57
9. รฐั วสิ าหกจิ ที่ดาํ เนินธรุ กจิ ประเภทผูกขาด 14. รูปแบบกจิ การใด ทสี่ ามารถขยายธุรกิจ
ก. การทอ งเที่ยวแหง ประเทศไทย ไดรวดเรว็
ข. ธนาคารกรุงไทย(มหาชน)
ค. โรงงานยาสบู ก. กิจการเจา ของคนเดยี ว
ง. องคการฟอกหนัง ข. แฟรนไชส
ค. หางหนุ สว น
10. ดว ยเหตผุ ลใด รฐั ถงึ ตองเขาดาํ เนินงาน ง. สหกรณจาํ กัด
กจิ การไฟฟา ประปา ไปรษณีย 15. องคการธุรกจิ รปู แบบใดท่ีดูภาพลกั ษณ
ขององคการดี เหมือนกับธรุ กจิ ขนาดใหญ
ก. เพื่อหารายไดเ ขา รัฐ ก. แฟรนไชส
ข. เพื่อความม่นั คงของประเทศชาติ ข. สหกรณจาํ กดั
ค. เพอื่ งายตอการบรหิ ารจดั การ ค. บริษทั มหาชนจาํ กดั
ง. เพอ่ื บริการประชาชน ง. บริษัทจาํ กดั
11. สหกรณถ อื กําเนดิ ข้นึ ในประเทศใด เปน 16. กรณีบรษิ ทั มหาชน (จํากัด) ทจ่ี ะนาํ หนุ
แหงแรกของโลก จดทะเบยี นในตลาดหลกั ทรัพยฯ ตองมผี ถู ือ
ก. อังกฤษ หนุ สามัญรายยอยอยางนอยก่ีราย
ข. อเมรกิ า ก. 300 ข. 400
ค. ญ่ปี นุ ค. 500 ง. 600
ง. ไทย
12. กจิ การสหกรณ แหง แรกของไทยเราอยู ตอบขอ คาํ ถามรูปแบบองคการธรุ กิจ ขอ 17-20
ในจังหวดั ใด ก. หางหนุ สว นจาํ กดั
ก. เชยี งใหม ข. สหกรณจ าํ กัด
ข. พษิ ณโุ ลก ค. บริษทั มหาชนจาํ กัด
ค. กรงุ เทพมหานคร ง. กจิ การเจาของคนเดยี ว
ง. นครศรธี รรมราช
13. ปจ จบุ ันองคการธุรกจิ รูปแบบใดที่ไดรบั 17. หางหุนสว นกฎหมายบงั คับตอ งจด
ทะเบยี น
ความนิยมสงู สดุ
ก. กิจการเจาของคนเดยี ว 18. เปดโอกาสใหป ระชาชนถือหุนได
ข. แฟรนไชส 19. ถอื เอาคนสําคญั กวา ทนุ
ค. หา งหุน สว น 20. พนักงานมีโอกาสความกาวหนา นอยมาก
ง. บริษัทจํากดั
**************************
58
ใบงานที่ 2
หนวยที่ 2 รูปแบบธรุ กจิ เกษตร
*********************************
เรอื่ ง เลอื กรูปแบบองคก ารธุรกิจ
จดุ ประสงคการเรยี นรู
1. บอกเหตผุ ลการเลอื กธรุ กิจทเ่ี หมาะสมกบั ตนเองได
จุดประสงคด า นคุณธรรมและจริยธรรมของนกั ศกึ ษา
1. ดา นมนุษยสัมพันธ ในการมสี ว นรว ม รบั ฟงคนอ่นื เปนผนู ําและผูตามท่ีดี
2. ดานความรับผิดชอบ ตอสวนรวมและสว นบคุ คล คือ การตรงตอ เวลา เขาหอ งเรยี นทนั เวลา การสง
งานตามกําหนด ความสะอาดและถกู ตอ งของผลงาน
3. ดานความมีวินัยในตนเอง ความซื่อสตั ยสุจรติ แตงกายถูกตองตามระเบยี บ
4. ดานความรูและทักษะวิชาชพี มคี วามสาํ นกึ ดีในการจัดการธรุ กิจเกษตรในทกุ เรือ่ งทเ่ี กีย่ วขอ ง
วัสดุ เคร่อื งมือ และอปุ กรณ
1. กระดาษ A4
2. เอกสารประกอบการสอน
ขัน้ ตอนการปฏบิ ัตงิ าน
1. ใหผ เู รยี นเลอื กอาชีพธุรกิจเกษตรของตนเองที่จะทาํ ในอนาคต จะเลอื กรปู แบบองคก ารใด บรรยายใน
กระดาษ A4 โดยบรรยายบอกถงึ ทาํ ธุรกจิ อะไร ขนาดธรุ กจิ ทีจ่ ะทาํ เงินลงทนุ จาํ นวนคนท่ที ํางานใน
องคการ ตลาดขายผลผลิต
2. บอกเหตผุ ลเปรียบเทยี บ ขอด-ี ขอเสีย ทาํ ไมถึงเลอื กรปู แบบองคก ารน้ัน
3. สรปุ รายงานนาํ เสนอหนา ช้ันเรียน
4. ใชเวลา 40 นาที
5. ประเมินผล
แหลง คน ควา
1. หนงั สอื เอกสารประกอบการสอนวชิ าการจดั การธรุ กจิ เกษตร
2. ทางอนิ เตอรเ น็ต
3. หนังสอื่ และตําราเกี่ยวกับการบรหิ ารจดั การทัว่ ไป
****************************
59
เฉลยขอ สอบ
หนวยที่ 2 รปู แบบธรุ กจิ
****************************
ขอ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
ตอบ ค ง ค ง ก ข ค ก ค ง
ขอ 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
ตอบ ก ข ข ข ก ง ก ค ข ง
**************************************
หนวยที่ 3
เรื่อง หนา ท่พี นื้ ฐานในการจัดการธรุ กิจเกษตร
**********************************
จุดประสงคการเรียนรู
หลังจากศึกษาในเน้ือหาหนว ยเรยี นน้ีแลว ผเู รียนสามารถ
1. บอกความหมายของกระบวนการบรหิ ารธรุ กจิ ได
2. อธบิ ายกระบวนการบรหิ ารธุรกจิ และความสําคญั ของกระบวนการบรหิ ารธรุ กิจได
3. อธิบายถงึ การนําเอาเทคนคิ ตาง ๆ ทใ่ี ชใ นการวางแผน การจดั องคก าร การนาํ และการ
ควบคุมได
สาระสาํ คัญ
กระบวนการจดั การธรุ กจิ (Management process )หมายถึง การดําเนนิ การตามขน้ั ตอนตา ง ๆ
ตัง้ แตการวางแผน การจดั การองคก าร การนํา การควบคมุ งาน โดยการนาํ ทรัพยากรทม่ี ีอยูมาใชใ ห
เกิดประโยชนส งู สดุ เพอื่ ใหธ รุ กิจบรรลุวัตถปุ ระสงค เปน หนาท่ที ่ีผูบรหิ ารทุกคนตองปฏบิ ตั ิ
กระบวนการจัดการธุรกิจ มี 4 ขนั้ ตอน คอื
1. การวางแผน(Planning)
2. การจดั องคก าร(Organizing)
3. การนํา(Leading )
4. การควบคมุ ( Controlling )
เทคนิคตา ง ๆ ในการจัดการ เทคนคิ ท่นี ยิ มนาํ มาใชใ นการบริหารจัดการธรุ กิจ ไดแก
1. เทคนิคทีใ่ ชใ นการวางแผน
2. เทคนิคทใี่ ชในการจดั องคก าร
3. เทคนิคในการนําหรอื การจูงใจ
4. เทคนคิ การควบคมุ งาน
การจดั การธรุ กจิ เกษตรเพื่อใหไ ดผ ลสมั ฤทธ์ิและมีประสทิ ธภิ าพตามปา หมายท่ีตองการของ
เกษตรกรหรอื นกั ธุรกจิ จะตอ งเรยี นรจู กั การใชกระบวนการจดั การและเรียนรกู ารใชเ ทคนคิ ตา ง ๆ
ท่ีมีอยา งมากมาย เชน การเรยี นรเู ทคนคิ การวางแผน การจัดองคก าร การนาํ หรอื การจูงใจ และ
เทคนิคการควบคุมงาน จะทาํ ใหง านในองคสามารถพัฒนาไดอยา งตอ เนือ่ งอยางม่นั คงและย่งั ยืน
61
เนื้อหา
1. กระบวนการในการบรหิ ารจัดการธุรกจิ
ความหมายกระบวนการในการบริหารจัดการธรุ กิจ
กระบวนการในการบริหารจดั การธุรกจิ หมายถึงการดาํ เนินการตามขนั้ ตอนตา ง ๆ ตง้ั แต
การวางแผน การจัดการองคก าร การจัดบุคคลเขา ทาํ งาน การอํานวยการ การควบคุมงาน โดยการ
นาํ ทรพั ยากรทม่ี อี ยูมาใชใ หเกิดประโยชนส ูงสุด ใหธรุ กจิ บรรลุวัตถปุ ระสงค
ภาพที่ 18 การประชมุ วางแผน ซงึ่ เปน สว นหนึ่งในกระบวนการในการบริหารจดั การ
หนา ท่ขี องการบริหารจัดการ( Functions of management )หรือกระบวนการของการ
บริหารจัดการธุรกิจ (Management process ) เปน หนาท่ีพน้ื ฐาน 4 ประการทีน่ ิยมในปจ จุบนั คอื
POLC ซึ่งประกอบดว ย 1. การวางแผน(Planning) 2. การจัดองคก าร(Organizing) 3. การนาํ
(Leading ) 4. การควบคมุ (Controlling ) ทรพั ยากรขององคก าร( Dessler. 1998:679 ) ท่ผี บู รหิ าร
สามารถปฏิบัตงิ านไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ มักเปนผทู ปี่ ฏิบตั งิ านตามหนา ที่ของการบริหารจดั การ
หรอื ใชก ระบวนการของการบรหิ ารจัดการ เปน หนา ที่ทผ่ี ูบริหารทุกคนตอ งปฏิบตั เิ พื่อใหภ ารกจิ
ทงั้ หลายสําเรจ็ ตามท่ตี องการซง่ึ มี 4 ข้นั ตอน คอื
1. การวางแผน(Planning)
2. การจดั องคก าร(Organizing)
3. การนาํ (Leading )
4. การควบคมุ (Controlling )
62
ภาพท่ี 19 รปู แบบวงจรบรหิ ารแบบ PDCA เปน กระบวนการบริหารงานแบบงา ย ๆ
ทนี่ ํามาใชใ นการทํางานและชีวิตประจาํ วนั
1.1 การวางแผน (Planning)
เปน ขน้ั ตอนในการกําหนดวตั ถุประสงคและพิจารณาถึงวิธกี ารปฏบิ ัติ เพือ่ ใหบรรลุวตั ถุ
ประสงคน น้ั ดังนั้นผูบรหิ ารจึงตอ งตดั สินใจวา องคก ารธรุ กิจมวี ตั ถปุ ระสงคใดในอนาคต และตอง
ดําเนนิ การอยา งไรเพื่อใหบ รรลุผลสาํ เรจ็ ตามวตั ถุประสงคน น้ั
1.1.1 การวางแผน คอื กระบวนการในการตัดสินใจลว งหนา จะทําอะไร อยา งใด
มกี ารเลือกวตั ถปุ ระสงค นโยบาย โครงการและแนวทางปฏิบตั เิ พอื่ บรรลวุ ัตถุประสงคน้ัน (Kast
and - Rosenzweng)
ความหมายการวางแผนที่ไดก ลา วมาแลว พอสรุปลักษณะของการวางแผนไดด ังนี้
- การวางแผนเปนการกําหนดวิธกี ารกระทําไวลวงหนา
- การวางแผนเปน การตดั สินใจลวงหนาเก่ียวกบั งานทต่ี องกาํ หนดในอนาคต
- การวางแผนเปน การเลอื กหาแนวทางที่ดีทส่ี ดุ ในการปฏิบัติงาน
- การวางแผนมุงผลสาํ เร็จในอนาคต
- การพยากรณสถานการณใ นอนาคต
- การประเมนิ แนวทางปฏบิ ตั ิงานทีว่ างไว
- การตดิ ตอสอ่ื สารในกระบวนการของการวางแผนเปน ไปอยางทว่ั ถงึ
ความสําคญั ของการวางแผน ชว ยใหผ บู ริหารหรือเจาของกจิ การสามารถทาํ งานได
ทันกับเวลาและโอกาสตา ง ๆ ท่ีเกิดขน้ึ ชว ยลดการเสยี่ งภัยและคาใชจ า ยตาง ๆ ท่ไี มจ ําเปน
63
1.1.2 ความสําคัญของการวางแผน ท่ไี ดก ลา วมาแลว ขา งตน พอสรุปไดด งั น้ี
1) ชวยใหส ามารถระบเุ ปา หมายผลสําเรจ็ ซึง่ จะชว ยใหผ บู ริหารหรอื เจา ของ
กิจการทราบถงึ สิง่ ทตี่ อ งการทําใหส าํ เร็จ
2) ชว ยในการกําหนดและระบหุ นว ยงานทรี่ ับผิดชอบ จะตองทําใหเ หน็ ชดั เจน
วาใครตองทาํ อะไร ดว ยเหตผุ ลใด แลวตอ งทําเมื่อใด
3) ชว ยใหก ิจการมนี โยบายทช่ี ดั เจน ที่เปน เครอ่ื งชน้ี ําใหคนในหนว ยงาน
ตัดสนิ ใจและรบั ผดิ ชอบแกไ ขปญ หาในหนา ที่ของงาน
4) เปนการคาดคะเนปญ หาหรอื ผลกระทบท่อี าจจะเกิดขนึ้ ในอนาคต และทํา
การปองกนั แกไ ขปญหานนั้ ๆ กอ นทีจ่ ะเกดิ ความเสยี หาย
5) ชวยใหผ บู รหิ ารสามารถใชว ิธีการควบคมุ ทค่ี ลอ งตวั เหมาะสม
1.1.3 ประเภทของแผน (Plan)
แผนสามารถแบง ออกไดเ ปน หลายประเภท ขน้ึ อยทู ห่ี ลกั การทีใ่ ชแ บง อาจแบง
ออกไดเ ปน 4 ประเภท
1) แผนแบง ตามระยะเวลา เนื่องจากการวางแผนเปนเรือ่ งเกยี่ วกบั อนาคตจะวดั
ควรใชเ วลาซ่ึงอาจแบงเปน 2 ประเภท ไดแ ก
(1) แผนระยะสั้น เปน การประมาณเหตุการณล วงหนา สาํ หรบั กิจกรรม
เฉพาะอยาง เชน แผนการ วธิ ีปฏิบัติ งบประมาณ จําเปน ตองไดผลระยะเวลาอนั ใกล
(2) แผนระยะยาว เปนการพยากรณทศิ ทางของเหตุการณท ี่สาํ คัญท่สี ุด
และมีผลกระทบตอแนวโนม ของสถานะภาพขององคก ารในอนาคต เปน แนวทางเพอื่ ชวยให
ผบู ริหารระดบั สงู ในการอํานวยการและประสานกิจกรรมตา ง ๆ อนั เกี่ยวเนือ่ งกัน
2) แผนแบงตามลกั ษณะการใชประเภทของแผนแบง ออกไดเปน 2 ประเภท
(1) แผนทีใ่ ชป ระจํา เปนแผนงานชนิดหนงึ่ ทีว่ างไวเ พอื่ สะดวกตอ การ
ปฏิบัตงิ านประจํา เชน นโยบาย วิธีปฏิบตั ิ มาตรฐาน
(2) แผนทีใ่ ชค รั้งเดยี ว เน่อื งจากแผนทใี่ ชป ระจํามจี ุดออ น ไมอาจจะใชได
เหมาะสมทุกสถานการณได จึงไดม กี ารจดั ทําแผนทใ่ี ชค ร้ังเดียวเพ่อื เปนแนวสาํ หรบั ปฏิบัตงิ าน
ในเคหะสถานหรอื เฉพาะกจิ แผนทจ่ี ะเลกิ เม่ืองานเสรจ็ สนิ้ เชนงบประมาณ แผนงานและโครงการ
3) แผนตามลาํ ดับขององคการทกุ ระดบั จําเปน ตองมีการวางแผนซ่งึ อาจแบงได
2 ประเภท คอื แผนหลกั และแผนยอ ยหรือตามหนา ท่เี ฉพาะอยา ง
- แผนหลกั หมายถงึ แผนหลักขององคการผบู ริหารจะกาํ หนดวตั ถุประสงคไ ว
กวา ง ๆ และเปนแนวทางในการดาํ เนนิ การ
64
- แผนยอยหรอื แผนตามหนา ท่ี แผนประเภทนี้มกั จะจดั ทาํ ข้ันตอนตามลกั ษณะ
หนา ทีง่ านตามทีจ่ าํ แนกไวใ นองคการนน้ั ๆ ซึง่ ภายในองคการหน่ึง ๆ อาจมแี ผนยอยหลาย ๆ แผน
เชน แผนการผลิต แผนการตลาด
4) แผนในการบรหิ าร เพอ่ื ประโยชนใ นการบรหิ าร มักจะมีการวางแผนไวใ น
รูปลกั ษณะตาง ๆ 7 ประการดังน้ี
(1) วัตถปุ ระสงค
(2) มาตรฐาน
(3) งบประมาณ
(4) แผนการ
(5) นโยบาย
(6) วิธกี ารปฏบิ ตั ิงาน
(7) วิธีการ
ภาพท่ี 20 แผนในรูปแบบนโยบาย
1.1.4 ขน้ั ตอนการวางแผน นโยบายพักชําระหนเี้ กษตรกร
ขัน้ ตอนหรอื กระบวนการวางแผน ไดมนี กั บรหิ ารและนกั วชิ าการไดแ บง ไวต า งกนั ใน
แงข องรายละเอียด แตที่มีลกั ษณะใหญ ๆ เหมอื นกนั ดังนี้
1) พิจารณาถงึ สภาพแวดลอม คอื พิจารณาความตองการ(need) หรือปญ หา
(Problem)ทอ่ี าศัยการประสม ซง่ึ จาํ เปน ตอ งทาํ การวางแผน
2) กําหนดวัตถุประสงค (Objecting)และเปา หมาย (Goal)
3) กําหนดทางเลือก (Alternative) และพจิ ารณาทางเลอื กตัดสนิ ใจเลือกทางทด่ี ี
ทส่ี ดุ
4) จัดทาํ โครงการเมือ่ ตดั สินใจเลอื กทางแลว ก็นาํ เอาทางเลอื กน้นั มาจดั ทาํ
โครงการ ซึง่ จะเขยี นโครงการ(Logical Frame Work )หรอื รปู แบบอ่ืนกไ็ ด
5) เสนอเพ่อื ขออนมุ ตั จิ ากผบู ริหาร เม่อื จดั ทําแผนงานแลว กเ็ สนอแผนไปยัง
ผบู ริหารเพอ่ื ขออนุมตั ิ
6) ดําเนนิ การตามโครงการหลังจากไดรบั อนุมัติแลว เพอื่ นาํ แผนนน้ั มาปฏบิ ัติท่ี
ไดรบั จดั ทําไว
7) ประเมนิ ผลโครงการ เมอ่ื ไดน ําแผนปฏิบตั ิแลวก็จะทําการประเมนิ ผล
เพือ่ ใหทราบวา แผนนั้นบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคแ ละเปา หมายมากนอ ยเพยี งไร
65
1.1.5 ประโยชนของการวางแผน
1) ชว ยในการวิเคราะหห าโอกาสตา ง ๆ หรอื คนหาปญ หาทอี่ าจมีในอนาคต
2) ชว ยในการปรับปรงุ ใหกระบวนการตดั สินใจที่มีคณุ ภาพดขี ึ้น
3) ชวยกาํ หนดทศิ ทางและวตั ถปุ ระสงคใ นอนาคต
4) ชวยเปน สอ่ื หรอื เครอ่ื งมือสําหรับการเปลี่ยนแปลงตา ง ๆ ทจ่ี ะใหม โี อกาส
สาํ เรจ็ ผลดวยดี
5) ชว ยประกันหรอื ชว ยใหม น่ั ใจความอยูร อดขององคการ
1.2 การจดั องคก าร (Organizing)
เปน ข้นั ตอนในการจัดบคุ คลและทรัพยากรทใ่ี ชในการทํางาน เพอื่ ใหบรรลจุ ดุ มุงหมายใน
การทาํ งานนน้ั หรือเปนการแบง งานและจดั สรรทรพั ยากรสาํ หรบั งานเพ่ือใหงานเหลาน้ันสาํ เร็จ
1.2.1 ความหมายของการจัดองคการ หมายถึงการกําหนดโครงสรางขององคก าร
ในลกั ษณะที่ทําใหค วามสัมพันธระหวา ง งาน คน เคร่ืองจกั ร อุปกรณและทรัพยากรตา ง ๆ ของ
องคก ารเปนไปอยางเหมาะสม จนสามารถบรรลวุ ัตถปุ ระสงคทวี่ างไวไ ด
1.2.2 ความสําคัญของการจัดองคก าร
1) แสดงใหเห็นถึงกระแสการไหลของงานและทราบขอบเขตของงาน
2) เปนกรอบที่ชวยเช่อื มโยงขั้นตอนการวางแผนไปสูข ั้นตอนความการควบคุม
3) ชว ยในการจัดวางชองทางเพอ่ื การติดตอ สื่อสารและการตัดสินใจ
4) ปอ งกนั การทํางานซาํ้ ซอนและขจดั ขอ ขดั แยง ในหนาทีง่ าน
5) ชวยประสานงานโดยกาํ หนดเขตและกลุมงานทส่ี ัมพนั ธอยูใ นสวนงานเดยี วกนั
6) ลดความสับสนตา ง ๆใหกบั คนในองคก ารในดานการปฏบิ ัตงิ านเดียว
1.2.4 โครงสรางขององคการ โดยทวั่ ไปโครงสรางพ้ืนฐานมีอยู 3 รูปแบบ
1) โครงสรา งแบบหนวยงานหลัก (Line Organization Structure)
2) โครงสรา งแบบหนวยงานหลกั และหนวยงานท่ีปรกึ ษา(Line and Staff
Organization)
3) โครงสรางองคก ารแบบหนาทง่ี านเฉพาะ(Functionalized Organization Structure)
1) โครงสรา ง แบบหนว ยงานหลกั (Line Organization Structure )
หมายถึง โครงสรางที่มีสายการบงั คับบญั ชาโดยตรงจากผบู งั คบั บัญชาสงู สดุ
ลงมายังผูใ ตบ งั คบั บัญชาระดับตาง ๆ มักเรยี กโครงสรา งแบบนี้ คือโครงสรางแบบทหาร อาํ นาจ
หนาท่ีลดหล่นั จากเบ้ืองลา งขององคก าร โครงสรา งแบบน้ีเหมาะสําหรบั ธุรกจิ รา นคา เล็ก ๆ และ
ขนาดกลางไมใ หญเกนิ ไปนกั
66
ผจู ัดการ
แผนกขาย แผนกการเงนิ แผนกผลติ แผนกพสั ดแุ ละจาํ หนา ย
หวั หนา ขนสง หัวหนาคนงาน หวั หนา คนงานผลติ หัวหนา คนงานหบี หอ
ภาพท่ี 21 แผนภมู แิ สดงโครงสรา งแบบหนวยหลัก
ขอ ดี ของโครงสรา งแบบหนวยงานหลัก
1. มีลักษณะเปนพื้นฐานไมย งุ ยาก
2. กาํ หนดอํานาจหนาที่ ความรับผดิ ชอบแตล ะตําแหนงไวชัดเจน
3. จัดใหคนงานรับผิดชอบตอหวั หนาเพยี งคนเดียว
4. สง เสรมิ การมีระเบียบวินยั ติดตามการปฏิบตั ิงานไดง า ย
5. เกดิ ความรวดเรว็ มรี ะเบยี บในการตดั สนิ ปญ หาตา ง ๆ
ขอ เสีย ของโครงสรา งแบบหนวยงานหลกั
1. ปญหาดา นการประสานงาน
2. ไมส ง เสรมิ ใหคนมีความรเิ รม่ิ
3. ผูค วบคุม หรือหัวหนางานตอ งรงู านหลาย ๆ ดา น
4. ผบู ริหารระดบั สงู ควบคมุ และสงั่ งานปลีกยอ ยมากเกนิ ไป
2) โครงสรา งแบบหนว ยงานหลักและหนวยงานท่ีปรึกษา (Line and Staff
Organization)
หมายถงึ องคการทีจ่ ดั ใหมีทง้ั หนว ยหลกั และหนว ยงานทีป่ รกึ ษารวมกนั
เปนการผสมกันระหวางบุคคลทที่ ําหนา ท่ี จาํ เปนและใชบ ุคคลท่ีมคี วามรู ความชํานาญ ประสบการณ
เฉพาะดา นเขามาชวยเสริมในองคการ ทําหนา ท่ีแนะนาํ ใหคาํ ปรกึ ษาในดานตาง ๆ เชน ดา นการบญั ชี
ดานการจําหนา ย ดา นงบประมาณ ฯลฯ โครงสรางแบบผสมน้เี ปน โครงสรา งทเ่ี หมาะสมกบั
สถานการณเ ศรษฐกจิ และสภาพปจ จบุ นั เพราะปจจุบันวทิ ยาการและเทคนคิ ตาง ๆ ไดเ จริญรุดหนา
องคการจงึ มีความจาํ เปน ทจี่ ะตอ งใชผเู ชี่ยวชาญเฉพาะดา นเขามาชวย ทาํ ใหมกี ารตดั สินใจทดี่ แี ละ
ตดิ ตอ ส่ือสารท่รี วดเร็วขน้ึ
67
ผอู ํานวยการ
รองผูอํานวยการ รองผอู ํานวยการ รองผูอํานวยการ
ฝายผลิต ฝายขาย ฝา ยการเงนิ
หวั หนา วิศวกรโรงงาน กองการ ฝา ยบัญชี ฝายการเงนิ
ฝายวิจยั ตลาด ฝายงานบคุ คล ผูจัดการภาค
ภาพท่ี 22 แผนภมู ิแสดงโครงสรางแบบหนวยหลกั และหนว ยงานทีป่ รกึ ษา
ขอดี ของโครงสรางแบบหนว ยงานหลักและหนว ยงานทีป่ รึกษา
1. แกปญ หาดา นวทิ ยาการ และชว ยแบง เบาภาระหนา ทง่ี านหลกั
2. อํานาจในการสั่งการยดื หยนุ ได โดยผูเชี่ยวชาญเฉพาะดานจะเสนอแนะนโยบายหรอื การ
ปฏบิ ตั ิงานทีค่ วรปรับปรงุ ใหด ขี ้นึ ประธานกรรมการ
3. มกี ารแบง งานกนั ทํา คืองานประจาํ เปน ของฝายหนว ยงานหลัก งานวิทยาการหรอื งาน
บุคคลทีใ่ หคาํ ปรึกษาและแนะนาํ
ขอเสีย ของโครงสรางองคการแบบหนว ยงานหลกั และหนว ยงานทป่ี รึกษา
1. คาใชจ ายเพม่ิ มากข้ึน
2. ฝายใหคาํ ปรกึ ษาอาจปฏิบตั ิหนา ท่ีเปนหนว ยงานหลักดวย เกิดความซ้ําซอนและขดั แยง กันได
3. ทําใหก ารตดั สนิ ใจของผบู รหิ ารชาและเสียเวลานาน เพราะตอ งคอยใหห นว ยงานท่ี
ปรกึ ษาแนะนาํ และเสนอแนะกอ น
4. เปน การแบง แยกระหวางพวกท่ีมีความรู กบั พวกไมม คี วามรซู ึ่งเปน ผลเสยี แกอ งคการทํา
ใหบคุ คลในองคก ารเกิดการแตกแยกและมีพรรคพวกของตนในแตล ะกลุม
68
3) โครงสรางองคก ารแบบหนาที่งานเฉพาะ (Functionalized Organization
Structure )เปน การจัดแบงหนว ยงานออกไปตามลักษณะของงานแตล ะชนดิ ทีป่ ฏบิ ตั อิ ยู โดยมอบ
อาํ นาจหนา ท่ใี หแ ตล ะหนว ยงานเฉพาะมอี าํ นาจหนา ทีเ่ ชน เดยี วกับหนว ยงานหลัก โครงสรา ง
องคก ารแบบน้ที าํ ใหแ ตล ะหนวยงานมีผูเชย่ี วชาญประจาํ อยูใ นหนว ยงาน และมีอํานาจสงั่ การได
ดว ย แตโ ครงสรางแบบนี้ไมเ ปน ทีน่ ยิ มมากนกั ดงั แผนภูมิดังน้ี
ผูอาํ นวยการฝายผลติ
ผจู ัดการฝา ยควบคมุ การผลติ ผจู ัดการโรงงาน ผจู ัดการฝา ยบญั ชี
หัวหนา งาน หัวหนางาน
ภาพท่ี 23 แผนภูมโิ ครงสรางองคก ารแบบหนา ทงี่ านเฉพาะ
ขอ ดี ของโครงสรา งแบบหนา ทงี่ านเฉพาะ
1. มีการใชป ระโยชนจ ากพนักงานไดส งู สุด
2. งานในหนว ยงานเฉพาะรวดเรว็ ขน้ึ เพราะมอี ํานาจหนา ทพ่ี รอม
3. ทาํ ใหแ ตล ะหนว ยงานมคี วามรบั ผิดชอบพรอมที่จะใหต รวจสอบไดด ีข้นึ
ขอ เสยี ของโครงสรางแบบหนา ท่งี านเฉพาะ
1. ทําใหส ายบงั คบั บญั ชาขาดตอนไป
2. ทาํ ใหม ีเอกภาพในการบงั คับบัญชานอยไป
3. ทาํ ใหมลี กั ษณะการรวมอาํ นาจสูงสดุ ไวท ่ีสวนกลางเพียงที่เดย่ี ว
4. การจดั องคก ารมลี ักษณะซับซอ นมากข้ึน ยุง ยากมากขนึ้
1.3 การนํา (Leading )
1.3.1 การนํา (Leading ) เปน ขัน้ ตอนในการกระตนุ ใหเกดิ ความกระตอื รือรน และ
ชกั นาํ ความพยายามของพนักงานในองคก ารใหบรรลเุ ปา หมายองคก าร ซึ่งจะเกย่ี วขอ งกับการใช
ความพยายามของผูจัดการหรือผบู รหิ าร ทจี่ ะกระตุนใหพ นกั งานมีศกั ยภาพในการทาํ งานใหส ูงขึ้น
ดังนน้ั การนําจะชวยใหง านบรรลุผลสาํ เรจ็ เสริมสรางขวญั และจูงใจผใู ตบ งั คับบญั ชา การนาํ จะ
ประกอบดว ยดังนี้
69
1) การตดิ ตอ สือ่ สาร และอธิบายวตั ถปุ ระสงคใ หแ กผ ใู ตบ งั คบั บัญชาทราบ
2) การมอบหมายมาตรฐานการปฏิบัตงิ านตา ง ๆ
3) การใหค ําแนะนําและคาํ ทปี่ รึกษาแกผูใ ตบ ังคับบัญชา ใหส อดคลอ ง
กับมาตรฐานของการปฏิบตั งิ าน
4) การใหร างวัลแกผ ใู ตบังคบั บญั ชา บนพืน้ ฐานของผลการปฏิบตั งิ าน
5) การยกยองสรรเสรญิ และตําหนติ ิเตยี นอยางยุตธิ รรม และถกู ตอ งเหมาะสม
6) การจัดหาสภาพแวดลอ มมากระตุน การจูงใจ โดยการตดิ ตอ ส่อื สารเพอ่ื
สาํ รวจความตอ งการและสถานการณก ารเปล่ียนแปลง
7) การทบทวนและการปรบั วธิ กี ารภาวะความเปน ผนู าํ เมอื่ สถานการณ
เปลย่ี นแปลงและผลลพั ธข องการควบคมุ ไมเ ปน ไปตามท่ีกําหนด
8) การติดตอ ส่ือสารโดยทัว่ ทุกแหง ในกระบวนการของภาวะความเปน ผนู ํา
1.3.2 ทฤษฎกี ารจงู ใจ โดยการ การใหร างวัลและการลงโทษ ยังคงเปน ทฤษฎที ่ใี ช
การจูงใจอยา งมาก ซึง่ ทฤษฎนี ไี้ ดถ ูกนํามาใชในหลายศตวรรษจนถงึ ปจจบุ ัน โดยมรี ายละเอียดดังน้ี
1) การใหรางวัลหรือหัวผกั กาด(Rewardหรอื carrots )เปน ผลตอบแทนทางบวก
( เปนท่ีพอใจ) จากการปฏิบัตงิ านบคุ คลหรือการใหการจงู ใจดว ยเงนิ ในรปู ของการจา ยคา ตอบแทน
หรอื โบนสั แมว าเงนิ ไมใ ชส งิ่ จงู ใจประการเดียวแตกย็ งั เปน ปจจยั สาํ คัญ นอกจากการใหรางวลั ใน
รปู ของตัวเงินแลว อาจใชว ธิ ีการเพมิ่ คาจา ง การเลอ่ื นตําแหนง การใชระบบคุณธรรมและการใหโบนัส
สําหรับผบู ริหารซงึ่ อาจใชไ มไ ดในการพิจารณาแตล ะคน
2) ทฤษฎีไมเรยี ว ( Penalties หรือ stick ) เปน แรงใจทอ่ี ยูในรูปของความกลัว
เชน กลวั ตกงาน กลัวขาดรายได การลดโบนสั การลดตาํ แหนง และการลงโทษอืน่ ๆ ซงึ่ กเ็ ปน
สง่ิ จูงใจทสี่ ําคญั เชน กัน
1.3.3 กระบวนการจงู ใจ ( The motivation process ) เร่ิมตนดวย
1) การรบั รคู วามตองการ เกดิ จากการมคี วามตอ งการ( Need ) ซง่ึ เปน การรบั รู
ของตวั บุคคล(พนักงาน) ทไ่ี มสมหวงั
2) การพิจารณาวธิ ที ่ีจะสนองความพึงพอใจ เกยี่ วกบั ความตองการทท่ี า ทาย
คาตอบแทนทส่ี งู ข้นึ และการยอมรับจากกลมุ งาน
3) การมพี ฤตกิ รรมใหบรรลเุ ปา หมาย เปน การตอบสนองความพึงพอใจและ
ตามดว ยมพี ฤตกิ รรมใหบรรลุเปาหมาย
4) การประเมนิ รางวลั สามารถกระตุนดว ยการใหร างวัล
70
การรับรูความ
การประเมนิ รางวัล การพิจารณาวธิ ที ่จี ะสนองความพงึ พอใจ
การมพี ฤติกรรมใหบ รรลุเปาหมาย
ภาพท่ี 24 พน้ื ฐานของการจูงใจ
1.3.4 ทฤษฎีแรงจูงใจ แนวคดิ การจงู ใจในปจ จุบนั ทนี่ ยิ มใช
1) ทฤษฎีความตอ งการ เชน จะสํารวจความตองการภายในทเ่ี ปนส่ิงเราบคุ คล
ใหป ฏิบตั ิ
(1) ทฤษฎีลาํ ดับขนั้ ความตองการของมาสโลว (Maslow’s hierarchy of
needs) เปนทฤษฎีทเ่ี ม่ือไดรบั การตอบสนองในระดบั หนึ่งแลว มนุษยกจ็ ะมคี วามตอ งการในระดบั สงู ขน้ึ
5. ความตองการความสําเรจ็ ในชีวิต
4. ความตองการการยกยอง
3. ความตอ งการความผูกพันหรอื การยอมรบั
2. ความตองการความมั่งคงหรอื ความปลอดภัย
1. ความตองการของรางกาย
ภาพที่ 25 มาสโลวเ จาของทฤษฎลี าํ ดบั ข้นั ความตองการ
(2) ทฤษฎกี ารจูงใจ ERG ของ Alderfer คลา ยกับของมาสโลว เหลือเพียง
3 ประเภทคอื
3. ความตองการความความเจริญกา วหนา (Growth needs (G) )
2. ความตอ งการความสัมพันธ ( Related needs (R) )
1. ความตอ งการในการอยรู อด( Existence needs (E) )
71
(3) ทฤษฎี 2 ปจจยั ของ Herberg ดังรายละเอียดดงั นี้
ก. ปจจยั การจงู ใจหรอื ตวั จงู ใจเปนปจ จยั ความตอ งการภายใน ในการ
สรา งความพึงพอใจในการทาํ งาน เชน ความกาวหนา ในความสําเรจ็ การยกยอง
ข. ปจจัยการธํารงรกั ษาหรือสขุ ภาพอนามยั เปนปจ จัยภายนอก เพ่ือ
ปอ งกนั ไมใหพ นักงานไมใ หเกดิ ความไมพ ึงพอใจในการทาํ งาน เชน นโยบายบริษทั การบงั คบั
บญั ชา ความมนั่ คงในงาน คาตอบแทน สภาพการทาํ งาน
(4) ทฤษฎคี วามตอ งการท่ีแสวงหาของ McClelland ซึ่งมีรูปแบบการจงู ใจ
บนพ้นื ฐาน 3 ประการ คือ
ก. ความตองการความผกู พนั
ข. ความตอ งการอาํ นาจ
ค. ความตองการความสาํ เรจ็
2) ทฤษฎีความคาดหวัง ( Expectancy theory )
(1) ทฤษฎีความคาดหวงั ในการจูงใจของ Vroom จะมคี วามซบั ซอนกวา
ของ Maslow และ Herberg เชือ่ วา บุคคลจะไดรบั การกระตุนใหกระทาํ สงิ่ ซึง่ สามารถบรรลุ
เปา หมาย ซ่งึ เปน การจงู ใจของบคุ คลซงึ่ มีตอ ส่ิงซึ่งมีคุณคา ในผลลพั ธ จากการใชค วามพยายาม
(อาจเปน ดานลบหรอื ดานบวก) ทฤษฎี Vroom เปน ไปตามสมการ
อํานาจ = คุณคาความพอใจในผลลัพธ X ความคาดหวัง
(2) ทฤษฎีความคาดหวงั ในการจงู ใจของ Porter and Lawler เปน การระบุ
วา ความพยายาม (จดุ แขง็ ของการจงู ใจและพลงั งานท่ใี ช) ขึน้ กบั มูลคา ของรางวลั บวกกบั พลังงาน
ของบคุ คล และความนา จะเปนของการไดร บั รางวลั
3) ทฤษฎีความเสมอภาค ( Equity theory ) เปนทฤษฎกี ารจงู ใจ โดยถอื เกณฑ
ความคดิ ที่วา บคุ คลตองการความยตุ ิธรรมเมื่อเปรียบเทยี บกบั บคุ คลอื่น เปน ทฤษฎีของ J.S Adams
ทวี่ าบคุ คลมีความตอ งการทจี่ ะแสวงหาคณุ คา และแสวงหาความยตุ ธิ รรมระหวา งนายจางและ
พนักงาน
4) ทฤษฎเี สริมแรง (Reinforcement theory)หรือการปรับพฤติกรรม เปน ทฤษฎี
ท่รี ะบวุ าผลลพั ธของพฤติกรรมในปจจบุ นั ของบุคคล ไดร ับอิทธิพลจากพฤติกรรมในอนาคต
หมายถึงพฤตกิ รรมของคน ซึง่ เกดิ จากการเรยี นรจู ากประสบการณใ นอดตี Skinner เช่ือวาพฤตกิ รรม
ของมนุษยเ ปลยี่ นแปลงไปเนอื่ งมาจากแรงจงู ใจ ทฤษฎเี สริมแรงมี 4 วธิ ีคอื
(1) การเสรมิ แรงดานบวก เปนการเกดิ ผลลัพธท่ีมคี ุณคา เชนการใหร างวัล
ตอบแทนเพ่ือใหเกิดพฤตกิ รรมท่ีพึงปรารถนา
72
ภาพที่ 26 ฯพณฯ พลเอก เปรม ตณิ สูลานนท ประธานองคมนตรีและรัฐบรุ ุษ มอบรางวลั
จรรยาบรรณดเี ดน หอการคาไทย ประจําป 2550 ใหแก นายสาระ ล่าํ ซาํ นายกสมาคมประกนั ชีวติ ไทย
(2) การเรยี นรดู วยการหลีกเลยี่ งหรอื การเสริมแรงดานลบ เชนการตําหนวิ า
ทํางานลา ชา การหลีกเลี่ยงปญหาจึงหลีกเลยี่ งพฤติกรรมที่ไมใหเ กดิ ปญ หา
(3) การทําใหห มดไป เชน การเลกิ รางวลั เพื่อจุดมุงหมายในการยบั ยงั้
พฤติกรรมอยางหนึง่ อยางใดในอนาคต
(4) การลงโทษเปนการปรับพฤตกิ รรมภายใตเงอื่ นไขทว่ี า ผลท่ีตามมาจะ
ชว ยลดพฤตกิ รรมดานลบ จะชว ยยับยงั้ พฤติกรรมเน่ืองจากไดผ ลลพั ธท ไ่ี มพงึ พอใจ
1.3.5 เทคนิคการจงู ใจ การศึกษาทฤษฎแี รงจูงใจไมม คี ําตอบที่ดีที่สดุ เพยี งคาํ ตอบ
เดยี ว เทคนคิ การจงู ใจทีส่ าํ คัญประกอบดว ย (รายละเอียดอยูท่ีเทคนิคการนาํ )
1) เงิน
2) การมสี วนรว ม
3) คุณภาพชีวติ ในการทํางาน
1.4 การควบคมุ ( Controlling )
ไดม ีนกั วชิ าการหลายทานไดใหความหมายของการควบคุมงานไวห ลากหลาย
ความหมาย ดงั จะไดย กตวั อยางมาพอสังเขปดังน้ี
Henri Fayol ไดใ หค วามหมายวา การควบคุมประกอบดว ยการตรวจสอบดวู า ทกุ สิ่ง
ท่ีเกดิ ขนึ้ สอดคลอ งกับแผนงาน คําสัง่ และการกาํ หนดไวหรือไม ทงั้ น้ีผบู รหิ ารจะไดค น พบจดุ ออ น
และขอ ผิดพลาดเพ่ือนํามาแกไ ขและปอ งกนั ไมใหเกดิ อกี การควบคุมเกีย่ วขอ งกบั ทกุ ส่งิ ไมวาจะ
เปนสิง่ ของ คนหรือการกระทํา (อา งถึงใน ฉายศิลป เชยี่ วชาญพิพฒั น ,2527 )
จมุ พล หนมิ พานิช (2528 ) เหน็ วาการควบคุมงานคือกระบวนการปฏบิ ัตงิ าน เพอ่ื ให
ดาํ เนินไปในขอบเขตทก่ี ําหนดเพอ่ื บรรลุเปา หมายท่ีตง้ั ไว (มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมมาธิราช, 228 ,
305 )
73
จากความหมายไดก ลา วมาทั้งหมด จะเหน็ ไดว า การควบคุมงานมจี ดุ มุงหมายหลกั
ก็เพอื่ ใหการทาํ งานมุง ไปสูเ ปาหมาย หรือเปนไปตามมาตรฐานทไ่ี ดก ําหนดไวใ นชวงของการ
วางแผน และหากพบวาในขน้ั ตอนของการปฏิบตั ิงานใดที่จะเปนอปุ สรรคหรือปญ หา ก็จะตอ งเขา ไป
แกไขตามความจําเปน เพื่อไมใ หเปนอปุ สรรคหรือปญหาสบื ไป
1.4.1 แนวความคิดในการควบคมุ งาน
การท่อี งคก ารใดมีกระบวนการในการควบคมุ ยอมหมายถึงวาองคการน้ันยอมรบั
ขอ เทจ็ จรงิ ท่ีวา การตัดสนิ ใจทจ่ี ะกําหนดเปาหมายกอนการปฏบิ ตั ิงานนั้น อาจจะมีความคลาดเคลอ่ื น
และการตดิ ตอ สือ่ สารในองคก ารยังมไิ ดม ีความสมบรู ณเพยี งพอ ทีจ่ ะทาํ ใหผ ูปฏิบัติงานสามารถเขา ใจ
ทุกอยา งได การบริหารในปจจุบนั ผบู รหิ ารตอ งมอบหมายงานสวนใหญใ หผ อู ่ืนปฏิบตั ิ และลกั ษณะ
งานมคี วามซับซอนมากขนึ้ สิ่งตาง ๆ ทกี่ ลา วมาน้ที าํ ใหกระบวนการควบคุมงานเปน สิ่งจําเปน มี
ผลทําใหก ารปฏิบตั ิงานไมเ ปน ไปตามแผนทไี่ ดวางไว
1.4.2 วัตถุประสงคข องการควบคมุ งาน
1) การควบคมุ งานมีไวเ พอื่ บังคับใหผลงานเขา มาตรฐาน
2) การควบคมุ มีไวเ พ่ือปอ งกนั รกั ษาทรัพยสนิ ขององคก าร
3) การควบคมุ มไี วเพอื่ ใหคณุ ภาพของการทาํ งานไดม าตรฐาน
4) การควบคมุ จะมไี วเ พ่ือใหมีการกําจดั ขอบเขตของผปู ฏิบัตงิ านตาง ๆ โดยที่มิ
ตองอนุมตั ิจากผูบรหิ ารชั้นสงู อีกครั้งหนึง่
5) การควบคมุ จะมีไวเ พอื่ ใชว ัดงานตาง ๆ ทก่ี ําลังปฏิบัตอิ ยู
6) การควบคุมจะมีไวเ พอื่ ใชประกอบในการวางแผน และกาํ หนดแผนการ
ปฏบิ ตั ิงานตา ง ๆ
7) การควบคมุ จะมไี วเ พือ่ ชวยผบู ริหารชน้ั สูงสามารถจัดใหเกิดความสมดลุ ใน
ระหวา งแผนงานตาง ๆ
8) การควบคมุ จะจัดทําข้นึ เพอื่ กระตนุ เตือน หรอื จงู ใจตัวบุคคลในองคการ
ภาพที่ 27 การควบคุมการเดนิ รถของรถไฟฟาแตล ะขบวน จะถกู ดวยระบบคอมพิวเตอรท อ่ี อกแบบมาเฉพาะ
74
1.4.3 ความสําคญั ของการควบคุมงาน
ผูบริหารท่มี คี วามสามารถในการวางแผนท่ีดี จัดองคการไดดี และการนําเปนผู
กระตุนชกั จูงใจหรอื อาํ นวยการสั่งการไดด นี ั้น ผลลพั ธทสี่ าํ คญั ที่สุด คือ ผลสาํ เร็จของงานตามที่ตน
ไดคาดหวงั ไว การควบคุมยงั เปนหนา ทก่ี ระบวนสดุ ทายในกระบวนการจดั การ และจะเชือ่ มโยงเขา
กบั ขน้ั ตอนแรกของกระบวนการจัดการ คอื การวางแผนเพ่อื การปฏิบตั ิงานในรอบใหมข องวัฏจกั ร
อกี ครัง้ หน่งึ ซงึ่ การควบคมุ นีเ้ องจะชว ยเปน เครือ่ งมือชใี้ หเ หน็ ถงึ จุดทค่ี วรปรับปรงุ แกไ ข ทบทวน
แผนปฏบิ ัติงานหรอื ปรบั ปรงุ เปาหมายการทํางานตาง ๆ ข้นึ ใหม เพอ่ื ใหการทาํ งานในรอบใหมท่ี
จะเกดิ ขึ้นนนั้ มปี ระสิทธิภาพดียง่ิ ขน้ึ
1.4.4 ชนิดของการควบคุมงาน
1) การควบคมุ เพ่อื ปอ งกนั การควบคุมชนิดน้ีเกดิ ข้ึนในระหวา งการปฏิบตั งิ าน
เพอ่ื การปอ งกนั การปรบั ตวั กอนส้นิ สุดระยะการควบคุม เปน การคน หาและกาํ หนดวธิ ีปอ งกัน
ไมใหเ กิดผลการปฏบิ ตั งิ านทีไ่ มพ ึงปรารถนาเกิดขน้ึ
2) การควบคมุ เพื่อการแกไ ข การควบคมุ ชนิดนเี้ กิดข้นึ หลงั จากปฏบิ ตั งิ าน
สนิ้ สุดลง การควบคุมชนิดนี้อาจจะเกดิ ข้ึนเนอ่ื งจากผบู ริหาร ตอ งการตรวจสอบผลการดาํ เนินงาน
เพอื่ พิจารณาวา ในระยะทผ่ี า นมา ผลการปฏบิ ัติงานเปน อยางไร
1.4.5 ประเภทของการควบคมุ งาน
1) การควบคมุ งานดา นปรมิ าณงาน
2) การควบคมุ ทางดานคณุ ภาพของงาน
3) การควบคมุ ทางดา นเวลาในการทํางาน
4) การควบคมุ ดา นตนทนุ หรือคาใชจ า ย
1.4.6 กระบวนการควบคุมงาน
การควบคมุ งานประกอบไปดว ยลาํ ดบั ขัน้ ตอนทีส่ ําคญั ดังตอไปนค้ี อื
1) กาํ หนดเปาหมายของการควบคุมงานใหช ดั เจนแนน อน กลา วคือจะตอง
ระบมุ วี ัตถุประสงคห ลกั เปน อยางไร มวี ตั ถปุ ระสงครองเปน อยางไร มปี รมิ าณมากนอยเพยี งไร
กาํ หนดแลวเสร็จเม่ือใด เพือ่ ใหสามารถใชว ตั ถปุ ระสงคท่กี าํ หนดขึ้น เปนเคร่อื งมอื แนะนําในการ
ดําเนินงานหรอื วางแผนปฏบิ ตั ิการไดอ ยางถกู ตอง ซ่ึงจะเปน ประโยชนในการควบคมุ ผปู ฏบิ ัติงาน
และควบคมุ วธิ ีการปฏบิ ตั งิ านตาง ๆ ดว ย
2) กําหนดเกณฑควบคมุ งานและมาตรฐานในการปฏบิ ตั ิงาน เกณฑควบคมุ
งานนนั้ หมายถึงมาตรฐานของงาน สถิตขิ อเทจ็ จรงิ ขา วสารและอัตราสวนตาง ๆ ทจี่ ะพึงใช
75
สาํ หรบั มาตรฐาน (Standard)น้ัน สามารถอธบิ ายไดวา คอื กฎทีเ่ ปน ที่ยอมรับกนั
(Accepted Rule ) กฎทสี่ รา งขึ้นมา( Established Rule)หรืออาจจะเปน รปู แบบ(Mode)ทก่ี าํ หนดขน้ึ มา
จากอํานาจหนาท่ี (Authority ) หรอื ประเพณี (Custom) หรืออกี ในหนงึ่ มาตรฐานเปน เคร่ืองมือชนดิ
หน่ึงทส่ี รางขึ้นมาเพอื่ ชวยในการควบคมุ การวดั การเปรียบเทียบ การตรวจสอบในผลงานการ
ปฏบิ ตั งิ านและวธิ ีดาํ เนินงาน
โดยทว่ั ไปแลวจุดประสงคของการกําหนดมาตรฐาน มีดังตอ ไปนค้ี อื
(1) เพอื่ อธบิ ายลกั ษณะผลิตผล (Products) กระบวนการ( Process) และ
กิจกรรมซง่ึ เปน สิง่ จาํ เปนตอ การควบคมุ
(2) เพือ่ กําหนดความแนนอนของงานหรือกาํ หนดเปาหมาย เพอ่ื
ความกา วหนา ในการดําเนนิ งาน
(3) เพ่อื สรา งความกลมกลืนเปนรปู แบบเดียวกนั ของผลผลิต กระบวนการ
และวธิ ีการในการผลิต
(4) เพื่อสงเสริมและวิจัยเร่อื งการควบคุม การปรบั ปรุงและการประสานงาน
ในการบริหารใหด ียิ่งขนึ้
(5) เพ่ือสงเสริมความเขาใจที่ดีตอกันระหวา งหวั หนากบั ผูปฏบิ ัตงิ าน
(6) เพ่อื ลดการขัดแยง ในการทํางาน เพราะการขาดมาตรฐานทจี่ ะทาํ ใหไม
สามารถพิจารณาตดั สนิ ไดว า งานทีต่ องการจะวดั หรือประเมนิ ผลนนั้ มีสวนดหี รือสว นดอ ยอยางไร
(7) เพ่อื ลดคา ใชจ ายและควบคุมคาใชจ า ย
(8) เพอ่ื ใหการวัดการเปรียบเทียบ เกดิ ประสิทธผิ ลในทุก ๆ ขนั้ ตอนของการ
ทาํ งาน
(9) เพอ่ื อาํ นวยความสะดวกในการทาํ งาน
(10) เพือ่ สรางและดาํ รงไวซ ึง่ ความแนนอนในการวางแผน
(11) เพอื่ อํานวยความสะดวกในการบันทกึ รายงาน
(12) เพื่อแสดงระดับของการปฏิบัติงาน รวมทง้ั การพจิ ารณาในดา นความ
รวดเร็ว ความถูกตอง ประสิทธภิ าพและความประหยัด
สําหรับมาตรฐานของงานนน้ั โดยท่ัวไปกค็ ือ แบบหรือเกณฑท จ่ี ะใชเปรียบ
เทียบผลงาน และในบรรดามาตรฐานของงานที่พบเหน็ กันมากทส่ี ุดโดยทว่ั ไปกค็ อื แผนงานนนั่ เอง
มาตรฐานของงานจะเปน เคร่ืองมอื ท่สี าํ คญั ทจี่ ะใชเปรียบเทยี บหรือวัดผลการปฏิบตั ิงาน หรือวดั ผล
งานเพ่ือหาความแตกตาง อุปสรรค หรือขอ ขัดของเพอื่ พิจารณาปรบั ปรงุ แกไขตอ ไป
76
การเปรียบเทยี บผลงานกับมาตรฐาน
การนาํ ผลการปฏิบตั ิงานมาเปรียบเทียบกบั มาตรฐานท่ีกําหนดน้นั การประเมนิ ผล
การปฏบิ ตั งิ าน (Job Evaluation ) และการวัดผลงาน ( JOB measurement) เปน ปจ จยั ทีม่ คี วามสําคัญ
มาก กลาวคือในการควบคมุ งานทางดา นการบริหารงานองคการน้ัน มคี ําท่ใี ชใ นการประเมินผลงาน
ท่ีมคี วามใกลเคยี งกันอยู 3 คําคือ คําวา Measurement, Appraisal คาํ วา Measurement นนั้ หมายถึงการ
วดั ผลงานเมอ่ื เปรียบเทียบกับมาตรฐานทีก่ าํ หนดไว โดยมีหลกั เกณฑแ นนอนวา มผี ลงานอยางไร การ
เปรียบเทียบนี้มุงเนนถึงเม่ือไดท ํางานเสรจ็ สน้ิ โดยตลอดแลว หรืออาจจะเปน การทํางานทส่ี ําเรจ็ เปน
ชว ง ๆ ก็ได สําหรบั คาํ วา Appraisal หมายความถึงการตคี า การตีราคาการปฏบิ ตั ิงาน ในระหวางที่
งานนน้ั อยูระหวา งการปฏบิ ัติอยู มวี ธิ ีการตีคาหรอื ใหค ะแนนเพ่ือปรบั ระดบั ของงาน มคี วามยืดหยุน
มากกวาการวัดผลงานแบบ Measurement แตอยา งไรก็ดี ทงั้ สองแบบตา งกม็ ีหลกั เกณฑท่ีแนนอน
ประกอบการใชดุลพินิจ สวนคาํ วา Evaluation นั้น เปน การประเมนิ คา ของงานบุคคลหน่งึ บคุ คลใด
หรือกลุมบุคคล ซึ่งไดปฏิบัตงิ านเพื่อประโยชนในการจัดอันดับการทํางานในองคการ วาควรจะ
จัดแยกระดับใหอยูในระดบั ขั้นอยางไร ผลการปฏิบัตงิ านเปน อยา งไร ประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ล
ของการทาํ งานเปน อยางไร ซึง่ การประเมินงานนเี้ ปน เคร่อื งมืออยา งหนงึ่ ที่จะชวยในการกาํ หนดอตั รา
คา จา ง แรงงาน และเงนิ เดือนของพนักงานในองคก าร
สําหรับคาํ วา การประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงาน (Job Evaluation) สามารถให
ความหมายไดวา หมายถงึ การวเิ คราะหและอธิบายลักษณะของงานวา งานชน้ิ ใดมคี วามสมั พันธก ับเวลา
และคา ใชจา ยอยา งไร ผลงานถงึ มาตรฐานที่กาํ หนดไวหรือไม ซึง่ ในการควบคุมนนั้ ผูควบคุมงานมี
ความจาํ เปนที่จะตองประเมินผลงานวางานน้นั ไดด ําเนนิ ไปตามแผนงานหรือนโยบายที่กําหนดไว
หรอื ไม และมีผลงานสมกับทตี่ ั้งเปาหมายไวหรอื ไมอยางไร ดงั นั้นวิธกี ารประเมนิ ผลงานจึงมคี วาม
จาํ เปนท่ีจะตองถกู นาํ มาใชใ นการควบคมุ งานดว ย เพราะการประเมนิ ผลงานจะแสดงใหท ราบถงึ
ผลงาน ความกา วหนา ความลม เหลว งานท่ปี ฏิบัติอยูวาเปนอยางไร อนั จะเปน ประโยชนใ นการท่ีจะ
วางแผน หรอื หาวธิ ีแกไขอปุ สรรคและขอบกพรอ งตาง ๆ ตอไปได
1.4.7 หลกั การเกย่ี วของกับการควบคุมงาน
ในการควบคุมงานเพอื่ ใหเ กดิ ความแนใ จวา ผลการปฏิบัติงานสอดคลอ งกับแผนงาน
หรอื มาตรฐานท่ีตั้งไว ควรจะดาํ เนินตามหลักการดังตอไปนี้
1) หลกั วาดวยความรับผิดชอบขององคก าร(Organization Responsibility)
2) หลกั ความตองการขององคก าร(Organization Needs)
2) หลักของความเหมาะสมซึ่งตรงกบั ความจําเปน
4) หลักของความประหยดั (Economical)
5) หลักของความยดื หยนุ (Flexible)
77
6) หลักของการทนั เวลาและแมนตรง (Timelines and Accuracy)
7) หลักของความควบคุมตามความสาํ คัญ (Control by Importance)
8) หลกั การเปนทีย่ อมรับได (Acceptability)
9) หลักของการมีความชัดเจน
10) หลักการคํานงึ ถงึ พนกั งาน (Thinking about Employee)
11) หลกั ของการมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ (Effective and Efficiency)
12) หลักการมองอนาคต (Forward Looking)
1.4.8 ประโยชนของการควบคมุ งาน แบงไดเ ปน 2 ประการคอื ประโยชนในดา นตวั
บุคคล และประโยชนในดานงาน ดงั น้คี ือ
1) ประโยชนด านตวั บุคคล
(1) ทาํ ใหท ราบวา ผใู ตบงั คบั บัญชาทํางานไดผ ลมากนอยเพียงใด มคี วาม
สามารถมากนอยเพียงใด
(2) เปน การฝก ฝนและสรา งผใู ตบงั คับบัญชาไวเปน หวั หนา งาน
(3) เปน แนวทางในการพจิ ารณาใหบ ําเหน็จตอบแทนความดคี วามชอบใน
การทํางาน
(4) เปน การบํารุงขวญั ผูใตบ ังคบั บญั ชา
(5) ชวยลดอบุ ตั เิ หตใุ นการปฏิบตั ิงาน
(6) เปนเครอื่ งกระตนุ ใหเ กิดความกา วหนาในการทํางาน
(7) ฝก ฝนผใู ตบ งั คบั บัญชาโดยใหปฏบิ ัติงานจริง
2) ประโยชนท างดานงาน
1) ไดต รวจสอบดูวางานทท่ี าํ น้ันเปนไปตามแผนที่กาํ หนดหรือไม
(2) ไดทราบวา งานไดก า วหนา ไปแลวมากนอ ยเพยี งไร
(3) ไดท ราบวา มีการแกไ ขอปุ สรรคหรอื ขอขัดขอ งตา ง ๆ หรอื ไม
(4) ไดท ราบวา มีการใชวิธกี ารปฏิบตั ิงานอยางไรเปนวธิ ที ดี่ ีทส่ี ดุ แลวหรือไม
(5) ไดตรวจสอบดูวางานน้นั ไดผ ลตามมาตรฐานท่กี าํ หนดไวห รอื ไม อยา งไร
(6) ไดท ราบวา มีการใชทรพั ยากรตา ง ๆ ทม่ี อี ยสู าํ หรบั การปฏบิ ตั งิ านนัน้
อยางมปี ระสิทธภิ าพหรือไม
(7) เปน การชว ยใหเ กดิ การประหยดั ทง้ั เวลา เงินและแรงงาน ซงึ่ เปน
ทรพั ยากรท่ีสําคญั ในการปฏบิ ัติงาน
78
2. เทคนคิ ตาง ๆ ในการจดั การ
กระบวนการจดั การ ทเ่ี รม่ิ ตง้ั แตก ารวางแผนไปจนกระทงั่ ถงึ การควบคุมงานนน้ั
ลว นแลวแตม เี ทคนิคของการปฏิบัติงานในแตละหนา ทท่ี ง้ั ส้นิ ท้งั นเี้ นอื่ งจากเทคนคิ ในการจดั การ
นนั้ มีอยูมากมายหลากหลาย และมกี ารพฒั นาไปอยา งตอ เน่ือง ดังนี้
2.1 เทคนิคท่ใี ชในการวางแผน
การวางแผนแบง ออกไดเ ปนหลายระดบั กลาวคอื การวางแผนในระดับสงู ซ่งึ โดยมาก
จะเปนการวางแผนในระยะยาว และมกั เปน แผนงานเชงิ กลยทุ ธข ององคการ การวางแผนในระดบั
กลางของการจัดการ จะเปน การวางแผนที่เปนระยะปานกลางขององคก าร หรือแผนงานโครงการ
ตา ง ๆ เปน สว นใหญ และการวางแผนในระดบั ตน สว นใหญจะเปน แผนระยะสนั้ และเปนแผน
ดาํ เนินงานหรอื แผนงานตามหนา ทเ่ี ปน สว นมาก ดังนั้นเทคนคิ ที่มีสามารถนํามาใชในการวางแผน
จึงมมี ากมาย ขอนาํ มายกตวั อยางพอสังเขปเปนบางเทคนิคดังตอไปน้ี
2.1.1 เทคนคิ ในการวางแผนกลยุทธ
แผนกลยุทธเ ปน แผนซ่งึ ครอบคลมุ กิจกรรมท้ังหมดขององคก าร เนื่องจากแผน
กลยุทธมีลกั ษณะซบั ซอ น ดงั นั้นจึงเปน เรอื่ งท่ีดตี อ งกระทําการวางแผนอยใู นระดบั ผบู รหิ าร
ระดบั สูงขององคการ ทัง้ น้เี พื่อประโยชนใ นการประสานแผนไดอยา งมีประสทิ ธิภาพ
หัวใจทสี่ าํ คญั ของการวางแผนกลยุทธ คอื การกาํ หนดเปา หมายขององคก ารและ
กจิ กรรมที่จําเปนตอการบรรลุวัตถุประสงคข ององคก าร ทง้ั นี้โดยการกาํ หนดการใชท รัพยากรและ
การกระจายทรัพยากรภายในองคการเพื่อใหบรรลุวตั ถปุ ระสงคดังกลา วดว ย
ในการวางแผนกลยทุ ธข ององคกรน้ัน ผูบริหารสามารถใชเ ทคนิคการวเิ คราะห
สภาวะแวดลอมทงั้ ภายในและภายนอกองคก าร หรอื การวิเคราะหก ําหนดแผนกลยทุ ธขององคการ
ได ซ่งึ การวเิ คราะหจะเปนเครือ่ งมือในการวิเคราะหสถานการณ ซ่ึงจะชวยใหผ ูบ รหิ ารสามารถ
กําหนดจดุ แขง็ และจุดออนจากส่งิ แวดลอ มภายในองคก าร ตลอดจนสามารถแสวงหาโอกาสและ
สาํ รวจอุปสรรคจากส่งิ แวดลอมภายนอกองคการ ตลอดจนผลกระทบท่ีมศี กั ยภาพจากปจ จยั ตา ง ๆ
เหลานท้ี ี่มีตอการทาํ งานขององคการ หรอื เปนวธิ กี ารทีจ่ ะชวยผบู รหิ ารในการกําหนดจุดแขง็ ของ
องคก าร จุดออ นขององคก าร โอกาสจากสิง่ แวดลอ มภายนอก และอปุ สรรคจากสิ่งแวดลอม
ภายนอก การวเิ คราะหอ งคประกอบแตละอยา งดังกลา ว จะทําใหผบู ริหารเกดิ ความเขา ใจถงึ
องคป ระกอบแตล ะปจจัยทจี่ ะมอี ทิ ธิพลตอ การทํางานขององคการ กลาวคอื จุดแขง็ จะสามารถใชใ ห
เปน ประโยชนท จี่ ะทาํ ใหองคก ารบรรลุเปาหมายได ในขณะทจี่ ุดออ นเปนสว นท่ีจะตอ งมีการนําไป
แกไ ข โอกาสจะเปนเรือ่ งขอไดเ ปรยี บตาง ๆ ขององคการท่ีจะสามารถฉกฉวยนํามาใชใ หเปน
ประโยชน อนั จะชว ยใหอ งคการบรรลเุ ปา หมาย และอปุ สรรคจะเปนปญหาตวั ขัดขวางมิให
79
1) การประเมินสภาวะแวดลอ มภายในองคก าร เปน การวเิ คราะหแ ละประเมิน
ศกั ยภาพและสมรรถภาพขององคก าร โดยสาํ รวจจดุ แข็งและจดุ ออนขององคการอยา งรอบคอบ
โดยเฉพาะอยา งยิง่ จะตองสํารวจทรพั ยากรภายในขององคการ ซง่ึ สามารถสาํ รวจไดจ าก
แหลงขอ มลู ในระบบสารสนเทศเพอ่ื การจดั การขององคก าร นอกจากน้ียงั สาํ รวจขอ มลู เพ่ิมเติมจาก
แหลงขอ มลู เพม่ิ เตมิ จากแหลง ขอ มลู อ่ืน ๆ ไดอ กี ตลอดจนการสาํ รวจการทํางานในอดีตท่ผี านมา
ขององคการ โดยนําขอมูลท้งั หมดทีไ่ ดมาวเิ คราะหใ นขอบเขตของวตั ถปุ ระสงคว า องคการมี
ทรัพยากรตาง ๆ เหมาะสมแกก ารบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคห รอื ไม ท้ังนโ้ี ดยเนน การหาประโยชนจ ากจุด
แข็งขององคก ารและแกไขจุดออ นขององคก าร นอกจากนีย้ ังทําใหเกิดความเขา ใจในสถานการณ
และผลการดําเนนิ งานของกลยุทธทก่ี าํ หนดขึน้ จากในอดีต
2) การประเมินสภาวะแวดลอ มภายนอกองคการ เปน การประเมนิ ถึงส่งิ แวดลอ ม
ภายนอก อันประกอบไปดว ยส่ิงแวดลอมในเชงิ มหาภาคหรือสง่ิ แวดลอมทวั่ ไป สิง่ แวดลอ มในเชิง
จลุ ภาคหรอื ส่ิงแวดลอมเกย่ี วกบั งาน ซงึ่ จะชวยใหผ บู รหิ ารสามารถคน หาโอกาสและอปุ สรรคใน
การดําเนนิ งานขององคก ารได การประเมนิ สง่ิ แวดลอ มภายนอกดงั กลา วน้ี สามารถคน หาขอ มูลได
จากแหลงขอมลู ตา ง ๆ ภายนอกดงั นี้ คอื สงิ่ พิมพตาง ๆ การสาํ รวจตลาด รายงานประจําปต า ง ๆ
การวเิ คราะหค แู ขงขัน ท้ังนใ้ี นการพจิ ารณาถงึ ขอมลู เหลา น้ีก็เพอ่ื คนหาความไดเปรยี บเสยี เปรียบ
ขององคการ ทําใหท ราบถงึ โอกาสตาง ๆ ทีอ่ งคการจะสามารถฉกฉวยมาใชป ระโยชนในการ
ดําเนินกิจกรรมเพือ่ แสวงหาประโยชนใหก ับองคการได
80
ตวั อยา งการวิเคราะห SWOT ธรุ กิจฟารมสกุ ร
จดุ แข็ง จุดออน
1. ไมต องลงทนุ ดา นพอพนั ธุ แมพ นั ธุ อาหาร 1. ตองใชเงินลงทุนสงู ในการกอ สรางโรงเรอื น
ยา และคารกั ษาจากสัตวบาล สัตวแพทยแ ละ 2. แบบมาตรฐาน
คาออกแบบผังโรงงาน
2. สินคา มีคณุ ภาพตามมาตรฐานการเล้ยี ง
แนน อน เพราะขั้นตอนตา ง ๆ กําหนดโดย
ผเู ช่ียวชาญของบรษิ ทั
3. มีตลาดแนน อน
โอกาส อุปสรรค
1. ปรมิ าณความตองการบริโภคสกุ ร ยงั มสี ูง 1. กระแสการบริโภคอาหารมังสวริ ัต และชวี
กวาความสามารถในการผลติ สกุ รทว่ั ประเทศ จิต อาจทําใหค วามตอ งการบริโภคเนอื้ สตั ว
ลดลงไปบาง
ผลท่ีไดจ ากการประเมนิ ดงั กลาวน้ี ผูบ ริหารสามารถนาํ ขอ มลู ดงั กลาวมากําหนดเปน แผน
กลยุทธต อ ไป ผสมผสานขอมูลเก่ยี วกับภาวะแวดลอมภายในและภายนอกเขา ดวยกนั และใชเปน
เครอ่ื งกําหนดกจิ กรรมขององคการ
ในการวางแผนกลยุทธน ้ัน สามารถสรปุ ถึงหลักการทส่ี ําคญั ในการวางแผนดงั น้ี
1) มงุ ใหป ระโยชนจ ากจุดแขง็ ขององคการอยางเต็มท่ี
2) พยายามแกไ ขขอบกพรอ งหรอื จุดออ นขององคการ
3) แสวงหาผลประโยชนจากความไดเ ปรยี บขององคก ร
4) ตอ งคาํ นึงถงึ ขอเสยี เปรยี บ ขอจาํ กดั หรอื อปุ สรรคขององคก ารในการ
วางแผนดว ย
2.1.2 เทคนิคในการจัดการโดยยึดวตั ถุประสงค
การจดั การโดยยดึ วตั ถปุ ระสงค เปน เทคนิค วิธกี ารในการบริหารงานซึ่งจะชว ย
ใหการปฏบิ ัตหิ นา ทใี่ นงานการจัดการ กระทาํ ไดโดยสะดวกและเปน ไปโดยธรรมชาติ กลไกท่ี
สําคัญ คอื การรวมเอาหนา ทใ่ี นการวางแผน และการควบคุมที่เกีย่ วขอ งระหวางกันของผูบ ริหารกับ
ผูปฏบิ ตั งิ านเขา ไวด ว ยกนั
1) ความหมายของการจัดการโดยยดึ วตั ถปุ ระสงค คอื กระบวนการที่ผูปฏิบตั งิ าน
ไดรวมกนั พจิ ารณากาํ หนดวตั ถปุ ระสงคของงาน โดยมกี ารกําหนดขอบเขตท่ตี อ งรบั ผดิ ชอบในรูป
81
2) ลกั ษณะของการจดั การโดยยึดวตั ถุประสงค คอื เปนการตกลงรว มกนั
ระหวา งผบู งั คบั บญั ชาและผใู ตบงั คับบัญชาในส่งิ ตา ง ๆ ตอไปน้ี
(1) วตั ถุประสงคข องผลงานของผูใ ตบังคับบัญชาภายในระยะเวลาทกี่ าํ หนด
(2) แผนงานทซ่ี ึ่งจะตอ งชว ยกันทาํ ใหเ สรจ็
(3) มาตรฐานท่ใี ชส าํ หรับวดั ความสําเรจ็ ของผลงาน
(4) ขน้ั ตอนวธิ ีการติดตามทบทวนดผู ลสําเร็จตาง ๆ
ตามวธิ กี ารจัดการโดยยดึ วตั ถปุ ระสงคน ้ี มีจดุ เดน ที่สาํ คญั กค็ ือจะมีการรวม
วางแผนและรว มควบคมุ ระหวางผูบ งั คบั บัญชาและผูใตบงั คับบัญชา ซงึ่ เทา กับเปน การเปด โอกาส
ใหผใู ตบังคับบัญชาไดมสี วนรว มในการบริหารนน้ั เอง ซึง่ จะเกดิ ผลดกี ับท้ังสองฝาย คอื ผูใตบงั คบั
บัญชากจ็ ะยอมรับบทบาทในการปฏิบตั ิของตนเองอยา งเต็มที่ และมกี ารควบคมุ การปฏบิ ัตงิ านดว ย
ตนเอง และฝา ยผูบ งั คบั บัญชาก็จะคอยทาํ หนาท่ีใหการสนบั สนนุ ชวยเหลือไปดว ย
3) กระบวนการจัดการโดยยดึ วัตถปุ ระสงค ประกอบดว ยข้ันตอนตาง ๆ ดงั นี้
(1) ใหผ ูบังคับบัญชาเสนอวัตถุประสงค ซง่ึ จะเปนเปาหมายผลงานขน้ึ มา
โดยการกาํ หนดวตั ถปุ ระสงคน ัน้ มีแนวทางในการกาํ หนดดงั นี้
- มงุ สนใจทีง่ านหลักทมี่ ีความสําคัญ ซึง่ จะกอใหเกิดผลสาํ เรจ็ กับงานได
สงู สุด
- พฒั นาวัตถุประสงคโ ดยใชว ิธกี ารใหม ีสว นรว มระหวา งผบู งั คับบัญชา
กับผูใตบ งั คับบญั ชา
- พฒั นาวัตถุประสงคใ หส นับสนนุ และสอดคลองกบั วัตถุประสงคระดบั สงู
- พฒั นาวัตถปุ ระสงคทม่ี ีลักษณะเกย่ี วเนอ่ื งถึงกัน และสอดคลอ งเขากัน
ไดก ับสวนงานตาง ๆ ขององคการ
- พัฒนาวตั ถปุ ระสงคใ หม คี วามชดั เจน และมุงผลสาํ เร็จทจ่ี ะสามารถจูง
ใจคนไดเ ปน อยา งดี
- พฒั นาวตั ถุประสงคใหมคี วามทาทายความสามารถ และมีโอกาสทีจ่ ะ
ทําไดส าํ เรจ็ ตอ งไมกอ ใหเ กดิ ความกงั วล
- พฒั นาวัตถุประสงคใหสามารถวัดผลเปนเชิงปริมาณได และพยายาม
ใหงานทกุ อยา งสามารถวดั ผลได
82
- ควรจะตอ งยดึ ถือเปนหลักวา งานทกุ อยา งตองมีการกําหนดถงึ เง่ือนไข
ดานเวลาท่งี านจะตองแลวเสร็จ
- วตั ถุประสงคท่ีกําหนดจะตอ งไดร ับความเหน็ ชอบ และสนับสนนุ จาก
ผูบรหิ ารในทกุ ระดบั ที่เกี่ยวของ
- วัตถปุ ระสงคท่กี าํ หนด จะตองมีระบบที่จะสามารถรายงานความคบื หนา
หรอื ผลสาํ เร็จออกมาใหเห็นไดดว ย
(2) การพจิ ารณากาํ หนดวัตถปุ ระสงค ตองกระทาํ รว มกนั ระหวา งผบู ังคับ
บัญชาและผูใ ตบ งั คบั บญั ชา
(3) ตองมีการตดิ ตามการทํางานและทบทวนเปา หมายทีก่ ําหนดไวเปนคร้ังคราว
(4) ตองมกี ารประเมนิ ผล เม่ือสนิ้ กาํ หนดระยะเวลาในการทํางานทกี่ าํ หนดไว
3) ปจ จัยทมี่ ีผลตอความสาํ เร็จตอ การจดั การโดยยดึ วัตถปุ ระสงค มดี งั ตอไปน้ี
(1) ขน้ึ อยกู บั การสนบั สนนุ ของฝายบรหิ าร หากฝายบริหารใหการสนับสนนุ
อยา แทจ รงิ และเขา มามีสว นรวมกับการบริหารตามวิธนี ี้ ก็จะชวยใหมกี ารนําวธิ กี ารนไ้ี ปใชป ฏบิ ตั ิ
โดยทั่วไปในระบบตา ง ๆ ขององคก าร
(2) จะตอ งพยายามระบวุ ัตถุประสงคใ หชดั เจน กลา วคอื ผลงานตา ง ๆ
จะตองสามารถระบอุ อกมาเปนผลงานทีส่ ามารถวัดได ตองมกี ารกาํ หนดเวลาใหช ัดเจนเปน ท่ีเขา ใจ
ไดงา ย นอกจากนย้ี งั ตอ งเปน เปา หมายท่ที า ทายความสําเร็จอีกดว ย
(3) จะตอ งมกี ารรวมกนั ปรึกษาหารอื โดยไมข าดชว ง ระหวา งผบู รหิ ารกับ
ผูป ฏบิ ตั ิงาน ท้ังนี้เพราะการจัดการโดยยดึ วัตถุประสงคน้นั จําเปน ตอ งมีการปรกึ ษาหารอื กนั
เกย่ี วกับงานทท่ี าํ ไดต ามทกี่ ําหนดไว หากมกี ารละเลยไมกระทําตามขน้ั ตอนก็จะทําใหวธิ กี าร
บริหารงานของผบู งั คบั บัญชายอ นกลับไป เปน แบบการควบคุมที่ลงลกึ ไปสูก ิจกรรมการทาํ งานใน
รายละเอียดอกี
(4) จะตอ งมีความศรัทธาในตัวบคุ คล หรือมีความเชื่อมน่ั ในความสามารถ
ของผใู ตบงั คับบัญชา รวมท้ังจะตอ งสนับสนนุ ใหเกดิ ความคดิ รเิ ริ่มสรางสรรค ตลอดจนการ
ถายทอดประสบการณ เพ่อื สนับสนุนผใู ตบ ังคับบญั ชาใหก า วหนา มากขน้ึ และสามารถปฏิบัตงิ าน
ไดดว ยตนเอง
(5) องคก รจะตอ งมีสภาพเงือ่ นไขทีเ่ ออื้ ตอการจัดการ โดยยดึ วตั ถปุ ระสงค
ใหใ ชไ ดผลดงั นี้คือ
- โครงสรางองคการจะตองมกี ารจดั ระบบไวชดั เจน มกี ารระบุ
ขอบเขตความรับผิดชอบของหนว ยงานยอ ยไวชดั เจนดว ย
83
- ความพรอ มของผบู รหิ ารในการกระจายอาํ นาจหนา ทแี่ ละความ
รับผิดชอบ รวมทั้งการใหอสิ ระแกล กู นอง ในการทํางานที่ไดรับ
มอบหมายดว ยตนเองได
- บรรยากาศขององคก าร ตอ งมีการรว มมอื กนั ระหวา งฝา ยจัดการของ
แตละหนา ทง่ี านเปน อยางดี
- ผูบ ริหารจะตอ งมีความสามารถ และใหค วามสนใจในเรื่องการ
ติดตอส่อื สาร และประสานงานกับผูใตบังคบั บัญชาอยา งตอ เนื่อง
- มีการจดั ระบบการายงานผลการปฏิบัติงานที่ดี ที่สามารถใหขอมูล
ที่ถูกตอ งทนั ตอ เวลาและความตองการทจ่ี ะใช
2.1.3 เทคนคิ ท่ใี ชในการตดั สนิ ใจทางธุรกจิ
การตดั สนิ ใจมีความสําคญั อยา งยง่ิ ในกระบวนการจดั การ เพราะเกย่ี วขอ งกบั
การเลือกแนวทางในการปฏบิ ตั ิจากแนวทางตาง ๆ ซ่ึงจะมอี ยหู ลายแนวทาง อนั เปน จดุ สาํ คัญอยา ง
ยง่ิ ในการวางแผน ความสามารถในการตัดสินใจ เปน คณุ ลกั ษณะทจี่ ะบงบอกถงึ ความสาํ เร็จของ
ฝายบรหิ ารอกี ดวย เทคนคิ ทใ่ี ชใ นการตดั สนิ ใจทใี่ ชก ันโดยทว่ั ไปนน้ั อาจสามารถสรปุ ไดด ังน้ี
1) ตามทฤษฎที างจติ วทิ ยา คอื การตัดสนิ ใจทีใ่ ชคานยิ มและความพอใจสว นตัว
เปน เครอ่ื งวดั เทคนิคนี้จะใชก ับปญหาทอ่ี ยูภายใตส ถานการณท ไี่ มเกี่ยวขอ งกบั เศรษฐกจิ โดยตรง
2) สัญชาตญาณ เปนเทคนิคการตดั สินใจทข่ี ึน้ อยกู ับความรสู ึกภายในของ
ผูตัดสินใจทม่ี ตี อสถานการณ เปนการตดั สนิ ใจทไ่ี มม ีเหตุผลและไมม ีแบบแผน เทคนคิ การ
ตัดสินใจโดยใชส ัญชาตญาณในบางคร้งั อาจประสบผลสําเร็จไดแตก อ็ าจผดิ พลาดไดเชน กนั
3) ประสบการณ เปน การตดั สนิ ใจท่ีขน้ึ อยกู บั การมองปญหาโดยใช
ประสบการณ ซึง่ อาจทาํ ใหพ จิ ารณาปญ หาไดทั้งในวงแคบหรอื วงกวาง ข้นึ อยกู บั ประสบการณท ่ี
บคุ คลมีอยู การตดั สนิ ใจโดยใชป ระสบการณมักจะเปนท่ยี อมรับกันโดยทว่ั ไป แตอ ยา งไรกต็ าม
ประสบการณใ นอดีต ก็ไมอ าจเปนหลกั ประกนั ถึงความสาํ เร็จในอนาคตไดเสมอไป เนื่องจาก
สถานการณย อ มมีการเปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลาท่ีเปล่ยี นไป ดังนนั้ ผูบริหารอาจใชประสบการณ
ในการตัดสนิ ใจได แตก็ไมควรใหน ้ําหนกั ท่ปี ระสบการณเ พยี งอยา งเดยี ว
4) ตามผบู ังบญั ชา เปน การตัดสินใจทยี่ ดึ ตามแนวทางหรือลอกเลยี นความคดิ
ของผบู ังคบั บัญชา วิธีการนไี้ มยุง ยากเพราะเปน การตดั สนิ ใจตามทผี่ ูอนื่ ไดต ัดสนิ ใจไวแลว
การตดั สนิ ใจดว ยวิธีนี้ มักจะเปน ลักษณะของการตัดสนิ ใจทไี่ ดมกี ารกําหนดไวล ว งหนาแลว
5) การทดลอง เปน การทดลองถึงทางเลอื กตาง ๆ เพื่อใหทราบถึงผล
และพจิ ารณาตดั สนิ ใจจากผลของทางเลอื กที่ไดท าํ การทดลองแลวเหน็ วา ใหผ ลลัพธที่ดีทีส่ ุด
84
6) การวจิ ัยและวิเคราะห เปนเทคนิคทมี ปี ระสิทธผิ ลสูงสุดในการพจิ ารณา
ตดั สนิ ใจเลือกทางเลือกหลาย ๆ ทาง
การวเิ คราะห จะเปน การแยกปญหาออกเปน สวนประกอบยอ ย ๆ แลว
ทําการศกึ ษาถงึ สวนประกอบแตละสว นอยางละเอียด เพือ่ ทําการตดั สินใจในแตละสว นและนําผล
ของการตดั สนิ ใจท่ไี ดม าประมวลและเชอ่ื มโยงเขาดว ยกนั สรุปเปน ผลการตดั สินใจในปญหาน้นั ๆ
วธิ กี ารน้ีเปนการมองถงึ ปญหาอยางละเอยี ดลึกซึ้งและมองเฉพาะจดุ
การวจิ ัย เปน การใชเครอ่ื งมือทางคณติ ศาสตรมาชวยในการตัดสนิ ใจ วิธกี ารนี้
จะคาํ นงึ ถึงวตั ถุประสงคของการแกปญ หาและขอ จาํ กดั ในการแกป ญ หาดว ย นอกจากนีย้ งั เปน
วธิ กี ารท่พี ฒั นาใหม ีความใกลเ คยี งกับสภาพความเปนจรงิ มากย่งิ ขึน้ ปญ หาตาง ๆ จะถกู นาํ มาสรา ง
เปนแบบจาํ ลองทางคณิตศาสตร หรอื กําหนดข้นึ ใหอ ยใู นรูปของสัญลกั ษณทางคณติ ศาสตรหรอื
สมการ ซ่งึ รูปแบบหรอื แบบจาํ ลองดงั กลา วจะมกี ารกาํ หนดคา ตัวแปรตาง ๆได สามารถวัดไดเปน
ตัวเลขเพอ่ื จะไดใชห ลกั ทางคณิตศาสตรม าแกไขปญหาตอ ไป เปนการประยกุ ตใ ชว ธิ กี ารเชิง
ปริมาณมาใชแ กป ญหาดา นการจดั การ วิธกี ารนี้เหมาะสมสําหรับปญ หาการบริหารที่ยุง ยากซับซอ น
และตอ งการขอ มลู จาํ นวนมาก ๆ
2.2 เทคนคิ ท่ใี ชในการจดั องคการ
2.2.1 เทคนิคในการกําหนดขนาดของการควบคมุ
การกําหนดขนาดของการควบคมุ เปนเร่ืองทส่ี ําคัญของการจดั โครงสราง
องคก ารอยา งหน่ึง เนอื่ งจากขนาดของการควบคมุ หรอื จํานวนของผูใตบ งั คบั บัญชาทีอ่ ยูในความ
ดแู ลของผบู งั คับบญั ชาคนหนึ่ง จะมผี ลกระทบหรือมคี วามสมั พนั ธก ับการประสานงานอยดู ว ย
การพจิ ารณาถงึ ขนาดของการขนาดควบคมุ อันเปนลกั ษณะอยา งหนง่ึ ของโครงสรางองคก รใหมี
ความเหมาะสม หรอื การทผ่ี ูบรหิ ารมเี ทคนคิ วธิ กี ารในการกําหนดขนาดของการควบคมุ ใหเ กดิ
ความเหมาะสม จะทําให ผบู รหิ ารสามารถใชเ วลาการทาํ งานไดอ ยา งมปี ระสิทธิภาพมากขนึ้
เทคนคิ ในกาํ หนดขนาดของการควบคมุ สามารถยกตวั อยางไดด ังน้ี
1) เทคนคิ ตามแนวคิดของ Henri Fayol ไดช ใี้ หเ หน็ วา ระดบั ทแ่ี ตกตา งกนั
ภายในองคการน้นั มีความตอ งการ ขนาดและการควบคมุ ทไี่ มเ หมือนกัน เชน หัวหนา งานที่ดแู ล
เกีย่ วกับงานงา ย ๆ อาจควบคมุ พนกั งานได 20-30 คน ในขณะท่ีระดับผจู ดั การซึ่งจะตอ งดแู ลงาน
ทย่ี ากสลบั ซับซอ น โดยทัว่ ไปแตล ะคนจะควบคุมพนักงานไดเพยี ง 3 คนหรือ 4 คน เทาน้ัน
85
2) เทคนิคการกาํ หนดขนาดของการควบคมุ ของ V.A. Graicunas ซ่ึงเขาได
ชีใ้ หเ หน็ วา ในการเลอื กขนาดการควบคมุ ผูบรหิ ารไมเพยี งแตจะตองพจิ ารณาถึงความสมั พันธท งั้
ทางเดียวและทางตรงกบั ผใู ตบ ังคับบัญชาเทา น้นั แตจะตองพจิ ารณาถงึ ความสมั พันธก ับผใู ตบังคับ
บัญชาของตนเปนกลุม 2 คนหรอื มากกวา รวมทง้ั พิจารณาถึงความสมั พนั ธแบบไขวระหวา ง
ผูใตบ งั คับบัญชาดว ยกันอกี ดว ย
เทคนคิ ของ Graicunas แสดงใหเหน็ วาเมอื่ ขนาดของการควบคมุ ของ
ผบู รหิ ารเพิ่มข้นึ จํานวนของความสมั พนั ธเทา ทีจ่ ะเปน ไปไดก จ็ ะเพิ่มขนึ้ และสามารถคาดคะเนได
โดยใชแ นวทางคณติ ศาสตร จํานวนความสัมพันธย ง่ิ มีมากขนึ้ เทาใดความซับซอ นของการควบคุม
ของผบู รหิ ารกจ็ ะมีมากขนึ้ เทา น้ัน Graicunas ไดใ ชสูตรคณติ ศาสตรใ นการคํานวณจํานวนของ
ความสมั พนั ธไ ดด งั ตอไปน้ี
R = n(2n-1 + n-1)
R = จํานวนของความสมั พันธ
R = จํานวนของผูอยูใตบ งั คบั บัญชา
ซึง่ ถงึ แมว า ในสูตรดงั กลาวจะไมไ ดร วบรวมความสัมพันธอ ่นื ๆ เชนความสัมพันธระหวา งผอู ยใู ต
บงั คบั บญั ชากบั บุคคลทอี่ ยภู ายนอกกลุมงานก็ตาม กจ็ ะเห็นไดว า จํานวนความสัมพนั ธกจ็ ะเพ่มิ
สงู ข้ึนอยางรวดเร็วเม่อื จาํ นวนของผูอ ยใู ตบ งั คับบัญชาเพ่ิมข้ึน ดังตวั อยางตามตารางตอ ไปน้ี
จํานวนของผอู ยูใตบ งั คับบญั ชา จาํ นวนของความสมั พนั ธ
1 1
2 6
3 18
4 44
5 100
6 222
7 490
8
1,080
ดังนนั้ การกาํ หนดขนาดของการควบคมุ จงึ ไมค วรกาํ หนดไวก วา งเกนิ ไป เพราะจะทาํ ให
จํานวนของความสัมพนั ธเพมิ่ สูงขนึ้ ประสิทธภิ าพในการควบคมุ ก็จะลดลง
86
3) เทคนคิ การกําหนดขนาดของการควบคมุ ของ RC.Davis ไดช ใี้ หเหน็ ถึง
ความแตกตา งของขนาดของการควบคมุ อยสู องแบบคอื ขนาดของการควบคมุ ระดับบรหิ ารและ
ขนาดของการควบคมุ ระดบั ปฏิบัตกิ าร การกําหนดขนาดของการควบคุมระดับบรหิ ารท้งั ใน
ระดับกลางและระดับสงู ในโครงสรางขององคก ารน้ัน สามารถกําหนดขนาดของการควบคุมของ
ผบู รหิ ารในระดับเหลา นแี้ ตกตางกนั ออกไปได ระหวา งจาํ นวนสามคนถงึ เกาคน ทง้ั นข้ี ึ้นอยูก บั
ลักษณะของงานและความรับผิดชอบของผูบ ริหาร ในขณะทก่ี ารกาํ หนดขนาดของการควบคุมใน
ระดบั ปฏิบัติงาน ซ่งึ เปน ระดับการบรหิ ารตาํ่ สดุ นนั้ Davisไดแนะนําวาขนาดของการควบคุมที่มี
ประสิทธิภาพสงู สุดในระดบั นี้ คอื ผบู งั คบั บัญชาหน่งึ คนควบคมุ ผใู ตบ งั คับบญั ชาจํานวนสามสิบ
คน
นอกจากเทคนคิ ตา ง ๆ ดังกลาวแลว การกําหนดขนาดของการควบคุม
ท่เี หมาะสมนนั้ สามารถใชเกณฑเ บือ้ งตนสามขอ น้ี ในการกําหนดขนาดของการควบคมุ ท่ี
เหมาะสมไดคอื
1. พิจารณาจากความเปน จริงทางธุรกจิ เปน การพิจารณาทง้ั ทางดานเศรษฐกิจ
ขององคการและการปฏบิ ตั ิงานขององคก ารดว ยวา มีการกระจายมากนอยเพยี งใด ยง่ิ หนาทห่ี รือ
การปฏบิ ตั งิ านขององคก ารมีการกระจายมากเทาใด องคก ารกต็ องใชผ ูบรหิ ารระดบั กลางและระดับ
ตนมากยง่ิ ขนึ้
2. พจิ ารณาจากความจรงิ ทางการบรหิ าร ระบบการบริหารขององคการมี
ผลกระทบตอขนาดของการควบคมุ ดว ย เชน ในองคการที่ผใู ตบังคับบัญชามอี ิสระคอ นขางมาก
การกาํ หนดขนาดของการควบคมุ ท่ีกวา งยอ มจะเปน ไปได ผูใตบงั คบั บญั ชาก็จะตดั สินใจดว ย
ตนเองมากข้นึ
3. พจิ ารณาจากความเปนจรงิ ในแงม นษุ ย บุคลกิ ภาพและความสามารถของ
ผูบริหารและผใู ตบงั คบั บัญชา มอี ิทธิพลตอการกาํ หนดขนาดของการควบคุม กลา วคอื ผบู รหิ าร
บางคนตอ งการบังคับบัญชาผใู ตบังคบั บญั ชาอยา งใกลชดิ มากกวา ผูบริหารคนอน่ื ในกรณนี ขี้ นาด
ของการควบคุมก็จะแคบกวา ผูบ รหิ ารอื่น ๆ นอกจากนผ้ี ใู ตบ ังคับบัญชาท่ไี ดรับการฝก ฝนมาเปน
อยา งดีและมคี วามสามารถสงู ยอ มตองการการควบคมุ นอ ย ดงั นน้ั ผบู รหิ ารท่มี ีผูใ ตบ ังคบั บัญชาใน
ลกั ษณะน้ีสามารถทจ่ี ะกาํ หนดขนาดของการควบคมุ ท่ีกวา งได
87
2.3 เทคนคิ การนํา
2.3.1 เทคนคิ การจงู ใจ
การจงู ใจนั้นมคี วามสลบั ซบั ซอนและไมม เี ทคนิคทจ่ี ะนําไปใชท ี่ดีทีส่ ุดเพยี ง
เทคนิคเดียว ดังนั้นผบู ริหารจะตองศกึ ษาทฤษฎีและเทคนคิ การจูงใจ ใหม คี วามเขา ใจโดยถอ งแท
จงึ จะสามารถประยุกตใ ชเ ทคนิคตาง ๆ ไดอ ยางเหมาะสมได แตอยา งไรกด็ เี ทคนิคการจูงใจท่สี ําคญั
น้ัน ประกอบไปดวยสง่ิ ตา ง ๆ เหลา น้คี อื
1) เงนิ (Money) เงนิ นน้ั เปนส่ิงกระตนุ ทส่ี าํ คัญอยางหนง่ึ ทีอ่ าจอยใู นรปู ของ
เงินเดอื นคาจา ง ผลตอบแทนพิเศษทจี่ ะมอบใหแกพนกั งาน เงนิ ในทนี่ ้คี วามหมายมากกวา มลู คาใน
รูปของตัวเงนิ แตจะหมายถงึ ท้ังสถานะและอาํ นาจอกี ดว ย ในมุมมองของนกั เศรษฐศาสตร
นกั บริหารสวนใหญจ ะใชเ งนิ เปนส่งิ กระตนุ บคุ คล สาํ หรบั พฤตกิ รรมศาสตรแลว มองวาการใชเ งิน
เปน สิง่ สาํ คญั สูงสดุ ของมนุษย การใชเ งนิ เปนสิ่งกระตุนน้นั ผูบริหารตอ งระลกึ ถงึ หลกั ทส่ี ําคญั
หมายประการดงั นี้
- เงินนนั้ มแี นวโนมวา จะมคี วามสําคัญตอ บคุ คลมากข้ึน โดยเฉพาะบคุ คลทมี่ ี
ครอบครัวแลว การใชเ งนิ เปนส่งิ กระตนุ นั้นจะตองใหก บั บคุ คลอยา งเพยี งพอกบั มาตรฐานการ
ครองชีพอยางนอ ยในระดบั ตํ่า เน่ืองจากเงนิ เปน สงิ่ ท่บี คุ คลใชเ พ่ือใหบ รรลมุ าตรฐานการครองชพี
- ธรุ กิจหรือองคการทุกแหงจะใชเงนิ เปน สง ตอบแทน และเปน ตวั กระตนุ จงู ใจ
ใหก บั พนกั งานในการทํางาน ดังน้ันองคก ารจะตอ งดูองคก ารอ่นื ๆ ภายนอกดวย วา มีการใชเ งนิ
เปน จํานวนมากนอยเทาใดในการตอบแทนใหแ กพ นกั งาน เพ่ือทจี่ ะกาํ หนดเงนิ คาตอบแทนใหกับ
พนักงานไดอยางเหมาะสมไมน อ ยกวาองคก ารภายนอกเหลา นั้น เพื่อเปน การจงู ใจและธาํ รงรกั ษา
บุคลากรไว
- ในการใชเงนิ เปนส่งิ กระตนุ จูงใจตอบแทนพนักงานในการทํางานนนั้ จะตอง
มกี ารพจิ ารณาการตอบแทนน้ันอยางสมเหตุสมผล มีความยตุ ธิ รรม เมื่อเปรียบเทยี บผลการทํางาน
ระหวางกันของบุคลากรแตละคนขององคก าร
2) มีสว นรว ม (Participation) เปนเทคนิคที่เปน ผลมาจากทฤษฎกี ารจูงใจและการ
วจิ ยั ในเรอ่ื งการมีสวนรวมในการทาํ งาน ซงึ่ พบวา การมีสวนรวมในการทาํ งานอยา งถกู ตอ งและ
เหมาะสม จะกอใหท้งั แรงจูงใจในการทาํ งานและเกิดความรทู ่ีมคี ุณภาพท่ีจะสงผลใหการทํางาน
ประสบความสําเร็จ การมสี ว นรวมในการทํางานจะทาํ ใหบคุ ลากรมีความรูและรบั ทราบท้ังในดา น
ปญหา และผลลัพธท ี่ไดจ ากการทํางานน้นั ๆ
การมีสวนรวมในการทํางานนัน้ จะตองรวมถึงการถูกยอมรบั ซ่ึงประกอบไปดว ยความ
ผูกพนั และการยอมรับ เปนการทาํ ใหบคุ คลไดมสี วนรวมหรือรูส กึ ถงึ ความสําเรจ็ รวมกันในการ
88
3) คุณภาพชีวติ ในการทาํ งาน(Quality of Working Life) เปนเทคนคิ การจูง
ใจที่นา สนใจอยา งยิง่ โดยศึกษาถงึ ระบบในการออกแบบงานและพัฒนาขอบเขตการทํางาน โดย
พจิ ารณาถงึ เรอ่ื งสังคมวิทยาในการจดั การประกอบดว ย ซ่งึ จะทําใหบ ุคคลทาํ งานรว มกนั อยางมี
ความสุข การสรางคุณภาพชีวติ ในการทาํ งานน้ัน เปน การประสานความรรู ะหวางศาสตรตา ง ๆ
เขา ดวยกนั คือจิตวทิ ยาอุตสาหกรรม จติ วทิ ยาองคการและสงั คมวิทยา วิศวกรรม อตุ สาหกรรม
ทฤษฎอี งคก าร ทฤษฎีและการพฒั นาองคก าร การจูงใจและทฤษฎผี นู าํ และอตุ สาหกรรมสัมพนั ธ
ซง่ึ หากผศู ึกษาสนใจในเรอ่ื งนีส้ ามารถศึกษาคนควาเพมิ่ เติมไดตอไป
2.4 เทคนคิ การควบคมุ งาน
เทคนคิ ท่นี ํามาใชในการควบคุมงานน้ัน เราสามรถนําเอาบางเทคนิคมาใชไดด งั นี้
2.4.1 การควบคุมงานโดยใชง บประมาณ ซ่ึงเราสามารถใชห ลกั ไดด งั น้ี
1) หลักคาดการณไกล วา ตอ งการอะไร ใชทรพั ยากรจํานวนเทาใด ในเวลาใด
จะหาจากแหลง ใด
2) หลักดุลยภาพ งบประมาณท่ีกาํ หนดจะตอ งสมดลุ ระหวางรายรบั กบั รายจาย
อาจมีเกนิ ดุลหรือขาดดลุ บา งสามารถจัดไดต ามความเหมาะสม
3) หลักสารรตั ประโยชน ตอ งมีการคํานงึ ถงึ ประโยชนท ง้ั ในปจ จบุ นั และใน
อนาคต ตองมรี ายจายเพอ่ื การลงทุนใหไ ดส ดั สวนท่ีเหมาะสมกบั รายจา ยประจํา
4) หลกั ยตุ ิธรรม การจัดงบตอ งยุตธิ รรมทงั้ ดานรายไดและรายจา ย
5) หลักประสทิ ธภิ าพ ตอ งมกี ารตรวจสอบใหเปนไปอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ
2.4.2 การควบคมุ ดา นคุณภาพของงาน (Quality Control) คอื การกระทําใด ๆ กต็ าม
อันเปนการตรวจตรา ควบคมุ ใหผ ลผลติ (Output) ของงานที่ออกมาเปน ไปอยางถกู ตอ งเปน ไปตาม
เกณฑม าตรฐานท่กี ําหนด นอกจากนยี้ ังรวมไปถึงความพยายามทจ่ี ะยกมาตรฐานดังกลา วใหสูงขึน้
จนกวาจะเปน ท่ีพอใจของทง้ั ฝายบริหารและลูกคา
จดุ มุงหมายของการควบคมุ คณุ ภาพนั้นมีอยอู ยา งนอย 3 ประการ คอื
1) เพ่อื ทาํ การคดั เลือกผลผลิตที่ออกมาโดยคดั เลือกเฉพาะผลผลติ ท่ีดี
2) เพือ่ กําหนดคา หรอื ราคาของผลผลิตน้ัน ๆ
3) เพ่อื ประเมนิ คา ของวิธีการและกระบวนการในการทาํ งานน้นั ๆ
89
กระบวนการในการดําเนินงานการควบคุมคุณภาพ คอื การทําขนั้ ตอนดงั ตอ ไปน้ี
(1) ศกึ ษาขอมลู ตาง ๆ รวบทง้ั เรื่องความตองการของลูกคาและผูมารับ
บรกิ าร เพอ่ื เปน หลักในการกาํ หนดเกณฑม าตรฐาน คุณภาพของงานนน้ั
(2) กําหนดเกณฑม าตรฐานตามงานน้นั ๆ ตามขอมลู ทร่ี วบรวมไดในขัน้ ท่ี 1
(3) ตดิ ตามผลงานและควบคมุ การทํางาน
(4) วัดผลงานโดยอาศยั เครอื่ งมอื ในการวัดตาง ๆ ทีส่ รางขน้ึ ตามลักษณะงาน
(5) นาํ ผลงานทวี่ ัดไดมาเปรียบเทยี บกบั เกณฑมาตรฐานท่ีกําหนดไว
(6) ในกรณีทผี่ ลงานไดออกมามีความแตกตางจากมาตรฐานมาก กด็ าํ เนินงาน
แกไ ขโดยอาจจะพจิ ารณาแยกไดเ ปน 2 แนวทาง คือ
แนวทางท่ี 1 เมอื่ พิจารณามาตรฐานของผลงานที่กําหนดไวอกี ครั้ง เพอ่ื ดูวาสงู
เกินไปหรอื ต่ําเกนิ ไป แลว แกไขปรับปรุงมาตรฐานใหเ หมาะสมตอ ไป
แนวทางท่ี 2 เพื่อพิจารณาทางดานมาตรฐานแลว เหน็ วา มาตรฐานทีก่ าํ หนดไว
น้นั มคี วามเหมาะสมถกู ตองแลว กจ็ ะกลับมาสํารวจดวู า อะไรเปนสาเหตุหรือปญ หาทท่ี าํ ใหผ ลงาน
นนั้ ออกมาไมไ ดต ามเกณฑท ่ีกําหนด เมอ่ื ทราบสาเหตุและดาํ เนินการแกไ ขปรบั ปรุงตอไป
2.4.3 การควบคุมดา นปริมาณของงาน (Quantity Control)
คือ การควบคมุ ท่ีมีการใชข อมลู ตัวเลขตาง ๆ เพอื่ นํามาใชวดั ผลผลติ จากการ
ทาํ งานในเชิงปริมาณ เพอ่ื ใหสามารถพจิ ารณาไดว า ผลผลิตท่ีไดจากการทํางานในเชิงปรมิ าณน้ัน
ไปตามทีค่ าดการณไวห รือกาํ หนดไวห รอื ไม
1) การควบคมุ ปรมิ าณการผลิต เปนการควบคมุ ปริมาณการผลติ สินคาให
สอดคลอ งกับความตอ งการของลูกคา ถาตลาดมีความตอ งการสนิ คามาก องคการก็จะตองผลติ
สินคา ใหม ากขึ้นเพ่ือตอบสนองความตองการของลกู คานัน้ แตอยางไรกต็ ามการท่สี นิ คาทผ่ี ลติ ได
จะไดรับการยอมรับจากลกู คา หรอื จําหนา ยไดมากนอยเพียงใดนน้ั ยอมขึ้นอยกู ับคณุ ภาพของสินคา
และความตอ งการของสน้ิ คา น้นั ๆ ของลกู คา ดว ย นอกจากนใี้ นการผลติ น้ันจะผลิตในปริมาณมาก
นอ ยเพยี งใดยอ มขึน้ อยกู บั ปจ จัยในการผลติ อ่นื ๆ ทต่ี อ งนาํ มาใชในการผลิตอกี ดว ย ดงั นัน้ ในการ
ควบคมุ ดา นปริมาณการผลิต จะตองมีหนว ยควบคุมปริมาณการผลติ ขนึ้ โดยเฉพาะ เพอ่ื ตรวจสอบ
ดวู า สนิ คา ทผี่ ผู ลติ ไดน ั้นเพยี งพอหรือไม และกระบวนการผลติ นน้ั ดาํ เนินไปอยางมปี ระสิทธภิ าพ
มากนอ ยเพยี งใดอกี ดว ย
2) การควบคมุ ปรมิ าณการจาํ หนาย สง่ิ ทก่ี ําหนดปรมิ าณการจาํ หนายกค็ ือ
ความตอ งการของผูบ ริโภค ซง่ึ จะนําไปสกู ารควบคมุ ปริมาณการผลิตอกี ดว ยนน่ั เอง มีขอสังเกต
และเปนปจ จยั ที่นาสนใจในเรอื่ งนี้คือ ความตอ งการของผูบริโภคน้ันมกั จะผนั แปรไปตามฤดกู าล
90
3) การควบคมุ วธิ ีการจาํ หนา ย จากเหตุผลทวี่ าผูบรโิ ภคเปนปจ จยั สาํ คัญที่มี
อทิ ธิพลตอการผลิตมากทีส่ ุด และส่งิ ท่ีจะกาํ หนดความตองการของผูบ รโิ ภคกค็ ือ ความพอใจ
สูงสุดของผบู รโิ ภคซ่งึ ขนึ้ อยกู บั จาํ นวน คุณภาพและราคา ดังนนั้ ผูบรหิ ารงานที่ควบคุมปรมิ าณ
การจําหนา ยจาํ เปนอยางยิง่ ท่จี ะตองคอยตดิ ตามในเรื่องปรมิ าณของการจําหนา ยอยางใกลชดิ และ
ขอ สาํ คญั ที่ควรคํานงึ ถึงและมีสว นผูกพันกบั การควบคุมการจาํ หนายอยา งมากก็คือ เร่ืองของการตง้ั
หนว ยควบคุมการจําหนา ย ความสามารถในการจาํ หนา ยและลักษณะของสถานท่จี ําหนา ย
4) การควบคมุ การปฏบิ ตั ิการจําหนา ย เปน สวนสําคัญอยา งย่งิ ทจี่ ะตองมีการ
วัดผลในเรอ่ื งของการปฏบิ ัตกิ ารจําหนาย เนือ่ งจากปจ จยั สาํ คญั ที่จะนาํ ไปสูการควบคมุ ปริมาณการ
ผลติ ซง่ึ โดยทั่วไปแลว การวดั การปฏิบัตกิ ารจําหนายจะประกอบดว ย การวัดการปฏิบตั ิงาน
การเปรยี บเทยี บการปฏบิ ัตกิ ับมาตรฐานทกี่ ําหนดไว และการแกไ ขความเบ่ยี งเบนทแี่ ตกตางไปจาก
มาตรฐานท่ีกําหนดไว
2.4.4 การใช Gantt chart ในการควบคมุ
Gantt chart หรอื Bar chartนนั้ Henry L.Gantt เปน ผูท ่ีไดพฒั นาขนึ้ เปนวธิ กี าร
เขยี นแผนผังงานในรปู ทมี่ ีระบบ แตอยา งไรกต็ ามผงั งานนี้มไิ ดแ สดงใหเ ห็นถงึ ความสัมพนั ธและ
การประสานอาศัยซ่ึงกนั และกนั ระหวา งกิจกรรมตาง ๆ หรือหนา ทข่ี องงานแตละประเภทตาง ๆ
แตจะชว ยใหทราบวาระยะเวลาในการทํากจิ กรรมตาง ๆ นนั้ จะตองเรม่ิ ทาํ เมอ่ื ใดและสิ้นสุดลง
เม่ือใด แสดงใหเหน็ ไดดังน้ี
A
B
C
D
E
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14
ตัวอยางแผนภมู ิ Gantt chart
91
2.4.5 การตรวจสอบ
หมายถงึ การตรวจสอบกิจกรรมตาง ๆ ขององคก าร ไมเฉพาะแตก ารตรวจสอบ
ความถูกตอ งทางดา นบัญชีเทา นนั้ แตรวมไปถึงเรือ่ งทมี่ ไิ ดมีสว นเกยี่ วขอ งกับการเงนิ หรอื บัญชี
หรือความครบถวนของเอกสารตา ง ๆ อีกดว ย การตรวจสอบแตกตางจากเครื่องมือหรอื เทคนิคใน
การควบคมุ อน่ื ๆ คือการตรวจสอบไมจ ําเปนตอ งกระทาํ ตอ เนอื่ งกนั แตจะตรวจสอบเปนคร้ังคราว
การตรวจสอบแบงออกเปน 3 ประเภท คือ
1) การตรวจสอบภายใน สว นใหญแ ลว มักเปน การตรวจสอบทางดานการเงนิ
ขององคก ารวา รายงานทางการเงินถกู ตอ งหรอื ไม มกี ารทจุ ริตเกดิ ขนึ้ หรือไมรวมไปถงึ การ
ตรวจสอบฐานะทางการเงนิ ขององคก ารอกี ดวย การตรวจสอบภายในในเร่ืองการเงนิ นั้น องคก าร
ทว่ั ไปมักใหพนกั งานขององคก ารเปน ผตู รวจสอบ ซงึ่ มขี อ ดีคือผตู รวจสอบภายในจะทราบถงึ
สภาพพื้นฐานขององคการเปน อยา งดีอยูแ ลว กลาวคอื ไมตองจา งบุคคลภายนอก แตก ็มีขอเสียคอื
พนักงานทเี่ ปน ผูตรวจสอบ อาจมคี ณุ สมบัตหิ รือทักษะไมเ หมาะสมหรอื มีอคตใิ นการทํางานได
นอกจากนอ้ี าจมองขา มจดุ ออ น บางจุดเพ่อื ปกปองผลประโยชนข องตนเองอีกดว ย
2) การตรวจสอบภายนอก คือ การทอ่ี งคการวา จางบคุ คลภายนอกเขา มาตรวจ
การปฏิบตั ิงานกิจการ เชน การจา งผูตรวจสอบบัญชีภายนอกเขามาตรวจสอบบญั ชีของกิจการ มขี อ ดี
คอื การปฏบิ ตั งิ านไมมีอคติ หรอื ความลาํ เอยี งเกดิ ขนึ้ เนอ่ื งจากผตู รวจสอบเปนบุคคลภายนอก
นอกจากนี้ผูตรวจสอบภายนอกมกั จะเปนผทู ีม่ ีความเช่ียวชาญหรือชาํ นาญการ มีประสบการณมาก
ทําใหส ามารถมองปญ หาตาง ๆ ขององคการไดลกึ ซง้ึ ใหค ําแนะนําทเี่ หมาะสมกบั องคก ารได
3) การตรวจสอบการบรหิ าร เปน การประเมินผลทว่ั ทั้งองคก าร ในเรือ่ งของ
การกําหนดแผนกลยุทธ นโยบาย ประสิทธภิ าพการทํางาน ความสามารถในการทาํ กําไร
การจดั หาทรัพยากรและทศิ ทางในอนาคตขององคก าร ฯลฯ
การตรวจสอบการบรหิ ารอาจใชพ นกั งานขององคการทาํ หนาทต่ี ดิ ตาม
กระบวนการการบรหิ ารตา ง ๆ ท่กี ลา วมาหรอื อาจวาจา งบคุ คลภายนอกก็ได การตรวจสอบการ
บรหิ ารมีขอดี คือชว ยใหอ งคก ารตรวจสอบการดําเนนิ งานทัว่ ท้งั องคการ วา การบริหารงานเปน
อยางไร ซ่ึงจะชวยใหส ามารถหาจุดหรือโอกาสทจี่ ะพฒั นาการดาํ เนนิ งานขององคการใหมี
ประสทิ ธิภาพสงู ข้ึนได
2.4.6 การตรวจเย่ยี ม (Visiting ) การตรวจเยี่ยมเปน เทคนคิ ในการควบคมุ งานอกี วธิ ี
หนง่ึ การตรวจเยย่ี มหมายถึงการทบี่ ังคับบัญชาไปสงั เกตการณ ณ สถานทที่ ี่ผใู ตบ ังคบั บัญชา
ปฏบิ ัตงิ านจริง ๆ ซ่ึงสถานทใ่ี นการปฏบิ ัตงิ านนี้ อาจอยูหา งไกลกบั สถานท่ีตง้ั สํานกั งานขององคก าร
ซง่ึ โดยปกติแลวผบู งั คับบญั ชา ไมสามารถมอบเหน็ การปฏิบัตงิ านของผูใตบ ังคบั บญั ชาได
92
ประโยชนที่จะไดรับในการตรวจเยย่ี ม ที่สําคัญคอื
1) ทาํ ใหผูบงั คบั บญั ชาไดร ูจ ักผูใ ตบ งั คับบัญชามากขึน้ ท้ังในดานที่เปน ขอดี
ขอ ดอ ย ซึ่งจะไดนาํ มาเปน ขอ มูลในการพฒั นาสง เสริมความกาวหนา การมอบหมายงานหรือการ
พิจารณาความดีความชอบไดอยางเหมาะสมตอไป
2) ทาํ ใหผูบังคบั บญั ชาไดท ราบขอเท็จจริงเกีย่ วกบั สภาพพืน้ ฐาน และปญหาใน
การบรหิ ารงานที่อาจเกดิ จากสภาพแวดลอ มของทอ งถ่ินทีม่ คี วามแตกตา งกันออกไป
3) ใหผบู งั คบั บญั ชาสามารถทราบถงึ ขอบกพรอ งหรือขอผิดพลาดในทาง
ปฏิบตั ิของผูใ ตบงั คับบญั ชาไดอยา งใกลชดิ และสามารถหาทางแกไ ขไดทนั ทว งทีหรือแนะนํา
วิธกี ารทาํ งานทถี่ ูกตองไดต อ ไป
4) ชว ยสรางขวญั กาํ ลังใจใหแ กผ ูใตบ ังคบั บญั ชา เน่ืองจากผใู ตบังคบั บญั ชาจะ
รสู กึ วางานทต่ี อ งรบั ผิดชอบอยูนัน้ เปน ที่สนใจ ของผูบ งั คบั บญั ชาแมว า จะอยหู างไกล
2.4.7 การรายงาน (Reporting) การรายงานเปนเครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ นการควบคุมงานอยา ง
หนึ่ง ในกระบวนการบรหิ ารงานตอ งอาศัยรายงานเปนเครื่องมอื ประกอบในการพจิ ารณา จึงจะทํา
ใหก ารปฏิบตั กิ ารตามหนาทใี่ นกระบวนการการจัดการเปน ไปอยางมเี หตมุ ีผลและถูกตองตรงกบั
ขอ เท็จจริง การบริหารงานจะเกดิ ผลทด่ี จี ะตองกําหนดระบบการรายงานไวอ ยางรดั กมุ และมี
ประสิทธภิ าพ
การรายงาน หมายถงึ การจัดทาํ เอกสารเพ่อื แสดงขอเท็จจรงิ ( Facts ) หรอื สถิติ
ตัวเลขตาง ๆ (Statistics) เพอื่ ใหผูเ กย่ี วของไดร บั ทมราบในเร่ืองเหลา นี้
สาระสําคัญควรมกี ารรายงาน ไดแ ก
1) ผลงานของผูใตบังคับบัญชา การรายงานแสดงผลงาน คอื รายงานทีเ่ จา หนาที่
ผูปฏิบตั ิงานรายงานผลท่ีเกิดจากผลที่เกิดจากการปฏบิ ตั ิงานในหนา ทข่ี องตนตอผูบ ังคับบญั ชา
2) เหตกุ ารณท ีเ่ กิดขน้ึ เปน คร้ังคราวในการบริหารงานนน้ั อาจมเี หตกุ ารณท่ี
บอกความหมายตาง ๆ เกดิ ขน้ึ เชนเกิดอคั คภี ยั เกดิ ความเปล่ยี นแปลงในตลาด หรือเหตุการณอ น่ื ที่
เห็นวา จะมผี ลกระทบตอ การปฏบิ ัตงิ านหรือองคก ารเกดิ ข้ึน
3) การรายงานฐานะทางการเงิน เชน งบดลุ งบกําไรขาดทุน งบเงินสด
การหมุนเวียนของเงิน เปนตน
93
สรปุ
กระบวนการในการจัดการธุรกจิ หมายถึงการดําเนนิ การตามขัน้ ตอนตา ง ๆ ตงั้ แตการ
วางแผน การจดั การองคก าร การนาํ การควบคุมงาน โดยการนําทรพั ยากรท่มี อี ยมู าใชใหเ กดิ
ประโยชนส ูงสดุ เพื่อใหธ ุรกจิ บรรลุวตั ถปุ ระสงคเ ปนหนาทท่ี ผี่ ูบรหิ ารทุกคนตองปฏิบัติ
การนํากระบวนการการบริหารการจดั การธรุ กิจเกษตร ใหเ ปน ไปอยา งมปี ระสิทธภิ าพ
บรรลุเปาหมายตามท่ตี อ งการไดนั้น เกษตรกรหรอื นกั ธรุ กิจจะตอ งเรยี นรูเทคนิค ตามหนาทแ่ี ตละ
หนา ทใ่ี นกระบวนการจัดการทม่ี อี ยา งมากมาย เชน การเรียนรเู ทคนคิ การวางแผน การจัดองคก าร
การนาํ หรือการจงู ใจ และเทคนิคการควบคมุ งาน จะทาํ ใหงานในองคส ามารถพฒั นาไดอ ยา ง
ตอ เนอ่ื งม่ันคงและยงั่ ยนื ได
สําหรับกระบวนการการบรหิ ารการจดั การธุรกจิ เกษตร ในเรื่องการดาํ เนินการตามรปู แบบ
ของกระบวนการบรหิ ารนับวา มคี วามสาํ คญั มาก โดยเฉพาะธุรกิจท่มี ขี นาดใหญมีบุคลากรมาก ๆ
จําเปน ตอ งจดั หาบคุ คลที่มีความรูความสามารถมาจดั การ และยิ่งการดาํ เนนิ ธรุ กจิ ในปจ จุบันความ
ไดเปรยี บในการแขง ขนั ไมเ ฉพาะที่มกี ารแขง ขันกันภายในประเทศเราเทา น้ัน ตา งประเทศกเ็ ชน
เดยี วกนั การศึกษารปู แบบกระบวนการบริหารและเทคนิคในการทาํ งาน ยอ มเปนพน้ื ฐานทส่ี ําคญั
ในการเตรยี มความพรอ มไปสูโลกอนาคต ในหนว ยนผี้ ูท าํ ธุรกจิ การเกษตรจาํ เปน ตอ งศึกษารปู แบบ
กระบวนและเทคนคิ ตาง ๆ เพอื่ เปนพืน้ ฐานทีจ่ ะนําเอาไปใชใ นการทํางานตอ ไป
**************************
94
แบบฝก หัด
หนวยท่ี 3 หนาทพ่ี ื้นฐานในการจดั การธรุ กจิ เกษตร
วัตถุประสงค เพ่ือทบทวนความรทู ่ไี ดเรยี นมาแลว
******************************************************************************
1. กระบวนการ การบรหิ ารจดั การธุรกจิ (Management process ) เปน หนา ท่ีพ้นื ฐานทสี่ ําคญั จะตอ ง
ประกอบไปดว ยอะไรบาง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
2. การวางแผน (Planning) มีความสําคัญสําหรับนักบรหิ ารอยางไร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. ขน้ั ตอนการวางแผนหรอื กระบวนการวางแผน จะตอ งประกอบไปดวยอะไรบา ง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
95
4. การจัดโครงสรา งพ้นื ฐานทั่วไปขององคก าร มีอยูกแี่ บบอะไรบา ง และการจดั โครงสรา งแบบ
ใดทเี่ หมาะสมกบั ยคุ ภาวะเศรษฐกิจในปจ จบุ ัน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
5. วิธีการสรางกระบวนการจงู ใจ จะเรม่ิ ตน ดวยขน้ั ตอนใดบา ง อธบิ าย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
6. ในปจจบุ นั ทฤษฎแี รงจูงใจ ท่ีนิยมใชมอี ะไรบา งอธบิ าย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
7. กระบวนการควบคุม (Controlling) จะประกอบไปดว ยขนั้ ตอนทส่ี าํ คัญใดบา ง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
96
8. เทคนคิ ในการวางแผนกลยุทธ การวเิ คราะหแ บบ SWOT มีการประเมนิ ขอ มลู ในดา นใดบาง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
9. การกาํ หนดขนาดของการควบคมุ ทีเ่ หมาะสม เราสามารถพจิ ารณาไดต ามหลักการใดบาง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
10. เทคนิคการจูงใจท่ีสําคัญ ประกอบไปดวยอะไรบา ง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
11. การควบคมุ งาน เราสามารถนาํ เอาเทคนคิ ใดมาใชไ ดบ า ง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
****************************
97
แบบประเมนิ ผลกอน-หลังเรียน
หนว ยที่ 3 หนาทพี่ นื้ ฐานในการจดั การธรุ กิจเกษตร
วัตถุประสงค เพื่อประเมินความรูกอนเรยี นและหลังเรียน
******************************************************************************
คาํ ส่ัง จงเลือก X คําตอบทีท่ า นเหน็ วา ถูกตอ งทสี่ ดุ เพยี งคาํ ตอบเดียว
1. กระบวนการบริหารธุรกิจ หมายถงึ 4. แผนการ, การปฏบิ ัต,ิ งบประมาณ
ก. การวางแผนดาํ เนนิ ธรุ กิจ ใหบรรลุ เราจัดแบง เปน แผนประเภทใด
เปา หมายตามทตี่ อ งการ ก. แผนการบรหิ าร
ข. การดาํ เนินการผลิตในองคการ ให ข. แผนระยะเวลา
ธุรกิจบรรลุวัตถปุ ระสงค ค. แผนตามลกั ษณะการใช
ค. การวางแผน การจดั การองคก าร ง. แผนตามระดบั ขององคกร
การนํา การควบคุมงาน ในชว งเวลา 5. การวางนโยบายเพื่อใชป ฏบิ ตั งิ านอยางใด
ใดเวลาหนึ่ง อยางหน่งึ จดั เปนการวางแผนประเภทใด
ง. การดาํ เนนิ การ การวางแผน การ ก. แผนการบรหิ าร
จัดการองคก าร การนํา การควบคมุ ข. แผนระยะเวลา
งาน ใหธ รุ กิจบรรลวุ ัตถุประสงค ค. แผนตามลักษณะการใช
2. กระบวนการบริหารธุรกจิ ท่นี ยิ มใชใ น ง. แผนตามระดบั ขององคกร
การในปจ จบุ ัน คือ 6. แผนงานทจ่ี ัดทํา เพือ่ ใชเ ปนแนวทาง
ก. POSDCROB สําหรับปฏบิ ตั งิ านเฉพาะกิจ จดั เปน แผนงาน
ข. POLD ประเภทใด
ค. POLC ก. แผนระยะยาว
ง. PLAN ข. แผนท่ีใชป ระจาํ
3. เคร่อื งมือชว ยในการกาํ หนดทิศทาง และ ค. แผนใชค ร้งั เดยี ว
วตั ถปุ ระสงคของงานในอนาคตเปนเรอ่ื งของ ง. แผนงานหลกั
ก. การวางแผน 7. ประโยชนแ ละความสําคญั ของการ
ข. การนํา วางแผน
ค. การควบคมุ ก. ชว ยแบงงานกันทาํ
ง. การจัดองคก าร ข. ชว ยกําหนดทิศทางในอนาคต
ค. ชวยจดั โครงสรา งขององคก าร
ง. ชว ยกระตนุ หรอื จงู ใจในการทาํ งาน
98
8. การจัดความสัมพนั ธระหวา ง งาน คน 13. ผนู าํ ท่ดี คี วรมีลกั ษณะอยา งไร
เคร่อื งจกั ร อปุ กรณและทรพั ยากรตา ง ๆ เรียกวา ก. มคี วามอาวโุ สเปนหลกั
ข. พูดจาไพเราะสนกุ สนาน
ก. การจดั องคก าร ค. แตงกายสุภาพและนสิ ัยดี
ข. การวางแผน ง. มคี วามรเิ ริ่มสรางสรรค
ค. การควบคมุ งาน
ง. การนํา 14. การกระตนุ ความพยายามของพนักงาน
9. โครงสรางแบบทหาร จดั เปน โครงสรางแบบ ในองคการใหบ รรลเุ ปาหมาย การสรา งขวญั
ก. แบบหนวยงานหลกั และท่ีปรกึ ษา และจูงใจ เปนเรอื่ งของการ
ข. แบบหนว ยงานหลัก
ค. แบบหนาท่เี ฉพาะ ก. การวางแผน
ง. แบบเมทรกิ ซ ข. การจัดองคก าร
10. โครงสรางทเ่ี หมาะสมกบั สถานการณ ค. การนํา
เศรษฐกิจและสภาพปจจบุ นั คอื ขอ ใด ง. การควบคมุ งาน
ก. แบบหนวยงานหลกั และที่ปรกึ ษา 15. ขอใด ไมจ ดั อยูในกระบวนการจงู ใจ
ข. แบบหนว ยงานหลัก ก. การรบั รคู วามตองการ
ค. แบบหนา ทีเ่ ฉพาะ ข. การสงเสริมความคิดสรา งสรรค
ง. แบบเมทริกซ ค. การพจิ ารณาวิธีทีจ่ ะสนองความพอใจ
11. โครงสรางใดท่ี สงเสรมิ การมีระเบียบวินยั ง. การประเมนิ รางวลั
16. ขอใดไมจ ดั อยูในประเภทของการควบคุม
ติดตามการปฏิบตั ิงานไดงา ย ก. การควบคมุ ดา นปริมาณงาน
ก. แบบหนว ยงานหลกั และที่ปรกึ ษา ข. การควบคมุ ดา นคุณภาพของงาน
ข. แบบหนวยงานหลกั ค. การควบคุมดา นการทํางานของ
ค. แบบหนา ท่ีเฉพาะ
ง. แบบเมทรกิ ซ เครือ่ งจักร
ง. การควบคมุ ดานตนทนุ คาใชจ าย
12. ขอเสยี ของโครงสรา งแบบหนวยงานหลัก 17. เทคนคิ ในการวางแผนกลยทุ ธ เราใชการ
และหนว ยงานท่ีปรกึ ษา คอื วิเคราะหแบบ
ก. SWOT
ก. ไมส งเสริมใหคนมคี วามริเรม่ิ ข. Gant chart
สรา งสรรค ค. PERT
ง. ERG
ข. ผคู วบคมุ หรือหัวหนา งานตอ งรงู าน
หลาย ๆ ดา น
ค. มีปญหาดานการประสานงาน
ง. มคี าใชจ า ยเพิม่ มากขน้ึ
99
18. ขนาดของการควบคุมของผบู ริหาร
เพ่มิ ขึน้ ตามจาํ นวนของความสมั พันธ ของ
ผูใ ตบ ังคับบัญชา โดยใชแ นวทางคณติ ศาสตร
เปน เทคนิคของนกั การจดั การทา นใด
ก. ของ Alderfer
ข. ของ Maslow
ค. ของ Herberg
ง. ของ V.A. Graicunas
19. เทคนิคการจงู ใจไมมีเทคนคิ ใดทด่ี ีท่สี ดุ
แตอยางไรกต็ ามจะตองประกอบไปดว ย
อะไรบา ง
ก. เงนิ
ข. การมีสว นรวม
ค. คณุ ภาพชวี ติ ในการทาํ งาน
ง. ถกู ทุกขอ
20. การเทคนคิ ในการควบคมุ งานดา นเวลา
โดยวิธีการเขยี นผงั งานอยางมรี ะบบ
เราเรียกวาเทคนคิ นนั้ วา อะไร
ก. PERT
ข. SWOT
ค. GANTT CHART
ง. REPORTING
*********************
100
ใบงานที่ 3
หนวยที่ 3 หนา ทีพ่ น้ื ฐานในการจัดการธุรกิจเกษตร
***************************************
เรอ่ื ง หนา ท่ีพื้นฐานในการจัดการธุรกจิ เกษตร
จุดประสงคก ารเรยี นรู
1. บอกหนา ที่พ้นื ฐานทีส่ ําคัญของกระบวนการจัดการบริหารธรุ กิจได
2. เอาเทคนิคการจัดการบริหารธุรกจิ มาใชประยกุ ตใ นการทํางานได
จดุ ประสงคด า นคุณธรรมและจรยิ ธรรมของนกั ศึกษา
1. ดา นมนษุ ยสัมพนั ธ ในการมีสว นรวม รบั ฟง คนอื่น เปนผนู ําและผตู ามทด่ี ี
2. ดานความรบั ผิดชอบ ตอสวนรวมและสว นบุคคล คือ การตรงตอ เวลา เขาหอ งเรียนทนั เวลา การ
สง งานตามกาํ หนด ความสะอาดและถกู ตองของผลงาน
3. ดา นความมีวินัยในตนเอง ความซื่อสัตยสจุ ริต แตงกายถกู ตองตามระเบยี บ
4. ดานความรูแ ละทักษะวชิ าชีพ มีความสาํ นกึ ดใี นการจดั การธุรกิจเกษตรในทุกเรอ่ื งท่ีเกี่ยวขอ ง
วสั ดุ เครอื่ งมอื และอุปกรณ
1. กระดาษ A4
2. ตวั อยางองคการธรุ กจิ บรษิ ทั รุงเรอื งการเกษตรจํากดั
3. แบบประเมินผลงานทมี่ อบหมาย
4. เอกสารประกอบการสอน
ขนั้ ตอนการปฏบิ ัติงาน
1. ใหผ ูเรียนแบงกลมุ 4-5 คน/กลมุ
2. สงตัวแทนมารับใบงานท่ี 3 และกรณีตวั อยา งธุรกิจ ไปดาํ เนินการทํางานใหเสร็จตามคําสงั่ ภายใน
1 ชว่ั โมง
3. สงตัวแทนนําผลงานมาเสนอหนา ช้ันเรยี น
4. สงรายงาน ตามรูปแบบรายงานทีถ่ ูกตอ งสมบรู ณ
5. ประเมินผล
แหลงคนควา
1. หนังสอื เอกสารประกอบการสอนวชิ าการจัดการธรุ กิจเกษตร
2. ทางอินเตอรเ นต็
3. หนงั ส่อื และตําราเกยี่ วกบั การบริหารจดั การทว่ั ไป
******************************
101
กรณีตวั อยา งธุรกิจ
บริษัท รงุ เรอื งการเกษตรจํากดั
นายกลว ยไม โกมาซมุ เปนนกั ธรุ กิจชาวปก ษใต ประกอบอาชีพทําธุรกิจผลติ ปยุ เคมี
จําหนา ย คาสงและปลกี ท่ัวประเทศ โดยการจดั ตั้งโรงงานผลติ ปุยเคมภี ายใตย หี่ อทางการคา ตรา
ปุยรงุ เรือง มปี ุยสตู รตาง ๆ ใหล กู คาเลอื กไปใชไ ดม ากมาย แลว แตเกษตรกรจะนําไปใช ไมว าจะ
เปนปยุ เกยี่ วกบั ไมผล สําหรับพชื ผกั หรอื ปยุ สําหรับนาขาว ซงึ่ มีสวนแบงในตลาดปุยไมน อ ยกวา
30 % ของผูผลิตปยุ ท้ังหมด ปจจบุ นั นายกลวยไมก าํ ลังทําการวเิ คราะหศ กึ ษาดานการตลาดและ
คุณภาพของผลิตภัณฑป ยุ ตวั ใหมออกมา ดว ยเหตุผลท่ีวารฐั บาลและผบู รโิ ภคเองกําลังรนณรงค
รกั ษาสิ่งแวดลอ ม คืนธรรมชาติใหแกพ นื้ ดิน ปรับปรงุ โครงสรา งของดนิ และลดตน ทนุ ในการผลติ
ผูบรโิ ภคจะไดบ รโิ ภคผลผลิตทป่ี ลอดภยั ปลอดสารเคมี จงึ เนนทจ่ี ะนาํ เสนอผลิตภัณฑปุยตวั ใหม
ออกมาวางขายในทองตลาด เปนปุยชวี ภาพ ภายใตสูตรตาง ๆ ใหเกษตรกรไดเ ลือกใช
บริษทั รงุ เรอื งการเกษตร จาํ กัด แตกอนทจี่ ะเจริญเตบิ โตไดอ ยา งปจ จบุ ันนี้ เรม่ิ มาจากการ
ดาํ เนนิ งานในรูปแบบธุรกจิ เจาของคนเดยี ว มโี รงงานขนาดเลก็ ผลติ จาํ หนา ยเฉพาะในจังหวดั และ
จงั หวดั ใกลเคียง มีคนงานทงั้ สิ้น 50 คน ตอ มากิจการเจริญกาวหนา ไดจดทะเบยี นจดั ตงั้ เปน
รูปแบบบรษิ ัทจาํ กดั มีโรงงานผลติ 10 กวาโรงงาน ใชเครื่องจักร เครอ่ื งมอื การผลิตที่ทันสมัยมี
พนกั งานในปจ จุบนั ทง้ั สิน้ 400 คน
ในฐานะท่ีนกั ศึกษาไดศ ึกษาในเรื่องรูปแบบธรุ กจิ และกระบวนการบรหิ ารธรุ กิจมาแลว จง
นําองคความรทู เ่ี รียนมาชว ยนายกลว ยไม โกมาซมุ ถา ตนเองเปน ผบู รหิ ารจะทาํ อยางไร ดังตอ ไปน้ี
1. จะนาํ เอากระบวนการบรหิ ารจัดการธุรกิจ มาใชอยางไรไดบ าง
2. และจะนําเอาเทคนิคในการบรหิ ารจัดการใด มาใชก บั บริษัทดงั กลา ว
******************************
102
เฉลยขอสอบ
หนวยที่ 3 หนาท่ีพ้ืนฐานในการจดั การธรุ กิจเกษตร
************************
ขอ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
ตอบ ง ค ก ข ก ค ข ก ข ก
ขอ 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
ตอบ ข ง ง ค ข ค ก ง ง ค
******************************
หนวยท่ี 4
เร่ือง การจดั การผลติ
**********************************
จดุ ประสงคการเรียนรู
หลงั จากศึกษาในเนอื้ หาหนวยเรยี นนแ้ี ลว ผเู รยี นสามารถ
1.1 บอกความหมายของการจัดการผลติ ได
1.2 บอกความสําคัญของการผลติ ได
1.3 อธบิ ายถงึ ปจ จยั ในการเลอื กทําเลท่ีตั้งในการผลิตได
1.4 อธบิ ายขนั้ ตอนของการควบคมุ การผลติ ได
สาระสําคัญ
การผลติ หมายถึงการแปรรปู วัตถุดบิ หรอื การประกอบชนิ้ สว นใหเกดิ ผลผลิต หรอื กลา ว
ไดวา การผลิตกอใหเ กดิ สินคา หรอื บรกิ าร โดยอาศยั การผลติ ตาง ๆ มารวมกัน
การผลติ ประกอบดวย 3 สวนสําคญั คอื ปจจัยการผลติ กระบวนการผลติ และผลผลติ
องคประกอบท่ีสาํ คัญในการผลติ ประกอบดว ยคน(Man),เคร่อื งจกั ร (Machine),เงนิ ทนุ
(Money)และวตั ถุดิบ (Material)
ปญหาการผลติ ในระบบเศรษฐกจิ คือจะผลิตอะไร จะผลิตอยางไร จะผลติ เทาไร
เพอื่ ตอบสนองความตองการของมนษุ ย
ความสําคญั ของการผลติ
1. ทําใหเ กดิ มลู คาเพมิ่ ในวตั ถดุ ิบ หรือชน้ิ สวนนาํ มาแปรรูปเปน ตัวผลติ ภัณฑ
2. ทําใหผ ูบ ริโภคมีสินคา และบรกิ ารใหม ๆ ใช
3. ทําใหเกดิ การจา งงานและยกระดบั รายไดข องผูบรโิ ภค
4. เกดิ การคน ควาพัฒนารปู แบบการผลิตใหม ๆ การใชเ ทคโนโลยที ท่ี นั สมัยสามารถผลิต
สนิ คาไดคราวละจาํ นวนมาก
5. มผี ลตอ การพฒั นาอุตสาหกรรมการผลิตประเภทตา ง ๆ ในประเทศใหทันสมัย และมี
มาตรฐานยิ่งขน้ึ
การผลิตทางดา นธุรกิจอุตสาหกรรม แบงออกเปน 2 ประเภท คอื การผลิตตามกรรมวธิ กี าร
ผลิตและการผลิตตามลกั ษณะการบริโภค
104
ปจ จยั ทีต่ องพจิ ารณาในการเลอื กทาํ เลท่ตี ง้ั ในการผลติ มดี งั นี้
1. ท่ีดนิ ทจี่ ะใชเ ปน แหลง ทต่ี ั้งการผลติ
2. ระบบสาธารณูปโภค
3. แรงงาน
4. แหลงวตั ถดุ บิ ตลาด
5. สง่ิ อาํ นวยความสะดวกในการดําเนนิ ธรุ กิจ
6. โอกาสของธุรกจิ ในอนาคต
7. สง่ิ แวดลอมของธรุ กิจ
ระบบการผลติ (Production System) แบง ตามลกั ษณะทส่ี าํ คัญได 2 อยางคือ การผลติ ตาม
คาํ สง่ั ซอ้ื และการผลติ เพื่อรอการจาํ หนา ย
การควบคมุ การผลติ คือ กํากับดูแลใหการดําเนินการผลติ สูเปา หมาย แบง ออกเปน
5 ขนั้ ตอน คอื
1. ข้นั วางแผน
2. ขั้นแบงงานการผลติ
3. ขน้ั ควบคุมเวลา
4. ขัน้ ควบคมุ กระบวนการจดั การ
5. ข้นั ตรวจสอบและตดิ ตามผล
เนอ้ื หา
1. ความหมาย องคประกอบทีส่ าํ คัญและความสาํ คัญของการผลิต
1.1 ความหมายของการผลิตและการจัดการผลติ
การผลติ หมายถึง การแปรรปู วัตถดุ ิบหรือการประกอบชนิ้ สวนใหเกดิ ผลผลิต
หรือกลา วไดว า การผลติ กอ ใหเกดิ สนิ คา หรอื บริการ โดยอาศยั การผลติ ตา ง ๆ มารวมกัน
การจดั การการผลิต(Operations Management) เปน การแปรสภาพของทรพั ยากรตา ง ๆ
ท่ถี ูกนําเขา (Input ) สกู ระบวนการใหอ อกมาเปน ผลผลติ โดยการจดั การดงั กลา วน้ี ประกอบดว ย
องคป ระกอบที่สาํ คญั 5 ประการคือ ส่ิงที่นําเขา (Input )และทรพั ยากร (Resource) จากนั้นนาํ เขา สู
กระบวนการแปรเปล่ียนสภาพ ( Transformation process ) โดยไดรบั สิ่งทอ่ี อกมาทง้ั ที่เปน ผลผลิต
โดยตรงตามทต่ี อ งการ ( Direct outputs ) และผลผลิตโดยออ ม ( By products )
การผลติ สามารถเขยี นแผนภาพการผลติ ไดด งั น้ี 105
ผลผลติ (Output)
ปจจยั การผลิต( Input) กระบวนการผลิต
(Production Process)
ภาพที่ 28 การผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรม
การผลติ ประกอบดวย 3 สวนสาํ คัญ คอื ปจ จยั การผลิต กระบวนการผลติ และผลผลิต
1.1.1 ปจ จัยการผลติ (Factors of Production)
คือ องคประกอบทีจ่ ะใชผ ลติ เปน สนิ คาและบรกิ าร ซง่ึ ประกอบดว ยส่งิ ตา ง ๆ ดงั ตอ ไปนี้
1) ท่ดี ิน (Land) ถอื วาเปน ปจ จยั สาํ คัญในการผลิตสนิ คาและบรกิ าร เพราะ
พ้ืนดินจะเปน ทส่ี าํ คญั ในการดําเนนิ ดานธรุ กจิ การเกษตร ซ่ึงเปน หัวใจสําคญั ในยุคปจ จบุ ันภายใต
การดําเนนิ ธุรกจิ แบบพอเพยี ง และยังเปน ที่ตง้ั ของโรงงานอุตสาหกรรมที่ใชใ นการผลติ สินคาและ
บริการ ระบบสาธารณูปโภคตาง ๆ ก็ตอ งอาศัยอยบู นพน้ื ดนิ เชน เสาไฟฟา และเสาโทรศพั ท
ประเทศญป่ี นุ เปน ประเทศทม่ี คี วามเจรญิ เตบิ โตในดานอตุ สาหกรรม กป็ ระสบปญหาเพราะพนื้
ที่ดินมนี อ ย สวนประเทศไทยกป็ ระสบปญ หาดวยเชนกนั เพราะยา นอตุ สาหกรรมตาง ๆ จะอยใู น
กรงุ เทพและแถบชานเมืองและเขตปริมณฑล ซึง่ รัฐบาลกาํ ลังแกไขปญ หาในดา นนี้ โดยการสราง
นคิ มอตุ สาหกรรมออกมาในเขตตา งจังหวดั เชน นิคมอตุ สาหกรรมแหลมฉบังท่ีจังหวดั ชลบรุ ี เพอื่
ลดปญ หาในเรอื่ งทดี่ นิ และการขนสงเคล่ือนยาย ไมวาประเทศไทยจะพฒั นาโครงสรา งเศรษฐกจิ
ไปในรปู แบบใด การใชป ระโยชนใ นท่ีดนิ ก็ตองกอ ใหเ กดิ ประโยชนส ูงสดุ
2) ทนุ (Capital ) เปน ส่ิงทจี่ ะนาํ ไปใชใ นการผลติ สนิ คาและบรกิ าร เชน เงนิ
เครื่องจกั รอปุ กรณต าง ๆ ยานพาหนะ โรงงาน ฯลฯ ซง่ึ สงิ่ เหลา น้ีถอื เปน สินคาประเภททนุ
โดยเฉพาะเงนิ ถอื วาเปน ปจ จยั สําคัญเบอ้ื งตน ในการนาํ มาจดั ซือ้ วัสดุ เคร่ืองจกั ร อปุ กรณต า ง ๆ
106
3) แรงงาน (Labor) หมายถงึ ผูทใี่ ชแ รงงานดานความคดิ หรือผูท ใ่ี ชก ําลัง
แรงกายในการผลติ สนิ คา และบริการ ซ่ึงแรงงานจัดอยู 2 ประเภท ดงั น้ี
(1) แรงงานทมี่ ีฝม อื (Skilled Labor) คอื แรงงานท่มี คี วามรูความสามารถ
ทักษะประสบการณและมคี วามสามารถเฉพาะดา น เปนแรงงานทที่ ํางานอยใู นแผนกตา ง ๆ ของ
บริษัท เชน แรงงานทีเ่ ก่ียวกับกระบวนการผลิต ในการเชื่อม การขดั การประกอบผลิตภณั ฑ เปนตน
ซ่ึงแรงงานเหลา น้อี าจจะมีความรจู ากการศึกษา จบระดบั ประกาศนยี บตั รจากวิทยาลัยตา ง ๆ หรือ
เกดิ จากการฝกงานมามากจนมีทกั ษะชาํ นาญเปน พเิ ศษ
(2) แรงงานที่ไรฝ ม อื (Unskilled Labor) คอื แรงงานทข่ี าดทักษะและ
ความรู โดยจะใชกําลงั แรงกายเปน สาํ คญั เชน แรงงานในการขนยา ยสนิ คา หรอื ขนถา ยสินคา ลง
ตามรา นคา ตาง ๆ
4) ผปู ระกอบการ (Enterpriser) หมายถงึ ผทู ี่ทาํ หนา ทด่ี าํ เนินการผลติ หรือผทู ่ี
เปนเจาของทรพั ยากรการผลติ ไมวาจะเปน ทุน เครือ่ งจกั รและวัตถดุ ิบ เปน ตน ผปู ระกอบการมี
หนา ทส่ี าํ คัญดงั ตอ ไปน้ี
(1) จดั องคกรการผลติ เพ่อื ทาํ การผลิตสินคา โดยการนาํ เอาปจจยั การผลติ
ทัง้ หมดมาดาํ เนนิ การตามขนั้ ตอนการบรหิ ารงานอุตสาหกรรม
(2) ตอ งรบั ผิดชอบในเรอื่ งความเส่ียง การตัดสนิ ใจดําเนินธรุ กจิ อตุ สาหกรรม
นัน้ บางคร้ังอาจเกิดขอ ผดิ พลาดได ผูประกอบการตองรบั ผดิ ชอบตอปญหาท่ีเกดิ ขึ้น และพรอ มท่ี
จะแกปญ หาหากมปี ญ หาเกดิ ขึ้นภายในโรงงานอตุ สาหกรรม
(3) ตัดสินใจเกี่ยวกับการดาํ เนนิ ธรุ กิจ ผูป ระกอบการจะตองเปน ผตู ัดสนิ ใจ
วา จะผลิตอะไร อยางไร และเมอื่ ไหร ดังนนั้ จงึ ควรมีทักษะการวางแผน กําหนดนโยบาย
วางแนวทางดาํ เนนิ ธรุ กจิ การประสานงาน ตลอดท้ังมกี ารประเมินผลบุคลากรและทุกสวนของงาน
(4) การคดิ ผลติ สินคาใหม ๆ เมือ่ สงั คมเปลี่ยนแปลงรวดเรว็ สนิ คาและ
บริการมีมากขน้ึ มีการแขงขนั เกิดขนึ้ กบั บริษทั คแู ขง ผปู ระกอบการจะตองคดิ คนวธิ ีการผลติ สนิ คา
และบริการใหม ๆ ใหท ันสมยั และทนั ตอ ความตองการของผูบรโิ ภคอยตู ลอดเวลา ตองพฒั นา
คุณภาพสินคา ใหด ขี ้ึนอยูเสมอ หากประเทศใดมผี ูประกอบการท่ีมีความรคู วามสามารถในการสรา ง
สนิ คาและบรกิ าร ก็จะชว ยใหเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเจริญกา วหนา ม่ันคงถาวรตามไปดวย