73
สูตรที่ 3 ค านวณปริมาณเสียงที่ได้รับ EM (mixed exposure) เทียบกับมาตรฐาน OSHA
Noise Standard หาได้จากสูตรดังนี้
EM = C1 + C2 +…….. Cn
T1 T2 Tn
โดย
C คือ ระยะเวลา (จ านวนชั่วโมง) ที่คนงาน
ได้รับเสียงที่ระดับหนึ่ง
T คือ ระยะเวลา (จ านวนชั่วโมง) ที่ยอมให้
คนงานได้รับเสียงที่ระดับนั้น
EM > 1 แสดงว่าคนงานได้รับเสียงที่ระดับหนึ่ง
ถ้า EM = 1 คิดเป็น daily noise dose (D) = 100%
ตัวอย่างเช่น คนงานท าเฟอร์นิเจอร์ได้รับเสียงดังนี้
97 dBA 3.75 hr
92 dBA 2 hr
95 dBA 2 hr
EM = 3.75 + 2 + 2 = 2.08
3 6 4
Daily noise dose (D) = 208%
สูตรที่ 4 ค านวณระดับเสียงเฉลี่ยเป็น dBA ที่ได้รับใน 8 ชั่วโมง
TWAeq = 90+16.61 log (D/100)
โดย
TWAeq คือระดับเสียงเป็น dBA ที่ได้รับใน 8 ชั่วโมง
D คือ Daily noise dose เป็น %
ตัวอย่างเช่น จากค่า Daily noise dose = 208%
TWAeq = 90+16.61 log (208/100) = 95.3 dBA
74
3.5 การควบคุมเพื่อลดความเข้มเสียง โดย พรพิมล กองทิพย์ (2560) และ วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์
(2557) ได้เสนอวิธีการควบคุมเพื่อลดความเข้มเสียงแบ่งเป็น 3 วิธี
1) การควบคุมทางวิศวกรรม
1.1) การบ ารุงรักษาเครื่องมือ เครื่องจักรอย่างสม่ าเสมอ
1.2) การเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีเสียงเบา เช่น การใช้ระบบ Hydraulic
1.3) ใช้การ์ดปิดคลุมเครื่องจักรที่มีเสียงดัง หรือใช้ฉากกั้นบริเวณที่มีเสียงดัง
1.4) แยกกระบวนการผลิตที่มีเสียงดังให้เป็นสัดส่วน
2) การควบคุมทางด้านบริหารจัดการ อาจท าโดย
2.1) จ ากัดจ านวนคนและเวลาในการท างานในที่ที่มีเสียงดัง
2.2) หมุนเวียนคนงานที่ท างานในที่ที่มีเสียงดัง
2.3) ฝึกอบรมทางด้านสุขภาพและความปลอดภัย
2.4) การตรวจสุขภาพคนงานประจ าปี
ั
ุ
3) การควบคุมที่ตัวบุคคล โดยการใช้อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคล (Personnel
Protection Equipments) เช่น การสวมใส่ปลั๊กอุดหู (Ear plug) หรือ สวมใส่ที่ครอบหู (Ear muff)
บทสรุป
ปัจจัยทางกายภาพในการประกอบอาชีพสามารถพบได้ขณะการปฏิบัติงาน เช่น แสงสว่าง
ความร้อน เสียง เป็นสิ่งคุกคามที่สามารถพบได้ในงานทั่วไปทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ
อันตรายจากการสัมผัสแสงสว่างสามารถเกิดจากการสัมผัสแสงสว่างที่น้อยเกินไปและการสัมผัสแสงที่
จ้าเกินไป การตรวจวัดความเพยงพอของระดับแสงสว่างในการท างานสามารถวัดได้ด้วยเครื่องลักซ์
ี
ุ
มิเตอร์ (Lux meter) ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสอณหภูมิที่ผิดปกติสามารถประเมินได้จากการ
ุ
ุ
ตรวจวัดอณหภูมิด้วยอณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (WBGT) ร่วมกับการประเมินภาระงานควบคู่กันไป
เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวได้น าปัจจัยที่ส่งผลต่ออตราการสะสมความร้อนในร่างกายมาค านวณ
ั
อณหภูมิที่ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสจริง และการท างานกับเสียงโดย ได้ก าหนดค่ามาตรฐานไว้ คือ ก าหนด
ุ
โดย 8 ชั่วโมงการท างานยอมให้สัมผัสเสียง 85 เดซิเบลเอ และต้องมีการจัดท าโครงการอนุรักษ์การได้
ยิน การประเมินระดับความเข้มเสียงสามารถประเมินได้โดยการใช้เครื่อง Sound level meter เมื่อ
ได้ค่าจากการตรวจประเมินสิ่งคุกคามแล้วสามารถน ามาน าไปเปรียบเทียบกับกฎกระทรวง ก าหนด
มาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการ
ท างาน พ.ศ. 2559 เพื่อวางแผนการวางแผนการป้องกันและควบคุมสิ่งคุกคามต่อไป
75
ค าถามท้ายบท
๐
1. การวัดความร้อนภายในอาคารได้ค่า Globe temperature = 33 C และ Natural wet
๐
bulb temperature = 32 F ให้หาค านวณค่า WBGT และให้นักศึกษาวางแผนการควบคุมความร้อน
ที่เกิดขึ้น
2. การวัดความร้อนภายนอกอาคารได้ค่า Globe temperature = 37 , Natural wet bulb
๐
๐
๐
temperature = 34 F และ Natural dry bulb temperature = 36 F ให้ค านวณหาค่า WBGT
และให้นักศึกษาวางแผนการควบคุมความร้อนที่เกิดขึ้น
3. คนงานท างานเป็นเวลา 8 ชั่วโมงมีคา WBGT ที่ช่วงเวลาต่าง ๆ ดังนี้ 2 ชั่วโมง แรกเป็น 31 C
่
๐
๐
ในช่วง 4 ชั่วโมง มีค่า WBGT 29 C ใน 1 ชั่วโมง ต่อมามีค่า 32 C และใน 1 ชั่วโมงสุดท้ายเป็น 27 ๐
๐
C ให้ค านวณหาค่าเฉลี่ยของ WBGT และให้นักศึกษาวางแผนการควบคุมความร้อนที่เกิดขึ้น
4. ให้ค านวณความดันเสียงของแหล่งก าเนิดเสียง 3 แห่ง เมื่อให้เฉพาะแหล่งก าเนิดเสียงที่ 1
ท างาน Lp = 86 dB เฉพาะแหล่งก าเนิดเสียงที่ 2 ท างาน Lp = 84 dB และเฉพาะแหล่งกาเนิดเสียงที่
3 ท างาน Lp = 89 dB ถ้าให้ 3 แหล่งท างานพร้อมกันจะได้ Sound pressure level เป็นเท่าไร และ
ให้นักศึกษาวางแผนการควบคุมความเข้มเสียงที่เกิดขึ้น
5. เมื่อคนงานท างานเป็นเวลา 8 ชั่วโมงให้ค านวณหาจ านวนชั่วโมงที่ยอมให้คนงานได้รับเสียง
ตามมาตรฐาน OSHA ที่ระดับเสียง 102 dBA และให้นักศึกษาวางแผนการควบคุมความเข้มเสียงที่
เกิดขึ้น
6. คนงานได้รับเสียงดังนี้
85 dBA 3.75 hr
90 dBA 2 hr
95 dBA 2 hr
110 dBA 0.25 hr
จงค านวณ Daily noise dose และหาระดับเสียงเฉลี่ยตลอดการท างาน
เอกสารอ้างอิง
กฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และด าเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559. ราช
กิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนที่ 91 ก.
ก
กองความปลอดภัยแรงงาน . (ม.ป.ป). ความเข้มแสงสว่างในสถานที่ท างาน. กรุงเทพฯ: สถาบันความ
ปลอดภัยในการท างาน. สืบค้นจาก http://www.oshthai.org/attachments/article/
156/156.pdf.
ข
กองความปลอดภัยแรงงาน , (ม.ป.ป). สภาพความร้อนในบริเวณการท างาน. กรุงเทพฯ: สถาบันความ
ปลอดภัยในการท างาน. สืบค้นจาก http://www.oshthai.org/attachments/ article/
155/155.pdf.
76
จีรนันท์ จะเกร็ง. (2553, พฤษภาคม). ผลกระทบต่อสุขภาพกายจากการสัมผัสความร้อนขณะท างาน
ในกลุ่มคนท านาเกลือ จังหวัดสมุทรสงคราม. วิทยานิพนธ์รวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง. 2561. ราชกิจจา
นุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 39 ง.
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ย
ตลอดระยะเวลาการท างานในแต่ละวัน. 2561. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 19 ง.
ิ
พรัชฎา มุสิกะพงศ์. (2555). เอกสารประมวลสาระวิชา 618348: การเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างด้าน
ุ
สุขศาสตร์อตสาหกรรม. นครราชสีมา: สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ส านักวิชา
แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
พรพมล กองทิพย์. (2560). สุขศาสตร์อตสาหกรรม: ตระหนัก ประเมิน ควบคุม. กรุงเทพฯ: เบสท์
ิ
ุ
กราฟฟิค อินเตอร์พริ้นท์.
วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์. (2557). สุขศาสตร์อตสาหกรรม: กลยุทธ์ ประเมิน ควบคุม และจัดการ.
ั
ุ
กรุงเทพฯ: หจก.เบสท์ กราฟฟิค เพรส.
อนามัย เทศกะทึก. (2553). อาชีวอนามัยและความปลอดภัย. กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์.
European Agency for Safety and Health at Work (2005). Factsheet 57 - The impact of
noise at work. Belgium: U.S. Department of Labor.
Justine, M. K. & Yonghong, Y. (2019). Effects of Lighting Quality on Working Efficiency of
Workers in Office Building in Tanzania. JESPH. 2019, 1-12.
Mäkinen, T. M. & Hassi, J. (2009). Health Problems in Cold Work. Ind health, 47(3). 207-20.
NIOSH. (2016). NIOSH criteria for a recommended standard: occupational exposure to
heat and hot environments. U.S. Department of Health and Human Services,
Centers for Disease Control and Prevention, National Institute for Occupational
Safety and Health, DHHS (NIOSH) Publication 2016-106.
Smolders, K. C. H. J., de Kort, Y. A. W., & van den Berg, S. M. (2013). Daytime light exposure and
feelings of vitality: Results of a field study during regular weekdays. J. Environ. Psychol.,
36, 270-279.
Tawatsupa, B., Lim, L. L, Kjellstrom, T., Seubsman, S. A., & Sleigh, A. (2010). The Thai
Cohort Study Team the association between overall health, psychological
distress, and occupational heat stress among a large national cohort of 40,913
Thai workers. Glob Health Action, 3, 1-10.
Tawatsupa, B., Lim, L. L, Kjellstrom, T., Seubsman, S. A., & Sleigh, A. (2012). Thai Cohort
Study Team Association between occupational heat stress and kidney disease
among 37,816 workers in the Thai Cohort Study (TCS). J Epidemiol, 22, 251–60.
Vangelova, K., Deyanov, C., Ivanova, M. (2006). Dyslipidemia in industrial workers in hot
environments. Cent Eur J Public Health, 14, 15–7.
77
แผนบริหารการสอนประจ าบทที่ 4
เนื้อหา
ปัจจัยทางด้านเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน
1. ประเภทของสารเคมี
1.1 จ าแนกประเภทของสารเคมีสถานะทางกายภาพ
1.2 ระบบจ าแนกประเภทของสารเคมีและวัตถุอนตรายส าหรับการเก็บรักษาและการขนส่ง
ั
1.3 ระบบการจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมและการติดฉลากสากล (Globally Harmonized
ี
System of Classification and Labeling of Chemicals, GHS)
่
1.4 จ าแนกประเภทของสารเคมีตามคุณสมบัติการกอมะเร็ง
2. Material Safety Data Sheet (MSDS)
3. ปัจจัยที่ส าคัญต่อการได้รับสัมผัสสารเคมีและการเกิดพิษจากการท างาน
4. กระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อสารเคมีเข้าสู่ร่างกายและปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย
4.1 พิษจลนศาสตร์ (Toxicokinetics)
4.2 พิษพลศาสตร์ (Toxicodynamics)
5. ผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการสัมผัสปัจจัยทางด้านเคม ี
6. การตรวจวัดความเข้มข้นของฝุ่นในอากาศ
7. การตรวจวัดความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศ
8. Threshold limit values (TLVs)
9. การตรวจระดับโคลีนเอสเตอเรสในเลือด
10. การควบคุมอันตรายจากปัจจัยทางเคมีจากการประกอบอาชีพ
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. อธิบายประเภทของสารเคมี ได้ถูกต้อง
2. สามารถใช้ข้อมูลจาก Material Safety Data Sheet (MSDS) ในการป้องกันและควบคุม
ปัจจัยทางเคมีได้
3. อธิบายปัจจัยที่ส าคัญต่อการได้รับสัมผัสสารเคมีและการเกิดพิษจากการท างานได้ถูกต้อง
4. อธิบายกระบวนการพิษจลนศาสตร์ (Toxicokinetics) ได้ถูกต้อง
5. อธิบายกระบวนการพิษพลศาสตร์ (Toxicodynamics) ได้ถูกต้อง
6. อธิบายวิธีการตรวจวัดฝุ่นและสารเคมีในอากาศได้ถูกต้อง
7. อธิบายค่า Threshold limit values (TLVs) ได้ถูกต้อง
8. อธิบายวิธีการตรวจระดับโคลีนเอสเตอเรสในเลือดได้ถูกต้อง
9. อธิบายการควบคุมอันตรายจากปัจจัยทางเคมีจากการประกอบอาชีพได้
78
ื่
10. เพอให้ผู้เรียนสามารถวางแผนกิจกรรมการการตรวจวัดปัจจัยทางเคมีในการท างาน และ
วางแผนควบคุมเพื่อสุขภาพของแรงงานในชุมชนได้
ื่
11. เพอให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ไปใช้ในการด าเนินงานทางด้านอาชีวอนามัยและ
ความปลอดภัยเบื้องต้นในชุมชนได้
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. จัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) โดยการแบ่งกลุ่ม
ึ
นักศกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์เนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง ๆ
ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้
ั
2. บรรยายสรุปด้วย PowerPoint เนื้อหาหัวข้อ ปัจจัยทางด้านกายภาพที่ก่อให้เกิดอนตราย
จากการท างาน ทั้ง 11 หัวข้อโดยผู้สอน
3. แบ่งกลุ่มนักศึกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์กรณีตัวอย่างปัจจัยทางด้านเคมีที่ก่อให้เกิด
อันตรายจากการท างาน และร่วมกนอภิปราย ซักถาม จากนั้นผู้สอนให้ข้อเสนอแนะ และน าส่งผลการ
ั
วิเคราะห์
4. สาธิตและฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ การ
ตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือด ตามโจทย์สถานการณ์ที่ก าหนด (ภาคผนวก ก ปฏิบัติการที่ 4)
5. ตอบค าถามท้ายบทท้ายบท
ั
6. มอบหมายงานค้นคว้าเรื่องปัจจัยทางด้านชีวภาพที่ก่อให้เกิดอนตรายจากการท างานเพอ
ื่
ท ากิจกรรมกลุ่มในสัปดาห์ต่อไป
สื่อการเรียนการสอน
1. สื่อ PowerPoint เนื้อหาในหัวข้อปัจจัยทางด้านเคมีที่ก่อให้เกิดอนตรายจากการท างาน
ั
ทั้ง 9 หัวข้อ
2. แหล่งข้อมูล
2.1 เอกสารวิชาการ เรื่อง องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงจากการสัมผัส
สารเคมีกาจัดศัตรูพืชโดยกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส ส าหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหน่วยบริการ
สุขภาพปฐมภูมิ ของส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม สืบค้นจาก
http://envocc.ddc.moph.go.th/uploads/media/manual/Crp.pdf โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
3. เอกสารค าสอนวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของอาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา
4. หนังสือ เอกสาร ต าราอื่น ๆ
4.1 หนังสือสุขศาสตร์อตสาหกรรม: กลยุทธ์ การประเมิน ควบคุม และจัดการของ
ุ
รองศาสตราจารย์.ดร.วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์ สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
ั
(613.62 ว115ส 2557)
79
4.2 หนังสืออาชีวอนามัยและความปลอดภัย ของรองศาสตราจารย์.ดร.อนามัย (ธีร
วิโรจน์) เทศกะทึก สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (613 6 อ152อ 2553)
การวัดผล
1. การสังเกตการอภิปราย ความสนใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่มและการเรียน
การสอนในห้องเรียน
2. ผลการสรุปเนื้อหาจากการสืบเสาะหาความรู้ในแต่ละหัวข้อ
3. ผลการฝึกการระบุ วิเคราะห์กรณีตัวอย่างปัจจัยทางด้านเคมีที่ก่อให้เกิดอนตรายจากการ
ั
ท างานที่ได้รับมอบหมาย
4. ผลการการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ การตรวจคัด
กรองความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีก าจัดศัตรูพชโดยกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส ตามโจทย์
ื
สถานการณ์ที่ก าหนด
5. การตรวจแบบฝึกหัดท้ายบท
80
81
บทที่ 4
ปัจจัยทางด้านเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน
ปัจจัยทางเคมี (Chemical Hazards) ในการประกอบอาชีพที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับสัมผัสมีหลาย
่
รูปแบบ ได้แก ฝุ่น (Dust) ฟูม (Fume) ละออง (Mist) ไอ (Vapour) แก๊ส (Gas) ควัน (Smoke) ตัวท า
ละลาย (Solvent) เป็นต้น ที่อาจท าให้เกิดอนตรายต่อสุขภาพอนามัยจากการหายใจหรือโดยการ
ั
ั
สัมผัสทางผิวหนังเข้าสู่ร่างกายเป็นหลัก อตราความเสี่ยงต่อการได้รับสารเหล่านี้อาจขึ้นอยู่กับ
คุณสมบัติของสารนั้น ๆ รวมกับความไวของในแต่ละบุคคลของผู้ปฏิบัติงาน
1. ประเภทของสารเคม ี
1.1 จ าแนกประเภทของสารเคมีสถานะทางกายภาพ แบ่งเป็น 4 ประเภท
1.1.1 อนุภาค (Particle) ดังที่กล่าวไว้ในบทที่ 2 อนุภาคทส่งผลกระทบต่อร่างกายสามารถแบ่ง
ี่
ได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) อนุภาคที่มีขนาดอนุภาคที่ (Diameter cut point) 100 ไมครอน จะติดที่
จมูก คอหอย ทางเดินหายใจส่วนบน จะเรียก Inhalable dust 2) อนุภาคที่มีขนาดอนุภาคที่
(Diameter cut point) 10 ไมครอน จะสามารถผ่านเข้าและเป็นอนตรายต่อทางผ่านของอากาศ และ
ั
ส่วนแลกเปลี่ยนแก๊ส ซึ่งเริ่มตั้งแต่กล่องเสียง หลอดลม หลอดลมเล็ก และหลอดลมฝอย จะเรียก
Thoracic dust และ 3) อนุภาคทมีขนาดอนุภาคท (Diameter cut point) 3.5-4 ไมครอน จะสามารถ
ี่
ี่
ผ่านเข้าถึงถุงลม (alveoli) ในปอดได้ เรียกว่า respirable dust โดยทั่วไปคนจะมองเห็นอนุภาคขนาด
้
50 ไมครอนได้ แต่ถาความเข้มข้นของอนุภาคสูงมากก็สามารถมองเห็นได้แม้ว่าอนุภาคมีขนาดเล็กก็ตาม
อนุภาคสามารถแบ่งตามรูปร่างลักษณะ ดังนี้ (ACGIH, 1994; พรพิมล กองทิพย์, 2560)
ุ้
1) ฝุ่น (Dust) เป็นอนุภาคของแข็งที่ฟงกระจายในอากาศ ฝุ่นเกิดจากการ บด ตี ทุบ
ิ
กระแทก หรือการท าให้แตกด้วยความร้อนของสารอนทรีย์และสารอนินทรีย์ เช่น หิน แร่ โลหะ ถ่าน
หิน ไม้ และพืช เป็นต้น ฝุ่นเป็นอนุภาคที่มีขนาดตั้งแต่ 0.1-100 ไมครอน
2) ฟม (Fumes) เป็นอนุภาคของแข็งที่เกิดเมื่อสารเปลี่ยนสถานะจากของแข็งที่
ู
หลอมเหลวกลายเป็นไอ เมื่อไอที่ร้อนลอยตัวขึ้นพบกับอากาศที่เย็นกว่า จะเกิดการควบแน่นเป็น
ของแขงอีกครั้งหนึ่ง ฟมมขนาดเล็กมากเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 1 ไมครอน ตัวอย่างของฟูม เช่น ฟม
็
ี
ู
ู
ของโลหะออกไซด์เกิดจากการหลอมโลหะ โลหะจะกลายเป็นไอแล้วรวมกับออกซิเจนได้เป็นโลหะ
ออกไซด์ เช่น ตะกั่วออกไซด์ เป็นต้น
3) ควัน (Smoke) ประกอบด้วยอนุภาคคาร์บอนหรือเขม่าที่มีขนาดน้อยกว่า 0.1
ไมครอน ควันเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสารประกอบที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เช่น
ถ่านหินหรือน้ ามัน ตัวอย่างของควันได้แก่ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสียรถยนต์ เป็นต้น
82
ุ้
4) ละออง (Mists) เป็นอนุภาคของเหลวที่ไม่เกิน 10 ไมครอน ฟงกระจายอยู่ในอากาศ
โดยทั่วไปละอองเกิดจากการควบแน่นของแก๊สไปเป็นของเหลว หรือการแตกตัวของของเหลวไปเป็น
ภาวะที่ฟุ้งกระจายได้ เช่นละอองกรดจากการชุบโลหะ ละอองของสีจากการพ่นสี เป็นต้น
1.1.2 เส้นใย (Fiber) ได้แก่ วัสดุที่มีขนาดเล็ก มีความยาวเหนียวและยาวคล้ายเส้นด้าย ซึ่งเกิด
จากการบด การตัด ทุบ กระแทก และการท าเหมือง มีต้นก าเนิดจาก แร่ พชสัตว์ หรือใยสังเคราะห์
ื
เช่น เส้นใยแอสเบสตอส เส้นใยฝ้าย
1.1.3 ตัวท าละลาย (Solvents) คือ สารที่มีความสามารถ ในการท าให้สารต่าง ๆ ละลายได้
โดยไม่ท าปฏิกิริยาเคมีกับสารนั้น เช่น น้ า และของเหลวอน ๆ ที่มีองค์ประกอบของคาร์บอน ซึ่ง
ื่
สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก ่
1) Aqueous solvent (Water-based) หมายถึง ตัวท าละลายที่มีน้ าเป็นองค์ ประกอบ
ั
ั
มีอนตรายต่อระบบต่าง ๆ น้อย สารกลุ่มนี้ระเหยได้น้อย อนตรายที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับสาร ได้แก่ การ
ระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ เป็นต้น
2) Organic solvent (Hydrocarbon-based) หมายถึง สารที่มีคาร์บอนเป็นองค์
ประกอบ มีลักษณะ เป็นของเหลวสามารถละลายสารอื่นได้ สารท าละลายอินทรีย์ส่วนใหญ่มีคุณสมบัติ
ิ
ระเหยได้ง่าย จึงมักเรียกว่า สารตัวท าละลายอนทรีย์ (Volatile Organic Compounds) มีกลิ่น
ื่
เฉพาะตัว ละลายไขมันและสารเคมีอนได้ดี ในภาคเกษตรกรรมใช้ส าหรับกระบวนการผลิตปุ๋ยและ
ุ
ื
สารเคมีก าจัดศัตรูพชบางชนิด ในส่วนภาคอตสาหกรรมใช้เป็นสารชะล้างสกัดสารในภาคบริการ เช่น
การชะล้างในห้องปฏิบัติการในโรงพยาบาล และเป็นส่วนผสมของน้ ามันในสถานีบริการน้ ามัน (สุทัศน
ี
มังคละคีรี, 2557) ยกตัวอย่างเช่น เบนซีน (Benzene) โทลูอน (Toluene) ไซลีน (Xylenes) สไตรีน
(Styrene) คลอโรฟอร์ม (Chloroform) และ อะซีโตน (Acetone) เป็นต้น
1.1.4 แก๊สและไอระเหย (Gas and Vapour)
1) แก๊ส (Gases) เป็นสารที่ไม่มีรูปร่าง สามารถกระจายเต็มภาชนะ บรรจุแก๊สเป็น
สถานะที่โมเลกุลไม่ติดกัน เป็นสารที่อยู่ในสถานะแก๊สที่อุณหภูมิและความดันปกติ เช่น ไนโตรเจน
2) ไอ (Vapors) เป็นสภาวะของสารที่เป็นของแข็งหรือของเหลวที่อณหภูมิปกติ แล้ว
ุ
ุ
กลายเป็นไอ เมื่ออณหภูมิสูงขึ้น เช่น ทินเนอร์เป็นของเหลวที่อณหภูมิปกติของเหลวที่มีจุดเดือดต่ าจะ
ุ
ระเหยกลายเป็นไอได้ง่ายที่อุณหภูมิสูง
1.2 ระบบจ าแนกประเภทของสารเคมีและวัตถุอันตรายส าหรับการเกบรักษาและการขนส่ง
็
ั
ในประเทศไทยยังมีการก าหนดนิยามของสารเคมีอนตรายไว้ในกฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานใน
การบริหาร จัดการ และด าเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน
เกี่ยวกับสารเคมีอนตราย พ.ศ. 2556 ว่า “สารเคมีอนตราย” หมายความว่า ธาตุ สารประกอบ หรือ
ั
ั
สารผสม ซึ่งมีสถานะเป็นของแขง ของเหลว หรือแกส ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเส้นใย ฝุ่น ละออง ไอ หรือ
๊
็
ฟูม ที่มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างรวมกัน ดังต่อไปนี้
(1) มีพษ กัดกร่อน ระคายเคือง ซึ่งอาจท าให้เกิดอาการแพ การก่อมะเร็ง การเปลี่ยนแปลง
ิ
้
ทางพันธุกรรม เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือสุขภาพอนามัย หรือท าให้ถึงแก่ความตาย
83
(2) เป็นตัวท าปฏิกิริยาที่รุนแรง เป็นตัวเพมออกซิเจนหรือไวไฟ ซึ่งอาจท าให้เกิดการระเบิด
ิ่
หรือไฟไหม้
ั
1.2.1 การจ าแนกประเภทของสารเคมีและวัตถุอนตรายเพื่อการขนส่ง (ราชกิจจานุเบกษา,
2553)
ั
ส าหรับการจ าแนกประเภทของวัตถุอนตรายในประเทศไทยกรมการขนส่งทางบกได้ออก
ั
ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง ก าหนดประเภทหรือชนิดของวัตถุอนตราย ซึ่งเป็นไปตาม
ข้อก าหนดขององค์การสหประชาชาติ โดยนิยามว่า “วัตถุอนตราย” หมายถึง สาร สิ่งของวัตถุ หรือ
ั
ั
วัสดุใด ๆ ที่อาจเกิดอนตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของคน สัตว์ ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม
ระหว่างท าการขนส่ง โดยประกาศนี้ กรมการขนส่งทางบกได้แบ่งประเภทของวัตถุอันตรายออกเป็น 9
ประเภท (Classes) ตามคุณสมบัติความเป็นอันตรายของสาร (กรมควบคุมมลพิษ, 2544)
ประเภทที่ 1 วัตถุระเบิด (Explosive substances) เป็นสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดการ ระเบิด
ขึ้นได้แบ่งออกเป็น 6 ประเภทย่อยด้วยกัน
ประเภทที่ 1.1 ประเภทที่ 1.2 ประเภทที่ 1.3
ประเภทที่ 1.4 ประเภทที่ 1.5 ประเภทที่ 1.6
ภาพที่ 4.1 แสดงป้ายสัญลักษณ์ประเภทของวัตถุระเบิด
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
ประเภทที่ 1.1 วัตถุทอาจก่อให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงและเฉียบพลันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น
ี่
เชื้อปะทุ ลูกระเบิด เป็นต้น
ั
ประเภทที่ 1.2 วัตถุที่อาจก่อให้เกิดอนตรายโดยการกระจายของสะเก็ดระเบิดแต่ไม่ใช่การ
ระเบิดอย่างรุนแรงและเฉียบพลันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น กระสุนปืน ทุ่นระเบิด ชนวนปะทุ เป็นต้น
ประเภทที่ 1.3 วัตถุทอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการระเบิดเล็กน้อยเมื่อเกิดอคคภัยหรือสัมผัส
ี
ั
ี่
ถูกแหล่งความร้อนอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น กระสุนเพลิง เป็นต้น
ี่
ประเภทที่ 1.4 วัตถุทไม่ก่อให้เกิดอนตรายมากนักแต่อาจเกิดการปะทุในระหว่างการขนส่งได้
ั
ความเสียหายอยู่เฉพาะภายในบรรจุภัณฑ์หีบห่อเท่านั้น
84
ประเภทที่ 1.5 วัตถุซึ่งไม่ไวต่อการระเบิด แต่เมื่อเกิดการลุกไหม้อาจท าให้เกิดการระเบิดได้
ท าให้เกิดอันตรายได้อย่างรุนแรง เช่นเดียวกับประเภทที่ 1.1
่
ประเภทที่ 1.6 วัตถุซึ่งไม่ไวหรือเฉื่อยมากต่อการระเบิดและไม่กอให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรง
ประเภทที่ 2 แก๊ส (Gases) แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก ่
ประเภทที่ 2.1 ประเภทที่ 2.2 ประเภทที่ 2.3
์
ภาพที่ 4.2 แสดงป้ายสัญลักษณประเภทของแก๊ส
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
ประเภทที่ 2.1 แก๊สไวไฟ (Flammable Gases) แก๊สที่ติดไฟได้ง่าย เมื่อสัมผัสกับความร้อน
เปลวไฟ มีจุดวาบไฟ ต่ ากว่า 37.8 C ตัวอย่างของแก๊สกลุ่มนี้ เช่น อะเซทิลีน แก๊สหุงต้มหรือแก๊ส
๐
แอลพีจี เป็นต้น
ิ
ประเภทที่ 2.2 แก๊สไม่ไวไฟและไม่เป็นพษ (Non-flammable Non-toxic Gases) ส่วนใหญ่
เป็นแก๊สหนักกว่าอากาศ ไม่ติดไฟและไม่เป็นพษ หรือแทนที่ออกซิเจนในอากาศและท าให้เกิดสภาวะ
ิ
ขาดแคลนออกซิเจนได้ ตัวอย่างของแก๊สกลุ่มนี้ เช่น ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ อาร์กอน เป็นต้น
ิ
ั
ประเภทที่ 2.3 แก๊สพษ (Poison Gases) หมายถึง แก๊สที่มีคุณสมบัติเป็นอนตรายต่อสุขภาพ
หรือถึงแก่ชีวิตได้จากการหายใจ โดยส่วนใหญ่หนักกว่าอากาศ มีกลิ่นระคายเคือง ตัวอย่างของแก๊สใน
กลุ่มนี้ เช่น คลอรีน เมทิลโบรไมด์ เป็นต้น
ประเภทที่ 3 ของเหลวไวไฟ (Flammable liquids) ของเหลว หรือของเหลวผสมที่มีจุดวาบ
๐
ไฟต่ ากว่า 37.8 C ไอของเหลวไวไฟพร้อมลุกติดไฟเมื่อมีแหล่งประกายไฟ ตัวอย่างเช่น อะซีโตน น้ ามัน
เชื้อเพลิง ทินเนอร์ เป็นต้น
ภาพที่ 4.3 แสดงป้ายสัญลักษณของเหลวไวไฟ
์
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
85
ประเภทที่ 4 ของแข็งไวไฟ (Flammable solids) แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก ่
ประเภทที่ 4.1 ประเภทที่ 4.2 ประเภทที่ 4.3
ภาพที่ 4.4 แสดงป้ายสัญลักษณประเภทของแขงไวไฟ
์
็
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
ประเภทที่ 4.1 ของแข็งไวไฟ หมายถึง ของแขงที่สามารถติดไฟได้ง่ายจากการได้รับความร้อน
็
จากประกายไฟ/เปลวไฟ หรือเกิดการลุกไหม้ได้จากการเสียดสี ตัวอย่างเช่น ก ามะถัน ฟอสฟอรัสแดง
เป็นต้น
ประเภทที่ 4.2 สารที่มีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้ได้เอง (Substances Liable to Spontaneous
Combustion) หมายถึง สารที่มีแนวโน้มจะเกิดความร้อนขึ้นได้เองในสภาวะการขนส่งตามปกติหรือเกิด
ความร้อนสูงขึ้นได้เมื่อสัมผัสกับอากาศ และมีแนวโน้มจะลุกไหม้ได้
ประเภทที่ 4.3 สารที่สัมผัสกับน้ าแล้วท าให้เกิดแก๊สไวไฟ (Substances which in Contact
with Water Emit Flammable Gases) หมายถึง สารที่ท าปฏิกิริยากับน้ าแล้ว มีแนวโน้มที่จะเกิด
การติดไฟได้เอง หรือท าให้เกิดแก๊สไวไฟในปริมาณที่เป็นอันตราย
ิ
ประเภทที่ 5 สารออกซิไดซ์ (Oxidizing substances) และสารเปอร์ออกซิไดซ์อนทรีย์
(Organic peroxides)
ประเภทที่ 5.1 ประเภทที่ 5.2
ภาพที่ 4.5 แสดงป้ายสัญลักษณประเภทของสารออกซไดซ์ และสารเปอร์ออกซไดซ์อินทรีย์
์
ิ
ิ
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
ประเภทที่ 5.1 สารออกซิไดส์ หมายถึง ของแข็ง ของเหลวที่ตัวของสารเองไม่ติดไฟ แต่ให้
ออกซิเจนซึ่งช่วยให้วัตถุอนเกิดการลุกไหม้ และอาจจะก่อให้เกิดไฟเมื่อสัมผัสกับสารที่ลุกไหม้และเกิด
ื่
86
การระเบิดอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น แคลเซียมไฮโปคลอไรท์ โซเดียมเปอร์ออกไซด์ โซเดียมคลอเรต
เป็นต้น
ประเภทที่ 5.2 สารอนทรีย์เปอร์ออกไซด์ หมายถึง ของแข็ง หรือของเหลวที่มีโครงสร้าง
ิ
ออกซิเจนสองอะตอม -O-O- และช่วยในการเผาสารที่ลุกไหม้ หรือท าปฏิกิริยากับสารอื่นแล้วก่อให้เกิด
ั
อนตรายได้ หรือเมื่อได้รับความร้อนหรือลุกไหม้แล้วภาชนะบรรจุสารนี้อาจระเบิดได้ ตัวอย่างเช่น
อะซีโตนเปอร์ออกไซด์ เป็นต้น
ประเภทที่ 6 สารพิษ (Toxic substances) และสารติดเชื้อ (Infectious substances)
ประเภทที่ 6.1 ประเภทที่ 6.2
ิ
์
ภาพที่ 4.6 แสดงป้ายสัญลักษณสารพษ และสารติดเชื้อ
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
ประเภทที่ 6.1 สารพษ หมายถึง ของแข็งหรือของเหลวที่สามารถท าให้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
ิ
รุนแรงต่อสุขภาพของคน หากกลืน สูดดมหรือหายใจรับสารนี้เข้าไป หรือเมื่อสารนี้ได้รับความร้อนหรือ
ลุกไหม้จะปล่อยแก๊สพิษ ตัวอย่างเช่น โซเดียมไซยาไนด์ กลุ่มสารก าจัดแมลงศัตรูพืชและสัตว์ เป็นต้น
ประเภทที่ 6.2 สารติดเชื้อ หมายถึง สารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หรือสารที่มีตัวอย่างการ
ตรวจสอบของพยาธิสภาพปนเปื้อนที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคในสัตว์และคน ตัวอย่างเช่น แบคทเรีย
ี
เพาะเชื้อ เป็นต้น
ประเภทที่ 7 วัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive substances) หมายถึง วัสดุที่สามารถแผ่รังสีที่
มองไม่เห็นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 0.002 ไมโครคูรีต่อกรัม ตัวอย่างเช่น โมนาไซด์ ยูเรเนียม โคบอลต์-
60 เป็นต้น
์
ภาพที่ 4.7 แสดงป้ายสัญลักษณวัสดุกัมมันตรังสี
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
87
ประเภทที่ 8 สารกัดกร่อน (Corrosive substances) หมายถึง ของแขง หรือของเหลวซึ่งโดย
็
ปฏิกิริยาเคมีมีฤทธิ์กัดกร่อนท าความเสียหายต่อเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตอย่างรุนแรง หรือท าลายสินค้า/
ยานพาหนะที่ท าการขนส่งเมื่อเกิดการรั่วไหลของสาร ไอระเหยของสารประเภทนี้บางชนิดก่อให้เกิด
การระคายเคืองต่อจมูกและตา ตัวอย่างเช่นกรดเกลือ กรดก ามะถัน โซเดียมไฮดรอกไซด์ เป็นต้น
์
ภาพที่ 4.8 แสดงป้ายสัญลักษณสารกัดกร่อน
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
ประเภทที่ 9 วัสดุอนตรายอน ๆ (Miscellaneous Dangerous Substances and Articles)
ื่
ั
ั
หมายถึง สารหรือสิ่งของที่ในขณะขนส่งเป็นสารอนตรายซึ่งไม่จัดอยู่ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 8
ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรต เป็นต้น และให้รวมถึงสารที่ต้องควบคุมให้มีอณหภูมิไม่ต่ ากว่า
ุ
100 องศาเซลเซียสในสภาพของเหลว หรือมีอณหภูมิไม่ต่ ากว่า 240 องศาเซลเซียสในสภาพของแข็ง
ุ
ในระหว่างการขนส่ง
์
ภาพที่ 4.9 แสดงป้ายสัญลักษณวัสดุอันตรายอื่น ๆ
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
1.3 ระบบการจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีและการติดฉลากสากล (Globally Harmonized System
ุ
of Classification and Labeling of Chemicals, GHS) (กรมโรงงานอตสาหกรรม, 2548) โดยจ าแนก
ั
สารเคมีตามความเป็นอนตรายออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านกายภาพ (Physical hazards) ด้านสุขภาพ
(Health hazards) และ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental hazards) และการจัดท าส่วนประกอบ
ื่
ั
ของฉลากและเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data Sheet; SDS) เพอสื่อสารความอนตราย
ของสารเคมีไปยังกลุ่มเป้าหมายให้เป็นระบบเดียวกันทั่วโลก
ั
1.3.1 ความเป็นอนตรายทางกายภาพ (Physical Hazard) แบ่งออกเป็น 16 ประเภท
ได้แก่ วัตถุระเบิด (Explosives) แก๊สไวไฟ (Flammable gases) ละอองลอยไวไฟ (Flammable
88
aerosols) แก๊สออกซิไดซ์(Oxidizing gases) แก๊สภายใต้ความดัน (Gases under pressure)
ของเหลวไวไฟ (Flammable liquids) ของแข็งไวไฟ (Flammable solids) สารเดี่ยวและสารผสมที่
ท าปฏิกิริยาได้เอง (Self-reactive substances and mixtures) ของเหลวที่ลุกติดไฟได้เองในอากาศ
(Pyrophoric liquids) ของแข็งที่ลุกติดไฟได้เองในอากาศ (Pyrophoric solids) สารเดี่ยวและสาร
ผสมที่เกิดความร้อนได้เอง (Self-heating substances and mixtures) สารเดี่ยวและสารผสมที่
สัมผัสน้ าแล้วให้แก๊สไวไฟ (Substances and mixtures, which in contact with water, emit
flammable gases) ของเหลวออกซิไดซ์ (Oxidizing liquids) ของแข็งออกซิไดซ์ (Oxidizing solids)
สารเพอร์ออกไซด์อินทรีย์ (Organic peroxides) และ สารกัดกร่อนโลหะ (Corrosive to metals)
1) สารไวไฟ (Flammable) (ของแข็ง ของเหลว แก๊ส อนุภาค)
2) สารท าปฏิกิริยาได้ด้วยตนเอง (Self-Reactive)
3) สารลุกติดไฟเอง (Pyrophorics)
4) สารที่เกิดความร้อนได้เอง (Self-Heating)
้
5) สารที่ใหแก๊สไวไฟ (Emits Inflammable Gas)
1) สารออกซิไดส์ (Oxidizer)
2) สารเปอร์ออกไซด์อินทรีย์ (Organic peroxides)
1) วัตถุระเบิด (Explosives)
2) สารที่ท าปฏิกิริยาด้วยตนเอง (Self-Reactive)
3) สารเปอร์ออกไซด์อินทรีย์ (Organic peroxides)
1) แก๊สภายใต้ความดัน (Gases under pressure)
ภาพที่ 4.10 แสดงป้ายสัญลักษณการจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมและการติดฉลากสากลตามความ
์
ี
เป็นอันตรายทางกายภาพ
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
89
ั
1.3.2 ความเป็นอนตรายต่อสุขภาพ (Health hazards) แบ่งออกเป็น 10 ประเภท ได้แก่
ิ
ความเป็นพษเฉียบพลัน (Acute toxicity) การกัดกร่อนและการระคายเคืองต่อผิวหนัง (Skin
corrosion /irritation) การท าลายดวงตาอย่างรุนแรงและการระคายเคืองต่อดวงตา (Serious eye
้
damage/eye irritation) การท าให้ไวต่อการกระตุ้นอาการแพต่อระบบทางเดินหายใจหรือผิวหนัง
ั
ั
(Respiratory or skin sensitization) การก่อให้เกิดการกลายพนธุ์ของเซลล์สืบพนธุ์ (Germ cell
ิ
ั
mutagenicity) การก่อมะเร็ง (Carcinogenicity) ความเป็นพษต่อระบบสืบพนธุ์ (Reproductive
toxicity) ความเป็นพษต่ออวัยวะเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงจากการรับสัมผัส ครั้งเดียว (Specific
ิ
ิ
target organ toxicity - Single exposure) ความเป็นพษต่ออวัยวะเป้าหมายอย่างเฉพาะ เจาะจง
จากการรับสัมผัสซ้ า (Specific target organ toxicity - Repeated exposure) และความเป็น
อันตรายจากการส าลัก (Aspiration hazard)
1) เป็นอันตรายถึงชีวิต
1) ระวังกัดกร่อน
1) ระคายเคือง
2) ท าให้แพ้ที่ผิวหนัง
3) เป็นพิษเฉียบพลัน
4) อาจระคายเคืองทางเดินหายใจ
5) อาจท าให้ง่วงซึม
1) ก่อมะเร็ง
2) หากสูดเข้าไปท าให้แพ้/หอบหืด/หายใจล าบาก
3) เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์
4) เป็นพิษต่ออวัยวะเป้าหมาย
5) ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์
6) อันตรายจากการส าลัก
ี
ภาพที่ 4.11 แสดงป้ายสัญลักษณการจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมและการติดฉลากสากลตามความ
์
เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
90
ั
1.3.3 ความเป็นอนตรายต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental hazards) แบ่งออกเป็น 2
ํ
ั
ประเภท ได้แก่ ความเป็นอนตรายต่อสิ่งแวดล้อมในน้า (Hazard to the aquatic environment)
และความเป็นอันตรายต่อโอโซนในชั้นบรรยากาศ (Hazard to the ozone layer)
1) เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ า
ภาพที่ 4.12 แสดงป้ายสัญลักษณการจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมและการติดฉลากสากลตามความ
์
ี
เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
ที่มา: จาก Chemical symbol, โดย คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ,
ม.ป.ป., https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
1.4 จ าแนกประเภทของสารเคมีตามคุณสมบัติการก่อมะเร็ง
The American Conference of Governmental Industrial Hygiene (ACGIH, 2017) ได้มี
การแบ่งประเภทของสารเคมีก่อมะเร็ง ได้แบ่งประเภทของกลุ่มสารก่อมะเร็งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก ่
1.4.1 กลุ่ม A1 ยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Confirmed Human Carcinogen)
1.4.2 กลุ่ม A2 สงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Suspected Human Carcinogen)
เนื่องจากมีข้อมูลจากการศึกษาว่าเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง แต่ข้อมูลการก่อมะเร็งในมนุษย์ยัง
ไม่เพียงพอ
1.4.3 กลุ่ม A3 สารก่อมะเร็งในสัตว์ (Animal Carcinogen) ยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งใน
สัตว์ทดลอง แต่ไม่ทราบว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์หรือไม่
1.4.4 กลุ่ม A4 ไม่จัดว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Not Classifiable as a Human
Carcinogen) สารเคมีที่ท าการประเมินได้อยู่ในระดับนี้เนื่องจากมีข้อมูลบางอย่างที่ท าให้สงสัยว่า
อาจจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ข้อมูลการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ยังมีไม่เพยง
ี
พอที่จะบอกได้
1.4.5 กลุ่ม A5 ไม่สงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Not Suspected as a Human
Carcinogen) เนื่องจากมีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับสารนี้ และข้อมูลที่พบไม่แสดงถึงผลการก่อมะเร็งใน
มนุษย์
91
2. Material Safety Data Sheet (MSDS) (พรพิมล กองทิพย์, 2560)
คือ แบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของสารเคมี มีวัตถุประสงค์เพอ ความปลอดภัยของผู้
ื่
ท างานกับสารเคมีและการตอบโต้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลดังนี้
2.1 ชื่อทางเคมี
2.2 CAS No. (Chemical Abstract Registry or Chicago Academy of Science) หรือ CAS
Registry Number เป็นหมายเลขที่ก าหนดขึ้นส าหรับสารเคมีแต่ละตัวที่มีการลงทะเบียนใน CAS
Registry database โดยเลขเหล่านี้มิได้บ่งบอกถึงความหมายทางเคมีแต่อย่างใด นิยมใช้ในเชิง
พาณิชย์ จะประกอบไปด้วยตัวเลข 3 ชุด กั้นด้วยเครื่องหมาย “ - ” มีได้ถึง 9 หลัก โดยเลขชุดแรก
(จากซ้ายมือ) มีได้ถึง 6 หลัก เลขชุดที่ 2 มี 2 หลัก และชุดสุดท้ายมี 1 หลัก
ื่
2.3 UN Number (UN Number) เป็นหมายเลขที่สหประชาชาติก าหนดขึ้น เพอก ากับควบคู่
ุ
ั
กับบัญชีรายชื่อสินค้าอนตราย นิยมใช้ในด้านความปลอดภัย การกู้ภัย และการระงับอบัติภัย เป็นเลข
อางอง 4 หลัก แสดงสมบัติของสารอนตรายตามข้อก าหนดโดยองค์การสหประชาชาติ เป็นไปตาม
้
ิ
ั
โครงการวางระบบการจัดการและการป้องกันสาธารณภัยจากการขนส่งสารเคมีและวัตถุอนตราย โดย
ั
จัดพิมพ์เผยแพร่ในชื่อ "ข้อก าหนดการขนส่งสินค้าอันตรายของประเทศไทย" ดังภาพที่ 4.13
2.4 การใช้ประโยชน์
2.5 ค่ามาตรฐานและความเป็นพิษ
2.6 ลักษณะทางกายภาพและเคมี (จุดหลอมเหลว, จุดเดือด, จุดวาบไฟ ฯลฯ)
2.7 อันตรายต่อสุขภาพอนามัย
2.8 ความคงตัวและการเกิดปฏิกิริยา
2.9 การเกิดอัคคีภัยและการระเบิด
2.10 การเก็บรักษา/สถานที่เก็บ/เคลื่อนย้าย/ขนส่ง
2.11 การก าจัดกรณีรั่วไหล
ภาพที่ 4.13 แสดงเลขอ้างอง 4 หลัก แสดงสมบัติของสารอันตรายตามข้อก าหนดโดยองค์การ
ิ
สหประชาชาติ (UN Number)
92
2.12 อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
2.13 การปฐมพยาบาล
2.14 ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
2.15 การเก็บและวิเคราะห์
2.16 ขั้นตอนการปฏิบัติงานฉุกเฉิน
ิ
ี
3. ปัจจัยที่ส าคัญต่อการได้รับสัมผัสสารเคมและการเกิดพิษจากการท างาน (พรพมล กองทิพย์,
2560)
3.1 ช่องทางที่ได้รับสารพิษ (Route) การได้รับสารเคมีทางปาก ทางผิวหนัง หรือทางลมหายใจ
ั
ทางหลอดเลือด จะมีการเกิดพษที่ไม่เท่ากัน หรือไม่เหมือนกัน เนื่องจากแต่ละต าแหน่งมีอตราการดูด
ิ
ซึมเข้าสู่ร่างกายต่างกัน โดยในการประกอบอาชีพจะพบว่าผู้ปฏิบัติงานได้รับสารเคมีผ่านการสัมผัสที่
ผิวหนัง และการหายใจสูงที่สุด
3.2 วิธีการใช้ คือผู้ใช้สารเคมีใช้สารอย่างไร และมีมาตรการควบคุมสารเคมีนั้นหรือไม่ เช่น
การพ่นสีจะมีความเสี่ยงมากกว่าการทาหรือการใช้ลูกกลิ้ง
3.3 อุณหภูมิของสถานที่ปฏิบัติงานและความสามารถในการกลายเป็นไอของสารเคมี คือ สาร
ที่มีจุดเดือดสูง ความสามารถกลายเป็นไอจะต่ า สารที่มีจุดเดือดต่ าความสามารถในการกลายเป็นไอจะ
สูง ดังนั้นกระบวนการผลิตที่มีอุณหภูมิต่ าจะมีอันตรายน้อยกว่ากระบวนการผลิตที่ใช้อุณหภูมิสูง
3.4 ขนาดที่ได้รับ การได้รับสารเคมีที่มีความเข้มข้นสูงจะอันตรายกว่าสารเคมีที่มีความเข้มข้นต่ า
3.5 ระยะเวลาที่ได้รับ (Duration) ความถี่ของการได้รับสารพษ (Frequency) การรับสารเคมี
ิ
ิ
ิ
ที่ก่อให้เกิดพษซ้ า ๆ หรือในกรณีที่ได้รับสารพษขนาดต่ า ๆ แต่ได้รับนาน ๆ อาจมีพษสะสมและท าให้
ิ
เกิดพิษเรื้อรังได้
3.6 ความไวต่อการท าปฏิกิริยาของแต่ละบุคคล
4. กระบวนการที่เกิดขึ้นเมอสารเคมเข้าสู่ร่างกายและปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย (Winder &
ี
ื่
Stacey, 2004)
เมื่อร่างกายได้รับสัมผัสสารเคมีเข้าไปจะเกิดกระบวนการการเปลี่ยนรูปของสารเคมี/ยา
(Toxicokinetics) (ภาพที่ 4.1) ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการตอบสนองของร่างกายที่แตกต่างกัน
(Toxicodynamics) โดยแบ่งออกเป็น 2 กระบวนการหลัก ได้แก ่
4.1 พษจลนศาสตร์ (Toxicokinetics) เป็นกระบวนที่ที่เกิดจากร่างกายจัดการกับสารเคมี/ยา
ิ
(What the body do to the drug) เมื่อสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายจะต้องผ่านขบวนการตามขั้นตอนต่าง
ๆ ดังนี้คือ การดูดซึมสารเคมี (Absorption) การกระจายสารเคมี (Distribution) กระบวนการเปลี่ยน
รูปสารเคมี (Metabolism/Biotransformation) และการก าจัดสารพิษ (Elimination/Excretion)
ิ
4.1.1 การดูดซึมสารพษ (absorption) โดยทั่วไปสารพษเข้าสู่ผู้ป่วยได้ 4 ทาง ทางแรกคือ
ิ
หายใจเข้าไป (Inhalation) การสัมผัส (Skin contact) การรับประทาน (Ingestion) และการฉีดเข้า
หลอดเลือดด า (Injection) โดยทั่วไปในการท างานผู้ปฏิบัติงานจะรับสัมผัสผ่านการหายใจและการ
สัมผัสเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นอวัยวะหลักในการดูดซึมสารเคมีจากการท างาน คือ ระบบทางเดินหายใจ
93
และผิวหนัง ซึ่งกลไกการดูดซึมได้อธิบายไว้ในบทที่ 2 หากสัมผัสผ่านการรับประทานมักเกิดจากการ
ปนเปื้อนมากว่าเกิดจากการสัมผัสผ่านขั้นตอนการท างาน
ิ
4.1.2 การกระจายสารพษ (Distribution) เมื่อสารเคมีถูกดูดซึมผ่านอวัยวะต่าง ๆ ไปจนถึง
ระบบการไหลเวียนโลหิต สารเคมีจะกระจายไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะเป้าหมาย (Target organs) ของ
ื่
ร่างกายผ่านระบบการไหลเวียนโลหิต เพอไปสะสม (Storage) หรือเพอการขับออก ซึ่งการกระจาย
ื่
ของสารเคมีจะไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เท่ากัน ปัจจัยส าคัญที่บ่งถึงการกระจายสารพษคือ protein
ิ
binding เฉพาะสารพิษที่อสระ (free) เท่านั้นจึงจะสามารถกระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ได้ ถ้า protein
ิ
ิ
binding ต่ า แสดงว่าสารเคมีจะมีความเป็นอสระสูง ดังนั้นจะกระจายได้มากกว่า นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่
กับคุณสมบัติทางเคมีของสารพิษและปริมาณเลือด ที่ไหลเวียนไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
4.1.3 กระบวนการเปลี่ยนรูปสารเคมี (Metabolism/Biotransformation) สารเคมีบางตัว
อาจถูกเปลี่ยนรูปไปเป็นเมทาบอไลท์ (Metabolite) ชนิดอนโดยผ่านการ กระบวนการเปลี่ยนรูป
ื่
สารเคม หมายถึง คือกระบวนการเผาผลาญยาหรือสารเคมีแปลกปลอมที่ได้รับจากภายนอกร่างกาย มี
ี
2 กระบวนการย่อย คือ phase I จะเป็นปฎิกริยาออกซิเดชั่น (Oxidation), รีดักชั่น (Reduction) และ
ไฮโดรลิซิส (Hydrolysis) ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนสภาพ ให้ยามีความเป็น ขั้ว (Polar) มากขึ้น และ
phase II จะเป็นกระบวนการ สังเคราะห์หรือรวมกับสารที่มีกลูคิวโรนิค แอซิด (Glucuronic acid),
ซัลเฟต (Sulfate), อะเซทิล (Acetyl) หรืออนๆ (Conjugation phase)โดยทั่วไปกระบวนการนี้จะเป็น
ื่
การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของสารจากที่ไม่ชอบน้ า (Lipophilicity) ให้เป็นสารที่คุณสมบัติชอบน้ า
(Hydrophilicity) เพิ่มขึ้น
ิ
4.1.4 การก าจัดสารพษ (Elimination/Excretion) อวัยวะที่มีบทบาทส าคัญในการก าจัด
ิ
สารเคมีในร่างกาย ได้แก่ ตับและไต สารพษบางตัวจะถูกก าจัดออกโดยตับหรือไตอย่างหนึ่งอย่างใด
ิ
แต่ส่วนใหญ่สารพษจะถูกก าจัดออกมาทั้งสองทาง ตับจะเปลี่ยนสารพษด้วยขบวนการแรกคือ
ิ
ปฏิกิริยารีดอกซ์ (Redox reaction) หลังจากนั้นจึงจะจับกัน ออกมาเป็นสารมีขั้ว (Polar) ซึ่งถูก
ขับออกมาได้ง่าย ความสามารถของตับ ในทางก าจัดสารพษขึ้นอยู่กับความสามารถของเอนไซม์ที่
ิ
็
ู
ท าลายสารพิษและปริมาณเลือดที่น าสารพิษสู่ตับ ส่วนสารพิษที่ถกขับออกทางไตนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง
ๆ คือ อตราการกรองของไต (Glomerular filtration rate) สารพษที่ถูกกรองออกมาจะต้องไม่จับกับ
ั
ิ
โปรตีน สารพษที่ถูกดูดซึมกลับ (Tubular reabsorption) เข้าไปในร่างกายนั้นจะต้องอยู่ในรูปไม่แตก
ิ
ตัว (unionized) นอกจากนี้ไตยังมีกลไกการล าเลียงแบบใช้พลังงาน (Active transport) ที่จะขับยา
ออกมาหรือดูดซึม ยากลับไปในไตได้ (Tubular secretion) ในกลุ่มสารเคมีที่เป็นกรดเหมือนกันหรือ
ด่างเหมือนกันจะใช้ระบบ ก าจัดสารเคมีที่ tubule แบบเดียวกัน (Organic acids or bases transport)
ดังนั้นถ้ามีสารเคมีที่เป็น กรดหรือด่างเหมือนกันสองชนิด อาจท าให้การขับสารพษตัวหนึ่งตัวใดถูก
ิ
รบกวนได้
94
แผนภูมิที่ 4.1 แสดงพษจลนศาสตร์ (Toxicokinetics)
ิ
4.2 พษพลศาสตร์ (Toxicodynamics) เป็นกระบวนที่ที่เกิดจากสารเคมีจัดการกับร่างกาย/ยา
ิ
ั
(What the drug do to the body) เป็นกลไกการออกฤทธิ์ของสารเคมี และความสัมพนธ์ระหว่าง
ความเข้มข้นและผลกระทบต่อร่างกายของสารเคมี ตามข้อปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ตามแนวทาง
ิ
ของ World Health Organization (WHO) สามารถแบ่งประเภทความเป็นพษ ได้เป็น 3 ระดับ
(David & Steven, 2008)
4.2.1 ความเป็นพษแบบเฉียบพลัน (Acute toxicity) หมายถึง ผลกระทบทางสุขภาพที่
ิ
ี
เกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับสารเคมีเพยงครั้งเดียว หรือหลายครั้งภายในเวลา 24 ชั่วโมง โดย
ิ
ระยะเวลาสังเกตอาการพิษอาจจะเกดภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง ประมาณ 14 วัน
4.2.2 ความเป็นพิษแบบกึ่งเรื้อรัง (Sub chronic toxicity) หมายถึง ผลกระทบทางสุขภาพ
ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับสารเคมีต่อเนื่อง 90 วัน
ิ
4.2.3 ความเป็นพษแบบเรื้อรัง (Chronic toxicity) หมายถึง ผลกระทบทางสุขภาพที่
เกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับสารเคมีต่อเนื่องเกิน 90 วัน ขึ้นไป
5. ผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการสัมผัสปัจจัยทางด้านเคม ี
ตามข้อก าหนดของ UN (United Nations, 2011) เรื่องระบบการจ าแนกประเภทและการติดฉลาก
สารเคมีที่เป็นระบบเดียวกันทั่วโลก ได้จ าแนกผลกระทบทางสุขภาพได้เป็น 10 รูปแบบ
5.1 ความเป็นพษแบบเฉียบพลัน (Acute toxicity) หมายถึง ผลกระทบร้ายแรงที่เกิดขึ้น
ิ
ภายหลังจากการได้รับสารเคมีทางปากหรือทางผิวหนังเพยงครั้งเดียว หรือหลายครั้งภายในเวลา 24
ี
ชั่วโมง หรือได้รับทางการหายใจเป็นเวลา 4 ชั่วโมง (United Nations, 2011)
95
5.2 การกัดกร่อนและการระคายเคืองต่อผิวหนัง
5.2.1 การกัดกร่อนผิวหนัง (Skin corrosion) หมายถึง การสึกหรอของผิวหนัง ความ
ื
เสียหายที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ พงพด ที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมีผ่านเข้าสู่ผิวหนังเป็น
ั
่
เวลา 4 ชั่วโมง แล้วเกิดปฏิกิริยาบริเวณผิวหนัง ได้แก แผลพุพอง เลือดออก ตกสะเก็ด เลือดภายใน 14
วันหลังสัมผัส โดยการเปลี่ยนสีเนื่องจากการลวกลามของผิวบริเวณที่มีขนร่วงและรอยแผลเป็นที่
สมบูรณ์ ควรพิจารณาการตรวจพยาธิวิทยาเพอประเมินอาการที่น่าสงสัย
ื่
5.2.2 การระคายเคืองต่อผิวหนัง (Skin irritation) คือ ความเสียหายของผิวหนังจากการ
สัมผัสสารเคมีผ่านเข้าสู่ผิวหนังเป็นเวลา 4 ชั่วโมงที่สามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้
ื
5.3 การท าลายดวงตาอย่างรุนแรงและการระคายเคองต่อดวงตา
5.3.1 การท าลายดวงตาอย่างรุนแรง (Serious eye damage) คือ ความเสียหายของ
เนื้อเยื่อในตา หรือการสูญเสียระดับการมองเห็นอย่างรุนแรงซึ่งไม่สามารถย้อนกลับได้ภายใน 21 วัน
หลังการใช้
5.3.2 การระคายเคืองต่อดวงตา (Eye irritation) คือ การเปลี่ยนแปลงของดวงตาหลังการ
สัมผัสสารเคมี ซึ่งสามารถย้อนกลับได้ภายใน 21 วันหลังการสัมผัส
้
5.4 การท าให้ไวต่อการกระตุ้นอาการแพต่อระบบทางเดินหายใจหรือผิวหนัง (Respiratory or skin
sensitization) คือ อาการแพ้ระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมีที่จะท าให้เกิดอาการภูมิไวเกิน
ของทางเดินหายใจ หรืออาการแพ้ผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมี
5.5 การกอให้เกิดการกลายพนธุ์ของเซลล์สืบพันธุ์ (Germ cell mutagenicity) มีได้ 3 ลักษณะ
่
ั
ได้แก ่
5.5.1 การกลายพันธุ์ (Mutation) คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในจ านวนหรือโครงสร้าง
ของสารพนธุกรรมในเซลล์ การกลายพนธุ์ระยะนี้ใช้ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางพนธุกรรมที่ถ่ายทอดทาง
ั
ั
ั
ี
กรรมพนธุ์ที่อาจปรากฏในระดับฟโนไทป์และการปรับเปลี่ยนดีเอนเอ (DNA) ของเซลล์และ / หรือ
ั
สิ่งมีชีวิต
5.5.2 สารก่อมะเร็ง (Genotoxicity) คือ กระบวนการต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างดีเอน
เอ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายของ DNA โดยการรบกวนกระบวนการจ าลองแบบดีเอนเอ
ั
5.5.3 สารที่อาจก่อให้เกิดการกลายพนธุ์ คือ สารที่ก่อให้เกิดความกังวลต่อมนุษย์เนื่องจาก
ความเป็นไปได้ที่ว่าสารเคมีนั้น ๆ อาจท าให้เกิดการกลายพันธุ์ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในเซลล์สืบพันธุ์
ของมนุษย์ได้
ิ่
5.6 การก่อมะเร็ง (Carcinogenicity) คือ สารหรือส่วนผสมของสารที่ท าให้เกิดมะเร็งหรือเพม
ั
อตราการเกิดมะเร็ง โดยมีการยอมรับจากผลการศึกษาว่าก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์และสันนิษฐานหรือ
สงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
ิ
ั
5.7 ความเป็นพษต่อระบบสืบพนธุ์ (Reproductive toxicity) คือ สารหรือส่วนผสมของสารที่
ส่งผลกระทบ หรือสงสัยว่าเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ การสืบพันธุ์
5.8 ความเป็นพษต่อระบบอวัยวะเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงจากการรับสัมผัสครั้งเดียว
ิ
(Specific target organ toxicity - Single exposure) คือ ความเป็นพษเฉพาะต่ออวัยวะเป้าหมาย
ิ
96
ี
ซึ่งเกิดจากการได้รับสารเคมีเพยงครั้งเดียว ผลกระทบที่ส าคัญคือท าให้อวัยวะสูญเสียหน้าที่ทั้งแบบ
ย้อนกลับและแบบย้อนกลับไม่ได้ จากการสัมผัสครั้งเดียว
5.9 ความเป็นพษต่อระบบอวัยวะเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงจากการรับสัมผัสซ้ า (Specific
ิ
ิ
target organ toxicity - Repeated exposure) คือ ความเป็นพษเฉพาะต่ออวัยวะเป้าหมายซึ่งเกิด
ี
จากการได้รับสารเคมีเพยงครั้งเดียว ผลกระทบที่ส าคัญคือท าให้อวัยวะสูญเสียหน้าที่ทั้งแบบย้อนกลับ
และแบบย้อนกลับไม่ได้ จากการสัมผัสซ้ าหลาย ๆ ครั้ง
ั
5.10 ความเป็นอนตรายจากการส าลัก (Aspiration hazard) คือ การสัมผัสสารเคมีเหลวหรือ
้
ของแข็งโดยตรงผ่านช่องปากหรือโพรงจมูกหรือโดยทางออมจากการอาเจียนเข้าไปในหลอดลมและ
ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง
6. การตรวจวัดความเข้มข้นของฝุ่นในอากาศ (พิรัชฎา มุสิกะพงศ์, 2555; วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557)
ั
การประเมินอนตรายท าได้โดยท าการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของฝุ่นในอากาศต่อปริมาตร
อากาศ แล้วเปรียบเทียบกับประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ความปลอดภัยในการท างานเกี่ยวกับ
ภาวะแวดล้อม (สารเคมี) และ ค่า Threshold Limit Value (TLV) ได้ก าหนดระดับความเข้มข้นของ
ฝุ่นที่ก่อให้เกิดความร าคาญ (Inert or Nuisance dust) เฉลี่ยตลอดระยะเวลาการท างานปกติไว้ดังนี้
ตารางที่ 4.1 แสดงระดับความเข้มข้นของฝุ่นที่ก่อให้เกิดความร าคาญ (Inert or Nuisance dust)
เฉลี่ยตลอดระยะเวลาการท างานปกติ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ความปลอดภัยในการ
ท างานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคม)
ี
ชื่อสารเคมี ปริมาณฝุ่นแร่, เฉลี่ยตลอด
ระยะเวลาการท างานปกติ
ฝุ่นที่ก่อให้เกิดความร าคาญ (Inert or Nuisance dust)
3
- ฝุ่นขนาดที่สามารถเข้าถึงและสะสมในถุงลมของปอดได้ 5 mg/m
(respirable dust)
3
- ฝุ่นทุกขนาด (Total dust) 15 mg/m
ที่มา: จาก ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ความปลอดภัยในการท างานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม
(สารเคม) (น.8), โดย กระทรวงมหาดไทย, 2520, กรุงเทพฯ, กระทรวงมหาดไทย.
ี
การเก็บตัวอย่างฝุ่นนิยมใช้ Filter cassette, Cyclone และกระดาษกรอง โดยมีการดูด
อากาศผ่านกระดาษกรองด้วยปั๊มอากาศ อนุภาคจะจับอยู่บนกระดาษกรอง แล้วน ากระดาษกรองที่ได้
ไปวิเคราะห์หาปริมาณฝุ่นได้หลายวิธีดังนี้
6.1 Total mass concentration methods เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการหาความเข้มข้นของฝุ่น
โดยการชั่งน้ าหนักฝุ่นทั้งหมดที่เก็บได้ต่อปริมาตรอากาศโดยวิธี Gravimetric procedure ซึ่งวิธีนี้จะ
ได้ฝุ่นที่มีหลายขนาดรวมทั้งฝุ่นขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าปอดได้รวมอยู่ด้วย (ดังภาพที่ 4.14)
97
ภาพที่ 4.14 แสดงภาพตลับกระดาษกรอง (Filter cassette)
ที่มา: จาก Mixmaster exposure to dust during mixing of wild and fire retardant
chemicals (น.69), โดย Terry & Curtis, 2002, Int J Wildland Fire, 2002, 11, 65–73.
6.2 Respirable mass size – selection measurement เป็นการประเมินอนตรายของฝุ่น
ั
ที่สามารถเข้าไปในถุงลมปอด ท าโดยการใช้ cyclone ซึ่งเป็นอปกรณ์ที่อาศัยหลักการหมุนวนของ
ุ
อากาศเพื่อดักเก็บอนุภาคที่มีขนาดเท่ากับอนุภาคที่สามารถเข้าไปในถุงลมปอดได้ (respirable size <
10 μm) มีหลายชนิดขึ้นกับผู้ผลิต เช่น ชนิดอลูมิเนียม, ไนลอน, Higgins-Dewell (HD) เป็นต้น ซึ่ง
ั
ื่
ผู้ผลิตมีการทดสอบไซโคลนเพอก าหนดค่าอตราการไหลที่เหมาะสม (ดังภาพที่ 4.15) ในการเลือกใช้
ั
ไซโคลนแต่ละชนิดผู้ใช้จ าเป็นต้องทราบอตราการไหลที่เหมาะสมส าหรับการดักเก็บอนุภาคชนิดที่
หายใจเข้าไปได้
อนภาคขนาดเล็กกวา
ุ
่
10 ไมโครเมตร
อนภาคขนาดใหญ่กวา
ุ
่
10 ไมโครเมตร
ภาพที่ 4.15 แสดงภาพไซโคลนมิเตอร์ (Cyclone Meter)
ที่มา: จาก Air sampling solution & Expertise โดย SKC Catalog, ม.ป.ป., https://
www.skcinc.com/catalog/images/product_info.php.
98
7. การตรวจวัดความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศ
ั
การประเมินอนตรายท าได้โดยท าการตรวจวัดระดับความเข้มข้นปัจจัยทางเคมีต่อปริมาตร
อากาศตามวิธีของ NIOSH Method แล้วเปรียบเทียบกับประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ความ
ปลอดภัยในการท างานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี), ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ความ
ุ
ั
ปลอดภัยในการท างานเกี่ยวกับสารเคมีอนตราย และ ค่า Threshold Limit Value (TLV) อปกรณ์
เก็บตัวอย่างอากาศโดยการใช้ Solid absorbers, Midget impinge, Sampling bag และ Direct
reading แต่ที่นิยมคือ การใช้ Solid absorbers
Solid absorbers
Solid absorbers Midget impinge Sampling bag
ภาพที่ 4.16 แสดงภาพอุปกรณ์เก็บตัวอย่างสารเคมีในอากาศ
ที่มา: จาก Air sampling solution & Expertise โดย SKC Catalog, ม.ป.ป., https://
www.skcinc.com/catalog/images/product_info.php.
8. Threshold limit values (TLVs) (พรพิมล กองทิพย์, 2560)
TLV เป็นความเข้มข้นของสารเมื่อคนงานเกือบทั้งหมดสัมผัสหลาย ๆ วันต่อเนื่องกันโดยไม่
เกิดผลเสียหรืออนตรายต่อสุขภาพ แต่เนื่องจากคนเรามีความแตกต่างกัน อาจมีคนงานส่วนน้อยที่
ั
ได้รับอันตรายหรือเกิดความไม่สบายหรือเกิดโรคจากการท างาน
8.1 ประเภทของ Threshold Limit Values (TLVs) แบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
8.1.1 Threshold Limit Value-Time-Weight Average (TLV-TWA) เป็นค่าเฉลี่ยความ
เข้มข้นของสารส าหรับการท างานปกติ 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์โดยที่คนงานเกือบทุก
คนสัมผัสสารซ้ าๆหลายวันต่อเนื่องกันโดยไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย
8.1.2 Threshold Limit Value-Short-Term Exposure Limit (TLV-STEL) ความเข้มข้น
ของสารที่คนงานสัมผัสได้ในช่วงเวลา 15 นาทีต่อเนื่องกันโดยไม่เกิดอนตรายจากการระคายเคือง
ั
อันตรายเรื้อรังต่อเนื้อเยื่อ เกิดการหมดสติซึ่งท าให้เพิ่มการเกิดอุบัติเหตุ ประสิทธิภาพการท างานลดลง
ถ้าความเข้มข้นของสารสูงขึ้นมาถึงระดับ STEL ก็ไม่ควรเกิน 15 นาทีต่อเนื่องกนและไม่ควรมากกว่า 4
ั
ครั้งต่อวัน แต่ละครั้งควรห่างกันอย่างน้อย 60 นาที
8.1.3 Threshold Limit Value-Ceiling (TLV-C) เป็นค่าความเข้มข้นของสารซึ่งไม่ควรจะ
ให้สูงกว่านี้ตลอดช่วงเวลาท างาน
99
8.2 ข้อแนะน าการน าค่า TLV ไปใช้
8.2.1 ใช้เป็นแนวทางหรือข้อเสนอแนะในการควบคุมไม่ให้ระดับของมลพิษเป็นสาเหตุให้เกิด
อันตรายต่อสุขภาพ
ิ
8.2.2 ไม่ควรน าไปใช้ในการประเมินผลหรือควบคุมปริมาณสารพษในอากาศของชุมชน
เนื่องจากคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนประกอบด้วยคนในวัยท างาน คนชรา และเด็ก
8.2.3 ไม่ใช้ในการประเมินความเป็นพษของคนงานที่ท างานต่อเนื่องตลอดโดยไม่หยุดหรือมี
ิ
ช่วงเวลาท างานที่ยาวผิดปกติ
8.2.4 ไม่ใช้เป็นข้อพิสูจน์ว่าเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคจากสารนั้น
8.2.5 ไม่ควรน าไปใช้ในประเทศที่มีสภาวะการท างานและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากประเทศ
สหรัฐอเมริกา
8.2.6 ไม่ใช้ส าหรับเปรียบเทียบกับความเข้มข้นของมลพิษที่ได้จากการเก็บตัวอย่างครั้งเดียว
และเก็บตัวอย่างโดยใช้เวลาช่วงสั้น
8.2.7 ไม่ใช้เป็นเส้นแบ่งระหว่างความเข้มข้นที่ปลอดภัยและความเข้มข้นที่เกิดอันตราย
8.2.8 ไม่ใช้บ่งชี้ถึงวามเป็นพิษ
8.2.9 ใช้ในการพิจารณาว่าระบบควบคุมมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่
8.2.10 ใช้ในการพิจารณาว่าควรมีการเฝ้าระวังทางการแพทย์
9. การตรวจระดับโคลีนเอสเตอเรสในเลือด (ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม,
2558)
ื
การตรวจคัดกรองความเสี่ยงการสัมผัสสารเคมีก าจัดศัตรูพช โดยกระดาษทดสอบโคลีน
เอสเตอเรส เป็นงานหนึ่งในการจัดบริการทางด้านอาชีวอนามัย ที่เรียกว่า คลินิกสุขภาพเกษตรกร)
ให้กับแรงงานในชุมชน โดยเน้นให้บริการกับผู้ประกอบอาชีพกลุ่มเกษตรกรรม จากการสัมผัสสารเคมี
ก าจัดศัตรูพช และกลุ่มผู้บริโภคที่รับสัมผัสสารเคมีก าจัดศัตรูพชที่ตกค้าง ซึ่งสามารถตรวจได้เฉพาะ
ื
ื
กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมตเท่านั้น
ซึ่งผลที่ได้จากการคัดกรอง สามารถบอกผู้ใช้สารเคมีได้ว่าสัมผัสสารเคมีอยู่ในระดับใด ความ
ตระหนักถึงอนตราย ส่งผลต่อสุขภาพ ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลในการส่งเสริมสุขภาพ และเฝ้าระวัง
ั
สุขภาพเกษตรกรในชุมชนต่อไป
9.1 การท างานของกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase reactive paper)
สารเคมีกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate) และ คาร์บาเมต (Carbarmate) เมื่อเข้าสู่
ร่างกาย ไปยับยั้งการท างานของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase) ในเม็ดเลือดแดงและ
พลาสมา ซึ่งในภาวะปกติเอนไซม์นี้จะมีหน้าที่ท าลายอะซีติลโคลีน (Acetylcholine) กลายเป็น
กรดอะซิติก (Acetic acid) และโคลีน (Choline) ถ้าร่างกายสัมผัสสารเคมีกลุ่มดังกล่าว ไปยับยั้งการ
ท างานของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส ให้เกิดปฏิกิริยาและไม่เกิดกรดอะซิติค
จากหลักการนี้กระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส (Reactive paper) ใช้คุณสมบัติของกรด
อะซิติคที่เกิดข้นท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความเป็น กรด - ด่าง (pH) ดังนั้น จึงผสมสารอนดิเคเตอร์
ํ
ิ
(ซึ่งอาจ จะใช้สารโบรโมไทมอลบลู (Bromthymol blue) หรือสารอน ๆ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง
ื่
100
ิ
ความ เป็น กรด – ด่าง สีของอนดิเคเตอร์บนกระดาษทดสอบที่ชุบสารเคมีเทียบสัดส่วนกรดอะซิติคไว้
ํ
ํ
ก็จะเปลี่ยนสีได้ การอ่านและแปลผลการตรวจใช้แผ่นเทียบสีมาตรฐานท่จ าลองสีท่เกิดจากสารละลาย
กรดอะซิติคที่ความเข้มข้นต่าง ๆ กัน
จากการทดสอบความไวของกระดาษทดสอบในห้องปฏิบัติการ พบว่า มีความไว (sensitivity)
ร้อยละ 89.89 ความเฉพาะเจาะจง (specificity) ร้อยละ 95.65 ค่าความถูกต้อง (positive predicted
value) ร้อยละ 94.59 และเมื่อทดสอบภาคสนาม พบว่า มีความไว ร้อยละ 77.04 ความเฉพาะเจาะจง
ร้อยละ 90.01 ค่าความถูกต้อง ร้อยละ 90.38
9.2 การเฝ้าระวังโดยการใช้การตรวจระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส
วิธีการตรวจจะได้อธิบายในบทการตรวจระดับโคลีสเอสเตอเรสในเลือดต่อไป การตรวจวัด
ื่
เอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสจะต้องท าการตรวจวัด 2 ครั้ง คือ ก่อนสัมผัสและหลังสัมผัสเพอน าผลมา
เปรียบเทียบกัน ดังนี้
่
ื้
ครั้งที่ 1 เพอเป็นค่าพนฐาน ควรท าในช่วงที่ไม่มีการใช้สารเคมี และก่อนเริ่มฤดูกาลฉีดพน
ื่
หากไม่สารท าได้ ให้ตรวจภายใน 3 วันแรก ของการเริ่มใช้
ครั้งที่ 2 ท าการเจาะเลือดทดสอบหลังจากใช้สารเคมี ภายในฤดูกาลฉีดพน หรือหลังจากนั้น
่
ไม่เกิน 30 วัน
9.3 การแปลผลกระดาษทดสอบเทียบกับแผ่นสีมาตรฐาน แบ่งได้ 4 ระดับ
1) สีเหลือง แสดง ระดับปกติ หรือเทียบระดับการท างานของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส มีค่ า
มากกว่าหรือเท่ากับ 100 หน่วยต่อมิลลิลิตร
2) สีเหลืองอมเขียว แสดง ระดับปลอดภัย หรือเทียบระดับกาท างานของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส
มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 87.5 แต่ไม่ถึง 100 หน่วยมิลลิลิตร
3) สีเขียว แสดง ระดับมีความเสี่ยงหรือเทียบการท างานของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส มีค่า
มากกว่าหรือเท่ากับ 75 แต่ไม่ถึง 87.5 หน่วยต่อมิลลิลิตร
4) สีเขียวเข้ม แสดง ระดับไม่ปลอดภัย หรือเทียบระดับการท างานของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส มี
ค่าน้อยกว่า 75 หน่วยต่อมิลลิลิตร
ภาพที่ 4.17 แสดงภาพแผ่นเทียบสีมาตรฐานส าหรับแปลผลโคลีนเอสเตอเรส
101
หากได้ผลการทดสอบเป็นปลอดภัยถึงปกติ ให้มีการเฝ้าระวังโดยการ เจาะเลือด ปีละ 1 ครั้ง ผล
อยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัย หรือมีความเสี่ยงจะต้องท าการเจาะ ติดตามทุก 30 วัน จนกว่าผลการตรวจจะ
อยู่ในระดับที่ปลอดภัย หรือปกติ หลังจากนั้นให้เจาะเฝ้าระวังทุก 6 เดือน และ 1 ปี หากผลเลือดอยู่ใน
ระดับที่ไม่ปลอดภัยหรือมีความเสี่ยงให้ เกษตรกรหยุดการสัมผัสหรือเปลี่ยนงาน และจะกลับมาท างานได้
ก็ต่อเมื่อผลเลือด อยู่ในระดับที่ปลอดภัยหรือปกติเท่านั้น
ี
ิ
ั
10. การควบคุมอนตรายจากปัจจัยทางเคมจากการประกอบอาชีพโดย พรพมล กองทิพย์ (2560)
และ วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์ (2557) ได้เสนอแนะวิธีการควบคุมไว้ 3 วิธี
10.1 การควบคุมทางวิศวกรรม
1) การปิดคลุมกระบวนการผลิต เป็นการควบคุมฝุ่นที่มั่นใจได้มากที่สุด
2) ใช้ระบบระบายอากาศ
3) การควบคุมความชื้น
4) ปิดถังบรรจุตัวท าละลายตลอดเวลา
10.2 การควบคุมทางด้านบริหารจัดการ อาจท าโดย
1) การท าความสะอาดพื้นสถานที่ท างาน (Housekeeping)
2) หมุนเวียนคนงานที่ท างานในที่ที่มีความเข้มข้นสารเคมีสูง
3) เลือกใช้ตัวท าละลายที่มีพษน้อย
ิ
4) ฝึกอบรมให้รู้จักการใช้ตัวท าละลายที่ถูกวิธี
5) การตรวจสุขภาพคนงานประจ าปี
ุ
ั
10.3 การควบคุมที่ตัวบุคคล โดยการใช้อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคล (Personnel
Protection Equipments) เช่น ใช้หน้ากากในการป้องกันฝุ่น หรือ ใช้ถุงมือเมื่อต้องท างานกับตัวท า
ละลาย
บทสรุป
ปัจจัยทางกายเคมีในการประกอบอาชีพสามารถพบได้ขณะการปฏิบัติงาน เช่น ฝุ่น (Dust)
ฟม (Fume) ละออง (Mist) ไอ (Vapor) แก๊ส (Gas) ควัน (Smoke) ตัวท าละลาย (Solvent) เป็นต้น
ู
เป็นสิ่งคุกคามที่อาจท าให้เกิดอนตรายต่อสุขภาพอนามัยของแรงงานในระบบและนอกระบบได้ การ
ั
ทราบคุณสมบัติของสารเคมีแต่ละชนิด ช่องทางการรับสัมผัสการเกิดพิษจากการสัมผัสสารเคมีเหล่านั้น
ื่
ื่
แหล่งข้อมูลของสารเคมี เครื่องมือตรวจวัดที่ใช้เพอประเมินการรับสัมผัสที่เกิดจากการท างานเพอการ
ควบคุมและป้องกันการสัมผัสปัจจัยทางกายเคมีในการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสมต่อไป
102
ค าถามท้ายบท
1. จงอธิบายประเภทของสารเคมีจ าแนกตามสถานะทางกายภาพ
2. จงอธิบายจ าแนกประเภทของสารเคมจ าแนกตามการเก็บรักษาและการขนส่ง
ี
3. จงอธิบายประเภทของสารเคมจ าแนกตามคุณสมบัติการก่อมะเร็ง
ี
ิ
4. จงอธิบายกลไกการเกิดพษจลนศาสตร์ (Toxicokinetics)
ิ
5. จงอธิบายกลไกการเกิดพษพลศาสตร์ (Toxicodynamics)
6. จงอธิบายค่า Threshold limit values (TLVs)
7. อธิบายหลักการประเมินการสัมผัสฝุ่นขนาด Total mass concentration methods
8. อธิบายหลักการประเมินการสัมผัสฝุ่นขนาด Respirable mass size – selection
measurement
9. เมื่อมีเหตุการณ์รถบรรทุกมีป้ายติดท้ายรถบรรทุกดังภาพประสบอุบัติเหตุ คาดว่ามีการ
รั่วไหลของสารเคมีในรถ ให้นักศึกษาตอบค าถามต่อไปนี้
9.1 สารเคมีชนิดนี้คือสารอะไร
ั
9.2 สารเคมีชนิดนี้มีอนตรายต่อสุขภาพอนามัย
อย่างไร 9.3 สารนี้ท าให้เกิดอัคคีภัยและการระเบิดหรือไม่
9.4 การก าจัดกรณีรั่วไหล
9.5 อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ต้องใช้
9.6 การปฐมพยาบาลเมื่อสัมผัสสารนี้
เอกสารอ้างอิง
ั
ิ
กรมควบคุมมลพษ. (2544). คู่มือ การขนส่งวัตถุอนตราย. กรุงเทพฯ: กระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม.
กรมโรงงานอตสาหกรรม. (2013, September). เอกสาร GHS “Purple Book”. สืบค้นจาก
ุ
http://www.npcse. co.th/pdf/ghs_thai_full.pdf United Nations.
คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ. (ม.ป.ป.). Chemical symbol. สืบค้นจาก
https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517
ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ความปลอดภัยในการท างานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี).
(2520), กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย.
พรัชฎา มุสิกะพงศ์. (2555). เอกสารประมวลสาระวิชา 618348: การเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างด้าน
ิ
สุขศาสตร์อตสาหกรรม. นครราชสีมา: สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ส านักวิชา
ุ
แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
พรพมล กองทิพย์. (2560). สุขศาสตร์อตสาหกรรม: ตระหนัก ประเมิน ควบคุม. กรุงเทพฯ: เบสท์
ุ
ิ
กราฟฟิค อินเตอร์พริ้นท์.
103
ั
ุ
วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์. (2557). สุขศาสตร์อตสาหกรรม: กลยุทธ์ ประเมิน ควบคุม และจัดการ.
กรุงเทพฯ: หจก.เบสท์ กราฟฟิค เพรส.
ิ
ุ
ิ
สุทัศน์ มังคละคีรี. (2557). พษของสารท าละลายอนทรีย์ในโรงงานอตสาหกรรม. กรุงเทพฯ: ส านัก
เทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2558). องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองความ
เสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีก าจัดศัตรูพชโดยกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส ส าหรับ
ื
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข.
อนามัย เทศกะทึก. (2553). อาชีวอนามัยและความปลอดภัย. กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์.
American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH). (2017). TLVs and
BEIs. Cincinnati: ACGIH.
David L.E. & Steven G. G. (2008). Principles of Toxicology. In: Curtis DK (Eds.), Casarett
and Doull’s Toxicology: The Basic Science of Poisons. 7th ed. New York: Mc
Graw Hill Medical.
SKC Catalog. (n.d.). Air sampling solution & Expertise. Retrieved from https://www.skcinc
com/catalog/images/product_info.php.
Terry M. S. & Curtis E. C. (2002). Mixmaster exposure to dust during mixing of wild and
fire retardant chemicals. Int J Wildland Fire, 11, 65–73.
United Nations. (2011). Globally Harmonized System of Classification and Labelling of
Chemical (GHS) Forth Revised Edition. New York and Geneva: United Nations.
Winder, C. & Stacey N. (2004). Occupational toxicology. 2nd ed. Boca Raton: CRC Press.
104
105
แผนบริหารการสอนประจ าบทที่ 5
เนื้อหา
่
ปัจจัยทางด้านชีวภาพที่กอให้เกิดอันตรายจากการท างาน
1. ประเภทของอันตรายทางชีวภาพ
2. สถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพ
3. เครื่องหมายชีวภัยสากล
4. ปัจจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อและการได้รับสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพ
5. ห่วงโซ่ของการติดเชื้อ
6. การแบ่งกลุ่มอันตรายของสารชีวภาพ
7. ระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ
8. การป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคในสถานพยาบาล
9. การคัดแยกขยะในสถานพยาบาล
10. ข้อบ่งชี้ในการเก็บตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์จุลินทรีย์ในอากาศ
11. วิธีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวัดเชื้อจุลินทรีย์
12. การควบคุมอันตรายจากปัจจัยทางชีวภาพจากการประกอบอาชีพ
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. อธิบายประเภทของอันตรายทางชีวภาพได้ถูกต้อง
2. วิเคราะห์สถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพได้ถูกต้อง
3. อธิบายเครื่องหมายชีวภัยสากลได้ถูกต้อง
4. อธิบายปัจจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อและการได้รับสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพได้ถูกต้อง
5. อธิบายห่วงโซ่ของการติดเชื้อได้ถูกต้อง
6. อธิบายการแบ่งกลุ่มอนตรายของสารชีวภาพ และระดับความปลอดภัยทางชีวภาพได้
ั
ถูกต้อง
7. อธิบายการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคในสถานพยาบาลได้ถูกต้อง
8. อธิบายการคัดแยกขยะในสถานพยาบาลได้ถูกต้อง
9. อธิบายการเก็บตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์จุลินทรีย์ในอากาศได้
10. อธิบายการควบคุมอันตรายจากปัจจัยทางชีวภาพจากการประกอบอาชีพ
11. เพอให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ไปใช้ในการด าเนินงานทางด้านอาชีวอนามัยและ
ื่
ความปลอดภัยเบื้องต้นในชุมชนได้
106
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. จัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) โดยการแบ่งกลุ่ม
ึ
นักศกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์เนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง ๆ
ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้
่
2. บรรยายสรุปด้วย PowerPoint โดยผู้สอน เนื้อหาหัวข้อ ปัจจัยทางด้านชีวภาพที่กอให้เกิด
อันตรายจากการท างาน ทั้ง 12 หัวข้อโดยผู้สอน
3. แบ่งกลุ่มนักศกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์กรณีตัวอย่างปัจจัยทางด้านชีวภาพที่ก่อให้เกิด
ึ
อันตรายจากการท างาน และร่วมกันอภิปราย ซักถาม จากนั้นผู้สอนให้ข้อเสนอแนะ และน าส่งผลการวิเคราะห์
4. ตอบค าถามท้ายบทท้ายบท
ั
5. มอบหมายงานค้นคว้าเรื่องปัจจัยทางด้านการยศาสตร์ที่ก่อให้เกิดอนตรายจากการท างาน
เพื่อท ากิจกรรมกลุ่มในสัปดาห์ต่อไป
สื่อการเรียนการสอน
1. สื่อ PowerPoint เนื้อหาหัวข้อ ปัจจัยทางด้านชีวภาพที่กอให้เกิดอนตรายจากการท างาน
ั
่
ทั้ง 12 หัวข้อ
2. แหล่งข้อมูล
2.1 เอกสารวิชาการ เรื่อง แนวปฏิบัติเพอความปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล
ื่
สืบค้นจาก https://www.mahidol.ac.th/sustainable/pdf/Biosafety.pdf โดยใช้อปกรณ์อเล็กทรอนิกส์
ิ
ุ
3. เอกสารค าสอนวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของอาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา
4. หนังสือ เอกสาร ต าราอื่น ๆ
4.1 หนังสือสุขศาสตร์อตสาหกรรม: กลยุทธ์ การประเมิน ควบคุม และจัดการ ของ
ุ
ั
รองศาสตราจารย์.ดร.วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์ สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
(613.62 ว115ส 2557)
4.2 หนังสืออาชีวอนามัยและความปลอดภัย ของรองศาสตราจารย์.ดร.อนามัย (ธีร
วิโรจน์) เทศกะทึก สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (613 6 อ152อ 2553)
การวัดผล
1. การสังเกตการอภิปราย ความสนใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่มและการเรียน
การสอนในห้องเรียน
2. ผลการสรุปเนื้อหาจากการสืบเสาะหาความรู้ในแต่ละหัวข้อ
3. ผลการวิเคราะห์กรณีตัวอย่างปัจจัยทางด้านชีวภาพที่ก่อให้เกิดอนตรายจากการท างานที่
ั
ได้รับมอบหมาย
4. ผลจากการท าแบบฝึกหัดท้ายบท
107
บทที่ 5
ปัจจัยทางด้านชีวภาพที่ก่อให้เกิดอันตรายจากการท างาน
ั
ปัจจัยทางชีวภาพ หมายถึง สิ่งมีชีวิต หรือผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตที่มีอนตรายต่อสุขภาพและ
ื
ี
ความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์หรือสัตว์ อาทิเช่น สัตว์ พช แบคทเรีย เชื้อรา ปรสิต ไวรัส ซึ่งอาจท าให้เกิด
อันตรายโดยตรง ได้แก การเจ็บป่วยหรืออันตรายโดยตรง ได้แก่ การเจ็บป่วยหรืออันตรายโดยทางอ้อม
่
่
ได้แก การท าลายสภาพแวดล้อม การสัมผัสสารทางชีวภาพในสถานที่ท างานอาจท าให้เกิดโรคจากการ
ท างานได้ การเจ็บป่วยจากการท างานที่มีสาเหตุจากสารทางชีวภาพ ได้แก่ การติดเชื้อจุลชีพต่าง ๆ
การแพ้ และการได้รับพิษต่าง ๆ
1. ประเภทของอันตรายทางชีวภาพ
1.1 เชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ (Infectious agents) ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว พยาธิ
1.1.1 แบคทเรีย (Bacteria) เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชนิดโปรคาริโอต (Prokaryotic cell) มีขนาดเล็ก
ี
โดยปกติมีขนาด 1-5 ไมโครเมตร แบคทีเรียที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ ไมโคพลาสมา (Mycoplasma) มี
ขนาด 200 นาโนเมตร ชนิดที่ยาวที่สุด คือ แบคทีเรียรูปเกลียว (Spirochete) ประมาณ 7 ไมโครเมตร
ลักษณะทั่วไปของแบคทีเรีย เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ส่วนใหญ่มีผนังเซลล์ (Cell wall) ท าให้เซลล์คง
รูปร่างอยู่ได้ ยกเว้น ไมโคพลาสมา (Mycoplasma) ไม่มีผนังเซลล์ สามารถเคลื่อนได้ เนื่องจากมีแฟล
กเจลลา (Flagella) สืบพนธุ์แบบไม่อาศัยเพศใช้วิธีการแบ่งเซลล์ตามแนวขวาง (Binary fission) ส่วน
ั
การสืบพนธุ์แบบอาศัยเพศใช้วิธีคอนจูเกชัน (Conjugation) ทรานส์ฟอร์มเมชั่น (Transformation)
ั
และทรานส์ดักชัน (Tranduction) มีรูปร่างได้หลายแบบ เช่น รูปกลม (Coccus) รูปไข่ ทรงกระบอก
(Bacillus) หรือเป็นเกลียว (Spirillum) แต่มีแบคทีเรียบางชนิดมีรูปร่างไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงได้หลาย
แบบที่ เรียกว่า พลีโอมอร์ฟค (Pleomorphic) เนื่องจากไม่มีผนังเซลล์ที่จะท าให้เซลล์คงรูปร่างอยู่
ิ
ได้ ได้แก ไมโครพลาสมา (Mycoplasma) สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มตามโครงสร้างของผนังเซลล์และการ
่
ย้อมติดสีแกรมได้ เป็นแบคทีเรียแกรมบวก และแบคทีเรียแกรมลบ โดยผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมลบ
มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น คือ มีทั้งเยื่อหุ้มชั้นนอก (Outer membrane) และเยื่อหุ้มชั้นใน (Inner membrane)
ผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมลบจะมีชั้นเพปติโดไกลแคน (Peptidoglycan) บางกว่า ถูกท าลายหรือ
๐
ยับยั้งการเจริญเติบโตได้ด้วยการใช้ความร้อนตั้งแต่ 50 C ขึ้นไปขึ้นอยู่กับชนิดของแบคทีเรีย
เช่น แบคทีเรียที่เรียกว่า อโคไล (E.coli) เป็นแบคทีเรียที่ท าให้เกิดท้องร่วง ท้องร่วง อณหภูมิประมาณ
ี
ุ
50 C ขึ้นไปจะยับยั้งการเจริญของอโคไลได้ดี (อสยา จันทร์วิทยานุชิต และ วัชรินทร์ รังสีภาณุรัตน์,
๐
ิ
ี
2556; นงลักษณ์ สุวรรณพินิจ และ ปรีชา สุวรรณพินิจ, 2560)
108
ตัวอย่างโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก ่
โรคคอตีบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae
โรควัณโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis
โรคบาดทะยักจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Clostridium tetani
โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) จากการติดเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis เป็นต้น
1.1.2 ฟงไจ หรือเห็ดรา (Fungi) จัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีเซลล์เป็นแบบยูคาริโอต (Prokaryotic
ั
ั
ิ
cell) เป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่ไม่มีคลอโรฟลล์ มีสปอร์มีการสืบพนธ์ทั้งแบบมีเพศ และไม่มีเพศ การ
ิ
ด ารงชีวิตมีทั้งการด ารงชีวิตแบบอสระ (Free living) โดยอาศัยอาหารจากการย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิต
และในบางสภาวะสามารถเจริญในสิ่งมีชีวิตได้ การด ารงชีวิตแบบปรสิต (Parasite) เป็นเชื้อราที่ต้อง
อาศัยอาหารจากสิ่งมีชีวิตในการด ารงชีวิต เนื่องจากสร้างอาหารเองไม่ได้ หรือไม่มีเอนไซม์ย่อยสลาย
ึ่
สารอนทรีย์หรือสารอนินทรีย์ และการพงพาอาศัยสิ่งมีชีวิต (Mutualism) เป็นการเจริญแบบพงพา
ิ
ึ่
ื่
อาศัยกับสิ่งมีชีวิตอน มีการสร้างสารอาหารที่จ าเป็นต่อการด ารงชีวิตของพช ได้แก่ การด ารงชีวิตแบบ
ื
ื
พงพาเกื้อกูลกัน (Mycorrhiza) คือการอยู่ร่วมกันของเชื้อรากับรากพชชั้นสูง และการด ารงชีวิตแบบ
ึ่
ไลเคน (Lichen) คือการอยู่ร่วมกัน เชื้อรากับสาหร่าย และการเจริญของเห็ดโคนกับปลวก เป็นต้น
เนื่องจากเชื้อรามีแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในอากาศในรูปของสปอร์ สปอร์ทนต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ
เช่นความร้อน ความเย็น รังสีอัลตราไวโอเลต และความดันออสโมติก (osmotic pressure) สูง ๆ ได้ดี
ส าหรับเส้นใยของเชื้อราจะถูกท าลายหมดที่อณหภูมิ 60 C - 63 C นาน 30 นาที (อิสยา จันทร์วิทยา
๐
๐
ุ
นุชิต และ วัชรินทร์ รังสีภาณุรัตน์; นงลักษณ์ สุวรรณพินิจ, 2560)
ตัวอย่างโรคที่เกิดจากการติดเชื้อรา ได้แก ่
การติดเชื้อรา Candida albican
โรคน้ ากัดเท้า (Athlete’s foot) จากการติดเชื้อรา Tinea pedis
1.1.3 ไวรัส (Virus) ไวรัสเป็นปรสิตภายในเซลล์แท้จริง (Obligate intracellular parasite) มี
ื่
โครงสร้างเป็นอนุภาค (Particle) ไม่ได้มีลักษณะเป็นเซลล์ จะอาศัยอยู่ภายในสิ่งมีชีวิตอนเท่านั้น ไม่มี
ี
องค์ประกอบพนฐานที่จ าเป็นส าหรับการเจริญเติบโต มีเพยงกรดนิวคลีอกห่อหุ้มด้วยโปรตีนแคพซิด
ิ
ื้
(Capsid) และอาจมีโปรตีนเอนวีลอป (Envelope) ห่อหุ้มด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส การจัด
็
็
็
จ าแนกหมวดหมู่ของไวรัสใช้ชนิดของจีโนม ที่มีสารพนธุกรรมทั้งชนิดดีเอนเอ (DNA) และอาร์เอนเอ
ั
ิ่
(RNA) ทั้งสายเดี่ยวและสายคู่ การเพมจ านวนของไวรัสมีกลไกการเข้าจับกันกับโฮสต์ที่จ าเพาะ การสร้าง
กรดนิวคลีอิก การสังเคราะห์โปรตีน การสร้างอนุภาคไวรัส และการปลดปล่อยออกนอกเซลล์ เชื้อไวรัส
๐
ส่วนใหญ่ถูกทาลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตได้ด้วยการใช้ความร้อนตั้งแต่ 50 C -60 C เป็นเวลาครึ่ง
๐
ั
ชั่วโมง เช่น ไรโนไวรัส (rhinovirus), เอนเทอโรไวรัส (enterovirus), ไวรัสตับอกเสบ บี (Hepatitis B
ั
virus) เป็นต้น นอกจากนี้แสงอลตราไวโอเลต (UV) ในช่วง 100-400 นาโมเมตร สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้
(อิสยา จันทร์วิทยานุชิต และ วัชรินทร์ รังสีภาณุรัตน์, 2556; นงลักษณ์ สุวรรณพินิจ, 2560)
ตัวอย่างโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ได้แก ่
ไวรัสตับอักเสบบี จากการติดเชื้อ Hepatitis B virus
พิษสุนัขบ้า จากการติดเชื้อ Rabies Virus
ไข้เลือดออก จากการติดเชื้อ Dengue Virus
109
ื่
1.1.4 ปรสิต (Parasite) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่เมื่ออยู่ในสิ่งมีชีวิตอนแล้วเป็นฝ่ายได้ประโยชน์
และท าให้อกฝ่ายเสียประโยชน์ ฝ่ายที่ถูกปรสิตอาศัยอยู่และเสียประโยชน์ เรียกว่า โฮสต์ (Host)
ี
ยกตัวอย่างเช่น พยาธิเมื่ออยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอน มันจะดูดอาหารจากสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่
ื่
และอาจท าให้สิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่เกิดโรค เราเรียกพยาธิว่าเป็น “ปรสิต” และเรียกสิ่งมีชีวิตที่มัน
อาศัยอยู่ว่า “โฮสต์” โดยปรสิตที่ท าให้เราเกิดโรคมี 3 กลุ่มหลัก (อิสยา จันทร์วิทยานุชิต และ วัชรินทร์
รังสีภาณุรัตน์, 2556; นงลักษณ์ สุวรรณพินิจ, 2560) คือ
1) โปรโตซัว (Protozoa) ตัวอย่างโปรโตซัวที่ท าให้เราเกิดโรคได้บ่อย ได้แก่ เชื้อบิด
อะมีบา เชื้อมาลาเรีย เชื้อพยาธิช่องคลอดทริโคโมแนส
2) พยาธิ เช่น โรคพยาธิใบไม้ตับ มีสาเหตุมาจากพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis
viverrini)
3) กลุ่มเชื้อที่เป็นพาหะภายนอก ได้แก่ เห็บ เหา ไร โลน เลือด
ื
้
ิ
ื
ื
1.2 พชและผลิตภัณฑ์จากพช (Plants and plant products) ได้แก่ การแพพษพช ผลิตภัณฑ์
ื
ื
ิ
้
ิ
ื
ของพช และเห็ด ได้แก่ ผื่นแพพษพช จากการสัมผัส เกิดอาการแสบคันปวดแสบร้อน รับพษจากพช
เช่น มหามุ่น ต าแย หญ้า เผือก ยางขนุน มะม่วง การรับท๊อกซิน (Toxin) จากเห็ดมีพิษ
1.3 สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (Animal and animal products) โดยสัตว์สามารถจ าแนกได้ 2
ประเภท ได้แก่ 1) กลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate) ได้แก่ กลุ่มสัตว์เลื่อยคลาน กลุ่มสัตว์ฟันแทะ
กลุ่มสัตว์ปีก กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2) กลุ่มสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง กลุ่มแมลง (Insects) เป็นต้น
ี
2. สถานที่ที่มความเสี่ยงสูงในการสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพ (คณะอนุกรรมการความปลอดภัยทาง
ชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2555; พรพิมล กองทิพย์; 2560)
2.1 ห้องปฏิบัติการทางด้านจุลชีววิทยาสาธารณสุขและชีวโมเลกุล
การติดเชื้อจากการท างานในห้องปฏิบัติการ (Laboratory) เป็นที่ทราบกันมานานแล้วส าหรับนัก
จุลชีววิทยา อย่างไรก็ตามการได้รับสัมผัสเชื้อที่เกิดขึ้นในระยะหลัง มีจ านวนของคนที่ไม่ใช่นัก
จุลชีววิทยาที่เข้ามาท างานทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ส าหรับห้องปฏิบัติการที่
ท างานเกี่ยวกับโรคเอชไอวี (Human immunodeficiency virus), โรควัณโรค (Mycobacterium
tuberculosis) และ โรคติดเชื้ออื่น ๆ เป็นจ านวนมาก
2.2 โรงพยาบาลและหน่วยงานทางสาธารณสุข
การติดเชื้อในโรงพยาบาล (Nosocomial infection) เป็นการติดเชื้อเนื่องจากผู้ป่วยได้รับเชื้อ
จุลชีพขณะเข้ารักษาในโรงพยาบาล เชื้อจุลชีพนี้อาจเป็นเชื้อที่มีอยู่ในตัวผู้ป่วยเอง หรืออาจเป็นเชื้อ
จากภายนอกร่างกายผู้ป่วย โดยขณะที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลผู้ป่วยไม่มีอาการของการ
ติดเชื้อ หรือเป็นการติดเชื้อของผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลที่เกิดจากการท างาน โดยเกิดจากการสัมผัส
ผ่านเครื่องมือ เครื่องใช้ เสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง หายใจเอาละอองจุลชีพในสถานที่ปฏิบัติงาน
อุบัติเหตุจากการท างาน
2.3 สถานที่ท างานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ
เมื่อเทคโนโลยีทางด้านชีวภาพมีความก้าวหน้าเพมมากขึ้น ท าให้มีโอกาสในการพฒนาทางด้าน
ิ่
ั
การแพทย์ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การตลาดในการผลิตยาและ
110
ี
ิ่
และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ การเพมปริมาณการผลิตหรือความเข้มข้นจะต้องมีระบบการป้องกันที่เพยงพอ
ื่
และเหมาะสมเพอคุ้มครองผลิตภัณฑ์ บุคลากรและชุมชน เชื้อจุลินทรีย์ที่มีการกักกันเชื้อ ได้แก่
แบคทีเรียอีโคไล, K12 รา ยีสต์ เซลล์พืชและเซลล์สัตว์ กระบวนการผลิตโดยปกติจะใช้ระบบปิด
และต้องมีการฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง เช่น มีการก าจัดของเสียและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นได้ นอกจากการสัมผัส
้
์
โดยตรงแล้ว ผู้ปฏิบัติงานอาจเกิดการแพต่อโปรตีน ผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบ ผลิตภัณฑจากการหมักหรือ
เอนไซม์หรือสารเคมีอื่น และโปรตีนในปัสสาวะจากสัตว์ เป็นต้น
2.4 สถานที่ดูแลและรักษาสัตว์
ุ
งานอตสาหกรรมที่ต้องใช้สัตว์ทดลอง ผู้ปฏิบัติงานจะได้รับเชื้อจากสัตว์ทดลองซึ่งท าให้เกิดการ
ั
ิ
แพต่อสารติดเชื้อหรือพษของสารเหล่านั้น อน ได้แก่ ธรรมชาติของสัตว์ (การกัด การข่วน) ปรสิตของ
้
สัตว์ โรคจากสัตว์ และสัตว์ที่ท าให้เกิดการแพ ้
2.5 เกษตรกรรม
คนงานที่ท างานทางด้านเกษตรกรรมและผู้ที่เกี่ยวข้องกบกระบวนการผลิตผลทางการเกษตรจะ
ั
ิ
ได้รับสัมผัสจุลินทรีย์ ที่ท าให้เกิดการติดเชื้อ สปอร์ และพษของสารเหล่านั้น จากการหายใจ สารทาง
ชีวภาพในอากาศ การกิน การสัมผัสทางผิวหนังและเนื้อเยื่อแมมแบลน และการติลดเชื้อจากการ
บาดเจ็บซึ่งปัจจัยต่างๆที่ท าให้เกิดโรคขึ้นกับความไวของผู้รับเชื้อ ความรุนแรงของเชื้อและขนาดของ
เชื้อที่ได้รับ
2.6 สถานที่ท างานอื่น ๆ ได้แก ่
คนที่ดูแลความสะอาดของระบบน้ าในเครื่องปรับอากาศจะสัมผัสกับ ลีจิโอเนลลา นิวโมฟลา
ิ
(Legionella pneumophila) และ เชื้ออะมีบาเนเกลเรีย สปีซีส์ (Naegleria spp.)
คนงานที่ท างานกับนก เช่น นกแก้ว นกแขกเต้า และนกพิราบ ในร้านขายสัตว์เลี้ยงและสวนสัตว์
จะสัมผัสกับคลามีเดีย ซิทตาซี (Chlamydia psittaci)
ิ
คนงานที่ท างานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ จะสัมผัสกับสารพษของเชื้อรา (Endotoxin) ที่เจริญเติบโต
ในไม้สัก และเชื้อราที่ท าให้เกิดโรคได้
คนงานเหมืองมีโอกาสสัมผัสกับ แบคทีเรียติดเชื้อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic bacteria) เชื้อ
มัยโคแบคทีเรีย (Mycobacteria) เชื้อราที่ผิวหนัง เชื้อราที่ท าให้เกิดโรคเชื้อรา และเชื้อราที่ท าให้เกิดโรค
คนงานที่ท างานเกี่ยวกับน้ าเสียและปุ๋ยหมักจะสัมผัสกับแบคทีเรียในล าไส้ (Enteric bacteria)
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A virus) การติดเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต โปรโตซัวเชื้อรา
คนงานที่ท างานเกี่ยวกับการดูและปรับปรุงหนังสือ อาคาร ภาพเขียนและเจ้าหน้าที่ห้องสมุด จะ
สัมผัสกับสารพษของแบคทีเรียแกรมลบ เชื้อราบนพนผิวของวัสดุเก่า ๆ จะท าให้เกิดการแพและเป็น
ื้
ิ
้
พิษได้
คนงานผลิตเสื้อผ้าที่ท าจากเส้นใยพช เช่น คอตตอน ปอของต้นแฟลกซ์ (Flax) ป่าน ปอ และ
ื
กัญชา จะสัมผัสกับสารพิษของของแบคทีเรียแกรมลบ
คนงานในอตสาหกรรมท าปลา จะสัมผัสกับโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน เช่น เลปโตสไปรา
ุ
อินเทอโรแกนส (Leptospira interrogans) เชื้อมัยโคแบคทีเรีย และ พยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ล าไส้เลือด
ซิสโตโซมาจาโปนิคัม (Schistosoma)
111
ิ
คนงานป่าไม้ จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน เช่น โรคพษสุนัขบ้า (Rabies),
โรคลายม์ (Lyme disease) และ โรคทูลาริเมีย (Tularema) หรือสัมผัสกับสารต่าง ๆ เช่น ไวรัส
แบคทีเรีย และรา
คนงานท าขนและหนังสัตว์ มีโอกาสเกิดโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน เช่น โรคไข้คิว (Q fever) โรค
แอนแทรกซ์ (Anthrax) โรคทูลาริเมีย (Tularema) และราที่ผิวหนัง
ื
คนงานที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์จากพช จะสัมผัสกับโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน และสารที่ท าให้เกิด
ื
้
ิ
การแพของแบคทีเรียแกรมลบ แอคติโนมัยสีท (Actinomycete) ทีท าให้แพ และสารพษจากพช เชื้อ
้
ราและหนูจากการเก็บผลิตภัณฑ ์
3. เครื่องหมายชีวภัยสากล (Universal biohazard symbol) (ราชกิจจานุเบกษา; 2546)
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ตราหรือสัญลักษณ์ส าหรับพิมพบนภาชนะบรรจุมูลฝอย
์
ติดเชื้อ พ.ศ. 2546 ก าหนดตราหรือสัญลักษณ์ ที่ต้องพมพลงบนภาชนะบรรจุมูลฝอยติดเชื้อที่ใช้
ิ
์
ระหว่างประเทศ ให้มีลักษณะ เป็นรูปวงเดือน 3 วง สีด า ซ้อนทับบนวงกลมสีด า โดยสัญลักษณ์ต้องมี
รัศมีไม่น้อยกว่า 1 นิ้ว (ภาพที่ 5.1) นอกจากภาชนะบรรจุมูลฝอยแล้ว ในสถานพยาบาลจะน า
สัญลักษณ์นี้ติดบนตัวอย่าง (เลือด, ปัสสาวะ, เสมหะ ฯลฯ) ของผู้ป่วยป่วยเป็นโรคติดเชื้อเช่น ไวรัส
เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบีด้วย
ภาพที่ 5.1 แสดงตราหรือสัญลักษณส าหรับพิมพ์บนภาชนะบรรจุมูลฝอยติดเชื้อ
์
ที่มา: จาก ตราหรือสัญลักษณ์ส าหรับพิมพ์บนภาชนะบรรจุมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2546 (น.1),
โดย ราชกิจจานุเบกษา, 2546, กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
4. ปัจจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อและการได้รับสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพ ละออ ชมพกตร์ (ม.ป.ป.) และ
ั
พบชัย งามสกุลรุ่งโรจน์, วรรณี กัณฐกมาลากุล, ไอยฤทธิ์ ไทยพิสุทธิกุล และ ภัทรชัย กีรติสิน (2556)
กล่าวว่าปัจจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อและการได้รับสัมผัสปัจจัยทางชีวภาพไว้ดังนี้
4.1 ทางเข้าสู่ร่างกาย
การได้รับจุลินทรีย์ที่ท าให้เกิดการติดเชื้อจากการท างาน เช่น การรับประทาน การซึมผ่านผิวหนัง
และการสัมผัสกับเยื่อหุ้มเซลล์ของตา จมูกและปาก การใช้เทคนิคบางชนิด (เช่น การบีบอดของเหลว
ั
ด้วยความดัน การบดเนื้อเยื่อ) การหกของสารในสถานที่ท างาน จะทาให้เชื้อจุลินทรีย์มีการปนเปื้อนใน
อากาศที่คนท างานสามารถหายใจเข้าไปในร่างกายได้
112
4.2 การมีชีวิตและความรุนแรงของเชื้อ (Viability and virulence of the agent)
4.2.1 การมีชีวิต เป็นสิ่งที่ก าหนดว่าคนจะติดเชื้อหรือไม่ถ้าจุลินทรีย์ไม่มีชีวิตและไม่สามารถ
ิ่
ิ่
เพมจ านวนได้ ผู้รับเชื้อจะไม่มีโอกาสติดเชื้อ การเพมจ านวนของจุลินทรีย์จะขึ้นอยู่กับสภาพ
ุ
สิ่งแวดล้อมเป็นส าคัญ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ อณหภูมิ ความชื้น หรือสารเคมีอน ๆ โดย
ื่
สามารถแบ่งชนิดของเชื้อโรคตามต าแหน่งที่เชื้อมีการแบ่งตัวเพิ่มจ านวน คือ
1) Obligate Intracellular Organisms คือ เชื้อที่เจริญเติบโตและแบ่งตัวในเซลล์ของ
ี
โฮสต์เท่านั้น เช่น เชื้อไวรัสทุกชนิด, เชื้อวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis) แบคทเรียคลาไมเดีย
(Chlamydia) เป็นต้น
2) Facultative Intracellular Organisms คือ เชื้อที่สามารถแบ่งตัวได้ทั้งใน และนอก
่
เซลล์ของโฮสต์ ได้แก เชื้อไข้ไทฟอยด์ (Salmonella Typhi) เชื้อโรคปอดอักเสบ (Legionella) เชื้อรา
ก่อโรคคริปโตคอกโคสิส (Cryptococcus neoformans) เป็นต้น
4.2.2 ความรุนแรงของเชื้อ ความรุนแรงหรือความสามารถในการก่อให้เกิดโรคของเชื้อจะมี
ั
ความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพนธุ์ซึ่งสามารถแบ่งชนิดของเชื้อโรคตามความสามารถในการก่อโรค
ของเชื้อโรคนั้น ๆ โดยแบ่งเป็นเชื้อที่มีความสามารถก่อโรคในคนปกติ (High virulent strains) และ
เชื้อที่มีความสามารถในการก่อโรคในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ า เช่น ผู้ป่วยเอดส์, ผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือ
ผู้ป่วยที่ได้รับยาบางชนิดที่กดภูมิคุ้มกัน (Low virulent strains) เป็นต้น ก็จะเรียกการติดเชื้อนี้เป็น
“Opportunistic infection”
4.3 ความไวของผู้รับ (Host susceptibility)
ความไวของผู้รับ เช่น แรงงานที่ตั้งครรภ์ แรงงานผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่า
แรงงานวัยหนุ่มสาว
4.4 การแพ้โปรตีนบางชนิด
้
การแพโปรตีนบางชนิด เช่น ผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพจากวัตถุดิบที่มาจากพืชหรือสัตว์ ผลิตภัณฑ์จาก
การหมัก เอนไซม์ สารเคมี หรือสารจากผิวสัตว์ หรือโปรตีนในปัสสาวะสัตว์ สามารถให้คนงานฉีด
็
วัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน การสร้างสภาวะการท างานที่ปลอดภัยน่าจะเป็นวิธีที่ดี
4.5 ปัจจัยอื่น ๆ
่
ั
ปัจจัยอื่น ๆ ในการประเมินความเสี่ยงของงานทางชีวภาพ ได้แก ความรู้เกี่ยวกับป้องกน การสัมผัส
การแพร่กระจายของเชื้อ พฤติกรรมส่วนบุคคลที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อ (Behavior patterns)
อาทิเช่น เป็นผู้ประมาทเลินเล่อ ชอบท างานลัดขั้นตอน
5. ห่วงโซ่ของการติดเชื้อ (Centers for Disease Control and Prevention, 2006)
กระบวนการที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อจะต้องอาศัยปัจจัยที่มีความสัมพนธ์ต่อเนื่องกัน หากขาดปัจจัย
ั
ใดปัจจัยหนึ่งก็จะไม่เกิดโรคติดเชื้อขึ้น โดยองค์ประกอบสามของการเกิดโรคประกอบเป็นห่วงโซ่ของ
การติดเชื้อดังนี้ แผนภูมที่ 5.1
ิ
5.1 แหล่งรังโรค (Reservoir) สามารถจ าแนกออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
5.1.1 แหล่งเก็บโรคมีชีวิต (Animal reservoirs) ได้แก่ ผู้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อ ผู้เป็นพาหะ สัตว์
ที่เป็นพาหะ
5.1.2 แหล่งเก็บโรคไร้ชีวิต (Inanimal reservoirs) ได้แก่ เครื่องมือ เครื่องใช้ ขยะ
113
5.2 ทางออกของเชื้อจากแหล่งรังโรค (portal of exit) เชื้อโรคจะมีทางออกได้หลายทาง เช่น ทาง
ตา, ทางหู, ทางจมูก, ทางปาก, ทางบาดแผล ทางระบบทางเดินอาหาร, การสัมผัสและทางระบบ
สืบพันธุ์ เป็นต้น
5.3 วิธีการถ่ายทอดเชื้อ (mode of transmission) เป็นการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังบุคคล
้
อื่นสามารถเกิดได้ทั้งทางตรงและทางออม ดังนี้
5.3.1 การติดต่อทางสัมผัส (Contact Transmission)
1) ติดต่อโดยทางตรง (Direct Contact) ได้แก่ การติดโรคโดยการสัมผัสโดยตรงกับ
ผู้ป่วย สัตว์เลี้ยง เช่น การจับต้องบาดแผล การจับมือผู้ป่วย การสัมผัสเชื้อโรคจากการความสะอาด
สัตว์เลี้ยง เป็นต้น
2) ติดต่อโดยทางอ้อม (Indirect Contact) ได้แก การติดโรคโดยการสัมผัสกับสิ่งของที่มี
่
เชื้อโรค เช่น สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยจากการปนเปื้อนมากับเครื่องมือ
3) ติดต่อโดยทางลมหายใจ (Droplet Spread) ได้แก่ การติดโรคโดยสูดลมหายใจที่มี
เชื้อโรคเข้าไป การไอจามรดกันโดยตรง
5.3.2 การติดต่อโดยอาศัยพาหะ (Vector) ได้แก การติดโรคโดยอาศัยแมลงและสัตว์พาหะต่าง
่
ๆ เป็นตัวน าโรค เช่น แมลงวันน าเชื้ออหิวาตกโรค ยุงน าเชื้อไข้มาเลเรีย และเหา น าโรคไทฟสและไข้
ั
กลับซ้ าได้ เป็นต้น
5.3.3 การติดต่อทางอากาศ (Airborne) แบ่งออกได้เป็น 2 อย่าง คือ
1) ละอองไอ (Droplet) เชื้อโรคออกมากับน้ ามูก น้ าลาย ที่หายใจหรือไอ
จามออกมา ซึ่งละอองไอจะสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานก่อนจะตกลงสู่พื้น ละอองไอนี้จะไม่รวมตัว
กันเป็นกลุ่มก้อน แต่จะมีการระเหยของส่วนที่เป็นน้ า เหลือแต่อณูของเชื้อโรคได้
2) ฝุ่นละออง (Dust) ฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่มีเชื้อโรคอยู่ เช่น พวกเชื้อราของโรค
ปอดบางชนิดซึ่งอยู่ในดิน เส้นใยป่าน ปอ ฝ้าย
5.4 ทางเข้าของเชื้อสู่ผู้รับ (portal of entry) เป็นทางที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ เช่น
ทางการหายใจ ทางระบบทางเดินอาหาร ทางผิวหนัง และทางระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น
5.5 ผู้รับเชื้อที่ไวต่อโรค (susceptible host) เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว มนุษย์จะเกิดโรคหรือไม่
ขึ้นอยู่กับความต้านทานของโรค บางคนมีความต้านทานต่ าหรือมีภูมิไวรับสูงจะเกิดโรคได้ง่ายก็จะเกิด
การเจ็บป่วย (Patient) หากบุคคลนั้นมีความต้านทานสูงเชื้อโรคที่รับสัมผัสเข้าไปอาจท าให้บุคคลติด
เชื้อโรคไปโดยไม่มีอาการ แต่สามารถแพร่กระจายโรคสู่ผู้อื่นได้ หรือที่เรียกว่า พาหะน าโรค (Carrier)
114
สิ่งทท าให้เกิดโรค
ี่
แหล่งเก็บโรคมีชีวิต
(Animal reservoirs) แหล่งรังโรค (Reservoir)
แหล่งเก็บโรคไร้ชีวิต
(Inanimal
ทางออกของเชื้อจากแหล่งรังโรค
(Portal of exit)
การติดต่อทางสัมผัส
วิธีการถ่ายทอดเชื้อ (Contact Transmission)
(mode of transmission)
การติดต่อโดยอาศัยพาหะ
(Vector)
ทางเข้าของเชื้อสู่ผู้รับ (portal of entry) การติดต่อทางอากาศ (Airborne)
ผู้ปฏิบัติงาน
Patient
ผู้รับเชื้อที่ไวต่อโรค (susceptible host)
Carrier
แผนภูมิที่ 5.1 แสดงห่วงโซ่ของการติดเชื้อ
ั
6. การแบ่งกลุ่มอนตรายของสารชีวภาพ (Biohazard classification) ต้องใช้หลักการประเมิน
ความเสี่ยงในการจัดล าดับความปลอดภัยทางชีวภาพเป็น 4 ระดับ (WHO, 2004; คณะอนุกรรมการ
ความปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2555) ได้แก ่
6.1 เชื้อกลุ่มเสี่ยงที่ 1
ั
ใช้ส าหรับสายพนธุ์ของจุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่สามารถบ่งบอกเชื้อได้อย่างชัดเจนและไม่มีอนตรายต่อ
ั
ี
บุคลากรในห้องปฏิบัติการหรือสิ่งแวดล้อม ไม่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย มีอตราการแพร่กระจายเชื้อ
ั
ต่ า เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่มีหรือมีความเสี่ยงน้อยต่อบุคคล ชุมชน และ สิ่งแวดล้อม ได้แก่
บาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis), อะมีบานีเกลอเรีย (Naegleria bacteria) และ โรคตับอักเสบ
ของสุนัข (Canine Hepatitis virus) เป็นต้น
6.2 เชื้อกลุ่มเสี่ยงที่ 2
ใช้กับงานที่มีความเสี่ยงปานกลางที่มีอยู่ในชุมชนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคในคนที่ระดับความรุนแรง
ต่างกัน มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยปานกลาง มีอัตราการแพร่กระจายเชื้อต่ า มีวิธีการรักษาหรือป้องกัน
ที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ไวรัสตับอกเสบบี (Hapatitis B virus), เชื้อซาลโมเนลล่า (Samonella
ั
spp.) และ โรคท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasma spp.)
6.3 เชื้อกลุ่มเสี่ยงที่ 3
ใช้ส าหรับการท างานกับสารที่มีอยู่ในท้องถิ่นหรือจากที่อน ซึ่งมีศักยภาพที่ท าให้เกิดการติดเชื้อโดย
ื่
ั
ผ่านทางอากาศและโรคทเกิดรุนแรงหรือมีผลให้เสียชีวิตได้ มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยสูง มีอตราการ
ี่
แพร่กระจายเชื้อปานกลาง อาจจะมีวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต่วิธีการป้องกันโรคยังไม่มี
115
ั
ประสิทธิภาพ ได้แก่ โรควัณโรค, บรูเซลล่า (Brucella spp.), โรคไข้สมองอกเสบ (St.Louis
encephalitis virus)
6.4 เชื้อกลุ่มเสี่ยงที่ 4
ั
ใช้กับงานที่มีอนตรายและเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงสุด มีอตราการแพร่กระจายเชื้อสูงและการเกิดโรค
ั
ั
ที่เป็นอนตรายถึงชีวิต แม้ใช้เชื้อที่มีขนาดต่ าก็สามารถมีการติดเชื้อได้ และมีอนตรายจาการติดต่อจาก
ั
ี
ี
คนหนึ่งไปสู่อกคนหนึ่ง ยังไม่มีวิธีการรักษาหรือป้องกัน ได้แก่ เชื้อไวรัสอโบล่า (Ebola viruses), และ
เชื้อไวรัสซาร์ (SARS)
7. ระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ (Levels of Biosafety) (WHO, 2004; คณะอนุกรรมการ ความ
ปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2555)
7.1 ความปลอดภัยทางชีวภาพระดับที่ 1 (Biosafety level 1: BSL1)
ั
ั
ใช้ส าหรับสายพนธุ์ของจุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่สามารถบ่งบอกเชื้อได้อย่างชัดเจนและไม่มีอนตรายต่อ
ื้
บุคลากรในห้องปฏิบัติการหรือสิ่งแวดล้อม (Risk group 1) เป็นห้องปฏิบัติการพนฐานส าหรับการ
เรียนการสอน มีอนตรายในระดับต่ าที่สุดต่อผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม ห้องปฏิบัติการไม่จ าเป็นต้อง
ั
่
แยกออกจากห้องทั่วไปภายในอาคาร และก าหนดให้มีโต๊ะปฏิบัติการและอางล้างมือเท่านั้น การท างาน
จะท าบนโต๊ะปฏิบัติการทั่วไป โดยไม่จ าเป็นต้องใช้อปกรณ์พเศษใด ๆ โดยผู้ปฏิบัติงานใน
ุ
ิ
ื่
ห้องปฏิบัติการควรได้รับการฝึกฝนเทคนิคทางจุลชีววิทยาและวิทยาศาสตร์อน ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส าหรับ
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่จ าเป็น ได้แก่ เสื้อกาวน์ ถุงมือ และ หน้ากาก
7.2 ความปลอดภัยทางชีวภาพระดับที่ 2 (Biosafety level 2)
ใช้กับงานที่มีความเสี่ยงปานกลางที่มีอยู่ในชุมชนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคในคนที่ระดับความรุนแรง
ต่างกัน จะมีอันตรายระดับปานกลางต่อบุคลากรและสิ่งแวดล้อม (Risk group 2) ซึ่งมีความเสี่ยงอยู่ใน
ระดับต่ าถึงปานกลาง นอกจากมีโต๊ะปฏิบัติการและอางล้างมือแล้ว กรณีที่การปฏิบัติงานก่อให้เกิด
่
ละอองฝอย (aerosol) ที่ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจต้องมีตู้ชีวนิรภัยระดับที่ 1 หรือ 2 เพอป้องกน
ั
ื่
การกระจายของเชื้อ ผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการควรได้รับ การฝึกเป็นพเศษในเรื่องของเชื้อก่อโรค
ิ
จากนักวิทยาศาสตร์ทางด้านจุลชีววิทยา และการท าการศึกษาสิ่งมีชีวิตก่อโรคที่อาจก่อให้เกิดการ ฟง
ุ้
ั
กระจาย ส าหรับอปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลที่จ าเป็น ได้แก่ เสื้อกาวน์ ถุงมือ แว่นตา และ
ุ
หน้ากาก
7.3 ความปลอดภัยทางชีวภาพระดับท 3 (Biosafety level 3)
ี่
ื่
ใช้ส าหรับการท างานกับสารที่มีอยู่ในท้องถิ่นหรือจากที่อน ซึ่งมีศักยภาพที่ท าให้เกิดการติดเชื้อโดย
ผ่านทางอากาศและโรคที่เกิดรุนแรงหรือมีผลให้เสียชีวิตได้ (Risk group 3) นอกจากมีโต๊ะปฏิบัติการ
และอางล้างมือแล้ว ห้องต้องมีบรรยากาศแรงดันเป็นลบ (negative pressure) มีการติดตั้งเครื่อง
่
อากาศแบบเฮป้า ฟลเตอร์ (High Efficiency Particulate Air Filter - HEPA Filter) ใช้ตู้ชีวนิรภัย
ิ
ระดับท 2 ส าหรับอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่จ าเป็น ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมเสื้อกาวน์ทับ
ี่
ด้วยชุดป้องกันพเศษ ประเภท Coverall, Surgical suit เป็นต้น, แว่นตา, ถุงมือ, หน้ากาก N95,
ิ
เครื่องป้องกันหน้า และที่คลุมรองเท้า โดยต้องไม่น าไปใส่นอกห้องปฏิบัติการสิ่งของทั้งหมดจาก
ห้องปฏิบัติการและห้องสัตว์ทดลอง จะต้องผ่าน การลดการปนเปื้อนก่อนน าออกจากห้องปฏิบัติการ
116
7.4 ความปลอดภัยทางชีวภาพระดับที่ 4 (Biosafety level 4)
ใช้กับงานที่มีอันตรายและเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงสุดและการเกิดโรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เชื้อขนาด
ี
นี้แม้ใช้เชื้อที่มีขนาดต่ าก็สามารถมีการติดเชื้อได้ และมีอนตรายจาการติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อกคน
ั
หนึ่ง (Risk group 4) ควรแยกอาคารห้องปฏิบัติการจะคล้ายกับห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับที่ 3 แต่
ิ่
ต้องเพมระบบ air lock (มีประตู 2 ชั้น), การติดตั้งเครื่องอากาศแบบเฮป้า ฟลเตอร์ ใช้ตู้ชีวนิรภัย
ิ
ระดับที่ 3, มีตู้ autoclave ในห้องเพื่อจัดการฆ่าเชื้อขยะก่อนออกจากห้อง
ตารางที่ 5.1 แสดงสิ่งที่ต้องจัดหาในห้องปฏิบัติการเพอความปลอดภัยทางชีวภาพ
ื่
ระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ
สิ่งที่ต้องจัดหาในห้องปฏิบัติการ
BSL1 BSL2 BSL3 BSL4
่
1. ต้องมีโต๊ะปฏิบัติการและอางล้างมือ ต้องมี ต้องมี ต้องมี ต้องมี
2. การฝึกอบรมเทคนิคการปฏิบัติการด้านจุล ควรมี ต้องมี ต้องมี ต้องมี
ชีววิทยา
3. ระบบฆ่าเชื้อด้วยไอน้ าความดันสูง (Autoclave) ควรมี ต้องมี ต้องมี ต้องมี
4. ตู้ชีวนิรภัย ควรมี Class I, II Class II, III Class III
5. ระบบกรองการไหลเวียนอากาศ - - ต้องมี ต้องมี
6. ควบคุมการเข้า-ออกห้องปฏิบัติการ - ควรมี ต้องมี ต้องมี
7. มีการเปลี่ยนชุดก่อนเข้าห้อง มีระบบอาบน้ า - - ควรมี ต้องมี
8. แยกห้องปฏิบัติออกจากอาคาร - - - ต้องมี
ที่มา: จาก แนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล (น.26). โดย คณะอนุกรรมการ
ความปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2555, กรุงเทพฯ: ทองสุขพริ้นท์.
8. การป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคในสถานพยาบาล (คณะท างานป้องกันและควบคุม
การติดเชื้อ จังหวัดพะเยา (2559) และ ก าธร มาลาธรรม และ ยงค์ รงค์รุ่งเรือง (2560) กล่าวว่า
8.1 หลักการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อแบบมาตรฐาน (Standard Precautions) คือ การ
ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากเลือด สารคัดหลั่ง สิ่งที่ขับออกมาจากร่างกายและบาดแผล ยกเว้น
เหงื่อ เยื่อเมือกในการดูแลผู้ป่วยทุกรายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เสมือนผู้ป่วยทุกราย
สามารถแพร่กระจายเชื้อโรคได้เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะติดเชื้อหรือไม่ ไม่ว่าจะวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคใด
ื่
จุดมุ่งหมายเพอปกป้องผู้ปฏิบัติงานจากการสัมผัสเชื้อโรค และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคจาก
ผู้ป่วยคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งในสถานพยาบาล โดยมีมาตรการดังนี้
8.1.1 การล้างมือ ก่อน และหลังการสัมผัสผู้ป่วยแต่ละราย ทันทีที่ถอดถุงมือและหลังท า
หัตถการ
8.1.2 สวมอปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคล เช่น สวมถุงมือเมื่อต้องสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง
ุ
ั
สิ่งที่ขับออกมาจากร่างกายและบาดแผล สวมหน้ากาก แว่น เสื้อคลุม ในขณะที่ต้องสัมผัสสารคัดหลั่งที่
จะสามารถกระเด็นใส่ เป็นต้น
117
8.1.3 อุปกรณ์ทางการแพทย์ต้องผ่านการท าความสะอาด และ/หรือฆ่าเชื้อที่เหมาะสมก่อนใช้
8.1.4 การจัดการเข็มและของมีคม ใช้เทคนิคการสวมปลอกเข็มกลับคืนด้วยมือข้างเดียว (One
hand scooping technique) ในการเก็บเข็มใส่ปลอกเข็ม ปฏิบัติงานกับของมีคมด้วยความระมัดระวัง
8.1.5 การจัดการขยะในสถานพยาบาล ได้แก่ ขยะทั่วไปใส่ถุงสีด า ขยะติดเชื้อใส่ถุงสีแดง ขยะ
ั
้
ื่
รีไซเคิลใส่ถุงสีฟา ขยะอนตรายใส่ถุงสีเทา ภาชนะใส่ขยะควรมีฝาปิดเพอป้องกันการกระจายของเชื้อ
โรค ของมีคมต้องทิ้งในภาชนะแข็งที่ของมีคมไม่สามารถแทงทะลุออกมาได้
8.2 หลักการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อตามวิถีทางการแพร่กระจายเชื้อ (Transmission – Based
Precautions) คือ การปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโดยค านึงถึงวิธีการแพร่กระจายเชื้อแบ่งออกเป็น 3 วิธี
8.2.1 การปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่แพร่กระจายเชื้อทางอากาศ (Airborne precautions) เป็น
มาตรการส าหรับผู้ป่วยที่สงสัยหรือทราบว่ามีการติดเชื้อที่สามารถแพร่กระจายทางฝุ่นละอองขนาดเล็ก
ที่ลอยอยู่ในอากาศ หรือจับกับฝุ่นละออง (ขนาดน้อยกว่า 5 ไมครอน) ซึ่งเมื่อสูดดมจะเข้า ถึงปอดท า
ให้เกิดโรคได้ เช่น โรควัณโรค หัด สุกใส โดยมีมาตรการดังนี้
1) แยกผู้ป่วยไว้ในห้องแยกที่มีอากาศถ่ายเทสู่ภายนอกได้ดี มีแสงแดดส่องถึง และ
ประตูห้องต้องปิดเสมอ
ื่
2) ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมอปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลเพอป้องกันการติดเชื้อจาก
ั
ุ
การหายใจที่มีประสิทธิภาพในการกรองสูง ที่สามารถกรองเชื้อโรคที่อยู่ในฝอยละอองอากาศขนาด 1 –
5 ไมครอนได้ (Particulate respirator) เช่น หน้ากาก N95 ทุกครั้งที่เข้าห้องผู้ป่วย
3) ผู้ป่วยใช้ผ้า หรือ กระดาษปิดปาก-จมูก เวลาไอ จาม และใส่ผ้าปิดปาก-จมูกชนิด
ั
ธรรมดาตลอดเวลา ยกเว้นเวลารับประทานอาหารและแปรงฟน และให้บ้วนเสมหะในภาชนะที่จัดไว้
ให้ซึ่งต้องเป็นภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด มีถุงขยะติดเชื้อรองรับอยู่ภายใน
4) การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากห้องหรือหอผู้ป่วยกระท าเมื่อจ าเป็นโดยให้ผู้ป่วยสวม
ผ้าปิดปาก-จมูก เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจาย และให้ผู้ป่วยใส่ผ้าปิดปาก-จมูกชนิดธรรมดา
5) ล้างมือก่อนและหลังให้การรักษาพยาบาลหรือเขาตรวจเยี่ยมผู้ป่วยทุกครั้ง
้
6) แนะน าการปฏิบัติตัวแก่ญาติในการเข้าเยี่ยมผู้ป่วย และจ ากัดคนเข้าเยี่ยม
โดยเฉพาะ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ า เป็นต้น
7) อุปกรณ์ เครื่องมือ-เครื่องใช้ ที่มีการปนเปื้อนเสมหะ น้ ามูก น้ าลายของผู้ป่วย ให้ล้าง
ท าความสะอาด และท าให้ปราศจากเชื้อ
8.2.2 การปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่แพร่กระจายเชื้อโดยฝอยละออง (droplet precautions) เป็น
มาตรการส าหรับผู้ป่วยที่สงสัยหรือทราบว่ามีการติดเชื้อที่สามารถแพร่กระจายได้ทางละอองฝอย
ู
(ขนาดมากกว่า 5 ไมครอน) เสมหะ น้ ามูก น้ าลาย ซึ่งเกิดจากการพด ไอ จาม รดกันเนื่อง จากละออง
มีขนาดใหญ่จึงล่องลอยไปได้ไม่ไกลเกินระยะ 3 ฟต เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทาง จมูกและเยื่อบุตาหรือ
ุ
ผิวหนัง เช่น คอตีบ ไอกรน คางทูม ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ โดยมีมาตรการดังนี้
1) แยกผู้ป่วยไว้ในห้องแยก ปิดประตูตลอดเวลา กรณีไม่มีห้องแยกจัดให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ
ั
ชนิดเดียวกันอยู่ห้องเดียวกัน จัดเตียงผู้ป่วยห่างกนอย่างน้อย 3 ฟุต ไม่จ าเป็นต้องควบคุมระบบระบาย
อากาศ
118
ั
ุ
ื่
2) ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมอปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลเพอป้องกันการติดเชื้อจาก
การหายใจ เช่น N95 เมื่อให้การพยาบาลผู้ป่วยระยะไม่เกิน 3 ฟุต
3) ผู้ป่วยใช้ผ้า หรือ กระดาษปิดปาก-จมูก เวลาไอ จาม และใส่ผ้าปิดปาก-จมูกชนิด
ธรรมดาตลอดเวลา ยกเว้นเวลารับประทานอาหารและแปรงฟน และให้บ้วนเสมหะในภาชนะที่จัดไว้
ั
ให้ซึ่งต้องเป็นภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด มีถุงขยะติดเชื้อรองรับอยู่ภายใน
4) การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากห้องหรือหอผู้ป่วยกระท าเมื่อจ าเป็นโดยให้ผู้ป่วยสวม
ผ้าปิดปาก-จมูก เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจาย และให้ผู้ป่วยใส่ผ้าปิดปาก-จมูกชนิดธรรมดา
้
5) ล้างมือก่อนและหลังให้การรักษาพยาบาลหรือเขาตรวจเยี่ยมผู้ป่วยทุกครั้ง
6) แนะน าการปฏิบัติตัวแก่ญาติในการเข้าเยี่ยมผู้ป่วย และจ ากัดคนเข้าเยี่ยม
โดยเฉพาะ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ า เป็นต้น
7) อุปกรณ์ เครื่องมือ-เครื่องใช้ ที่มีการปนเปื้อนเสมหะ น้ ามูก น้ าลายของผู้ป่วย ให้ล้าง
ท าความสะอาด และท าให้ปราศจากเชื้อ
8.2.3 การปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่แพร่กระจายเชื้อโดยการสัมผัส (contact precautions) เป็น
มาตรการส าหรับผู้ป่วยที่สงสัยหรือทราบว่ามีการติดเชื้อที่สามารถแพร่กระจายได้ทางการสัมผัส
ทางตรง (direct contact) เช่น การสัมผัสผิวหนังที่มีรอยโรคหรือบาดแผล หรือ การติดต่อโดยการ
ี
สัมผัสทางอ้อม (Indirect contact) เช่น การสัมผัสเครื่องมือที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งที่มเชื้อโรค เช่น บิด
อหิวาตกโรค ไวรัสตับอักเสบ เริ่ม งูสวัด ตาแดง เป็นต้น โดยมีมาตรการดังนี้
ั
1) ใส่ถุงมือเมื่อต้องสัมผัสกับผู้ป่วย และให้ถอดถุงมือ และล้างมือทันทีหลังท ากิจกรรมกบ
ผู้ป่วยและล้างมือทันที
2) ให้ผู้ป่วยล้างมือทุกครั้งหลังถ่ายอจจาระ หรือสัมผัสสิ่งคัดหลั่งจากร่างกาย เช่นหนอง
ุ
บาดแผล เป็นต้น
ุ
3) ขยะที่เกิดจากการใช้กับผู้ป่วย เช่น ผ้าก๊อส ส าลี กระดาษช าระที่เปื้อนอจจาระหรือ
สารคัดหลั่งจากตัวผู้ป่วย ให้ทิ้งในถังขยะติดเชื้อ
4) ล้างมือก่อนและหลังให้การรักษาพยาบาลหรือเข้าตรวจเยี่ยมผู้ป่วยทุกครั้ง
5) แนะน าการปฏิบัติตัวแก่ญาติในการเข้าเยี่ยมผู้ป่วย และจ ากัดคนเข้าเยี่ยม ให้ผู้เข้า
เยี่ยมล้างท าความสะอาดมือหลังสัมผัสผู้ป่วยทุกครั้ง
ุ
ุ
6) อปกรณ์ เครื่องมือ-เครื่องใช้ ที่มีการปนเปื้อนอจจาระ หรือสัมผัสสิ่งคัดหลั่งจาก
ร่างกายผู้ป่วย ให้ล้างท าความสะอาด และท าให้ปราศจากเชื้อ
9. การคัดแยกขยะในสถานพยาบาล (กรมอนามัย, 2561)
กรมควบคุมมลพษได้แบ่งขยะเป็น 4 ประเภทตามลักษณะการน าไปจัดการต่อ ได้แก่ ขยะย่อย
ิ
สลาย ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และขยะอนตราย แต่ในสถานพยาบาลจะมีขยะที่เกิดการปนเปื้อนของ
ั
สิ่งที่ก่อให้เกิดโรคจากผู้ป่วย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต เชื้อรา ที่มีความเข้มขนหรือปริมาณเพียงพอที่
้
เป็นสาเหตุให้เกิดโรคได้ ท าให้ในสถานพยาบาลจะมีประเภทของขยะเพิ่มขึ้นมากว่าที่พบในชุมชนทั่วไป
เป็นประเภทที่ 5 นั่นคือ “ขยะติดเชื้อ” ซึ่งสามารถอธิบายรายละเอยดของขยะและการเก็บก าจัดขยะ
ี
แต่ละประเภทได้ดังนี้
119
9.1 ขยะย่อยสลาย หรือ ขยะอนทรีย์ คือ ขยะที่เน่าเสียและย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ ได้แก่
ิ
เศษ อาหาร เปลือกผลไม้ เศษกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง ซากสัตว์ ฯลฯ บรรจุใส่ถุงขยะสีด าโดยแยกจากขยะ
ทั่วไปที่มีฝาปิดมิดชิด ทิ้งลงถังขยะสีเขียว เพื่อน าไปเลี้ยงสัตว์ ท าปุ๋ยหมัก หรือสารชีวภาพต่อไป
9.2 ขยะทั่วไป คือ ขยะที่ย่อยสลายได้ยาก น าไปรีไซเคิลไม่ได้ หรือน าไปรีไซเคิลแล้วไม่คุ้มทุน แต่
ึ่
ั
ไม่มีความเป็นอนตราย ได้แก่ ซอง/ถุงขนม ขบเคี้ยว บะหมี่กงส าเร็จรูป ถุงพลาสติก/กล่องโฟม หลอด
กาแฟ ซองกาแฟ ครีมเทียมและน้ าตาล ขยะประเภทนี้จะถูกรวบรวมไปก าจัดโดยวิธีการฝังกลบหรือ
เผา บรรจุใส่ถุงขยะสีด าโดยแยกจากขยะย่อยสลาย หรือ ขยะอินทรีย์ ทิ้งลงถังขยะสีฟ้าที่มีฝาปิดมิดชิด
9.3 ขยะรีไซเคิล คือ ขยะที่สามารถคัดแยกเพื่อน าไปรีไซเคิลใหม่ได้ เป็นขยะที่มีมูลค่าสามารถเก็บ
ื่
รวบรวมเพอน าไปขายได้ ได้แก่ แก้ว กระดาษ พลาสติก โลหะ เป็นต้น บรรจุใส่ถุงขยะสีแล้วแต่
หน่วยงานก าหนด ทิ้งลงถังขยะสีเหลืองที่มีฝาปิดมิดชิด
9.4 ขยะอนตราย หรือ ของเสียอนตราย คือ ขยะที่มีความเป็นอนตรายหรือมีส่วนประกอบเป็น
ั
ั
ั
สารที่มีอนตราย ได้แก่ ถ่านไฟฉายใช้แล้ว แบตเตอรี่ กระป๋องสเปรย์บรรจุสารเคมี ตลับหมึกใช้แล้ว
ั
หลอดไฟ ภาชนะใส่ยาเคมีบ าบัด เป็นต้น ประเภทนี้ต้องมีการแยกทิ้งจากขยะประเภทอน ๆ อย่าง
ื่
ชัดเจน เนื่องจากต้องน าไปก าจัดด้วยวิธีเฉพาะเพื่อป้องกันความเป็นพิษปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม บรรจุใส่
ถุงขยะสีแล้วแต่หน่วยงานก าหนด ทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิดที่หน่วยงานก าหนด
9.5 ขยะติดเชื้อ คือ ขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นหรือใช้ในกระบวนการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และ
การ รักษาพยาบาล การให้ภูมิคุ้มกันโรคและการทดลองเกี่ยวกับโรค และการตรวจชันสูตรศพหรือซาก
สัตว์ รวมทั้ง ในการศึกษาวิจัย ที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ในปริมาณ หรือมีความเข้มข้น ซึ่งถ้ามีการสัมผัส
หรือใกล้ชิดกับมูลฝอยนั้นแล้วสามารถท าให้เกิดโรคได้
นอกจากนี้องค์การอนามัยโรคได้แบ่งขยะติดเชื้อเป็น 2 ประเภท มูลฝอยพยาธิสภาพ และ มูลฝอย
ประเภทมีคม ซึ่งมีการเก็บก าจัดที่แตกต่างกัน
9.5.1) มูลฝอยพยาธิสภาพ เช่น เนื้อเยื่อ อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เลือด สารคัดหลั่ง
จากร่างกาย ถุงมือเปื้อนสารคัดหลั่ง เป็นต้น ให้บรรจุใส่ถุงขยะสีแดงเท่านั้น ทิ้งลงถังขยะสีแดงที่มีฝา
ปิดมิดชิด มีเครื่องหมายชีวภัยสากลข้างถุงขยะ และภาชนะบรรจุ
9.5.2) มูลฝอยประเภทมีคม เช่น เข็มฉีดยา เข็มเย็บแผล ใบมีดผ่าตัด ชุดน้ าเกลือ เป็นต้น ให้
ทิ้งลงในภาชนะที่แข็งแรง ป้องการการแทงทะลุ และการกัดกร่อนของสารเคมีได้ มีเครื่องหมายชีวภัย
สากลข้างถุงขยะ และภาชนะบรรจุ
120
ขยะย่อยสลาย ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย ขยะติดเชื้อ
หรือ ขยะอินทรีย์
ภาพที่ 5.2 แสดงชนิดถังขยะและถุงขยะแต่ละประเภท
ที่มา: จาก การคัดแยกขยะในโรงพยาบาล, โดย โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร ส านัก
การแพทย์ กรุงเทพมหานคร, 2562, https://www.youtube.com/watch?v=x0tJN8gIQKg.
10. ข้อบ่งชี้ในการเก็บตัวอย่างเพื่อวเคราะห์จุลินทรีย์ในอากาศ (Indication of Biological
ิ
Sampling) (วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557; พรพิมล กองทิพย์, 2560)
10.1 มีหลักฐานสงสัยว่าปัญหาเกิดจากจุลินทรีย์ในอากาศ เช่น การเจ็บป่วยของคนในอาคาร
หรือบริเวณนั้น
10.2 ต้องการสืบสวนหาแหล่งแพร่กระจายของเชื้อในอากาศ
10.3 ต้องการศึกษา วิจัย หรือหาข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางกฎหมาย
ื่
10.4 เพอใช้เป็นข้อมูลเสริมในการศึกษาหาสาเหตุ โดยตรงของปัญหาร่วมกับข้อมูลทาง
การแพทย์ สิ่งแวดล้อมและระบาดวิทยา
10.5 ใช้เป็นการวัดว่ามาตรการในการแก้ไขปัญหามลภาวะภายในอาคารเปรียบเทียบก่อนและ
หลังการแก้ปัญหาว่าเหมาะสมหรือไม่
121
ตารางที่ 5.2 แสดงลักษณะที่แตกต่างกันของจุลชีพในอากาศภายนอกอาคารและภายในอาคาร
สถานที่
ลักษณะ จุลชีพในอากาศภายนอกอาคาร จุลชีพในอากาศภายในอาคาร
ที่มาของจุลชีพ จากธรรมชาติ พืช สัตว์ คน จากจุลชีพประจ าถิ่นของคนเป็น
ส่วนมาก
ปริมาณของจุลชีพ มีประมาณ 3 เท่าของอากาศใน โดยทั่วไปน้อยกว่าอากาศ
อาคาร ภายนอกอาคาร และขึ้นอยู่กับ
กิจกรรมของคน ในสถานที่นั้น
ชนิดของจุลชีพ หลากหลาย น้อยชนิด
อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม มีผลกระทบมาก มีผลกระทบน้อย
(UV, Humidity,
Pollution, etc.)
การกระจายตัว ไม่สม่ าเสมอขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ค่อนข้างสม่ าเสมอ อากาศมักนิ่ง
หรือมีการเคลื่อนที่ของอากาศต่ า
ที่มา: จาก สุขศาสตร์อุตสาหกรรม: ตระหนัก ประเมิน ควบคุม (น.315), โดย พรพิมล กองทิพย์,
(2560), กรุงเทพฯ: เบสท์ กราฟฟิค อินเตอร์พริ้นท์.
11. วิธีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวัดเชื้อจุลินทรีย์ (วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์, 2557; พรพมล กองทิพย์.
ิ
(2560).
การท างานกับสารติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นการท างานกับคน สัตว์ หรือสารปนเปื้อนด้วยการติดเชื้อ คน
สามารถหลีกเลี่ยงการได้รับสารติดเชื้อหรือการเจ็บป่วยได้ เนื่องจากการติดเชื้อไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ
ี
ื่
เพยงแค่ทางานกับคนที่ได้รับเชื้อหรือสารติดเชื้อ ยังมีปัจจัยอนที่จ าเป็นส าหรับการสัมผัสที่น าสู่การติด
เชื้อหรือการเจ็บป่วย ซึ่งการประเมินความเสี่ยงของการได้รับสัมผัสอย่างเป็นระบบจะน าไปสู่การ
ตัดสินใจว่าจะท าอย่างไรเพื่อที่จะลดการสัมผัส หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือจะจัดการอย่างไร
11.1 การตก (Setting) ลงบนจานเพาะเชื้อ (Petri dish)
วิธีการนี้ประกอบด้วยการเก็บตัวอย่างของเชื้อจุลินทรีย์โดยการตกลงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ (agar)
ึ
ตามธรรมชาติไม่สามารถพิจารณาเป็นวิธีการที่เหมาะสมได้ส าหรับการศกษาทางเชื้อจุลินทรีย์ในอากาศ
11.2 การกรองผ่านแผ่นกรอง (Filtration on membrane)
ภายหลังการกรองอากาศผ่านตัวรองโดยการใช้เครื่องมือที่ท าให้เป็นสุญญากาศ ตัวกรองจะวางลงใน
อาหารเลี้ยงเชื้อที่เป็นของเหลวโดยวิธีการที่ปลอดเชื้อ จากนั้นจะท าการค านวณจ านวนของเชื้อจุลินทรีย์
ภายหลังการบ่มเชื้อแล้ว การใช้วิธีการนี้มีความยุ่งยากในการจัดการ ผู้ใช้ควรต้องมีคุณวุฒิทางด้าน
ิ่
ชีววิทยา และในขณะที่ท าการย้ายตัวกรองลงบนจานเพาะเชื้อนั้นการเพมจ านวนเชื้อลดน้อยลง
11.3 การนับจ านวนอนุภาค (Particle numeration)
เครื่องมือต่างๆเหล่านี้มีความไวในการนับจ านวนอนุภาคมากไม่สามารถแยกความแตกต่าง
ระหว่างอนุภาคที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตได้
122
11.4 การอัดเชื้อ (Impact)
เก็บรวบรวมเชื้อจุลินทรีย์โดยการใช้เครื่องสุญญากาศ (Air aspiration) ดูดอากาศผ่าน
ตะแกรงที่วางอยู่เหนือ Petri dish 2-3 มิลลิเมตร เชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิตในอากาศจุถูกอัดเข้าไปบน agar
ตาม Flow rate ที่ทราบ ท าให้ง่ายต่อการคาดการณ์จ านวนของเชื้อจุลินทรีย์ในอากาศโดยการนับเป็น
ั
หน่วยเป็น Colony Forming Unit (CFU) ใน Petri dish วิธีการอดเชื้อเป็นวิธีการที่นิยมใช้ที่สุด
เนื่องจากว่า เชื่อถือได้ ง่ายต่อการปฏิบัติ (มีการจัดการแค่ครั้งเดียว) ประหยัด (ใช้ Petri dish
มาตรฐาน) และปลอดภัย (การฆ่าเชื้อ sampling head สามารถท าได้โดยการใช้ยาฆ่าเชื้อและ/หรือ
อบความร้อนสูงด้วยไอน้ า (autoclave)
ั
ิ
12. การควบคุมอนตรายจากปัจจัยทางชีวภาพจากการประกอบอาชีพ โดย พรพมล กองทิพย์
(2560) และ วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์ (2557) ได้เสนอแนะวิธีการควบคุมไว้ 3 วิธี
1) การควบคุมทางวิศวกรรม
1.1) การออกแบบสถานที่ท างาน
ห้องปฏิบัติการต้องมีการออกแบบให้มีการปิดกั้นที่จ าเป็นในการปกป้องชุมชนและสถานที่
ท างานที่อยู่ใกล้เคียงจากการได้รับสัมผัสสารอันตราย
1.2) อุปกรณ์ความปลอดภัย
Biological safety cabinet (BSCs) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้บ่อยมากในห้องปฏิบัติการซึ่งเป็นอุปกรณ์
ที่ใช้ในการป้องกันข้างต้น (Primary prevention) ของสารติดเชื้อในรูปแอโรซอลในอากาศ ในสถานที่
ท างาน เมื่อมีการใช้ Biological safety cabinet และมีการดูแลอย่างเหมาะสมจะช่วยใยการปกป้อง
คนงาน ผลิตภัณฑ์และสิ่งแวดล้อมได้ตามกลุ่มและชนิดของ Biological safety cabinet ที่น ามาใช้
1.3) การลดการปนเปื้อน (Decontamination)
การลดการปนเปื้อนโดยการลดจ านวนสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ เช่นการใช้สารเคมีในการฆ่าเชื้อโรคท า
ให้เชื้อจุลินทรีย์ถูกท าลายไป เพอเป็นการปกป้องคนงานและสิ่งแวดล้อมจากการสัมผัสสารติดเชื้อและ
ื่
ป้องกันการปนเปื้อนต่อสารที่ใช้ในการทดลอง
2) การควบคุมทางด้านบริหารจัดการ อาจท าโดย
2.1) การบริหารจัดการโปรแกรมความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety Program
Management)
โปรแกรมความปลอดภัยทางชีวภาพในการท างานจัดท าขึ้นเพอให้แน่ใจว่าคนงาน ผู้ร่วมงาน
ื่
และชุมชน รวมทั้งประชาชนทั่วไปและสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้รับอนตรายจากจุลินทรีย์และพษของ
ิ
ั
จุลินทรีย์ โปรแกรมนี้ประกอบด้วย หน่วยสนับสนุนโปรแกรม (Program support) เจ้าหน้าที่ความ
ปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety officer specialist) คณะกรรมการความปลอดภัยของสถานที่
ท างาน (Institutional biosafety committee) คู่มือความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety manual)
โปรแกรมอาชีวอนามัยและการฝึกอบรมคนงาน โปรแกรมความปลอดภัยทางชีวภาพจะขึ้นกับขนาด
ุ
ั
ของสถานที่ท างาน และกิจกรรม เช่น การศึกษา การพฒนางานวิจัย และอตสาหกรรม การผลิต การ
ดูแลผู้ป่วย หรือการให้บริการอาหาร เป็นต้น