The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สุรัติวดี คชฤทธิ์, 2022-10-20 03:54:46

เอกสารรายวิชาการจัดการธุรกิจเกษตร

Agribusiness_Management

297

สาํ หรับการสง ออกสินคาอาหารของไทยในป 2543 คาดวา จะสง ออกได 3.7 ลา นตนั มูลคา
6,540 ลานเหรยี ญสหรัฐ(ประมาณ 2.5 แสนลา นบาท) เพิม่ ขนึ้ ท้ังปรมิ าณและมลู คา รอ ยละ 6.6 และ 5
ตามลําดบั เนอ่ื งจากเศรษฐกิจของตลาดหลักขยายตวั ทาํ ใหม คี วามตอ งการสินคาอาหารเพิ่มขน้ึ แต
ก็มีปจ จยั ท่จี ะสง ผลกระทบตอการขยายตวั เชน ปญหาการกีดกันทางการคาจากผนู ําเขา การแขงขนั
รนุ แรง รวมถงึ กระแสการตอ ตา นสนิ คา GMOs ทม่ี แี นวโนม ทวีความรนุ แรงมากขนึ้ ซง่ึ ในเรื่อง
GMOs น้ี หากไมม กี ารดแู ลใหเ หมาะสม ก็อาจจะกระทบถงึ การสงออกสนิ คา อาหารไมเ ปน ไป
ตามเปาหมายได

2. การแกป ญ หา

2.1 มนั ฝรั่ง : ชูไทยเปน ศนู ยก ารผลติ เนนสงออกตลาดเอเชยี
กระทรวงเกษตรและสหกรณม ีแผนการสง เสริมการปลูกมนั ฝรั่งมาตง้ั แตป  2540 ตาม

มติคณะรฐั มนตรี โดยเปน การปลกู ทดแทนหอมหวั ใหญ และกระเทยี มทมี่ ปี ญหาผลผลิตลน ตลาด
และราคาตกตาํ่ ทาํ ใหพนื้ ท่ี การปลูกมันฝรงั่ เพิม่ ขึ้นเปน 43,900 ไรใ นป 2540 จากทเ่ี คยมีพนื้ ทป่ี ลกู
มนั ฝร่ังเพียงไมก ่พี นั ไร คาดวาในป 2543 พนื้ ที่ปลกู มันฝร่ังทั้งประเทศเทากบั 40,000-50,000 ไร
และในป 2544 จะมพี นื้ ท่ีปลูกมนั ฝร่งั เพ่มิ ขน้ึ เปน 67,000 ไร คาดวาเมอื่ ไทยสามารถผลติ หวั พนั ธุ
มันฝรัง่ ไดเองอยางเพียงพอกบั ความตอ งการแลว มีความเปนไปไดส งู วาไทยจะกาวข้ึนไปเปน
ศูนยก ลางผลิตมันฝรง่ั ของภมู ภิ าคน้ี ปจ จยั เกือ้ หนนุ ใหเกษตรกรหนั มาปลูกมันฝรัง่ คอื ตน ทุนตํ่า
กวา การปลกู กระเทียมและหอมหัวใหญ โดยตนทนุ การปลกู หอมหวั ใหญและกระเทยี มประมาณไร
ละ 15,000-18,000 บาท ขณะที่การปลกู มนั ฝร่งั มตี นทนุ ประมาณไรล ะ 13,000-15,000 บาท หรือ
ตํ่ากวาเกือบรอ ยละ 17 และมีตลาดรองรบั ทแี่ นนอน เนื่องจากการปลกู มันฝรั่งเปนการสงเสรมิ
ของโรงงานแปรรูปซ่งึ มีการประกนั ราคารบั ซื้อคนื ประมาณกิโลกรัมละ 7.00-7.50 บาท

2.2 หนส้ี นิ เกษตรกร ปญหาเรื้อรงั ท่ีตอ งเรงแกไ ข
ปญ หาหนสี้ นิ เกษตรกรเปน ปญ หาเร้ือรัง และนบั วนั ปรมิ าณหนไ้ี ดทบั ทวเี พ่ิมพนู ขึ้น

อยา งนาวติ ก เกษตรกรมภี าระหนสี้ ินพอกพนู เพิ่มขนึ้ ทกุ ป บรษิ ัทศนู ยว จิ ยั กสิกรไทย จํากัด คาดวา
ในป 2541/42 นนั้ เกษตรกรไทยแตล ะครวั เรือนจะมีหนสี้ นิ เฉลย่ี สูงถึงเกือบ 60,000 บาททเี ดยี ว
และคาดวา จํานวนครวั เรอื นเกษตรกรท่เี ปน หนน้ี า จะเพมิ่ ข้ึนเปน กวา 3 ลานครวั เรอื น เนือ่ งจากใน
ป 2541/42 เกษตรกรปญหาราคาสนิ คาเกษตรตกตํา่ เปน ประวัตกิ ารณ นับวาปญ หาในเร่ืองหนี้สนิ
กลายเปนปญ หาเรือ้ รงั ของภาคเกษตรกรรม

298

ผลผลิตไดรบั ความเสยี หายอนั เน่อื งจากภาวะอากาศไมเ ออื้ อาํ นวย หรอื การเกดิ ภยั
ธรรมชาติ

รายไดจ ากการขายพชื ผลทางการเกษตรเพ่ิมขึ้นไมท นั กับคา ใชจ ายของเกษตรกร ทํา
ใหตองยกยอดการชําระคืนหนีไ้ ปปเ พาะปลกู ถดั ไป ผลท่ตี ามมา คอื ภาระหนสี้ ินทพี่ อกพูนข้ึน

ปญ หาทางการตลาด เนือ่ งจากเมือ่ ผลิตสนิ คา แลวขายไดไ มค ุม ทนุ หรอื สินคา มี
คุณภาพไมตรงกับความตอ งการของตลาด

ขาดขอมูลขาวสารเก่ียวกบั ความเคลอ่ื นไหวทางการตลาด เกษตรกรจงึ ไมม ีการวาง
แผนการผลิตและการตลาดทถ่ี ูกตอง

เกษตรกรเองกม็ สี ว นในการทําใหภ าระหนส้ี ินพอกพนู เพมิ่ ข้นึ ดวย โดยรอยละ 30 ของ
เงนิ กูเกษตรกรนาํ ไปใชจายในการอปุ โภคบริโภค

รวมทง้ั คา ใชจา ยสําหรับกิจกรรมทางสังคมในทองถ่นิ
ในสว นของปญ หาหนี้สินท่เี กิดจากรัฐบาล คือปญ หาหนที้ เี่ กดิ จากการท่เี กษตรกรเขา
รว มกบั โครงการสง เสรมิ ของรฐั บาลแลว โครงการน้นั ไมป ระสบผลสําเร็จและการบรหิ ารงานลาชา
ของรัฐบาล ทง้ั ในเรอ่ื งของการประกาศนโยบายของสินคา เกษตรบางชนิด การชว ยเหลือในเร่ือง
ปจจัยการผลติ โดยเฉพาะในเร่ืองปยุ และเมลด็ พันธุ
ยังสรางปญหาในเรื่องความยากจน และปญหาสังคมอนื่ ๆ ติดตามมาอีกมากมาย
โดยเฉพาะปญ หาในเรื่องการยา ยถิ่นหรือการอพยพแรงงานเขาสเู มือง ทาํ ใหส งั คมเมืองมปี ญ หาใน
เรอื่ งความ แออดั ของทอ่ี ยอู าศัย ปญ หาการจราจร ปญ หามลพษิ รวมทง้ั ปญ หาดา นสขุ อนามยั และ
สขุ ภาพจิตดว ย
การแกไขปญหาในเรือ่ งหนสี้ นิ ในภาคการเกษตร น้นั คงตอ งอาศัยท้งั มาตรการระยะสน้ั
โดยการเรง เพมิ่ รายไดและลดรายจา ยใหกบั เกษตรกร รวมทงั้ การแกปญ หาลดความเสีย่ งในการ
ปลอยสนิ เช่ือทางการเกษตร โดยสนบั สนนุ การจัดตง้ั กองทนุ ค้ําประกนั ความเสยี่ งและการ
ประกนั ภยั พชื ผล สว นในระยะยาวนั้นควรเรงรดั ในเรอื่ งการจดั ต้ังสภาการเกษตรแหง ชาติ เพือ่ ให
เกษตรกรและเอกชนท่ีเกยี่ วขอ งเขามามสี ว นรว มในเร่อื งนโยบาย และมกี ารประสานงานระหวา ง
รฐั บาล เกษตรกรและเอกชนที่เกีย่ วของ รวมท้ังเรงรดั จดั ต้ังตลาดซ้ือขายสนิ คาเกษตรลวงหนา ซึ่ง
จะชว ยลดความเส่ยี งในการดาํ เนนิ งานทง้ั ของเกษตรกรและเอกชนทเ่ี กี่ยวของ โดยสามารถวาง
แผนการผลติ ใหส อดคลอ งกบั ความตองการของตลาดไดอยา งเหมาะสม

299

2.3 ขายตรงชอ งทางจาํ หนา ยใหมของสินคา เกษตร
ในแตล ะปส หกรณการเกษตรทั่วประเทศ มปี ริมาณสนิ คาเกษตรอยใู นมือหลายชนิด

โดยเฉพาะขาวอยูในมอื สหกรณก ารเกษตรประมาณ 80% ของปริมาณขา วท่ผี ลติ ไดท่วั ประเทศ ทํา
ใหในแตละป สหกรณก ารเกษตรตองพยายามหาทางในการจําหนาย ขา วจาํ นวนนี้ใหไ ดร าคาดี
ที่สดุ ผลกั ดันใหกรมสงเสรมิ สหกรณกระทรวงเกษตรและสหกรณพ ฒั นาชอ งทางการจําหนา ยใน
ลกั ษณะการขายตรง โดยอาศัยจดุ แขง็ ของการขายตรงทมี่ เี ครือขา ยจําหนา ยทก่ี วา งขวางครอบคลมุ
ท่ัวประเทศ

แนวคดิ นเี้ รมิ่ มาจากการทีม่ กี ารนาํ เอาสนิ คา ผลิตภัณฑดอยคาํ ไปจาํ หนายในลกั ษณะ
ขายตรง เม่อื ดําเนินการไดเ พยี งแค 1 เดือน ยอดจําหนา ยมากกวาการท่ีดอยคําจัดจําหนา ยเองถงึ 2 ป

การจําหนายขาวสารบรรจุถุง การจําหนายสนิ คา เกษตรในระบบการขายตรงถงึ มือ
ผูบ ริโภคผานทางสมาชกิ ที่มกี ระจายอยูทวั่ โลก นับวา เปน แนวทางใหมในการพัฒนาชองทางการจัด
จาํ หนา ยสนิ คาเกษตรที่มีประสทิ ธิภาพอยางมาก โดยสนิ คา ของสหกรณก ารเกษตรทจ่ี ะมีการ
จาํ หนายในลักษณะการขายตรง คอื นมผง นา้ํ ผลไม ผลไมบ รรจุกระปอ ง แยมลน้ิ จแ่ี ละลําไย จะเหน็
ไดว าการพฒั นาตลาดการจาํ หนายสนิ คาเกษตรผานชอ งทางขายตรงนน้ั สามารถขจดั อปุ สรรค
ในเร่อื งการตลาดสนิ คา เกษตรไดห ลายประการ ไมว า จะเปน ปญหาในเรือ่ งของพอ คาคนกลาง ราคา
ท่เี กษตรกรไดร ับไมเปนธรรม และมีตลาดรองรบั ทีแ่ นน อน ท้ังน้ีตองอาศัยการพัฒนาสหกรณ
การเกษตรใหแ ข็งแกรง ไปพรอม ๆ กันดวย

2.4 ธุรกิจขา มชาติ จอมบงการรัฐบาลตวั การฆาเกษตรกร
น่คี ือโอกาสสดุ ทายที่คนไทย โดยเฉพาะขา ราชการกระทรวงเกษตรฯ ผูคิดโครงการ

และใชง บประมาณของแผนดิน สถาบนั การศึกษาดานการเกษตรกรรมแหลง ผลิตขาราชการปอน
กระทรวงเกษตรฯ และผลิตบุคลากรออกสูวงการเกษตร สถาบันวจิ ยั ทางการเกษตร นกั พัฒนาและ
เกษตรกรไทยทัง้ มวลจะไดผนกึ กาํ ลังอยา งเปน เอกภาพ เพือ่ ปกปอง ปองกันและตอบโตก ระแส
การครอบงําท่ีมีพละกําลงั มหาศาล ซ่งึ ตอ ทอ ตามสายงานการครอบงําระดับโลก อยา งดับบลิวทีโอ

ทุกสวนตอ งถกกันใหตกวา จะเลอื กแนวทางเกษตรท่จี ะตอ งพ่งึ พาตา งชาตอิ ยา งที่แลว
มา จนเกดิ ปญ หาตอ ระบบนเิ วศและสงิ่ แวดลอ ม เกษตรกรยากจนและลมตายลงเพราะสะสม
สารเคมีไวในรา งกาย หรือจะกลับตวั กลบั ใจรวมกนั พลิกฟนภูมิปญ ญาของเราเอง ยืนอยบู นขาของ
ตนเอง ตัดวงจรอุบาทวแหง ผลประโยชนท่ี "พวกเหลอื บ" ในกระทรวงเกษตรฯ ไดร วมกับบรรษทั
ขา มชาติหากินรวมกนั หันมาทําการเกษตรแบบย่ังยืน เงนิ งบประมาณแผน ดนิ ถกู ใชอ ยางมี
ประสทิ ธิภาพ ชีวิตเกษตรกรอยูอยา งรมเย็นไมต องทรุ นทรุ ายอยา งทเ่ี ปนอยู

300

หากสรปุ วาควรเลือกเอาการเกษตรแบบสารเคมแี ลว ควรจะเตรียมตวั เตรยี มใจไดแ ลว
วา นบั แตทศวรรษใหมจ ากนไี้ ปประเทศชาตขิ องเรา จะตอ งประสบกับการครอบงาํ ทีม่ ดั แนน กวา ที่
ผานมา ชาตอิ ุตสาหกรรมจะลวงตบั ไตของทรัพยากรชวี ภาพของชาติ และควบคมุ กํากับบทบาท
ของเกษตรกรไทยทว่ั ทกุ หวั ระแหงดว ยกฎหมายสิทธิบตั ร น่คี อื โอกาสสดุ ทาย และเปน เฮอื กสดุ ทา ย
กอนสูญเสียทงั้ ชาติ

2.5 การปลกู พืชเชงิ เดีย่ วเสย่ี งตอการขาดทนุ
การทําการเกษตรระบบเกษตรเชงิ เดยี่ ว นอกจากจะถือวา เปน การเปด ประตปู ระเทศ

ใหกบั สารเคมกี าํ จัดศตั รูพืช และเทคโนโลยกี ารเกษตรจากประเทศอตุ สาหกรรม ประเทศไทยยงั
ตอ งสญู เสยี พืน้ ท่มี หาศาลไปกบั การชะลางพังทลายของดิน กอปรกบั กระแสการปฏวิ ัติเขยี วอันเปน
การทําเกษตรกระแสหลกั ทเ่ี ปน การทําการเกษตร ที่มุงในการเพมิ่ ผลผลิตใหส งู ซง่ึ จะตอ งพึง่ พา
ประเทศอตุ สาหกรรมทีก่ มุ การผลติ ปยุ และสารเคมี เปน การนาํ เอาประเทศไทยไปฝากชวี ิตไวก ับ
ชาติตะวนั ตก และตอ มายังตองพึง่ พาเร่ืองพันธกุ รรมจากรฐั บาลและบริษัทขา มชาตทิ ่ีกมุ ตลาดเมลด็
พันธุ

ขาว มนั สําปะหลงั และฝา ย คือพชื ช้ันนาํ อนั เปน ตวั แทนของพืชเชงิ เด่ยี ว และหากนาํ เอา
ราคาของพืชเหลาน้มี าหกั กลบกบั คา ปยุ ยาและสารเคมี ที่เกษตรกรตอ งลงทนุ แลวจะเห็นวา เกษตรกร
ผูปลูกพืชเหลาขาดทุนต้ังแตย งั ไมล งมอื ไถหวา นดว ยซํา้

2.6 ธรุ กจิ เกษตรป '42 : วิกฤตดานราคา…ปญหาการสงออก
จะเหน็ ไดว าในชว ง 5 เดอื นแรกของป 2542 ราคาสินคาเกษตรท่สี าํ คญั ไมว าจะเปน

ขา ว มันสําปะหลงั และยางพาราลดลงอยา งตอเน่ือง จนกระทั่งรัฐบาลตอ งใชงบประมาณเปน
จาํ นวนมหาศาลเขาแทรกแซงตลาดสนิ คา เกษตร เพอ่ื พยงุ ราคาไวไมใ หต กตํ่ามากกวา ท่เี ปน อยู
อยา งไรก็ตาม คาดวาราคาสนิ คาเกษตรตกตาํ่ ในป 2542 ยงั จะเปนปญหาใหญใ หร ัฐบาลแกไขตอ ไป
นอกจากน้ผี ลกระทบตอเนือ่ งจากปญหาราคาสนิ คา เกษตรตกต่ํา คอื ปญ หาวิกฤตรายไดข อง
เกษตรกรซงึ่ เปน คนสวนใหญข องประเทศ คาดวาปญ หานจี้ ะเปนปญหาใหญที่สรางแรงกดดนั
ใหก ับรฐั บาล เนือ่ งจากปญหาน้ีโยงใยไปถงึ กําลังซ้อื ของคนในชนบท ที่รฐั บาลหวงั วา จะใหมกี าร
จับจา ยใชสอยมากข้ึน เพื่อกระตนุ ใหเศรษฐกิจฟน ตวั รวมทั้งปญ หาแรงงานทีก่ ลับคนื ถ่นิ ที่หวงั จะ
กลับเขาสภู าคเกษตรกรรม ทาํ ใหแ รงงานสว นนี้หนั กลบั เขา มาในเมอื ง เพื่อแสวงหางานทาํ ตอไป
ซ่ึงอาจนาํ ไปสปู ญหาสังคมอน่ื ๆ ตามมา ไมวา จะเปน ปญหาความแออดั ของชมุ ชนเมอื ง ปญ หา
อาชญากรรม เปน ตน

301

ความอยรู อดของภาคเกษตรกรรม คือ การเรง ปรับโครงสรางการผลิตเพ่ือเพ่มิ
ความสามารถในการแขงขนั แมวา เรอื่ งนม้ี กี ารกลาวถงึ มานานแลว ตลาดสง ออกสนิ คาเกษตร
ซึง่ เปนสินคาขัน้ ปฐมนัน้ ถกู ประเทศทเ่ี ปนคแู ขงรายใหม คอื เวียดนามและจีน รวมท้งั ประเทศเพือ่ น
บานที่มีการผลติ สนิ คาประเภทเดยี วกัน อยา งมาเลเซีย อนิ โดนเี ซยี และฟลปิ ปนส แยงลกู คา ไป โดย
อาศยั ความไดเ ปรยี บในเรือ่ งตนทุนทีต่ ่าํ กวา

เนนการพฒั นาในดา นคุณภาพของสินคาใหเ ปน ทยี่ อมรบั ของตา งประเทศ และการ
พัฒนาสินคา อตุ สาหกรรมเกษตร ซึง่ จะสรา งมูลคา เพ่มิ ใหกับสนิ คา และกอ ใหเ กดิ การจา งงาน
เพ่ิมข้นึ ภายในประเทศ แทนทจี่ ะเนน การสง ออกสนิ คา เกษตรข้นั ปฐมเชน ในอดตี

ในสวนของ "การจัดตั้งตลาดซอ้ื ขายสนิ คา เกษตรลว งหนา " ซง่ึ ก็เปน มาตรการทตี่ อ ง
ดาํ เนนิ การอยางเรง ดว น ปจ จุบันอยใู นข้ันตอนดาํ เนนิ การจัดหาผูเชย่ี วชาญจากตา งประเทศเพอ่ื จดั
จา งเปน ทป่ี รกึ ษาในการจัดตงั้ ตลาดซอ้ื ขายสนิ คาเกษตรลว งหนา โดยเฉพาะการจดั วางโครงสรา ง
องคก ร อัตรากาํ ลงั และระบบการซื้อขาย รวมทัง้ เรงสรางความรคู วามเขา ใจใหก ับเกษตรกร พอคา
ผปู ระกอบการและผูสง ออก เพือ่ ใหผ ทู ่ีเกย่ี วของไดเลง็ เหน็ ถงึ ความจําเปน ในการปรับระบบการซ้อื
ขายในตลาดจริงกับตลาดซอ้ื ขายลวงหนา โดยเฉพาะการชีใ้ หเหน็ วาระบบการซอื้ ขายสินคาเกษตร
ลว งหนานนั้ เปน เคร่ืองมอื สาํ คัญในการประกันความเส่ยี งจากความผันผวนของราคา และชว ยใน
การวางแผนการผลิตและการคาใหมีประสทิ ธภิ าพมากขน้ึ คาดวา สามารถจัดตัง้ ตลาดใหแ ลว เสรจ็
ภายในป 2542 ดวย

2.7 แนวทางพฒั นาดานการจัดการธรุ กิจเกษตร แบบฟารมอัจฉริยะ(PRECISION
FARMING / SMART FARM )

ประเทศไทยยังเปน ประเทศเกษตรกรรม ถึงแมปจจุบันสินคาอตุ สาหกรรมจะกลายมา
เปน สินคาหลักในการสง ออกก็ตาม ในศาสตรท่ีจะทําใหเกษตรกรรมของศตวรรษที่ 21 เปนอาชพี สดุ
แสนจะไฮเทคดวยการนําเทคโนโลยีผสมผสานตา ง ๆ ทัง้ คอมพิวเตอรอิเล็กทรอนิกส ไอที สอ่ื สาร
เซ็นเซอร เทคโนโลยีชีวภาพ รวมท้ังนาโนเทคโนโลยี เขามาชว ยในการทําให ไรน า ฟารม เกษตร
ทัง้ หลาย กลายมาเปนออฟฟศไฮเทค ศาสตรด ังกลาวซึ่งจะชวยทําใหฟารมธรรมดา ๆ กลายมาเปน
ฟารม อัจฉริยะ(Smart Farmหรือ Intelligent Farm) ไดรบั การขนานนามวา Precision Agriculture

Precision Farming เปนที่นยิ มกนั มากในประเทศสหรัฐอเมรกิ า และออสเตรเลีย และ
เร่ิมแพรหลายเขาไปในหลายประเทศ ท้ังยโุ รป ญ่ีปนุ แมก ระทงั่ ประเทศเพ่อื นบานของเราอยาง
มาเลเซียกม็ ีการทําวจิ ยั ทางดา นนี้ หรือไกลออกไปอีกนดิ อยา งอนิ เดยี กท็ ดลองใชเ ทคโนโลยนี ้ีกัน
อยา งกวา งขวาง จึงมคี วามจาํ เปนท่ปี ระเทศไทยจะตองเรม่ิ ใหความสนใจในเรือ่ งนใี้ หมากขน้ึ
เพราะเมือ่ เทคโนโลยเี กษตรความแมน ยําสงู ถกู นําไปใชเ ชงิ พาณิชยเ มอ่ื ไหรป ระเทศไทยจะสูญเสยี

302

ภาพที่ 49 เกษตรกรรม อาจเปนอาชีพทม่ี ีความสุขท่สี ุดในโลก สาํ หรับศตวรรษที่ 21 แลว
เกษตรกรรม เทคโนโลยี และ สง่ิ แวดลอ ม จะอาศยั และอยรู ว มกนั ไดอ ยา งกลมกลนื และพอเพียง
Precision Farming ไดรบั การนยิ าม และตง้ั ความหมายตา ง ๆ กนั ไป แมแ ตช ือ่ กย็ งั ถกู เรียกไดหลาย
ชื่อ ตามแตจะเนนเทคโนโลยหี ลกั ตัวไหน เชน
• Precision Farming (การทาํ ฟารม ดวยความแมนยาํ สงู )
• Information-Intensive Agriculture (เกษตรท่ีเนน การใชส ารสนเทศ)
• Prescription Farming (การทาํ ฟารมแบบมสี ูตร)
• Target Farming (การทาํ ฟารม แบบมุง เปา )
• Site Specific Crop Management (การจัดการผลผลิตแบบระบุพน้ื ท่)ี
• Variable Rate Management (การใหป ยุ ใหน า้ํ และจดั การพน้ื ที่โดยปรับตามความเหมาะสม)
• Variable Rate Technology –VRT (เทคโนโลยจี ดั การพน้ื ทีโ่ ดยปรบั ตามความเหมาะสม)
• Farming by Soil (การทาํ ฟารม โดยเนน คณุ สมบตั ขิ องดนิ ในแตล ะพน้ื ท่ียอย)
• Grid Soil Sampling Agriculture, Grid Farming
• Global Positioning Systems (GPS) Agriculture (การเกษตรท่ีใชร ะบบพิกดั )
• Farming by the Inch, Farming by the Foot (การทาํ ฟารม ทมี่ รี ายละเอียดระดบั นวิ้ หรือฟตุ )

งา ย ๆ ก็คือ เกษตรกรรมความแมนยาํ สูง เปนกลยุทธใ นการทาํ การเกษตรท่เี ปนมิตรกบั
สิง่ แวดลอ ม โดยเกษตรกรสามารถจะปรบั การใชทรพั ยากรใหสอดคลอ งกบั สภาพของพืน้ ทยี่ อ ย ๆ

303

ภาพท่ี 50 เกษตรกรกําลงั นงั่ จบิ ไวนมองฟารมของพวกเขา เซ็นเซอรต า ง ๆ ทต่ี ดิ ตง้ั อยใู นฟารม
กําลังเกบ็ ขอ มูล ดิน นาํ้ ฟา ฝน และตัดสินใจเปด-ปด นา้ํ ใหป ุย
หรอื ออกคาํ สง่ั ใหรถเก็บเกย่ี วออกไปทาํ งานเอง

304

อาชพี เกษตรกรทเ่ี คยตองหลงั สฟู าหนา สูดนิ กลบั ผันเปลย่ี นไปเปน หลังนวดสปาหนาดูจอ
เทคโนโลยี Precision Farming กําลังจะทาํ ใหอาชพี เกษตรกรรมกลายมาเปนอาชีพท่ีมคี วามสขุ ท่สี ดุ
ในโลก เกษตรกรรมความแมนยาํ สงู ตอ งประกอบดว ยเรอ่ื งสําคัญ 3 เรื่องคือ (1) สารสนเทศ
(2) เทคโนโลยี (3) การบริหารจัดการ โดยตง้ั อยบู นแนวคิดที่วาพืชพนั ธุทีป่ ลูก และสภาพลอมรอบ
(ดนิ นา้ํ แสง อากาศ) ในไรน ามีความแตกตางกนั ในแตละบรเิ วณหรอื พ้นื ท่ยี อย ๆ ถึงแมจะอยใู นไร
เดียวกันกต็ าม สภาพลอ มรอบทแ่ี ตกตางกนั น้ี มผี ลใหการเกิดผลผลติ แตกตางกันได ดังนั้นจงึ ตอ ง
ดูแลพ้นื ที่เหลานน้ั แตกตางกนั ซงึ่ จะมีผลใหสรา งผลผลิตไดอ ยางมปี ระสทิ ธภิ าพที่สดุ ปญหาก็คือ
เราจะรูไดอยา งไรวา ความแตกตา งนัน้ มจี รงิ แลว จะวดั อยา งไร(ปจจบุ นั มเี ทคโนโลยใี นการเก็บเกย่ี ว
อตั โนมตั ิทีจ่ ะคาํ นวณปริมาณผลผลติ ทีเ่ กบ็ ขน้ึ มาได โดยบันทกึ รวมกับตําแหนง GPS ทําใหทราบ
วา ตําแหนง ใดในไรม ีผลผลิตแตกตางกันอยางไร) หรอื เมอ่ื รแู ลวเราจะนําเทคโนโลยมี าใชอยางไร
รวมไปถงึ จะบรหิ ารจดั การอยา งไร นี่คอื โจทยข องเกษตรกรรมความแมน ยําสูง ซึ่งจะนําประโยชน
มาสเู กษตรกร เจาของฟารม ดังนี้

• เกดิ การลดตน ทุน
• การเกิดผลผลติ สูงสุด เกดิ ทง้ั ปริมาณและคุณภาพสงู สุด ที่เหมาะสมกบั สภาพพ้นื ทแี่ ตล ะ

สวนในไร
• เกิดการใชทรัพยากรอยา งคมุ คา
• รักษาสภาพแวดลอม ซ่งึ สามารถนาํ ไปสูกระบวนการผลติ อาหารทีม่ ีคุณภาพและปลอดภัย
เกษตรกรรมความแมนยําสงู มีลกั ษณะเปนวงจรท่ีประกอบดว ยขั้นตอนทั้งหมด 5 ขน้ั ตอน
ดวยกนั ไดแก
1. Data Collection เปนขัน้ ตอนการเกบ็ ขอมูลของดนิ นํ้า แสง ภมู อิ ากาศ (ซึง่ มกั จะหมายถงึ

ภมู อิ ากาศ ในพืน้ ที่เลก็ ๆ ท่ีเรียกวา micro-climate) ผลผลิต เปนตน ดว ยวธิ ีการและ
เทคโนโลยีตาง ๆ เชน เครอื ขา ยเซ็นเซอร สถานีตรวจวดั อากาศ ภาพถา ยดาวเทียม เครอื่ ง
สแกนสภาพดนิ เปนตน
2. Diagnostics เปนข้ันตอนในการวินจิ ฉยั ขอ มลู สราง กรองและเกบ็ ขอมลู ทเ่ี ปนประโยชน
เขาสฐู านขอ มลู ซ่งึ มักจะใชเ ทคโนโลยีภมู สิ ารสนเทศ (GIS)
3. Analysis เปนขั้นตอนในการวิเคราะหข อ มลู การทาํ นายผลผลติ เชงิ พืน้ ที่ รวมไปถงึ การ
วางแผนจัดการ เชน เทคโนโลยี Crop Modeling ซ่ึงจะนาํ ขอ มลู ตา ง ๆ มาทําการโมเดลหา
ความสัมพันธก ับผลผลติ ท่ีเก็บเกีย่ วได

305

4. Precision Field Operations เปนข้นั ตอนในการปฏิบัติการตามแผนท่วี างไว เชน การหยอด
ปยุ ดว ยรถขับเคลอื่ นดวย GPS การใหน ํ้าแบบโปรแกรม การนาํ สง ปุยหรอื ยาฆา แมลงดวย
แค็ปซลู นาโน ซงึ่ สามารถควบคุมการปลดปลอ ยตามเงอ่ื นไขทก่ี าํ หนด เปนตน

5. Evaluation เปนขน้ั ตอนในการประเมนิ ผลการปฏบิ ัติการ วา มีประสิทธิภาพมากนอ ย
เพียงใด คุม คาแกการลงทนุ หรอื ไม โดยใชเ ทคโนโลยดี า นการเงินและเศรษฐศาสตร
อตุ สาหกรรม

ภาพที่ 51 การขาดแคลนน้ําจืดทาํ ใหระบบการใหน้าํ แกฟารม ตองฉลาดมากขึน้
เกษตรกรรมความแมน ยาํ สงู หาใชการทําการเกษตรท่ตี องใชจ ักรกลหนกั หรือตอ งใชก าร
ลงทนุ และการปฏบิ ตั กิ ารขนาดใหญแตอ ยา งใดไม หากแตเกษตรกรรมความแมนยาํ สงู ใชก าร
วเิ คราะหข อ มลู อยา งละเอยี ด เพอ่ื นําไปสกู ารตดั สนิ ใจเพื่อทาํ การอยา งหนึ่งอยางใดกบั พนื้ ท่ี
เกษตรกรรมใหไ ดประสทิ ธภิ าพสงู สุด การทําเกษตรกรรมความแมน ยาํ สงู จงึ นา จะสอดคลองกับ
หลักของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะมีการใชท รัพยากรอยา งคุมคา และเกิดประโยชนส งู สดุ
เกษตรกรรมความแมน ยําสูง เปนเร่ืองของการบริหารจัดการอยา งฉลาดมากกวา แคเ ปนการใช
ไฮเทคในการแกปญ หา เกษตรกรรมความแมนยาํ สงู จะมปี ระโยชนม ากยง่ิ ขน้ึ เปน ทวคี ูณ หากมี
การทาํ กันเปน พื้นท่ีกวา งขวาง แทนทีจ่ ะเปน ฟารมหรือไรน าเจาเดยี ว แตฟ ารม หรือไรน าที่อยู
ขา งเคียงก็ทาํ ดว ย ย่งิ เปนภมู ภิ าคย่งิ ดี เพราะสามารถนาํ ขอ มลู มาเชือ่ มโยงกัน ทาํ ใหส ามารถทีจ่ ะเขา
ใจความเปลย่ี นแปลงท่ีเกดิ ข้ึนในทองถน่ิ ณ บริเวณใดบรเิ วณหนงึ่ ซงึ่ อาจนําไปสูก ารตัดสนิ ใจเพอื่
ปฏบิ ตั ิการส่งิ ใดสง่ิ หน่งึ หรอื เพื่อแกปญหาบางอยา ง กอนท่ีปญหานั้นจะลกุ ลามไปในบรเิ วณกวา ง
เชน หากฟารมเลี้ยงไกแ ตล ะฟารมมเี ซ็นเซอรต รวจไขห วัดนก หรอื ตรวจสัญญาณอนั ตรายอนื่ ๆ
เมอ่ื ไดรับสญั ญาณอันตรายก็สามารถสง ตอขอ มลู ไปยงั ฟารมขางเคยี ง หรอื อาจตรวจสอบขอ มลู

306

1. มขี อมลู ทบี่ งช้ีวา สภาพลอมรอบ ๆ ในไรน า รวมทั้งผลผลติ ท่ไี ดมีความแตกตา งกันแต
ละพืน้ ทยี่ อ ย ๆ ในไรน านนั้ จริง ๆ หรือมคี วามแตกตางระหวา งไรนาของเรากบั ไรนาขา งเคยี ง
ในภมู ภิ าคเดยี วกนั อยางคอ นขางชดั เจน
2. เมื่อเรามีความเชือ่ วาความแตกตางน้นั มจี ริงแลว เรายงั จะตอ งสามารถระบคุ วามแตกตาง
นัน้ ตลอดจนคาํ นวณหาขอ มูลเชงิ ปริมาณของความแตกตางน้นั ใหไ ด จรงิ ๆ แลวการไดม า
ซง่ึ ความแตกตางเหลา นั้น อาจไมจําเปน ตองใชเทคโนโลยีใหมที่วเิ ศษวิโสอะไร ภูมิปญ ญา
ชาวบานก็สามารถนาํ มาสขู อมูลน้นั ได เพียงแต เทคโนโลยีในการระบุพิกัดรวมไปถึงเทคโน
โลยีประมวลผล จะชวยทําใหเขาถงึ และเขาใจในปรมิ าณความแตกตางนน้ั ไดงา ยและดีขน้ึ
3. เมอ่ื ระบคุ วามแตกตา งในแงตาง ๆ ของพืน้ ทยี่ อ ย ๆ ในฟารม และไรน าไดแ ลว เรายงั ตองมี
ความสามารถในการจัดการกับความแตกตางเหลานัน้ เชน หากเราทราบวา วชั พืชมีการ
กระจายตวั ในไรอ ยา งไร การพนยาปราบวัชพืชกค็ วรมีการกระจายตัวในรูปแบบเดียวกัน
แทนทจี่ ะใหเทา ๆ กนั ทั้งพ้นื ที่
เกษตรกรรมความแมน ยําสูง สามารถนาํ ไปประยกุ ตใชกับวธิ ใี นการทาํ เกษตรกรรมไดทกุ
แบบ ไมว า การเกษตรแบบนั้นจะมกี ารเก็บเก่ยี วปละคร้ังหรอื ปละหลายครง้ั ขนาดของฟารม หรือไร
นาจะเลก็ หรอื ใหญ ลกั ษณะของการเพาะปลูกจะเปนแบบชนิดเด่ียวหรอื แบบผสมผสาน พนั ธพุ ชื จะ
เปนแบบธรรมชาติหรือแบบดดั แปรพนั ธกุ รรม การใหน้ําจะเปน แบบตามธรรมชาติ หรอื ใชระบบรด
นา้ํ รวมทั้งปรัชญาของฟารมหรอื ไรนาที่กาํ หนดให เปนเกษตรอนิ ทรียหรือ เกษตรเคมี เกษตรกรรม
ความแมนยาํ สูงจงึ ยึดหลักทางสายกลาง ที่ผนั เปล่ียนตน ทุนหรือ input ใหเปน ผลผลิตหรอื output ใหม ี
ประสทิ ธภิ าพสงู สุด โดยคาํ นงึ ถงึ ส่งิ แวดลอมและความยั่งยืนแรงจงู ใจหรือแรงผลักดนั ท่ที าํ ให
ประเทศไทยตองหนั มาสนใจวถิ แี หงเกษตรกรรมความแมนยําสงู
ในปจ จุบันและอีกไมน านตอ จากน้ี ก็คอื สภาพสง่ิ แวดลอ มทีเ่ สื่อมถอยจากการเกษตรท่ีขาด
ขอ มลู ความเชื่อมโยง ระหวา งกิจกรรมในไรนากับสภาพแวดลอ มทีถ่ ูกกระทบ ราคาพืชผลทางการ
เกษตรที่แปรเปล่ียนตามปริมาณผลผลติ ซงึ่ ขาดความสามารถในการคาดการณล ว งหนา สภาวะการ
กระจายตัวและพฤตกิ รรมของประชากรที่เปลย่ี นไป ทําใหแรงงานภาคการเกษตรขาดแคลนหรอื ขาด
คณุ ภาพ รวมไปถึงสภาวะโลกรอนทีท่ าํ ใหสภาพภูมิอากาศเปลยี่ นแปลงไป จนภมู ปิ ญ ญาชาวบา นที่
สืบทอดมาหลายชว่ั คนสาํ หรับใชใ นการดํารงชีวิต และใชต ัดสนิ ใจในการดําเนนิ กิจกรรมในไรนา
เริ่มใชไมไ ดผ ลหรือมีความสุมเส่ยี งมากขน้ึ เหลาน้ีทาํ ใหก ารทําการเกษตรในอนาคตขา งหนา ตองวาง

307

1. ความสามารถในการระบุตําแหนงในฟารม หรอื ไรนา
2. ความสามารถในการเก็บแปรผลและวิเคราะหขอมูลในระยะเวลาและมิติท่ีเหมาะสม
3. ความสามารถในการปรับแตงการใชท รัพยากรและตน ทนุ ตาง ๆ รวมทั้งกจิ กรรมทาง
การเกษตรใหเหมาะสมกบั แตล ะพ้นื ท่ียอ ย ๆ ทพ่ี บความแตกตา ง เทคโนโลยเี กษตรความแมน ยาํ
สูงจะตอ งมีความสามารถครบท้งั 3 อยา งครับจงึ จะเรียกวา ใชไดจรงิ และเปล่ียนฟารม ธรรมดาให
เปน Smart Farm ได
เทคโนโลยีทจ่ี ะนาํ เขา มาใช ในการทาํ เกษตรกรรมความแมน ยําสูง มอี ะไรบาง
• Global Positioning System (GPS) เปนเทคโนโลยีในการระบุพกิ ดั หรือ ตําแหนง บน
พนื้ ผวิ โลก โดยใชกลมุ ของดาวเทียมจาํ นวน 24 ดวง ซง่ึ โคจรรอบโลกในวงโคจร 6 วงท่ี
ความสงู 20,200 กโิ ลเมตรเหนอื พ้ืนโลก เครื่องรับ GPS เชงิ พาณชิ ยใ นปจ จบุ ันมีความ
สามารถในการระบพุ ิกัดไดแมนยําถงึ 1-3 เมตร รวมไปถึงเทคโนโลยีรถไถควบคุมดวย GPS
เพ่ือพรวนดิน หยอดปยุ และเกบ็ เก่ียว บริษัท John Deere ในสหรฐั อเมรกิ าไดจ าํ หนา ยระบบ
รถแทร็คเตอรอตั โนมัติท่ีมีช่ือวา iGuide และAutoTrac ซงึ่ มรี ะบบการบังคบั การเล้ียวของ
พวกมาลัย รวมทั้งอัลกอริทึมตาง ๆ ทท่ี ําใหร ถแทรคเตอรส ามารถวง่ิ ไปวงิ่ กลับตลอดทัง้ ไร
ตามแผนทแี่ ละคาํ สง่ั ที่ระบุโดยสามารถหยอดปยุ หรอื ยาฆา แมลง ใหม ีความแตกตางในแตล ะ
พน้ื ที่ไดต ามโปรแกรมที่ระบุมา

ภาพท่ี 52 ระบบรถแทร็กเตอรข บั เองดวยการนาํ ทางจาก GPS
ของบรษิ ทั John Deere ประเทศสหรัฐอเมริกา

308

• Geographic Information System(GIS)เทคโนโลยีภมู ิสารสนเทศ เปนเทคโนโลยใี นการ
รวบรวมและวิเคราะหขอมูลเชงิ พืน้ ท่ีแลวนํา มาแสดงผลในรปู แบบตาง ๆ โดยจดุ ขายของมนั
อยทู ีค่ วามสามารถในการเกบ็ ขอ มลู หลากหลายมติ ิทม่ี ีความเก่ียวของกับพิกัดของพน้ื ท่ี แลว
นาํ มาวิเคราะหและแสดงผลตามท่ผี ูใชตอ งการ ในอดีตประเทศไทยมีการใชงาน GIS กันอยา ง
กวางขวาง คนท่วั ไปสามารถเขาถงึ ระบบ GIS ไดโ ดยใชโปรแกรม Google Earth ถงึ แม
ผเู ชี่ยวชาญดาน GIS จะบอกวา Google Earth เปน เพียงโปรแกรมแสดงผล(Visualization)
เทาน้ัน ยังขาดความสามารถดา น processing ก็ตาม แตเชอื่ วาอกี ไมนานความสามารถดาน
processing ขอ มูลภูมิศาสตรจะเขา ไปอยใู นGoogle Earth แน ๆ ปรากฏวา ตอนนีG้ oogle Earth
ไดก ลับกลายมาเปน เครอ่ื งมือสําคญั ในทางวทิ ยาศาสตรไ ปแลว เราสามารถนาํ ขอ มลู เชิงพ้ืนท่ี
ตา ง ๆ มาผนวกใชรวมกับ Google Earthได ทําใหตอนนบ้ี ริษทั Google เองสนใจจะเพิ่มเติม
ฟง กช ันตา ง ๆ ทเี่ ปน ประโยชนตอการทาํ งานทางดานวทิ ยาศาสตรเ ขาไปในโปรแกรม เพราะ
Google เชอ่ื วา การเตบิ โตของการใชงานโปรแกรม Google Earthในทางวิทยาศาสตร จะนาํ มา
สกู ารขยายการใชประโยชน โดยคนทัว่ ไปในทส่ี ุด

ภาพที่ 53 จาก Google Earth แสดงขอมลู โครงการทม่ี ชี ่อื วา Bio Mapping ซึง่ มกี ารนําเอา
เครอื่ งวดั อตั ราการเตน ของหวั ใจและ GPS ไปตดิ ที่คนแลวปลอ ยใหเ ดนิ ไปในเมอื ง

• Remote Sensing หรอื เทคโนโลยีการรบั รูระยะไกล เปนเครอื่ งมอื ทใี่ ชในการเกบ็ ขอ มูล
พื้นท่ี โดยอาศยั คล่นื แสงในชวงความยาวคล่ืนตาง ๆ และคลน่ื แมเ หล็กไฟฟา ในรูปแบบ
ตาง ๆ เชน เรดาห ไมโครเวฟ วิทยุ เปน ตน โดยอุปกรณรับรูเหลา นนั้ มักจะติดตั้งบนอากาศ
ยาน หรอื ดาวเทียม เทคโนโลยี Remote Sensing เปน เทคโนโลยีทีเ่ หมาะสมกับการใชงาน
ในพืน้ ทก่ี วาง ในปจจุบนั เทคโนโลยี Remote Sensing มรี าคาถูกลงมากและใชง านงา ยข้ึน
เดยี๋ วน้เี จา ของฟารม กส็ ามารถใชได ขอ มูลดบิ ท่ีไดจาก Remote Sensing จะเปนสเปคตรา

309

• Proximal Sensing หรอื เทคโนโลยีการรับรูระยะใกล อาศัยเซน็ เซอรวัดขอมลู ตาง ๆ ได
โดยตรงในจดุ ทีส่ นใจ เชน เซน็ เซอรต รวจอากาศ(Weather Station) เซน็ เซอรว ดั ดิน(Soil
Sensor) เซน็ เซอรต รวจโรคพืช(Plant Disease Sensor) เซน็ เซอรต รวจวดั ผลผลิต(Yield
Monitoring Sensor) เซน็ เซอรเ คม(ี Chemical Sensor) เปนตน เซน็ เซอรเหลา นี้สามารถท่ีจะ
นาํ มาวางเปนระบบเครือขายไรสาย(Wireless Sensor Network) โดยนําไปตดิ ตั้งหรอื ปลอ ย
ในพ้นื ที่ไรน า เพอื่ เกบ็ ขอมูลตาง ๆ เชนความชนื้ ในดิน อณุ หภมู ิ ปริมาณแสง สารเคมี เปนตน
ซึ่งเซน็ เซอรไรสายจิ๋วเหลา น้ีสามารถนาํ ไปวางใหค รอบคลุมพ้นื ท่ีฟารม เซ็นเซอรไ รสายท่ี
วงการอตุ สาหกรรมเรียกกันวา“ฝุนฉลาด” (Smart Dust) เหลานส้ี ามารถคุยกันและสง ผาน
ขอมลู ใหแ กกันและกนั ได หากเราสอบถามขอมลู ไปยังเซ็นเซอรทอี่ ยูใ กลทสี่ ุดเพียงตัวเดียว
ขอ มลู ท้งั หมดของเซน็ เซอรท ุกตัวกจ็ ะสามารถถา ยทอดมายังศูนยบัญชาการของฟารมไดท นั ที
บริษัทเครือขายเซน็ เซอรใชเพอื่ เก็บขอ มลู เรียลไทมเ ทา น้ัน แตตอ ไปมันสามารถที่จะใชในการ
ควบคมุ การเปดปด วาลว นํ้าโดยอตั โนมตั ิ เพ่อื ใหน ํ้าแกต นพืชในปรมิ าณทเี่ หมาะสม ซึง่ การ
ควบคมุ นย้ี ังสามารถทําใหมีความสัมพนั ธก ับขอมูลพยากรณอ ากาศในทอ งถิ่นดวยกไ็ ด เชน
หากทราบวาจะมีฝนตกวาลว นํา้ จะปด เครือขา ยเซน็ เซอรเหลา น้ันยงั อาจใชเฝาระวังโรคพชื
โดยตรวจจบั โมเลกลุ ตัวบงช้ีบางชนดิ ที่สื่อวาพืชกาํ ลังจะเปนโรคกอนที่จะลุกลามใหญโ ต
หากนาํ มาใชก ันอยางกวางขวาง มีการเช่ือมโยงขอ มลู จากแตละฟารมมายงั ผูใหบริการนํ้าอยา ง
กรมชลประทาน กจ็ ะชวยใหการจัดการนาํ้ เปน ไปอยา งมีประสทิ ธภิ าพ ซง่ึ ระบบ GIS จะชวย
ใหท ราบวา กรมชลประทานมนี ้ําพอเพยี งตลอดฤดูผลิตหรือไม

ภาพ 54 เซน็ เซอรตรวจวัดอณุ หภูมิและความชื้นของดนิ ที่ใชพ ลงั งานจากแสงอาทิตย
สงขอ มูลไป Server ดว ยสญั ญาณวิทยุ

310

• Variable Rate Technology (VRT)หรอื เทคโนโลยีการใหป ยุ /น้าํ /ยาฆาแมลง ตามสภาพ
ความแตกตางของพ้นื ท่ี โดยมักจะใชรว มกบั เทคโนโลยี GPS เชน รถไถทีใ่ หปุย แตกตาง
กันตามสภาพความอุดมสมบูรณข องพ้นื ท่ี โดยอาจมีการทําแผนท่ีดนิ (Soil Mapping) กอ น
หนานดี้ วยเครอ่ื งสแกนหนา ดินท่ตี ิด GPS จากนนั้ ขอมลู สภาพดินจะถกู เก็บไวในแผนที่
แลว สง ใหร ถไถที่หยอดปยุ โดยรถหยอดปยุ ทตี่ ิด GPS จะรับขอ มูลวา ณ ตาํ แหนง ใด ควร
ใหป ุย N, P และ K ในอัตราที่แตกตางกนั อยางไร การใหยาฆาแมลงก็อาจจะโปรแกรมให
มคี วามแตกตา งกนั ได ตามประวตั กิ ารระบาดของแมลง การใหน ํ้ากส็ ามารถใชเทคโนโลยี
นี้ไดเ ชน กนั โดยอาจใชร ว มกับเทคโนโลยี Proximal Sensing

• Crop Models and Decision Support System (DSS) เปน เทคโนโลยที ่ีบูรณาการ
เทคโนโลยที ัง้ หมดที่กลาวมาขางตนเขา ไวด ว ยกนั เพอ่ื ใชใ นการตดั สนิ ใจวา จะทาํ อะไรกับ
ฟารมเม่ือไร อยางไร นอกจากนั้นเทคโนโลยีน้ยี งั มีความสามารถในการทาํ นายดว ยวา
ผลผลติ จะเปน อยา งไรตอ ไป โดยอาศัยขอ มูลจากอดีตวาหาก ดนิ น้าํ ฟา ฝน เปนอยางนี้
ผลผลิตของฟารมจะเปนอยางไร จริงๆ แลว ในอดีตนั้นบรรพบุรษุ ของเราไดอาศยั สงิ่ ที่
เรียกวาภมู ิปญญาชาวบานมาตลอด หากแตด วยสภาพภมู อิ ากาศที่เปล่ยี นแปลงไปไดทาํ ให
วธิ กี ารดงั กลาวไมอาจใชไ ดผ ลอกี แลว ระบบ DSS น้ีจะทาํ การรวบรวมขอมลู จากอดีตมา
ผสมกับขอ มูลแบบ Real Time ท่ีอานไดในปจ จบุ ัน และอาจผสมผสานกับขอมูลทไี่ ดจ าก
หนวยงานของรฐั เพ่อื เสนอใหเจา ของฟารมทาํ การตัดสนิ ใจอยางใดอยา งหน่งึ กบั ฟารม
เชน สถานตี รวจอากาศในฟารม อาจตรวจพบวา จะมฝี นตกอกี ท้งั ขอ มลู พยากรณอ ากาศที่
ดาวนโหลดมาก็บงบอกฝนตกหนกั ดว ยระบบ DSS กจ็ ะทําการตดั การใหน ํ้า โดยมกี ารแจง
เตือนตอ เจาของฟารม วาจะมฝี นตกหนกั ในไมชา เพอื่ ท่เี จา ของฟารม จะตัดสินใจเตรียมการ
เพอ่ื ลดความเสียหายทอ่ี าจเกดิ ขึ้น ระบบ DSS อาจจะฉลาดเพิ่มไปอีกขน้ั โดยอาจทาํ นาย
ราคาพืชผลในปนี้หรือปตอไปได ภายใตส ภาพอากาศทเี่ กดิ ขน้ึ

สรุป

ปญ หาทเ่ี กิดจากการจดั การธรุ กจิ เกษตรของเกษตรกรไทยโดยทว่ั ไปสรปุ ไดด งั น้ี
1. ปญหาทวั่ ไป

1.1 ปญ หาเรือ่ งหน้สี ินภาคครวั เรอื นของเกษตรกรในชนบทไทย
1.1.1 ดา นเกษตรกร
1.1.2 ดา นแหลงเงนิ ทนุ
1.1.3 ดานระบบการ

311

1.1.4 ดา นระบบการตลาด
1.1.5 ดา นระบบสังคม
1.1.6 ดา นรัฐบาล
1.2. ปญหาระบบเกษตรแผนปจ จบุ นั หรือเกษตรเคม(ี Chemical Agriculture)
1.2.1 ผลกระทบตอสิง่ แวดลอ ม
12.2 ผลกระทบดา นเศรษฐกจิ
1.2.3 ผลกระทบตอ สุขภาพของเกษตรกรและผบู ริโภค
1.2.4 ผลกระทบตอวิถชี วี ติ และภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่นิ
1.3 ปญหา GMO
2. การแกปญหา
2.1 มนั ฝรงั่ : ชูไทยเปน ศนู ยก ารผลิตเนน สง ออกตลาดเอเชยี
2.2 หน้สี ินเกษตรกรปญ หาเรือ้ รงั ทต่ี องเรง แกไ ข
2.3 ขายตรงชองทางจาํ หนายใหมข องสินคา เกษตร
2.4 ธรุ กจิ ขา มชาติจอมบงการรัฐบาลตัวการฆา เกษตรกร
2.5 การปลูกพชื เชงิ เดีย่ วเสี่ยงตอการขาดทนุ
2.6 ธรุ กจิ เกษตรป '42 : วิกฤตดานราคา ปญ หาการสงออก
2.7 แนวทางพัฒนาดา นการจัดการธุรกิจเกษตรแบบฟารมอจั ฉริยะ
ประเทศพัฒนาแลว ทงั้ หลายตา งก็กาํ ลงั ขะมักเขมน กนั ทาํ วิจยั ในศาสตรที่จะทําให
เกษตรกรรมของศตวรรษที่ 21 เปนอาชพี สดุ แสนจะไฮเทค ดวยการนาํ เทคโนโลยผี สมผสานตาง ๆ
ทงั้ คอมพิวเตอร อเิ ล็กทรอนิกส ไอที สื่อสาร เซน็ เซอร เทคโนโลยชี ีวภาพ รวมทง้ั นาโนเทคโนโลยี
เขา มาชว ยในการทําใหไรนา ฟารมเกษตรทงั้ หลาย กลายมาเปนออฟฟศไฮเทค ศาสตรด งั กลา วซง่ึ
จะชว ยทาํ ใหฟ ารมธรรมดา ๆ กลายมาเปน ฟารมอจั ฉรยิ ะ (Smart Farm หรอื Intelligent Farm) ไดรบั
การขนานนามวา Precision Agriculture

*********************************************

312

แบบฝก หดั

หนว ยท่ี 12 ปญ หาและแนวทางแกไขระบบธุรกจิ เกษตร
วัตถปุ ระสงค เพื่อทบทวนความรทู ่ไี ดเ รยี นมาแลว
******************************************************************************
1. ปญหาท่วั ไป ทเี่ ก่ยี วกบั เรือ่ งหน้สี ินของเกษตรกรสวนใหญ มาจากสาเหตใุ ดบา ง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
2. ปญหาระบบเกษตรแผนปจ จบุ นั หรือเกษตรเคมจี ะสง ผลกระทบอยา งไรบาง
............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. ปญหา GMO สงผลกระทบตอ ประเทศไทยเราอยางไร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

313

4. ตามท่ีเรียนมาแลว เรามีแนวทางการแกป ญหาดา นการจดั การธุรกิจเกษตรอยา งไรบา ง
............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
5. ฟารมอจั ฉริยะคืออะไร
.......................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

***************************************

314

แบบประเมนิ ผลกอ น-หลงั เรียน

หนว ยที่ 12 ปญหาและแนวทางแกไขระบบธุรกจิ เกษตร
วตั ถปุ ระสงค เพอื่ ประเมนิ ความรูก อ นเรยี นและหลงั เรียน
******************************************************************************
คาํ ส่งั จงตอบคําถามและอธบิ ายมาพอเขาใจ
1. ปญหาดานการจัดการธุรกจิ เกษตรที่พบโดยทั่วไปมอี ะไรบา ง
............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
2. จงบอกแนวทางการแกปญ หาการจัดการธรุ กิจเกษตรมาพอเขา ใจ
.............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

***************************

315

ใบงานที่ 12

หนว ยที่ 12 เร่อื งปญหาและแนวทางแกไ ขระบบธุรกิจเกษตร
********************************

เรอื่ ง ปญหาและแนวทางแกไ ขระบบธุรกิจเกษตร

จดุ ประสงคการเรยี นรู
1. สามารถวเิ คราะหป ญ หาทเี่ กิดจากการจัดการธรุ กิจการเกษตรได
2 สามารถบอกแนวทางการแกป ญหาจัดการธุรกจิ การเกษตรได

จดุ ประสงคดา นคุณธรรมและจรยิ ธรรมของนักศึกษา
1. ดา นมนุษยสัมพนั ธ ในการมีสวนรวม รบั ฟงคนอื่น เปนผนู าํ และผูตามทด่ี ี
2. ดา นความรบั ผิดชอบ ตอสวนรวมและสวนบคุ คล คอื การตรงตอเวลา เขาหองเรยี นทนั เวลา การ

สง งานตามกาํ หนด ความสะอาดและถูกตอ งของผลงาน
3. ดานความมีวินัยในตนเอง ความซ่ือสตั ยส จุ ริต แตง กายถกู ตองตามระเบียบ
4. ดานความรแู ละทักษะวชิ าชพี มคี วามสํานกึ ดีในการจัดการธรุ กิจเกษตรในทกุ เรื่องทเี่ ก่ยี วของ

วัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ
1. กระดาษ A4
2. ตัวอยา งองคก ารธรุ กิจเกษตร
3. แบบประเมินผลงานท่ีมอบหมาย
4. เอกสารประกอบการสอนหนว ยท่ี 12

ข้ันตอนการปฏบิ ตั งิ าน
1. ใหผ เู รยี นแบงกลุม 4-5 คน/สง ตวั แทนมารบั ใบงานที่ 12 และตัวอยางธุรกจิ เกษตรท่คี รมู อบหมาย

ไปทําการวิเคราะหห าปญ หาและวางแนวทางการแกปญ หา
2. ดําเนนิ การทํางานใหเ สร็จภายใน 1 ชั่วโมง
3. สง ตัวแทนนาํ ผลงานมาเสนอหนาชน้ั เรียน
4. สงรายงาน ตามรปู แบบรายงานที่ถูกตองสมบูรณ
5. ประเมนิ ผล

แหลงคนควา
1. หนังสือเอกสารประกอบการสอนวิชาการจัดการธุรกจิ เกษตร
2. ทางอนิ เตอรเ น็ต
3. หนังสอ่ื และตาํ ราเกยี่ วกับการบริหารจดั การท่ัวไป และตวั อยา งธุรกจิ เกษตร

******************************

หนว ยท่ี 2

เร่อื ง รูปแบบธรุ กจิ เกษตรของไทย

************************

จดุ ประสงคการเรียนรู

หลังจากการเรยี นจบเน้อื หาหนวยนแี้ ลว ผเู รียนสามารถ
1. อธิบายถงึ รปู แบบการดําเนนิ งานขององคก ารธรุ กิจเกษตรท่มี ีอยใู นประเทศไทยได

- กิจการเจาของคนเดยี ว (Sold Proprietorship)
- กจิ การหางหนุ สวน (Partnership)
- กิจการบริษัทจํากดั (Limited Company)
- รัฐวสิ าหกจิ (State Enterprise)
- กจิ การสหกรณจ ํากัด (Co-Operative)
- กจิ การแฟรนไชส (Franchise)
2. อธบิ ายถงึ ขอดี- ขอเสยี การดําเนินงานของธุรกิจแตละรปู แบบองคก ารตา ง ๆ ได

สาระสําคัญ

การดาํ เนนิ ธุรกิจทางดานการเกษตรของประเทศไทย ปจ จุบันมีรปู แบบการดําเนินธรุ กิจ
หลากหลายรูปแบบ หลายประเภท เพื่อใหผ ูป ระกอบการธรุ กจิ เกษตรตดั สนิ ใจเลือก ท้ังนี้ยอ มขนึ้
ลกั ษณะของกิจการคา ความเหมาะสม ความรู ความสามารถ เงินทุน และสถานการณท าง
เศรษฐกิจในขณะนนั้ รปู แบบในการดําเนนิ ธรุ กิจท่นี ยิ มใชกนั สว นใหญในประเทศไทย มีอยู
ดว ยกัน 6 รูปแบบ คือ

1. กจิ การเจา ของคนเดยี ว (Sold Proprietorship)
2. กิจการหา งหุนสวน (Partnership)
3. กิจการบริษทั จาํ กัด (Limited Company)
4. รฐั วสิ าหกจิ (State Enterprise)
5. กิจการสหกรณ (Co-Operative)
6. กิจการแฟรนไชส (Franchise)

27

เนอ้ื หา

การท่ีจะตัดสินใจเลือกดาํ เนนิ ธรุ กิจการคาในรปู แบบใดน้นั ผูประกอบการจะตองคาํ นงึ ถึง
องคประกอบที่สําคัญหลายประการดวยกนั เชน ลักษณะของกจิ การคา เงนิ ทนุ ความรคู วามสามารถ
ในการดาํ เนนิ ธรุ กจิ เปน ตน ทั้งน้ี เพอ่ื ใหก ารประกอบธรุ กิจนั้นประสบผลสําเรจ็ นาํ มาซง่ึ ผลประโยชน
และกําไรสูงสุด

รูปแบบของธรุ กิจเกษตรจําแนกไดดงั นี้
1. กจิ การเจา ของคนเดียว (Sold Proprietorship)
2. กจิ การหา งหนุ สวน (Partnership)
3. กจิ การบริษัทจาํ กัด (Limited Company)
4. รัฐวิสาหกจิ (State Enterprise)
5. กจิ การสหกรณ (Co-Operative)
6. กิจการแฟรนไชส (Franchise)

1. กิจการเจา ของคนเดียว (Sold Proprietorship)

กิจการเจา ของคนเดยี ว (Sole Proprietorship) การดําเนนิ ธุรกจิ ประเภทน้ี เปน ธรุ กิจที่มีมา
เปน เวลาชานานและแพรหลายทีส่ ดุ ในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกิจการคา ปลีกและการคาสง ธรุ กจิ
การใหบรกิ ารและธุรกจิ การเกษตรท่ีเปนกิจการขนาดเลก็ การดําเนนิ งานกระทาํ ไดง า ยเพราะมีบุคคล
เพียงคนเดียวเปน เจาของ การตัดสนิ ใจดาํ เนินงานมีความคลอ งตัว กจิ การเจาของคนเดียวจึงเปน
ประเภทและชนิดของธุรกิจท่ีผูบรโิ ภคคนุ เคย และใกลชดิ มากท่ีสุดจนถือเปน สวนหน่ึงของ
ชวี ิตประจําวัน เปนกจิ การทผ่ี ูลงทนุ และรบั ผิดชอบในการทํางานแตเพียงผเู ดียว การดาํ เนนิ งาน
ไมสลบั ซบั ซอน มคี วามคลอ งตวั ในการดําเนินงาน เพราะผูลงทุนสามารถตัดสินใจ บริการดว ยตนเอง
และไดร ับกาํ ไรแดผเู ดียว อกี ท้งั มีกฎหมายควบคมุ การทาํ งานนอ ย เปนกจิ การขนาดเล็กและมีจาํ นวน
มากทสี่ ุดในประเทศไทย ไดแก ธุรกิจการคาปลีก บนตกึ แถวริมถนน หาบเรแ ผงลอย ฯลฯ เปนตน

ภาพท่ี 7 ธรุ กจิ แบบเจาของคนเดียว การเลี้ยงแกะและการทําสวนปาลมน้ํามัน

28

1.1 ขอ ดแี ละขอ เสยี ของกจิ การเจาของคนเดยี ว มดี ังนี้ ขอ เสยี
ขอดี

1. จดั ตง้ั ไดงา ย 1. เงินทุนจํากดั ขยายกจิ การไดย ากเพราะเส่ียง
2. มอี ิสระในการดําเนนิ งาน
3. รักษาความลบั ของกิจการได ตอ การลงทุน
4. กฎระเบยี บและขอ บังคบั มนี อย 2. มีความรับผดิ ชอบไมจ าํ กดั
5. ผลกําไรไดร บั แตเพียงผเู ดยี ว 3. ความผดิ พลาดเกิดขน้ึ ไดงา ย
6. การเลิกกิจการกระทาํ ไดง าย 4. กรณเี จบ็ ปว ยหรอื เสยี ชวี ิตจะมีผลทําใหก าร
7. มีความใกลช ิดและใหบรกิ ารแกล กู คาได
ดาํ เนนิ งานขาดความตอเนือ่ ง
ดกี วา ธรุ กจิ รปู แบบอ่นื 5. ขาดความเชอ่ื ถอื หรอื ขาดหลักทรพั ยค้าํ
8. สามารถตัดสินใจไดรวดเรว็ ทนั ตอ เหตุการณ
ประกนั ทาํ ใหห าแหลง เงินทุนไดย าก
6. ความเจรญิ กาวหนา ของธุรกิจขน้ึ อยกู ับ

ความสามารถของเจาของกจิ การ
7. โอกาสความกา วหนา ของพนักงานมจี ํากดั

เจาของกิจการจะควบคุมการดาํ เนินงาน
ทกุ อยางดว ยตนเอง
8. เจาของขาดความสามารถและประสบการณ
ในการทํางาน

2. กจิ การแบบหางหุนสว น (Partnership)

หางหุนสว น หมายถึง การดาํ เนินธรุ กิจโดยการรว มกันของกลุมบคุ คลตั้งแต 2 คนขน้ึ ไป
ตกลงที่จะดาํ เนนิ ธรุ กจิ โดยมวี ัตถุประสงคทจี่ ะแบง ผลกาํ ไรจากการดาํ เนินงาน

การจัดตงั้ หางหุนสว นเปน การประกอบการที่มีบุคคลตง้ั แต 2 คนข้ึนไป ทําสญั ญาตกลง
กันเพอ่ื กระทํากจิ การรว มกันดว ยการแบง ปน ผลกาํ ไรจากการดําเนนิ ธรุ กจิ น้ัน การจดั ตงั้ หา งหนุ สวน
กระทาํ ไดงาย โดยเฉพาะหางหนุ สวนสามญั ซ่ึงไมต องจดทะเบยี น เพยี งแตไ ปยื่นขอจดทะเบยี น
พาณชิ ยภายใน 30 วนั นับวนั เรมิ่ ตน กจิ การ ซงึ่ จะตอ งมีคาํ วา “หา งหุนสวน”หรอื “หางหนุ สว นสามัญ”
นําหนา ชอื่ หา งเสมอ สวนหา งหนุ สวนจํากดั จะตอ งจดทะเบียนเสมอ

2.1 ลักษณะสาํ คญั ของหา งหุนสวน มี 4 ประการ คือ
2.1.1 มสี ัญญาระหวางบคุ คลตัง้ แต 2 คนขึ้นไป สัญญาจะทาํ ดว ยวาจาก็ไดซึ่ง

กฎหมายมไิ ดบ งั คับใหทาํ เปน หนังสือ แตใ นทางปฏบิ ตั สิ ญั ญามักจัดทาํ เปนลายลกั ษณอ ักษร

29

2.1.2 มีการตกลงรวมทุน คูสัญญาจะตองมสี ง่ิ หนง่ึ สิ่งใดมาลงทนุ ไดแ ก เงินสดหรอื
ทรพั ย เชน เคร่อื งจักร สํานกั งาน ทด่ี นิ ฯลฯ ตลอดจนแรงงาน เปน ตน

2.1.3 การกระทาํ กจิ กรรมรวมกนั ผูเปนหุนสว นจะตอ งดําเนินธรุ กิจทีจ่ ัดตงั้ ข้นึ รวมกนั
2.1.4 มวี ตั ถุประสงคแบงปนผลกําไรจากการรวมทาํ ธุรกจิ

ภาพที่ 8 หา งหุนสวนสามญั ผลติ ภณั ฑอ าหารแมเล็ก
สนิ คาสดุ ยอดหน่ึงตาํ บล หนง่ึ ผลติ ภัณฑ 2547

ประเภทผลิตภัณฑ : เคร่ืองดม่ื ระดับดาว :

2.2 ประเภทของหา งหนุ สวน
ตามกฎหมายแพงและพาณชิ ย หา งหุนสว นแบงออกได 2 ประเภท คอื

2.2.1 หา งหนุ สว นสามญั (Ordinary Partnership) หมายถงึ หา งหุนสวนทผี่ ูลงทนุ เขา
หุนทกุ คนตอ งรบั ผดิ ในหนีส้ นิ ทงั้ ปวงของหา งหุนสว นรว มกนั โดยไมจ าํ กัดจํานวน หา งหนุ สว น
สามัญจะจดทะเบยี นหรอื ไมก ็ได หากไมจ ดทะเบยี นจะมีสภาพเปนหา งหุน สวนสามญั แตถ าจด
ทะเบียนกจ็ ะมสี ภาพเปนนติ บิ ุคคล ซง่ึ เรยี กวา “หา งหนุ สว นสามัญนิตบิ คุ คล” (Registered
Ordinary Partnership) ประกอบชือ่ หา งเสมอไป

หา งหนุ สว นสามัญไมจ ดทะเบยี นกฎหมายไมถ อื วา เปน นติ บิ ุคคล แตหา งหุนสวน
สามญั จดทะเบียนถือวาเปน บคุ คลตามกฎหมายหรอื เรยี กวา “นิติบคุ คล” และเรียกชอื่ เปนหา ง
หุนสว นสามญั นิติบุคคล

นติ บิ คุ คล คือ บคุ คลตามกฎหมาย การกระทาํ ใด ๆ ของนิตบิ คุ คลมขี น้ึ ไดโดยผา น
ตวั แทน เชนผจู ดั การเปน ตัวแทนของนติ บิ คุ คล ซ่ึงเพื่อกระทําการใดตอ งรับผดิ ชอบในการกระทํา
น้นั เชนการชาํ ระหนสี้ ิน

2.2.2 หางหุนสว นจาํ กดั (Limited Partnership)หมายถึง หางหนุ สว นทผี่ ปู ระกอบการ
จะตอ งจดทะเบยี นเปนนติ ิบคุ คลเสมอไป และจะตองใชค ําวา“หา งหุนสว นจํากดั ” ประกอบช่ือหา ง
เสมอ

30

หางหนุ สว นจาํ กดั ประกอบดวยหนุ สว น 2 ประเภท คอื

1) หนุ สวนประเภทจํากัดความรบั ผิด หมายถึง หุนสวนทรี่ บั ผิดในหนส้ี นิ ของ

หา งเพยี งไมเ กนิ จาํ นวนทล่ี งทนุ ในหางหุนสว นนน้ั

2) หุน สวนประเภทไมจาํ กดั ความรบั ผดิ หมายถึง หนุ สวนทจ่ี ะตองรบั ผิดใน

หน้ีสนิ ของหางโดยไมม จี ํานวนจาํ กัด หุนสวนประเภทนจี้ งึ มสี ทิ ธทิ จี่ ะจดั การหรือบริหารงาน

หา งหนุ สว นสามัญนิติบคุ คล

(ตอ งจดทะเบยี น)

หางหุนสว นสามัญ

หา งหุนสว นสามญั

(ไมต อ งจดทะเบยี น)

หา งหุน สว น

หา งหนุ สว นประเภทจํากดั

ความรับผิด

หา งหุนสวนจาํ กดั

(ตอ งจดทะเบยี น) หุนสวนประเภทไมจ าํ กัด

ความรับผดิ

แผนผงั แสดงรปู แบบธุรกิจประเภทหางหนุ สวน

2.3 ขอ แตกตา งระหวา งหางหนุ สว นสามญั และหางหนุ สวนจาํ กัด

หา งหนุ สวนสามญั หา งหนุ สวนจาํ กัด

1. ไมต อ งจดทะเบียนหางหุน สว น 1. ตองจดทะเบยี นหางหนุ สวน

2. มสี ภาพเปนบคุ คลธรรมดา 2. มสี ภาพเปนนติ ิบุคคล

3. เปนหนุ สว นไมจ ํากัดความรบั ผิดเพียง 3. มีหนุ สว น 2 ประเภท คือ หนุ สวน

ประเภทเดยี ว ประเภทจาํ กัดความรับผดิ และหุน สวนไม

จาํ กัดความรบั ผิด

4. หุนสว นทกุ คนสามารถเปนผูจดั การได 4. ผูจัดการจะมาจากหนุ สวนประเภทไมจ ํากดั

ความรบั ผดิ

5. โอนหนุ ไดยาก 5. โอนหนุ ไดง า ย

6. ความขดั แยงมมี าก 6. ความขัดแยง มนี อย

7. อายุของกิจการมคี วามตอ เนอ่ื งนอ ยกวา 7. อายุของกิจการมีความตอเนอ่ื งมากกวา

31

ภาพที่ 9 หา งหุนสวนจํากดั เกดิ แกวสมุนไพรไทยผลติ ภณั ฑไ วน- สาโท
เชน ไวนลิน้ จ่ี ไวนก ระชายดาํ ไวนล กู หมอน สาโท(OTOP)*

2.4 ขอดขี องกิจการหา งหุน สวน
2.4.1 กอ ตัง้ งาย การกอ ตัง้ ธรุ กจิ ประเภทหา งหนุ สว น จะจดทะเบยี นหรอื ไมกไ็ ด

ผเู ปนหนุ สวนจะมสี ัญญาทไ่ี มเ ปนลายลกั ษณอักษรกไ็ ด เวน แตผูเปนหนุ สว นมีความประสงคจ ะขอ
จดทะเบยี นกส็ ามารถกระทาํ ได

2.4.2 เปนการรวบรวมความรูความสามารถ การดําเนนิ งานของกจิ การหา งหนุ สว น
เปนการรวบรวมบคุ คลทม่ี คี วามรคู วามสามารถไวดวยกนั เชน ความรดู า นการบริหาร ความรูดา น
การผลติ ความรดู า นการตลาด ฯลฯ ดงั นน้ั กิจการหางหุน สว น จงึ เปน ศนู ยรวมของกลุมบุคคลที่
จะตอ งชว ยกนั คดิ ชวยกันทํา ตามความรคู วามสามารถของตน เพ่ือที่จะทาํ ใหกจิ การประสบ
ความสําเร็จและยงั เปน ผลดีตอ เศรษฐกจิ โดยรวม

2.4.3 มีแหลง เงนิ ทนุ การประกอบการของหางหุนสว น สามารถหาแหลงเงินทุนได
จากแหลงตา ง ๆ มากกวาธุรกจิ เจา ของคนเดยี ว เพราะการทํางานรวมกนั หลายคน ทาํ ใหก จิ การ
ไดร บั ความเชอ่ื ถือจากบคุ คลทั่วไป ดงั นนั้ การระดมทนุ จึงทาํ ไดสะดวก ซ่ึงมีผลตอธุรกิจในการ
ขยายกจิ การตอ ไป

2.4.4 ความเชอ่ื ถือของบคุ คลภายนอก กิจการหา งหนุ สวน เปน ธุรกิจทน่ี าํ เอาบุคคลท่ี
มีความรูความสามารถมาทํางานรวมกนั มกี ารแบง งานกนั ทําตามความถนัดและความสามารถของ
ตนซงึ่ มีความรับผดิ ชอบ ดงั นัน้ กิจการหางหนุ สวนจงึ เปน ท่เี ชอื่ ถือ หรือมีเครดิตตอ บคุ คลภายนอก
ซ่งึ ใหความมนั่ ใจท่จี ะดาํ เนนิ ธรุ กจิ ดว ย

2.4.5 การกระจายความเสยี หาย การดําเนนิ ธรุ กิจในรปู หา งหนุ สว น หากประสบกบั
การขาดทุน หนุ สวนแตล ะคนจะตอ งรบั ผดิ ตอ หนส้ี ินของธรุ กจิ ดวยการกระจายความเส่ยี ง กจิ การ
หางหนุ สว นจะลดความสญู เสียที่หนุ สวนคนใดคนหนึง่ ตอ งรับผดิ ชอบได ภาระความรับผดิ จึงไม
ตกอยูกับบคุ คลเพียงคนเดยี ว

32

2.5 ขอ เสียของกจิ การหา งหนุ สวน
2.5.1 ปญหาความขดั แยง การดําเนนิ งานในรปู หา งหนุ สวน เปนการรวมบคุ คลหลาย ๆ

คนเขาไวด ว ยกนั การทาํ งานบางครงั้ อาจจะมคี วามคดิ เห็นไมตรงกนั ทาํ ใหเกดิ ความขัดแยง
เก่ียวกับความคดิ เหน็ หรือการทาํ งานได

2.5.2 ความรบั ผดิ ในหนส้ี นิ ไมจ ํากัด ผเู ปน หนุ สว นแตละคนจะตองรบั ผดิ ตอ หนส้ี ิน
ไมจ ํากัดจาํ นวน เจา หน้ีสามารถเรียกรองใหเ อาทรัพยส ินสวนตวั ของหนุ สวนชําระหน้ไี ด
โดยเฉพาะหนุ สว นประเภทไมจ าํ กัดความรบั ผิด หากการดาํ เนนิ งานเกดิ ความผิดพลาดธรุ กิจประสบ
ความลม เหลว หนุ สว นไมจ าํ กดั ความรบั ผิดจะตอ งรว มรบั ผิดโดยไมจ ํากดั จาํ นวน

2.5.3 อายกุ ารดําเนนิ งานจํากัด อายุของการดาํ เนินธรุ กจิ ประเภทน้ี ขนึ้ อยกู บั ผูเ ปน
หุน สวนแตล ะคน หากผูเปนหนุ สว นคนใดคนหนง่ึ เสยี ชวี ติ หรือถอนตัวออกไป ดว ยการขายหุน
ลม ละลายหรอื ไรความสามารถ ธุรกิจนนั้ จะตองลมเลกิ ไป ยกเวนกรณหี นุ สวนเดิมรบั ซอ้ื หนุ เอาไว
ดงั นนั้ อายุของการดําเนนิ งานของหางหนุ สวนจงึ จํากัด สาํ หรบั หนุ สว นประเภทไมจาํ กดั ความรบั
ผดิ จะไมม ผี ลทจี่ ะทําใหก จิ การตองลม เลกิ ไป

2.5.4 การถอนหุนทําไดย าก ผูเปน หนุ สว นไดน าํ ทรพั ยม าลงทุน เชน เงินสด ที่ดนิ
สาํ นักงาน ฯลฯ ทรัพยส ินเหลานน้ั ผเู ปนเจา ของไมอาจจะถอนทุนเหลา นน้ั ข้นึ มาทนั ที ตามทตี่ น
ตองการได จงึ มลี ักษณะขาดความคลอ งตวั เพราะทรพั ยส นิ ดังกลาวถูกนาํ ไปใชห มนุ เวยี นในการ
ดาํ เนินธรุ กจิ กิจการจงึ ไมส ามารถนําทรัพยส ินมาจา ยคนื แกผูถอื หุน ไดท นั ที

2.6 การจัดตง้ั กจิ การประเภทกจิ การเจา ของคนเดยี วและหา งหนุ สวน
การจัดตั้งกจิ การประเภทบุคคลเดยี ว มีรูปแบบในการดําเนนิ ธุรกจิ ทส่ี ามารถแบงได

ตามลกั ษณะของกิจการ คือ
2.6.1 ประเภทท่ไี มข อจดทะเบียนกจิ การ เรียกวาหา งหนุ สว นสามัญ(ไมจดทะเบยี น)
2.6.2 ประเภททีข่ อจดทะเบยี นกิจการ เรยี กวา หางหุน สวนสามญั นติ ิบคุ คล
กิจการประเภทบคุ คลคนเดยี วทีไ่ มข อจดทะเบยี นกิจการ หรอื หางหุน สว นสามญั

(ไมจ ดทะเบยี น)ธรุ กิจทีม่ บี คุ คลคนเดียวเปนผูล งทนุ และเปนเจาของกจิ การโดยลําพังคนเดยี ว
รับผดิ ชอบในทรพั ยสนิ และหนสี้ ินทเ่ี กดิ จากธรุ กิจ การบริหารการจดั การตางข้นึ อยกู บั บคุ คลคน
เดียว เรยี กวา หางหนุ สว นสามญั (ไมจ ดทะเบียนกิจการ)

33

2.7 กิจการท่ไี ดร ับยกเวนไมต อ งจดทะเบยี นพาณชิ ย
- การคาเร การคา แผงลอย
- พาณิชยกจิ เพือ่ บาํ รงุ ศาสนาหรือเพ่ือการกุศล
- พาณิชยกจิ ของนติ ิบุคคลซึ่งไดม ี พระราชบญั ญัตหิ รอื พระราชกฤษฎกี าจัดตงั้ ขึ้น
- พาณิชยกจิ ของกระทรวง ทบวง กรม
- พาณิชยกจิ ของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ
- พาณชิ ยกจิ ของหา งหนุ สว นสามัญนิติบุคคล หางหุนสว นจาํ กดั และบรษิ ทั จํากดั
ท่ีจดทะเบยี นในประเทศไทย
- กลมุ เกษตรกรซึง่ ไดจดทะเบยี นตามประกาศคณะปฏวิ ตั ฉิ บับที่ 141

2.8 ข้ันตอนการจัดตง้ั หา งหนุ สว นสามญั ไมจ ดทะเบียน
ขอคาํ รองจดทะเบยี นกับสํานักบรกิ ารจดทะเบยี น กรมทะเบยี นการคา กระทรวง

พาณชิ ย ปฏบิ ตั เิ ชนเดยี วกบั บุคคลธรรมดา
ธุรกิจเจา ของคนเดยี วเหมาะสาํ หรับผูประกอบการที่จะเร่ิมธรุ กจิ ใหม เพราะเมือ่ ดําเนนิ

ธรุ กิจไปไหชว งหน่ึงกจ็ ะทราบความเปน ไปในธรุ กจิ ทที่ าํ อยู จึงคอ ยเปลย่ี นแปลงรปู แบบของธุรกิจ
เพอื่ ใหส อดคลอ งกบั กจิ การท่ขี ยายตวั กิจการประเภทบคุ คลคนเดียวทจ่ี ดทะเบยี นกจิ การธรุ กจิ ท่มี ี
บุคคลคนเดียวเปนผลู งทุน และเปน เจา ของกจิ การท่เี ขา ขา ยกิจการในลกั ษณะตามพระราชบัญญัติ
ทะเบยี นพาณชิ ย พ.ศ. 2499 ที่กาํ หนดใหต อ งจดทะเบยี น เจาของกิจการตอ งยน่ื ขอจดทะเบยี น
พาณชิ ยภ ายใน 30 วนั นบั แตวันทีไ่ ดเร่มิ ประกอบกิจการ มีสถานภาพเปนนติ บิ คุ คล เรยี กวา
“หา งหุนสว นสามัญนิตบิ ุคคล ”

การจัดตัง้ หางหนุ สว นสามัญนิติบคุ คลนน้ั ทําได ซ่งึ ธรุ กิจน้นั ตองไมขดั ตอ กฎหมายและ
ศลี ธรรม การบริหารหางหุนสว นสามัญนิตบิ คุ คลน้ัน การดาํ เนนิ งานอยางเต็มท่ีตามวัตถุประสงคและ
ตามสัญญาของหา ง อาทเิ ชนเรอื่ งการรับผิดชอบในกําไรขาดทนุ หนี้สิน หรอื นติ กิ รรม
หรือสัญญาใด ๆ ยอมผกู มดั ผูเปนเจา ของกจิ การโดยทไ่ี มส ามารถทีจ่ ะปฏิเสธได

2.9 กิจการท่ีตอ งจดทะเบียนพาณชิ ย
- การทําโรงสีขา ว และการทาํ โรงเลอ่ื ยท่ใี ชเ ครอ่ื งจักร
- การขายสนิ คา ไมวา อยา งใด ๆ อยา งเดยี วหรือหลายอยา ง คดิ รวมทั้งส้นิ ในวนั หนง่ึ ขาย

ไดเปนเงินต้งั แต 20 บาทข้นึ ไป หรือมสี ินคาดังกลา วไวเ พอ่ื ขายมีคา รวมทั้งส้ินเปน เงินต้งั แต 500 บาท
ขนึ้ ไป

- นายหนา หรือตัวแทนคา ตาง ซง่ึ ทาํ การเกย่ี วกับสนิ คา ไมวาอยา งใด ๆ อยางเดียว หรือ
หลายอยา งก็ตาม และสินคา นน้ั มีคา รวมท้งั สิน้ ในวันหน่งึ วันใดเปน เงินต้ังแต 20 บาทขึ้นไป

34

2.10 ระยะเวลาที่ตองจดทะเบยี นพาณิชยแ ละคาธรรมเนยี ม
เจา ของกิจการมหี นาทีต่ อ งยนื่ ขอจดทะเบยี นพาณชิ ยภ ายใน 30 วนั นับแตว ันทไี่ ดเร่ิม

ประกอบกจิ การ เจาของกจิ การใดฝาฝน ตอ งระวางโทษปรับไมเกิน 2,000 บาท และปรับตอเน่อื งอกี
วันละไมเกิน 100 บาทจนกวา จะไดจดทะเบียนการจดทะเบียนพาณชิ ย ตองเสยี คาธรรมเนียม 50 บาท

2.11 การเลกิ กิจการ
หางหนุ สวนสามญั นิตบิ ุคคลสามารถเลิกกจิ การตามสญั ญาท่ีกําหนดไว เชน ไดม ีการ

กาํ หนดระยะเวลาในการทํางานและเมอื่ ครบกําหนดตามเวลาแลว กต็ อ งเลิกไป หรือเจา ของกจิ การ
เสียชีวติ ลมละลาย หรือไรค วามสามารถ สามารถทาํ การเลิกได หรือศาลส่งั ตามคําขอของเจา ของ
กิจการใหยกเลิกเนอ่ื งจากขาดทุนมาตลอด

ในกรณที ีม่ กี ารเลิกกจิ การหา งหุนสวนสามญั นิติบคุ คลน้นั ตอ งทําการชาํ ระหนดี้ ังนี้
1. ชาํ ระหนแี้ กบ คุ คลภายนอกเปนอนั ดบั แรก
2. ชําระหนเี้ งนิ กเู งนิ ทดรองและคาใชจ า ยท่ีขอยืมมาใช

3. กจิ การบรษิ ัทจํากดั (Limited Company)
บรษิ ัทจาํ กดั คือ กจิ การทก่ี อ ตง้ั ดวยการแบงทุนออกเปนหนุ แตล ะหนุ มมี ลู คา เทา ๆ กัน

ผูถอื หนุ แตละคนตา งรบั ผิดจาํ กัด เพยี งไมเกนิ จาํ นวนเงนิ ทีย่ ังสงใชไมค รบตามมลู คา ของหุนท่ีตนถอื
อยู ผถู อื หนุ จาํ นวนมากมสี ิทธใิ นการบรหิ ารงาน บริษทั แบง ออกเปน 2 ประเภท คอื บรษิ ทั จาํ กัด
และบริษัทมหาชน (จํากดั )

3.1 ลกั ษณะสําคญั ของบรษิ ทั จํากัด
3.1.1 มีผถู ือหนุ ไมน อ ยกวา 7 คน แตไมเ กิน 100 คน
3.1.2 มูลคา หุนไมต่าํ กวาหนุ ละ 5 บาท ซงึ่ จะตองชาํ ระเงินคา หุน ในครั้งแรกกอ น

จดทะเบยี นตงั้ บริษทั ไมนอยกวารอยละ 25 ของมลู คา หนุ

35

ภาพท่ี 10 บรษิ ัท ผลติ ภณั ฑอาหารเชฟชอย จํากัด
3.1.3 มคี าํ วา “บรษิ ทั ” นาํ หนาช่อื และตอ ทายดวยคําวา “จาํ กดั ”
3.1.4 การบริหารกิจการเปน หนาทข่ี องกรรมการบริษัท
3.1.5 ท่ปี ระชมุ ผถู ือหุน เปน เพยี งผแู ตง ตง้ั หรือถอดถอนกรรมการบรษิ ทั ตลอดจน
กําหนดนโยบายและเงนิ ปนผล
3.1.6 บริษทั จะออกเอกสารใหกบั ผถู อื หนุ คือใบหุน
3.2 การจดั ตง้ั บรษิ ัทจาํ กัด
การจัดตงั้ บริษัทจาํ กัด ผูป ระกอบการจะตองดําเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
ดงั ตอไปน้ี
3.2.1 มีผูรเิ ริ่มกอตง้ั บริษัทตงั้ 7 คนขึ้นไป เขา ชื่อกันทาํ หนงั สอื บรคิ ณหส นธแิ ลว
นาํ ไปจดทะเบยี นตอนายทะเบียนบริษทั

หนังสือบรคิ ณหส นธิ คอื หนังสือแสดงรายละเอยี ดเกยี่ วกบั การจดั ตง้ั บริษทั
โดยลงลายมอื ชื่อของผรู ิเร่มิ กอการทุกคน ซง่ึ ตอ งมพี ยานลงลายมือชอื่ รบั รองจาํ นวน 2 คน
แลวนาํ ไปจดทะเบียน การจดั ทําหนังสือบริคณหสนธิจะตอ งทําอยา งนอ ย 2 ฉบบั มรี ายละเอียด
ดังตอ ไปน้ี

1) ช่ือกิจการมีคําวา“บรษิ ทั ” นําหนาชอื่ และตอทายดว ยคําวา “จํากดั ”เสมอ
2) ท่ีตงั้ ของบริษทั
3) วตั ถุประสงของบริษทั
4) ถอยคาํ ที่แสดงวาความรบั ผดิ ชอบของผูถอื หนุ จะมจี าํ กดั
5) จาํ นวนทุนหรอื หนุ ที่จดทะเบยี นตลอดจนมูลคาของหนุ
6) ชือ่ สํานัก อาชพี และลายมอื ชื่อของผกู อการพรอ มจํานวนหนุ ท่แี ตละคนจองไว

36

3.2.2 เมอ่ื นายทะเบียนบรษิ ทั ไดร บั จดทะเบยี นหนังสือบริคณหส นธแิ ลว ผูเร่มิ กอการ
จัดต้ังบรษิ ทั ตอ งดาํ เนินการใหมีผูเ ขา ชอ่ื ซื้อหนุ หรือจองหนุ จนครบจํานวนตามทจี่ ดทะเบยี นหนังสอื
บริคณหสนธิไว และหามมใิ หมกี ารชี้ชวนหรือโฆษณาใหม าซือ้ หนุ โดยเดด็ ขาด เพราะกฎหมาย
หามไว

3.2.3 หนุ ทนุ จะตองมีผแู สดงความจํานงขอซ้ือจนครบเสียกอ น จงึ จะไปขอจด
ทะเบยี นตงั้ บรษิ ทั ได

3.2.4 ผูเริ่มกอ การเรยี กประชมุ บรรดาผูทซ่ี ้ือหุน เพือ่ ประชุมจัดตัง้ บริษทั โดยกําหนด
ขอ บงั คับของบริษัท การใหส ตั ยาบนั แกสัญญาตา ง ๆ การกําหนดจาํ นวนหนุ แตล ะประเภท
และแตงตัง้ กรรมการบรษิ ัท

3.2.5 ผเู ริ่มกอการจะตองมอบกิจการทัง้ ปวงใหก บั กรรมการดาํ เนินงานตอไป สวนผู
เร่มิ กอการจะหมดหนา ทีไ่ ป

3.2.6 กรรมการบรษิ ัทจดั การเรยี กเงนิ คาหนุ จากผูเร่มิ กอ การ และผซู ื้อหนุ โดยให
ชําระเงินคาหนุ อยา งนอ ยรอ ยละ 25 ของมลู คาหนุ จนครบทุกหนุ

3.2.7 กรรมการของบริษทั ตองไปขอจดทะเบยี นบรษิ ทั ภายใน 3 เดอื นนับแตว นั
ประชมุ ต้ังบริษัท เมอื่ นายทะเบยี นไดตรวจสอบความถูกตองตามกฎหมายแลว กจ็ ะออกใบสาํ คญั
การจดทะเบยี นบริษทั ใหไ วเ ปน หลักฐาน บริษัทก็จะมีสภาพเปน นติ ิบคุ คลตามกฎหมายต้ังแตน ้เี ปน
ตนไป

3.3 การเลกิ บริษทั สาเหตทุ จ่ี ะทาํ ใหบรษิ ทั ตองเลิกกิจการมีดังตอไปน้ี
3.3.1 มีมตพิ เิ ศษของผถู อื หนุ ทนุ ใหเลิกกจิ การ
3.2.2 ขอบงั คับของบรษิ ทั ไดก ําหนดกรณที จี่ ะเลกิ กจิ การไว
3.2.3 เมอื่ ครบกาํ หนดเวลาตามระบุไวใ นหนงั สอื บรคิ ณหส นธิ
3.2.4 หากบรษิ ัทไดจดั ต้งั ขนึ้ เพ่อื ทํากจิ การใด ๆ เมื่อบรรลวุ ัตถปุ ระสงคแลวบริษทั

ตองเลิกไป
3.2.5 ถูกเพกิ ถอนออกจากทะเบียนบริษทั เนื่องจากวตั ถุประสงคในการดาํ เนนิ งาน

ขดั ตอ หรือไมป ฏบิ ัติใหถ ูกตอ งตามกฎหมายในเรื่องใดเรอ่ื งหนึ่ง ซงึ่ นายทะเบยี นมีอาํ นาจสง่ั เพกิ
ถอนได

3.2.6 ถูกศาลส่งั ใหลมละลาย
3.2.7 ถกู ศาลสง่ั ใหเ ลกิ กจิ การ

37

3.4 ขอดีของบริษัทจํากัด
3.4.1 ผูถอื หนุ มคี วามรบั ผิดจาํ กดั เพยี งไมเ กนิ มลู คา หุนทต่ี นคางชาํ ระ
3.4.2 มกี ารกระจายความเสี่ยง กิจการบริษทั จาํ กัดเปน กิจการที่กระจายความเสยี่ งไป

ยงั ผถู อื หนุ เนอื่ งจากทนุ ของบริษัทมาจากการถอื หนุ ของบุคคลทว่ั ไป ดังนน้ั ความเสยี่ งอนั เกดิ จาก
การขาดทนุ จงึ กระจายไปยังผถู อื หุนทุกคน

3.4.3 สามารถระดมทนุ ไดม าก ดว ยการขายหุน ใหแ กผ ูสนใจภายใตกฎหมายกาํ หนด
3.4.4 เน่ืองจากเปนกจิ การขนาดใหญ จงึ เปนท่ีรวมของบุคคลท่มี คี วามรคู วามสามารถ
เขามาบรหิ ารงาน ทาํ ใหก ารทาํ งานมปี ระสิทธิภาพ นอกจากนย้ี ังสามารถวา จางบุคคลภายนอกซงึ่
เปน มอื อาชพี ท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพเขา บรหิ ารงานได
3.4.5 หนุ ของกิจการสามารถเปลย่ี นมอื ได ดว ยการโอนหรอื ขายหุน ใหก บั บุคคลอ่นื
ไดต ามทก่ี ฎหมายกําหนด
3.4.6 การดําเนนิ กิจการมคี วามม่ันคงและมคี วามตอเนอื่ ง เมอ่ื ผูถือหุนคนเกา ไดโ อน
หรือขายหนุ ไป ผถู อื หนุ รายใหมเ ขามารบั ชวงตอ ทําใหกิจการไมต อ งหยุดชะงักเหมือนกิจการหาง
หนุ สว น

3.5 ขอ เสียของบริษัทจาํ กดั
3.5.1 มีกฎหมายควบคมุ ทเ่ี ครง ครดั กจิ การบริษัทจาํ กัดเปนธุรกิจอยภู ายใตก ฎหมายที่

จะตอ งปฏบิ ตั ิ เพ่ือเปนการควบคมุ การดําเนนิ งานของบรษิ ัทใหเปน ไปตามวตั ถปุ ระสงค และเปน
ประโยชนต อผูเ กี่ยวขอ ง เชน ผูถอื หนุ และประชาชนใหม ากที่สดุ

3.5.2 การบริหารงานขาดความคลอ งตวั เนือ่ งจากกจิ การประเภทนสี้ ว นมากจะเปน
ธุรกจิ ขนาดใหญ มีพนักงานจํานวนมากทาํ ใหขาดความสมั พนั ธระหวา งผูบริหารและพนกั งาน
บางครงั้ มผี ลทําใหก ารบรหิ ารงานไมค ลอ งตัวเทาท่ีควร

3.5.3 เสยี คา ใชจา ยในการดาํ เนนิ งานสงู เพราะการจดั ตง้ั บรษิ ทั จาํ กัดมีพธิ กี าร
มากมาย มีความยงุ ยากมากกวา การจัดตงั้ ธรุ กจิ รปู แบบอน่ื จงึ ทําใหเ สยี เวลาและคา ใชจ า ยสูง

3.5.4 การบริหารงานขาดประสทิ ธิภาพ กรณีที่กจิ การวาจางบคุ คลภายนอกมา
บรหิ ารงาน ถา หากบุคคลเหลานีไ้ มมีความรูเกยี่ วกับสภาพหรือปญ หาภายในองคก รดพี อ อาจจะ
ทาํ ใหเกดิ ปญหาเกยี่ วกับการบรหิ ารงานได

3.5.5 เจา ของกิจการหรอื ผถู อื หุน รายยอ ย แตละคนไมม โี อกาสบริหารงานดว ยตนเอง
เหมอื นธุรกจิ รปู แบบอื่น หากไมพ อใจการดาํ เนินงานของคณะผูบ รหิ าร ผถู อื หุนรายยอยจะทําได
โดยการขายหนุ

38

ภาพที่ 11 บรษิ ทั ไทยลักซ เอน็ เตอรไ พรส ( มหาชน )
ประกอบธรุ กจิ ผลิตและจาํ หนา ยอาหารสตั วน า้ํ จาํ กัด

บริษทั มหาชน(จํากัด) (Public Company)

บรษิ ทั มหาชน(จาํ กดั ) : บมจ. ตามมาตรา 15 แหงพระราชบัญญตั บิ รษิ ทั มหาชน(จาํ กดั )
พ.ศ. 2535 ใหบ ทนยิ ามตอไปนี้

“บรษิ ทั มหาชน (จํากัด) คือ บรษิ ัทประเภทซ่งึ ตั้งขน้ึ ดวยความประสงคท จ่ี ะเสนอขายหนุ ตอ
ประชาชน โดยผูถือหนุ มีความรับผิดจาํ กดั ไมเ กนิ จาํ นวนคา หุน ทตี่ อ งชาํ ระ และบรษิ ทั ดงั กลา วได
ระบุความประสงคเชนนัน้ ไวใ นหนงั สอื บริคณหส นธ”ิ

จากบทนยิ ามดงั กลาว อาจกาํ หนดองคป ระกอบของบริษัทมหาชน(จํากดั ) ดังน้ี
1. เปนบรษิ ัทประเภทซง่ึ แบง ทนุ ออกเปน หนุ ละเทา ๆ กนั เสนอขายหรอื โฆษณาขายตอ
ประชาชนได ตามมาตรา 50 ของพระราชบญั ญัตดิ งั กลาวที่บญั ญตั ิไวว า หุนของบรษิ ทั แตละหนุ
ตอ งมีมลู คา เทา กนั และมีมลู คาไมตํ่ากวา 5 บาท ถากรณบี ริษทั มหาชน(จาํ กัด) ท่จี ดทะเบยี นในตลาด
หลกั ทรพั ยฯ มลู คาหนุ ทต่ี ราไว (Par Value)หุนละ 10 บาท เสนอขายประชาชน
2. ผูถอื หุนมคี วามรับผดิ จาํ กดั ไมเกนิ จาํ นวนเงนิ คาหนุ ทต่ี องชาํ ระ เชน นาย ก ซอ้ื หนุ
บรษิ ัทแหง หนง่ึ หุนละ 10 บาท รวมเปนเงนิ ท้งั สิ้น 2,000 บาท หากบรษิ ัทดังกลาวเลกิ กิจการ
นาย ก ตอ งรบั ผิดชอบหนส้ี นิ ท่ีบรษิ ัทคา งชาํ ระเพยี ง 2,000 บาทเทานน้ั
3. บรษิ ัทมีความประสงคท ่ีเสนอขายหนุ ตอประชาชนได โดยระบุความประสงคใ นหนงั สือ
บรคิ ณหสนธิ ทัง้ น้เี พื่อระดมทนุ จากประชาชนโดยการเสนอขายหนุ เปน การทัว่ ไป จะมีผูถอื หุน
เปนจํานวนเทา ใดก็ไดแ ตอยา งต่ําจะตอ งมี 15 คนขนึ้ ไป (ซ่งึ 15 คนนเ้ี ปนชุดเดียวกบั ผูเ ร่มิ จดั ตั้ง
บรษิ ัท) อัตราสวนการถอื หนุ รายใหญจะถอื คนเดยี วในอตั รารอ ยละเทาใดกไ็ ดก ฎหมายไมไดจ ํากดั

39

หมายเหตุ กรณีบรษิ ัทมหาชน(จํากดั ) ท่จี ะนําหนุ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพยฯ ตอ งมี
ผูถือหุนสามัญรายยอ ยอยางนอ ย 600 ราย (ตามพระราชบญั ญตั หิ ลักทรพั ยฯและตลาดหลกั ทรัพย
พ.ศ. 2535)

4. กิจการแบบรฐั วิสาหกจิ (State Enterprise)

รฐั วิสาหกิจ (State Enterprise) เปนองคก ารธรุ กจิ ท่มี ีหนว ยงานของรัฐหรือหนว ยงาน
ธุรกจิ ทีร่ ฐั เปนเจา ของ รวมทง้ั บรษิ ัทหรือหา งหนุ สว นนติ บิ ุคคลทอ่ี งคการของรัฐบาลมที นุ รวมอยู
ดวยเกินกวารอ ยละ 50 รฐั วิสาหกิจในประเทศไทยแบง ออกไดเปน 3 ประเภทดงั นี้

4.1 กจิ การทีเ่ ปน นติ บิ ุคคล เชนองคการโทรศพั ทแ หง ประเทศไทย การทาเรือแหง ประเทศ
ไทย การรถไฟแหง ประเทศไทย ฯลฯ

4.2 กิจการทม่ี ิไดเปน นิติบคุ คล มีหนว ยราชการใชทนุ ดาํ เนินงานทง้ั หมดเปน ของรฐั
เชน โรงงานยาสบู สาํ นกั งานสลากกนิ แบง รฐั บาล ฯลฯ

4.3 กิจการธนาคาร แบงเปน
4.3.1 ธนาคารทรี่ ฐั บาลถอื หนุ เกนิ รอ ยละ 50 เชน ธนาคารกรงุ ไทย จํากดั
4.3.2 ธนาคารทจ่ี ดั ตั้งโดยพระราชบญั ญัติเอกเทศ เชน ธนาคารแหง ประเทศไทย

ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห ฯลฯ

รัฐวิสาหกิจแบงออกได 6 ประเภทตามขอ มูลของกรมบญั ชีกลาง

1. ประเภททหี่ ารายไดใ หรัฐ

1.1 โรงงานยาสบู กระทรวงการคลงั

1.2 สาํ นักงานสลากนิ แบง รฐั บาล

2. ประเภทท่ีเปน สาธารณูปโภคและสาธารณปู การ

2.1 ประเภทท่เี ปน สาธารณปู โภค

การไฟฟา ฝา ยผลิต

การไฟฟานครหลวง

การไฟฟาสวนภมู ภิ าค ภาพท่ี 12 โรงงานยาสบู กระทรวงการคลัง
การประปานครหลวง

การประปาสวนภมู ภิ าค

2.2 ประเภททสี่ าธารณปู การ

การทางพิเศษแหงประเทศไทย

การทาอากาศยานแหง ประเทศไทย

40

การทาเรอื แหง ประเทศไทย

การรถไฟแหงประเทศไทย

องคก ารขนสงมวลชนกรงุ เทพฯ

องคก ารโทรศัพทแหงประเทศไทย

การสื่อสารแหงประเทศไทย

องคก ารสอ่ื สารมวลชนแหงประเทศไทย

บริษัทวทิ ยุการบนิ แหงประเทศไทย

การเคหะแหงชาติ

การนิคมอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย

รฐั วิสาหกจิ 2 ประเภทนนี้ าํ รายไดสงเขา คลงั ในป 2540 เปนจาํ นวนเงนิ 32,438 ลานบาท และจา ง

พนกั งาน 199,505 คน

3. ประเภทท่ตี ้ังขึ้นเพ่อื ดาํ เนินการตามนโยบายพเิ ศษของรฐั

3.1 สถาบนั การเงนิ

ธนาคารกรุงไทย จาํ กัด

ธนาคารออมสนิ

ธนาคารอาคารสงเคราะห

ธนาคารเพ่อื การเกษตรและสหกรณ

สาํ นักงานธนานเุ คราะห

สถาบันการเงนิ เหลา น้ีนํารายไดสง เขาคลังในป 2540 ภาพที่ 13 ธนาคารออมสนิ
เปน เงิน 2,490 ลา นบาท และจางพนักงาน 41,573 คน สํานกั งานใหญธ นาคารออมสิน

3.2 อนรุ ักษและใชป ระโยชนทรพั ยากรธรรมชาติ

การปโตรเลียมแหงประเทศไทย องคก ารเหมืองแรใ นทะเล องคก ารอตุ สาหกรรมปาไม

องคการเหลา นี้นาํ รายไดส งเขาคลังในป 2540 เปนเงนิ 3,500 ลานบาท และจางพนกั งาน 5,853 คน

3.3 เกษตรกรรมและพาณิชยกรรม

องคการสง เสริมกิจการโคนม องคก ารสวนยาง

องคการตลาดเพ่อื เกษตรกร องคการสะพานปลา

องคก ารอุตสาหกรรมหองเย็น องคการตลาด

องคการคลงั สนิ คา บริษัท ไมอ ดั ไทย จาํ กดั

โรงพิมพตาํ รวจ กรมตาํ รวจ โรงงานไพ กรมสรรพสามิต

องคการสุรา กรมสรรพสามิต องคการเภสัชกรรม

องคการรบั สงสนิ คาและพสั ดุภณั ฑ บริษัท ไทยเดินเรอื ทะเล จํากัด

41

บรษิ ทั การบินไทย จํากัด บรษิ ทั ขนสง จาํ กัด

บริษัท อกู รงุ เทพ จํากดั บรษิ ัท ลาํ พนู จงั หวัดพาณชิ ย จํากดั

บริษทั จังหวัดสุรนิ ทร จาํ กัด บริษัท ปราจนี บุรจี ังหวดั พาณชิ ย จํากดั

บริษัททง้ั 20 น้ีนํารายไดส ง เขา คลังในป 2540 เปน เงนิ 2,495 ลา นบาท และจางพนักงาน 36,736 คน

3.4 ประเภทสง เสรมิ

การทองเท่ียวแหง ประเทศไทยการกฬี าแหง ประเทศไทย

องคก ารสวนสตั ว สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

สถาบันวิจยั วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงประเทศไทย

สํานกั งานกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง

หนวยงานเหลานี้นาํ รายไดสง คลังในป 2540 เปนจํานวน 8,486 ลานบาท และจา งพนกั งาน 2,255 คน

4. ประเภทท่ตี ้งั ขึ้นโดยมีวตั ถุประสงคเดิมเพ่อื ความมนั่ คงของประเทศ

องคการผลิตอาหารสาํ เรจ็ รูป องคก ารแกว

องคการทอผา องคก ารแบตเตอร่ี

องคการฟอกหนังองคก าร 5 แหงนี้ นํารายไดสง เขา คลังในป 2540 เปนจาํ นวนเงิน 5.9

ลา นบาท และจา งพนักงาน 2,328 คน

5. ประเภทท่ตี ัง้ ข้ึน หรือไดม าดวยเหตผุ ลอื่น

โรงงานนํา้ ตาลกรมโรงงานอตุ สาหกรรม บริษทั สหโรงแรมไทยและการทอ งเที่ยวจํากัด

สองหนวยงานน้ี องคก าร 5 แหงนี้ นํารายไดสงเขาคลังในป 2540 เปนจาํ นวนเงิน 15.3 ลานบาท

จา งพนักงาน 596 คน

6. รัฐวสิ าหกจิ อน่ื ๆ ทม่ี ไิ ดจัดประเภทไว

บริษัทบางจากปโตรเลียมจํากัด(มหาชน) องคก ารรถไฟฟามหานคร

สถาบันการบินพลเรอื น องคก ารสวนพฤกษศาสตร

บรษิ ัทปตท.สํารวจและผลิตปโตรเลยี มจํากัด บรษิ ัทปตท.สผ อนิ เตอรเนช่ันแนลจาํ กดั

บรษิ ทั จัดการและพฒั นาทรัพยากรนํ้าภาคตะวันออก จํากัด

ธนาคารเพ่อื การสง ออกและนําเขา แหง ประเทศไทย ธนาคารแหง ประเทศไทย

บรษิ ทั ทา อากาศสากลกรงุ เทพแหง ใหม จํากดั องคการจัดการนํ้าเสยี

องคการพิพธิ ภณั ฑว ิทยาศาสตรแหง ชาติ องคก ารบริหารสินเชื่ออสงั หาริมทรพั ย

รฐั วสิ าหกจิ ประเภทท่ี 6 นี้ นาํ รายไดเ ขาคลงั ในป 2540 เปน จํานวนเงิน 14,843 ลา นบาท และ

จา งพนักงาน 6,923 คน

รัฐวิสาหกจิ ทัง้ 72 แหง มีทรพั ยสิน 957,527 ลานบาท มกี าํ ไร 10,051 ลานบาท และ นาํ รายได

สง เขา คลัง 14,843 ลา นบาท

42

5. กจิ การแบบสหกรณจ าํ กดั (Co-Operative)

สหกรณ คอื องคกรธรุ กจิ ท่มี กี ลมุ บคุ คลซง่ึ มอี าชีพ มคี วามสนใจและความตอ งการ
คลา ยคลงึ กันมารวมตวั กนั ทําหนาทีใ่ นธรุ กจิ เพอ่ื ชว ยเหลอื สมาชิก โดยมีจุดมงุ หมายจะรกั ษาและ
สงเสรมิ ผลประโยชนข องสมาชิกใหด ีข้ึน

5.1 ความหมายของสหกรณ
สหกรณ หมายถึง การกระทาํ รว มกนั เพือ่ ประกอบธรุ กจิ ตามวตั ถปุ ระสงคท ่ีตั้งไว
วัตถุประสงคของสหกรณ คอื การปรับปรงุ มาตรฐานความเปน อยขู องสมาชิกสหกรณใ หดีขึน้
และใหค วามชว ยเหลอื ซ่งึ กันและกันในทางเศรษฐกจิ เพือ่ ปองกนั มใิ หมกี ารเอารดั เอาเปรียบสมาชกิ
ของการทําธรุ กจิ โดยคนกลาง การดําเนนิ งานของสหกรณไ มม ีวตั ถุประสงคเพ่อื หากาํ ไรแบง ปนกนั
แตเปนการเสริมสรางความสามคั คแี ละความตอ งการท่ีจะชว ยเหลอื สมาชกิ เปน สําคญั

ภาพท่ี 14 สหกรณวดั จันทร ไมจํากดั สินใช ภาพท่ี 15 สหกรณการเกษตรทายาง
สหกรณก ารเกษตรแหงแรก

5.2 ประวัตขิ องสหกรณ
กจิ การสหกรณเ กดิ ขึ้นต้งั แตป ค.ศ. 1530 กอ นการปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรม ซึ่งมีผูรว มจัดตง้ั

บริษัทประกนั ไฟ เพ่อื รว มกนั รับผิดชอบและแบงเบาภาระเมอ่ื เกดิ อคั คภี ัยในกรงุ ลอนดอนและกรุง
ปารีส นอกจากนยี้ งั มกี ิจการทีม่ ลี กั ษณะคลายคลงึ กับสหกรณเ กดิ ข้ึนในรปู ของสหกรณผ บู ริโภค
ตลอดจนเกดิ รา นสหกรณที่ถอื เปน ความพยายามในการจดั ตง้ั สหกรณประสบผลสาํ เร็จ ณ เมือง
รอชเดล ประเทศองั กฤษ มีผูรวมทนุ กอตงั้ จาํ นวน 28 คน ดวยการขายสินคา ที่จําเปนแกค าครอง
ชีพใหก ับสมาชิก

สวนกจิ การสหกรณใ นประเทศไทย มีการเริ่มตนอยางเปน ทางการเมื่อวันท่ี 26 กมุ ภาพันธ
2459 กิจการสหกรณที่จดทะเบยี นแหงแรก คอื “สหกรณว ัดจันทรไ มจ าํ กัดสินใช”

43

5.3 ลักษณะสาํ คญั ของสหกรณ
กิจการสหกรณจะตอ งมบี คุ คลตั้งแต 10 คนขึน้ ไป รวมกาํ ลังและรวมทุนจดั ตัง้ ธรุ กจิ ตาม
วตั ถุประสงคท่ตี ัง้ ไวอยา งเดยี วกัน เพอ่ื แกไ ขปญ หาความเดอื ดรอนทางเศรษฐกจิ และสงั คมในหมู
สมาชิกทด่ี าํ เนนิ ธุรกิจรวมกนั โดยถอื หลกั ความสมคั รใจ หลกั ประชาธิปไตย หลกั ความยุติธรรม
หลักการศึกษา การชว ยเหลอื ตนเองและการชวยเหลือซ่ึงกันและกนั กิจการสหกรณซึ่งมีการจด
ทะเบยี นถกู ตอ งตามกฎหมาย มีลักษณะสําคญั ดงั นี้

5.3.1 เปน องคก รธุรกจิ
5.3.2 เกดิ การรวมตวั การรวมทุนของบุคคลต้ังแต 10 คนขึ้นไป
5.3.3 มวี ัตถปุ ระสงคในการดําเนนิ ธุรกจิ อยา งแนน อน
5.3.4 มกี ารจดทะเบยี นถกู ตอ งตามกฎหมาย

กจิ การสหกรณเปน ของสมาชกิ เพราะสมาชกิ เปน ผรู วมกําลังจดั ต้งั ข้นึ เพอ่ื
ประโยชนของสมาชิก รัฐบาลมีสว นใหค าํ แนะนําชวยเหลือเทา นน้ั เนอ่ื งจากประชาชนยังขาด
ความรูความเขา ใจเกย่ี วกับกจิ การสหกรณ

5.4 รูปแบบของสหกรณ
กิจการสหกรณม หี ลายรูปแบบแตกตา งกันไปตามลกั ษณะของการกอตั้งและการ

ดําเนินงาน คือ
5.4.1 สหกรณธนกจิ ไดแ ก สหกรณท ี่สมาชิกรวมกนั จดั ต้งั ขึ้น เพือ่ สงเสริมการออม

เงินในหมูสมาชิก เพ่ือใหสมาชกิ ไดก ยู มื เงนิ ไปเปนคาใชจ า ยหรอื ใชในการประกอบอาชพี
ซ่ึงจะตองเสียดอกเบย้ี ในอัตราทีต่ ํา่ เชน สหกรณก ารเกษตร เปน ตน

5.4.2 สหกรณการขาย เปน สหกรณท ่มี ีบทบาทชวยเหลือสมาชิก ในการรวบรวมและ
ขายผลผลติ แทนสมาชกิ ไดแ กเ กษตรกร สหกรณจ ะมีอํานาจการตอ รองเพ่อื ใหขายสนิ คา ไดในราคา
ที่สูงขน้ึ

5.4.3 สหกรณพฒั นาที่ดนิ เปนสหกรณท่ีทาํ หนา ท่ีจัดหาท่ีดนิ ใหกบั สมาชกิ ดว ยราคา
ยตุ ธิ รรม เพื่อใหสมาชกิ มีทด่ี ินทํามาหากินและมที ีอ่ ยอู าศัยดวยวิธีการเชาซ้ือ เชน สหกรณน คิ ม

5.4.4 สหกรณผบู ริโภค เปน สหกรณท ่ีทาํ หนาทจี่ ดั หาสินคานานาชนดิ มาขายใหก บั
สมาชกิ สวนใหญเปนสินคาท่ใี ชในชวี ติ ประจาํ วนั เชน สหกรณกรุงเทพ สหกรณพ ัฒนา เปนตน

44

5.4.5 สหกรณบ ริการ ไดแก สหกรณท ่ีอํานวยความสะดวกใหแ กสมาชกิ ดว ยการ
ใหบรกิ ารตาง ๆ เชน สหกรณผ ูขับรถแทก็ ซ่ี สหกรณเ คหสถาน สหกรณไฟฟา ฯลฯ

5.5 คณุ สมบตั ขิ องสมาชิก คุณสมบัติของสมาชกิ สหกรณ โดยท่วั ไปมีดงั ตอไปนี้
5.5.1 บรรลนุ ติ ภิ าวะ
5.5.2 มีความซือ่ สัตย
5.5.3 ไมเ ปน บุคคลทพุ พลภาพ
5.5.4 ไมเ ปน บคุ คลลม ละลายหรือมีหน้สี ินลน พน ตวั
การดําเนนิ งานของสหกรณมุงทีจ่ ะทาํ ธรุ กจิ กับสมาชกิ เปนสําคญั มีการซอ้ื ขาย การ

จดั หา และการใหบรกิ ารแกส มาชิก ธุรกิจของสหกรณจ ะตอ งไมดําเนนิ การเพอ่ื แสวงหาผลกาํ ไร
แตพยายามใหความรใู นการประกอบอาชีพ เชน ใหคาํ แนะนําสมาชกิ เกี่ยวกับแหลง เงนิ กู การใชจา ย
การวางแผนการทํางาน ฯลฯ สาํ หรบั การบริหารงานของสหกรณ สมาชิกแตล ะคนมสี ิทธิออกเสยี ง
1 เสียงเทาเทยี มกนั ไมว า สมาชิกจะถือหนุ มากนอยเพยี งใดก็ตาม เพราะสหกรณยดึ ถือหลกั ความ
เสมอภาคและความยตุ ธิ รรมเปน เกณฑ เพอื่ มิใหสมาชกิ เอารัดเอาเปรยี บซึง่ กันและกนั กจิ การ
สหกรณจะแบง ปน ผลกําไรหรอื เงนิ เฉลี่ยคืนใหก ับสมาชิก ตามขนาดของธุรกิจทีท่ ํากับสหกรณ
นอกเหนอื จากเงนิ ปน ผล

5.6 ประโยชนข องสหกรณ
สหกรณแตละประเภทมปี ระโยชนต อ สมาชิก เชน สมาชกิ สหกรณออมทรัพยไดร ับ

ประโยชนจ ากการสะสมหรอื ออมเงนิ แลวยงั สรา งนสิ ยั ประหยดั เพอ่ื นาํ เงินนน้ั มาลงทุนกับสหกรณ
นอกจากนสี้ มาชิกยงั ไดรับประโยชนจากการขอกยู ืมเงินจากสหกรณ สวนสมาชกิ ของสหกรณ
การเกษตรจะไดร ับประโยชนจ ากการกูยืมเงนิ เพื่อการลงทนุ การจัดหาวตั ถดุ บิ มาจําหนายในราคา
ถกู และการขายผลผลติ แทนเกษตรกร

5.7 ขอแตกตา งระหวางสหกรณก ับองคก รธรุ กจิ อ่ืน กจิ การสหกรณมคี วามแตกตางจาก
องคกรธรุ กจิ อื่น ๆ หลายประการคือ

5.7.1 จดุ ประสงค กจิ การสหกรณม จี ดุ ประสงคท ่ีจะชว ยเหลือสมาชกิ โดยไมห วงั ผล
กําไรตอบแทน แตธุรกิจประเภทอน่ื มุง หวงั ผลกําไรจากการลงทนุ

5.7.2 การดาํ เนนิ งาน สมาชกิ สหกรณมสี ทิ ธิออกเสียงเลอื กต้งั คณะกรรมการเพ่ือ
ควบคุมการดําเนนิ งานของสหกรณ โดยสมาชกิ 1 คนมสี ิทธอิ อกเสียงเพยี ง 1 เสยี ง สว นกิจการ
หางหุน สว นหรือบรษิ ทั จาํ กดั ผูถือหุนมสี ิทธิในการออกเสียงตามสว นของหนุ ทีแ่ ตล ะคนถืออยู

45

5.7.3 บริการ กจิ การสหกรณจะใหก ารศึกษาแกส มาชกิ ในรปู แบบตา ง ๆ เชน ใหก าร
อบรม การสมั มนา ฯลฯ เพอ่ื ใหสมาชิกมคี วามรูค วามเขา ใจเกยี่ วกับกจิ การสหกรณ

5.7.4 สทิ ธขิ องสมาชกิ คณะกรรมการสหกรณตองมาจากสมาชกิ สวนองคกรธรุ กิจ
อ่นื อาจจะมาจากบคุ คลภายนอกกไ็ ด

5.7.5 ผลตอบแทน สมาชกิ สหกรณไ ดร ับผลตอบแทนจากดอกเบ้ียของเงินลงทนุ ซอื้ หุน
ขณะเดียวกันกย็ ังไดรับเงนิ ปน ผลเฉลี่ยคืนจากการทําธรุ กจิ กบั สหกรณ

กจิ การสหกรณไดรบั การพฒั นาใหมีความเจริญกาวหนา ตามลําดบั สาํ หรบั ประเทศ
ไทยมกี จิ การสหกรณจ าํ นวนมาก เชน สหกรณออมทรัพย สหกรณการเกษตร สหกรณผ ูเลี้ยงสุกร
สหกรณป ระมง ฯลฯ สหกรณเ หลานไี้ ดรบั การควบคมุ และการสนบั สนนุ จากหนว ยงานของรฐั
อยางใกลช ิด คอื กรมสงเสรมิ สหกรณ นอกจากนยี้ งั มสี นั นิบาตสหกรณแหง ประเทศไทยทาํ หนา ที่
เปน ศูนยก ลางประสานงานทง้ั ในและตางประเทศ

5.8 สรปุ ขอเปรียบเทยี บความแตกตางระหวา งสหกรณ และหา งหนุ สว นบริษทั

ลักษณะ สหกรณจ ํากดั หา งหุนสวนบรษิ ัทจาํ กดั
1. วัตถุประสงค 1. เพือ่ ชวยเหลอื สมาชกิ 1. เพ่ือการคา กบั บุคคลภาย
2. ลักษณะงานรวมกนั 2. มุงรวมคน
3. หนุ และมลู คาหนุ 3. ราคาคงท่ี นอกหากาํ ไร
4. การควบคมุ และการออก 4. ตามแบบประชาธิปไตย 1 2. มุงรวมทุน
3. ราคาเปลยี่ นแปลงตามฐานะ
เสียง คน 1 เสียงแทนกนั ไมได
5. การแบงกาํ ไร 5. แบงตามมากนอยท่ที าํ ธรุ กจิ กิจการ
4. ออกเสยี งตามจํานวนหุน
กบั สหกรณ 5. แบง ตามจาํ นวนหนุ ทถี่ ือคอื

ถอื มากไดเงนิ ปน ผลมาก

6. กจิ การแบบแฟรนไชส (Franchise)

กิจการแบบแฟรนไชสเ ปน ธุรกิจที่ทันสมยั ในยคุ ปจ จุบนั ซงึ่ หลาย ๆ คนคนุ เคยและรจู กั
กันดี โดยเฉพาะบคุ คลที่กําลงั หาชอ งทางธุรกจิ ท่จี ะลงทนุ ธรุ กิจกจิ การแฟรนไชสจ งึ เปน ธุรกิจแบบ
สัมปทานทีม่ วี ธิ กี ารจาํ หนายแบบคาปลีกและคาสง ไดแกอ ตุ สาหกรรมรถยนต กจิ การอุตสาหกรรม
นํา้ มนั ปจ จบุ นั กจิ การประเภทนีไ้ ดรบั ความนยิ มกนั แพรหลายในรูปของการคา ปลีก เชน รานขาย
สนิ คาสะดวกซอ้ื บริการทีพ่ ักอาศัย รา นขายอาหาร ฯลฯ

46

6.1 ความหมายและประวตั ิของธุรกจิ แฟรนไชส
ความหมาย
นกั การตลาด ถอื สถาบนั ธุรกิจเรียกธุรกจิ แฟรนไชสวา เปน ธุรกจิ สัมปทานหรอื ธรุ กจิ

สาํ เร็จรูป ซ่งึ มีความหมายโดยสรปุ ดังน้ี ธรุ กิจแฟรนไชส คือความสมั พันธร ะหวางกลมุ คน 2 กลมุ
หรอื มากกวา ซ่ึงมบี ทบาทและหนาท่ีรับผดิ ชอบตางกัน แตจ ะสง เสริมซง่ึ กนั และกนั ในเชิงธุรกิจ
โดยมวี ตั ถปุ ระสงคจะกระจายสนิ คาหรือบรกิ ารไปสผู ูบ รโิ ภคไดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ

ธรุ กิจแฟรนไชส อีกความหมายหนง่ึ คอื “แผนการจําหนายซึ่งเจา ของธรุ กิจแตล ะคน
ดาํ เนินงานโดยเปน เสมอื นหนวยหนึง่ ของบริษัทลกู โซ(Chain Store) ขนาดใหญ ภายใตข อตกลง
รวมกนั เก่ียวกับเงอื่ นไขตาง ๆ ซ่งึ มกั ระบุไวใ นสญั ญา การดาํ เนนิ งานทุกดานเปน มาตรฐานเดียวกัน
แมแตอุปกรณแ ละการวางผงั รานจะเปน รูปแบบเดยี วกัน เจาของหรือผูใหสมั ปทานใหส ทิ ธใิ น
การจําหนายสนิ คาหรือบริการ แกผจู าํ หนา ยเอกชนหรอื ผรู ับสัมปทาน นอกจากน้กี ารกาํ หนดพ้ืนที่
จะเปนผกู ําหนดตามแบบแผน การใชตรายีห่ อ ท่โี ฆษณากนั ทั่วประเทศ และวิธีการของธุรกิจท่ีเปน
เจาของสัมปทาน”

จากความหมายดังกลา วขางตน จะเนน ใหเหน็ บทบาทหนาที่ที่ตา งกนั แตมีการสง เสริม
ซง่ึ กนั และกนั โดยมีเปา หมายเดยี วกนั คอื การขายสินคา ใหก ับผบู รโิ ภคและมีผลกําไรจากการ
ดาํ เนนิ งานน้ัน

การทีธ่ ุรกจิ แหง หน่งึ ซง่ึ เรียกวาผูใหสมั ปทาน (Franchisors) ใหส ทิ ธใิ นการผลิตและ
จําหนา ยสนิ คาและบริการชนดิ เดียวกนั หรอื อนุญาตใหใ ชช่อื หรอื ยห่ี อ ของสินคาของตนแกธุรกจิ
อ่ืน ๆ ซึง่ เรียกวา ผรู ับสัมปทาน (Franchisee) เพ่ือผลติ หรอื จําหนายสินคา ใหบ รกิ ารในเขตทองท่ีใด
ทองที่หน่งึ ท่ีหา งจากผใู หส ัมปทาน โดยผทู ี่รับสมั ปทานเปน เจา ของธรุ กิจของตน และตอ ง
รับผดิ ชอบในการดําเนินงานเอง แตจะไดร ับความชวยเหลอื จากผใู หส ัมปทาน เกยี่ วกบั เทคนคิ ใน
การผลิต วิธกี ารบริหารธุรกิจ โดยชว ยจดั อบรมพนกั งาน แนะนําเทคนคิ การผลติ สวนผสมของ
วัตถดุ บิ ที่จะใหสนิ คามมี าตรฐานเดียวกนั หรอื การชวยเหลอื ดา นเครื่องมือเครอื่ งใช
การใหค าํ ปรึกษาในการบรหิ ารงาน การไดร ับแบบฟอรมตาง ๆ เพ่ือใชป ระกอบการดาํ เนนิ งาน

6.2 ประวตั ิของธรุ กจิ แฟรนไชส
ธุรกิจแฟรนไชสม จี ดุ กาํ เนดิ ในราวป ค.ศ. 1850 ประเทศสหรฐั อเมริกา ซ่ึงเปนวธิ ีการ

หนึง่ ของผูผลิตหรอื ผจู าํ หนา ย ในฐานะที่เปน ผใู หสัมปทานเก่ยี วกับการจดั จาํ หนายสนิ คา การสรา ง
ภาพลกั ษณ ตลอดจนการสรางช่อื เสียงของบรษิ ัทแม พรอ มกับการสรางธรุ กิจระบบสัมปทาน
ทีด่ ําเนนิ การโดยผรู ับสัมปทาน วธิ ีน้ีจะทําใหผ ผู ลิตหรอื ผูจาํ หนายสามารถรกั ษาธุรกิจทคี่ ัดเลือกไว
ใหอ ยภู ายใตก ารควบคุมดูแล และปฏิบัตติ นภายใตเ ง่อื นไขทบ่ี รษิ ัทแมห รอื กิจการทใี่ หส ัมปทาน

47

ธรุ กจิ แฟรนไชสใ นประเทศไทยไดแ พรเ ขา มาเมอ่ื ประมาณ 20 ปท ี่ผานมา ธุรกิจแฟรนไชส
เรมิ่ เปนที่รูจ กั และเปน ที่สนใจในหมนู ักธุรกิจชาวไทย คือ กจิ การแมคโดนัลดม สี าขาแรกในอมั รินทร
พลาซา นอกจากน้ยี งั ไดร บั การตอ นรบั เปนอยา งดยี ิง่ จากผบู ริโภค สาํ หรบั ประเทศไทยมนี กั ธรุ กจิ
ไทยบางคน ไดน าํ ธุรกจิ แฟรนไชสจากตางประเทศเขา มาประกอบการ แตค ําวา“แฟรนไชส”
สาํ หรบั คนไทยในระยะแรกยงั ไมร ูจักและเขา ใจความหมายไดด พี อ ยกเวน นกั ธุรกจิ ไทยท่เี ดนิ ทาง
ติดตอกับตา งประเทศบอ ย ๆ ซงึ่ จะเปน ผทู ่ีมีโอกาสดีในการขยายธุรกิจของแฟรนไชสจากตาง
ประเทศเขามาจนประสบความสาํ เร็จ ในปจจบุ ันธรุ กจิ แฟรนไชสซ ง่ึ เปนท่รี ูจักกนั ดใี นหมนู ักธุรกจิ
และผูบริโภคคนไทย คอื กจิ การเซเวน -อีเลฟเวน เปน กจิ การรา นสะดวกซือ้ (Convenient Store)
นับเปนกจิ การทปี่ ระสบความสําเรจ็ และเปนแฟรนไชสร ายแรก ๆ จากตา งประเทศท่ีขยายกจิ การ
ขยายสาขาดว ยระบบแฟรนไชส บริษัทซีพี เซเวน อเี ลฟเวนฯ เปน ผูไดร ับสทิ ธิจากตางประเทศ
ในระยะแรกไดจาํ หนา ยประเภทอาหารจานดว น (Fast Food) เปน ธุรกิจทีม่ ตี ลาดกวางขวาง เพราะ
ลูกคา มที ุกเพศทกุ วยั ธุรกิจประเภทนี้กระทาํ ไดคอ นขา งงา ยและการลงทนุ ตอหนว ยตาํ่ ทาํ ใหการ
ขยายสาขาและการครองตลาดเปนไปอยา งรวดเร็ว ขณะเดยี วกันนกั ธรุ กจิ ทส่ี นใจมโี อกาสเขารวม
ลงทนุ ในระบบนงี้ าย การขยายกจิ การสามารถหาทาํ เลท่ตี ง้ั ไดต ามริมถนนใหญ ตรอก และซอยท่ี
เปนแหลง ชมุ ชน

การดําเนนิ ธรุ กิจแฟรนไชส จึงเปนกลยทุ ธท างธุรกจิ ทม่ี ปี ระสิทธิภาพในการใช เพอื่ ขยาย
ธุรกิจสาํ หรบั เจา ของกจิ การทมี่ ีความรู และประสบความสาํ เร็จในระดับหน่ึงแตขาดแคลนทุนทรพั ย
สามารถขยายธุรกจิ ในรปู แบบที่ตนเองทาํ มาและประสบความสาํ เรจ็ โดยรวมกบั บคุ คลอืน่ เจาของ
กจิ การนเ้ี รียกวา “แฟรนไชซอส” (Franchisors) ขณะเดียวกนั ธุรกจิ แฟรนไชสก็เปน วถิ ีทางหน่งึ
ท่จี ะชว ยใหบคุ คลทัว่ ไปที่มคี วามตอ งการจะเปน เจา ของธุรกจิ สามารถเปน เจาของกจิ การไดต าม
ความตองการของตน และประสบความสาํ เรจ็ ในการดาํ เนินงานไดง า ยกวา การเปนผูประกอบการ
อิสระ ผทู เ่ี ขา รวมลงทนุ หรอื ผูข อรบั สมั ปทานเรียกวา “แฟรนไชซ”ี (Franchisee) ปจ จบุ นั ธุรกิจ

48

6.3 ประเภทของธุรกิจแฟรนไชส
ธุรกจิ แฟรนไชสห รอื ธุรกิจแบบสัมปทานมี 2 ประเภท คอื
6.3.1 ธรุ กจิ แฟรนไชสห รือแบบสมั ปทานทใ่ี ชส นิ คา และช่อื การคา (Product and

Name Franchising) เปนธรุ กิจทีม่ ีรูปแบบเกิดข้ึนในชว งปลายศตวรรษที่ 19 ซงึ่ ประกอบดว ยการ
จําหนายสนิ คาทีผ่ รู ับสัมปทานหรือแฟรนไชสซี ตกลงจะจําหนา ยสินคาหรือผลิตภณั ฑใ ดผลิตภณั ฑ
หนึง่ ตวั แทนจาํ หนา ยหรอื ผรู ับสมั ปทานหรอื แฟรนไชสซ ี จะไดร ับช่ือการคา เครอื่ งหมายการคา
หรอื สินคาจากผูผลิตหรอื ผจู าํ หนายหรือผูใหส ัมปทานหรอื แฟรนไชสซ อส โดยจะถือเสมือนหนึง่
วา เปน ผูจ าํ หนา ยโดยอาศยั ผลิตภณั ฑ ธุรกจิ ประเภทนี้ ไดแ กต วั แทนจาํ หนายน้าํ อดั ลมโคคา-โคลา
สถานีบริการน้ํามนั เชลล ตวั แทนจาํ หนา ยรถยนตฟอรด ฯลฯ

ดงั นั้นธรุ กิจประเภทน้ี จงึ เปนวิธกี ารที่ผผู ลติ สินคา ใหสทิ ธบ์ิ ุคคลอนื่ ในการขายสนิ คา ที่
ผลติ ข้ึนโดยผูใ หส มั ปทาน รวมทั้งการใหส ทิ ธิในการใชเครือ่ งหมายการคา ของผผู ลติ อกี ดว ย

ภาพที่ 16 นาํ้ อัดลมโคคา-โคลา ธรุ กิจแฟรนไชส ที่ใชสนิ คา และช่อื การคา

49

6.3.2 ธรุ กจิ แฟรนไชสหรือแบบสมั ปทานทใี่ ชรปู แบบทางธรุ กิจ (Business Format
Franchising) เปนธรุ กจิ ทใ่ี หส ิทธิแกบุคคลอน่ื ในการดําเนนิ ธรุ กจิ เพอื่ ขายสนิ คาหรอื บริการโดยใช
เคร่ืองหมายการคา ของผใู หสัมปทานหรือแฟรนไชส สิง่ สําคญั ของการดําเนินธุรกิจประเภทนี้
ท่ีแตกตางจากประเภทแรก คอื การใชร ะบบการดําเนนิ ธรุ กิจของผูใ หสมั ปทานทปี่ ระสบความสาํ เร็จ
ธุรกจิ ประเภทนี้ ไดแกก จิ การของแมคโดนลั ด พิซซาฮทั เคเอฟซี เซเวน -อีเลฟเวน ฯลฯ
การดาํ เนนิ งานของธรุ กิจแบบนี้จะถูกกาํ หนดลักษณะ โดยความสัมพันธระหวา งผใู หส ัมปทานหรือ
แฟรนไชสซ อสแ ละผูร ับสัมปทานหรือแฟรนไชสซี การขายสนิ คา และบรกิ าร การใชเครอ่ื งหมาย
การคา รวมกนั นอกจากนีย้ งั รวมแนวคดิ ทางธรุ กจิ ทัง้ หมดไวด ว ยกัน คอื กลยุทธแ ละแผนการ
ตลาด มาตรฐานการปฏิบัติงาน การควบคมุ คุณภาพ เปน ตน

ภาพท่ี 17 เคเอฟซี เปน ธรุ กิจ
แฟรนไชส ท่ีใชรูปแบบทางธุรกจิ

6.4 ขอ ดขี อ เสียโดยทั่วไปของธรุ กิจแฟรนไชส
ความสําเรจ็ ของแฟรนไชสของธุรกิจประเภทตา ง ๆ ในปจ จบุ นั เปน สิ่งแสดงใหเ หน็ ถึง

ประสิทธภิ าพของระบบแฟรนไชสทช่ี ว ยใหธุรกจิ ทม่ี ีจดุ เร่ิมตน จากรา นคา ขนาดเลก็ มีเงินทุนจาํ กดั
สามารถเจริญเตบิ โต ขยายสาขาออกไปไดทัง้ ในระดบั ประเทศและระดบั โลก ทเ่ี ปน เชน นี้เพราะ
ระบบแฟรนไชสเ ปน ระบบเชิงกลยทุ ธ ซง่ึ ใหข อ ดีเปน ความไดเปรยี บทางธรุ กจิ เหนอื วธิ กี ารขยาย
และดําเนนิ ธรุ กิจในแบบเดิม นอกจากนีธ้ ุรกจิ ระบบแฟรนไชสย ังเปน ระบบที่นาํ เอาขอ ดขี องธุรกจิ
ขนาดใหญแ ละเล็กมารวมกนั คอื ในดา นภาพลกั ษณท ี่เหมือนธรุ กจิ ขนาดใหญ จากการรวมตวั ของ
ผูร ับสัมปทานภายใตเ ครือ่ งหมายการคา เดยี วกัน การดาํ เนนิ งานของธรุ กจิ จะมคี วามยดื หยนุ ไดด ี
เหมอื นธรุ กจิ ขนาดยอย ท้งั นีเ้ พราะแตละคนเปน องคก รทมี่ กี ารตัดสนิ ใจไดด วยตนเอง คลายกบั
องคก รหรอื บรษิ ทั ขนาดใหญ ในปจ จุบนั ทใี่ ชน โยบายในลกั ษณะการกระจายอาํ นาจเพม่ิ มากขึน้
นอกจากนรี้ ะบบแฟรนไชสย งั เปน ระบบทชี่ วยลดปญ หาการดําเนินงานทางธุรกิจ โดยเฉพาะปญหา
หลกั ทเี่ ปนสิ่งขัดขวางการเจริญเตบิ โต หรือการขยายตวั ของธรุ กิจทีป่ ระสบกนั อยทู วั่ ไป คือ การ

50

ถึงแมธ รุ กจิ หลายประเภทจะประสบความสําเร็จโดยอาศยั กลยทุ ธแฟรนไชส แตก ม็ ีธรุ กจิ
จํานวนมากท้งั ในและตา งประเทศที่ประสบความลมเหลว ทงั้ น้ีเนอ่ื งจากผบู รหิ ารในธรุ กิจเหลานนั้
ไมไดเ ขาใจขอ เสยี ทีม่ ีอยูในระบบแฟรนไชส แตกลบั หลงใหลกบั ขอ ดีของระบบทมี่ กั เกิดขน้ึ ใน
ระยะแรก เชน การขยายตวั อยางรวดเร็ว โดยมิไดใ ชเ งนิ ทุนจํานวนมากของตนเอง เงินคาสทิ ธิท่ี
ไดร บั มาจากผรู บั สัมปทาน รวมทง้ั ชอ่ื เสียงของกจิ การ ในทางตรงกันขา มหากผบู ริหารไมไดใ สใจ
กบั การพัฒนาระบบงาน การควบคมุ ภาพและใหก ารสนบั สนุนอยางเพยี งพอแลว กอ็ าจจะประสบ
ปญ หาได

6.5 สรปุ ขอ ด-ี ขอ เสียของธุรกจิ แบบสมั ปทานทีม่ ีตอผใู หสัมปทาน (Franchisors)

ขอ ดี ขอ เสีย

1. เปนการกระจายภาระดานการลงทุนจากผใู ห 1. สญู เสียการควบคมุ ในกรณีทีผ่ รู ับสมั ปทาน

สมั ปทานไปยังผูรบั สัมปทานหลาย ๆ ราย ลงทุนเอง ผูใ หสัมปทานไมส ามารถออก

2. เปนเจาของกจิ การทมี่ ภี าพลักษณท่ีดมี ีสาขา คําส่งั ใหป ฏบิ ัติตามได จะทําไดเพยี งให

หลายแหงทวั่ ประเทศหรือทัว่ โลก คําแนะนาํ

3. กจิ การขยายตัวไดอยา งรวดเรว็ โดยมผี รู บั 2. อาจเกิดความขดั แยง ของสองฝาย เนอ่ื งจากมี

สัมปทานชว ยสนับสนนุ การขยายธุรกจิ พ้นื ฐานความร-ู ประสบการณท ่ีตา งกัน ปจ จัย

4. ศักยภาพการแขง ขันเพิม่ จากการมีอํานาจ ท่ชี วยลดความขดั แยง คอื การรกั ษา

ตอรองในการซ้อื สินคา หรอื วตั ถุดบิ จากผผู ลติ ความสัมพนั ธท ่ดี ขี อง 2 ฝาย

5. มีสวนแบงรายไดจ ากผรู ับสมั ปทานหลายทาง 3. หากผูร ับสัมปทานไมประสบความสําเรจ็ ใน

เชน คาสทิ ธิแรกเขา คา สิทธิตอเนื่อง การดาํ เนินธุรกิจหรือเกิดความขดั แยง อาจท

คา ธรรมเนยี มการตลาด เปน ตน ใหเ สยี ชอื่ เสยี งไป

6. สรางภาพลักษณไ ดเ หมอื นธรุ กิจขนาดใหญ 4. อาจเกดิ การสญู เสยี ความลับในการทําธรุ กจิ

ดวยการมเี ครอื่ งหมายการคา ท่เี หมือนกนั ทกุ 5. ในกรณที ี่เกดิ ปญหาความขดั แยงของ 2 ฝา ย

สาขาท่ัวประเทศ หรือทวั่ โลก อาจเกิดการแยกตวั ไปจากระบบของผรู ับ

7. ระบบแฟรนไชสมคี วามยืดหยนุ ในการนํามาใช สัมปทาน ซ่งึ จะนาํ ไปสูคูแขง ทางการตลาด

สงู ไมว า จะเปนกจิ การขนาดเลก็ หรอื ใหญ ได เชน กรณขี องพิซซาฮัท กบั เดอะ พซิ ซา

คอมปะนี เปน ตน

51

6.6 คุณสมบัตขิ องผูรบั สมั ปทานที่ประสบความสําเร็จ
6.6.1 มีความเชือ่ มัน่ ในตนเอง หมายถึง ความเช่อื มั่นในตนเองท่เี ปนพลงั เพอื่ จะ

กอใหเกดิ ความคดิ ที่มุงมนั่ เพ่ือความสําเรจ็ ของการทาํ งาน โดยการเชอ่ื มนั่ ในตนเองที่เหมาะสม
จะตอ งรจู ักการยอมรับ ความคิดเหน็ ของผอู ืน่ อยา งมีเหตผุ ล รูแพร ูชนะ กลาเผชญิ กบั ส่งิ ทค่ี ดิ และ
ทําเพ่ือบรรลุเปา หมายท่ีกําหนดไว

6.6.2 เรียนรูตลอดเวลา จากคณุ สมบตั ิของการมีความเชื่อม่นั ในตนเอง ยอมสง ผลให
บคุ คลนน้ั ตอ งการศึกษาและเรยี นรูอยูตลอดเวลา ดว ยความกลา ทีจ่ ะเผชิญกบั สถานการณแ ละกลา ท่จี ะ
เรยี นรสู ่ิงใหม ๆ จึงกลายเปน นสิ ยั ประจําตัวของคุณสมบตั ิผรู ับสมั ปทานทจี่ ะประสบความสาํ เรจ็

6.6.3 ทํางานหนกั ดว ยตนเอง เพราะธุรกจิ คืองานทห่ี นกั และการทาํ งานหนกั คือ
รากฐานสําคัญของความสําเร็จ ดังนนั้ การจะเปน เจา ของธุรกิจจึงตอ งทาํ งานหนกั และยาวนานดว ย
ตนเอง ไมใ ชเ พียงแคน าํ เงนิ มาลงทุนเทานนั้

6.6.4 มมี นษุ ยสมั พันธ เพราะการดําเนนิ ธรุ กิจหรือการเปน เจา ของกิจการในระบบ
แฟรนไชส คอื การเปน ผรู ับสัมปทานจะตอ งเก่ียวขอ งกับผูคนฝายตาง ๆ เปน จาํ นวนมาก ท้ังใน
เรอ่ื งที่เกี่ยวของกบั การบรหิ ารหรือการจัดการกับพนกั งานของตน สว นผูใหส มั ปทานตองสราง
ความสัมพันธกับลูกคา ผผู ลติ สินคา และบคุ คลทวั่ ไป การมีมนษุ ยสัมพนั ธจ ึงเปน เรอ่ื งสาํ คญั อยาง
หลีกเล่ียงไมไ ด

6.6.5 ความสามารถในการขาย เปาหมายของธุรกจิ คอื การทาํ กําไร คอื การสราง
รายไดใ หมากกวาคาใชจ า ย ดังน้ันการสรา งรายไดข องกจิ การ คอื การขายของผูใหสมั ปทานและ
ผรู ับสัมปทาน

6.6.6 ความอดทน ไมว า จะเปน ผูประกอบการในฐานะใด ตา งมีแรงกดดนั ตา ง ๆ
ทีจ่ ะทาํ ใหเ กดิ ภาวะความเครยี ดมากบางนอ ยบางในเรอ่ื งทตี่ างกนั ผรู ับสัมปทานมีความลาํ บากอยูท ่ี
การปฏิบัติงานอันเขมงวด การควบคมุ จากผใู หส ัมปทาน ขาดความเปนอสิ ระในการบรหิ ารงาน
ผทู ป่ี ระสงคจ ะเปน เจาของธุรกจิ จึงตอ งมคี วามอดทนตอ ภาวะความเครียด ปญ หาและสถานการณ
ตาง ๆ ไดเ ปน อยา งดี พรอมทจ่ี ะเผชิญและอดทนเพอ่ื แกป ญ หาใหลลุ วงไป

6.6.7 การรบั นโยบายจากผอู ื่นไปปฏิบตั ิ การเขา ไปทําธรุ กิจในระบบแฟรนไชสเปน
การเขารวมอยใู นธุรกจิ ทมี่ ีผปู ฏิบัตอิ ยูแ ลว คอื ผูใ หส ัมปทาน และมีความเชื่อม่ันวา แฟรนไชสเ ปน
ระบบทด่ี ี ซึ่งสง ผลตอ ความสําเร็จในธรุ กิจ จงึ เสียคา ใชจ ายตา ง ๆ เกย่ี วกบั คา สิทธเิ พือ่ ใหไ ดมาซง่ึ
ความรูและวธิ ีดําเนินพรอ มรบั นโยบายมาปฏบิ ัติเพื่อใหอยใู นมาตรฐานตา ง ๆ ทผี่ ใู หสมั ปทาน
กําหนด

52

สรุป

การตดั สนิ ใจเลอื กรูปแบบการดําเนินธรุ กจิ มีความสําคญั ผูป ระกอบการจะตองเลอื ก
รูปแบบของกจิ การใหเ หมาะสมกบั สภาพแวดลอ มทางธรุ กจิ ขนาดของการลงทุน ขนาดของตลาด
สนิ คาของตน โอกาสทางธรุ กิจและความตอ งการของตนเอง ธรุ กจิ ภาคการเกษตร
ภาคอตุ สาหกรรม ธุรกิจการคา สง การคา ปลกี และธุรกจิ บรกิ ารประเภทตาง ๆ สามารถเลือก
รปู แบบการดําเนนิ ธุรกิจหรอื ประเภทองคก ารธุรกิจท่ีเปน ได ท้งั กิจการเจา ของคนเดียว กจิ การหา ง
หนุ สวน กิจการบริษทั จาํ กัด กจิ การมหาชน กจิ การสหกรณ หรือกจิ การสัมปทานแฟรนไชสซง่ึ
กาํ ลังไดรบั ความนยิ มอยางแพรห ลายในปจ จุบัน แตละประเภทของการประกอบการมที ้ังขอ ดี-
ขอเสยี ในการดําเนนิ ธรุ กิจตา งกนั ผปู ระกอบการจึงจําเปน ตองศึกษาใหถ องแท กอนทจี่ ะตดั สนิ ใจ
เลือกประเภทองคก ารธรุ กิจทเ่ี หมาะสมกบั ธุรกจิ ของตน เพื่อใหบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคข ององคการ
และการดําเนนิ งานใหเกดิ ประสิทธภิ าพสงู สดุ

***********************************

53

แบบฝก หดั

หนวยที่ 2 รปู แบบของธรุ กิจเกษตร
วัตถุประสงค เพ่อื ทบทวนความรใู นการเลอื กรปู แบบขององคธรุ กจิ ทเี่ หมาะสมกบั ตนเอง
******************************************************************************
1. การดําเนินธรุ กิจรูปแบบเจา ของคนเดยี ว ปจจุบันมีความสาํ คญั ตอ ประเทศไทยเราเองอยา งไร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
2. หา งหนุ สว นมีอยกู ปี่ ระเภท อะไรบาง ยกตวั อยางเปรยี บเทียบขอ ด-ี ขอเสยี
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
3. ธรุ กจิ รูปแบบบรษิ ัทจาํ กดั มรี ปู แบบโครงสรางการบรหิ ารองคการอยางไร อธิบาย
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………

54

4. จงเปรียบเทยี บความแตกตา งระหวา งองคก ารรูปแบบบรษิ ัทจาํ กดั กับสหกรณจ ํากดั
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
5. รฐั วิสาหกจิ มีบทบาทและความสําคัญตอประเทศไทยของเราอยางไร
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
6. ธรุ กิจแบบแฟรนไชสคืออะไร มคี วามสาํ คญั ตอเศรษฐกิจของประเทศไทยเราอยางไร
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………

55

7. ถานักศกึ ษาประกอบอาชพี ใดอาชพี หนง่ึ จะพจิ ารณาเลอื กรปู แบบองคก ารใด ที่คดิ วามีความ
เหมาะสมสําหรับตนเองทส่ี ุด และจงบอกถงึ ผล ขอ ดี-ขอ เสยี ท่ีคดิ วาจะเกิดข้นึ มาดว ย
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………

*************************************

56

แบบประเมนิ ผลกอ น-หลงั เรยี น

หนว ยที่ 2 รูปแบบขององคการธรุ กิจ
วัตถปุ ระสงค เพื่อประเมนิ ความรูกอ นเรยี นและหลังเรยี น
******************************************************************************
คาํ ส่งั จงเลือก X คําตอบทที่ า นเหน็ วา ถูกตองทส่ี ุดเพยี งคําตอบเดียว

1. องคก ารธุรกจิ รูปแบบใด ทีจ่ ัดตงั้ และเลิก 5. ความแตกตางของหางหนุ สว นนติ บิ คุ คล
กิจการไดง าย และหา งหุนสว นจํากัด

ก. บริษัท ไปรษณียไ ทย จาํ กัด ก. ประเภทของผถู อื หนุ
ข. บรษิ ทั ปตท. จํากัด (มหาชน) ข. การเสยี ภาษใี หก บั รัฐบาล
ค. รานมติ รเกษตร ค. กฎหมายในการควบคมุ กาํ กบั ดแู ล
ง. ชมุ นุมสหกรณก ารเกษตรแหง ง. การจดทะเบียนในการจดั ต้งั
6. หนุ สว นประเภทใด ท่ีมีหนา ทใี่ นการ
ประเทศไทย จาํ กดั จดั การหางหนุ สวนจาํ กดั ได
2. ขอดขี องกจิ การเจาของคนเดียว ก. ประเภทจํากดั ความรับผดิ ชอบ
ข. ประเภทไมจํากัดความรับผดิ ชอบ
ก. มคี นชว ยทาํ งาน ค. ประเภทหนุ บรุ มิ สิทธ์ิ
ข. มีกฎหมายควบคุมมาก ง. ประเภทหนุ สามญั
ค. ลดการเสย่ี งในธรุ กิจ 7. ธรุ กิจทม่ี ผี ถู ือหุนต้งั แต 7 คนขน้ึ ไป เปน
ง. มคี วามใกลช ิดกับผบู รโิ ภค รปู แบบองคก าร ใด
3. องคก ารธุรกิจรูปแบบใด มผี รู วมลงทนุ ก. กิจการเจาของคนเดียว
ต้ังแตสองคนขึ้นไป ข. หางหุนสว นจํากดั
ก. สหกรณ ค. บรษิ ัทจาํ กดั
ข. บริษทั จาํ กดั ง. รฐั วิสาหกจิ
ค. หางหุนสว น 8. การแบงทนุ ออกเปน หนุ และมมี ลู คาหุน
ง. กิจการเจา ของคนเดยี ว เทากัน จดั เปนกจิ การรปู แบบองคก าร ใด
4. หา งหุนสว นนิตบิ ุคคล ตา งจากหาง ก. บรษิ ทั จาํ กดั
หุน สว นสามญั อยา งไร ข. หางหนุ สว นจํากดั
ก. ความรบั ผิดชอบ ค. หา งหุน สวนสามัญนติ บิ ุคคล
ข. การเสยี ภาษี ง. รัฐวิสาหกจิ
ค. สภาพทางกฎหมาย
ง. การมตี ัวแทนในการจัดการหา งได


Click to View FlipBook Version