิต เช้อื ของกิเลสตณั หาอาสวะมารวมตวั อยภู ายในจิตดวงนเ้ี ทา นัน้ สิ่งอ่นื
ตัดออกหมดแลว ไมยึดถอื ในสวนใดอาการใด ปญ ญาสอดแทรกเขาไป ตัดขาดไปเปน
สําดับ ๆ กเิ ลสไมม ที ีอ่ ยู วิ่งเขาไปหลบซอนอยูภายในจติ พจิ ารณาคน ควาเขา ไปใหเหน็
ตามหลัก อนิจจฺ ํ ทุกขฺ ํ อนตฺตา เชนเดียวกบั สภาวธรรมท่วั ๆ ไป จนกิเลสทนไมไ หว
แตกกระจายออกไปจากจิต น่ันเรียกวา “ทาํ ลายภพชาต”ิ เพราะเชื้อของภพชาติมันอยู
ในใจ สติปญ ญาถอดถอนไดโดยลําดับจนไมม ีสง่ิ ใดเหลอื นแ่ี ลคอื จติ เปนอสิ ระแลว !
ไมต อ งไปอาศยั อะไรอกี ตอ ไป
เรื่องเกดิ เร่ืองแก เรื่องเจ็บ เรอ่ื งตาย ที่เปน ปาชาประจาํ สตั วสังขารท่เี คยเปน มา
นั้น เปนอนั วา หมดปญหากนั เพราะจิตพอตวั แลวไมตอ งพง่ึ อะไรทัง้ ส้ิน นีค่ ือความสุข
อนั สมบรู ณข องผปู ฏิบตั ิธรรมทไ่ี ดจ ากการปฏบิ ัตศิ าสนธรรม จนปรากฏเปนผลขึน้ มา
คือความสขุ อนั สขุ มุ ละเอยี ดนอกสมมตุ ิ
“นิพพฺ านํ ปรมํ สขุ ํ” นพิ พานเปน สขุ อยา งย่งิ กห็ มายถงึ จติ ที่บริสทุ ธ์เิ ตม็ ที่แลว
เปนความสขุ อยางยง่ิ นแ้ี ล ไมม อี นั ใดเสมอเหมือน!
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๐
ธรรมะชดุ๔เ๑ต๒รยี มพรอ้ ม
๓๖๑
จติ ดวงนแี้ หละ ดวงทถี่ กู สง่ิ ไมมคี ณุ คา ดวงท่ีถกู สงิ่ ทีจ่ อมปลอม สกปรกโสมม
ท้งั หลายครอบงําอยตู ลอดเวลานี่แหละ เมอ่ื ชําระสง่ิ ที่สกปรกทั้งหลาย ส่ิงทไ่ี มมีคุณคา
ทง้ั หลาย ออกไปโดยลําดับ ๆ จิตกก็ ลายเปนของมคี ุณคา ข้นึ มาเรือ่ ย ๆ จนมีคณุ คา
อยา งเตม็ ภมู ิ ถงึ ข้นั “วสิ ทุ ธิ จิต” เปนจิตที่สมบูรณเ ต็มภูมิ ไมตอ งอาศัยอะไรท้ังหมดท่ี
น่ี เพราะฉะนั้นทา นจงึ ไมเ กิดทีไ่ หน และกไ็ มต ายทไ่ี หนอกี ดว ย เพราะไมม เี ช้อื คอื
สาเหตใุ หเ กดิ ความตายกไ็ มม ี เพราะไมม กี ารจบั จองปา ชา ปา ชา จะมใี นตวั ไดอ ยา งไร
ไมมีเกิด ความตายจะมไี ดอยา งไร
นีค่ ือจิตท่พี อตวั แลว ไมต อ งอาศัยอะไรเลย ตอนทย่ี งั อาศยั รา งตาง ๆ ภพชาติ
ตาง ๆ อยูน ้นั เพราะยังไมส ามารถพึง่ ตวั เองได ตอ งอาศยั บุญกศุ ลเปน เครื่องพยุง
เพราะฉะนน้ั การสรางคณุ งามความดีสาํ หรบั เราผูม คี วามรบั ผดิ ชอบในตัวเรา จงึ มีความ
จาํ เปนอยูต ลอดไป ถา ยังมีการทอ งเทย่ี วใน “วฏั สงสาร” อยูต ราบใด คณุ งามความดีซง่ึ
เปนเคร่อื งพ่ึงพิงอาศยั กเ็ ปน ความจาํ เปน อยตู ราบนน้ั
ขอใหท า นทงั้ หลายทเี่ ปน พทุ ธบริษทั อยา ไดมีความประมาทนอนใจ ดว ยชวี ติ
สงั ขารรา งกายไมม กี ฎมเี กณฑ จะตายเมื่อไรก็ได แตกเมอ่ื ไรกไ็ ด ไมมีอะไรมีอํานาจ
เหนอื สิง่ เหลานไี้ ด เมื่อไมป ระมาท คุณงามความดีจงึ ควรตกั ตวงเอาไวเ สยี ต้ังแตบดั น้ี
จะไมเสยี ทาเสียที ไมเดือดรอนในภายหลัง อยกู เ็ ปน สขุ ตายไปกเ็ ปนสขุ ไมมอี ะไรเดอื ด
รอ น
จงึ ขอยตุ ิ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๑
ภาค ๓ “ธรร๔ม๑ช๓ดุ เตรยี มพร้อม’’
สู่สม๓๖ร๒ภูมิ
เทศน์โปรดคณุ เพาพงา วรรธนะกุล ณ วดั ปา่ บา้ นตาด
เทศนโปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณเมวดัื่อวปนั า ทบี่ า ๑น๖ตมากดราคม พุทธศกั ราช ๒๕๑๙
เมอื่ วันท่ี ๑๖ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๑๙
สสู มรภมู ิ
ขณะฟง กาํ หนดใจไวใ หด ี เพราะธรรมอยกู บั ใจ !
ทีแรกกอ นปฏิบตั เิ ราไมอยากจะเชอื่ วา “ธรรมอยูก ับใจ ท่ไี หนกัน” อยกู บั ความ
เพียรในใจนัน้ นา ฟง กวา ท่ีวา “ธรรมอยกู บั ใจ”
“ธรรมอยูท่ีใจ พระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆ อยูท่ีใจ ธรรมทง้ั หลายอยูท ่ี
ใจ” เราไมยักเชือ่ พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ อยทู ีใ่ นคมั ภรี ท้งั นั้น ทาํ ไมวา อยทู ี่
ใจ นี่เปนความรสู ึกของเจาของ คือความรูส ึกด้ังเดิมเปนอยา งนั้น แตพ อฟงเทศนไ ป
เรือ่ ยๆ องคไหนเทศนทา นกบ็ อกอยา งนนั้ ไมเคยเทศนผิดเพยี้ นกนั ไปเลยวา “ธรรมอยู
กบั ใจ ธรรมอยทู ี่ใจ” พอไดฟ ง ไปโดยลําดับ จติ มันปรากฏเปนความสงบขึ้นมาในขณะ
ที่ฟง คอื ทีแรกเวลาฟงทา นเทศน จิตมนั สงไปหาทานน่ี ไมไดอยกู บั ตวั
ทา นบอกวา “อยา สง จติ ออกมาภายนอก ใหท ําความรไู วภายในตัวเอง ธรรมจะ
เขา ไปสมั ผสั เอง จากกระแสธรรมทที่ านแสดงออกไป เรากไ็ มฟ ง ยงั สง ออกไปหาทาน
เทศน ดีไมดีอยากจะมองดูหนาทานดว ยจนถึงขณะฟงเทศน ถา ไมม องดหู นาทานเทศน
หรือดูปากทา นเทศนรูสึกมันไมถ นัด น่ีเปนความรสู กึ ดงั้ เดมิ
เวลาฟง นาน ๆ มนั ปรากฏผลเปน ความสงบขนึ้ มาภายในใจ ในขณะทฟ่ี ง ทาน
เทศนเร่มิ เกิดความเชอื่ วา “สมาธธิ รรมนอี้ ยูท่ีใจนน่ั เอง” เร่ิมมีสักขีพยานขน้ึ มาคือเจา
ของเอง ทีนขี้ ณะฟงเทศนท า น จิตไมสง ไปท่อี ่นื สง ไปหาทา นกไ็ มส ง มนั เพลินกับ
ความสงบ ใจเกดิ ความสงบ เกดิ ความเยอื กเย็นข้นึ มาในขณะฟง และเพลินไปเรอื่ ย ๆ
เลยทาํ ใหเ กดิ ความเชอ่ื วา ธรรมอยูท ี่ใจนั้นถกู ตอ งแลว
น่ีเรม่ิ เปนความเช่ือข้นึ มา ในขณะท่ี “สมาธธิ รรม คือ ความสงบ เย็นใจ” ปรากฏ
ขน้ึ ในจิตของเราขณะท่ีฟงเทศนจ ากทา น ตอจากนนั้ กเ็ ปน เหตุใหอยากไดย ินไดฟง เร่อื ย
ๆ เพ่ือเปน เคร่ืองกลอ มจิตใจเรา ลาํ ดบั แรกเปนอยางน้ี ลําดบั ตอไปการปฏบิ ตั ิธรรม จะ
เดินจงกรมก็ดี น่ังสมาธิภาวนาก็ดี ผลปรากฏขน้ึ มากนอ ย ปรากฏขนึ้ ท่ีใจทง้ั นนั้ ไมไ ด
ปรากฏขนึ้ ที่อ่นื ขณะที่จิตไมมีความสงบ วนุ วายตวั เอง ก็อยูท่ใี จ นที่ ราบวา “วนั น้ี จิต
ไมส บายเลย” มคี วามฟงุ ซานวนุ วายตามอารมณตาง ๆ เอะ ทําไมวนั นจ้ี ติ ไมสบาย กท็ าํ
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ภาค ๓ “ธรร๔ม๓๑ช๕ุด๖เต๒รียมพรอ้ ม’’
๓๖๓
ใหเ กดิ ความสนใจขน้ึ อกี แงห น่งึ พยายามหาทางสงบใหได พอเขาที่ภาวนา ใจก็เปน
ความสงบข้ึนมา นก่ี ย็ งิ่ เปนความชดั เจนขึน้ มาวา “ธรรมอยทู ่ีใจ”
โลกมนั อยทู ีใ่ จ ธรรมกอ็ ยทู ่ีใจ เพราะฉะน้นั ผูฟง เทศนจึงควรทําความรูส กึ ไว
จําเพาะตวั เทานั้น ไมจาํ เปน ตองสงจติ ออกไปสูภายนอก เชน ไปเก่ยี วขอ งกับทา นผู
เทศนเ ปนตน เมื่อเราทาํ ความรูสกึ ไวก ับตัวเชนน้ี ธรรมเทศนาที่ทานแสดงออกไปมาก
นอ ย จะเขาไปสมั ผัสสมั พนั ธก บั ความรูข องเรา
จิตเปน ผูร ู กระแสเสียงท่เี กย่ี วกับธรรมเขา มาสมั ผสั ใจ และสมั ผสั อยเู รื่อย ๆ จิต
ไมม โี อกาสสง ออกไปสูภ ายนอก เพราะธรรมเปนเครื่องเย็น และกท็ าํ ใหเพลินไป เพลนิ
ไปกบั ขณะน้ขี ณะนนั้ คือธรรมสัมผัสเปนขณะ ๆ ตามกระแสเสยี งของทานผูเทศน เปน
บทเปน บาท สัมผสั ตอเนื่องกันไปเรือ่ ย ๆ จติ กค็ อยสงบเยน็ ลงไป ๆ นี่เปน ผลข้นึ มา
แลวจากการฟงธรรม เพราะฉะนั้นการฟงธรรมทถี่ กู ตอ งเพ่ือใหไ ดผ ลประจกั ษ จึง
ตองต้ังจติ ไวภ ายในตวั เอง ไมตองสงออกไปภายนอก และไมตอ งคิดตอ งตรองอะไร
มากมายในขณะทฟ่ี ง คอยฟงใหเ ปน ความรสู ึกตามกระแสแหง ธรรมทีท่ า นแสดงไปเทา
นน้ั ธรรมจะซมึ ซาบเขา ไปสูจิตใจเรา จติ ใจเมอ่ื ไมกวนตวั เองดว ยความคดิ ในเรื่องตาง
ๆ ก็สงบเทานัน้ แตตอ งสงบดวยวธิ ีแกกัน คอื จะใหจ ติ สงบไปเฉย ๆ อยางนัน้ ไมไ ด
ตอ งอาศยั บทธรรมบทใดบทหนง่ึ หรอื อาศยั การฟง ธรรมในขณะทา นแสดง อยางนจ้ี ึง
จะเกิดความสงบ
อะไรเลา ท่วี นุ มากในโลกนี้ ? ไมมอี ะไรท่ีจะวนุ มากย่ิงกวา ใจ ถาพดู ถงึ เรอื่ งของ
ความขนุ มัว กไ็ มมอี ะไรทจี่ ะขุนมัวยง่ิ วาใจ ความทุกขค วามเดอื ดรอ นมากมายเพียงไร
ไมม อี ะไรทีจ่ ะสูใ จได ไฟทีว่ า รอนก็ไมร อนเหมือนใจของเราท่ีรอนทที่ ุกขเ พราะอาํ นาจ
กิเลส
เรือ่ งของกิเลส มแี ตแ สดงใหเกิดความทุกขไปโดยลาํ ดบั ๆ เทา น้ัน ทานจึงสอน
ใหเหน็ โทษ พยายามตัง้ สติพิจารณาในแงตา ง ๆ ดว ยความจงใจ เมอ่ื สตกิ บั ความรมู ี
ความเกีย่ วเนื่องกันไปโดยลําดับ ๆ การทาํ สมาธหิ รือการพจิ ารณาในแงตาง ๆ จะเปน
ทางดา นปญ ญาในแงใ ดก็ตาม ยอมไดค วามสงบและอุบายแยบคายขนึ้ มาโดยลําดับ ดัง
ทา นสอนวา “ชาตปิ ทุกฺขา มรณมปฺ ทกุ ขฺ ํ อริยสจจฺ ํ” ทานบอก “อริยสัจ ชาตปิ ทกุ ขฺ า
ชราป ทุกขฺ า” ชาติความเกดิ เปนทกุ ข แตเรากลับมคี วามดใี จ เพลดิ เพลินในการเกิด
พอลกู เกิดขึ้นมากด็ ใี จ หลานเกดิ ข้นึ มาก็ดใี จ บตุ รหลานของญาตมิ ิตรสหายเกดิ ข้นึ มาก็
ดีใจ ไมไ ดคํานึงถงึ ความทกุ ขของเดก็ ทีเ่ กดิ ขนึ้ มาแตละราย ๆ ทร่ี อดตายจากชอง
แคบ ๆ แลว เกดิ มานน้ั เลย
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๓
ธรรมะชุด๔เ๑ต๖รียมพรอ้ ม
๓๖๔
ถา เรามองดู “เงื่อนตน” คือ ความเกิด กบั “เงอื่ นปลาย” คอื ความตาย ยังไมเ ห็น
ชัดเจนแลว กเ็ ขา ใจวา ท้ังสองเง่ือนน้จี ะทําใหเกดิ ความเพลิดเพลิน และความเศราโศก
ไดไ มมสี ิน้ สุดจุดหมายปลายทางเลย ความจริง เด็กรอดตายแลวถงึ จะเปน มนุษยข ้ึน
มา ถาไมร อดกต็ องตายไปในขณะนั้น เชนตายในทองก็มี ตายขณะทตี่ กคลอดออกมาก็
มี กเ็ พราะความทกุ ขถ ึงขนาดตาย มันถึงตายไดคนเรา!
การเกิดขึน้ มาเปนคน อายมุ ากนอ ยเพยี งใด มนั ก็ทุกขถ งึ ตายมันจึงตายได ความ
ทุกขนี้มมี าต้งั แตข ณะแรกเกดิ แตเราไมไดพ จิ ารณาวาเปน ทุกข คือสัจธรรม ซึง่ เปนสิ่งท่ี
นา เห็นโทษเหน็ ภัย เปน ความขยะแขยง เพอ่ื จะกําจัดปดเปา ใหผา นพนไปไดดว ยความ
พากเพียรของเรา มสี ตปิ ญ ญาเปนสาํ คัญ เม่อื เรามคี วามเพลิดเพลนิ พอใจในตอนตน
แตไ มพ อใจในตอนปลาย เชน ความเกิดเราพอใจ แตความตายเราไมพ อใจ มันก็ขัด
แยง กันอยวู นั ยงั ค่าํ ความขัดแยงกันมันเปนความสขุ ท่ไี หนในหัวใจคนเรา ตองเปน
ความทุกขอ ยูโดยดี
เพราะฉะน้นั เพื่อใหตน กับปลายตรงกัน จึงตองพิจารณาไปตั้งแต “ชาตปิ ทกุ ขฺ า
ชราป ทกุ ขฺ า มรณมฺป ทกุ ขฺ ”ํ ตลอดสายไปเลย เพราะเปน เร่ืองของกองทกุ ข และเปน
ทางแหงความทกุ ขเดนิ ทั้งน้นั ไมใชทางมรรคผลนิพพานอะไรจะเดินได ถาไมพ จิ ารณา
ใหเ ปน พจิ ารณารอบรใู นสิ่งทัง้ หลายน้ีแลว ก็วา “ทกุ ขฺ ํ นตถฺ ิ อชาตสสฺ ” ทกุ ขย อ มไมม ี
แกผ ไู มเ กดิ นั่น! เมื่อไมเ กิดแลวมันจะมีทุกขท ี่ไหนกัน เพราะเชือ้ ใหเกิดไมมี คือเชื้อ
แหงความทุกขไ มม นี ่นั เอง ทกุ ขก ็ไมม ใี นหวั ใจ เพราะฉะนน้ั พระอรหันตทานจึงไมมี
ทุกขเวทนาภายในใจ เวทนาทางใจนี้ทานไมมี คือสุขเวทนาก็ดี ทกุ ขเวทนากด็ ี อเุ บกขา
เวทนาก็ดี ภายในใจของพระอรหันตท า นไมม ี
มเี วทนาเฉพาะแตจิตของพวกเรา กายของพวกเรา สว นกายของทา นมเี วทนา
ท้งั สาม ทา นทกุ ขเหมอื นกนั กับพวกเรานี้แหละ แตจิตของทา นไมมีเวทนา เวทนาท้งั
สามไมส ามารถกระทบกระเทือนจติ ใจของทานได ทา นไมห วน่ั ไหว เหมอื นจติ ของ
ปถุ ชุ น สขุ ทา นกร็ ู ทุกขท านก็รู ในสว นรา งกายเฉย ๆ ทา นก็รู แตทางดา นจิตใจของทาน
ไมมเี วทนา เพราะจติ น้นั พนไปจากเวทนาซงึ่ เปนสมมุตแิ ลว ไมม อี ะไรจะเขาไปแทรกสงิ
ไดเลย ใจเปนธรรมลวน ๆ เชนทวี่ า “ทุกขเวทนา เปน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา สขุ เวทนาก็
เปน อนิจฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า อเุ บกขาเวทนากเ็ ปน อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า จงึ ไปเก่ยี วของกบั
ธรรมชาตินั้นไมได
ถา ใครอยากมคี วามเจริญภายในใจ กใ็ หพ ยายามสรา งคณุ งามความดี ศลี ทาน
อยา ไดข าด เปนความดีสําหรับหลอเลี้ยงจติ ใจ สบื ภพสบื ชาตทิ ่ดี ีตอ ไป คนเราทีม่ ีพ้นื
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๔
ภาค ๓ “ธรร๔ม๑ช๗ุดเตรียมพร้อม’’
๓๖๕
ฐานอันดีดวยคุณงามความดเี ปนเครือ่ งหลอเล้ียงแลว ไมวา จะเกดิ ในภพใดชาตใิ ด ก็
ตองมีความดตี ดิ ตามเสมอ สคุ ติเปนท่หี วังได
ในเมอ่ื ยงั ไมพ น จากความทุกข ทานสอนไมใ หเกียจคราน ใหพ ยายาม ถา มี
ความสามารถเจริญเมตตาภาวนา เพือ่ สองดจู ติ ใจของตนทีเ่ ต็มไปดวยความทกุ ข
รอ นตางๆ น้ี กจ็ งทาํ ไปอยาไดลดละ ขดั ไปทุกวนั ๆ จิตใจเม่อื ไดร บั การขดั เกลาอยู
เสมอยอมมีความผอ งใส เมอื่ จติ มคี วามผอ งใสยอมเห็นเงาตัวเองได เหมอื นกบั นาํ้ ใส
มองเห็นอะไรไดชัดเจน จะเปน ขวากเปน หนามหรือเปนสัตวชนิดใดทอ่ี ยูในน้าํ นัน้ ก็
สามารถมองเหน็ ไดช ดั เจน อะไรท่ีเปนพษิ เปน ภยั อยูภ ายในจติ ใจ เมือ่ ใจมีความสงบ
แลว สามารถมองเห็นได รูไดงา ยย่งิ กวา จติ ทขี่ นุ มัวไปดว ยกิเลสอาสวะและความวา วนุ ทัง้
หลายอยมู าก
ทา นจงึ สอนใหชําระจิตใจ ในโอวาทท่รี วมไวใน “โอวาทปาฏิโมกข” วา “สพพฺ
ปาปสสฺ อกรณ”ํ การไมท ําความชั่วทง้ั หลายนัน้ ประการหน่ึง “กสุ ลสปู สมปฺ ทา” การยัง
กศุ ลใหถงึ พรอ มประการหนงึ่ “สจติ ฺตปริโยทปน”ํ การทาํ จติ ใจใหผองแผว ถงึ ความ
บริสทุ ธ์นิ ี้ประการหน่ึง “เอตํ พุทฺธาน สาสน”ํ น่ีเปน คําสอนของพระพุทธเจา ทั้งหลาย
พระพทุ ธเจา องคใ ดกต็ ามทา นสอนอยางน้ที ้ังนนั้ เร่ืองทเี่ ปน บาปเศราหมองทา น
ไมใหท ํา ใหพยายามทําแตกศุ ลคอื คณุ งามความดี เพราะความฉลาดของตน “กสุ ลสฺ
สปู สมปฺ ทา” คอื ยงั ความฉลาดใหถ งึ พรอ มนั่นเอง
การทาํ จติ ใหม คี วามผองใสจนถึงข้ันบรสิ ุทธน์ิ ีเ้ ปน ส่งิ ทําไดยาก แตอ ยใู นความ
สามารถของมนษุ ยเ ราทจ่ี ะทําได พระพทุ ธเจาทา นกล็ าํ บาก พระสาวกทง้ั หลายทา นก็
ลาํ บาก บรรดาทานผถู ึงความบรสิ ทุ ธิต์ อ งลาํ บากดวยกนั ทั้งนน้ั ลําบากเพอื่ ความบริสุทธ์ิ
เพือ่ ความหลุดพน ไมใ ชลําบากเพอื่ ความลม จม จึงเปน ส่ิงทนี่ าทาํ
จิตเวลามสี ิง่ สกปรกโสมมครอบงาํ อยูกไ็ มป รากฏวามคี ณุ คา อะไร แมต ัวเองก็
ตาํ หนิตเิ ตียนตวั ได บางทีอยูกไ็ มอ ยากอยู อยากจะตายเสยี ดีกวา อยางน้ี เพราะความอิด
หนาระอาใจความเปน อยูของตน ไมอ ยากอยใู นโลกใหโ ลกเขาเหน็ หนา ท้งั นเ้ี พราะจิต
มนั อบั เฉา จติ มันขนุ มัวมากจนกลายเปนไฟทัง้ กอง ไมน าอยู เวลามนั อบั เฉาขนาดนน้ั
เพราะส่งิ ทอ่ี บั เฉา ส่งิ ไมม ีคุณคา ครอบจติ จนมองหาสาระสําคญั ของจิตไมมเี ลย จน
คิดอยากจะตายไปเสยี ไดแหละดี แมตายไปแลว จะไปเอาดีมาจากไหน? ปจจบุ นั มนั กย็ ัง
ไมมอี ยูแลว ถา ดีดวยความตาย โลกนีก้ ็มคี นตายกันมานาน ทาํ ไมไมเหน็ ดี มันไมดีนน่ั
เองจงึ ไมอ ยากตาย ถามนั ดีอยูแลว ตายหรอื ไมตายกไ็ มม ีปญ หาอะไร เพราะดีอยแู ลว
ขณะทีม่ สี ิ่งไมม คี ุณคา อะไรมาครอบงาํ จติ น้ัน ทาํ ไมจติ ไรส าระไปหมด ?
ธรรมชดุ เตรยี มพรอ ม ๓๖๕
ธรรมะชุด๔เ๑ต๘รยี มพรอ้ ม