The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กฎหมายทั่วไป (General Law) อ.ภู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

กฎหมายทั่วไป (General Law) อ.ภู

กฎหมายทั่วไป (General Law) อ.ภู

กฎหมายทั่วไป General Law เอกสารประกอบการสอนรายวิชา


เอกสารค าสอน กฎหมายทั่วไป General Law ผศ.ดร.ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิปรีดา


เอกสารค าสอน กฎหมายทั่วไป General Law ผศ.ดร.ภูริวจัน์ ปุณยวุฒิปรีดา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พิมพค์ร้ังที่๑ จ านวน เล่ม ราคา บาท . คณะกรรมการผู้ทรงคณุวุฒิ ศาสตราจารย์ ดร.บุญทัน ดอกไธสง ศาสตราจารย์จ านงค์ ทองประเสริฐ รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพล สุยะพรหม พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ, รองศาสตราจารย์ ดร. พระเมธาวินัยรส, รองศาสตราจารย์ ดร. รองศาสตราจารย์ ดร.โกนิฏฐ์ศรีทอง รองศาสตราจารย์ ดร.กฤต ศรียะอาจ รองศาสตราจารย์ ดร.ธัชชนันท์อิศรเดช รองศาสตราจารย์ดร.เติมศกัด์ิทองอินทร์ . แบบปก-รูปเล่ม : . ผู้รับผิดชอบการจัดพิมพ์ :ผศ.ดร.ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิปรีดา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย . พิมพ์ที่


ค ำน ำ เอกสารคา สอนเล่มน้ีรวบรวมและเรียบเรียงเอกสาร หนงัสือและประสบการณ์ทาง วิชาการต่างๆ มาจดัพิมพ์เพื่อใช้ประกอบการบรรยายในรายวิชา ๐๐๐ ๑๐๒ วิชา กฎหมายทวั่ (General Law) ในหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรี ทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยัองค์ความรู้กฎหมายทงั่ ไปจึงมีความสอดคลอ้งกบัการ ผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการบริหารให้เป็ นมืออาชีพ มีประสิทธิภาพในการพัฒนา องค์กรและสังคมโดยรวม ตลอดท้งัสามารถนา หลกักฎหมายไปประยุกต์ใช้ในการแกป้ ัญหาและ พัฒนาสังคม และประเทศชาติได้ ผู้เขียนไดก้า หนดหวัขอ้และประเด็ดในแต่ละบทไวด้งัน้ี บทที่ ๑ ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป บทที่๒ ที่มาของระบบกฎหมาย บทที่๓ ลกัษณะทวั่ ไปของกฎหมาย บทที่ ๔ ประเภทของกฎหมาย บทที่ ๕ กฎหมายมหาชน บทที่ ๖ กฎหมายเอกชนที่เกี่ยวกบัพระสงฆ์ บทที่ ๗ กฎหมายพระสงฆ์ควรรู้เป็ นการเฉพาะ เอกสารคา สอนกฎหมายทวั่ ไปเล่มน้ีเป็นประโยชน์อยา่งยิ่งกบัผูท้ี่สนใจในการศึกษา จึงขออนุโมทนาขอบคุณทุกท่านที่ไดม้ีส่วนร่วมในการผลิตหนงัสือเพื่อเผยแพร่และคณะกรรมการ ผูท้รงคุณวุฒิทุกท่าน ที่กรุณาเป็นผูเ้ชี่ยวชาญในการตรวจสอบขอมูลและช้ีแนะในการจดัทา จน สา เร็จลุล่วงไปดว้ยดี หวงัเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารค าสอนเล่มน้ีจกัเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และการ คน้ควา้เป็นอยา่งดียงิ่ฯ ผศ.ดร.ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิปรีดา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


สารบัญ หน้า ค าน า สารบัญ รายละเอยีดมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (มคอ. ๓) แผนบริหารการสอนประจ าวิชา (ตาม มคอ. ๓) แผนการสอนประจ าบทที่ ๑ ๑ บทที่๑ ความรู้เบื้องต้นเกยี่วกบักฎหมายทวั่ไป ๓ ความนํา ๓ กาํเนิดของกฎหมาย ๕ มูลเหตุที่ทาํใหเ้กิดกฎหมาย ๙ กฎหมายด้งัเดิมและที่มาของกฎหมายไทยสมยัก่อนและสมยัปัจจุบนั๑๔ ประวัติและความเป็ นมาของกฎหมายไทย ๑๗ ระเบียบการปกครองไทย ๒๒ ประโยชน์ของกฎหมายที่มีต่อสังคม ๓๒ สรุปท้ายบท ๓๕ คําถามท้ายบท ๓๖ เอกสารอ้างอิงประจําบท ๓๗ แผนการบริหารการสอนประจ าบทที่ ๒ ๓๙ บทที่๒ ที่มาของระบบกฎหมาย ๔๑ ความนํา ๔๑ ระบบกฎหมายชีวิลลอว์ (Civil Law System) ๔๒ ระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ๔๙ ความแตกต่างของบ่อเกิดกฎหมายของระบบคอมมอนลอวแ์ละ ระบบชีวิลลอว์ ๕๕ ระบบกฎหมายสังคมนิยม (Socialist Law System) ๕๗ ระบบกฎหมายศาสนา (Religious Law System) ๖๐


สรุปท้ายบท ๖๔ คําถามท้ายบท ๖๖ เอกสารอ้างอิงประจําบท ๖๗ แผนการบริหารการสอนประจ าบทที่ ๓ ๖๙ บทที่๓ ลักษณะทั่วไปของกฎหมาย ๗๑ บทนํา ๗๑ ความหมายของกฎหมาย ๗๓ กฎหมายตามทัศนะนักกฎหมายไทย ๗๖ จุดประสงค์ของกฎหมาย ๗๗ กฎหมายและขอ้บงัคบัที่คลา้ยคลึงกบักฎหมาย ๘๕ ลักษณะของกฎหมาย ๙๑ กฎหมายตามแบบพิธี ๑๐๐ สรุปท้ายบท ๑๐๑ คําถามท้ายบท ๑๐๕ เอกสารอ้างอิงประจําบท ๑๐๖ แผนการบริหารการสอนประจ าบทที่ ๔ ๑๐๗ บทที่ ๔ ประเภทของกฎหมาย ๑๐๙ ความนํา ๑๐๙ การแบ่งประเภทของกฎหมาย ๑๑๐ การแบ่งประเภทของกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน ๑๑๓ สรุปท้ายบท ๑๒๔ คําถามท้ายบท ๑๒๗ เอกสารอ้างอิงประจําบท ๑๒๘ แผนการบริหารการสอนประจ าบทที่ ๕ ๑๒๙ บทที่ ๕ กฎหมายมหาชน ๑๓๑ ความนํา ๑๓๑ ลักษณะเฉพาะของกฎหมายมหาชน ๑๓๓


องค์กรและบุคคลที่มีอํานาจและหน้าที่ตามกฎหมายมหาชน ๑๓๔ การบริการสาธารณะเป็ นหน้าที่หลักตามบทบัญญัติของกฎหมายมหาชน ๑๓๖ การใช้อํานาจหน้าที่ตามหลักกฎหมายมหาชน ๑๔๓ การควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจ ๑๔๙ กฎหมายอาญา ๑๕๘ สรุปท้ายบท ๑๖๕ คําถามท้ายบท ๑๖๗ เอกสารอ้างอิงประจําบท ๑๖๘ แผนการบริหารการสอนประจ าบทที่ ๖ ๑๖๙ บทที่ ๖ กฎหมายเอกชนที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ ๑๗๑ ความนํา ๑๗๑ กฎหมายวธิีพิจารณาความเพ่ง ๑๗๒ บุคคลและนิติบุคคล ๑๗๔ หลกักฎหมายวา่ดว้ยนิติกรรม ๑๗๙ หลกักฎหมายวา่ดว้ยสัญญา ๑๙๒ หลกักฎหมายวา่ดว้ยหน้ี ๑๙๕ หลกักฎหมายวา่ดว้ยทรัพยแ์ละทรัพยส์ิน ๒๐๑ หลกักฎหมายวา่ดว้ยครอบครัว ๒๑๐ หลกักฎหมายวา่ดว้ยมรดก ๒๑๘ สรุปท้ายบท ๒๒๖ คําถามท้ายบท ๒๒๗ เอกสารอ้างอิงประจําบท ๒๒๘ แผนการบริหารการสอนประจ าบทที่ ๗ ๒๒๙ บทที่ ๗ กฎหมายพระสงฆ์ควรรู้เป็นการเฉพาะ ๒๓๑ ความนํา ๒๓๑ การตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ๒๓๓ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ (ฉบับที่ ๒) ๒๓๖ กฎมหาเถรสมาคม ๒๔๓


นิคหกรรมและการสละสมณเพศ ๒๕๐ กาํหนดโทษ ๒๕๑ กฎหมายมหาชนที่เกี่ยวขอ้งกบัพระสงฆ์๒๕๒ กฎหมายเอกชนที่เกี่ยวขอ้งกบัพระสงฆ์๒๕๔ กฎหมายอาญาที่พระสงฆ์ควรทราบ ๒๕๗ ที่ธรณีสงฆแ์ละที่ของแผน่ดิน (ครอบครองปรปักษไ์ม่ได)้ ๒๕๘ สรุปท้ายบท ๒๖๓ คําถามท้ายบท ๒๖๔ เอกสารอ้างอิงประจําบท ๒๖๕ บรรณานุกรม ๒๖๗ ประวตัิผู้เขียน ๒๗๓


รายละเอียดของรายวิชา (มคอ.๓) รายวิชา บังคับ (๐๐๐๑๐๒) ชื่อวิชากฎหมายทั่วไป ชื่อสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี หมวดที่๑ ข้อมูลโดยทั่วไป ๑.รหัสและชื่อรายวิชา ๐๐๐ ๑๐๒ กฎหมายทวั่ ไป General Law ๒.จ านวนหน่วยกิต ๒ หน่วยกิต (๒-๐-๔) ๓.หลกัสูตรและประเภทของรายวชิา วิชาบังคับ หมวดวิชาศึกษาทวั่ ไป ๔.อาจารย์ผู้รับผดิชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน อาจารย์ประจ าผศ.ดร.ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิปรีดา ๕.ภาคการศึกษา / ชั้นปี ที่เรียน ภาคการศึกษาที่๒๕๖๓ / ช้นั ปีที่๑ ๖.รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite) (ถ้ามี) ไม่มี ๗.รายวิชาที่ต้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้ามี) ไม่มี ๘.สถานที่เรียน วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี ๙.วนัทจี่ัดทา หรือปรับปรุงรายละเอยีดของรายวชิาคร้ังล่าสุด หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๕๙


หมวดที่๒ จุดมุ่งหมายและวตัถุประสงค์ ๑.จุดมุ่งหมายของรายวชิา ๑.๑ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจความรู้เบ้ืองตน้ เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป ๑.๒ เพื่อให้มีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกบั ที่มาของกฎหมาย ลกัษณะทวั่ ไป และประเภทของ กฎหมายได้ ๑.๓ เพื่อใหม้ีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกบักฎหมายที่ประสงฆค์วรรู้เป็นกาลเฉพาะได้ ๒. วตัถุประสงค์ในการพฒันา/ปรับปรุงรายวชิา ๒.๑ เพื่อให้นิสิตมีความรู้พ้ืนฐาน เป็นการเตรียมความพร้อมดา้นปัญญาในการนา ความรู้ และความเข้าใจ ๒.๒ เพื่อให้นิสิตมีองค์ความรู้เกี่ยวกบักฎหมายที่ตนพึงปฏิบตัิได ้ หมวดที่๓ ลักษณะและการด าเนินการ ๑.ค าอธิบายรายวิชา ศึกษาความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป ที่มาของระบบกฎหมายลกัษณะทวั่ ไปและ ประเภทของกฎหมาย กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชนที่เกี่ยวกบัพระสงฆ์และกฎหมายที่ พระสงฆ์ควรรู้เป็ นการเฉพาะ ๒.จ านวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภาคการศึกษา บรรยาย สอนเสริม การฝึ กปฏิบัติ/งาน ภาคสนาม/การฝึ กงาน การศึกษาด้วย ตนเอง บรรยาย ๔๕ ชวั่ โมง ต่อภาคการศึกษา ตามความต้องการ ของนิสิต การศึกษาดูงาน ๖ ชวั่ โมง/สัปดาห์ ๓.จ านวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่อาจารย์ให้ค าปรึกษาและแนะน าทางวชิาการแก่นิสิตเป็นรายบุคคล - ๓ ชวั่ โมง/สัปดาห์/บุคคล


หมวดที่๔ การพฒันาการเรียนรู้ของนิสิต ๑.คุณธรรม จริยธรรม ๑.๑ ผลการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม (๑) มีศีลธรรม และศรัทธาอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา (๒) มีจิตสาธารณะและเสียสละเพื่อส่วนรวม (๓) เคารพสิทธิศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น (๔) เห็นคุณค่าศิลปวฒันธรรมและภูมิปัญญาทอ้งถิ่น (๕) ประพฤติตนเป็ นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม ชาติ ศาสนา ๑.๒ วิธีการสอน - บรรยายพร้อมยกตวัอยา่งกรณีศึกษา -อภิปรายกลุ่ม/รายบุคคล -กา หนดให้นิสิตหาตวัอยา่งที่เกี่ยวขอ้ง ๑.๓ วิธีการประเมินผล -การเขา้ช้นัเรียน -การทา งานร่วมกนัช่วยเหลือกนั -การร่วมกิจกรรมในช้นัเรียนและภาคสนาม ๒.ความรู้ ๒.๑ ความรู้ทตี่้องได้รับ ๑) มีความรู้ความเข้าใจหลกัการ ทฤษฎแีละเนื้อหา ๒) ใชค้วามรู้มาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึนไดอ้ยา่งมีเหตุผล ๓) สามารถน าความรู้มาปรับใช้ในการด าเนินชีวิตได้ ๔) มีความรอบรู้เท่าทนัการเปลยี่นแปลงท้งัของไทยและของโลก ๕) รู้จกัแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้อยา่งต่อเนื่อง ๒.๒ วิธีการสอน - บรรยายพร้อมยกตวัอยา่งกรณีศึกษา -อภิปรายกลุ่ม -กา หนดให้นิสิตหาตวัอยา่งที่เกี่ยวขอ้ง ๒.๓ วิธีการประเมินผล -กิจกรรมรายบุคคลการมีส่วนร่วม การวิเคราะห์


-กิจกรรมกลุ่ม การทา งานเป็นทีม -แบบฝึ กหัด, สอบปลายภาค ๓.ทักษะทางปัญญา ๓.๑ ทักษะทางปัญญาที่ต้องพัฒนา ๑) สามารถค้นหาข้อมูล ทา ความเข้าใจและประเมินข้อมูลจากหลกัฐาน ๒) สามารถวเิคราะห์และสังเคราะห์อยา่งเป็นระบบและมีเหตุผล ๓) สามารถประยกุตค์วามรู้และทกัษะเพื่อแกป้ ัญหาไดอ้ยา่งเหมะสม ๓.๒ วิธีการสอน กา หนดใหวิเคราะห์เป็ นรายบุคคล ้ ๓.๓ วิธีการประเมินผล สังเกต การตอบค าถาม ๔.ทกัษะความสัมพนัธ์ระหว่างบุคคลและความรับผดิชอบ ๔.๑ ทกัษะความสัมพนัธ์ระหว่างบุคคลและความรับผดิชอบทตี่้องพฒันา ๑) สามารถท างานเป็ นทีม ๒) เป็นสมาชิกที่ดีของกลุ่มท้งัในฐานะผน าและผู้ตาม ู้ ๓) มีมนุษย์สัมพันธ์ รู้จักควบคุมอารมณ์และยอมรับความแตกต่างระหวา่งบุคคล ๔) รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ๔.๒ วิธีการสอน - ทา กิจกรรมกลุ่ม - แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในช้นัเรียน ๔.๓ วิธีการประเมินผล - การสังเกต - การสอบถาม


๕.ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ๕.๑ ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้อง พัฒนา ๑) ใช้ทักษะวิเคราะห์เชิงตัวเลขได้ ๒) ใชภ้าษาในการติดต่อสื่อความหมายไดด้ีท้งัการฟัง พูด อ่านและเขียน ๓) ใชเ้ทคโนโลยสีารสนเทศในการเรียนรู้ไดอ้ยา่งเหมาะสม ๕.๒ วิธีการสอน - การคน้หาขอ้มูลดว้ยตนเองผา่นแอพพลิเคชนั่ และเว็บไซต์ต่างๆ - การน าเสนอโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ๕.๓ วิธีการประเมินผล - การสังเกต - การสอบถามจากนิสิต หมวดที่๕ แผนการสอนและการประเมินผล ๑.แผนการสอน สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จ านวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การ สอน สื่อที่ใช้ (ถ้ามี) ผู้สอน ๑ ชี้แจงและแนะน าการเรียนการสอน แก่พระนิสิตให้เข้าใจ บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ กฎหมายทั่วไป -กา เนิดของกฎหมาย - มูลเหตุที่ทา ใหเ้กิดกฎหมาย - ก ฎ หม ายด้ังเดิมและที่มาของ กฎหมายไทยสมัยก่อนและสมัย ปัจจุบัน - ประวัติและความเป็ นมาของ กฎหมายไทย ๒ -การบรรยาย -การสอดแทรก คุณธรรมในรายวิชา -ฝึ กตอบปัญหาและ แสดงความคิดเห็นใน ช้นัเรียน ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิปรีดา


สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จ านวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การ สอน สื่อที่ใช้ (ถ้ามี) ผู้สอน ๒ บทที่ ๑(ต่อ) -ระเบียบการปกครองไทย - ประโยชน์ของกฎหมายที่มีต่อ สังคม ๒ -การบรรยาย -แนะนา หนงัสืออ่าน เพิ่มเติม -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๓ บทที่ ๒ ที่มาของระบบกฎหมาย -ระบบกฎหมายชีวิลลอว์ (Civil Law System) - บ่อเกิดกฎหมายในระบบซีวิลลอว์ -ระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ๒ -การบรรยาย - ให้นิสิตอภิปราย ร่วมกนั -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๔ บทที่ ๒ (ต่อ) -ระบบกฎหมายสังคมนิยม (Socialist Law System) -ระบบกฎหมายศาสนา (Religious Law System) ๒ - บรรยาย -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม -แบ่งกลุ่มทา กิจกรรม ที่กา หนด ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๕ บทที่ ๓ ลักษณะทั่วไปของกฎหมาย -ความหมายของกฎหมาย -กฎหมายตามทัศนะนักกฎหมาย ไทย -จุดประสงค์ของกฎหมาย - หนา้ที่ขอรัฐต่อประชาชน ๒ - บรรยาย -อภิปรายแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ตอบข้อซักถาม จากกิจกรรมกลุ่ม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๖ บทที่๓ (ต่อ) -กฎหมายและขอ้บงัคบัที่คลา้ยกบั กฎหมาย -ลักษณะของกฎหมาย -กฎหมายตามแบบพิธี ๒ - บรรยาย -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา


สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จ านวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การ สอน สื่อที่ใช้ (ถ้ามี) ผู้สอน ๗ บทที่๔ประเภทของกฎหมาย -การแบ่งประเภทของกฎหมาย -การแบ่งประเภทของกฎหมายเอกชน และกฎหมายมหาชน ๒ - บรรยาย -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๘ สอบกลางภาค ๒ ๙ บทที่๕ กฎหมายมหาชน -ลักษณะเฉพาะของกฎหมาย มหาชน -องค์กรและบุคคลที่มีอ านาจและ หน้าที่ตามกฎหมายมหาชน ๒ - บรรยาย - ให้นิสิตอภิปราย ร่วมกนั -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๑๐ บทที่๕ (ต่อ) -การบริการสาธารณะเป็ นหน้าที่หลัก ตามบทบัญญัติของกฎหมายมหาชน -การใช้อ านาจหน้าที่ตามหลัก กฎหมายมหาชน ๒ - บรรยาย -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๑๑ บทที่๕ (ต่อ) -การควบคุมและตรวจสอบการใช้ อ านาจ -กฎหมายอาญา ๒ - บรรยาย -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๑๒ บทที่๖กฎหมายเอกชนที่เกี่ยวกับ พระสงฆ์ -กฎหมายวธิีพิจารณาความแพง่ -บุคคลและนิติบุคคล - หลกักฎหมายวา่ดว้ยนิติกรรม - หลกักฎหมายวา่ดว้ยสัญญา ๒ - บรรยาย - ให้นิสิตน าเสนอ ประเด็น ที่น่าสนใจ ตามเน้ือหา -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา


สัปดาห์ ที่ หัวข้อ/รายละเอียด จ านวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การ สอน สื่อที่ใช้ (ถ้ามี) ผู้สอน ๑๓ บทที่๖(ต่อ) - หลกักฎหมายวา่ดว้ยหน้ี - หลกักฎหมายวา่ทรัพยแ์ละ ทรัพย์สิน - หลกักฎหมายวา่ครอบครัว - หลกักฎหมายวา่มรดก ๒ - บรรยาย - ให้นิสิตน าเสนอ ประเด็น ที่น่าสนใจ ตามเน้ือหา -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๑๔ บทที่๗ กฎหมายพระสงฆ์ควรรู้เป็น การเฉพาะ -การตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ - พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ (ฉบับที่ ๒) ๒ - บรรยาย - ให้นิสิตน าเสนอ ประเด็น ที่น่าสนใจ ตามเน้ือหา -แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอบข้อซักถาม ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๑๕ บทที่๗ (ต่อ) -กฎหมายเถรสมาคม ๒ - บรรยาย - สรุปเน้ือหาท้งัหมด ที่ได้เรียน - ให้นิสิตได้อภิปราย และ ซักถามประเด็น ที่น่าสนใจ ผศ.ดร. ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิ ปรีดา ๑๖ สอบปลายภาค ๒ ๒.แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ที่ วิธีการประเมิน สัปดาห์ที่ประเมิน สัดส่วนของการ ประเมินผล ๑ ด้านคุณธรรม - สังเกตจากพฤติกรรมนิสิต ตลอดภาค การศึกษา ๑๐%


๒ ด้านความรู้ - การสอบ ๑๖ ๕๐% ๓ ด้านทักษะทางปัญญา - การสอบอัตนัย ๙ ๒๐% ๔ ดา้นทกัษะความสัมพนัธ์ระหวา่งบุคคล และความรับผิดชอบ - สังเกตพฤติกรรมจากการท างาน กลุ่มและส่งรายงาน ตลอดภาค การศึกษา ๑๐% ๕ ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การ สื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี - นา เสนอรายงานหนา้ช้นัเรียน ตลอดภาค การศึกษา ๑๐% หมวดที่๖ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน ๑.เอกสารและต าราหลัก ๑.๑ ภาษาไทย กรันต์ ธนูเทพ. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง. (กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๕๘. กลุ่มงานพฒันากฎหมาย ส านักกฎหมาย ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา.รัฐธรรมนูญแห่งราช อาญาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐.กรุงเทพมหานคร:กลุ่มงานการพิมพ์ส านกั การพิมพ์ ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ๒๕๖๐. กา ธรกา ประเสริฐ และคณะ. ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยและระบบกฎหมายหลัก. พิมพค์ร้ังที่ ๓.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๗. กิตติศกัด์ิปรกติ. ความเป็ นมาและหลักการใช้ นิติวิธีในระบบซีวิลลอว์และคอมมอนลอว์. ดุล พาห เล่ม ๑. ปี ที่ ๔๑. หน้า ๕๑ มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗. ขุนประเสริฐศุภมาตรา. เค้าโครงสารบาญการสอนวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๔๙๐. ขุนประเสริศุภมาตรา. เค้าโครงสารบาญการสอน วชิาความรู้เบื้องต้นเกยี่วกบักฎหมายทวั่ไป.ค า สอน ช้นั ปริญญาตรี. มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง, ๒๔๙๐.


คณิต ณ นคร.การพัฒนากฎหมายแรงงาน.รวมบทความทางวิชาการของ ศ. ดร. คณิต ณ นคร. กรุงเทพมหานคร: พิมพ์อักษร, ๒๕๔๐. จ าปี โสตถิพันธุ์. ค าอธิบายหลักกฎหมาย "นิติกรรม-สัญญา".กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ วญิญูชน จา กดั,๒๕๔๒. ชาญชัย ฮวดศรี. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราช วิทยาลัย.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓. ชูศักด์ิศิรินิล. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง ๒๕๔๔. เช้ือ คงคากุล. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง, ๒๕๐๓. ดร. วนิดา จันทิมา.กฎหมายชาวบ้าน “ขอ้แนะนา ความรู้เบ้ืองตน้ ". เอกสารประกอบการสอน รายวิชา กฎหมายทั่วไป, ๒๕๕๗. ดวงจิตต์ ประเสริ ฐ. ประวัติศาสตร์ กฎหมาย.กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัย รามค าแหง, ๒๕๓๙. เดือน บุนนาค. ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ การเมือง, ๒๐๕๖. ทวเีกียนติมีนะกนิษฐ.กฎหมายเบื้องต้นทางธุรกจิ.กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๔๙. ธีระ ศรี ธรรมรักษ์และคณะ. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป.กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๓. นัยนา เกิดวิชัย. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย. กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอ็กซเปอร์เน็ท จา กดั, ๒๕๔๙. นัยนา เกิดวิชัย. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย.กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอ็กซเปอร์เน็ท จา กดั, ๒๕๕๙. นยัยา เกิดวชิยั. ความรู้เบื้องต้นเกยี่วกบักฎหมาย.กรุงเทพมหานคร: บริษทัเอก็ซเปอร์เน็ท จา กดั , ๒๕๔๙. บวรศกัด์ิอุวรรโณ.กฎหมายมหาชนที่มาและนิติวิธี. เล่ม ๓ นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๓๔.


บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ.กฎหมายมหาชนเบื้องต้น.กรุงเทพมหานคร: โครงการต าราและเอกสาร ประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๙. ปกรณ์ มณีปกรณ์. ความรู้เบื้องต้นเกยี่วกบักฎหมายทวั่ไป. กรุงเทพมหานคร: หา้งหุน้ ส่วนจา กดั เอ็ม.ที. เพรส.. ๒๕๕๐. ปกรณ์ มณีปกรณ์. ความรู้เบื้องต้นเกยี่วกบักฎหมายทวั่ไป. กรุงเทพมหานคร: หา้งหุน้ ส่วนจา กดั เอ็ม. ที. เพรส ๒๕๕๐. ประไพศิริ สันติทฤษฎีกร. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลง กรณราชวิทยาลัย.กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๕๓. ประสิทธ์ิ ปิ วาวัฒนพานิช. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๕๒. ประสิทธ์ิ ปิวาวฒันพานิช. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒. ประสิทธ์ิปิวาวฒันพานิช. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒. ป รี ดี เ ก ษ ม ท รั พ ย์. ก ฎ ห ม า ย แ พ่ ง : ห ลั ก ทั่ ว ไ ป . พิมพ์คร้ังที่๕. ค ณ ะ นิ ติ ศ า ส ต ร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๖. พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมุมจิตโต).การปกครองคณะสงฆ์ไทย.กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๕. พระวิสุทธิภัทรธาดา. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม.กรุงเทพมหานคร: โรง พิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗. พระศรีศาสนวงศ์.อธิบายกฎมหาเถรสมาคม.กรุงเทพมหานคร: หจก. ประยูรศาส์นไทย การ พิมพ์, ๒๕๕๑. พิ ช ญ์ รพิ พันธุ์. ค าสอนช้ันปริญญาตรี: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๐๙. ไพโรจน์ วายุภาพ. ค าอธิบาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้.กรุงเทพมหานคร: สา นกัพิมพ์วญิญูชน จา กดั, ๒๕๔๒. ภูมิชัย สุ วรรณดี และคณะ. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๙.


ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ กฎหมาย ทั่วไป.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๓. ภูริชญาวฒันรุ่ง. หลักกฎหมายมหาชน.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๕๙. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓. มานิตย์ จุมปา. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมาย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๕. ร. แลงกาต์. ประวัติศาสตร์ กฎหมายไทย เล่ม ๑.กรุ งเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการต ารา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๒๖. รวินท์ ลีละพัฒนะ. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย.กรุงเทพมหานคร: บริษัท ส านักพิมพ์วิญญู ชน จา กดั, ๒๕๕๖. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกัรไทย. ราชกจิจานุเบกษา. เล่มที่๑๒๔ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐. รัฐสิทธ์ิคุรุสุวรรณ. หลักกฎหมายเอกชน.กรุงเทพมหานคร: สูตรไพศาล, ๒๕๕๕. วนิดา จันทิมา.ความรู้เบ้ืองตน้คนเรียนกฎหมาย. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมาย ทั่วไป. ๒๕๕๗. วารี นาสกุล และ อัครเกช มณีภาค. หลักกฎหมายมหาชน.กรุงเทพมหานคร: บริษัท ฟิ ล สไตล์ จา กดั, ๒๕๕๔. วิชัย สังข์ประไพ. หลักกฎหมายมหาชน.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๒. วิณัฏฐา แสงสุข และ ฐิติพร ลิ้มแหลมทอง. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๔. วิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ และสุขุม นวลสกุล. การเมืองและการปกครองไทย. กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๒. วิศิษฐ ทวีเศรษฐ, สุ ขุม นวลสกุล และวิทยา จิตนุพงศ์. การเมืองและการปกครองไทย. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๔. วิษณุ เครืองาม. ความหมาย ลักษณะและโครงร่างของกฎหมาย ในเอกสารการสอนชุดวิชา ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป หน่วยที่๑-๘.กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๓.


โวล์กงั ไฟรแฮร์ ฟอน มาร์แชล. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับประมวลกฎหมาย. วารสารนิติศาสตร์ ฉบับที่ ๑ ปี ที่๒๖ มีนาคม ๒๕๓๙. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. พระธรรมเทศนาทั่วไปและ พระวรธรรมคติ.กรุงเทพมหานคร: หจก. โรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๔๑. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส.แถลงการณ์เบื้องต้นแห่งพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองคณะสงฆ์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัยใน พระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๓๔. สมยศ เช้ือไทย. ความรู้กฎหมายทวั่ไป.กรุงเทพมหานคร: สา นกัพิมพว์ญิญูชน จา กดั, ๒๕๕๖. สุนทร มณีสวสัด์ิและคณะ. ความรู้เบื้องต้นเกยี่วกบักฎหมาย. พิมพค์ร้ังที่๕.กรุงเทพมหานคร: บริษทัอกัษราพิพฒัน์จา กดั, ๒๕๔๓. สุรพล นิติไกรพจน์. ปัญหาทางกฎหมายในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไทย.วารสารนิติศาสตร์, ปี ที่ ๒๙, มิถุนายน ๒๕๔๒. สุริยา พงษ์สุริยา และ ดร. วนิดา จันทิมา.กฎหมายชาวบา้น ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมาย ทวั่ ไป. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, ๒๕๕๘. แสวง บุญเฉลิมวิภาส. ประวัติศาสตร์ กฎหมายไทย. กรุงเทพมหานคร: บริษัท ส านักพิมพ์วิญญู ชน จา กดั, ๒๕๕๙. หยุด แสงอุทัย. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ ประกายพรึก, ๒๕๔๒. หยุด แสงอุทัย. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกบักฎหมายทวั่ไป. กรุงเทพมหานคร: หา้งหุน้ ส่วนจา กดัยง พลเทรดดิ้ง, ๒๕๔๒. หลวงวิเทศจรรยารักษ์. ค ารู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: คา สอนช้ัน ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๔๙๓. ๑.๒ ภาษาอังกฤษ Alan Watsan. Legal Evolution and Legislation. Brigham Young University Law Review. 2, 1987. Bailey, M.J. Gunn. The Modern English, Legal System.Sweet & Maxwell, 1991. Bailey, S.H. & Gunn, M.J.. The Modern English Legal System. London: Sweet & Maxwell, 1991. Dale, Williams. Legislative Darting-a New Approach. London: Butterworths, 1977.


F.H. Lawson. A Common Lawyer Looks at the Civil Law. University of Michigan Law School: Ann Arbor, 1953. Frederick G. Kempin. Historical introduction to Anglo-American Law in a Nutshell. 2 ed., St.Paul Min.: West Publishing co., 1973. Glendor, Marry Ann., Gordon, Micheal Wallace., Osakwe & Chritopher. Comparative Legal Traditions. American Casebook Series West Publishing Co., 1994. Harold E. Pepinsky. Crime and Conflict. Academic Press, 1976. Konard Zweigert. Introduction to Comparative Law. Oxford: Clarendon Press, 1992. Lawson, F.H. A Common Lawyer Looks at the Civil Law. University of Michigan Law School: Ann Abor, 1953. Mary Ann Glendon, Micheal Wallace Gordon & Christopher Osakwe. Comparative Legal Traditions. American casebook series: West Publishing Co., 1994. Michel Mc. Hugh. The Law-making function of the judicial process. Australian Law Journal 62, January 1988. Mitchell. An Essay on the Early History of the Law Merchant. U.S.A.: Burt Franklin, 1969. René David. English Law and French Law. London: Stevens & Sons, 1980. René David. Major Legal System in the World Today.2ed., London: Steven & Sons, 1968. Roscoe Pound cit. in René David. Major Legal System in the World Today. 2ed. London: Steven & Sons, 1968. Rupert Cross. Precedent in English Law, 3 ed.. Oxford: Clarendon Press, 1977. The Technique of Distinction, René David. Major Legal System in the World. Today. 2 ed. London: Steven & Sons, 1968. Wayne R. LaFave. Criminal Law. West Publishing Co.: St. Paul, Minn., 1986. Zweigert, Konard. Introduction to Comparative Law. Oxford: Clarendon Press, 1992. ๒.เอกสารและข้อมูลส าคัญ ไม่มี ๓. เอกสารและข้อมูลแนะน า สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์,เผา่พนัธ์ชอบน้า ตาล,ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย.์กรุงเทพฯ : สา นกัพิมพ์สมใจ แซ่ฮอ้.๒๕๕๕.


หมวดที่๗ การประเมินและปรับปรุงการด าเนินการของรายวชิา ๑.กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวชิาโดยนิสิต การประเมินประสิทธิผลในรายวชิาน้ี - การสนทนากลุ่มระหวา่งผสู้อนและผเู้รียน - การสังเกตการณ์จากพฤติกรรมของผู้เรียน - แบบประเมินผู้สอน และแบบประเมินรายวิชา - ขอเสนอแนะผา่นเวบ็บอร์ด ที่อาจารยผ์ูส้อนไดจ้ดัทา เป็นช่องทางการสื่อสารกบั นักศึกษา ๒.กลยุทธ์การประเมินการสอน - การสังเกตการณ์สอนของผรู้่วมทีมการสอน - ผลการสอบ - การทวนสอบผลประเมินการเรียนรู้ ๓.การปรับปรุงการสอน - สัมมนาการจัดการเรียนการสอน - การวจิยัในและนอกช้นัเรียน ๔.การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนิสิตในรายวิชา ในระหวา่งกระบวนการสอนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธ์ิในรายหวัขอ้ตามที่คาดหวงั จากการเรียนรู้ในวิชา ได้จาก การสอบถามนิสิต หรือการสุ่มตรวจผลงานของนิสิต รวมถึง พิจารณาจากผลการทดสอบย่อย และหลังการออกผลการเรียนรายวิชา มีการทวนสอบ ผลสัมฤทธ์ิโดยรวมในวชิาไดด้งัน้ี -การทวนสอบการให้คะแนนจากการสุ่มตรวจผลงานของนิสิตโดยอาจารย์อื่น หรือ ผทู้รงคุณวฒุิที่ไม่ใช่อาจารยป์ระจา หลกัสูตร - มีการต้งัคณะกรรมการในสาขาวิชา ตรวจสอบผลการประเมินการเรียนรู้ของนิสิต โดย ตรวจสอบข้อสอบ รายงาน วิธีการให้คะแนนสอบ และการให้คะแนนพฤติกรรม ๕.การด าเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวชิา จากผลการประเมิน และทวนสอบผลสัมฤทธ์ิประสิทธิผลรายวิชา ได้มีการวางแผนการ ปรับปรุงการสอน และรายละเอียดวชิา เพื่อใหเ้กิดคุณภาพมากข้ึน ดงัน้ี - ปรับปรุงรายวิชาทุก ๓ ปี หรือตามข้อเสนอแนะและผลการทวนสอบมาตรฐาน ผลสัมฤทธ์ิตามขอ้ ๔


- เปลี่ยนหรือสลับอาจารย์ผู้สอน เพื่อให้นักศึกษามีมุมมองในเรื่องการประยุกต์ ความรู้น้ีกบั ปัญหาที่มาจากงานวจิยัของอาจารยห์รือแนวคิดใหม่ๆ


แผนการสอนประจ าวิชา (ตาม มคอ.3) รหัสวิชา 000 102 รายวิชา กฎหมายทวั่ ไป General Law (2-0-4) ค าอธิบายรายวิชา ศึกษาความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป ที่มาของระบบกฎหมาย ลกัษณะทวั่ ไป และประเภทของกฎหมายกฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชนที่เกี่ยวกบัพระสงฆ์และกฎหมายที่ พระสงฆ์ควรรู้เป็ นการเฉพาะ วตัถุประสงค ์ ทวั่ไป หลงัจากเรียนวชิาน้ีแลว้นิสิตสามารถ 1. มีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกบัความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป 2. มีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกบั ที่มาของระบบกฎหมาย 3. มีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกบัลกัษณะทวั่ ไปของกฎหมาย 4. มีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกบั ประเภทของกฎหมาย 5. มีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกบักฎหมายมหาชน 6. มีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกบักฎหมายเอกชนที่เกี่ยวกบัพระสงฆ์ 7. มีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกบักฎหมายพระสงฆ์ควรรู้เป็ นการเฉพาะ


บทที่ 1 ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป 4 ชวั่ โมง บทที่ 2 ที่มาของระบบกฎหมาย 4 ชวั่ โมง บทที่ 3 ลกัษณะทวั่ ไปของกฎหมาย 4 ชวั่ โมง บทที่ 4 ประเภทของกฎหมาย 4 ชวั่ โมง บทที่ 5 กฎหมายมหาชน 4 ชวั่ โมง บทที่ 6 กฎหมายเอกชนที่เกี่ยวกบัพระสงฆ์ 4 ชวั่ โมง บทที่ 7 กฎหมายพระสงฆ์ควรรู้เป็ นการเฉพาะ 4 ชวั่ โมง วิธีสอนและกิจกรรม 1. ศึกษาเอกสารค าสอน 2. วิธีสอนแบบอภิปรายเน้ือหา/ซกัถาม/และทา คา ถามทา้ยบท 3. ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง 4. รายงานผลตามกลุ่มหนา้ช้นัเรียนเป็นลายลกัษณ์อกัษรและวาจา 5. ร่วมวเิคราะห์เอกสารหนา้ช้นัเรียน 6. สรุปเน้ือหาประจา บท 7. ทา คา ถามทา้ยบทเรียน และวิเคราะห์พ้ืนฐานความเขา้ใจของนิสิตอนันา ไปสู่การ พฒันาและปรับปรุงอยา่งต่อเนื่อง สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารค าสอน 2. แบบประเมินก่อน/หลงัเรียน 3. แบบฝึ กหัด 4. Power point 5. เครื่องคอมพิวเตอร์ 6. Projector


การวัดและประเมินผล 1. การวัดผล 1.1คะแนนระหวา่งภาครวม ร้อยละ 50 1.1.1 การเขา้ช้นัเรียนและการมีส่วนร่วมอภิปราย เสนอความคิดเห็นในช้นัเรียน ร้อยละ 10 1.1.2 วิเคราะห์กรณีศึกษา ค้นคว้า การน าเสนอรายงาน การทา งานกลุ่มและผลงาน การอ่านและสรุปบทความ การส่งงานตามที่มอบหมาย ร้อยละ20 1.1.3 สอบกลางภาค ร้อยละ 20 1.2 คะแนนสอบปลายภาค ร้อยละ 50 2. การประเมินผล การประเมินผลใชเ้กณฑใ์นการใหค้ ่าระดบัคะแนน ดงัน้ี ระดับผลการเรียน A ไดค้ะแนนระหวา่ง 90-100 ระดับผลการเรียน B+ ไดค้ะแนนระหวา่ง 85-89 ระดับผลการเรียน B ไดค้ะแนนระหวา่ง 80-84 ระดับผลการเรียน C+ ไดค้ะแนนระหวา่ง 75-79 ระดับผลการเรียน C ไดค้ะแนนระหวา่ง 70-74 ระดับผลการเรียน D+ ไดค้ะแนนระหวา่ง 65-69 ระดับผลการเรียน D ไดค้ะแนนระหวา่ง 60-64 ระดับผลการเรียน F ไดค้ะแนนระหวา่ง Below 60


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑ General Law แผนการสอนประจ าบทที่ ๑ เนื้อหา ๔ ชวั่ โมง บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกยี่วกบักฎหมายทวั่ไป ๑. บทน า ๒.กา เนิดของกฎหมาย ๓. มูลเหตุที่ท าใหเ้กิดกฎหมาย ๔.กฎหมายด้งัเดิมและที่มาของกฎหมายไทยสมยัก่อนและสมยัปัจจุบนั ๕. ประวัติและความเป็ นมาของกฎหมายไทย ๖.ระเบียบการปกครองไทย ๗. ประโยชน์ของกฎหมายที่มีต่อสังคม วตัถุประสงค ์ เชิงพฤติกรรม เมื่อไดศ้ึกษาเน้ือหาในบทน้ีแลว้นิสิตสามารถ ๑. อธิบายกา เนิดของกฎหมาย ๒. อธิบายมูลเหตุที่ท าใหเ้กิดกฎหมาย ๓.อธิบายกฎหมายด้งัเดิมและที่มาของกฎหมายไทยสมยัก่อนและสมยัปัจจุบนั ๔. อธิบายประวัติและความเป็ นมาของกฎหมายไทย ๕. อธิบายระเบียบการปกครองไทย ๖.อธิบายประโยชน์ของกฎหมายที่มีต่อสังคม


๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิธีสอนและกิจกรรม ๑. ศึกษาเอกสารค าสอน บทที่ ๑ ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป ๒. วธิีสอนแบบอภิปรายเน้ือหา ซักถาม และท าค าถามท้ายบท ๓. ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ๔. รายงานผลตามกลุ่มหนา้ช้นัเรียนเป็นลายลกัษณ์อกัษรและวาจา ๕. ร่วมวเิคราะห์เอกสารหนา้ช้นัเรียน ๖. สรุปเน้ือหาประจา บท ๗. ทา คา ถามทา้ยบทเรียน และวิเคราะห์พ้ืนฐานความเขา้ใจของนิสิตอนันา ไปสู่การ พฒันาและปรับปรุงอยา่งต่อเนื่อง สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารค าสอน บทที่ ๑ ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป ๒. แบบประเมินก่อน/หลงัเรียน ๓. แบบฝึ กหัด ๔. Power point ๕. เครื่องคอมพิวเตอร์ ๖. Projector การวัดและการประเมินผล ๑. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคลและรายกลุ่ม ๒.การเขา้เรียนและการมีส่วนร่วมในช้นัเรียน ๓. การท าแบบฝึ กหัดท้ายบท ๔. การทดสอบ


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๓ General Law บทที่ ๑ ความร ู้เบ ื้องต ้ นเกย ี่วกบักฎหมายทั่วไป ๑.๑ บทน า กล่าวไดว้า่ทุกยุคทุกสมยัของโลกที่เราอาศยัอยูน่้ีมนุษยไ์ม่ไดอ้ยูโ่ดยล าพังตัวคน เดียว สัญชาตญาณของมนุษยร์ักพวกพอ้งชอบที่จะอยูใ่กลช้ิดกนัคือ อยูด่ว้ยกนัอยา่งรวมหมู่รวม พวก ในข้นัแรก ที่ยงัไม่ไดส้ร้างถิ่นฐานเป็นหลกัแหล่งยงัไม่เจริญถึงข้นัสร้างบา้นสร้างเมืองมี อาณาเขตเป็นรัฐเป็นประเทศ มนุษยก์ ็มีสติปัญญาที่จะครองชีวิตของตน รู้จกัใชช้ีวิตล่าสัตวก์ินเป็น อาหาร มีความสัมพนัธ์ระหวา่งพวกของตนภายในหมู่ในเหล่า เมื่อมีชนเผา่อื่นหมู่อื่นมาเบียดเบียน ก็รวมกา ลังท าการต่อสู้ปกป้องพวกของตน กลุ่มใดอ่อนแอกวา่ก็พ่ายแพต้อ้งอพยพทิ้งแหล่งท ามา หากิน กลุ่มใดคณะใดแข็งแกร่งก็ก่อร่างสร้างครัวเรือน จนสืบบรรพบุรุษเดียวกนัเป็นการสืบสาย โลหิตเดียวกนัต่อ ๆ มา เรียกวา่อยูด่ว้ยกนัเป็นครอบครัวมีความนบัถือรักใคร่เชื่อฟังผูท้ี่มีอาวุโส กวา่คนอื่นในครอบครัว ลูกหลานก็เชื่อฟังปู่ยา่ตายาย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ตอ้งมีผู้เป็นหวัหนา้ ครอบครัวดูแลปกครอง ในครอบครัวก็แตกกิ่งกา้นสาขาตามความเจริญของโลก จ านวนมนุษย์ ทวี ข้ึนก็แยกยา้ยกนัอยูเ่ป็นหลายครอบครัว หลายหมู่บา้น จากครอบครัวจึงขยายตวัเป็นชุมชน นบัถือ เป็น เชื้อชาติเดียวกนัถือศาสนาเดียวกนัจึงต้งัเป็นประเทศข้ึนแทนที่จากการอยูไ่ม่เป็นหลกัเป็น แหล่งการอยู่รวมกนัขอ้ ส าคญัก็คือตอ้งประพฤติตนให้เรียบร้อยไม่ก่อความเสียหายหรือท าความ เดือดร้อนให้แก่หมู่คณะรู้จกัหนา้ที่ของตนที่ตอ้งปฏิบตัิต่อผูท้ี่อยูร่ ่วมกนัมีความพร้อมเพรียงที่จะ ช่วยเหลือซ่ึงกนัและกนัเมื่อมีผูใ้ด ภายในครอบครอบครัวภายในหมู่บา้นของตนท าความผดิข้ึนก็ จะถูกหัวหน้าปรึกษาลงโทษลงทัณฑ์ ซึ่งใน สมัยโบราณ การลงโทษผู้ประพฤติผิดท านองคลอง ธรรมน้นัลงกนัอยา่งรุ่นแรงมากเช่น ประหารชีวิต เอาไป ตดัมือตดัเทา้ โบย ดงัน้ีเป็นตน้เมื่อมีการ ลงโทษแก่ผูป้ระพฤติดงัน้ีก็ท าให้บุคคลในหมู่ในคณะมีความส านึก รู้จักผิดชอบระมัดระวังตนเอง เพราะยอ่มรู้ดีวา่ถา้ตนท าผิดบา้งแลว้ก็จะถูกลงโทษอยา่งเดียวกนัจึงเกิด ขอ้บงัคบัความประพฤติ ข้ึนเพื่อให้ทุกคนที่อยูร่ ่วมกนั ปฏิบตัิตามขอ้บงัคบัความประพฤตินี่แหละพูดสั่น ๆ ก็คือกฎหมาย นนั่เอง ๑ ซ่ึงเดิมทีน้นัขอ้บงัคบัหรือกฎหมายไม่มีการเขียนไวเ้ป็นลายลกัษณ์อกัษรเพราะมนุษย์ยงั ไม่รู้จกัหนงัสือคงอาศยัเพียงความท่องจ าเป็นหลกัคร้ันกาลต่อมามนุษยม์ ีความเจริญรู้จักวิธีบันทึก ๑ เช้ือ คงคากุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, (กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง, ๒๕๐๓), หน้า ๓-๗.


๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เหตุการณ์ข้ึนเป็นลายลกัษณ์อกัษรในสมยัที่ยงัไม่รู้จกัการใชก้ระดาษก็บนัทึกไวโ้ดยการแกะสลกั บนแผน่หิน แผน่ โลหะจนถึงเวลาที่รู้จกัการใชก้ระดาษขีดเขียนตีพิมพเ์ป็นตวับทกฎหมายชดัแจง้ ข้ึนตราบเท่าทุกวนัน้ี ข้อห้ามข้อบังคับความประพฤติ หรือ กฎหมายนี่แหละเป็ นการจ ากัดเสรีภาพของ บุคคลที่อยูร่ ่วมกนัท้งัน้ีเพื่อประโยชน์ร่วมกนัของหมู่คณะดว้ยกนัเป็นการจ าเป็ นที่ต้องมีการจ ากดั เสรีภาพ มิฉะน้นัแลว้ก็จะ เกิดความระส่ าระสาย การจ ากดัเสรีภาพมีท้งัเป็นขอ้ห้ามและขอ้บงัคบั เช่น ห้ามไม่ให้ลักทรัพย์ฆ่าคน วางเพลิง ดังน้ีเป็นต้น บงัคบั ให้เป็นทหาร ให้เสียภาษีเป็นต้น นอกจากอาศัยหลักข้อบังคับความประพฤติ หรือกฎหมายแล้ว ยังมีศาสนา ศีลธรรม จารีตประเพณี ซ่ึงมุ่งไปในทางกา หนดความประพฤติของบุคคล เช่นกนัแต่จะเห็นได้ว่าศีลธรรมน้ันเป็นเพียง ความรู้สึกอนัเกิดจากใจของบุคคล รู้สึกวา่สิ่งที่ตนกระท าน้นัเป็น การสมควรหรือไม่ควร เป็นกรรม ดีหรือกรรมชั่ว กระท าล่วงเกินก่อความเสียหายให้คนอื่นหรือไม่ดังน้ีเป็นต้น แต่ก็ไม่เป็น หลกั ประกนัพอเพียงส าหรับบุคคลบางประเภทที่ไม่นับถือความเป็นอยู่ของคนอื่น พอใจแต่จะ ประพฤติตามใจตนเองเป็นที่ต้งัซ่ึงถา้ประพฤติฝ่าฝืนศีลธรรมลงไป ตนก็หาตอ้งรับโทษอยา่งใดไม่ จึงเห็นได้ว่าศีลธรรมยงัต่างกบักฎหมายในขอ้ที่กฎหมายเป็นขอ้บงัคบัห้ามเด็ดขาด ผูใ้ดฝ่าฝืนไม่ ปฏิบตัิตามก็จะถูก ลงโทษ เช่น กฎหมายบญัญตัิห้ามไม่ใหไ้ปท าร้ายร่างกายคนอื่น เมื่อเราไปท าร้าย คนอื่นจนเขาบาดเจบ็ดงัน้ีเราก็จะถูกจบัถูกฟ้องถูกศาลตดัสินลงโทษ เพราะเราฝ่าฝืนกฎหมาย ส่วน การกระท าของเราที่กล่าวมาแลว้น้ีก็เป็นการกระท าที่ผิดศีลธรรมแต่ก็หามีบทกา หนดโทษแต่อยา่ง ใดไม่นอกจากได้รับความต าหนิติเตียน จากหมู่คณะและได้รับความอายเท่าน้ัน จึงกล่าวได้ว่า ศีลธรรมไม่มีสภาพบงัคบัไม่มีการลงโทษแก่ผูฝ้่าฝืน ส่วนกฎหมายเป็นขอ้บงัคบัเด็ดขาดฝ่าฝืนแลว้ จะต้องได้รับโทษตามความผิดที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส าหรับศาสนาน้นั ไม่วา่ศาสนาใดในโลกน้ียอ่มมีขอ้บญัญตัิลงรอยกนัท้งัน้นั ในขอ้ที่ ให้คนทุกคนท า แต่ความดีอยา่ ประกอบกรรมชวั่เช่น อยา่ ไปลกัขโมยทรัพยส์ินคนอื่น อยา่ ประพฤติ ผดิในการล่วงเกินลูกเมีย คนอื่นเขาดงัน้ีเป็นตน้เพราะกรรมชวั่ดงักล่าวน้ีเป็นการท าบาปยอ่มน าทาง ให้ไปสู่นรก ส่วนผูท า ้กรรมดีย่อม บรรลุทางสวรรค์ส าหรับผูก้ลวัตกนรกก็มีทางยบัย้งัใจไม่ให้ ประพฤติผิด แต่มนุษยอ์ยู่รวมกนั ไม่ใช่คนสอง สามคนแต่มีจ านวนนับล้าน ๆ ย่อมมีคนใจไม่รู้จกั บาปบุญคุณโทษ ไม่กลวัตกนรกไม่ตอ้งการไปสวรรค์ก็หาทางฝ่าฝืนศาสนาซ่ึงไม่มีหลกับงัคบัเอา โทษแก่บุคคลประเภทใจเหล่าน้ีได้ดงัน้ีกฎหมายจึงมีภาษีกวา่ศาสนาและศีลธรรม เพราะใครฝ่าฝืน ตัวบทกฎหมายใดก็จะต้องรับโทษตามที่ตราไวใ้นบทบัญญัติน้ัน ๆ ซ่ึง โทษที่กฎหมายลงแก่ ผู้กระท าผิดน้นัจะมีปรากฏในประมวลกฎหมายอาญา เราจะเห็นต้งัแต่ลงโทษประหาร ชีวิตจนถึงมี การปรับไหมเป็ นพินัยหลวงเป็ นต้น


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๕ General Law จริงอยู่กฎหมายในสมยัโบราณ ๒ น้ันมีการกา หนดโทษทารุณรุนแรงถึงตัดมือตัดเท้า ประหารชีวิตไม่๔.ลงโทษปรับเบา ๆ อยา่งทุกวนัน้ีแต่ต่อมาก็เปลี่ยนแปลงลงโทษความผิดให้ใกล้ ต่อความยตุิธรรม โทษประหารชีวิตก็เฉพาะความผิดอุกฉกรรจจ์ริง ๆ เช่น ฆ่าคนตายโดยเจตนาเป็นตน้ ส่วนความผดิเล็ก ๆ นอ้ย ๆ เช่น ลหุโทษ ก็เป็นแต่ปรับกนัเป็นจ านวนเงินเล็กน้อย. : ท้งัน้ีจะเห็นไดว้่าเพียงมนุษยร์ู้จกัศีลธรรม นบัถือศาสนา มีจารีตประเพณี๓ เท่าน้นัหา เพียงพอรักษา ความสงบสุขในชุมชนที่ร่วมกันอยู่หาได้ไม่จ าต้องมีตวับทกฎหมายตราข้ึนให้ เหมาะสมแก่ความตอ้งการที่จะใชบ้งัคบัแก่ผฝู้่าฝืน ๑.๒ ก าเนิดของกฎหมาย กฎหมายเกิดมาจากวิวฒันาการของมนุษย์หากมนุษยอ์ยู่โดดเดี่ยวเพียงล าพังในโลก แลว้ก็ไม่มีความจ าเป็นที่จะตอ้งบญัญตัิกฎหมายข้ึนมาแต่อยา่งใด ดงัน้นัสังคมของมนุษยจ์ึงเป็นตวั ผลกัดนั ใหเ้กิดมีกฎหมายข้ึนมาใชบ้งัคบัมนุษยด์ว้ยกนัเองในปัจจุบนั ๔ ตามที่ไดก้ล่าวมาแลว้มนุษยไ์ม่อาจจะอยู่โดดเดี่ยวล าพงัได้นบัต้งัแต่ประวตัิศาสตร์ โลกถูกบันทึก ข้ึนมา ไดม้ีชุมชนของมนุษยเ์กิดข้ึนมาแลว้อาจเป็นกลุ่ม เป็นเผ่า เป็นหมู่บา้น ฯลฯ อยู่ตามจุดต่าง ๆ ของ โลก ซ่ึงแน่นอนชุมชนเหล่าน้ีแต่แรกก็เป็นกลุ่มเล็ก ๆ อาหารการกินก็ยงั สมบูรณ์การบาดหมางการแข่งขนักนัก็ยงัไม่เกิดข้ึน ดงัน้นั ในเวลาต่อมาชุมชนน้นัๆ ก็ขยายใหญ่ ข้ึนตามล าดบั ปัญหาทางดา้นการยงัชีพ การขยายอาณาเขตเผา่อาณาเขตชุมชนของตนก็เริ่มเกิดมีข้ึน ปัญหาการแข่งขนัที่ท ากินก็ติดตามมา ในยุคสมยัน้นักฎหมายและค าตดัสินพิพากษาต่าง ๆ อยูใ่น ๒ กฎหมายไทยเท่าที่ปรากฏในกฎหมายสองเล่มเริ่มประกาศใช้เมื่อจุลศักราช ๗๑๒ ตรงนับ พุทธศักราช ๑๘๙๔ คือ กฎหมายลักษณะพยานออกในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ สมยักรุงเก่านอกจากน้ีก็มี กฎหมายลักษณะโจร ซึ่ง ปรากฏในศิลาจารึกที่ราชบัณฑิตยสภาเป็ นศิลาที่พนักงานกรมทางพบที่เมืองสุโขทัย พระเจ้าเลอทัยราชโอรส ซึ่งรับรัช ทายาทพระเจ้าราค าแหงมหาราชโปรดให้จารึกไว้เมื่อพุทธศักราช ๑๕๕๗ คงจะ ไม่มีบทกฎหมายเป็นลายลกัษณ์อกัษรก่อน จุลศักราช ๒๔๕ เพราะพระร่วงเจ้าที่มีพระนามจารึกว่า พ่อขุน รามคา แหงเป็นผูเ้ริ่มคิดหนังสือไทยเมื่อปีมะแม จุลศักราช ๖๔๕ (ดูค าบรรยายต านานกฎหมายของพระยา นิติศาสตร์ไพศาลย์ ปี ๒๔๗๕ หน้า ๓) ๓ จารีตประเพณีคือการปฏิบตัิในกิจการบางสิ่งบางอยา่งโดยถือเป็นธรรมเนียมวา่ ปฏิบตัิอยา่งน้นั อย่างน้ีแลว้ถือเป็นหลกักระทา ซ้า ในระเรียบแบบแผนอย่างเดียวกนัจนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของ ทอ้งถิ่นเรียกไดว้า่เป็น ความนิยมของคนทวั่ ไป ๔ ธีระ ศรี ธรรมรักษ์และคณะ, ความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, (กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๓), หน้า ๑๑-๑๒.


๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตวัของแต่ละบุคคลโดยอตัโนมตัิหากเกิดมีการละเมิดหรือ วิวาท ท าร้ายซ่ึงกนัและกนัแล้ว ผู้ที่ถูก ละเมิดหรือถูกท าร้ายก็จะแก้แค้นผูรุ้กรานหรือผูท า ้ละเมิดน้ันด้วย ตนเองทุก ๆ กรณีไป ส่วน กฎหมายแพ่งซ่ึงเป็นเรื่องการใชค้ ่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดน้นัยงัไม่เกิดข้ึน ดงัน้ัน จึงกล่าวได้ว่าในยุคสมยัเริ่มแรกของมนุษยน์ ้ัน กฎหมายอาญาของมนุษยเ์กิดมาจาก การ กระท าละเมิดระหวา่งมนุษยด์ว้ยกนัเองนนั่เอง ในยคุน้ีเรียกไดว้า่อาญากบัละเมิดยงัรวมกนัอยู่ต่อมา ภายหลังรัฐเข้าแทรกแซงลงโทษผู้กระท าผิดแทนผู้ถูกละเมิดเสียเอง โดยกา หนดบทลงโทษและ กา หนดให้ชดใชค้ ่าเสียหายข้ึนภายหลงัดงัน้นัความผิดทางอาญากบัการละเมิดในทางแพ่งจึงแยก ออกจากกนั ในช่วงน้ีเอง เมื่อเกิดมีชุมชนข้ึน สังคมในชุมชนก็เกิดข้ึนพร้อมกัน แต่ละชุมชนก็จะมี๑. ขนบธรรมเนียมประเพณี ๒. ภาษาพูด ๓. มีความเชื่อถือโชคลาง เทพเจา้วญิญาณต่าง ๆ เป็นของแต่ ละชุมชนโดยเฉพาะไป ดงัน้นัจะเห็นไดว้า่สิ่งที่เกิดข้ึนมามีชุมชน คือ ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือ จารีตประเพณีของแต่ละชุมชน ซ่ึงต่อมา จึงกลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีไป เมื่อชุมชนน้นัแผ่ ขยายใหญ่ข้ึน มนุษยท์ ี่อยูใ่นชุมชนน้นัหรือในเผา่น้นัตอ้งประพฤติปฏิบตัิตามประเพณีของเผา่ของ ตนที่ยดึถือปฏิบตัิกนัมาผใู้ดขดัขืนหรือไม่ชอบปฏิบตัิตามก็จะถูกสังคมในเผา่ ในชุมชนน้นัร่วมกนั ลงโทษผูน้้นัอาจเป็นในรูปการฆ่าหรือกา จดัออกไปจากสังคมน้นัหรือทรมาน หรือขบัไล่ไม่ให้อยู่ ในกลุ่มของตน เป็นตน้ จะเห็นได้ว่า ในช่วงน้ีจารีตประเพณีมีความส าคัญส าหรับเผ่าหรือชุมชน เปรียบได้ เสมือนวา่เป็น กฎหมายที่มีอ านาจบงัคบั ให้คนในกลุ่มในเผ่าน้นัๆ ตอ้งประพฤติปฏิบตัิตามได้เลย ทีเดียว หากขดัข้ึนก็จะไดร้ับผลร้ายติดตามมา ดงัที่ไดก้ล่าวขา้งตน้ ต่อมาเมื่อชุมชน หรือกลุ่ม เผา่น้นัขยายใหญ่ข้ึน มีประชาชนเพิ่มมากข้ึน ปัญหาต่าง ๆ ก็เกิดตาม ข้ึนมา ท้งัในดา้นการควบคุมกลุ่ม เผา่ของตนใหอ้ยเู่ป็นกลุ่มเป็นกอ้นไม่กระจดักระจายท้งั ในดา้นป้องกนัความปลอดภยัของคนในกลุ่มในเผา่ของตนที่จะถูกท าร้ายจากคนกลุ่มอื่น ท้งัในดา้น ควบคุมความสงบ เรียบร้อย การลักขโมย ทะเลาะ ท าร้ายกนัภายในกลุ่มของตนเอง ซ่ึงจ าเป็ นที่ จะตอ้งต้งัผคู้วบคุมกลุ่ม เผา่หรือชุมชนของตนข้ึน ผทู้ี่ถูกแต่งต้งัเรียกวา่เป็นหวัหนา้น้นัมกัจะมาจาก คนที่มีความเก่งกลา้ในการต่อสู้มีความแข็งแรงกวา่คนอื่น ๆ ในชุมชนน้นัจนไดร้ับความไวว้างใจ จากคนในกลุ่มใหเ้ป็นผคูุ้ม้ครองตน หรือไม่หวัหนา้เผา่ชุมชนน้นัๆ อาจมาจากคนที่มีความเก่งกลา้ ในการรักษาโรคหรือขจดัฝีภยัต่าง ๆ สร้างความสงบ ความอยูด่ ีกินดีให้กบัคนในเผา่ซ่ึงเรียกส้ัน ๆ สรุปไดก้็คือหมอผนีนั่เองอาจไดร้ับแต่งต้งัข้ึนเป็นหวัหนา้เผา่แต่ละเผา่เช่นกนั หวัหนา้เผา่น้ีก็จะท าหนา้ที่ควบคุมความอยูด่ ีกินดีและความสงบสุขให้เกิดแก่เผ่าของ ตนรวมไปถึง ท าหน้าที่ตัดสินขอ้พิพาทต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในเผา่ของตนดว้ย ดงัน้นัจึงจ าเป็ นที่จะต้อง


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๗ General Law ต้งักฎเกณฑ์ขอ้บงัคบัต่าง ๆ ข้ึนมาเพื่อให้คนในเผา่เชื่อฟังและปฏิบตัิตาม ซ่ึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ตน ต้งัข้ึน ก็อา้งเอาค าสั่งของวญิญาณบรรพบุรุษ หรือค าสั่งของเทพเจา้ที่หมู่เผา่น้นันบัถือใหม้ีบญชาให้ ั ตนน ามาใชก้บัคนในหมู่เผา่ของ ตน ซ่ึงท าให้คนในหมู่ในเผา่น้นัเกิดความเกรงกลวัและยอมปฏิบตัิ ตามดว้ยดีซ่ึงถา้จะพิจารณากนั ให้ดีแลว้เห็นไดว้า่ ค าสั่งของเทพเจา้ก็ดีหรือวิญญาณบรรพบุรุษก็ดี เป็นตน้ตอของลทัธิหรือศาสนาของชุมชนในเผา่ ในหมู่น้นันนั่เอง ดงัน้นัถา้จะเปรียบเป็นกฎหมายในยุคสมยัที่กล่าวมาน้ีก็ถือไดว้า่เป็น "ค าสั่ง หรือค า บญัชาของ เทพเจา้หรือของวิญญาณบรรพบุรุษที่ประสงค์จะให้คนในเผ่าของตนน้ันประพฤติ ปฏิบตัิตาม ถา้หากฝ่าฝืน ก็จะไดร้ับผลร้ายติดตามมา" เช่นกนั แต่อยา่งไรก็ตาม ในสมยัแรก ๆ ที่กล่าวมาน้นัมิใช่วา่จะมีประพฤติปฏิบตัิตามดว้ยดี ตลอดมาทุกคน การฝ่าฝืนกฎขอ้บงัคบัอนัเกิดจากประเพณีก็ดีหรือเกิดจากเทพเจา้พระเจา้หรือ วิญญาณบรรพบุรุษต่าง ๆ ก็ดียอ่มเกิดมีข้ึนไดเ้พราะในหมู่ในเผา่แต่ละเผา่น้ันยอ่มมีผูท้ี่ไม่เห็น ดว้ยกบัธรรมเนียมประเพณีหรือความเชื่อ ในเทพเจา้หรือวิญญาณต่าง ๆ จึงไม่เชื่อถือและไม่ ปฏิบตัิตาม ดงัน้นัหวัหนา้เผา่จึงตอ้งกา หนดบทลงโทษ เอาไวด้ว้ยเช่นกนัซ่ึงการลงโทษในสมยั น้ันค่อนขา้งจะรุ่นแรง เช่น ตดัคอ ตดัแขน ตดัขา เฆี่ยน โบย หรือขบั ไล่ออกไปจากเผา่ของตน แลว้แต่ฐานะของความผิดของคน ๆ น้นัจะรุนแรงมากนอ้ยเพียงใด อนัเป็น ตวัอยา่งให้คนในหมู่ เผา่คนอื่น ๆ ไดเ้ห็น ให้เกิดความเกรงกลวัไม่กลา้ที่จะประพฤติตามอีก เพราะกลวัจะถูก หวัหนา้ ลงโทษแบบเดียวกนัจึงท าให้ค าสั่งหรือขอ้บงัคบัของหวัหนา้เผา่มีความศกัด์ิสิทธ์ิและง่ายแก่การ ปกครองคนในเผา่ยิ่งข้ึน ดว้ยเหตุน้ีเองค าสั่งหรือขอ้บงัคบัของหวัหนา้เผา่จึงกลายเป็นหลกับงัคบั ความ ประพฤติของคนในเผา่ตนข้ึนมาโดยปริยาย จนเป็นความเกี่ยวพนัระหวา่งกนัข้ึนหรือเกิด เป็นกฎหมายข้ึนมา นนั่เอง ต่อมาเมื่อมนุษยเ์จริญข้ึน ชุมชนเผ่าต่าง ๆ แผ่ขยายใหญ่ข้ึนจนกลายเป็นรัฐหรือเป็น ประเทศในทุกวนัน้ีค าสั่งหรือขอ้บงัคบัท้งัหลายก็ถูกปรับปรุงแกไ้ขตลอดมาโดยอาศยัพ้ืนฐานของ จารีตประเพณีลัทธิศาสนา และสภาวะความเป็นอยู่ของคนในรัฐหรือในประเทศน้ัน ๆ เป็น ส่วนประกอบในการสร้างกฎหมาย ข้ึนเพื่อใชบ้งัคบักบัคนในรัฐตนใหป้ระพฤติปฏิบตัิตามท้งัน้ีโดย ถือหลักเพื่อรักษาความสงบ ความอยูด่ ีกินดีและความเป็นปึกแผน่ของรัฐหรือประเทศน้นั ให้ด ารง อยู่ตลอดไป การลงโทษที่รุนแรงในสมยัก่อน ๆ ก็ค่อย ๆ ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามความ เจริญของมนุษย์คือแทนที่จะลงโทษดว้ยวิธีการที่โหดร้ายก็เปลี่ยนเป็นจ าคุกหรือกกัขงัหรือปรับ เป็นเงิน หรือเป็นค่าสินไหมทดแทนในการท าละเมิด คือ ปรับเป็น ค่าเสียหายชดใช้ให้กบัผูท้ ี่ถูก ละเมิดนนั่เองกฎหมายแพง่จึงเกิดข้ึนมาในช่วงน้ี


๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวอย่างเช่น ในสมัยโรมันเรืองอ านาจ หรือไทยสมยัโบราณมีการคา้ทาสกนัคนจนที่ กู้เงินจากคน ว่ารวยแล้วไม่มีใช้ให้เมื่อถึงกา หนดเวลาช าระหน้ีก็จะถูกเอาตัวไปเป็ นทาสรับใช้ บางคร้ังถ้าเป็นหน้ีเขามากก็เอาไปเป็นทาสท้งัครอบครัวหรือท้งัตระกูลเลยทีเดียว แต่ในสมยั ปัจจุบนัหากยืมเงินเขาไปแลว้ไม่มีใช้เมื่อ หน้ีถึงกา หนดช าระแลว้คนที่เป็นเจา้หน้ีก็จะฟ้องร้องต่อ ศาลขอใหลู้กหน้ีชดใชห้น้ีให้หรือยดึทรัพยส์ินของลูกหน้ีเพื่อน ามาขายทอดตลาดเปลี่ยนเป็ นเงินใช้ หน้ีใหก้บัเจา้หน้ีไป แทนที่จะถูกเอาตวัไปเป็นทาสเหมือน สมยัก่อน เป็นตน้ ดงัน้นั ในยคุปัจจุบนัน้ีกฎหมายก็คือ “ค าสั่งหรือขอ้บงัคบัของผปู้กครองรัฐ ประเทศที่ บัญญัติ ออกมาใช้ควบคุมความประพฤติของประชาชนในรัฐหรื อประเทศของตน ในเรื่อง ความสัมพนัธ์ระหวา่งกนัหากผูใ้ดฝ่าฝืนไม่เชื่อฟังหรือไม่ปฏิบตัิตามก็จะมีความผิดและถูกลงโทษ หรือจะกล่าวสรุปไดส้้ัน ๆ วา่ “กฎหมายคือค าสั่งหรือขอ้บงัคบัของรัฐที่ใชบ้งัคบัความประพฤติของบุคคลอนัเกี่ยว ดว้ยเรื่องความสัมพนัธ์ระหวา่งกนัถา้ใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบตัิตามก็จะมีความผดิและถูกลงโทษ” กฎหมายไทยมีล าดบัศกัด์ิซ่ึงไดย้ึดแนวความคิดทางกฎหมายของฝรั่งเศสมากา หนด เป็ นล าดบัช้นัระหวา่งกฎหมายประเภทต่าง ๆ อาทิพระราชบญัญตัิจะขดัต่อรัฐธรรมนูญซ่ึงมีศกัด์ิ สูงกว่าไม่ได้หรือ พระราชบญัญตัิจะตอ้งไม่มีเน้ือหาขดัต่อพระราชบญัญตัิประกอบรัฐธรรมนูญ เป็ นต้น ดังที่ มาตรา ๕ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกัรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ บญัญตัิวา่รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบญัญตัิใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบงัคบัขดัหรือแยง้ต่อ รัฐธรรมนูญน้ีบทบญัญตัิน้นัเป็นอนั ใชบ้งัคบัมิได้ล าดบัศกัด์ิของกฎหมายในระบบกฎหมายไทย แบ่งอยา่งละเอียดเป็น ๗ ช้นั ไดแ้ก่ ๑. รัฐธรรมนูญ ๒. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๓. พระราชบัญญัติ ๔. พระราชกา หนด ๕. พระราชกฤษฎีกา ๖. กฎกระทรวง ๗.ขอ้บญัญตัิทอ้งถิ่น ไดแ้ก่ขอ้บญัญตัิกรุงเทพมหานคร และขอ้บญัญตัิเมืองพทัยา หมายเหตุค าวา่“โทษ” ขา้งตน้แบ่งออกไดเ้ป็นโทษทางแพง่และโทษในทางอาญา โทษในทางแพ่ง หมายถึง การชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนให้กบัผูถู้ก ละเมิดในทางแพง่


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๙ General Law โทษในทางอาญา หมายถึง การลงโทษเอากับตวัผูก้ระท าผิด ซึ่ งจ าแนกออกได้ ๕ ประเภทดว้ยกนัจากโทษหนกัที่สุดไปถึงเบาที่สุด คือ ๑. ประหารชีวิต ๒. จ าคุก ๓.กกัขงั ๔. ปรับ ๕. ริบทรัพย์สิน จากประวตัิความเป็นมาของกฎหมายตามที่กล่าวมาน้ีท าให้เห็นจุดก าเนิดของ กฎหมายหรือ มูลเหตุอันท าให้เกิดกฎหมาย และที่มาของกฎหมายในปัจจุบนัไดโ้ดยง่าย ดงัจะกล่าว ต่อไปน้ี ๑.๓ มูลเหตุทท าี่ให้เกิดกฎหมาย ตามที่ไดก้ล่าวถึงวิวฒันาการของกฎหมายหรือประวตัิความเป็นมาของกฎหมายมา ต้งัแต่ตน้น้นั ท า ให้มองเห็นจุดที่ท าให้เกิดที่มาของกฎหมายไดห้ลายประการโดยเฉพาะในยคุสมยั แรก ๆ ของประวตัิศาสตร์โลกก็มีเช่น ๑. หัวหน้าเผ่าหรือผู้ที่มีอ านาจสูงสุดของเผ่าของหมู่บ้าน ของรัฐ หรือของประเทศ ซึ่ง เป็นผู้มีส่วนหรือมีบทบาทอันส าคัญในการผลักดันให้เกิดมีค าสั่งหรือข้อบังคับข้ึนมาใช้กับ ประชาชนในเผา่ ในรัฐของตน จนกลายเป็นกฎหมายข้ึน แต่หวัหนา้เผา่หรือผูม้ีอ านาจสูงสุดของรัฐ น้ีไม่ใช่ที่มาของกฎหมาย ๒. ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติสอดคล้องกนัตลอดมาคู่กบัหมู่เผ่า รัฐของ ตน น้นัก็เป็นจุดกา เนิดที่มาของกฎหมายอีกเช่นกนัเพื่อให้ประชาชนในหมู่เผา่รัฐของตน มีความ กลมเกลียวและมีความเชื่อไปในแนวเดียวกนั ๕ ๓. ความเชื่อในเทพเจ้า วิญญาณบรรพบุรุษ หรือค าสั่งสอนของพระศาสดา ซึ่งต่อมา เรียกว่าศาสนา ก็เป็นมูลเหตุอีกอนัหน่ึงในทางประวตัิศาสตร์ที่ท าให้เกิดมีกฎหมายข้ึนมาเช่นกนั เพราะประชาชนเคารพเชื่อฟังสิ่งที่กล่าวน้ีอย่างเคร่งครัด ดังน้ัน เมื่อหัวหน้าเผ่าออกค าสั่งหรือ กฎเกณฑ์โดยอา้งว่า เป็นค าบญัชาของพระเจา้หรืออา้งหลกัศาสนาน้นัเขาย่อมจะไดร้ับการเชื่อฟัง และปฏิบตัิตามจากประชาชน ในเผา่แควน้รัฐของตนดว้ยดี ๕ พิชญ์ ร พิพัน ธุ์, ค า ส อ น ชั้ น ป ริ ญ ญ า ต รี : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๐๙), หน้า ๑๗.


๑๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในยคุต่อมา เมื่อชุมชนเจริญข้ึนท้งัสภาวะจิตใจ ปัญญาและอารยธรรม จึงเกิดมูลเหตุที่ ท าใหเ้กิด ที่มาของกฎหมายอีก ๓ ประการ คือ๖ ๔. ความยุติธรรม ในการตดัสินคดีความต่าง ๆ น้ัน หากผูเ้ป็นหัวหน้าเผ่าหรือผูม้ี อ านาจสูงสุดของ รัฐหรือประเทศที่มีใจเป็นธรรมแลว้จะตอ้งนึกถึงความยตุิธรรมที่จะใหก้บัคู่ความ ก่อนอื่นเสมอซ่ึงในเรื่องของ ความยตุิธรรมน้นัมีมาต้งัแต่สมยักรีกแลว้ โดยนกัปรัชญาของชาวกรีก คือ อริสโตเติล ได้เขียนถึงความ ยุติธรรมไว้ในหนังสือชื่อ “Nichomachean Ethics" แบ่งความ ยุติธรรมออกเป็ น ๒ ประการคือ (๑) ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ (Justice by Nature or Natural Justice) เป็ นกฎที่มี รากฐานมาจากความยุติธรรมโดยธรรมชาติคือกฎที่ยอมรับกนั โดยทวั่ๆ ไปในหมู่ชนต่าง ๆ เช่น กฎเกณฑ์ที่วา่ผใู้ดฆ่าผอู้ื่นตายโดยเจตนา มีความผดิทางอาญาตอ้งไดร้ับโทษ กฎ เช่นน้ีเป็นกฎที่เกิด จากความ ยุติธรรมโดยธรรมชาติ (๒) ความยุติธรรมที่เป็ นแบบแผน (Conventional Justice) เห็นได้จากตัวอย่าง ขา้งตน้เช่น เมื่อมีความผดิฐานฆ่าผูอ้ื่นตายแลว้ โทษที่จะไดร้ับน้นัจะมีลกัษณะเป็นรูปใด บางสังคม อาจจะให้เพียง จ าคุกตลอดชีวิต เพื่อให้เขาไดม้ีโอกาสกลบัตวัในสังคมไดอ้ีกความยุติธรรมแบบน้ี เกิดข้ึนจากค าประกาศและแบบแผนของแต่ละสังคมที่ไม่เหมือนกนัหรือ ตวัอยา่ง เช่น แดงฆ่าด าตายโดยความจ าเป็น แดงจะอา้งนิรโทษกรรมไดห้รือไม่ก็เป็น เรื่องแบบแผน ของแต่ละสังคม หรือ อีกอย่างหน่ึง เช่น ปัญหาในเรื่องใช้ถนน บางประเทศอาจใช้รถวิ่งทางซ้ายเช่น ไทย องักฤษ ฯลฯ แต่ในบางประเทศให้รถวิ่งทางขวา เช่น ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ฯลฯ เป็นเรื่องของกฎ จราจร อริสโตเติลได้กล่าวว่า “ถ้ากฎเกณฑ์ทางกฎหมายทุกกฏเกณฑ์เป็ นเรื่องของความ ยุติธรรมโดย ธรรมชาติท้งัหมด ปัญหาเรื่องสภาพบงัคบัของกฎหมายก็จะไม่เกิดข้ึน เพราะทุกคน จะต้องเคารพต่อ กฎหมาย แต่ในเรื่องกฎเกณฑ์ที่เกิดข้ึนจากความยุติธรรมที่เป็นแบบแผนน้ัน จะต้องกา หนดสภาพบงัคบัไว้ในกฎหมายน้นัดว้ยเพื่อที่จะใหค้นเคารพกฎหมาย” จากหลักฐานของ อริสโตเติลขา้งตน้จึงแบ่งความ ยตุิธรรมออกเป็ น ๒ ส่วน คือ ส่ วนที่ ๑ ความยุติธรรมทางธรรมชาติ(Natural Justice or Equity by Nature) คือ ความ ยุติธรรมที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษยท์ุกคน หากไม่ไดร้ับความเป็นธรรมในเรื่องใดก็จะมีการ ๖ เ ช้ือ คงคากุล, ค วา ม รู้เบื้อง ต้นเกี่ยวกับ ก ฎหม ายทั่วไป , ( ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๐๓), หน้า ๔.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๑ General Law เรียกร้องเอาความ ยุติธรรมที่สูญเสียไปน้นักลบัคืนมา เรียกวา่เป็นความยุติธรรมที่เกิดข้ึนในใจของ มนุษยแ์ต่ละคน หรือความ ยตุิธรรมที่เป็นธรรมชาติน้นัเอง ๗ ส่ วนที่ ๒ ความยุติธรรมที่ก าหนดไว้เป็ นกฎหมาย (Legal Equity) คือ เมื่อมนุษย์ เรียกร้องเอาความยตุิธรรมยงัรัฐหรือผปู้กครองของรัฐของคนน้นั จ าเป็ นที่รัฐจะต้องรับรู้และรับรอง ที่จะน าเอาความ ยุติธรรมกลับคืนไปให้กับประชาชนของตนในรูปใดรูปหน่ึงอาจเป็นรูปการ ลงโทษ หรือให้ชดใชค้ ่าเสียหาย ให้กบัผูท้ี่ถูกละเมิดหรือผูท้ี่สูญเสียความเป็นธรรมไปเพื่อเป็นการ ทดแทนในรูปใดรูปหน่ึงโดยการบญัญตัิเป็น กฎหมายข้ึน ดงัน้นักฎหมายจึงมีจุดกา เนิดจากความ ยุติธรรมเพื่อเป็นหลกัประกนัความอบอุ่นใจของ ประชาชนข้ึนแทน อนัเป็นความยุติธรรมที่กา หนด เป็นกฎหมายน้นัเอง ซ่ึงสอดคลอ้งกบันโยบายของรัฐใน การปกครองประเทศก็เพื่อที่จะให้ความ เป็นธรรมแก่ประชาชนในประเทศของตนเมื่อยามมีเรื่องเดือดร้อน หรือสูญเสียความเป็นธรรมไป หรือเมื่อมีคดีความพิพาทกนั โดยรัฐจะค านึงถึงความยตุิธรรมก่อนสิ่งอื่น ๕. ความคิดเห็นของนักปราชญ์หรือนักวิชาการทางกฎหมาย แมว้า่ผูบ้ญัญตัิกฎหมาย จะ พยายามบญัญตัิกฎหมายออกมาใหล้ะเอียดถี่ถว้นเพียงใดก็ตาม กฎหมายที่บญัญตัิออกมาน้นัก็ไม่ อาจที่จะใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาวะแวดล้อมของประเทศ และกาลเวลาที่ เปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา เพราะกฎหมายเมื่อบญัญตัิและประกาศใช้แล้วน้ันย่อมมีผลใช้ได้ ตลอดไป ไม่มีการแก่หรือเก่า เสมือนเช่นสิ่งของต่าง ๆ จนกวา่จะถูกยกเลิกไปโดยมีกฎหมายใหม่ใน เรื่องเดียวกนัน้ันออกมาสมบูรณ์กว่า หรือกา หนดไว้ให้ยกเลิกกฎหมายเก่าในเรื่องน้ันเสียเช่นน้ี กฎหมายฉบบัน้ัน ๆ จึงจะถูกยกเลิกไป ดังน้ัน ความคิดเห็นต่าง ๆ ของบรรดานักปราชญ์ทาง กฎหมาย หรือนักวิชาการทางกฎหมายที่ได้เขียนบทความ ค าอธิบายต่าง ๆ เพื่อช้ีช่องโหว่หรือ ขอ้บกพร่องหรือช่องว่างต่าง ๆ ของบทกฎหมายน้นัๆ เพื่อให้มีการแกไ้ขปรับปรุงให้ทนัสมยัทนั กบัเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เหมาะสมกบัสถานการณ์ปัจจุบนัของบา้นเมือง ซ่ึง เป็นส่วนหน่ึง ซ่ึงเป็นมูลเหตุให้มีการบญัญตัิกฎหมายให้เขา้กบัสภาพปัจจุบนัสอดคลอ้งกบัชีวิตความเป็นอยู่ของ สังคมในปัจจุบัน โดยท าใหก้ฎหมายน้นัๆ ออกมาในรูปแบบที่สมบูรณ์ตลอดเวลาไดเ้ช่นกนั ๖. ค าพิพากษาของศาล ตามหลกักฎหมายองักฤษน้นัถือว่าค าพิพากษาของศาลเป็ น ที่มาของ กฎหมาย เพราะอังกฤษใช้กฎหมายจารีตประเพณี โดยศาลอาศัยหลักจารีตประเพณีเป็ น เครื่องพิจารณา ตัดสินคดี และลงโทษผู้กระท าผิดโดยถือเอาการตดัสินลงโทษน้นัเป็นหลกในการ ั พิจารณาในคดีชนิด เดียวกนัแต่ต่างคู่กรณีกนัที่เกิดข้ึนในคร้ังหลงัต่อมาเมื่อมีการออกกฎหมายก็ เลยร่างกฎหมายข้ึนตามแนวค าพิพากษาของศาลน้นัเป็นหลกั ๗ ขุนประเสริฐศุภมาตรา, เค้าโครงสารบาญการสอนวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๔๙๐), หน้า ๒๒.


๑๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ส าหรับประเทศอื่น ๆ หรือประเทศที่ใช้กฎหมายลายลักษณ์อกัษรโดยทวั่ ไป เช่น ฝรั่งเศส ไทย เยอรมนัญี่ปุ่น น้นัมิไดถ้ือว่าค าพิพากษาของศาลเป็ นที่มาของกฎหมาย เพราะในคดี เรื่องเดียวกันแต่คู่กรณีต่างรายกันน้ัน ศาลอาจตดัสินแตกต่างกันหรือเหมือนกันก็ได้เช่น ค า พิพากษาของศาลอุทธรณ์อาจตรงกนัขา้มกบัค าพิพากษาของศาลช้นัตน้ก็ได้เช่นน้ีเป็นตน้คือจะ ถือเอาค าพิพากษาเป็นแนวในการตดัสินคดีเรื่องเกี่ยวกนัแต่ต่างรายกนั ไปในแนวเดียวกันหมด ไม่ไดเ้ลย” ตามหลกักฎหมายฝรั่งเศสเห็นว่า จะถือเอาค าพิพากษาเป็นที่มาของกฎหมายไม่ได้ เพราะ (๑) ค า พิพากษาน้นัเกี่ยวขอ้งหรือมีผลบงัคบัไดเ้ฉพาะคู่กรณีเท่าน้นั ไม่เกี่ยวถึงบุคคลอื่นซ่ึง อยู่หรือจะตกอยู่ใน ฐานะเช่นเดียวกนัน้นั ในภายหลงัจึงเป็นหลกัที่ถือกนั โดยทวั่ ไปโดยเฉพาะใน ประเทศที่ใช้กฎหมายลาย ลักษณ์อกัษรว่า “ค าพิพากษามีผลเฉพาะกับคู่ความเท่าน้ัน” (๒) ค า พิพากษาของศาลไม่ใช่สิ่งที่จ าตอ้ง ปฏิบตัิตามอยา่งแทจ้ริงเสมอไป ศาลอาจพิพากษาเป็นอยา่งอื่นก็ ไดใ้นคดีเรื่องเดียวกนัแต่ต่างรายกนั ใน ประเทศฝรั่งเศสเอง ประมวลกฎหมายแพ่งไดบ้ญัญตัิห้ามมิ ให้ผู้พิพากษาตัดสินโดยอาศัยค าพิพากษาของศาล ส าหรับประเทศไทยเราก็เช่นเดียวกนั ไม่มีกฎหมายใดบญัญตัิไวว้า่ศาลจะตอ้งตดัสิน คดีให้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ดีในการออกกฎหมายก็ต้องอาศัยค าพิพากษาของศาลเป็ น ส่วนประกอบในการ พิจารณาบญัญตัิกฎหมาย เช่นเดียวกบัการพิจารณาศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณีความยุติธรรม ความ คิดเห็นของนักปราชญ์๘ ดงัน้นัจึงสรุปไดว้่าส าหรับประเทศที่ใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรแล้ว ค าพิพากษา ของศาลก็เป็น เพียงส่วนประกอบหรือมูลเหตุที่ท าใหเ้กิดที่มาของกฎหมายเท่าน้นั เมื่อพิจารณาจากมูลเหตุที่ท าให้เกิดกฎหมายท้งั๖ ประการตามที่ไดก้ล่าวมาข้างตน้ แล้ว ท าให้วเิคราะห์โดยสรุปไดว้า่ที่มาของกฎหมายในปัจจุบนัน้นัควรจะมีที่มาได้๒ ทางดงัน้ีคือ ๑. มาจากจารีตประเพณี (Tradition) ๒. มาจากตัวบทกฎหมายหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Droit Possif) ๑. มาจากจารีตประเพณี (Tradition) จารีตประเพณีเกิดมาจากการประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่างของมนุษย์ที่ปฏิบัติ สอดคลอ้งตอ้งกนัมาเป็นเวลาช้านาน โดยมุ่งถึงสิ่งที่เกิดข้ึนภายนอกของมนุษย์เช่น การพูด การ แต่งตวัตลอดถึงวฒันธรรม ต่าง ๆ จารีตประเพณีจึงคลุมถึงการด ารงชีพของมนุษยท์ ้งัหมดในกลุ่ม ๘ วิณัฏฐา แสงสุข และ ฐิติพร ลิ้มแหลมทอง, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๔), หน้า ๑๗.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๓ General Law หรือในสังคมและสังคมของมนุษย์หากผใู้ดฝ่าฝืนไม่ยอมประพฤติปฏิบตัิตาม ก็จะไดร้ับการต าหนิ อยา่งรุนแรงจากสังคมน้นัๆ หรือบางคร้ังอาจถูกขบัไล่ไม่ใหอ้ยรู่ ่วมในสังคมน้นัๆ เลยก็ได้ ดงัน้นัวิธีการตดัสินคดีความต่าง ๆ ในสมยัโบราณไดม้ีการยอมรับและปฏิบตัิสืบต่อ กนัมาโดย สม่ ํ าเสมอโดยมีการเปลี่ยนแปลงเป็นบางคร้ังตามสภาพแวดลอ้มของสังคมที่เปลี่ยนไป จนกระทงั่กลายเป็น หลกับงัคบัใชก้บั ประชาชนในทอ้งถิ่นน้นัๆ ซ่ึงต่อมาในภายหลงัเรียกหลกัน้ีวา ่ “กฎหมายจารีตประเพณีเพราะถา้ใครฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบตัิตามก็จะตอ้งมีความผิดและถูกลงโทษ เช่นเดียวกนักบัหลกัของกฎหมายอาญา เราอาจสรุปไดว้า่หลกัของกฎหมายจารีตประเพณีมีดงัน้ีคือ (๑) ปฏิบตัิกนัมาชา้นาน (๒) เชื่อมนั่วา่ ประเพณีที่ปฏิบตัิกนัมาน้นั ใชบ้งัคบัเป็นกฎหมายได้ (๓) ตอ้งปฏิบตัิต่อ ๆ กนัมาโดยสม่ ํ าเสมอ (๔) ตอ้งไม่ขดัต่อตวับทกฎหมายของบา้นเมือง ๒. มาจากตัวบทกฎหมายหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Droit Possifif) เกิดจากผูม้ีอ านาจสูงสุดของรัฐหรือผู้ทรงอ านาจอธิปไตยเป็นผูบ้ญัญตัิข้ึน สุดแลว้แต่ ระบอบการ ปกครองของประเทศที่แตกต่างกัน เพราะบางประเทศปกครองระบบกษตัริย์บาง ประเทศก็ปกครองระบบ ประธานาธิบดีเป็นตน้ ส าหรับประเทศไทย พระมหากษัตริย์ทรงตรา กฎหมายข้ึนโดยความยินยอมและเห็นชอบของรัฐสภาหรือสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือ ตามค าแนะน าของคณะรัฐมนตรีเมื่อกฎหมายไดต้ราออกมาแลว้ยอ่มใช้ไดต้ลอดไปใครจะมาลบ ลา้งไม่ไดจ้นกว่าจะถูกยกเลิกไปโดยกฎหมายใหม่กา หนดให้ยกเลิก หรือกฎหมายใหม่ที่ออกมา ตีความบทกฎหมายเก่าใหช้ดัเจนข้ึน หรือออกมาเป็นคุณ มากกวา่กฎหมายเก่า เช่นน้นักฎหมายเก่าก็ ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย แต่ขอ้ขดัขอ้งของตวับทกฎหมายก็มีคือ เมื่อไดจ้ดั ท าเป็นลายลกัษณ์อกัษรแล้วย่อม ตายตวัและ ไขไดย้ากไม่สะดวกในการเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะแวดลอ้มและกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ของประเทศเหมือนอยา่งเช่นจารีตประเพณีแต่ก็อาจแกไ้ขไดโ้ดยการออกกฎหมายใหม่ลบลา้งอนั เก่าไปเรื่อย ๆ การตรากฎหมายข้ึนใช้บงัคบัน้นัตอ้งพิเคราะห์ถึงเหตุการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ เป็น หลัก เพราะ ต้องค านึงถึงความเป็นอยู่ภาวะสังคมของประชาชน และตอ้งออกกฎหมายมาให้ตรง กบัความตอ้งการของ ประชาชนด้วย ถ้ารัฐบญัญตัิกฎหมายออกมาตามใจชอบของตนฝ่ายเดียว กฎหมายน้นัๆ ก็อยไู่ม่ยดึแน่ มองเตสกิเออ นกักฎหมายชาวฝรั่งเศสไดอ้ธิบายไวว้า่“มนุษย์จะด าเนินการตามความ พอใจของตน ทุกอยา่งน้นัหาไดไ้ม่” กฎหมายซ่ึงมนุษยใ์ช้บงัคบัน้นัตอ้งอนุโลมตามธรรมชาติคือ


๑๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตอ้งบญัญตัิข้ึนตามแต่เหตุการณ์สภาพความเป็นอยูข่องประชาชน และอยใู่นสภาพที่บุคคลสามารถ ที่จะปฏิบัติตามได้ด้วย ๑.๔ กฎหมายด้ังเดิมและทมี่าของกฎหมายไทยสมยัก่อนและสมยัปัจจุบัน เมื่อกล่าวโดยทวั่ ไป แมป้ระเทศต่าง ๆ จะอยกู่นัห่างไกลและความสัมพนัธ์ระหวา่งกนั จะไม่ค่อยมีก็ตาม แต่หลกัเกณฑ์ใหญ่ๆ ที่เป็นขอ้บงัคบั ใชแ้ก่ชุมชนที่แยกยา้ยกนัอยูแ่ละซ่ึงไม่เคย ติดต่อกนัน้นัก็คลา้ยกนัท้งัน้ีเพราะเหตุชุมชนเป็นมนุษย์ความคิดความอ่านย่อมมีดว้ยกนัและใน ฐานะที่เป็นมนุษยเ์หมือนกนัความรู้สึกในบาปบุญคุณโทษ สิ่งที่ไม่ชอบ หรือสิ่งเรียบร้อยก็เหมือน ๆ กันท้ังน้ัน ฉะน้ันจึงไม่เป็นการแปลก ที่หลักเกณฑ์ที่ใช้ในชุมชนแห่งหน่ึงอาจเหมือนกับ หลกัเกณฑท์ ี่ใชใ้นชุมชนอีกแห่งหน่ึงได้แต่เมื่อชุมชนต่าง ๆ เขา้มาติดต่อกนัมีความสัมพนัธ์กนัข้ึน แมจ้ะเป็นในทางการคา้หรือในฐานะเพื่อนบา้นที่ดีก็ตาม หลกัเกณฑ์ขอ้บงัคบัของแต่ละชุมชนก็ยงิ่ คลา้ยกนั ใหญ่เพราะการติดต่อกนัย่อมน ามาซ่ึงการเรียนรู้ขนบธรรมเนียม ขอ้บงัคบัของแต่ละฝ่าย การพิจาณาเปรียบเทียบหลกัเกณฑก์ ็มีข้ึนและการน าเอาหลกัเกณฑ์ของชุมชนอื่น แห่งหน่ึงซ่ึงถือวา่ ดีงามมาใชก้ ็เป็นเงาตามตวัเกิดข้ึนในภายหลงัฉะน้นัเพื่อประโยชน์แห่งการศึกษาที่มา ต่าง ๆ ของ กฎหมายไทยท้งัในสมยัปัจจุบนัและในสมยัก่อน ยอ่มจ าต้องท าการตรวจค้นกฎหมายบ้านใกล้ เมือง เคียงวา่จะเป็นที่มาของกฎหมายของเราบา้งหรือไม่และตรวจคน้กฎหมายในที่แห่งอื่นท้งัที่เก่าและ ใหม่ท้งัที่ห่างไกลและใกลเ้ทียบเคียงกบักฎหมายของเราประกอบด้วย๙ กฎหมายที่ถือวา่เก่าที่สุดในโลกน้นัเป็นกฎหมายของชาวซูเมอร์และชาวอดัคตั (Sumer and Accat) ซ่ึงอยูใ่นอาเซียไมเนอร์แถบลุ่มแม่น้ ํ าไตกลิสและแม่น้ ํ ายูเฟรดสัซ่ึงไหลลงอ่าวเปอร์เซีย กฎหมายน้ีมีอายุประมาณ ๕ พนั ปีเขียนบนแผน่ดินเหนียวแลว้เผาไฟเป็นอิฐอกัษรที่เขียนเรียกว่า อักษรแบบตาปู (Cuneiform) เมื่อนักภาษาโบราณได้สามารถอ่านอักษรน้ีได้ก็ได้จัดแปลข้ึน กฎหมายน้ีกะท่อนกะแท่น มีเรื่องการรีดลูกรับรองบุตรบุญธรรม บุกรุกมรดกเช่า ฯลฯ มาในสมยั ที่กรุงบาบิโลน (Babylone) เป็ นนครหลวงของประเทศคาลเด (Chaldec) และตอนที่พระเจ้าฮัมมูราบี กษัตริย์องค์ที่ ๖ เป็ นผู้ครองนคร จึงได้มี การน ากฎหมายเป็นหมวดหมู่จากหลกัฐานการขุดคน้วตัถุ โบราณ ได้ขุดพบกฎหมายที่ออกในสมัยพระเจ้า ฮัมมูราบี (Harmourabi) คือประมาณสัก ๔ พันปี กฎหมายน้ีสลักบนศิลาจารึกซ่ึงขุดพบที่เมืองซูสในแควน้อีลัม เปอร์เซีย มีบทบัญญัติท้ังสิ้น ประมาณ ๒๘๒ มาตรากล่าวถึงขอ้ความท้งัในทางอาญา ทางแห่ง ระเบียบราชการ การศาล การ ปกครองบา้นเมือง ฯลฯ แบ่งเป็นถึง ๒๒ หัวขอ้เพราะมีขอ้ความมากและ บริบูรณ์ดีท้งัการแบ่ง ๙ เดือน บุนนาค, ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ การเมือง, ๒๐๕๖), หน้า ๕.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๕ General Law หมวดหมู่ก็เรียบร้อย กฎหมายน้ีจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น "ประมวล” กฎหมาย และ เรียกว่า ประมวลกฎหมายฮมัมูราบีกฎหมายน้ีคงจะไม่มีอิทธิพลในกฎหมายของเรา เพราะประเทศเรากบั ทางเอเซียไมเนอร์ในสมยัน้นั ปรากฏวา่ ไม่มีการติดต่อกนั ถดัจากกฎหมายฮมัมูราบีมาก็มีกฎหมายจีน กฎหมายฮินดูกฎหมายอียิปต์กฎหมาย กรีก ซ่ึงเป็น กฎหมายเก่า ๆ ของโลก ส าหรับกรีกและอียิปตซ์ ่ึงไม่ค่อยจะมีชื่อเสียงในทางกฎหมาย นกัและถือวา่ ไม่มีความส าคญั ในทางน้ีจะไม่กล่าวถึง แต่ส าหรับกฎหมายจีนและกฎหมายฮินดูซึ่ง ถือกนัวา่เป็นกฎหมาย ส าคญัจะไดแ้ยกกล่าวต่อไป ส าหรับประเทศจีนน้ัน กฎหมายที่เก่าแก่ของจีนเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยใน บา้นเมืองหรือเรียกกนัวา่“กฎหมายอาญา” ตามค าอธิบายของศาสตราจารย์ เอสดาราซึ่ง เคยเป็นที่ปรึกษา กฎหมายของรัฐบาลจีนมาแล้วน้ัน กฎหมายของจีนที่เก่าที่คน้พบ พบแต่ชื่อแต่ ขอ้ความขา้งในจะมีอะไรบา้งไม่ทราบแน่หลกัฐานที่เก่าที่สุดน้นัเป็นกฎหมายเรื่องชดใชแ้ทนโทษ บญัญตัิไวใ้นแผ่นดินเจียวหรือเตียวโดย กษตัริย์ชื่อ "มู" ประมาณ ๔๐๐ ปีก่อนพุทธกาล หรือ ประมาณเกือบ ๓,๐๐๐ ปีมาน้ีนอกจากกฎหมายอาญา ก็มีกฎหมายแพ่งในเรื่องครอบครัวซ่ึงใน ธรรมเนียมจีนถือวา่ ส าคัญที่สุด กฎหมายอาญาจีนได้มาประมวล รวมกนัเขา้ในสมยัแผน่ดินถงัราว พ.ศ. ๑๑๙๗๑๐ ในรัชสมยัพระเจา้ถงัไทจง ต่อมาก็ไดแ้กไ้ขเปลี่ยนแปลง ตามล าดับ ในสมัยกษัตริย์ วงษม์ ิ่งราวปลาย พ.ศ. ๑๙๐๐ ไดม้ีการสังคายนาแกก้ฎหมายกนั ใหม่และกฎหมายที่แกใ้หม่น้ีไดถู้ก น าไปใชใ้นหมู่เกาะญี่ปุ่น แนวกฎหมายจีนมีความคิดเห็นไปในทางปรัชญาเจือปน อยมู่ากและจารีต ประเพณีน้นัเล่าก็ถือเหล่าถือสกุล หรือที่จีนเรียกว่า “แซ์" เป็ นส าคัญ ครอบครัวจีนเป็ น ครอบครัว ใหญ่สมาชิกในครอบครัวยอมอยูใ่นอ านาจของหัวหนา้ครอบครัวอย่างเด็ดขาด ครอบครัวโบราณ ของไทยก็คงคลา้ยกบัครอบครัวของจีน ยกยอ่งหวัหนา้ครอบครัวให้เป็ นผู้บังคับบัญชา อิทธิพลของ กฎหมาย จีนเหนือ กฎหมายไทยน้นัดูเหมือนจะไม่มีแต่ประเพณีจีนน้ันมีอิทธิพลเหนือประเพณี ไทยอยไู่ม่นอ้ย ส่วนกฎหมายฮินดูน้ัน ต้องนับว่ามีอิทธิพลเหนือกฎหมายเก่าของไทย (พระ ธรรมศาสตร์) อยูม่ากกฎหมายฮินดูซ่ึงใชใ้นประเทศอินเดียไดถูก้ น ามาใชใ้นแหลมทองน้ีผา่นเขา้ มาทางพม่าและรามญัเมื่อขอมมีอิทธิพลอยบู่นพ้ืนที่ๆ เราอยใู่นปัจจุบนัน้ีขอมก็ยดึถือกฎหมายฮินดู เป็นหลกักฎหมายฮินดูที่เก่าที่สุดจะ วา่มีมาแต่เมื่อใดน้นัยาก ชาวฮินดูอา้งวา่มีมาพร้อม ๆ กบัโลก เพราะพระมนูซึ่งเป็ นผู้สร้างโลกเป็ นผู้กา หนด พระมนูน้ีก็คือพระพรหม ค าสอนของพระมนูไม่มี การขีดเขียนเป็นแต่บอกกล่าวสืบ ๆ กนัมา พวกสานุศิษย์: เป็นผูเ้ขียนขอ้ความที่เขียนข้ึนมาน้ีใชส้ ั่ง ๑๐ ร. แลงกาต์, ประวัติศาสตร์ กฎหมายไทย เล่ม ๖, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการต ารา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๒๖), หน้า ๗.


๑๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สอนกนัต่อ ๆ มามีชื่อวา่“มานวธรรมศาสตร์" หรือ "กฎหมายของ มน” มานวธรรมศาสตร์มีหลาย ฉบบัเป็นของท่านโคตมซ่ึงเป็นญาติกบัพระพุทธเจา้ท่านวิศนุท่านบริกุและ ท่านผูอ้ื่น ท่านเหล่าน้ี ไดข้ีดเขียนไวใ้นสมยัใกล้ๆ กนัฉบบัของท่านบริกุเป็นฉบบัที่สมบูรณ์เขียนไวใ้นราว พ.ศ. ๓๕๐ บทบัญญัติในกฎหมายมนูเป็ นที่มาของ "พระธรรมศาสตร์" ไทย อันมีปรากฏในประมวล กฎหมาย รัชกาลที่ ๙ ซ่ึงเรียกวา่กฎหมายตราสามดวงน้นักฎหมายฮินดูมีบทบญัญตัิหนกัไปทางศาสนาการ พิจารณาตดัสินคดีถือหลกัศีลธรรมเป็นที่ต้งัคมัภีร์มนูธรรมศาสตร์เริ่มตน้ดว้ยการสร้างโลก ในพระ ธรรมศาสตร์ของเราก็เริ่มท านองเดียวกนัเพราะมาจากเขาถึงแมว้า่บทบญัญตัิจะหนกัไปทางศาสนา และใน แง่ศีลธรรม แต่บทบัญญัติที่เป็นกฎหมายแท้คือทางแพ่งและทางอาญาก็มีเหมือนกัน กฎหมายฮินดูก่อนจะ มาถึงไทยไดน้ ้นัตอ้งผา่นทางพม่าและทางรามญัเขา้มา อน่ึงในสมยัก่อนขอม ได้มีอ านาจเหนือไทยอยูใ่น แควน้กลางน้ีฉะน้นัก่อนจะมาถึงไทยจึงถูกดดัแปลงต่อเติมโดยธรรม ประเพณีของพม่าบา้งของรามญับา้งของขอมบา้ง แต่จะอย่างไรก็ตาม หลกัใหญ่ก็ยงัคลา้ยกนัอยู่ นนั่เอง เมื่อบา้นเมืองของเราไดเ้จริญข้ึน และการคา้ขายกบัต่างประเทศที่อยู่ห่างไกลก็มีมาก ข้ึน การติดต่อ ทางศาสนาก็ไดเ้พิ่มข้ึน เราก็ไดเ้รียนรู้ถึงขอ้บงัคบัของแต่ละประเทศและความนึกคิด ของชนต่างประเทศมากข้ึน ข้อบงัคบั ในบ้านเมืองของเราเองจึงต้องดัดแปลงไปตามกาลสมยั บทบญัญตัิในทางศาสนาซ่ึงเคยมีอยู่เป็นอยา่งมากในกฎหมายก็นบัวนัหายไป โลกในทางธรรมซ่ึง เป็นโลกในคร้ังก่อนไดเ้ปลี่ยนมาเป็นโลกในทาง วตัถุศาสนาจึงตอ้งแยกไปเป็นส่วนหน่ึงต่างหาก ไม่เขา้มาเกี่ยวขอ้งพวัพนักบัการด าเนินชีวิตโดยปกติของ บุคคล ข้อบังคับส าหรับชุมชนจึงแปรรูป ใหม่เป็น “กฎหมายแท"้ ไม่มีธรรมจรรยาหรือขอ้บงัคบั ในทางศาสนา เขา้มาเกี่ยวขอ้งอย่างชดัแจง้ เหมือนแต่ก่อน ดว้ยเหตุน้ีกฎหมายตราสามดวงที่เคยใชก้นัมาน้นัจึงลา้สมยัไม่เหมาะสมกบัความ ต้องการของบ้านเมือง และเมื่อชาวต่างประเทศเฉพาะอย่างยิ่งชาวผิวขาวหรือชาวยุโรป ไดเ้ขา้มา คา้ขาย และมามีถิ่นที่อยูใ่นบา้นเมืองเรามากข้ึนอิทธิพลของพวกเขาก็เริ่มแผแ่ละมีข้ึนในบา้นเมือง เรา ความจ าเป็ นที่จะต้องด าเนินคลอ้ยตามเขาก็มีข้ึน ท้งัน้ีเพราะเราตอ้งการเดินเทียมบ่าเทียมไหล่กบั ชาติต่าง ๆ ในโลกและตอ้งการลืมตาดูโลกบา้ง กฎหมายที่มีมาแต่เดิม ๆ จึงตอ้งเปลี่ยนแปลงและ ตอ้งคล้อย ตามสิ่งที่นิยมกนัเป็นสากล ต้งัแต่รัชสมยัรัชกาลที่๕ เป็ นต้นมา จึงได้มีการดัดแปลง แกไ้ขกฎหมายยกเลิกกฎหมายเก่าร่างกฎหมายใหม่ข้ึนแทนที่เริ่มดว้ยกฎหมายลกัษณะอาญาเป็ นต้น มา ดงัน้ีเราจึงถือระบอบของกฎหมายใหม่อนัเป็นกฎหมายที่ใชบ้งัคบัอยใู่นขณะน้ี กฎหมายต่างประเทศที่มีอิทธิพลเหนือกฎหมายรุ่นใหม่ของไทยก็มีกฎหมายฝรั่งเศส เยอรมนันีสวิส เซอร์แลนด์และองักฤษ เป็นตน้แต่กฎหมายเหล่าน้ีสืบเนื่องมาจากกฎหมายโรมนั


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๗ General Law ฉะน้ันกฎหมายโรมนจึง เป็ นที่มาของกฎหมายของเราด้วย คือเป็ นที่มาของกฎหมายไทย ั“รุ่น ประมวลกฎหมาย” กฎหมายโรมนัมีมาเป็นเวลาช้านานแลว้เพราะอาณาจกัรโรมนัมีมาแต่๒๑๑ ปีก่อน พุทธกาล กฎหมายโรมนั ไดถู้กประมวลรวมกนัจดั ท าและแบ่งเป็นหมวดหมู่ตดัขอ้ความในเรื่อง ศาสนาและสิ่งที่ไม่เป็น สาระออกเหลือแต่ขอ้ความที่จ าเป็นและเหมาะสมแก่การที่จะใชบ้งัคบัแก่ การด าเนินชีวิตของมนุษยไ์ม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มชุมชนใด เมื่อราว พ.ศ. ๑๑๐๗ น้ีคือในสมยัพระเจา้ ยูสตีเนียน (ภาษาลาติน อ่านวา่ยูสตีนีอานูส)โดยที่กษตัริยพ์ระองคน์ ้ีเป็นผูป้ระมวลกฎหมายโรมนั เข้าเป็ นหมวดหมู่จึงนิยมเรียกประมวลกฎหมายโรมนัน้ีว่า “ประมวลยูสตีเนียน” กฎหมายน้ีมี อิทธิพลเหนือกฎหมายของประเทศต่าง ๆ ในยุโรป เพราะชาวโรมนัซ่ึง เป็นชาตินกัรบไดร้บชนะ และเขา้ปกครองแควน้ต่าง ๆ ในยุโรป เช่น องักฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนัฯลฯ มาเป็น ระยะเวลานาน กฎหมายโรมันจึงได้ถูกน าเขา้ไปใช้บงัคบั ในแควน้เหล่าน้ีและถือเป็นหลกักฎหมายที่ส าคญัคร้ัน เมื่อชนชาติตะวนัออกตอ้งเขา้อยูภ่ายใตอ้ิทธิพลแห่งความเจริญของชาติตะวนัตก ชนชาติตะวนัออก ซ่ึง มีญี่ปุ่นจีนและไทยเป็นตน้ก็ไดร้ับบทบญัญตัิในทางกฎหมายของชนชาติตะวนัตก เช่น องักฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนัมาดว้ยและเมื่อกฎหมายของชนชาติตะวนัตกเหล่าน้ีสืบเนื่องมาจากกฎหมายโรมนั กฎหมายโรมนัก็เลยมามีอิทธิพลเหนือกฎหมายของชนชาติตะวนัออกในสมยัปัจจุบนัคือกฎหมาย รุ่นประมวลกฎหมายของไทยดว้ย ๑.๕ ประวัติและความเป็ นมาของกฎหมายไทย ในอดีตกฎหมายไทยไม่ไดเ้ขียนข้ึนเป็นลายลกัษณ์อกัษร เนื่องจากยงัไม่มีผูรู้้หนงัสือ จึงใช้จารีต ประเพณีซ่ึงมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยแต่โบราณเป็นข้อบงัคบัความ ประพฤติของคนชาวไทย กฎหมายของไทยมีวิวัฒนาการเป็ นเวลายาวนานสามารถล าดับยุคสมัยได้ ดงัน้ี ๑.๕.๑ยุคแรกสมัยสุโขทยั ประเทศไทยของเราด ารงความเป็นเอกราชมาเนิ่นนานมาหลายร้อยปีโดยที่นอ้ยคนที่ จะได้รับรู้ถึง ความเป็ นมาของประวัติศาสตร์ กฎหมายไทย กฎหมายไทยมีการวิวัฒนาการมานาน เช่นเดียวกนักบักฎหมายของประเทศต่าง ๆ ก่อนที่ประเทศไทยจะไดใ้ช้ระบบประมวลกฎหมาย ไทยก็มีระบบกฎหมายใช้เป็นของตนเองเช่นกนัซ่ึงจะอยูใ่นรูปของกฎหมายจารีตประเพณีซ่ึงได้ ถูกปฏิบตัิสืบต่อกนัมาจนยอมรับว่า เป็นกฎหมายในที่สุด และก็ไดม้ีการบนัทึกไวเ้ป็นลายลกัษณ์ อกัษรในกาลต่อมา เพื่อใหส้มาชิกในชุมชนไดรู้้และปฏิบตัิตาม รวมถึงมีความส าคญัระหวา่งบุคคล


๑๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กบัรัฐกฎหมายจึงตอ้งมีเน้ือหาหรือองคป์ระกอบส าคัญที่ท าให้ต่างกบัศีลธรรมคือกฎหมายจะตอ้ง เป็ นรัฐาธิปัตย์ ที่มีสภาพบังคับใช้ให้ประชาชนยอมรับและต้องปฏิบัติตาม๑๑ นบัต้งัแต่ประเทศไทยมีการรวมกนัเป็นน้า หน่ึงใจเดียวกนัระหว่างเจา้ครองนครใน อดีต ๓ พระองค์อนั ได้แก่พ่อขุนรามค าแหงมหาราชแห่งอาณาจกัรสุโขทยัพ่อขุนงา เมืองแห่ง แควน้พะเยา และพญามงัราย แห่งอาณาจกัรลา้นนา น้นัไดป้รากฏวา่ ในยคุที่พญามงัรายไดป้กครอง บา้นเมืองน้นัพระองคไ์ดท้รงกา หนด รูปแบบการปกครองภายใตก้ฎหมายที่เรียกกนั ในชื่อ "มงัราย ศาสตร์” โดยมีการปกครองแบบพระโอรสและ เครือญาติไปปกครองตามหวัเมืองต่าง ๆ และเขา้ใจ วา่ตวักฎหมายฉบบัน้ีคงไดร้ับอิทธิพลมาจากกฎหมายธรรมศาสตร์ของมอญเป็นตน้เช่นเดียวกนั การปกครองในสมยัพ่อขุนรามค าแห่งซ่ึงนบัเป็นปฐมกษตัริยแ์ห่งราชวงศ์พระร่วงและอาณาจกัร สยามไดม้ีการปกครองแบบพ่อปกครองลูกโดยมีกฎหมายแรกที่ปรากฏเป็น หลกัฐานอยู่ในศิลา จารึกพอ่ขนุรามค าแหง (ปี พ.ศ. ๑๘๒๘-๑๘๓๕ ) เรียกกนัวา่กฎหมายสี่บท ไดแ้ก่ (๑) บทเรื่องมรดก (๒) บทเรื่องที่ดิน (๓) บทวิธีพิจารณาความ (๔) บทลักษณะฎีกา และมีการเพิ่มเติมกฎหมายลกัษณะโจรลงไปในคร้ังรัชสมยัพญาเลอไทย กษตัริย์ สุโขทัยองค์ที่ ๔ ซ่ึงมีส่วนของการน ากฎหมายพระธรรมศาสตร์มาใช้ ซึ่ งได้รับอิทธิพลมาจาก พราหมณ์ซ่ึงไดม้ีส่วนขยายที่เรียกวา่"พระราชศาสตร์" มาใชป้ระกอบดว้ย ๑.๕.๒ ยุคกรุงศรีอยุธยา คร้ันมาถึงสมยักรุงศรีอยุธยา ที่นบัวา่เป็นราชธานีแห่งที่สองของไทยไดก้่อต้งัข้ึนเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐ พระมหากษตัริยใ์นยุคน้ันได้สร้างกฎหมายซ่ึงเรียกว่าพระราชศาสตร์ไว้ มากมาย พระราชศาสตร์เหล่าน้ีเมื่อเริ่มตน้ ไดอ้า้งถึงพระธรรมศาสตร์ฉบบัของมนูเป็นแม่บท เรียก กนัว่า “มนูสาราจารย์” พระ ธรรมศาสตร์ฉบบัของมนูสาราจารยน์ ้ีเป็นกฎหมายที่มีตน้กา เนิดใน อินเดีย เรียกวา่คมัภีร์พระธรรมศาสตร์ต่อมามอญไดเ้จริญและปกครองดินแดนแหลมทองมาก่อน ไดแ้ปลตน้ฉบบัคมัภีร์ภาษาสันสกฤตมาเป็น ภาษาบาลีเรียกวา่"คมัภีร์ธรรมสัตถมั” และได้ดัดแปลง แกไ้ขบทบญัญตัิบางเรื่องให้มีความเหมาะสมกบัชุมชนของตน ต่อจากน้นันกักฎหมายไทยในสมยั พระนครศรีอยุธยาจึงน าเอาคัมภีร์ของมอญมาเป็ นหลักใน การบัญญัติกฎหมายของตน ลักษณะ กฎหมายในสมยัน้ันจะเป็นกฎหมายอาญาเสียเป็นส่วนใหญ่ในยุคน้ันการบนัทึกกฎหมายลงใน ๑๑ แสวง บุญเฉลิมวิภาส, ประวัติศาสตร์ กฎหมายไทย, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท ส านักพิมพ์วิญญู ชน จา กดั, ๒๕๕๙), หน้า ๕๙.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๙ General Law กระดาษเริ่มมีข้ึนแลว้เชื่อกนัว่าการออกกฎหมายในสมยัก่อนน้นัจะคงมีอยู่ใน ราชการเพียงสาม ฉบบัเท่าน้นั ไดแ้ก่ฉบบัที่พระมหากษตัริยท์รงใชง้าน ฉบบั ให้ขุนนางขา้ราชการทวั่ ไปได้อ่านกนั หรือคัดลอกน าไปใช้ฉบบัสุดทา้ยจะอยทู่ ี่ผพู้ ิพากษาเพื่อใชใ้นการพิจารณาอรรถคดี ๑.๕.๓ ยุคกรุงธนบุรี กฎหมายสมยักรุงธนบุรีเนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ตอ้งกอบบา้นกูเ้มือง หรือก่อบา้น สร้างเมือง ประกอบกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้มีพระราชหฤทยัในการคิดป้องกัน บ้านเมืองเพื่อมิให้ข้าศึกมา รุกรานและเน้นการรวบรวมกลุ่มคนไทยที่ต้องอยู่กันอย่างกระจัด กระจายลม้หายตายจากและถูกขา้ศึกเท ครัวกลบัไปยงัประเทศพม่า ประกอบกบับา้นเมืองหลงัจาก เกิดศึกสงคราม ไดร้ับความบอบช้ ํ ามาอย่างหนกัและพระองค์มีจิตคิดฝักใฝ่ในเรื่องธรรมในช่วง ระยะเวลาสุดท้ายของพระชนม์ชีพ กฎหมายของกรุงธนบุรีจึง อ้างอิงมาจากกรุงศรีอยุธยาเสียเป็ น ส่วนใหญ่ ๑.๕.๔ ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ กฎหมายสมยักรุงรัตนโกสินทร์ในสมยัน้นัพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ ๑ ปฐมกษตัริยแ์ห่งราชวงศ์จกัรีเห็นวา่กฎหมายที่ใชก้นัแต่ก่อนมาน้นัขาดความ ชดัเจน และไม่ได้รับการจดัเรียงไวเ้ป็นหมวดหมู่ที่จะท าให้ง่ายต่อการศึกษาและน ามาใช้ จึงโปรด เกล้าให้มีการช าระ กฎหมายข้ึนมาใหม่ในคมัภีร์พระธรรมศาสตร์โดยน ามารวบรวมกฎหมายเดิม เขา้เป็นลกัษณะหมวดหมู่ที่จะท าใหง้่ายต่อการคน้ควา้ซ่ึงส าเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ และได้ทรงน ามา ประทับตราเป็ นตราพระราชสี ห์ ซึ่ ง เป็ นตราของกระทรวงมหาดไทย ตราคชสี ห์ของ กระทรวงกลาโหม และตราบัวแกว้ซ่ึงเป็นตราของคลงับน หนา้ปกของกฎหมายแต่ละเล่ม จ าแนก ตามลกัษณะระเบียบของการปกครองในสมยัน้นักฎหมายฉบบัน้นัเรียกกนัวา่“กฎหมายตราสาม ดวง” กฎหมายตราสามดวงน้ีถือเป็นประมวลกฎหมายของแผน่ดินที่ไดร้ับ การปรับปรุงให้มีความ รัดกุม ยุติธรรมท้งัทางแพ่งและอาญา นอกจากจะไดบ้รรจุพระธรรมศาสตร์ต้งัแต่สมยัอยุธยาแลว้ ยังคงมีกฎหมายส าคัญ ๆ อีกหลายเรื่อง อาทิ กฎหมายลักษณะพยาน ลักษณะทาส ลักษณะ โจร และ ต่อมาไดม้ีการตราข้ึนอีกหลายฉบบัต่อมาประเทศไทยมีการติดต่อสัมพนัธ์ไมตรีกบั ประเทศต่าง ๆ มากข้ึน จึงเห็นไดว้า่กฎหมายเดิมน้นัไม่ไดรับการยอมรับจากนานาอารยะประเทศ จน ้ ท าให้ไทยต้อง เสีย สิทธิสภาพนอกอาณาเขต นอกจากน้นัยงัไม่สามารถน ามาใช้บังคับได้ทุกกรณี พระบาทสมเด็จ พระจอม เกลา้เจา้อยหู่วัจึงทรงตรากฎหมายข้ึนใหม่อาทิพระราชบญัญตัิมารดาและสินสมรส คร้ันในรัชสมยัพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้อยู่หัว ได้ทรงจัดวางระบบศาล ข้ึนมาใหม่และได้ให้ผูเ้ชี่ยวชาญทางกฎหมายท้งัจากองักฤษ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ญี่ปุ่น และลงักามา เป็นที่ปรึกษากฎหมายและในสมยัน้นัพระราชโอรสของพระองคท์ ี่ไดท้รงใหไ้ปศึกษาดา้นกฎหมาย


๒๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คือ พระเจา้บรมวงศ์เธอกรม หลวงราชบุรีดิเรกฤทธ์ิก็ไดร้่วมกนัแกไ้ขช าระกฎหมายตราสามดวง เดิมข้ึนใหม่และจดัพิมพล์งในหนงัสือเป็นรูปเล่มข้ึนในชื่อของ “กฎหมายราชบุรี" ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และในการน้ีเองพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้เจา้อยูห่วัไดท้รงแต่งต้งัคณะกรรมการตรวจช าระและ ร่างกฎหมายข้ึนมาใหม่ ท าการร่างกฎหมายลกัษณะอาญา ร่างกฎหมายวา่ดว้ยการเลิกทาส กฎหมาย วธิีสบญัญตัิร่างประมวลกฎหมายแพง่และกฎหมายที่ส าคัญหลาย ๆ ฉบับ จนพระบรมวงศ์เธอกรม หลวงราชบุรีดิเรกฤทธ์ิหรือพระองค์เจา้รพีพฒัน ศกัด์ิไดร้ับพระราชทานนามว่าเป็นพระบิดาแห่ง กฎหมายไทย และกา หนดให้วันที่ ๗ เดือนสิงหาคมของทุกปี เป็ นวันรพี เนื่องจากสังคมโลก มีการเปลี่ยนแปลงและพฒันาข้ึนในทุกวินาทีที่โลกหมุนไป ประชาชนในทุกส่วน ของโลกมีการติดต่อซ่ึงกนัและกนัมีการพฒันาการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึง สังคมวฒันธรรมและมีความรู้สึกนึกคิดที่พฒันายกระดบัสังคมตนเองข้ึนตามกระแสโลก จึงมีการ เปรียบเทียบระหว่างสังคมของ ตนเองและสังคมของผูอ้ื่นตามวิสัยของปุถุชน และเห็นว่าการ ปกครองแบบเก่า ๆ คือระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมีความเหลื่อมล้ ํ ากนัทางดา้นสังคมมากมาย และ การปกครองเมืองตอ้งข้ึนอยกู่บัพระราชอ านาจของ ผปู้กครองนคร ซ่ึงเหมือนกบัวา่หากระยะเวลาที่ บ้านเมืองมีผู้ปกครองที่มีความบริสุทธ์ิยุติธรรม มีศีลธรรม และมีความปรีชาสามารถเห็นแก่ บ้านเมืองและประโยชน์สุขของประชาชนก็ถือได้ว่าเป็นโชคอันมหาศาล แต่หากผูป้กครอง บา้นเมืองไม่สนใจต่อกิจการบา้นเมืองก็ถือวา่เป็นคราวโชคร้ายของบา้นเมืองไป ดงัจะกล่าวถึงประเทศฝรั่งเศส ที่มีการเหลื่อมล้ ํ าระหวา่งชนชาติมาช้านาน มีการแบ่ง ชนช้นัการ ปกครองในประเทศเป็น ๓ ช้นัหรือ ๓ วรรณะ คือ๑๒ (๑) ชนช้นัของพระสมณะ ซ่ึงแบ่งออกเป็นพระสมณะสูงและพระสมณะต่ ํ า (๒) ชนช้นัขุนนาง ซ่ึงแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มคือกลุ่มที่สืบเช้ือชาติมาจากบรรพบุรุษ และ นักปราชญ์หรือปัญญาชน (๓) ชนช้นัสามญัแบ่งเป็น ๒ กลุ่มเช่นกนัคือกลุ่มพ่อคา้และผูม้ีการศึกษาและ ทาส ดว้ยอิทธิพลของธรรมชาติของปุถุชนน้ีเองที่กระตุน้ความตอ้งการของคนที่อยากใหม้ี ความทดัเทียม กนัเกิดข้ึนในสังคมที่ตนเองได้อาศยัอยู่จึงเกิดความตอ้งการอยากที่จะท าลายล้าง ระบบการปกครองแบบ เก่า ๆ เพื่อที่ตนเองจะไดเ้ป็นผทู้ี่มีอ านาจในการเมืองบา้ง จึงมีการชุมนุมกนั เพื่อเรียกร้องหาการร่าง รัฐธรรมนูญ เพื่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในที่สุดวนัที่๑๕ ๑๒ ร. แลงกาต์, ประวัติศาสตร์ กฎหมายไทย เล่ม ๖, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการต ารา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๒๖), หน้า ๒๐.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๑ General Law กรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๔๙ ทหารและกลุ่ม กา ลังของประชาชนก็ได้พร้อมใจกนั ท าลายล้างอ านาจ พระมหากษัตริย์ มี นโปเลียน โบนาปาร์ตเป็ นผู้น าที่ ส าคญันนั่เอง ประเทศไทย หลงัจากที่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้อยู่หัวรัชกาลที่๕ ได้ทรงเสด็จ ประพาสไปยงันานาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อที่ทรงศึกษาวฒันธรรมประเพณีและเชื่อม สัมพนัธไมตรีกบั ประเทศต่าง ๆ เพื่อที่จะทรงศึกษาและน าอารยะธรรมใหม่ๆ มาพฒันาประเทศ ไทยให้มีความทดัเทียมกบันานาประเทศ จึง ไดโ้ปรดเกลา้ส่งพระราชโอรสที่ทรงเล็งเห็นว่ามีพระ ปรีชาสามารถหรือความถนดัในเรื่องของการศึกษาแขนง ใดใดให้ไปศึกษาต่อยงัประเทศที่มีความ เจริญในแขนงน้นัเพื่อที่จะน าความรู้มาพฒันาประเทศต่อไป จวบจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้เจา้อยู่หัวรัชกาลที่๕ ที่ได้ทรงไป ศึกษายงัต่างประเทศและมีโอกาสที่ไดเ้รียนรู้การปกครองรูปแบบใหม่ที่เรียกวา่การปกครองแบบ ประชาธิปไตย ทรง เล็งเห็นว่าในอนาคตขา้งหน้าประเทศไทยจกัตอ้งมีความเจริญทดัเทียมนานา อารยะประเทศ จึงทรงทดลอง การสร้างเมืองจ าลองข้ึนในพระราชวงัมีการปกครองดว้ยตนเอง มี การเลือกต้งัในระบบเทศาภิบาล (เทศบาลในปัจจุบนั ) ชื่อเมือง “ดุสิตธานี” เพื่อเป็ นเมืองต้นแบบ ก่อนที่จะทรงมอบอ านาจให้กบั ประชาชน ชาวไทย ไดม้ีการปกครองตนเองก่อน และทรงเห็นว่า ประชาชนชาวไทยในขณะน้นัส่วนใหญ่ยงัไม่มีความ พร้อมที่จะได้รับอ านาจการปกครองดงักล่าว เพราะประชาชนของพระองคส์ ่วนใหญ่ยงัมีการศึกษาที่ยงัไม่ถึง เกณฑ์มาตรฐาน แต่ก่อนที่ประชา ชาชนชาวไทยจะทนัไดใ้ชห้รือไดเ้ห็นระบบการปกครองน้ีพระองคก์ ็ทรง สวรรคตเสียก่อน ในรัชสมยัต่อมาสมเด็จพระปกเกลา้เจา้อยู่หัวรัชกาลที่๗ ได้ทรงปกครองบ้านเมือง พระองคท์รงมีพระพลานามยัที่ไม่ค่อยแข็งแรงนกัตอ้งเขา้รับการรักษาตวัที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ ท า ใหก้ารออกวา่ราชการ ของพระองคเ์ป็นไปอยา่งไม่เต็มที่และบรรดานกัเรียนทุนหลวงที่ทางรัฐบาล ไทยได้ส่งไปศึกษาต่อยงัต่างประเทศ เช่น เยอรมนั ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะกลับมารับ ราชการสนองพระเดชพระคุณ ไดเ้รียน วิชาต่าง ๆ รวมถึงวิชากฎหมายและเห็นวา่ ประเทศไทยยงัมี ความลา้หลงัในการปกครองประเทศกวา่นานา ประเทศตะวนัตกอยมู่าก ดว้ยความเป็นนกัเรียนหนุ่ม อายุน้อย และอยากเห็นการพัฒนาประเทศเป็ นไปได้ ด้วยความรวดเร็วที่สุดจึงได้มีการติดต่อ ประสานงานจดัต้งัคณะราษฎร์ข้ึนเพื่อที่จะปฏิวตัิการปกครอง ประเทศข้ึนมาใหม่โดยมีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด ตามแบบนานาอารยะประเทศที่ตนไดไ้ปศึกษาและเรียนรู้มามีการแบ่งสายการ ท างานเป็ น ๒ สาย คือสายราษฎรและสายทหาร โดยมีผู้น าที่ส าคญัดงัน้ี (๑) สายของพลเรือนน าโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ และ พรรคพวก


Click to View FlipBook Version