184
ภาพที่ 1 การช่วยเหลือเบ้ืองตน้ สาหรบั เด็กอายุมากกว่า 1 ปีที่รู้สกึ ตัว มีสิง่ แปลกปลอมตดิ คอ
ภาพที่ 2 การชว่ ยเหลือเบอื้ งตน้ สาหรับเดก็ อายุมากกว่า 1 ปีท่ีไม่รู้สึกตวั มีสิ่งแปลกปลอมติดคอ
กรณเี ด็ก อายุ < 1 ปี
- ให้นอนคว่าบนแขนของผู้ช่วยเหลือ ศีรษะเด็กห้อยต่า จับคางและไหล่ของทารกให้ม่ันคง ตบกลาง
สะบกั ทง้ั สองขา้ งแรง ๆ (back blow) (ภาพท่ี 3) ประมาณ 5 ครัง้
- ไมเ่ ขยา่ ตวั หรืออมุ้ เด็กใหศ้ ีรษะสงู
- ถ้าสิ่งแปลกปลอมยังไม่หลุด ให้จับเด็กนอนหงายบนแขนอีกข้าง วางน้ิวชี้และนิ้วกลางตรงบริเวณ
ครึง่ ล่างของกระดกู หน้าอก (chest thrust) (ภาพท่ี 4) กดแรง ๆ 5 คร้งั
- ถา้ เห็นส่ิงแปลกปลอมในคอให้ใช้น้ิวกดล้ินเอาไว้ ล้วงเอาส่ิงแปลกปลอมออก ถ้าไม่เห็นอย่าลว้ งคอ
เพราะอาจทาให้สง่ิ แปลกปลอมตกลึกเข้าไปในหลอดคอมากขึ้น
- ทาข้ันตอนตบหลัง 5 ครั้ง กดหน้าอก 5 คร้ัง ตรวจดูในปาก ซ้าไปเร่ือย ๆ ถ้าอาการไม่ดีข้ึนรีบส่ง
โรงพยาบาล
ภาพที่ 3 การตบกลางหลัง (back blow) เพ่ือชว่ ยเด็กอายุนอ้ ยกวา่ 1 ปี ที่มสี ่งิ แปลกปลอมติดคอ
185
ภาพที่ 4 การกดหนา้ อก (chest thrust) เพอ่ื ช่วยเด็กอายุนอ้ ยกวา่ 1 ปี ท่ีมสี ิ่งแปลกปลอมติดคอ
3. การพยาบาลเด็กทมี่ ีแผลไหม้
การดูแลรักษาบาดแผลไหม้ในคนไข้ที่เป็นเด็กนั้น มีวิธีการรักษาต่างจากคนไข้ที่เป็นผู้ใหญ่ เน่ืองจากมี
ความแตกต่างกนในด้านต่างๆ คอื เด็กจะมีสดั ส่วนของพ้ืนที่ผิวหนังมากกว่าในผู้ใหญ่ เมื่อเทียบกับน้าหนักตวั ความ
หนาของผิวหนงั ในเด็กจะน้อยกว่าในผูใ้ หญ่ เด็กยังมีภาวะสมดุลของ Metabolism การควบคุมอณุ หภูมขิ องร่างกาย
การควบคุมของสารเคมแี ละ electrolytes ในร่างกายทลี่ ะเอยี ดอ่อน เด็กมคี วามสามารถในการหายของบาดแผลได้
ดีกว่าในผู้ใหญ่ นอกจากนั้นแล้วเด็กเล็กยังต้องการการดูแลจากผู้ปกครองและบุคลากรทางการแพทย์ขณะที่อยูใน
โรงพยาบาล โดยใกล้ชิดมากกว่าคนไข้ผูใ้ หญ่ เนือ่ งจากไมส่ ามารถชว่ ยตัวเองได้
ความหมายของแผลไหม้
แผลไหม้ หมายถึง การท่ีผิวหนังถูกทาลายด้วยความร้อนหรือสารเคมี อาจจะเกิดตั้งแต่หนัง
กาพรา้ หนงั แทห้ รอื ลกึ ลงไปถึงกระดูกได้ การบาดเจบ็ จากแผลไหม้พบได้ทกุ เพศทกุ วยั
ประเภทของแผลไหม้
โดยทั่วไปสามารถประเภทของแผลไหมต้ ามสาเหตไุ ด้ 4 ประเภทคือ
1. แผลไหมจ้ ากความรอ้ น (Thermal injury) พบได้บอ่ ยที่สุด แบ่งออกเป็น 2 กลุม่ คอื
1.1 ความร้อนแหง้ ได้แก่ แผลทเี่ กิดจากเปลวไฟ (flame) ประกายไฟ ( flash) ซึง่ เกิดจากการ
spark ของกระแสไฟฟ้าหรือการถูกวตั ถุท่ีร้อน ถ้าเกิดในบรเิ วณตวั อาคารท่ปี ิด มีการระบายของอากาศไมด่ ี มักจะมี
186
อันตรายจากการสูดดม (inhalation injury) ร่วมด้วย ซ่ึงมักทาให้เกิดอาการรุนแรงและเพิ่มอัตราตายของผู้ป่วย
ชนิดของแผลไหม้ประเภทนเ้ี รยี กวา่ flame burn
1.2 ความร้อนเปยี ก ได้แก่ แผลทเี่ กิดจากนา้ ร้อน (scald) ไอน้าร้อน (steam) น้ามันร้อน เป็น
ต้น อาจเกิดในลักษณะการจุ่มหรือท่วม (immersion) หรือหกรด (spill) อันตรายที่เกิดข้ึนจากความร้อนขึ้นอยู่กับ
อุณหภูมิและระยะเวลาที่สัมผัส ชนดิ ของแผลไหมป้ ระเภทนเ้ี รียกว่า scald burn
2. แผลไหม้จากกระแสไฟฟ้า (Electrical injury) เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็น
พลังงานความร้อน ทาให้เกิดแผลไหม้ที่ผิวหนังภายนอก ตาแหน่งเข้าและออก มีการทาลายเน้ือเย่ือหรืออวยั วะท่ี
กระแสไฟฟ้าผ่าน และทาลายเส้นประสาทและเส้นเลือดโดยตรง ทาให้เน้ือเย่ือขาดออกซิเจนและตายได้ ความ
รุนแรงขึ้นอยู่กับขนาดหรือปริมาณของกระแสไฟฟ้า ทางที่กระแสไฟฟ้าผ่าน ระยะเวลาท่ีสัมผัส ตาแหน่งที่สัมผัส
ความต้านทานของร่างกายและเน้ือเยื่อ ชนิดของกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าขนาด 10-15 มิลลิแอมแปร์ ทาให้
กล้ามเนื้อหดตัว ขนาด 50-100 มิลลิแอมแปร์ ทาให้กล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต และเกิด ventricular
fibrillation สูงกว่า 1,000 มิลลิแอมแปร์ ทาให้หัวใจหยุดเต้นจากกล้ามเน้ือหัวใจหดตัว การทาลายของ
เนื้อเย่ือจากกระแสไฟฟ้ามีผลให้เนื้อเยื่อสลายตัว เกิดภาวะ myoglobinuria และส่งผลให้เกิด acute renal
failure ได้
3. แผลไหม้จากสารเคมี (Chemical injury) อาจเป็นกรดหรือด่าง สารเคมีมีคุณสมบัติเป็น
necrotizing substance ทาให้มีการทาลายเน้ือเยื่อ ความรุนแรงขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารเคมีและระยะเวลา
ที่สัมผัส สารเคมีที่เป็นด่างจะทาให้เกิดแผลไหม้รุนแรงมากกว่ากรด เพราะไม่สามารถทาให้เป็นกลางโดยสารน้าใน
เน้ือเยื่อได้เร็วเท่ากรด เน่ืองจากด่างจะติดกับเนื้อเย่ือทาให้เกิด protein hydrolysis และ liquefaction เนื้อเย่ือ
ยังคงถูกทาลายต่อไปแม้ด่างจะถูกทาให้เจือจาง สารเคมีที่เป็นผงจะล้างหรือขจัดออกยาก เน่ืองจากแทรกซึมอยู่
ตามรูขุมขน การออกฤทธิข์ องสารเคมีจะคงอยจู่ นกวา่ สารน้ันจะหมดฤทธิ์ หรอื ใช้สารอ่นื ทาใหเ้ จอื จาง เชน่ นา้
4. แผลไหม้จากรังสี (Radiation injury) เช่น สารกมั มนั ตรังสี อุบัติเหตุจากรังสี ระเบิดปรมาณู เปน็ เหตุ
ใหเ้ กิดการทาลายของผวิ หนงั และเกดิ แผลไหมข้ ้ึน
การตอบสนองของรา่ งกายตอ่ การเกดิ แผลไหม้
การเปลี่ยนแปลงพยาธิสรีรวิทยาจะพบมากในกลุ่มท่ีมีแผลไหม้ตั้งแต่ระดับสองข้ึนไป โดยมีพื้นท่ีผิวไหม้
มากกว่ารอ้ ยละ 15-20 ของพ้ืนทผ่ี วิ รา่ งกายทง้ั หมด เมื่อเกดิ แผลไหมร้ า่ งกายจะมีการเปลย่ี นแปลงดงั น้ี
1. การเปลย่ี นแปลงเฉพาะที่ (Localized effect)
เกดิ ขึ้นบรเิ วณผวิ หนงั ทไ่ี ดร้ ับบาดเจ็บโดยตรง ผิวหนังจะสูญเสยี หน้าท่ีในการควบคุมการระเหยของสารน้า
และเกลือแร่ สูญเสียหน้าที่ในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เน่ืองจากต่อมเหงื่อถูกทาลาย ความร้อนทาให้
187
โมเลกุลของโปรตีน สารน้า และอิเลคโทรไลท์เคล่ือนออกไปนอกหลอดเลือด (Extravascular space) เพิ่มการซึม
ผ่าน (permeability) ของหลอดเลือด ทาให้น้าและโซเดียมเข้าสู่เซลล์ เกิดการบวมของเซลล์ และมีการไหลเวียน
ของน้าเหลืองไม่ดีจากการอุดตันของท่อทางเดินน้าเหลือง ถ้าแผลไหม้กินลึกถึงชั้นหนังแท้ เกิดการบวมเฉพาะที่
ภายหลังไดร้ บั บาดเจ็บ 6-8 ช่ัวโมง เกิดการทาลายของเนือ้ เยื่อบรเิ วณที่ไดร้ บั บาดเจ็บ
2. การเปลี่ยนแปลงท่ัวร่างกาย (Systematic effect) (อรพรรณ โตสิงห์, 2560; อุราวดี เจริญไชย,
2557)
2.1 ผลกระทบต่อหวั ใจและระบบไหลเวยี นโลหิต ขี้นอยู่กับความรุนแรงและความกว้างของพ้ืนผิวท่เี กิด
แผลไหม้ เปน็ ผลสืบเนอื่ งมาจากการเปลี่ยนแปลงเฉพาะท่ี ทาใหป้ ริมาณการไหล
เวียนลดลง มีสาเหตุจาก
2.1.1 ผนังหลอดเลือดมี permeability เพิ่มข้ึน ทาให้มีการซึมผ่านของสารน้าและโปรตีน
จากหลอดเลือดไปสู่ช่องว่างระหว่างเซลล์ โดยเฉพาะในแผลไหม้ที่มีขนาด 15-20 % TBSA ( Total Body
Surface Area) ขึ้นไป การร่ัวซึมของสารน้าจะเกิดข้ึนเร็วโดยเฉพาะใน 24 ชั่วโมงแรก และมีการสูญเสีย
ค่อนข้างมากในช่วง 6-12 ช่ัวโมงแรก และจะเกิดการบวมได้ท่ัวรา่ งกาย เน่ืองจากแผลมีขนาดใหญ่ มีการกระตุ้น
การหลั่งสาร mediators เช่น histamine prostaglandin เข้าสู่กระแสเลือด ทาให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวออก
เพิ่มคุณสมบัติการซึมผ่านของผนังหลอดเลือดฝอย ทาให้มีการซึมผ่านของสารน้า อิเลคโทรไลท์และโปรตีน โดย
เฉพาะอัลบูมินผ่านผนังหลอดเลือดฝอยเข้าสู่ช่องว่างระหว่างเซลล์เกิดน้าคั่งและมีอาการบวม เกิดตุ่มน้าพองใสใน
24-48 ช่ัวโมงแรก ในขณะเดียวกันทาให้มีการสูญเสียสารน้าเพ่ิมมากข้ึน ปริมาณการไหลเวียนลดลง cardiac
output ลดลง สง่ ผลใหเ้ กดิ hypovolemic shock ได้โดยเฉพาะใน 24 ชว่ั โมงแรก
2.1.2 ภาวะเลือดข้น (hemoconcentration) เกิดจากมีการเคล่ือนย้ายของสารน้าจากหลอด
เลือดเข้ามาในช่องว่างระหว่างเซลล์ ทาให้มีน้าลดลงและมี Hematocrit สูงขึ้น ในระยะแรกผู้ป่วยท่ีมีแผลไหม้ >
40% TBSA Hematocrit อาจสงู ถงึ 50-70 % จะลดลงภายหลังไดส้ ารนา้ เข้าไปทดแทน
2.1.3 มีการสูญเสียน้าทางผิวหนัง ในภาวะปกติร่างกายสูญเสียน้าทางผิวหนังประมาณ 30-50
ml / hr เมอื่ เกิดแผลไหม้จะมีการสูญเสยี เพ่ิมข้ึนประมาณ 4-15 เทา่
2.1.4 ภาวะเมด็ เลือดแดงแตก (hemolysis) มักพบใน electrical burn
anemia ได้ 2.1.5 ในแผลไหม้ระดับ 3 ท่ีมี % TBSA มาก ปัสสาวะมีเลือดปน (hemoglobinuria) และมี
2.1.6 ภาวะเมด็ เลอื ดขาวสงู โดยเฉพาะในแผลไหมท้ ม่ี กี ารติดเช้อื รว่ มดว้ ย
2.1.7 ภาวะเลือดออกง่าย เน่ืองจาก clotting factors ลดลง พบได้ในแผลไหม้รนุ แรง
188
2.2 ผลกระทบต่ออเิ ลค็ โทรลัยทแ์ ละกรดด่าง ผลจากความร้อนทาใหเ้ ซลลถ์ ูกทาลายในระยะ 24-36
ชัว่ โมงแรก จะเกิดภาวะ
2.2.1โปแตสเซยี มในเลือดสูง (hyperkalemia) จากเนือ้ เยื่อและเม็ดเลือดแดงถูกทาลาย ทาให้
โปแตสเซียมในเซลลซ์ ึมเขา้ สู่กระแสเลอื ดเพมิ่ ขนึ้
2.2.2 โซเดยี มในเลือดต่า (hyponatremia) จากการท่ีโซเดียมเคลือ่ นเข้าไปแทนที่ภายในเซลล์
เพือ่ แลกเปลยี่ นกับโปแตสเซยี ม ขณะเดียวกนั มีการสูญเสียไปอยใู่ นช่องวา่ งระหวา่ งเซลล์หรือน้าทข่ี ังอยใู่ นบริเวณที่
บวมหรอื เปน็ ตุ่มพอง
2.2.3 ต่อมาภายหลัง 72 ชัว่ โมง หลังได้รับสารน้าทดแทน และมีการดดู ซมึ กลบั ของสารนา้ เขา้
สกู่ ระแสเลอื ดอาจเกิดภาวะ hypokalemia จากการสูญเสยี โปแตสเซยี มทางปัสสาวะได้
2.2.4 ภาวะกรดจากเมตาบอลิซึม (metabolic acidosis) เปน็ ผลจากการทเ่ี ลือดไปเล้ียงเซลล์
ลดลง ทาให้รา่ งกายมกี ารเผาผลาญแบบไมใ่ ช้ Oxygen (anaerobic metabolism) ทาให้มี acid end product
เกิดขึน้
2.3 ระบบทางเดินหายใจ เป็นผลจากการสูดดมควันหรือก๊าซจากการเผาไหม้ การได้รับบาดเจ็บหรือแผล
ไหม้บริเวณใบหนา้ ลาคอ หรือในเดก็ เล็กอาจได้รับการบาดเจบ็ จากการไดร้ บั นมที่รอ้ นจดั ทาให้มีการบาดเจ็บต่อออร์
โรฟาริงซ์ส่วนหลัง (Posterior Oropharyngeal) การวินิจฉัยและการรักษาการบาดเจ็บทางเดินหายใจในเด็ก
เช่นเดียวกบั ในผู้ใหญ่ ภาวะนี้การพยากรณ์โรคไม่ดีเพ่มิ อัตราการตายอกี มากกว่า 50% และเพ่มิ ความตอ้ งการสารน้า
อีก 50% ซึ่งผลจากการซึมผ่านผนังหลอดเลือดฝอยที่เพ่ิมมากข้ึน ทาให้มีน้าและโปรตีนออกนอกหลอดเลือดมาอยู่
ในถุงลมและเยื่อบุหลอดลม จนทาให้ความดันภายในหลอดลมเพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยหายใจลาบาก เสียงแหบหรืออาจ
พบเสียงวี๊ด (wheezing) ความยืดหยุ่นของอดลดลง ทาให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจนได้ สาหรับผู้ป่วยท่ีได้รับการ
บาดเจ็บของทางเดินหายใจส่วนต้นจนเป็นเหตุให้มีการบวมของหลอดลม อาจทาให้มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจ
ตามมาได้ภายใน 30 นาที ถึง 48 ชั่วโมงหลังบาดเจบ็
ประเภทการบาดเจบ็ ทางเดนิ หายใจ Inhalation injury อาจเกดิ จาก
- Direct thermal injury เป็นการสูดเอาความร้อนหรือไอร้อนเข้าไปโดยตรง เกิดการ
ทาลายของเย่ือบุทางเดินหายใจส่วนบน เกิดการบวม (edema) หรือมีการหดรัดตัว (spasm) ของหลอดลม ทาให้
เกิดการอดุ กัน้ ของทางเดนิ หายใจได้
- CO poisoning ภาวะพิษของคาร์บอนมอนนอกไซด์ ทาให้ร่างกายขาดออกซิเจน
เนื่องจากคาร์บอนมอนนอกไซด์มีคุณสมบัติท่ีสามารถจับกับ hemoglobin ได้สูงกว่าออกซิเจนถึง 200 เท่า และ
189
คาร์บอนมอนนอกไซด์มักรวมตัวกับ myoglobin ในเซลล์กลา้ มเน้ือ ทาให้กล้ามเน้อื อ่อนแรงได้ อาการที่เกิดขึ้นเม่ือ
เกดิ ภาวะพิษของคารบ์ อนมอนนอกไซดน์ นั้ ข้ึนอยู่กับระดบั ของคาร์บอนมอนนอกไซดท์ ี่จบั กบั hemoglobin
- Smoke inhalation ทาให้เกิดการทาลายของทางเดินหายใจส่วนล่าง (lower
airway) จากพษิ ของสารเคมีท่ีเกิดจากการเผาไหม้ และจากการสูดเอาผลติ ผลท่เี กดิ จาการเผาไหม้ไมส่ มบรู ณ์ทาให้
เกิด chemical pneumonitis ได้ แก๊สพิษที่เป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจ ได้แก่ aldehydes, nitrogen
dioxine, sulpher เป็นต้น จะไปทาให้การทางานของ cilia และ surfactant เย่ือบุ (mucosa) บวม เกิด
bronchospasm จากการมีแผลที่ mucosa ทาให้มีการสะสมของ exudates และ epithelial cast ในทางเดิน
หายใจเกดิ atelectasis
ประเภทการบาดเจ็บทางเดินหายใจ Circumferential thickness skin burn
รอบๆลาตัวโดยเฉพาะรอบทรวงอก ทาใหท้ รวงอกไมส่ ามารถขยายตวั ไดเ้ ตม็ ท่ี
อาการท่ีบ่งชี้ว่าน่าจะมี Airway involvement ในคนไข้ที่ได้รับบาดแผลไหม้คือ มี
บาดแผลไหม้ บริเวณใบหน้า มีอาการเสียงแหบ ขนจมูกและขนค้ิวไหม้ เสมหะมีเขม่าปน หายใจเร็วและเหน่ือย ซ่ึง
อาการเหนอ่ื ยหอบอาจพบได้หลังจากไดร้ ับการบาดเจบ็ 24 ช่ัวโมงไปแล้วกไ็ ด้
การรักษาการบาดเจ็บทางเดินหายใจ มดี ังน้ี
1. การใหส้ ารนา้ เข้มขน้ (Hypertonic saline) ในกรณีทตี่ อ้ งการสารนา้ ปริมาณมากและ
ควบคุมปริมาณโซเดียมในเลือดให้น้อยกว่า 160 mEq/l รีบใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อให้ออกซิเจน 100% ควรพิจารณา
ให้bronchodilators ในคนไข้ท่ีมีsecretion มาก ถ้ามี wheeze ควรให้ Aminophylline ขนาด 3 -5 mg/kg ทุก
6 ชั่วโมงทางปากหรือทางหลอดเลือดดา ในคนไข้เด็ก มักจะมีปัญหาของทางเดินหายใจส่วนบนอุดตันหลังจากเอา
endotracheal tube ออก เน่ืองจากมีทางเดินหายใจส่วนบนขนาดเล็กและไม่แข็ง ดังนั้นจึงควรให้humidified
oxygen และ epinephrine หลงั off endotracheal tube ในระยะแรก
2. การส่องกล้องล้างปอดผ่านท่อทางเดินหายใจ (Bronchoscopic pulmonary
toilette) เพอ่ื ทาความสะอาดบรองเคยี ลทรี (Bronchial tree) เป็นระยะจนมิวโคซอล (Mucosal) กลบั มาทาหนา้ ที่
ไดต้ ามปกติ ประมาณ 7-14 วนั
3. การช่วยหายใจ (Ventilatory support) ในผู้ป่วยท่ีมีภาวะพร่องออกซิเจนมากๆ
โดยใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก (Positive end expiratory pressure) ตั้งแต่แรกจะช่วยลดเวลาการรักษาลง
ได้ อย่างมีนยั สาคัญ (ศรชี ยั ชยั พฤกษ์, 2550)
2.4 ระบบประสาท (Neurological) การบาดเจ็บจากแผลไหม้มีผลให้ระดับความรสู้ ึกตัวลดลง จากภาวะ
พร่องออกซเิ จน (Hypoxia) และการพรอ่ งของสารนา้ (Hypovolemic)
190
2.5 ระบบทางเดินอาหาร ในผปู้ ่วยแผลไหม้ มากกว่า 25 เปอร์เซน็ ต์ของพืน้ ท่ีผิวร่างกาย จะมีเลือดไปเลย้ี ง
ลาไส้ลดลง จากการหดรัดตัวของหลอดเลือดและปริมาณเลือดในร่างกายลดลง ทาให้ลาไส้หยุดการเคล่ือนไหว
(Paralytic ileus) ถ้าหากขาดเลือดมาเล้ียงลาไส้นานๆ อาจทาให้เยื่อบุลาไส้ตาย เกิดการติดเช้ือได้ง่ายและอาจเกิด
แผลในทางเดินอาหาร (Curling’s ulcer) มเี ลือดออกได้จากการหลง่ั ของกรดออกมามากและภาวะเครียด
2.6 ระบบไต พบว่าไตมีอัตราการกรองน้อยลง จากการสูญเสียน้าออกจากระบบไหลเวียน ท้ังการหดตัว
ของหลอดเลือดไต ทาให้ของเสียครีอะตินิน (Creatinine) และยูเรียไนโตรเจนในเลือด (Blood urea nitrogen)
เพ่มิ ขนึ้ หน้าทขี่ องไตในการควบคมุ สมดุลอเิ ลคโตรลัยท์และกรดด่างเสียไป ถ้าหากได้รับสารน้าไมเ่ พ3ีย4ง3พอหรือแก้ไข
ภาวะอัตราการกรองของไตลดลงไม่ได้ ไตจะถูกทาลายทาให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะบาดเจ็บจาก
กระแสไฟฟ้าแรงสูง จะมีการทาลายกล้ามเน้ือและเม็ดเลือดแดง จึงมีการปล่อยไมโอโกลบินจากกล้ามเนื้อและ
ฮีโมโกลบินจากเม็ดเลือดแดงเข้าไปในกระแสเลือด ผปู้ ่วยจะมีปสั สาวะสีแดงถึงแดงเข้ม หากปสั สาวะมีความเป็นกรด
เพ่ิมมากข้ึน จะมีการตกตะกอนและอุดตันท่ีหลอดไตได้ การให้สารน้าจึงควรให้มากกว่าที่คานวณได้ เพราะกา ร
บาดเจ็บของเนื้อเย่ือภายในมีมากกว่าที่มองเห็นจากผิวหนัง การให้สารน้าให้มีปัสสาวะออกอย่างน้อย 1.0-1.5
ml/kg/hr ควรให้ มานิทอล (Mannitol) เพื่อขับปัสสาวะและให้ โซเดียมไบคาร์บอเนต ทางหลอดเลือดดา เพื่อลด
ความเป็นกรดของเลือด อาจให้โดปามีนขนาดต่าๆ กรณีท่ีให้สารน้าจานวนมากแล้ว CVP มากกว่า 12 cm H2O
เพ่อื เพ่มิ เลือดไปเลี้ยงไต และเพิม่ ปรมิ าณปสั สาวะ (พรพรหม เมืองแมน, 2551)
2.7 ระบบต่อมไร้ท่อ การเกิดแผลไหม้ผู้ป่วยจะมีภาวะเครียด ทาให้สมองส่วนไฮโปธาลามัสหลั่งฮอร์โมน
ACTH (Adreno corticotrophic hormone) ไปกระตุ้นแอดดลีนอลเมดดุลลา (Adrenal medullar) ให้หลั่ง
แคททิโคลามิน(Caticholamine) ส่งผลให้อัลฟ่าเซลล์ (Alpha cells) ของตับอ่อนหลั่งกลูคากอล (Glucagon) เพิ่ม
มากขน้ึ ซ่ึงออกฤทธิ์สลายคาร์โบไฮเดรทในตบั (Glycogenolysis) ขณะเดียวกันก็จะกดการหลง่ั อนิ สุลิน โดยกระตุ้น
ให้เบต้าเซลล์ (Beta cells) ของตับอ่อนหล่ังอินสุลินน้อยลง จึงทาให้เกิดภาวะน้าตาลในเลือดสูงได้ ซึ่งเรียกว่า
เบาหวานเทียม (Pseudodiabetes) นอกจากนี้ยังทาให้เกิดการสลายไขมัน (Lipolysis) ส่งผลให้กรดคีโตนสะสม
ภายในร่างกาย ทาให้เกิดกรดจากเมตาบอลิซึม (Metabolic acidosis) นอกจากน้ีผลจากแคททิโคลามิน ยังทาให้
เกิดการหดตัวของหลอดเลือด เป็นผลให้เลือดไปเล้ียงที่ตับ ลาไส้ กระเพาะอาหารและไตลดลง ผลสุดท้ายท่ีตามมา
คือภาวะตบั ล้มเหลว การอัมพาตของลาไส้ หรอื ลาไสเ้ นา่ จากขาดเลือด และไตวายในทสี่ ุด (มยุรี ลีท่ องอิน, 2540)
หลังจากน้ันต่อมหมวกไตส่วนคอร์เท็กซ์จะถูกกระตุ้นให้มีการหลั่งอัลโดสเตอโรน ทาให้ไตดูดซึมโซเดียม
กลับและขับโปตัสเช่ียมออกมากขึ้น นอกจากนั้นร่างกายยังเกิดภาวะดุลของไนโตรเจนลบ (Negative nitrogen
balance) เนื่องจากร่างกายมีการเผาผลาญอาหารเพ่ือใช้เป็นพลังงานเพ่ิมขึ้น ผลที่ตามมาคือ ระดบั อัลบูมนิ ในเลือด
ลดลง (Trofino and Braun, 1991) ส่วนแอดดลีนอลคอร์เทค จะกระตุ้นการหลั่งแคททิโคลามิน ทาให้มีเม็ดเลือด
ขาวเพิ่มมากขึ้น แต่จานวนอีโอสิโนฟิล (Eosinophils) จะลดลงโดยจะลดลงอย่างรวดเร็วภายหลังการบาดเจ็บ 12
ชว่ั โมง และจะค่อยๆสูงขนึ้ สู่ระดบั ปกติ ในวันที่ 3 หลังการบาดเจบ็
191
2.8 ระบบกล้ามเน้ือและกระดูก กล้ามเน้ือที่ถูกทาลายจะปล่อยสารไมโอโกลบิน (Myoglobin) และขับ
ออกมาทางปสั สาวะ เรียกว่าไมโอโกลบินูเรีย (Myoglobinuria) ซึ่งมีพิษต่อไตและอาจทาให้เกิดภาวะไตวายได้ แผลไหม้
ท่ีเกิดบริเวณข้อพับต่างๆ อาจทาให้เกิดข้อติดแข็ง การหดรั้งตามข้อพับและมีพังผืดเหนียวจากแผลเป็น หลังแผลหาย
อาจทาใหอ้ วัยวะนน้ั ๆ ผดิ รปู ไปจากเดมิ ได้
2.9 ระบบภูมิคุ้มกัน การทางานของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซัยท์ (Lymphocyte) และนิวโตรฟิล
(Neutrophil) ลดลง การผลิตอิมมูโนโกลบุลิน (Immunoglobulin) ลดลง ที-เฮลเปอร์เซลล์ (T-helper cell)
ทางานลดลงช่ัวคราวในระยะแรก และจะสูงข้ึนในภายหลัง จากความผิดปกติของระบบนี้ร่วมกับการขาดผิวหนัง
ห่อหมุ้ รา่ งกาย ทาใหม้ โี อกาสติดเชอื้ ไดง้ ่ายกวา่ ปกติ
2.10 จิตสังคม การเปล่ียนแปลงทางด้านจิตใจ ในผู้ป่วยแผลไหม้เกือบทุกรายมักพบอาการทางด้านจิตใจ
ดังนี้ (ปรดี าภรณ์ สีปากดี, 2546)
- ความตกใจ ความกลัว และความโกรธ (Frightened, Fear and Anger) ในระยะแรกของ
การบาดเจบ็ ผ้ปู ่วยมกั มีอาการตกใจ โกรธ และงนุ งงกับเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน ในเด็กจะกลัวการทาแผล และกลวั ความ
เจบ็ ปวด ผ้ปู ่วยบางรายจะกลัวแพทย์ พยาบาล โดยเฉพาะผทู้ ่ที าใหเ้ กิดความเจ็บปวด
- ความรู้สึกกดดัน (Distress) สาเหตุของความรู้สกึ กดดันอาจเกิดจากการท่ผี ู้ป่วยต้องเข้ามาอยู่
ในโรงพยาบาล เข้ามาอยู่ในห้องแยก ถูกแยกจากสิ่งแวดล้อม แยกจากเพ่ือนและครอบครัว และการมีข้อจากัดใน
การเคลอ่ื นไหว
- ความกังวล (Anxiety) ผู้ป่วยแผลไหม้มักจะมีความกังวลว่าจะไม่หาย หรือพิการ หงุดหงิด
และความทนตอ่ ความเจบ็ ปวดลดลง เป็นตน้
- ความซึมเศร้า (Depression) อาจมีเพียงเล็กน้อย จนถึงรุนแรง ข้ึนกับแต่ละบุคคล ความ
รนุ แรงของการบาดเจบ็ และระยะเวลาอยรู่ กั ษา ผู้ปว่ ยบางรายอาจมกี ารพงึ่ พา ไม่ยอมชว่ ยเหลือตนเอง
ความรนุ แรงของแผลไหม้ (Severity of burn)
ความรุนแรงของแผลไหม้จากสาเหตุต่างๆจะไม่เท่ากัน ปัจจัยอ่ืนๆที่มีผลต่อความรุนแรงของแผลไหม้
ได้แก่
1. ขนาดของแผลไหม้ (extend of burn)
2. ความลึกของบาดแผล (Depth of burn)
192
3. อายุ (Age) พบว่าแผลไหม้ที่เกิดในผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กมาก อัตราการตายจะสูงขึ้น โดยเฉพาะ
ในช่วงอายุ < 2 ปี และ > 60 ปี ในภาวะตรงข้ามช่วงอายุที่ได้ผลดีจากการรักษาและมีอัตราการตายน้อย จะอยู่
ระหวา่ ง 5-35 ปี
4. ส่วนของร่างกายท่ีมีบาดแผล (Part of body burn) ความรุนแรงจะแตกต่างกันตามส่วนท่ีถูกไหม้
เช่น บริเวณใบหน้า คอ นอกจากจะเสี่ยงต่อ smoke inhalation injury แล้ว การป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อส่วน
ต่างๆก็ยากขึ้น บริเวณ perineum เส่ียงต่อการติดเชื้อมากกว่าส่วนอ่ืนๆ บริเวณมือ และเท้ามีโอกาสสูญเสียน้ิวมือ
นิว้ เท้า หรือหายแล้วมคี วามพกิ ารสงู
5. บาดเจ็บร่วม (Concurrent injury) ในกรณีท่ีมีการบาดเจ็บจากการหัก ข้อเคล่ือน เนื่องจากตกจาก
ท่สี งู หรือมกี ารสูดควันเขา้ ไปจานวนมาก ทาใหค้ วามรนุ แรงเพม่ิ มากข้ึน
6. ความเจ็บป่วยเดิม (Past medical history) เช่น เบาหวาน โรคไต โรคปอด โรคตับ เป็นต้น ทาให้
อาการรุนแรงเพ่ิมมากขึน้ ย่อมทาให้ผลการรักษาแตกตา่ งกันออกไป
7. ประเภทของแผลไหม้ (Type of burn) เช่น แผลไฟไหม้น้าร้อนลวก แผลส่วนใหญ่จะไม่ลึก ต่างกับ
ไฟฟ้าแรงสงู บาดแผลมักจะลกึ และมีการทาลายของเนื้อเยื่อมาก
การประเมินขนาด หรอื ความกว้างของแผลไหม้ (Extend of burn)
นิยมคิดเทยี บจากบริเวณเนื้อท่ีผิวหนังทั้งหมดของรา่ งกาย (Total body surface area) ที่กาหนดเป็น
ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมวี ิธกี ารประเมนิ 3 วธิ ดี งั นี้
1. การประเมินความกว้างของแผลไหม้โดยวิธี การใช้กฎเลข 9 (rule of nines) แบง่ ออกเป็น
The Rule of Nines ท่ใี ชป้ ระเมนิ ในผใู้ หญ่ โดยแบง่ พ้ืนท่ีของผวิ หนงั ออกเป็น
สว่ น ๆ แต่ละสว่ นเท่ากบั ร้อยละ 9
Child Rule of Nines Chart เหมาะที่จะใช้ประเมินในเด็กโต โดยแบ่งพื้นท่ีของผิวหนัง
ออกเปน็ สว่ น ๆ ดงั นี้
ศีรษะและคอด้านหน้า 7
ศีรษะและคอด้านหลัง 7
แขนดา้ นหน้าแตล่ ะขา้ งรอ้ ยละ 4.5 (รวมร้อยละ 9)
แขนดา้ นหลังแต่ละข้างร้อยละ 4.5 (รวมร้อยละ 9)
หนา้ อกและลาตวั ด้านหนา้ รอ้ ยละ 18
หน้าอกและลาตวั ด้านหลังร้อยละ 18
ขาดา้ นหนา้ แตล่ ะข้างร้อยละ 8 (รวมรอ้ ยละ 16)
ขาด้านหลงั แต่ละขา้ งร้อยละ 8 (รวมร้อยละ 16)
รวมร้อยละ 193
100
Child Rule of Nines Chart ท่ใี ช้ในการประเมนิ เด็กโต
Infant Rule of Nines Chart เหมาะท่ีจะใช้ประเมินในทารก โดยแบ่งพ้ืนท่ีของผิวหนัง
ออกเป็นส่วน ๆ ดงั นี้
ศรี ษะและคอด้านหนา้ 9
ศรี ษะและคอดา้ นหลัง 9
แขนด้านหนา้ แตล่ ะขา้ งร้อยละ 4.5 (รวมรอ้ ยละ 9)
แขนดา้ นหลงั แต่ละขา้ งร้อยละ 4.5 (รวมรอ้ ยละ 9)
หนา้ อกและลาตัวด้านหนา้ รอ้ ยละ 18
หนา้ อกและลาตัวดา้ นหลงั รอ้ ยละ 18
ขาด้านหน้าแตล่ ะข้างร้อยละ 7 (รวมร้อยละ 14)
ขาดา้ นหลงั แตล่ ะข้างร้อยละ 7 (รวมร้อยละ 14)
รวมร้อยละ 100
Infant Rule of Nines Chart ทีใ่ ชใ้ นการประเมนิ เด็กทารก
194
2. การประเมินความกว้างของแผลไหม้โดยวิธีการใช้ฝ่ามือน้ิวชิดกันของผู้ป่วยเท่ากับร้อยละ 1 ของ
พ้ืนทีผ่ ิวหนังทงั้ หมดของร่างกาย วัดว่าพ้ืนที่แผลไหมเ้ ทา่ กับกฝ่ี ่ามอื
3. การประเมินความกว้างของแผลไหม้โดยวิธีของลันด์และบราวเดอร์ (Lund and Browder
Medthod) เป็นการประเมินความกว้างของแผลไหม้ท่ีละเอียด เหมาะที่จะใช้ในการประเมินในเด็ก การคานวณ
พืน้ ที่บาดแผลไหม้จะคานวณเฉพาะ second และ third degree burns เท่านั้น
การประเมนิ ความกว้างของแผลไหม้โดยวธิ ขี องลันด์และบราวเดอร์
(Lund and Browder Medthod)
Lund and Browder Chart (1994)
ระดับความลึกของแผล
195
ระดับความลึกของแผลท่ีเกิดจากไฟไหม้หรือน้าร้อนลวก (Degree of burn wound) สามารถแบ่ง
ออกเปน็ 3 ระดบั คือ
1) แผลไหม้ความลึกระดับท่ี 1 (First degree burns or superficial burns) แผลไหม้ชนิดน้ีไม่
รุนแรง มีการทาลายผิวหนังบางส่วนของชั้นหนังกาพร้า มีลักษณะแห้งไม่พุพอง อาจมีอาการบวมและปวดเล็กน้อย
ผิวหนังจะมีสีแดง แผลไหม้ชนิดน้ีจะหายได้เองภายใน 7-14 วัน โดยไม่มีแผลเป็น ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่ต้องนอนรักษา
ตวั ในโรงพยาบาล สาเหตุของแผลไหมช้ นดิ น้ไี ดแ้ ก่ แสงแดด ไอน้ารอ้ น และเปลวไฟ เปน็ ต้น
2) แผลไหม้ความลึกระดับที่ 2 (Second degree burns or partial-thickness burns) แบ่งย่อย
ออกเปน็ 2 ชนดิ คอื
2.1) แผลไหม้ความลึกระดับท่ี 2 ในระดับตื้น (superficial second degree burns) แผลไหม้
ชนิดน้ีมีการทาลายผิวหนังของช้ันหนังกาพร้าและชั้นหนังแท้บางส่วน ลักษณะแผลจะมีสีแดงหรือสีชมพูเข้ม มีตุ่ม
พุพอง บวม มีน้าเหลืองไหล และจะมีความเจ็บปวดที่รุนแรง สาเหตุของแผลไหม้ชนิดนี้ได้แก่ การสัมผัสกับโลหะ
หรือสารเหลวร้อน เปลวไฟ และการสัมผสั กบั สารเคมีเจือจาง แผลจะหายไดเ้ อง ระยะการหายของแผลใช้เวลานาน
14-21 วัน
2.2) แผลไหม้ความลึกระดับท่ี 2 ในระดับลึก (deep second degree burns) แผลไหม้ชนิดนี้
พบว่ามีการทาลายของผิวหนังชั้นหนังกาพร้าและชั้นหนังแท้ในระดับลึกกว่า แต่รูขุมขนและต่อมเหงื่อยังไม่ถูก
ทาลาย ลักษณะแผละจะมีสีซีด ลักษณะมันแห้ง แต่ในบางส่วนอาจมีน้าเหลืองไหล จะมีความเจ็บปวดรุนแรงมาก
สาเหตุของแผลไหม้ชนิดนี้ได้แก่ การสัมผัสกับโลหะหรือสารเหลวร้อน เปลวไฟ รังสี และสารเคมี แผลจะหายได้เอง
แต่ใช้ระยะเวลามากกวา่ 21 วัน มักเกดิ แผลเป็น และมีการหดรงั้ หรืองอผดิ รปู ร่างของอวัยวะส่วนที่บาดเจบ็ ได้ ซึ่งใน
ปจั จุบนั การรกั ษามักใชก้ ารผ่าตัดปลกู ถ่ายผิวหนัง (skin graft) รว่ มด้วย
3) แผลไหม้ความลึกระดับท่ี 3 (Third degree burns or full-thickness burns) แผลไหม้ชนิดนี้จะ
มีการทาลายของผิวหนังช้ันหนังกาพร้าและชั้นหนังแท้ทั้งหมด รวมท้ังต่อมไขมัน รูขุมขน ต่อมเหงื่อและอาจมีการ
ทาลายไปถึงช้ันไขมัน พังผืด กล้ามเนอื้ หรือกระดกู ลักษณะบาดแผลจะแห้ง อาจมีสีเหลืองซีดหรือสีนา้ ตาล ดา บาง
แห่งอาจมีสะเก็ดไหม้ดา หนาและแข็ง ผู้ป่วยจะไม่มีอาการเจ็บปวดหรือเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย เนื่องจากปลาย
ประสาทและเส้นใยประสาทถูกทาลาย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกระแสไฟฟ้า การสัมผัสกับสารเคมีท่ีมีความเข้มข้น
สงู และสมั ผสั เป็นเวลานาน แผลไหมช้ นิดนไ้ี มส่ ามารถหายเองได้ สว่ นใหญ่จึงต้องรักษาโดยผ่าตัดปลูกถ่ายผวิ หนงั
การจาแนกกลุ่มคนไข้ ตามความรุนแรงของบาดแผลไฟไหม้(Current American Burn Association
Guidelines, 1990) แบง่ คนไข้เป็น 3 กลมุ่ คือ
1. Major burns ควรรกั ษาที่ burn center ได้แก่
- Second และ Third degree burns > 10% ในคนไขอ้ ายุ < 10 ปี
- Second และ Third degree burns > 20% ในคนไข้ทกุ อายุ
- Electrical หรอื chemical burns
196
- Inhalation injury
- มีการบาดเจ็บอนื่ ทีร่ ุนแรงร่วมด้วย
- บาดแผลไฟไหม้น้าร้อนลวกบริเวณ ใบหน้า มือ 2 ข้าง เท้า 2 ข้าง perineum และบริเวณข้อ
ต่างๆ
2. Moderate burns ควรรกั ษาท่โี รงพยาบาลไดแ้ ก่
- Second degree burns 10-20%
- Third degree burns > 2%
- burns ที่สงสัยว่าเป็นผลจาก physical abuse หรือ เกิดจากการที่ไม่มีคนดูแลเด็ก หรือมี
inadequate social support ท่จี ะให้การดูแลแบบคนไข้ OPD
3. Minor burns สามารถรักษาแบบคนไข้นอกได้ ไดแ้ ก่
- Second degree burns < 2%
- Third degree burns < 2%
การให้การดูแลคนไข้ burn ในปัจจุบัน จะทาโดยสหสาขาวิชาชีพ (Burn Team) ซึ่ง ประกอบด้วย
แพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ แพทย์ทางเวชศาสตร์ฟ้ืนฟู physical therapist occupational therapist
นักโภชนาการ จติ แพทย์ โดยมกั จะใหก้ ารดูแลพรอ้ มกนตัง้ แตแ่ รก
การป้องกัน การเกดิ แผลไหมใ้ นเด็ก
- ไมใ่ หเ้ ด็กเล็กเขา้ ครัวขณะผู้ใหญ่ประกอบอาหาร
- ระมดั ระวังในการวางของรอ้ นไว้ใกลโ้ ตะ๊ ท่เี ด็กจะเอ้ือมถึงได้
- ผใู้ หญไ่ มด่ ม่ื ของร้อนหรอื เทนา้ รอ้ นขณะอุ้ม หรอื เล่นกับเด็ก
- ชมิ อาหาร หรือเครื่องด่ืมท่รี อ้ นก่อนใหเ้ ด็กกนิ
- สอนให้เด็กรู้จักอันตรายของของร้อนโดยให้เด็กเล็กลองจับแก้วท่ีมีความร้อนพอประมาณ ทาให้
เดก็ รู้จกั ความร้อน และจะได้ระมดั ระวัง
- ตรวจสอบอุณหภมู ขิ องนา้ ทกุ คร้งั ดว้ ยหลงั มือกอ่ นอาบนา้ ให้เด็กทารก หรือเดก็ เล็ก เปน็ ต้น
การดแู ลและการชว่ ยเหลือเบ้ืองตน้ ผปู้ ว่ ยทม่ี แี ผลไหม้
197
- การช่วยเหลือเบ้ืองต้น ทาได้โดยเอาเสื้อผ้าที่เปื้อนของร้อนๆ ออก ถ้าคนไข้เพ่ิงได้รับบาดแผลไหม้
และเป็นบาดแผลท่ีไมล่ ึกตลอดชั้นผวิ หนัง (first หรือ second degree burn) การใช้ผา้ ชุบน้าเย็นที่มีอุณหภูมิ 15°-
20°C ประคบบาดแผล จะช่วยทุเลา อาการปวดแสบแผล และลดความลึกของบาดแผลลงได้ ทาให้ลด metabolic
activity ของ tissue cells แต่ห้ามใช้น้าท่ีเย็นจัดเช่น น้าแข็งวางที่แผล เพราะจะทาให้บาดแผลลึกมากกว่าเดิมได้
หลังจากนั้นควรใช้ผ้าสะอาดปกคลุมร่างกายและบาดแผลของคนไข้เพ่ือลดการสูญเสียความร้อนของร่างกาย
ปอ้ งกนั การติดเช้อื และลดความเจบ็ ปวด
- แผลชนิด superficial burns หรือ First degree burn ให้ล้างแผลด้วยน้าเกลือ ห้ามถูแผลแรงๆ
เพราะจะทาให้มีการบาดเจ็บเพิ่มข้ึน หลังจากล้างแผลแล้ว ใช้ผ้าท่ีปราศจากเช้ือซับน้าให้แห้ง แล้วทาด้วยครีมสตี
รอยด์ ถ้ารสู้ กึ ปวดก็ให้ยาแกป้ วด ใหท้ า lotion ที่ผิวหนงั บ่อยๆ เพื่อทาใหผ้ วิ หนงั ช่มุ ช้ืน
- แผล Second degree burn ขนาดไม่กว้าง หลังจากล้างแผลแล้ว ทายาลงบนแผล และปิดทับด้วย
non adherent dressing หรอื ปิดแผลดว้ ย biologic dressing เลย แลว้ ใชผ้ า้ กอ๊ ซหลายๆ ชน้ั ปิดทับอีกครั้ง
- แผลชนิด partial thickness burns ถ้ามีตุ่มพองใสเกิดขึ้นขนาดเล็ก ไม่จาเป็นต้องเจาะตุ่มน้าหรือ
เอาออก ถ้าเป็นบริเวณที่เส้ือผ้าเสียดสีกับแผล ให้ใช้ผ้าก๊อซปิดไว้ ในกรณีที่ไปรับการรักษาท่ีโรงพยาบาล ถ้ามีตุ่ ม
พองขนาดใหญ่ให้เจาะเอาของเหลวท่ีอยู่ข้างในออก เนื่องจากของเหลวที่อยู่ข้างในเป็นโปรตีน ซึ่งเป็นอาหารที่ดี
สาหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และเก็บผนังถุงน้าไว้ปิดแผล ล้างแผลให้สะอาดด้วยน้าเกลือที่ปราศจากเชื้อ
แนะนาให้คนไข้มาตรวจซ้าหลังทาแผล 24 - 48 ชัวโมง เพราะถ้ามีน้าเหลืองซึมออกจากแผลมาก ต้องเปล่ียน
ผา้ พันแผลใหมเ่ พื่อป้องกนการติดเช้ือ บาดแผลชนิดน้ีจะหายเองภายใน 2-4 สัปดาห์ ถ้ามีแผลบริเวณกว้างมากกว่า
3% หรือแผล Third degree burn ควรทาแผลด้วย topical chemotherapeutic agent แล้วปิดทับด้วย non
adherent dressing และ ผ้าก๊อซหลายๆ ชั้น และควรเปิดแผลดูและเปลี่ยน dressing หลังจากนั้น 24-48 ชั่วโมง
ถา้ แผลไม่มีอาการ ติดเช้ือก็ทิ้งไว้นาน 2-3 วนั จึงเปล่ยี นแผลอีกคร้ัง ถา้ แผลไม่หายเองภายใน 3 อาทิตย์และมีขนาด
ใหญ่ควรทา skin graft
- บาดแผลไฟไหม้บริเวณใบหน้า ควรทาแผลด้วย 1% คลอแรมฟินีคอล (chloramphenicol
ointment) และเปิดแผลทิ้งไว้ ควรทายาบอ่ ยๆ วนั ละ 3-4 ครัง้ เพ่อื ไม่ให้แผลแห้ง
- บาดแผลไฟไหมท้ ี่มอื หลงั จากทายาและปดิ แผลแลว้ แนะนาให้ใส่เฝือกดาม ยกมือและแขนสงู กว่า
ระดับหัวใจ หลังจาก 72 ช่ัวโมงไปแล้ว สามารถถอดเฝือกออกและเร่ิมทาการบริหารกล้ามเน้ือบริเวณที่มีบาดแผล
ตอ่
- บาดแผลไฟไหม้ที่ขา หลังจากทายาและปิดแผลแล้ว ให้ยกขาสูง และ bed rest นาน 72 ชั่วโมง
แลว้ จงึ เรม่ิ ให้เดนิ ได้ ถ้าไมม่ ีแผลท่ฝี า่ เท้า
- บาดแผลไฟไหมท้ ี่บริเวณอวยั วะสืบพันธ์ุ (genitalia) ให้เปิดแผลทง้ิ ไวห้ ลังจากทายาแล้วโดยไม่ตอ้ ง
ปดิ แผล ล้างแผลและทายาใหมท่ ุกครัง้ ท่ขี บั ถ่าย
198
- บริเวณ ข้อต่อต่างๆของร่างกายทม่ี ีแผลค่อนข้างลึก เช่น ข้อพับแขน ข้อศอก ข้อมือ นิ้วมือ ข้อเท้า
ไหล่ คอ อาจเกิดแผลเป็นดึงรั้ง มีผลให้ข้อต่อต่างๆยึดติด เคล่ือนไหวได้ไม่เต็มที่ ผิดรูปผิดร่างไปจากเดิม และอาจ
เกิดความพิการข้ึนได้ ควรบรหิ ารขอ้ ตอ่ นัน้ ๆอยา่ งจริงจงั และสม่าเสมอ
- เม่ือแผลหายดีแล้วต้องระวังไม่ให้ถูกแสงแดด 3-6 เดือน และใช้น้ามันหรือครีมโลชั่นทาที่ผิวหนัง
เพื่อลดอาการแห้งและคัน สาหรับแผลท่ีหาย โดยใช้เวลามากกว่า 3 อาทิตย์ หรือแผลที่หายหลังจากทาผ่าตัด skin
graft แนะนาให้ใสผ่ ้ายืด (pressure garment) เพอ่ื ป้องกันแผลเป็นนูนหนา (hypertrophic scar)
- ร่างกายมักมีการสูญเสียโปรตีนออกไปทางบาดแผลในผู้ท่ีมีบาดแผลไฟไหม้น้าร้อนลวก ผู้ป่วยจึง
ควรกินอาหารทีม่ ีโปรตีนใหม้ ากๆ เชน่ เนื้อ นม ไข่ และถั่วตา่ งๆ
ปญั หาและการพยาบาลผ้ปู ว่ ยท่ีมีแผลไหม้
การให้การพยาบาลผู้ป่วยแผลไหม้ แบง่ เปน็ 3 ระยะคือ
1. ระยะฉุกเฉนิ (Resuscitative phase or Emergent phase)
2. ระยะวิกฤต (Acute phase)
3. ระยะฟน้ื ฟู (Rehabilitative phase)
การพยาบาลผู้ปว่ ยในระยะฉกุ เฉนิ (Emergency Phase) (อรุ าวดี เจรญิ ไชย, 2557)
เป็นระยะ 48 ช่ัวโมงแรกภายหลังการบาดเจ็บ จุดประสงค์ของการพยาบาลในระยะน้ีเพื่อป้องกัน
แก้ไขภาวะช็อค ความไม่สมดุลของสารน้าและอิเลคโตรลัยท์ การบรรเทาอาการเจ็บปวด การควบคุมและป้องกัน
การตดิ เชอื้ ของบาดแผล และการลดหรือคลายความวิตกกังวลตอ่ ภาวะการเจ็บปว่ ย เม่ือรับผู้ป่วยเข้าอย่รู ักษา ระยะ
นเี้ ปน็ ระยะท่ีตอ้ งประเมนิ สภาพผปู้ ว่ ยใหค้ รอบคลุมทุกดา้ น การประเมนิ สภาพการเจ็บปว่ ย ประกอบด้วย
1. ขอ้ มลู ท่ีเก่ียวข้องกบั การเจ็บปว่ ย อาการสาคัญนาสง่ การรักษาที่เคยไดร้ ับ ประวตั ิการเจ็บป่วยใน
อดตี ส่วนสูงและน้าหนกั เดิมกอ่ นการบาดเจ็บ เพื่อประกอบการคานวณการให้สารน้าและสารอาหาร ในเด็กเลก็ ต้อง
ซกั ประวตั ิเกย่ี วกบั การไดร้ บั ภูมคิ ุ้มกนั โรคดว้ ย
2. สภาพผู้ปว่ ยเม่ือรบั ไว้ ประเมินขนาด ความลึกของแผล บริเวณท่ีไดร้ ับบาดเจบ็ สภาพความร้สู กึ ตัว
สัญญาณชีพ และการชัง่ นา้ หนักผ้ปู ว่ ยแรกรับไว้เป็นพน้ื ฐาน เพือ่ ประเมินอาการบวมต่อไป
3. การตรวจรา่ งกายผูป้ ว่ ยในระบบต่างๆของรา่ งกาย เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการวินจิ ฉยั ทางการ
พยาบาล
199
4. การสง่ ตรวจ และตดิ ตามผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารเพอ่ื การวินจิ ฉยั ต่างๆ
5. การเซน็ ใบยินยอมอยู่รักษา ใบยินยอมทาหัตถการพิเศษ เพราะบางคร้ังอาจมี
ความจาเป็นตอ้ งให้ยาระงบั ความรูส้ กึ แกผ่ ปู้ ่วยในการทาผ่าตดั หรือฟอกล้างแผลในห้องผ่าตัด
การพยาบาล ในระยะนพี้ ยาบาลจะต้องใหก้ ารดูแลเกยี่ วกบั
1. ทา่ นอน (Position) จดั ทา่ ผปู้ ว่ ยใหน้ อนราบในทา่ ท่ีสบาย ตะแคงหนา้ ไปด้านใดดา้ นหนงึ เปิด
ทางเดนิ หายใจให้โล่ง โดยเฉพาะผู้ป่วยทีม่ บี าดแผลบริเวณใบหน้า
2. บนั ทึกสัญญาณชีพและระดบั ความรูส้ ึกตวั ทกุ 1 ชว่ั โมงในชว่ งแรกและต่อไปขึ้นกับอาการของ
ผู้ปว่ ย และสังเกตอาการผดิ ปกตอิ นื่ ๆ ร่วมดว้ ย เชน่ อาการบวมของแผล โดยเฉพาะแผลบริเวณหนา้ คอ อกและ
ทอ้ ง เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซอ้ นของระบบทางเดนิ หายใจหรือระบบทางเดินอาหารได้
3. การใหย้ าระงบั อาการปวด ยาทีใ่ ชบ้ ่อยในช่วงแรก คือ มอร์ฟีน (Morphine sulfate) เจือจางและ
ฉดี เข้าหลอดเลือดดาช้าๆ อาจใช้ เฟนตานลิ สาหรับผู้ปว่ ยเดก็ เล็ก (สปุ ราณี นิรุติศาสน์, 2550) การใหย้ าไม่ควรให้
ทางกลา้ มเนื้อ เพราะในระยะน้ผี ปู้ ่วยอาจมีภาวะพร่องสารนา้ (Hypovolemia) จะทาให้ยาไม่ถูกดดู ซึมเข้ากระแส
เลอื ด (อภิชาต พลอยสังวาลย์, 2546) นอกจากนผี้ ู้ป่วยยงั ต้องการยาแก้ปวดในช่วงการทาแผล และการทา
กายภาพบาบัดด้วย
4. การดแู ลการใหส้ ารน้าทดแทนภาวะการสญู เสียนา้ (วชิ ยั ศรีมุนนิ ทร์นมิ ิต ,2550) การใหส้ ารน้าใน
เด็กแตกตา่ งจากผ้ใู หญ่ เน่อื งจากเดก็ มีสัดสว่ นของพนื้ ผวิ รา่ งกายเม่ือเทยี บกบั นา้ หนักตัวมากกว่าผ้ใู หญ่ การคานวณ
สารนา้ ทดแทนใน 24 ชัว่ โมงแรก โดยแบง่ ให้คร่งึ หนึง่ ของทีค่ านวณไดใ้ น 8 ชั่วโมงแรก และท่เี หลอื ใน 16 ชั่วโมง
ตอ่ มา ในเดก็ อาจต้องให้ถึง 6 ml/kg/%Burn (จอมจักร จันทรสกุล, 2550) อยา่ งไรก็ตามการใหส้ ารนา้ ท่ีเหมาะสม
ตอ้ งติดตามปรมิ าณปสั สาวะที่ออก 10-30 CC/Kg หรอื ในเดก็ ทารก (Infant) 1-1.5 CC/Kg/hr ในเดก็ (Children)
0.5-1.2 CC/Kg/hr ความถ่วงจาเพาะของปัสสาวะ (Urine specific gravity) ในInfant 1.002-1.006 ค่าชพี จรใน
Infant 110-140 ครง้ั /นาที ในChildren 90-120 ครงั้ /นาที ค่าความดันโลหิตใน Infant 80-110/60 ใน
Children 95-120/70 mm Hg (สมศกั ดิ์ มาสมบรู ณ์, 2546) การวดั ค่าฮีมาโตคริตเป็นชว่ งๆ โดยในช่วงแรกค่าอาจ
สูงแสดงว่าเลือดมีความเข้มข้นสงู เมือ่ ใหส้ ารน้าเพียงพอจะมีคา่ ทีต่ ่าลง
- การให้อลั บมู นิ ในระยะแรกเพือ่ Maintain intravascular colloid pressure สว่ นการให้
Dextrose ร่วมดว้ ยเพราะเด็กทนต่อภาวะนา้ ตาลในเลือดต่าไม่ค่อยได้ ผ้ปู ว่ ยแผลไหม้ที่มากกว่า 50 % พน้ื ทผี่ ิวกาย
มกั มีปัญหาการแขง็ ตัวของเลือด (Coagulopathy) ร่วมด้วย ซึ่งสามารถแก้ไขโดยให้น้าเลอื ด (fresh frozen
plasma) และเกลด็ เลอื ด (platelets) บางคร้ังตอ้ งให้ cryoprecipitate
- ในผูป้ ่วยทม่ี ี Inhalation injury การใหส้ ารนา้ อาจต้องให้มากกวา่ ปกติ เพราะมีการเพิ่มพ้นื ท่ี
การถกู ทาลายของผิวหนงั มากกวา่ ปกติ โดยความร้อนจะทาลายไปถงึ พ้นื ทใ่ี นส่วนของทางเดนิ หายใจสว่ นต้น
ส่วนลา่ งและปอดดว้ ย
- การให้สารนา้ ทางปาก ในรายทีไ่ ม่มีปัญหาเกย่ี วกบั ระบบทางเดินอาหาร อาจใหอ้ าหารเหลว
ทางปากได้ เพอ่ื ชว่ ยทดแทนน้าส่วนทีเ่ สยี ไป พยาบาลต้องสังเกตวา่ ผปู้ ว่ ยมอี าการท้องอืด อาเจียนตามมาหรือไม่ ซ่ึง
200
ในบางรายพบวา่ มกี ารยืดของกระเพาะอาหาร และลาไส้ไม่เคลือ่ นไหว จะต้องงดน้าและอาหาร และอาจต้องใส่สาย
ยางลงกระเพาะอาหาร เพื่อระบายนา้ ย่อยในกระเพาะอาหาร (Gastric content)
5. การทาแผล (Wound dressing) โดยยึดหลกั ปราศจากเชื้อ การทาแผลไหมจ้ ะตอ้ งทาใหส้ ะอาด
มากท่สี ุด ผวิ หนงั ทเี่ ปื่อยย่ยุ จะตอ้ งกาจดั ออกให้หมด ในบริเวณทผี่ วิ หนังพอง ถ้าอยู่ในบริเวณที่จะแตกได้ง่าย มกั จะ
ต้องเจาะออกให้หมด การทาความสะอาดจะตอ้ งทาอย่างเบามือ รวดเรว็ โดยเฉพาะผู้ปว่ ยเดก็ จะมีความหวาดกลวั
มาก อาจดน้ิ รน ต่อสู้ ทาใหบ้ าดเจบ็ ต่อแผลมากขน้ึ อาจมีเลอื ดออกหรือแผลลกึ มากขน้ึ ดงั นนั้ ในบางรายอาจต้องให้
ยาระงับความร้สู ึก
6. การใหย้ าปฏชิ ีวนะ โดยท่ัวไปจะไม่ให้ในระยะนี้ แต่ถา้ จะใหย้ าปฏชิ วี นะ ในรายท่แี ผลสกปรกมาก
หรอื แผลไหมจ้ ากกระแสไฟฟ้า มักจะให้พวกเพนนซิ ลิ ลิน (Penicillin) เพราะเชื้อทต่ี รวจพบจากแผลไหมใ้ นวันแรกๆ
นี้เป็นพวกสเตปโตคอคไค (Streptococci) และสเตปไฟโลคอคไค (Staphylococci)เทา่ นน้ั นอกจากน้ีผปู้ ่วยแผล
ไหม้ควรได้รบั ยาปอ้ งกนั บาดทะยักเพราะผ้ปู ว่ ยอาจตดิ เชื้อ อแนโรบคิ แบคทเี รีย (Anaerobic bacteria) จาก
ส่ิงแวดลอ้ มบริเวณชั้นใต้เนื้อเยื่อแผลไหม้ได้ ในเด็กต้องพจิ ารณาจากประวัติการไดร้ บั ภูมิคมุ้ กันด้วย (ประยทุ ธ โชค
รงุ่ วรานนท์, 2541)
8. การเคลือ่ นไหว พลิกตะแคงตวั ผปู้ ่วย การจดั ทา่ ทเ่ี หมาะสม ซ่ึงควรเป็นทา่ เหยียดมากกวา่ ท่างอ
การดูแลกิจวตั รประจาวนั จะตอ้ งทาอยา่ งสมา่ เสมอ เพื่อความสขุ สบายของผปู้ ว่ ยและปอ้ งกันภาวะแทรกซ้อนเชน่
ขอ้ ติดแขง็ แผลเปน็ ดงึ รั้งและแผลกดทับ เปน็ ตน้
9. การดูแลความสะอาดของร่างกายทั่วๆไป โดยเฉพาะเลบ็ มือผปู้ ว่ ยควรทาสะอาดและตัดให้สัน้
ระมัดระวงั ไม่ให้เด็กแกะเกาแผล ซ่งึ จะทาให้เกิดบาดแผลลึกมากขน้ึ การทาความสะอาดผ้ปู ่วยหลังขับถา่ ยทุกครัง้
นอกจากจะชว่ ยให้ผปู้ ว่ ยสุขสบายแลว้ ยังลดการติดเชื้อทบี่ าดแผลได้
10. การให้อาหาร ควรเริ่มเร็วทีส่ ุดเท่าทส่ี ามารถจะทาได้ โดยเฉพาะในรายท่ีไม่มีปญั หาของระบบ
ทางเดนิ อาหาร ควรเริ่มดว้ ยอาหารอ่อน ย่อยง่ายทีม่ โี ปรตีนและพลังงานสูง และเพม่ิ อาหารเสริมประเภทเคร่ืองดื่ม
ทางการแพทย์ท่มี ีโปรตีนสูง
11. การดแู ลดา้ นจิตใจ พยาบาลควรคิดเสมอว่าผ้ปู ่วยเด็กทมี่ ีแผลไหม้ มีความเจ็บปวดและทกุ ข์
ทรมานมากท้ังด้านร่างกายและจติ ใจ จากเหตกุ ารณ์ต่างๆ ซึ่งเกิดข้นึ เรว็ มาก ทาใหม้ ีความหวาดกลัว ไม่สามารถ
ปรับตวั ไดท้ นั ที และไม่ยอมรับในเหตกุ ารณ์ท่เี กดิ ขน้ึ รวมถึงญาตผิ ู้ดแู ลอาจรสู้ ึกผดิ กับเหตกุ ารณ์ท่เี กดิ ข้นึ พยาบาล
จะต้องดแู ลเอาใจใส่อย่างใกล้ชดิ ใหผ้ ู้ป่วยและญาตเิ กิดความไว้วางใจและเช่ือมั่นในการรกั ษาพยาบาล อธบิ ายให้
ผู้ป่วยและญาตทิ ราบถงึ แผนการรกั ษา รับฟงั ปญั หา เปดิ โอกาสใหร้ ะบายความรสู้ กึ ให้กาลงั ใจชว่ ย3เ5ห0ลอื ประคบั ประ
ครองดา้ นจิตใจ จัดสง่ิ แวดล้อมใหเ้ งยี บสงบ ใหย้ าระงับปวดตามแผนการรักษา เพอ่ื ช่วยให้ผปู้ ว่ ยคลายความเจ็บปวด
และพักผ่อนได้ สังเกตอาการเปล่ยี นแปลงทางภาวะจิตใจ และพฤตกิ รรมทผ่ี ู้ป่วยแสดงออก เชน่ อาการกา้ วร้าว ไม่
ปฏบิ ัตติ ามแผนการรักษา รายงานแพทย์เพ่ือการแก้ไขและ หาทางชว่ ยเหลืออยา่ งเหมาะสมต่อไป
การพยาบาลผปู้ ่วยในระยะเฉยี บพลัน (Acute phase) (อรุ าวดี เจริญไชย, 2557)
201
เป็นระยะต่อจากระยะฉกุ เฉินจนกระทงั่ แผลเรมิ่ หายหรอื ได้รับการปลกู ถา่ ยผิวหนงั แลว้ เนน้ การดแู ล
ในเร่ืองของการดแู ลบาดแผล การปอ้ งกันและแก้ไขการติดเชอ้ื ของบาดแผล การป้องกนั ภาวะแทรกซ้อน ชว่ ยให้
ผปู้ ว่ ยและญาตคิ ลายความวติ กกังวล ตลอดจนสง่ เสริมใหผ้ ปู้ ่วยไดร้ บั สารอาหารและสารนา้ อยา่ งเพยี งพอกับความ
ตอ้ งการของร่างกาย
ระยะน้ีเปน็ ช่วงทผี่ ปู้ ่วยพ้นระยะชอ็ ค นา้ ทอี่ ยู่ในเซลล์และชอ่ งว่างระหวา่ งเซลล์จะซึมกลับเขา้ สู่หลอด
เลือด ผูป้ ่วยจะมปี สั สาวะออกมากขนึ้ อาการกระหายนา้ ลดลง พยาบาลต้องสงั เกตอาการเปลยี่ นแปลงของผปู้ ว่ ย
ระยะน้ีแพทยจ์ ะพิจารณาการใหส้ ารนา้ ใหม่ เพราะการใหส้ ารน้าเท่ากบั ในระยะแรกๆ อาจทาให้เกดิ ภาวะแทรกซอ้ น
เช่น นา้ ค่ังปอด และหวั ใจวายได้ การให้สารนา้ หลงั 48 ชั่งโมงของการเกดิ แผลไหม้ ไมไ่ ด้ขนึ้ กับจานวนปัสสาวะที่
ออกมาให้เพียงพอแค่ 1 ซซี ี/ น้าหนกั ตัว 1 กโิ ลกรัม/ชวั่ โมง เท่านนั้ เพราะจะมีการสญู เสยี ในรูปของการระเหย
(Evaporative loss) ดว้ ย โดยเฉพาะผู้ปว่ ยทม่ี ีพ้ืนทีผ่ วิ ไหม้ มากกว่า 20 เปอรเ์ ซ็นต์ของพนื้ ที่ผิวร่างกาย ปริมาณสาร
นา้ ท่ผี ู้ป่วยควรได้รบั ต่อวัน ควรจะเปน็ ดังน้ี (บวรศลิ ป์ เชาวน์ช่ืน, 2541)
ความต้องการสารนา้ ท้ังหมดต่อวนั = ความตอ้ งการขนั้ พ้นื ฐาน +ปริมาณทข่ี าด
นอกจากน้อี นั ตรายในระยะนี้ที่อาจเกิดกับผู้ปว่ ยคือการติดเชอื้ จากแผล เชอื้ ทีพ่ บได้บ่อยและมอี นั ตราย
สูงคือซโู ดโมแนส ออรจู โิ นซา (Pseudomonas aeruginosa) และจากการทแี่ ผลไหม้ระดบั ท่ีสองถงึ สาม มักมีการ
อดุ ตนั ของหลอดเลอื ดฝอย ทาใหม้ กี ารขาดออกซเิ จนและระบบการต่อส้ขู องรา่ งกายไมส่ ามารถเข้าไปถึงแผลได้ การ
ใช้ Topical antimicrobial agent มคี วามสาคัญมาก ใชใ้ นการป้องกันแผลติดเชื้อได้ดี การพยาบาลในระยะนี้คือ
1. การทาแผล ต้องยดึ หลักปราศจากเชือ้ เช็ดแผลดว้ ยสาลชี ุบน้าเกลอื นอมลั (0.9 %NSS) ทาแผล
ด้วยยาปฏชิ วี นะเฉพาะที่ ทีน่ ิยมใช้ คือ 1% ซลิ เวอรซ์ ลั ฟาไดอะซนิ ในแผลไหม้ความลกึ ระดับทส่ี าม แผลจะไมห่ าย
เอง ต้องรักษาโดยการปลูกถ่ายผวิ หนัง
2. การให้ยาปฏชิ วี นะ ภายหลังเกดิ แผลไหม้ 5 วัน มักไม่ให้เพนนซิ ิลลิน เนือ่ งจากเชอื้ โรคไดเ้ ปล่ียน
จากกรัมบวก เป็นกรัมลบ ยาส่วนใหญ่ทีใ่ หใ้ นระยะนคี้ ือ เจนตา้ มัยซิน และอะมิกาซนิ หรือใหต้ ามผลการตรวจเพาะ
เชื้อ
3. การให้อาหาร อาหารเปน็ สงิ่ จาเปน็ มาก เด็กมกี ารเจริญเตบิ โตตลอดเวลา จึงตอ้ งการอาหาร
มากกวา่ ผใู้ หญ่ การเสยี น้าออกทางบาดแผล 1 ลิตร จะทาให้สูญเสยี พลงั งานความร้อนถึง 560 แคลอรี ถา้ ใหส้ ารนา้
และสารอาหารทดแทนไม่เพยี งพอ จะทาให้รา่ งกายซูบผอม แผลหายช้าและมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ในเดก็ ความ
ตอ้ งการพลงั งานในการสร้างโปรตนี อาจมากถึง 50 % ของพลงั งานทัง้ หมด (วชิ ยั ศรีมุนินทรน์ มิ ิต, 2550)
นอกจากน้คี วรให้ วิตามนิ เอ วิตามินซี วิตามินรวมและสารแร่สงั กะสี เพ่ิมด้วยเพ่ือช่วยให้แผลหายเรว็ และให้กรดโฟ
ลิค ในรายที่โลหิตจาง (วิชัย ศรีมุนนิ ทร์นิมิต, 2550)
4. การปอ้ งกันภาวะแทรกซ้อน เชน่ การผดิ รูปของอวยั วะ การหายของแผลในแผลไหม้ความลกึ ระดับ
ทส่ี าม จะเจริญจากขอบแผลเข้ามาบรเิ วณก่ึงกลาง หรือการหายโดยวธิ ไี ฟโบรสิส (Fibrosis) และมกั จะมีการดึงร้ัง
ภายหลัง การป้องกันการดึงร้ังบริเวณขอ้ พบั ตา่ งๆ ควรมีการบริหารขอ้ บ่อยๆ แผลไหม้บรเิ วณนว้ิ มือ น้ิวเท้า ควรมี
อุปกรณ์ดาม และควรมผี า้ ก๊อสรองซอกนิว้ มอื นว้ิ เท้าไว้ เพ่อื ป้องกันไม่ใหน้ ว้ิ ตดิ กนั ควรดแู ลใหผ้ ู้ปว่ ยบรหิ ารนว้ิ มอื
นิว้ เท้าบ่อยๆ การบรหิ ารข้อ ผู้ปว่ ยจะร้สู ึกเจบ็ ปวดมาก และมักไม่ให้ความร่วมมือ ควรกระทาหลงั จากผู้ป่วยได้รับยา
202
แก้ปวด โดยประสานกบั แพทย์ นอกจากนี้พยาบาลผู้ดูแลรว่ มกับทมี เวชศาสตร์ฟ้ืนฟู จะต้องมคี วามต้ังใจ อดทน
ปลอบโยนและให้กาลงั ใจผู้ปว่ ย สอน สาธิต แนะนาใหผ้ ปู้ ว่ ยเหน็ ความสาคญั และปฏิบตั อิ ย่างสม่าเสมอ เพื่อป้องกัน
ไมใ่ ห้เกดิ ความพิการ
5. ความสะอาดท่ัวไปของร่างกายควรตดั เลบ็ ใหส้ นั้ หา้ มแกะเกาแผล ในเดก็ บางครงั้ อาจต้องห่อแผล
ให้หนาขน้ึ อาจให้เดก็ กาผา้ ก๊อสหอ่ สาลี และพนั มือด้วยผา้ ยืด หรอื ผกู ยึดมือไว้ เพอ่ื ป้องกนั การเกาแผล ในระยะท่ี
แผลเร่มิ หายผู้ป่วยจะคันแผลมาก ควรประสานกบั แพทยเ์ พ่อื ใหย้ าแก้คนั หรอื ใชค้ รีมบารุงผวิ ทาบริเวณทแ่ี ผลหาย
แล้ว เพือ่ ทเุ ลาอาการคนั และชว่ ยลดอาการตึงทผี่ ิวหนงั
6. ด้านจติ ใจ ผู้ป่วยมีความเจ็บปวดและหวาดกลัวในการทาแผลมาก โดยเฉพาะในเดก็ เล็ก การอย่ใู น
หอ้ ง ซึง่ ต้องแยกจากบดิ า มารดา จะทาให้ผู้ปว่ ยมีความสับสน จติ ใจว้าวนุ่ อยู่ตลอดเวลา พยาบาลจะต้องเข้าใจถึง
สภาพจิตใจของผู้ปว่ ย ยอมรบั ในพฤติกรรมทผี่ ปู้ ่วยแสดงออก และสร้างสัมพันธภาพให้เกดิ ความค้นุ เคย อบอนุ่
ม่นั ใจ และไม่รู้สกึ วา่ ถูกทอดท้งิ รวมทงั้ อธิบายใหผ้ ู้ป่วยเขา้ ใจก่อนใหก้ ารพยาบาลทุกคร้งั และทาด้วยความน่มุ นวล
ปลอบโยนผ้ปู ่วย จัดหาของเล่น เพื่อให้เกิดความเพลดิ เพลิน ควรเป็นของเลน่ ท่ลี า้ งทาความสะอาดได้ และไม่แหลม
คม จัดกิจกรรมที่ผปู้ ว่ ยชอบ เช่น การดโู ทรทัศน์ จัดหาหนังสือนทิ าน การ์ตูนมาให้ดหู รือเล่านทิ านให้ฟงั หรือให้ดวู ี
ซดี ีเรอ่ื งที่ชอบ เปน็ ต้น รวมถึงใหย้ าแกป้ วด ยากล่อมประสาทที่เพียงพอก่อนทาแผล รายทม่ี ีอาการเปลี่ยนแปลงทาง
จติ ใจมาก ควรรบี รายงานแพทย์ เพื่อใหก้ ารชว่ ยเหลอื ทเ่ี หมาะสม ในผู้ปว่ ยเด็กเลก็ ควรอนุญาตให้ผ้ดู ูแลอยเู่ ฝ้าได้และ
ชว่ ยทากิจกรรมตามความเหมาะสม
การพยาบาลในระยะฟ้ืนฟสู ภาพ (Rehabilitation phase) (อรุ าวดี ไชยเจรญิ , 2557)
จุดประสงค์ของการพยาบาลในระยะน้ี เพื่อใหผ้ ู้ป่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจสามารถดารงชีวิต
อยู่ในครอบครัวและสังคมได้ตามปกติ การพยาบาลในระยะนี้เพ่ือเตรียมความพร้อมผู้ป่วยและผู้ดูแลก่อนกลับ
บ้าน ซึง่ ต้องเตรยี ม ใน 3 ด้านคือ
1 การพยาบาลด้านร่างกาย
2 การพยาบาลด้านจิตใจ
3 การใหค้ าแนะนากอ่ นกลบั บา้ น
1. การพยาบาลดา้ นรา่ งกาย
1.1 ใหผ้ ปู้ ่วยไดร้ บั ประทานอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานสงู ในกรณที ่ีแผลยงั ไมห่ ายดี
1.2 กรณีท่แี ผลยังไมป่ ิดสนิท จะต้องดแู ลทาความสะอาดแผล สอนวธิ กี ารรักษาความสะอาดแผล และ
ใหผ้ ู้ปว่ ยหลกี เลย่ี งการทาให้เกิดแผลมากข้ึนและป้องกันการติดเชอื้ ของแผล
203
1.3 ให้คาแนะนาผู้ป่วยและผู้ดูแล ให้ผู้ป่วยได้บริหารร่างกาย ข้อต่างๆอย่างต่อเน่ืองขณะอยู่
โรงพยาบาลและเมือ่ กลับไปอยู่บ้าน
1.4 ให้คาแนะนาผู้ป่วยและญาติในการดูแลความสะอาดผิวหนังที่ขึ้นใหม่ พร้อมท้ังบอกให้ทราบถึง
อาการคันผิว ผิวแห้ง มกี ารอกั เสบหรอื มตี ่มุ คนั ข้ึน ควรแจ้งให้ทราบเพ่อื หาทางแกไ้ ข
2. การพยาบาลด้านจิตใจ
2.1 ดูแลให้การพยาบาลอย่างใกล้ชิด และซักถามข้อสงสัยเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและญาติคลายความวิตก
กังวล
2.2 ให้ความรู้และคาแนะนาเกย่ี วกับแผนการรักษา และวธิ ีการปฎิบตั ิตวั เพอ่ื ใหผ้ ู้ป่วยและญาติมีความ
เชอ่ื มนั่ ในการรักษาพยาบาล
2.3 ให้คาแนะนาญาติให้บุคคลที่ผู้ป่วยสนิทสนมไว้วางใจ เป็นผู้คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ป่วยไม่
รู้สกึ วา่ ถูกทอดท้ิง เม่ือกลบั ไปอยบู่ า้ น
3. การใหค้ าแนะนากอ่ นกลับบา้ น
3.1 ห้คาแนะนาและอธิบายเก่ียวกับการมีกจิ กรรมต่างๆ ทั้งActive/Passive exercise รวมถงึ Range
of Motion เพื่อให้มีการเคลอื่ นไหวอย่างสมบรู ณ์ของข้อตา่ งๆ ของร่างกาย
3.2ใหค้ วามรู้เกยี่ วกับการรบั ประทานอาหารที่มีคณุ คา่ มพี ลังงาน โปรตีนสงู และ
วิตามนิ เพื่อชว่ ยการหายของแผล
3.3แนะนาการทาความสะอาดรา่ งกายและบาดแผล การปอ้ งกนั การติดเชอื้
3.4แนะนาการสงั เกตอาการผิดปกติ หากมีอาการบวมแดง เลือดออก หรอื มสี าร
นา้ ซมึ ออกบริเวณแผลใหร้ ีบมาพบแพทย์
3.5แนะนาการรบั ประทานยาตามแผนการรักษา การสังเกตอาการแทรกซ้อนหลังรบั
ประทานยา
3.6พูดคุย อธิบายให้ ญาติยอมรบั สภาพของผปู้ ว่ ย ชว่ ยเหลอื และใหก้ าลังใจในการ
กลับไปอยู่กับครอบครัวและสงั คม
3.7เน้นให้ผปู้ ่วยและญาติเหน็ ความสาคญั ของการมาตรวจตามนดั
3.8ในกรณแี ผลหายแล้วและมีการยึดติดของเนื้อเย่ือ แนะนาใหม้ าพบแพทย์เพ่ือแก้
โดยทาศัลยกรรมตกแตง่ ตอ่ ไป
สรปุ ข้อวนิ ิจฉัยทางการพยาบาล
204
1. มีโอกาสขาดสมดุลของสารน้าและอเิ ลคโทรไลท์เนอื่ งจากมีแผลไหม้
2. มโี อกาสเกดิ การตดิ เชือ้ เน่อื งจากผิวหนงั ถูกทาลาย
3. ไม่สขุ สบาย ปวดเนอ่ื งจากเนอ้ื เย่อื ไดร้ ับบาดเจบ็
4. เสีย่ งต่อการได้รบั สารอาหารไม่เพยี งพอกบั ความต้องการของร่างกาย
5. ผูป้ ว่ ยและญาติมีความวติ กกังวล เกีย่ วกับอาการเจบ็ ป่วยและการรักษา
6. เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ข้อติดแข็ง แผลดึงร้ัง เนื่องจากมีบาดแผลไหม้ การเคลื่อนไหวได้
นอ้ ย
การรักษาแผลไหม้ในเด็กมีข้อแตกต่างจากการดูแลคนไข้ท่ีเป็นผู้ใหญ่ พยาบาลผู้ให้การดูแลจะต้องมี
ความเข้าใจถึงข้อแตกต่างในการรักษาเพื่อจะให้ผลดีต่อคนไข้และครอบครัวมากท่ีสุด อีกทั้งการดูแลผู้ป่วยต้อง
ทางานเป็นทีม บทบาทพยาบาลยังต้องมีความสามารถในการเป็นผู้ประสานงานกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพ่ือให้การ
รักษาพยาบาลผปู้ ว่ ยมีประสิทธภิ าพ ปลอดภยั ไมม่ ภี าวะแทรกซ้อนหรอื ความพิการเกิดข้ึน
4. การพยาบาลเด็กทไ่ี ดร้ บั สารพิษ
สารพิษ หมายถึง สารท่ีเข้าสู่ร่างกายแล้วทาให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย การท่ีร่างกายได้รับอันตราย
จากสารพิษเขา้ สูร่ ่างกาย เรียกวา่ การได้รับสารพิษ การเกดิ อนั ตรายจากการไดร้ ับสารพิษ ข้ึนอยูก่ ับชนิดและหนทาง
เขา้ สรู่ ่างกาย สารพิษเข้าสูร่ า่ งกายไดห้ ลายทาง ได้แก่ การรับประทาน การหายใจ สัมผัสผิวหนงั และกระเด็นเข้าตา
เป็นตน้ ในเดก็ พบอบุ ตั กิ ารณก์ ารได้รับสารพิษโดยการรบั ประทานมากทส่ี ุดรอ้ ยละ 75 ของเด็กท่ีได้รบั สารพษิ
สาเหตุ รู้เทา่ ไมถ่ งึ การณ์ อุบัติเหตุ จงใจ (ฆา่ ตัวตาย)
อาการ อาการจะแตกต่างกันไปตามสารพิษท่ีเด็กได้รับ อกี ท้ังยงั ขึ้นอยู่กับปริมาณและหนทางของการ
ได้รบั สารพษิ ดว้ ย
1. สารพษิ กลุ่มสารตะกั่ว เด็กจะมีอาการเบ่ืออาหาร ท้องผกู ปวดท้อง อาเจยี น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ชัก
และหมดสติ หากมีอาการเป็นพิษเรื้อรัง เด็กจะมีอาการซีด ข้อมือข้อเท้าตก สติปัญญาและพัฒนาการของเด็ก
ถดถอย พูดไมช่ ดั มอี าการปัญญาอ่อน
2. สารพษิ กลุ่มสารกัดกรอ่ น
205
การรับประทานจะทาให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนในปาก น้าลายไหลยืด กลืนลาบาก
อาเจียนเป็นเลือด อาจมีอาการช็อค ท้องอืด มีไข้ เสียชีวิต เน่ืองจากจากหลอดอาหารทะลุ เย่ือบุช่องท้องอักเสบ
ลาไส้ทะลุ
การสาลกั เขา้ สทู่ างเดินหายใจ จะทาใหเ้ สียงแหบหรือไม่มีเสียง หายใจมีเสียงดงั หายใจลาบาก
เนอ่ื งจากการบวมของกลอ่ งเสียง หลอดลมหรือเน้อื ปอดถกู ทาลาย
หกราดผิวหนังจะทาให้ผวิ หนงั ปวดแสบปวดรอ้ นมาก ผวิ หนงั แดง พอง ลอกหลดุ เป็นแผล
กระเดน็ เข้าตาจะทาให้ตาแดงอักเสบ
3. สารพษิ กลุ่มทาความสะอาดเส้ือผ้าและรา่ งกาย
ผงซกั ฟอก ทาให้มอี าการคลน่ื ไส้ อาเจยี น ปวดท้องและทอ้ งเสยี อาจมอี าการชกั ร่วมด้วย
น้ายาซกั แห้ง ทาใหห้ วั ใจเตน้ เร็วมากกว่าปกติ มีอาการเป็นพษิ ตอ่ ตบั ตอ่ ไต ซึม ชักเกร็ง
สบู่ ทาให้มีอาการคล่ืนไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และเกิดอาการชัก ถ้ากระเด็นเข้าตาจะ
ทาให้มอี าการแสบตา
4. สารพษิ กลมุ่ ไฮโดรคารบ์ อน เช่น นา้ มนั กา๊ ด นา้ มันเบนซนิ เป็นต้น
การรับประทานน้ามันจะทาให้เกิดอาการเจ็บ ๆ แสบบริเวณคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน มี
เสียงในหู ท้องเสยี สาลักทาใหเ้ กิดปอดอักเสบ มอี าการหายใจเร็ว เหนอื่ ยหอบ เขยี ว มีไข้ต่า ๆ
การสูดดม มีอาการเคลิบเคลิ้มเป็นสุข อ่อนเพลีย วิงเวียน กระสับกระส่าย หงุดหงิด ซึม ชัก
หมดสติ
หกราดผวิ หนัง จะมีอาการเจ็บแสบผิวหนัง
5. สารพิษกลุม่ ยาฆ่าแมลง อาการและอาการแสดงแบ่งออกเป็น 3 กลมุ่ ตามชนิดของ receptor ดงั น้ี
Muscarinic receptor จะมีอาการน้าลายไหล น้าตาไหล เหงื่อออกมาก ปัสสาวะราด คลื่นไส้
อาเจียน ปวดท้องรุนแรง ท้องเสีย มีเสมหะในหลอดลม หลอดลมตีบ หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตต่า และม่านตา
หดเล็ก
Nicotinic receptor กล้ามเน้ือออ่ นแรง หายใจลาบาก กล้ามเน้ือกระตุก ส่ัน มีภาวะชัก หัว
ใจเตน้ เร็ว และความดนั โลหิตสูง
ระบบประสาท จะมีอาการตื่นเต้น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ สับสน ฝันร้าย ปวดศีรษะ เดิน
เซ พูดไม่ชดั ชัก และหมดสติ
6. สารพิษกลมุ่ ยารกั ษาโรค เชน่ แอสไพริน พาราเซตามอล ยาแก้แพ้ ยากลุ่มบาบทิ เู รท เปน็ ต้น
เม่ือได้พาราเซตามอลเกินขนาด ใน 24 ชั่วโมงแรกจะมีอาการคล่ืนไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
เหง่ือออกมาก ซีด อ่อนเพลีย ระยะต่อมาวันที่ 2 และ 3 จะมีอาการทางตับ เจ็บชายโครงขวา ใน 1 สัปดาห์จะมี
อาการตวั ตาเหลอื ง มีอาการตบั วาย และทาให้เสยี ชวี ิตได้
เมอ่ื ได้ยาแอสไพรินเกินขนาด มีอาการคล่ืนไส้ อาเจยี น กระหายน้า หายใจเรว็ ระดับความรสู้ ติ
ลดลง ซึม สับสน ชัก หมดสติ มีภาวะเลือดออกง่าย เหงื่อออก มีไข้ มีภาวะโซเดียมต่า โพแทสเซียมต่า น้าตาลใน
เลอื ดต่า และปัสสาวะออกน้อย
206
การปอ้ งกนั
- สารอันตรายที่ใช้ในบ้าน หรือสารอันตรายท่ีใช้ในงานเกษตรกรรม จะต้องเก็บแยกประเภท เขียน
ฉลากให้ชดั เจนวา่ เป็นยาอนั ตราย และควรเกบ็ ใหม้ ิดชิด พน้ มือเดก็
- ไม่ควรบรรจุสารอันตรายหรือสารพิษต่าง ๆ เช่น น้ายาซักแห้ง น้ายาล้างจาน ไว้ในขวดน้าด่ืม
เพราะอาจทาใหเ้ ข้าใจผิดวา่ เป็นน้าด่มื จรงิ ๆ จะเกดิ อนั ตรายตอ่ เด็กได้
- ยาท่ีใช้ในการรักษาโรคต่าง ๆ จะต้องเขียนฉลากให้ชัดเจน ถ้าเป็นยาทาภายนอก จะต้องเขียน
กากบั ดว้ ยวา่ ยาอนั ตรายห้ามรับประทาน ยาเหล่านคี้ วรเก็บไว้ในต้ยู าเฉพาะ
- ไม่ควรใหเ้ ด็กหยบิ ยาเอง
- ก่อนใหย้ าเด็กควรดชู อ่ื ยา และขนาดใหถ้ ูกต้องเสยี ก่อน
- ควรเตือนเด็กไว้เสมอว่าไม่ให้รับประทานยาใด ๆ ท้ังสิ้น ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ เพราะอาจ
เกิดอันตรายได้
- ขณะให้เด็กรบั ประทานยา ไม่ควรหลอกว่าเปน็ ขนม เพราะเด็กอาจหยิบรบั ประทานเองเปน็ จานวน
มาก ๆ จนเกดิ อันตราย
- การเลือกของเล่นทท่ี าดว้ ยสีสดใส จะตอ้ งระมดั ระวงั เรื่องสารตะกัว่ ที่อาจหลดุ ลอดเวลาเด็กอมหรือ
เลยี
- การเลือกซ้ือขนม จะต้องไม่ซ้ือหรือแนะนาเด็กไม่ให้ซ้ือขนมท่ีมสี ีฉูดฉาด ซ่ึงมกั ผสมด้วยสีย้อมผ้าที่
มตี ะก่วั สารปรอท หรอื สารหนผู สมอยู่
แนวทางการรกั ษา (ศูนย์พษิ วทิ ยารามาธิบดี, 2560)
การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษ ให้ได้ผลดีท่ีสุดนั้น ควรจะทราบว่าสารพิษน้ันๆ คืออะไร ในกรณีท่ีไม่
ทราบประวัติชัดเจน บางคร้ังจะตอ้ งตดั สินจากกลุ่มอาการแสดงของผปู้ ่วย ซ่ึงอาจจะชว่ ยบ่งชี้ถงึ การวินิจฉัยท่ีถูกตอ้ ง
หรือบางครั้งอาจจะต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนเพ่ือจะช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่
อย่างไรก็ดีในบางกรณีข้อมูลต่างๆ ที่ได้ไม่สามารถบอกการวินิจฉัยโรคได้ แพทย์ก็ยังจาเป็นต้องให้การรักษา ไม่ว่า
ผู้ป่วยจะได้รับสารพิษอะไรก็ตาม การรักษาเบ้ืองต้นจะคล้ายคลึงกัน และเป็นข้ันตอนท่ีมีความสาคัญมากในการ
ชว่ ยชวี ติ ผู้ป่วย แนวทางการรกั ษาแบ่งออกเป็น
1. การปฐมพยาบาลภาวะได้รับสารพิษ (First aids) ภาวะเป็นพิษมักจะเกิดในชุมชนซ่ึงห่างไกล
ญาติหรือผู้ใกล้ชิดจะเป็นผู้พบเห็นผู้ป่วยคนแรก ถ้าญาติหรือผู้ใกล้ชิดมีความรู้ในแง่การปฐมพยาบาล การช่วยให้
ข้อมูลกับบุคลากรทางการแพทย์และเก็บสารพิษนั้นๆมากับผู้ป่วยรวมท้ังให้การดูแลผู้ป่วยในเบื้องต้น ก็จะทาให้
สามารถให้การรักษาไดด้ ขี ้นึ
ข้อแนะนาสาหรบั ผ้ทู ีพ่ บผปู้ ่วยท่ีสงสัยวา่ จะถกู สารพิษ
207
- จาสภาพและลักษณะของผปู้ ่วยเมื่อแรกพบ
- ถ้าผู้ป่วยยังรู้สึกตัวให้ด่ืมน้า 1-2 แก้ว แล้วล้วงคอให้อาเจียน ถ้าสงสัยว่าผู้ป่วยอาจจะ
รบั ประทานสารพิษเข้าไป หลงั จากอาเจียน หมดแล้วใหด้ มื่ นม 1-2 แกว้
- การปฐมพยาบาลอนื่ ๆ รวมท้งั ถอดเสือ้ ผา้ ท่ีเป้อื นสารพษิ ออก
- เก็บรวบรวมสารพิษหรือภาชนะที่บรรจุสารพิษที่สงสัยว่าจะเป็นสาเหตุ ซึ่งมักจะอยู่ใกล้ตัว
ผู้ป่วย เพื่อนาไปพรอ้ มกบั ผปู้ ว่ ยยังสถานพยาบาล ทีใ่ กลท้ ่ีสดุ ทคี่ ิดวา่ จะช่วยผูป้ ่วยได้
- ญาติ ผู้รว่ มงาน ผใู้ กล้ชดิ หรอื เหน็ เหตุการณ์ควรจะไปกับผปู้ ว่ ยดว้ ย
หลักการรกั ษา เม่ือพบเด็กได้สารพษิ จะตอ้ งรบี ใหก้ ารดูแลตามหลักการ ดังน้ี
1. เอาสารพิษออกจากร่างกายให้มากท่ีสุดและรวดเร็ว เพ่ือทาให้มีการตกค้างของสารพิษในร่างกาย
นอ้ ยท่ีสดุ เดก็ จะมีอันตรายน้อยลง หรอื ปลอดภยั มีหลายวธิ ี ไดแ้ ก่
1.1 ทาใหอ้ าเจยี น เป็นวิธที ี่ดีท่สี ุด แต่ทงั้ นหี้ า้ มทาใหเ้ ดก็ อาเจยี นในกรณี
- หมดสติ หรือไม่มี gag reflexเพราะอาจทาให้สาลักเข้าปอดไดง้ ่าย
- รับประทานสารพิษพวกกรดเข้มข้น ด่างเข้มข้น เพราะสารพิษที่อาเจียนออกมาจะกัด
เนอ้ื เย่ือทางเดนิ อาหาร
- รับประทานสารพวกไฮโดรคารบ์ อน เพราะจะทาให้สาลักเขา้ ปอดไดง้ ่าย
วิธนี ้ีเปน็ วธิ ีท่ปี ลอดภัยแม้ประสทิ ธิภาพไม่ค่อยดีนัก แต่กย็ งั มปี ระโยชน์ในการปฐมพยาบาล
ผ้ปู ่วยสารพษิ ทยี่ งั ไม่ถึงโรงพยาบาล วิธที ่ีได้ผลดแี ละปลอดภยั ทส่ี ุด คือการใหน้ ้าเชื่อม ipecac (syrup of ipecac)
ซึง่ เปน็ สารสกดั จากพชื โดยมสี ารที่สาคญั 2 ชนิดคอื emetine และ cephoeline สารท้ังสองชนิดนที้ าใหอ้ าเจียน
โดยการกระตุ้น chemoreceptor trigger zone ในสมองและยังทาให้เย่ือบใุ นกระเพาะอาหารระคายเคืองทาให้
เกิดการบบี ตัว
ขนาดของ syrup ipecac ท่ีใชต้ ามอายุ ดงั นี้
อายุ < 6 เดือน จะไม่ใหย้ า
อายุ 6-12 ปี รบั ประทาน 10 มล. ครัง้ เดยี ว
อายุ 1-2 ปี รับประทาน 10 มล. ใหซ้ า้ ได้ในอีก 15-20 นาที ถ้ายงั ไม่อาเจยี น
การชาระลา้ งร่างกาย ผ้ปู ่วยที่ได้รบั สารพิษนน้ั ไมเ่ ฉพาะแตร่ บั ประทานทางปากเทา่ นนั้ บางคร้ังยงั อาจ
หกเลอะเทอะเป้ือนตามตัว ซ่ึงเป็นท่ีที่สารพิษเช่น organophosphates จะถูกดูดซึมผ่านผิวหนัง และทาให้เกิด
ภาวะเป็นพิษต่อได้นาน ดังนั้นผู้ป่วยท่ีได้รับสารพิษจึงควรได้รับการชาระร่างกายและสระผมให้สะอาดด้วยน้าและ
สบู่
208
1.2 การล้างท้อง ควรทาในรายที่หมดสติ หรือไม่อาเจียนภายหลังการให้ยาแล้ว ข้อห้ามในการ
ล้างท้องคือ ผู้ป่วยที่รับประทานกรดหรือด่างเข้าไปและผู้ป่วยที่ได้รับสารละลายpetroleum ขนาดน้อยกว่า 1
ml/kg การล้างท้องจะได้ผลดีมากถ้าจะทาภายในเวลา 4 ช่ัวโมงหลังจากได้รับสารพิษ และถ้าเกิน 12 ช่ัวโมงแล้ว
พบวา่ ไม่คอ่ ยได้ผล ถ้าลา้ งจนสะอาดแล้วก็อาจจะใส่ยา activated charcoal หรอื milk of magnesia ตามลงไป
มีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการใช้น้าเช่ือม ipecac และการล้างท้องพบว่า ใน
ระยะแรกทั้งสองวิธีน้ีสามารถจะกาจัดสารพิษออกจากผู้ป่วยได้เท่ากันประมาณ 50% แต่ถ้าทิ้งระยะเวลาเนิ่นนาน
ออกไป ipecac ยงั กาจัดสารพิษออกได้ 40% แต่การล้างท้องกาจัดสารพิษได้เพียง 10% เท่านั้น เหตุผลท่ีสาคัญคือ
การทาให้อาเจียนสามารถเกิดการบีบตัวย้อนกลับของลาไส้เล็กสว่ นบนทย่ี าเข้าไปถงึ แล้ว แตก่ ารล้างทอ้ งไดเ้ ฉพาะใน
กระเพาะอาหารเท่านั้น นอกจากน้ันถ้าเป็นเม็ดยาใหญ่กว่าขนาดของท่อที่ใช้ล้างท้องก็ไม่สามารถที่จะดูดออกมาได้
ข้อดีอีกประการหนึ่งของการอาเจียนด้วยน้าเช่ือม ipecac ก็คือไม่เกิด aspiration แต่การล้างท้องพบได้ค่อนข้าง
บอ่ ย
1.3 การให้สารน้าทางหลอดเลือดดา หรือให้ยาที่ทาให้ปัสสาวะเป็นด่าง เช่น โซเดียมไบ
คารบ์ อเนต เพื่อชว่ ยเรง่ ขบั สารพษิ พวกแอสไพริน เปน็ ตน้ การขบั ปัสสาวะ (forced alkali or acid diuresis) มักจะ
เข้าใจผิดกันเสมอว่า การให้น้าเกลือและฉีดยาขับปัสสาวะในผู้ป่วยน้ันจะช่วยขับสารพิษออกมาทางไต ยาและ
สารพิษโดยทั่วไปมักจะเป็นกรดหรือด่างอ่อนท่ีสามารถดูดซึมผ่านไตกลับเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วจนทาให้การ
ขับออกทางปัสสาวะไม่ได้ผล นอกจากน้ันยังอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยทาให้น้าท่วมปอด สมองบวม sodium และ
potassium ต่า เปน็ ต้น
ในแง่ทฤษฎี การปรับสภาพกรดด่างของปัสสาวะอาจทาให้สารนั้นๆ แตกตัวมากข้ึน และจะถูก
ดดู ซึมกลับเข้าสู่ร่างกายไม่ได้ ในการรักษาสารพิษมีสารไม่กีช่ นิดท่ีอาจจะขับออกมาทางปัสสาวะได้มากข้ึน โดยการ
เพ่มิ ปริมาณปสั สาวะหรอื ปรบั สภาพกรดด่าง ของปัสสาวะ
วิธีการขับสารพิษโดยให้ปัสสาวะเป็นด่าง กระทาได้โดยให้น้าเกลือ 5% D/NS 1000 ml ผสม
NaHCO3 44 mEq ให้ภายใน 1-2 ช่ัวโมง แล้วดูปริมาณปัสสาวะ ถ้าน้อยกว่า 3 ml ต่อนาที ให้ฉีดยาขับปัสสาวะ
furosemide 20 mg เข้าหลอดเลือดดา ถ้าปัสสาวะออกดีแล้วให้เติม potassium chloride ประมาณ 10-20
mEq/l วิธนี ้ไี ด้ผลมากในการรักษาพษิ จาก salicylate, barbiturate และสารเคมีกาจัดหญา้ 2,4 D
สาหรับการทาปัสสาวะให้เป็นกรดน้ัน ให้น้าเกลือ 5% D/NS 1000 ml และให้รับประทาน
vitamine C 1 g ทุก 6 ช่ัวโมงหรือ ammonium chloride 4 g ทุก 2 ชั่วโมง โดยท่ีสังเกตปริมาณปัสสาวะที่ออก
และให้ potassium chloride แบบเดียวกัน วิธีน้ใี ช้รกั ษาพษิ ของ amphetamine
1.4 การทาdialysis หรือ hemoperfusion (extracorporeal elimination) การทา dialysis
เชน่ peritoneal dialysis, hemo dialysis, hemoperfusion อาจกาจดั สารพิษในเลือดได้ อย่างไรก็ตามวิธีเหล่าน้ี
ค่อนข้างยุ่งยากและอาจจะมีอาการแทรกซ้อนได้ จึงควรพิจารณาทาในรายท่ีอาการรุนแรงเท่าน้ัน สารพิษท่ีพบได้
209
บ่อยและสามารถกาจัดออกได้โดยวิธีเหล่านี้ได้แก่ salicylate, barbiturate, methanol, theophylline และ
tricyclic antidepressants เปน็ ตน้ สาหรบั ในผ้ปู ว่ ยเดก็ อาจจะทา exchange transfusion ได้
ข้อบ่งช้ีในการทา extracorporcal elimination ได้แก่ ผู้ป่วยได้รับสารพิษที่รุนแรง เช่น
paraquat หรือสารพิษท่ีออกฤทธ์ินาน ภาวะเป็นพิษรุนแรง เช่น coma grade 4 มีภาวะอวัยวะล้มเหลวเช่น
respiratory failure อาการเลวลงแม้จะให้การรักษาแล้วก็ไม่ดีข้ึน มีอาการแทรกซ้อนอ่ืนๆ เช่น การติดเช้ือ หรือมี
ภาวะโรคอนื่ ๆ ร่วมทท่ี าให้การรกั ษาลาบาก ระดับยาหรอื สารพิษในเลือดสูง
2. การป้องกันการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ถ้าเด็กรับประทานสารพิษท่ีมีฤทธิ์เป็นกรดให้ด่ืมนมมาก
ๆ เพื่อลดการระคายเคือง แต่ถ้าเด็กรับประทานสารพิษที่มีฤทธ์ิเป็นด่างให้ดื่มน้าผลไม้ เช่น น้าส้ม หรือน้าผสม
น้าส้มสายชู นม ไขข่ าว หรอื กลว้ ยสกุ เพ่ือเคลือบกระเพาะอาหาร มหี ลายวธิ ีได้แก่
2.1 การใช้ผงถ่าน activated charcoal ซึ่งเป็นผงถ่านที่เตรียมได้โดยกรรมวิธีพิเศษที่สามารถ
ดูดซึมสารต่างๆ และยาได้อย่างดี จากการศึกษาพบว่าผงถ่าน 10 g สามารถดูดสารอ่ืนๆ 1 g ผงถ่านเป็นสารท่ีมี
ความสามารถดดู สารอนื่ ไดแ้ ทบ ทกุ ชนดิ ยกเวน้ กรด ด่าง โลหะหนกั cyanine และ DDT เท่านน้ั
ในภาวะสารพิษโดยท่ัวไปควรจะใช้ผงถ่านขนาด 30-50 g พรอ้ มน้า 1 แก้ว คนให้เข้ากนั แล้วให้
ผปู้ ่วยด่มื ซง่ึ มักจะดื่มได้โดยไมม่ ีปัญหา ข้อเสยี ประการเดียวคอื ท้องผกู แต่สว่ นใหญ่ภาวะสารพิษแพทย์มักนิยมที่จะ
ให้ยาระบายอยู่แล้ว ข้อควรระวังคือไม่ใช้ผงถ่านที่ทามาในรูปของเมด็ เน่ืองจากพื้นที่ผิวน้อยทาใหด้ ูดสารต่างๆได้ไม่
ดี
ถ้าให้ผงถ่านภายใน 30 นาทีหลังจากได้รับสารพิษจะสามารถลดระดับยาในเลือดได้ประมาณ
50% ถ้าให้หลัง 1 ชั่วโมงประสิทธิภาพในการดูดยาจะนอ้ ยลง แต่ในหลายกรณผี งถ่านอาจจะยังดูดสารพิษได้ แม้จะ
รับประทานสารพิษเข้าไปแล้วเป็นเวลาหลายช่ัวโมง เนื่องจากผงถ่านเป็นสารท่ีไม่อันตราย จึงควรให้ผู้ป่วยเสมอแม้
จะได้รับสารพิษมานานกว่า 12 ช่ัวโมง
แสดงถงึ สารพษิ และยาท่ีสามารถถูกดูดซับ (absorb) ไดด้ ว้ ยผงถา่ น
Acetaminophen Ergotamine Pindolol
Alcohol Imipramine Phenylbutazone
Amphetamine Iodine Phenothiazine
Antimony Ipecac Phenylpropanolamine
Phenytoin
Antipyrine INH Primaquine
Atropine Kerosene Probenecid
210
Barbiturate Mefenamic Propantheline
Benzodiazepine acid Propoxyphen
Carbamazepine Quinine
Cimetedine Meprobamate Quinidine
Chloroquine Sodium valproate
Chlorpheniramine Methyl Salicylate
Colchicine salicylate Strychnine
2,4-D (ส า ร เ ค มี Sulfonamide
กาจัดหญ้า) Methylene Tricyclic
Digoxin blue antidepressant
Theophyline
Digitoxin Morphine Tetracycline
Narcotics
Nicotine
N-
acetylcysteine
Nortriptyline
Paraquat
Penicillin
แสดงถึงสารทไ่ี มถ่ ูกดูดซับ หรือถกู ดดู ซับไดน้ อ้ ยด้วยผงถ่าน
Alkali Ferrous N-methylcarbamate
Boric acid sulfate Malathion
Cyanide
DDT Lithium
Mineral acids
Methanol
ตารางแสดงสารพิษและยาทส่ี ามารถถูกดดู ซับ (absorb) ได้ด้วยผงถ่าน หรอื ไมถ่ ูกดดู ซับ หรอื ถกู ดูดซับไดน้ ้อย
211
2.2 ยาระบาย (cathartics) การให้ยาระบายในผู้ป่วยสารพิษมีจุดประสงค์ที่จะกระตุ้นลาไส้ให้
บีบตัวมากข้ึนและลดระยะเวลาท่ีสารพิษจะถูกดูดซึมเข้าสู่รา่ งกาย ยาระบายจะลดการดูดซึมสารพิษได้มาก ในกรณี
ท่ีสารพิษถูกดดู ซึมค่อนขา้ งช้าเช่น organophosphates ส่วนสารที่ดูดซมึ ได้เร็วน้ันยาระบายกลับทาให้สารพิษเข้าสู่
รา่ งกายได้มากขึ้น ยาระบายที่ควรใช้คือ milk of magnesia ขนาด 30 ml รับประทานทุก 4 ช่ัวโมง จนผู้ป่วยถ่าย
อุจจาระเป็นสีดาของถ่านท่ีให้เข้าไป milk of magnesia สามารถให้ร่วมกับ activated charcoal ได้โดยที่ไม่
สญู เสียประสทิ ธิภาพของยาทง้ั 2 ตวั ข้อควรระวังคือ ไม่ควรใหใ้ นผู้ป่วยท่รี ับประทานกรดหรอื ด่าง ผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัด
ลาไส้ ผู้ป่วยท่เี ปน็ โรคไตเรื้อรัง และผู้ป่วยทีเ่ ป็น myoglobinuria ซ่ึงอาจจะเปน็ พิษจาก magnesium ได้
2.3 ก ารให้ ผ งถ่ าน ซ้ าๆ ใน ก ารรัก ษ าภ าว ะเป็ น พิ ษ (repeated dose of activated
charcoal) ผงถา่ นเป็นสารอินทรยี ์ท่มี คี าร์บอนเป็นองค์ประกอบ มีสดี า ไมม่ กี ลนิ่ นามากระตนุ้ โดยขบวนการอบด้วย
ไอน้าทอ่ี ุณหภูมิสูงได้เป็นอณูเล็กๆ ของผงถ่าน และเกิดรหู รือช่องจานวนมากในผงถ่านนั้น และเรียกผงถ่านน้ีวา่ ผง
ถ่านที่ผ่านการกระตุ้น (activated charcoal) ซึ่งเป็นผงถ่านท่ีมีพื้นที่ผิวจานวนมหาศาล เป็นการเพ่ิมประสิทธภิ าพ
ในการดูดซมึ การบรหิ ารผงถา่ นซา้ ๆ กันหลายครั้ง เพ่ือเร่งการขับถา่ ยของสารพิษหรือยาออกจากเลือดโดยมีกลไกใน
การเพ่ิมการขับถ่าย 2 ประการ ประการแรก ความแตกต่างของความเข้มข้นของสารพิษ หรือยาในทางเดินอาหาร
และในเลือดทาให้เกิด การซึมของยาผ่านจากเลือดมาจับผงถ่านในการเดินอาหาร ซ่ึงก็จะเป็นผลให้ระดับยาใน
ร่างกายต่าลง ลักษณะท่ีผงถ่านท่ีมีความสามารถในการดูดซับสารอื่นอยู่ในลาไส้แล้วมีเลือดไหลผ่านซ่ึงคล้ายกับ
cartridge ของเครื่องฟอกเลือดเรียกได้ว่าเป็น gastrointestinal dialysis ประการท่ีสอง ยาบางชนิดจะถูกขับถ่าย
ออกทางตับผ่านทางน้าดีสู่ลาไส้และถูกดูดซึมกลับสู่เลือด ผงถ่านไปขัดขวาง enterohepatic circulation ของสาร
ท่ีขับถ่ายออกทางน้าดี โดยผงถ่านจะไปจับกับยาเหล่าน้ันทาให้ไม่สามารถถูกดูดซึมกลับได้ ยาก็จะถูกกาจัดออกไป
จากรา่ งกายไดม้ ากขึน้
3. การใหย้ าแกพ้ ิษ การใช้ยาแกพ้ ษิ จะไดผ้ ลดีตอ่ เมื่อทราบว่าเด็กรบั ประทานสารพิษชนดิ ใด
ยาแก้สารพษิ สารพิษ
acetylcysteine Paracetamol/acetaminophen
Activated charcoal ASA, paracetamol, barbiturate, chlopheniramine,
amphetamine, iodine, primaquine, phenol,
phenytoin, quinine, chloroquine แ ล ะ
chlorpromazine
Atropine, 2-PAM ยาฆ่าแมลงกลมุ่ organophosphate
physostiqnine atropine
Dimercaprol (BAL) ตะก่วั (lead), สารปรอท(mercury), สารหนู(arsenic)
Naloxone/narcan Morphine, narcotics
212
Penicillamine/cuprimine ทองแดง(copper), ตะกั่ว, สารหน,ู เหล็ก, สารปรอท
4. การรักษาแบบประคบั ประคองผู้ป่วย (supportive care) ไม่ว่าสารอะไรกต็ ามถ้าเข้าสูร่ ่างกายแล้วก็
จะถูกกาจัดออกมาหมดในระยะเวลา 3-5 ครึ่งชีวิตของสารน้ันๆ ดังน้ันถ้าสามารถประคับประคองผู้ป่วยให้ผ่าน
วิกฤติได้ ผู้ป่วยก็จะหายเป็นปกติ ประมาณ 40 ปีที่ผ่านมาผู้ป่วยท่ีได้ barbiturate เกินขนาดมีอัตราตายประมาณ
25% ในปัจจุบันน้ีแม้ว่าจะไม่มียาต้านพิษ barbiturate โดยเฉพาะ แต่ความก้าวหน้าในทางการแพทย์ทาให้พยุง
ชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ จึงสามารถลดอัตราตายของผู้ป่วยลงต่ากว่า 0.5% และการประคับประคองสัญญาณชีพให้ปกติก็
เป็นส่ิงที่สาคัญมาก เพราะผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวาย หรือหายใจวาย ถึงแม้จะได้รับการรักษาถูกต้อง
แล้วก็ตาม การรักษาควรเน้นในการช่วยระบบหายใจ รักษาภาวะช็อคและหัวใจเต้นผิดปกติ ป้องกันภาวะไตวาย
ปอ้ งกันอาการชัก และการป้องกันอาการแทรกซ้อนอนื่ ๆท่ีมกั จะเกิดบ่อยๆในภาวะผปู้ ว่ ยได้รับสารพิษ
5. การพยาบาลเดก็ ทถี่ กู งกู ดั
ความแตกต่างระหว่างงมู ีพษิ กบั งูไมม่ ีพษิ
1) งูพิษ มีเข้ียว 1 คู่ อยู่ตรงขากรรไกรบน เขี้ยวมีลักษณะเป็นรูกลวงคล้ายเข็มฉีดยา มีท่อติดต่อกับ
ต่อมน้าพิษ เม่ืองพู ิษกัดคนหรือสัตว์ ตอ่ มนา้ พิษจะปล่อยพิษไหลมาตามทอ่ และออกทางปลายเข้ยี ว คนทถ่ี ูกงพู ิษกัด
จะพบรอยเข้ียวเปน็ 2 จุด ตรงบรเิ วณที่ถกู กัด โดยพษิ ของงูจะมีผลต่อ 3 ระบบดงั น้ี (ศนู ย์ข้อมลู พษิ วทิ ยา, มปป )
1.1) พิษต่อระบบประสาท โดยพิษจะมีผลต่อระบบประสาทของกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการง่วง
ซมื หยุดหายใจ ไดแ้ ก่ งเู ห่า งูจงอาง งทู ับสมิงคาล และงสู ามเหลี่ยมหางแดง เป็นต้น
1.2) พิษต่อระบบเลือด โดยทาให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เลือดออกง่าย เช่น งูแมวเซา งู
กะปะ และงเู ขียวหางไหม้ เปน็ ต้น
1.3) พิษต่อกล้ามเน้ือ พิษของงูจะไปทาลายเซลล์กล้ามเนื้อ เกิดภาวะ rhabdomyolysis มีการ
แตกสลายของเซลล์ ปล่อย มัยโอโกลบิน และโปแตสเสียมออกมาในกระแสเลือด มัยโอโกลบินจะขับออกทาง
ปัสสาวะเป็นภาวะปัสสาวะมี มัยโอโกลบิน (myoglobinuria) ซ่ึงจะตกตะกอนในท่อใด ทาให้มีการอุดตันเกิดเป็น
ภาวะไตลม้ เหลวเฉยี บพลนั ได้แก่ งทู ะเล
1.4) พษิ อ่อน ได้แก่ งูปล้องทอง งลู ายสาบคอแดง งูหัวกะโหลก เป็นต้น มักไม่มีอาการหรือมีเพียง
แคป่ วด บวม แดง รอ้ นบรเิ วณท่ถี กู กดั
2) งไู ม่มีพิษ จะไม่มีเข้ียว มีแต่ฟัน เมื่อกัดคน จะเป็นแต่รอยถลอกหรือรอยถากเท่านั้น จะไม่พบรอย
เขย้ี ว เช่น งกู ้นขบ งูแสงอาทิตย์ งปู ่แี กว้ งูเขยี วปากจ้งิ จอก งลู ายสาบ งูลายสอ งูงอด งูเหลือม และงูหลาม
อาการ
213
- อาการเฉพาะที่ ปวด บวม ตรงตาแหน่งท่ีถกู งูกดั มเี ลอื ดออก มกี ารอักเสบและเกิดเนื้อตายได้ งูบาง
ชนิดกัดแล้วเกิดตุ่มน้าพุพองเกิดขึ้น เช่น งูกะปะ งูแมวเซา และงูเห่า และอาจกลายเป็นตุ่มน้าเลือด บางชนิดทาให้
เกิด thrombophlebitis ไดแ้ ก่ งูเขียวหางไหม้
- อาการทั่วไป พิษต่อระบบประสาท มีอาการ อ่อนแรงของกล้ามเน้ือมัดเล็ก เช่น หนังตาตก, ต่อมามี
อาการกลืนลาบาก พูดไม่ชัด ตามด้วยแขนขาอ่อนแรง หายใจไม่สะดวก และสุดท้ายจะหยุดหายใจ พิษต่อระบบ
เลือด มีอาการของ external bleeding หรือ internal bleeding พิษต่อกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยมีอาการปวดกล้ามเนื้อ
ทง้ั ตวั , ปัสสาวะออกน้อย สีเขม้
การป้องกนั
- อย่าเดินในท่ีมีหญ้ารกทึบ หากจาเป็นต้องเดินผ่าน ควรสวมรองเท้าที่หุ้มเท้ามิดชิด และหาไม้เท้า
เดนิ กวาดไมไ้ ปข้างหน้า โดยธรรมชาติของงู หากมนั อย่ใู กล้บริเวณดังกล่าว มันจะเลอ้ื ยหนไี ป
- หากประจันหน้ากับงูในระยะกระช้ันชิดให้คุมสติให้ม่ัน อย่าพยายามขยับเขย้ือนตัวให้อยู่นิ่งที่สุด
ส่วนใหญง่ จู ะเล้ือยหนีไปเอง
- บริเวณทง่ี ชู อบอยู่ คอื ทช่ี ื้นและมืด ดงั นัน้ จึงไม่ควรนั่งบริเวณท่อนไม้ผุ ซอกไมซ้ อกหินซงึ่ อบั ชื้น
- คนื ทม่ี ีฝนตกและมีกบ เขยี ด อง่ึ อ่าง ออกมาหากินมาก ให้ระมัดระวงั งูใหม้ ากขึน้ เพราะงูจะออกมา
ล่าสัตวด์ ังกล่าวเปน็ อาหารดว้ ย
การชว่ ยเหลือเบื้องตน้
- ภายหลังเด็กถูกงูกัดจะต้องปฐมพยาบาลทันที และนาส่งโรงพยาบาลภายใน 30 นาที โดยนาส่ง
โรงพยาบาลทใี่ กล้ทส่ี ุด โดยนางูมาด้วยถ้าทาได้ เพอื่ ความถกู ตอ้ งในการวินิจฉัย (แตใ่ นกรณที ่ีงูหนีไปแล้วไม่จาเป็นตอ้ ง
ไปไล่จบั เพราะแพทย์สามารถวนิ ิจฉยั ชนดิ ของงูได้โดยไม่ต้องเห็นงู)
- ให้ผู้ป่วยมีการเคล่ือนไหวน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างย่ิงบริเวณที่ถูกกัด ควรจัดตาแหน่งของส่วนที่
ถูกงูกัดใหอ้ ยตู่ า่ กว่าระดบั หัวใจ ระหวา่ งเดินทางไปโรงพยาบาลเพือ่ ป้องกันการกระจายของพิษงู
- ทาความสะอาดแผลทถ่ี กู งูกัดด้วยยาฆ่าเชอ้ื เช่น แอลกอฮอลห์ รอื ทิงเจอร์ไอโอดนี
- ไม่ควรเอาใบไม้ รากไม้ หรือสมุนไพรต่าง ๆ มาใส่แผล เพราะจะทาให้แผลสกปรก เกิดการติดเช้ือ
และอาจเป็นบาดทะยกั ได้
- ถา้ จะขนั เชนาะต้องใช้ผ้าหรือเชือกรดั เหนือตาแหน่งท่ีถูกงกู ัด รัดแน่นปานกลางพอทจ่ี ะใช้นว้ิ มือ 1
นว้ิ สอดระหว่างผา้ กับผิวหนังท่ีรัดได้ แล้วคลายออกทุก 15 นาที ช่วยลดปรมิ าณพิษงูแผ่ซ่านได้เพียงเล็กน้อย ถ้ารัด
แน่นและนานเกินไปอาจทาให้เกิดเนื้อเยื่อตายจากการขาดเลือด นอกจากนี้ยังห้ามทาในกรณีท่ีเป็นงูพิษต่อระบบ
เลือด เพราะจะทาใหม้ กี ารบวมและเลอื ดออกบริเวณแผลมากขึ้น
- อย่าใชม้ ีดกรดี แผลหรือใช้ไฟจแ้ี ผลงกู ดั เพราะอาจทาใหเ้ ลือดออกมาก
- ถ้ารสู กึ ปวดแผล ใหก้ ินยาพาราเซตามอล ห้ามใหแ้ อสไพรนิ เพราะอาจทาให้เลือดออกงา่ ยข้นึ
- ห้ามด่ืมแอลกอฮอลล์ หรือยาดองเหล้า หรอื กนิ ยากระตุ้นประสาท เนอื่ งจากอาจเกดิ การสาลักและ
อาเจียน หรือปิดบังอาการและอาการแสดงที่เกดิ จากพิษงูได้
214
สรปุ
อุบัติเหตุท่ีเกิดขึ้นกับเด็กแต่ละวัยมีความแตกต่างกันไปตามระยะพัฒนาการ แต่ส่วนใหญ่แล้วเด็กมัก
ประสบอุบัติเหตุจากการเล่นซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็ก ดังน้ันผู้ดูแลเด็กจึงต้องทาหน้าท่ีอย่างหนักในการดูแลและ
ปอ้ งกนั ไม่ให้เกดิ อบุ ัติเหตทุ ี่รุนแรง อนั จะทาให้เดก็ ได้รบั บาดเจบ็ พิการหรอื เสียชีวิต
เอกสารอ้างองิ
กนกพรรณ เรืองนภา และ วนพร อนันตเสรี. (2556). ภาวะจมน้า. ใน ปิยวรรณ เชียงไกรเวช, มณฑิรา ตัณฑนุช
และนครชัย เผ่ือนปฐม (บรรณาธิการ). การบาดเจ็บในเด็ก. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงชลา
นครินทร์.
ธัญญณัฐ บุนนาค. (2553). Management of Poisoning. ในศรศี ุภลกั ษณ์ สิงคาลวณิช, ชยั สิทธิ์ แสงทวีสิน, สมจิต
ศรีอุดมขจร และสมใจ กาญจนาพงศ์กุล(บรรณาธิการ). ปัญหาโรคเด็กทพี่ บบ่อย2. นนทบุรี: สหมิตรพ
ริ้นติ้งแอนดพ์ บั ลสิ ช่งิ .
วิรชัย สนธิเมือง และ ปิยวรรณ เชียงไกรเวช. (2556). การป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก. ใน ปิยวรรณ เชียงไกรเวช,
มณฑิรา ตัณฑนุช และนครชัย เผ่ือนปฐม(บรรณาธิการ). การบาดเจ็บในเด็ก. คณะแพทยศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยสงชลานครนิ ทร์.
วิราภรณ์ อัจฮริยะเสถียร. (2556). ภาวะสาลักวัตุแปลกปลอมในทางเดินหายใจเด็ก. ใน ปิยวรรณ เชียงไกรเวช,
มณฑิรา ตัณฑนุช และนครชัย เผ่ือนปฐม(บรรณาธิการ). การบาดเจ็บในเด็ก. คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลยั สงชลานครินทร.์
215
สมพร สุนทราภา. (2555). อุบัติเหตุในเด็ก. ใน ศรีสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์ ฟองคา ติลกสกุลชัย วิไล เลิศธรรมเทวี
อัจฉรา เปรื่องเวทย์ พรรณรัตน์ แสงเพิ่ม และสุดาภรณ์ พยัคฆเรือง (บรรณาธิการ). ตาราการ
พยาบาลเดก็ เลม่ 1. กรงุ เทพฯ: พรี-วัน.
สุชีรา ฉัตรเพริดพราย. (2556). Poisoning. ในพรชัย ก่ิงวัฒนกุล และคณะ(บรรณาธิการ). ปัญหาท่ีพบบ่อยในเด็ก
แนวทางการดูแลรกั ษา. ภาควชิ ากมุ ารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
สุวรรณา เรอื งกาญจนเศรษฐ์ และ อดิศักด์ิ ผลิตผลการพมิ พ์. (2547). เอกสารประกอบการเรยี นรู้ นักศึกษาแพทย์ปี
5: Accident and poisoning. ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.
สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์.(2553). ปัญหาพิษวิทยาท่ีพบบ่อย. ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวทิ ยาลัยมหิดล.
ศักดา ภัทรภิญโญกุล และ สุรศักดิ์ สังขทัต ณ อยุธยา. (2556). การกลืนสารกัดกร่อนในเดก็ .ใน ปิยวรรณ เชียงไกร
เวช, มณฑิรา ตัณฑนุช และนครชัย เผื่อนปฐม(บรรณาธกิ าร). การบาดเจ็บในเด็ก. คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลยั สงชลานครินทร.์
ศรีสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์. (2555). สารพิษในเด็ก. ใน ศรีสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์ ฟองคา ติลกสกุลชัย วิไล เลิศธรรมเทวี
อจั ฉรา เปรือ่ งเวทย์ พรรณรัตน์ แสงเพิ่ม และสดุ าภรณ์ พยัคฆเรือง(บรรณาธิการ). ตาราการพยาบาล
เดก็ เลม่ 1. กรงุ เทพฯ: พรี-วัน.
อุราวดี เจริญไชย. (2560). การพยาบาลในภาวะวิกฤตจากไฟไหม้ น้าร้อนลวก และสารพิษ. ใน วิไล เกิดผล
(บรรณ าธิการ). การพยาบาลผู้ป่วยทารกและเด็กวิกฤ ต รุ่น 11. คณ ะพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
Ball, J., Bindler, R. & Cowen, K. (2012). Alterations in Skin Integrity. In Principles of Pediatric
Nursing (5th ed., pp. 1055-1066). New Jersey: Pearson.
Bishop, J. F. (2004). Burn wound assessment and surgical management. Critical Care Nursing
Clinics of North America, 16, 145-177.
Hockenberry, M. J., Baker, R. U. & Mondozzi, M. A. (2013). The Child with Integrumentary
Dysfunction. In M. J. Hockenberry, & D. Wilson (Eds.), Wong’s Essential of Pediatric
Nursing (pp. 1036-1049). St. Louis: Mosby Elsevier.
Knighton, J. A. (2007). Nursing management burns. In S. L. Lewis, M. M. Heitkemper, S. R. Dirksen,
& P. G. O’Brien (Eds.), Medical-surgical nursing: Assessment and management of
clinical problem (pp. 483-507). St. Louis: Mosby Elsevier.
216
Mitchell, A. (2014). Dermatologic Diseases. In K. Rudd, & D. Kocisko (Eds.), Pediatric nursing: The
Critical components of Nursing Care (pp. 489-495). Philadelphia:F.A.Davis Company.
Smeltzer, S. C., & Bare, B. G. (2004a). Management of patients with burn injury. In Brunner and
Suddart’s textbook of medical-surgical nursing (10th ed., pp. 1703-1742).
Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins.
Williams, W. G. (2002). Pathophysiology of the burn wound. In D. N. Herndon (Ed.), Total burn
care (2nd ed., pp. 514-522). London: W. B. Saunders.
เครือข่ายวิทยุเพ่ือเด็กและครอบครัวภาคใต้. (2556). เปิดสถิติการเจ็บป่วยฉุกเฉินในเด็ก 2556. ค้นเม่ือ 24
กรกฎาคม 2559, จาก http://radioforchild.org/2556/?p=216
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. (ไม่ปรากฎปีพิมพ์). งูพิษ. ค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม
2559, จาก http://med.mahidol.ac.th/poisoncenter/th/pois-cov/snake
สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2557). สถิติเหตุมรณะ...พรากชีวิตเด็กไทย. ค้นเม่ือ 24
กรกฎาคม 2559, จาก http://www.thaihealth.or.th
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านการแพทย์ฉุกเฉินประเทศไทย. (2560). สถิติการเจ็บป่วยฉุกเฉินในเด็ก 2559. ค้นเม่ือ 24
ก รก ฎ าค ม 2560, จ า ก
http://www.thaiemsinfo.com/autopagev4/show_page.php?topic_id=517&auto_id=9&T
opicPk=
ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา. (ไม่ปรากฎปีพิมพ์). งูพิษกัดและการดูแลผู้ป่วย. ค้นเม่ือ 24 กรกฎาคม 2559, จาก
http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=104
ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. (ไม่ปรากฎปีพิมพ์). การ
รั ก ษ า ภ า ว ะ เ ป็ น พิ ษ ทั่ ว ไ ป . ค้ น เ ม่ื อ 1 0 ก ร ก ฎ า ค ม 2 5 6 0 , จ า ก
http://med.mahidol.ac.th/poisoncenter/dx-cov/Treat/Treat
217
หนว่ ยที่ 6
เรอื่ งการจดั กิจกรรมการเล่นสาหรับเด็ก
โดย ผศ.ดร.สุพฒั นา ศกั ดษิ ฐานนท์
การเล่นเป็นหัวใจสาคัญของการส่งเสรมิ พัฒนาการในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัยท่ีมีการเจริญของสมอง
มากกว่าเด็กวัยอื่นๆ การส่งเสริมพัฒนาการเป็นเร่ืองสาคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็ก เพราะจะส่งผลต่อ
พัฒนาการ ในช่วงวัยอื่นๆ ซึ่งพัฒนาการในเด็กเล็กนั้นจะแฝงอยู่ในการเล่นของเด็ก ถ้าเล่นอย่างถูกต้องและ
เหมาะสม จะสามารถกระตุ้นพัฒนาการให้เด็กเติบโตอย่างสมวัย การเล่นสามารถส่งเสริมพัฒนาการ 5 ด้าน คือ
กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเน้ือมัดเล็ก การเข้าใจภาษา การใช้ภาษา และการช่วยเหลือตัวเอง/สังคม (ธีรชัย บุญยะลี
พรรณ, ทศั นีย์ รอดชมพู, จนิ ตนา พฒั นพงศ์ธร, 2559)
1. หลักการจดั การเล่นสาหรบั เด็ก
หลกั การจดั การเลน่ สาหรบั เดก็ มีดงั น้ี
1) การเล่นเพ่ือพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ ควรจะอยู่ในรูปแบบ การเคลื่อนไหว ปีนป่าย ถีบ
จักรยานสามล้อ การทรงตวั โดยใช้อวยั วะทกุ ส่วนในร่างกายใหสมั พันธ์กนั ขณะเล่น มกี ารประสานกันอย่างดีระหว่าง
สายตากับมอื (กนิษฐา เรอื งวรรณศกั ดิ์ แวววิมล คงเสถียร, 2560)
2) คานึงถึงหลักการออกแบบของเล่น สาหรับเด็ก 3-5 ปี ด้านความปลอดภัย ควรเป็นวัสดุท่ีไม่มี
ความคม มเี หลย่ี มมุมมากเกนิ ไป และส่งิ สาคัญตอ้ งมี การรบั รองมาตรฐาน ความปลอดภัยของผลิตภณั ฑ์
3) ของเล่นควรมีการส่งเสริมการเรยี นรู้โดยมีความเหมาะสม กับวยั และทกั ษะของเด็ก
4) ของเล่นของเด็กเล็กควรมีรูปแบบสีสันดึงดูดใจเด็กให้อยากเล่น รู้สึกเพลิดเพลินท่ีจะเล่น และ
ราคาต้องไม่แพง จนเกินไป ส่วนของเล่นของเด็กโตหรือวัยรุ่นควรเปน็ ของเล่นท่ีมีความซับซ้อนมากยิ่งขนึ้ ส่งเสริม
ให้เดก็ มที กั ษะในการแก้ปัญหา ค้นคว้า หรือใช้การวิเคราะห์เพอ่ื ตอบในข้อสงสัยที่เดก็ สนใจ
5) พฤติกรรมของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-5 ปี) มีความอยากรู้อยากเห็น เคล่ือนไหวตัวเองอย่างไร
จุดหมาย และมีความสนใจสั้น ชอบเลียนแบบ ชอบเล่นออกแรงมากๆ และชอบเล่นกับเพ่ือน ควรมีการสอดแทรก
พัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ การเรียนรู้ สังคม ภาษา ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถดาเนินชีวิตอยูในสังคมได้ดีใน
อนาคต
6) การตลาดได ศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อของเลนพบวาพอแม่ชอบที่จะซื้อของเลนท่ีตัวเอง
ชอบหรอื อยากเลน่ ในวยั เดก็ ใหลกู เลน่
7) การเล่นเพื่อพัฒนาภาษาไม่ได้จากัดอยู่ที่การเล่นสมมติเท่าน้ัน การอ่านนิทานหรือการเล่น
ประเภทอืน่ ๆ ท่ีเดก็ เล่นแล้วรู้สึกสนกุ ชอบมาก ก็ชว่ ยใหเ้ ดก็ ๆ ไดพ้ ฒั นาการพดู การฟงั ได้อย่างเป็นธรรมชาตเิ ช่นกัน
8) ของเล่นท่ีจัดให้เด็กแต่ละวัยควรมีความปลอดภัย ไม่มคี วามคม/แหลม หรือสามารถที่จะนามา
ทารา้ ยตนเองหรือผู้อ่ืนได้ ผลการวิจัยพบว่าเด็กท่ีผู้ปกครองซ้ือของเล่นประเภทรุนแรงให้เล่นในวัยเด็ก มักโตข้ึนมี
218
พฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง ก้าวร้าว และชอบทาร้ายตนเอง หรือทาร้ายผู้อ่ืน (พูลสุข ศิริพูล ดารุณี จง
อดุ มการณ์ พมิ ภา สตุ รา สพุ ัฒนา ศักดิษฐานนท์, 2550)
3. ปัจจยั ทีต่ ้องคานึงถึงในการจดั กิจกรรมการเลน่ สาหรบั เด็ก
1) ด้านตวั เดก็
- พ้ืนอารมณ์ของเด็ก ผลการวิจัยพบว่าเด็กที่มีอารมณ์พร้อมท่ีจะเล่นจะให้ความร่วมมือในการเล่นต่างๆ
ดีกว่าเด็กที่ร้องไห้งอแง (สาวติ รี วงศ์อินจันทร์, ยุนี พงศ์จตุรวิทย์, นุจรี ไชยมงคล. 2558; สุกัญญา สอนสี ยุนี พงศ์
จตุรวิทย์ นุจรี ไชยมงคล, 2560) เด็กท่ีมีพื้นอารมณ์เป็นเด็กเลี้ยงยาก และเน้นการจัด สภาพแวดล้อมท่ีบ้านให้
เหมาะสมต่อการเรียนร้ขู องเด็ก
- ภาวะการเจ็บป่วย เด็กที่มีการเจ็บป่วย มักมีความรู้สึกไม่สุขสบาย จึงไม่มีความพร้อมในการท่ีจะเล่น
ของเล่นต่างๆ ในภาวะเช่นน้ีเด็กต้องการการอุ้มปลอบโยน การพาเดินเล่น การเปล่ียนสิ่งแวดล้อมเพ่ือช่วย
เบี่ยงเบนเดก็ ไปจากความไม่สขุ สบายทีเ่ ดก็ กาลังเผชญิ
- ความชอบของเด็ก ก่อนการจัดกิจกรรมการเล่นให้เด็ก ควรถามความชอบหรือความสนใจของเด็กก่อน
เสมอ เพ่ือให้การเลน่ เปน็ ส่งิ ที่ชว่ ยให้เด็กมีความสนุกสนานและสามารถเลน่ ได้นานๆ
- พัฒนาการของเด็ก การจัดของเล่นต่างๆควรคานึงถึงพัฒนาการของเด็กเป็นสาคัญ จัดให้เหมาะสมกับ
พัฒนาการของเด็กในแตล่ ะวยั จะช่วยใหข้ องเล่นน้นั ๆมปี ระสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ข้นึ
2) ดา้ นสง่ิ แวดล้อม
สภาพแวดล้อมมีความสาคัญต่อความสนใจในการเล่นของเด็ก (สาวิตรี วงศ์อินจันทร์, ยุนี พงศ์จตุรวทิ ย์, นุ
จรี ไชยมงคล. 2558; สุกัญญา สอนสี ยุนี พงศ์จตุรวิทย์ นุจรี ไชยมงคล (2560) หากต้องการให้เด็กมีความสนใจ
ในการเล่นเพื่อการหวังผลในการรักษา ควรจัดให้เด็กอยู่ในห้องท่ีแยกจากเด็กอื่นๆ มีความสงบและลดการกระตุ้น
จากส่ิงต่างๆ เช่น เสียง แสง เป็นต้น เด็กวัยเดินข้ึนไปควรได้มีโอกาสวิ่งเล่นในสนามที่มีบริเวณกว้างขวางเพ่ือ
พฒั นากล้ามเนอ้ื มัดใหญ่ ควรจัดประสบการณใ์ ห้เดก็ เล่นกลางแจง้ สปั ดาห์ละ 3 วันๆละ 30 นาที (สุมาลี บัวหลวง
, 2557) เด็กทารกควรอยู่ในห้องที่มีความปลอดภัย สะอาด และไม่มีวัตถุแหลมคม สาหรับวัยรุ่นควรจัดให้มหี ้องที่
มีความสงบและมคี วามเปน็ ส่วนตวั
3) ดา้ นความปลอดภยั
การเลือกของเล่นสาหรับเด็กแต่ละวัยต้องคานึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นลาดับแรกเสมอ โดย
พิจารณาวัสดุท่ีใช้ในการทาของเล่นว่าเป็นโทษต่อสุขภาพของเด็กหรือไม่ ในเด็กเล็กควรระวังเร่ืองอุบัติเหตุ การ
พลัดตกหกล้ม การแย่งของเล่นกัน การเล่นของมีคม สาหรับเด็กโตและวัยรุ่นไม่ควรให้เล่นของเล่นที่ช้ีนาให้เกิด
พฤติกรรมก้าวร้าวกหรือนาไปสู่พฤติกรรมรุนแรง เช่น ปืนพลาสติก มีดพลาสติก เป็นต้น (สุกัญญา สอนสี ยุนี
พงศจ์ ตุรวทิ ย์ นจุ รี ไชยมงคล, 2558)
219
4) ด้านเศรษฐกจิ
เลือกของเล่นท่ีมีราคาพอประมาณ ของเล่นราคาแพงไม่ได้แสดงว่าจะมีคุณภาพในการส่งเสริมพัฒนาการ
ได้ดีกว่าของเล่นราคาที่ต่ากว่า การเลือกของเล่นที่ไม่ฟุ่มเฟือยเกินไปเป็นการสั่งสอนให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงิน
เรียนรกู้ ารใชจ้ ่ายอย่างพอเพียง
4. การละเลน่ พน้ื บา้ นของไทยกบั การสง่ เสรมิ พฒั นาการเด็ก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ในหลวงรัชกาลท่ี 9) ได้ทรงสนับสนุนให้มีการส่งเสริม
พัฒนาการของเด็กด้วยการนาการละเล่นพื้นบ้านมาใช้ในโครงการชวนลูกเล่นตามรอยพระยุคลบาท ท่ีเน้นการเล่น
กบั ธรรมชาติ และของเลน่ ท่ีสาคัญท่ีสุดสาหรับเด็ก คือ ตวั ของบิดามารดา
ทัศนีย์ รอดชมภู , กาญจนา เหลืองอุบล , วันเพ็ญ ศิวารมย์. 2558. ได้ศึกษาวิจัยในพ้ืนท่ี 9 จังหวัดภาค
อีสาน เรื่องการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 3-5 ปี ผ่านโปรแกรมการเล่นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและภูมิปัญญา
ท้องถิ่น โดยให้เด็กได้เล่นตามกระบวนการเล่นตามขั้นตอนของกิจกรรม ให้เด็กเล่นของเล่น/มีการละเล่น/ฟังหรือ
ร้องเพลง กล่อมเด็ก/ฟังหรอื เล่านิทาน มีการบูรณาการกับกติกา วินัย การรู้จักรอคอย การช่วยเหลือ มีน้าใจต่อกัน
จินตนาการ คุณธรรมจริยธรรม การกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาหรือด้านการใช้กล้ามเน้ือมัดเล็ก เข้าไปใน
กระบวนการเล่นตามความเหมาะสม โดยครูพี่เล้ียงได้นาโปรมแกรมไปใช้กับเด็กในศูนย์เดก็ เล็ก และประสานความ
ร่วมมือกับ ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการประดิษฐ์และถ่ายทอดการละเล่นตามภูมิปัญญา ให้กับเด็กๆ
ผลการวจิ ยั พบวา่ หลงั การใช้โปรแกรมการเลน่ เด็กมพี ฒั นาการดีข้ึน
ตัวอยา่ งการละเล่นท่ีสง่ เสริมพัฒนาการเดก็ ในด้านตา่ งๆ เช่น
- หมากเก็บ สง่ เสริมการใช้กลา้ มเน้ือมดั เลก็ การประสานงานระหวา่ งมอื กบั ตา การรู้จานวน
- วา่ ว ส่งเสรมิ การใช้สายตา การทราบฤดูกาล
- ขาโถกเถก/ไม้หึง่ ส่งเสรมิ การทรงตวั
- งกู ินหาง ส่งเสริมการใชภ้ าษา การเข้าแถว
- มอญซอ่ นหา/แปะโป้ง สง่ เสริมไหวพรบิ การสงั เกต
- ปิดตาตหี ม้อไหวพรบิ ส่งเสรมิ การเลง็ กะระยะ
- รรี ขี า้ วสาร สง่ เสรมิ การใช้ภาษา วัฒนธรรมรอบตวั
การส่งเสริมให้เด็กไทยรู้จกั การเลน่ กับธรรมชาติ การละเล่นพ้ืนบ้าน ตามรอยพระยุคลบาทนั้น นอกจากจะ
เป็นการส่งเสริมพัฒนาการในด้านร่างกายและจิตใจของเด็กแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย รวมไปถึงการ
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ้ือของเล่นของผู้ปกครอง นับเป็นการดาเนินรอยตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอย่าง
แทจ้ รงิ
220
5. ประโยชน์ของการเล่น
สาหรับเดก็ แต่ละวัยการเลน่ ถอื เป็นหัวใจสาคญั ของการสง่ เสรมิ พัฒนาการที่ครอบคลุมในทกุ ด้าน เด็กทุกคน
ควรได้เล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้รอบด้าน ท้ังพัฒนาการด้านประสาทสัมผัส ความแข็งแรงของร่างกาย
การเล่นเชิงสารวจเพื่อพัฒนาสติปัญญา และการเล่นเพ่ือพัฒนาทักษะทั้งด้านภาษา อารมณ์ และสังคม โดยมี
รายละเอยี ดดังนี้ (สกุ ัญญา สอนสี ยนุ ี พงศจ์ ตรุ วทิ ย์ นจุ รี ไชยมงคล. 2558)
1. การเลน่ เพอื่ พัฒนาประสาทสมั ผสั (Sensory Play)
ตั้งแต่วัยทารก เด็กๆ ก็จะเร่ิมเรียนรู้ด้วยการพัฒนาประสาทสัมผัส ของเล่นสาหรับทารกจึงควรเป็นของ
เล่นที่มีการกระตุ้นประสาทสัมผัสเป็นหลัก เช่น กรุ๊งกริ่งเขย่ามีเสียง กล่องดนตรี โมบายกระด่ิง เป็นต้น เม่ือ
เด็กมอี ายุเข้าสู่วัยเดิน/วัยเตาะแตะ (อายุ 1-3 ป)ี การเล่นจะชว่ ยในเรื่องการพัฒนาประสาทสมั ผัสยงั จาเป็นที่จะต้อง
ส่งเสริมพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เพราะเด็กยังใช้ประสาทสัมผัสด้านต่างๆในการเรียนรู้ มีการใช้นิ้วมือ นิ้วเท้าที่
คลอ่ งแคลว่ มากข้ึน เด็กควรท่ีจะได้เล่นเพื่อพฒั นากล้ามเน้ือมดั ใหญ่ กล้ามเน้ือมัดเล็ก การได้ยนิ การฟัง การได้กล่ิน
การสัมผัสต่างๆ การเล่นเพ่ือพัฒนาประสาทสัมผัส เช่น เล่นทราย เล่นน้า เล่นปั้นดินน้ามัน ระบายสี ดนตรี ร้อง
เพลง หรือฟังนิทาน เพื่อให้เด็กๆ ฝึกฟัง และเห็นภาพต่างๆ ในหนังสือด้วย หรือจะเป็นนิทานท่ีมีของเลน่ เป็นหุ่นน้ิว
หุ่นมอื ให้เดก็ ๆ ได้ฝึกพฒั นากลา้ มเนื้อมัดเลก็ ไปพร้อมๆ กบั การฟงั การอ่านนิทาน
2. การเลน่ เพือ่ พฒั นาความแขง็ แรงของรา่ งกาย (Physical Play)
สาหรับการเลน่ เพ่ือพัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย คณุ พอ่ คุณแม่อาจให้เดก็ ๆ เลน่ ปนี ป่าย วง่ิ ในสนามเด็ก
เล่น กระโดด ป่ันจักรยานสามลอ้ การเต้น เล่นลูกบอล ป้ันดินน้ามัน ขยา ตดั กระดาษ วาดรูป เด็กจะรู้สึกภาคภูมิใจ
ว่าพวกเขาสามารถทรงตัว ควบคุมส่วนต่างๆ ของร่างกาย อีกทั้งยังสามารถป้ัน ตัด จับ ขยาของเล่นของเขาให้
เป็นไปตามแบบที่พวกเขาตอ้ งการได้ และนอกจากนี้ยังเปน็ การฝกึ เร่อื งการยดื หยุ่นความคดิ ใหเ้ ดก็ ๆ ไดด้ ้วย
3. การเลน่ เชงิ สารวจ (Exploratory Play)
การเล่นเชิงสารวจ การเล่นแบบน้ีจะช่วยสง่ เสริมด้านสติปัญญาและช่วยสง่ เสริมการคิดของเด็กได้เป็นอย่าง
ดี เป็นการฝึกให้เด็กใช้ความคิดในการแก้ไขปัญหา โดยเด็กในวัยนี้มักมีความอยากรู้อยากเห็น ชอบสารวจ ชอบ
ค้นหาอยู่แล้ว การเล่นแบบนี้ก็จะสนุกและเหมาะกับช่วงพัฒนาการของเขาเป็นอย่างดี เช่น ลองให้เด็กมองไป
รอบๆ สารวจว่ามีอะไรท่ีเป็นสีแดงบ้าง หรือเวลาไปเดินเล่นในสวน อาจใหเ้ ด็กๆช่วยค้นหาก้อนหินสีดาๆ กลมๆ สัก
3 ก้อน หรือใบไม้สีน้าตาลกรอบๆ สัก 2-3 ใบ (เริ่มจากจานวนน้อย และหาได้ไม่ยากก่อน เพื่อให้เด็กมีกาลังใจใน
การค้นหา) เดก็ ๆ ก็จะไดใ้ ช้ความคิดในการสารวจอย่างสนกุ สนานเพลดิ เพลิน
4. การเลน่ เพือ่ พัฒนาทักษะการแก้ปัญหา (Problem solving play)
เป็นการเล่นท่ีเด็กๆ ได้ใช้ความคิดในการแก้ปัญหา เช่น ระหว่างการเล่นบล็อก เด็กจะต้องคิดว่าจะจับวาง
อย่างไร เรียงอย่างไรให้บล็อกไม่ล้ม หรือออกมาตามรูปแบบที่เด็กต้องการ เป็นต้น นอกจากน้ี เด็กจะได้ฝึกหลาย
อย่างมาก ทั้งความคิด การตัดสินใจ ถ้าบล็อกล้มจะทาอย่างไร ฝึกการคิด การแก้ปัญหาไดด้ ี ในเด็กโตอาจมีการให้
โจทย์ที่เด็กต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ในการอแก้ปัญหาท่ีซับซ้อนมากย่ิงข้ึน การวางส่ิงของในท่ีที่เด็กไม่สามารถหยิบ
221
ได้ง่าย แล้วให้เด็กพยายามหยิบสิ่งของน้ันมาให้ เพ่ือดูว่าเด็กมีความสามารถในการแก้ปัญหาท่ีซับซ้อนมากขึ้นได้
อย่างไร
5. การเลน่ เพอ่ื พฒั นาทักษะสงั คม (Social Play)
การเล่นแบบน้ีเพ่ือให้เด็กได้พัฒนาทักษะทางสังคม อาจให้เด็กได้เริ่มเล่นแบบ “การเล่นคู่ขนาน” ซ่ึง
หมายถงึ การที่เดก็ มีเพอื่ นเด็กคนอน่ื เล่นอยู่ใกล้ๆ กัน แต่ยงั ไมไ่ ดเ้ ล่นด้วยกัน เช่น เวลาไปสนามเด็กเลน่ ก็มักจะมีเด็ก
คนอ่ืนมาเล่นอยู่ใกล้ๆ กัน เป็นต้น แต่จะมีการแนะนาหรือช้ีแจงให้เด็กทราบว่ามีเด็กคนอื่นๆเล่นอยู่ใกล้ๆกัน
เพราะเด็กบางคนอาจยังไม่เคยเล่นกับเด็กคนอื่น แต่เด็กก็จะรู้ว่ามีเด็กคนอื่นเล่นอยู่ใกล้ๆ การจัดการเล่นแบบนี้จะ
นาไปสู่พัฒนาการทางสังคมของเด็กๆ จากต่างคนต่างเล่น เป็นค่อยๆ มาเล่นด้วยกัน ซ่ึงอาจเป็นการเล่นท่ียังไม่มี
กฏเกณฑ์อะไรมาก แต่เด็กจะค่อยๆ พัฒนามาเล่นแบบท่ีอาศัยความร่วมมือกันได้ในท่ีสุด เช่น เล่นช่วยกันหาของ
ช่วยกันสร้างบ้าน ช่วยกันหาใบไม้ ช่วยกันสร้างปราสาททรายด้วยกัน เป็นต้น เป็นการพัฒนาไปสู่การสร้างทักษะ
ทางสังคมทชี่ ว่ ยให้เด็กมกี ารปรับตวั และเรียนรู้ที่จะอย่รู ว่ มกับเด็กอน่ื
6. การเล่นเพอ่ื พฒั นาการใช้สัญลักษณห์ รอื ภาษา (Symbolic Play)
การเล่นท่ีช่วยพัฒนาอารมณ์และภาษาได้อย่างยอดเย่ียม คือ การเล่นบทบาทสมมติ ซ่ึงสนุกมากและเด็ก
ส่วนใหญ่จะชอบเล่นมากเพราะเป็นการส่งเสริมการสร้างจนิ ตนาการของเด็ก เช่น เล่นสมมติไปผจญภัย เล่นซ้อื ของ
สวมบทบาทเป็นตัวละครต่างๆ เป็นต้น ขณะเล่นเด็กจะมีการพูดส่ือสารเพ่ือให้เพ่ือนในกลุ่มเข้าใจ การพูดออกมา
อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเด็กอาจเอามาจากนิทานหรือคิดขึ้นมาเอง หรือเร่ืองท่ีได้ยินได้เห็นมาก่อนแล้ว นอกจากน้ี
เด็กๆ ก็จะได้คิดด้วยว่า จะต้องทาอะไรต่อไปในขณะเล่นสมมติ เดก็ จะเรยี นรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ได้เล่น
และเรียนรู้อย่างสนุกและผ่อนคลาย ช่วยพัฒนาอารมณ์ทางบวก เสริมสร้างทักษะทางภาษา ท้ังการพดู การฟัง เกิด
การจดจาและเรียนรู้ได้ดีเพราะได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานผ่านการเล่นน่ันเอง นอกจากการเล่นบทบาทสมมติแล้ว
การเล่นเพื่อพัฒนาภาษายังมีในรูปแบบอื่นๆ เช่น การอ่านนิทาน การร้องเพลง หรือการเล่นประเภทอื่นๆ ท่ีเด็ก
เล่นแลว้ ร้สู กึ สนกุ ก็ช่วยใหเ้ ดก็ ๆ ไดพ้ ัฒนาการพูด การฟังได้อย่างเปน็ ธรรมชาติเช่นกัน
7. การเลน่ เพือ่ พัฒนาสมั พนั ธภาพในครอบครัว (Family relationship play)
การเล่นเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่ีน้องให้มีความผูกพันกันมากยิ่งข้ึน การท่ีบิดา
มารดาได้มีเวลาเล่นกับเด็ก จะช่วยให้เด็กมีความรัดและความผูกพันกับบิดามารดามากย่ิงข้ึน นอกจากนี้ยังเป็น
การช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเดก็ อีกด้วย บิดามารดาบางคนกังวลว่าจะเล่นกบั ลูกไม่เป็น ไม่ทราบว่าจะ
เล่นกับเด็กอย่างไรหรือจะซื้อของเล่นอะไรให้เด็ก โดยเฉพาะบิดามารดาท่ีมีลูกคนแรก ทาให้อาจขาดการจัด
กิจกรรมการเล่นกับเด็กอย่างต่อเนื่อง ความจริงคือ ตัวของบิดามารดาคือของเล่นที่ดีท่ีสุดของเด็ก ส่ิงท่ีเด็ก
ต้องการมากท่ีสุดคือการที่บิดามารดาให้เวลาเขา ทากิจกรรมร่วมกับเด็กด้วยความรกั ความอบอุ่นความเอาใจใส่ ไม่
ว่าจะเป็นการเล่านิทาน ทางานบ้าน ล้างจานด้วยกัน ใช้เวลาด้วยกัน ล้วนเป็นส่ิงท่ีทาให้เด็กๆ ประทับใจ ทาให้เขา
ผูกพันกับบิดามารดา โดยท่ีบิดามารดาไม่จาเป็นต้องมีเทคนิคพิเศษอะไร ขอเพียงแค่ใช้เวลากับเด็ก ปล่อยให้เด็ก
เปน็ ผูน้ าในการเลน่ บดิ ามารดาเป็นผตู้ าม ได้ผลคุม้ ค่าโดยไม่ต้องเสียเงินในการซอื้ ของเลน่
6. การจัดการเล่นเพ่ือส่งเสรมิ พฒั นาการเดก็ ตามวัย
222
การเล่นเป็นกิจกรรมสาคัญสาหรับเด็ก เปรียบเสมือนการทางานของวัยผู้ใหญ่ การจัดการเล่นที่สอดคล้อง
กับความสามารถและทักษะของเด็กแต่ละวัย จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้มีความก้าวหน้ามากย่ิงขึ้น
ร า ย ล ะ เอี ย ด ดั ง ใน ต า ร า ง ก า ร จั ด ก า ร เล่ น เพ่ื อ ส่ ง เส ริ ม พั ฒ น า ก า ร เด็ ก ต า ม วั ย ด้ า น ล่ า ง นี้
(http://www.med.cmu.ac.th/hospital/nped/2011/index.php?option=com_content&view=article&id
=93:play&catid=94:child-development&Itemid=435)
อายุ การส่งเสริมพฒั นาการ กจิ กรรมการเล่น
1-3 เดอื น เคลื่อนไหวรา่ งกาย แขน ขา ได้ 2 ขา้ งเท่ากัน สารวจ การอุ้มสัมผัสพูดคุย เด็กจะย้ิมและ
ส่ิงต่างๆรอบๆตัว จ้องมองและเคล่ือนสายตาตาม ตอบสนองต่อเสียงรอบข้าง ของเล่น
วัตถุที่เคลื่อนที่ใช้มือคว้า เอ้ือมหยิบส่ิงของ อาจจะ กระตุ้นสายตา โมบายสีสดใสกรุ๋งกร๋ิง
จับถูกบ้างผิดบ้าง เนื่องจากการประสานงานระหว่าง เขยา่ มีเสียงดัง ฟังเพลงบรรเลงเบาๆ
กล้ามเนือ้ ตาและมอื ยังไม่สมบรู ณ์
4-5 เดอื น เด็กเร่ิมจาวัตถแุ ละบุคคลใกลช้ ิดได้ คอแข็ง พลิกคว่า ของเล่นท่ีใช้มือจับ เขย่ามีเสียง ควร
ได้ ใช้แขนได้ดีข้ึน หมุนตัวหรือคืบไปข้างหน้าได้ เป็นของเล่นที่ปลอดภัย ไม่มีความคม
พยายามไขวค่ วา้ ส่ิงของที่ต้องการดว้ ยตัวเอง ชอบถือ และเอาเข้าปากได้โดยไม่เป็นอันตราย
ของเล่นฟาดไปมา จับของเล่นเข้าปาก จับให้นั่งได้ เม่ือเลน่ ยอกล้ออารมณ์ดีจะหัวเราะเสียง
แตย่ ังน่งั เองไมไ่ ด้ ดงั
5-6 เดอื น เคล่ือนไหวได้คล่องขึ้น สนใจสง่ิ ต่างๆรอบตวั อยากรู้ ของเล่นท่ีจับแกว่งแล้วมีสียงดัง ยางกัด
อยากเห็น อยากหยิบจับของทุกอย่างท่ีมองเห็น บาง นิ่มๆ กล่องดนตรี เล่นกับเงาตัวใน
คนสามารถน่ังได้เอง เมื่อจับยืนเท้าสองข้างจะวาง กระจก
แนบกบั พ้นื เด็กบางคนจะร้องเมื่อเหน็ คนแปลกหนา้
6-7 เดอื น นั่งพิงเก้าอี้ได้ น่ังตามลาพังได้ มองของเล่นและ ของเล่นประเภทท่ีมีเสียง เล่นรุนแรงขึ้น
พิจารณารายละเอียด เลน่ ตุ๊กตาลม้ ลกุ ตุ๊กตาไขลาน ชอบเพลง
ท่ีมจี ังหวะ
7-8 เดอื น คลานได้ เร่ิมซน บางคนชอบปีนขึ้นเก้าอี้ คลานข้ึน ของเล่นชนิดเดิมท่ีมีเสียง เริ่มสนใจ
บันได ชอบร้ือของเล่นออกจากกล่อง/ตะกร้า ของ สิ่งของภายในบ้าน ชอบเล่นของเล่นช้ิน
เล่น ใช้มือปัดออกเมื่อไม่ต้องการสิ่งนั้น เม่ือถูกแย่ง ให ญ่ เช่ น ไม้ ข น ไก่ ท่ี ตั ก ผ งข ย ะ
ของจะโกรธและรอ้ งไห้ ฟนั เรม่ิ ขนึ้ โทรศัพท์ เลอื กของเล่นดว้ ยตัวเอง
8-9 เดอื น คลานได้คล่องข้ึน คลานไปไหนๆก็ได้ เร่ิมปีนข้ึน เล่นจ๊ะเอ๋เป็น ชอบใจจะหัวเราะเสียงดัง
เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน เร่ิมเข้าใจความหมายของ ชอบเลน่ ทเ่ี คาะแล้วมีเสียงดัง เช่น กลอง
คาพูดและเปล่งเสียงได้ เช่น หม่าๆ เลียนแบบคาสั่ง ระนาด ขยบั ร่างกายตามจังหวะเพลง
ง่ายๆได้ เช่น “บ๊ายบาย สาธุ”
9-10 เดอื น เกาะยืนได้ บางคนเกราะเดินได้ ซนมากขึน้ และไม่อยู่ สนใจสิ่งแวดล้อมในบา้ น ชอบเล่นของใช้
223
อายุ การส่งเสรมิ พฒั นาการ กิจกรรมการเลน่
10-11 เดือน นิ่ง สนใจสิ่งของทุกอย่างท่ีมองเห็น ชอบเลียนแบบ ใน บ้ าน เช่ น ถ้ ว ย ช าม ช้ อ น ข ว ด
11-12 เดือน
1-11/2 ปี ท่าทางผใู้ หญ่ เขา้ ใจคาวา่ ไม่ หยา่ ทา เครื่องสาอาง ปล๊ักไฟ เล่นเพราะสารวจ
11/2 -2 ปี
2-3 ปี อยากรู้อยากเห็น ต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด
3-4 ปี แ ล ะ ค อ ย ร ะ มั ด ร ะ วั ง อุ บั ติ เห ตุ ที่ อ า จ
เกิดข้ึนจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของ
เดก็
เม่ือเกาะเดินเก่งข้ึน เด็กก็จะเร่ิมปล่อยมือและตั้งไข่ เล่นของเล่นที่เป็นบล็อกจับเข้าจับออก
เปิดบานประตูเล็กได้ เปิดลิ้นชักได้ อยากทดลองทา ฆ้อนตอกหมุดเป็นสีๆ ดูหนังสือภาพ
ทั้งๆท่ีรู้วา่ ห้ามทา บางคนเรยี ก พอ่ แม่ ได้ เปิดหนังสือภาพ เป่ากันหันลม เป่าฟอง
สบู่
เริ่มก้าวเดิน ไต่ขึ้นบันไดได้เอง พูดเป็นคาได้ เช่น เล่นเชิงสารวจ เล่นรถลาก เล่นสนาม
หมา ป้า ไป ไม่ เด็กบางคนอาจจะยังไม่พูดแต่ฟังรู้ เดก็ เลน่ แกวง่ ชิงช้า ม้าโยก ม้าหมุน
เร่ือง มีความอยากรู้อยากเหน็ มากขึ้น ชอบเท่ียวนอก
บา้ น
เดินได้เอง ถือถ้วยน้าดืม่ เองได้ ใช้ช้อนตักอาหารเข้า เรียนรู้นอกบ้าน เท่ียวสวนสัตว์ ฝึกพูด
ปากได้บ้าง เมื่อกลัวจะเกาะติดแม่หรือพ่ีเล้ียง ชอบ และจาภาพในสมุดภาพ ฟังนิทานก่อน
สารวจนอกบ้าน พูดเป็นคาๆ และพูดได้หลายคา นอน เล่นตุ๊กตารูปคนและรูปสัตว์ เล่น
เรียกชือ่ คนใกล้ชิดได้ รถ นั่งบนรถทใี ช้ขายนั ไปขา้ งหน้า
เดินได้มั่นคง ข้ึนบันไดได้ ว่ิงได้ บางคนเริ่มเดินถอย เล่นเคร่ืองเล่นกลางสนาม เล่านิทาน
หลงั ได้ มีความเปน็ ตัวของตัวเองมากขึ้น พดู คุยรู้เร่อื ง เสริมสร้างจินตนาการ ต่อบล็อกรูปทรง
แสดงความเป็นเจ้าของในของใช้ของตน เช่น รองเท้า เรขาคณิต ขีดเขียนบนกระดาษ ปั้นดิน
ถว้ ยชาม ของเลน่ หนังสือ นา้ มัน เต้นตามจังหวะเสียงเพลง
วิ่งเร็วข้ึน ช่วยตัวเองได้มากข้ึน แต่งตัวได้บางส่วน ชอบเลน่ นอกบา้ น เล่นทราย เล่นน้า ป่ัน
รบั ประทานอาหารเองได้ จดั ดินสอขีดเขยี นได้ จักยานสามล้อได้ ต่อบล็อก วาดรูป
ระบายสี ดูการ์ตูน เล่นกับเพื่อนวัย
เดียวกันได้แต่เล่นได้ไม่นาน ถ้าเล่นใน
บ้านจะเล่นได้ไม่นาน จินตนาการสูง
ชอบเล่นบาบาทสมมตุ ิกบั เพ่ือน
จินตนาการสร้างสรรค์พัฒนารวดเร็วมาก ทากิจวัตร เล่นของเล่นชนิดเดิม เร่ิมแยกเพศ
ประจาวนั ไดด้ ้วยตวั เองหลายอย่าง ชอบช่วยงานบา้ น เด็กชายเล่นรถ/หุ่นยนต์ เด็กหญิงเล่น
มคี วามอยากรู้อยากเห็น ต้องการค้นหาส่ิงใหม่ๆ เด็ก ตุ๊กตา แต่งตัวตุ๊กตา ชุดทาครัว ป้ันดิน
จะมีคาถามถามผใู้ หญอ่ ยบู่ ่อยๆ เลา่ เรอ่ื งสน้ั ๆได้ น้ามัน เล่นเกมแบบมีกติกาการเล่นได้
224
อายุ การสง่ เสริมพัฒนาการ กิจกรรมการเล่น
4-5 ปี
ฝกึ ว่ายน้าได้ หดั ถบี จักยาน
5-6 ปี
6-9 ปี ใช้แขนขาได้อย่างอิสระตามต้องการ กระโดด ตลี ังกา เร่ิมมีความชอบในการเล่นที่แตกต่างกัน
10-12 ปี
ยืนขาเดียว ว่ายน้าเป็น เด็กบางคนข่ีจักรยาน 2 ล้อ เช่น ชอบร้องเพลง/เสียงเพลง ชอบกีฬา
ได้ เด็กจะจดจาเคร่ืองหมายและสัญลักษณ์ต่างๆได้ ชอบหนังสือ ชอบศิลปะ ชอบเล่นสิ่งที่
แม่นยา รูจ้ ักวนั เวลา สี มีความฝนั ตามจินตนาการ ชอบและเล่นซ้าๆไม่รู้จักเบื่อ สนุกและมี
ความสขุ กับการเล่นส่งิ น้นั ๆ
สามารถทากิจวัตรประจาวันของตนเองได้และมี เล่นเหมือนเดิม เล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่ม
ความรับผิดชอบ รู้จักความอดทน รู้หน้าที่ ทา เล่นเป็นทีม เช่น ว่ิงเปี้ยว วิ่งผลัด มอญ
กิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อนๆได้ กล้าแสดงความ ซ่อนผา้
คิดเห็นของตนเอง
เรียนรู้พฤติกรรมการเข้าสังคมได้ดี มีวัฒนธรรมและ เล่นรวมกันทั้งเพศหญิงและเพศชาย
มารยาททางสังคม ต้องการเป็นท่ียอมรับในกลุ่ม เล่ น เกม ที่ มี แพ้ และช น ะ เล่น กีฬ า
เพ่ือน กลางแจ้ง ข่ีจักรยาน กระโดดเชือก เตะ
บอล
ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีผลต่อการ การเล่นลดลง ชอบการแข่งขันเป็นกลุ่ม
เปล่ียนแปลงด้านอารมณ์ด้วย เร่ิมเป็นตัวของตัวเอง เล่นกีฬาที่ต้องใช้ทักษะมากข้ึน เด็กชาย
ชอบอิสระ ตัดสินใจเอง ไม่ชอบให้ผู้ใหญ่ยุ่งเรื่อง เล่นเครื่องยนต์กลไก เด็กหญิงชอบงาน
ส่วนตัว เริ่มสนใจเพ่ือนเพศตรงข้าม สัมพันธภาพ บ้าน งานฝมี ือ หตั ถกรรมต่าง
ระหว่างเพศไม่แน่นอน มีความคิดริเริ่มในการทา
โครงการต่างๆ อ่านหนังสือไดด้ ีเกอื บเทา่ ผใู้ หญ่
6. การจัดการเล่นสาหรับเดก็ ทีเ่ ขา้ รับการรักษาในโรงพยาบาล
การจัดกิจกรรมการเล่นในโรงพยาบาลสาหรับเด็กป่วยถือเป็นบทบาทหน้าท่ีหนึ่งของพยาบาลในด้านการ
สง่ เสรมิ สุขภาพสาหรับเด็กทีม่ ภี าวะเจ็บปว่ ย โดยมีประเภทของการเล่นในโรงพยาบาล แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1) การเล่นเพื่อบาบัด (Play therapy) เพ่ือลดพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนของเด็ก เป็นกิจกรรมเพื่อการปรับ
พฤติกรรมของเด็ก เป็นการใช้การเล่นเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและการรักษาปัญหาทางจิตหรือปัญหา
พฤติกรรมอื่นๆของเด็ก ในกรณีท่ีเด็กไม่สามารถบอกปัญหาของตนเองได้ แต่จะแสดงความรู้สึกนึกคิด
หรือความรู้สึกของตนเองออกมาผ่านทางการเล่นหรือของเล่นต่างๆ เป้าหมายของการบาบัดด้วยของ
เล่นเพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่าจะแสดงออกและแก้ปัญหาของตนได้อย่างไร การบาบัดด้วยการเล่นเป็น
225
วิธกี ารของนกั จติ วทิ ยาที่จะนามาใช้เพอ่ื การบาบัดรักษาต่อไป ตัวอยา่ งของการบาบัดด้วยการเล่น เช่น
การให้เด็กวาดภาพที่สะท้อนความกลัว การให้เด็กเล่นชกกระสอบทรายเพื่อสังเกตพฤติกรรมการใช้
ความรุนแรง เปน็ ตน้
2) การเล่นเพื่อการรักษา (Therapeutic play) เพ่ือเตรียมเด็กท้ังทางด้านร่างกายและจิตใจ สาหรับ
เหตุการณ์ที่จะมาถงึ เพ่อื ช่วยใหเ้ ด็กมีการเตรียมพร้อมรับสถานการณน์ ้ันไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพและไม่
ทุกขท์ รมาน แบ่งเป็น
- การเล่นเพอื่ การรักษาโดยตรง (Direct therapeutic play) เป็นกิจกรรมท่ีพยาบาลสร้างข้ึนโดยให้
เด็กมีส่วนร่วม เช่น เด็กกลัวการฉีดยา การให้สารน้าทางหลอดเลือดดา พยาบาลจัดของเล่น
เก่ียวกับการฉีดยาและการให้สารน้าทางหลอดเลือดดาให้เด็กได้เล่นและเรียนรู้ก่อน ที่จะทา
หัตถการนั้นๆ
- การเล่นเพ่ือการรกั ษาโดยอ้อม (Non-Direct therapeutic play) เป็นกิจกรรมท่ีเด็กเป็นฝ่ายริเริ่ม
และเลน่ เอง แต่เก่ียวขอ้ งกับหัตถการที่เดก็ จะไดร้ ับ เชน่ เด็กจะต้องได้รับสารน้าทางหลอดเลือด
ดา ขณะกาลังรอพยาบาลเตรยี มอุปกรณ์เดก็ ได้เห็นของเล่นท่ีเกี่ยวข้องกับการใหส้ ารน้าทางหลอด
เลือดดา แลว้ เดนิ เขา้ ไปหยิบเล่นจาลองว่าตนกาลังไดร้ ับหัตถการนั้น เป็นต้น
3) การเล่นเพื่อนันทนาการ (Recreation play) เป็นการเล่นเพ่ือความบันเทิงหรือผ่อนคลายอารมณ์ของ
เด็ก ตามความชอบของเด็กแตล่ ะคน
การจัดกิจกรรมการเล่นสาหรับเด็กทารก เด็กเล็ก และเด็กโตหรอื วัยรุ่นมีความแตกต่างกัน ควรมีการจัด
กิจกรรมการเล่นให้สอดคล้อง เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย พยาบาลควรจัดกิจกรรมการเล่นโดย
คานึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดแก่เด็ก และควรสนับสนุนให้เด็กได้มีกิจกรรมการเล่นท่ีเหมาะสมในทุกสภาวะการ
ทัง้ ในภาวะสขุ ภาพปกตแิ ละในภาวะเจ็บปว่ ย
226
เอกสารอา้ งอิง
Ana Gabriela Bertozzo Francischinelli, Fabiane de Amorim Almeida, Daisy Mitiko Suzuki Okada
Fernandes. 2011. Routine use of therapeutic play in the care of hospitalized children:
nurses’ perceptions. Acta Paul Enferm, 2012, 25(1):18-23.
สุกัญญา สอนสี ยุนี พงศ์จตุรวิทย์ นุจรี ไชยมงคล. 2560. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของมารดาในการ
ส่งเสริมการเล่นแก่บุตรวัยก่อนเรียน. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 28 (ฉบับท่ี 1
มกราคม - มิถุนายน 2560): 90-99.
สาวิตรี วงศ์อินจันทร์ ยุนี พงศ์จตุรวิทย์ นุจรี ไชยมงคล. 2558. ปัจจัยทานายพฤติกรรมการเล่นของเด็กวัยก่อน
เรียนท่ีเข้ารับบริการ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา. 10 (ฉบับท่ี 1
มกราคม - มิถนุ ายน 2558): 65-76.
สุมาลี บัวหลวง. 2557. ผลของการใช้เกมการเล่นกลางแจ้งท่ีมีต่อพฤติกรรมร่วมมือของเด็กปฐมวัย. ปทุมธานี :
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุร.ี
สุกัญญา สอนสี ยุนี พงศ์จตุรวิทย์ นุจรี ไชยมงคล. 2558. พฤติกรรมของมารดาในการส่งเสริมการเล่นในบุตรวัย
ก่อนเรียนและปัจจัยที่เก่ียวข้อง. รายงานเน่ืองจากการประชุมสัมมนาวิชาการนาเสนองานวิจัยระดับชาติ
และนานาชาติ (proceedings) เครือข่ายบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ คร้ังท่ี 15.
http://gs.nsru.ac.th/files/6/17%20%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0
%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%20%20%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%
B8%AA%E0%B8%B5.pdf
กนิษฐา เรืองวรรณศกั ดิ์, แวววิมล คงเสถยี ร. 2560. การออกแบบของเด็กเลนเพ่ือพฒั นาการกลามเนอ้ื ใหญ สาหรับ
เดก็ 3-5 ป . วารสารสวนสนุ ันทาวิชาการและวิจยั . 11(1)(มกราคม-ธนั วาคม): 31-40.
ธีรชัย บุญยะลีพรรณ, ทัศนีย์ รอดชมพู, จินตนา พัฒนพงศ์ธร. 2559. การละเล่นพื้นบ้านกับพัฒนาการเด็กไทย.
เวทีสัมมนาวิชาการกรมอนามยั ครั้งที่ 2/2559 เรอ่ื ง “การละเล่นพนื้ บ้านกับพัฒนาการเด็กไทย” วันที่ 11
พฤษภาคม 2559 ณ ห้องประชุมกาธร สุวรรณกิจ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้นจาก
http://oec.anamai.moph.go.th/ewt_dl_link.php?nid=530 , 18 ธนั วาคม 2561.
227
ทัศนีย์ รอดชมภู , กาญจนา เหลืองอุบล , วันเพ็ญ ศิวารมย์. 2558. การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 3 – 5 ปี ผ่าน
โปรแกรมการเล่นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและภูมิปัญญาท้องถิ่น เขตสุขภาพที่ 7 และ 8. นนทบุรี:
กรมอนามัย.
พูลสุข ศิริพูล ดารุณี จงอุดมการณ์ พิมภา สุตรา สุพัฒนา ศักดิษฐานนท์. 2550. การเล้ียงดูเด็กของ
ครอบครวั อสี าน. ขอนแก่น: มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
228
หน่วยท่ี 7.1 การสรา้ งเสริมสุขภาพเด็กแบบองค์รวม วัยทารกแรกเกดิ และทารก
อาจารย์ ดร. อัจฉริยา วงษ์อินทร์จนั ทร์
อาจารย์ ณริดา รัตนอมั พา
เนอ้ื หาประกอบด้วย 3 ส่วนดงั นี้
1. ความหมายของทารกแรกเกิดและทารก
2. สรีรวทิ ยาของทารกแรกเกิดและทารก
3. การพยาบาลเดก็ ทารกแรกเกดิ และทารกแบบองคร์ วม
วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
เพอื่ ใหผ้ ูเ้ รียนสามารถ
1. อธิบายความหมายของทารกแรกเกิดและทารกได้
2. อธิบายสรรี วิทยาของทารกแรกเกดิ และทารกได้
3. อธิบายการพยาบาลเด็กทารกแรกเกิดและทารกแบบองค์รวมได้
การพยาบาลทารกแรกเกิดและทารกท่มี ีสุขภาพปกติ พยาบาลต้องใช้หลักการสร้างเสริมสขุ ภาพ โดยตอ้ งมุ่งเน้น
ท่ีการส่งเสริมให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และป้องกันการเจ็บป่วยท่ีอาจเกิดข้ึน โดยปฏิบัติตามหลักการดูแลอย่าง
ครบถ้วน เพราะทารกแรกเกิดและทารกเป็นช่วงสาคัญของชีวิต เน่ืองจากเป็นช่วงท่ีมีการเปล่ียนแปลงมากทาง
สรรี วทิ ยา ซึง่ จะพบอัตราการเจ็บปว่ ยและอตั ราตายของทารกในระยะนส้ี ูงกวา่ เดก็ วัยอน่ื ๆ ดงั นั้นพยาบาลท่ีทาหนา้ ท่ี
ดูแล จะต้องเข้าใจถึงหลักการการพยาบาลทารกแรกเกิดและทารกที่ความแตกต่าง อีกทั้งต้องมีความรู้เก่ียวกับ
ลักษณะทางสรีรวิทยา ธรรมชาติ การเจริญเติบโตพัฒนาการ พัฒนกิจ ปัญหาสุขภาพและพฤติกรรมไม่พึงประสงค์
ของทารกแรกเกิดและทารก เพ่ือนาสู่การดูแลแก้ไข พร้อมการสร้างเสริมสุขภาพท่ีเหมาะสมอย่างเป็นองค์รวม ดัง
รายละเอยี ด
ความหมาย
การพยาบาลทารกแรกเกดิ และทารก
ทารกแรกเกิด หมายถึง เด็กทารกที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 28 วันหลังคลอด ทารกต้องเปล่ียนแปลง
จากที่ทางานเม่ือเป็นทารกท่ีต้องพ่ึงตนเอง อยู่ภายนอกครรภ์มารดา แต่เนื่องจากอวัยวะต่างๆยังทางานไม่สมบูรณ์
จงึ ทาให้ทารก มอี ัตราการเกิดโรคและอตั ราตายสูงกวา่ ระยะอนื่ ๆ ของงชวี ิต
ทารก หมายถึง เด็กท่ีมีอายุตั้งแต่ 1 เดือนถึง 1 ปี ทารกมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการรวดเร็วต่อเน่ือง
ตลอดระยะเวลาหน่ึงขวบแรก
229
การประเมินอายุครรภ์ทารกแรกเกิด
ทารกแรกเกิดครบกาหนด หมายถึง ทารกแรกเกิดที่มีอายุครรภ์มากกว่า 37 - 42 สัปดาห์ ช่วงอายุครรภ์
ดังกล่าวทารกจะมีการเจรญิ เติบโตที่พรอ้ มตอ่ การดารงชีวิตนอกครรภ์มารดา การนับอายุครรภ์สามารถนบั ได้จากวัน
แรกของประจาเดือนครั้งสุดท้าย ซึ่งหากประจาเดือนของมาดามีความสม่าเสมอการนับอายุครรภ์จากประจาเดือน
ครง้ั สดุ ท้ายน้ีจะมคี วามสอดคลอ้ งกบั การนบั อายุครรภ์ของเด็กจากการประเมนิ ร่างกายหลงั เกิด ท่ีเรียกว่า บาลลาร์ด
สกอร์ (Ballard score) ดังตารางที่ 1 2 และ 3 (Gomella, Cunningham, & Eyal, 2013)
การประเมนิ ยนื ยนั อายุทารกแรกเกดิ ด้วย Ballard score
230
ตาราง 3 บอกอายคุ รรภ์ ดว้ ย Ballard score
ค่าคะแนน สัปดาห์
-10 20
-5 22
0 24
5 26
10 28
15 30
20 32
25 34
30 36
35 38
40 40
45 42
50 44
231
การประเมินการเกดิ มีชีพของทารกแรกเกดิ
ทารกแรกเกิดทกุ รายจะได้รับการประเมินการเกิดมีชีพดว้ ย การประเมินค่าคะแนน APGAR SCORE ตั้งแต่
อยู่ในห้องคลอด คา่ คะแนน APGAR ประกอบดว้ ย
คะแนน Apgar เปน็ การประเมนิ ภาวะสขุ ภาพทารกทันทแี รกเกดิ เป็นระบบการให้คะแนนสภาวะ
ของทารก ท่ี 1 แล ะ 5 นาที หลังเกิดโดยแพทย์และพยาบาลผดงุ ครรภต์ ้องประเมนิ อาการแสดง 5 รายการ คือ การ
เคลื่อนไหวแขนขาความตึงตวั กลา้ มเนอ้ื อัตราการเต้นของหัวใจ การตอบสนองเม่ือถูกกระตุ้นสีผวิ และ การหายใจ
แต่ละอาการแสดง มี ระดบั คะแนน 0 1 และ 2 โดยมคี ะแนน เต็ม เท่ากับ 10 คะแนน Apgar 8 ถงึ 1 0 แสดงถึง
ทารกมี สุขภาพ เมื่อแรกเกดิ ปกติ และไมต่ ้องการการกชู้ ีพ และการดูแลพิเศษ คะแนน Apgar อยา่ งเดียวไม่สามารถ
บง่ บอกสาเหตุของปญั หาหรือความเบี่ยงเบนของภาวะสุขภาพที่อาจปรากฏภายหลงั เกดิ คะแนน Apgar จึงเป็น
ขอ้ มลู หน่งึ ในฐานของประวัติการเกิดท่ี ใช้รว่ มกบั ผลการตรวจรา่ งกาย เพ่ือวนิ ิจฉัยปัญหาสขุ ภาพของทารก แสดงใน
ตารางท่ี 4
ตารางที่ 4 การใหร้ ะดับคะแนน Apgar ตามอาการแสดงของทารกอาการแสดง
อ า ก า ร แ ส ด ง คะแนน
012
A = Activity ป ว ก เ ปี ย ก งอแขนขาเล็กน้อย เ ค ล่ื อ น ไ ห ว ดี
ค ว า ม ตึ ง ข อ ง (Limp) (Some flexion) (Well flexed)
กลา้ มเนอื้ (Tone)
P = Pulse rate ไ ม่ มี ชา้ (ต่ากว่า 100) เกิน 100
อัตราการเต้น ของ (Absent)
หัวใจ (คํรง้ / นาท)ี
G = Grimace ไ ม่ ต อ บ ส น อ ง ห น้ า เ บ ะ ร้ อ ง เ สี ย ง ดั ง
การตอบสนองเมื่อถูก (No response) (Grimace) (Cry, sneeze)
กระตุ้น รอ้ งเสียงเบา
A = Appearance เขียวคล้าท่ัวร่างกาย ล า ตั ว แ ด ง แดงท้ังรา่ งกาย
สี ผิ ว ห รื อ ซี ด เขียวคล้า ท่ี แขนขา (Completely pink)
(Blue, pale)
R = Respiration ไม่หายใจ ชา้ ไมส่ ม่าเสมอ ดี ร้ อ ง ดั ง
การหายใจ (Strong cry)
232
สรรี วทิ ยาของทารกแรกเกิด
1. ระบบทางเดนิ หายใจ
ทั้งชีวิตทารกเกิดจะเริ่มสนใจเอง โดยปลอดจะทาหน้าท่ีและเป็นทารกปกติจะหายใจภายใน 1 นาทีหลัง
คลอด การหายใจเกดิ ขึน้ จากปัจจยั 4 ประการ ได้แก่
1. ปจั จยั ดา้ นการรับสมั ผัส ( Sensory stimulus) ทารกสัมผัสกบั สง่ิ แวดลอ้ ม แสง เสยี ง อุณหภูมิ ที่
เปลี่ยนแปลง จงึ กระตนุ้ ระบบประสาทบรเิ วณผิวหนงั และส่งใครต่อไปศูนยห์ ายใจทาให้เกิดการ
หายใจคร้งั แรก
2. ปัจจยั ดา้ นเคมี (Chemical stimulus) การปลกู และสายสะดอื ทาให้การไหลเวยี นของเลอื ด
ทารกทาให้ระดบั ออกซิเจนในกระแสเลือดลดลงและมนุษย์สรา้ งขน้ึ เกิดภาวะเลือดเป็นกรดส่งผล
ทาให้เกดิ การกระตุ้นท่ี chemo receptors สง่ กระแสประสาทไปศูนยห์ ายใจท่สี มอง ทาใหเ้ กิด
การหายใจครงั้ แรก
3. ปจั จยั ด้านอณุ หภมู ิ (Thermal stimulus) อณุ หภมู สิ ิง่ แวดลอ้ มเกิดลดลงจากอยูใ่ นครรภ์มารดา
(37 องศาเซลเซยี ส) ทาให้อณุ หภูมิกายทารกลดลง เกิดการปรับตวั เพ่มิ อุณหภมู ิต้องใชอ้ อกซิเจน
ในการเผาผลาญเพ่ือใหเ้ กิดพลงั งาน มีผลให้ระดับออกซเิ จนในเลอื ดลดลง จงึ เกดิ จึงเกดิ กลไก
เช่นเดียวกบั ปัจจัยด้านเคมี
4. ปจั จยั ด้านกายวิภาค (Physical stimulus) ขณะคลอด ทรวงอกของทารกถูกบีบรัดชอ่ งทางการ
คลอด ส่งผลให้นา้ ครา่ ทีอ่ ย่ใู นปอดถูกบีบออก เมื่อการออกมาแล้วปอดจะขยายตวั เพอ่ื กลบั คนื สู่
สภาพเดมิ อากาศเยน็ เขา้ แทนท่ี จงึ ทาให้เกิดการหายใจคร้งั แรก
2. ระบบหัวใจและการไหลเวียนโลหติ
เม่ือทารกเกิดแล้วมีการหายใจด้วยปอดเลือดที่ผ่านปอดจะเพิ่มข้ึนตามมา 15 เท่า ดังนั้นเลือดไหลกลับ
เข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายเพิ่มข้ึน ส่งผลให้ความดันในหัวใจห้องบนซ้ายมากกว่าความดันในหัวใจห้องบนขวา จึงทาให้
ฟอราเมน โอวาเล (Foramen Ovale ) ปิดนมภายในไม่ก่ีนาทีหลังเกิดและมีร้อยละ 10-15 ท่ีจะไม่มีการปิดสนิท
ตลอดไป
ปริมาตรของเลือดของทารกแรกเกิดครบกาหนดมีประมาณ 80-85 มิลลิลิตรต่อน้าหนักตัว 1 กิโลกรัม
Hunger ปรมิ าตรของเลือดโดยเฉลี่ยเท่ากับ 300 มิลลิลิตร การวดั ค่าความดันโลหติ ที่ได้ผลดีในทารกแรกเกิด การ
ใช้คลนื่ เสยี งความถสี่ ูง (Dopplar Ultrasound หรอื Dinamap)
สารน้าและอิเลคโตรไลท์ สารน้าในร่างกายของทารกแรกเกิดต่อน้าหนักตัวมีปริมาณ มากกวา่ ผู้ใหญ่ ทารก
อายุ 10 สัปดาห์ในครรภ์ มีส่วนประกอบเป็นน้าถึง 94 เปอร์เซ็นต์ต่อมาค่อยๆ ลดลง เหลือ 70 ถึง 80
เปอร์เซ็นต์เม่ือครรภ์ครบกาหนด จึงทาให้ร่างกายของทารกมีระดับของโซเดียมและคลอไรด์สูง ทารกแรกเกิด
มักจะเกิดความไม่สมดุลย์ของสารน้าและอิเล็กโตรไลท์ได้ง่าย เน่ืองจากพื้นที่ผิวของร่างกายมีมากเม่ือเทียบกับ
233
น้าหนักตัว ทาให้น้าสูญเสียจากร่างกายได้ง่าย อัตราการเผาผลาญต่อน้าหนักตัวในทารกแรกเกิดมีมากกว่าของ
ผูใ้ หญ่ 2 เท่า
3. ระบบการควบคมุ อุณหภูมิของร่างกาย
ทารกแรกเกิดมักจะมีความลาบากในการควบคุมอุณหภูมิของรา่ งกาย เพราะ หารกมีพ้ืนท่ีผิวกายกว้างกว่า
ผู้ใหญ่ เม่ือเทียบกับนําหนักตัว อีกทั้งมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย จนทาให้ความร้อนภายในร่างกายถ่ายเทให้สิ่งแวดล้อม
ได้ง่าย รวมทั้งศูนย์ควบคุมอุณหภูมิท่ีไฮโปทาลามัสยังทาหน้าท่ีไม่สมบูรณ์ ส่ิงเหลา่ นี้ล้วนเป็นสาเหตุทาให้ทารกแรก
เกดิ มีอัตราการตายสูง ซ่ึงควรจัดสง่ิ แวดล้อมทท่ี าให้ทารกมีการใช้ออกซิเจนน้อยท่ีสุด โดยให้อุณหภูมิส่งิ แวดล้อมอยู่
ระหวา่ ง 32-37.5 องศาเซลเซียส
ทารกแรกเกดิ สามารถถ่ายเทความรอ้ นได้ 4 ทาง คือ การระเหย การนา การพา และการแผ่รังสี
4. ระบบทางเดินอาหาร
ทารกแรกเกิดจะมีลาไสย้ าวกว่าของผู้ใหญ่ เทียบเป็นอัตราส่วนกับขนาดของร่างกายมขี ้อจากัดในการดูดซึม
สารอาหารบางชนดิ ได้แก่ อาหารที่มีกรดไขมันอ่มิ ตวั สูง เชน่ นมวัว ตับออ่ นสร้างอไมเลสมายอ่ ยแป้งไดย้ ังไมม่ ากพอ
จนกวา่ จะอายุ 3 เดอื น และตอ่ มน้าลายจะเร่ิมทางานเมอ่ื 2-3 เดือน ดังนน้ั แปง้ จึง
ควรเปน็ นา้ ตาลโมเลกลุ เด่ียว หรอื โมเลกลุ คู่ ส่วนอาหารเสริม เช่น นา้ สม้ ควรเร่ิม เมอ่ื อายุ 6 เดอื นขน้ึ ไป
นอกจากนี้ตับของทารกแรกเกิดยังทางานไม่สมบูรณ์ เช่น เปลี่ยนอันคอนจูเกทบิลิรูบิน เป็นคอนจูเกทบิลิรู
บินได้น้อย ทาให้ทารกตัวเหลืองไดง้ ่าย การสังเคราะห์กลูโคสของตับไม่สมบูรณ์ ทาให้ระดับน้าตาลในเลือดลดลงถึง
30-40 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าน้าตาลในเลือดต่ามากจะกระทบต่อสมอง ดังนั้นจึงควรให้ทารกได้รับสารอาหารเร็ว
ทสี่ ุด
การขับถา่ ยอจุ จาระ โดยปกติทารกแรกเกิดจะถ่ายขี้เทา (Meconium) ภายใน 24 ช่วั โมง ถ้าไม่ถา่ ย
อุจจาระอาจเกิดจากปัญหาความผิดปกติจากการไม่มีรูทวาร (Imperforate anus) ประมาณวันที่ 3 หลังเกิดจะมี
การถ่ายเปน็ สเี หลอื งปนเทา (Transitional stool) และจะมลี กั ษณะปกติ (True stool) ประมาณวนั ที่ 4 หลังเกดิ
5. ระบบการขบั ถา่ ยปสั สาวะ
ทารกแรกเกดิ มีไตท่ีทางานได้ยงั ไม่สมบรู ณ์ การขับถ่ายอีเลคโตรไลทแ์ ละสารละลายต่างๆ จึงช้ากว่าผู้ใหญ่
และความสามารถทาให้ปัสสาวะเข้มข้นมีน้อย คือประมาณคร่ึงหน่ึงของผู้ใหญ่ ทาให้เสียน้าออกจากร่างกายได้งา่ ย
จึงเกิดภาวะขาดน้าได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ปัสสาวะที่สร้างขึ้นในวันแรก ประมาณ 20 มิลลิลิตร และเพ่ิมข้ึนเรื่อยๆ
ประมาณ 200-300 มิลลิลิตร เมอ่ื ถึงปลายสปั ดาห์แรก จงึ ทาใหข้ ับถ่ายปัสสาวะมากซง่ึ อาจถึง 20 คร้ังต่อวนั
6. ระบบตอ่ มไร้ทอ่
การทางานของต่อมไร้ท่อยังไม่สมบูรณ์ ทาให้ร่างกายของทารกแรกเกิดควบคุมหน้าท่ีบางอย่างไม่สมดุล
นัก โดยเฉพาะการควบคุมสารน้าและอิเล็กโตรไลท์ ความเข้มข้นของกลูโคสในกระแสโลหิตและการเผาผลาญ
กรดอะมิโน นอกจากนี้ทารกแรกเกิดครบกาหนดมักจะมีเต้านมแข็งและใหญ่และอาจมีน้านมออกมาด้วย เรียกว่า
วชิ ส์ มลิ ค์ (Witches milk)