The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirayu.srichai, 2021-05-10 07:40:33

Occupational health and safety

เอกสารประกอบการสอน





รายวิชา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย















สิวลี รัตนปญญา



ปรัชญาดุษฎีบัณฑต (ชีวเวชศาสตร)




















คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลย

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม

2561











ค ำน ำ



เอกสารประกอบการสอนรายวิชา HSC 1202 อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
(Occupational Health and Safety) เล่มนี้จัดท าขึ้นส าหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร

สาธารณสุขศาสตร์ สาขาสาธารณสุขชุมชน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยมีจุดประสงค์
เพอให้นักศึกษาและผู้ที่สนใจ ได้ใช้ส าหรับการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานทางด้านอาชีวอนามัยและ
ื่
ื่
ความปลอดภัยเบื้องต้น ตลอดจนสามารถประยุกต์ความรู้ที่ได้เพอการดูแลสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ
กับสิ่งแวดล้อมการท างานอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพปราศจากการบาดเจ็บจากการท างาน

และการเจ็บป่วยจากโรคจากการท างาน ทั้งนี้เอกสารประกอบการสอนเล่มนี้ได้พฒนาอย่างต่อเนื่อง

จากปี 2559 จนถึงปัจจุบัน และได้ใช้สอนมาแล้วจ านวน 3 ครั้งในภาคเรียนที่ 1/2559 ภาคเรียนที่
2/2560 และภาคเรียนที่ 2/2562

เนื้อหาในเอกสารค าสอนเล่มนี้ครอบคลุมหัวข้อทฤษฎีที่เกี่ยวกับ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชี
วอนามัย สรีรวิทยาในการท างาน อนตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางกายภาพ อนตราย



จากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางเคม อนตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางการยศาสตร์

อันตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางชีวภาพ เทคนิคการป้องกันอันตรายจากการท างาน โรค
จากการประกอบอาชีพ และหัวข้อเกี่ยวกับการปฏิบัติการเรื่องการตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างใน
การประกอบอาชีพด้วยลักซ์มิเตอร์ (Lux meter) การตรวจวัดเสียงด้วยเครื่องวัดความดังเสียง
(Sound level meter) การตรวจวัดความร้อนด้วยเครื่องวัดความร้อน (WBGT Heat Stress
Monitor) การตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด การใช้แบบประเมินทางการยศาสตร์ การ

วิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA) และการตรวจวัดการได้ยิน ในส่วน
ื่


ของการอางองใช้รูปแบบการลงรายการอางองตามแบบ American Psychological Association 6


th edition โดยส านักหอสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และสะกดค าตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารประกอบการสอนนี้คงอานวยประโยชน์ต่อการเรียนการ

สอนรายวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และการท างานของผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขตาม
สมควร หากท่านมีขอเสนอแนะเพอการปรับปรุงเอกสารฉบับนี้ ผู้เขียนยินดีน้อมรับข้อเสนอแนะ และ

ื่
ค าติชม เพื่อความสมบูรณ์ของเอกสารและประโยชน์สูงสุดต่อผู้อ่านทุกท่าน ขอขอบคุณในความกรุณา
ของท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วย




สิวลี รัตนปัญญา
1 พฤษภาคม 2561

ข ง


สารบัญ

หน้า

ค ำน ำ ก

สำรบัญ ข
สำรบัญตำรำง ช
สำรบัญภำพ ซ
สำรบัญแผนภูมิ ฎ

แผนบริหำรกำรสอนประจ ำวิชำ ฏ
แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 1 1
บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 3
1. ควำมหมำยของอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย 3

2. ควำมส ำคัญของงำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย 4
3. ขอบเขตของกำรด ำเนินงำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย 4
4. หลักกำรด ำเนินงำนด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย 7

5. หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องกับงำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย 7
6. บุคลำกรที่เกี่ยวข้องกับงำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย 11
7. ปัญหำทำงด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย 14
8. กำรจัดบริกำรอำชีวอนำมัย 15
บทสรุป 18

ค ำถำมท้ำยบท 19
เอกสำรอ้ำงอิง 19
แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 2 21

บทที่ 2 สรีรวิทยาในการท างาน 23
1. ควำมหมำยของสรีรวิทยำในกำรท ำงำน 23
2. กำรตอบสนองของร่ำงกำยทำงสรีรวิทยำในกำรท ำงำน 24
2.1 ตำและกำรมองเห็น 24

2.2 หูและกำรได้ยิน 26
2.3 กำรควบคุมอุณหภูมิของร่ำงกำย 29
2.4 ระบบโครงร่ำงกระดูกและกล้ำมเนื้อ 32
2.5 ระบบหัวใจและกำรไหลเวียนโลหิต 38

2.6 ระบบทำงเดินหำยใจ 41
2.7 ผิวหนัง 44
บทสรุป 47
ค ำถำมท้ำยบท 47

เอกสำรอ้ำงอิง 47

ค ง


สารบัญ (ต่อ)


หน้า


แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 3 51
บทที่ 3 ปัจจัยทางด้านกายภาพที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน 55
1. รังสี/แสงสว่ำง 55
2. อุณหภูมิที่ผิดปกติ 61

3. เสียง 68
บทสรุป 74
ค ำถำมท้ำยบท 75
เอกสำรอ้ำงอิง 75

แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 4 77

บทที่ 4 ปัจจัยทางด้านเคมที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน 81

1. ประเภทของสำรเคมี 81
2. Material Safety Data Sheet (MSDS) 91
3. ปัจจัยที่ส ำคัญต่อกำรได้รับสัมผัสสำรเคมีและกำรเกิดพิษจำกกำร
ท ำงำน 92
4. กระบวนกำรที่เกิดขึ้นเมื่อสำรเคมีเข้ำสู่ร่ำงกำยและปฏิกิริยำ
ตอบสนองของร่ำงกำย 92

5. ผลกระทบทำงด้ำนสุขภำพจำกกำรสัมผัสปัจจัยทำงเคม ี 94
6. กำรตรวจวัดควำมเข้มข้นของฝุ่นในอำกำศ 96
7. กำรตรวจวัดควำมเข้มข้นของสำรเคมีในอำกำศ 98

8. Threshold limit values (TLVs) 98
9. กำรตรวจระดับโคลีนเอสเตอเรสในเลือด 99
10. กำรควบคุมอันตรำยจำกปัจจัยทำงเคมีจำกกำรประกอบอำชีพ 101
บทสรุป 101

ค ำถำมท้ำยบท 102
เอกสำรอ้ำงอิง 102
แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 5 105
บทที่ 5 ปัจจัยทางด้านชีวภาพที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน 107

1. ประเภทของอันตรำยทำงชีวภำพ 107

2. สถำนที่ที่มควำมเสี่ยงสูงในกำรสัมผัสปัจจัยทำงชีวภำพ 109
3. เครื่องหมำยชีวภัยสำกล 111
4. ปัจจัยเกี่ยวกับกำรติดเชื้อและกำรได้รับสัมผัสปัจจัยทำงชีวภำพ 111

5. ห่วงโซ่ของกำรติดเชื้อ 112




สารบัญ (ต่อ)


หน้า


6. กำรแบ่งกลุ่มอันตรำยของสำรชีวภำพ 114
7. ระดับควำมปลอดภัยทำงชีวภำพ 115
8. กำรป้องกันและควบคุมกำรแพร่กระจำยเชื้อโรคในสถำนพยำบำล 116
9. กำรคัดแยกขยะในสถำนพยำบำล 118

ื่
10. ข้อบ่งชี้ในกำรเก็บตัวอย่ำงเพอวิเครำะห์จุลินทรีย์ในอำกำศ 120
ื่
11. วิธีกำรเก็บตัวอย่ำงเพอตรวจวัดเชื้อจุลินทรีย์ 121
12. กำรควบคุมอันตรำยจำกปัจจัยทำงชีวภำพจำกกำรประกอบอำชีพ 122
บทสรุป 123

ค ำถำมท้ำยบท 124
เอกสำรอ้ำงอิง 124
แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 6 127

บทที่ 6 ปัจจัยทางด้านการยศาสตร์ที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน 131
1. ควำมหมำยของกำรยศำสตร์ 131
2. องค์ควำมรู้ที่เป็นส่วนประกอบส ำคัญในทำงกำรยศำสตร์ 132
3. วัตถุประสงค์ของกำรศกษำกำรยศำสตร์ 135

4. ปัจจัยเสี่ยงทำงกำรยศำสตร์ 135

5. ผลกระทบด้ำนสุขภำพจำกปัญหำกำรยศำสตร์ 136
6. ควำมส ำคัญของกำรยศำสตร์ 137
7. ลักษณะท่ำทำงกำรท ำงำนที่ถูกต้อง 138

8. กำรประเมินควำมเสี่ยงทำงด้ำนกำรยศำสตร์ 143
9. กำรควบคุมอันตรำยจำกปัจจัยทำงกำรยศำสตร์จำกกำรประกอบ
อำชีพ 147
บทสรุป 148

ค ำถำมท้ำยบท 148
เอกสำรอ้ำงอิง 149
แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 7 153
บทที่ 7 โรคจากการประกอบอาชีพ 155

1. ควำมหมำยของโรคจำกกำรประกอบอำชีพ 155
2. ปัจจัยที่ท ำให้เกิดโรคจำกกำรประกอบอำชีพ 156
3. กำรส่งเสริมสุขภำพในสถำนประกอบกำร 157
4. เกณฑ์กำรวินิจฉัยและกำรสอบสวนโรคจำกกำรท ำงำน 160

5. กำรจัดบริกำรอำชีวอนำมัย 162





สารบัญ (ต่อ)

หน้า


6. โรคจำกกำรประกอบอำชีพ 162
6.1 กลุ่มโรคที่เกิดขึ้นจำกสำรเคม ี 162
6.2 โรคจำกกำรประกอบอำชีพที่เกดจำกปัจจัยสภำพแวดล้อม

จำกกำรท ำงำนทำงกำยภำพ 171

6.3 โรคจำกกำรประกอบอำชีพที่เกิดจำกปัจจัยสภำพแวดล้อม
จำกกำรท ำงำนทำงชีวภำพ 175
6.4 กลุ่มโรคระบบทำงเดินหำยใจที่เกิดขึ้นเนื่องจำกกำรท ำงำน 175
6.5 โรคผิวหนังจำกกำรท ำงำน 178

6.6 โรคจำกกำรท ำงำนที่เกิดจำกปัจจัยสภำพแวดล้อมจำกกำร
ท ำงำนทำงกำรยศำสตร์ 178
บทสรุป 181

ค ำถำมท้ำยบท 181
เอกสำรอ้ำงอิง 181
แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 8 185
บทที่ 8 เทคนิคการป้องกันอันตรายจากการท างาน 189
1. วงจรผลกระทบจำกกำรสัมผัสอันตรำยในกำรท ำงำนต่อ 189

ผู้ปฏิบัติงำน
2. สำเหตุของกำรเกิดอุบัติเหตุ 192

3. หลักกำรควบคุมและป้องกันอนตรำยจำกกำรท ำงำน 196
4. เทคนิคที่ใช้ในกำรป้องกันอันตรำยจำกกำรท ำงำน 198
4.1 กำรใช้อุปกรณ์คุ้มครองควำมปลอดภัยส่วนบุคคล 198
4.2 เทคนิคกำรวิเครำะห์งำนเพื่อควำมปลอดภัย 206
4.3 เทคนิคควำมเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือ กิจกรรม 5 ส 207

4.4 กำรสร้ำงพฤติกรรมควำมปลอดภัย 207
4.5 เทคนิคกำรควบคุมป้องกันอัคคีภัย 208
บทสรุป 211
ค ำถำมท้ำยบท 212

เอกสำรอ้ำงอิง 213
บรรณำนุกรม 215

ฉ ง



สารบัญ (ต่อ)

หน้า


ภำคผนวก ก กำรสอนทำงห้องปฏิบัติกำร 227
กำรปฏิบัติกำรที่ 2 กำรตรวจวัดเสียงด้วยเครื่องวัดควำมดังเสียง 239
(Sound level meter)
กำรปฏิบัติกำรที่ 3 กำรตรวจวัดควำมร้อนด้วยเครื่องวัดควำมร้อน 249

(WBGT Heat tress Monitor)
กำรปฏิบัติกำรที่ 4 กำรตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด 261
กำรปฏิบัติกำรที่ 5 กำรใช้แบบประเมินทำงกำรยศำสตร์ 273
กำรปฏิบัติกำรที่ 6 กำรตรวจวัดกำรได้ยิน 295

กำรปฏิบัติกำรที่ 7 กำรวิเครำะห์งำนเพื่อควำมปลอดภัย
(Job Safety Analysis; JSA) 309
ภำคผนวก ข กฎหมำยทำงด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง 319

5
ภำคผนวก ค แนวค ำตอบข้อค ำถำมท้ำยบท
33


ภำคผนวก ง ใบกิจกรรม
9
34





สารบัญตาราง

ตารางท ี่ หน้า

2.1 แสดงภำระงำนและอตรำกำรเต้นของหัวใจ 40

4.1 แสดงระดับควำมเข้มข้นของฝุ่นที่ก่อให้เกิดควำมร ำคำญ (Inert or 96

Nuisance dust) เฉลี่ยตลอดระยะเวลำกำรท ำงำนปกติ ตำมประกำศ
กระทรวงมหำดไทยเรื่อง ควำมปลอดภัยในกำรท ำงำนเกี่ยวกับภำวะ

แวดล้อม (สำรเคม)
5.1 แสดงสิ่งที่ต้องจัดหำในห้องปฏิบัติกำรเพื่อควำมปลอดภัยทำงชีวภำพ 116

5.2 แสดงลักษณะที่แตกต่ำงกันของจุลชีพในอำกำศภำยนอกอำคำรและ 121
ภำยในอำคำรสถำนที่
7.1 แสดงโรคจำกกำรประกอบอำชีพ และโรคเกี่ยวเนื่องจำกกำรประกอบ 156
อำชีพ

ซ ง


สารบัญภาพ

ภาพที่ หน้า

2.1 แสดงกลไกกำรมองเห็น 24

2.2 แสดงกลไกกำรปรับสำยตำในที่ที่มีควำมเข้มแสงแตกต่ำงกัน 26
2.3 แสดงภำพส่วนประกอบของหู (ด้ำนข้ำง) 27
2.4 แสดงกำรได้ยินเสียงควำมถี่ที่แตกต่ำงกัน 27
2.5 แสดงกำรปรับอุณหภูมิของร่ำงกำย 31

2.6 แสดงโครงกระดูกแกน (Axial skeleton) 33
2.7 แสดงปริมำณเลือดที่กล้ำมเนื้อต้องกำรในขณะท ำงำน 37
2.8 แสดงโครงสร้ำงของหัวใจ 39
ี่
2.9 แสดงขนำดของอนุภำคทมีผลต่อสุขภำพ 41
2.10 แสดงโครงสร้ำงผิวหนัง 45
2.11 แสดงกลไกกำรดูดซึมสำรผ่ำนผิวหนัง 46
3.1 แสดงคุณสมบัติของแสง 57

3.2 แสดงเครื่องมือตรวจวัดควำมเข้มแสง ลักซ์มิเตอร์ (Luxmeter) 59
3.3 แสดงเครื่องวัดควำมร้อน (WBGT Heat Stress Monitor) 64
3.4 แสดงควำมดังเสียงในระดับต่ำง ๆ 69
3.5 แสดงเครื่องมือตรวจวัดควำมดันเสียงชนิด Sound level meter 71
3.6 แสดงเครื่องมือตรวจวัดปริมำณเสียงสะสมชนิด Noise dosimeter 70

4.1 แสดงป้ำยสัญลักษณ์ประเภทของวัตถุระเบิด 81
4.2 แสดงป้ำยสัญลักษณ์ประเภทของแก๊ส 84
4.3 แสดงป้ำยสัญลักษณ์ของเหลวไวไฟ 84

4.4 แสดงป้ำยสัญลักษณ์ประเภทของแข็งไวไฟ 85

4.5 แสดงป้ำยสัญลักษณ์ประเภทของสำรออกซิไดซ์ และสำรเปอร์ออกซไดซ์
อินทรีย์ 85

4.6 แสดงป้ำยสัญลักษณ์สำรพษ และสำรติดเชื้อ 86
4.7 แสดงป้ำยสัญลักษณ์วัสดุกัมมนตรังสี 86

4.8 แสดงป้ำยสัญลักษณ์สำรกัดกร่อน 87
4.9 แสดงป้ำยสัญลักษณ์วัสดุอันตรำยอื่น ๆ 87

4.10 แสดงป้ำยสัญลักษณ์กำรจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมและกำรติดฉลำกสำกลตำม
ควำมเป็นอันตรำยทำงกำยภำพ 88

4.11 แสดงป้ำยสัญลักษณ์กำรจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมและกำรติดฉลำกสำกลตำม
ควำมเป็นอันตรำยต่อสุขภำพ 89
4.12 แสดงป้ำยสัญลักษณ์กำรจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมและกำรติดฉลำกสำกลตำม

ควำมเป็นอันตรำยต่อสิ่งแวดล้อม 90





สารบัญภาพ (ต่อ)

ภาพที่ หน้า

4.13 แสดงเลขอ้ำงอิง 4 หลัก แสดงสมบัติของสำรอันตรำยตำมขอก ำหนดโดย 91

องค์กำรสหประชำชำติ (UN Number)

4.13 แสดงภำพตลับกระดำษกรอง (Filter cassette) 97
4.14 แสดงภำพไซโคลนมิเตอร์ (Cyclone Meter) 97
4.15 แสดงภำพอุปกรณ์เก็บตัวอย่ำงสำรเคมีในอำกำศ 98
4.16 แสดงภำพแผ่นเทียบสีมำตรฐำนส ำหรับแปลผลโคลีนเอสเตอเรส 100


5.1 แสดงตรำหรือสัญลักษณส ำหรับพิมพ์บนภำชนะบรรจุมูลฝอยติดเชื้อ 111
5.2 แสดงชนิดถังขยะและถุงขยะแต่ละประเภท 120
6.1 แสดงกระดูกสันหลังในท่ำทำงกำรท ำงำนในอิริยบถต่ำง ๆ 134
6.2 แสดงระดับหน้ำงำนในลักษณะงำนที่แตกต่ำงกัน 139

6.3 แสดงลักษณะท่ำทำงในกำรท ำงำน และสถำนีงำนส ำหรับกำรยืนท ำงำน 140
6.4 แสดงลักษณะท่ำทำงกำรท ำงำนส ำหรับกำรนั่งท ำงำน 141
6.5 แสดงกำรเคลื่อนย้ำยวัสดุโดยใช้แรงคน 142

6.6 แสดงแบบประเมินอำกำรผิดปกติของโครงร่ำงกระดูกและกล้ำมเนื้อของนอร์ดิก 144
6.7 แสดงแบบประเมินควำมเสี่ยงของท่ำทำงกำรท ำงำน Rapid Entire Body
Assessment 144
6.8 แสดงแบบประเมินควำมเสี่ยงของท่ำทำงกำรท ำงำน Rapid Entire Body
Assessment 145

6.9 แสดงแบบประเมินควำมเสี่ยงของท่ำทำงกำรท ำงำน Rapid Office Strain
Assessment 146
7.1 แสดงเส้นตะกั่ว (Lead line หรือ Burton’s line) 167

7.2 แสดงผลกำรตรวจกำรได้ยิน (audiogram) กำรสูญเสียกำรได้ยินจำกกำร
ประกอบอำชีพ (Occupational hearing loss) 174

8.1 แสดงอุบัติกำรณ เหตุกำรณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ และอุบัติเหตุ 190
8.2 แสดงทฤษฏีโดมิโน (Domino theory) 193

8.3 แสดงทฤษฎีมูลเหตุเชิงซ้อน (Multiple Causation Theory) 195
8.4 แสดงล ำดับขั้นของกำรควบคุมอันตรำย (Hierarchy of controls) 197
8.5 แสดงภำพหมวกนิรภัย 199
8.6 แสดงภำพแว่นตำนิรภัย 199

8.7 แสดงภำพแว่นครอบตำ 199
8.8 แสดงภำพกระบังป้องกันใบหน้ำ 199
8.9 แสดงภำพหน้ำกำกกรองอนุภำค 200

ญ ง


สารบัญภาพ (ต่อ)

ภาพที่ หน้า

8.10 แสดงภำพอุปกรณ์ช่วยหำยใจแบบที่ใช้แผ่นกรองอำกำศ 200

8.11 แสดงภำพหน้ำกำกกรองก๊ำซ 200
8.12 แสดงภำพชนิดถังอำกำศช่วยในกำรหำยใจ 201
8.13 แสดงภำพที่อุดหู (Ear plug) 201
8.14 แสดงภำพที่ครอบหู (Earmuffs) 201

8.15 แสดงภำพถุงมือยำงทำงกำรแพทย์ 202
8.16 แสดงภำพถุงมือป้องกันสำรเคมี 202
8.17 แสดงภำพถุงมือป้องกันกำรบำด/เฉือน 202

8.18 แสดงภำพถุงมือป้องกันอณหภูมิ 202

8.19 แสดงภำพถุงมือป้องกันไฟฟำ 203
8.20 แสดงภำพชุดป้องกันทำงกำรแพทย์ และจุลชีวิวิทยำ 203
8.21 แสดงภำพชุดป้องกันสำรเคมี 204

8.22 แสดงภำพชุดป้องกันควำมร้อน 204
8.23 แสดงภำพชุดป้องกันรังสี 204
8.24 แสดงภำพรองเท้ำเซฟตี้ 205
8.25 แสดงภำพอุปกรณ์ป้องกันกำรตก 205
8.26 แสดงสัญลักษณ์จ ำแนกประเภทของเครื่องดับเพลิงตำมประเภทของไฟ 209

8.27 แสดงมำตรวัดควำมดันของถังดับเพลิง 210
9.1 แสดงเครื่องตรวจวัดระดับควำมเข้มแสงชนิด ลักซ์มิเตอร์ (Lux meter) 232
10.1 แสดงภำพเครื่องตรวจวัดควำมดังเสียง (Sound level meter) 242

11.1 แสดงภำพเครื่องวัดควำมร้อน (WBGT Heat Stress Monitor) 253
14.1 แสดงกำรทดสอบวีเบอร์ (Weber test) และ กำรทดสอบรินเน (Rinne test) 298
14.2 แสดงกำรตรวจกำรไดยินโดยใช้เครื่องวัดสมรรถภำพกำรได้ยิน (audiometer) 298
14.3 แสดงกำรตรวจกำรได้ยินโดยใช้ส้อมเสียงแบบกำรทดสอบวีเบอร์ (Weber test) 299

14.4 แสดงกำรตรวจกำรได้ยินโดยใช้ส้อมเสียงแบบกำรทดสอบรินเน (Rinne test) 300

ฎ ง


สารบัญแผนภูมิ

แผนภูมที่ หน้า


1.1 แสดงควำมส ำคัญของงำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย 5

1.2 แสดงตัวอย่ำงลักษณะงำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัยของนักสุขศำสตร์ 8
อุตสำหกรรม
1.3 แสดงโครงสร้ำงหน่วยงำนในกระทรวงสำธำรณสุขเกี่ยวกับงำนทำงด้ำน 10
อำชีวอนำมัย

2.1 แสดงกลไกกำรได้ยิน (Hearing mechanism) 28
2.2 แสดงอัตรำกำรใช้ออกซิเจนในกำรเคลื่อนไหวกล้ำมเนื้อ 38
4.1 แสดงพิษจลนศำสตร์ (Toxicokinetics) 94
5.1 แสดงห่วงโซ่ของกำรติดเชื้อ 114

6.1 แสดงกลุ่มขององค์ควำมรู้ที่เป็นส่วนประกอบส ำคัญในทำงกำรยศำสตร์ 132
7.1 แสดงปัจจัยที่ท ำให้เกิดโรคจำกกำรท ำงำน 156
8.1 แสดงองค์ประกอบของกำรเกิดอุบัติเหตุจำกกำรท ำงำน 189

8.2 แสดงทฤษฎี ABC Model (Antecedent-Behavior-Consequence 208
Model)




แผนบริหารการสอนประจ าวิชา


รายวิชา อำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย

(Occupational Health and Safety)
รหัสวิชา HSC 1202
จ านวนหน่วยกิต – ชั่วโมง 3 (2 - 2 - 5)

รวมเวลาเรียน 60 ชั่วโมง
ค าอธิบายรายวิชา

หลักกำร แนวคิดงำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย สิ่งแวดล้อมในกำรท ำงำนที่ส่งผล

กระทบต่อสุขภำพและกำรควบคุม โรคและอบัติเหตุจำกกำรประกอบอำชีพและกำรป้องกัน กำร
ประเมินควำมเสี่ยงสุขภำพจำกสิ่งแวดล้อมในกำรท ำงำน กำรส่งเสริมสุขภำพในสถำนประกอบกำร
กฎหมำยและมำตรฐำนที่เกี่ยวข้องกับอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย


วัตถุประสงค์ทั่วไป


1. เพื่อให้ผู้เรียนมีควำมรู้พื้นฐำนเกี่ยวกับงำนทำงด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัยเบื้องต้น
2. เพอให้ผู้เรียนมีควำมรู้พนฐำนเกี่ยวกับโรคที่เกิดจำกกำรท ำงำน และวิธีป้องกันควบคุมโรคจำก
ื้
ื่
กำรท ำงำน
ื่
3. เพอให้ผู้เรียนสำมำรถวิเครำะห์ และอธิบำยปัจจัยทำงด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัยที่
ก่อให้เกิดอันตรำยจำกกำรท ำงำนได้
4. เพอให้ผู้เรียนสำมำรถวำงแผนกิจกรรมกำรส่งเสริมสุขภำพและกำรดูแลสิ่งแวดล้อมในกำร
ื่
ท ำงำนเพื่อสุขภำพของแรงงำนในทุกภำคส่วน
ื่
5. เพอให้ผู้เรียนสำมำรถบูรณำกำรควำมรู้ไปใช้ในกำรด ำเนินงำนทำงด้ำนอำชีวอนำมัยและควำม
ปลอดภัยเบื้องต้นในชุมชนได้
6. เพื่อให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีและถูกต้องทำงด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย


เนื้อหาและเวลาที่ใช้สอน

วิชำอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย แบ่งเนื้อหำออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1. ภำคทฤษฎี จ ำนวน 8 บท ใช้เวลำเรียนทั้งหมด จ ำนวน 30 ชั่วโมง
2. ภำคปฏิบัติ จ ำนวน 7 บท ใช้เวลำเรียนทั้งหมด จ ำนวน 30 ชั่วโมง
โดยวิเครำะห์จำกค ำอธิบำยรำยวิชำที่ก ำหนดไว้ในหลักสูตรมหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่
พุทธศักรำช 2560 และใช้เวลำเรียนรวมทั้งหมด จ ำนวน 60 ชั่วโมง ทั้งนี้มีเนื้อหำวิชำโดยสังเขป ดังนี้

ง ฐ


ภาคทฤษฎี

บทที่ 1 ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย 4 ชั่วโมง
1.1 ควำมหมำยของอำชีวอนำมัยและปลอดภัย
1.2 ควำมส ำคัญของงำนอำชีวอนำมัยและปลอดภัย
1.3 ขอบเขตของกำรด ำเนินงำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย

1.4 หลักกำรด ำเนินงำนด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย
1.5 หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องกับงำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย
1.6 บุคลำกรที่เกี่ยวข้องกับงำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย
1.7 ปัญหำทำงด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย

1.8 กำรจัดบริกำรอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย
บทที่ 2 สรีรวิทยำในกำรท ำงำน 4 ชั่วโมง
2.1 ควำมหมำยของสรีรวิทยำในกำรท ำงำน (Work Physiology)
2.2 กำรตอบสนองของร่ำงกำยทำงสรีรวิทยำในกำรท ำงำน

2.2.1 สรีรวิทยำในกำรมองเห็น
2.2.2 สรีรวิทยำในกำรได้ยิน
2.2.3 สรีรวิทยำในกำรควบคุมอณหภูมิของร่ำงกำย

2.2.4 สรีรวิทยำของระบบโครงร่ำงกระดูกและกล้ำมเนื้อ
2.2.5 สรีรวิทยำของระบบหัวใจและกำรไหลเวียนโลหิต
2.2.6 สรีรวิทยำของระบบทำงเดินหำยใจ
2.2.7 สรีรวิทยำของระบบผิวหนัง
บทที่ 3 อันตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำงกำยภำพ 4 ชั่วโมง

3.1 รังสี/แสงสว่ำง
3.1.1 ประเภทของรังสี
3.1.2 แหล่งก ำเนิดแสง

31.3 คุณสมบัติของแสง
3.1.4 ผลกระทบทำงด้ำนสุขภำพจำกกำรสัมผัสแสงสว่ำง
3.1.5 สำเหตุที่ก่อให้เกิดสภำพควำมเข้มของแสงสว่ำงไม่เพยงพอ

3.1.6 กำรตรวจวัดแสงสว่ำง

3.1.7 กำรควบคุมอันตรำยที่อำจจะเกิดจำกแสงสว่ำง
3.2 อุณหภูมิที่ผิดปกติ

3.2.1 ประเภทของอณหภูมิที่ผิดปกติ
ี่

3.2.2 ชนิดและแหล่งของควำมร้อนทมีอทธิพลต่อร่ำงกำยของคน
3.2.3 ผลกระทบทำงด้ำนสุขภำพจำกกำรสัมผัสอุณหภูมิที่ผิดปกติ
3.2.4 กำรตรวจวัดควำมร้อน
3.2.5 กำรค ำนวณคำ WBGT

3.2.6 กำรควบคุมควำมเครียดจำกควำมร้อน





3.2.7 กำรควบคุมเพอลดควำมเครียดจำกควำมเย็น
ื่
3.3 เสียง
3.3.1 ประเภทของเสียง
3.3.2 ผลกระทบของเสียง
3.3.3 กำรประเมินระดับควำมเข้มเสียง


3.3.4 กำรค ำนวณคำควำมเข้มเสียง
3.3.5 กำรควบคุมเพอลดควำมเข้มเสียง
ื่
บทที่ 4 อันตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำงเคม ี 4 ชั่วโมง
4.1 ประเภทของสำรเคมี

4.1.1 จ ำแนกประเภทของสำรเคมีสถำนะทำงกำยภำพ
4.1.2 ระบบจ ำแนกประเภทของสำรเคมีและวัตถุอันตรำยส ำหรับ
กำรเก็บรักษำและกำรขนส่ง
4.1.3 ระบบกำรจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีและกำรติดฉลำกสำกล

(Globally Harmonized System of Classification and
Labeling of Chemicals, GHS)
4.1.4 จ ำแนกประเภทของสำรเคมีตำมคุณสมบัติกำรก่อมะเร็ง

4.2 Material Safety Data Sheet (MSDS)
4.3 ปัจจัยที่ส ำคัญต่อกำรได้รับสัมผัสสำรเคมีและกำรเกิดพษจำกกำร

ท ำงำน
4.4 กระบวนกำรที่เกิดขึ้นเมื่อสำรเคมีเข้ำสู่ร่ำงกำยและปฏิกิริยำ

ตอบสนองของร่ำงกำย
4.4.1 พิษจลนศำสตร์ (Toxicokinetics)
4.4.2 พิษพลศำสตร์ (Toxicodynamics)
4.5 ผลกระทบทำงด้ำนสุขภำพจำกกำรสัมผัสปัจจัยทำงด้ำนเคมี

4.6 กำรตรวจวัดควำมเข้มข้นของฝุ่นในอำกำศ
4.7 กำรตรวจวัดควำมเข้มข้นของสำรเคมีในอำกำศ
4.8 Threshold limit values (TLVs)
4.9 กำรตรวจระดับโคลีนเอสเตอเรสในเลือด

4.10 กำรควบคุมอันตรำยจำกปัจจัยทำงเคมีจำกกำรประกอบอำชีพ
บทที่ 5 อันตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำงชีวภำพ 3 ชั่วโมง
5.1 ประเภทของอันตรำยทำงชีวภำพ

5.2 สถำนที่ที่มควำมเสี่ยงสูงในกำรสัมผัสปัจจัยทำงชีวภำพ

5.3 เครื่องหมำยชีวภัยสำกล
5.4 ปัจจัยเกี่ยวกับกำรติดเชื้อและกำรได้รับสัมผัสปัจจัยทำงชีวภำพ
5.5 ห่วงโซ่ของกำรติดเชื้อ
5.6 กำรแบ่งกลุ่มอันตรำยของสำรชีวภำพ





5.7 ระดับควำมปลอดภัยทำงชีวภำพ

5.8 กำรป้องกันและควบคุมกำรแพร่กระจำยเชื้อโรคในสถำนพยำบำล
5.9 กำรคัดแยกขยะในสถำนพยำบำล
ื่
5.10 ข้อบ่งชี้ในกำรเก็บตัวอย่ำงเพอวิเครำะห์จุลินทรีย์ในอำกำศ
ื่
5.11 วิธีกำรเก็บตัวอย่ำงเพอตรวจวัดเชื้อจุลินทรีย์
5.12 กำรควบคุมอันตรำยจำกปัจจัยทำงชีวภำพจำกกำรประกอบ
อำชีพ
บทที่ 6 อันตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำงกำรยศำสตร์ 3 ชั่วโมง
6.1 ควำมหมำยของกำรยศำสตร์

6.2 องค์ควำมรู้ที่เป็นส่วนประกอบส ำคัญในทำงกำรยศำสตร์
6.2.1 วิทยำศำสตร์ทำงชีวภำพ
6.2.2 วิทยำศำสตร์กำยภำพ และสภำพแวดล้อมในกำรท ำงำน
6.2.3 วิศวกรรม และกำรออกแบบ

6.2.4 จิตวิทยำสังคม

6.3 วัตถุประสงค์ของกำรศกษำกำรยศำสตร์
6.4 ปัจจัยเสี่ยงทำงกำรยศำสตร์

6.4.1 ปัจจัยส่วนบุคคล
6.4.2 ปัจจัยในกำรท ำงำน
6.5 ผลกระทบด้ำนสุขภำพจำกปัญหำกำรยศำสตร์

6.5.1 ควำมผิดปกติของกล้ำมเนื้อและกระดูกโครงร่ำงเนื่องจำก
กำรท ำงำน

6.5.2 ควำมล้ำจำกกำรท ำงำน
6.6 ควำมส ำคัญของกำรยศำสตร์
6.7 ลักษณะท่ำทำงกำรท ำงำนที่ถูกต้อง

6.7.1 ลักษณะท่ำทำงกำรท ำงำนส ำหรับกำรยืนท ำงำน
6.7.2 ลักษณะสถำนีงำนส ำหรับกำรยืนท ำงำน
6.7.3 ลักษณะท่ำทำงกำรท ำงำนส ำหรับกำรนั่งท ำงำน
6.7.4 ลักษณะสถำนีงำนส ำหรับกำรยืนท ำงำน

6.7.5 ขั้นตอนกำรเคลื่อนย้ำยวัสดุโดยใช้แรงคน
6.8 กำรประเมินควำมเสี่ยงทำงด้ำนกำรยศำสตร์
6.8.1 แบบประเมินอำกำรผิดปกติของโครงร่ำงกระดูกและ
กล้ำมเนื้อของนอร์ดิก

6.8.2 แบบประเมินควำมเสี่ยงของท่ำทำงกำรท ำงำน Rapid
Entire Body Assessment
6.8.3 แบบประเมินควำมเสี่ยงของท่ำทำงกำรท ำงำน Rapid
Upper Limb Assessment (RULA)




6.8.4 แบบประเมินควำมเสี่ยงของท่ำทำงกำรท ำงำน Rapid

Office Strain Assessment (ROSA)
6.9 กำรควบคุมอันตรำยจำกปัจจัยทำงกำรยศำสตร์จำกกำรประกอบ
อำชีพ
บทที่ 7 โรคจำกกำรประกอบอำชีพ 4 ชั่วโมง

7.1 ควำมหมำยของโรคจำกกำรประกอบอำชีพ
7.2 ปัจจัยที่ท ำให้เกิดโรคจำกกำรประกอบอำชีพ
7.3 เกณฑ์กำรวินิจฉัยและกำรสอบสวนโรคจำกกำรท ำงำน
7.4 กำรจัดบริกำรอำชีวอนำมัย

7.5 โรคจำกกำรประกอบอำชีพ
7.5.1 กลุ่มโรคที่เกิดขึ้นจำกสำรเคมี
7.5.2 โรคจำกกำรประกอบอำชีพที่เกิดจำกปัจจัยสภำพแวดล้อม
จำกกำรท ำงำนทำงกำยภำพ

7.5.3 โรคจำกกำรประกอบอำชีพที่เกิดจำกปัจจัยสภำพแวดล้อม
จำกกำรท ำงำนทำงชีวภำพ
7.5.4 กลุ่มโรคระบบทำงเดินหำยใจที่เกิดขึ้นเนื่องจำกกำร

ท ำงำน
7.5.5 โรคผิวหนังจำกกำรท ำงำน
7.5.6 โรคจำกกำรท ำงำนที่เกิดจำกปัจจัยสภำพแวดล้อมจำก
กำรท ำงำนทำงกำรยศำสตร์
บทที่ 8 เทคนิคกำรป้องกันอันตรำยจำกกำรท ำงำน 4 ชั่วโมง

8.1 วงจรผลกระทบจำกกำรสัมผัสอันตรำยในกำรท ำงำนต่อ
ผู้ปฏิบัติงำน
8.2 สำเหตุของกำรเกิดอุบัติเหตุ

8.2.1 ทฤษฏีโดมิโน (Domino theory)
8.2.2 ทฤษฎีกำรขำดดุลยภำพ (Imbalance Cause Theory)

8.2.3 ทฤษฎีควำมเอนเอยงในกำรเกิดอุบัติเหตุ (Accident-
Proneness Theory)

8.2.4 ทฤษฎีมูลเหตุเชิงซ้อน (Multiple Causation Theory)
8.3 หลักกำรควบคุมและป้องกันอันตรำยจำกกำรท ำงำน
8.3.1 ล ำดับขั้นของกำรควบคุมอันตรำย (Hierarchy of
controls)

8.3.2 ล ำดับขั้นของกำรควบคุมอันตรำยแบบ Source-Path-
Receive








ง ด


8.4 เทคนิคที่ใช้ในกำรป้องกันอันตรำยจำกกำรท ำงำน

8.4.1 กำรใช้อุปกรณ์คมครองควำมปลอดภัยส่วนบุคคล
ุ้
(Personal Protective Equipment: PPE)
ื่
8.4.2 เทคนิคกำรวิเครำะห์งำนเพอควำมปลอดภัย (Job Safety
Analysis: JSA)

8.4.3 เทคนิคควำมเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือ กิจกรรม 5 ส
8.4.4 กำรสร้ำงพฤติกรรมควำมปลอดภัย (Behavior-based
safety: BBS)
8.4.5 เทคนิคกำรควบคุมป้องกันอัคคีภัย (Fire Protection)


ภาคปฏิบัติ
ปฏิบัติกำรที่ 1 กำรตรวจวัดควำมเข้มของแสงสว่ำงในกำรประกอบอำชีพด้วยลักซ ์ 4 ชั่วโมง
มิเตอร์ (Lux meter)

1.1 หลักกำรท ำงำนของเครื่องตรวจวัดควำมเข้มของแสงสว่ำงด้วย
ลักซ์มิเตอร์ (Lux meter)
1.2 หลักกำรตรวจวัดควำมเข้มของแสงสว่ำงภำยในอำคำร

1.3 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกำรตรวจวัดระดับควำมเข้มของแสงสว่ำง
1.4 ปฏิบัติกำรที่ 1 กำรตรวจวัดควำมเข้มของแสงสว่ำงในกำร
ประกอบอำชีพด้วยลักซ์มิเตอร์ (Lux meter)
ปฏิบัติกำรที่ 2 กำรตรวจวัดเสียงด้วยเครื่องวัดควำมดังเสียง (Sound level 4 ชั่วโมง
meter)

2.1 หลักกำรท ำงำนของเครื่องตรวจวัดควำมดังเสียง (Sound level
meter)
2.2 หลักกำรตรวจวัดควำมดังของตรวจวัดควำมดังเสียง

2.3 ปฏิบัติกำรที่ 2 เรื่อง กำรตรวจวัดเสียงด้วยเครื่องวัดควำมดัง
เสียง (Sound level meter)
ปฏิบัติกำรที่ 3 กำรตรวจวัดควำมร้อนด้วยเครื่องวัดควำมร้อน (WBGT Heat 4 ชั่วโมง
Stress Monitor)

3.1 หลักกำรท ำงำนของเครื่องวัดควำมร้อน (WBGT Heat Stress
Monitor)
3.2 หลักกำรตรวจวัดควำมร้อนของเครื่องวัดควำมร้อน
3.3 ปฏิบัติกำรที่ 3 เรื่อง กำรตรวจวัดควำมร้อนด้วยเครื่องวัดควำม

ร้อน (WBGT Heat Stress Monitor)




ปฏิบัติกำรที่ 4 กำรตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด 4 ชั่วโมง

4.1 แนวคิดกำรพัฒนำกระดำษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส
4.2 วัตถุประสงค์และประโยชน์ของกำรตรวจหำระดับโคลีนเอสเตอ
เรสในเลือด
4.3 ปฏิบัติกำรที่ 4 กำรตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด

ปฏิบัติกำรที่ 5 กำรใช้แบบประเมินทำงกำรยศำสตร์ 5 ชั่วโมง

5.1 กำรเตรียมกรณีศกษำเพื่อกำรใช้แบบประเมินทำงกำรยศำสตร์
5.2 แนวคิดแบบประเมินทำงกำรยศำสตร์
5.3 หลักกำรใช้แบบประเมินทำงกำรยศำสตร์

5.4 ปฏิบัติกำรที่ 5 เรื่องกำรใช้แบบประเมินทำงกำรยศำสตร์
ปฏิบัติกำรที่ 6 กำรตรวจวัดกำรได้ยิน 4 ชั่วโมง
6.1 แนวคิดกำรตรวจวัดกำรได้ยิน
6.2 หลักกำรตรวจวัดกำรได้ยิน

6.3 ปฏิบัติกำรที่ 7 เรื่องกำรตรวจวัดกำรได้ยิน
ปฏิบัติกำรที่ 7 กำรวิเครำะห์งำนเพื่อควำมปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA) 5 ชั่วโมง
7.1 กำรเตรียมกรณีศกษำเพื่อกำรวิเครำะห์งำนเพื่อควำมปลอดภัย

7.2 แนวคิดกำรวิเครำะห์งำนเพื่อควำมปลอดภัย
7.3 ขั้นตอนกำรวิเครำะห์งำนเพื่อควำมปลอดภัย
7.4 ปฏิบัติกำรที่ 7 เรื่องกำรวิเครำะห์งำนเพอควำมปลอดภัย
ื่

ง ถ



แผนการสอนตลอดรายวชา

สัปดาห์ที่ บทที่ เนื้อหาวิชา จ านวน
(ชั่วโมง)
1 1 แนะน ำรำยวิชำ อธิบำยแนวกำรสอน 4

บทที่ 1 ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ
อำชีวอนำมัย
2 2 บทที่ 2 สรีรวิทยำในกำรท ำงำน 4

3 3 บทที่ 3 อนตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำง 4
กำยภำพ
4 ปฏิบัติกำรที่ 1 กำรปฏิบัติกำรที่ 1 กำรตรวจวัดควำมเข้มของแสงสว่ำงใน 4
กำรประกอบอำชีพด้วยลักซ์มิเตอร์ (Lux meter)
5 ปฏิบัติกำรที่ 2 กำรปฏิบัติกำร 2 กำรตรวจวัดเสียงด้วยเครื่องวัดควำมดัง 4

เสียง (Sound level meter)
6 ปฏิบัติกำรที่ 3 กำรปฏิบัติกำร 3 กำรตรวจวัดควำมร้อนด้วยเครื่องวัด 4
ควำมร้อน (WBGT Heat Stress Monitor)

7 4 บทที่ 4 อันตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำงเคม ี 4
8 สอบกลำงภำค
9 ปฏิบัติกำร 4 กำรปฏิบัติกำร 4 กำรตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด 4

10 5 บทที่ 5 อนตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำง 3
ชีวภำพ

ื่
ปฏิบัติกำร 7 กำรปฏิบัติกำร 7 กำรวิเครำะห์งำนเพอควำมปลอดภัย 1
(Job Safety Analysis; JSA)

11 6 บทที่ 6 อนตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัย 3
ทำงกำรยศำสตร์
ปฏิบัติกำร 5 กำรปฏิบัติกำร 5 กำรใช้แบบประเมินทำงกำรยศำสตร์ 1
12 ปฏิบัติกำร 5 กำรปฏิบัติกำร 5 กำรใช้แบบประเมินทำงกำรยศำสตร์ 4
13 7 โรคจำกกำรประกอบอำชีพ 4

14 ปฏิบัติกำร 6 กำรปฏิบัติกำร 6 กำรตรวจวัดกำรได้ยิน 4
15 8 บทที่ 8 เทคนิคกำรป้องกันอันตรำยจำกกำรท ำงำน 4
ื่
16 ปฏิบัติกำร 7 กำรปฏิบัติกำร 7 กำรวิเครำะห์งำนเพอควำมปลอดภัย 4
(Job Safety Analysis; JSA)

17 สอบปลำยภำค

ง ท


วิธีสอนและกิจกรรม


ื่
เพอให้ผู้เรียนบรรลุผลในกำรจัดกำรเรียนกำรสอนตำมวัตถุประสงค์ที่ก ำหนดไว้ จึงได้
ก ำหนดกำรเรียนกำรสอนดังนี้

1. อธิบำยให้ผู้เรียนทรำบถึงขอบเขต เนื้อหำและรำยละเอยดของวิชำ เวลำเรียน
กระบวนกำรเรียนกำรสอน กำรวัดผล กำรประเมินผล ภำระงำนที่ผู้เรียนจะต้องรับผิดชอบ รวมถึงกำร


แนะน ำหนังสืออำงอง แหล่งข้อมูลส ำหรับกำรค้นคว้ำเกี่ยวกับอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย รวมทั้ง
ก ำหนดข้อตกลงเบื้องต้นในกระบวนกำรเรียนกำรสอน กำรวัด กำรประเมินผลและกำรส่งงำนให้เข้ำใจ
ตรงกันระหว่ำงผู้สอนกับผู้เรียน

2. จัดกำรเรียนกำรสอนแบบสืบเสำะหำควำมรู้ (Inquiry-based learning) โดยกำร
แบ่งกลุ่มนักศึกษำเป็นกลุ่ม โดยมอบหมำยให้ผู้เรียนให้วิเครำะห์เนื้อหำในแต่ละหัวข้อจำกกำรค้นคว้ำ
ิ่

ข้อมูลเพมเติมจำกหนังสือ ต ำรำ บทควำมวิจัย บทควำมวิชำกำรและแหล่งข้อมูลทำงอนเทอร์เน็ต
ล่วงหน้ำก่อนเข้ำชั้นเรียนทุกครั้ง เพื่อน ำมำร่วมกันอภิปรำยก่อนเข้ำสู่บทเรียน
3. ทบทวนควำมรู้เกี่ยวกับเนื้อหำเดิมที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหำที่ก ำลังจะศึกษำเพอให้ผู้เรียน
ื่
เชื่อมโยงเนื้อหำบทเรียนเก่ำกับบทเรียนใหม่ได้ง่ำยขึ้น

4. บรรยำยเนื้อหำใหม่ในเอกสำรค ำสอน โดยกำรใช้กำรบรรยำยประกอบแผนภำพที่คนคว้ำ
ข้อมูลจำกแหล่งข้อมูลทั้งต ำรำ หนังสือ บทควำมวิจัย และอินเทอร์เน็ต ร่วมกนอภิปรำย กำรตั้งค ำถำม

และสรุปผลข้อมูลเป็นควำมรู้
5. สำธิตและฝึกปฏิบัติกำรใช้เครื่องมือทำงด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย เกี่ยวกับ
เครื่องตรวจวัดแสง เครื่องตัววัดเสียงชนิด Sound level meter เครื่องตรวจวัดควำมร้อน เครื่องมือ
กำรประเมินทำงด้ำนกำรยศำสตร์ กำรวิเครำะห์งำนเพอควำมปลอดภัย กำรประเมินระดับ
ื่
โคลีนเอสเตอเรสในเลือด เครื่องตรวจวัดกำรได้ยิน ตำมโจทย์สถำนกำรณ์ที่ก ำหนด ทั้งกำรวิเครำะห์

กำรรวบรวมข้อมูลทำงเลือกในกำรแกไขปัญหำ และสรุป วิเครำะห์ทำงเลือกสู่กำรแกไขปัญหำ และน ำ

ผลที่ได้มำมำน ำเสนอ และอภิปรำยเพอสรุปผลกำรประเมิน และกำรวำงแผนกำรป้องกัน แก้ไข
ื่
ควบคุมอันตรำยจำกกำรประกอบอำชีพในชั่วโมงเรียน โดยมอบหมำยเป็นงำนเดี่ยวและงำนกลุ่ม
6. มอบหมำยให้จัดท ำค ำถำมท้ำยบทเป็นกำรบ้ำนรวมทั้งให้น ำผลกำรฝึกน ำเสนอหน้ำชั้น
เรียนและจัดท ำรำยงำนสรุปผลกำรฝึกปฏิบัติส่งผู้สอน
ั้
7. จัดให้มีกำรประเมินผลเป็นระยะทงกำรประเมินผลระหว่ำงเรียน กำรสอบกลำงภำคเรียน
สอบปลำยภำคเรียน และประเมินผลกำรปฏิบัติกำรทั้ง 7 หัวข้อ

ง ธ


งานที่มอบหมายประจ าวิชา


1. งำนกลุ่ม
ิ่
1.1 กำรวิเครำะห์เนื้อหำในแต่ละหัวข้อจำกกำรค้นคว้ำข้อมูลเพมเติมจำกหนังสือ ต ำรำ

บทควำมวิจัย บทควำมวิชำกำรและแหล่งข้อมูลทำงอนเทอร์เน็ตล่วงหน้ำตำมใบงำนก่อนเข้ำชั้นเรียน
ทุกครั้ง
1.2 กำรปฏิบัติกำรที่ 1 กำรตรวจวัดควำมเข้มของแสงสว่ำงในกำรประกอบอำชีพด้วยลักซ์
มิเตอร์ (Lux meter)
1.3 กำรปฏิบัติกำร 2 กำรตรวจวัดเสียงด้วยเครื่องวัดควำมดังเสียง (Sound level meter)

1.4 กำรปฏิบัติกำร 3 กำรตรวจวัดควำมร้อนด้วยเครื่องวัดควำมร้อน (WBGT Heat Stress
Monitor)
1.5 กำรปฏิบัติกำร 6 กำรวิเครำะห์งำนเพื่อควำมปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
1.6 จัดท ำเล่มรำยงำนผลกำรฝึกปฏิบัติกำร

2. งำนเดี่ยว
2.1 กำรปฏิบัติกำร 4 กำรตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด
2.2 กำรปฏิบัติกำร 5 กำรใช้แบบประเมินทำงกำรยศำสตร์

2.3 กำรปฏิบัติกำร 7 กำรตรวจวัดกำรได้ยิน
2.4 กำรตอบค ำถำมท้ำยบท

สื่อการเรียนการสอน


1. สื่อ Power Point ประกอบกำรบรรยำยในชั้นเรียน หัวข้อ ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอำชีวอ
นำมัย สรีรวิทยำในกำรท ำงำน อนตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำงกำยภำพ อนตรำยจำก


กำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำงเคมี อนตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำงกำรยศำสตร์


อันตรำยจำกกำรประกอบอำชีพจำกปัจจัยทำงชีวภำพ เทคนิคกำรป้องกนอันตรำยจำกกำรท ำงำน โรค
จำกกำรประกอบอำชีพ กำรตรวจวัดควำมเข้มของแสงสว่ำงในกำรประกอบอำชีพด้วยลักซมิเตอร์ (Lux

meter) กำรตรวจวัดเสียงด้วยเครื่องวัดควำมดังเสียง (Sound level meter) กำรตรวจวัดควำมร้อน
ด้วยเครื่องวัดควำมร้อน (WBGT Heat Stress Monitor) กำรตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด กำร

ื่
ใช้แบบประเมินทำงกำรยศำสตร์ กำรวิเครำะห์งำนเพอควำมปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
และ กำรตรวจวัดกำรได้ยิน
2. เครื่องตรวจวัดทำงด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย ได้แก่ เครื่องตรวจวัดควำมเข้ม
ของแสงสว่ำง (Lux meter) เครื่องตรวจวัดเสียง (Sound level meter) เครื่องตรวจวัดควำมร้อน

(WBGT Heat Stress Monitor) อปกรณ์กำรเจำะเลือด ปั่นเลือด กระดำษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส

(Cholinesterase reactive paper) แบบประเมินทำงกำรยศำสตร์ ซ้อมเสียง และ เครื่องตรวจวัดกำร
ได้ยิน (Audiometer)

ง น


3. วีดิทัศน์เกี่ยวข้องกับสรีรวิทยำในกำรท ำงำน สรีรวิทยำในกำรมองเห็น สรีรวิทยำในกำรได้


ยิน สรีรวิทยำในกำรควบคุมอณหภูมิของร่ำงกำย สรีรวิทยำของระบบโครงร่ำงกระดูกและกล้ำมเนื้อ
สรีรวิทยำของระบบหัวใจและกำรไหลเวียนโลหิต สรีรวิทยำของระบบทำงเดินหำยใจ สรีรวิทยำของ
ระบบผิวหนัง และ ลักษณะท่ำทำงกำรท ำงำน
4. บทควำมวิชำกำร ที่เกี่ยวกับงำนทำงด้ำนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย

5. ข่ำวในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดจำกกำรท ำงำน
6. ใบงำน โจทย์เนื้อหำ หรือ หัวข้อ ที่ใช้ส ำหรับกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (Inquiry-based
learning) ก่อนเข้ำชั้นเรียน
7. แบบบันทึกกำรปฏิบัติกำร

ื่
ื่
8. วิสำหกิจชุมชน เพอเป็นกรณีศึกษำในกำรวิเครำะห์งำนเพอควำมปลอดภัย (Job Safety
Analysis; JSA)
9. เครื่องฉำยภำพจำกวัตถุสำมมิติ (Visualized projector)
10. เครื่องฉำย Multi media (Liquid Crystal Display)

11. เอกสำรค ำสอนอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย ของ อำจำรย์ ดร. สิวลี รัตนปัญญำ

วัดผลและประเมินผล


1. การวัดผล


กำรวัดผลส ำหรับรำยวิชำอำชีวอนำมัยและควำมปลอดภัย ทั้งนี้ผู้เรียนจะต้องมีเวลำเรียน
ไม่น้อยกว่ำร้อยละ 80


1.1 กำรประเมินผลระหว่ำงเรียน ร้อยละ 75
1.1.1 สังเกตกำรอภิปรำย ควำมสนใจ และกำรมีส่วนร่วมใน ร้อยละ 10
กระบวนกำรกลุ่มและกำรเรียนกำรสอนในห้องเรียน

1.1.2 กิจกรรมในห้องปฏิบัติกำร และบันทึกกำรรำยงำนผลทำง ร้อยละ 30
ห้องปฏิบัติกำร
1.1.4 คะแนนแบบฝึกหัดท้ำยบท ร้อยละ 10

1.1.5 คะแนนสอบกลำงภำค ร้อยละ 25
1.2 คะแนนสอบปลำยภำค ร้อยละ 25

ง บ


2. การประเมินผล


ใช้กำรประเมินผลระบบอิงเกณฑ์ของมหำวิทยำลัยของมหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงใหม่ ดังนี้

ระดับคะแนนที่ได้ ผลการประเมิน
ร้อยละ 80 ขึ้นไป A
+
ร้อยละ 75 - 79 B
ร้อยละ 70 - 74 B
+
ร้อยละ 65 - 69 C
ร้อยละ 60 - 64 C
+
ร้อยละ 55 - 59 D
ร้อยละ 50 - 54 D

ต่ ำกว่ำร้อยละ 50 F

1


แผนบริหารการสอนประจ าบทที่ 1



เนื้อหา


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
1. ความหมายของอาชีวอนามัยและปลอดภัย
2. ความส าคัญของงานอาชีวอนามัยและปลอดภัย

3. ขอบเขตของการด าเนินงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
4. หลักการด าเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
5. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
6. บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

7. ปัญหาทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
8. การจัดบริการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย


วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม


1. อธิบายความหมายของอาชีวอนามัยและปลอดภัยได้ถกต้อง
2. อธิบายความส าคัญของงานอาชีวอนามัยและปลอดภัยได้ถูกต้อง
3. อธิบายขอบเขตของการด าเนินงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยได้ถูกต้อง


4. อธิบายหลักการด าเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยได้ถกต้อง
5. อธิบายบทบาทหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยได้
ถูกต้อง

6. อธิบายบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
สาธารณสุขในชุมชนได้ถูกต้อง
7. ระบุปัญหาอาชีวอนามัยได้ถูกต้อง
8. อธิบายการจัดบริการอาชีวอนามัยได้ถูกต้อง

9. เพอให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีและถูกต้องบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับงานอาชีวอนามัยและความ
ื่
ปลอดภัยของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชน

กิจกรรมการเรียนการสอน


1. จัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) โดยการแบ่งกลุ่ม

นักศกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์เนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง ๆ
ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้

2


2. บรรยายสรุปด้วย PowerPoint เนื้อหาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความ

ปลอดภัยทั้ง 8 หัวข้อโดยผู้สอน
3. อภิปรายบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
สาธารณสุขในชุมชน
4. ตอบค าถามท้ายบท

5. มอบหมายงานค้นคว้าเรื่องสรีรวิทยาในการท างานเพื่อท ากิจกรรมกลุ่มในสัปดาห์ต่อไป

สื่อการเรียนการสอน


1. สื่อ PowerPoint เนื้อหาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยทั้ง 8
หัวข้อ
2. แหล่งข้อมูล
2.1 คู่มือการด าเนินงานตามมาตรฐานการจัดบริการอาชีวอนามัย และเวชกรรม

สิ่งแวดล้อมของหน่วยบริการสาธารณสุข สืบค้นจาก http://envocc.ddc.moph.go.th/uploads/
samutprakarn/2562/15.ma62.pdf โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
3. เอกสารค าสอนวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของอาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา

4. หนังสือ เอกสาร ต าราอื่น ๆ
4.1 หนังสือสุขศาสตร์อตสาหกรรม: กลยุทธ์ การประเมิน ควบคุม และจัดการของ


รองศาสตราจารย์.ดร.วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์ สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
(613.62 ว115ส 2557)
4.2 หนังสืออาชีวอนามัยและความปลอดภัย ของรองศาสตราจารย์.ดร.อนามัย

(ธีรวิโรจน์) เทศกะทึก สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (613 6 อ152อ 2553)

การวัดผล


1. การสังเกตการอภิปราย ความสนใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่มและการเรียน
การสอนในห้องเรียน
2. ผลการสรุปเนื้อหาจากการสืบเสาะหาความรู้ในแต่ละหัวข้อ

3. ผลการวิเคราะห์กรณีตัวอย่างบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชนที่ได้รับมอบหมาย
4. การตรวจแบบฝึกหัดท้ายบท



3




บทที่ 1

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัย




เนื่องจากการพฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยมีการพฒนาอย่างรวดเร็วก่อเกิด

รูปแบบการประกอบอาชีพที่หลากหลาย ปัจจุบันนโยบายของประเทศได้ประกาศการก้าวเข้าสู่

อตสาหกรรม 4.0 มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการท างานจากการใช้แรงงานมาเป็นการใช้เครื่องมือ
เครื่องจักร อปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหามลพษจากสิ่งแวดล้อมใน



การท างาน ทั้งฝุ่นละออง เขม่า ควัน กลิ่น แก๊สพษ ความร้อน แสง เสียงดัง และเชื้อโรคต่าง ๆ สิ่ง
เหล่านี้เป็นผลท าให้เกิดโรคและอบัติเหตุจากการท างานสร้างความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อ

ื่

ผู้ปฏิบัติงานทั้งการบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต การด าเนินการเพอการแกไขปัญหาจึงต้องใช้หลักการ
ื่
ทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ที่มีแนวทางการด าเนินงานหรือให้บริการเพอดูแลสุขภาพ
อนามัยของผู้ประกอบอาชีพทุกอาชีพทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เหมืองแร่ ป่าไม้
ื่
ประมง ก่อสร้าง หรืออาชีพอนใดก็ตาม ให้มีสุขภาพอนามัยที่ดี ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และ
จิตวิญญาณ ตลอดจนการใช้ชีวิตในสถานที่ปฏิบัติงานอย่างมีความสุขได้

1. ความหมายของอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
อาชีวอนามัย (Occupational Health) เป็นค าที่บัญญัติใช้ในประเทศแถบสหภาพยุโรป
มีรากฐานมาจากค าว่า “อาชีวะ” กับค าว่า “อนามัย” โดยค าว่า “อาชีวะ” นั่นแปลว่า การประกอบ

อาชีพ และค าว่า “อนามัย” นั่นหมายถึง ความไม่มีโรค สภาวะที่สมบูรณ์ดีทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ
ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ (WHO, 1946)
นอกนี้ยังมีค าว่า สุขศาสตร์อตสาหกรรม ที่มีความหมายใกล้เคียงได้กับค าว่า อาชีวอนามัย

โดยค าว่า สุขศาสตร์อตสาหกรรม (Industrial hygiene) เป็นค าที่บัญญัติใช้ในประเทศอเมริกา เป็น


ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการคาดคะเน (Anticipation) การตระหนักถึงอนตราย (Recognition) การ
ประเมินอนตราย (Evaluation) และการควบคุม (Control) อนตรายที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมใน


การปฏิบัติงาน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บ การเจ็บป่วย บั่นทอนสุขภาพอนามัยของผู้ประกอบ
อาชีพ หรือประชาชนในชุมชน (OSHA, 2003; พรพิมล กองทิพย์, 2560)
ส าหรับค าว่า “ความปลอดภัย” (Safety) แปลว่า สภาวะที่ปราศจากสิ่งคุกคามจากการท างาน
(Hazard), อันตราย (Danger), การบาดเจ็บ (Injury), ความเสี่ยง (Risk) และความสูญเสียใด ๆ (Loss)

(วิทยา อยู่สุข, 2555) ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นอาจจะไม่สามารถควบคุมอนตรายหรือความเสี่ยงในการ
ท างานที่มีผลต่อสุขภาพ การบาดเจ็บ การพิการ และการตายได้ทั้งหมด แต่ต้องมีการด าเนินงานมีการ
ก าหนดกิจกรรมด้านความปลอดภัยเพื่อให้เกิดอันตรายหรือความเสี่ยงน้อยสุดเท่าที่จะท าได้
จึงสรุปได้ว่า อาชีวอนามัยและความปลอดภัย หมายถึง การส่งเสริมสุขภาพอนามัยของ

ผู้ประกอบอาชีพ ป้องกันอนตรายจากการสัมผัสสิ่งคุกคามจาการท างาน (Hazard), อบัติเหตุจากการ


4



ท างาน (Accident) และโรคอนเนื่องมาจากการประกอบอาชีพ (Occupational disease) และ
ื่
โรคติดต่ออน ๆ เพอให้ผู้ประกอบอาชีพเหล่านั้นมีสุขภาพอนามัยทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางสังคม
ื่
และทางจิตวิญญาณที่ดี ปราศจากการบาดเจ็บและโรคภัยไข้เจ็บ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมี
ิ่
ประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ตนเอง ช่วยเพมผลผลิตให้แก่นายจ้าง ยังผลในการพฒนาเศรษฐกิจและ

สังคมของชาติอีกด้วย

2. ความส าคัญของงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
งานอาชีวอนามัยเป็นการดูแลสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพและการสิ่งแวดล้อมในการท างาน
ซึ่งเป็นสิ่งจ าเป็นและส าคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เป็นงานที่ช่วยให้

แรงงานได้รับความเป็นธรรมไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ ในปีหนึ่ง ๆ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมี

พลเมืองที่ประสบอนตรายจากการประกอบอาชีพต่าง ๆ เป็นจ านวนหลายล้านราย และต้องสูญเสีย
ประโยชน์ไปคิดเป็นมูลค่ามหาศาล นั่นหมายถึงการที่ชาติต้องสูญเสียก าลังแรงงานและเศรษฐกิจไป
อย่างน่าเสียดาย ในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือผลกระทบทางด้าน


สุขภาพ อนได้แก่ การบาดเจ็บ การเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เป็นต้น ผลเสียนี้ยังบั่นทอน

กิจการของนายจ้างอกมากมาย เช่น การผลิตหยุดชะงัก ผลผลิตลดลง เครื่องมือและวัตถุดิบเสียหาย
ิ่
เพมอตราค่าประกันภัย สูญเสียเวลาและค่ารักษาพยาบาล ขวัญของคนงานเสีย ต้องจ้างคนใหม่ที่มี


ประสิทธิภาพด้อยกว่า เป็นต้น นอกจากนี้อนตรายดังกล่าวยังก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมขึ้นด้วย เช่น


เมื่อหัวหน้าครอบครัว ประสบอนตรายจนถึงแก่ความตาย ทุพพลภาพ หรือเป็นโรคอนเนื่องจากการ
ท างาน ภรรยาหรือบุตร หรือผู้อยู่ในความปกครองก็จะได้รับการกระทบกระเทือนเดือดร้อน ขาดผู้น า

ที่จะเลี้ยงดูอปการะ สูญเสียโอกาสที่จะศึกษาเล่าเรียนเพอเป็นพลเมืองดีในสังคมภายภาคหน้า
ื่
นอกจากนี้ยังบั่นทอนภาพลักษณ์ขององค์กรในการใช้แรงงานงานทาส จนอาจเกิดการกีดกั้นทาง
การค้าระหว่างประเทศได้ ดังแผนภูมิที่ 1.1
สรุปได้ว่างานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มีความส าคัญต่อทั้งผู้ปฏิบัติงาน นายจ้าง และ
สังคม หากทุกภาคส่วนในหน่วยงานไม่ให้ความส าคัญกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแล้วอาจ

ส่งผลกระทบทั้งในระดับบุคคล หน่วยงาน และการพัฒนาของประเทศชาติได้

3. ขอบเขตของการด าเนินงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
การด าเนินงานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมีความครอบคลุมในการส่งเสริม

ป้องกัน และควบคุมทั้ง 2 ด้าน ได้แก ่
3.1 ความปลอดภัยของตัวผู้ปฏิบัติงานขณะท างาน หมายรวมถึงผู้ประกอบอาชีพทุกอาชีพทั้ง
แรงงานในระบบ (Formal sector) และแรงงานนอกระบบ (Informal sector) โดยแรงงานในระบบ
หมายถึง ผู้ที่มีงานท าที่ได้รับความคุ้มครองและมีหลักประกันทางสังคม เช่นแรงงานใน


ภาคอตสาหกรรม ธุรกิจเอกชน รัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างประจ าของส่วนราชการ ตลอดจนข้าราชการ ใน
ส่วนของแรงงานนอกระบบ หมายถึง ผู้มีงานท าที่ไม่ได้รับความคุ้มครองและหลักประกันทางสังคมใด

ๆ เช่น เกษตรกร ผู้รับงานไปท าที่บ้าน อาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบอาชีพมักมส่วนในการ
ก่อให้เกิดอันตรายจากการประกอบอาชีพ

5



ผู้ปฏิบัติงาน นายจ้าง สังคมและประเทศชาติ


1) ช่วยควบคุมสภาพความ 1) เพิ่มผลผลิต 1) ช่วยลดผลกระทบทางสังคมที่
ปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมใน 2) ลดความสูญเสียที่บั่นทอน อาจตามมาหลังการประสบ
การท างานของผู้ประกอบ กิจการของนายจ้างอัน อันตรายจากการท างาน

อาชีพ เพอลดสาเหตุการ เนื่องมาจากการเกิดอุบัติเหตุ 2) อ านวยประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ
ื่

บาดเจ็บจากอบัติเหตุ และ/ 3) ลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ 3) เสริมภาพลักษณ์ให้สินค้า
หรือการเจ็บป่วยที่เกิดจาก การรักษาพยาบาลที่เกิดจาก 4) ลดปัญหาการถูกกีดกันทาง

โรคจากการประกอบอาชีพ การท างาน การค้ากับนานาประเทศ
2) ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม
ไม่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม
3) สร้างขวัญก าลังใจในการ

ท างาน




1) เพิ่มโอกาสการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การค้า (Competitive advantage)

2) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (Legal compliance)
3) เป็นการปฏิบัติตามสัญญาของประชาคมทั่วโลก (Contract compliance)


แผนภูมที่ 1.1 แสดงความส าคัญของงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

3.2 ความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมในการท างาน เป็นปัจจัยแวดล้อมผู้ปฏิบัติงานขณะ



ปฏิบัติงานที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอบัติเหตุในการท างาน และ/หรือเกดโรคจากการท างาน ซึ่งในงานอา
ชีวอนามัยและความปลอดภัยแบ่งปัจจัยคุกคามในการประกอบอาชีพออกเป็น 4 ประเภท
3.2.1 ปัจจัยคุกคามทางกายภาพ (Physical Hazards) ที่พบในสิ่งแวดล้อมในการท างาน
และมนุษย์สามารถรับสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้


ประกอบอาชีพได้ ที่พบบ่อย ได้แก่ การสัมผัสอณหภูมิที่ผิดปกติ เช่น ความร้อนและความเย็น แสง
สว่าง กัมตภาพรังสี เสียงดัง ความสั่นสะเทือน ความกดอากาศผิดปกติ ฯลฯ (อนามัย เทศกะทึก,
2553; พรพิมล กองทิพย์, 2560)
3.2.2 ปัจจัยคุกคามทางเคมี (Chemical Hazards) เป็นการสัมผัสองคประกอบของสารเคมี

ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ อนุภาค แก๊ส หรือตัวท าละลายที่ใช้ในการประกอบอาชีพ ส่งผลให้เกิดผล

กระทบต่อสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพได้ เช่น ฝุ่น ฟมโลหะ หมอก ละออง แก๊ส ไอ ควัน และตัวท า
ละลายต่าง ๆ (อนามัย เทศกะทึก, 2553; พรพิมล กองทิพย์, 2560)


3.2.3 ปัจจัยคุกคามทางชีวภาพ (Biological Hazards) เป็นการสัมผัสอนตรายจากสิ่งมีชีวิต
ที่สัมผัสจากการประกอบอาชีพ หรือจากสุขวิทยาส่วนบุคคล ได้แก่ เชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย รา
ไวรัส ปรสิตตลอดจนแมลง สัตว์ต่าง ๆ (อนามัย เทศกะทึก, 2553; พรพิมล กองทิพย์, 2560)

6


3.2.4 ปัจจัยคุกคามทางการยศาสตร์และจิตวิทยาสังคม (Ergonomics and Psychosocial

Hazards)
ปัจจัยทางการยศาสตร์ (Ergonomics) หมายถึง การประยุกต์วิทยาศาสตร์วิศวกรรมให้
ื่
เหมาะสมต่อสรีรวิทยาในการท างานของคน เพอส่งเสริมประสิทธิภาพและความส าเร็จในการท างาน
ลดความเครียด ความล้าจากการท างาน (นริศ เจริญพร, 2543)

จิตวิทยาสังคม หมายถึง การศึกษาพฤติกรรม ความคิด ความรู้สึกของคนเรา ที่ได้รับ
ื่
อิทธิพลจากคนอื่น ๆ รอบตัวเรา เพราะคนเราอยู่ร่วมกันเป็นสังคมและเกี่ยวข้องกับคนอน ๆ อยู่เสมอ
โดยเฉพาะในการท างาน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ภาระหน้าที่ในการท างาน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ในหน่วยงาน และปัญหาส่วนตัวมีอทธิพลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการท างานทั้งหมด (สิทธิโชค

วรานุสันติกุล, 2003)
องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) (World Health
Organization, 1995) ได้ประชุมร่วมกันและให้ค าจ ากัดความขอบเขตของงานอาชีวอนามัยและความ
ปลอดภัยไว้ว่าประกอบด้วยลักษณะงาน 5 อย่างด้วยกันได้แก ่

ั้
1) การส่งเสริม (Promotion) หมายถึง การช่วยเหลือสนับสนุนและธ ารงรักษาไว้ซึ่งสุขภาพทง
ร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ของผู้ประกอบอาชีพ ตลอดจนมีความเป็นอยู่ที่ดีร่วมกันในสังคม
ของผู้ประกอบอาชีพเสมือนกอนการประกอบอาชีพ

2) การป้องกัน (Prevention) หมายถึง การป้องกันมิให้ผู้ประกอบอาชีพมีสุขภาพอนามัย
เสื่อมโทรมหรือผิดปกติหรือได้รับอุบัติเหตุจากสภาพแวดล้อมการท างานการท างานที่ไม่ปลอดภัย
3) การปกป้องและคุ้มครอง (Protection) หมายถึง การด าเนินการปกป้องคุ้มครองผู้ประกอบ

อาชีพหรือแรงงานในสถานประกอบการ มิให้มีการท างานในที่เสี่ยงต่ออนตรายอนอาจจะก่อให้เกิด

โรคภัยไข้เจ็บ
4) การจัดการท างาน (Placing) หมายถึง การจัดการเกี่ยวกับสภาพสิ่งแวดล้อมของการท างาน
ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพความต้องการของร่างกาย จิตใจของผู้ประกอบอาชีพหรือ
แรงงานมากที่สุดเท่าที่จะท าได้

5) การปรับงานให้กับคนและปรับคนให้กับงาน (Adaptation) หมายถึง การปรับสภาพของ
งานและคนท างานให้สามารถท างานได้อย่างเหมาะสมมีประสิทธิภาพ โดยค านึงถึงสภาพทางสรีรวิทยา
และพนฐานความแตกต่างทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของ คนท างานให้มีความสอดคล้องมากที่สุด
ื้
เพื่อประสิทธิผลของงานนั้น ๆ

สรุปขอบเขตของงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยจะครอบคลุมถึงการส่งเสริม ป้องกัน
การจัดสภาพการท างาน เพอธ ารงไว้ซึ่งสุขภาพอนามัยที่ดีทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของ
ื่
ผู้ประกอบอาชีพ รวมทั้งการสิ่งแวดล้อมในการท างานที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บและโรคที่
เกี่ยวเนื่องจากการประกอบอาชีพ ประกอบด้วยงานหลัก 3 ด้าน ได้แก ่

1) การดูแลและส่งเสริมสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ
2) การป้องกันควบคุมโรค และการบาดเจ็บจากการการประกอบอาชีพ
3) การประเมิน ควบคุมและปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อมในการท างาน

7


4. หลักการด าเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย


Mansdorf (2012) และ พรพมล กองทิพย์ (2560) กล่าวว่าในการด าเนินงานทางด้าน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัยอาศัยหลักการด าเนินงาน 4 หลักการ ได้แก่ การคาดคะเน
(Anticipation), การตระหนัก (Recognition), การประเมิน (Evaluation), และ การควบคุม (Control)
ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้


4.1 การคาดคะเน (Anticipation) เป็นการประเมนโอกาสของการเกิดอันตรายหรือการสัมผัส

อนตรายจากสภาพแวดล้อมในการท างานทั้งในส่วนของกระบวนการผลิต (Process) และขั้นตอนใน
การปฏิบัติงาน (Procedure) ที่จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บ และ/หรือก่อให้เกิดโรคจากการประกอบ
อาชีพได้


4.2 การตระหนัก (Recognition) คือความเข้าใจว่าในการท างานนั้นมีสิ่งใดที่เป็นอนตรายต่อ
สุขภาพอนามัยของคนท างาน ซึ่งอนตรายที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากการกระท าที่ไม่ปลอดภัย (unsafe



acts) และ/หรือ อนตรายที่เกิดจากการสัมผัสสภาพอนตรายจากสิ่งแวดล้อมในการท างาน (unsafe
conditions) อนได้แก่ ปัจจัยทางเคมี ปัจจัยทางกายภาพ ปัจจัยทางชีววิทยา ปัจจัยทางด้าน

การยศาสตร์ และ/หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ

4.3 การประเมิน (Evaluation) คือ การประเมินแหล่ง (Source) ที่ก่อให้เกิดอนตรายและ

มลพษจากการท างาน ปริมาณและระดับอนตรายอนอาจจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมในการท างานว่าเกิน


กว่ามาตรฐานที่ก าหนดไว้หรือไม่ และเป็นอนตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานหรือไม่ รวมถึงการ

ประเมินประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมอันตรายจากสิ่งแวดล้อมในสถานที่ท างาน
4.4 การควบคุม (Control) มีความสามารถในการหามาตรการและวิธีการที่เหมาะสมในการ
ใช้ควบคุมอันตรายที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมในการท างาน จากการผสมผสานความรู้ทางด้านอาชีวอนามัย
และความปลอดภัย วิศวกรรม และการบริหารจัดการ เพื่อลดปริมาณหรือลดโอกาสการสัมผัสอันตราย

จากสิ่งแวดล้อมในการท างาน ไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ และ/หรืออันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน

5. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

5.1 หน่วยงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยต่างประเทศ
5.1.1 American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH)

(ACGIH®), 2017) เป็นองค์กรสมาชิกนักสุขศาสตร์อตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลกที่มีการ
แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นทางด้านสุขศาสตร์อตสาหกรรม เพอการปรับปรุงการ

ื่

ให้บริการทางด้านสุขภาพอนามัยของคนงานในอตสาหกรรม พฒนาระบบบริหารจัดการเพอป้องกัน

ื่
สุขภาพอนามัยของคนงาน ปรับมาตรฐานและเทคนิคในการดูแลสุขภาพของคนงานในโรงงาน
อตสาหกรรมเพอความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน คณะกรรมการ ACGIH จะท าหน้าที่ก าหนดค่า

ื่
Threshold limit Value (TLV) และ Biological exposure indices (BEIs) นอกจากนั้นยังจัดตั้ง
Foundation for Occupational Health & Safety (FOHS) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุน
ทุนการศึกษาวิจัยทางด้านอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม เพอพฒนาและปรับปรุงองค์ความรู้ทางด้าน
ื่

อาชีวอนามัย สุขภาพสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการสาธารณสุข

8


การคาดคะเน (Anticipation) 1. มีการตรวจสอบสารเคมีและกระบวนการที่ก าลังจะเรมใหม่
ิ่
ทั้งหมด รวมทั้งในกรณีการปรับเปลี่ยนสารเคมีที่ใช้และ/หรือ
กระบวนการผลิต
2. มีการประเมินอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต
(Process) และขั้นตอนในการปฏิบัติงาน (Procedure) เป็น
ประจ าทุกปี
การตระหนัก (Recognition) 1. การสร้างไฟล์หรือ ฐานข้อมูลทางด้านอาชีวอนามัยและความ
ปลอดภัย ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อเสนอแนะ
เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง
2. มีการจ าแนกระดับของอนตรายของสภาพแวดล้อมในการ

ท างาน พร้อมทั้งแผนการในการประเมินและการตรวจสอบ
การประเมิน (Evaluation) 1. จัดท าแผนในการประเมินการรับสัมผัสอนตรายที่เกิดจาก

สภาพแวดล้อมในการท างานอย่างเหมาะสม
2. มีการจัดเก็บเอกสารรายละเอยดผลการประเมินอนตรายที่


เกิดจากสิ่งแวดล้อมในการท างาน
การควบคุม (Control) 1. ท าการควบคุมอันตรายจากการท างานนั้น ๆ ตามขั้นตอนและ

เป็นไปตามกฎหมายก าหนด
2. มีการจัดท าโปรแกรมการดูแลและซ่อมแซมวัสดุ อปกรณ์

เครื่องจักรที่ใช้ในการท างานทั้งหมด
3. มีระบบการบริหารจัดการทางด้านอาชีวอนามัยที่เข้มแข็ง
4. มีระบบการสื่อสารประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับงานทางด้านอาชีวอ

(American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH), 2016) นามัยที่มีประสิทธิภาพ

แผนภูมที่ 1.2 แสดงตัวอย่างลักษณะงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม

ที่มา: จาก Section 4 Industrial Hygiene: Best Practices in Safety Professionals Handbook: Technical
Applications (Vol. II) (น. 827), โดย Mansdorf S. Z. In Haight J. M. (Ed.), 2012,. USA: American

Society of Safety Engineers - ASSE.

5.1.2 Occupational Safety and Health Administration (OSHA) (Occupational Safety

and Health Administration, 2016) เป็นหน่วยงานของกระทรวงแรงงานของประเทศสหรัฐอเมริกา
มีหน้าที่หลักในการออกกฎหมาย มาตรฐาน ทางด้านสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย มาตรฐานของ
OSHA เรียกว่า Permissible exposure limited (PELs) นอกจากนั้นยังท าหน้าที่ฝึกอบรม เผยแพร่
และตรวจสอบความปลอดภัยในสถานที่ท างาน

5.1. The National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH)
3
(Centers for Disease Control and Prevention, 2015) มีหน้าที่ท าการศึกษาวิจัยทางด้าน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ตรวจสอบอนตรายทางด้านต่างๆ และให้ค าแนะน าในการออก

ข้อก าหนดกฎหมายแก่ OSHA พฒนามาตรการเกี่ยวกับการใช้สารพษและระดับของสารเคมีที่


ปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานระดับของสารที่เสนอแนะโดย NIOSH เรียกว่า Recommended Exposure

9


Limit (RELs) สนับสนุนข้อมูลหลักเกี่ยวกับวิธีมาตรฐานในการเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมในการท างานที่

เป็นที่รู้จักกันคือ NIOSH Manual of Analytical Method หรือที่เรียกว่า NIOSH method และ
ฐานข้อมูลความปลอดภัยที่เกี่ยวกับสารเคมี ที่รู้จักกันในชื่อของ NIOSH Pocket Guide to Chemical
Hazards
5.1.4 American Industrial Hygiene Association (AIHA) (American Industrial

Hygiene Association, 2016) เป็นสมาคมด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรมประเทศสหรัฐอเมริกาท าหน้าที่
ร่วมกับ American Board of Industrial Hygiene ให้บริการฝึกอบรมเกี่ยวกับงานทางด้านสุขศาสตร์
อุตสาหกรรมและความปลอดภัย
5.1.5 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) (WHO, 1994) มี


ส านักงานด้านอาชีวอนามัย ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ท าการศึกษาวิจัย พฒนา
วิธีการตรวจวัดประเมิน จัดส่งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญไปช่วยให้ค าปรึกษาแนะน าทางด้านสุขภาพ รวมทั้ง
ในงานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ค าขวัญขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับงานทางด้าน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย คือ “Occupational Health for ALL” หรือ อาชีวอนามัยเพื่อทุกคน

5.1.6 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization: ILO)
(International Labour Organization (ILO), 2016) ส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม ความเป็นธรรมใน
ิ่
การใช้แรงงาน การเพมผลผลิต ยกมาตรฐานความเป็นอยู่ของลูกจ้าง ให้ความช่วยเหลือประเทศ
สมาชิก
5.2 หน่วยงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในประเทศไทย ทั้งนี้ สุดาว เลิศวิสุทธิไพบูลย์
(2554) ได้แบ่งหน่วยงานออกเป็น
5.2.1 กระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานส่วนกลาง มีบทบาทหน้าที่หลักทางด้านอาชีวอนามัย
คือการก ากับและคุ้มครองแรงงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ดูแลความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีใน

การท างาน การดูแลให้แรงงานได้รับค่าตอบแทนจากการท างานที่เป็นธรรม รวมทั้งดูแลให้แรงงานมี
หลักประกันที่มั่นคงในการด ารงชีวิต โดยมีหน่วยงานผู้รับผิดชอบตามล าดับดังนี้
1) กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีบทบาทหน้าที่ในการก าหนดและพฒนา

มาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ก ากับดูแลการคุ้มครองแรงงานให้เป็นไปตาม
กฎหมาย และส่งเสริมและพฒนาการคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ


สภาพแวดล้อมในการท างาน แรงงานสัมพนธ์สวัสดิการแรงงานและมาตรฐานแรงงานไทย ซึ่งจะ
ื่
ท างานร่วมกับหน่วยงานย่อยอน ๆ ที่สังกัดในกรมฯ ได้แก่ กองตรวจความปลอดภัย สถาบันความ
ปลอดภัยในการท างาน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในสังกัดกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
2) ส านักงานประกันสังคม บทบาทหน้าที่หลักของหน่วยงานคือการบริหารจัดการ
หลักประกันทางสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพทั้งในกรณีการเจ็บป่วยด้วยโรคทั่วไป ซึ่งจะมีส านักงานใน
ื้
ื้
เขตพนที่กรุงเทพฯ อยู่ทั้งหมด 12 เขตพนที่ และส านักงานประกันสังคมจังหวัดในทุกจังหวัด
นอกจากนี้ยังมีส านักงานกองทุนเงินทดแทน ท าหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุนในการจ่ายเงิน
ทดแทนให้แก่ลูกจ้างในกรณีการเจ็บป่วย สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ ตลอดจนการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นการ
การท างาน

10


5.2.2 กระทรวงอตสาหกรรม เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทงานทางด้านอาชีวอนามัยและ

ความปลอดภัยในการก ากับดูแลการประกอบธุรกิจอตสาหกรรมให้มีการพฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน


เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ชุมชนและสังคม โดยจะเน้นในเรื่องความ
ปลอดภัยของอาคารสถานที่ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในการท างาน

ื้
5.2.3 กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟนฟสุขภาพ
ของประชาชน โดยกระทรวงฯ จะมีหน้าที่รับผิดชอบทางด้านอาชีวอนามัยเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน

และควบคุมโรคและอนตรายที่คุกคามต่อสุขภาพจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม การให้ความรู้และ


ความแนะน าในการเฝ้าระวัง ป้องกนและควบคุมโรคและอนตรายที่คุกคามต่อสุขภาพจากการประกอบ
ื้

อาชีพและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการวินิจฉัยโรคจากการประกอบอาชีพ และการฟนฟสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน
โดยอาศัยหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการด าเนินงาน ดังแผนภูมที่ 1.3 โดยหน่วยงานส่วน

ภูมิภาคที่มีบทบาทหลักงานทางด้านอาชีวอนามัยคือ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัด กลุ่มงาน และ
โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล ตามล าดับ


กระทรวงสาธารณสุข



กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์


ส านักงานสาธารณสุขจังหวัด
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและ
สิ่งแวดล้อม กลุ่มงาน Env-Occ

โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป

โรงพยาบาลชุมชน
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล



แผนภูมิที่ 1.3 แสดงโครงสร้างหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับงานทางด้านอาชีวอนามัย

5.2.4 องค์กรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านอาชีวอนามัยในประเทศไทย (เกียรติศักดิ์ บัตร

สูงเนิน, 2557) ส่วนใหญ่เกิดจากการรวมกลุ่มของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) นักวิชาการทางด้าน
ื่
อาชีวอนามัย แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ พยาบาลอาชีวเวชศาสตร์ ผู้ประกอบอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพอ
การพัฒนางานทางด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน ได้แก่
1) สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการท างาน (ประเทศไทย) (Safety and

Health at Work Promotion Association: SHAWPAT)
2) สมาคมอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการท างาน (ส.อ.ป.)
3) สมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย

11


4) สมาคมการพยาบาลอาชีวอนามัยแห่งประเทศไทย

5) สมาคมการยศาสตร์ไทย (Ergonomics Society of Thailand: EST)
6) ชมรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยจังหวัด

สรุปหน่วยงานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในต่างประเทศจะมี ACGIH เป็น

หน่วยงานที่ส าคัญโดยนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมจากทวโลกจะท าการศึกษาวิจัยข้อมูล
ั่
ทางด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัย รวมถงก าหนดค่า TLV) และ BEIs เพอเสนอต่อหน่วยงานที่
ื่



เป็นผู้ออกกฎหมายอนได้แก่ OSHA และ NIOSH ในการพิจารณาออกเป็นกฎหมายควบคุมอนตรายที่
จะเกิดจากการท างาน นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่ดูแลสุขภาพ และสวัสดิการต่าง ๆ แก่แรงงาน เช่น

AIHA WHO และ ILO อกด้วย ในส่วนของประเทศไทยหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนงานทางด้าน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย คือ กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานสังคม
ื่
ื่
โดยมีหน่วยงาน องค์กรอน ๆ เป็นหน่วยงานสนับสนุน เพอที่จะให้ข้อมูลและร่วมกันท ากิจกรรมที่

สนับสนุนให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมการท างานที่ปลอดภัยและถกสุขลักษณะ

6. บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ทั้งนี้ เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน (2557)
และ สุดาว เลิศวิสุทธิไพบูลย์ (2554) ได้แบ่งบุคลากรที่มีเกี่ยวข้องในงานอาชีวอนามัยและความ

ปลอดภัย 4 กลุ่มดังนี้
6.1 บุคคลากรทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มีบทบาทหน้าที่ในส่งเสริมสุขภาพ
อนามัยของผู้ประกอบอาชีพ ป้องกันอนตรายจากการสัมผัสสิ่งคุกคามจาการท างาน รวมทั้งเฝ้าระวัง

และควบคุมสิ่งคุกคามจากการท างาน เพอให้ผู้ประกอบอาชีพเหล่านั้นมีสุขภาพอนามัยที่ดีปราศจาก
ื่
โรคภัยไข้เจ็บ บุคคลที่มีหน้าที่ทางด้านนี้ได้แก่

6.1.1 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) (Safety Officer) ลูกจ้างที่นายจ้างแต่งตั้งให้เป็น
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ตามกฎกระทรวง ก าหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความ
ปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน พ.ศ. 2549 ซึ่งจ าแนกไว้ได้ 5 ระดับ คือ

ระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร ระดับเทคนิค ระดับเทคนิคชั้นสูง และระดับวิชาชีพ ข้อก าหนดในการ
ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในแต่ละระดับขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการ โดยบทบาทหน้าที่ของ
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพตามที่ กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครอง
แรงงาน ก าหนดต้องประกอบด้วย

1) ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย
อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน

ื่
2) วิเคราะห์งานหรือเพอชี้บ่งอนตราย รวมทั้งก าหนดมาตรการป้องกันหรือขั้นตอน
การท างาน อย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้าง
3) ประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการท างาน
4) วิเคราะห์แผนงานโครงการ รวมทั้งข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่าง ๆ และ
เสนอแนะมาตรการความปลอดภัยในการท างานต่อนายจ้าง

12


5) ตรวจประเมินการปฏิบัติงาของสถานประกอบกิจการให้เป็นไปตามแผนงาน

โครงการหรือมาตรการความปลอดภัยในการท างาน
6) แนะน าให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับและคู่มอความปลอดภัยในการท างาน

ื่
7) แนะน า ฝึกสอน อบรมลูกจ้างเพอให้การปฏิบัติงานปลอดจากเหตุอันจะท าให้เกิด
ความไม่ปลอดภัยในการท างาน

8) ตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการท างาน หรือด าเนินการร่วมกับบุคคล
หรือหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นผู้รับรองหรือตรวจสอบเอกสาร
หลักฐานรายงานในการตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการท างานภายในสถานประกอบกิจการ
9) เสนอแนะต่อนายจ้างเพอให้มีการจัดการด้านความปลอดภัยในการท างานที่
ื่
เหมาะสมกับสถานประกอบกิจการและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
10) ตรวจสอบหาสาเหตุ และวิเคราะห์การประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิด

เหตุเดือดร้อนร าคาญอนเนื่องจากการท างาน และรายงานผล รวมทั้งเสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อป้องกัน
การเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า

11) รวบรวมสถิติ

6.1.2 นักสุขศาสตร์อตสาหกรรม/อาชีวสุขศาสตร์ (Industrial Hygienist) ได้แก่ นักสุข
ศาสตร์อตสาหกรรมหรือนักสุขศาสตร์ เป็นนักอาชีวอนามัยระดับวิชาชีพซึ่งมีหน้าที่ในการสืบค้น

ตรวจวัด ประเมินอันตรายจากสิ่งแวดล้อมในการท างาน เพื่อป้องกันโรคจากการท างาน
6.1.3 นักการยศาสตร์/เออร์โกโนมิกส์ (Ergonomists) เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการศึกษา

ทางด้านการยศาสตร์ ซึ่งอาจจะเป็นนักอาชีวอนามัย นักสุขศาสตร์ หรือวิศวกรอตสาหการ มีหน้าที่

ออกแบบสถานีงาน วัสดุ อปกรณ์ และเครื่องจักร ตลอดจนปรับปรุงสภาพการท างาน เครื่องมือ
ท่าทางหรือวิธีการท างานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการท างานของผู้ประกอบอาชีพ

6.2 บุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Professional Care) เป็นบุคลากรในกลุ่ม
วิชาชีพต่าง ๆ ที่มีบทบาทในด้านการส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค และการฟื้นฟู
ซึ่งอยู่ในภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชน อันประกอบไปด้วย

6.2.1 แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ (occupational medicine physician) เป็นแพทย์ที่ซึ่งจบ
การศึกษาด้านอาชีวอนามัยในระดับปริญญาตรี โทหรือเอก หรือ ได้รับวุฒิบัตรหรือผ่านการอบรมด้าน
อาชีวเวชศาสตร์ (หลักสูตร 8 สัปดาห์) โดยมีบทบาทหน้าที่ในการการวินิจฉัยโรคที่เกิดขึ้นว่าเกิดจาก
การท างานหรือเกี่ยวเนื่องจากการท างานหรือไม่ รักษาและดูแลโรคจากการประกอบอาชีพที่เกิดขึ้น

รวมทั้งป้องกันการเจ็บป่วยซ้ าของผู้ปฏิบัติงานต่อไป
6.2.2 พยาบาลอาชีวเวชศาสตร์ (occupational health nurse) เป็นพยาบาลซึ่งจบการศึกษา
ด้านอาชีวอนามัยในระดับปริญญาตรี โทหรือเอก หรือพยาบาลที่ได้รับการอบรมด้านอาชีวอนามัย
(หลักสูตร 2 สัปดาห์หรือต่อเนื่อง 4 เดือน) มีบทบาทหน้าที่ใน ปฐมพยาบาล การดูแลรักษาพยาบาล

พนักงานและคนงานหรือผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมและชุมชน
6.2.3 นักวิชาการสาธารณสุข (Public Health Officer) เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่จบ
การศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ หรือสาธารณสุขชุมชนในระดับปริญญาตรี โทหรือเอก โดยบทบาทหน้าที่
หลักจะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการด าเนินงานทางด้านอาชีวอนามัยในชุมชน มุ่งเน้นการดูแล

13


และส่งเสริมสุขภาพกลุ่มแรงงานนอกระบบ (Informal Workers) เช่น เกษตรกร ผู้รับงานไปท าที่บ้าน


ผู้รับเหมาช่วงงานอตสาหกรรมไปท าที่บ้าน (Industrial Outworkers) ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะอยู่
นอกเหนือการดูแลของวิชาชีพเฉพาะอย่างเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) และเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับ

การคุ้มครองจากกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่ต้องเผชิญกับปัจจัยที่ก่อให้เกิดอนตรายจากการ
ประกอบอาชีพไม่แตกต่างจากแรงงานในระบบ

ื้
6.2.4 นักเวชศาสตร์พนฟ ในงานทางด้านอาชีวอนามัยงานเวชศาสตร์ฟนฟจะประกอบไป


ื้
ด้วย 2 หน่วยงานท างานประสานกัน คือ
1) การฟนฟสมรรถภาพทางการแพทย์ (Medical rehabilitation) ประกอบไปด้วย

ื้
ื้

ได้แก่แพทย์เวชศาสตร์พนฟ นักกายภาพบ าบัด นักจิตบ าบัด นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ เป็นการฟนฟ ู
ื้
สภาพร่างกายและจิตใจหลังการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพ มุ่งเน้นการมีสุขภาพ
ร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงเพื่อกลับมาท างานได้ตามปกติ
ื้
2) การฟนฟสมรรถภาพด้านอาชีพ (Vocational rehabilitation) เป็นหน้าที่หลักของ

ื้
ที่ปรึกษาด้านอาชีพ หน่วยงานที่รับผิดชอบหลักคือ ศูนย์ฟนฟูสมรรถภาพคนงาน ส านักงานประกันสังคม

ื้
เป็นการฟนฟสมรรถภาพได้ปรับตัวหรือทักษะในงานอาชีพให้เหมาะสมกับสภาพความบกพร่องของ
ร่างกายและความถนัด ให้เกิดความมั่นใจที่จะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน หรือประกอบอาชีพอิสระ
6.3 วิศวกร (Engineer) บทบาทหน้าที่ของวิศวกรในงานทางด้านอาชีวอนามัยและความ


ปลอดภัยส่วนใหญ่ คือ การประยุกต์ความรู้ในการออกแบบ การพฒนาอปกรณ์ โครงสร้าง และการ
ควบคุมการผลิตให้มีความปลอดภัยและเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย
6.4 บุคลากรในสถานประกอบการ ประกอบไปด้วย นายจ้าง (Employer) ลูกจ้าง
(Employee) และหน่วยงานแรงงานสัมพันธ์ต่าง ๆ
6.4.1 นายจ้าง (Employer) เป็นบุคคลส าคัญในการบริหาร จัดการ และด าเนินงาน

ทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในองค์กร โดยผู้บริหารระดับสูงสุดจะเป็นผู้ก าหนดนโยบายที่
ก ากับดูแลระบบเพอแสดงความมุ่งมั่นในการด าเนินการบริหารด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ
ื่
สภาพแวดล้อมในการท างาน ที่มีความสอดคล้องกับกฎหมายและข้อก าหนดที่เกี่ยวข้อง และมีการ

ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง คล้ายเป็นค าสั่งที่ลูกจ้างทุกคนต้องปฏิบัติและให้ความส าคัญเทียบเท่า
ภาระหน้าที่ประจ า
6.4.2 ลูกจ้าง (Employee) เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมในการท างานโดยตรง
สุขภาพที่ดีของลูกจ้างเป็นเป้าหมายหลักของด าเนินงานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย


นอกจากนั้นลูกจ้างยังเป็นแหล่งข้อมูลขั้นตอนการท างาน วิธีการท างาน อนตรายจากการท างาน

ปัญหา อปสรรคในการท างานอย่างปลอดภัย รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการอาชีวอนามัย
ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการท างาน
6.4.3 หน่วยงานแรงงานสัมพนธ์ต่าง ๆ เป็นองค์กรลูกจ้างในหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตาม

ื่
กฎหมาย เพอส่งเสริมความสัมพนธ์อนดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เป็นสื่อกลางในการแสวงหาและ


คุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
สรุปได้ว่าคณะท างานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ประกอบด้วย 1)
บุคคลากรทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เช่น เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพ

14



นักสุขศาสตร์อตสาหกรรม 2) บุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้แก่ แพทย์

อาชีวเวชศาสตร์ พยาบาลอาชีวเวชศาสตร์ นักเวชศาสตร์พื้นฟ นักวิชาการสาธารณสุข 3) วิศวกร และ
4) บุคลากรในสถานประกอบการ นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้หน่วยงานแรงงานสัมพันธ์ต่าง ๆ ขึ้นกับขนาดและ
ลักษณะของหน่วยงานผู้ท างานทุกคนต้องท างานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมการท างานที่ปลอดภัย
และดูแลสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ


7. ปัญหาทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ปัญหาด้านอาชีวอนามัยของกลุ่มประเทศต่าง ๆ จะแตกต่างกันไปตามลักษณะของประเทศ
โดยทั่วไปดังนี้

7.1 แบ่งตามโครงสร้างลักษณะด้านเศรษฐกิจและความเจริญของประเทศ โดย วิทยา อยู่สุข,
(2555) ได้แบ่งปัญหาออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

7.1.1 กลุ่มประเทศที่พฒนาแล้ว (Developed Countries) เป็นกลุ่มที่มีความเจริญ
ทางด้านเทคโนโลยีสูง ประชากรมีการศกษาดี เศรษฐกิจของส่วนรวมดี รายได้ต่อหัวสูง แรงงานในกลุ่ม

ประเทศเหล่านี้จะมีความตระหนักถึงปัญหาทางด้านอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการท างานเป็น
อย่างมาก องค์กร และหน่วยงานหลักทางด้านอาชีวอนามัยจะอยู่ในกลุ่มประเทศนี้ส่งผลต่อการพัฒนา

เทคนิควิธีการประเมินและการควบคุมอนตรายจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมในการท างานก้าวหน้าและ
ทันสมัยอยู่เสมอ การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเคร่งครัด
7.1.2 กลุ่มประเทศก าลังพฒนา (Developing Countries) เป็นกลุ่มประเทศที่ก าลัง

พัฒนา ปัญหาทางงานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเกิดจากการขาดความสนใจของภาครัฐ
ในเรื่องดังกล่าว การศึกษาของประชากรอยู่ในระดับปานกลางจนถึงต่ า รายได้ประชากรต่อหัวอยู่ใน
ระดับปานกลางถึงต่ าส่งผลต่อทัศนคติของแรงงาน โดยส่วนใหญ่จะให้ความสนใจรายได้เพอการ
ื่
ด ารงชีวิตมากกว่าความปลอดภัยของตัวเอง กระบวนการผลิตจะรับเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาจาก
ประเทศที่พัฒนาแล้วมาใช้ โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรม และการบังคับใช้กฎระเบียบที่อ่อนแอ
7.1.3 กลุ่มประเทศด้อยพฒนา (Under Develop Countries) เป็นกลุ่มประเทศที่ล้า

หลังสุดความเจริญต่าง ๆ ยังเข้าไปไม่ถึง การศึกษาของประชากรต่ า รายได้ต่อหัวต่ ามาก เศรษฐกิจของ

ประเทศชาติไม่ดีต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภายนอก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการพฒนาประเทศ
ต้องพึ่งพาอาศัยประเทศอื่น ๆ เลี้ยงตัวเองไม่ได้
สรุปแล้วประเทศที่ก าลังพัฒนานั้น เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องประสบปัญหาทางด้านอาชีวอนามัย

มากที่สุด เนื่องจากก าลังมีการเปลี่ยนแปลงประเทศจากงานเกษตรกรรมไปเป็นงาน งานอุตสาหกรรมมี
การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่มากมาย รับนวัตกรรมการประกอบชีพจากประเทศที่พฒนาแล้วเป็นส่วน

ใหญ่ โดยไม่ได้ตระหนักถึงอนตราย ประชาชนวัยแรงงานส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในการใช้เทคโนโลยี

สนใจรายรับมากกว่าความปลอดภัยในการท างาน

7.2 แบ่งตามขนาดของชุมชน โดย Nuwayhid (2004) ได้แบ่งปัญหาออกเป็น 3 เขตชุมชน ได้แก่
7.2.1 ชุมชนชนบท (Rural Community) มีประชากรอยู่ไม่หนาแน่น มีการกระจายตัว
เป็นกลุ่มแต่อยู่ในสังคมเดียวกัน มีประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่นตนเอง มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด
ปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาสาธารณสุขพนฐาน โรคติดเชื้อ การประกอบอาชีพส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม
ื้

15



แรงงานนอกระบบ เช่น เกษตรกรรม วิสาหกิจชุมชน และการรับงานไปท าที่บ้าน อนตรายจากการ
ื่
ประกอบอาชีพได้แก่ มีการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และปัจจัยอน ๆ คล้ายคลึงกับผู้ประกอบอาชีพในชุมชน
อื่น ภาวะสุขภาพส่วนใหญ่ผู้ประกอบอาชีพเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตนเอง อุบัติเหตุมักเกิดจากการจราจร
เป็นหลัก
7.2.2 ชุมชนเมือง (Urban Community) เป็นศูนย์รวมของกิจกรรมด้านต่าง ๆ มี

ประชากรหนาแน่นแออัด การติดต่อกันตามมารยาทสังคม ไม่มีความใกล้ชิดกันเท่าที่ควร อันตรายจาก

การประกอบอาชีพได้แก่ สภาพการท างานไม่ดี ความเครียดจากการท างาน มีมลพษในอากาศสูง
การจราจรหนาแน่ อุบัติเหตุการจราจร
7.2.3 ชุมชนอตสาหกรรม (Industrial Community) เป็นชุมชนพเศษที่รวมโรงงาน


อุตสาหกรรมมาอยู่รวมกันในรูปนิคมอุตสาหกรรม มีการออกกฎหมายเฉพาะ มีแรงงานอยู่รวมกันเป็น
จ านวนมาก ปัญหาที่พบเกิดจากมลพิษและมักส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบก่อให้เกิดความเดือดร้อน
ร าคาญ มีการแย่งใช้ทรัพยากรระหว่างโรงงานกับชุมชน อนตรายจากการประกอบอาชีพสูงแต่ได้รับ

การควบคุมและดูแลจากสถานประกอบการอย่างเคร่งครัด ภายใต้กาควบคุมของการนิคมอุตสาหกรรม

สรุปปัญหาทางด้านอาชีวอนามัยจะมีความแตกต่างกันออกไปตามลักษณะชุมชน กล่าวคือ
ชุมชนชนบทปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากงานเกษตรกรรมมากที่สุด ในขณะที่ชุมชนเมือง ปัญหาเกิดจาก


สภาพการท างานไม่ดี ความเครียดจากการท างาน มีมลพษในอากาศสูง การจราจรหนาแน่ อบัติเหตุ

การจราจร ชุมชนอตสาหกรรม ปัญหาเกิดจากมลพษส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ อันตรายจากการ


ประกอบอาชีพสูงแต่เป็นเขตที่มีการควบคุมและดูแลปัญหาอนอาจเกิดจากการประกอบอาชีพจากการ
นิคมอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัดกว่าชุมชนชนบท และชุมชนเมือง

8. การจัดบริการอาชีวอนามัย (Occupational Health Services: OHS)

การบริการที่จัดขึ้นในสถานประกอบการหรือใกล้กับสถานประกอบการ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะ
ส่งเสริมและด ารงไว้ ซึ่งสุขภาพอนามัยที่ดี ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้ประกอบอาชีพทุกอาชีพ



และรวมทั้งการควบคุมป้องกันโรคภัยไข้เจ็บอนเกิดจากอนตรายที่เป็นพษภัยในการปฏิบัติงาน เช่น
จากความร้อน แสง เสียง ความสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง ก๊าชพษ สารเคมี ไอระเหย ควัน ตลอดจน

อุปกรณ์และเครื่องมือในการท างาน เช่น เครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องใช้ต่าง ๆ

กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ขอบเขตของการบริการอาชีวนอามัย จะมีมากหรือน้อยเพยงใด
ย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคม และเศรษฐกิจของประเทศ


และของโรงงานเองและยังขึ้นอยู่กับอนตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายในสถานประกอบการว่ามีมาก

น้อยเพยงใด นอจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นมาตรการในการจัดบริการ
อาชีวอนามัยที่ทางสถานประกอบการต้องยึดเป็นหลักปฏิบัติด้วย อย่างไรก็ตามขอบเขตของ การ
จัดบริการอาชีวอนามัย ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่ง 2 ประการ

1) การบริการให้คนท างานมีสุขภาพอนามัยที่ดีและมีความปลอดภัยในการท างาน ซึ่งเป็นการ
ด าเนินงานทั้งเชิงรุกและเชิงรับ
2) การปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อมการท างานให้เหมาะสมมิให้สิ่งแวดล้อมดังกล่าวเป็นสาเหตุ
คุกคามต่อสุขภาพอนามัยได้

16


8.1 การจัดรูปงานอาชีวอนามัยในประเทศไทย

8.1.1 การจัดรูปแบบงานอาชีพอนามัยตามขนาดองค์กร ตามส านักโรคจากการประกอบ
อาชีพและสิ่งแวดล้อม (2556) สามารถแบ่งออกได้ เป็น 3 ระดับ
1) การจัดบริการอาชีวอนามัยระดับปฐมภูมิ เป็นการบริการที่จัดให้กับแรงงานใน
ชุมชน เป็นหน่วยบริการที่ใกล้ชิดผู้ประกอบอาชีพมากที่สุด อาจจัดโดยสถานประกอบการเอง (Basic

Occupational Health Services; BOHS) หรือจัดในสถานบริการสาธารณสุขระดับต้น เช่น
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล (รพ.สต.) เน้นการป้องกันโรค การควบคุมโรคและ การเฝ้าระวัง
สุขภาพ เช่น การประเมินความเสี่ยงจากการท างานอย่างง่ายโดยใช้การสังเกต หรือแบบสอบถาม การ
ตรวจคัดกรองที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สูง รวมถึงการให้สุขศึกษา ค าปรึกษา การประสาน

และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขด้านอาชีวอนามัย (อส.อช)
ื้
และหน่วยงานภาครัฐในพนที่ ในการจัดการปัญหาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของแรงงานในชุมชน การ
ส่งเสริมสุขภาพที่ผสมผสานกับการจัดบริการสาธารณสุขอน ๆ นอกจากนี้ยังด าเนินงานการคัดกรอง
ื่
ภาวะสุขภาพ คัดกรองโรคจากการประกอบอาชีพเบื้องต้น การปฐมพยาบาล และการส่งต่อผู้ป่วย

ส านักโรคจากการประกอบอาชีพ (2556) ได้ก าหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยบริการอาชีวอนามัยระดับ
ปฐมภูมิ ไว้ดังนี้
1.1) เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพส าหรับเกษตรกร และแรงงาน

ในชุมชนกลุ่มอื่น ๆ
ื่
1.2) จัดตั้งคลินิกสุขภาพเกษตรกร เพอดูแลสุขภาพเกษตรกรอย่างครบวงจร
และต่อเนื่อง
ื่

1.3) พฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขด้านอาชีวอนามัยในชุมชนเพอการดูแล
สุขภาพและการจัดการปัญหาของเกษตรกรอย่างมีส่วนร่วม
1.4) เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของเกษตรกร และแรงงานกลุ่มอน ๆ
ื่
ในชุมชน

1.5) สื่อสารข้อมูลภาวะสุขภาพและอนตรายจากสิ่งแวดล้อมในการประกอบ

อาชีพแกชุมชน เพื่อการวางแผนป้องกันและควบคุมปัญหาสุขภาพอนเกิดจากการประกอบอาชีพ โดย

เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน
2) การจัดบริการอาชีวอนามัยระดับทุติยภูมิ เป็นการจัดบริการทางด้าน อาชีวอ
นามัยให้แก่คนท างานในอาชีพต่าง ๆ ที่จัดโดยโรงพยาบาลชุมชน/ทั่วไป/ศูนย์ ที่มีภารกิจในด้านการ

รักษาพยาบาลที่ไม่ซับซ้อนมากนัก โดยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และเฉพาะทาง ใช้เทคโนโลยีทาง
การแพทย์ที่สูงขึ้นในการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงโรคจากการประกอบอาชีพ สนับสนุนการจัด
จัดบริการอาชีวอนามัยระดับปฐมภูมิและหน่วยบริการปฐมภูมิที่อยู่ภายใต้ CUP ของโรงพยาบาล มี
ระบบส่งต่อผู้ป่วยเพอการรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือหน่วยงานสาธารณสุขอาเภอ (สสอ.) ที่เน้นการ
ื่


ป้องกันโรค การควบคุมโรคและการเฝ้าระวังสุขภาพในระดับอาเภอ รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุนการ
ท างานของหน่วยบริการอาชีวอนามัยระดับปฐมภูมิ
3) การจัดบริการอาชีวอนามัยระดับตติยภูมิ เป็นการจัดบริการอาชีวอนามัยให้แก่
คนท างานในอาชีพต่าง ๆ ที่จัดโดยโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูง เช่น โรงพยาบาลทั่วไป หรือ

17


โรงพยาบาลศูนย์บางแห่งที่มีแพทย์เชี่ยวชาญทางด้านอาชีวอนามัย รวมทั้งมีความพร้อมทางด้าน

ื่
ื่
บุคลากรอน ๆ เช่น มีแพทย์เฉพาะทางสาขาอน ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเครื่องมือต่าง ๆ เน้นการ
วินิจฉัยโรค รักษาพยาบาลโรคจากการท างานที่ซับซ้อน ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สูง หรือ

หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ที่เน้นการจัดท าแผนป้องกนโรค การควบคุมโรคและการเฝ้าระวัง
สุขภาพในระดับจังหวัด จัดท าตัวชี้วัดการดูแลสุขภาพกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุนการ

ท างานของหน่วยบริการอาชีวอนามัยระดับปฐมภูมิ พัฒนาศักยภาพบุคคลกรทางสาธารณสุขทกระดับ

ให้มีความรู้ทางด้านอาชีวอนามัย นิเทศติดตาม ประเมินมาตรฐานการจัดบริการ
8.1.2 การจัดรูปแบบงานอาชีพอนามัยตามลักษณะงาน อาจแบ่งออกได้ 3 ลักษณะงาน
หลัก ได้แก ่

1) การจัดการบริการเชิงรุก เป็นงานที่เน้นหนักในการส่งเสริมสุขภาพอนามัย การ

ป้องกันโรค การควบคุมโรคและการเฝ้าระวังสุขภาพจากการประกอบอาชีพ การประสานความร่วมมอ
ชุมชน ท้องถิ่น การพฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้านในการดูแลสุขภาพ

ื่
เกษตรกร และแรงงานในชุมชนกลุ่มอน ๆ ซึ่งในด้านการควบคุมและป้องกันจะท าการป้องกันและ
ควบคุมโรคอันเนื่องจากการประกอบอาชีพ (Prevention and Control of Occupational Diseases)


และ การป้องกันและควบคุมอนตรายอนเกิดจากการประกอบอาชีพ (Prevention and Control of
Occupational Injuries) การประเมินความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมในการท างาน รวมทั้งการให้สุขศึกษา
เกี่ยวกับงานทางด้านอาชีวอนามัย และการสื่อสารข้อมูลผลกระทบทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมใน
การท างานและชุมชนทั่วไป
2) การจัดการบริการเชิงรับ เป็นการจัดบริการทางด้านอาชีวอนามัยที่เน้นงาน
ื้
เกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค การปฐมพยาบาล รักษาพยาบาล การส่งต่อ และการฟนฟูร่างกายให้แก่ให้แก่
คนท างานเมื่อเกิดอันตราย หรือเกิดโรคจากการท างานแล้ว

8.2 ขั้นตอนการด าเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ื่
ส าหรับขั้นตอนการท างานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่น ามาใช้เพอให้งานด้านอาชีวอนามัยและ
ความปลอดภัยบรรลุถึงวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่วางไว้นั้น วิทยา อยู่สุข (2542) ได้แบ่งขั้นตอน

การด าเนินงานออกเป็น 5 ขั้นตอนหลักดังนี้

8.2.1 การจ าแนกปัญหาและอนตราย (Problems and Hazards Identification) เป็น

ขั้นตอนแรกของการท างาน มีความจ าเป็นต้องค้นหาปัญหาและอนตรายที่มีในสถานที่ท างาน
โดยเฉพาะอันตรายหลัก ๆ (Potential Hazards) ของสถานประกอบการต่าง ๆ เทคนิควิธีการที่ใช้นั้น


ไม่มีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน ไม่จ าเป็นต้องใช้เครื่องมืออปกรณ์เข้ามาเสริมมาก ใช้ประสบการณ์

ความเคยชิน สัญชาติญาณประจ าตัวของผู้ตรวจสอบ หรือมีเครื่องมือง่าย ๆ ที่สามารถอานค่าได้ทันที
มาประกอบด้วย จะท าให้การตัดสินใจท างานเร็วขึ้น
8.2.2 การประเมินขนาดของปัญหาและอนตราย (Hazards Evaluation) เป็นขั้นตอนถัด

มาของการท างานด้านนี้ เมื่อทราบเบื้องต้นว่าในสถานที่ท างานมีอนตรายแอบแฝงอยู่จากการจ าแนก

หาขั้นต้นแล้ว ขั้นตอนนี้จะใช้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาส ารวจตรวจสอบว่าอนตรายที่จ าแนกได้นั้นมีจริง

หรือไม่ อยู่ในระดับใด มีโอกาสท าให้เกิดความรุนแรงต่อไปหรือไม่

18



8.2.3 การเปรียบเทียบขนาดของอนตราย (Hazards Interpretation) การที่จะทราบ


ความรุนแรงของอนตรายต่าง ๆ ที่ได้จากขั้นตอนการตรวจวัดตรวจสอบมาได้ว่ามีอนตรายจริงหรือไม่
อยู่ในระดับใดต้องมีการน ามาเปรียบเทียบประเมินกับมาตรฐานที่มีอยู่เช่น มาตรฐานด้านกฎหมาย
ด้านวิชาการ ข้อเสนอแนะ ข้อแนะน าที่มีอยู่ จะท าให้ทราบระดับความรุนแรง ความเร่งด่วนที่จะ
ด าเนินการเป็นต้น

8.2.4 การแนะน าสั่งการและการควบคุม (Hazard Control) จากขั้นตอนที่สามที่ทราบ
ถึงความรุนแรง ความเร่งด่วนที่ต้องด าเนินการขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการหาแนวทางที่เหมาะสมมา
ใช้จัดการกับปัญหา แนวทางการท างานขึ้นอยู่กับบทบาทหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเช่น

ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานของรัฐจะท าหน้าที่สั่งการให้สถานประกอบการมีการปรับปรุงแกไขไม่ให้
มีอันตรายเกิดขึ้น ถ้าเป็นบุคลากรของสถานประกอบการโรงงานต้องพิจารณาด าเนินการปรับปรุงแก้ไข
ควบคุมสภาพอันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นให้อยู่ในสภาพที่ปกติมากที่สุด
8.2.5 การประเมินผลโครงการ (Project Evaluation and Feedback) เป็นการ
ประเมินผลงานกิจกรรม เป็นการประเมินความส าเร็จของโครงการทั้งหมด กิจกรรมต่างๆ ที่ด าเนินการ

ไปว่าบรรลุถึงเป้าหมายมากน้อยเพียงใด โดยรวมเอาปัจจัยทรัพยากรต่างๆ ที่ลงไปดูความคุ้มค่าของผล
ที่ได้ออกมา เพื่อรายงานผลให้ผู้บริหารรับทราบ และพิจารณาปรับปรุงแนวทางการท างานต่อไป


บทสรุป


งานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเป็นงานที่เกยวข้องกบผู้ประกอบอาชีพทุกประเภท โดยมี
ี่
จุดมุ่งหมายที่จะจากการสัมผัสสิ่งคุกคามจาการท างาน (Hazard), อุบัติเหตุจากการท างาน (Accident)
ื่
และโรคอนเนื่องมาจากการประกอบอาชีพ (Occupational disease) และโรคติดต่ออน ๆ อน


เนื่องมาจากการประกอบอาชีพ โดยสภาพปัญหาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในแต่ละกลุ่ม
ประเทศมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้การด าเนินงานต้องอาศัยหน่วยงานและบุคลากรที่หลากหลาย โดย
บุคคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหลักเป็นบาบาทของ
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการท างาน (จป.) อย่างไรก็ตามในชุมชนนักวิชาการสาธารณสุขจะเป็นผู้


ด าเนินจัดบริการการหลักในการสร้างเสริมสุขภาพและการควบคุมป้องกนโรคที่เกิดจากการปฏิบัติงาน
ของกลุ่มแรงงานนอกระบบเนื่องจากปัจจุบันในหน่วยงานระดับท้องถิ่นและชุมชนยังไม่มีต าแหน่ง
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการท างาน (จป.) ในโครงสร้างขององค์กร

19


ค าถามท้ายบท


1. จงอธิบายความหมายความส าคัญ และขอบเขตของการด าเนินงานทางด้านอาชีวอนามัย
และปลอดภัย
2. จงอธิบายบทบาทหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

3. อธิบายบทบาทหน้าที่และการจัดบริการอาชีวอนามัยเกี่ยวกับงานอาชีวอนามัยและความ
ปลอดภัยของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชน
4. จงอภิปรายปัญหาอาชีวอนามัยตามโครงสร้างลักษณะด้านเศรษฐกิจและความเจริญของ
ประเทศ พร้อมยกตัวอย่าง

5. จงอภิปรายปัญหาอาชีวอนามัยตามขนาดของชุมชน พร้อมยกตัวอย่าง

เอกสารอ้างอิง


ื้
เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน. (2557). อาชีวอนามัยและความปลอดภัยพนฐาน. นครราชสีมา: ส านักวิชา
แพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.

ชลาลัย หาญเจนลักษณ์. (2547). หลักสุขศาสตร์อตสาหกรรม. นครราชสีมา: ส านักวิชาแพทย์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.

นริศ เจริญพร. (2543). การยศาสตร์. กรุงเทพฯ: ภาควิชาวิศวกรรมอตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
พรพมล กองทิพย์. (2560). สุขศาสตร์อตสาหกรรม: ตระหนัก ประเมิน ควบคุม. กรุงเทพฯ: เบสท์


กราฟฟิค อินเตอร์พริ้นท์.
วิทยา อยู่สุข. (2542). อาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ: ภาควิชาอาชีวอนามัย
และความปลอดภัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
วิทยา อยู่สุข. (2555). ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ. กรุงเทพฯ: เบสท์ กราฟฟิคเพรส.

สิทธิโชค วรานุสันติกุล. (2546). จิตวิทยาสังคม: ทฤษฎีและการประยุกต์. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ด ยูเคชั่น บมจ.
สุดาว เลิศวิสุทธิไพบูลย์. (2554). ความรู้ทั่วไปในการบริหารงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย. ใน
สุดาว เลิศวิสุทธิไพบูลย์. (บรรณาธิการ), การบริหารงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย.
นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2556). คู่มือการจัดบริการอาชีวอนามัยส าหรับ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุข: คลินิกสุขภาพเกษตรกร. นนทบุรี: โรงพมพชุมนุมสหกรณ์การเกษตร

แห่งประเทศไทย จ ากัด.
อนามัย เทศกะทึก. (2553). อาชีวอนามัยและความปลอดภัย. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์.

,
American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH®). (2017 May).
About ACGIH. Retrieved from http://www.acgih.org.
American Industrial Hygiene Association. (2016, Janyuary). About AIHA. Retrieved from
http:// www.aiha.org.

20


Centers for Disease Control and Prevention. (2015, May). DHHS (NIOSH) Publication No.

2013-140. Retrieved from https://www.cdc.gov/niosh/docs/2013-140/pdfs/2013
-140.pdf.
International Labour Organization (ILO). (2016, May). How the ILO works. Retrieved from
https://www.ilo.org.

Mansdorf, S. Z. (2012). Section 4 Industrial Hygiene: Best Practices. In Haight J. M. (Ed.), Safety
Professionals Handbook: Technical Applications (Vol. II). USA: American Society of
Safety Engineers - ASSE.
Nuwayhid, I. A. Occupational Health Research in Developing Countries: A Partner for

Social Justice. Am J Public Health, 94(11), 1916 - 1921.
Occupational Safety and Health Administration. (2016, May). All About OSHA. Retrieved
from http://www.osha.org.
WHO. (1946). WHO definition of Health. Paper presented at the International Health

Conference, New York.

WHO. (1994). Declaration on Occupational Health For All. Geneva: WHO.
World Health Organization. (1994,October). Global strategy on occupational health for

all: the way to health at work. Paper presented at the recommendation of the
Second Meeting of the WHO Collaborating Centres in Occupational Health,
Beijing.

21


แผนบริหารการสอนประจ าบทที่ 2


เนื้อหา


สรีรวิทยาในการท างาน
1. ความหมายของสรีรวิทยาในการท างาน (Work Physiology)
2. การตอบสนองของร่างกายทางสรีรวิทยาในการท างาน
2.1 สรีรวิทยาในการมองเห็น

2.2 สรีรวิทยาในการได้ยิน
2.3 สรีรวิทยาในการควบคุมอณหภูมิของร่างกาย

2.4 สรีรวิทยาของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ
2.5 สรีรวิทยาของระบบหัวใจและการไหลเวียนโลหิต

2.6 สรีรวิทยาของระบบทางเดินหายใจ
2.7 สรีรวิทยาของระบบผิวหนัง


วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

1. อธิบายความหมายของสรีรวิทยาในการท างานได้ถูกต้อง

2. อธิบายสรีรวิทยาในการมองเห็นได้ถกต้อง

3. อธิบายสรีรวิทยาในการได้ยินได้ถกต้อง

4. อธิบายสรีรวิทยาในการควบคุมอณหภูมิของร่างกายได้ถูกต้อง
5. อธิบายสรีรวิทยาของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อได้ถูกต้อง
6. อธิบายสรีรวิทยาของระบบหัวใจและการไหลเวียนโลหิตได้ถูกต้อง

7. อธิบายสรีรวิทยาของระบบทางเดินหายใจได้ถูกต้อง
8. อธิบายสรีรวิทยาของระบบผิวหนังได้ถูกต้อง

9. อธิบายกลไกการเกิดการตอบสนองของร่างกายต่อการสัมผัสความสัมพนธ์สิ่งแวดล้อมใน
การท างานได้ถูกต้อง

10. วิเคราะห์กลไกการเกิดการตอบสนองของร่างกายต่อการสัมผัสปัจจัยที่ก่อให้เกิดอนตราย

จากการท างานได้

กิจกรรมการเรียนการสอน


1. จัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) โดยการแบ่งกลุ่ม

นักศกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์เนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง ๆ
ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้

2. บรรยายสรุปด้วย PowerPoint เนื้อหาหัวข้อ สรีรวิทยาในการท างาน ทั้ง 2 หัวข้อโดยผู้สอน

22


3. แบ่งกลุ่มฝึกวิเคราะห์กลไกการเกิดการตอบสนองของร่างกายต่อการสัมผัสปัจจัยที่

ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างานที่ได้รับมอบหมาย
4. ตอบค าถามท้ายบท
5. มอบหมายงานค้นคว้าเรื่องปัจจัยทางกายภาพในการท างานเพอท ากิจกรรมกลุ่มในสัปดาห์
ื่
ต่อไป


สื่อการเรียนการสอน

1. สื่อ PowerPoint เนื้อหาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยทั้ง 2

หัวข้อ
2. แหล่งข้อมูล
2.1 หนังสืออเล็กทรอนิกส์ เรื่องการยศาสตร์ บทที่ 6 สรีรวิทยาในการท างาน สืบค้นจาก

https://www.cpe.ku.ac.th/~jan/ergonomics/Kitti-Ergonomics%20book.pdf

3. เอกสารค าสอนวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของอาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา
4. หนังสือ เอกสาร ต าราอื่น ๆ
4.1 หนังสือสรีรวิทยา ของอาจารย์รัชฎา แก่นสาร์ และคณะ สืบค้นได้จากห้องสมุด

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (612 ร112ส 2555)

การวัดผล

1. การสังเกตการอภิปราย ความสนใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่มและการเรียน

การสอนในห้องเรียน
2. ผลการสรุปเนื้อหาจากการสืบเสาะหาความรู้ในแต่ละหัวข้อ
3. ผลการวิเคราะห์กรณีตัวอย่างกลไกการเกิดการตอบสนองของร่างกายต่อการสัมผัสปัจจัยที่

ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างานที่ได้รับมอบหมาย
4. การตรวจแบบฝึกหัดท้ายบท


Click to View FlipBook Version