สมบัติของแกส๊
ในภาวะทีอ่ ณุ หภมู แิ ละความดันเหมาะสม สารหลายชนดิ สามรถเปลี่ยนสถานะเป็นของแขง็ ของเหลว หรอื
แก๊สได้ ธาตทุ ่ีเปน็ อโลหะ เช่น ไฮโดรเจน ฟลอู อรีน ออกซิเจน ไนโตรเจน แกส๊ เฉือ่ ย และสารประกอบโคเว
เลนต์ท่มี ีมวลโมเลกุลต่าบางชนิด เช่น CO , CO2 , NH3 มสี ถานะเปน็ แก๊สทอ่ี ุณหภมู ิหอ้ ง
โดยปกติแก๊สมักจะหมายถงึ สารท่มี ีสภานะเปน็ แกส๊ ท่อี ณุ หภมู ิห้อง สว่ นสารที่เป็นของเหลวท่ภี าวะปกติ แตถ่ ูก
เปลย่ี นแก๊สจะเรียกวา่ ไอ (Vapour) แก๊สมีแรงยดึ เหน่ยี วระหว่างอนุภาคน้อยมาก อนภุ าคจะอยู่ห่างกนั มาก
เมื่อเปรยี บเทียบกับของเหลวและของแขง็ ดังนน้ั เม่ือบรรจุแกส๊ ไว้ในภาชนะ แกส๊ จงึ แพรก่ ระจายเตม็ ภาชนะท่ี
บรรจุ ทาให้มีรปู รา่ งเปลย่ี นแปลงตามขนาดและรปู ร่างของภาชนะ แกส๊ มคี วามหนาแนน่ ตา่ กวา่ ของแขง็ และ
ของเหลวมาก สามารถบีบอัดใหม้ ปี รมิ าตรลดลงได้
ประเภทของแกส๊
1. แก๊สอดุ มคติ (Ideal gas) หรือเรียกวา่ แก๊สสมบูรณ์ หรอื แก๊สสมมติ2. แก๊สจริง (Real gas)แก๊สอดุ มคติ
(Ideal gas) เป็นแกส๊ ท่ีไมม่ ีอยูจ่ รงิ นกั วิทยาศาสตร์กาหนดข้ึนเพือ่ อธิบายสมบตั ิต่าง ๆ ทเ่ี กีย่ วกับแก๊ส โดยใหม้ ี
พฤติกรรมเปน็ ไปตามกฎของแกส๊ ไม่วา่ ทอ่ี ุณหภูมิหรือความดันใด แก๊สสมบรู ณ์เปน็ แกส๊ ทไ่ี มม่ ีแรงยดึ เหนี่ยว
ระหวา่ งโมเลกุลแก๊สจรงิ (Real gas) หมายถึงแกส๊ ทไ่ี มเ่ ป็นไปตามกฎตา่ ง ๆ ของแก๊สสมบรู ณ์ เปน็ แก๊สที่มีอยู่
จรงิ ในธรรมชาติ มแี รงยึดเหนย่ี วระหวา่ งโมเลกลุ นอ้ ย แตใ่ นบางสภาวะแกส๊ จรงิ อาจมสี มบัติใกล้เคียงกบั แกส๊
สมบูรณ์ได้ คือท่อี ณุ หภูมิสูงและความดันต่ามาก ๆ แก๊สจริงทมี่ ีสมบตั ใิ กลเ้ คียงกับแก๊สสมบูรณ์มากที่สุดที่
อณุ หภมู ิห้องและความดนั 1 บรรยากาศคือแกส๊ เฉอ่ื ย (Innert gas) สมบตั ิของแกส๊ ท่ีศึกษากันได้แก่ มวล
ปริมาตร ความดนั อุณหภูมิ การนาความร้อน และการแพร่ เปน็ ตน้ เมอ่ื กล่าวถึงแก๊ส จะต้องระบปุ รมิ าตร
อณุ หภมู ิ และความดนั ด้วย เนือ่ งจากเปน็ สมบัติเฉพาะของแก๊ส (Intensive properties)·ปรมิ าตร (Volume)
ในการวัดปริมาตรของแกส๊ ใช้หนว่ ยลกู บาศก์เดซิเมตร (dm3) ถา้ เป็นหนว่ ยยอ่ ยใชห้ น่วยลกู บาศก์เซนตเิ มตร
(cm3)·อณุ หภมู ิ (Temperature) เครอ่ื งมือทใ่ี ชว้ ัดอณุ หภูมิคอื เทอรม์ อมิเตอร์ เทอร์มอคัพเพิล และไพโรมิเตอร์
มาตรส่วนท่ใี ช้วดั อุณหภมู คิ อื เซลเซยี ส (OC) เคลวนิ (K) ฟาเรนไฮต์ (F) และโรเมอร์ (R) สาหรบั การคานวณ
เร่ืองแก๊สใช้ เคลวนิ หรอื เรียกว่าองศาสมั บรู ณ์ (Absolute temperature)ความสัมพันธ์ระหว่างเคลวนิ กับ
เซลเซยี ส
K = 273.15 + OC
เนอ่ื งจากปรมิ าตรของแกส๊ เปลย่ี นแปลงไปตามอุณหภมู ิและความดัน เพ่ือความสะดวกในการเปรียบเทียบ
ปริมาตรของแก๊ส จงึ กาหนดอณุ หภูมิและความดันมาตรฐานขนึ้ เรียกชอ่ื วา่ สภาวะอุณหภมู ิและความดัน
มาตรฐาน (Standard Temperature and Pressure : STP) ซ่งึ มอี ณุ หภูมเิ ท่ากับ 0 OC ความดนั 1
บรรยากาศ หรือ 760 mmHg
แนวข้อสอบ O - net
1. อนภุ าคของแก๊สจะมกี ารจดั เรียงตามข้อใด
ก. จับตัวอย่างหลวมๆ เคลอ่ื นไหวได้ยาก
ข. จบั ตัวอย่างหลวมๆ เคล่ือนไหวได้งา่ ย
ค. จับตัวกันแน่น แรงยึดเหน่ยี วมีค่ามาก เคลื่อนไหวยาก
ง. อยู่อย่างกระจัดกระจาย อนุภาคมีการเคล่ือนท่ีอย่างอิสระ
2. ขอ้ ใดเป็นคุณลกั ษณะของสารทอ่ี ยู่ในสถานะของเหลว
ก. ทะลผุ ่านได้ยาก
ข. บีบอดั ให้เลก็ ลงไมไ่ ด้
ค. มรี ูปร่างเปลยี่ นแปลงตามภาชนะท่บี รรจุ
ง. รูปร่างไม่เปลีย่ นแปลงตามภาชนะทีบ่ รรจุ
ทมี่ า http://www.thaischool1.in.th/_files_school/90070003/workteacher/90070003_1_20180507-194323.pdf
แผนจัดการเรยี นรทู้ ่ี 13 หน่วยยอ่ ยที่ 4
ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ อณุ หภูมแิ ละความรอ้ น เวลา 2 ชัว่ โมง
เรื่อง อนภุ าคของสารกบั การเปล่ยี นสถานะ ผสู้ อน นายศุภกิตต์ิ ประเสริฐ
วนั ท่ีทาการสอน....................เดือน................................พ.ศ.................
1. สาระสาคญั 2. มาตรฐาน/ตวั ชี้วัด
อนภุ าคของสารหมายถึงสสารทีม่ ีปริมาณน้อยมากหรือเล็กมาก แบ่ง ว 2.3 ม.1/3 สรา้ งแบบจา้ ลองที่อธิบายการขยายตัวหรอื หดตวั
ออกเป็นของแขง็ ของเหลว แก๊ส เม่ือสารไดร้ บั ความร้อนจะมกี าร ของสสาร เนื่องจากได้รับหรือสูญเสยี ความรอ้ น
เปล่ียนแปลงสถานะ เมอื่ สารในสถานะต่าง ๆ ไดร้ บั ความร้อน สารจะเกิด
การเปลีย่ นสถานะ 4. ชิน้ งาน/ภาระงาน
3. เนอ้ื หา/สาระการเรียนรู้ - ใบงาน Diagram เรื่อง อนภุ าคของสารกบั การเปล่ยี นสถานะ
- ใบงาน เร่ือง แกส๊ ในอุดมคติ (ตามแนว Pisa)
- อนภุ าคของสารกบั การเปล่ียนสถานะ
5. สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น 6. เครื่องมอื การสอนคิด
- ความสามารถในการคิด - Diagram, Six thinking hats (White hat, yellow hat)
- ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
กิจกรรมการเรยี นรู้
7. ขัน้ ของกจิ กรรม 8. สอ่ื 9. วิธีวดั ผล
Do Now ( 3 นาที ) - power point ประกอบการ - ประเมนิ ใบงาน
บอกส่งิ ทนี่ ักเรยี นกลัวที่สุดในชีวติ ห้ามซ้ากัน สอน เรื่อง อนุภาคของสารกบั Diagram เรือ่ ง อนุภาค
การเปลย่ี นสถานะ ของสารกบั การเปลยี่ น
Purpose ( 2 นาที ) สถานะ
เราจะเรียนเร่อื ง อนภุ าคของสารกบั การเปล่ียนสถานะเพอื่ ให้นกั เรยี นสามารถอธบิ าย - ใบความรู้ เร่อื ง อนภุ าคของ - แบบประเมนิ ใบงาน
สารกบั การเปลี่ยนสถานะ เร่อื ง แกส๊ ในอุดมคติ (ตาม
อนภุ าคของสารกบั การเปลีย่ นสถานะได้ แนว Pisa)
Work mode (110นาที) - ใบงาน Diagram เรอ่ื ง
1. นกั เรียนตอบคา้ ถามก่อนเร่มิ บทเรยี น “นกั เรยี นคิดวา่ การท่นี า้ กลายเป็นน้าแข็งไดอ้ ัน อนุภาคของสารกับการเปล่ียน
เน่ืองจากสาเหตุใด” (พอเพยี ง2:ความมีเหตผุ ล) (5นาท)ี สถานะ
2. นักเรียนฟังการบรรยายเรือ่ ง อนภุ าคของสารกับการเปล่ียนสถานะ จากครผู ู้สอนโดยใชส้ ่ือ - ใบงาน เรื่อง แก๊สในอุดมคติ
ประกอบการสอน Power point (สมรรถนะ 3) (15นาท)ี (ตามแนว Pisa)
3. นักเรียนทดสอบความรู้เรื่อง อนภุ าคของสารกบั การเปลี่ยนสถานะโดยครูผู้สอนเปน็ ส่มุ ชีการ
เปล่ียนสถานะของอนุภาคของสารวา่ เป็นการดูดหรือคายความร้อนใหน้ ักเรยี นตอบ (25นาที)
4. นักเรยี นแบ่งกลมุ่ ๆละ 5-6 คน ศึกษาใบความรู้ เรือ่ ง อนภุ าคของสารกับการเปลีย่ นสถานะ
จากบทเรียนออนไลน์(พอเพียง7:สงั คม) (สมรรถนะ 4) (15 นาท)ี
5. นักเรียนสรปุ ความรใู้ นรปู แบบผงั มโนทศั น์โดยท้าลงในใบงาน Diagram เร่ือง ใบความรู้
เรือ่ ง อนุภาคของสารกบั การเปลย่ี นสถานะ(คิด9:คิดเชิงมโนทศั น์) (สมรรถนะ 2) (30นาที)
6.นักเรยี นรว่ มกนั วเิ คราะห์คา้ ตอบแล้วเขียนลงในใบงานPISA เรอ่ื งแก๊สในอดุ มคติ (15นาที)
7. นกั เรียนและครรู ่วมกนั อภปิ รายเกยี่ วกับอนุภาคของสารกบั การเปลย่ี นสถานะโดยใชค้ ้าถาม
ดังนี (5นาที)
- การดูดและการคายความรอ้ นมีประโยชนต์ ่อชวี ติ ประจา้ วันมนษุ ย์อยา่ งไร )(yellow hat)
- นกั เรียนมีวธิ ีท้าใหน้ ้าแข็งกลายเปน็ น้าแบบรวดเรว็ ทีส่ ุดอยา่ งไร (White Hat)
Reflective Thinking (5นาที)
“2 ส่ิงที่นักเรียนได้รับจากการเรยี นในวันนี” (3นาที)
นกั เรยี นทา้ แนวขอ้ สอบ o-net 1 ขอ้ (2นาท)ี
ใบความรู้
เรอื่ ง การเปลี่ยนแปลงสถานะ
การเปล่ยี นสถานะของนา้
แม้ว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่ของบรรยากาศจะเป็นไนโตรเจนและออกซิเจน แต่แก๊สทังสองชนิดไม่ได้มี
อิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เน่ืองจากมีจุดหลอมเหลวและจุดเยือกแข็งต้่ามาก อุณหภูมิของ
บรรยากาศและพืนผิวโลกสูงเกินกว่าท่ีจะท้าให้แก๊สทังสองชนิดเปล่ียนสถานะได้ ยกตัวอย่าง หากจะท้าให้แก๊ส
ไนโตรเจนในอากาศเปล่ียนสถานะเปน็ ของเหลว อณุ หภมู ิอากาศจะต้องลดต่้าลงถึง -196°C ซง่ึ เป็นไปไมไ่ ด้เนือ่ งจาก
โลกอย่ใู กล้ดวงอาทิตย์มากเกินไป ในทางตรงข้ามแมบ้ รรยากาศจะมีไอน้าอยู่เพียงเลก็ น้อย ประมาณ 0.1 - 4% แต่ก็
มีอิทธิพลท้าให้เกิดการเปล่ียนแปลงสภาพอากาศได้อย่างรุนแรง เป็นเพราะว่าน้าในอากาศสามารถเปล่ียนสถานะ
กลบั ไปกลบั มาได้ทังสามสถานะ เน่อื งจากอุณหภูมิ ณ จดุ หลอมเหลวและจุดเยือกแข็งของน้าไมแ่ ตกต่างกนั มาก
ไอน้า (Vapor) คือน้าทอ่ี ยู่ในสถานะแกส๊ ไอนา้ เป็นแก๊สที่ไมม่ ีสี ไมม่ กี ลิน่ โปร่งใสมองไมเ่ ห็น น้าในอากาศ
สามารถเปลย่ี นจากสถานะหนึ่งไปส่อู กี สถานะหนงึ่ กลับไปกลบั มาได้ โดยไมต่ อ้ งพ่ึงพาการถ่ายเทความร้อนและมวล
สารจากสิ่งแวดล้อม กลไกการเปล่ยี นแปลงในลกั ษณะนีเรยี กวา่ "กระบวนแอเดียแบติก" (Adiabatic process) การ
เปลยี่ นสถานะของน้าท้าให้การดดู กลนื หรอื การคายความร้อนซ่ึงเรียกวา่ “ความร้อนแฝง” (Latent heat) ดังทแี่ สดง
ในภาพท่ี 1 ความรอ้ นแฝงมีหนว่ ยวดั เปน็ แคลอรี 1 แคลอรี เท่ากบั ปรมิ าณความร้อนซึ่งทา้ ใหน้ า้ 1 กรมั มอี ุณหภูมิ
สงู ขึน 1°C (ดังนันหากเราเพิ่มความรอ้ น 10 แคลอรี ใหก้ บั นา้ 1 กรมั น้าจะมีอณุ หภูมสิ งู ขึน 10°C)
พลังงานทใี่ ช้ในการเปลยี่ นสถานะของนา้
ใบงาน Diagram
เรื่อง การเปลย่ี นแปลงสถานะ
คาช้แี จง ใหน้ ักเรยี นสรปุ ความร้เู รื่อง อณุ หภูมิและความรอ้ น ในรูปแบบของ Web diagram
แบบประเมนิ ใบงาน Diagram
คาชแ้ี จง : ให้ผู้สอนประเมนิ ผลงานใบงานนักเรยี น โดยการประเมินคะแนนลงในช่องรายการ
ประเมนิ กา้ หนดตามตาราง
แนบท้ายแบบระเมนิ ใบงาน Diagram
ลาดับ ชอ่ื -สกุล รูปแบบ เน้ือหา นาเสนอ ความ ตรงต่อ รวม สรปุ ผล
ท่ี ของผูร้ ับ (4 คะแนน) (4 คะแนน) (4 สวยงาม เวลา 20 การประเมนิ
(4 คะแนน) (4 คะแนน ผ่าน/ไมผ่ ่าน
การ คะแนน) คะแนน)
ประเมนิ
ลงช่ือ…………………………………………..ผูป้ ระเมิน
…….……/……………/…………
เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 – 20 ดมี าก
14 – 17 ดี
10 – 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรบั ปรุง
นกั เรียนระดับคุณภาพท่ี พอใช้ ขึนไปถือวา่ ผ่าน
ตารางแนบทา้ ยแบบประเมินใบงาน Diagram
เกณฑ์การ ระดบั การประเมิน
ประเมิน 4 (ดมี าก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ปรบั ปรุง)
รูปแบบ - มีหัวข้อท่ีชัดเจน - มีหวั ข้อท่ีชดั เจน - มหี ัวขอ้ ที่ชดั เจน - มีหัวข้อที่ชดั เจน
- เขียนอยูใ่ นกรอบ - เขียนอยูใ่ นกรอบ - เขียนอยใู่ นกรอบ - เขียนอยใู่ นกรอบ
- ใช้ค้าสา้ คัญตรงประเดน็ - ใช้ค้าสา้ คญั ตรง - ใช้คา้ สา้ คญั ตรง
-ใช้สญั ลักษณห์ รือภาพส่ือ ประเดน็ ประเด็น
ความหมาย -ใช้สญั ลกั ษณห์ รือภาพ
- ใช้สีสนั ท่วั แผ่น ส่ือความหมาย
เนื้อหา - เนือหาครบถว้ นตามสาระ -เนอื หาถกู ต้องตามสาระ - เนอื หาถูกตอ้ งตาม - เนอื หาถกู ต้องตาม
ท่ีก้าหนด 100% ท่ีกา้ หนด 80-99% สาระท่กี ้าหนด 60- สาระทกี่ ้าหนดต้่ากว่า
- เขียนถกู ตอ้ งตามหลกั - เขยี นถูกต้องตามหลัก 79% 59%
ภาษา 100% ภาษา 80-99% - เขยี นถูกตอ้ งตามหลัก - เขยี นถูกต้องตามหลกั
- ล้าดับหัวข้อเนอื หาชัดเจน - ลา้ ดับหวั ข้อเนือหา ภาษา 60-79% ภาษาตา้่ กวา่ 59%
- มีการสรุปไดอ้ ยา่ งสมเหตุ ชัดเจน - มีการสรุปได้อยา่ งสม - มีการสรปุ ไม่
สมผล 100% - มกี ารสรปุ ไดอ้ ย่าง เหตุ สมเหตุสมผลต่า้ กวา่
สมเหตุสมผล 80-99% สมผล 60-79% 59%
การ - พูดชดั เจนเสียงดงั ฟังชดั - พูดชดั เจนเสยี งดงั ฟงั - การพูดเหมาะสม - สามารถพดู นา้ เสนอ
นาเสนอ - ใช้ภาษาทางการถกู ต้อง ชัด -ใช้ภาษาทางการ ได้
ตามอกั ขระ100% - ใชภ้ าษาทางการ ถกู ต้อง ตามอกั ขระ -ใชภ้ าษาทางการ
-บุคลกิ ภาพดแี ละมีความ ถูกต้องตามอกั ขระ 60-79% ถูกตอ้ งตามอักขระต่า้
มั่นใจ 80 -99% - บุคลิกภาพเหมาะสม กว่า 59%
- มกี ารใช้ส่ือประกอบการ - บคุ ลกิ ภาพดี - บคุ ลกิ ภาพเหมาะสม
นา้ เสนอ - ความพรอ้ มในการ
- ความพร้อมในการนา้ เสนอ น้าเสนอไดบ้ างส่วน
ความ - ใช้สีสนั สวยงาม - ใช้สสี ันสวยงาม -ใช้สสี ันสวยงามและมี - ใช้สสี ันสวยงามหรอื
สวยงาม - มีความสะอาด - มีความสะอาด ความสะอาด เป็นไปตามเกณฑอ์ ยา่ ง
- มีความคิดสร้างสรรค์ - มีความคิดสรา้ งสรรค์ ใดอยา่ งหนงึ่
-ความเป็นระเบยี บอ่านงา่ ย
การตรง - สง่ ผลงานครบถ้วน - สง่ ผลงานครบถ้วน - ส่งผลงานครบถ้วน - ส่งผลงานครบถว้ น
ตอ่ เวลา ตรงตามเวลาท่ีก้าหนด แต่ช้ากว่าเวลาทก่ี า้ หนด แต่ช้ากว่าเวลาที่ แตช่ า้ กว่าเวลาที่
5 นาที กา้ หนด ก้าหนด
10 นาที 15 นาที
ใบงานPISA เร่อื ง แก๊สในอดุ มคติ
คาช้แี จง : จงตอบคาถามข้อ 1 – 4 จากภาพที่กาหนดใหต้ อ่ ไปนี้ ( 10 คะแนน )
คาถามที่ 1 (ขอ้ ละ 2 คะแนน)
จากข้อมลู จงเขียนวงกลมล้อมรอบค้าว่า “ใช”่ หรือ “ไมใ่ ช่” ในแตล่ ะข้อความ
ข้อ ขอ้ ความ คาตอบ
1. คา่ โบลทซม์ านนไ์ ม่มีการเปลี่ยนแปลง ใช่ / ไม่ใช่
2. ปริมาตรเพิม่ ความดนั จะลดลง ใช่ / ไมใ่ ช่
3. ความดันแปลผกผันกับอุณหภมู ิ ใช่ / ไม่ใช่
4. อุณหภูมเิ พิ่มความดันลดลง ใช่ / ไม่ใช่
(สมรรถนะ : การระบุปญั หาเชงิ วทิ ยาศาสตร์)
คาถามท่ี 2 (ขอ้ ละ 1 คะแนน)
จงหาพลงั งานจลนเ์ ฉล่ียของโมเลกุลของแกส๊ ที่ 42 ๐C (กา้ หนดให้ ค่าโบลตซ์ มันน์ KB = 1.38 ×10-23 J/K)
1. 86.94 ×1023 J
2. 86.94 ×1023 J
3. 652.05 ×1023 J
4. 652.05 ×10-23 J
ขอ้ คาตอบ
(สมรรถนะ : การระบุปัญหาเชงิ วทิ ยาศาสตร์) คาตอบ
ใช่ / ไมใ่ ช่
ขอ้ ข้อความ ใช่ / ไม่ใช่
1. คา่ โบลทซ์มานน์ไมม่ กี ารเปล่ยี นแปลง ใช่ / ไมใ่ ช่
2. ปริมาตรเพมิ่ ความดันจะลดลง ใช่ / ไม่ใช่
3. ความดนั แปลผกผันกับอุณหภมู ิ
4. อณุ หภมู ิเพมิ่ ความดนั ลดลง
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน / แนวคาตอบ
คาถามที่ 1 (ขอ้ ละ 2 คะแนน)
จากขอ้ มูล จงเขยี นวงกลมล้อมรอบค้าวา่ “ใช”่ หรือ “ไมใ่ ช่” ในแตล่ ะขอ้ ความ
คะแนนเต็ม 2 คะแนน คะแนนเต็ม 1 คะแนน คะแนนเต็ม 0 คะแนน
ตอบถูก 3 ขอ้ ตอบถูก 2-0 ข้อ
ตอบถกู ทัง 4 ข้อ : ใช่ / ไม่ใช่
/ ใช่ / ไมใ่ ช่
คาถามที่ 2 (ข้อละ 1 คะแนน)
ขอ้ คาตอบ
4 652.05 ×10-23 J
เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
3 ดมี าก
2 ดี
1 พอใช้
จ ปรบั ปรงุ
นกั เรียนระดบั คณุ ภาพท่ี พอใช้ ขนึ ไปถอื ว่า ผ่าน
แนวขอ้ สอบ
ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกต้องเก่ยี วกบั การเปล่ียนสถานะของสาร
1. สารเปลย่ี นสถานะจากของเหลวไปเปน็ แก๊ส เรยี กว่า การกลายเปน็ ไอ
2. การระเหิดของสาร เช่น การระเหิดของลูกเหม็น พมิ เสน การบูร
3. การเปล่ยี นสถานะของสารท้าให้สารมรี ปู รา่ งและสมบัติบางอย่างเปลย่ี นไป
4. สารเปล่ยี นสถานะจากของแขง็ เป็นของเหลวเกิดจากการคายความร้อน
ของสาร
ที่มา : http://www.trueplookpanya.com/examination/answer/11358
แผนจัดการเรยี นรู้ที่ 14 หน่วยยอ่ ยที่ 4
ชือ่ หนว่ ยการเรยี นรู้ อุณหภูมแิ ละความรอ้ น เวลา 1 ชว่ั โมง
เรือ่ ง สมดลุ ความรอ้ น ผ้สู อน นายศุภกติ ต์ิ ประเสริฐ
วันทที่ าการสอน..........เดือน................พ.ศ............
1. สาระสาคัญ 2. มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั
สมดลุ ความร้อน หมายถงึ การถ่ายโอนความร้อนจากบริเวณ ว 2.3 ม.1/5 วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และคา่ นวณปรมิ าณ
ที่มคี วามรอ้ นสงู ไปสู่บรเิ วณท่ีมคี วามร้อนต่ากวา่ จนกระทงั่ อณุ หภมู ิ ความรอ้ นท่ีท่าใหส้ สารเปลยี่ นอุณหภมู แิ ละเปลย่ี นสถานะ โดยใช้
ของทง้ั สองบริเวณเทา่ กนั การถา่ ยโอนความร้อนกจ็ ะหยุด สมการ โดยใชส้ มการ Q=mc T และ Q=mL
3. สาระการเรยี นรู้ 4. ชิน้ งาน / ภาระงาน
สมดุลความรอ้ น
- ใบงาน Diagram เรอ่ื งสมดลุ ความร้อน
5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น 6. เครอื่ งมอื การสอนคิด
ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการส่อื สาร - Diagram
- Six thinking hats (Green hat) , (White hat)
กิจกรรมการเรยี นรู้ 8. สอื่ 9. วธิ ีวดั ผล
7. ขั้นของกจิ กรรม - ใบงาน
- Power Point เร่อื ง Diagram เรอื่ ง
Do Now (3 นาที) สมดุลความร้อน สมดลุ ความร้อน
บอกเหตุผลทน่ี ักเรยี นมาเรียนท่โี รงเรียนนี้มาคนละ 1 อย่าง โดยหา้ มซา่้ กัน - ใบงาน Diagram
เร่อื งสมดุลความร้อน
Purpose (2 นาที) - หอ้ งเรยี นออนไลน์
เราจะเรยี นเรอื่ งสมดุลความร้อนเพ่ือใหน้ กั เรียนสามารถอธิบายสมดุลความร้อนได้ เรื่อง สมดุลความ
ร้อน
Work mode (50 นาที)
1. นักเรียนตอบคา่ ถามโดยครูใช้คา่ ถามกระตุ้นความคดิ “ถา้ อณุ หภูมใิ นรา่ งกายของนักเรยี นสูงขน้ั จะ
ส่งผลอยา่ งไรบา้ ง” (5นาที) (คิด1 : คดิ วเิ คราะห์) White hat)
2. นักเรยี นฟงั ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ เร่อื งสมดลุ ความร้อนโดยใช้สอื่ Power point (สมรรถนะ 3) (10นาที)
3. นักเรียนศกึ ษาใบความรู้เรอ่ื งสมดุลความร้อน และสรปุ ความรใู้ นรูปแผนผังมโนทศั น์ ลงมอื ทา่ ใบ
งาน Diagram เรอื่ งสมดลุ ความรอ้ น ( 20 นาที)
4. ตัวแทนนกั เรียนออกมานา่ เสนอใบงาน Diagram เรอ่ื งสมดลุ ความร้อน (สมรรถนะ 4) ( 10 นาที )
5. นกั เรียนและครูร่วมกนั สรปุ เช่อื มโยงแนวความคิดใหม่ เกีย่ วกับเรอ่ื งสมดุลความรอ้ น (คดิ 6 : คดิ
สงั เคราะห์) พร้อมทั้งรว่ มกนั ตอบค่าถามดงั น้ี
- นกั เรียนนา่ เร่ืองสมดลุ ความร้อนมาปรบั ใช้ในชีวติ ประจ่าวนั ได้อยา่ งไร (คดิ 7 : คิดประยุกต์) Six
thinking hats (Green hat) (พอเพียง : 2) (5 นาท)ี
Reflective Thinking (5 นาที)
- 1 ส่งิ ทน่ี ักเรียนได้รับจากการเรียนในวันนี้คอื (3 นาท)ี
- ท่าแนวข้อสอบ O-NET 2 ข้อ (2 นาท)ี
ใบความรู้เรอื่ งสมดลุ ความรอ้ น
จากการถ่ายโอนความร้อน วตั ถุช้ินแรกทม่ี ีพลงั งานความร้อนมาก จะถ่ายเทพลังงานความ
ร้อนไปยงั วัตถชุ ้ินท่ีสองทม่ี ีพลงั งานความรอ้ นน้อยกวา่ ท่าใหว้ ัตถุช้นิ แรกมพี ลังงานความร้อนลดลง
และวัตถอุ กี ชนิ้ ทสี่ องมีพลังงานความรอ้ นเพิ่มขึ้นเทา่ กับพลังงานความรอ้ นที่ลดลงในวัตถุชนิ้ แรก และ
จะหยุดถ่ายโอนเมอ่ื อณุ หภมู ขิ องทั้งสองช้นิ เทา่ กัน ซึง่ เปน็ สภาพทเี่ รยี กว่า
สมดุลความรอ้ น (Thermal Equilibrium) โดยจะไม่ข้นึ อย่กู ับชนิดหรอื ขนาดของวัตถุ
. การถ่ายโอนพลังงานจะเปน็ ไปตามกฏการอนุรักษพ์ ลังงาน โดยถ้าไม่มีการสญู เสียพลังงานใหแ้ ก่
สิ่งแวดลอ้ ม และพลังงานท่ีเพิ่มขึน้ ของวัตถชุ ้ินทสี่ อง และพลังงานทลี่ ดลงของวตั ถุช้นิ ทหี่ นึ่ง เทา่ กัน จะ
ไดว้ า่
ความรอ้ นลด = ความร้อนเพิม่
โดยการคา่ นวนจะใช้สตู ร Q = mcDt หรือ Q = mL ในการคา่ นวน
หมายเหตุ
อุณหภูมิทคี่ า่ นวนไดจ้ ากสตู ร จะต้องไม่ต่ากว่าจุดเยือกแขง็ และไมเ่ กนิ จดุ เดือดของวัตถุที่
นา่ มาผสมกัน (จุดเดือดของน่้าคือ 100 องศาเซลเซยี ส จดุ เยอื กแขง็ คือ 0 องศาเซลเซยี ส) แต่ถา้ เปน็
สารอน่ื ๆ ก็จะเปน็ คา่ อ่นื ๆ
โดย
1. ถ้าอณุ หภูมทิ ค่ี ิดไดต้ า่ กว่าจุดเยือกแขง็ จะตอบว่าอณุ หภูมจิ ริงจะเท่ากับจดุ เยอื กแข็ง และใน
ขณะนัน้ สารแขง็ ตัวยังไม่หมด หรอื สารละลายไม่หมด
2. ถ้าอุณหภมู ิท่ีคิดได้สูงกว่าจดุ เดอื ด จะตอบว่าอุธหภมู ิจรงิ จะเทา่ กบั จดุ เดือด และในขณะนน้ั
สารระเหยไม่หมด หรอื สารควบแนน่ ไมห่ มด
ชื่อ..........................................................................ชนั้ ...........เลขที่.........
ใบงาน Diagram เรือ่ งสมดลุ ความรอ้ น
คาช้ีแจง นักเรียนสรปุ ความรูใ้ นรปู แบบแผนผังมโนทศั น์ ลงในใบงานตอ่ ไปนใี้ หถ้ กู ตอ้ ง
การคานวณหาค่าอุณหภูมผิ สมในสภาวะสมดลุ ความร้อนของสารสองชนิดท่นี ามาผสมกนั สามารถคานวณหา
ได้จากสมการ
เชน่ เทน้่าอุ่น 100 cm3 อณุ หภมู ิ 70 cm3 ลงในนา่้ เย็น 100 cm3 อุณหภมู ิ 10 °C จงหาอณุ หภูมิ
ของนา้่ หลังผสม (cน่า้ = 1 cal/g. °C)
1. เมื่อเทนา้่ อุ่น 100 cm3 ลงในนา้่ เย็น อณุ หภมู ิ 10 °C
น้่าอุ่นจะมอี ณุ หภมู ิ
นา่้ เย็นจะมอี ณุ หภูมิ
จนมอี ุณหภูมเิ ทา่ กัน สมมุตใิ หอ้ ุณหภมู ิผสมเท่ากับ
2. นา้่ อ่นุ 100 cm3 มีมวล
เขยี นสมการได้เปน็
นา่้ เยน็ 100 cm3 มมี วล
เขียนสมการไดเ้ ป็น
แนวข้อสอบ O –NET
1.ข้อใดกลา่ วไม่ถกู ตอ้ ง
1. อณุ หภูมิ คือ หนว่ ยท่ีใชว้ ดั ระดับความร้อนของสาร
2. พลงั งานความรอ้ นสามารถถา่ ยโอนจากสสารหนง่ึ ไปยงั อกี สสารหน่งึ ไดโ้ ดยข้ึนอย่กู บั ผลต่างของอุณหภมู ิ
3. ความร้อนจะถูกถา่ ยเทจากบริเวณท่มี ีอุณหภูมิต่าไปยังท่ที มี่ อี ณุ หภูมิสงู เสมอ
4. บรเิ วณที่มีความร้อนสงู จะมอี ณุ หภูมิสงู บริเวณทีม่ คี วามร้อนต่าจะมอี ณุ หภมู ิสูง
2. พลังงานความร้อนมีการถ่ายเทอยา่ งไร
1. อุณหภูมติ ่าไปยังอุณหภมู ิสูงเสมอ
2. อุณหภูมสิ งู ไปยังอุณหภมู ติ า่ เสมอ
3. จากวัตถุมวลนอ้ ยไปยงั วัตถมุ วลมากเสมอ
4. จากวตั ถุมวลมากไปยังวตั ถมุ วลนอ้ ยเสมอ
ที่มา : หนังสอื เรยี น Learneducation วิทยาศาสตร์ ม.1 . 2560
แบบประเมินใบงาน KWL
คาชี้แจง : ใหผ้ สู้ อนประเมนิ ผลงานใบงานนักเรยี น โดยการประเมินคะแนนลงในช่องรายการประเมินกา่ หนด
ตามตารางแนบท้ายแบบประเมนิ ใบงาน KWL
ลาดบั ที่ ชอ่ื นามสกุล การแสดง นาเสนอ ความ ตรงต่อ 20 รวม สรปุ ผลการ
ของผู้รบั การ ของผรู้ บั การ ความคิด เนอื้ หา สวยงาม เวลา คะแนน ประเมิน
1 ผา่ น/ไมผ่ ่าน
ประเมนิ ประเมิน เห้น
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
ลงชอ่ื ....................................................ผู้ประเมนิ
................/................/................
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรบั ปรงุ
นกั เรียนได้ระดบั คณุ ภาพท่ี พอใช้ ขึ้นไปถือว่า ผา่ น
ตารางแนบทา้ ยแบบประเมนิ ใบงาน KWL
เกณฑก์ าร ระดับการประเมนิ
ประเมนิ
4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรุง)
การแสดง
ความคิดเหน็ - แสดงความคิดเหน็ ในชอ่ ง K - แสดงความคิดเหน็ ในช่อง K - แสดงความคิดเห็นในชอ่ ง K - แสดงความคดิ เห็นในชอ่ ง K
ได้ 10 ขอ้ ค่าถามขนึ้ ไป ได้ 9-10 ข้อคา่ ถาม ได้ 7-8 ข้อคา่ ถาม ได้ นอ้ ยกวา่ 7 ข้อ
- แสดงความคดิ เหน็ ในชอ่ ง - แสดงความคดิ เหน็ ในช่อง - แสดงความคิดเห็นในช่อง - แสดงความคิดเห็นในช่อง
W ได้ 10 ข้อค่าถามขน้ึ ไป W ได้ 9-10 ข้อค่าถาม W ได้ 7-8 ข้อค่าถาม W ได้ น้อยกวา่ 7 ขอ้
- แสดงความคดิ เหน็ ในช่อง L - แสดงความคิดเหน็ ในชอ่ ง L - แสดงความคดิ เห็นในช่อง L - แสดงความคิดเห็นในชอ่ ง L
ได้ 10 ข้อค่าถามขน้ึ ไป ได้ 9-10 ข้อคา่ ถาม ได้ 7-8 ขอ้ คา่ ถาม ได้ น้อยกว่า 7 ข้อ
เน้ือหา - เนอื้ หาครบถว้ นตามสาระที่ - เนอ้ื หาถกู ตอ้ งตามสาระท่ี - เนื้อหาถกู ตอ้ งตามสาระท่ี - เนอ้ื หาถูกต้องตามสาระที่
กา่ หนด 100% ก่าหนด 80-99% กา่ หนด 60-79% กา่ หนดต่าวา่ 59%
การน่าเสนอ - เขียนถูกต้องตามหลกั ภาษา - เขยี นถกู ต้องตามหลักภาษา - เขียนถกู ต้องตามหลักภาษา - เขียนถกู ต้องตามหลกั ภาษา
100% 80-99% 60-79% ต่าว่า 59%
ความสวยงาม - ล่าดบั หวั ข้อเนอื้ หาชดั เจน - ลา่ ดบั หัวขอ้ เนือ้ หาชดั เจน - มกี ารสรปุ ไดอ้ ยา่ ง - มกี ารสรุปไม่สมเหตสุ มผล
การตรงต่อ - มกี ารสรปุ ได้อย่าง - มกี ารสรุปได้อยา่ ง สมเหตุสมผล 60-79% ต่าว่า 59%
สมเหตุสมผล 100% สมเหตุสมผล 80-99%
เวลา - พดู ชัดเจนเสยี งดังฟงั ชัด - พูดชดั เจนเสยี งดังฟงั ชัด - การพูดเหมาะสม - สามารถพูดนา่ เสนอได้
- ใชภ้ าษาทางการถกู ต้องตาม - ใช้ภาษาทางการถกู ต้องตาม - ใชภ้ าษาทางการถกู ต้องตาม - ใชภ้ าษาทางการถกู ตอ้ ง
อกั ขระ100% อกั ขระ80-99% อกั ขระ60-79% ตามอกั ขระต่าวา่ 59%
- บุคลกิ ภาพดีและมคี วาม - บุคลิกภาพดี - บุคลกิ ภาพเหมาะสม - บคุ ลกิ ภาพเหมาะสม
มัน่ ใจ - ความพร้อมในการน่าเสนอ
- มกี ารใช้ส่ือประกอบการ ได้บางส่วน - ใช้สสี นั สวยงามและมคี วาม - ใชส้ ีสันสวยงามหรอื เปน็ ไป
นา่ เสนอ สะอาด ตามเกณฑ์อย่างใดอย่าง
- ความพรอ้ มในการนา่ เสนอ - ใชส้ ีสันสวยงาม หนงึ่
- ใชส้ ีสันสวยงาม - มีความสะอาด สง่ ผลงานครบถ้วน แตช่ ้ากว่า
- มีความสะอาด - มคี วามคดิ สร้างสรรค์ เวลาทีก่ า่ หนด 10 นาที สง่ ผลงานครบถ้วน แตช่ ้ากวา่
- มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ เวลาที่ก่าหนด 15 นาที
- ความเป็นระเบยี บอา่ นงา่ ย ส่งผลงานครบถ้วน แต่ชา้ กวา่
ส่งผลงานครบถว้ น ตรงตาม เวลาท่ีก่าหนด 5 นาที
เวลาท่กี า่ หนด
ตอบค่าถามถูกตอ้ ง เกณฑก์ ารให้คะแนน PRACQUIZ
ตอบคา่ ถามไม่ถูกต้อง เรือ่ ง สมดุลความรอ้ น
1 คะแนน
0 คะแนน
เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
5 ดีมาก
3-4 ดี
1-2 พอใช้
0 ปรับปรุง
นักเรยี นไดร้ ะดับคุณภาพที่ ดี ข้นึ ไปถือว่า ผ่าน
แผนจดั การเรยี นรทู้ ่ี 15 หน่วยย่อยที่ 4
ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ อณุ หภมู ิและความรอ้ น เวลา 2 ช่ัวโมง
เร่ือง การดดู กลนื และคายความร้อนของสาร ผู้สอน นายศุภกิตต์ิ ประเสริฐ
วนั ที่ทาการสอน..........เดือน................พ.ศ............
1. สาระสาคัญ 2. มาตรฐาน/ตวั ช้ีวดั
วัตถทุ กุ ชนิดสามารถดูดกลืนพลงั งานรงั สี การดูดกลนื ว 2.3 ม.1/4 ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการหดและ
พลงั งานรงั สีของวัตถุเรยี กว่า "การดูดกลนื ความรอ้ น" จากการคน้ พบ ขยายตัวของสสารเนอื่ งจากความรอ้ น โดยวเิ คราะห์ สถานการณ์
ของนกั วิทยาศาสตร์พบวา่ วตั ถุที่มผี วิ นอกสีดาทบึ หรอื สเี ข้ม จะดูดกลืน ปัญหา และเสนอแนะวิธีการนาความรู้มาแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน
ความรอ้ นไดด้ ี โดยวัตถทุ ่ีมผี ิวนอกสดี าจะคายความร้อนไดไ้ ม่ดีเทา่ วตั ถุ
ที่มีผิวนอกขาว
3. สาระการเรยี นรู้ 4. ชน้ิ งาน / ภาระงาน
การดดู กลืนและคายความร้อนของสาร
- ใบงาน Creative Thinking การดูดกลนื และคายความร้อนของสาร
- ใบงาน PISA เร่ืองความรอ้ น
5. สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน 6. เครอ่ื งมือการสอนคิด
ความสามารถในการคิด - Creative Thinking - Six thinking hat (white hat)
กิจกรรมการเรยี นรู้ 8. ส่อื 9. วธิ วี ดั ผล
- Power Point เรอ่ื งการ
7. ขั้นของกิจกรรม ดดู กลนื และคายความร้อน - แบบประเมนิ ใบงาน
ของสาร Creative Thinking การ
Do Now (3 นาท)ี - ใบงาน Creative ดูดกลนื และคายความรอ้ น
บอกช่อื จังหวัดทล่ี งทา้ ยดว้ ย สระ อี โดยห้ามตอบซากัน Thinking การดดู กลืนและ ของสาร
คายความรอ้ นของสาร - แบบประเมนิ ใบงาน
Purpose (2 นาที) - ใบความรเู้ ร่ืองการดดู กลืน
เราจะเรียนเรือ่ งการดูดกลนื และคายความร้อนของสารเพื่อให้นักเรียนสามารถ และคายความรอ้ นของสาร PISA เร่อื งความร้อน
- หอ้ งเรยี นออนไลนเ์ รื่อง
อธบิ ายการดูดกลนื และคายความร้อนของสารได้ การดดู กลืนและคายความ
Work mode (110 นาท)ี ร้อนของสาร
1. นกั เรียนทบทวนจากการเรียนคาบที่แลว้ โดยครใู ช้คาถาม “สมดุลความรอ้ น - ใบงาน PISA เรื่องความ
คอื อะไร” (White Hat) (5นาที) รอ้ น
2. นกั เรียนดคู ลิป VDO เรอื่ งการดูดกลนื และคายความร้อนของสาร (พอเพยี ง3 :
การมภี ูมคิ มุ้ กนั ทีด่ ี) (15 นาที)
3. นกั เรียนฟังครอู ธบิ ายเพิม่ เติมเร่อื งการดูดกลนื และคายความรอ้ นของสาร โดย
ใช้สอ่ื Power point ประกอบการสอน (15นาที)
4. นักเรียนลงมอื ทาใบงาน Creative Thinking การดดู กลนื และคายความร้อน
ของสาร ในหัวข้อ “ออกแบบบ้านที่อยอู่ าศัยใหเ้ หมาะกับสภาพอากาศในปจั จุบนั ”
(คิด8 : คิดสรา้ งสรรค)์ (สมรรถนะ 2) (30 นาที)
5. นกั เรยี น (ตวั แทนโดยการสุ่ม) ออกมานาเสนอผลงาน Creative Thinking
การดูดกลนื และคายความร้อนของสาร ในหวั ข้อ “บา้ นท่ีอย่อู าศัยใหเ้ หมาะกบั
สภาพอากาศในปจั จบุ ัน” (สมรรถนะ 3) (15 นาที)
กิจกรรมการเรยี นรู้ 8. ส่ือ 9. วิธีวดั ผล
7. ขัน้ ของกิจกรรม
6.นักเรยี นร่วมกันวิเคราะห์คาตอบแลว้ เขียนลงในใบงาน PISA เรือ่ งความ
รอ้ น (20 นาท)ี
7. นักเรยี นและครูสรุปความรเู้ ก่ียวกับเรื่อง การดูดกลนื และคายความรอ้ น
ของสสาร โดยนกั เรียนตอบคาถามดังนี (Six thinking hat) (10นาที)
การดูดกลนื และคายความร้อนนาไปใช้ประโยชน์ในด้านใดไดบ้ า้ ง ?
(Yellow hat)
Reflective Thinking (5 นาท)ี
- 1 ส่ิงท่นี ักเรียนได้รับจากการเรียนในวันนีคือ (3 นาท)ี
- ทาแนวข้อสอบ O-NET 2 ข้อ (2 นาที)
ใบความร้เู รือ่ งการดดู กลืนและคายความรอ้ นของสาร
การดดู กลืนและการคายความร้อน
เม่อื ประมาณ 4,600 ล้านปที ี่ผา่ นมา ดวงอาทติ ย์ไดส้ อ่ งแสงมายงั โลกตลอดเวลา โดยพืชใช้แสงใน
กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง ซ่ึงเป็นปฏกิ ริ ิยาทางเคมีทมี่ ีความจาเปน็ ต่อส่ิงมีชวี ิตบนโลก
เมอ่ื ปี พ.ศ. 2210 เซอร์ไอแซค นิวตัน นกั วทิ ยาศาสตร์ชาวองั กฤษ ได้ทดลองเกีย่ วกบั เร่ืองแสง
พบวา่ ถ้าใหแ้ สงอาทติ ย์ส่องผา่ นปรซิ มึ แสงจะเกดิ การหกั เหออกมาเป็นแสงสตี ่าง ๆ 7 สี เร่มิ จากแสงที่มคี วาม
ยาวคลื่นสันไปหาแสงท่ีมคี วามยาวคลื่นยาวไดด้ งั นคี ือ ม่วง คราม นาเงิน เขยี ว เหลอื ง ส้ม และแดง ที่
สามารถมองเห็นไดน้ อกจากแสงทัง 7 สแี ลว้ ยังมีรงั สีอ่ืน ๆ ทีต่ าไมส่ ามารถมองเห็นได้อกี หลายชนิด ทงั ทมี่ ี
ความยาวคลน่ื สนั และท่มี คี วามยาวคลื่นยาว
ในปี พ.ศ. 2343 วิลเลยี ม เฮอร์สเชล (William Herschel) นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษได้คน้ พบแสง
ชนิดใหมท่ ่ีสายตามนษุ ย์ไมส่ ามารถมองเห็นได้ โดยเฮอรส์ เชลใหแ้ สงอาทิตยส์ ่องผ่านปรซิ มึ แล้ววัดอณุ หภมู ขิ องสี
ทงั 7 สี ทีเ่ รียกวา่ สเปกตรัม เขาพบวา่ สแี ดง เป็นสีทรี่ ้อนท่ีสดุ แต่ส่งิ ท่ีน่าแปลกใจกค็ อื ช่วงแสงที่อยถู่ ัดจาก
แสงสีแดงออกไปมีอุณหภูมสิ ูงกว่าแสงสแี ดง ซ่งึ ช่วงแสงดงั กล่าวเป็นรังสคี วามรอ้ นท่ีมองไมเ่ ห็นท่ีเรยี กวา่ รังสีใต้
แดง (Infrared)
เมอื่ พ.ศ. 2428 แมกซ์ แพลงค์ (Max Planck) ไดค้ ้นพบทฤษฎีความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอุณหภมู ิและ
การแผ่รงั สคี วามรอ้ น ซ่ีงเขาไดพ้ ิสจู น์ว่าวัตถทุ ุกชนิดเม่ือไดร้ ับรังสจี ากดวงอาทติ ยจ์ ะทาให้มอี ุณหภูมิสูงขึน
หมายความว่าวัตถุทุกชนิดนันสามารถรบั พลังงานความร้อนในรปู ของแสงหรอื รังสจี ากดวงอาทติ ย์ และสามารถ
ถ่ายเทพลังงานความรอ้ นออกมาได้
การดดู กลนื ความรอ้ นของวัตถุ
การดดู กลืนความร้อนของวัตถุ หมายถึง การท่วี ตั ถุบนโลกได้รับความรอ้ นจากดวงอาทติ ย์แลว้ เกบ็ สะสม
ความรอ้ นไว้ภายใน ส่งผลให้วตั ถไุ ดร้ ับพลงั งานความรอ้ นเพมิ่ ขึน เชน่ ถา้ นกั เรยี นยืนอย่กู ลางแสงแดดเป็น
เวลานาน จะรูส้ ึกร้อนและพบว่ารา่ งกายของนักเรียนแต่ละส่วนจะมอี ณุ หภูมิไม่เทา่ กัน ซง่ึ บริเวณที่ร้อนท่ีสุด คือ
ศรี ษะทังนีเนอ่ื งจากดวงอาทิตย์จะแผ่พลงั งานความรอ้ นออกมายังโลกในรปู ของพลังงานแสง เมื่อมากระทบกบั
วัตถบุ นโลก วตั ถุเหล่านันจะดูดกลืนความร้อนเกบ็ สะสมไว้ภายใน ส่งผลให้วตั ถไุ ดร้ ับพลังงานความร้อนเพม่ิ ขึน
ดังนัน เม่ือเวลาอยู่กลางแสงแดดจงึ ทาใหว้ ัตถรุ ้อนขึน
การคายความร้อนของวตั ถุ หมายถงึ การที่วัตถุดดู กลืนพลังงานความรอ้ นไวแ้ ลว้ ก็จะแผร่ งั สคี วามรอ้ น
หรอื ปลดปลอ่ ยความรอ้ นออกมา วตั ถุทีด่ ดู กลนื ความร้อนไว้มากจะแผ่รงั สีความร้อนที่มคี วามยาวคล่ืนของแสงสี
แดง ดงั นันวตั ถุทีร่ อ้ นจัดจงึ เห็นเปน็ สแี ดง และเม่ือทาใหร้ ้อนขนึ ไปอีกก็จะแผ่รงั สีอน่ื ท่มี ีความยาวคลืน่ แตกต่างกัน
ออกมาเรื่อย ๆ จนในทสี่ ุดเมอ่ื ร้อนจัดก็จะปล่อยแสงสว่างที่ตาเรามองเห็นได้ออกมา
ปจั จยั ทีม่ ผี ลต่อการดูดกลนื และการคายความร้อน
วัตถุตา่ ง ๆ มีสมบัติการดูดกลนื และคายความร้อนแตกต่างกัน หากเรามคี วามรู้ความเข้าใจเกย่ี วกับ
สมบัติดงั กลา่ วของวัตถุ ก็จะทาใหส้ ามารถเลือกใชว้ ตั ถุไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ซึ่งการดูดกลนื จะคายความร้อนของวัตถุ
ขึนอยู่กบั ปจั จัย ดังนี
1) สี วตั ถทุ ม่ี ีสีเข้มจะดูดกลนื และคายความร้อนได้ดกี ว่าวตั ถทุ ม่ี ีสอี อ่ น เชน่ รถยนต์สีดากบั รถยนตส์ ี
ขาว เม่ือจอดปดิ กระจกอยกู่ ลางแดด ภายในรถยนต์สดี าจะร้อนเรว็ กว่ารถยนต์สขี าว และคายความรอ้ นไดเ้ ร็ว
กว่าดว้ ย
2) เนอื้ วตั ถุ วตั ถทุ ม่ี เี นือหยาบและผวิ ด้านจะดดู กลืนและคายความร้อนไดด้ กี วา่ วัตถทุ ม่ี ีเนือละเอียด ผิว
เปน็ มัน
3. อุณหภมู ิ วัตถทุ มี่ อี ุณหภมู ิต่ากว่าอณุ หภมู ิของส่ิงแวดล้อมมากจะดูดกลนื ความรอ้ นไดเ้ รว็ เช่น แกว้
กาแฟสองใบตังไว้ในหอ้ งท่ีมีอุณหภมู ิ 25 ℃ แกว้ กาแฟที่มอี ณุ หภมู ิ 10 ℃ จะดดู กลนื ความร้อนไดเ้ ร็วกวา่
แกว้ กาแฟท่ีมีอุณหภมู ิ 20 ℃
วัตถุท่มี ีอุณหภูมิสูงกวา่ อุณหภูมขิ องส่งิ แวดลอ้ มมาก จะแผ่รังสีหรือคายความร้อนได้เรว็ เชน่ ตังแก้ว
กาแฟทังสองใบไวใ้ นห้องอณุ หภมู ิ 25 ℃ แกว้ กาแฟใบท่ีมอี ุณหภูมิ 80 ℃ จะคายความรอ้ นไดเ้ ร็วกวา่ แกว้
กาแฟทม่ี ีอณุ หภูมิ 40 ℃
4) พนื้ ทผี่ วิ วตั ถทุ ม่ี พี นื ทผ่ี วิ มากจะดูดกลนื และคายความร้อนได้เร็วกวา่ วัตถทุ ีม่ พี ืนผวิ นอ้ ย
การนาความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
มนษุ ยน์ าความรเู้ ร่อื งการดูดกลนื และคายความรอ้ นมาใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวัน เชน่
- กลอ้ งเทอร์มอล อมิ เมจ (thermal image) การประดษิ ฐก์ ลอ้ งเทอรม์ อล อมิ เมจ
ส่องดวู ัตถุ หรอื สิ่งต่าง ๆ ในท่ีมืดสนิท ทาให้เราสามารถมองเห็นวัตถุในท่มี ดื ได้ กล้องชนดิ นีจะอาศัยหลักการ
ท่วี ่าวัตถุทุกชนิดจะแผ่รังสีความรอ้ นออกมาตลอดเวลานนั่ เอง
- การเอกซเรย์ ในทางการแพทยส์ ามารถใชร้ ังสีเอกซถ์ า่ ยภาพส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย
คนลงบนแผ่นฟลิ ม์ เพ่อื วินิจฉยั โรค เนอ่ื งจากอวยั วะ แต่ละส่วนจะแผร่ ังสีความรอ้ นออกมาไมเ่ ทา่ กนั ภาพที่ถา่ ย
ได้จงึ มีสีต่างกนั ถ้าอวยั วะส่วนใดเกิดโรคขึนจะทาใหภ้ าพทอี่ อกมามีสีผิดไปจากปกติ
- ในทางอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมทต่ี อ้ งใช้ไอนาท่ีส่งมาตามทอ่ จะตอ้ งหุ้มทอ่ ด้วย
ฉนวนท่ีหนา เพือ่ ป้องกันความรอ้ นรวั่ ไหลออกจากผนงั ท่อ ถ้าเกิดมรี อยร่ัวแม้แตเ่ พยี งเลก็ นอ้ ย จะทาให้ความ
รอ้ นสญู หายไป ซ่ึงไม่สามารถตรวจสอบดว้ ยตาได้เลย แต่ถ้าใชถ้ ่ายด้วยฟลิ ์มไวแสงอนิ ฟราเรด จะเห็นรอยรว่ั ได้
อย่างชดั เจน
- การสารวจทรพั ยากรธรรมชาติ โดยการถา่ ยภาพของผิวโลก และใต้ผิวโลกจาก
ดาวเทียมทโ่ี คจรอยู่รอบโลกดว้ ยฟิล์มไวแสงอนิ ฟราเรด ซึง่ อาศัยหลักการทวี่ ่าวัตถุทุกชนิดสะทอ้ นคลื่นความร้อน
ออกมา โดยนาจะไมส่ ะท้อนคลืน่ ความร้อน แตจ่ ะสะท้อนแสงสเี ขยี ว-นาเงิน พืชสีเขยี วจะสะท้อนคล่ืนความร้อน
ได้ดี ซง่ึ จะได้ภาพสีส้ม-แดง จากภาพที่ถ่ายไดจ้ งึ สามารถสารวจพนื ทไี่ ดว้ ่ามีทรัพยากรธรรมชาตใิ ดอยู่บา้ ง
- การกอ่ สร้างอาคารโดยใชแ้ กว้ เปน็ ผนงั เนอ่ื งจากความมันวาว ของผนังแก้วจะสะทอ้ นรงั สคี วาม
ร้อน ด้วยเหตทุ ีแ่ กว้ เป็นตวั นาความร้อนท่ไี มด่ ี ความรอ้ นจึงไมส่ ามารถสง่ ผ่านจากภายนอกอาคารเข้าไปในอาคาร
ได้งา่ ย ๆ
- การกอ่ สร้าง นิยมใช้คอนกรตี เปน็ วสั ดใุ นการกอ่ สรา้ ง เพราะคอนกรตี เป็นตวั นาความร้อนท่ไี ม่ดี
ความร้อนจากดวงอาทิตยแ์ ละสภาพแวดลอ้ มโดยรอบอาคารไม่สามารถเคลอ่ื นที่ผ่านคอนกรตี ได้ง่าย จึงทาให้
อณุ หภมู ิภายในอาคารไมร่ ้อน
- การออกแบบชุดนักบินอวกาศ จะตอ้ งออกแบบให้เหมาะสมกบั การดารงชีวิตในอวกาศ
โดยชุดภายนอกจะมีสีขาวเพอ่ื ให้สะท้อนรังสที ี่แผ่มาจากดวงอาทิตยซ์ ่งึ จะช่วยป้องกนั นกั บนิ อวกาศจากการดูดกลนื
รงั สี ซึ่งอาจทาให้รา่ งกายของเขาได้รบั ความรอ้ นในปรมิ าณท่มี าก นอกจากนหี มวกกนั ภัยยงั ประดิษฐ์ขนึ จากวสั ดุท่ี
เปน็ ฉนวนพเิ ศษใช้ปอ้ งกนั การส่งผา่ นความร้อนโดยการนาความรอ้ น
- การประดิษฐ์กาตม้ น้าร้อน ซง่ึ ตัวกาตม้ นารอ้ นจะประดิษฐ์ให้มีสเี งินวาวและผวิ มนั เรียบ เพราะ
คุณลักษณะเช่นนี จะทาใหก้ าตม้ นาร้อนเปน็ ตวั ปลดปลอ่ ยรงั สีความร้อนทไี่ มด่ จี ึงทาใหน้ าทตี่ ้มแลว้ เก็บไวน้ าน ๆ นา
ก็ยังรอ้ นอยู่
- การสรา้ งรถบรรทุกนา้ มันและถังน้ามัน ตัวถังนามันของรถบรรทุกนามัน นิยมเคลือบผวิ หน้าด้วยสี
ขาวเพอื่ ชว่ ยให้สะท้อนรังสีท่ีมาจากดวงอาทติ ย์ ทาใหน้ ามนั ท่ีบรรจอุ ยูใ่ นถงั เย็นตวั
หรืออณุ หภูมิต่า ป้องกันการลุกไหมข้ องนามนั ทีเ่ กบ็ รกั ษาไว้
- การเลอื กสวมเสอื้ ผ้าใหเ้ หมาะสมกบั สภาพอากาศหรือฤดูกาล โดยถ้าอากาศร้อนหรอื เป็นฤดู
รอ้ น กค็ วรสวมเสอื ผา้ สอี ่อน เนอ่ื งจากวัตถสุ อี อ่ นจะดดู กลืนความร้อนไดน้ อ้ ย ทาใหร้ สู้ ึกเยน็ สบาย และถ้าอากาศ
เยน็ หรอื เปน็ ฤดหู นาวก็ควรสวมเสอื ผ้าสเี ขม้ เนือ่ งจา
กวัตถุสเี ข้มจะดูดกลนื ความรอ้ นไดม้ าก ทาให้รา่ งกายรูส้ ึกอบอุน่
ชื่อ..........................................................................ชนั้ ...........เลขท่ี.........
ใบงาน Creative Thinking เรอื่ งการดดู กลืนและคายความร้อนของสาร
คาชแี้ จง ใหน้ ักเรียนออกแบบบา้ นท่อี ยอู่ าศัยใหเ้ หมาะกบั สภาพอากาศในปจั จบุ นั
แนวคดิ การออกแบบบา้ น
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………...
แนวขอ้ สอบ O –NET
1. สีและลกั ษณะในขอ้ ใดทีส่ ามารถดดู กลนื และคายความรอ้ นไดด้ ที ีส่ ุด
1. สดี า ผวิ หยาบ
2. สดี าผวิ เรียบ
3. สีขาว ผวิ หยาบ
4. สขี าว ผวิ ขรขุ ระ
2. ขอ้ ใดเปน็ ประโยชนจ์ ากการสมบตั กิ ารดดู ความรอ้ นท่ีตา่ งกันของวัตถุ
1. การสรา้ งรางรถไฟ
2. การสร้างเครอ่ื งเรอื น
3. การเลอื กสีทาบ้าน
4. การสรา้ งถนน
ทมี่ า : หนงั สอื เรียน Learneducation ข้อสอบ วทิ ยาศาสตร์ ม.1 . 2559
ตารางแนบท้ายแบบประเมินใบงาน Creative thinking
เกณฑก์ าร ระดับการประเมิน
ประเมิน 4 (ดีมาก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรบั ปรุง)
-แปลกใหม่
ความคิด -แปลกใหม่ -แปลกใหม่ -แปลกใหม่
ริเรม่ิ - ไมซ่ าแบบใคร - ไมซ่ าแบบใคร - ดัดแปลง
สร้างสรรค์ - น่าสนใจ - ดดั แปลง
- ดัดแปลง
เนือหา - เนือหาครบถ้วน - เนือหาไมค่ รบถว้ น - เนอื หาไม่ครบถว้ น - เนอื หาไม่ครบถว้ น
100% 80-99% 60-79% ตา่ วา่ 59%
- ลาดับหวั ข้อเนือหา - ลาดบั หัวข้อเนอื หา - มกี ารสรปุ ได้อยา่ ง - มีการสรปุ ไม่
ชัดเจน ชัดเจน สมเหตุสมผล 60-79% สมเหตุสมผลต่าว่า 59%
- มกี ารสรปุ ไดอ้ ยา่ ง - มีการสรุปได้อย่าง
สมเหตุสมผล 100% สมเหตุสมผล 80-99% - สามารถรอ้ งนาเสนอได้
- บุคลิกภาพไมเ่ หมาะสม
การนาเสนอ - รอ้ งชัดเจนเสียงดงั ฟังชดั - รอ้ งชัดเจนเสยี งดงั ฟังชดั - รอ้ งพูดเหมาะสม
- บคุ ลิกภาพดแี ละมีความ - บุคลกิ ภาพดี - บุคลกิ ภาพเหมาะสม
มน่ั ใจ - ความพร้อมในการ
- ความพรอ้ มในการ นาเสนอไดบ้ างส่วน
นาเสนอ
การตรงต่อ สง่ ผลงานครบถ้วน ตรง ส่งผลงานครบถว้ น แต่ชา้ สง่ ผลงานครบถ้วน แต่ชา้ สง่ ผลงานครบถ้วน แต่ช้า
เวลา ตามเวลาทีก่ าหนด กว่าเวลาที่กาหนด 5 กว่าเวลาทกี่ าหนด 10 กวา่ เวลาทก่ี าหนด 15
นาที นาที นาที
แบบประเมนิ ใบงาน Creative thinking
คาชี้แจง : ใหผ้ ้สู อนประเมนิ ผลงานใบงานนักเรยี น โดยการประเมินคะแนนลงในชอ่ งรายการประเมินกาหนด
ตามตารางแนบทา้ ยแบบประเมนิ ใบงาน Creative thinking
กลมุ่ ท่ี ช่ือ-สกุล ความคิดรเิ รม่ิ เนือ้ หา นาเสนอ ตรงตอ่ เวลา รวม สรุปผลการประเมิน
ของผ้รู บั การประเมิน สรา้ งสรรค์ (5 (5 (5 คะแนน) 20 คะแนน ผ่าน/ไม่ผ่าน
(5 คะแนน)
คะแนน) คะแนน)
ลงชอื่ ....................................................ผปู้ ระเมนิ
................/................/................
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรบั ปรงุ
นกั เรียนได้ระดับคณุ ภาพที่ พอใช้ ขึนไปถือว่า ผ่าน
เกณฑ์การให้คะแนน PRACQUIZ
เร่ือง การดูดกลืนและคายความร้อนของสาร
ตอบคาถามถูกต้อง 1 คะแนน
ตอบคาถามไมถ่ ูกต้อง 0 คะแนน
เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ
5 ดมี าก
3-4 ดี
1-2 พอใช้
0 ปรบั ปรงุ
นกั เรยี นไดร้ ะดับคณุ ภาพท่ี ดี ขนึ ไปถอื วา่ ผ่าน
ใบงาน Pisa เร่ืองความรอ้ น
คาถามท่ี 1 : ความรอ้ น
ปิติกาลังทางานซ่อมแซมบ้านเก่าหลังหนึ่ง เขานาขวดนา ตะปูเหล็ก และไม้ชินหนึ่งไว้ท่ีท้ายรถยนต์
หลังจากที่รถออกไปอย่กู ลางแดดเป็นเวลา 3 ชัว่ โมง อณุ หภมู ิภายในรถสูงถึงประมาณ 40 ๐Cเกิดอะไรขึนกบั วัตถุ
ในรถยนต์ จงเขียนวงกลมลอ้ มรอบคาวา่ “ใช”้ หรอื “ไมใ่ ช้” ในแตล่ ะขอ้ ความ
คาถามที่ 2 : ความร้อน
สาหรับของด่ืมในระหว่างวัน ปิตมิ ีกาแฟร้อน 1 ถ้วยท่ีมอี ุณหภูมิประมาณ 90๐C และนาแร่เย็น 1 ถ้วยท่ี
มีอุณหภูมิประมาณ 5๐C ถ้วยทังสองเหมือนกันทุกประการทังลักษณะ ขนาด และปริมาตรของเคร่ืองดื่มแต่ละ
อย่างก็เท่ากัน ปิติวางถ้วยไว้ในห้องท่ีอุณหภูมิประมาณ 20๐C อุณหภูมิของกาแฟและนาแร่น่าจะเป็นเท่าใด
หลงั จากตงั ไว้ 10 นาที
1. 70 ºC และ 10 ºC
2. 90 ºC และ 5 ºC
3. 70 ºC และ 25 ºC
4. 20 ºC และ 20 ºC
การใหคะแนน ความรอน ขอ้ 1
คะแนนเตม็ : ถูกทังสามขอ : ใช ไมใช ไมใช ตามลาดบั
ไมไดคะแนน : คาตอบอื่นๆ หรือไมตอบ
การใหคะแนน ความรอน ข้อ 2
คะแนนเตม็ : ขอ 1. 70 ºC และ 10 ºC
ไมไดคะแนน : คาตอบอนื่ ๆ หรือไมตอบ
แผนจัดการเรยี นร้ทู ่ี 16 หน่วยยอ่ ยท่ี 4
ช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ อณุ หภมู ิและความรอ้ น เวลา 1 ช่วั โมง
เร่ือง การขยายตัวเชงิ ความร้อนของสาร ผู้สอน นายศุภกติ ต์ิ ประเสริฐ
วนั ทที่ าการสอน..........เดือน................พ.ศ............
1. สาระสาคัญ 2. มาตรฐาน/ตัวชี้วัด
เมื่อวัตถสุ องสิง่ อยใู่ นสมดุลความร้อน วัตถุทัง้ สองมี
ว 2.3 ม.1/3 สรา้ งแบบจาลองท่ีอธบิ ายการขยายตัวหรอื การหดตัว
อุณหภมู เิ ทา่ กัน การขยายตวั ของวัตถุเปน็ ผลจากความรอ้ นท่ีวตั ถุ ของสสารเน่ืองจากไดร้ ับหรอื สูญเสียความร้อน
ไดร้ บั เพ่ิมขน้ึ การนาความรู้เรอ่ื ง การขยายตัวของวัตถุเม่ือไดร้ ับ
ความรอ้ นไปใชป้ ระโยชน์
3. สาระการเรยี นรู้ 4. ชิน้ งาน / ภาระงาน
การขยายตวั เชิงความร้อนของสาร
- ใบงาน PMI การขยายตัวเชงิ ความร้อนของสาร
5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น 6. เครื่องมอื การสอนคดิ
ความสามารถในการคิด - PMI - Six thinking hat (White hat)
กิจกรรมการเรียนรู้ 8. ส่ือ 9. วิธีวัดผล
7. ข้ันของกจิ กรรม - Power Point เรอื่ งการ - ประเมินใบ
ขยายตัวเชิงความร้อนของ
Do Now (3 นาที) สาร งาน PMI การ
บอกสถานท่ีคลายร้อนสาหรับนักเรียนมาคนละ 1 ท่ี ห้ามซา้ กนั - ใบงาน PMI เรอื่ งการ
ขยายตัวเชิงความรอ้ นของ ขยายตัวเชงิ ความ
Purpose (2 นาที) สาร ร้อนของสาร
เราจะเรียนเรือ่ ง การขยายตัวเชิงความรอ้ นของสสาร เพอื่ อธบิ ายความร้อนและผลของความ - ใบความรเู้ รอ่ื งการการ
ขยายตัวเชงิ ความร้อนของ
ร้อนตอ่ การขยายตัวของสาร และนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ สาร
Work mode (50 นาท)ี - หอ้ งเรยี นออนไลน์เร่อื ง
การขยายตัวเชิงความรอ้ น
1. นกั เรียนตอบคาถามกระตุ้นความคิด โดยครูใชค้ าถาม “ยกตัวอยา่ งการดูดกลืนและคายความ ของสาร
ร้อนของสารในชวี ติ ประจาวัน” (White Hat) ( 5 นาท)ี
2. นกั เรียนฟงั ครอู ธิบายเพ่ิมเติมเรื่องการขยายตัวเชงิ ความรอ้ นของสารโดยใชส้ อื่ Power point
ประกอบการสอน (สมรรถนะ 3) ( 10 นาท)ี
3. นกั เรยี นบอกขอ้ ดี ขอ้ เสีย และข้อเสนอแนะ ลงมือใบงาน PMI การขยายตัวเชงิ ความร้อนของ
สาร (คดิ 1 : คดิ วิเคราะห์) (สมรรถนะ 2) (15 นาที)
4. นักเรียน (ตัวแทนโดยการสุ่ม) ออกมานาเสนอใบงาน PMI การขยายตวั เชงิ ความรอ้ นของสาร
(10 นาท)ี
5. นักเรียนและครูสรปุ ความรู้เกย่ี วกับเรือ่ ง การขยายตัวเชิงความร้อนของสาร โดยนกั เรียนตอบ
คาถามดงั น้ี (Six thinking hat) (10นาท)ี
- ยกตวั อย่างการขยายตวั เชงิ ความรอ้ นของ ของแข็ง (White Hat)
- ยกตวั อยา่ งการขยายตวั เชิงความร้อนของ ของเหลว (White Hat)
- ยกตัวอย่างการขยายตัวเชิงความร้อนของ ของแก๊ส (White Hat)
Reflective Thinking (5 นาที)
- 1 สงิ่ ทนี่ ักเรียนได้รับจากการเรยี นในวนั นีค้ อื (3 นาที)
- ทาแนวขอ้ สอบ O-NET 2 ข้อ (2 นาที)
ใบความรู้เรื่องการขยายตัวเชิงความร้อนของสสาร
ความร้อนกับการขยายตวั ของสาร
เคยสงสัยหรอื ไม่ครับว่าทาไม เวลาหน้ารอ้ น ประตหู ้องของคณุ จะปดิ ยากขึน้ กว่าปกติ (หากเป็นประตูไม้นะครบั )
และทาไมรางรถไฟจงึ ไมต่ ่อเปน็ เสน้ เดียวกันโดยตลอด ทาไมจงึ ตอ้ งเว้นชอ่ งวา่ งเล็กๆ เอาไว้ระหวา่ งรางแตล่ ะเสน้
เนอ่ื งจากวา่ วัตถเุ มอ่ื ไดร้ บั ความรอ้ นจะเกิดการขยายตวั ทาให้ความยาว พน้ื ท่หี นา้ ตัด และปรมิ าตรของ
วัตถุเพิม่ ขนึ้ มากกว่าเดมิ ในทางตรงกันขา้ มถา้ วตั ถุคายความรอ้ นออก (วัตถุมอี ณุ หภูมิเย็นลง) ยอ่ มทาใหเ้ กิดการหดตัว
ความยาว พ้นื ที่หน้าตัดและปรมิ าตรลดน้อยลง
การขยายตัวของวัตถุ
วตั ถบุ างชนิดจะขยายตวั เม่ือได้รับความร้อนและจะหดตัวเมื่อคายความร้อน การขยายตวั ของวตั ถุเปน็ สมบัติ
เฉพาะตวั ของวตั ถุ อัตราส่วนระหว่างขนาดของวัตถุที่เปล่ยี นแปลงไปกับขนาดเดิมของวัตถุตอ่ อณุ หภูมิที่เปลย่ี นแปลง
เรยี กว่า "สมั ประสิทธขิ์ องการขยายตวั " วตั ถุใดที่มสี ัมประสิทธข์ิ องการขยายตัวมากจะขยายตวั ได้มากกวา่ วัตถุท่มี ี
สัมประสิทธกิ์ ารขยายตวั นอ้ ย เช่น ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส และความดนั บรรยากาศเดยี วกัน สังกะสี ตะกวั่
อะลูมิเนียม จะขยายตัวไดม้ ากไปน้อย ตามลาดบั
ความรเู้ ร่ืองการขยายตัวของวตั ถุเม่ือไดร้ บั ความร้อนถูกนาไปใช้ประโยชนอ์ ยา่ งกวา้ งขวาง เช่น การเวน้ รอยต่อของ
รางรถไฟ การเว้นชอ่ งว่างของหัวสะพาน การประดิษฐ์เทอร์มอมเิ ตอร์ และการติดตั้งเทอร์มอสแตตไฟฟ้า เพอื่ ใชค้ วบคุม
ระดบั อุณหภูมิของเคร่อื ง
ขอ้ สงั เกตทุ ค่ี วรทราบ
1. วตั ถุชนิดเดยี วกันหากมคี วามยาวเทา่ กนั เมอ่ื ได้รบั ความรอ้ นปรมิ าณเทา่ กนั วตั ถจุ ะขยายตัวออก (ความยาว
หรอื พน้ื ท่หี น้าตัด) เทา่ กัน
2. วัตถุต่างชนิดกนั หากมีความยาวเท่ากนั เม่ือได้รบั ความรอ้ นปริมาณเท่ากัน วัตถจุ ะขยายตัวออก (ความยาว
หรือ พื้นท่หี นา้ ตัด) ไม่เทา่ กนั
การทดลอง
สามารถทาการทดลองงา่ ยๆ โดยการนาเหล็กมา 2 แทง่ ความยาวเทา่ กัน เพ่มิ ความร้อนให้แท่งเหล็กทั้ง 2 ในปรมิ าณท่ี
เทา่ กัน เมื่อวัดความยาวสดุ ท้ายจะตอ้ งเท่ากนั
หากใชเ้ หลก็ กับทองแดง ที่ความยาวเท่ากัน แทนที่ การทดลองดงั กลา่ ว ก็จะพบว่า เหล็กและทองแดง มีความยาวสดุ ท้าย
ตา่ งกัน
การทว่ี ัตถุขยายตัวไมเ่ ท่ากนั น้ี เนอื่ งจากวา่ วัตถแุ ต่ละชนดิ มีคณุ สมบัติคา่ หนึ่งที่ไม่เท่ากัน จะแปรเปล่ยี นไปตามวัตถแุ ต่
ละชนดิ ซ่งึ สามารถเรยี กคุณสมบัตอิ ันนี้ว่า “สมั ประสิทธิ์การขยายตัวตามยาว” การขยายตัวตามยาวของวัตถุใดๆ หมายถึง
การที่วัตถุน้ันขยายตัวออกไปทางด้านใดด้านหน่งึ ตามความยาวเมื่อวตั ถุน้ันได้รบั ความร้อน
ช่ือ..........................................................................ชนั้ ...........เลขท่ี.........
ใบงาน OPV การขยายตวั เชงิ ความร้อนของสาร
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นบอก ขอ้ ดี ข้อเสยี และขอ้ เสนอแนะของการขยายตัวเชิงความร้อนของสสาร
PM I
แนวขอ้ สอบ O –NET
1.ขอ้ ใดตอ่ ไปนไี้ ม่ได้นาความรูเ้ รือ่ งการขยายตัวเชิงความร้อนของสสารมาประยกุ ต์ใช้
1. การเวน้ ชอ่ งว่างของรอยตอ่ ระหว่างแผน่ โลหะรางรถไฟ
2. หลกั การทางานของเทอรม์ อมเิ ตอร์
3. การขึงสายไฟฟา้ ระหว่างเสา
4. การสง่ สัญญาณโทรศัพท์มือถอื
2. การที่เรานาลกู ตมุ้ เหล็กไปวางบนห่วงเหลก็ วงกลม ลูกตมุ้ เหลก็ จะลอดห่วงเหลก็ วงกลมได้ แต่เมอ่ื เรานา
ลกู ตุม้ เหลก็ ไปเผาไฟให้ร้อนแลว้ นาไปวางบนหว่ งเหลก็ วงกลม ลูกตุ้มเหลก็ ไมส่ ามารถผ่านได้เปน็ เพราะสาเหตุ
ใด
1. ความรอ้ น
2. ความดัน
3. ความหนาแนน่
4. ถกู ทัง้ 3 ขอ้
ที่มา : หนังสือเรียน Learn education ขอ้ สอบ วิทยาศาสตร์ ม.1 . 2559
แบบประเมนิ ใบงาน PMI
คาช้ีแจง : ใหผ้ ูส้ อนประเมนิ ผลงานใบงานนักเรียน โดยการประเมินคะแนนลงในช่องรายการประเมินกาหนด
ตามตารางแนบทา้ ยแบบประเมินใบงาน PMI
ลาดับ ชอ่ื -สกุล การแสดงความ เนอ้ื หา นาเสนอ ความสวยงาม ตรงตอ่ เวลา รวม สรปุ ผลการ
ที่ ของผรู้ บั การประเมิน คิดเห็น 20 คะแนน ประเมิน ผา่ น/
( 4 คะแนน ) ( 4 คะแนน ) ( 4 คะแนน ) ( 4 คะแนน )
( 4 คะแนน ) ไมผ่ ่าน
ลงช่ือ ....................................................ผปู้ ระเมนิ
................/................/................
เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ
18 - 20 ดีมาก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรับปรงุ
นักเรียนได้ระดับคณุ ภาพท่ี พอใช้ ขน้ึ ไปถอื ว่า ผา่ น
ตารางแนบท้ายแบบประเมินใบงาน PMI
เกณฑก์ าร ระดับการประเมิน
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
การแสดง
ความคิดเหน็ - แสดงความคดิ เห็นในชอ่ ง P - แสดงความคดิ เหน็ ในชอ่ ง P - แสดงความคดิ เหน็ ในช่อง P - แสดงความคิดเห็นในช่อง P
ได้ 10 ขอ้ ข้ึนไป ได้ 9-10 ข้อ ได้ 7-8 ข้อ ได้ นอ้ ยกวา่ 7 ข้อ
- แสดงความคิดเหน็ ในชอ่ ง - แสดงความคิดเหน็ ในชอ่ ง - แสดงความคดิ เห็นในชอ่ ง - แสดงความคิดเหน็ ในชอ่ ง M
Mได้ 10 ขอ้ ข้ึนไป M ได้ 9-10 ขอ้ M ได้ 7-8 ข้อ ได้ นอ้ ยกวา่ 7 ข้อ
- แสดงความคดิ เห็นในชอ่ ง I - แสดงความคดิ เหน็ ในช่อง I - แสดงความคิดเหน็ ในช่อง I - แสดงความคดิ เห็นในช่อง I
ได้ 10 ขอ้ ข้ึนไป ได้ 9-10 ขอ้ ได้ 7-8 ข้อ ได้ น้อยกว่า 7 ขอ้
เนอ้ื หา - เนอ้ื หาครบถ้วนตามสาระท่ี - เนือ้ หาถูกต้องตามสาระที่ - เนอื้ หาถกู ต้องตามสาระที่ - เนือ้ หาถกู ตอ้ งตามสาระท่ี
กาหนด 100% กาหนด 80-99% กาหนด 60-79% กาหนดตา่ กวา่ 59%
- เขียนถูกต้องตามหลักภาษา - เขยี นถูกตอ้ งตามหลักภาษา - เขียนถูกต้องตามหลักภาษา - เขยี นถกู ตอ้ งตามหลักภาษา
100% 80-99% 60-79% ต่ากวา่ 59%
- ลาดับหัวขอ้ เนอ้ื หาชัดเจน - ลาดบั หวั ขอ้ เนอื้ หาชัดเจน - มีการสรปุ ได้อยา่ ง - มีการสรปุ ไมส่ มเหตุสมผลต่า
- มกี ารสรปุ ไดอ้ ย่าง - มีการสรปุ ไดอ้ ยา่ ง สมเหตุสมผล 60-79% กว่า 59%
สมเหตสุ มผล 100% สมเหตสุ มผล 80-99%
การนาเสนอ - พดู ชัดเจนเสียงดังฟังชดั - พดู ชัดเจนเสียงดังฟงั ชัด - การพูดเหมาะสม - สามารถพูดนาเสนอได้
- ใช้ภาษาทางการถูกตอ้ งตาม - ใชภ้ าษาทางการถูกตอ้ งตาม - ใชภ้ าษาทางการถกู ต้องตาม - ใช้ภาษาทางการถกู ตอ้ งตาม
อักขระ100% อักขระ80-99% อกั ขระ60-79% อกั ขระตา่ วา่ 59%
- บุคลกิ ภาพดแี ละมคี วาม - บคุ ลกิ ภาพดี - บุคลกิ ภาพเหมาะสม - บุคลิกภาพเหมาะสม
มนั่ ใจ - ความพรอ้ มในการนาเสนอ
- มีการใช้สื่อประกอบการ ไดบ้ างสว่ น
นาเสนอ
- ความพร้อมในการนาเสนอ
ความสวยงาม - ใช้สีสนั สวยงาม - ใช้สีสันสวยงาม - ใชส้ สี ันสวยงามและมีความ - ใชส้ สี ันสวยงามหรอื เป็นไป
- มคี วามสะอาด - มคี วามสะอาด สะอาด ตามเกณฑอ์ ย่างใดอยา่ งหน่ึง
- มีความคิดสร้างสรรค์ - มีความคดิ สร้างสรรค์
- ความเปน็ ระเบียบอา่ นง่าย
การตรงตอ่ ส่งผลงานครบถว้ น ตรงตาม สง่ ผลงานครบถว้ น แตช่ ้ากว่า สง่ ผลงานครบถว้ น แตช่ า้ กว่า ส่งผลงานครบถว้ น แต่ช้ากวา่
เวลา เวลาทก่ี าหนด เวลาทกี่ าหนด 5 นาที เวลาที่กาหนด 10 นาที เวลาทกี่ าหนด 15 นาที
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน PRACQUIZ
เร่อื ง การขยายตวั เชงิ ความรอ้ นของสาร
ตอบคาถามถูกต้อง 1 คะแนน
ตอบคาถามไม่ถูกต้อง 0 คะแนน
เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
5 ดมี าก
3-4 ดี
1-2 พอใช้
0 ปรบั ปรุง
นกั เรียนได้ระดับคุณภาพที่ ดี ข้ึนไปถือว่า ผ่าน
แผนจดั การเรียนร้ทู ่ี 17 หน่วยย่อยที่ 4
ช่ือหนว่ ยการเรยี นรู้ อุณหภูมิและความรอ้ น เวลา 2 ช่วั โมง
เรือ่ ง การขยายตัวของของแขง็ ผูส้ อน นายศภุ กิตต์ิ ประเสริฐ
วนั ที่ทาการสอน....................เดือน................................พ.ศ.................
1. สาระสาคญั 2. มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั
การขยายตัวของของแขง็ วัตถุบางชนิดเมื่อไดร้ บั ความรอ้ นจะทา้ ให้วตั ถุมี ว 2.3 ม.1/3 สรา้ งแบบจา้ ลองทีอ่ ธบิ ายการขยายตัวหรือหดตวั
อุณหภมู ิเพิ่มข้นึ สง่ ผลใหพ้ ลังงานจนเฉลยี่ ของโมเลกลุ มีคา่ เพิ่มท้าให้ ของสสาร เน่อื งจากไดร้ บั หรือสูญเสียความรอ้ น
โมเลกุลสั่นมากข้นึ จงึ ทา้ ให้วตั ถุขยายตัวทางขยายตวั เปน็ สมบัตเิ ฉพาะของ
วตั ถุและวตั ถุจะหดตัวเม่อื ขายความรอ้ นส่วนทรี่ ับเข้าไปออกมา 4. ชิ้นงาน/ภาระงาน
3. สาระการเรยี นรู้ - ใบงานกจิ กรรมการทดลอง เร่อื ง การขยายตวั ของของแขง็
- ใบงาน Cause and Effect เร่อื ง ผลกระทบการขยายตัวของ
การขยายตัวของของแขง็ ของแขง็ เนือ่ งจากความร้อน
5. สมรรถนะ 6. เครื่องมือการสอนคิด
ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต Cause and Effect, Six thinking hats (White hat)
กิจกรรมการเรยี นรู้
7. ขน้ั ของกิจกรรม 8. สือ่ 9. วธิ วี ัดผล
Do Now ( 3 นาที ) - power point - ประเมินใบงานกจิ กรรม
ถา้ นกั เรยี นมสี ตั วเ์ ล้ียงเปน็ สตั วช์ นดิ ใดกไ็ ดจ้ ะเลอื กเล้ียงอะไรห้ามซ้ากนั ประกอบการสอน เรอ่ื ง การทดลอง เรอื่ ง การ
การขยายตัวของของแขง็ ขยายตัวของของแข็ง
Purpose ( 2 นาที ) -ใบความรู้ เร่ือง - ประเมินใบงาน Cause
เราจะเรยี นเร่อื ง การขยายตวั ของของแข็งเพอ่ื ให้นักเรยี นสามารถอธบิ ายเกยี่ วกับการ การขยายตัวของของแขง็ and Effect เร่ือง
- ใบงานกิจกรรมการ ผลกระทบของการ
ขยายตัวของของแข็งได้ ทดลอง เรอ่ื ง การขยายตัว ขยายตัวของของแข็ง
Work mode (110นาที) ของของแขง็ เนื่องจากความร้อน
1. นักเรยี นตอบค้าถามก่อนเร่ิมบทเรยี น “นกั เรียนคิดวา่ เหตใุ ดบา้ นทส่ี ร้างดว้ ยไม้เกดิ เสยี ดัง - ใบงาน Cause and
ขน้ึ มา ทง้ั ทไ่ี มม่ ีสง่ิ มชี ีวติ อยูใ่ นบา้ นได้” (5นาท)ี Effect เร่ือง ผลกระทบ
2. นกั เรยี นฟงั การบรรยายเรื่อง การขยายตวั ของของแขง็ จากครผู ูส้ อนโดยใชส้ ่ือ ของการขยายตัวของ
ประกอบการสอน Power point (15นาท)ี ของแข็งเนอื่ งจากความ
3. นักเรียนศกึ ษาและทา้ ใบกิจกรรมการทดลอง เร่ือง การขยายตัวของของแขง็ (พอเพยี ง 3 รอ้ น
: การมีภูมิค้มุ กนั ทด่ี ีในตวั ) (สมรรถนะ 4) (30 นาที)
4. นกั เรียนนา้ เสนอผลการศึกษาหนา้ ชั้นเรียนและรว่ มกันโต้แยง้ เพ่ือหาข้อสรุป (10 นาที)
5.นักเรียนศกึ ษาความรู้ โดยศกึ ษาจากใบความรู้ เรือ่ ง การขยายตัวของของแขง็ (10 นาที)
6.นกั เรยี นอธบิ ายเกีย่ วกับผลกระทบของการขยายตวั ของของแขง็ โดยทา้
ใบงาน Cause and Effect เรอื่ ง ผลกระทบการขยายตวั ของของแข็งเน่ืองจากความร้อน
(คดิ 1 : คดิ วิเคราะห์) (20 นาท)ี
7. นกั เรียน(ตวั แทนโดยการสมุ่ )นา้ เสนอผลการศึกษาหน้าชน้ั เรียนและรว่ มกนั โตแ้ ย้งเพ่อื หา
ขอ้ สรุปของหัวขอ้ ท่ีศึกษา (คดิ 3 : คิดวพิ ากษ์) (สมรรถนะ 3) (10 นาที)
8. นักเรียนและครูสรปุ บทเรียนรว่ มกนั เรอ่ื ง การขยายตัวของของแข็ง
โดยใช้ค้าถาม ดังน้ี (White Hat) (10 นาที)
“นักเรยี นจะน้าความรใู้ นวนั นไ้ี ปอธบิ ายเหตุการณ์ในชวี ิตประจา้ วนั ใดไดบ้ า้ ง”
(พอเพยี ง2:ความมเี หตุผล)
Reflective Thinking (5นาที)
“2 สิง่ ที่นกั เรียนได้รับจากการเรยี นในวนั นี้” (3นาท)ี
นกั เรยี นท้าแนวข้อสอบ o-net 1 ข้อ (2นาท)ี
ใบงานกจิ กรรมการทดลอง
เร่อื ง การขยายตัวของของแข็ง
เร่อื ง การแพร่
จดุ ประสงค์
1. สามารถอธบิ ายเกี่ยวกบั การขยายตัวของของแขง็ ได้
อุปกรณ์
1. บกี เกอร์ขนาด 1 ใบ
2. ทวี่ างตะเกยี งแอลกอฮอล์ 2 อัน
3. น้า 80 ลบ.ซม.
4. ฝาขวด
5. ทองแดง
6. ดินนา้ มัน
วิธีการทดลอง
1. ใสน่ ้าสะอาดในบีกเกอร์ 80 ลบ.ซม. น้าเทียนจดุ ไฟต้งั ดา้ นใน
2. น้าดนิ นา้ มนั ใส่ฝาขวดมดั ตดิ สายลวด ดงึ เสน้ ลวดใหต้ รง
3. สงั เกตกุ ารเปลีย่ นแปลง
บันทึกผลการทดลอง
กลมุ่ ที่.........................สมาชิก 1............................................... 2.............................................
3............................................... 4.............................................
5............................................... 6.............................................
เวลา ผลการสังเกตุ
2 นาที
5 นาที
จากการทดลองให้ตอบคาถามดังน้ี
1. อภปิ รายผลการทดลอง
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
2.สรปุ ผลจากการทดลอง
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
ตัวอยา่ งแนวคาตอบ
ใบงานกิจกรรมการทดลอง
เรอื่ ง การขยายตวั ของของแข็ง
จุดประสงค์
1. สามารถอธบิ ายเก่ียวกับการขยายตัวของของแขง็ ได้
อปุ กรณ์
1. บกี เกอรข์ นาด 1 ใบ
2. ท่ีวางตะเกยี งแอลกอฮอล์ 2 อัน
3. น้า 80 ลบ.ซม.
4. ฝาขวด
5. ทองแดง
6. ดินนา้ มนั
วิธีการทดลอง
1. ใสน่ ้าสะอาดในบีกเกอร์ 80 ลบ.ซม. นา้ เทยี นจดุ ไฟตงั้ ดา้ นใน
2. นา้ ดนิ น้ามันใส่ฝาขวดมัดตดิ สายลวด ดึงเส้นลวดใหต้ รง
3. สังเกตุการเปลีย่ นแปลง
บันทกึ ผลการทดลอง
กล่มุ ท่ี.........................สมาชกิ 1............................................... 2.............................................
3............................................... 4.............................................
5............................................... 6.............................................
เวลา ผลการสังเกตุ
2 นาที เสน้ ลวดหย่อนลง
5 นาที
จากการทดลองใหต้ อบคาถามดังน้ี
1. อภปิ รายผลการทดลอง
………………………ตามความคิดเห็นของนักเรียน………………………………….………………………………….…………….
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
……………………………………………………………………………………………………….………………………………….…………….
2.สรุปผลจากการทดลอง
…………......เม่ือไดร้ บั ความรอ้ นจะท้าใหว้ ตั ถุมอี ุณหภมู ิเพมิ่ ขึ้นสง่ ผลให้พลงั งานจนเฉลย่ี ของโมเลกุลมีคา่ เพิ่มท้าให้โมเลกุลสนั
มากข้นึ จงึ ทา้ ใหว้ ัตถขุ ยายตัวทางขยายตวั เป็นสมบตั เิ ฉพาะของวัตถุและวัตถุจะหดตัวเม่ือขายความร้อนส่วนที่รับเข้าไปออกมา
..................................................................................................................................
ช่ือ – สกลุ แบบประเมนิ การทาการทดลอง
สมาชกิ กลมุ่
1.……………………… ………………………………………...ชัน้ ………..เลขที่……...
2.……………………… ………………………………………...ชั้น………..เลขท่ี……...
3.……………………… ………………………………………...ชน้ั ………..เลขท่ี……...
4.……………………… ………………………………………...ชน้ั ………..เลขท่ี……...
5.……………………… ………………………………………...ชนั้ ………..เลขท่ี……...
6.……………………… ………………………………………...ชน้ั ………..เลขที่……...
คาชแี้ จง : ใหผ้ ู้สอนประเมินผลงานใบงานนกั เรยี น โดยการประเมนิ คะแนนลงในช่องรายการประเมิน
กา้ หนดตามตารางแนบท้ายแบบประเมิน
ลาดบั ท่ี ชอ่ื -สกลุ การแบ่งหน้าท่ี การรู้จัก การทาการ ปฏบิ ัตกิ าร ผลการทดลอง รวม สรุปผลการ
ของผรู้ ับการ ภายในกลุ่ม แสดงความ ทดลองตาม ทดลองเสร็จ ถกู ต้องสะอาด 20 คะแนน ประเมิน ผา่ น/ไม่
( 4 คะแนน)
ประเมนิ คิดเห็น ข้ันตอน ทนั เวลา เรยี บร้อย ผา่ น
(4 (4 ( 4 คะแนน) ( 4 คะแนน)
คะแนน) คะแนน)
ลงชื่อ ....................................................ผู้ประเมิน
................/................/................
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรงุ
นักเรยี นได้ระดบั คุณภาพท่ี พอใช้ ข้นึ ไปถือว่า ผ่าน
เกณฑก์ ารประเมนิ กิจกรรมการทดลอง
เกณฑก์ ารให้คะแนน
เกณฑ์การ ดีมาก(4) ดี(3) พอใช(้ 2) ตอ้ งปรบั ปรงุ (1)
ประเมนิ
1.การแบ่งหนา้ ที่ มกี ารแบง่ หนา้ ทก่ี นั มกี ารแบ่งหนา้ ท่กี ันอยา่ ง มีการแบ่งหนา้ ทก่ี ันอยา่ ง ไมม่ กี ารแบ่งหน้าทก่ี นั
ภายในกลุ่ม อย่างชัดเจนมคี วาม ชดั เจนมีความรับผิดชอบ ชัดเจนไมร่ ับผดิ ชอบงานตาม อยา่ งชัดเจนไม่
งานตามบทบาทหน้าทเี่ ปน็ บทบาทหนา้ ท่ี รับผดิ ชอบงานตาม
รบั ผิดชอบงานตาม ส่วนใหญ่ บทบาทหนา้ ที่
บทบาทหน้าท่ี
2.การรู้จกั แสดง รู้จักแสดงความ รู้จกั แสดงความคิดเห็นใน รจู้ ักแสดงความคิดเหน็ ในกลุ่ม ไม่แสดงความคิดเห็นใน
ความคดิ เหน็ คดิ เหน็ ในกลุม่ ดมี าก กลมุ่ เปน็ ส่วนใหญ่ บางคร้งั 60 – 69% กลุ่ม ตา้่ กว่า 59%
90-100% 70-89%
3.การทาการ มกี ารทา้ การทดลอง มกี ารทา้ การทดลองตาม มีการทา้ การทดลองตาม ท้าการทดลองไมต่ รง
ทดลองตาม ขน้ั ตอนเป็นบางครั้ง ตามขน้ั ตอน
ข้ันตอน ตามข้ันตอนดมี าก ขัน้ ตอนเปน็ สว่ นใหญ่ 60 – 69% ตา้่ กวา่ 59%
90-100% 70-89%
4.ปฏิบตั กิ าร ท้าการทดลองเสร็จ ทา้ การทดลองเสรจ็ ตาม ทา้ การทดลองช้าและไม่ค่อย ท้าการทดลองชา้ และ
ทดลองเสรจ็ ตามเวลาทกี่ า้ หนด เวลาที่กา้ หนดและถูกต้อง ถูกต้อง ไม่ถกู ตอ้ ง
ทนั เวลา และถกู ต้อง เป็นสว่ นใหญ่
5.ผลการทดลอง ผลการทดลอง ผลการทดลองถูกตอ้ ง ผลการทดลองถกู ตอ้ งแตไ่ ม่ ผลการทดลองไม่
ชดั เจนไม่สะอาด เรยี บรอ้ ย ถูกต้องชดั เจนไม่สะอาด
ถูกต้องสะอาด ถูกตอ้ งชัดเจนดีมาก ชัดเจน เรียบร้อย
เรียบร้อย สะอาด เรียบรอ้ ย ไมค่ ่อยสะอาดและไมค่ ่อย
เรยี บรอ้ ย
ใบความรู้ เรือ่ ง
การขยายตวั ของของแข็ง
สสารทีม่ สี ถานะเปน็ ของแขง็ ประกอบดว้ ยอนภุ าคของของแขง็ หลาย ๆ อนภุ าค แต่ละอนภุ าคเรยี งชิดกัน โดย
มแี รงยึดเหนีย่ วระหว่างอนุภาคมากกว่า ของเหลวและแก๊ส ท้าให้ของแขง็ มรี ปู รา่ งและปริมาตรคงท่ี เมื่อ
ของแข็งได้รบั ความรอ้ น อนุภาคของของแขง็ จะสนั่ อยู่กบั ท่ี เกดิ ระยะหา่ งระหว่างอนภุ าค เพม่ิ ขน้ึ แต่การ
เปล่ียนแปลงอาจมีน้อยมากจนไมส่ ามารถสังเกตได้
เมื่อได้รบั ความร้อน อนุภาคของของแข็งจะสั่นรนุ แรงขึ้นท้าใหม้ ีระยะหา่ งระหวา่ งอนุภาคมากขนึ้
การขงึ สายไฟระหว่างเสาไฟฟา้ หากนักเรียนสงั เกตการวางตัวของสายฟบนเสาไฟฟา้ จะต้องให้หย่อน
พอประมาณเพราะเมือ่ เข้าหนา้ หนาวอณุ หภูมลิ ดต้่าลง สายไฟก็จะหดตัวและตงึ พอดี ทา้ ให้สายไฟไม่ขาด
นั่นเอง
การวางรางรถไฟ ในวนั ท่อี ากาศรอ้ นจะทา้ ให้แผ่นโลหะมอี ุณหภมู สิ งู ขนึ้ เราจึงจ้าเป็นตอ้ งเว้นช่องวา่ งของ
รอยต่อระหว่างแผน่ โลหะการวางรางรถไฟถ้าหากไมไ่ ดเ้ วน้ ช่องเพ่อื เอาไวแ้ ผ่นโลหะจะดันตวั ท้าให้รางเสยี รปู
และอาจท้าใหเ้ กิดอุบตั เิ หตไุ ด้
การสร้างสะพานหรอื ถนน จ้าเปน็ ต้องเวน้ ทวี่ า่ งตรงรอยต่อระหวา่ งแผ่นคอนกรตี แตล่ ะแผน่ ซึ่งเผอ่ื ไว้รองรบั
การขยายตวั ของแผ่นคอนกรีตเม่อื อณุ หภมู ิสงู ข้นึ
แบบประเมนิ ใบงาน Cause and Effect
คาช้ีแจง : ใหผ้ ูส้ อนประเมนิ ผลงานใบงานนกั เรยี น โดยการประเมินคะแนนลงในช่องรายการประเมนิ
ก้าหนดตามตารางแนบท้ายแบบประเมนิ ใบงาน Cause and Effect
ช่ือ-สกุล การแสดง นาเสนอ ความ ตรงตอ่ รวม สรปุ ผลการ
ลาดบั ท่ี ของผ้รู ับการ ความ เนอื้ หา สวยงาม เวลา 20 คะแนน ประเมิน ผ่าน/
คดิ เหน็ (4คะแนน) (4คะแนน)
ประเมนิ (4คะแนน) (4คะแนน) ไมผ่ ่าน
ลงชื่อ ....................................................ผปู้ ระเมนิ
................/................/................
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรงุ
นักเรยี นได้ระดบั คุณภาพท่ี พอใช้ ข้ึนไปถือว่า ผ่าน