The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Juraporn Tangpukdee, 2020-05-14 06:16:52

เอกสารเด็ก 1 แก้ไข 14 พค 2563

เอกสารเด็ก 1 แก้ไข

234

7. ระบบอิมมนู ของรา่ งกาย
ทารกแรกเกิดจะมีภูมิต้านทานโรคที่ได้รับจากมารดาขณะอยู่ในครรภ์เป็นชนิด IgG ซ่ึงได้แก่ ภูมิคุ้มกันโรค
คอตีบ บาดทะยัก หัด คางทูม และฝีดาษ ถา้ มารดามีภูมิคุ้มกันพวกน้ีอย่แู ล้วก็จะถ่ายทอดไปยังทารกเป็น Passive
immuniity แต่ IgG น้ี จะ ในร่างกายของทารกได้ประมาณ 6 เดือน ส่วนภูมิคุ้มโรคชนิด IgM เช่น โรคไอกรนน้ัน
ถา้ ทารกได้รับพระมารดาไม่เพียงพอ อาจเปน็ โรคไอกรนได้ จงึ ควรให้วัคซีนปอ้ งกนั โรคนี้ แก่ทารกก่อนอายุ 6 เดือน
เมอ่ื เดก็ อายปุ ระมาณ 2 ปี จะมี IgM เทา่ ผูใ้ หญ่
8. ระบบประสาท
ระบบประสาทของทารกจะครบถ้วนเม่ืออายุ 36 สัปดาห์ในครรภ์ และจะมีการขยายขนดเป็น 25
เปอร์เซนต์ของผู้ใหญ่เมื่อแรกเกิด การทางานของระบบประสาทแรกเร่ิม (Primitive reflex) เป็นรีเฟล็กเพ่ือการอยู่
รอดของทารก เพราะทาหน้าที่กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นการดูดกลืน และค้นหาอาหารหรือพลังงานจาการดูดนม
อกี ทงั้ ช่วยในการควบคุมความเปน็ กรดดา่ งและอุณหภมู ิรา่ งกาย

การสรา้ งเสริมสุขภาพทารกแรกเกิดและทารก
การสร้างเสริมสุขภาพทารกแรกเกิดและทารก ประกอบด้วยการสร้างเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านเพ่ือเป็น

พื้นฐานการเตบิ โตต่อไป (Keyle & Carman, 2013)
1. พัฒนาการด้านรา่ งกาย
วัยทารกเป็นชว่ งวยั ท่มี ีการเปล่ยี นแปลงทางสรรี ะและมีพัฒนาการที่กา้ วหนา้ รวดเร็ว

สดั ส่วนรา่ งกาย
ในช่วง 6 เดือน มีอัตราการเพิ่มน้าหนัก 680 กรัมต่อเดือน จนกระท่ังอายุ 5 เดือน เมื่ออายุ 6 เดือน

น้าหนักจะเป็น 2 เท่าของแรกเกิด ค่าเฉลี่ยน้าหนักเม่ืออายุ 6 เดือน เท่ากับ 7.26 กิโลกรัม และเม่ือครบ 1 ปี
น้าหนักจะเป็น 3 เท่าของแรกเกิด ค่าเฉล่ียน้าหนักเมื่ออายุ 1 ปี เท่ากับ 9.75 กิโลกรัม นอกจากนี้พบว่าทารกท่ีดูด
นมมารดาตั้งแต่แรกเกิดถึง 4 เดือน มีน้าหนักน้อยกว่าทารกท่ีดูดนมผสม และมีความยาวเส้นรอบศีรษะมากกว่า
ทารกทด่ี ดู นมผสม (La wrence and Lawrence, 2005 cited in Hockenberry and Wilson, 2006

สว่ นสงู เพิม่ ข้ึนเดอื นละ 2.5 เซนติเมตรในระยะ 6 เดือนแรก ความสูงเฉลี่ย เทา่ กับ 65 เซนติเมตร เมือ่ ครบ
1 ปี ความสงู เฉลยี่ เท่ากบั 74 เซนตเิ มตร

ความยาวเส้นรอบศีรษะ เพิ่มข้ึนเร็วเช่นกัน โดยเพิ่มเดือนละ 2 เซนติเมตร ระยะแรกเกิดถึง 3 เดือน เพิ่ม
เดือนละ 1 เซนติเมตร ระยะ 4-6 เดือน และเพ่ิมเดือนละ 0.5 เซนติเมตร ระยะ 6 เดอื นหลัง ค่าเฉลย่ี ความยาวเส้น
รอบศีรษะเท่ากับ 43 เซนติเมตรเม่ือครบ 1 ปี กระหม่อมหลังปิดเม่ืออายุ 4-6 สัปดาห์ และกระหม่อมหน้าจะปิด
เมอ่ื อายุ 12-18 เดอื น

เนื่องจากปัจจัยท่ีมีอิทธิพลสูงต่ออัตราการเติบโตของทารกคือ พันธุกรรม เมตาโบลิสม ส่ิงแวดล้อมและ
ภาวะโภชนาการ ดังน้นั การประเมินการเจรญิ เติบโตของทารกจึงจาเป็นต้องพิจารณาปัจจยั ดังกลา่ วร่วมด้วย

235

ประสาทสัมผสั
ประสาทสมั ผัสด้านการมองเหน็ มีการเปล่ียนแปลงดังแสดงในตารางที่ 1

อายุ ส่งิ ตรวจพบ

แรกเกิด ความสามารถในการมองเห็น 20/100 ถงึ 20/400

พบ pupillary and corneal (blink) reflex

มองตามวัตถไุ ด้ 45 องศาเมือ่ วางหา่ งตา 20-25 เซนตเิ มตร

4 สัปดาห์ มองตามวัตถไุ ด้ 90 องศาเมอ่ื วางห่างตา 20-25 เซนติเมตร

มองบดิ ามารดาเม่ือพูดด้วย

ตอ่ มน้าตาเริม่ ทางาน

6-12 สปั ดาห์ มองตามวตั ถไุ ด้ 180 องศาเมอื่ วางห่างตา 20-25 เซนติเมตร

มองเห็นภาพเดยี วดว้ ยสองตา และจะมองได้สมบูรณเ์ มือ่ อายุ 4 เดือน

ตาเบนเข้าหากนั เมื่อมองวัตถใุ กลๆ้ และจะมองไดส้ มบรู ณ์เมอ่ื อายุ 3 เดือน

12-20 สปั ดาห์ มองมือเมื่อน่ังหรือนอน

มองวตั ถุใกลๆ้ ได้

20-28 สัปดาห์ มองเห็นของเล่นทีห่ ลน่ ลงพื้น

ต้องการมองสิ่งที่แปลกใหม่ซบั ซอ้ นขึ้น

พัฒนาเชือ่ มสัมพนั ธ์การมองและมือ

28-44 สัปดาห์ สามารถจ้องมองวัตถชุ ิ้นเลก็ มากได้

เร่มิ รับรู้การมองเห็นในความลึก

44-52 สัปดาห์ การมองเห็น 20/40 ถงึ 20/60

มองตามวัตถุท่ีเคล่ือนทีเ่ ร็วได้

ทารกอายุ 6 สปั ดาห์ ตอบสนองภาพหนา้ คนทมี่ ีภาพดวงตามากกว่าทไี่ มม่ ี เม่ือ 10 สปั ดาหต์ อบสนองภาพ

ที่มีดวงตาและค้ิว มากกว่าที่มีเฉพาะดวงตา 6 เดือนตอบสนองภาพท่ีแสดงอารมณ์และสามารถแยะแยะภาพหน้า

ของผดู้ ูแลและคนแปลกหน้าได้

2. พัฒนาการทางด้านสมองและสตปิ ญั ญาทารกแรกเกดิ และทารก
สติปัญญาจะรวมถึงทักษะความสามารถ ตลอดจนพฤตกิ รรมต่างๆ มากมาย ตามทฤษฏีพัฒนาการทางความคิดและ
สติปัญญาของเพียเจต์ เด็กทารกแรกเกิดและทารกจะมีพัฒนาการทางสมองและสติปัญญา อยู่ในระยะประสาท
สัมผัสและการเคลื่อนไหว (ใน 4ข้ันจาก 6ข้ันของระยะนี้)เด็กเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้จากประสาทสัมผัสและการ
เคลื่อนไหว หรือการกระทาที่เป็นปฏิกิริยาสะท้อน (reflex) คร้ังแรกเกิดโดยบังเอิญ เมื่อเกิดความพอใจจะทาซ้าๆ
โดยจงใจ และใชก้ ารประสานงานกนั ของกล้ามเนอื้ หลายๆ สว่ นเพื่อไปถึงจุดมุ่งหมายและแก้ไขปัญหาโดยการลองผิด

236

ลองถกู ได้ เข้าใจสัญลักษณ์ สามารถเลยี นแบบและแยกตัวเองจากสงิ่ แวดลอ้ มได้ แต่ยังไมม่ คี วามคิดรวบยอด ระยะน้ี
ทากแรกเกดิ และทารกมพี ัฒนาการใน 4 ข้นั ดงั น้ี

1) ขั้นฝึกฝนพฤติกรรมปฏิกิริยาสะท้อน อายุ 0-1 เดือน มีพฤติกรรมแบบปฏิกิริยาสะท้อนในรูปแบบเดิม
ซ้าๆ และใช้ปฏิกิริยาสะท้อนน้เี ป็นการปรบั ตวั ตอ่ โลก

2) ขั้นปฏิกิริยาตอบสนองซ้าๆ ระยะแรก อายุ 1-4 เดือน สามารถใช้การประสานงานของกล้ามเน้ือ
หลายๆ ส่วน ฝึกฝนการกระทาซ้าๆ จุดสนใจอยู่ที่ร่างกายและยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่สามารถคาดทานายผลท่ี
จะเกิดขึน้ จากการกระทาได้

3) ข้ันปฏิกิริยาตอบสนองซ้าๆ ระยะท่ีสอง อายุ 4-8 เดือน จะกระทาพฤติกรรมที่พึงพอใจซ้า เร่ิมคาด
ทานายผลที่จะเกิดข้ึนจากการกระทาได้ ความสนใจต่อส่ิงต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมมากข้ึน พฤติกรรมใหม่เกิดข้ึนบน
รปู แบบพฤติกรรมระยะกอ่ น

4) ขนั้ ประสานระบบพฤติกรรมเกี่ยวกับประสาทสัมผัส อายุ 8-12 เดือน ความสัมพันธ์ทางความคิดระยะ
ก่อนถูกประสานเข้าด้วยกันและมีความประณีตมากขึ้น รับรู้ได้ว่าสิ่งของไม่สูญหาย มีจุดมุ่งหมายในการกระทา
สิ่งของมคี วามหมายแทนสัญลักษณ์

3. พฒั นาการทางอารมณแ์ ละสังคม
ตง้ั แต่แรกเกิดทารกจะมีปฏิสัมพันธก์ ับบุคคลใกล้ชิด เมื่อโตขึ้นจะมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม ซงึ่ จะหล่อหลอมบุคลิกภาพ
เด็กในลักษณะต่างกัน ขึ้นกับประสบการณ์ ปรัชญาชีวิต หรืออุดมคติ ท่ีจะยึดปฏิบัติและดาเนินชีวิตล้วนเรียนรู้จาก
สังคม ทฤษฏีที่ให้แนวคิดพฒั นาการด้านนี้และนิยมใช้ คือ ทฤษฏีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ และทฤษฏีจิตสังคมของอี
ริคสนั ในวัยทารกเปรยี บเทยี บให้เห็นความแตกต่างของทฤษฏที งั้ 2 ไดด้ งั น้ี

ฟรอยด์ และอีลคิ สัน ได้อธบิ ายพัฒนาการดน้ อารมและสังคม ไว้ดงั น้ี

การพัฒนาขนั้ ปาก (oral stage) (Erikson)
ขั้นปาก(oral stage)ความพึงพอใจอยู่ท่ี ปากและล้ิน มีความสุขในการดูด กลืน แทะสิ่งต่างๆ ถ้าไม่ได้รับ

ความพึงพอใจ จะแสดงภาวะขอ้ งใจ โดยสูบบหุ รี่ ดืม่ เหล้ากดั เลบ็ กนิ ของจุกจกิ

การพฒั นา Sense of trust (Erikson)
อีริคสัน เป็นลูกศิษย์ของฟรอยด์ได้สร้างทฤษฎีขึ้นในแนวทางความคิดของฟรอยด์ แต่ได้เนินความสาคัญ

ทางด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้านจิตใจ (Psychological Environment) ว่ามีบทบาทในพัฒนาการ
บุคลกิ ภาพมาก วัยทารกในข้นั ท่ี 1 ของอิลิคสัน เน้นความไว้วางใจ – ความไม่ไว้วางใจ (Trust vs Mistrust) ซึ่ง อีริ
ควันถอื ว่าเป็นรากฐานทสี่ าคัญของพัฒนาการในวยั ต่อไป เด็กวัยทารกจาเป็นจะตอ้ งมผี ู้เลยี้ งดูเพราะช่วยตนเองไม่ได้
ผู้เลี้ยงดูจะต้องเอาใจใส่เด็ก ถึงเวลาให้นมก็ควรจะให้และปลดเปลื้องความเดือดร้อน ไม่สบายของทารกอัน
เนอ่ื งมาจากการขับถ่าย เป็นต้น

237

พฒั นาการด้านภาษา
ทารกจะแสดงความต้องการให้ผู้อื่นเขา้ ใจดว้ ยวิธีอืน่ ที่ไม่ใช่ภาษาพดู เช่น รอ้ งไห้ ลักษณะการแสดงออกทาง
ภาษาก่อนทจ่ี ะพูด มี 3 ลักษณะ คือ

1) การร้องไห้ การร้องไห้ของทารกจะมีความหมายจากลักษณะน้าเสียง เช่น ร้องเสียงแหลม แสดงความ
เจ็บปวด เป็นตน้

2) การส่งเสียงออ้ แอ้ เริม่ ต้ังแต่ 2 เดอื น แตย่ ังไม่มคี วามหมาย

3) การแสดงท่าทาง ทารกจาเป็นต้องใช้ท่าทางแทนการพูด เพราะความสามารถในการเปล่งเสียงยังไม่มี
ประสิทธิภาพ

พัฒนาการดา้ นภาษาของทารกแสดงไดด้ งั นี้

อายุ การออกเสยี ง

แรกเกดิ ร้องไห้โดยไมเ่ กย่ี วขอ้ งกบั การแสดงออกถึงความตอ้ งการ

1 เดอื น

1-3 เดือน ร้องไห้เม่ือมีความต้องการหรือได้รับสิ่งกระตุ้น มีความ
แตกตา่ งของเสยี งร้องไห้ ทาเสยี งออ้ แอ้ อือ

4-5 เดือน หวั เราะ ออกเสยี งตออบสนองตอ่ การเรียกชื่อ

6 เดือน หัวเราะเอ๊ิกอ๊าก สามารถออกเสียงเพื่อแสดงความพอใจ
หรือไมพ่ อใจ

7-10 เดือน ออกเสียง มามา ปาปา เลยี นเสยี งง่ายๆ

9-12 เดือน พูด มามา ปาปา ได้อย่างมีความหมาย เลียนแบบเสียงพูด
อน่ื ๆ

เฉล่ีย 12 เดือน รจู้ ักช่อื สิง่ ของ พดู 2-3 คา เลยี นเสียงสตั ว์

238

ปัจจยั ท่มี ีอิทธิพลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการ

1) พันธุกรรม ระยะทารกจะมีการเจริญเติบโตเข้าสู่สายพันธุ์ เช่น มีน้าหนักน้อย เม่ือแรกเกิด มีบิดา
มารดาท่ีสูงมาก สูงปานกลาง หรือเต้ีย ทารกจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพ่ือให้ทัน ตามพันธุกรรมส่วนพวกท่ีเกิด
มาตวั ใหญจ่ ะมกี ารเจริญเตบิ โตชา้ ในระยะแรก

2) สภาวะแวดล้อม เช่น โภชนาการ มีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตท้ังทางร่างกาย และสมอง
เข้าสู่วุฒิภาวะ และวัยรุ่น การขาดอาหาร จะมีผลต่อการเจริญเติบโตมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง
และระยะเวลาของการขาดสารอาหาร โดยมกี ารเปลยี่ นแปลง ของน้าหนกั ก่อนความสูง

3) ฮอร์โมน ฮอรโ์ มนทีม่ ีผลตอ่ การเจริญเติบโตของเด็ก ไดแ้ ก่
3.1 Growth hormone มีผลตอ่ เมตาบลิซึม เชน่ การสังเคราะห์ โปรตีนและกรดนิวคลอิ ิก ในเน้ือเยื่อ
เมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต และไขมัน เดก็ ทีข่ าด จะมีลักษณะเต้ีย แคระ
3.2 Thyroid hormone มีผลต่อเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย เกือบเรียกได้ว่าเป็นตัวกระตุ้นการ
เจริญเติบโตของเนื้อเยื่อท่ัวไป มีผลต่อการออกฤทธิ์ของ Growth hormone ทาให้มีการ
เจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อ และมีผลต่อ เมตาบอลิซึมของ โปรตีน ไขมัน
คาร์โบไฮเดรต และวติ ามนิ ดว้ ย
3.3 Insulin มีผลเพม่ิ จานวนของตัวรบั สญั ญาณ สาหรับ Growth hormone
3.4 Cortisol ชว่ ยใหฮ้ อรโ์ มนอน่ื ๆ ออกฤทธิ์ได้
3.5 Sex hormone กระตุ้นการเจรญิ เตบิ โตของกระดูก

การพยาบาลเด็กทารกแรกเกดิ และทารกแบบองค์รวม
การพยาบาลแบบองค์รวม หมายถึง การดูแลสขุ ภาพของผใู้ ชบ้ ริการ ทัง้ ทางดา้ นร่างกาย

และจิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ การพยาบาลทารกแรกเกิดและทารกแบบองค์รวม พยาบาลเด็ก
จาเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ สภาพร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและจิตวิญญาณของทารกอย่าง
เหมาะสม โดยต้องเข้าใจถึงการส่งเสริมบทบาทของผู้ดูแล ในการดูแลทารกแรกเกิดและทารกให้เจริญเติบโต
สมบูรณ์ แข็งแรงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และเม่ือทารกแรกเกิดและทาเกิดการมีปัญหาสุขภาพและพฤติกรรมไม่พึง
ประสงค์พยาบาลต้องให้การพยาบาลอย่างเหมาะสมเพ่ือปอ้ งกันความรุนแรงที่อาจสง่ ผลกระทบถึงชีวิตได้

ภาวะหรือส่ิงผดิ ปกติทพี่ บบ่อยในทารกแรกเกิดและทารก

ทารกแรกเกดิ เปน็ วัยท่ีมีภาวะหรือสิ่งผดิ ปกตทิ ่ีไม่พบในวัยอื่น ภาวะหรอื สิง่ ผดิ ปกตนิ อี้ าจทาให้ผู้ดแู ลวิตก
กังวลได้ ดงั นนั้ การทราบถึงภาวะผิดปกตทิ ี่พบไดบ้ ่อยในทารกแรกเกิดจงึ เป็นส่งิ ที่พยาบาลควรตระหนักเพื่อให้
คาแนะนาท่ีเหมาะสมแก่ผู้ดูแลเด็ก

239

1. ภาวะอุณหภูมกิ ายตา่ (Hypothermia)
ทารกแรกเกดิ จะมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิกายได้งา่ ย โดยจะพบปัญหาอุณหภูมิกายต่าได้บ่อยกว่า

อุณหภูมิกายสูง (พิมพาภรณ์ กล่ันกล่ิน, 2555) ภาวะอุณหภูมิกายต่า (Hypothermia) ในทารกแรกเกดิ เป็นภาวะที่
มีอุณหภูมิกายต่ากว่า 36.5 องศาเซลเซียสเกิดจากปัจจัยด้านตัวทารกแรกเกิดและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ
ทารกแรกเกิดจะมีโครงสร้างผิวหนังบอบบาง มีไขมันสะสมใต้ผวิ หนงั น้อย มีพื้นที่ผวิ กายมากเม่ือเทียบกับน้าหนักตัว
ทารกแรกเกิดจึงมีการสูญเสียความร้อนได้ง่าย การสร้างความร้อนจากไขมันสีน้าตาลในร่างกายมีจากัด รวมทั้งการ
ทาหน้าท่ีของศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกายท่ีสมองส่วนไฮโปทาลามัสในทารกแรกเกิดยังไม่สมบูรณ์จึงเกิดการ
เปล่ียนแปลงอุณหภูมิกายได้ง่าย (พิมพาภรณ์ กล่ันกล่ิน, 2555) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ทาให้ทารกแรกเกิดสูญเสีย
ความร้อนได้ง่ายมี 4 ทางคือ การนาความร้อน (conduction) การพาความร้อน (convection) การแผ่รังสี
(radiation) และการระเหย (Evaporation) (เอ้ืออารีย์ สมุดจาง, 2559; รุ้งตะวัน ช้อยจอหอและคณะ, 2558)
ทารกแรกเกิดที่มีปัญหาอุณหภูมิกายต่าจะมีอาการเร่ิมแรกคือ ปลายมือปลายเท้าเย็นและซีดลงหรือม่วง
(acrocyanosis) ผิวหนังลาย (motting) หายใจเร็ว ซึมลง ดูดนมช้าหรือไม่ดูดนม อาเจียน ท้องอืด น้าหนักลดลง
หรอื ไม่เพม่ิ ขึน้ (พมิ พาภรณ์ กลน่ั กลนิ่ , 2555)

แนวทางการดูแลแก้ไขและป้องกนั ปัญหาอุณหภูมิกายต่าในทารกแรกเกดิ (พิมพาภรณ์ กล่ันกลิ่น, 2555) มี
ดงั น้ี
1) การดูแลให้ความอบอุ่น (keep warm) แก่ร่างกายของทารกแรกเกิด โดยดูแลสวมเสื้อผ้า ห่อตัวและห่มผ้าให้แก่
ทารกแรกเกิดตามความเหมาะสมกับอุณหภูมิส่ิงแวดล้อม หากทารกแรกเกิดมีอุณหภูมิกายต่ากว่า 36.8 องศา
เซลเซียสควรดแู ลให้นอนใต้เครื่องแผ่รังสีความร้อนจนกว่าอุณหภูมิกายจะปกติ การดูแลอาบน้าให้แก่ทารกแรกเกิด
จะอาบน้าไดภ้ ายหลงั คลอดแล้ว 24 ชว่ั โมงและมีอุณหภูมกิ ายมากกวา่ 36.8 องศาเซลเซยี ส
2) การปรับอุณหภูมิห้องให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งอุณหภูมิห้องท่ีเหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 26-28 องศา
เซลเซียส
3) การดูแลเพ่ือป้องกันการสูญเสียความร้อน 4 ทาง (เอื้ออารีย์ สมุดจาง, 2559; รุ้งตะวัน ช้อยจอหอและคณะ,
2558) ดงั น้ี
- การนาความร้อน (conduction) เช่น หลกี เล่ยี งไมใ่ ห้ทารกแรกเกิดนอนบนที่นอนท่ีเย็น เช็ดมือให้แห้งและอุ่นกอ่ น
สัมผัสตัวทารกแรกเกดิ การสวมหมวกไหมพรมบรเิ วณศีรษะเป็นตน้
- การพาความร้อน (convection) เช่น จัดตาแหน่ งท่ีนอนของทารกแรกเกิดไม่ให้มีลมพัดผ่าน เปิด
เครือ่ งปรบั อากาศระหวา่ ง 26-28 องศาเซลเซียส การห่อตวั และห่มผ้าใหแ้ ก่ทารกแรกเกดิ
- การระเหย (Evaporation) เช่น เช็ดตัวทารกแรกเกิดให้แห้งทันทีหลังอาบน้า เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ทารกแรกเกิดเมื่อ
เปยี กช้นื

240

- การแผร่ ังสี (radiation) เชน่ หลีกเลี่ยงไมว่ างทารกแรกเกดิ ไวบ้ รเิ วณใกล้หนา้ ตา่ งทมี่ ีอากาศเย็น
2. ภาวะตวั เหลอื ง (Jaundice)
เป็นภาวะท่ีตับของทารกแรกเกิดไม่สามารถขับถ่ายสารสีเหลืองท่ีเรียกว่าบิลิรูบิน (Bilirubin) ได้

สมบูรณ์ร่วมกับเม็ดเลือดแดงของทารกแรกเกิดมีอายุสั้นและแตกตัวเร็วกว่าผู้ใหญ่จึงทาให้มีบิลิรูบินเพ่ิมขึ้นใน
ร่างกาย (Susan, 2009) โดยปกติทารกแรกเกิดหลังคลอด 2-4 วันจะมีระดับบิลิรูบินสูงขึ้น 3-8 mg% และจะ
หายไปเองภายใน 7-10 วัน เรียกว่า ภาวะตัวเหลืองจากสรีรภาพ (physiologic jaundice) พบได้มากกว่าร้อยละ
50 ของทารกแรกเกิด อาการตัวเหลืองในทารกแรกเกิดจะมีลักษณะเร่ิมเหลืองจากบริเวณใบหน้าเข้าหาลาตัว แขน
ขา ฝ่ามือ และฝ่าเท้า รวมถึงไม่มีอาการซึมลง ภาวะตัวเหลืองท่ีผิดปกติ เรียกว่า ภาวะตัวเหลืองจากพยาธิสภาพ
(Pathological jaundice) ทารกแรกเกิดจะมีตัวเหลืองมากขึ้นรวดเร็วภายใน 24 ช่ัวโมงแรกหลังคลอดร่วมกับมี
อาการซึมลง (สุชาดา ธนะพงคพ์ ร, 2557; พิมพาภรณ์ กลนั่ กลิ่น, 2555)

แนวทางการดแู ลแก้ไขและป้องกันปญั หาตวั เหลอื งในทารกแรกเกิด (พิมพาภรณ์ กลัน่ กลน่ิ , 2555)
1) ดูแลให้ทารกแรกเกิดได้รับนมในปริมาณที่เพียงพอโดยกระตุ้นให้ทารกแรกเกิดดูดนมมารดาทุก 2-3 ชั่วโมงเพ่ือ
ขบั บลิ ิรบู ินออกทางอุจจาระและปัสสาวะ
2) ประเมินจานวนครั้งของการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะของทารกแรกเกิดเพื่อประเมินการได้รับนมมารดาของ
ทารกแรกเกิดว่าเพียงพอหรือไม่ ซึ่งภายใน 48 ชั่วโมงหลังคลอดน้ัน ทารกแรกเกิดควรขับถ่ายอุจจาระมีลักษณะ
เหนียวสีเขียวปนดาท่ีเรียกว่า ข้ีเทา (meconium) ต่อมาในวันท่ี 2-3 ควรถ่ายเป็นสีเขียวปนน้าตาล (Greenish
brown) และวันท่ี 4 เป็นต้นไปทารกแรกเกิดท่ีได้รับนมมารดาควรถ่ายเป็นสีเหลืองทองอ่อนนุ่ม หากพบว่าสี
อจุ จาระซดี หรอื ปัสสาวะสีเขม้ ข้ึนคล้ายนา้ ชาควรรีบพามาพบแพทย์
3) แนะนามารดาใหง้ ดอาหารท่ีมแี คโรทีนสงู เช่น มะละกอ ฟักทอง เปน็ ตน้ ในชว่ งทที่ ารกแรกเกิดมีตวั เหลือง
4) แนะนามารดาใหส้ ังเกตอาการตัวเหลอื งจากสผี ิวหรือตาขาวของทารกแรกเกิดเมื่อกลับไปอยู่บ้าน หากพบว่ามีตัว
เหลืองมากขึน้ หรือเหลืองนานเกิน 2-3 สปั ดาห์ ซมึ ลง ดดู นมไม่ดี ควรรีบพามาพบแพทย์

3. การแหวะนม สารอกนมและอาเจียน
การแหวะนม สารอกนมและอาเจียน เป็นปัญหาการกินที่พบบ่อยในทารกอายุ 1-2 เดือน ต่อมาอาการ

แหวะนมจะดขี ึ้นเม่อื อายุ 3 เดือน เกิดจากกลา้ มเน้ือหูรูดระหวา่ งกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารยงั ไม่แขง็ แรง การ
มลี มในกระเพาะอาหาร และการไดร้ ับนมมากเกินไป ลักษณะการแหวะหรอื สารอกนมจะมีเมอื กหรอื นมย่อยออกมา
จากปากของทารก ส่วนมากมักแหวะออกมาเพียงเล็กน้อย การที่ทารกสารอกนมบ่อยๆก็อาจทาให้เกิด
ภาวะแทรกซอ้ นคือ เกดิ ปอดบวมหรอื ปอดอกั เสบจากการสาลักนมเข้าสูห่ ลอดลมและปอดได้

แนวทางการดูแลแก้ไขและป้องกนั ปัญหาการแหวะนม สารอกนมและอาเจียน

241

1) การให้นมทารกในท่าทถี่ ูกตอ้ ง
2) ให้นมทารกในปริมาณท่เี หมาะสม
3) ทารกทมี่ ีแหวะนมหรอื สารอกนมบอ่ ยๆควรใหน้ มครั้งละนอ้ ยๆ แต่ให้นมบ่อยคร้งั ขน้ึ
4) กรณีท่ีน้านมแม่ไหลพุ่งออกมาจากหัวนมจานวนมากและแรงขณะที่ทารกดูดนมจากเต้ามารดา ควรแนะนาให้
มารดาใช้นวิ้ มือกดรอบลานหัวนมเวลาทารกดูดนมเพ่ือให้นา้ นมหลั่งช้า หรือบีบน้านมออก 15-30 ซีซี ก่อนให้ทารก
ดูดนม
5) กรณีทารกทดี่ ดู นมผสมจากขวดนมควรจบั ขวดนมใหน้ ้านมทว่ มจุกนมตลอดเวลา
6) จดั ท่าอุ้มทารกพาดบ่าหรือจัดใหท้ ารกนง่ั ตัวตรงบนตกั มารดาแล้วใช้มอื ลูบหลังทารกขึ้นเบาๆประมาณ 5-10 นาที
เพื่อให้ทารกเรอลมออกจากกระเพาะอาหารภายหลังดูดนมทกุ ครงั้
7) หลังจากให้ทารกเรอลมแล้วควรจัดให้ทารกนอนหลังการให้นมในท่านอนตะแคงขวา เพ่ือส่งเสริมให้น้านมไหล
ตามโค้งของกระเพาะอาหารเข้าสลู่ าไสไ้ ด้ดียิ่งข้ึน หรอื นอนควา่ ตะแคงหน้าไปดา้ นใดด้านหนึ่ง
8) พยายามอยา่ ใหม้ แี รงกดบนท้องของทารก โดยอย่าใสผ่ า้ ออ้ มหรอื กางเกงทีร่ ดั เกินไป อย่าเล่น
หรอื กอดรัด หรืออุ้มเหวีย่ งทารกรนุ แรงหลังอิม่ นม (พิมพาภรณ์ กลนั่ กลิน่ , 2555)

4. ปวดทอ้ งโคลคิ (Colic pain)
ปวดท้องโคลิค (Colic) หรือรอ้ ง 3 เดอื น เป็นปัญหาท่ีพบบ่อยในทารกชว่ งอายุ 3-4 เดอื นและหายไดเ้ อง

ก่อนอายุ 6 เดือน สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดแต่อาจมีปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่น การแพ้นม ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดิน
อาหาร สิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านพฤติกรรมและพื้นอารมณ์ของทารก ลักษณะเฉพาะของโคลิกคือ ทารกจะมีอาการ
ร้องไห้เสียงดัง กรีดร้องเสียงสูง ตัวงอ โก่งหลัง หน้าแดง ปลายเท้าจิกลง ร้องไห้นานเป็นประจาในช่วงเวลาเดิมโดย
ไมม่ สี าเหตแุ นช่ ดั รอ้ งไห้นานมากกว่า 3 ชัว่ โมงตอ่ วนั มากกว่า 3 วันต่อสปั ดาห์ และร้องนานกว่า 3 สปั ดาห์

แนวทางการดแู ลแก้ไขและป้องกนั ปญั หาปวดทอ้ งโคลิค (Colic)
1) ป้องกันไม่ให้ทารกมีลมในกระเพาะอาหารด้วยการอุ้มทารกพาดบ่าเรอลมทกุ ครัง้ หลังดูดนมมารดา เม่อื ทารกเกิด
อาการปวดทอ้ งโคลคิ ใหอ้ ้มุ เด็กพาดบา่ หรือจดั ท่าให้ทารกนอนควา่ ใช้ผ้าหรือหมอนเล็กๆรองหนนุ ใต้ท้อง
2) ดแู ลให้นมทารกอย่างถกู วิธีตามเวลาและปรมิ าณทเี่ หมาะสม
3) เม่ือทารกร้องไห้นานไม่หยดุ ควรเหก่ ล่อมเบาๆ ไม่ควรสง่ เสยี งดงั หรือเขย่าตัวทารกแรงๆเพื่อใหห้ ยุดร้อง
4) หลีกเลี่ยงการกระตุ้นทารกมากเกินไป เช่น ป้อนนมบ่อย อุ้มทารกบ่อย เป็นต้น (ทิพวรรณ หรรษคุณาชัยและ
คณะ, 2554)

5. ผน่ื ผ้าอ้อม (Diaper rash or Diaper Dermatitis)
เป็นการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการแพ้สิ่งสัมผัส คือ เกิดจากความเปียกชื้นหรือสกปรก การ

หมักหมมของอุจจาระและปัสสาวะเป็นเวลานานจงึ เกดิ การระคายเคืองผิวหนังบริเวณขาหนบี และก้นของทารก การ

242

แพ้สบู่หรือผงซักฟอกท่ีใช้ซักผ้าอ้อม การนุ่งผ้าอ้อมที่ทาจากผ้าและการนุ่งผ้าอ้อมชนิดซึมซับสาเร็จรูปหรือมี
พลาสติกหุ้ม ซึ่งผื่นจะข้ึนบริเวณผิวหนังท่ีสัมผัสกับผ้าอ้อมโดยตรงทาให้ทารกไม่สุขสบาย ลักษณะผื่นในระยะแรก
เป็นผื่นแดงเป็นป้ืน ตุ่มแดงหรือตุ่มใส หากท้ิงไว้นานๆโดยไม่ได้รับการแก้ไขจะกลายเป็นตุ่มใหญ่และตรงกลางจะ
กลายเป็นแผลบมุ๋ ลงไป

แนวทางการดูแลแก้ไขและป้องกันปัญหาผน่ื ผา้ อ้อม
1) ดูแลทาความสะอาดผิวหนังภายหลงั ปัสสาวะและอจุ จาระด้วยนา้ โดยไมต่ อ้ งฟอกสบูแ่ ละเชด็ ใหแ้ หง้
2) ควรใช้ผา้ อ้อมท่ีออ่ นน่มุ งดสวมใส่ผ้าอ้อมสาเรจ็ รปู จนกว่าผ่ืนจะหาย
3) หากมีความจาเป็นต้องใช้ผ้าอ้อมชนิดซึมซับหรือมีพลาสติกหุ้มควรเน้นการดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคลและเปลี่ยน
ผา้ ออ้ มบอ่ ยๆเพอ่ื ไมใ่ ห้เปียกชน้ื และหมกั หมม
4) ดูแลบริเวณท่ีเป็นผื่นให้แห้งสะอาด ไมค่ วรทาแป้งบริเวณขาหนีบและอวัยวะเพศของทารกมากเกินไปเพราะอาจ
เกิดการระคายเคอื งได้
5) เปลย่ี นผ้าออ้ มเมื่อเปียกทุกครั้ง
6) ดูแลซกั ผ้าอ้อมให้สะอาดด้วยสบู่หรอื ผงซกั ฟอกท่ีเด็กไม่แพ้
7) ตดั เลบ็ เด็กให้ส้ันอยู่เสมอ
8) ทาวาสลนี หรือ Zinc cream เพอื่ ป้องกันไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกบั ปัสสาวะหรอื อุจจาระโดยตรง
9) ให้ยาลดการอักเสบ เช่น Corticosteroid cream อย่างอ่อนทาบริเวณผื่น (พรทิพย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา, 2558;
พมิ พาภรณ์ กล่นั กลิ่น, 2555)

6. โรคหวดั (Common cold)
เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่พบบอ่ ยในทารก สาเหตสุ ว่ นใหญ่เกิดจากเชอื้ ไวรสั ท่พี บบอ่ ย คือ

rhinovirus, Respiratory syncytial virus (RSV) รองลงมาคือ เช้ือแบคทเี รีย เป็นโรคติดต่อท่สี ามารถแพร่กระจาย
เช้ือทางตรงได้ทางการหายใจเอาเช้ือหวัดท่ีฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศเข้าไปจากการไอ หรือจามรดกัน และติดต่อ
ทางอ้อม โดยการใช้ของรว่ มกนั หรือมือไปสัมผัสกับละอองน้ามูก น้าลายที่มีเชื้อไปขย้ีตาหรือจมูก ทารกจะมีอาการ
และอาการแสดง ได้แก่ มีไข้ คัดจมูก มีน้ามูกใสๆไหล ไอ เสียงแหบ มีเสมหะข้นเหนียวในลาคอ อาจมีอาการอื่นๆ
ร่วมด้วย เช่น ซึมลง งอแง หงุดหงิด อาเจียน ถ่ายเหลว เป็นต้น ภาวะแทรกซ้อนท่ีอาจพบ คือ หูช้ันกลางอักเสบ
(Otitis media) ไซนัสอกั เสบ (Sinusitis) ทอนซลิ อกั เสบ (Tonsilitis) และปอดอักเสบ (Pneumonia)

แนวทางการดูแลทารก โดยท่ัวไปดูแลรักษาตามอาการ เช่น เช็ดตัวลดไข้ร่วมกับให้ยาลดไข้
(Paracetamol 10 mg/kg/dose) เม่ือมีไข้ การดูแลร่างกายทารกให้อบอุ่น กระตุ้นให้ทารกได้รับน้าอุ่นมากๆ
เพื่อให้เสมหะเหลวไอขับเสมหะออกได้ง่าย งดอาหารหรือเคร่ืองดื่มเย็นๆ ดูแลให้พักผ่อนนอนหลับมากๆ หากมี

243

น้ามูกมากดูแลใช้ไม้พันสาลีชุบน้าเกลือ (0.9% NSS) เช็ดในรูจมูกทารก หากมีเสมหะดูแลให้ยาขับเสมหะตาม
แผนการรกั ษาของแพทย์ เชน่ Flemex, Ambroxol (Mucosolvan) เปน็ ต้น

แนวทางการดแู ลทารกเพือ่ ปอ้ งกนั โรคหวดั
1) ลา้ งมือก่อนและหลังสัมผสั ทารก
2) ดแู ลไมใ่ หท้ ารกใกล้ชดิ กบั ผปู้ ่วยโรคหวดั
3) ไมพ่ าทารกไปสถานทีแ่ ออัด เช่น ห้างสรรพสนิ คา้ โรงภาพยนตร์
4) ดแู ลรกั ษารา่ งกายของเดก็ ให้อบอนุ่ และไม่อับชื้น โดยเฉพาะฤดูฝน ฤดหู นาว หรือชว่ งที่มอี ากาศ
เปลย่ี นแปลงอย่างรวดเรว็ (พรทพิ ย์ ศริ ิบรู ณ์พพิ ฒั นา, 2558)

7. อบุ ัติเหตุการอุดก้นั ทางเดินหายใจ
การอุดก้ันทางเดินหายใจพบได้บ่อยจากการจัดท่านอนคว่า การห่อตัวทารกที่แน่นเกินไป และการให้

ทารกนอนในที่นอนทน่ี ม่ิ จนเกินไปทาให้กดจมูกและปากของทารกเป็นเหตใุ ห้ทารกขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตได้
แนวทางการปอ้ งกันอุบัตเิ หตกุ ารอุดกน้ั ทางเดนิ หายใจของทารก

1) จดั ทา่ นอนให้ทารกนอนตะแคงหรือนอนหงาย ไมค่ วรให้ทารกนอนควา่ เพราะเปน็ ท่านอนท่ีอันตรายมากที่สุด
2) จัดหาทนี่ อนที่ไม่อ่อนนุ่มเกนิ ไปและควรใชเ้ บาะนอนท่แี ยกจากเตียงมารดา
3) ใชผ้ า้ หอ่ ตวั ทารกทเ่ี หมาะสม ไม่หนาเกินไปและจัดผ้าไมใ่ หบ้ งั ใบหน้าของทารก (พิมพาภรณ์ กลนั่ กล่ิน, 2555)

8. การตื่นกลางดึก (Night waking) หมายถึง พบในทารกอายุ 6-12 เดือน มีปัจจัยกระตุ้น เช่น การให้
ทารกนอนเตียงเดียวกับบิดามารดา การให้ทารกดูดนมจนหลับ การอุ้มกอดและกล่อมก่อนนอน เป็นต้น แนว
ทางการดูแลแก้ไขปัญหา 1) ฝึกวินัยการนอนของทารก อายุท่ีเหมาะสมคือ 6-8 เดือน โดยให้เข้านอนเป็นเวลา เร่ิม
ให้ทารกนอนบนทนี่ อนขณะทีเ่ ริ่มง่วงแต่ยังไม่หลบั โดยไม่ต้องกล่อมหรือให้ดูดนมจนหลับเพื่อฝกึ ให้ทารกหลับได้ด้วย
ตนเอง 2) หากทารกตื่นตอนกลางคืนให้ใช้มือแตะทารกเบาๆและปล่อยให้ทารกนอนหลับต่อด้วยตนเอง ไม่ควร
ตอบสนองโดยการอุ้มกล่อม เปดิ ไฟหรือใหด้ ูดนม (ทพิ วรรณ หรรษคณุ าชัยและคณะ, 2554)

9. กลัวคนแปลกหน้า (Stranger anxiety) มักพบในเด็กอายุ 8 เดือน เป็นผลจากการท่ีทารกสร้าง
สัมพันธภาพกับบิดามารดาหรือผู้เล้ียงดูเด็กและพัฒนาความรู้สึกไว้วางใจต่อบิดามารดาหรือผู้เล้ียงดูเด็ก เมื่อมีคน
แปลกหน้าจึงเกิดความไม่ไว้วางใจ ทารกจะรู้สึกกลัวและจ้องมองคนแปลกหน้าชัว่ ขณะแล้วร้องไห้โถมตัวเขา้ หาบิดา
มารดาหรือผู้เลี้ยงดูเด็กเพื่อหนีจากส่ิงที่กลัว ถือเป็นพัฒนาการด้านอารมณ์ท่ีทารกต้องปรับตัว แนวทางการดูแล
แก้ไขปัญหา ควรมีการดูแลช่วยเหลือให้เด็กมีการปรับตัวโดยการดูแลเอาใจใส่อย่างอบอุ่น การสัมผัส อุ้มโอบกอด
พูดคุยหยอกล้อกับทารกอย่างสม่าเสมอ การอยู่ใกล้ๆกับทารกเมื่อต้องเผชิญกับคนแปลกหน้าจะทาให้ทารกรู้สึก
มนั่ คงปลอดภยั (พมิ พาภรณ์ กลัน่ กลนิ่ , 2555)

244

แนวทางการดแู ลพยาบาลและการป้องกันโรคในทารกแรกเกดิ และทารก

ขอ้ วินจิ ฉัยการพยาบาลทารกแรกเกดิ และทารก
ปัญหาของทารกเกิดมักเกิดจากปัญหาความต้องการการดูแลและความไม่สมบูรณ์ของอวัยวะในร่างกาย

ดงั ต่อไปน้ี
1. มีโอกาสเกิดภาวะอุณหภูมิต่ากว่าปกติ (Hypothermia) หรือสูงกว่าปกติ (Hyperthermia)

เนือ่ งจากอุณหภมู สิ ิง่ แวดล้อมตา่ และศนู ย์ควบคมุ อุณหภูมิยังทางานไมส่ มบูรณ์
วตั ถปุ ระสงคข์ องการพยาบาล
เพื่อใหร้ า่ งกายของทารกมอี ุณหภมู ิท่ปี กตแิ ละคงที่ (Axillary temperature)

เทา่ กบั 36.9 – 37.1ซ.

การพยาบาล
1. ดูแลหอ่ ตวั ทารกแรกเกิดเพื่อปอ้ งกันการสญู เสยี ความร้อน
2. ดูแลให้ทารกอยู่ในสิ่งแวดล้อมท่ีมีอุณหภูมิท่ีทาให้ทารกมีการใช้ออกซิเจนและมีการเผาผลาญ

อาหารน้อยที่สดุ (Neutral thermal environment, NTE) โดยให้ทารกอยู่ใน Radiant warmer สาหรับทารกเกิด
ควรให้อุณหภูมิส่ิงแวดล้อมที่ 26-28 ซ. ร่างกายของทารกมีอุณหภูมิที่ปกติและคงที่ (Axillary temperature)
เทา่ กับ 36.9 – 37.1ซ.

3. หลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงท่ีอาจทาให้ทารกสูญเสียความร้อน เช่น หลีก เล่ียงการวางทารกไว้บนท่ี
นอนที่เยน็ หรอื ทๆี่ มลี มพดั ผ่าน หรือวางทารกไว้ใกลฝ้ าผนังห้องทีเ่ ย็น เปลย่ี นผา้ อ้อมใหท้ ารกเมอื่ เปยี กช้นื เป็นต้น

4. สังเกตอาการของ Hypothermia เช่น เขียวตามปลายมือปลายเท้า ซึม กระสับกระส่าย ผิวหนัง
ซีดและเย็น หายใจเร็ว รับนมไม่ได้ น้าหนักไม่เพ่ิม เม่ือพบว่า ทารกมีภาวะ Hypothermia ควรให้การดูแลโดยเพิ่ม
อณุ หภมู ิของตอู้ บหรอื วางตวั ทารกไว้ใต้ Radiant warmer หรือห่อตวั ทารกใหอ้ บอุ่น

5. สังเกตอาการของ Hyperthermia เช่น ผิวหนังแดงข้ึน และร้อน หายใจเร็วขึ้น ควรแก้ไขตาม
สาเหตุของการมอี ณุ หภมู ิรา่ งกายสงู เชน่ ห่อตวั ทารกมากเกนิ ไป อณุ หภูมิของตู้อบสูงเกินไป เป็นต้น

2. เสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนจาก ศูนย์ควบคุมการหายใจยงั ทางานไม่สมบูรณ์และจากการอุดก้ันทางเดิน
หายใจจากสารคดั หลัง่
ขอ้ มลู สนับสนนุ
2.1 ศูนย์ควบคุมการหายใจใน Medulla ยังเจริญไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อช่วยการหายใจไม่สมบูรณ์ทา

245

ให้เกดิ การหยุดหายใจเป็นช่วงๆ (Periodic breathing)
2.2 สารคัดหลั่ง เมือก น้าครา่ หรอื เลือดจากชอ่ งทางการคลอด คั่งค้างในจมูก ปาก
2.3 ฮโี มโกลบินของทารกเป็น Hb-F ซ่งึ จับออกซเิ จนได้ดี แตป่ ล่อยใหเ้ ซลลไ์ ดน้ ้อย
2.4 รเี ฟลก็ ซ์เก่ียวกับการไอมีน้อย และหายใจทางปากยังไม่ได้
วตั ถปุ ระสงค์ของการพยาบาล
เพือ่ ให้ทารกได้รบั ออกซิเจนอยา่ งเพยี งพอ
การพยาบาล
1. ดแู ลให้ทารกนอนทา่ คว่า เพราะทาให้ความอิ่มตัวของออกซเิ จนในเลือดของทารกเพ่ิมขึน้ อัตรา

การหายใจลดลง แบบแผนการนอนหลับดีขึ้น ลดความรุนแรงของการเกิด Gastroeso-phageal reflux
(Picheansathian, Woragidpoonpol, & Baosoung, 2007)

2. ถ้าทารกนอนหงาย จัดให้ศีรษะอยู่ก่ึงกลางของลาตัว คอแหงนเล็กน้อย หลีก เล่ียงการจัดท่า
ของทารกโดยแหงนคอมากเกินไป (Hyperextension) เพราะจะทาให้เสน้ ผ่าศูนย์ กลางของ Trachea มีขนาดเล็ก
ลง

3. ประเมินภาวะหายใจลาบาก เช่น ปีกจมกู บาน (Nasal flaring) หายใจมี Sternal retraction
หยดุ หายใจ เป็นตน้

4. ดูดเสมหะเม่ือประเมินว่าพบทางเดินหายใจของทารกมีเสมหะ หลีกเลี่ยง Routine suction
เพราะจะทาให้เกิดหลอดลมเกร็ง (Bronchospasm) ขาดออกซิเจน และความดันในกะโหลกศีรษะสูง (Increased
intracranial pressure) ซึ่งอาจทาให้ทารกเกิดเลอื ดออกในสมองได้

5. หลีกเลี่ยงการจัดท่าศีรษะต่ากว่าลาตัว (Trendelenburg position) เพราะจะทาให้เกิดความ
ดันในกะโหลกศรี ษะสูงได้ และความจขุ องปอดลดลงจากแรงโน้มถ่วงดึงรั้ง Diaphragm ไว้

6. ดูแลให้ทารกได้รับออกซิเจนตามแผนการรักษา ติดตามประเมินระดับความอิ่มตัวของ
ออกซเิ จนในเลอื ด (O2 saturation)

7. ดแู ลให้ความอบอนุ่ แกท่ ารก ปอ้ งกนั ภาวะ Cold stress
8. ให้ทารกได้พัก หลกี เลี่ยงการจับต้องที่เกินความจาเป็น (Over handling) เพราะจะทาใหอ้ ัตรา
การเผาผลาญของรา่ งกายสูงขนึ้ สง่ ผลให้ทารกตอ้ งการใช้ออกซเิ จนมากขน้ึ โดยไมจ่ าเป็น

3. เสย่ี งต่อการตดิ เชอื้ เนือ่ งจากการสร้างภูมติ า้ นทานโรคยังไมส่ มบูรณ์
ข้อมูลสนับสนนุ
3.1 การสร้าง IgM ยังไมส่ มบรู ณ์ ไดร้ ับ IgG จากมารดาขณะอยู่ในครรภน์ ้อย

246

3.2 เม็ดเลอื ดขาวมีนอ้ ย จึงทาใหห้ นา้ ทใี่ นการกาจัดเชือ้ โรค (Phagocytosis) ไม่สมบูรณ์
3.3 ผิวหนังและเย่ือบุปกป้องการติดเชื้อได้น้อยเน่ืองจากผิวหนังของทารกเกิดก่อนกาหนด
เปราะบาง Epidermis และ Dermis ยึดกนั อยา่ งหลวมๆ จึงถกู ทาลายได้งา่ ย
วัตถปุ ระสงค์ของการพยาบาล
เพอ่ื ปอ้ งกันการตดิ เช้อื ในร่างกาย
การพยาบาล
1. บุคลากรตอ้ งล้างมือให้สะอาดก่อนและหลงั ให้การพยาบาลทุกคร้งั
2. ดูแลอุปกรณ์เครอ่ื งใชท้ ใ่ี ชก้ บั ทารกใหส้ ะอาดหรอื ผ่านการทาลายเช้ือโรค
3. บคุ ลากรทตี่ ดิ เช้อื ทางเดนิ หายใจ ทางเดนิ อาหารหรอื ทางผิวหนงั ควรงดใหก้ ารดแู ลทารก
4. แยกทารกไว้ในตู้อบ รวมทงั้ แยกของใชป้ ระจาด้วย
5. ประเมินอาการติดเชื้อ เช่น ซึม มีไข้ สารอกนม โดยเฉพาะในทารกท่ีมีภาวะเส่ียงต่อการติด
เช้ือ เช่น ทารกท่ีได้รับการช่วยเหลือฟ้ืนคืนชีพ (CPR) มารดาท่ีมีถุงน้าคร่าแตกก่อนกาหนดคลอดในสถานที่ไม่
สะอาด เป็นตน้
6. เก็บส่ิงสง่ ตรวจตา่ งๆ เพอื่ เพาะเชอ้ื (septic work up)
7. ดูแลให้ทารกได้รับยาปฏิชวี นะตามแผนการรกั ษา
4. เสยี่ งต่อการสารน้าสารอาหารไมเ่ พียงพอ เนอื่ งจากมารดาไมม่ ีน้านม และขาดความเข้าใจในการ
เล้ียงลูกดว้ ยนมมารดา
ขอ้ มลู สนบั สนุน
4.1 นา้ นมมารดายงั ไม่มา
4.2 มารดาขาดความรูก้ ารเล้ียงลกู ด้วยนมมารดา
วตั ถปุ ระสงค์ของการพยาบาล
ทารกได้รับอาหารอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และมีน้าหนักเพิ่มขึ้น 20 – 30 กรัม/
วัน
การพยาบาล
1. ดูแลให้กระตุ้นดูดนมต้ังแตแ่ รกเกิด ( ภายใน 30 นาที แรกเกิด)
2. สังเกตอาการของความสามารถในการรับนมของทารกลดลง (Feeding intolerance) เช่น
Bowel sound ลดลง Gastric content มมี าก ท้องอดื สารอกนมบ่อย ควรรายงานให้แพทยท์ ราบ และหาสาเหตุ
ตอ่ ไป

247

3. ส่งเสริมและให้กาลังใจแก่มารดาในการให้ลูกดูดนมจากเต้า เพื่อกระตุ้นการสร้างน้านมและให้
ทารกไดร้ บั นมมารดาอยา่ งเพียงพอ เพราะน้านมมารดามภี มู คิ มุ้ กนั โรคและสามารถปอ้ งกันโรค
Necrotizing enterocolitis

5. ช่งั น้าหนักทุกวัน ในสัปดาห์แรกทารกจะมี Physiological weight loss ประมาณ 10 – 20%
ของน้าหนักแรกเกิด หลงั จากนั้นถ้าได้รับสารอาหารเพียงพอ น้าหนักของทารกจะเพ่ิมข้ึนวันละประมาณ 20 – 30
กรมั

6. ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงภาวะท่ีจะทาให้ทารกมีการใช้พลังงานในร่างกายมากกวา่ ปกติ เช่น ภาวะ
อุณหภมู ิรา่ งกายต่ากวา่ ปกติ หายใจลาบาก ภาวะตดิ เชือ้ เป็นต้น

7. ตดิ ตามคา่ ระดบั น้าตาลในพลาสม่าต่ากว่า 40 mg% (เกรียงศกั ดิ์ จีระแพทย์, 2549)
5. เสี่ยงต่อการเกิดพัฒนาการไม่สมวัยเนื่องจากมารดาขาดความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริม
พฒั นาการบตุ ร

วัตถุประสงค์ของการพยาบาล
เพ่ือส่งเสรมิ พฒั นาการตามวัย
การพยาบาล
1. ประเมนิ ความรู้ความเข้าใจของมารดาในเร่อื งการดแู ล ส่งเสริมพฒั นาการบุตร
2. ใหค้ าแนะนาให้ส่งเสริมพฒั นาการตามวยั
พยาบาลทารกแรกเกิดและทารกจาเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับทารก และสามารถให้การ
พยาบาลทารกและครอบครัวไดอ้ ยา่ งเหมาะสม การให้การดแู ลทารกแรกเกิดและทารกเพอ่ื สง่ เสรมิ
การเจริญเติบโตและพัฒนาการให้ก้าวไปอย่างสมบูรณ์ในช่วงขวบปีแรกของชีวิต จะเป็นพ้ืนฐานการพัฒนาเด็กใน
ระยะต่อๆไป ด่ังคากล่าวท่ีวา่ “หนึ่งขวบแรกของชีวิต เปรียบได้กับฐานรากทองแห่งการเรียนรู้” หวงั เป็นอย่างย่งิ ว่า
ทารกวันนจี้ ะเติบใหญเ่ ป็นผใู้ หญ่ที่เข้มแข็ง นาพาประเทศสู่ความมั่นคง ม่งั คงั่ และย่ังยืนในอนาคต
ใบงานกิจกรรมการเรียน หน่วย 7.1 วัยทารก
กิจกกรมการเรยี น วเิ คราะห์ปญั หาและการพยาบาลกรณีศึกษา
-กาหนดให้นักศึกษา นาเสนอผลการค้นคว้างานวิจัย โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มค้นคว้าบทความ
วจิ ัยภาษาไทย 1 เร่ือง และภาษาอังกฤษ 1 เรอ่ื ง ตามประเดน็ ท่ีมอบหมายในใบงาน ดงั น้ี
กล่มุ ที่ 1 สถิติการเล้ียงลกู วัยทารกดว้ ยนมมารดาในประเทศไทย
กลมุ่ ท่ี 2 ปญั หาและอุปสรรคในการสง่ เสริมการเล้ยี งลกู วัยทารกดว้ ยนมมารดา
กลมุ่ ท่ี 3 ปัจจยั ท่มี ีผลต่อการสง่ เสริมการเลีย้ งลกู วยั ทารกด้วยนมมารดา
กลุม่ ท่ี 4 แนวทางการแกไ้ ขปัญหาเพ่อื สง่ เสริมใหม้ ารดาเล้ียงลกู วัยทารกดว้ ยนมมารดาได้สาเรจ็

248

เอกสารอ้างองิ
เกรียงศกั ด์ิ จีระแพทย์ (2558). ภาวะปรกติและผดิ ปกตทิ ่พี บบ่อยในทารกแรกเกดิ . กรุงเทพฯ:ดา่ นสทุ ธา

การพิมพ์.
เกรยี งศกั ด์ิ จีระแพทย์ และวีณา จรี ะแพทย์ (2554). การประเมนิ สุขภาพทารกแรกเกิด. กรงุ เทพฯ:ด่านสุทธา

การพมิ พ์.
ชมรมเวชศาสตรท์ ารกแรกเกิดแหง่ ประเทศไทย. (2561). คู่มอื การดแู ลทารกแรกเกดิ 1. กรุงเทพฯ
ทพิ วรรณ หรรษคณุ าชยั และคณะ. (บรรณาธิการ). (2554). ตาราพฒั นาการและพฤตกิ รรมเด็ก สาหรบั เวช

ปฏิบัติท่ัวไป. กรงุ เทพฯ: บยี อนด์ เอน็ เทอรไ์ พรซ์ จากัด.
พรทิพย์ ศริ ิบรู ณพ์ ิพัฒนา. (บรรณาธกิ าร). (2558). การพยาบาลเด็ก เล่ม 1 ฉบบั ปรบั ปรุง.พิมพ์ครงั้ ท่ี 3.

นนทบรุ ี: โครงการสวัสดกิ ารวิชาการ สถาบันพระบรมราชชนก.
พิมพาภรณ์ กลั่นกล่นิ . (2555). การสร้างเสริมสขุ ภาพเดก็ ทกุ ชว่ งวัย. ขอนแกน่ : โรงพิมพ์คลงั นานา

วิทยา.
รงุ้ ตะวนั ช้อยจอหอ, เยาวลักษณ์ เสรีเสถียร, & ปทั มา บญุ ทบั . (2558). การศึกษาเปรียบเทียบวธิ กี าร

ป้องกนั การสุญเสียความรอ้ นในทารกแรกเกิดครบกาหนด. วารสารวิทยาลยั พยาบาลบรมราช
ชนนี กรงุ เทพ, 31(2), 92-105.
วีณา จีระแพทย์ และ เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์. (2550). Patient safety in neonate practice ใน สุนทร ฮ้อ
เผ่าพันธ์ุ (บรรณาธิการ), Neonatology, 2007 (หนา้ 1 – 11). กรงุ เทพฯ : ธนาเพรส.

สชุ าดา ธนะพงค์พร. (2557). ตวั เหลอื งในทารกแรกเกดิ : การพยาบาล. วารสารวิชาการมหาวิทยาลยั
อสี เทริ ์นเอเชีย ฉบบั วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี, 8(2), 63-73.

เอื้ออารยี ์ สมุดจาง. (2559). แนวปฏบิ ัติการดแู ลทารกแรกเกิดเพ่อื ปอ้ งกันภาวะอุณหภมู ิกายต่า. วารสาร
เครือขา่ ยวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสขุ ภาคใต้, 3(1), 60-76.

Gomella, T.L., Cunningham, M.D., & Eyal, F.G.. (2013) Neonatology: Management, Procedure, On-
call Problems, Disease , and Drugs. Mc Graw Hill.
Susan, S.R. (2009). Maternity and Pediatric Nursing. Philadelphia: Lippincott Williams

and Wilkins.
Keyle, T. & Carman, S, (2013) Pediatric Nursing Clinical Guide. Philadelphia: Lippincott

Williams and Wilkins.

249

หน่วยท่ี 7.2 การสรา้ งเสรมิ สุขภาพเด็กแบบองคร์ วม: วยั เดิน

ผศ. แกว้ กาญจน์ เสือรัมย์
ตอนที่ 7.2.1 ธรรมชาติของเดก็ วยั เดนิ

วัยเดิน หรือวัยหัดเดิน หรือวัยเตาะแตะ เป็นวัยท่ีเด็กมีอายุระหว่าง 1-3 ปี เด็กวัยน้ีจะมีอัตราการ
เจริญเติบโตลดลงเม่ือเปรียบเทียบกับวัยทารก แต่มีการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเน้ือและกระดูก จึงพัฒนาด้าน
การเคล่ือนไหวได้คล่องแคล่วข้ึน ไม่อยู่น่ิงและซุกซน รวมถึงการทางานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่มีก าร
ประสานงานมากขึ้น ทาให้เด็กพัฒนาทักษะใหม่ๆเพ่ิมขึ้น วัยน้ียังเป็นวัยท่ีชอบสารวจสิ่งต่างๆรอบตัว พัฒนา
ความรู้สึกเป็นอิสระจากการท่ีต้องพึ่งพาผู้อ่ืนมาเปน็ การช่วยเหลือตนเอง สามารถแยกตนเองจากมารดาและผูอ้ ่ืนได้
เร่ิมควบคุมตนเอง ต้องการทาสิ่งต่างๆด้วยตนเอง จึงแสดงพฤติกรรมต่อต้านปฏิเสธ จนได้สมญานามว่า “วัยช่าง
ปฏิเสธ” (Negativistic period) และหัวด้ือ มักกระทาตรงข้ามกับส่ิงท่ีบอก เจ้าอารมณ์เอาแต่ใจตนเอง แต่มี
ความสามารถใช้ภาษาในการติดต่อกับบุคคลอื่นเพ่ิมมากข้ึน (พัชรี วรกิจพูนผล, 2555; พรทิพย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา
& ศรสี ุดา เอกลัคนารตั น,์ 2555)

ภาพท่ี 1 แสดงเด็กวยั เดิน ท่ีมา: ภาพถ่ายเมอื่ 16 เมษายน 2563
ตอนที่ 7.2.2 การเจรญิ เติบโต และพฒั นาการของเดก็ วยั เดิน

7.2.2.1 การเจริญเติบโตของเดก็ วยั เดนิ
การเจริญเติบโตของวัยเดินมีอัตราลดลงเม่ือเปรียบเทียบกับวัยทารก โดยประเมินจากน้าหนัก

ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ เส้นรอบอก อัตราส่วนระหว่างช่วงตัวส่วนบนกับช่วงตัวส่วนล่าง (upper: lower ratio)
ความยาวของช่วงแขน (arm span) อายุกระดูก และการข้ึนของฟัน แต่การประเมินจากอัตราส่วนระหว่างช่วงตัว
ส่วนบนกับช่วงตัวส่วนล่าง (upper: lower ratio) ความยาวของช่วงแขน (arm span) และอายุกระดูกจะเป็นการ
วัดเพ่ิมเติมเพื่อประเมินปัญหาการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งต้องอาศัยรายละเอียดมาก และบางเร่ืองต้องทาใน
ห้องปฏิบัติการ จึงไม่สะดวกในการปฏิบัติ และการขึ้นของฟันเป็นการบอกอายุกระดูกทางอ้อม แต่มีความแตกต่าง
ในเด็กแต่ละคนมาก รวมถึงมักไม่สัมพันธ์กับการเจริญเติบโตและใช้ประโยชน์ได้น้อย จึงไม่นิยมใช้ในการประเมิน

250

การเจรญิ เติบโต (บานช่ืน เบญจสวุ รรณเทพ, 2555) ในท่ีน้ีจึงจะกล่าวถงึ เฉพาะน้าหนัก ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ และ
เสน้ รอบอก เท่านนั้

1) น้าหนัก จะเพ่ิมเป็น 3 เท่าของน้าหนักแรกเกิดเมื่ออายุ 1 ปี เป็น 4 เท่าของน้าหนักแรกเกิด
เมือ่ อายุ 2 ปี (บานช่นื เบญจสุวรรณเทพ, 2555) และเพิ่ม 2.3-2.5 กิโลกรมั /ปี เม่ืออายุ 2–5 ปี (จันทฑ์ ิตา พฤกษา
นานนท,์ 2554) ซ่งึ มสี ูตรคานวณนา้ หนักจากอายุในช่วงวัยเดนิ ถึงวัยกอ่ นเรียน คอื อายุ 1-6 ปี น้าหนัก (กิโลกรัม)

= (อายุ (ปี) X 2) + 8
2) ส่วนสูงหรือความยาว ในเด็กอายตุ ่ากว่า 2 ปีควรวดั ความยาวในท่านอน ถ้าอายุมากกว่า 3 ปี

จะวัดความสูงในท่ายืนตรง เมื่ออายุ 1 ปสี ่วนสูงของเด็กวัยเดินจะเพ่ิมเป็น 1.5 เท่าของส่วนสูงเมื่อแรกเกิด คือเฉล่ีย
75 เซนติเมตร (โดยคิดจากส่วนสงู เฉล่ียเมือ่ แรกเกิด 50 เซนติเมตร) อายุ 1-3 ปี ส่วนสูงเพิม่ ขึ้นเฉลี่ย 7.5 เซนตเิ มตร
ต่อปี (บานชื่น เบญจสุวรรณเทพ, 2555) หรือความสูงเพ่ิมข้ึนเฉลี่ย 1 เซนติเมตรต่อเดือนในช่วงอายุ 1-3 ปี (มาลี
วิทยาธรรัตน,์ พัชรี ใจการณุ , 2555) หรอื เดก็ อายุ 2-5 ปี ความสงู ควรเพิ่มข้ึนประมาณ 6-8 เซนติเมตรต่อปี (จันท์ฑิ
ตา พฤกษานานนท์, 2554) และมีสูตรคานวณส่วนสงู จากอายุในชว่ งวัยเดินถงึ วยั เรียน คอื

อายุ 2-12 ปี ความสูง (เซนติเมตร) = (อายุ (ป)ี X 2) + 77
3) เส้นรอบศีรษะ มีความสาคัญในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี เพราะเป็นส่ิงที่บอกถึงการเจริญเติบโต

ของสมองทางอ้อม โดยเส้นรอบศีรษะในเด็กแรกเกิดจะประมาณ 35 ± 2 เซนติเมตร แล้วจะมีอัตราการเพ่ิมคือช่วง
6 เดือนแรกเพิ่มข้ึน 1.25 เซนติเมตรต่อเดือน ช่วง 6 เดือนหลังเพิ่มข้ึน 0.5 เซนติเมตรต่อเดือน (มาลี วิทยาธรรัตน์,
พัชรี ใจการุณ, 2555) ขวบปีท่ี 2 จะเพ่ิมข้ึน 2-3 เซนติเมตร และขวบปีที่ 3 จะเพ่ิม 0.5-2 เซนติเมตร (บานชื่น
เบญจสวุ รรณเทพ, 2555)

4) เส้นรอบอก ใช้สาหรับประเมินสัดส่วนการเจริญเติบโตของสมองกับลาตัว ในเด็กอายุน้อยกว่า
5 ปี ดังน้ันจึงต้องเปรียบเทียบกับเส้นรอบศีรษะ ในเด็กแรกเกิดเส้นรอบศีรษะจะมากกว่าเส้นรอบอกประมาณ 2
เซนติเมตร และจะเท่ากันเมื่ออายปุ ระมาณ 6-8 เดือน หลงั จากน้ันเส้นรอบอกจะมากกวา่ เส้นรอบศีรษะ (จันท์ฑิตา
พฤกษานานนท์, 2554; บานช่ืน เบญจสุวรรณเทพ, 2555; มาลี วิทยาธรรัตน์, พัชรี ใจการุณ, 2555) ดังน้ันในเด็ก
วยั เดินปกติเสน้ รอบอกควรจะมากกวา่ เส้นรอบศรี ษะ

7.2.2.2 พัฒนาการของเด็กวยั เดนิ
พัฒนาการของเด็กวัยเดิน ประกอบด้วยพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจอารมณ์ สังคม

และจติ วญิ ญาณ ดังน้ี
1 ) พั ฒ น าก ารด้ าน ร่างก าย (physical ห รือ psycho-motor development) เป็ น

ความสามารถของร่างกายในการทรงตัวในอิริยาบถต่างๆ และการเคล่ือนไหวโดยใช้กล้ามเน้ือมัดใหญ่ (gross
motor) การใช้สัมผัสรับรู้และการใช้ตาและมือประสานกันในการทากิจกรรมต่างๆ (fine motor adaptive) หรือ
การใช้กล้ามเน้อื มัดเล็ก เช่น การหยิบจบั ของ การขีดเขียน การปน้ั ประดษิ ฐ์ (นิตยา คชภักดี, 2551)

1.1 พัฒนาการด้านกล้ามเนือ้ มดั ใหญ่ เด็กวัยเดินจะมีลาตัวยาวแตแ่ ขนขา

251

สั้น และศีรษะค่อนข้างใหญ่ ทาให้การรบั น้าหนักและการทรงตัวไม่สมดุล การเดินจะมีลักษณะคล้ายเข่าชิด (Genu
varum) และเทา้ แบะ ลักษณะเช่นน้จี ะดีขึ้นเม่ือกระดูกและกล้ามเน้อื เจรญิ เติบโตและแข็งแรงข้ึน (พัชรี วรกจิ พูนผล
, 2555) โดยมากเด็กจะพัฒนาทักษะการเดินจากยืนเองและหัดเดินโดยเกาะยืน เกาะเดินเมื่ออายุ 9-10 เดือน เมื่อ
อายุ 12 เดือนจะสามารถเดินโดยจูงมือ 1 ข้าง เดินเองได้หลายก้าว ยืนเองได้ชั่วครู่ เมื่ออายุ 15 เดือนเดินเองได้
คลานขึ้นบันได ยืนก้มลงเก็บของแล้วลุกขนึ้ ไดโ้ ดยไมล่ ้ม เดินถอยหลงั อายุ 18 เดือน เดินคล่อง เร่ิมว่ิงแต่ยงั ไมค่ ลอ่ ง
จงึ หกล้มง่าย นั่งบนเก้าอ้ีเล็กได้ เดินข้ึนบันไดโดยเกาะราวบันไดไว้ 1 มือ เริ่มปีนป่าย สามารถพัฒนาทักษะการเดิน
ได้ดีในช่วงอายุ 18-24 เดือน โดยจะเดินและว่ิงได้ดีเม่ืออายุ 2 ปี ถ้าเด็กยังไม่สามารถเดินได้เองเมื่ออายุ 18 เดือน
ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเพราะอาจเป็นสัญญาณท่ีบ่งบอกถึงการขาดการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม หรืออาจเป็น
อาการเร่ิมต้นของปัญญาอ่อน เมื่ออายุ 2 ปี วิ่งได้คล่อง เดินขึ้นบันไดทีละข้ัน เปิดประตู ปีนป่ายเคร่ืองเรือน เตะลูก
บอลไปข้างหนา้ กระโดด 2 เทา้ อยู่กบั ที่ อายุ 2½ ปีขึ้นบันไดสลบั เท้าได้ อายุ 3 ปี จึงเดินคล่อง ทรงตวั ได้ดี กระโดด
และสามารถหยุดได้ทันที หมุนตัวกลับโดยไม่ล้ม ปั่นจักรยาน 3 ล้อ ยืนขาเดียวได้นาน 1 วินาที (ชาคริยา ธีรเนตร,
2553; ทพวรรณ หรรษคุณาชยั , 2555; บานช่นื เบญจสวุ รรณเทพ, 2555) ถอื วา่ เด็กวยั เดนิ มีพัฒนาการด้านการเดิน
ว่งิ ปนี ป่าย และกระโดดได้ดี (พชั รี วรกิจพูนผล, 2555)

1.2 พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเลก็ เดก็ วัยเดินจะมีทกั ษะการใชม้ ือเพิ่มขึน้ เมื่ออายุ 13-
14 เดือนโดยสามารถถือก้อนไม้บล็อกทั้ง 2 มือข้างละ 2 ก้อน ต่อก้อนไม้บล็อกได้ 2-3 ก้อนเมื่ออายุ 1½ ปี และ
สามารถจับถ้วยโดยใช้ 2 มือ ใช้ช้อนตักอาหารได้ จับปากกา ดินสอระบายสีได้แต่ยังไม่เป็นรูป พลิกหนังสือได้ทีละ
หลายหน้า อายุ 2 ปี สามารถขีดเขียนเป็นเส้น ลากเส้นแนวตรงและแนวด่ิงได้ วางก้อนไม้บล็อกซ้อนกัน 3-4 ช้ินได้
อายุ 3 ปี สามารถเขยี นรปู วงกลมตามแบบได้ ตอ่ กอ้ นไมบ้ ล็อกซ้อนกันได้ 7-8 ชนิ้ (พัชรี วรกิจพูนผล, 2555) เด็กวัย
เดินควรได้ฝึกการใช้มือเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการฝึกฝนการพัฒนากล้ามเน้ือมัดเล็ก เด็กที่ถนัดมือซ้าย พ่อแม่และ
ครไู มค่ วรฝนื ใจเด็ก เนื่องจากความถนัดซ้ายขวา เปน็ สง่ิ ทีไ่ ด้รับมาจากพันธุกรรมและการพัฒนาในครรภ์ ซึ่งยากทจี่ ะ
เปลี่ยนแปลงได้

2) พัฒนาการด้านสติปัญญา (Cognitive development) เป็นความสามารถด้านความเข้าใจ
เกี่ยวกับสิ่งรอบตัวและการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับปรากฏการณ์และสิ่งต่างๆ รู้คิด รู้เหตุผล ทาให้
สามารถปรับตัว สร้างทักษะใหม่เพิ่มขึ้นจากความเข้าใจและนาทักษะเดิมมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ยัง
รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ และสมาธิด้วย (บานช่ืน เบญจสุวรรณเทพ, 2555) พัฒนาการด้านสติปัญญาแสดงออก
ด้วยการใช้ภาษาสอื่ ความหมายและการกระทา (นิตยา คชภักด,ี 2551)

2.1 พฒั นาการทางความคดิ ตามทฤษฎีพฒั นาการดา้ นสติปัญญาของเพยี
เจต์ เด็กวัยเดินมีระดับพัฒนาการด้านสติปัญญาอยู่ใน 2 ข้ันย่อยสุดท้าย (ขั้นที่ 5, 6) ของระยะประสาทสัมผัส และ
การเคล่ือนไหว และอยู่ในเริ่มต้นของระยะพัฒนาการก่อนเกิดความคดิ อย่างมีเหตผุ ล (พิมพาภรณ์ กลน่ั กลิ่น, 2555)
กระบวนการทางดา้ นสตปิ ัญญาของเด็กวัยเดินพัฒนาเร็วมาก เร่มิ แก้ปัญหาด้วยการลองผดิ ลองถูก มีพัฒนาการของ
การใชส้ ัญลักษณ์แทนวัตถุ (symbolic functioning) คือ ความสามารถในการแยกแยะคาพูด ภาพ มโนภาพ ถ้าเอ่ย
ถึงวัตถุหรือส่ิงของ เช่น “ลูกฟุตบอล” เด็กจะคิดถึงภาพลูกฟุตบอลในความคิดแทนภาพที่เห็นจริง (มาลี วิทยาธร

252

รัตน์, พัชรี ใจการุณ, 2555) แต่ยังมีความคิดท่ีเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง (egocentrism) คิดว่าทุกสิ่งในโลกมีชีวิต
(animism) จึงเป็นความคดิ ท่ียังไม่สมเหตสุ มผล

เม่ือแยกความคิดของเด็กวัยเดินในแต่ละช่วงอายุ เร่ิมจากอายุ 1-1½ ปี ซึ่งเป็นช่วงท่ีเด็กประสบ
ความสาเร็จในการใช้ขาเดินเอง ทาให้สามารถค้นหาสภาพแวดล้อมต่างๆรอบตัวได้กว้างไกลขึ้น เด็กจึงมีความ
กระตือรือร้นในการสารวจสิ่งแวดล้อมใหม่ๆโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ การมองดู การสัมผัส การชิมรส การได้
ยิน การดมกล่ิน และการเคลื่อนไหว เพ่ือให้รู้ถึงวัตถุและส่ิงของรอบตัว และเด็กจะเริ่มทดสอบส่ิงต่างๆ ว่าการ
กระทาของตนมีผลต่อสภาพแวดล้อมอย่างไร จะพยายามทาพฤติกรรมต่างๆซ้าแล้วซ้าอีกในลักษณะลองผิดลองถูก
เพ่ือดูผลท่ีเกิดขน้ึ เริ่มรู้จกั แก้ปัญหาโดยใช้วตั ถุหรือคนอื่นเป็นเคร่ืองมือ (tertiary circular reaction) เชน่ ใช้ไม้เขี่ย
ของที่อยู่ไกลเกินเอ้ือม โยนของให้ตกลงมาเพื่อดูว่าผู้ใหญ่จะทาอย่างไรกับของท่ีตกนั้น หรือการกรีดร้องเพือ่ ให้ได้ส่ิง
ที่ต้องการและเพ่ือดูผลการกระทาของตน ถ้าผลการกระทานั้นเป็นที่พอใจหรือทาให้ได้สิ่งที่ต้องการ เด็กก็จะทา
พฤติกรรมนั้นอีก แต่ถ้าผลการกระทาไม่เป็นท่ีพอใจเด็กจะหยุดพฤติกรรมน้ัน และอาจหาวิธีใหม่เพ่ือให้ได้ผลท่ี
ต้องการ ระยะนี้เป็นระยะสารวจและทดสอบสิ่งต่างๆในสภาพแวดล้อม หรือแม่แต่บุคคลใกล้ชิดเพ่ือดูว่าตนมี
อิทธพิ ลตอ่ ส่งิ ดงั กล่าวอยา่ งไร (นิตยา คชภกั ด,ี 2554)

ช่วงอายุ 1½ -2 ปี เด็กเริ่มรู้จักคิดโดยมีการวางแผนหรือทดลองกระทาในความคิดก่อนท่ีจะมีการลงมือ
กระทาจริง โดยคิดถึงประสบการณ์เดิมและเลือกวิธีการก่อนแล้วจึงลงมือกระทา จึงเป็นการแก้ปัญหาอย่างมีแบบ
แผนและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซ่ึงต่างกับในระยะอายุ 1-1½ ปี ที่การทดลองกระทาจะเป็นการลองผิดลองถูกเพ่ือหา
ผลกรกระทาโดยไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้า ส่วนช่วงอายุ 2-4 ปี ถือเป็นช่วงต้นของการคิดอย่างใช้เหตุผลท่ียังไม่สมบูรณ์
(pre-operational period) ความคิดของเด็กวัยนี้ทุกอย่างข้ึนอยู่กับสิ่งที่เด็กเห็น ประสาทสัมผัสและตีความตาม
ประสา ดังนั้นอาจคลาดเคล่ือนได้ เช่น เรียกสัตว์ 4 เท้าทุกชนิดว่า “แมว” เพราะจาได้ว่าคล้ายกับแมวที่บ้านท่ีเคย
รู้จัก แต่ต่อมาเม่ือได้เห็น ได้ยินหลากหลายเด็กจะพัฒนาความคิดความเข้าใจมากข้ึน สามารถแยกแยะความ
แตกต่างของส่ิงของต่างๆได้ จัดกลุ่มของสัตว์และรูปทรง (นิตยา คชภักดี, 2554) เด็กช่วงอายุน้ียังมีความเช่ือว่าทุก
อย่างมีชีวิต (animism) มีความรู้สกึ แม้ว่าท่ีจริงเป็นส่ิงไม่มีชีวิต เช่น ตุ๊กตาหรือพระจันทร์เดนิ ได้ สตั ว์พูดได้ (นิตยา
คชภักดี, 2554) นอกจากน้ียังเชื่อมโยงปรากฏการณ์ 2 อย่างท่ีเกิดขึ้นพร้อมกันมาเป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน เช่น ใส่
เสอ้ื สีแดงแล้วหกลม้ เด็กจะคิดว่าทหี่ กลม้ เพราะใส่เสอื้ สแี ดง จึงไม่ยอมใสเ่ สื้อสีแดงตามทมี่ ารดาเตรียมให้ (นิตยา คช
ภักดี, 2554) รวมถึงมีความคิดที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) และคิดว่าคนอื่นจะต้องคิดและเห็นอย่าง
ที่ตนเป็นอยู่ ยังไมส่ ามารถเข้าใจความคิดเหน็ หรือมุมมองของคนอื่นได้ เช่น ถ้ามีรูปทรง 3 ด้านใหเ้ ดก็ ดูและถามเด็ก
ว่า เด็กคนอื่นๆ จะเห็นรูปทรงอย่างไรถ้ามองดูอีกด้าน เด็กจะอธิบายไม่ได้แต่จะอธิบายตามที่ตนมองเห็นเท่าน้ัน
หรือเมื่อเด็กปิดตาเด็กจะคิดว่า ถ้าเด็กมองไม่เห็น คนอ่ืนก็จะมองไม่เห็นเช่นกัน และมีความคิดว่าสิ่งต่างๆเกิดข้ึนใน
เวลาใกล้เคียงเป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน (บานชื่น เบญจสุวรรณเทพ, 2555) เด็กวัยน้ีมีความสามารถในการใช้
สัญลกั ษณ์ เชน่ เดก็ นากอ้ นไมส้ เ่ี หลีย่ มมาเรยี งต่อกนั และผลกั ใหแ้ ล่นพร้อมกบั สง่ เสียงเปน็ รถไฟ

ส่วนพัฒนาการด้านความคิดรวบยอดของเด็กวัยเดินเก่ียวกับเวลา เด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจแนวคิดเรื่อง
เวลา คือ ไม่เข้าใจเวลา เช้า สาย บ่าย เย็น หรือ 8.00 น. 16.00 น. เด็กจะเข้าใจเร่ืองเวลาตามที่ตนมองเห็นได้

253

ชัดเจน ซ่ึงเก่ียวกับธุระส่วนตัวของเขา เช่น การกิน การนอน การเล่น และการแต่งตัว ส่วนเร่ืองจานวน เด็กอายุ 2
– 3 ขวบ เข้าใจสิ่งของหรือวัตถุท่ีมีจานวน “มากกว่า หรือน้อยกว่า” “ใหญ่กว่า หรือเล็กกว่า” แต่ไม่เข้าใจจานวน
กลาง ๆ ระหว่างจานวนเหล่านั้น นอกจากน้ีเด็กยังรับรู้ว่าจานวนใดก็ตามที่มากกว่า “หน่ึง” เขามักจะบอกเป็น
“สอง” เสมอไปโดยไม่คานึงถงึ จานวนทแี่ ท้จริง (แกว้ กาญจน์ เสอื รมั ย์, นันท์นรนิ ฑฆี วิวรรธน์, 2555)

2.2 พฒั นาการด้านภาษาและการส่ือความหมาย (language and
communication development) หมายถึง การเปล่ียนแปลงของความสามารถเก่ียวกับการติดต่อระหว่างบุคคล
กับผู้อื่นโดยผ่านกระบวนการรบั รู้ แปลความหมาย ตัดสินใจ และแสดงออกซ่ึงอาจเป็นภาษาพูด เขียน หรือท่าทาง
ความสามารถด้านนี้มคี วามสาคัญตอ่ การดารงชีวติ ของคน เพราะเป็นเคร่อื งมือช่วยใหเ้ กิดการเรยี นรู้ การแสดงออก
ถึงความคิด ความรู้สึกและความต้องการของตน ตลอดจนการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ถือว่าเป็นการแสดงออกถึง
ความสามารถทางสติปัญญาของบุคคล (นิตยา คชภักดี, 2551) การรับรู้ภาษาและการพูดข้ึนอยู่กับวุฒิภาวะของ
สมอง การพัฒนาของสมองในส่วนที่เก่ียวข้องกับภาษาและการพูดคือเปลือกสมองด้านข้างเหนือกกหู (angular
gyrus and Broca area) ระหว่างอายุครรภ์ 8 เดือนถึง 6-7 ปี สูงสุดช่วงอายุ 5-24 เดือน ซ่ึงถือเป็น “ช่วงเวลา
พเิ ศษที่อ่อนไหว” หรือ “หน้าตา่ งของโอกาส” ที่ช่วยให้เด็กเรียนร้แู ละพัฒนาภาษาและการพดู ได้ดีทส่ี ุด (นิตยา คช
ภักดี, 2554) นอกจากนี้การรับรู้ภาษาและการพูดยังข้ึนอยู่กับความพร้อมของอวัยวะท่ีใช้สาหรับพูด รวมถึง
สิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นและเอื้ออานวยให้เด็กพูดซ่ึงถือเป็นสิ่งท่ีสาคัญมาก เด็กวัยเดินจะมีการพัฒนาด้านภาษาได้เร็ว
ท้ังจานวนคาที่พูด และความเข้าใจในคาหรือประโยคท่ีพูด จึงสามารถใช้ภาษาพูดเป็นการแสดงออกเพ่ือส่ือ
ความหมายมากกว่าการใช้ท่าทาง คาพูดแรกท่ีมีความหมายมักเกิดข้ึนระหว่างอายุ 9-15 เดือน เด็กจะเรียนรู้
คาศัพท์โดยเร่ิมจากคานาม ไปเป็นกริยา เป็นคุณศัพท์ และวเิ ศษณ์จากคาเดียวในขวบปีแรกเป็น 2 คาติดกันในขวบ
ปีที่ 2 เป็นวลแี ละประโยคสนั้ ๆเก่ยี วกบั ส่ิงท่ีตนประสบมาในช่วง 3-4 ปี (นิตยา คชภกั ดี, 2551) เมื่อแยกพัฒนาการ
ทางภาษาและการสื่อความหมายตามอายุของเด็กช่วงวัยเดินท่ีต่อเนื่องมาจากวัยทารก คือ อายุ 10-12 เดือนเด็ก
เร่มิ เข้าใจคาพูดและเร่มิ เรียก “พ่อ” “แม่” รู้จักคาสงั่ งา่ ยๆ (ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย, 2555) อายุ 13-15 เดือน พูด
เป็นคาเด่ียวที่มีความหมาย 4-6 คา หรือพูดเป็นประโยคสั้นๆท่ีมีคาเพียง 2 คาได้ เข้าใจคาสั่งง่ายๆ และภาษา
ท่าทางมากข้ึน ตอบสนองต่อเสียงเรียกช่ือตนเอง และรู้จักช่ือสมาชิกในบ้าน (บานช่ืน เบญจสุวรรณเทพ, 2555)
อายุ 18 เดือน รู้จักคามากข้ึนจึงพูดเป็นคาเด่ียวที่มีความหมาย 10-15 คา พูดได้ชัดข้ึน ใช้กิริยาท่าทางประกอบ
คาพูด นอกจากนี้ยังสามารถบอกชอื่ รูปภาพ ชี้ส่วนต่างๆบนใบหน้าได้ (บานชื่น เบญจสุวรรณเทพ, 2555) อายุ 2 ปี
พดู เป็นประโยคท่ีมคี า 2-3 คาได้ โดยลกั ษณะวลีท่ีพูดมักสัมพันธ์กับเหตุการณ์ทเ่ี กดิ ข้นึ ในปจั จุบนั และอธิบายถงึ การ
กระทา ความต้องการ และความเป็นเจ้าของ ยังเป็นประโยคท่ไี ม่สมบูรณ์ แต่คาพดู สว่ นใหญ่เข้าใจได้ เชน่ แม่ไป เอา
นา้ นอกจากน้ียังบอกช่ือของท่ีคุ้นเคยและบอกช่ือตนเองได้ รู้จักใช้สรรพนาม เริ่มชอบฟังนิทาน อายุ 3 ปี เด็กจะใช้
คาศัพท์ได้เกือบ 1,000 คา ร้องเพลงบางท่อนได้ ชอบดูภาพในหนังสือ ชอบฟังบทกลอน บอกเพศตนเองได้ พูดคุย
ด้วยวลีหรือประโยคสั้นๆเกี่ยวกับส่ิงท่ีตนประสบมาให้ผู้อื่นฟังเข้าใจได้ร้อยละ 75-90 (บานชื่น เบญจสุวรรณเทพ,
2555) เข้าใจคาสั่งยาวๆท่ีมากกว่า 1 ขั้นตอนได้ เข้าใจบุพบทง่ายๆ เช่น ข้างบน ข้างล่าง สามารถแยกวัตถุที่
เหมือนกนั ในภาพได้ รจู้ ักความแตกต่างระหว่างผู้ชาย-ผหู้ ญงิ (วรดนู จรี ะเดชากุล, 2551)

254

3) พัฒนาการด้านจติ ใจอารมณ์ (Emotional development) เป็นความสามารถของบุคคลใน
การเข้าใจตนเอง เข้าใจอารมณ์ตนเอง และสามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ (บานช่ืน เบญจสุวรรณเทพ,
2555) หมายถงึ เด็กสามารถแสดงความอารมณ์หรอื ความรูส้ ึกต่างๆ เช่น พอใจ ไม่พอใจ รัก ชอบ โกรธ เกลียด กลัว
เป็นสุข ด้วยท่าทาง สีหน้า พฤติกรรม การพูด การเขียน การวาด และสามารถควบคุมการแสดงออกของอารมณ์
อย่างเหมาะสมเม่ือเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการสร้างความรู้สึกที่ดีและนับถือตนเอง (นิตยา คชภักดี,
2551) ซ่งึ เด็กวยั เดินแสดงอารมณ์ได้หลายอย่าง เช่น รัก มีความสุข โกรธ ผิดหวัง ก้าวร้าว อิจฉา และอารมณ์เมื่อมี
ทักษะทางสังคม เช่น การแบ่งปัน การให้ และการได้รับความรัก (Burns et al, 2009) แต่การแสดงออกทาง
อารมณ์จะออกทางพฤติกรรมมากกว่าคาพูด เน่ืองจากยังไม่สามารถสื่อสารหรือบอกความต้องการของตนเองด้วย
การพูดได้อย่างดีพอ เด็กจึงแสดงออกทางพฤติกรรมอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเกิดอารมณ์ใด การแสดงออกทางอารมณ์
ของเด็กวัยเดินจะรุนแรงมากกว่าวัยทารก เน่ืองจากยังไม่สามารถสื่อสารหรือบอกความต้องการของตนเองด้วยการ
พูดได้อย่างดีพอดังกล่าว รวมถึงความสามารถในการระงับและอดกล้ันยังไม่มีหรือมีน้อยและเด็กวัยน้ียังรู้สึกว่าตน
สามารถทากิจกรรมต่างๆได้มากกว่าที่พ่อแม่อนุญาตให้ทา และขัดขืนท่ีจะอยู่ในขอบเขตท่ีพ่อแม่วางไว้ ท้ังนี้เพราะ
อยู่ในวยั ช่างปฏเิ สธ นอกจากน้ียงั โกรธเม่ือไม่สามารถทาสิง่ ที่ตนคิดว่าจะทาสาเร็จ จึงรู้สกึ ไม่สมหวังและเกรี้ยวกราด
หรอื เน่อื งจากเดก็ เล่นนานและหักโหมจึงทาให้เหน่ือยเกินไป ดังน้ันการแสดงอารมณ์จะรุนแรงเมื่อเด็กถกู ขัดใจ โกรธ
เหน็ดเหนื่อย หรือง่วงนอน ในเวลาต่อมาเด็กจะรู้จักอารมณ์ตนเอง และเรียนรู้ผู้อื่น ตลอดจนรู้จักแสดงออกและ
ควบคุมความรู้สกึ ให้แสดงออกอย่างเหมาะสมในกาลเทศะต่างกัน โดยอาศัยการขัดเกลาทางสงั คมจากพ่อแม่ คนใน
ครอบครัว ชุมชนและสื่อ (นิตยา คชภักดี, 2554) อย่างไรก็ตามพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กจะมั่นคงเพียงใด
ข้นึ อยู่กบั การอบรมเล้ยี งดเู ป็นสาคัญ อารมณข์ องเด็กในวยั นม้ี ดี งั น้ี

3.1 ความกลัว (Fear) ความกลัวเกิดจากความรู้สึกไม่ม่ันคงปลอดภัยเนื่องจาก
ความสามารถในการรับรู้ การจาแนกสิ่งต่างๆ สูงข้ึน สามารถมองเห็นและเข้าใจถึงอันตรายในสิ่งต่างๆ มากขึ้นกว่า
วยั ทารก นอกจากน้ีวยั นี้ยังเป็นวัยท่ีเริ่มมีจินตนาการ ความกลัวจึงเกิดจากการนึกคิดตามจินตนาการของตนเองอาจ
เกีย่ วกบั เหตุการณ์ที่เกิดขนึ้ ตามประสบการณ์ท่ีเด็กได้รับ และมักเลียนแบบความกลวั จากผใู้ หญ่ท่ีอยู่ใกล้ชิด การกลัว
ที่พบได้บ่อย เช่น ความมืด กลัวผี กลัวสัตวบ์ างชนิด กลัวส่ิงแปลกใหม่ กลัวการถูกท้ิงให้อยู่คนเดียว กลัวคนแปลก
หน้า (วรดนู จีระเดชากุล, 2551) ความกลัวในเด็กวัยน้ีมักแสดงออกทางพฤติกรรมโดยการร้องไห้ ว่ิงหนี หลบซ่อน
จับยึดผู้ดูแล แววตา และน้าเสียง หลีกเล่ียงสถานการณ์ท่ีทาให้ตกใจกลัว นอกจากน้ียังสามารถสังเกตว่าเด็กกลัวได้
จากการเปลย่ี นแปลงทางสรีรวิทยา เช่น การเปลี่ยนแปลงของผวิ หน้า หายใจเรว็ ขนึ้ ความกลัวในวยั น้ีถ้าไม่ได้รับการ
ดแู ลอย่างเหมาะสมจะทาใหเ้ ดก็ มีการแสดงออกท่ีไมเ่ หมาะสม มพี ฤตกิ รรมถดถอยและมีปัญหาในชวี ติ ประจาวนั ได้

3.2 ความโกรธ (Anger) เป็นอารมณ์ที่เกิดได้บ่อยในเด็กวัยนี้ เนื่องมาจากการพัฒนา
ความเป็นอิสระหรือเป็นตัวของตัวเอง เรียกร้องความต้องการของตนและความสนใจจากผู้ใหญ่ ต้องการควบคุม
สถานการณ์และเอาชนะเพ่ือให้ได้ในส่ิงท่ีต้องการ ดังน้ันเม่ือมีเหตุการณ์หรือสิ่งเร้าที่ทาให้เด็กตกอยู่ในความโกรธ
เช่น การถูกขัดใจ พยายามทาส่ิงใดแล้วไม่สามารถทาด้วยตนเองได้อย่างที่ใจต้องการเนื่องด้วยมีขีดจากัดเรื่อง
ความสามารถ หรือไม่ได้ทาสิ่งที่ตนเองต้องการ นอกจากนี้เด็กยังไม่สามารถพูดหรือบอกความต้องการ ความรู้สึก

255

ของตนเองได้ จึงเกิดความคับข้องใจในตนเองหรือกับบุคคลแวดล้อม ทาให้เด็กรู้สึกกระวนกระวายใจ ไม่สบายใจ
และเกิดความโกรธ ซึ่งสาเหตทุ ี่ทาใหเ้ ด็กวยั นี้มอี ารมณโ์ กรธที่สาคัญมี 3 ประการคือ จากข้อขดั แยง้ ในการฝึกสขุ นสิ ัย
ประจาวัน ขัดแย้งกับผู้มีอานาจ เช่น พ่อแม่ และสาเหตุจากการปรับตัวทางสังคม เช่นการปรับตัวกับเพ่ือน และ
ผู้ใหญ่ใกล้เคียง อารมณ์โกรธในเด็กวัยเดินจะแสดงออกมาในรูปของการร้องไห้ ทาร้ายร่างกาย ทาร้ายผู้อ่ืน ทาลาย
สิ่งของ ลงนอนดิ้นกับพื้น เกร็งตัว หรือทาตัวอ่อนปวกเปียก เมื่อเด็กมีอายุมากขึ้นการแสดงอารมณ์โกรธจะลด
น้อยลง เพราะเด็กเร่ิมรู้ว่าสังคมจะไม่ยอมรับการแสดงอารมณ์โกรธ หรือเด็กอาจมีความสามารถรับสภาพความคับ
ข้องใจโดยการแสดงพฤตกิ รรมอนื่ ๆนอกเหนอื จากการแสดงความโกรธ (พมิ พาภรณ์ กลัน่ กล่นิ , 2555)

3.3 ความอิจฉา (Jealousy) เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเม่ือเด็กรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่น
และขุน่ เคืองเม่อื รู้สึกว่าส่งิ ท่ีตนเองรักถูกแย่งชิงไป มักเกิดข้ึนเมื่อเด็กมีนอ้ งใหม่ หรอื มีสมาชิกครอบครัวอ่ืนเพิ่มข้ึนมา
แย่งความสนใจจากบิดามารดา หรืออาจอิจฉาเพื่อนท่ีเป็นท่ีรักของคุณครู การแสดงออกมีลักษณะเช่นเดียวกับ
อารมณ์โกรธแต่ค่อนขา้ งกา้ วร้าวกว่า เชน่ ทาร้าย ทาลายสง่ิ ของ บางคนมีพฤตกิ รรมเหมือนทารก เช่น ปัสสาวะรดที่
นอน ดูดนิ้ว แกล้งพูดไม่ชัด เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ เม่ือโตข้ึนอาจจะมีความรู้สึกมีปมด้อย ขี้ระแวงและ
อิจฉาผอู้ ื่น ทาให้เกิดผลเสยี ต่อสัมพนั ธภาพกบั ผู้อื่นได้ บิดามารดาจงึ ควรเตรียมเด็กเพ่ือให้พรอ้ มสากรับบทบาทการ
เป็นพเ่ี ม่ือกาลงั จะมสี มาชกิ ใหม่และหลังจากมนี ้องเกิดใหม่ (พชั รี วรกจิ พูนผล, 2555)

3.4 ความอยากรู้อยากเห็น (Curious) เด็กวัยน้ีมีความสงสัยใคร่รู้ในสิ่งต่างๆท่ีไม่เคย
เห็นไม่เคยรจู้ ักมาก่อน ชอบสารวจ ลูบคลาสิ่งตา่ งๆ ตอ่ มาจะชอบซักถามเพ่ือหาคาตอบจากส่งิ ที่อยากรู้ โดยคาถาม
มักจะออกมาในรูป อะไร ทาไม ของใคร มีจินตนาการเริ่มเรียนรู้ถึงเหตุผล พฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นได้แก่ การ
ซักถาม ร้ือค้น สารวจ หากผู้ปกครองเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ โดยการตอบคาถามอธิบายเหตุผลความเป็นมาให้
เข้าใจ จะช่วยพัฒนาเด็กให้เกดิ การเรยี นรู้ต่อไป แต่หากผู้ปกครองไม่เข้าใจ เบ่ือหรือทาโทษเด็กเมอื่ อยากรูอ้ ยากเห็น
จะทาให้เด็กขาดเหตผุ ล ขาดการอยากรูอ้ ยากเห็น อาจเปน็ คนเช่ือคนอืน่ ง่าย

3.5 ความรัก (Affective) เป็นอารมณ์แห่งความสุข เด็กจะแสดงความรักอย่างเปิดเผย
ต้องการเป็นท่ีรักของผู้ที่ใกล้ชิด และต้องการให้ผู้ที่ใกล้ชิดรักตน แสดงออกมาโดยการกอด หอมแก้ม เคล้าคลอ
หยอกล้ออยู่ใกล้ชิดกนั

3.6 ความสนุกสนาน ร่าเริงดีใจ (Joy) เป็นอารมณ์ที่เกิดจากความสุข หรือประสบ
ความสาเร็จในกิจกรรมต่างๆ เด็กวัยนี้จะมีอารมณ์สนุกสนานจากการได้เล่นกับผู้ใกล้ชิดหรือเด็กวัยเดียวกัน ทา
กิจกรรมได้เกินหน้าเด็กอ่ืนๆ หรือได้ชมส่ิงท่ีให้ความบันเทิง ความสนุกสนานแสดงออกด้วยการยิ้ม หัวเราะ ตบมือ
หรอื ส่งเสียงดังด้วยความดใี จ

4) พัฒนาการทางด้านสังคม (Social development) เป็นความสามารถในการสร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอ่ืน และการดารงตนในสังคม พัฒนาการทางสังคมยังครอบคลุมถึง
ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง และการปรับตัวในสังคม (นิตยา คชภักด,ี 2554) พัฒนาการทางสงั คมของเด็ก
วัยเดินต่อเน่ืองมาจากวัยทารกท่ีเด็กมีการสร้างความผูกพันกับมารดาและมีความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวจน
แยกคนคนุ้ เคยกับคนไม่ค้นุ เคยหรอื คนแปลกหน้าได้ เมือ่ เด็กเกิดความผูกพันที่ม่ันคงกับมารดาและผู้เลย้ี งดูจงึ มีความ
ม่ันใจ ทาให้สามารถแยกจากแม่หรือคนเลี้ยงดเู พ่ือสารวจสิง่ แวดล้อม เรยี นรู้ และสนุกกับการเลน่ ดว้ ยตนเอง จงึ เร่ิม

256

มีความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกครอบครัว และจะมีเพิ่มขึ้นเรอื่ ยๆจากการเล่นท่ีเด็กเล่นตามลาพังแล้วเปลี่ยนเป็น
ความสนใจผู้อ่ืนและเล่นร่วมกับคนอ่ืน สนใจการมีเพื่อนเล่นเมื่อเร่ิมขวบที่ 3 ทาให้เด็กเริ่มเรียนรู้การแบ่งปัน การ
ยอมรับการปฏิเสธจากเพื่อน การเอาแพ้เอาชนะ การยอมต่อกัน การแสดงความเห็นใจ เผื่อแผ่กัน นอกจากนี้การ
ฝึกหัดให้เด็กช่วยเหลือตนเองในเร่ืองการกิน การแต่งตัว การทาความสะอาด การมีส่วนช่วยเหลืองานบ้าน
เล็กๆน้อยๆจะทาให้เด็กเกิดความภูมิใจ มีความรู้สึกดีต่อตนเอง มองตนเองมีคุณค่า และสามารถพ่ึงพาตนเองได้ ซ่ึง
เป็นคุณสมบัติที่ดีที่จะทาให้เด็กสามารถอยู่ตามลาพังห่างจากพ่อแม่ได้ และสามารถอยู่กับผู้อื่นได้โดยไม่มีปัญหา
ต่อไป

พัฒนาการทางสงั คมของเด็กวยั เดินในระยะแรก การคบเพื่อนร่วมวัยยังไมร่ าบรื่นดีนัก เพราะยงั ตอ้ งการให้
ผู้อ่ืนสนใจตนมากกว่าสนใจคนอ่ืน (self-center) รวมท้ังเด็กยังไม่มีประสบการณ์การเข้าสังคมจึงไม่รู้จักการ
รอมชอม ไม่รู้จักการใหแ้ ละการรบั เด็กวยั นีจ้ ึงทะเลาะกนั บอ่ ยเม่ือรวมกลุ่ม แต่เมื่ออายุมากขนึ้ เด็กจะเร่ิมเรียนรู้และ
ปรับตัวเข้ากับเพ่ือนได้ดีข้ึน เด็กวัยเดินจะพัฒนาจากการเล่นคนเดียว (solitary play) เป็นการเล่นข้างๆเพ่ือน
(Parallel play) แต่แยกกันเล่น ต่างคนต่างเล่นโดยอิสระ (พิมพาภรณ์ กลั่นกลิ่น, 2555) ต่อมาจะดูเด็กอื่นๆเล่น
พยายามเข้าไปเล่นกับเดก็ อื่น เมื่ออายุ 3 ปี เด็กจะเร่ิมเลน่ ด้วยกนั เป็นกลุ่มกับเพื่อนท่ีตนชอบมักจะเปน็ เพศเดียวกัน
มากกวา่ ต่างเพศ จะเล่นกนั ไมน่ านเพราะมีเร่อื งขดั ใจกันเสมอ แตจ่ ะโกรธกันไมน่ านเดก็ ก็จะเลน่ ร่วมกนั ไดอ้ ีก

5) พัฒนาการด้านคุณธรรมหรือจิตวิญญาณ (Spiritual development) เป็นความสามารถ
ในการรู้จักคุณค่าชีวิต ส่ิงแวดล้อม สุนทรียภาพ วัฒนธรรม และคุณธรรมซึ่งนาไปสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิตที่ดีงาม
หลุดพ้นจากความทุกข์ และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เด็กวัยเดินจะเรียนรู้และเข้าใจว่าส่ิงใดเป็นความถูกต้อง
ความดี ส่ิงใดเป็นความไม่ถูกต้อง ไม่ดี ไม่ควรประพฤติในสังคม จากการรับรู้ของเด็กท่ีต้องทาตามแนวทางปฏิบัติท่ี
ถูกต้องในสังคม โดยการกลัวการถูกลงโทษจากผู้ใหญ่ ผู้ดูแลเด็ก ไปจนถึงข้ันรับรู้ว่าส่ิงใดควรกระทาหรือไม่ควร
กระทา โดยอาศยั วิจารณญาณของตนเองในสถานการณ์ต่างๆได้ และสามารถกากับควบคุมความตอ้ งการ ความรูส้ ึก
นึกคดิ อารมณ์ของตนเอง รู้จกั เห็นอกเห็นใจผอู้ ื่น มีนา้ ใจ รจู้ ักยับย้ังชั่งใจเมื่อเด็กโตขึ้น ดงั นัน้ ประสบการณ์ที่เกิดข้ึน
ทุกวันทั้งในบ้าน โรงเรียน ส่ือต่างๆและสังคมรอบตัว จึงมีส่วนช่วยพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมให้เด็กด้วย ซึ่งวิธีการ
ฝึกให้เด็กพัฒนาด้านคุณธรรมโดยผู้ดูแลต้องสนใจเอาใจใส่เด็ก สังเกตหรือซักถามเพื่อให้เข้าใจการแสดงออกน้ัน
และใหเ้ ดก็ มสี ่วนรว่ มรบั รู้ ร่วมทากิจกรรมท่จี ะตอบสนองความตอ้ งการน้ัน (นติ ยา คชภกั ด,ี 2554)
ตอนท่ี 7.2.3 การสร้างเสริมสขุ ภาพเด็กวยั เดนิ แบบองคร์ วม

เด็กวยั เดินจาเปน็ ต้องได้รับการส่งเสรมิ การเจริญเติบโตและพฒั นาการจากผู้ดูแลเพ่ือใหเ้ ด็กมภี าวะสขุ ภาพ
ท่ดี ี มีพฤติกรรมท่ีเหมาะสมกับวยั พยาบาลเปน็ ผู้ทมี่ ีบทบาทสาคัญในการใหค้ วามรู้ สง่ เสรมิ ชแ้ี นะ ใหค้ วามม่ันใจ
รวมถึงสรา้ งความตระหนกั แก่ผ้ปู กครอง และผู้ดูแลเด็ก เกย่ี วกับการสร้างเสรมิ สุขภาพเด็กวยั เดนิ ดงั นี้

7.2.3.1 การดูแลดา้ นโภชนาการ
เดก็ วัยเดินจะแสดงความต้องการอาหารน้อยลงเนื่องจากเด็กวยั น้มี อี ัตราการเจรญิ เตบิ โตลดลง มีความ

สนใจสิ่งตา่ งๆในชว่ งส้ันๆ และถกู ดึงดดู ความสนใจจากสิง่ เร้าอื่นๆในสิง่ แวดล้อมได้งา่ ย เคล่ือนไหวร่างกายไดอ้ ย่าง
อสิ ระ จึงให้ความสนใจกับสง่ิ แวดลอ้ มรอบตัวเพิ่มข้นึ ตอ้ งการกาหนดสง่ิ ตา่ งๆและพิสูจนค์ วามเป็นตวั ของตัวเอง ทา

257

ให้ไม่สนใจรับประทานอาหาร รวมถึงความอยากอาหารแต่ละชนิดจะเป็นบางคร้ังบางคราว (มาลี วิทยาธรรัตน์ &
พัชรี ใจการณุ , 2555) นอกจากนย้ี งั เริม่ มีเจตคติต่ออาหาร มคี วามชอบ ไมช่ อบอาหารชนดิ ต่างๆ ส่วนใหญ่อยูท่ ี่การ
หดั ของผเู้ ลย้ี งดูมาตั้งแต่วยั ทารก จงึ เป็นวัยที่มีปัญหาเร่อื งการกินมากทส่ี ดุ อย่างไรกต็ ามจาเปน็ ต้องดแู ลให้ได้รบั
อาหารอย่างถูกตอ้ งเหมาะสมพอเพยี งตามความต้องการ เน่ืองจากวัยเดินเปน็ วยั ท่ีมีการเจรญิ เติบโตของกล้ามเน้ือ
อย่างรวดเร็วและมีกจิ กรรมมาก ทาให้มีความต้องการแคลอรแี่ ละโปรตนี สูง รวมถึงอาหารยังช่วยใหส้ มองมีการ
เจริญเตบิ โตและพัฒนาการที่ดีเนื่องจากสมองเป็นศูนย์กลางของระบบประสาทท่เี ก่ียวข้องกับการเรยี นรูแ้ ละรับรู้
และเป็นศูนย์กลางในการทางานของระบบต่างๆของร่างกาย (วิมล ธนสุวรรณ& นิตยา ไทยาภริ มย,์ 2551)
นอกจากน้ียังต้องสร้างนสิ ยั การรับประทานอาหารทีด่ ี จงึ จะเปน็ การชว่ ยให้เด็กรบั ประทานอาหารได้มากขน้ึ และได้
อาหารทม่ี ีประโยชนต์ ่อรา่ งกายอยา่ งเพยี งพอ การดแู ลเกย่ี วกับโภชนาการของเดก็ วัยเดนิ ดังน้ี

1) ดแู ลให้ได้รับอาหารครบถ้วนท้ังปริมาณ ชนิดทเ่ี หมาะสมและมีคุณภาพ โดยจัดอาหารให้เหมาะสมกบั
คุณคา่ สารอาหารของวยั เดิน ซึง่ เด็กวัยน้ีต้องการพลังงาน 75-90 กโิ ลแคลอร/่ี กิโลกรัม/วนั โดยต้องการโปรตีน 1.5-
2.5 กรมั /กิโลกรมั /วนั (Hui & Grover, 2012) ต้องการน้า 100-125 มิลลลิ ิตร/กโิ ลกรัม/วัน (ลดาวัลย์ ประทีปชัย
กูร, 2546) ส่วนกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ ได้ระบปุ ริมาณพลงั งานสาหรบั เด็กอายุ 1-3 ปี
จากข้อกาหนดปริมาณสารอาหารอ้างองิ ท่คี วรไดร้ ับประจาวันสาหรบั คนไทย พ.ศ. 2546 คอื 1,000 กิโลแคลอรี่
โดยมกี ารกระจายพลังงานจากสารอาหารโปรตนี รอ้ ยละ 8-10 คาร์โบไฮเดรตรอ้ ยละ 45-65 และไขมันร้อยละ 30-
40 ของพลังงานทัง้ หมดทไี่ ดร้ ับตอ่ วัน (กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ , 2552) ดังนน้ั อาหารที่
ควรจดั ใหเ้ ดก็ วยั เดนิ ในแตล่ ะวัน คอื

- คารโ์ บไฮเดรต โดยใหข้ ้าวสุกเปน็ อาหารหลัก หรอื อาจจะเป็นข้าวเหนียวน่งึ ขนมจีน
เกย๊ี ว ขนมปัง เผอื ก มัน สลบั กันไปวันละ 3 ทัพพี หรือ 165 กรัม/ วัน พลงั งานประมาณ 90-110 กโิ ลแคลอร/ี่
นา้ หนักตัว 1 กโิ ลกรมั ต่อวัน

- โปรตนี ควรไดร้ ับวันละ 15-17 กรมั โดยโปรตนี ท่ีควรได้รับ คือ เนอื้ สัตว์ สลับกับ
ไข่ ปลา ตับ อาหารทะเล ปลาตวั เล็ก หรอื เตา้ หูท้ ี่ทาให้สุก หน่ั เป็นชน้ิ เลก็ เพอื่ เค้ียวงา่ ย วันละ 3 ช้อนกินข้าว และ
นมสด วันละ 2 แก้ว (นม 1 แกว้ เทา่ กบั 200 มลิ ลลิ ิตร)

- ไขมัน ไม่ควรมากเกินกว่า 3 ช้อนชา/ วัน เพราะไขมันทมี่ ีในอาหารทีเ่ ดก็
รับประทานกเ็ พียงพอแล้ว

-ผกั ใบเขียวเขม้ ผักสเี หลือง-สม้ และผกั อื่นสลับผลดั เปล่ียนหมุนเวยี นวันละ2ทัพพี
- ผลไมต้ ามฤดูกาล 3 สว่ น (ผลไม้แบบผล 1 ส่วนเทา่ กบั ส้มผลกลาง 2 ผล หรอื
กลว้ ยนา้ วา้ 1 ผล และผลไมแ้ บบชนิ้ คา 1 สว่ น เท่ากบั 8-10 ชิ้น เชน่ สับปะรด มะละกอ)
วิตามินและเกลือแร่ เด็กวยั น้มี ีความต้องการวติ ามิน เอ บี และดี รวมถงึ ธาตเุ หลก็ จากไข่แดง ตบั เน้อื สัตว์
ผกั ใบเขยี ว แคลเซยี มจากนม ผักใบเขยี ว ปลาเล็กปลาน้อย ถ่วั ตา่ งๆ ในปรมิ าณค่อนขา้ งสูงเพ่ือเสริมสรา้ งการ
เจริญเตบิ โตของกระดูก นอกจากนีย้ ังตอ้ งการวิตามินซเี พ่ิมจากนา้ ส้มคน้ั ฝรงั่ เพราะเด็กทีด่ ่มื นมผสมอาจมปี ัญหา
ขาดวิตามนิ ซี เนื่องจากนมวัวมีวติ ามินซีต่า และวติ ามนิ ซียังถกู ทาลายด้วยความร้อนได้ง่าย
2) ดูแลการรับประทานอาหารของเด็ก ดังน้ี

258

- จดั มือ้ อาหารในแตล่ ะวนั เป็นอาหารม้ือหลัก 3 ม้ือ และอาหารว่าง 2 มื้อ แต่สามารถ
ปรับเวลาให้อาหารตามที่เดก็ ตอ้ งการได้

- จดั อาหารใหค้ รบ 5 หมู่ มีความหลากหลายเพ่ือให้เด็กได้สารอาหารครบถ้วน
และเพียงพอกบั ความต้องการของรา่ งกาย

- เตรียมอาหารใหน้ ่ากนิ ทั้งสี กลิน่ รสชาติ และคณุ ค่าอาหาร ขนาดอาหารควร
หั่นใหเ้ ลก็ สะดวกแก่การกิน เพ่อื จูงใจใหเ้ ดก็ อยากกินอาหาร รวมถึงใหอ้ าหารในปริมาณพอเหมาะไม่มากเกินไป
เม่ือเด็กกนิ อาหารไดห้ มด ให้ชมเชยเดก็ แล้วตกั อาหารให้เพ่ิม

- ใหเ้ ด็กสามารถเลือกรบั ประทานอาหารได้ ถ้าเด็กไมช่ อบรับประทานอาหารบาง
ประเภทตอ้ งทดแทนด้วยอาหารท่ีมีคุณคา่ คล้ายคลงึ กนั และไม่ให้เดก็ กินน้าผลไม้ นา้ หวาน ขนมมากเกินไปใน
ระหว่างวัน เพราะจะทาใหก้ นิ อาหารมื้อหลักได้นอ้ ย (จันทฑ์ ิตา พฤกษานานนท,์ บานชน่ื เบญจสุวรรณเทพ, พัฏ
โรจนม์ หามงคล, 2554)

- ไมบ่ งั คบั ใหเ้ ด็กรบั ประทานอาหาร เพราะการบงั คบั จะทาให้เดก็ ไมย่ อมรบั ประทาน
อาหารน้ันตลอดไป ถ้าเดก็ ไม่กินให้แยกอาหารชนดิ นัน้ ออกไป และใหโ้ อกาสในม้ือต่อไป หรอื อาจใชแ้ รงเสริมแทน
เชน่ การให้สต๊ิกเกอรท์ ี่เด็กชอบตดิ บนปฏิทนิ ในวนั ทีม่ ีพฤติกรรมการกนิ ท่ดี ี เพื่อเพิ่มปรมิ าณอาหารท่ีกนิ (จนั ท์ฑิตา
พฤกษานานนท์, บานช่นื เบญจสวุ รรณเทพ, พัฏ โรจน์มหามงคล, 2554)

- สร้างบรรยากาศในการรับประทานอาหารให้เด็กมีความเพลดิ เพลินและอบอุน่
มีการพูดคยุ ระหว่างมือ้ อาหาร และมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างกนั แตต่ อ้ งไม่มสี ่ิงดึงดูดความสนใจระหว่างมื้อ
อาหาร เชน่ โทรทัศน์ เกมส์

- ผู้ปกครองควรเปดิ โอกาสให้เดก็ ไดร้ ่วมรับประทานอาหารด้วยกนั และเปน็ ตัวอย่างที่ดี
ในการบริโภคผักและผลไม้ ฝึกใหล้ า้ งมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร ฝึกใชช้ อ้ นส้อมในการรบั ประทานอาหาร
ใหเ้ ดก็ หัดตักอาหารเอง ฝึกมารยาทการรับประทานอาหารร่วมกนั ฝกึ นสิ ัยการกนิ ทด่ี ี และฝึกความรบั ผิดชอบในการ
เกบ็ ภาชนะหลงั รบั ประทานอาหาร

7.2.3.2 การดแู ลเรอื่ งการพกั ผ่อนนอนหลับ
เดก็ วัยเดนิ ต้องการพักผ่อนนอนหลับ เพอื่ ใหร้ ่างกายไดพ้ ัก กล้ามเน้ือได้ผ่อนคลาย ลดการทางานของ

อวัยวะระบบตา่ งๆ บางสว่ นของสมองจะมีการทางานถ่ายทอดข้อมลู ทาใหเ้ กดิ การรกั ษาสมดุลของกระบวนการ
ตา่ งๆในร่างกาย ขณะเดยี วกันก็มกี ารหลงั่ ฮอร์โมนเพมิ่ การเจรญิ เตบิ โตทเี่ รยี กวา่ growth hormone (วิมล ธน
สวุ รรณ, นิตยา ไทยาภริ มย์, 2551; พัชรี วรกจิ พูนผล, 2555) เด็กที่นอนหลับพกั ผ่อนอยา่ งเพยี งพอ จะทาใหส้ ดช่ืน
อารมณ์ดี พร้อมท่ีจะเรยี นรู้และทากจิ กรรมต่างๆ แต่ถ้าเดก็ ทีน่ อนหลับพักผอ่ นไม่พอจะทาใหเ้ จรญิ เตบิ โตช้า มี
ปญั หาด้านการเรียนรู้ อารมณ์หงดุ หงิดและอาจเกดิ ปญั หาทางอารมณ์ต่อเนื่องไปจนเด็กโตได้ เด็กวัยเดินตอ้ งการ
นอนหลับวันละ 12 ชว่ั โมง นอนกลางวันๆละ 2 คร้ังๆละ 30 นาที ถึง 3 ชว่ั โมง 30 นาที (ทิพวรรณ หรรษคณุ าชยั ,
2554) เมื่อแยกตามชว่ งอายุเดก็ อายุ 1-2 ปีต้องการการนอนหลับช่วงกลางคืนประมาณ 10-12 ชัว่ โมง และชว่ ง

259

กลางวันอีก 1 คร้ังประมาณ 2-3 ช่วั โมง เด็กอายุ 2-3 ปี ต้องการการนอนหลับชว่ งกลางคืนประมาณ 10 ช่ัวโมง
และชว่ งกลางวันอีก 1 ครัง้ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง (พัชรี วรกจิ พนู ผล, 2555)

การสร้างสขุ นสิ ยั การนอนในเด็กวยั เดิน ดังนี้
1. เตรียมเข้านอนให้ตรงเวลาตามปกติ และให้ตืน่ เป็นเวลาทเี่ หมาะสมและสม่าเสมอ

ทุกวัน (พิมพาภรณ์ กล่นั กลนิ่ , 2555)
2. จดั สภาพแวดล้อมใหช้ ว่ ยหลับงา่ ย เช่น เงยี บสงบ เยน็ พอควร จดั ท่นี อนให้

เหมาะสมกับวัย และเปิดไฟสลัว เพ่ือป้องกันการกลวั ความมืด ดูแลการสวมใส่เสื้อผา้ อย่าคับเกนิ ไป (พัชรี วรกจิ พูนผล,
2555) ไม่ควรมีโทรทัศน์ในห้องนอน เพราะเด็กอาจจะเคยชินตอ้ งเปิดโทรทัศนเ์ พอื่ กล่อมใหห้ ลบั (ทิพวรรณ หรรษ
คุณาชยั , 2554)

3. จดั ใหม้ ีการทากจิ วัตรก่อนนอน เช่น ก่อนเข้านอนประมาณ 1 ช่ัวโมง จดั ให้อยู่ในชว่ งสงบ เช่น
ไมเ่ ลน่ คอมพิวเตอร์ ไมเ่ ลน่ ต่อสู้หรอื มกี จิ กรรมท่ีตื่นเต้นเร้าใจกอ่ นเวลานอน 30 นาที ให้เด็กเข้าห้องนา้ เพ่อื ปัสสาวะ
อาบนา้ อนุ่ หรอื แปรงฟันก่อนนอน เปลี่ยนเสอ้ื ผา้ เพื่อเตรยี มเข้านอน มีกจิ กรรมผ่อนคลาย เชน่ อ่านหนงั สือ เลา่
นทิ าน ร้องเพลงกล่อม ให้ฟังเพลงเบาๆ สบายๆ หรือสวดมนต์ควรทาทุกวนั เพื่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงก่อนนอน
และเป็นสัญญาณบง่ บอกว่าถึงเวลานอนแล้ว

4. เดก็ วัยน้ีมกั มีปัญหาหลับยาก เน่ืองจากเด็กกลวั ความมืด และการพรากจาก
ให้เปดิ ไฟสลวั ๆ หรอื ใหก้ อดของเลน่ ที่ชอบ เปดิ เพลงเบาๆ จะช่วยใหเ้ ด็กหลับง่ายข้ึน

5. บดิ ามารดาควรเล่นหรือมปี ฏสิ ัมพันธ์กบั เด็กในชว่ งกลางวนั เพอื่ ใหเ้ ดก็ ลดการเรยี กร้องความ
สนใจในช่วงเวลานอน (ลดาวลั ย์ ประทีปชยั กูร, 2546)

6. อย่าส่งเสริมใหเ้ ดก็ ใชท้ น่ี อนเป็นท่เี ลน่ ในเวลากลางวนั และไม่ใช้การนอนเปน็
การลงโทษเด็ก (พรรณี วาสกิ นานนท,์ 2548)

7. ดูแลเรื่องการรับประทานอาหารของเดก็ โดยทาให้เด็กอิม่ แตพ่ อควร ไม่อิ่ม
เกนิ ไปจนท้องอืดนอนไม่หลับ และไม่ควรใหเ้ ด็กหลบั คาขวดนม หวั นม หรอื จุกนม ถ้าเด็กยังต้องการกนิ นมก่อนนอน
ใหก้ นิ ให้หมด และเอาจุกนม หวั นมออกก่อนหลับ (พรรณี วาสกิ นานนท์, 2548)

8. ใหเ้ ด็กเข้านอนบนท่ีนอนขณะท่ยี ังตืน่ อยู่ เพ่อื สร้างความคุน้ เคยใหเ้ ด็กสามารถหลบั เองในท่นี อน
ของตนเอง (พรรณี วาสิกนานนท์, 2548) และไมร่ บกวนเด็กขณะนอนหลับ เช่น ไมเ่ ปิดโทรทศั น์หรอื นั่งทางานใน
หอ้ งนอน

7.2.3.3 การดแู ลสุขภาพ การรบั ภูมิคุ้มกนั โรคและสุขภาพฟนั
1) การดแู ลสขุ ภาพ
เด็กวยั เดินยังไมส่ ามารถปฏบิ ัติการดูแลสขุ ภาพและสขุ อนามัยดว้ ยตนเองไดอ้ ย่าง

เต็มที่ ดังน้นั บดิ ามารดาหรือผ้ดู แู ลควรดแู ลสุขภาพและความสะอาด โดยสอนใหล้ า้ งมือหลัง
เขา้ หอ้ งนา้ และกอ่ นกนิ อาหาร (รววิ รรณ รงุ่ ไพรวัลย,์ วิรงรอง อรญั นารถ, ชาคริยา ธรี เนตร, 2551) พาเด็กไปตรวจ
สุขภาพอยา่ งสมา่ เสมอ เพ่ือใหเ้ ดก็ เจริญเตบิ โตและมีพฒั นาการทกุ ดา้ นเปน็ ปกติและสมวยั นอกจากนีย้ งั เป็นการ
ผสมผสานระหว่างการสง่ เสริมสุขภาพและการป้องกันการเจ็บปว่ ย สว่ นมากการกาหนดนัดตรวจสุขภาพจะ

260

สอดคล้องกับกาหนดการให้วัคซนี ต่างๆในเด็ก คือเม่ือเด็กอายุ 12 เดอื น 18 เดือน 24 เดือน และ 3 ปี (กองอนามยั
ครอบครัว, 2537 อา้ งถึงใน มาลี วิทยาธรรตั น์, พัชรี ใจการุณ, 2555)

2) การรับภมู ิคุ้มกันโรค
เดก็ วัยเดนิ ควรได้รบั วคั ซนี ป้องกนั โรคตามกาหนดเพอื่ ใหร้ า่ งกายของเด็กมภี ูมิคุ้มกนั หรือความ

ตา้ นทานเพ่ือป้องกนั ไม่ให้เกิดโรค หรือทาใหโ้ รคมีความรนุ แรงน้อยลง (วมิ ล ธนสุวรรณ, นติ ยา ไทยาภิรมย์, 2551)
ซงึ่ วัคซนี พ้นื ฐานทีต่ ้องได้รับคือวคั ซนี ป้องกนั โรคหดั คางทูมและหดั เยอรมนั (MMR) เม่ืออายุ 12-15 เดอื น วคั ซีน
ปอ้ งกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน (DTP) และโปลิโอ (OPV) เมือ่ อายุ 1½ ปี วคั ซีนป้องกนั ไข้สมองอักเสบ
(Japanese encephalitis virus vaccine: JE) เมื่ออายุ 12-18 เดอื น ให้ 2 ครั้งห่างกนั 1-4 สปั ดาห์ และฉดี เข็มท่ี
3 หา่ งจากเข็มแรก 1 ปี (สุนีย์ เตชะอาภรณ์กลุ , 2554 อ้างถงึ ใน มาลี วทิ ยาธรรตั น์, พัชรี ใจการุณ, 2555)
นอกจากน้ยี งั มีวคั ซีนอ่นื เชน่ วัคซีนป้องกันเยอื่ หุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ Hib (Haemophilus influenza type B:
HIB)

3) การดูแลสุขภาพฟัน
การดูแลสขุ ภาพฟันในเด็กวัยเดินเพ่ือกาจดั หินปูนและจุลินทรียท์ ี่อยู่ตามซอกฟัน ที่

เปน็ สาเหตุให้เกิดฟนั ผแุ ละเป็นโรคเหงอื ก (ลดาวัลย์ ประทีปชยั กรู , 2546) ดงั น้ี
1. การทาความสะอาดช่องปากและฟนั ควรมกี ารทาความสะอาดต้ังแต่ฟันเดก็ เริ่ม

ขน้ึ เพือ่ ใหเ้ ด็กเกดิ ความคนุ้ เคย เม่อื ถึงวัยเดนิ เด็กจะเร่ิมมีฟันขนึ้ หลายซี่ ชว่ งอายุ 1- 2 ปีควรแปรงฟันในช่วงเช้า
และก่อนนอนด้วยน้าเปล่า โดยใช้แปรงสีฟันเลก็ ๆ ขนแปรงนิ่มๆ ชุบนา้ อุ่นแปรงทาความสะอาดฟัน เรม่ิ ใชย้ าสีฟนั
ผสมฟลอู อไรดต์ ั้งแต่อายุ 2 ปีขนึ้ ไปหรอื เมือ่ เดก็ สามารถบว้ นปากได้และไม่กลืนกินยาสฟี ัน และหดั ให้เดก็ แปรงฟัน
เมือ่ เด็กอายุ 2 ปี ในช่วงแรกไม่ตอ้ งใชย้ าสีฟัน หรือถา้ จะใช้ยาสฟี ันไม่ควรใหม้ ากกวา่ 1 เม็ดถว่ั เขยี ว เพราะถ้าเด็ก
กลนื ยาสีฟนั เขา้ ไปบ่อยๆจะทาให้ได้รบั มีฟลอู อไรด์ปริมาณมากอาจจะทาใหฟ้ นั ตกกระมีสขี าวขนุ่ ปวดข้อ ปวด
กระดูกได้ (สุรยี ์ลกั ษณ์ สจุ รติ พงศ์, 2554)

ในการเรมิ่ หดั แปรงฟันให้เด็ก ผู้ดแู ลนงั่ กบั พืน้ หรือนั่งเกา้ อ้ีและให้เด็กนอนหนุนตัก ใหศ้ ีรษะเด็กอยู่ระหวา่ ง
ขา หนั หน้าไปทางเดยี วกนั หรอื ผดู้ แู ลนง่ั เก้าอ้แี ล้วเดก็ ยนื หนั หน้าไปทางเดียวกนั เชน่ กนั หรือแปรงฟนั หน้ากระจก
เพื่อเด็กและผดู้ แู ลจะได้เห็นภาพชดั เจนทางกระจก ใชแ้ ปรงสฟี นั ขนาดเล็กทม่ี ีขนแปรงน่มุ หน้าตดั เรียบ แปรงโดยให้
ขนแปรงตงั้ ฉากกบั ผวิ ฟนั แลว้ ขยับไปมาสัน้ ๆในแนวนอน (Scrub technique) และทาอย่างมีระบบ คอื จากด้านแก้ม
ของฟนั กรามนา้ นมบนขวา ไปบนซ้าย ล่างซา้ ยและล่างขวา แล้วแปรงด้านบดเคี้ยว เสร็จแล้วแปรงลน้ิ ในขณะแปรง
ควรดงึ แกม้ และรมิ ฝีปากออกอย่าให้แปรงกระแทกโดนเพราะเด็กจะเจ็บและไม่ยอมให้แปรงฟันอีก และในชว่ งแปรง
ฟันควรเล่านิทาน รอ้ งเพลงหรอื พดู คยุ กับเด็กเพอ่ื ไม่ใหเ้ ด็กรูส้ กึ เบอ่ื และให้ความร่วมมือ ตอ่ มาเมอ่ื ให้เดก็ แปรงฟันเอง
ผูด้ ูแลควรตรวจความสะอาดหลงั การแปรงด้วย

2. ฝกึ นิสัยการกินและการดื่มนมทถี่ ูกต้อง เช่น กนิ ขนมหวานในม้อื อาหารโดยตรง
เพอื่ ใหน้ ้าลายชะล้างหรอื เจือจางกรดในแผ่นคราบฟันท่เี กิดข้นึ การลดความถ่ใี นการกนิ ของหวาน หรอื การเลือก
อาหารวา่ งประเภทโปรตีนแทนพวกของหวานใหก้ ับเดก็ ใหเ้ ด็กดื่มนา้ ตามภายหลังการด่ืมนมจากขวดทุกครงั้ เพ่ือชะ

261

ลา้ งคราบนม ไม่ผสมนา้ ตาลหรอื นา้ ผึง้ ในนม ระวงั อยา่ ให้เด็กหลับไปกบั ขวดนมเพราะจะทาให้นมหรือน้าตาลคา้ งอยู่
ในชอ่ งปาก

3. ใชฟ้ ลูออไรดเ์ สริมเพ่ือป้องกนั ฟันผุ เพราะฟลอู อไรด์มีบทบาทชว่ ยลดภาวะกรด
ในช่องปากจากการไปยับยงั้ การเปลี่ยนน้าตาลของแบคทีเรีย ทาให้ไม่มีการสลายสารเคลือบฟันและช่วยกระตนุ้ การ
สรา้ งผวิ ฟนั ขน้ึ ใหม่ สาหรบั ปริมาณฟลูออไรด์ท่ีเด็กวยั เดินควรได้รบั ตามปรมิ าณฟลูออไรดใ์ นนา้ ดื่มคือ 0.25

มลิ ลิกรัม/วัน (มาลี วิทยาธรรตั น์, พัชรี ใจการณุ , 2555)
4. พบทนั ตแพทยท์ ุก 6 เดือน (สุรียล์ กั ษณ์ สุจรติ พงศ,์ 2554)

7.2.3.4 การฝึกหัดการขับถา่ ย (Toilet training)
การฝึกการขับถา่ ย เปน็ เรือ่ งสาคญั ท่เี ด็กวัยเดนิ ต้องกระทาใหส้ าเรจ็ เพอ่ื ใหเ้ ด็กถ่ายเป็นทเ่ี ปน็ ทาง และมี

นิสัยการขบั ถ่ายท่ดี ี วธิ ีการท่ีบิดามารดาใช้ฝกึ และทศั นคติการฝกึ อาจมีอทิ ธิพลต่อชีวิตของเด็กทัง้ ในปจั จุบนั และ
อนาคต ในหลาย ๆ ดา้ น เช่น ความรูส้ ึกต่อร่างกาย เรอ่ื งเพศ ความสะอาด การให้และการรับ คุณค่าในตนเอง
ความสามารถในการพงึ่ พาตนเอง จากการศึกษาวจิ ัยพบว่าปัญหาทางอารมณ์ในเด็กโตมักสัมพนั ธ์กบั การฝกึ การ
ขับถ่ายเร็วเกินไป ร่วมกบั ใชว้ ธิ กี ารขบู่ งั คบั แสดงออกโดยอาการกระวนกระวาย กระตุก ไม่อยนู่ ิ่ง มีปญั หาการพูด
เจ็บปว่ ยจากสาเหตทุ างจติ ใจ ลม้ เหลวในการเรยี นแม้มีสติปัญญาเพยี งพอ ยา้ คิดย้าทา ก้าวรา้ ว ชอบปฏเิ สธ เตม็ ไป
ด้วยความหวาดกลัว ขอ้ี าย ไม่มคี วามสามารถในการตดั สินใจ (พมิ พาภรณ์ กลนั่ กลิน่ , 2555) และการบงั คับให้เด็ก
นั่งกระโถนเรว็ เกินไปอาจทาใหเ้ ด็กต่อต้านไม่ยอมถ่ายอจุ จาระ เกิดโรคท้องผูก หรอื มีอาการถา่ ยอุจจาระทเ่ี กดิ ขนึ้
ซา้ ๆ ในที่ๆไมเ่ หมาะสม เช่น รดกางเกง ถา่ ยตามพ้ืนห้อง โดยทีอ่ ุจจาระมลี ักษณะปกติหรอื ใกล้เคยี งปกติ หรือ
เรยี กวา่ อุจจาระเล็ด (Encropresis) ซง่ึ เวลาทีเ่ หมาะสมสาหรบั การฝกึ การขบั ถ่ายคือ 18–24 เดอื น เพราะกล้ามเน้อื
หูรดู อย่ใู นข้นั พฒั นาการที่เด็กสามารถควบคุมได้ (Potts & Mandleco, 2012) แตไ่ มค่ วรเร็วกว่าน้ี เพราะ
ความสามารถของเดก็ ยังไม่พรอ้ ม จะสรา้ งความเครียด ความวติ กกงั วลแกเ่ ดก็ (พัชรี วรกจิ พนู ผล, 2555) การฝึกหดั
การขบั ถ่ายมีแนวทางดังต่อไปน้ี

1. ประเมนิ ความพรอ้ มของเด็กก่อนการฝึกหดั ขับถ่าย โดยประเมินความพร้อม 4 ด้านของเด็ก (ลดาวัลย์
ประทปี ชยั กูร, 2546) ดงั น้ี

1.1 ความพร้อมทางดา้ นร่างกาย เชน่ สามารถควบคมุ หรู ดู ได้โดยส่วนมากอยู่
ระหวา่ งอายุ 18-24 เดือน สามารถควบคุมการขบั ถา่ ยปัสสาวะได้นานอยา่ งน้อย 2 ชวั่ โมง มีการขบั ถ่ายอุจจาระที่
สมา่ เสมอ เชน่ วันละครั้ง และสามารถเดนิ วิ่ง และน่ังกระโถนไดด้ ี ซง่ึ แสดงถึงการมี Myelinization ของ spinal
tract ถึงระดับทจ่ี าเปน็ ต่อการควบคมุ การขับถ่ายดวั ยตัวเองได้ และสามารถถอดและใสก่ างเกงเองเองได้ (อสิ ราภา
ช่ืนสุวรรณ, 2554)

1.2 ความพร้อมทางด้านสติปัญญา ไดแ้ ก่ สามารถสื่อสารว่าต้องการขับถ่าย อาจ
แสดงออกโดยทา่ ทางหรอื คาพดู เช่น ชไ้ี ปทก่ี ระโถน หรอื พูดคาเฉพาะในการส่ือความหมาย เชน่ อึ อึ รวมถงึ แสดงสี
หน้าถึงต้องการขับถา่ ย หรือสามารถเลียนแบบพฤติกรรมผู้อื่นได้ เชน่ เลียนแบบการขบั ถ่ายของพี่ และเข้าใจการ
ขอร้องให้กลั้นการขบั ถ่ายจนกวา่ จะถึงเวลาและสถานที่อันควร

1.3 ความพร้อมทางด้านจิตใจ ได้แก่ ชอบแสดงส่งิ ที่ทาใหบ้ ิดามารดาเกิดความ

262

พอใจ สามารถนัง่ กระโถนนาน 5-10 นาที โดยไม่บน่ หรือลกุ ขึ้น กระตอื รือรน้ ที่จะทราบถงึ พฤติกรรมการขับถา่ ยของ
ผู้ใหญแ่ ละพ่ี และไม่อดทนต่อความเปียกชนื้ หรือสงิ่ สกปรก เชน่ ต้องการใหเ้ ปลยี่ นผ้าออ้ มทนั ทที ีเ่ ปียก

1.4 ความพร้อมของบิดามารดา ไดแ้ ก่ การตระหนักถึงระดับความพร้อมของเด็ก
มีเวลาท่จี ะฝกึ เด็กและยินดีที่จะเสยี เวลาไปกับการฝึก ไม่มีการเปล่ยี นแปลงหรือความเครียดในครอบครวั เช่น การ
หย่าร้าง การย้ายบา้ น มีบุตรคนใหม่

2. ใหเ้ ดก็ วยั เดินไดเ้ รียนรู้จากการเลียนแบบ และการดูสมาชกิ ในครอบครัวใชห้ ้องนา้ อธบิ ายใหเ้ ดก็ เข้าใจ
เก่ียวกบั การใช้หอ้ งน้าระหว่างผู้ชายและผู้หญงิ พูดคุยเกยี่ วกบั ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สอนให้เด็กเรียกอวัยวะเพศ
ของตน เชน่ เดก็ ชายเรยี ก “จู๋” หรอื คาอ่นื ๆ ทใ่ี ช้ เด็กหญิงเรียก “จิ๋ม”

3. ซือ้ อปุ กรณ์ที่ถกู ต้องและให้เดก็ มีโอกาสเลอื กด้วย เช่น กระโถนต้องน่ังสบาย เท้าแตะพ้นื จะชว่ ยใหเ้ ดก็
รสู้ ึกมนั่ คง และปลอดภยั ชว่ ยให้ถ่ายอจุ จาระงา่ ยข้ึน และโถส้วมต้องเหมาะกับเดก็

4. เร่ิมต้นให้เดก็ รูจ้ กั และคนุ้ เคยกับการใช้กระโถนหรือห้องนา้ เมื่อต้องการขับถา่ ย โดยเขียนช่อื หรอื ติด
สติ๊กเกอร์ที่กระโถน หรือใชต้ ุ๊กตาตัวโปรดเป็นตัวแสดงให้เด็กดกู ารใช้กระโถน หรือใหเ้ ด็กเหน็ การเข้าห้องน้าของ
สมาชิกในครอบครัว

5. ฝึกให้เด็กนัง่ กระโถนหรือโถส้วมเพ่ือถ่ายในช่วงเวลาท่ีเหมาะสมคือก่อนอาหารเชา้ หรอื หลงั อาหารเชา้ ทุกวนั
แตถ่ ้าเด็กไม่ถ่ายภายใน 2-3 นาที ไม่ควรบังคับเด็กให้น่งั กระโถนหรือโถส้วมตอ่ ควรหยุดและให้นง่ั ถ่ายใหม่ภายหลัง

6. ขณะฝึกขบั ถา่ ย ไม่ควรมสี ิ่งมาทาให้เด็กหันเหความสนใจจนลืมที่จะถา่ ย เชน่ มเี ด็กอื่นหรือบุคคลอื่นมาล้อ
มีสตั ว์หรือของเลน่ มาล่อ

7. ไมแ่ สดงทา่ ทโี กรธหรือไม่พอใจเด็กเมื่อเด็กยงั ไม่สามารถใช้กระโถนหรือโถสว้ มได้ และมีอจุ จาระหรือ
ปสั สาวะราดโดยไมไ่ ดต้ ั้งใจ หรอื กล้นั ไมอ่ ยู่

8. ทาใหเ้ ด็กมีความภาคภมู ิใจต่อความสามารถและความสาเร็จของตน เช่น แสดงความพอใจมากเมื่อเด็ก
ถ่ายลงกระโถนหรอื โถส้วม

9. ถา้ เด็กต่อตา้ นการฝกึ ให้เลื่อนเวลาออกไปเปน็ สัปดาหก์ อ่ นกลับมาเร่มิ ต้นใหม่ หรือถา้ เด็กไมม่ ี
ความกา้ วหนา้ ภายหลงั ฝกึ ไป 2-3 สัปดาห์ ควรยกเลิกไปกอ่ นและเร่ิมใหมเ่ มื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือนแลว้
และตระหนักไว้เสมอวา่ เดก็ แต่ละคนไมเ่ หมือนกัน ฉะนัน้ การฝกึ หดั ได้ผลสาเร็จเช่นไรและเม่ือไรจะแตกต่างไป
โดยท่วั ไปเด็กจะกลัน้ อจุ จาระได้ก่อนกลั้นปัสสาวะ และการควบคุมการขับถ่ายจะทาไดใ้ นเวลากลางวันก่อนกลางคืน
สว่ นใหญป่ ระมาณ 50% เดก็ ยังมกี ารปัสสาวะรดที่นอนจนอายุ 4-5 ปี

ขอ้ ควรระวังในการฝึก พยาบาลควรอธิบายให้พอ่ แมท่ ราบว่า ไม่ควรนาเอา จรยิ ธรรมมาเก่ยี วข้องกับการ
ฝกึ เช่น เด็กทาเปยี กเป็นคนเลว ถา้ ไมเ่ ปียกเป็นคนดี เพราะอาจทาใหเ้ ด็กนาไปสัมพนั ธ์กับสถานการณก์ ารเล่น ซง่ึ
มักทาใหส้ กปรกวา่ เป็นการไม่ดี และไมเ่ ลน่ ทาให้ปดิ กนั้ พฒั นาการของเดก็ ในหลาย ๆ ดา้ น การละเลงอจุ จาระ
ตนเองไมค่ วรถูกดุ หรือทาโทษ แตค่ วรเสนอของเลน่ อ่นื ๆ ท่เี ด็กสามารถขย้าละเลงเลน่ ไดแ้ ทน เช่น แป้งปนั้ สี หรือ
เปล่ยี นเสอ้ื ผ้าให้ทนั ทีท่ถี ่ายอุจจาระ ถ้าเด็กตอ้ งนั่งโถแบบชกั โครก ไมค่ วรทาการชกั โครกตอ่ หนา้ เด็ก เพราะเด็กยัง
แยกความจริงกบั จินตนาการออกจากกนั ไมไ่ ด้ ทาใหก้ ลัววา่ จะถกู ดูดลงไปได้ การปลุกเด็กใหต้ น่ื กลางคืนเพื่อถ่าย

263

ปัสสาวะจะดไู ม่ใช่วิธีการทดี่ ีนัก เพราะทาให้การกล้นั ปัสสาวะทาได้ในเวลาส้นั กวา่ ที่ควรจะเปน็ และการฝกึ อาจล่าชา้
ได้ นอกจากนี้พยาบาลควรได้ทาความเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันและการฝึกไม่ไดส้ ะท้อนระดับ
สติปัญญาของเดก็ ความเจ็บป่วยหรอื กงั วลใจ การมีนอ้ งใหม่ อาจทาให้เดก็ ถดถอยไปสพู่ ัฒนาการในวัยก่อนหน้าน้ี
ดงั นั้นทกั ษะใหมท่ ี่ได้มาในการควบคมุ การขับถ่ายอาจจะทาไม่ได้ เมอ่ื ความเครียดลดลงเด็กจะสามารถกระทาได้ใหม่
อีกครั้ง

7.2.3.5 การส่งเสริมพัฒนาการ
1) การเลน่
การเล่นของเด็กวัยเดินจะเปน็ ลักษณะเลน่ อิสระอยู่ข้างๆเพื่อน (pararell play)

ลกั ษณะการเล่นจะเปน็ การเล่นทใ่ี ช้ประสาทการรบั รู้และการเคลอื่ นไหวเปน็ สว่ นใหญ่ เช่น การจ้องมองของเลน่
พูดคยุ กับตุ๊กตา ทดสอบความแขง็ แรงและความคงทนของเลน่ ด้วยการทุบ เคาะ ขว้าง ปา (ลดาวลั ย์ ประทีปชยั กรู ,
2546) ของเล่นทเี่ หมาะสมสาหรบั เดก็ วยั เดนิ ควรเปน็ ของเล่นท่สี ง่ เสรมิ ทกั ษะด้านกล้ามเนื้อมดั ใหญ่ กล้ามเน้ือมัด
เลก็ การเคลื่อนไหว การเลียนแบบ และพัฒนาการด้านภาษา (อัจฉราพร ศรภี ษู ณาพรรณ, 2551) เชน่ ของเล่น
ประเภทดึงลาก (รถลากจงู รถเข็น) รถจักรยานสามล้อ ลูกบอล บลอ็ กขนาดใหญ่ ม้าโยก กลอ่ งปริศนาขนาดใหญ่
แป้งโดว์ สีเทยี นแทง่ ใหญ่ ภาพพลิก กระดาษขีดเขียนพรอ้ มปากกา นิทาน ของเล่นทมี่ ีเสยี งเพลงหรือเสียงพดู
นอกจากน้ีควรมีของเล่นท่สี ่งเสริมความคิดความเข้าใจของเด็ก ท่ีจะชว่ ยใหเ้ ด็กลงมือปฏิบตั ไิ ดต้ ามวัตถปุ ระสงคแ์ ละ
เรียนรเู้ ก่ยี วกบั คุณภาพความสามารถของตวั เดก็ เอง การฝึกกะระยะความสัมพนั ธข์ องส่ิงของ เชน่ การฝึกวางวตั ถลุ ง
ในตาแหนง่ การต่อไม้บล็อก รวมถงึ ของเล่นที่สง่ เสรมิ ทกั ษะทางสังคม เชน่ โทรศัพท์จาลอง จะชว่ ยฝึกการสนทนา
ดว้ ย หรือของเล่นท่จี าลองของใชใ้ นบ้าน เช่น ถ้วยชาม ไมก้ วาด จะสง่ เสริมให้เดก็ เลยี นแบบและฝกึ ช่วยเหลอื งาน
ของผู้ใหญ่ในครอบครวั (มาลี วิทยาธรรัตน,์ พชั รี ใจการณุ , 2555)

เด็กวยั น้ีจะเริ่มฝกึ คดิ การจา การสังเกต และการเปรียบเทียบได้บา้ ง สามารถฝกึ ทักษะน้ีโดย
การเลน่ ภาพตดั ต่อ แต่ควรเปน็ ภาพต่อประมาณ 5-6 ชน้ิ อาจทาดว้ ยกระดาษ ไม้ หรอื พลาสติก และอาจเลา่ นิทาน
ประกอบรูปภาพใหเ้ ด็กฟังบ่อยๆเพื่อเรียนรู้ ทางภาษา การเรียงลาดับเหตกุ ารณ์ ให้ฟงั เทปเพลงจงั หวะสนุกๆ เพ่ือ
พฒั นาการเรยี นรู้ทางภาษา การรบั รูจ้ งั หวะ

2) การพฒั นาความเป็นตวั เอง
เป็นการทีเ่ ด็กสามารถแสดงความเป็นอสิ ระเปน็ ตัวของตวั เองและเพ่ิมพูนความสามารถท่จี ะ

ควบคมุ ตนเองและสงิ่ แวดลอ้ มได้มากขึ้น เช่น ร้จู กั เลอื กอาหาร ปฏิเสธอาหารทีไ่ ม่ชอบ อยากร้ือคน้ สิ่งของเอง
เรียนร้ทู ่จี ะกลัน้ หรือถ่ายอจุ จาระ ปสั สาวะด้วยตนเอง ซง่ึ ถือเปน็ การพัฒนาลักษณะความเป็นตวั เอง (Autonomy)
ดงั นั้นพ่อแมห่ รือผูด้ แู ลตอ้ งเรียนรู้และจัดส่งิ แวดล้อมและประสบการณ์ทีเ่ หมาะสมสาหรับการพัฒนาความเปน็ ตัว
ของตัวเองของเด็กวยั น้อี ยา่ งเหมาะสม ดังน้ี

1. ผูด้ แู ลเปิดโอกาสและสง่ เสริมใหเ้ ดก็ ชว่ ยเหลือตนเอง ให้คาชแ้ี นะแต่พอควรเม่ือเดก็
ทาไม่ไดแ้ ละชมเชยเมื่อเดก็ ทาสาเร็จ

2. ไมป่ กป้องหรอื จากดั อิสระเด็กในการทากิจกรรมทเี่ ด็กมีศักยภาพที่จะทาได้

264

3. การสอนและฝึกหดั อย่างมเี หตผุ ล
4. ผู้ดแู ลควรเรียนรูธ้ รรมชาตขิ องเด็กและมีการตอบสนองเดก็ อย่างเหมาะสม

ภาพที่ 2 แสดงการเปิดโอกาสให้เดก็ วยั เดนิ ทากจิ กรรมด้วยตนเอง
ทมี่ า: ภาพถ่ายเม่ือ 14 เมษายน 2563

3) การเปน็ นักสารวจ
เด็กวัยน้ีจะมีพฒั นาการทีเ่ พ่ิมข้นึ ของประสาทสัมผสั ทัง้ ห้า ประกอบกบั มี

สญั ชาตญาณของความอยากรู้อยากเหน็ มพี ฒั นาการทางภาษาและมีพัฒนาการของกลา้ มเน้อื มดั เล็ก คือสามารถใช้
มือไดด้ ีข้นึ มกี ารหยิบจับถนดั ขน้ึ จงึ ทาให้เด็กสามารถเรยี นรสู้ งิ่ ต่างๆได้มากและรวดเรว็ จะเหน็ ว่าเด็กวัยนี้เรมิ่ สงสยั
ใคร่รู้ อยากรอู้ ยากเหน็ ในส่ิงต่างๆทีไ่ ม่เคยเหน็ ไม่เคยรู้จักมาก่อน ชอบสารวจ ชอบรื้อคน้ ส่ิงของ ชอบใชน้ ้วิ จิ้ม จี้ ไช
หรอื ลว้ งลงไปในทส่ี งสัยหรืออยากร้อู ยากเห็นทุกแห่ง ชอบซักถาม ซ่ึงผเู้ ลย้ี งดจู ะต้องสนบั สนุนใหเ้ ดก็ เกิดความอยาก
รอู้ ยากเหน็ เพม่ิ ขึน้ และช่วยให้เดก็ เรยี นรสู้ ง่ิ ต่างๆรอบตวั ได้ดีข้ึน ขณะเดยี วกันต้องระมัดระวังไม่ใหเ้ กิดอนั ตรายกบั
เดก็ ด้วย ดังนี้

1. จัดสงิ่ แวดลอ้ มให้เด็กเกดิ การอยากรู้อยากเห็น
2. เปิดโอกาสใหเ้ ดก็ ได้ศึกษาและทดลองด้วยตวั เอง
3. ควรใช้คาวา่ “ตอ้ ง” ให้น้อยท่ีสดุ หรอื หลกี เล่ยี งคาวา่ “อย่า” หรือไม่ควรใชค้ าวา่
“อยา่ ” อยา่ งฟ่มุ เฟือย เพราะจะเปน็ การสกัดก้นั การสารวจเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก จะทาใหเ้ ดก็ มีแต่ความสงสัย
เกิดข้ึน และท้ายสุดก็จะเป็นความสงสัยในความสามารถของตนเองและไม่มีความเชอื่ มน่ั ในตนเอง ควรใช้คาวา่
“อยา่ ” ในกรณีทใ่ี ชก้ บั ส่งิ ทีจ่ าเปน็ ท่ีอาจจะเปน็ อันตรายกับเดก็ เช่น ของร้อน ของมีคม ทสี่ ูง พน้ื ทล่ี ื่น
4. ตอบสนองต่อคาถามของเด็กที่ถามว่า อะไร ทาไม อย่างเหมาะสม ไมค่ วรราคาญ
ปฏิเสธหรอื ตัดบทคาพดู ของเดก็ ผดู้ แู ลต้องเขา้ ใจและยอมรับวา่ สิ่งท่เี ดก็ ถามเปน็ เพราะการอยากเรยี นรู้

265

4) การพฒั นาทางภาษา
เดก็ วยั เดนิ เปน็ วยั ทีม่ พี ัฒนาการทางดา้ นภาษาเร็ว ท้ังในลักษณะจานวนคาที่พูด

ได้ หรอื ความเข้าใจในคาหรือประโยคท่ีพดู สามารถเรียนรู้คาศัพท์ไดม้ ากข้นึ รจู้ กั สว่ นต่างๆของร่างกายอยา่ งน้อย 5
ส่วน เข้าใจคาสั่งงา่ ยๆ เด็กวยั น้ีมคี วามสามารถในการพูด โดยในช่วงขวบปแี รกจะพูดเป็นวลสี ั้นๆ ซงึ่ ประกอบดว้ ยคา
2-3 คามาเชอื่ มกนั เป็นคาทีเ่ ลยี นแบบจากการไดย้ นิ ลกั ษณะการพดู เป็นแบบเรอื่ ยเปือ่ ยเหมอื นนกแก้วนกขุนทอง
อาจแปลความหมายใดๆ ไม่ได้ เป็นชว่ งท่เี ด็กจาคาและหัดเรยี งคาเปน็ ประโยค

เมือ่ อายุ 2 ปี ลกั ษณะวลที ี่พดู จะมีความสัมพันธ์กับเหตกุ ารณท์ ่เี กิดข้ึนในปจั จบุ ันและอธิบายถึงการกระทา
ซงึ่ คาพดู สว่ นมากเขา้ ใจได้ เช่น แม่ไป บ๊าย-บาย แต่มบี างวลที สี่ ามารถเข้าใจความหมายได้เฉพาะผใู้ กลช้ ิดเด็ก
เท่าน้ัน และเมื่อเด็กมีอายุ 3 ปี จะสามารถใช้คาศัพท์ได้เกือบ 1,000คา สามารถแยกวตั ถุทเ่ี หมือนกันในภาพได้
การสง่ เสรมิ พัฒนาการทางดา้ นภาษาในเด็กวัยเดนิ ดงั นี้

1. ผู้ดูแลไมค่ วรเรง่ รัดเด็ก เพราะจะเป็นสาเหตุให้เดก็ ติดอา่ งและหมดความเชอ่ื ม่นั ใน
ตนเอง ถ้าเดก็ พูดช้าเพราะยงั นกึ คาไม่ออกอย่าชงิ พดู แทนเดก็ ให้ใจเย็นรอให้เด็กนึกและพูดออกมาเอง

2. ถ้าเด็กพูดออกมาแลว้ เปลง่ สาเนยี งไมช่ ดั เจน ใหช้ ่วยแกไ้ ขโดยสอนสาเนยี งท่ีชดั เจน
ด้วยการพดู ให้ฟัง และใหเ้ ดก็ ได้เห็นการเคล่ือนไหวของลิ้นและรมิ ฝีปาก

3. ถ้าเด็กพูดไม่ชัด ไม่ควรพูดตามเด็ก เพราะไม่เป็นการทาใหภ้ าษาของเดก็ ดีขึน้ และ
เด็กอาจรู้สึกวา่ ถกู ล้อเลียนได้

4. ผ้ดู แู ลควรรู้จกั สอนการใช้คาตา่ งๆในชีวติ ประจาวัน เชน่ เวลาอาบน้า รบั ประทาน
อาหาร หรือขณะแต่งตัวใหเ้ ด็ก ควรสอนใหเ้ ด็กรู้จกั ชื่ออวัยวะต่างๆของรา่ งกายท่ีสัมพนั ธ์กับกิจกรรม เส้อื ผา้ ขา้ วของ
เคร่ืองใช้ ชนดิ ของอาหาร เพ่อื ให้เดก็ เรียนรคู้ าต่างๆ

5. กระตนุ้ ให้เด็กดหู นงั สือภาพท่มี สี ีสรรตา่ งๆ หรือนทิ านเรื่องสน้ั ๆ บอกช่ือของส่งิ ต่างๆ
ในรูปภาพและกระต้นุ ให้เดก็ พูดตาม

6. เมอ่ื เดก็ ต้องการสง่ิ ใด ควรกระตนุ้ ให้เดก็ ใช้คาพูดในการถามหาสง่ิ ตา่ งๆ หรอื
กระต้นุ ใหเ้ ด็กบอกสง่ิ ท่ีต้องการเอง เช่น ถ้าเดก็ ยกมือจะให้อมุ้ ควรพูดวา่ “อ้มุ ” แล้วค่อยอุม้ เด็ก

7. การบอกให้เด็กพูดซ้าในคาพูดของผู้ดูแล ซ่ึงถือเป็นการช่วยใหเ้ ด็กเรยี นรู้ภาษาโดย
การเลียนแบบ

8. ขณะที่เด็กชวนคยุ ผู้ดแู ลควรใหค้ วามสนใจ ตง้ั ใจฟัง มีปฏิสัมพันธด์ ว้ ย ไมค่ วรตดั
บทหรือหยดุ การพูดคยุ กบั เด็ก

9. เมื่อเด็กพดู ประโยคท่ีฟังแล้วไมเ่ ขา้ ใจ ผ้ดู ูแลควรย้อนถามกลบั เพื่อความเขา้ ใจท่ีถูก
ต้อง ซ่ึงจะชว่ ยให้เด็กตอบไดช้ ัดเจนยิ่งข้ึน

10. ถา้ เดก็ ไม่สามารถเข้าใจคาพดู ของผดู้ แู ล ควรพดู ซา้ และใช้คาทเี่ ขา้ ใจง่าย บง่ บอก
ถึงการกระทาท่ีชดั เจน

11. ขยายความจากคาพดู ของเด็กแลว้ ใหเ้ ดก็ พูดตาม เชน่ เมือ่ เด็กเหน็ หมาสดี าแล้ว

266

พดู คาวา่ “หมา” ใหผ้ ้ดู แู ลพดู ใหมว่ า่ “หมาสีดา”
12. ไม่ควรหวั เราะหรือเห็นเป็นเรื่องขบขัน เมอื่ เด็กพดู ผดิ
13. ไมค่ วรแก้ไขคาพดู เด็กบอ่ ยเกินไปเพราะอาจทาใหเ้ ดก็ พดู น้อยลง
14. ฝกึ ใหเ้ ด็กพดู ในสภาพแวดลอ้ มทเี่ ปน็ ธรรมชาติ โดยสนทนากบั เด็กในสิ่งที่กาลงั

สนใจรว่ มกนั อย่างต่อเน่ือง เช่น ใชค้ าถามปลายเปดิ อยา่ งง่ายถามเด็ก เช่น “เรียกว่าอะไร” “กาลังทาอะไรอยู่” “อยู่
ท่ีไหน” “เอาไวท้ าอะไร” (รวิวรรณ รงุ่ ไพรวัลย์, 2554)

15. ฝกึ ทักษะพื้นฐานทางภาษาเรื่องจานวนหรือตวั เลขให้เด็กด้วย โดยสอนใหเ้ ข้าใจ
จานวนจากสงิ่ ต่างๆรอบตวั เช่น ขนม 1 ชิน้ นก 2 ตวั เมือ่ มีการเพ่ิมหรือลดจานวนลง ควรใช้ภาษา เช่น “ได้เพิ่มมา
อีก....ชนิ้ ” “นกบนิ หายไป....ตวั ” (นิชรา เรอื งดารกานนท,์ 2548)

แต่ถา้ เด็กอายุ 1-2 ปี ไมส่ ามารถช้รี ปู ภาพในหนงั สือได้ ไม่สามารถเรยี กสงิ่ ง่ายๆท่ี
เหน็ ในรูปภาพได้ หรือตอบคาถามง่ายๆไม่ได้ ส่วนเด็กอายุ 2-3 ปี ถา้ ยังไม่เขา้ ใจคาส่ังงา่ ยๆหรอื ความหมายหรือ
ความแตกต่างงา่ ยๆ เชน่ “อันไหนข้นึ อนั ไหนลง” หรอื “ช่วยไปหยบิ ขวดนมมาใหห้ น่อย” ถอื วา่ ผดิ ปกติ ตอ้ งปรึกษา
แพทย์ เพ่อื ตรวจการได้ยนิ

5) การเตรยี มความพรอ้ มก่อนการเขา้ เรยี นในระดบั อนุบาล
ในการเตรียมความพร้อมเดก็ วยั เดนิ เพื่อเข้าเรยี นในระดับอนุบาลเพอ่ื ส่งเสริมการ

เรียนรแู้ ละพฒั นาการของเด็ก เปน็ การหัดเด็กให้ออกไปใชช้ วี ิตในสังคมนอกบา้ น ฝึกให้เข้าสังคมกับเด็กวยั เดยี วกัน
และหดั ระเบยี บวนิ ัยเล็กๆน้อยๆ การเขา้ โรงเรียนอนบุ าลถือว่าเปน็ การเปลยี่ นแปลงคร้งั สาคัญสาหรบั เด็ก ผดู้ ูแลต้อง
ทาอยา่ งระมัดระวัง โดยในชว่ ง 3 ปี ถือวา่ เด็กมีความพรอ้ มที่จะเรียนรู้ประสบการณ์นอกบา้ น จงึ ตอ้ งมีการเตรียม
ความพร้อมเด็กเพื่อเข้าเรียนในระดับอนุบาล ดังน้ี

1. เลอื กโรงเรยี นท่มี ีความเหมาะสม เช่น ใกล้บ้านเดนิ ทางไม่ลาบาก มีอตั ราส่วนของ
ครูต่อนักเรียนอย่างน้อย 1: 15-20 คน มสี ภาพแวดล้อมท่เี หมาะสมกับการเรยี นรู้ของเด็ก เช่น สนามเด็กเลน่ มี
ต้นไม้ร่มร่ืนไมม่ ีอนั ตราย ของเลน่ มากพอและมปี ระโยชน์ในการเรยี นรู้ (วนิ ัดดา ปยิ ะศิลป,์ 2548)

2. พาเด็กไปดูสถานที่หรอื โรงเรียนทีเ่ ดก็ จะไปอยู่ ไปเลน่ ทีโ่ รงเรียน สร้างสมั พันธภาพ
กบั ครูไวล้ ่วงหน้า

3. พยายามทาให้เปน็ ประสบการณ์ท่ีมีความสขุ โดยผู้ดูแลควรอยกู่ บั เด็กตลอดท้ังเชา้
วันแรกท่ไี ปโรงเรยี น และทาอยา่ งตอ่ เนื่องประมาณ 1 สปั ดาห์

4. บอกใหเ้ ด็กร้วู ่าในระหว่างท่ีผู้ดแู ลกลบั นีจ้ ะไปทาอะไรและจะกลับมารับเด็กตอน
ไหน และควรมารบั เดก็ ใหต้ รงเวลาตามที่สัญญาไวก้ ับเดก็ เพือ่ ใหเ้ ดก็ มีความเชื่อใจ

ตอนท่ี 7.2.4 ปัญหาที่พบบ่อยของเดก็ วัยเดินและแนวทางการแก้ไข คอื
ปัญหาทีพ่ บบ่อยในเดก็ วัยเดินมกั เป็นปญั หาพฤติกรรม ดงั น้ี
7.2.4.1 เจ้าอารมณ์ อาละวาด ( Temper trantrums)

267

พฤติกรรมร้องอาละวาดเมื่อถูกขัดใจพบได้รอ้ ยละ 70 ในเด็กอายุ 1 ปี 6 เดือน ถึง 2 ปี ส่วนใหญ่
จะร้องนานประมาณ 3 นาที (นพวรรณ ศรีวงค์พานิช, อดิศร์สุดา เฟอื่ งฟู, 2554) เด็กวัยเดนิ จะแสดงพฤติกรรม
ก้าวร้าว อาละวาด ซึ่งเป็นอารมณโ์ กรธรุนแรง เมอ่ื ไม่สามารถทาอะไรตามใจหรือไม่สามารถทาอะไรด้วยตนเองได้
อย่างท่ีใจของเด็กต้องการ ต้องขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่หรอื บคุ คลอื่น ในขณะที่เด็กต้องการทาสง่ิ ใดสง่ิ หนึง่ ด้วย
ตนเองท้ังๆท่มี ีความสามารถส่วนตวั นอ้ ย ทาให้รสู้ กึ กระวนกระวายใจ ไมส่ บายใจ ในที่สุดก็เกดิ ความโกรธ รอ้ งไห้
หรอื ลักษณะเจ้าอารมณข์ องเดก็ เกดิ จากการท่ีเดก็ ไม่ได้พักผอ่ นเต็มท่ี เบ่ือ อ่อนเพลียหรอื กาลังหิวรวมท้ังเมอื่ เกดิ
ความไม่สบายทางรา่ งกายหรืออย่ใู นครอบครัวที่ทะเลาะเบาะแว้งกนั หรอื เกดิ จากการทเี่ ดก็ ไม่สามารถแสดงความ
โกรธด้วยวธิ กี ารพดู เนอื่ งด้วยมีขอ้ จากดั ทางด้านการพดู และการแสดงเหตผุ ล และเกิดจากการทีเ่ ด็กกาลังพฒั นา
ความเป็นตวั ของตวั เอง แต่เด็กยงั ไม่สามารถปรับความต้องการของตนเองได้อย่างเหมาะสมกบั สภาพความเป็นจริง
เม่ือผ้ดู แู ลพยายามทีจ่ ะเปล่ียนแปลงหรอื ขัดขวางการกระทาของเดก็ จงึ ทาใหเ้ ด็กเกดิ การเรยี นรวู้ ธิ เี อาชนะทเี่ ร็วและ
ง่าย คือ การแสดงอารมณ์ที่รุนแรงออกมา เดก็ จะร้องไหเ้ สียงดงั กรีดเสยี งร้อง เตะ กระโดด แกลง้ ทาเปน็ เจ็บปวด
กระทบื เท้า ทบุ ตผี ู้ดูแลหรือตนเอง ลม้ ตัวลงกล้ิงกับพ้นื เกรง็ ตวั กล้ันหายใจจนตวั เขียว โขกหวั หรือทาร้ายตวั เอง
ขวา้ งปาข้าวของ

แนวทางในการดแู ล มดี งั นี้
1. หลีกเลยี่ งเหตกุ ารณ์ท่ที าให้เด็กอาละวาด เช่น การหลีกเล่ยี งความหิวมากเกิน

ไปของเดก็ โดยจัดอาหารวา่ งใหเ้ ด็ก
2. เสนอทางเลือกอน่ื ท่ีสามารถเป็นไปได้ให้แกเ่ ด็กก่อนทจ่ี ะเกิดการอาละวาด

หรือทาให้การอาละวาดลดนอ้ ยลง
3. หลีกเล่ียงความถ่ีของการทีเ่ ด็กอาละวาด โดยการใหส้ ญั ญาณเตอื นกอ่ นมี

การอาละวาด เชน่ ถ้าเด็กมักอาละวาดช่วงก่อนเข้านอน ผูป้ กครองจะต้องกาหนดกิจกรรมทีต่ ้องทาก่อนนอนอย่าง
ชดั เจนทุกวัน เช่น อาบนา้ หรอื ฟงั นิทาน เพือ่ ให้เด็กเรยี นรวู้ ่า ภายหลงั การทากจิ กรรมดงั กล่าวต้องเปน็ เวลาเขา้ นอน

4. พยายามสงบเยือกเย็น เพราะเดก็ สามารถรับรู้ถงึ อารมณ์ของผู้ดูแลไดอ้ ยา่ ง
รวดเร็ว

5. ไม่สนใจพฤตกิ รรมของเด็ก โดยปลอ่ ยให้เดก็ กระทาพฤตกิ รรมตอ่ ใน
ขอบเขตของความปลอดภัย เชน่ จัดใหศ้ ีรษะเดก็ วางราบกับพน้ื ที่ปลอดภัย และอยู่ในสายตาของผปู้ กครอง แล้ว
อารมณ์โกรธของเดก็ จะหายไปเองหากไม่มใี ครให้ความสนใจ

6. เข้าไปปลอบโยน พดู คุย และสอนเมื่อเด็กสงบแลว้ อาจจะให้ของเล่นหรือให้
ทากจิ กรรมทีเ่ ด็กชอบทดแทน

7. อย่าพยายามลงโทษเดก็ เพราะจะทาให้เด็กกา้ วรา้ วมากข้ึน
8. ยอมรับอารมณ์โกรธของเด็กและให้รางวัลเม่อื เด็กมีพฤติกรรมทเี่ หมาะสม
เพื่อใหเ้ ดก็ เรยี นรู้พฤติกรรมที่เหมาะสมและสามารถควบคุมอารมณ์ได้
9. ผู้ปกครองควรหลีกเลยี่ งพฤติกรรมทจี่ ะทาใหเ้ ด็กเกิดการอาละวาด เชน่
ความไมส่ ม่าเสมอ การไมท่ าตามสัญญา การเขม้ งวดกับเด็กมากเกินไป การเลยี้ งดูที่ปกป้องเดก็ มากเกนิ ไป

268

7.2.4.2 การปฏเิ สธ/การตอ่ ตา้ น (Negativism)
การปฏเิ สธ หรอื การตอ่ ต้าน หรือ การดื้อรนั้ ของเด็ก เปน็ ธรรมชาตขิ องเด็กวัยเดนิ

เพราะเด็กอยากเป็นตัวของตัวเอง อยากแสดงความสามารถ อยากเป็นอิสระจากผใู้ หญบ่ ้าง หรอื อยากทดสอบ
ความสามารถของตนเองดว้ ยความคดิ สร้างสรรค์ พฤติกรรมน้จี ะเกิดต้ังแต่อายุ 2-3 ปี จะพฒั นาสูงสดุ เม่อื อายุ 3-4
ปี โดยจะทาตรงกนั ข้ามกบั สง่ิ ทบ่ี อกให้ทา หรือเงยี บไมโ่ ต้ตอบ

แนวทางในการดแู ล
1. เขา้ ใจและตอบสนองความตอ้ งการตามธรรมชาติของเด็กอย่างเหมาะสม ทง้ั

การจดั เตรยี มสถานทีก่ ว้างขวางและปลอดภยั หาของเลน่ ที่แปลกใหม่ใหเ้ ดก็ เล่น
2. ลดโอกาสท่ีเด็กจะใช้คาวา่ “ไม”่ โดยใช้คาถามทีใ่ หเ้ ขาเลือกแทนการใช้

คาถามทเ่ี ปน็ การตอบรับหรือปฏเิ สธ เช่น “หนูจะกินแตงกวาหรือผกั กาดขาว” หรือ “หนจู ะอาบนา้ จากตุ่มหรอื
ฝกั บัว”

3. หาวิธีการจูงใจเดก็ ใหป้ ฏิบัติตามกจิ กรรมหรอื สิ่งท่ีต้องการให้ทา
4. ไม่ควรบังคับ ดุ ลงโทษหรอื ตีเดก็ เพื่อใหป้ ฏิบตั ติ าม เพราะจะทาใหเ้ ด็กไม่
ชอบ เกดิ อาการต่อตา้ น รอ้ งไหอ้ าละวาดมากยงิ่ ขึ้น

7.2.4.3 การอิจฉาน้อง (Sibling rivalry) ความอจิ ฉา หรือปัญหาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งพ่ีน้อง (Sibling
relation problem) เป็นปญั หาทีเ่ กดิ ข้นึ ได้เสมอในเด็กวยั เดินเมื่อพ่อแม่มลี ูกคนใหมใ่ นครอบครวั เด็กจะรู้สกึ โกรธ
คบั ข้องใจ รู้สึกวา่ ถูกแยง่ ความรัก อาจจะแสดงพฤติกรรมก้าวรา้ วตอ่ น้อง มีพฤติกรรมถดถอยกลบั ไปเปน็ เด็กกวา่ วยั
หรอื เรยี กร้องความสนใจจากพอ่ แม่ เชน่ ซนมากขน้ึ ฝา่ ฝืนกฎของครอบครัว ปัสสาวะราด มีปญั หาการนอน พูดติด
อ่าง ดดู น้วิ หรือไมย่ อมรับประทานอาหาร(นพวรรณ ศรีวงคพ์ านิช และอดศิ ร์สดุ า เฟ่ืองฟ,ู 2554)

การดูแลแก้ไขและปอ้ งกันปัญหา มดี งั นี้
1. พอ่ แมค่ วรแสดงท่าทีต่อลูกอย่างเทา่ เทยี มกนั ไม่เปรยี บเทยี บลกู พ่อแม่ไมค่ วรรีบตัดสิน
เมอ่ื พน่ี อ้ งทะเลาะกัน ควรปล่อยให้เดก็ จัดการกันเองก่อน ไมค่ วรบงั คบั ให้พย่ี กสงิ่ ของหรอื ของเลน่ ให้นอ้ ง แต่ควรให้
เด็กมโี อกาสตัดสนิ ใจดว้ ยตนเองวา่ เขาจะยกส่ิงของหรือของเลน่ ใดให้กับน้อง
2. เมอ่ื แม่ต้งั ครรภน์ ้องใหม่ ควรบอกใหเ้ ด็กรู้ และให้เด็กแสดงความคดิ เห็น รวมถึงแสดง
ใหเ้ ด็กเหน็ วา่ เดก็ ยังคงมคี วามสาคัญตอ่ ครอบครัว สว่ นน้องคนใหมจ่ ะมาเป็นเพอ่ื นเลน่ ได้
3. ฝกึ ให้เด็กพงึ่ ตนเองมากขึ้น เชน่ การหัดใหช้ ว่ ยตนเองในการกนิ อาหาร การทาความ
สะอาดร่างกายตนเอง การเล่นตามลาพงั การอยู่กบั เพื่อน การดหู นงั สือดว้ ยตนเองเดก็ (วนั เพ็ญ บุญประกอบ,
2538)
4. ช่วยให้เด็กยอมรับน้อง โดยการให้เด็กมีส่วนร่วมในการตระเตรียมและรบั รู้การมนี ้องใหม่
ร่วมกัน เช่น ใหว้ างมือบนท้องแม่เม่ือน้องดิน้ ช่วยจัดเส้ือผ้า เตรียมข้าวของ หรือสถานที่ไวร้ บั น้อง และพ่อแม่ควรคุย
กบั เด็กไปด้วยจะมีเหตุการณ์อย่างไรเกดิ ขึน้ เชน่ แม่ต้องไปคลอดน้องทโ่ี รงพยาบาล แลว้ เด็กจะอยู่กบั ใคร มีความ

269

ปลอดภัยอย่างไร เพ่ือเป็นการเตรียมเดก็ ไมค่ วรส่งเด็กไปอยูท่ ี่อืน่ หรือไปอยกู่ ับญาติ และไม่ควรส่งเด็กเขา้ โรงเรียนใน
ระยะทม่ี นี ้องใหม่ (วันเพ็ญ บุญประกอบ, 2538)

5. เม่อื แม่อยโู่ รงพยาบาล ควรให้แม่ได้พบลูกคนโตบ้าง อาจโทรศัพท์พูดคยุ เพ่ือใหเ้ ด็ก
รสู้ กึ ว่าแมย่ งั รักและเอาใจใส่อยู่

6. แมค่ วรใหค้ วามสนใจกับลูกคนโตก่อน เม่ือกลบั มาถึงบ้าน หรอื กรณีทีม่ ญี าตมิ าเยีย่ มที่
บ้าน ก็ควรทกั ทายหรอื ให้ความสนใจกบั ลูกคนโตก่อน

7. เปดิ โอกาสให้เด็กได้มีสว่ นช่วยในการเลยี้ งน้อง เช่น ชว่ ยอาบนา้ ใหน้ ้อง หยิบของใช้ของ
นอ้ งมาให้

8. พอ่ แม่ควรใหเ้ วลาแสดงความรกั ความใสใ่ จ ทากจิ กรรมรว่ มกบั เดก็ ซึ่งเปน็ ลกู คนโตโดย
ทไ่ี ม่มนี อ้ งเข้ามาเก่ยี วข้อง เชน่ ดูรูปภาพตอนท่ีเขายังเด็กและไดร้ บั การดูแลจากพ่อแม่แบบเดยี วกบั ท่ดี ูแลน้อง

9. ถ้าเดก็ มีพฤติกรรมรังแกน้องไมค่ วรดุหรือลงโทษเด็กอย่างรุนแรง แตใ่ หช้ มเชยเมอ่ื เด็กมี
พฤติกรรมทีด่ ี เชน่ สนใจน้อง ช่วยเล้ียงนอ้ ง

7.2.4.4 การดดู นวิ้ (Thumb sucking)
การดูดน้ิว เป็นพฤติกรรมปกติท่ีพบได้ในเด็ก โดยเด็กจะเริ่มดูดนิว้ ไดต้ ้ังแตอ่ ยู่ใน

ครรภม์ ารดา และจะเร่มิ ดูดมากขน้ึ เม่ืออายุ 3 เดือน และมักหายไปก่อนอายุ 3-4 ปี การดูดนว้ิ ในช่วงอายุ 1-3 ปแี รก
เปน็ เรื่องดี เพราะจะชว่ ยลดความกังวล ทาใหเ้ คลิม้ และมีความสขุ สรา้ งความเชือ่ ม่นั ในตนเอง และช่วยใหเ้ ด็กนอน
หลบั ดขี นึ้ ถ้ายังคงมีการดูดนิ้วตอ่ ไป เด็กจะเรมิ่ ใช้วิธกี ารนี้ทาใหเ้ กิดความพึงพอใจในขณะท่เี ผชญิ กับภาวะบางอยา่ ง
เชน่ เบื่อ เหนือ่ ย หรือหวาดกลัว นอกจากน้เี ด็กบางคนถูกเลยี้ งในสถานทีค่ บั แคบ ไมม่ ีที่สาหรบั ให้เด็กเล่นอย่างเตม็ ที่
ก็อาจทาใหเ้ ดก็ ดูดน้วิ ได้ แต่ส่วนใหญ่เดก็ จะหยดุ ดูดน้ิวเมื่อเริ่มเป็นตวั ของตัวเองและมีความเป็นผใู้ หญข่ นึ้ เพราะเด็ก
จะร้สู ึกอาย เดก็ ท่ตี ดิ นิสัยดูดนว้ิ มกั เปน็ เดก็ ค่อนขา้ งเงยี บและชอบเก็บตวั โดยปกตถิ า้ เด็กอายนุ ้อยกวา่ 2 ปี ดูดนว้ิ ยงั
ถือว่าปกติแต่ควรช่วยยบั ยงั้ ตั้งแต่เหน็ ว่าเด็กเริ่มดดู น้ิว เพราะการดูดนิ้วจะทาให้เกิดผลเสยี ได้ คือ น้วิ ท่ดี ูดอาจจะเปน็
แผลอักเสบ หรอื เน้ือบริเวณท่ีดูดจะโปนหนาข้นึ แนวฟันดา้ นหนา้ ท้ังฟนั น้านมและฟนั แท้จะยืน่ ออกมา และฟันหน้า
จะสกึ กร่อนง่าย รวมถึงอาจจะรบกวนการเจริญเตบิ โตของฟนั ในระยะแรกได้ แตเ่ มื่อพฤติกรรมการดดู นวิ้ หายไป ฟันก็
สามารถขึน้ ตามปกติได้ ในกรณีทด่ี ูดนิว้ อย่างมากจนอายเุ กิน 6 ปี (ชาญยุทธ ศภุ คุณภิญโญ, 2552: 478) ผลเสยี ตอ่
พฒั นาการ เชน่ มีปญั หาในการพดู ออกเสียง อาจทาใหเ้ ด็กมปี มดอ้ ย ไมม่ ีโอกาสพดู คุยกับคนอ่ืน เนื่องจากเอามืออุด
ปากตนเอง จึงขาดการพฒั นาทักษะเขา้ สังคม

แนวทางการแก้ไข
1. ป้องกนั การดูดนวิ้ ตั้งแต่ยงั เล็กอายุ 2-3 เดือนโดยการหาของเล่นใหเ้ ด็กเพอื่ ให้เดก็

เอามือมาจับของเล่นแทน เม่ือต้องดึงน้ิวออกจากปากเด็ก ตอ้ งค่อยๆดึงอยา่ งนุ่มนวล อาจดงึ มอื ออกในขณะที่เด็ก
หลับ หรือดึงมือออกในขณะที่เดก็ เพลิดเพลินกบั นิทานทเ่ี ลา่ ใหฟ้ ัง

2. ไม่ควรใหม้ ือเดก็ อยใู่ นปากตลอดเวลา แม้จะถอื ว่าเป็นพัฒนาการปกติในเดก็
เลก็ จึงควรดงึ ความสนใจให้อยกู่ ับของเล่น หรือกจิ กรรมอืน่ ทต่ี อ้ งใช้มอื เช่น เล่นตบแปะ จ๊ะเอ๋ ปดู าปนู า วาดรปู
เล่นทราย หรอื เล่นตุ๊กตา

270

3. จัดหาสถานท่ีและของเล่นหรือสง่ิ ท่ีน่าสนใจให้เด็กไดเ้ ลน่ อย่างมีความสุข
4. ไม่ควรดวุ า่ เพ่งเล็ง หา้ มปราม ลงโทษ สนใจการดดู นว้ิ ของเด็กมากเกนิ ไป และไม่
พดู ยา้ เกย่ี วกบั เรื่องการดูดน้ิวของเด็กควรใช้วธิ เี บนความสนใจให้เด็กทาอย่างอื่น เชน่ การเลน่ การอย่กู บั ผู้อื่น หรือ
ใชว้ ิธกี ารให้กาลังใจ
5. ทาสัญญาตกลงกับเด็กเป็นรายวันในการเลกิ ดดู น้วิ โดยเป็นวธิ ที เ่ี ดก็ ยอมรบั และให้
ความร่วมมอื เช่น ติดพลาสเตอร์ทนี่ ิ้ว นาผา้ มาพนั รอบน้ิว ใส่ถุงมือ หรือใชส้ ารทีม่ รี สขมทาที่นิ้วมือ เม่ือเด็กทาได้ ให้
แรงเสริมทางบวก โดยให้กาลังใจ ปลอบใจ คาชมเชยเม่ือเด็กไมด่ ูดนิ้ว แต่ถ้าเด็กทาไม่ได้ ไม่ควรลงโทษ หรือตาหนิ
เด็ก ควรมที ่าทีและคาพูดทแ่ี สดงถึงการชว่ ยเหลอื เด็ก
6. บันทึกจานวนครง้ั ของการดูดนิว้ ในแต่ละวันของเด็ก ถา้ พบวา่ เดก็ ดูดนิ้วน้อยลง ควร
ให้กาลังใจหรอื ใหร้ างวลั แก่เด็ก
7. ดแู ลรักษาความสะอาดของมอื โดยการล้างมอื เมอื่ สกปรก
8. ตรวจพยาธิใหเ้ ดก็ เปน็ ประจา

7.2.4.5 ความวติ กกงั วลจากการพรากจาก (Separation anxiety)
ความวิตกกังวลจากการพรากจากเป็นพฤติกรรมท่ีพบไดใ้ นเดก็ ปกติเมื่อต้องแยกจากบดิ ามารดา

หรือผู้ทตี่ นรกั ผูกพัน เริม่ เม่ืออายุ 8-9 เดอื น และจะกังวลหรือกลัวมากขึ้นเรอ่ื ยๆ จนอายุ 18 เดอื นถึง 3 ปี และ
ลดลงเรือ่ ยๆในช่วงอายุ 3-5 ปี ความวติ กกงั วลน้ยี งั เกดิ ข้นึ เน่ืองจากการพบเจอส่ิงแวดลอ้ มท่ไี ม่ใชค่ รอบครวั หรอื
สถานการณ์ใหม่ๆ การพบคนแปลกหน้า ถือว่าเป็นสญั ญาณท่ดี ีของการพัฒนาความรกั ความผูกพนั (Attachment)
ระหว่างผเู้ ล้ยี งดกู ับเด็ก และเด็กสามารถบอกได้ความแตกต่างของบคุ คลในครอบครวั กับบคุ คลอื่น เรมิ่ พฒั นาความ
เข้าใจการคงอยขู่ องสงิ่ ของ (Object permanence) เด็กจะรู้ว่าสงิ่ ของไมม่ ีการสญู หาย คือร้วู า่ มีบิดามารดา เมือ่
มองไม่เหน็ บิดามารดา หมายความว่าบดิ ามารดาจากไปอยู่ ณ ทีใ่ ดท่หี นึง่ ซ่ึงเปน็ พฒั นาการทางด้านสติปญั ญาของ
เด็ก แต่เด็กวยั นยี้ งั ไมเ่ ข้าใจเรื่องเวลา (Time) คอื เชา้ สาย บ่าย เย็น จงึ ทาใหเ้ ด็กไมร่ ้วู ่าบิดามารดาจะกลับมาหาตน
เมื่อใด จงึ ทาให้เกิดความวติ กกงั วล

เมื่อเกิดความวติ กกงั วลจากการพรากจากเด็กจะร้สู ึกไมป่ ลอดภัย ป่นั ปว่ น วา้ ว่นุ ใจ พฤตกิ รรมทีแ่ สดงออก
คอื รอ้ งไห้อยา่ งรนุ แรง ไขวค่ วา้ บิดามารดา ดิ้นรน ไม่ยอมรบั ประทานอาหาร ไม่ยอมนอน แยกตวั มีพฤติกรรม
ถดถอย

เมอื่ เด็กต้องพรากจากบิดามารดาหรือผู้เลีย้ งดู การเตรียมเด็กเพ่ือรับสถานการณ์ที่จะเกิดข้ึน จะสามารถ
ช่วยลดความวติ กกงั วลจากการพรากจากได้ ซงึ่ มีวธิ ีในการเตรยี มเด็กดงั นี้

1. บอกเด็กเมื่อบดิ ามารดาหรอื ผู้เล้ียงดูจะพรากจาก ไมใ่ ช้วธิ ีการหลบเด็ก เพราะจะทาให้
เดก็ ไมไ่ วว้ างใจในบิดามารดา

2. บอกเด็กให้รูล้ ว่ งหนา้ ว่าจะมีส่ิงใดเกิดขึน้ ในขณะท่พี รากจากเด็ก บดิ ามารดาหรอื ผู้

271

เลีย้ งดูไปอยู่ทใี่ ด จะมีใครเป็นผูด้ แู ลเด็ก จะมีกจิ กรรมอะไรใหเ้ ดก็ ทาบ้างในขณะที่บิดามารดาหรือผเู้ ลีย้ งดูพรากจาก
เด็ก และพูดถึงเหตุการณท์ ีเ่ ด็กจะเจออย่างสนกุ สนาน ตน่ื เตน้ การสือ่ สารกับเด็กอาจจะใช้หนังสือนิทาน หรอื เลา่
เร่อื งในรปู แบบนทิ านเป็นตวั ช่วยให้เด็กเขา้ ใจไดม้ ากข้นึ และจะมารับเดก็ ในช่วงเวลาใดท่ีสัมพันธ์กบั กจิ กรรมของเด็ก
จะทาให้เด็กมีโอกาสเตรียมใจรบั สถานการณ์ท่จี ะเกิดขน้ึ และทาให้รสู้ ึกม่นั ใจว่าบดิ ามารดาหรอื ผู้เลีย้ งดจู ะกลับมา
รับตามทบี่ อกเด็ก

3. บดิ ามารดาทาบรรยากาศการพรากจากใหส้ บายๆ โดยพยายามทาความรูส้ ึกให้สงบ
และเป็นไปในทางบวก หากเด็กร้องไห้อย่างรุนแรง พูดกบั เดก็ ด้วยท่าทีทีส่ งบ และทาให้บรรยากาศผอ่ นคลาย บอก
ใหเ้ ด็กเกิดความมัน่ ใจวา่ บดิ ามารดาหรอื ผเู้ ล้ียงดจู ะกลบั มารบั แน่นอนเมื่อใด โดยให้สัมพันธก์ ับกจิ กรรมของเด็ก เช่น
“หลังจากลูกต่ืนนอนแลว้ แมจ่ ะกลับมารบั ลูกค่ะ”

4. การใชว้ ัตถุเป็นสัญลกั ษณ์ของบดิ ามารดา โดยให้เด็กนารูปภาพบดิ ามารดา หรือ
สง่ิ ของ ของใช้ ตกุ๊ ตาท่เี ด็กรักตดิ ตวั มาด้วย

5. สะทอ้ นให้เดก็ ทราบถงึ ความรู้สึกขณะน้ัน เชน่ เมือ่ เห็นวา่ เด็กรสู้ ึกหวาดกลวั ให้บอก
กบั เด็กว่า บิดามารดาหรือผู้เล้ยี งดูรวู้ ่าขณะนเ้ี ด็กรูส้ กึ เศรา้ ใจ และคิดถงึ บดิ ามารดาหรือผเู้ ล้ยี งเมอ่ื ต้องพรากจาก
และบิดามารดาหรือผูเ้ ลย้ี งดเู องก็คิดถึงเด็กเชน่ กัน

6. ทาใหก้ ารพรากจากเกิดขึน้ ทลี ะนอ้ ย เม่ือต้องพรากจากเด็กควรบอกให้ผู้ดูแลเดก็
มาก่อนเวลาทบ่ี ดิ ามารดาหรอื ผู้เล้ียงดูจะไปประมาณครง่ึ ช่วั โมง ในขณะเกิดการพรากจากผดู้ แู ลเดก็ พยายามพาเด็ก
ทากจิ กรรมต่างๆ เพ่ือใหเ้ ด็กเกิดความคุน้ เคย การพรากจากเด็กในคร้งั แรกควรมีญาตทิ ่เี ด็กค้นุ เคยอยูก่ บั เด็กด้วย
บดิ ามารดาหรอื ผู้เลี้ยงดบู อกเด็กวา่ จะไปไหน จะกลบั มาเม่ือไหร่ และกลบั มาตามเวลาที่ได้บอกเด็กไว้ ในการพราก
จากครง้ั หลังๆ ใหเ้ พิ่มระยะเวลาการพรากจากข้ึนและทาให้บ่อยคร้งั เมือ่ ใกล้ถึงเวลาท่ีต้องพรากจากเด็กจรงิ หรอื เม่ือ
ต้องนาเด็กเข้าสถานเลย้ี งเด็ก

7. ทาใหก้ ารพรากจากกระชบั และรวดเร็วด้วยการหอมแก้มเด็ก กอด และกล่าวคาร่าลา
อยา่ ลังเล รีรอ หรอื ใช้เวลาในการร่าลานานเกนิ ไป เด็กจะรสู้ กึ ถึงความกังวล จะทาให้เด็กมคี วามวติ กกังวลจากการ
พรากจากบดิ ามารดาหรอื ผู้เลี้ยงดูขึ้นมาได้

8. ให้เวลาและเขา้ ใจเดก็ ในการพรากจากกนั ครัง้ แรกๆ เดก็ อาจแสดงพฤตกิ รรมต่างๆ
เช่น รอ้ งไห้ ถีบ กัด ดนิ้ รน ไม่รับประทานอาหาร พฤติกรรมถดถอย ปสั สาวะรดท่นี อน ฝันรา้ ย บดิ ามารดาควร
เขา้ ใจในพฤติกรรมท่ีเกดิ ขึ้น เป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เหน็ ว่าเด็กมีความวติ กกังวลจากการพรากจาก ไมค่ วรดุ ดา่
เด็ก ควรพูดคุยกบั เด็กและอธิบายให้เดก็ เขา้ ใจถึงการที่ตอ้ งพรากจากกัน และให้เวลาในการปรับตวั ของเด็ก

ตอนท่ี 7.2.5 การป้องกันโรคทพ่ี บได้ในเดก็ วยั เดนิ
โรคท่ีพบได้ในเดก็ วยั เดิน และการปอ้ งกันโรค มดี งั น้ี
7.2.5.1 โรคหวัด (nasopharyngitis, common cold)
เป็นโรคตดิ เชื้อระบบทางเดินหายใจท่มี ีการอักเสบของเย่อื บุจมกู และคอหอย
สาเหตุ เกดิ จากเช้ือไวรัสหลายชนิด เช่น rhinovirus, coronavirus, adenovirus

272

การติดต่อ โดยการหายใจเอาเชื้อหวัดที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศเข้าไปจากการไอ จามรดกัน และติดต่อ
ทางออ้ มโดยการใชข้ องรว่ มกัน หรอื สมั ผสั นา้ มกู คลกุ คลีใกล้ชิดกบั ผู้เปน็ หวัด เอามอื ท่มี เี ชอ้ื โรคขย้ีจมกู ตา

อาการ เมื่อได้รับเชื้อเข้าไปประมาณ 1-4 วัน จะเร่ิมมีอาการคัดจมูก จาม อาจมีไข้ต่าๆ (< 38.3 องศา
เซลเซียส) ต่อมามีน้ามูกไหล อาจเจ็บคอเล็กน้อย มีอาการอตามมา อาการเหล่าน้ีจะเป็นมากใน 1-2 วันแรก แล้ว
ค่อยๆดีขึ้น น้ามูกข้นข้ึนอาจมีสีเหลืองปนเขียว อาการต่างๆมักหายไปใน 1 สัปดาห์ บางรายอาจมีอาการนาน 2-3
สปั ดาหไ์ ด้

โรคแทรกซ้อน เช่น หูช้ันกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หากได้รับการดูแลที่ไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ยงั ทาใหเ้ ดก็ ทเี่ ปน็ โรคหดื มีอาการกาเรบิ ได้

การป้องกัน
1. หลกี เลี่ยงการสัมผัสและลดการแพรก่ ระจายเชื้อโรค โดย
- หมั่นลา้ งมือบ่อยๆ ดว้ ยน้าสบู่ หรือเจลลา้ งมือ
- ไม่ใชข้ องสว่ นตวั ร่วมกับผูอ้ น่ื เชน่ ผา้ เช็ดหน้า ผ้าเชด็ ตวั แก้วนา้
- ไมค่ ลุกคลีกับผู้ป่วย ไมพ่ าเดก็ เล็กไปสถานท่แี ออัด เช่น ห้าวสรรพสนิ ค้า โรง

ภาพยนตร์
- ใหเ้ ดก็ ท่เี ป็นโรคหวดั พกั ทีบ่ ้านอย่างน้อย 2-3 วนั หรือจนกว่าจะหาย
- ดูแลและสอนใหเ้ ด็กปิดปาก ปดิ จมกู ดว้ ยผา้ หรอื กระดาษทชิ ชูท่ ุกครงั้ เวลา

ไอ หรอื จาม หรือสวมหน้ากากอนามยั เมอื่ เปน็ หวัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชือ้ ให้กบั ผูอ้ ่ืน
2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสส่ิงแวดล้อมที่เส่ียงต่อการเกิดโรค เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟในบ้าน ควันท่อไอ

เสียรถ รักษาร่างกายให้อบอุ่น และไม่อับช้ืน โดยเฉพาะฤดูฝน ฤดูหนาว หรือช่วงที่มีอากาศเปล่ียนแปลงอย่าง
รวดเร็ว

3. เสริมสร้างสุขภาพและภูมิต้านทานโรคให้แข็งแรง โดยดูแลให้เด็กได้รับอาหารครบ 5 หมู่ใน
ปริมาณท่ีเพียงพอ ได้รับวัคซีนป้องกันโรคครบตามเกณฑ์ที่กาหนด ออกกาลังกายท่ีเหมาะกับเด็กวัยเดินอย่าง
สมา่ เสมอ หรอื ทากิจกรรมกลางแจง้ ให้เคลอื่ นไหวกล้ามเนือ้ และพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

7.2.5.2 2. โรคมอื เท้า ปาก (Hand, Foot and Mouth Disease)
โรคน้พี บได้บอ่ ยในทารกและเดก็ เล็ก
สาเหตุ เกดิ จากเช้ือไวรสั Enterovirus ถือว่าอนั ตรายเป็นสาเหตกุ ารตายในเดก็ สว่ น

เชอ้ื ไวรัส Coxackievirus อาการจะไมร่ ุนแรง หายไดเ้ อง
ระยะฟักตวั – ประมาณ 3-6 วนั หลงั ไดร้ ับเชอ้ื
การติดตอ่ เช้อื ไวรสั เขา้ สรู่ ่างกายทางปากจากการทีเ่ ชอ้ื ติดอยู่บนมือท่ีปนเป้ือน

อจุ จาระ น้าลาย น้ามกู น้าในตุ่มพองหรือแผลของผู้ปว่ ย สัมผสั เชื้อจากผู้ป่วยโดยตรงผา่ นการกินอาหาร น้าด่ืม การ
ดูดเลียนิ้วมือ หรอื ของเลน่ ท่ีปนเปื้อนเช้ือ ผ่านทางเย่ือบุคอหอย หรือลาไส้ และจะขยายเพ่ิมจานวนทบ่ี รเิ วณคอหอย
และตอ่ มน้าเหลืองบริเวณใกล้เคียง ต่อมาจะเพ่ิมจานวนในลาไส้ จากน้นั เช้ือจะเข้าสกู่ ระแสเลือด และทาให้เกดิ การ

273

เปลี่ยนแปลงทเี่ ยือ่ บุช่องปาก ผิวหนังที่มือและเท้า เชื้อจะถูกขบั ออกมากับอุจจาระ อาจพบเช้ือในอจุ จาระได้นานถึง
6-8 สปั ดาห์

อาการและอาการแสดง หลงั ติดเชอ้ื 3-7 วนั จะเร่มิ มีไข้ต่าๆ อ่อนเพลีย เบือ่ อาหาร
ต่อมาอีก 1-2 วนั มีนา้ มูก เจ็บคอ เจ็บปาก ไม่ดูดนม ไมก่ ินอาหาร งอแง พบต่มุ นนู แดง ตอ่ มากลายเปน็ ตมุ่ นา้ ท่ีมี
รอยนนู แดงล้อมรอบ ขนาด 3-7 มลิ ลิเมตร ทเ่ี ยื่อบปุ าก ลิน้ เหงอื ก และบรเิ วณ หลังมือ ฝา่ มอื รอบส้นเท้า ฝ่า
เทา้ โดยไมม่ ีการคัน และไมเ่ จ็บ และต่มุ จะแตกออกเป็นหลุมตน้ื ๆ สาหรับอาการไข้จะหายใน 3-4 วัน แผลในปาก
หายใน 7 วัน ตุ่มน้าท่มี ือและเทา้ หายใน 10 วัน สว่ นรายทรี่ นุ แรง จะปวดศรี ษะ อาเจยี นมาก ซมึ ไม่ค่อยรูต้ ัว ชัก
แขนขาอ่อนแรง หายใจหอบเหน่อื ย

โรคแทรกซ้อน ผู้ป่วยส่วนใหญม่ ีอาการไม่รุนแรง พบผปู้ ว่ ยนอ้ ยรายทมี่ ีอาการแทรกซ้อนรุนแรง
เช่น สมองอักเสบ หรอื อัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก

การรักษา: รักษาตามอาการ โดยให้ยาลดไข้ ยาชาทาแผลในปากกรณีเจ็บปากมาก
และกนิ อาหารไม่ได้ ให้ยาปฏชิ วี นะเม่ือต่มุ เป็นหนอง เขา้ รับการักษาในโรงพยาบาลและใหส้ ารละลายทางหลอด
เลือดดาเม่ือมีภาวะขาดน้า ส่วนรายท่ีรุนแรงสง่ ต่อผเู้ ชีย่ วชาญ

การดแู ล - ใหย้ าลดไขพ้ าราเซตามอลเมื่อมีไขส้ งู
- ใหด้ ื่มนา้ มากๆ และสังเกตปัสสาวะควรออกมากและใส
- ชว่ งเจบ็ แผลในปาก ใหก้ ินอาหารเหลวหรือประเภทนา้ เชน่ ข้าวต้ม โจ๊ก แกง

จดื นม นา้ เต้าหู้ น้าหวาน โดยใชช้ ้อนป้อนหรือกระบอกฉดี ยาคอ่ ยๆ หยอดเขา้ ปาก ไม่ควรให้เด็กดูดนมหรือน้าจาก
ขวด ให้อมน้าแข็งก้อนเลก็ ๆ ด่มื น้าหรือนมเย็นๆ กนิ ไอศกรมี บ้วนปากด้วยนา้ เกลอื อุ่นบ่อยๆ (ผสมเกลอื ป่น ½ ช้อน
ชาในน้าอนุ่ 1 แกว้ )

การปอ้ งกันโรค
1. การดูแลสุขอนามัยทีด่ ที ั้งเดก็ และผูด้ ูแล โดย
เดก็ ใหล้ า้ งมือดว้ ยน้ากบั สบู่หรือเจลลา้ งมือทุกครั้งก่อนและหลัง

รบั ประทานอาหาร หลังขับถา่ ยอุจจาระ และการเล่นของเล่น ตัดเล็บใหส้ ้ัน เพื่อป้องกนั การตดิ เชื้อ และแพรเ่ ชื้อโรค
หลีกเล่ียงการใชส้ งิ่ ของรว่ มกัน แก้วน้า หลอดดูด ขวดนม ชอ้ น ชาม เสือ้ ผ้า ผ้าเชด็ ตัว ของเล่น ฝึกเด็กให้มีสุขนิสัยท่ี
ดี หลีกเลีย่ งการอมนิ้วหรือเอาของเล่นเข้าปาก

ผ้ดู แู ลล้างมอื ด้วยน้ากบั สบู่หลังเปลย่ี นผา้ อ้อม กอ่ นเตรยี มอาหาร
2. กรณีมีเดก็ เป็นโรคควรหยดุ พกั รักษาตัวทีบ่ ้านประมาณ 1 สปั ดาห์ หรอื
จนกวา่ จะหายเป็นปกติ เพ่ือป้องกันการแพรเ่ ช้อื ให้เด็กอ่ืนๆ และส่งเสรมิ ให้เด็กปดิ ปาก จมกู เวลาไอ จาม
3. ดูแลอนามัยส่ิงแวดล้อมที่ดี เช่น กาจัดขยะ และสิ่งปฏิกูลท่ีถูกต้อง ดูแลรักษาและทา
ความสะอาดสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้และของเล่นต่างๆเป็นประจาและสม่าเสมอด้วยน้ายาทาความ
สะอาด หรือน้ายาฆ่าเชือ้ โรค
4. ไม่ควรนาเด็กเล็กไปในท่ีชุนในช่วงท่ีมีการระบาดของโรค เช่น สนามเด็กเล่น
ห้างสรรพสินคา้ ตลาด สระว่ายนา้ ควรอยู่ในท่มี ีอากาศถ่ายเทไดด้ ี

274

7.2.5.3 อุจจาระรว่ ง (Diarrhea)
เป็นกลุ่มอาการท่ีมีการถ่ายอุจจาระเหลวต้ังแต่ 3 คร้ังขึ้นไป หรือถ่ายมีมูกปนเลือดอย่างน้อย 1

ครั้ง หรอื ถา่ ยเป็นนา้ จานวนมากตงั้ แต่ 1 ครง้ั ขึน้ ไปใน 1 วนั อาจมีอาการอาเจยี นหรือเป็นไข้รว่ มดว้ ย
สาเหตุ เกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ เชื้ออหิวาตกโรค เชื้อบิด ซาลโมเนลลา อีโคไล เช้ือปรสิตใน

ลาไส้ เชื้อไวรสั หนอนพยาธิ หรือสารเคมีบางอยา่ ง
ระยะฟักตวั กรณเี กิดจากเชือ้ มักมรี ะยะฟักตัว 6-8 ช่วั โมงขึ้นไป
การติดต่อ โดยการรับประทานอาหารและน้าทป่ี นเปือ้ น โดยทางตรงหรอื ทางออ้ มเข้าสู่ปาก
อาการ ถ่ายอุจจาระเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งข้ึนไป หรือถ่ายมีมกู ปนเลือดอย่างน้อย 1 คร้งั หรือถา่ ยเป็น

น้าจานวนมากตั้งแต่ 1 คร้ังขึ้นไปใน 1 วัน ซึ่งลักษณะของอุจจาระ อายุ และฤดูกาลจะสามารถบอกสาเหตุของโรค
อจุ จาระรว่ งได้ เช่น

อจุ จาระมีลกั ษณะเปน็ ฟอง กล่ินเหม็นเปรย้ี ว หรือกลิ่นกรด พบในเดก็ ท่ีได้รบั นม เม่ือถ่าย
บ่อยจะระคายผิวหนังเป็นผื่นแดงบริเวณรอบๆทวารหนัก พบในเด็กเล็กอายุต่ากว่า 4 ปี พบบ่อยในช่วงท่ีมีอากาศ
เย็นลง (ตลุ าคมถึงกุมภาพนั ธ์) มักเกดิ จากการตดิ เชือ้ ไวรสั ดดยเฉพาะโรต้าไวรัส

อุจจาระมลี ักษณะเป็นน้าใสเหมอื นปัสสาวะ กลน่ิ เหมน็ คาว พบได้ตลอดปี มกั เกิดจากเช้ือ
แบคทเี รีย อีโคไล

อุจจาระมีลักษณะเป็นน้าสีเขียวในช่วงแรก 2-3 ครั้ง ต่อมาถ่ายเหลวมีมูกและเลือดปน
อาจมีไข้หรอื ไมม่ ไี ขร้ ว่ มก็ได้ พบไดบ้ ่อยในชว่ งตน้ ฤดูฝน มักเกิดจากเชื้อแบคทเี รีย ซัลโมเนลลา

อุจจาระมีลักษณะเป็นน้าคร้ังละมากๆ ในรายท่ีเป็นรุนแรงอุจจาระมักมีสีขาวเหมือนน้า
ซาวข้าว มีกล่ินคาวและฝาดเหมือนกลิ่นน้าดีที่ย่อยอาหาร พบได้ทุกอายุ ช่วงฤดูแล้ง มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อหิ
วาต์

การรักษา ให้สารน้าเกลือแรท่ างปากประมาณ ½ -1 แก้วต่อการถ่ายอุจจาระเหลว 1 ครั้ง ถ้าขาด
นา้ มาก กนิ ไม่ได้ ให้ไปพบแพทย์

การปอ้ งกัน
- กินอาหารท่ีปรงุ สกุ ใหมๆ่ ไมม่ ีแมลงวันตอม
- ล้างมือด้วยน้าสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนและหลังรับประทานอาหาร หลังขับถ่าย และ

สัมผัสสงิ่ ปฏิกลู
- ใช้ช้อนกลางหรอื ทพั พีในการตักอาหารท่ปี รุงสุกแล้ว
- ทาความสะอาดภาชนะทใ่ี ช้ในการกนิ และดื่ม
- ระมัดระวังในการเตรียมอาหารและนมสาหรับเด็ก กรณีชงนมใช้น้าต้มสุกท่ีสะอาด ล้าง

ขวดนม จุกนมและฝาปิดขวดนมให้สะอาด และนาไปตม้ ในน้าร้อนนานประมาณ 10 นาที และทง้ิ ใหแ้ หง้ กอ่ นชงนม
- กาจัดอจุ จาระ

275

- แยกเด็กที่ป่วยด้วยอุจจาระร่วง แยกของเล่น ของใช้ และทาความสะอาดทันทีเพ่ือ
ปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเชื้อ และควรใหห้ ยดุ รกั ษาตัวทีบ่ ้านจนกว่าจะหาย

7.2.5.4 โรคหัด (Measles) เปน็ โรคไข้ออกผืน่ ทพี่ บบอ่ ยในเด็กช่วงอายุ 2-6 ปี
สาเหตุเกิดจากเช้ือไวรัสรูบโิ อลา (Rubeolar virus)
ระยะฟกั ตัวของโรค 9-11 วัน
อุบัตกิ ารณข์ องโรค มกั ระบาดในฤดหู นาว (มกราคม-มีนาคม)
การตดิ ต่อ 1) ตดิ ตอ่ โดยตรงจากการไอ จามเอาเช้ือทปี่ ะปนอย่กู ับนา้ มูก น้าลายของ

ผู้ป่วย เช้ือเข้าทางจมูก ปาก เย่ือบุตา 2) โดยการหายใจเอาเชื้ออยู่ในอากาศเข้าไป 3) การสัมผัสถูกมือผู้ป่วยหรือ
ส่อื กลาง (ลกู บดิ ประตู รีโมต โทรศพั ท์ แก้วน้า) ทีป่ นเปอื้ นเชอื้ แลว้ ใชม้ ือทส่ี มั ผสั เชอื้ น้ันแคะจมูก ขย้ตี า

อาการและอาการแสดง
1. ระยะอาการนา ไข้สูง (39.5 - 40.5o C) ออ่ นเพลีย Cough (ไอ) Coryza

(น้ามูกไหล) Conguntivitis (ตาแดง) (3 C) กลัวแสง ตอ่ มทอนซิลโตและแดง พบ Koplik, s spot ในวันที่ 2-3 หลัง
มไี ข้ หายเมอ่ื ผนื่ ขน้ึ 2 วนั

2. ระยะออกผื่น (วนั ท่ี 3-4 หลงั มไี ข้ ไข้ยังสูง 39.5-40.5o C.) ผ่นื เร่ิมจากตนี
ผม และซอกคอ เริ่มจากสว่ นบนลงสว่ นลา่ ง คือจากหน้าผาก ใบหน้า คอ ลาตัว แขนขา ภายใน 3-4 วันผ่นื ขึ้นท่ัวตัว
ผื่นอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีไข้สูง ตาแดงจัด ต่อมน้าเหลืองหลังใบหู และท้ายทอยโต ม้ามโต ไข้ลดลงในวันท่ี 3 หลัง
ผื่นขึน้

3. ระยะผ่นื จางหาย (วนั ที่ 5-8) ผ่นื เข้ม สแี ดงคล้า หรอื นา้ ตาลแดง 4-7 วัน
ผวิ ลอกเป็นขยุ อาจพบอาการไอ ~ 7 วนั

การดูแล ขณะมีไขส้ งู เช็ดตวั ดม่ื นา้ มากๆ เส้อื ผา้ ฝ้าย ดูแลสิ่งแวดลอ้ ม เช่น ลด
อุณหภูมหิ ้อง ใหย้ า paracetamol ลดไขซ้ า้ ได้ทกุ 6 ชม.

การป้องกนั
1. แยกผู้ปว่ ยเมื่อเร่มิ มอี าการจนถงึ 5 วันหลงั ผื่นข้ึน
2. ให้ภมู คิ ุ้มกนั (Passive immunization) ใน 5 วันหลงั ได้รับเชือ้ ในเด็กเล็ก

เดก็ ป่วยเรื้อรัง หญงิ มคี รรภ์ และผ้มู ีระบบอิมมูนบกพร่อง
3. ให้วัคซีนป้องกนั โรคหดั (Measles vaccine) ในเด็กอายุ 9 เดอื น 4-6 ปี

และ 11-12 ปี ให้ MMR ในเด็กอายุ 15 เดือน ให้ Measles vaccine 48 ชมหรอื < 72 ชม. หลงั สัมผัสโรค
7.2.5.5 โรคอีสกุ อใี ส (Chickenpox or Varicella)
สาเหตุ เกิดจากเช้อื ไวรัส Varicella-Zoster virus
ระยะการติดตอ่ 1-2 วนั กอ่ นผื่นขนึ้ ถึง 5-6 วนั หลงั ผ่นื ขึ้น หรอื จนตุ่มสดุ ท้ายตก

สะเกด็
การติดตอ่ โดยการสมั ผสั ตมุ่ นา้ ของใชท้ เ่ี ป้อื นตมุ่ นา้ สูดหายใจเอาละอองของตุม่ นา้

ผ่านเขา้ ทางเย่อื บุ ตดิ ตอ่ จากน้ามกู นา้ ลาย โดยการไอ จามรดกนั ตดิ ผ่านทางรกจากมารดาสู่ทารกในครรภ์

276

การระบาดของโรค พบได้ทุกอายุ สว่ นมากเปน็ ในเดก็ วยั ก่อนเรยี น ระบาดชว่ งเดอื น
มกราคมถงึ เมษายน

อาการและอาการแสดง
1. ระยะอาการนา เด็กจะมีไขต้ า่ ๆ พร้อมมผี ืน่ ออ่ นเพลยี เบ่อื อาหารเลก็ นอ้ ย
2. ระยะออกผืน่ โดยผน่ื เริ่มขน้ึ ทีไ่ รผม ใบหนา้ ลาตวั แผน่ หลัง แขนขา ซ่ึงบริเวณ

แขนขาจะมผี น่ื ขน้ึ ประปราย บางรายผื่นข้นึ ในช่องปาก
ลกั ษณะของผนื่ เริ่มจากผน่ื แดงราบ (Macule) เป็นต่มุ นนู (Papule) ตอ่ มา

เป็นตุ่มน้าใส (Vesicle) และคัน ต่อมาตุ่มมีหนอง (Pustule) แล้วตกสะเก็ด (Crust) การเปลี่ยนแปลงของผื่น
ประมาณ 3 วัน

โรคแทรกซอ้ น มีการติดเชื้อแบคทีเรยี ซา้ ซอ้ น ในผู้ทมี่ ภี ูมิคมุ้ กนั ต่า ปอดอกั เสบ ในผทู้ มี่ ี
ภูมิคุ้มกันต่า ในหญิงตั้งครรภ์ติดเช้ือในไตรมาสท่ี 1 และ 2 อาจทาให้ทารกในครรภ์พิการได้ ส่วนหญิงตั้งครรภ์ติด
เชือ้ ก่อนคลอด 5 วัน หรอื หลงั คลอด 2 วัน ทารกเปน็ โรครนุ แรงได้

การรกั ษา
1. รกั ษาตามอาการ ลดไข้ หลกี เลยี่ งแอสไพรนิ (เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรยซ์ นิ โดรม

: Reye, syndrom มีภาวะสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ) ส่วนตุ่มหนอง ให้ทายาหรอื กินยาปฏชิ วี นะ
2. ใหย้ ายับยั้งเชอ้ื ไวรสั Acyclovir แบบกิน ทุก 4 ชม. เป็นเวลา 5 วัน หรอื แบบฉดี

ตามแนวการรกั ษาของแพทย์
การป้องกัน โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (varicella vaccine) กรณีมีเด็กป่วยให้แยกผู้ป่วยออก

จากเด็กอ่ืน โดยให้อยู่ในห้องแยก และให้ผู้ปกครองมารับกลับบ้าน ให้หยุดเรียนและแยกไม่ให้คลุกคลีกับผู้อื่น
จนกวา่ ตมุ่ หรอื แผลสุดท้ายจะแหง้ หรอื ตกสะเก็ด ห้ามใช้ส่ิงของและภาชนะร่วมกับผู้ป่วย

ใบงานกิจกรรมหนว่ ยที่ 7.2
กาหนดให้นักศึกษาสืบค้นเอกสารงานวิจัยท้ังภาษาไทย และภาษาอังกฤษอย่างน้อยภาษาละ 1 เร่ือง แล้ว

นาเสนอผ่าน google meet กล่มุ ละ 20 นาที โดยก่อนนาเสนอตอ้ งส่งงานอาจารย์ประจากลมุ่ ก่อนอย่างนอ้ ย 3 วัน
เพ่ือใหอ้ าจารยใ์ ห้ข้อเสนอแนะ ทาง E-mail หรอื ชอ่ งทาง on-line อนื่ ในประเดน็ ดังน้ี

ใบงานที่ 1 บทบาทพยาบาลในการฝกึ หัดการขับถ่ายในเดก็ วัยเดนิ

ใบงานที่ 2 บทบาทพยาบาลในการสร้างเสริมสุขนิสัยในการกนิ ของเด็กวยั เดนิ

ใบงานท่ี 3 บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และกล้ามเนื้อมัด
เลก็ ในเดก็ วยั เดิน

277

ใบงานที่ 4 บทบาทพยาบาลในการดูแลเมือ่ เด็กวยั เดนิ มีปัญหาพฤติกรรมเจ้าอารมณ์ อาละวาด การดื้อ ปฏเิ สธ และ
แนวทางการแก้ไข

เอกสารอ้างองิ ก
กองโภชนาการ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ . (2552). วยั ก่อนเรียน 1-5 ปี. ใน สนุ าฎ เตชางาม,

ชนิดา ปโชตกิ าร, สุจิตต์ สาลพี ันธ์, พูนศรี เลิศลกั ขณวงศ์. บรรณาธิการ. กินตามวยั ให้
พอดี. ม.ป.ท.: โรงพมิ พ์องคก์ ารสงเคราะห์ทหารผา่ นศึก.
แก้วกาญจน์ เสือรมั ย,์ นันทน์ ริน ทีฆวิวรรธน.์ (2555). การสร้างเสรมิ สุขภาพเดก็ วยั เดิน. เอกสาร
ประกอบการสอนวชิ า 250 221 การพยาบาลสุขภาพเด็ก 1. สาขาการพยาบาลสุขภาพ
เดก็ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
แก้วกาญจน์ เสอื รัมย์ อัจฉริยา วงษ์อินทรจ์ นั ทร์ ชญาดา มรรควัลย์. (2558). การรบั รู้พฤตกิ รรมไม่พึง
ประสงคใ์ นเด็กก่อนวยั เรียนและการแก้ไขของผู้ดูแลเด็กในศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเล็กแห่งหนึง่ ใน
จงั หวดั ขอนแกน่ . วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ, 38 (4): 68-80.
จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์, บานช่นื เบญจสุวรรณเทพ, พฏั โรจน์มหามงคล. (2554). ปญั หาการกิน
Feeding problem. ใน ทิพวรรณ หรรษคุณาชยั , รววิ รรณ รุง่ ไพรวลั ย์, ชาคริยา ธรี เนตร,
อดิศรส์ ุดา เฟือ่ งฟู, สุรีย์ลักษณ สจุ รติ พงศ พงษศ์ กั ด์ิ น้อยพยัคฆ์. บรรณาธิการ. ตารา
พัฒนาการและพฤติกรรมเดก็ สาหรับเวชปฏบิ ัตทิ ่วั ไป. ม.ป.ท.: บียอนด์ เอ็นเทอร์
ไพรซ.์
ชาครยิ า ธีรเนตร. (2554). การประเมนิ พฒั นาการเด็ก (Developmental assessment). ใน
ดุสิต สถาวร แสงแข ชานาญวนกิจ ประไพพิมพ์ ธรี คุปต์ ชลิดา เลาหพันธ์. บรรณาธกิ าร.
คมู่ ือการสมั ภาษณแ์ ละตรวจร่างกายเดก็ Manual of pediatric interview and
physical examination. ม.ป.ท.: บยี อนด์ เอน็ เทอรไ์ พรซ์.
ทิพวรรณ หรรษคณุ าชยั . (2555). การประเมนิ การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการ. ใน อัจฉรา ตงั้ สถาพร
พงษ์ พรรณพชั ร พริ ิยานนท์ ศริยา ประจักษ์ธรรม ทพิ วรรณ หรรษคุณาชัย. บรรณาธิการ.
พน้ื ฐานกุมารเวชศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: ไอกรปุ๊ เพลส.
ทพิ วรรณ หรรษคุณาชยั . (2554). การนอนและปัญหาการนอน Sleep and Sleep problem. ใน
ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย, รวิวรรณ รุ่งไพรวัลย์, ชาครยิ า ธรี เนตร, อดิศร์สดุ า เฟื่องฟู,
สรุ ยี ์ลกั ษณ สุจรติ พงศ พงษ์ศักดิ์ นอ้ ยพยคั ฆ.์ บรรณาธกิ าร. ตาราพัฒนาการและพฤติกรรม เ ด็
สาหรบั เวชปฏิบัติทว่ั ไป. ม.ป.ท.: บียอนด์ เอน็ เทอรไ์ พรซ.์
นิตยา คชภกั ดี. (2551). พฒั นาการเดก็ (Child development). ใน นิชรา เรืองดารกานนท,์ ชาคริยา
ธีรเนตร, รววิ รรณ รุ่งไพรวัลย,์ ทิพวรรณ หรรษคณุ าชยั , นิตยา คชภักด.ี บรรณาธกิ าร.
ตาราพฒั นาการและพฤติกรรมเด็ก. กรุงเทพฯ: โฮลิสตกิ พบั ลิชชิ่ง.
นิตยา คชภักดี. (2554). พฒั นาการเด็ก (Child development). ใน ทพิ วรรณ หรรษคณุ าชยั ,
รววิ รรณ รุ่งไพรวัลย,์ ชาครยิ า ธีรเนตร, อดิศร์สดุ า เฟือ่ งฟ,ู สุรียล์ กั ษณ์ สจุ รติ พงศ์, พงษ์ศักดิ์

278

น้อยพยัคฆ.์ บรรณาธกิ าร. ตาราพฒั นาการและพฤติกรรมเด็กสาหรบั เวชปฏบิ ัติ
ทัว่ ไป. ม.ป.ท.; บยี อนด์เอ็นเทอรไ์ พรซ์.
นิตยา คชภักด.ี (2543). ขั้นตอนการพัฒนาของเดก็ ปฐมวัยต้งั แตป่ ฏิสนธิถงึ 5 ป.ี กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พ์ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว.
นพวรรณ ศรวี งคพ์ านชิ , อดิศร์สดุ า เฟ่ืองฟ.ู (2554). ปญั หาพฤตกิ รรมทีพ่ บบ่อยในเด็กปฐมวัยและการ
ฝกึ วินัยเชงิ บวก common Behavioral Problems in Preschool Children & Positive
Discipline. ใน ทพิ วรรณ หรรษคุณาชัย, รววิ รรณ รุ่งไพรวัลย,์ ชาครยิ า ธรี เนตร,
อดศิ ร์สุดา เฟื่องฟู, สุรียล์ ักษณ์ สุจริตพงศ,์ พงษศ์ กั ด์ิ นอ้ ยพยัคฆ.์ บรรณาธิการ.
ตาราพัฒนาการและพฤตกิ รรมเด็กสาหรับเวชปฏบิ ัติท่วั ไป. ม.ป.ท.; บยี อนด์
เอ็นเทอร์ไพรซ์.
บานช่ืน เบญจสวุ รรณเทพ. (2555). การเจริญเติบโตของเดก็ ปกติ (Normal Growth). ใน สมบูรณ์
จนั ทร์สกลุ พร, อรชุ า ตรศี ริ โิ ชต,ิ ชนาธิป ลอื วเิ ศษไพบลู ย์, โอฬาร พรหมาลขิ ติ , เกศรา
อัศดามงคล, ไพโรจน์ จงบญั ญตั ิเจรญิ . บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตร์ 1. กรงุ เทพฯ:
นพชยั การพมิ พ.์
บานชนื่ เบญจสวุ รรณเทพ. (2555). ปญั หาพฤตกิ รรมทพ่ี บบ่อยในเดก็ ปฐมวัย (Common behavioral
problems in children). ใน สมบรู ณ์ จันทร์สกลุ พร, อรชุ า ตรีศริ โิ ชติ, ชนาธปิ ลอื วิเศษ
ไพบูลย์, โอฬาร พรหมาลขิ ิต, เกศรา อศั ดามงคล, ไพโรจน์ จงบัญญตั เิ จริญ. บรรณาธิการ.
กมุ ารเวชศาสตร์ 1. กรุงเทพฯ: นพชัยการพมิ พ.์
พชั รี วรกจิ พูนผล. (2555). การสร้างเสริมสขุ ภาพเด็กวัยเดิน. ใน พมิ พาภรณ์ กลน่ั กลนิ่ . การสรา้ ง
เสรมิ สุขภาพเดก็ ทุกชว่ งวัย. บรรณาธิการ. ม.ป.ท.: หจก. โรงพิมพ์คลงั นานาวทิ ยา.
พรทพิ ย์ ศิริบูรณพ์ พิ ัฒนา และศรสี ดุ า เอกลัคนารัตน.์ (2555). แนวคิดการดูแลสขุ ภาพเดก็ และ
ครอบครัว. ใน พรทิพย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา. การพยาบาลเดก็ เล่ม 1 หลกั และแนวคดิ การ
พยาบาลเดก็ และครอบครัว การพยาบาลทารกแรกเกดิ . บรรณาธิการ.ม.ป.ท.; ธนาเพลส.
มาลี วทิ ยาธรรตั น์ และพชั รี ใจการณุ . (2555). การส่งเสรมิ การเจรญิ เติบโตและพัฒนาการเด็ก. ใน
พรทิพย์ ศิรบิ ูรณ์พิพัฒนา. การพยาบาลเด็กเล่ม 1 หลกั และแนวคิดการพยาบาลเดก็ และ
ครอบครวั การพยาบาลทารกแรกเกิด. บรรณาธกิ าร.ม.ป.ท.; ธนาเพลส.
รววิ รรณ รุง่ ไพรวลั ย์. (2554). พัฒนาการทางภาษาล่าชา้ Language Delays. ). ใน ทิพวรรณ
หรรษคณุ าชัย รวิวรรณ รุ่งไพรวลั ย์ ชาครยิ า ธีรเนตร อดศิ รส์ ดุ า เฟอื่ งฟู สรุ ยี ์ลกั ษณ์ สจุ รติ พงศ์
และพงษ์ศักดิ์ น้อยพยคั ฆ.์ บรรณาธกิ าร. ตาราพฒั นาการและพฤติกรรมเดก็ สาหรบั เวช
ปฏบิ ัตทิ ัว่ ไป. ม.ป.ท.: บียอนด์เอ็นเทอร์ไพรซ.์
รวิวรรณ รงุ่ ไพรวัลย,์ วิรงรอง อรัญนารถ, ชาคริยา ธรี เนตร. (2551). การกากบั ดูแลสขุ ภาพเด็ก (Child
health supervision). ใน นชิ รา เรอื งดารกานนท,์ ชาครยิ า ธรี เนตร, รววิ รรณ ร่งุ ไพรวัลย์,

279

ทพิ วรรณ หรรษคณุ าชัย, นิตยา คชภกั ด.ี บรรณาธกิ าร. ตาราพฒั นาการและพฤตกิ รรม
เดก็ . กรุงเทพฯ: โฮลิสติก พับลิชชง่ิ .
วรดนู จรี ะเดชากลุ . (2551). นนั ทนาการสาหรับเด็ก. พมิ พ์คร้งั ที่ 5. ม.ป.ท.: ว.ี พริน้ ท์.
วนิ ดั ดา ปิยะศิลป์. (2548). เตรยี มลูกไปโรงเรียน. ใน ส่าหรี จิตตนิ ันทน,์ ลัดดา เหมาะสวุ รรณ.
บรรณาธิการ. แนะแนวการอบรมเลี้ยงดูเด็กจากแรกเกิดถงึ 5 ปี. กรงุ เทพฯ:
สานักพิมพก์ รุงเทพาเวชสาร.
วมิ ล ธนสวุ รรณ, นิตยา ไทยาภิรมย์. (2551). การประเมนิ การเจริญเติบโตและพฒั นาการเด็กและการ
ส่งเสรมิ . ใน นิตยา ไทยาภริ มย.์ บรรณาธกิ าร. การสร้างเสริมสขุ ภาพเดก็ เล่มที่ 1.
เชยี งใหม่: นพบุรีการพมิ พ์.
สุรยี ล์ ักษณ์ สุจรติ พงศ.์ (2554). การกากับดแู ลสุขภาพเด็กสาหรับเด็กปฐมวัย Child Health
Supervision. ใน ทิพวรรณ หรรษคุณาชยั , รวิวรรณ รุง่ ไพรวลั ย์, ชาคริยา ธีรเนตร, อดศิ ร์สดุ า
เฟ่อื งฟู, สรุ ยี ล์ ักษณ สจุ รติ พงศ พงษ์ศักดิ์ น้อยพยคั ฆ.์ บรรณาธกิ าร. ตาราพฒั นาการและ
พฤติกรรมเด็กสาหรบั เวชปฏิบัตทิ ่ัวไป. ม.ป.ท. บยี อนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์;
สานกั โรคตดิ ตอ่ ทัว่ ไป กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสุข. (2558). แนวทางการป้องกนั ควบคุม
โรคตดิ ต่อในศนู ย์เดก็ เล็กและโรงเรยี นอนบุ าล สาหรบั ครผู ู้ดูแลเดก็ . ม.ป.ท.: บอรน์ ทูบพี ับลิช
ชิ่ง;
อจั ฉราพร ศรีภษู ณาพรรณ. (2551). การจดั การเล่นเพ่อื การสรา้ งเสริมสขุ ภาพเด็ก. ใน นิตยา ไทยา
ภิรมย.์ บรรณาธกิ าร. การสรา้ งเสรมิ สุขภาพเด็ก เล่มที่ 1. เชียงใหม่: นพบรุ กี ารพิมพ.์
อิสราภา ช่ืนสุวรรณ, (2554). ปญั หาการขบั ถา่ ย Eliminating Problems. ใน ทิพวรรณ หรรษคณุ าชัย,
รววิ รรณ รุ่งไพรวัลย์, ชาคริยา ธีรเนตร, อดศิ ร์สุดา เฟือ่ งฟ,ู สรุ ยี ล์ กั ษณ สจุ รติ พงศ
พงษศ์ กั ดิ์ น้อยพยัคฆ.์ บรรณาธิการ. ตาราพัฒนาการและพฤตกิ รรมเดก็ สาหรบั เวช
ปฏิบตั ิท่วั ไป. ม.ป.ท.: บยี อนด์ เอน็ เทอรไ์ พรซ์.
Ball J, Bindler R, Cowen K. (2012). Principles of pediatric nursing caring for
children. 5th ed. Boston: Pearson.
Burns CE, Dunn AM, Brady MA, Starr NB, Blosser CG. (2009). Pediatric primary care.
4th ed. Saunders: Elsevier.
Hui WT, Grover G. Nutritional needs. In Berkowitz CD. (2012). Berkowitz,s Pediatrics
A primary care approach. 4th ed. United State of America: W.B. Saunders
Company.
Potts, NL, Mandleco BL. (2012). Pediatric nursing varing for children and their
families. 3rd ed. Australia : Delmar.

280

หน่วยท่ี 7.3 การสร้างเสริมสุขภาพเดก็ วยั ก่อนเรียน

ผศ.นภิ า อังศภุ ากร

วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้

1. บอกแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพเด็กวัยกอ่ นเรยี นได้ถูกต้อง
2. บอกพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในเด็กวัยกอ่ นเรียนและแนวทางการดูแลได้
ถูกต้อง
3.บอกปญั หาสขุ ภาพทีพ่ บบ่อยในเด็กวัยก่อนเรยี นและแนวทางการดูแลได้ถูกต้อง

2.1 แบบแผนการรบั รู้สุขภาพและการดแู ลสุขภาพ เด็กวัยน้ียงั ไม่รับรู้ถงึ อวัยวะภายในและการทาหนา้ ที่
ของรา่ งกายท่ีชดั เจนและถูกต้อง เด็กมองว่าอวัยวะในร่างกายเป็นชอ่ งว่าง เดก็ วัยน้ีสามารถระบุสิง่ ทอี่ ย่ภู ายใน
รา่ งกายไดอ้ ย่างน้อย 1-2 อย่าง เชน่ กระดูก เลือด เด็กเริ่มเข้าใจวา่ ตนเองมีส่วนรับผดิ ชอบในสขุ ภาพตนเอง เด็ก
มองความเจบ็ ปวดหรอื ความเจบ็ ป่วยเป็นการถกู ลงโทษ มกั มองเหตุการณ์ท่ีเกดิ ขึน้ ในเวลาใกลเ้ คยี งกนั เป็นเหตุเปน็
ผลต่อกัน

เด็กวยั กอ่ นเรยี นเร่ิมรับผิดชอบในการดแู ลสขุ ภาพของตนเองไดบ้ างเร่ือง บดิ ามารดามักรู้สกึ ว่าเด็กวยั น้ีมี
สุขภาพดขี ึ้น เจบ็ ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจนอ้ ยลง เน่ืองจากเด็กมภี มู ติ ้านทานตอ่ เชื้อทส่ี ัมผัสบ่อย แต่อย่างไรก็
ตามควรไดร้ บั การดแู ลพาไปรับภมู คิ ้มุ กันตามกาหนด การดูแลสขุ ภาพของเด็กวยั กอ่ นเรยี นท่คี วรใสใ่ จคือ การดูแล
สขุ ภาพช่องปากและฟนั การอาบนา้ และแตง่ ตวั รวมท้งั สอนเร่ืองของการป้องกนั การติดเชื้อ และการแพร่กระจาย
เช้อื

2.1.1 การดูแลสุขภาพชอ่ งปากและฟัน เดก็ วัยก่อนเรยี นจะมีฟันน้านมครบ 20 ซี่ ช่วงปลายของ
วัยน้ีฟันน้านมจะเร่ิมหลุด และเรม่ิ มีฟันแท้ขึ้นมาทดแทน เด็กตวรได้รับการตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือน เพ่ือขัดฟัน
เคลือบฟลูออไรด์ อุดร่องฟันกราม หรือทา plastic occlusal sealant เคลือบฟันเพ่ือป้องกันฟันผุในกรณีที่เคลือบ
ฟัน(enamel)ถูกทาลาย เด็กวัยน้ีชอบรับประทานอาหาร ขนมที่มีรสหวาน ขนมกรุบกรอบที่เป็นแป้ง และน้าตาล
ทาให้เด็กฟันผุงา่ ย ถา้ เด็กอมลูกอม ของหวาน ควรแปรงฟนั ทันที ถ้าไม่สามารถแปรงฟนั ได้ควรด่ืมนา้ เปลา่ ตามเพื่อ
ล้างปาก ดังน้ันผู้ดูแลจึงควรดูแลให้เด็กได้แปรงฟันที่บ้านในเวลาหลังต่ืนนอนเช้า และก่อนเข้านอน และท่ีโรงเรียน
หลังรับประทานอาหารกลางวันหรือก่อนเข้านอนพักกลางวัน ฝึกนิสัยการรักษาความสะอาดของปากและฟัน บ้วน
ปากทุกคร้ังหลังรับประทานขนมหวาน และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อฟัน นอกจากน้ียังพบปัญหาไม่

281

ยอมแปรงฟันหรือยังแปรงไม่ถูกวิธีโดยเฉพาะช่วงอายุ3-4 ปี เพราะความสามารถในการบังคับกล้ามเน้ือยังไม่
สมบูรณ์เต็มที่ ผู้ดูแลเด็กไม่ควรบังคับในการแปรงฟันของเด็กนั้น เด็กจะยังแปรงฟันได้ไม่ถูกต้องหรือไม่สะอาด
ท้ังหมด ผู้ดูแลควรแปรงฟันให้เด็ก หรือจับมีอเด็กให้แปรงฟันโดยถูกวิธี การสอนเด็กแปรงฟันสามารถทาได้โดยให้
เด็กยืนแปรงฟันหน้ากระจก ผู้ดูแลยืนซ้อนข้างหลังเด็ก จับมือเด็กแปรงให้ถูกวิธี และให้เด็กดูวิธีการแปรงฟันไป
พร้อมๆ กับชวนพูดคุยถึงประโยชน์ของการแปรงฟันและการรักษาฟันให้แข็งแรง ควรให้เด็กแปรงฟันด้วยตนเอง
กอ่ น เพราะเด็กวัยนี้ชอบทาสงิ่ ต่างๆ ด้วยตนเอง ผู้ดูแลควรตรวจฟนั เดก็ หลังเด็กแปรงฟัน ใช้เทคนคิ การให้รางวัลแก่
เด็ก เมื่อเด็กแปรงฟันได้ถูกวิธีและฟันสะอาด หากเด็กแปรงฟันไม่สะอาด ควรแปรงฟันให้เด็กอีกคร้ัง จัดหาแปรงสี
ฟันท่ีมีขนอ่อนนุ่ม และยาสีฟันสาหรับเด็กเพ่ือชักชวนให้เด็กชอบการแปรงฟัน การสอนการแปรงฟันควรใช้วิธีเล่า
นิทานจะช่วยทาให้เด็กสนใจและอยากทาตามมากข้ึน และให้แปรงฟันพร้อมๆ กับผู้ใหญ่ เพ่ือเด็กจะได้เกิดการ
เลยี นแบบ

แปรงสีฟันขนาดพอเหมาะกับช่องปากของเด็ก คือแนวขนแปรงครอบคลุมฟันได้ประมาณ 2 ซ่ี ไม่กว้าง
หรอื สูงเกินไปจนเข้าไปในช่องปากลาบาก ขนแปรงอ่อนนุ่ม ด้ามจับเป็นแบบตรงๆ จับงา่ ย ผู้ปกครองควรเป็นผู้บีบ
ยาสีฟันและแปรงฟันให้ อย่างน้อยวันละสองคร้ังคือ เช้า กับก่อนนอน (แปรงเสร็จ ไม่ทานอะไรอีกแล้ว) และใช้
ร่วมกบั ยาสีฟันชนิดผสมฟลอู อไรด์ โดยเด็กอายนุ ้อยกว่า
3ปี ให้บีบยาสีฟันแค่เปน็ จุดพอเปียก (smear , ดังรูป แปรงสีฟนั สฟี ้า) และเด็กอายุ 3-6 ปีให้บบี ยาสฟี นั ขนาดเท่า
เม็ดถ่วั เขียว (pea-sized)

วธิ กี ารแปรงฟนั ที่ง่ายและมปี ระสิทธภิ าพดใี นเด็กคือเทคนิคการแปรงที่เรียกวา่ Horizontal scrub คือวางแปรงใน
แนวนอน และขยับส้นั ๆในแนวนอนประมาณสิบครั้งต่อตาแหนง่ แลว้ ขยับเลอ่ื นแปรงไปยังบริเวณถดั ไป โดยทาเป็น
ลาดบั จากซา้ ยไปขวา และต้องแปรงท้งั ด้านนอกและด้านใน สว่ นบริเวณฟันกรามต้องแปรงดา้ นบดเคี้ยวด้วย โดย
วางแปรงลงตรงๆให้ปลายขนแปรงวางอยู่บนดา้ นบดเคย้ี วของฟนั และขยบั แปรงส้ันๆไปมา 20 ครัง้ (ไม่ได้แปรงปัด
ขน้ึ ลง เหมอื นเพลงทเ่ี ด็กๆร้องสมยั ก่อน)เพราะการปดั แปรงข้ึนลงจะดซู บั ซ้อนย่งุ ยากสาหรับเด็กวยั กอ่ นเรียน
จากนั้นใหเ้ ดก็ แลบลิ้นออกมายาวๆ และแปรงลิ้นเบาๆโดยลูบออกมาหลายๆครั้ง จากน้ันใหเ้ ดก็ บ้วนปากแต่นอ้ ย

282

เพอ่ื ให้ฟลูออไรดข์ องยาสีฟนั ยังคงเหลอื อยใู่ นช่องปากมากท่ีสุด สุดท้ายให้ผูด้ ูแลใชไ้ หมขดั ฟัน (Dental floss) ทา
ความสะอาดบริเวณซอกฟนั ท่ีติดกนั ท้งั ฟนั หน้าและฟันหลงั ไลไ่ ปตามลาดับเหมอื นลาดบั การแปรงฟนั ท่วั ทั้งช่องปาก

2.1.2 การทาความสะอาดร่างกาย เด็กวัยก่อนเรียนมีการเล่นที่ใช้พละกาลังมาก ทาให้
ร่างกายสกปรกได้ง่าย การอาบน้าทาความสะอาดร่างกายควรอาบน้า2ครั้งต่อวัน ควรฝึกให้เด็กทาความสะอาด
รา่ งกายตนเอง เด็กอายุ 3-4 ปี บิดามารดา หรอื ผู้เลี้ยงดูจะยังตอ้ งชว่ ยเหลือในการอาบน้า เด็กอายุ 5-6 ปี ฝกึ ให้เด็ก
ทากิจกรรมง่ายๆ ได้แก่ การถูสบู่ ล้างหน้า ทาแป้ง เช็ดตัวหรือใส่เสื้อผ้าเอง สาหรับการสระผม การล้างสบู่ออก ผู้
เล้ียงดูควรจะทาให้เพราะเปน็ กจิ กรรมท่ยี ากขึ้นเม่ือเด็กโตข้ึนอายุประมาณ 6 ขวบ เด็กจึงจะสามารถทาเองได้

การอาบน้า ฝึกใหอ้ าบน้าเอง โดยสอนขั้นตอนในการอาบนา้ ให้เดก็ เลือกอุปกรณ์ท่ีจะใช้ เช่น แปรง
สฟี ัน แชมพู สบู่ ฟองนา้ ขดั ตัว หรือหมวกอาบนา้ ทม่ี ีสสี นั สดใสถูกใจ

การสระผม ใช้แชมพูเด็กท่ีไม่แสบตา และอาจใช้หมวกโฟมสาหรับสระผมเด็ก ท่ีเป็นแผ่นบางๆ
กลมๆ มรี ขู นาดใหญ่พอทีห่ ัวจะสวมได้ มปี กี บานๆไวก้ ันน้าลงหนา้ สวมไว้ที่ศีรษะ กดลงมาให้ผมไปอยขู่ ้างบนเหนือ
หน้าผาก เวลาสระผม น้าจะไมไ่ หลลงมาโดนหน้า หรือให้เด็กกม้ หนา้ กลัน้ หายใจขณะราดน้า

2.1.3การใส่เสื้อผ้า เด็กวัยก่อนเรยี นจะสามารถถอดเสือ้ ผ้าไดเ้ อง ยกเว้น เส้อื ผา้ ท่ตี ิดกระดุม หรือ
ผูกเชือก รองเท้าท่ถี อดยากไมค่ วรเลอื กเสอ้ื ผา้ ท่ีต้องผูกเชอื ก เพราะนอกจากเดก็ จะใสเ่ องไม่ได้แลว้ ยังจะเกี่ยวทาให้
เกดิ อุบัตเิ หตไุ ด้ ไมเ่ ลือกเสือ้ ผา้ ทต่ี ้องติดกระดุมหรือรูดซิปดา้ นหลัง

การสวมเสือ้ ผ้าฝึกให้นั่งกับพ้ืนเพื่อใส่กางเกง โดยวางกางเกงให้เดก็ สามารถสอดขาเข้าได้งา่ ย ถ้าเป็นกางเกงแบบมี
ซปิ ต้องมน่ั ใจวา่ เดก็ ใสก่ างเกงใน และตอ้ งระวังซปิ โดนเน้ือเด็ก

2.2 แบบแผนโภชนาการและการเผาผลาญ เด็กวัยก่อนเรียนมักมีปัญหาทางโภชนาการ

เนื่องจากเป็นวัยที่ซอบเล่นซุกซน ห่วงเล่นมากกว่าการรับประทานอาหาร และไม่รู้จักเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อ

การเจริญเติบโตของร่างกาย ผู้ดูแลเด็กจึงควรส่งเสริมภาวะโภชนาการตามหลักโภชนาการท่ีเหมาะสมตามวัย

เพ่ือให้เด็กได้รับอาหารที่ครบถ้วน มีคุณค่าและปลอดภัย ในแต่ละวันเด็กควรได้รับพลังงานจากอาหารประมาณ

1,400-1,800 กิโลแคลลอร่ีหรือ 90 กิโลแคลลอร่ี/น้าหนักตัว 1 กิโลกรัม ควรได้รับน้ามากกว่า 100 มิลลิลิตร/

น้าหนักตัว 1กิโลกรัม ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับกิจกรรมทางร่างกายของเด็กและปัจจัยด้านภูมิอากาศสิ่งแวดล้อม อาหารที่มี

ประโยชน์ คอื อาหารหลกั 5 หมู่ ดังน้ี

1) เน้ือสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่ ถั่ว นม ซ่ึงอาหารในหมู่น้ีจะให้ท้ังโปรตีน วิตามินเกลือแร่ และไขมัน จึงเป็น
อาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายและป้องกันโรค เพราะทาให้ร่างกายแข็งแรง ซ่อมแซมส่วนท่ีสึกหรอ

283

อาหารท่ีมีโปรตีนสูง ได้แก่ นม ไข่ เน้ือสัดว์ เน้ือปลา แต่เน้ือปลาจะมีไขมันต่ากว่าเนื้อหมูและเนื้อวัว เด็กควรได้รับ
อาหารประเภทโปรตีนเพ่ิมมากขึ้นจากวัยที่ผา่ นมาเนื่องจากโปรตีนเป็นอาหารหลกั ในการเจรญิ เติบโตของกล้ามเน้ือ
และอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ความต้องการโปรตีนโดยประมาณ 13-19 กรัมต่อวัน หรือวันละ 2-4 ช้อนโต๊ะ
รวมท้ังรบั ประทานเคร่ืองในสัตวส์ ัปดาห์ละครง้ั ควรบรโิ ภคไข่ทกุ วันๆ ละ1 ฟอง และอาหารประเภทถัว่ ซึ่งถ่วั เหลอื ง
จะให้สารอาหารโปรตีนสูง ถ่ัวเขียวมีวติ ามินเอสงู ถ่วั ลสิ งมีไนอะซีนสูง อาหารที่เตรียมให้เด็กควรเปล่ียนรูปแบบการ
ปรุงใหห้ ลากหลาย ไมซ่ ้าๆ กนั เพราะเด็กจะเบอื่

2) ข้าว แป้ง เผือก มัน น้าตาล อาหารประเภทแป้งและน้าตาลต่าง ๆ ท่ีเด็กได้รับประทานมักเป็นข้าว ซ่ึง
ควรได้รับข้าวกล้องเพราะเป็นข้าวท่ีอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารมีวิตามินต่างๆ ได้แก่ วิตามินบีรวม วิตามินบีสอง
เกลือแร่ต่าง ๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง เหล็ก แมงกานีส ไม่ควรให้เด็กรับประทานอาหารที่มีรสหวาน
มาก เพราะเด็กอาจติดเป็นนิสัยถึงวัยผู้ใหญ่ และเส่ียงต่อการเกิดภาวะน้าหนักเกินต่อไปได้ เด็กควรได้รับประทาน
อาหารประเภทแป้งวันละ 2-3 ถ้วย

3) พืชผักต่างๆ ควรให้เด็กรับประทานผักที่มีหลากหลายสีท่ีมีคุณค่าต่างกันทุกๆ วัน วันละ 4-8 ช้อนโต๊ะ
เช่น ผักตาลึง ผักบุ้ง ผักกาดขาวมะเขือเทศ แครอท ฟักทอง ควรเลือกผักที่มีสารพิษน้อยมาปรุงอาหาร และ
หมุนเวียนชนิดของผักไม่ให้ซ้ากันในแต่ละม้ือ เด็กจะได้รับวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี รวมทั้ง
เกลือแร่ แคลเซียม เหล็ก ซ่ึงจะช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง อวัยวะต่าง ๆ ทางานได้อย่างปกติ
และส่งผลใหร้ ะบบการขบั ถ่ายทางานได้ดี

4) ผลไม้ ผู้ดูแลควรกระตนุ้ ให้เด็กรับประทานแทนขนมหวานหรือขนมกรบุ กรอบ และควรจัดหาผลไมใ้ ห้แก่
เด็กทุกม้ืออาหาร หมุนเวียนกันไปในแต่ละมื้อ ได้แก่ มะละกอ กล้วย ส้ม ฝร่ัง ซ่ึงมีแร่ธาตุท่ีจาเป็นต่อการ
เจริญเติบโตของร่างกายของเด็ก โดยเฉพาะผลไม้ที่มีวิตามินซี เป็นประโยซน์ต่อเด็กในวัยเจริญเติบโต รวมท้ังเพิ่ม
กากใยช่วยในการขบั ถา่ ย

5) ไขมันจากสัตว์และพชื เด็กควรได้รบั อยา่ งน้อย 2-3 ช้อนโตะ๊ ไขมันเป็นอาหารท่ีให้พลังงานสูง กรดไขมัน
จาเป็นต่อร่างกาย ช่วยบารุงสุขภาพ ความยืดหยุ่นของผิวหนังและการเจริญเติบโตของเด็ก อีกทั้งยังเป็นแหล่งของ
วติ ามินท่ลี ะลายในไขมัน ได้แก่ วติ ามิน เอ ดี อี เค

เด็กวัยนี้มีการใช้พลังงานในการกระโดดโลดเต้นมากกว่าวัยอ่ืนๆ จึงมีการใช้พลังงานมาก น้าหนักตัวจึงขึ้น
ช้ากว่าวัยทารกและวัยหัดเดิน แต่ความต้องการพลังงานจะมากข้ึนเพ่ือทดแทนพลังงานท่ีเสียไปจากการออกกาลัง
กาย ผู้ดูแลต้องจัดให้เด็กได้รบั อาหารเพียงพอทั้งคุณค่า และปรมิ าณ และครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละวัน ซง่ึ ผู้ดูแลมักจะ
พบกับปัญหาว่าเด็กวัยนี้ไม่ค่อยได้รับอาหารครบท้ัง 5 หมู่ เพราะเด็กโตพอที่จะเลือกรับประทานตามท่ีตนเองชอบ


Click to View FlipBook Version