The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Juraporn Tangpukdee, 2020-05-14 06:16:52

เอกสารเด็ก 1 แก้ไข 14 พค 2563

เอกสารเด็ก 1 แก้ไข

หนว่ ยท่ี 2.2 เครอ่ื งมอื ประเมินพฒั นาการเด็ก 51

- DSPM ผศ.นภิ า อังศุภากร
- DENVER II
- แบบประเมิน EQเครอ่ื งมือประเมินพัฒนาการเด็ก

เคร่อื งมือประเมินพัฒนาการเดก็

พัฒนาการเป็นกระบวนการท่ีต่อเน่ือง เป็นดัชนีหนึ่งที่ใช้ชี้วัดภาวะสุขภาพของมนุษย์ การประเมิน
พัฒนาการจะช่วยให้ทราบว่าเด็ก มีพัฒนาการท่ีสมวัยหรือมีสภาวะเสี่ยงต่อพัฒนาการล่าช้า เพื่อที่จะสามารถ
ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้ก้าวหน้าได้สูงสุดตามศักยภาพ หรือให้คาแนะนาในการแก้ไขรวมท้ังกระตุ้น
พัฒนาการสาหรับเดก็ ทม่ี ีพฒั นาการล่าช้า เพ่อื ให้เดก็ มพี ัฒนาการทสี่ มวยั

เด็กปฐมวัยไทย (วยั แรกเกิดคือ 5 ปี 11เดอื น 29วัน) มวี ิกฤตการณ์พฒั นาการ โดยมีพัฒนาการลา่ ช้า
ต่ากว่ามาตรฐานถึงประมาณร้อยละ 30 และอาจเป็นสาเหตุหน่ึงของการศึกษาของเด็กไทยท่ีกาลังเป็น
ปัญหาใหญ่ในขณะน้ี ที่พบว่า ประมาณ 10-15% ของเด็กไทย ชั้นป.3 และ ป.6 “อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้”
ข้อมูลการสารวจพัฒนาการเด็กของกรมอนามัยปี 2557 พบเด็กแรกเกิด – 2 ปี มีพัฒนาการไม่สมวัยร้อยละ
22 ส่วนเด็กอายุ 3 – 5 ปี มีพัฒนาการไม่สมวัยสูงถึงร้อยละ 34 หรือ 1 ใน 3 ซึ่งจาเป็นต้องเร่งค้นหาเด็กที่มี
พฒั นาการลา่ ชา้ ใหไ้ ด้รับการส่งเสรมิ กระตนุ้ พัฒนาการอยา่ งเหมาะสม

เน่ืองจากพบว่า ร้อยละ 90 ของเด็กที่พัฒนาการล่าช้า/ไม่สมวัย สามารถจะกลับมาปกติ ส่วนอีกร้อย
ละ 10 อาจมีปัญหาอื่น ๆ เช่น ออทิสติกหรือมีปัญหาด้านการเรียนรู้ ต้องได้รับการดูแลรักษา และกระตุ้น
พัฒนาการโดยผู้เช่ียวชาญอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการประเมินพัฒนาการและให้การส่งเสริม/กระตุ้นจึงมี
ความสาคญั ทจ่ี ะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการสมวยั ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศกั ยภาพ

เครอื่ งมือตรวจประเมนิ พัฒนาการ
เคร่ืองมือตรวจประเมินพัฒนาการ จะใช้กับเด็กในช่วงอายุ 5-6 ปีแรกของชีวิต แบ่งออกได้เป็น

2 ประเภท คือ แบบประเมินคัดกรองพัฒนาการ และแบบประเมินมาตรฐาน ซึ่งแบบประเมินที่มีการนามาใช้
ในประเทศไทย ไดแ้ ก่

1. แบ บป ระเมิน มาตรฐาน Bayley Scales หรือ Bayley Scales of Infant and Toddler
Development สว่ นใหญ่เป็นการนามาใชเ้ พ่ือศกึ ษาวิจยั แตย่ งั ไม่ได้นามาใช้ในงานบริการ เพราะมีข้อจากัดใน

เร่ืองของเวลาที่ใชใ้ นการประเมินนาน และมีผู้ท่ีมีความชานาญในการใช้น้อย แบบประเมิน Bayley Scales มี
การประเมินทักษะ 5 ดา้ น คอื

1.1 ดา้ นสติปญั ญา (Cognitive scale) จะประเมินพัฒนาการของประสาทสมั ผัส และการใช้
กล้ามเนื้อ (sensorimotor development) การแก้ปัญหาด้วยการลองผิดลองถูก (exploration and
manipulation) ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ (object relatedness) ความจา และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
ทกั ษะทางสติปญั ญา

1.2 ดา้ นภาษา (Language scales) จะมีทั้งความเข้าใจภาษา (receptive) และการใช้ภาษาเพื่อ
การส่ือสาร (expressive communication) คือ ภาษาท่าทาง คาศัพท์ ความเข้าใจภาษาท่ีเก่ียวข้องกับด้าน
ตา่ งๆ เชน่ ไวยกรณ์ ความหมายทสี่ มั พนั ธก์ ับทกั ษะทางสงั คม เป็นต้น

1.3 ด้ าน ก ารใช้ ก ล้ าม เน้ื อ (Motor scales) ป ระก อ บ ด้ ว ย ก ารใช้ ก ล้ าม เน้ื อ มั ด เล็ ก
(fine motor) กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (gross motor) การประสานงานระหว่างการมองเห็นและการใช้มือ
(perceptual-motor integration) การวางแผนการเคล่ือนไหว หรือการควบคุมกล้ามเนื้อ (motor
planning) ความเรว็ (motor speed) และการทรงตัว

1.4 ด้านอารมณ์และสังคม (Social emotional scales) ประกอบด้วย การควบคุมตนเอง (self
regulation) ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อ่ืน (engaging other and establishing
relationship) การแสดงออกทางอารมณ์ในการปฏิสัมพันธ์ และเพ่ือวัตถุประสงค์อื่นๆ (using emotions in
an interactive purposeful manner)

1.5 ด้านการปรับตัว (adaptive behavior scales) เป็นการประเมินทักษะความสามารถของ
เด็กท่ีทาได้ในชีวิตประจาวัน ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร (communication) สุขภาพ ความปลอดภัย (health
and safety) กิจกรรมนันทนาการ การดูแลตนเอง การกากับควบคุมตนเอง (self direction) การเตรียมความ
พรอ้ มกอ่ นเข้าเรยี น การชว่ ยงานบ้าน การเคลอ่ื นไหว และควบคมุ กลา้ มเนื้อ

การประเมินโดยใชแ้ บบทดลองของ Bayley Scales จะมีการทดสอบโดยตรงกับเดก็ เพียง 3 ด้านแรก
ส่วนทักษะด้านอารมณ์และสังคม และทักษะด้านการปรับตัว จะเป็นการสอบถามจากผู้ดูแลเด็ก ปัจจุบันยงั ไม่
มีการแปลคู่มือการใช้เป็นภาษาไทย และยังไม่มีการหาค่าปกติของแบบประเมินพัฒนาการชุดมาตรฐานนี้ใน
เดก็ ไทย

2. แบบประเมินคัดกรองพัฒนาการ จะเป็นแบบประเมินที่มีข้อทดสอบไม่มากนัก มีการพัฒนามา
เพ่อื ใช้ในการตรวจประเมินอย่างคร่าวๆ ไมม่ ีวตั ถุประสงค์โดยตรงที่จะนามาใช้ตรวจหาความผดิ ปกติ หรือ ไม่มี
การศึกษาวิจัยอย่างละเอียดมากนักในเร่ืองของความแม่นยา หรือเที่ยงตรงของเครื่องมือ ซึ่งแบบประเมินคัด

53

กรองพัฒนาการท่ีมีการใช้แพร่หลายท่ัวโลกและมีการนามาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ แบบทดสอบพัฒนาการ
เด็กปฐมวัย Denver II ซ่ึง รศ.พญ.นิตยา คชภักดี สถาบันแห่งชาติเพ่ือการพัฒนาเด็กและครอบครัว
มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นามาแปลและเผยแพร่ รวมท้ังมีการปรับข้อทดสอบย่อยบางข้อให้เหมาะสมกับบริบท
ไทย แบบทดสอบคัดกรอง Capute Scales และแบบประเมินคัดกรองอนามัย 55 ซึ่งกรมอนามัย กระทรวง
สาธารณสุข ได้จัดทาขึ้น เพ่ือให้เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขในพ้ืนท่ีและครูพ่ีเล้ียงในศูนย์เด็กเล็กได้ใช้ประเมิน
พัฒนาการเด็กเบื้องต้น ซึ่งการสร้างเป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจาก แบบทดสอบพัฒนาการเด็กปฐมวัย
Denver II โดยเลือกเฉพาะข้อทดสอบที่คดิ วา่ เด็กในช่วงอายุนนั้ ควรทาได้ (p75-90) มาทดสอบ รว่ มกบั การใช้
ความคิดเห็นจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังไม่มีผลการศึกษาอย่างเป็นทางการว่า อนามัย 55 มีความไวและ
ความจาเพาะในการตรวจหาเดก็ ท่ีมีพฒั นาการลา่ ช้า หรือเบี่ยงเบนเปน็ อยา่ งไร แต่ผลการใช้บางสว่ นสะท้อนว่า
อนามยั 55 ขาดความไวในการตรวจพบเดก็ ทมี่ ีพัฒนาการลา่ ช้า

ต่อมาสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ สังกัดกรมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้พั ฒนา
เครือ่ งมือคัดกรองพัฒนาการเด็กวัยแรกเกิด -5 ปี สาหรับบุคลากรสาธารณสุข ที่เรียก Thai Developmental
skills Inventory for Children from Birth to Five Years (TDSI) โดยพัฒนาและดัดแปลงมาจากแบบ
ประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิด -5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขจากเดิมมีจานวน 654 ข้อ
คัดเลือกข้อสาคัญ โดยอัตราสถิติ วัดพัฒนาการ 5 ด้าน มีจานวนข้อพัฒนาการที่วัดรวม 70 ข้อ ร่วมกับการ
พัฒนาของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก มีการแบ่งช่วงอายุเป็น 14 ช่วงอายุ อย่างไรก็ตาม
การพัฒนาเคร่ืองมือเพ่ือใช้ประเมินพัฒนาการยังคงมีอยู่อย่างต่อเน่ืองเพ่ือต้องการให้ได้เครื่องมือที่เป็นของคน
ไทย และมคี วามเหมาะสมท่ใี ชว้ ดั พฒั นาการเด็กไทยอยา่ งแทจ้ ริง

แ ต่ ไม่ ว่ าจ ะ เป็ น เค ร่ื อ ง มื อ วั ด พั ฒ น าก า รช นิ ด ใด ต่ างก็ มี พื้ น ฐ าน ข อ งแ น ว คิ ด ที่ เห มื อ น ๆ กั น คื อ ใช้
คัดกรองเด็กอายุแรกเกิด ถึง 5-6 ปี ด้านพัฒนาการท่ีคัดกรองมี 4-5 ด้าน คือ การช่วยเหลือตนเองซ่ึงบาง
เคร่ืองมือเรียกการปรับตัวหรือการแก้ปัญหา ดา้ นอารมณ์สังคม ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ ด้านภาษา
จะมีท้ังความเข้าใจภาษา (receptive language) และการใช้ภาษา (expressive language) เพ่ือให้นักศึกษา
มีความเข้าใจ สามารถคัดกรองพัฒนาการเด็กวัยแรกเกิด -6 ปี ได้ จะกล่าวถึงรายละเอียดของแบบคัดกรอง
พัฒนาการเด็ก 2 เคร่ืองมือ คือ เดนเวอร์ II และ DSPM เน่ืองจาก DAIM ข้อประเมินจะเหมือน DSPM
เพียงแต่มีข้อประเมินระบบประสาท และพัฒนาการเด็ก (Neurodevelopment) เพ่ิมเติมตามวัยอีกเล็กน้อย
สาหรับการประเมินความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) จะเน้นรายละเอียดการประเมินในเด็ก
อายุ 3-5 ปี และใช้แบบประเมินฉบับย่อ 15 ข้อ ส่งเสริมพัฒนาการเด็กเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ได้มีการนาใช้

เคร่ืองมือประเมินพัฒนาการเด็ก คือ คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย Developmental
Surveillance and Promotion Manual (DSPM) สาหรับเด็กปกติ และใช้คู่มือประเมินและส่งเสริม
พัฒ นาการเด็กกลุ่มเส่ียง (Developmental Assessment for Interventional Manual) (DAIM) โดย
กระทรวงสาธารณสุข ประกาศใหใ้ ช้เครือ่ งมือนี้ในสถานบรกิ ารสาธรณสุข ศนู ย์พัฒนาเดก็ เลก็ ทว่ั ประเทศ

สาหรบั พยาบาล ซ่ึงเป็นบคุ ลากรสาธารณสุข ทจี่ ะตอ้ งประเมนิ พฒั นาการเดก็ ควรมีความรู้ความเขา้ ใจ
และสามารถใช้เครื่องมือคัดกรองพัฒนาการ Denver II ,DSPM และ DAIM รวมท้ังการประเมินความฉลาด
ทางอารมณไ์ ด้ ซ่ึงแต่ละเครือ่ งมือมีรายละเอียดดังน้ี
พัฒนาการเป็นกระบวนการท่ีต่อเน่ือง เป็นดัชนีหนึ่งที่ใช้ชี้วัดภาวะสุขภาพของมนุษย์ การประเมินพัฒนาการ
จะช่วยให้ทราบว่าเด็ก มีพัฒนาการท่ีสมวัยหรือมีสภาวะเส่ียงต่อพัฒนาการล่าช้า เพ่ือที่จะสามารถส่งเสริม
พัฒนาการของเด็กให้ก้าวหน้าได้สูงสุดตามศักยภาพ หรือให้คาแนะนาในการแก้ไขรวมทั้งกระตุ้นพัฒนาการ
สาหรับเดก็ ทีม่ พี ฒั นาการล่าช้า เพ่ือให้เดก็ มีพัฒนาการท่สี มวัย

เดนเวอร์ II (DENVER II)
เดนเวอร์ II มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้บคุ ลากรทางการแพทย์ใช้คัดกรองเด็กปฐมวัยท่ีมีปัญหาหรืออาจ
มีปัญหาพัฒนาการ ปรับปรุงมาจาก DDST เน่ืองจากต้องเพ่ิมข้อทดสอบทางด้านภาษา มีการหาความ
เหมาะสมของกลุ่มปกติ ค่ามาตรฐาน (norm) ปรับลักษณะของข้อทดสอบบางข้อเพ่ือได้คะแนนง่ายขึ้น ให้มี
ความเหมาะสมเดก็ บางกลมุ่ เพิม่ ข้ึน และเพิม่ ความไวในการทจ่ี ะเขา้ ไปคาดการณส์ ถานภาพของเด็กในอนาคต
ลกั ษณะของแบบทดสอบ
เดนเวอร์ II เป็นแบบทดสอบพัฒนาการสาหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 6 ปี และดาเนินการทดสอบ
โดยทดสอบอย่างเป็นระบบจากพฤติกรรมพัฒนาการตามอายุของเด็กในด้านต่างๆ แบบทดสอบน้ีใช้คัดกรอง
เด็กท่ัวไปที่ไม่มีอาการผิดปกติ ใช้ในการทดสอบเพื่อยืนยันส่ิงที่พ่อแม่หรือบุคคลกรทางการแพทย์สงสัยและใช้
เฝ้าระวังติดตามเด็กท่ีเส่ียงต่อการมีปัญหาพัฒนาการ เช่น เด็กที่มีประวัติปัญหาการคลอด ปัญหาการเล้ียงดู
และดอ้ ยโอกาส เป็นตน้
Denver II ไม่ได้เป็นแบบทดสอบเชาว์ปัญญา (IQ Test) และไม่สามารถใช้คาดการณ์ระดับ
ความสามารถทางเชาว์ปัญญาในอนาคตได้ ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการวินิจฉัยว่าเด็กมีความผิดปกติอะไร เช่น เป็น
เด็กท่ีมีปัญหาการเรียนรู้ (Learning Disability) มีความผิดปกติทางภาษา (Language disorder) หรือมี
ปญั หาทางอารมณ์ (Emotional disturbance) จึงไม่ควรใช้ Denver II แทนการตรวจรา่ งกายหรือการวินิจฉัย
แบบอื่นๆ เพราะการทดสอบพฒั นาการแบบ Denver II นเี้ ป็นการเปรียบเทยี บความสามารถด้านตา่ งๆ กบั เด็ก
ปกตใิ นวัยเดยี วกนั

55

Denver II ประกอบด้วยข้อทดสอบ 125 ขอ้ แบง่ เปน็ 4 ดา้ นคือ

1. ด้านสังคมและการช่วยตนเอง หมายถึง การมีความสัมพันธ์และใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่นๆ กับ

การดแู ลตนเองในกิจวัตรประจาวัน จานวนข้อทดสอบ 25 ข้อ

2. ดา้ นใช้กล้ามเนื้อเล็กและปรับตัว หมายถงึ การทางานประสานกันระหวา่ งกล้ามเน้ือมือ และตา

การจัดการกับของชน้ิ เลก็ ๆ และการแกไ้ ขปญั หา จานวนข้อสอบ 29 ข้อ

3. ดา้ นภาษา หมายถึง การไดย้ ิน การเข้าใจภาษาและการใชภ้ าษา จานวนขอ้ ทดสอบ 32 ข้อ

4. ด้านใช้กล้ามเนื้อใหญ่ หมายถึง การทรงตัว และเคลื่อนร่างกาย เช่น การน่ัง การเดิน

การกระโดด และการเคล่อื นไหวกลา้ มเน้อื ใหญ่ท้ังหมด

ในการทดสอบโดยใช้เดนเวอร์II ภายหลังการทดสอบ จะมีการบันทึกลักษณะ พฤติกรรมของเด็กขณะ

ทดสอบ 5 อย่าง คือ เด็กเป็นเหมือนเช่นทุกวนั ความร่วมมือ ความสนใจและส่งิ แวดล้อม ความกลัว และระยะ

ความสนใจ เพื่อบันทึกความคิดเห็นของผู้ทดสอบเกี่ยวกับพฤติกรรมโดยรวมของเด็ก และระบุว่าเด็กได้ใช้

ความสามารถของตนมากน้อยเพียงใด ซึ่งทาให้ผลการทดสอบเป็นประโยชน์และแม่นยามากขึ้น เพราะ ปัจจัย

เหล่านม้ี ผี ลต่อการร่วมมือในการทดลอง

อุปกรณข์ องเดนเวอร์ II

อุปกรณ์ของเดนเวอร์ II ประกอบด้วย กลุ่มไหมพรมสีแดง ลูกเกด พร้อมขวดใบเล็ก ปาก

แคบ กรุ๋งกริ๋ง ลูกบาศก์ได้ขนาด 1x1 นิ้ว สีแดง เหลือง เขียว น้าเงิน จานวน 10 ก้อน กระด่ิงเล็ก

ลูกเทนนิส ดินสอน/สีเทียน ตุ๊กตาพลาสติกขนาดประมาณ 6 น้ิว ช้อนเมลามีน ขนาดใช้ชงกาแฟ

แก้วเมลามีนมีหูจับ กระดาษเปล่า สาหรับรายละเอียดการทดสอบ การแปลผล ให้ศึกษาจากคู่มือ

การฝึกอบรมการทดสอบพัฒนาการเด็กปฐมวัย Denver II ซึ่ง รศ.ดร.นิตยา คชภักดี และคุณอรพินทร์ เลิศ

อวัสดาตระกูล สถาบันแห่งการเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้แปลและเรียบ

เรียง

วิธีการทดสอบ
1. การเตรียมสถานที่ และเตรียมความพร้อมของเด็กและผู้ปกครอง สถานที่ท่ีเหมาะสาหรับการ

ทดสอบพัฒนาการ ควรเป็นห้องเฉพาะ มีโต๊ะและเก้าอ้ีท่ีมีขนาดเหมาะกับเด็ก เด็กวางแขนอยู่บนโต๊ะ ข้อศอก
เด็กอยู่ระดับเดียวกันกับขอบโต๊ะ ถ้าเป็นเด็กทารกต้องมีเบาะให้นอน ควรให้ผู้ปกครองอยู่ด้วย ถ้าเป็นเด็กเล็ก

อาจให้นั่งตักผู้ปกครอง เด็กโตให้ผู้ปกครองน่ังข้างๆ ชี้แจงผู้ปกครองให้เข้าใจวา่ เปน็ การทดสอบว่าเดก็ ทาอะไร

ได้หรือไม่ได้เมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน ไม่ใช่การทดสอบเชาวน์ปัญญาเด็กไม่จาเป็นต้องทาได้ทุกข้อทดสอบ

ผปู้ กครองไม่ตอ้ งช่วยเหลอื หรือแนะนาเด็ก

2. การคานวณอายุและขีดเสน้ อายเุ ดก็

2.1 กรณีที่เป็นเด็กคลอดครบกาหนดอายุครรภ์ 40 ± 2สัปดาห์ใช้การคานวณโดยเอา ปี เดือน

และวันที่ทดสอบเป็นตัวต้ัง เอาปี เดือน และวันที่เด็กเกิดไปลบออก โดยใช้หลักการว่า 30 วัน เป็น 1 เดือน

และ 12 เดือนเป็น 1ปี ดังตวั อย่าง กรณที ที่ ดสอบวนั ที่ 25 เดก็ เกิดวันที่ จะมีวธิ คี านวณดงั นี้

ปี เดือน วนั

วนั ที่ทดสอบ 2563 5 23

วันที่เดก็ เกดิ 2561 8 30

อายุเดก็ 1 8 23

อธิบายการคานวณ คือ 30 ลบ 23 ไม่ได้ ต้องไปยืมเดือนมา 1 เดือน ซ่ึงคือ 30 วัน เม่ือรวมกับวันเดิม

คือ 23 จะได้ 53 หกั ออก 30 จะเหลอื 23 สาหรับคอลัมน์เดือนทีเ่ ปน็ ตวั ตง้ั ถกู ยืมไป 1 เดือนจงึ เหลืออยู่ 4 เม่ือ

ลบกับ 8 จึงต้องไปยืมมา 1 ปี คือ 12 เดือน เม่ือรวมกับ 4 จะเป็น 16 เดือน หักออก 8 เดือน จะเหลือ 8

เดือน ส่วนปีเม่ือถูกยืมไป 1 จะกลายเป็น 2562 เมื่อเอา 2561 ไปลบ จะเหลือ 1 ปี เด็กคนน้ี จึงอายุในวันท่ี

ประเมินพัฒนาการเป็น 1 ปี 8 เดือน 23 วัน

2.2 กรณีท่ีเป็นเด็กคลอดก่อนกาหนดมากกว่า 2 สัปดาห์ คลอดก่อนกาหนด คือ 40 สัปดาห์ และอายุ

น้อยกว่า 2 ปี จะต้องนาอายุท่ีคลอดก่อนมาหักออกจากอายุท่ีคานวณได้ โดยอาศัยหลักการว่า 1 สัปดาห์ 7

วัน และ 4 สัปดาห์เป็น 1 เดือน การที่ไม่นาอายุท่ีคลอดก่อนกาหนดมาหักจากอายุที่คานวณได้ในกรณีท่ีเด็ก

อายุ 2 ปีข้ึนไปเนอื่ งจากในการประเมินพฒั นาการเชื่อวา่ ถ้าเดก็ อายคุ รบ2ปี เด็กที่คลอดก่อนกาหนดจะสามารถ

มพี ฒั นาการได้ทัดเทยี มกับเดก็ ทค่ี ลอดครบกาหนด

3. ข้ันตอนการทดสอบ ลากเส้นอายุของเด็กลงในแผ่นประเมินพัฒนาการเดนเวอร์ II ซึ่งจะพบว่ามี

บล็อกของกิจกรรมที่เด็กอายุน้ันๆต้องทาได้ โดยในแต่ละบล็อกจะมีส่วนท่ีเริ่มต้นของบล็อคเป็นสีขาวคือ

เปอร์เซนต์ไทล์ท่ี25และส่วนที่เป็นสีฟ้าซ่ึงหมายถึง เปอร์เซนต์ไทล์ท่ี 75-90 ถ้ากิจกรรมน้ันอนุญาตให้ใช้การ

ถามจากผู้ปกครองจะมีอักษร R อยใู่ นบล็อก

57

25 50 75 90
R ลา้ งและเช็ดมือ

3.1 การทดสอบมีข้อแนะนาว่า ควรทดสอบด้านสังคมและการช่วยเหลือตัวเองเป็นลาดับแรก เพราะ
ส่วนใหญ่จะเป็นการถามจากผู้ปกครอง หรือสังเกตไม่ต้องใช้ความร่วมมือมาก ตามด้วยด้านกล้ามเน้ือมัดเล็ก
ด้านภาษา และทดสอบด้านกล้ามเน้ือมัดใหญ่เป็นลาดับสุดท้าย แต่ก็ไม่ใช้ข้อกาหนดตายตัว สามารถ
ปรบั เปล่ียนได้ตามสถานการณ์

3.2 จานวนข้อทดสอบที่ต้องทดสอบในแต่ละด้าน ไม่มีการกาหนดตายตัวว่าแต่ละด้านต้องทดสอบก่ี
ข้อ แต่มีหลักการคือให้เริ่มทดสอบข้อทดสอบท่ีเส้นอายุลากผ่านก่อน ถ้าเด็กทาได้ให้ทดสอบข้อทดสอบที่
ถดั ไปทางขวา แต่ถ้าเด็กทาไม่ได้ให้ทดสอบข้อทดสอบทางซ้ายมือจนเดก็ สามารถทาข้อทดสอบด้านซ้ายมือ
ของเส้นอายุได้ ผ่าน 3 บล็อกติดตอ่ กนั จงึ หยดุ ทดสอบข้อทดสอบทางซ้ายมอื ของด้านนั้นๆ สว่ นข้อทดสอบ
ทางขวามือของเส้นอายุกจ็ ะมีการทดสอบจนเดก็ ไม่สามารถทาได้ติดต่อกัน 3 บล็อกจงึ จะหยุดการทดสอบของ
ข้อทดสอบด้านขวามือ ซง่ึ การทาเชน่ นีเ้ พื่อให้แน่ใจวา่ ในข้อทดสอบด้านซา้ ยมือซึ่งเป็นกจิ กรรมที่ถือว่าง่ายของ
ช่วงอายุนั้นๆเด็กสามารถทาได้ และสาหรับข้อทดสอบทางขวามือของเส้นอายุซ่ึงเราต้องการทดสอบ
ความสามารถสูงสุดของเด็กกิจกรรมทถ่ี ัดไปเด็กไม่สามารถทาได้แน่ๆ อนึ่งมีขอ้ ควรระวัง คือ ไม่นาอุปกรณ์ที่ใช้
ทดสอบอื่นวางบนโต๊ะ ยกเว้นชิ้นนีจ้ ะใช้ทดสอบ เพราะจะทาให้เด็กไม่รว่ มมอื ในการทดสอบ แต่ละเล่นอปุ กรณ์
ทีเ่ ด็กสนใจแทน

3.3 การใหค้ ะแนน ให้บนั ทกึ ใกล้เสน้ 50 โดยมสี ญั ลกั ษณ์ที่ใช้ดงั น้ี
P หมายถึง ผา่ น(Pass) ให้เมื่อเดก็ ทาขอ้ ทดสอบนั้นได้ หรือ ผปู้ กครองบอกว่าเดก็ ทาได้
F หมายถงึ ไม่ผ่าน(Fail) ให้เมื่อเดก็ ไม่สามารถทาข้อทดสอบนั้นได้ หรือผู้ทดสอบรายงานว่าเด็กทา

ไม่ได้
NO หมายถึง ไม่มีโอกาสได้ทา(No opportunity) การให้NO จะให้ได้เฉพาะข้อทดสอบที่มี

เคร่อื งหมาย R ซึง่ เปน็ ข้อทดสอบทใี่ หถ้ ามจากผู้ปกครองได้เทา่ น้นั
R หมายถึง เด็กปฏิเสธไม่ทาข้อทดสอบน้ัน (Refuse) แต่พึงระวังเพราะการให้R จะทาให้ไม่

สามารถใช้ข้อทดสอบนัน้ ในการแปลผลได้ เนอ่ื งจากจะไม่ทราบว่าเดก็ ทาได้หรอื ไม่ได้

การแปลผลการทดสอบ
เดนเวอร์ II มีการแปลผล เปน็ 2 สว่ นคือ

1. การแปลผลรายข้อ มกี ารแปลผลใน 5 ลกั ษณะคอื
1.1 เรว็ กวา่ วัย (Advanced Item) จะถือว่าเดก็ เร็วกว่าวัยเม่ือเด็กสามารถทาข้อทดสอบดา้ น

ขวามอื ที่เสน้ อายุไม่ไดล้ ากผา่ นได้ 90
25 75

P

เสน้ อายุ

1.2 ปกติ (Normal Item) กรณที ่เี ด็กทาไม่ผา่ นแตข่ ้อทดสอบนั้นอย่ดู ้านขวาของเส้นอายุลาก

ไม่ไดล้ ากผ่านหรือเส้นอายุลากผา่ นในชว่ ง เปอร์เซ็นต์ไทลท์ ่ี 25 แต่ไม่ถึง 75 จะถือวา่ ปกติ

เสน้ อายุ เสน้ อายุ

FF

1.3 ข้อควรระวัง (Caution Item) จะแปลว่าควรระวงั ในกรณีที่เสน้ อายลุ ากผ่านข้อทดสอบในช่วง
เปอรเ์ ซนไทลท์ ี่ 75-90 แต่เด็กไมผ่ ่านข้อทดสอบน้ัน

F

1.4 ล่าชา้ (Delay Item) จะถือวา่ ข้อทดสอบนั้นเด็กล่าช้าถา้ เป็นข้อทดสอบที่อยทู่ างซา้ ยมือของ
เส้นอายุ โดยเส้นอายไุ ม่ไดล้ ากผา่ น

F

1.5 ไม่มีโอกาสได้ทา(No opportunity Item) หมายถึงข้อทดสอบท่ีถามจากผู้ปกครองแลว้ วา่ เดก็
ไม่มโี อกาสได้ทา ข้อทดสอบท่ีให้NO จะไมน่ ามาแปลผลโดยรวม

2. การแปลผลการทดสอบโดยรวม จะมกี ารแปลผลใน 3 ลกั ษณะคือ
2.1 ปกติ (Normal) ตอ้ งมขี ้อทดสอบ ควรระวังเพียง 1 ขอ้ และไม่มีข้อทดสอบทลี่ ่าชา้ เลย

59

2.2 สงสัย(Suspect) จะแปลผลการทดสอบโดยรวมว่าเด็กมีพัฒนาการทสี่ งสยั ว่าจะล่าช้า เม่ือ มี
ขอ้ ทดสอบควรระวัง 2ข้อ หรือมีข้อทดสอบลา่ ช้าเพยี ง 1ข้อ

2.3 ไมส่ ามารถประเมินได้ (Untestable) เมอ่ื มีข้อทดสอบท่เี ด็กปฏเิ สธอยทู่ างซา้ ยมือของเสน้
อายุ 1 ข้อขึน้ ไป หรือมีขอ้ ทดสอบที่เด็กปฏเิ สธ 2 ขอ้ ขึน้ ไปอยู่ในชว่ งเปอร์เซน็ ต์ไทล์ที่
75-90 กรณที ่แี ปลผลวา่ สงสยั (Suspect) หรอื ไม่สามารถประเมินได้ (Untestable) ควรนดั
มาทดสอบใหม่อีกครั้ง 1 – 2 สัปดาห์

เครอื่ งมิอประเมินพัฒนาการDSPM

คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย Development Surveillance and Promotion
Manual (DSPM) จัดทาโดยกระทรวงสาธารณสุข ใช้ประเมินเด็กช่วงอายุแรกเกิด – 5 ปีที่เป็นเด็กปกติ ผู้
ประเมนิ เพือ่ เฝ้าระวังคอื พ่อ แม่ ผ้ปู กครองจะมีการประเมนิ ตามช่วงอายุ ดังนี้

1. แรกเกิด – 9 เดือน จะมีการแบ่งช่วงอายุท่ีใช้ประเมินห่าง 1 เดือน คือแรกเกิด – 1 เดือน 1-2
เดือน 2-3 เดือน 3-4 เดือน 4-5 เดอื น 5-6 เดือน 6-7 เดือน 7-8 เดือน และ 9 เดือน โดยชว่ งอายุ
9 เดือน จะมีการประเมนิ เพอ่ื คัดกรอง โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร่วมด้วย ซึ่งเป็นชว่ งอายุท่ีเด็กจะไปรับบริการ
ทคี่ ลินกิ เดก็ ดี

2. ช่วงอายุ 10 – 18 เดือน จะมีการแบ่งช่วงอายุประเมินห่าง 2 เดือน คือ 10-12 เดือน 13-15
เดือน 16-17 เดือน และ 18 เดือน โดยช่วงอายุ 18 เดือน ซ่ึงเป็นช่วงที่เดก็ จะไปรับบริการท่ีคลินิกเด็กดี จะมี
การประเมินเพือ่ คัดกรองโดยเจ้าหนา้ ทสี่ าธารณสุขร่วมดว้ ย

3. ช่วงอายุ 19 เดอื น ข้นึ ไป จะมีการแบ่งช่วงอายุประเมนิ กว้างขึ้นเปน็ 6 เดือน คือ 19-24 เดอื น 25-
30 เดือน 31-36 เดือน 37- 42 เดือน 43-48 เดือน 49-54 เดือน และ 55-60 เดือน61-66เดือนและ67-72
โดยที่อายุ 30 เดือน 42 เดอื นและ60เดือน จะเป็นช่วงท่ีเด็กไปรับบริการคลินิกเดก็ ดี จะมีการประเมนิ เพ่ือคัด
กรองโดยเจ้าหนา้ ทีส่ าธารณสขุ รว่ มด้วย

โดยสรุป DSPM จะถูกใช้เพ่ือประเมินเป็นการเฝ้าระวังโดย พ่อ แม่ ผู้ปกครองในทุกช่วงอายุท่ี
เคร่ืองมือแบ่งไว้ แต่การประเมินเพ่ือคัดกรองจะทาโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท่ีคลินิกสุขภาพเด็กดี หรืออาจ
ร่วมกับครปู ฐมวยั ในศูนย์พฒั นาเด็กเล็ก หรือโรงเรียนอนุบาล โดยชว่ งอายุที่ประเมินเพื่อคดั กรองพัฒนาการจะ
มี 5 ชว่ ง คือ 9 เดอื น 18 เดอื น 30 เดอื น 42 เดือน และ 60เดอื น

หลกั การประเมินพฒั นาการโดยใช้ DSPM

1. DSPM จะประเมนิ พัฒนาการเด็ก 5 ด้านคือ

1.1 กล้ามเนื้อมัดใหญ่ Gross Motor (GM) จะดพู ัฒนาการด้านการเคล่อื นไหว

1.2 กล้ามเนือ้ มัดเล็ก Fine Motor (FM) จะดูพฒั นาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก และสตปิ ญั ญา

1.3 พฒั นาการดา้ นการเขา้ ใจภาษา Receptive Language (RL)

1.4 พฒั นาการด้านการใช้ภาษา Expressive Language (EL)

1.5 พฒั นาการดา้ นการชว่ ยเหลอื ตนเอง และสังคม Personal and Social (PS)

2. ขน้ั ตอนการเตรียมเดก็ สถานท่ี และอุปกรณ์ จะมีหลักการเหมือน Denver‖

3. การคานวณอายุเพื่อจะใช้ประเมินใช้วิธีการตั้งลบโดยเอาวันท่ีประเมินต้ัง ปี เดือน วัน แล้วเอาวัน

เกิดของเด็กมาลบออก โดยใช้หลักการเดียวกนั กับ Denver‖ คือ 1 ปีมี 12 เดือน และ 1 เดือนมี 30 วัน แต่มี

ข้อแตกตา่ งคือ DSPM ไม่ได้สนใจอายุครรภ์ท่ีคลอด เด็กท่ีคลอดก่อนกาหนดถึงแม้จะอายุตา่ กวา่ 2 ปี ก็จะไม่มี

การนาอายุท่คี ลอดกอ่ นกาหนดมาหกั ออก และ DSPM จะใชจ้ านวนปีและเดือนในการกาหนดว่าจะประเมิน

ช่วงใด เพราะในความหมายเดอื นของ DSPM คือ เดือนนนั้ ๆ + 29 วนั

4. การประเมินจะประเมินเฉพาะท่ีอายุของเด็กคานวณได้เท่านั้น จะไม่มีการดูความก้าวหน้า หรือดู

ย้อนหลังท่ีอายุน้อยกว่าคานวณ เนื่องจาก DSPM ได้มีการคัดเลือกข้อที่ประเมินเฉพาะที่เด็กควรต้องทาได้ท่ี

อายุน้นั ๆ มาใช้ประเมนิ

5. การตัดสินการประเมินให้ใส่เครื่องหมาย  ในช่อง  ผ่านเมื่อเด็กผ่านการประเมิน และใส่

เคร่ืองหมาย  ในช่อง  ไม่ผ่าน เมอื่ เดก็ ประเมนิ ไม่ผ่าน ในบางช่วงอายุจะมีข้อประเมินมากกวา่ 1 ข้อในแต่

ละด้าน หากเด็กไมผ่ ่านขอ้ ใดข้อหนึ่งให้ถอื ว่าไม่ผ่าน ในชว่ งอายุนั้น

การตดั สินว่าสมวัย คอื เด็กต้องผ่านการประเมนิ ทกุ ข้อ ถ้ามีขอ้ ท่ไี ม่ผ่านถอื ว่าไมส่ มวัย กรณไี ม่สมวยั ให้

คาแนะนาในการฝกึ ทกั ษะตามคมู่ ือ DSPM ช่องสุดท้ายของทักษะนั้น ๆ นัดมาประเมนิ ใหม่อีก 4 สัปดาหต์ ่อมา

โดยจะเร่ิมต้นประเมนิ ข้อที่เด็กไมผ่ ่านกอ่ น ถ้าผลการประเมนิ ยงั ไมส่ มวัย จะมีการส่งต่อเพือ่ ใช้คมู่ ือประเมินเพ่ือ

ช่วยเหลือเด็กปฐมวัยท่ีมีปัญหาพัฒนาการ ซึ่งผู้ประเมินคือ กุมารแพทย์หรือบุคลากรที่ผ่านการ

อบรม กรณที ีป่ ระเมินดว้ ย แลว้ ไม่ผ่าน จะมีการแกไ้ ขพัฒนาการโดยใชโ้ ปรแกรมกระตนุ้ พัฒนาการ

ของสถานบรกิ ารประมาณ 3 เดือนแลว้ ประเมินซ้า ถ้ายงั ไมส่ มวัยจะมกี ารใช้เคร่อื งมือประเมินพัฒนาการ TDSI

Ⅲ และตรวจวนิ ิจฉยั เพม่ิ เติม และใหก้ ารแกไ้ ขความผิดปกตเิ ฉพาะราย

อนึ่งเพ่ือให้เกิดความเข้าใจถึงแบบประเมินคัดกรองพัฒนาการท่ียังมีการนิยมใช้กันอยู่แพร่หลายใน

วงการวิชาการทีใ่ ชง้ ่ายแปลผลไดร้ วดเร็ว แม้ว่าจะแปลผลไดเ้ พยี งคร่าว ๆ อกี 2 ชนิดคือ

61

Draw a person (DAP) เป็นการประเมินระดับพัฒนาการจากการวาดรปู คนเต็มตัว 1 คน โดยมีการ
แปลผลเป็นอายุพัฒนาการของเด็กเทียบกับอายุจริง โดยการให้ค่าคะแนนอายุพัฒนาการจะได้คะแนนวงกลม
เทียบเท่าอายุ 3 ปี และอวัยวะ 1 ส่วนเท่ากับอายุ 3 เดือน อวัยวะที่มี 2 ขา้ งเป็น ตา หู แขน ขา ต้องวาดทั้ง 2
ข้างจงึ จะไดค้ ะแนนคิดเป็น 1 อวยั วะ ยกเว้นเดก็ วาดรูปด้านข้าง ถ้ามอี วยั วะข้างเดยี วก็นบั เป็น 1 อวยั วะได้

รูปที่ 1 : แสดงการประเมินคดั กรอง
พฒั นาการจากการวาดรูปคน

จากรูปการแปลผลอายพุ ัฒนาการของเดก็ รายนี้ คือ วงกลม = 3 ปี อวัยวะ ตา จมกู ปาก หู คอ ลาตวั แขน ขา
รวม 8 สว่ น = 24 เดือน

เด็กคนนจ้ี ะมีอายพุ ัฒนาการรวมเป็น 5 ปี หรอื 60 เดือน ซึ่งสามารถนับไปเปรียบเทยี บกับอายุจรงิ
เพือ่ ประเมินครา่ ว ๆ ว่า มีพัฒนาการเรว็ กวา่ วัย เท่ากบั วยั หรอื ช้ากว่าวัย

Gesell Drawing การประเมินจากการวาดรปู ทรงเรขาคณิตเปน็ อายุพฒั นาการเทียบกบั อายจุ รงิ

3 ปี 3 ปีครึง่ 4 ปี 5 ปี 6 ปี

7 ปี 8 ปี 9 ปี 10 ปี 12 ปี

อคี ิว = Emotional Quotient (EQ)
เปนผลลัพธจากการประเมนิ ความฉลาดทางอารมณซง่ึ ความฉลาดทางอารมณหมายถึงความ
สามารถในการจัดการกับอารมณของตนเองรูจักควบคุมและแสดงออกอยางเหมาะสม เขาใจตนเองและผูอ่ืน
สามารถอยูรวมกับผอู ื่นไดอยางมีความสุข ความฉลาดทางอารมณสามารถพัฒนาไดจากการเล้ียงดูกระตุน
พัฒนาเด็กอยางถกู ตองต้ังแตวยั เดก็ เด็กทีม่ ีความฉลาดทางอารมณยอมเติบโตขน้ึ เปนผูใหญท่ีมีความสขุ อยูรวม
กบั ผอู ่ืนไดอยางราบร่ืน และสามารถใชความสามารถทางสติปญญาของตนเองไดเต็มที่องคประกอบของอีคิวมี
ดงั นี้

1. การรจู ักอารมณและการควบคุมอารมณ การสงเสริมใหเด็กควบคุมอารมณไดดี เร่ิมต้นด้วย
การฝกใหเด็กรวู ่า เขากาลังมีอารมณอย่างไร ใหรจู ักถายทอดอารมณความรสู ึกออกมาเปนคาพูด เพื่อท่ีเด็กจะ
ไดรเู ทาทนั อารมณเมอื่ รูเทาทนั อารมณกจ็ ะสามารถควบคุมอารมณไดเม่ือโตขนึ้ การควบคมุ ตนเองมี 2 ประการ

1.1 การควบคุมความอยากเปน เอาชนะความอยากไดไมตามใจตัวเองอยางไรสติ เช่น อดใจ
ไมรับประทานอาหารที่ทาใหเสียสขุ ภาพ

1.2 การควบคมุ อารมณ เดก็ ควรรูจักอารมณตนเอง และสามารถทาใหอารมณสงบ ไดโดยไม่
เกบ็ กดอารมณความรู้สกึ ไว

2. การเขาใจและเหน็ ใจผูอ่นื โดยธรรมชาติเด็กเลก็ จะหวงของ และยึดตนเองเปนศูนย
กลางดังน้ันการทะเลาะกัน หรือการแยงของเลนกัน จึงเปนเรื่องธรรมดาที่เกิดข้ึนได การฝกใหเด็กเขาใจ
และรูจักเห็นอกเห็นใจผอู ่ืนตองเริ่ม จากการให้เด็กรูจักแบง่ ปันสิง่ ของและชวยเหลือพ่ีน้อง รวมทั้งคนนอกบาน
ครั้งแรกๆเด็กอาจรู้สึกฝืนใจที่จะแบงปัน ถาชี้ใหเด็กเห็นวาการแบงปนจะทาใหเขามีเพื่อนเลน เม่ือเขาไดรับคา
ชมเชยจากผใู หญ จะเปนแรงเสริมใหเด็กเรียนรูการแบงปนผูอื่นเปนส่ิงท่ีผใู หญชื่นชม และทาใหการยึดตนเอง
เปนศูนยกลางก็จะลดนอยลงและพฒั นาไปสกู ารใสใจ การเขาใจอารมณผอู นื่ และรสู ึกเห็นอกเห็นใจผูอื่น

63

3. การเรยี นรรู ะเบียบวินัยการเรียนรวู า อะไรผิดอะไรถูก อะไรควรและไมควรและการยอมรับผิด
พ่อ แมควรกาหนดขอบเขตเบื้องตนใหเด็กรูวาอะไรท่ีทาได ทาไมไดในเรื่องงาย ในชีวิตประจาวัน โดยที่พอแม
เปนคนคอยควบคุมเด็กใหอยูในขอบเขตท่ีเหมาะสมเพราะวาเด็กยังควบคุมตนเองไมไดและท่ีสาคัญตองทาเป
นตัวอยางใหกับเด็กดวย ควรสอนเด็กเร่ืองคุณธรรมและจริยธรรมในชีวิตประจาวัน พอแมควรมีเวลาคุยกับ
เดก็ บอยๆ เชนการพดู กับเดก็ เกยี่ วกบั สุภาษิต คาพังเพย การเลน่ นิทาน การหยิบยก
ขวสารมาพูดคุยกับลูก เป็นต้น เด็กๆจะคอยๆ ซึมซับคาสอนเหลาน้ัน ในเด็กเล็กเมอ่ื เด็กยังทาส่งิ ท่ีเหมาะสมไม
ได ก็ไมควรใชเหตุผลที่ยืดยาวเขาใจยากอธิบายใหเด็กฟง ใชเพียงเหตุผลงายๆ สั้นๆ แลวควบคุมเด็ก โดยจับ
เด็กไวแยกออกไป หรือเบ่ียงเบนความสนใจเรือ่ งอื่นและเม่ือเด็กโตพอท่ีจะเข้าใจจึงค่อยอธิบาย เด็กก็จะเขาใจ
เหตุผลมากขึ้นกว่าเดิม การฝกวินัย พ่อแม่ควรฝึกใหเด็กควบคุมความประพฤติตนเองดวยการท่ีพ่อ แมเปนคน
ช่วยควบคุมความประพฤติอยางเสมอตนเสมอปลาย เม่ือเด็กโตข้ึนจะเรียนรูท่ีจะควบคุมตัวเองไดในที่สุด เด็ก
ควรมวี นิ ัยในเร่ืองเหลานี้

3.1 วินยั ในความประพฤตทิ วั่ ไป เชน เกบ็ ขาวของเขาที่ ตรงตอเวลา ปฏิบตั ติ ามกฎระเบียบ รจู ัก
กาลเทศะ ประพฤติตนเหมาะกบั วยั ทากจิ วัตรตามเวลาชวยเหลอื ตนเองไดตามวัย เปนตน

3.2 วนิ ยั ในการเรียน เชน รบั ผดิ ชอบงานทไี่ ดรบั มอบหมาย การรกั ษาคาพูด เปนตน
3.3 วนิ ัยในการควบคมุ ตนเอง เชน ควบคุมอารมณไดดีตามวัยและอดทนตอความลาบากไดตาม
วยั เปนตน
4. ความมุงม่ัน มานะ อดทนแรงจูงใจท่ีจะมุมานะพยายามในการทาส่ิงต่างๆ ใหสาเร็จโดยไมเลิก
ล้มกลางคัน แม้จะพบปญหาอุปสรรค เปนคุณลักษณะที่ตองเสริมสรางตั้งแต่เด็กอยางคอยเป็นค่อยไป เร่ิมตั้ง
แตเด็กเล็กวัย 3-5 ปพอแม่ควรมีทาทีสนใจรีบตอบสนองเมื่อเด็กมีขอสงสัยหรือขอซักถาม เพราะเด็กวัยนี้มักมี
ความสนใจ อยากรอู ยากเห็นส่ิงแปลกใหมรอบตัว การใหอิสระเด็กไดทดลองทาอะไรดวยตนเอง แลวพอแมให
การสนับสนุนชมเชยใหกาลังใจเมื่อเด็กมีความพยายาม ใหกาลังใจเมื่อเด็กเริ่มทอแทจะชวยใหเด็กอยากทา
อะไรใหสาเร็จมากขนึ้ ชวยเพิ่มความอดทนและมงุ มน่ั พยายาม เปนแรงจงู ใจที่จะทาสิง่ ตางๆ ใหสาเรจ็ เมือ่ เตบิ โต
เปนผใู หญ
5. การปรับตวั ตอปญหาการปรับตัวตอปญหา ความสามารถในการกลาตัดสนิ ใจ และการจัดการ
กับปญหาอยางเหมาะสมในวัยผูใหญ่มาจากพื้นฐานความสามารถในการปรับตัวตอการเปล่ียนแปลงในวัยเด็ก
เล็ก และเมื่อเดก็ โตข้ึน กฝ็ กหัดใหเด็กรูจักคดิ เปนและตัดสินใจเปน รวมทั้งการชวยเหลือตนเองไดในวัยเด็กเล็ก
ควรฝกหัดการปรับตัวตอการเปล่ียนแปลง ธรรมชาติของเด็กเล็กมักจะเกิดความหว่ันไหว เมื่อมีการ
เปลย่ี นแปลงใดๆพอแมควรฝกใหเด็กปรับตวั ไดงาย โดยการพาเด็กไปพบเหน็ ส่ิงตางๆ เมื่อเดก็ เกิดความกลัว พ

อแมควรใหการปลอบใจ และใหความมั่นใจเด็กดวยคาพูดและการโอบกอด เพื่อใหเด็กรสู ึกอบอนุ ใจ การฝกเช
นนี้จะทาใหเดก็ ปรับตัวไดงายและเด็กไดเรยี นรเู กีย่ วกบั การอย่รู วมกับคนอืน่ หรือสิง่ แวดลอมรอบตวั

6. การกลาแสดงออกความสามารถในการส่ือสาร ตองเริ่มมาจากการฝกฝนตั้งแตเด็กเลก็ ใหเด็ก
สื่อสารเพ่ือใหเกิดความเข้าใจกับผู้อ่ืนไดอย่างเหมาะสมทั้งคาพูด ทาทาง ในเด็กเล็กควรฝกเด็กให้กลาพูดกล้า
บอกความรสู ึก และความตองการในดานความคิดและเหตุผลและฝกเด็กใหกลาพูด กลาบอกเลาถึงความ
คิดเหน็ ของตนเองในทิศทางทผี่ ู้อื่นยอมรบั ได

7. ความสุข ความพอใจความสุขของบุคคลเกิดจากการท่ีบุคคลมีความพอใจในตนเอง คนท่ีมีวุฒิ
ภาวะทางอารมณต้องมีความภาคภูมิใจที่เกิดจากภายในตนเองเช่นภูมิใจที่ได้ทาประโยชนให้สังคม เปนตน
ความพอใจในชีวิตเกิดจากการท่ีบุคคลมีมุมมองดานบวก พอใจในสิ่งท่ีมีอยู่ แตกตางจากการมองหรือการ
คิดอยางเขาข้างตนเองหรือหลงตนเอง คนที่มองในแงบวกจะไมมุงเห็นแตสิ่งที่ไมมีหรือไมพอใจในสิ่งที่ตนเอง
และผูอื่นมากกวามองไปที่สวนเสีย จึงทาใหเปนคนท่ีสรางกาลังใจใหตัวเองได ไมทอแทกับ ปญหา
อุปสรรคตางๆ และรจู กั มุมมองที่เปน็ สุขของชวี ิต

8. ความอบอนุ ใจแมจะพบกับความไมสมหวัง ดวยการฝกใหเด็กมองดานบวกของชีวิต เชน เม่ือ
เด็กไดคะแนนไมดี ใหมองวาเปนโอกาสท่ีดีไดปรับปรงุ การเรียน เปนตน การเรียนรูเร่อื งวธิ ีแสวงหาความสุขใน
วัยเด็กเหลาน้ีจะเปนพื้นฐานสาคัญใหเด็กเติบโต พ่อแม่มี ส่วนสาคัญในการสร้างความรูสึกท่ีดี ใหเด็กยังคงมี
ความรู้สึกอบอนุ ใจดวยจิตใจที่ม่ันคง มีความพอใจในชีวิตเม่ือเขาสูวัยผใู หญ สามารถสรางกาลังใจไดแมจะพบ
กับความผดิ หวงั ความลมเหลว

9. ความสนุกสนานราเริงความสุขของเด็กเปนความสุขแบบสนุกสนานเพลิดเพลิน คือ สุขสนุก
จากการเลนไมวาจะเปนการเลนตามลาพังหรือเลนกับกลมุ เพ่ือน เด็กท่ีมีโอกาสไดเล่นสนุกสนานจะมีจิตใจ ร
าเรงิ แจมใส มีพืน้ ฐานอารมณดี

อีคิวเกิดข้ึนในปี 1990 จากความคิดของ Peter Salovey และ John D. Mayer นักจิตวิทยาท่ีเช่ือว่า
ความสาเร็จในชีวิตมนุษย์ ไม่น่าจะข้ึนอยู่กับความสามารถทางเชาวน์ปัญญาเพียงอย่างเดียว และได้ให้นิยาม
ของ Emotional Intelligence ไว้ว่า “เป็นความสามารถในการรู้อารมณ์ ความรู้สึกของตนเองและผู้อ่ืน เพื่อ
จาแนกความแตกต่างของอารมณ์ที่เกิดขึ้นและใช้ข้อมูลนี้เป็นเคร่ืองชี้นาในการคิดและการกระทาส่ิงต่างๆ ”
ส่วนกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กว่า “หมายถึง
ความสามารถในการรู้จัก เข้าใจและควบคุมอารมณ์ของตนเองได้สอดคล้องกับวัย มีการประพฤติปฏิบัติตนใน
การอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนอย่างเหมาะสมและมีความสุข” ความฉลาดทางอารมณ์จึงเป็นคุณลักษณะพ้ืนฐานสาคัญที่
จะนาไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ทั้งความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม ดังท่ี Daniel Goleman ได้กล่าวไว้ในหนังสือ

65

เร่ือง Working With Emotional Intelligence ว่า ความฉลาดทางอารมณ์มีอิทธิพลต่อความสาเร็จของการ
สร้างสัมพันธภาพ หน้าที่การงาน หรือแม้แต่ชีวิตความเป็นอยู่ ย่ิงกว่าการมีเชาวน์ปัญญา (IQ) สูง และยัง
กล่าวถึง พลังของความฉลาดทางอารมณ์ว่ามีผลต่อการมีภาวะผู้นาของบุคคลต่างๆ ไว้ในหนังสือเรื่อง
Leadership: The Power of Emotional Intelligence อีกทั้งปัจจุบันมีงานวิจัยมากมายท่ียืนยันถึง
ความสาคัญของความฉลาดทางอารมณ์วา่ มีความสาคญั ตอ่ ความสาเรจ็ และความสขุ ในชวี ติ มนษุ ย์มากกว่าไอคิว
หรอื เชาวนป์ ัญญา
องค์ประกอบของอคี ิวมอี ะไรบา้ ง?
องคป์ ระกอบพืน้ ฐานของความฉลาดทางอารมณ์มีดงั นี้

1. ความตระหนักในตน (Self Awareness) หมายถงึ ความสามารถในการรบั รอู้ ารมณ์ ความรู้สึก
ของตนเอง มีความเชือ่ ม่นั ในตนเอง และตัดสนิ ใจไดต้ ามวยั

2. การควบคมุ อารมณ์ (Managing Emotion) หมายถึง ความสามารถทจ่ี ะควบคุมความกลวั
ความกังวล ความโกรธ ฯลฯ ของตนเองได้ และแสดงออกอย่างเหมาะสมกบั สถานการณ์

3. การจูงใจตนเอง (Motivating Oneself) หมายถึง ความมงุ่ หวังและการคดิ บวกเพ่ือแก้ไขปัญหา
ฟนั ฝ่าอุปสรรค ยอมรบั ความผดิ พลาด ซ่งึ จะมผี ลระยะยาวต่อเดก็ ในการตั้งเป้าหมายและการสร้างความสาเรจ็
ในอนาคต

4. การเหน็ อกเห็นใจ (Empathy) หมายถึง ความสามารถในการสงั เกต รบั รคู้ วามร้สู กึ ของผอู้ ่ืนจาก
น้าเสยี ง สีหนา้ ทา่ ทาง และตอบสนองแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา

5. ทักษะทางสังคม (Social Skills) หมายถงึ ความสามารถในการสรา้ งความสมั พนั ธ์ในทางบวกตอ่
ผอู้ ่นื แก้ปญั หาความขดั แยง้ ด้วยวธิ ีประนีประนอม รวมไปถงึ ความมีน้าใจ ช่วยเหลอื แบ่งปัน

เด็กทมี่ ีอคี ิวดีมคี ณุ ลักษณะอยา่ งไร?
Daniel Goleman ได้จาแนกความฉลาดทางอารมณ์ ออกเปน็ 2 ทักษะใหญๆ่ ดังน้ี

1. ทักษะการจดั การตนเอง (Self-Management Skills) ไดแ้ ก่ ความสามารถในการรู้จักตนเองทัง้
จดุ เด่นและจุดด้อย ความสามารถในการพิจารณาไตรต่ รองอยา่ งรอบคอบก่อนการตัดสนิ ใจ ความสามารถใน
การควบคมุ อารมณ์ ความมุง่ มนั่ ทจ่ี ะดาเนนิ ชีวิตอยา่ งมีคุณธรรม ซื่อสตั ย์สจุ ริต มีความขยันขันแข็ง มุ่งมนั่ ใน
การทางาน การคิดเชงิ บวก (Positive Thinking) และไม่ท้อถอยเม่ือพบกบั ปัญหาหรอื อปุ สรรค

2. ทักษะการมปี ฏสิ ัมพนั ธก์ บั ผู้อน่ื (Relationship Skills) ได้แก่ ความสามารถในการเข้าใจและ
เหน็ อกเหน็ ใจผู้อ่นื รูจ้ ักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มที กั ษะการเข้าสังคม รู้จักระมัดระวังคาพดู รู้วา่ สิ่งใดควรทาส่ิงใด
ไม่ควรทา รู้กาลเทศะ การสร้างความน่าเชอ่ื ถือและไวว้ างใจ ความสามารถในการโนม้ น้าว ชักจงู ใหผ้ ้อู ื่นคลอ้ ย
ตามความคดิ เห็นหรือร่วมมือดว้ ย

กรมสขุ ภาพจิต กระทรวงสาธารณสขุ ได้พัฒนาการประเมนิ ความฉลาดทางอารมณ์เด็ก ซ่ึงจะช่วยให้

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ได้ทราบถึงจุดดีจุดเด่นของลักษณะความฉลาดทางอารมณ์ท่ีควรส่งเสริมและจุดอ่อนท่ีควร

พัฒนาให้ดีย่ิงขึ้น รวมทั้งสามารถใช้ในการติดตามเพื่อดูพัฒนาการทางอารมณ์ว่ามีความก้าวหน้ามากน้อย

เพียงใดเมื่ออายเุ พิ่มข้ึน โดยการประเมนิ ความฉลาดทางอารมณ์เด็กจากคุณลักษณะ 3 ด้าน คือ ดี เก่ง และสุข

ดังนี้

 ด้านดี คือ ความพร้อมทางอารมณ์ท่ีจะอยรู่ ว่ มกบั ผอู้ นื่ โดยประเมินจากการรจู้ ักอารมณ์ การมี
นา้ ใจ และการ รวู้ ่าอะไรถูกอะไรผิด ความสามารถในการควบคุมอารมณแ์ ละความต้องการของตนเอง รจู้ ักเหน็
ใจผู้อืน่ และมีความรบั ผดิ ชอบตอ่ สว่ นรวม ประกอบด้วย

1. ความสามารถในการควบคุมอารมณแ์ ละความต้องการของตนเอง ได้แก่ รู้อารมณ์และความ
ตอ้ งการของตนเอง ควบคมุ อารมณ์และความต้องการได้ แสดงออกอย่างเหมาะสม

2. การรจู้ กั เหน็ ใจผอู้ ื่น ได้แก่ ใสใ่ จผ้อู นื่ เขา้ ใจและยอมรับผอู้ นื่ แสดงความเหน็ ใจผู้อน่ื อย่าง
เหมาะสม

3. ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ได้แก่ รู้จกั การให้ รู้จักการรบั รจู้ กั รบั ผดิ รูจ้ ักให้อภัย เหน็ แก่
ประโยชน์สว่ นรวม

 ดา้ นเก่ง คือ ความพรอ้ มที่จะพฒั นาตนไปสู่ความสาเรจ็ โดยประเมินจากความกระตือรือรน้ /
สนใจใฝ่รู้ การปรับตัวตอ่ การเปล่ยี นแปลง และการกลา้ พูดกลา้ บอกรู้จักตนเอง มแี รงจูงใจ สามารถตัดสินใจ
แก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ตลอดจนมีสมั พันธภาพที่ดีกบั ผู้อ่ืน ประกอบด้วย

1. การรู้จักและสามารถสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง ไดแ้ ก่ การรศู้ ักยภาพของตนเอง สรา้ งขวญั และ
กาลงั ใจใหต้ นเองได้ มีความมุ่งมั่นทีจ่ ะไปให้ถึงเปา้ หมาย

2. ความสามารถในการตดั สนิ ใจและแก้ปัญหา ได้แก่ ความสามารถในการรบั รู้และเขา้ ใจปัญหา
มีข้ันตอนในการแกป้ ัญหาได้อย่างเหมาะสม มคี วามยืดหยุ่น

3. ความสามารถในการสรา้ งและรักษาสมั พันธภาพกบั ผู้อืน่ ได้แก่ การรู้จกั การสรา้ งสัมพันธภาพ
ทีด่ ีกบั ผูอ้ ่ืน กลา้ แสดงออกอย่างเหมาะสม แสดงความเห็นทีข่ ดั แยง้ ได้อย่างสรา้ งสรรค์

 ด้านสุข คือ ความพรอ้ มทางอารมณ์ท่ีทาให้เกดิ ความสุข โดยประเมนิ จากการมีความพอใจ ความ
อบอ่นุ ใจ และความสนกุ สนานรา่ เรงิ ความสามารถในการดาเนินชีวิตอยา่ งเป็นสขุ มีความภมู ิใจในตนเอง พอใจ
ในชวี ิตและมีความสุขสงบทางใจ

1. ความภมู ใิ จในตนเอง ไดแ้ ก่ การเหน็ คณุ คา่ ในตนเอง เชอ่ื มั่นในตนเอง
2. ความพงึ พอใจในชวี ติ ไดแ้ ก่ รู้จกั มองโลกในแงด่ ี มีอารมณข์ ัน พอใจในส่งิ ทตี่ นมีอยู่
3. ความสงบทางใจ ไดแ้ ก่ มีกจิ กรรมทเ่ี สรมิ สรา้ งความสุข รูจ้ ักผอ่ นคลาย มคี วามสงบทางจิตใจ

67

พ่อแม่จะเพ่ิมอีควิ ให้ลูกได้อย่างไร?

เราสามารถพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กได้ด้วยการฝึกฝน เพ่ือให้รู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง จัดการกับ

อารมณ์ตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสม และสามารถเข้าใจอารมณค์ วามรู้สึกของผู้อน่ื ได้ ดังน้ี

1. เป็นตัวอย่างทดี่ ีให้กับลูก เดก็ จะมีความฉลาดทางอารมณ์ได้ ตอ้ งเร่มิ จากครอบครัวทม่ี ีความฉลาด
ทางอารมณ์ ทัง้ น้ีเพราะความสมั พนั ธท์ ดี่ ีระหว่างคนในครอบครวั เปน็ สิง่ สาคัญท่สี ุดในการสรา้ งความฉลาดทาง
อารมณ์ให้แกล่ ูก หากลกู เติบโตทา่ มกลางการทะเลาะเบาะแวง้ และการใช้อารมณ์ ลูกจะไม่สามารถเรียนรู้การ
ควบคุมอารมณ์ไดเ้ ลย พ่อแม่จึงควรสรา้ งสภาพแวดล้อมเพื่อการพัฒนาความฉลาดทางอารมณใ์ ห้ลกู โดยเปน็
ตวั อย่างทดี่ ีในการควบคุมอารมณ์ หากลูกทาผิดโดยไม่ไดต้ ้งั ใจ เชน่ เดินชนผู้อ่ืน พอ่ แม่ควรสอนให้ลกู ร้จู ักกลา่ ว
คาขอโทษ ในขณะเดียวกัน หากพ่อแม่ทาผดิ พลาด เช่น เดินชนลกู กค็ วรกลา่ วคาขอโทษเช่นกนั เพ่ือใหล้ กู เหน็
ตวั อยา่ งทดี่ ีเสมอ

2. ใหเ้ วลากับลกู เพ่ือสร้างความสมั พนั ธ์ที่ดี หาเวลาใกล้ชดิ สร้างความคุ้นเคยกบั ลูก เพราะเด็กทุก
คนต้องการให้พ่อแม่อย่ใู กล้ชิด คอยปกปอ้ งและให้กาลงั ใจ โดยเฉพาะเวลาท่ีเรม่ิ ทาอะไรด้วยตนเองเปน็ คร้ัง
แรก จะทาใหล้ ูกร้สู ึกอบอ่นุ ใจ ไมก่ ังวล มคี วามม่นั คงทางอารมณ์ และกลา้ ที่จะทาสง่ิ ตา่ ง ๆ ด้วยตนเองในระยะ
ตอ่ ไป จงึ ควรหาเวลาทากิจกรรมรว่ มกัน เช่น เลา่ นทิ าน ร้องเพลง ปลกู ตน้ ไม้ เลี้ยงสตั ว์ สอนการบ้าน พาลูก
เขา้ นอน ฯลฯ โดยใหค้ วามสาคญั กบั กระบวนการในการทากิจกรรมทีส่ นุกสนาน มคี วามสขุ มากกว่าผลงานท่ี
เกดิ ขนึ้ นอกจากน้ี หากลกู บอกความรสู้ ึก แสดงความคิดเห็น มีขอ้ สงสยั หรือซกั ถามเหตุผล ควรรบั ฟงั ด้วย
ความสนใจ เพราะท่าทที ่สี นใจของพ่อแม่จะสนับสนุนให้ลูกมีความมั่นใจในตนเอง ซึ่งเด็กวัยนีม้ ักมคี วามสนใจ
อยากรู้ อยากเหน็ สง่ิ แปลกใหม่รอบตวั จึงควรสง่ เสรมิ ใหล้ ูกรู้จักวธิ ีคน้ หาคาตอบอยา่ งงา่ ยที่สอดคล้องกบั วยั

3. ใสใ่ จกับอารมณ์ ความร้สู กึ ของลกู และส่งิ ทล่ี กู ทา ใช้คาพูดท่แี สดงความรู้สึกเหน็ ใจและเข้าใจ
ปญั หาของลูกอยู่เสมอ รบั ฟงั ความรู้สกึ ซึง่ กนั และกันด้วยความเข้าใจ ยอมรบั ความเป็นตัวตนของลกู ไม่พูดยา้
แตค่ วามผดิ พลาดของลกู ทผี่ ่านมา เล้ียงดูลูกดว้ ยความรักและความเข้าใจในแบบทีล่ กู เป็น จะทาให้ลกู มคี วาม
มั่นใจในตนเองมากย่ิงข้ึน สอนใหล้ ูกรู้จกั แบง่ ปนั สิ่งของให้คนอน่ื หรอื กลา่ วชมเมื่อลูกชว่ ยเหลอื ผ้อู ่ืนทาสง่ิ ใดส่ิง
หน่งึ ทัง้ นเ้ี พื่อประโยชนข์ องตัวลูกเองในการอยูร่ ว่ มกับคนอ่ืน และควรให้ลูกไดพ้ บปะคนอืน่ ๆ นอกบ้านบ้าง
เชน่ พาไปเท่ยี วบา้ นญาติ บ้านเพอ่ื น หรือเลน่ กับเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทาให้เด็กได้เรียนรเู้ กี่ยวกบั การอยรู่ ว่ มกับคน
อ่นื หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทาให้ลกู มคี วามมัน่ ใจ และปรบั ตวั กับสภาพแวดล้อมใหมๆ่ ได้งา่ ยขึ้น จงึ ควรเปดิ
โอกาสให้ลูกได้เลน่ หรอื รว่ มสนุกสนานเฮฮากบั เพื่อนเพราะเปน็ สิง่ ท่ีจาเป็นตอ่ พัฒนาการดา้ นสังคม ทง้ั น้ีพ่อแม่
อาจจะมีสว่ นชว่ ยกระตุ้นโดยการร่วมกจิ กรรมกบั ลกู สิ่งเหล่านจ้ี ะเป็นการฝึกใหล้ กู เปน็ เดก็ อารมณ์ดี และเปน็
การช่วยผอ่ นคลายอารมณท์ ่ีขุ่นมวั ทง้ั หลายไดเ้ ปน็ อยา่ งดี และหากลูกมีทา่ ทางหงอยเหงา พ่อแม่ไม่ควรละเลย
แต่ควรสนบั สนนุ ใหไ้ ดร้ ่วมในกิจกรรมท่สี นุกสนานกบั ผู้อ่ืน

4. สอนใหล้ ูกรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง เมอ่ื มีเหตุการณ์มากระทบ ทุกคนล้วนมีอารมณแ์ ละ
ความรสู้ กึ เกิดขึ้นไมว่ า่ เด็กหรือผ้ใู หญ่ เราจงึ ควรสอนให้ลูกรู้จกั และจดั การกบั ความอารมณ์ ความรสู้ ึกเหลา่ น้นั
และแสดงออกอย่างเหมาะสม ซง่ึ วิธกี ารเรยี นรูก้ ารจดั การกับอารมณ์ท่ีดี คือ การให้ลูกเรียนรจู้ ากประสบการณ์

ตรงใหม้ ีโอกาสสัมผัสกบั อารมณ์ด้านลบของตนเอง เชน่ ความโกรธ ความกลัว เสียใจ อจิ ฉา และให้เขา้ ใจว่า
เป็นเรอ่ื งที่เกิดข้ึนได้กับทกุ คน เพยี งแตต่ ้องรู้จักอารมณข์ องตนเอง เรียนรทู้ ่จี ะจัดการ หาแนวทางแก้ปัญหา
และแสดงอารมณ์ใหเ้ หมาะสม อนั จะเปน็ พื้นฐานท่ีดีของการควบคมุ อารมณ์ไดใ้ นอนาคต พอ่ แมไ่ ม่ควรตาหนิ
ลูก แต่ควรแสดงท่าทีทเ่ี ข้าใจ เชน่ การโอบกอดซึง่ จะทาใหล้ ูกรู้สกึ ผอ่ นคลาย และควรถามเพอ่ื ใหล้ ูกทบทวน
อารมณ์ของตนเอง เช่น “หนรู ตู้ ัวหรอื เปล่าวา่ กาลังโกรธ” “หนรู ู้สกึ วา่ ใครๆ ก็พากนั รกั น้องมากกว่าหนใู ช่ไหม”
หรอื เม่อื ลูกทาของเล่นเสยี หายแล้วร้องไห้ อาจบอกลูกว่า “แม่ร้วู า่ หนเู สยี ใจ และเสียดายของเล่น แม่กเ็ คยทา
ของเลน่ หกั และเสยี ใจ แต่การรอ้ งไห้ไมช่ ว่ ยใหข้ องเล่นกลบั ดขี ้ึนมาได้ แมว่ ่าเราลองมาชว่ ยกันหาวิธซี ่อมของ
เลน่ ให้ดีเหมือนเดิมกันดีกว่า”

5. เลย้ี งลกู ให้เหมาะสมกับวัย สนับสนนุ ให้ลกู ทาอะไรด้วยตนเองหรอื แสดงความสามารถเฉพาะตวั
ควรกลา่ วชมเชยเมอ่ื ลกู ทาได้ จะทาให้ลกู เกิดความภมู ิใจและมีความสุข ควรฝกึ วนิ ัยใหล้ ูกโดยการรับผิดชอบ
หน้าทงี่ ่ายๆ ที่ลกู ทาได้ในบ้าน เชน่ เก็บของเล่น จดั โต๊ะอาหาร ร้จู กั การชว่ ยเหลือแบ่งปัน การเลน่ รว่ มกบั ผู้อืน่
หัดคดิ แบบเอาใจเขามาใสใ่ จเรา ฝึกการมองโลกดา้ นบวก พูดความจรงิ โดยพ่อแม่คอยให้กาลงั ใจและชมเชย
หรอื จัดการกับอารมณ์ของตนเองไดเ้ หมาะสม ในขณะเดยี วกนั ก็ไมค่ วรหัวเราะขาหรือพูดประชดหากลูกแสดง
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะจะทาให้เด็กเกิดความสับสน ไมเ่ ข้าใจตนเอง
แบบวัดความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี

ความฉลาดทางอารมณ์ ประเมินได้โดยการตอบข้อความที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึกและพฤติกรรมของ

เด็กที่แสดงออกในลักษณะต่างๆ ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่าบางประโยคอาจจะไม่ตรงกับที่เด็กเป็นอยู่ก็

ตาม ขอให้พ่อแม่หรือครูเลือกคาตอบที่ใกล้เคียงกับท่ีเด็กเป็นอยู่จริงมากที่สุด การตอบตามความเป็นจริงและ

ตอบทุกข้อจะทาให้ได้รู้จักเด็กและหาแนวทางในการพัฒนาเด็กให้ดีย่ิงขึ้นได้ มีคาตอบท่ีเป็นไปได้ 4 คาตอบ

สาหรับข้อความแต่ละประโยคคือ ไม่เป็นเลย เป็นบางครั้ง เป็นบ่อยครั้ง และเป็นประจา การประเมินให้ใช้

ความรู้สึกของพอ่ แมห่ รอื ครูเป็นหลกั แต่กรณที ไี่ ม่แนใ่ จให้ใชเ้ กณฑต์ อ่ ไปน้เี ป็นแนวทางในการประเมิน

 ไมเ่ ปน็ เลย หมายถงึ ไมเ่ คยปรากฏ
 เป็นบางครงั้ หมายถงึ นาน ๆ คร้งั หรอื ทาบ้างไม่ทาบา้ ง
 เปน็ บ่อยครง้ั หมายถงึ ทาบ่อย ๆ หรอื เกอื บทุกครั้ง
 เปน็ ประจา หมายถึง ทาทุกครงั้ เม่อื เกดิ สถานการณน์ ัน้

การประเมนิ มีขอ้ พงึ ระวังดงั นี้

1. ผู้ตอบแบบประเมินควรเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผูท้ ีร่ ู้จักหรือคุน้ เคยกบั เด็กเปน็ อย่างดไี ม่นอ้ ย
กวา่ 6 เดอื น เพ่ือจะได้มีโอกาสให้ขอ้ มูลเก่ียวกับเด็กได้อย่างละเอียดและถูกต้อง

2. ผู้ตอบแบบประเมิน ต้องตอบตามท่เี ด็กเป็นอยูจ่ รงิ

69

3. ไม่ควรนาผลการประเมินไปเปรยี บเทียบกบั เด็กอ่ืน ว่ากลา่ วตาหนเิ ด็ก หรือใชเ้ ปน็ ขอ้ ตัดสินใน
การคัดเลือกในโอกาสต่างๆ
คลิกช่องที่ท่านคิดวา่ ตรงกับตัวเด็กมากที่สุด มีคาตอบท่ีเป็นไปได้ 4 คาตอบ สาหรับขอ้ ความแต่ละประโยค คือ
ไมเ่ ป็นเลย เปน็ บางครัง้ เป็นบอ่ ยคร้งั เป็นประจา

ครูหรือผู้ดูแลเดก็ สามารถฝกึ ทักษะเพ่ือเพิ่มความฉลาดทางอารมณ์ใหแ้ กเ่ ดก็ ปฐมวัยไดโ้ ดย
 เป็นตวั อยา่ งทด่ี ีในการควบคุมอารมณ์ ย้ิมแย้มแจ่มใสเสมอ และใช้เหตผุ ลในการพดู คยุ กับเดก็
 ให้ความรกั ความอบอนุ่ แก่เด็ก ปลอบโยน ชมเชย โอบกอด ใหก้ าลงั ใจ ไม่ล้อเลยี นหรอื พูดให้เด็ก

รู้สกึ อาย
 ใหเ้ วลาและรับฟังปัญหาของเด็ก เปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ แสดงความคดิ เห็นเพ่ือหาทางแก้ไขปัญหาก่อน
 ไมบ่ งั คับใหท้ าในส่ิงทีเ่ ด็กยังไม่พรอ้ มหรือไม่ชอบ เช่น การแสดงบนเวที จบั สัตว์บางชนดิ ฯลฯ
 จัดกจิ กรรมกลุ่มให้เด็กได้ทาร่วมกบั เพื่อน แบ่งปันวัสดุ เคร่ืองใช้กนั
 จดั กิจกรรมให้เดก็ ไดร้ อ้ งเพลง หรอื เลา่ นิทานที่ฟังแลว้ มีความสุข

แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี จะมี 2 แบบ คือ แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็ก
อายุ 3-5 ปี ฉบับย่อของสานกั ส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิตสาหรบั ครู/ผดู้ ูแลเดก็ จะมฝี า่ ยการประเมนิ ทั้งหมด
15 ข้อ แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านดี 5 ข้อ ด้านเก่ง 5 ข้อ ด้านสุข 5 ข้อ และแบบประเมินความฉลาดทาง
อารมณ์ 55 ข้อ ของกรมสุขภาพจิต ซึ่งในส่วนของแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ 55 ข้อ จะสามารถใช้
แบบทดสอบออนไลน์ และมีโปรแกรมในการคิดคานวณคา่ คะแนน EQ ในแต่ละด้านให้โดยเข้าไปที่ Web site
rajanukul.go.th/iqeq/index.php?mod=test&group=6 รายละเอียดของแต่ละแบบประเมนิ มีดังนี้



71

แบบประเมนิ ความฉลาดทางอารมณ์ เด็กอายุ 3-5 ปี (55 ข้อ)
คาแนะนา
ขอ้ ความตอ่ ไปนีเ้ ปน็ การอธิบายถึงอารมณ์ ความรสู้ ึกและพฤตกิ รรมของเด็กในช่วง 4 เดอื นทผ่ี ่านมา
โปรดเลือกคาตอบที่ทา่ นคดิ ว่าตรงกบั ตัวเดก็ มากที่สดุ

ข้อ ไมเ่ ป็นเลย เป็นบางคร้ัง เป็นบอ่ ยครง้ั เป็นประจา

1 บอกความรู้สึกของตนเองได้เม่ือถูกถาม เช่น
รสู้ ึกดใี จ เสยี ใจ โกรธ ไม่ชอบ ไมพ่ อใจ

2 มกั โอบกอดหรือคลอเคลียคนที่ตนรัก

3 ยมิ้ แยม้ เมือ่ เล่นกบั เพื่อน

แสดงความเห็นใจเมื่อเห็นเพื่อนหรือผู้อ่ืนทุกข์
4 ร้อน เช่น บอกว่าสงสาร เข้าไปปลอบ หรือ

เขา้ ไปช่วย

5 หยุดการกระทาท่ีไม่ดีเมื่อเห็นสีหน้าไม่พอใจ
ของผ้ใู หญ่

6 ร้องไห้งอแงเวลาไปโรงเรียนหรือสถานท่ีท่ีไม่
อยากไป

7 กลัวสิ่งท่ีอยู่ในจินตนาการ เช่น ผี สัตว์
ประหลาด

8 เอาแต่ใจตนเอง

9 กลวั คนแปลกหน้า

10 เต็มใจแบ่งปันสิ่งของให้คนอ่ืน ๆ เช่น ขนม
ของเล่น

11 ชวนคนอ่ืนใหเ้ ล่นดว้ ยกัน

12 สงสาร ไม่ทารา้ ยสตั ว์

13 บอกผู้ใหญ่เมื่อเพ่ือนหรือคนในครอบครัวไม่
สบาย

14 ใจดีกบั เด็กทเ่ี ล็กกวา่

15 อาสาช่วยผู้อ่ืน เช่น งานบ้าน เก็บของท่ี
เกะกะ

16 ไม่ชว่ ยเหลือเมอื่ ได้รับการขอรอ้ ง

17 เช่อื ฟงั และทาตามท่ีผู้ใหญต่ อ้ งการ

ขอ้ ไม่เปน็ เลย เปน็ บางคร้ัง เปน็ บอ่ ยครั้ง เปน็ ประจา

18 บอกขอโทษหรือเขา้ มาประจบเม่ือทาผดิ

ไม่เล่นของที่เป็นอันตราย เช่น ไม้ขีดไฟ
19 ปล๊ักไฟ มีด หลังจากได้รบั การห้ามปรามจาก

ผใู้ หญ่

20 ไหว้ขอบคุณเมื่อผู้อ่ืนให้ของโดยผู้ใหญ่ไม่ต้อง
บอก

21 ไหวห้ รือสวัสดเี มื่อพบผู้ใหญ่

22 บอกใหค้ อยกไ็ ม่งอแง

23 อดทนได้ รอคอยได้ ไม่ลงมือลงเท้า

24 เรยี กร้องเอาแตใ่ จตนเอง

25 ช่างสังเกตและต้ังคาถามผู้ใหญ่ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่
ไดพ้ บเหน็

26 มักอยากรู้อยากเห็นกับของเล่นหรือสิ่งแปลก
ใหม่

73

27 กล้าซักถามหรือแสดงท่าทีสนใจเม่ือมีข้อ
สงสยั

28 สนใจ รู้สึกสนุกกับงานหรือกิจกรรมการ
เรียนรใู้ หม่ ๆ

29 ชอบเดนิ สารวจเม่ืออยู่ในสถานทใ่ี หม่ ๆ

30 ต้งั ใจฟงั เม่อื ผู้ใหญต่ อบเร่อื งท่ีอยากรู้

31 ร้องไห้เม่อื ไปโรงเรยี น

32 เม่ือไม่ได้ของเล่นท่ีอยากได้ก็สามารถเล่นของ
อน่ื แทน

33 ยอมรับคาอธิบายเม่ือไมไ่ ด้ส่งิ ทีต่ ้องการ

34 เข้ากบั เดก็ คนอน่ื ๆ ไดง้ า่ ยเม่ือเริ่มรูจ้ กั กนั

35 หงุดหงิดเมือ่ ตอ้ งเปล่ียนแปลงจากส่งิ ทคี่ ุ้นเคย

36 ไม่ชอบไปในสถานที่ไม่คุ้นเคย เช่น บ้านญาติ
บา้ นเพือ่ นของพอ่ แม่

37 กล้าบอกเร่ืองทต่ี นเองทาผิดพลาดให้ผใู้ หญ่ฟงั

ข้อ ไมเ่ ปน็ เลย เป็นบางครง้ั เปน็ บอ่ ยครงั้ เปน็ ประจา

38 บอกผู้ใหญ่เม่ือทาของเสียหาย

39 กล้าปฏิเสธเมื่อผู้ใหญ่จะช่วยเหลือเพราะเด็ก
อยากทาด้วยตนเอง

40 บอกความต้องการของตนเองให้ผูอ้ ่นื รู้

41 บอกปฏเิ สธเม่ือมผี ูช้ วนเล่นสงิ่ ทไ่ี ม่ชอบ

42 กลา้ พูด กล้าคุย ทกั ทายตอบกลับผอู้ ่ืน

43 เม่ือไดร้ ับคาชมเชย มักบอกเลา่ ใหค้ นอนื่ รู้

44 ช่วยเหลอื ตนเองมากขึ้นเมื่อได้รบั คาชม

45 ชอบเอาผลงานทท่ี าเสร็จมาให้ผใู้ หญ่ดู

46 พอใจทผ่ี ู้ใหญ่ชมว่าเปน็ เด็กดี

47 ชว่ ยเหลอื ตวั เองได้ดเี มือ่ ผู้ใหญ่ใหก้ าลังใจ

48 ไมห่ วาดกลัวเมอ่ื ต้องอยกู่ ับคนท่ไี ม่คุ้นเคย

รจู้ กั เผอ่ื แผค่ วามรักใหค้ นอ่ืน เช่น กอด ปลอบ
49 นอ้ งหรอื เดก็ ท่ีเลก็ กวา่

50 รว่ มเล่นสนกุ สนานกบั คนอ่นื ๆ ได้

51 รู้จั ก ค้ น ห าข อ งม าเล่ น เพื่ อ ส ร้างค วาม
สนกุ สนานเพลิดเพลิน

52 ถงึ แม้ไม่ได้เล่นก็สนุกกบั การดูคนอน่ื เลน่ ได้

53 เม่ือเห็นคนอ่ืนเล่นสนุกก็อยากเข้าไปเล่นสนุก
ด้วย

54 แสดงอารมณส์ นุกรว่ มตามไปกับส่ิงที่เหน็ เช่น
รอ้ งเพลง กระโดดโลดเตน้ หัวเราะเฮฮา

55 เกบ็ ตัว ไมเ่ ลน่ สนุกสนานกับเดก็ คนอ่ืน ๆ

การให้คะแนน แบ่งเปน็ 2 กลมุ่ ดังนี้
กลุม่ ท1่ี ให้คะแนนในแต่ละข้อดงั น้ี

ไมเ่ ปน็ เลย ให้ 1 คะแนน
เป็นบางครั้ง ให้ 2 คะแนน
เปน็ บ่อยครง้ั ให้ 3 คะแนน
เป็นประจา ให้ 4 คะแนน

75

12 3 4 5 10 11 12
13 14 15 17 18 19 20 21
22 23 25 26 27 28 29 30
32 33 34 37 38 39 40 41
42 43 44 45 46 47 48 49
50 51 52 53 54

กลมุ่ ท2่ี ใหค้ ะแนนในแต่ละขอ้ ดงั น้ี 16
ไม่เปน็ เลย ให้ 4 คะแนน 55
เป็นบางครัง้ ให้ 3 คะแนน
เปน็ บอ่ ยครัง้ ให้ 2 คะแนน
เป็นประจา ให้ 1 คะแนน
67 8 9
24 31 35 36

วธิ แี ปลผลการประเมินความฉลาดทางอารมณ์ เดก็ อายุ 3-5 ปี สาหรับครู/ผ้ดู ูแลเดก็

รวมคะแนนในแต่ละดา้ นยอ่ ยคือ

ดี

1.1 รู้จักอารมณ์ (ข้อ 1-9) ได้ ___คะแนน

1.2 มีนา้ ใจ (ข้อ 10-16) ได้ ___คะแนน

1.3 รู้วา่ อะไรถกู อะไรผิด (ข้อ 17-24) ได้ ___ คะแนน

เกง่

2.1 กระตอื รอื รน้ /สนใจใฝร่ ู้(ขอ้ 25-30) ได้ ___คะแนน

2.2 ปรับตวั ตอ่ การเปล่ยี นแปลง (ข้อ 31-36) ได้ ___คะแนน

2.3 กล้าพูดกล้าบอก (ขอ้ 37-42) ได้ ___คะแนน

สขุ

3.1 มคี วามพอใจ (ข้อ 43-46) ได้ ___คะแนน

3.2 อบอนุ่ ใจ (ข้อ 47-59) ได้ ___คะแนน

3.3 สนุกสนานร่าเริง (ข้อ 50-65) ได้ ___คะแนน

ตารางการแปลผลคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กอายุ 3-5 ปี สาหรับคร/ู ผู้ดแู ลเด็ก

เกณฑค์ ะแนนท(ี T-Score Norms) คะแนน 1. ดี 2. เกง่ 3 .สุข

ความฉลาดทางอารมณ์รวม(คะแนนรวมทุกด้านหาร 9) 1.1 1.2 1.3 2.1 2.2 2.3 3.1 3.2 3.3หาร 9

เกณฑ์คะแนนที คือเกณฑ์ท่ีทาใหท้ ราบว่าเดก็ มีระดับพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์อยใู่ นระดับใด

มคี วามจาเป็นตอ้ ง ไดร้ บั การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในดา้ นน้นั ๆ มากนอ้ ยเพียงใด

เกณฑ์คะแนนที ต้ังแต่ 50 ข้ึนไป บ่งบอกว่าเด็กมคี วามฉลาดทางอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ทีด่ ี ควรส่งเสริม

และรักษาคณุ ลักษณะ นีใ้ หค้ งไว้

เกณฑ์คะแนนที 40-49 บ่งบอกว่าเด็กควรได้รับการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในด้านน้ันๆ ให้ดี

ยิ่งข้นึ ผใู้ หญค่ วร รว่ มกันสง่ เสรมิ ใหเ้ ด็กมคี วามฉลาดทางอารมณ์ในดา้ นนั้นๆ อย่างตอ่ เนอื่ ง

เกณฑ์คะแนนทีตา่ กว่า 40 คะแนน บ่งบอกว่าเดก็ จาเป็นต้องไดร้ ับการพฒั นาความฉลาดทางอารมณ์

ในด้านน้ันๆ ให้ดี ย่ิงข้ึน ผู้ใหญ่จาเป็นต้องช่วยกันเอาใจใส่พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็กอย่าง

จริงจงั และสม่าเสมอ

นอกจากจะประเมิน EQ ในเด็ก 3-5 ปี แล้วยังมีแบบประเมิน EQ ของเด็กอายุ 6-11 ปี ของกรม

สขุ ภาพจิตท่เี ป็นแบบประเมนิ ออนไลน์ มีการคดิ คานวณค่าคะแนน EQ แต่ละดา้ นพรอ้ มการแปลผลให้

แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ เด็กอายุ 6-11 ปี

คาแนะนา

ข้อความตอ่ ไปน้เี ปน็ การอธิบายถงึ อารมณ์ ความรูส้ ึกและพฤตกิ รรมของเดก็ ในช่วง 4 เดอื นท่ผี ่านมา

โปรดเลอื กคาตอบท่ีทา่ นคดิ ว่าตรงกบั ตวั เดก็ มากทสี่ ุด

ข้อ ไมเ่ ป็นเลย เปน็ บางครั้ง เปน็ บอ่ ยครั้ง เป็นประจา

1 ไม่ใช้กาลังเวลาโกรธหรอื ไม่พอใจ

2 รู้จกั รอคอยเมือ่ ยงั ไม่ถึงคราวหรอื เวลาของตน

3 ยับย้ังทีจ่ ะทาอะไรตามอาเภอใจตนเอง

4 ต้องการอะไรต้องไดท้ นั ที

5 เม่ือมีอารมณ์โกรธ ต้องใช้เวลานานกว่าจะ
หายโกรธ

77

6 หมกมนุ่ กบั การเล่นมากเกนิ ไป
7 ชแ้ี จงเหตุผลแทนการใชก้ าลงั
8 ชว่ ยปกป้อง ดูแล และช่วยเหลือเด็กที่เลก็ กว่า
9 เห็นอกเหน็ ใจเม่อื ผอู้ ่นื เดือดรอ้ น
10 ใสใ่ จหรือรู้วา่ ใครชอบอะไร ไมช่ อบอะไร
ข้อ ไม่เป็นเลย เปน็ บางคร้งั เป็นบอ่ ยคร้งั เป็นประจา
11 เป็นท่ีพง่ึ ไดเ้ มอื่ เพ่ือนตอ้ งการความช่วยเหลอื

ระมัดระวังที่จะไม่ทาให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือ
12 เสยี ใจ
13 ไม่ชว่ ยเหลอื หรือไมใ่ หค้ วามร่วมมือกบั ผ้อู ่นื
14 ร้จู กั ให้กาลงั ใจผ้อู ่ืน
15 รูจ้ ักรับฟังผูอ้ ื่น
16 ร้จู กั แสดงความห่วงใยผ้อู น่ื
17 มกั สารภาพเม่ือทาผดิ
18 ไม่ชอบแกลง้ เพอ่ื น
19 ยอมรับวา่ ผิดเมอ่ื ถูกถาม
20 เม่ือทาผิด มกั แกต้ ัวว่าไมไ่ ดต้ ง้ั ใจ
21 ยอมรับกฎเกณฑ์ เช่น ยอมรับการลงโทษเม่ือ

ทาผดิ
22 ร้จู ักขอโทษ
23 ยอมรบั คาตาหนหิ รอื ตกั เตอื นเมื่อทาผิด
24 มคี วามต้งั ใจเมื่อทาส่ิงตา่ งๆ ท่ีสนใจ

25 มีสมาธิในการทางาน เช่น อ่านหนังสือได้
นานๆ

26 พยายามทางานท่ียากให้สาเร็จได้ด้วยตนเอง
เช่น การบ้าน การฝมี ือ

27 สนุกกับการแก้ปัญหายากๆ หรือท้าทาย เช่น
ปัญหาการบา้ น ของเลน่ ทแี่ ปลกๆ ใหมๆ่

28 เฉ่อื ยชา ไม่สนใจที่จะทางานให้เสรจ็

29 บ่นหรือต่อรองว่างานต่างๆ ยากเกินกว่าที่จะ
ทาได้ทั้งๆ ท่ยี งั ไมไ่ ดล้ งมือทา

ทางานต่อไปจนเสรจ็ แม้ว่าเพ่ือนๆ ไปเล่นแล้ว
30 กต็ าม

31 ไมท่ ้อใจเมอื่ ประสบกับความผิดหวงั

ขอ้ ไม่เป็นเลย เป็นบางครั้ง เป็นบอ่ ยคร้ัง เปน็ ประจา

32 หาทางตกลงกับเพื่อนหรือเด็กคนอื่นเม่ือเกิด
ขดั แย้งกัน

33 ไม่เอะอะโวยวายเม่ือพบปัญหาหรือความ
ยุ่งยาก

34 รู้จักรอจังหวะหรือรอคอยเวลาที่เหมาะสมใน
การแกป้ ญั หา

35 เม่ือมปี ัญหา จะคิดหาวธิ ีแกห้ ลายๆ ทาง

36 ร่วมกิจกรรมที่ตนไม่ชอบ หรือไม่ถนัดกับผู้อ่ืน
ได้

37 ทักทายหรือทาความรูจ้ ักกบั เพ่ือนใหม่

79

38 กล้าแสดงความสามารถท่ีมีอยู่ต่อหน้าคนหมู่
มาก

39 กลา้ ซักถามข้อสงสัย

40 เม่ือถูกถาม ใช้วธิ ีนง่ิ เฉย แทนการตอบว่าไม่รู้

41 มักจะใชข้ อ้ อา้ งเมือ่ ไม่กล้าทาอะไร

42 ไม่กลา้ ออกความเหน็ เมื่ออยู่กบั ผอู้ ื่น

43 เล่าถงึ ความสาเร็จของตนเองให้ผู้ใหญฟ่ ัง

ไม่อายในสิ่งที่ตนมีอยู่ เช่น ฐานะบ้าน อาชีพ
44 ของพ่อแม่ รูปร่างหน้าตา ความสามารถของ

ตนเอง ฯลฯ

ภูมิใจท่ีตนเองมีจุดดีหรือความสามารถพิเศษ
45 บางอย่าง เช่น เรียนเก่ง เล่นกีฬาเก่ง เล่น

ดนตรีได้

46 ภูมิใจท่ีได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ เช่น
ดแู ลน้อง ดแู ลสัตวเ์ ล้ยี ง ช่วยเหลืองานผใู้ หญ่

47 นอ้ ยใจง่าย

48 รสู้ ึกนอ้ ยเนอ้ื ต่าใจทส่ี คู้ นอนื่ ไม่ได้

49 พอใจกับผลการเรียนท่ีได้ แม้จะไม่ดีเด่นมาก
นกั

50 เมื่อไม่ได้ส่ิงที่ต้องการก็รู้จักยอมรับส่ิงทดแทน
อยา่ งอ่ืนได้

ขอ้ ไมเ่ ป็นเลย เป็นบางครง้ั เปน็ บอ่ ยคร้ัง เป็นประจา

51 แม้เกมหรือกีฬาแพ้ก็ไม่เสียใจนาน 52 แม้เป็น

สง่ิ ทีไ่ ม่จาเปน็ กเ็ รียกรอ้ งท่ีจะ

แม้เป็นสิ่งที่ไม่จาเป็นก็เรียกร้องที่จะเอาให้ได้
52 ตามท่ีต้องการ

53 หงดุ หงิดอยู่นานเมอื่ ไมไ่ ดด้ ่งั ใจ

54 เมื่อทาอะไรไม่ได้ตามต้องการจะผิดหวังมาก
เชน่ บ่น คร่าครวญ หรอื ซึม

55 มีอารมณข์ นั

56 เล่นสนุกสนานหรอื ล้อกนั เล่นสนุกๆ ได้

เมื่ออยู่คนเดียวก็รู้จักหาสิ่งมาทาให้ตัวเอง
57 เพลิดเพลนิ ได้

รจู้ กั ผ่อนคลายอารมณ์ด้วยการดูหนงั ฟังเพลง
58 เลน่ สนุก วาดรูป พดู คยุ กบั เพอื่ น

59 เปน็ คนแจ่มใส ยิ้มงา่ ย หัวเราะง่าย

60 สนุกกบั การแขง่ ขันแม้จะรู้ว่าไม่ชนะ

การให้คะแนน แบ่งเป็น 2 กลุม่ ดงั นี้

กล่มุ ที่1 ใหค้ ะแนนในแต่ละขอ้ ดังนี้

ไมเ่ ป็นเลย ให้ 1 คะแนน

เป็นบางคร้ัง ให้ 2 คะแนน

เปน็ บ่อยครงั้ ให้ 3 คะแนน

เปน็ ประจา ให้ 4 คะแนน

กลุ่มท1ี่ ไดแ้ ก่ข้อ 1 2 3 7 8 9 10 11 12 14 15 16 17 18

19 21 22 23 24 25 26 27 30 31 32 33 34 35

36 37 38 39 43 44 45 46 49 50 51 55 56 57

58 59 60

81

กลมุ่ ที2่ ใหค้ ะแนนในแต่ละข้อดงั นี้
ไม่เปน็ เลย ให้ 4 คะแนน
เป็นบางครง้ั ให้ 3 คะแนน
เปน็ บ่อยครง้ั ให้ 2 คะแนน
เป็นประจา ให้ 1 คะแนน

กลมุ่ ท่ี 2 ได้แก่ข้อ 4 5 6 13 20
28 29 40 41 42
47 48 52 53 54

เมอื่ ใหค้ ะแนนครบทุกขอ้ แล้ว ให้คิดคะแนนดังน้ี
1. รวมคะแนนในแตล่ ะด้านยอ่ ยคอื

ดี
1.1 ควบคมุ อารมณ์ ข้อ 1-7 ได้........................ คะแนน
1.2 ใสใจและเขา้ ใจอารมณผ์ ูอ้ ่นื ข้อ 8-16 ได้........................ คะแนน
1.3 ยอมรับถูกผิด ขอ้ 17-23 ได.้ ....................... คะแนน

เก่ง
2.1 มงุ่ มั่นพยายาม ข้อ 24-30 ได.้ ....................... คะแนน
2.2 ปรบั ตัวต่อปัญหา ข้อ 31-36 ได้........................ คะแนน
2.3 กล้าแสดงออก ข้อ 37-42 ได้........................ คะแนน

สขุ
3.1 พอใจในตนเอง ข้อ 43-48 ได.้ ....................... คะแนน
3.2 รูจ้ ก้ ปรบั ใจ ข้อ 49-54 ได้........................ คะแนน
3.3 รน่ื เรงิ เบิกบาน ข้อ 55-60 ได้........................ คะแนน

2. นาคะแนนท่ีได้ ไปแปลงเป็นคะแนนมาตรฐาน คะแนนที (T - Score) ตามตารางเปรียบเทียบ
คะแนนทีได้กับเกณฑ์ปกติคะแนนที (T -Score Norms) ของความฉลาดทางอารมณ์แต่ละด้าน(หน้า
6)
3. กรอกคะแนนทที ีไ่ ดล้ งในตารางข้างล่าง ให้สอดคลอ้ งกับชว่ งเกณฑ์คะแนนทีท่ีกาหนด

4. คิดคะแนนความฉลาดทางอารมณ์รวมโดยนาคะแนนทีท้ัง9 ด้านมารวมกนแล้วหารด้วย9 (คะแนน
ทีข้อ 1.1 + 1.2+ 1.3 + 2.1 + 2.2 + 2.3 + 3.1 + 3.2 + 3.3) ÷ 9 แล้วกรอกคะแนนลงในตาราง
การแปลผล
เกณฑ์คะแนนทีคือเกณฑ์ท่ีทาให้ทราบว่าเด็กมีระดับพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในระดับใด
มีความจาเป็นต้องได้รบั การพฒั นาความฉลาดทางอารมณใ์ นด้านนน้ั ๆ มากนอ้ ยเพยี งใด
เกณฑ์คะแนนทีต้ังแต่ 50 ขึ้นไปบ่งบอกว่าเด็กม็ความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ดีควรส่งเสริม
และรักษาคุณลกั ษณะนใี้ หค้ งไว้
เกณฑ์คะแนนที 40-49 บ่งบอกว่าเด็กควรได้รับการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในด้านนั้นๆ ให้ดี
ยงิ่ ขน้ึ ผ้ใู หญค่ วรร่วมกันสง่ เสรมิ ให้เดก็ มีความฉลาดทางอารมณใ์ นดา้ นน้นั ๆ อยา่ งต่อเน่อื ง
เกณฑ์คะแนนทีต่ากวา่ 40 คะแนน บ่งบอกว่าเด็กจาเป็นตอ้ งได้รับการพฒั นาความฉลาดทางอารมณ์
ในด้านน้ันๆ ให้ดียิ่งข้ึน ผู้ใหญ่จาเป็นต้องช่วยกันเอาใจใส่พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็กอย่าง
จริงจังและสม่าเสมอ

เอกสารอา้ งองิ

กระทรวงสาธารณสขุ . ค่มู อื เฝ้าระวังและสง่ เสรมิ พัฒนาการเดก็ ปฐมวัย Developmental Surveillance
and Promotion Manual (DSPM). กรงุ เทพฯ : ทเี อสอนิ เตอร์พรนิ้ ท์. 2558.

จันทฑ์ ิตา พฤกษานานนท.์ การประเมนิ การเจรญิ เตบิ โต. ในทพิ วรรณ หรรษคุณาชยั และคณะ
บรรณาธิการ. ตาราพฒั นาการและพฤติกรรมเดก็ สาหรับเวชปฏิบัตทิ ว่ั ไป. กรงุ เทพฯ : บยี อนด์
เอ็นเทอร์ไพรซ์. 2554. หนา้ 66-78.

นชิ ธา เรืองดารกานนท์. การตดิ ตามเฝา้ ระวังพฒั นาการเด็กในชว่ งปฐมวัย. ในทิพวรรณ หรรษคุณาชยั
และคณะ บรรณาธิการ. ตาราพัฒนาการและพฤตกิ รรมเดก็ สาหรับเวชปฏิบตั ิทั่วไป. กรุงเทพฯ :
บียอนด์ เอน็ เทอรไ์ พรซ์. 2554. หน้า 44-65.

นติ ยา คชภกั ดี และ อรพนิ ท์ เลิศอวสั ดาตระกูล. คู่มอื การฝึกอบรมการทดสอบพัฒนาการเด็ก
ปฐมวัย Denver II ฉบับแกไ้ ขปรบั ปรุงคร้งั ที่ 3. นครปฐม : สถาบันแห่งชาตเิ พ่ือการพัฒนาเด็ก
และครอบครวั . 2551.

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสขุ . แบบประเมนิ ความฉลาดทางอารมณ์เด็ก 3-5 ปี , 6-11 ปี สาหรับ
ครผู ูด้ ูแลเดก็ เข้าถงึ โดย http://rajanukul.go.th/iqeq/index.php?mod=test&group=6

83

หนว่ ยที่ 3

เรื่อง การสรา้ งเสริมภมู คิ ุ้มกนั โรค

โดย ผู้ช่วยศาตราจารย์ นันทนรนิ ทีฆวิวรรธน์

ภมู ิคมุ้ กนั ต่อโรคต่าง ๆ เป็นกลไกท่ีเกิดการตอบสนองตอ่ เชื้อโรคของรา่ งกาย อย่างไรก็ตามวัย
เด็กอวัยวะท่ีสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เด็กจึงมีโอกาสติดเช้ือ ป่วย พิการและเสียชีวิตได้มาก
จากการเจริญเติบโตของอวัยวะต่าง ๆ ที่ยังไม่สมบูรณ์และขนาดของอวัยวะท่ีมีขนาดเล็ก ในประเทศไทยจึง
เล็งเห็นความสาคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก เพื่อให้ร่างกายสร้างกลไกป้องกันต่อการเกิดโรค
บรรเทาอาการและอาการขา้ งเคียงของโรค สถติ ติ ดิ เช้ือ เสยี ชวี ิตจากการตดิ เชื้อ โรคอบุ ัติใหม่

ระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) คือระบบท่ีคอยปกป้องร่างกายของสิ่งมีชีวิตจากส่ิงแปลกปลอม
โดยเฉพาะจุลชีพก่อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต รา พยาธิ รวมถึงส่ิงแปลกปลอมอื่นๆ ส่ิงแปลกปลอมที่
ร่างกายตรวจจับได้เรียกว่า แอนติเจน (antigen) แอนติเจนท่ีกระตุ้นการทางานของระบบภูมิคุ้มกัน
เรียกว่า อิมมูโนเจน (immunogen)

ประเภทของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย (อัญชลี ศิริพิทยาคุณกิจ และคณะ.(บรรณาธิการ),
2554,2555)

ระบบภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ในร่างกาย สามารถจาแนกได้เป็น 2 ประเภท ตามลาดับข้ันตอนการทางาน
ของรา่ งกาย คอื ระบบภมู คิ ุม้ กนั ปฐมภมู ิ และระบบภมู ิคุ้มกันทุตยิ ภมู ิ ดังนี้

1. ระบบภูมคิ ุ้มกันปฐมภูมิ

เป็นระบบภูมิคุ้มกันท่ีเป็นด่านชั้นนอกสุด เป็นการป้องกันดา้ นกายวิภาค อวัยวะท่ีเป็นระบบภูมิคมุ้ กัน
ปฐมภมู นิ ้ี ได้แก่ ผิวหนงั ขนตา ขนตามอวัยวะตา่ ง ๆ ตลอดจนเย่ือเมอื กตา่ ง ๆ ท่บี ุอยู่ตามผวิ ของอวยั วะจัดเป็น
ระบบภมู คิ ุ้มกนั แบบไม่จาเพาะเจาะจง

2. ระบบภูมคิ ้มุ กันทุตยิ ภมู ิ

เป็นระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายที่ถูกกระตุ้นให้แสดงออกเม่ือมีเชื้อจุลินทรีย์หรือสิ่งแป ลกปลอมบุก
รุกเข้ามาในร่างกาย โดยสามารถจาแนกประเภทตามแหล่งที่มาของภูมิคุ้มกันได้เป็น 2 ประเภท คือ ภูมิคุ้มกัน
ทีร่ ับมาแต่กาเนดิ และภูมิคุม้ กันท่ีรบั มาภายหลัง

1) ภูมิคุ้มกันท่ีรับมาแต่กาเนิด (innate immunity) เป็นระบบภูมิคุ้มกันท่ีได้รับมาจากแม่หรอื ติด
ตวั มาต้งั แต่เกิดเป็นระบบภมู ิค้มุ กนั ท่ีพร้อมทางานไดท้ ันที เมื่อมกี ารบุกรกุ ของเช้ือจุลินทรยี ์หรอื สง่ิ แปลกปลอม
เข้าสู่ร่างกายภมู ิคุ้มกันระบบน้ีจะไม่มคี วามจาเพาะเจาะจง และไม่มกี ารจดจาชนดิ ของแอนติเจนที่เขา้ สรู่ ่างกาย
สามารถป้องกันการบกุ รกุ ของเชอ้ื จลุ ินทรยี แ์ ละส่งิ แปลกปลอมตา่ ง ๆ ด้วยการจบั กนิ และย่อยทาลาย โดยอาศัย
การทางานของเมด็ เลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์ เช่น นวิ โทรฟลิ แมคโครฟลาสต์ และโมโนไซต์ เป็นตน้

ด้านการตอบสนองต่อเซลล์ทีม่ ีความผิดปกติของรา่ งกาย จะอาศยั เซลล์ชนิดเอ็นเคทาหน้าท่ีกาจดั และ
รักษาสมดุลของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันการบุกรุกของเช้ือจุลินทรีย์หรือแอนติเจนที่เกิดข้ึนจาก
สารออกฤทธิ์ของเซลล์ ซ่ึงเป็นระบบภูมิคุ้มกันจากกระแสเลือดและสารคัดหลั่ง เช่น ไลโซไซม์ที่มีอยู่ในสารคัด
หลั่งจากส่วนต่าง ๆ การทางานของโปรตีนในระบบคอมพลีเมนต์ แต่การทางานของระบบน้ีจะก่อให้เกิดการ
อักเสบ มีอาการปวด บวมแดง และร้อน ซึ่งปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันและเชื้อโรคน้ี จะส่งผลให้เกิดฝีหนอง
ในตาแหน่งทีม่ ีการบกุ รุกของแอนติเจนได้

2) ภูมิคุ้มกันท่ีรับมาภายหลัง (adaptive immunity หรือ acquired immunity) เป็นระบบ
การทางานตอ่ เน่ืองจากระบบภมู ิคมุ้ กันท่ีรบั มาแต่กาเนิด เกดิ ขนึ้ จากการทรี่ ่างกายไดร้ ับสิง่ แปลกปลอมหรือการ
กระตุ้นจากวัคซีน ร่างกายจะตอบสนองต่อเชื้อโรคอย่างจาเพาะเจาะจงผ่านเม็ดเลือดขาว ที่ช่ือว่า
lymphocytes

มีการจดจาลักษณะของส่ิงกระตุ้น ทาให้เม่ือร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมหรือแอนติเจนชนิดเดิมอีกครั้ง
ร่างกายจะสามารถตอบสนองได้อยา่ งรวดเรว็ และมีประสทิ ธิภาพมากโดยแบง่ เปน็

2.1 การตอบสนองโดยการใช้สารน้า (humoral immune response) เป็นการตอบสนองทาง
ภูมคิ ุ้มกันท่ีอาศัยสารน้า คือ แอนติบอดี (antibody) ซ่ึงส่วนใหญ่อยู่ในซีร่ัม เซลล์ที่รับผิดชอบในเรื่องน้ีคือเม็ด
เลือดขาวชนิด B lymphocytes ซ่ึงเปล่ียนแปลงมาจาก stem cell ในไขกระดูก ท่ีผิวเซลล์ของ B
lymphocytes มีตาแน่งรองรับแอนติเจน เมื่อแอนติเจนที่มีโครงสร้างพอเหมาะจับ B lymphocytes จะเพิ่ม
จานวนและเปลี่ยนแปลงเป็น plasma cell จากน้ัน plasma cell จะทาการหล่ังแอนติบอดีชนิดต่าง ๆ ท่ี

85

จาเพาะกับแอนติเจนน้ัน ๆ ออกมา แอนติบอดี้น้ีพบอย่ใู นส่วนของโปรตีนที่เรียกวา่ แกมมาโกลบลู ิน (gamma
globulin) ทอี่ ยใู่ นเลอื ด แอนตบิ อด้ีเป็นสว่ นทาหน้าทเ่ี กี่ยวกับภมู ติ า้ นทานของรา่ งกาย จึงเรียกวา่ อิมมูโนโกลบู
ลิน (Immunoglobulin) หรือยอ่ ว่า lg ซ่งึ มีอยดู่ ้วยกัน 5 ชนิดคือ lgG , lgA , lgM , lgD และ lgE โดยพบ lgG
ในกระแสเลือดมากท่ีสุด ภูมิต้านทานที่หลั่งออกมานี้ จะหมุนเวียนในร่างกายและทาหน้าท่ีในการจับส่ิง
แปลกปลอมที่มีลักษณะเหมือนแอนติเจน นอกจากนี้ B lymphocytes ส่วนหน่ึงยังมีการเปล่ียนไปเป็น
memory B cells เก็บความจา เมื่อได้รบั แอนตเิ จนตัวเดมิ อกี memory B cells จะเปลยี่ นเปน็ plasma cell
หลัง่ สารภมู ิตา้ นทานตา่ งๆ ออกมาได้เร็วกว่าและมปี ระสทิ ธภิ าพกว่าคร้งั แรกซ่งึ เป็นหลักของการใหว้ ัคซนี

2.2 การตอบสนองชนิดพึ่งเซลล์ (cell-mediated immune response: CMIR) เป็นการ
ตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่อาศัยเซลล์ โดยแอนติเจนเข้ามากระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocyte ท่ี
เรียกว่า Antigen presenting cell (APCs) ให้กลายเป็น Activated T lymphocyte หรือ helper T cell
(TH) ซ่ึงจะทาหน้าที่หลั่งสารไซโตไคน์ (cytokines) ไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวท้ัง Macrophage และ
granulocytes ให้จับกินเชื้อโรคได้ดีขึ้น และไซโตไคน์บางตัวไปกระตุ้น B lymphocyte ที่รับรู้แอนติเจน
เดียวกัน ให้มีการแบ่งตัวและเปล่ียนแปลงไปเป็น plasma cell สร้างแอนติบอดีที่จาเพาะกับแอนติเจนน้ัน
ส่วน Activaed T lymphocyte จะกลายเป็น cytotoxic T lymphocyte ซึ่งทาหน้าที่สาคัญคือ ฆ่าเซลล์ท่ีมี
จลุ ชพี อาศยั อยู่ และเซลลม์ ะเรง็

กลไกการตอบสนองทางภมู ิคุม้ กันร่างกาย

เมื่อรา่ งกายได้รับแอนติเจน (antigen: Ag) เป็นครงั้ แรกหรือวัคซีน ในคร้ังแรกระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
จะตอบสนองโดยสร้างแอนติบอดี (antibody) ที่เรียกว่า primary response อาจใช้ระยะเวลาต้ังแต่ 1 -30
วัน หรอื อาจนานกวา่ นี้ขึน้ อยู่กบั ปริมาณ ชนิด และทางเข้าสู่ร่างกายของแอนติเจน เรียกระยะนว้ี ่า lag period
หลังจากน้ันรา่ งกายจะสร้างแอนติบอดีเพิ่มขึน้ อยา่ งรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็น IgM ซึ่งจะอยู่ระยะหน่ึงจากน้นั จะลด
ปริมาณต่าลง ซึ่งร่างกายจะจดจาแอนติบอดีไว้ใน memory cell ดังนั้นเม่ือได้รับแอนติเจนชนิดเดิมอีกครั้ง
ร่างกายจะตอบสนองอย่างรวดเร็วและมากกว่าคร้ังแรกมาก แอนติบอดีที่เกิดข้ึนคร้ังนี้เรียกว่า Secondary
response ซึ่งจะอยู่นานและมีประสิทธิภาพในการจับกับแอนติเจนได้เหนียวแน่นกว่า เปรียบเหมือนตัวต่อจ๊ิ
กซอที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง (ภาพที่ 1) และเป็นชนิด IgG มากกว่า IgM ซ่ึงหลักการน้ีใช้ในการให้วัคซีน
หลายครงั้ เพ่อื ใหร้ า่ งกายสรา้ งแอนตบิ อด้ที ่ีป้องกนั โรคไดน้ านหลายปี (ภาพท่ี 2)

ภาพท่ี 1 ปฏกิ ริ ิยาจาเพาะของแอนติเจน ภาพท่ี 2 การตอบสนองของระบบภมู คิ มุ้ กนั

ระบบภูมคิ มุ้ กนั ชนิดจะสามารถแบง่ ตามลักษณะการเกดิ ภูมิคมุ้ กนั ได้เปน็ 2 แบบ ดงั น้ี

1. ระบบภูมิคุ้มกนั ที่สรา้ งข้ึนเอง (active immunity) เปน็ ระบบภมู ิค้มุ กันท่ีถูกกระตนุ้ ให้สรา้ ง
ข้ึนโดยแอนติเจนหรือวัคซีน ทาให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อส่ิงเหล่าน้ีเป็นระบบภูมิคุ้มกันท่ีมีความจาเพาะ
เจาะจงสูง และพร้อมที่จะตอบสนองอย่างรวดเร็วและรุนแรง เมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนในครั้งท่ี 2 ตัวอย่าง
ของวัคซีนท่ีนิยมให้แก่เด็กเพ่ือกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ โปลิโอ ไอกรน และ
บาดทะยัก เป็นต้น ข้อดีของการให้แบบโดยตรงน้ีคือ ภูมิคุม้ กันหรอื แอนติบอดีท่ีเกิดข้นึ สว่ นใหญ่จะอยู่ได้นาน
เปน็ ปี ๆ หรืออาจจะอยู่ได้ตลอดไป (Permanent antibody) สว่ นข้อเสยี คือภูมคิ ้มุ กันเกดิ ขึ้นช้า

2. ระบบภูมิคุ้มกันท่ีได้รับ (passive immunity) เป็นระบบการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันท่ีได้จาก
แม่ เรียกว่า ภูมิคุ้มกันรับมาตามธรรมชาติ (natural passive immunity) การที่เด็กทารกแรกเกิดได้รับ
ภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ท่ีแม่เคยเป็นหรือเคยได้รับเช้ือตามธรรมชาติ ขณะอยู่ในครรภ์มารดาและจากการกินนม
มารดา ซึ่งภูมิคุ้มกันท่ีเด็กทารกแรกเกิดได้รับนี้จะอยู่ได้ประมาณ 6-9 เดือน ท้ังน้ีแล้วแต่ชนิดและระดับของ
ภูมิคุ้มกันเฉพาะของแต่ละโรค โดยทั่วไปแล้วภูมิคุ้มกันต่อการติดเช้ือท่ีเกิดจากไวรัส เชื้อโรคคอตีบ และ
บาดทะยัก จะผ่านจากมารดาไปยังบุตรได้ดี จึงนาหลักการน้ีมาให้วัคซีนป้องบาดทะยักแก่หญิงต้ังครรภ์ เพ่ือ
หวังผลให้เกิดภูมคิ ุ้มกันท่ีจะป้องกันโรคบาดทะยักในทารกแรกเกดิ ได้นน่ั เองหรอื ได้รับมาด้วยการฉีดใหจ้ ากสาร
สังเคราะห์ท่ีสร้างข้ึน (artificial passive immunity) ได้แก่ เซรุ่ม ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีท่ีสร้างขึ้น
จากส่ิงมีชีวิตอื่น ๆ เช่น ม้า วัว แอนติบอดี ที่มีผล ป้องกันโรคได้ทันทีเข้าไปในร่างกาย โดยจะให้ในกรณีท่ี
ตอ้ งการให้มีผลป้องกนั อย่างทันที ซ่งึ เป็นข้อดขี องการให้วัคซีนแบบน้ีส่วนข้อเสียคือแอนติบอดีที่ให้เข้าไปน้ีจะ
อยู่ในร่างกายในระยะเวลาส้ันๆ ประมาณ 3-4 สัปดาห์ก็จะหมดไป การให้แบบโดยออ้ มท่ีใช้กันบ่อยคือ การให้

87

แกมมาโกลบุลิน(Gamma globulin) ในการป้องกันผู้สัมผัสโรค เช่น โรคหัด ตับอักเสบบี ตับอักเสบเอ และ
โรคพิษสุนขั บา้ เปน็ ต้น

ประเภทของวัคซนี

1.แบ่งโดยอาศัยวิธกี ารผลติ

1.1 วัคซีนประเภทท็อกซอยด์ (toxoid) หมายถึง วัคซีนที่ผลิตโดยการนาพิษของจุลชีพที่เป็นส่วน
สาคัญในการก่อโรคมาทาให้หมดฤทธ์ิ แต่ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันได้ ใช้สาหรับโรคติดเชื้อท่ีเกิดจาก
พษิ ของจลุ ชีพ เชน่ โรคคอตีบ และโรคบาดทะยัก

1.2 วัคซีนเชื้อตาย (killed vaccine) หมายถึง วัคซีนท่ีผลิตข้ึนโดยใช้เชื้อโรคทั้งตัวท่ีตายแล้วหรือ
เฉพาะส่วนประกอบบางส่วนของเชือ้ โรคหรือโปรตีนส่วนประกอบของเชื้อท่ีผลิตขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยหลักวิศว
พันธุศาสตร์ เช่น วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนไอกรน วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนโปลิโอ
ชนิดฉีด และวัคซีนไขห้ วัดใหญ่ เป็นต้น

1.3 วัคซีนเชื้อมีชีวิตที่ทาให้อ่อนฤทธ์ิ (live attenuated vaccine) หมายถึง วัคซีนที่ผลิตขึ้นโดย
ใช้เช้ือโรคมาทาให้อ่อนฤทธ์ิลงจนไม่สามารถทาให้เกดิ โรค แต่เพียงท่ีจะกระตุ้นให้เกิดภูมคิ ุ้มกันร่างกายได้ เช่น
วคั ซนี หัด-หดั เยอรมัน-คางทมู วคั ซนี อีสุกอีใส วคั ซนี โปลโิ อ ชนดิ รับประทาน

2. แบ่งตามแผนการสร้างเสริมภมู คุ้มกนั โรคของประเทศ

2.1 วัคซีนพื้นฐาน (compulsory vaccines) หมายถึงวัคซีนท่ีได้รับการบรรจุในแผนสร้างเสริม
ภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ Expanded Program on Immunization (EPI) หรือ Nation Immunization
Program (NIP) แนะนาให้เด็กไทยได้รับ ได้แก่ วัคซีนบีซีจี วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนคอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก
วัคซีนโปลิโอ วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี วัคซีนเอชพีวี และ วัคซีนเย่ือหุ้มสมอง
อักเสบ

2.2 วัคซีนเสริมหรือวัคซีนเผื่อเลือก (optional vaccines) หมายถึง วัคซีนท่ีมีประโยชน์ สมควร
แนะนาให้เด็กไดร้ ับ แต่โรคที่ปอ้ งกนั ได้ด้วยวัคซีนเหล่าน้ยี ังไม่มีความสาคญั ด้านสาธารณสุขในลาดบั ตน้ ๆ หรือ
ราคาสูง ยังไม่สามารถจัดหามาใช้กับเด็กท้ังประเทศได้ ผู้ท่ีต้องการฉีดต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ได้แก่ วัคซีนตับ
อักเสบเอ วัคซีนอีสุกอีใส วคั ซีนนวิ โมคอคคัสชนิดคอนจเู กต และ นอกจากนว้ี ัคซนี เสริมยังรวมถึงวัคซีนที่ได้รับ
การพัฒนาเพอ่ื ใหม้ ผี ลขา้ งเคียงลดลง

2.3 วัคซีนใช้กรณีพิเศษ (vaccines in special circumstances) หมายถึง วัคซีนท่ีมีข้อบ่งช้ี
ชัดเจนเพื่อให้ในกลุ่มคนท่ีมีความเส่ียงสูงต่อการเกิดโรค หรือหากเกิดโรคอาจมีอาการและภาวะแทรกซ้อน
รนุ แรง เช่น วัคซีนนวิ โมคอคคสั สหรบั ผู้ป่วยท่ีไมม่ ีมา้ ม วคั ซนี ไข้หวัดใหญส่ าหรบั ผู้ปว่ ยโรคหวั ใจ โรคปอดเรื้อรัง
และผูส้ ูงอายุ วคั ซนี พษิ สุนขั บ้าสาหรบั ผูท้ ถ่ี กู สัตว์กดั เป็นตน้

2.4 วัคซีนท่ีกาลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา (investigational vaccines) หมายถึงวัคซนี ที่มี
ความสาคัญในการป้องกันโรคที่กาลงั เป็นปัญหาในหลายประเทศ และอยู่ในขนั้ ตอนการวิจัย การผลิต หรืออยู่
ระหว่างการทดลองในอาสาสมัคร เช่น วัคซนี ไขเ้ ลือดออก วัคซีนมาลาเรีย วัคซีนเอดส์

วธิ ีการบรกิ ารวัคซนี (ดุสิต สถาวรและคณะ. (บรรณาธกิ าร),2548; วรี ะชัย วฒั นวรี เดช,ม.ป.ป.)

วธิ ีการบริหารวคั ซนี ทีส่ าคญั มี 5 วธิ ี

1.การรบั ประทาน ทาใหม้ ภี มู ิคมุ้ กนั ในกระแสเลือดและลาไส้ เชน่ วคั ซีนโปลโิ อ วัคซีนไทฟอยด์ วัคซีนโรต้า

2.การพ่นทางจมูก ทาใหม้ ีภูมคิ มุ้ กันในกระแสเลอื ดและทางเดินหายใจ ไดแ้ ก่ วคั ซีนไขห้ วัดใหญ่ชนดิ พน่ จมูก

3.การฉีดเข้าในผิวหนัง (intradermal) ทาให้เกิดภูมิคุ้มกันได้ดี และใช้วัคซีนน้อย ประหยดั วัคซีนไดด้ ้วย ผู้ฉีด
ตอ้ งมีความชานาญในการฉดี เชน่ วัคซนี บซี ีจี วคั ซีนพิษสนุ ัขบ้า

4.การฉีดเข้าใต้หนัง (subcutaneous) ใช้สาหรับวัคซีนที่ไม่ต้องการให้ดูดซึมเร็วมาก และเป็นวัคซีนท่ีไม่มี
adjuvant เชน่ วคั ซนี หัด-หัดเยอรมนั -คางทูม

5.การฉีดเข้าชั้นกล้ามเน้ือ (intramuscular) ใช้สาหรับวัคซีนท่ีต้องการให้ดูดซึมเร็ว การฉีดเข้ากล้ามเนื้อควร
ฉีดบริเวณกลา้ มเนื้อต้นขา (สาหรับเด็กเล็ก) หรือหวั ไหล่ (สาหรับเด็กโตและผู้ใหญ่) ไม่ควรฉดี กล้ามเน้อื สะโพก
เน่ืองจากกล้ามเน้ือต้นขาและหัวไหร่มีเลือดมาเล้ียงมาก และมีการเคลื่อนไหวมากกว่า ทั้งยังเป็นบริเวณท่ีมี
ปริมาณไขมนั นอ้ ย จงึ มีความสามารถในการดูดซึมไดร้ วดเรว็ ทาใหร้ า่ งกายสรา้ งภมู คิ ุ้มกนั ได้ดี

ข้อแนะนาทั่วไปเก่ียวกับวัคซีน (พรรณพิศ สุวรรณกูล, ธีระพงษ์ ตันฑวิเชียร, และ ชุษณา สวน
กระต่าย, 2547; วีระชัย วัฒนวีรเดช,ม.ป.ป. ; อัญชลี ศิริพิทยาคุณกิจ และคณะ. (บรรณาธิการ),2555; ดุสิต
สถาวร และคณะ. (บรรณาธิการ),2548; นิตยา ไทยภริ มณ์ (บรรณาธิการ), 2551)

1. ไม่ควรให้วัคซีนในขณะเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือมีไข้สูงควรเล่ือนการรับวัคซีนออกไปจนหายดีแล้วจึงมารับ
วัคซีน แต่หากเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด นา้ มูกไหลโดยไม่มีไข้ หรอื ท้องเสยี สามารถใหว้ ัคซีนได้

89

2. ผู้มปี ระวตั ิได้รับเลอื ด ผลิตภัณฑ์ของเลือด หรอื อมิ มูนโกลบูลิน ในระยะเวลาไม่นาน หากต้องรบั วคั ซีนชนิด
มีชีวติ ควรเลือดการให้ออกไปก่อน เน่ืองจากวัคซีนอาจไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ดี ระยะเวลาท่ีควรเลือ่ นข้ึนอยู่กับ
ชนิดของผลิตภัณฑ์ของเลือดที่ได้รับ แต่วัคซีนเช้ือตายจะไม่ถูกรบกวนโดยเลือด หรือผลิตภัณฑ์ของเลือดจึงไม่
ต้องเลอื่ นการรบั
3. หากมีการแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน ควรหลีกเลี่ยงการให้วัคซีนน้ัน ๆ ผู้ที่แพ้ไข่ชนิดรุนแรงไม่
ควรให้วัคซีนที่ผลิตจากไข่ เช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่สามารถให้วัคซีนหัดได้ เนื่องจากมีปริมาณแอนติเจนของ
ไข่อยู่น้อยมาก
4. ควรอธิบายให้ผู้ปกครองหรือผู้ป่วยทราบว่าจะให้วัคซีนป้องกันโรคอะไร และอาจเกิดอาการข้างเคียงอย่าง
ใดบา้ งหลักไดร้ บั วคั ซีน
5. ต้องทาการบันทึกชื่อวัคซีนในสมุดบันทึกการได้รับวัคซีน ควรแนะนาให้เก็บสมุดบันทึกไว้จนเด็กโตเป็น
ผูใ้ หญ่ เพื่อประโยชน์ในการประเมินภูมคิ ุ้มกันต่อโรคตา่ ง ๆ ได้
6. ไม่ควรใหว้ คั ซีนเชอ้ื มีชีวติ แกห่ ญิงตงั้ ครรภ์
7. หญิงวยั เจรญิ พนั ธท์ ไ่ี ด้รบั วคั ซนี ชนดิ เชอื้ มีชวี ติ ควรคุมกาเนดิ หลงั ได้รับวคั ซีนนาน 1 เดอื น
8. วคั ซีนสว่ นใหญค่ วรเกบ็ ในต้เู ยน็ วัคซีนเชื้อเปน็ ทีอ่ ยใู่ นสภาพผงแหง้ ควรเก็บในตู้แช่แข็ง
9. ทารกคลอดก่อนกาหนดสามารถรับวัคซีนได้ตามปกติ ยกเว้นทารกน้าหนักตัวน้อยกว่า 2000 กรัม ควรให้
วคั ซีนตบั อักเสบซา้ อกี ครงั้ เมอ่ื อายุ 1 เดอื น และฉดี ให้ครบ 3 ครงั้ โดยไม่นับการฉีดเมอื่ แรกคลอด

10. การให้วัคซีนในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกนบกพร่องอาจไดผ้ ลไม่ดี แต่ยังมีประโยชน์มากกว่าไม่ให้ ซ่ึงต้องเสยี่ งจาก
โรคธรรมชาติทรี่ นุ แรง และไม่ควรใหว้ คั ซนี เชื้อมชี วี ติ เพราะอาจเกิดอาการข้างเคยี งรนุ แรง

11. ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์ขนาดสูงและเป็นเวลานานไม่ควรให้วัคซีนเช้ือมีชีวิตจนกว่าจะหยุดการใช้ยาแล้ว
ระยะหนึง่

12. การให้วัคซีนหลังสัมผัสโรคในผู้ป่วยท่ีไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อนอาจช่วยป้องกันโรคได้ เช่น หัด ตับอักเสบเอ
อีสุกอีใส ควรให้วัคซีนเร็วที่สุดหลังจากสัมผัสโรค โดยระยะเวลาหลงั สมั ผัสโรคท่ีวัคซนี จะมีประสทิ ธิภาพขน้ึ อยู่
กับชนดิ ของวัคซนี

13. กรณีสัมผัสโรคทีมีความรุนแรงสูง และใช้วัคซีนหลังสัมผัส ป้องกันได้ไม่สมบูรณ์จะต้องให้ passive
immunization ร่วมด้วย เช่น โรคบาดทะยัก โรคพิษสุนัขบ้า ผู้สัมผัสท่ีมีโอกาสได้รับเชื้อมากต้องได้รับวัคซีน
และอิมมนู โกลบูลนิ เพื่อปอ้ งกนั โรค

14. กรณีท่ีมีการให้วัคซีนซ้า เน่ืองจากไม่ม่ันใจว่าเคยได้รับวัคซีนมาก่อนหรือไม่ โดยทั่วไปไม่มีอันตรายรุนแรง
แต่อาจมปี ฏกิ ิริยาตอ่ วคั ซนี เพ่ิมขึน้ ได้ และเปน็ การส้ินเปลอื ง

15.โดยท่ัวไปการตรวจเลือดก่อนและหลังรับวัคซีนไม่มีความจาเป็น ยกเว้นกรณีที่วัคซีนมีราคาแพง และผู้จะ
รับวัคซีนอาจเคยเป็นโรคมาก่อนและมีภูมิคุ้มกันโรคแล้ว แนะนาให้ตรวจเลือดหากค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไป
สาหรับการตรวจเลือดหลังรับวคั ซนี โดยท่ัวไปไม่แนะนา แตอ่ าจจาเป็นในบางกรณี เชน่ เด็กที่คลอดจากมารดา
ทเ่ี ปน็ พาหะของไวรัสตับอกั เสบบี

16. น้าหนกั ตวั ไม่ได้เป็นตวั กาหนดขนาดของวคั ซนี

17. การให้วัคซีนท่ีทิ้งช่วงห่างกันเกินกว่าท่ีกาหนดไม่ได้ทาให้ภูมิคุ้มกันต่าลง แต่หากระยะห่างของวัคซีนใกล้
กันเกนิ ไป อาจทาให้ภูมิคุม้ กันต่ากว่าที่ควรจะเปน็ กรณีไม่ได้รบั วคั ซีนตามกาหนด ไม่จาเป็นตอ้ งเริ่มต้นใหม่ ไม่
ว่าจะเว้นชว่ งนานเทา่ ใด ให้นับต่อจากวัคซีนคร้งั ก่อนไดเ้ ลย

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าได้รับวัคซีนเร็วกว่าระยะส้ินสุดท่ีแนะนา ทาให้ระยะห่างระหว่างวัคซีนสั้นลง
มากกวา่ 4 วัน ควรใหฉ้ ีดโด๊สนั้นใหม่ โดยชว่ งห่างต้องนบั จากโดส๊ ลา่ สดุ (โด๊สทฉ่ี ีดผดิ )

18. ผทู้ ี่เคยแพ้ neomycin แบบ anaphylaxis เป็นขอ้ ห้ามของการรับวัคซนี ทมี่ ีส่วนประกอบของ neomycin
ผสมอยู่เนื่องจากยาน้ีมักทาให้เกิดผ่ืนแบบ contatct dermatitis ซ่ึงเป็น delayed-type มากว่าซึ่งไม่ใช่ข้อ
ห้ามในการรับวคั ซีนเหล่าน้ีในเขม็ ตอ่ ไป

ขอ้ ควรระวงั ในการให้วคั ซนี หลายชนิดพรอ้ มกนั

1. วัคซีนแต่ละโด๊สควรฉีดคนละตาแหน่ง และไม่ควรนาวัคซีนต่างชนิดมาผสมกันเพื่อฉีดคร้ังเดียว ยกเว้นมี
ข้อมูลท่ีได้ศกึ ษามาแลว้ วา่ สามารถทาได้
2. วคั ซีนเชือ้ มีชวี ติ สามารถใหพ้ รอ้ มกันหลาชนดิ ในวนั เดียวกนั แตห่ ากไมใ่ ห้พรอ้ มกันควรเว้นระยะห่างกันอย่าง
นอ้ ย 1 เดือน สาหรบั วคั ซีนเชื้อตายจะให้ห่างกันเทา่ ใดก็ได้
3. การให้วัคซีนรวมหลายชนิดในเข็มเดียวกัน อาจทาให้ได้รับวัคซีนบางชนิดในจานวนคร้ังมากกว่าท่ีแนะนา
โดยส่วนใหญ่ไมม่ ีปญั หาถา้ ไมม่ ีขอ้ ห้าม

การให้วคั ซนี หลงั สัมผัสโรค (post-exposure prophylaxis) (วรี ะชัย วัฒนวีรเดช,ม.ป.ป.)

91

การให้วัคซีนหลังสัมผัสโรคแล้วในผู้ป่วยท่ีไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน อาจช่วยป้องกันโรคได้ในกรณีสัมผัส
โรคบางชนิด เช่น หัด ตับอักเสบเอ อีสุกอีใส แต่ควรให้วัคซีนในระยะเวลาสั้นท่ีสุดหลังสัมผัสโรค โดย
ระยะเวลาหลงั สมั ผสั โรคที่วัคซนี จะมปี ระสทิ ธิภาพขนึ้ อย่กู ับแตล่ ะชนิด

* การให้วัคซีนตับอักเสบเอหลังสัมผัสโรค ในคนปกติถ้าสัมผัสกับผู้ป่วยโรคตับอักเสบเอไม่เกิน 2
สัปดาห์ สามารถให้วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ คนอายุมากกว่า 40 ปี ควรพิจารณาให้อิมมูนโกลบูลิน
ป้องกันหลังสัมผัสโรค อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีอิมมูนโกลบูลินให้วัคซีนแทนได้ ส่วนเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ผู้ที่มี
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคตับเร้ือรัง รวมท้ังคนที่มีข้อห้ามในการให้วัคซีน ควรให้อิมมูนโกลบูลินแทน
การใหอ้ ิมมนู โกลบูลนิ จะไมม่ ปี ระสทิ ธิภาพถา้ สมั ผัสกับผ้ปู ่วยไวรัสตบั อักเสบเอมาเกนิ 2 สัปดาห์

* การให้วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส แบบหลังสัมผัสโรค วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค
ประมาณร้อยละ 90 ถา้ ให้ภายใน 3 วันหลังสมั ผัสโรค และได้ผลร้อยละ 70-90 ถ้าให้ภายใน 5 วัน กรณีผู้ป่วย
ท่ีมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรงท่ีสัมผัสโรค ควรพิจารณาให้ VZIG ภายใน 96 ชั่วโมงแทน ถ้าไม่มี
VZIG ควรพิจารณาให้ IVIG แทน หรือพจิ ารณาให้ acyclovir ในวนั ท่ี 7-10 หลงั สัมผสั โรค เป็นเวลา 7 วนั

* การให้วัคซีนป้องกันโรคหัดแบบหลังสัมผัสโรค ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรค อาจให้วคั ซีน หัด-หัดเยอรมัน-
คางทูม ภายใน 72 ช่ัวโมง หลังสัมผัสโรค วัคซีนเป็นชนิดเชื้อเป็น จึงห้ามใช้ในหญิงต้ังครรภ์ และผู้ป่วยที่มี
ภูมิคุ้มกนั ต่า อาจพิจารณาให้อิมมูนโกลบูลนิ ขนาด 0.25 มล/กก ในคนปกติ และ 0.5 มล/กก ในผู้ท่ีมีภมู ิคมุ้ กัน
บกพร่อง ให้ภายใน 6 วันหลงั สัมผัสโรค ซ่ึงพบว่าอาจปอ้ งกนั หรอื ลดความรนุ แรงของโรคได้

* บาดทะยกั หากมบี าดแผลท่มี ีความเส่ียงผูป้ ่วยเคยได้รบั วัคซีนไม่ถงึ 3 ครัง้ หรือได้รบั ครง้ั สุดท้ายเกิน
กว่า 5 ปี ควรพิจารณาให้วัคซีนและอิมมูนโกลบูลิน (TIG) แต่ถ้าเคยได้รับวัคซีนมาก่อนอย่างน้อย 3 คร้ัง
และโด๊สสุดท้ายไม่เกิน 5 ปี ไม่ต้องให้ TIG และไม่ต้องฉีดวัคซีนอีก สาหรับTIG ที่ผลิตจากม้า ควรทาการ
ทดสอบการแพก้ ่อนฉดี

* โรคตับอักเสบบี ถ้ามีสมั ผัสโรค เชน่ กรณีโดนเข็มท่ีเคยใช้กับผูป้ ่วยตา ในผู้ไม่มีภูมิคุ้มกัน หรอื ไม่เคย
ได้รับวัคซีน ควรให้ HBIG และใหว้ คั ซีนโดนเรว็ ทีส่ ุด

* กรณีพิษสนุ ัขบา้ ควรให้ RIG และวคั ซนี

กลไกการปอ้ งกนั โรคของวัคซีน (อัญชลี ศิริพิทยาคุณกิจ และคณะ. (บรรณาธกิ าร),2554,2555)

วคั ซนี เป็นผลผลติ ท่เี กดิ จากเช้ือโรคหรอื พษิ ของเช้ือโรคที่ถูกทาใหไ้ มส่ ามารถก่อให้เกิดโรคในคนได้ แต่
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายรับรู้เหมือนกับได้รับเช้ือโรคจริง ๆ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนน้ัน ๆ ทาให้
ร่างกายเกิดภูมิต้านทานต่อโรคน้ัน ๆ การที่ระดับภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงอยู่ในระดับที่สามารถป้องกันโรคได้น้ัน
จะต้องได้รับวัคซีนในช่วงเวลาท่ีเหมาะสม และครบจานวนคร้ัง เหตุท่ีต้องได้รับในช่วงที่เหมาะสมเน่ืองจาก
วัคซีนบางชนิด ถ้าร่างกายได้รับเร็วเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ เช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด
แนะนาให้ฉีดในเด็กอายุตั้งแต่ 9 เดือน เพราะหากได้รับวัคซีนในช่วงอายุน้อยกว่าน้ีจะกระตุ้นการสร้าง
ภูมิคุ้มกันไดไ้ ม่ดี

วัคซีนบางชนิด เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ คอตีบ ไอกรน
บาดทะยัก เป็นต้น วัคซีนต่าง ๆ เหล่าน้ี เม่ือเข้าสู่ร่างกาย จะกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันสูงข้ึนระดับหน่ึงแล้ว
ระดับภูมิคุ้มกันจะค่อย ๆ ลดลง ต้องได้รบั การกระตุ้นตามจานวนครั้งที่เหมาะสม จึงจะมีระดับภูมิคุ้มกันอยู่ใน
ระดับทสี งู พอในการปอ้ งกนั โรค

ตารางท่ี 3 รายละเอียดของวัคซีนท่ีใช้ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระ
ดุสิต สถาวร,2548; ยงยุทธ หวังรุ่งทรัพย์,2546; นิตยา ไทยภิรมย์.(บรรณาธิการ),25
Bell LM.,2003)

วัคซนี /ประเภทของวคั ซนี ขนาดบรรจุ ขนาดและวิธใี ช้ บคุ คล/อายุท่ี

ควรไดร้ ับ

บีซีจี (BCG) : แบคทีเรีย เชื้อเป็น เป็ น ผ งแ ห้ ง 0.1 มล. -เด็ ก แ รก เกิ ด

ออ่ นฤทธ์ิ ข ว ด ล ะ 1 0 ฉีด เข้าใน ห นั ง รวมท้ังทารกท่ี

โต๊ ส ใช้ ผ ส ม (ID) บริเวณ ต้น เกิดจากมารดา

ด้วยน้าเกลือ แขนส่วนบนต่า ตดิ เชื้อ HIV

(NSS) 1 มล. กวา่ หัวไหล่ซ้าย -หากไม่ได้รับ

วัคซีนตอนแรก

เกิดสามารถให้

ไดท้ นั ทีทุกอายุ

93

ะทรวงสาธารณสุข (อัญชลี ศิริพิทยาคุณกิจ และคณะ. (บรรณาธิการ),2554,2555 ;
551; Plotkin SA., Orenstein WA.,& Offit PA.,2004; Link K.,2005; Offit PA., &

ปฏิกริ ิยาจากการ ข้อควรระวัง/ข้อ ภูมิคุ้มกนั ท่ี การเก็บและการหมดอายุ

ไดร้ บั วคั ซนี ห้าม เกิดข้นึ

2-3 สัปดาห์หลัง -ห้ า ม ใ ห้ ใ น ผู้ ที่ -ความต้านทาน -วัคซีนท่ียังไม่ผสม ควรเก็บ

ฉีดจะเกิดเป็นตุ่ม ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ต่อเช้ือวัณโรคจะ ไว้ท่ีอุณหภูมิ 2-8 C หรือ

แ ด ง ต่ อ ม า และผู้ติดเชื้อเอชไอวี เ กิ ด เ ต็ ม ที่ ช่อง แช่แข็ง จะมีอายุใช้

กลายเป็ นหน อง ที่มีอาการของโรค ป ร ะ ม า ณ 2 งานได้นาน 2 ปี นับจากวัน

ซ่งึ มักแตกออกและ แล้ว เดื อ น ลั ง จ า ก ผ ลิ ต ไม่ ค ว รให้ ถู ก แ ส ง

แห้งได้เองบางคร้ัง -ไม่ควรให้ในหญิ ง ได้รบั วัคซีน เพราะจะทาให้เส่ือมสภาพ

อ า จ ก ล า ย เป็ น ต้งั ครรภ์ -ป ระสิ ท ธิภ าพ เรว็

หนองและแตกซ้า -ไม่ ค ว ร ให้ ใน ผู้ ที่ ของวัคซีนในการ -วัคซีนของสถานเสาวภา

ได้หลายคร้ังและ ก า ลั ง ป่ ว ย เ ป็ น ป้องกันโรคชนิด สภากาชาดไทยที่ผสมแล้ว

ก ล า ย เป็ น ร อ ย โรคติดต่อเชื้อชนิด รุนแรงประมาณ ให้ ใช้ ภ าย ใน 2 ชั่ ว โม ง

แผลเป็นในท่สี ุด เฉียบพ ลัน ห รือมี ร้อยละ 46-100 ระห ว่างการใช้ต้องเก็บ

อาการปว่ ยรุนแรง วั ค ซี น ไว้ ใน ตู้ เย็ น ห รื อ

กระติกน้าแข็งตลอดเวลา

ไม่วางไวท้ อี่ ุณหภมู ิห้อง

วัคซีน/ประเภทของวคั ซนี ขนาดบรรจุ ขนาดและวธิ ีใช้ บุคคล/อายุที่

ควรได้รับ

ตับอกั เสบบี (HBV) : ไวรสั เชอ้ื ตาย เป็ น ช นิ ด น้ า 0.5 มล. ในเด็ก -เด็ ก แ รก เกิ ด

ขนาด 1 มล./ ฉีดเขากล้ามเน้ือ ทุกคนให้ ครั้งที่

ขวด (IM) 1 ภายใน 24

ช่ั ว โ ม ง ห ลั ง

ค ล อ ด ค ร้ั ง

ต่อๆไป ให้เป็น

วั ค ซี น ร ว ม

DTP-HB

-ส า ห รั บ เด็ ก ที่

คลอดจาก

ม ารด าที่ เป็ น

พาหะ ให้วัคซีน

HB เสริม เมื่อ

เ ด็ ก อ า ยุ 1

เดือน

คอตีบ บาดทะยัก ไอกรนและตับ เป็ น ช นิ ด น้ า 0 . 5 ม ล . เด็กทกุ คน

อักเสบบี (DTwP-HB) : 2 โดส๊ /ขวด ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ -ครงั้ ท่ี 1

ท็อกซอยด์และแบคทีเรีย/ไวรัสเช้ือ (IM) อายุ 2 เดือน

ตาย -ครั้งท่ี 2

ปฏกิ ริ ิยาจากการ ข้อควรระวัง/ข้อ ภูมิคุ้มกนั ท่ี การเกบ็ และการหมดอายุ

ได้รับวคั ซีน หา้ ม เกิดขึ้น

อาการป วดบ วม -ท า ร ก แ ร ก เกิ ด ที่ -ภู มิ คุ้ ม กั น จ ะ -ทอี่ ณุ หภมู ิ 2-8 C

บริเวณท่ีฉีดหรือมี น้าหนัก น้อยกว่า เกิดขึ้นถึงระดับที่ -ห้ามเก็บฝนช่อง แช่แข็ง

ไขต้ ่าๆ 2000 กรมั ป้ อ งกั น โร ค ได้ เพ ร า ะ วั ค ซี น จ ะ เส่ื อ ม

กรณีที่ 1 มารดาไม่ หลังการฉดี วัคซีน คณุ ภาพอยา่ งรวดเร็ว

เป็นพาหะ ให้วัคซีน เข็มที่สองโดยมี -วั ค ซี น มี อ า ยุ ใ ช้ ง า น

เข็ ม แ ร ก เม่ื อ เด็ ก ประสิทธิภาพการ ประมาณ 2 ปี นับจากวัน

แข็งแรงและอายุ 1- ป้องกันอยู่ที่ร้อย ผลิต

2 เดอื นข้นึ ไป ละ 90-95 -หลังเปิ ดขวดแล้วให้ ใช้

กรณี ที่ 2 ม ารด า -วัคซีนเข็มท่ีสาม ภายใน 8 ช่ัวโมง ระหว่าง

เป็นพาหะ ให้วัคซีน ถื อ เ ป็ น ก า ร การใช้ต้องเก็บวัคซีนไว้ในตู้

ทันทีหลังคลอด แต่ ก ร ะ ตุ้ น ใ ห้ เก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็นหรือ

ไม่นับเป็นเข็มแรก ภู มิ คุ้ ม กั น โร ค กระติกน้าแข็งตลอดเวลา

ให้นับเข็มแรกเมื่อ สูงขน้ึ ไมว่ างที่อณุ หภูมหิ ้อง

ได้รับซ้าเมื่ออายุ 1-

2 เดอื น

อาการปวด บวม -ไม่ ให้ เด็ ก อ ายุต่ า -หากได้รับวัคซีน -ที่อุณหภมู ิ 2-8 C

บริเวณ ที่ฉีดหรือ กว่า 6 สัปดาห์ หรือ ครบตามกาหนด -ห้ามเก็บในช่อง แช่แข็ง

มไี ข้ตา่ ๆ ในเด็กอายุ มากกว่า จะมีภูมิคุ้มกันต่อ เพ ร า ะ วั ค ซี น จ ะ เสื่ อ ม

7 ปี โรคคอตีบได้ร้อย คณุ ภาพทันที

วัคซีน/ประเภทของวัคซีน ขนาดบรรจุ ขนาดและวิธีใช้ บุคคล/อายทุ ่ี
ควรได้รบั

อายุ 4 เดอื น
-ครั้งที่ 3
อายุ 6เดือน

คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบ ชนิดน้าขนาด - 0.5 มล เดก็ ทกุ คน

บ-ี ฮิบ (DTwP-HIB-HB) 5 มล./ขวด - เข้ากล้ามเนื้อ -ครั้งท่ี 1

(IM) อายุ 2 เดือน

-ครงั้ ท่ี 2

อายุ 4 เดอื น

-ครงั้ ท่ี 3

อายุ 6เดือน

95

ปฏกิ ิริยาจากการ ข้อควรระวงั /ข้อ ภมู คิ ุ้มกนั ที่ การเกบ็ และการหมดอายุ

ไดร้ ับวคั ซีน ห้าม เกดิ ขน้ึ

-ในทารกที่มารดา ล ะ 9 7 -วั ค ซี น มี อ า ยุ ใ ช้ ง า น

เป็นพาหะของไวรัส โรค บ าด ท ะยั ก ประมาณ 18 เดือน นับจาก

ตับ อักเสบ บี ควร ร้ อ ย ล ะ 1 0 0 วันผลิต

ไ ด้ รั บ วั ค ซี น ตั บ โ ร ค ไ อ ก ร น -หลังเปิ ดขวดแล้วให้ ใช้

อักเสบบีเสริมตอน รอ้ ยละ 70-90 ภายใน 8 ช่ัวโมง ระหว่าง

อายุ 1 เดือน -ให้ภูมิคุ้มกันต่อ การใช้ต้องเก็บวัคซีนไว้ใน

โรคตับอักเสบบี ตู้เย็นหรือกระติกน้าแข็ง

เช่ น เดี ย ว กั บ ต ล อ ด เวล า ไม่ วางไว้ ที่

วัคซีน HB อุณหภมู ิห้อง

ปฏิกิริยาเหมือน เ ห มื อ น วั ค ซี น ภูมิคุ้มต่อ D-T-P- เหมอื นวัคซีน DTwP-HB

วัคซีน DTwP-HB DTwP-HB HB เหมือนวคั ซนี

ปฏิกิริยาท่ีเกิดจาก เด็กท่ีอายุนอ้ ยกว่า 2 DTwP-HB

วั ค ซี น HIB พ บ ปี แม้ว่าเคยติดเช้ือ ระดับภูมิคุ้มกัน

น้ อ ย อ า ก า ร ไม่ ฮิ บ ช นิ ด รุ น แ ร ง ต่อโรคติดเช้ือฮิบ

รุนแรง เช่น ปวด มาแล้ว ควรได้รับ ภายหลังฉีดครบ

บวมแดง บริเวณท่ี วัคซีนเพราะการติด 3 ค รั้ง น าน 1

ฉดี ไข้ เปน็ ต้น เช้ือตามธรรมชาติ เดื อ น เท่ า กั บ

ภูมิคุ้มกันเกิดได้ไม่ดี 98.5

แนะนาให้รับวัคซีน

วัคซีน/ประเภทของวคั ซีน ขนาดบรรจุ ขนาดและวธิ ใี ช้ บุคคล/อายุที่
ควรได้รบั

คอตีบ-บาดทะยัก- ไอกรน (DTwP) เป็ น ช นิ ด น้ า 0 . 5 ม ล . DTwP ใ ช้ ฉี ด

ค อตี บ -บ าด ท ะยั ก (dT) : ท็ อ ก ขนาด 5 มล./ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ กระต้นุ

ซอยดแ์ ละแบคทเี รียเชื้อตาย ขวด (จานวน (IM) -คร้ังท่ี 1 อายุ

10 โด๊ส) 18 เดือน

-ครั้งท่ี 2 อายุ

2 ปี dT ใช้ฉีด

ก ร ะ ตุ้ น ใน เด็ ก

โ ต ( อ า ยุ

มากกว่า 6 ปี)

และผู้ใหญ่

โปลิโอชนิดกิน (OPV) : ไวรัสเชื้อ เป็ น ช นิ ด น้ า โ ด ย ก า ร เดก็ ทกุ คน

ปฏกิ ิริยาจากการ ข้อควรระวงั /ข้อ ภมู ิคุ้มกันท่ี การเก็บและการหมดอายุ

ไดร้ ับวคั ซีน หา้ ม เกิดขึน้

หลังติดเชื้อ 1 เดอื น

-มีไข้และร้องกวน -DTwP ใช้กับเด็กต่า -ท่อี ุณหภูมิ 2-8 C

บ า ง ร า ย อ า จ มี กว่า 7 ปี -ห้ า ม เก็ บ ใ น ช่ อ ง แ ช่ แ ข็ ง

อาการปวด บวม -dT ใชก้ ับเด็กอายุ 7 เพ ร า ะ วั ค ซี น จ ะ เส่ื อ ม

แดงร้อน บริเวณที่ ปี ข้ึนไป ผู้ใหญ่ และ คุณภาพทนั ที

ฉีดวัคซีน อาการ หญงิ มคี รรภ์ -วั ค ซี น มี อ า ยุ ใ ช้ ง า น

มักจะเร่ิมราว 3-4 -ห า ก มี ไข้ สู ง ชั ก ประมาณ 18 เดือน นับจาก

ชั่วโมงหลังฉีดและ หลังฉีด DTwP เข็ม วันผลิต

มี อ าก ารน าน ไม่ ก่อน ให้กินยาลดไข้ -หลังเปิ ดขวดแล้วให้ ใช้

เกนิ 2 วนั หลงั ฉดี ภายใน 8 ช่ัวโมง ระหว่าง

-ถ้ า มี อ า ก า ร ท า ง การใช้ต้องเก็บวัคซีนไว้ใน

สมอง ตู้ เย็ น ห รื อ ก ร ะ ติ ก น้ า แ ข็ ง

(encephalopathy) ต ล อ ด เวล า ไม่ วางไว้ ที่

ภายใน 7 วันหลังฉีด อณุ หภมู ิหอ้ ง

วัคซีน ให้งดการรับ

วั ค ซี น ที่ มี

ส่ ว น ป ร ะ ก อ บ ข อ ง

DTP

วัคซีน OPV ทาให้ -ห้ามให้วัคซีน OPV วั ค ซี น OPV มี -ถ้าเก็บที่อุณหภูมิต่ากว่า -


Click to View FlipBook Version