๒๔๐ นามเถระ แปลโดย รองศาสตราจารย์.ดร.สุเทพ พรมเลิศ ซึ่งผู้สนใจสามารถค้าคว้าได้ตามแหล่ง เรียนรู้ทั่วไป พุทธธรรม เป็นผลงานที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ที่ความหมายและคุณค่าของชีวิตที่ แท้จริงกำลังเลือนหายไปมนุษย์ส่วนหนึ่งกำลังสร้างชีวิตและนิยามความหมายรวมถึงคุณค่าแห่ง ชีวิตใหม่ภายใต้ฤทธานุภาพของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคงไม่มียุคไหนที่ชีวิตจะถูกท้าทาย มากเท่าปัจจุบัน พุทธธรรม งานเขียนของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุทธ์ ปยุตโต) เป็น หนังสือที่ถือได้ว่าเป็นเพชรน้ำเอกในโลกพุทธศาสนาที่จะเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมของ มนุษยชาติให้กลับมามีความหมายต่อชีวิตในปัจจุบัน เพราะไม่ว่ามนุษย์จะเจริญก้าวหน้าไปมาก น้อยเพียงใด ก็ตาม มนุษย์ก็ยังจำเป็นจะต้องตอบคำถามตนเองให้ได้ว่า ชีวิตคืออะไร? ควรให้ ชีวิตเป็นไปอย่างไร? ไม่เช่นนั้นแล้ว ชีวิตก็จะไร้ความหมายและคุณค่าโดยสิ้นเชิง การเสนอ แนวคิดแบบองค์รวมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุทธ์ ปยุตโตเกิดขึ้นในช่วงสังคมโลก กำลังประสบปัญหาวิกฤตในด้านการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และสังคมโลกกำลังตื่นตัวในการแสวงหา แนวคิดการพัฒนาแบบใหม่ๆ ท่านได้เสนอแนวคิดแบบองค์รวมบนฐานของแนวคิดทาง พระพุทธศาสนา คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนฐานความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ สังคม และมนุษย์ ท่าน มองว่าการพัฒนาที่จะเรียกว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น (sustainable development) จะต้องเกิดดุลยภาพหรือองค์รวม (holism /integration) ของมิติ ๓ ด้าน คือ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคม และมนุษย์นั่นคือจะต้องพัฒนาให้มนุษย์มีองค์ประกอบทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ที่พร้อมจะอยู่ร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างประสานเกื้อกูล กันหรือ เกิดดุลยภาพในระบบองค์รวม ไม่ใช่การพัฒนาแบบแยกส่วน หรือทำให้มนุษย์แปลกแยกจาก สังคมและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ วิมุตติมรรค ได้แก่ เรื่องศีลที่หมายถึงการกระทำปกติและสภาพปกติ ตามธรรมชาติของทุกข์และสุข หรือหมายถึงศีรษะ ความเย็น และสันติโดยธรรมชาติได้แก่การ ละความเสื่อมคุณค่าความเสื่อมคุณค่าหรือความด้อยคุณค่า หมายถึงการละเมิดปาฏิโมกขสังวร ศีล เสื่อมศรัทธาในพระตถาคตเนื่องจากอหิริกะ (ไม่ละอายใจ) และอโนตตัปปะ (ไม่เกลงกลัว บาป) การละเมิดปัจจัยสันนิสสิตศีล สูญเสียความสันโดษ (ความพอใจในปัจจัยตามมีตามได้) และการละเมิดอินทรียสังวรศีล ละเลยโยนิโสมนสิการเพราะไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหก โดยหน้าที่ ได้แก่ปิติและโสมนัส โดยผลมีผล ได้แก่อวิปปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) โดยเหตุใกล้ได้แก่กุศล
๒๔๑ กรรมทางไตรทวาร คือ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ และการสำรวมอินทรีย์ทั้งปวง โดยสารัตถะ ได้แก่“ปาริสุทธิศีล ๔” เช่นเดียวกันกับในวิสุทธิมรรค คัมภีร์มหาวงศ์พบว่า เป็นผลงานที่ได้รับการยกย่อง มีคุณคือลักษณะของคำและ ความที่นำมาใช้ในคำประพันธ์แล้วทำให้คำประพันธ์นั้น ๆ มีความงาม ไพเราะมาก มีครบทั้ง ๑๐ ประการคือ ทั้งปสาทคุณ คุณอันเกิดจากบทสัมพันธ์ในคำประพันธ์นั้นวางอยู่ใกล้ชิดกัน โอชคุณ คุณอันเกิดจากการผูกสมาสยาว ๆ ซึ่งมีอรรถรสลึกซึ้งดื่มใจ มธุรตาคุณ คือคุณอันเกิดจากความ อ่อนหวาน คือ การใช้เสียงพ้องกัน การใช้เสียงสระ และพยัญชนะพ้องกัน สมตาคุณ คุณอันเกิด จากการใช้คำสม่ำเสมอ คือ การใช้อักษรทั้งสิ้น(มุทุวรรณะ) แข็งทั้งสิ้น(ผุฏวัณณะ) หรือผสมกัน ทั้งสองอย่าง สุขุมาลตาคุณ คุณอันเกิดจากอักษรธนิตและสิถิลผสมกัน แต่ไม่ใช้ธนิตมากและ ไม่ใช่สิถิลทั้งหมด พยัญชนะส่วนใหญ่เป็นสิถิละ แต่มีครุแทรกตามหลักฉันทลักษณ์สิเลสคุณ คุณ อันเกิดจากการพรรณนาถึงคุณค่าที่น่ายินดีใช้ถ้อยคำสละสลวยและการเน้นหนักในข้อความที่ สำคัญในคำประพันธ์โอฬารตาคุณ คุณอันเกิดจากการพรรณนาถึงคุณอันสูงส่งหรือการกระทำ อันสูงส่ง กันติคุณ คุณอันเกิดจากการพรรณนาถึงสิ่งที่ทุกคนปรารถนา มุ่งความงามแบบโลกียะ อัตถพยัตติคุณ คุณอันเกิดจากข้อความที่แสดงนั้นแจ่มแจ้งชัดเจน เข้าใจง่าย สมาธิคุณ คุณอัน เกิดจากการนำเอาคุณสมบัติหรือลักษณะหรือวิธีการใช้ของอย่างหนึ่งไปไว้ในของอีกอย่างหนึ่ง แต่การนำเอาไปใช้นั้นเป็นไปโดยชอบ ไม่ผิดไปจากที่รู้จักกันในโลก ว่าโดยรสคัมภีร์มหาวงศ์ ประกอบด้วยรสทั้ง ๙ รส คือ สิงคารรส รสแห่งความรัก หัสสรส รสแห่งการขำขันกรุณารส รส แห่งความโศก รุทธรส รสแห่งความโกรธ วีรรส รสแห่งความกล้าหาญ ภยานกรส รสแห่งความ น่ากลัว วิภัจฉารส รสแห่งความน่าเกลียด อัพภูตรส รสแห่งความน่าอัศจรรย์และสันตรส รส แห่งความสงบ พิจารณาคุณค่าด้านความเชื่อของสังคม คัมภีร์มหาวงศ์มีคุณค่าต่อความเชื่อเรื่อง รอยพระพุทธบาท ความเชื่อเรื่องการบูชาพระสารีริกธาตุความเชื่อเรื่องการบูชาต้นพระศรีมหา โพธิ์ความเชื่อเรื่องพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ทำให้ทราบ ประวัติศาสตร์ของบุคคลสำคัญในพุทธศาสนาทั้งกษัตริย์ เช่นพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ พระเจ้า ทุฏฐคามณีอภัย พระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย และประวัติพระมหาเถระรูปสำคัญ คือ พระมหินทะ พระพุทธโฆสาจารย์พระวาจิสสระ พระสรณังกร ประวัติการสังคายนา ตลอดทั้งประวัติการเผย แผ่พระพุทธศาสนาระหว่างลังกากับประเทศไทยคุณค่าด้านการเมืองการปกครอง มีหลักการ
๒๔๒ ปกครองของกษัตริย์ที่สำคัญ ได้แก่ทศบารมีพรหมวิหาร ทสพิธราชธรรม ราชสังคหวัตถุ ๔ คุณค่าด้านประเทืองสติปัญญา คือ ทำให้ทราบวิธีการสร้างสถูปเจดีย์วิธีการสร้างพระพุทธรูป คำถามท้ายบท ๑. ลักษณะที่สำคัญของงานวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย เป็นอย่างไร ๒. จงบอกลักษณะคำประพันธ์ เรื่องย่อ แนวคิดและจุดมุ่งหมายของหนังสือพุทธธรรม ๓. จงบอกลักษณะคำประพันธ์ เรื่องย่อ แนวคิดและจุดมุ่งหมายของหนังสือวิมุตติมรรค ๔. จงบอกลักษณะคำประพันธ์ เรื่องย่อ แนวคิดและจุดมุ่งหมายของหนังสือคัมภีร์ มหาวงศ์
๒๔๓ เอกสารอ้างอิงประจำบท กรมศิลปากร, กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์, วรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์เล่ม ๑ กรุงเทพมหานคร: กรมศิลปากร, ๒๕๓๔ พิสิทธิ์กอบบุญ. “ปจุฉา – วิสัชนา: กลวิธีวรรณศิลป์ในวรรณคดีไทยพุทธศาสนา” วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๘. พระมหาสมบูรณ์วุฑฺฒิกโร, วรรณกรรมพระพุทธศาสนาในสังคมยุคใหม่', [ออนไลน์] : แหล่งที่มา http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article , (๓ เมษายน ๒๕๖๖) พัฒน์เพ็งผลา, ประวัติวรรณคดีบาลี, กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาภาษาไทยและภาษา ตะวันออกคณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๕ พระมหาสยาม ราชวัตร, “การศึกษาเปรียบเทียบไตรสิกขาคัมภีร์วิสุทธิมรรคกับคัมภีร์วิมุตติ ม รรค”,วิ ท ย านิ พ น ธ์ อั ก ษ รศ าส ต รม ห าบั ณ ฑิ ต , บั ณ ฑิ ต วิท ย าลั ย : มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๓ พุทธทัตตเถระ, อ้างใน มหานามาทิ, มหาวํโส ปฐโม ภาโค, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ วิญญาณ, ๒๕๔๐ พระคันธสารภิวงศ์, วุตฺโตทยมัญชรี, นครปฐม : วิทยาเขตบาลีศึกษาพุทธโฆส, ๒๕๔๕ พระมหานามเถระ, คัมภีร์มหาวงศ์ภาค ๑, แปลโดย สุเทพ พรมเลิศ พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๓๙. มหามกุฏราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕ มหานามาทิ, มหาวํโส ปฐโม ภาโค, กรุงเทพมหาคร: วิญญาณ, ๒๕๔๐
๒๔๔ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พุทธธรรม ุ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖. สุเทพ พรมเลิศ, “การศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์มหาวงศ์”, ดุษฎีนิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎี บัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓ Nagai, M., “The Vimuttimagga : the Way to Deliverance”, The Joumal of the PaliText Society, 1919 G.P. Malalasekera, Dictionary of Pali Proper Names, London : Pali Taxt Society, 1974 NyanaMoli Bhikkhu, “The Path of Purification”, Shambala, Vol.1, 1976 Bapat, P.V., Vimuttimagga and Visuddhimagg : A Comparative Study, Poona : The Calcutta Oriental Press, 1937 Bapat, P.V., Vimuttimagga and Visuddhimagg : A Comparative Study, Poona : The Calcutta Oriental Press, 1937), p. liv-lvii.
๒๔๕ บทที่ ๙ งานวิจัยทางพระพุทธศาสนา ในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัตถุประสงค์การเรียนประจำบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. ศึกษาค้นงานวิจัยทางพระพุทธศาสนาจากแหล่งต่างๆ ได้ ๒. สรุปงานวิจัยทางพระพุทธศาสนาที่ค้นคว้าและศึกษาได้อย่างชัดเจนและครอบคลุม เนื้อหาสาระในงานวิจัยที่ศึกษา ขอบข่ายเนื้อหา ๑. งานวิจัยทางพระพุทธศาสนาที่เป็นผลงานของบุคคลากรในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย ๒. งานวิจัยทางพระพุทธศาสนาที่เป็นวิทยานิพนธ์ของนิสิตในระดับบัณฑิตศึกษาของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๙.๑ ความนำ ในฐานะที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นการศึกษาของสงฆ์อย่างเป็นทางการ ปัจจุบันการศึกษาในวงการคณะสงฆ์ได้พลิกโฉมหน้าไปอย่างมากโดยได้มีการจัดการ ศึกษา สมัยใหม่เพิ่มขึ้นอีกซึ่งไม่เหมือนครั้งสมัยแต่ก่อน และสร้างสรรค์งานวรรณกรรมทาง พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดมามากมาย จากนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ของ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดังกล่าว เพื่อการพัฒนาองค์ความรู้รูปแบบและกระบวนการวิจัย ผลงานวิจัยเชิงพุทธบูรณาการ โดยมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศทางการวิจัยตามหลักพระพุทธศาสนา ส่งเสริมและพัฒนาการวิจัยของ มหาวิทยาลัยที่เป็นระบบและได้มาตรฐานการวิจัย รวมทั้งส่งเสริมการสร้างสรรค์องค์ความรู้
๒๔๖ ผลงานวิจัยเชิงบูรณาการ การสร้างนวัตกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ และกระบวนการวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยกิจการคณะสงฆ์ การทำนุ บำรุงศิลปวัฒนธรรม การบริการวิชาการด้านการวิจัยแก่สังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนและมี ยุทธศาสตร์ดังนี้ ๑. การพัฒนาการวิจัยและการจัดการองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา หลักพุทธ ธรรม การวิเคราะห์คัมภีร์ในเชิงบูรณาการกับศาสตร์ต่างๆ ๒. ส่งเสริมและสนับสนุนการน าองค์ความรู้จากการวิจัยไปใช้ในการเรียนการสอน การพัฒนาบุคคลและ สังคมทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ๓. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลการวิจัย นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญการวิจัย เพื่อการพัฒนา สังคมและชุมชนท้องถิ่น ๔. เชื่อมโยงการวิจัยกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal) ๕. การพัฒนาระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีเพื่อการวิจัย ในบทนี้จึงได้นำงานวิจัยงานวิจัยทางพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย ที่น่าสนใจเพื่อการศึกษา โดยพิจารณา ๒ ส่วนคือ ๑) งานวิจัยทาง พระพุทธศาสนาที่เป็นผลงานของบุคคลากรในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน ๕ เรื่อง และ ๒)งานวิจัยทางพระพุทธศาสนาที่เป็นวิทยานิพนธ์ของนิสิตในระดับ บัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน ๕ เรื่อง ดังต่อไปนี้
๒๔๗ ๙.๒ งานวิจัยทางพระพุทธศาสนาที่เป็นผลงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑) งานวิจัย เรื่อง “การบูรณาการภูมิปัญญาพระพุทธศาสนากับการสร้างความ สมดุลในระบบนิเวศวิทยาชุมชน” การวิจัยเรื่อง “การบูรณาการภูมิปัญญาพระพุทธศาสนากับการสร้างความสมดุล ในระบบนิเวศวิทยาชุมชน” เป็นผลงานการวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกนิฏฐ์ศรีทอง คณะ สังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยมีวัตถุประสงค์คือ ๑) เพื่อศึกษากระบวนการจัดการระบบนิเวศวิทยาชุมชน ตามแนวพระพุทธศาสนาของพระสงฆ์และ ชุมชนในสังคมไทย ๒) เพื่อบูรณาการภูมิปัญญาพระพุทธศาสนากับการเสริม สร้างความสมดุลใน ระบบนิเวศวิทยาชุมชนของพระสงฆ์และชุมชนในสังคมไทยและ ๓) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบและ การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศวิทยาชุมชนตามหลักนิเวศวิทยาวัฒนธรรมเชิงพุทธ๑ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และใช้การสำรวจ ภาคสนามโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐาน จากปรากฏการณ์ทางสังคม/ ชุมชน ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้น้าและสงิ่ แวดล้อมตามบริบทชุมชน เป็นการวิจัยที่มุ่ง ให้ความสำคัญกับการศึกษาเชิงลึกมากกว่าการศึกษาเชิงปริมาณโดยมีหลักการ ของวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดยตรง (grounded in the data) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ พระสงฆ์ที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ระหว่างปี๒๕๔๖-๒๕๕๕ จำนวนทั้ง หมด ๑๙ รูป ๑๘ จังหวัด และผู้นาชุมชนและประชาชนในพื้นที่ของพระสงฆ์ ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่น ประชาชนพื้นที่ เจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมพื้นที่ละ ๑๐-๑๕ ราย วิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิง คุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม ใช้แบบสัมภาษณ์เชิง ๑ โกนิฏฐ์ศรีทอง, “การบูรณาการภูมิปัญญาพระพุทธศาสนากับการสร้างความสมดุลในระบบ นิเวศวิทยาชุมชน”, รายงานการวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘), หน้า ๓.
๒๔๘ ลึกและการประชุมกลุ่มย่อย กับผู้นาชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ชาวบ้าน วิเคราะห์ด้วยเทคนิคการ วิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) จากการวิจัยในเรื่องดังกล่าว ผู้วิจัยพบว่า ๑. กระบวนการจัดการระบบนิเวศวิทยา ชุมชนของพระสงฆ์ที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว คือ ๑) เมื่อเกิดไฟไหม้ป่า เกิดการป้องกันไม่ให้ ไฟไหม้ป่า (ตามภูมิปัญญา) ๒) สร้างจิตสา นึก ปลูกจิตอาสา การมีส่วนร่วมรักพื้นที่ป่าของตน ตามหลักพุทธธรรม ๓) ถางป่าเป็นแนวกันไฟแบบเปียกเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น ๔) ปลูกต้นไม้โต เร็วคุมแนวกันไฟ ๕) ป้องกันการเข้ามาของนายทุน ๖) ป้องกันและเฝ้าระวังการตัดไม้๗) ผลที่ ได้รับคือ การอนุรักษ์ป่าไม้อย่ายั่งยืนทั้ง ๗ ข้อ คือบันได ๗ ขั้น แห่งความสำเร็จของกระบวนการ สร้างความสมดุลในระบบนิเวศวิทยาชุมชนของพระสงฆ์ ๒. การบูรณาการภูมิปัญญาพระพุทธศาสนากับการเสริมสร้างความสมดุลในระบบ นิเวศวิทยาชุมชนก็คือ การสร้างจิตอาสา นักให้ชาวบ้านได้เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ตามแนวพระ ราชดาริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยหลักธรรมที่ถูกแฝงอยู่ในหลักธรรมคำสอนของ พุทธศาสนา ที่พระสงฆ์นำมาใช้การประยุกต์กับระบบนิเวศวิทยาชุมชน คือ ๒.๑ หลักไตรลักษณ์หมายถึง คำสอนของพระพุทธเจ้าอันว่าด้วยลักษณะ ๓ อย่างที่ มีทั่วไปแก่สรรพสิ่ง คือ ๑. อนิจจตา ความเป็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลงป่า ๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์หรือความทุกข์คือสิ่ง ที่ทนได้ยากและ ๓. อนัตตา คือความไม่ใช่และไม่มี สิ่ง ที่เรียกว่า "อัตตา" ดังนั้นการอนุรักษ์สิ่ง แวดล้อมตามหลักพระพุทธศาสนา จะต้องเข้า ใจความเป็นจริงตามหลักไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถือว่าเป็นตัวสภาวธรรมของ ธรรมชาติ ๒.๒ อริยสัจ ๔ อันประกอบด้วย ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค มีรายละเอียดดังนี้คือ ๑. ทุกข์คือ ภาวะบีบคั้น ที่ชาวบ้านได้รับจากการเห็นป่าถูกทำลาย หรือการลักลอบตัดไม้ของกลุ่ม นายทุน ๒. สมุทัย คือ สาเหตุของทุกข์คือความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ที่ผ่านมามนุษย์ นำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนองความต้องการ ๓. นิโรธ การสิ้นสุดของปัญหา เป็นที่ ยอมรับว่า ปัญหาต่างๆ นั้นนั้นแก้ได้ยาก ๔. มรรคมีองค์แปด คือทางดับทุกข์ถ้าจะแก้ปัญหา อย่างยั่งยืน
๒๔๙ ๒.๓ หลักไตรสิกขา คือ หลักการพัฒนาชีวิตเพื่อให้ประสบความสำเร็จเป็นคน สมบูรณ์แบบตามแนวพุทธ ไตรสิกขา คือ หลักการพัฒนาชีวิตเพื่อให้ประสบความสำเร็จเป็นคน สมบูรณ์แบบตามแนวพุทธ ๒.๔ หลักพรหมวิหาร ๔ หมายถึง หลักคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาที่มี จุดมุ่งหมายในการสอนให้บุคคลมีความรักความเมตตาต่อผู้อื่น มีความสงสารเห็นใจและพร้อมที่ จะช่วยเหลือบุคคลอื่นรู้สึกพลอยยินดีเมื่อบุคคลอื่นได้ดี ๒.๕ ความกตัญญูคือ ความรู้และการยอมรับรู้ในบุญคุณของบุคคล สัตว์สิ่งของและ ธรรมชาติสิ่ง แวดล้อม ที่มีต่อตัวเราทั้ง ทางตรงและทางอ้อม ๒.๖ ปฏิจจสมุปบาท สิ่งทั้งหลายไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอาศัยกันและกันจึงเกิดมี ขึ้น ๓. ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศวิทยาชุมชนตามหลักนิเวศวิทยา วัฒนธรรมเชิงพุทธ พบว่า พระพุทธศาสนาได้มองสรรพสิ่ง เป็นองค์รวม เชื่อมโยงอิงอาศัยกัน และกันตามระบบธรรมชาติผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ เช่น สิ่ง มีชีวิตใหม่ เกิดขึ้น เกิดชุมชนใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงสภาพ แวดล้อมทางกายภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดการ เปลี่ยนชนิดของสิ่ง มีชีวิตอื่นๆ ในชุมชนแห่งนั้นไปด้วย ผลจากการเรื่อง “การบูรณาการภูมิปัญญาพระพุทธศาสนากับการสร้างความสมดุล ในระบบนิเวศวิทยาชุมชน” ทำให้เกิดการเรียนที่ทรงคุณค่า คือ ๑. ชุมชนมีโอกาสทบทวนบทเรียนประสบการณ์ที่ผ่านมาของชุมชนด้วยกระบวนการ แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ระหว่างบุคลต่อบุคคล และบุคคลกับกลุ่ม ทำ ให้เห็นพัฒนาการของ ป่าของชุมชน เห็นปัญหาและข้อจากัดของการพัฒนาได้เห็นคุณค่าของระบบนิเวศวิทยาว่า อำนวยประโยชน์อย่างมาก ต่อการดำ รงวิถีชีวิตของมนุษย์ที่ผ่านมา น้อยคนนักที่จะเห็น ความสำคัญ คนส่วนใหญ่ล้วนแต่คอยฉกฉวยโอกาสเอาประโยชน์จากป่า งานวิจัยทำให้เห็นและ ทราบถึงความสัมพันธ์ของคนกับป่าตั้ง แต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่า เราไม่สามารถมองแบบแยกส่วน ระหว่างคนกับธรรมชาติได้ฉะนั้นภูมิปัญญาพระพุทธศาสนาและการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติของ บรรพบุรุษ ที่สั่งสมและสืบทอดมา จึงมีความหมายและคุณค่าเป็นอย่างยิ่งที่ชุมชนจะต้องสืบสาน
๒๕๐ โดยการฟื้นฟูอนุรักษ์และพัฒนาองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านต่างๆ ให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อ ชุมชน สังคมโดยรวม ๒. งานวิจัยทำ ให้ชุมชนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง ค้นพบทุนของชุมชนว่ามี ประโยชน์มากมาย ในป่ามีพันธ์พืชมากมายร่วมร้อยชนิดที่มีคุณค่า ปีหนึ่งชุมชนได้เข้าไปเก็บ เกี่ยวผลประโยชน์ที่คิดเป็นมูลค่ามากมาย ได้กิน ได้ใช้พืชผักสมุนไพรร้อยแปด ยังไม่รวมถึง ประโยชน์ทางอ้อมที่ไม่สามารถคิดเป็นมูลค่าได้เช่น ให้น้ำ อากาศบริสุทธิ์และอื่นๆ นานับประการ นอกจากทุนทรัพย์ดิน น้า ป่า เรายังมีทุนที่เป็นคนหรือผู้ที่มีความรู้ภูมิปัญญาที่มี ประสบการณ์จากการทางาน จากการสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านต่างๆ หลายคน ซึ่งสามารถ ทาให้ตอบคา ถามของตนเองได้ว่า เราจะเอาทุนมาจากไหน และเราจะเรียนรู้อย่างไร เราพบ ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการการเรียนรู้บนฐานภูมิปัญญาและทรัพยากรที่เป็นจริงของชุมชน๒ ๒) งานวิจัย เรื่อง “ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม : ประวัติศาสตร์ เส้นทางการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา และหลักพุทธธรรมในประเทศไทย” การวิจัยเรื่อง “ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม : ประวัติศาสตร์ เส้นทางการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา และหลักพุทธธรรมในประเทศไทย” เป็นผลงานการวิจัยของ ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ดร.ทวีศักดิ์ ทองทิพย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต สุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยมีวัตถุประสงค์คือ ๑)เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เส้นทางการเผยแผ่ ภูมิศาสตร์วัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา และวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในหลักฐานทาง โบราณคดีในสมัยทวารวดีและศรีวิชัย ๒) เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ เส้นทางการเผยแผ่ ภูมิศาสตร์วัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา และวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในหลักฐานทาง โบราณคดีในสมัยลพบุรี๓) เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เส้นทางการเผยแผ่ ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ทางพระพุทธศาสนา และวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดีในสมัย สุโขทัย และล้านนา ๔) เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เส้นทางการเผยแผ่ ภูมิศาสตร์วัฒนธรรมทาง ๒ โกนิฏฐ์ศรีทอง, “การบูรณาการภูมิปัญญาพระพุทธศาสนากับการสร้างความสมดุลใน ระบบนิเวศวิทยาชุมชน”, หน้า ๒๐๘.
๒๕๑ พระพุทธศาสนา และวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดีในสมัย อยุธยา๓ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quantity Research) โดยเก็บข้อมูลจาก เอกสาร เช่น คัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัมภีร์ขั้นหลัง พระไตรปิฎก เช่น อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา โยชนา ปกรณ์วิเสส ตลอดทั้งเอกสารทางวิชาการที่ นักวิชาการนำเสนอไว้ในแหล่งข้อมูลต่าง ๆ และหลักฐานทางโบราณคดีทั้งโบราณสถานและ โบราณวัตถุ ที่ปรากฏตามเส้นทางการเผยพระพุทธศาสนาในประเทศไทย สมัยทวารวดีศรีวิชัย ลพบุรีสุโขทัย ล้านนา และอยุธยา ผลการวิจัยพบว่า ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยทวารวดีพุทธ ศตวรรษที่ ๓ ดินแดนบริเวณนี้เรียกว่าสุวรรณภูมิพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในดินแดนสวร รณภูมิตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๕ พระโสณะและพระอุตระเป็นหัวหน้าคณะนาเข้ามาโดยเส้นทางเดินเรือ ทะเล สันนิษฐานว่าขึ้นฝั่งที่บริเวณเมืองสะเทิมในประเทศเมียนมาร์หรือเมืองนครปฐมในประเทศ ไทยปัจจุบัน กลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ได้นับถือพุทธศาสนาเรื่อยมา ผ่านสมัยฟูนัน และ ทวารวดีพระพุทธศาสนาที่เข้ามาสู่อาณาจักรทวารวดีระยะแรกเป็นนิกายเถรวาทแบบอโศก ส่วนอาณาจักรศรีวิชัยทางภาคใต้ของประเทศไทย นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ต่อมา ได้เผยแผ่ไปยังอาณาจักรขอม เมื่อขอมเรืองอำนาจได้ขยายอิทธิพลปกครองดินแดนทางภาค ตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย และนำ พระพุทธศาสนานิกายมหายานมาเผยแผ่ในดินแดนนี้ด้วย โดยมีศูนย์กลางการปกครองใน ประเทศไทยอยู่ที่ละโว้ในสมัยลพบุรีจึงมีพระพุทธศาสนาอยู่สองนิกาย คือ นิกายเถรวาทที่มีมา ตั้งแต่สมัยทวารวดีและมหายานที่ขอมนาเข้ามาสมัยลพบุรีและได้เผยขึ้นไปถึงอาณาจักรหริภุญ ชัยทางภาคเหนือของไทยด้วย แต่มิได้มีอิทธิพลมากเพราะพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบพุกาม และมอญมีอิทธิพลอยู่ในดินแดนนั้น สมัยสุโขทัยและล้านนา พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกา และแบบมอญได้มีอิทธิพลอยู่ในสุโขทัย ถึงสมัยอยุธยาพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาได้มี ๓ ทวีศักดิ์ทองทิพย์, “ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม : ประวัติศาสตร์ เส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และหลักพุทธธรรมในประเทศไทย”, รายงานการวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๙), หน้า ๓.
๒๕๒ อิทธิพลอยู่ในอยุธยาประชาชนนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาซึ่งมีอิทธิพลมาตั้งแต่สมัย อาณาจักรสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงสมัยปัจจุบัน เส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ ๓ พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบอโศก ได้เผยแผ่จากประเทศอินเดียมาสู่สุวรรณภูมิโดยเส้นทาง เดินเรือทะเล สันนิษฐานว่ามาขึ้นฝั่งที่บริเวณเมืองสะเทิมในประเทศเมียนมาร์หรือเมืองนครปฐม ในประเทศไทยปัจจุบัน จากนั้นได้เผยแผ่เรื่อยมาผ่านสมัยฟูนัน ทวารวดีและลพบุรี พระพุทธศาสนามหายาน เผยแผ่จากประเทศอินเดียมาสู่สุวรรณภูมิโดยเส้นทางเดินเรือทะเล มา ขึ้นฝั่งบริเวณแหลมมาลายูในอาณาจักรลังกาสุกะ ตามพรลิงค์ได้เผยแผ่เรื่อยมาถึงสมัย อาณ าจักรศรีวิชัย เจนละหรือขอม และได้เข้ามามีอิทธิพลในภาคตะวันออก ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลางของไทยสมัยลพบุรีมีศูนย์กลางการปกครองใน ประเทศไทยอยู่ที่เมืองละโว้และทางภาคเหนือของไทยในสมัยลพบุรีก็ได้มีพระพุทธศาสนาเถร วาทแบบมอญและพุกาม เผยแผ่จากเมืองพุกามและเมืองพันในเมียนมาร์เข้ามาในเมืองหริภุญชัย ทางภาคเหนือของไทยด้วย ในสมัยสุโขทัย เมื่อพ่อขุนรามคาแหงขึ้นครองราชย์พระพุทธศาสนา เถรวาทแบบลังกาจากประเทศศรีลังกาได้เผยแผ่มาในเมืองนครศรีธรรมราช และเข้ามาใน สุโขทัยด้วย ทาให้มีพระสงฆ์ในสุโขทัยแบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายคามวาสีเป็นเถรวาทแบบมอญที่ มีวัดอยู่ในหมู่บ้าน และฝ่ายอรัญวาสีเป็นเถรวาทแบบลังกาที่มาจากเมืองนครศรีธรรมราชมีวัดอยู่ ในป่า ในสมัยล้านนา มีพระสงฆ์สองกลุ่ม กลุ่มแรก คือ ลังกาวงศ์สานักรามัญ มีเส้นทางการเผย แผ่จากประเทศศรีลังกา มาเมืองยังพันในเมียนมาร์เมืองสุโขทัย เมืองลาพูน และมาอยู่วัดสวน ดอกในเชียงใหม่ กลุ่มที่สอง คือ ลังกาวงศ์สานักสีหล มีเส้นทางการเผยแผ่จากเชียงใหม่ ไปยัง ประเทศศรีลังกาลังกา กลับมาที่อยุธยา ศรีสัชนาลัย สุโขทัย ลาพูน มาอยู่วัดป่าแดงในเชียงใหม่ สมัยอยุธยาพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาได้มีอิทธิพลอยู่ในดินแดนนี้และเผยแผ่ไปยัง ดินแดนต่าง ๆ ในประเทศไทย พ.ศ. ๒๒๙๕ สมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศยังได้ส่งพระสงฆ์เถร วาทแบบลังกาจากอยุธยาไปเผยแผ่และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกาด้วย หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดีตามเส้นทางการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในประเทศไทย สมัยทวารวดีและศรีวิชัย คือ อริยสัจสี่ บุญกิริยาวัตถุ พระ รัตนตรัย เป็นต้น หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดีสมัยลพบุรีคือ บุญกริยา วัตถุ พระรัตนตรัย สัจจะ จาคะ เป็นต้น หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดีสมัย
๒๕๓ สุโขทัย คือ สัทธรรมอันตรธานห้า ทศพิธราชธรรม ไตรลักษณ์นรก สวรรค์เป็นต้น หลักพุทธ ธรรมที่ปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดีสมัยล้านนา คือ บุญกิริยาวัตถุ มงคล ๓๘ นรก สวรรค์ นิพพาน เป็นต้น และ หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดีสมัยอยุธยา คือ บุญกิยา วัตถุ บุคคลหาได้ยากสองอย่าง ทิศหก ทศพิธราชธรรม อิทธิบาทสี่ ศรัทธาสี่ พระรัตนตรัย คารวะหก ทศบารมีกุศลมูล อกุศลมูล เป็นต้น ผลจากการเรื่อง “ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม : ประวัติศาสตร์ เส้นทางการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา และหลักพุทธธรรมในประเทศไทย” ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ คือ ประวัติศาสตร์เส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และหลักพุทธธรรมที่ปรากฏในหลักฐานทาง โบราณคดีตามเส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยา ที่ได้ศึกษาทั้งหมดในบทนี้มีข้อ ค้นพบที่น่าสนใจดังนี้ ๑ ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยา พบว่า ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยามีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาโดยเริ่ม ตั้งแต่การเข้ามาของพระพุทธศาสนาสู่สุวรรณภูมิพระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยทวารวดี สมัยศรีวิชัย สมัยลพบุรีสมัยสุโขทัย และสมัยล้านนา ในส่วนประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาใน สมัยอยุธยา มีระยะเวลายาวนานถึง ๔๑๗ ปีมีราชวงศ์ปกครองอาณาจักรทั้งสิ้น ๕ ราชวงศ์๓๓ พระองค์ทรงนับถือพุทธศาสนาทั้งหมด โดยภาพรวมยังคงเป็นพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท แบ่งออกเป็น ๔ ช่วง ได้แก่ ช่วง พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๐๐๐ ช่วง พ.ศ. ๒๐๐๐-๒๑๐๐ ในช่วง พ.ศ. ๒๑๐๐-๒๒๐๐ และช่วง พ.ศ. ๒๒๐๐-๒๓๑๐ โดยมีเหตุการณ์และเรื่องราวเกี่ยวกับการพระ ศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยาในภาพรวมได้ดังนี้ ๑ การออกทรงผนวชเป็นการสืบพระราชประเพณีเรื่องเจ้านายในสมัยกรุงศรีอยุธยา ออกทรงผนวชเป็นการสืบธรรมเนียมประเพณีที่พระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายในราชวงศ์ออกทรง ผนวชตามแบบอย่างพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย หรือรพะบรมไตรโลกนาทแห่งกรุง ศรีอยุธยาทรงบาเพ็ญพระราชกุศลออกผนวชมาแล้วนั้น ปรากฏว่าเจ้านายในสมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากพระบรมไตรโลกนาถและพระรามาธิบดีที่ ๒ แล้วก็ยังมีอีก ๔ พระองค์คือ ๑) พระเจ้า ทรงธรรม ซึ่งก่อนเสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบแทนพระศรีเสาวภาคย์ด้วยการชิงราช สมบัตินั้น ได้บวชเป็นพระภิกษุเป็นพระราชาคณะที่ พระพิมลธรรม แต่พระองค์นี้นามทาง ราชการแห่งราชสานักในสมัยนั้นมิได้ถือว่าเป็น เจ้า แต่อย่างใด เพียงแต่ใช้พระนามเดิมว่า พระ
๒๕๔ ศรีศิลป์อันเป็นพระนามของเจ้านายเท่านั้นเอง ๒) เจ้าฟ้าตรัสน้อย พระราชโอรสของพระเพท ราชา ๓) พระองค์เจ้าบุญนาค พระเจ้าลูกยาเธอในสมเด็จพระเจ้าเสือ ขุนหลวงสรศักดิ์๔) เจ้า ฟ้านเรนทร พระราชโอรสของพระเจ้าท้ายสระ สามพระองค์หลังนี้ทรงผนวชอยู่ตลอด พระชนมายุและมิได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะแต่ประการใด ๒) การสร้างวัด พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์มีความเลื่อมใสศรัทธาใน พระพุทธศาสนา ได้ทรงสร้างวัดขึ้นแต่ละรัชกาล ดังนี้ แผ่นดินพระเจ้าอู่ทอง พระปฐมกษัตริย์ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยาทรงสร้างวัดขึ้น ๒ วัด คือ ๑) วัดพุทไธศวรรย์สร้างขึ้นที่ตำบลเวียงเหล็ก (ปัจจุบันคือตำบลสำเภาล่ม) เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๖ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงการที่พระองค์ได้เสด็จมาจากเมืองอู่ทอง ตั้งราชธานีศรีอยุธยาขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ตำบลนี้หลังจากสร้างพระราชวังใหม่เสร็จทรงยกพระราชวังเดิมให้เป็นวัด ๒) วัดป่าแก้ว สร้าง เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๖ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเจ้าแก้วเจ้าไทยซึ่งประชวรอหิวาตกโรคสิ้นพระชนม์ให้ขุด พระศพที่ฝังไว้นั้นขึ้นแล้วพระราชทานเพลิงพระศพเสร็จแล้วก็ได้สร้างวัดตรงที่พระราชทานเพลิง นั้นเป็นวัดป่าแก้ว วัดนี้ปรากฏตามหสังสือโบราณวัตถุสถานทั่วอาณาจักรของกรมศิลปากรมีชื่อ อีกอย่างหนึ่งว่า วัดเจ้าพระยาไทยและพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๐ เพื่อสำหรับเป็น สำนักของพระสงฆ์ที่บวชเรียนมาจากสานักพระวันรัตมหาเถระในลังกาทวีป เรียกกันว่า คณะป่า แก้ว วัดนี้จึงได้นามว่าวัดป่าแก้วด้วย ส่วนนามอีกอย่างซึ่งชาวบ้านเรียกกันเป็นสำมัญทั่วไปก็คือ วัดใหญ่ชัยมงคล ตั้งอยู่นอกพระนคร (นอกเกาะเมือง) ตำบลที่ตั้งวัดปัจจุบันเรียกว่าตำบลไผ่ลิง ขึ้นอยู่ในอำเภอกรุงเก่า แผ่นดินสมเด็จพระราเมศวร รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยาได้ทรงสร้างวัดขึ้น ๓ วัด คือ ๑) วัดพระราม โปรดให้สร้างตรงที่ถวายเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง พระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๒ หน้าวัดมีบึงใหญ่เดิมเรียกว่า หนองโสน ต่อมาเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ขุดเอา ดินในหนองนี้ขึ้นถมพื้นวังและพื้นวัดพระมหาธาตุ วัดราชบูรณและวัดพระราม จึงกลายเป็นบึง ใหญ่โต บึงนี้มีชื่อปรากฏมณเฑียรบาลว่าขึงชีขันและต่อมาเปลี่ยนชื่อใหม่เรียกว่า บึงพระราม แต่ จะเปลี่ยนเมื่อใดไม่อาจทราบได้ชื่อนี้ยังคงเรียกกันมาจึงถึงทุกวันนี้๒) วัดมหาธาตุอยู่เชิง สะพานป่าถ่าน ในประวัติศาสตร์ยังสับสนกันอยู่ พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า สมเด็จ พระราเมศวร ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๗ แต่พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐว่า สร้างในแผ่นดิน
๒๕๕ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพระงั่ว) เมือง พ.ศ. ๑๙๑๗ ๓) วัดภูเขาทอง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๓๐ อยู่ตำบลภูเขาทอง ห่างจากพระราชวังประมาณ ๒ กิเมตร ยังไม่พบปรารภเหตุร้าง แผ่นดินพระบรมราชาที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงสร้างวัดขึ้น ๒ วัด คือ ๑) วัดราชบูรณะ อยู่ตรงข้างกับวัดมหาธาตุ พระเจ้าสามพระยาทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๖ ตรงบริเวณที่เจ้าอ้ายกับเจ้ายี่ พระเชษฐา ทรงชนช้างกันถึงพิราลัย ๒) วัดมเหยงคณ์ทรง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๖๗ แต่ไม่ทราบว่าทรงสร้างเพราะปรารภเหตุใด วัดนี้ปัจจุบันที่ตั้งวัดเรียกว่า ตำบลบ้ากระมัง อำเภอกรุงเก่า แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ รัชกาลที่ ๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัดขึ้น ๒ วัด คือ ๑) วัดพระศรีสรรเพชญ เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ไม่มีพระสงฆ์๒) วัดจุฬามณีสร้างที่ เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นวัดที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรคิรัชกาลที่ ๑๕ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัด ๑ วัด คือ วัดหลวงสบสวรรค์ทรงสร้างที่สวนหลวงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระศรี สุริโยทัย เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๑ เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย วัดนี้อยู่ในเกาะเมือง ด้านตะวันตก แผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ รัชกาลที่ ๑๙ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัด ๑ วัด คือ วัดวรเชษฐาราม สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงสร้างอุทิศพระราชกุศลถวายสมเด็จพระนเรศวร มหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๑๔๘ วัดนี้ตั้งอยู่ตาบลท่าวาสุกรีอาเภอกรุงเก่า แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง รัชกาลที่ ๒๔ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัด ๒ วัด คือ ๑) วัดไชยวัฒนาราม ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๓ ณ บริเวณบ้านเดิมของพระพันปีหลวง พระเจ้าปราสาททอง อยู่ริมแม่น้าฝั่งเดียวกันกับวัดพุทไธศวรรย์สร้างขึ้นด้วยฝีมือประณีตงดงาม มาก ตั้งใจเลียนแบบแผนผังนครวัดที่ประเทศเขมร เนื่องจากคราวสร้างนั้น ได้ตีเมืองเขมร กลับคืนได้ด้วย ๒) วัดชุมพลนิกายาราม อยู่อำเภอบางปะอิน สร้างเป็นอนุสรณ์ณ สถานที่ที่เป็น ที่เกิดของพระองค์จะสร้างปีใดยังหาหลักฐานที่ถูกต้องไม่ได้ แผ่นดินพระเพทราชา รัชกาลที่ ๒๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัด ๑ วัด คือ วัด บรมพุทธาราม ทรงสร้างขึ้นที่พระนิเวศน์เดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๒ (ก่อนเสวยราชย์) ปัจจุบันตั้งอยู่ ตำบลประตูชัย อำเภอกรุงเก่า
๒๕๖ แผ่นดินพระเจ้าเสือ รัชกาลที่ ๒๙ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัด ๑ วัด คือ วัดโพธิ ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์ทรงพระราชสมภพ ณ สถานที่สร้างวัดนี้ ๓) การสร้างความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ แผ่นดินสมเด็จพระ บรมราชาธิราชที่ ๓ (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) รัชกาลที่ ๓๑ แห่งกรุงศรีอยุธยา มีการส่งพระสมณ ทูตไทยไปประเทศศรีลังกาจนทาให้เกิดสยามวงศ์หรืออุบาลีวงศ์มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ๔) พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยา มีทั้งความเจริญรุ่งเรือง ความทรงตัว และการ เสื่อมถอยของพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เนื่องด้วยเหตุปัจจัยที่มีความหลากหลายทั้งที่เป็นปัจจัย ภายในและปัจจัยภายนอก ในแง่ปัจจัยแห่งความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาสมัยอยุธยา ประกอบด้วย ปัจจัยภายใน ได้แก่ การที่พระสงฆ์มีความใส่ใจในการศึกษาและการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การปกครองประเทศโดยสมบูรณายาสิทธิราช การที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะให้ความอุปถัมภ์ค้าชูแก่พระพุทธศาสนา ประเพณีการออก ทรงผนวชของพระมหากษัตริย์การตั้งอาณาจักรอยุธยาในด้านภูมิศาสตร์ที่มีความเหมาะสม ความอุดมสมบูรณ์ของภูมิประเทศ ความเจริญก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจการค้าทาให้ประชาราษฐ์ มีความสุขทั่วราชอาณาจักร การเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับชาวต่างประเทศที่เป็นมหาอำนาจทั้งใน ด้านการเมืองและการศาสนา ในแง่ปัจจัยแห่งความชะลอตัวและการถดถอยของพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย การศึกสงคราม จะเห็นได้จากช่วงใดที่เหตุการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงคราม พระมหากษัตริย์จำเป็นต้องมุ่งทาศึกสงครามเพื่อรักษาแผ่นดินอาณาจักรอยุธยาไม่ให้ตกเป็น เมืองขึ้นหรือแม้แต่การล่มสลายของอาณาจักร ช่วงนั้นพระพุทธศาสนาจึงเกิดการชะลอตัว ทรง ตัว หรือแม้แต่มีความเสื่อมถอย อันเนื่องมาจากพระมหากษัตริย์ช่วงพระองค์นั้น ๆ ไม่มีเวลาใน การทานุบารุงและให้การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา การเน้นเรื่องความขลังศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์มากเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของพระพรหมคุณาภรณ์ว่า “การนับถือ พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยาว่าพระพุทธศาสนาในสมัยนี้ไม่สู้โน้มไปในหลักธรรมชั้นสูงนัก โดยมากสนใจมุ่งไปแต่เรื่องการบุญการกุศล บำรุงพระสงฆ์สร้างวัดวาอาราม ปูชนียสถาน ปูชนีย วัตถุ พิธีกรรม งานฉลอง งานนมัสการ เช่นไหว้พระธาตุและพระพุทธบาท เป็นต้น การบำเพ็ญ จิตภาวนาก็เน้นไปข้างความขลังศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มีเรื่องไสยศาสตร์อาถรรพ์เข้ามา ปะปนเป็นอันมาก”
๒๕๗ ๒ เส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยา พบว่า อาณาจักรอยุธยามีกรุง ศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลาง มีความรุ่งเรืองมั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคสุวรรณภูมิทั้งยังมีความสัมพันธ์ทาง การค้ากับหลายชาติจนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติเช่น จีน เวียดนาม อินเดีย ศรีลังกา ญี่ปุ่น เปอร์เซีย รวมทั้งชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส สเปน ดัตช์และฝรั่งเศส ซึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่งเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราชถึงรัฐฉานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม และคาบสมุทรมลายูจากการศึกษาเรื่องราว เกี่ยวกับเส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยอาศัยแผนที่ทางภูมิศาสตร์ซึ่งสามารถแบ่ง ออกเป็น ๔ ยุค ดังนี้ ยุคที่ ๑ ยุคเถรวาทแบบพระเจ้าอโศกมหาราช พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่ประเทศ ไทยโดยพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงส่งสมณทูตมาเผยแผ่ในแคว้นสุวรรณภูมิซึ่งประเทศไทยนับ เอาจังหวัดนครปฐมโดยมีหลักฐานสาคัญ คือ ศิลารูปธรรมจักรกับกวางหมอบ แท่นสถูป อันเป็น สิ่งเคารพบูชาเหมือนกับสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ยุคที่ ๒ ยุคมหายาน พระเจ้ากนิษกะมหาราช ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ ๔ ของฝ่ายมหายานที่เมืองชลันธร และได้ส่งคณะพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่าย มหายานในเอเชียกลางจนถึงประเทศจีน อาณาจักรอ้ายลาว กษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีวิชัยใน เกาะสุมาตรา ได้ขยายอานาจเข้ามาถึงดินแดนตอนใต้ของไทย ทาให้พระพุทธศาสนามหายาน เจริญรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนแถบนี้ด้วย หลักฐานที่ปรากฏคือเจดีย์พระธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ ธานีพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อขอมซึ่งนับถือนิกายมหายานมีอำนาจครอบงำ แผ่นดินประเทศไทย ทาให้อิทธิพลของมหายานครอบคลุมไปทั่ว เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนา มหายานรุ่ง จึงทำให้มีการนับถือพระพุทธศาสนาทั้งสองแบบและศาสนาพราหมณ์ผสมผสานกัน ไป ยุคที่ ๓ ยุคเถรวาทแบบพุกาม พระเจ้าอนุรุทธมหาราชแห่งพม่ามีอำนาจ ทรงตั้งราช ธานีอยู่ที่เมืองพุกาม ทรงแผ่ขยายอาณาเขตครอบคลุมมาถึงดินแดนตอนเหนือของไทย คือ ล้านนา ลงมาถึงลพบุรีและทวราวดีพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบพุกามซึ่งเป็นสายที่มาจากเมือง มคธ อินเดีย จึงครอบงำคนไทยแถบนั้นไปด้วย คนไทยจึงหันไปนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท แบบพุกามอีก อย่างไรก็ดีคนไทยฝ่ายใต้ลงมาส่วนใหญ่คงนับถือฝ่ายมหายานอยู่
๒๕๘ ยุคที่ ๔ เถรวาทแบบลังกาวงศ์พระเจ้าปรักกมพาหุแห่งประเทศลังกาได้ทรงฟื้นฟู พระพุทธศาสนาในลังกา ได้อาราธนาพระมหากัสสปะชาระสะสางพระธรรมวินัย พระพุทธศาสนาก็กลับรุ่งเรือง มีชื่อเสียงไปไกล ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วไปต่างก็ สนใจ พากันเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกและได้รับการอุปสมบทใหม่ที่นั่น ครั้นศึกษา เจนจบแล้วก็กลับบ้านเมืองของตน ๆ เฉพาะประเทศไทยเรา พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์นี้ได้ เข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชในสมัยสุโขทัย นอกเหนือจากนั้น อาณาจักรต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนสมัยอาณาจักรอยุธยา ได้แก่ อาณาจักรละโว้อาณาจักรอู่ทอง และอาณาจักรสุโขทัย ยังมีอิทธิพลด้านพระพุทธศาสนาต่อ อาณาจักรอยุธยา เป็นผลทาให้เกิดพัฒนาการทางด้านพระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยาอย่าง ต่อเนื่องจนกลายเป็นพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทที่ผสมกลมกลืนกับพระพุทธศาสนาแบบ มหายานและศาสนาพราหม์อย่างลงตัวเห็นได้จากหลักฐานทางโบราณคดีได้แก่ โบราณสถาน โดยมีการเผยแผ่ในรูปแบบการสร้างวัดเป็นจานวนมาก เช่น วัดพุทไธศวรรย์วัดมหาธาตุวัด พระราม วัดพระศรีสรรเพชญ วัดไชยวัฒนาราม วัดบรมพุทธาราม และวัดวรเชษฐาราม เป็นต้น ในด้านโบราณวัตถุสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และวรรณกรรม เช่น ปรางค์วัดพุท ไธสวรรย์ซึ่งพระเจ้าอู่ทองทรงสร้าง ปรางค์ที่วัดพระราม ปรางค์วัดราชบูรณะ ปรางค์วัดพระศรี รัตนมหาธาตุซึ่งได้รับอิทธพลจากขอม มีการสร้างพระพุทธรูปสาคัญ ๆ เช่น พระศรีสรรเพชญ ดาญาณ พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชรบรมไตรโลกนาถ งานจิตรกรรม เช่น ภาพ จิตรกรรมในพระปรางค์ประธาน วัดราชบูรณะ ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติสมัย อยุธยาตอนต้นพบที่กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตู้พระธรรมลายรดน้า งานวรรณกรรม เช่น มหาชาติคาหลวง กาพย์มหาชาติเสือโคคาฉันท์พระมาลัยคำหลวง ช่วง ปลายของอาณาอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) พระเจ้า กิตติราชสิงหะ กษัตริย์ลังกาในขณะนั้น ให้ส่งทูตมาขอนิมนต์พระสงฆ์จากเมืองไทย (กรุงศรี อยุธยา) ไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป โดยมีการส่งพระสมณทูตไทยจำนวน ๑๐ รูป มี
๒๕๙ พระอุบาลีเป็นหัวหน้า เดินทางมาประเทศลังกา ทาให้มีนิกายสยามวงศ์ในประเทศศรีลังกามา จนถึงปัจจุบัน๔ ๓) งานวิจัย เรื่อง “รูปแบบการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสาหรับวัยรุ่นไทย ยุคใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรม วิทยากร” การวิจัยเรื่อง “รูปแบบการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับวัยรุ่นไทยยุค ใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรม วิทยากร” เป็นผลงานการวิจัยของ พระมหากฤษฎา กิตฺติโสภโณ (แซ่หลี), ผศ.ดร. คณะ สังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมีวัตถุประสงค์คือ ๑) เพื่อศึกษาหลักการ วิธีการ และรูปแบบการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสาหรับวัยรุ่นไทยยุค ใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรม วิทยากร ๒) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและอุปสรรคในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับ วัยรุ่นไทยยุคใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระ ธรรมวิทยากร และ ๓) เพื่อนาเสนอรูปแบบการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสาหรับวัยรุ่นไทย ยุคใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรม วิทยากร๕ การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี(Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ที่ใช้การศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)จากแบบสอบถาม (Questionnaire) กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษา ๔ ทวีศักดิ์ทองทิพย์, “ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม : ประวัติศาสตร์ เส้นทางการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา และหลักพุทธธรรมในประเทศไทย”, หน้า ๓๔๑. ๕ พระมหากฤษฎา กิตฺติโสภโณ (แซ่หลี), ผศ.ดร., “รูปแบบการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม สำหรับวัยรุ่นไทยยุคใหม่ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรม วิทยากร”, รายงานการวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑), หน้า ๓.
๒๖๐ ซึ่งทำการสุ่มมาจากประชากรจำนวน ๒๐,๐๗๑ คน โดยคำนวณตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน ๓๙๒ คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) ได้แก่ นักเรียนนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม กรุงเทพมหานคร วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น และ วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชและการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยทำการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Analysis) กับการสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งผู้บริหาร คณาจารย์และนักวัฒนธรรมจังหวัด จำนวน ๑๘ รูป/คน จากนั้นนำมาสังเคราะห์เป็นรูปแบบ เบื้องต้น และทำการสนทนากลุ่มเฉพาะ (Focus Group Discussion)กับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๙ ท่าน เพื่อสร้างรูปแบบให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Contents Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ๑) พระธรรมวิทยากรมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาโดยมีบทบาทสำคัญ ๙ ประการคือ ๑. ให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ๒. จัด สนทนาธรรมเป็นประจำ๓. มีการอบรมเยาวชนอย่างสม่ำเสมอ ๔. จัดกิจกรรมทาง พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ๕. ร่วมกับสถานศึกษาจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี๖. จัดทำ ทะเบียนผู้เข้าร่วมกิจกรรม ๗. พัฒนาเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียน ๘. จัด ค่ายคุณธรรมจริยธรรม และ ๙. มีการประเมินผลกลุ่มเป้าหมายร่วมกับสถานศึกษา โดยบูรณา การกับหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา คือ หลักไตรสิกขา หลักอริยสัจ ๔ หลักอิทธิบาท ๔ และหลักภาวนา ๔ มาใช้ในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมด้วย ๒) สภาพปัญหาและอุปสรรคในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับวัยรุ่นไทย ยุคใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรม วิทยากรพบว่า นักศึกษามีความคิดเห็นต่อรูปแบบการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับ วัยรุ่นไทยยุคใหม่ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระ ธรรมวิทยากร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = ๔.๐๖, S.D. = ๐.๕๑๐) และเมื่อพิจารณาเป็น รายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการปลูกฝังคุณธรรมและ จริยธรรมสำหรับวัยรุ่นไทยยุคใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิก
๒๖๑ คุณธรรม ของพระธรรมวิทยากรพบว่า พระธรรมวิทยากรสามารถนากิจกรรมไปใช้กับนักเรียน นักศึกษาได้เป็นบางกลุ่มเท่านั้น ไม่สามารถปรับใช้กับนักเรียน นักศึกษาทุกกลุ่มได้จึงควร ปรับปรุงรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักเรียน นักศึกษาทุกกลุ่มโดยการนำชุมชน ผู้ปกครอง และสถานศึกษา มาช่วยสนับสนุนบทบาทของพระธรรมวิทยากรด้วย ๓) รูปแบบการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับวัยรุ่นไทยยุคใหม่ ตามหลัก พุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรมวิทยากร พบว่ามี๔ รูปแบบ คือ๑) รูปแบบการป้องกัน (Prevention) ๒) รูปแบบการปรับปรุง (Improvement) ๓) รูปแบบการเปลี่ยนแปลง (Change) และ ๔) รูปแบบการพัฒนา (Development) ทั้งนี้รูปแบบ ดังล่าวจะประสบผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากสถานศึกษา (School) ชุมชน (Community) และผู้ปกครอง (Parent) โดยร่วมกันดำเนินการดังนี้คือ ๑) สร้างภูมิคุ้มกันด้วย การเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมอย่างจริงจัง ๒) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียน นักศึกษา กลุ่มเสี่ยงให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ๓) ส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษากลุ่มเป้าหมาย มีคุณธรรม จริยธรรม และ ๔) เสริมสร้างกิจกรรมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน นักศึกษา ร่วมกับ หน่วยงาน สถานศึกษา และชุมชน องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยเกิดจากกระบวนการในการปลูกฝังคุณธรรมและ จริยธรรมสำหรับวัยรุ่นไทยยุคใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิก คุณธรรม ของพระธรรมวิทยากร ด้วยกระบวนการตามรายละเอียดดังนี้ ๑) Input ปัจจัยนำเข้า ได้แก่ บทบาทของพระธรรมวิทยากรผู้ผ่านการฝึกอบรมและ บรรจุจากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในการเข้าไปทำหน้าที่ในการอบรมคุณธรรม จริยธรรมร่วมกับสถานศึกษา ปัจจุบันมีทั้งสิ้น ๓๐ แห่งทั่วประเทศ โดยพระธรรมวิทยากรมี บทบาทสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมใน ๙ ด้าน คือ ๑. ด้านการให้คำปรึกษาหรือ ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการขาดคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน นักศึกษาใน สถานศึกษานั้นๆ ๒. ด้านการสนทนาธรรม/บรรยายธรรม ตามหลักธรรมต่างๆ ที่สอดคล้องกับ ปัญหาที่เกิด หรือตามที่สถานศึกษาประสงค์๓. ด้านการให้การอบรมเยาวชนในสถานศึกษานั้นๆ โดยใช้เทคนิคการอบรมที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้เข้ารับการอบรม ผสมผสานกับการปฏิบัติ ธรรม ทำวัตรเช้า เย็น และนั่งสมาธิ๔. ด้านการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น วันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนา วันสำคัญทางพระมหากษัตริย์วันสำคัญทางเทศกาลต่างๆ ที่มีพิธีทาง
๒๖๒ พระพุทธศาสนาร่วมกับสถานศึกษาหรือชุมชน ๕. ด้านการร่วมกับสถานศึกษาจัดทาแผนปฏิบัติ การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียน ๖. ด้านการจัดทำทะเบียนผู้เข้าร่วมกิจกรรมหรือ ทะเบียนของผู้เรียนเป็นประจำทุกเดือน ๗. ด้านการพัฒนาเครื่องมือในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของผู้เรียน ๘. ด้านการจัดค่ายคุณธรรม ๙. ด้านการประเมินผลกลุ่มเป้าหมายร่วมกับ สถานศึกษา และประยุกต์กับหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา คือ หลักไตรสิกขา หลักอริยสัจ ๔ หลักอิทธิบาท ๔ และหลักภาวนา ๔ จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่า กิจกรรมทั้ง ๙ กิจกรรมนั้น สามารถนาไปใช้กับนักเรียนเป็นบางกลุ่มเท่านั้น ไม่สามารถปรับใช้กับนักเรียนทุกกลุ่มได้จึงควร ปรับปรุงรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักเรียนทุกกลุ่มโดยการนาชุมชน ผู้ปกครอง และสถานศึกษา มาช่วยสนับสนุนบทบาทของพระธรรมวิทยากรด้วย ๒) Process กระบวนการ ได้แก่ กลยุทธ์ในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม สำหรับวัยรุ่นไทยยุคใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรมวิทยากร และกิจกรรมหรือโครงการในการขับเคลื่อนบทบาทของพระธรรม วิทยากร ที่เกิดจากกระบวนการในการสังเคราะห์และวิเคราะห์ของผู้วิจัย ประกอบด้วย กลยุทธ์ ที่ ๑ “สร้างภูมิคุ้มกันด้วยการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมอย่างจริงจัง” ประกอบด้วยกิจกรรม ๔ ส. คือ สะอาดสว่าง สงบ และสั่งสอน โดยสามารถนำไปส่งเสริมกับนักเรียนได้ทุกกลุ่ม กลยุทธ์ ที่ ๒ “ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียนกลุ่มเสี่ยงให้เป็นคนดีมีคุณธรรม” ประกอบด้วย กิจกรรมการให้คำปรึกษาสนทนาธรรม การอบรม และจัดค่ายคุณธรรม โดยสามารถนำไป ส่งเสริมกับนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมไม่ดีให้กลายเป็นคนดีได้กลยุทธ์ที่ ๓ “ส่งเสริมให้ นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย มีคุณธรรมจริยธรรม” ประกอบด้วยกิจกรรมสร้างจิตอาสา คลินิก คุณธรรม เยาวชนต้นแบบ โดยสามารถนำไปส่งเสริมกับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อพัฒนาให้เป็น นักเรียนต้นแบบด้านคุณธรรมจริยธรรม และกลยุทธ์ที่ ๔ “เสริมสร้างกิจกรรมการพัฒนา คุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนร่วมกับ หน่วยงานสถานศึกษา และชุมชน” ประกอบด้วย กิจกรรมการทำแผน จัดกิจกรรมวันสำคัญ สร้างบรรยากาศเครือข่าย และประเมินผล โดย สามารถนำไปส่งเสริมกับนักเรียนได้ทุกกลุ่มร่วมกันกับสถานศึกษาผู้ปกครอง และชุมชน ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับวัยรุ่นไทยยุคใหม่ ตาม หลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรมวิทยากรต่อไป
๒๖๓ ๓) Output ผลลัพธ์ได้แก่ รูปแบบในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับ วัยรุ่นไทยยุคใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระ ธรรมวิทยากรที่เกิดจากกระบวนการในการสังเคราะห์และวิเคราะห์ใหม่ เป็น ๔ รูปแบบ คือ รูปแบบที่ ๑ ได้แก่การป้องกัน (Prevention) เป็นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักเรียน ทุกกลุ่มด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านคุณธรรมจริยธรรมอย่างแท้จริง รูปแบบที่ ๒ ได้แก่ การ ปรับปรุง (Improvement) เป็นการนำนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมไม่ดีมาแก้ไขปรับปรุงให้ กลายเป็นคนดีมีคุณธรรม รูปแบบที่ ๓ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลง (Change) เป็นการส่งเสริมและ สนับสนุนนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนนักเรียนด้วยกัน และ รูปแบบที่ ๔ ได้แก่ การพัฒนา(Development) คือการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน ร่วมกับ หน่วยงาน สถานศึกษา และชุมชน โดยมีพระธรรมวิทยากรเป็นผู้พัฒนาร่วมกับ สถานศึกษา (School) ชุมชน (Community) และ ผู้ปกครอง (Parent) ตามหลัก “บวร” ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียนและชุมชน เพื่อเสริมสร้างภาคเครือข่ายให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า องค์ความรู้จากการวิจัยเกิดจากกระบวนการในการปลูกฝังคุณธรรมและ จริยธรรมสำหรับวัยรุ่นไทยยุคใหม่ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิก คุณธรรม ของพระธรรมวิทยากรทั้ง ๓ ด้าน คือ Input ปัจจัยนำเข้า ได้แก่รูปแบบเดิมทั้ง ๙ ด้าน และหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา Process กระบวนการ ได้แก่กลยุทธ์ในการส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรมทั้ง ๔ กลยุทธ์และกิจกรรมหรือโครงการที่จัดขึ้น สุดท้ายคือ Output ผลลัพธ์ ได้แก่ รูปแบบในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมสาหรับวัยรุ่นไทยยุคใหม่ ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรมวิทยากร คือ PICD:SCP Model นั้นเอง๖ ๖ พระมหากฤษฎา กิตฺติโสภโณ (แซ่หลี), ผศ.ดร., “รูปแบบการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม สำหรับวัยรุ่นไทยยุคใหม่ตามหลักพุทธธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนโครงการคลินิกคุณธรรม ของพระธรรม วิทยากร”, หน้า ๒๒๒.
๒๖๔ ๔) งานวิจัย เรื่อง “ปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของ อาณาจักรล้านช้าง” การวิจัยเรื่อง “ปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของอาณาจักร ล้านช้าง” เป็นผลงานการวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาปรัชญาของอาณาจักรล้านช้าง ๒) เพื่อศึกษาศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณี ของอาณาจักรล้านช้าง ๓) เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของอาณาจักรล้านช้าง๗ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในภาคสนาม (Field Study) สำหรับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ มุ่งเน้นการสัมภาษณ์และประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับผู้มีความรู้หรือปราชญ์ นักวิชาการ และผู้ที่นำแนวคิดทางปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของอาณาจักรล้านล้างไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จำนวน ๓๐ รูป/คน โดยมีขั้นตอนการศึกษาค้นคว้า ดังนี้ (๑) ทำการศึกษาและคัดเลือกพื้นที่จำนวน ๒ ประเทศ คือไทยและสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยประเทศ สปป.ลาว ผู้วิจัยได้เลือกพื้นที่เป็นศูนย์กลางการ ปกครองอาณาจักรล้านช้าง ๒ เมือง ได้แก่ เวียงจันทร์และหลวงพระบาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้านปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของอาณาจักร ล้านช้างที่ปรากฏชัดเจน เป็นพื้นที่ที่สามารถทำการวิจัยได้เป็นอย่างดีสำหรับประเทศไทย ผู้วิจัย ได้เลือกจังหวัดที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้านปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถี ชีวิตอาณาจักรล้านช้างที่ชัดเจน ๒ จังหวัด ได้แก่จังหวัดเลย และจังหวัดนครพนม (๒) ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์การประชุมกลุ่มย่อยร่วมกันกับผู้มี ความรู้(ปราชญ์) นักวิชาการ และผู้มีประสบการณ์ด้านปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและ วิถีชีวิตอาณาจักรล้านช้าง และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัย ๗ จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, ผศ.ดร., “ปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของ อาณาจักรล้านช้าง”, รายงานการวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๒), หน้า ๓.
๒๖๕ (๓) ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์แนวคิดทางด้านปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของอาณาจักรล้านช้าง (๔) สรุปและนำเสนอผลการศึกษาที่ได้ทั้งจากการศึกษาในเชิงเอกสารและภาคสนาม โดยนามาวิเคราะห์ตามประเด็นที่สำคัญ คือปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของ อาณาจักรล้านช้างในมิติต่างๆ เน้นการนำผลการศึกษาวิจัยมาเผยแพร่ในหน่วยรัฐ คณะสงฆ์ องค์กรชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวิจัยได้รับทราบ ผลการวิจัย พบว่า แนวคิดทางปรัชญาของอาณาจักรล้านช้างเป็นระบบแนวคิดแบบ พหุนิยมหรือพหุวัฒนธรรม คือการผสมผสานแนวความคิดระหว่างวิญญาณ (ผี) พราหมณ์และ พุทธศาสนาเข้าด้วยกันแนวคิดเรื่องวิญญาณเป็นแนวคิดดั้งเดิมของอาณาจักรล้านช้าง ส่วน พราหมณ์และพุทธศาสนาเป็นแนวคิดที่เข้ามาทีหลัง จากนั้นชาวล้านช้างได้นาเอาแนวคิดทั้ง สามระบบนี้มาผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ซึ่งแนวคิดทั้งสามระบบนี้จะปรากฏอยู่ในรูปแบบ ของประเพณีหรือพิธีกรรมต่างๆ ของคนล้านช้าง แต่แนวคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อสังคมล้าน ช้างคือพุทธศาสนา แนวคิดทางพุทธศาสนาได้หยั่งลึกสู่จิตใจของชาวล้านช้างจนกลายเป็นวิถีชีวิต ของอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งจะแสดงออกในลักษณะของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีการ ดำเนินชีวิตของอาณาจักรล้านช้างบ่อเกิดของศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีของอาณาจักรล้าน ช้างมาจากแนวคิดทางปรัชญาของคนล้านช้าง โดยเฉพาะคติทางพุทธศาสนานั้นถือว่ามีอิทธิพล ต่อศิลปะต่างๆ มากทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตกรรม เรียกว่า พุทธศิลป์ ล้านช้าง ส่วนทางวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านช้างนั้นมีทั้งส่วนที่เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ วัฒนธรรมทางคติธรรม วัฒนธรรมทางเนติธรรม และวัฒนธรรมทางสังคม ซึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้ จะแสดงออกในรูปแบบของประเพณีล้านช้างเรียกว่า ฮีตสิบสอง หรือประเพณีสิบสองเดือน ซึ่ง เป็นประเพณีที่ชาวล้านช้างได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาในโอกาสต่างๆ ทั้งสิบสองเดือนของแต่ละปีเป็น ประเพณีที่แสดงออกตามคติทางพุทธศาสนา และบางประเพณีมีการผสมผสานพิธีกรรมที่ เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ พราหมณ์และพุทธศาสนาเข้าด้วยกันวิถีชีวิตของอาณาจักรล้านช้าง ได้ ยึดถือปฏิบัติตามแนวคิดหรือจารีตที่บรรพบุรุษรุ่นก่อนได้จัดระบบไว้ดีแล้ว ซึ่งข้อยึดถือปฏิบัติ เหล่านั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิตของชาวล้านช้าง โดยที่อาณาจักรล้านช้างได้ แบ่งสังคมออกเป็น ๒ ชนชั้นคือ ชนชั้นผู้ปกครอง และชนชั้นผู้ใต้ปกครอง ชนชั้นผู้ปกครองจะให้ ความอุปถัมภ์สถาบันศาสนา โดยการทำนุบำรุงพุทธศาสนาในทุกๆ ด้าน ส่วนพระสงฆ์ก็
๒๖๖ ช่วยเหลือสังคม โดยการใช้หลักพุทธธรรมเป็นเครื่องช่วยในการสอนให้คนล้านช้างได้ประพฤติ ปฏิบัติในทางที่ถูกต้องดีงาม ส่วนชนชั้นผู้อยู่ใต้ปกครองจะทำหน้าที่ผลิตผลทางการเกษตร นอกจากนี้อาณาจักรล้านช้างยังได้กำหนดกรอบให้ชาวล้านช้างได้มีวิถีชีวิตเป็นไปในแนวเดียวกัน ๓ แนวทางคือ วิถีชีวิตทางด้านศาสนา วิถีชีวิตทางด้านกฎหมาย และวิถีชีวิตทางด้านตำนานและ วรรณกรรม ซึ่งทั้ง ๓ แนวทางนี้ถือว่าเป็นการกำหนดกรอบให้ชาวล้านได้ใช้เป็นแนวทางในการ ปฏิบัติร่วมกัน จากการวิจัยเรื่อง “ปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของอาณาจักร ล้านช้าง” สามารถสรุปเป็นองค์ความรู้ตามวัตถุประสงค์ทั้ง ๓ ข้อ ดังนี้ แนวความคิดทางปรัชญาของอาณาจักรล้านช้างจัดเป็นปรัชญาประเภทพหุนิยม (Pluralism) หรือพหุวัฒนธรรมนิยม (Multiculturalism) คือเป็นระบบปรัชญาแบบผสมผสาน แนวคิดในเรื่องของวิญญาณ (ผี) พราหมณ์และพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน แนวคิดในเรื่องผีนั้น เป็น แนวคิดที่มีอยู่แล้วดั้งเดิมของคนในอาณาจักรล้านช้าง ส่วนศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนานั้น เป็นศาสนาที่มาจากอินเดียได้แผ่มาถึงอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งคนล้านช้างที่นับถือผีอยู่แล้วก็รับเอา สิ่งละอันพันละน้อยของศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนามาเป็นแนวปฏิบัติโดยเฉพาะในเรื่อง ของพิธีกรรมจะได้มาจากพราหมณ์เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนในพุทธศาสนานั้นคนล้านช้างจะรับเอา ทั้งหลักคำสอนและพิธีกรรมมาเป็นแนวปฏิบัติจนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนล้างช้าง ซึ่งท้อนออก มาในรูปแบบของศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีและวิถีการดำเนินชีวิต อย่างไรก็ตาม การมีศาสนา พราหมณ์และพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านช้างนั้น คนล้านช้างก็อาศัยภูมิปัญญา เดิมของตนในการรับเอาศาสนาทั้งสองนั้นมาเป็นแนวปฏิบัติแต่ก็ไม่ได้รับเอาหลักการทั้งหมด ของศาสนาพราหมณ์มาปฏิบัติจะเลือกเอาเฉพาะส่วนที่ไม่ขัดกับหลักความเชื่อเดิมของตน ดังนั้นการจัดระบบแนวความคิดทางปรัชญาของอาณาจักรล้านช้างจึงสามารถจัดออกได้เป็น ๒ ช่วงหลักๆ คือช่วงก่อนที่ศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนาจะเข้ามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งช่วงนี้เป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านช้าง คือเชื่อเรื่องวิญญาณหรือผีต่างๆแต่ผีที่สำคัญและมี บทบาทต่อสังคมล้านช้างมากที่สุดก็คือผีฟ้าแถน เพราะผีฟ้าแถนเป็นผีที่เป็นบรรพบุรุษของ กษัตริย์ของอาณาจักรล้านช้างทั้งหมด โดยเริ่มตั้งแต่สมัยขุนบรมเรื่อยมา นอกจากนี้ผีฟ้าแถนยัง มีบทบาทต่อสังคมล้านช้างอีกหลายประการ เช่น เป็นผีที่ยิ่งใหญ่เพียงองค์เดียวที่มีอำนาจสูงสุด
๒๖๗ สามารถบันดาลฟ้าฝนให้กับชาวล้านช้างได้ทำนาทำไร่ หรือทำการเกษตรต่างๆ ได้และในช่วงที่ สองคือ ช่วงที่ศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนาเข้ามาเผยในอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งในช่วงนี้เป็นที่ น่าสังเกตว่าศาสนาพราหมณ์ถึงแม้จะเข้ามาเผยแผ่ก่อนพุทธศาสนา แต่คนล้านช้างก็ไม่ได้ให้ ความสำคัญกับแก่นแท้ในหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์มากมัก ส่วนมากคนล้านช้างจะรับเอา ในส่วนที่เป็นพิธีกรรมเสียส่วนใหญ่ เช่น พิธีบูชาเทวดาหรือเทพเจ้า พิธีวางศิลาฤกษ์พิธียก เสาเอก ลงเสาเอก ตั้งเสาเอก พิธีโกนจุก ตัดจุก และพิธีบูชายันต์ด้วยการฆ่าสัตว์เซ่นสรวง เป็น ต้น ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้เป็นพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ซึ่งได้แพร่หลายในสังคมล้านช้าง ซึ่งบาง พิธีกรรมมีการสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ส่วนพุทธศาสนานั้นได้เข้ามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านช้างหลังศาสนาพราหมณ์แต่ กลับมีบทบาทสำคัญกับชาวล้านช้างมากกว่าศาสนาพราหมณ์ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้ม แหล่งหล้าธรณีรับเอาพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านช้างแล้ว พระพุทธศาสนาได้รับ การยอมรับจากชาวเมืองล้านช้างเป็นอย่างมาก กษัตริย์ของอาณาจักรล้านช้างหลายพระองค์ได้ สร้างศาสนสถานไว้ในที่ต่างๆ มากมาย อันแสดงให้เห็นถึงศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนา นอกจากนี้ กษัตริย์หรือชนชั้นผู้ปกครองยังได้หลักคำสอนของพุทธศาสนาผสมผสานเข้ากับพิธีกรรมต่างๆ เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการปกครอง ซึ่งจะเห็นได้จากประเพณีบุญฮีตสิบสอง-คองสิบสี่ นี้ก็ เป็นผลมาจากการนำเอาหลักคำสอนทางพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการปฏิบัติในแต่ละเดือน จนกลายเป็นจารีตประเพณีที่มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนาเป็นระบบแนวคิดที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในอาณาจักรล้านช้าง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ระบบแนวความคิดดั้งเดิมคือความเชื่อเรื่องผีของชาวล้านช้างก็ไม่ได้ถูกลบเลือนไปไหน และ พิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ก็ยังไม่สูญสลายไปเช่นกัน ยังคงอยู่แบบแทรกซ้อนผสมผสานอยู่กับ พิธีกรรมในทางพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น อย่างเช่น พิธีกรรมสู่ขวัญบายศรีซึ่งพิธีกรรมนี้จะมี ความเกี่ยวข้องทั้งเรื่องของวิญญาณ (ผี) พราหมณ์และพุทธศาสนา นั่นคือ คำว่า “ขวัญ” มี สภาวะเป็นนามธรรม แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ประจำตัวของแต่ละคนซึ่งนั่นก็คือวิญญาณเมื่อวิญญาณ ออกจากร่างกาย หรือที่เรียกว่าขวัญหนีออกจากร่างกาย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องทาพิธีเรียกขวัญ หรือทำพิธีสู่ขวัญบายศรีซึ่งก็ต้องใช้พราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีและเพื่อให้เป็นสิริมงคลขึ้นไปอีกก็ต้อง มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพุทธมนต์ที่บ้าน เรียกว่าทำบุญบ้าน และทำการสู่ขวัญไปด้วย นี้เป็น การแสดงให้เห็นว่า ระบบแนวความคิดทางปรัชญาของคนล้านช้างนั้นเป็นแบบผสมผสาน
๒๖๘ ระหว่าง ผีพราหมณ์พุทธ ซึ่งแนวคิดทั้งสามนี้ได้ผสมผสานเข้ากันจนกลายเป็นวิถีชีวิตของคน ล้านช้างที่ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่า เป็นพัฒนาการทางความคิดแบบพหุ นิยมหรือพหุวัฒนธรรม ถึงแม้จะผ่านมาหลายร้อยปีแต่ระบบความคิดนี้ยังคงอยู่กับชาวอีสาน และชาวลาว ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการสืบทอดแนวความคิดนี้มาโดยตรง๘ ๕) งานวิจัย เรื่อง “การพัฒนาระบบนิเวศเชิงพุทธสำหรับผู้ประกอบการใหม่ Startup ในจังหวัดนครราชสีมา” การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบนิเวศเชิงพุทธสาหรับผู้ประกอบการใหม่ Startup ในจังหวัดนครราชสีมา” เป็นผลงานการวิจัยของ ดร.เบญจมาศ สุวรรณวงศ์มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยมีวัตถุประสงค์คือ ๑) ศึกษา แนวคิดและการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับประกอบการใหม่ Startup ในจังหวัดนครราชสีมา ๒) ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการพัฒนาระบบนิเวศสาหรับผู้ประกอบการใหม่Startup ในจังหวัดนครราชสีมา ๓) เสนอรูปแบบการพัฒนาระบบนิเวศเชิงพุทธสำหรับผู้ประกอบการ ใหม่Startup ในจังหวัดนครราชสีมา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีทั้งการวิจัยในเชิง คุณภาพภาคสนาม และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์และ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการใหม่เชิงพุทธเพื่อมุ่งสู่ “Smart City Korat Startup”๙ ผลการวิจัยพบว่า Ecosystem ระบบนิเวศทางธุรกิจ Startup คือระบบที่เชื่อมโยง กันของห่วงโซ่ทางคุณค่าของธุรกิจแต่ละหน่วยที่สามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนธุรกิจร่วมกันมี ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันทำให้เกิดเป็นห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่ ๑) Startup Company กลุ่มสตาร์ท ๘ จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ, ผศ.ดร., “ปรัชญา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของ อาณาจักรล้านช้าง”, หน้า ๒๐๒. ๙ เบญจมาศ สุวรรณวงศ์, “การพัฒนาระบบนิเวศเชิงพุทธสำหรับผู้ประกอบการใหม่ Startup ในจังหวัดนครราชสีมา”, รายงานการวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๖๓), หน้า ๓.
๒๖๙ อั พ ๒ ) Investorก ลุ่ ม นั ก ล ง ทุ น ๓ ) Supporting Organization ได้ แ ก่ Incubator / Accelerator, Government,Association,Coworking Space, Academy ,Event, Media การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการพัฒนาระบบนิเวศสาหรับผู้ประกอบการใหม่Startupใน จังหวัดนครราชสีมา แบ่งเป็น ๖ ด้าน ดังนี้๑)ด้านการบริหารจัดการกลุ่มและสมาชิก คือ หลัก พรหมวิหารธรรม หลักอปริหานิยธรรม ๒) ด้านการบริหารจัดการด้านการตลาดและลูกค้า คือ หลักปาปณิกธรรม หลักสังคหวัตถุ ๔ หลักบุญกิริยาวัตถุ ๓ หิริและโอตตัปปะ ๓) ด้านการผลิต และงานสนับสนุนการผลิต คือ หลักสัปปุริสธรรม และหลักทิฏฐธรรมิกัตถะ ๔) ด้านการบริหาร จัดการด้านบัญชีและการเงิน คือ หลักฆราวาสธรรม หลักคิหิสุข ๕) ด้านการปรับปรุงและพัฒนา ธุรกิจชุมชนสู่ความยั่งยืน คือ หลักอิทธิบาท ๔ หลักกัลยาณมิตร ๖)ด้านการส่งเสริมสัมมาชีพของ กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ Startup ได้แก่ หลักสัมมาอาชีวะ หลักโภควิภาค ผลจากการอบรมเชิง ปฏิบัติการในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการใหม่เชิงพุทธเพื่อมุ่งสู่ “Smart City Korat Startup”ทำให้เกิดการถ่ายทอดบทเรียนรูปแบบในการพัฒนาระบบนิเวศเชิงพุทธสำหรับ ผู้ประกอบการใหม่ Startupใน จังหวัดนครราชสีมาได้อย่างเป็นรูปธรรม การศึกษาวิจัยเรื่อง“การพัฒนาระบบนิเวศเชิงพุทธสำหรับผู้ประกอบการใหม่ Startup ในจังหวัดนครราชสีมา”พบองค์ความรู้จากการวิจัย ๓ ประการด้วยกัน ดังนี้ ๑) แนวคิดและการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับผู้ประกอบการใหม่ Startup ในจังหวัด นครราชสีมา Ecosystem Startup ระบบนิเวศสำห รับ ผู้ป ระกอบการใหม่ Startup ประกอบด้วย ๑)STARTUP COMPANY (กลุ่มสตาร์ทอัพ) ๒) INVESTOR (กลุ่มนักลงทุน) ซึ่งมี ทั้งกลุ่มนักลงทุนบุคคล (Angel) กลุ่มนักลงทุนสถาบัน (Venture Capital) ๓)SUPPORTING ORGANIZATION (กลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้องที่ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโต) ๓.๑)Incubators / Accelerators หน่วยงานหรือองค์กรที่สนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ ๓.๒) Government หน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริม ธุรกิจสตาร์ทอัพ ๓.๓)Association สมาคมการค้า เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ เทคโนโลยีรายใหม่ ๓.๔) Coworking Space สถานที่ทำงานของ กลุ่มคนที่เริ่มต้นทำธุรกิจที่ยังไม่มีสถานที่ทำงานเป็นของตนเอง เป็นการใช้พื้นที่ร่วมกันและมี ชุมชน ๓.๕)Academyหน่วยงานที่เน้นสนับสนุนด้านความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างธุรกิจสตาร์ท อัพ ๓.๖)Event การจัดงาน event ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดย เฉพาะกับกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ ๓.๗)Media สื่อที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพโดยตรง
๒๗๐ การพัฒนาระบบนิเวศส่งเสริมธุรกิจ Startupเริ่มต้น (๑) Knowledge การส่งเสริมองค์ความรู้ได้แก่ กิจกรรมการเรียนการสอนและ กิจกรรมเสริมหลักสูตรด้านความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Education) ความรู้ และทักษะเชิงเทคนิค (Technical knowledge & skits) และความรู้และทักษะด้านการ สร้างสรรค์และการออกแบบ (Design knowledge & skills) (๒) Infrastructure การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ (Hard) การปรับปรุงและ เตรียมพร้อมพื้นที่พัฒนานวัตกรรมร่วมกัน (Co-innovating Space) (Soft) กิจกรรมการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์(Research Commercialization for Startup) (๓) Structure การจัดตั้งหน่วยงานดำเนินการและวางแผน (๔) Network การพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจเริ่มต้น (๕) Startup District การพัฒนาย่านวิสาหกิจเริ่มต้นเป็นแพลตฟอร์มกลาง ได้แก่ Startup Thailand League , Startup Korat ๒) องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการพัฒนา ระบบนิเวศสำหรับผู้ประกอบการใหม่ Startup ในจังหวัดนครราชสีมา การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับผู้ประกอบการ ใหม่Startup ในจังหวัดนครราชสีมา แบ่งเป็น ๖ ด้าน ดังนี้๑)ด้านการบริหารจัดการกลุ่มและ สมาชิก คือ หลักพรหมวิหารธรรม หลักอปริหานิยธรรม ๒) ด้านการบริหารจัดการด้านการตลาด และลูกค้า คือ หลักปาปณิกธรรม หลักสังคหวัตถุ ๔ หลักบุญกิริยาวัตถุ ๓ หิริและโอตตัปปะ ๓) ด้านการผลิตและงานสนับสนุนการผลิต คือ หลักสัปปุริสธรรม และหลักทิฏฐธรรมิกัตถะ ๔) ด้านการบริหารจัดการด้านบัญชีและการเงิน คือ หลักฆราวาสธรรม หลักคิหิสุข ๕) ด้านการ ปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจชุมชนสู่ความยั่งยืน คือ หลักอิทธิบาท ๔ หลักกัลยาณมิตร ๖)ด้านการ ส่งเสริมสัมมาชีพของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ Startup ได้แก่ หลักสัมมาอาชีวะ หลักโภควิภาค เนื่องจากผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จากการร่วมพูดคุยและประเมินด้วยสายตาแบไม่เป็นทางการ ทุกคน มีความมุ่งมั่นที่จะใช้หลักธรรมนาสินค้า ลดกิเลส ตัณหา อุปทาน แต่กลับมีความยึดมั่นในด้าน
๒๗๑ ความซื่อสัตย์ซื่อตรง มีสัมมาอาชีวะ มีความยุติธรรม ไม่เอาเปรียบคู่ค้าด้วยกันและผู้บริโภคเป็น ต้น๑๐ ๙.๓ งานวิจัยทางพระพุทธศาสนาของนิสิตในระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑) งานวิจัย เรื่อง “รูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธสำหรับผู้สูงอายุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น” การวิจัยเรื่อง “รูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธสำหรับผู้สูงอายุ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น” เป็นผลงานการวิจัยระดับปริญญาเอก สาขา พระพุทธศาสนาของ พระมหาวีระชาติ ธีรสิทฺโธ (เพ็งแจ่ม) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) หลักการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของ ผู้สูงอายุตามหลักพระพุทธศาสนา ๒) ศึกษาปัญหาสุขภาวะของผู้สูงอายุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอ เมือง จังหวัดขอนแก่น และ ๓) รูปแบบการบูรณาการหลักการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของ ผู้สูงอายุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น๑๑ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quantity Research) เป็นการศึกษาการ เสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น คัดเลือก ผู้ให้ข้อมูล จำนวน ๕ กลุ่ม โดยการกำหนดกลุ่ม เป้าหมายด้วยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ พระสงฆ์ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลเมืองเก่า ผู้นำท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้สูงอายุจำนวน ๓๑ รูป/คน ผลการวิจัยพบว่าหลักการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุตามหลัก พระพุทธศาสนา นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตเพื่อให้ได้รับประโยชน์สุข ตั้งแต่ขั้นต้นในการ ๑๐ เบญจมาศ สุวรรณวงศ์, “การพัฒนาระบบนิเวศเชิงพุทธสำหรับผู้ประกอบการใหม่ Startup ในจังหวัดนครราชสีมา”, หน้า ๘๘. ๑๑ พระมหาวีระชาติ ธีรสิทฺโธ (เพ็งแจ่ม), “รูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธสำหรับ ผู้สูงอายุตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น”, ดุษฎีนิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๓), หน้า ๓.
๒๗๒ ลงมือปฏิบัติได้แก่ หลักไตรลักษณ์ เป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น เพียงเราเข้าไปยึดว่าเป็นความสุข ซึ่ง เกิดจากการปรุงแต่งของจิต โดยมีหลัก ศีล สมาธิปัญญา สภาพปัญหาของผู้สูงอายุ ได้แก่ สภาพ ร่างกายเสื่อมถอยความคล่องแคล่วว่องไวเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ มีอารมณ์หงุดหงิด ไม่มี ความเชื่อมั่นในตนเอง หวาดกลัวภัยต่างๆ นานา กลัวถูกทอดทิ้งจากครอบครัว ปัญหาครอบครัว ผู้สูงอายุอยู่ในภาวะพึ่งพาสูง ร่างกายเสื่อมลงตามอายุขัย เข้าสังคมน้อยลง จิตใจเปลี่ยนแปลง ง่าย หงุดหงิด เหงาเครียด ความจำเสื่อม หลงลืม และขาดสมาธิจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น มี ฐานะยากจน ผู้ดูแลมีจำนวนลดลง และมีความเครียดสูง รูปแบบการบูรณาการหลักการ เสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ตำบลเมืองเก่า ได้แก่ ๑) ด้านกาย พิจารณาถึง ผู้สูงอายุ ที่มีสุขภาพดีเน้นการดูแลตนเอง ครอบครัวเป็นผู้ให้การดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพา ๒) ด้านศีลภาวนา มีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมและบุญ-บาป มีจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์ร่วมกิจกรรมสังคม เน้น การเสริมคุณค่าในตน ๓. ด้านจิตใจมีสุขภาพจิตดียิ้มแย้ม และ ๔) ด้านปัญญาภาวนา เข้าใจ หลักสัจธรรมทำให้จิตใจเบิกบานและมีความสุข ดังนั้น สุขภาพของผู้สูงอายุ เป็นปัจจัยหนึ่งที่มี ผลกระทบต่อความเจริญของประเทศชาติจึงควรใช้หลักธรรมเป็นดั่งเข็มทิศชี้ทางในการจัดการ สุขภาวะ ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้รูปแบบใหม่หรือองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นวิธีการเชิงพุทธผสมผสานกับศาสตร์สมัยใหม่ ในระบบการเสริมสร้าง สุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น การจัดการสุขภาพ ของผู้สูงอายุในสมัยพุทธกาล ปฐมเหตุจากการที่พระอาพาธด้วยท้องร่วง นอนเกลือกกลิ้งกับ อุจจาระปัสสาวะ ไม่มีใครคอยดูแล พระพุทธเจ้าทรงดูแล ชำระร่างกายให้สะอาด จนกระทั่ง อาการทุเลา ต่อมาพระองค์จึงทรงบัญญัติให้หมู่สงฆ์ต้องช่วยกันดูแลและคุณลักษณะของผู้ พยาบาล อันเป็นพื้นฐานมาถึงทุกวันนี้๕ ประการ คือ (๑) สามารถจัดยา (๒) รู้จักของแสลงและ ไม่แสลง (๓) ไม่พยาบาลคนไข้เพราะเห็นแก่อามิส ให้มีจิตเมตตา (๔) ไม่รังเกียจที่จะนำอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย หรือของที่อาเจียนออกมาไปเททิ้ง และ (๕) สามารถพูดให้คนไข้เห็นชัดชวนให้ อยากรับไปปฏิบัติเร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่น ร่าเริงด้วยธรรมีกถา เป็น บางครั้งบางคราว จากคุณสมบัติของผู้พยาบาลดังกล่าว นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดจริยธรรม หรือจรรยาบรรณของผู้พยาบาลหรือผู้ให้การรักษา การเจริญเมตตามีคุณประโยชน์มากมายทั้ง
๒๗๓ แก่ตนและสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านกาย วาจาและใจ ซึ่งจะช่วยพัฒนาจิตไปสู่คุณธรรมเบื้องสูงและ ละเอียดบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า ให้ผลมากทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต พระพุทธเจ้าทรง ตรัสแสดงอานิสงส์ของเมตตาไว้๑๑ ประการคือ (๑) หลับเป็นสุข (๒) ตื่นเป็นสุข (๓) ไม่ฝัน ลามก (๔) เป็นที่รักแห่งมนุษย์ทั้งหลาย (๕) เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย (๖) เทวดาทั้งหลาย ย่อมรักษา (๗) ไฟยาพิษหรือศาสตราไม่กล้ากราย (๘) จิตตั้งมั่นโดยเร็ว (๙) สีหน้าผ่องใส (๑๐) เป็นผู้ไม่หลงใหลทำกาละ (๑๑) เมื่อไม่แทงตลอด คุณอันยิ่งเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกพระพุทธเจ้า ทรงวางแนวคิดการจัดการสุขภาวะอย่างเป็นระบบ วางแผน แต่งตั้งบุคลากรมอบหมายให้ พระสงฆ์ช่วยกันดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน แนวทางปฏิบัติธรรมให้ยึดหลัก ๓ ประการ คือ การไม่ ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้วมีเป้าหมายคือการสร้าง ประโยชน์สุขเพื่อส่วนรวมเป็นสำคัญ โดยกระบวนการตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิปัญญา ทรงให้ความสำคัญกับชีวิตคือสุขภาพ พระอรหันต์มีสุขภาพใจที่เข้มแข็ง ให้เข้าใจในธรรมชาติ ของชีวิตชีวิตมีองค์ประกอบคือขันธ์๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่มีสภาวะองค์ รวมเป็นกายกับใจหรือนามกับรูป กระบวนการแก้ปัญหาของการจัดการสุขภาวะทรงวางหลักอริยสัจ ๔ กล่าวคือ ๑) ทุกข์ได้แก่โรค ปัญหาสุขภาพแบ่งเป็นปัญหาทางกายและทางใจ ๒) สมุทัย ได้แก่เหตุหรือ สมุฏฐานของโรคการเจ็บป่วยทางกาย มีสาเหตุจากความไม่สมดุลของธาตุทั้งสี่ของร่างกาย การ เจ็บป่วยทางใจ มีสาเหตุจากกิเลส โลภ โกรธ หลง จากผัสสะ อาศัย ตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจ เกิดความรู้สึก และการเจ็บป่วยที่เกิดจากกรรม ๓) นิโรธ คือภาวะที่หายจากโรค เป็นเป้าหมาย และ ๔) มรรค คือวิธีการบำบัดโรค ขั้นตอนการจัดการสุขภาวะ แบ่งเป็น การประเมินอาการ โดยการสอบถาม ให้ คำแนะนำส่วนใหญ่เป็นเรื่องให้เห็นความจริงในชีวิต ให้หลักธรรมในการรักษาอาการต่าง ๆ หรือ บางครั้งพระพุทธเจ้าจะส่งสาวกไปเพื่อสนทนาให้ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิต นั่นย่อมแสดงให้เห็น ได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเน้นไปที่จิตก่อน โดยจะแนะนำให้เห็นความจริงว่า ร่างกายรวมทั้งอาการ เจ็บป่วยนั้น มีลักษณะไม่เที่ยงต้องเปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้และสลายไปใน ที่สุด จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในร่างกายและอาการเจ็บป่วยนั้นควรที่จะปล่อยวาง การได้ฟังธรรมก็ เป็นยารักษาในพระพุทธศาสนา นอกจากการรักษาทางร่างกายด้วยยาสมุนไพร การผ่าตัด ทรง มุ่งหมายให้พุทธบริษัทรักษาใจอยู่เสมอ เพื่อให้ทุกคนมีจิตใจที่เข้มแข็ง รู้เท่าทันตามความเป็น
๒๗๔ จริง โรคทางใจเป็นทั้งที่นอนเนื่องอยู่ภายใน จากกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลงและที่ แสดงออกมาภายนอก จนถึงกับทำให้เป็นโรคทางกายได้ด้วย การรักษาทางใจด้วยธรรมบำบัด มี หลายรูปแบบ ได้แก่ ฟังธรรม สวดมนต์แสดงธรรม มีหลายบทขึ้นอยู่กับสภาพของพระสงฆ์ อาพาธ หรือคฤหัสถ์ที่มีอาการป่วย และการบริหารจิตหรือปฏิบัติธรรม ทั้งสมถะและวิปัสสนา กรรมฐาน เจริญสติสมาธิเป็นการแสวงหาทางพ้นความทุกข์คือการพ้นจากบ่วงเครื่องดักสัตว์คือ กิเลส ที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ด้วยการปฏิบัติตนทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล ย่อมแสดงถึงการยึดผู้ป่วยเป็น ศูนย์กลางในการจัดการสุขภาวะนั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงวางรากฐานการสร้างเสริมสุขภาวะ สามารถศึกษาได้ในส่วนพระ วินัยปิฎก ไม่เพียงแต่เป็นแนวทางให้หมู่สงฆ์ประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นทางจิต คฤหัสถ์สามารถนำไปปฏิบัติได้ได้แก่ อนามัยส่วนบุคคล อาหาร ออกกำลังกาย อากาศ (สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ) อารมณ์(จิตแจ่มใส) และ การรักษาศีล อริยมรรคมีองค์๘ นี้เท่านั้นคือ สัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิชื่อว่าเป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะกิจที่ควรทาเมื่อชราคือปฏิบัติ ธรรมให้เสมอต้นเสมอปลาย สร้างบุญกุศลเอาไว้“มนุษย์ผู้มีสติทุกเมื่อ รู้ประมาณในการบริโภค ที่ได้แล้ว ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า อายุก็ยั่งยืน”ธรรมที่เป็นเหตุให้อายุยืน ๒ สูตร คือ สูตรที่ ๑ ปฐมอนายุสสาสูตร ๑) ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ ๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่เป็นสัปปายะ ๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๔) เที่ยวในเวลาที่สมควรและ ๕) ประพฤติพรหมจรรย์สูตรที่ ๒ ทุตินอนา ยุสสาสูตร คือ ๑) ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ ๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่เป็นสัปปายะ ๓) บริโภคสิ่งที่ย่อย ง่าย ๔) มีศีล ๕) มีกัลยาณมิตร (มิตรดี) จะเห็นได้ว่า ทั้ง ๒ สูตรมี๓ ข้อแรกที่เหมือนกัน ย่อมให้ ความสำคัญเกี่ยวกับ ทำและรู้จักประมาณสิ่งที่เป็นสัปปายะบริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย นอกจากนี้ยังมี หลักอิทธิบาท ๔ ที่ช่วยให้อายุยืนได้ด้วย การมีอายุยืนตามหลักพระพุทธศาสนานั้นต้องยึดถือ หลักการที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือชีวิตมีคุณค่าเป็นสำคัญที่สุด ควรฝึกฝนบำเพ็ญบุญนี้เท่านั้น ที่ ให้ผลเลิศติดต่อกันไป มีสุขเป็นกำไร คือควรบำเพ็ญทาน ควรประพฤติธรรมสม่ำเสมอ และควร เจริญเมตตาภาวนา บัณฑิต ครั้นเจริญธรรม ๓ ประการ (ทาน สีล ภาวนา) ที่เป็นเหตุให้เกิดสุข ดังกล่าวมานี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่มีสุขปราศจากการเบียดเบียนกัน การเข้าใจความเป็นจริงแห่ง ชีวิต ตามหลักไตรลักษณ์ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นภาวะที่สัมพันธ์เนื่องอยู่ด้วยกันเป็น อาการ ๓ ด้าน หรือ ๓ อย่าง ของเรื่องเดียวกัน เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน
๒๗๕ ความเป็นผู้สูงวัย พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระสาวกให้เป็นเอตทัคคะในด้านรัตตัญญู นอกจากนี้ทรงแสดงความกตัญญูกตเวทีดูแลพระเจ้าสุทโทธนะที่อยู่ในวัยชรา และโปรดแสดง ธรรมจนพุทธบิดาสามารถบรรลุอนุปาทิเสสนิพพานก่อนสวรรคต และทรงยกย่องผู้ที่มีความ กตัญญูกตเวทีดังกรณีของพระสารีบุตร ก่อนนอนจะหันศีรษะไปนมัสการตามทิศที่อยู่ของ พระอัสสชิผู้เป็นอาจารย์ในเรื่องราวของพระราธพราหมณ์ผู้บวชเมื่ออยู่ในวัยชรา ๘๐ ปีแล้ว ด้วยเหตุที่แต่เดิมไม่มีผู้ใดบวชให้เนื่องจากเห็นว่าอยู่ในวัยชราคงจะสอนยาก พระพุทธเจ้าจึงตรัส ถามถึงคุณที่ทำไว้ของราธพราหมณ์พระสารีบุตรจึงตอบว่าเป็นผู้ที่เคยถวายข้าว ๑ ทัพพี พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้พระสารีบุตรบวชให้ต่อมาพระราธพราหมณ์เป็นผู้ที่สอนง่ายจน บรรลุเป็นพระอรหันต์และได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าเป็นเอตทัคคะผู้ว่าง่าย ในช่วง สุดท้ายของพระสารีบุตรได้เดินทางไปโปรดมารดาของตนที่บ้านเกิด เมื่อนางฟังธรรมจนบรรลุ เป็นโสดาปัตติผล พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมไข้มีหลายกรณีตัวอย่าง อาทิพระมหากัสสปะ พระ มหาโมคคัลลานะอาพาธ ทรงเสด็จเยี่ยมไข้และโปรดแสดงธรรมโพชฌงค์๗ ประการให้ฟัง เป็น ธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นธรรมกล่าวไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อม เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพาน การตรัสรู้นั้นเป็นเรื่องของปัญญา เมื่อพระ มหากัสสปะ พระมหาโมคคัลลานะ ได้ฟังจบลงแล้วก็หายอาพาธ แม้คราวหนึ่งที่พระพุทธเจ้า ประชวร ทรงรับสั่งให้พระมหาจุนทะสวดสาธยายโพชฌงค์๗ ครั้นแสดงธรรมจบ พระองค์ก็ทรง หายจากประชวร ปัจจุบัน พุทธบริษัทที่ศึกษาธรรม นิยมนิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์๗ เรียกว่า โพชฌงคปริตร ให้ผู้ป่วยฟัง ได้แก่ สติธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติปัสสัทธิสมาธิอุเบกขา เพื่อมุ่งหวัง ส่งเสริมกำลังใจ และให้หายจากโรค พระคิริมานนท์อาพาธหนัก ได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก พระพุทธเจ้าจึงทรงมอบหมายให้ พระอานนท์ไปเยี่ยมแทน พร้อมกับโปรดให้พระอานนท์เรียนสัญญา ๑๐ เพื่อนำไปสวดสาธยาย ให้พระศิริมานนท์ฟัง ได้แก่อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา สัพพโลเก อนภิรตสัญญา สัพพสังขาเรสุและ อานาปานสติเมื่อฟัง ธรรมนี้แล้วอาพาธหนักนั้น ก็สงบระงับในทันทีเป็นการใช้สมาธิเพื่อเหนี่ยวนำจิตใจของผู้ฟังให้ กำหนดจำได้หมายรู้ในความจริงของโลกและชีวิต ระลึกรู้จนกระทั่งตามทันกระแสความลุ่มหลง มัวเมา จนทำให้เกิดจิตสงบและผ่อนคลาย เมื่อจิตสงบดีแล้วนี้นำจิตที่สงบไปดำเนินวิปัสสนา คือ การคิดพิจารณาให้เกิดปัญญา คือเห็นความจริงแล้ว ปัญญาจากการเห็นความจริงนี้นี่เองทำให้
๒๗๖ เกิดการปล่อยวางคือความยึดมั่น อันอำนวยประโยชน์ช่วยในการรักษาความเจ็บป่วยไข้ได้อย่าง มหัศจรรย์ พระติสสเถระอาพาธด้วยร่างกายเน่าเปื่อย มีตุ่มหนองเท่าผลมะตูมแล้วแตกออก น้ำเหลืองเปียกเลอะเทอะเปรอะเปื้อนทั้งตัวรวมทั้งผ้านุ่งและผ้าห่มเปื้อนเลือดเปื้อนหนองและ โรคลุกลามถึงกระดูกแตก ร่างกายขยับไม่ไหว ไม่มีใครดูแล พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมไข้บริบาลทั้ง ด้านร่างกาย เช็ดตัวให้สะอาด เปลี่ยนผ้านุ่งใหม่และโปรดแสดงธรรมจนพระติสสเถระบรรลุพระ อรหันต์แล้วนิพพาน แม้พุทธบริษัท อุบาสก อุบาสิกา เมื่อเจ็บป่วย พระองค์ทรงโปรดแสดงธรรมไว้หลาย บทเช่นกัน อาทิอนาถบิณฑิกคหบดีพระพุทธเจ้าให้พระสารีบุตรและพระอานนท์ไปเยี่ยมและ เทศนาเกี่ยวกับการไม่ยึดมั่นในขันธ์ธาตุอายตนะ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วอนาถบิณฑิกคหบดีมีความ ซาบซึ้งถึงกับน้ำตาไหล จึงขอให้พระภิกษุทั้งหลายแสดงธรรมเช่นนี้แก่คฤหัสถ์เหล่าอื่นฟังบ้าง เพื่อจะได้สำเร็จประโยชน์แก่บุคคลเหล่านั้นต่อไป ครั้นพระเถระทั้งสองกลับไปไม่นาน อนาถบิณ ฑิกคหบดีถึงแก่กรรมได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต และกรณีของนกุลปิตาคหบดีพระพุทธองค์ตรัส ว่า ความจริง กายนี้กระสับกระส่าย เป็นดังฟองไข่ มีเปลือกหุ้มไว้แม้จะดูร่างกาย (สุขภาพ) นี้ดี สักปานใด การที่จะไม่มีโรคได้เลยนั้นคงจักไม่มีฉะนั้น พึงตระหนักว่าเมื่อเรามีกาย กระสับกระส่ายอยู่ จิตจักไม่กระสับกระส่าย ครั้นได้ฟังอมตะธรรมนั้นแล้วก็เกิดความยินดีมี อินทรีย์ผ่องใส และสีหน้าบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมากทันทีวาระสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ทรงโปรดสุ ภัททปริพาชก บวชเป็นพระภิกษุรูปสุดท้ายในสมัยพุทธกาล ประการสาคัญยิ่งคือทรงตั้งพระ ธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์และตรัสถึงความไม่ประมาทในธรรม ละการเวียนว่ายตาย เกิด นิพพานเป็นบรมสุข ทัศนคติต่อความเป็นผู้สูงวัย หรือความมีอายุยืนในพระพุทธศาสนามี๒ ลักษณะ คือ เป็นทุกข์และเป็นธรรมดาของชีวิต การเข้าใจในหลักไตรลักษณ์อนิจจัง ทุกขังอนัตตา องค์พระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีแห่งความเมตตา ความกตัญญูกตเวทีความมีสุขภาวะที่ ดีบทบัญญัติแนวการจัดการสุขภาพหรือสิกขาบทของพระพุทธเจ้ามิใช่เป็นข้อปฏิบัติเฉพาะสงฆ์ เท่านั้น แต่ยังเป็นแนวปฏิบัติให้กับประชาชนในการดำรงตนอย่างไม่ประมาทในชีวิต เป็นการ พึ่งตนเองตามแนวทางสายกลางคืออริยมรรค ๘ วิถีชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมไทย ยังมีความ ศรัทธาในพระรัตนตรัย ยึดหลักความเชื่อกฎแห่งกรรม บุญ-บาป ตามหลักบุญกิริยา ทาน ศีล
๒๗๗ ภาวนา ประพฤติอ่อนน้อม ขวนขวายรับใช้เฉลี่ยความดีให้ผู้อื่น ยินดีในความดีของผู้อื่น ฟังธรรม สั่งสอนธรรมรูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น แบ่งเป็น ๔ ด้าน ได้แก่ด้านกาย ด้านสังคม ด้านจิตใจ และด้านปัญญา ดังนี้ ๑) รูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธ ด้านกาย ของผู้สูงอายุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ผู้สูงอายุที่มีความสามารถในการจัดการสุขภาวะตนเอง จะเน้น การสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่การรักษาความสะอาด สุขอนามัยส่วนบุคคล การเลือกรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์รสชาติของอาหารเป็นแบบกลาง ๆ ลดหวาน มันเค็ม มีการปลูกผักปลอด สารพิษ ไว้รับประทาน และบางรายไม่มีเนื้อที่ในการปลูกผัก จึงต้องซื้อผักด้วยเหตุผลว่า ใน ชุมชนมีการใช้สารเคมีในการปลูกพืชน้อยยังมีน้อย จึงเชื่อว่าซื้อผักได้ปลอดภัย และมีทัศนคติต่อ การใช้สารเคมีเป็นการตายผ่อนส่ง ส่วนผู้สูงอายุที่มีความสามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้างจะมี บุคคลในครอบครัวเป็นผู้จัดเตรียมอาหารให้โดยผู้สูงอายุจะรับประทานเอง ส่วนใหญ่จะไม่ได้ รับประทานร่วมกันทั้งครอบครัว ให้เหตุผลว่าผู้ดูแลต้องไปทำงานบ้าง หรือผู้สูงอายุหิวเมื่อไรก็ รับประทานได้โดยไม่ต้องรอ มักจะเป็นมื้อเช้า กลางวัน ส่วนมื้อเย็นผู้ดูแลจะจัดเตรียมให้ใหม่ และผู้สูงอายุที่มีความสามารถช่วยเหลือตนเองได้น้อยหรือไม่ได้จะมีผู้ดูแลเป็นลูกหลานคอย จัดการช่วยเหลือ โดยจะปรุงอาหารเอง บางครั้งซื้อสำเร็จรูป รสชาติอาหารมักจะเป็นแบบกลาง ๆ รสไม่จัด สำหรับการออกกาลังกาย ผู้สูงอายุที่มีความสามารถในการจัดการสุขภาพตนเองจะ เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่การเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน แกว่งแขน การเลือกประเภทของการ ออกกำลังกาย ขึ้นอยู่กับกิจวัตรประจำวันและการประกอบอาชีพ การเดิน วิ่ง ก่อนไปทำนา ทำ สวนการปั่นจักรยานไปค้าขาย หรือการเข้าร่วมแข่งขันปั่นจักรยาน ผู้สูงอายุที่มีความสามารถ ช่วยเหลือตนเองได้น้อยหรือไม่ได้จะมีผู้ดูแลเป็นลูกหลานคอยจัดการช่วยเหลือ ๒) การเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ด้านสังคม ของผู้สูงอายุ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ผู้สูงอายุที่มีความสามารถในการจัดการสุขภาพตนเอง จะเน้นกิจกรรมทางสังคม ซึ่งมักจะให้ความสำคัญกับพิธีทางศาสนา ไปวัดทุกวันพระ ร่วมงาน บุญ ทอดกฐิน สลากฉัตร รดน้ำผู้สูงอายุชุมชนให้ความเคารพความสูงอายุ เชิญเป็นที่ปรึกษางาน บุญต่างๆ ร่วมโครงการของกิจกรรมของผู้สูงอายุจะได้ไปทำบุญบ้าง ซื้อของเยี่ยมผู้สูงอายุ เจ็บป่วยบ้าง และอื่น ๆ เป็นกิจกรรมของชุมชนและเครือข่าย โดยมีพระ ร่วมเป็นแกนนำ นำ สิ่งของที่ได้จากการถวายให้วัดแล้ว ทางวัดจะมอบให้ผู้สูงอายุที่ขาดแคลนถือเป็นการเยี่ยม
๒๗๘ ผู้สูงอายุในรูปแบบสหวิชาชีพ และประชาชนในชุมชนร่วมกันไปเยี่ยมเป็นทีม ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึก ไม่ถูกทอดทิ้ง ๓) การเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ด้านจิตใจ ผู้สูงอายุตำบลเมือง เก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ที่มีความสามารถในการจัดการสุขภาพตนเอง จะเน้น สุขภาพจิต บอกว่าไม่เครียดด้วยการให้ยิ้มบ่อยๆ ในช่วงกลางวันผู้สูงอายุส่วนหนึ่งจะอยู่บ้าน เพียงลำพัง มีวิทยุเปิดฟังรายการต่างๆ ส่วนใหญ่จากการสัมภาษณ์บอกว่าเป็นรายการธรรมะ ซึ่ง มีปัจจัยส่วนบุคคลของผู้สูงอายุ ท่านนั้นมักจะเป็นคนชอบไปวัดอยู่ก่อนแล้วในช่วงที่มีสุขภาพยัง แข็งแรง ไปวัดได้เอง หรือลูกหลานไปส่งที่วัด จึงทำให้คลายเหงาได้ผู้สูงอายุบางรายจะมี ลูกหลานอยู่เป็นเพื่อนบ้าง เมื่อผู้ดูแลต้องไปทำธุระที่อื่นก็สามารถฝากคนในครอบครัว หรือใน ชุมชนหรือเพื่อนบ้านให้คอยดูแลแทนชั่วคราวได้ ๔) การเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ด้านปัญญา ของผู้สูงอายุ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ผู้สูงอายุที่มีความสามารถในการจัดการสุขภาพตนเอง จะนิยมไปวัดในวันพระ ผู้สูงอายุบางรายเริ่มมีความจำเสื่อม หลงลืมบ้างบอกว่าไม่ได้สวดมนต์ เนื่องจากจำไม่ได้เมื่อก่อนสวดมนต์ได้อยู่ มีแต่ไหว้พระ ศรัทธาต่อพระรัตนตรัยไหว้คุณบิดา มารดา บางรายสวดมนต์ภาวนาพุทธโธ บางรายมีความเข้าใจในชีวิต บางราย ได้ทำพินัยกรรม ชีวิต คือแบ่งทรัพย์สินที่มีอยู่ไว้เรียบร้อย ที่อยู่มักจะมอบให้กับผู้ดูแล จะมีการเตรียมพร้อมความ ตาย ยอมรับความตายว่าตายทุกคน ยอมรับถึงความไม่แน่นอนได้และวาระสุดท้ายของชีวิตอย่าง สงบ ถึงแม้บางรายจะบอกว่ากลัวตาย แต่ไม่มีอาการกระวนกระวายบางรายเปิดวิทยุฟังธรรมะ ตลอดทั้งวัน รูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นผลที่เกิดจากการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยผสมผสานระหว่างวิทยาการ สมัยใหม่และหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาประเด็นสุขภาวะดีของผู้สูงอายุการนำ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานทางสายกลาง และ ความพอเพียง ผู้สูงอายุมีศรัทธา ความเชื่อในคำสอนของพระพุทธศาสนา ให้ความสาคัญกับ กิจกรรมทางศาสนามาก เช่น งานสลากภัตร งานสงกรานต์อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นชุมชน ที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีและหลักสำคัญในการการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ เป็น ลักษณะองค์รวม ดุลยภาพทั้งกายและใจ มีจุดเด่นด้านคุณธรรมคือการพึ่งตนเอง ให้การดูแลด้วย
๒๗๙ ความกตัญญูมีเมตตา และความเอื้ออาทร คือพยายามให้ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วย ตนเอง โดยพึ่งพาผู้อื่นน้อยที่สุดและมีความสุขกายสบายใจในบั้นปลายของชีวิต ผู้สูงอายุมี คุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขความพอใจตามอัตภาพ สามารถทำประโยชน์ทั้งต่อตนเองต่อผู้อื่น ต่อ ชุมชนและต่อสังคม องค์ประกอบของรูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ตำบลเมือง เก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประกอบด้วย ๔ ด้าน ดังนี้ ๑. การวางแผน (Plan) ได้แก่ นโยบายการจัดการสุขภาวะของผู้สูงอายุ มีการ ขับเคลื่อนจากระดับกระทรวง สู่ระดับท้องถิ่น ให้เป็นชุมชนสุขภาวะดีแห่งวิถีพุทธ ในลักษณะ ใหม่(New Social to Buddhist Movement : NSBM) การกำหนดบทบาทร่วมในการแก้ไข ปัญหาสุขภาพของชุมชน การจัดทำแผนมีความครอบคลุมและบูรณาการ งบประมาณเพียงพอ ๒. การปฏิบัติ(Do) กระบวนการปฏิบัติการจัดการสุขภาพ ทั้งด้านการส่งเสริม การป้องกัน การสร้าง สุขภาพโดยชุมชนและท้องถิ่น มีความยืดหยุ่น การดำเนินงานเป็นไปตามแผน และการจัดการ สุขภาพของผู้สูงอายุเชิงพุทธบูรณาการ ตามหลักภาวนา ๔ แบ่งเป็น ๔ ด้าน ได้แก่ ๑) การเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ด้านร่างกาย เป็นความสามารถ ในการช่วยเหลือตนเองได้ดีเดินทางไปไหนมาไหนในชุมชนได้มีกำลังในการเคลื่อนไหวและใน การทำงานต่าง ๆ ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะสามารถจัดการสุขภาพของตนเองได้ดีประกอบกิจวัตร ประจำวันต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย การ รับประทานอาหาร สามารถจัดหา ทำเองได้บ้าง การออกกำลังกาย การขับถ่าย การพักผ่อนได้ดี ไปงานต่าง ๆ ของชุมชนได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นงานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานศพ งาน ต่าง ๆ ของทางวัด โดยเฉพาะงานประเพณีของทางอีสาน งานรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุงานปีใหม่ งานสงกรานต์มีการสร้างเสริมสุขภาพ ชะลอความเสื่อมตามวัย ด้วยการรับประทานอาหารให้ได้ ทั้งปริมาณและคุณภาพ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ การพักผ่อนให้เพียงพอ มี ความสุขทางกาย ส่วนผู้สูงอายุที่มีความยากลำบากในการเคลื่อนที่ บางรายจะพอช่วยตนเองในการทำ กิจวัตรประจำวันได้บ้างแต่ลุกเดินไปไหนไกลๆ ไม่ได้อยู่แต่ในบ้าน ยังมีความสามารถช่วยเหลือ ตนเองได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย การรับประทานอาหาร การออก
๒๘๐ กำลังกาย แต่เปลี่ยนรูปแบบกิจกรรม เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ บริหารส่วนข้อต่าง ๆ การ ขับถ่ายได้เองยังคงสามารถพึ่งพาตนเองหรือดำเนินชีวิตอย่างมีอิสระ การพักผ่อนได้อย่าง เพียงพอ มีความสุขทางกาย ผู้ดูแลจะเริ่มเข้าช่วยเหลือ ส่วนใหญ่จะเป็นด้านปัจจัยการดำรงชีพ เตรียมอาหารให้ส่วนใหญ่จะทำอาหารเหมือนๆ กันกับผู้ดูแล บางรายจะใส่ปิ่นโตจัดแยกไว้ ต่างหาก บางรายจะจัดเตรียมอาหารไว้ให้คราวเดียวกัน มื้อเช้า มื้อกลางวัน และบางรายผู้ดูแล ต้องไปทามาหากิน หรือบางรายมีภาระด้านครอบครัว เช่น เลี้ยงหลาน เป็นต้น หากเจ็บป่วยยาม จำเป็นต้องอาศัยยารักษา เช่น การไปตรวจตาม นัด เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ๑-๒ โรคที่สามารถควบคุมได้เช่นความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็น ต้น โดยมีผู้ดูแลเป็นผู้พาไป หรือรับยาแทน บางรายไม่มีรถนาส่ง ประสานเทศบาลช่วยเหลือจัด รถรับ-ส่งให้การจัดการสุขภาพด้านร่างกายของผู้สูงอายุติดเตียง ระยะท้าย ส่วนใหญ่จะ ช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวันได้ไม่ทั้งหมด ต้องมีผู้ดูแลคอยช่วยเหลือ เช่น อุ้มไป อาบน้ำ ช่วยพยุง ไปห้องน้ำ พยุงลุกนั่ง เดิน ยืน นอน ช่วยเหลือในการทำความสะอาด ช่วย อาบน้ำ แต่งตัว ช่วยในการรับประทานอาหาร ป้อนอาหารให้ให้อาหารทางสายยาง หรือบาง รายรับประทานอาหารได้เอง แต่เริ่มรับประทานได้น้อยลง เนื่องจากฟันไม่มีการรับรู้รสชาติ อาหารเปลี่ยนไป ดูแลระบบขับถ่าย ดูแลสายสวนปัสสาวะคาไว้ใส่แพมเพอร์ไว้ผู้ดูแลจะทำ ความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ให้ ในการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การพึ่งตนเองตามแนวทาง สายกลาง การไม่ประมาท การรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เหมาะสมกับโรค การออกกำลังกาย สม่ำเสมอการพักผ่อน คลายเครียด กิจกรรมช่วยเหลือสังคม ด้านจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์ การให้กำลังใจผู้เจ็บป่วย ปฏิบัติตามหลักความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ด้วยทาน ศีล ภาวนา วัด ยังเป็นที่พึ่งทางใจ สวดมนต์ฟังเทศน์และปฏิบัติธรรม ทัศนคติหรือมุมมองความคิดในแง่ดีหรือ แง่บวกของครอบครัวต่อผู้สูงอายุ เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุ ที่เริ่มมี ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้น้อยลง ระบบครอบครัวจะเข้าดูแลเพื่อช่วยเหลือ ผู้สูงอายุในการทำกิจวัตรประจาวันบ้าง เตรียมอาหารให้หรือบางรายจะทำให้ทั้งหมด การจัด สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น ทำความ สะอาดบ้าน เครื่องนุ่งห่ม ด้วยความสำนึกในบุญคุณของท่าน การทำหน้าที่ดูแลด้านสังคม เป็น บทบาทหนึ่งที่ครอบครัวควรปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ ได้แก่ การร่วมรับประทานอาหารกับผู้สูงอายุ
๒๘๑ อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ วัน ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกสบายใจ มีความสุขที่ลูกหลานยังรักปรองดองกัน วัสดุอุปกรณ์ที่ผู้สูงอายุติดเตียงระยะท้าย ได้ใช้เป็นประจำ เช่นวิทยุ เป็นระบบใส่ถ่านแบตเตอรี่ เพื่อฟังรายการธรรมะ บอกว่าพระเทศน์สนุกดีจึงควรดูแลว่าถ่านแบตเตอรี่จะหมดหรือยังจะทำ ให้ผู้สูงอายุรู้สึกตนเองมีคุณค่า มีลูกหลานให้ความสนใจแม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ บางราย ผู้ดูแลมีภาวะเครียด ชุมชน สามารถเข้าช่วยเหลือ เกื้อกูล ทำให้ผู้ดูแลสามารถขอความช่วยเหลือ จากหน่วยงานในด้านต่าง ๆ เพื่อคลายเครียดหรือความคับข้องใจของผู้ดูแล หน่วยงานหรือ องค์กรจึงต้องรีบยื่นเข้าไปดูแลเป็นการบริการเชิงรุกดังนั้น หลักพุทธธรรมในการจัดการสุขภาพ ของผู้สูงอายุด้านร่างกาย ได้แก่สัปปายะ ๗ กตัญญูกตเวทีทิศ ๖ ๒) การเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ด้านสังคม การมีบุคคลต้นแบบ ด้านสุขภาพ ทั้งผู้สูงอายุและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุ ได้แก่ พระผู้นำ ท้องถิ่น และปราชญ์ชาวบ้าน เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่เจ็บป่วยคนอื่น ๆ เห็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ ได้ปฏิบัติตาม จากผู้ติดเตียงทาการฟื้นฟูสมรรถภาพจนสามารถลุกจากเตียงได้บ้างแล้วให้ ผู้สูงอายุยังคงรู้สึกตนมีคุณค่า ผู้สูงอายุที่มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้ดีเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม และประสงค์จะเข้าร่วมกิจกรรมในสังคม สามารถช่วยเหลือครอบครัวตนเอง ผู้อื่นและสังคมได้ ขึ้นอยู่กับเวลาว่างของตนเองด้วย การเกื้อหนุนด้านสังคมและอารมณ์ที่ผู้สูงอายุต้องการ คือ ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และความต้องการได้รับการยกย่อง เห็นความสาคัญ การมีจิตอาสาจะ ช่วยให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ช่วยเหลือคนอื่นได้ช่วยพัฒนาหมู่บ้านโดยเฉพาะกิจกรรม สาธารณประโยชน์อยู่ในชุมชนได้อย่างปลอดภัย ไม่มีใครมาทาร้าย มีที่อยู่อาศัยเป็นส่วนตัว บรรยากาศดีและอยู่ร่วมกับครอบครัว ชุมชนและสิ่งแวดล้อม คือมีครอบครัวที่ดีอยู่ร่วมกันด้วย ความร่มเย็นเป็นสุข เป็นแบบอย่างให้แก่ลูกหลานผู้สูงอายุติดบ้าน ติดเตียง มีข้อจากัดการ เคลื่อนที่และพยาธิสภาพของโรค ทำให้การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้น้อย หรือไม่สามารถเข้า ร่วมกิจกรรมทางสังคม หรือบางรายเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมแต่ใช้เวลาในการเข้าร่วมได้น้อย ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน หรือบนเตียง การเกื้อหนุนทางสังคม ผู้สูงอายุบางรายต้องการเข้า ร่วมกิจกรรมทางสังคม โดยเฉพาะจะให้ความสาคัญกับกิจกรรมทางศาสนา จึงต้องการไปร่วม โดยให้ผู้ดูแลช่วยพาไป หรือการช่วยเหลือสังคมตามที่ตนยังมีความสามารถ อาทิหมอพื้นเมือง ช่วยรักษาผู้เจ็บป่วย ปราชญ์ชาวบ้านคอยแนะนำชาวบ้านด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ จึงต้องการ
๒๘๒ เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมบ้าง ดังนั้น ครอบครัวจึงควรสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงบทบาทในการ มีส่วนร่วมกับสังคม จัดรถรับ-ส่ง อยู่เป็นเพื่อนคุย ครอบครัวดูแลสภาพสิ่งแวดล้อม เช่น ซัก เสื้อผ้า ทำความสะอาดบ้านเรือน นอกจากนี้การเกื้อหนุนทางสังคมที่ผู้สูงอายุต้องการ คือ ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยและความต้องการได้รับการดูแล พบว่า ระบบสนับสนุนทางสังคม โดยเฉพาะครอบครัวจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งพิง แต่ลูกหลานต้องไป ทำงานนอกบ้าน บางรายมีลูกคนเดียว ไม่มีใครช่วยดูแลแทนได้ทำให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านตามลำพัง จึงเกิดความรู้สึกหงอยเหงาได้ง่าย ระบบวัฒนธรรมชุมชนจะเข้ามาช่วยเหลือ อสม.สำรวจ ประเมินความต้องการเบื้องต้น จะปรึกษาเจ้าหน้าที่ รพ.สต. หรือบางรายสามารถมารับบริการที่ ศูนย์สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โดยมีผู้ดูแลพาไป และมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ช่วย เช่น นั่ง รถเข็น ผู้สูงอายุติดเตียงระยะท้ายจึงมีความต้องการด้านความมั่นคงและปลอดภัย ในขณะอยู่ ตามลำพัง เครือข่ายผู้สูงอายุเยี่ยมผู้ป่วย จึงตรงกับความต้องการของผู้ป่วย ต้องการเพื่อนพูดคุย ให้กำลังใจ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่มีเครื่องกีดขวางในการเคลื่อนที่ ผู้ดูแลจึงต้องช่วยจัด สภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและมีความปลอดภัย การดูแลสิ่งแวดล้อมทำความสะอาดบ้าน เครื่องนอนให้การเกื้อหนุนด้านสิ่งของ พบว่า ลูกเป็นแหล่งเกื้อหนุนที่สำคัญด้านสิ่งของ บางราย ไม่ได้ส่งเงินให้เป็นประจำ ผู้สูงอายุบอกว่า ‘ไม่เครียดเรื่องเงิน เนื่องจากยังทำมาหากินได้บ้าง บางรายประกอบอาชีพเพื่อแก้เหงา ไม่หวังผลกำไรมากจากการค้าขาย เพียงมีความสุขที่ได้ ค้าขาย บางรายครอบครัวอยู่ด้วยกันลูกจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ผู้สูงอายุไม่ได้ออกไป ไหน บอกว่าเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ถ้าไม่พอใช้จ่ายก็จะบอกลูกหลานที่อยู่ด้วยกันได้ เนื่องจากยังมีเรื่องภาษีสังคมบ้าง การใช้จ่ายส่วนตัวบ้าง หรือต้องการทำบุญ บางรายลูกหลาน ไม่ได้ให้เงิน ซึ่งเครือข่ายที่เป็นทางการของรัฐ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนด้านการเงิน ช่วยเหลือในรูป ของเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุถ้าพิการจะได้รับเบี้ยผู้พิการ หรือมีฐานะยากจนก็จะได้รับการ ช่วยเหลือด้านรายได้น้อย ซึ่งจะให้ผู้ดูแลนำไปเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ การเกื้อหนุนด้านข่าวสาร พบว่า ผู้สูงอายุยังสนใจข่าวสารต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ และสื่อที่นำข่าวสารสู่ผู้สูงอายุมากที่สุด คือ โทรทัศน์รองลงมาคือวิทยุ เปิดฟังรายการธรรมะ เป็นเพื่อนชีวิตซึ่งข่าวที่สนใจเป็นข่าวประจำวัน ด้านการเมือง ข่าวทางราชการ ข่าวใน พระราชสำนัก ส่วนสารคดีจะสนใจด้านการเกษตร การแพทย์นอกจากนี้ยังได้รับข่าวสาร เกี่ยวกับชุมชนจากหอกระจายข่าวหรือเสียงตามสาย นอกจากสื่อต่าง ๆดังกล่าวแล้ว ผู้สูงอายุยัง
๒๘๓ มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกันอีกด้วยโดยมักจะใช้สถานที่ของร้านค้า ที่นั่งศาลา ประจำหมู่บ้าน การพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกันในช่วงของการเยี่ยมเยียนกัน ผู้สูงอายุ ที่มาโรงเรียนผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่มีมือถือไว้ติดต่อกับลูกหลาน บางท่านมีfacebook บาง ท่านมีไลน์หรือไลน์กลุ่ม เช่น กลุ่มปั่นจักรยาน เป็นต้น กิจกรรมทุนทางสังคมของชุมชนของ ผู้สูงอายุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในการดำเนินการมีหลากหลายกิจกรรม ได้แก่ ๑) หน่วยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเมืองเก่า ดำเนินการ ๒ ลักษณะคือ (๑) บริการสุขภาพเชิงรับ โดยให้บริการพื้นฐานด้านงานรักษาพยาบาล อยู่ที่ รพ.สต. และ (๒) บริการเชิงรุกในชุมชน ตามแนวปฏิบัติในการบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ ประกอบด้วยแนว ปฏิบัติในการจำแนกกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อการจัดบริการผู้สูงอายุในชุมชนมี๓ ขั้นตอน คือ (๑) การ ร่วมสำรวจ ผู้สูงอายุ (๒) การคัดกรองสุขภาวะ/ภาวะพึ่งพิงของผู้สูงอายุ (๓) การจำแนกกลุ่มผู้สุง อายุ ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มติดสังคม กลุ่มติดบ้าน กลุ่มติดเตียง ระยะท้าย และแนวปฏิบัติในการ เสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุเฉพาะกลุ่ม กลุ่มผู้สูงอายุติดสังคม มีเป้าหมายของ บริการโดยภาพรวมอยู่ที่การส่งเสริมสุขภาวะ การป้องกันภาวะทุพพลภาพ และการส่งเสริม ความเป็นอิสระมากที่สุด ประมวลผลข้อมูลและบันทึกข้อมูล แฟ้มครอบครัว สมุดสุขภาพ ผู้สูงอายุและฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อาทิโครงการพัฒนาอบรมพัฒนาผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและ กลุ่มเสี่ยงโรคความดัน เบาหวานจำนวน ๑๓๓ คน ร้อยละ ๑๐๐ การประสานบริการด้าน สุขภาพกับหน่วยงาน ภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกชุมชน เทศบาล รพ.ขอนแก่น ศูนย์ดูแล ต่อเนื่อง (COC) ทีมหมอครอบครัว และจัดโครงการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ อบรมผู้ดูแลให้ คำแนะนำ ติดตามอาการ การเยี่ยมบ้าน ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย ป้องกันแผลกดทับ และ การดูแลแบบประคับประคอง มีศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมสุขภาพของชุมชน อาทิห่วงชักรอก ที่ นอนลูกโป่ง และนวัตกรรมสุขภาพเพิ่มเติม คือกับดักลูกน้ำยุงลาย อสม.จะจัดการสุขภาพ ๓ ประการ คือ (๑) บริการด้านสุขภาพ ดำเนินการโดยพยาบาลร่วมกับ อสม. ครอบคลุมทั้งการคัด กรองโรค ควบคุมอาการของโรค และฟื้นฟูสภาพ เป็นการใช้บริการเชิงรุก เช่น การวัดความดัน โลหิต เจาะเลือดตรวจน้าตาล เป็นต้น (๒) บริการด้านสังคม โดย อสม. เป็นบุคลากรสำคัญใน การประสานการดูแลด้านปัจจัยสี่ รวมทั้งช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต และประเมินความต้องการของ ผู้สูงอายุก่อน ประสานขอการสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆ จากองค์กรภาครัฐและเอกชน และ (๓) การ
๒๘๔ เข้าถึงบริการของผู้สูงอายุ โดย อสม.จัดทาฐานข้อมูลผู้สูงอายุมีศูนย์บริการสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน (ศสมช.) สำรวจข้อมูลเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับบริการอย่างทั่วถึงและบูรณาการทั้งทางด้าน สุขภาพและสังคม ๒) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชน ท้องถิ่น แม้ผู้สูงอายุจะไม่มีผู้ดูแล ชุมชนก็ไม่ทอดทิ้ง จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน กิจกรรมการเยี่ยมบ้านยังคงเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาสุขภาพของ ผู้สูงอายุได้ดีผู้สูงอายุได้รับการจัดการสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย ด้านสังคม ด้านจิตใจ และด้านปัญญาโดยพบเห็นได้จากเครือข่ายจัดโครงการร่วมเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ เป็นทีมสห วิชาชีพที่สำคัญมีพระนักพัฒนาร่วมเป็นแกนนำทางด้านจิตวิญญาณหรือปัญญาให้กับผู้สูงอายุ พัฒนามาจากประเพณี ทานให้คนยากจนคือเป็นการเอาจตุปัจจัยไปมอบให้ผู้สูงอายุยากไร้ที่ ด้อยโอกาสหรือผู้เจ็บป่วย พระสงฆ์ร่วมเยี่ยมไข้มีการมัดมือ ให้กำลังใจผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง ที่เจ็บป่วย และทีมหน่วยงาน ชุมชน ผู้สูงอายุไปเยี่ยม ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย ให้กำลังใจ ผู้สูงอายุที่ ไปเยี่ยม มีความสุขอิ่มบุญส่วนผู้เจ็บป่วยมีกำลังใจ สังคมมีความเอ็นดูสงสาร ไม่ทอดทิ้ง ทำให้ ผู้สูงอายุไม่คิดฆ่าตัวตาย และมีการปรับปรุงที่อยู่อาศัย ในปี๒๕๕๙ ดำเนินการแล้ว ๒ หลัง โดย ไม่ได้ใช้งบประมาณทางราชการ จากเครือข่ายคณะสงฆ์ให้ความอนุเคราะห์วัสดุก่อสร้าง ที่นำมา จากผู้มีจิตศรัทธาบริจาคหรือทำบุญให้กับวัด ด้านแรงงานช่างฝีมือ มาจากชุมชน ผู้ที่มีจิตอาสา ช่วยกันปรับปรุงที่อยู่ให้กับผู้สูงอายุ ในสังคมไทยวัดเป็นสัญลักษณ์ที่นำความสุขสู่ผู้สูงอายุอีก ช่องทางหนึ่ง หน่วยงานผู้ปฏิบัติโดยตรงต้องมีคุณสมบัติหนึ่งที่จำเป็นคือความเข้าถึงจิตใจ จิต วิญญาณของผู้สูงอายุ โดยการปฏิบัติธรรมเพื่อความเข้าใจในชีวิตและการให้กำลังใจแก่ผู้สูงอายุ และผู้ดูแล ๓) อนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมสู่สุขภาพ บายศรีสู่ขวัญ ยา สมุนไพรพื้นบ้าน ประเพณีทางเหนือ ท้องถิ่น การฟ้อนรำ การจักรสาน ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่นปลูกผักโดยใช้ปุ๋ยคอก กลุ่มผู้สูงอายุมาวัดทุกวันพระ มาร่วมตามประเพณีทุกครั้ง สวดมนต์ ไหว้พระ มีผลต่อสุขภาพทางใจเป็นสำคัญ ประเพณีที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่งาน สลากภัตร งานรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุถ้าอยู่ที่บ้าน มีการใส่บาตรบ้าง สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ บ้าง
๒๘๕ ๔) งดเหล้างานศพ ทั้งที่บ้านและวัด ๕) หน่วยงานเทศบาลจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุวิทยากรมาจากหน่วยงานในเทศบาล ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ ทีมสุขภาพ รพ.สต. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีขอนแก่น นักพัฒนาชุมชน โรงเรียนบ้านเมืองเก่า จิตอาสาน้อยมาร่วม กิจกรรมในโรงเรียนผู้สูงวัย และหน่วยงานภายนอก ชุมชน หรือบุคคลที่เกษียณราชการแล้ว มีจิตอาสา เป็นต้น ผู้สูงอายุมีความสุข มีชีวิตชีวา สนุก เพิ่มพฤฒิพลังในการรู้สึกมีคุณค่าได้รับการตรวจสุขภาพ และการเข้าถึงบริการมากขึ้น จิตอาสา น้อยให้ความหมายของจิตอาสาได้น่าสนใจ คือทำอะไรก็ได้ให้รู้สึกดีเห็นคนแก่ยิ้มก็ดีใจ ในการ ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ให้ไปด้วยใจ ไปอย่างมีความสุข ไม่ใช่ไปนั่งหงอย ทางฝ่ายเทศบาลตำบลเมือง เก่าจัดบริการรถรับ-ส่ง ผู้สูงอายุไปโรงเรียนผู้สูงอายุ หรือบริการนาส่งผู้เจ็บป่วยไปโรงพยาบาล นอกจากนี้มีโครงการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้กับผู้สูงอายุที่ยากจน ที่อยู่อาศัยมีสภาพทรุดโทรม หรือเสี่ยงต่ออุบัติเหตุภายในบ้านของผู้สูงอายุ ความร่วมมือของเครือข่ายต่าง ๆ คณะสงฆ์ ช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ส่วนแรงงาน ช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า ช่างประปา เป็นผู้มีจิตศรัทธา มาช่วยเหลือกัน อสม. เจ้าหน้าที่หน่วยงานของ รพ.สต.เมืองเก่า เทศบาล ร่วมกันทาความ สะอาดบ้าน เป็นต้น ๖) หน่วยพัฒนาชุมชน จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ เมนูสร้างสุข ชูใจวัยเก๋า เป็นต้น จะเห็นได้ว่า กิจกรรมผู้สูงอายุเป็นรูปแบบการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นส่วนใหญ่ พบว่า รูปแบบจิตอาสาเป็นแนวปฏิบัติที่ดีมีความเต็มใจในการเข้าร่วมกิจกรรมสังคม จึงทำให้มี ความสุขทางด้านจิตใจและช่วยประหยัดงบประมาณได้ด้วยผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองได้ดียังคง บทบาทในการมีส่วนร่วมกับสังคม ทาให้ผู้สูงอายุรู้สึกตนเองมีคุณค่า ระบบครอบครัวเป็นเพียง ผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมของผู้สูงอายุสำหรับในรายที่เริ่มมีความสามารถช่วยเหลือตนเองได้ น้อยลง ครอบครัวจะเข้ามาช่วยเหลือ เช่น ช่วยพาไปร่วมกิจกรรมทางศาสนา ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึก ว่าตนเองยังมีคุณค่า นอกจากนี้ระบบวัฒนธรรมชุมชนมีส่วนช่วยสนับสนุนความมีคุณค่าในตน โดยการให้ความเคารพนับถือยกย่อง เป็นที่ปรึกษาโดยเฉพาะพิธีกรรมทางศาสนาทำให้ผู้สูงอายุ ยังคงมีความต้องการร่วมกิจกรรมทางสังคมต่อไป มีกำลังใจที่ดีกิจกรรมผู้สูงอายุจึงควรเป็น รูปแบบการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เมื่อผู้สูงอายุได้ร่วมกิจกรรม ได้เสียสละ ทำให้ตนเองรู้สึก ว่ามีคุณค่า นอกจากนี้กิจกรรมการเยี่ยมเยียน การพูดจาที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ พูดให้กำลังใจ มีความ ห่วงใยต่อกัน เมื่อสุขภาพของผู้สูงอายุดีส่งผลให้ลูกหลานมีเวลาทำมาหากิน เวลามีงานส่วนรวมก็
๒๘๖ มาร่วมกันมากขึ้น สุขภาพจิตของผู้สูงอายุก็จะดีมีความสุข บางรายเชื่อในเรื่องการทำคุณความดี ไม่ทำบาป ทำใจไม่เครียด สวดมนต์ไหว้พระ ระลึกคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์คุณบิดา มารดา การมีศรัทธาต่อพระรัตนตรัย ช่วยให้เข้าใจความเจ็บป่วย ไม่เครียด และความเชื่อเรื่อง กรรมตามหลักพระพุทธศาสนา ทำดีได้ดีหมั่นทำบุญ สร้างกุศล มองโลกในแงดีดังนั้น หลักพุทธ ธรรมในการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุด้านสังคม ได้แก่ เชื่อเรื่องกรรมและบุญ-บาป ศีล ๕ บุญ กิริยา ๑๐ สังคหวัตถุ ๔ ฆราวาสธรรม ๔ ๓) การเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ด้านจิตใจ การสร้างเสริมสุขภาพ ด้านจิตใจ เป็นความสามารถด้านสุขภาพทางร่างกายแข็งแรง ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มี สัมพันธภาพทางสังคม ไปร่วมกิจกรรมทางสังคม ร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ช่วยเหลือสังคม เป็นการสร้างเสริมพลังให้มีคุณค่าในตนเอง จะนำความสุขให้กับตนเอง จิตใจไม่หดหู่ ไม่เครียด ไม่คิดมาก มีความสุข อารมณ์ดียิ้มบ่อย ๆรู้จักการผ่อนคลาย เช่นพูดคุยสังสรรค์กับเพื่อน ดูทีวี เป็นต้นผู้สูงอายุบางรายเข้าใจชีวิตของลูกหลานที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน บางรายบอกว่าเมื่อ ร้องไห้แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง ให้กำลังใจตนเองและมีความสุขกับครอบครัว เมื่อครอบครัว ได้มารวมตัวกัน เช่นทุกวันอาทิตย์ลูกหลานจะมากินข้าวร่วมกันที่บ้าน ทำให้ผู้สงอายุรู้สึกสบาย ใจ มีความสุข จากการที่ผู้สูงอายุที่ช่วยตนเองได้บ้างหรือไม่ได้เนื่องจากสภาพร่างกายมีข้อจำกัดใน การเคลื่อนที่ พยาธิสภาพของโรค ทำให้การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้น้อยลง ส่งผลให้สุขภาพ ด้านจิตใจ ไม่มีเพื่อนคุย มีความเหงา หรือบางครอบครัวลูกหลานต้องไปทำงานนอกบ้าน ผู้สูงอายุจึงต้องอยู่บ้านตามลำพังอย่างหงอยเหงา บางรายยังคงต้องการเข้าร่วมกิจกรรมทาง สังคม โดยเฉพาะจะให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางศาสนา จึงต้องการไปร่วม โดยให้ผู้ดูแลช่วย พาไป ทำให้รู้สึกมีความสุขหากชุมชนให้เกียรติหรือเห็นความสำคัญเป็นที่ปรึกษาด้านพิธีกรรม ทางศาสนา ผู้สูงอายุจะมีการเตรียมตัวแต่งกายด้วยชุดประณีต หรือการช่วยเหลือสังคมตามที่ตน ยังมีความสามารถ อาทิหมอพื้นเมือง ช่วยรักษาผู้เจ็บป่วย ปราชญ์ชาวบ้านคอยแนะนำชาวบ้าน ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ จึงต้องการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมบ้าง นอกจากนี้ผู้สูงอายุมีความ พยายามสร้างความเข้มแข็งด้านจิตใจให้ตนเอง บางรายบอกว่า อยู่ไป เพื่อลูกเพื่อหลาน บางราย ให้กำลังใจตนเอง และมีความสุขกับครอบครัว โดย ลูก ๆ มาดูแลด้วยความห่วงใย มานวดให้
๒๘๗ หรือเช็ดหน้าให้บางรายบอกว่ามีร้องไห้เนื่องจากคิดมาก คิดไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เป็นปัญหา เนื่องจากเคยไปปฏิบัติธรรมบ่อย ทำให้เข้าใจชีวิต การเกื้อหนุนทางด้านอารมณ์ลูกจะเป็นผู้ที่เกื้อหนุนทางอารมณ์ให้มากที่สุด ลูก ยังคงแสดงความเป็นห่วง แม้นานๆ จะมาเยี่ยมสักครั้ง โดยเฉพาะช่วงวันสงกรานต์ผู้สูงอายุจะ รู้สึกปลาบปลื้มใจ และเล่าสู่เพื่อนบ้านอย่างภาคภูมิใจ เมื่อลูกหลานกลับมาเยี่ยม จะเห็นได้ว่า ชุมชนตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ค่านิยมในการนับถือบิดามารดายังเหนียว แน่น ลูกหลานยังขอคำปรึกษาจากผู้สูงอายุเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า นอกจากนี้ชุมชนจะมอบบทบาทผู้นำทางด้านศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ให้ผู้สูงอายุ เป็นที่ปรึกษาด้านพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การทอดกฐิน การทอดผ้าป่า วันสำคัญ ๆ ทางศาสนา อาทิวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันพระ เป็นต้น รวมทั้งมีการ สนับสนุนการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้แก่ลูกหลาน จากรุ่นสู่รุ่นโครงการอุ้ยจูงหลานเข้าวัด ผู้สูงอายุจะจูงหลาน ๆ มาวัดด้วย มีการสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิและการเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ ที่ติดบ้านหรือติดเตียง โดยระบบวัฒนธรรมชุมชนจะเข้ามาเกื้อหนุนให้ผู้สูงอายุรู้สึกมั่นคงและ ปลอดภัย กิจกรรมของ อสม. จะบริการสุขภาพ ช่วยสำรวจ จัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุ เยี่ยมบ้าน พบปัญหาก็ปรึกษาเจ้าหน้าที่ รพ.สต. หรือ แจ้งไปที่ผู้ใหญ่บ้าน ให้มาช่วยดูแล เครือข่ายผู้สูงอายุ ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเกื้อหนุนทางอารมณ์ซึ่งกันและกัน เพราะรู้จักกันมานาน จึงปรับทุกข์ ระบายปัญหาสู่กันได้เมื่อเจ็บป่วยก็ชวนกันไปเยี่ยมเยียนทั้งที่บ้านและในโรงพยาบาล ดังนั้น หลักพุทธธรรมในการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุด้านจิตใจ ได้แก่ พรหมวิหาร ๔ กัลยาณมิตรธรรม ๗ และอิทธิบาท ๔ ๔) การเสริมสร้างสุขภาวะเชิงพุทธของผู้สูงอายุ ด้านปัญญา ผู้สูงอายุบางรายเริ่ม มีความจำน้อยลง หลงลืมบ้างบางรายมีความเข้าใจในชีวิต บอกว่าทำใจ ไหว้พระ ศรัทธาต่อพระ รัตนตรัย จากการสัมภาษณ์กล่าวว่า “การภาวนาบุญกุศลตัวใครตัวมัน มีความไม่ประมาทในการ ดำเนินชีวิต” เช่น กลัวที่ล้มในห้องน้ำจึงระมัดระวังตัว การที่มีอายุยืน เพราะมีเมตตา ไม่คิดค่ายา แพง เป็นคนขยัน ใจดีชอบช่วยเหลือ หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ ไหว้คุณบิดามารดา บางรายไม่ได้ สวดมนต์เนื่องจากอายุมากจำไม่ได้จึงได้แต่ไหว้พระก่อนนอน ไปทำบุญที่วัดบ้าง ใส่บาตรที่หน้า บ้านบ้าง บางรายไปปฏิบัติธรรมที่วัดเป็นประจำ ในช่วงเข้าพรรษาไปนอนวัดทุกวันพระ เมื่อมี การเจ็บป่วยบางราย สามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตได้มีความเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง
๒๘๘ สร้างกุศล ถือศีล ภาวนาพุทธโธ สามารถปล่อยวาง บางรายได้ทำพินัยกรรมชีวิต คือแบ่ง ทรัพย์สินที่มีอยู่ไว้เรียบร้อย ที่อยู่มักจะมอบให้กับผู้ดูแล จะมีการเตรียมพร้อมความตายที่ดีและ สงบ ยอมรับความตายว่า ตายทุกคนยอมรับถึงความไม่แน่นอนได้และวาระสุดท้ายของชีวิต อย่างสงบ ถึงแม้บางรายจะบอกว่ากลัวตายแต่ไม่มีอาการกระวนกระวาย ผู้มีบทบาทในการ ช่วยเหลือ ดูแลสุขภาพ ติดตามอาการให้ดำรงสุขภาพที่เป็นอยู่ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ให้ สามารถใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวและชุมชนได้ตามอัตภาพ ในระยะท้ายได้รับการดูแลแบบ ประคับประคอง เสียชีวิตอย่างสงบ สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และประสานการช่วยเหลือกับ ภาคีทั้งในและนอกชุมชน เจ้าหน้าที่และผู้ดูแลในครอบครัว ให้ความสำคัญกับการเตรียมความ พร้อมในการช่วยเหลือแบบประคับประคองด้วยการฝึกฝนตนจากการปฏิบัติธรรม ดังนั้น หลักพุทธธรรมในการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุด้านปัญญา ได้แก่ ไตร ลักษณ์ปฏิบัติธรรม และสติปัฏฐาน ๔ ๓. การตรวจสอบ (Check) การตรวจสอบ โดยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งดีๆ ในการพัฒนา และต่อยอด ความสำเร็จของการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนและนวัตกรรมด้านสุขภาพ และการประเมินผล จำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า คะแนนคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้านสุขภาพกาย ด้าน สัมพันธภาพทางสังคมและด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับกลาง ๆ ด้านจิตใจอยู่ในระดับดีโดย ภาพรวมอยู่ในระดับกลาง ๆ อาจเนื่องจากสูงอายุเป็นวัยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายอย่าง ชัดเจน มีการเสื่อมตามอายุขัย สภาพจิตใจมีการเปลี่ยนแปลงง่าย ขี้หงุดหงิด มีความวิตกกังวล เนื่องจากการเจ็บป่วย กังวลกับโรคประจาตัวของตนเองเช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไม่ สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ผู้สูงอายุขาดความใส่ใจในการ ดูแลสุขภาพเท่าที่ควร และเมื่อพิจารณาคุณภาพชีวิตจำแนกตามอายุ พบว่า คะแนนคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุ มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่มีอายุมากขึ้น จึงอาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า อายุเป็น ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทำให้คุณภาพชีวิตด้านร่างกายลดลง อธิบายได้ว่า อายุเป็นตัวบ่งบอกถึง ภาวะสุขภาพส่งผลให้ผู้ที่มีอายุมากขึ้นมีโอกาสทาให้เกิดโรคเรื้อรังมากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย และ ด้วยความสามารถทางด้านร่างกายลดลงส่งผลให้สัมพันธภาพทางสังคมลดลง พบว่าคะแนน คุณภาพชีวิตด้านสัมพันธภาพทางสังคมลดลง ยิ่งมีอายุเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้คุณภาพชีวิตลดลง
๒๘๙ ทั้งด้านสุขภาพกาย โดยเฉพาะด้านสัมพันธภาพทางสังคมลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ความสามารถในการดูแลตนเองเป็นสิ่งสำคัญต่อคุณภาพชีวิต แต่คุณภาพชีวิตด้านจิตใจของ ผู้สูงอายุในกลุ่มอายุ ๙๐ ปีขึ้นไป กลับมีคะแนนเฉลี่ยเป็นอันดับ ๒ รองจากกลุ่มอายุ ๖๐-๖๙ ปี อาจเนื่องจากผู้สูงอายุวัยนี้มีความเข้าใจชีวิต ยอมรับได้จึงทำใจต่อสภาพสังขาร มีการ เปลี่ยนแปลงมานาน นอกจากนี้อาจจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากบุคคลในครอบครัว มากกว่าวัยอื่น ๆ สัมพันธภาพภายในครอบครัว แสดงถึงความรัก ความห่วงใย ความเคารพยก ย่อง การเกื้อกูล ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพาครอบครัวที่ดีให้ความอบอุ่นจึงอาจเป็น ปัจจัยต่อคุณภาพชีวิตด้านจิตใจของผู้สูงอายุตอนปลายมากกว่าตอนกลาง สรุปได้ว่า อายุ ความสามารถในการดูแลตนเอง สัมพันธภาพภายในครอบครัว เป็นปัจจัยส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุ ผลกระทบจากการเป็นผู้ดูแลมี๓ ด้าน ได้แก่ด้านจิตใจ ด้านร่างกาย และด้านสังคม เศรษฐกิจ กล่าวคือ ผลกระทบด้านจิตใจ มักพบว่าผู้ดูแลมีความเครียดสูง สอดคล้องกับผลการ วิเคราะห์แบบวัดความเครียดของผู้ดูแล พบว่าอยู่ในระดับสูง อาจเนื่องมาจากบทบาทเชิงซ้อน (sandwich role) คือการที่ต้องดูแลทั้งบุตรและบุพการีพร้อม ๆ กัน ยังมีบทบาทหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของการเป็นภรรยา แม่บ้าน และสตรีทำงานเพื่อหารายได้การไม่แน่ใจ กังวลใจเบื่อหน่ายหรือความลำบากในการดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยตนเองไม่ได้ขาดความรู้ในการดูแล อย่างไรก็ตามผลกระทบด้านจิตใจเชิงบวกที่ปรากฏคือการได้รับรางวัลจากการเป็นผู้ดูแล เป็น ค่านิยมทางสังคมสูงกว่าด้านอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกที่ว่า การได้ดูแลผู้สูงอายุเป็นการ ตอบแทนบุญคุณและด้านกตัญญูเป็นเสมือนแรงจูงใจให้เกิดการดูแลผู้สูงอายุผลกระทบด้าน ร่างกาย มักมีอาการปวดหลัง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง พบว่าผู้ดูแลที่เป็นผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัว ด้วย ผลกระทบด้านสังคมเศรษฐกิจ ได้แก่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน มีผู้ดูแลหลายราย ที่ต้องปรับลักษณะการทำงานให้เข้ากับภาระในการดูแลผู้สูงอายุ ไม่สามารถทำงานประจำได้ บางรายอาจมีความขัดแย้งภายในครอบครัว หรือรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และมีผู้สูงอายุ เพียงบางส่วนเท่านั้นที่ได้รับสวัสดิการด้านเงินสงเคราะห์สำหรับผู้สูงอายุและเงินที่ได้รับก็เป็น เพียงจำนวนน้อย ในขณะที่ครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมาก