The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirayu.srichai, 2021-05-10 07:40:33

Occupational health and safety

23




บทที่ 2


สรีรวิทยาในการท างาน



การศึกษาเกี่ยวกับสรีรวิทยาในการท างานของร่างกาย (Work physiology) ในการตอบสนอง

ต่อสิ่งแวดล้อมในการท างานทั้ง 4 ปัจจัย อนได้แก่ ปัจจัยกายภาพ ปัจจัยเคมี ปัจจัยชีวภาพ ปัจจัย
การยศาสตร์และจิตวิทยาสังคม โดยร่างกายมีองค์ประกอบพนฐานในการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมใน
ื้
การท างาน ดังนี้
ปัจจัยกายภาพที่ผู้ประกอบอาชีพต้องสัมผัสขณะท างาน ที่ส าคัญประกอบไปด้วย แสงสว่าง

เสียง อณหภูมิที่ผิดปกติ ความสั่นสะเทือน อวัยวะที่ต้องตอบสนองต่อปัจจัยดังกล่าวได้แก่ ตา หู
ผิวหนัง และระบบประสาท

ปัจจัยเคมีที่ผู้ประกอบอาชีพต้องสัมผัสขณะท างาน ที่ส าคัญประกอบไปด้วย สารเคมีประเภท
ต่าง ๆ ฝุ่นละออง ฯลฯ อวัยวะที่ต้องตอบสนองต่อปัจจัยดังกล่าวได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ ระบบ
ทางเดินอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต

ปัจจัยชีวภาพที่ผู้ประกอบอาชีพต้องสัมผัสขณะท างาน ที่ส าคัญประกอบไปด้วย สารเคมี
ประเภทต่างๆ ฝุ่นละออง ฯลฯ อวัยวะที่ต้องตอบสนองต่อปัจจัยดังกล่าวได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ
ระบบทางเดินอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต
ปัจจัยการยศาสตร์เป็นการศึกษาข้อมูลของมนุษย์เพอการออกแบบสิ่งแวดล้อมในการท างาน
ื่
ให้ผู้ท างานสามารถท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย โดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับสรีรวิทยา

ขณะมีกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การใช้แรงของกล้ามเนื้อ พลังงานที่ร่างกายใช้

1. ความหมายของสรีรวิทยาในการท างาน

สรีรวิทยา (physiology) เป็นวิชารากฐานที่ส าคัญในการอธิบายการท าหน้าที่ต่าง ๆ ของ
อวัยวะในร่างกายของมนุษย์ โดยเน้นที่กระบวนการในการควบคุมระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้สามารถ
ด ารงอยู่ได้อย่างปกติ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกาย

จะเพยงใดก็ตาม ซึ่งนักสรีรวิทยาเรียกกระบวนการที่ควบคุมสมดุลของสภาวะแวดล้อมภายในร่างกาย

ให้คงที่อยู่ในช่วงซึ่งพอเหมาะกับการท าหน้าที่ต่าง ๆ ของร่างกายนี้ว่า homeostasis การศึกษาวิชา

สรีรวิทยาจึงเป็นการท าความเข้าใจการท าหน้าที่ตามปกติของร่างกาย ซึ่งจะน าไปสู่การส่งเสริมป้องกน
ในการดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วไป ทั้งในสถานที่ท างานในโรงงานอตสาหกรรม หรือเพม

ิ่
สมรรถภาพของร่างกาย (คณาจารย์ภาควิชาสรีรวิทยา ศิริราชพยาบาล, 2548)
สรีรวิทยาในการท างาน หมายถึง กลไกการท างานของร่างกายและจิตใจภายใต้สภาวะ

สิ่งแวดล้อมในการท างาน รวมทั้งความสามารถและข้อจ ากัดในการท างานของมนุษย์อนเนื่องมาจาก
ปัจจัยในร่างกาย การประเมินค่าความสมบูรณ์ และความเมื่อยล้าจากการท างานเพอเป็นหลักในการ
ื่
สร้างสภาวะการท างานที่เหมาะสมส าหรับผู้ปฏิบัติงาน (ปีติ พูนไชยศรี, 2555)

24


2. การตอบสนองของร่างกายทางสรีรวิทยาในการท างาน

2.1 ตาและการมองเห็น
2.1.1 สรีรวิทยาในการมองเห็น เป็นการรับความรู้สึกเกี่ยวกับแสงโดยอาศัยตาเป็นตัวรับ
สัมผัสที่สามารถถูกกระตุ้นจากพลังงานแสงในช่วงความยาวคลื่น 400-760 นาโนเมตร คือ ตั้งแต่ความ

ยาวคลื่นอนฟราเรดไปจนถึงคลื่นสั้นของรังสีเหนือม่วง (Ultraviolet) (Youssef, Sheibani & Albert,
2011)


ม่านตา (Iris)
กระจกตา จอประสาทตา (Retina)
(Cornea) จอประสาทตา (Retina)










รูม่านตา (Pupil) เส้นประสาทคู่ที่ 2 (Optic nerve)


แก้วตา (Lens) เซลล์รับแสงรูปแท่ง (Rod cell)
โฟเวีย (Fovea)
เซลล์รับแสงรูปกรวย (Cone cell)





สมองกลีบท้ายทอย
(Occipital lobe)



ออฟติกไคแอสมา
(Optic chiasma)
ภาพที่ 2.1 แสดงกลไกการมองเห็น
ที่มา: จาก Photoreceptor cells (น. 11), โดย Childrawi, G, Margaret, R & Stephanie, H,

2008, Sydney: McGraw-Hill.

กลไกในการมองเห็นเกิดจากแสงเคลื่อนที่ผ่านส่วนที่ท าหน้าที่ปรับแสง (Optical part) ซึ่ง

ท าหน้าที่เป็นตัวกลางในการหักเหของแสงและรวมแสงให้ตกบนจอตา ได้แก่ กระจกตา (Cornea) มี
ลักษณะใส โปร่งแสง ม่านตา (Iris) ท าหน้าที่ปรับแสงที่จะผ่านเข้าในตา และแก้วตา (Lens) มีหน้าที่
รวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตา (Retina) ส่งต่อแสงไปยังบริเวณที่เห็นชัดเจนที่สุดของชั้นจอตา
เรียกว่า บริเวณโฟเวีย (fovea) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นมากกว่าบริเวณอื่น ๆ เซลล์
รับแสง (Photo receptor) ซึ่งท าหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นสัญญาณประสาท ซึ่งจะประกอบไป

ด้วย เซลล์รับแสงรูปแท่ง (Rod cell) ที่มีความไวต่อแสงมากสามารถถูกกระตุ้นได้แม้แสงจะมีความ
เข้มข้นต่ า โดยจะไม่สามารถจ าแนกสีของแสงนั้นได้ และเซลล์รับแสงรูปกรวย (Cone cell) มีความไว

25


ต่อแสงสีมาก โดยเฉพาะสีเขียว แดง และน้ าเงิน และท าหน้าที่เปลี่ยนแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า และผ่าน

ออกจากประสาทตาจากบริเวณออฟติค ดิสก์ (Optic Disc) โดยอาศัยเส้นประสาทคู่ที่ 2 (Optic
nerve) ไปยังสมองกลีบท้ายทอย (Occipital lobe) และแปลว่าภาพที่เห็นเป็นภาพอะไร นอกจากนี้

ยังมีหนังตา (Eye lid) ช่วยปกป้องอนตรายที่มาด้านหน้าโดยกลไกแบบรีเฟลกซ์ และช่วยป้องกัน
กระจกตาไม่ให้กระจกตาแห้ง มีขนตาและคิ้วช่วยในการป้องกันฝุ่นละออง น้ าตาช่วยหล่อเลี้ยงลูกตา

รักษากระจกตาให้สะอาดอยู่เสมอ (ร าแพน พรเทพเกษมสันต์, 2556) ดังภาพ 2.1

2.1.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการแยกแยะการมองเห็น ได้แก่
1) ขนาดของวัตถุ และระยะทาง กล่าวคือขนาดของวัตถุยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งท าให้
ี่

ึ้

มองเห็นได้ชัดเจนมากขน อกนัยหนึ่งขนาดของวัตถุทมนุษย์มองเห็นขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างวัตถุกบ
ตายิ่งอยู่ห่างไกลยิ่งท าให้วัตถุมีขนาดเล็กลง ท าให้มองเห็นได้ยากมากขึ้น
2) ความสว่าง (Luminance) ซึ่งเกิดจากแสงตกกระทบบนวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่
ดวงตา ความสว่างจึงขึ้นอยู่กับปริมาณของแสงที่ตกกระทบลงสู่วัตถุและคุณสมบัติการสะท้อนแสงของ


วัตถุนั้น เช่น วัตถุที่มีสีออนก็จะให้ความสว่างมากกว่าวัตถุสีเข้ม วัตถุที่มีความมันวาวก็จะสะท้อนแรง
ได้มากกว่าวัตถุที่มีพื้นผิวขรุขระ
3) ความแตกต่างของความสว่างของวัตถุบนฉาก (Contrast) คือการตัดกันของสีหรือ
ความสว่างของวัตถุกบฉากหลัง ถ้าความแตกต่างของสีวัตถุกบสีฉากหลังมีน้อย เราก็จะมองวัตถุได้ยาก


ขึ้น
4) สภาพการแยงตา เกิดจากสภาวะที่มีแสงส่องในต าแหน่งที่ไม่เหมาะสม ท าให้เกิด
แสงที่รบกวนสายตา ส่งผลเสียต่อการมองเห็น ท าให้มองเห็นไม่ชัดเจน มองไม่เห็น และ/หรือขาดความ
สบายตา สามารถแบ่งตามลักษณะการเกิดได้ 2 ประเภท

4.1) แสงบาดตาโดยตรง (Direct Glare) หมายถึงแสงที่พงจากแหล่งก าเนิดแสง
ุ่

มายังดวงตาโดยตรง

4.2) แสงบาดตาโดยอ้อม (Indirect Glare) หมายถึงแสงที่สะท้อนจากพื้นผิวที่
ไม่ได้เป็นจุดสนใจ

5) ระยะเวลาการปรากฏของวัตถุ/การเคลื่อนไหวของวัตถุ หากวัตถุมีการเคลื่อนที่จะ
ท าให้การมองเห็นยากขึ้น

6) ระยะเวลาที่ใช้ในการมองเห็น การมองเห็นของดวงตาเป็นขบวนการไฟฟาเคมีใน
การส่งสัญญาณจากจอตา (Retina) ไปยังสมอง ในที่ที่มีความสว่างน้อยก็ต้องให้เวลาในการมอง

มากกว่าที่ที่มีความสว่างมากถ้าต้องการรายละเอียดเท่ากัน นอกจากนี้ในการปรับสายตาจากที่สว่างสู่ที่
ื่
มืดก็ยังต้องใช้เวลาเป็นนาทีเพอการปรับโครงสร้างของทรานส์เรตินัลกลับมาเป็นซิสเรตินัลเพอการ
ื่
ื่
มองเห็นซึ่งใช้เวลามากกว่าการปรับสายตาจากที่มืดไปสู่ที่สว่างที่ใช้เวลาเป็นมิลลิวินาทีเพอการปรับ
โครงสร้างของซิสเรตินัลกลับมาเป็นทรานส์เรตินัลเพื่อการมองเห็นอีกครั้ง ดังภาพ 2.2
7) สภาพร่างกายของผู้มองที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น เช่นสายตาสั้น สายตายาว
หรือ สายตาเอียง ย่อมส่งผลต่อการมองเห็นของผู้นั้น

26




























ภาพที่ 2.2 แสดงกลไกการปรับสายตาในที่ที่มีความเข้มแสงแตกต่างกัน
ที่มา: จาก Retinal The molecule of sight, โดย Howgego & May, ม.ป.ป., http://www.chm.

bris.ac.uk/motm/retinal/retinalc.htm และ Synthesis of Deuterated -(C9)-11-cis-
Retinal (p.1), โดย Nascimento, et.al., 2015, Arizona: Department of Chemistry,
University of Arizona.


2.2 หูและการได้ยิน
2.2.1 สรีรวิทยาการได้ยิน Netter (2011) กล่าวว่า
หูเป็นอวัยวะรับเสียงท าให้เกิดการได้ยิน แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ หูชั้นนอก (External
ear) หูชั้นกลาง (Middle ear) หูชั้นใน (Inner ear) ดังภาพที่ 2.3

หูชั้นนอก ประกอบไปด้วย ใบหู (Pinna หรือ Auricle) ท าหน้าที่รวบรวมคลื่นเสียงให้ผ่านเข้า
ไปในรูหู และถูกแบ่งออกจากหูชั้นกลางด้วยแก้วหู (Tympanic membrane)
หูชั้นกลาง ประกอบด้วยกระดูกหู 3 ชิ้น คือ กระดูกค้อน (Malleus) กระดูกทั่ง (Incus)

และกระดูกโกลน (Stapes) ปลายกระดูกคอนจะไปเกาะแก้วหูด้านใน ส่วนหัวจะไปเกาะกับกระดูกทั่ง

กระดูกทั่งจะไปเกาะกระดูกโกลน ส่วนกลางของกระดูกโกลนติดต่อกับช่องรูปไข่ (Oval window) ซึ่ง
ติดต่อกับหูชั้นใน เมื่อเสียงมากระทบแก้วหูจะท าให้แก้วหูสั่น เกิดการสั่นสะเทือนไปยังกระดูกทั้งสาม
ชิ้น กระแสคลื่นความสั่นสะเทือนจะผ่านไปตามช่องรูปไข่ แล้วส่งผ่านไปยังของเหลวซึ่งอยู่ในช่องหู
ชั้นใน

27

























ภาพที่ 2.3 แสดงภาพส่วนประกอบของหู (ด้านข้าง)
ที่มา: จาก การได้ยินและการทรงตัว (Sense of hearing and equilibrium), โดย
wisita45794, 2016, https://sites.google.com/site/wisita45794/ww-1/qq



































ี่
ภาพที่ 2.4 แสดงการได้ยินเสียงความถี่ทแตกต่างกัน
ที่มา: จาก สื่อการสอนภายในโครงการจัดท าสื่อการสอน วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย, โดย ความร่วมมือระว่าง ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, 2014, https://sites. google.com/site/ wisita 45794/
ื้
ww-1/qq.

28


หูชั้นใน (Inner ear หรือ Labyrinth) ประกอบด้วยส่วนที่เป็นกระดูกคอเคลีย (Cochlea)

มีหน้าที่แยกชนิดของเสียงตามความถี่ของเสียงที่แตกต่างกันโดยเซลล์บริเวณฐานจะสามารถรับคลื่น
เสียงได้ทุกความถี่ แต่รับความถี่สูงได้ดีที่สุด ส่วนยอดรับคลื่นเสียงที่มีความถี่ต่ าเท่านั้น ส่งการ
สั่นสะเทือนไปยังเซลล์ขน (Hair cell) เกิดการรวมสัญญาณประสาทเข้าสู่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 8
(Auditory nerve) แขนงหนึ่งเข้าสู่สมองซีรีบรัม (Serebellum) ก่อให้เกิดการได้ยิน โดยมนุษย์เราจะ


ได้ยินเสียงความถี่ตั้งแต่ 20-20,000 Hz และอกแขนงหนึ่งเข้าสู่ส่วนเทมพอรัลโลบ (Temperal lobe)
ท าหน้าที่ควบคุมการทรงตัว ดังภาพที่ 2.4
2.2.2 กลไกการได้ยิน (Hearing mechanism) Peter (1995) แบ่งกลไกการได้ยิน
ออกเป็น 2 ทางได้แก่

1) กลไกการได้ยินแบบการน าเสียงผ่านอากาศ (Air Conduction) การได้ยินโดย
ปกติจะเกิดจากการสั่นสะเทือนจากโมเลกุลในอากาศเข้าสู่หูชั้นนอกโดยผ่าน ใบหู รูหู ไปยังแก้วหูท าให้
แก้วหูสั่นสะเทือน ส่งผ่านความสั่นสะเทือนไปยังกระดูกค้อนกระดูกทั่ง กระดูกโกลน และเมื่อกระดูก
โกลนขยับจะท าให้ของเหลวในคลอเคลียกระเพอมและเซลล์ขนจะโบกไปมาแล้วรับความรู้สึกส่งไปยัง
ื่
ประสาทหูสู่สมอง เพื่อแปลความหมายต่อไป
2) กลไกการได้ยินแบบการน าเสียงผ่านกระดูก (Bone Conduction) การได้ยินแบบ
การน าเสียงผ่านกระดูกเป็นการน าเสียงผ่านจากกระดูกกะโหลกศีรษะ (Skull) หรือ กระดูกมาสตอยด์

โพเซส (Mastoid process) ผ่านเข้าสู่หูชั้นในโดยตรง เข้าสู่ประสาทหู ส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อแปล
ความหมาย โดยเสียงจะไม่ผ่านที่หูชั้นนอกและหูชั้นกลาง

เสียง (Sound)



การน าเสียงผ่านอากาศ การน าเสียงผ่านกระดูก
เสียง (Sound) เสียง (Sound)

หูชั้นนอก
หูชั้นกลาง

หูชั้นใน


เส้นประสาทสมองคู่ที่ 8
(Auditory nerve)
สมองส่วนซีรีบรัม


แผนภูมิที่ 2.1 แสดงกลไกการได้ยิน (Hearing mechanism)

29


2.3 การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย (Thermoregulation) ความร้อนในร่างกายเกิดจากการเผา

ผลาญสารอาหารและจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งความร้อนที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งจะถูกกักเก็บไว้ภายในร่างกายและ

บางส่วนจะถ่ายเทให้กับสิ่งแวดล้อม ความร้อนที่อยู่ในร่างกายจะสามารถวัดได้ในรูปของอณหภูมิ ซึ่ง

ร่างกายสามารถควบคุมอณหภูมิร่างกายเพอประโยชน์ในการท างานของร่างกายเพราะขบวนการทาง
ื่

เคมีต่าง ๆในร่างกาย รวมทั้งการท างานของเอนไซม์เปลี่ยนแปลงไปตามอณหภูมิ อณหภูมิที่พอเหมาะ


(Optimal temperature) ส าหรับการท างานคือ 36.7-37.3 องศาเซลเซียส ซึ่งอณหภูมิร่างกายแบ่ง

ออกได้เป็น 2 ชนิด (รัชฎา แก่นสาร์, 2549) คือ
1) อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย (Core temperature) คืออณหภูมิบริเวณอวัยวะภายใน

ร่างกายทั้งหมด สามารถวัดได้ทางทวารหนักและทางปาก
2) อุณหภูมิเปลือก (Shell temperature) คือ อุณหภูมิบริเวณทเป็นกล้ามเนื้อและผิวหนัง
ี่
ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิภายนอก สามารถวัดได้ทางรักแร้ และทางผิวหนัง
ในสภาวะปกติร่างกายจะพยายามรักษาอณหภูมิของร่างกายให้คงที่ประมาณ 37 องศา

เซลเซียส หรือ 98.6 องศาฟาเรนไฮด์ โดยให้มีสมดุลระหว่างความร้อนที่เกิดขึ้น (Heat gain) กับความ


ร้อนที่สูญเสียไป (Heat loss) โดยมีศูนย์รับรู้อณหภูมิส่วนกลางที่สมองส่วนไฮโปธาลามัส
(Hypothalamus) เมื่ออณหภูมิแกนของร่างกาย (Core temperature) เปลี่ยน แปลงไปจาก 36.7-37

องศาเซลเซียส ตัวรับรู้ที่ผิวหนังและในสมองจะส่งข้อมูลต่าง ๆ ไปกับประสาทสู่ไฮโปธาลามัส


ไฮโปธาลามัสจะท าหน้าที่เป็นจุดปรับตั้งอณหภูมิและเป็นศูนย์กลางควบคุมหรือปรับอุณหภูมิกายให้คงที่
2.3.1 การผลิตความร้อนในร่างกาย (Heat gain mechanism) (Tansey, & Johnson, 2015)
1) ขบวนการเมตาโบลิซึมของเซลล์ในร่างกาย ร่างกายจะได้รับความร้อนจากขบวนการ
เมตาโบลิซึมของเซลล์จากการท างานของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด สมอง
2) การหดตัว คลายตัวของกล้ามเนื้อลาย (Muscle Contraction) จะได้ความร้อนขึ้น 70-

80% โดยเฉพาะความร้อนที่เกิดจากการสั่นตัวของกล้ามเนื้อ (Shivering) จะก่อให้เกิดความร้อน
ภายในกล้ามเนื้อประมาณ 50-100% และหากร่างกายยังมีอณหภูมิที่ต่ ากว่า 36 องศาเซลเซียส

ร่างกายจะตอบสนองโดยการเพมการสั่นของกล้ามเนื้อมากขึ้นซึ่งการสั่นสามารถผลิตความร้อนได้ถึง
ิ่
500 %

3) การหลั่งฮอร์โมนบางชนิด เช่น ไทรอยด์ฮอร์โมน นอร์เอพเนฟฟริน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่
กระตุ้นให้เกิดการสลายกลัยโคเจนและโปรตีนเป็นกลูโคส ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานในรูปต่าง ๆ ที่
ก่อให้เกิดความร้อนในร่างกาย

4) ความร้อนจากสิ่งแวดล้อม (Warm Environment) หากสิ่งแวดล้อมมีอณหภูมิสูงกว่า

ภายในร่างกาย ร่างกายก็จะได้รับความร้อนนั่นได้

30


2.3.2 การสูญเสียความร้อน (Heat loss mechanism) (Tansey, & Johnson, 2015)


อตราการระบายความร้อนออกจากร่างกายขึ้นอยู่กับความสามารถในการน าความร้อนจากภายในสู่
ผิวหนังและความสามารถในการระบายความร้อนจากผิวหนังสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก โดยร่างกาย
สามารถสูญเสียความร้อนได้โดยวิธีทาง ดังนี้
1) การน าความร้อน (Conduction) เป็นการถ่ายเทความร้อนระหว่างวัตถุสองสิ่งที่

สัมผัสกัน เช่นจากคนไปยังเก้าอี้ ร่างกายสูญเสียความร้อนด้วยวิธีนี้ถึงร้อยละ 3

2) การพาความร้อน (Convection) เป็นการถ่ายเทความร้อนโดยอาศยการเคลื่อนที่
ของอากาศหรือน้ าเป็นตัวกลาง จะช่วยพาความร้อนออกจากร่างกายได้มากถึงร้อยละ 12
3) การแผ่รังสี (Radiation) การะบายความร้อนแบบนี้จะส่งออกไปในรูปของ

ื่
เคลื่อนแม่เหล็กไฟฟา แผ่ออกได้ทุกทิศทางจากวัตถุหนึ่งไปยังอกวัตถุอน โดยไม่ต้องอาศัยตัวพา โดย


ความร้อนในร่างกายจะกระจายไปยังสิ่งที่มีอณหภูมิต่ ากว่า ปริมาณความร้อนที่สูญเสียไปจะขึ้นอยู่กับ


ความแตกต่างของอณหภูมิกายกับอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม พื้นที่ผิวกาย และปริมาณเลือดใต้ผิวหนัง ความ
ร้อนที่สูญเสียด้วยวิธีนี้มากถึงร้อยละ 60
4) การระเหย (Evaporation) เป็นการระเหยของเหงื่อ (Sweating) และน้ าออก

ทางผิวหนัง การระบายความร้อนชนิดนี้ก็คอการน าความร้อนออกมาพร้อมกับการหลั่งเหงื่อ โดยปกติ
การสูญเสียเหงื่อออกจากร่างกายได้ 600 ซีซี/วัน การระเหยจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศ

ถ้าความชื้นในอากาศมีมากความร้อนจะระเหยได้ไม่มี จึงสรุปได้ว่าการท างานในที่ที่มีอากาศร้อนชื้น
นั้นมีอนตรายมากกว่าการท างานในที่ร้อนแห้ง เนื่องจากในบรรยากาศร้อนชื้นมีความชื้นสัมพทธ์สูงท า


ให้เหงื่อไม่สามารถระเหยออกจากร่างกายได้ท าให้ความร้อนไม่สามารถถ่ายเทออกสู่สิ่งแวดล้อมได้นั่น
คือ ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ ความร้อนที่สูญเสียโดยวิธีนี้มีร้อยละ 22
2.3.3 การตอบสนองของร่างกายต่อความร้อน/อากาศร้อน (Tansey & Johnson, 2015) ใน


ิ่
การสัมผัสความเย็นจะท าให้อณหภูมิกายเพมสูงขึ้น สมองส่วนไฮโปธาลามัสจะสั่งการไปยังกลุ่มเซลล์
สมองส่วนไฮโปธาลามัสจะสั่งการไปยังกลุ่มเซลล์ประสาทนิวเคลียสด้านหน้าของสมองส่วน
ไฮโปธาลามัส (Anterior Hypothalamus) ที่เป็นศูนย์ที่ระบายความร้อน (Heat loss center) โดย

สมองจะส่งสารสื่อประสาทไปสั่งการไปยังอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการปรับอณหภูมิ ได้แก่ หลอดเลือด

บริเวณผิวหนังจะเกิดการขยายตัว (Cutaneous Vasodilation) ปริมาณเลือดที่วิ่งผ่านมาที่ผิวหนังมี
ความส าคัญต่อการระบายความร้อน ถ้าอณหภูมิของสิ่งแวดล้อมสูงกว่า หลอดเลือดด าบริเวณผิวหนังก็

จะขยายตัวส่งผลให้มีเลือดไหลเวียนมาที่ผิวหนังมากขึ้น เกิดการระบายความร้อนออกจากร่างกายมาก

ขึ้น ดังภาพที่ 2.5 (1) ต่อมเหงื่อจะขับเหงื่อออกมาจากรูขุมขน เพอช่วยให้ร่างกายระบายความร้อน
ื่
ื่
และเมื่อร่างกายสูญเสียเหงื่อมาก ก็จะเกิดการกระหายน้ าเพอปรับสมดุลของน้ าในหลอดเลือด หาก
ยังคงได้รับน้ าไม่เพยงพอ ก็จะท าให้ปริมาตรของเลือดลดลง ความเข้มข้นของเลือดจึงเพมขึ้น ท าให้
ิ่

แรงดันออสโมติกของเลือดสูงขึ้น ไฮโพทาลามัสจะกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนท้าย ให้ปล่อยฮอร์โมนแอนติ
ไดยูเรติก (Antidiruetic Hormone; ADH) ท าให้เกิดการดูดน้ ากลับเข้าเลือดมากขึ้น พร้อมกับขับถ่าย
ปัสสาวะออกน้อยลง ดังภาพที่ 2.5 (1)

31












4% ของปริมาณเลือดทผิวหนัง 48% ของปริมาณเลือดที่ผิวหนัง หลอดเลือดขยายตัว
ี่
ื่
เพื่อการระบายความร้อน เพอการระบายความร้อน


(1) การการตอบสนองของร่างกายเมื่อสัมผัสความร้อน










หลอดเลือดหดตัว

(2) การการตอบสนองของร่างกายเมื่อสัมผัสความเย็น


ภาพที่ 2.5 แสดงการปรับอุณหภูมิของร่างกาย
ที่มา: จาก Thermoregulation: Grade 9 Understanding for IGCSE Biology 2.93, โดย Paul
Gillam, 2015, https://pmgbiology.com/tag/thermo regulation/


2.3.4 ตอบสนองของร่างกายต่อความเย็น (Tansey & Johnson, 2015)

ในการสัมผัสความเย็นจะท าให้อณหภูมิกายลดต่ าลง สมองส่วนไฮโปธาลามัสจะสั่งการไปยัง
กลุ่มเซลล์ประสาทนิวเคลียสด้านหลังของสมองส่วนไฮโปธาลามัส (Posterior Hypothalamus) ซึ่ง
เป็นศูนย์ที่ท าหน้าที่สร้างความร้อน (Heat product center) โดยสมองจะส่งสารสื่อประสาทไปสั่งการ
ไปยังอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการปรับอณหภูมิ ได้แก่ หลอดเลือดบริเวณผิวหนังจะเกิดการหดตัว

(Cutaneous Vasoconstriction) หลอดเลือดใต้ผิวหนังท าหน้าที่เป็นตัวส่งหรือน าความร้อนจาก
แกนกลางมาสู่บริเวณผิวหนัง ถ้าอณหภูมิของสิ่งแวดล้อมต่ ากว่า ร่างกายจะเก็บรักษาความร้อนไว้โดย

จัดให้หลอดเลือดด าเกิดการตีบตัวไล่เลือดไปอยู่บริเวณหลอดเลือดด าชั้นลึกและถ่ายทอดความร้อน
กลับเข้าสู่ส่วนกลางของร่างกาย ท าให้การสูญเสียความร้อนลดลง ดังภาพ 2.5 (2) และขนลุก
ิ่
(Piloerection) ท าให้กล้ามเนื้อมีการหดตัวมีอาการขนลุก เพมปริมาณอากาศที่กักเก็บไว้ระหว่างขน

32


ิ่
และผิวหนังและเมื่อมีการหดตัวของกล้ามเนื้อจะเป็นการเพมความร้อนในร่างกายด้วย นอกจากนี้ยัง
ื่
เกิดการสั่นของกล้ามเนื้อ เกิดการกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเพอเพมการเผาผลาญ (Metabolism) ของ
ิ่
ร่างกาย เช่น ไทรอยด์ฮอร์โมน และแคทีโคลามีน เพื่อเพิ่มความร้อนให้กับร่างกาย ดังภาพที่ 2.5 (2)
2.3.5 ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอณหภูมิของร่างกาย (กองความปลอดภัยแรงงาน,

ม.ป.ป) ประกอบไปด้วย

1) การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในรอบวัน

2) การออกกาลังกาย เนื่องจากมีการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อและมีการท างาน
เพิ่มขึ้นของระบบอื่น ๆ มีผลให้มีความร้อนสะสมในร่างกายมากขึ้น อุณหภูมิในร่างกายจึงสูงขึ้น

3) ไขมันใต้ผิวหนัง ถือว่าเป็นฉนวนป้องกนความร้อนออกจากร่างกายที่ดีที่สุด ดังนั้น
ผู้หญิงหรือคนอวนจะมีการระบายความร้อนได้ไม่ดีเท่าผู้ชายหรือคนผอมแต่จะสามารถทนทานต่อ

ความเย็นได้ดีกว่า
4) การเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โลนจากรังไข่เมื่อมี
การตกไข่

5) ขณะมีอารมณ์รุนแรง เช่น ตื่นเต้น โกรธจัด เนื่องจากมีการหลั่งฮอร์โมน
เอพิเนฟริน และ นอร์เอพเนฟริน จากต่อมหมวกไต ซึ่งไปเพิ่มเมตาโบลิซึมให้แก่ร่างกาย

6) ภายหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะโปรตีน ความร้อนได้จากขบวนการย่อย

อาหาร และการดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร
7) เสื้อผ้า เป็นตัวกักเก็บอากาศไว้ระหว่างเสื้อผ้ากับผิวหนัง ซึ่งอากาศมีคุณสมบัติ
เป็นฉนวนกันความร้อน เสื้อผ้าบางและมีเส้นใยที่ห่างกนจะท าให้มีอากาศระหว่างเสื้อและผิวหนังน้อย

จึงท าให้การระบายความร้อนได้ดี แต่ผ้าขนสัตว์และผ้าที่มีเนื้อหนาจะกักเก็บอากาศไว้ได้มากจึง
สามารถป้องกันการระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดี


2.4 ระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อ
การเคลื่อนไหวของร่างกายเกิดจากการการท างานของกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยกระดูกจะท า

หน้าที่พยุงหรือค้ าจุนร่างกายเป็นโครงร่างให้กล้ามเนื้อ เอน และพังผืดต่าง ๆ มายึดไว้ การหดตัวคลาย

ตัวของกล้ามเนื้อ นั้นก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งเป็นที่ทราบว่าร่างกายของคนเรา
ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ มีถึงร้อยละ 40-50 ของน้ าหนักตัวและท าหน้าที่เปลี่ยนพลังงาน

เคมีเป็นพลังงานกล (ร าแพน พรเทพเกษมสันต์, 2556)
2.4.1 โครงร่างกระดูก (Skeletal system) (ผาสุก มหรรฆานุเคราะห์, 2555)
กระดูกภายในร่างกายมนุษย์มีทั้งหมด 206 ชิ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่
คือโครงกระดูกแกน (Axial skeleton) และโครงกระดูกรยางค์ (Appendicular skeleton)

1) โครงกระดูกแกน เป็นกระดูกที่วางอยู่แกนกลางของร่างกายช่วยให้ร่างกายคงรูป
ได้ รองรับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ป้องกันอวัยวะต่าง ๆ เป็นที่ยึดเกาะกล้ามเนื้อ

33



เส้นเอน ช่วยในการเคลื่อนไหวร่างกาย ในผู้ใหญ่กระดูกแกนจะมีทั้งหมด 80 ชิ้น โดยกระดูกที่กระดูก

สันหลัง (Vertebral column) 33 ชิ้น แต่มีเพยง 24 ชิ้นเท่านั้นที่เคลื่อนไหวได้ ท าหน้าที่หลักในการ
ค้ าจุนโครงร่าง ซึ่งจะประกอบไปด้วย กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical vertebrae) 7 ชิ้น กระดูกสัน
หลังส่วนอก (Thoracic vertebrae) 12 ชิ้น กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว (Lumbar vertebrae) 5 ชิ้น
กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ (Sacral vertebrae) 5 ชิ้น และส่วนก้นกบ (Coccyx) 4 ชิ้น เชื่อมต่อ

กันด้วยหมอนรองกระดูกสันหลังที่ยืดหยุ่น แนวโค้งปกติของล ากระดูกสันหลังที่พบได้เป็นปกติอยู่ 4
แห่งในผู้ใหญ่ แนวโค้งที่อกและก้นกบเป็นแบบโค้งนูนไปทางด้านหลัง (Kyphosis) ส่วนที่คอและเอว
นั้นโค้งนูนมาทางด้านหน้า (Lordosis) ดังภาพที่ 2.6

2) โครงกระดูกรยางค์ เป็นโครงกระดูกที่อยู่รอบนอกของกระดูกแกน มี 126 ชิ้น
และช่วยในการเคลื่อนไหวของแขนและขา































ภาพที่ 2.6 แสดงโครงกระดูกแกน (Axial skeleton)
ที่มา: ดัดแปลงมาจาก The human vertebral column, โดย Mind the Graph, ม.ป.ป,

https://mindthegraph.com/profile/renatonascimento/the-human-vertebral-
column#/

2.4.2 กล้ามเนื้อ (Muscle) (ร าแพน พรเทพเกษมสันต์, 2556)
กล้ามเนื้อสามารถแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle) กล้ามเนื้อ
หัวใจ (Cardiac muscle) และกล้ามเนื้อลาย (Skeletal muscle)
1) กล้ามเนื้อเรียบ มักเป็นส่วนประกอบของอวัยวะภายใน เช่น ระบบหลอดเลือด

กระเพาะอาหาร ล าไส้ ระบบทางเดินอาหารและกล้ามเนื้อลูกตา เป็นกล้ามเนื้อที่งานโดยอตโนมัติ

ไม่จ าเป็นต้องมีการกระตุ้นระบบประสาทจากภายนอก การหดตัวของกล้ามเนื้อเป็นไปอย่างช้า

34


2) กล้ามเนื้อหัวใจ มีเซลล์คล้ายกล้ามเนื้อลายแต่มีโครงสร้างบางอย่างแตกต่างไป

กล้ามเนื้อหัวใจจะได้รับพลังงานจากขบวนการเมตาโบลิซึมโดยใช้ออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่ โดยได้รับ
พลังงานส่วนใหญ่จากไขมัน และยังได้จากคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน นอกจากนี้ยังสามารถน ากรด

แลคติคมาใช้เป็นพลังงานได้ พลังงานเคมีส่วนหนึ่งน าไปใช้ในการหดตัวของหัวใจ อกส่วนหนึ่งถูก

เปลี่ยนเป็นความร้อนซึ่งหัวใจเป็นแหล่งผลิตความร้อนที่ส าคัญ เป็นกล้ามเนื้อที่ท างานโดยอตโนมัติ
กล้ามเนื้อส่วนนี้มีคุณลักษณะที่ส าคัญในการกระตุ้นการท างานด้วยตนเอง
3) กล้ามเนื้อลาย เป็นกล้ามเนื้อที่มีมากที่สุดในร่างกาย เป็นส่วนประกอบโครงสร้าง

ส่วนใหญ่ของร่างกาย ซึ่งประกอบไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่มีเอนน าไปยึดกับกระดูก การท างานของ
กล้ามเนื้อต้องอาศัยการกระตุ้นจากระบบประสาทมอเตอร์ และการเมตาโบลิซึมของกล้ามเนื้อลาย

เป็นกล้ามเนื้อที่มีบทบาทส าคัญต่อการเคลื่อนไหวและการท างานของร่างกาย สามารถหดตัวได้อย่าง

รวดเร็ว
2.4.3 การหดตัวของกล้ามเนื้อ (Contraction) (กิตติ อินทรานนท์, 2553)
การหดตัวของกล้ามเนื้อลาย หรือการเคลื่อนไหว เกิดจากการเมตาโบลิซึมของกล้ามเนื้อ


ลายเพอเปลี่ยนพลังงานเคมีเป็นพลังงานกล โดยใช้พลังงานเอทีพ (Adenosine triphosphate: ATP)
ื่
ในการปล่อยแคลเซียมไอออนจากใยกล้ามเนื้อ ซึ่งมีผลให้เกิดการเกาะกันของมัยโอซิน (Myosin) และ
แอคติน (Actin) ในขณะหดตัว และใช้ในการดูดซึมแคลเซียมไอออนกลับเข้าสู่ใยกล้ามเนื้อในขณะ

กล้ามเนื้อคลายตัว
2.4.4 กลไกการสร้างพลังงาน (กิตติ อินทรานนท์, 2553)
การหดตัวของกล้ามเนื้ออาจเกิดจากปฏิกิริยาจากการขบวนการสร้างพลังงานทั้งแบบไม่ใช้
ออกซิเจน (Anaerobic process) และแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic process)
1) กระบวนบวนการสร้างพลังงานโดยใช้ออกซิเจน

ในสภาวะพกสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนที่สะสมไว้ในเซลล์จะ

ถูกสลายจนได้สารพลังงานเอทีพ (ATP) โดยกระบวนการออกซิเดทีฟ ฟอสโฟลิเลชั่น (Oxidative

phosphorylation) ในไมโตคอนเดรียแบบใช้ออกซิเจน ขบวนการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีออกซิเจน

เพยงพอ ซึ่งสารอาหารจะถูกเผาผลาญอย่างสมบูรณ์จนได้คาร์บอนไดออกไซด์และน้ า ขบวนการนี้จะ

ได้พลังงานถึง 36 โมล/กลูโคส 1 โมเลกุล ดังสมการ กระบวนการสร้างพลังงานแบบใช้ออกซิเจนจึง
เหมาะส าหรับกิจกรรมที่ใช้แรงน้อย


Glucose/Glycogen + 6O 2 + 36ADPP + 36P 6CO + 6H O + 36ATP

2
2


2) กระบวนการสร้างพลังงานโดยไม่ใช้ออกซิเจน

เนื่องจากพลังงานเอทีพ ที่ถูกสร้างจากกระบวนการเผาผลาญสารอาการแบบใช้
ื่
ออกซิเจนมีจ านวนจ ากัด ถ้าร่างกายท ากิจกรรมอน เช่น ออกก าลังกายหรือท างานหนัก สารพลังงาน
เอทีพที่สะสมไว้นั้นจะถูกใช้หมดอย่างรวดเร็ว เซลล์กล้ามเนื้อจะเริ่มสร้างพลังงานโดยไม่ใช้ออกซิเจน


โดยจะเริ่มจากการสลายสารเอทีพในกล้ามเนื้อเพอสร้างพลังงานออกมา ซึ่งพบได้ 3 ขบวนการ
ื่

35



2.1) สลายสารเอทีพ เก็บที่เซลล์ ซึ่งมีปริมาณน้อยที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อหดตัวได้ใน
ระยะเวลาสั้น ๆ และไม่สามารถท าให้กล้ามเนื้อหดตัวได้สูงสุดเนื่องจากมีปริมาณน้อย ดังสมการ



ATP ADP + P + Energy
P
2.2) สลายสารครีอาตีนฟอสเฟต (Creatine Phosphate, CP) ในกล้ามเนื้อจะมีสาร


พลังงานมากอีกชนิดหนึ่งที่เก็บสะสมไว้ คือ ครีอาตีนฟอสเฟต โดยสารนี้จะให้ฟอสเฟตไปรวมกบ เอทีพ ี
โดยมีครีอาตีนไคเนส (Creatine kinase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ดังสมการ

Creatine kinase
Creatine + ADP Creatine + ATP


phosphat
ปกติกล้ามเนื้อมีสารพลังงานเอทีพ และครีอาตีนฟอสเฟตสะสมไว้ ซึ่งจะท าให้

กล้ามเนื้อหดตัวได้ 50-100 ครั้งเท่านั้น หากกล้ามเนื้อมีกิจกรรมไม่มากนัก สารพลังงานเอทีพีจากออก
ซิเอทีฟ ฟอสโฟลิเลชั่น และจากครีอาตีนฟอสเฟตที่สะสมไว้ในกล้ามเนื้อนี้ อาจจะไม่เพยงพอในการ

ท างาน แต่ถ้ากล้ามเนื้อต้องหดตัวอย่างรวดเร็วเป็นเวลานาน เช่นในขณะออกก าลังกาย หรือท างาน

หนัก สารพลังงานเอทีพ ที่ได้จาก 2 ขบวนการนี้จะไม่เพยงพอและขบวนการสร้างใหม่เกิดช้า เซลล์

กล้ามเนื้อจะใช้สารพลังงานเอทีพีที่มาจากการสลายไกลโคเจนและกลูโคสโดยไม่ใช้ออกซิเจน
2.3) การสลายไกลโคเจนและกลูโคสโดยไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Glycolysis)


ซึ่งจะถูกสลายเป็นกรดพยรูวิค (Pyruvic acid) และสารพลังงานเอทีพ แต่จะได้สารพลังงานเอทีพ ี
เพยง 2 โมเลกุล/กลูโคส 1 โมเลกุลเท่านั้น และยังเกิดกรดพยรูวิค ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นแลคเตส


(Lactate) ซึ่งจะมีผลท าให้กล้ามเนื้อเกิดการเมื่อยล้า แลคเตสนี้จะถูกส่งไปยังตับเพอท าลายหรือส่งไป
ื่
ยังหัวใจเพื่อน าไปใช้เป็นพลังงานได้ ดังสมการ


Glucose + 2ATP 2Pyruvic + 4ATP

+4H
+

2 Lactic acid


ในขณะออกก าลังกายร่างกายต้องใช้พลังงานในการหดตัวของกล้ามเนื้อมากขึ้น ภายใน 5 นาทีแรก
พลังงานเอทีพที่ใช้ได้มาจากออกซิเดทีฟ ฟอสโฟลิเลชั่น ช่วง 10-20 นาที พลังงานที่ได้จะมาจาก

การสลายของกลูโคสที่มาจากกระแสเลือดหรือสลายจากกรดไขมัน และโปรตีนที่สะสมไว้ แบบไม่ใช้

ออกซิเจนโดยขบวนการไกลโคไลซีส การที่ร่างกายต้องท าการสลายกลูโคสและกรดไขมันจากกระแส
เลือดโดยขบวนการที่ไม่ใช้ออกซิเจนนี้ เนื่องจากในขณะออกก าลังกายออกซิเจนในกล้ามเนื้อจะลดลง

และเอนไซม์ ที่ใช้ในขบวนการออกซิเดทีฟฟอสฟอลิเลชั่นลดลง ดังนั้น หลังจากออกก าลังกาย

36




กลัยโคเจนและครีอาตีนฟอสเฟตที่สะสมไว้จะลดลง และเมื่ออยู่ในระยะพกหลังออกกาลังกายจะมีการ

สะสม กลัยโคเจนและครีอาตีนฟอสเฟตได้อกสารพลังงานเอทีพีที่ผลิตในขณะออกก าลังกายนี้บางส่วน
น าไปใช้ในการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อคือเปลี่ยนเป็นพลังงานกลนั่นเอง ส่วนที่เหลือจะถูก
เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ดังนั้นเมื่อออกก าลังกายเป็นเวลานาน ความร้อนร่างกายจะสูงขึ้น

โดยปกติพลังงานที่ใช้ในขณะที่ร่างกายพก (Basal metabolism) 2/3 ของพลังงานที่ใช้จะ
ได้มาจากไขมัน และที่เหลือจากคาร์โบไฮเดรท ภายใต้สภาวะนี้ร่างกายสามารถป้อนออกซิเจนไปยัง

เซลล์กล้ามเนื้อได้อย่างเพยงพอ การใช้พลังงานอยู่ในภาวะใช้ออกซิเจน ส่วนพลังงานที่ใช้ในขณะ
ท างานในช่วงต้นของการท างานจะเกิดในลักษณะไม่ใช่ออกซิเจน เพราะร่างกายต้องปรับตัวเพอให้ได้
ื่

พลังงานอย่างเพยงพอ หลังจากนั้นร่างกายจะปรับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อขบวนการหายใจและการ

ไหลเวียนของเลือดสามารถป้อนออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ของกล้ามเนื้อได้อย่างเพยงพอและจะเข้าสู่ภาวะ
คงที่เมื่อภาระงานคงที่ และเมื่องานสิ้นสุดลงความต้องการออกซิเจนจะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะพัก
2.4.5 กล้ามเนื้อล้า (Muscle Fatigue) (นริศ เจริญพร, 2543)
การเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อท าให้ความสามารถในการหดตัวลดลงจนถึงกล้ามเนื้ออาจไม่มี

การหดตัวเลย มักเกิดขึ้นหลังจากการท างานหนักเป็นเวลานาน ๆ หรือหลังจากออกก าลังกายอย่าง
หนัก กล้ามเนื้อล้าเกิดจากมีการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ภายในกล้ามเนื้อ และการเพมขึ้นของ
ิ่
ไฮโดรเจนไอออนจนมีผลท าให้โปรตีน แอคตินและมัยโอซินเคลื่อนที่ช้าลง การขาดออกซิเจนและขาด

พลังงานเอทีพี มีผลท าให้เอนซัยม์เอทีพีท างานน้อยลง หรือหลังการออกก าลังกายและท างานหนักจะมี
การสะสมของกรดแลคติค กรดนี้จะไปแย่งแคลเซียมไอออนในการจับกับโทรโปนินซี ซึ่งท าให้กล้ามเนื้อ
หดตัวลดลง นอกจากนี้การกระตุ้นกล้ามเนื้อติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ยังท าให้กล้ามเนื้อเกิดการ
เมื่อยล้าได้สาเหตุของการเมื่อยล้านี้เกิดจากอะเซทิลโคลีนถูกสร้างและหลั่งจากปลายประสาทมอเตอร์



ไม่เพยงพอต่อการหดตัว ถึงแม้จะพบว่าในขณะกล้ามเนื้อล้า จะมีพลังงานเอทีพลดลงเพยงเล็กน้อย
เท่านั้น ซึ่งสันนิษฐานว่าการเกิดการเมื่อยล้าเมื่อพลังงานเอทีพีลดลงเล็กน้อยนี้ จะป้องกนภาวะการหด

ตัวที่รุนแรงของกล้ามเนื้อ (Rigor contraction) ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นจะท าให้เกิดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ

ได้ แต่ถ้าให้กล้ามเนื้อได้พกสักระยะหนึ่ง กล้ามเนื้อก็จะกลับเข้าสู่สภาพเดิมและมีการหดตัวได้อก

ระยะการพักจะใช้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความแรงและความนานของการหดตัวของกล้ามเนื้อก่อนการ
เมื่อยล้า
การหดตัวของกล้ามเนื้อเป็นเวลานานจะท าให้เกิดความล้าและความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ
ส่วนนั้น ๆ โดยการใช้แรงในการท างานแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ การใช้แรงแบบสถิต (Static work)

และ การใช้แรงแบบเคลื่อนที่ (Dynamic work) โดยการใช้แรงแบบสถิตจะก่อให้เกิดความเมื่อยล้าได้
มากกว่าการใช้แรงแบบเคลื่อนที่ เนื่องจากการใช้แรงแบบสถิตท าให้กล้ามเนื้อหดตัวต่อเนื่องเป็น
เวลานาน ท าให้ระบบไหลเวียนส่งเลือดเข้าสู่ภายในกล้ามเนื้อได้ยากหรือไม่สามารถท าได้ในขณะที่
กล้ามเนื้อนั้นมีความต้องการเลือดอย่างมากเพอน าสารอาหารและออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ ก่อให้เกิดการ
ื่
เผาผลาญสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจนเกิดกรดแลคติคซึ่งเป็นสาเหตุของความล้าของกล้ามเนื้อ
(Muscular fatigue) ดังภาพที่ 2.7

37


Resting Dynamic work Static work






Blood need Blood flow Blood need Blood flow Blood need Blood flow

ภาพที่ 2.7 แสดงปริมาณเลือดที่กล้ามเนื้อต้องการในขณะท างาน

ที่มา: จาก การยศาสตร์ (น.116), โดย นริศ เจริญพร, 2543, กรุงเทพฯ: ภาควิชาวิศวกรรม
อุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.



2.4.6 อตราการใช้ออกซิเจนในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ (O2 consumption) (รัตนวดี ณ
นคร, 2537)
อัตราการใช้ออกซิเจน คือปริมาณของออกซิเจนร่างกายต้องการใช้ต่อ 1 นาที โดยปกติใน
ท่านั่งร่างกายจะมีอตราการใช้ออกซิเจนประมาณ 200-300 มล./ นาที (หรือ 3.5 มล./กก./นาที) ซึ่ง


เรียกอตราการใช้ออกซิเจนที่ระดับนี้ว่า 1 MET (metabolic equivalent) ในคนทั่วไปอตราการใช้

ออกซิเจนจะเพิ่มได้ 3 เท่าเมื่อให้ออกก าลังกายเบา ๆ หรือเพมได้ 8-12 เท่าเมื่อท างานหนัก (2-3 ลิตร/
ิ่

นาที) อตราการใช้ออกซิเจนจะแปรตามความหนักเบาของการออกแรง (แผนภูมิที่ 2.2) โดยจะคอย ๆ


เพมขึ้นใน 2-3 นาทีแรกจนถึงระดับคงที่ (steady state) ที่จุดนี้อตราการจ่ายออกซิเจนจากเลือดจะ
ิ่
เท่ากับอัตราความต้องการออกซิเจนของเนื้อเยื่อ (O2 supply = O2 demand)



เมื่อหยุดออกก าลังกาย อตราการใช้ออกซิเจนจะค่อย ๆ ลดลงสู่ระดับปกติอกครั้ง อตรา
ึ้

การใช้ออกซเจนจะแปรตามความหนักเบาของการออกก าลังกาย การใช้ออกซิเจนจะเพิ่มขนอย่างช้า ๆ
ใน 1-2 นาทีแรก และคงที่อยู่ที่ steady state ที่จุดนี้ระบบสนับสนุนจะจ่ายออกซิเจนได้เท่ากับที่
กล้ามเนื้อต้องการใช้เพื่อสร้างพลังงาน เมื่อหยุดออกก าลังกายการใช้ออกซิเจนจะค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า



ิ่
ๆ จนถึงระดับพกอกครั้งหนึ่ง ในระยะแรกอตราการเพมขึ้นของออกซิเจนจะยังเพมได้ไม่ทันกับความ
ิ่
ต้องการของกล้ามเนื้อเรียกว่ามี ภาวะขาดออกซิเจน (O2 deficit) ต้องขอยืมออกซิเจนจากแหล่งสะสม
ื่
มาใช้ชั่วคราวก่อน และเมื่อหยุดออกก าลังกายร่างกายจะยังคงใช้ออกซิเจนต่อเพอน าไปคืนให้แหล่ง
สะสมที่ขอยืมมาใช้ล่วงหน้าก่อน การใช้ออกซิเจนของร่างกายภายหลังหยุดออกก าลังกายนี้เรียกว่า
การเป็นหนี้ออกซิเจน (Oxygen Debt)

38




พัก ท างาน ฟื้นตัว

อัตราการใช้ O2
(ลิตร/นาที)
O2 deficit
steady state (VO2max)
3.0 lactate
2.6
2.2
1.8

1.4 O2 dept CO2 + H2O
1.0
0.6 O2 consumption at rest O2
0.2 Lactate Pyruvate Glucose




0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13

เวลา (นาที)

แผนภูมิที่ 2.2 แสดงอัตราการใช้ออกซิเจนในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ

ที่มา: จาก สรีรวิทยาของการออกก าลังกาย (น. 168), โดย รัตนวดี ณ นคร, 2537, ใน วิรุฬห์
เหล่าภัทรเกษม. (บรรณาธิการ), กีฬาเวชศาสตร์. กรุงเทพฯ: พี.บี. ฟอเรน บุคส์ เซนเตอร์.

2.5 ระบบหัวใจและการไหลเวียนโลหิต (ร าแพน พรเทพเกษมสันต์, 2556)
2.5.1 หัวใจ (Cardiac) เป็นอวัยวะหลักในการสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

วงจรการไหลเวียนโลหิตจะเริ่มจากหัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium) รับเลือดที่มีความเข้มข้นของ
ออกซิเจนในระดับสูงจากปอดผ่านมาทางแล้วบีบหัวผ่านลิ้นหัวใจ (Mitral valve หรือ Bicuspid
valve) ลงมายังห้องล่างซ้าย (Left ventricle) เพื่อน าออกซิเจน สารอาหารต่าง ๆ ส่งออกไปเลี้ยงส่วน
ต่าง ๆ ของร่างกาย และเปลี่ยนเป็นเลือดที่มีความเข้มข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูง หรือที่
เรียกว่าเลือดด า ไหลผ่านหลอดเลือดด าหัวใจห้องบนขวา (Right atrium) แล้วบีบตัวดันผ่านลิ้นหัวใจ

(Tricuspid valve) ลงสู่ห้องล่างขวา (Right ventricle) แล้วกลับเข้าสู่ปอดเพอแลกเปลี่ยนแก๊ส
ื่
ื่
คาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นแก๊สออกซิเจน เป็นวงรอบการท างานของหัวใจ (cardiac cycle) เพอการ
หมุนเวียนเลือดในร่างกายเช่นนี้ตลอดไป ดังภาพที่ 2.8

ระหว่างการท างาน มีการเปลี่ยนแปลงกล่าวคือจะมีความต้องการออกซิเจน และ
สารอาหารที่จ าเป็นเพอการท างานเพมขึ้น ดังนั้นการกระจายเลือดของร่างกายจึงต้องเพมสูงขึ้นเพอ
ิ่
ื่
ิ่
ื่
ล าเลียงและจ่ายสารอาหารและออกซิเจนไปสู่เซลล์กล้ามเนื้อได้เพยงพอแก่ความต้องการ ท าให้

ปริมาณการสูบฉีดเลือดจากหัวใจใน 1 นาที (cardiac output) เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

39






























ภาพที่ 2.8 แสดงโครงสร้างของหัวใจ
ที่มา: จาก About the Heart, โดย Stopafib.org, 2009, https://www.stopafib.org/

heart.cfm.

2.5.2 ปริมาณเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจใน 1 นาที (cardiac output; CO)
ปริมาณเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจใน 1 นาที คือ ปริมาตรของเลือดที่ถูกสูบฉีดออกจาก
ื่
หัวใจในระยะเวลาหนึ่งนาที หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการท างานของหัวใจเพอการตอบสนองความ
ต้องการออกซิเจนของร่างกาย จะเท่ากับผลคูณระหว่างปริมาณเลือดที่สูบฉีดจากหัวใจใน 1 ครั้ง

(Stroke volume; SV) และอตราการเต้นของหัวใจ (Heart rate; HR) โดยค่าปกติของ cardiac

output (CO) จะมค่าประมาณ 4-8 ลิตร/นาที ระหว่างท างาน CO อาจเพิ่มเป็น 20 ลิตร/นาที ถ้าเป็น
ท างานหนักอาจเพมได้ถึง 30 ลิตร/นาที โดยสามารถค านวณได้ตามสูตร (รัตนวดี ณ นคร, 2537,
ิ่
เสาวนีย์ เนาวพาณิช, 2552; Per-Olof, Kaare, Hans, & Sigmund, 2003; King & Lowery, 2017)
ดังนี้



Cardiac output (CO) = Stroke volume (SV) x Heart rate (HR)




2.5.3 ปริมาณเลือดที่สูบฉีดจากหัวใจใน 1 ครั้ง (Stroke volume; SV) (รัตนวดี ณ นคร,
2537) คือ ปริมาตรของเลือดก่อนที่จะถูกบีบออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายเข้าสู่เส้นเลือดแดงใหญ่
เอออต้า (Aorta) ในแต่ละครั้งที่หัวใจหดตัว ค่าปกติ 60-100 มิลลิลิตร/ครั้ง

40


2.5.4 อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart rate; HR) (รัตนวดี ณ นคร, 2537)

คือ การหดตัวและการคลายตัวของหลอดเลือดแดง ซึ่งตรงกับจังหวะการเต้นของหัวใจคน
ปกติหัวใจเต้น หรือที่เรียกว่าชีพจร เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสมบูรณ์ของระบบหัวใจและหลอดเลือด

บ่งบอกถึงความหนักในการออกก าลังกาย และผลลัพธ์ของการฝึกฝนร่างกายขณะพก ชีพจรของคน
ทั่วไปจะมีค่าประมาณ 60-80 ครั้ง/นาที หัวใจของนักกีฬาจะเต้นช้ากว่าคนปกติ ชีพจรจะอยู่ที่ 53

ครั้ง/นาที นอกจากนี้อตราการเต้นของหัวใจยังขึ้นอยู่กับความหนักของภาระงานด้วย โดยจะเพมเป็น

ิ่
สัดส่วนกับความหนักของงาน และจะเพมขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ CO ที่ต้องการ โดยเราสามารถประมาณคา

ิ่
อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (Maximum heart rate) ได้จากอายุดังสูตรต่อไปนี้

อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (Maximum HR) = 220 – อายุ (ปี)

ตารางที่ 2.1 แสดงภาระงานและอัตราการเต้นของหัวใจ


ภาระงาน (Work load) อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart rate)

ภาวะพัก (Sedentary) 60 – 80 ครั้ง/นาที


งานเบา (Light) 70 – 90 ครั้ง/นาที

งานปานกลาง (Moderate) 80 – 110 ครั้ง/นาที

งานหนัก (Heavy) 100 – 130 ครั้ง/นาที


งานหนักมาก (Very Heavy) 120 – 150 ครั้ง/นาที


ที่มา: จาก การยศาสตร์ (น.125), โดย นริศ เจริญพร, 2543, กรุงเทพฯ: ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.


2.5.5 ความดันโลหิต (Blood pressure; BP) (รัตนวดี ณ นคร, 2537)
ความดันโลหิตเป็นผลลัพธ์ระหว่างปริมาตรของเลือดที่ถูกสูบฉีดออกจากหัวใจในระยะเวลา

หนึ่งนาที (CO) กับแรงต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลายทั้งหมด (Total peripheral resistance;
TPR) ระหว่างการท างานความดันโลหิตที่เพมขึ้นส่วนใหญ่เป็นค่าความดันตัวบน (Systolic) แต่มักจะ
ิ่
ไม่เพมมากกว่า 180 มม.ปรอท ส่วนความดันตัวล่าง (Diastolic) มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงและอาจ
ิ่
ลดลงได้เล็กน้อยขณะออกก าลังกายเบา ๆ เนื่องจากหลอดเลือดภายในกล้ามเนื้อที่ออกก าลังจะ
ขยายตัวท าให้ TPR ลดลง ส่งผลให้ความดัน diastolic จะเปลี่ยนแปลงน้อยมากหรือไม่เปลี่ยนแปลง
เลย ในการออกแรงแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic) มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อนาน ๆ จะท าให้มี
ิ่
แรงกดต่อหลอดเลือด ท าให้ค่า TPR สูงขึ้น ท าให้ความดัน diastolic เพมขึ้น การออกแรงชนิดนี้จึงมี
แนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือดอยู่เดิม

41


2.6 ระบบทางเดินหายใจ

ื่
หน้าที่หลักของระบบทางเดินหายใจ คือ การน าเอาออกซิเจนไปให้เซลล์เพอใช้ในขบวนการเผา
ผลาญสารอาหาร และถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อม ในการท างานระบบหายใจจะมี
ื่
หน้าที่สร้างพลังงานเพอให้ร่างกายสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ได้แล้ว ยังมีหน้าที่ป้องกันสิ่ง

แปลกปลอมในอากาศไม่ให้ข้าสู่ร่างกายอกด้วย
คณะกรรมการ ACGIH (ACGIH, 1994) ได้ก าหนดขนาดของอนุภาคที่มีผลต่อสุขภาพ และ
ความเข้มข้นของอนุภาคที่ขนาดต่างๆมาก าหนดเป็นค่า TLV ตามขนาดอนุภาคซึ่งแบ่งได้เป็น 3
รูปแบบ ดังภาพที่ 2.9
1) Inhalable Particulate Mass – TLVs (IPM-TLVs) หมายถึงอนุภาคที่เป็นอนตรายใน


ระบบทางเดินหายใจในระบบทางเดินหายใจส่วนบน อนได้แก่ จมูก ปาก ช่องคอ (Pharynx) มักท า

อนตรายต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนแบบเฉพาะที่ ซึ่งมีขนาดอนุภาคที่ (Diameter cut point)
100 ไมครอน
2) Thoracic Particulate Mass – TLVs (TPM-TLVs) หมายถึงอนุภาคที่สามารถผ่านเข้า


และเป็นอนตรายต่อทางผ่านของอากาศ และส่วนแลกเปลี่ยนแก๊ส ซึ่งเริ่มตั้งแต่กล่องเสียง (Larynx)
หลอดลม (Trachea) หลอดลมเล็ก (Bronchi) และหลอดลมฝอย (Bronchioles) ซึ่งมีขนาดอนุภาคที่
(Diameter cut point) 10 ไมครอน

3) Respirable Particulate Mass – TLVs (RPM-TLVs) หมายถึงอนุภาคที่สามารถผ่านเข้า

และเป็นอนตรายต่อส่วนแลกเปลี่ยนแก๊ส ซึ่งประกอบไปด้วยหลอดลมฝอย (Bronchioles) และถุงลม
ปอด (Alveoli) ซึ่งมีขนาดอนุภาคที่ (Diameter cut point) 3.5-4 ไมครอน


























ภาพที่ 2.9 แสดงขนาดของอนุภาคที่มีผลต่อสุขภาพ

ที่มา: จาก Respiratory Effects, โดย Volcanic Ash Impacts & Mitigation, 2015,
https://volcanoes.usgs.gov/volcanic_ash/respiratory_ effects.html

42


2.6.1 ปริมาตรและความจุปอด (Lung Volume and Lung Capacity) (สมาคมโรคจาก

การประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย, 2557)
ในการหายใจครั้งหนึ่ง จะมีอากาศเข้าสู่ปอดในปริมาตรที่ต่างกันตามลักษณะการหายใจ
ปริมาตรอากาศในปอดแบ่งเป็น 8 ส่วนย่อย ๆ คือ ปริมาตรปอด (Lung Volume) 4 ส่วน และความจุ
ปอด (Lung capacity) อีก 4 ส่วน

1) ปริมาตรปอด 4 ส่วน ได้แก ่
1.1) ปริมาตรหายใจ (Tidal volume: VT) คือ ปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าออก
แต่ละครั้ง มีค่าประมาณ 500 มิลลิลิตร
1.2) ปริมาตรหายใจเข้าส ารอง (Inspiratory Reserve volume: IRV) คือ

ปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าเพิ่มเต็มที่หลังจากหายใจเข้าปกติ มีค่าประมาณ 3,100 มิลลิลิตร
1.3) ปริมาตรหายใจออกส ารอง (Expiratory Reserve volume: ERV) คือ
ปริมาตรอากาศที่หายใจออกอย่างเต็มที่หลังจากหายใจออกปกติ มีค่าประมาณ 1,200 มิลลิลิตร
1.4) ปริมาตรการเหลือค้าง (Residual volume: RV) คือ ปริมาตรของอากาศที่

เหลืออยู่ในปอดหลังจากหายใจออกเต็มที่ มีค่าประมาณ 1,200 มิลลิลิตร
2) ความจุปอด 4 ส่วน ได้แก ่
2.1) ความจุหายใจเข้า (Inspiratory capacity: IC) คือ ปริมาตรอากาศที่หายใจ

เข้าเต็มที่ หลังจากหายใจออกปกติ ประกอบด้วย VT+IRV มีค่าประมาณ 3,600 มิลลิลิตร
ี่
2.2) ความจุปอดเต็มที่ (Vital Capacity: VC) คือ ปริมาตรอากาศทหายใจออกได้
เต็มที่ภายหลังจากหายใจเข้าเต็มที่ ประกอบด้วย IRV+VT+ERV มีค่าประมาณ 4,800 มิลลิลิตร
2.3) ความจุปอดเหลือค้าง (Functional Residual Capacity: FRC) คือ ปริมาตร
อากาศที่คงอยู่ในปอดหลังจากหายใจออกปกติ ประกอบด้วย ERV+RV มีค่าประมาณ 2,400 มิลลิลิตร

2.4) ความจุปอดทั้งหมด (Total Lung Capacity : TLC) คือ ปริมาตรอากาศ
ทั้งหมดในปอดหลังจากหายใจเข้าเต็มที่ ประกอบด้วย VC+RV มีค่าประมาณ 6,000 มิลลิลิตร
ปริมาตรของปอดนี้เปลี่ยนแปลงได้ตามเพศ อายุ ขนาดของร่างกาย พยาธิสภาพ

ปอด อิริยาบถของร่างกาย และการฝึกสมรรถภาพปอด
2.6.2 กลไกการป้องกันในระบบหายใจ (Defense mechanism of the lungs) (Brain,
Proctor, & Reid, 1977) สิ่งแวดล้อมในการท างานมักมีการปนเปื้อนของอากาศซึ่งประกอบไปด้วย

ฝุ่น แก๊ส เชื้อโรค สารเคมี ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอนตรายต่อระบบหายใจอย่างยิ่ง จึงต้องมีกลไก
การป้องกันตนเองจากสิ่งมีพษที่หายใจเข้าไป กลไกการป้องกันตนเองในระบบทางเดินหายใจมี 2

กลไก คือ กลไกป้องกันตนเองที่ไม่จ าเพาะและกลไกการป้องกันตนเองอย่างจ าเพาะ
1) กลไกการป้องกันตนเองอย่างไม่จ าเพาะ (Nonspecific defense mechanism) ได้แก่
1.1) การก าจัดโดยเซลล์ขนที่บุทางเดินหายใจที่จมูกจะเป็นตัวก าจัดอนุภาค

(Particle) ที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอน ต่อมมูกที่นาโซฟาริงส์และกล่องเสียงจะก าจัดอนุภาคที่มี
ขนาดเล็กกว่า 2-10 ไมครอน ขนาดเล็กมาก 0.3-2 ไมครอน จะผ่านลงไปถูกจับที่ท่อถุงลมและถุงลม

43




ถ้าขนาดเล็กกว่า 0.3 ไมครอน จะผ่านออกมากับลมหายใจออก อนุภาคที่จับอยู่บนเยื่อเมือก จะถูก


ก าจัดออกได้โดยการโบกพดของเซลล์ขนซึ่งมีเมือกข้น ๆ โบกพดอนุภาคออกมา เมื่อถึงช่องคอจะถูก

ขจัดออกโดยการกลืน การไอ จามหรือสั่งน้ ามูก เซลล์ขนเหล่านี้จะท างานลดลงเมื่อสูดดมแก๊สพษที่
ระคายเคือง ควันบุหรี่ ดื่มเหล้า โรคติดเชื้อ อากาศเย็น
1.2) การขับหลั่ง ทางเดินหายใจที่ต่ ากว่ากล่องเสียงลงไปจะมีสารคัดหลั่งที่เคลือบ

บาง ๆ อยู่บนเซลล์บุ ท าหน้าที่เป็นตัวกั้นทางเคมและทางกายภาพได้ดี สามารถยับยั้งการเจริญเติบโต
ของแบคทีเรียและไวรัส สามารถถูกก าจัดได้โดยการกลืน การไอ จามหรือสั่งน้ ามูกนอกจากนี้การขจัด
อนุภาคต่าง ๆ ในทางผ่านอากาศหายใจโดยอาศัยแมคโครฟาจ ซึ่งจะจับอนุภาคไว้แล้วพาไปยัง

หลอดลมแขนงตอนปลาย แล้วอาศัยเซลล์ขนพัดโบกรับช่วงต่อไป
1.3) กลไกการป้องกันทางเดินหายใจโดยผ่านรีเฟกซ์ต่าง ๆ เช่น การไอ การจาม
การไอ เป็นกระบวนการป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งระคายเคืองเข้าไปในท่อทางเดินหายใจ

ตัวกระตุ้นการไอ อาจเป็นการอกเสบหรือสิ่งระคายเคือง เช่น ควัน ฝุ่นละออง เป็นต้นมีตัวรับอยู่
ตั้งแต่จมูกลงไปจนถึงเยื่อหุ้มปอด สัญญาณประสาทจะส่งไปตามประสาทการรับรู้ส่งไปที่ศูนย์การไอ
ในเมดัลลา และส่งสัญญาณกลับมายังกล้ามเนื้อหายใจออกและกล้ามเนื้อกล่องเสียงท าให้เกิดการไอ
การจาม เป็นกระบวนการป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งระคายเคืองเข้าไปใน

ท่อทางเดินหายใจส่วนต้นโดยมีตัวรับอยู่ที่เยื่อบุจมูก สัญญาณประสาทจะส่งไปตามประสาทสมองคู่ที่
1 และ 5 โดยอากาศถูกส่งออกโดยแรงทางจมูกและปาก
1.4) การป้องกันระดับเซลล์ ได้แก่
1.4.1) การป้องกันที่ไม่ต้องอาศัยฟาโกซัยต์ ได้แก่เซลล์เยื่อบุผิวและเยื่อเบส

เมนท์ของทางเดินหายใจจะท าหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคและสารพษ เข้าสู่เนื้อเยื่อปอด หลอดเลือด
และต่อมน้ าเหลือง ถ้าติดเชื้อไวรัส เซลล์เยื่อบุนี้จะถูกท าลาย เกิดโรคทางเดินหายใจได้ง่าย
1.4.2) การป้องกันที่ต้องอาศัยฟาโกซัยต์ การป้องกันชนิดนี้อาศัยเซลล์ที่ท า

หน้าที่กลืนกินเชื้อโรคที่อยู่ในกระแสเลือดได้แก่ โพลีมอร์โฟนิวเคลียร์ เซลล์ หรือพเอมเอน


(polymorphonuclear cell: PMN) และ โมโนไซต์ (Monocyte) เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย
ื่

เซลล์ดังกล่าวจะออกมานอกหลอดเลือดเพอท าลายเชื้อโรคและสารพษต่าง ๆ หากสิ่งแปลกปลอมลงสู่
ถุงลมได้ ก็จะมีแมคโครฟาจคอยท าลายเชื้อโรคด้วยวิธีกลืนกินหรืออาจจะน าเข้าสู่ช่องว่างระหว่างเซลล์
สู่ระบบน้ าเหลือง และใช้เอนไซม์ในไลโซโซมย่อยสลายกลายเป็นแผลเป็นขึ้น

2) กลไกป้องกันอย่างจ าเพาะ (Specific defense mechanism)
2.1) ภูมิคุ้มกันผ่านสารเหลว ได้แก่ อมมูโนโกลบูลินเอ (IgA) และ อมมูโนโกลบูลินจี


(IgG) ที่หลั่งออกมา ซึ่งอมมูโนโกลบูลินเอจะพบอยู่ในซีรั่มและสิ่งคัดหลั่ง เช่น น้ าลาย เสมหะ ส่วน

อิมมูโนโกลบูลินจีจะพบมากที่สุดในซีรั่ม ช่วยท าลายพิษ ฆ่าแบคทีเรีย ไวรัส
2.2) ภูมิคุ้มกันผ่านเซลล์ การตอบสนองทางอมมูน จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับ

แอนติเจนเข้าไปซ้ า ๆ ร่างกายจะปล่อยสารที่ท าหน้าที่เรียกเม็ดเลือดขาว แมคโครฟาจมาชุมนุมกันและ
ท างานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

44


2.7 ผิวหนัง (Skin) (อรัญญา มโนสร้อย, 2549)

ื้
ผิวหนัง คือ อวัยวะที่มีพนที่มากที่สุดของร่างกาย ปกคลุมและป้องกันอันตรายจากการสัมผัสกับ



สิ่งแวดล้อมภายนอกโดยตรง ได้แก สารเคม สารพษ แสงแดด ความร้อน เป็นต้น จึงมีโอกาสเสี่ยงสูงที่
จะเกิดการแพ้หรือก่อให้เกิดโรคที่ผิวหนังได้
2.7.1 โครงสร้างของผิวหนัง สามารถแบ่งผิวหนังออกเป็น 3 ชั้นหลักคือ ชั้นหนังก าพร้า
(Epidermis), ชั้นหนังแท้ (Dermis), และ ชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) ดังภาพที่ 2.10

1) ชั้นหนังกาพร้า เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่นอกสุดและสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง ผิวชั้น
หนังก าพร้าเกิดจากเซลล์ซึ่งแบ่งตัวหนาขึ้นโดยที่เซลล์ใหม่จะถูกสร้างจากชั้นล่างสุดติดกับหนังแท้และ
เจริญเติบโตขึ้นแล้วค่อย ๆ เคลื่อนตัวมาทดแทนเซลล์ที่อยู่ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุดแล้วก็กลายเป็นขี้ไคล

(keratin) หลุดลอกออกไป นอกจากนี้ยังมีเม็ดสี (melanin) ท าหน้าที่ปกป้องผิวหนังเหมือนแผ่นกรอง
แสงอกด้วย โดยในชั้นของหนังก าพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้น ประสาท และต่อมต่างๆ นอกจากเป็น

ทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น
2) ชั้นหนังแท้ เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างถัดจากหนังก าพร้าลงไป มีความหนากว่าหนัง

ก าพร้ามากประกอบไปด้วย เนื้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen fibers) เนื้อเยื่ออลาสติค (Elastic

fibers) และคอลลาเจน (Collagen) ช่วยให้ความแข็งแรงแก่ผิวหนัง และช่วยในการซ่อมแซมผิวหนังที่
บาดเจ็บอลาสติน (Elastin) สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง นอกจากนั้นในชั้นหนังแท้ยังมีเส้นเลือด,


กล้ามเนื้อ, เส้นประสาทและปุ่มประสาทพเศษที่รับความรู้สึกต่างๆ เช่น รับความรู้สึกสัมผัสความ
กดดัน ความร้อน ความเย็น เป็นต้น
3) ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ชั้นลึกลงมาจากชั้นหนังแท้จะเป็นชั้นไขมันใต้ผิวหนัง หรือ
เรียกว่าชั้นไขมันประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นหลัก ความหนาขึ้นกับปริมาณไขมันของแต่ละบุคคล ชั้นนี้
ท าหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย คล้ายฉนวนกันความร้อนช่วยลดแรงกระทบกระแทกจากภายนอก

และชั้นไขมันที่มีมากโดยเฉพาะบริเวณสะโพก เอว ต้นขา
ดังนั้นหน้าที่โดยสรุปของผิวหนัง คือ การปกป้องร่างกายจากการสัมผัสกับ
สิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น เชื้อโรคต่าง ๆ สารเคมี รังสี และอุณหภูมิ

2.7.2 กลไกการดูดซึมสารผ่านผิวหนัง ซึ่ง อรัญญา มโนสร้อย (2549) และ คัทลียา เมฆจรัส
กุล (ม.ป.ป) กล่าวไว้ว่า
สิ่งมีชีวิตประกอบด้วยเซลล์ เซลล์จะด ารงชีวิตอยู่ได้ก็ต้องได้รับสารต่าง ๆ เช่น ออกซิเจน
(O2) น้ า (H2O) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และแร่ธาตุต่าง ๆ จากสิ่งแวดล้อมภายในส าหรับการ

ด ารงชีวิต ขณะเดียวกันก็จะมีการก าจัดสารบางอย่างออกนอกเซลล์ ซึ่งต้องมีกระบวนการล าเลียงสาร
ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) สารพิษเข้าสู่ร่างกาย (Route) ได้ 3 ทางใหญ่ ๆ คือ ทางผิวหนัง
ทางการหายใจผ่านปอดและทางการรบประทานโดยผ่านทางเดินอาหาร ซึ่งจะต้องดูดซึม
(Absorption) ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เพื่อเข้าสู่กระแสโลหิต จากกระแสโลหิตสารจะกระจาย (Distribution)

ผ่านเยื้อหุ้มเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ และจะออกฤทธิ์กับอวัยวะที่จ าเพาะ ซึ่งจะตอบสนองต่อการเกิดพษ


จากสารพษนั้น ๆ และเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงสาร (Metabolism) และขับสารพษออกจาก

ร่างกาย (Excretion) โดยการแลกเปลี่ยนสารสารระหว่างเซลล์แบ่งได้เป็น 2 แบบได้แก่ การเคลื่อนที่
แบบธรรมดาและการเคลื่อนที่แบบแอคทฟ


45






























ภาพที่ 2.10 แสดงโครงสร้างผิวหนัง
ที่มา: จาก information-about-the-skin, โดย Cairn Technology Ltd., ม.ป.ป, http://www.

cairntechnology.com/information-about-the-skin.

1) การล าเลียงสารแบบธรรมดา (Passive transport) (Lodish, et al, 2000)
โดยอาศัยหลักการแพร่ (Diffusion) ผ่านเซลล์เป็นการเคลื่อนที่ของสารตามความแตกต่างของความ

เข้มข้นของสารโดยจะเคลื่อนที่จากด้านที่มีความเข้มข้นสูงไปสู่ด้านที่มีความเข้มข้นต่ าโดยไม่ต้องใช้
พลังงาน และเป็นไปได้ทั้งแบบอาศัยตัวพาและไม่อาศัยตัวพา การเคลื่อนที่แบบนี้จะเกิดอย่างต่อเนื่อง
จนกว่าความเข้มข้นของสารที่อยู่ทั้งสองด้านเท่ากัน แบ่งเป็น
1.1) การแพร่แบบธรรมดา (Simple diffusion) เป็นการแพร่กระจายของสารที่มี

โมเลกุลเล็กผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ทางรูพรุนของเซลล์แบบไร้ทิศทาง
1.2) ออสโมซิส (Osmosis) เป็นการแพร่ของของเหลวผ่านเนื้อเยื่อ ซึ่งตามปกติจะ
หมายถึงการแพร่ของน้ าผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ โดยการแพร่ของน้ าจะแพร่จากบริเวณที่มีน้ ามาก (เจือจาง

กว่า) ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่บริเวณที่มีน้ าน้อย (เข้มข้นมากกว่า)
1.3) การแพร่แบบฟาซิลิเทต (Facilitated diffusion) เป็นการเคลื่อนที่ของสารผ่านเยื่อ
หุ้มเซลล์ โดยอาศัยเกาะไปกับโปรตีนที่เป็นโปรตีนตัวพา (Carrier) โดยไม่มีการใช้พลังงานจากเซลล์
เช่น การล าเลียงออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ
2) การล าเลียงสารแบบแอกทิฟทรานสปอร์ต (Active transport) (Lodish, et al, 2000)

เป็นการเคลื่อนที่ของสารโดยใช้พลังงาน เป็นการล าเลียงสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารต่ าไป
ยังต าแหน่งที่มีความเข้มข้นของสารนั้นสูงได้ โดยใช้พลังงานจากกระบวนการเมแทบบอลิซึม เข้าร่วม
ด้วย เช่น โซเดียมโพแทสเซียมปั๊ม (Sodium potassium pump) ของเซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์

ประสาท

46


2.7.3 ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่ (Lodish, et al, 2000)

1) ขนาดของสาร สารที่มีขนาดโมเลกุลเล็กจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า สารโมเลกุลใหญ่
เช่น น้ า ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านเยื่อเซลล์ได้ดีกว่า แป้งและน้ าตาล
2) ความสามารถในการละลายไขมัน สารที่ละลายในไขมันได้ดี จะผ่านเข้าออกเมื่อ
เซลล์ได้ง่ายกว่าสารที่ไม่ละลายไขมัน ดังนั้นยาพวกทาถูทั้งหลาย จึงมีส่วนผสมของสารที่ละลายใน

ไขมันด้วยเสมอ
3) สารพวกไม่มีขั้ว (Nonpolar compound) จะผ่านเข้าออกเยื่อเซลล์ได้ดีกว่าสาร
พวกที่มีขั้ว (Polar compound) เพราะสารไม่มีขั้วละลายได้ดีในไขมัน ส่วนสารมีขั้วละลายได้ดีในน้ า ซึ่ง
ผ่านเข้าได้ยากกว่า เนื่องจากองค์ประกอบส าคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ในการล าเลียงสารคือ Phospholipid

Bilayer ประกอบด้วยส่วนหัวชอบน้ า (Hydrophilic head) และส่วนหางไม่ชอบน้ า (Hydrophobic tail)
4) สารละลายที่เป็นอิเลคโทรไลต์ (Electrolyte) จะผ่านเยื่อเซลล์ได้ช้ากว่าสารที่ไม่


เป็นอเลคโทรไลต์ และอเลคโทรไลต์ที่แตกตัวได้มาก (Strong electrolyte) จะผ่านได้ช้ากว่าพวกที่
แตกตัวได้น้อย (Weak electrolyte)
5) จ านวนโปรตีนที่เป็นตัวพาและพลังงานจากเมทาบอลิซึม ถ้ามีโปรตีนที่เป็นตัวพา
และมีพลังงานมาก จะผ่านเยื่อเซลล์ได้ดีกว่ามีโปรตีนที่เป็นตัวพาและพลังงานน้อย
+
+
6) สภาพทางสรีระวิทยา เช่น การขนส่ง (Na ) และ (K ) ของเซลล์ประสาทจะ


+
เปลี่ยนแปลงตามสภาพการพกหรือกระตุ้น โดยสภาพพกเยื่อประสาทจะยอมให้ (K ) ผ่านได้ดีกว่า
+
+
(Na ) แต่สภาพถูกกระตุ้นเยื่อเซลล์จะยอมให้ (Na ) ผ่านได้มากกว่า เป็นต้น


























ภาพที่ 2.11 แสดงกลไกการดูดซึมสารผ่านผิวหนัง
ที่มา: จาก Selective Permeability, โดย Mcgraw-hill companies inc, ม.ป.ป., http://www.
nausetschools.org/cms/lib/MA02212418/Centricity/Domain/204/Cell%20Me
mbrane%20and%20Passive%20Transport%202017.pdf.

47


บทสรุป

สรีรวิทยาในการท างาน (Work Physiology) เป็นการศึกษากลไกการท างานของร่างกาย

ภายใต้สภาวะสิ่งแวดล้อมในการท างานที่ต้องรับสัมผัสปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการท างานทั้ง 4 ปัจจัย อน
ได้แก่ ปัจจัยกายภาพ ปัจจัยเคมี ปัจจัยชีวภาพ ปัจจัยการยศาสตร์และจิตวิทยาสังคม รวมทั้งเรียนรู้
ความสามารถและข้อจ ากัดของร่างกายมนุษย์ในการท างาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดสภาพการ


ท างาน ลักษณะงาน วิธีการท างาน การออกแบบเครื่องมือ เครื่องจักรให้เหมาะสมกับการท างาน อน
จะส่งผลต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานและก่อให้เกิดความปลอดภัยในการท างาน

ค าถามท้ายบท


1. จงอธิบายความหมายของสรีรวิทยาในการท างาน
2. จงอธิบายกลไกการมองเห็น และการปรับสภาพสายตาของพนักงานไฟฟ้าที่ต้องลง
ไปซ่อมสายไฟฟ้าในท่อใต้ดิน

3. จงอธิบายกลไกการได้ยินของแรงงานท าเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่กาลังใช้เลื่อยวงเดือนเลื่อยไม้

4. จงอธิบายกลไกการควบคุมอณหภูมิของร่างกายของแรงงานที่ท างานอยู่หน้าเตาเผาชาม

ตราไก ่

5. จงอธิบายกลไกการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายของแรงงานที่ท างานในบริษัทอาหารแช่แข็ง
6. จงอธิบายกลไกการท างานของกล้ามเนื้อของแรงงานแบกข้าวสาร
7. จงเขียนกราฟพร้อมอธิบายการเกิดความเมอยล้าในกรณีดังต่อไปนี้
ื่
8.00 – 10.00 น. ท างาน
10.01 – 10.10 น. พัก

10.10 – 12.00 น. ท างาน
12.01 – 13.00 น. พักเที่ยง
6. จงค านวณปริมาณเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจใน 1 นาที (cardiac output; CO) ของ

ตนเอง
7. จงอธิบายกลไกการตอบสนองของระบบทางเดินหายใจเมื่อผู้ปฏิบัติงานสูดดมฝุ่นจากการ
โม่หิน
8. จงอธิบายกลไกการซึมสารผ่านผิวหนังของสารเคมี


เอกสารอ้างอิง

กิตติ อินทรานนท์. (2553). การยศาสตร์. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงภรณ์มหาวิทยาลัย.
กองความปลอดภัยแรงงาน. (ม.ป.ป). ความร้อนกับการท างาน. กรุงเทพฯ: กรมสวัสดิการและคมครอง
ุ้
แรงงาน.
คัทลียา เมฆจรัสกุล. (ม.ป.ป). การดูดซึมทางผิวหนัง. นนทบุรี: ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์
สภาเภสัชกรรม.

48


คณาจารย์ภาควิชาสรีรวิทยา ศิริราชพยาบาล. (2548). สรีรวิทยา 1. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์

ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.


ผาสุก มหรรฆานุเคราะห์. (2555). ต ารากายวิภาคศาสตร์ทั่วไป. (พมพครั้งที่ 2). เชียงใหม่: ภาควิชา
กายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
นริศ เจริญพร. (2543). การยศาสตร์. กรุงเทพฯ: ภาควิชาวิศวกรรมอตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ปีติ พูนไชยศรี. (2555). เอกสารประกอบการสอน รายวิชา 54109 การยศาสตร์. นนทบุรี: ส านักพมพ ์

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช.

รัชฎา แก่นสาร์. (2549). สรีรวิทยา. (พมพครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบัน

พระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข.
รัตนวดี ณ นคร. (2537). สรีรวิทยาของการออกกาลังกาย. ใน วิรุฬห์ เหล่าภัทรเกษม. (บรรณาธิการ),

กีฬาเวชศาสตร์. กรุงเทพฯ: พี.บี. ฟอเรน บุคส์ เซนเตอร์.


ร าแพน พรเทพเกษมสันต์. (2556). กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์. (พมพครั้งที่ 6).
กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร.
สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย. (2557). แนวทางการตรวจและ
แปลผลสมรรถภาพปอดด้วยวิธีสไปโรเมตรีย์ในงานอาชีวอนามัย. กรุงเทพฯ: โรงพยาบาล

นพรัตน์ราชธานี กระทรวงสาธารณสุข.
สื่อการสอนภายในโครงการจัดท าสื่อการสอน วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอน
ปลาย โดยความร่วมมือระว่าง ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ.
(2014). หูและการได้ยิน. สืบค้นจาก https://sites.google.com/ site/wisita 45794/ww-1/qq.
เสาวนีย์ เนาวพาณิช 2552 คู่มือปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยที่ใส่เครื่องพยุงการท างานของหัวใจ.

กรุงเทพฯ: งานการพยาบาลอายุรศาสตร์และจิตเวชศาสตร์ ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาล
ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราช.
อรัญญา มโนสร้อย. (2549). ผิวหนังและกลไกการดูดซึมสารผ่านผิวหนัง. วารสารผิวหนัง, 11 (2), 122

– 127.
ACGIH. (1994). Threshold limit values for chemical substances and physical agents and
biological exposure indices (1994- 1995). Ohio: American Conference of
Governmental Industrial Hygienists.

Brain, J. D., Proctor, D. F., & Reid, L. M. (1977). Respiratory Defense Mechanisms, PartII
Dekker M. New York.
Cairn Technology Ltd. (n.d.). Retrieved from http://www.cairntechnology.com/informa
tion-about-the-skin.

Howgego J. & May P. (n.d.). Retinal The molecule of sight. Retrieved from http://www.
chm.bris.ac.uk/motm/retinal/retinalc.htm
King, J. & Lowery, D.R. (2017). Physiology, Cardiac Output. StatPearls [Internet]. Treasure
Island (FL): StatPearls Publishing.

49


Lodish, H. F., Berk A., Zipursky S. L., Matsudaira P., Baltimore D., & Darnell J. (2000).

Molecular cell biology. (4th edition). New York: W.H. Freeman and Company.
Mcgraw-hill companies inc. (n.d.). Selective Permeability. Retrieved from https://www.
nausetschools.org/cms/lib/MA02212418/Centricity/Domain/204/Cell%20Memb
rane%20and%20Passive%20Transport%202017.pdf.

Mind the Graph. (n.d.). The human vertebral column. Retrieved from https://mind
thegraph.com/profile/renatonascimento/the-human-vertebral-column#/
Nascimento, C., Faylough, S., Guruge, C., Struts, A., Brown, M. F. & Nesnas, N. (2015).
Synthesis of Deuterated-(C9)-11-cis-Retinal. Arizona: Department of Chemistry,

University of Arizona.
Netter, F.H. (2011). Atlas of human anatomy. Philadelphia, PA: Saunders/Elsevier.
Paul Gillam. (2015). Thermoregulation: Grade 9 Understanding for IGCSE Biology 2.93.
Retrieved from https://pmgbiology.com/tag/thermoregulation/

Per-Olof, A., Kaare R., Hans, A. D., & Sigmund, B. S. (2003). Textbook of Work Physiology-
4th: Physiological Bases of Exercise (4th Edition). USA: Edward Brother.
Peter W. A. (1995). The Anatomy and Physiology of the Ear and Hearing in Occupational

Exposure to Noise: Evaluation, Prevention and Control. In Berenice Goelzer,
Colin H. Hansen & Gustav A. Sehrndt (eds). World Health Organization
Occupational and Environmental Health. Geneva: WHO Library Cataloguing-in-
Publication Data.
Stopafib.org. (2009). About the Heart. Retrieved from https://www.stopafib.org/

heart.cfm
Tansey, E. A., & Johnson, C. D. (2015). Recent advances in thermoregulation. Advances
in Physiology Education, 39(3), 139-148. doi: 10.1152/advan.00126.2014

Volcanic Ash Impacts & Mitigation. (2015). Respiratory Effects. Retrieved from
https://volcanoes.usgs.gov/volcanic_ash/respiratory_effects.html
wisita45794. (2016). การได้ยินและการทรงตัว (Sense of hearing and equilibrium). Retrieved
from https://sites.google.com/site/wisita 45794/ww-1/qq

Youssef P. N., Sheibani N. & Albert D. M. (2011). Retinal light toxicity. Eye, 25, 1–14.

50

51


แผนบริหารการสอนประจ าบทที่ 3



เนื้อหา


ปัจจัยทางด้านกายภาพที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน
1. รังสี/แสงสว่าง
1.1 ประเภทของรังสี

1.2 แหล่งก าเนิดแสง
1.3 คุณสมบัติของแสง
1.4 ผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการสัมผัสแสงสว่าง
1.5 สาเหตุที่ก่อให้เกิดสภาพความเข้มของแสงสว่างไม่เพียงพอ

1.6 การตรวจวัดแสงสว่าง
1.7 การควบคุมอันตรายที่อาจจะเกิดจากแสงสว่าง
2. อุณหภูมิที่ผิดปกติ


2.1 ประเภทของอณหภูมิที่ผิดปกติ

2.2 ชนิดและแหล่งของความร้อนที่มอิทธิพลต่อร่างกายของคน
2.3 ผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการสัมผัสอุณหภูมิที่ผิดปกติ
2.4 การตรวจวัดความร้อน
2.5 การค านวณค่า WBGT

2.6 การควบคุมความเครียดจากความร้อน
2.7 การควบคุมเพอลดความเครียดจากความเย็น
ื่
3. เสียง

3.1 ประเภทของเสียง
3.2 ผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการสัมผัสเสียง
3.3 การตรวจวัดระดับความเข้มเสียง
3.4 การค านวณค่าความเข้มเสียง

3.5 การควบคุมเพอลดความเข้มเสียง
ื่


วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม


1. อธิบายปัจจัยทางด้านกายภาพที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างานได้ถูกต้อง
2. อธิบายประเภท แหล่งก าเนิด คุณสมบัติ และอันตรายจากการสัมผัสแสงสว่างได้ถูกต้อง
3. สามารถระบุความสาเหตุที่ก่อให้เกิดสภาพความเข้มของแสงสว่างไม่เพียงพอได้

52



4. อธิบายการตรวจวัดแสงสว่างและเสนอแนะวิธีการควบคุมอนตรายที่อาจจะเกิดจากแสง
สว่างได้
5. อธิบายประเภทของอณหภูมิที่ผิดปกติ ชนิดและแหล่งของความร้อนที่มีอิทธิพลต่อร่างกาย

ของคนได้ถูกต้อง
6. อธิบายการตรวจวัดความร้อน การค านวณค่า WBGT และเสนอแนะวิธีการควบคุม

อันตรายที่อาจจะเกิดจากอุณหภูมิที่ผิดปกติได้
7. อธิบายประเภทของเสียง และผลกระทบของเสียงได้ถูกต้อง
8. อธิบายการประเมินระดับความเข้มเสียง การค านวณค่าความเข้มเสียง และเสนอแนะ

วิธีการควบคุมอันตรายที่อาจจะเกิดจากความเขมเสียงที่ผิดปกติได้
ื่
9. เพอให้ผู้เรียนสามารถวางแผนกิจกรรมการการตรวจวัดปัจจัยทางกายภาพในการท างาน
และวางแผนควบคุมเพื่อสุขภาพของแรงงานในชุมชนได้
ื่
10. เพอให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ไปใช้ในการด าเนินงานทางด้านอาชีวอนามัยและ
ความปลอดภัยเบื้องต้นในชุมชนได้


กิจกรรมการเรียนการสอน


1. จัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) โดยการแบ่งกลุ่ม

นักศกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์เนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง ๆ
ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้

2. บรรยายสรุปด้วย PowerPoint เนื้อหาหัวข้อ ปัจจัยทางด้านกายภาพที่ก่อให้เกิดอนตราย
จากการท างาน ทั้ง 3 หัวข้อโดยผู้สอน

3. แบ่งกลุ่มนักศึกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์กรณีตัวอย่างปัจจัยทางด้านกายภาพที่

ก่อให้เกิดอนตรายจากการท างาน และร่วมกันอภิปราย ซักถาม จากนั้นผู้สอนให้ข้อเสนอแนะ และน า
ส่งผลการวิเคราะห์

4. สาธิตและฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ
เครื่องตรวจวัดแสง เครื่องตัววัดเสียงชนิด Sound level meter เครื่องตรวจวัดความร้อน ตามโจทย์
สถานการณ์ที่ก าหนด (ภาคผนวก ก ปฏิบัติการที่ 1, ปฏิบัติการที่ 2 และ ปฏิบัติการที่ 3)
5. ตอบค าถามท้ายบทท้ายบท

ื่

6. มอบหมายงานค้นคว้าเรื่องปัจจัยทางด้านเคมีที่ก่อให้เกิดอนตรายจากการท างานเพอท า
กิจกรรมกลุ่มในสัปดาห์ต่อไป

53


สื่อการเรียนการสอน


1. สื่อ PowerPoint เนื้อหาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยทั้ง 3 หัวข้อ
2. แหล่งข้อมูล

2.1 เอกสารวิชาการ เรื่อง การตรวจวัดทางสุขศาสตร์อตสาหกรรม ของสมาคมส่งเสริม
ความปลอดภัยและอนามัยในการท างาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์ สืบค้นจาก
http://www.shawpat.or.th/ โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
3. เอกสารค าสอนวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของอาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา
4. หนังสือ เอกสาร ต าราอื่น ๆ


4.1 หนังสือสุขศาสตร์อตสาหกรรม: กลยุทธ์ การประเมิน ควบคุม และจัดการของ

รองศาสตราจารย์.ดร.วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์ สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
(613.62 ว115ส 2557)
4.2 หนังสืออาชีวอนามัยและความปลอดภัย ของรองศาสตราจารย์.ดร.อนามัย

(ธีรวิโรจน์) เทศกะทึก สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (613 6 อ152อ 2553)

การวัดผล


1. การสังเกตการอภิปราย ความสนใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่มและการเรียน
การสอนในห้องเรียน
2. ผลการสรุปเนื้อหาจากการสืบเสาะหาความรู้ในแต่ละหัวข้อ
3. ผลการวิเคราะห์กรณีตัวอย่างปัจจัยทางด้านเคมีที่ก่อให้เกิดอนตรายจากการท างานที่ได้รับ

มอบหมาย
4. ผลการการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ เครื่องตรวจวัด
แสง เครื่องตัววัดเสียงชนิด Sound level meter เครื่องตรวจวัดความร้อน ตามโจทย์สถานการณ์ที่

ก าหนด
5. การตรวจแบบฝึกหัดท้ายบท

54

55




บทที่ 3

ปัจจัยทางด้านกายภาพที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน



ปัจจัยทางกายภาพ (Physical Hazards) ในการประกอบอาชีพที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับสัมผัส

ได้แก่ รังสี/แสงสว่าง เสียง อณหภูมิที่ผิดปกติ ความดันที่ผิดปกติ และความสั่นสะเทือน ตลอดจน
เครื่องมือ เครื่องจักร ที่อยู่รอบ ๆ ตัวผู้ปฏิบัติงาน เพื่อช่วยให้การท างานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่
ก็สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานได้ด้วยเช่นกัน โดยในบทนี้จะได้กล่าวถึงอันตรายการ
ประกอบอาชีพจากปัจจัยทางกายภาพ ได้แก่ แสงสว่าง อุณหภูมิที่ผิดปกติ เสียง

แสงสว่าง เป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟา เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่มีความส าคัญต่อการ

มองเห็น อันเป็นกลไกของระบบประสาทสัมผัสหนึ่งที่ท าให้มนุษย์รับรู้และประมวลผลในการด ารงชีวิต
และการท างาน การท างานในสถานที่ที่มีความเข้มของแสงสว่างไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดผลกระทบ
ทางด้านสุขภาพ เช่น ท าให้กล้ามเนื้อตาท างานมากเกินไปก่อให้เกิดความไม่สบาย เมื่อยล้า ปวด แสบ
ตา มึนศีรษะ วิงเวียน และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุในการท างานขึ้นได้

อณหภูมิที่ผิดปกติ เป็นพลังงานจลน์รูปหนึ่ง ซึ่งในการท างานการพจารณาอนตรายจากการ






สัมผัสกับอณหภูมิจะพจารณาจากอณหภูมิของอากาศเพยงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ เนื่องจากผู้ปฏิบัติงาน

อาจจะต้องสัมผัสอณหภูมิที่แตกต่างกนไปตามลักษณะงาน ที่เกิดจากอณหภูมิของเครื่องจักร อปกรณ์




ี่
ความชื้นที่เกิดจากกระบวนการผลิต และการไหลเวียนอากาศในบริเวณทท างาน การท างานในสถานที่
ที่มีอณหภูมิที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านสุขภาพ เช่น อาการเหนื่อยล้าจากความ

ร้อน เป็นลมจากความร้อน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท และอาจเสียชีวิตได้
เสียง เป็นพลังงานที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของแหล่งก าเนิดเสียง ถ่ายทอดผ่านตัวกลางท าให้
เกิดการสั่นสะเทือนของตัวกลาง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความดันของตัวกลางเกิดการเคลื่อนที่
ของเสียงในลักษณะของคลื่น การสัมผัสเสียงดังในการท างานอาจส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพ เช่น

ผลเสียทางด้านร่างกาย ท าให้สูญเสียการได้ยิน ท าให้ปวดแกวหู และผลเสียทางด้านจิตใจ ท าให้ตกใจ
ร าคาญ รบกวนการท างาน มีผลต่อประสิทธิภาพในการท างานและความปลอดภัยในการท างานได้

1. รังสี/แสงสว่าง (อนามัย เทศกะทึก, 2553; พิรัชฎา มุสิกะพงศ์, 2555; วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557)

แสงสว่าง (illumination) เป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟาโดยระยะความยาวคลื่นที่มนุษย์
สามารถมองเห็นได้ (Visible light) จะอยู่ที่ความยาวคลื่นประมาณ 380-780 นาโนเมตร ซึ่งเป็นการ

เปลี่ยนแปลงของความยาวคลื่นของแสงสว่างจะท าให้ตารู้สึกเห็นเป็นสีต่าง ๆ ตามความยาวคลื่นนั้น
ได้แก่ แสงสีม่วง 380-450 นาโนเมตร แสง สีน้ าเงิน 450-490 นาโนเมตร แสงสีเขียว 490-560 นาโน
เมตร แสงสีเหลือง 560-590 นาโนเมตร แสงสีส้ม 590-630 นาโนเมตร แสงสีแดง 630-780 นาโน

เมตร นอกจากแสงที่ตามองเห็นแล้วยังมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟาชนิดอน ๆ ที่มีความยาวคลื่นถัดจากสีแดง
ื่

ออกไป

56



1.1 ประเภทของรังสี สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท (อนามัย เทศกะทึก, 2553) ดังนี้
1.1.1 รังสีแตกตัวได้ (Ionizing radiation) ซึ่งพบได้จากการประกอบอาชีพทั้งใน

ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตรและการแพทย์ ได้แก ่
รังสีแอลฟา (Alpha rays) เป็นนิวเคลียสของอะตอมฮเลียม มีโปรตอนและนิวตรอน

อย่างละ 2 อนุภาค มีอ านาจทะลุทะลวงต่ าเพียงแคกระดาษ อากาศที่หนาประมาณ 2-3 เซนติเมตรน้ า

ที่หนาขนาดมิลลิเมตร หรือโลหะบาง ๆ ก็สามารถกั้นอนุภาคแอลฟาได้

รังสีบีต้า (Beta rays) มีสมบัติเหมือนอเล็กตรอน มีประจุไฟฟา -1 มีมวลเท่ากับ




อเล็กตรอน (น้อยมาก) มีอานาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า สามารถผ่านแผ่น
โลหะบาง ๆ ได้ และมีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสง
รังสีแกมมา (Gamma ray) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟาที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก ไม่มี

ประจุ ไม่มีมวล เป็นรังสีที่มีพลังงานสูง มีความเร็วเท่ากับความเร็วแสงและมีอานาจทะลุทะลวงสูง

สามารถผ่านแผ่นตะกั่วหนา 8 มิลลิเมตร หรือแผ่นคอนกรีตหนา ๆ ได้
รังสีเอ็กซ์ (X-ray) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่สูง ไม่มีมวล มีความยาวคลื่น 0.01
– 1 นาโนเมตร เราใช้รังสีเอ็กซ์ในทางการแพทย์เพื่อส่องผ่านเซลล์เนื้อเยื่อ แต่ถ้าได้ร่างกายได้รับรังสีนี้

มากๆก็จะเป็นอันตราย
1.1.2 รังสีที่ไม่แตกตัว (Non-ionizing radiation)
รังสีอัลตร้าไวโอเลต (Ultraviolet radiation) เป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างแสง


ที่มองเห็นได้ และรังสีเอกซ์ มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 180-400 นาโนเมตร เป็นรังสีที่ไม่สามารถ
มองเห็นได้ แบ่งเป็น 3 ชนิดได้แก่ อลตร้าไวโอเลตเอ (Ultraviolet A; UVA) อลตร้าไวโอเลตบี



(Ultraviolet A; UVB) และ อลตร้าไวโอเลตซี (Ultraviolet C; UVC) สามารถพบได้จากดวงอาทิตย์
โดยอลตร้าไวโอเลตเอ และ อลตร้าไวโอเลตบี สามารถท าปฏิกิริยาเคมีที่ผิวหนังท าให้เกิดวิตามินดี


อย่างไรก็ตามการได้รับรังสียูวีในปริมาณสูง จะท าให้ผิวหนัง และตาถูกท าลายอย่างเฉียบพลัน

ส่วนอลตร้าไวโอเลตซีจะพบในหลอดที่ใช้ส าหรับฆ่าเชื้อและในเปลวไฟที่ใช้ในการเชื่อม ตามปกติ
แสงอัลตร้าไวโอเลตซี จากดวงอาทิตย์ จะถูกดูดซับในชั้นของโอโซนในชั้นบรรยากาศ
1.2 แหล่งก าเนิดแสงแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง (วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557) คือ

1.2.1 แสงสว่างจากธรรมชาติ (Natural Lighting) แหล่งก าเนิดของแสงสว่างธรรมชาติที่
ส าคัญ คือ ดวงอาทิตย์ การใช้ประโยชน์จากดวงอาทิตย์อย่างเหมาะสม จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย
อย่างมาก
1.2.2 แสงสว่างจากการประดิษฐ์ (Artificial Lighting) เป็นแหล่งก าเนิดแสงสว่างที่มนุษย์

ได้ประดิษฐ์คิดค้นโดยอาศัยธรรมชาติและเทคโนโลยี ได้แก่ หลอดไฟชนิดต่างๆ เช่น หลอดไฟฟาชนิด

ไส้หลอด, หลอดฟลูออเรสเซนต์, หลอดเมอคิวรี, หลอดโซเดียม เป็นต้น
1.3 คุณสมบัติของแสง โดย พิรัชฎา มุสิกะพงศ์ (2555) และ วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์ (2557) กล่าว
ว่าแสงมีคุณสมบัติที่ส าคัญดังนี้

1.3.1 การสะท้อน (Reflection) เป็นพฤติกรรมที่แสงตกกระทบตัวกลางแล้วสะท้อนตัว
ออกถ้าตัวกลางแผ่นตัวกลางเป็นพนผิวเรียบขัดมัน การสะท้อนของแสงจะท าให้มุมตกกระทบเท่ากับ
ื้

มุมสะท้อนหรือก าแพงสีอ่อนจะสะท้อนแสงได้ดีกว่าวัตถุหรือกาแพงสีทึบหรือเข้ม

57


1.3.2 การหักเห (Reflection) เป็นปรากฏการณ์ที่ล าแสงหักเหออกจากแนวทางเดินของ

มันเมื่อพุ่งผ่านวัตถุโปร่งแสง
1.3.3 การกระจาย (Diffusion) คือ แสงที่กระจายตัวออกเมื่อกระทบถูกผิวของตัวกลาง
เช่น แผ่นพลาสติกใสหรือแผ่นผิวหยาบขัดมัน เราใช้ประโยชน์จากการกระจายตัวของล าแสงเมื่อตก
กระทบตัวกลางนี้ เช่น ใช้พลาสติกในการปิดดวงโคมเพื่อลดความจ้าของหลอดไฟ

1.3.4 การดูดกลืน (Absorption) เป็นปรากฏการณ์ที่แสงถูกดูดกลืนหายเข้าไปในตัวกลาง
เช่น การฉายแสงสีขาวลงไปบนก าแพงสีเขียว แสงสีอื่น ๆ จะถูกดูดกลืนเข้าไปในก าแพง ยกเว้น สีเขียว
ที่สะท้อนออกมาสู่สายตาเรา
ุ่
1.3.5 การทะลุผ่าน (Transmission) คือ การที่แสงพงเข้าชนตัวกลางและทะลุผ่านเข้าไป
อีกด้านหนึ่ง

















การสะทอนของแสงกับวัตถุผิวมัน การสะท้อนของแสงกับวัตถุผิวด้าน/ขรุขระ


















การสะทอนของแสงกับวัตถุผิวสีอ่อน การสะทอนของแสงกับวัตถุผิวสีมืด


ภาพที่ 3.1 แสดงคุณสมบัติของแสง

ที่มา: จาก เอกสารประมวลสาระวิชา 618348: การเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างด้านสุขศาสตร์
อุตสาหกรรม (น. 106), พิรัชฎา มุสิกะพงศ์, 2555, นครราชสีมา: สาขาวิชาอาชีวอนามัย
และความปลอดภัย ส านักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.

58


1.4 ผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการสัมผัสแสงสว่าง สามารถจ าแนกออกได้เป็น 2 ประเภท

(พิรัชฎา มุสิกะพงศ์, 2555) ได้แก่
1.4.1 แสงสว่างน้อย ซึ่งหมายความว่ามีปริมาณความเข้มของแสงสว่างต่ ากว่ากฎหมาย

ก าหนด หรือผู้ปฏิบัติงานมีความรู้สึกว่าปริมาณความเข้มของแสงสว่างนั้นไม่เพยงพอต่อการท างาน
ต้องใช้เวลาในการมองรายละเอยดของงาน หรือชิ้นงาน อาจส่งผลต่อการหยิบจับใช้เครื่องมือ

เครื่องจักรผิดพลาดเกิดอบัติเหตุขึ้น ประสิทธิภาพในการท างานลดลง มีผลเสียต่อสายตาเนื่องจาก

กล้ามเนื้อตาท างานมากเกินไปท าให้เกิดการเมื่อยล้าของตาที่ต้องเพ่งออกมา ปวดตา มึนศีรษะ
1.4.2 แสงสว่างที่มากเกินไป หรือ แสงจ้า หมายความปริมาณความเข้มของแสงสว่างที่
ก่อให้เกิดสภาพการแยงตา พร่าตาผู้ปฏิบัติงาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาท างานมากเกินไป ก่อให้เกิดความ

เมื่อยล้า กล้ามเนื้อหนังตากระตุก ปวดตา มึนศีรษะ นอนไม่หลับ ความสามารถในการมองเสื่อมลงเป็น
ผลให้เกิด อุบัติเหตุในการท างานได้ ท าให้ประสิทธิภาพในการท างานลดลง
ผลการวิจัยของ Justine และ Yonghong (2019) พบว่า การสัมผัสความเขมแสงในที่ท างาน

ที่ไม่เหมาะสมนั้นก่อให้เกิดอาการ ปวดศีรษะ การเมื่อยล้าสายตา ระคายเคืองตาขณะท างาน รู้สึกเครียด

นอนไม่หลับในตอนกลางคืน ตลอดจนการปวดเมื่อกล้ามเนื้อบริเวณบ่า ไหล่ และหลัง นอกจากนั้นความ
เข้มแสงที่เหมาะสมช่วยในการมองเห็น ยังช่วยเพมประสิทธิภาพในการท างาน เพมการตอบสนองในการ
ิ่
ิ่
ท างานให้มีความถูกต้องเพิ่มขึ้น (Smolders & van den Berg, 2013)

1.5 สาเหตุที่ก่อให้เกิดสภาพความเข้มของแสงสว่างไม่เพยงพอ (กองความปลอดภัยแรงงาน ,


ม.ป.ป.) มักมีสาเหตุมาจาก
1.5.1 การออกแบบการส่องสว่างในสถานที่ท างาน ซึ่งมีสาเหตุมาจาก
ื่
1) การออกแบบเพอการส่องสว่างแบบทั่วไป ออกแบบจุดการติดตั้งหลอดไฟไม่
จ าเพาะต่อจุดการปฏิบัติงาน ท าให้แสงกระจายทั่ว ๆ บริเวณงาน
2) ระยะห่างระหว่างหลอดไฟกับหน้างานมากเกินไป ท าให้ปริมาณความเข้มแสง
กระจายมาไม่ถึงจุดการปฏิบัติงาน ส่งผลให้บริเวณหน้านั้นมีปริมาณความเข้มแสงต่ า เช่น ในโรงงานที่

มีเพดานสูง
3) การติดตั้งหลอดไฟใกล้เสาหรือคาน ท าให้เกิดเงาบังบริเวณการท างาน
4) การติดตั้งหลอดไฟไม่เพียงพอ หรือขนาดหลอดไฟเล็กไป
1.5.2 การจัดผังกระบวนการท างาน

1) ทิศทางการนั่งท างาน ก่อให้เกิดเงาจากตัวของผู้ปฏิบัติงานบดบังแสงสว่าง ณ จุดที่
ท างาน

2) จากการจัดวางวัสดุ อปกรณ์ เครื่องจักร ปิดกั้นทิศทางของแสงสว่างที่จะส่องมายัง
บริเวณที่ท างาน เช่น ป้าย กล่อง ลัง ตู้จัดเก็บสิ่งของ เป็นต้น

3) บริเวณการท างานอยู่ในมุมห้อง หรือห้องที่ไม่มีโอกาสได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติ
เพื่อช่วยเพิ่มความเข้มแสงสว่าง
4) การได้แสงสว่างจากภายนอก เพอช่วยในการปฏิบัติงาน แต่จัดทิศทางเข้าของแสง
ื่
สว่างอย่างไม่ถูกต้อง ท าให้เกิดแสงสะท้อน หรือแสงพร่าตาได้

59


1.5.3 ขาดการตรวจสอบ บ ารุงรักษาแหล่งก าเนิดแสงสว่างและบริเวณการท างาน

1) หลอดไฟใกล้เสื่อมประสิทธิภาพ หรืออยู่ในสภาพช ารุด
2) โคมไฟ และหลอดไฟมีฝุ่นจับท าให้ประสิทธิภาพในการส่องสว่างน้อยลง

3) ผนังอาคาร หรือเพดานตลอดจนเครื่องจักรอปกรณ์อยู่ในสภาพสกปรก ท าให้
ความสามารถในการสะท้อนแสงสว่างน้อยลง

4) ช่องโปร่งแสงต่าง ๆ ขาดการท าความสะอาด เช่น ช่องแสงบนหลังคา และกระจก
หน้าต่างสกปรก
5) กิ่งและใบไม้ บดบังแสงสว่างจากธรรมชาติ ไม่สามารถส่องแสงสว่างเข้ามาตามช่อง
รับแสงสว่างต่าง ๆ ได้


1.6 การตรวจวัดแสงสว่าง (วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557; พิรัชฎา มุสิกะพงศ์, 2555)
อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจวัดความเข้มของแสงสว่าง คือ ลักซ์มิเตอร์ (Luxmeter) เป็นอุปกรณ์ที่
ื่
ใช้วัดปริมาณแสงที่ตกกระทบต่อหนึ่งหน่วยพนที่ (lm/m2 หรือ lux) เพอบอกว่าระดับความสว่างที่ได้
ื้
เพียงพอหรือไม่ หลักการท างาน ตัวเซนเซอร์จะรับแสงแล้วแปลงให้เป็นไฟฟ้า ส่งต่อไปที่มิเตอร์วัดแล้ว
เทียบเสกลให้เป็นค่าลักซ์




























ภาพที่ 3.2 แสดงเครื่องมือตรวจวัดความเข้มแสง ลักซ์มิเตอร์ (Luxmeter)

1.6.1 การประเมินเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตว่ามีแสงจ้า (Glare) เกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งแสงที่

เป็นประเภทส่องเข้าตาโดยตรง (Direct Glare) หรือแสงตกกระทบพื้นสะท้อนเข้าตา (Indirect Glare)
การเกิดเงา (Shadow) ความสมบูรณ์พร้อมที่จะใช้งานของดวงไฟ เช่น ไฟกระพริบ เป็นต้น

60


1.6.2 การประเมินเชิงปริมาณ มี 2 แบบ คือ

1) วัดที่จุดของงาน (Work location และ Spot method) การวัดแบบนี้เป็นการวัดที่
บริเวณของชิ้นงานหรือบริเวณ ณ จุดหน้างานหนึ่งหน้างานใดโดยเฉพาะ การตรวจวัดวิธีนี้ท าได้โดย
การวางเซลรับแสงในแนวระนาบเดียวกับจุดสายตาของผู้ปฏิบัติงานตกกระทบการท างานเท่านั้น ไม่ว่า
ต าแหน่งของการท างานจะเป็นอย่างไรก็ให้ท าการวัดในต าแหน่งจริง ๆ นั้น ซึ่งการวัดแบบนี้นิยมท ากัน

มากที่สุด
2) วัดแบบหาค่าเฉลี่ยของพื้นที่นั้น ๆ ทั้งหมด เป็นการตรวจวัดความเข้มของแสงสว่าง
ในบริเวณโดยรอบของห้องนั้นจะไม่ค านึงถึงเฉพาะบริเวณที่มีการท างานซึ่งไม่นิยมใช้ในการประเมิน
สภาพการท างานเนื่องจากไม่สามารถบอกถงความเข้มแสงบริเวณหน้างานที่แท้จริงได้แต่จะใช้เป็นการ

ประเมินความเข้มแสงเฉลี่ยในพนที่การท างานทั้งหมด เช่น บริเวณทางเดิน โกดังเก็บของ เป็นการสุ่ม
ื้
ตรวจวัดในบริเวณพื้นที่การท างานเพื่อการป้องกันอุบัติเหตุ

การประเมินอนตรายท าได้โดยท าการตรวจวัดปริมาณความเข้มของแสงสว่างเพอน าไป
ื่
เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานตามกฎกระทรวง ก าหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้าน
ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับแสงสว่าง พ.ศ. 2559 และ
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง พ.ศ. 2561
(ภาคผนวก ข)

โดยกฎกระทรวง ก าหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย
อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับแสงสว่าง พ.ศ. 2559 จะมีรายละเอยดก าหนด

บทบาทของนายจ้างที่ต้องดูแลลูกจ้างที่ต้องปฏิบัติงานในสิ่งแวดล้อมในการท างานที่ไม่เหมาะสม ได้แก ่
นายจ้างต้องจัดสถานประกอบกิจการให้มีความเข้มแสงสว่างไม่ต่ ากว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ก าหนด จัดให้
มีอปกรณ์ป้องกันการสัมผัสความเข้มแสงที่ไม่เหมาะสม และต้องจัดให้มีอปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วน



บุคคลให้ลูกจ้าง
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง พ.ศ.
ื้
2561 จะก าหนดระดับความเข้มแสงสว่างที่เหมาะสม โดยจ าแนกตาม ลักษณะพนที่ในการท างาน
ลักษณะงาน และเฉพาะจุดงาน


1.7 การควบคุมอนตรายที่อาจจะเกิดจากแสงสว่าง โดย วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์ (2557) พรัชฎา




มุสิกะพงศ์ (2555) และ กองความปลอดภัยแรงงาน (ม.ป.ป.) ได้เสนอวิธีการการควบคุมอนตรายที่
อาจจะเกิดจากแสงสว่างไว้ดังนี้
1.7.1 การควบคุมทางวิศวกรรม (Engineering Controls)
1) การจัดแสงสว่างโดยใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ ได้แก่ การออกแบบอาคารให้แสงผ่าน
เข้ามาได้ และอาจมีการติดฟิล์มกรองแสงเพอป้องกันแสงและความร้อนจากภายนอกผ่านเข้ามากเกินไป
ื่
2) การออกแบบผังการติดตั้งหลอดไฟให้สอดคล้องกับจุดการปฏิบัติงาน
ื่
3) ควรมีการจัดสภาพแวดล้อมในสถานที่ท างานเพอให้เกิดความรู้สึกสบายโดยต้อง
พิจารณาการจัดตกแต่งห้อง สี เพดาน ผนังและพื้นห้องต้องเป็นโทนสีที่เพิ่มความสว่าง

61


ื้
ิ่
4) ติดหลอดไฟช่วยเพมแสงสว่างโดยต้องค านึงถึงลักษณะการใช้งาน พนที่การท างาน
ปริมาณการส่องสว่าง คุณสมบัติของหลอดไฟ หรือการลดระดับโคมไฟให้ลงมาอยู่ในระดับที่สามารถให้
ความเข้มของแสงสว่างตามมาตรฐาน
1.7.2 การควบคุมทางการบริหารจัดการ (Administrative Controls)
1) การจัดวางผังบริเวณการท างานให้ตรงกับระบบแสงสว่างที่จัดให้หรือแสงสว่างจาก

ธรรมชาติ ระมัดระวังการเกิดเงา เพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งก าเนิดแสงสว่างให้มากที่สุด
2) ท าความสะอาดหลอดไฟ โคม และฝาครอบกระจายแสง
3) หาแหล่งก าเนิดแสงให้เพิ่มเติม เช่น โคมไฟเฉพาะจุด
ื่
3) ท าความสะอาดผนัง เพดาน/ทาสีเดิมทับจุดที่สกปรกมืดทึบ เพอให้กลับมาอยู่ใน
สภาพสะท้อนแสงสว่างได้ดี
1.7.3 การควบคุมที่ตัวบุคคล ติดม่าน มู่ลี่กรองแสง และการใช้แผ่นจอกรองแสง หรือการใช้


อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคล (Personnel Protection Equipments) เช่น การใช้แว่นตาหรือ
หน้ากากกันแสง

2. อุณหภูมิที่ผิดปกติ (Temperature extreme)
2.1 ประเภทของอุณหภูมิที่ผิดปกติ

2.1.1 ความร้อน
ความร้อน (Heat) เป็นพลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกิดจากการสั่นและการชนกันของโมเลกุลและ
อะตอมของสสาร พลังงานความร้อนจะอยู่ในรูปของพลังงานจลน์ ความร้อนเป็นพลังงานที่อาจ
เปลี่ยนแปลงมาจากพลังงานรูปอนได้ เช่น จากพลังเคมี พลังงานไฟฟา พลังงานแสงและพลังงานกล โดย
ื่

ความร้อนในการท างานสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท (กองความปลอดภัยแรงงาน, ม.ป.ป. ) ได้แก่


1) ความร้อนแห้ง เป็นความร้อนที่มักเกิดจากอปกรณ์ในกรรมวิธีการผลิตที่มีการใช้
ความร้อน และบริเวณสถานที่ท างานมีความชื้นน้อย เช่น โรงงานเคลือบดินเผา เอาอฐ ถลุงเหล็ก รีด

เหล็ก ตีเหล็ก เป็นต้น

2) ความร้อนชื้น เป็นความร้อนที่เกิดจากกรรมวิธีผลิตแบบเปียก มีปริมาณไอน้ าใน
บรรยากาศสูง ได้แก่ หม้อไอน้ า โรงงานซักผ้า อบผ้า โรงงานผลิตเมล็ดกาแฟ เป็นต้น ซึ่งกระบวนการ
ผลิตด้วยความร้อนชื้นส่งผลให้เหงื่อระเหยได้ยาก ท าให้การระบายความร้อนของร่างกายท าได้ยากด้วย
2.1.2 ความเย็น

ปัจจัยที่ท าให้เกิดอนตรายจากความเย็น ได้แก่ ความชื้น ความเร็วลม การสัมผัสกับโลหะ

การสัมผัสกับสิ่งที่เปียกชื้น เสื้อผ้าที่สวมใส่ อายุ สุขภาพโดยทั่วไป สภาพที่จะท าให้คนเป็นอนตราย

มากขึ้นคือ บุคคลที่เป็นโรคภูมิแพ้ โรคเกี่ยวกับเส้นเลือด การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ อนตราย

ที่เกิดจากความเย็น ผิวหนังจะแข็งตัวเมื่ออุณหภูมิของอากาศลดลงน้อยกว่า –1 C ท าให้สูญเสียน้ าจาก

ผิวหนังและปอดซึ่งเป็นผลจากอากาศที่แห้ง

62




ในการท างานจะมีปัญหาจากอณหภูมิสูงมากกว่าอณหภูมิต่ า สมการสมดุลของการแลกเปลี่ยน
อุณหภูมิคิดได้จากสมการ (NIOSH, 2016)


S = M ± R ± C± K - E± D

S = อัตราการสะสมความร้อน

M = อัตราการเมตาโบลิซึม
R = อัตราการแลกเปลี่ยนความร้อนเรเดียน
C = อัตราการแลกเปลี่ยนความร้อนจากการพาความร้อน
K = อัตราการแลกเปลี่ยนความร้อนจากการน าความร้อน
E = อัตราการสูญเสียความร้อนจากการระเหยของเหงื่อ

D = ความร้อนที่ถ่ายเทด้วยการน าความร้อน

2.2 ชนิดและแหล่งของความร้อนที่มีอิทธิพลต่อร่างกายของคน ประกอบด้วย

2.2.1 ความร้อนจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร หรือกระบวนการเมตาโบลิซึม
(Metabolism) ค่าความร้อนที่ถูกผลิตขึ้นมาสามารถวัดได้จากปริมาณออกซิเจนที่หายใจเข้าไปในคน
ขณะพักผ่อนตามสบาย
2.2.2 ความร้อนจากการท างาน เมื่อคนเราออกก าลังกาย ท ากิจกรรมหรือท างาน ก็จะท า

ให้ร่างกายต้องการออกซิเจนเพมขึ้นด้วย ขณะก าลังท างานในลักษณะต่างๆ รวมทั้งค่าพลังงานความ
ิ่

ร้อนที่ผลิตขึ้นและค่าออกซิเจนที่ต้องการเป็นร้อยละของอตราสูงสุดของการใช้ออกซิเจน ที่ความ
ต้องการออกซิเจนตั้งแต่ร้อยละ 50 ของอัตราสูงสุดของการใช้ออกซิเจน
2.2.3 ความร้อนจากสิ่งแวดล้อม แหล่งก าเนิดความร้อนในสิ่งแวดล้อมที่ส าคัญแบ่ง

ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก ่
1) ความร้อนจากดวงอาทิตย์ กลุ่มบุคคลที่ต้องสัมผัสกับความร้อนจากดวงอาทิตย์
เป็นประจ าก็คือ กลุ่มคนที่ต้องท างานหนักกลางแจ้ง เช่น กรรมกร ชาวนา ชาวไร่ รวมทั้งทหาร นักกีฬา
กลางแจ้งทุกประเภท

2) ความร้อนจากกระบวนการผลิตในโรงงานอตสาหกรรม เช่น เครื่องจักรที่ให้

ความร้อน เตาเผา เตาหลอม หรือหม้อไอน้ า โรงงานหลอมหล่อโลหะ โรงงานรีดโลหะความผิดปกติ
ิ่

เนื่องจากความร้อน ได้แก่ อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น และร่างกายขาดน้ า เพมอตราการเต้นของหัวใจ

เพมความเหนื่อยล้า ปัจจัยของบุคคลที่มีผลต่อการเกิดอนตรายจากความร้อน ได้แก่ อายุ เพศ ความ
ิ่
อ้วน แอลกอฮอล์ ยา

2.3 ผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการสัมผัสอุณหภูมิที่ผิดปกติ
2.3.1 ผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการสัมผัสความร้อน ในภาวะที่ร่างกายมีอณหภูมิ


สูงขึ้น จะท าให้ระบบการท างานของศูนย์ควบคุมอณหภูมิของร่างกายท างานผิดปกติ ระบบการถ่ายเท
ความร้อนออกจากร่างกายไม่ได้ผล อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ส่งผลต่อความเหนื่อยล้าทางด้านร่างกาย

63



อารมณ์หงุดหงิด การตัดสินใจบกพร่อง ออนเพลียจากความร้อน เม็ดผด ตะคริว สูญเสียประสิทธิภาพ
ในการท างาน (จีรนันท์ จะเกร็ง, 2553) นอกจากนี้ยังมีรายงานผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการ

สัมผัสอณหภูมิสูงในระยะเวลายาวนาน ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
(Vangelova, Deyanov, & Ivanova, 2006) โรคไตเรื้อรัง (Tawatsupa, Lim, Kjellstrom, Seubsman, &
Sleigh, 2012) ปัญหาสุขภาพจิต (Tawatsupa, Lim, Kjellstrom, Seubsman, & Sleigh, 2010)

2.3.2 ผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการสัมผัสความเย็น ในภาวะที่ร่างกายสัมผัสอาการ
เย็น กระตุ้นการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
เฉียบพลัน โรคระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังจากการสัมผัสความเย็น นอกจากนี้ยังก่อให้เกิด
การบาดเจ็บจากการสัมผัสความเย็น เช่น ฟรอสไบท์ (Frostbite) ฟรอสนิฟ (Frostnip) ตลอดจนการ

เกิดอุบัติเหตุจากการลื่น ล้ม Mäkinen & Hassi, 2009)

2.4 การตรวจวัดความร้อน (วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557; พิรัชฎา มุสิกะพงศ์, 2555)

เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดอณหภูมิของสิ่งแวดล้อมในการท างาน คือ Wet Bulb globe
temperature: WBGT ใช้ง่ายเป็นดัชนีที่ใช้มาตรฐานส าหรับความเครียดจากความร้อนของ ACGIH
ื่
และ NIOSH ร่วมกับการประเมินภาระงาน ณ ขณะนั้น เพอน าไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานตาม
กฎกระทรวง ก าหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ

สภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับความร้อน พ.ศ. 2559 (ภาคผนวก ข)

2.4.1 การตรวจวัดค่าอณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (WBGT) ต้องทราบค่าของตัวแปรต่าง ๆ
ดังต่อไปนี้


1) อณหภูมิกระเปาะเปียก (Natural Wet bulb temperature: TNWB) คือ อณหภูมิ
ของอากาศที่วัดได้ด้วยเทอร์โมมิเตอร์ที่กระเปาะถูกหุ้มด้วยผ้าที่เปียกน้ ากลั่นอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีอากาศ
ไหลผ่าน อ้างอิงอุณหภูมิผิวหนังเมื่อเกิดการสูญเสียความร้อนจากการระเหยของเหงื่อ ณ ขณะนั้น

2) อุณหภูมิโกลบเทอร์โมมิเตอร์ (Globe temperature: TGT) คือ อณหภูมิของอากาศ
ที่วัดได้ด้วยเทอร์โมมิเตอร์ที่กระเปาะถูกหุ้มด้วยโกลบ ซึ่งท าจากโลหะทองแดงบางทรงกลมภายใน

กลวง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 นิ้ว ผิวด้านนอกทาด้วยสีด าด้าน ใช้ส าหรับอางองอณหภูมิจากการ



แผ่รังสีความร้อน ณ ขณะนั้น
3) อณหภูมิกระเปาะแห้ง (Dry bulb temperature: TDT) คือ อณหภูมิของอากาศที่


วัดได้ด้วยเทอร์โมมิเตอร์ชนิดปรอทที่มีการก าบังป้องกันเทอร์โมมิเตอร์จากแสงอาทิตย์และการแผ่รังสี
ความร้อน ใช้ส าหรับอ้างอิงอุณหภูมิของอากาศ ณ ขณะนั้น

64





























ภาพที่ 3.3 แสดงเครื่องวัดความร้อน (WBGT Heat Stress Monitor)
ที่มา: จาก สุขศาสตร์อุตสาหกรรม: ตระหนัก ประเมิน ควบคุม (น.203), พรพิมล กองทิพย์,

2560, กรุงเทพฯ: เบสท์ กราฟฟค อินเตอร์พริ้นท์


2.4.2 การประเมินภาระงาน (Workload) (วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557)

เป็นการประเมินพลังงานความร้อนที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารเพอให้ร่างกายใช้
ื่
ื่
ปฏิบัติงานต่าง ๆ ของผู้ปฏิบัติงาน โดยการเผาผลาญอาหารเพอการท างานของกล้ามเนื้อจะท าให้
พลังงานประมาณ 75-90% ถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนสะสมในร่างกาย ดังนั้นการท างานหนักย่อมมี
ความร้อนเกิดขึ้นในร่างกายสูงกว่าผู้ที่ท างานเบา และค่ามาตรฐานระดับความร้อนได้น าปัจจัยนี้มา


พจารณา โดยจ าแนกตามความหนักเบาของงานกับระดับความร้อนที่ได้รับ ISO 8996 ได้เสนอแนะ
วิธีการประเมินภาระงานอยู่ 4 วิธี ได้แก ่
1) วิธีการคัดกรอง (screening) เป็นการประเมินภาระงานแบบหยาบ ๆ ระบุระดับ
ภาระงานตามตารางแสดงอัตราการเผาผลาญอาหารส าหรับลักษณะอาชีพหรือกิจกรรม


1.1) การประมาณค่าอตราการเผาผลาญอาหารโดยการพจารณาตามอาชีพ มี

แนวคิดว่าผู้ที่มีอาชีพเดียวกันมักมีกิจกรรมในการปฏิบัติงานที่เหมือนกัน จึงสรุปได้ว่าผู้ปฏิบัติงานที่มี
อาชีพรวมกันควรจะมีอตราการเผาผลาญที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามในการท างานของแต่ละอาชีพ

อาจจะมีเพศ การใช้เทคโนโลยี การจัดการงาน ลักษณะชิ้นงาน ความเร็ว

ที่ไม่เท่ากันซึ่งอาจจะท าให้อตราการเผาผลาญอาหารแตกต่างกัน ดังนั้นในการก าหนดอตราการเผา


ผลาญอาหารจึงมีค่าเป็นช่วงผู้ประมาณค่าต้องใช้ดุลยพินิจในการเลือกค่าที่เหมาะสม

1.2) การประมาณค่าอตราการเผาผลาญอาหารโดยการพจารณาตามกิจกรรม


โดยจะจ าแนกอัตราการเผาผลาญตามลักษณะกิจกรรมในการท างาน แบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ พก
ต่ า ปานกลาง สูง และสูงมาก ก าหนดอัตราการเผาผลาญอาหารเป็นช่วงเช่นเดียวกับการพิจารณาตาม
อาชีพ โดยมาตรฐานตามกฎกระทรวง ก าหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความ

65


ปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับความร้อน พ.ศ. 2559 เลือกใช้วิธีนี้

ในการประเมินภาระงานของผู้ปฏิบัติงาน และหากกิจกรรมที่ต้องการประเมินไม่ปรากฏตามที่ก าหนดผู้

ประมาณค่าต้องใช้ดุลยพนิจในการเลือกค่าที่เหมาะสมตามความใกล้เคียงกับกิจกรรมที่ก าหนดไว้ตาม
มาตรฐานก าหนด โดยตามมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับความร้อน พ.ศ. 2559 ได้ก าหนดไว้ว่า

“งานเบา” หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงน้อยหรือใช้ก าลังงานที่ท าให้เกิดการเผาผลาญ


อาหารในร่างกายไม่เกิน 200 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เช่น งานเขียนหนังสือ งานพมพดีด งานบันทึก
ข้อมูล งานเย็บจักร งานนั่งตรวจสอบผลิตภัณฑ์ งานประกอบชิ้นงานขนาดเล็ก งานบังคับเครื่องจักร
ด้วยเท้า การยืนคุมงาน

“งานปานกลาง” หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงปานกลางหรือใช้ก าลังงานที่ท าให้เกิด
การเผาผลาญอาหารในร่างกายเกิน 200 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง ถึง 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เช่น งาน
ยก ลาก ดัน หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยแรงปานกลาง งานตอกตะปู งานตะไบ งานขับรถบรรทุกงาน
ขับรถแทรกเตอร์

“งานหนัก” หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงมากหรือใช้ก าลังงานที่ท าให้เกิดการเผา
ผลาญอาหารในร่างกายเกิน 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เช่น งานที่ใช้พลั่วตักหรือเครื่องมือลักษณะ
คล้ายกันงานขุด งานเลื่อยไม้ งานเจาะไม้เนื้อแข็ง งานทุบโดยใช้ค้อนขนาดใหญ่ งานยก หรือ

เคลื่อนย้ายของหนักขึ้นที่สูงหรือที่ลาดชัน
2) วิธีการสังเกต (observation) เป็นการประเมินโดยบันทึกขั้นตอนการท างานพร้อม
จับเวลา และประมาณค่าอตราการเผาผลาญอาหารของแต่ละขั้นตอนการท างานผู้ที่ประมาณค่าด้วย

วิธีนี้ควรมีความรู้เกี่ยวกับสภาพการท างานอย่างดี ประกอบไปด้วยการประมาณค่าอตราการเผาลาญ

อาหารส าหรับกิจกรรมที่พบเป็นประจ า โดยสิ่งที่ต้องเฝ้าสังเกตจะรวมถึง ส่วนของร่างกายที่เกี่ยวข้อง

กับงาน การออกแรงของร่างกายแต่ละส่วน ท่าทางขณะท างาน ความเร็วในการท างาน
3) วิธีการวิเคราะห์ (analysis) ประเมินภาระงานบนพนฐานของความสัมพนธ์

ื้
ระหว่างอัตราการเต้นของหัวใจและออกซิเจนที่ร่างกายใช้
4) วิธีเชี่ยวชาญ (expertise) ประเมินภาระงานโดยค านวณจากผลการวัดปริมาณการ
ใช้ออกซิเจนในขณะท างานแล้วเปลี่ยนเป็นค่าพลังงาน ซึ่งต้องกระท าโดยผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านอา
ชีวอนามัยและการยศาสตร์
ซึ่งในการประเมินทางด้านการท างานนิยมใช้ทั้งวิธีการคัดกรองและวิธีการสังเกตเป็นการ

ประเมินภาระงานเนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย ค่าใช้จ่ายน้อย และไม่รบกวนการท างานของผู้ถูกประเมิน
เหมาะส าหรับใช้ในภาคสนาม อย่างไรก็ตามทั้งสองวิธีดังกล่าว มีความคลาดเคลื่อนสูงเมื่อเทียบกับ
วิธีการวิเคราะห์ และวิธีเชี่ยวชาญ

66


2.5 การค านวณค่า WBGT

การค านวณค่า WBGT มี 2 แบบ คือ การค านวณส าหรับการท างานกับความร้อนใน
สภาพแวดล้อมในการท างานที่ไม่มีแสงอาทิตย์ และการค านวณส าหรับการท างานกับความร้อนใน
สภาพแวดล้อมในการท างานที่มีแสงอาทิตย์ (พรพิมล กองทิพย์, 2560; วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557)
1) การค านวณค่า WBGT ส าหรับการท างานกับความร้อนในสภาพแวดล้อมที่มีแสงอาทิตย์


WBGTin = 0.7NWB+0.3GT



เมื่อ
WBGTin คือ อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบส าหรับการท างานกับความร้อนใน
สภาพแวดล้อมที่มีแสงอาทิตย์
NWB คือ อุณหภูมิกระเปาะเปียก

GT คือ อุณหภูมิโกลบเทอร์โมมิเตอร์


2) การค านวณค่า WBGT ส าหรับการท างานกับความร้อนในสภาพแวดล้อมที่มีแสงอาทิตย์


WBGTout = 0.7NWB+0.2GT+0.1DT

เมื่อ

WBGTin คือ อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบส าหรับการท างานกับความร้อนใน
สภาพแวดล้อมที่ไม่มีแสงอาทิตย์
NWB คือ อุณหภูมิกระเปาะเปียก
GT คือ อุณหภูมิโกลบเทอร์โมมิเตอร์

DT คือ อุณหภูมิกระเปาะแห้ง

3) การค านวณค่า WBGT เฉลี่ย ส าหรับการท างานกับความร้อน


Average WBGT = (WBGT1)(t1)+(WBGT2)(t2) .+(WBGTn)(tn)
(t1) + (t2) +…..+(tn)

เมื่อ

Average WBGT คือ อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการท างาน
WBGT1,2,3,..,n คือ อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบในช่วงเวลาที่ t1, t2, t3,…..,tn
t1, t2, t3,…..,tn คือ ระยะเวลาที่เก็บอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบในแต่ละช่วง

67


การประเมินอนตรายท าได้โดยท าการตรวจวัดอณหภูมิ WBGT แล้วเปรียบเทียบกับกฎกระทรวง


ก าหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมใน
การท างาน พ.ศ. 2559 หมวดที่ 1 ความร้อน (ภาคผนวก ข) ที่ก าหนดให้ นายจ้างควบคุมและรักษา
ระดับความร้อนภายในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างท างานอยู่มิให้เกินมาตรฐาน ดังต่อไปนี้

(1) งานที่ลูกจ้างท าในลักษณะงานเบาต้องมีมาตรฐานระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอณหภูมิ
เวตบัลบ์โกลบ 34 องศาเซลเซียส
(2) งานที่ลูกจ้างท าในลักษณะงานปานกลางต้องมีมาตรฐานระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ย
อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 32 องศาเซลเซียส

(3) งานที่ลูกจ้างท าในลักษณะงานหนักต้องมีมาตรฐานระดับความร้อนไมเกินค่าเฉลี่ยอณหภูมิ

เวตบัลบ์โกลบ 30 องศาเซลเซียส


2.6 การควบคุมความเครียดจากความร้อน โดย พรพมล กองทิพย์ (2560) และ วันทนี พนธุ์

ประสิทธิ์ (2557) ได้เสนอนแนะวิธีการการควบคุมความเครียดจากความร้อน ไว้เป็น 3 วิธี
1) การควบคุมทางวิศวกรรม ได้แก่ การควบคุมการพาความร้อน การแผ่รังสีและการระเหย
ของเหงื่อ
1.1) การควบคุมการพาความร้อน สามารถท าได้โดยการปรับอณหภูมิของอากาศและ

ความเร็วลม เช่นการใช้ระบบระบายอากาศทั่วไป ระบบระบายอากาศเฉพาะที่ spot cooling จะช่วย
ควบคุมการแลกเปลี่ยนความร้อน
1.2) การควบคุมความร้อนเรเดียน สามารถท าได้โดย ลดอุณหภูมิของกระบวนการผลิต ใช้
ฉนวนหรือท าให้แหล่งของความร้อนเย็นลง ใช้แผ่นกั้นระหว่างแหล่งความร้อนและคนงาน
1.3) การควบคุมความร้อนจากการระเหยของเหงื่อ ความร้อนจะถูกระบายออกจาก

ร่างกายเมื่อมีการระเหยของเหงื่อจากผิวหนัง อตราและปริมาณของเหงื่อที่ระเหยจากผิวหนังขึ้นกับ

ความเร็วลมที่ผ่านผิวหนัง การเพิ่มความเร็วลมสามารถเพิ่มอัตราการระเหยของเหงื่อได้
2) การควบคุมทางด้านบริหารจัดการ อาจท าโดย

2.1) จ ากัดจ านวนคนและเวลาในการท างานในที่ร้อน
2.2) หมุนเวียนคนงานที่ท างานในที่ร้อน
2.3) ท างานที่ร้อนในช่วงเวลาที่เย็นของวัน
2.4) จัดเวลาท างานและพักผ่อนโดยให้มีช่วงพักมากขึ้น

2.5) คัดเลือกคนท างานที่มีสรีระเหมาะสมกับการท างานในที่ที่มีอากาศร้อน
2.6) เพมความทนต่อความร้อนให้คนงาน การคุ้นเคยกับความร้อนสามารถท าให้เกิดขึ้นได้ใน
ิ่

5-7 วันของการท างานในที่ร้อน ส าหรับคนที่มีประสบการณกับงานมาแล้ว การท าให้เกิดการคนเคยกับ
ุ้
ความร้อนควรจะท างานกับความร้อน 50% ในวันแรก, 60% ในวันที่ 2, 80% ในวันที่ 3 และ 100% ใน
วันที่ 4 ส าหรับคนงานใหม่ควรจัดให้ท างาน 20% ในวันแรก แล้วเพิ่มขึ้นที่ละ 20% ในแต่ละวัน
2.7) จัดให้มีน้ าดื่มบริการเพื่อใช้ดื่มทดแทนเหงื่อและปัสสาวะที่สูญเสียไป
2.8) ฝึกอบรมทางด้านสุขภาพและความปลอดภัย
2.9) การตรวจสุขภาพคนงานประจ าปี

68




3) การควบคุมที่ตัวบุคคล โดยการใช้อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคล (Personnel
Protection Equipments) เช่น การสวมใส่ชุดป้องกันความร้อน ถุงมือกันความร้อน

2.6 การควบคุมเพื่อลดความเครียดจากความเย็น แบ่งเป็น 3 วิธี (วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557)
1) การควบคุมทางวิศวกรรม ได้แก่ การควบคุมการพาความร้อน และการควบคุมการน า

ความร้อน
1.1) การควบคุมการพาความร้อน สามารถท าได้โดยมีการใช้เครื่องให้ความร้อนเฉพาะที่
ในการท างาน, ควรมีแผ่นกั้นบริเวณที่ท างานถ้ามีลมแรง, ความเร็วลมในห้องเย็นไม่ควรเกิน 1 m/s

ในขณะท างาน
1.2) การควบคุมการน าความร้อน สามารถท าได้โดย ควรมีอปกรณ์ที่ใช้จับวัสดุที่เป็น

โลหะ, หลีกเลี่ยงการออกแบบสถานีงานที่ท าด้วยโลหะ
2) การควบคุมทางด้านบริหารจัดการ อาจท าโดย
2.1) จ ากัดจ านวนคนและเวลาในการท างานในที่เย็น

2.2) หมุนเวียนคนงานที่ท างานในที่เย็น
ุ้
ื่
2.3) เพมความทนต่อความเย็นให้คนงาน โดยการจัดเวลาท างานเพอให้เกิดความคนเคย
ิ่
กับความเย็นเช่นเดียวกับการสัมผัสความร้อน
2.4) ควรจัดให้คนงานไปพักผ่อนในที่อบอุ่นเมื่อมีโอกาสเป็นระยะ ๆ
2.5) ควรจัดเครื่องดื่มอุ่น ๆ ที่ไม่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ หรือซุปไว้บริการ
2.6) ฝึกอบรมทางด้านสุขภาพและความปลอดภัย
2.7) การตรวจสุขภาพคนงานประจ าปี

3) การควบคุมที่ตัวบุคคล โดยการใช้อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคล (Personnel

Protection Equipments) เช่น การสวมใส่ชุดป้องกันความเย็น ถุงมือกันความเย็น ที่ครอบหู

3. เสียง (Sound) (วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557)

เสียง (Sound) เป็นรูปแบบของพลังงานที่คนรู้สึกได้โดยการได้ยิน เป็นสิ่งเร้าที่สมองมีการ
ตอบสนอง การรับรู้เสียงเป็นผลมาจากความรู้สึกที่ได้ยินเสียง
เสียงดัง (Noise) หมายถึง เสียงที่คนเราไม่ต้องการได้ยิน เสียงรบกวนการรับรู้ และเสียงที่เป็น
อันตรายต่อการได้ยิน ไม่มีเครื่องมือชนิดใดสามารถแยกความแตกต่างระหว่าง Sound และ Noise จะ

มีเฉพาะมนุษย์เท่านั้น
เสียงที่เราได้ยินสามารถวัดออกมาในรูปความดัง (Sound intensity) หรือความดันเสียง
(Sound level pressure) ที่เข้าสู่หู มีหน่วยเป็น เดซิเบล (dB)
ความถี่ (Frequency) เป็นจ านวนคลื่นเสียง ตั้งแต่ในส่วนของคลื่นเสียงที่เบาที่สุดจนถึงดัง

ที่สุด ที่ผลิตมาจากแหล่งกาเนิดเสียง วัดออกมาเป็นรอบต่อวินาที (Cycles per second) หรือ เฮิรตซ์

(Hertz) มนุษย์ได้ยินเสียงในช่วงความถี่ระหว่าง 20 – 20,000 Hz
เสียงที่เบาที่สุดที่คนปกติสามารถได้ยินในที่ที่เงียบมาก ๆ เรียกว่า Threshold of hearing
ระดับเสียงมาตรฐานคือเสียงที่มีความถี่ 1,000 Hz ค่า Threshold of hearing มีค่าเท่ากับความดัน

69


เสียงที่ 0 เดซิเบล ส่วนความดันเสียงที่มากที่สุดที่สามารถได้ยินโดยไม่มีความเจ็บปวดเรียกว่า

Threshold of pain จะมีค่าสูงกว่า Threshold of hearing ประมาณ 140 เดซิเบล
ปัจจัยเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน ได้แก่ ความเข้มของเสียงหรือความดังของเสียง ความถี่
เสียง ระยะเวลาการได้รับเสียงในแต่ละวัน จ านวนปีที่ท างาน อายุของคนงาน การสูญเสียการได้ยิน
และโรคเกี่ยวกับหู ลักษณะของสิ่งแวดล้อมที่เกิดเสียง ระยะทางจากแหล่งก าเนิดเสียง โรคเกี่ยวกับหู





















ภาพที่ 3.4 ความดังเสียงในระดับต่าง ๆ

3.1 ประเภทของเสียง (พรพิมล กองทิพย์, 2560) แบ่งเป็น 3 ประเภท

3.1.1 เสียงที่มีระดับเสียงคงที่ (Continuous noise) เป็นเสียงที่มีแถบเสียงกว้างมีระดับ
เสียงและความถี่ค่อนข้างคงที่ มีการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 วินาที ซึ่ง
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ย
ตลอดระยะเวลาการท างานในแต่ละวัน (ภาคผนวก ก) ก าหนดระดับเสียงที่ยอมให้คนงานได้รับเป็น
จ านวนชั่วโมงต่อวัน

3.1.2 เสียงเป็นครั้งคราว (Intermittent noise) เป็นการได้รับเสียงหลายๆครั้งในการ
ท างาน เช่น การท างานในที่เงียบๆแล้วมีการสลับไปอยู่ในที่มีเสียงดังในบางช่วงของการท างานเสียงดัง
เป็นครั้งคราวที่มีเป็นช่วงๆ ควรจะมีช่วงเวลาที่เกิดเสียงครั้งละมากกว่า 1 วินาที

3.1.3 เสียงกระทบ (Impact-type noise) เป็นเสียงที่มีลักษณะแหลมดัง เช่นเสียงระเบิด
ตอกค้อน ระยะเวลาการเกิดเสียงควรน้อยกว่า 0.5 วินาทีต่อครั้งและไม่ควรเกิดซ้ ากันมากกว่า 1 ครั้ง/
วินาที คนงานไม่ควรได้รับเสียงชนิดนี้ที่มีระดับความดันเสียงมากกว่า 140 dB


3.2 ผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการสัมผัสเสียง
European Agency for Safety and Health at Work (2005) กล่าวว่า ผลกระทบทางด้าน
สุขภาพของเสียงรบกวนในที่ท างาน สามารถจ าแนกได้เป็น ผลกระทบต่อร่างกาย (Physiological
effects) ผลกระทบต่อจิตใจ (Psychological effects) และ รบกวนชุมชน (Disturbance

communication)

70


3.2.1 ผลกระทบต่อร่างกาย ก่อให้เกิดภาวะการสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวและถาวร

คลื่นไส้ และท าให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ิ่
3.2.2 ผลกระทบต่อจิตใจ ท าให้ตกใจ ก่อให้เกิดความร าคาญ ความเครียด เพมโอกาสการ
เกิดอุบัติเหตุในการท างาน

3.2.3 รบกวนชุมชน รบกวนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ท าให้ผู้พดต้องใช้ระดับเสียง
เพิ่มขึ้นเพื่อแข่งกับเสียงรบกวนที่เกิดขึ้น รบกวนการนอนหลับ

3.3 การตรวจวัดระดับความเข้มเสียง สามารถประเมินได้ 2 แบบ
3.3.1 การวัดเสียงที่แหล่งก าเนิดเสียง (Source measurement) เป็นการหาลักษณะของ



เสียงที่มาจากแหล่งก าเนิดเสียงโดยที่แหล่งก าเนิดเสียงอาจเป็นอปกรณ์ชนิดเดียวหรืออปกรณ์หลาย
ชนิดหรืออาจพิจารณาโรงงานทั้งโรงงานทั้งโรงงานเป็นแหล่งก าเนิดเสียงชนิดหนึ่งก็ได้
3.3.2 การวัดเสียงในบรรยากาศ (Ambient-noise measurement) อาจเป็นการศึกษา

ระดับเสียงหรือการวิเคราะห์องค์ประกอบของเสียง จ านวนครั้งที่ท าการวัดและชนิดของอปกรณ์ที่ใช้
ขึ้นกับข้อมูลที่ต้องการ การวัดเสียงในบรรยากาศจะเป็นการวัดระดับเสียงที่ไม่มีแหล่งก าเนิดเสียงที่
แน่นอนหรือไม่ทราบแหล่งก าเนิดที่ชัดเจน
เมื่อประเมินความเข้มเสียงในการท างานแล้วให้น าไปเปรียบเทียบกับกฎกระทรวง ก าหนด

มาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการ
ท างาน พ.ศ. 2559 หมวดที่ 3 เสียง (ภาคผนวก ข) ซึ่งได้ก าหนดสาระส าคัญเกี่ยวกับค่ามาตรฐาน
เสียงไว้ว่า นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงมิให้ลูกจ้างได้รับสัมผัสเสียงในบริเวณสถานประกอบกิจการที่
มีระดับเสียงสูงสุด (Peak sound pressure level) ของเสียงกระทบหรือเสียงกระแทก (impact
or impulse noise) เกิน 140 เดซิเบล หรือได้รับสัมผัสเสียงที่มีระดับเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่

(continuous steady noise) เกินกว่า 115 เดซิเบลเอ ต้องควบคุมระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ย
ตลอดเวลาการท างานในแต่ละวัน (Time Weighted Average-TWA) มิให้เกินมาตรฐานตามที่

อธิบดีประกาศกาหนด โดย 8 ชั่วโมงการท างานยอมให้สัมผัสเสียง 85 เดซิเบลเอ และต้องมีการจัดท า
โครงการอนุรักษ์การได้ยิน

การประเมินระดับความดันเสียง (วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์, 2557) จะช่วยให้สามารถทราบว่า
เสียงจะมีผลต่อการสูญเสียการได้ยินอย่างไร โดยใช้เครื่องมือในการประเมินดังนี้
1) Sound level meter เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความดันเสียงที่เปลี่ยนแปลงไปในอากาศ

เครื่องมือชนิดนี้ใช้หาปริมาณเสียงที่ได้รับในช่วงเวลาที่ท าการตรวจวัด

71






อุปกรณ์ป้องกันลม (wind screen)

ไมโครโฟน







จอแสดงผล









ภาพที่ 3.5 แสดงเครื่องมือตรวจวัดความดันเสียงชนิด Sound level meter
ที่มา: จาก Sound level meter, โดย บริษัท 3เอ็ม จ ากัด, ม.ป.ป., https://www.3m.

co.th/ 3M/ th_TH

2) Noise dosimeter การวัดเสียงในต าแหน่งใดต าแหน่งหนึ่งในสิ่งแวดล้อมการท างานอาจ
ไม่เพยงพอที่จะประเมินระดับเสียงที่คนงานได้รับ เพราะคนงานอาจมีการย้ายไปในต าแหน่งที่มีระดับ

เสียงแตกต่างกัน




















ภาพที่ 3.6 แสดงเครื่องมือตรวจวัดปริมาณเสียงสะสมชนิด Noise dosimeter

ที่มา: จาก Noise dosimeter, โดย TSI Incorporated, ม.ป.ป., https://tsi.com/quest/

3) Octave-band analyzer เป็นการหาองค์ประกอบของเสียงว่าเป็นเสียงความถี่สูงหรือต่ า

เป็นสิ่งจ าเป็นเนื่องจากคนตอบสนองต่อเสียงที่ความถี่สูงและต่ าแตกต่างกัน เสียงความถี่สูงจะรบกวน
และท าให้เกิดการสูญเสียการได้ยินมากกว่าเสียงความถี่ต่ า

72


3.4 การค านวณค่าความเข้มเสียง

เมื่อด าเนินการตรวจวัดระดับความเข้มของเสียงแล้วจ าเป็นต้องน ามาค านวณค่าความเข้มเสียง
เนื่องจากในสภาพการท างานนั้นแหล่งก าเนิดเสียงอาจไม่ได้เกิดจากแหล่งเดียว หรือไม่
สามารถตรวจวัดระดับความเข้มเสียงเพียงครั้งเดียวเพื่อการประเมินระดับความเข้มเสียงที่ผู้ปฏิบัติงาน
สัมผัสตลอดระยะเวลาการท างานได้ โดยสูตรที่ใช้ในการค านวณมี ดังนี้


สูตรที่ 1 ค านวณหาระดับความดันเสียงรวม



Lp = 10log(10 sp1/10 + 10 sp2/10 +…….+ 10 spn/10 )

โดย
Lp คือ ระดับความดันเสียงรวม

Sp คือ ระดับความดันเสียงในแต่ละที่ที่ตรวจวัด


ตัวอย่างเช่น ตรวจวัดระดับความดันเสียงของเครื่องจักรที่ 1 ได้ 90 dBA, เครื่องจักรที่ 2 ได้
110 dBA และเครื่องจักรที่ 3 ได้ 100 dBA หากเครื่องจักรทุกตัวเปิดท างานพร้อมกันจะมีความดัน

เสียงรวมเป็นเท่าไร

Lp = 10log(10 90/10 + 10 110/10 + 10 100/10 ) = 110.45 dBA

สูตรที่ 2 ค านวณหาระยะเวลาที่ยอมให้คนงานได้รับเสียงที่ระดับนั้น


t = 8
2 (SPL-85)/3


โดย
t คือ ระยะเวลา (จ านวนชั่วโมง)ที่ยอมให้คนงานได้รับเสียงที่ระดับนั้น
SPL คือ ระดับเสียงเป็น dBA


ตัวอย่างเช่น ตรวจวัดระดับความดันเสียงในแผนก A เมื่อเปิดเครื่องจักรพร้อมกันทั้งหมด วัด
ความเข้มเสียงได้ 110 dBA เพอความปลอดภัยในการท างานจงค านวณหาระยะเวลาที่ยอมให้คนงาน
ื่
ได้รับเสียงที่ระดับนั้น


t = 8 = 1.5 ชั่วโมง
2 (110-85)/3


Click to View FlipBook Version