The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Juraporn Tangpukdee, 2020-05-14 06:16:52

เอกสารเด็ก 1 แก้ไข 14 พค 2563

เอกสารเด็ก 1 แก้ไข

เอกสารอ้างอิง
กุลกัญญา โชคไพบูลยก์ ิจ , นพ.องั กรู เกิดพานิช. (2545). ค่มู อื การใชว้ ัคซนี สาหรับเด็กไทย พ.ศ. 2545

ชมรมโรคตดิ เช้อื ในเด็กแห่งประเทศไทย. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท เนตกิ ุลการพิมพ์
ประเสรฐิ ทองเจรญิ . (2543). คู่มือการสรา้ งเสรมิ ภูมคิ ุ้มกนั โรค กรมควบคมุ โรคติดตอ่ กระทรวง

สาธารณสุข พ.ศ.2543. นนทบุรี : กรมควบคมุ โรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสขุ
กรมควบคมุ โรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสขุ . (2543). คมู่ ือการสร้างเสริมภมู คิ มุ้ กันโรคพิษสนุ ัขบา้ .

นนทบรุ ี : กรมควบคมุ โรคติดตอ่ กระทรวงสาธารณสขุ
โอฬาร พรหมาลิขิต และคณะ. (2550). คมู่ ือวัคซีน 2008. กรุงเทพฯ : ธนาเพลส.
โอฬาร พรหมาลขิ ิต และคณะ. (2548). วคั ซีน....นา่ รู้. กรงุ เทพฯ : ธนาเพลส.
วรศกั ด์ิ โชติเลอศกั ดิ์ และคณะ. (2548). วคั ซีนและโรคติดเช้อื ทีป่ ้องกนั ไดด้ ว้ ยวคั ซนี . กรงุ เทพฯ : ธนาเพลส.
โอฬาร พรหมาลิขติ และคณะ. (2554). วคั ซีน. กรุงเทพฯ : นพชยั การพิมพ.์
ดุษฎี มขุ สมบัต.ิ (2548). เอกสารประกอบการสอนวชิ า การพยาบาลสขุ ภาพเดก็ 1. ขอนแกน่ : คณะพยาบาล

ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
อญั ชลี ศริ ิพทิ ยาคณุ กิจ และคณะ. (บรรณาธกิ าร). (2554). หลักสูตรเชิงปฏิบัติการสาหรับเจ้าหน้าท่ีสร้าง

เสริมภมู คิ มุ้ กนั โรค. นนทบุรี : สถาบันวคั ซีนแหง่ ชาติ กรมควบคุโรค กระทรวงสาธารณสขุ
อญั ชลี ศิรพิ ทิ ยาคุณกจิ และคณะ. (บรรณาธกิ าร). (2555). หลกั สตู รเชิงปฏบิ ัติการสาหรบั เจ้าหน้าที่สรา้ ง

เสรมิ ภมู ิคุ้มกันโรค. นนทบรุ ี : สถาบันวคั ซนี แหง่ ชาติ กรมควบคุโรค กระทรวงสาธารณสุข
อญั ชลี ศิริพทิ ยาคุณกิจ และคณะ. (บรรณาธิการ). (2561). หลกั สตู รเชงิ ปฏิบตั ิการสาหรบั เจ้าหน้าท่สี ร้าง

เสริมภมู คิ มุ้ กนั โรค. นนทบุรี : สถาบนั วคั ซีนแห่งชาติ กรมควบคุโรค กระทรวงสาธารณสุข
กลุม่ ควบคุมโรคติดต่อระหว่างคนและสตั ว์.(2555). แนวทางเวชปฏิบัตโิ รคพษิ สนุ ัขบา้ และคาถามที่พบบ่อย.

135

นนทบุรี : โรงพิมพ์ชุมนุมการเกษตรแห่งประเทศไทย.
สมาคมโรคตดิ เชือ้ แหง่ ประเทศไทย. (2556). ตารางการใหว้ คั ซนี ในเดก็ ไทยปกต.ิ
พรรณพิศ สุวรรณกูล และคณะ. (2547). การฉีดวัคซีนปอ้ งกันโรคในประเทศไทย : ปัจจุบันสอู่ นาคต.

กรงุ เทพฯ : หจก. บ.ี บี.การพิมพแ์ ละบรรจุพันฑ.์
วรี ะชยั วฒั นวีรเดช. (ม.ป.ป.). คมู่ ือวคั ซีน 2012-2013 และปัญหาทพ่ี บบ่อย. กรุงเทพฯ : บรษิ ัท บยี อนด์

เอน็ เทอรไ์ พรซ์ จากดั .
กลุ กัญญา โชคไพบลู ย์กิจ และคณะ. (บรรณาธิการ). (2556). ตาราวัคซนี และการสร้างเสริมภมู คิ ุม้ กนั โรค ปี

2556. นนทบุรี: สานกั งานโรคตดิ ต่อทวั่ ไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
ดสุ ติ สถาวร และคณะ.(บรรณาธกิ าร). (2548). ค่มู อื วัคซีน.กรุงเทพฯ: บริษัท ธนาเพรส.
นิตยา ไทยพิรมณ.์ (2551). การสร้างเสริมสขุ ภาพเด็ก เล่มที่ 1. เชียงใหม่: บรษิ ัท นพบรุ ีการพิมพจ์ ากัด.
ยงยุทธ หวังรุง่ ทรพั ย.์ (2546). โรคติดเชอื้ กบั วัคซนี . กรุงเทพฯ : บรษิ ทั คลั เลอร์ ฮาร์โมน่ี จากดั
http://www.urnurse.net/pharmacy-vaccinr-table.html
Perrty SE.,Hockenberry MJ., Lowdermilk DL.,& Wilson D. (2014). Maternal Child Nursing Care.

Cannada: Mosby, an imprint of Elsevier Inc.
Perrty SE.,Hockenberry MJ., Lowdermilk DL.,& Wilson D. (2010). Maternal Child Nursing Care.

Cannada: Mosby, an affiliate of Elsevier Inc.
McKinney ES., James S.R., Murray SS., Nelson KA.,& Ashwill JW. (2013). Maternal Child Nursing.

Cannada:Saunders, an imprint of Elsevier Inc.
Plotkin SA., Orenstein WA.,& Offit PA. (2004). Vaccines. Cannada:Saunders, an imprint of Elsevier
Inc.

Retrieved June 24, 2015, from https://books.google.co.th/books

Link K. (2005). The vaccine controversy : the history, use, and safety of vaccinations. USA:
An

imprint of Greenwood Publishing Group, Inc. Retrieved June 24, 2015, from
https://books.google.co.th/books

Offit PA., & Bell LM.(2003). Vaccines What You Should Know. USA. John Wiley & Sons, Inc.

Retrieved June 20, 2015, from https://books.google.co.th/books

137

แบง่ กลมุ่ เพ่อื ทากจิ กรรม โดยแบง่ ออกเป็นกลมุ่ ละ 7-8 คน

ประเดน็ คาถาม

1. เด็กที่คลอดจากมารดาที่ไม่ได้รับผลการตรวจเลือดพาหะตับอักเสบบีมาก่อน จะพิจารณาให้เด็กได้รับวัคซีน
ป้องกนั โรคตบั อักเสบบีอย่างไร

..........................................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................................

2. เด็กอายุ 3 ขวบ ยายพามารับวัคซีน ยายให้ประวัติว่าคลอดที่โรคพยาบาล แต่จากน้ันไม่เคยได้รับวัคซีนอีกเลย
พยาบาลตรวจพบรอยแผลเป็นจากการให้วคั ซีน BCG ในครั้งนีจ้ ะพจิ ารณาให้วคั ซนี อะไรบา้ ง เพราะเหตุใด

..........................................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................................

3. เดก็ 8 ขวบ จากประวตั ิได้รับวัคซีนดังน้ี

แรกเกิด BCG (ไมม่ รี อยแผลเป็น), HB

2, 4, 6 เดือน DTP-HB 3 คร้งั , OPV 3 ครง้ั

9 เดอื น MMR

1 ปี 6 เดือน DTP,OPV

ในคร้ังนจี้ าพิจารณาใหไ้ ด้รับวคั ซีนอะไรบ้าง เพราะเหตใุ ด

..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

139

หน่วยท่ี 4

เร่อื งภาวะโภชนาการและปัญหาโภชนาการท่พี บบ่อยในวยั เดก็

โดย ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ นนั ท์นริน ทฆี วิวรรธน์

โภชนาการที่ดีเป็นสิง่ จาเป็นสาหรบั การมีสุขภาพและเชาว์ปัญญาท่ีดขี องเด็ก เปน็ พ้นื ฐานท่ีจะสง่ ผลต่อ
ร่างกายในวยั ผ้ใู หญ่ โภชนาการจะมผี ลดสี ่งต่อลักษณะต่าง ๆ ท่ีมองเห็นได้ เช่น สว่ นสูง น้าหนัก และลักษณะท่ีอยู่
ภายใจ เชน่ ความดันโลหิต ความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลในเลือด นอกจากนี้อาหารยังชว่ ยทาให้พัฒนาการของเดก็
สมวยั จากการสร้างเสริมเนื้อเย่ือ ใชเ้ ป็นพลังงานในการทางานของอวัยวะต่าง ๆ จึงชว่ ยใหเ้ ดก็ ประกอบกิจกรรมตา่ ง
ๆ ได้ ในทางตรงกันข้ามหากเด็กได้รบั พลังงานหรอื สารอาหารทไี่ มเ่ พยี งพอ เหมาะสม ก็จะทาให้เกดิ อาการท่ี
ผิดปกตหิ รือโรคข้ึนได้ ขดั ขวางการพฒั นาเด็กใหเ้ ต็มศักยภาพ และส้นิ เปลอื งค่าใชจ้ ่ายในครัวเรือนและประเทศ
ดงั น้ันการพยาบาลเด็กเพ่ือสง่ เสริมโภชนาการที่เหมาะสมจึงมีความสาคัญมาก เพ่ือส่งเสรมิ ให้เด็กมีการเจริญเตบิ โต
และพัฒนาการทีด่ ีและถึงศักยภาพ นอกจากนี้ภาวะโภชนาการในเด็กที่มีอาการเจบ็ ปว่ ยก็มีความสาคัญในการช่วยลด
ระยะการรักษาและชว่ ย ฟนื้ ฟู ซ่อมแซมรา่ งกายเด็กหลังเจบ็ ป่วยให้กลบั เขา้ สู่การเจริญเติบโตปกติ การจัดการภาวะ
โภชนาการจึงมีความสาคญในเด็กภาวะสุขภาพปกตแิ ละเมื่อเกดิ การเจ็บปว่ ย

ความหมาย
WHO ให้ความหมายของโภชนาการ (Nutrition) คอื การรับประทานอาหารทคี่ านึงถึงความต้องการ

อาหารของร่างกาย โภชนาการทด่ี เี ปน็ อาหารที่สมดุลและสมดุลควบคู่ไปกับการออกกาลังกายเปน็ ประจาเป็นหวั ใจ
สาคญั ของสุขภาพทด่ี ี โภชนาการท่ีไมด่ ีอาจนาไปสู่การลดภูมคิ ุ้มกันความอ่อนแอ มผี ลตอ่ การเกดิ โรค โภชนาการ
เป็นการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจ https://www.who.int/topics/nutrition/en/

โภชนาการ (Nutrition) คอื วิทยาศาสตร์ทเี่ กี่ยวข้องกับอาหาร สารอาหาร และสารอ่ืน ๆ ท่ีมีอยู่ในอาหาร
หรอื สารอาหาร ตลอดจนปฏกิ ริ ยิ าระหว่างกนั ของสารอาหารทีเ่ ก่ยี วกบั กระบวนการที่สง่ิ มีชีวติ ยอ่ ย ดดู ซึม ขนส่ง
นาสารอาหารไปใช้ และสะสมในรา่ งกาย รวมทง้ั การกาจัดสารท่เี หลอื ใช้ของร่างกาย (วนี ัส, 2545)

อาหาร คอื ส่ิงทนี่ ามาบริโภคไดโ้ ดยปราศจากอันตราย แตก่ ่อใหเ้ กิดประโยชนแ์ ก่รา่ งกาย ทาให้
กระบวนการต่าง ๆ ในรา่ งกายดาเนนิ ไปอย่างปกติ ซง่ึ เรยี กว่า อาหารหลกั 5 หมู่

สารอาหาร คือ ส่วนประกอบทางเคมีที่มีอยู่ในอาหารทบ่ี รโิ ภค ซง่ึ ประกอบดว้ ย โปรตีน คาร์โบ-ไฮเดรท ไขมัน
เกลอื แร่ วิตามิน และนา้

ความสาคัญ

โภชนาการมอี ิทธผิ ลตอ่ ร่างกายหลายดา้ นคอื มีผลตอ่ การเจริญเติบโตและขนาดของร่างกายมากกวา่ ปจั จัย
อนื่ ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงเด็กวัยทารกและเด็กวัยก่อนเรียนซ่ึงเปน็ วยั ที่ระบบในร่างกายมกี ารเจริญเตบิ โตอย่าง
รวดเรว็ ผลต่อโครงสร้างของร่างกาย ซึง่ เปน็ กระบวนการตอ่ เนอ่ื งของการเจริญเติบโตของทารกต้งั แต่อยู่ในครรภ์
มารดา โภชนาการที่ดีจะสง่ ผลให้เซลล์ ซึ่งเปน็ หนว่ ยที่เล็กท่ีสดุ เจริญเตบิ โตและทางานได้ดว้ ยดี เซลล์กระดูกเจรญิ
เป็นโครงกระดูกที่มคี วามหนา ความแนน่ ท่ีปกติ โภชนาการของมารดาขณะตั้งครรภ์และโภชนาการของทารกและ
เด็กวัยก่อนเรียนมีผลต่อการเจรญิ เตบิ โตของสมอง นอกจากน้โี ภชนาการมีผลตอ่ ปรมิ าณไขมนั กล้ามเนอื้ และ
โภชนาการที่ดยี งั สามารถส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กมีพฒั นาการที่ดี

โภชนาการมคี วามสาคัญต่อการเจริญเตบิ โตของเด็ก แตก่ ็มีปัจจัยอ่นื ดว้ ย เชน่ ด้านสงั คม เศรษฐกจิ ดา้ น
จติ ใจ กเ็ กีย่ วขอ้ งดว้ ย มหี ลายปัจจัยทเี ดียวทีส่ ่งผลใหภ้ าวะโภชนาการไมด่ ี ท้งั ไม่มจี ะกิน กินไมพ่ อ กินไม่ถูก ทาให้
ขาดสารอาหารบางชนดิ ขณะท่รี า่ งกายกาลังเจริญเตบิ โตต้องการสารอาหารมาก เม่อื ขาด กท็ าให้ไม่
เจริญเติบโต ในทางตรงข้ามถ้าได้มากเกินไป กเ็ ป็นผลเสียเช่นเดยี วกนั ทาให้มนี ้าหนักเกิน เกดิ ภาวะอ้วน ซึง่ สง่ ผล
เสยี ต่อสขุ ภาพด้านร่างกายและจติ ใจ บางทเี ด็กที่อ้วนก็อาจขาดสารอาหาร ซึ่งพอ่ แม่จะมองขา้ มไป ทเ่ี คา้ อว้ น
เพราะได้พลงั งานเกนิ ตรงนท้ี าใหบ้ ดบังภาวะขาดสารอาหารได้ สว่ นใหญก่ ็จะมีปัญหาเรอื่ งการขาดไวตามินและ
เกลือแร่ เนือ่ งจากเด็กกลมุ่ อ้วนนม้ี กั จะไม่ค่อยกนิ พชื ผกั -ผลไม้

โภชนาการ

ทารกรบั ประทานอาหารทางปากดว้ ยการดดู นม เปน็ ความสัมพนั ธ์ระหว่างการกลืนและการหายใจ และ
จะพฒั นาการกินตามพัฒนาการเป็นดดู นมและอาหารตามวัยจากการเรม่ิ เคี้ยวเม่ืออายุ 6-8 เดือน ไปจนถงึ อาหาร
ตามวัย จากการพัฒนาความซับซอ้ นของการเคย้ี วเมื่ออายุ 12 เดือน พฒั นาการประสาทสัมผสั ด้านรสชาตจิ ะ
สามารถรับอาหารทุกรสชาตเิ มือ่ อายุ 5-7 เดอื น

ระบบยอ่ ยอาหารจะพัฒนาอย่างรวดเรว็ ในชว่ งวยั เด็กตอนต้น เพ่อื ให้เด็กท่กี าลงั เจริญเติบโตได้รับ
สารอาหารเพยี งพอ ต่อมน้าลายจะทางานเต็มทเี่ มือ่ อายุ 2 ปี ความจขุ องกระเพาะอาหารจะเพ่ิมข้นึ ตลอดชว่ งวัย
เด็ก โดยจะเพม่ิ จาก 250 -300 ซีซี เม่ืออายุ 1 ปี เป็น 500 ซีซี เมอ่ื อายุ 10 ปี ลาไสเ้ ล็กท่ียาว 3 เมตรเม่ือแรกเกดิ
จะมีความยาวเพ่ิมขน้ึ เปน็ 2 เทา่ เมอื่ เริ่มเขา้ สูว่ ัยรุ่น

ระบบเอ็นไซม์จากตับออ่ นและลาไส้เลก็ ซึง่ พฒั นาเป็นบางสว่ นเม่อื แรกเกดิ จะทางานได้เตม็ ท่ี ตัง้ แต่
ระยะแรกของวัยเด็ก การหล่ังเอ็นไซม์ ทริพซิน (trypsin) เพ็พซนิ (pepsin) และอมัยเลส (amylase) จะพัฒนา

141

เต็มทีเ่ ม่ืออายุ 2 ปี การหลัง่ เอ็นไซมไ์ ลเปส จะพัฒนาอย่างช้า ๆ และหล่งั เตม็ ท่ีเมื่ออายุ 3-4 ปี ตบั จะมีการพฒั นา
อย่างต่อเนื่องและสามารถเก็บไกลโคเจน (glycogen) เพอื่ ใหก้ ลูโคสแก่ร่างกายในระหวา่ งม้ืออาหารได้

สาไสใ้ หญจ่ ะเจริญเติบโตเต็มที่ สามารถดูดซมึ นา้ ได้ดี ทาใหอ้ ุจจาระเปน็ ก้อนมากขนึ้ การขับถ่ายอุจจาระ
เป็นเวลามากขนึ้ เม่ืออายุ 2 ปี ในเด็กวัยก่อนเรียนระบบกลา้ มเนอื้ และประสารทจะพฒั นามากข้ึน ทาใหส้ ามารถ
ควบคุมการขับถา่ ยได้และสามารถฝกึ นง่ั ส้วมได้ ระบบย่อยอาหารจะทางานไดเ้ ตม็ ท่ีในช่วงปลายของเดก็ วยั ก่อน
เรยี น

โดยสรุปแลว้ การส่งเสริมโภชนาการทดี่ ี ต้องคานึงถึงส่งผลให้เด็กมีการเจริญเตบิ โตและพัฒนาการที่
เหมาะสมตามวัย โดยตอ้ งคานึงถงึ “ความเพยี งพอ” ของความต้องการ “คุณค่าทางโภชนาการ” และการจัดการ
กบั “พฤติกรรมการกนิ ” ทม่ี ีผลต่อการกาหนดบรโิ ภคนิสัยที่จะส่งผลต่อภาวะโภชนาการในวยั อื่นๆ รวมถงึ การเกดิ
โรคจากการบริโภคอาหาร ดงั น้ันจึงตอ้ งให้ความใสใ่ จกบั ภาวะโภชนาการตัง้ แตแ่ รกเกดิ

ความต้องการสารอาหารต่างๆ ในเดก็

เดก็ จะต้องได้รบั สารอาหารในปรมิ าณท่ีพอเพียงท้ังชนดิ และปริมาณ ซ่ึงพลังงานท่เี ด็กควรจะได้รับต่อวัน
นั้นขึ้นกบั อตั ราการเจรญิ เตบิ โตของเด็กแต่ละคน และลกั ษณะกิจกรรมที่ทา เด็กบางคนค่อนขา้ งว่ิงเลน่ ซน
มาก ชอบเล่นกฬี า หรอื มี activity มาก ก็จะมคี วามต้องการพลังงานมากกวา่ เด็กท่ีมี activity น้อยกว่า การท่จี ะ
สามารถดแู ลการไดร้ ับสารอาหารไดอ้ ยา่ งเพยี งพอจงึ มีความจาเป็นต้องทราบความต้องการปรมิ าณสารอาหารใน
แต่ละวัยและควรทราบถึงแหลง่ สารอาหารในธรรมชาติ เพอ่ื รับประทานใหเ้ พียงพอกบั ทรี่ ่างกายต้องการในแต่ละ
วัน ในประเทศไทยได้มีการจดั ตั้งคณะกรรมการจัดทาข้อกาหนดสารอาหารท่ีควรได้รับประจาวนั สาหรับคนไทย
เพื่อกาหนด “ปรมิ าณสารอาหารอา้ งองิ ทคี่ วรได้รับประจาวันสาหรบั คนไทย พ.ศ.2546 (Dietary Reference
Intake for Thais 2003)” หรอื ทเ่ี รียกกันอย่างย่อ วา่ “DRI”

Dietary Reference Intake (DRI) คือปริมาณสารอาหารอ้างอิงท่ีควรได้รับประจาวนั เป็นคา่ อ้างอิงท่ี
ควรไดร้ ับประจาวนั เป็นค่าอา้ งองิ โดยมาจากการคาดคะเนของปริมาณสารอาหารตา่ ง ๆ ท่คี วรไดร้ ับประจาวัน
สาหรบั คนปกติ เพ่ือให้มีสขุ ภาพดี โดยได้รับสารอาหารเพียงพอไม่มากและไม่น้อยเกนิ ไป

ตาราง ปริมาณพลังงานและโปรตีนทค่ี วรได้รับประจาวนั
สาหรับคนไทย พ.ศ.2546 (สานกั โภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ )

กลุม่ ตามอายุ นา้ หนกั ส่วนสงู พลังงาน โปรตีน โปรตีน
และเพศ กโิ ลกรัม เซนตเิ มตร กรมั /วนั
กิโลแคลอร/ี ก รั ม / น้ า ห นั ก ตั ว 1
ทารก วัน กิโลกรัม/วัน

0-6 เดอื น 5 58 ------------------------------นา้ นมแม-่ ------------------------

6-11 เดือน 8 71 800 1.9 15

เด็ก

1-3 ปี 13 90 1,000 1.4 18
4-5 ปี 18 108 1,300 1.2 22
6-8 ปี 23 122 1,400 1.2 28
วยั ร่นุ ผู้ชาย

9-12 ปี 33 139 1,700 1.2 40

กลมุ่ ตามอายุ น้าหนัก ส่วนสูง พลังงาน โปรตีน โปรตีน
และเพศ กิโลกรัม เซนติเมตร กรัม/วนั
กิโลแคลอร/ี ก รั ม / น้ า ห นั ก ตั ว 1
13-15 ปี วัน กโิ ลกรัม/วนั
16-18 ปี
วัยรนุ่ ผู้หญิง 49 163 2,100 1.2 58

57 169 2,300 1.1 63

143

9-12 ปี 34 143 1,600 1.2 41

13-15 ปี 46 155 1,800 1.2 55

16-18 ปี 48 157 1,850 1.1 53

ตาราง DRI ของประเทศไทยจะใช้ได้กบั การรับประทานอาหารทางปากตามปกตเิ ทา่ นน้ั ห้ามนาไปใช้กบั การให้
สารละลายทางหลอดเลือดดา ใชส้ าหรับคนปกตทิ มี่ ีสุขภาพดีห้ามใชก้ บั คนท่อี ยใู่ นภาวะขาดสารอาหารหรอื มี
สารอาหารเกิน

ปัจจัยท่ีมอี ิทธพิ ลตอ่ ความต้องการสารอาหารคอื อายุ เพศ ขนาดรูปร่าง สรีรวทิ ยา กจิ วัตรประจาวนั
การออกกาลังกาย กรรมพันธ์ุและสิง่ แวดลอ้ ม เป็นต้น สารอาหารทีค่ นต้องการคือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน
วติ ามนิ แรธ่ าตุ และน้า ซ่ึงจะให้พลงั งานและจาเป็นสาหรับการเจรญิ เตบิ โตและซ่อมแซมสว่ นทส่ี ึกหรอของเซลล์
และเนื้อเยื่อ

การคานวณความตอ้ งการพลังงาน

ความต้องการพลังงานมีความจาเปน็ พน้ื ฐานต่อการเจรญิ เติบโตและการมีกจิ กรรมของรา่ งกายนอกจากน้ี
ใช้เพ่ือการทางานของรา่ งกาย หรอื การเผาผลาญ (basal metabolism) ความตอ้ งการพลังงานเพื่อใชใ้ นการ
เจริญเติบโตจะเปลยี่ นแปลงตามอายุและการมีกิจกรรมของร่างกาย

วัยทารกตอ้ งการพลังงานมากกว่าวยั อน่ื เมื่อคดิ ตามน้าหนกั ตัว ทารกแรกเกดิ คลอดรบกาหนด ภาวะ
สขุ ภาพปกติ ต้องการพลังงานต่อวนั ดังตารางที่ ......

ตารางที่ ..... ความต้องการพลังงานต่อวนั ของทารกแรกเกิด-2 ปี (องค์การอนามยั โลก 1998)

อายุ พลังงานทีต่ ้องการ พลังงานท่ีควรได้จากนมและอาหารตามวยั

(กิโลแคลอรี่) นมแม่ อาหารตามวยั

แรกเกิด-2เดือน 512 595* 0

3-5 เดือน 575 634* 0

6-8 เดอื น 632 413 219

9-11 เดอื น 702 379 323

12-17 เดอื น 797 346 451

18-24 เดือน 902 346 556

* นมแมป่ รมิ าณมาก

หรือคานวณจากนา้ หนกั ตวั 120-150 kcal/นา้ หนักตวั 1 kg

วยั เด็กถงึ วัยรุ่น

ความต้องการพลังงานท้ังหมด (Total Energy Expenditure: TEE) หมายถึง ผลรวมของพลังงาน
ทั้งหมดในแต่ละวันซึ่งรวมถึง BEE , พลังงานท่ีใช้ในการย่อยและดดู ซึมอาหาร, การใช้พลงั งานจากการ ทางานของ
ร่างกายในแตล่ ะวนั และการใชพ้ ลังงานของผู้ป่วยเฉพาะโรค

ความต้องการพลังงานขั้นพืน้ ฐาน (Basal Metabolic Rate: BMR / Basal Energy Expenditure: BEE) หมายถึง
พลงั งานท่นี อ้ ยทส่ี ุดท่ีทาให้เกิดกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกายก่อนทจ่ี ะมี การทางานของอวัยวะต่าง ๆ

สูตรคานวณพลงั งานของ Harris-Benedict equation

TEE = BEE x activity factor x stress factor

เพศชาย :BEE = 66.47 + (13.75 x น้า หนกั (kg))+ (5.00 x ความสงู (cm)) –(6.75 x อายุ (ป)ี )

เพศหญิง:BEE = 665.09 + (9.56 x น้า หนกั (kg))+ (1.85 x ความสงู (cm)) –(4.68 x อายุ (ปี))

activity factor stress factor

หมดสติและใชเ้ คร่อื งชว่ ยหายใจ 1.0 การติดเชือ้ ทร่ี นุ แรงน้อย 1.0

มกี ิจกรรมเฉพาะ บนเตียง 1.2 การตดิ เชอ้ื ทร่ี ุนแรงปานกลาง 1.2-1.3

สามารถทา กิจกรรมนอกเตียงได้ 1.3 การติดเชอื้ ทร่ี นุ แรงมาก 1.4-1.5

145

stress factor ไฟไหม้ < 20% body surface area 1.0-1.5

ขาดอาหาร 0.7 ไฟไหม้ 40% body surface area 1.5-1.85

ไตวายไมไ่ ดล้ า้ งไต 1 ไฟไหม้ 100% body surface area 1.5-2.05

ไตวาย ฟอกเลอื ด 1.0-1.05 มไี ข้ 1.0+0.13/1 Cº

ผา่ ตัด ไมม่ ภี าวะแทรกซ้อน 1.0 การบาดเจบ็ เน้อื เยอ่ื 1.15

ติดเช้อื ในช่องทอ้ ง 1.15 กระดูกหัก 1.2

การคานวณพลังงานตามวธิ ีของ Holiday & Segar ใชป้ ระเมินพลังงานของผ้ทู น่ี อนบนเตยี งและไม่มี
กจิ กรรม ดงั น้ี

น้าหนักตวั 0-10 กิโลกรัมแรก ใช้ 100 แคลลอร่ี/กิโลกรัม/วัน

นา้ หนกั ตัว 10 กิโลกรมั ทีส่ อง 50 แคลลอร่ี/ กิโลกรมั /วนั

นา้ หนักตวั ที่เหลอื 20 แคลลอร่ี/ กิโลกรัม/วัน

ความตอ้ งการน้า

น้ามคี วามจาเป็นต่อการเมตาบอลิสมของร่างกาย ดังนน้ั เด็กควรได้รบั น้าอย่างเพยี งพอในแต่ละวัน โดย
คานวณดังน้ี

ผใู้ หญแ่ ละเด็กทัว่ ไป 1 ซีซี / กโิ ลแคลลอรี่

เด็กทารก 1.5 ซซี /ี กโิ ลแคลลอรี่

แต่ความต้องการน้าอาจมีการเปลย่ี นแปลงจากภาวะไข้ อาเจยี น อจุ จาระรว่ ง รับประทานอาการโปรตีน
มาก อยใู่ นสิง่ แวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง ในทารกน้าเกือบ 100% ไดจ้ ากอาหาร มสี ว่ นน้อยทไ่ี ดจ้ ากปฏกิ ิรยิ าออกซิ
เดซันในรา่ งกาย ความต้องการนา้ ของเด็กอาจคานวณไดจ้ ากสตู ร Holiday & Segar เชน่ เดียวกับการคานวณ
พลังงาน

ทารกแรกเกิด

คลอดครบกาหนดวันท่ี 1-6 ต้องการสารน้าท้ังหมด = 65, 65, 80, 100, 120, 150 cc/kg/d ตามลาดบั
คลอดก่อนกาหนด วันที่ 1-8 ต้องการสารน้าท้ังหมด = 60, 65, 80, 80, 100, 120, 120, 150 cc/kg/d
ตามลาดบั
ความต้องการสารอาหารและสดั ส่วนพลังงานจากอาหาร
สาหรับบุคคลธรรมดาท่ีไม่ไดเ้ ปน็ นักกีฬา สัดส่วนการรับประทานจะประมาณน้ีคอื ควรกนิ อาหารจาพวก
คารโ์ บไฮเดรต ประเภทแป้งท่ีไมผ่ ่านกรรมวธิ ี ไดแ้ ก่ขา้ วซ้อมมอื หวั เผอื ก หัวมนั ธัญพืชใหไ้ ด้ประมาณ 40 % กนิ
ผกั ผลไมป้ ระมาณ 30 % กนิ ประเภท โปรตนี จาพวกเนื้อสัตว์ ไข่ ถัว่ นม ประมาณ 20 % และ ไขมนั กับของ
หวานเพยี ง 10 %

โภชนาการสาหรบั เดก็ แต่ละวยั
โภชนาการสาหรับวยั ทารก
ทารกจะมคี วามต้องการสารอาหารในอัตราสูงกวา่ วัยอน่ื ๆ เน่อื งจากทารกเปน็ วยั ที่มีการเจริญ เติบโตอย่าง

รวดเรว็ อาหารที่มคี ุณค่าท่ีเหมาะสมที่สดุ ของทารกคือ น้านมมารดา ในปจั จุบันกระทรวงสาธารณสขุ ได้รณรงคใ์ ห้
มารดาใหเ้ รว็ ทสี่ ุดภายใน 30 นาทีถึง 1 ชัว่ โมงหลังคลอด จากนั้นนมแมอ่ ยา่ งเดียวจนถึง 6 เดือน หลังจาก 6 เดือน
อาหารคือนมแมร่ ่วมกบั อาหารตามวัยจนถงึ อายุ 2 ปี น้านมแมม่ ีผลท้ังตอ่ สุขภาพกายและสขุ ภาพใจของทารก
เนอ่ื งจากมสี ารอาหารทจ่ี าเพาะกบั ลกู คน มสี ารอาหารท่ีเหมาะสมกับความต้องการของทารก มภี ูมคิ มุ้ กนั โรคหลาย
ๆ ชนิด ที่หลัง่ ออกผา่ นออกมาทางนา้ นม และชว่ ยพฒั นาเยือ่ บทุ างเดินอาหารของทารก น้านม colostum เป็น
น้านมในระยะแรกเกิดประมาณ 7 วันหลงั คลอด มสี คี อ่ นข้างเหลือง ค่อนขา้ งข้น มีปรมิ าณนอ้ ย แต่มีความสาคัญ

147

ยิ่งตอ่ การปรบั ตวั ของทารกแรกเกดิ และมีปรมิ าณ immunoglobulin A (Ig A) สูงมาก มปี รมิ าณโปรตีนสูง แตม่ ี
ไขมันและน้าตาลแลคโตสตา่ กวา่ น้านมในระยะหลัง นอกจากนีก้ ารใหน้ า้ นมแมย่ งั การสรา้ งความอบอุ่นทางดา้ น
จติ ใจได้อกี ด้วย นา้ นมมารดาใหพ้ ลังงาน 20 แคลอรี่/ออนซ์ การให้น้านมจะใหท้ ุก 2-3 ชัว่ โมงใน 2 สปั ดาห์แรก
หลังจากน้ันจะให้ทุก 3-4 ช่วั โมงในเวลากลางวัน และทุก 5-7 ชว่ั โมงในเวลากลางคืน หรืออาจปรับได้ตามความ
ต้องการของทารก แต่หากมคี วามจาเป็นที่ไมส่ ามารถให้นมมารดาได้ สามารถใหน้ มผสมทดแทนนมมารดาได้
หากแตต่ ้องเลือกชนิดใหเ้ หมาะสมกับความต้องการของทารก นมผสมใหพ้ ลังงาน 20 แคลอร่ี/ออนซ์

ตาราง..... แสดงคุณคา่ นา้ นมมารดาเปรียบเทยี บกบั น้านมววั

ส่วนประกอบ น้านมมารดา น้านมววั

พลังงาน (กโิ ลแคลอร่ี/ลติ ร) 747 701

โปรตนี (กรัม/ลิตร) 10.6 32.46

ไนโตเจนอ่ืน (มก./ลิตร) 324 252

Lysozyme (มก./ลติ ร) 390 0.13

Lactose (กรัม/ลติ ร) 71 47

ไขมนั (กรัม/ลิตร) 45.4 38

Cholesterol (มก./ลติ ร) 139 110

เกลอื แร่

โซเดยี ม (กรัม/ลติ ร) 0.172 0.768

โปแตสเซยี ม (กรมั /ลติ ร) 0.512 1.43

แคลเซียม (กรมั /ลิตร) 0.344 1.37

แมกนเี ซยี ม (กรมั /ลติ ร) 0.035 0.13

ฟอสฟอรัส (กรัม/ลิตร) 0.141 0.91

กามะถัน (กรมั /ลติ ร) 0.14 0.30

คลอไรด์ (กรัม/ลติ ร) 0.375 1.08

เหล็ก (มก./ลติ ร) 0.50 0.45

ทองแดง (มก./ลิตร) 0.51 0.102

แมงกานีส (มก./ลิตร) นอ้ ย 0.02

สงั กะสี (มก./ลติ ร) 1.18 3.9

ฟลูออไรด์ (มก./ลิตร) 0.107 -

ไอโอดีน (มก./ลติ ร) 0.061 0.116

เซเลเนยี ม (มก./ลิตร) 0.021 0.04

อยา่ งไรก็ตามน้านมมารดาจะมีคณุ ภาพดี มารดาควรรับประทานอาหารทีเ่ พยี งพอและเหมาะสม คือควร
กินอาหาร 5 หมู่ สะอาด และมารดาควรไดร้ ับยาบารุง (ธาตเุ หลก็ กรดโฟลกิ และไอโอดีน)

งานวิจัยทบ่ี ่งช้วี า่ ทารกท่ีดืม่ นมแมม่ ี ไอคิว(IQ) สงู กวา่ ทารกท่ดี ม่ื นมขวดโดยเฉลีย่ 3-5 จดุ ยง่ิ ทารกดืม่ นม
แม่เป็นเวลานานเทา่ ไหร่ ก็มโี อกาสจะพัฒนาไอคิวได้มากขึ้นเท่าน้ัน นักวิจยั แนะนาว่าทารกควรดม่ื นมแมน่ านถึง 9
เดอื น เพื่อกระตนุ้ พัฒนาการของสมองในปี พ.ศ.2552 ศาสตราจารยเ์ จมส์ แอนเดอร์สนั (James Anderson)
กล่าวว่าในนมแม่มีกรด DHA(Docosa hexanoic acid) และAA(Arachidonic acid) ซึ่งเกย่ี วข้องกับการเติบโต
ของเซลล์สมองที่ทางานดา้ นการรับภาพและเรียนรู้

การศึกษาโดย Angeisen NK และคณะในประเทศ Norway โดยศึกษาในเด็กทีก่ ินนมแม่ในชว่ ง 1 ปีแรก
จานวน 345 คน โดยทาการประเมินพฒั นาการด้านสมองและกลา้ มเนื้อดว้ ย Bayley’s Scales of infant
Development ทอ่ี ายุ 13 เดือนและวดั ระดับ IQ ด้วย Wechler Preschool and Primary Scale of
Intelligence และ Prabody Development Scale ที่อายุ 5 ปี พบว่าเด็กท่กี ินนมแมน่ อ้ ยกวา่ 3 เดือนมีความ
เสีย่ งเชาว์ปัญญาต่ามากกวา่ กล่มุ ท่กี ินนมแม่ 6 เดอื น ผลการศึกษาน้สี รุปว่าระยะเวลาในการใหน้ มแมม่ ผี ลต่อเชาว์
ปญั ญาเด็ก

149

การศกึ ษาโดย Quinn PJ และคณะในออสเตรเลีย โดยศึกษาระยะเวลาในเด็กจานวน 3880 คน อายุ
ตงั้ แต่แรกเกดิ ถึง 5 ปี โดยใช้ Peabody Picture Vocabulary Test Revise, PPVT-R และมกี ารปรับปจั จัยต่าง ๆ
ทอี่ าจมีผลต่อเชาวป์ ญั ญาท้งั ปัจจยั ด้าน Biology และ Psychosocial พบว่ามคี วามสัมพนั ธ์ระหว่างการให้นมแม่
กบั เชาว์ปญั ญาของเด็ก และเมื่อมกี ารเพมิ่ ระยะเวลาในการใหน้ มแมใ่ ห้นานข้นึ กจ็ ะพบการเพมิ่ ขึ้นของคะแนน
เชาวป์ ญั ญา โดยพบวา่ เด็กทไ่ี ด้รับนมแมน่ าน 6 เดือน หรือมากกวา่ จะมรี ะดับเชาวป์ ัญญาเพิ่มขึ้น 8.6 คะแนในเพศ
หญงิ และ 5.8 คะแนนในเพศชายเมอ่ื เทยี บกบั กลุม่ ทก่ี ินนมผง

จาก
http://www.momyclub.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539401923&Ntype=3

ทีมวิจัยจาก King’s College พบวา่ ทารกท่ีถูกเลย้ี งด้วยนมแม่ และมยี ีน FADS2 ตงั้ แต่หนง่ึ ชดุ ข้นึ ไป มี
ระดับ IQ โดยเฉล่ยี 6-7 สูงกวา่ ทารกท่ีถูกเลย้ี งด้วยนมผงแม้จะมีลักษณะทางพันธุกรรมใกลเ้ คียงกัน (similar
genetics) Accessed from http://www.sciam.com/article.cfm?id=got-smarts-mothers-milk-
m&page=2 Dated Nov15, 2007.

การให้อาหารตามวัย

อาหารตามวัย คืออาหารอืน่ นอกจากน้านมท่ชี ่วยเสริมให้ทารกไดร้ ับสารอาหารครบถ้วนและเพยี งพอกับ
การเจรญิ เตบิ โต ในขณะท่ที ารกยังได้รบั นา้ นมจากมารดา หรอื นมผสม

เร่ิมเมอ่ื อายุ 6 เดือน น้านมแม่อย่างเดียวไม่เพียงพอจึงจาเปน็ ต้องไดร้ ับอาหารตามวัย เพ่ือใหไ้ ด้
สารอาหารครบถว้ น เพื่อช่วยให้ทารกมีการเจรญิ เติบโตเต็มศกั ยภาพ และสอดคล้องกบั พฒั นาการของเด็ก สรา้ ง
ความคุ้นเคยกบั ลกั ษณะและรสชาตขิ องอาหาร เม่ืออายุ 6 เดือน ธาตเุ หล็กทส่ี ะสมในร่างกายมรี ะดับตา่ ลง ทารก
ควรได้รบั อาหารเสริมที่มธี าตเุ หลก็ สงู การข้นึ ของฟันทาให้เด็กสามารถเคยี้ อาหารทม่ี ีเนื้อหยาบขึน้ ได้ การให้อาหาร
ตามวัยจึงมคี วามสาคัญต่อการสรา้ งความคนุ้ ชนิ กับอาหารทาให้เดก็ รบั ประทานอาหารได้หลากหลายขึน้ และยังเปน็
การฝึกบรโิ ภคนสิ ยั ในวยั ตอ่ ๆ มา

หลักการท่ัวไปการใหอ้ าหารเสริม

1) เร่ิมให้อาหารเสริมทีละอย่าง ไม่ควรให้พร้อมกันหลายอย่าง เพราะถ้าเด็กเกิดอาการแพ้ จะได้ทราบว่าเกิดจาก
อาหารอะไร

2) การเร่ิมให้อาหารเสริมแต่ละชนิด ควรเว้นห่างกัน 1-2 สัปดาห์ เพื่อคอยสังเกตดูว่าเด็กมีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่
เช่น มผี ืน่ ตามผิวหนงั ร้องกวนมาก ไอ หอบ

3) เร่มิ ใหท้ ีละนอ้ ยจากคร่งึ ช้อนชา แลว้ ค่อย ๆ เพมิ่ ข้ึน

4) เตรียมอาหารให้เหมาะกับอายุและพัฒนาการของเด็ก ความละเอียดของอาหารควรเร่ิมจากบดละเอียดแล้วค่อย ๆ
เพ่ิมความหยาบขน้ึ

5) ต้องระวังสนใจเรื่องความสะอาดให้มาก ผู้ปรุงต้องล้างมือให้สะอาดก่อนปรุง ภาชนะต้องต้มฆ่าเชื้อให้สะอาด แยก
ต่างหากจากของผู้อ่ืน อาหารต้องใหม่สด และต้มให้สุกอย่างทั่วถึง และเมื่อปรุงเสร็จแล้วต้องมีฝาปิดมิดชิดกัน
แมลงวนั ตอม

151

6) ในช่วงแรกควรให้เด็กไดร้ ับรรู้ สชาตแิ ทจ้ รงิ ของอาหาร หากมกี ารปรุงแตง่ ตอ้ งรสไมจ่ ัด และไมใ่ ส่ผงชรู ส
7) ให้เด็กรับประทานอาหารเป็นเวลา หรือร่วมรับประทานอาหารพร้อมคนในครอบครัว หากเด็กปฏิเสธอาหารไม่ควร

บงั คับ ใหห้ ยุดพัก 3-4 วนั จงึ เรม่ิ ใหม่
8) ให้เด็กหัดช่วยตัวเอง หัดถือชอ้ นเอง หัดหยิบอาหารเข้าปากเอง โดยทั่วไป เด็ก 6-7 เดือนจะนั่งได้ และเริม่ อยากจะ

ชว่ ยตวั เอง นาอาหารเข้าปากเอง
9) ไม่ควรให้นา้ หวาน กลูโคส น้าอดั ลม เพราะไม่มีประโยชน์ ทาให้ไม่อยากรับประทานอาหารอ่นื ท่ีมปี ระโยชน์

โภชนาการสาหรบั เดก็ กอ่ นวยั เรียน

เดก็ วัยนี้ อัตราการเพิ่มนา้ หนกั 2- 3 กโิ ลกรัมต่อปี มีกิจกรรมทส่ี ามารถทาได้เองมากขึ้น จงึ มคี วาม
ตอ้ งการสารอาหารเพม่ิ ขึน้ แตพ่ ฒั นาการของเด็กวัยนี้เร่มิ สนใจสิง่ แวดล้อม สนใจเลน่ เดก็ จะใช้เวลาไปกับการ
เรยี นรสู้ ่งิ แวดล้อมรอบ ๆ ตัวจนบอ่ ยคร้ังที่ลมื หิวไปเลย ชอบปฏิเสธทาให้เด็กมีโอกาสได้รบั อาหาร
นอ้ ยลง อยา่ งไรกต็ ามพอ่ แมค่ วรทาความเขา้ ใจและไม่วิตกกังวลจนเกนิ ไป จนทาใหเ้ กิดความเครียดกนั ทง้ั พ่อแม่
และลกู ทาใหเ้ ด็กรู้สึกว่าการรับประทานอาหารเปน็ การถูกบงั คับ รสู้ ึกฝนื ใจ อาจทาให้เดก็ หงุดหงิด และมี
ปฏิกริ ิยาตอ่ ตา้ นการรบั ประทานเกดิ ขึน้ ได้

พลังงาน : 1,000-1,300 กิโลแคลอร่ีหรอื ใชว้ ธิ ีคานวณจากสตู รคานวณพลังงานต่าง ๆ ไดร้ ับอาหารครบ 5
หมู่ คานึงถงึ คณุ ภาพและปริมาณอาหาร

โปรตีน : 1.2-1.4 กรัมต่อนา้ หนกั ตัว 1 กิโลกรัม ควรได้รับไขว่ ันละ 1 ฟองและในเด็กต่ากว่า 2 ปคี วร
ไดร้ บั นมแม่ สว่ นเดก็ อายมุ ากกวา่ 2 ปี ควรไดร้ บั นมรสจืดทุกวัน ในวัยน้ีธาตเุ หลก็ ทส่ี ะสมในร่างกายลดลง พ่อแม่
สามารถให้อาหารเสริมธาตเุ หลก็ 2-3 ครั้งตอ่ สปั ดาห์เพ่ือป้องกันภาวะโลหติ จาง

ตารางท่ี .... ปรมิ าณพลงั งานและโปรตีนเด็กกอ่ นวัยเรียนที่ควรไดร้ ับใน 1 วนั

อายุ น้าหนกั ตัว พลงั งานทต่ี ้องการ ปรมิ าณโปรตีนทตี่ ้องการ

(ปี) (kg) (kcal/day) กรมั ต่อวนั กรมั ตอ่ น้าหนักตัว 1 kg/day

1-3 ปี 10-16.6 1,000 18 1.4

4-5 ปี 16.7-20.9 1,300 22 1.2

แนวทางการจัดอาหารสาหรบั เด็กวยั

1. อาหารหลัก 3 มอื้ คาร์โบไฮเดรตควรเป็นคารโ์ บไฮเดรตเชิงซ้อน เชน่ ข้าวกล้อง ควรได้รับนมรสจดื 2-3
แก้ว (400-600 มล.) และจัดอาหารว่างระหว่างม้ืออาหาร 2 ม้อื ควรเปน็ ผลไม้ พลังงานของอาหารว่างไม่
ควรเกินร้อยละ 20 ของพลังงานท้งั หมด งดขนมคบเคย้ี ว ขนมและเครื่องดื่มรสหวาน เพราะจะทาใหเ้ ด็ก
รบั ประทานอาหารได้นอ้ ยลง

2. จัดอาหารใหม้ ีความหลากหลาย
3. ควรใหเ้ น้อื สัตว์ เนอ้ื ปลา ไข่ สลับกัน
4. ควรฝึกให้เด็กได้กินผักทกุ วันจนเปน็ นิสยั โดยเลือกผักท่ีไมม่ ีกลิน่ ฉุน หรอื มีสสี ัน มีรสชาติอร่อย
5. อาหารรสชาตไิ มจ่ ดั จา้ น ควรใชว้ ธิ กี ารปรุงอาหารดว้ ยการต้ม น่งึ หรืออบ เพ่ือเล่ียงไขมันที่มากเกินไป
6. จัดอาหารชิน้ พอคา หรือชน้ิ เลก็ พอเหมาะกับปากเด็ก
7. รบั ประทานอาหารพร้อมคนในครอบครัว ฝกึ สุขนสิ ยั การรบั ประทานบนโตะ๊ อาหาร การลา้ งมือก่อน

รบั ประทานอาหาร
อาหารว่าง วันละ 2 ม้อื

- ควรเป็นอาหารท่ีมีประโยชน์ เช่น ผลไม้ นมรสจดื (หลีกเล่ียงนมปรงุ แต่งรสชาติต่าง ๆ เพราะอาจทา
ให้เด็กตดิ รสหวาน) นมควรมีแคลเซียมเพยี งพอ เด็กอายุเกิน 2 ปี หากมนี ้าหนกั เกินควรให้เดก็ ดม่ื นม
พร่องมนั เนย

- หัดใหด้ ื่มนมจากแกว้ หรือจากกลอ่ ง (ควรเลิกนมขวดภายในอายุ 1 ปี – 1 ปคี รึง่ )
- ไม่ควรใหน้ ้าอัดลม น้าหวาน ขนมทีม่ ีแป้งและไขมนั สูง
ควรฝึกบรโิ ภคนสิ ัยการกนิ ท่ีดี

1. ฝึกให้รบั ประทานอาหารตรงเวลา ไมก่ ินจบุ จบิ ผใู้ หญ่เป็นแบบอยา่ งในการ
2. ระยะเวลาในการกนิ อาหารไม่ควรเกิน 30 นาที
3. ฝึกให้รบั ประทานอาหารเองและเปิดโอกาสให้เด็กเลือกอาหาร
4. ฝกึ ใหร้ บั ประทานอาหารหลากหลาย เพื่อป้องกนั การกินยากหรอื เลือกกนิ
5. ควรใหเ้ ดก็ รับประทานอาหารพร้อมผู้ใหญ่ โดยรับประทานท่ีโตะ๊ อาหาร

รบั ประทานอาหาร
6. สรา้ งบรรยากาศการกนิ ท่ีดี ไม่ขูบ่ งั คบั ใช้ภาชนะที่ดึงดดู ความสนใจของเด็ก
โภชนาการสาหรบั เด็กวยั เรียน

153

โภชนาการสาหรบั เดก็ วยั นีเ้ พ่ือเสรมิ สร้างการเจริญเตบิ โต ทากจิ กรรมต่าง ๆ ในการเรยี น การจดจา การ
เรยี นรูต้ า่ ง ๆ สร้างภมู ิคุม้ กันโรค เป็นชว่ งเตรยี มความพร้อมเขา้ ส่วู ยั ร่นุ ในวยั นี้อัตราการเจริญเติบโตสม่าเสมอ มี
การเปลยี่ นแปลงโครงสรา้ งรา่ งกาย อารมณ์ สังคม เป็นปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร วัยนีม้ กั ให้
ความสนใจกับขนม อาหารวา่ ง หรอื อาหารสาเรจ็ รปู การเลอื กรับประทานอาหารตามความนยิ มของสังคม หรอื
กลุ่มเพ่ือน จงึ เป็นสาเหตทุ าให้ได้รับสารอาหารไม่เหมาะสมกบั ความตอ้ งการ เกดิ ภาวะขาดสารอาหารหรือได้รับ
พลังงานเกนิ ความต้องการ เพียงพอต่อความต้องการของรา่ งกาย ดังน้ันการดูแลการไดร้ ับอาหารในเดก็ วยั น้ีไห้
ไดร้ บั พลังงานและสารอาหารอย่างเพียงพอเหมาะสม เพ่อื ลดความเสย่ี งตอ่ การเกิดโรค ส่งผลการเจริญเติบโต เช่น
แคระแกรน็ สติปัญญาต่า เรียนร้ชู ้า

ตารางท่ี ....ปริมาณสารอาหารทีค่ วรไดร้ ับประจาวันวยั เรยี น

สารอาหาร อายุ 6-8 ปี อายุ 9-12 ปี

พลังงาน (kcal) 1,400 1,700

ไขมัน (g) 47 57

โปรตนี (g) 28 40

วติ ามนิ เอ (ไมโครกรัม) 500 600

วติ ามนิ บี1 (ไฮอะมิน) (mg) 0.6 0.9

วิตามินบี2 (ไรโบฟลาวิน) (mg) 0.6 0.9

วติ ามนิ บ1ี 2 (ไมโครกรัม) 1.2 1.8

วติ ามินซี (mg) 40 45

แคลเซีย่ ม (mg) 800 1,000

ไอโอดีน (μg) 120 120

เหลก็ (mg) 8.1 11.8

สังกะสี (mg) 4 5

ใยอาหาร (g) 12 16

อา้ งอิงจากอาหารที่ควรไดร้ บั ประจาวนั สาหรับคนไทย พ.ศ.2546

การจัดอาหารเด็กวัยเรยี น

1. สารอาหารให้ครบหลกั 5 หมู่ ปรมิ าณเพยี งพอกับความต้องการ โดยจัด 3มอ้ื หลกั พลงั งานจากอาหารควรไดร้ บั

จากอาหารท่มี ีประโยชนแ์ ละครบถว้ นของสารอาหาร เนื่องจากเด็กวยั น้สี ามารถเลือกอาหารรบั ประทานทโี่ รงเรยี น

จึงอาจเกดิ ภาวะได้รับพลงั งานเพียงพอแต่ได้รบั สารอาหารไม่ครบถว้ น จึงอาจเกดิ ภาวะขาดสารอาหารได้

นอกจากนัน้ ควรคานงึ ถงึ ความสะอาดของอาหาร เช่นอาหารรถเขน็ หน้าโรงเรยี น ดูแลการได้รบั ธาตุเหลก็ ซ่ึงชว่ ยใน

การสรา้ งเมด็ เลือดแดง พัฒนาสมอง สร้างภูมิคุ้มกนั และควรกนิ อาหารท่ีมวี ติ ามินซสี ูงรว่ มด้วย

2. อาหารว่างทมี่ คี ุณค่าทางอาหาร ลดหวาน ลดเคม็ ลดไขมนั จานวน 2 มอ้ื อาหารวา่ งใหพ้ ลังงานไมเ่ กินร้อยละ
10 ของพลังงานทงั้ หมดทีค่ วรได้รบั

3. ควรไดร้ บั นมรสจดื วนั ละ 2-3 แก้ว เพอ่ื สะสมมวลกระดูกให้แขง็ แรง ป้องกนั การเกิดโรคกระดูกพรุนเม่ืออายุมาก
ขึ้น แตไ่ ม่ควรบริโภคมากเกินไป นมทีม่ ไี ขมันเต็มอาจทาใหเ้ กิดไขมันสะสมได้

4. ใหส้ าคญั กบั อาหารเชา้ เพราะเปน็ มื้อทส่ี าคญั สุด เพราะร่างกายไม่ไดร้ ับพลังงานและสารอาหารเป็นเวลานาน
หลายชว่ั โมง หากไม่ไดร้ บั อาหารเชา้ สมองและกล้ามเน้ือไมไ่ ดร้ บั สารอาหาร จะทาให้การเรยี นร้ไู ดช้ า้ ขาดสมาธิ
เฉ่อื ยชา หงดุ หงดิ ง่าย และมีความเส่ยี งตอ่ การเกดิ โรคสมองเส่อื มในอนาคต

5. ดแู ลการรับประทานขนม ควรฝึกให้เด็กอ่านฉลากโภชนาการในขนมแตล่ ะชนดิ ในบรรจภุ ณั ฑ์ หลกี เลี่ยงอาหาร
รสจดั น้าอดั ลม ชา กาแฟ

โภชนาการสาหรับเดก็ วัยรนุ่

เป็นชว่ งการเจริญเติบโตสงู สดุ มกี ารเปล่ียนแปลงสรรี ะร่างกาย กา้ วสู่การเจรญิ เติบโตของวยั เจรญิ พันธ์ุ จงึ
ความตอ้ งการสารอาหารปรมิ าณสูง วัยรุน่ ชายตอ้ งการพลงั งานมากกวา่ 1,700 -2,300 กโิ ลแคลอรี่ต่อวนั วยั รนุ่
หญงิ 1,600 -1,850 กิโลแคลอร่ีต่อวนั โปรตนี 1.0-1.2 กรมั ต่อน้าหนกั ตวั 1 กโิ ลกรัม ขึน้ อยู่กบั กิจกรรมที่ทา
วยั ร่นุ เปน็ วยั ท่ีมคี วามอิสระในการเลอื กรับประทานอาหาร จึงมักเลอื กรบั ประทานอาหารตามแฟชนั่ รับประทาน
อาหารตามโฆษณา กลุม่ เพื่อน อาหารรูปแบบแปลกใหม่ (มโนลี ศรเี ปารยะ เพญ็ พงษ,์ 2559 บังอร สวุ รรณพานชิ ,
2555) และไม่ได้คานึงถงึ คุณค่าของอาหาร ไม่คานงึ ถึงสขุ ภาพ เช่นอาหารประเภทฟาสฟูดส์ การรับประทาน

155

อาหารตามคา่ นยิ ม “แบรนด์” ซงึ่ ใหพ้ ลงั งานสูงแต่มีคุณคา่ ทางอาหารไม่ครบถว้ น รับประทานโปรตนี มากกวา่
อาหารประเภทอื่น เพราะเข้าใจว่าไม่ทาให้อว้ น และ ยงั ได้รับอาหารบางอย่างจากการอยากรู้อยากลอง เชน่ การ
ดมื่ สุรา การใชย้ าเสพติด ซ่ึงอาจขดั ขวางการดูดซึมสารอาหารบางชนดิ นอกจากนยี้ ังมกี ารอดอาหารหรือการใช้
อาหารเสริมเพอ่ื ลดความอว้ น การรับประทานอาหารทีไมเ่ หมาะสมในวยั นที้ าให้เกดิ ผลกระทบต่อสขุ ภาพ เช่น
เบาหวาน ความดนั โลหติ สูง ภาวะไขมันในเลอื ดสูง โรคหัวใจ เปน็ ต้น นอกจากนว้ี ัยรุ่นมกั รบั ประทานอาหารที่มี
กากใยน้อย สง่ ผลใหท้ ้องผูก และเป็นโรคอ้วนได้ จงึ ควรใหค้ วามรใู้ นการฝกึ นิสัยการรับประทานอาหารท่ีถูกต้อง
เพอื่ ชว่ ยในการตัดสนิ ใจเลอื กรบั ประทานอาหารได้ดขี ้นึ สารอาหารที่จาเปน็ ในช่วงวยั รุ่น ได้แก่ ธาตเุ หล็ก สังกะสี
วิตามนิ A, C, D, B6, และกรดโฟลิค ตอ้ งการแคลเซียมสงู มากเพ่ือใช้ในการเสรมิ สร้างกระดกู

วัยร่นุ กับโภชนาบัญญตั ิ 9 ประการ 4 อย่า 5 อยาก

1. อย่ากนิ อาหารไขมนั สูง
2. อย่ากนิ อาหารรสจัด
3. อยา่ กินอาหารปนเป่ือน
4. อย่าดม่ื แอลกอฮอร์
5. อยากให้กิน 5 หมู่
6. อยากให้กินข้าวเป็นหลกั
7. อยากให้กนิ พืชผัก
8. อยากให้กนิ เน้ือสตั ว์ไมต่ ิดมนั
9. อยากให้ด่ืมนมรสจดื อยา่ งเหมาะสม
การดูแลภาวะโภชนาการวยั รนุ่ ตามนโยบายของสานกั โภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ปวีณ
ภทั ร นธิ ิตันติวัฒน์ (2560) ดังนี้ โดยการใหค้ วามรู้และความตระหนักในการรับประทานอาหารแก่วยั รุ่น

1. รบั ประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รบั ประทานอาหารท่เี หลากหลาย ไม่ซ้าซากเพ่ือป้องกันการเปน็ มะเรง็ ใน
ปริมาณท่เี พียงพอ เหมาะสม เพ่อื ช่วยควบคมุ น้าหนกั รบั ประทานอาหารตรงเวลา ปรุงสุก ใหม่

2. รบั ประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตเปน็ หลกั
3. รบั ประทานผัก ผลไม้ เปน็ ประจา เพ่ิอไม่ให้ไขมนั ไปเกาะท่ผี นังหลอดเลือด ขบั ถา่ ยสะดวก โดยเลือก

รบั ประทานผักปลอดสารพิษ อาหารธญั พืช เช่น ข้าวซอ้ มมือ
4. รบั ประทานเน้ือสัตว์ ถัว่ ไข่ 2-3 ฟอง/สปั ดาห์ และควรรบั ประทานอาหารเพื่อชว่ ยเพิม่ แคลเซีย่ มและ

วิตามนิ ดี
5. ด่มื นมอย่างนอ้ ยวนั ละ 1 แก้ว ดื่มน้าเปลา่ ให้เพยี งพอ วนั ละ 6-8 แกว้ หลีกเลย่ี งการดม่ื นา้ หวาน ชา

กาแฟ

6. ไม่รับประทานอาหารทอด ไม่รบั ประทานอาหารตามแฟชั่น
7. หลีกเล่ียงสารปรงุ รส
8. หลกี เลย่ี งเครื่องด่มื แอลกอฮอล์ ควรออกกาลงั กาย
การจัดอาหารในวัยนีค้ วรคานึงสารอาหารควบคู่กบั พลังงานตามตอ้ งการและสดั ส่วนตามธงโภชนาการเพอื่
ไดร้ ับอาหารที่เพียงพอ มีคุณภาพ วัยรุ่นควรได้ด่มื นมวันละ 1 กลอ่ ง กนิ ไขว่ ันละ 1 ฟอง กล้วยวนั ละ 1 ผล

ปัญหาโภชนาการในเดก็

1. อาการโรคแพ้โปรตนี นมววั

คือ อาการเจบ็ ป่วยท่เี กิดขนึ้ จากการไดร้ บั โปรตีนบางชนดิ ในนา้ นมววั อาจเขา้ สู่รา่ งกายตั้งแต่อยู่ในครรภ์จาก
การดืม่ นา้ นมววั เพ่ือบารงุ ครรภ์ หรอื เข้าสรู่ ่างกายทารกหลงั การคลอด อาการท่ีเกิดข้ึนเกิดจากทารกมขี ้อจากัดของ
ระบบการย่อยและระบบภมู ิคุ้มกันในลาไสท้ ่ี ไม่แขง็ แรง ระบบํน้าย่อยยงั ไม่สมบูรณ์และเซลล์ เย่ือบทุ างเดนิ อาหาร
อยูก่ นั แบบห่างๆ จึงทาใหโ้ ปรตนี แปลกปลอมของนมวัวเลด็ ลอดเขา้ สู่กระแสเลือด ไปกระต้นุ ให้รา่ งกายของทารกท่ี
มีความเส่ียง คือ ทารกท่ีมปี ระวัติในครอบครวั เป็นโรคภมู ิแพ้ หรอื ผ้ทู ี่แม่ดืม่ นมววั หรอื ผลิตภณั ฑน์ มวัวขณะ
ตง้ั ครรภ์ ทารกจะสร้างภมู ิต่อตา้ นชนดิ ผิดปกติขึ้นในร่างกาย ซึง่ จะไวต่อสารก่อภมู ิแพป้ ระเภทอืน่ อีกหลายอย่าง ไม่
วา่ จะเปน็ สารก่อภมู ิแพ้ทีอ่ ยู่ในอากาศ เช่น ฝนุ่ ไรฝุ่น ซากแมลงสาบ เกสรหญา้ หรือดอกไม้ รงั แค หมา แมว นก
หรอื สารก่อแพ้จากการกนิ เชน่ นมวัว ถ่วั ไข่ หรอื อาหาร ทะเล ต่อมาหากมีการได้รับนมววั หรือสารก่อภมู แิ พ้เข้า
ไปอีก ภูมติ ่อตา้ นจะ มาทาปฏิกิริยาทนั ที เกดิ เป็นอาการเจ็บป่วยได้หลายรปู แบบ
• ระบบผิวหนัง : มกั พบผวิ แหง้ แพเ้ หง่ือ เปน็ ผืน่ แดงเม็ดเล็กคล้ายเมด็ ทรายหยาบๆ บนใบหน้า แขนขา และลาตวั
เป็นผนื่ ลมพิษ บนหนงั ศรี ษะอาจพบสะเก็ดชันตุ มีอาการ คัน เปน็ ๆ หายๆ เรอื้ รงั ํน้าเหลืองเย้มิ
• ระบบทางเดนิ หายใจ : คนั ตา คดั จมูก จาม ํน้ามูกไหล เลือดกาเดาไหล เสมหะครืดคราดในลาคอ นอนกรน อา้
ปากหายใจ หายใจ เสยี งดังวี้ด หรือหอบหดื ไอเรื้อรงั ไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซลิ และ ต่อมอดีนอยดโ์ ต มีอาการ
อกั เสบบ่อยครัง้ จนทาให้มีขนาดใหญผ่ ิดปกติ เกดิ อุดกัน้ ทางเดินหายใจ

• ระบบทางเดินอาหาร : อาเจียน ท้องเสียหรอื ถ่ายเปน็ มูกเลอื ดแต่เด็กยงั ดรู า่ เริง ท้องผกู แหวะนม ทอ้ งอืด ปวด
ท้อง ร้องกวนโคลคิ เล้ียงยาก ํนา้ หนักข้นึ นอ้ ย เลย้ี งไม่โตเพราะลาไส้ไมด่ ดู ซึมอาหาร ไมช่ อบกินนมหรือกนิ นมยาก
คลอดก่อนกาหนดอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ทาให้ลาไสเ้ น่า ลาไสท้ ะลุ หากเช้ือแบคทเี รียเล็ดลอดเขา้ กระแส
เลอื ด ทาให้ติดเช่ือในกระแสเลือดเป็นสาเหตขุ องการเสียชีวติ ได้
• ระบบอนื่ ๆ เชน่ อาการชอ็ กรุนแรง ปากบวม หนา้ บวม ตัวเขียว หายใจลาบาก เสียชวี ติ เจ็บปว่ ยบอ่ ย

การดูแลเดก็ ทม่ี ีภาวะแพ้โปรตีนนมวัว (บษุ บา ววิ ฒั น์เวคิน,2555)

157

1. เด็กทม่ี ีอาการแพ้ แนะนาใหห้ ลกี เล่ียงนมววั ผลติ ภัณฑจ์ ากนมวัว และโปรตนี นมวัว

2. ทารกที่กินนมแม่ พจิ ารณาให้นมแมต่ ่อ โดยใหม้ ารดางดด่ืมนมวัวและผลติ ภณั ฑจ์ ากนมววั ควรเสรมิ แค
ลเซย่ี มแกม่ ารดามให้เพยี งพอ (800 มก./วัน)

3. ทารกที่ดมื่ นมผสม เลือกนมท่ีไมม่ โี ปรตีนจากนมวัวทดแทน นมสูตรตา่ ง ๆ ท่ใี ชท้ ดแทนมดี ังน้ี

3.1 Soy protein-based formular (SF, นมสตู รโปรตีนจากนมถ่ัวเหลอื ง)

3.2 extensively hydrolyzed formula (eHF, นมสตู รโปรตีนทผี่ า่ นการย่อยอยา่ งเต็มที่)

3.3 amino acid-based formula (AA, นมสูตรอะมิโน)

3.4 Modular formula (MF,นมสตู รทเ่ี ตรยี มสาหรบั ผู้ปว่ ยเฉพาะราย)

แนวทางการเลือกใชส้ ูตรนมทดแทน

1. สูตรนมทดแทนในผปู้ ่วยแพโ้ ปรตนี นมวัวที่มอี าการแสดงทางคลนิ ิกรุนแรง โดยไม่เรยี งลาดับ
1) eHF ไมไ่ ดผ้ ล AAF ไม่ไดผ้ ล MF
2) AAF ไม่ไดผ้ ล MF
3) MF

ควรส่งตอ่ ผู้ป่วยไปยงั กมุ ารแพทย์ผู้เช่ียวชาญ ในกรณี anaphylaxis การใชน้ มสูตร MF ควรเป็นความเหน็
ของกมุ ารแพทยผ์ ู้เชยี่ วชาญ

2. สตู รนมทดแทนในผู้ปว่ ยแพโ้ ปรตีนนมวัวท่ีมอี าการแสดงทางคลนิ ิกแบบ immediate reaction และ

atopic dermatitis ทไ่ี มร่ นุ แรง โดยไม่เรยี งลาดับ

1) SF ไม่ได้ผล eHF ไม่ได้ผล AAF

2) eHF ไม่ได้ผล AAF

3. สตู รนมทดแทนในผู้ปว่ ยแพ้โปรตีนนมวัวท่มี อี าการแสดงทางคลินิกแบบ non-IgE-mediated type

และ mixed type

1) eHF ไมไ่ ดผ้ ล AAF ไมไ่ ด้ผล MF

2) SF* ไม่ได้ผล eHF ไม่ได้ผล AAF ไมไ่ ดผ้ ล MF

* ถา้ ไม่สามารถหา eHF ได้

ในเด็กอายุมากกวา่ 2 ปี และสามารถรับประทานอาหารอื่น ๆ ไดอ้ ยา่ งพอเพียงอจ่ ไม่จาเป็นตอ้ งให้นม
ทดแทนและพิจารณาเสริมยาเม็ดแคลเซ่ยี มท่ีไม่มนี มวัวเปน็ ส่วนประกอบ

3. กลุ่มอาการ IgE-mediated type แนะนาให้งดนมวัวอย่างน้อย 2 สปั ดาห์ ส่วนกลุ่ม mixed type และ
non-IgE-mediated type งดอย่างน้อย 4 สปั ดาห์

2. ภาวะน้าหนักเกนิ และโรคอ้วน (Obesity)
ภาวะโภชนาการเกนิ ไดแ้ กโ่ รคอ้วน (obesity) เปน็ ปญั หาทพ่ี บมากขึ้นในสังคมและประเทศทม่ี ีการพัฒนา

เศรษฐกจิ อบุ ัตกิ ารณข์ องโรคอ้วนในประเทศไทยเพมิ่ มากขึ้น ในขณะที่โรคขาดสารอาหารพบไดน้ ้อยลง ขณะนีจ้ ะ
พบเด็กวัยเรยี นตามโรคเรยี นต่าง ๆ เปน็ โรคอว้ นมากขึน้ จากการบรโิ ภคอาหารทมี่ ีแป้ง น้าตาล และไขมันสงู ตาม
แบบชาวตะวนั ตกทาให้เด็กไทยอว้ นมากข้นึ นอกจากน้ีมีสาเหตรุ ่วมคือพน้ื ฐานการเล้ียงดูในวัยทารก วัยกอ่ นเรียน
และส่ิงแวดล้อมในครอบครัว ทม่ี ักจะเลีย้ งดใู หเ้ ด็กดจู า้ มา้ จงึ ทาให้เด็กเหลา่ นีจ้ ะเตบิ โตเป็นผู้ใหญท่ ี่มีโรคอ้วน

สาเหตขุ องภาวะอ้วนในเด็กนั้นเกิดจากปัจจยั สาคัญสองอยา่ งคือ มีพฤติกรรมการกิน และการออกกาลังกาย
ไม่เหมาะสม กล่าวคือ กินมากเกนิ ไป กนิ อาหารท่ีมีแคลอร่สี งู กนิ ผักผลไมน้ ้อย ไม่ค่อยออกกาลังมีกจิ กรรมทไี่ ม่
ค่อยเคล่ือนไหวร่างกายมาก เชน่ ดทู ีวี เล่นเกมส์ เล่นคอมพวิ เตอร์ การแก้ไขปัญหาตรงน้นี อกจากการ
ปรับเปลีย่ นอาหารการกนิ แล้ว การให้ความรู้ การวางแผนการออกกาลงั กาย และการให้ครอบครัว โรงเรียน และ
ชมุ ชนมสี ่วนร่วม กจ็ ะให้เกิดผลสาเร็จมากขน้ึ

ผลกระทบของภาวะโภชนาการเกนิ

ระบบกระดูกและข้อ เกิดจากน้าหนักตัวกดลงบนกระดูกข้อเข่าและข้อเท้า ทาอันตรายต่อแผ่นเย่ือเจริญกระดูก
เข่าด้าน ใน (proximal medial tibial growth plate) ท าให้เกิดขาโก่ง (Blount disease) ส าหรับวัยรุ่นโรค
อ้วนมกั มีต้นขาใหญ่ ทาาให้เกิดโรคหวั กระดูกสะโพกเล่ือน (slipped capital femoral epiphysis) ขาฉิง่ (knock
knee) และเกิดกระดูกหกั ได้ เวลาลม้

ระบบหวั ใจและหลอดเลือด เด็กโรคอ้วนมกั มคี วามดันเลอื ดสูง และความดัน เลอื ดสูงสัมพันธก์ ับมวลไขมนั อย่างมี
นัยสาคัญ โดยท่ีไม่มีอาการ อาจพบการทางานของหลอดเลือดผิดปกติ หลอดเลือด แดงมีผนังหนาและอุดตัน
กลา้ มเนื้อหวั ใจทางานผิดปกติและเกดิ โรคหัวใจขาดเลือด เด็กที่เป็นโรคอว้ นรุนแรงอาจ พบความดันหลอดเลือดใน
ปอดสงู และหัวใจซกี ขวาล้มเหลว (cor pulmonale) เกดิ อนั ตรายรุนแรงหรอื เสยี ชีวติ ได้

ระบบทางเดินหายใจ เด็กโรคอ้วนมีไขมันสะสมในร่างกายสูง และการท างานในการ หายใจเพิ่มข้ึน ทาให้มี
สมรรถภาพ ปอดลดลง อาจมีปัญหาของการหยุดหายใจขณะหลับ จากภาวะทางเดินหายใจอุดก้ัน (obstructive

159

sleep apnea, OSA) โดยมักมีอาการนอนกรนเสยี งดัง และมีอาการหยุดหายใจ ผวาต่ืน ฝันรา้ ย หรอื ปัสสาวะรด
ท่ีนอนเวลากลางคืน ปวดศีรษะและง่วงนอนเวลากลางวนั รวมทั้งผลการเรียนตกต่า ถ้ามีการวดั ระดับความอิ่มตัว
ของออกซิเจนในเลือดจะ พบว่าต่ากว่าร้อยละ 90 ต้ังแต่ 3 ช่วงเวลาของการนอนหลับอย่างน้อย 6 ชม.ข้ึนไป ใน
โรคอ้วนท่ีรุนแรงอาจพบการหายใจ ไม่พอ มีภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ค่ังและขาดออกซิเจน เรียกกลุ่มอาการน้ีว่า
Pickwickian syndrome ซง่ึ หากไมไ่ ด้รับ การแก้ไข จะเกดิ ความดนั หลอดเลอื ดในปอดสงู

ระบบทางเดินอาหารและโรคตับ อาจพบปัญหากรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease, GERD)
โรคนิ่วใน ถุงน้าดี ภาวะไขมันสะสมที่ตับ (non-alcoholic fatty liver disease, NAFLD)(21) ซ่ึงสัมพันธ์กับกลุ่ม
อาการเมตาบอลกิ และระดบั อนิ ซลู ินในเลอื ดสงู และยังเปน็ ปัจจัยเสีย่ งของโรคตบั แข็งและมะเรง็ ตับ(22)

ระบบต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึม พบระดับอินซูลินในเลือดสูง เกิดภาวะต่อต้านอินซูลิน (insulin resistance)
โดยพบ มากข้ึนตามความรุนแรงของโรคอ้วน และนาไปสู่โรคเบาหวานชนิดท่ี 2 ในเด็กและวัยรุ่นมากขึ้น อาจพบ
ระดับไขมันใน เลอื ดผิดปกติ เด็กโรคอ้วนส่วนใหญ่มีส่วนสูงมากกว่า แต่เข้าสวู่ ัยรุ่นเร็วกว่าเด็กวัยเดยี วกนั จงึ ทาให้
ส่วนสูงในวัยผู้ใหญ่ไม่ สูงกว่าศักยภาพทางกรรมพันธ์ุ ในวัยรุ่นหญิงที่อ้วนอาจพบภาวะ polycystic ovary
syndrome (PCOS) ซึ่ง ประกอบด้วยอาการประจาเดือนขาดหรือมาผิดปกติ มีสิว ขนดก เสียงห้าว ผู้ใหญ่โรค
อ้วนมคี วามเสย่ี งต่อการเกดิ เนือ้ งอกในมดลูกและมะเรง็ รงั ไข่

กลุ่มอาการเมตาบอลิก (metabolic syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เป็นปัจจัยเส่ียงต่อการเกิดโรคหัวใจและ
หลอดเลือด และโรคเบาหวานชนิดท่ี 2 เกณฑ์การวินิจฉัยกลุ่มอาการเมตาบอลิกของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ
(International Diabetes Federation, IDF) ในเด็กอายุ 10 ปีขนึ้ ไป ใช้เสน้ รอบเอวร่วมกับเกณฑ์อ่ืนอีก 2 ข้อขึ้น
ไป

- ไขมันในเลือดสูง ท้ังคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันชนิดแอลดีแอล (ไขมันชนิดไม่ดี) ซึ่งอาจทาให้มี
โอกาสเกดิ โรคหลอดเลือดและหัวใจมากข้ึนเมอ่ื เป็นผใู้ หญ่

ความผิดปกตทิ างผวิ หนงั มกั พบ acanthosis nigricans คอื ผวิ หนังมลี ักษณะเปน็ ผนื่ สนี ้ าตาลด านูนหนา ไม่คัน
พบที่ บริเวณล าคอ รกั แร้ ขอ้ พับ และขาหนีบ ทั้ง 2 ข้าง ซ่ึงพบร่วมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการกระตุ้น
insulin-like growth factor receptor ท่ีผิวหนัง และกระตุ้นการท างานของ keratinocyte พบในคนผิวดา
มากกว่าคนผิวขาว อาจ พบรอยแตก (striae) ในโรคอ้วนท่ีรุนแรงและมีน้ าหนักเพ่ิมขึ้นเร็ว อาจพบลักษณะผ่ืน
แดงบริเวณข้อพับ (intertrigo) เกิด จากการเสียดสี และความอับช้ืน มักพบการติดเชื้อราแทรกซ้อน และติดเชื้อ
แบคทีเรียในบรเิ วณที่มขี น

ด้านจติ ใจและสังคม พบวา่ เด็กอ้วนมีการขาดความภาคภูมใิ จในตนเอง มองว่าตนเองไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ ทา
ให้มีผล ต่ออารมณ์ การพัฒนาความคิด ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และภาพลักษณ์ต่อร่างกายของวัยรุ่น เกิด
ปัญหาในการเข้า สังคม รู้สึกโดดเดี่ยว เหงา ซึมเศร้า วิตกกังวล มีอาการแสดงทางร่างกาย เด็กมักใช้การกินเพ่ือ
ระบายความอึดอดั คับข้องใจ

ความเส่ียงต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่โรคอ้วน การศึกษาในเด็กไทยพบว่า เด็กวัยเรียนที่อ้วนมีโอกาสเส่ียงต่อการ
เป็นวัยรุ่น ที่อ้วน 3.1-12.5 เท่า ในระดับมัธยมศึกษาพบว่าเด็กชายและหญิงที่อ้วนเส่ียงต่อการเป็นโรคอ้วนหลัง
จบการศึกษา 1.4 และ 4.6 เท่า เด็กอ้วนมีโอกาสเส่ียงท่ีจะกลายเป็นวัยรุ่นที่อ้วนถึง 8.2 และ 20 เท่าในเด็กชาย
และหญิง ตามลาดับ เด็กโรคอ้วนเม่ือเติบโตข้ึนจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนในผู้ใหญ่ การศึกษาท่ีติดตาม
เด็กโรคอ้วนในระยะยาว พบว่า ร้อยละ 69 ของเด็กอายุ 6-9 ปี และร้อยละ 83 ของวัยรุ่นอายุ 10-14 ปี จะ
กลายเปน็ ผู้ใหญ่โรคอว้ นตอ่ ไป

ความเส่ียงต่อการเกิดโรคมะเรง็ พบว่าโรคอ้วนในผู้ใหญ่มคี วามสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งหลายตาแหน่ง ได้แก่
มะเร็ง หลอดอาหาร ต่อมไทรอยด์ ไต ผิวหนัง ลาไส้และไส้ตรงในเพศชาย มะเร็งเย่ือบุโพรงมดลูก หลอดอาหาร
ถุงนา้ ดี ไต ตับ อ่อน ต่อมไทรอยด์ มะเร็งเต้านมในวัยหลังหมดประจาเดอื น และมะเร็งลาไส้ในเพศหญิงนอกจากนี้
ยังพบวา่ ผูใ้ หญโ่ รค อ้วนมีอตั ราตายจากโรคมะเรง็ มากกว่าคนนา้ หนักตวั ปกติอีกด้วย

เด็กทมี่ ีภาวะโภชนาการเกนิ แบง่ เป็น 2 ระดบั ยอ่ ย คือ
อยูเ่ หนือเสน้ +2 S.D หรือ +3 S.D แสดงว่ามีนา้ หนักมากกว่าเด็กที่มีส่วนสงู เท่ากนั เป็นเด็กอว้ นระดบั 1 เด็ก

มีโอกาสเสยี่ งต่อการเป็นผู้ใหญอ่ ว้ นในอนาคต
อยูเ่ หนอื เส้น +3 S.D มภี าวะโภชนาการเกินมากเป็นโรคอว้ นระดบั 2 เด็กมีโอกาสเสียงตอ่ การเปน็ ผูใ้ หญอ่ ว้ น

มากยิง่ ข้ึนในอนาคต

แนวทางแกไ้ ขเด็กทม่ี ีภาวะโภชนาการเกนิ (เร่ิมอว้ น/อว้ น) และกลมุ่ เสี่ยงต่อภาวะอว้ น (ทว้ ม)

1. ติดตามการชง่ั น้าหนักทุกเดือนและวดั สว่ นสูงทกุ 6 เดือน
* ถ้าลูกมีส่วนสูงค่อนข้างสูง หรือส่วนสูงตามเกณฑ์อายุแต่อยู่เหนือเส้นประ แม่ควรดูแลส่วนสูงของ
ลูก อยา่ เบย่ี งเบนเข้าหาเสน้ ประ มฉิ ะนัน้ ลกู มโี อกาสเตย้ี ได้

161

* ถ้าลุกมีส่วนสูงตามเกณฑ์อายุแต่อยู่ต่ากว่าเส้นประ แม่ควรดูแลส่วนสูงของลูก อย่าเบ่ียงเบน ออก
จากเส้นประมิฉะน้ัน ลกู มีโอกาสเต้ียได้

2. แนะนาการให้อาหารครบทุกกลมุ่ ได้แก่ เนือ้ สตั ว/์ ไข่/นม ข้าว-แปง้ ผกั ผลไม้ และนา้ มัน ในปรมิ าณที่
เหมาะสมและควรกนิ ให้หลากหลาย

3. ไมค่ วรงดอาหารม้ือหลกั หรอื ลดปริมาณอาหารมากเกนิ ไป เนอื่ งจากเดก็ เปน็ วัยกาลงั เจริญเติบโต การลด
อาหารมากไปอาจทาให้การเจริญเตบิ โตช้าลง

4. ควรรบั ประทานาหารท่ีใหพ้ ลงั งานในปริมาณที่เหมาะสม ได้แก่ อาหารประเภทข้าว-แปง้ ขา้ ว ก๋วยเตยี๋ ว
ขนมจนี ขนมปัง เผือก มนั เป็นต้น และอาหารไขมัน เชน่ น้ามนั กะทิ ควรหลกี เลีย่ งการปรุงอาหารด้วย
วิธกี ารทอด ผัด แกงกระทหิ รือขนมใส่กะทิ จัดเมนอู าหารให้ครบ 5 หมู่ ตามสดั สว่ น และพลงั งานท่ี
เหมาะสม

5. ควรรบั ประทานผัก หลีกเล่ยี งผลไม้ทีม่ ีรสหวาน หรอื ท่ีมแี ป้งมาก
6. งดกินจกุ จิก เชน่ ขนม น้าหวาน นา้ อัดลม
7. ออกกาลงั กายอยา่ งนอ้ ยสปั ดาหล์ ะ 3 วัน คร้งั ละ 30 นาที และเคร่ืองไหวรา่ งกายเป็นประจา เช่น เล่น

กฬี า ว่งิ เลน่ เดินข้นึ -ลงบนั ได

2. นา้ หนกั ตวั ตา่ กว่ามาตรฐาน (Underweight)

เดก็ ที่ผอมกว่าปกติอาจมีสาเหตจุ ากเป็นโรคเรื้อรัง ได้รับอาหารไมพ่ อหรือไม่อยากอาหาร หรือในเด็กหญงิ
โดยเฉพาะในชว่ งอายุ 9-17 ปี อาจจะอดอาหารเพ่ือควบคุมน้าหนัก ดงั น้นั จงึ ควรแนะนาใหเ้ ด็กรบั ประทานอาหาร
ใหไ้ ดส้ ารอาหารและพลงั งานทีเ่ พยี งพอ ซึง่ เรยี กภาวะนี้วา่ ภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition)

ภาวะขาดสารอาหารเปน็ ปญั หาทเ่ี กดิ ขึ้นจากการบริโภคอาหารทม่ี ีปริมาณและคุณภาพน้อยหรือต่ากวา่
ความต้องการของร่างกาย ทาใหเ้ กิดเปน็ ปัญหาโรคขาดสารอาหารโรคขาดสารอาหารที่ยังเปน็ ปญั หาสาธารณสขุ
ดงั น้ี (สานักโภชนาการ กรมอนามัย กระทราวงสาธารณสุข, 2556)

2.1 โรคขาดโปรตนี และพลังงาน

2.2 โรคโลหิตจางจากการขาดเหล็ก

2.3 โรคเหนบ็ ชาจากการขาดวิตามินบีหนึ่ง

2.4 โรคตาบอดแสงจากการขาดวิตามนิ เอ

2.5 โรคคอพอกและสติปัญญาช้าจากการขาดไอโอดีน

2.1 โรคขาดโปรตีนและพลงั งาน

เปน็ โรคขาดสารอาหารที่พบบ่อยในเด็กวัยกอ่ นเรียนและวยั เรียน โดยสาเหตทุ ท่ี าใหเ้ กดิ โรคนี้คอื
1. มารดาขาดความรู้ดา้ นโภชนาการ ทาให้ทารกได้รับอาหารไม่เพียงพอ
2. การเลยี้ งบตุ รด้วยนมมารดาน้อยลง โดยให้นมผสมทดแทนแต่เลือกชนิดของนม

ผสมไมถ่ ูกต้อง หรอื ชงด้วยสัดสว่ นทไ่ี มถ่ ูกต้องตามคาแนะนาของส่วนผสมของนมแต่ละชนิด

3. การใหอ้ าหารเสริมท่ีไม่ถูกต้อง ไมเ่ พยี งพอ ขาดคุณภาพ อาจเปน็ การให้คาร์โบ-
ไฮเดรทกับทารกเรว็ เกินไป ทาให้การย่อยไม่เป็นไปตามปกติ หรอื ใหอ้ าหารโปรตนี ช้าและไม่เพียงพอ

4. ขาดสุขลักษณะในการจดั อาหารให้เด็กรบั ประทาน โดยเฉพาะความสะอาดของ
อาหารและภาชนะท่ใี ส่ ทาใหเ้ ดก็ ตดิ เช้ือในระบบทางเดนิ อาหารบอ่ ย

5. มารดาและบุคคลในครอบครัวมคี วามเชอ่ื เกย่ี วกบั การรบั ประทานอาหาร เช่น
การงดอาหารแสลงในชว่ งเจ็บป่วย

6. เดก็ ทม่ี ีโรคเรื้อรัง จะมีความต้องการพลงั งานมากกว่าปกติ แต่จากภาวะเจบ็ ป่วย
มักจะทาใหร้ บั ประทานอาหารไดน้ ้อยกว่าปกติ

ดงั น้นั มีความจาเปน็ ผู้ท่ีรับผิดชอบจะต้องให้ความรู้ในการดูแลเรือ่ งโภชนาการของเดก็ กบั ผดู้ แู ลเด็ก
อย่างถูกต้อง พรอ้ มทั้งชีใ้ หเ้ ห็นถึงความสาคัญของการให้เด็กได้รบั โภชนาการท่ีถกู ต้องเหมาะสมกับวยั เพื่อป้องกัน
โรคขาดโปรตีนและพลังงาน

ลกั ษณะอาการของโรคนที้ ่ีเห็นแตกต่างกันอย่างชดั เจน 2 รูปแบบคอื ควาชิออร์กอร์
(Kwashiorkor) และมาราสมสั (Merasmus)

ควาชิออร์กอร์ เป็นโรคขาดโปรตีนและพลงั งานประเภทท่ีมกี ารขาดโปรตนี อยา่ งมาก อาการแสดงตา่ งๆ ท่ี
ตรวจพบเป็นผลจากรา่ งกายมีโปรตีนไม่เพยี งพอ เดก็ มีอาการบวม เห็นไดช้ ดั ทขี่ า 2 ขา้ ง เสน้ ผมเปราะและหลดุ รว่ ง
งา่ ย ผวิ หนังบางลอกหลุดงา่ ย ตับโต เด็กมอี าการซึมและดเู ศรา้ ไมส่ นใจตอ่ สิง่ แวดลอ้ ม โรคขาดโปรตนี นม้ี ักพบใน
เด็กอายุมากกว่า 1 ปไี ปแลว้

มาราสมสั เป็นคากรีก หมายถึงการสูญเสีย เปน็ โรคขาดโปรตนี และพลังงานประเภทหนึ่งทีข่ าดพลงั งานและ
โปรตนี เด็กมแี ขนขาลบี เลก็ เพราะท้ังไขมันและกลา้ มเน้ือถูกเผาผลาญมาใชเ้ ป็นพลงั งานเพอื่ การอยรู่ อด ลกั ษณะท่ี
พบเหน็ เป็นแบบหนงั หุ้มกระดูก ผิวหนังเห่ียวยน่ เหมือนหนังคนแก่ ไม่มีอาการบวม และตับไมโ่ ต มารามัสมกั พบใน

163

เดก็ อายุตา่ กว่า 1 ปี เน่ืองจากมกี ารหยา่ นมไว เดก็ ได้รบั การเลย้ื งดดู ว้ ยอาหารท่ีไมม่ ีคณุ ค่าทางโภชนาการ เชน่ นม
ข้นหวาน แถมยงั ผสมแบบเจือจางเลยทาให้ขาดท้ังพลงั งานและโปรตนี

ถึงแมโ้ รคขาดโปรตนี และพลังงาน มลี กั ษณะเด่นชดั แยกไดเ้ ปน็ 2 พวกตามท่กี ลา่ วแล้ว เด็กท่เี ปน็ โรคขาด
โปรตีนและพลังงาน อาจมีลกั ษณะท่ีผสมกนั ท้งั สองอย่างในเดก็ คนเดยี วกนั กไ็ ด้

แนวทางแกไ้ ขเดก็ ขาดสารอาหาร (น้าหนักนอ้ ยกว่าเกณฑ/์ เตยี้ /ผอม) และกลุ่มเส่ยี งตอ่ การขาด
อาหาร (นา้ หนักคอ่ นขา้ งน้อย/คอ่ นข้างเตี้ย/คอ่ นข้างผอม)

1.ตดิ ตามเดก็ ทม่ี ีการเปลยี่ นแปลงน้าหนกั และส่วนสูงน้อยหรือเทา่ เดิม หรอื ลดลงอย่างใกลช้ ดิ เพอ่ื
ไมใ่ หเ้ ด็กมีปัญหาการเจรญิ เติบโตที่รนุ แรงมากข้นึ โดยการชั่งน้าหนกั ทกุ เดือนและวดั ส่วนสงู ทกุ 3 เดือน

2.แนะนาการใหอ้ าหารครบทุกกลมุ่ ได้แก่ เน้ือสตั ว์ ไข่/นมขา้ ว –แป้งผักผลไม้ และนา้ มนั ใน
ปริมาณทีเ่ หมาะสมและควรกินใหห้ ลากหลาย

3.เพ่ิมอาหารประเภททใ่ี หพ้ ลังงาน เพ่ือให้เด็กมนี ้าหนักและสว่ นสงู เพ่มิ ขนึ้ ได้แก่ อาหารประเภท
ขา้ ว-แป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเต๋ยี ว ขนมจีน ขนมปัง เผือก มัน เปน็ ต้น และอาหารไขมัน เช่น นา้ มันโดยการปรุงอาหาร
ด้วยวธิ ีทอดหรอื ผดั และกะทิอาจทาเป็นกบั ข้าวหรือขนมหวานแบบไทยๆ เชน่ กล้วยบวชชี เป็นต้น

4.ในเด็กท่เี ต้ยี แนะนาแม่/พ่อ/ผปู้ กครองเด็กให้เพม่ิ อาหารพวกเนอ้ื สตั ว์ให้เด็กกนิ เช่น นม ไข่ หมู
ไกป่ ลา รวมท้ังปลาหรือสตั ว์เลก็ ที่กนิ ได้ท้งั กระดูก เพื่อเพมิ่ สารอาหารโปรตีนและเเคลเซียม

5.อย่าใหเ้ ด็กกินขนม-น้าหวาน น้าอัดลม ก่อนเวลาอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง

6.ควรใหเ้ ด็กไดว้ ิ่งเลน่ เพอื่ กระตุน้ ความอยากอาหาร

7.ใหเ้ ด็กได้ นอนหลับอยา่ งเพียงพอ อยา่ งน้อยวนั ละ 9 ชั่วโมง และแนะนาใหอ้ อกกาลงั กาย

8. ประเมนิ ภาวะเจ็บป่วยอน่ื ๆ หรือโรคประจาตวั ทสี่ ง่ ผลตอ่ นา้ หนกั ของเดก็ เชน่ โรคหวั ใจ โรค
เก่ียวกบั ระบบทางเดนิ อาหาร อาการเจ็บป่วยเฉยี บพลัน เชน่ อุจจาระร่วง ไข้หวดั ควรรีบรักษาให้หาย

9.ให้เด็กนอนหลบั อย่างเพยี งพออยา่ งน้อยวันละ 8-10 ช่ัวโมง

2.2 โรคโลหติ จางจากการขาดเหลก็

ธาตเุ หลก็ เปน็ ส่วนประกอบสาคัญของเม็ดเลอื ดแดง ซึง่ ทาหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนตา่ ง
ๆ ของรางกาย เพ่ือใหร้ า่ งกายทางานได้ ตามปกติ ในร่างกายคนเรา ธาตเุ หล็กจะถูกเกบ็ สะสมไวท้ ีต่ บั แต่ละช่วงวยั
มีความต้องการธาตุเหล็กแตกตา่ งกันขึ้นกับปัจจยั แต่ละชว่ งเร่ิมตั้งแต่

- วัยทารกแรกเกดิ วยั ทารกและเด็กเล็ก การเจรญิ เตบิ โตตลอดชว่ งวยั เดก็ รวดเร็ว พบว่าการขาดธาตเุ หล็กในช่วง
ขวบปีแรกเป็นภาวะวิกฤติท่ีส่งผลต่อพัฒนาการ และการสูญเสยี ความสามารถของการเรียนรู้อย่างถาวร ถ้ามกี าร
ขาดธาตเุ หลก็ แล้วการเสริมธาตุเหล็กสามารถแกไ้ ขเพยี งอาการเลือดจาง แต่ไม่สามารถแกไ้ ขพัฒนาการ และการ
เรยี นรใู้ ห้อยู่ในระดับเดียวกับเดก็ ทไี่ ม่เคยมีปญั หาได้
- เดก็ ก่อนวยั เรียน การขาดธาตเุ หล็กในช่วงนี้ ส่งผลต่อพฒั นาการ และความสามารถของการเรียนรู้ แตย่ งั แก้ไขได้
ระดบั หนง่ึ
- เด็กวยั เรยี นและวยั ร่นุ ชว่ งวยั นคี้ วามสามารถทางกายภาพ และการเรียนรมู้ ีความสาคญั พอๆ กนั และการ
เตรียมตวั เข้าสู่ระยะวัยเจริญพันธุ์ กม็ ีความสาคญั มาก ในเด็กหญิงเรมิ่ มีประจาเดือนและเสยี เลอื ดทกุ เดือน มีความ
ตอ้ งการธาตเุ หลก็ ในแตล่ ะวันในปรมิ าณมากขึ้น เพื่อให้พอกับความต้องการเหลา่ นี้เพื่อปอ้ งกันการขาดธาตุเหล็ก
และเปน็ การประกันธาตุเหล็กในแหล่งสะสมให้อยู่ในปริมาณสูงทส่ี ุด เดก็ หญงิ วัยรนุ่ ควรได้รับการเสรมิ ยาเม็ดธาตุ
เหลก็
- หญิงวัยเจรญิ พันธุ์ การมธี าตุเหลก็ ทพ่ี อเพยี ง ทาให้ศักยภาพทางกายภาพในการทางานไดเ้ ตม็ ท่ี หญิงมคี รรภ์มี
ความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดจางตงั้ แต่อายุครรภน์ ้อย หรือเกดิ เลอื ดจางข้ันรุนแรงในรายทไ่ี มป่ ฏบิ ตั ติ ามข้อแนะนา
การเสริมธาตุเหลก็ เมื่ออายุครรภส์ งู ขึน้

หญิงต้ังครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรกความต้องการธาตุเหล็กลดลงเล็กน้อย เพราะไม่มีการเสียเลือด
ทางประจาเดือน เม่ือเข้าสู่ระยะเดือนที่ 4-6 เริ่มมีการขยายตัวของการสร้างเม็ดเลือดแดงให้ทันกับการขยายการ
สร้างน้าเลือด เพื่อให้มีปริมาณเลือดโดยรวมมากพอสาหรับการใช้ของแม่และทารกในครรภ์ท่ีเติบโตอย่างรวดเร็ว
ความต้องการธาตุเหล็กท่ีเพิ่มขึ้น ในระยะต้ังครรภ์นี้ ทาให้ต้องได้รับธาตุเหล็กในแต่ละวันสูงข้ึน ซึ่งไม่สามารถได้
จากอาหารเพียงอย่างเดียว การขาดธาตุเหล็กในระยะต้ังครรภ์เป็นปัจจัยเส่ียงต่อการคลอดทารกน้าหนักน้อยกว่า
2,500 กรัม และอาจเกิดการคลอดก่อนกาหนด ในรายที่มีการขาดธาตุเหล็กจนมีเลือดจางขั้นรุนแรง มีความเส่ียง
ต่อการตกเลอื ดในขณะคลอด และเป็นสาเหตสุ าคญั ของการตายของแมจ่ ากการคลอดในประเทศกาลงั พฒั นา

เม่อื ร่างกายขาดธาตุเหลก็ ในระยะแรกร่างกายจะนาเหล็กสะสมมาใชท้ าใหป้ รมิ าณธาตุเหล็กสะสม
ลดลง จึงเรียก ระยะนว้ี า่ ระยะพร่อง/ขาดเหล็กสะสม ต่อมาเมื่อธาตุเหล็กสะสมหมดไป จนร่างกายไมส่ ามารถ

165

สร้างเมด็ เลอื ดแดงให้เพียงพอตอ่ ความต้องการของรา่ งกาย ในระยะนเ้ี รียกวา่ ระยะพร่อง/ขาดเหลก็ ในการสร้าง
เมด็ เลอื ดแดง และเมื่อการพร่อง/ขาดเหล็กเกดิ ขนึ้ เปน็ เวลานาน ร่างกายจึงดึงเหล็กจากเซลล์อวยั วะภายนอก เชน่
ผวิ หนงั เปลือกตาด้านในริมฝปี าก ฯลฯ เพ่ือนามาใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง ในการที่รา่ งกายดึงธาตุเหล็กจาก
อวัยวะต่างๆ ในรา่ งกายมาใช้ทาใหร้ า่ งกายเกดิ อาการซีด จึงเรยี กระยะนี้ว่า ระยะโลหติ จางจากการขาดธาตเุ หลก็

โลหติ จางจากการขาดธาตุเหลก็ (Iron Deficiency Anemia) คอื ภาวะทรี่ ่างกายมีจานวนเมด็ เลือดแดงต่า
กว่าปกติเนื่องจากมธี าตุเหลก็ ไม่เพียงพอ ทจี่ ะนาไปสร้างเม็ดเลือดแดง

ผลเสยี ของโลหิตจางจากการขาดธาตุเหลก็

เดก็ ก่อนวัยเรียนและเด็กวยั เรยี น ท่มี ีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตเุ หล็กสง่ ผล

ให้เซลล์ต่าง ๆ ในรา่ งกายไดร้ ับออกซิเจนไมเ่ พียงพอ โดยเฉพาะเซลลส์ มอง เซลล์ต่อสู้เชือ้ โรค เซลล์
กล้ามเนอื้ ทาให้เกิดผลเสยี คือ

1.ประสทธิ ภาพในการเรยี นลดลง เนอ่ื งจากเซลล์ สมองได้ รบั ออกซเิ จนไมเ่ พยี งพอ

2.มีความเสี่ยงสงู ในการเกดิ โรคตดิ เชือ้ ระบบทางเดินหายใจ เช่น เปน็ หวัดบอ่ ย และมีอาการรุนแรง

3.มีอาการเหนือ่ ยงา่ ย เซ่ืองซึม จิตใจไม่ รา่ เรงิ แจ่มใส

การปอ้ งกันโลหิตจางจากการขาดธาตเุ หลก็

1. กนิ อาหารให้ครบทงั้ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย โดยเฉพาะอาหารที่มีธาตุเหล็กสงู

2. กนิ อาหารท่ีมีวติ ามนิ ซิ สูงพร้อมมอื้ อาหารหลัก เพื่อสง่ เสรมิ การดดู ซึมธาตเุ หล็ก

3. งดการกินอาหารที่ขัดขวางการดดู ซึมธาตุเหล็ก ไม่กินพร้อมนม อาหารประเภทพชื ผักท่ีมรี สขม ฝาด
เชน่ น้าชา กาแฟ ผักกระถิน ข้เี หลก็ ฝรงั่ ฯลฯ อาหารท่ีมสี ่วนประกอบของถว่ั เหลอื ง เช่น นมถัว่ เหลือง ธญั พืช
คือข้าวเหนียว ขา้ วเจ้า ถว่ั เมล็ดแหง้

4.กินยาเม็ดธาตุเหล็ก (เฟอรัสซลั เฟต) อยา่ งสม่าเสมอและต่อเน่ือง ในเด็กทารกอายุ 6 เดอื นขนึ้ ไป (ใน
เดก็ วยั เรยี น สัปดาหล์ ะ 1 เมด็ ) เป็นการปอ้ งกนั โลหติ จางจากการขาดธาตเุ หล็กและถ้ากนิ สม่าเสมอจะทาใหผ้ ู้ท่มี ี
ภาวะพรอ่ ง/ขาดเหลก็ กลับมาสู่ภาวะปกติได้

นโยบายกระทรวงสาธารณสขุ เพ่อื ควบคุมและปอ่ งกนั โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

* การใหย้ าเสรมิ ธาตเุ หล็กในเชิงปอ้ งกันในกลุ่มเสีย่ ง

อายุ 6 เดอื น – 2 ปี จา่ ยยาเสรมิ ธาตุเหลก็ 12.5 mg สปั ดาห์ละ 1 คร้ัง

อายุ 2-5 ปี จ่ายยาเสริมธาตเุ หล็ก 25 mg สปั ดาห์ละ 1 คร้งั

อายุ 6-12 ปี จา่ ยยาเสรมิ ธาตเุ หลก็ 60 mg สปั ดาห์ละ 1 ครง้ั

- ยาท่ีเป็นรปู แบบยานา้ โดยทั่วไป (aqueous formulations) หากมนี า้ เป็นส่วนประกอบ ไม่ควรเกบ็ ยา
นานเกนิ 14 วันนับจากวนั เปิดใช้ แนะนาให้เก็บไวใ้ นอณุ หภูมิเย็น 2-8 องศา แต่อยา่ งไรกต็ ามควรอ่านฉลากขา้ ง
ขวดอีกคร้ัง

- ยานา้ เสรมิ ธาตเุ หลก็ รปู แบบท่ีไม่มีนา้ เปน็ ส่วนประกอบในตารบั (nonaqueous liquid formulation)
สามารถกาหนดวันหมดอายเุ ปน็ 6 เดือนหลังเปิดใช้ หรือ คานวนวิธี beyond-use dating โดยนับระยะเวลาจาก
วนั ทเ่ี ปิดใชย้ าไปจนถึงวนั หมดอายจุ รงิ ท่ีระบไุ ว้ข้างขวด โดยวันหมดอายุจะเปน็ 25% ของชว่ งเวลาดังกลา่ ว

ยกตัวอย่างเช่น

วันหมดอายุขา้ งขวดระบุไวเ้ ป็น 10 ธนั วาคม 2562 เปดิ ใช้ยา 10 ธนั วาคม 2561

◦ ชว่ งเวลาต้งั แต่ 10 ธันวาคม 2562 ถงึ 10 ธนั วาคม 2561 = 12 เดือน
◦ 25% ของ 12 เดือนคิดเปน็ 3 เดือน
◦ ดงั นั้นวนั หมดอายุจรงิ ควรเปน็ 3 เดือนนบั จากวนั เปดิ ใช้ หรือ 10 เมษายน 2562
หากเปรียบเทยี บวนั หมดอายุทกี่ าหนดแบบวธิ ี 6 เดือนนับจากวนั เปดิ ใชก้ บั วธิ ี beyond-use dating วธิ ี
ใดทีใ่ ห้วันหมดอายุส้นั กว่าก็ควรเลือกใชว้ ันหมดอายุตามวิธที ่ีกาหนดอายทุ ่ีสน้ั กวา่

อาการไม่พงึ ประสงค์จากการใชย้ า

- อาการท่ีตอ้ งแจง้ แพทย์หรือเภสชั กรทนั ที คอื รมิ ฝปี าก เลบ็ หรอื ฝ่ามอื เปล่ยี นเป็นสเี ขียว, ง่วงซึม, ผวิ
เยน็ ซีด, ชัก, ปวดทอ้ ง, รสู้ ึกเหนอ่ื ยผิดปกต,ิ หัวใจเตน้ ไม่ปกติ

- อาการอนื่ ทพ่ี บได้ หากเปน็ ตอ่ เนื่อง หรือ รบกวนชีวิตประจาวนั ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบ คอื
ทอ้ งเสยี หรือทอ้ งผูก, อาหารไม่ยอ่ ย, คล่ืนไส้ อาเจยี น

*** หากยาสมั ผสั ฟนั อาจทาให้ฟันมีสีเข้มขนึ้ ดงั นัน้ ควรผสมยากับน้าและให้หลอดดูดยา***

167

การใหย้ าเสรมิ ธาตุเหลก็ ในเด็กที่มีโรคพร่องเอน็ ไซม์ G6PD

โรคพร่องเอนไซม์ G6PD (Glucose-6-phosphate dehydrogenase deficiency) เป็นโรคทาง
พนั ธกุ รรมโรคหน่ึง เกดิ จากการขาดเอนไซม์ทช่ี ว่ ยคงความแข็งแรงของเม็ดเลือดแดงไม่ใหแ้ ตกง่าย หากมีสิ่งกระตุน้
เชน่ อาหาร ยาบางอยา่ ง ภาวะตดิ เช้อื ในเด็กทม่ี ีโรคพร่องเอน็ ไซม์ G6PD ในภาวะปกติทีเ่ ม็ดเลือดแดงไม่แตก ก็
สามารถใหย้ าเสริมธาตุเหล็กได้ตามปกติ

การให้ยาเสริมธาตุเหลก็ ในเด็กท่มี ีโรคโลหติ จางธาลัสซเี มยี เปน็ ข้อหา้ มใหย้ าเสริมธาตเุ หล็ก เน่อื งจาก
โรคนจ้ี ะมภี าวะธาตเุ หลก็ เกินจากการแตกของเม็ดเลอื ดแดง แตห่ ากเปน็ เพยี งพาหะของโรคสามารถให้ยาเสริมธาตุ
เหล็กได้ตามปกติ

5.ปอ้ งกันโรคพยาธปิ ากขอ โดยการถ่ายอุจจะระในสว้ ม สวมรองเทา้ ทุกครั้งก่อนออกจากบา้ นและลา้ งมอื
ทกุ ครง้ั กอ่ นการกนิ อาหาร

2.3 ขาดวติ ามินบีหนง่ึ

วิตามินบี 1 หรือ Thaiamine เป็นสารอาหารท่จี าเป็นต่อการดารงชวี ติ มีหน้าทสี่ าคัญ คอื เปน็ ตวั เรง่
ปฏิกิรยิ าการเผาผลาญอาหารประเภทคารโ์ บไฮเดรต โปรตนี และไขมนั ทาใหเ้ กดิ พลังงานเพื่อให้ร่างกายสามารถ
ทางานได้ นอกจากนีย้ ังมสี ่วนสาคัญของระบบประสาท โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งในดา้ นการนากระแสความร้สู ึกของ
เสน้ ประสาทและการทางานของระบบหวั ใจ โดยร่างกายจะสะสมวติ ามนิ บี 1 ไว้ตามกล้ามเนื้อ สมอง และ
หวั ใจ หากเกิดภาวะขาดวิตามิน รา่ งกายจะค่อยๆ ใช้วิตามนิ ท่ีสะสมไวจ้ นหมด ภายใน 1 เดือน อาการขา้ งเคียงจะ
เรมิ่ ปรากฏ เชน่ มีการเคล่ือนไหวผดิ ปกติ แขนขาอ่อนแรง หรือรนุ แรงจนเปน็ อมั พาต และเส่ียงตอ่ การเสยี ชีวิต

สาเหตเุ กดิ จากการได้รบั วิตามินบีหน่ึงนอ้ ยกวา่ ความตอ้ งการของร่างกาย ทารกในครรภ์และทารก
ท่รี บั ประทานนมมารดาเกดิ จากรบั ประทานอาหารท่ีมีวติ ามนิ บีหนึ่งไม่เพยี งพอ วิตามินบหี น่งึ พบมากใน เน้ือหมู
และเน้ืออื่น ๆ ธญั ญพืชและข้าวที่ไม่ได้ขัดสี ถั่วต่าง ๆ ดงั นั้นโรคนเี้ กิดจากการรบั ประทานอาหารที่กลา่ วมาน้อย
หรือการหงุ ต้มและการปรุงอาหารทาใหเ้ กดิ การสญู เสยี วติ ามนิ หรือเกิดจากการรับประทานอาหารที่ทาลายวิตามนิ
บหี น่งึ เช่นการรบั ประทานปลารา้ ทีม่ สี ารไธอะมเิ นส หอยแมลงภู่ หอยกาบ หากขาดวิตามินบี 1อวัยวะทีม่ ีผลกระทบ
อย่างมากจากการขาด วติ ามันบีหนง่ึ ได้แก่ ระบบประสาทและระบบหัวใจทาให้เป็นโรคหัวใจได้

อาการเมื่อเกิดภาวะขาดวติ ามินบี 1 : อ่อนเพลยี ขาดสมาธิ หงดุ หงดิ ง่าย อารมณแ์ ปรปรวน เจบ็ หน้าอก
นอนไมห่ ลบั ท้องผูก อาการชา ปวดกล้ามเนอ้ื ตะคริว ใจส่ัน หวั ใจเต้นผิดจงั หวะ

ก. อาการแสดงโรคเหนบ็ ชาในทารก ช่วงอายุทพี่ บมากทสี่ ดุ คอื 2-6 เดอื น ทารกจะมีอาการแสดงที่สาคัญดงั น้ี
1. พวกท่ีมีอาการแสดงทางหัวใจ เด็กจะมีอาการรุนแรงและเกิดขน้ึ อยา่ งเฉียบพลัน รอ้ งกวน หอบเหน่ือย

และตวั เขียว ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจจะตายได้ภายใน 2-3 ช่วั โมง
2. พวกท่มี ีอาการแสดงทางระบบประสาท เด็กจะมีอาการเสยี งแหบ หรือไมม่ เี สียงเวลารอ้ ง ลกู ตากลอก

ไปมา มอื เท้าเคลือ่ นไหวไดโ้ ดยไมต่ งั้ ใจ หนงั ตาบนตก มอี าการ อาการจะคลา้ ยกับเด็กที่มีเย่ือหมุ้ สมองอกั เสบ แต่
การตรวจนา้ ไขสันหลังจะพบว่าไมม่ สี ง่ิ ผดิ ปกติ

3. พวกท่ีมีอาการแสดงทางระบบทางเดินอาหาร เด็กจะมีอาการเบื่ออาหาร อาเจียน และท้องผูก
4. พวกที่มีอาการแสดงหลานระบบ เชน่ มีอาการเสยี งแหบรว่ มกบั อาการหอบเหน่ือย

ข. โรคเหน็บชาในเด็กโต อาการแสดงแบง่ ได้เปน็ 3 ประเภท
1. พวกทีม่ ีอาการชาโดยไมบ่ วม ในระยะเร่ิมแรก อาการชาจะเป็นทปี่ ลายมอื และปลายเท้า ต่อมาอาการ

ชาจะลกุ ลามมาท่ีข้อศอกและข้อเท้า กลา้ มเน้ือของแขนและขาไม่มีกาลัง ไม่มีอาการบวม
2. พวกที่มีอาการชาและบวม จะมีอาการชาเหมือนพวกแรกและมีอาการบวมรว่ มดว้ ย โดยระยะแรกเท้า

จะบวมก่อน แตถ่ า้ เปน็ มากขึ้นอาจพบน้าค่งั ในช่องท้องและชอ่ งปอด บางรายอาจจะมีอาการหอบเหนื่อย หัวใจโต
และเตน้ เร็วอาจเกดิ ภาวะหวั ใจล้มเหลว

3. พวกที่มอี าการทางสมอง กลมุ่ นจี้ ะมีอาการเดินไมต่ รง เคลอ่ื นไหวลูกตาไดน้ ้อยหรอื ไม่ไดเ้ ลย ความจา
เลอะเลือน

อาหารทคี่ วรแนะนาใหบ้ ริโภคเพอ่ื ป้องกันการขาดวิตามนิ บีหน่ึงคอื เนื้อหมู ปลา ไก่ ตับ ไข่ ถั่วเมล็ด เมล็ด
ขา้ ว (whole grains)
2.4 ขาดวิตามนิ เอ

วิตามินเอ คือ สารอาหารทีจ่ าเปน็ สาหรับรา่ งกาย รา่ งกายไมส่ ามารถสรา้ งขึน้ ไดจ้ าเป็น ต้องได้ รบั จาก
อาหารเทา่ นน้ั พบมากในตับ ไข่ นม ผกั ใบเขียวเขม้ ผักและผลไม้สเี หลอี ง

169

ประโยชน์ของวิตามนิ เอ

• ชว่ ยในการมองเหน็ ในทม่ี ีแสงสลวั หรือที่มดื

• ช่วยในการเจริญเตบิ โตและเพมิ่ ความแขง็ แรงของเยื่อบุตาขาวและกระจกตาดา

• ช่วยตอ่ ต้านการตดิ เชื้อ โดยสร้างเสริมความแข็งแรงของเซลล์ผวิ หนังและเซลลเ์ ยอ่ื บุผิวของระบบอวยั วะ
ภายในร่างกาย เชน่ ระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร

เมือ่ ขาดวิตามนิ เอจะมีอาการดังนี้

ระบบการมองเหน็ : เด็กมอี าการตาบอดกลางคืน หรอื มองไมช่ ดั ในเวลากลางคืน เด็กจงึ มักเกิดอบุ ตั ิเหตุ
ตา่ ง ๆ เช่น หกล้ม เดินชนสิ่งของในเวลากลางคืน นอกจากนี้อาจพบตาขาวของเด็กมลี ักษณะแห้งมรี อยย่น ท่ี
เรียกวา่ “สะเกด็ ปลากระด่ี”

ระบบสืบพันธ์ : ในวยั รุ่นเพศชายจะมีการสร้างฮอรโ์ มนเพศชายนอ้ ยลง เป็นหมนั เพราะเซลลข์ องตอ่ มท่ี
สร้างเช้ืออสุจจิ ะไม่ทางาน ในเพศหญิง จะทาให้วงจรการตกไข่ (estrus cycle) ผดิ ปกติ และตัวอ่อนในครรภ์
พฒั นาได้ไมด่ ี

ระบบการเจรญิ เติบโต : กระดูกอ่อนและฟนั จะมีการเจริญเติบโตช้า เด็กทข่ี าดวติ ามินเอ จงึ เตบิ โตช้า

ระบบภูมิคุ้มกัน : การสร้างเม็ดเลอื ดขาวท่ีผิวหนัง ลาไสแ้ ละผนงั หลอดลมลดลง ทาให้ติดเชือ้ ได้ง่าย และ
หากเจ็บป่วยจะทาใหก้ ารรักษาใช้เวลานาน

เดก็ ทมี่ ีการขาดโปรตีนและพลังงานดว้ ย เนอ่ื งจากการใช้วิตามนิ เอในร่างกายต้องการโปรตีนเป็นตัวพา
ไปยังอวัยวะตา่ ง ๆ และวิตามนิ เอเป็นวิตามินท่ีละลายในไขมนั การดูดซมึ จากอาหารต้องการไขมันเป็นตวั ทาละลาย
ผ่านทางเดนิ อาหารเข้าสรู่ า่ งกาย ในกรณีทม่ี ีการบริโภคไขมนั ตา่ จึงเกิดการขาดวติ ามินเอได้ การขาดวิตามินเอใน
ระยะแรกจะมีอาการปรับตาให้มองเห็นในทม่ี ืดไดช้ า้ กวา่ ปกติ หรือตาบอดกลางคืน (night blindess) ถา้ ไม่ได้รับการ
แก้ไขจะทาให้เย่ือบตุ าขาวและเยอ่ื กระจกตาเกิดความผิดปกติ ท่เี รียกว่า ซีรอฟทอลเมยี (xerothalmia) บางรายท่ี
อาการรนุ แรง เยื่อกระจกตาทะลุ (keratomalacia) ซ่ึงอาการรนุ แรงจนตาบอดได้

แหล่งอาหารท่ีมีวิตามินเอ คืออาหารจากสัตวแ์ ละจากพืช เช่น ไข่แดง นา้ มนั ตับปลา ตบั พืชผักสี
เหลอื ง ไดแ้ ก่ แครรอท ฟกั ทอง มะละกอสุก มะมว่ งสกุ และในผกั ใบเขียว ไดแ้ ก่ ผักบงุ้ ตาลึง เปน็ ต้น

2.5 โรคคอพอกและสตปิ ัญญาชา้ จากการขาดไอโอดนี

มกั พบในเดก็ ทีอ่ ยู่ในพ้นื ทีห่ า่ งไกลการคมนาคม โรคนเี้ ปน็ ปญั หาสาธารณสุขที่ทาการแก้ไขมานาน
โดยเฉพาะการเสริมไอโอดนี ในเกลอื หรือปัจจุบันมกี ารทาไขเสริมไอโอดนี แตอ่ ย่างไรก็ยังพบปัญหานี้อยู่พอสมควร

การขาดไอโอดนี ทาให้ตอ่ มธัยรอยดท์ ่ีคอโต เน่อื งจากการพยายามสร้างฮอร์โมนธยั -รอกซิน
(thyroxine) ถ้าเป็นมากต่อมธยั รอยดจ์ ะโตจนกดทับหลอดลมทาใหห้ ายใจไม่ออก กลืนลาบาก จาเปน็ ต้องไดร้ ับ
การผ่าตัด อาการทางระบบประสาทได้แก่ สติปญั ญาชา้ หรอื เส่ือม หหู นวก เปน็ ใบ้ พิการขาแขง็ กลา้ มเน้ือกระตกุ
ตาเหล่ รปู ร่างเตย้ี แคระแกรนไมเ่ จริญเติยโต รวมเรยี กอาการเล่านว้ี า่ ครีตินิซมึ (cretinism) ถ้าพบโรคนใี้ นหญิง
ต้งั ครรภ์ ทารกที่คลอดออกมาจะมีลักษณะปญั ญาออ่ น เป็นใบ้ หูหนวก หรืออาจแทง้ หรอื ตายคลอด

แหลง่ อาหารไอโอดีนคอื อาการทม่ี ีมาจากทะเลท้งั พชื และสัตว์ทุกชนิด เช่น ปลาทะเล เกลอื ทะเล
สาหรา่ ยทะเล และในปัจจุบนั มีอาหารที่มกี ารเสริมไอโอดนี ต่าง ๆ ส่วนปริมาณไอโอดีนในพืชและเนื้อสัตวบ์ ก นม
ไข่ มีค่อนข้างน้อย

ผลกระทบจากการขาดสารไอโอดนี

คอพอก (Goitre) ต่อมธัยรอยด์มีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่าปกติถา้ โตมาก ๆ จะไมส่ วย กดหลอดลมทาให้
หายใจลาบาก ไอ สาลกั ถา้ กดหลอดอาหารจะกลนื ลาบาก

ภาวะธัยรอยดฮ์ อร์โมนต่า

• ผู้ใหญ่มอาการเกยี จคร้าน อ่อนเพลีย เช่ืองซมึ ง่วงซมึ ปวดเมอ่ื ยกล้ามเนื้อ ผิวหนังแหง้ ท้องผูก เสยี งแหบ
ทนความหนาวเยน็ ไม่ ค่อยได้

• เดก็ ยังพบอาการเช่ืองช้าทางจติ ใจและเชาว์ปญั ญาดว้ ย

• ทารกแรกเกิด มคี วามสาคัญและรนุ แรงมาก จะมอี าการทางสมอง ทาให้เกดิ ภาวะปญั ญาอ่อน ไม่
สามารถแก้ไขได้เรยี กว่า “ภาวะธยั รอยด์ฮอร์โมนต่าในทารกแรกเกิด” หรือ “โรคเออ๋ ”

• หญิงตงั้ ครรภ์ แม่ท่ีขาดไอโอดนี ขณะตง้ั ครรภ ล์ กู ทค่ี ลอด ออกมาจะมภี าวะธัยรอยดฮ์ อร์โมนต่าต้ังแต่
แรกเกิด ถ้าแม่มกี ารขาดไอโอดนี รนุ แรง อาจทาใหท้ ารกตายได้ตง้ั แต่อยูใ่ นครรภ์หรอื พิการแตก่ าเนดิ

การปอ้ งกันโรคขาดสารไอโอดีนทาอยา่ งไร

1. บริโภคเกลือเสริมไอโอดีน เลือกซื้อเฉพาะเกลอื ที่เสริมไอโอดีน โดยตรวจ

171

ดูจากฉลากซองเกลือทเี่ ขียนว่า “เกลอื เสรมิ ไอโอดีน”

2. บรโิ ภคอาหารทะเลเปน็ ประจา เช่น ปลาทู หอย ปู กงุ้ ปลาแหง้ ปลาเลก็ ปลานอ้ ย

3. บรโิ ภคอาหารทีม่ ีการเสรมิ สารไอโอดนี เช่น บะหม่กี ่ึงสาเรจ็ รปู น้าปลา กลว้ ยตาก และไขไก่ สดเสริม
ไอโอดีน เปน็ ตน้

จากทีก่ ล่าวมาแล้วในขณะนก้ี ระทรวงสาธารณสขุ ยังมโี ครงการรณรงค์ใหก้ ารบรโิ ภคอาหารลดน้าตาล
ไขมนั และโซเดียมลง 25%

นา้ ตาล : ข้อมูลจากราชวิทยาลยั กุมารแพทย์ กาหนดการบรโิ ภคน้าตาลทรายของเด็กไทยควรจะไมเ่ กิน
4-8 ช้อนชาต่อวัน คิดเปน็ สดั ส่วนเพียง 5% ของปรมิ าณพลังงานที่ใช้ตอ่ วัน และรับประทานโซเดียมและไขมนั ตาม
สกั ส่วนทพ่ี อเหมาะกจ็ ะทาใหเ้ ด็กไทยห่างไกลโรคได้ ดังคาขวญั ทว่ี า่

“ลดอาหารหวาน มนั เคม็ เตมิ เตม็ ผัก ผลไม้ หม่นั ออกกาลงั กาย ลดอ้วน ลดโรค”

การพยาบาล

ข้อวนิ จิ ฉัยทางการ วตั ถปุ ระสงค/์ เกณฑ์การ การพยาบาล ประเมนิ ผล

พยาบาล ประเมิน

1. มีโอกาสไดร้ ับ วัตถปุ ระสงค์ 1.ประเมินปัญหาท่ที าใหเ้ กิดภาวะ

สารอาหาร/สารน้าไม่ เพ่ื อ ได้ รับ ส ารอาห าร ได้รับสารอาหารน้อยกว่าความ

เพยี งพอต่อความ เ พี ย ง พ อ กั บ ค ว า ม ต้องการของร่างกายจากการ

ต้องการของรา่ งกาย ต้องการของร่างกาย รบั ประทาน
S; ม า ร ด า บ อ ก เ ด็ ก 2.ลด/แกไ้ ขปญั หา ทีท่ าให้ได้รับ

รับป ระทาน อาห ารได้ เกณฑ์การประเมนิ สารอาหารน้อยกว่าความต้องการของ

นอ้ ย ปริมาณ .......... -เดก็ รับประทานอาหาร/ ร่างกายจากการรบั ประทาน เช่น ลด
S : เบอ่ื อาหาร อาการคลืน่ ไส้ อาเจยี น
นมไดม้ ากขน้ึ
หากรับประทานอาหารทางปากได้

S: มั ก ป ฏิ เ ส ธ ก า ร -ไ ด้ รั บ พ ลั ง ง า น - จั ด ส ถ า น ที่ ให้ เห ม า ะ ใน ก า ร

รบั ประทานอาหาร ...................... รับประทานอาหาร / จัดทารูปแบบ

O : อาเจียน -นา้ หนกั ข้ึน .............. อาหารให้น่ารับประทาน มีสีสรร

O: น้าหนัก...... ส่วนสูง -ได้รับน้า................. สวยงาม /สร้างบรรยากาศท่ี ช่วย
กระตุ้นการรับประทานอาหาร เช่น

....... -ไม่มีอาการแสดงของ รบั ประทานอาหารพรอ้ มบิดามารดา

O : ไ ด้ รั บ พ ลั ง ง า น ภาวะขาดน้า - กระตุ้นให้รับประทานอาหารให้มาก

................. -serum albumin ขึ้น หรือรับประทานที่ให้พลังงานสูง

O: มีแผลในปาก ……………… รับประทานคร้ังละน้อย บ่อยครั้ง
อน่ื ๆ ................ -Hct………………… รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย

- หากไม่มีข้อจากัดในการรับประทาน

อาหาร ควรจัดอาหารที่เด็กชอบ ตาม

รูปแบบสังคมและวฒั นธรรม

ไม่สามารถรับประทานอาหารทาง
ปากได้

173

ขอ้ วนิ จิ ฉัยทางการ วัตถุประสงค/์ เกณฑ์การ การพยาบาล ประเมินผล
พยาบาล
ประเมนิ

- ดู แ ล ก ารได้ รับ ส ารอ าห ารท าง

NG/OG tube โดยให้ ตามป ริมาณ

........ CC x …………feed

- ดูแลการได้รับสารละลายทางหลอด
เลือดดา ตามแผนการรกั ษา คอื ........

- ดูแลการได้รับสารอาหารทางหลอด
เลอื ดดา ตามแผนการรกั ษา คือ.......

3.ดูแลการได้รับน้าตามความต้องการ
ของรา่ งกาย

4. ประเมนิ น้าหนกั ทุกวัน

5. ติดตามผลการตรวจท างห้ อง
ปฏิบตั งิ าน

6. ประเมินอาการแสดงถึงภาวะได้รับ
อาหารไมเ่ พียงพอ

การพยาบาล

ข้อวินิจฉัยทางการ วัตถุประสงค/์ เกณฑ์ การพยาบาล ประเมนิ ผล

พยาบาล การประเมนิ

1. มีโอกาสเกดิ ภาวะ... วัตถปุ ระสงค์ 1.ประเมินปญั หาท่ที าใหเ้ กิดภาวะได้รับ

ขาดสารอาหาร ...ขาด ไม่เกิดภาวะ........ขาด สารอาหาร วติ ามิน และแรธ่ าตนุ ้อยกวา่

วติ ามินบี 1 ....ขาดธาตุ ส ารอ าห าร ...ข าด ความต้องการของรา่ งกายจากการ

เหล็ก ...ขาดวติ ามิน วิตามินบี 1 ....ขาด รับประทาน
เอ ....ขาดไอโอดีน จาก 2.จัดเมนูอาหารท่ีมวี ิตามนิ และแรธ่ าตทุ ่ี
การรบั ประทานอาหาร ธ า ตุ เห ล็ ก ...ข า ด เด็กขาด (ตามเอกสารข้างต้น)
ไม่เหมาะสม
วิ ต า มิ น เอ ....ข า ด - ระมดั ระวงั การรับประทานอาหารที่มี
S; ม า ร ด า บ อ ก เ ด็ ก ไอโอดนี
ขัดขวางการดูดซึมวติ ามนิ และแร่ธาตุที่

รับประทานอาหารได้ เกณฑก์ ารประเมิน เด็กขาด
นอ้ ย ปรมิ าณ .......... - ระมัดระวังการปรุงอาหารที่อาจทาให้

-ไมม่ ีอาการและอาการ เกิดการสญู เสียวิตามิน
S : เด็กมักปฏิเสธอาหาร แสดงของภาวะ....ขาด
3.จดั รูปแบบอาหารใหน้ ่ารบั ประทาน
บางชนดิ คอื ........ สารอาหาร ...ขาด ดัดแปลงเป็นรปู แบบขนมใหเ้ ด็ก

S: เด็กเลือกรับประทาน วิตามินบี 1 ....ขาด รบั ประทานไดง้ า่ ย

อาหารบางชนิด ธ า ตุ เห ล็ ก ...ข า ด 4.บิดามารดาเปน็ ตัวอย่างที่ดีในการ

วิ ต า มิ น เอ ....ข า ด รบั ประทาน และชชี้ วนใหเ้ ด็กรับประทาน
S : เด็ ก รั บ ป ร ะ ท า น ไอโอดนี
โดยในระยะแรกอาจใช้การเสรมิ แรง

อาหารชนิดเดิม ๆ ซ้า ๆ ทางบวก

เป็นประจา - ผ ล ก ารต รวจ ท าง 5.ประเมินแผลเฝ้าระวังอาการของการ

O :เด็กมีอาการแสดงของ ห้องปฏิบัติการอยู่ใน ขาดวิตทมินและเกลอื แร่
เ ก ณ ฑ์ ป ก ติ คื อ
ภาวะขาด............ 6.ติดตามผลรวจทางห้องปฏิบัติการ คือ
....................
....................................
อ่นื ๆ ................ - ได้รับอาหารที่ช่วย

ส่งเสริมวิตามิน คือ

................... ใน

ปรมิ าตร...........

175

176

เอกสารอ้างอิง
จิรัชญา แย้มพราย. (ม.ป.ป.). บทที่ 4 ภาวะโภชนาการในเด็กปว่ ย. 5 ธนั วาคม 2561.

http://ecourse.christian.ac.th/tec/tnur3310_04.pdf
ชมรมโภชนาการเดก็ แห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป.). อาหารสาหรบั ทารกทม่ี ีวัตถปุ ระสงค์พิเศษหรืออาหารทาง

การแพทย.์ 5 ธันวาคม 2561. http://www.pednutrition.org/
ชมรมโภชนาการเด็กแหง่ ประเทศไทย. (ม.ป.ป.). ความสัมพันธข์ องการให้อาหารทารกและเด็กเล็กกับสว่ นการเตบิ โต
ดา้ รส่วนสงู ของเด็ก. 5 ธันวาคม 2561. http://www.pednutrition.org/
มนตรี ต้จู ิดา. (บรรณาธกิ าร). (2547). หนงั สือเฉลมิ พระเกยี รติ สรา้ งเด็กไทย ให้เตม็ ศักยภาพดว้ ยอาหารและ

โภชนาการ. กรุงเทพฯ: บริษทั เพชรรุ่งการพิมพ์ จากัด.

มยุรี นภาพรรรสกลุ . (2543). การพยาบาลเด็กท่ีมีความผิดปกติดา้ นโภชนาการ. กรงุ เทพมหานคร : ชานเมือง

การพมิ พ์.

รงั สรรค์ ภูรยานนทชยั . (2549). การใหโ้ ภชนบาบัดในผู้ปว่ ยวกิ ฤต. สงขลานครนิ ทรเ์ วชสาร 24 (5),425-443

ลดาวลั ย์ ประทปี ชัยกรู . (2545). การพยาบาลเพื่อสง่ เสรมิ สุขภาพเด็กปฐมวัย. สงขลา:อลั ลายด์เพลส.

เบจจา มุกตพันธ์. (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบคาสอนโภชนาการสาหรับคนวยั ตา่ ง ๆ. ขอนแกน่ :

มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

วนี ัส ลฬี หกุล, สุภาณี พทุ ธเดชาค้มุ และถนอมขวญั ทวีบูรณ์. (2545). โภชาศาสตรท์ างการพยาบาล. กรุงเทพฯ :

บริษทั บุญศริ กิ ารพมิ พ์ จากัด.

วัฒนา ชาติอภศิ ักดิแ์ ละคณะ. (2550). Ambulatory Pediatrics. เชียงใหม่ : หจก. เชียงใหม่ โรงพมิ พแ์ สงศิลป์

สนุ ทรี รตั นชูเอก. (บรรณาธิการ). (2557).แนวทางเวชปฏบิ ตั ิการป้องกนั และรกั ษาโรคอ้วนในเด็ก ชมรม

โภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลยั กมุ ารแพทย์แห่งประเทศไทย. 5 ธนั วาคม 2561.

http://www.pednutrition.org/

สธุ ีรา เอื้อไพโรจน์กจิ .(2010). อาการแพโ้ ปรตนี นมววั . 5 ธันวาคม
2561. https://www.doctorbreastfeeding.com/

177

อุมาพร สุทัศนว์ รวฒุ .ิ (บรรณาธกิ าร). (2552). คู่มืออาหารตามวันสาหรบั ทารกและเด็ก. กรุงเทพฯ: บรษิ ทิ บี
ยอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์ จากดั .

อรุ ุวรรณ แยม้ บรสิ ุทธ์.ิ (2559). องคค์ วามรู้ดา้ นอาหารและโภชนาการสาหรบั ทุกช่วงวัย. กรงุ เทพฯ:
ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการอาหารแหง่ ชาติ สานักอาหาร สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no12/tarok.html
http://nutrition.anamai.moph.go.th/temp/main/view.php?group=8&id=238

178

หนว่ ยที่ 5

เรอื่ งการป้องกนั และช่วยเหลือเดก็ ที่ได้รับอุบตั เิ หตแุ ละสารพิษ

โดย ผศ.ดร.สพุ ัฒนา ศักดษิ ฐานนท์

อ.จุฑามาศ พายจะโปะ

อ.ณรดิ า รัตนอัมพา

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)ได้รวบรวมสถิติข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินและ
อุบัติเหตุ ของเดก็ ๆ อายุระหว่าง 1 -15 ปี ตลอดปี พ.ศ.2559 พบว่า มีเด็ก เจบ็ ปว่ ยฉุกเฉินท้ังส้ิน 156,525 คน เป็น
การเจ็บป่วยฉุกเฉินเกี่ยวกับกุมารเวชกรรม มากท่ีสุด คือ 56,101 คน รองลงมา อุบัติเหตุยานยนต์ 36,203
คน นอกจากน้ี พลัดตกหกล้ม 15,245 คน ปวดท้อง ปวดหลัง เชิงกราน ขาหนีบ 14,113 คน ป่วย อ่อนเพลีย
อัมพาตเร้อื รัง 12,659 หัวใจหยุดเต้น 5,642 คน สัตว์กัด 3,141คน ชัก 2,617 คน ปวดศีรษะ ภาวะผิดปกติทาง
ตา หู คอ จมูก 1,599 คน และ 10 แพ้ยา แพ้อาหาร 1,579 คน จากสถิตินี้ จะพบว่าเรื่องที่น่าเป็นห่วงท่ีสุด คือ
อุบัติเหตุเกี่ยวกับยานยนต์ และการพลัดตกหกล้ม เพราะเมื่อประสบอุบัติเหตุแนวโน้มในการเสียชีวิต จะมีมากกว่า
ผู้ใหญ่ เพราะรา่ งกายของเด็กยงั ออ่ นแอและบอบบาง ดังน้ันเดก็ ควรได้รับการดูแลในเร่อื งความปลอดภยั เปน็ สาคัญ

วัยเด็กเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เด็กมีความอยากรู้อยากเห็นและ
สนใจสงิ่ แวดลอ้ มรอบ ๆ ตวั เป็นชว่ งทีเ่ ดก็ มพี ัฒนาการดา้ นการเคลือ่ นไหวค่อนขา้ งมาก เด็กจึงอยูไ่ ม่นง่ิ ซุกซน อยาก
เรียนรู้ ชอบค้นคว้า ทดลองส่ิงต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา วัยเด็กเป็นวัยแห่งพลังงาน เด็กมีพลังมากมายท่ีจะทาสิ่งต่าง ๆ
ตามความต้องการ วัยเด็กจึงเป็นวัยท่ีมีความเสี่ยงจากการได้รับอุบัติเหตุ อีกท้ังเด็กเป็นวัยท่ีไม่สามารถช่วยเหลือ
ตนเองไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี เมื่อเกดิ อุบัติเหตหุ รือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน ย่อมกอ่ ให้เกิดความเสียหายแก่แกเ่ ดก็ ท้ังใน
ด้านร่างกาย จิตใจ หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้ ดังน้ันพยาบาลควรมีความรู้เก่ียวกับอุบัติเหตุที่พบบ่อยในเด็ก รวมทั้ง
วิธีการช่วยเหลือหรือการปฐมพยาบาลเบ้ืองต้น เพื่อบรรเทาหรือช่วยให้เด็กได้รบั การดูแลอย่างเหมาะสม ทันท่วงที
และมีชวี ิตท่ปี ลอดภัย

ปัจจยั ทที่ าให้เกิดอุบตั เิ หตุในเด็ก (อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ,์ 2557; สมพร สุนทราภา, 2555)

1. ปัจจัยด้านตวั เด็ก
1.1 วยั ของเด็ก เด็กอย่ใู นวัยตา่ งกันมีประสบการณ์และพัฒนาการที่แตกต่างกัน ความสามารถในแต่ละวัย

จึงมีคามแตกต่างกันตามไปด้วย ลักษณะของอุบัติเหตุท่ีเกิดขึ้นก็แตกต่างด้วยเช่นกัน เช่น เด็กวัยเตาะแตะจะเกิด
อุบัติเหตุจากการพลัดตกหกล้มมากกว่าเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น เน่ืองจากกล้มเนื้อขายังไม่แข็งแรง หรือเด็กวัยรุ่น
ได้รับอบุ ตั ิเหตุจากกีฬา หรอื อุบัตเิ หตุจราจรมากกวา่ วยั เตาะแตะ

179

1.2 เพศ พบว่าเด็กผู้ชายจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าเด็กผู้หญิง 1.9 เท่า สัดส่วนดังกล่าวจะ
แตกต่างกนั ตามชนดิ ของอุบัตเิ หตุ

2. ผดู้ ูแลเด็กและครอบครวั ปัจจุบันสภาพครอบครวั เป็นครอบครัวเด่ยี วมากขึ้น บดิ ามารดาต้องหารายได้มาใช้
ในครอบครัว มีเวลาดูแลเด็กน้อยและไม่เพียงพอ เด็กได้รับการดูแลอย่างปล่อยปละละเลยหรือขาดการเอาใจใส่
เท่าท่ีควร บางครอบครัวแม้จะมี ปู่ ย่าตา ยาย ช่วยเล้ียงดูแต่ก็ไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างใกล้ชิด อาจเนื่องจาก
ผู้สูงอายุมีความสามารถในการเคล่ือนไหวร่างกายที่ช้ากว่าเด็กซ่ึงมีการเคล่ือนไหวเร็วและไม่อยู่นิ่ง ประกอบกับพ่อ
แม่ท่ีเป็นวัยรุ่นมากขึ้น ทาให้มีความไม่พร้อมในการดูแลเด็ก ขาดทักษะในการดูแลเด็กเล็ก นอกจากน้ันยังพบว่า
ผู้ดูแลขาดความตระหนักถึงอันตรายจากอุบัติเหตุต่างท่ีอาจเกิดข้ึน สภาพของบ้านไม่เอื้ออานวยต่อความปลอดภัย
ครอบครัวมีภาวะเศรษฐกิจไม่ดี จึงทาให้ขาดปัจจัยในการซ้ืออุปกรณ์ในการป้องกันอันตราย มีความไม่เป็นระเบียบ
เกบ็ สิง่ ของเครอื่ งใชท้ ีเ่ ป็นอนั ตรายไม่ถูกท่ี ทาให้เกดิ อุบตั ิเหตไุ ดม้ ากขนึ้

3. ส่ิงแวดล้อม ชมุ ชนเมืองในปจั จุบันมีบ้านพักอาศยั ทม่ี ีลักษณะแออัดเพ่ิมข้ึน หรืออยู่ใกล้คู คลอง แม่น้า หรือ
ติดถนนใหญ่ ไม่มีบริเวณโดยรอบบ้านให้เด็กได้เล่นเท่าท่ีควร เมื่อเด็กออกนอกบ้านก็อาจจะเกิดอันตรายจาก
ส่งิ แวดลอ้ มรอบๆบ้าน สงิ่ แวดล้อมรอบตัวเด็กจึงมคี วามเสี่ยงโดยในเด็กเล็กกลุ่มอายุน้อยกวา่ 5 ปมี กั เปน็ สงิ่ แวดลอ้ ม
ภายในบา้ นหรอื บริเวณรอบๆบา้ น เด็กกลุ่มอายุ 5-9 ปี มักเป็นสิ่งแวดล้อมในบริเวณชุมชนไม่ไกลจากตัวบ้าน
สาหรับเด็กกลุ่มวัยรุ่นอาจเป็นสิ่งแวดล้อมในชุมชนหรือบริเวณที่ไกลออกไป การขาดการจัดการส่ิงแวดล้อมให้
ปลอดภัยสาหรับเด็กท้ังในบ้านและนอกบ้านมีความสัมพันธ์กับความรู้ ความตระหนักของครอบครัว ชุมชน และ
หน่วยงานทีร่ ับผดิ ชอบ บรรทัดฐานของสังคม วัฒนธรรม รวมทั้งกฎหมาย
อบุ ัติเหตทุ ีพ่ บบ่อย การปอ้ งกัน และการพยาบาล

1. การพยาบาลเด็กจมนา้

เป็นอุบัติเหตุท่ีพบบ่อย และเป็นสาเหตุนาการเสียชีวิตในเด็กที่อายุ 1-9 ปีมาโดยตลอด เด็กวัยน้ีมัก
จมน้าในแหล่งน้าในบ้าน เช่น ถังน้า กะละมัง หรือแหล่งน้าที่อยู่ในบริเวณบ้าน เช่น บ่อเลี้ยงปลา โอ่งน้า คูน้า ร่อง
น้าเป็นต้น เหตุการณ์จมน้ามักเกิดขณะผู้ดูแลอยู่ใกล้แต่เผอเรอช่ัวขณะ ถ้าจมน้าแล้วเสียชีวิตภายใน 24 ช่ัวโมง
เรียกวา่ จมน้าตาย (drowning) แต่ถ้าจมน้าแล้วไม่ทาให้เสียชีวิตหรอื มีชีวิตนานเกิน 24 ช่ัวโมงเรียกว่า จมนา้ เกือบ
ตาย (near-drowning)

เด็กเม่ือจมน้าจืดเช่น ในอ่าง คลอง สระว่ายน้าอาจจะทาให้เกิดภาวะปอดแฟบเนื่องจากน้าจืดจะ
ทาลายสารเคลือบผนังถุงลม (Surfactant) น้าจะถูกดูดซึมเข้าสู่หลอดเลือดอย่างรวดเร็วทาให้ปริมาตรเลือดเพ่ิม
เลือดเจือจางเมด็ เลือดแดงแตก แต่ถ้าเด็กจมน้าทะเล น้าทะเลมีความเข้มขน้ มากกว่าพลาสม่าในเลือด ทาให้โปรตีน
ในเลือดในปอดถูกดูดซึมเข้าถุงลมทาให้ถุงลมปอดแตก มีเลือดออกในปอดและมีน้าค่ังในปอด ปริมาตรเลือดใน
หลอดเลือดลดลง เลือดมีความเข้มข้นมากข้ึนและมีอิเลคโทรลัยท์สูงข้ึน เกิดภาวะขาดออกซิเจน หัวใจวายและ
เสียชวี ติ ได้ (สมพร สุนทราภา, 2555)

180

พยาธสิ รรี วทิ ยา
เม่อื เดก็ จมนา้ และมกี ารหายใจครัง้ แรกในน้า เด็กจะไอออกมาจากการที่มนี ้าในจมูกและคอ จากนั้นน้า
จะเขา้ กล่องเสียงทาให้กล่องเสียงหดเกร็ง หากกล่องเสียงหดเกร็งนานๆอาจทาให้เด็กหมดสติและถึงแก่กรรมโดยไม่
สาลักน้าก็ได้ ขณะที่เด็กจมอยู่ในน้า อากาศจะไม่สามารถผ่านเข้าสู่หลอดลมได้จึงเกิดภาวะขาดออกซิเจน จาก
ภาวะขาดออกซิเจนทาให้กล่องเสียงคลายตัว ตามมาด้วยการหายใจเอาน้าเข้าไปในปอด เมื่อถุงลมเต็มไปด้วยน้า
ปอดจึงไม่สามารถแลกเปล่ยี นก๊าซออกซิเจนได้ ทาให้อวัยวะส่วนสมองและหัวใจได้รบั ออกซิเจนไมเ่ พียงพอ รา่ งกาย
จะมีปฏิกิริยาเพ่ือรักษาชีวิต โดยหัวใจจะเต้นเร็วข้ึนและเพ่ิมการไหลเวียนเลือดไปยังสมองทันที ร่วมกับมีการหลั่ง
Cathecolamineทาให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เพื่อให้สมองและหัวใจได้รับออกซิเจนเพียงพอระยะหน่ึง (Diving
reflex) ในระยะน้ีหากเด็กได้รับการช่วยเหลือภายใน 5 นาที สมองจะกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ หากไม่สามารถ
ช่วยเหลือได้ภายใน 5 นาทีจะทาให้ร่างกายของเด็กขาดออกซิเจนมากขึ้นจนเกิดการหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น
ตามมา
ในการเปลีย่ นแปลงทางสรีรวทิ ยายังข้นึ อย่กู บั ลักษณะของน้าทจ่ี ม
1) จมน้าจืด เป็น hypotonic solution เม่ือสาลักน้าเข้าปอด น้าจะทาลายสาร Surfactant ในถุงลม
ปอดทาให้ปอดแฟบ น้าจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดในปอด ทาให้เลือดถูกเจือจาง ปริมาตรเลือดเพิ่มขึ้นเกิดน้า
ท่วมปอด ทาใหห้ วั ใจเตน้ เร็วและความดันโลหิตสงู ขน้ึ เม็ดเลือดแดงแตกทาให้ระดับโปตสั เซ่ยี มมากขึน้ เกิด Cardiac
arrhythmia ตามมาได้
2) จมน้าเค็ม เป็น Hypertonic solution ทาให้ของเหลวในหลอดเลือดถูกดึงเข้าในถุงลมปอดมากขึ้น
จนถุงลมปอดโป่งและแตก เกิดเลือดออกในปอดและมีน้าค่ังในปอด เรียกว่า Pulmonary edema ส่งผลใหป้ รมิ าตร
เลือดในหลอดเลือดลดลง หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดต่าลง (พรทิพย์ ศิริบูรณ์พิพฒนา, 2558; สาขาวิชา
พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, 2554)
สรุปการเปลยี่ นแปลงพยาธิสภาพทีเ่ กิดขนึ้ ในร่างกายเดก็ เมือ่ จมน้า (วรนชุ เกียรตพิ งษ์ถาวร, ม.ป.ป.)
1.การเปล่ียนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยเด็กท่ีมีการสูดสาลักน้าเข้าไปในทางเดินหายใจจะ
ทาให้เกิดพยาธิสภาพท่ปี อดอย่างรุนแรงเกดิ น้าทว่ มปอด (Pulmonary congestion or edema)
2.การเปล่ียนแปลงของระบบประสาท ทาให้สมองขาดเลือด (Ischemic brain) เพราะอาจมีส่ิงอุดตัน
ในหลอดเลือดส่งผลให้การไหลเวียนเลือดไปเล้ียงสมอง (Cerebral perfusion) ลดลง และสมองขาดออกซิเจน
(Cerebral hypoxia)
3.การเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด ทาให้เกิดการสูญ เสียสารน้า
(Hypovolemia) กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เม็ดเลือดแดงแตกและเกิดภาวะโปตัสเซียมสูงในกระแสเลือด
(Hyperkalemia)
4.การเปล่ียนแปลงของสมดุลกรดดา่ ง ทาให้เกิดภาวะกรดในรา่ งกาย (กรณีมี Hypoxemia; PO2ต่าจะ
เกิดภาวะ Metabolic acidosis กรณีมี Hypercapnia; PCO2 ค่ังจะเกิดภาวะ Respiratory acidosis) จากเย่ือบุ
ถุงลมอักเสบ ถุงลมขาดสาร Surfactant น้าท่วมปอด ถ้าจมน้าจืดทาให้เกิดโซเดียมในกระแสเลือดต่า

181

(Hyponatremia) และโปตัสเซียมในกระแสเลือดสูง (Hyperkalemia) ถ้าจมน้าเค็มทาให้เกิดโซเดียมในกระแส
เลือดสงู (Hypernatremia)
5. การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปัสสาวะ ทาให้เกิดไตวาย (Renal Failure) จากการที่เลือดไหลเวียนไปเลี้ยง
ไตลดลงร่วมกบั ภาวะกรดในร่างกายและความดันโลหิตต่าลง

6. การเปล่ียนแปลงของอุณหภูมิในร่างกาย อุณหภูมิจะลดต่าลงตามอุณหภูมิของน้าและจะลดลงเร็ว
กว่าผู้ใหญ่เพราะพ้ืนที่ผิวกายเด็กน้อยกว่าผู้ใหญ่ หากอุณหภูมิลดลงอยู่ระหว่าง 32-35 องศาเซลเซียสจะทาให้หัว
ใจเต้นเร็วข้ึน หากอุณหภูมิลดลงอยู่ระหวา่ ง 28-32 องศาเซลเซียสจะทาให้หัวใจเตน้ ช้าลง หายใจชา้ หากอุณหภูมิ
ลดลงอยู่ระหว่าง 25-28 องศาเซลเซียสจะทาให้หัวใจเต้นผิดปกติและหมดสติ หากอุณหภูมิลดลงอยู่ระหว่าง 21-
25 องศาเซลเซยี สจะทาใหห้ ัวใจหยุดเต้นและหยุดหายใจ

ปัจจยั ท่มี ีผลต่อความรุนแรงจากอบุ ัติเหตกุ ารจมนา้

1. สภาพเด็กก่อนจมน้า ได้แก่ อายุ การสุดหายใจเขา้ ปอดเตม็ ที่ก่อนจมน้า Diving reflexes สุขภาพผู้
จมน้า การรับประทานอาหารอิม่ ใหม่ๆ และทักษะการวา่ ยน้า

2. อุณหภูมิของร่างกายหลังจมน้า การสูดสาลักน้าเข้าปอด จะทาให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงอย่าง
รวดเรว็ ทั้งในเลือดและในสมอง ซ่ึงมีผลดีทาให้การเผลาผลาญลดลง เกิด brain anoxia ชา้ ลง แตผ่ ลเสียคอื การเต้น
ของหัวใจผิดปกติ ทาให้เสียชีวติ ได้

3. ชว่ งเวลาทจ่ี มอยใู่ ต้นา้

4. การช่วยฟน้ื คนื ชพี ไดอ้ ย่างรวดเร็วและมปี ระสทิ ธิภาพ

อาการ ผู้ป่วยที่จมน้ามีอาการได้หลายแบบตั้งแต่รู้สึกตัวดี ง่วงซึม ซึมมาก หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น
อาจมีอาการไอ สาลัก อาเจียนข้ึนกับระยะเวลาที่จมน้า ความรวดเร็วของการช่วยเหลือ และประสิทธิภาพของการ
ชว่ ยเหลือ

การปอ้ งกัน
- ดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้เด็กเล่นใกล้แหล่งน้า หรือว่ายน้าในสระว่ายน้าโดยลาพัง สอนเด็กให้ขอ
อนุญาตเมื่อจะเลน่ นา้ ทกุ คร้ัง
- ไมใ่ หเ้ ด็กเล็กอาบนา้ ตามลาพงั
- ใชฝ้ าปดิ ภาชนะตา่ ง ๆ ทีบ่ รรจุนา้ เชน่ บอ่ นา้ ถงั นา้ ส้วมชักโครก เป็นตน้
- ปิดประตูห้องน้าไว้ตลอด ติดกลอนประตูด้านในให้สูงเกินกว่าเด็กเล็กเข้าไปอยู่ด้านในแล้วล็อก
ประตไู ด้
- สอนให้เด็กว่ายน้า เด็กวัยเรียนสอนกฏเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้า สถานที่ท่ี
ปลอดภัยในการว่ายนา้ สอนให้รู้ความสามารถในการว่ายน้าของตนเอง ไมว่ ่ายนา้ คนเดียว
- ใหเ้ ด็กใส่เสอ้ื ชชู ีพเมื่ออยใู่ นเรอื ตามคาแนะนาของเจ้าหนา้ ท่ีหรือผ้ใู หญ่

182

การชว่ ยเหลอื เบ้อื งตน้
- ถ้าเหน็ เด็กจมน้ารีบอุม้ ขนึ้ จากนา้ โดยใหศ้ รี ษะเด็กตา่ กวา่ ทรวงอกเพอื่ ป้องกันการสาลักน้าเข้าปอด
- ถา้ ชว่ ยเหลือได้ทัน เด็กหายใจเองได้ ให้ถอดเสื้อผ้าท่ีเปียกน้าออก ใชผ้ ้าเชด็ ตัวที่แห้งสะอาดเชด็ ตัว
คลุมตัวไว้เพอ่ื ทาให้เกดิ ความอบอุ่น จัดให้นอนในทา่ ตะแคงก่ึงควา่
- ถ้าเด็กจมน้านานเกิน 4 นาที อาจทาให้เกิดภาวะสมองตายได้ ต้องรีบทาการช่วยฟื้นคืนชีพ
(cardiopulmonary resuscitation) ควรรีบทาอย่างต่อเน่ืองจนกว่าการหายใจและการไหลเวียนจะเป็นปกติ
การช่วยกู้ชพี ถา้ เด็กไมห่ ายใจ แตช่ ีพจรเตน้
- จับเด็กนอนหงาย ตะแคงหน้า ใช้น้ิวมือกวาดเอาสิ่งของในปากและคอท่ีเห็นออกให้มากท่ีสุด
เพื่อใหท้ างเดนิ หายใจโล่ง
- แหงนศีรษะเด็กโดยใช้ฝ่ามือข้างหน่ึงดันหน้าผาก ใช้น้ิวมืออีกข้างหนึ่งดันคางข้ึนให้ศีรษะแหงนไป
ด้านหลังเล็กน้อยเพื่อให้ทางเดนิ หายใจตรงไม่ถูกอุดก้นั
- ช่วยการหายใจโดยทาการเป่าปากอย่างน้อย 2 คร้ัง แต่ไม่เกิน 5 ครั้ง โดยใช้เวลาเป่าปากคร้ังละ
1-1.5 วินาทีในเด็กแรกเกดิ ถึง 8 ปี
การช่วยกูช้ ีพถา้ เดก็ ไม่หายใจ และหัวใจหยดุ เตน้
- นวดหัวใจโดยวางสันมือบริเวณกลางหน้าอก ต่ากว่าราวนมเล็กน้อย กดหน้าอกให้ยุบลงไป
ประมาณ 1 ใน 3 ของความหนาของหน้าอก ด้วยอัตราอย่างน้อย 100 ครั้ง/นาที ทาติดต่อกัน 30 ครัง้ จากน้ันช่วย
หายใจโดยการเป่าปาก 2 ครงั้ สลับกนั ในกรณีที่มผี ู้ชว่ ยเหลอื 1 คนหรือนวดหัวใจ 15 ครั้งช่วยหายใจ 1 ครัง้ สลับกัน
ในกรณที ี่มผี ู้ช่วยเหลือ 2 คน ติดต่อกนั 5 ชุด (หรือประมาณ 2 นาที)
- เม่ือครบ 2 นาทีแล้ว ให้ตรวจคลาชีพจรอีกครั้ง หากมีชีพจร หรือ เริ่มหายใจได้เอง ให้หยุดนวด
หวั ใจ จัดท่านอนตะแคงเพือ่ เปิดทางเดนิ หายใจ และรบี นาส่งโรงพยาบาล
- หากยังไม่มีชีพจรหลังครบ 2 นาทีให้นวดหัวใจและช่วยหายใจซ้าต่อไปจนกว่าจะมีทีมแพทย์มา
ช่วยเหลอื หรือ จนกว่าเด็กจะเรม่ิ รู้สึกตัว
- การอุ้มพาดบ่า กระโดดหรือวิ่งรอบสนาม หรือวางบนกะทะคว่าหรือรีดน้าออก ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง
และจะทาใหข้ าดอากาศหายใจนานยงิ่ ขน้ึ

2. การพยาบาลเด็กที่มีส่งิ แปลกปลอมตดิ คอหรือหลอดลม

สิ่งแปลกปลอม หมายถึง วัตถุช้ินเล็ก ที่ตกเข้าไปที่ปาก คอ หรือ หลอดลมคอทาให้เกิดการอุดก้ัน
ทางเดินหายใจ ส่ิงแปลกปลอมท่ีพบได้บ่อยได้แก่ เมล็ดพืช เมล็ดผลไม้ เศษอาหาร ยางลบ ช้ินส่วนของเล่น เศษ
พลาสตกิ เหรยี ญบาท ก้างปลา เปน็ ตน้ (สมพร สุนทราภา, 2555)

183

อาการ ในช่วงแรกเด็กจะมีอาการสาลัก ไออย่างรุนแรงจนอาเจียนในขณะท่ีมีวัตถุแปลกปลอมในปาก
ต่อมาจะแสดงอาการท่ีเกิดจากมีวัตถุแปลกปลอมตกค้างในทางเดินหายใจ เช่น ไอ หายใจลาบาก เขียว ไม่มีเสียง
หรอื หายใจไม่ออก

การป้องกนั ส่ิงแปลกปลอมตดิ คอเดก็
- ขนมที่มีลักษณะนุ่มน่ิม ควรใช้ชอ้ นตักแล้วป้อนเด็ก อย่าปล่อยให้เด็กกินเองคนเดียวเพราะอาจติด
คอได้
- ผลไมช้ นิดทม่ี ีเมล็ด ก่อนใหเ้ ด็กกนิ ควรนาออกให้หมดจนแน่ใจก่อนใหเ้ ดก็ กนิ
- อยา่ ให้เด็กอมของเลน่ ของใช้
- เลอื กของเล่นทเ่ี หมาะสมตามอายุ
- ใหเ้ ด็กฝกึ นั่งกนิ อาหารบนโตะ๊ ไมเ่ ดิน วิง่ หรอื เลน่ ขณะกนิ อาหาร
- ผดู้ แู ลเด็กควรไดร้ ับการฝึกการช่วยชีวติ เด็กเม่ือเกิดการอุดตันทางเดนิ หายใจ
การชว่ ยเหลือเบอื้ งต้น
กรณเี ด็ก อายุ > 1 ปี
- พยายามใหเ้ ด็กไอออกมาถ้าทาได้ แต่ไม่ควรใชเ้ วลากบั การไอมากนัก
- ใช้เทคนิคการกดบริเวณหน้าท้อง (Heimlich maneuver) (ภาพที่ 1) โดยให้ผู้ช่วยเหลือยืน
ด้านหลังเด็กใช้แขนทั้ง 2 ขา้ ง โอบตัวเด็กบริเวณใต้รักแร้ กามือข้างหนึ่งสอดเข้าบริเวณท้องระหว่างสะดือและลิ้นปี่
ส่วนมืออีกข้างแบออกวางทับมือข้างท่ีกาไว้ แล้วออกแรงกดอย่างรวดเร็ว กดเป็นระยะ ๆ 6-10 คร้ัง พยายามทา
จนกว่าสิง่ แปลกปลอมหลุดออกมา
- ถ้าส่ิงแปลกปลอมยังติดอยู่และเด็กไม่รู้สึกตัว ให้เด็กนอนหงาย ผู้ช่วยเหลือคุกเข่าคร่อมตัวเด็ก ใช้
มือขวาวางบนท้องบริเวณใต้ลิ้นป่ี มือซ้ายวางทับมือขวา กดและดันมือท้ังสองข้างในทิศทางเข้าในและเฉียงข้ึนบน
(abdominal thrust) (ภาพท่ี 2) 6-10 คร้ัง กดเป็นระยะสม่าเสมอจนกว่าสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาโดยตรวจดู
เปน็ ระยะ
- ตรวจดใู นปาก ถ้าส่ิงแปลกปลอมยังไม่หลดุ ออกให้รบี นาสง่ โรงพยาบาล
- การช่วยเหลือเด็กด้วยวิธี Heimlich maneuver น้ี อาจทาให้เกิดการบอบช้าหรือบาดเจ็บที่
อวัยวะภายใน หรือส่ิงแปลกปลอมอาจจะหลุดออกมาไม่หมดและอาจตกลงไปที่ปอด ทาให้เกิดการอุดตันหลอดลม
หรอื ปอดติดเช้ือ ดงั น้นั เม่อื ปฐมพยาบาลดว้ ยวิธีนี้ จงึ ควรพาเดก็ ไปพบแพทย์ทกุ คร้ัง


Click to View FlipBook Version