๑๗๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในบางประเทศเช่น ฝรั่งเศส เยอรมนัอิตาลีเบลเยี่ยม ญี่ปุ่น ได้มีการแยกกฎหมาย พาณิชยไ์ว้ต่างหากจากกฎหมายเพ่ง เพราะตอ้งการให้มีความคล่องตวัในการด าเนินการพาณิชย์ เพื่อจะได้มีบทบังคับ และหลกัเกณฑ์แยกไปต่างหากจากที่บงัคบัแก่เอกชนทวั่ๆ ไป ส่วนประเทศ ไทยได้รวมเอากฎหมายแพ่งกบักฎหมายพาณิชยไ์วด้ ้วยกนัเรียกว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มีบทบญัญตัิท้งัหมด 5 บรรพ ไดแ้ก่บรรพ ๑ หลกัทวั่ ไป บรรพ ๒ หน้ีบรรพ ๓ เอกเทศ สัญญา บรรพ ๔ ทรัพย์สิน บรรพ ๕ ครอบครัว และบรรพ ๖ มรดก ๓. กฎหมายระหวา่งประเทศแผนกคดีบุคคล(Private International Law) เป็ นกฎหมาย ที่ว่าดว้ย ความสัมพนัธ์ระหว่างเอกชน แต่เอกชนน้นัมีสัญชาติต่างกนัดงัน้นัพิจารณาตามเน้ือหา แล้ว กฎหมาย ระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลไม่ใช่กฎหมายต่างประเทศแท้แต่เป็นกฎหมาย เอกชนที่วางหลกัวินิจฉยัการ เลือกใชก้ฎหมายให้ถูกตอ้งในกรณีที่ขอ้เท็จจริงแห่งคดีไปพวัพนักบั ดินแดนในหลายประเทศ หรือเกี่ยวขอ้งกบัเอกชนต่างสัญชาติกบั ปัญหาวา่ควรใชก้ฎหมายประเทศ ใดบงัคบัจึงจะเป็นธรรมและเหมาะสมกบัคดีใน กฎหมายไทยเรียกว่าเป็นปัญหากฎหมายขดักน ั กฎหมายระหวา่งประเทศแผนกคดีบุคคลช่วยใหค า้ตอบแก่ ปัญหาดงักล่าว ๓ ๖.๒ กฎหมายวิธีพิจารณาความเพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งน้ีมีขอ้ทุ่มเถียงกนัว่า มีลกัษณะเป็นกฎหมาย เอกชนหรือกฎหมายมหาชน พิจารณาไดด้งัน้ี ๑. ถ้าพิจารณาในแง่ที่ว่าเป็นคดีที่คู่กรณีมีความสัมพนัธ์ต่อกนักล่าวคือเป็นกรณีที่ คู่ความฟ้องร้อง กนัเอง เพื่อให้เป็นไปตามสิทธิของเขาในทางแพ่ง ก็ควรถือว่าเป็นเรื่องกฎหมาย กา หนดความสัมพนัธ์ระหวา่งเอกชนกบัเอกชนในฐานะที่เท่าเทียมกนัและโดยเหตุน้นัจึงควรถือวา่ กฎหมายวา่ดว้ยวธิีพิจารณาความแพง่เป็นกฎหมายเอกชน ๒. ถา้พิจารณาในแง่ที่ว่าคู่กรณีที่ประสงค์จะให้การเป็นไปตามสิทธิของเขา ซ่ึงเขา บงัคบัเองไม่ได้ตอ้งมาขอความช่วยเหลือจากศาลของรัฐ กฎหมายว่าดว้ยวิธีพิจารณาความแพ่งก็ เป็ นกฎหมายมหาชนเพราะมีลักษณะเป็ นกฎหมายที่กา หนดความสัมพนัธ์ระหวา่งรัฐกบัราษฎรใน ฐานที่รัฐมีอ านาจเหนือราษฎร๔ ๓ ดร, วนิดา จันทิมา, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ราช พิพัฒนาบรรณาคาร, ๒๕๕๗), หน้า ๑๗. ๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หน้า ๑๒๙.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๗๓ General Law ๖.๒.๑ คดีแพ่ง คดีแพง่น้นัแบ่งได้๒ ประเภท ๑. คดีไม่มีขอ้พิพาท คือคดีที่ไม่มีจ าเลย เพราะไม่มีค าขอให้ศาลบงัคบัผูใ้ดเป็นแต่ ขอใหศ้าลแสดง สิทธิของตนหรือใหต้นมีสิทธิอยา่งใดอยา่งหน่ึงการฟ้องคดีตอ้งท าเป็ นค าร้อง ๒. คดีมีข้อพิพาท คือ คดีที่จะต้องมีจ าเลยเขา้มาเป็นคู่ความดว้ย มีการขอให้ศาล บังคับจ าเลย ต้อง ฟ้องคดีโดยท าเป็ นค าฟ้อง ๖.๒.๒ การพิจารณาคดีแพ่ง การพิจารณาคดีแพง่มีสาระส าคญัดงัน้ี ๑. หลกัการริเริ่มของคู่ความ กล่าวคือฟ้องก็ดีค าให้การก็ดีหรือค าร้องต่อศาลที่ พิจารณาคดีแพง่ก็ดีคู่ความตอ้งระวงัรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ๒. การพิจารณาด าเนินไปโดยเคร่งครัดต่อแบบพิธีเช่น เอกสารอยา่งใดฟังไดแ้ละ ไม่ได้และจะตอ้ง ยื่นตน้ฉบบัเอกสารและส าเนาเอกสารต่อศาลเมื่อใดเป็นตน้คู่ความที่ไม่ปฏิบตัิ ตามแบบพิธียอ่มไดร้ับผล บางประการ ๓. ไม่จ าเป็นตอ้งถือเอาความสัตยจ์ริงเป็นใหญ่เช่น คดีฟ้องขอเรียกเงินกู้ความจริง จ าเลยไม่ได้แต่จ าเลยเห็นว่าเป็นจ านวนเงินเล็กน้อยจึงยอมรับว่ากูม้าจริงศาลก็ตอ้งพิพากษาให้ เป็นไปตามฟ้องของ โจทกแ์ละค ารับของจ าเลย ๖.๒.๓ การพิพากษาคดีแพ่ง การพิพากษาคดีแพ่งศาลตอ้งพิพากษาตามขอ้เท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแต่จะ พิพากษา ใหเ้กินค าขอไม่ได้ ๖.๒.๔ การบังคับคดีแพ่ง ๑. ต้องมีค าพิพากษาเสียก่อนและจะต้องขอให้ศาลมีค าบงัคบัอีกช้ันหน่ึงจึงจะ บังคับคดีได้ ๒. การบังคับคดีต้องกระท าโดยรัฐคู่ความจะบงัคบัคดีตามค าพิพากษาโดยตนเอง ไม่ได้ตอ้งใหเ้จ้า พนักงานตามที่กฎหมายระบุไว้บังคับคดีให้ ๕ ๕ ดร. วนิดา จันทิมา, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ราช พิพัฒนาบรรณาคาร, ๒๕๕๗), หน้า ๕๐.
๑๗๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๖.๓ บุคคลและนิติบุคคล ผูท้รงสิทธิในระบบกฎหมายคือ บุคคลโดยบุคคลมีอยู่๒ ประเภท คือ บุคคลธรรมดา (Natural Person) และนิติบุคคล (Juristic Persons) คือ สิ่งที่กฎหมายสมมติว่าเป็นบุคคลหรือยกข้ึน เป็ นบุคคล เพื่อใหม้ีมีสิทธิและหนา้ที่ต่าง ๆ ไดต้ามกฎหมาย ๖ ๖.๓.๑ บุคคลธรรมดา (Natural Person) การเริ่มตน้ของสภาพสภาพบุคคล ประมวลกฎหมายแพง่และพาณิชยม์าตรา ๑๕ วรรค แรก บญัญตัิวา่“สภาพบุคคลยอ่มเริ่มแต่เมื่อคลอดแลว้อยรู่อดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย" กฎหมายให้ความคุ้มครองสมาชิกของสังคมอนัไดแ้ก่บุคคลธรรมดา ต้งัแต่ไดส้ภาพ บุคคลซึ่งตาม มาตรา ๑๕ การเริ่มสภาพบุคคลตอ้งมีองคป์ระกอบ ๒ ประการ คือ ๑. คลอดแล้ว คลอดแล้ว หมายความ คลอดจากครรภ์ของมารดาท้งัตวัคือ ทารกพน้จากช่อง คลอดของมารดาถา้โผล่ออกมาเพียงส่วนหน่ึงส่วนใดของร่างกายเช่น ศีรษะ เท่าน้นัยงัไม่ถือว่า เป็นการคลอด ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชยฉ์บบัภาษาองักฤษใช้ค าว่า “Full completion of birth” หมายความถึงการคลอด หมดตวัทารกไดห้ลุดพน้จากช่องคลอดมารดาแลว้จึงถือวา่ทารกได้ คลอดแลว้เสร็จสมบูรณ์แมแ้พทยย์งัไม่ไดต้ดัสายรกของทารกก็ตาม ๒. อยู่รอดเป็นทารก อยู่รอดเป็นทารก เดิมเชื่อกนัว่า ทารกที่แสดงการมีชีวิตน้นัตอ้งมีการหายใจ ถา้ ทารกยงัไม่หายใจ ยอ่มไม่ถือวา่มีชีวติแต่ในปัจจุบนัเป็นที่ทราบกนัวา่การหายใจไม่ไดแ้สดงถึงการ มีชีวิตอยา่งเดียวการแสดงออกอยา่งอื่นที่แสดงวา่ทารกมีชีวิตดว้ย เช่น การร้องการเตน้ของหวใจ ั การเตน้ของสายสะดือ การ เคลื่อนไหวของร่างกายและอื่น ๆ ดงัน้นัแมเ้ด็กที่คลอดออกมาแลว้ไม่ หายใจแต่หวัใจเตน้ยอ่มถือวา่ทารกคลอดมีชีวิต แพทยป์ ัจจุบนัสามารถช่วยเด็กที่คลอดออกมาแลว้ ตวัเขียวไม่หายใจให้หายใจ ท าให้เด็ก หายใจไดใ้นเวลาต่อมาอาการแสดงวา่มีชีวิตน้ีเรียกวา่“Sign of Separate Existence" เมื่อสภาพบุคคลเริ่มแต่คลอดแลว้อยูร่อดเป็นทารก ดงัน้นัทารกในครรภม์ารดาจึง เป็ นบุคคล ผู้ที่ท า ให้ทารกในครรภต์ายก่อนคลอดหรือขณะคลอด ไม่วา่จะเป็นมารดาของทารกเอง หรือผอู้ื่นก็ตาม ไม่มีความผดิฐานฆ่าผูอ้ื่นตามกฎหมายอาญา แต่อาจมีความผิดฐานท าให้แท้งลูกได้ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๑ - ๓๐๓) ตรงกนัขา้ม ผูท้ี่ท าให้ทารกที่คลอดแล้วและมีชีวิต เพียงระยะส้ันๆ แลว้ตายอาจมีความผิดฐานฆ่าผูอ้ื่นเพราะทารกน้นัเป็นบุคคลแลว้วิธีในการตรวจ ๖ ชูศักด์ิศิรินิล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, (กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง ๒๕๔๔), หน้า ๑๓๕.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๗๕ General Law ศพทารกดูวา่มีอาการแสดงถึงความมีชีวิตอยูเ่มื่อคลอดออกมาหรือไม่เช่น การตรวจลกัษณะทวั่ ไป ของปอด การทดสอบการลอยน้า ของปอด แต่วิธีที่ได้ผลแน่นอนที่สุดได้แก่การตรวจปอดด้วย กลอ้งจุลทรรศน์โดยใชว้ธิีฝังพาราฟินธรรมดานนั่เอง ค าพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๔๒๔๗๑ บุตรที่คลอดตายในครรภม์ารดาไม่เป็นบุคคลตาม กฎหมาย ค าพิพากษาฎีกาที่ ๗ ๓๑/๒๔๗๒ บุตรที่คลอดออกมาแลว้จึงตายถือวา่เป็นบุคคล ตามกฎหมาย ๖.๓.๒ การสิ้นสภาพบุคคล สภาพบุคคลยอ่มสิ้นสุดลงขณะที่คน ๆ น้นัถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๕ วรรคแรก ที่วา่“สภาพบุคคลยอ่มสิ้นสุดลงเมื่อตาย"การตายมี๒ อยา่งคือ การตายตาม ธรรมชาติ และการตายโดยผลกฎหมาย ๑. ตายตามธรรมชาติ การสิ้นสภาพบุคคลดว้ยการตายตามธรรมชาติหรือการสิ้นชีวิตของคนเราน้นัเดิม การวินิจฉัยการ ตายของคนดูจากการหยุดหายใจและหัวใจหยุดท างานเป็ นหลัก ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์และการแพทย์เจริญกา้วหนา้ไปเป็นอนัมาก มีเครื่องมือที่ใชว้ดัการสูบฉีดโลหิตแทน การเต้นของหัวใจ เครื่องมือวัดการ ท างานของสมองและเครื่องมือที่ช่วยการหายใจที่หยุดเตน้ ให้ ท างานต่อไปได้ดงัน้นัการวนิิจฉยัการตายของคนจึงเปลี่ยนแปลงไปจากหลักเดิม โดยต้องพิจารณา ถึงกลไกการท างานของมนุษย์ ซึ่งมีระบบที่ส าคัญ ๓ ระบบคือ (๑) ระบบประสาทกลางไดแ้ก่สมอง (๒) ระบบไหลเวยีน ไดแ้ก่หวัใจและหลอดเลือด (๓) ระบบหายใจไดแ้ก่หลอดลมและปอด การท างานของท้ัง ๓ ระบบน้ีมีความสัมพนัธ์กันอย่างมาก สมองเป็นอวยัวะ ควบคุมการท างานของ ปอด หัวใจ ในการหายใจและการเต้นของหัวใจ การหายใจเป็ นการรับ ออกซิเจนเข้าในกระแสโลหิต การเต้น ของหัวใจเป็ นการล าเลียงออกซิเจนไปเล้ียงร่างกาย สมอง หวัใจและปอดให้มีชีวิตมีพลงังานอยูไ่ด้ดงัน้นัหากระบบใดระบบหน่ึงเกิดขดัขอ้ง จะท าให้ระบบ อื่นอีก ๒ ระบบก็รวนเรดว้ย ถา้ศูนยค์วบคุมการหายใจใน สมองถูกท าลาย การหายใจจะหยุด เกิด ภาวการณ์ขาดออกซิเจนท้งัร่างกาย หัวใจที่ขาดออกซิเจนก็หยุดเตน้การท างานของสมองนบัว่า ส าคัญที่สุด จึงได้มีการพิจารณาตัดสินการตายจากการท างานของท้งั๓ ระบบน้ี ต่อมาไดเ้กิดแนวคิดใหม่ในการตดั สินการตายอีกแบบหนึ่ง โดยใช้สมองตาย เป็ น เกณฑ์แมว้่าแพทยจ์ะสามารถช่วยผูป้่วยให้มีชีวิตอยู่ไดเ้ป็นจ านวนมากดว้ยเครื่องช่วยหายใจและ
๑๗๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เครื่องกระตุน้หัวใจก็ตาม ยงัมีกรณีที่สมองไดร้ับความเสียหายอยา่งมากจนไม่สามารถคืนกลบัมา ท างานได้คน ๆ น้นัจะอยู่ใน สภาพซ่ึงไม่รู้สึกตวั ไม่หายใจตามธรรมชาติหัวใจก็จะหยุดเตน้แต่ แพทยก์ ็ยงัสามารถท าให้หวัใจเตน้ต่อไป โดยผืนธรรมชาติอาศยัเครื่องช่วยหายใจ ออกซิเจนจึงเขา้ ไปเพื่อเล้ียงกลา้มเน้ือหัวใจ ให้หัวใจเตน้ต่อไปได้ภาวะเช่นน้ีทางการแพทยเ์รียกว่า “สมองตาย” (Brain Death) หมายความว่า ตวักา้นสมองเสียหมดอย่างถาวร บุคคลที่แพทยว์ินิจฉัยว่าสมองตาย ในที่สุดจะตอ้งตายในเวลาไม่ช้า แมจ้ะมีเครื่องช่วยก็จะตายภายใน ระหว่าง ๑๒ - ๒, ๑๐ ชวั่ โมง ส าหรับประเทศไทยยงัไม่มีกฎหมายรองรับวา่สมองตายคือ ตายแต่ทางการแพทยไ์ทยไดร้ับรอง และแพทย์สภาได้ประกาศกา หนดเกณฑ์การวินิจฉัยให้ถือปฏิบัติกา หนดให้สมอง ตาย คือ ตาย (Brain death as the body death) โดยให้ใช้แพทย์ ๒ คน คือแพทยเ์จา้ของคนไขแ้ละแพทย์อื่นอยา่ง น้อย ๑ คน ซ่ึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวขอ้งกบัการปลูกถ่ายอวยัวะ แต่ตอ้งเป็นศลัยแพทยห์รืออายุรแพทย์ ทางระบบประสาทอยา่งนอ้ย ๑ คน ร่วมกนัการวนิิจฉยัสมองตายแลว้ใหผู้อ า้ นวยการหรือผู้แทนเป็ น ผู้ ประกาศการตาย (Declare death) เมื่อประกาศการตายแล้วก็สามารถหยุดเครื่องช่วยหายใจได้ นอกจากกรณีที่จะมีการเอาอวยัวะจากผูต้ายไปปลูกถ่าย จึงคงใชเ้ครื่องช่วยหายใจไวไ้ดจ้นกระทงั่ ตัดอวัยวะออกไป แล้ว การตายซึ่ งท าให้สภาพบุคคลสิ้นสุดลงน้ัน ท าให้สิ ทธิและหน้าที่ที่เป็ นการ เฉพาะตวัตอ้งระงบัสิ้นไป (ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๐๐) เช่น สิทธิระหวา่งสามีภริยาการสมรสสิ้นสุดลง ถา้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงตาย(ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐๑) สิทธิและหนา้ที่ที่มิใช่เป็นการเฉพาะตวัของ ผู้ตายจะตกทอดไปยงัทายาท เช่น กรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ิน (ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๐๑) อน่ึง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗ ไดบ้ญัญตัิไวว้า่“ในกรณี บุคคลหลายคน ตายในเหตุภยนัตรายร่วมกัน ถ้าเป็นการพน้วิสัยที่จะกา หนดได้ว่าคนไหนตาย ก่อนหลงัใหถ้ือวา่ตายพร้อม กนั” ท้งัน้ีตอ้งเขา้องค์ประกอบ ๒ อยา่งดว้ยคือเมื่อบุคคลหลายคนถึง แก่ความตายในเหตุภยนัตราย ร่วมกนัและตอ้งเป็นการพน้วสิัยที่จะกา หนดวา่คนไหนตายก่อนหลงั เช่น การที่บุคคลหลายคนเดินทางไป ดว้ยกนัและไดป้ระสบอุบตัิเหตุร่วมกนั ท าให้บุคคลเหล่าน้ีถึง แต่ความตายอาจจะเป็นการเดินทางโดย เครื่องบิน เรือ หรือรถยนต์คนัเดียวกนัแลว้เกิดอุบตัิเหตุ เครื่องบินตกเรือล่มหรือรถยนตค์ว่ ํ า หากปรากฎพบ บุคคลเหล่าน้ีถึงแต่ความตายหมดและพน้วสิัย ที่จะพิสูจน์ไดว้่าคนไหนถึงแก่ความตายก่อนหลงัเช่น กรณีเครื่องบินตกในป่า หน่วยกูภ้ยัมาพบ ผูโ้ดยสารตายท้งัล า ซึ่งเป็นการสุดวิสัยที่จะรู้ว่าใครตายก่อนหลงัท้งัน้ีกรณีการตายก่อนหลงัเป็น เรื่องส าคญัเกี่ยวกบักฎหมาย เพราะผตู้ายที่ประสบอุบตัิเหตุร่วมกนัน้นัอาจจะ เป็นพอ่แม่ญาติพี่นอ้ง กนัหรืออาจจะเป็นทายาทของกนัและกนัได้โดยหลกัเกณฑก์ฎหมายมรดกบญัญตัิใหผ้ทู้ี่ตายที่หลงั ยอ่มไดร้ับมรดกของผูต้ายก่อนได้แต่ถา้ตายพร้อยกนัก็ไม่มีใครไดร้ับมรดกของกนัและกนัเพราะ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๗๗ General Law ต่างไม่ไดเ้ป็นทายาทของกนัและกนับุคคลจะรับมรดกไดต้อ้งมีชีวิต มีสภาพบุคคลอยูใ่นขณะที่เจา้ มรดกตาย (ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๐๔) แมจ้ะตายที่หลงัเจา้มรดกเพียงนาที่สองนาทีทรัพยม์รดกก็ตก ทอดแก่ผตู้ายที่หลงัได้ ๒. การตายโดยผลของกฎหมาย สาบสูญ คือการสิ้นสภาพบุคคลโดยทางกฎหมาย บุคคลใดที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคน สาบสูญแลว้น้นักฎหมายถือวา่ถึงแก่ความตายท้งัๆ ที่ความจริงแลว้เขาอาจจะยงัไม่ตายก็ได้เช่น คน ๆ หนึ่งได้ไปเสียจาก ภูมิล าเนาหรือถิ่นที่อยูข่องตนและไม่ไดส้ ่งข่าวคราวให้ใครทราบและไม่มี ผูใ้ดพบเห็นเลย ไม่มีใครทราบว่า เขาท าอะไรอยู่ที่ไหน ยงัมีชีวิตอยู่หรือตายไปแลว้ ท าให้ผลตาม กฎหมายเกี่ยวกบับุคคลน้นัเปลี่ยนแปลงไป ใครจะเป็นคนจดัการทรัพยส์ ินของเขาสถานภาพทาง ครอบครัวของเขาเป็นอย่างไรกฎหมายได้บัญญัติ กา หนดวิธีการเป็นข้นัๆ เพื่อให้กิจการต่าง ๆ เกี่ยวกบับุคคลน้นั ด าเนินการไปไดไ้ม่คา้งไวโ้ดยไม่มีใครมีสิทธิจดัการใด ๆ แบ่งไดเ้ป็น ๒ ระยะ ดงัน้ี การที่เป็นผูไ้ม่อยู่เป็นระยะเวลาที่สันนิษฐานวา่เป็นเพียงผูไ้ม่อยู่คือเมื่อบุคคลใด บุคคลหนึ่งหายไป จากภูมิล าเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่ได้ส่งข่าวคราวและไม่มีผูใ้ดพบเห็นเลยให้ สันนิษฐานไวก้่อนว่าเขายงัมีชีวิตอยู่ยงัไม่ตายอาจจะกลบัมาก็ได้เพียงแต่ไม่แน่นอนว่าเขาจะ กลบัมาหรือไม่กลบัมา ในระยะเวลาน้ีเรา ยงัไม่เรียกบุคคลน้นัวา่เป็นคนสาบสูญ ทรัพยส์มบตัิที่เป็น ของเขายงัเป็นของเขาอยู่ตามเดิม ยงัไม่ตกทอดไป ยงัทายาท ท้งัน้ีกฎหมายไดใ้ห้ความคุม้ครอง ทรัพยส์ินของผไู้ม่อยูเ่ป็น ๒ กรณี คือ (๑) กรณีผไู้ม่อยูต่้งัตวัแทนรับมอบอ านาจทวั่ ไปไว้(๒) กรณี ผไู้ม่อยไู่ม่ไดต้้งัตวัแทนรับมอบอ านาจทวั่ ไปไว้ ๗ ๖.๓.๓ นิติบุคคล นิติบุคคล คือบุคคลที่กฎหมายสมมติข้ึน ดังน้ัน นิติบุคคลจะต้ังข้ึนได้ก็แต่โดยมี กฎหมายให้ อ านาจไวเ้ท่าน้นั (มาตรา ๖๕) ตวัอย่างนิติบุคคล เช่น บริษทักระทรวง เป็นตน้และ ดว้ยเหตุที่นิติบุคคล ไม่ใช่บุคคลธรรมดา จึงตอ้งมีผแู้ทนนิติบุคคล เช่น ผจู้ดัการบริษทัรัฐมนตรีเจา้ กระทรวง เป็ นต้น อนึ่ง ส าหรับสิทธิหน้าที่ของนิติบุคคลน้ันย่อมเป็นไปตามกฎหมายที่นิติบุคคลน้ัน ต้งัข้ึน (มาตรา ๖๖) และยงัมีสิทธิและหนา้ที่เช่นเดียวกบับุคคลธรรมดา เวน้แต่สิทธิและหนา้ที่โดย ๗ ดร. วนิ ดา จันทิมา, กฎหมายชาวบ้ าน ข้ อแนะน าความรู้เบื้องต้ น, (กรุ งเทพมหานคร: ราชพิพันาบรรณาคาร, ๒๕๕๗), หน้า ๑๑๘
๑๗๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สภาพจะพึงมีพึงได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่าน้ัน (มาตรา ๖๗) หากพิจารณานิติบุคคลตาม กฎหมายที่ให้อ านาจต้งัข้ึน อาจจ าแนกประเภทของนิติบุคคลไดด้งัน้ี ๘ ๑. นิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิย์ สิ่งต่อไปน้ีประมวลกฎหมายแพง่และพาณิชยร์ับรองวา่เป็นนิติบุคคลคือ (๑) สมาคม (มาตรา ๔๓) (๒) มูลนิธิ (มาตรา ๑๒๒) (๓) หา้งหุน้ ส่วนสามญันิติบุคคล(มาตรา ๑๐๑๕) (๔) หา้งหุน้ ส่วนจ ากดั (มาตรา ๑๐๑๕) (๕) บริษัทจ ากดั (มาตรา ๑๐๑๕) ๒. นิติบุคคลตามกฎหมายอื่น เช่น (๑) กระทรวงและกรมในรัฐบาลราชการบริหารส่วนภูมิภาค (เช่น จงัหวดั ยกเว้นอ าเภอ (และคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไม่เป็นนิติบุคคล)ไม่เป็นนิติบุคคล) ตาม พระราชบญัญตัิระเบียบบริหาร ราชการแผน่ดิน พ.ศ.๑๕๓๔ (๒) วัด ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (๓) รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ต้งัข้ึนตามกฎหมายระดบัพระราชบญัญตัิเช่น การ ทางพิเศษแห่ง ประเทศไทยการรถไฟแห่งประเทศไทย (๔) มหาวิทยาลยัๆ เช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็ นนิติ บุคคลตาม พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ (๕) พรรคการเมืองตามพระราชบญัญตัิประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ. นิติบุคคลเป็นบุคคลที่สมมติข้ึนมาเท่าน้นัหาไดม้ีชีวิตจิตใจและความรู้สึกนึก คิดอย่าง มนุษย์ไม่สามารถแสดงเจตนาหรือความประสงค์ของตนเองได้จึงตอ้งจดัให้มีบุคคล ธรรมดาท าหน้าที่แสดงออกซ่ึงความประสงค์ของนิติบุคคล เรียกบุคคลดงักล่าวว่า “ผู้แทนนิติ บุคคล” ผูแ้ทนของนิติบุคคลน้นัตอ้งปฏิบตัิการภายในขอบเขตแห่งวตัถุประสงค์ของ นิติบุคคล การ ใด ๆ ที่ผู้แทนของนิติบุคคลได้แสดงเจตนาหรือความประสงค์ไว้ในนามของนิติ บุคคลน้นั โดยเป็นไปตามวตัถุประสงคแ์ลว้นิติบุคคลน้นัตอ้งรับผิดชอบในผลแก่การน้นัดว้ย และ หากการเช่นวา่ ไดก้่อความเสียหาย ต่อบุคคลอื่น นิติบุคคลก็ตอ้งรับผิดไปดว้ย เวน้แต่ความเสียหาย ๘ ทวเีกียนติมีนะกนิษฐ, กฎหมายเบื้องต้นทางธุรกจิ, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๔๙), หน้า ๓๒.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๗๙ General Law น้นัเกิดจากการอนันอกเหนือวตัถุประสงค์ของนิติบุคคล ผูแ้ทนของนิติบุคคลก็ตอ้งรับผิดเป็นการ เฉพาะตัว ๖.๓.๔ ภูมล าิเนาของนิติบุคคล ๑. ถิ่นที่ส านกังานแห่งใหญ่ต้งัอยหู่รือที่ต้งัที่ท าการต้งัอยู่ ๒. ถิ่นที่เลือกเอาเป็นภูมิล าเนาเฉพาะการตามขอ้บงัคบัหรือตราสารจดัต้งั ๓. ถิ่นที่มีสาขาส านักงานอันควรจัดเป็ นภูมิล าเนาเฉพาะในส่วนกิจการอนั ท า ณ ที่ น้นั ๖.๓.๕ การสิ้นสุดสภาพนิติบุคคล นิติบุคคลอาจสิ้นสภาพไปดว้ยเหตุใดเหตุหน่ึงดงัต่อไปน้ีคือ ๑. ตามที่ระบุไวใ้นขอ้บงัคบัหรือตราสารจดัต้งั ๒. โดยสมาชิกตกลงเลิก ๓. เลิกโดยผลแห่งกฎหมาย เช่น เมื่อบริษัทจ ากดัลม้ละลาย ๔. โดยค าสั่งศาลให้เลิกเช่น ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษทั จ ากดัดว้ยเหตุที่การคา้ของ บริษัทท า ไปก็มีแต่ขาดทุนอยา่งเดียว และไม่มีทางหวงัว่าจะกลบั ฟ้ืนตวัได้หรือ มีจ านวนผู้ถือหุ้น ลดลงจนนอ้ยกวา่ จ านวนที่กฎหมายกา หนด๙ ๖.๔ หลักกฎหมายว่าด้วยนิติกรรม ค าว่า “นิติกรรม” เป็ นค าศพัท์ที่ใช้กนั ในภาษากฎหมาย ซ่ึงหมายถึงการกระท าของ บุคคลโดยชอบ ธรรมดว้ยกฎหมาย และมุ่งที่จะก่อให้เกิดผลในทางกฎหมายซ่ึงผลในทางกฎหมาย น้นัเป็นการก่อเปลี่ยนแปลงโอน สงวน หรือระงบัซ่ึงสิทธิ(ดูมาตรา ๑๔๙) ๖.๔.๑ ลักษณะของนิติกรรม จากความหมายของ "นิติกรรม” ขา้งตน้จะเห็นไดว้่านิติกรรม มีลกัษณะ ๖ ประการ ดงัต่อไปน้ีคือ ๑.นิติกรรมต้องมีการกระท าของบุคคลด้วยการแสดงเจตนา ๒. การกระท าน้นัตอ้งเป็นการกระท าที่ชอบด้วยกฎหมาย ๓. การกระท าน้นัตอ้งประกอบดว้ยใจสมคัร ๔. การกระท าตอ้งมุ่งผลในทางกฎหมาย ๕. การกระท าตอ้งเป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผกูนิติสัมพนัธ์ระหวา่งบุคคล ๙ รวินท์ ลีละพัฒนะ, ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย, (กรุงเทพมหานคร: สา นกัพิมพว์ิญญูจา กดั, ๒๕๕๖), หน้า ๕๖.
๑๘๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวอย่างเช่น นายก. ซ้ือนาฬิกาเรือนหน่ึงจากนายข. เห็นไดว้า่นายก.ไดแ้ สดงเจตนา ซ้ือนาฬิกา นายข. เจตนาขายนาฬิกา ท้งันายก.และนายข. ต่างแสดงเจตนามุ่งผลในกฎหมายให้ เกิดเป็นสัญญาซ้ือขายข้ึนมาคือ นายก. มีสิทธิเรียกร้องเอานาฬิกาจากนายข.ได้แต่นายก. มีหนา้ที่ ต้องช าระราคาให้นาย ข. ตวัอย่างน้ีจะเห็นว่าการกระท าของนายก. เป็นนิติกรรม (เสนอซ้ือ)และการกระท า ของนาย ข. ก็เป็นนิติกรรม (เสนอขาย) เมื่อความประสงค์ของท้งัคู่ตรงกนั (ค าเสนอตรงกบั ค า สนอง) จึงเกิดเป็นสัญญาซ้ือ ขาย“สัญญา” น้นัตามกฎหมายคือความตกลงหรือการแสดงเจตนาตก ลงระหว่างบุคคลสองฝ่ายที่ต่างก็มุ่งที่จะผูกนิติสัมพนัธ์หรือมุ่งหวงัให้เกิดผลในทางกฎหมาย ระหวา่งกนัและกนั สัญญาน้นัเป็นนิติกรรมเสมอ ส่วนนิติกรรมอาจไม่เป็นสัญญาเสมอไป ตวัอย่างเช่น นายเขียวได้ท าพินัยกรรมกา หนดการเผื่อตายโดยยกทรัพยส์ ินมรดกของตนให้นายฟ้า ดงัน้ีถือว่า นายเขียวได้ท านิติกรรม แลว้เพราะแสดงเจตนามุ่งผลในทางกฎหมายให้เกิดเป็นพินยักรรมข้ึนมา ซ่ึงกรณีน้ีไม่ใช่"สัญญา” เพราะ ในขณะท าพินยักรรมนายฟ้าไม่ไดเ้ขา้มามีส่วนเกี่ยวขอ้งดว้ย ข้อสังเกต นิติกรรมเป็ นการกระท าของบุคคลด้วยใจสมคัร มุ่งที่จะให้มีผลผูกพนั ในทางกฎหมาย แต่อยา่งไรก็ตาม บางกรณีแมบุ้คคลมิไดส้มคัรใจที่จะมีผลผูกพนัตามกฎหมายแต่ ได้กระท าการใด ๆ ลงไป กฎหมายอาจบญัญตัิใหต้อ้งผกูพนักนัซ่ึงภาษากฎหมายเรียกกรณีน้ีวา่“นิติ เหตุ” “นิติเหตุ” คือ เหตุการณ์ที่ท าให้เกิดผลในทางกฎหมาย ซ่ึงเกิดข้ึนเองโดยอ านาจของ กฎหมายนิติเหตุในกฎหมายไทยไดแ้ก่ (๑) จดัการงานนอกสั่ง (ดูมาตรา ๓๙๕) (๒) ลาภมิควรได้ (ดูมาตรา ๔๐๖) (๓) ละเมิด (ดูมาตรา ๔๒๐) (๔) บทบญัญตัิของกฎหมาย เช่น ประมวลรัษฎากร กา หนดให้บุคคลมีหน้าที่เสีย ภาษี ตัวอย่างเช่ น นายด าตบหน้านายแดงจนปากแตก นายแดงรักษาพยาบาลสิ้นเงินไป ๑,000 บาท การที่นายด าตบหน้านายแดงแมต้้งัใจจะตบหน้านายด าไม่ได้สมคัรใจที่จะชดใช้ค่า รักษาพยาบาลใหน้าย แดงดว้ย แต่ดว้ยผลของกฎหมายในเรื่องละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ ที่กา หนดให้ ผู้กระท าละเมิด ตอ้งชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผูถู้กท าละเมิด ดงัน้ีนายด าจะต้องชดใช้เงิน ๑,๐๐๐ บาท ใหแ้ก่นายแดง
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๘๑ General Law ๖.๔.๒ ความสมบูรณ์ของนิติกรรม เมื่อทราบความหมายตลอดจนลกัษณะของนิติกรรมแลว้ควรเขา้ใจดว้ยวา่มิใช่ว่าเมื่อ เป็ นนิติกรรม แล้วจะมีผลสมบูรณ์ในทางกฎหมายเสมอไป เพราะแมจ้ะเป็นนิติกรรมก็อาจตกเป็น อนัเสียเปล่าใชบ้งัคบั ไม่ไดก้็ได้ดงัน้นันิติกรรมที่จะมีผลผกูพนั ใชบ้งัคบัได้ตอ้งเขา้หลกัเกณฑ์เรื่อง ความสมบูรณ์ของนิติกรรม ซ่ึง มีดงัต่อไปน้ี ๑. หลักเกณฑ์เรื่องความสามารถในการท านิติกรรม ๒. หลักเกณฑ์เรื่องวัตถุประสงค์ของนิติกรรม ๓. หลักเกณฑ์เรื่องแบบของนิติกรรม ๔. หลักเกณฑ์เรื่องการแสดงเจตนาในการท านิติกรรม ๑. หลักเกณฑ์เรื่องความสามารถในการท านิติกรรม โดยหลกัทวั่ ไป บุคคลยอ่มมีความสามารถในการท านิติกรรมสัญญาแต่มีขอ้ยกเวน้ คือ บุคคลบาง ประเภท กฎหมายถือวา่หยอ่นความสามารถในการท านิติกรรมสัญญา เช่น ผเู้ยาว์คน ไร้ความสามารถ คน เสมือนไร้ความสามารถ และบุคคลล้มละลาย ส าหรับผู้เยาว์จะท านิติกรรมได้ ต้องได้รับความยินยอมจาก ผู้แทนโดยชอบธรรม (ป.พ.พ.ม. ๒๑) เวน้แต่นิติกรรมที่ไดม้าซ่ึงสิทธิ โดยสิ้นเชิงหรือเพื่อให้หลุดพ้นหน้าที่ หรือการที่ต้องท าเองเฉพาะตวัหรือกิจกรรมที่สมแก่ฐานานุรูป และจ าเป็นในการเล้ียงชีพเหล่าน้ีผูเ้ยาวท า ์ ด้วยตนเองได้ (ป.พ.พ.ม. ๒๒, ๒๓, ๒๔) ส่วนคนไร้ ความสามารถตอ้งอยูใ่นความอนุบาลกิจการใด ๆ ของคนไร้ความสามารถผูอ้นุบาล ซ่ึงแต่งต้งัโดย ศาลต้องเป็ นผู้ท าเองท้งัสิ้น (ป.พ.พ.ม. ๒๔ วรรคสอง) ส าหรับคน เสมือนไร้ความสามารถท ากิจการ เองไดทุ้กอยา่ง เวน้แต่กิจกรรมบางอยา่งตาม ป.พ.พ.ม. ๓๔ จะท าได้ต้อง ได้รับความยินยอมจากผู้ พิทกัษเ์ช่น สัญญาซ้ือขายที่ดิน เป็นตน้ ๒. หลกัเกณฑ์เรื่องวตัถุประสงค์ของนิติกรรม หลักเกณฑ์เรื่องวตัถุประสงคข์องนิติกรรม ประมวลแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๐ บญัญตัิว่า "การ ใดมีวตัถุประสงค์เป็นการตอ้งห้ามชดัแจง้โดยกฎหมาย เป็นการพน้วิสัยหรือเป็น การขดัต่อความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอนัดีของประชาชน การน้นัเป็นโมฆะ” วัตถุประสงค์ของนิติกรรม คือ จุดประสงค์หรือความมุ่งหมายสุดทา้ยของคู่กรณี ในการท านิติกรรม น้นัวธิีจะหยงั่ทราบวา่นิติกรรมมีวตัถุประสงคอ์ยา่งใดก็โดยการตอบค าถามที่วา่ ท าไมจึงท านิติกรรมน้ัน ตวัอย่าง สัญญาซ้ือขายนาฬิกา ย่อมมีวตัถุประสงค์คือผูซ้้ือตอ้งการได้ กรรมสิทธ์ิในนาฬิกาผูข้ายตอ้งการไดเ้งิน หรือสัญญาเช่าห้องพกัอาศยัยอ่มมีวตัถุประสงคค์ือผเู้ช่า ตอ้งการใชห้รือไดร้ับประโยชน์จากหอ้งเช่า ผใู้หเ้ช่าตอ้งการจะไดค้่าเช่า
๑๘๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วตัถุประสงคข์องสัญญาน้นัคู่สัญญาท้งัสองฝ่ายตอ้งร่วมกนัรับรู้มิฉะน้นั ไม่ถือวา่ เป็นวตัถุประสงค์ของสัญญา เช่น นายด ายืมมีดของนายแดงเพื่อไปฆ่าคน ถา้นายแดงรู้วา่นายด ายืม มืดของตนเพื่อไปฆ่าคน วตัถุประสงค์ของสัญญายืมน้ีคือยืมมีดไปฆ่าคน แต่ถ้านายแดงไม่รู้ วตัถุประสงคข์องสัญญายมืยอ่มเป็นไป ตามหลกัทวั่ ไปในสัญญายมืคือยมืมีดเพื่อเอาไปใชส้อย ๑๐ หลักเกณฑ์ในเรื่องวัตถุประสงค์ของนิติกรรมได้กา หนดขอบเขตความสมบูรณ์ ของนิติกรรมไวว้่า นิติกรรมที่จะสมบูรณ์ในแง่วตัถุประสงค์นิติกรรมน้นัตอ้งไม่มีวตัถุประสงค์ ดงัต่อไปน้ีคือ (๑) วัตถุประสงค์เป็ นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย (๒) วัตถุประสงค์เป็ นการพ้นวิสัย (๓) วตัถุประสงค์เป็นการขดัต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอนดีของ ั ประชาชน (๑) วตัถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็ นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย คือการแสดง เจตนาท านิติกรรมที่มีกฎหมายห้ามไวเ้ด็ดขาดไม่ให้ผูใ้ดกระท า ผู้ใดฝ่ าฝื นกระท านิติกรรมน้นันิติ กรรมน้นัยอ่มตกเป็นโมฆะ หลักทวั่ ไปในกฎหมายแพ่งมีอยู่ว่า “เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามย่อมท าได้” ซึ่ ง หมายความวา่บุคคล สามารถตกลงแสดงเจตนากระท าการใด ๆ ไดท้ ้งัน้นัเวน้แต่จะมีกฎหมายหา้ม โดย "กฎหมาย” ที่ห้าม หมายถึงกฎหมายอนัเกี่ยวกบัความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอนัดีของ ประชาชน (ดูมาตรา ๑๕๑) ดงัน้ีแม้บทบญัญตัิในกฎหมายจะบญัญตัิไวเ้ช่นใด แต่บทบญัญตัิน้นัมิใช่ กฎหมายอนัเกี่ยวกบัความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมของประชาชนแลว้คู่กรณีสามารถตกลงให้ แตกต่างไปจากฎหมายได้ดงัอยา่งเช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๕๗ บญัญตัิวา่ “ค่าฤชาธรรมเนียมท าสัญญาซ้ือขายน้นัผซู้้ือผขู้ายพึงออกใชเ้ท่ากนัท้งัสองฝ่าย" มาตรา ๔๕๗ มิใช่บทกฎหมายเกี่ยวกบัความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม คู่กรณี ในสัญญาซ้ือขายคือผูซ้้ือกบัผูข้ายสามารถตกลงกนัเองให้แตกต่างจากมาตรา ๔๕๗ ได้เช่น ตกลง กนัวา่ ใหผ้ขู้ายเป็นผอู้อกค าฤชาธรรมเนียมท้งัหมด ขอ้ตกลงน้ีใชบ้งัคบได้ ั อยา่งไรก็ดีถา้บทกฎหมายใดเป็นบทกฎหมายอนัเกี่ยวกบัความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอนัดีของ ประชาชนแลว้บุคคลจะตกลงให้แตกต่างไปจากที่กฎหมายกา หนดไวไ้ม่ได้ เช่นประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา ๔๕๖ วรรคแรกบัญญัติว่า "การซ้ือขาย ๑๐ ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ กฎหมาย ทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๓), หน้า ๖๘.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๘๓ General Law อสังหาริมทรัพย์ถ้ามิได้ท าเป็นหนงัสือ และจุด ทะเบียนต่อพนกังานเจา้หนา้ที่ไซร้ท่านวา่เป็นโมฆะ ...” มาตรา ๔๕๖ น้ีเป็นบทกฎหมายอนัเกี่ยวกบัความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม อนัดีของประชาชน คู่กรณีในสัญญาซ้ือจะตกลงซ้ือขายอสังหาริมทรัพย์โดยตกลงไม่ตอ้งไปจด ทะเบียนไม่ได้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า “กฎหมาย” อันนิติกรรมมีวัตถุประสงค์เป็ นการ ตอ้งห้ามน้นัเป็นกฎหมาย อนัเกี่ยวกบัความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอนัดีซ่ึงส่วนใหญ่กฎหมาย เหล่าน้ีจะไดแ้ก่กฎหมายที่มีโทษ อาญาและกฎหมายมหาชน : ตัวอย่างเช่ น การให้กู้เงินโดยรู้ว่าจะเอาไปค้าฝิ่นเถื่อนเป็นการอุปการะ ผู้กระท าผิด ซ่ึงตอ้งห้ามชัด แจง้ตามกฎหมาย นิติกรรมน้ันย่อมตกเป็นโฆษะ (ค าพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๗/๒๕๕๗) (๒) วตัถุประสงค์เป็นการพ้นวสิัย นิติกรรมใดมีวตัถุประสงค์เป็นการพน้วิสัยนิติกรรมน้ันตกเป็นโมฆะ นิติ กรรมที่มีวตัถุประสงคเ์ป็น การพน้วิสัยคือ นิติกรรมที่มีวตัถุประสงคใ์นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เช่น ท า สัญญาจ้างชุบชีวิตยักษ์วัดแจ้ง ท า สัญญาวา่จา้งใหจ้บัพญานาคเป็นตน้ เมื่อพิจารณาลักษณะของนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์พ้นวิสัย อาจพอจ าแนก ลกัษณะของนิติกรรมที่มีวตัถุประสงคเ์ป็นการพน้วสิัยไดด้งัน้ี ๑) ตอ้งเป็นการพน้วิสัยโดยเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือเป็นสิ่งที่ไม่อาจ ปฏิบตัิไดโ้ดยเด็ดขาด เช่น สัญญาจา้งท าตะกวั่ใหเ้ป็นทองค า เป็ นต้น ๒) ตอ้งเป็นกรณีที่บุคคลทุกคนไม่อาจปฏิบตัิได้หากมีบุคคลบางคนท า ไดก้็ไม่ใช่การพน้วสิัย ๓) ตอ้งเป็นการที่ไม่อาจปฏิบตัิไดเ้ลย หากการที่จะปฏิบัติให้ส าเร็จตาม วตัถุที่ประสงค์ของนิติกรรม น้นัเป็นแต่เพียงการปฏิบตัิไดย้ากมากน้อยเพียงใด หรือวา่จะตอ้งเสีย ค่าใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด หรือการ ปฏิบตัิน้นัจะตอ้งเสียเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายมากเพียงใดจนไม่ อาจปฏิบตัิตามสัญญาน้นั ไดเ้พราะจะประสบ การขาดทุนอย่างมากมายก็ตาม ไม่ถือวา่เป็นการพน้ วิสัย ๔) การตกเป็นพน้วิสัยตอ้งเป็นเหตุการณ์หรือสภาพการณ์อนัเป็นอยู่หรือ เกิดข้ึนในขณะที่กระท านิติกรรมน้นัหากมีเหตุการณ์เกิดข้ึนภายหลงัการท านิติกรรมน้นัแลว้การ น้นัยอ่มมิใช่เป็นการอนัมีวตัถุประสงค์เป็นการพน้วิสัย(แต่เป็ นเรื่องการช าระหน้ีตกเป็นพน้วสิัย ดู มาตรา ๒๑๙, ๒๑๙, ๒๗๐, ๓๗๑, ๒๔๗๒)
๑๘๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (๓) วัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน นิติกรรมที่มีวตัถุประสงคเ์ป็นการขดัต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอนัดี ของประชาชน ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตวัอยา่งกรณีที่ถือวา่นิติกรรมมี วตัถุประสงคป์ระสงคข์ดัต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอนัดีของประชาชน เช่น ๑) การท าสัญญาโดยมีวตัถุประสงค์ให้เจ้าพนักงานใช้ตา แหน่งหน้าที่ ช่วยเหลือเพื่อบา เหน็จสินจา้ง หรือมีขอ้ตกลงใหส้ินบน เป็นสัญญาอนัขดัต่อความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน เพราะเป็ นการกระท าอนัมีวตัถุประสงค์ทุจริตและขดัต่อกฎหมาย (ค าพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๕๗/๒๕๑๖) ๒) กรณีท าสัญญาออกเงินช่วยเหลือหรือกระท าการช่วยเหลือดว้ยวิธีอื่น ให้บุคคลอื่นเป็นความกนั โดยตนเองไม่มีส่วนไดเ้สีย ท้งัน้ีเพื่อวตัถุประสงคต์อ้งการส่วนแบ่งคดีที่ พิพากษากนัน้นัยอ่มเป็นสัญญาอนัขดัต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะเป็นสัญญาอนัมี วตัถุประสงคเ์ป็นการรับประโยชน์ตอบแทน จากการยยุงใหบุ้คคลอื่นเป็นความกนั (ค าพิพากษาฎีกา ที่ ๑๑๖๐ - ๑๑๖๑/๒๕๙๔) ๓) การที่ได้รับอนุญาตให้ส่งขา้วไปต่างประเทศเป็นสิทธิเฉพาะตวัจะ โอนหรือซ้ือขายกนั ไม่ได้โจทก์โอนขายใบอนุญาตให้ส่งขา้วไปต่างประเทศให้จ าเลย การที่จ าเลย ตอ้งเสียเงินให้โจทกเ์ป็นเงินถึงห้าแสน บาทเศษเช่นน้ียอ่มเป็นผลกระทบกระเทือนถึงราคาขา้ว ซ่ึง ในที่สุดผูผ้ลิตจะได้รับน้อยลง ที่ประชุมใหญ่ศาล ฎีกามีมติว่า สัญญาระหว่างโจทก์จ าเลยขดัต่อ ความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๐ โจทกจ์ะเรียกร้องเอาเงินตามเช็คอีกไม่ได้ส่วนที่จ าเลยจ่ายไปโดยรู้อยจู่ะเรียกคืนไม่ได้(ค าพิพากษา ฎีกา ๑๒๕๕๘/๒๕๐๑) ๔) การที่มีการตกลงกนัระหว่างพ่อคา้หรือ “ว" ในการประมูลใด ๆ กบั ทางราชการเพื่อให้ไดร้าคา ตามที่ตกลงกนัและมีการแบ่งผลประโยชน์กนัน้นัเป็นการขดัต่อความ สงบเรียบร้อยของประชาชนทางด้าน เศรษฐกิจ เช่น สัญญาที่ให้ค่าตอบแทนโดยมีข้อตกลงให้ รับเหมาก่อสร้างคนหน่ึงยนื่ประมูลสูงกวา่อีกคน หน่ึงเพื่อใหค้นหลงัไดร้ับประมูล โดยผปู้ระมูลคน หลงัออกเช็คให้ผูป้ระมูลรายที่สูงกวา่ตอบแทนน้นัศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นวา่การตกลง สมยอมดงักล่าวท าให้ไม่มีการประมูลราคากนัอย่างแทจ้ริง เป็นการลวงกรมทางหลวงผูป้ระกาศ ประมูลให้เชื่อตอ้งจ่ายเงินไปเพราะจ าเลยกบัพวกร่วมกนัหลอกลวง และเป็น การบีบบงัคบัเอาเงิน ของรัฐโดยไม่สุจริต จึงขดัต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอนัดีของประชาชนหน้ีตามเช็คพิพาท ที่เกิดจากสัญญาน้นัจึงตกเป็นโมฆะ (ค าพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๒๒/๒๕๑๙ ประชุมใหญ่)
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๘๕ General Law ๕) การตกลงกนัเพื่อให้หญิงอื่นมาเป็นภริยาตนท้งัมีภริยาแลว้ย่อมเป็น การตกลงที่ขดัต่อความสงบ เรียบร้อยของประชาชนทางสถาบนัครอบครัว เพราะย่อมก่อให้เกิด ความแตกร้าวในครอบครัว และขดัต่อ บญัญตัิแห่งกฎหมายในบรรพ ๕ ที่บัญญัติให้ชายมีภริยาได้ เพียงคนเดียว เช่น การให้เงินตอบแทนแก่การที่หาหญิงมาให้เป็นเมียน้อยย่อมขดัต่อประมวล กฎหมายแพง่และพาณิชย์หรือการที่โจทกมีกริยาแล้วได้ ์ ท า สัญญากบัจ าเลยซ่ึงเป็นหญิงวา่จะอยู่กิน กันฉันท์สามีภริยา สัญญาเหล่าน้ีย่อมขดัต่อความสงบเรียบร้อย ของประชาชนเป็นโมฆะ (ค า พิพากษาฎีกาที่ ๙๕/๒๕๕๔, ๑๙๑๓/๒๕๐๕)๑๑ ๓. หลักเกณฑ์เรื่องแบบของนิติกรรม หลักเกณฑ์ความสมบูรณ์ของนิติกรรมในเรื่ องแบบของนิติกรรมน้ีประมวล กฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา ๑๕๒ บญัญตัิว่า “การใดมิได้ท าให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมาย บงัคบัไวก้ารน้นัเป็นโมฆะ" โดยหลกัทวั่ ไปในการท านิติกรรมจะไม่มีการกา หนดแบบของนิติกรรม ไว้เวน้แต่นิติกรรมใดกฎหมายเห็นวา่เป็นนิติกรรมที่มีความส าคัญเป็ นพิเศษ จึงได้กา หนดแบบของ นิติกรรมไว้เพื่อให้มีหลักฐานชัดเจน "แบบของนิติกรรม" คือ วิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็ นพิเศษเพื่อเป็ นหลักบังคับ ให้ผู้แสดงเจตนา ต้องปฏิบัติตามเป็ นพิเศษ แบบของนิติกรรมที่กฎหมายกา หนดมี ๔ ประเภท คือ (๑) แบบที่ต้องท าเป็นหนงัสือและจดทะเบียนต่อพนกังานเจา้หน้าที่ ตวัอยา่งนิติกรรมที่ตอ้งท าตามแบบขอ้น้ีเช่น ซ้ือขาย (มาตรา ๔๕๖ วรรคแรก) ขายฝาก (มาตรา ๔๙๑) แลกเปลี่ยน (มาตรา ๔๑๙) ให้ (มาตรา ๕๒๕) จ านอง (มาตรา ๗๑๔) หนังสือบริคณห์สนธิ (มาตรา ๑๐๙๔) เป็ นต้น การที่กฎหมายบังคับให้นิติกรรมข้างต้นต้องท าเป็ น หนงัสือก็เพราะเห็นวา่นิติกรรมน้นัมีความส าคญัมากควรบนัทึกไวใ้หม้ีหลกัฐานแน่ชดั (๒) แบบที่ต้องท าเป็นหนงัสือต่อพนกังานเจา้หนา้ที่ ตวัอย่างเช่น การคดัคา้นตวั๋แลกเงิน (มาตรา ๙๖๐ - ๔๖๒) พินัยกรรมแบบ เอกสารฝ่ ายบ้านเมือง (มาตรา ๑๖๕๘) พินัยกรรมแบบเอกสารลับ (มาตรา ๑๖๖๐) พินัยกรรมแบบ ท าด้วยวาจา (มาตรา ๑๖๖๓ วรรคทา้ย) เป็นตน้แบบประเภทน้ีจะท าหนงัสือกนัเองไม่ได้ตอ้งไปท า เป็นหนงัสือต่อพนกังาน มิฉะน้นัตกเป็นโมฆะ (๓) แบบที่ตอ้งจดทะเบียนต่อพนกังานเจา้หนา้ที่ แบบประเภทน้ีไม่จ าเป็ นต้องท าเป็นหนังสือ เพียงแต่ไปจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็เพียงพอ เช่น การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนสามัญ (มาตรา ๑๐๖๔) การจด ๑๑ สุริยา พงษ์สุริยา และ ดร. วนิดา จันทิมา, กฎหมายชาวบา้น ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมาย ทวั่ ไป, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, ๒๕๕๘, หน้า ๑๑.
๑๘๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทะเบียนห้างหุ้นส่วนจ ากดั (มาตรา ๑๐๗๔) การจดทะเบียนบริษัทจ ากดั (มาตรา ๑๑๑๑) การจด ทะเบียนสมรส (มาตรา ๑๔๕๙) การจดทะเบียนหยา่ (มาตรา ๑๕๑๕) เป็ นต้น (๔) แบบที่ต้องท าเป็นหนงัสือโดยไม่ตอง้ ท าต่อพนกังานเจา้หนา้ที่ แบบประเภทน้ีกฎหมายกา หนดเพียงให้ต้องท าเป็นหนงัสือกนัเองก็สมบูรณ์ เช่น หนงัสือรับสภาพ หน้ี(มาตรา ๑๗๒) การโอนหน้ี(มาตรา ๓๐๖) การบอกกล่าวการให้สิทธิ (มาตรา ๕๒๔) เช่าซ้ือ(มาตรา ๕๗๒) ขอ้ตกลงคิดดอกเบ้ียทบตน้ (มาตรา ๖๕๕) ตัวแทน (มาตรา ๗๙๔) โอนหุ้น (มาตรา ๑๑๒๙) สัญญาก่อนสมรส (มาตรา ๑๔๖๖) ขอ้ สังเกต เรื่องแบบของนิติกรรมน้ีเป็นส่วนที่ว่าด้วยความสมบูรณ์ของนิติ กรรม ในกฎหมายจะมีอีกเรื่องหน่ึงคลา้ยคลึงกนัแต่ไม่ใช่แบบของนิติกรรม คือเรื่องหลกัฐานเป็น หนังสือนิติกรรมบางประเภท กฎหมายกา หนดไวว้า่จะตอ้งมีหลกัฐานเป็นหนงัสือลงลายมือชื่อฝ่าย ที่ตอ้งรับผิดจึงจะฟ้องร้องบงัคบัคดีได้เช่น การกูย้ืมเงินประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บญัญตัิ ไว้ในมาตรา ๖๕๓ วรรคแรกวา่ มาตรา ๖๕๓ การกู้ยืมเงินเกินกว่าสองพนับาทข้ึนไปน้ัน ถ้ามิได้มีหลกัฐาน แห่งการกูย้ืมเป็นหนงัสืออยา่งใดอยา่งหน่ึงลงลายมือชื่อผูย้ืมเป็นส าคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหา ไดไ้ม่ ในการกูย้มืเงินมีหลกัฐานเป็นหนงัสือน้นัท่านวา่จะนา สืบการใชเ้งินไดต้่อเมื่อ มีหลกัฐานเป็น หนงัสืออยา่งใดอยา่งหน่ึงลงลายมือชื่อผใู้หย้มืมาแสดงหรือเอกสารอนัเป็นหลกัฐาน แห่งการรับกูย้มืน้นัไดเ้วนคืนแลว้หรือไดแ้ทงเพิกถอนลงในเอกสารน้นัแลว้ ๔. หลักเกณฑ์เรื่องการแสดงเจตนาในการท านิติกรรม การแสดงเจตนาที่จะท าใหน้ ิติกรรมไม่สมบูรณ์น้นั ไดแ้ก่การแสดงเจตนาซ่อนเร้น การแสดงเจตนาลวง นิติกรรมอ าพราง ส าคญัผดิกลฉอ้ฉลข่มขู่ (๑) การแสดงเจตนาซ่อนเร้น การแสดงเจตนาซ่อนเร้น ๑๒ คือการแสดงเจตนาออกให้เห็นว่ามุ่งที่จะผูกนิติ สัมพนัธ์ตามเจตนาที่แสดงออก แต่แทจ้ริงแลว้ภายในจิตใจของผมู้ิไดป้ระสงคจ์ะผกูพนัตามเจตนาที่ ได้แสดงออกแต่ประการใด ท้งัน้ีกฎหมายกา หนดผลของการแสดงเจตนาโดยซ่อนเร้นไวว้่าการ แสดงเจตนาน้นั ไม่ตกเป็นโมฆะเวน้แต่คู่กรณีอีกฝ่ายหน่ึงจะไดรู้้ถึงเจตนาอนัซ่อนอยู่ในใจของผู้ แสดงเจตนาน้นั (มาตรา ๑๕๔) เพราะกฎหมายมุ่งคุม้ครองคู่กรณีอีกฝ่าย ซ่ึงเป็นผูท า้ การโดยสุจริต เพื่อมิให้ตอ้งเสียจากการแสดงเจตนาเช่นน้ีอีกท้งัหากยอม ให้กล่าวอา้งกนั ได้ง่าย ๆ ว่าเจตนาที่ ๑๒ จ าปี โสตถิพันธุ์, ค าอธิบายหลักกฎหมาย “นิติกรรม-สัญญา”, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ วญิญูชน จา กดั ๒๕๔๒), หน้า ๗๗.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๘๗ General Law แสดงออกน้นัความจริงผูแ้สดงมิไดม้ีความต้งัใจจะผูกนิติสัมพนัธ์หากเป็นเพียงการลอ้เล่นก็จะท า ใหไ้ม่มีใครยอมท านิติกรรมผกูพนักนั ตัวอย่างเช่ น นายด าเห็นนายขาวอยากมีสร้อยคอส าหรับออกงานเล้ียงคร้ัง ส าคัญด้วยความเห็น ใจ นายด าจึงบอกขายสร้อยคอของตนแก่นายขาวเพื่อให้นายขาวสบายใจ นาย ขาวจึงตกลงซ้ือเช่นน้ีแมใ้น ใจของนายด าจะไม่มีเจตนาจะขายสร้อยคอน้นัแก่นายขาวก็ตาม แต่ นายด าก็ตอ้งถูกผูกพนัตามเจตนาอนั ไดแ้ สดงออกน้นัเวน้แต่นายขาวจะล่วงรู้ถึงเจตนาภายในใจ ของนายด า สัญญาซ้ือขายสร้อยคอน้นัจึงจะตกเป็นโมฆะ (2) การแสดงเจตนาลวง การแสดงเจตนาลวง หมายถึงการที่คู่กรณีสองฝ่ายสมรู้กนัแสดงเจตนาท านิติ กรรมอันหนึ่งเพื่อลวง หรือหลอกบุคคลอื่น โดยกฎหมายกา หนดผลของการแสดงเจตนาลวงไวว้่า การแสดงเจตนาน้นัตกเป็นโมฆะ แต่จะยกข้ึนเป็นขอ้ต่อสู้บุคคลภายนอกผกู้ระท าการโดยสุจริตและ ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงน้นั ไม่ได้(มาตรา ๑๕๕) ท้งัน้ีก็เพราะกฎหมายประสงค์จะ รับรองความศกัด์ิสิทธ์ิของเจตนาอนัแทจ้ริง และเพื่อคุม้ครองบุคคลภายนอกผท าู้ การโดยสุจริตมิให้ ต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง ตัวอย่างเช่น นายด าและนายขาวคบคิดกนั โดยนายด าแกล้งโอนที่ดินให้นาย ขาวเพื่อจุดประสงค์ ในการที่นายด าจะไม่ตอ้งการใหเ้จา้หน้ีมาบงัคบั ช าระหน้ีในที่ดินน้นัของตน แต่ ต่อมานายขาวกลบันา ที่ดิน ผืนน้นั ไปขายให้แก่นายฟ้า โดยนายฟารับซ้ือจากนายขาวโดยสุจริต ไม่ ทราบถึงการแสดงเจตนาลวงระหวา่ง นายด าและนายขาวแต่อยา่งใด ถา้หากต่อมานายด าเรียกที่ดิน น้นัคืนจากนายฟ้า โดยอา้งเหตุที่นายขาวไม่มีสิทธินา ที่ดินผืนน้นั ไปขาย เพราะที่ดินน้นัยงัคงเป็น ของนายด าอยู่เนื่องจากการท าการโอนระหว่างนายค า และนายขาวไม่เกิดผลตามกฎหมายโดยตก เป็นโมฆะน้นัมายืนยนักบันายฟ้าแลว้ยอ่มเห็นไดว้า่นายฟ้า ยอ่มจะตอ้งเสียหายเพราะการที่ไดซ้ ้ือ ที่ดินผืนน้นัจากนายขาวอยา่งแน่นอน ซ่ึงกฎหมายไดเ้ล็งเห็นความ ยุง่ยากอนัจะเกิดจากกรณีเช่นน้ี จึงบญัญตัิแกไ้วโ้ดยให้นายด าไม่อาจอา้งเหตุความเป็นโมฆะอนัเกิดจากการแสดงเจตนาลวงน้นัมา ใชย้นักบันายฟ้าซ่ึงเป็นบุคคลภายนอก (๓) นิติกรรมอ าพราง นิติกรรมอ าพราง หมายถึง นิติกรรมที่ท าข้ึนโดยเปิดเผย และคู่กรณีมีเจตนาใน การท านิติกรรมน้ีข้ึน โดยสมรู้กนัระหว่างคู่กรณีเพื่อความหมายที่จะให้นิติกรรมน้ันปกปิดนิติ- กรรมอีกอนัหน่ึง ซ่ึงเป็นนิติกรรมที่คากรณีประสงคจ์ะให้ผูกพนักนัอยา่งแทจ้ริง กฎหมายกา หนด ผลของนิติกรรมอ าพรางไวว้า่ ให้บงัคบัตามนิติกรรมที่ถูกอ าพราง (มาตรา ๑๕๕ วรรคสอง) ท้งัน้ีก็
๑๘๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพราะป้องกนัมิให้คู่กรณีที่ท านิติกรรมอ าพรางฉ้อโกง กนัเองประการหน่ึง และเพื่อป้องกนัมิให้ บุคคลนอกตอ้งเสียหายจากการที่คู่กรณีท านิติกรรมอ าพราง ตัวอย่างเช่น นายค าเอาแหวนเพชรมาฝากนายขาวไว้วงหน่ึง แต่ท าให้ปรากฏ ภายนอกวา่ ไดข้าย แหวนเพชรน้นัแก่นายขาว และมีสัญญาลบัอีกฝ่ายหน่ึงระบุว่าเป็นเพียงการฝาก เช่นน้ีตอ้งบงัคบัตามสัญญาฝากทรัพย์ (๔) การแสดงเจตนาโดยส าคัญผิด การแสดงเจตนาโดยส าคญัผิดน้ีเป็นการที่มีเจตนาที่แสดงออกของบุคคลผู้ แสดงเจตนาน้นั ไม่ตรงกบัเจตนาอนัแทจ้ริงในใจแต่ผูแ้สดงเจตนาน้นัมิไดต้้งัใจที่จะแสดงเจตนา ออกมาเช่นน้นัแต่เพราะการที่ตน เขา้ใจผดิหรือหลงผิดไปน้นัเองท าให้เจตนาที่แสดงออกมีลักษณะ ออกมาเช่นน้นัตามกฎหมายการแสดงเจตนาโดยส าคญัผดิอยมู่ ีหลายประเภทไดแ้ก่ ๑) การแสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในสาระส าคัญแห่งนิติกรรม ไดแ้ก่การ แสดงเจตนาส าคญัผิดในตวับุคคลซ่ึงเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมส าคญัผิดในลกัษณะแห่งนิติกรรม ส าคญัผิดในวตัถุแห่งนิติกรรมท้งัน้ีตอ้งเป็นสาระส าคญัของนิติกรรม กล่าวคือการส าคญัผิดน้นัถา้ ไม่มีการส าคญัผิดก็จะไม่เกิดนิติกรรม ข้ึน ผลของการแสดงเจตนาโดยส าคัญผิดในสาระส าคญัแห่ง นิติกรรมน้นัตกเป็นโมฆะ (มาตรา ๑๕๖) การแสดงเจตนาส าคญัผดิในตวับุคคลซ่ึงเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม หมายถึง ผแู้สดงเจตนาไดต้้งัใจจะแสดงเจตนาท านิติกรรมกบัอีกคนหน่ึง แต่เวลาแสดงเจตนาออกมากลบั ไป แสดงท านิติกรรมกบัอีกบุคคลหน่ึง เพราะความเขา้ใจผิดหรือหลงผิดว่าเป็นคน ๆ เดียวกบัที่ตน ประสงค์จะท านิติกรรมน้นัดว้ย การแสดงเจตนาส าคญัผิดในลกัษณะแห่งนิติกรรม หมายถึงการที่ผแู้สดง เจตนาประสงค์ จะแสดงเจตนาท านิติกรรมอยา่งหน่ึง แต่เวลาแสดงเจตนาออกมาแลว้กลบั ปรากฏวา่ เป็ นการแสดงเจตนาท านิติกรรมอีกอันหน่ึงโดยเขา้ใจวา่เป็นนิติกรรมที่ตนประสงคจ์ะแสดงเจตนา น้นัเช่น ประสงคจ์ะท าสัญญา เช่าทรัพย์แต่ส าคัญผิดไปท าสัญญาเช่าซ้ือเป็นตน้ การแสดงเจตนาส าคญัผิดในวตัถุแห่งนิติกรรม หมายถึงการส าคัญผิดที่ ตกเป็นพน้วิสัยเพราะพฤติการณ์อนั ใดอนัหน่ึงซ่ึงฝ่ายน้ีตอ้งรับผิดในตัวทรัพย์อันเป็ นทรัพย์สินที่ จะตอ้งส่งมอบหรือปฏิบตัิอนัเป็นการกระท าหรือการงดเวน้ที่พึงปฏิบตัิเช่น นายด าต้องการซ้ือมา จากนายขาวแต่นายขาวน้า ลามาส่งมอบเพราะส าคญัผดิวา่นายด าท าสัญญาซ้ือลา เป็นตน้ ๒) การแสดงเจตนาส าคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์ กฎหมาย กา หนดวา่การแสดงเจตนาน้นัตกเป็นโมฆียะ (มาตรา ๑๕๗) เช่น นายด าประสงคจ์ะซ้ือมา้จากนาย ขาว โดยส าคญัผดิวา่มา้ของนายขาวเป็นมา้แข่งช้นัดีจึงตกลงซ้ือมา้ตวัน้นัจากนายขาว แต่ปรากฏวา่
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๘๙ General Law มา้ตวัน้นัเป็นมา้ช้นัเลวเช่นน้ีถือไดว้า่นายด าซ้ือมา้ถูกตอ้งแลว้แต่ส าคัญผิดในคุณสมบัติของม้าตัว น้นัเป็นตน้ (๕) การแสดงเจตนาโดยถูกกลฉ้อฉล การแสดงเจตนาโดยถูกกลฉ้อฉล หมายถึง การกระท าไม่ว่าจะในลกัษณะใด อนัเป็นการแสดงให้ปรากฏชดัถึงขอ้ความอย่างใดอย่างหน่ึง โดยการใช้อุบายหลอกลวงให้ผิดไป จากความจริงเพื่อให้คู่กรณีในนิติกรรมไม่วา่ ฝ่ายใดหลงเชื่อในขอ้ความน้นัวา่เป็นความจริง และจะ ได้เข้าท านิติกรรมตามประสงค์อนับุคคลผูแ้ สดงเจตนาน้ันหลงผิด ซ่ึงผูก้ระท าการโดยทุจริตใช้ อุบายหลอกน้นัอาจจะเป็นคู่กรณีแต่ละฝ่ายในการท านิติกรรม หรือบุคคลภายนอกบุคคลใดบุคคล หน่ึงก็ยอ่มได้ผลของการแสดงเจตนาโดยถูกกลฉ้อฉล น้นักฎหมายกา หนดวา่การแสดงเจตนาน้นั ตกเป็ นโมฆยะ (มาตรา ๑๕๙) ตัวอย่างเช่น นายด าตอ้งการซ้ือมา้แข่งฝีเทา้ดีจากนายขาวเพื่อจะเอาไปแข่งวิ่ง แต่นายขาวมีเพียง มา้ช้นัเลวเท่าน้นัแต่ดว้ยความที่นายขาวมีเจตนาทุจริตอยากได้เงินจากนายด าจึง แสดงขอ้ความอนัเป็นเท็จโดยหลอกลวงนายดวา่มา้ของนายขาวเป็นมา้ที่สมบูรณ์ฝีเทา้เยี่ยมเคยแข่ง ไดร้างวลัหลายคร้ังจนนายด า หลงเชื่อซ้ือมา้น้นัจากนายขาวเช่นน้ีสัญญาซ้ือขายมา้ตกเป็นโมฆะ เพราะเป็นนิติกรรมที่เกิดเพราะเหตุฉ้อฉล (๖) การแสดงเจตนาโดยถูกข่มขู่ การแสดงเจตนาโดยถูกข่มขู่หมายถึงการกระท าของบุคคลหนึ่งบุคคลใดอันมี ลกัษณะเป็นการบีบ บงัคบั โดยการยกเอาภยัอนั ใดอนัหน่ึงมาข่บูงัคบัซ่ึงการข่นู้นั ท าใหบุ้คคลผถูู้กขู่ น้นักลวัภยัอนัเป็นเหตุให้บุคคลน้นัแสดงเจตนาออกมาตามความประสงคข์องผูข้่มขู่น้นักฎหมาย กา หนดว่าการแสดงเจตนาน้นัตกเป็นโมฆยะ (มาตรา ๑๖๔) เช่น นายด าเป็นหน้ีนายขาวแต่ไม่มี ปัญญาชดใช้วนัหน่ึงจึงไปหานายขาวและใช้ปืนขู่ว่าจะเป็นภยันายขาวถา้นายขาวไม่ท าหนังสือ ปลดหน้ีให้แก่ตน นายขาวเกิดความกลวัภยัน้นัจึงไดท า ้หนงัสือปลดหน้ีให้แก่นายด า ดงัน้นัการที่ นายขาวท าหนงัสือปลดหน้ีให้แก่นายด าน้นัก็เนื่องจากความ กลวัภยัอนัเกิดมาจากการที่นายด าใช้ ปืนขู่บงัคบัจะท าร้ายนายขาวถา้นายขาวไม่ท าหนงัสือปลดหน้ีตาม ความประสงคข์องนายด าเป็ น ต้น ความไม่เป็ นผลของนิติกรรม เมื่อได้ศึกษาถึงความสมบูรณ์ของนิติกรรมในหัวขอ้ก่อนหน้าน้ีจะเห็นว่านิติ กรรมที่ไม่สมบูรณ์จะมีอยู่๒ ลักษณะคือโมฆะกบั โมฆียะ
๑๙๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑. โมฆกรรม “โมฆกรรม” หรือ “โมฆะ" เป็ นศัพท์ในภาษากฎหมาย หมายถึง นิติกรรม ใดหรือการกระท าใดที่ กระท าลงไปน้ันเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลตามกฎหมาย ในสายตาของ กฎหมายเท่ากบัวา่ ไม่ไดท า้กิจการน้นัเลยการเสียเปล่าน้ีมีมาต้งัแต่เริ่มแรกที่กระท านิติกรรม สาเหตุของโมฆกรรมน้ีกฎหมายจะกา หนดไว้ซ่ึงที่เราเคยศึกษาแลว้ก็จะ ไดแ้ก่นิติกรรมที่ท าไม่ถูกตอ้งตามแบบของนิติกรรม นอกจากน้นัยงัมีกรณีอื่นอีกที่กฎหมายบญัญตัิ ให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ เช่น การแสดงเจตนาโดยไม่ตรงกบัความจริงโดยคู่กรณีอีกฝ่ายหน่ึงได้รู้ ถึงเจตนาอนัซ่อนอยู่ภายในใจของผูน้้นั (มาตรา ๑๕๔) การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กบัคู่กรณีอีก ฝ่ ายหนึ่ง (มาตรา ๑๕๕) การแสดงเจตนาด้วย ส าคัญผิดในสาระส าคญัแห่งนิติกรรม (มาตรา ๑๕๖) เป็นต้น ๒. โมฆียกรรม "โมฆยกรรม" หรือ โมฆี่ยะ"ก็เป็นศพัท์ในภาษากฎหมาย หมายถึง นิติ กรรมที่อาจถูกบอกลา้งให้เสียเปล่าต้งัแต่เริ่มแรกได้โดยหลกัแล้วนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆยะน้นั สมบูรณ์อยู่เพียงแต่อาจถูกบอกลา้งท า ใหน้ ิติกรรมน้นัสิ้นผลต้งัแต่แรกได้ สาเหตุของโมฆียกรรมน้ีกฎหมายจะกา หนดไวซ้่ึงที่เราเคยศึกษาแลว้ก็จะ ได้แก่นิติกรรมที่ท าไม่ถูกตอ้งตามหลกัเกณฑ์เรื่องความสามารถของบุคคลในการท านิติกรรม นอกจากน้นัยงัมีกรณีอื่นอีกที่กฎหมายบญัญตัิให้นิติกรรมตกเป็นโมฆี่ยะเช่น การแสดงเจตนาโดย ส าคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือ ทรัพย์ ซ่ึงตามปกติยอ่มนบัวา่เป็นสาระส าคัญ (มาตรา ๑๕๗) การแสดงเจตนาโดยถูกกลฉ้อฉลถึงขนาด (มาตรา ๑๕๙) การแสดงเจตนาโดยถูกข่มขู่(มาตรา ๑๖๔) เป็ นต้น๑๓ ผลในทางกฎหมายของนิติกรรมที่ตกเป็ นโมฆียะมีอยู่๒ ประการ คือ (๑) โมฆียกรรมอาจถูกบอกล้างได้ การบอกล้างโมฆียกรรม คือ การปฏิเสธหรือไม่รับรองนิติกรรมอนัเป็น โมฆียกรรมน้ันเพื่อให้เสียไป ไม่มีผลผูกพนัและบงัคบัต่อกันตามนิติกรรมน้ันต่อไป (ดูมาตรา ๑๗๖) บุคคลผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆยกรรมี ไดแ้ก่ (มาตรา ๑๗๕) ๑) ผแู้ทนโดยชอบธรรมหรือผเู้ยาวซ์ ่ึงบรรลุนิติภาวะแลว้แต่ผเู้ยาวจ์ะบอก ลา้งก่อนที่ตนบรรลุนิติภาวะก็ได้ถา้ไดร้ับความยนิยอมของผแู้ทนโดยชอบธรรม ๑๓ ดร. วนิดา จันทิมา, กฎหมายชาวบ้าน “ขอ้แนะนา ความรู้เบ้ืองตน้ ", เอกสารประกอบการสอน รายวิชา กฎหมายทั่วไป, ๒๕๕๗, หน้า ๑๔๔.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๙๑ General Law ๒) บุคคลซ่ึงศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ ความสามารถเมื่อบุคคลน้นัพน้จากการเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถแลว้ หรือผูอ้นุบาลหรือผูพ้ ิทกัษแ์ลว้แต่กรณีแต่คนเสมือนไร้ความสามารถจะบอกลา้งก่อนที่ตนจะพน้ จากการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ถา้ไดร้ับ ความยนิยอมของผพู้ ิทกัษ์ ๓) บุคคลผู้แสดงเจตนาเพราะส าคญัผดิหรือถูกกลฉอ้ฉล หรือถูกข่มขู่ ๔) บุคคลวิกลจริ ตผู้กระท านิติกรรมอันเป็ นโมฆียะตามมาตรา ๓๐ ในขณะที่จริตของบุคคลน้นัไม่วิกลแล้ว วิธีการในการบอกล้างโมฆียกรรมท าไดโ้ดยการแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีก ฝ่ ายหนึ่ง (มาตรา ๑๗๔) การนอกล้างโมฆียกรรมต้องบอกล้างเสียภายใน ๑ ปีนบัแต่เวลาที่อาจให้ สัตยาบันได้ หรือภายใน ๑๐ ปีนับแต่ท าโมฆียกรรม (มาตรา ๑๔๑) เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หมายถึง เวลาที่มูลเหตุให้นิติกรรม เป็ นโมฆียกรรมไดสู้ญสิ้นไปแลว้เช่น ผูแ้สดงเจตนาโดยส าคัญ ผิดได้ทราบถึงข้อส าคญัผดิน้นัแลว้ ผลเมื่อมีการบอกล้างโมฆียกรรม ก็คือถือวา่นิติกรรมน้นัเป็นโมฆะมาแต่ เริ่มแรก(มาตรา ๑๗๖) (๒) โมฆียกรรมอาจให้สัตยาบันได้ การให้สัตยาบัน คือ การสละสิทธิในการบอกล้างโมฆียกรรม ซึ่งการให้ สัตยาบนัน้ีจะท าให้นิติกรรม ที่ตกเป็ นโมฆียะน้นัไม่อาจถูกบอกลา้งไดอ้ีกต่อไป บุคคลผู้มีสิทธิให้สัตยาบันได้แก่บุคคลผู้มีสิทธิในการบอกล้าง โมฆียกรรมน้นัเอง (มาตรา ๑๗๓๗) (๗) อายุความ ในเรื่องนิติกรรมมีเรื่องที่น่าสนใจศึกษาอีกเรื่องหน่ึง คือเรื่องอายุความ “อายุ ความ" หมายถึง กา หนดระยะเวลาที่กฎหมายต้องการให้ใช้สิทธิเรียกร้องโดยการฟ้องคดีภายใน กา หนด ดงัที่ประมวลกฎหมายแพง่และพาณิชย์มาตรา ๑๕๙/๔ บญัญตัิวา่ “มาตรา ๑๙๓/๙ สิ ทธิเรี ยกร้องใดๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่ กฎหมายกา หนดสิทธิเรียกร้องน้นัเป็นอนัขาดอายคุวาม” "สิทธิเรียกร้อง"คือ การที่บุคคลหน่ึง (เจา้หน้ี) จะเรียกร้องเอาสิ่งใดจากอีก บุคคลหน่ึง (ลูกหน้ีโดย มีกฎหมายยอมรับหรือสนบัสนุนใหใ้ชส้ิทธิน้นัได้ อายุความน้ันกฎหมายก าหนดไว้ยาวสุด ๑๐ ปีแต่บางกรณีกฎหมายก็ได้ กา หนดอายุความไวส้้ัน กว่า ๑๐ ปีเช่น ๒ ปี, ๓ ปี, ๕ ปีดงัน้ีบุคคลผูม้ีสิทธิเรียกร้อง (เจา้หน้ี) จึง
๑๙๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตอ้งพึงตระหนักถึงอายุความที่ตน จะใช้สิทธิให้ดีเพราะถ้าล่วงเลยอายุความแล้ว ก็ย่อมไม่อาจ ฟ้องร้องบังคับคดีให้เป็ นไปตามสิทธิเรียกร้องได้ (ดูกา หนดอายุความในมาตรา ๑๙๓/๓๐ - ๑๙๓/๓) ๖.๕ หลักกฎหมายว่าด้วยสัญญา สัญญาเป็นนิติกรรมอยา่งหน่ึง สัญญาเป็นบ่อเกิดแห่งหน้ีที่เกิดข้ึนโดยความสมคัรใจ และยนิยอม ของคู่กรณี สัญญา หมายถึง นิติกรรมที่ประกอบดว้ยคู่กรณีสองฝ่าย ต่างแสดงเจตนาตรงกนั ใน การที่จะก่อให้เกิดผลผูกพนัทางกฎหมาย กล่าวคือคู่กรณีฝ่ายหน่ึงแสดงเจตนาที่เรียกวา่“ค าเสนอ ไปยงัคู่กรณีอีกฝ่ายหน่ึงและถา้ฝ่ายที่ไดร้ับค าเสนอเห็นชอบดว้ยก็จะแสดงเจตนาตอบรับที่เรียกวา่ “ค าสนอง” มายังผู้ เสนอ เมื่อค าเสนอกบัค าสนองถูกตอ้งตรงกนัสัญญาก็เกิดข้ึน ๑๔ ตัวอย่างเช่น นายธนากรนงั่เล่นอยใู่นคณะครุศาสตร์มหาวทิยาลยัมาหาจุฬาฯ นางสาว ชบา นิสิตเอกการสอนภาษาไทยไดเ้ขา้มาชกัชวนให้นายธนากรซ้ือสมุดจดเลคเชอร์ในราคาเล่มละ ๑๕ บาท (ค าเสนอ) นายธนากรเห็นนางสาวชบาน่ารัก จึงชวนคุยดว้ยและตกลงที่จะซ้ือ สัญญาซ้ือ ขายเกิดข้ึนแลว้ ๑. ลักษณะสาระส าคัญของสัญญา จากความหมายของสัญญา จะเห็นว่าสัญญาจะต้องประกอบไปด้วยสาระส าคัญ ดงัต่อไปน้ี (๑) ตอ้งมีบุคคลเป็นคู่สัญญาสองฝ่าย สัญญาจะตอ้งมีบุคคลผูเ้ป็นฝ่ายในสัญญา อย่างน้อยต้งัแต่สองฝ่ายข้ึนไป จะมีบุคคลแต่เพียงฝ่าย เดียวแสดงเจตนาท าสัญญาข้ึนไม่ได้การ แสดงเจตนาฝ่ายเดียวมีผลเพียงเป็นนิติกรรม เช่น พินยักรรม ซ่ึงไม่ใช่สัญญา (๒) ตอ้งมีการแสดงเจตนาตรงกนัสัญญาจะเกิดข้ึนต่อเมื่อมีการแสดงเจตนาของ บุคคลต้งัแต่สองฝ่ายข้ึนไป ฝ่ายหน่ึงแสดงเจตนาเป็น ค าเสนอ อีกฝ่ ายแสดงเจตนาเป็ นค าสนอง ซึ่ง เมื่อค าเสนอและค าสนองถูกตอ้งตรงกนัท้งัสองฝ่ายสัญญา ยอ่มเกิดข้ึน แต่ถา้ค าเสนอและค าสนอง ไม่ถูกตอ้งตรงกนัแลว้จะถือวา่สัญญาเกิดข้ึนไม่ได้ (๓) ต้องมีวัตถุประสงค์ สัญญาน้นัคู่กรณีในสัญญา ตอ้งมีวตัถุประสงคท์ ี่จึงไดร้ับจากสัญญาน้นัๆ ซึ่งต้องรู้ ท้งัสองฝ่ายเช่น สัญญาซ้ือขาย ซ่ึงผขู้ายมีวตัถุประสงคใ์นการส่งมอบทรัพยแ์ลกกบัเงิน ๑๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หน้า ๑๔๑.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๙๓ General Law ๒. การก่อให้เกิดสัญญา สัญญาจะเกิดข้ึนไดต้่อเมื่อมีค าเสนอตรงกบัค าสนอง (๑) ค าเสนอ ค าเสนอ คือ การแสดงเจตนาแสดงความประสงค์ของตนต่อบุคคลอีกฝ่ายหน่ึง อาจจะเป็ น "บุคคลใดบุคคลหน่ึง หรือหลายคนก็ไดเ้พื่อขอให้ท าสัญญาด้วยตามถ้อยค าที่ได้กา หนด ไว้ในค าเสนอน้นัหรืออาจกล่าวส้ัน ๆ ไดว้า่คือค าบอกให้ท าสัญญา ตัวอย่างเช่น นายด าบอกนายแดงว่าจะขายรถยนต์คนัที่ใช้อยู่ในราคา ๓๐๐,๐๐๐ บาท เช่นน้ีเรียกวา่ ค าเสนอ (๒) ค าสนอง ค าสนอง คือการแสดงเจตนาของผูส้นองต่อผูเ้สนอในการตกลงรับท าสัญญาตาม ค าเสนอ หรืออาจกล่าวส้ัน ๆ ไดว้า่ ค าสนอง คือ ค าตอบรับท าสัญญาตามค าเสนอ ตัวอย่างเช่น จากตวัอยา่งก่อนเมื่อนายด าบอกนายแดงวา่จะขายรถ นายแดงตอบตก ลงซ้ือเช่นน้ีการที่นายแดงตอบตกลงซ้ือรถยนตน์ ้นัเป็นค าสนอง และเกิดสัญญาซ้ือขายข้ึนแลว้ ๓. ประเภทของสัญญา สัญญาน้นัอาจจะแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดงัต่อไปน้ี ๑๕ (๑) สัญญาต่างตอบแทนกบัสัญญาไม่ต่างตอบแทน สัญญาต่างตอบแทน คือ สัญญาที่คู่กรณีท้งัสองฝ่ายต่างเป็นหน้ีซ่ึงกนัและกนั คือต่างเป็นเจา้หน้ีและลูกหน้ีซ่ึงกนัและกนั ตัวอย่างเช่น สัญญาซ้ือขายผขู้ายมีหนา้ที่(หน้ี) ส่งมอบทรัพยส์ิน ในแง่น้ีผขู้าย เป็นลูกหน้ีผูซ้้ือเป็น เจา้หน้ีในขณะเดียวกนัผูซ้้ือก็มีหนา้ที่(หน้ี) ช าระราคาทรัพยส์ิน ในแง่น้ีผูซ้้ือ เป็นลูกหน้ีผขู้ายเป็นเจา้หน้ี สัญญาไม่ต่างตอบแทน คือ สัญญาซ่ึงคู่กรณีแต่เพียงฝ่ ายเดียวมีหน้าที่จะต้อง ปฏิบัติการช าระหน้ีแก่อีกฝ่ายหน่ึง ตัวอย่างเช่ น สัญญากู้ยืม เมื่อผูใ้ห้กู้ให้เงินผูกู้้ยืมไปแล้ว โดยมีการตกลงคิด ดอกเบ้ียเงินกูด้ว้ย เมื่อครบกา หนดเวลาที่ตกลงกนัผูกู้ม้ีหนา้ที่(หน้ี) ช าระเงินตน้พร้อมดอกเบ้ียแก่ ผใู้หกู้โ้ดยผใู้หกู้ไ้ม่มีหนา้ที่ใดๆ ที่ตอ้งปฏิบตัิตอบแทนแก่ผรูู้้ (๒) สัญญามีค่าตอบแทนกบัสัญญาไม่มีค่าตอบแทน สัญญามีค่าตอบแทน คือ สัญญาที่คู่กรณีต่างไดร้ับผลประโยชน์จากสัญญาน้นั ๑๕ ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกบั กฎหมาย ทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๓), หน้า ๕๖.
๑๙๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวอย่างเช่น สัญญาซ้ือขาย ผูซ้้ือไดร้ับประโยชน์คือไดท้รัพยส์ ินที่ซ้ือ ผูข้าย ได้รับประโยชน์ คือราคาทรัพย์สินที่ขาย สัญญาไม่มีค่าตอบแทน คือ สัญญาที่คู่กรณีแต่เพียงฝ่ายเดียวไดป้ระโยชน์และ ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ก็ไม่เสียอะไรตอบแทน ตัวอย่างเช่น สัญญาให้โดยเสน่หา ผูร้ับการให้เป็นผูไ้ดร้ับประโยชน์โดยมิได้ เสียอะไรใหแ้ก่ผใู้ห้ (๓) สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกคือ สัญญาที่คู่สัญญาไดต้กลงท าสัญญา กนัเพื่อใหบุ้คคลภายนอกผซู้่ึงมิไดเ้ขา้มาเป็นคู่สัญญาดว้ยไดร้ับประโยชน์จากสัญญาน้นั ตัวอย่างเช่ น นายม่วงรับจา้งท างานกบันายจา้ง ได้ค่าแรงเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นายม่วงตกลงกบันายจา้งว่าให้จ่ายค่าแรงน้ีให้แก่นางสาวฟ้าคู่รัก สัญญาน้ีเป็นสัญญาเพื่อ ประโยชน์บุคคลภายนอกคือนางสาวฟ้า (๔) สัญญาประธานและสัญญาอุปกรณ์ สัญญาประธาน คือ สัญญาโดยทวั่ ไปที่คู่สัญญาตกลงท าข้ึนเพื่อให้มีผลบงัคบั กนัตามสิทธิหนา้ที่ที่ไดร้ับตกลงกนัซ่ึงสัญญาน้ีมีความสมบูรณ์ในตวัเอง สัญญาอุปกรณ์ คือ สัญญาที่ประกอบสัญญาประธาน จะมีสัญญาอุปกรณ์ ข้ึนมาลอย ๆโดยไม่มีสัญญาประธานไม่ได้ ตัวอย่างเช่น สัญญากูย้ืมเงิน ปกติยอ่มสมบูรณ์ในตวัมนัเอง แต่บางคร้ังผูใ้ห้กู้ ตอ้งการหลกั ประกนัจึงให้ลูกหน้ีหาทรัพยส์ินมาจ านองไว้ด้วย เช่นน้ีสัญญากู้คือ สัญญาประธาน ส่วนสัญญาจ านองเป็ นสัญญาอุปกรณ์ ๔. มัดจ าและเบี้ยปรับ เมื่อสัญญาเกิดข้ึนคู่กรณีจะต้องปฏิบตัิตามสัญญาถ้าฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงผิดสัญญาแล้ว ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึงคู่สัญญาฝ่ายที่เสียหายยอ่มเรียกร้องค่าเสียหายจาก ฝ่ายที่ผิดสัญญาถ้ามีการช าระค่าเสียหายเรื่องก็จบ แต่ถา้ไม่ยอมช าระฝ่ายที่เสียหายก็ตอ้งฟ้องศาล เป็นคดีเรียกให้ชดใชค้ ่าเสียหาย ซ่ึงท าให้ยุง่ยาก ดงัน้นัการท าสัญญาจึงนิยมมีการกา หนดมัดจ าและ เบ้ียปรับไว้เพื่อเป็นการบงัคบั ให้มีการปฏิบตัิตามสัญญา ตลอดจนเพื่อลดทอนการนา คดีข้ึนสู่การ พิจารณาของศาล
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๙๕ General Law มัดจ า มัดจ า คือ สัญญาซ่ึงคู่สัญญาฝ่ายหน่ึงไดส้ ่งมอบเงินหรือทรัพยส์ ินให้แก่คู่สัญญาอีก ฝ่ายหน่ึง เพื่อเป็นพยานหลกัฐานวา่สัญญาไดท า ้ข้ึนแลว้และเป็นหลกัประกนัการปฏิบตัิตามสัญญา (ดูมาตรา ๓๗๗) มัดจ ามีประโยชน์ ๒ ประการ คือ๑๖ (๑) เป็นพยานหลกัฐานวา่สัญญาไดท า ้กนัข้ึนแลว้ (๒) เป็นการประกนัการปฏิบตัิตามสัญญา คือ ตราบใดที่ลูกหน้ียงัมิไดป้ฏิบตัิการ ช าระหน้ีใหเ้สร็จสิ้นตามสัญญา จะเรียกมดัจ าคืนจากเจา้หน้ีไม่ได้ ตวัอย่างขอ้ตกลงเรื่องมนั จ า เช่น นายด าท าสัญญาจะซ้ือจะขายที่ดินกบันายแดงโดย ได้ท าสัญญาเป็ นหนังสือ โดยนายด าผจู้ะซ้ือไดม้อบเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ไวเ้ป็นการประกนั ๖.๖ หลักกฎหมายว่าด้วยหนี้ “หน้ี” คือความผูกพนัทางกฎหมายระหวา่งบุคคล ๒ ฝ่ายฝ่ายหน่ึงเรียกวา่เจา้หน้ีซ่ึง จะได้รับ ประโยชน์จากการกระท าการอยา่งใดอยา่งหน่ึงของอีกหน่ึงซ่ึงเรียกวา่ลูกหน้ี ๑๗ ๖.๖.๑ ลักษณะส าคัญของ "หนี้" จากความหมายของ “หน้ี” ขา้งตน้จะเห็นไดว้า่“หน้ี" มีลกัษณะส าคญัดงัต่อไปน้ี (๑) ตอ้งมีเจา้หน้ีและลูกหน้ีคือ หน้ีน้นัจะตอ้งมีบุคคลสองฝ่ายฝ่ายหน่ึงเป็นผูท้รง สิทธิเรียกวา่“เจา้หน้ี" ส่วนอีกฝ่ายหน่ึงมีหนา้ที่ตอ้งช าระหน้ีเรียกวา่“ลูกหน้ี"อน่ึงแต่ละฝ่ายอาจมี บุคคล มากกวา่๑ คนได้ซ่ึงเรียกกรณีที่เจา้หน้ีหลายคนกวา่“เจา้หน้ีร่วม" ส่วนกรณีเรียกนายแดงวา่ ลูกหน้ีร่วม" เช่น นายด ากูเ้งินจากนายแดง เรียกนายด าวา่"ลูกหน้ี” เรียกนายแดงวา่“เจา้หน้ี” แต่ถา้ นายด า นายเขียว นายขาว ร่วมกนักูเ้งินจากนายแดง นายฟ้า นายม่วง เรียก นายด า นายเขียว นายขาว วา่“ลูกหน้ีร่วม” เรียก นายแดง นายฟ้า นายม่วงวา่“เจา้หน้ีร่วม” (๒) ตอ้งมีวตัถุแห่งหน้ีคือ ขอ้กา หนดว่าลูกหน้ีจะตอ้งปฏิบตัิการช าระหน้ีให้แก่ เจา้หน้ี*อยา่งไรวตัถุแห่งหน้ีอาจจ าแนกได้ ๓ ประการ คือ ๑) การท าการอยา่งใดอยา่งหน่ึง เช่น สัญญาจา้งซ่อมโทรทศัน์ลูกหน้ีมีหนา้ที่ ตอ้ง ซ่อมโทรทศัน์ใหส า ้ เร็จ ๑๖ จ าปี โสตถิพันธุ์, ค าอธิบายหลักกฎหมาย "นิติกรรม-สัญญา", (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ วญิญูชน จา กดั,๒๕๔๒), หน้า ๒๔๐. ๑๗ ไพโรจน์ วายุภาพ, ค าอธิบาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ วญิญูชน จา กดั, ๒๕๔๒), หน้า ๑๕.
๑๙๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒) งดเว้นกระท าการอย่างใดอยา่งหน่ึง เช่น สัญญาที่ตกลงจะไม่สร้างอาคาร สูง เกิน 8 ช้นัลูกหน้ีมีหนา้ที่ตอ้งงดเวน้ไม่สร้างอาคารสูงเกิน ๕ ช้นั ๓) ส่งมอบทรัพยส์ิน เช่น สัญญาซ้ือขายนาฬิกาลูกหน้ีมีหนา้ที่ส่งมอบนาฬิกา (๓) ตอ้งมีความผูกพนัทางกฎหมายอนัก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ในเรื่องหน้ีคือ เจา้หน้ีและลูกหน้ียงัมีความผกูพนัทางหน้ีกนัอยู่หน้ีน้นัยงัมิไดร้ะงบัลง ๖.๖.๒ บ่อเกิดของหนี้ หน้ีอนัเป็นความผูกพนัที่บงัคบั ไดท้างกฎหมายน้นัอาจเกิดจากมูลเหตุหลายกรณีแต่ อาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ๑๘ (๑) หน้ีที่เกิดจากนิติกรรม นิติกรรมเป็นการแสดงเจตนาของบุคคลที่จะก่อการ เคลื่อนไหว แห่งสิทธิสัญญาอนัเป็นนิติกรรมอย่างหน่ึงเป็นบ่อเกิดของหน้ีที่ส าคญัเช่น สัญญาซ้ือ ขาย สัญญาขายฝาก สัญญาเช่าทรัพย์ฯลฯ . (๒) หน้ีที่เกิดจากนิติเหตุนิติเหตุเป็นเหตุการณ์ที่กฎหมายบงัคบั ให้บุคคลตอ้งมี ความ ผกูพนัโดยที่บุคคลน้นัไม่สมคัรใจ นิติเหตุน้ีมีอยู่๔ กรณี คือ ๑) จดัการงานนอกสั่ง คือ การที่บุคคลหนึ่งเข้าท ากิจการแทนผูอ้ื่นโดยที่เขา มิไดว้า่ขานวานใชใ้หท า ้ หรือโดยมิได้มีสิทธิที่จะท าการงานน้นัแทน หากบุคคลน้นัจดัการงานไป ในทางที่จะให้สม ประโยชน์ของตวัการหรือตามที่จะพึงสันนิษฐานไดว้่าเป็นความประสงค์ของ ตวัการบุคคลน้นัยอ่มมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าใชจ้่ายที่ตนไดเ้สียไปจากตวัการได้ตวัอยา่งเช่น นายด า กบันายขาวอยู่บา้นใกล้กนันายด ามีธุระตอ้งไปต่างประเทศเป็นเวลา ๑ เดือน จึงปิ ดบ้านไว้ใน ระหวา่งน้นัมีพายุพดัหลงัคาบา้นของนายด าพงัลง นายขาวจึงไดจ้ดัการจา้งช่างมาซ่อมหลงัคาบา้น ให้นายด าสิ้นเงินไป ๒,๐๐๐ บาท เช่นน้ีเป็นเรื่องจดัการงาน นอกสั่ง เพราะนายด าไม่ไดว้า่ขานวาน ใหน้ายขาวซ่อม แต่ผลจากการที่นายขาวไดจ้ดัการซ่อมไปเช่นน้นัเป็น การสมประโยชน์ของนายด า นายขาวจึงมีสิ ทธิเรี ยกร้องให้นายด าชดใช้เงินจ านวน ๒,000 บาท ที่ใช้จ่ายไป ได้(มาตรา ๓๙๕,๕๐๑) ๒) ลาภมิควรได้ คือ การที่บุคคลหนึ่งไดท้รัพยส์ิ่งใดเพราะการที่บุคคลอีกคน หนึ่ง กระท าเพื่อช าระหน้ีก็ดีหรือไดม้าดว้ยประการอื่นก็ดีโดยปราศจากมูลอนัจะอา้งกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหน่ึงน้นัเสียเปรียบ บุคคลที่ไดร้ับทรัพยน์ ้นั จ าตอ้งคืนทรัพยใ์ห้แก่เขา ตวัอยา่งเช่น นายฟ้าช าระ หน้ีให้นายม่วงจ านวน ๑๐,๐๐๐ บาท โดยส าคญัผิดวา่นายม่วงเป็นเจา้หน้ี ๑๘ ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกบั กฎหมาย ทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๓), หน้า ๙๑.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๙๗ General Law ตน ดงัน้ีเงินจ านวน ๑๐,๐๐๐ บาทน้ีเป็นลาภมิควรไดส า ้หรับนายม่วง นายฟ้ามีสิทธิเรียกเงินน้นัคืน จากนายม่วง (มาตรา ๕๐๖) ๓) ละเมิด คือการที่บุคคลใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อท าต่อบุคคลอื่นโดยผิด กฎหมายใหเ้ขาเสียหายถึงแก่ชีวติก็ดีแก่ร่างกายก็ดีทรัพยส์ินหรือสิทธิอยา่งหน่ึงอยา่งใดก็ดีผนู้้นั ท า ละเมิด จ าตอ้งใช้ค่าสินไหมทดแทน ตวัอย่างเช่น นายเขียวเอาไมต้ีศีรษะนายเหลือง นายเหลืองมี สิทธิเรียกเงิน ๑,๐๐๐ บาท จากนายเขียว (มาตรา ๔๒๐) ๔) บทบญัญตัิแห่งกฎหมาย บางกรณีมีกฎหมายกา หนดหน้ีไวโ้ดยเฉพาะเช่น ประมวลรัษฎากร กา หนดใหผ้มู้ีเงินไดม้ีหนา้ที่เสียภาษีใหร้ัฐเช่นน้ีรัฐมีสิทธิเรียกภาษีจากผมู้ีเงินได้ ๖.๖.๓ ผลแห่งหนี้ เมื่อ “หน้ี” เกิดข้ึน เจา้หน้ีและลูกหน้ีมีความผูกพนัตามกฎหมาย โดยเจา้หน้ีมีสิทธิ เรียกร้องใหลู้กหน้ีปฏิบัติการช าระหน้ีในขณะเดียวลูกหน้ีก็มีหนา้ที่ตอ้งปฏิบตัิการช าระหน้ีถา้ไดม้ี การช าระหน้ีถูกตอ้งครบถว้นหน้ีน้นัก็เป็นอนัระงบัไป แต่ถา้หากลูกหน้ีไม่ยนิยอมปฏิบตัิการช าระ หน้ีหรือช าระหน้ีล่าชา้เจา้หน้ียอ่มมีสิทธิที่จะฟ้องร้องขอใหม้ีการบงัคบั ช าระหน้ีโดยเฉพาะเจาะจง หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนจากลูกหน้ีได้และนอกจากน้นัเพื่อเป็นการประกนัการช าระหน้ีของ ลูกหน้ีกฎหมายให้สิทธิแก่เจา้หน้ีในการที่จะ ควบคุมและสงวนไวซ้่ึงกองทรัพยส์ินของลูกหน้ีได้ (มาตรา ๒๓๓ – มาตรา ๒๔๐) กล่าวคือถา้ลูกหน้ีเพิกเฉย ไม่ใชส้ิทธิเรียกร้องของตนเรียกทรัพย์สิน มาเป็นของตนเองเจา้หน้ีมีสิทธิที่จะใชส้ิทธิเรียกร้องของลูกหน้ีได้หรือกรณีที่ลูกหน้ีมีทรัพยส์ินอยู่ แลว้แค่ไดจ า้หน่ายจ่ายโอนทรัพยส์ินน้นั ไป โดยรู้อยูว่า่การท าเช่นน้นัจะเป็น การท าให้เจา้หน้ีตอ้ง เสียประโยชน์เช่นน้ีเจา้หน้ีมีสิทธิฟ้องขอใหเ้พิกถอนนิติกรรมสัญญาน้นัได้ ๖.๖.๔ ความระงับแห่งหนี้ ความระงบัแห่งหน้ีคือ หน้ีไดส้ิ้นสุดลงหรือระงบัลง ซ่ึงความระงบัแห่งหน้ีเกิดข้ึน โดยเหตุใดเหตุหนึ่ง ใน ๕ กรณีต่อไปน้ีคือ (๑) การช าระหน้ีคือเมื่อลูกหน้ีไดช า้ระหน้ีถูกตอ้งตามความประสงคข์องเจา้หน้ี แลว้หน้ีน้นัยอ่มเป็นอนัระงบัไป ตวัอยา่งเช่น นายด ากูเ้งินนายขาว ๑๐,๐๐๐ บาท ตกลงดอกเบ้ีย ๑๕ % ต่อปีกา หนดเวลาช าระคืน ๑ ปี ถึงกา หนดนายด าน้ ํ าเงิน ๑๑,๕๐๐ บาท ช าระใหน้ายขาวเช่นน้ีหน้ี ยอ่มระงบั (๒) การปลดหน้ีคือการที่เจา้หน้ีไดย้ินยอมยกหน้ีให้แก่ลูกหน้ีโดยไม่เรียกร้อง ค่าตอบแทน ใด ๆ ถ้าหน้ีน้ันมีหนังสือหลกัฐาน การปลดหน้ีก็ตอ้งท าเป็ นหนังสือด้วย หรือต้อง เวนคืนเอกสารอนัเป็น หลกัฐานแห่งหน้ีให้แก่ลูกหน้ีหรือขีดฆ่าเอกสารน้ันเสีย (มาตรา ๓๔๐) ตวัอย่างเช่น นายด ากูเ้งินนายขาว โดยมีการท าหนงัสือเป็นหลกัฐานไว้ต่อมานายขาวประสงค์จะ
๑๙๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปลดหน้ีให้นายด าการปลดหน้ีกรณีน้ีตอ้งท า เป็นหนงัสือให้แก่ลูกหน้ีดว้ย หรือตอ้งเวนคืนเอกสาร อนัเป็นหนงัสือดว้ยหรือขีดฆ่าเอกสารน้นัเสีย (๓) หักกลบลบหน้ีคือ เมื่อบุคคลสองคนมีความผูกพนัซ่ึงกนัและกนั โดยความ ผูกพนัน้นัคือ หน้ีซ่ึงบุคคลท้งัสองฝ่ายต่างก็เป็นเจา้หน้ีและลูกหน้ีซ่ึงกนัและกนัและหน้ีน้นัมีวตัถุ เป็นอยา่งเดียวกนัและถึงกา หนดช าระ ฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงจะหกักลบลบหน้ีเพื่อให้หน้ีระงบัเพียงเท่า จ านวนที่ตรงกนั ในมูลหน้ีท้งัสองฝ่ายน้นัก็ได้เวน้แต่สภาพแห่งหน้ีฝ่ายหน่ึงจะไม่เปิดช่องให้หัก กลบลบหน้ีกนัได้ตวัอยา่งเช่น นายด าเป็น ลูกหน้ีนายขาว ๑๐,๐๐๐ บาท และนายขาวเป็นหน้ีนายด า ๒๐,๐๐๐ บาท ดงัน้ีหักกลบลบกนั ไดจ า้นวน ๑๐,๐๐๐ บาทแต่ถา้เป็นกรณีนายด าเป็นลูกหน้ีนาย ขาวตอ้งส่งมอบขา้ว ๑๐๐ ถงัและนายขาวเป็นลูกหน้ีนายด าตอ้งส่งมอบมาให้ ้๑ ตวัดงัน้ีหกักลบลบ กนัไม่ได้เพราะมีวตัถุแห่งหน้ีอนัมิใช่อยา่งเดียวกนั (มาตรา (๔) แปลงหน้ีใหม่คือการระงบัหน้ีเก่าแต่มีหน้ีใหม่เกิดข้ึน ตวัอยา่งเช่น นายม่วงขบั รถโดย ประมาทชนนายขาวบาดเจ็บ เช่นน้ีนายม่วงท าละเมิดต่อนายขาว นายขาวมีสิทธิเรียกร้อง ค่าเสียหายจาก นายม่วงฐานละเมิดแต่หากนายม่วงและนายขาวตกลงกนั ไดว้า่นายม่วงยินยอมจ่าย ค่าเสียหาย 9,000 บาท และได้ท าหลกัฐานเป็นหนงัสือไว้เช่นน้ีหน้ีละเมิดเดิมเป็นอนัระงบัแลว้หน้ี ใหม่ตามที่คู่กรณีตกลงกนัคือหน้ีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (๕) หน้ีเกลื่อนกลืนกัน คือ กรณีที่สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหน้ีและลูกหน้ีได้มา รวมกนัอยู่ใน ตวับุคคลเดียวกนัตวัอย่างเช่น นายเวหาเป็นลูกหน้ีนายวาตะ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมา นายวาตะเจ้าหน้ีได้ตายลงและปรากฏว่า นายวาตะเจา้หน้ีได้ท าพินัยกรรมยกบรรดาทรัพย์สิน ท้งัหมดให้แก่นายเวหาตาผูเ้ดียว ดงัน้ีเห็นไดว้่าสิทธิที่จะได้รับช าระหน้ีและความรับผิดชอบใน หน้ีนไดต้กอยแู่ก่นายเวหาแต่ผเู้ดียว ดงัน้นัหน้ีรายน้ีจึงเป็นอนัระงบัสิ้นไป เพราะหน้ีเกลื่อนกลืนกนั ๖.๖.๕ จ านอง-จ าน า ถ้าจะมีค าถามว่าการนา บา้นหรือที่ดินไปจ านอง จะเสียหายอย่างไร ให้อธิบายความ ตอบได้ว่า ตามกฎหมายจ านอง คือการที่บุคคลหน่ึงเรียกว่า ผูจ า้ นองเอาทรัพย์สินของตนไปจด ทะเบียนไวก้บับุคคลอีกคนหน่ึงเรียกวา่ผูร้ับจ านองเพื่อเป็นหลกัประกนัการช าระหน้ีโดยผูจ า้นอง ไม่ตอ้งส่งมอบทรัพยส์ินน้นั ให้แก่ผูร้ับจ านอง การจ านองน้นัจะเพื่อประกนัหน้ีตนเอง หรือบุคคล อื่นก็ได้ทรัพยสินที่จดทะเบียน ์ จ านองไดม้ีดงัน้ี ๑๙ ๑. อสังหาริมทรัพย์ คือที่ดินมีโฉนด ต้องจดทะเบียนที่ส านักงานที่ดินจังหวัดหรือ สาขาซ่ึงที่ดินน้นัอยในเขต ที่ดิน น.ส. ู่๓ จดทะเบียนที่อ าเภอ หรือกิ่งอ าเภอ ๑๙ สุริยา พงษ์สุริยา และ ดร. วนิดา จันทิมา, กฎหมายซาวบ้าน ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมาย ทวั่ ไป, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, ๒๕๕๔, หน้า ๑๔๒.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๑๙๙ General Law บา้นเรือนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ไม่วา่ ปลูกอยใู่นที่ดินมีโฉนดหรือไม่มีถ้าจ านอง เฉพาะสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนที่อา เภอหรือกิ่งอา เภอ ๒. สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ เช่น เรือ ซ่ึงมีระวางที่กฎหมายกา หนด ต้องจด ทะเบียนจ านองกบักรม เจา้ท่าหรืออ าเภอกิ่งอ าเภอ แพ สัตว์พาหนะ ต้องจดทะเบียน จ านองที่อ าเภอ หรือกิ่งอ าเภอ สังหาริมทรัพย์อื่น ที่กฎหมายกา หนดให้จดทะเบียนจ านองได้เช่น เครื่องจกัรจด ทะเบียนจ านองที่กระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนรถยนต์จดทะเบียนที่กรมขนส่งทางบก ที่ตอ้งจดทะเบียนเพื่อควบคุมและ เรียกเก็บ ค่าธรรมเนียม ส่วนอาวธุปืนไม่มีกฎหมายอนุญาตใหจ้ดทะเบียนจ านอง จึงจ านองไม่ได้ หลักการจ านอง (๑) การจ านอง ตอ้งเป็นเจา้ของกรรมสิทธ์ิในทรัพยท์ ี่จ านอง (๒) สัญญาจ านองต้องท าเป็นหนงัสือและจดทะเบียนต่อพนกังานเจา้หนา้ที่ (๓) ผู้รับจ านอง มีสิทธิได้รับช าระหน้ีจากทรัพยส์ินที่จ านองก่อนเจา้หน้ีสามญั (๔) ผู้รับจ านองมีสิทธ์ิที่เรียกเอาทรัพยส์ินที่จ านองน้นัหลุด เป็นกรรมสิทธ์ิของตน ได้ ต้องเข้า ๑) ลูกหน้ีขาดส่งดอกเบ้ียมาแลว้เป็นเวลานานถึง ๕ ปี ๒) ผู้จ านองมิไดแ้สดงใหเ้ป็นที่พอใจแก่ศาลวา่ราคาทรัพยส์ินน้นัท่วมจ านวน เงินอันค้างช าระ ๓) ไม่มีการจ านองรายอื่น หรือบุริมสิทธ์ิอื่น ไดจ้ดทะเบียนไวเ้หนือทรัพยอ์นั เดียวกนัน้ี ในการจ านองทรัพยส์ินไม่ครอบไปถึงดอกผลของทรัพยส์ินน้นัแต่ถา้ผูร้ับจ านองได้ บอกกล่าวเป็น หนงัสือถึงผจ าู้นองวา่ตนจะบงัคบจ านองเมื่อใดจ านองก็ครอบไปถึงดอกผลน้นัทนัที ผู้รับจ านองมีสิทธิเรียก ให้ผู้จ านอง ส่งมอบค่าเช่าค่าผลไม้หรือลูกสัตวน์ ้นัเพื่อช าระหน้ีจ านองได้ (๕) ทรัพย์สินจ านอง ยอ่มเป็นประกนั ช าระหน้ีดงัน้ี ๑) ต้นเงิน ๒) ดอกเบ้ีย ๓) ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ช าระหน้ี ๔) ค่าธรรมเนียมในการบงัคบัจ านอง ๕) การบังคับจ านอง ผู้รับจ านองตอ้งมีหนงัสือบอกกล่าวไปยงัลูกหน้ีภายใน เวลาอันสมควร ซึ่งปกติจะให้เวลาประมาณ ๓๐ วนัหากลูกหน้ีไม่ช าระหน้ีภายในเวลาดงักล่าวผรู้ับ
๒๐๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ านองจะใช้สิทธิบังคับจ านอง โดยต้องฟ้องผู้จ านองต่อศาล ขอให้ศาลสั่งให้นา เอาทรัพยท์ ี่จ านอง ออกขายทอดตลาด น าเงินมาช าระหน้ีของตน (๖) การบังคับจ านอง เมื่อนา ที่ดินหรือทรัพยอ์อกขายทอดตลาด ไดเ้งินสุทธิเท่าใด ให้น าเงิน ดงักล่าวช าระหน้ีให้แก่ผูร้ับจ านอง หากมีเงินเหลือให้คืนให้แก่ผูจ า้ นองผู้รับจ านองจะ เก็บเอาไวเ้ป็นของตนเองไม่ได้ (๗) การจดทะเบียนรับจ านองที่ดิน โดยไม่ไดร้ะบุถึงบา้นเรือนที่ปลูกอยู่บนที่ดิน น้นัก็ถือวา่บา้นเรือนตกอยใู่นสิทธิจ านองด้วย ถ้าผู้จ านองไมช า่ระหน้ีผู้รับจ านองมีสิทธิยดึท้งัที่ดิน และบา้นเรือนออกขายทอดตลาดได้แต่ถา้สัญญาระบุวา่ ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน บา้นเรือน จึงจะไม่ตกอยูใ่นสิทธิจ านอง เวน้แต่จ านองที่ดินไม่รวมถึงบา้นเรือนภายหลงัวนัจ านอง ยกเวน้แต่ ไดร้ะบุไวว้า่ ใหร้วมถึงบา้นเรือนดว้ย (๘) ทรัพย์ที่จ านองยอ่มเป็นประกนัถึง ๑) ต้นเงิน ๒) ดอกเบ้ีย ๓) ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ช าระหน้ี ๔) ค่าธรรมเนียมในการบงัคบัจ านอง (๙) หน้ีที่ขาดอายุความ (เกิน ๑๐ ปี) ไปแล้ว จะมีผลต่อการจ านองหรือไม่น้ัน เรียกวา่ถึงแมว้า่หน้ีที่ประกนัน้นัจะขาดอายุความไปแลว้ก็ตาม (๑๐ ปี ) ผู้รับจ านองก็ยงัมีสิทธิที่จะ บงัคบัเอากบัทรัพยส์ินที่จ านอง ไวไ้ด้ไม่ไดข้าดอายคุวามไปดว้ย จึงไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของผูร้ับ จ านอง ในทรัพย์สินที่จ านองแต่อย่างใด แต่จะบงัคบัเอากบัดอกเบ้ียที่คงคา้งอยู่ให้ลูกหน้ีช าระใน จ านวนเกินกวา่๕ ปีไม่ได้(ป.พ.พ.ม.๗๕๕) (๑๐) ในกรณีราคาทรัพย์ที่จ านอง มีราคาต่ ํ ากวา่หน้ีสินลูกหน้ีไม่ตอ้งรับผิดในส่วน ที่คงขาดอยู่เช่น ผูร้ับจ านองฟ้องบังคับจ านอง โดยฟ้องให้เอาทรัพย์จ านองออกขายทอดตลาดหรือ ให้ตกเป็นของตนก็ตาม ถา้ไดเ้งินไม่พอกบัหน้ีหรือราคาทรัพยน์ ้นัต่ ํ ากวา่หน้ีลูกหน้ีก็ไม่ตอ้งรับผิด ในหน้ีส่วนที่ขาดน้นัแต่อยา่งใด (ป.พ.พ.ม ๗๓๓) ยกเว้นแต่ถา้ปรากฏว่าเจา้หน้ีฟ้องเรียกให้ช าระหน้ีอย่างฐานะเป็นเจา้หน้ีสามญั ไม่ไดฟ้ ้องบงัคบั จ านองแต่เพียงอย่างเดียวเมื่อชนะคดีแลว้จึงยึดทรัพยจ า์นองออกขายทอดตลาด และขอรับช าระหน้ีจากเงินค่าขายทอดตลาดน้นัอยา่งเจา้หน้ีสามญั ถ้าได้เงินไม่พอช าระหน้ีลูกหน้ีก็ยงัตอ้งรับผิดในเงินที่ขาดน้นัเจา้หน้ีมีสิทธิยึด ทรัพยส์ินอยา่งอื่น ๆ ของลูกหน้ีออกขายทอดตลาด เพื่อช าระหน้ีจนครบถว้นได้
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๐๑ General Law การฟ้องเรียกหน้ีอยา่งเจา้หน้ีสามญัเจา้หน้ีไม่มีสิทธิพิเศษที่จะไดร้ับช าระหน้ีก่อน เจา้หน้ีรายอื่น ถา้มีเจา้หน้ีตามค าพิพากษารายอื่น ๆ มาขอเฉลี่ยเงินที่ขายทอดตลาดได้ก็จะตอ้งแบ่ง เฉลี่ยกนัตามส่วนของหน้ี ถ้าผู้จ านองท าสัญญากับผูร้ับจ านองว่า ถ้าบงัคบั จ านอง ได้เงินน้อยกว่าน้ีที่ค้าง ช าระ ผู้จ านองยอม ใช้หน้ีจนครบ สัญญาน้ีไม่ตอ้งจดทะเบียนต่อพนกังานเจา้หน้าที่ก็ใช้บงัคบัได้ เจา้หน้ียอ่มมีสิทธิยดึทรัพยส์ิน อื่นของผจ าู้นอง แต่ตอ้งยงัไม่ขาดอายคุวาม (๑๐ ปี ) มาขายทอดตลาด เพื่อช าระหน้ีจนครบได้ จากหลักเกณฑ์ การบังคับจ านองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๔๕ บญัญตัิวา่ผูร้ับจ านอง จะบังคับ จ านองแมเ้มื่อหน้ีที่ประกนัน้นัขาดอายุความแลว้ก็ได้แต่จะบงัคบัเอาดอกเบ้ียที่คา้งช าระ ในการจ านองเกิน กวา่๕ ปีไม่ได้มีฎีกาที่๕๙๑ - ๕๙๒/๒๕๓๒ การฟ้องบังคับจ านองเป็นคดีไม่มี อายคุวาม ลูกหน้ีจ านองขาดส่งดอกเบ้ียจากวนั ฟ้องไปจนกวา่จะช าระเสร็จ ๖.๗ หลักกฎหมายว่าด้วยทรัพย์และทรัพย์สิน มาตรา ๑๓๗ “ทรัพย"์หมายความวา่วตัถุมีรูปร่าง มาตรา ๑๓๔ “ทรัพย์สิน” หมายถึงวตัถุมีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง ซ่ึงอาจมีราคาและอาจ ถือเอาไดด้งัน้ี ๒๐ “ทรัพย"์ทุกอย่างเป็น “ทรัพยส์ ิน"แต่ทรัพยส์ ินมีขอบเขตกวา้งกว่าทรัพย์ตวัอย่างที่ เป็ นทรัพย์สิน ไม่ใช่ทรัพย์เช่น ลิขสิทธ์ิสิทธิบตัรเครื่องหมายการคา้เป็นตน้ จากความหมายของทรัพยส์ินจะเห็นวา่มีถอ้ยค าที่ต้องอธิบายเพื่อประกอบความเข้าใจ ดงัน้ี -วตัถุมีรูปร่าง คือ สิ่งที่เห็นไดด้ว้ยตา จบัตอ้งสัมผสัได้เช่น หนงัสือโตะ๊รถยนต์เป็น ต้น -วตัถุไม่มีรูปร่างคือ สิ่งที่มองไม่เห็นไดด้ว้ยตาจบัตอ้งสัมผสัไม่ได้เช่น อากาศแก๊ส พลังปรมาณู เป็ นต้น -อาจมีราคา คือ ราคาหมายถึงคุณค่าในตวัของสิ่งน้ัน สิ่งบางอย่างอาจซ้ือขายดว้ย ราคาไม่ได้แต่อาจมีคุณค่าเพื่อประโยชน์ทางจิตใจ เช่น จดหมายติดต่อระหวา่งคู่รัก เป็ นต้น ๒๐ ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกบั กฎหมาย ทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม. ๒๕๔๕n), หน้า ๙๕.
๒๐๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย -อาจถือเอาได้คืออาการเขา้หวงกนั ไวเ้พื่อตนเอง แต่ไม่จ าเป็ นต้องเข้ายึดถือจับต้อง ได้จริงจงัเช่น ปลาในโป๊ะ แมเ้จา้ของโป๊ะจะยงัไม่ทนัจบั ปลาก็เรียกไดว้า่เจา้ของอาจถือเอาได้แลว้ เพราะมีการก้นัโป๊ะแสดงการหวงกนัไวเ้พื่อตนเอง ๖.๗.๑ ประเภทของทรัพย์ การจัดประเภทของทรัพย์อาจจ าแนกได้หลายแบบ แต่ที่นิยมกนั ได้จ าแนกเป็ น ๒ ประเภท คือ ๑. อสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์หมายถึง ที่ดินและทรัพยอ์นัติดอยกู่บัที่ดินมีลกัษณะเป็นการถาวร หรือประกอบ เป็นอนัเดียวกบัที่ดินน้นัและหมายความรวมถึงทรัพยส์ิทธิอนัเกี่ยวกบัที่ดินหรือทรัพย์ อนัติดอยูก่บัที่ดิน เช่น ไมย้ืนตน้บา้น อนุสาวรีย์เจดีย์ส่วนทรัพยซ์ ่ึงประกอบเป็นอนัเดียวกบัที่ดิน เช่น แร่ธาตุกรวด ทราย ซ่ึงมีอยู่ตามธรรมชาติเป็นต้น อน่ึง ส าหรับทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์เช่น กรรมสิทธ์ิสิทธิครอบครอง ภาระจ ายอม สิทธิอาศัย เป็ นต้น ๒. สังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์และหมายความ รวมถึงสิทธิอบัเกี่ยวกบัทรัพยส์ินน้นัดว้ย ตวัอยา่งเช่น รถยนต์นาฬิกา สมุด เป็นตน้ ส่วนสิทธิอนั เกี่ยวกบัทรัพยส์ินน้นัดว้ยก็เช่น กรรมสิทธ์ิหรือสิทธิครอบครองในสังหาริมทรัพย์ ๖.๗.๒ ส่วนประกอบของทรัพย์ ทรัพยจ์ะประกอบดว้ยส่วนที่ต่อเนื่องกบัตวัทรัพยอ์ีก ๓ ส่วน ซ่ึงท าให้เกิดผลในทาง กฎหมาย คือ ๑. ส่วนควบ ส่วนควบ หมายถึง ส่วนซ่ึงโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่ง ทอ้งถิ่นเป็นสาระส าคัญ ในความเป็นอยขู่องทรัพยน์ ้นัและไม่อาจแยกจากกนัได้นอกจากท าลายท า ให้บุบสลาย หรือท าให้ทรัพยน์ ้นัเปลี่ยนแปลงรูปทรง หรือสภาพไป ตวัอยา่งเช่น รถยนต์ยอ่มมีลอ้ รถเครื่องยนตเ์ป็นส่วนควบ หากแยกจากกนัแลว้รถยอ่มไม่มีสภาพที่ใชป้ระโยชน์ไดอ้ยา่งรถหรือ ไมย้ืนตน้ ไดแ้ก่ไมท้ ี่มีอายุเกินกว่า ๓ ปี) เช่น ตน้พลูตน้มะพร้าวและบา้น โดยปกติย่อมเป็นส่วน ควบกบัที่ดิน ประโยชน์ของการทราบว่าทรัพยใ์ดเป็นส่วนควบ ก็คือ ท าให้ทราบไดว้่าใครจะเป็น เจา้ของทรัพยน์ ้นัซ่ึงมีหลกัวา่เจา้ของทรัพยย์อ่มเป็นเจา้ของในบรรดาส่วน ควบของทรัพยน์ ้นัดว้ย เช่น นายด าเป็ นเจ้าของที่ดิน นายด ายอ่มเป็นเจา้ของบา้นซ่ึงปลูกอยบู่นที่ดินน้นัดว้ย
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๐๓ General Law ๒. อุปกรณ์ อุปกรณ์หมายถึง สังหาริมทรัพยซ์ ่ึงโดยปกตินิยมเฉพาะถิ่น หรือโดยเจตนาชดัแจง้ ของเจ้าของ ทรัพยท์ ี่ประธานเป็นของใชอ้ยูก่บัทรัพยท์ ี่เป็นประธานเป็นอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การ จดัการ ดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธานและเจ้าของทรัพย์ได้น ามาสู่ทรัพย์ที่เป็น ประธานโดยการน ามาติดต่อ หรือ ปรับเข้าไว้หรือท าโดยประการอื่นใด ในฐานะเป็ นของใช้ ประกอบกบัทรัพยท์ ี่เป็นประธานน้นั (มาตรา ๑๔๗) ตวัอย่างเช่น ยางอะไหล่รถยนต์เป็นอุปกรณ์ ของรถยนต์สูบรถจกัรยานเป็นอุปกรณ์ของรถจกัรยาน ปลอกแวน่ตาอุปกรณ์แวน่ตาประโยชน์ของ การทราบว่าทรัพยใ์ดเป็นอุปกรณ์ก็คือ โดยปกติธรรมดาอุปกรณ์ย่อ มตกติดไปกบัทรัพย์ที่เป็น ประธาน เมื่อโอนทรัพยป์ระธานไปให้ผูใ้ด ผูร้ับโอนยอ่มไดอุ้ปกรณ์ไปดว้ย แม้อุปกรณ์จะแยกอยู่ ต่างหากจากทรัพยท์ ี่เป็นประธานก็ตาม 3. ดอกผล ดอกผล หมายถึง สิ่งซ่ึงงอกเงยเพิ่มเติมจากตวัทรัพย์(มาตรา ๑๔๕) อนัไดแ้ก่ (๑) ดอกผลธรรมดา หมายถึง สิ่งที่เกิดข้ึนตามธรรมชาติของทรัพยซ์ ่ึงไดม้า จากตวัทรัพย์โดยการมีหรือใชท้รัพยน์ ้นัตามปกตินิยมและสามารถถือเอาไดเ้มื่อขาดจากทรัพยน์ ้นั ตวัอยา่งเช่น ผลไม้น้า นม ขน ลูกของสัตว์ เห็ด เป็ นต้น (๒) ดอกผลนิตินยัหมายถึง ทรัพยห์รือประโยชน์อยา่งอื่นที่ไดม้าเป็นคร้ังเป็ น คราวแก่เจา้ของทรัพยจ์ากผูอ้ื่น เพื่อการที่ไดใ้ช้ทรัพยน์ ้นัและสามารถค านวณและถือเอาได้เป็ น รายวันหรือตาม ระยะเวลาที่กา หนดไว้ตวัอยา่งเช่น ดอกเบ้ียค่าเช่าค่าปันผลเป็นตน้ ๒๑ ประโยชน์ในการทราบวา่ทรัพยใ์ดเป็นดอกผลก็คือ เจา้ของแม่ทรัพยม์ ีสิทธิใน ดอกผลของทรัพย์น้นั ๖.๗.๓ ทรัพยสิทธิและบุคคลสิทธิ ทรัพยส์ินและบุคคลสิทธิน้ีศาสตราจารยบ์ญัญตัิสุชีวะไดอ้ธิบายความหมายไว้ดงัน้ี ๑. ทรัพยสิทธิคือ สิทธิที่มีวตัถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สิน หรือสิทธิที่มีอยู่เหนือ ทรัพยส์ิน เป็นสิทธิที่จะ บงัคบัเอาแก่ตวัทรัพยส์ินโดยตรงเช่น กรรมสิทธ์ิสิทธิครอบครอง ภาระจ า ยอม สิทธิอาศยัสิทธิเก็บกิน สิทธิเหนือพ้ืนดิน ภาระติดพนั ในอสังหาริมทรัพย์สิทธิจ านอง สิทธิ จ าน าสิทธิยึดหน่วง ลิขสิทธ์ิสิทธิในเครื่องหมายการคา้เป็นตน้ทรัพยสิทธิย่อมใช้ยนัแก่บุคคล ทวั่ ไป จนมีผูก้ล่าวกนัวา่ทรัพยสิทธิใชย้นับุคคล - ไดท้วั่ โลก เช่นเรามีกรรมสิทธ์ิในหนงัสือ เราจะ ขีดเขียนฉีก ท าลายอย่างใดก็ได้แม้หนังสือน้ันจะตกไปอยู่ที่ผูใ้ด เราก็มีสิทธิติดตามเอาคืนได้ ๒๑ รวินท์ ลีละพัฒนะ, ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย, (กรุงเทพมหานคร: สา นกัพิมพว์ิญญ จา กดั, ๒๕๕๖), หน้า ๗๖.
๒๐๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มาตรา ๑๓๓๖) เวน้แต่จะเขา้ขอ้ยกเวน้ตามมาตรา ๑๓๒๙ ถึง ๑๓.๓๒ โดยที่ทรัพยสิทธิใชย้นัไดแ้ก่ บุคคลทวั่ ไปเช่นน้ีทรัพยสิทธิจึงจะก่อต้งัข้ึนไดก้็โดยอาศยัอ านาจของกฎหมาย (มาตรา ๑๒๙๔) จะ ก่อต้งัข้ึนเองโดยนิติกรรม โดยไม่มีกฎหมายให้อ านาจไวห้าได้ไม่เช่น สิทธิเก็บกินจะมีข้ึนได้ เฉพาะในอสังหาริมทรัพย์เท่าน้ัน (มาตรา ๑๔๑๗) บุคคลจะสัญญาให้มีสิทธิเก็บกินใน สังหาริมทรัพย์ มิได้ ๒. บุคคลสิทธิคือสิทธิที่มีวตัถุแห่งสิทธิเป็นการกระท าหรืองดเว้นการกระท าซึ่ง ในลกัษณะหน้ีเรียกวา่สิทธิเรียกร้อง หรืออาจกล่าวไดว้า่บุคคลสิทธิคือสิทธิที่มีอยเู่หนือบุคคลเป็น สิทธิที่บงัคบัเอาแก่ตวับุคคลใหก้ระท าการอยา่งใดอยา่งหน่ึง เช่นสิทธิของเจา้หน้ีตามสัญญากู้สิทธิ ตามสัญญาเช่า สิทธิตาม สัญญาซ้ือขาย สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางละเมิดเป็นตน้ สิทธิ เหล่าน้ีเป็นสิทธิที่จะบงัคบัเอาแก่ตวัลูกหน้ีเท่าน้ัน จะบงัคบัย้ือแย่งเอาจากตวัทรัพย์เลยมิได้ถ้า ลูกหน้ีไม่ปฏิบตัิตามสิทธิน้นัๆ เจา้หน้ีตอ้งฟ้องร้องบงัคบัสิทธิในโรงศาล บุคคลสิทธิไม่อาจใชย้นั แก่บุคคลได้ทวั่ ไป จะใช้บงัคบั ได้เฉพาะตวัลูกหน้ีทายาทหรือผูส้ืบสิทธิของลูกหน้ีเท่าน้ัน ค า พิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๗/๒๕๓๓ สิทธิตามนิติกรรมเกี่ยวกบัภาระ จ ายอมที่พึงมีแมโ้จทก์มีสิทธิใช้ ทางผา่นที่ดินของจ าเลยก็ตาม สัญญากบัจ าเลยแมไ้ม่จดทะเบียนเป็น ทรัพยสิทธิแต่ก็เป็นบุคคลสิทธิ ใช้บงัคบั ไดร้ะหวา่งคู่สัญญาและมิใช่สิทธิที่เป็นการส่วนตวัของสามีโจทก์โดยแท้เมื่อสามีโจทก์ ตายสิทธิดงักล่าวยอ่มตกทอดแก่โจทกซ์ ่ึงเป็นทายาทตามประมวลกฎหมายแพง่และ พาณิชย์มาตรา ๑๕๙๙, ๑๖๐๐ ตวัอยา่งบุคคลสิทธิเช่น ก. ท าสัญญาจะขายที่ดินให้ข.แต่แลว้กลบัเอาไป โอนขาย ให้ค. ดงัน้ีข. จะบงัคบั ให้ค. โอนที่ดินคืนให้ตนหาไดไ้ม่ข. มีสิทธิเพียงจะบงัคบัเรียกค่าสินไหม ทดแทนจากก. หรือถ้าหากเป็นกรณีที่อยู่ในข่ายมาตรา ๒๓๕๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ข.ก็อาจขอให้เพิกถอนการโอนอนัเป็นการฉ้อฉลน้นัเสียได้เนื่องจากบุคคลสิทธิเป็นสิทธิ ที่ใชย้นัไดแ้ต่เฉพาะ บุคคลบางคนดงักล่าวแลว้เท่าน้นัฉะน้นับุคคลสิทธิจึงก่อต้งัหรือเกิดข้ึนโดยนิติ กรรม หรือโดยนิติเหตุเช่น ละเมิดก็ไดแ้ละยงัไดอ้ธิบายต่อไปถึงความแตกต่างทรัพยสิทธิกบับุคคล สิทธิอยา่งชดัเจน ดงัต่อไปน้ี (๑) ทรัพยสิทธิมีวตัถุแห่งสิทธ์ิเป็นทรัพยส์ ินโดยตรง เช่น ผูท้ี่มีกรรมสิทธ์ิใน ทรัพยส์ินใดยอ่ม ชอบที่จะใชส้อยจ าหน่ายไดด้อกผลติดตามเอาทรัพยส์ินคืนและขดัขวางมิให้ผใู้ด สอดเขา้เกี่ยวขอ้งกบัทรัพยส์ินน้นั โดยมิชอบดว้ยกฎหมาย ผูร้ับจ านองยอ่มมีสิทธิบงัคบัจ านองเอา จากทรัพย์ที่จ านองไดเ้สมอไม่ว่าทรัพยน์ ้นัจะตกไปอยู่ที่ผูใ้ดบุคคลสิทธ์ิมีวตัถุแห่งสิทธิเป็นการ กระท าหรืองดเว้นกระกระท าดงัที่บญัญตัิไว้ในประมวลกฎหมายแพง่และพาณิชยม์าตรา ๑๙๔ และ มาตรา ๒๑๓ เช่นสิทธิตามสัญญาจา้งท าของยอ่ม ก่อใหเ้กิดสิทธิแก่ผวู้า่จา้งที่จะบงัคบัใหผู้รับจ้าง ้ ท า ของน้นั ใหแ้ก่ตน
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๐๕ General Law (๒) ทรัพยสิทธิจะเกิดข้ึนได้ก็แต่โดยอาศัยอ านาจของกฎหมายเท่าน้ัน กรรมสิทธ์ิสิทธิอาศยัภาระจ ายอม และสิทธิอื่น ๆ ดงัที่บญัญตัิไวใ้นประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ บรรพ ๕ สิทธิยึดหน่วง บุริมสิทธิจ านองและจ าน าเกิดข้ึนไดเ้พราะประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ให้อ านาจไว้ลิขสิทธ์ิเกิดข้ึน ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ิพ.ศ.๒๕๒๑ สิทธิใน เครื่องหมายการคา้เกิดข้ึนตามพระราชบญัญตัิสิทธิบตัร พ.ศ.๒๕๒๒ แต่สิทธิในชื่อเสียงแห่งธุรกิจ (business goodwil) ในขณะน้ียงัไม่มีกฎหมายไทยรับรองจึงมิใช่ทรัพยสิทธ์ิ บุคคลสิทธิย่อมเกิดข้ึนได้โดยนิติกรรม เช่นท าสัญญาจะซ้ือขายทรัพย์ท า สัญญาเช่า ให้กู้ยืมเงิน หรือเกิดโดยนิติเหตุเช่นเมื่อมีการละเมิดเกิดข้ึน ผูถู้กละเมิดย่อมมีสิทธิ เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จากผท าู้ ละเมิดได้ (๓) ทรัพยสิทธิก่อให้เกิดหนา้ที่แก่บุคคลทวั่ ไป คือบุคคลอื่นใดก็ตามมีหน้าที่ ตอ้งงดเวน้ ไม่ขดัขวางต่อการใชท้รัพยสิทธิของทรัพยสิทธิเช่น ภาระจ ายอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือ พ้ืนดิน จ านอง ตกติดไปกบัทรัพยเ์สมอ ไม่วา่ผใู้ดจะไดท้รัพยภ์ายใตท้รัพยสิทธิเหล่าน้ีไปก็ตอ้งยอม รับรู้ทรัพยสิทธิเหล่าน้นัจะขดัขวางหรือไม่ยอมใหผ้ทู้รงทรัพยสิทธิใชส้อยหรือบงัคบัสิทธิน้นัหาได้ ไม่ บุคคลสิทธิก่อให้เกิดหน้าที่แก่บุคคลโดยเฉพาะเจาะจงเท่าน้ัน กล่าวคือ คู่สัญญา ทายาท หรือผูส้ืบสิทธิของคู่สัญญาเท่าน้ันที่มีหน้าที่กระท าหรืองดเว้นการกระท าตาม สัญญา หรือในเรื่องละเมิดตาม หลกัทวั่ ไปก็ก่อใหเ้กิดหนา้ที่ชดใชค้่าสินไหมทดแทนแต่เฉพาะแก่ผู้ ละเมิดเท่าน้นัเวน้แต่ในกรณีพิเศษตาม มาตรา ๔๒๕, ๔๒๗, ๔๒๔ ถึง ๔๓๐ และ ๔๓๓ ผู้อื่นบาง คนจึงมีหนา้ที่เช่นผท าู้ ละเมิดด้วย (๔) ทรัพยสิทธิมีลกัษณะคงทนถาวรและไม่หมดสิ้นไปโดยการไม่ใช้เช่น กรรมสิทธ์ิแมจ้ะ ไม่ใชน้านเท่าใด ก็ยงัคงเป็นกรรมสิทธ์ิอยูห่าสูญสิ้นไปไม่หรือจ านองยอ่มตกติด ไปกบัทรัพยท์ ี่จ านอง ส่วน การที่มีผูอ้ื่นมาแย่งการครอบครองและไดก้รรมสิทธ์ิไป ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๔๒ น้นัเป็นเรื่องไดก้รรมสิทธ์ิไปเพราะผลแห่งการแย่งการ ครอบครองตามที่กฎหมายบญัญตัิไวห้าใช่กรรมสิทธ์ิไดสู้ญสิ้นไปเพราะการไม่ใช้ไม่มีขอ้ยกเวน้ ส าหรับทรัพยสิทธิอยู่๒ ประเภทเท่าน้นัคือ ภาระจ า ยอมและภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง มาตรา ๑๓๙๙ และ ๑๔๓๔ บญัญตัิวา่ถา้ไม่ใชส้ิบปียอ่มสิ้น ไป บุคคลสิทธิมีลักษณะไม่ถาวร และย่อมสิ้นไป ถ้ามิได้ใช้สิทธิน้ีภายใน กา หนดเวลาที่ กฎหมายกา หนดไว้ กา หนดเวลาน้ีเรียกวา่อายุความซ่ึงมาตรา ๑๙๓/๔ ได้บัญญัติไว้ วา่สิทธิเรียกร้องใด ๆ ถา้มิไดใ้ชบ้งัคบัภายในระยะเวลาที่กฎหมายกา หนด สิทธิเรียกร้องน้นัเป็นอนั ขาดอายคุวาม และอายคุวาม น้นัมีบญัญตัิไวใ้นมาตรา ๑๙๓/๓๐ ถึงมาตรา ๑๑๙๓/๓๕"
๒๐๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๖.๗.๔ การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิ บุคคลอาจไดท้รัพยสิทธิโดยวธิีดงัต่อไปน้ี ๑. ไดม้าโดยนิติกรรม ไดแ้ก่การซ้ือขายแลกเปลี่ยน ให้ท าให้ไดม้าซ่ึงกรรมสิทธ์ิ หรือสิทธิครอบครอง สัญญาก่อต้งัภาระจ ายอม สิทธิอาศัย เป็ นต้น ๒. ไดม้าโดยผลของกฎหมายไดแ้ก่การครอบครองปรปักษในสังหาริมทรัพย์หรือ ์ อสังหาริมทรัพย์อน่ึงการได้มาซ่ึงทรัพยส์ ินน้ีจะตอ้งจดทะเบียนกบัพนักงานเจา้หน้าที่ท าให้ได้ กรรมสิทธ์ิหรือการไดร้ับมรดกเป็นตน้ ๒๒ ๖.๗.๕ ประเภทของทรัพยสิทธิ ทรัพยสิทธิจะมีไดก้ ็เฉพาะที่กฎหมายกา หนดไวเ้ท่าน้ัน ซ่ึงปัจจุบนักฎหมายกา หนด ทรัพยสิทธิไว้ ๗ ประเภท ดงัต่อไปน้ี ๑. กรรมสิทธ์ิคือ สิทธิในความเป็นเจา้ของทรัพยส์ิน ๒. สิทธิครอบครองคือ สิทธิที่ยดึถือครอบครองทรัพยส์ินไวเ้พื่อตน เช่น ผเู้ช่าบา้น ยอ่มมีสิทธิ ๓. ภาระจ ายอม คือการที่เจา้ของอสังหาริมทรัพยต์อ้งรับภาระบางอยา่งอนักระทบ ถึงทรัพย์สินของครอบครองในบา้น ส่วนกรรมสิทธ์ิน้นัอยูท่ ี่เจา้ของบา้น (มาตรา ๑๓๖๗) ตนหรือ ต้องงดเวน้การใช้สิทธิบางอย่างซ่ึงตนควรจะมีสิทธิน้ันอยู่แต่ต้องงดเวน้ ไปเพื่อประโยชน์แก่ อสังหาริมทรัพยอ์ื่น เช่น การที่เจา้ของที่ดินแปลง ก.มีสิทธิเดินผา่นที่ดินแปลง ข. หรือมีสิทธิวางท่อ น้ ํ าผ่าน ที่ดินแปลงข. หรือสิทธิเขา้ไปตกัน้ ํ าในที่ดินแปลงข. ดงัน้นัถือว่าเจา้ของที่ดินแปลงก. มี ภาระจ ายอมเหนือที่ดินแปลง ข. ๔. สิทธิอาศัย คือ สิทธิที่จะอยู่โรงเรือนของผู้อื่นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่าหรือ ผลประโยชน์อื่นใดตอบแทน (มาตรา ๑๔๐๒) ๕. สิทธิเหนือพ้ืนดิน คือ สิทธิที่บุคคลหน่ึงไดเ้ป็นเจา้ของโรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งเพาะปลูกบน ดิน หรือใตด้ินของผูอ้ื่นโดยจะเสียค่าเช่า ค่าตอบแทนให้เจา้ของที่ดินด้วย หรือไม่ก็ได้(มาตรา ๑๔๑๐) ๖. สิทธิเก็บกิน คือ สิทธิที่จะเข้าครอบครอง ใช้และถือเอาประโยชน์จาก อสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ๗. ภาระติดพนั ในอสังหาริมทรัพย์คือ การที่บุคคลหน่ึงซ่ึงไม่ได้เป็นเจ้าของ อสังหาริมทรัพยแ์ต่มีโดยจะเสียค่าเช่าหรือผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ก็ได้(มาตรา ๑๔๑๗) ๒๒ สุริยา พงษ์สุริยา และ ดร. วนิดา จันทิมา, กฎหมายชาวบา้น ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมาย ทวั่ ไป, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, ๒๕๕๔, หน้า ๑๕๑.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๐๗ General Law สิทธิได้รับช าระหน้ีเป็นคราว ๆ จากทรัพย์สินน้ัน หรือได้ใช้ตลอดจนถือเอาซ่ึงประโยชน์แห่ง ทรัพยส์ินน้นัตามที่ระบุไว้(มาตรา ๑๔๒๙) ๖.๗.๖ การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ ในบรรดาทรัพยสิทธิประเภทต่าง ๆ กรรมสิทธ์ิเป็นทรัพยสิทธิที่ส าคญัที่สุด กรรมสิทธ์ิ เมื่อเป็น ทรัพยสิทธิอยา่งหน่ึงจึงอาจมีการไดม้าซ่ึงกรรมสิทธ์ิท้งัโดยนิติกรรมและไดม้าโดยอ านาจ แห่งกฎหมายกฎหมายกา หนดการไดม้าซ่ึงกรรมสิทธ์ิไวด้งัต่อไปน้ี ๑. การไดม้าโดยอาศยัหลกัส่วนควบ ดงัที่บญัญตัิไวใ้นมาตรา ๑๓๐๔ ถึงมาตรา ๑๓ ๑๗ เช่น ที่ดิน แปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกยอ่มเป็นทรัพยส์ินของเจา้ของที่ดินแปลงน้นัเป็น ต้น ๒. การไดม้าโดยเขา้ถือเอาซ่ึงสังหาริมทรัพยไ์ม่มีเจาของ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ้ ๑๓๑๔ ถึงมาตรา ๑๓๒๒ เช่น การจบันกซ่ึงบินอยใู่นทอ้งฟ้าผจู้บัไดย้อ่มไดก้รรมสิทธ์ิเป็นตน้ ๓. การได้มาซึ่งของตกหาย ทรัพย์ที่ใช้ในการท าผดิและสังหาริมทรัพยม์ีค่าซ่ึงซ่อน หรือฝังไว้ ดังที่ บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒๓ ถึงมาตรา ๑๓๒๘ เช่น นายด าเก็บสร้อยคอทองค าได้ แล้วนา ส่งแก่ตา รวจเพื่อให้ติดตามหาเจา้ของแต่เวลาล่วงเลยไป ๑ ปียงัหาเจา้ของไม่พบ เช่นน้ี สร้อยคอทองค าตกเป็นกรรมสิทธ์ิของ นายด า ๔. การได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยสุจริตในพฤติการณ์พิเศษ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒๙ ถึงมาตรา ๑๓๓๒ เช่น นายด าขโมยเงินนายแดง ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อน าไปช าระหน้ีให้นาย ม่วงโดยนายม่วงไม่รู้วา่เงิน น้นัไม่ใช่ของนายด า เช่นน้ีนายม่วงไดก้รรมสิทธ์ิในวงเงินน้นั ๕. การได้มาโดยอายุความ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓.๓ ซึ่ งได้กรณีการ ครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา ๑๘๒ ๖. การได้มาซึ่งที่ดินตามกฎหมายที่ดิน ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๓๔ ๖.๗.๗ แดนกรรมสิทธิ์ ผเู้ป็นเจา้ของกรรมสิทธ์ิที่ดินน้นัมีสิทธิเหนือพ้ืนดิน และใตพ้ ้ืนดินดว้ย สิทธิเหนือและ ใตพ้ ้ืนดิน เรียกวา่" แดนแห่งกรรมสิทธ์ิ(มาตรา ๑๓๓๕) กล่าวคือเหนือพ้ืนดินเป็นเส้นต้งัฉากข้ึน ไปโดยตลอดและใต้พ้ืนดินต้งัฉากลงไปเท่าที่มนุษยส์ามารถจะหยงั่ลงไปได้เจา้ของที่ดินย่อมมี สิทธิใช้สอยหรือขดัขวางมิให้ผูใ้ด เขา้มาเกี่ยวขอ้งได้อย่างไรก็ตาม แดนกรรมสิทธ์ิน้ีจ ากดัเฉพาะ เพียงเท่าที่ความสามารถของมนุษยจ์ะใช้สอยไดเ้ท่าน้นัหายาวไปจนถึงจกัรวาลหรือลึกไปจนทะลุ โลกอีกดา้นหน่ึงไม่
๒๐๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑. การใช้กรรมสิทธิ์ ผูท้ี่มีกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ินไม่วา่จะเป็นอสังหาริมทรัพยห์รือสังหาริมทรัพย์ยอ่ม มีสิทธิในตวัทรัพยส์ ินน้นัดงัที่บญัญตัิไวใ้นมาตรา ๑๓๓๖ ว่า “ภายในบงัคบัแห่งกฎหมายเจา้ของ ทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอย และจ าหน่ายทรัพยส์ินของตนและไดซ้่ึงดอกผลแห่งทรัพยส์ินน้นักบัท้งัมี สิทธิติดตามและเอาคืนซ่ึง ทรัพยส์ินของตนจากบุคคลผูไ้ม่มีสิทธิจะยึดถือไวแ้ละมีสิทธิขดัขวางมิ ใหผ้อู้ื่นสอดเขา้เกี่ยวกบัทรัพยส์ินน้นั โดยมิชอบดว้ยกฎหมาย จากมาตรา ๑๓๓๖ จะเห็นวา่ผมู้ีกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ิน มีสิทธิดงัน้ี (๑) มีสิทธิใชส้อยทรัพยส์ินน้นั (๒) มีสิทธิจ าหน่ายทรัพยส์ินน้นั (๓) มีสิทธิไดด้อกผลแห่งทรัพยส์ินน้นั (๔) มีสิทธิติดตามเอาทรัพยส์ินน้นัคืนจากผไู้ม่มีสิทธิจะยดึถือไว้ (๕) มีสิทธิขดัขวางมิให้ผูอ้ื่นสอดเขา้เกี่ยวขอ้งกบัทรัพยส์ินน้นั โดยมิชอบดว้ย กฎหมาย ๒. การครอบครองปรปักษ์ บุคคลอาจไดม้าซ่ึงกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินของผูอ้ื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังที่มาตรา ๑๓๔๒ บญัญตัิว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์ของผูอ้ื่นไวโ้ดยความสงบและโดย เปิดเผยดว้ยเจตนาเป็นเจา้ของถา้เป็นอสังหาริมทรัพยไ์ดค้รอบครองติดต่อกนัเป็นเวลาสิบปีถา้เป็น สังหาริมทรัพยไ์ดค้รอบครองติดต่อกนัเป็นเวลาหา้ปีท่านวา่บุคคลน้นัไดก้รรมสิทธ์ิ หลักเกณฑ์การครอบครองปรปักษ์ มีดังนี้ (๑) มีการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น คือ เข้ายึดถือทรัพยข์องบุคคลอื่น เช่น เข้าไปสร้างบ้าน ท า ไร่ ท านา ท าสวน บนที่ดิน หรือเอาทรัพยส์ินมาไวใ้นครอบครองของตน เช่น เอานาฬิกาของผอู้ื่นมาเก็บไว้ (๒) การครอบครองกระท าโดยความสงบ คือ ครอบครองอยู่โดยไม่ได้ถูก กา จดัใหอ้อกไปหรือไม่ได้ถูกเจา้ของฟ้องร้อง (๓) การครอบครองกระท าโดยเปิ ดเผย คือ มิได้มีการปิ ดบังอ าพรางหรือซ่อน เร้นในการเข้ายึดถือครอบครองทรัพย์สิ (๔) การครอบครองน้ันครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ คือ การยึด ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น - มิใช่เพียงแต่ยึดถือครอบครองเพื่อตนเองเท่าน้นัยงัตอ้งมีการยึดถือ ด้วยเจตนาเป็ นเจ้าของทรัพยส์ินน้นัดว้ย
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๐๙ General Law (๕) ครอบครองตามเวลาที่กฎหมายกา หนด คือ การครอบครองกรณีเป็ น สังหาริมทรัพย์ต้อง ครอบครองเป็ นเวลา ๕ ปีติดต่อกนัถา้เป็นอสังหาริมทรัพยต์อ้งครอบครองเป็น เวลา ๑๐ ปีติดต่อกนั ๓. ทรัพย์สินของแผ่นดิน ทรัพย์สินของแผ่นดินแบ่งได้เป็ น ๒ ประเภท คือ (๑) ทรัพยส์ินของแผ่นดินธรรมดา คือ ทรัพยส์ินท้งัที่เป็นสังหาริมทรัพยแ์ละ อสังหาริมทรัพยซ์ ่ึงเป็น ของรัฐ เช่นรถยนต์ของหลวง กระดาษของทางราชการ ทรัพยส์ ินของ แผน่ดินน้ีมีลกัษณะเช่นเดียวกบัทรัพยส์ินของเอกชนคืออาจโอนกนั ได้เพียงกฎหมายห้ามมิให้ยึด ทรัพยส์ินของแผน่ดินเพื่อบังคับช าระหน้ีตามประมวลกฎหมายวธิีพิจารณาความแพง่เท่าน้นั (๒) สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คือ ทรัพย์สินของแผ่นดินท้ังที่เป็น สังหาริมทรัพย์หรือ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่ งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ ร่วมกนั (มาตรา ๑๓๐๔) เช่น ๑) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซ่ึงมีผูเ้วนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลบัมา เป็นของแผน่ดินโดย ประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน ๒) ทรัพย์สิส าหรับพลเมืองใช้ร่วมกนัเป็นตน้ว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้า ทาง หลวง ทะเลสาบ ๓) ทรัพยส์ินใชเ้พื่อประโยชน์ของแผน่ดินโดยเฉพาะเป็นตน้วา่ ป้อมและ โรงทหารส านัก ราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์ ผลของการที่ทรัพยส์ ินใดเป็นสาธารณสมบตัิของแผ่นดินก็คือ จะมีการโอน ให้แก่กนั ไม่ได้เวน้แต่อาศยัอ านาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา (มาตรา ๑๓๐๕) จะยึดทรัพยส์ินอนัเป็น สาธารณสมบตัิของแผน่ดินเพื่อการบงัคบัคดีตามค าพิพากษาไม่ได้(มาตรา ๑๓๐๗) นอกจากน้นัจะมีการครอบครองปรปักษใ์นทรัพยส์ินอนัเป็นสาธารณสมบตัิของแผน่ดินก็ ไม่ได้(มาตรา ๑๓๐๖) ๔. หลกัผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ในเรื่องของทรัพยแ์ละทรัพยส์ ินประมวลกฎหมายแพ่งของไทย ยอมรับสุภาษิต กฎหมายบทหน่ึงวา่“ผูร้ับโอนไม่มีสิทธิกวา่ผูโ้อน” รวมท้งัยอมรับขอ้ยกเวน้ของสุภาษิตกฎหมายน้ี ดว้ยคือ บางกรณีก็ยอมผรู้ับ วา่ผรู้ับโอนอาจมีสิทธิดีกวา่ผโู้อน ศาสตราจารย์ดร.วษิณุเครืองาม ไดอ้ธิบายสุภาษิตที่วา่“ผรู้ับโอนไม่มีสิทธิดีกวา่ผู้ โอน” ไวว้า่ ค าวา่“ผโู้อนไม่มีสิทธิดีกวา่ผโู้อน” หมายความวา่ ในกรณีที่บุคคลหน่ึงไม่มีสิทธิหรือไม่ มีอ านาจโอนกรรม สิทธ์ิใหแ้ก่ผอู้ื่น บุคคลผรู้ับโอนทรัพยส์ินน้นัมายอ่มไม่มีอ านาจในทรัพยส์ินน้นั
๒๑๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวคือเมื่อผโู้อนใหย้งัไม่มีอ านาจแล้ว ผู้รับโอนจะมีสิทธิมีอ านาจดีไปกวา่ผูโ้อนไดอ้ยา่งไร ส่วน ข้อยกเว้นของสุภาษิตกฎหมายน้ีเป็น เรื่องในทางเศรษฐกิจและมุ่งคุม้ครองผูสุ้จริตมากกวา่อยา่งอื่น เพราะถ้ายึดสุภาษิตกฎหมายน้ีโดยเคร่งครัด โดยไม่มีขอ้ยกเวน้ผ่อนปรนให้บา้งแล้ว ผูสุ้จริตจะ เสียเปรียบและจะเกิดความไม่มนั่ใจในการท านิติกรรม สัญญาต่าง ๆ เช่น ไม่รู้วา่เจา้ของที่แทจ้ริงจะ มาติดตามเอาทรัพยน์ ้นัคืนไปเมื่อใด ตวัอย่าง (๑) นายด าได้ขโมยรถยนต์ของนายขาว แล้วได้เอาไปขายต่อให้นายแดง เช่นน้ีเมื่อนาย ด าไม่มีกรรมสิทธ์ินายแดงก็ยอ่มไม่มีกรรมสิทธ์ิไปดว้ย นายขาวสามารถติดตามเอา รถคืนจากนายแดงได้ ตวัอย่าง (๒) นายฟ้าขโมยเงินนายฝน ๑๐,๐๐๐ บาทไปช าระหน้ีนายลม โดนนายลม ไม่รู้ว่าเงินน้นั ไม่ใช่ของนายฝน เช่นน้ีนายลมไดก้รรมสิทธ์ิในเงินน้นัเพราะเขา้ขอ้ยกเวน้คือผูร้ับ โอนมีสิทธิดีกว่าผูโ้อน ดงัที่มาตรา ๑๓๓๑ บญัญตัิว่า ๒๓ “สิทธิของบุคคลผู้ได้รับเงินตรามาโดย สุจริตน้นัท่านวา่มีเสียไปถึงแม้ภายหลงัพิสูจน์ไดว้า่เงินน้นัมิใช่ของบุคคลซ่ึงไดโ้อนมาให้ ๖.๘ หลักกฎหมายว่าด้วยครอบครัว ๖.๘.๑ การหมั้น การหม้นัคือ การที่ชายและหญิงท าสัญญาว่าจะสมรสอยู่กินด้วยกนัฉันท์สามีภริยา กฎหมายมิได้บงัคบัว่าตอ้งมีการหม้นัก่อนสมรส ชายหญิงจะสมรสกนัทนัทีโดยไม่ตอ้งหม้นักนั ก่อนก็ได้ ๑. เงื่อนไขของการหมั้น การหม้นัมีเงื่อนไข ๒ ประการ (๑) ชายและหญิงที่หม้นักนัตอ้งมีอายุอยา่งต่ ํ า ๑๗ ปี บริบูรณ์ (มาตรา ๑๕๓๕) มิฉะน้นัการหมนั่ตกเป็นโมฆะ (๒) ผู้เยาว์ท าการหม้ันจะต้องได้รับความยินยอมของบิดามารดาหรือ ผู้ปกครองด้วย (มาตรา๑๔๓๖) ๒. แบบของสัญญาหมั้น สัญญาหม้นัจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพยส์ ินเป็นของหม้นั ให้แก่หญิงเพื่อเป็น หลกัฐานว่าจะสมรสกบัหญิงน้นั (มาตรา ๑๔๓๗) ของหม้นัที่ฝ่ายชายมอบแก่ ๒๓ ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกบั กฎหมาย ทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๓), หน้า ๑๐๖.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๑๑ General Law ฝ่ายหญิงน้ีตกเป็นกรรมสิทธ์ิของหญิงทนัทีเมื่อมีการหม้นัน้นั (มาตรา ๑๕๓๗) และฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่ง ผิดสัญญาหม้นัอีกฝ่ายหน่ึงมีสิทธิเรียกให้รับผิดใชค้ ่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญา หม้นั ให้คืนของหม้นัแก่ฝ่ายชายดว้ย (มาตรา ๑๕๓๙) ท้งัน้ีจะมีการบงัคบั ให้สมรสตามสัญญาน้นั ไม่ได้เพราะการหม้นัไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบงัคบัใหส้มรสได้(มาตรา ๑๔๓๔) ค่าทดแทนการผิดสัญญาหมั้น ที่จะเรียกร้องกันได้ ได้แก่ (มาตรา ๑๔๔๐) (๑) ค่าทดแทนความเสียหายต่อร่างกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิง เช่น ระหวา่งการหม้นัหญิง อาจถูกชายล่วงเกินทางชูส้าว ส่วนชายอาจเสียหายต่อชื่อเสียงจากกรณีหญิง คู่หม้นัไม่ยอมสมรสดว้ย (๒) ค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หม้นับิดา มารดา หรือบุคคล ผู้กระท าการในฐานะ เช่น บิดา มารดา ไดใ้ชจ้่ายหรือตอ้งตกเป็นลูกหน้ีเนื่องในการเตรียมการสมรส โดยสุจริตและตามสมควร (๓) ค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หม้นัไดจ้ดัการทรัพยส์ินหรือการ อื่นอนัเกี่ยวกบัอาชีพ หรือทางท ามาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการ สมรส เช่น เขาออกจากราชการ เพื่อจะไปอยกู่บัคู่สมรสในต่างประเทศเป็นตน้ ๒๔ ๓. สินสอด สิ นสอดเป็ นทรัพย์สิ นซึ่ งฝ่ ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือ ผูป้กครองฝ่ายหญิง แลว้แต่กรณีเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถา้ไม่มีการสมรสโดยมีเหตุ ส าคญัอนัเกิดแก่หญิง หรือโดยมีพฤติการณ์ซ่ึงฝ่ายหญิงตอ้งรับผดิชอบ ท าใหช้ายไม่สมควรหรือไม่ อาจสมรสกบัหญิงน้นั ฝ่ายชายเรียก สินสอดคืนได้ ๔. การเลิกสัญญาหมั้น สัญญาหม้นัอาจเลิกกนัได้2กรณีไดแ้ก่ (๑) คู่สัญญาท้งัสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญากนั (๒) ชายหรือหญิงคู่หม้นัถึงแก่ความตาย (มาตรา ๑๕๕๑) (๓) คู่หม้นับอกเลิกสัญญาหม้นัอนัเนื่องจากเกิดเหตุส าคญัแก่คู่หม้นัอีกฝ่าย หน่ึง เช่น หญิงคู่หม้นั ท าร้ายร่างกายชายคู่หม้นัถึงบาดเจบ็ (มาตรา ๑๔๔๒ - ๑๔๕๓) ๒๔ ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกบั กฎหมาย ทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๓), หน้า ๑๐๖.
๒๑๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๕. การเรียกค่าทดแทนจากชายอื่นมาล่วงเกนิหญงิคู่หม้ันทางประเวณี ชายคู่หม้นัอาจจะเรียกค่าทดแทนจากชายอื่นที่รู้ว่าหญิงหม้นักบัชายแล้วแต่ยงัจงใจ ละเมิดสิทธิชายคู่หม้นัโดยร่วมประเวณีกบัหญิงคู่หม้นัหรือข่มขืนกระท าช าเราหรือพยายามข่มขืน กระท าช าเราหญิงคู่หม้นั (มาตรา ๑๔๔๕, ๑๕๔๖) ๖.๕.๒ การสมรส ๑. เงื่อนไขการสมรส ในการที่ชายและหญิงจะท าการสมรสกันน้ันกฎหมายก าหนดเงื่อนไขไว้ ๘ ประการ คือ๒๕ (๑) ชายและหญิงต้องมีอายุ ๑๗ ปี บริบูรณ์แล้ว (มาตรา ๑๕๕๘) (๒) ชายหรือหญิงตอ้งไม่เป็นคนวิกลจริต (มาตรา ๑๕๕๙) (๓) ชายและหญิงตอ้งไม่เป็นญาติสืบสายโลหิตตรงต่อกนัหรือเป็นพี่น้องกนั (มาตรา ๑๔๕๐) (๔) ผรู้ับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกนัไม่ได้(มาตรา ๑๕๕๑) (๕) ชายหรือหญิงจะสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้(สมรสซ้อน) (มาตรา ๑๕๕๒) (๖) ชายและหญิงท้งัสองคนตอ้งยนิยอมเป็นสามีภริยากนั (มาตรา ๑๕๕๕) (๗) หญิงหมา้ยจะสมรสใหม่ไดต้ ่อเมื่อเวลาไม่น้อยกว่า ๓๑๐ วนันบัแต่ขาด จากการสมรสเดิมได้ผา่นพน้ไปแลว้ (มาตรา ๑๔๕๓) (๘) ผู้เยาว์จะสมรสได้ต้องได้รับความยินยอมของบิดามารดา ผู้รับบุตรบุญ ธรรมหรือผู้ปกครองให้ ๒. แบบแห่งการสมรส การสมรสที่ถูกตอ้งตามกฎหมายจะตอ้งจดทะเบียนสมรสต่อนายอ าเภอหรือผู้อ า นายการเขต (มาตรา ๑๕๕๗) โดยมิตอ้งจดัพิธีแต่งงานกนัการจดัพิธีสมรสยงิ่ใหญ่แต่ไม่จดทะเบียน ก็ไม่ถือวา่มีการสมรสที่ชอบดว้ยกฎหมาย ๓. ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา กฎหมายกา หนดความสัมพนัธ์ระหวา่งสามีภริยาเพื่อความผาสุกของครอบครัวไว้ ดงัต่อไปน้ี (๑) การอยกู่ ินดว้ยกนัฉนัทส์ามีภริยา ๒๕ รวินท์ ลีละพัฒนะ, ความรู้ทั่วไปเกยี่วกนักฎหมาย, (กรุงเทพมหานคร: สา นกัพิมพว์ิญญ จา กดั, ๒๕๕๖), หน้า ๔๒.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๑๓ General Law สามีภริยาตอ้งอยูก่ ินดว้ยกนัฉนัทส์ามีภริยา (มาตรา ๑๔๖๑ วรรคหน่ึง)คืออยู่ ร่วมบา้นเดียวกนัร่วมชีวติในการครองเรือน และร่วมประเวณีต่อกนัดว้ย (๒) การอุปการะเล้ียงดู สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่อุปการะเล้ียงดูอีกฝ่ายตามความสามารถและ ฐานะของตน (มาตรา ๑๔๖๑) เพราะบุคคลที่เป็นสามีภริยากนัเป็นผูร้่วมทุกขร์่วมสุขดว้ยกนัถึงกบัมี การกล่าวว่าเป็นบุคคลเดียวกนัถา้ฝ่ายใดไม่อุปการะอีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูได้ (มาตรา ๑๔๙๗/๓๘) (๓) การแยกกนัอยชู่วั่คราว ในระหว่างการอยู่ร่วมกนัของสามีภริยา หากการอยู่ร่วมกนัเป็นอนัตรายแก่ กายหรือจิตใจหรือ ท าลายความผาสุกอย่างมากของสามีหรือภริยา เช่น สามีเป็นโรคติดต่ออย่าง ร้ายแรง หากอยู่ร่วมกนัภริยา . จะได้รับเช้ือโรค หรือสามีชอบพาพาร์ทเนอร์มานอนในบ้านเป็ น ประจ า เป็ นการท าร้ายจิตใจของภริยา เช่นฝ่ายที่ตอ้งรับอนัตรายหรือความเสียหายกรณีตวัอย่าง ขา้งตน้คือ ภริยาอาจร้องขอต่อศาลสั่งอนุญาตให้ตน อยตู่ ่างหากในระหวา่งน้นัยงัมีอยกู่ ็ได้ในกรณี เช่นน้ีศาลกา หนดจ านวนค่าอุปการะเล้ียงดูให้ฝ่ายหน่ึงเสียใหแ้ก่อีกฝ่ายหน่ึงตามควรแก่พฤติการณ์ก็ ได้ (มาตรา ๑๔๗๖๒)๒๖ (๔) การเป็นผอู้นุบาลหรือผพู้ ิทกัษใ์หคู้่สมรส ในระหวา่ง หากศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือน ไร้ความสามารถ ภริยา หรือสามียอ่มเป็นผูอ้นุบาลหรือผูพ้ ิทกัษ์เวน้แต่จะมีเหตุส าคัญ ศาลจึงจะต้งั บุคคลอื่นเป็ นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ (มาตรา ๑๔๖๓) (๕) การคุม้ครองคู่สมรสที่วกิลจริต กรณีที่คู่สมรสฝ่ายหน่ึงกลายเป็นคนวิกลจริต แล้วคู่สมรสอีกฝ่ายหน่ึงไม่ อุปการะเล้ียงดูบิดา มารดา บุตรหลานของคู่สมรสที่วกิลจริตมีอ านาจฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูจาก คู่สมรสอีกฝ่ายหน่ึงน้นัได้(มาตรา๑๔๖๔) เพื่อคุ้มครองฝ่ ายที่วิกลจริต ๔. ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ทรัพยส์ินระหวา่งสามีภริยาแยกไดเ้ป็น ๒ ประเภท (มาตรา ๑๔๗๐) คือ (๑) สินส่วนตวั สินส่วนตัว คือ ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธ์ิของสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง โดยเฉพาะ สินส่วนตวัมีอยู่๔ ประเภท คือ (มาตรา ๑๕๗๑) ๒๖ ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกบั กฎหมาย ทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๓), หน้า ๑๐๙.
๒๑๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑) ทรัพยส์ินที่สามีหรือภริยามีอยแู่ลว้ก่อนสมรส ๒) ทรัพยส์ ินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตวัเครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดบั กายตามสมควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จ าเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่ สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่ง ๓) ทรัพย์สินที่สามีหรื อภริ ยาได้มาโดยการรับมรดกหรื อโดยการให้โดย เสน่หา ๔) ของหม้นัเป็นกรรมสิทธ์ิของหญิงต้งัแต่ท าการหม้นักับชาย จึงเป็นสิน ส่วนตวัของหญิง สินส่วนตวัน้ีถา้ไดแ้ลกเปลี่ยนเป็นทรัพยส์ินอื่น หรือนา ไปซ้ือทรัพยส์ินอื่นมา ก็ดีหรือขายได้เป็นเงินบาทก็ดีทรัพยส์ ินอื่นหรือเงินที่ไดม้าน้นัเป็นสินส่วนตวั (มาตรา ๑๔๗๒) ในการจดัการสินส่วนตวัน้ีสินส่วนตวัของคู่สมรสฝ่ายใด คู่สมรสฝ่ายน้ันก็เป็นผูจ้ดัการ (มาตรา ๑๔๗๓) (๒) สินสมรส สินสมรส คือ ทรัพยส์ินที่เป็นกรรมสิทธ์ิร่วมกนัของสามีและภริยาท้งัสองฝ่าย มีอยู่ ๓ ประเภท ดงัน้ี ๑) ทรัพยส์ินที่คู่สมรสไดม้าระหวา่งสมรส ๒) ทรัพยส์ินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงไดม้าระหวา่งสมรสโดยพินยักรรมหรือ โดยการใหเ้ป็นหนงัสือเมื่อพินยักรรมหรือหนงัสือยกใหร้ะบุวา่เป็นสินสมรส ๓) ทรัพยส์ินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตวั ขอ้ สังเกต ชายและหญิงที่อยู่กินดว้ยกนั โดยไม่จดทะเบียนสมรส ทรัพยส์ ินที่ชาย หญิงลงทุนร่วมแรง ท ามาหาไดม้าดว้ยกนัถือวา่มีส่วนคนละคร่ึงเท่ากนัส่วนทรัพยส์ินใดที่ต่างคน ต่างหามาไดก้็แยกเป็น กรรมสิทธ์ิของผนู้้นัแต่ผเู้ดียว ๕. หนี้สินของสามีภริยา หน้ีสินของสามีภริยามี ๒ ประเภท คือ (๑) หน้ีส่วนตวัคือ หน้ีคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงตอ้งรับผิดต่อเจา้หน้ีโดยล าพัง คนเดียวหน้ีส่วนตวัน้ีตอ้งใชส้ินส่วนตวัของคู่สมรสฝ่ายน้นั ช าระหน้ีหน้ีส่วนตวัไดแ้ก่หน้ีอื่นที่มิใช่ หน้ีร่วม (๒) หน้ีร่วม คือ หน้ีที่สามีและภริยาท้งัสองคนตอ้งร่วมกนัรับผดิต่อเจา้หน้ีซ่ึง กฎหมายกา หนดไวว้า่ ไดแ้ก่หน้ีดงัต่อไปน้ี
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๑๕ General Law ๑) หน้ีเกี่ยวกบัการจดัการบา้นเรือนและจดัหาสิ่งจ าเป็ นส าหรับครอบครัว การอุปการะ เล้ียงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตาม สมควรแก่อตัภาพ ๒) หน้ีที่เกี่ยวขอ้งกบัสินสมรส ๓) หน้ีที่เกิดข้ึนเนื่องจากการงานซ่ึงสามีภริยาท าดว้ยกนั ๔) หน้ีที่สามีหรือภริยาก่อข้ึนเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหน่ึงไดใ้ห้ สัตยาบนัหน้ีร่วม น้ีเจา้หน้ีบงัคบัเอาไดก้บัสินสมรสและสินสอดส่วนตวัของท้งัสองฝ่าย ๖. การสมรสที่เป็ นโมฆะ การสมรสที่ฝ่ าฝื นเงื่อนไขที่กฎหมายกา หนด ซึ่ งเป็ นเงื่อนไขส าคัญ กฎหมาย กา หนดใหก้ารสมรสน้นัตกเป็นโมฆะคือ ๒๗ (๑) การสมรสที่ชายหรือหญิงเป็ นคนวิกลจริต หรือคนไร้ความสามารถ (๒) การสมรสระหวา่งญาติสืบสายโลหิตโดยตรงต่อกนัหรือพี่นอ้งกนั (๓) การสมรสซ้อน (๔) การสมรสที่ชายและหญิงไม่ยนิยอมเป็นสามีภริยากนั การสมรสที่เป็นโมฆะถือว่าเสียเปล่ามาต้งัแต่ตน้คู่สมรสไม่มีความสัมพนัธ์ทาง ทรัพยส์ินต่อกนัแต่อยา่งไรก็ตาม การสมรสที่เป็นโมฆะ ผูม้ีส่วนไดส้ ่วนเสียตอ้งนา คดีมาฟ้องให้ ศาลมีค าพิพากษาแสดงวา่การ สมรสเป็นโมฆะ เวน้แต่เป็นกรณีสมรสซ้อนเท่าน้นัที่สามารถยกข้ึน กล่าวอา้งกนัเองได้ ๗. การสมรสที่เป็ นโมฆียะ การสมรสที่ฝ่ าฝื นเงื่อนไขที่กฎหมายกา หนด แต่เป็นเงื่อนไขที่ไม่ส าคัญ กฎหมาย กา หนดใหก้าร สมรสน้นัตกเป็นโมฆียะ คือ (๑) การสมรสที่ชายและหญิงอายยุงัไม่ครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์ท้งัสองคน (๒) การสมรสโดยส าคญัผดิในตวัคู่สมรส (มาตรา ๑๕๐๕) (๓) การสมรสโดยถูกฉ้อฉล (มาตรา ๑๔๐๖) (๔) การสมรสโดยถูกข่มขู่(มาตรา ๑๕๐๗) (๕) การสมรสของผู้เยาว์ที่ไม่ได้รับความยินยอมของบิดามารดาหรือ ผู้ปกครอง (มาตรา ๑๕๐๔) ๒๗ ประสิทธ์ิปิวาวฒันพานิช, ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒), หน้า ๒๓๐.
๒๑๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การสมรสที่ตกเป็นโมฆี่ยะน้ีถือว่าสมบูรณ์อยู่จนกว่าจะถูกศาลพิพากษาให้ เพิกถอนถึงจะสิ้นสุด เมื่อศาลเพิกถอนแลว้ตอ้งมีการแบ่งทรัพยส์ินระหวา่งสามีภริยากนั ๘. การหย่า การหยา่อาจเกิดข้ึนไดใ้น ๒ กรณี คือ (๑) การหยา่ โดยความยนิยอมของท้งัสองฝ่าย เมื่อสามีภริยายินยอมหย่าขาดจากกนัตอ้งท าหนังสือหย่า ลงชื่อท้งัสองฝ่าย พร้อมกบัมีพยานลงลายมือชื่อ ๒ คน และตอ้งนา หนงัสือหยา่ ไปจดทะเบียนหยา่ณ ที่วา่การอ าเภอ หรือที่วา่การเขต การหยา่จึงจะสมบูรณ์ อนึ่ง ถ้าท าหนงัสือหยา่ ไวแ้ลว้แต่สามีหรือภริยาอีกฝ่ายไม่ยอมไปจดทะเบียน หยา่ก็ฟ้องศาลบงัคบั ใหไ้ปจดทะเบียนได้ (๒) การฟ้องหยา่ สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงจะฟ้องหย่าอีกฝ่ายหน่ึงได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุหย่าตามที่ กา หนดไวใ้น กฎหมายดงัต่อไปน้ี ๒๘ มาตรา ๑๕๑๖ เหตุฟ้องหยา่มีดงัต่อไปน้ี *๑) สามีหรือภริยาอุปการะเล้ียงดูหรือยกยอ่งผูอ้ื่น ภริยาหรือสามีเป็นชูห้รือมี ชูห้รือร่วมประเวณีกบัผอู้ื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหน่ึงฟ้องหยา่ ได้ ๒) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วน้ันจะเป็นความผิด อาญาหรือไม่ถา้เป็นเหตุใหอ้ีกฝ่ายหน่ึง (ก)ไดร้ับความอบัอายขายหนา้อยา่งแรง (ข) ได้รับความถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็ นสามีหรือภริยาของฝ่ ายที่ ประพฤติชวั่อยู่ (ค) ไดร้ับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและ ความเป็นอยรู่ ่วมกนัฉนัทส์ามีภริยามาค านึงประกอบอีกฝ่ายหน่ึงน้นั ฟ้องหยา่ ได้ ๓) สามีหรือภริยาท าร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหน่ึงหรือบุพการีของอีกฝ่ายหน่ึง ท้งัน้ีถา้เป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหน่ึงน้นั ฟ้องหยา่ ได้ ๔) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหน่ึงไปเกินหน่ึงปีอีกฝ่ายหน่ึงน้นั ฟ้อง หยา่ ได้ ๒๘ สุริยา พงษ์สุริยา และ ดร. วนิดา จันทิมา, กฎหมายชาวบา้น ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมาย ทวั่ ไป, เอกสารประกอบการสอนรายวชิากฎหมายทวั่ ไป, ๒๕๕๘, หน้า ๑๖๑.
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๑๗ General Law *๔/๑) สามีหรือภริยาต้องค าพิพากษาถึงที่สุด ให้จ าคุกและได้ถูกจ าคุกเกิน หน่ึงปีในความผิดที่อีกฝ่ายหน่ึงมิไดม้ีส่วนก่อให้เกิดการกระท าความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็ น ใจในการท าความผิดน้นัดว้ย และการเป็นสามีภริยากนัต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหน่ึงไดร้ับความ เสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหน่ึงน้นั ฟ้องหยา่ ได้ *๔/๒) สามีและภริยาสมคัรใจแยกกนัอยูเ่พราะเหตุที่ไม่อาจอยูร่ ่วมกนัฉนั สามีภริยาไดโ้ดย ปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือแยกกนัอยู่ตามค าสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงฟ้องหยา่ ได้ *๕) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิล าเนาหรือถิ่น ที่อยเู่ป็นเวลาเกินสาม ปีโดยไม่มีใครทราบแน่วา่เป็นตายร้ายดีอยา่งไร อีกฝ่ายหน่ึงฟ้องหยา่ ได้ ๖) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูอีกฝ่ายหน่ึงตามสมควร หรือท าการเป็นปฏิปักษต์ ่อการที่เป็นสามีหรือภริยากนัอยา่งร้ายแรง ท้งัน้ีถา้การกระท าน้นัถึงขนาด ที่อีกฝ่ายหน่ึงเดือดร้อนหยา่ ได้เกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยรู่ ่วมกนั ฉันสามีภริยา มาค านึงประกอบ อีกฝ่ายหน่ึงน้นั ฟ้องหยา่ ได้ ๗) สามีหรือภริยาวกิลจริตตลอดมาเกินสามปีและความวกิลจริตน้นัมีลกัษณะ ยากจะหายได้กบัท้งัความวกิลจริตถึงขนาดที่จะทนอยูร่ ่วมกนัฉนัสามีภริยาต่อไปไม่ไดอ้ีกฝ่ายหน่ึง ฟ้องหยา่ ได้ ๔) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ท าให้ไว้เป็ นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหน่ึงฟ้องหยา่ ได้ ๙) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออยา่งร้ายแรงอนัเกิดเป็นภยัแก่อีกฝ่ายหน่ึงและ โรคที่ลกัษณะเร้ือรัง ไม่มีทางที่จะหายได้อีกฝ่ายหน่ึงน้นั ฟ้องหยา่ ได้ ๑๐) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายท าให้สามีหรือภริยาน้ันไม่อาจร่วม ประเวณีไดต้ลอดกาลอีกฝ่ายหน่ึงฟ้องหยา่ ได้ มาตรา ๑๕๑๗ เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) และ (๒) ถ้าสามีหรือภริยา แลว้แต่กรณีได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระท าที่เป็นเหตุหย่าน้นั ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็น เป็นใจน้นัจะยกเป็นเหตุฟ้อง หยา่ ไม่ไดแ้ลว้จะมาฟ้องหยา่อีกไม่ได้เช่น ภริยาใชอ้าวธุปืนยงิสามี๒ คร้ังแต่สามีไม่ร้องทุกขก์ล่าวโทษคงอยกู่ ินกบัภริยาตลอดมาถือวา่สามีไดใ้หอ้ภยัภริยาแลว้ นอกจากน้ีการฟ้องหยา่ตอ้งกระท าภายในกา หนด ๑ ปีนบัแต่วนัที่คู่สมรสที่มีสิทธิ ฟ้องหยา่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุฟ้องหยา่มิฉะน้นคดีขาดอายุความ (มาตรา ั ๑๕๒๙) ในกรณีคู่สมรสตกลงยนิยอมหยา่ขาดจากกนัท้งัคู่มีสิทธิตกลงกนัเองวา่ ใครจะเป็น ผู้ใช้อ านาจ ปกครองบุตรและอุปการะเล้ียงดูบุตรหลงัการหยา่แต่ถา้ตกลงกนัไม่ไดต้อ้งใหศ้าลช้ีขาด
๒๑๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ส่วนกรณีเป็นการ ฟ้องหย่าศาลจะช้ีขาดไวใ้นค าพิพากษาว่าจะให้ฝ่ายใดเป็ นผู้ใช้อ านาจปกครอง บุตรและใครช าระค่า "อุปการะเล้ียงดูบุตร เมื่อหยา่แลว้ตอ้งแบ่งสินสมรสคนละคร่ึง สินส่วนตวัของใครคนน้นัก็เอาไป ๙. บิดามารดากบับุตร การเป็ นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดา เด็กจะเป็ นบุตรที่ชอบด้วย กฎหมายของบิดามารดา ในกรณีดงัต่อไปน้ี ๑) เด็กเกิดระหวา่งสมรสหรือภายใน ๓๑๐ วนันบัแต่การสมรสสิ้นสุดลงถือวา่ เป็นบุตรที่ชอบดว้ยกฎหมายของสามีภริยาท้งัสองฝ่าย ๒) เด็กเกิดจากการสมรสที่เป็นโมฆะ ถือวา่เป็นบุตรที่ชอบดว้ยกฎหมายของ สามีภริยาท้งัสองฝ่าย ๓) เด็กเกิดจากการสมรสที่เป็นโมฆียะถือวา่เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ สามีภริยาท้งัสองฝ่าย ๔) เด็กเกิดจากหญิงหมา้ยที่ท าการสมรสใหม่ในเวลาไม่เกิน ๓๑๐ วนันบัแต่ ขาดจากการ สมรสเดิม เป็ นบุตรของสามีเดิม ๖.๙ หลักกฎหมายว่าด้วยมรดก ๖.๙.๑ มรดก ทรัพยส์ินของบุคคลรวมตลอดถึงสิทธิและหนา้ที่เมื่อบุคคลน้นัตายยอ่มตกเป็น "กอง มรดก” แก่ “กองมรดก” ของผตู้ายไดแ้ก่ทรัพยส์ินที่มีลกัษณะดงัต่อไปน้ี ๑. ทรัพยส์ิน สิทธิหนา้ที่และความรับผดิซ่ึงไม่เป็นการเฉพาะตวัของผูต้ายโดยแท้ ยอ่มตกทอดเป็น มรดกท้งัสิ้น ตวัอยา่งสิ่งที่เป็นเรื่องเฉพาะตวัของผูต้ายที่ไม่ตกทอดเป็นมรดกเช่น สิทธิตามสัญญาตัวแทน สิทธิในสัญญาเช่า สิทธิในการขอประทานบตัรเหมืองแร่เป็นตน้ ๒. ทรัพยส์ ิน สิทธิหน้าที่และความรับผิดตอ้งเป็นของผูต้ายอยู่แลว้ในเวลาตาย ความส าคญัของการทราบว่าสิ่งใดเป็นมรดกของผูต้ายก็คือ ถา้ไม่ใช่มรดกแลว้ก็ไม่จ าเป็ นต้องใช้ กฎหมายมรดกมาบังคับ ๖.๙.๒ การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก ทรัพยม์รดกตกทอดไปยงัทายาทท้งักอง เวน้แต่ผูต้ายจะท าพินัยกรรมกา หนดการตก ทอดทรัพย์สิน เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างไวเ้ป็นอย่างอื่น นอกจากน้ีทรัพย์มรดกตกทอดยงัทายาท โดยตรงทนัทีที่ผตู้ายตายโดยไม่จ าเป็นตอ้งมีการผา่นผแู้ทนหรือผูจ้ดัการมรดก -
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๑๙ General Law ส าหรับเหตุทท าี่ให้มรดกตกทอดมี ๒ ประการ คือ ๑. การตาย (มาตรา ๑๕๗๙) ๒. สาบสูญ (มาตรา ๑๖๐๒) เวลาที่มรดกตกทอดไดแ้ก่เวลาที่เจา้มรดกถึงแก่ความตาย ดงัน้นัผลในทางกฎหมายจึง มีอยู่ว่า ทายาทย่อมไดก้รรมสิทธ์ิในกองมรดกทนัทีที่เจา้มรดกตาย กรณีมีทายาทหลายคน ทุกคน เป็นเจา้ของร่วมกนั ๒๙ ๖.๙.๓ ความสามารถและสิทธิในการเป็ นทายาท ทายาท คือ บุคคลที่มีสิทธิจะได้รับมรดกของผู้ตาย กฎหมายไทยถือหลักเสรีภาพใน การกา หนด ทายาท กล่าวคือ บุคคลยอ่มมีเสรีภาพที่จะกา หนดวา่เมื่อตนตายจะให้ทรัพยส์ินของตน แก่ใครถา้ไม่กา หนดมรดกก็จะตกทอดแก่ทายาทตามที่กฎหมายกา หนดตาม ปพพ.อาจแบ่งทายาท ไว้ตามความส าคัญ ตามเจตนาของผู้ตายเป็ น ๓ ล าดับ คือ ๑. ผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะ ๒. ผรู้ับพินยักรรมทวั่ ไป ๓. ทายาทโดยธรรม ไม่วา่จะเป็นทายาทล าดับใด บุคคลที่จะเป็ นทายาทได้จะต้องมีคุณลักษณะ ๓ ประการ คือ (๑) ตอ้งเป็นบุคคลหรือเป็นผสู้ามารถมีสิทธิต่าง ๆ ไดต้ามกฎหมาย(มาตรา ๑๖๐๔) กล่าวคือ ๑) ผู้ที่จะเป็ นทายาทต้องมีสภาพบุคคล ๒) ทายาทต้องมีสภาพบุคคลในเวลาที่เจ้ามรดกตาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ธรรมดาหรือนิติบุคคล (๒) ต้องเป็ นบุคคลที่กฎหมายกา หนดหรือที่พินัยกรรมกา หนด ซึ่ งได้แก่ทายาท โดยธรรมและผู้รับ พินัยกรรม (๓) ตอ้งไม่เสียสิทธิในทรัพยม์รดกไปโดยเหตุใดเหตุหน่ึง คือ ไม่ถูกตดัมิให้รับ มรดกไม่ไดส้ละมรดกไม่เสียสิทธิโดยขาดอายคุวามแบ่งปันมรดก ๒๙ ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกบั กฎหมาย ทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม. ๒๕๔๓), หน้า ๑๒๑.
๒๒๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๖.๙.๔ การก าจัดมิให้รับมรดก การกา จดัมิให้รับมรดก คือการที่ทายาทประพฤติชวั่ต่อตวัเจา้มรดกหรือต่อทายาทอื่น เป็ นเหตุให้ หมดความเป็ นทายาทไปโดยผลของกฎหมาย เหตุทท าี่ให้ถูกก าจัดมิให้รับมรดก ปพพ. ก าหนดไว้ใน ๒ กรณี คือ ๑. การถูกกา จัดฐานยักย้ายหรือปิ ดบังมรดก (มาตรา ๑๖๐๕) ทายาทใดยักย้ายหรือปิ ดบังทรัพยม์รดกเท่าส่วนที่ตนจะไดห้รือมากกวา่น้นั โดยฉอ้ฉล หรือโดยรู้อยู่วา่ตนท าใหเ้สื่อมเสียประโยชน์ของทายาทอื่น ทายาทคนน้นัตอ้งถูกกา จัดมิให้ได้มรดก เลยแต่ถา้ไดย้กัยา้ย หรือปิดบงัทรัพยม์รดกนอ้ยกวา่ส่วนที่ตนจะไดท้ายาทคนน้นัตอ้งถูกจ ากดัมิให้ ไดม้รดกเฉพาะส่วนที่ไดย้กัยา้ยหรือปิดบงัไวน้้นั ๒. การถูกกา จดัฐานเป็นผปู้ระพฤติไม่สมควร (มาตรา ๑๖๐๖) ต่อไปน้ีตอ้งถูกกา จดัมิใหร้ับมรดกฐานเป็นผไู้ม่สมควร คือ (๑) ผู้ที่ต้องค าพิพากษาถึงที่สุดวา่ ไดเ้จตนากระท า หรือพยายามกระท าให้เจ้ามรดก หรือผู้มีสิทธิ ไดร้ับมรดกก่อนตน ถึงแก่ความตายโดยมิชอบดว้ยกฎหมาย (๒) ผูท้ี่ไดฟ้ ้องเจา้มรดกหาว่ากระท าความผิดโทษประหารชีวิต และตนเองกลับ ตอ้งพิพากษาถึง ที่สุดวา่มีความผดิฐานฟ้องเทจ็หรือท าพยานเท็จ (๓) ผูท้ี่รู้แลว้วา่เจา้มรดกถูกฆ่าโดยเจตนาแต่มิไดน้า ขอ้ความน้นัข้ึนร้องเรียนเพื่อ เป็ นทางที่จะเอา ตัวผู้กระท าผิดมาลงโทษ แต่ขอ้น้ีมิให้ใชบ้งัคบัถา้บุคคลน้นัมีอายุยงัไม่ครบ ๑๖ ปี บริบูรณ์หรือเป็นคน วกิลจริตไม่สามารถรู้ผดิ (๔) ผูท้ี่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจา้มรดกท าหรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรม แต่บางส่วนหรือ ท้งัหมดซ่ึงเกี่ยวกบัทรัพยม์รดกหรือไม่ไดก้ระท าการดงักล่าวน้นั (๕) ผู้ที่ปลอม ท าลาย หรือปิดบงัพินยักรรมแต่บางส่วนหรือท้งัหมด อน่ึง แมเ้กิดเหตุดงักล่าวขา้งตน้เจา้มรดกอาจถอนขอ้จ ากดัเป็นผูไ้ม่สมควรเสียก็ได้ โดยให้อภัยเป็ น ลายลักษณ์อักษร ผลของบุคคลที่ถูกกา จดัมิให้รับมรดกก็คือ ทายาทคนน้นัสิ้นสิทธิในการรับมรดกโดย สิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนแลว้แต่กรณี ๖.๔.๕ การตัดมิให้รับมรดก การตัดมิให้รับมรดก คือ การที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใด มิใหร้ับมรดกการตดัมิใหร้ับมรดกอาจเกิดข้ึนไดใ้น ๒ กรณี คือ ๑. การตัดมิให้รับมรดกโดยการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง ซึ่งมีรูปแบบการตัดมิให้รับ มรดก ๒ รูปแบบ
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๒๑ General Law (๑) โดยพินัยกรรม คือ เจ้ามรดกกา หนดไวใ้นพินัยกรรมโดยชัดแจง้ว่าจะไม่ให้ ทายาทโดย ธรรมคนใดได้มรดกของตน (๒) โดยท าเป็นหนงัสือมอบไวแ้ก่พนกังานเจา้หนา้ที่(น่ายอ าเภอ หรือผู้อ านวยการ เขต) เจ้ามรดกต้องแสดงเจตนาชัดแจ้ง ระบุทายาทตัดมิให้รับมรดก อน่ึงแมเ้จา้มรดกไดแ้สดงเจตนาโดยชดัแจง้ตดัทายาทมิให้รับมรดกแลว้แต่หากต่อมา เจา้มรดกกลบั ใจจะอภยัให้ทายาทก็สามารถท าได้ โดยกฎหมายกา หนดไวว้า่ถา้เจา้มรดกตดัทายาท โดยธรรมมิให้รับ มรดกโดยพินัยกรรม จะถอนการตดัมิให้รับมรดกก็แต่โดยทางพินยักรรมเท่าน้นั แต่ถา้เจา้มรดกตดัทายาท โดยธรรมมิให้รับมรดกโดยท าเป็นหนงัสือมอบให้แก่พนกังานเจา้หน้าที่ การถอนจะท าตามแบบอย่างใด อย่างหน่ึง คือ จะถอนโดยท าเป็ นพินัยกรรมหรือท าเป็ นหนังสือ มอบไวต้่อพนกังานเจา้หนา้ที่ก็ได้ ๒. การตัดมิให้รับมรดกโดยการแสดงเจตนาโดยปริยาย คือ เจา้มรดกไม่ได้แสดง เจตนาโดยชัดแจง้ว่าตดัทายาทโดยธรรม แต่โดยผลของกฎหมายทายาทโดยธรรมไม่มีสิทธิรับ มรดกซ่ึงเกิดข้ึนใน ๒ กรณี คือ (๑) กรณีมรดกของพระภิกษุ กฎหมายกา หนดวา่ ในส่วนทรัพยส์ินของพระภิกษุที่ ไดม้าใน ระหว่างสมณเพศเมื่อพระภิกษุถึงแก่มรณภาพ กฎหมายกา หนดให้ทรัพยส์ ินดงักล่าวตก เป็ นสมบัติของวัดที่ เป็ นภูมิล าเนาของพระภิกษุน้นั (มาตรา ๑๖๒๓) ดงัน้นั โดยผลของกฎหมาย ทายาทโดยธรรมและคู่สมรส ของพระภิกษุน้นัยอ่มถือวา่ ไม่มีสิทธิในทรัพยส์ินดงักล่าว (๒) กรณีพินัยกรรมจ าหน่ายทรัพยส์ ิน กฎหมายกา หนดว่า เมื่อบุคคลใดได้ท า พินัยกรรม จ าหน่ายทรัพย์มรดกเสียท้งัหมดแล้ว ให้ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผูท้ ี่มิได้รับ ประโยชน์จากพินัยกรรม เป็ นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก (มาตรา ๑๖๐๔ วรรคท้าย) ผลเมื่อทายาทโดยธรรมถูกตดัมิให้รับมรดก คือ ทายาทโดยธรรมน้ันไม่มีสิทธิรับ มรดก (มาตรา ๑๖๐๔) ๖.๙.๖ การสละมรดก การสละมรดก คือ การที่ทายาทซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมาย หรือตามพินัยกรรม ไดแ้สดง เจตนาไม่ขอรับมรดกส่วนของตนภายหลงัเจา้มรดกตาย การสละมรดกมีหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ ๑. การสละมรดกกระท าไดเ้มื่อเจา้มรดกถึงแก่ความตายแลว้ ๒. ผูม้ีสิทธิสละมรดกจะตอ้งเป็นผูม้ีสิทธิไดร้ับมรดก แต่ถา้ผูน้้นัเป็นผูเ้ยาวบ์ุคคล วกิลจริต หรือ บุคคลผไู้ม่สามารถจะจดัท าการงานของตนได้เอง จะต้องได้รับความยินยอมของบิดา มารดาผปู้กครองผู้อนุบาล หรือผพู้ ิทกัษแ์ลว้แต่กรณีและไดร้ับอนุมตัิจากศาลดว้ย (มาตรา ๑๖๑๑)