320
321
322
323
324
325
326
327
328
328
328
328
329
329
329
329
330
330
330
330
331
331
331
331
332
332
332
332
333
334
335
ภาคผนวก ค
แนวค าตอบข้อคาถามท้ายบท
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทที่ 1
1. งานอาชีวอนามัยมีความส าคัญต่อ 3 ภาคส่วนด้วยกัน ได้แก่ 1) ผู้ปฏิบัติงาน เป็นการดูแล
สุขภาพของผู้ประกอบอาชีพของผู้ปฏิบัติงาน 2) นายจ้าง ลดการบั่นทอนกิจการของนายจ้าง 3)
ประเทศชาติ ลดปัญหาทางสังคมที่จะเกิดขึ้น ป้องกันการกีดกั้นทางการค้าระหว่างประเทศได้
2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแบ่งออกเป็น 1) หน่วยงาน
ภายนอกประเทศ 2) หน่วยงานภายในประเทศ และ 3) องค์กรอน ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านอาชีวอ
ื่
นามัยในประเทศไทย นักศึกษาต้องอธิบายว่าแต่ละหน่วยงานมีบทบาทอย่างไร
3. การจัดบริการอาชีวอนามัยเกี่ยวกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
สาธารณสุขในชุมชน เป็นการจัดบริการในระดับปฐมภูมิ นักศึกษาต้องอธิบายว่าการจัดบริการแบบ
ปฐมภูมินั่นควรจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
4. ปัญหาอาชีวอนามัยตามโครงสร้างลักษณะด้านเศรษฐกิจและความเจริญของประเทศ แบ่ง
ออกเป็น 3 ระดับ คือ 1) กลุ่มประเทศที่พฒนาแล้ว ปัญหาทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ั
ั
เกิดจากการใช้เทคโนโลยี การป้องกน ควบคุมปละการบังคับใช้กฎหมายได้ผลดี 2) กลุ่มประเทศกาลัง
ั
พฒนา ให้ความสนใจรายได้เพอการด ารงชีวิตมากกว่าความปลอดภัยของตัวเอง การบังคับใช้
ื่
ั
่
กฎระเบียบที่ออนแอ 3) กลุ่มประเทศด้อยพฒนา ความเจริญต่าง ๆ ยังเข้าไปไม่ถึง เศรษฐกิจของ
ื่
ประเทศชาติไม่ดีต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภายนอก นักศึกษาต้องค้นหาตัวอย่างเพอประกอบ
เนื้อหาของทั้ง 3 กลุ่มเพิ่มเติม
5. ปัญหาอาชีวอนามัยตามขนาดของชุมชน สามารถแบ่งได้ทั้งหมด 3 เขตชุมชน ได้แก่ 1)
ชุมชนชนบท การประกอบอาชีพส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบ 2) ชุมชนเมือง อนตรายจาก
ั
การประกอบอาชีพได้แก่ สภาพการท างานไม่ดี ความเครียดจากการท างาน มีมลพษในอากาศสูง
ิ
ุ
ุ
การจราจรหนาแน่ อบัติเหตุการจราจร 3) ชุมชนอตสาหกรรม นิคมอตสาหกรรม ปัญหาที่พบเกิดจาก
ุ
ิ
มลพษและมักส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบก่อให้เกิดความเดือดร้อนร าคาญ มีการแย่งใช้ทรัพยากร
ั
ระหว่างโรงงานกับชุมชน อนตรายจากการประกอบอาชีพสูงแต่ได้รับการควบคุมและดูแลจากสถาน
ประกอบการอย่างเคร่งครัด นักศึกษาต้องค้นหาตัวอย่างเพื่อประกอบเนื้อหาของทั้ง 3 กลุ่มเพิ่มเติม
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทที่ 2
1. สรีรวิทยาในการท างาน หมายถึง หมายถึง กลไกการท างานของร่างกายและจิตใจภายใต้
ั
สภาวะสิ่งแวดล้อมในการท างาน รวมทั้งความสามารถและข้อจ ากัดในการท างานของมนุษย์อน
ื่
เนื่องมาจากปัจจัยในร่างกาย การประเมินค่าความสมบูรณ์ และความเมื่อยล้าจากการท างานเพอเป็น
หลักในการสร้างสภาวะการท างานที่เหมาะสมส าหรับผู้ปฏิบัติงาน
336
2. ให้นักศึกษาอธิบายเริ่มตั้งแต่การที่มนุษย์จะมองเห็นวัตถุได้ ต้องมีแสงมาตกกระทบวัตถุนั้น
สะท้อนเข้าตา ผ่านส่วนใดในลูกตาบ้าง จนกระทั้งไปสู่สมอง และสมองส่วนใดเป็นตัวแปลสัญญาณให้
้
้
เป็นภาพให้มนุษย์มองเห็น และการปรับสภาพสายตาของพนักงานไฟฟาที่ต้องลงไปซ่อมสายไฟฟาใน
ท่อใต้ดิน ซึ่งจะเปลี่ยนจากการท างานในที่สว่างไปยังที่มืด ต้องอาศัยการการปรับโครงสร้างของ
ทรานส์เรตินัลกลับมาเป็นซิสเรตินัล
ึ
3. ให้นักศกษาอธิบายเริ่มตั้งแต่เสียงผ่านหูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน โดยผ่านชิ้นส่วนใด
เกิดการเปลี่ยนแปลงสัญญาณอย่างไร จนกระทั้งผ่านเข้าสู่เว้นประสาทไปสู่สมอง
ุ
4. การควบคุมอณหภูมิของร่างกายของแรงงานที่ท างานอยู่หน้าเตาเผาชามตราไก่ คือ
ุ
คนท างานในที่ที่มีอณหภูมิสูง (ที่ร้อน) กลไกจะเกิดจากสมอง ไปกระตุ้นอวัยวะส่วนใดในร่างกายบ้าง
เพื่อให้ร่างกายเกิดการระบายความร้อนออกจากร่างกาย
5. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกายของแรงงานที่ท างานในบริษัทอาหารแช่แข็ง คือ คนท างาน
ื่
ุ
ในที่ที่มีอณหภูมิต่ า (ที่เย็น) กลไกจะเกิดจากสมอง ไปกระตุ้นอวัยวะส่วนใดในร่างกายบ้าง เพอให้
ร่างกายเกิดการกักเก็บความร้อนไว้ในร่างกาย
6.กลไกการท างานของกล้ามเนื้อของแรงงานแบกข้าวสาร เป็นการท างานของกล้ามเนื้อแบบ
การใช้แรงแบบสถิต (Static work) ท าให้ระบบไหลเวียนส่งเลือดเข้าสู่ภายในกล้ามเนื้อได้ยากหรือไม่
สามารถท าได้ในขณะที่กล้ามเนื้อนั้นมีความต้องการเลือดอย่างมากเพื่อน าสารอาหารและออกซิเจนเข้า
สู่เซลล์ ก่อให้เกิดการเผาผลาญสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจนเกิดกรดแลคติคซึ่งเป็นสาเหตุของความ
ล้าของกล้ามเนื้อ
7. ให้ดูการเขียนกราฟ แผนภูมิที่ 2.1 ในบทที่ 2 เป็นตัวอย่าง
6. ก าหนดให้ ปริมาณเลือดที่สูบฉีดจากหัวใจใน 1 ครั้ง (Stroke volume; SV) เท่ากบค่าปกติ
ั
60-100 มิลลิลิตร/ครั้ง นักศึกษาจับชีพจรตนเอง แล้วน าไปใส่ในสูตรการหาค่า ปริมาณเลือดที่สูบฉีด
ออกจากหัวใจใน 1 นาที (cardiac output; CO)
7. กลไกการป้องกันตนเองในระบบทางเดินหายใจมี 2 กลไก คือ กลไกป้องกันตนเองที่ไม่
จ าเพาะและกลไกการป้องกันตนเองอย่างจ าเพาะ นักศึกษาต้องวิเคราะห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างเมื่อ
ผู้ปฏิบัติงานสูดดมฝุ่นจากการโม่หิน ซึ่งเป็นการสูดดมซิลิก้า (ฝุ่นทราย)
8. อธิบายกลไกการซึมสารผ่านผิวหนังของสารเคม โดยการแลกเปลี่ยนสารสารระหว่างเซลล์
ี
แบ่งได้เป็น 2 แบบได้แก การเคลื่อนที่แบบธรรมดาและการเคลื่อนที่แบบแอคทฟ
ี
่
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทที่ 3
7. ใช้สูตรค านวณค่า WBGT ส าหรับการท างานกับความร้อนในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีแสงอาทิตย์
พร้อมวางแผนการควบคุมการสัมผัสกับความร้อนด้วยการควบคุมทางวิศวกรรม การบริหารจัดการ
และการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
8. ใช้สูตรค านวณค่า WBGT ส าหรับการท างานกับความร้อนในสภาพแวดล้อมที่มีแสงอาทิตย์
พร้อมวางแผนการควบคุมการสัมผัสกับความร้อนด้วยการควบคุมทางวิศวกรรม การบริหารจัดการ
และการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
337
9. ใช้สูตรค านวณค่า WBGT เฉลี่ย พร้อมวางแผนการควบคุมการสัมผัสกับความร้อนด้วยการ
ควบคุมทางวิศวกรรม การบริหารจัดการ และการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
10. ใช้สูตรค านวณหาระดับความดันเสียงรวมของแหล่งก าเนิดเสียง 3 แห่ง พร้อมวางแผนการ
ุ
ควบคุมการสัมผัสกับความร้อนด้วยการควบคุมทางวิศวกรรม การบริหารจัดการ และการใช้อปกรณ์
ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
11. ใช้สูตรค านวณหาระยะเวลาที่ยอมให้คนงานได้รับเสียงที่ระดับนั้น พร้อมวางแผนการควบคุม
การสัมผัสกับความร้อนด้วยการควบคุมทางวิศวกรรม การบริหารจัดการ และการใช้อปกรณ์ป้องกัน
ุ
อันตรายส่วนบุคคล
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทที่ 4
1. ประเภทของสารเคมีจ าแนกตามสถานะทางกายภาพ แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) อนุภาค
(Particle) ก็จะประกอบไปด้วย ฝุ่น (Dust) ฟม (Fumes) ควัน (Smoke) ละออง (Mists) 2) เส้นใย
ู
(Fiber) 3) ตัวท าละลาย (Solvents) 4) แก๊สและไอระเหย (Gas and Vapour) ซึ่งนักศึกษาต้อง
อธิบายความแตกต่างของลักษณะทางกายภาพของสารเคมีแต่ละแบบได้
2. ประเภทของสารเคมีจ าแนกตามการเก็บรักษาและการขนส่ง กรมการขนส่งทางบกได้แบ่ง
ประเภทของวัตถุอันตรายออกเป็น 9 ประเภท (Classes)
3. ประเภทของสารเคมีจ าแนกตามคุณสมบัติการก่อมะเร็ง The American Conference of
Governmental Industrial Hygiene ได้มีการแบ่งประเภทของสารเคมก่อมะเร็ง ได้แบ่งประเภทของ
ี
กลุ่มสารก่อมะเร็งเป็น 5 กลุ่ม
4. การเกิดพษจลนศาสตร์ (Toxicokinetics) เป็นกระบวนที่ที่เกิดจากร่างกายจัดการกับ
ิ
สารเคมี/ยา (What the body do to the drug) เมื่อสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายจะต้องผ่านขบวนการตาม
ขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้คือ การดูดซึมสารเคมี (Absorption) การกระจายสารเคมี (Distribution)
กระบวนการเปลี่ยนรูปสารเคมี (Metabolism/Biotransformation) และการก าจัดสารพษ
ิ
(Elimination/Excretion)
5. กลไกการเกิดพษพลศาสตร์ (Toxicodynamics) เป็นกระบวนที่ที่เกิดจากสารเคมีจัดการ
ิ
กับร่างกาย/ยา (What the drug do to the body) เป็นกลไกการออกฤทธิ์ของสารเคมี และ
ความสัมพนธ์ระหว่างความเข้มข้นและผลกระทบต่อร่างกายของสารเคมี ตามข้อปฏิบัติตาม
ั
มาตรฐานสากล ตามแนวทางของ World Health Organization (WHO) สามารถแบ่งประเภทความ
ิ
เป็นพษ ได้เป็น 3 ระดับ ความเป็นพษแบบเฉียบพลัน (Acute toxicity) ความเป็นพษแบบกึ่งเรื้อรัง
ิ
ิ
(Sub chronic toxicity) ความเป็นพิษแบบเรื้อรัง (Chronic toxicity)
6. ค่า Threshold limit values (TLVs) เป็นความเข้มข้นของสารเมื่อคนงานเกือบทั้งหมด
สัมผัสหลาย ๆ วันต่อเนื่องกันโดยไม่เกิดผลเสียหรืออนตรายต่อสุขภาพ แต่เนื่องจากคนเรามีความ
ั
แตกต่างกัน อาจมีคนงานส่วนน้อยที่ได้รับอนตรายหรือเกิดความไม่สบายหรือเกิดโรคจากการท างาน
ั
แบ่งได้เป็น 3 ประเภท Threshold Limit Value-Time-Weight Average (TLV-TWA) Threshold
338
Limit Value-Short-Term Exposure Limit (TLV-STEL) และ Threshold Limit Value-Ceiling
(TLV-C)
7. การประเมินการสัมผัสฝุ่นขนาด Total mass concentration methods สามารถกระท า
ได้โดยการชั่งน้ าหนักฝุ่นทั้งหมดที่เก็บได้ต่อปริมาตรอากาศโดยวิธี Gravimetric procedure ด้วย
filter cassette
8. การประเมินการสัมผัสฝุ่นขนาด Respirable mass size – selection measurement
ี่
ื่
สามารถกระท าได้โดยการใช้ cyclone ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทอาศัยหลักการหมุนวนของอากาศเพอดักเก็บ
อนุภาคที่มีขนาดเท่ากับอนุภาคที่สามารถเข้าไปในถุงลมปอดได้ (respirable size < 10 μm)
9. นักศึกษาต้องไปค้นหาเลข UN Number ที่ติดอยู่ข้างรถบรรทุกนี้ว่าเป็นการขนส่งสารอะไร
จากนั้นจึงไปค้นหา MSDS ของสารดังกล่าวเพื่อตอบค าถามทีละข้อ
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทที่ 5
1. การยศาสตร์ หมายถึงเป็นศาสตร์เกี่ยวกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมการท างานให้เหมาะสม
กับสรีรวิทยาของมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพอให้ผู้ปฏิบัติงานท างานอย่างปลอดภัย ลดความผิดปกติ
ื่
ิ่
ของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เพมประสิทธิภาพในการท างาน ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของ
ผู้ปฏิบัติงาน
2. วัตถุประสงค์ของการศึกษาการยศาสตร์ คือ เพอเพมประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการ
ื่
ิ่
ท างาน และเพื่อความปลอดภัย และสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของคน
3. ปัจจัยเสี่ยงทางการยศาสตร์ แบ่งออกเป็น 1) ปัจจัยส่วนบุคคล จะประกอบไปด้วย ปัจจัย
ทางด้านสรีระของผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านจิตสังคม 2) ปัจจัยในการท างาน จะประกอบไปด้วย
ท่าทางในการท างาน ความถี่ในการท างาน ระยะเวลา (Duration) แรงที่ใช้ในการท างาน น้ าหนัก
ชิ้นงาน เครื่องมือ-เครื่องจักร สภาพแวดล้อมในการท างาน และการบริหารจัดการ และจิตสังคม ซึ่ง
นักศึกษาต้องอธิบายในรายละเอียดของแต่ละปัจจัยย่อยด้วย
4. ให้นักศึกษาอธิบายถึงลักษณะท่าทางในการนั่งท างานที่ถูกต้อง และลักษณะสถานีงาน
ส าหรับการนั่งท างาน
5. จากภาพผู้ยกเคลื่อนย้ายหลังงอ ของไม่ชิดล าตัว แขนกาง ข้อเสนอแนะในการควบคุม คือ
การอธิบายขั้นตอนการเคลื่อนย้ายวัสดุโดยใช้แรงคน
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทที่ 6
1. ตัวอย่างอาชีพที่เสี่ยงต่อการสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพในการท างาน เช่น
บุคลากรทางการแพทย์ เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคที่มาจากคนไข้ เช่น วัณโรค ไวรัสตับ
อักเสบบี เอชไอวี
นักวิจัยทางจุลชีววิทยา เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคในห้องปฏิบัติการ
เกษตรกร เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคในสวน ไร่ นา เช่นโรคฉี่หนู
339
2. ให้นักศึกษาอธิบายลักษณะเครื่องหมายชีวภัยสากล (universal biohazard symbol) ตามตาม
ิ
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ตราหรือสัญลักษณ์ส าหรับพมพบนภาชนะบรรจุมูลฝอยติดเชื้อ
์
พ.ศ. 2546
3. ปัจจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อและการได้รับสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพ ประกอบไปด้วย ทางเข้าสู่
้
ร่างกาย การมีชีวิตและความรุนแรงของเชื้อ ความไวของผู้รับ การแพโปรตีนบางชนิด ปัจจัยอน ๆ ซึ่ง
ื่
นักศึกษาต้องอธิบายในรายละเอียดของแต่ละปัจจัยด้วย
4. ห่วงโซ่ของการรับสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพ ประกอบไปด้วย แหล่งรังโรค (Reservoir)
ทางออกของเชื้อจากแหล่งรังโรค (portal of exit) วิธีการถ่ายทอดเชื้อ (mode of transmission)
ทางเข้าของเชื้อสู่ผู้รับ (portal of entry) ผู้รับเชื้อที่ไวต่อโรค (susceptible host) ซึ่งนักศึกษาต้อง
อธิบายในรายละเอียดของแต่ละปัจจัยด้วย
5. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) จัดอยู่
ั
ในอนตรายของสารชีวภาพกลุ่มที่ 4 ต้องด าเนินความปลอดภัยทางชีวภาพในระดับ 4 ซึ่งนักศึกษาต้อง
อธิบายในรายละเอียดของความปลอดภัยทางชีวภาพระดับที่ 4 (Biosafety level 4) ด้วย
6. นักศึกษาต้องไปค้นหาข้อมูลของเชื้อโรคเอช ไอ วี (Human Immunodeficiency Virus:
HIV) ว่าจัดอยู่ในอนตรายของสารชีวภาพกลุ่มใด จากข้อมูลของ Centers for Disease Control and
ั
Prevention (CDC) และอธิบายถึงการด าเนินความปลอดภัยทางชีวภาพในระดับนั้น
7. การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อแบบมาตรฐาน (Standard Precautions) คือ การป้องกันการ
แพร่กระจายเชื้อจากเลือด สารคัดหลั่ง สิ่งที่ขับออกมาจากร่างกายและบาดแผล ยกเว้นเหงื่อ เยื่อ
เมือกในการดูแลผู้ป่วยทุกรายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เสมือนผู้ป่วยทุกรายสามารถ
แพร่กระจายเชื้อโรคได้เท่าเทียมกัน ซึ่งนักศึกษาต้องอธิบายในรายละเอยดของการปฏิบัติตัวของผู้
ี
ประกอบอาชีพตามหลักการนั้นด้วย
8. การหลักการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อตามวิถีทางการแพร่กระจายเชื้อ (Transmission
– Based Precautions) แบ่งออกเป็น 3 วิธี 1) การปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่แพร่กระจายเชื้อทางอากาศ
(Airborne precautions) 2) การปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่แพร่กระจายเชื้อโดยฝอยละออง (droplet
precautions) 3) การปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่แพร่กระจายเชื้อโดยการสัมผัส (contact precautions) ซึ่ง
นักศึกษาต้องอธิบายในรายละเอียดของการปฏิบัติตัวของผู้ประกอบอาชีพตามหลักการนั้นด้วย
9. การคัดแยกขยะติดเชื้อในสถานพยาบาล แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ขยะย่อยสลาย
ั
ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล ขยะอนตราย และขยะติดเชื้อ ซึ่งนักศึกษาต้องอธิบายลักษณะของขยะแต่ละ
ประเภทด้วย
ั
10. หลักการควบคุมอนตรายจากปัจจัยทางชีวภาพจากการประกอบอาชีพ แบ่งเป็น 3 วิธี คือ
1) การควบคุมทางวิศวกรรม 2) การควบคุมทางด้านบริหารจัดการ 3) การควบคุมที่ตัวบุคคล ซึ่ง
นักศึกษาต้องอธิบายรายละเอียดของหลักการควบคุมอันตรายแต่ละประเภทด้วย
340
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทที่ 7
2. ภาพใดสามารถอธิบายความหมายของค าต่อไปนี้ได้
2.1 อุบัติการณ์ (Incident) ยกตัวอย่างเช่น หมายเลข 4 มีกล่องใส่ของขนาดใหญ่แขวนอยู่
ในที่สูง
2.2 เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near miss) ยกตัวอย่างเช่น หมายเลข 3 ค้อนร่วงลงมาแต่
ยังไม่โดนคนด้านล่าง ซึ่งอาจเดินเลยไปก่อน
2.3 อุบัติเหตุ (Accident) ยกตัวอย่างเช่น หมายเลข 18 ชิ้นงานร่วงทับเท้า
2.4 การกระท าที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Acts) ยกตัวอย่างเช่น หมายเลข 33 ยกของไม่ถูกวิธี
2.5 สภาพการท างานความปลอดภัยที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Condition) หมายเลข 4 มี
กล่องใส่ของขนาดใหญ่แขวนอยู่ในที่สูง
2. นักศึกษาสามารถเลือกอธิบายสาเหตุของการเกิดอบัติเหตุได้จากทฤษฎีดังต่อไปนี้ 1)
ุ
ทฤษฏีโดมิโน (Domino theory) 2) ทฤษฎีการขาดดุลยภาพ (Imbalance Cause Theory) 3) ทฤษฎี
ความเอนเอยงในการเกิดอบัติเหตุ (Accident-Proneness Theory) 4) ทฤษฎีมูลเหตุเชิงซ้อน (Multiple
ุ
ี
Causation Theory)
3. นักศึกษาสามารถให้ข้อเสนอแนะการควบคุมและป้องกันอนตรายจากการท างานตาม
ั
หลักการ ล าดับขั้นของการควบคุมอนตราย (Hierarchy of controls) หรือล าดับขั้นของการควบคุม
ั
อันตรายแบบ Source-Path-Receive ก็ได้
4. หลักการของเทคนิคการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis: JSA) คือ
คือ วิธีการที่ใช้ในการชี้บ่ง วิเคราะห์และบันทึกเกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ๆ ในการท างาน เพอค้นหาสิ่ง
ื่
คุกคามสุขภาพ และความปลอดภัยที่แฝงอยู่ในแต่ละขั้นตอนของการท างาน และเสนอแนะการ
ปฏิบัติการแก้ไข หรือปรับขั้นตอนการท างานซึ่งจะช่วยขจัดหรือลดสิ่งคุกคามและความเสี่ยงต่อการ
บาดเจ็บและการเจ็บป่วยในสถานที่ท างาน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) การคัดเลือกงานมาท าการ
วิเคราะห์หาอันตราย 2) การแตกงานให้เป็นขั้นตอนย่อย ๆ 3) การวิเคราะห์หาอันตรายจากการท างาน
ที่เลือกมา 4) พิจารณาวิธีขจัดและลดอันตรายที่พบ และ 5) การจัดท าเอกสารมาตรฐานการปฏิบัติงาน
อย่างปลอดภัย
5. หลักการของกิจกรรม 5 ส ประกอบไปด้วย สะสาง (Seiri), สะดวก (Seiton), สะอาด
(Seiso), สุขลักษณะ (Seiketsu), สร้างนิสัย (Shitsuke)
6. หลักการของการสร้างพฤติกรรมความปลอดภัย (Behavior-based safety: BBS) คือ
กระบวนการในการวิเคราะห์ค้นหาและคัดเลือกพฤติกรรมเสี่ยงแล้วด าเนินการก าจัดออกไป เป็นการ
สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety culture) นั่นส าคัญ ไปเน้นที่คนที่พฤติกรรมคน ประกอบด้วย
ู
5 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เปิดใจพดคุยกัน (Open Mind) โดยที่ยอมรับในความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
ื่
ขั้นตอนที่ 2 การสังเกตพฤติกรรมความปลอดภัยของเพอนร่วมงาน (Observation) ในขณะที่
ปฏิบัติงานปกติ ขั้นตอนที่ 3 การใส่กิจกรรมสอดแทรก (Intervention) โดยใช้หลักจิตวิทยาทั้งการ
ิ่
สร้างแรงจูงใจทางบวก (Carrot approach) และ การลงโทษ (Stick approach) เช่น การเพมความรู้
ชมเชยเมื่อท างานอย่างปลอดภัย ตักเตือนเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยงในการท างาน ขั้นตอนที่ 4 บันทึกผล
341
ั
ื่
การมีปฏิสัมพนธ์กับเพอนร่วมงาน (Record) ขั้นตอนที่ 5 สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety
culture) โดยการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทั้ง 4 ขั้นตอน มีการวัดผล ประเมินผลตลอดเวลา
12. สัญลักษณ์ถงดับเพลิงต่อไปนี้ ใช้กับเชื้อเพลิงประเภทใด
ั
ิ
1) ถังดับเพลิงชนิด เอ (Class A) ใช้ดับไฟที่เกดจากการเผาไหม้ไม้ กระดาษ ผ้า
2) ถังดับเพลิงชนิด บี (Class B) ใช้ดับไฟที่เกิดจากการเผาไหม้น้ ามนเชื้อเพลิง
3) ถังดับเพลิงชนิด ซี (Class C) ใช้ดับไฟที่เกดจากกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟา
ิ
้
4) ถังดับเพลิงชนิด ดี (Class D) ใช้ดับไฟที่เกิดจากการเผาไหม้โลหะ
5) ถังดับเพลิงชนิด เค (Class K) ใช้ดับไฟที่เกิดจากไฟที่เกิดจากน้ ามันที่ติดไฟยาก
13. อธิบายตามข้อปฏิบัติโดยทั่วไปเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทที่ 8
1. โรคจากการประกอบอาชีพ หมายถึง โรคหรือความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับคนท างานโดยมี
สาเหตุจากการสัมผัสสิ่งคุกคามหรือสภาวะการท างานไม่เหมาะสมโดยอาการอาจเกิดในขณะท างาน
หรือหลังจากท างานเป็นเวลานาน
โรคเกี่ยวเนื่องจากการท างาน หมายถึง โรคหรือความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับคนท างานโดยมี
สาเหตุและปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน และการท างานเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดโรค ปัจจัยจาก
สิ่งแวดล้อมการท างานอาจไมใช่สาเหตุโดยตรงแต่อาจเป็น ปัจจัยที่ท าให้สภาวะเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว
เป็นมากขึ้น
โรคทั่วไป หมายถึง เป็นโรคทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท างาน
2. ปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคจากการประกอบอาชีพ แบ่งเป็น 3 ประเภท 1) คนท างานหรือผู
ประกอบอาชีพ 2) สิ่งคุกคามสุขภาพจากการท างาน 3) สภาพการท างานทั่วไป ซึ่งนักศึกษาต้องอธิบาย
รายละเอียดของปัจจัยแต่ละประเภทด้วย
3. นักศกษาต้องวิเคราะห์ปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคปอดใยหิน (asbestosis) ตามปัจจัยที่ท าให้เกิด
ึ
โรคจากการประกอบอาชีพ แบ่งเป็น 3 ประเภท 1) คนท างานหรือผูประกอบอาชีพ 2) สิ่งคุกคาม
สุขภาพจากการท างาน 3) สภาพการท างานทั่วไป โดยโรคนี้ผู้ปฏิบัติงานต้องสัมผัสแร่ใยหินจากการ
ท างาน
4. อธิบายตามเกณฑ์การวินิจฉัยและการสอบสวนโรคจากการท างาน
5. งานอธิบายกลไกการเกิดโรค อาการและอาการแสดง อาชีพที่มีความเสี่ยงต่อโรคดังต่อไปนี้
5.1 โรคเบนซีนหรือสารประกอบของเบนซีน
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค: กลุ่มคนที่สัมผัสตัวท าละลายเบนซีน
กลไกการเกิดพษ: เบนซีนเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเผาผลาญเป็นฟนอล และขับออกมาทาง
ี
ิ
ปัสสาวะในรูปของซัลเฟต หรือ กลูคูโรไนด์ คอนจูเกต
อาการและอาการแสดง: อาการแบบเฉียบพลันเมื่อสูดดมเบนซีนในขนาดสูงมาก ได้แก่
ปวดศีรษะ งุนงง ระคายเคืองต่อจมูกและคอ ปอดอกเสบรุนแรง ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง
ั
ิ
อาการแบบเรื้อรัง เบนซีนมีฤทธิ์กดการท างานของไขกระดูกท าให้ ไขกระดูกเสื่อมสภาพ เป็นพษต่อ
342
ระบบเลือด และยังท าให้เกิดโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาวได้ นอกจากนี้ยังท าลายระบบประสาท ท าให้พูด
ไม่ค่อยชัด หน้าแดง คลื่นไส้ ชาปลายมือปลายเท้า ไม่มีแรง
5.2 โรคจากตะกั่วและสารประกอบของตะกั่ว
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค: กลุ่มคนที่สัมผัสสารตะกั่ว
ิ
กลไกการเกิดพษ: ตะกั่วจะจับกับเม็ดเลือดแดง แล้วกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อ ตับ ไต เส้น
เลือดใหญ่ สมอง ปอด ม้าม ฟันและกระดูก ในระยะเวลา 4-6 สัปดาห์ ส่วนใหญ่สะสมอยู่ในกระดูก
อาการและอาการแสดง: อาการแบบเฉียบพลัน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง
เป็นพก ๆ (colicky pain) ความคิดสับสน การท างานของร่างกายไม่ประสานกัน มีอาการทางสมอง
ั
ปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) น้ าหนักลด ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ข้อมือตก (wrist
ั่
drop) ข้อเท้าตก อาการทางระบบประสาท รอบนอกผิดปกติ พบเส้นตะกว (Lead line หรือ Burton’s
line) คือเส้นสีน้ าเงินเทาที่เหงือก อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง
5.3 โรคจากคลอรีน
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค: บุคคลที่ท างานสัมผัสแก๊สคลอรีน
กลไกการเกิดพษ: คลอรีนส่วนใหญ่ไม่เข้าสู่กระบวนการเผาผลาญตามปกติ เพราะมันท า
ิ
ี
ปฏิกิริยาทันที่กับบริเวณที่สัมผัส มีคุณสมบัติละลายน้ าได้เพยงเล็กน้อย แต่เมื่อสัมผัสกับบริเวณที่มี
ความชื้นจะท าปฏิกิริยากับความชื้นของร่างกายกลายเป็นกรดไฮโปคลอรัส และกรดไฮโดรคลอริก มี
ฤทธิ์กัดกร่อนซึ่งจะระคายเคือง อย่างรุนแรงต่อผิวหนัง เยื่อเมือก ตาจมูก คอ ส่วนที่เหลือจะเข้าสู่
กระบวนการเผาผลาญเป็นกรดไฮโปคลอรัส แล้วขับออกทางปัสสาวะ หรืออุจาระ
อาการและอาการแสดง: อาการแบบเฉียบพลัน ได้รับปริมาณมากจะได้กลิ่นคาวปลา
ุ
(Fishy body odor) อาเจียน เหงื่อออกมาก ท าให้เกิดหายใจล าบาก, อดตันทางเดินหายใจ, ไอ, ตัว
เขียว, คลื่นไส้, อาเจียนและสูญเสียสติ ความดันโลหิตต่ า และเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
รุนแรงในบริเวณที่สัมผัส อาการแบบเรื้อรัง การสัมผัสคลอรีนเป็นเวลานานท าให้ปอดถูกท าลาย และ
เป็นพิษต่อตับได้
5.4 โรคจากสารเคมีก าจัดศัตรูพืชสารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต และคาร์บาเมต
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค: ท างานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีก าจัดศัตรูพืช
ิ
กลไกการเกิดพษ: มีผลต่อการยับยั้งการท างานของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสขัดขวางการ
ท างานของระบบประสาทส่วนกลาง และระบบประสาทรอบนอก ผลการจับตัวกับเอนไซม์ท าให้
็
็
ปริมาณของเอนไซม์ลดลง และมีผลต่อกล้ามเนื้อต่าง ๆ ต่อมต่าง ๆ และกล้ามเนื้อเรียบซึ่งควบคุม
อวัยวะต่าง ๆ
อาการและอาการแสดง: กระตุ้นประระบบประสาทส่วนกลาง ท าให้กล้ามเนื้อออนแรง
่
ตะคริวที่กล้ามเนื้อ กดการหายใจ ชัก หมดสติ กระตุ้น Muscarinic receptor ท าให้ม่านตาหรี่
หายใจล าบาก ต่อมน้ าลายขับน้ าลาย ออกมามาก ต่อมเหงื่อขับเหงื่อออกมามาก ความดันโลหิตต่ า กระตุ้น
Nicotinic receptor ท าให้กล้ามเนื้อออนแรง เป็นอัมพาต
่
343
5.5 เป็นลมเนื่องจากความร้อน (Heat stroke)
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค: ท างานที่สัมผัสความร้อนสูง
กลไกการเกิดโรค: เป็นภาวะล้มเหลวในการควบคุมอณหภูมิร่างกายท าให้อณหภูมิแกน
ุ
ุ
ของร่างกายสูงมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับการเสียหน้าที่ของระบบประสาทส่วนกลาง ท าให้
สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมอณหภูมิของร่างกายไม่สามารถท างานได้ตามปกติ ท าให้
ุ
ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนโดยการขับเหงื่อออกได้
อาการและอาการแสดง: อุณหภูมิร่างกายสูง (Hyperthermia) อณหภูมิแกนร่างกายวัด
ุ
ทางทวารหนักสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส หน้าแดง ผิวหนังร้อนแห้งไม่มเหงื่อ มีการเปลี่ยน แปลงการรู้
ี
สติ เสียชีวิต
5.6 การสูญเสียการได้ยินจากการประกอบอาชีพ มี 2 ประเภท 1) การสูญเสียการได้ยิน
แบบชั่วคราว (temporary hearing loss) 2) การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร (permanent hearing
loss)
1) การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว (temporary hearing loss)
กลไกการเกิดโรค: เป็นผลระยะสั้นที่ตามมาหลังจากการรับฟังเสียงดัง โดยศสูญเสียการได้
ยินเสียงชั่วคราว
อาการและอาการแสดง: ปกติการได้ยินจะลดลงภายใน 2 ชั่วโมงแรกของการท างาน
ู้
อาการเริ่มด้วยมีเสียงดังรบกวนในหู มีเสียงดังอ ๆ หรือการรับฟังเสียงลดลง
2) การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร (permanent hearing loss)
กลไกการเกิดโรค: การสูญเสียการได้ยินหลังจากได้รับฟังเสียงดังต่อเนื่อง ท าให้เซลล์ขนใน
หูชั้นในถูกท าลาย ท าให้รับฟังเสียงไม่ได้ เมื่อเสียงดังหยุดแล้ว การได้ยินไม่กลับคืนดังเดิม
ั
อาการและอาการแสดง: ระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่ได้สังเกต อาการที่อาจจะบ่งถึงอนตราย
ื้
จากเสียงดัง คือ การมีเสียงวิ้ง ๆ ดังรบกวนในหูเรียกว่า “ tinnitus” หรือความรู้สึกออในหู มักจะ
หายไปหลังจากเลิกงาน 2-3 ชั่วโมง และการได้ยินจะค่อย ๆ แย่ลงเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่สัมผัสกับ
เสียงดัง ไม่แปรผันตราอายุเหมือนโรคหูตึงในผู้สูงอายุ (Presbycusis hearing loss) และมักเป็นข้างใด
ข้างหนึ่ง (หูทั้งสองข้างมีระดับการสูญเสียการได้ยินไม่เท่ากัน)
5.7 โรคปอดฝุ่นทราย (Silicosis)
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค: งานที่เกี่ยวข้องกับ หิน ทราย ซิเมนต์
กลไกการเกิดโรค: ผลึกฝุ่นทรายที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.05 – 5 ไมครอน ซึ่งสามารถ
เข้าไปอยู่ในถุงลมปอดได้ โดยจะถูกเม็ดเลือดขาวในปอดจับกินและมีผลท าให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื้อ
ปอด ต่อมาจะก่อให้เกิดพังผืดที่เนื้อปอด
อาการและอาการแสดง: มีอาการเหนื่อยง่าย เวลาออกแรง ไอแห้ง ๆ แบบเรื้อรัง บางครั้ง
มีไอเป็นเลือดร่างกายทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากจนเห็นได้ชัด นอกจากในรายที่มีวัณโรคปอดแทรก
ซ้อนด้วย
344
5.8 โรคปอดฝุ่นฝ้าย (Byssinosis)
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค: การท างานหรือสัมผัสฝุ่นใยฝ้าย ป่าน ปอ หรือลินิน
กลไกการเกิดโรค: ฝ้ายมีสารกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮสตามีนเป็นการที่กอให้เกิดการระคาย
่
ี
เคืองต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนและหลอดลม น าไปสู่การเกิดภาวะโรคทางเดินหายใจอุดกั้นแบบ
เรื้อรัง อกสาเหตุหนึ่งของการเกิดคือ อาจจะเกิดปฏิกิริยาของสารต่อร่างกายต่อสาร เอนโดทอกซิน
ี
(Endotoxin) ที่พบในเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ ที่ปนเปื้อนมากับฝุ่นฝ้าย
5.9 โรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ ้
กลไกการเกิดโรค: เป็นการตอบสนองของร่างกายที่เป็นเฉพาะบุคคล อันอาจเกิดจากความ
หลากหลายของยีน เซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิด T cells, CD8-T lymphocyte และ ไซโตไคน์
(cytokine) ชนิด Interleukin-1b, Interleukin-4, Interleukin-6, Interleukin-12 ถูกกระตุ้นผ่าน
้
ระบบภูมิคุ้มกัน โดยเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพครั้งแรกจะท าปฏิกิริยาในร่างกาย หลาย ๆ ขั้นตอน แล้ว
กลายเป็นสารภูมิแพสมบูรณ์ (Antigen) โดยใช้เวลาในการเกิด ประมาณ 4-7 วัน ก็จะเริ่มเห็นการ
้
เปลี่ยนแปลงของผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับสาร
อาการและอาการแสดง: คันมาก ระยะกึ่งเฉียบพลัน ตุ่มน้ าที่แตกจะตกสะเก็ดแห้งกรัง
มีขุย มีอาการคัน ระยะเรื้อรัง ผิวหนังจะหนาขึ้น มีสีคล้ า มีขุยลอกออกมา เห็นเส้นลายของผิวหนังที่
หนาชัดเจน
ื
5.10 กลุ่มอาการเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณมอ
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค: คนที่ต้องท างานที่ต้องใช้มือท่าเดียวกันนาน ๆ เช่น การก ามือ
การบีบ การกดหรือใช้มือเย็บผ้า บิดผ้า การใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
อาการและอาการแสดง: อาการชา (Numbness) รู้สึกเสียวคล้ายถูกไฟช็อต (Tingling) ร้อน
(Burning) ปวด (Pain) บริเวณนิ้วมือ มือ และข้อมือและอาจจะปวดขึ้นไปจนถึงไหล่
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทปฏิบัติการที่ 1
15. หลักการท างานของเครื่องลักซมิเตอร์ (Lux meter) ที่มีสวนประกอบส าคัญ 2 สวน
ี
คือ 1) เซลลรับแสง (Photocell) 2) มิเตอร Meter) ซึ่งนักศึกษาต้องอธิบายในรายละเอยดของสวน
ประกอบแต่ละส่วนด้วย
16. หลักการตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างภายในอาคาร มี 2 วิธี คือ การวัดแบบจุด (Spot
Measurement) และการวัดเฉลี่ยแบบพนที่ (Area Measurement) ซึ่งนักศึกษาต้องอธิบายวิธีการ
ื้
ตรวจวัดแต่ละวิธีด้วย
17. วิเคราะห์ความแตกต่างของการวัดความเข้มแสงแบบวัดเฉลี่ยแบบพนที่ (Area
ื้
Measurement) และ การวัดเฉลี่ยแบบพนที่ (Area Measurement) ได้แก่ วัตถุประสงค์ในการ
ื้
ตรวจวัด การก าหนดจุดตัววัด การใช้เครื่องมือ การแปลผล
18. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวัดระดับความเข้มของแสงสว่าง ประกอบไปด้วย ด้านสภาพ
ภูมิอากาศ ลักษณะทางกายภาพของพนที่ที่ท าการตรวจวัด ระบบแสงสว่าง สิ่งแวดล้อมและสภาวะ
ื้
การท างานในพื้นที่ที่ตรวจวัด ซึ่งนักศึกษาต้องอธิบายรายละเอียดของแต่ละปัจจัยด้วย
345
19. การบันทึกข้อมูลขณะตรวจวัดความเข้มแสงสว่าง ก็จะมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่
เกี่ยวข้องกับการตรวจวัดระดับความเข้มของแสงสว่าง เช่น จ านวนหลอดไฟบริเวณนั้น การเรียง
หลอดไฟ ความสะอาดของหลอดไฟ สีผนัง เป็นต้น
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทปฏิบัติการที่ 2
1. หลักการท างานเครื่องมือวัดความดังเสียง (Sound level meter) คือ ไมโครโฟนจะ
เปลี่ยนสัญญาณเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้าและท าการขยายสัญญาณโดยวงจรขยาย หลังจากนั้นสัญญาณ
ู
จะถกป้อนผ่านวงจรถ่วงน้ าหนัก (A, B, C and D weightings) หรือวงจรกรองความถี่ ต่อมาจะท าการ
ึ
ี
ขยายสัญญาณอีกครั้งเพื่อแสดงผลเป็นเครื่องมือวัดระดับเสียง ซึ่งนักศกษาต้องอธิบายรายละเอยดของ
ส่วนประกอบที่ส าคัญของเครื่องมือวัดความดังเสียงด้วย
2. หลักการตรวจวัดความดังเสียงด้วย Sound level meter ประกอบไปด้วย 1) การเดิน
ส ารวจเบื้องต้น (Walk through survey) 2) การศึกษาข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการตรวจวัดเสียง 3) การ
ปฏิบัติเบื้องต้นก่อนการตรวจวัดระดับเสียง 4) การด าเนินการเก็บตัวอย่างระดับเสียงในบริเวณที่
ท างานโดยใช้เครื่องวัด Sound Level Meter ซึ่งนักศึกษาต้องอธิบายรายละเอยดของการด าเนินงาน
ี
แต่ละขั้นตอนด้วย
3. อธิบายตามความหมายของค่า 1) Leq 2) Lmax 3) Lmin และ 4) Lpeak
4. A-weighted (สเกล A) เป็นตอบสนองต่อเสียงที่ความถี่ตรงกับความรู้สึกของมนุษย์ ใช้
เป็นมาตรฐานในการประเมินอันตรายของเสียงต่อระบบการได้ยินของมนุษย์
5. C-weighted ไม่ค่อยมีการกรองเสียง ผลการวัดเสียงจึงใกล้เคียงกับความจริง ใช้ในการวัด
เสียงของเครื่องจักรเพื่อออกแบบการควบคุมเสียง
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทปฏิบัติการที่ 3
1. หลักการท างานเครื่องวัดความร้อน (WBGT Heat Stress Monitor) เป็นเครื่องมือส าหรับ
วัดสภาพความร้อนในสิ่งแวดล้อมการท างาน มีหน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส หรือ องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งได้
น าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความร้อนที่สะสมในร่างกายมาพจารณาได้แก่ ความร้อนที่เกิดขึ้นภายใน
ิ
ร่างกายขณะท างาน และความร้อนจากสิ่งแวดล้อมในการท างาน ซึ่งถ่ายเทมายังร่างกายของ
ผู้ปฏิบัติงานได้ 3 วิธี คือ การน า การพา และการแผ่รังสีความร้อน
2. หลักการตรวจวัดความร้อนด้วยเครื่องวัดความร้อน (WBGT Heat Stress Monitor)
ประกอบไปด้วย การเดินส ารวจเบื้องต้น (Walk through survey) ประเมินภาระงาน (Work Load
Assessment) ตรวจสอบอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดระดับความร้อน การด าเนินการการ
ี
ตรวจวัดระดับความร้อน การแปลผลการตรวจวัด ซึ่งนักศึกษาต้องอธิบายรายละเอยดของการ
ด าเนินงานแต่ละขั้นตอนด้วย
3. สมการสมดุลของการแลกเปลี่ยนอุณหภูมิ คือ S = M ± R ± C± K - E± D นักศึกษาต้อง
อธิบายว่าขั้นตอนใดที่ผู้ปฏิบัติงานจะได้รับความร้อน หรือสูญเสียความร้อนจากสิ่งแวดล้อมในการ
ท างานบ้าง
346
4. หลักการท างานของเทอร์โมมิเตอร์ทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ เทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียก
(Natural Wet bulb Thermometer) โกลบเทอร์โมมิเตอร์ (Globe Thermometer) และ
้
ิ
เทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้ง (Dry bulb Thermometer) แต่ละเทอร์โมมิเตอร์ใช้อางองได้รับความ
ร้อน หรือสูญเสียความร้อน จากสิ่งแวดล้อมในการท างานอย่างไร
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทปฏิบัติการที่ 4
1. หลักการของการตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด เป็นการตรวจวิเคราะห์เอนไซม์โคลีน
เอสเตอเรสส าหรับคัดกรองความเสี่ยงของเกษตรกรจากการได้รับสัมผัสสารเคมีก าจัดศัตรูพชกลุ่ม
ื
ออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต โดยกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรสซึ่งอาศัยหลักการ ท างานหรือ
การยับยั้งการท างานของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสในเม็ดเลือดแดงและในพลาสม่า
2. จุดประสงค์ของการตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด เพื่อการคัดกรองความเสี่ยงในการ
สัมผัสสารเคมีกาจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและกลุ่มคาร์บาเมต จงอธิบายการแปลผลการตรวจ
ระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด
3. การแปลผลระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือดแบ่งได้ 4 ระดับ 1) สีเหลืองแสดงระดับปกติ 2)
สีเหลืองอมเขียว แสดงระดับปลอดภัย 3) สีเขียวแสดงระดับมีความเสี่ยง 4) สีเขียวเข้มแสดงระดับไม่
ปลอดภัย ซึ่งนักศึกษาต้องให้ค าแนะน าส าหรับผู้ที่มีผลการตรวจที่แตกต่างกันด้วย
4. อธิบายข้อควรระวังในการตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทปฏิบัติการที่ 5
1. นักศึกษาวิเคราะห์ความแตกต่างของแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid
Entire Body Assessment (REBA), แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper
Limb Assessment (RULA), และ แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office
Strain Assessment (ROSA) ตามวัตถุประสงค์การใช้งานของเครื่องมือ
2. เขียนแผนผังขั้นตอนของแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire
Body Assessment (REBA) โดยการประเมินเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม A ประกอบด้วย การประเมิน
ส่วนคอ ล าตัว และขา (Neck Trunk & Leg analysis) และ กลุ่ม B ประกอบด้วยการประเมินส่วน
แขน และข้อมือ (Arm & Wrist analysis) จนกระทั่งถึงการประเมินคะแนนความเสี่ยงรวม
3. เขียนแผนผังขั้นตอนของแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper
Limb Assessment (RULA) โดยการประเมินเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม A ประกอบด้วย การประเมิน
ส่วนแขนและข้อมือ (Arm & Wrist analysis) และ กลุ่ม B ประกอบด้วยการประเมินในส่วน คอ ล าตัว
และขา (Neck, Trunk & Leg analysis) จนกระทั่งถึงการประเมินคะแนนความเสี่ยงรวม
4. เขียนแผนผังขั้นตอนแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain
Assessment (ROSA) โดยการประเมินท่าทางในการใช้อปกรณ์ส านักงานของผู้ปฏิบัติงาน จนกระทั่ง
ุ
ถึงการประเมินคะแนนความเสี่ยงรวม
347
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทปฏิบัติการที่ 6
1. ขั้นตอนการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 1) การคัดเลือกงาน
ื่
ั
ั
ที่จะท าการวิเคราะห์ 2) การแตกงานที่เลือกมาวิเคราะห์อนตราย 3) การวิเคราะห์หาอนตรายที่มีอยู่
และที่แอบแฝงอยู่ในแต่ละขั้นตอนย่อย 4) การพจารณาหาวิธีการลดอนตรายหรือแก้ไขอนตรายที่แฝง
ิ
ั
ั
อยู่ในการท างาน ซึ่งนักศึกษาต้องอธิบายรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนด้วย
2. ประโยชน์ของการท าการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย เพอป้องกันและแก้ไขอนตราย
ื่
ั
ื่
จากการท างานที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงาน ประสิทธิภาพในการท างานของผู้ปฏิบัติงาน และ
ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมรับทราบ เข้าใจและตระหนักถึงอันตรายที่มีอยู่หรือซ่อนเร้นอยู่
3. ลักษณะงานที่สามารถน ามาท าการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัยได้ งานที่เลือกมาควร
ื่
อยู่ในขอบข่ายงานที่มี 5 ลักษณะ 1) เป็นงานที่มีอบัติเหตุ/อนตรายเกิดขึ้นบ่อย หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว
ุ
ั
ุ
ส่งผลกระทบรุนแรง โดยศึกษาจากข้อมูลสถิติอบัติเหตุย้อนหลังประมาณ 2-3 ปี 2) เป็นงานที่มี
ุ
ุ
ศักยภาพในการท าให้เกิดอบัติเหตุ ที่อาจจะไม่มีปรากฏเป็นข้อมูลเชิงสถิติการเกิดอบัติเหตุมาก่อน 3)
ิ่
เป็นงานใหม่ หรือเป็นงานที่มีการเปลี่ยนแปลง/ปรับปรุง/เพมเติม ในส่วนของวิธีการ กิจกรรม หรือ
เครื่องจักร/อุปกรณ์ เป็นต้น 4) เป็นงานที่มีคนปฏิบัติงาน 5) เป็นงานที่มีขนตอนซับซ้อนระดับหนึ่งและ
ั้
เพียงพอในการน าไปเขียนเอกสารวิธีการปฏิบัติงาน และไม่เป็นงานที่มีขั้นตอนที่ครอบคลุมขั้นตอนหลัก
หลาย ๆ ขั้นตอน
ั
4. นักศึกษาเลือกขั้นตอนการท างานอะไรก็ได้ที่มีอนตรายสูงมา 1 ขั้นตอน แล้ววิเคราะห์
ั
อนตรายทีละปัจจัยเสี่ยง คือ ปัจจัยทางกายภาพ ปัจจัยทางเคมี ปัจจัยทางการยศาสตร์ ปัจจัยทาง
ชีวภาพ อุบัติเหตุ
ั
5. นักศึกษาสามารถให้ข้อเสนอแนะการควบคุมและป้องกันอนตรายจากการท างานตาม
หลักการ ล าดับขั้นของการควบคุมอนตราย (Hierarchy of controls) หรือล าดับขั้นของการควบคุม
ั
อันตรายแบบ Source-Path-Receive ก็ได้
แนวค าตอบข้อค าถามท้ายบทปฏิบัติการที่ 7
ื่
1. แนวคิดของการทดสอบวีเบอร์ (Weber test) คือ การตรวจเพอวินิจฉัยอาการในผู้ที่มี
ปัญหาการได้ยินแบบการน าเสียงบกพร่อง กับผู้ที่มีปัญหาการได้ยินแบบประสาทรับเสียงบกพร่องโดย
ผู้นั้นต้องมีปัญหาเพียงหูข้างเดียว โดยการเคาะสอมเสียงแลววางที่แนวกลางของศีรษะ
ั
ื่
2. แนวคิดของการทดสอบรินเน (Rinne test) คือ เป็นการตรวจโดยให้ฟงเสียง เพอ
เปรียบเทียบการได้ยินเสียงผ่านทางอากาศ (air conduction) และการได้ยินผ่านทางกระดูก (bone
conduction) ในหูเดียวกัน โดยวางส้อมเสียงไวที่หน้าใบหูและหลังใบหูบริเวณกระดูก Mastoid
3. แนวคิดของการตรวจการไดยินโดยใช้เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน (audiometer) คือ
เครื่องจะปล่อยเสียงบริสุทธิ์ (pure tone) ให้ผู้รับการตรวจฟังเสียงผ่านหูฟังเพื่อหาระดับความดังเสียง
ิ
ต่ า ๆ สุดที่เริ่มได้ยิน (Hearing threshold level) ในแต่ละความถี่ตั้งแต่ 500-8000 เฮรตซ์ ของหูแต่
ละข้าง โดยเป็นการวัดเฉพาะการน าเสียงทางอากาศ (air conduction)
348
4. นักศึกษาต้องวิเคราะห์ความแตกต่างของระหว่างการตรวจการได้ยินแบบวีเบอร์ (Weber
test) รินเน (Rinne test) และการใช้เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน (audiometer) ทั้งวิธีการตรวจ
วัตถุประสงค์ของการตรวจ
5. อ่านกราฟว่าเริ่มมีการสูญเสียการได้ยินที่ความถี่เท่าไร
349
ภาคผนวก ง
ใบกิจกรรม
ใบกิจกรรม
กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง สรีรวิทยาในการท างาน (Work Physiology)
ค าชี้แจง: การเรียนการสอนครั้งนี้เป็นการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) จาก
เนื้อหา หรือหัวข้อที่ก าหนด โดยกระบวนการกลุ่ม เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชั้นเรียน
วัสดุอุปกรณ์: ใบกิจกรรม เรื่อง สรีรวิทยาในการท างาน (Work Physiology)
วิธีด าเนินกิจกรรม:
1. ให้นักศึกษาเนื้อหา หรือหัวข้อที่นักศึกษาจะต้องสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based
ื่
learning) แล้วเลือกประเด็นส าคัญที่นักศึกษายังไม่เคยมีความรู้ หรือยังไม่แน่ใจ เพอวางแผนการหา
ข้อมูล
2. ให้นักศึกษาท าการสืบค้นเนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง
ๆ ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้
3. สรุปรายละเอียดเนื้อหาจากสืบค้นเนื้อหาที่หามาได้ และ บันทึกผล
4. นักศึกษาร่วมกันอภิปรายก่อนการเรียนการสอน
5. สรุปสิ่งที่ได้จากการอภิปราย
เนื้อหา: 1. ผู้ปฏิบัติงานจะสามารถมองเห็นชิ้นงานได้อย่างไร ในกรณีที่ท างานในที่ที่มีความ
แตกต่างของความสว่าง เช่น จากที่มืดไปที่สว่างสายตาคนเราจะมีกลไกในการปรับสภาพสายตา
อย่างไร
2. กรณีที่ท างานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง ท่านคิดว่าหูของผู้ปฏิบัติงานจะมีกลไก
การได้ยินเสียงดังกล่าวอย่างไร
3. หากท างานในที่ที่มีอณหภูมิสูง เช่น การท างานหน้าเตาหลอม หรือ ท างานในที่ทมี
ุ
ี่
ุ
อณหภูมิต่ า เช่น การท างานในโรงงานอาหารแช่แข็ง ท่านคิดว่าร่างกายของผู้ประกอบอาชีพจะมีการ
ปรับตัวอย่างไร
4. ท าไมคนท างานต้องมีการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
5. ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าภาระงานที่คนงานได้รับสูงเกินขีดความสามารถของร่างกาย
คนนั้นหรือไม่
6. ผู้ปฏิบัติงานที่สัมผัสฝุ่น ร่างกายจะมีกลไกอะไร ในการตอบสนองต่อการสัมผัสฝุ่น
บ้าง
7. สารเคมีสามารถซึมผ่านผิวหนังได้อย่างไร
350
บันทึกผลการด าเนินกิจกรรม:
ตาราง สรุปประเด็นส าคัญ
สรีรวิทยาในการท างาน สรุปประเด็นส าคัญ
สมาชิกในกลุ่ม
1.................................................................รหัส.......................................
2.................................................................รหัส.......................................
3.................................................................รหัส.......................................
4.................................................................รหัส.......................................
5.................................................................รหัส.......................................
6.................................................................รหัส.......................................
351
ใบกิจกรรม
กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง อันตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางกายภาพ
ค าชี้แจง: การเรียนการสอนครั้งนี้เป็นการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) จาก
เนื้อหา หรือหัวข้อที่ก าหนด โดยกระบวนการกลุ่ม เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชั้นเรียน
วัสดุอุปกรณ์: ใบกิจกรรม เรื่อง อันตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางกายภาพ
วิธีด าเนินกิจกรรม:
1. ให้นักศึกษาเนื้อหา หรือหัวข้อที่นักศึกษาจะต้องสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based
learning) แล้วเลือกประเด็นส าคัญที่นักศึกษายังไม่เคยมีความรู้ หรือยังไม่แน่ใจ เพอวางแผนการหา
ื่
ข้อมูล
2. ให้นักศึกษาท าการสืบค้นเนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง
ๆ ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้
3. สรุปรายละเอียดเนื้อหาจากสืบค้นเนื้อหาที่หามาได้ และ บันทึกผล
4. นักศึกษาร่วมกันอภิปรายก่อนการเรียนการสอน
5. สรุปสิ่งที่ได้จากการอภิปราย
เนื้อหา: 1. รังสี/แสงสว่างใดที่เป็นอนตรายต่อสุขภาพได้บ้าง อาชีพใดเสี่ยงต่อการสัมผัส
ั
ี
อนตรายจากการสัมผัสรังสี/แสงสว่างนั้น ๆ เราจะมีวิธีประเมินระดับรังสี/แสงสว่างที่เพยงพอได้
ั
อย่างไร
ั
2. อณหภูมิที่ผิดปกติเป็นอนตรายต่อสุขภาพได้อย่างไรบ้าง อาชีพใดเสี่ยงต่อการ
ุ
สัมผัสอันตรายจากการสัมผัสอุณหภูมิที่ผิดปกติ เราจะมีวิธีประเมินอุณหภูมิที่ผิดปกติได้อย่างไร
3. เสียงเป็นอนตรายต่อสุขภาพได้อย่างไรบ้าง อาชีพใดเสี่ยงต่อการสัมผัสอนตราย
ั
ั
จากการสัมผัสเสียง เราจะมีวิธีประเมินเสียงได้อย่างไร
บันทึกผลการด าเนินกิจกรรม:
ตาราง สรุปประเด็นส าคัญ
ปัจจัยทางกายภาพ สรุปประเด็นส าคัญ
352
สมาชิกในกลุ่ม
1.................................................................รหัส.......................................
2.................................................................รหัส.......................................
3.................................................................รหัส.......................................
4.................................................................รหัส.......................................
5.................................................................รหัส.......................................
6.................................................................รหัส.......................................
353
ใบกิจกรรม
กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง อันตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางเคม ี
ค าชี้แจง: การเรียนการสอนครั้งนี้เป็นการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) จาก
เนื้อหา หรือหัวข้อที่ก าหนด โดยกระบวนการกลุ่ม เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชั้นเรียน
วัสดุอุปกรณ์: ใบกิจกรรม เรื่อง อันตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางเคมี
วิธีด าเนินกิจกรรม:
1. ให้นักศึกษาเนื้อหา หรือหัวข้อที่นักศึกษาจะต้องสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based
learning) แล้วเลือกประเด็นส าคัญที่นักศึกษายังไม่เคยมีความรู้ หรือยังไม่แน่ใจ เพอวางแผนการหา
ื่
ข้อมูล
2. ให้นักศึกษาท าการสืบค้นเนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง
ๆ ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้
3. สรุปรายละเอียดเนื้อหาจากสืบค้นเนื้อหาที่หามาได้ และ บันทึกผล
ั
4. นักศึกษาร่วมกนอภิปรายก่อนการเรียนการสอน
5. สรุปสิ่งที่ได้จากการอภิปราย
เนื้อหา: 1. ระบบการจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีและการติดฉลากสากล (Globally Harmonized
System of Classification and Labeling of Chemicals, GHS)
2. กระบวนการที่เกดขึ้นเมื่อสารเคมีเข้าสู่ร่างกายและปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย
ิ
เป็นอย่างไร
ื
3. ปัจจัยที่ก่อให้เกิดพิษที่แตกต่างกันจากการสัมผัสสารเคมีเข้าสู่ร่างกายคออะไร
บันทึกผลการด าเนินกิจกรรม:
ตาราง สรุปประเด็นส าคัญ
ปัจจัยทางเคม ี สรุปประเด็นส าคัญ
354
สมาชิกในกลุ่ม
1.................................................................รหัส.......................................
2.................................................................รหัส.......................................
3.................................................................รหัส.......................................
4.................................................................รหัส.......................................
5.................................................................รหัส.......................................
6.................................................................รหัส.......................................
355
ใบกิจกรรม
กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง อันตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางการยศาสตร์
ค าชี้แจง: การเรียนการสอนครั้งนี้เป็นการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) จาก
เนื้อหา หรือหัวข้อที่ก าหนด โดยกระบวนการกลุ่ม เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชั้นเรียน
วัสดุอุปกรณ์: ใบกิจกรรม เรื่อง อันตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางการยศาสตร์
วิธีด าเนินกิจกรรม:
1. ให้นักศึกษาเนื้อหา หรือหัวข้อที่นักศึกษาจะต้องสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based
ื่
learning) แล้วเลือกประเด็นส าคัญที่นักศึกษายังไม่เคยมีความรู้ หรือยังไม่แน่ใจ เพอวางแผนการหา
ข้อมูล
2. ให้นักศึกษาท าการสืบค้นเนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง
ๆ ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้
3. สรุปรายละเอียดเนื้อหาจากสืบค้นเนื้อหาที่หามาได้ และ บันทึกผล
4. นักศึกษาร่วมกันอภิปรายก่อนการเรียนการสอน
5. สรุปสิ่งที่ได้จากการอภิปราย
เนื้อหา: 1. การยศาสตร์คืออะไร
2. ผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาการยศาสตร์
3. ท่าทางในการท างานที่ถูกต้องในการ นั่งท างาน ยืนท างาน การยกของ
บันทึกผลการด าเนินกิจกรรม:
ตาราง สรุปประเด็นส าคัญ
ปัจจัยทางการยศาสตร์ สรุปประเด็นส าคัญ
356
สมาชิกในกลุ่ม
1.................................................................รหัส.......................................
2.................................................................รหัส.......................................
3.................................................................รหัส.......................................
4.................................................................รหัส.......................................
5.................................................................รหัส.......................................
6.................................................................รหัส.......................................
357
ใบกิจกรรม
กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง อันตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางชีวภาพ
ค าชี้แจง: การเรียนการสอนครั้งนี้เป็นการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) จาก
เนื้อหา หรือหัวข้อที่ก าหนด โดยกระบวนการกลุ่ม เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชั้นเรียน
วัสดุอุปกรณ์: ใบกิจกรรม เรื่อง อันตรายจากการประกอบอาชีพจากปัจจัยทางชีวภาพ
วิธีด าเนินกิจกรรม:
1. ให้นักศึกษาเนื้อหา หรือหัวข้อที่นักศึกษาจะต้องสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based
ื่
learning) แล้วเลือกประเด็นส าคัญที่นักศึกษายังไม่เคยมีความรู้ หรือยังไม่แน่ใจ เพอวางแผนการหา
ข้อมูล
2. ให้นักศึกษาท าการสืบค้นเนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง
ๆ ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้
3. สรุปรายละเอียดเนื้อหาจากสืบค้นเนื้อหาที่หามาได้ และ บันทึกผล
4. นักศึกษาร่วมกันอภิปรายก่อนการเรียนการสอน
5. สรุปสิ่งที่ได้จากการอภิปราย
เนื้อหา: 1. ปัจจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อและการได้รับสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพ
2. ผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสปัจจัยทางชีวภาพติดเชื้อได้อย่างไร
3. หลักการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคในสถานพยาบาล
บันทึกผลการด าเนินกิจกรรม:
ตาราง สรุปประเด็นส าคัญ
ปัจจัยทางชีวภาพ สรุปประเด็นส าคัญ
358
สมาชิกในกลุ่ม
1.................................................................รหัส.......................................
2.................................................................รหัส.......................................
3.................................................................รหัส.......................................
4.................................................................รหัส.......................................
5.................................................................รหัส.......................................
6.................................................................รหัส.......................................
359
ใบกิจกรรม
กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง เทคนิคการป้องกันอันตรายจากการท างาน
ค าชี้แจง: การเรียนการสอนครั้งนี้เป็นการลงชุมชน เพื่อเตรียมปฏิบัติการการวิเคราะห์งานเพื่อ
ความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
วัสดุอุปกรณ์: ใบกิจกรรม เรื่อง การปฏิบัติการการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (Job
ื่
Safety Analysis; JSA)
วิธีด าเนินกิจกรรม:
1. ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่ม คัดเลือกอาชีพในวิสาหกิจชุมชนที่น่าสนใจมา 1 อาชีพ
2. ส่งส ารวจขั้นตอนการท างาน พร้อมถายภาพขั้นตอนการท างาน และสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงาน
่
มาโดยละเอียด
ื่
ื่
เนื้อหา: มอบหมายงานลงชุมชนเพอหากรณีศึกษา ในหัวข้อ การวิเคราะห์งานเพอความ
ปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
บันทึกผลการด าเนินกิจกรรม:
ตาราง สรุปประเด็นส าคัญ
ขั้นตอนการท างาน สรุปประเด็นส าคัญ
360
สมาชิกในกลุ่ม
1.................................................................รหัส.......................................
2.................................................................รหัส.......................................
3.................................................................รหัส.......................................
4.................................................................รหัส.......................................
5.................................................................รหัส.......................................
6.................................................................รหัส.......................................
361
ใบกิจกรรม
กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง เทคนิคการป้องกันอันตรายจากการท างาน
ค าชี้แจง: การเรียนการสอนครั้งนี้เป็นการลงชุมชน เพื่อเตรียมปฏิบัติการการวิเคราะห์งานเพื่อ
ความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
วัสดุอุปกรณ์: ใบกิจกรรม เรื่อง การปฏิบัติการการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (Job
ื่
Safety Analysis; JSA)
วิธีด าเนินกิจกรรม:
1. ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่ม คัดเลือกอาชีพในวิสาหกิจชุมชนที่น่าสนใจมา 1 อาชีพ
2. ส่งส ารวจขั้นตอนการท างาน พร้อมถายภาพขั้นตอนการท างาน และสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงาน
่
มาโดยละเอียด
ื่
ื่
เนื้อหา: มอบหมายงานลงชุมชนเพอหากรณีศึกษา ในหัวข้อ การวิเคราะห์งานเพอความ
ปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
บันทึกผลการด าเนินกิจกรรม:
ตาราง สรุปประเด็นส าคัญ
ขั้นตอนการท างาน สรุปประเด็นส าคัญ
362
สมาชิกในกลุ่ม
1.................................................................รหัส.......................................
2.................................................................รหัส.......................................
3.................................................................รหัส.......................................
4.................................................................รหัส.......................................
5.................................................................รหัส.......................................
6.................................................................รหัส.......................................