The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กฎหมายทั่วไป (General Law) อ.ภู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

กฎหมายทั่วไป (General Law) อ.ภู

กฎหมายทั่วไป (General Law) อ.ภู

๒๒๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การสละมรดกกฎหมายก าหนดแบบไว้ ๒ วิธี คือ (มาตรา ๑๖๑๒) ๑. การสละมรดกโดยการแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไวแ้ก่พนักงาน เจ้าหน้าที่ ๒. การสละมรดกโดยท าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างทายาท ดว้ยกนั การกระท าหารดว้ยวิธีอื่นนอกจากสองวิธีขา้งตน้ ไม่ถือวา่เป็นการสละมรดกเช่น การ กล่าววาจาขอสละสิทธ์ิในทรัพยม์รดกไม่ถือว่าเป็นการสละมรดก(ค าพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๙/ ๒๕๒๙) การสละมรดกทายาทตอ้งสละส่วนของตนท้งัหมดโดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อสละมรดก แลว้จะถอนการสละมรดกไม่ได้ อนึ่ง การสละมรดกจะท าให้กระทบกระเทือนสิทธิของเจา้หน้ีมิได้กล่าวคือการสละ มรดกเป็ นผลท าให้ผูส้ละมรดกไม่มีสิทธิรับมรดก จึงอาจเป็นไปได้ว่าผูส้ละมรดกมีเจตนาสละ มรดก เพื่อให้เจา้หน้ีของผูส้ละมรดกไม่อาจบงัคบั ช าระหน้ีจากทรัพยม์รดกที่ตกได้แก่ตนท าให้ เจา้หน้ีเสียเปรียบ กฎหมายกา หนดทางแกไ้ข วา่ถา้ทายาทสละมรดกดว้ยวธิีใดโดยที่รู้อยูว่า่การที่ท า เช่นน้นัจะท าให้เจา้หน้ีของตนเสียเปรียบ เจา้หน้ีมีสิทธิที่จะเรียกร้องขอให้เพิกถอนการสละมรดก น้นัเสียได้แต่ถา้ปรากฏวา่ ในขณะที่สละมรดกน้นับุคคลซ่ึง ไดร้ับประโยชน์จากการสละมรดกมิได้ รู้เท่าถึงขอ้ความจริงอนัเป็นทางให้เจา้หน้ีตอ้งเสียเปรียบน้นัดว้ยก็จะเพิกถอนมิได้อน่ึง หากกรณี เป็นการสละมรดกโดยเสน่หาเพียงแต่ทายาทผูส้ละมรดกเป็นผูรู้้ฝ่ายเดียวเท่าน้นัก็พอแลว้ที่จะเพิก ถอนได้นอกจากน้ีเมื่อไดเ้พิกถอนการสละมรดกแลว้เจา้หน้ีจะร้องขอให้ศาลสั่งเพื่อให้ตนรับมรดก แทนที่ทายาทและในสิทธิของทายาทน้นัก็ได้(มาตรา ๑๖๑๔) ๖.๙.๗ ทายาทโดยธรรม ทายาทโดยธรรม คือ บุคคลที่มีสิทธิรับมรดกของผูต้ายโดยผลของกฎหมายมิใช่โดย ผลของพินัยกรรม (มาตรา ๑๖๐๓) ทายาทโดยธรรมอาจจ าแนกได้ ๒ ประเภทคือ ๓๐ ๑. ทายาทโดยธรรมในกรณีปกติทายาทโดยธรรมในกรณีปกติอาจจ าแนกได้ ๒ ประเภท คือ (๑) ทายาทโดยธรรมประเภทญาติซ่ึงมีอยู่5ล าดบัดงัน้ี(มาตรา ๑๖๒๙) ๑) ผู้สืบสันดาน ๒) บิดามารดา ๓๐ รวินท์ ลีละพัฒนะ, ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย, (กรุงเทพมหานคร: สา นกัพิมพว์ิญญูจา กดั, ๒๕๕๖), หน้า ๙๒.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๒๓ General Law ๓) พี่นอ้งร่วมบิดามารดาเดียวกนั ๔) พี่นอ้งร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกนั ๕) ปู่ยา่ตายาย ๖) ลุง ป้า น้า อา ซึ่งมีหลักในการจัดล าดบัทายาทท้งั 5ล าดบัวา่ถา้มีทายาทล าดบัก่อนอยู่ทายาทล าดับ หลงัไม่มีสิทธิรับมรดกเลยเวน้แต่บิดามารดาที่เป็นทายาทล าดับ ๒ มีสิทธิรับมรดกของผูต้ายแมว้า่ จะมี ผู้สืบสันดานอันเป็ นทายาทล าดับ ๑ อยกู่ ็ตาม (มาตรา ๑๖๓๐) และทายาทล าดับ ๑ ผู้สืบสันดาน น้นัยงัแยกออกเป็นช้นัต่าง ๆ กนัอีกเริ่มแต่ทายาทช้นับุตรไปสู่หลาน เหลน ล้ือ ฯลฯ ตามล าดับ และ มีหลกัว่า ทายาท ช้นัที่สนิทที่สุดกบัเจา้มรดกเท่าน้ันจึงจะมีสิทธิรับมรดกโดยสิทธิของตนเองซ่ึง ไดแ้ก่บุตรของเจา้มรดกนนั่เอง หากเป็นทายาทช้นัห่าง ๆ ออกไปจะรับมรดกได้แต่โดยอาศยัสิทธิ การรับมรดกแทนที่ทายาทช้นับุตรเท่าน้นั (๒) ทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรส คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายของผูต้ายใน เวลาตายกฎหมายบญัญตัิให้ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกผูต้ายได้ไม่วา่ผูต้ายจะมีทายาทโดย ธรรม ประเภทญาติล าดับใด (มาตรา ๑๖๒๙ วรรคสอง)แต่ส่วนแบ่งในฐานะทายาทประเภทคู่สมรส น้ีอาจข้ึนอยู่กบัทายาทประเภทญาติวา่เจา้มรดกมีทายาทประเภทญาติล าดับใด ล าดบัและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยงัมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผูต้ายน้ัน เป็นไป ดงัต่อไปน้ี(มาตรา ๑๖๓๕) ๑) ถ้ามีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) ซ่ึงยงัมีชีวติอยหู่รือมีผรู้ับมรดกแทนที่แลว้แต่ กรณีคู่สมรสที่ยงัมีชีวติอยนู่้นัมีสิทธ์ิไดส้่วนแบ่งเสมือนหน่ึงวา่ตนเป็นทายาทช้นับุตร ๒) ถ้ามีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๓) และทายาทน้นัมีชีวิตอยู่หรือมีผูร้ับมรดก แทนที่หรือถา้ไม่มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) แต่มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๒) แลว้แต่กรณีคู่ สมรส ที่ยงัมีชีวติอยนู่้นัมีสิทธิไดร้ับมรดกก่ึงหนึ่ง ๓) ถ้ามีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๔) หรือ (๖) และทายาทนี่ยงัมีชีวติอยหู่รือมีผูร้ับ มรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๑ (๕) แลว้แต่กรณีคู่สมรสที่ยงัมีชีวิตอยู่มีสิทธ์ิไดร้ับ มรดกสอง ส่วนในสาม ๔) ถ้าไม่มีทายาทดงัที่ระบุไวใ้นมาตรา ๑๖๒๙ คู่สมรสที่ยงัมีชีวิตอยู่น้ันมีสิทธ์ิ ไดร้ับ มรดกท้งัหมด ส่วนแบ่งของทายาทโดยธรรม ทายาทโดยธรรมมีส่วนแบ่งในกองมรดก ดงัน้ี


๒๒๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑. กรณีเป็ นทายาทโดยธรรมในล าดบัเดียวกนัการแบ่งส่วนมรดกยอ่มตอ้งท าโดย ความยตุิธรรม เท่าเทียมกนัคือใหทุ้กคนที่เป็นทายาทโดยธรรมในล าดบัน้นัๆ ไดร้ับส่วนแบ่งมรดก เท่ากนทุกคนั ๒. กรณีเป็นทายาทประเภทคู่สมรสจะตอ้งมีการแบ่งทรัพยส์ ินระหว่างเจา้มรดก กบัคู่สมรสที่ยงัมีชีวิตอยู่เสียก่อน สินสมรสแบ่งคนละคร่ึง สินส่วนตวัของฝ่ายใดฝ่ายน้นัก็เอาไป สินสมรสที่แบ่งคร่ึงแลว้พร้อมสินส่วนตวัของผูต้ายเป็นมรดกที่จะนา มาแบ่งแก่ทายาท ซ่ึงคู่สมรส ที่ยงัมีชีวิตอยู่ก็เป็นทายาทซ่ึงมีส่วนในกองมรดกน้ีด้วย กล่าวอีกนัยหน่ึง คือ เมื่อเจา้มรดกตายคู่ สมรสที่มีชีวิตอยู่ในล าดบัแรกได้รับแบ่ง สินสมรสไปส่วนหน่ึงแล้วต่อไปยงัมีส่วนในสินสมรส และสินส่วนตวัของคู่สมรสที่ตายไปในฐานะเป็นทายาทอีกด้วย ๒ ทายาทโดยธรรมในกรณีพิเศษ ผมู้ีสิทธิรับมรดกของผตู้ายในกรณีพิเศษน้ีไดแ้ก่วดัและแผน่ดิน (๑) วัด วัดเป็ นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ จึงอาจรับมรดกได้ใน ๒ ฐานะ คือ ๑) ในฐานะผูร้ับพินยักรรม เมื่อวดัเป็นนิติบุคคลวดัย่อมเป็นผูร้ับพินยักรรม ได้ ๒) ในฐานะทายาทโดยธรรม ทรัพยส์ินของพระภิกษุซ่ึงถึงแก่มรณภาพตกเป็น สมบัติของวัดที่เป็ นภูมิล าเนาของพระภิกษุน้นัเวน้ ไวแ้ต่พระภิกษุน้นัจะไดจ า้หน่ายไปในระหวา่งมี ชีวิต หรือโดยพินัยกรรม (มาตรา ๑๖๒๓) (๒) แผ่นดิน เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผูร้ับพินัยกรรม หรือ การต้งัมูลนิธิตามพินยักรรม กฎหมายกา หนดว่ามรดกของบุคคลน้ันตกทอดแก่แผ่นดิน (มาตรา ๑๗๕๓) ๖.๙.๘ การรับมรดกแทนที่ การรับมรดกแทนที่คือการที่บุคคลผมู้ีสิทธิรับมรดกถึงแก่ความตายหรือถูกกา จัดมิให้ รับมรดกก่อน ๆ เจา้มรดกตาย แลว้ผูส้ืบสันดานของทายาทผูถ้ึงแก่ความตายหรือถูกกา จัดมิให้รับ มรดกก่อนเจา้มรดกตายเขา้รับมรดกแทนที่เพียงเท่าที่ผตู้ายหรือผถูู้กจ ากดัมีสิทธิจะไดร้ับ บุคคลซึ่งจะถูกรับมรดกแทนที่ คือ บุคคลซึ่งเป็ นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิจะรับมรดก จากเจา้มรดก แต่มีเหตุบางอยา่งท าให้บุคคลน้นัตอ้งเสียสิทธิดงักล่าวไปก่อนเจา้มรดกตายและการ เสียสิทธิไปน้นั ท าให้ ผู้สืบสันดานของเขาเป็ นผู้เข้ามาสวมสิทธิของเขาซึ่งมีผลท าให้บุคคลผู้มีสิทธิ


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๒๕ General Law น้นักลายเป็นบุคคลซ่ึงถูกรับมรดกแทนที่ไป ทายาทซ่ึงจะถูกรับมรดกแทนที่ไดก้ฎหมายกา หนดวา่มี เพียง ๔ ล าดบัดงัน้ีคือ(มาตรา๑๖๓๙) ๑. ผู้สืบสันดาน (มาตรา ๑๖๒๙ (๑)) ๒. พี่นอ้งร่วมบิดามารดาเดียวกนั (มาตรา ๑๖๒๙ (๓)) ๓. พี่นอ้งร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกนั (มาตรา ๑๖๒๙ (๔)) ๔. ลุง ป้า น้า อา (มาตรา ๑๖๒๙ (๖)) ส่วนทายาทอีก ๒ ล าดบัคือ บิดา มารดากบั ปู่ยา่ตายายกฎหมายไม่ใหม้ีการรับมรดก แทนที่ (มาตรา ๑๖๔๑ ) ส าหรับผูท้ี่จะรับมรดกแทนที่ไดแ้ก่ผูส้ืบสันดานของบุคคลซ่ึงจะถูกรับมรดกแทนที่ ซ่ึงถึงแก่ความ ตายหรือถูกจ ากดัมิให้รับมรดกก่อนเจา้มรดก บุตรบุญธรรมไม่ใช่ผูส้ืบสันดาน จึงไม่ มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ผู้รับบุตรบุญธรรม (ค าพิพากษาฎีกาที่ ๗๗ ๓/๒๕๒๔ ประชุมใหญ่) เหตุที่จะท าให้มีการรับมรดกแทนที่ กฎหมายกา หนดไว้ ๒ เหตุ คือ ๑. บุคคลซ่ึงจะถูกรับมรดกแทนที่ถึงแก่ความตายก่อนเจา้มรดก ๒. บุคคลซึ่งจะรับมรดกแทนที่ถูกกา จัดมิได้รับมรดกแทนเจ้ามรดกตาย


๒๒๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สรุปท้ายบท กฎหมายเอกชน คือ กฎหมายที่กา หนดความสัมพนัธ์ระหว่างเอกชนด้วยกัน เป็น กฎหมายที่กา หนด ถึงสิทธิทางแพ่งอนัเป็นสิทธิทางกฎหมายที่เอกชนคนใดคนหน่ึงจะใช้ยนักบั เอกชนคนอื่นได้เช่น กฎหมาย เกี่ยวกบัความสัมพนัธ์ในครอบครัว ระหว่างสามีกบัภรรยา บิดา มารดากบับุตร หรือกฎหมายที่กา หนด ความสัมพนัธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนดว้ยกันเอง เช่น การแลกเปลี่ยนผลผลิตและบริการระหวา่ง เอกชน เช่น การท าสัญญาในรูปแบบต่าง ๆ กฎหมาย เอกชนมีความแตกต่างกับกฎหมายมหาชนคือ กฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่ก าหนด ความสัมพนัธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานรัฐกบัราษฎร ในฐานะที่รัฐ เป็นฝ่ายปกครองก็จ าเป็นที่ จะต้องออกกฎหมายมากา หนดความประพฤติของราษฎรในรัฐให้ปฏิบตัิตาม เพื่อให้อยูร่ ่วมกนั ใน สังคมดว้ยความปกติสุข กฎหมายมหาชนแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น กฎหมาย รัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระธรรมนูญศาล ยุติธรรม เป็ น ตน้กฎหมายเอกชนแบงออกเป็ น ่๒ ประเภท ไดแ้ก่ ๑. กฎหมายแพ่ง เป็นกฎหมายที่กา หนดสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ของบุคคล ต้งัแต่เกิดจนตาย เช่น กฎหมายเกี่ยวกบับุคคล ทรัพย์นิติกรรม สัญญา หน้ีครอบครัว มรดกเป็นตน้ ๒. กฎหมายพาณิชย์เป็นกฎหมายที่เกี่ยวขอ้งกบัการท าสัญญาทางการค้าหรื อการ ประกอบธุรกิจเช่น กฎหมายเกี่ยวกบัการซ้ือขายเช่าทรัพย์ตวัเงิน หุน้ ส่วน บริษทัฯลฯ เป็นตน้ ในบางประเทศได้มีการแยกกฎหมายพาณิชย์ออกจากกฎหมายแพ่ง เช่น ในประเทศ เยอรมนีและฝรั่งเศส เพราะตอ้งการใหม้ีความคล่องตวัในการด าเนินการในทางพาณิชย์ และเพื่อที่จะได้ มีบทบังคับ และ หลกัเกณฑแ์ยกต่างหากไปจากกฎหมายของเอกชนทวั่ๆ ไป แต่ส าหรับประเทศไทยเรา ไดม้ีการรวมเอากฎหมายแพง่และกฎหมายพาณิชยไ์วด้ว้ยกนัเรียกวา่ ประมวลกฎหมายแพง่และพาณิชย์ ข้อสังเกต ส าหรับกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง่น้นัมีนกักฎหมายไดใ้ห้ความเห็นไว้ ๒ ฝ่ าย คือ ฝ่ ายแรกไดใ้ห้ความเห็นว่าควรจะจดัเป็นกฎหมายเอกชน โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง น้นัเป็นเรื่องที่เอกชนใชส้ิทธิทางศาลเพื่อบงัคบั ให้เป็นไปตามกฎหมายในกรณี ที่อีกฝ่ายหน่ึงไม่ปฏิบตัิตาม กฎหมายแพ่งหรือกฎหมายพาณิชย์ซ่ึงเป็นเรื่องที่โตแ้ยง้กนัเอง ส่วนอีก ฝ่ ายหนึ่งเห็นวา่กฎหมายวธิีพิจารณาความแพง่น้นัเป็นเรื่องที่คู่ความมายนื่ค าฟ้องหรือค าร้องต่อศาล เพื่อใหศ้าลบงัคบัใหเ้ป็นไปตามกฎหมาย คืออาจจะมีการโตแ้ยง้สิทธิกนัซ่ึงจะบงัคบักนัเองไม่ได้ก็ มาให้ศาลเป็ นคนบังคับ หรืออาจจะเป็ นกรณีให้ ศาลมีค าสั่งในคดีที่ไม่มีขอ้พิพาท จึงเป็ นเรื่องที่ศาล ซ่ึงเป็นองคก์รของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเขา้ไปมีส่วน สัมพนัธ์กบัราษฎรซ่ึงเป็นคู่ความ ดงัน้นัจึง ควรจัดเป็ นกฎหมายมหาชน


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๒๗ General Law ค าถามท้ายบท ๑. จงอธิบายกฎหมายเอกชนกบักฎหมายมหาชนต่างกนัอยา่งไร ๒. กฎหมายเอกชนประกอบด้วยกฎหมายอะไรบ้าง จงอธิบาย ๓. การพิจารณาความแพ่งเช่นไรจดัวา่เป็นการพิจารณาความแพ่งกฎหมายเอกชน จง อธิบาย ๔. บุคคล ผู้ที่ท าให้ทารกในครรภ์ตายก่อนคลอดหรือขณะคลอด ไม่วา่จะเป็นมารดา ของทารกเองหรือผอู้ื่นก็ตาม มีความผดิฐานฆ่าผอู้ื่นตามกฎหมายอาญาไม่อยา่งไร จงอธิบาย ๕. การตายตามธรรมมีความแตกต่างจากการตายโดยผลของกฎหมายอย่างไร จง อธิบาย ๖. “นายเขียวได้ท าพินัยกรรมกา หนดการเพื่อตายโดยยกทรัพย์สินมรดกของตนให้ นายฟ้า” กรณีเช่นน้ีถือไดว้า่นายเขียวไดท า ้ นิติกรรมหรือท าสัญญา จงอธิบาย ๗. จงอธิบายลักษณะนิติกรรมอ าพรางเป็นเช่นไร พร้อมยกตวัอยา่งประกอบ ๘. ลกัษณะของสัญญาเป็นอยา่งไรจงอธิบาย พร้อมยกตวัอยา่งประกอบ ๙. จงอธิบายผลแห่งหน้ีและความระงบัแห่งหน้ีมาโดยละเอียด ๑๐. เมื่อพระภิกษุถึงแก่มรณภาพลงทรัพยส์มบตัิจะตกเป็นของใคร จงอธิบาย


๒๒๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เอกสารอ้างอิงประจ าบท ๑. ภาษาไทย จ าปี โสตถิพันธุ์. ค าอธิบายหลักกฎหมาย "นิติกรรม-สัญญา".กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์วิญญู ชน จา กดั,๒๕๔๒. ชูศกัด์ิศิรินิล. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัย รามค าแหง ๒๕๔๔. ดร. วนิดา จันทิมา.กฎหมายชาวบ้าน “ข้อแนะน าความรู้เบ้ืองต้น". เอกสารประกอบการสอน รายวิชา กฎหมายทั่วไป, ๒๕๕๗. ทวีเกียนติมีนะกนิษฐ.กฎหมายเบื้องต้นทางธุรกิจ.กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๙. ประสิทธ์ิปิวาวัฒนพานิช. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย.กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒. ไพโรจน์ วายุภาพ. ค าอธิบาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้. กรุงเทพมหานคร: สา นกัพิมพ์วญิญูชน จา กดั, ๒๕๔๒. ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ กฎหมาย ทั่วไป.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๓. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓ รวินท์ ลีละพัฒนะ. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกันกฎหมาย.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์วิญญ จา กัด, ๒๕๕๖. รัฐสิทธ์ิคุรุสุวรรณ. หลักกฎหมายเอกชน.กรุงเทพมหานคร: สูตรไพศาล, ๒๕๕๕. สุริยา พงษ์สุริยา และ ดร. วนิดา จันทิมา.กฎหมายชาวบา้น ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, ๒๕๕๘.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๒๙ General Law แผนการบริหารการสอนประจ าบทที่ ๗ เนื้อหา ๔ ชวั่ โมง บทที่ ๗ กฎหมายพระสงฆ์ควรรู้เป็นการเฉพาะ ๑. บทน า ๒.การตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ๓. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ (ฉบับที่ ๒) ๔.กฎมหาเถรสมาคม ๕. นิคหกรรมและการสละสมณเพศ ๖.กา หนดโทษ ๗.กฎหมายมหาชนที่เกี่ยวขอ้งกบัพระสงฆ์ ๘.กฎหมายเอกชนที่เกี่ยวขอ้งกบัพระสงฆ์ ๙.กฎหมายอาญาที่พระสงฆ์ควรทราบ ๑๐. ที่ธรณีสงฆแ์ละที่ของแผน่ดิน (ครอบครองปรปักษไ์ม่ได)้ วตัถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อไดศ้ึกษาเน้ือหาในบทน้ีแลว้นิสิตสามารถ ๑. อธิบายการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕และพระราชบัญญัติคณะ สงฆ์ พ.ศ.๒๕๓๕ (ฉบับที่ ๒) ๒. อธิบายกฎมหาเถรสมาคมและนิคหกรรมและการสละสมณเพศ ๓. อธิบายกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวขอ้งกบัพระสงฆ์ ๔. อธิบายกฎหมายอาญาที่พระสงฆ์ควรทราบและที่ธรณีสงฆ์และที่ของ


๒๓๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิธีสอนและกิจกรรม ๑. ศึกษาเอกสารค าสอน บทที่ ๑ ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป ๒. วธิีสอนแบบอภิปรายเน้ือหา ซักถาม และท าค าถามท้ายบท ๓. ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ๔. รายงานผลตามกลุ่มหนา้ช้นัเรียนเป็นลายลกัษณ์อกัษรและวาจา ๕. ร่วมวิเคราะห์เอกสารหนา้ช้นัเรียน ๖. สรุปเน้ือหาประจา บท ๗. ทา คา ถามทา้ยบทเรียน และวิเคราะห์พ้ืนฐานความเขา้ใจของนิสิตอนันา ไปสู่การ พฒันาและปรับปรุงอยา่งต่อเนื่อง สื่อการเรียนการสอน ๑. เอกสารค าสอน บทที่ ๒ ที่มาของระบบกฎหมาย ๒. แบบประเมินก่อน/หลงัเรียน ๓. แบบฝึ กหัด ๔. Power point ๕. เครื่องคอมพิวเตอร์ ๖. Projector การวัดและการประเมินผล ๑. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคลและรายกลุ่ม ๒. การเขา้เรียนและการมีส่วนร่วมในช้นัเรียน ๓. การท าแบบฝึ กหัดท้ายบท ๔. การทดสอบ


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๓๑ General Law บทที่ ๗ กฎหมายพระสงฆ ์ ควรร ู้เป็นการเฉพาะ ๗.๑ บทน า พระพุทธศาสนาอุบตัิข้ึนในประเทศอินเดีย โดยมีสมเด็จพระสัมมาสันพุทธเจ้าทรง เป็นพระธรรม ราชาแห่งหมู่สงฆ์และพระองค์ไดท้รงต้งัพระอคัรสาวกขวาซ้ายและต้งัเอตทคัคะ ในทางน้นัๆ พระองคย์งัได้ตรัสไวอ้ีกวา่พระองคเ์องกบัพระสารีบุตรและพระโมคคลัลานะผูเ้ป็น พระอัครสาวกขวาซ้ายเป็นผูบ้ริหาร คณะสงฆเ์พราะวา่เมื่อเป็นคณะสงฆข์้ึนแลว้ก็จ าเป็ นต้องมีการ บริหาร พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงจัดต้ังผูบ้ริหาร ต้ังต้นแต่พระอัครสาวกดังกล่าว ตลอดถึงพระ อุปัชฌาย์อาจารยเ์ป็นผูป้กครองคณะสงฆ์ช่วยพระองค์พระองค์เองก็ทรงปกครองคณะสงฆ์ใน ฐานะทรงเป็ นศาสดา และแมเ้มื่อจะเสด็จดบัขนัธปรินิพพานก็ยงัได้ทรงมอบหมายต้งัให้พระธรรม วนิยัที่พระองคท์รงแสดงแลว้บญัญตัิแลว้เป็นศาสดาแทนพระองค์เพราะฉะน้นัเราท้งัหลายในบดัน้ี จึงสมควรที่จะเคารพหนกัแน่นในพระธรรมวินยัในฐานะเป็นพระศาสดา และเป็นปฏิบตัิปูชนียฐาน อันสูงสุดของคณะสงฆ์ พระธรรมวินยัน้นัย่อมตอ้งอยูใ่นบุคคลผูท้รงธรรมวินยัจึง เป็นหน้าที่ของ เราท้งัหลายที่จะตอ้งช่วยกนัทรงรักษาพระธรรมวินยัปฏิบตัิตามพระธรรมวนิยัและพระวนิยัน้นัเป็น กฎหมายสูงสุดของคณะสงฆแ์ละพุทธศาสนิกชนท้งัหลาย ๑ นอกจากน้ีพระสงฆเ์ราน้นัมีหนา้ที่ตอ้งปฏิบตัิตามกฎหมาย ๓ ฉบับ คือฉบับที่ ๑ ไดแ้ก่ พระธรรม วินัยฉบับที่ ๒ ไดแ้ก่กฎหมายบา้นเมือง พร้อมท้งักฎระเบียบท้งัหลายของคณะสงฆ์ที่ ออกตามพระธรรมวินัย และกฎหมายบ้านเมือง และฉบับที่ ๓ ไดแ้ก่จารีตประเพณีพระสงฆ์คือ พระสาวกผู้ประพฤติปฏิบัติตาม พระธรรมค าสั่งสอนของพระพุทธเจา้จนไดร้ับผลแห่งการปฏิบตัิ แล้วน าค าสอนของพระพุทธเจา้มาเผยแพร่ยงัพุทธศาสนิกชนถือเป็นผสู้ืบทอดพระศาสนา ๒ พระสงฆ์ไทยนอกจากจะเป็ นสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วยังมีสถานภาพเป็ นคนไทยอีก ดว้ย เมื่อ พระสงฆม์ ีสถานภาพเป็นคนไทยจึงตอ้งอยูภ่ายใตก้ฎหมายไทยเช่นกนักบัคนไทยท้งัปวง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกัรไทย พุทธศกัราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ บญัญตัิว่า “บุคคลย่อม ๑ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, พระธรรมเทศนาทั่วไปและ พระวรธรรมคติ, (กรุงเทพมหานคร: หจก. โรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๔๑), หน้า ๒๕๔-๒๕๕. ๒ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, แถลงการณ์เบื้องต้นแห่งพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองคณะสงฆ์, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๓๔), หน้า ๕๓.


๒๓๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เสมอกนั ในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและไดร้ับความคุม้ครองตามกฎหมายเท่าเทียมกนัชายและ หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกนัการเลือก ปฏิบตัิโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่วา่ดว้ยเหตุความแตกต่างใน เรื่องถิ่นกา เนิด เช้ือชาติภาษา เพศอายุความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทาง ศาสนาการศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อนัไม่ขดัต่อบทบญัญตัิแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่น ใดจะกระท ามิได้ ฯลฯ๓ พระสงฆ์จึงต้องปฏิบัติ ตามกฎหมายที่ใช้กบัคนไทยทวั่ ไปและกฎหมายที่ใช้เฉพาะ พระสงฆ์ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๒, ๒๐๗, ๒๐๔ ไดบ้ญัญตัิข้ึนเพื่อคุม้ครองที่อยู่การประกอบ พิธีกรรม และการแต่งกาย ของพระสงฆ์และประมวลแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๒๒,๑๖๒๓, ๑๖๒๔ ได้บญัญตัิเกี่ยวกบั พินัยกรรมและทรัพย์สินของพระสงฆ์พระสงฆต์อ้งคดัเลือกทหารเหมือนกนักบัชายไทย ทวั่ ไป แต่ พระสงฆไ์ม่มีสิทธ์ิในการเลือกต้งัสมาชิกสภาผูแ้ทนราษฎร ท้งัขอ้ห้ามและขอ้อนุญาตตามกฎหมาย ไทยดังกล่าว พระสงฆ์ก็ยอมรับโดยดุษฎีกฎหมายพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทยพุทธศักราช ๒๕๓๕ มีบทบญัญตัิที่ลงโทษแก่พระสงฆ์ถึงข้นั ให้ลาสิกขาแมต้อ้งอาบตัิเล็กน้อย กฎหมายที่ใช้ บงัคบัพระสงฆท์ ี่ใชอ้ยู่น้นัจึงมีแต่ที่ลงโทษเสียส่วนมาก ส่วนกฎหมายที่อุปถมัภบ์า รุงพระสงฆน์ ้นั ยงัมีเป็นส่วนน้อย ดงัน้นัจึง สมควรที่ศึกษาวิเคราะห์กฎหมายเกี่ยวกบักฎหมายคณะสงฆ์ให้ลึกซ้ึง เพื่อจะได้รู้ถึงสภาพเน้ือหากฎหมายที่เป็นธรรมมากนอ้ยเพียงใด ถูกตอ้งตามหลกัอปริหานิยธรรม หรือไม่ที่มีหลกัวา่ผปู้กครองรัฐตอ้งต้งัความ ปรารถนาวา่พระสงฆผ์ทู้รงศีลที่ยงัไม่มาขอจงมา ที่มา แลว้ก็ขอให้อยู่เป็นสุข เมื่อพระสงฆ์ได้รับการคุม้ครอง จากรัฐดีแลว้ก็จะมีกา ลังปฏิบัติธรรมตาม สมควรแก่ธรรม แลว้น าธรรมน้นัออกประกาศแก่ประชาชนชาวไทย ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - จนถึง ปัจจุบัน) เป็ น - ประวตัิศาสตร์ที่รัฐของไทยไดเ้ขา้ควบคุมคณะสงฆอ์ยา่งใกลช้ิดรวมท้งัควบคุมการ ตีความค าสอน และ แนวทางของการปฏิบัติธรรมด้วย รัฐได้เป็ นผู้กา หนดโครงสร้างขององค์กรการ ปกครองของคณะสงฆ์รวมท้งักฎหมายและข้นัตอนการบริหารที่เกี่ยวขอ้งในพระราชบญัญตัิการ ปกครองคณะสงฆไ์ทย รวมท้งัสิ้น ๔ ฉบับ คือ ฉบับ ร.ศ.๑๒๑ สมัยรัชการที่ ๕ หรือ พ.ศ. ๒๕๔๕ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๐๕๔ และ ฉบับ ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ (ฉบับที่ ๒) ๓ กลุ่มงานพฒันากฎหมาย ส านักกฎหมาย ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา, รัฐธรรมนูญแห่งราช อาญาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐, (กรุงเทพมหานคร:กลุ่มงานการพิมพ์ส านักการพิมพ์ส านักงานเลขาธิการ วุฒิสภา, ๒๕๖๐), หน้า ๘. ๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หน้า ๑๗๐.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๓๓ General Law ๗.๒ การตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ การตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มีสาเหตุ โครงสร้างและสาระส าคัญ ที่ พึงศึกษา ดงัต่อไปน้ี ๗.๒.๑ สาเหตุของการตราพระราชบัญญตัิคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ การตราพระบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เกิดจากความตอ้งการของรัฐบาลในสมยั น้ันมีจอมพลสฤษด์ิธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรีที่มุ่งปรับปรุงแบบการปกครองคณะสงฆ์ให้ สอดคลอ้งกบันโยบาย การปกครองประเทศของจอมพลสฤษด์ิธนะรัชต์ที่นิยมการรวบอ านาจการ ตดัสินใจเด็ดขาดไวก้บัผูน า ้ที่เขม้แข็ง เห็นวา่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่กา หนดให้มีการ ถ่วงดุลอา นาจกนัน้นัน้า มาซ่ึงความ ล่าช้าและขาดประสิทธิภาพในการปฏิบตัิงาน ดงัน้นัจึงเห็นวา่ การแยกอ านาจการบัญชาการคณะสงฆ์ ออกเป็ นสามฝ่ าย คือ สังฆสภา สังฆมนตรี และคณะวินัยธร ตามพระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นระบบที่นนั่ทอนประสิทธิภาพในการด าเนินกิจการ คณะสงฆ์ดงัน้นัคณะรัฐมนตรีจึงมีมติแต่งต้งัคณะกรรมการยกร่างพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์ฉบบั ใหม่ข้ึน ในปีพ.ศ. ๒๕๐๓ เสร็จแล้วรัฐบาลจึงได้ตรา พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบญัญตัิฉบบัน้ีคือ “โดยที่การด าเนินกิจการคณะสงฆ์มิใช่เป็นกิจการอนัแบ่งแยกอ านาจด าเนินการด้วย วตัถุประสงค์เพื่อการถ่วงดุลอ านาจเช่นที่เป็นอยตู่ามกฎหมายในปัจจุบนัและโดยระบบส่วนวา่น้นั เป็นผลมนั่ทอน ประสิทธิภาพแห่งการด าเนินกิจการจึงสมควรแกไ้ขปรับปรุงเสียใหม่ให้สมเด็จ พระสังฆราช องค์สกลมหา สังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทางมหาเถรสมาคม ตามอ านาจ แห่งกฎหมายและพระธรรมวนิยัท้งัน้ีเพื่อความเจริญรุ่งเรืองสถาพรแห่งพระพุทธศาสนา" ๗.๒.๒ โครงสร้างของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ โครงสร้างการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ สมเด็จ พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ใน ๒ ต าแหน่งคือ ต าแหน่งองค์สกลมหา สังฆปริณายกหรือองค์ประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทยกับต าแหน่งประธาน กรรมการมหาเถรสมาคม อนัเป็น องค์กรสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ทวั่ประเทศ ตามพระ บัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔ และ มาตรา ๙ อ านาจหน้าที่มหาเถรสมาคมในการปกครองคณะสงฆ์ คือการออกกฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ วางระเบียบ ออกค าสั่ง มติและประกาศ โดยไม่ขดัหรือแยง้กบักฎหมายและพระธรรม วินยั ให้ใชบ้งัคบัไดท้ ้งัน้ีเพื่อให้กิจการงานของคณะสงฆไ์ทยให้เป็นไปดว้ยความเรียบร้อย ดีงาม มี ประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์ พระสงฆม์ ีศีลาจารวตัรงดงามและมีปฏิปทาน่าเลื่อมใส


๒๓๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาเถรสมาคมเป็ นองค์ปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย มีสมเด็จพระสังฆราช สกล มหาสังฆปริณายก ทรงเป็ นประธาน และมีกรรมการอีกจ านวน ๑๗ รูป ร่วมเป็นผูบ้ริหารระดบัสูง ในกิจการงานคณะสงฆ์กรรมการมหาเถรสมาคมมีวาระการประชุมเดือนละหน่ึงคร้ัง เพื่อบริหาร กิจการงานคณะสงฆ์และพฒันาความเจริญรุ่งเรืองดา้นการศึกษา การเผยแผห่ลกัพุทธธรรมและการ สาธารณ สงเคราะห์ของ พระพุทธศาสนาสืบไป ดังรูปที่ ๗.๑ ภาพที่ ๗.๑โครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ ตามพระบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจา้คณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอ าเภอ เจ้าคณะต าบล เจ้าอาวาส


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๓๕ General Law ๗.๒.๓ สาระส าคัญของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ สาระส าคัญของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พอสรุปไดด้งัน้ี ๕ ๑. ยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๕๔ ซึ่ งรวมหมายถึงการ ยกเลิก สังฆสภาคณะสังฆมนตรีและคณะวินยัธร ส่วนอ านาจที่องคก์รท้งัสามเคยเป็นผูใ้ชแ้ยกจาก กนั ใหส้มเด็จพระสังฆราช และมหาเถรสมาคมเป็ นผู้ใช้ ๒. ผลที่ตามมาก็คือการยกเลิกต าแหน่งประธานสังฆสภา สังฆนายกเป็นประธาน คณะวินัยธร อ านาจหน้าที่ของต าแหน่งท้งัสามถูกรวมกนัเขา้และมอบใหป้ระธานกรรมการมหาเถร สมาคมเป็ นผู้ใช้ ๓. อ านาจสูงสุดในการบังคับบัญชาคณะสงฆ์เป็ นของสมเด็จพระสังฆราช ผู้ทรง บัญชาการคณะ สงฆ์ใน ๒ ต าแหน่งคือ ๓.๑ โดยต าแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก หรือประชุมสงฆไ์ทยทรงบญัชาการ คณะสงฆ์เอง และทรงรับผิดชอบเองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ๓.๒ โดยต าแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ทรงบญั ชาการคณะสงฆ์ ร่วมกบัมหา เถรสมาคมตามที่บญัญตัิไวใ้นมาตรา ๙ และมาตรา ๑๔ ๔. มหาเถรสมาคม ประกอบด้วย ๔.๑ สมเด็จพระสังฆราชทรงด ารงต าแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม โดยต าแหน่ง พระมหากษตัริยท์รงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ๔.๒ สมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็ นกรรมการโดยต าแหน่ง ปัจจุบันมีสมเด็จ พระราชาคณะท้งัสิ้น ๔ รูป ๔.๓ พระราชาคณะซ่ึงสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งต้งัมีจ านวนไม่ต่า กว่า ๔ รูป และไม่เกิน ๘ รูปเป็นกรรมการอยูใ่นต าแหน่งคราวละ ๒ ปี ตามปกติ สมเด็จพระสังฆราชทรง แต่งต้ังกรรมการครบท้ัง ๘ รู ป จึงท าให้กรรมการมหาเถรสมาคมแต่ละชุดมี๑๗ รู ป อัน ประกอบด้วย สมเด็จพระราชาคณะ ๘ รูป กรรมการที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งต้งั๘ รูป และ สมเด็จพระสังฆราชในฐานะประธานกรรมการ ๑ รูป ๕. อ านาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ มีความว่า “มหาเถรสมาคมมี อ านาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็ นไปโดยเรียบร้อย เพื่อการน้ีให้มีอ านาจ ตรากฎมหาเถรสมาคมออก ข้อบังคับวางระเบียบหรือออกค าสั่งโดยไม่ขดัหรือแยง้กบักฎหมายและ พระธรรมวินัยใช้บังคับได้" ๕ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมุมจิตโต), การปกครองคณะสงฆ์ไทย, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๕), หน้า ๕๗.


๒๓๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะเห็นไดว้า่ อ านาจหนา้ที่ของมหาเถรสมาคมตามมาตราน้ีความหมายกวา้งขวางมาก เพราะถา้พิจารณาเทียบเคียงกบัอ านาจหน้าที่ของสังฆสภา คณะสังคมนตรี และคณะวินัยธร ตามที่ บัญญัติแยก อ านาจกนั ไวใ้นพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์พุทธศกัราช ๒๕๕๕ แล้วจะพบว่าอ านาจ หนา้ที่ต่าง ๆ ท้งัสามส่วน น้นั ไดร้วมกนัเป็นอ านาจหนา้ที่ของมหาเถรสมาคม กล่าวอีกนยัหน่ึงก็คือ อ านาจหน้าที่ของสังฆสภา สังฆมนตรี และคณะวินัยธร ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๕๔ ไดร้วมกนัเป็นอ านาจหน้าที่ ของมหาเถรสมาคมในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ฉะน้ัน อ านาจหน้าที่ “ปกครองคณะสงฆ์” ของมหาเถรสมาคมตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๘ น้ีจึง มิไดห้มายถึงเฉพาะอ านาจหนา้ที่บริหารการคณะสงฆข์องคณะสังฆมนตรีเท่าน้นั แต่ยงัหมายถึงอ านาจ หน้าที่ตราสังฆาณัติของสังฆสภา และอ านาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ ของคณะวนิยัธรช้นัฎีกาอีกดว้ย ๗.๓ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ (ฉบับที่ ๒) ในการแกไ้ขเพิ่มเติมพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มีประเด็น สาระส าคญัดงัน้ี ๖ ๗.๓.๑ สาระส าคัญของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ (ฉบับที่ ๒) ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ น้นัอาศยัเหตุผลพอสรุปไดว้า่พระราชบญัญตัิคณะสงฆ์พ.ศ.๒๕๐๕ ได้ ใชบ้งัคบัเป็นเวลานาน แลว้บทบญัญตัิบางมาตราไม่ชดัเจนไม่เหมาะสมสอดคลอ้งกบัสภาพการณ์ ในปัจจุบัน และในบางกรณีมิได้ บัญญัติไว้ ท าใหเ้กิดปัญหาในทางปฏิบตัิจึงเป็นการสมควรที่ตอ้งมี การปรับปรุงแกไ้ขเพิ่มเติม บทบญัญตัิแห่งพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้เหมาะสม ต่อไป โดยเพิ่มเติมบท นิยามเพื่อใหไ้ดค้วามชดัเจน และสะดวกในการตีความปรับปรุงบทบญัญตัิวา่ ด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชให้มีเพียงพระองค์เดียว เพื่อป้องกนัการเกิดปัญหาขดัแยง้ใน วงการคณะสงฆ์ กา หนด ข้นัตอนการแต่งต้งัผปู้ฏิบตัิหนา้ที่แทน สมเด็จพระสังฆราช กา หนดอ านาจ หน้าที่และการปฏิบัติหน้าที่ของมหาเถรสมาคมให้ชัดเจน กา หนดให้มีเจา้คณะใหญ่เพื่อท าหน้าที่ ปกครองคณะสงฆ์ เป็นการแบ่งเบาภาระหนา้ที่ของมหาเถรสมาคม ปรับปรุง บทบญัญตัิวา่ดว้ยการ สละสมณเพศของพระภิกษุพร้อมท้งักา หนดให้พระภิกษุต้องค าวินิจฉยัให้สละสมณ เพศน้นัตอ้ง สึกภายในสามวนันบัแต่วนัที่ไดร้ับค าวนิิจฉยัน้นัเพิ่มเติมบทบญัญตัิใหว้ดัมีฐานะเป็นนิติบุคคล และ ให้เจ้าอาวาสเป็ นผูแ้ทนวดัเนื่องจากวา่ ไดม้ีการแกไ้ขประมวลกฎหมายแพง่และพาณิชยม์าตรา ๗๒ ๖ พระวิสุทธิภัทรธาดา, พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม, (กรุงเทพมหานคร: โรง พิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หน้า ๗๕.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๓๗ General Law มีผลใหว้ดัเป็นนิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพง่และพาณิชย์จึงตอ้งบญัญตัิใหว้ดัมีฐานะเป็นนิติ บุคคล ตามประมวลกฎหมายน้ีเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาศาสนสมบัติของวดัเพิ่มเติม บทบญัญตัิวา่ดว้ยการ ดูแลรักษาศาสนสมบัติของวัดร้าง ซึ่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มิไดบ้ญัญตัิไว้ปรับปรุง บทบญัญตัิว่าดว้ยการโอนกรรมสิทธ์ิที่วดัที่ธรณีสงฆ์และที่ศาสนสมบตัิ กลางให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ขดัขอ้งและไดร้ับค่าผาติกรรมแลว้ ให้กระท าโดยพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้สะดวกรวดเร็วยงิ่ข้ึนและไดบ้ญัญตัิเพิ่มเติม หา้มมิใหผ้ใู้ดยก อายุความข้ึนต่อสู้ที่ศาสนสมบัติกลาง พร้อมท้ัง ก าหนดให้เป็นทรัพย์สินซ่ึงไม่อยู่ในความ รับผิดชอบแห่งการบงัคบัคดีเพื่อเป็นการคุ้มครองที่ศาสนสมบตัิกลาง อนัเป็นทรัพย์สินของ พระพุทธศาสนา เพิ่มเติมบทกา หนดโทษผูท้ี่หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดง ความอาฆาตมาดร้าย ต่อสมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ มิได้บญัญตัิไว้อีกท้งั ปรับปรุงบทกา หนดโทษใหส้อดคลอ้งกบัสภาพการณ์ในปัจจุบนั “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ น้ีมีผลใชบ้ งคับเป็ นเวลานานถึง ั๓๐ ปี จึงมี การแกไ้ขเพิ่มเติม ในพ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อรัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ โดย ค าแนะน าและยินยอมของสภานิติบญัญตัิแห่งชาติในฐานะรัฐสภา พระราชบญัญตัิ ฉบบัหลงัน้ีเพียงแกไ้ขเพิ่มเติมรายละเอียดปลีกยอ่ยของพระราชบญัญติคณะสงฆ์ พ.ศ. ั๒๕๐๕ ไม่ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริการและการปกครองคณะสงฆ์แต่อย่างใด ความขอ้น้ีปรากฏ ชดัเจนอยใู่นเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบญัญตัิคณะสงฆ์(ฉบบัที่๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ คือ “โดยที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้ใช้บังคับมาเป็ นเวลานานแล้ว สมควรปรับปรุง บทบญัญตัิวา่ดว้ยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และการแต่งต้งัผูป้ฏิบตัิหนา้ที่ แทนสมเด็จพระสังฆราช การแต่งต้งัถอดถอนพระสมณศกัด์ิอ านาจหน้าที่และการปฏิบัติหน้าที่ของ มหาเถรสมาคม การปกครอง การสละสมณเพศของคณะสงฆ์และคณะสงฆ์อื่น วัด การดูแลรักษาวัด ทรัพย์สินของวัด และศาสนสมบัติ กลางตลอดจนการปรับปรุงบทกา หนดโทษให้สอดคลอ้งกบั สภาพการณ์ปัจจุบันจึงจ าเป็นตอ้งตรา พระราชบญัญตัิน้ีมาตรา ๗ กา หนดให้คณะสงฆ์ไทยมีสมเด็จ พระสังฆราชเพียงพระองค์เดียว ในกรณีที่ ต าแหน่งสมเด็จพระสังฆราชวา่งลง พระมหากษัตริย์ทรง สถาปนาพระราชาคณะผูม้ีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศกัด์ิเป็นสมเด็จพระสังฆราช ค าว่า "สมเด็จ พระราชาคณะผูม้ีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศกัด์ิ” หมายความวา่สมเด็จพระราชคณะที่ไดร้ับสถาปนา เป็นพระราชาคณะช้นัสมเด็จก่อนสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่น มาตรา ๑๒ เพิ่มจ านวนกรรมการมหาเถรสมาคม ซ่ึงสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งต้งั จากพระราชา คณะไม่เกิน ๑๒ รูป ดงัน้ัน คณะกรรมการมหาเถรสมาคมในปัจจุบนัมีกรรมการ ท้งัสิ้น ๒๑ รูป ประกอบด้วย


๒๓๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑. สมเด็จพระราชาคณะผู้เป็ นกรรมการโดยต าแหน่ง ๘ รูป ๒. กรรมการที่สมเด็จพระสังฆราช ทรงแต่งต้งั๑๒ รูป ๓. สมเด็จพระสังฆราชในฐานะประธานกรรมการ 9รูป พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๕ ตรี กา หนดอ านาจ หนา้ที่ของมหา เถรสมาคมไวช้ดัเจนกวา่ที่กา หนดไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ดงัน้ี อ านาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม ๗ ๑. ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็ นไปด้วยความเรียบร้อย ๒. ปกครองและกา หนดการบรรพชาสามเณร ๓. ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์การเผยแผ่การ สาธารณูปการ และ การสาธารณะสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ ๔. รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา ๕. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่น อย่างไรก็ตาม พระราชบญัญตัิคณะสงฆ์(ฉบบัที่๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ได้บัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๙ ให้อา นาจมหาเถรสมาคมแต่งต้งัคณะกรรมการหรืออนุกรรมการเพื่อช่วยงานมหาเถร สมาคมดงัต่อไปน้ี มาตรา ๑๙ สมเด็จพระสังฆราช ทรงแต่งต้งัคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการฝ่าย ต่าง ๆ ตามมติมหาเถรสมาคม ประกอบด้วยพระภิกษุหรือบุคคลอื่นจ านวนหนึ่ง มีหน้าที่พิจารณา กลนั่กรองเรื่องที่จะเสนอต่อมหาเถรสมาคมและปฏิบตัิหน้าที่อื่นตามที่มหาเถรสมาคมมอบหมาย โดยข้ึนตรงต่อมหาเถรสมาคม การจัดให้มีคณะกรรมการหรือคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ การแต่งต้งัคณะกรรมการ หรือคณะ อนุกรรมการการพ้นจากต าแหน่งของกรรมการหรืออนุกรรมการและระเบียบการประชุม ให้เป็ นไปตาม ระเบียบมหาเถรสมาคม ส่วนการจดัระเบียบการปกครองคณะสงฆส์ ่วนภูมิภาคให้เป็นไปตามความในมาตรา ๒๒ ของ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่กา หนดต าแหน่งพระสังฆาธิการหรือผูป้กครอง คณะสงฆ์ตามลา ดบัช้นัดงัต่อไปน้ี ๑) เจ้าคณะภาค ๒) เจ้าคณะจังหวัด ๓) เจ้าคณะอ าเภอ ๗ พระศรีศาสนวงศ์, อธิบายกฎมหาเถรสมาคม, (กรุงเทพมหานคร: หจก. ประยูรศาส์นไทย การ พิมพ์, ๒๕๕๑), หน้า ๓.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๓๙ General Law ๔) เจ้าคณะต าบล ๕) เจ้าอาวาส มีขอ้น่าสังเกตว่าต าแหน่งเจา้คณะใหญ่๔ ต าแหน่งคือเจา้คณะใหญ่คณะเหนือเจา้ คณะใหญ่คณะใต้เจา้คณะใหญ่คณะกลาง และเจา้คณะใหญ่ธรรมยตุิกนิกาย ซ่ึงเคยรวมกนัเป็นมหา เถรสมาคม ตาม บทบัญญัติของพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ต่อมาต าแหน่ง ท้งั๔ ได้ถูกยกเลิกโดย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์พุทธศักราช ๒๕๕๔ ท้งัน้ีเพื่อรวมคณะสงฆ์ มหานิกายกบัคณะธรรมยุติกนิกาย เขา้ด้วยกนั ในพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ไม่มี มาตราใดกล่าวถึงต าแหน่งเจา้คณะใหญ่ท้งัสี่แต่ก็ไม่ไดห้มายความว่าไม่มีต าแหน่งอยู่ในการจดั องค์กรการปกครองคณะสงฆ์ ปัจจุบันต าแหน่งเจา้คณะ ใหญ่ท้งัสี่ยงัมีอยู่และนนั่ก็หมายถึงวา่คณะ สงฆม์หานิกายกบัคณะสงฆค์ณะธรรมยตุิกนิกายยงัแยกกนั ปกครองอยา่งเป็นอิสระจากกนัภายใต้ รัฐบาลสงฆ์เดียวกนัหรือมหาเถรสมาคม คณะสงฆ์ไทยจึงเปรียบ เหมือนกบัมงักรสองตวัที่มีหัว เดียวกนั ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ คณะสงฆ์มหานิกายและคณะสงฆ์ ธรรมยุติกนิกาย มีองค์กรปกครองสูงสุดร่วมกนัคือ มหาเถรสมาคม กรรมการมหาเถรสมาคม คร่ึงหน่ึงมาจากคณะมหานิกายอีกคร่ึงหน่ึงมาจากคณะธรรมยตุิกนิกายรวมกนัเป็นมหาเถรสมาคม มีอ านาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ตาม กฎหมาย ดงัน้นั ในระดบัมหาเถรสมาคมเป็นการปกครอง ร่วมกนั โดยถือนโยบายเดียวกนัแต่แยกปกครอง ในระดบัต่า กวา่มหาเถรสมาคม ดังจะเห็นได้จาก กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๐๖ วา่ดว้ยระเบียบ การปกครองคณะสงฆ์ขอ้ ๔ มีความวา่ “การปกครองคณะสงฆ์ทุกส่วนช้ัน ให้มีเจ้าคณะมหานิกายและเจ้าคณะ ธรรมยตุิกนิกายปกครอง บงัคบับญัชาวดัและพระภิกษุสามเณรในนิกายน้นัๆ " ขอ้น้ีหมายความวา่คณะสงฆฝ์่ายมหานิกายแบ่งสายการปกครองบงัคบับญัชาเป็นเจา้ คณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอ าเภอ เจ้าคณะต าบล และเจ้าอาวาสในฝ่ ายมหานิกายปกครอง ดูแลกิจการคณะ สงฆ์เฉพาะฝ่ายมหานิกายคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายแบ่งสายการปกครองทุก ต าแหน่งต้งัแต่เจา้คณะภาค ถึงเจา้อาวาสฝ่ายธรรมยุต ปกครองดูแลกิจการคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต คู่ขนานกนัไป "แมว้า่พระราชบญัญตัิคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ จะไม่ไดก้ล่าวถึงต าแหน่งเจา้คณะใหญ่ ไวก้็จริงแต่กฎมหาเถรสมาคมฉบบัที่๔ พ.ศ. ๒๕๐๖ ข้อ ๖ ไดเ้พิ่มต าแหน่งเจา้คณะใหญ่เขา้มาใน องค์กรปกครอง คณะสงฆ์และมีการแต่งต้งัเจา้คณะใหญ่เรื่อยมาจนกระทงั่พระราชบญัญตัิคณะ สงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้บัญญัติให้มีต าแหน่งเจา้คณะใหญ่ไวด้งัน้ี


๒๔๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย "มาตรา ๒๐ ทวิเพื่อประโยชน์แก่การปกครองคณะสงฆส์ ่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้ เจา้คณะใหญ่ปฏิบตัิหนา้ที่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ การแต่งต้งัและกา หนดอ านาจหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่กา หนดในกฎมหาเถรสมาคม” เจ้าคณะใหญ่ปกครองบังคับบัญชาเจ้าคณะภาค แบ่งออกเป็น เจ้าคณะใหญ่ฝ่าย มหานิกาย และ เจา้คณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย มีอ านาจบงัคบับญัชาสูงสุดในคณะสงฆ์แต่ละ นิกาย ในสายการบงัคบับญัชา เจา้คณะใหญ่ยงัตอ้งอยูภ่ายใตก้ารปกครองของมหาเถรสมาคม แต่ ในทางปฏิบตัิเจา้คณะใหญ่มกัเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมอีกต าแหน่งหน่ึง เจา้คณะใหญ่ท้งัห้ามี เขตการปกครองดงัน้ี ๑. เจา้คณะใหญ่หนกลางปฏิบตัิหนา้ที่ในเขตการปกครองคณะสงฆม์หานิกายภาค ๑, ๒, ๓, ๑๓,๑๔ และ ๑๕ ๒. เจา้คณะใหญ่หนเหนือปฏิบตัิหน้าที่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์มหานิกาย ภาค ๔, ๕, ๖ และ ๗ ๓. เจา้คณะใหญ่หนใต้ปฏิบตัิหนา้ที่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์มหานิกาย ภาค ๑๖, ๑๗ และ ๑๘ ๔. เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ปฏิบัติหน้าที่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ มหานิกาย ภาค ๘, ๙,๑๐, ๑๑ และ ๑๒ ๕. เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย ปฏิบัติหน้าที่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ ธรรมยุติกนิกายทุกภาค เขตการปกครองคณะสงฆ์ ทั้ง ๑๘ ภาค ประกอบด้วยจังหวัดต่าง ดงัน้ี ภาค ๑ มี ๔ จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ภาค ๒ มี ๓ จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา อ่างทองและสระบุรี ภาค ๓ มี ๔ จังหวัด คือ ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท และอุทัยธานี ภาค ๔ มี ๔ จังหวัด คือ นครสวรรค์ กา แพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาค ๕ มี ๔ จังหวัด คือ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก และอุตรดิตถ์ ภาค ๖ มี ๕ จงัหวดัคือลา ปาง พะเยา เชียงรายแพร่และน่าน ภาค ๗ มี ๓ จงัหวดัคือเชียงใหม่ลา พูน และแม่ฮ่องสอน ภาค ๘ มี ๕ จังหวัด คือ อุดรธานี หนองคาย เลย สกลนคร และหนองบัวล าภู ภาค ๙ มี ๔ จงัหวดัคือขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ร้อยเอด็ ภาค ๑๐ มี ๕ จังหวัด คือ อุบลราชธานี ยโสธร มุกดาหาร ศรีสะเกษ และนครพนม


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๔๑ General Law ภาค ๑๑ มี ๔ จังหวัด คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ภาค ๑๒ มี ๔ จงัหวดัคือ ปราจีนบุรีนครนายก ฉะเชิงเทราและสระแกว้ ภาค ๑๓ มี ๕ จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาค ๑๔ มี ๔ จังหวัด คือ นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสาคร ภาค ๑๕ มี ๔ จังหวัด คือ ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม และประจวบคีรีขันธ์ ภาค ๑๖ มี ๓ จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร ภาค ๑๗ มี ๕ จงัหวดัคือ ภูเก็ต ตรัง พงังากระบี่และระนอง ภาค ๑๘ มี 5 จังหวัด คือ สงขลา พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ประกาศใช้ เป็ นการปรับปรุง แกไ้ขเพิ่มเติม พระราชบญัญตัิคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ ซ่ึงใชบ้งัคบัอยใู่นปัจจุบนั ให้เหมาะสมชดัเจน ยิ่งข้ึน มิใช่เป็นการ แก้ไขยกร่างพระราชบัญญัติข้ึนใหม่หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่แต่ ประการใด เพียงแต่เป็นการแกไ้ขเพิ่มเติมใหเ้หมาะสมใหส้อดคลอ้งกบัสภาพการณ์ในปัจจุบนัและ เพื่อลดปัญหาที่เกิดข้ึนในทางปฏิบตัิโดยเป็นการแก้ไขพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ จ านวน ๑๒ มาตราและเพิ่มเติมจ านวน ๙ มาตรา ดงัน้ี ๑. เพิ่มเติมมาตรา ๕ ทวิ และมาตรา ๕ ตรี เพื่อกา หนดบทนิยามให้ได้ความชัดเจน ในการตีความ เนื่องจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มิได้กา หนดบทนิยามไวแ้ละเพิ่มเติม บทบญัญตัิวา่ดว้ยการแต่งต้งัและถอดถอนสมณศกัด์ิของพระภิกษุ ๘ ๒. แกไ้ขเพิ่มเติมมาตรา ๗ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ เพื่อปรับปรุงบทบญัญตัิวา่ดว้ย การสถาปนา สมเด็จพระสังฆราชให้มีเพียงพระองค์เดียว กา หนดข้นัตอนการสถาปนาสมเด็จ พระสังฆราชและการแต่งต้งัและถอดถอนสมณศกัด์ิของพระภิกษุ ๓. แกไ้ขมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ และเพิ่มเติม มาตรา ๑๕ ทวิ มาตรา ๑๕ ตรี และมาตรา ๑๕ จัตวา เพื่อปรับปรุงบทบัญญัติว่าดว้ยอ านาจหน้าที่ และการปฏิบัติหน้าที่ ของมหาเถรสมาคม กรรมการมหาเถรสมาคม และคณะอนุกรรมการมหาเถร สมาคม เพื่อใหเ้หมาะสมยงิ่ข้ึน ๔. เพิ่มเติมมาตรา ๒๐ ทวิเพื่อปรับปรุงบทบญัญตัิว่าดว้ยการสละสมณเพศของ พระภิกษุให้เหมาะสม ๕. แกไ้ขเพิ่มเติมมาตรา ๒๗ เพื่อปรับปรุงบทบญัญตัิวา่ดว้ยการสละสมณเพศของ พระภิกษุให้เหมาะสม ๘ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หน้า ๑๗๙


๒๔๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 5.แกไ้ขมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๕ และเพิ่มเติมมาตรา ๓๒ ทวิ เพื่อ ปรับปรุง บทบญัญตัิวา่ดว้ยวดัการดูแลรักษาวดัทรัพยส์ินของวดัวดัร้างและศาสนสมบตัิกลางให้ เหมาะสม ๗. แกไ้ขมาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๘ ทวิ และเพิ่มเติมมาตรา ๔๔ ทวิ มาตรา ๔๔ ตรีเพื่อ ปรับปรุงบทกา หนดโทษให้เหมาะสม ๘. แกไ้ขมาตรา ๔๖ เกี่ยวกบัคณะสงฆอ์ื่นใหช้ดัเจน ๗.๓.๒ พระราชก าหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประเด็นส าคัญในการออกพระราชกา หนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และ พ.ศ. ๒๕๕๗ มีสาระส าคญัดงัต่อไปน้ี เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกา หนดฉบบัน้ีคือเนื่องจากผูป้ฏิบตัิหน้าที่สมเด็จ พระสังฆราชใน กรณีไม่มีสมเด็จพระสังฆราชหรือสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ใน ราชอาณาจักร หรือไม่อาจทรงปฏิบตัิหนา้ที่ตามกฎหมายวา่ดว้ยคณะสงฆไ์ดก้า หนดให้แต่งต้งัหรือ เลือกสมเด็จพระราชาคณะเพียงรูปเดียว ซ่ึง ปรากฏเป็นเหตุขดัขอ้งจนเกิดความไม่สงบเรียบร้อยใน การปกครองคณะสงฆ์และวงการพระพุทธศาสนาและอาจถึงข้นั น าไปสู่ความปลอดภยัสาธารณะ ซ่ึงอาจจะเกิดข้ึนไดจ้ากความแตกแยกไม่เป็นหมู่เดียวกนั ใน หมู่คณะสงฆ์จึงสมควรกา หนดให้มีผู้ ปฏิบตัิหนา้ที่สมเด็จพระสังฆราชในรูปองคค์ณะ ซ่ึงแต่งต้งัจากสมเด็จ พระราชาคณะหลายรูป เพื่อ ใช้อ านาจร่วมกนั ในการบญัชาคณะสงฆ์เพื่อความสงบเรียบร้อยยิ่งข้ึนและ สร้างสมานฉันท์อีก วิธีการหนึ่ง และโดยที่ขณะน้ีสมเด็จพระสังฆราชมีพระชนมายสุ ูง อีกท้งัอยใู่นระหวา่ง ประทบัเพื่อ รักษาพระสุขภาพคณะแพทยเ์ห็นวา่ควรประทบัรักษาพระองคแ์ละอยูใ่นความดูแลของคณะแพทย์ จ าเป็นตอ้งมีผูป้ฏิบตัิหน้าที่หรือคณะผูป้ฏิบตัิหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชโดยเร่งด่วน จึงสมควร แกไ้ขเหตุขดัขอ้ง เพื่อให้มีความสงบเรียบร้อยในประเทศข้ึนโดยเร็ว นบัเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความ จ าเป็น รีบด่วนอนัมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้จึงจ าเป็ นต้องตราพระราชกา หนดน้ี การแต่งต้งัผูป้ฏิบตัิหนา้ที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตราน้ีถา้สมเด็จพระสังฆราชทรง เห็นเป็ นการ สมควรส าหรับกรณีที่มีเหตุตามวรรคสาม หรือกรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เห็น เป็ นการสมควร ส าหรับกรณีตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสี่ อาจพิจารณาเลือกสมเด็จพระราชา คณะหลายรูปที่ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อให้เป็ นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแทน ผู้ ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรค หนึ่ง หรือแทนการด าเนินงานตามวรรคสอง วรรคสาม หรือวรรคสี่แลว้แต่ กรณีและจะให้มีผูช้่วยเหลือหรือที่ปรึกษาในการปฏิบตัิหน้าที่ดงักล่าวดว้ยก็ได้วิธีด าเนินการของ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้ เป็ นไปตามคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๔๓ General Law กา หนด เมื่อมีการแต่งต้งัหรือเลือกผูป้ฏิบตัิหนา้ที่หรือ คณะผูป้ฏิบตัิหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตาม มาตราน้ีแลว้ ใหน้ายกรัฐมนตรีน าความกราบบังคมทูลทราบฝ่ า ละอองธุลีพระบาท ๗.๔ กฎมหาเถรสมาคม “อาศัยอ านาจตามความในมาตรา ๑๕ ตรี มาตรา ๒๐ ทวิแห่งพระราชบญัญตัิคณะ สงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แกไ้ขเพิ่มเติมโดยพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์(ฉบบัที่๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และมาตรา ๒๓ แห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ มหาเถรสมาคมตรากฎมหาเถรสมาคมไว้ ดงัต่อไปน้ี” กฎมหาเถรสมาคม แมม้ิใช่กฎหมายบา้นเมืองที่จะบงัคบั ประชาชนไดท้วั่ ไปแลว้แต่ก็ อาศัยอ านาจ แห่งกฎหมายตราข้ึน ดงัน้นัพระภิกษุสามเณรจึงตอ้งปฏิบตัิตามโดยเคร่งครัดหากไม่ เอ้ือเฟ้ือไม่ปฏิบตัิตาม กล่าวคือละเมิดย่อมเป็นความผิดและมีโทษตามสมควรแก่ความไม่เอ้ือเฟ้ือ หรือการละเมิดน้นัๆ เมื่อกล่าวโดยโครงสร้างของกฎมหาเถรสมาคมเปรียบเทียบกบักฎหมายทางบา้นเมือง โดยอนุโลม แล้ว กฎมหาเถรสมาคมฉบบัน้ีมีลกัษณะเหมือนกฎหมายสารบญัญตัิและวธิีสบญัญตัิอยู่ ร่วมกนั ๙ ๗.๔.๑ ความหมายของพระสังฆาธิการ ข้อ ๔ ในกฎมหาเถรสมาคม พระสังฆาธิการ หมายถึง พระภิกษุผู้ด ารงต าแหน่ง ปกครองคณะสงฆ์ดงัต่อไปน้ี ๑. ช้นั (ระดบั ) หน มี๑ ต าแหน่งคือเจา้คณะใหญ่หน............... ๒. ช้นั (ระดบั ) ภาค มี๒ ต าแหน่งคือเจา้คณะภาคและรองเจา้คณะภาค ๓. ช้นั (ระดบั ) จงัหวดัมี๒ ต าแหน่งคือเจา้คณะจงัหวดัและรองเจา้คณะจงัหวดั ๔. ช้นั (ระดบั )อ าเภอ มี ๒ ต าแหน่งคือเจา้คณะอ าเภอและรองเจ้าคณะอ าเภอ ๕. ช้นั (ระดบั ) ต าบล มี ๒ ต าแหน่งคือเจา้คณะต าบลและรองเจ้าคณะต าบล ๖. ช้นั (ระดบั ) วดัมี๓ ต าแหน่งคือเจา้อาวาส, รองเจา้อาวาส และผชู้่วยเจา้อาวาส ดงัน้นัพระสังฆาธิการ จึงหมายถึงพระสังฆาธิการในกฎฯ น้ีเท่าน้นั ในกฎอื่นๆ อาจ นิยาม ความหมายไวเ้หมือนกนัน้ีหรือแตกต่างกนัก็เป็นอีกเรื่องหน่ึง แต่ในกฎน้ีกา หนดพระสังฆาธิ การไว้ 5 ช้นัดว้ยกนัเมื่อแบ่งเป็นต าแหน่ง หมายถึงที่ตอ้งใช้ตวับุคคลผูท้ี่จะด ารงต าแหน่งน้นั ได้ ๑๒ ต าแหน่ง ๙ วนิดา จันทิมา, ความรู้เบ้ืองตน้คนเรียนกฎหมาย, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมาย ทั่วไป, ๒๕๕๗, หน้า ๑๘๖.


๒๔๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๗.๔.๒ การแต่งตั้งพระสังฆาธิการ ข้อ ๖ พระภิกษุผู้จะด ารงต าแหน่งตามขอ้ ๔ ตอ้งมีคุณสมบตัิทวั่ ไปดงัต่อไปน้ี ๑. มีพรรษาสมควรแก่ต าแหน่ง (อยา่งนอ้ยตอ้งพน้ ๕ พรรษาข้ึนไป) ๒. มีความรู้สมควรแก่ต าแหน่ง ๓. มีความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย ๔. เป็ นผู้ฉลาดสามารถในการปกครองคณะสงฆ์ ๕. ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟันเฟือนไม่ สมประกอบ หรือเป็นโรคเรื่อน หรือเป็นวณั โรคในระยะอนัตรายจนเป็นที่น่ารังเกียจ ๖. ไม่เคยตอ้งค าวนิิจฉยัลงโทษในอธิกรณ์ที่พึงรังเกียจมาก่อน ๗. ไม่เคยถูกถอนถอน หรือถูกปลดจากต าแหน่งใด เพราะความผดิมาก่อน ๗.๔.๓ เจ้าคณะใหญ่ ข้อ ๗ พระภิกษุผู้จะด ารงต าแหน่งเจา้คณะใหญ่ตอ้งมีคุณสมบตัิโดยเฉพาะอีกส่วน หน่ึง ดงัน้ี ๑. มีพรรษาพ้น ๓๐ และ ๒. มีสมณศกัด์ิไม่ต่า กวา่รองสมเด็จพระราชาคณะ เจา้คณะใหญ่น้นัเป็นต าแหน่งผูป้กครองคณะสงฆ์ซ่ึงเมื่อกล่าวโดยต าแหน่งน้ีได้ตรา ไว้ในกฎมหา เถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๔๑) หมวด ๒ ว่าดว้ยระเบียบการปกครองคณะ สงฆส์ ่วนกลาง ดงัน้นั ต าแหน่งเจา้คณะใหญ่น้ีจึงจดัเป็นต าแหน่งพระสังฆาธิการในส่วนกลางและ เป็ นต าแหน่งเดียวเท่าน้นัที่เป็น ส่วนกลาง เขตปกครองคณะสงฆ์ที่เจา้คณะใหญ่มีอ านาจหน้าที่ใน การปกครอง เรียกวา่“หน” ซึ่งมี ข้อกา หนดในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๔๑) หมวด ๒ ข้อที่ ๖ ดงัน้ี ในส่วนของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย แบ่งเป็น ๔ หน มีต าแหน่งเจ้าคณะใหญ่๔ ต าแหน่งคือ ๑. เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีเขตปกครอง ๖ ภาค รวม ๒๓ จังหวัด ได้แก่ ภาค ๑ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ภาค ๒ พระนครศรีอยธุยาอ่างทอง สระบุรี ภาค ๓ ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี ภาค ๑๓ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ภาค ๑๔ นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร ภาค ๑๕ ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์จังหวัด


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๔๕ General Law ๒. เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ มีเขตปกครอง ๔ ภาค รวม ๑๖ ได้แก่ ภาค ๔ นครสวรรค์ กา แพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ ภาค ๕ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก ภาค 6 ลา ปาง เชียงราย พะเยาแพร่น่าน ภาค ๗ เชียงใหม่ลา พูน แม่ฮ่องสอน ๓. เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก มีเขตปกครอง ๕ ภาค รวม ๒๓ จังหวัด ได้แก่ ภาค ๘ อุดรธานี หนองคาย เลย สกลนคร หนองบัวล าภู ภาค ๙ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ร้อยเอด็ ภาค๑๐ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ นครพนม ยโสธร มุกดาหาร อ านาจเจริญ ภาค ๑๑ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ ภาค ๑๒ ปราจีนบุรีนครนายก ฉะเชิงเทรา สระแกว้ ๔. เจ้าคณะใหญ่หนใต้ มีเขตปกครอง ๓ ภาค รวม ๑๔ จังหวัด ได้แก่ ภาค ๑๖ นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ภาค ๑๗ ภูเก็ต ตรังกระบี่พงังาระนอง ภาค ๑๘ สงขลา พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ในส่วนของคณะสงฆฝ์่ายธรรมยตุมีต าแหน่งเจา้คณะใหญ่๑ ต าแหน่ง เรียกชื่อวา่“เจ้า คณะใหญ่คณะธรรมยตุ” ปกครองคณะสงฆธ์รรมยตุทุกภาคทวั่ประเทศ ๗.๔.๓.๑ การแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ ในข้อ ๔ กา หนดไวว้า่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งต้งัพระภิกษุผูม้ีคุณสมบตัิตาม ข้อ ๖ และ ข้อ ๗ ให้ด ารงต าแหน่งเจา้คณะใหญ่หมายถึงทรงแต่งต้งัท้งั๒ นิกายแต่มิไดท้รงแต่งต้งั ตามพระวนิิจฉยัของ พระองคโ์ดยลา พงัจะทรงแต่งต้งัโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ๗.๔.๓.๒ การแต่งต้ังเลขานุการเจ้าคณะใหญ่ ข้อ ๙ พระภิกษุผูจ้ะเป็นเลขานุการเจา้คณะใหญ่ตอ้งมีคุณสมบตัิตามขอ้ ๖ โดย อนุโลม ใน การแต่งต้งัเลขานุการเจา้คณะใหญ่ใหเ้จา้คณะใหญ่พิจารณาแต่งต้งั เลขานุการเจ้าคณะใหญ่พน้จากหน้าที่ในเมื่อผูแ้ต่งต้งัให้พน้จากหน้าที่หรือผู้ แต่งต้งัพน้จากต าแหน่ง เมื่อมีการแต่งต้งัหรือพน้จากหนา้ที่แลว้ใหแ้จง้กรมการศาสนา เพื่อรายงาน มหาเถรสมาคม (ส านกังานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ทราบ ๗.๔.๔ เจ้าคณะภาค ข้อ ๑๐ พระภิกษุผู้จะด ารงต าแหน่งเจา้คณะภาค ตอ้งมีคุณสมบตัิโดยเฉพาะส่วนหน่ึง ดงัน้ี


๒๔๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (๑) มีพรรษาพ้น ๒๐ และ (๒) กา ลังด ารงต าแหน่งรองเจา้คณะภาคน้นัมาแลว้ไม่ต่า กวา่ 5 ปี หรือ (๓) กา ลังด ารงต าแหน่งเจา้คณะจงัหวดัในภาคน้นัมาแลว้ไม่ต่า กวา่๔ ปี หรือ (๔) มีสมณศกัด์ิไม่ต่า กวา่พระราชาคณะช้นัเทพ หรือ (๕) เป็ นพระราชาคณะซึ่งเป็ นพระคณาจารย์เอก หรือ เป็ นเปรียญธรรม ๙ ประโยค ถ้าจะคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตาม (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ไม่ไดห้รือไดแ้ต่ไม่ เหมาะสม มหา เถรสมาคมอาจพิจารณาผอ่นผนัได้เฉพาะกรณี ๗.๔.๔.๑ การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ข้อ ๑๑ ในการแต่งต้งัเจา้คณะภาคเป็นหน้าที่ของเจา้คณะใหญ่พิจารณาคดัเลือก พระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ ๖ และข้อ ๑๐ เสนอมหาเถรสมาคมพิจารณา เพื่อมีพระบญัชาแต่งต้งั ตาม มติมหาเถรสมาคม เจา้คณะภาคอยู่ในต าแหน่งคราวละ ๔ ปีและอาจไดร้ับแต่งต้งัอีกได้ ใน กรณีที่เจ้าคณะ ภาคพ้นจากต าแหน่งก่อนวาระให้เจา้คณะซ่ึงไดร้ับแต่งต้งัแทนอยู่ในต าแหน่งตาม วาระของผู้ซึ่งตนแทน ๗.๔.๔.๒ การแต่งตั้งรองเจ้าคณะภาค ข้อ ๑๒ ในการแต่งต้งัรองเจา้คณะภาคให้น าบทบัญญัติในข้อ ๑๑ วรรคแรกมาใช้ บงัคบัโดย อนุโลม รองเจา้คณะภาคอยใู่นต าแหน่งคราวละ ๔ ปีและอาจไดร้ับแต่งต้งัอีกได้ในกรณี ที่รองเจ้าคณะภาค พ้นจากต าแหน่งก่อนวาระให้รองเจ้าคณะภาคซ่ึงได้รับแต่งต้ังแทน อยู่ใน ต าแหน่งตามวาระของผซู้่ึงตนแทน ๗.๔.๔.๓ การแต่งต้ังเลขานุการเจ้าคณะภาค ข้อ ๑๓ พระภิกษุผู้จะเป็ นเลขานุการเจ้าคณะภาคหรือเลขานุการรองเจ้าคณะภาค ต้องมี คุณสมบัติตามข้อ 5 โดยอนุโลม ในการแต่งต้งัเลขาดงักล่าวในวรรคแรกใหเ้จา้คณะภาคหรือ รองเจา้คณะ ภาคแลว้แต่กรณีพิจารณาแต่งต้งั เลขานุการดงักล่าวในวรรคสอง พน้จากหน้าที่ในเมื่อผูแ้ต่งต้งั ให้พน้จากหน้าที่ หรือผู้แต่งต้งัพน้จากต าแหน่ง เมื่อมีการแต่งต้งัหรือพน้จากหนา้ที่แลว้ ให้แจง้กรมการศาสนาและ รายงานเจา้คณะใหญ่เพื่อทราบ ๗.๔.๕ เจ้าคณะจังหวัด ข้อ ๑๔ พระภิกษุผู้จะด ารงต าแหน่งเจา้คณะจงัหวดัตอ้งมีคุณสมบตัิโดยเฉพาะอีกส่วน หน่ึง ดงัน้ี (๑) มีพรรษาพ้น ๑๐ กบัมีส านกัอยใู่นเขตจงัหวดัน้นัและ (๒) กา ลังด ารงต าแหน่งรองเจา้คณะจงัหวดัน้นัมาแลว้ไม่ต่า กวา่ 5 ปี หรือ


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๔๗ General Law (๓) กา ลังด ารงต าแหน่งเจา้คณะอ าเภอในจงัหวดัน้นัมาแลว้ไม่ต่า กวา่๕ หรือ (๔) มีสมณศกัด์ิไม่ต่า กว่าพระราชาคณะช้นัสามญัหรือเป็นพระคณาจารยโ์ทข้ึน ไป หรือเป็นเปรียบ ธรรมไม่ต่า กวา่ 5 ประโยค ถ้าจะคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตาม (๒) (๓) หรื อ (๔) ไม่ได้หรือได้แต่ไม่ เหมาะสม มหาเถร สมาคมอาจพิจารณาผอ่นผนัไดเ้ฉพาะกรณี ๗.๔.๕.๑ การแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด ข้อ ๑๕ ในการแต่งต้งัเจ้าคณะจงัหวดัในภาคใด ให้เจ้าคณะภาคน้ัน พิจารณา คัดเลือก พระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ ๖ และข้อ ๑๔ เสนอเจา้คณะใหญ่พิจารณา เพื่อมีพระบญัชา แต่งต้งัตามมติ: มหาเถรสมาคม ๗.๔.๕.๒ การแต่งตั้งรองเจ้าคณะจังหวัด ข้อ ๑๖ ในการแต่งต้งัรองเจา้คณะจงัหวดั ให้น าบทบัญญัติในข้อ ๑๕ มาใช้บังคับ โดย อนุโลม ๗.๔.๕.๓ การแต่งต้ังเลขานุการเจ้าคณะจังหวดั ข้อ ๑๗ พระภิกษุผู้จะเป็ นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดหรือเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด ต้องมี คุณสมบัติตาม ข้อ ๖ โดยอนุโลมในการแต่งต้งัเลขานุการดงักล่าวในวรรคแรกให้เจา้คณะ จงัหวดัหรือรอง เจา้คณะจงัหวดัแลว้แต่กรณีพิจารณาแต่งต้งั เลขานุการดงักล่าวในวรรคสอง พน้จากต าแหน่งในเมื่อผูแ้ต่งต้งัให้พน้จากหน้าที่ หรือผู้แต่งต้งัพน้จากต าแหน่ง เมื่อมีการแต่งต้งัหรือพน้จากหนา้ที่แลว้ให้แจง้กรมการศาสนาและรายงานเจา้คณะ ภาคเพื่อทราบ ๗.๔.๖. เจ้าคณะอ าเภอ ข้อ ๑๘ พระภิกษุผู้จะด ารงต าแหน่งเจา้คณะอ าเภอ ตอ้งมีคุณสมบตัิโดยเฉพาะอีกส่วน หน่ึง ดงัน้ี (๑) มีพรรษาพ้น ๑๐ กบัมีส านกัอยใู่นเขตจงัหวดัน้นัและ (๒) กา ลังด ารงต าแหน่งรองเจา้คณะอ าเภอน้นัมาแลว้ไม่ต่า กวา่ 5 ปี หรือ ( ๓) กา ลังด ารงต าแหน่งเจา้คณะต าบลในอ าเภอน้นัมาแลว้ไม่ต่า กวา่๔ ปี หรือ (๔) มีสมณศกัด์ิไม่ต่า กวา่ช้นัสัญญาบตัร หรือเป็นพระคณาจารยต์รีข้ึนไป หรือเป็ น เปรียญธรรมไม่ต่า กวา่๔ ประโยค ถ้าจะคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตาม (๒) (๓) หรื อ (๔) ไม่ได้หรือได้แต่ไม่ เหมาะสม เจา้คณะ ภาคอาจพิจารณาผอ่นผนัไดเ้ฉพาะกรณีโดยอนุมตัิของเจา้คณะใหญ่


๒๔๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๗.๔.๖.๑ การแต่งตั้งเจ้าคณะอ าเภอ ข้อ ๑๙ ในการแต่งต้งัเจา้คณะอ าเภอในจังหวดัใด ให้เจา้คณะจงัหวดัน้นัคดัเลือก พระภิกษุ ผู้มีคุณสมบัติตามข้อ ๖ และข้อ ๑๔ เสนอเจา้คณะภาคเพื่อพิจารณาแต่งต้งัโดยอนุมตัิของ เจา้คณะใหญ่ ๗.๔.๖.๒ การแต่งตั้งรองเจ้าคณะอ าเภอ ข้อ ๒๐ ในการแต่งต้งัรองเจา้คณะอ าเภอ ให้น าบทบัญญัติในข้อ ๑๙ มาใช้บังคับ โดย อนุโลม วิธีการปฏิบตัิในการแต่งต้งัรองเจา้คณะอ าเภอ กา หนดให้ปฏิบัติตามวิธีการในการ แต่งต้งัเจา้คณะอ าเภอในส่วนของรองเจา้คณะอ าเภอน้นั ในอ าเภอหนึ่ง กา หนดให้มีรองเจ้าคณะ อ าเภอได้รูปหนึ่งบ้าง ๒ รูปบา้ง ท้งัน้ีข้ึนอยูก่บัจ านวนวัดในเขตปกครอง ซึ่งกา หนดไว้ในระเบียบ มหาเถรสมาคม๑๐ ๗.๔.๖.๓ การแต่งต้ังเลขานุการเจ้าคณะอ าเภอ ข้อ ๒๑ พระภิกษุผู้จะเป็ นเลขานุการเจ้าคณะอ าเภอ หรือเลขานุการรองเจ้าคณะ อ าเภอ ต้องมีคุณสมบัติตามข้อ 5 โดยอนุโลม ในการแต่งต้งัเลขานุการดงักล่าวในวรรคแรก ให้เจา้ อ าเภอ หรือรอง เจ้าคณะอ าเภอแลว้แต่กรณีพิจารณาแต่งต้งั เลขานุการดงักล่าวในวรรคสอง จะพน้จากหนา้ที่ในเมื่อผูแ้ต่งต้งัให้พน้จากหนา้ที่ หรือผู้แต่งต้งัพน้จากต าแหน่ง เมื่อมีการแต่งต้งัหรือพน้จากหน้าที่แลว้ให้แจง้กรมการศาสนาและ รายงานเจา้คณะจงัหวดัเพิ่อทราบ ๗.๔.๗ เจ้าคณะต าบล ข้อ ๒๒ พระภิกษุผู้จะด ารงต าแหน่งเจา้คณะต าบลตอ้งมีคุณสมบตัิโดยเฉพาะอีกส่วน หน่ึง ดงัน้ี (๑) มีพรรษาพ้น ๕ กบัมีส านกัอยใู่นเขตอ าเภอน้นัและ (๒) กา ลังด ารงต าแหน่งรองเจา้คณะต าบลน้นัมาแลว้ไม่ต่า กวา่๒ ปี หรือ (๓) กา ลังด ารงต าแหน่งเจา้อาวาสในต าบลน้นัมาแลว้ไม่ต ่ากวา่๔ ปี หรือ (๔) เป็นพระภิกษุมีสมณศกัด์ิหรือเป็ นพระคณาจารย์ หรือเป็ นเปรียญธรรมหรือ เป็นนกัธรรมช้นัเอก ถ้าจะคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตาม (๒) (๓) หรื อ (๔) ไม่ได้หรือได้แต่ไม่ เหมาะสม เจา้คณะจงัหวดัอาจพิจารณาผอ่นผนัไดเ้ฉพาะกรณีโดยอนุมตัิของเจา้คณะภาค ๑๐ พระวิสุทธิภัทรธาดา, พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม, (กรุงเทพมหานคร: โรง พิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หน้า ๒๘๖,


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๔๙ General Law ๗.๔.๗.๑ การแต่งตั้งเจ้าคณะต าบล ในการแต่งต้งเจ้าคณะ ั ต าบลในอ าเภอใด ให้เจ้าคณะอ าเภอน้นัคดัเลือกพระภิกษุผู้ มีคุณสมบัติตามข้อ ๖ และข้อ ๒๒ เสนอเจา้คณะจงัหวดัพิจารณาแต่งต้งัเมื่อไดแ้ต่งต้งัแลว้ให้แจง้ กรมการศาสนา และรายงานเจ้าคณะภาคเพื่อทราบ ๗.๔.๗.๒ การแต่งตั้งรองเจ้าคณะต าบล ข้อง ๒๔ ในการแต่งต้งัรองเจา้คณะต าบลให้น าบทบัญญัติในข้อ ๒๓ มาบังคับใช้ โดยอนุโลม ๗.๔.๗.๓ การแต่งต้ังเลขานุการเจ้าคณะ ข้อ ๒๕ พระภิกษุผู้จะเป็ นเลขานุการเจ้าคณะต าบลต้องมีคุณสมบัติตามข้อ ๖ โดย อนุโลม ในการแต่งต้งัเลขานุการเจา้คณะต าบล ให้เจ้าคณะต าบลพิจารณาแต่งต้งัเลขานุการเจา้คณะ ต าบลพน้จากหนา้ที่ในเมื่อผแู้ต่งต้งัใหพ้น้จากหนา้ที่หรือผแู้ต่งต้งัพน้จากต าแหน่ง เมื่อมีการแต่งต้งัหรือพน้จากหนา้ที่แลว้ ใหแ้จง้กรมการศาสนาและรายงานเจา้คณะ อ าเภอเพื่อทราบ ๗.๔.๘ เจ้าอาวาส ข้อ ๒๖ พระภิกษุผู้จะด ารงต าแหน่งเจา้อาวาส ตอ้งมีคุณสมบตัิโดยเฉพาะอีกส่วนหน่ึง ดงัน้ี (๑) มีพรรษาพ้น ๕ และ (๒) เป็นผทู้รงเกียรติคุณเป็นที่เคารพนบัถือของบรรพชิตและคฤหสัถใ์นถิ่นน้นั ๗.๔.๘.๑ การแต่งตั้งเจ้าอาวาส ข้อ ๒๗ ในการแต่งต้งัเจา้อาวาส นอกจากพระอารามหลวงในต าบลใด ให้เป็ น หน้าที่ของ เจ้าคณะอ าเภอ รองเจ้าคณะอ าเภอ เจ้าคณะต าบล รองเจ้าคณะต าบลเจา้สังกดัถา้ไม่มีรอง เจ้าคณะ อ าเภอไม่มีรองเจา้คณะต าบล ให้เจ้าคณะอ าเภอเลือกเจ้าอาวาสในต าบลน้นัรวมกนัท้งัหมด ไม่นอ้ยกวา่๓ รูปร่วมกนัพิจารณาคดัเลือกพระภิกษุผูม้ีคุณสมบตัิตามขอ้ ๖ และข้อ ๒๖ แล้วให้เจ้า คณะอ าเภอรายงาน เสนอเจา้คณะจงัหวดัเพื่อพิจารณาแต่งต้งั ถ้าพระภิกษุผู้จะด ารงต าแหน่งเจา้อาวาสวดัน้นั ด ารงต าแหน่งเจา้คณะจงัหวดัอยู่ ด้วย ให้ เจ้าคณะอ าเภอรายงานเสนอเจา้คณะจงัหวดัเพื่อเจา้คณะภาคพิจารณาแต่งต้งั


๒๕๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๗.๔.๘.๒ การแต่งต้ังรองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ข้อ ๒๔ ในการแต่งต้งัรองเจา้อาวาส ผูช้่วยเจา้อาวาสนอกจากพระอารามหลวงให้เจา้ อาวาสวดัน้ันพิจารณาคดัเลือกพระภิกษุผูม้ีคุณสมบตัิตามข้อ 5และขอ้ ๒๖ และระบุหน้าที่ที่ตนจะ มอบหมายใหป้ฏิบตัิแลว้เสนอผบู้งัคบับญัชาตามลา ดบัเพื่อเจา้คณะจงัหวดัพิจารณาแต่งต้งั ๑๑ ๗.๔.๘.๓ เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ข้อ ๒๙ พระภิกษุผู้จะด ารงต าแหน่งเจา้อาวาสพระอารามหลวงในกรุงเทพฯ ตอ้งมี คุณสมบตัิโดยเฉพาะอีกส่วนหน่ึง ดงัน้ี (๑) มีพรรษาพ้น ๑๐ (๒) เป็นผทู้รงเกียรติคุณเป็นที่เคารพนบัถือของบรรพชิตและคฤหสัถแ์ละ (๓) มีสมณศกัด์ิ ก.ไม่ต่า กวา่พระราชาคณะช้นัราช ส าหรับพระอารามหลวงช้นัเอก ข.ไม่ต่า กวา่พระราชาคณะช้นัสามญั ส าหรับพระอารามหลวงช้นัโท ค.ไม่ต่า กวา่พระครูผชู้่วยเจา้อาวาสช้นัเอก ส าหรับพระอารามหลวงช้นัตรี ๗.๕ นิคหกรรมและการสละสมณเพศ การลงนิคหกรรมและการสละสมณเพศได้ถูกบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบบัแกไ้ขเพิ่มเติม (ฉบบัที่๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ หมวดที่ ๔ มีดงัต่อไปน้ี มาตรา ๒๘ พระภิกษุจะตอ้งรับนิคหกรรม ก็ต่อเมื่อกระท าการล่วงละเมิดพระธรรม วนิยัและ นิคหกรรมที่จะลงแก่พระภิกษุก็ตอ้งเป็นนิคหกรรมตามพระธรรมวินยั มาตรา ๒๕ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕ มหาเถรสมาคมมีอ านาจตรากฎมหาเถรสมาคม กา หนด หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้การลงนิคหกรรมเป็ นไปโดยถูกต้องสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม และ ให้ถือว่าเป็นการชอบดว้ยกฎหมายที่มหาเถรสมาคมจะกา หนดในกฎมหาเถร สมาคมให้มหาเถรสมาคมหรือ พระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์ต าแหน่งใด เป็นผูม้ีอ านาจลงนิคหกรรมแก่ พระภิกษุผูล้่วงละเมิดพระธรรมวินยักบัท้งัการกา หนดในการวินิจฉัยการลงนิคหกรรมให้เป็ นอัน ยตุิในช้นั ใดๆ น้นัดว้ย มาตรา ๒๗ เมื่อพระภิกษุใดตอ้งดว้ยกรณีขอ้ใดขอ้หน่ึง ดงัต่อไปน้ี (๑) ต้องค าวินิจฉัยตามมาตรา ๒๕ ให้รับนิคหกรรม ไม่ถึงให้สึกแต่ไม่ยอมรับ นิคหกรรมน้นั ๑๑ วนิดา จันทิมา, ความรู้เบ้ืองตน้คนเรียนกฎหมาย, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมาย ทั่วไป, ๒๕๕๗, หน้า ๑๙๔,


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๕๑ General Law (๒) ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวนิยัเป็นอาจิณ (๓) ไม่สังกดัอยวู่ดัใดวดัหน่ึง (๔) ไม่มีวดัเป็นอยเู่ป็นหลกัแหล่ง ให้พระภิกษุรูปน้ันสละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีที่ก าหนดในกฎมหาเถร สมาคม พระภิกษุ ต้องค าวินิจฉยัให้สละสมณเพศตามวรรคสอง ตอ้งสึกภายในสามวนันบัแต่วนัที่ ได้รับค าวนิิจฉยัน้นั มาตรา ๒๘ พระภิกษุรูปใดต้องค าพิพากษาถึงที่สุดให้เป็ นบุคคลล้มละลาย ต้องสึก ภายในสามวนันบัแต่วนัที่คดีถึงที่สุด มาตรา ๒๙ พระภิกษุรูปใดตอ้งหาวา่กระท าความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือ พนกังาน อยัการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชวั่คราว และเจา้อาวาสแห่งวดัที่พระภิกษุรูปน้นัสังกดัไม่ รับตวัไวค้วบคุม หรือ พนกังานสอบสวนไม่เห็นสมควรใหเ้จา้อาวาสรับตวัไปควบคุม หรือพระภิกษุ รูปน้นัมิไดส้ ังกดัในวดัใดวดัหน่ึง ให้พนกังานสอบสวนมีอ านาจจัดการด าเนินการให้พระภิกษุรูป น้นัสละสมณเพศเสียได้ มาตรา ๓๐ เมื่อจะต้องจ าคุก กกัขงัหรือขงัพระภิกษุรูปใดตามค าพิพากษาหรือค าสั่ง ของศาลให้ พนักงานผู้มีอ านาจหน้าที่ปฏิบัติให้เป็ นไปตามค าพิพากษา หรือค าสั่งของศาลมีอ านาจ ด าเนินการใหพ้ระ ภิกษุรูปน้นัสละสมณเพศได้และใหร้ายงานใหศ้าลทราบถึงการสละสมณเพศน้นั ๗.๖ ก าหนดโทษ การกา หนดโทษแก่พระภิกษุผท าู้ ผิดได้ถูกบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับ แกไ้ขเพิ่มเติม (ฉบบัที่๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ หมวดที่ ๗ มีดงัต่อไปน้ี มาตรา ๔๒ ผูใ้ดมิไดร้ับแต่งต้งัให้เป็นพระอุปัชฌาย์หรือถูกถอดถอนจากความเป็ น พระอุปัชฌาย์ ตามมาตรา ๒๓ แล้วกระท าการบรรพชาอุปสมบทแก่บุคคลอื่น ตอ้งระวางโทษจ าคุก ไม่เกินหน่ึงปี มาตรา ๔๓ ผู้ใดฝ่ าฝื นมาตรา ๑๕ จัตวา วรรคสอง มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ วรรคสาม หรือมาตรา ๒๔ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหน่ึงปี มาตรา ๔๔ ผู้ใดพ้นจากความเป็นภิกษุเพราะตอ้งปราชิกมาแลว้ไม่ว่าจะมีค าวินิจฉัย ตามมาตรา ๒๕ หรือไม่ก็ตาม แต่มารับบรรพชาอุปสมบทใหม่โดยกล่าวความเท็จหรือปิดบงัความ จริงต่อพระอุปัชฌาย์ตอ้งระวางโทษจ าคุกไม่เกินหน่ึงปี มาตรา ๔๔ ทวิผูใ้ดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสมเด็จ พระสังฆราชต้อง ระวางโทษจ าคุกไม่เกินหน่ึงปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือท้งัจ าท้งัปรับ


๒๕๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มาตรา ๔๔ ตรีผูใ้ดใส่ความคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่นอนัอาจก่อให้เกิดความเสียหาย หรือความ แตกแยกต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหน่ึงปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือท้งัจ าท้งัปรับ ๗.๗ กฎหมายมหาชนที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๗.๒.๑ การเหยียดหยามศาสนา การเหยียดหยามศาสนา มีความผิดโดยผูป้ระพฤติผิดจะตอ้งรับโทษท้งัจ าท้งัปรับตาม ประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๖ “ผู้ใดกระท าดว้ยประการใด ๆ แก่วตัถุหรือสถานอนัเป็นที่ เคารพ ในทางศาสนาของหมู่ชนใด อนัเป็นการเหยียดหยามศาสนาน้นัตอ้งระวางโทษจ าคุกต้งัแต่ หน่ึงปีถึงเจ็ดปีหรือ ปรับต้งัแต่สองพนับาทถึงหน่ึงหมื่นสี่พนับาท หรือท้งัจ าท้งัปรับ” ซึ่งในมาตรา ๒๐๖ น้ีมีองคป์ระกอบ คือ (๑) มีการกระท าด้วยประการใดๆ (๒) กระท าแก่วตัถุหรือสถานที่ (๓) วตัถุหรือสถานที่น้นัเป็นที่เคารพในศาสนา (๔) การกระท าน้นัเป็นการเหยยีดหยามศาสนาน้นัๆ (๕) ผู้กระท าได้กระท าโดยเจตนา โทษของผู้กระท าผิด คือ จ าคุกต้งัแต่๑ - ๗ ปีหรือปรับต้งัแต่๒,๐๐๐-๑๔,๐๐๐ บาท หรือท้งัจ าท้งัปรับ ตัวอย่างการเหยียดหยามศาสนา ฎีกาที่ ๔/๒๔๗๗,๕๔๖/๒๕๕๓ มีเน้ือหาวา่ “ขุดท าลายเจดียอ์นัเป็นที่เคารพในพระพุทธศาสนา เพื่อลกัพระพุทธรูปที่บรรจุอยู่ใน เจดียน์ ้นัแมเ้ป็นการท าลายเพื่อลกัทรัพย์แต่การกระท าน้นัมีลกัษณะเป็นการเหยยีดหยามศาสนา ซ่ึง ผู้กระท ายอ่มเล็งเห็นผลของการกระท าวา่เป็นการเหยยีดหยามพระพุทธศาสนา จึงถือวา่ผกู้ระท าเป็ น การเหยียดหยามพระพุทธศาสนา" ๗.๒.๒ การก่อให้เกดิความวุ่นวายในทปี่ระชุมศาสนิก การก่อให้เกิดความวุน่วายในที่ประชุมศาสนิก ตาม ปอ มาตรา ๒๐๗ ผใู้ดก่อให้เกิด ความ วุ่นวายข้ึนในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกนันมสัการหรือกระท าพิธีกรรมตามศาสนาใด ๆ โดย ชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหน่ึงปีหรือปรับไม่เกินสองพนับาท หรือท้งัจ าท้งัปรับ องค์ประกอบของความผิด ตาม ป.อ. มาตรา ๒๐๗ นี้คือ (๑) มีการก่อใหเ้กิดความวนุ่วายข้ึนในที่ประชุมศาสนิกชน (๒) มีการประชุมของศาสนิกชนน้นัไม่จ ากดัศาสนา (๓) การประชุมน้นัเพื่อนมัสการหรือกระท าพิธีกรรมทางศาสนา


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๕๓ General Law (๔) การประชุมดงักล่าวน้นัตอ้งชอบดว้ยกฎหมาย (๕) พิธีกรรมน้นัตอ้งเป็นที่รับรอง (๖) ผู้กระท าตอ้งมีเจตนาที่จะก่อใหเ้กิดความวนุ่วายข้ึนโทษของผกู้ระท าผดิมีดงัน้ีคือ ๑) จ าคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือ ๒) ปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท หรือ ๓) ลงโทษท้งัจ าคุกและปรับ ตัวอย่างในมาตรานี้คือ ฎีกาที่ ๓๙๒/๒๕๐๐ พุทธศาสนิกชน แห่ต้นไม้และปราสาทผ้ึงไปวดัเพื่อถวายพระภิกษุซ่ึงเป็นการ ประกอบพิธีกรรม ในทางพระพุทธศาสนาและประชุมกนัเพื่อกระท าพิธีกรรมอยจ าู่ เลยมีสาเหตุโกรธ พระภิกษุรูปหน่ึงมาก่อน ไดข้้ึนไปกล่าววาจาหยาบคายค่าประจานพระภิกษุรูปน้นัแลว้เอาปราสาท ผ้งึของชาวบา้นมาเตะเล่น ตดัสินวา่การกระท าของจ าเลยดงักล่าวมีความผดิตาม ป.อ. ม. ๒๐๗ น้ี ๗.๗.๓ การแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ การแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ตาม ปอ.มาตรา ๒๐๔ ผใู้ดแต่งกายหรือใชเ้ครื่องหมาย ที่แสดงวา่เป็นภิกษุสามเณร นกัพรต หรือนกับวชในศาสนาใด โดยมิชอบเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่า ตนเป็นเช่นน้นัตอ้ง ระวางโทษจ าคุกไม่เกินหน่ึงปีหรือปรับไม่เกินสองพนับาทหรือท้งัจ าท้งัปรับ องค์ประกอบของความผิด ตาม ปอ.มาตรา ๒๐๔ นี้ คือ ๑. แต่งกายเป็นภิกษุสามเณร นกัพรต หรือนกับวช ๒. ใชเ้ครื่องหมายที่แสดงวา่เป็นภิกษุสามเณร นกัพรต หรือนกับวช ๓. การแต่งกายหรือใชเ้ครื่องหมายกระท าโดยมิชอบ ๔. เพื่อใหค้นอื่นเชื่อวา่ตนเป็นบุคคลดงักล่าว ๕. ได้กระท าโดยเจตนา ข้อยกเว้นเพราะไม่มีเจตนา เช่น แต่งตวเป็ นพระภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช ั เพื่อการแสดงต่าง ๆ เช่น แสดงภาพยนตร์แสดงตลกเป็นตน้ ๑๒ โทษของผู้กระท าผดิมีดงัน้ีคือ (๑) จ าคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือ (๒) ปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท หรือ (๓) ลงโทษท้งัจ าคุกและปรับ ตัวอย่างในมาตรา น้ีคือ ๑๒ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หน้า ๑๔๒.


๒๕๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บุคคลน้นั มิได้บวชถูกต้องตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคมและมิได้ บวชโดยพระอุปัชฌาย์อยา่งไรเรียกวา่พระปลอม คือโกนผม โกนคิ้วแลว้เอาจีวรมาห่มแสดงตน วา่เป็นพระภิกษุเที่ยวออกบิณฑบาต หรือเดินเรี่ยไร หรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นตน้กรณี เช่นน้ีผูป้ลอมบวช มีความผิด ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกิน ๑ ปีหรือปรับไม่เกิน ๒๐๐๐ บาท หรือ ท้งัจ าท้งัปรับ ๗.๗.๔ ลักทรัพย์ในทางศาสนา ตาม ปอ. มาตรา ๓๓๕ ทวิ ผู้ใดลักทรัพย์ที่เป็ นพระพุทธรูปหรือวัตถุในทางศาสนา ถ้า ทรัพยน์ ้นัเป็น ที่สักการบูชาของประชาชน หรือเก็บรักษาไวเ้ป็นสมบตัิของชาติหรือส่วนหน่ึงส่วน ใดของพระพุทธรูปหรือวตัถุดงักล่าวตอ้งระวางโทษจ าคุกต้งัแต่สามปีถึงสิบปีและปรับต้งัแต่หก พันบาทถึงสองหมื่นบาท ถ้าการกระท าผิดข้างต้นได้กระท าในวัด ส านักสงฆ์สถานอันเป็ นที่เคารพในศาสนา โบราณสถาน อันเป็นที่ทรัพย์สินของแผ่นดิน สถานที่ราชการหรือพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ผู้กระท าต้องระวางโทษจ าคุกต้งัแต่หา้ปีถึงสิบปีและปรับต้งัแต่หน่ึงหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท ตัวอย่างในกรณีนี้ เช่น ฎีกาที่ ๑๑๔๒/๒๕๑๕ ลกัพระเครื่องจากกระเป๋าเส้ือเจา้ทรัพย์แมเ้หตุเกิดในวดัก็เป็นความผิดฐานลกัทรัพย์ ธรรมดาตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ เพราะพระพุทธรูป พระเครื่อง) น้ันไม่อยู่ในฐานะอันเป็นที่ สักการบูชาของประธาน ฎีกาที่ ๒๐๖๒/๒๕๑๕ ลกัถ้วยเคลือบอย่างเก่าที่ฝังอยู่ที่ผนังโบสถ์อนัเป็นเพียงวตัถุเครื่องประดบัอุโบสถ เท่าน้นั“ไม่ใช่วตัถุทางศาสนา" ซ่ึงเป็นที่สักการบูชาของประชาชน ไม่ผดิมาตรา ๓๓๕ ทวิ ฎีกาที่ ๑๐๒๔/๒๕๑๘ พระพุทธรูปกบัสิงห์สัมฤทธ์ิซ่ึงขุดไดแ้ละเก็บรักษาไวเ้อง มีเพื่อนบา้นมาบูชา ไม่ใช่ ทรัพย์ที่ สักการบูชาของประชาชนหรือสมบัติของชาติ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ทวิ ๗.๘ กฎหมายเอกชนที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิย์ทเี่กยี่วกบัพระภิกษุจะรับมรดก ปพพ. มาตรา ๑๖๒๒ พระภิกษุน้นัจะเรียกเอาทรัพยม์รดกในฐานะที่เป็นทายาทโดย ธรรมไม่ได้เวน้แต่จะไดส้ึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกา หนดอายุความตามมาตรา ๑๗๕๕ แต่ภิกษุน้นัอาจเป็นผรู้ับพินยักรรมได้


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๕๕ General Law พระภิกษุสามารถรับมรดกไดห้ากไม่มีการเรียกร้อง ตวัอยา่ง เช่น เจา้มรดกมีทายาท ๓ คน คือนาย ก นายขและพระภิกษุคเมื่อเจา้มรดกถึงแก่ความตายแลว้ทายาทโดยธรรมท้งั๓ คน น้นัตกลงในการแบ่ง มรดกกนั ได้กรณีเช่นน้ีพระภิกษุค น้นัสามารถรับมรดกไดต้ามปกติโดยไม่ ต้องลาสิกขาออกมาฟ้องร้องเอา แต่ประการใด กรณีเจา้มรดกมีทายาทเพียงคนเดียวคือ ภิกษุค พระภิกษุค น้นัสามารถรับมรดกได้ เลยส่วนการเรียกร้องเอาทรัพยม์รดกตามพินยักรรมสามารถท าไดโ้ดยไม่ตอ้งลาสิกขาออกมา กรณีตัวอย่าง ดังนี้ นายแดงเจ้ามรดก ท าพินยักรรมยกที่ดิน 9 แปลงเน้ือที่๑๐๐ ไร่ให้พระภิกษุด า ต่อมา เมื่อนายแดง ตายลงเกิดเป็นคดีพิพาทในที่ดิน ๑๐๐ ไร่น้นัระหว่างพระภิกษุด าและทายาทอื่นของ นายแดงกรณีเช่นน้ีพระภิกษุด าน้ันสามารถฟ้องร้องเอาที่ดินมรดกน้ันได้โดยไม่ต้องลาสิกขา ออกมาฟ้องร้องเอาแต่ประการใด ตามมาตรา ๑๖๒๒๒ วรรค ๒ ปพพ. มาตรา ๑๖๒๓ ทรัพยส์ินของพระภิกษุที่ไดม้าในระหว่างที่อยูใ่นสมณเพศน้นั เมื่อพระภิกษุน้นัถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบตัิของวดัที่เป็นภูมิลา เนาของพระภิกษุน้นัเวน้แต่ พระภิกษุน้นัจะได้จ าหน่ายไปในระหวา่งมีชีวติหรือโดยพินยักรรม กฎหมายบัญญัติว่า เมื่อพระภิกษุน้ันถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็ นสมบัติของวัดที่มี ภูมิลา เนาของ พระภิกษุน้นัอยู่ดงัน้นัญาติพี่น้องของพระภิกษุน้ันจึงไม่อาจที่จะได้รับมรดกจาก พระภิกษุรูปน้ันแต่ประการ ใด ตามฎีกาที่๑๒๖๕/๒๔๙๕ พระภิกษุมรณภาพในขณะที่เป็ น พระภิกษุโดยมิได้ท าพินยักรรมยกทรัพย์มรดกให้ใคร มรดกของพระภิกษุน้นัย่อมตกได้แก่วดัที่ พระภิกษุน้นัอยู่แมท้ายาทจะครอบครองที่ดินมรดก ของพระภิกษุน้นัเกิน ๑ ปีนบัแต่วนัมรณภาพ ทายาทน้นัก็จะเอาที่ดินมรดกน้นัมาเป็นกรรมสิทธ์ิของตนไม่ได้ เมื่อทรัพยส์ินของพระภิกษุที่ถึงแก่มรณภาพ ตอ้งตกเป็นสมบตัิของวดัที่เป็นภูมิลา เนา ของพระภิกษุน้นัดงักล่าวแลว้เจา้อาวาสตอ้งด าเนินการให้เป็ นไปกฎหมาย วิธีด าเนินการ ๑. ส ารวจทรัพยม์รดกของพระภิกษุน้นั ๒. น าลงบัญชีวัด (๑) บัญชีรายรับ-รายจ่าย (เงิน) (๒) บญัชีทรัพยส์ินอื่น ๆ (สิ่งของ) ๓. บญัชีทรัพยส์ินประเภทสิ่งของแยกเป็น (๑) ประเภทสังหาริมทรัพย์ (๒) ประเภทอสังหาริมทรัพย์


๒๕๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๔. ประกาศใหพ้ระภิกษุสามเณรคณะกรรมการวดัหรือญาติโยมไดท้ราบโดยทวั่กนั ๕. การประกาศดงักล่าว จะเป็นผลดีต่อเจา้อาวาส และเป็นหลกัการบริหารจดัการที่ดี ในยคุโลกาภิวตัน์ที่วา่“บริหารงานดว้ยความโปร่งใส ตรวจสอบไดอ้ยา่งมีระบบ" ๖. หากเจ้าอาวาสของวดัน้นั ไม่ด าเนินการดงักล่าวอาจมีความผิดอย่างใดอย่างหน่ึง ดงัน้ี (๑) เป็ นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (๒) เป็ นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (๓) เป็ นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต (๔) เป็ นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ เป็ นต้น ปพพ. มาตรา ๑๖๒๔ ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพยส์ ินน้นัหาตกเป็นสมบตัิของวดัไม่และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคล น้นัหรือบุคคลน้นัจะจ าหน่าย โดยประการใดตามกฎหมายก็ได้ ตามความในมาตราน้ีทรัพยม์รดกเหล่าน้นัตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของพระภิกษุ น้นัตวัอยา่งเช่น พระภิกษุกก่อนจะมาอุปสมบทน้นัมีรถยนต์๑ คนัและเงินสดที่ฝากอยูธ่นาคารอีก ๒,000,000 บาท ต่อมาไดอุ้ปสมบทในบวรพระพุทธศาสนาและไดถ้ึงแก่มรณภาพลงในเวลาต่อมา เช่นน้ีหมายความวา่ ในขณะที่เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา หากไดท้รัพยส์ินอะไรมาและไม่มี การจ าหน่าย จ่าย โอนไปซ่ึง ทรัพย์สินที่ได้มา หรือมิได้ท าพินัยกรรมยกให้ผู้ใด เมื่อมรณภาพ ทรัพยส์ินท้งัหมดที่ไดม้าก็จะตกเป็นของวดัที่พระภิกษุน้นัมีภูมิลา เนาจะไม่ตกเป็นของทายาท ส่วนทรัพยส์ินที่ไดม้าก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุน้นัเมื่อมรณภาพจะไม่ตกเป็นของ วัดซึ่ งเป็ น ภูมิลา เนา แต่ตกเป็นของทายาทโดยธรรม และขณะที่อยู่ในสมณเพศเป็นพระภิกษุก็ สามารถจ าหน่ายจ่ายโอน ประการใดก็ไดต้ามกฎหมาย ในกรณีที่พระภิกษุเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิรับมรดกในขณะที่อยูใ่นสมณเพศ จะฟ้อง เรียกร้องเอามรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ตอ้งสึกจากสมณเพศก่อนแลว้จึงมี อ านาจฟ้องร้องเรียกเอาทรัพย์มรดกได้ภายในกา หนดหน่ึงปีนบัจากเจา้มรดกตาย หรือนบัแต่เมื่อได้ รู้หรือควรไดรู้้ถึงความ ตายของเจา้มรดกถึงอยา่งไรจะฟ้องเมื่อพน้กา หนดสิบปีนบัแต่เจา้มรดกตาย ไม่ได้ ส าหรับพระภิกษุซ่ึงเป็นทายาทในฐานะผูร้ับพินยักรรม กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้อง สึกก่อนดงัน้นัหากเป็นทายาทในฐานะผูร้ับพินยักรรม ยอ่มมีอ านาจฟ้องเรียกทรัพยม์รดกไดโ้ดยไม่ ต้องสึกจากสมณเพศ


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๕๗ General Law ส่วนในเรื่องความสัมพนัธ์ระหว่างสามีภรรยา การที่สามีไปบวชเป็นพระภิกษุหาท า ใหข้าดจากการ สมรสไม่แต่ทรัพยท์ ี่พระภิกษุไดม้าในระหวา่งสมณเพศ ไม่ถือเป็นสินสมรส ดงัน้นั ภรรยาก็ไม่มีสิทธิใน ทรัพยส์ินของพระภิกษุที่ไดม้าในระหวา่งสมณเพศ(ค าพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕/ ๒๕๕๕) ที่กล่าวมา หมายถึงทรัพยส์ินส่วนตวัของพระภิกษุถา้เป็นของวดัแลว้เอาไปหรือเบียด บงัเป็นของตน ก็จะเอาผิดอาญาฐานลกัทรัพยห์รือยกัยอก ถา้เป็นเจา้อาวาสซึ่งเป็ นเจ้าพนักงานตาม กฎหมายอาญาเบียด บงัทรัพยส์ินของวดัเป็นของตน ก็จะเป็นความผดิฐานเจา้พนกังานยกัยอกทรัพย์ ซ่ึงรับโทษสูงกวา่ความผดิฐานยกัยอกทรัพยธ์รรมดา ๗.๙กฎหมายอาญาที่พระสงฆ์ควรทราบ กระท าความผิดโดยบันดาลโทสะ ตามมาตรา ๗๒ คือการกระท าผิดที่ถูกข่มเหงอยา่ง ร้ายแรงดว้ย เหตุอนัไม่เป็นธรรม กระท าความผดิต่อผขู้่มเหงในขณะน้นั การข่มเหงอนั ไม่เป็นธรรมน้นับุคคลที่ข่มเหงน้นัตอ้งไม่มีสิทธิที่จะกระท าถ้าหากผู้ น้นัมีสิทธิกระท าแลว้ผถูู้กข่มเหงจะอา้งเหตุบนัดาลโทสะไม่ได้ตวัอยา่งเช่น : ฎีกาที่ ๔๒๙-๕๓๐/๒๕๐๕ พระภิกษุจะบังคับเอามีดจากจ าเลยซึ่งเป็ นศิษย์ เนื่องจาก จ าเลยเป็ นคน โมโหร้ายมีมีดไว้ กลัวจะมีเรื่องจ าเลยแสดงกิริยาขดัขืนจะต่อสู้พระภิกษุจึงใชไ้มฟ้าด ไปที่หนึ่งจ าเลยยกแขน รับ ปัดไม้กระเด็นไปแล้ว จ าเลยจึงโถมเขา้หาพระภิกษุกอดปล้ ํ าลม้กลิ้งกนั ไปมา จ าเลยใช้มีดที่ถืออยู่แทงพระภิกษุดงัน้ีวินิจฉัยว่าการกระท าของพระภิกษุเป็ นการกระท า ระหวา่งอาจารยก์บัศิษย์และเป็นการใช้อ านาจปกครองต่อศิษยต์ามวิสัยของอาจารยห์รือผูป้กครอง ที่เขม้แขง็ต่อหนา้ที่ภายในขอบเขตอนัสมควร จึง ไม่ใช่การข่มเหงดว้ยเหตุอนัไม่เป็นธรรม จ าเลยจะ อา้งวา่กระท าเพราะบนัดาลโทสะไม่ได้ การข่มเหงดว้ยเหตุอนั ไม่เป็นธรรมและร้ายแรง ซ่ึงตอ้งพิจารณาจากขอ้เท็จจริง หรือ พฤติการณ์ที่ถูกข่มเหง เปรียบเทียบกบัความผิดที่ผูอ้า้งวา่กระท าเพราะบันดาลโทสะกระท าลงน้นั ว่า ตามขอ้เท็จจริงหรือ พฤติการณ์น้นัเป็นการเพียงพอหรือไม่ที่จะถือว่าเป็นการถูกข่มเหงอย่าง ร้ายแรงถึงขนาดที่จะกระท าความผดิเช่นน้นัลงไป ๗.๙.๑ การกระท าที่ศาลฎีกาถือว่า “บันดาลโทสะ ฎีกาที่ ๑๗ ๑๓/๒๕๑๑ จ าเลยมีครรภ์กับผู้เสียหายแล้ว ไปขอให้ผู้เสียหายสู่ขอ ผูเ้สียหายกลบัพูดวา่"มึงยอมให้กเล่นท าไม" จ าเลยจึงใชป้ืนยิ่งผูเ้สียหายไป ๓ นดัดงัน้ีถือวา่ จ าเลย ท าไปโดยถูกข่มเหงร้ายแรง ดว้ยเหตุไม่เป็นธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๓


๒๕๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๗.๙.๒ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผดิเกี่ยวกบัทรัพย์เป็นความผดิอาญาแผน่ดินประกอบดว้ยเรื่องต่างๆ ๔ เรื่อง คือ - เรื่องกรรโชกทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๗ - เรื่องรีดเอาเอาทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๘ - เรื่องชิงทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๙ - เรื่องปล้นทรัพย์ตามมาตรา ๓๕๐ ตัวอย่างความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ฎีกาที่ ๓๒๒๑/๒๕๒๒ ต ารวจขู่พระภิกษุว่า มีผูร้้องเรียนว่าเป็นพระจรจดัถา้ไม่ให้ เงินจะเอาเรื่อง รายงานจบัสึกผเู้สียหายวา่ ไม่มีเงิน ใหม้าเอาใน ๗ วัน ต ารวจท ามือลักษณะจะท าร้าย ผเู้สียหายกลวัจึงใส่ของธนบตัร ๒,000 บาท ให้ต ารวจเอาไป เป็ นกรรโชก ตาม ป.อ.ม. ๓๓๗ ๗.๔.๓ ความผดิฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามมาตรา ๓๙๓ เป็ นการกระท าความผิดโดยกล่าวถอ้ยค า ดูหมิ่นเหยียดหยามผูอ้ื่น โดยตรงให้ผู้น้นั ไดย้ินไดฟ้ ังโดยมิไดก้ล่าวต่อบุคคลที่สามแต่อยา่งใด แมถ้อ้ยค าที่พูดหรือกล่าวไป น้ันจะไม่ถึงกับท าให้ผู้ถูกดูหมิ่นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผูก้ล่าวถ้อยค าน้ันก็มี ความผดิฐานน้ีแลว้ ๑๓ ตัวอย่างเช่น ฎีกาที่ ๕๔๑/๒๕๐๔ ถ้อยค าของจ าเลยที่กสาวต่อสามเณร ๒ รูปซึ่งหน้า เพราะเหตุที่ ใชไ้ปขอเทียน จากพระภิกษุหน่ึงไม่ไดว้า่ถา้ไม่ไปเดี๋ยวกูจะเตะลงกุฏิใหห้มดน้นัเป็นถอ้ยค าที่จ าเลย กล่าวแก่สามเณร ซ่ึง เป็นบุคคลที่ประชาชนทวั่ ไปถือวา่ควรเคารพกวา่บุคคลธรรมดา ฉะน้นัจึงไม่ แต่เพียงจะเป็นถอ้ยค าที่ไม่สุภาพ และข่มขู่เท่าน้นัหากเป็นการดูหมิ่นตามความหมายในประมวล กฎหมายอาญามาตรา ๓๙๓ ด้วย ๗.๑๐ ที่ธรณีสงฆ์และที่ของแผ่นดิน (ครอบครองปรปักษ์ไม่ได้) ๗.๑๐.๑ ที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ มีบทบญัญตัิว่า ที่วดัและที่ ธรณีสงฆจ์ะโอนกรรมสิทธ์ิไดก้็แต่โดยพระราชบญัญตัิและห้ามมิให้บุคคลใดยกอายคุวามข้ึนต่อสู้ วัดในเรื่องทรัพย์สินอัน เป็ นที่วัดและธรณีสงฆ์ ๑๓ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หน้า ๑๘๘.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๕๙ General Law พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๓ ที่วดัและที่ซ่ึงข้ึนต่อวดัมีดงัน้ี (๑) ที่วดัคือที่ซ่ึงต้งัวดัตลอดจนเขตของวดัน้นั (๒) ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็ นสมบัติของวัด (๓) ที่กลัปนาคือที่ซ่ึงมีผอูุ้ทิศแต่ผลประโยชน์ใหว้ดัหรือพระศาสนา มาตรา ๓๔ ที่วดัและที่ธรณีสงฆ์จะโอนกรรมสิทธ์ิไดก้ ็แต่โดยพระราชบัญญัติ และ หา้มมิใหบุ้คคลใดยกอายคุวามข้ึนต่อสู้วดัในเรื่องทรัพยส์ินอนัเป็นที่วดัและธรณีสงฆ์ ๑๔ มาตรา ๓๕ ที่วดัและธรณีสงฆเ์ป็นทรัพยส์ินซ่ึงไม่อยใู่นความรับผดิแห่งการบงัคบัคดี ค าพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๓/๒๔๘๗ ที่ธรณีสงฆน์ ้นัตามพระราชบญัญตัิลกัษณะปกครอง คณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ หรือตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ก็มีความหมายเช่นเดียวกนั คือหมายถึงที่ซึ่ง เป็ นสมบัติของวัด ที่ธรณีสงฆ์ไม่จ ากดัว่าตอ้งมีผูย้กให้อาจไดม้าโดยทางอื่นก็ได้เช่น โดยทางซ้ือตาม พระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองคณะสงฆน์ ้นัผใู้ดจะอา้งการปกครองที่ดินของวดัโดยทางปรปักษ์ ไม่ได้ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๒/๒๔๙๐ผูย้กที่ดินถวายวดัแลว้เช่าและส่งค่าเช่าให้วดัมากวา่ ๑๐ ปีแม้ไม่ไดท า ้การโอนทะเบียน วดัก็ไดก้รรมสิทธ์ิเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา๑๓๔๒ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖๕/๒๔๙๕ พระภิกษุถึงมรณภาพในขณะที่เป็นพระภิกษุอยูโ่ดย มิได้ท า พินยักรรมยกทรัพยม์รดกให้ใคร มรดกของพระภิกษุน้นัยอ่มตกไดแ้ก่วดัที่พระภิกษุน้นัอยู่ แมท้ายาทจะครอบครองที่ดินมรดกของพระภิกษุน้นัเกิน ๑๐ ปีนบัแต่วนัมรณภาพทายาทน้นัก็จะ เอาที่ดินมรดกน้นัไม่ได้เพราะที่ดินมรดกน้นัเป็นของวดัจะใชอ้ายคุวาม ๑๐ ปี ยันวัดให้เสียสิทธิหา ไดไ้ม่ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๒/๒๔๙๗ ที่ธรณีสงฆน์ ้นั ใครจะครอบครองมาชา้นานเท่าใดก็ แยง่กรรมสิทธ์ิไปไม่ได้ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๔-๙๔๕/๒๔๙๗ ป่ าช้าที่ธรณีสงฆ์ของวัดใครจะอ้างสิทธิการ ครอบครองยนัวดัไม่ได้จะเอาไปท านิติกรรมจดทะเบียนต่อพนกังานเจา้พนกังานเจา้หนา้ที่ไม่ได้ จะโอนไดแ้ต่โดย พระราชบญัญตัิเท่าน้นั ๑๔ วนิดา จันทิมา, ความรู้เบื้องต้นคนเรียนกฎหมาย, (เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมาย ทวั่ ไป (กรุงเทพมหานคร:ราชพิพฒันาบรรณาคาร, ๒๕๕๗), หน้า ๒๐๗


๒๖๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ค าพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๑-๘๕๓/๒๔๙๙ ซ้ือที่วดัและที่ธรณีสงฆโ์ดยสุจริตจากการขาย ทอดตลาด ตามค าสั่งศาลผซู้้ือไม่ไดก้รรมสิทธ์ิ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๕๓/๒๕๐๐ บุคคลอาจครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของศาลเจ้า ไดเ้พราะไม่ใช่สาธารณสมบตัิของแผน่ดิน ค าพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๑/๒๕๐๔ ที่ธรณีสงฆ์น้ัน ผูใ้ดจะยกอายุความครอบครอง ปรปักษข์้ึนใชย้นักบัวดัไม่ได้ หมายเหตุ ที่ธรณีสงฆ์กบัที่ดินของศาลเจา้แตกต่างกนัที่ดินของศาลเจา้บุคคลอาจครอบครอง ปรปักษ์ได้ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๗/๒๕๐๗ วัดครอบครองปรปักษ์ในที่ดินมีโฉนดซึ่งเจ้าของยก ให้แมต้ ่อมา ผูใ้ห้ตาย วดัยงัคงครอบครองปรปักษ์ต่อมาอีกจนครบกา หนด ๑๐ ปีแล้ว วดัย่อมได้ กรรมสิทธ์ิในที่ดินแปลง น้ัน พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ขัดต่อวตัถุประสงค์ของวดัและหลักทาง พระพุทธศาสนา ค าพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๑-๕๗๒/๒๕๐๘ การที่เจ้าของที่ดินได้สละการครอบครองที่ดิน มีโฉนดโดย ยกใหแ้ก่วดัและวนัไดเ้ขา้ครอบครองที่ดินน้นัเป็นเวลาเกินกวา่๑๐ ปีแลว้เช่นน้ีวดัย่อม ไดก้รรมสิทธ์ิแมข้ณะยกใหว้ดัจะไม่มีการท าหนงัสือและจดทะเบียนต่อพนกังานเจา้หนา้ที่ก็ตาม ค าพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๓/๒๕๐๘ (ดู พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ อ านาจ ที่ใหเ้จา้อาวาสหา้มบรรพซิตหรือคฤหสัถซ์ ่ึงมิไดร้ับอนุญาตจากเจา้อาวาสเขา้ไปอยใู่นวดัหรือขบัไล่ ให้ออกจากวดัน้นัมีอยูถ่าวรไม่จ ากดัเวลา การที่จ าเลยเขา้ไปพา นกัอาศยัอยู่ในที่พิพาทซ่ึงเป็นที่วดั แมจ้ะชา้นานเท่าใดเจา้อาวาสก็มีอ านาจหา้มและขบัไล่จ าเลยได้ จ าเลยจะอาศัยสิทธิที่อาจจะได้โดย การแย่งครอบครองที่พิพาทซ่ึง เป็นที่วดัดว้ยเจตนาเป็นเจา้ของมานานเท่าใด ก็ไม่ท าให้จ าเลยได้ สิทธิครอบครองที่พิพาทโดยการแยง่การครอบครองไปจากวดัได้ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๘/๒๕๑๓ ที่ดินอันเป็ นที่วัด แม้ผู้ใดออกโฉนดและครอบครอง เป็นของตน เกินกวา่๑๐ ปีโดยวดัไม่คดัคา้นหรือระวงัแนวเขตในเวลารังวดัเพื่อออกโฉนดก็ไม่ได้ เป็นกรรมสิทธ์ิ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๕๘-๑๗๕๙/๒๕๑๖ ที่ดินของวดัน้นักรรมสิทธ์ิจะโอนไปไดก้็แต่ โดยการออกพระราชบญัญตัิเท่าน้นัที่พิพาทอยใู่นเขตของพระพุทธบาทซ่ึงพระเจา้ทรงธรรมไดท้รง อุทิศไวแ้ต่โบราณกาลโดยมีวดัพระพุทธบาทเป็นผูดู้แลรักษาแมจ า้ เลยจะได้รับโฉนดส าหรับที่ พิพาทมาไดค้รอบครองที่พิพาท อยา่งเป็นเจา้ของมาเป็นเวลานานเท่าใด และแมท้างวดัจะไดป้ล่อย


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๖๑ General Law ปละละเลยไวเ้ป็นเวลานานกวา่จะไดใ้ช้สิทธิติดตามวา่กล่าวเอาจากจ าเลยกรรมสิทธ์ิในที่ดินของวดั ก็หาระงบัสิ้นสุดไปไม่ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๘๗/๒๕๒๐ ที่วัดธรณีสงฆ์ และที่ดินของส านักงานทรัพย์สิน ส่วน พระมหากษตัริย์ผใู้ดจะครอบครองปรปักษม์ ิได้ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๔๐/๒๕๒๑ ที่ดินของวดัผูอ้ื่นเอาไปโอนให้ใครไม่ได้ผูร้ับโอน ให้ผูอ้ื่นปลูกตึกให้เช่าโดยสุจริต สัญญาน้ีไม่ผูกมดัวดัแต่ไม่เป็นละเมิด ผูป้ลูกตอ้งร้ือไปแต่ไม่ตอ้ง ชดใชค้่าเสียหาย ค าพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๗/๒๕๒๒ ที่ธรณีสงฆ์แม้จะครอบครองท าประโยชน์มานาน เป็นเวลาเกินกวา่๑๐ ปีก็ไม่ไดก้รรมสิทธ์ิ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๙๑/๒๕๒๓ วดัโจทก์เขา้ครอบครองที่ดินพิพาทดว้ยความสงบ เปิดเผยและ ดว้ยเจตนาเป็นเจา้ของต้งัแต่ยงัเป็นเสนาสนะอนัมีพระสงฆพ์า นกัอยูเ่ป็นประจ าและไม่ มีการประกาศของ กระทรวงศึกษาธิการต้งัข้ึนเป็นวดัในพระพุทธศาสนา เมื่อนับเวลาดงักล่าว รวมเขา้กบัระยะเวลาต้งัแต่มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการต้งัเป็นวดัข้ึนในพระพุทธศาสนาถึงวนั ฟ้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีวดัโจทก์จึงได้กรรมสิทธ์ิที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ประมวลกฎหมายแพง่และพาณิชย์มาตรา ๑๓๔๒ ค าพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๗๙-๑๔๘๐/๒๕๒๔ จ าเลยท าสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดียก ที่ดินส่วนพิพาทใหว้ดัโจทกซ์ ่ึงเป็นคนภายนอกเจา้อาวาสไดล้งชื่อรับเอาที่ดินน้นัเป็นการ รับประโยชน์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๗๔ จ าเลยยึดถือตามสิทธิเก็บกิน ต่อมา วดัครอบครองต้งัแต่วนัรับที่ดิน จ าเลยยดึถือแทนเมื่อเกิน ๑๐ ปี วัดไดก้รรมสิทธ์ิตาม ๑๓๔๒ โดยไม่ตอ้งจดทะเบียน กรรมสิทธ์ิไม่สิ้นไปเพราะไม่เรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ภายใน ๑๐ ปี ค าพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๕๔/๒๕๒๔ วดัโจทกถ์ึงแมจ้ะยกฐานะจากวดัสร้างข้ึนเป็นวดัที่ มีสงฆ์ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม แต่พ.ร.บ. ปกครองคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ มิได้บญัญตัิถึงวดัร้าง ดงัน้นัวดัร้างจึงมิไดเ้สียสภาพจากการเป็นวดัเพราะยงัมิไดม้ีการยุบ เลิกวดัร้าง และยงัมีกรรมสิทธ์ิในที่ดินและทรัพยส์ ินของวดัยงัได้อยู่โดยให้พนักงานฝ่ายพระ ราชอาณาจักรเป็ นผู้ปกครองรักษา ไว้แทนตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ มาตรา ๔ ซ่ึงเป็นกฎหมายที่ใช้บงัคบั ในขณะพบองคพ์ระพุทธรูป เมื่อปรากฏวา่ต่อมาโจทก์ได้รับ การยกฐานะข้ึนเป็นนิติบุคคลและสืบทอดสิทธิต่างๆ ของวดัร้างน้นัมาจึงมีอ านาจฟ้องคดีน้ีและ เป็นเจา้ของกรรมสิทธ์ิองคพ์ระพุทธรูปสืบทอดจากวดัร้างกบัมีสิทธิติดตามเอาคืนจากบุคคลผูไ้ม่มี สิทธิจะยดึถือเอาไวไ้ดต้ามประมวลกฎหมายแพง่และพาณิชย์มาตรา ๑๓๓๖


๒๖๒ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๕ ถ้าผูค้รอบครอง ถูกแย่ง การครอบครอง โดยมิชอบ ด้วย กฎหมายไซร้ท่าน วา่ผูค้รอบครอง มีสิทธิจะไดค้ืน ซ่ึงการครอบครอง เวน้แต่อีกฝ่ายหน่ึง มีสิทธิ เหนือทรัพยส์ิน ดีกวา่ซ่ึงจะเป็นเหตุให้เรียกคืนจากผูค้รอบครองไดก้ารฟ้องคดีเพื่อเอาคืน ซ่ึงการ ครอบครองน้นัท่านวา่ตอ้งฟ้อง ภายใน ปีหน่ึง นบัแต่เวลาถูกแยง่การครอบครองการต่อสู้คดีตอ้ง ต่อสู้ตาม มาตรา ๑๓๖๗, ๑๓๖๘, ๑๓๖๙, ๑๓๗๐, ๑๓๗๑, ๑๓๗๒ และสู้ตามอายุความตาม มาตรา ๑๓๗๔ ด้วย) ๗.๑๐.๒ ที่ดินซึ่งเป็ นทรัพย์ของแผ่นดิน ที่ดินซ่ึงเป็นทรัพยข์องแผ่นดิน ดงับญัญตัิไวใ้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๙ เกาะที่เกิดในทะเลสาบ หรือในทางน้า หรือน่านน้า ของประเทศก็ดีและทอ้งทางน้า ที่ เขินข้ึนก็ดีเป็นทรัพยส์ิน ของแผน่ดิน และหา้มมิใหย้กอายคุวามข้ึนต่อสู้ซ่ึงรวมถึงทรัพยส์ินซ่ึงเป็น ที่สาธารณสมบตัิของแผน่ดินตาม ประมวลกฎหมายแพง่และพาณิชย์มาตรา ๑๓๐๔, ๑๓๐๕, ๑๓๐๖ และมาตรา ๑๓๐๗


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๖๓ General Law สรุปท้ายบท การปกครองคณะสงฆ์มีมาแล้วต้ังแต่พุทธกาล หลักที่ใช้คือ พระธรรมวินัย เมื่อ พระพุทธเจา้เสด็จ ดบัขนัธ์ปรินิพพานแลว้เกิดความไม่เรียบร้อยข้ึนจึงไดม้ีการท าปฐมสังคายนาข้ึน ที่เมืองราชคฤห์โดยมีพระ มหากสัสปะเป็นประธาน การบริหารคณะสงฆก์ ็เรียบร้อยมาไดร้ะยะหน่ึง ต่อมาก็เกิดถือลทัธิต่างกนัเกิด ความไม่เรียบร้อยข้ึนอีกเป็นเช่นน้ีตลอดมา เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงมาได้ประมาณ ๒๐๐ ปี เศษ พระเจ้าอโศกมหาราชได้ ครอบครอง อาณาจักรอินเดียอย่างกว้างขวาง พระองค์เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้ยก พระพุทธศาสนาเป็ นประธาน ส าหรับประเทศเป็นคร้ังแรก พวกเดียรถียไ์ดป้ลอมตนเขา้บวชเป็น พระภิกษุในพุทธศาสนาเพื่อแสวง ประโยชน์ส่วนตนเป็นอนัมาก เกิดความไม่เรียบร้อยข้ึนในสังฆ มณฑล พระเจ้าอโศกมหาราชจึงทรง อาราธนาพระโมคคัลลีบุตรเป็ นประธานสังคายนาพระธรรม วินัยที่เมืองปาตลีบุตร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖ วางระเบียบพระธรรมวินยัใหร้วมลงเป็นอยา่งเดียวกนัสังฆมณฑลจึง เกิดความ เรียบร้อยสืบต่อมา เมื่อพระพุทธศาสนาไดเ้ผยแผอ่อกไปยงัประเทศต่าง ๆ การบริหารสังฆ มณฑลจึงตอ้งอนุโลมไปตามแบบแผน ประเพณีของประเทศน้นัๆ ในบางส่วน เพื่อให้พุทธจกัร และอาณาจักรเป็นไปด้วยดี ท้งัสองฝ่าย สรุปแลว้พระสงฆเ์ราน้นัมีหนา้ที่ตอ้งปฏิบตัิตามกฎหมาย ๓ ฉบับ คือฉบับ ที่ ๑ ไดแ้ก่พระธรรม - วินัย ฉบับที่ ๒ ไดแ้ก่กฎหมายบา้นเมือง พร้อมท้งักฎระเบียบท้งัหลายของ คณะสงฆ์ที่ออกตามพระธรรม วินัยและกฎหมายบ้านเมือง และฉบับที่ ๓ ได้แก่จารีตประเพณี พระสงฆ์ คือ พระสาวกผู้ประพฤติปฏิบัติ ตามพระธรรมค าสั่งสอนของพระพุทธเจา้จนไดร้ับผล แห่งการปฏิบตัิแลว้น าค าสอนของพระพุทธเจา้มา เผยแพร่ยงัพุทธศาสนิกชนถือเป็นผูส้ืบทอดพระ ศาสนา


๒๖๔ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ค าถามท้ายบท ๑. เกิดปัญหาอะไรข้ึนในวงการคณะสงฆ์ไทยจึงมีการตราพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ จงบอกสาเหตุมาให้ละเอียด ๒. จงอธิบายโครงสร้างของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พร้อมวาดล าดับ ของการ ปกครองมาให้ละเอียด ๓. จงอธิบายเหตุผลและขอ้ที่ปรับปรุงแกไ้ขเพิ่มเติมพระราชบญัญตัิคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ จนกลายมาเป็ นพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ๔. จงอธิบายประเด็นส าคัญในการออกพระราชกา หนดแกไ้ขเพิ่มเติมพระราชบญัญตัิ คณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ และ พ.ศ. ๒๕๕๗ ๕. กฎมหาเถรสมาคมไม่ใช่กฎหมายบา้นเมืองถ้าพระภิกษุสงฆ์ไม่ปฏิบตัิตามจะมี ความผิดหรือไม่เพราะเหตุใด จงอธิบาย ๖. จงอธิบายความหมายของ “พระสังฆาธิการ” และมีต าแหน่งทางการปกครองคณะ สงฆอ์ยา่งไร ๗. จงอธิบาย “การลงนิคหกรรมและการสละสมณเพศ" ๘. จงอธิบาย การกา หนดโทษแก่พระภิกษุผูท า้ ผิดที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะ สงฆฉ์บบัแกไ้ขเพิ่มเติม(ฉบบัที่๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ หมวดที่ ๗ โดยละเอียด ๙. จงบอกโทษของการเหยยีดหยามศาสนา พร้อมยกตวัอยา่ง ๑๐. จงบอกโทษของการเหยยีดหยามศาสนา พร้อมยกตวัอยา่ง


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๖๕ General Law เอกสารอ้างอิงประจ าบท ๑. ภาษาไทย กลุ่มงานพฒันากฎหมาย ส านกักฎหมาย ส านกังานเลขาธิการวุฒิสภา.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาญา จักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐.กรุงเทพมหานคร: กลุ่มงานการพิมพ์ส านกัการพิมพ์ ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ๒๕๖๐. พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมุมจิตโต).การปกครองคณะสงฆ์ไทย.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๕. พระวิสุทธิภัทรธาดา. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗. พระศรีศาสนวงศ์.อธิบายกฎมหาเถรสมาคม.กรุงเทพมหานคร: หจก. ประยูรศาส์นไทย การพิมพ์, ๒๕๕๑. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓. วนิดา จันทิมา.ความรู้เบ้ืองตน้คนเรียนกฎหมาย. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป. ๒๕๕๗. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. พระธรรมเทศนาทั่วไปและ พระวรธรรมคติ.กรุงเทพมหานคร: หจก. โรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๔๑. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. แถลงการณ์เบื้องต้นแห่งพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองคณะสงฆ์.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัยในพระ บรมราชูปถัมภ์, ๒๕๓๔.


๒๖๖ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๖๗ General Law บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย กรันต์ ธนูเทพ. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง. (กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๕๘. กลุ่มงานพฒันากฎหมาย ส านกักฎหมาย ส านกังานเลขาธิการวุฒิสภา.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาญา จักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐.กรุงเทพมหานคร: กลุ่มงานการพิมพ์ส านกัการพิมพ์ ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ๒๕๖๐. กา ธรกา ประเสริฐ และคณะ. ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยและระบบกฎหมายหลัก. พิมพค์ร้ังที่๓. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๗. กิตติศกัด์ิปรกติ. ความเป็ นมาและหลักการใช้นิติวิธีในระบบซีวิลลอว์และคอมมอนลอว์. ดุลพาห เล่ม ๑. ปี ที่ ๔๑. หน้า ๕๑ มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗. ขุนประเสริฐศุภมาตรา. เค้าโครงสารบาญการสอนวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๔๙๐. ขุนประเสริศุภมาตรา. เค้าโครงสารบาญการสอน วิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. ค า สอน ช้นั ปริญญาตรี. มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง, ๒๔๙๐. คณิต ณ นคร.การพัฒนากฎหมายแรงงาน. รวมบทความทางวิชาการของ ศ. ดร. คณิต ณ นคร. กรุงเทพมหานคร: พิมพ์อักษร, ๒๕๔๐. จ าปี โสตถิพันธุ์. ค าอธิบายหลักกฎหมาย "นิติกรรม-สัญญา".กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์วิญญู ชน จา กดั,๒๕๔๒. ชาญชัย ฮวดศรี. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราช วิทยาลัย.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓. ชูศกัด์ิศิรินิล. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัย รามค าแหง ๒๕๔๔. เช้ือ คงคากุล. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. ก รุ งเท พ ม หานคร: โรงพิ มพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง, ๒๕๐๓. ดร. วนิดา จันทิมา.กฎหมายชาวบ้าน “ข้อแนะน าความรู้เบ้ืองต้น". เอกสารประกอบการสอน รายวิชา กฎหมายทั่วไป, ๒๕๕๗.


๒๖๘ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดวงจิตต์ ประเสริฐ. ประวัติศาสตร์กฎหมาย.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๓๙. เดือน บุนนาค. ประวัติศาสตร์ กฎหมายไทย. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ การเมือง, ๒๐๕๖. ทวีเกียนติมีนะกนิษฐ.กฎหมายเบื้องต้นทางธุรกิจ.กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๙. ธีระ ศรีธรรมรักษ์และคณะ. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๓. นยันา เกิดวิชยั. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย. กรุงเทพมหานคร: บริษทัเอ็กซเปอร์เน็ท จา กดั, ๒๕๔๙. นยันา เกิดวิชยั. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย. กรุงเทพมหานคร: บริษทัเอ็กซเปอร์เน็ท จา กดั, ๒๕๕๙. นยัยา เกิดวิชยั. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย.กรุงเทพมหานคร: บริษทัเอ็กซเปอร์เน็ท จา กดั, ๒๕๔๙. บวรศกัด์ิอุวรรโณ.กฎหมายมหาชนที่มาและนิติวิธี. เล่ม ๓ นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๓๔. บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ. กฎหมายมหาชนเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร: โครงการต าราและเอกสาร ประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๙. ปกรณ์ มณีปกรณ์. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจา กดั เอ็ม.ที. เพรส.. ๒๕๕๐. ปกรณ์ มณีปกรณ์. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจา กดั เอ็ม. ที. เพรส ๒๕๕๐. ประไพศิริ สันติทฤษฎีกร. เอกสารประกอบการสอนรายวิชากฎหมายทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลง กรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓. ประสิทธ์ิ ปิ วาวัฒนพานิช. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย. กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๕๒. ประสิทธ์ิ ปิวาวฒันพานิช. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย. กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๖๙ General Law ประสิทธ์ิปิวาวัฒนพานิช. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย.กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒. ป รี ดี เ ก ษ ม ท รั พ ย์. ก ฎ ห ม า ย แ พ่ ง : ห ลั ก ทั่ ว ไ ป . พิมพ์คร้ัง ที่๕. ค ณ ะ นิ ติ ศ า ส ต ร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๖. พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมุมจิตโต).การปกครองคณะสงฆ์ไทย.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๕. พระวิสุทธิภัทรธาดา. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗. พระศรีศาสนวงศ์.อธิบายกฎมหาเถรสมาคม.กรุงเทพมหานคร: หจก. ประยูรศาส์นไทย การพิมพ์, ๒๕๕๑. พิชญ์ รพิพันธุ์. ค าสอนช้ันปริญญาตรี: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป.กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๐๙. ไพโรจน์ วายุภาพ. ค าอธิบาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้. กรุงเทพมหานคร: สา นกัพิมพ์วญิญูชน จา กดั, ๒๕๔๒. ภูมิชัย สุวรรณดี และคณะ. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ นิติธรรม, ๒๕๔๙. ภูมิชัย สุวรรณดี, มานิตย์ จุมปา และ ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ กฎหมาย ทั่วไป.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๓. ภูริชญา วฒันรุ่ง. หลักกฎหมายมหาชน.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๕๙. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓. มานิตย์ จุมปา. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมาย.กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๕. ร. แลงกาต์. ประวัติศาสตร์ กฎหมายไทย เล่ม ๑. กรุ งเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการต ารา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๒๖. รวินท์ ลีละพัฒนะ. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย. กรุงเทพมหานคร: บริษัท ส านักพิมพ์วิญญูชน จา กดั, ๒๕๕๖. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกัรไทย. ราชกจิจานุเบกษา. เล่มที่๑๒๔ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐. รัฐสิทธ์ิคุรุสุวรรณ. หลักกฎหมายเอกชน.กรุงเทพมหานคร: สูตรไพศาล, ๒๕๕๕.


๒๗๐ ผ ศ . ด ร . ภู ริ วั จ น์ ปุ ณ ย วุ ฒิ ป รี ด า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วนิดา จันทิมา.ความรู้เบ้ืองตน้คนเรียนกฎหมาย. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป. ๒๕๕๗. วารี นาสกุล และ อัครเกช มณีภาค. หลักกฎหมายมหาชน.กรุงเทพมหานคร: บริษัท ฟิ ล สไตล์ จา กดั, ๒๕๕๔. วิชัย สังข์ประไพ. หลักกฎหมายมหาชน. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๒. วิณัฏฐา แสงสุข และ ฐิติพร ลิ้มแหลมทอง. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๔. วิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ และสุขุม นวลสกุล.การเมืองและการปกครองไทย.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๒. วิศิษฐ ทวีเศรษฐ, สุ ขุม นวลสกุล และวิทยา จิตนุ พงศ์. การเมืองและการปกครองไทย. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๔. วิษณุ เครืองาม. ความหมายลักษณะและโครงร่างของกฎหมายในเอกสารการสอนชุดวิชาความรู้ เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป หน่ วยที่ ๑-๘.กรุ งเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๓. โวลก์งั ไฟรแฮร์ ฟอน มาร์แชล. ความรู้เบื้องต้นเกยี่วกับประมวลกฎหมาย. วารสารนิติศาสตร์ ฉบับ ที่ ๑ ปี ที่๒๖ มีนาคม ๒๕๓๙. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. พระธรรมเทศนาทั่วไปและ พระวรธรรมคติ.กรุงเทพมหานคร: หจก. โรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๔๑. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. แถลงการณ์เบื้องต้นแห่งพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองคณะสงฆ์.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัยในพระ บรมราชูปถัมภ์, ๒๕๓๔. สมยศ เช้ือไทย. ความรู้กฎหมายทวั่ไป.กรุงเทพมหานคร: สา นกัพิมพว์ญิญูชน จา กดั, ๒๕๕๖. สุนทร มณีสวสัด์ิและคณะ. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย. พิมพค์ร้ังที่๕.กรุงเทพมหานคร: บริษทัอกัษราพิพฒัน์จา กดั, ๒๕๔๓. สุรพล นิติไกรพจน์. ปัญหาทางกฎหมายในการแปรรูปรัฐวสิาหกจิไทย. วารสารนิติศาสตร์, ปี ที่ ๒๙, มิถุนายน ๒๕๔๒. สุริยา พงษ์สุริยา และ ดร. วนิดา จันทิมา.กฎหมายชาวบา้น ความรู้เบ้ืองตน้เกี่ยวกบักฎหมายทวั่ ไป. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา กฎหมายทั่วไป, ๒๕๕๘.


เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ คา ส อ น ก ฎ ห ม า ย ทั่ว ไ ป ๒๗๑ General Law แสวง บุญเฉลิมวิภาส. ประวัติศาสตร์ กฎหมายไทย.กรุงเทพมหานคร: บริษัท ส านักพิมพ์วิญญูชน จา กดั, ๒๕๕๙. หยุด แสงอุทัย. ความรู้เบื้องต้นเกยี่วกบักฎหมายทวั่ไป. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ ประกายพรึก , ๒๕๔๒. หยุด แสงอุทัย. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป.กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจา กดัยงพล เทรดดิ้ง, ๒๕๔๒. หลวงวิเทศจรรยารักษ์. ค ารู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป.กรุงเทพมหานคร:คา สอนช้นั ปริญญา ตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๔๙๓. ๒. ภาษาอังกฤษ Alan Watsan. Legal Evolution and Legislation. Brigham Young University Law Review.2, 1987. Bailey, M.J. Gunn. The Modern English, Legal System.Sweet & Maxwell, 1991. Bailey, S.H. & Gunn, M.J.. The Modern English Legal System. London: Sweet & Maxwell, 1991. Dale, Williams. Legislative Darting-a New Approach. London: Butterworths, 1977. F.H. Lawson. A Common Lawyer Looks at the Civil Law. University of Michigan Law School: Ann Arbor, 1953. Frederick G. Kempin. Historical introduction to Anglo-American Law in a Nutshell. 2 ed., St.Paul Min.: West Publishing co., 1973. Glendor, Marry Ann., Gordon, Micheal Wallace., Osakwe & Chritopher. Comparative Legal Traditions. American Casebook Series West Publishing Co., 1994. Harold E. Pepinsky. Crime and Conflict. Academic Press, 1976. Konard Zweigert. Introduction to Comparative Law. Oxford: Clarendon Press, 1992. Lawson, F.H. A Common Lawyer Looks at the Civil Law. University of Michigan Law School: Ann Abor, 1953. Mary Ann Glendon, Micheal Wallace Gordon & Christopher Osakwe. Comparative Legal Traditions. American casebook series: West Publishing Co., 1994. Michel Mc. Hugh. The Law-making function of the judicial process. Australian Law Journal 62, January 1988. Mitchell. An Essay on the Early History of the Law Merchant. U.S.A.: Burt Franklin, 1969. René David. English Law and French Law. London: Stevens & Sons, 1980.


Click to View FlipBook Version