The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Juraporn Tangpukdee, 2020-05-14 06:16:52

เอกสารเด็ก 1 แก้ไข 14 พค 2563

เอกสารเด็ก 1 แก้ไข

1

E BOOK
เอกสารประกอบการสอนวิชา
NU 112 205 การพยาบาลสขุ ภาพเดก็ 1
(Child Health Nursing I)

ภาคการศกึ ษาพิเศษ ปกี ารศึกษา 2562
สาหรบั นกั ศกึ ษาพยาบาลศาสตรบณั ฑติ ชั้นปที ่ี 1
หลักสตู รพยาบาลศาสตรบณั ฑติ (หลกั สตู รปรบั ปรุง พ.ศ.2560)

รวบรวมโดยเจา้ ของวชิ า
ผศ.ดร.จฬุ าภรณ์ ต้ังภักดี
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น

พฤษภาคม 2563

คานา

เอกสารเล่มน้ีคือเอกสารประกอบการสอนในรายวิชาNU 112 205 การพยาบาลเด็ก 1 จัดทาใน
รปู แบบ E Book เพอื่ เป็นสิ่งสนบั สนุนการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ จากสถานการณว์ กิ ฤตการระบาดของโคโร
น่าไวรัส COVID-19 นับจากเดือน กุมภาพันธ์ 2563 ส่งผลให้มีการปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอน เป็น
การเรียนแบบออนไลน์ ดังน้ันเจ้าของวิชา และผู้สอนประจาหน่วยต่างๆในรายวิชา จึงได้ปรับรปู แบบการสอน
และเอกสารการสอน โดยพัฒนามาให้เป็นรูปแบบ E Book เพื่อความสะดวกต่อการเข้าถึงของนักศึกษา และ
ลดการใช้กระดาษเป็ฯมิตรต่อทรพั ยากรธรรมชาติ เนอ่ื หาเอกสารประกอบด้วยเน้ือหาในหน่วยท่ี 1 ถึงหน่วยท่ี
8 ครอบคลุมเร่ือง กฎหมายและนโยบายสุขภาพเด็ก ทฤษฎี แนวคิดในการดูแลสุขภาพเด็ก การประเมิน
พฒั นาการเด็ก ปัญหาสขุ ภาพและพฤติกรรมทีพ่ บบอ่ ยในแต่ละชว่ งวัย การพยาบาลเด็กอย่างเป็นองค์รวม การ
สร้างเสริมสุขภาพ การปรับพฤติกรรม การป้องกันโรคในเด็กและวัยรุ่น ภูมิคุ้มกันโรค โภชนาการในเด็ก การ
เล่นตามพัฒนาการ อุบัติเหตุและสารพิษ การพยาบาลเด็กตามช่วงวัยโดยบูรณาการทักษะการเรียนรู้โดยใช้
วิจัยเปร็ ฐาน Research Based Learning : RBL

โดยเจ้าของวชิ าได้รับความร่วมมือ ในการผลิตเอกสารประกอบการสอนแต่ละหน่วย จากผู้สอนในแต่
ละหน่วยซึ่งได้รวบรวมเน้ือหา และความรู้ท่ีทันสมัย ตลอดจนการใช้ตัวอย่างประกอบการอธิบายแต่ละกรณี
เพ่ือให้เอกสารฉบับน้ีมีความสมบูรณ์ให้กับผู้เรียนมากที่สุด เจ้าของวิชาปรารถนาให้นักศึกษามีความสุขในการ
เรียน และสนุกกับการคน้ คว้าหาความรู้ จากการสืบค้นความรู้จากแหล่งอา้ งอิงอ่ืนๆเพ่ิมเติม และหวังเป็นอยา่ ง
ย่งิ ว่าจะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผูเ้ รยี น หากมขี ้อเสนอแนะใดๆ เจ้าของวชิ ายินดีรบั ฟงั เพื่อนาไปสู่การพฒั นาต่อไป

ผศ.ดร.จฬุ าภรณ์ ต้ังภกั ดี
เจา้ ของวิชา

พฤษภาคม 2563

สารบัญ 3

หนว่ ยท่ี หวั ข้อ หน้า
2
คานา 3
4
สารบัญ
35
1 กฎหมายและนโยบายสขุ ภาพเด็ก ทฤษฎี แนวคดิ ในการดูแลสุขภาพเดก็
51
1.1 กฎหมายและนโยบายสขุ ภาพเด็ก ทฤษฎี แนวคดิ ในการดูแลสุขภาพเด็ก
1.2 บทบาทของพยาบาลเด็ก 82
1.3 จริยธรรมการดแู ลเด็ก สิทธิเด็ก
1.4 การให้บรกิ ารเพ่ือส่งเสรมิ สุขภาพเดก็ ในประเทศไทย
1.5 เดก็ ในสภาวะเปราะบางUnderprivileged child

โดย ผศ.ดร. จฬุ าภรณ์ ต้งั ภกั ดี

2 หลักการสร้างเสรมิ พฒั นาการ
2.1 หลักการสรา้ งเสริมสุขภาพ
- หลักการสง่ เสรมิ และกระตนุ้ พฒั นาการเด็ก
- หลักการปรบั พฤตกิ รรม
- การให้คาแนะนาล่วงหนา้
- การส่งเสรมิ Executive function (EF)
-การส่งเสริม Emotional Quotient (EQ)
โดย อ.ดร. อัจฉริยา วงษอ์ ินทร์จันทร์
2.2 การประเมนิ พัฒนาการเดก็
- DSPM
- DENVER II
- แบบประเมิน EQ

โดย ผศ.นิภา อังศภุ ากร

3 การสร้างเสริมภูมคิ ุ้มกันโรค

3.1 การสร้างภูมคิ ุ้มกนั ในมนุษย์
3.2 ชนิดของวคั ซีน

หน่วยท่ี หัวข้อ หนา้
138
3.3 หลกั การให้วัคซีน 178
3.3 การจัดการกับ AEFI
3.5 การเก็บรักษาวัคซนี (หว่ งโซ่ความเย็น)
3.6 บทบาทพยาบาลในการสร้างเสรมิ ภูมคิ มุ้ กันโรค

โดย ผศ.นันท์นริน ฑีฆวิวรรธ์

4 ภาวะโภชนาการ

4.1 ความตอ้ งการสารอาหารและแร่ธาตุในแตล่ ะวัย
4.2 การคานวณพลังงานและสารนา้
4.3 โภชนาการในวยั ทารกถงึ วยั รนุ่
4.4 ปญั หาโภชนาการทพี่ บบ่อยในวัยเด็ก
4.5 กลมุ่ อาการแพน้ มวัว Cow milk allergy and food allergy
4.6 บทบาทพยาบาลในการส่งเสรมิ ภาวะโภชนาการ

โดย ผศ.นันทน์ ริน ฑฆี ววิ รรธ์

5 การป้องกันและชว่ ยเหลอื เด็กทีไ่ ดร้ บั อบุ ัติเหตุและสารพิษ

5.1 อบุ ัตเิ หตุ
- จมนา้
- งูกดั และสัตวม์ ีพิษกัด
- ส่งิ แปลกปลอมติดคอ
- ไฟไหม้/น้าร้อนลวก
- การติดอยูใ่ นรถ
- การใช้เคร่อื งใช้ไฟฟา้ และโทรศัพท์

5.2 สารพิษ
- สารปรอท สารตะกวั่ น้ามันกา๊ ด ฯลฯ

โดย ผศ.ดร.สพุ ฒั นา ศักดิษฐานนท์

อ.จุฑามาศ พายจะโปะ

อ.ณรดิ า รัตนอมั พา

หน่วยท่ี หัวข้อ 5

6 การจัดกิจกรรมการเลน่ สาหรบั เดก็ หน้า
217
6.1 แนวคิดเก่ยี วกับการเลน่
6.2 การเลน่ กับพัฒนาการ/การเจรญิ เตบิ โตของเด็ก 228
6.3 การเลน่ โดยใชภ้ มู ิปญั ญาท้องถ่นิ 249
6.4 ประโยชน์ของการเลน่ 286
6.5 บทบาทพยาบาลในการจัดการเลน่ สาหรับเดก็ 316

โดย ผศ.ดร.สพุ ัฒนา ศักดษิ ฐานนท์ 343

7 หนว่ ยย่อย 7.1 การสร้างเสริมสขุ ภาพเด็กแบบองคร์ วมวยั ทารกแรกเกิดและทารก
และกรณีศกึ ษา
โดย อาจารย์ ดร. อัจฉริยา วงษอ์ นิ ทร์จันทร์
อาจารย์ ณริดา รัตนอมั พา
หนว่ ยยอ่ ย 7.2 การสรา้ งเสริมสขุ ภาพเด็กแบบองคร์ วม: วัยเดนิ และกรณีศกึ ษา

โดย ผศ. แกว้ กาญจน์ เสือรัมย์

หนว่ ยยอ่ ย 7.3 การสรา้ งเสริมสขุ ภาพเดก็ แบบองค์รวม วัยก่อนเรียน และ
กรณีศึกษา

โดย ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ นภิ า อังศภุ ากร

หน่วยยอ่ ย 7.4 การสร้างเสรมิ สุขภาพเด็กแบบองค์รวม เด็กวัยเรยี นและ
กรณีศึกษา

โดย อาจารย์ ณรดิ า รัตนอัมพา

ผศ.ดร.สุพัฒนา ศกั ดษิ ฐานนท์
หนว่ ยย่อย 7.5 การสรา้ งเสรมิ สุขภาพเด็กแบบองคร์ วมวยั ร่นุ และกรณีศึกษา
โดย รศ. ดร. พูลสขุ ศิริพลู
ผศ.ดร.สพุ ฒั นา ศักดิษฐานนท์
อาจารยภ์ วรรณตรี พลเยี่ยม

หน่วยที่ 1
เรอ่ื ง กฎหมายและนโยบายสขุ ภาพเด็ก ทฤษฎี แนวคิดในการดแู ลสขุ ภาพเด็ก

โดย ผศ.ดร.จฬุ าภรณ์ ตง้ั ภกั ดี

เน้อื หาในหนว่ ยนีป้ ระกอบด้วยหัวข้อย่อยตา่ งๆดงั นี้
1.1 กฎหมายและนโยบายสขุ ภาพเดก็ ทฤษฎี แนวคดิ ในการดแู ลสขุ ภาพเด็ก
1.2 บทบาทของพยาบาลเด็ก
1.3 จริยธรรมการดแู ลเด็ก สิทธเิ ด็ก
1.4 การใหบ้ รกิ ารเพ่ือส่งเสรมิ สขุ ภาพเด็กในประเทศไทย
1.5 เดก็ ในสภาวะเปราะบางUnderprivileged child

บทนา
1. กฎหมายและนโยบายสุขภาพเดก็ ทฤษฎี แนวคิดในการดแู ลสขุ ภาพเดก็
ประเทศไทยเปน็ สงั คมสงู วัยจากโครงสร้างประชากรทีม่ ีผสู้ งู วัยเพ่ิมข้ึนต่อเน่ือง ขณะทป่ี ระชากรวยั เด็ก
และวัยแรงงานลดลง สง่ ผลใหเ้ กดิ ความไม่สมดุลของประชากรทม่ี ีผลต่อการพฒั นาประเทศในระยะยาว สาเหตุ
สว่ นหนึ่งมาจากภาวะเจริญพันธข์ุ องไทยลดลงอยา่ งรวดเรว็ เนอ่ื งจากการเปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกิจสงั คมที่
สง่ ผลตอ่ ค่านยิ มและทัศนคติการสรา้ งครอบครัวและการมบี ุตรของคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหมท่ มี่ ีค่านยิ มและ
ทัศนคติแตกต่างจากคนรุ่นเดิม ดังนนั้ จึงพยายามอธิบายทัศนคติต่อการสร้างครอบครวั ของคนรุน่ ใหม่ เงอ่ื นไข
และมาตรการท่ีสามารถจงู ใจในการสร้างประชากรท่มี ีคณุ ภาพ เพ่ือให้เกิดการออกแบบมาตรการท่ีรองรบั และ
แกไ้ ขปัญหาที่เกิดข้นึ เพ่ือนาไปสพู่ ัฒนาประเทศภายใต้การเสรมิ สรา้ งทรพั ยากรมนษุ ย์อย่างย่งั ยนื

สถานการณป์ ระชากรไทย
1. อตั ราเจริญพันธรุ์ วมและจานวนการเกดิ ลดลงอย่างต่อเน่ือง ซึง่ ประเทศไทยติดอนั ดับ 1 ใน 5 ของ
ประเทศในเอเชียทภี่ าวะเจริญพันธล์ุ ดลงอย่างรวดเร็วทส่ี ุด สตรอี ายุ 15-49 ปีมบี ตุ รเฉลยี่ ลดลงอยา่ งต่อเนื่อง
โดยอัตราเจริญพนั ธรุ์ วมลดลงจาก 6.2 ในปี 2508 เหลือเพียง 1.6 ในปี 2553 และคาดว่า จะเหลอื เพยี ง 1.3
ในปี 2583 ซึ่งจะทาให้จานวนการเกดิ ลดลงเหลือประมาณ 7 แสนคนในปัจจุบนั และคาดว่าจานวนการเกดิ จะ
ลดลงเหลือ 6 แสนคนในปี 2573 และไม่ถึง 5 แสนคนในปี 2583
2. การเกิดด้อยคุณภาพ โดยพบปัญหาการต้ังครรภไ์ ม่พร้อม ซ่ึงจะส่งผลตอ่ การทาแทง้ เดก็ ถูกทอดท้ิง
ตลอดจนการเลีย้ งดูที่ไม่เหมาะสมสง่ ผลต่อสุขภาวะและพัฒนาการของเด็กท่ีจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ จาก
ข้อมลู กรมอนามัย พบว่า ในปี2560 เด็กท่ีเกิดจากแมอ่ ายุ 10-14 ปี และ 15-19 ปี มีนา้ หนักแรกเกิดต่ากว่า

7

เกณฑร์ ้อยละ 20.3 และร้อยละ 15.1 ตามลาดับซง่ึ อาจส่งผลตอ่ พฒั นาการของเด็ก ขณะท่ีมกี ารประมาณการ
ผทู้ าแท้งเฉลย่ี 60,000 รายตอ่ ปี ในชว่ งปี 2549-255

3. ประชากรสงู วยั มแี นวโน้มเพมิ่ ข้ึน โดยอายคุ าดหมายเฉลี่ยเมอ่ื แรกเกิดของประชากรเพ่ิมข้ึนจากปี
2553 เท่ากับ 77.5 ในเพศหญงิ และ 70.4 ในเพศชาย เป็น 81.9 ในเพศหญิง และ 75.3 ในเพศชาย ส่งผลให้
ประชากรในภาพรวมมีอายเุ พ่ิมข้นึ

จากสถานการณก์ ารเปลีย่ นแปลงดังกล่าวเป็นปัจจัยสาคัญทาใหว้ ัยเดก็ และวยั แรงงานลดลงอย่าง
ตอ่ เน่ือง ขณะทผี่ ้สู ูงอายุเพิ่มขึ้น สง่ ผลใหโ้ ครงสรา้ งประชากรไทยเปล่ียนแปลงเป็นสงั คมสูงวยั อยา่ งรวดเรว็
ขณะเดียวกันประชากรสว่ นใหญย่ ังมรี ะดบั รายได้คอ่ นข้างตา่ มีเงินออมน้อยซ่ึงแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว
ที่เปน็ ประเทศรายไดส้ ูงก่อนเข้าสูส่ งั คมสูงวัย ทาใหป้ ระเทศต้องเผชิญความท้าทายทงั้ ด้านเศรษฐกิจและสงั คม
ดา้ นเศรษฐกิจ สง่ ผลตอ่ การเติบโตทางเศรษฐกิจอยา่ งต่อเนื่องจากภาวะขาดแคลนแรงงาน ภาระการคลงั จาก
การจดั เก็บรายไดล้ ดลง ขณะทร่ี ายจา่ ยเพม่ิ ขึ้นจากการจัดสวัสดิการเพ่อื ดแู ลผู้สูงอายุท่ีมจี านวนเพิ่มขน้ึ และ
การเปลี่ยนแปลงอุปสงคข์ องสินค้าและบริการท่ีเปล่ียนไปตามลักษณะประชากร ดา้ นสงั คม สถาบันครอบครวั
จะขาดความมน่ั คง เน่อื งจากครอบครัวไม่สามารถทาหนา้ ท่ีในการผลิตและสรา้ งคนรุ่นใหมเ่ พื่อสบื ทอดเผา่ พนั ธุ์
และดแู ลคนร่นุ กอ่ น สง่ ผลให้ผู้สูงอายุขาดคนดแู ลและมีแนวโนม้ ถูกทอดท้ิงเพมิ่ ขน้ึ

สังคมไทยกาลงั จะเปน็ สังคมผ้สู ูงอายุ
การเปลีย่ นแปลงโครงสร้างประชากรที่คาดวา่ จะเกิดขึ้นในอนาคตนน้ั จะก่อให้เกิดปรากฏการณส์ าคัญ
ทมี่ ผี ลต่อสงั คมไทยอยา่ งมากนน่ั คอื การมีผูส้ ูงอายุมากกว่าเด็ก ปรากฏการณน์ ีเ้ กดิ ข้ึนจากจานวนเด็กทลี่ ดลงใน
ขณะท่ีผู้สูงอายุเพิ่มขนึ้ อยา่ งต่อเน่ือง อกี ประมาณ 15 ปขี ้างหนา้ จานวนเด็กจะพอ ๆ กบั ผ้สู ูงอายุ และหลงั จาก
นนั้ จะเกิดปรากฏการณ์มผี สู้ งู อายุมากกวา่ เด็ก
เราอาจใช้ “ดชั นีผู้สูงอายุ” (Ageing index) เพอ่ื เปรียบเทยี บระหวา่ งจานวนเดก็ กับผู้สูงอายุ ดัชนี
ผู้สูงอายุ เปน็ อตั ราสว่ นของจานวนประชากรสูงอายุ (60 ปขี ้นึ ไป) ต่อจานวนประชากรวยั เดก็ (อายตุ า่ กวา่ 15
ป)ี 100 คน ตามความหมายน้ี ดชั นีผู้สงู อายุแสดงใหเ้ ห็นว่ามผี สู้ ูงอายกุ ี่คนต่อเด็ก 100 คน ถา้ ดชั นมี ีคา่ ต่ากวา่
100 แสดงว่ามเี ดก็ มากกว่าผู้สงู อายุ และในทางกลับกัน ถ้าดชั นมี ีค่าสูงกว่า 100 กแ็ สดงวา่ มผี สู้ ูงอายมุ ากกวา่
เด็ก

ตาราง 1 ดัชนผี ้สู ูงอายุของประเทศไทย พ.ศ. 2548 – 2578

ตาราง 1 แสดงแนวโน้มของดัชนีผูส้ งู อายุ หรอื อัตราส่วนผ้สู งู อายุต่อเดก็ 100 คน “ดชั นีผสู้ งู อายุ”
ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2548 มแี นวโนม้ ที่เพิ่มขึน้ ตลอดเวลา ความจริงแนวโนม้ เชน่ นไ้ี ม่ใชเ่ พิ่งเกดิ เรว็ ๆ น้ี หากแต่เกดิ มา
นานแลว้ เชน่ ในปี พ.ศ. 2503 และ 2513 มีผ้สู งู อายเุ พียง 11 คนต่อเด็ก 100 คน เมอ่ื ถึงปี พ.ศ. 2548
จานวนผู้สูงอายุเพิม่ ขึน้ ดชั นีผู้สงู อายเุ พ่ิมขึ้นถึง 45 อีก 5 ปีถดั ไป ผสู้ ูงอายุมจี านวนเกินกวา่ ครงึ่ ของจานวนเด็ก
แลว้ ดัชนีผู้สูงอายเุ พมิ่ ข้ึนด้วยอัตราท่ีสงู มากในชว่ งปี พ.ศ. 2548 – 2553 และ 2553 – 2558 น้นั คอื
ประมาณเกือบร้อยละ 6 ต่อปี แตใ่ นชว่ ง พ.ศ. 2558 – 2563 ดชั นผี สู้ ูงอายุยงิ่ เพิ่มเรว็ มาก คือสงู ถึงร้อยละ 7
ต่อปี หลังจากชว่ งนไ้ี ปแล้ว อตั ราเพมิ่ ของดชั นีผู้สูงอายลุ ดลงมาอยู่ท่ีประมาณร้อยละ 4 – 5 ต่อปี

ระหว่างปี พ.ศ. 2563 – 2564 เปน็ ชว่ งเวลาทดี่ ัชนีผสู้ งู อายเุ ท่ากบั 100 หมายความวา่ ช่วงเวลานี้
ประเทศไทยมีประชากรวยั เด็กเท่า ๆ กับผสู้ งู อายุ หลงั จากปี พ.ศ. 2564 ไปแล้วประเทศไทยจะมีผ้สู ูงอายุ
มากกว่าเด็กต่อไปเรื่อย ๆ ปรากฏการณ์ทม่ี ผี ูส้ ูงอายุมากกว่าเด็กเชน่ นจี้ ะไม่สามารถย้อนกลับได้อีกเลย ดงั เช่น
เหตกุ ารณ์ทีป่ ระเทศพัฒนาแล้วทัง้ หลายประสบมากอ่ นหน้าประเทศไทย

โครงสร้างประชากรสะทอ้ นให้เห็นลกั ษณะการพึ่งพิงกันระหว่างประชากรกลุ่มอายุต่าง ๆ ใน
รปู แบบการพึ่งพิงเปลี่ยนไปเม่ือโครงสร้างประชากรเปล่ยี นไป ลกั ษณะการพึ่งพงิ กนั ก็เปลี่ยนไปด้วย การแสดง
ระดับของการพึ่งพิงระหวา่ งประชากรกลุ่มอายตุ ่าง ๆ นยิ มใชด้ ัชนีท่เี รียกว่า “อัตราส่วนพึ่งพงิ ”
(Dependency ratio) เป็นตวั ชวี้ ดั

“อตั ราส่วนพึง่ พิง” คืออัตราส่วนระหวา่ งประชากรเดก็ และประชากรสงู อายุต่อประชากรวยั ทางาน ใน
การคานวณอตั ราสว่ นน้ี ประชากรวัยเด็กคือประชากรอายุต่ากว่า 15 ปี ประชากรสูงอายคุ ือประชากรอายุ 60
ปีขึ้นไป และประชากรวัยทางานคอื อายุระหว่าง 15 ถึง 59 ปี ดัชนีนี้มขี อ้ สมมุตวิ า่ ประชากรวยั เดก็ และวยั
สูงอายตุ อ้ งพ่งึ พงิ (ทางเศรษฐกจิ ) ประชากรวยั ทางาน

อตั ราส่วนพงึ่ พงิ ตามความหมายข้างต้นน้ันเปน็ “อตั ราสว่ นพึ่งพงิ รวม” (Total dependency ratio)
คือรวมผูพ้ ่ึงพิงท้งั ที่เป็นเด็กและผสู้ งู อายุ อัตราส่วนพ่งึ พิงยงั สามารถจาแนกตามประเภทของผู้ท่ีต้องพ่ึงพงิ เป็น
2 ประเภท คือ อัตราสว่ นพ่ึงพิงวัยเดก็ (Youth dependency ratio) และอัตราส่วนพ่ึงพิงวัยชรา (Old-age

9

dependency ratio) อตั ราส่วนพงึ่ พิงวยั เด็กเป็นจานวนเด็กต่อผทู้ ่ีอยใู่ นวัยทางาน 100 คน สว่ นอตั ราสว่ น
พง่ึ พิงวัยชรานนั้ เปน็ จานวนผู้สงู อายตุ ่อผู้ทีอ่ ยู่ในวยั ทางาน 100 คนเช่นกนั คา่ ของอัตราสว่ นพง่ึ พงิ ท้ังหลาย
เหล่านย้ี ่งิ สูงยอ่ มแสดงถงึ มีจานวนผทู้ ่ีตอ้ งพ่ึงพิงมากเมื่อเทยี บกบั จานวนผทู้ ที่ างานนั่นเอง

ในอดีต ประเทศไทยเคยประสบกับสถานการณ์ท่มี เี ด็กจานวนมากเมือ่ เทียบกบั ประชากรวัยทางาน เช่น
จากสามะโนประชากรปีต่าง ๆ พบวา่ ค่าอัตราสว่ นพึ่งพงิ รวมเท่ากับ 85 หมายความวา่ มผี ้ตู ้องพ่งึ พิง (เด็กและ
ผู้สงู อาย)ุ 85 คนต่อผู้ท่ีอยู่ในวัยทางาน (วยั แรงงาน) 100 คน จากนนั้ คา่ อัตราส่วนพึง่ พิงได้เพ่มิ เปน็ 93 ตอ่
100 ในปี พ.ศ. 2513 อัตราส่วนพ่งึ พิงรวมท่ีสงู เนอ่ื งจากคนไทยในชว่ งเวลานน้ั ยังมลี กู มากทาให้มีประชากรวัย
เดก็ มาก ต่อมาประเทศไทยประสบความสาเรจ็ ในการลดอัตราเกดิ ทาให้มเี ดก็ เกิดน้อยลง ส่งผลใหค้ ่า
อัตราสว่ นพง่ึ พงิ ทเ่ี คยสูงเกือบ 100 น้นั ลดตา่ ลง ดงั เชน่ ในปี พ.ศ. 2543 คา่ อัตราส่วนพ่ึงพิงรวมไดล้ ดลงเหลือ
51 และจะลดลงไปอกี จนเหลือ 48 ในปี พ.ศ. 2553 หลังจากนน้ั คาดวา่ อัตราส่วนพ่งึ พิงรวมจะกลบั สูงข้ึนอกี
จนถึง 65 ในปี พ.ศ. 2578

การท่ีค่าอัตราสว่ นพงึ่ พิงกลบั เพมิ่ สูงข้ึนหลงั จากที่ไดล้ ดลงอย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกวา่ 40 ปีเป็นเพราะ
จานวนประชากรสูงอายุไดเ้ พ่ิมมากขึน้ น่นั เอง ดว้ ยเหตุนี้ เม่ือพิจารณาแยกระหว่างอตั ราสว่ นพ่ึงพิงวยั เดก็ และ
วยั ชราแลว้ กจ็ ะพบวา่ อัตราส่วนพึ่งพิงวยั เด็กไดล้ ดลงอยา่ งมากและต่อเน่ืองต้ังแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึง พ.ศ.
2578 ในขณะท่ีอตั ราสว่ นพง่ึ พิงวัยชราไดเ้ พิม่ สงู ขนึ้ อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาเดียวกนั นัน้ จึงอาจสรปุ ได้วา่
แนวโนม้ รปู แบบการพึ่งพิงจะเปลี่ยนจากการพึง่ พิงของเด็กเปน็ สว่ นใหญ่ มาสู่การพ่ึงพิงของผูส้ งู อายเุ ป็นสว่ น
ใหญ่ (ตาราง 2)

ตาราง 2 อัตราส่วนพ่งึ พิงรวม อัตราส่วนพึง่ พิงวัยเด็ก และอัตราสว่ นพ่ึงพิงวัยชรา พ.ศ. 2503 – 2578

หมายเหต:ุ อัตราสว่ นพ่ึงพิงของปี พ.ศ. 2503 – 2543 คานวณจากสามะโนประชากร และของปี พ.ศ.
2548 – 2578 คานวณจากการฉายภาพประชากร
สรปุ สถานการณป์ ระชากรไทย

ประชากรไทยในอนาคตเพ่มิ ช้าลงไปเร่ือย ๆ อีกไม่เกนิ 20 ปขี า้ งหน้า อัตราเพิ่มของประชากรไทยจะ
ใกล้เคียงกบั ศนู ย์ และอาจเป็นไปไดว้ ่าอตั ราเพมิ่ ประชากรลดลงไปจนต่ากว่าศนู ยห์ รือติดลบ จานวนประชากร
ไทยใกล้จะถึงจดุ คงตัวแลว้ เม่ืออตั ราเพมิ่ ประชากรใกลเ้ คยี งกับศนู ย์ ประชากรกจ็ ะมีจานวนคงตัวทปี่ ระมาณ
65 ลา้ นคน ในแตล่ ะปี ประชากรไทยจะไม่เพ่ิมหรอื ลดไปจากจานวนนมี้ ากนัก ประชากรไทยมีจานวนคงตวั ใน
ระยะเวลาอีกเพียงประมาณ 15 ปีเทา่ นน้ั

ในขณะท่จี านวนประชากรไทยกาลงั เพ่ิมช้าลงน้นั ได้เกิดการเปล่ยี นแปลงโครงสร้างอายุของประชากร
อย่างใหญห่ ลวง เม่ืออัตราเกิดลดตา่ ลงอยา่ งมากและผคู้ นมีอายุยืนยาวนัน้ สังคมไทยจึงกาลงั กา้ วเข้าสสู่ งั คม
ผ้สู งู อายอุ ยา่ งรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2548 ประเทศไทยมผี ู้สงู อายปุ ระมาณร้อยละ 10 ของประชากรทง้ั หมด แตใ่ น
อกี 30 ปีขา้ งหน้า ผสู้ ูงอายจุ ะเพ่มิ เป็นร้อยละ 25 ของประชากรทงั้ หมด หรือมีจานวนมากถงึ 16 ลา้ นคน เม่ือ
ถงึ เวลาน้นั ประชากรสูงอายจุ ะมีจานวนมากกว่าประชากรวัยเด็กเสยี อีก

สดั สว่ นผู้สูงอายทุ เี่ พิ่มข้ึนอย่างรวดเรว็ สง่ ผลใหล้ กั ษณะการพึ่งพิงทางเศรษฐกจิ ระหว่างประชากรวยั ต่าง
ๆ เปลย่ี นไป เดิมมปี ระชากรวัยเด็กท่ีต้องพง่ึ พิงประชากรวัยแรงงานมากกวา่ ผสู้ งู อายุ แต่ในอนาคตอันใกลน้ ี้ จะ
มีผู้สงู อายุท่ตี ้องพึง่ พิงประชากรวยั แรงงานมากกวา่ เด็ก อัตราส่วนระหวา่ งประชากรวยั แรงงานตอ่ ผ้สู ูงอายุจะ
ลดลงจนเหลือเพยี ง 2 ต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในอกี 30 ปีขา้ งหนา้

การเปล่ยี นแปลงประชากรไทยในอนาคตไดก้ ่อใหเ้ กิดนยั ยะเชิงนโยบายหลายประการ
(1) การที่เด็กเกิดใหม่แต่ละปมี ีแนวโน้มลดนอ้ ยลงในอนาคตจะทาใหร้ ัฐไม่ต้องกังวลเรอ่ื งปรมิ าณและ
สามารถมุ่งเนน้ ทค่ี ุณภาพของเดก็ เกิดใหม่ โดยเฉพาะงานอนามัยแมแ่ ละเดก็ ไดม้ ากยิ่งขน้ึ
(2) เช่นเดยี วกับประชากรเด็ก ประชากรในวยั ศึกษาเล่าเรยี นมแี นวโน้มลดลง รฐั จะสามารถเน้นคุณภาพ

11

ของการศึกษาไดด้ ีข้นึ
(3) แมจ้ านวนประชากรวัยแรงงานมีแนวโนม้ ที่จะไมเ่ ปลี่ยนแปลงมากนักในอนาคต แตค่ วามต้องการ

แรงงานในระบบเศรษฐกจิ ของประเทศอาจมเี พิ่มข้นึ “การนาเข้า”แรงงานจากตา่ งประเทศอาจเปน็ สิง่ จาเป็น
ดังนั้นการจดั การแรงงานขา้ มชาตใิ ห้เปน็ ระบบทด่ี จี ึงเป็นเร่ืองที่ควรได้รบั ความสนใจเปน็ อยา่ งย่ิง

(4) ประชากรย่งิ มีอายุมากย่ิงเพิม่ เร็ว สงั คมไทยกาลังกลายเปน็ สงั คมผู้สูงอายุ มาตรการและโครงการท่ี
จะเปน็ สวัสดิการให้ประชากรสงู อายุ ไม่ว่าจะเปน็ เรื่องชวี ิตความเป็นอยู่ทั่วไป หรอื เรื่องสุขภาพอนามยั ควรท่ี
จะไดเ้ ร่ิมกนั ตง้ั แต่วันนี้ และจะตอ้ งพัฒนาไปให้ทนั กบั การเพมิ่ อย่างรวดเรว็ ของประชากรสูงอายุในอนาคต

นโยบายดา้ นสขุ ภาพของประเทศไทย
นโยบายด้านสุขภาพและสาธารณสขุ ไทย คอื นโยบายทีม่ ผี ลต่อประชาชนชาวไทย ซ่งึ ทิศทางการ
พัฒนาผ่านแผนยทุ ธศาสตร์กระทรวงสาธารณสขุ โดยแผนยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขประจาปี
งบประมาณ พ.ศ. 2562 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (ดา้ นสาธารณสขุ ) นี้ จัดทาขึ้นเพอ่ื เปน็ กรอบ
แนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายสกู่ ารปฏบิ ตั ิของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ท้งั ในส่วนกลางและ
สว่ นภูมิภาค ให้บรรลเุ ปา้ หมาย ประชาชนสขุ ภาพดี เจ้าหน้าทมี่ ีความสุข ระบบสุขภาพย่ังยนื อนั จะนาพา
ประเทศไปสคู่ วาม “มั่นคง ม่ังคั่ง ย่งั ยนื ” การจัดทาแผนยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสขุ ประจาปี
ปงี บประมาณ พ.ศ. 2562ภายใตแ้ ผนยทุ ธศาสตรช์ าติ ระยะ 20 ปี (ดา้ นสาธารณสุข) ใชก้ ระบวนการแบบมี
สว่ นรว่ มจากผูท้ มี่ ีส่วนเกย่ี วข้อง ทงั้ ส่วนกลางและส่วนภมู ิภาค รวมท้ังภาคเี ครือขา่ ยที่เก่ยี วข้อง รวมกับการ
วเิ คราะหผ์ ลการดาเนนิ งานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 โดยวางกรอบแนวคิดใหม้ ี ความเชอื่ มโยงกับแผน
ยทุ ธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี แผนปฏิรปู ประเทศด้านสาธารณสขุ แผนพฒั นาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 12
ประเทศไทย 4.0 นโยบายรัฐบาล การปฏริ ปู ดา้ นสาธารณสุข ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง แผนพฒั นาสขุ ภาพ
แห่งชาติ ฉบบั ที่ 12
และแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (ด้านสาธารณสขุ ) โดยแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ประกอบด้วย สถานการณ์
และปจั จยั ทีส่ ง่ ผลตอ่ สุขภาพ ยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศ 4 ดา้ น ของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย
1) ด้านส่งเสรมิ สุขภาพ ป้องกนั โรค และคุ้มครองผ้บู รโิ ภคเป็นเลศิ (Promotion, Prevention &
Protection Excellence)
2) ดา้ นบรกิ ารเปน็ เลิศ (Service Excellence)
3) ด้านบุคลากรเป็นเลศิ (People Excellence)
4) บริหารเปน็ เลศิ ดว้ ยธรรมาภบิ าล (Governance Excellence)
รวมท้งั 15 แผนงาน 40 โครงการ และ 55 ตัวช้ีวัด เพื่อสร้างความเข้าใจรว่ มกนั ในการดาเนนิ งานด้าน
สาธารณสขุ ใหแ้ ก่ทกุ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
จากการท่ีกระทรวงสาธารณสขุ ได้กาหนดแนวทางการถ่ายทอดยทุ ธศาสตรแ์ ละตวั ช้วี ดั สรา้ งความ
เข้าใจแก่ผู้ปฏบิ ตั งิ านในทุกระดับในการขับเคลื่อนยุทธศาสตรไ์ ปสกู่ ารปฏิบตั ิอยา่ งแทจ้ รงิ และมกี ารติดตาม

ประเมนิ ผลทส่ี ะดวก รวดเร็วเพ่ือลดขน้ั ตอนในการปฏิบัติงานอีกดว้ ยนอกจากน้ีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์
กระทรวงสาธารณสขุ จะมีการดาเนินการอย่างต่อเนือ่ งทุกปีเพ่อื ปรับปรุงแนวทางการดาเนินงานให้มี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลอยเู่ สมอ เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายกระทรวงสาธารณสขุ “ประชาชนสุขภาพดี
เจา้ หน้าทม่ี คี วามสุข ระบบสุขภาพยั่งยนื ”

ประเทศไทยมคี วาม “ม่ันคง มัง่ คั่ง ยง่ั ยืน” เปน็ ประเทศพัฒนาแลว้ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรชั ญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ทง้ั นี้ วิสัยทัศนด์ งั กลา่ วจะต้องสนองตอบต่อผลประโยชนแ์ ห่งชาติ อนั ได้แก่ การมีเอก
ราช อธปิ ไตย และบรู ณภาพแหง่ เขตอานาจรฐั การดารงอยู่อยา่ งม่นั คง ยง่ั ยนื ของสถาบันหลกั ของชาติ และ
ประชาชนในชาติจากภัยคุกคามทุกรปู แบบ การอย่รู ่วมกนั ในชาติอยา่ งสันตสิ ุขเป็นปึกแผ่นมีความมน่ั คงทาง
สังคมทา่ มกลางพหสุ งั คม และการมีเกียรติและศักดิ์ศรขี องความเปน็ มนษุ ย์ ความเจริญเติบโตของชาติ ความ
เป็นธรรมและความอยู่ดีมสี ุขของประชาชน ความยงั่ ยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาตสิ ่ิงแวดลอ้ ม ความม่ันคง
ทางพลังงานและอาหารความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาตภิ ายใต้การเปล่ยี นแปลงของสภาวะ
แวดล้อมระหวา่ งประเทศและการอยูร่ ว่ มกนั อย่างสนั ติ ไม่เปน็ ภาระของโลกและสามารถเกอื้ กูลประเทศที่มี
ศักยภาพทางเศรษฐกจิ ที่ด้อยกวา่ โดยแนวคดิ เรื่องความ “มน่ั คง มง่ั คง่ั ยง่ั ยนื ” สามารถอธิบายได้ดงั น้ี

ความม่นั คง (Stability)
- การมคี วามม่ันคงปลอดภัย จากภยั และการเปลี่ยนแปลงทงั้ ภายในประเทศและภายนอกประเทศ
ในทกุ ระดับ ทง้ั ระดับประเทศ สังคม ชุมชน ครวั เรือน และปัจเจกบุคคล และมคี วามมน่ั คงในทุกมิติ ทงั้ มติ ิ
เศรษฐกิจ สงั คม ส่ิงแวดล้อม และการเมือง
- ประเทศ มีความมัน่ คงในเอกราชและอธปิ ไตย มสี ถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริยท์ ี่เข้มแข็งเป็น
ศูนยก์ ลางและเป็นทย่ี ดึ เหนย่ี วจติ ใจของประชาชน ระบบการเมอื งท่ีมั่นคงเปน็ กลไกทีน่ าไปส่กู ารบริหาร
ประเทศท่ีตอ่ เนือ่ งและโปรง่ ใสตามหลักธรรมาภิบาล
- สังคม มีความปรองดองและความสามัคคี สามารถผนกึ กาลงั เพอื่ พฒั นาประเทศ ชุมชนมคี วาม
เขม้ แข็ง ครอบครวั มีความอบอ่นุ
- ประชาชน มคี วามม่นั คงในชีวติ มงี านและรายได้ทม่ี นั่ คงพอเพียงกับการดารงชีวิต มีที่อย่อู าศัยและ
ความปลอดภยั ในชีวติ ทรพั ยส์ ิน
- ฐานทรพั ยากรและสิง่ แวดลอ้ ม มีความมน่ั คงของอาหาร พลงั งาน และน้า
ความมั่งคัง่ (Prosperity)
- ประเทศไทยมีการขยายตวั ของเศรษฐกิจอย่างต่อเน่ือง ยกระดบั ประเทศเปน็ กล่มุ ประเทศรายไดส้ ูง
ความเหลื่อมล้าของการพฒั นาลดลง ประชากรได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาอยา่ งเท่าเทยี มกนั มากขนึ้
- เศรษฐกจิ มคี วามสามารถในการแข่งขนั สงู สามารถสร้างรายได้ทงั้ จากภายในและภายนอกประเทศ
สร้างฐานเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งอนาคต และเป็นจดุ สาคัญของการเชอ่ื มโยงในภูมิภาค ทัง้ การคมนาคมขนส่ง
การผลติ การค้า การลงทนุ และการทาธุรกจิ มบี ทบาทสาคัญทงั้ ในระดับภูมิภาคและระดับโลก เกิดสาย
สมั พันธ์ทางเศรษฐกจิ และการคา้ อยา่ งมีพลัง

13

- ความสมบรู ณใ์ นทนุ ทจ่ี ะสามารถสรา้ งการพฒั นาต่อเน่ือง ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทนุ ทางปัญญา ทนุ
ทางการเงิน ทนุ ทีเ่ ป็นเครื่องมือเคร่ืองจักร ทุนทางสงั คม และทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม

ความยั่งยืน (Sustainability)
- การพัฒนาท่สี ามารถสรา้ งความเจรญิ รายได้และคุณภาพชวี ิตของประชาชนให้เพิ่มขน้ึ อย่างต่อเน่ือง
ซงึ่ เปน็ การเจริญเติบโตของเศรษฐกจิ ที่ไม่ใช้ทรพั ยากรธรรมชาตเิ กนิ พอดี ไม่สร้างมลภาวะตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มจน
เกินความสามารถในการรองรับและเยยี วยาของระบบนเิ วศ
- การผลิตและการบริโภคเปน็ มิตรกบั สิง่ แวดลอ้ ม และสอดคลอ้ งกับกฎระเบยี บของประชาคมโลก
ซ่งึ เป็นทยี่ อมรับรว่ มกัน ความอุดมสมบรู ณ์ของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มมคี ุณภาพดขี ้ึน คนมคี วาม
รับผดิ ชอบตอ่ สังคม มคี วามเอ้ืออาทร เสยี สละเพ่ือผลประโยชน์สว่ นรวม
- มุ่งประโยชนส์ ่วนรวมอย่างยั่งยืน ใหค้ วามสาคัญกับการมีส่วนรว่ มของประชาชนทุกภาคส่วน เพ่ือ
การพฒั นาในทุกระดบั อยา่ งสมดุล มเี สถียรภาพ และย่งั ยนื
- ประชาชนทกุ ภาคส่วนในสังคม ยึดถือและปฏิบัตติ ามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560 - 2564)
การพัฒนาประเทศในชว่ งแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560 - 2564) จะ

ม่งุ บรรลุเปา้ หมายในระยะ 5 ปีแรกของการขบั เคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560 - 2579) โดยที่
ยุทธศาสตรช์ าติ20 ปี ถอื เป็นแผนแมบ่ ทหลักของการพฒั นาประเทศใหม้ คี วามม่ันคง มัง่ ค่ัง และย่ังยนื และมี
แผนพฒั นาฯฉบบั ท่ี 12 เปน็ เครอื่ งมือหรือกลไกท่ีถ่ายทอดยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปีไปสูก่ ารปฏิบัติ ท้งั นี้
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12ได้กาหนดเป้าหมายท่ีจะตอ้ งบรรลใุ น 5 ปีแรกอย่างชัดเจนทั้งในมิตเิ ศรษฐกจิ สงั คม
และสิ่งแวดล้อม รวมทง้ั ปจั จัยสนับสนนุ ต่างๆ สาหรบั การพัฒนา นอกจากน้ียงั วิเคราะห์ถึงการต่อยอดให้
เกิดผลสมั ฤทธจ์ิ ากการดาเนนิ การตอ่ ในอีก 3 แผนจนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ซง่ึ เป็นชว่ งสดุ ทา้ ยของ
ยทุ ธศาสตร์ชาติ โดยมรี ายละเอียด ดงั นี้

1 หลกั การสาคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12
1.1 ยดึ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง” ต่อเน่ืองมาตง้ั แต่แผนพัฒนาฯ ฉบบั ท่ี 9
1.2 ยดึ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา”
1.3 ยดึ “วิสยั ทัศนภ์ ายใตย้ ุทธศาสตรช์ าติ 20 ป”ี มาเป็นกรอบวิสยั ทัศนป์ ระเทศไทยในแผนพัฒนาฯ
ฉบบั ที่ 12
1.4 ยดึ “เปา้ หมายอนาคตประเทศไทยปี 2579” ที่เป็นเป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปมี าเป็น
กรอบในการกาหนดเปา้ หมายทจ่ี ะบรรลใุ น 5 ปแี รกและเป้าหมายระดับย่อยลงมา ควบค่กู บั กรอบเป้าหมายที่
ยงั่ ยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)
1.5 ยดึ “หลกั การนาไปสกู่ ารปฏิบัติให้เกดิ ผลสมั ฤทธ์ิอย่างจรงิ จังใน 5 ปีทต่ี ่อยอดไปสู่ผลสมั ฤทธิ์
ทเี่ ปน็ เปา้ หมายระยะยาว”

2 วิสยั ทศั น์
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ประเทศไทยมีความมัน่ คง ม่งั คัง่ ย่งั ยนื เป็น
ประเทศพัฒนาแล้ว ดว้ ยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง โดยมคี ติพจน์ประจาชาติ “มนั่ คง
มั่งคง่ั ยงั่ ยืน”

3 วตั ถุประสงค์
3.1 เพ่อื วางรากฐานให้คนไทยเปน็ คนท่ีสมบูรณ์ มีคณุ ธรรมจริยธรรม มีระเบยี บวินัย ค่านิยมที่ดี
มจี ติ สาธารณะ และมีความสุข โดยมสี ุขภาวะและสขุ ภาพท่ีดี ครอบครวั อบอ่นุ ตลอดจนเป็นคนเกง่ ท่มี ที ักษะ
ความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองไดต้ ่อเนอ่ื งตลอดชวี ติ
3.2 เพอ่ื ให้คนไทยมคี วามมั่นคงทางเศรษฐกิจและสงั คม ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากร
และบรกิ ารทางสังคมท่ีมีคณุ ภาพ ผูด้ ้อยโอกาสได้รบั การพฒั นาศักยภาพ รวมท้ังชุมชนมีความเขม้ แข็งพ่ึงพา
ตนเองได้
3.3 เพอ่ื ให้เศรษฐกิจเข้มแขง็ แข่งขันได้ มีเสถยี รภาพ และมีความยัง่ ยืน สรา้ งความเขม้ แขง็ ของ
ฐานการผลติ และบรกิ ารเดิม และขยายฐานใหมโ่ ดยการใช้นวัตกรรมท่ีเข้มขน้ มากข้ึน สร้างความ
เขม้ แข็งของเศรษฐกจิ ฐานราก และสร้างความม่นั คงทางพลังงาน อาหาร และนา้
3.4 เพื่อรักษาและฟ้นื ฟูทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพส่ิงแวดลอ้ มให้สามารถสนบั สนนุ การเตบิ โต
ท่เี ป็นมติ รกับสิ่งแวดลอ้ มและการมีคุณภาพชีวิตท่ีดขี องประชาชน
2.3.5 เพอื่ ให้การบรหิ ารราชการแผ่นดินมปี ระสิทธภิ าพ โปรง่ ใส ทันสมัย และมีการทางานเชิงบรู ณา
การของภาคีการพฒั นา
3.6 เพ่อื ให้มกี ารกระจายความเจรญิ ไปสูภ่ มู ภิ าค โดยการพัฒนาภาคและเมืองเพ่อื รองรับการพัฒนา
ยกระดับฐานการผลติ และบริการเดิม และขยายฐานการผลิตและบริการใหม่
3.7 เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมคี วามเชอื่ มโยง (Connectivity) กับประเทศต่างๆ ทั้งในระดับ
อนุภูมิภาค ภมู ภิ าค และนานาชาติได้อย่างสมบรู ณ์และมปี ระสิทธิภาพ รวมทง้ั ให้ประเทศไทยมีบทบาทนาและ
สรา้ งสรรค์ในดา้ นการค้า การบรกิ าร และการลงทุนภายใต้กรอบความรว่ มมือตา่ งๆ ทั้งในระดบั อนุภูมภิ าค
ภมู ิภาค และโลก
4 เป้าหมายการพัฒนาในชว่ งแผนพัฒนาฯ ฉบบั ท่ี 12
4.1 คนไทยมีคณุ ลักษณะเป็นคนไทยท่สี มบรู ณ์ มีวนิ ยั มที ศั นคติและพฤติกรรมตามบรรทัดฐาน
ที่ดีของสงั คม มคี วามเปน็ พลเมืองต่ืนรู้ มีความสามารถในการปรับตัวไดอ้ ยา่ งรูเ้ ท่าทันสถานการณ์ มีความ
รบั ผิดชอบและทาประโยชน์ตอ่ สว่ นรวม มีสขุ ภาพกายและใจทดี่ ี มคี วามเจรญิ งอกงามทางจิตวญิ ญาณ มีวิถี
ชีวิตที่พอเพียงและมคี วามเป็นไทย
4.2 ความเหลอ่ื มลา้ ทางดา้ นรายไดแ้ ละความยากจนลดลง เศรษฐกจิ ฐานรากมคี วามเขม้ แข็ง

15

ประชาชนทุกคนมีโอกาสในการเข้าถงึ ทรพั ยากร การประกอบอาชีพ และบริการทางสังคมทีม่ คี ุณภาพอย่าง
ทว่ั ถงึ และเปน็ ธรรม กลุม่ ที่มรี ายได้ตา่ สุดร้อยละ 40 มีรายไดเ้ พิม่ ขนึ้ อยา่ งน้อยร้อยละ 15

4.3 ระบบเศรษฐกิจมคี วามเข้มแข็งและแขง่ ขนั ได้ โครงสร้างเศรษฐกจิ ปรบั สู่เศรษฐกิจฐานบรกิ าร
และดิจติ ลั มผี ปู้ ระกอบการรุ่นใหม่และเปน็ สังคมผูป้ ระกอบการ ผูป้ ระกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก
ท่ีเข้มแขง็ สามารถใช้นวตั กรรมและเทคโนโลยีดิจิตัลในการสร้างสรรค์คณุ ค่าสินค้าและบริการ มรี ะบบการผลิต
และให้บรกิ ารจากฐานรายไดเ้ ดิมทีม่ มี ูลคา่ เพ่ิมสงู ขน้ึ และมีการลงทนุ ในการผลิตและบริการฐานความรูช้ ้นั สูง
ใหมๆ่ ทีเ่ ป็นมติ รกับส่ิงแวดลอ้ มและชุมชน รวมทั้งกระจายฐานการผลิตและการให้บริการสูภ่ มู ิภาคเพอื่ ลด
ความเหล่ือมล้า โดยเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพและมีอัตราการขยายตัวเฉลย่ี ร้อยละ 5 ตอ่ ปี และมปี จั จัย
สนบั สนุนอาทิ ระบบโลจสิ ติกส์ พลังงาน และการลงทนุ วิจัยและพัฒนาทีเ่ อ้ือต่อการขยายตัวของภาคการผลติ
และบริการแผนยุทธศาสตร์กรมสุขภาพจิต ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 12
(พ.ศ.2560 - 2564)

4.4 ทนุ ทางธรรมชาตแิ ละคณุ ภาพสงิ่ แวดลอ้ มสามารถสนบั สนนุ การเตบิ โตทีเ่ ปน็ มิตรกับ
สิ่งแวดล้อม มีความมนั่ คงทางอาหาร พลังงาน และนา้ โดยเพิม่ พน้ื ท่ีป่าไม้ให้ไดร้ ้อยละ 40 ของพ้นื ที่ประเทศ
เพ่ือรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ลดการปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจกในภาคพลังงานและขนส่งไมน่ ้อยกว่าร้อย
ละ 7 ภายในปี 2563 เทียบกับการปลอ่ ยในกรณีปกติ มีปริมาณหรือสัดสว่ นของขยะมูลฝอยท่ไี ดร้ ับการจดั การ
อยา่ ง ถกู สขุ าภบิ าลเพิ่มข้ึน และรกั ษาคุณภาพนา้ และคุณภาพอากาศในพืน้ ทวี่ ิกฤตใหอ้ ยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

4.5 มีความม่นั คงในเอกราชและอธิปไตย สงั คมปลอดภัย สามัคคี สร้างภาพลกั ษณด์ ี และ
เพม่ิ ความเชอื่ มน่ั ของนานาชาตติ ่อประเทศไทย ความขัดแย้งทางอุดมการณ์และความคดิ ในสงั คมลดลง
ปัญหาอาชญากรรมลดลง ปริมาณความสญู เสยี จากภยั โจรสลัดและการลักลอบขนสง่ สนิ คา้ และค้ามนุษย์ลดลง
มีความพร้อมทปี่ กป้องประชาชนจากการก่อการรา้ ยและภยั พิบัตทิ างธรรมชาติ ประเทศไทยมสี ว่ นรว่ มในการ
กาหนดบรรทัดฐานระหวา่ งประเทศ เกดิ ความเช่ือมโยงการขนส่ง โลจิสติกส์ ห่วงโซ่มลู คา่ เป็นหนุ้ ส่วนการ
พฒั นาท่สี าคัญในอนุภูมภิ าค ภูมิภาค และโลก และอัตราการเติบโตของมูลคา่ การลงทุนและการส่งออกของ
ไทยในอนุภูมิภาค ภมู ิภาค และอาเซียนสงู ข้ึน

4.6 มรี ะบบบรหิ ารจัดการภาครฐั ทมี่ ปี ระสิทธภิ าพ ทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายอานาจ
และมสี ่วนรว่ มจากประชาชน บทบาทภาครฐั ในการใหบ้ รกิ ารซ่งึ ภาคเอกชนดาเนนิ การแทนได้ดกี วา่ ลดลง
เพม่ิ การใช้ระบบดิจติ ลั ในการใหบ้ รกิ าร ปญั หาคอร์รัปชนั่ ลดลง และการบริหารจัดการขององคก์ รปกครอง
ส่วนทอ้ งถิน่ มีอสิ ระมากขน้ึ โดยอนั ดบั ประสิทธภิ าพภาครฐั ที่จดั ทาโดยสถาบันการจดั การนานาชาตแิ ละอันดับ
ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจในประเทศดขี ึ้น การใชจ้ า่ ยภาครฐั และระบบงบประมาณมีประสิทธิภาพสงู
ฐานภาษีกวา้ งขน้ึ และดชั นภี าพลกั ษณ์คอรร์ ัปชัน่ ดขี ้ึน รวมถงึ มีบุคลากรภาครัฐทีม่ ีความรู้ ความสามารถและ
ปรับตัวไดท้ ันกบั ยุคดิจิตัลเพ่มิ ขน้ึ

5 ยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาประเทศในชว่ งแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 12

ประกอบด้วย 10 ยุทธศาสตร์ คือ
ยทุ ธศาสตร์ที่ 1 การเสรมิ สรา้ งและพัฒนาศกั ยภาพทนุ มนุษย์
ยทุ ธศาสตร์ที่ 2 การสรา้ งความเปน็ ธรรมลดความเหล่ือมล้าในสังคม
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสรา้ งความเขม้ แขง็ ทางเศรษฐกจิ และแข่งขนั ไดอ้ ย่างยง่ั ยนื
ยทุ ธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตทีเ่ ปน็ มติ รกับส่ิงแวดล้อมเพ่อื การพฒั นาอย่างยัง่ ยนื
ยุทธศาสตรท์ ี่ 5 การเสริมสร้างความมั่นคงแหง่ ชาตเิ พือ่ การพัฒนาประเทศสคู่ วามมงั่ ค่ัง
และย่ังยืน
ยุทธศาสตรท์ ี่ 6 การบริหารจัดการในภาครฐั การป้องกันการทุจรติ ประพฤตมชิ อบ
และธรรมาภบิ าลในสังคมไทย
ยุทธศาสตรท์ ี่ 7 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจสิ ตกิ ส์
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 8 การพฒั นาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม
ยุทธศาสตรท์ ี่ 9 การพัฒนาภาค เมือง และพนื้ ท่เี ศรษฐกิจ
ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 10 ความร่วมมือระหว่างประเทศเพ่ือการพัฒนา
นโยบายสขุ ภาพสาหรบั เด็กทกุ ชว่ งวัย
ประชากรวัยเด็กเป็น ประชากรวยั สาคัญของประเทศชาติ ภาวะสขุ ภาพ ท้งั ด้านร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ สังคม
ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ ประเด็นที่สาคัญตอ่ การพัฒนาประชากรกลมุ่ น้ี ดังนั้นรฐั บาลไทยไดก้ าหนด แผนบรู ณาการ
การพฒั นาคนตลอดชว่ งชวี ิต ดงั น้ี

แผนบรู ณาการ การพัฒนาคนตลอดชว่ งชีวิต

17

เด็กปฐมวยั
จากผลการสารวจพฒั นาการเด็กปฐมวยั ไทยทุก 3 ปีจานวน 5 ครง้ั พ.ศ.2542, 2547, 2550, 2553
และ 2557 พบวา่ เด็กมีพฒั นาการสมวัยรอ้ ยละ 71.1 72.0 67.7 73.4 และ72.0 ตามลาดบั อาจกลา่ ววา่
ตลอดเวลา 15 ปี ท่ีผ่านมาเด็กปฐมวยั ไทย มีพฒั นาการสมวยั อยู่ที่ประมาณ รอ้ ยละ 70 จากข้อมลู ผลการนิเทศ
รอบ 1 ปพี .ศ. 2558 ของสานักตรวจและประเมนิ ผล กระทรวงสาธารณสุข พบเด็กปฐมวัยมีพฒั นาการสมวัย
รอ้ ยละ 81.8 (อนามัย 55) สาหรับการรายงานผลพฒั นาการเดก็ ในรอบ 2ใช้ขอ้ มูลจากการรณรงคค์ ัดกรอง
พฒั นาการเด็กอายุ 42 เดือน ทัว่ ประเทศด้วยเคร่ืองมือ DSPM ระหว่างวนั ที่ 6 - 10 กรกฎาคม 2558 พบว่า
เด็กอายุ 42 เดือน มีพัฒนาการสมวยั รอ้ ย ละ 78.6 หรือลา่ ชา้ 21.4 จึงนามาสกู่ ารออกแบบแผนการพฒั นา
เด็กปฐมวัยโดยกรอบการบรู ณาการความรว่ มมือการพฒั นาเดก็ ปฐมวัยโดย 4 กระทรวงดังนี้



19

การสรา้ งครอบครัวและการมีบตุ รของคน Gen Y
กลมุ่ เจนเนอเรชนั่ วาย เป็นกลมุ่ ประชากรสว่ นใหญข่ องกลุ่มวัยเจรญิ พันธุ์ ประกอบกบั คนเจนเนอเรชัน่
วายยังมลี ักษณะเฉพาะทแ่ี ตกตา่ งจากคนรุน่ ก่อนอยา่ งชดั เจนทัง้ ทัศนคตคิ วามคดิ ความเชอ่ื และรูปแบบการดา
เนนิ ชีวติ คือ มีความทะเยอทะยาน ความมุ่งม่ันต่อความสาเรจ็ และความก้าวหนา้ ในอาชีพ ต้องการรูปแบบ
ชีวิตทมี่ คี วามยดื หย่นุ ตอ้ งการชีวิตที่ท้าทาย แสวงหาโอกาสในการทางานหรือเดินทางท่องเท่ยี วในตา่ งประเทศ
รวมถงึ มคี วามเปน็ ปจั เจกสูงและยอมรบั การเป็นครู่ ักเพศเดยี วกนั เพ่มิ มากขน้ึ ซึ่งอาจมผี ลต่อการสรา้ ง
ครอบครวั และการมีบตุ ร
Gen Y ใหค้ วามสาคญั กบั เง่ือนไขและมาตรการจูงใจให้มบี ุตรทหี่ ลากหลาย สาหรบั เง่อื นไขและ
มาตรการที่กลมุ่ เจนวายของไทยเหน็ วา่ สามารถสร้างแรงจูงใจใหม้ ี การตัดสนิ ใจมีบุตรข้นึ อยกู่ ับปจั จยั หลายดา้ น
ประกอบกันทงั้ ในเร่ืองภาษีและการให้ความชว่ ยเหลอื ทางการเงิน สวสั ดกิ ารในการเล้ียงดูและพฒั นาเด็กระยะ
ยาว และการสร้างสมดลุ ในชวี ิต โดยมาตรการทม่ี ีน้าหนกั มากทสี่ ุด3 อนั ดบั แรก คือ 1) ภาครัฐใหเ้ งินก้อนตง้ั ต้น
เพ่อื ชว่ ยเหลอื เปน็ คา่ ใชจ้ า่ ยในการเล้ยี งดูบตุ รเกิดใหม่ 2) มาตรการลดหย่อนภาษี (ค่าเล้ียงดบู ตุ ร) และ 3) การ
จดั ตั้งกองทุนเพ่ือช่วยเหลอื ค่าใช้จา่ ย ในการเลย้ี งดบู ุตร
โดยรวม คน Gen Y สว่ นใหญ่ยงั มีทัศนคตทิ ีด่ ีต่อ การมคี รอบครวั และมบี ตุ ร อย่างไรกต็ าม ในการดา
เนินชีวติ ยังมี ขอ้ จากัดท้ังในเรื่องภาระค่าใชจ้ า่ ย การสญู เสียเป้าหมายในชวี ติ ทาใหต้ ดั สินใจไม่มีบุตรหรอื ชะลอ
การมบี ตุ รออกไป ดงั น้ัน ส่ิงสาคญั ท่ีจะชว่ ยส่งเสรมิ การมบี ุตรคอื การลดอปุ สรรคที่จะส่งผลตอ่ การจะมีบุตร
รวมทั้งการปลูกฝงั ค่านยิ มโดยให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงความสาคัญของบทบาทหนา้ ทข่ี อง
ครอบครวั
ต้งั แตว่ ัยเด็ก ในส่วนปจั จยั การตดั สนิ ใจมีบตุ รขึน้ อยกู่ ับปจั จัย ส่วนบคุ คลที่สาคญั คือ ความตอ้ งการของคูส่ มรส
กลมุ่ ผู้มี การศกึ ษาและมรี ายไดส้ งู จะให้ความสาคญั กับการมีผเู้ ล้ียงบตุ รท่ีไวว้ างใจได้ ขณะทเ่ี งื่อนไขการจูงใจให้
มบี ตุ รไม่มนี า้ หนักเพียงพอต่อการจงู ใจใหม้ บี ุตรซง่ึ สอดคล้องกบั ประสบการณ์ ในต่างประเทศที่มาตรการต่างๆ
ไม่สามารถเพิ่มจานวนการเกิดได้
สาหรบั แนวทางและมาตรการดาเนินงานในต่างประเทศ อาทิ ญี่ปนุ่ สิงคโปร์ สวีเดน และฝรงั่ เศส มี
แนวทางสาคญั คอื การใหค้ วามชว่ ยเหลอื ทางการเงินเพ่ือลดภาระคา่ ใชจ้ ่าย การลด อปุ สรรคต่อความตอ้ งการมี
บุตร โดยส่งเสริมการสร้างสมดลุ ชีวิต (Work-life Balance) เชน่ เพิม่ วันลา ลดชั่วโมงการทางานอกจากนัน้
การมสี ถานดูแลบตุ รท่ีมีคณุ ภาพ การใหส้ ิทธพิ ิเศษด้านท่ีอยู่อาศยั เพ่ือสนับสนุนการสร้างครอบครวั และการห้าม
เลิกจา้ งหญงิ ท่ตี ั้งครรภห์ รอื คลอดบตุ ร เป็นต้น อยา่ งไรก็ตามการกระตุ้นการเกดิ ยงั ไม่ประสบความสาเรจ็
เท่าทค่ี วร เนอื่ งจากเป็นเรื่องส่วนบุคคลและเกี่ยวขอ้ งโดยตรงกบั ทศั นคติ ในการดารงชวี ติ ท่ีเปลยี่ นแปลงไป
โดยบางประเทศมีการ ปรบั เปลี่ยนแนวทาง เช่น ญปี่ ุ่น ท่เี น้นด้านคุณภาพชวี ิต และปอ้ งกันไม่ใหผ้ ูส้ งู อายุติด
เตยี ง พรอ้ มกบั ส่งเสริมการมงี านทาในกลุ่มผ้สู ูงอายุ

ตวั อยา่ งนโยบายการดาเนินงานการส่งเสริมการมีบตุ รในต่างประเทศ
1. ประเทศญ่ีปุน่

 ปรับกฎหมายเพื่อยกเวน้ การจ่ายเบย้ี ประกนั สังคมแก่หญงิ ที่ลาคลอดบุตรอนญุ าตให้พนกั งาน
ลางานได้ก่อนและหลังคลอด 6 เดือน บดิ าและมารดาลางานได้ถึง 1 ปี เพ่อื ดูแลเด็กแรกเกิด
พนกั งานที่มีบตุ รอายนุ ้อยกวา่ 3 ปี สามารถทางานได้ไม่เกิน 6 ชม. ตอ่ วนั

 ให้เงินค่าเลยี้ งดบู ตุ รแรกเกดิ จนถงึ 15 ปี ในกรณที ี่มีรายได้น้อย
 สรา้ งศนู ย์ดูแลเดก็ เล็กให้เพยี งพอ นโยบาย Zero Wait-Listed Children
 เพอ่ื ให้เดก็ ได้เขา้ รบั บรกิ ารในสถานเลีย้ งเด็ก
 เพม่ิ บทบาทรัฐบาลท้องถนิ่ และบรษิ ทั เอกชนในการสนับสนุนให้ประชากรมีบุตรและให้ความ

ช่วยเหลอื ในการเลีย้ งบตุ ร
2. ประเทศสงิ คโปร์

 สนับสนุนการแต่งงานและการมีบตุ รโดยให้สิทธดิ า้ นท่อี ยู่อาศัยแก่คสู่ มรสท่เี พ่งิ แต่งงานก่อน
กลุ่มอน่ื และใหค้ ู่สมรสที่เพง่ิ แตง่ งานและมบี ุตรเช่าที่อยอู่ าศัยในราคาไมแ่ พง

 สนับสนนุ ค่าใชจ้ ่ายทางการแพทย์ทีเ่ กีย่ วกับการคลอดบตุ ร ได้แก่ เงนิ
 สมทบจากรฐั สาหรบั การใชเ้ ทคโนโลยีชว่ ยชีวิต จนถงึ รอ้ ยละ 75 ของค่ารักษา แต่ไมเ่ กิน

s$6,300 ตอ่ รอบ
 ค่าใชจ้ ่ายในการเล้ยี งดบู ตุ ร ไดแ้ ก่ เพม่ิ Baby Bonus Cash Gifts $6,000 ต่อคนสาหรับบตุ ร

2 คนแรก และ s$8,000 ต่อคนสาหรบั บุตรคนที่ 3 และ 4 และสนับสนุนใหพ้ ่อแมว่ าง
แผนการดแู ลสุขภาพของเด็กทกุ ๆ คน ในบญั ชี Med shield s$3,000
 ให้พอ่ แมท่ ่ีมบี ตุ รอายุ 7-12 ปี ลาเพ่ือเลีย้ งดบู ตุ ร โดยได้รับเงินจากรัฐบาลเป็นเวลา 2 วันต่อปี
สาหรบั บดิ าทีม่ บี ตุ รอายนุ อ้ ยกวา่ 7 ปี สามารถลาต่อเนื่องได้ 6 วันต่อปี และมารดาท่รี ับบุตร
บุญธรรมลาได้ 4 สปั ดาห์
 สนับสนุนบทบาทบิดาในการลาเลี้ยงดบู ุตร โดยรับคา่ ตอบแทน 1 สัปดาห์
 สามารถแบ่งปันวนั ลากับมารดาได้
3. ประเทศสวีเดน
 ห้ามเลิกจา้ งลูกจ้างทต่ี ัง้ ครรภ์หรือคลอดบุตร ให้ผ้มู บี ุตรมีสิทธ์ิเลอื กทางานบางเวลาได้
 ผมู้ ีบตุ รสามารถลางานได้ 480 วนั โดยไม่ถูกนายจ้างใหอ้ อก ไดร้ ับคา่ จ้าง
 จากรฐั จนกระทั่งบตุ รอายุ 4 ปบี รบิ รู ณ์ และมวี นั ลาดังกล่าวตอ่ ไปได้
 ในอตั ราที่ลดลงจนกระทง่ั บุตรมีอายุครอบ 8 ปีบรบิ รู ณ์
 รัฐใหเ้ งินชว่ ยเหลอื ค่าใช้จ่ายในการเลีย้ งดูบตุ ร และสนบั สนุนทางการเงนิ ต่อ

21

 ผู้มีบตุ รทีม่ ีความจาเปน็ ทางการเงิน และเงินชว่ ยเหลือครอบครัวทีม่ บี ตุ รพิการ

4. ประเทศฝรั่งเศส
 ให้เงนิ อดุ หนุนสาหรับแม่บ้าน หากมบี ตุ ร 2 คน ได้ 4,900 บาท มีบุตร3 คน ได้ 11,200 บาท
มบี ตุ รเพม่ิ คิดเป็นรายละ 6,300 บาทต่อเดอื น
 สนบั สนนุ การตั้ง Day Care Centers เพิม่ เงนิ อดุ หนุนครอบครวั เพิ่มการ
 อบรมทักษะและจานวนผู้ดูแลเดก็ สนับสนุนการบริบาลและพฒั นาเดก็ เพื่อลดคา่ ใชจ้ ่าย
ผูป้ กครอง
 ลดจานวนชวั่ โมงทางาน ลดหยอ่ นภาษสี าหรบั ค่าใช้จา่ ยในการเลีย้ งบตุ ร
 ควบคุมชั่วโมงการทางาน (Paternity Leave) สง่ เสริมให้ผู้มีบุตรกลับสู่การทางานผา่ นศูนย์
จัดหางานและศูนยฝ์ ึกอบรมทักษะ ลาคลอดได้ 4 สัปดาห์
 โดยไดค้ า่ ตอบแทนปกติ ลาโดยไม่ไดร้ บั ผลตอบแทนตอนบุตรอายุ 1-5 ปี
 ตง้ั Corporate Parenthood Charter เพือ่ สารวจความคิดเหน็ และ
 ความพอใจของลกู จ้างท่มี ีบุตร จัดตัง้ ศูนย์บริการเด็กระหวา่ งวนั ทั้งในท่ีทางานและรว่ มกัน
ระหว่างหลายบริษทั
กลุ่มวัยเรยี น
ภาวะสุขภาพเดก็ วัยเรยี นที่เป็นประเด็นสาคญั ทางด้านปัญหาสาธารณสุขคอื ภาวะเร่ิมอ้วน

และอ้วนเด็กวยั เรยี น อายุ 5-14 ปีเป้าหมาย คือ ภาวะเรม่ิ อ้วนและอ้วนไม่เกนิ รอ้ ยละ 10 ข้อมูลจากรายงาน
การตรวจราชการรอบที่ 2 ปพี .ศ.2558 พบภาวะเริม่ อ้วนและอว้ นในเด็กวัยเรยี น ในภาพรวมเขต สุขภาพ 12
เขตรอ้ ยละ 9.2 พบภาวะเร่มิ อ้วนและอ้วนสงู สดุ ในเขตสุขภาพที่ 6 คือร้อยละ 14.1 พบความชุกภาวะเริ่ม อ้วน
และอ้วนสงู สุดในจงั หวัดตราด คือรอ้ ยละ 17.1 ซ่ึงแหล่งข้อมลู ของแบบ ตก.2 มาจากทั้งศนู ย์ข้อมูลสขุ ภาพ
(HDC) ของภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2557 (ต.ค. –ธ.ค. พ.ศ.2557) ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2558 (พ.ค. –
ก.ค. พ.ศ. 2558) และข้อมูลโดยตรงของจงั หวัด ณ ช่วงเวลาท่ตี า่ งกัน ซ่ึงทางศูนยอ์ นามยั รวบรวมจากกลุ่มงาน
ส่งเสริมสุขภาพของ สานกั งานสาธารณสขุ จังหวัดในแต่ละเขตสขุ ภาพที่รบั ผดิ ชอบ สาหรบั ข้อมลู จากศนู ย์ข้อมลู
สขุ ภาพ (HDC) ณ วันท่ี 25 สงิ หาคม พ.ศ. 2558 ในภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2558 ท้ัง 12 เขตสขุ ภาพ คดิ
เป็นร้อยละ 12.5 เขตสขุ ภาพท่ี 4 พบภาวะเริ่มอ้วนและอว้ นสงู สดุ คอื รอ้ ยละ 17.5 จังหวดั ที่พบภาวะเรมิ่
อว้ นและอว้ นสูงสดุ คือ จังหวัดสงิ หบ์ ุรี พบ ร้อยละ 23.3 สว่ นเขตสขุ ภาพที่ 3, 6 และ12 พบภาวะเริ่มอ้วนและ
อว้ นร้อยละ 13.8, 14.8 และ10.2 ตามลาดับ

ปจั จยั สาเหตกุ ารเกดิ ปญั หาสุขภาพเดก็ วยั เรยี น
จากปัญหาและอปุ สรรคที่พบ เมือ่ วเิ คราะห์ถึงปัจจัยสาเหตุ และระบบการบริการสขุ ภาพใน
ระดบั เขตสุขภาพ พบวา่ ไม่มีแผนและมาตรการการแกไ้ ขปัญหาภาวะเริ่ม อ้วนและอว้ นในเด็กวัยเรียนท่ีชดั เจน
ขาดการวเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะหข์ ้อมลู เชิงลึกระบบข้อมลู การเฝา้ ระวังจาก รายงาน 43 แฟ้ม ไม่ครอบคลุม
กลมุ่ เป้าหมายพน้ื ท่ีมกี ารใชโ้ ปรแกรมท่ีมีความหลากหลาย ขาดการสื่อสารและทาความเขา้ ใจในระดบั พื้นท่ี
และขาดการบรู ณาการการดาเนินงานในทกุ ระดับ รวมท้ังเครือข่ายท่เี ก่ยี วข้อง เชน่ ผปู้ กครอง โรงเรยี น ชมุ ชน
และองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ (อปท.) ยังขาดความตระหนกั ในการร่วมมือแก้ไข ปญั หาอยา่ งจรงิ จงั ในระดบั
จังหวดั ขาดการควบคุม กากับ ตดิ ตามและประเมนิ ผลการดาเนินงานอย่างตอ่ เนื่อง และขาดการคืนข้อมลู กลบั
แนวทางการแก้ไขปญั หา
จากลักษณะปัญหาสขุ ภาพที่พบไดบ้ ่อยในเด็กวยั เรียน สามารถแสดงแนวทางการแก้ไขปญั หา
ไดด้ งั นี้
1) พื้นที่ควรมกี ารวิเคราะห์ข้อมูลปญั หาภาวะเดก็ วัยเรยี นเร่ิมอ้วนและ อ้วนเชิงลกึ เพ่ือนามา
จดั มาตรการและแผนการดาเนินงานแก้ไขปัญหาเด็กอว้ นโดยเฉพาะ
2) พฒั นาระบบ ฐานขอ้ มูลการเฝ้าระวงั ภาวะโภชนาการในเด็กวยั เรียนใหม้ ีประสิทธภิ าพ
3) สนับสนนุ ใหม้ กี ารสร้างทีมงานแกป้ ัญหาภาวะ เรม่ิ อ้วนและอว้ นในเด็กวัยเรยี น ในพ้นื ท่ี
และบรู ณาการงานแก้ปญั หาเด็กวยั เรียนทกุ งานทเ่ี กีย่ วข้องเขา้ ด้วยกนั โดยมีการสง่ ต่อ อยา่ งเป็นระบบตัง้ แต่
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตาบลโรงพยาบาลทวั่ ไป โรงพยาบาลศูนย์
4) จดั ทาระบบการนิเทศ ควบคุม กากับ ติดตามและประเมินผลอยา่ งต่อเนื่อง 5) คนื ข้อมูล
ใหก้ บั เครือขา่ ยและหนว่ ยงานทเี่ ก่ียวข้องในการแก้ไขปัญหา การเสยี ชวี ิตจากการจมน้าของเดก็ (อายตุ ่ากวา่
15 ปี) ไมเ่ กนิ 6.5 ตอ่ ประชากรเด็กอายตุ ่ากวา่ 15 ปีแสนคน ภาพรวมของประเทศ พบว่าท่ผี า่ นมาใน 3 ไตร
มาส (ต.ค.- มิ.ย.) อตั ราการเสียชวี ติ ตอ่ ประชากรเด็กแสน คนเทา่ กับ 4.6 หรอื จานวนการเสียชีวิตเท่ากับ 543
คนซง่ึ ยังน้อยกวา่ ค่าเปา้ หมายท่กี าหนด (คา่ เปา้ หมายอตั ราการ เสยี ชีวติ นอ้ ยกวา่ 6.5 หรือ 770 คน) และเมอ่ื
จาแนกเป็นรายเขตบริการสุขภาพพบว่าเขต 1, 3, 8, และ 12 มจี านวน เดก็ อายตุ ่าว่า 15 ปจี มน้าเสยี ชวี ิต
มากกวา่ ร้อยละ 75 ของค่าเป้าหมายท่กี าหนด ท้ังน้เี ขต 12 มจี านวนการเสยี ชีวติ เกนิ กว่าคา่ เป้าหมายที่
กาหนดมากท่สี ดุ ปัญหาสาคัญร่วมของพ้ืนท่ีและบทเรียนของความล้มเหลว พบวา่ (1) ยงั ขาดทีมแกนนาการ
ดาเนินงานป้องกันเด็กจมนา้ ช่วยสนบั สนนุ ใหเ้ กดิ กลไกในระดับจงั หวัด และ 36 ชมุ ชน และ ยงั ไม่ได้รับความ
สนใจจากเครือข่ายระดับชุมชนเท่าท่ีควร เน่อื งจากนโยบายปอ้ งกันเด็กจมนา้ เป็นเรือ่ งใหม่ (2) การ สารวจ
แหลง่ เสี่ยง และปัจจยั เสีย่ งในแตล่ ะพนื้ ที่ยังไมช่ ดั เจน สง่ ผลตอ่ การนาไปวางแผนแกไ้ ขและจัดการปัญหา
3. กลุ่มวยั รุ่น
อตั ราการคลอดมชี พี ในหญิงอายุ 15 – 19 ปตี อ่ ประชากรหญงิ 15 – 19 ปีพันคน จากข้อมูล
จานวนและอัตราการคลอด ในปพี .ศ. 2555 – 2557 ของสานักอนามัยการเจริญพันธ์ุกรมอนามัย พบวา่ อตั รา
การ คลอดมีชีพ ในหญงิ อายุ 15 – 19 ปีต่อประชากรหญงิ 15 – 19 ปีพันคน ในปี 2557 มแี นวโนม้ ลดลง คดิ

23

เป็นอัตรา 47.9 ตอ่ ประชากรหญิง 15 – 19 ปีพันคน จากปีพ.ศ. 2555 และพ.ศ. 2556 มีอตั ราการคลอดมีชพี
ในหญิงอายุ 15 – 19 ปี ต่อประชากรหญิง 15 – 19 ปีพนั คน คดิ เป็นอัตรา 53.4 และ 51.2 ตามลาดับ ส่วน
การตัง้ ครรภ์ในวยั รุ่น อายุ 15 –19 ปพี บว่า ในภาพรวมของประเทศมีการตั้งครรภ์ในวัยรุน่ อายุ 15 –19 ปคี ดิ
เปน็ รอ้ ยละ 16.2 ซง่ึ สูงเกนิ ค่า เปา้ หมายทก่ี าหนดไวไ้ มเ่ กนิ ร้อยละ 10 โดยเมื่อพิจารณาตามเขตสขุ ภาพ พบว่า
เขตสขุ ภาพที่ 11 มีการตง้ั ครรภ์ใน วยั รุ่นอายุ 15 –19 ปีสูงท่ีสุด คดิ เป็นรอ้ ยละ 23.9 รองลงมาคือ เขตสุขภาพ
ท่ี 8 และ 12 คดิ เป็น ร้อยละ 22.6 และ 21.0 ตามลาดับ

ปัญหา อุปสรรค การพฒั นาสุขภาพกลมุ่ วยั รนุ่ ในประเด็นการตัง้ ครรภ์ในแม่วัยรุน่ อายุ 15
–19 ปี ประกอบดว้ ยลักษณะดังต่อไปนี้

1) การบรหิ ารงานสง่ เสรมิ สุขภาพและป้องกนั โรคกลุ่มวยั รุ่นยงั ไม่มีการขบั เคลื่อนงาน ใน
รูปแบบ คณะกรรมการและการเชอื่ มโยงกบั ระบบบริการยังไม่ชดั เจน

2) วยั รนุ่ ส่วนมากไม่ทราบวิธกี ารป้องกันและสถานท่ี 5 ให้บริการเม่อื เกิดปัญหาการตง้ั ครรภ์
3) การตง้ั ครรภใ์ นแม่วยั ร่นุ สูง โดยสว่ นหนงึ่ มสี าเหตจุ ากครอบครัวท่ีมีความ พร้อมดา้ นสังคม
และตอ้ งการมีบุตร
4) ขาดข้อมูลเชงิ ระบาดวิทยาเรอ่ื งพฤติกรรมเสย่ี งของวัยรนุ่ ความชกุ ผูบ้ รโิ ภคเครอ่ื งด่ืม
แอลกอฮอล์ในประชากรอายุ 15 –19 ปี จากผลการสารวจของ สานักงานสถติ ิแห่งชาติ ปีพ.ศ. 2557 พบวา่
ความชกุ ของผบู้ รโิ ภคเครื่องด่ืมแอลกอฮอล์ ในประชากรอายุ 15 –19 ปีใน ภาพรวมของประเทศ คดิ เปน็ รอ้ ย
ละ 18.1 (เปา้ หมายไมเ่ กินรอ้ ยละ 13 ภายในปี 2560) โดยเมื่อพิจารณาตามเขตสุขภาพ พบว่าเขตสุขภาพท่ี 2
มีความชกุ ของผ้บู ริโภคเคร่ืองดืม่ แอลกอฮอลใ์ นประชากรอายุ 15 –19 ปีสงู ท่ีสดุ คดิ เปน็ ร้อยละ 28.2
รองลงมาคอื เขตสขุ ภาพท่ี 9 และ 8 คดิ เปน็ ร้อยละ 27.7 และ 27.4 ตามลาดับ พบวา่ ปัญหาอุปสรรค ในการ
ดาเนนิ งานใน พน้ื ทีค่ ือ (1) การเขา้ ถึงแอลกอฮอลไ์ ดง้ ่ายเน่ืองจากผปู้ ระกอบการร้านค้าใกลส้ ถานศกึ ษาชุมชน
ไม่ให้ความรว่ มมือในการงด หน่ายเคร่ืองดื่มแอลกอฮอลใ์ ห้กับวัยรุ่น (2) ความชกุ ของผูบ้ ริโภคเคร่ืองดืม่
แอลกอฮอล์มแี นวโน้มสงู ขนึ้ และสงู เกิน คา่ เป้าหมายร้อยละ 13

2. บทบาทของพยาบาลเด็ก
จากลักษณะของสงั คมและนโยบายด้านสขุ ภาพของประเทศไทย เพื่อสง่ เสริมคุณภาพชีวติ ประชากร
ชาวไทย จะเห็นได้ว่าบทบาททคี่ าดหวงั ของพยาบาลในการให้การพยาบาลเดก็ ต้องครอบคลุมทุกมโนมติ ท้ัง
ด้านการสร้างเสรมิ สขุ ภาพ การดแู ลรกั ษาสุขภาพเมื่อเกิดการเจ็บปว่ ย ปอ้ งกนั และฟื้นฟสู ภาพภายหลงั การเกิด
ปญั หาสขุ ภาพข้นึ ซ่ึงในยุคไทยแลนด์ 4.0 และนโยบายการเขา้ ถึงสุขภาพท่มี ากข้นึ ของประชากรไทย การ
มงุ่ เน้นใหเ้ ดก็ มีการศึกษาท่ดี ีเท่าเทียม สรา้ งความครอบคลุมการเข้าถึงสวัสดิการทางสงั คมตลอดทุกช่วงของชีวิ
ม่งุ เน้นให้เดก็ เป็นคนเท่าทันโลก ทันเทคโนโลยี มีความสามารถกา้ วเขา้ สู่ในเวทีโลกได้อยา่ งภาคภูมใิ จในการ
เปน็ คนไทย และมสี ว่ นรว่ มกบั ในสังคม ทงั้ ในระดบั อาเซียน และระดับนานาชาติ การปฏิบัติการพยาบาลจะใช้
หลกั การดแู ลผู้ป่วยเด็ก ดังน้ี

1. การพยาบาลโดยใช้หลกั ของกระบวนการพยาบาล (Nursing process) ประกอบ ด้วย
1.1 การประเมินภาวะสุขภาพ (Assessment) เป็นการรวบรวมขอ้ มลู ท้ังดา้ นร่างกาย

จิตใจ อารมณ์ สงั คม และครอบครวั ของผูป้ ่วยเด็ก รวมทัง้ การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการเพอื่ นาข้อมลู มา
วิเคราะห์ข้อวนิ ิจฉัยทางการพยาบาลและวางแผนการพยาบาล โดยการซักประวตั จิ ากผ้ปู ่วยเดก็ และ
ผู้ปกครอง การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

1.2 การวินจิ ฉยั การพยาบาล (Nursing diagnosis) เป็นการระบุปญั หาหรือความ
ตอ้ งการของผูป้ ่วยเด็กและผปู้ กครองจากข้อมลู ท่ีประเมนิ ได้ ทง้ั ดา้ นร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและ
ครอบครวั รวมท้ังการเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของผปู้ ว่ ยเดก็ โดยระบเุ ป็นปญั หาภาวะเส่ียง (Risk) และ
ปญั หาที่เกิดขน้ึ แลว้ (Actual problem)

1.3 การวางแผนการพยาบาล (Planning) เป็นการกาหนดวตั ถุประสงค์และวางแผน
กจิ กรรมการพยาบาลให้บรรลุตามวัตถุประสงคท์ ี่กาหนด

1.4 การปฏบิ ัตกิ ารพยาบาล (Implementation) เป็นการนาแผนการพยาบาลทว่ี างไว้
ไปปฏบิ ัติ โดยคานึงถึงผลลพั ธ์ที่เกดิ ข้ึน ความปลอดภยั ความเป็นบุคคลของเด็กและสทิ ธิของเด็ก รวมทงั้ ใช้
หลกั การดแู ลโดยใหค้ รอบครวั เป็นศูนย์กลางและให้การพยาบาลโดยลดความทกุ ข์ทรมานหรือความปวด ท้ัง
ดา้ นร่างกายและจิตใจให้แก่ผู้ปว่ ยเด็ก

1.5 การประเมนิ ผล (Evaluation) เป็นการวเิ คราะห์วา่ กจิ กรรมการพยาบาลท่ไี ด้ปฏิบตั ิ
ได้บรรลุ ตามวตั ถปุ ระสงคท์ วี่ างไว้หรอื ไม่ ถา้ ยังมีปัญหาอยู่ก็ตอ้ งรวบรวมข้อมูลโดยประเมนิ สุขภาพ กาหนด
ขอ้ วินิจฉัยทางการพยาบาล วางแผนการพยาบาล และนามาปฏิบัตใิ หม่

การพัฒนาคุณภาพการพยาบาลเดก็ ในยคุ ประเทศไทย 4.0
การพัฒนาคุณภาพการพยาบาลให้ทันยุคประเทศไทย 4.0 ในสภาวะท่สี ังคมกา้ วข้ามโลกดิจติ ลั การ

เขา้ ถึงข้อมลู จากทุกมมุ โลกอย่างไร้พรมแดน พยาบาลควรพัฒนาคุณลกั ษณะการพยาบาลโดยมหี ลกั ในการ
พฒั นาดังน้ี

1. การนาใชก้ รอบแนวคิด/ทฤษฎี มาใชใ้ นกรพยาบาลผู้ปว่ ย เด็กทุกวัยโดยแนวคิดหลักที่ใช้ในการ
พยาบาลเดก็ ประกอบด้วย

1.1 Holistic Nursing
1.2 Family – Centered Care
1.3 Evidence – Based Practice รวมท้ังการนาหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์มาเพ่ือพัฒนาระบบการดูแล
ผ้รู บั บรกิ าร
2. ทาการปฏิบัติการพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพ รวมท้งั การหมน่ั ทบทวนความรแู้ ละแสวงหาองค์
ความรู้ เพราะการเรยี นรู้ในโลกยคุ ดจิ ิตลั ไมม่ ที ่สี ิ้นสดุ และไร้ซึ่งพรมแดน โดยเฉพาะการพัฒนาทกั ษะด้านภาษา
ควบค่ไู ป จะทาให้พยาบาล สามารถเข้าถึงองค์ความร้ทู ่ีทนั สมยั จากหลากหลายแหล่งที่มาของขอ้ มลู

25

- Work Instruction (WI)
- Clinical Nursing Practice Guideline (CNPG)
- Standard of Practice (SOP)
3. ส่งเสริมและสนบั สนุนให้พยาบาลนาผลการวิจยั / นวตั กรรมมาใชใ้ นการปฏบิ ตั ิงาน เพอื่ ให้เกดิ
ผลลพั ธ์ทางสขุ ภาพท่ีพงึ ประสงค์ ลดภาระคา่ ใช้จ่ายสุขภาพ และ สรา้ งความพึงพอใจของผู้รบั บรกิ าร
4. ส่งเสริมและสนับสนนุ ใหพ้ ยาบาลพัฒนานวตั กรรม ในการดูแลผปู้ ่วยเดก็ ทกุ วยั จนสามารถพฒั นา
ไปสู่ นวัตกรรมเชงิ พาณิชย์ ซง่ึ ตอบโจทยก์ ารทาน้อยได้มาก การเพ่มิ มลู คา่ ผลผลติ
5. ปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลโดยมคี วามตระหนกั ถึง Cultural Diversity ในสภาวะโลกไร้พรมแดน การเปิด
โลกอาเซียน การคมนาคมขนส่งทสี่ ะดวกสบาย การมผี รู้ บั บริการที่มาจากบรบิ ทของ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษาที่
แตกตา่ งกัน พยาบาลต้องปรับตัวให้พรอ้ มรับการเปลี่ยนแปลงทเี่ กดิ ขน้ึ อย่างรวดเรว็ ภายใตก้ ารตระหนกั ถึง
ความแตกต่างหลากหลาย
6. พฒั นาทกั ษะการสื่อสารของพยาบาลให้พรอ้ ม ตอ่ การเปล่ยี นแปลงของสงั คม การส่อื สารไมใ่ ช่
เพยี งแต่เรื่องภาษา แต่ครอบคลมุ ถึงนวตั กรรมเทคโนโลยีที่เปน็ องคป์ ระกอบของการบรกิ ารสุขภาพในรปู แบบ
E-Health เช่น Application ด้านการบรกิ ารสุขภาพ การใหค้ าปรึกษา แนะนา หรือแม้แต่กระบวนการตรวจ
วนิ ิจฉัยโรค
7. พฒั นาทักษะทาง IT ของพยาบาลให้พร้อมเพ่ือ รองรับความกา้ วหน้าของการแพทย์ในโลกดิจติ ัล
8. ปรบั ปรงุ ระบบงานพยาบาลโดยการนา IT มาใช้ เพอ่ื ประหยดั เวลาและเพ่มิ คุณภาพข้อมูลการ
บรกิ ารด้านสุขภาพ

การพยาบาลเดก็ ขณะท่ีเขา้ รบั การรักษาในโรงพยาบาล
เม่ือเด็กเจ็บป่วยและจาเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล ทาให้เด็กต้อง เปลี่ยนแปลงการดาเนิน

ชีวิตประจาวัน มีผลต่อเด็กได้ท้ังร่างกาย จิตใจและสังคม การดูแลที่เข้าใจความต้องการและสภาพจิตใจของ
เด็กจะช่วยลดปญั หาได้ จากการเจ็บป่วยท่ีเกิดขึ้นสง่ ผลกระทบการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในดา้ นต่างๆ
ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ด้านรา่ งกาย ( Physical response)

1.1 การได้รับสารอาหาร เด็กมีโอกาสได้รับอาหารลดลงจากความไม่คุ้นเคยกับรสชาดของอาหาร
ถูกจากัดรสชาติ ปริมาณ อาหารและน้า ตามแผนการรักษา หรือโภชนบาบัดของกลุ่มโรคต่างๆ เช่น อาหาร
จากดั เกลือ อาหารเบาหวาน การจากัดนา้ รวมท้ังในด้าน ความเช่ือหรือวัฒนธรรมเกี่ยวกับการดูแลตนเองขณะ
เจ็บปว่ ยของ ครอบครัวเช่นการงดกนิ ไขใ่ นรายมีบาดแผลเพราะกลวั แผลมีหนอง ผลขา้ งเคียงของยาเช่นยาเคมี
บาบดั ทาให้เด็กเกดิ แผลในปาก มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ความไม่สขุ สบายจากการท่ีต้องอยู่โรงพยาบาลทาให้

ความอยากอาหารลดลง ในทางตรงกันข้าม ครอบครัวอาจมีการตอบสนองต่อการเจ็บป่วยและภาวะไม่เจริญ
อาหารของผู้ป่วยเด็ก โดยจัดหารอาหารปรุงสาเร็จรูป อาหารก่ึงสาเร็จรูป ซึ่งอาจมีผลต่อปริมาณ สารอาหาร
เกลอื แร่ ที่อาจมผี ลต่อโรคและการเจบ็ ป่วย

1.2 กิจกรรม พักผ่อน นอนหลับ เด็กถูกรบกวนจากแสง สี เสียงที่ไม่คุ้นเคย ในสิ่งแวดล้อมของหอ
ผู้ป่วย การถูกจากัดการเข้าเย่ียมหรือการดูแลจาก พ่อแม่ผู้ปกครอง ความไม่คุ้นชินต่อผู้ให้การดูแล
รักษาพยาบาล และบุคลากรสุขภาพ ที่หมุนเวียนเปล่ียนหน้าตามลักษณะของการผลัดเปล่ียนเวรในการดูแล
ซ่ึงส่งผลทาให้เด็กมีกิจกรรม พักผ่อน นอนหลับลดลง หรือไม่สมดุล อ่อนเพลียไม่สดชื่น และส่งผลต่อการ
ปรับตัวด้านอารมณ์ หงุดหงิด โมโห เอาแตใ่ จ หรอื เดก็ บางรายอาจงอแง แสดงพฤติกรรมถดถอย นอกจากนีผ้ ล
จากการรักษาด้วยยาบางประเภท เช่นยาระงับชักทาให้เด็กนอนหลับเพิ่มขึ้นผู้ป่วยเด็ก เสียสมดุลการพักผ่อน
นอนหลับ วงจรการหลับต่ืนเสียไป นอกจากน้ีสภาพหอผู้ป่วยหรืออาการเจ็บป่วยของเด็กจะเป็นข้อจากัดต่อ
การทากิจกรรมไดด้ ้วย

1.3 ประสบการณ์ความเจ็บปวด หวาดกลัว หรือ การสร้างจินตนาการด้านลบต่อหัตถการต่างๆ เช่น
การเจาะเลือด แทงน้าเกลือ การวัดสัญญาณชีพ หรือแม้แต่การหวาดกลัวต่อเคร่ืองแบบของบุคลากรสุขภาพ
และพยาบาล (White cloth phenomena)

1.4 การขับถ่าย ถูกรบกวนด้วยความไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ความสะอาด ความเป็นส่วนตัว แผนการ
รักษาเช่นการเตรียมผ่าตัดต้องได้รับยาระบาย ปฏิกิริยาของยาท่ีมีผลทาให้เกิดอาการข้างเคียงเช่น
ทอ้ งเสยี หรือทอ้ งผกู

1.5 การเรียนรู้ เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นซ่ึงชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียน การเจ็บป่วยท้ังเฉียบพลันและ
เร้อื รังจะทาใหเ้ ดก็ ไม่สามารถเรยี นไดด้ งั ปกติ

ด้านจิตสังคม (Psychological response)

1.1 ความกลัว เด็กเกิดความกลัวเมื่อตนเองขาดความปลอดภัย หรือเผชิญกับส่ิงแปลกใหม่โดย
ทันทีทันใด อย่างไม่คาดฝัน เด็กแสดงความกลัวด้วยการร้องหรือหลีกหนี ปฏิเสธกิจกรรมการ รักษาพยาบาล
เกิดทัศนคตทิ ี่ไม่ดตี ่อโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ สิ่งกระตุ้นใหเ้ ด็กกลัวคอื สภาพและบรรยากาศของโรงพยาบาล
ท่ไี ม่เป็นมติ ร เจ้าหน้าท่ีทห่ี ลากหลาย ความเจ็บปวดจากการรักษา อุปกรณ์การรกั ษา และอาการเจบ็ ป่วยของ
เด็กอ่นื

27

1.2 ความวติ กกงั วล เปน็ ความรูส้ ึกไมส่ บายใจ วุน่ วายใจ เมื่อต้องเผชญิ กับเหตุการณ์ สภาพแวดลอ้ ม
ที่ตน ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะเด็กวัยก่อนเรียนจะเกิดความวิตกกังวลการพรากจาก เน่ืองจากเด็กยังรู้สึกผูกพัน
กับผู้เลย้ี งดู มีความคิดจินตนาการสงู เด็กจะแสดงอาการได้ 3 ระยะคอื

ระยะแรก เรียกว่าระยะต่อต้าน (Protest) เด็กจะร้องไห้ ปฏิเสธการกิน การนอนและต่อต้านไม่ให้
เจ้าหนา้ ทเ่ี ข้าใกล้อย่างรุนแรง พยายามปนี ลงจากเตยี ง เดินออกจากหอผู้ป่วยเพอ่ื หาทางพบบิดามารดา

ระยะท่ีสอง เรียกว่าระยะหมดหวัง (Despair) เด็กจะแสดงอาการซึมเศร้า ด้วยการร้องไห้เงียบๆ
สหี นา้ เศร้าสรอ้ ย เซ่อื งซึม

ระยะที่สาม เรียกว่าระยะปฏิเสธ (Denial or detachment) เด็กจะแสดงออกเหมือนว่าปรับตัว
จากการ พรากจากบิดามารดาได้ เด็กจะเร่ิมเล่นหรือกินได้ แต่เม่ือบิดามารดามาเยี่ยมจะไม่สนใจ ไม่ยอมให้
อ้มุ หรือเล่นดว้ ยท้ังสามระยะนี้อาจจะกลับไปกลับมาได้ข้ึนกับตัวเดก็ หรือสิง่ กระตนุ้ ที่ทาให้เกิดการเปล่ยี นแปลง

1.3 ความรู้สึกโกรธ เป็นอาการที่เกิดข้ึนเม่ือเด็กถูกขัดขวางความต้องการของตนเอง รู้สึกคับข้องใจ
การแสดงอารมณโ์ กรธจะแตกต่างตามอายุของเด็กเชน่ เด็กวัยก่อนเรียน แสดงออกด้วยการเตะถีบ ลงมอื ลงเท้า
ร้องไห้ อาระวาด ขวา้ งปาส่ิงของ เด็กวยั เรยี นแสดงออกทางสีหนา้ ท่ีบ้งึ ตึง ความรสู้ กึ โกรธของเดก็ เกดิ จากการ
สูญเสียการควบคุมตนเอง เพราะต้องพ่ึงพาผู้อ่ืน ความไม่เป็นอิสระเช่น ถูกจากัดการเคลื่อนไหว ต้องปฏิบัติ
ตามกฎระเบียบของโรงพยาบาล ส่ิงเหล่านี้นาไปสู่ความรู้สึกถกู คุกคาม อารมณ์โกรธบางคร้งั เกิดจากการเขา้ ใจ
ว่าถกู บิดา มารดาทง้ิ หรอื ตนทาความผดิ จึงต้องมาอยู่โรงพยาบาล

1.4 การสรา้ งสัมพันธภาพกับบิดา มารดาและพ่ีน้องไม่ต่อเน่ือง จากสภาพการเข้าออก โรงพยาบาล
เพ่ือเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผปู้ ่วยเด็กท่ีเปน็ กลุ่มโรคเร้ือรัง มีการแยการดูแล หรือข้อจากัดสุขภาพ
เช่น เด็กท่ีได้รับยาเคมีบาบัด เด็กท่ีจากัดกิจกรรม เด็กท่ีมีความทนต่อกิจกรรมลดลง เหตุการณ์ดังกล่าวจะ
ส่งผลตอ่ ความไม่ราบรืน่ ของสมั พนั ธภ์ าพพีน่ ้อง (Sibling relationship)

3. จรยิ ธรรมการดแู ลเด็ก สทิ ธิเด็ก

สทิ ธผิ ู้ปว่ ยเด็ก ประเด็นทางจริยธรรมและกฎหมายท่ีเก่ยี วขอ้ งกับการพยาบาลผ้ปู ่วยเด็ก พยาบาลท่ี
ให้การดแู ลผปู้ ่วยเด็กท้ังในระยะเฉียบพลัน ฉุกเฉิน และเร้ือ จะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธขิ องเด็กและสิทธิ
ผู้ป่วยตามกฎหมายและสิทธิอื่นๆ โดยเฉพาะสิทธิท่ีบุคคลควรพึงมีตามรัฐธรรมนูญสิทธิของบุคคลใน
พระราชบญั ญตั ิสุขภาพแหง่ ชาติ

สิทธิเด็ก
อนสุ ัญญาว่าดว้ ยสิทธิเด็กของสหประชาชาติมผี ลบงั คบั ใช้ 2 กันยายน ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) มี
ประเทศกวา่ 120 ประเทศเป็นสมาชกิ ประเทศไทยเป็นสมาชิกตั้งแต่วนั ที่ 26 เมษายน 2535
สทิ ธเิ ดก็ มงุ่ คุ้มครองเด็ก 4 ประการ ดงั น้ี
1. สทิ ธิในการอยู่รอด
2. สทิ ธิในการได้รบั การปกป้องคุ้มครอง
3. สทิ ธิในการพัฒนา
4. สิทธใิ นการมสี ่วนร่วม
สาระสาคญั ของอนสุ ัญญา มีดงั น้ี
1. เด็ก คือ บุคคลที่อายุต่ากว่า 18 ปี เว้นแต่กฎหมายภายในประเทศกาหนดให้บรรลุนิติภาวะ
กอ่ นหนา้ นั้น
2. เดก็ ทุกคนจะไดร้ บั สทิ ธิตามอนสุ ญั ญาโดยไม่มีการเลือกปฏิบตั ิ
3. การใชส้ ทิ ธิเด็กจะตอ้ งคานึงถงึ ประโยชนส์ งู สุดของเดก็ เป็นสาคัญ
4. รฐั จะต้องปฏิบตั ใิ หส้ ิทธิเดก็ เปน็ จริง
5. เด็กมสี ทิ ธทิ ีจ่ ะไดร้ ับการดแู ลจากครอบครวั
6. เด็กมีสทิ ธิในการมชี ีวิตและไดร้ ับการพฒั นาเตม็ ศักยภาพของเขา
7. เดก็ มสี ิทธทิ จ่ี ะมีช่อื สัญชาติ และรู้จกั พอ่ แมข่ องตน
8. เด็กมสี ิทธทิ ี่จะมเี อกลักษณ์ของตนเอง เช่น สญั ชาติ ชอ่ื และความสมั พันธก์ ับครอบครวั
9. เดก็ ทีไ่ ม่ได้อยูก่ บั พ่อแม่ มีสทิ ธทิ ี่จะตดิ ต่อกับพอ่ แม่ได้
10. เด็กมีสิทธทิ จ่ี ะออกจากประเทศและกลบั เข้าประเทศของตน
11. ประเทศต่างๆ ต้องมีมาตรการป้องกันการลักพาตัวเด็กและการพาเด็กข้ามประเทศโดยเด็กไม่
ยนิ ยอม

29

12. เด็กมีสิทธิท่ีจะแสดงออกและแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นของเด็กควรได้รับการพิจารณา
ตามสมควร

13. เดก็ มสี ทิ ธิในการแสดงออกความคดิ เห็นและได้รบั การถา่ ยทอดข้อมูลขา่ วสารไม่จากดั พรมแดน
14. เดก็ มสี ิทธิเสรภี าพทางความคดิ มโนธรรม และศาสนา
15. เดก็ มสี ิทธทิ ่ีจะพบปะและแลกเปลีย่ นความคดิ เห็นกับผู้อนื่
16. เด็กมสี ทิ ธใิ นความเป็นส่วนตัว
17. เด็กมีสิทธิท่ีจะได้รับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งต่างๆ รัฐควรส่งเสริมให้สื่อมวลชนเผยแพร่ข้อมูล
ข่าวสารทเ่ี ป็นประโยชนต์ ่อเดก็ ทั้งทางด้านสังคมและวฒั นธรรมและควรป้องกนั ข้อมลู ข่าวสารที่เป็นโทษต่อเด็ก
18. พ่อแม่มีความรบั ผิดชอบเบ้ืองต้นต่อเด็ก รัฐควรจะส่งเสริมและช่วยเหลืออยา่ งเหมาะสมให้พ่อ
แมด่ ูแลเดก็ ได้
19. เดก็ มสี ทิ ธทิ จี่ ะไดร้ บั การคุม้ ครองจากการถูกละเมิน ถกู ทาร้าย ถกู ทอดทง้ิ และถกู กระทาโดยมชิ อบ
20. รฐั จะตอ้ งให้การคุ้มครองและดูแลเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ หรอื พลดั พรากจากบา้ นเกินของตน
21. รฐั จะต้องมีกฎหมายการรับบตุ รบญุ ธรรมท่ีเหมาะสม โดยคานึงถงึ ประโยชน์สงู สดุ ของเด็กเปน็ สาคญั
22. เดก็ ผู้ลภี้ ัยจะตอ้ งไดร้ บั การคุ้มครอง
23. เดก็ พกิ ารจะได้รับการดูแลและการช่วยเหลือเป็นพเิ ศษ และจะได้รับการปฏบิ ตั อิ ยา่ งมศี กั ดิศ์ รี
24. เดก็ มสี ิทธท์ิ ี่จะได้รบั การดูแลสาธารณสขุ มลู ฐานท่ีมีมาตรฐานสงู สุด รวมทงั้ อาหารและอาหารเสรมิ
25. เดก็ ทอี่ ยใู่ นสถานดูแลต่างๆ จะตอ้ งไดร้ ับการตรวจสุขภาพและการบาบัดรกั ษาเป็นระยะ ๆ
26. เด็กมีสิทธิในความมนั่ คงทางสังคม รวมท้งั การประกนั สังคม
27. เด็กมีสทิ ธใิ นมาตรฐานการดารงชีวติ ที่เพียงพอด้านอาหาร เคร่ืองนงุ่ หม่ ท่ีอยอู่ าศัยและยารักษาโรค
28. เด็กทกุ คนมีสิทธิท่จี ะไดร้ ับการศึกษา
29. การศึกษาของเด็กจะต้องมุ่งไปสู่การพัฒนาบุคลิกภาพ ความสามารถทางด้านร่างกายและ
จติ ใจของเดก็ ใหเ้ ตม็ ศกั ยภาพของเดก็ แต่ละคน

30. เดก็ ชนกลมุ่ น้อยและชนพนื้ เมืองมีสทิ ธใิ นวฒั นธรรมของตนและปฏิบตั ศิ าสนกิจของตนได้

31. เด็กมสี ทิ ธิทจ่ี ะเล่นและพักผ่อนหยอ่ นใจ

32. เดก็ มีสิทธจิ ะไดร้ ับการคมุ้ ครองจากการทางานที่บนั่ ทอนสุขภาพ การศึกษาหรือการพฒั นาของเด็ก

33. เด็กมีสิทธิทจี่ ะไดร้ ับการคุ้มครองจากการใชเ้ ด็กเพ่ือการคา้ และผลิตยาเสพตดิ
34. เด็กมสี ิทธิทจ่ี ะได้รับการคุ้มครองจากการถูกล่วงละเมิดและแสวงหาประโยชนท์ างเพศ
35. เดก็ มสี ทิ ธทิ ี่จะได้รบั การคุ้มครองจากการค้าเด็กหรือถูกลักพาตวั รัฐจะต้องป้องกันไม่ให้เด็กถูก
หาประโยชน์ในทกุ รปู แบบ
36. เดก็ มีสทิ ธิท่จี ะได้รับการคุ้มครองจากการถูกทารุณ การลงโทษ การปฏบิ ัตทิ ตี่ า่ ทรามหรอื ถูก
จับกุมโดยมิชอบดว้ ยกฎหมาย
37. เด็กที่อย่ใู นสถานกักกนั มีสิทธิได้รบั การดูแลเป็นพเิ ศษและสามารถตดิ ต่อกับครอบครัวได้
38. รัฐจะตอ้ งป้องกันไม่ให้เด็กเข้าร่วมในความขดั แยง้ ทางอาวธุ และห้ามเกณฑ์เด็กต่ากว่า 15 ปีไป
เปน็ ทหาร
39. รฐั จะต้องมีมาตรการฟนื้ ฟู เยียวยาทางรา่ งกาย และจิตใจแกเ่ ด็กทเ่ี ปน็ เหย่ือทางสงคราม
รวมทง้ั เดก็ ท่ีถกู ทอดทิ้ง ถูกทารณุ กรรม ถูกกระทาโดยมิชอบ หรือถูกแสวงหาประโยชน์ในรปู แบบตา่ งๆ
40. เด็กทก่ี ระทาการฝา่ ฝนื กฎหมาย มสี ิทธทิ ่จี ะได้รับการพิจารณาอยา่ งเป็นธรรมและได้รบั การ
ปฏิบตั อิ ย่างมีศักด์ิศรี
41. ถา้ กฎหายในประเทศใดหรอื กฎหมายระหวา่ งประเทศใดได้รับเอาสทิ ธิของเด็กมากกว่า
มาตรฐานอนสุ ัญญาวา่ ด้วยสิทธิเด็กอยแู่ ล้ว อนสุ ญั ญานี้จะไมก่ ระทบต่อสิทธินั้น
42. รฐั จะต้องเผยแพร่หลกั การและบทบญั ญัตติ ่างๆ ในอนุสญั ญานใ้ี ห้รับรอู้ ยา่ งกว้างขวางดว้ ย
วิธีการท่ีเหมาะสมและจรงิ จงั

สิทธผิ ปู้ ว่ ย หมายถงึ ความชอบธรรมที่ผ้ปู ว่ ยทีร่ วมถงึ ผทู้ ่ีไปรบั บริการด้านสขุ ภาพสาขาตา่ งๆ จะพึง
ไดร้ บั เพื่อคุ้มครอง หรอื รักษาผลประโยชนอ์ นั พงึ มีพึงได้ของตนเอง โดยไม่ละเมดิ สิทธิของผูอ้ ืน่

สาหรับประเทศไทย องค์กรวิชาชีพด้านสขุ ภาพ อันได้แก่ แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสชั กรรม
ทันตแพทยสภาพ และคณะกรรมการควบคมุ การประกอบโรคศิลปะ ไดร้ ่วมกัน จัดทาคาประกาศสิทธิของ
ผูป้ ว่ ยซงึ่ ประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน 2541 มีสาระสาคญั ท่ปี ระชาชน ทัว่ ไปพงึ รบั ทราบ เพอื่ ประโยชน์ใน
ด้านการขอรับบรกิ ารด้านสุขภาพของตน ดงั น้ี

1. ผปู้ ่วยทุกคนมีสทิ ธิพนื้ ฐานทจ่ี ะได้รบั บริการทางด้านสุขภาพตามที่บญั ญัติไว้ในรฐั ธรรมนญู

31

2. ผู้ปว่ ยมสี ทิ ธทิ จี่ ะได้รับบริการจากผ้ปู ระกอบวิชาชพี ด้านสขุ ภาพ โดยไมม่ ีการเลือกปฏิบตั ิ
เนอื่ งจากความแตกตา่ งด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลกั ษณะของความ
เจบ็ ปว่ ย

3. ผปู้ ว่ ยทข่ี อรับบริการด้านสขุ ภาพมีสทิ ธทิ ่จี ะไดร้ ับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอและเข้า ใจชดั เจน
จากผู้ประกอบวชิ าชพี ดา้ นสขุ ภาพ เพอื่ ให้ผปู้ ่วยสามารถเลอื กตัดสนิ ใจในการยินยอมหรอื ไม่ยินยอมใหผ้ ู้
ประกอบวชิ าชีพดา้ นสขุ ภาพปฏิบัติต่อตนเว้นแต่เปน็ การช่วยเหลอื รีบด่วนหรอื จาเป็น

4. ผู้ป่วยทีอ่ ย่ใู นภาวะฉุกเฉินเส่ยี งอนั ตรายถึงชีวติ มสี ทิ ธทิ ี่จะได้รบั ความช่วยเหลือรบี ดว่ นจากผู้
ประกอบวชิ าชพี ดา้ นสุขภาพ โดยทนั ทีตามความจาเป็นแตก่ รณี โดยไมค่ านงึ ถึงวา่ ผู้ป่วยจะรอ้ งขอความ
ชว่ ยเหลือหรือไม่

5. ผปู้ ว่ ยมีสทิ ธิท่ีจะไดร้ ับทราบชอื่ สกุล และประเภทผู้ประกอบวชิ าชีพด้านสขุ ภาพทเ่ี ป็นผูใ้ ห้
บริการแก่ตน

6. ผ้ปู ว่ ยมสี ทิ ธทิ จี่ ะขอความเหน็ จากผปู้ ระกอบวชิ าชพี ดา้ นสุขภาพอนื่ ที่มิได้เป็นผ้ใู หบ้ ริการแก่ตน
และมิสิทธิในการขอเปลีย่ นผใู้ ห้บรกิ ารและสถานบรกิ ารได้

7. ผู้ปว่ ยมีสิทธทิ ี่จะไดร้ บั การปกปิดขอ้ มลู เกยี่ วกับตนเองจากผู้ประกอบวชิ าชพี ดา้ นสขุ ภาพโดย
เครง่ ครัด เวน้ แตจ่ ะไดร้ ับความยินยอมจากผปู้ ่วยหรือการปฏิบตั ิหน้าทต่ี ามกฎหมาย

8. ผูป้ ่วยมสี ทิ ธิท่ีจะไดร้ บั ขอ้ มูลอย่างครบถ้วนในการตดั สนิ ใจเข้ารว่ มหรอื ถอนตัวจากการเป็นผูถ้ ูก
ทดลองในการทาวิจยั ของผปู้ ระกอบวชิ าชพี ด้านสุขภาพ

9. ผปู้ ่วยมสี ิทธทิ ่จี ะได้รับทราบข้อมลู เก่ียวกบั การรกั ษาพยาบาลเฉพาะของตน ทป่ี รากฏในเวช
ระเบียนเม่ือร้องขอ ท้ังนี้ข้อมูลดงั กลา่ วไมเ่ ป็นการละเมินสิทธสิ ว่ นตวั ของบคุ คลอื่น

10. บิดา มารดา หรือผูแ้ ทนโดยชอบธรรม อาจใช้สิทธแิ ทนผปู้ ว่ ยทีเ่ ป็นเด็ก อายุยงั ไมถ่ ึง 18 ปี
บรบิ รู ณ์ ผบู้ กพร่องทางกายหรือจติ ซึง่ ไมส่ ามารถใชส้ ิทธิดว้ ยตนเองได้

บทบาทของพยาบาลในการพิทกั ษ์สิทธขิ องเดก็
การพยาบาลผู้ป่วยเด็กพยาบาลควรคานึงถงึ สทิ ธิที่พึงมีตามอนสุ นธสิ ัญญาและสิทธิเด็กโดยมีบทบาท
ดังนี้

1. เขา้ ใจเกีย่ วกับสทิ ธิเด็กและสทิ ธิผปู้ ว่ ยเดก็
2. ปฏิบตั กิ ารพยาบาลต่อเด็กตามสทิ ธิที่ผ้ปู ว่ ยเดก็ พึงมี
3. อธิบายใหผ้ ู้ป่วยเดก็ (เด็กโต) และผู้ปกครองเข้าใจสิทธิของเดก็ และสิทธผิ ูป้ ว่ ยเด็ก รวมท้ังให้
ผู้ปกครองใหก้ ารดูแลเด็กตามทีก่ าหนดไว้ในสทิ ธิของเดก็
4. ดูแลปกป้องไม่ให้สทิ ธเิ ด็กถกู ละเมิด
5. เปน็ ตวั แทนเรียกร้องความชอบธรรมตามสิทธิใหก้ บั เด็ก
ในการให้การพยาบาลผู้ปว่ ยเด็ก นอกจากพยาบาลจะปฏิบัตโิ ดยคานงึ ถึงสิทธิเด็กและพิทักษ์สิทธิ
เดก็ แล้ว พยาบาลจะตอ้ งปฏิบัติการพยาบาลตามมาตรฐานอย่างมจี รยิ ธรรมและจรรยาบรรณวชิ าชพี ดงั น้ี

จริยธรรมในการพยาบาลผปู้ ่วยเดก็
หลกั จรยิ ธรรมตามแนวการรายงานของเบลมองท์ (Belmont report)
1. หลักของผลประโยชน์ (Principle of beneficence)

1.1 การปฏบิ ตั ิตอ่ ผู้ป่วยโดยไม่ให้ได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บ
1.2 ไมใ่ ช้ประโยชน์จากผู้ปว่ ย
1.3 การปฏบิ ตั ิตอ่ ผู้ปว่ ยต้องคานึงถงึ ความเสีย่ งและประโยชน์ทไี่ ดร้ บั
2. หลกั ของการเคารพในศักดิ์ศรีความเปน็ มนษุ ย์ (Principle of respect for human dignity)
2.1 สทิ ธิทีจ่ ะกาหนดวถิ ีทางของตนเอง
2.2 สิทธิทจี่ ะไดร้ บั ข้อมูลอยา่ งครบถว้ น
2.3 สทิ ธิทจ่ี ะได้รับขอ้ มูลท่เี พยี งพอเก่ียวกับความเจ็บปว่ ยและการรักษาพยาบาล
3. หลกั ของความยุตธิ รรม (Principle of justice)
3.1 สทิ ธิทจ่ี ะได้รบั การรกั ษาพยาบาลท่ีดีเป็นธรรมเท่าเทียมกัน
3.2 สทิ ธทิ ีจ่ ะมคี วามเปน็ สว่ นตวั

33

จรรยาบรรณพยาบาลในการพยาบาลผูป้ ่วยเดก็

1. ใหก้ ารปฏบิ ัตกิ ารพยาบาลผู้ป่วยเดก็ ตามขอบเขตของกฎหมาย มาตรฐาน และจรรยาบรรณ
วิชาชพี หรอื แนวปฏิบตั ิท่ีกาหนด ทงั้ น้ีเพ่ือให้เดก็ ได้รับการพยาบาลทดี่ ี เหมาะสมและมีความปลอดภัย

2. ใหก้ ารปฏิบัติการพยาบาลโดยคานึงถงึ ความรู้สึกและความต้องการของผู้ปว่ ยเด็กและประโยชน์
สงู สดุ ทผ่ี ้ปู ว่ ยพึงจะได้รับเปน็ สาคญั

3. ยดึ มนั่ ในจรรยาบรรณอย่างเครง่ ครัด เชน่ การปฏบิ ตั ิตอ่ ทกุ คนอยา่ งเทา่ เทยี มกนั การรกั ษา
ความลับของผปู้ ว่ ยเด็กและครอบครัว การปฏบิ ตั ิอยา่ งเตม็ กาลังความสามารถ การใหข้ ้อมูลผูป้ ่วยตามจริงเพื่อ
การตัดสินใจ

สรปุ

หนว่ ยท1ี่ เน้ือหาประกอบด้วย แนวคิดในการดแู ลผปู้ ว่ ยเด็ก กฎหมายนโยบายสขุ ภาพ สถานการณ์
สังคม เศรษฐกิจ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม บทบาทการพยาบาล การใช้ครอบครัวเป็นศนู ยก์ ลางในการ
ดแู ลเด็ก จรยิ ธรรมและสิทธขิ องผปู้ ่วยเด็ก เป็นการสร้างพน้ื ฐานความเข้าใจเกีย่ วกับผปู้ ว่ ยเดก็ เพราะเด็กมี
ความแตกต่างจากผู้ใหญ่ทง้ั ในดา้ นการทาหนา้ ที่ของอวยั วะตา่ งๆ ของร่างกาย ระดับของภูมคิ ้มุ กนั ต่อโรค การ
ตอบสนองตอ่ ผลกระทบจากโรค และการเจ็บปว่ ยนอกจากนน้ั ในเด็กแต่ละวัยก็มีความแตกต่างกันในแตล่ ะช่วง
อายุรวมทัง้ พัฒนาการของเดก็ แตล่ ะวัยทแ่ี ตกตา่ งกนั ดังน้นั พยาบาลควรมคี วามร้คู วามเข้าใจในหลักการดแู ล
ผ้ปู ่วยเดก็ รวมทัง้ ครอบครัวซ่ึงเป็นปัจจยั สาคญั ในการดแู ลสขุ ภาพเดก็ ให้มคี วามสามารถในการควบคมุ ปจั จยั
เสี่ยงต่อสุขภาพและเพ่ิมสมรรถนะในการส่งเสรมิ สขุ ภาพ เพอ่ื ให้เด็กมีพฤตกรรมที่เหมาะสมอันจะนาไปสู่การมี
สุภาพที่ดีต่อไป

เอกสารอา้ งอิง
แกวนิ โจนส์ และวาสนา อิ่มเอม. 2554. “ผลกระทบของการเปลีย่ นแปลงทางประชากรในประเทศไทย”.
มนสกิ าร กาญจนะจิตรา และคณะ. 2559. “การสง่ เสรมิ การมบี ตุ รผา่ นการสรา้ งสมดลุ ระหว่างการทางานและ

การสร้างครอบครวั ทีม่ ีคณุ ภาพ”.
สาคร ฑีฆาวงค์ และคณะ. (2550). นวัตกรรมบริการปฐมภูมใิ นประเดน็ รปู แบบการดูแลสขุ ภาพใน

ครอบครวั . Retrieved June 4, 2008 from http://www.pcuinnovation.com/pcu/894

สถาบนั วจิ ยั ประชากรและสังคม. 2549. การฉายภาพประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2548 – 2568,
มหาวิทยาลัยมหดิ ล.

สานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ. 2561. “รายงานการสารวจและศึกษาเพื่อ
การเฝ้าระวังและเตอื นภยั ทางสังคม เรอ่ื ง ทศั นคตแิ ละปัจจยั ด้านเศรษฐกจิ และสงั คมที่มีผลตอ่ การมี
บุตร ในกล่มุ ประชากรเจเนอเรชัน่ วาย” โดยศนู ยว์ ิจยั เพอื่ การพัฒนาสังคมและธรุ กจิ .

สานักส่อื สารความเสย่ี งและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสุข. 2561. กรม
ควบคมุ โรค แนะช่วงฤดูหนาวนีผ้ ปู้ กครอง ดแู ลบตุ รหลานใกล้ชิด พาไปรับวคั ซนี ป้องกนั โรคหดั ตาม
กาหนด.

เอกสารประกอบการสัมมนา เร่อื ง “(ร่าง) แผนประชากรเพอื่ การพัฒนาประเทศระยะยาว 20 ปี (พ.ศ. 2560-
2579)” เม่ือวนั ท่ี 29 พ.ค. 2560 ณ โรงแรมปรนิ๊ ซ์พาเลส มปท.

Potts,N.C.& Mandleco,B.L.(2007). Pediatric Nursing Careing for Children and Their
Families. (2 nd .th.). New York : Thomson Delmar Learning.

Hockenberry ,M.J & Wilson,D. (2009). Wong’S Essentials of Pediatric Nursing. (8 nd. Th.).
St.Louis : Mosby.

Robert Holzmann and Milan Vodopive. 2018. Reforming Severance Pay: An International
Perspective.World Economic Forum. 2018. The Global Competitiveness Report 2017–
2018.

35

หนว่ ยที่ 2หลกั การสรา้ งเสริมสุขภาพ
(Principles of Health Promotion)

หน่วยท่ี 2.1 หลกั การสร้างเสริมสขุ ภาพ
- หลกั การสง่ เสรมิ และกระตุ้นพฒั นาการเด็ก
- หลักการปรับพฤตกิ รรม
- การใหค้ าแนะนาล่วงหน้า
- การส่งเสรมิ Executive function (EF)
-การสง่ เสริม Emotional Quotient (EQ)

อาจารย์ ดร. อจั ฉรยิ า วงษ์อนิ ทร์จนั ทร์

เน้ือหาประกอบด้วย 3 สว่ นดงั น้ี
1. หลักการสง่ เสริมและกระตนุ้ พัฒนาการเด็ก
2. การปรับพฤตกิ รรม
3. การให้คาแนะนาลว่ งหน้า
4. Executive function

วตั ถุประสงค์การเรยี นรู้
เพอ่ื ให้ผูเ้ รียนสามารถ

1. อธิบายหลักการส่งเสรมิ และกระตุ้นพัฒนาการเด็กได้
2. อธบิ ายหลักการปรบั พฤติกรรมเด็กได้
3. อธิบายการให้คาแนะนาล่วงหนา้ ได้
4. อธิบาย executive function ได้

หลักการสรา้ งเสรมิ สุขภาพ
(Principle of Health Promotion)

ในสังคมปัจจุบันปัญหาสุขภาพมีหลากหลายซับซ้อน การพยาบาลเด็กเพ่ือลดปัญหาสุขภาพที่
หลากหลายซับซ้อนในอนาคตเป็นบทบาทท่ีสาคัญของพยาบาลผู้ใหก้ ารดูแลสขุ ภาพท้ังทางกาย จิต สังคม และ
จิตวิญญาณ พยาบาลเด็กมุ่งเน้นการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กเติบโตมีสุขภาพสมบูรณ์
แข็งแรงและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ท่ีมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง มีศักยภาพในอนาคต สอดคล้องกับคาพูดว่า เด็ก
วนั น้ีคอื ผู้ใหญ่ในวนั หนา้ หรือ เด็กของเราคอื อนาคตของเรา (Our Children Are Our future) ก า ร ส ร้ า ง
เสริมสขุ ภาพสามารถชว่ ยป้องกนั ภาวะความเจ็บป่วยท่ีอาจเกดิ ขึ้น

การสรา้ งเสริมสุขภาพน้ันมีรากฐานมาจากแนวคิดทางสังคมของปัจจัยด้านสขุ ภาพและมีความมุ่งม่ันที่
แขง็ แกร่ง แนวความคิดนเี้ สนอที่จะขยายวสิ ยั ทัศน์ดา้ นการแพทย์ทางชีวภาพแบบดัง้ เดิมของสุขภาพให้กว้างข้ึน
ซึ่งรวมถึงมิติทางด้านชวี จิตวทิ ยาและที่อยู่ปัจจัยแห่งสุขภาพ การสร้างเสรมิ สุขภาพมีการเช่ือมโยงอยา่ งใกล้ชิด
และเสริมแนวคิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นสิทธิด้านสุขภาพความรู้ด้านสุขภาพการเสริมพลังและความยืดหยุ่น
รวมถึงสุขภาพชุมชนและการดูแลสุขภาพเบื้องต้น “ การป้องกัน” และ“ การส่งเสริมสุขภาพ” เป็นแนวคิดท่ี
สมบูรณ์ แต่ไม่เหมือนกัน ในขณะท่ี "การป้องกัน" มักจะเป็นโรคที่เฉพาะเจาะจงมุ่งเน้นการก่อโรคและมุ่งเน้น
ไปที่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และมีวัตถุประสงค์เพ่ือระดมทรัพยากรและศักยภาพเพ่ือสุขภาพท่ีดีผ่านหลาย
ภาคส่วน เข้าใกล้ “ การให้ความรู้ด้านสุขภาพ” สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นหน่ึงในกลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพที่
หลากหลาย (Darch, Baillie, Gillison, 2017).

การสร้างเสริมสุขภาพ หมายถึง กระบวนการปฏิบัติเพื่อให้เกิดสุขภาพกายแข็งแรงเจริญเติบโต
ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และสามารถดาเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข การส่งเสริมสุขภาพหรือการสร้าง
เสริมสขุ ภาพเป็นการท่ีมีลกั ษณะดงั น้ี

1. เนน้ กิจกรรมหลายลักษณะทม่ี ุ่งสร้างสมรรถนะของการสรา้ งสุขภาพดคี วบคมุ ปัจจัยเสยี่ ง และเป็น
กระบวนการทีม่ ุ่งดาเนินการ กันท้ังบคุ คลและสงั คม

2. เน้นกระบวนการส่งเสริมให้ประชาชนเพ่ิมสมรรถนะในการควบคุมดูแลและพัฒนาสุขภาพของ
ตนเอง

แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพ (Health promotion: HP) ของวันน้ีถูกนามาใช้ในการประชุม
นานาชาติครั้งแรกในออตตาวาในปี 2529 และได้รับการพัฒนาต่อเน่ืองนับตั้งแต่การนั้นซ่ึงมีกลุ่มผู้มีส่วน
เกย่ี วขอ้ งหลายกลุม่ (Seedhouse, 2004).

แนวคิดมุ่งเน้นไปที่พน้ื ที่ปฏบิ ัตกิ ารหลักหา้ ประการ:
1. สรา้ งนโยบายสาธารณะเพ่ือสขุ ภาพ (Build Healthy Public Policy)
2. สร้างสภาพแวดล้อมท่สี นบั สนนุ (Create Supportive Environments)

37

3. เสริมสร้างการกระทาของชุมชน (Strengthen Community Actions)
4. พัฒนาทกั ษะสว่ นบุคคล (Develop Personal Skills)
5. ปรับบริการสุขภาพใหม่ (Re-orient Health Services)

หลกั การการสร้างเสรมิ สุขภาพแกเ่ ด็ก ประกอบด้วย 4 สว่ น ดังตอ่ ไปนี้
1. หลกั การส่งเสริมและกระตุน้ พัฒนาการเดก็
2. หลกั การการปรับพฤตกิ รรม
3. หลักการให้คาแนะนาล่วงหน้า
4. Executive functions (EFs)

หลกั การสง่ เสริมและการกระตนุ้ พัฒนาการเด็ก
พัฒนาการเด็ก หมายถงึ ความสามารถของเด็กในการลงมือทา เคลื่อนไหว หรือ ทากจิ กรรมตา่ งๆ

พัฒนาการเด็ก แบง่ เป็น ๔ ด้านหลัก ได้แก่
1. ด้านกลา้ มเนอื้ มดั ใหญ่ เป็นความสามารถในการใชร้ ่างกาย การเคล่ือนไหว เชน่ นั่ง ยนื เดนิ วิง่

กระโดด ปนี ป่าย ขจ่ี ักรยาน
2. ดา้ นกลา้ มเนื้อมดั เล็ก เป็นความสามารถในการใช้มือ ในการทากิจกรรมตา่ งๆ การหยิบจับ ขดี เขียน

การชว่ ยเหลอื ตวั เองในชีวติ ประจาวัน เช่น ใส่เสอ้ื ผา้ ติดกระดมุ
3. ดา้ นภาษา เปน็ ความเข้าใจภาษา และการใช้ภาษาทา่ ทาง ภาษาพูด
4. ดา้ นสังคมอารมณ์ เป็นความสามารถในการอยู่ร่วมกบั ผู้อืน่ การเล่นกบั เพื่อน การเข้ากลุ่ม ทาตามกฏ

กติกาต่างๆ ในสงั คม
การส่งเสริมพัฒนาการ หมายถึง การส่งเสริมความสามารถของเด็กในการลงมือทา เคลื่อนไหว หรือ

ทากิจกรรมตา่ งๆ ในแตล่ ะด้านพัฒนาการท่เี หมาะสมกับวยั
การกระตุ้นพัฒนาการเด็ก หมายถึง การจัดการช่วยเหลือเด็กให้มีความสามารถในการลงมือทา

เคลื่อนไหว หรือ ทากิจกรรมตา่ งๆ ในกรณที ผ่ี ลการประเมินพัฒนาการ แปลผลเป็น เดก็ มีพัฒนาการล่าช้า
ในกรณที ่ีสงสยั วา่ เด็กมีพฒั นาการล่าชา้ เชน่

อายุ 1- 2 เดือน ไม่ตอบสนองตอ่ เสียง
อายุ 6 เดือน ไม่คว่า ไม่ส่งเสยี งออ้ แอ้
อายุ 9 เดอื น ไม่นั่งเอง ไม่แสดงอารมณส์ นกุ หรือเลน่ กับคนใกลช้ ิด
อายุ 12 เดือน ไมส่ ่ือสารดว้ ยทา่ ทาง ไม่สนใจคน
อายุ 18 เดอื น ไม่เดนิ ไมเ่ ขา้ ใจคาส่ังงา่ ยๆ

เหล่านี้เป็นต้น เด็กต้องไดร้ บั การกระต้นุ พฒั นาการ

หลักการในการสง่ เสริมและกระตุ้นพฒั นาการเด็ก
การส่งเสริมและกระตนุ้ พัฒนาการเด็ก มีหลกั การ ดังน้ี (Young, Hayes, 2002; Fortune, Becerra-Posada,
Buss, Galvão, Contreras, Murphy, Francisco,2018).

1. ควรมีการกระตุ้นพัฒนาการเด็กในทุกๆด้านท่ีมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นด้านการเคลื่อนไหว การใช้มือ
หยิบจับ การใช้ภาษา และการช่วยเหลือตนเอง รวมถึงการ กระตุ้นปลายประสาทสัมผัสในการรับรู้ การ
มองเห็น การได้ยนิ การสมั ผสั ทางกาย การรบั ร้กู ลิน่ การรับรรู้ ส

2. การฝึกควรเลียนแบบบรรยากาศส่ิงแวดล้อมที่บ้าน แล้วนาส่ิงเหล่าน้ันมาสอนเป็นทักษะต่าง ๆ ท่ี
ใหเ้ ด็กเรยี นรู้ เพอื่ ใหพ้ ่อแม่ และตัวเดก็ เองนาไปใช้ในชีวิตประจาวนั ได้

3. พยายามให้เด็กช่วยตัวเองให้มากท่ีสุด โดยในระยะแรกควรมีการช่วยเหลือก่อน ต่อไปควรเปิด
โอกาสให้เด็กทาด้วยตนเอง เช่น ในเด็กเล็กควรจับเด็กให้อยู่ในท่าทางต่างๆ เปลี่ยนกันไปไม่ให้อยู่ในท่าเดียว
ซา้ ๆ เพื่อช่วยให้เด็กมีประสบการณ์การเรียนรู้ในท่าทางต่างๆเหล่านั้น ซ่ึงเป็นผลให้เด็กมีการเรยี นรู้ในการทรง
ตัวดขี ึ้น

4. ควรมีการทาพฤติกรรมตัวอย่าง เพ่ือให้เด็กเลียนแบบ และทาซ้าๆกันหลายๆคร้ัง เพ่ือให้เกิดการ
เรยี นรู้

5. ให้ความสาคัญกับการฝึกเด็ก ควรคิดเสมอว่า การสอนหรือการกระตุ้นพัฒนาการ สามารถทาได้
โดยไม่เลอื กเวลา หรือสถานที่

6. ให้แรงเสริม ให้กาลังใจ และคาชมเชย ท้ังคาพูดและการกระทา เมื่อเด็กสามารถทาพฤติกรรมที่
สอนหรือฝึกหัดได้ เชน่ การพดู ชม หรือทา่ ทพี อใจกอดรดั เด็ก

7. การจัดสภาพส่ิงแวดล้อมทั่วไปในบ้าน เป็นสิ่งท่ีควรทาเพื่อการกระตุ้นประสาทสัมผัส เช่น การติด
ภาพสีสดใส การให้เดก็ มีโอกาสเล่นของเลน่ ที่เหมาะสมตามวยั

การส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการเด็ก พยาบาลควรมีความเข้าใจในหลักการเก่ียวกับพัฒนาการเด็ก
ตามวัย การใช้เครื่องมือในการประเมินพัฒนาการ เพ่ือให้สามารถส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการเด็กตามวัยได้
อยา่ งเหมาะสมต่อไป

39

การปรบั พฤติกรรมเดก็ (Child behavioral modification)
การปรับพฤติกรรม หมายถึง การนาเอาแนวคิดจากทฤษฎีการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ
เพ่ือช่วยเพิ่มศักยภาพ ความสามารถ ความเป็นตัวของตัวเองและเพิ่มความสามารถในการควบคุมตนเองของ
บุคคล การปรับพฤติกรรมนั้นสามารถทาได้ 2 ทางคือ บุคคลปรับพฤติกรรมของตนเองและบุคคลถูกบุคคล
อน่ื ปรับพฤตกิ รรม ซึ่งทง้ั 2 วิธีใชห้ ลกั และกระบวนการเดียวกนั
วิธีการปรับพฤติกรรมน้ัน จะมุ่งเฉพาะท่ีพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้หรือท่ีวัดได้เท่าน้ันเช่น พฤติกรรม
การตีเพื่อน พฤติกรรมการแต่งตัวถูกระเบียบของโรงเรียน หรือพฤติกรรมการคิดอย่างมีเหตุผล เป็นต้น นัก
ปรับพฤติกรรมจะไม่ใช้คาว่า เด็กฉลาด เด็กเกเรหรือแม้กระท่ังเด็กก้าวร้าง โดยปราศจากการอธิบายในเชิง
พฤติกรรม ซ่ึงคาเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นการตีตรา เป็นคาที่ไม่มีประโยชน์ในการนามาใช้ในการต้ังเป้าหมายการ
ปรับพฤติกรรม เนื่องจากว่าทุกคนจะรับรู้คาเหล่าน้ีแตกต่างกันออกไปและถ้าใช้คาเหล่าน้ีมากๆ และถ้าใช้คา
เหล่าน้ีมากๆ จะทาให้ผู้ท่ีถูกตตี ราจะพยายามทาให้สอดคลอ้ งกบั การถูกตีตราเช่น ถ้าเราตีตราเด็กว่าเป็นเด็ก
เกเร เด็กอาจจะทาตามความคาดหวังของสังคมเลยเกเรจริงๆ ข้ึนมาได้ ดังนั้น การปรับพฤติกรรมจึงไม่นิยม
ใช้คาที่มีลักษณะเป็นการตีตรา แต่จะกาหนดให้เจาะจงลงไป ขนาดท่ีคนต้ังแต่ 2 คนสามารถที่จะเห็นได้
ตรงกัน และถ้าเด็กมีพฤติกรรมท่ีเปลี่ยนไปแล้วจะทาให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเปล่ียนไปในทิศทางใด ที่แน่นอน
คือเมื่อกาหนดพฤติกรรมที่ชัดเจนแล้วย่อมทาให้ผู้ดาเนินการปรับพฤติกรรมได้รู้อีกด้วยว่า เป้าหมายนั้นได้
บรรลุแลว้ หรือยงั อันเป็นการง่ายต่อการประเมนิ ผลอกี ด้วย
การเกิดพฤติกรรม
นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม มีความเชื่อว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนเรานั้นเกิดจากการเรียนรู้
โดยที่มนุษยเ์ ราอาจจะเรียนรู้ไดใ้ นสามลกั ษณะดว้ ยกันคือ
1. การเรียนร้อู ันเน่ืองมาจากส่ิงเรา้ การเรียนรู้เชน่ น้ีมกั จะเกิดขน้ึ จากการเรยี นรขู้ อง
พฤติกรรมที่บุคคลไม่สามารถควบคุมได้เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล เป็นต้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้
เน่ืองมาจากสิ่งเร้าน้ันเองเช่น เม่ือเด็กป่วย (ส่ิงเร้า) ทาให้เกิดความวิตกกังวลกลัวว่าจะต้องไปโรงพยาบาล
เพื่อได้รับการฉีดยา เป็นต้น หรือเห็นอาหารที่ชอบ(ส่ิงเร้า) และทาให้เกิดน้าลายไหล พฤติกรรมดังกล่าวน้ี
ยากแก่การควบคุมเพราะเกิดข้ึนโดยอัตโนมัติแต่ถ้าบุคคลรู้ก่อนว่าเป็นเพราะว่าส่ิงเร้าใดก็อาจจะสามารถ
แก้ปัญหาของส่ิงเร้าน้ันได้โดยอาจท่ีจะตัดความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงเร้าน้ันกับพฤติกรรมการตอบสนอง การ
ตอบสนองทไ่ี ม่สามารถควบคุมไดก้ จ็ ะไม่เกดิ ขึน้
2. การเรยี นรูจ้ ากเง่ือนไขผลการกระทา พฤติกรรมใดทีบ่ ุคคลกระทาในสงั คม ผลการ

กระทาที่ตามมาจะเป็นตัวกาหนดการเกิดขึ้นหรือการไม่เกิดข้ึนของพฤติกรรมน้ันอีกในสภา พท่ีคล้ายคลึงกัน
ซ่ึงผลการกระทาท่ีทาให้พฤติกรรมน้ันเกิดข้ึนซ้าอีกในสภาพท่ีคล้ายคลึงกันเรียกว่าตัวเสริมแรง และผลการ
กระทาที่ไม่ทาใหพ้ ฤติกรรมน้ันเกิดข้ึนอีกเรยี กวา่ การลงโทษ

นอกจากนย้ี งั มผี ลการผระทาอกี ชนิดหนึ่งเรยี กว่า การหยุดยง้ั เป็นการยุตกิ ารให้การ
เสริมแรงต่อพฤติกรรมทเ่ี คยได้รบั การเสริมแรงมาแล้ว การหยดุ ย้ังนนั้ ถ้าใชอ้ ย่างเหมาะสมจะทาให้พฤติกรรมท่ี
ถกู หยดุ ยั้งนน้ั ลดลง

3. การเรียนรู้โดยผ่านตวั แบบ เปน็ การเรียนร้ทู บี่ คุ คลสังเกตจากพฤตกิ รรมของตวั แบบ
ซ่ึงอาจเป็นบุคคลท่ีมีชื่อเสียง ผู้ปกครองหรือแม้แต่เพ่ือนๆ ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม่ือเห็นตัวแบบแสดง
พฤติกรรมบ้างอย่างแล้วได้รับการเสริมแรง แนวโน้มที่จะลอกเลียนแบบพฤติกรรมของตัวแบบน้ันจะมีสูงใน
ขณะเดียวกันถ้าตัวแบบแสดงพฤติกรรมบางอย่างแล้วได้รับการลงโทษจะเห็นได้ว่า บุคคลจะไม่เลียนแบบ
พฤตกิ รรมนนั้
วิธีปรบั พฤตกิ รรม

พฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ของเด็ก เป็นสิ่งท่ีผู้ดูแลเด็กให้ความสาคัญ เพราะหากพฤติกรรมน้ันไม่ถูก
ปรับ จะนาไปสู่ปัญ หาทั้งระดับบุคคล ครอบครัวและสังคมได้ในอนาคต Bhusiri, Phuphaibul,
Suwonnaroop, & Viwatwongkasem, 2018). วิธีการปรับพฤติกรรมท่ีใช้กันอย่างแพร่หลาย (Yang, Su,
Zhu, & Bai, 2014; Chang H, Chang C, & Shih Y. 2007; อานาจ วัดจินดา, 2561) มดี ังต่อไปนี้

1. การควบคุมตนเองและการบังคับตนเอง
คือการทบี่ คุ คลสามารถควบคมุ พฤติกรรม หรอื การกระทาของตนเองได้ โดยที่เขา

สามารถเลือกพฤติกรรมเป้าหมาย และกระบวนการที่จะนาไปสู่เป้าหมายน้ันด้วยตัวเขาเอง การควบคมุ ตนเอง
และการบังคับตนเองถือว่า เป็นเป้าหมายสาคัญของการปรับพฤติกรรม การควบคุมตนเองดูเหมือนว่าจะเป็น
เป้าหมายสูงสุดของการปรบั พฤติกรรม นั่นคือการท่ที าให้คนเราสามารถทนต่อส่ิงที่มาเย้ายวนใจของตนเองได้
และมีเป้าหมายที่จะต้องการบรรลุได้อย่างแน่นอน ในกรณีของเด็กท้ังหลายคงอยากจะเห็นเด็กพยายาม
ควบคุมตนเองโดยไม่วอกแวกไปทางอน่ื ขณะท่ีมีผ้ใู หญ่สอน ไม่ขโมยของเมื่อเห็นของวางไวแ้ ลว้ ไม่มีคนอยู่ ทน
ท่จี ะทาการบ้านโดยไม่ยอมดูรายการโทรทัศนถ์ า้ ยังทาการบ้านไมเ่ สร็จ เปน็ ตน้

ซึ่งวิธีการท่ีจะทาให้เด็กได้ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าตนเองกาลังทาอะไรอยู่อันจะนาไปสู่การควบคุม
ตนเองของเด็กน้นั อาจทาไดด้ ังนี้

1. ใหเ้ ดก็ ตั้งเป้าหมายในการสรา้ งพฤติกรรมด้วยตนเอง
2. เมอ่ื เด็กสามารถสร้างพฤตกิ รรมเปา้ หมายด้วยตนเองได้แลว้ จากนนั้ ใหเ้ ด็กหดั สงั เกต

41

และบันทึกพฤติกรรมตนเอง การปรับพฤติกรรมโดยการใช้วิธีการควบคุมตนเอง เป็นวิธีท่ีสามารถทาให้เกิด
พฤตกิ รรมท่พี งึ ประสงคแ์ บบถาวรเกิดการเรียนรูท้ น่ี าไปสกู่ ารเกิดพฤตกิ รรมใหม่จากการเช่ือมโยงเหตุและผล

2. การเสริมแรงทางบวก
เป็นเทคนิคสาหรบั ใชใ้ นการเสริมสรา้ งพฤติกรรมใหม่ทีเ่ ราคาดหมายวา่ จะนาไปสู่

พฤตกิ รรมทตี่ อ้ งการ การเสริมแรงทางบวกแบง่ เปน็ 4 วธิ ี ดงั นี้
2.1 การเสรมิ แรงทางสังคม อาจทาไดใ้ นสองลกั ษณะดว้ ยกนั ไดแ้ ก่ การใช้

คาพูดชมเชยและการใชภ้ าษาท่าทาง คาพูดท่ีควรจะใช้ในการเสริมแรงเด็กอาจจะมลี ักษณะที่เปน็ คาทัว่ ไปเช่น
คาว่าดีมาก เก่งมาก ภูมิใจ หรือน่ารักมาก เป็นต้น เมื่อใช้คาพูดชมเชยจะต้องให้ท่าทางนั้นมีลักษณะ
สอดคลอ้ งกับคาพดู อีกดว้ ย

2.2 การเสรมิ แรงด้านกจิ กรรมทเ่ี ด็กชอบ เดก็ บางคนชอบวาดรูป บางคนชอบ
เต้นรา หรือเล่นสนาม ดังน้ันหากต้องการปรับพฤติกรรมเด็ก สามารให้เง่ือนไขข้อตกลงแบบมีเป้าหมายง่ายๆ
ว่าหากเด็กทาพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์แล้วจะให้เวลาวาดรูปหรือทากิจกรรมที่เด็กชอบ การสร้างเงื่อนไขเช่นน้ี
จะช่วยใหเ้ ด็กยอมรับพฤตกิ รรมใหม่ท่ีมาพร้อมกับสงิ่ ทเี่ ด็กชอบme

2.3 การให้ขอ้ มูลย้อนกลับ เป็นวธิ กี ารทงี่ า่ ยใช้ไดผ้ ลดี เม่ือพบวา่ เด็กไดท้ า
พฤติกรรมใดดีขึ้นแล้วแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม ให้รีบบอกทันที เด็กจะเกิดความรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตนทา แล้ว
จะทาให้เดก็ พยายามทาพฤตกิ รรมดังกลา่ วให้ดขี ึน้ เรื่อยๆ

2.4 การใช้เบย้ี อรรถกร การใชเ้ บีย้ อรรถกรจดั ได้วา่ เป็นวิธกี ารท่ีมีประสทิ ธิภาพที่
สุดของการใช้การเสริมแรงทางบวก เบี้ยอรรถกรน้ันอาจจะเป็น แต้ม ดาว เบี้ย หรือคะแนน สิ่งเหล่าน้ี
สามารถนามาแลกเป็นตัวเสริมแรงอ่ืนๆ ได้ เช่น อาจจะแลกเป็นเวลาว่าง แลกเป็นขนม แลกเป็นคาชมเชย
หรือแลกเป็นส่ิงของอ่ืนๆ โดยท่ีต้องจัดทาตารางการแลกส่ิงต่างๆ เอาไว้ ซึ่งวิธีการหาส่ิงต่างๆ มาแลกกับเบี้ย
อรรถกรน้ัน

3. การลงโทษ
เปน็ การตัดทอนหรือลบพฤติกรรมที่ไม่พงึ ประสงค์ออกไปซงึ่ พฤติกรรมดงั กลา่ วอาจจะ

สร้างปัญหาและความเดือดร้อนให้ตัวเองและผู้อื่น วธิ ีการลงโทษท่ีน่าจะใชแ้ ละทาได้งา่ ยอีกทั้งก่อให้เกิดปัญหา
น้อยท่ีสุด อาจกล่าวได้วา่ มีอยดู่ ้วยกัน 3 วิธีคอื

1. การแก้ไขเกนิ กว่าเหตุ การแกไ้ ขเกนิ กวา่ เหตจุ ัดไดว้ า่ เปน็ วิธีการลงโทษที่ทาได้ง่าย
น่ันคือเม่อื ใดก็ตามเม่ือเด็กทาบางส่ิงบางอย่างผิด ก็ให้เด็กแก้ไขสิ่งท่ีผิดเกิดกว่าสิ่งท่ีเด็กทา จะทาให้เด็กไม่ทา
สงิ่ ที่ผิดน้ันในเวลาต่อมาเช่น การท่ีเด็กทิ้งของลงกบั พืน้ แทนทีจ่ ะบอกให้เด็กเก็บสิ่งท่ีเด็กทิ้งลงกับพื้นไปท้ิงท่ีถัง

ขยะแต่เพยี งอย่างเดยี ว จะตอ้ งใหเ้ ดก็ ทาความสะอาดพน้ื ท่ีเหลา่ นัน้ อกี ด้วย เช่น เดก็ จะตอ้ งกวาดพ้นื และถพู ้ืน
อีกด้วย การทาเช่นน้ีเท่ากับว่าได้ทาการแก้ไขส่ิงที่เด็กทาเกินกว่าท่ีเด็กทาจริง ซ่ึงจะทาให้เด็กเกิดความ
ระมดั ระวังมากข้ึนกอ่ นท่ีจะทาส่งิ ทีผ่ ดิ อกี

2. การใชเ้ วลานอก เป็นวิธีการลงโทษทเ่ี หมาะสมใชใ้ นชัน้ เรียน ทาไดโ้ ดยการนาเด็ก
ออกจากสภาพที่เดก็ พงึ พอใจ เช่น การท่ีเดก็ เล่นในชั้นเรียน แกล้งเพื่อนตลอดเวลา อาจจะลงโทษโดยการให้
เด็กอยู่นอกช้ันเรียน ซ่ึงจะต้องใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที และสภาพการณ์นอกช้ันเรียนจะต้องไม่เป็นสภาพท่ี
เดก็ พึงพอใจ หรืออาจจะเอาเด็กทุกคนออกจากหอ้ งเรยี นแล้วให้เด็กท่ีชอบก่อกวนนนั้ อยู่ในห้อง การทาเช่นน้ี
เท่ากับว่าเป็นการท่ีเอาสภาพท่ีเด็กพอใจออกจากตัวเด็ก การใช้เวลานอกไม่ควรใช้เวลานานกว่า 5-10 นาที
เพราะถา้ ใช้เวลานานเกินกวา่ นี้จะทาใหเ้ กิดปัญหาการเรียนได้

3. การปรับสนิ ไหม เปน็ ถอดถอนสิ่งทเ่ี ด็กพึงพอใจอันอาจไดแ้ ก่ การตัดคะแนน การ
ไมใ่ ห้ เดก็ ทากจิ กรรมบางอยา่ งท่ีเคยทา การตดั สิทธพิ ิเศษหรอื แม้กระท่งั การปรับเงิน เปน็ ต้น

ซงึ่ วิธกี ารลงโทษท่ีมปี ระสิทธิภาพควรจะดาเนินการดงั ต่อไปนี้
1. ทาทันทที ี่พฤติกรรมท่ไี ม่พึงประสงค์เกดิ ข้นึ
2. ทาให้รนุ แรง ในท่นี ้ีความรนุ แรงหมายถึงส่งิ ทรี่ ุนแรงตาม

การรับรขู้ องผ้ไู ด้รับการลงโทษเช่น การที่เด็กเคยถกู ตีเปน็ ประจา การที่จะลงโทษโดยการตเี ด็กไม่จัดว่าเป็นสิ่ง
ทีร่ ุนแรง แต่การถอดถอนความสนใจอาจเป็นส่ิงที่รนุ แรงสาหรับเด็กคนนี้ได้ หรือในกรณีที่เด็กไม่เคยถูกดเุ ลย
พอถูกดคุ รัง้ แรก การดอุ าจจะกลา่ วได้ว่าเปน็ สง่ิ ทร่ี นุ แรงสาหรบั เด็กคนนี้

3. บอกให้เด็กรวู้ ่า เขาทาพฤติกรรมใดเขาถงึ ถูกลงโทษ ซงึ่ การบอกถึง
พฤติกรรมท่ี เด็กกระทาผิดจะทาให้เด็กเกิดการเรยี นรู้เช่ือมโยงระหว่างพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมกับการลงโทษ
ได้

4. ทาอย่างสมา่ เสมอ นน่ั คือทุกครงั้ ท่เี ด็กทาผิดจะตอ้ งลงโทษทกุ ครงั้ ไป
อย่าได้มีการยกเว้นอย่างเด็ดขาดเพราะถ้ามีการยกเว้น จะทาให้พฤติกรรมท่ีเป็นปัญหาของเด็กเกิดคงทนข้ึน
และจะทาการแก้ไขไดย้ ากในอนาคต

5. ไมท่ าการลงโทษโดยค่อยๆ เพ่ิมความรนุ แรง แตจ่ ะต้องใหร้ ุนแรงเลยทนั ที
เหตุทไ่ี มค่ วรลงโทษแบบค่อยๆ เพิ่มความรนุ แรงนั้น เพราะจะทาให้เดก็ เกิดการปรบั ตัวได้

6. ไมล่ งโทษเด็กด้วยอารมณ์ เพราะถ้าลงโทษเดก็ ด้วย อารมณ์แล้ว เด็กจะมี
อารมณต์ อบสนอง จะทาให้เดก็ มที ัศนคติทไ่ี ม่ดตี อ่ ผูล้ งโทษ

7. ช่วงเวลาของการลงโทษไม่ควรจะนานเกินไป ควรจะลงโทษสน้ั ๆ แตร่ ุน

43

แรงจะให้ผลดีกว่า พบว่าการตาหนิเด็กท้ังวันให้ผลสู้การตาหนิเด็กเพียง 1 นาทีไม่ได้ ถ้ารู้จักวิธีการตาหนิท่ี
ถูกต้อง

8. การลงโทษโดยการตาหนิ อย่าได้ตาหนดิ ้วยเสียงอนั ดงั เพราะจากงานวิจยั
พบวา่ การตาหนดิ ้วยเสยี งเบา ไดย้ นิ แค่ 2 คน จะได้ผลดีกวา่ การตาหนิดว้ ยเสยี งอันดงั

4. การหยุดย้ัง
วิธีการหยุดย้ังคือการที่ยุติการให้การเสริมแรงต่อพฤติกรรมท่ีเคยได้รับการเสริมแรงมาก่อน จากการ
ยุติการให้การเสริมแรงต่อพฤติกรรมน้ัน อาจเป็นผลทาให้ความถ่ีของการแสดงพฤติกรรมนั้นลดลงและยุติลง
ในทีส่ ุด
ถ้าพิจารณาถึงวิธีการใช้การหยุดยั้ง ดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีง่ายๆ แต่ความจริงแล้วใช้ได้ยากกว่าการ
ลงโทษมากนัก แต่ผลข้างเคียงในทางลบจะเกิดน้อยกว่าการลงโทษถ้าใช้ได้ถูกต้อง ซ่ึงข้อควรระวังในการใช้
การหยุดย้งั มดี งั นี้
1. การใชก้ ารหยดุ ยง้ั จะได้ผลนนั้ จาเปน็ อย่างยิ่งที่จะต้องรู้แหลง่ ของตวั เสริมแรงตอ่
พฤตกิ รรมทเ่ี ปน็ ปญั หาได้หมด พรอ้ มท้ังจะต้องสามารถควบคุมไดอ้ ีกด้วย ถา้ ไม่รแู้ หลง่ ของตวั เสริมแรงหรือไม่
สามารถควบคมุ แหลง่ ของตวั เสริมแรงได้แล้ว การหยุดยั้งกจ็ ะไม่ไดผ้ ล
2. การใช้การหยุดยง้ั ในระยะแรก พฤติกรรมท่เี ป็นปัญหาที่ใช้การหยดุ ยง้ั น้นั จะเพิ่ม
ขึ้นอย่างสูงในทันทีทันใดแล้วจากน้ันจึงจะค่อยๆ ลดลง ดังนั้นเม่ือใช้การหยุดย้ังแล้วจะต้องอดทนอย่างมาก
ไม่เชน่ น้ันจะก่อให้เกิดการเรยี นรู้ใหม่เกิดข้ึน เชน่ การท่เี ดก็ พดู จาก่อกวน ทาเป็นไมส่ นใจเดก็ อาจจะเพ่ิมการ
พูดจาก่อกวนมากขึ้นจนอาจจะพูดจาก่อกวนท้ังช่ัวโมง ซึ่งถ้าเหตุการณ์เกิดข้ึนเช่นน้ีถ้าทนไม่ได้ ไปให้ความ
สนใจต่อตัวเด็กอีก เช่น การไปดุด่าอย่างรุนแรง ก็จะทาให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่าถ้าต้องการความสนใจ ก็ทา
พฤติกรรมให้รุนแรงขึ้นแล้วจะได้เอง ดังนั้นถ้าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดข้ึนจะต้องใจเย็นๆ เอาไว้และพฤติกรรมนั้น
จะลดลงเอง และเนื่องจากการใช้การหยุดยั้งจะก่อให้เกิดความรุนแรงของพฤติกรรมในช่วงแรก การหยุดย้ัง
จึงไม่ควรใชก้ ับพฤตกิ รรมทม่ี ลี ักษณะรุนแรง อันอาจจะก่อให้เกดิ อนั ตรายต่อตัวเดก็ เองหรือต่อผู้อื่น
3. อนั สืบเนื่องมาจาก 2. การใช้การหยดุ ยัง้ เมื่อได้ใชแ้ ล้วจะหยดุ ไม่ไดจ้ ะต้องใชใ้ ห้
ตลอดแล้วทุกอย่างจะดีข้นึ แต่ถ้าหยุดใชก้ ลางคันจะก่อให้เกดิ ผลเสียมากกว่าผลดี
4. ในขณะทดี่ าเนินการใช้การหยุดย้งั อยู่ ควรจะไดม้ ีการให้การเสรมิ แรงตอ่ พฤติกรรม
ที่พึงประสงค์ด้วย เด็กจะได้สามารถเรียนรู้การแยกแยะว่าพฤติกรรมใดควรกระทาแล้วจะได้รับการเสริมแรง
และพฤติกรรมใดไม่ควรทาเพราะจะไม่ไดอ้ ะไรเลย

การให้คาแนะนาลว่ งหน้า (Anticipatory guidance)

หมายถึง การให้คาแนะนาแก่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก เก่ียวกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของ
เด็กที่คาดหวัง เพ่ือเตรียมความพร้อมในการดูแลเด็กได้อย่างเหมาะสม (Hsu, Lee, Lai, Tsai, & Chiu, 2018;
Ismail, Razak, & Ab-Murat, 2018).
หลักการใหค้ าแนะนาลว่ งหน้า

1.ใช้คาถามปลายเปิด เน่อื งจากคาถามประเภทน้ชี ว่ ยแบบอยา่ งและสนับสนนุ การส่ือสารแบบเปิด
ให้ผปู้ กครองและเดก็ ซึ่งการใชค้ าถามปลายเปดิ ชว่ ยในการเรม่ิ การสนทนา ไดแ้ ก่ ถามวา่ "ทาไม", "อยา่ งไร"
และ "อะไร" เปน็ ตน้ อีกทงั้ เป็นการส่งเสรมิ การแก้ปญั หาและกระตุ้นการคดิ ของผูด้ แู ลเด็กดว้ ย

2. การคาถามยืนยนั ตวั อย่างเชน่ “บอกบางสิ่งทีค่ ุณทาไดด้ ีจรงิ ๆ” เปน็ การสรา้ งความเชอื่ ม่ันให้กับ
ผดู้ ูแล ในการยืนยนั ความสามารถในการดูแลเด็ก

3.ใหเ้ วลาครอบครัวตอบกลับ รออยา่ งน้อย 3 วนิ าทเี พ่ืออนุญาตใหค้ รอบครวั ตอบคาถาม
4.ใช้การฟังอย่างตงั้ ใจจะชว่ ยในการระบุความต้องการและข้อกังวลของครอบครวั รวมถึงหัวข้อ
สขุ ภาพเฉพาะทเี่ กย่ี วข้อง
5. ชว่ งเวลาทส่ี อน ควรชีแ้ จงความตอ้ งการของครอบครวั เลือกกลยทุ ธ์การสอน ให้คาแนะนาสว่ น
บุคคล แสวงหาและให้ข้อเสนอแนะและประเมินประสิทธภิ าพการสอน
6.ดาเนนิ การสังเกตการพฒั นา ซ่งึ รวมถึงการโต้ตอบระหว่างผ้ดู ูแลกบั เด็กเหตุการณส์ าคัญในการ
พัฒนาเดก็ และความสามารถทางสังคม
แนวทางการให้คาแนะนาลว่ งหนา้
The American Academy of Pediatrics (AAP)'s Bright FuturesTM ได้พัฒนาแนวทางการให้
คาแนะนาลว่ งหนา้ ไวด้ ังนี้
1.ชา้ ลงหนอ่ ย. การส่ือสารสามารถปรับปรุงได้ด้วยการพูดชา้ ๆและใชเ้ วลาเพ่มิ เล็กน้อย
กบั ผ้ใู ชบ้ ริการแตล่ ะรายซง่ึ จะช่วยส่งเสรมิ วิธกี ารทเี่ นน้ ผ้ปู ่วยเป็นศนู ยก์ ลาง
2.ใชภ้ าษาธรรมดาและไมใ่ ชท่ างการแพทย์ อธิบายสง่ิ ตา่ ง ๆ แกผ่ ู้ใชบ้ ริการ ดว้ ยภาษาที่เข้าใจงา่ ย
3.แสดงหรอื วาดภาพ ภาพท่มี องเหน็ สามารถปรบั ปรุงการเรียกคืนความคดิ ของผู้ปว่ ย
4.จากดั จานวนข้อมลู ท่ีใหแ้ ละทาซา้ ข้อมูลจะถูกจดจาได้ดีท่ีสุดเมื่อได้รับเปน็ ชน้ิ เลก็ ๆ ที่เก่ียวข้อง
การทาซ้าชว่ ยเพ่ิมความจา
5.ใช้เทคนิคการสอนกลบั หรือแสดงให้ดู เพ่ือยนื ยันวา่ ผู้ใช้บรกิ ารเข้าใจโดยขอให้ทาซา้ คาแนะนาท่ี
ให้ไปแล้ว

45

6.สร้างสภาพแวดลอ้ มทเ่ี ป็นส่วนตัว ทาใหผ้ ูใ้ ช้บริการร้สู กึ สบายใจเมอื่ ถามคาถาม ขอความ
ชว่ ยเหลือจากผู้ให้บริการ เพื่อสง่ เสริมความเข้าใจ

การสร้างเสริมสุขภาพเด็ก พยาบาลต้องเข้าใจหลักการสร้างเสริมสุขภาพโดยใช้เทคนิคการให้
คาแนะนาล่วงหนา้ เพ่อื ให้ผูด้ ูแลเดก็ สามารถดแู ลตามท่คี าดหวังเกดิ การสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพที่เหมาะสมตามมา

ทักษะสมองเพ่ือการจัดการชีวิตที่สาเรจ็ (Executive functions)
Executive Functions (EFs) หมายถงึ กระบวนการทางานของสมองส่วนหน้าเพ่อื กากบั
ความคิด ความรู้สึก และการกระทาเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายที่ต้ังไว้ เป็นการใช้ชุดกระบวนการทางความคิด
(mental process) ท่ีช่วยให้เราวางแผน มุ่งใจจดจ่อ จาคาส่ัง และจัดการกับงานหลายๆอย่างให้ลุล่วง
เรียบร้อยได้ สามารถจัดลาดับความสาคัญของงาน วางเป้าหมายและทาไปเป็นข้ันตอนจนสาเร็จ รวมท้ัง
ควบคุมแรงอยาก แรงกระตุ้นท้ังหลาย ไม่ให้สนใจไปนอกลู่นอกทาง ทักษะท่ีเราใช้ในการจัดการกับการเรียนรู้
ของเราเอง เป็นทักษะท่ีมีความสาคัญย่ิงยวด ท้ังต่อความสาเร็จในการเรียน การทางานอาชีพ และการสร้าง
ความสัมพันธ์กบั คนอืน่ ๆ
องคป์ ระกอบ Executive Functions (EFs)

ที่มา: www.headway.org.uk

สมองส่วนหน้าของเราเปรียบเสมือนเจ้านาย ท่ีควบคุมความคิด การตัดสินใจ อารมณ์การแสดงออก
และการกระทาของมนษุ ย์เราโดยสมองสว่ นหน้าทาหน้าท่ีเป็นหลัก แต่ไมใ่ ช่สมองส่วนหน้าควบคุมทั้งหมดเพียง
อย่างเดียว หากแต่ทางานร่วมกับสมองส่วน โดยมีวงจรเส้นใยประสาทท่ีเช่ือมต่อถึงกัน ทั้งนี้จะต้องใช้สมอง

และเส้นประสาทต่างๆ ร่วมกัน จึงจะเกิดทักษะความสามารถ EFs ได้ Weismer, Kaushanskaya, Larson,
Mathée, & Bolt, D. (2018).

เด็กเกิดมาพร้อมกับ “ศักยภาพ” ท่ีจะพัฒนาทักษะเหล่านี้ แต่จะพัฒนาได้แค่ไหน อย่างไร ขึ้นอยู่กับ
ประสบการณ์ตั้งแต่ช่วงวัยทารก จนถึงวัยเด็ก และต่อไปยังวัยรุ่น EFs เป็นทักษะท่ีต้องฝึกฝนและพัฒนาอย่าง
ต่อเนื่องเป็นลาดับข้ันตอน เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงที่หลากหลาย ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ การวิจัย
จานวนไม่น้อยชี้ว่า EFs เริ่มพัฒนาข้ึนในเวลาไม่นานหลังปฏิสนธิ โดยในช่วงวัย 3-6 ปีจะเป็นหน้าต่างแห่ง
โอกาสท่ีสาคัญที่สุดของการเติบโตอย่างมากของทักษะเหล่าน้ี และทกั ษะนี้ก็จะเติบโตต่อไปจนถึงวัยรุ่นและวัย
ผ้ใู หญต่ อนตน้ แตใ่ นอัตราทไ่ี มเ่ ทา่ กับการเตบิ โตในช่วง 3-5 ปี และหลงั จากน้ันจงึ ลดการเตบิ โตลง
องค์ประกอบของ Executive Functions

ทม่ี า http://www.rslhub.com/index.php/2015-05-28-03-14-24/58-executive-functions

47

EFs มที ั้งหมด 9 ดา้ น (Blijd-Hoogewys, Bezemer, & van Geert, 2014) ประกอบดว้ ย
1. Working memory คือ ความจาที่นามาใชง้ าน คือ ความสามารถในการเกบ็ ประมวล และดึงข้อมลู ที่

เกบ็ ในคลงั สมองของเราออกมาใช้ตามสถานการณ์ท่ีต้องการ เช่น มนั จะชว่ ยให้เรากลบั ไปอ่านหนา้ นิตยสารที่
พักค้างไวต้ อนทีเ่ พอ่ื นเดนิ เข้ามาคุยด้วยไดเ้ ป็นตน้
2. Inhibitory Control คอื การยับยงั้ ชั่งใจ คดิ ไตร่ตรอง คือ ความสามารถในการควบคุมแรงปรารถนา
ของตนให้อยู่ในระดับท่เี หมาะสม จนสามารถหยดุ ย้ังพฤติกรรมไดใ้ นเวลาที่สมควร เดก็ ท่ีขาดความยบั ย้งั ชง่ั ใจ
จะเหมอื น “รถทข่ี าดเบรก” อาจทาสง่ิ ใดๆไปโดยไม่คิด หรือมปี ฏกิ ริ ิยาตอบโต้สิ่งตา่ งๆ ไปในทางท่ีสรา้ งปัญหา
แกต่ นเองต่อไป
3. Shift หรอื Cognitive Flexibility คอื ความสามารถในการยดื หยุ่นความคดิ เปลยี่ นจุดสนใจ เปลี่ยน
โฟกสั หรือเปลีย่ นทิศทางให้เหมาะสมกบั สถานการณ์ที่เกดิ ขึ้น เดก็ ทีม่ ีปญั หาในเร่ืองการปรับตัวมกั จะติดตนั อยู่
กับสง่ิ เดิมๆ ไม่สามารถยดื หยุ่นพลิกแพลงได้ มองไมเ่ หน็ ทางออกใหม่ๆไม่สามารถคิดส่ิงใหมๆ่ นอกกรอบได้
4. Focus / Attention คอื ความสามารถในการใสใ่ จจดจ่อม่งุ ความสนใจอยู่กบั สง่ิ ท่ที าอย่างต่อเน่อื งใน
ชว่ งเวลาหนงึ่ ๆ โดยไม่วอกแวกไปตามปจั จัยไม่ว่าภายนอกหรอื ภายในตนเองท่เี ข้ามารบกวน
5. Emotional Control คือ การควบคุมอารมณ์ คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ให้อยู่ในระดับ
ที่เหมาะสม จดั การกับความเครียด หงดุ หงดิ และแสดงออกแบบทไี่ มร่ บกวนผู้อื่น เด็กสามารถบอกไดว้ า่ กาลงั
รู้สึกอยา่ งไร และควรจัดการอยา่ งไร เดก็ ท่ีควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มักกลายเปน็ คนโกรธเกรี้ยวฉุนเฉียว ข้ีหงดุ หงดิ
เกนิ เหตุ หรือข้ีกังวล อารมณ์แปรปรวน และอาจซึมเศร้าได้
6. Planning and Organizing คือ การวางแผนและการจดั ระบบดาเนินการเรม่ิ ต้ังแตก่ ารต้งั เปา้ หมาย
การเหน็ ภาพรวม จดั ลาดบั ความสาคญั จดั ระบบโครงสรา้ ง จนถึงการดาเนนิ การคือการแตกเปา้ หมายใหเ้ ปน็
ขนั้ ตอนกระบวนการ และมีการประเมินผล
7. Self -Monitoring คอื การตรวจสอบตนเอง ร้จู กั ตนเอง รวมถึงการตรวจสอบการงานเพือ่ หา
จุดบกพร่อง ประเมินการบรรลุเป้าหมาย รวมท้งั ความสามารถกากับติดตามปฏกิ ิริยาของตนเอง และดผู ลจาก
พฤติกรรมของตนเองที่กระทบต่อผูอ้ ่นื
8. Initiating คอื ความสามารถในการริเรม่ิ และลงมอื ทางานตามทคี่ ดิ มที กั ษะในการริเริ่ม สร้างสรรค์
แนวทางในการทาสง่ิ ตา่ งๆเม่ือคิดแลว้ ก็ลงมือทาให้ความคิดของตนปรากฏขนึ้ จริง
9. Goal-Directed Persistence คือ ความพากเพียรมุง่ สู่เปา้ หมาย เม่ือต้ังใจและลงมือทาสง่ิ ใดแลว้ ก็มี
ความมุ่งมน่ั อดทน เพ่ือให้บรรลเุ ปา้ หมาย ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆก็พร้อมฝ่าฟันจนถึงความสาเร็จ
Executive function เปน็ ความสามารถของเดก็ ทเ่ี กดิ จากกระบวนการทางานของสมองในการ

เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซ่ึงจะถูกพัฒนาสูงมากในระยะวัยก่อนเรียน 3-6 ปี ดังน้ัน การส่งเสริมให้เด็ก
ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมในทดุ า้ นของพัฒนาการ โดยใช้หลักการส่งเสริมพัฒนาการตามวยั และเมื่อเดก็ มี
ปัญหาด้านพัฒนาการใช้หลักการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม อีกคร้ัง หากเด็กมีปัญหาพฤติกรรมควรใช้
หลักการปรับพฤติกรรมท่ีเหมาะสม หลักการในการป้องกันปัญหาท่ีอาจจะเกิดกับเด็กหากได้รับการดูแลท่ีไม่
เหมาะสมจึงต้องป้องกันด้วยหลักการให้คาแนะนาล่วงหน้า ซึ่งหากพยาบาลใช้หลักการท้ัง 4 ด้านอย่าง
เหมาะสมและสอดคล้องกับผู้ใชบ้ รกิ าร จะส่งผลถงึ การสรา้ งเสริมสุขภาพเดก็ ทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ เดก็ ทม่ี ีศักยภาพ
จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพและพัฒนาประเทศสืบไป ดั่งคาพูดท่ีว่า “เด็กของเราคืออนาคตของเรา (Our
Children Are Our future)”

เอกสารอา้ งองิ

อานาจ วัดจินดา (2561) การปรบั พฤตกิ รรม Retrieved January 2 2019 from

https://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/cgi-

bin/mcp/main_php/print_informed.php?id_count_inform=17170

Bhusiri, P., Phuphaibul, R., Suwonnaroop, N., & Viwatwongkasem, C. (2018). Effects of

Parenting Skills Training Program for Aggressive Behavior Reduction among School-

aged Children: A Quasi-Experimental Study. Pacific Rim International Journal of

Nursing Research, 22(4), 332–346. Retrieved from

http://search.ebscohost.com/login.aspx?direct=true&db=rzh&AN=132186437&site=eds

-live&authtype=ip,uid

Blijd-Hoogewys E. M. A., Bezemer M. L., & van Geert P. L. C. (2014). Executive

functioning in children with ASD: An analysis of the BRIEF. Journal of Autism

and Developmental Disorders, 44, 3089–3100.

Chang H, Chang C, & Shih Y. (2007). The process of assisting behavior modification in a

child with attention-deficit hyperactivity disorder. Journal of Nursing Research

(Taiwan Nurses Association), 15(2), 147–155. Retrieved from

http://search.ebscohost.com/login.aspx?direct=true&db=rzh&AN=106155439&site=eds

-live&authtype=ip,uid

49

Darch J, Baillie L, Gillison F. (2017). Nurses as role models in health promotion: a
concept analysis. British Journal of Nursing. 2017;26(17):982-988.
doi:10.12968/bjon.2017.26.17.982.

Fortune, K., Becerra-Posada, F., Buss, P., Galvão, L. A. C., Contreras, A., Murphy, M.,
Francisco, A. (2018). Health promotion and the agenda for sustainable development,
WHO Region of the Americas. Bulletin of the World Health Organization, 96(9), 621–
626. https://doi.org/10.2471/BLT.17.204404

Hsu, H.-C., Lee, S.-Y., Lai, C.-M., Tsai, W.-L., & Chiu, H.-T. (2018). Effects of Pediatric
Anticipatory Guidance on Mothers of Young Children. Western Journal of Nursing
Research, 40(3), 305–326. https://doi.org/10.1177/0193945916681292

Ismail, A., Razak, I. A., & Ab-Murat, N. (2018). The impact of anticipatory guidance on
early childhood caries: a quasi-experimental study. BMC Oral Health, 18(1), N.PAG.
https://doi.org/10.1186/s12903-018-0589-0

León, C. B. R., Dias, N. M., Martins, G. L. L., & Seabra, A. G. (2018). Executive functions in
preschool children: development and relationships with language and
behavior. Psicologia: Teoria e Prática, 20(3), 121–137. https://doi.org/10.5935/1980-
6906/psicologia.v20n3p121-137

Seedhouse, D. (2004). Health Promotion : Philosophy, Prejudice and Practice (Vol. 2nd
ed). New York: Wiley. Retrieved from
http://search.ebscohost.com/login.aspx?direct=true&db=nlebk&AN=108206&site=eds-
live&authtype=ip,uid

Weismer, S. E., Kaushanskaya, M., Larson, C., Mathée, J., & Bolt, D. (2018). Executive
Function Skills in School-Age Children With Autism Spectrum Disorder: Association
With Language Abilities. Journal of Speech, Language & Hearing Research, 61(11),
2641–2658. https://doi.org/10.1044/2018pass:[_]JSLHR-L-RSAUT-18-0026

Yang, Z., Su, Z., Ji, F., Zhu, M., & Bai, B. (2014). Mechanisms of Behavior Modification in
Clinical Behavioral Medicine in China. International Journal of Behavioral
Medicine, 21(4), 580–583. https://doi.org/10.1007/s12529-014-9405-7

Young LE, Hayes VE. (2002) Transforming Health Promotion Practice : Concepts, Issues,
and Applications. Philadelphia: F.A. Davis Company; 2002.
http://search.ebscohost.com/login.aspx?direct=true&db=nlebk&AN=82215&site=eds-
live&authtype=ip,uid. Accessed January 3, 2019.


Click to View FlipBook Version