The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirayu.srichai, 2021-05-10 07:40:33

Occupational health and safety

123


3) การควบคุมที่ตัวบุคคล

3.1) การกักกัน (Containment)
กิจกรรมในสถานที่ท างานที่เกี่ยวกับสารติดเชื้อหรือสารทางชีวภาพ ต้องมีการกักกันควบคุม
ื่
เพอให้คนงานสิ่งแวดล้อมในการท างาน และชุมชนนอกสถานที่ท างานได้รับการคุ้มครอง หรือป้องกัน
จากการได้รับสัมผัสสารติดเชื้อ การออกแบบสถานที่ท างาน อุปกรณ์ความปลอดภัยและการปฏิบัติงาน

เป็นหลักการของการกักกันเชื้อ
3.2) การปฏิบัติงานที่ดี (Good work practice)
วิธีการปฏิบัติงานที่ดีจะมีความส าคัญมากในการป้องกันการได้รับสารจากการท างานวิธีการ
ป้องกันที่ใช้กันโดยทั่วไปในด้านชีวภาพ ได้แก่

3.2.1) ไม่ใชัปากดูดปิเปต
3.2.2) จัดการของเหลวติดเชื้ออย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการหก หรือท าให้เกิดหยด
หรือแอโรซอลในอากาศ
ื่
3.2.3) ใช้เข็มและหลอดฉีดยาหรือของมีคมอื่น ๆ อย่างระมัดระวัง เพอป้องกันการได้รับ
เชื้อเข้าไปและต้องทิ้งของเหล่านั้นในภาชนะที่ทนต่อการรั่วและการทิ่มแทง
3.2.4) ใช้เสื้อคลุมและถุงมือในห้องปฏิบัติการ
3.2.5) ล้างมือทุกครั้งหลังจากถอดถุงมือเมื่อท างานในห้องปฏิบัติการ และล้างมือทันที

เมื่อสัมผัสกับสารติดเชื้อ
3.2.6) ท าความสะอาดโต๊ะท างานก่อนและหลังการใช้ หรือท าความสะอาดทันทีเมื่อมีสารหก
3.2.7) ห้ามรับประทาน ดื่ม เก็บอาหาร ใช้เครื่องส าอาง หรือสูบบุหรี่ในห้องปฏิบัติการ
3.3) ปฏิบัติงานโดยยึดหลักการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ โดยยึดหลักการ
Standard Precautions ซึ่งเป็นวิธีป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคในผู้ป่วยทุกราย โดยให้ค านึงว่า

ผู้ป่วยทุกรายอาจจะมีเชื้อโรคที่สมารถติดต่อได้ทางเลือดและสารคัดหลั่งจากร่างกายทุกชนิด

บทสรุป


ปัจจัยทางชีววิทยาในการประกอบอาชีพพบได้บ่อยในผู้ปฏิบัติงานในสถานพยาบาล
ห้องปฏิบัติการ และภาคเกษตรกรรม อนตรายจากการสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพ ขึ้นอยู่กับการมีชีวิต

และความรุนแรงของเชื้อ ความรุนแรงหรือความสามารถในการก่อให้เกิดโรคของเชื้อ ความไวของผู้รับ

เป็นหลัก นอกจากนี้ทักษะเกี่ยวกับป้องกัน การสัมผัส การแพร่กระจายของเชื้อ พฤติกรรมส่วนบุคคลก็
มีผลต่อการป้องกนการแพร่กระจายของเชื้อ และอันตรายที่จะเกิดกับผู้ปฏิบัติงานได้ ดังนั้นองค์ความรู้

เกี่ยวกับอนตรายของสารชีวภาพ ระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ (Levels of Biosafety) ของเชื้อ

การป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรค การคัดแยกขยะในหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงาน

ทางด้านสาธารณสุข จะช่วยควบคุมอนตรายจากปัจจัยทางชีวภาพจากการประกอบอาชีพต่อ

ผู้ปฏิบัติงาน และการแพร่กระจายสู่ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้

124


ค าถามท้ายบท


1. จงยกตัวอย่างอาชีพที่เสี่ยงต่อการสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพในการท างาน พร้อมอธิบายความ
เสี่ยงของปัจจัยทางชีวภาพที่อาชีพนั้นต้องสัมผัส มา 3 อาชีพ
2. เครื่องหมายชีวภัยสากล (universal biohazard symbol) มีลักษณะอย่างไร มีไว้เพื่ออะไร

3. จงอธิบายปัจจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อและการได้รับสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพ
4. จงอธิบายห่วงโซ่ของการรับสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพ
5. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) จัดอยู่
ในอันตรายของสารชีวภาพกลุ่มใด ต้องด าเนินความปลอดภัยทางชีวภาพในระดับใด และอย่างไร


6. เชื้อโรคเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus: HIV) จัดอยู่ในอนตรายของ
สารชีวภาพกลุ่มใด ต้องด าเนินความปลอดภัยทางชีวภาพในระดับใด และอย่างไร
7. จงอธิบายหลักการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อแบบมาตรฐาน (Standard Precautions)
8. จงอธิบายหลักการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อตามวิถีทางการแพร่กระจายเชื้อ

(Transmission – Based Precautions)
9. จงอธิบายหลักการคัดแยกขยะติดเชื้อในสถานพยาบาล
10. จงอธิบายหลักการควบคุมอันตรายจากปัจจัยทางชีวภาพจากการประกอบอาชีพ


เอกสารอ้างอิง


กรมอนามัย. (2561). เอกสารวิชาการ ดานการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ส าหรับเจาหนาที่กรมอนามัย.
นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข.
ก าธร มาลาธรรม และ ยงค์ รงค์รุ่งเรือง. (2560). คู่มือปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน

โรงพยาบาล พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ส านักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
คณะท างานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ จังหวัดพะเยา. (2559). คู่มือการป้องกัน และควบคุมการ
ติดเชื้อในหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดพะเยา. พะเยา: ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา.
ื่
คณะอนุกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2555). แนวปฏิบัติเพอความ
ปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเทพฯ : ทองสุขพริ้นท์.



นงลักษณ์ สุวรรณพนิจ และ ปรีชา สุวรรณพนิจ. (2560). จุลชีววิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ: ส านักพมพ ์
แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พรพมล กองทิพย์. (2560). สุขศาสตร์อตสาหกรรม: ตระหนัก ประเมิน ควบคุม. กรุงเทพฯ: เบสท์


กราฟฟิค อินเตอร์พริ้นท์.
พบชัย งามสกุลรุ่งโรจน์, วรรณี กัณฐกมาลากุล, ไอยฤทธิ์ ไทยพิสุทธิกุล และ ภัทรชัย กีรติสิน. (2556).
จุลชีววิทยาการแพทย์. กรุงเทพฯ: วี.เจ.พริ้นติ้ง.


ราชกิจจานุเบกษา. (2546). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ตราหรือสัญลักษณ์ส าหรับพมพบน
ภาชนะบรรจุมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2546. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.

125




ละออ ชมพกตร์. (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการสอน เรื่อง หลักการเกิดโรคติดเชื้อ. พษณุโลก: คณะ
แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.


วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์. (2557). สุขศาสตร์อตสาหกรรม: กลยุทธ์ ประเมิน ควบคุม และจัดการ.
กรุงเทพฯ: หจก.เบสท์ กราฟฟิค เพรส.
อสยา จันทร์วิทยานุชิต และ วัชรินทร์ รังสีภาณุรัตน์. (2556). แบคทีเรียทางการแพทย์. กรุงเทพฯ:

ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2006). Principles of Epidemiology in
Public Health Practice, Third Edition: An Introduction to Applied Epidemiology
and Biostatistics. Atlanta: U.S. Department of Health and Human Services

Centers for Disease Control and Prevention (CDC) Office of Workforce and Career
Development.
World Health Organization (WHO). (2004). Laboratory biosafety manual, Third edition.

Geneva: WHO Library Cataloguing-in-Publication Data.

126

127


แผนบริหารการสอนประจ าบทที่ 6



เนื้อหา


ปัจจัยทางด้านการยศาสตร์ที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน
1. ความหมายของการยศาสตร์

2. องค์ความรู้ที่เป็นส่วนประกอบส าคัญในทางการยศาสตร์
2.1 วิทยาศาสตร์ทางชีวภาพ
2.2 วิทยาศาสตร์กายภาพ และสภาพแวดล้อมในการท างาน
2.3 วิศวกรรม และการออกแบบ
2.4 จิตวิทยาสังคม

3. วัตถุประสงค์ของการศกษาการยศาสตร์

4. ปัจจัยเสี่ยงทางการยศาสตร์
4.1 ปัจจัยส่วนบุคคล

4.2 ปัจจัยในการท างาน
5. ผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาการยศาสตร์

5.1 ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างเนื่องจากการท างาน
5.2 ความล้าจากการท างาน
6. ความส าคัญของการยศาสตร์

7. ลักษณะท่าทางการท างานที่ถูกต้อง
7.1 ลักษณะท่าทางการท างานส าหรับการยืนท างาน
7.2 ลักษณะสถานีงานส าหรับการยืนท างาน

7.3 ลักษณะท่าทางการท างานส าหรับการนั่งท างาน
7.4 ลักษณะสถานีงานส าหรับการยืนท างาน
7.5 ขั้นตอนการเคลื่อนย้ายวัสดุโดยใช้แรงคน
8. การประเมินความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์

8.1 แบบประเมินอาการผิดปกติของโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อของนอร์ดิก
8.2 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire Body Assessment
8.3 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper Limb Assessment
(RULA)

8.4 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain Assessment
(ROSA)
8.5 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้แบบประเมินความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์

9. การควบคุมอันตรายจากปัจจัยทางการยศาสตร์จากการประกอบอาชีพ

128


วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม


1. อธิบายความหมายของการยศาสตร์ได้ถกต้อง

2. อธิบายองค์ความรู้ที่เป็นส่วนประกอบส าคัญในทางการยศาสตร์ได้ถูกต้อง
3. อธิบายวัตถุประสงค์ของการศึกษาการยศาสตร์ได้ถูกต้อง


4. อธิบายปัจจัยเสี่ยงทางการยศาสตร์ได้ถกต้อง
5. อธิบายผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาการยศาสตร์ได้ถูกต้อง
6. อธิบายความส าคัญของการยศาสตร์ได้ถูกต้อง
7. อธิบายลักษณะท่าทางการท างาน และสถานีงานส าหรับการยืนท างานได้ถูกต้อง

8. อธิบายลักษณะท่าทางการท างาน และสถานีงานส าหรับการนั่งท างานได้ถูกต้อง
9. อธิบายเคลื่อนย้ายวัสดุโดยใช้แรงคนได้ถูกต้อง
10. อธิบายการควบคุมอันตรายจากปัจจัยทางการยศาสตร์ได้
ื่
11. เพอให้ผู้เรียนสามารถวางแผนกิจกรรมประเมินความเสี่ยงปัจจัยทางการยศาสตร์ในการ
ท างานและวางแผนควบคุมเพื่อสุขภาพของแรงงานในชุมชนได้
12. เพอให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ไปใช้ในการด าเนินงานทางด้านอาชีวอนามัยและ
ื่
ความปลอดภัยเบื้องต้นในชุมชนได้


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. จัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) โดยการแบ่งกลุ่ม
นักศกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์เนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง ๆ

ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้
2. บรรยายสรุปด้วย PowerPoint โดยผู้สอน เนื้อหาหัวข้อ ปัจจัยทางด้านการยศาสตร์ที่
ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน ทั้ง 9 หัวข้อโดยผู้สอน

3. แบ่งกลุ่มนักศึกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์กรณีตัวอย่างการยศาสตร์ และร่วมกันอภิปราย
ซักถาม จากนั้นผู้สอนให้ข้อเสนอแนะ และน าส่งผลการวิเคราะห์
4. สาธิตและฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ
เครื่องมือการประเมินทางด้านการยศาสตร์ ตามโจทย์สถานการณ์ที่กาหนด (ภาคผนวก ก ปฏิบัติการที่ 5)

5. ตอบค าถามท้ายบทท้ายบท
ื่
6. มอบหมายงานลงชุมชนเพอหากรณีศึกษา ในหัวข้อ การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย
(Job Safety Analysis; JSA) เพื่อท ากิจกรรมกลุ่มในสัปดาห์ต่อไป

129


สื่อการเรียนการสอน



1. สื่อ PowerPoint เนื้อหาหัวข้อ ปัจจัยทางด้านการยศาสตร์ที่ก่อให้เกิดอนตรายจากการ
ท างาน ทั้ง 9 หัวข้อ
2. แหล่งข้อมูล

2.1 A Step-by-Step Guide to the RULA Assessment Tool สืบค้นจาก https://ergo-
plus.com/rula-assessment-tool-guide/ โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
2.2 A Step-by-Step Guide to the REBA Assessment Tool สืบค้นจากhttps://ergo-
plus.com/reba-assessment-tool-guide/ โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

2.3 ROSA – Rapid Office Strain Assessment สืบค้นจาก http://ergo.human.cornell.

edu/CUErgoTools/ROSA/ROSA%20-%20Instructions%202011-2012.pdf โดยใช้อปกรณ์
อิเล็กทรอนิกส์
2.4 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการยศาสตร์ สืบค้นจาก https://www.cpe.ku.ac.th/~jan/

ergonomics/Kitti-Ergonomics%20book.pdf
3. เอกสารค าสอนวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของอาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา
4. หนังสือ เอกสาร ต าราอื่น ๆ

4.1 หนังสือสุขศาสตร์อตสาหกรรม: กลยุทธ์ การประเมิน ควบคุม และจัดการของ

รองศาสตราจารย์.ดร.วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์ สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

(613.62 ว115ส 2557)

การวัดผล


1. การสังเกตการอภิปราย ความสนใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่มและการเรียน
การสอนในห้องเรียน

2. ผลการสรุปเนื้อหาจากการสืบเสาะหาความรู้ในแต่ละหัวข้อ
3. ผลการวิเคราะห์กรณีตัวอย่างปัจจัยทางด้านการยศาสตร์ที่ก่อให้เกิดอนตรายจากการ

ท างานที่ได้รับมอบหมาย
4. ผลการการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ เครื่องมือการ

ประเมินทางด้านการยศาสตร์ ตามโจทย์สถานการณ์ที่ก าหนด
5. การตรวจแบบฝึกหัดท้ายบท

130

131




บทที่ 6

ปัจจัยทางด้านการยศาสตร์ที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน





ปัจจัยทางการยศาสตร์ (Ergonomics) เป็นปัจจัยเสี่ยงจากการสัมผัสกับสิ่งคุกคามสุขภาพใน
สิ่งแวดล้อมการท างานปัจจัยหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากความไม่สมดุลกันระหว่างตัวผู้ปฏิบัติงานและ
สภาพแวดล้อมในการท างาน เช่น การออกแบบเครื่องมือ และเครื่องจักรที่ไม่เหมาะสมกับสภาพ
ร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน การจัดพนที่ปฏิบัติงานที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะงาน ความแตกต่างและ
ื้
ข้อจ ากัดของมนุษย์ ตลอดจนท่าทางการท างานที่ฝืนธรรมชาติ เป็นต้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ
ผู้ปฏิบัติงาน เช่น ความเมื่อยล้า การบาดเจ็บของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อจากการท างาน
ความเครียดจากการท างาน และ ผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของงานได้ ดังนั้นการปรับปรุง
สภาพแวดล้อมในการท างานตามหลักการยศาสตร์ จึงมีความส าคัญที่จะช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี

ื่
ของผู้ปฏิบัติงานเพอให้ปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพ
อนามัยของผู้ปฏิบัติงานเป็นส าคัญ


1. ความหมายของการยศาสตร์
การยศาสตร์ (Ergonomics) มีรากศัพท์มาจากค าว่า “Ergo” ซึ่งหมายถึง งาน และ“Nomos” ที่
หมายถึง กฎและระเบียบ หรืออาจหมายถึง การศึกษาการท างาน โดยทั่วไปในประเทศไทยมักจะเรียก
ทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “เออร์โกโนมิคส์” นอกเหนือจากคาว่า เออร์โกโนมิคส์แล้วยังมีคาอกหลายค า



ื่
ที่ถูกใช้เพอสื่อความหมายในลักษณะเดียวกับค าว่า Ergonomics ได้แก่ Human factors, Human
Engineering, Engineering Psychology (Waldemar, 2012)
สมาคมการยศาสตร์นานาชาติ (International Ergonomics Association, IEA) ได้ให้ความหมาย
ของค าว่า การยศาสตร์ ว่าหมายความถึงวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในการปฏิสัมพนธ์

ื่
ระหว่างมนุษย์และองค์ประกอบอน ๆ ของระบบการท างาน และการประยุกต์หลักการ วิธีการ และ
ข้อมูล ที่ได้จากความรู้สาขาต่าง ๆ ในการออกแบบ เพอเพมประสิทธิภาพความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์
ิ่
ื่
และประสิทธิภาพระบบการท างานโดยรวม (International Ergonomics Association (IEA), 2003)
Occupational Safety and Health Administration (OSHA) หน่วยงานด้านอาชีวอนามัยและ

ความปลอดภัย ในกระทรวงแรงงานของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความหมายของค าว่าการยศาสตร์
ว่าหมายความถึง ศาสตร์ของการปรับงานให้เหมาะกับคนงาน (fitting the job to the worker) การ
ออกแบบสถานีงาน และเครื่องมือในการลดความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
(Musculoskeletal disorders; MSDs) สามารถช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีและ สถานประกอบการ

ต่าง ๆ สามารถลดหรือก าจัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บนี้ได้ (Occupational Safety and
Health Administration, 2002)

132


ดังนั้นค าว่า การยศาสตร์ จึงเป็นศาสตร์เกี่ยวกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมการท างานให้เหมาะสม

ื่
กับสรีรวิทยาของมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพอให้ผู้ปฏิบัติงานท างานอย่างปลอดภัย ลดความผิดปกติ
ิ่
ของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เพมประสิทธิภาพในการท างาน ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของ

ผู้ปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังมีศัพท์ที่ให้ความหมายเช่นเดียวกับค าว่า Ergonomics อกมากมาย โดยใน
ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาใช้ค าว่า Human Factors ซึ่งใช้ในศัพท์บัญญัติว่า ปัจจัยมนุษย์

หรือค าว่า Human Factors Engineering หรือ Human Engineering ซึ่งใช้ศัพท์บัญญัติว่า วิศวกรรม
มนุษย์ ในขณะที่ประเทศทางแถบยุโรป รวมทั้งประเทศไทยใช้ค าว่า Ergonomics ซึ่งใช้ศัพท์บัญญัติว่า
การยศาสตร์


2. องค์ความรู้ที่เป็นส่วนประกอบส าคัญในทางการยศาสตร์

วิทยาศาสตร์ทางชีวภาพ
(Biological Science)
การวัดขนาดสัดส่วนร่างกายมนุษย์
กายวิภาคศาสตร์ (anthropometry) การออกแรงและผลของแรงที่
(anatomy) ชีวกลศาสตร์ กระท าต่อส่วนต่าง ๆ ของ

(biomechanics) ร่างกาย
การใช้พลังงานของร่างกาย
สรีรวิทยา rrrrrraaaaaa ในการท างาน
สรีรวิทยาการท างาน
(physiology) (work physiology) ผลกระทบจากสภาวะ
แวดล้อมทางกายภาพ

วิทยาศาสตร์กายภาพ และสภาพแวดล้อมในการท างาน ผลกระทบจากสภาวะแวดล้อมทางกายภาพ
(physical science and work environmental)

วิศวกรรมอุตสาหการ การออกแบบสถานที่
วิศวกรรมศาสตร์
และการออกแบบ (industrial engineering) ท างานและเครื่องมือ
วิศวกรรมระบบ
(engineering and design) (system engineering) การออกแบบระบบงาน

จิตวิทยาความช านาญ การวิเคราะห์ข้อมูล
จิตวิทยาสังคม (skill psychology) และการตัดสินใจ

(psychosocial
จิตวิทยาการท างาน
science) (occupational psychology) การฝึกอบรม แรงจูงใจ ความพยายามและ
ความแตกต่างของบุคคล



แผนภูมิที่ 6.1 แสดงกลุ่มขององค์ความรู้ที่เป็นส่วนประกอบส าคัญในทางการยศาสตร์
ที่มา: จาก เอกสารการอบรมการยศาสตร์ (น.4), โดย สสิธร เทพตระการพร, 2546, กรุงเทพฯ:
บริษัท ริชเทค บิสซิเนส จ ากัด และ จาก “Ergonomic design knowledge built in

the intelligent decision support system”, by Kaljun & Dolšak, 2012, Int.J.
Ind.Ergon, 42(1), p. 165.

133


การยศาสตร์ เป็นสหวิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของผู้ประกอบ

อาชีพ กับเนื้องาน (Job content) เครื่องมือ เครื่องจักร (Tool) สถานีงาน และสิ่งแวดล้อมในการ
ท างาน (Work station and work environment) ที่หลากหลาย จ าเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้
ื่
ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบในการท างานเหล่านั้น เพอจะน าความรู้ที่หลากหลายมาประยุกต์ใช้
ื่
ในการออกแบบเครื่องมือ เครื่องจักร ลักษณะงาน เพอความเหมาะสมกับสรีระ ความสามารถ และ
ขีดจ ากัดของผู้ปฏิบัติงาน จ าเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพอให้เกิดประโยชน์
ื่
สูงสุดต่อผู้ปฏิบัติงานและผลผลิตจากการท างาน ซึ่งพอที่จะสรุปได้ดังต่อไปนี้

2.1 วิทยาศาสตร์ทางชีวภาพ (Biological Science) ได้แก ่

2.1.1 ความรู้ทางกายวิภาค (Anatomy) และสรีระวิทยาของร่างกาย (Physiology) ได้แก่ โครง
ร่างกระดูกและอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ สรีรวิทยาในการท างาน ความรู้เกี่ยวกับโครงร่างกระดูก
การท างานของอวัยวะต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อ หลอดเลือด การเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย การหด
และขยายตัวของกล้ามเนื้อ (รายละเอยดในบทที่ 2) เป็นที่น่าสนใจของนักการยศาสตร์เพอให้เข้าใจถึง

ื่
ลักษณะท่าทางปกติ หรือท่าทางที่เบี่ยงเบนไปจากปกติ ภาระงานของกระดูกและกล้ามเนื้อจากการ
ี่
ปฏิบัติงาน ท่าทางในการท างานถูกสุขลักษณะมากทสุดคือ ตัวตรง เมื่อมองภาคตัดขวางจะเห็นกระดูก
สันหลังโค้งเป็นรูปตัว S คือมีส่วนโค้งไปด้านหน้าเล็กน้อย (Lordosis) ในช่วงล าคอและหลังส่วนล่าง

และโค้งไปด้านหลังเล็กน้อย (Kyphosis) ในช่วงอก ดังภาพที่ 6.1 (a) (กิตติ อินทรานนท์, 2548; นริศ
เจริญพร, 2543)
2.1.2 ความรู้เกี่ยวกับการวัดสัดส่วนของร่างกาย (Anthropology)
การวัดสัดส่วนร่างกายของขอมนุษย์ ได้แก่ ความสูง ความยาว ส่วนโค้ง ส่วนเว้า การชั่ง
น้ าหนัก เพอใช้ประโยชน์ในการออกแบบทางวิศวกรรม ได้แก่ การออกแบบเครื่องมือ เครื่องจักร
ื่
สถานีงาน อาคาร ผลิตภัณฑ์ สภาพแวดล้อม รวมถึงการออกแบบลักษณะและวิธีการท างาน ให้เกิด
ความเหมาะสมกับมนุษย์ทั้งทางร่างกายและจิตใจให้มากที่สุด
วิธีการวัด (ยืน) ต้องยืนในท่า Anatomical position คือยืนตรงเท้าสะโพกไหล่ตั้งตรง หลัง/

ศีรษะติดกับผนัง แขนขาปล่อยลงนิ้วตรง (นั่ง) ต้นขนานราบกับพื้นเก้าอี้ ขาส่วนล่างตั้งตรง วางเท้าราบ
บนพื้นไม่สวมรองเท้า (กิตติ อินทรานนท์, 2548; นริศ เจริญพร, 2543)
2.1.3 ชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) สนใจปัญหาที่เกิดจากการออกแรง หรือการใช้แรงใน
ขณะที่คนก าลังเคลื่อนไหว หรือท างาน ศึกษาการออกแรงและผลของแรงที่กระท าต่อส่วนต่าง ๆ ของ

ร่างกาย เพออธิบาย หรือท านาย คุณลักษณะทางกลที่ส าคัญ อนไดแก เรื่องของแรง และ การ

ื่
ื่
เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผลการศึกษาจะเป็นแนวทางในการออกแบบและปรับปรุงงานเพอ
ิ่
เพมประสิทธิภาพ (performance) ในการท างาน และลดการบาดเจ็บ (injury) ของร่างกายใน
กิจกรรมต่าง ๆ (กิตติ อินทรานนท์, 2548; นริศ เจริญพร, 2543)

134


2.2 วิทยาศาสตร์กายภาพ และสภาพแวดล้อมในการท างาน (Physical science and work

environmental) เป็นการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากการท างานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม
ในการท างานด้านกายภาพ และเคมี เช่น ความร้อน แสง เสียง ความสั่นสะเทือน ความดันอากาศ
ื่
สารเคมีในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น เพอน าข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในการท างานต่อไป
ดังที่กล่าวไว้แล้วในบทที่ 3 และ 4
2.3 วิศวกรรม และการออกแบบ (Engineering and design) เป็นการค านวณ การออกแบบ

อปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ รวมถึงสถานที่ท างานและสถานีงานให้เกิดความเหมาะสม สะดวกสบาย
และปลอดภัยในการท างาน ซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการท างาน ตลอดจนการ
ื่
น าเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการออกแบบระบบงานเพอให้เกิดความปลอดภัยในการท างาน



















(a) กระดูกสันหลังในท่าถูกสุขลักษณะมากที่สุด























(b) กระดูกสันหลังในท่าทางนั่ง นั่งกึ่งยืน และยืน
ภาพที่ 6.1 แสดงกระดูกสันหลังในท่าทางการท างานในอิริยบถต่าง ๆ

ที่มา: จาก Rounding the back causes a risk for disks-sitting on a two-part saddle
chair keeps the spine in its natural position, โดย Salli, ม.ป.ป., http://www.
mynewsdesk.com/salli/news/back-pain-is-a-global-epidemic-301696.

135



2.4 จิตวิทยาสังคม (Psychosocial science) ได้แก่ จิตวิทยาอตสาหกรรม จิตวิทยาองค์กร
ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับ ความสามารถ หรือทักษะของมนุษย์ในการรับรู้ข้อมูล แปลความหมาย ความ
เข้าใจในลักษณะงานของบุคคล ตลอดจนใช้ข้อมูลนั้นในการตัดสินใจในการท างานนั้น ๆ ซึ่งข้อมูล
ี่
ข่าวสารที่เกยวข้องจะต้องมีความสมบูรณ์ด้วยจึงจะสามารถตัดสินใจได้ถูกต้อง การกระตุ้นผู้ปฏิบัติงาน

ในลักษณะต่าง ๆ เช่น การใช้สิ่งจูงใจ การฝึกอบรม การปฏิสัมพนธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจะมีความ
แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทั้งนี้เพอที่จะได้ทราบแนวทางที่เหมาะสมในการออกแบบงานได้ต่อไป
ื่
(กานดา จันทร์แย้ม, 2556)

3. วัตถุประสงค์ของการศึกษาการยศาสตร์ (นริศ เจริญพร, 2543)
วัตถุประสงค์ของการศึกษาการยศาสตร์ มีหัวใจหลักเพอเป็นฐานข้อมูลที่ใช้ในการออกแบบและ
ื่
ิ่
ปรับปรุงงาน อปกรณ์ และสิ่งแวดล้อมในการท างาน เพมประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการ

ท างาน อธิบายรายละเอียดได้ดังนี้
ื่
3.1 เพอเพมประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการท างาน โดยท าให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสะดวกในการ
ิ่
ปฏิบัติงาน การใช้อปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ มากขึ้น ลดข้อผิดพลาดในการท างานให้น้อยลง

สามารถท างานได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้สามารถลดการบาดเจ็บ อุบัติเหตุ และเพิ่มผลผลิตได้
ื่
3.2 เพอความปลอดภัย และสร้างเสริมคณภาพชีวิตของคน ลดความเมื่อยล้าและความเครียดจาก

การท างาน การเพมความสะดวกสบายในการท างาน และลดการบาดเจ็บจากการท างานกับอปกรณ์

ิ่
(equipment) สถานีงาน (workplace) และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เพมความพงพอใจในงาน

ิ่
น าไปสู่คุณภาพชีวิตในการท างานดีขึ้น

4. ปัจจัยเสี่ยงทางการยศาสตร์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการยศาสตร์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก
ๆ ได้แก ่
4.1 ปัจจัยส่วนบุคคล (ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2560) ได้แก ่

4.1.1 ปัจจัยทางด้านสรีระของผู้ปฏิบัติงาน เช่น เพศ อายุ ความสูง น้ าหนัก ความแข็งแรง
ความอ่อนตัว
4.1.2 ปัจจัยด้านจิตสังคม เช่น ความพอใจในการท างาน บุกคลิกภาพ สัมพันธภาพในการท างาน

4.2 ปัจจัยในการท างาน (นริศ เจริญพร, 2543; สสิธร เทพตระการพร, 2546; Jaffar, et. al.,
2011; ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2560)
4.2.1 ท่าทางในการท างาน (Work posture) ท่าทางการท างานที่ไม่เหมาะสม (Awkward
ื้
Postures) เช่น การบิดเอยวล าตัว การเออม การหมุนข้อมือ การยกไหล่ ดึงวัตถุ ผลักวัตถุ อาจท าให้
ี้
เกิดการบาดเจ็บทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อได้ (Jaffar, et. al., 2011; ส านักโรคจากการประกอบ
อาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2560)
4.2.2 ความถี่ในการท างาน (Frequency) ลักษณะงานที่ซ้ าซาก (Repetitive work) ที่
หมายถึง กิจกรรมใด ๆ ที่มีรอบของการท างานให้เสร็จ 1 หน่วยในเวลาน้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 นาที ซึ่ง

ท าซ้ า ๆ อยู่เช่นเดิมตลอดกะของการท างาน และงานที่ซ้ าซากมาก (Highly repetitive) ที่มีรอบของ
การท างานน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 วินาที มีแนวโน้มที่จะท าให้เกิดการบาดเจ็บสะสมได้ (นริศ เจริญ
พร, 2543; สสิธร เทพตระการพร, 2546)

136


4.2.3 ระยะเวลา (Duration) การท างานที่อยู่ในท่าเดียวกันนาน ๆ โดยไม่มีการปรับเปลี่ยน


อริยาบถ ท าให้เกิดอาการล้าของกล้ามเนื้อ และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของระบบโครงร่างกระดูกและ
กล้ามเนื้อ การสับเปลี่ยนหมุนเวียนต าแหน่ง การก าหนดภาระหน้าที่ ระยะเวลาในการท างานและ
ิ่
ช่วงเวลาพก จะช่วยเพมประสิทธิภาพการท างานและลดการได้รับบาดเจ็บของระบบโครงร่างกระดูก

และกล้ามเนื้อได้ (Jaffar, et. al., 2011)
4.2.4 แรงที่ใช้ในการท างาน (Force) การออกแรงมากเกินไปขณะท างาน (Forceful
Exertions) ท าให้มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น การยกของ
หนักเกินไปท าให้มีความเสี่ยงต่อการปวดหลังส่วนล่าง (Jaffar, et. al., 2011)

4.2.5 น้ าหนักชิ้นงาน (Weight / Load) วัตถุหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการท างานมีน้ าหนักมาก
4.2.6 เครื่องมือ-เครื่องจักร (Tool / Machine) การจับเครื่องมือที่ท าจากวัสดุแข็ง หรือมีการ
ออกแรงในการจับเครื่องมือมากเกินไปท าให้เกิดแรงกดเฉพาะที่ต่อเอนกระดูกและกล้ามเนื้อ การใช้

เครื่องมือที่ท าให้เกิดความสั่นสะเทือนเฉพาะมือและแขน ท าให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงที่มือลดลง
ก่อให้เกิดการบาดเจ็บสะสมที่มือ (Jaffar, et. al., 2011)

4.2.7 สภาพแวดล้อมในการท างาน (Work environment) เช่น การท างานในที่ที่มีความ
สั่นสะเทือนสูง ร่างกายจะซึมซับพลังงานจากการสั่นสะเทือน หากมือได้รับความสั่นสะเทือนก็จะเป็น
สาเหตุให้เลือดไปเลี้ยงมือและนิ้วมือได้ไม่เพยงพอ เป็นสาเหตุของโรค Raynaud's disease การ

ท างานในสถานที่ที่มีอณหภูมิสูงก่อให้เกิดการอ่อนเพลียจากความร้อน (Heat exhaustion) ตะคริวจา


การสูญเสียเหงื่อ (Heat cramp) หรือการท างานในสถานที่ที่มีอณหภูมิต่ าก่อให้เกิดการสั่น
(Shivering) เกิดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการท างานได้ (Jaffar, et. al., 2011)
4.2.8 การบริหารจัดการ และจิตสังคม (Organization and Psychosocial Factors) การ
บริหารจัดการที่ดี เช่น การสับเปลี่ยนหมุนเวียนต าแหน่ง การก าหนดภาระหน้าที่ ระยะเวลาในการ

ท างานและช่วงเวลาพก รวมทั้งการท างานเป็นทีมจะช่วยเพมประสิทธิภาพการท างาน และลดการ

ิ่
บาดเจ็บของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อได้ (ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2560)


5. ผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาการยศาสตร์ (ปางก์เพญ เหลืองเอกทิน, 2559) สามารถแบ่ง

ออกเป็น 2 ด้าน ได้แก ่
5.1 ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างเนื่องจากการท างาน (Musculoskeletal
Disorders, MSDs) หมายถึง ความผิดปกติของเนื้อเยื่อโครงร่างของร่างกาย ได้แก่ กระดูก กล้ามเนื้อ

ข้อต่อ เอนกล้ามเนื้อ (tendon) และเอ็นกระดูก (ligament) รวมถึงเส้นประสาท เนื่องจากการท างาน

ลักษณะงานที่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน ท าให้เกิดความล้าและเจ็บปวด
เฉพาะที่ได้ และการท างานซ้ าเช่นเดียวกันทุกวัน เป็นระยะเวลานาน (Anthony & Benjamin, 2014)
ซึ่งได้แก ่

5.2 ความล้าจากการท างาน (Work Fatigue) หมายถึง การสูญเสียประสิทธิภาพในการท างานและ
ความไม่อยากใช้ความพยายามในการท ากิจกรรมใด ๆ ซึ่งได้แก ่

137


5.2.1 ความล้าของกล้ามเนื้อ (Muscular fatigue) เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อไม่สามารถด ารง


ประสิทธิภาพการท างานได้ต่อไป เกิดจากการฝึกร่างกายซ้ า ๆ อย่างหนักหรือนานมาก (ปางก์เพญ
เหลืองเอกทิน, 2559; ไถ้ออน ชินธเนศ, ม.ป.ป.) แบ่งการล้าได้ 2 ลักษณะ คือ
1) การล้าจากส่วนกลาง (Central fatigue) มีสาเหตุจากความผิดปกติในการสั่งงาน
จากสมองความผิดปกติของทางเดินใยประสาทในไขสันหลัง หรือปัญหาทางจิตใจ

2) การล้าที่กล้ามเนื้อเอง (Peripheral fatigue) มีสาเหตุจากความผิดปกติของ
เส้นประสาทหรือที่กล้ามเนื้อเอง เกิดจากการพร่อง (ATP, Glycogen) สะสมสารบางอย่าง (Lactic
acid)
5.2.2 ความล้าทางด้านจิตใจ (Psychological stress and fatigue)

ภาวะหมดไฟในการท างาน (Burnout) คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจาก
ความเครียดเรื้อรังในการท างาน โดยมีอาการหลัก 3 อาการ (Maslach, Schaudeli, & Leiter, 2001)
ได้แก่
1) ความออนล้าทางอารมณ์ (Emotional Exhaustion) คือ ความรู้สึกหมดก าลัง

สูญเสียพลังในการท างานหรือการด าเนินชีวิตเกิดความรู้สึกเหนื่อยเหมือนใช้พลังงานไปจนหมดสิ้น
2) การลดค่าความเป็นบุคคล (Depersonalization) คือ การเกิดทัศนคติในแง่ลบต่อ
ผู้อื่นต่องานที่ต้องรับผิดชอบ

3) การลดค่าความส าเร็จส่วนบุคคล (Reduced Personal Accomplishment) คือ การ
เกิดทัศนคติในทางลบต่อตนเอง รู้สึกว่าตนเองไม่มี ประสิทธิภาพในการท างาน ไม่ประสบความส าเร็จ
ใน งานที่ได้รับมอบหมาย รู้สึกหดหู่ ไม่มีคุณค่า

6. ความส าคัญของการยศาสตร์


กิตติ อนทรานนท์ (2553) และ ปางก์เพญ เหลืองเอกทิน (2559) กล่าวว่าการยศาสตร์

เน้นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับการท างาน โดยให้ความส าคัญในเรื่องการออกแบบ
การวางผังโรงงาน การจัดผังการท างาน การเลือกและการบ ารุงรักษาเครื่องมือ เครื่องจักรในการ

ท างาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) ลดผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาการยศาสตร์ในผู้ปฏิบัติงาน ท าให้สุขภาพ มีขวัญ
ก าลังใจ ในการท างานดีขึ้น

2) ประสิทธิภาพในการท างานของผู้ปฏิบัติงาน และคุณภาพการท างานดีขึ้น
3) ลดอัตราความผิดพลาด และอบัติเหตุจากการท างาน

4) ผลผลิตเพิ่มขึ้น
5) ลดการขาดงาน การสูญเสียเวลาในการท างาน
6) ลดอัตราการลาออกจากงาน

7) ลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล

138


7. ลักษณะท่าทางการท างานที่ถูกต้อง

โดยปกติท่าทางการท างานของผู้ปฏิบัติงานจะต้องอยู่ในท่าที่สบาย และเป็นท่าทางที่ไม่ฝืนต่อกฎ
ของสรีรวิทยา เหมาะสมกับลักษณะงาน
7.1 ลักษณะท่าทางการท างานส าหรับการยืนท างาน ผู้สอนได้สรุปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับลักษณะ
ท่าทางการท างานส าหรับการยืนท างานที่เหมาะสมจากข้อเสนอแนะของ Marras (2006) Candadian

centre for occupational health and safety (2016) และ รัตนาภรณ์ อมรรัตนไพจิตร และ สุดธิดา
กรุงไกรวงศ์ (2544) ได้ดังนี้

7.1.1 ศีรษะและคอมีความสมดุลและเป็นแนวเดียวกับล าตัว ไม่เอยง ไม่เงยขึ้นหรือก้มลง
มากกว่า 15 องศา

7.1.2 แขนส่วนบนอยู่ข้างล าตัว ไม่กาง ไหล่จะผ่อนคลาย
7.1.3 ข้อศอกอยู่ใกล้กับร่างกายและงอระหว่าง 90 และ 120 องศา
7.1.4 ปฏิบัติงานทางด้านหน้าของล าตัวในระยะประมาณ 8 ถึง 12 นิ้ว หรือประมาณ 20 ถึง
30 เซนติเมตร

7.1.5 ไม่มีการก้มตัวหรือบิดเอี้ยวตัวมากเกินไป
7.1.6 หลีกเลี่ยงการยืนท างานในท่าทางเดียวนาน ๆ โดยควรจัดให้มีงานหลาย ๆ ลักษณะ
เพอผู้ปฏิบัติงานจะได้ท างานในลักษณะ หรือท่าทางที่แตกต่างกันออกไปและมีการใช้กล้ามเนื้อมัดที่
ื่
แตกต่างกัน
7.1.7 ไม่ควรสวมใส่รองเท้าส้นสูงสูงเกินกว่า 1 นิ้ว เมื่อต้องยืนนานๆ เพราะการสวมใส่
รองเท้าส้นสูงจะท าให้หลังแอนมากขึ้นและเกิดการปวดหลังได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ความสูงของรองเท้า

ยังมีผลกระทบต่อการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อน่องมากด้วย
7.1.8 ควรสวมใส่รองเท้าที่ไม่เปลี่ยนรูปทรงของเท้า โดยสวมใส่แล้วกระชับพอดีกับเท้าและ

สามารถขยับนิ้วเท้าไปมาได้ ทั้งนี้รองเท้าที่สวมใส่ควรรับกับความโค้งของเท้าของผู้สวมใส่ท าให้ผู้สวม
ใส่รู้สึกสบายเท้า และสามารถรองรับน้ าหนักตัวเองได้อย่างเหมาะสม
7.1.9 ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีน้ าหนักเบา

7.1.10 หลังจากเลิกงานในแต่ละวันควรบริหารร่างกายที่บ้าน เพื่อป้องกันและลดอาการปวด
เมื่อยกล้ามเนื้อ โดยปฏิบัติตามท่ากายบริหารที่ได้รับการออกแบบอย่างดีและเหมาะสมแล้ว
7.2 ลักษณะสถานีงานส าหรับการยืนท างาน ผู้สอนได้สรุปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับลักษณะสถานีงาน
ส าหรับการยืนท างานที่เหมาะสมจากข้อเสนอแนะของ Marras (2006) และ Candadian centre for

occupational health and safety (2016) ได้ดังนี้
7.2.1 ความสูงของหน้างาน การปรับความสูงของหน้างานที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะงาน
ลักษณะงานที่แตกต่างกันต้องการความสูงของหน้างานที่ต่างกัน ดังนี้
1) งานที่ต้องการความถูกต้อง แม่นย า (Precision work) เป็นลักษณะงานที่มีความ

ละเอียดสูงที่ต้องใช้การตรวจสอบด้วยสายตา เช่น งานเขียน งานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาด
เล็ก ควรมีหน้างานสูงกว่าระดับข้อศอกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร และมีที่วางพักแขน

139


2) งานเบา (Light work) เป็นลักษณะงานที่ต้องใช้แรงและสายตาในระดับน้อยถึงปาน


กลาง เช่น การประกอบอปกรณ์ขนาดปกติ ควรมีหน้างานต่ ากว่าระดับข้อศอกอย่างน้อย 5-10
เซนติเมตร
3) งานหนัก (Heavy work) เป็นลักษณะงานที่ต้องใช้แรงมากกว่าปกติ หรือการ
ท างานกับชิ้นงานที่มีน้ าหนักมาก มีความต้องการใช้สายตาในการท างานในระดับน้อยถึงปานกลาง

ควรมีหน้างานต่ ากว่าระดับข้อศอกอย่างน้อย 20-40 เซนติเมตร

























ภาพที่ 6.2 แสดงระดับหน้างานในลักษณะงานที่แตกต่างกัน
ที่มา: จาก Working in a Standing Position - Basic Information, โดย Canadian
Centre for Occupational Health and Safety, 2016, https://www.ccohs.ca/
oshanswers/ergo nomics/ standing/standing_basic.html.



ื้
7.2.2 หากพนหน้างานไม่สามารถปรับระดับความสูงได้ ส าหรับพนักงานที่มีรูปร่างสูงควร
ื้
จัดท าแท่นรองเพอยกวางชิ้นงานให้สูงขึ้น ส าหรับพนักงานที่มีรูปร่างเตี้ย ควรจัดท ายกพนให้ยืนเพื่อให้
ื่
มีความสูงเหมาะกับงานที่ท า
7.2.3 ควรจัดเตรียมงานให้อยู่ในระยะที่สามารถหยิบจับได้ง่าย ไม่ควรให้พนักงานต้องเอื้อม
หยิบจับ ในระยะไกล
7.2.4 ควรมีการจัดแท่นรองชิ้นงาน หรือแท่นยืนที่ท าจากวัสดุที่เหมาะสมที่ไม่แข็งหรือนุ่ม
ื้
จนเกินไปกรณีพนงานไม่สามารถปรับความสูงได้ เพอป้องกันความเมื่อยล้าเมื่อต้องยืนท างานเป็น
ื่
เวลานาน ๆ


7.2.5 จัดให้มีที่วางพกเท้าที่มีขนาดกว้างและยาวพอสามารถสลับพกเท้าด้านซ้ายและ
ด้านขวาได้สะดวก เพื่อลดภาระงานของกล้ามเนื้อหลัง
7.2.6 บริเวณพนที่ยืนท างานต้องเป็นพนที่มีระนาบเดียวกัน สะอาด ไม่ลื่น และไม่มีสิ่งกีด
ื้
ื้
ขวาง หรือสิ่งของวางเกะกะ
7.2.7 ควรจัดให้มีเก้าอี้หรือที่นั่งเพื่อให้พนักงานได้นั่งพักในระหว่างช่วงพก


140
































ภาพที่ 6.3 แสดงลักษณะท่าทางในการท างาน และสถานีงานส าหรับการยืนท างาน
ที่มา: จาก I’ve Got My Sit-to-stand Workstation – What Now?, โดย Axis, 2015,
https://www.axisrehab.com.au/blog/ive-got-my-sit-to-stand-workstation-

what-now/

7.3 ลักษณะท่าทางการท างานส าหรับการนั่งท างาน ผู้สอนได้สรุปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับลักษณะ
ท่าทางการท างานส าหรับการนั่งท างานที่เหมาะสมจากข้อเสนอแนะของ จันทร์จารี เกตุมาโร (2553)
และ รัตนาภรณ์ อมรรัตนไพจิตร (2544) ได้ดังนี้


7.1.1 ศีรษะและคอมีความสมดุลและเป็นแนวเดียวกับล าตัว ไม่เอยง ไม่เงยขึ้นหรือก้มลง
มากกว่า 15 องศา
7.1.2 ข้อมืออยู่ในแนวระนาบ ไม่มีการบิด หมุนข้อมือ
7.1.3 แขนส่วนบนอยู่ข้างล าตัว ไม่กาง ไหล่จะผ่อนคลาย

7.1.4 ข้อศอกอยู่ใกล้กับร่างกายและงอระหว่าง 90 และ 120 องศา
7.1.5 ปฏิบัติงานทางด้านหน้าของล าตัวในระยะประมาณ 8 ถึง 12 นิ้ว หรือประมาณ 20 ถึง
30 เซนติเมตร
7.1.6 ล าตัวตั้งตรงเป็นมุมฉาก หรือเอนไปข้างหลังไม่เกิน 110 องศา ไม่มีการก้มตัวหรือบิด

เอี้ยวตัวมากเกินไป
7.1.7 ขาส่วนบน (ต้นขา) และขาส่วนล่างท ามุมเป็นมุมฉาก เท้าวางระนาบกับพื้น
7.1.8 มีการเปลี่ยนอริยาบถระหว่างการท างาน และบริหารร่างกายหลังจากเลิกงาน เพอ

ื่
ป้องกันและลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

141


7.4 ลักษณะสถานีงานส าหรับการนั่งท างาน ผู้สอนได้สรุปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับลักษณะสถานีงาน

ส าหรับการนั่งท างานที่เหมาะสมจากข้อเสนอแนะของ จันทร์จารี เกตุมาโร (2553) และ Candadian
centre for occupational health and safety (2016) ได้ดังนี้
7.4.1 ความสูงของหน้างาน การปรับความสูงของหน้างานที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะงาน
ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อการท างานในท่ายืน

7.4.2 เก้าอี้ ควรมีลักษณะดังนี้
1) เป็นเก้าอี้ที่สามารถปรับระดับความสูงได้
2) มีพนักพิงหลังที่มีความโค้ง ความนู้นที่รองรับกระดูกสันหลังอย่างเหมาะสม
3) มีที่พักแขน

4) เบาะนั่งมีขนาดความลึก 35 เซนติเมตร มีช่องว่างระหว่างข้อพับเข่ากับเบาะรองนั่ง
ซัก 1 นิ้วมือ
5) มี 5 ล้อ เพื่อความมั่นคงในการเคลื่อนที่
6) ควรจัดให้มีที่พักเท้า เพื่อการเปลี่ยนอิริยาบถ

ื่


7) หากท างานที่ต้องใช้คอมพวเตอร์ โต๊ะที่ใช้ควรออกแบบมาเพอการใช้คอมพวเตอร์


กล่าวคือ มีส่วนวางแป้นพมพ และเมาส์ในระดับต่ ากว่าพนโต๊ะเพอให้ข้อศอกท ามุม 90 องศา มีที่รอง
ื่
ื้
ข้อมือ และเมาส์ที่มีขนาดพอเหมาะกับมอ

7.4.3 ควรจัดเตรียมงานให้อยู่ในระยะที่สามารถหยิบจับได้ง่าย ไม่ควรให้พนักงานต้อง
เอื้อมหยิบจับ ในระยะไกล
7.2.4 งานที่ต้องนั่งท างานต้องไม่ควรเป็นงานที่ออกแรงมาก (วัตถุหนักไม่มากกว่า 4.5
กิโลกรัม)




























ภาพที่ 6.4 แสดงลักษณะท่าทางการท างานส าหรับการนั่งท างาน

ที่มา: จาก How to Setup an Ergonomic Workstation, โดย Ergonomic spot, ม.ป.ป.,
https://ergonomicspot.com/setup-an-ergonomic-workstation/

142


7.5 ขั้นตอนการเคลื่อนย้ายวัสดุโดยใช้แรงคน (สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย

และสภาพแวดล้อมในการท างาน, 2558)

การยกเคลื่อนย้ายวัสดุ เป็นงานที่มีอตราเสี่ยงสูงสุดต่อการท าให้เกิดการบาดเจ็บของระบบ
ื้

กล้ามเนื้อและกระดูกเช่นการยกของจากพน การแบกของ ซึ่งอนตรายจากการยกของนี้ไม่ได้เกิดจาก
กิจกรรมการยกเพยงอย่างเดียว กล่าวคือเกิดจากปัจจัยของขนาดสิ่งของที่ยก ท่าทางการยก และ

ความถี่ในการยกเป็นปัจจัยร่วมด้วย มีหลักการยกของที่ถูกวิธีดังต่อไปนี้คือ
ื่

7.5.1 วางแผนการยก ประเมนลักษณะและน้ าหนักของวัสดุที่จะยก เพอเป็นการหลีกเลี่ยง
การบาดเจ็บเนื่องจากการออกแรงที่มากเกินไป สถานที่ที่จะเคลื่อนย้ายไปและตัดสินใจว่าจะยกอย่างไร
ควรใช้เครื่องมือกลหรือผู้ช่วยในการยกเคลื่อนย้ายวัสดุหรือไม่

7.5.2 ยกของตามขั้นตอนอย่างถูกวิธี

1) ยืนชิดวัสดุที่จะยก วางเท้าข้างหนึ่งขนาน กับวัสดุที่จะยก ส่วนอกข้างให้อยู่
ด้านหลังอย่างมั่นคงเพื่อป้องกันการเสียสมดุลของร่างกาย
ื่
2) ย่อเข่าโดยให้หลังอยู่ในแนวเส้นตรง เพอรักษาส่วนโค้งของกระดูกสันหลังให้
เป็นไปตามธรรมชาติ ลดแรงกดบนหมอนรองกระดูกสันหลังในขณะยกวัสดุ
3) จับวัสดุให้มั่นคงโดยใช้อุ้งมือประคองจับเพื่อป้องกันการลื่นหลุดจากมือ
4) วางแขนชิดล าตัว ไม่กางแขนออก และให้วัสดุที่จะยกอยู่ชิดล าตัวให้มากที่สุด

5) ยืดเข่า ยกตัวยืนขึ้นโดยใช้ก าลังจากกล้ามเนื้อขา และขณะที่ยืนขึ้น หลังจะอยู่ใน
แนวตรง หรือ เป็นไปตามธรรมชาติ ดังแสดงในภาพที่ 3
7.5.3 ต าแหน่งของศีรษะอยู่ในแนวตรงกับกระดูกสันหลัง ไม่ก้ม ทั้งในขณะยกวัสดุขึ้น และ
เดินจะต้องมองเห็นทางเดินได้อย่างชัดเจน
7.5.4 เมื่อถึงจุดหมายให้ก้าวถอยหลัง ย่อตัวลง แล้วจึงค่อย ๆ วางวัสดุลง






















ภาพที่ 6.5 แสดงการเคลื่อนย้ายวัสดุโดยใช้แรงคน

ที่มา: จาก มารู้จักกับปัญหาปวดหลัง, โดย ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก คณะเทคนิค
การแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ม.ป.ป., http://www.ams.cmu.ac.th/ amscsc/
article/ article9.html

143


7.5.6 น้ าหนักของวัสดุที่ต้องยกด้วยมือ ในท่านั่งท างาน ไม่ควรยกของเกิน 4.5 กิโลกรัม

และไม่เกิน 16 กิโลกรัม ในท่ายืน อย่างไรก็ตามกฎกระทรวง เรื่องก าหนดน้ าหนักที่ลูกจ้างท างานได้
พ.ศ.2547 ได้ก าหนดให้ลูกจ้างท างานด้วยการยก แบก หาม ลาก ทูน หรือเข็นของไว้ดังนี้
1) แรงงานเด็กหญิง อายุตั้งแต่ 15-18 ปี ยกน้ าหนักได้ไม่เกิน 20 กิโลกรัม
2) แรงงานเด็กชาย อายุตั้งแต่ 15-18 ปี ยกน้ าหนักได้ไม่เกิน 25 กิโลกรัม

3) แรงงานหญิง อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ยกน้ าหนักได้ไม่เกิน 25 กิโลกรัม
4) แรงงานชาย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ยกน้ าหนักได้ไม่เกิน 50 กิโลกรัม


8. การประเมินความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์
8.1 แบบประเมินอาการผิดปกติของโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อของนอร์ดิก (Standardized

Nordic questionnaires) (Kuorinka, et al., 1987)
เป็นแบบประเมินอาการผิดปกติของโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย (Whole body
ื่
assessment) เป็นการประเมินเพอให้ได้ข้อมูลเชิงคุณภาพ อย่างไรก็ตามปัจจุบันได้มีการน า
แบบสอบถามมาประยุกต์เพอให้ได้ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยโดยการให้ผู้ปฏิบัติงานประเมินระดับความ
ื่
เจ็บปวดของโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นคะแนนร่วมด้วย (Cynthia, 2017) โดยการสัมภาษณ์
หรือให้ผู้ปฏิบัติงานประเมินด้วยตนเองก็ได้ สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ในการกรอกข้อมูลจะมีผลต่อ
ผลลัพธ์ของข้อมูลที่ได้ ดังนั้นจึงจ าเป็นที่จะต้องท าความเข้าใจกับค าถามและผู้ตอบจะต้องให้ความ

ร่วมมือในการให้ข้อมูลเป็นอย่างดีจึงจะท าให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น แบบสอบถามนี้แบ่ง
ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ดังภาพที่ 6.6 คือ
1) แบบสอบถามทั่วไป เป็นการสอบถามอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกในส่วนต่างๆของ
ร่างกาย แบ่งเป็น 9 ส่วนได้แก คอ ไหล่ หลังส่วนบน หลังส่วนล่าง ข้อศอก ข้อมือ/มือ สะโพก เข่า และ

ข้อเท้า/เท้า ซึ่งเป็นส่วนที่มักจะพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นทั้งแบบสะสมและแบบเฉียบพลัน โดยจะ

สอบถามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วง 12 เดือน และ 7 วันที่ผ่านมา
ื่
2) แบบสอบถามเฉพาะส่วน เป็นแบบสอบถามที่ออกแบบขึ้นมาเพอใช้ในการเก็บข้อมูลอาการ
ผิดปกติในส่วนที่มักจะเกิดขึ้นมากที่สุด 2 ส่วน คือ (1) หลังส่วนล่าง และ (2) คอและไหล่ โดยจะมี


ค าถามที่ระบุรายละเอยดเกี่ยวกับอาการผิดปกติในส่วนนั้น ๆ โดยสอบถามอาการที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่
ผ่านมา ในช่วง 12 เดือน และในช่วง 7 วันที่ผ่านมา
8.2 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire Body Assessment (REBA)
(Hignett & McAtamney, 2000) เป็นแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างานทั้งร่างกาย

(Whole body assessment) ตั้งแต่ส่วนคอ ล าตัว มือ แขน และขา และภาระงาน เป็นการประเมิน
เพอให้ได้ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ คะแนนความเสี่ยงของท่าทางการท างาน จะเหมาะส าหรับการประเมิน
ื่
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายส าหรับงานที่มีลักษณะเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็วหรืองานที่ไม่อยู่กับที่ ไม่
สามารถท านายได้ ดังภาพที่ 6.7

144





























ภาพที่ 6.6 แสดงแบบประเมินอาการผิดปกติของโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อของนอร์ดิก
ที่มา: จาก “Feasibility and acceptance of a robotic surgery ergonomic training
Program”, โดย Franasiak, Craven, Mosaly, & Gehrig, 2014, JSLS. 18(4). p.

e2014.00166 4.

































ภาพที่ 6.7 แสดงแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire Body Assessment

ที่มา: จาก “Rapid entire body assessment (REBA)”, โดย Hignett & McAtamney,
2000, Appl Ergon, 31(2), p.202.

145


8.3 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper Limb Assessment (RULA)

(McAtamney & Corlett, 1993)
เป็นแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างานร่างกายส่วนบน (Upper Limb
ื่
assessment) ตั้งแต่ส่วนคอ ล าตัว มือ แขน และภาระงาน เป็นการประเมินเพอให้ได้ข้อมูลเชิง
ปริมาณ คือ คะแนนความเสี่ยงของท่าทางการท างาน จะเหมาะส าหรับการประเมินความเสี่ยงของ

ท่าทางการท างานเฉพาะร่างกายส่วนบนเท่านั้น จึงเหมาะกันงานที่มีลักษณะการท างานนั่งอยู่กับที่ไม่มี
การเคลื่อนไหวของขา ดังภาพที่ 6.8
8.4 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain Assessment (ROSA)
(Sonne, 2010)

เป็นแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างานส าหรับผู้ปฏิบัติงานในส านักงานโดยเฉพาะ


ี้
โดยพจารณาท่าทางการท างานกับความเหมาะสมของเก้าอ หน้าจอคอมพวเตอร์ โทรศัพท์ เมาส์ และ
แป้นพมพ ร่วมกับระยะเวลาในการท างาน เป็นการประเมินเพอให้ได้ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ คะแนน


ื่
ความเสี่ยงของท่าทางการท างาน ดังภาพที่ 6.9
โดยการใช้แบบประเมินทั้งหมดจะได้อธิบายในบทปฏิบัติการการใช้แบบประเมินทาง
การยศาสตร์ต่อไป อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการด าเนินงานด้านการยศาสตร์ คือการติดตาม
ประเมินผล โดยควรติดตามประเมินผลเป็นระยะ ๆ อาจท าได้โดยการสอบถาม สัมภาษณ์ และ

ื่
สังเกตการณ์การปฏิบัติงานโดยตรง เพอให้แน่ใจว่าการด าเนินการควบคุมแก้ไขปัญหานี้เป็นไปได้
ในทางปฏิบัติเกิดประสิทธิผลและความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงาน































ภาพที่ 6.8 แสดงแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire Body Assessment
ที่มา: จาก “RULA: a survey method for the investigation of work-related upper

limb disorders”, โดย McAtamney & Corlett, 1993, Appl Ergon, 24(2), p.99.

146































ภาพที่ 6.9 แสดงแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain Assessment
ที่มา: จาก The Rapid Office Strain Assessment (ROSA): Validity of online worker
self-assessments and the relationship to worker discomfort, Sonne, 2010,

https: https://scholar.uwindsor.ca/etd/7174.

8.5 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้แบบประเมินความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์

จากการศึกษาของ รุ้งเพชร แสงจันทร์ (2559) เรื่อง ความผิดปกติทางระบบกระดูกและ
กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการท างาน ในฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โดยส ารวจความชุก
และปัจจัยที่มีผลต่อการท างานด้วยการตอบแบบสอบถามมาตรฐานของนอร์ดิก พร้อมทั้งท าการตรวจ
ร่างกายโดยนักกายภาพบ าบัด ใช้ REBA มาประเมินท่าทางในการท างาน พบว่า ความชุกของความ

ผิดปกติทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาคือ เข่า ข้อมือ/มือ และหลังส่วนล่าง
ความชุกที่ได้จากการตรวจร่างกายแตกต่างจากแบบสอบถามเล็กน้อย การประเมิน REBA ก็พบความ
เสี่ยงจากท่าทางการท างานในอัตราความชุกสูงเช่นกัน
จากการศึกษาของ ภัทรนุช แตงข า, แนดา เตชทรัพย์อมร และ ไชยยงค์ จรเกต (2559) เรื่อง

การประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อใน
คนงานโรงงานเครื่องปั้นดินเผาในต าบลเจดีย์หัก และต าบลหน้าเมือง อ าเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดย
ใช้แบบประเมิน RULA โดยขั้นตอนการปั้นขึ้นรูปจะใช้แขนและมือในการปั้นดิน รวมถึงการก้มหลัง
ี้
และเอยวล าตัวในการปั้นขึ้นรูป และขั้นตอนการเขียนลายได้ใช้แขนและมือในการวาดเขียนลาย
บนผลิตภัณฑ์ ซึ่งทั้งสองขั้นตอนนี้ต้องใช้ร่างกายส่วนบนและรยางค์แขนเป็นส่วนใหญ่ และใช้แบบ
ประเมิน REBA ในการประเมินความเสี่ยงของขั้นตอนการเตรียมดิน การเคลือบ และการเผา เนื่องจาก
ทั้งสามขั้นตอนใช้ร่างกายทุกส่วนในการท างาน คือมีการใช้แขนหรือรยางค์ส่วนบนในการขุดตักดิน


ราดน้ าเคลือบ และหยิบฟน ทั้งยังมีการใช้รยางค์ส่วนล่างหรือขาในการยืนให้มั่นคงขณะตักดินขึ้นจากบ่อ
ื่
เดินรอบผลิตภัณฑ์เพอราดน้ าเคลือบ และการยืนให้มั่นคงเพอใส่ฟืนเข้าเตาเผา ท าการบันทึกเทปวีดิทัศน์
ื่

147


ท่าทางการท างานของกลุ่มตัวอย่าง โดยการตั้งกล้องทางด้านข้างและด้านหลัง มีระยะห่างจากกลุ่ม

ตัวอย่างประมาณ 1-2 เมตร ใช้เวลาบันทึกเทปวีดิทัศน์ เป็นเวลานาน 5 นาทีต่อการท างานแต่ละขั้นตอน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของแบบประเมิน RULA พบว่าคนงานแผนกการปั้นขึ้นรูปมีความเสี่ยงระดับ 4
มากที่สุด และจากแบบประเมิน REBA พบว่าคนงานแผนกการเผามีความเสี่ยง ระดับ 5 มากที่สุด ร้อยละ
68.75 บ่งชี้ได้ว่าทั้งสองงานนั้นมีปัญหาด้านการยศาสตร์ที่ต้องได้รับการปรับปรุงโดยทันที


อมร โฆษิดาพนธุ์, อริสา ส ารอง และ สุทธิ์ ศรีบูรพา (2559) เรื่อง ความเสี่ยงทางการยศาสตร์

และอาการปวดที่ส่งผลต่อความบกพร่องของรยางค์แขน ของพนักงานส านักงานที่ใช้คอมพวเตอร์ในการ
ท างาน โดยใช้แบบสอบถามความสามารถในการท ากิจกรรมของรยางค์แขน (DASH) ประเมินความ
บกพร่องของรยางค์แขน และ ประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ด้วยวิธี ROSA พบว่า พนักงานกลุ่มที่ไม่

ผ่านเกณฑ์ความเสี่ยงทางการยศาสตร์มีความบกพร่องของรยางค์แขน มากกว่ากลุ่มที่ผ่านเกณฑ์



9. การควบคุมอนตรายจากปัจจัยทางการยศาสตร์จากการประกอบอาชีพ แบ่งเป็น 3 วธี ดังนี้
(OSHA, 2018)
9.1 การควบคุมทางวิศวกรรม
1) การออกแบบสถานีงาน หรือ ออกแบบขั้นตอนการท างานใหม่ เพื่อหลักเลี่ยงท่าทางการ
ท างานที่ส่งผลกระทบต่อระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น บิด เอี้ยว เอื้อม ก้ม เป็นต้น

2) การออกแบบอุปกรณ์ เครื่องมือให้มีความเหามะสมกับสรีระของผู้ปฏิบัติงาน
9.2 การควบคุมทางการบริหารจัดการ

ี้
1) การจัดหาโต๊ะ เก้าอ อปกรณ์ในการท างานที่สามารถปรับระดับ หรือมีหลายขนาดให้
เลือกใช้ตามสรีระของผู้ปฏิบัติงาน
2) จัดอุปกรณ์ที่ช่วยในการยกเคลื่อนย้ายเพื่อทุนแรงให้ผู้ปฏิบัติงาน

ื่

3) วางแผนการจัดวางอปกรณ์เพอให้สะดวกต้องการปฏิบัติงาน เช่น ของที่มีน้ าหนักมาก
ควรจัดวางในระดับต่ ากว่าเอวเพื่อสะดวกต่อการยกเคลื่อนย้าย
4) จัดให้มีการพักเพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อระหว่างการปฏิบัติงาน

5) การควบคุมการปฏิบัติงาน เช่นการก าหนดวิธีการท างาน ท่าทางให้ถูกต้อง, การ
ฝึกอบรมให้ผู้ปฏิบัติงาน

6) อบรมท่าทางการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง การยกเคลื่อนย้ายให้ผู้ปฏิบัติงาน
7) การประเมินภาวะสุขภาพอนามัยของคนงานที่มีหน้าที่เคลื่อนย้ายวัสดุ ควรได้รับการ

พิจารณาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสภาวะสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป มีผลต่อหน้าที่การยกของทั้งแบบ
ถาวรหรือชั่วคราว เช่น โรคไส้เลื่อน การตั้งครรภ์ หรือ การพกฟนหลังผ่าตัด คนงานในสภาวะเหล่านี้

ื้
ควรได้รับการเปลี่ยนให้ไปท าหน้าที่อื่นแทน
9.3 การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล


1) เสื้อผ้า บางสถานการณ์การสวมเสื้อผ้าและอปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลที่

เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บลงได้
2) ถุงมือหนัง ช่วยป้องกันการบาด ทิ่ม แทงมือ
3) รองเท้านิรภัย ช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากการลื่นล้ม หรือวัสดุตกใส่เท้า

148


บทสรุป


การยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ประยุกต์สหวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์
ื่
กายภาพ วิศวกรรมศาสตร์ และจิตวิทยาสังคม เพอการออกแบบสิ่งแวดล้อมการท างาน ได้แก่สถานี


งาน อปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการท างานให้เหมาะสมกับสรีรวิทยาของมนุษย์ การประเมินอนตราย
จากการสัมผัสปัจจัยทางการยศาสตร์นั้นมีความจ าเป็นทั้งก่อน ระหว่างการปฏิบัติงาน ตลอดจน
ภายหลังการปรับปรุงแก้ไขสถานีงานแล้ว เพอให้ผู้ปฏิบัติงานท างานอย่างปลอดภัย ลดความผิดปกติ
ื่

ิ่
ของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เพมประสิทธิภาพในการท างาน และการวางแผนการควบคุมอนตราย
อันเกิดจากปัจจัยทางการยศาสตร์ต่อไป


ค าถามท้ายบท


1. จงอธิบายความหมายของการยศาสตร์
2. จงอธิบายวัตถุประสงค์ของการศึกษาการยศาสตร์
3. จงอธิบายปัจจัยเสี่ยงทางการยศาสตร์
4. จงอภิปรายว่าผู้ปฏิบัติงานในภาพมีท่าทางในการท างานที่ไม่ถกต้องอย่างไร

พร้อมให้ข้อเสนอแนะในการควบคุม










5. จงอภิปรายว่าผู้ปฏิบัติงานในภาพมีท่าทางในการท างานที่ไม่ถกต้องอย่างไร
พร้อมให้ข้อเสนอแนะในการควบคุม

149


เอกสารอ้างอิง


กานดา จันทร์แย้ม. (2556). จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

กิตติ อินทรานนท์. (2548). การยศาสตร์. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

กฎกระทรวงก าหนดอตราน้ าหนักที่นายจ้างให้ลูกจ้างท างานได้ พ.ศ.2547. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
121 ตอนที่ 35 ก.
จันทร์จารี เกตุมาโร. (2553). อาชีวอนามัย. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง.
ไถ้ออน ชินธเนศ. (มปป.). เอกสารประกอบการสอน เรื่อง สรีรวิทยาของความล้ากับการฝึกซ้อมและ
ออกก าลังกาย. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล.

นริศ เจริญพร. (2543). การยศาสตร์. ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์. กรุงเทพฯ:

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ปางก์เพ็ญ เหลืองเอกทน. (2559). เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การยศาสตร์. นครปฐม: สาขาวิชา
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.

ภัทรนุช แตงข า, ปนดา เตชทรัพย์อมร และ ไชยยงค์ จรเกต. (2559). การประเมินความเสี่ยงทางการย
ศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อในคนงานโรงงานเครื่องปั้น
ดินเผา ในต าบลเจดีย์หักและต าบลหน้าเมือง อาเภอเมือง จังหวัดราชบุรี. เอกสารการประชุม

วิชาการทางการยศาสตร์แห่งชาติ, กรุงเทพฯ. สืบค้นจาก http://www.est.or.th/
ErgoCon2016_Proceedings/docs/F06.pdf.
รัตนาภรณ์ อมรรัตนไพจิตร และ สุดธิดา กรุงไกรวงศ์. (2544). การยศาสตร์ในสถานที่ท างาน.
กรุงเทพฯ : บริษัท เรียงสาม กราฟฟิค ดีไซน์ จ ากัด.
รุ้งเพชร แสงจันทร์. (2559). ความผิดปกติทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการท างานใน

ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า. วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบ าบัด, 28
(3), 322-328.
ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). มารู้จัก

กับปัญหาปวดหลัง. สืบค้นจาก http://www.ams.cmu.ac.th/amscsc/article/ article9.html
สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน. (2558). คู่มือการ
ฝึกอบรม “การยกและเคลื่อนย้ายวัสดุด้วยแรงกายตามหลักการยศาสตร์. กรุงเทพฯ : สถาบัน
ส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน (องคก์ารมหาชน).

สสิธร เทพตระการพร. (2546). เอกสารการอบรมการยศาสตร์. กรุงเทพฯ : บริษัท ริชเทค
บิสซิเนส จ ากัด.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2560). รายงานสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพจาก
การประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมปี พ.ศ. 2560. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวง

สาธารณสุข.

อมร โฆษิดาพนธุ์, อริสา ส ารอง และ สุทธิ์ ศรีบูรพา. (2559). ความเสี่ยงทางการยศาสตร์และอาการ

ปวดที่ส่งผลต่อความบกพร่องของรยางค์แขนของพนักงานส านักงานที่ใช้คอมพวเตอร์ในการ

150


ท างาน. การประชุมวิชาการทางการยศาสตร์แห่งชาติ, กรุงเทพฯ. สืบค้นจาก http://www.

est.or.th/ErgoCon2016_Proceedings/docs/F13.pdf.
Axis. (2015, December). I’ve Got My Sit-to-stand Workstation – What Now?. Retrieved
from https://www.axisrehab.com.au/blog/ive-got-my-sit-to-stand-workstation-
what -now/

Anthony C. L., & Benjamin C. M. (2014). Musculoskeletal injuries. In Joseph Ladou and
Robert Harrison (Eds.), Current occupational & environmental medicine, Fifth
edition. San Francisco: McGraw hill education.
Candadian centre for occupational health and safety. (2016, June). Working in a

Standing Position - Basic Information. Retrieved from https://www.ccohs.ca/
oshanswers/ ergo nomics/ standing/standing_basic.html.
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2006). Principles of Epidemiology in
Public Health Practice, Third Edition: An Introduction to Applied Epidemiology

and Biostatistics. Atlanta: U.S. Department of Health and Human Services
Centers for Disease Control and Prevention (CDC) Office of Workforce and Career
Development.

Cynthia, M. B. (2017). Promoting Health and Productivity with Ergonomics. In Hedge A.
(Eds.), Ergonomic Workplace design for Health, Wellness, and Productivity. San
Francisco: Taylor & Francis Group.
Ergonomic spot. (n.d.). How to Setup an Ergonomic Workstation. Retrieved from https://

ergonomicspot.com/setup-an-ergonomic-workstation/
Franasiak, J., Craven, R., Mosaly, P., & Gehrig, P.A. (2014). Feasibility and acceptance of
a robotic surgery ergonomic training program. JSLS. 18(4). pii: e2014.00166.
Hignett, S., & McAtamney, L. (2000). Rapid entire body assessment (REBA). Appl Ergon,

31(2), 201-5.
International Ergonomics Association (IEA). (2003). IEA Triennial Report: 2000-2003. Santa
Monica: IEA press.
Jaffarj N., Abdul-Tharim A.H., Mohd-Kamar I.F., & Lop N.S. (2011). A Literature Review of

Ergonomics Risk Factors in Construction Industry. Procedia Engineering, 20, 89-97.
Kaljun, J. & Dolšak, B. (2012). Ergonomic design knowledge built in the intelligent
decision support system. Int. J. Ind. Ergon, 42(1), 162-171.
Kuorinka, I. B. Jonsson, A. Kilbom, H. Vinterberg, Biering-Sørensen F., Andersson G.,

Jørgensen K.. (1987). Standardised Nordic questionnaires for the analysis of
musculoskeletal symptoms. Appl Ergon, 18(3), 233-237.

151


Marras, W.S. (2006). Biomechanical basis for ergonomics. In Marras, W.S. & Karwowsk, W.

(Eds.), Fundamentals and assessment tools for occupational ergonomics,
Second edition. New York: Taylor & Francis group.
Maslach, C., Schaudeli, W.B., & Leiter, M.P. (2001). Job burnout. Annu Rev Psychol, 2 ,
5
397-422.

McAtamney, L.N. & Corlett E. (1993). RULA: a survey method for the investigation of
work-related upper limb disorders. Appl Ergon, 24(2), 91-9.
OSHA. (2018, Feb). Factsheet E: Controlling Ergonomic Hazards. Retrieved from
https://www.osha.gov/sites/default/files/2018-12/fy11_sh-22240-11_ErgoHazards.pdf

Salli. (n.d.). Rounding the back causes a risk for disks-sitting on a two-part saddle chair
keeps the spine in its natural position. Retrieved from http://www.mynewsdesk.
com/salli/news/back-pain-is-a-global-epidemic-301696.
Sonne, M. (2010). The Rapid Office Strain Assessment (ROSA): Validity of online worker

self-assessments and the relationship to worker discomfort. Electronic Theses
and Dissertations. 7174. Retrieved from https://scholar.uwindsor.ca/ etd/7174.
U.S. Department of Labor, Occupational Safety and Health Administration (OSHA).

(2002). Ergonomics guildlines. Santa Monica: IEA press.
Waldemar K. (2012). The discipline of human factors and ergonomics. In Gavriel
Salvendy (Eds.), Handbook of human factors and ergonomics, Forth edition.
New Jersey: John Wiley & Sons, Inc.
World Health Organization (WHO). (2004). Laboratory biosafety manual, Third edition.

Geneva: WHO Library Cataloguing-in-Publication Data.

152

153


แผนบริหารการสอนประจ าบทที่ 7




เนื้อหา
โรคจากการประกอบอาชีพ

1. ความหมายของโรคจากการประกอบอาชีพ
2. ปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคจากการประกอบอาชีพ
3. การส่งเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ
4. เกณฑ์การวินิจฉัยและการสอบสวนโรคจากการท างาน
5. การจัดบริการอาชีวอนามัย

6. โรคจากการประกอบอาชีพ
6.1 กลุ่มโรคที่เกิดขึ้นจากสารเคม ี
6.2 โรคจากการประกอบอาชีพที่เกดจากปัจจัยสภาพแวดล้อมจากการท างานทางกายภาพ

6.3 โรคจากการประกอบอาชีพที่เกดจากปัจจัยสภาพแวดล้อมจากการท างานทางชีวภาพ

6.4 กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นเนื่องจากการท างาน
6.5 โรคผิวหนังจากการท างาน
6.6 โรคจากการท างานที่เกิดจากปัจจัยสภาพแวดล้อมจากการท างานทางการยศาสตร์


วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. อธิบายความหมายของโรคจากการประกอบอาชีพได้ถูกต้อง
2. อธิบายลักษณะปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคจากการประกอบอาชีพได้ถูกต้อง

3. อธิบายเกณฑ์การวินิจฉัยและการสอบสวนโรคจากการท างานได้ถูกต้อง
4. อธิบายการจัดบริการอาชีวอนามัยได้ถูกต้อง
5. อธิบายอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค กลไกการเกิดโรค อาการและอาการแสดงของโรคจาก
การประกอบอาชีพได้ถูกต้อง

6. สามารถวางแผนกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมในการท างานที่
ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสเพื่อสุขภาพของแรงงานในทุกภาคส่วน
7. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวางแผนกิจกรรมการตรวจวัดการได้ยินได้

ื่
8. เพอให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ไปใช้ในการด าเนินงานทางด้านอาชีวอนามัยและ
ความปลอดภัยเบื้องต้นในชุมชนได้

กิจกรรมการเรียนการสอน
1. จัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) โดยการแบ่งกลุ่ม


นักศกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์เนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง ๆ
ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้

154


2. บรรยายสรุปด้วย PowerPoint เนื้อหาหัวข้อ โรคจากการประกอบอาชีพทั้ง 6 หัวข้อโดย

ผู้สอน
3. แบ่งกลุ่มนักศึกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์กรณีตัวอย่างโรคจากการประกอบอาชีพ และ
ร่วมกันอภิปราย ซักถาม จากนั้นผู้สอนให้ข้อเสนอแนะ และน าส่งผลการวิเคราะห์
4. สาธิตและฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ การ

ตรวจวัดการได้ยิน ตามโจทย์สถานการณ์ที่ก าหนด (ภาคผนวก ก ปฏิบัติการที่ 6)
5. ตอบค าถามท้ายบทท้ายบท
6. มอบหมายงานลงชุมชนเพอหากรณีศึกษา ในหัวข้อ การวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย
ื่
ื่
(Job Safety Analysis; JSA) เพื่อท ากิจกรรมกลุ่มในสัปดาห์ต่อไป

สื่อการเรียนการสอน
1. สื่อ PowerPoint เนื้อหาในหัวข้อ โรคจากการประกอบอาชีพทั้ง 6 หัวข้อ
2. แหล่งข้อมูล

2.1 บทความวิชาการ เรื่อง ความรู้เรื่องโรค ของกองโรคจากการประกอบอาชีพและ
สิ่งแวดล้อม สืบค้นจาก http://envocc.ddc.moph.go.th/ โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
3. เอกสารค าสอนวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของอาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา

4. หนังสือ เอกสาร ต าราอื่น ๆ
4.1 หนังสืออาชีวอนามัยและความปลอดภัย ของรองศาสตราจารย์.ดร.อนามัย (ธีรวิโรจน์)
เทศกะทึก สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (613 6 อ152อ 2553)



การวัดผล
1. การสังเกตการอภิปราย ความสนใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่มและการเรียน
การสอนในห้องเรียน

2. ผลการสรุปเนื้อหาจากการสืบเสาะหาความรู้ในแต่ละหัวข้อ
3. ผลการวิเคราะห์กรณีตัวอย่างปังโรคจากการประกอบอาชีพที่ได้รับมอบหมาย
4. ผลการการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ การตรวจวัดการ
ได้ยิน ตามโจทย์สถานการณ์ที่ก าหนด

5. การตรวจแบบฝึกหัดท้ายบท

155


บทที่ 7


โรคจากการประกอบอาชีพ




โรคจากการประกอบอาชีพเริ่มจากการที่คน (host) เข้าไปท างาน และในงานมีสิ่งคุกคาม
(hazard) เมื่อมีการสัมผัส (exposure) กับสิ่งคุกคามในสภาพแวดล้อมการท างาน ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงาน
เกิดความเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือ เสียชีวิตได้ ตามประกาศกระทรวงแรงงานเรื่องก าหนดชนิดของ

โรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการท างาน พ.ศ. 2550 แบ่งโรคตามปัจจัยที่
ผู้ประกอบอาชีพสัมผัสออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มโรคที่เกิดขึ้นจากสารเคมี 2) โรคจากการ
ประกอบอาชีพที่เกิดจากปัจจัยสภาพแวดล้อมจากการท างานทางกายภาพ 3) โรคจากการประกอบ
อาชีพที่เกิดจากปัจจัยสภาพแวดล้อมจากการท างานทางชีวภาพ 4) กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่

เกิดขึ้นเนื่องจากการท างาน และ 5) โรคผิวหนังจากการท างาน โดยหลักในการป้องกนและควบคุมโรค

จากการประกอบอาชีพอาจยึดหลักตามปัจจัยสามทางระบาดวิทยา (epidemiologic triangle) ซึ่ง
ได้แก่ (1) คนท างาน (2) สิ่งคุกคาม และ (3) สิ่งแวดล้อม การแก้ไขที่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งหรือหลาย

ปัจจัยจะท าให้สามารถป้องกัน หรือน้อยก็ลดความรุนแรงของโรคจากการประกอบอาชีพได้

1. ความหมายของโรคจากการประกอบอาชีพ

โรคที่พบในคนท างานสามารถพบการป่วยได้ด้วยโรค 3 กลุ่ม (สมจิต พฤกษะริตานนท์ และ
วิภาวี กิจก าแหง. 2554; ILO, 2011) ได้แก ่
1.1 โรคจากการประกอบอาชีพ หรือ โรคจากการท างาน (Occupational disease) หมายถึง
โรคหรือความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับคนท างานโดยมีสาเหตุจากการสัมผัสสิ่งคุกคามหรือสภาวะการ

ท างานไม่เหมาะสมโดยอาการอาจเกิดในขณะท างานหรือหลังจากท างานเป็นเวลานาน เช่น โรคพษ

ตะกั่ว โรคซิลิโคซิสจากการสัมผัสฝุ่นหิน เป็นต้น
1.2 โรคเกี่ยวเนื่องจากการท างาน (Work-related disease) หมายถึง โรคหรือความเจ็บป่วยที่
เกิดขึ้นกับคนท างานโดยมีสาเหตุและปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน และการท างานเป็นปัจจัยหนึ่งของ

การเกิดโรค ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมการท างานอาจไมใช่สาเหตุโดยตรงแต่อาจเป็น ปัจจัยที่ท าให้สภาวะ

เดิมที่มอยู่ก่อนแล้วเป็นมากขึ้น โรคความดันลิตสูงจากความเครียดจากการท างาน โรคกระเพาะอาหาร
จากการท างานกะ เป็นต้น

1.3 โรคทั่วไป (General disease) เป็นโรคทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท างาน เช่น โรคเบาหวาน
โรคความดันโลหิตสูง โรคไข้หวัด เป็นต้น โดยจะไม่ได้กล่าวถึงในบทนี้

156


ตารางที่ 7.1 แสดงโรคจากการประกอบอาชีพ และโรคเกี่ยวเนื่องจากการประกอบอาชีพ


โรคจากการประกอบอาชีพ โรคเกี่ยวเนื่องจากการท างาน
1. เกิดในสิ่งแวดล้อมการท างาน เช่น โรงงาน 1. ส่วนใหญ่เกิดในชุมชน
อตสาหกรรม อตสาหกรรมในครัวเรือน งาน


เกษตรกรรม
2. มีสาเหตุจ าเพาะเจาะจง เช่น Silicosis 2. สาเหตุ “เกิดจากปัจจัยหลายประการ”

3. จ าเป็นต้องสัมผัสในสถานประกอบการ 3. การสัมผัสในสถานประกอบการอาจเป็น เพยง
ปัจจัยเดียวในอีกหลายปัจจัยที่กอโรค

4. การพสูจน์ทราบเพอการเรียกร้องเงินชดเชย 4. การพสูจน์ทราบเพอการเรียกร้องเงินชดเชย

ื่

ื่
จากกองทุนเงินทดแทน มีหลักฐานชัดเจน จากกองทุนเงินทดแทน ท าได้ค่อนข้างยาก
เนื่องจากมีปัจจัยก่อโรคหลายปัจจัย

ที่มา: บทน าอาชีวอนามัย (น.11), โดย สมจิต พฤกษะริตานนท์ และ วิภาวี กิจก าแหง, 2554,

กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.

2. ปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคจากการประกอบอาชีพ (สมจิต พฤกษะริตานนท์ และ วิภาวี กิจก าแหง, 2554)




ผู้ประกอบอาชีพ







สิ่งคุกคามสุขภาพ สภาพแวดล้อมในการ

จากการท างาน ท างานทั่วไป



แผนภูมิที่ 7.1 แสดงปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคจากการท างาน

ปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคจากการท างาน แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

2.1 คนท างานหรือผูประกอบอาชีพ ได้แก ่
2.1.1 ลักษณะทั่วไป ไดแก พนธุกรรม อายุ เพศ เชื้อชาติ ความสูง น้ าหนัก ประสบการณ

การท างาน การพักผ่อน โภชนาการ สภาวะภูมิคุ้มกัน และฮอร์โมน ตลอดจนสภาวะสุขภาพ การมีโรค

157



ประจ าตัว หรือความเครียด การตั้งครรภ์ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้มีความสัมพนธ์ต่อการเกิดโรคจากการ
ท างาน เช่น การมียีนที่มีความบกพร่องในการซ่อมแซมดีเอนเอ ท าให้มีโอกาสเกิดมะเร็งมากขึ้น
เด็กและผู้สูงอายุหรือสตรีมีครรภ์มีโอกาสเกิดโรคจากการประกอบอาชีพได้มากขึ้น เป็นต้น
2.1.2 พฤติกรรมสุขภาพของคนท างานและวิถีชีวิต การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่
ื่
สิ่งเสพติดอน ๆ และยา มีนิสัยประมาท ขี้หลงขี้ลืม ขี้ตกใจ เช่น การดื่มสุราจะท าให้ผู้ประกอบอาชีพมี
โอกาสเกิดโรคตับ การสูบบุหรี่จะท าให้ผู้ประกอบอาชีพมีโอกาสเกิดโรคปอด เป็นต้น

2.2 สิ่งคุกคามสุขภาพจากการท างาน ประกอบไปด้วย การสัมผัสอนตรายจากปัจจัยทาง
กายภาพ ปัจจัยทางเคมี ปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางการยศาสตร์
2.3 สภาพแวดล้อมในการท างานทั่วไป หมายถึง การบริหารจัดการในสถานประกอบการ เช่น

ระยะเวลาการท างานในแต่ละวัน การมี/ไม่มีอุปกรณ์ป้องกนอันตรายส่วนบุคคล การนิเทศ การควบคุม

ก ากับการท างาน นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงสิ่งแวดลอมนอกสถานประกอบการ การเปลี่ยนแปลงตาม
ฤดูกาล อีกด้วย


3. การส่งเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ
มาตรฐานการดูแลสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น มาตรฐาน
กฎหมาย และความก้าวหน้าทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของประเทศนั้น ๆ ร่วมทั้งขนาด

ของสถานประกอบการที่แตกต่างกัน ดังนั้นการส่งเสริมสุขภาพในสถานประกอบการอาจยึดหลักตาม
ปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคจากการท างาน ซึ่งได้แก่ คนท างานหรือผูประกอบอาชีพ สิ่งคุกคามสุขภาพจาก
การท างาน และ สภาพแวดล้อมในการท างานทั่วไป นี้มาช่วยในการส่งเสริมสุขภาพในสถาน
ประกอบการได้ (วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์, จุฑารัตน์ จิโน และ นวพรรณ ผลบุญ, 2562) ดังต่อไปนี้
3.1 คนท างานหรือผูประกอบอาชีพ ได้แก่

3.1.1 การส่งเสริมสุขภาพ (health promotion) คือ การด าเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค

และอบัติเหตุในผูประกอบอาชีพที่มีสุขภาพดีและยังไม่เกิดโรคหรือการบาดเจ็บขึ้น ตัวอย่างของ
กิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพ เช่น

1) การจัดท าโครงการการส่งเสริมสุขภาพ เพอป้องกันการเกิดโรคจากการประกอบ
ื่
อาชีพ และอุบัติเหตุจากการท างาน เช่น การออกก าลังกายในคนท างานยกของหนัก คนกลุ่มนี้มีโอกาส
ิ่

เกิดการบาดเจ็บต่อกระดูกและกล้ามเนื้อได้มาก หากให้ออกกาลังกาย โดยหวังจะให้เพมความแขงแรง

ทนทาน ยืดหยุ่น และท าให้มีขนาดมัดกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้น ก็น่าจะท าให้ความเสี่ยงต่อการเป็นโรค
กระดูกและกล้ามเนื้อจากการท างานลดลงได้ การช่วยเหลือให้เลิกสูบบุหรี่ การช่วยเหลือให้เลิกดื่มสุรา
การอบรมเทคนิคการป้องกันการเกิดอบัติเหตุด้วยเทคนิคเควายที (KYT) ทั้งหมดนี้ก็จัดว่าเป็นการ

ส่งเสริมสุขภาพเช่นกัน
2) การคัดเลือกผู้ประกอบอาชีพให้มีความเหมาะสมกับลักษณะงาน (Put the right

man to the right job) เพื่อลดภาระการท างานของร่างกาย เช่น งานยก ทูน แบก หาม ควรคัดเลือก
ผู้ปฏิบัติงานเพศชายในการท างานเป็นต้น

158


3) การตรวจสุขภาพผู้ประกอบอาชีพ ซึ่งควรกระท าตั้งแต่ก่อนเข้าท างาน ระหว่างการ

ท างาน และออกจากงาน ในการตรวจสุขภาพทางด้านอาชีวเวชศาสตร์ (occupational health
examination) ยังสามารถแบ่งออกได้หลายกรณีดังนี้
3.1) การตรวจสุขภาพก่อนจ้างงาน (pre-employment examination) เป็นการ
ตรวจสุขภาพในขณะที่ผู้ปฏิบัติงานยังไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างของสถานประกอบการ เหตุผลของการ

ื่
ตรวจนั้นเพอดูความปลอดภัยของคนท างานเป็นหลัก โดยแพทย์จะดูว่า (1) คนมาสมัครงานนั้นมีโรค

อะไรอยู่บ้างหรือไม่ (2) ถ้ามีโรคอยู่ เขาจะสามารถท างานที่พจารณาได้โดยปลอดภัยหรือไม่ (3) ถ้า
สามารถท างานนั้นได้ เมื่อให้ไปท างานแล้วอาการป่วยจะแย่ลงหรือไม่ ถ้าตรวจแล้วมีความพร้อมที่จะ
ท างาน (fit to work) ก็สามารถให้ท างานได้ ถ้าไม่พร้อมที่จะท างาน (unfit to work) ก็ไม่ควรให้

ท างานนั้น การตรวจก่อนจ้างงานจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายนายจ้างมากกว่าหากตรวจแล้วคนท างานไม่
พร้อมที่จะท างาน โรงงานอาจปฏิเสธการรับเข้าท างานได้เลย
3.2) การตรวจสุขภาพก่อนเข้าท างาน (pre-placement examination) เป็นการ
ตรวจสุขภาพก่อนที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าประจ าต าแหน่ง โรงงานได้รับคนท างานเข้ามาเป็นลูกจ้างแล้ว อาจ

ผ่านการทดลองงานมาระยะหนึ่งแล้วด้วย การตรวจสุขภาพนั้นท าก่อนที่จะให้ลูกจ้างเข้าไปประจ า
ต าแหน่งงาน เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนการสัมผัสสิ่งคุกคามสุขภาพจากการท างาน
3.3) การตรวจสุขภาพตามระยะ (periodic examination) คือการตรวจสุขภาพ

คนท างานตามวงรอบ ซึ่งโดยทั่วไปก็จะตรวจปีละครั้ง จึงอาจเรียกว่า การตรวจสุขภาพประจ าปี
ื่
(annually health examination) ก็ได้ เพอเป็นการประเมินภาวะสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานในระหว่าง
การท างาน โดยกฎกระทรวงก าหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการตรวจ สุขภาพของลูกจ้าง และส่งผลการ
ตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2557 ระบุให้นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพโดยแพทย์
ทางด้านอาชีวเวชศาสตร์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่เข้าท างาน และตรวจต่อไปอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

และการก าหนดให้มีการตรวจสุขภาพใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนหน้าที่การท างานของลูกจ้าง อย่างไรก็
ตามในบางกรณี หากแพทย์เห็นว่างานที่ท านั้นมีความเสี่ยงมาก แพทย์ก็อาจแนะน าให้ตรวจถี่กว่าปีละ
ครั้งก็ได้ เช่น ในคนท างานสัมผัสกัมมันตรังสีที่เสี่ยงมาก อาจตรวจสุขภาพทุก 3 เดือน หรือใน

คนท างานบนแท่นขุดเจาะน้ ามัน อาจตรวจสุขภาพทุก 6 เดือน ดังนี้เป็นต้น การตรวจสุขภาพตาม
ระยะนั้น ตรวจเพื่อดูว่า (1) การตรวจสุขภาพทั่วไป (2) การตรวจสุขภาพทางอาชีวเวชศาสตร์ ประเด็น
การตรวจสุขภาพทางอาชีวเวชศาสตร์ ที่แตกต่างจากการตรวจทั่วไปเรื่องหนึ่งคือ การตรวจจะต้องดู
ความเสี่ยงจากสิ่งคุกคามที่คนท างานสัมผัสด้วย

3.4) การตรวจประเมินความพร้อมในการท างาน (fitness for work examination)
ื่
คือการตรวจเพอดูความพร้อมของร่างกายและจิตใจคนท างาน เมื่อจะให้ไปท างานที่ค่อนข้างมีความ
เสี่ยงกว่าปกติทั่วไปบางอย่าง เช่น งานบนแท่นขุดเจาะแก๊สในทะเล (fitness for work offshore) งาน

ในที่อบอากาศ (fitness for work in confined-space) งานด าน้ า (fitness to dive) งานขับรถ
ื่
ื่
(fitness to drive) เหล่านี้เป็นต้น หลักการตรวจเพอประเมินความพร้อมนั้น ตรวจเพอดูว่า (1)
คนท างานมีสุขภาพแข็งแรงดีหรือไม่ มีการเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรหรือไม่ (2) ประเมินระดับสุขภาพของ

คนท างานนั้น เทียบกับงานที่เขาจะไปท าว่าสามารถท าได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ โดยพจารณาถึงทั้ง
ความปลอดภัยของคนท างานนั้นเอง ความปลอดภัยของเพอนร่วมงาน และความปลอดภัยต่อ
ื่

159


สาธารณะด้วย ถ้าตรวจแล้วพร้อมที่จะท างาน (fit to work) ก็ให้ท างานนั้นได้ ถ้าไม่พร้อมที่จะท างาน

(unfit to work) ควรให้งดการท างานนั้นไว้ก่อน และหางานอื่นให้แทน
3.5) การตรวจสุขภาพก่อนกลับเข้าท างาน (return to work examination) เป็น
ื่

การตรวจเพอดูความพร้อมของร่างกายหลังจากที่คนท างานเจ็บป่วยหรือประสบอบัติเหตุจนต้องหยุด

งานไปเป็นเวลานานแล้วก าลังจะกลับเข้าทางานอีกครั้ง หลักการตรวจสุขภาพก่อนกลับเข้าท างานนี้ ใช้
หลักการเดียวกันกับการตรวจประเมินความพร้อมในการท างาน คือดูสภาวะสุขภาพ (physical
ื้
fitness) เทียบกับความสามารถขั้นพนฐานที่ต้องใช้ในการท างานนั้น (work demand) หากตรวจแล้ว
ยังไม่พร้อมที่จะท างาน ควรให้งดการท างานนั้นไว้ก่อน และในคนท างานที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยบาง
ราย อาจต้องส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพ (rehabilitation) เพิ่มเติมด้วย เพื่อที่จะได้กลับมาท างานเดิมได้

3.6) การตรวจสุขภาพก่อนเกษียณ (retirement examination) คือการตรวจเมื่อ

คนท างานจะเกษยณจากงาน หรือหากเป็นการตรวจเมื่อคนท างานจะลาออกจากงานที่เดิม โดยยังอายุ
ไม่ถึงเกษียณ จะเรียกว่า การตรวจสุขภาพก่อนออกจากงาน (exit examination) การตรวจสุขภาพ
ก่อนเกษียณนั้น ท าเพอดูว่าหลังจากที่ท างานมาเป็นเวลานานแล้ว สุขภาพของคนท างานยังแข็งแรงดี
ื่
อยู่หรือไม่ มีความเสื่อมใดเกิดขึ้นบ้าง มีโรคเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีโรคเกิดขึ้นจะได้รีบแนะน าและให้การ
รักษาตั้งแต่ระยะที่ตรวจพบ การตรวจนี้ช่วยให้คนที่ท างานมานานจนเกษียณ ได้มีสุขภาพที่แข็งแรง
สมวัย ได้มีโอกาสพกผ่อนหรือท่องเที่ยวในช่วงวัยหลังเกษียณอย่างมีคุณภาพเกี่ยวกับด้านกฎหมาย

การตรวจสุขภาพก่อนเกษียณถอว่ามีประโยชน์ต่อฝ่ายนายจ้างด้วย เนื่องจากเป็นหลักฐานที่ช่วยยืนยัน

ว่า คนที่มาท างานกับโรงงานนั้น ขณะที่ก าลังจะเกษียณหรือก าลังจะลาออกจากงานไป ยังไม่ได้เกิด
เป็นโรคขึ้น หรือป่วยเป็นโรคขึ้นแล้ว ซึ่งจะช่วยเป็นข้อมูลยืนยันระยะเวลาการเกิดโรคได้ หากเกิด
ปัญหาคนท างานออกจากงานไปแล้วเจ็บป่วยขึ้นในภายหลัง แล้วมาร้องเรียนกับทางโรงงาน

4) การให้ภูมิคมกนโรค (immunization) หรือ การให้ยาป้องกนโรค (prophylaxis) จัด
ุ้


ว่าเป็นการป้องกันโรคแบบปฐมภูมิวิธีหนึ่ง เช่น การให้วัคซีนป้องกันวัณโรค ไวรัสตับอกเสบ ไข้หวัด
ใหญ่แกบุคลากรทางการแพทย์เป็นต้น การให้ยาต้านมาลาเรีย (malaria) ในทหารที่จะเข้าไปท างานใน

ถิ่นที่มีมาลาเรียชุกชุม หรือการให้ยา อะเซตาโซลาไมด์ (acetazolamide) ในนักปีนเขาเพอป้องกัน
ื่
ภาวะปอดบวมน้ าจากการอยู่บนที่สูง (high-altitude pulmonary edema) หรือการให้อาหารที่มี
วิตามินซีแก่ลูกเรือที่ต้องออกทะเลไปนาน ๆ เพอป้องกันไม่ให้ลูกเรือเกิดเป็นโรคเลือดออกตามไรฟน

ื่
(scurvy) เนื่องจากขาดวิตามินซี เหล่านี้เป็นต้น
3.2 สิ่งคุกคามสุขภาพจากการท างาน


การประเมิน และควบคุมปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการท างาน การป้องกันอบัติเหตุ และการ
บาดเจ็บจากการท างาน ไม่ว่าจะโดยการก าจัดสิ่งคุกคามออก (elimination) การทดแทนสิ่งคุกคาม
ด้วยสิ่งที่ปลอดภัยกว่า (substitution) การลดการใช้ (reduce) การแก้ไขที่สิ่งแวดล้อมในงาน โดยการ
ควบคุมทั้งที่แหล่งก าเนิด (source) หรือควบคุมที่ทางผ่าน (pathway) หรือควบคุมที่ตัวบุคคล

(personal protection) จะโดยการแก้ไขด้วยวิธีการทางวิศวกรรม (engineering control) วิธีการ
ทางการบริหารจัดการ (administrative control) และการแกไขที่ตัวบุคคลโดยการใช้อปกรณ์ป้องกัน


อันตรายส่วนบุคคล (personal control)

160


3.3 สภาพแวดล้อมในการท างานทั่วไป

สภาพแวดล้อมในการท างานทั่วไปที่ดีและเหมาะสมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้ประกอบการเป็น
ความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสถานประกอบการ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก ่
3.3.1 นายจ้าง ควรมีวิสัยทัศน์ในเรื่องสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของพนักงาน เห็นความส าคัญ
ื้
ของสุขภาพต่อองค์กร ริเริ่มผลักดันให้เกิดนโยบาย กฎ ระเบียบ แผนงาน กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเออต่อ
สุขภาพของพนักงาน และให้การสนับสนุนทรัพยากร เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กร
3.3.2 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในสถานประกอบการ การตระหนัก ประเมิน และควบคุม
ปัจจัยคุกคามจากสิ่งแวดล้อมในการท างาน น าเสนอข้อมูลต่อผู้บริหารเพอการแก้ไข รวมทั้งการ
ื่
ด าเนินงานรวมกับ ลูกจ้าง นายจ้าง แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ พยาบาลอาชีวเวชศาสตร์ ในการค้นหา

ปัจจัยคุกคามจากสิ่งแวดล้อมในการท างาน การวางแนวทางการในส่งเสริมสุขภาพในสถาน

ประกอบการที่มประสิทธิภาพ
3.3.3 พนักงาน ควรเห็นคุณค่าของการมีสุขภาพที่ดี พยายามทจะปรับปรุงปกป้องสุขภาพของ
ี่
ตนเอง และหมู่คณะ เข้าร่วมโครงการ และกิจกรรมต่าง ๆ ในการสร้างเสริมสุขภาพ ที่จัดขึ้นโดยองค์กร


ทั้งในระดับคณะกรรมการ แกนน า หรือเป็นเพยงผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งนี้แล้วแต่ความสามารถ และ
โอกาสของแต่ละบุคคล
3.3.4 บุคลากรด้านการแพทย์ ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการท างานเชิงรับที่เน้นเฉพาะการ

รักษาพยาบาล มาเน้นการท างานเชิงรุก คือ การสร้างเสริมสุขภาพแบบในเชิงบวก การมีส่วนร่วมกับ
สถานประกอบการอย่างจริงจัง ลงเจาะลึกตามปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ปฏิบัติงานสัมผัส มีความพร้อมที่จะชี้แนะ
สนับสนุน ให้ค าปรึกษา เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพขององค์กร

4. เกณฑ์การวินิจฉัยและการสอบสวนโรคจากการท างาน

4.1 หลักเกณฑ์การวินิจฉัยและการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพของผู้ป่วยหรือบาดเจ็บด้วย
โรคจากการท างาน (ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม, 2540; ประกาศกระทรวงแรงงาน
และสวัสดิการสังคม, 2541) ก าหนดให้การวินิจฉัยโรคจากการท างาน ตามประกาศกระทรวงแรงงาน

และสวัสดิการสังคม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
4.1.1 มีหลักฐานทางการแพทย์ ดังนี้
1) เวชระเบียน
2) ผลการชัญสูตรต่าง ๆ เกี่ยวกับโรค

3) ใบรับรองแพทย์
4) ความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ื่
4.1.2 มีการวินิจฉัยแยกสาเหตุอน ๆ ของการเจ็บป่วย ซึ่งอาจท าให้เกิดการเจ็บป่วยแบบ
เดียวกัน (differential diagnosis)

4.1.3 มีประวัติหรือหลักฐานทางประวัติหรือหลักฐานอนแสดงถึงการได้รับสิ่งคุกคามทั้ง
ื่
ในงานและนอกงาน
4.1.4 มีอาการหรืออาการแสดงครั้งแรก (onset) เกิดหลังจากสัมผัส (exposure) และมี
ระยะเวลาก่อโรครายบุคคล (induction time)

161


4.1.5 นอกจากหลักฐานที่ก าหนดไว้ตามข้อ 3.1 แล้ว อาจใช้หลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง

ประกอบการวินิจฉัยโรคดังต่อไปนี้
1) การวินิจฉัยด้วยการรักษาทางการแพทย์พิสูจน์สาเหตุของโรค
2) อาการป่วยบางระยะสัมพันธ์กับการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่มีปัจจัยคุกคามในพื้นที่สงสัย
3) อาการป่วยบางระยะเปลี่ยนแปลงไปในทางทดีขึ้น เมื่อเว้นจากสิ่งแวดล้อมที่เป็น
ี่
ปัจจัยคุกคาม
4) สอดคล้องกับการศึกษาหรือรายงานในคนและสัตว์ก่อนหน้านี้
4.2 การวินิจฉัยโรคจากการท างานโดยทีมอาชีวเวชศาสตร์ โดย สมจิต พฤกษะริตานนท์ และ
วิภาวี กิจก าแหง (2554) และ Harrison & Mulloy (2014) เสนอวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้เพอการ
ื่
วินิจฉัยโรค
4.2.1 การซักประวัติ ประกอบดวย
1) อาการส าคัญ (Chief complaint) ประวัติการเจ็บป่วย (present illness) เช่น
อาการและอาการแสดง ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการป่วย สาเหตุที่คิดว่าท าให้เกิดอาการ สาเหตุที่ท าให้

อาการทุเลาลง เพื่อใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะอาการและเหตุปัจจัยของการเกิดโรค
2) ประวัติการท างาน เพื่อประเมินการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงจากการท างาน
3) ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (Past illness) ประวัติครอบครัว (Family history)


เพอประกอบการแยกแยะสาเหตุของการเกิดโรค เช่น โรคทางพนธุกรรม โรคจากพฤติกรรมสุขภาพที่
ื่
ไมเหมาะสม เป็นต้น
ื่
4.2.2 การตรวจร่างกาย (Physical examination) เหมือนการตรวจร่างกายเพอ

วินิจฉัยโรคทั่วไป แต่ต้องค้นหาอาการแสดงที่ค่อนข้างจ าเพาะโรคด้วย เช่น lead line ในโรคพษตะกั่ว
สวน chrome ulceration และ nasal septum perforation จากการสัมผัสโครเมียม เป็นต้น

4.2.3 การตรวจทางหองปฏิบัติการและการตรวจพเศษ เช่น การตรวจเลือดเพอดูการ
ื่

ท างานของ ตับ ไต การตรวจระดับสารเคมีในร่างกาย หรือ metabolite ของสารเคมีที่ร่างกายไดรับ
การตรวจปัสสาวะ การตรวจเสมหะ การฉายภาพรังสีทรวงอก การตรวจสมรรถภาพปอด และการ

ตรวจสมรรถภาพการไดยิน เป็นต้น
4.2.4 การส ารวจสถานประกอบการ (Walk-through Survey) เป็นการส ารวจสถานที่
ท างานและการตรวจสภาพแวดล้อมการท างาน ส ารวจขั้นตอนการท างานปกติของผู้ปฏิบัติงานร่วมกับ
ื่
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย และเพอนพนักงานเพื่อค้นหาสิ่งคุกคามที่เสี่ยง ต่อการเกิดโรค สังเกตสิ่งที่พบ

เห็น ทั้งเครื่องจักร สภาพแวดล้อมทั่วไป และลักษณะท่าทางการท างานของพนักงาน การใช้อปกรณ์ที่
ใช้ป้องกันอันตรายที่เกิดจากการท างาน เป็นต้น

4.2.5 การรวบรวมข้อมูลอน ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไดแก ข้อมูลทางระบาดวิทยา รายละเอยด
ื่
เกี่ยวกับสารเคมีที่สงสัยว่าจะท าให้เกิดโรคจาก Material Safety Data Sheet (MSDS) ความรู้
เกี่ยวกับค่ามาตรฐานสิ่งคุกคามในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมในการท างานความรู้เกี่ยวกับการเก็บ
ตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและวิเคราะห์ กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นต้น

4.3 เกณฑการพิจารณาการสอบสวนโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม (ส านักโรคจาก
การประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2558) มีดังนี้

162


4.3.1 เหตุการณ์หรือรายงานผู้ป่วยด้วยกลุ่มอาการคล้ายกันที่เกี่ยวข้องกับอาชีพหลายคน


พร้อมกันในเวลาเดียวกันอยู่ในสถานที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกน
4.3.2 มีผู้ป่วยด้วยโรคจากการประกอบอาชีพ เมื่อเจ็บป่วยแล้วมีผลต่อสุขภาพรุนแรง พบ
ได้น้อย และเป็นโรคที่มีความส าคัญเชิงนโยบายพบเพียง 1 รายต้องมีการด าเนินการสอบสวนโลก เช่น
โรคซิลิโคสิส โรคปอดจากแร่ใยหิน โรคพิษตะกั่ว เป็นต้น

4.3.3 การเกิดอบัติเหตุอุบัติภัยหรือบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพมีการป่วยและเสียชีวิต

และมีแนวโน้มเกิดผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรง
4.3.4 เหตุการณ์หรือผลกระทบต่อสุขภาพที่ประชาชนองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆให้
ความสนใจหรือได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบและต้องการทราบข้อเท็จจริงหรือ

ปัญหาที่แท้จริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
4.3.5 มีข้อบ่งชี้การปนเปื้อนสารเคมีและหรือมลพิษจากสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง



5. การจัดบริการอาชีวอนามย (อรพน วิมลภูษิต, มัทนา โกสุมภ์, และ พเชษฐ นันตา, 2555) แบ่ง

ออกเป็น 3 ระดับ
5.1 การจัดบริการอาชีวอนามัยระดับปฐมภูมิ เป็นบริการเชิงรุกที่อยู่ใกล้ชิดชุมชน/ผู้ประกอบ
อาชีพมากทสุด จัดโดยสถานประกอบการเอง (Basic Occupational Health Services; BOHS) หรือ
ี่
จัดในสถานบริการสาธารณสุขระดับต้น เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล (รพ.สต.) เน้นการ
ป้องกันโรค เช่น การตรวจคัดกรองที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สูง รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพที่
ื่
ผสมผสานกับการจัดบริการสาธารณสุขอน ๆ เน้นการมีส่วนร่วมของสถานประกอบการ หรือคนใน
ชุมชน
5.2 การจัดบริการอาชีวอนามัยระดับทุติยภูมิ ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สูงขึ้นในการตรวจ

คัดกรองในกลุ่มเสี่ยง เป็นการค้นหา วินิจฉัย และรักษาโรคจากการท างานในระยะแรกเริ่ม จัดโดย
โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป/ชุมชน
5.3 การจัดบริการอาชีวอนามัยระดับตติยภูมิ เป็นการจัดบริการที่เน้นการวินิจฉัยโรค

รักษาพยาบาลโรคจากการท างานที่ซักซ้อน ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สูง จัดโดยโรงพยาบาลที่มี

ศักยภาพสูง เช่น โรงพยาบาลทั่วไป หรือ โรงพยาบาลศูนย์บางแห่งที่มแพทย์เชี่ยวชาญทางด้านอาชีวอ
ื่
ื่
นามัย รวมทั้งมีความพร้อมทางด้านบุคลากรอน ๆ เช่น มีแพทย์เฉพาะทางสาขาอน ๆ ที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรองรับการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลอื่น ๆ ที่มีศักยภาพต่ ากว่า

6. โรคจากการประกอบอาชีพ (ประกาศกระทรวงแรงงาน, 2550; กองโรคจากการประกอบอาชีพ
และสิ่งแวดล้อม, 2557)
ึ้
ประกาศกระทรวงแรงงานเรื่องก าหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดขนตามลักษณะหรือสภาพของงาน
หรือเนื่องจากการท างาน พ.ศ. 2550 แบ่งตามปัจจัยที่ผู้ประกอบอาชีพสัมผัสได้ดังนี้
6.1 กลุ่มโรคที่เกิดขึ้นจากสารเคมี (Diseases caused by chemical agents)
6.1.1 โรคที่เกิดจากการท างานที่มีสาเหตุจากตัวท าละลาย (Harrison & Roisman, 2014;
กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2557) ที่พบได้บ่อยได้แก่

163


1) โรคเบนซีนหรือสารประกอบของเบนซีน

อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค กลุ่มคนที่ประกอบอาชีพเป็นช่างสี ช่างท ารองเท้า
ื่

กระเป๋า ผู้ผลิตกาวในงานปิโตรเคมี และงานอน ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ ามันรถยนต์ อตสาหกรรมท ายาง
หนังเทียม กาวยาง เป็นต้น
กลไกการเกิดพิษ เบนซีนเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเผาผลาญเป็นฟีนอล และขับออกมา

ทางปัสสาวะในรูปของซัลเฟต หรือ กลูคูโรไนด์ คอนจูเกต
อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลันเมื่อสูดดมเบนซีนในขนาดสูงมาก


ได้แก ปวดศีรษะ งุนงง ระคายเคืองต่อจมูกและคอ ปอดอกเสบรุนแรง จิตใจสับสน มึนงง เดินเซ หมด
สติ และเสียชีวิตได้ สัมผัสบริเวณผิวหนัง ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง เกิดเป็นผื่นแดง ผิวหนัง

อกเสบ อาการแบบเรื้อรัง เบนซีนมีฤทธิ์กดการท างานของไขกระดูกท าให้ไขกระดูกเสื่อมสภาพ เป็น
พิษต่อระบบเลือดเมื่อได้รับเบนซีนเป็นระยะเวลานาน มีอาการภาวะเลือดจาง เม็ดเลือดขาวน้อย และ
ภาวะเกร็ดเลือดน้อย และยังท าให้เกิดโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาวได้ นอกจากนี้ยังท าลายระบบประสาท

ท าให้พูดไม่ค่อยชัด หน้าแดง คลื่นไส้ ชาปลายมือปลายเท้า ไม่มีแรง
2) โรคจากโทลูอีนหรือสารประกอบของโทลูอีน
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค กลุ่มคนที่ประกอบอาชีพเป็นช่างสี ช่างไม้ ที่มีการสัมผัส
ทินเนอร์ สี แลกเกอร์ อุตสาหกรรมผลิตหมึก ยางเรซิน พลาสติก ผลิตยา เป็นต้น

กลไกการเกิดพษ โทลูอนเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะดูดซึมและสะสมในไขมัน ถูกเปลี่ยน


สภาพในร่างกายและขับออกมาในรูปของกรดเมทธิลฮพพวริคทางปัสสาวะ แต่างส่วนจะถูกขับออกมา


กับลมหายใจโดยไม่เปลี่ยนสภาพ โทลูอีนจะเป็นสารท าละลายที่เสพติด
อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลันก่อเกิดอนตรายต่อระบบสมองและ

ประสาทส่วนกลาง อาการพษจะเริ่มต้นตั้งแต่เวียนศีรษะ อาการสั่น เดินไม่ตรง (ataxia) คลื่นไส้ งุนงง


ซึม สับสน จนกระทั่งหมดสติ อาการพษเฉพาะที่ จะแสบร้อนในคอ เสียงแหบ ระคายเคืองผิวหนัง


อาการแบบเรื้อรัง การได้รับพษโทลูอนติดต่อกันเป็นเวลานานจะท าให้ความจ าเสื่อม อารมณ์
เปลี่ยนแปลงง่าย ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ สติปัญญาทึบ สับสน กระวนกระวาย การตัดสินใจไม่ได้
นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะเรื้อรัง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และสมองถูกท าลาย
3) โรคจากสไตรีนหรือสารประกอบของสไตรีน
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค การท าวานิช การท ายาง การท าเรซิน การท าสารท า
ละลาย อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องผลิตภัณฑ์ซึ่งมีพลาสติกหรือยางสังเคราะห์เป็นองค์ประกอบ เป็นต้น


กลไกการเกิดพษ สไตรีนเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเมตาโบไลท์ที่ตับเปลี่ยนเป็นกรดแมน
เดลิก และกรดเฟนิลไกลออกซิลิค ขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ สารสไตรีน เป็นสารเสพติดได้

อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน ท าให้รู้สึกอดโรย ไม่สบายอย่างไม่
ทราบสาเหตุเมื่อท างานเสร็จแต่ละวัน ไอระเหยของสารนี้จะระคายเคืองตา จมูก และระบบทางเดิน



หายใจส่วนบน และจะท าให้รู้สึกมรสโลหะในปาก การได้รับปริมาณสไตรีนที่มีความเข้มขนสูงท าให้เกิด

การระคายผิวหนัง และผิวหนังอกเสบ ระคายเคืองจมูกและล าคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่อ
อาหาร ง่วงซึม และออนเพลีย เสียความสมดุลของระบบประสาทส่วนกลาง อาการแบบเรื้อรัง อาการ


164


แบบเรื้อรัง การได้รับสไตรีนติดต่อกันเป็นเวลานาน ท าให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ไม่อยาก

อาหาร อ่อนเพลีย มีอันตรายต่อตับ ไต และระบบเลือด และเป็นสารก่อมะเร็ง
4) โรคจากไซลีนหรือสารประกอบของไซลีน

อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค อตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมใยสังเคราะห์ วานิช
การท ากาว การทอผ้าสังเคราะห์ อตสาหกรรมการท าเฟอร์นิเจอร์ไม้ อตสาหกรรมแบ่งบรรจุสารเคมี


ก าจัดศัตรูพืชที่ใช้ไซลีนเป็นตัวท าละลาย อุตสาหกรรมเกี่ยวกันการท าแลคเกอร์ การท าสี เป็นต้น

กลไกการเกิดพษ โทลูอนเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเมแทบอไลต์ที่ตับเปลี่ยนเป็นกรด

แมนเดลิก และถูกขับออกทางปัสสาวะ
อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน ท าให้เกิดอาการมึนงง ปวดเวียน

ศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ไอและน้ ามูกไหล และปวดท้อง เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ
และผิวหนัง ท าให้ผิวหนังไหม้ และท าลายไขมันใต้ผิวหนัง อาการแบบเรื้อรัง การได้รับสารไซลีนเข้าไป

เป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกันท าให้เยื่อบุตาอกเสบ จมูก คอ และผิวหนังแห้ง การสูดดมหายใจเอา
ไซลีนเข้าไปบ่อย ๆ ท าให้ระบบประสาทส่วนกลางท างานผิดปกติ ออนเพลีย โลหิตจาง เลือดออกตาม

เยื่อบุตับและไต
6.1.2 โรคที่เกิดจากการท างานที่มีสาเหตุจากสารโลหะ (Lewis & Kosnett, 2014; กอง
โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2557) ที่พบได้บ่อยได้แก่

1) โรคจากแคดเมียมและสารประกอบของแคดเมียม
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค บุคคลที่ท างานในอาชีพงานชุบโลหะด้วยไฟฟา, การ



ท าอลลอยด์, งานเซรามิก, การท าแบตเตอรี่, การผลิตฟล์มถ่ายรูปหรือสัมผัสแคดเมียมจากการท า
เหมืองแร่บริเวณหลอมโลหะทองเหลือง ตะกั่ว สังกะสี งานเชื่อมโลหะที่ชุบด้วยแคดเมียม โรงงานที่
ผลิตแบตเตอรี่หรือเตรียมสีต่าง ๆ

กลไกการเกิดพษ แคดเมียมเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทางคือ ทางการกินและการหายใจ

แคดเมียมเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะจับกับเม็ดเลือดและแอลบูมิน มีส่วนน้อยที่จะกลายเป็น เมทัลโลไธโอนีน
ซึ่งเป็นพิษ ครึ่งหนึ่งจะเก็บไว้ที่ไตและตับ การขับออกจากร่างกายได้ช้ามากโดยจะมีค่าครึ่งชีวิต 15- 30 ปี

อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน ลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือ ไข้ไอ


โลหะ (metal fume fever) มีอาการเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย ออนเพลีย ไอ หายใจตื้นสั้น การอกเสบ
ของปอด และปอดบวมน้ าได้ ในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และเสียชีวิตในที่สุด อาการ


แบบเรื้อรัง อาการพษที่เด่นที่สุด คือ อนตรายต่อไต โดยเฉพาะท่อไตส่วนต้น (proximal tube) ท าให้

ท่อไตไม่สามารถดูดซึมกลับโปรตีนที่มีน้ าหนักโมเลกุลต่ าได้ ท าให้เกิดโรคอไต-อไต จะท าลายกระดูก

ปวดกระดูก ท าลายปอด ตับและไต เป็นโรคโลหิตจาง เป็นสารก่อ ลูกวิรูป และสารก่อมะเร็ง
2) โรคจากโครเมียมและสารประกอบของโครเมียม
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค บุคคลที่ท างานชุบโลหะ คนงานในโรงงานแก้ว การท า


น้ ามันให้บริสุทธิ์ คนงานโลหะ อตสาหกรรมเหล็กกล้า หรือโลหะผสม อตสาหกรรมสี อตสาหกรรม


ฟอกหนัง งานเชื่อมโลหะ
กลไกการเกิดพษ เมื่อเข้าสู่ร่างกายโครเมียมจะถูกดูดซึมในร่างกายร้อยละ 10 พษ


ของโครเมียมขึ้นอยู่กับวาเลนซีเป็นส าคัญ โดยทั่วไปโครเมียมวาเลนซี 3และ 5 จะมีพษค่อนข้างมาก


165


โครเมียมวาเลนซี 3 จะไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ ในขณะที่โครเมียมวาเลนซี 5 สามารถผ่านเยื่อ

หุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดงได้อย่างรวดเร็ว และถูกเปลี่ยนไปไปเป็นโครเมียมวาเลนซี 3 ภายในเซลล์
เม็ดเลือดแดง สามารถสะสมอยู่ในไขกระดูก ปอด ตับ น้ าเหลือง และม้าม สะสมอยู่ในปอดมากที่สุด
และถูกขับออกมากับปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่ภายใน 8 ชั่วโมง
อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน ก่อให้เกิดความระคายเคือง เป็นตุ่ม

น้ า เป็นแผล มีน้ าเหลือง ระคายเคืองผิวหนังโดยเฉพาะ คอเสื้อ ข้อมือ ที่เสื้อผ้าสัมผัส จาม มีน้ ามูกใส

เกิดรอย หลอดคออกเสบ แดง หลอดลมตีบ อาการแบบเรื้อรัง แผลที่ผนังสันจมูก สัมผัสกับโครเมียม
นาน ๆ อาจเป็นมะเร็งปอดได้
3) โรคจากแมงกานีสและสารประกอบของแมงกานีส

อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค บุคคลที่ท างานในโรงงานผลิตถ่านไฟฉาย โรงงานผลิต

โลหะต่าง ๆ อตสาหกรรมประกอบถ่านหินไฟฉาย แบตเตอรี่แห้ง อลลอยด์ เหล็กกล้า การกลึงโลหะ

การผลิตสี ไม้ขีดไฟ สารเคมีก าจัดศัตรูพืช เป็นสารออกซิไดส์ส าหรับใช้ท าด่างทับทิม ยาฆ่าเชื้อโรค
กลไกการเกิดพษ ส่วนใหญ่ถูกดูดซึมทางการหายใจ แมงกานีสไดออกไซด์ และ

สารประกอบแมงกานีสอื่น ๆ ซึ่งเกิดจากการแปรรูปโลหะ สามารถลงไปถึงถุงลมปอด และถูกดูดซึมเข้า
ไปในกระแสเลือด อย่างไรก็ตามความเสี่ยงต่อการเกิดพษจากแมงกานีสผ่านการดูดซึมทางเดินอาหาร

ค่อนข้างน้อย ส าหรับทางผิวหนังแมงกานีสสามารถซึมผ่านได้น้อยมากหลังการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

แมงกานีส จะถูกก าจัดจากเลือดโดยรวดเร็ว โดยถูกส่งผ่านไปยังตับ ปริมาณแมงกานีสที่สูงมากอาจถูก
ส่งกระจายต่อไปยังไต ล าไส้เล็กส่วนต้น ต่อมไร้ท่อ และกระดูก แมงกานีสมักถูกสะสมในเนื้อเยื่อที่มีไม
โตครอนเดียสูง และสามารถผ่านเข้าไปใสสมองได้ นอกจากนี้ยังถูกสะสมในอวัยวะที่เม็ดสีอยู่สูง เช่นจอ
ตา เยื่อบุตาด า ผิวหนังสีคล้ า และผมด า ส่วนใหญ่จะถูกขับทางน้ าดี ดังนั้นจะถูกขับออกจากกร่างกาย
ทางอุจาจาระ

อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน ก่อให้เกิดไข้ไอโลหะ (metal fume
fever) ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อการสัมผัสกับแมงกานีส ท าให้เกิดอาการไหม้ของ

ผิวหนัง ปวดศีรษะ ลิ้นมีรสโลหะ คลื่นไส้ ท้องเสีย หายใจเหนื่อย เจ็บหน้าอก และปอดอกเสบ อาการ
แบบเรื้อรัง ท าลายระบบประสาทส่วนกลาง ไม่มีเรี่ยวแรง เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ วิงเวียน ง่วงนอน
พดเสียงโทนเดียวไม่มีเสียงสูงต่ า พดติดอาง ศีรษะทิ่มไปข้างหน้า ไม่สามารถเดินถอยหลังได้



เคลื่อนไหวล าบากคล้ายผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน
4) โรคจากสารหนูและสารประกอบของสารหนู
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค บุคคลที่ท างานในโรงงานผลิตสารก าจัดศัตรูพช โรงงาน

หลอมโลหะ โรงงานถลุงแร่ โรงงานผลิตโลหะผสม (อลลอยด์) โรงงานผลิตสีย้อม โรงงานผลิตน้ ายา

ถนอมเนื้อไม้ โรงพิมพ์ลายผ้า โรงงานผลิตสารกึ่งตัว โรงงานผลิตสี โรงงานผลิตเม็ดสี โรงงานชุบโลหะ
โรงงานเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น


กลไกการเกิดพษ สารหนูอนินทรีย์เมื่อถูกดูดซึมจะอยู่ในเม็ดเลือดแดงและในกระแส
เลือด และจะกระจายออกไปจากกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ภายใน 2- 10 ชั่วโมง ถูกก าจัดจากร่างกาย
โดยกระบวนการเมทธิลเลชั่น (methylation) ที่ตับ ให้อยู่ในรูปโมโนเมทธิลอาร์ซินิก แอซิด และ ไดเม
ทธิลอาร์ซินิก แอซิด และถูกขับออกทางปัสสาวะ

166


อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน โดยทั่วไปเกิดจากได้รับสารหนูทาง

ปาก แต่ในการประกอบอาชีพจะได้รับทางการหายใจ และได้รับในปริมาณมาก ก่อให้เกิดการระคาย
เคืองในอวัยวะที่สัมผัส มีอาการอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน และท้องเดิน ซึ่งอาจรุนแรงจน


เกิดภาวะช็อกพร่องน้ าเลือด คอหอยอกเสบ กล่องเสียงอกเสบ หลอดลมอกเสบอาจรุนแรงถึงขั้นปอด


บวมน้ า ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เพอคลั่ง ชักหมดสติ อาจพบภาวะเลือดจาง อาจรุนแรงถึงเกิดภาวะ
เลือดจับลิ่มในหลอดเลือดทั่วไป อาการแบบเรื้อรัง สีผิวหนังเข้มขึ้นเป็นหย่อม ๆ สลับกับสีจาง
มองคล้ายหยาดฝนบนถนนฝุ่น ฝ่ามือฝ่าเท้ามีตุ่มแข็ง หรือตุ่มคล้ายตาปลา หรือมี ตุ่มเหล่านี้อาจรวม

เป็นปื้นตุ่ม ชาปลายมือปลายเท้า และอาจมีกล้ามเนื้อออนแรงร่วมด้วย ซึ่งมักเป็นเท่ากันทั้งสองข้าง
อาจพบเยื่อบุจมูกอกเสบ และผนังกั้นโพรงจมูกทะลุ อาจท าให้เกิดมะเร็งของผิวหนัง (Bowen’s

Diseases, Squamous cell carcinoma, Basal cell carcinoma) อาการปวด บวม ที่เท้าทั้งสอง
ข้าง ภาวะเลือดจาง
5) โรคจากปรอทและสารประกอบของปรอท


อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค บุคคลที่ท างานในอตสาหกรรมเหมืองแร่ อตสาหกรรม



ผลิตสารก าจัดศัตรูพช การท าเยื่อกระดาษ และอตสาหกรรมเครื่องไฟฟา การถนอมเนื้อไม้ การผลิต
เครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดอุณหภูมิในร่างกาย อุตสาหกรรมสีทาบ้าน เป็นต้น
กลไกการเกิดพษ ปรอทในสถานะของเหลวมีพษไม่มาก แต่เมื่ออยู่ในสถานะไอจะมี


พิษอย่างรุนแรง ปรอทเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปขัดขว้างกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย ท าให้เกิด
กรดแลคติค ท าให้เซลล์ส่วนนั้นตายได้ พิษของตะกั่วไม่มีความจ าเพาะ ดังนั้นจึงอาจเกิดพยาธิสภาพได้
หลายระบบ ส่วนใหญ่จะถูกสะสมที่กระดูก
อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน การหายใจจะท าให้เกิดอาการไอ
หอบ แน่นหน้าอก หนาวสั่น มีไข้ ออนเพลีย การกินท าให้มีอาการปวดแสบปวดร้อนในช่องปาก

ุ้

คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด อจจาระปนเลือด ปวดท้อง ท้องเสีย เนื้อเยื่อกระพงแก้มกลายเป็นสีเทา ไต
วาย ภาวะภูมิไวเกิดต่อปรอท จะมีอาการฝ่ามือฝ่าเท้าบวมแดงหนา ตัว และเจ็บตามปลายมือ ปลายเท้า
มักพบในเด็กที่สัมผัสกับผงปรอท อาการแบบเรื้อรัง น นอนไม่หลับ ความจ าเสื่อม อารมณ์แปรปรวน

หงุดหงิด เบื่ออาหาร และเหงือกอกเสบ ลานสายตาแคบ และมีจุดบอด เนื้อเยื่อในช่องปากเน่า ฟันโยก

หลุดง่าย สั่นของตา ริมฝีปาก ลิ้น แขนขากกระตุก หวาดกลัว เศร้าซึม ความจ าเสื่อม ง่วงเหงาหาวนอน
โรคส าคัญที่เกิดจากการได้รับปรอทเป็นระยะเวลานาน คือ โรคมินามาตะ โรคภูมิแพ้ตัวเอง
6) โรคจากตะกั่วและสารประกอบของตะกั่ว

อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค บุคคลที่ท างานในอตสาหกรรมผลิต แบตเตอรี่

อุตสาหกรรมผลิตแก้ว อุตสาหรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กระเบื้องและการท าเซรามิก เป็นต้น
กลไกการเกิดพิษ ตะกั่วจะจับกับเม็ดเลือดแดง แล้วกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อ ตับ ไต เส้น
เลือดใหญ่ สมอง ปอด ม้าม ฟันและกระดูก ในระยะเวลา 4-6 สัปดาห์ ส่วนใหญ่สะสมอยู่ในกระดูก

อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง

เป็นพก ๆ (colicky pain) ความคิดสับสน การท างานของร่างกายไม่ประสานกัน มีอาการทางสมอง
เช่น ชัก หรือหมดสติ อาการแบบเรื้อรัง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky
pain) น้ าหนักลด ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ข้อมือตก (wrist drop) ข้อเท้าตก อาการทาง

167



ระบบประสาท รอบนอกผิดปกติ ได้แก อาการชาตามปลายมือปลายเท้า พบภาวะเลือดจางภาวะไตวาย
เรื้อรัง มีอาการของโรคเกาต์ อาจพบเส้นตะกั่ว (Lead line หรือ Burton’s line) คือเส้นสีน้ าเงินเทาที่
เหงือก อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ ซึม ชักและหมดสติ




















ภาพที่ 7.1 แสดงเส้นตะกั่ว (Lead line หรือ Burton’s line)
ที่มา: จาก Lead poisoning and Burton’s line, โดย Camuglia, Grigoriadis & Gilfillan,

2008, Med J Aust, 189(6), 339.

6.1.3 โรคจากการท างานที่มีสาเหตุจากจากสารตัวท าละลาย หรือแก๊ส (Kuschner &
Blanc, 2014; กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2557) ที่พบได้บ่อยได้แก่

1) โรคจากคลอรีน
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค บุคคลที่ท างานในการท าพลาสติก การท าสารก าจัดเชื้อ

คนงานซักรีด การสารก าจัดศัตรูพช การท าสีย้อม การฟอก กระดาษขาว การท าสารท าละลายที่มี
คลอรีนประอบกบกอบ การท าเรยอง เป็นต้น


กลไกการเกิดพษ คลอรีนส่วนใหญ่ไม่เข้าสู่กระบวนการเผาผลาญตามปกติ เพราะมัน

ท าปฏิกิริยาทันที่กับบริเวณที่สัมผัส มีคุณสมบัติละลายน้ าได้เพยงเล็กน้อย แต่เมื่อสัมผัสกับบริเวณที่มี
ความชื้นจะท าปฏิกิริยากับความชื้นของร่างกายกลายเป็นกรดไฮโปคลอรัส และกรดไฮโดรคลอริก มี
ฤทธิ์กัดกร่อนซึ่งจะระคายเคือง อย่างรุนแรงต่อผิวหนัง เยื่อเมือก ตาจมูก คอ ส่วนที่เหลือจะเข้าสู่

กระบวนการเผาผลาญเป็นกรดไฮโปคลอรัส แล้วขับออกทางปัสสาวะ หรืออุจาระ
อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน ได้รับปริมาณมากจะได้กลิ่นคาวปลา

(Fishy body odor) อาเจียน เหงื่อออกมาก ท าให้เกิดหายใจล าบาก, อดตันทางเดินหายใจ, ไอ, ตัว
เขียว, คลื่นไส้, อาเจียนและสูญเสียสติ ความดันโลหิตต่ า และเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
รุนแรงในบริเวณที่สัมผัส อาการแบบเรื้อรัง การสัมผัสคลอรีนเป็นเวลานานท าให้ปอดถูกท าลาย และ
เป็นพิษต่อตับได้

168


2) โรคจากแอมโมเนีย

อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค บุคคลที่ท างานในเป็นสารเคมีที่ใช้ในงานเกษตรกรรม
อุตสาหกรรมห้องเย็น อาหารแช่แข็ง การผลิตน้ าแข็ง การผลิตแอมโมเนีย ปุ๋ย กรดไนตริค อุตสาหกรรม
การผลิตสี กาว เยื่อกระดาษ การฟอกหนัง เป็นต้น
กลไกการเกิดพษ เป็นแก๊สที่ละลายในน้ าได้ให้สารละลายแอมโมเนียมไฮดรอกไซด์

สารละลายแอมโมเนียระคายเคืองอย่างมากต่อเยื่อบุเมือก ตา และ ผิวหนัง อาการทางตา เป็นรูปโดย
ตับ และขับออกทางปัสสาวะ
อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน ก่อให้เกิดการระคายเคือง หากสัมผัส
กับผิวหนัง ท าให้เกิดรอยไหม้ที่ผิวหนังคล้ายน้ าร้อนลวก มีการสูดแก๊สแอมโมเนียเข้าไปไม่มากก็จะมี


เพยงอาการระคายเคืองทางเดินหายใจ พษจากแอมโมเนียเกิดจากการสัมผัสทางการหายใจ ท าให้มี

อาการไอ เสียงแหบ หลอดลมตีบ เยื่อบุในล าคอบวม ทางเดินหายใจส่วนบนอดตัน ปอดบวมน้ า เจ็บ

หน้าอก น้ ามูกไหล น้ าตาไหล สายตาบกพร่อง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ แต่หากสูดเข้าไปในปริมาณมาก
ๆ จะท าให้เกิดอาการน้ าท่วมปอด หายใจไม่ออก ท าให้เสียชีวิตได้

3) โรคจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค บุคคลที่ท างานในเป็นสารเคมีที่ใช้ในงานเกษตรกรรม
อุตสาหกรรมห้องเย็น อาหารแช่แข็ง การผลิตน้ าแข็ง การผลิตแอมโมเนีย ปุ๋ย กรดไนตริค อุตสาหกรรม

การผลิตสี กาว เยื่อกระดาษ การฟอกหนัง เป็นต้น
กลไกการเกิดพิษ แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีคุณสมบัติสามารถละลายน้ าได้ดี เมื่อเข้า
สู่ร่างกายจะอยู่ในรูปสารซัลไฟด์ ไบซัลไฟท์ และไฮโครเจน ท าให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ เกิด
สภาวะเป็นกรดในเลือด
อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน ก่อให้เกิดการระคายเคือง หากสัมผัส

ผิวหนังท าให้เกิดการกัดกร่อนผิวหนัง ผิวหนังไหม้ การสัมผัสตา ท าให้เคืองตา อาจกัดกร่อนเยื่อบุตาจน
ท าให้เกิดแผล และเป็นผลให้การมองเห็นผิดปกติได้ การหายใจจะถูกดูดซึมที่ระบบทางเดินหายใจ
ส่วนบน ส่งผลให้เกิดกระตุ้นให้หลอดลมหดตัวและมีการหลั่งน้ าเมือก เกิดการระคายเคืองต่อจมูกและ

คอ ไอ หายใจล าบาก หลอดลมตีบแคบ ระดับของออกซิเจนในเลือดต่ าจนเกิดการขาดออกซิเจนใน
เลือด อาจเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจได้
4) โรคจากคาร์บอนมอนนอกไซด์
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค พนักงานดับเพลิง และผู้ที่ปฏิบัติงานหรืออยู่ในบริเวณที่

เกิดเพลิงไหม้ พนักงานขับรถ ช่างเครื่องยนต์ และต ารวจจราจร การท างานในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก ่
โรงงานหลอมเหล็กกล้า เหมืองแร่ เครื่องจักรกล โรงงานท าเยื่อกระดาษ โรงงานผลิตฟอร์มาลดีไฮด์
และถ่าน การท างานเกี่ยวกับเครื่องจักรการเกษตร การท างานโดยใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นต้น

กลไกการเกิดพษ เข้าสู่ร่างกายทางการหายใจเป็นหลัก แก๊สถูกขับออกจากร่างกาย

ทางการหายใจในรูปที่ไม่เปลี่ยนแปลง การหายใจเข้าสู่ร่างกายแก๊สสามารถจับได้กับ ฮโมลโกลบินได้

ดีกว่าออกซิเจน เกิดคาร์บอกซีฮโมลโกลบิน ท าให้ออกซิเจนจับกับฮโมลโกลบินไม่ได้ มีผลให้เม็ดเลือด

แดงเสียความสามารถในการขนส่งออกซิเจนไปยังอวัยวะ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายเกิดภาวะ
ร่างกายขาดออกซิเจนของเนื้อเยื่อ

169


อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ไม่มี

แรง กระสับกระส่าย วงซึม สับสน อาการรุนแรงอาจชักและหมดสติได้ อาการแบบเรื้อรัง มีรายงาน
การศึกษาผลกระทบจากการสัมผัสคาร์บอนมอนนอกไซด์ต่ า ๆ เป็นเวลานานอาจพบว่ามีผลต่อ
กล้ามเนื้อหัวใจ
5) โรคจากไฮโดรเจนซัลไฟด์

อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค คนงานที่ท างานในอุโมงค คนงานเหมือง ชาวประมง ผู้ที่

ท างานเกี่ยวกับน้ าเน่าเสีย คนงานลอกท่อ การท ายาง เรยอง ฟอกหนัง การผลิตเยื่อกระดาษ การ
หลอมโลหะ เป็นต้น

กลไกการเกิดพษ ไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ แต่เมื่อหายใจเข้าสู่ปอดจะถูกดูดซึม
อย่างรวดเร็ว ท าให้ประสาทรับกลิ่นไม่ท างาน ยับยั้งกระบวนการการหายใจระดับเซลล์ โดยจะไป
จับกับไซโตโครม (Cytochrome) ในขบวนการถ่ายทอดอิเลคตรอน ขบวนการหายใจโดยใช้
ึ้
ออกซิเจนจะถูกขัดขว้าง เกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากกรดแลคติกในเลือดสูง (Lactic acidosis) มากขน
เกิดภาวะพร่องออกซิเจน

อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน ท าให้ระบบหายใจล้มเหลว หมดสติ
ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน งุนงง ทรงตัวไม่ได้ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ท าให้เกิดการระคาย


เคืองผิวหนัง ระคายเคืองตา และตาพร่า เยื่อบุตาอกเสบ กระจกตาอกเสบ อาการแบบเรื้อรัง
การได้รับสารที่ความเข้มข้นต่ า ๆ เป็นเวลานานส่งผลกระทบต่อการมองเห็น การได้รับกลิ่นผิดปกติ
6) โรคจากไนโตรเจนออกไซด์หรือกรดไนตริค
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค การท างานที่เกี่ยวข้องกับการสันดาปของเชื้อเพลิงจาก
ฟอสซิล เช่น การซ่อมเครื่องยนต์ การใช้เครื่องกลที่มีการสันดาปภายใน การท าปฏิกิริยาของ
แอมโมเนียที่อุณหภูมิสูง การผลิตและการขนส่งกรดไนตริก อุตสาหกรรมน้ ามันซักเงา (lacquers) และ

สีย้อม (dyes) การผลิตหรือการใช้วัตถุระเบิด การท างานในโกดังเก็บผลิตภัณฑ์การเกษตร พนักงาน
ดับเพลิง การท างานในเหมืองแร่ (ไอเสียจากดีเซล) งานเชื่อม เป็นต้น

กลไกการเกิดพษ เมื่อหายใจน าไนโตรเจนไดออกไซด์เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะท า
ปฏิกิริยากับน้ าในทางเดินหายใจและปอด ได้เป็นกรดไนตริก และกรดไนตรัส เกิดอนุมูลอสระ มีฤทธิ


ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อบริเวณที่สัมผัส ส่งผลท าลายเซลล์ ก่อให้เกิดการอกเสบในบริเวณที่สัมผัส
นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการจับกับฮโมโกลบิน ได้ดีกว่าคาร์บอนมอนอกไซด์ เมื่อเข้าสู่กระแส


โลหิตจะถูกเปลี่ยนเป็นเมทฮโมโกลบิน ไนไตรต์ และไนเตรต ซึ่งขัดขวางการขนส่งออกซิเจนไปสู่ส่วน
ต่าง ๆ ของร่างกาย
อาการและอาการแสดง อาการแบบเฉียบพลัน ก่อให้เกิดอาการหายใจล าบาก ไอ
ปวดศีรษะ ออนล้า คลื่นไส้ เวียนศีรษะ เซื่องซึม ซึ่งมักหายไปในเวลาเป็นชั่วโมงถึงเป็นวัน แต่อาจคง

อยู่ได้นานถึง 2 สัปดาห์ โดยตรวจไม่พบความผิดปกติของระบบหายใจ การสัมผัสไนโตรเจนออกไซด์ที่

มีความเข้มข้นสูงๆ อาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเฉียบพลัน จากกล่องเสียงหดเกร็ง หลอดลมหดเกร็ง
หรือขาดอากาศหายใจ (Asphyxiation)

170


6.1.4 โรคจากสารเคมีกาจัดศัตรูพืช (O’Malley, 2014; กองโรคจากการประกอบอาชีพ

และสิ่งแวดล้อม, 2557)
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค การท างานที่เกี่ยวข้องกับอตสาหกรรมสารเคมีก าจัด

ศัตรูพืช เกษตรกร การท าสวน การฉีดพ่นสารก าจัดศัตรูพืช เป็นต้น
กลไกการเกิดพษ สารเคมีก าจัดศัตรูพชจ าแนกโดยโครงสร้างและองค์ประกอบทาง


เคมีของสารได้ 4 กลุ่ม
สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate compound) สารกลุ่มนี้เป็นสาร
ที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญ และเป็นสารที่ละลายได้ดีในน้ า สลายตัวได้ง่ายในธรรมชาติ
ตกค้างน้อย จึงมีพษ มีความเป็นพษต่อการท างานของเอนไซม์ในระบบประสาท คือ โคลีนเอสเตอเรส



(Cholinesterase) บางชนิดสามารถถูกดูดซึมอยู่ในพชได้นาน เช่น พาราไธออน มาลาไทออน, ไตร
คลอร์ฟอน เป็นต้น มีฤทธิ์ขัดขวางการท างานของระบบประสาทส่วนกลาง และระบบประสาทรอบ
นอก โดยจะจับกับตัวเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส ซึ่งมีหน้าที่ส่งสัญญาณ ประสาท ผลการจับตัวกับ

เอนไซม์ท าให้ปริมาณของเอ็นไซม์ ลดลง และมีผลต่อกล้ามเนื้อต่าง ๆ ต่อมต่าง ๆ และกล้ามเนื้อเรียบ

ซึ่งควบคุมอวัยวะต่าง ๆ
สารกลุ่มคาร์บาเมต (Carbamate Compound) เป็นเอสเทอร์และมีไนโตรเจนเป็น
องค์ประกอบส าคัญ ละลายได้ดีสารละลายอินทรีย์ (Organic solvent) บางชนิดละลายได้ดีในน้ า ส่วน

ใหญ่ ไม่สะสมในสิ่งมีชีวิต มีคุณสมบัติคล้ายกับกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต คือ มีผลต่อการยับยั้งการท างาน
ของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส และสามารถดูดซึมอยู่ในพืชได้นาน เช่น คาร์บาริล, คาร์โบฟูแรน และเมโท
มิล เป็นต้น
สารกลุ่มออร์กาโนคลอรีน (Organochlorine compounds) สารกลุ่มนี้จะมีคลอรีน
เป็นส่วนประกอบที่ส าคัญ เป็นสารที่สามารถละลายได้ดีในไขมัน สะสมในพืช สัตว์ห่วงโซ่อาหาร (food

chain) และสิ่งแวดล้อมได้นาน เช่น ดีดีที สามารถสะสมในดินได้นานถึง 30 ปี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถก

เปลี่ยนแปลงโดยตับเป็นสารเมแทบอไลต์ที่ยังมีความเป็นพิษอยู่ (metabolites) สารกลุ่มนี้มักน ามาใช้
ในการป้องกันก าจัดแมลง และศัตรูพืชอื่น ๆ ได้แก่ ดีดีที, ไดโคฟอล, เมทอกซีคลอร์, อัลดริน, ลินเดน

สารกลุ่มไพรีทรอยด์ (Synthetic Pyrethroids) เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ
มีคุณสมบัติ สลายตัวได้ง่ายเป็นสารที่มีพษตกค้างน้อยที่สุด สารกลุ่มนี้ถูกก าจัดออกจาก ร่างกาย ไม่ถก


สะสมอยู่ในร่างกาย มักใช้ร่วมกับสารก าจัดแมลงชนิดอื่น ๆ ได้แก่ ไพรีทริน และ เรสเมธริน เป็นต้น
อาการและอาการแสดง

สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต และ สารกลุ่มคาร์บาเมต ท าให้เกิดอาการกระตุ้นระบบ
ประสาทส่วนกลาง ท าให้กล้ามเนื้อออนแรง ตะคริวที่กล้ามเนื้อ กดการหายใจ ชัก หมดสติ กระตุ้น

Muscarinic receptor ท าให้ม่านตาหรี่ หายใจล าบาก ต่อมน้ าลายขับน้ าลาย ออกมามากต่อมเหงื่อ
ขับเหงื่อ ออกมามาก ความดันโลหิตต่ า กระตุ้น Nicotinic receptor ท าให้กล้ามเนื้อออนแรง เป็น

อัมพาต
สารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนอาการเริ่มแรกที่พบ คือ กระวนกระวาย ไวต่อการกระตุ้น
การท างานของกล้ามเนื้อไม่สัมพนธ์กัน กล้ามเนื้อสั่น นอกจากนี้ยังมีอาการ น้ าลายไหล หรือ

น้ าลายฟูมปาก และอาเจียนร่วมด้วย พบการชักอย่าง รุนแรง

171


สารไพรีทรอยด์ พบอาการชา หายใจเร็วตื้น เจ็บคอ คอแห้ง แสบจมูก คันตาม

ผิวหนัง ท้องเสีย น้ าลายไหลมาก หนังตากระตุก เดินโซเซ

6.2 โรคจากการประกอบอาชีพที่เกิดจากปัจจัยสภาพแวดล้อมจากการท างานทางกายภาพ
(กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2557)


6.2.1 โรคจากการท างานที่มีสาเหตุจากความร้อน (Lichty, 2014; สมคิด โพธิ์ชนะพนธุ์,
2560)
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค การท างานในอุตสาหกรรมที่มีความร้อนสูงดังต่อไปนี้ การถลุง
เหล็ก การหลอมโลหะ การท าแก้ว การท ากระเบื้องเคลือบ พนักงานดับเพลิง งานก่อสร้าง เกษตรกรรม

งานรีดผ้า การท าเหมืองเปิด การส ารวจ แร่ น้ ามัน ห้องครัว ห้องซักฟอก
1) เป็นลมเนื่องจากความร้อน (Heat stroke)
กลไกการเกิดโรค เป็นภาวะของการเจ็บป่วยจากการสัมผัสความร้อนที่มีความรุนแรง
มากที่สุด ถึงเสียชีวิตได้ เป็นภาวะล้มเหลวในการควบคุมอณหภูมิร่างกายท าให้อณหภูมิแกนของ


ร่างกายสูงมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับการเสียหน้าที่ของระบบประสาทส่วนกลาง ท าให้สมอง
ส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไม่สามารถทางานได้ตามปกติ ท าให้ร่างกาย

ไม่สามารถระบายความร้อนโดยการขับเหงื่อออกได้ หลอดเลือดบริเวณผิวหนังจะขยายตัวเพอระบาย
ื่
ความร้อนออกสู่ภายนอก ในขณะที่หลอดเลือดของอวัยวะภายในจะตีบตัว ท าให้เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะ
ภายในลดลง และเกิดภาวะขาดเลือด (ischemia)


อาการและอาการแสดง อณหภูมิร่างกายสูง (Hyperthermia) อณหภูมิแกนร่างกาย
วัดทางทวารหนักสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส หน้าแดง ผิวหนังร้อนแห้งไม่มีเหงื่อ มีการเปลี่ยน แปลง
การรู้สติ อาการกระสับกระส่าย สับสน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เดินเซ มีกล้ามเนื้อเกร็ง ชัก และหมด

สติ อาจมีการสลายตัวของเซลล์กล้ามเนื้อในระดับรุนแรง ไตวายเฉียบพลัน
การปฐมพยาบาล เคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก หากผู้ป่วยหมด
สติให้เปิดทางเดินหายใจให้โล่งจัดให้นอนท่าตะแคงเพื่อป้องกนลิ้นตก และป้องกนการส าลัก รีบท าการ


ลดอุณหภูมิของร่างกาย ควรเริ่มทันทันทีหรือภายใน 30 นาที เพื่อป้องกันการสูญเสียหน้าที่ของอวัยวะ
อน ๆ โดยเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ าเย็น ใช้พดลมเป่าระบายความร้อนประคบถุงน้ าแข็งบริเวณ คอ รักแร้

ื่
และขาหนีบ หรือการแช่ร่างกายลงในน้ าเย็น (immersion cooling) เรียกรถพยาบาล และส่งต่อ
ผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที

2) การอ่อนเพลียเนื่องจากความร้อน (Heat Exhaustion)
กลไกการเกิดโรค เมื่อสัมผัสความร้อน ท าให้สูญเสียเหงื่อในปริมาณมาก ท าให้
ร่างกายขาดน้ าและเกลือแร่ออกจากร่างกาย


อาการและอาการแสดง ออนเพลีย คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อณหภูมิร่างกายสูงมากกว่า
38 องสาเซลเซียส ชีพจรเร็ว เหงื่อออกมาก มีอาการสับสน บางครั้งพบภาวะการหายใจมากกว่าปกติ
(Hyperventilation) ได้
การปฐมพยาบาล น าเข้าในที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก ให้ดื่มน้ าเย็น หรือน้ าเกลือแร่

172


3) ตะคริวเนื่องจากความร้อน (Heat cramp)

กลไกการเกิดโรค เกิดจากสูญเสียเกลือแร่และน้ าซึ่งออกมากับเหงื่อจากการสัมผัส
ความร้อน
อาการและอาการแสดง กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เจ็บปวดบริเวณนั้นอย่างรุนแรง ซึ่งมัก
เกิดกับกล้ามเนื้อที่ใช้งานบ่อย ๆ เช่น ขา มีอาการปวดนาน 4-5 นาที หรือนานได้เป็นสัปดาห์

การปฐมพยาบาล น าเข้าในที่ร่ม อากาศถายเทสะดวก ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และนวด

เบา ๆ ดื่มน้ าเกลือแร่
4) เป็นลมเนื่องจากความร้อน (Heat Syncope)
กลไกการเกิดโรค เมื่อสัมผัสความร้อน หลอดเลือดบริเวณผิวหนังขยายตัวเพอระบาย
ื่
ความร้อนออกจากร่างกาย ท าให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ นอกจากนี้ความร้อนท าให้สูญเสียเหงื่อ
ในปริมาณมาก ท าให้ร่างกายขาดน้ าและเกลือแร่ออกจากร่างกาย

อาการและอาการแสดง อณหภูมิร่างกายปกติ หรือเย็นกว่าปกติออนเพลีย เวียน

ศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อออกมากและอัตราหัวใจเต้นเร็ว อาการสับสน เป็นลม ปัสสาวะ
มีสีเข้ม มีภาวะขาดน้ า
การปฐมพยาบาล น าเข้าในที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก คลายเสื้อผ้า จัดท่าให้ นอน
ราบ หัวต่ า ยกขาให้สูงขึ้น ใช้ผ้าชุบน้ าเย็น เช็ดหน้า คอ แขน ขา เมื่อผู้ป่วยมีสติให้ดื่มน้ าเย็น หรือ

น้ าเกลือแร่
5) เม็ดผด (Heat rash)
กลไกการเกิดโรค เกิดจากมีการอุดตันของต่อมเหงื่อและรูเปิดของต่อมเหงื่อ ท าให้ไม่
สามารถขับเหงื่อได้
อาการและอาการแสดง มีเม็ดผด มักเกิดบริเวณ ล าตัว แขน ขา ปวดแสบร้อน คัน

การปฐมพยาบาล แนะน าให้ลด หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อน รักษาความ
สะอาดบริเวณที่เกิดผื่น และทาด้วย calamine lotion หากมีอาการคัน
6.2.2 โรคจากการท างานที่มีสาเหตุจากความเย็น

1) ฟรอสไบท์ (Frostbite)/ ฟรอสนิฟ (Frostnip)
กลไกการเกิดโรค เป็นภาวะที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อถูกท าลายจากความเย็นที่ต่ ากว่า

0 C จนท าให้เนื้อเยื่อ หลอดเลือด และ เส้นประสาทบางส่วนหรือทั้งหมดถูกท าลาย
อาการและอาการแสดง มีอาการชา เจ็บปวด บาดแผลไหม้ เกิดเซลล์ตาย มีแผล

จนถึงการหลุดลอกของเนื้อเยื่อ

การปฐมพยาบาล แนะน าให้ลด หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสความเย็น ใส่อุปกรณ์ป้องกน
อันตรายส่วนบุคคลเสมอเมื่อต้องสัมผัสความเย็น
2) เรย์โนด์ (Raynaud’s disease)

กลไกการเกิดโรค เป็นภาวะที่ผิวหนัง หลอดเลือด และเนื้อเยื่อถูกท าลายหรือเกิดจาก
การสัมผัสความสั่นสะเทือนเป็นระยะเวลายาวนาน
อาการและอาการแสดง เริ่มด้วยอวัยวะส่วนนั้นจะซีดลง ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเขียว
และแดงคล้ าเย็นชา


Click to View FlipBook Version