วงจรดิจิตอลและลอจกิ บทที่ 2 ลอจิกเกตพืน้ ฐาน 33
บทที่ 2
ลอจิกเกตพ้ืนฐาน (Logics Gates)
2.1 บทนาํ
อุปกรณในวงจรดิจิตอลอิเล็กทรอนิกสท่ีทําหนาที่ในการตัดสินใจ มีช่ือเรียกวา ลอจิกเกต (Logic
Gate) ซึ่งโดยทั่วไปแลวจะมีอนิ พุตตัง้ แต 1 อนิ พตุ หรอื มากกวา แตจะมีเอาตพ ุตเพยี งเอาตพตุ เดยี วเทานั้น
ลอจิกเกตพ้ืนฐานมีจํานวน 7 ชนิด ไดแก นอตเกตหรืออินเวอรเตอร ออรเกต แอนดเกต แนนดเกต
นอรเกต เอกซค ลูซีฟออรเกต และเอกซคลูซีฟนอรเกต การนําเอาลอจิกเกตแตละชนดิ หรือชนิดเดยี วกัน
มาตอรวมกันเพ่ือใหสามารถทําการตัดสินใจในการเลือกขอมูลอินพุตเพ่ือสงออกทางดานเอาตพุต
จะเรยี กวา วงจรลอจิกเกต สาํ หรบั ขอมูลที่เปนอินพตุ จะมีคาเปน สถานะลอจกิ 1 หรือ 0 เรยี กวาตวั แปร
อนิ พุต จะใชอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพใหญเปนตัวแทน เชน A B หรือ C เปน ตน และขอมูลทางดาน
เอาตพตุ จะมสี ถานะเปน 1 หรือ 0 เทานั้น ในการออกแบบวงจรลอจกิ เกตอาจจะใชลอจกิ เกตตัวเดียวหรือ
หลายๆ ตัว โดยนํามาตอรวมกันเปนวงจร ดังนั้นในการออกแบบวงจรลอจิกเกตจําเปนที่จะตองทราบ
คุณลกั ษณะของเกต สัญลักษณ ตารางความจริง และการทํางานของเกตแตล ะชนดิ เปนพื้นฐาน
2.2 คณุ ลกั ษณะของลอจิกเกตพ้นื ฐาน (Attributed of Logics Gate)
อปุ กรณท ี่ใชแทนตัวกระทําทางลอจกิ คือ ลอจกิ เกต ซงึ่ ประกอบขึ้นดว ยวงจรอิเล็กทรอนิกส สําหรับ
ลอจิกเกตพื้นฐานมี 3 ชนิด ไดแก นอตเกตหรอื อนิ เวอรเตอร ออรเกต และแอนดเกต ลอจกิ เกตดังกลา ว
สามารถที่จะนํามาใชออกแบบลอจิกเกตตางๆ ไดอีก 4 ชนิด ไดแก แนนดเกต นอรเกต เอกซคลูซีฟ
ออรเกต และเอกซคลูซีฟนอรเกต วงจรเกตทั้ง 7 ชนิด สามารถนํามาสรางเปนวงจรลอจิกหรือระบบ
ดิจติ อลตา งๆ ลอจกิ เกตแตล ะชนิดจะมคี ณุ ลักษณะเฉพาะตวั แบง ออกไดเปน 4 แบบ ดังน้ี
1. สัญลักษณ (Symbol) ลอจิกเกตแตละชนิดจะมีสัญลักษณแตกตางกัน มีขาที่แสดงอินพุตและ
เอาตพตุ เพอื่ นํามาใชเขียนวงจรลอจกิ ไดง ายข้นึ
2. ตารางความจริง (Truth Table) เปนตารางท่ีใชแสดงความสัมพันธระหวางขอมูลดานอินพุต
กบั เอาตพ ุต โดยขอมูลดา นอินพตุ แตละขาจะมีสถานะเปนลอจกิ “0” หรอื “1” จึงจะทําใหเอาตพ ุตเปน
ลอจิก “0” หรือ “1” เพราะฉะน้ัน ลอจกิ เกตแตล ะชนิดจะมีตารางความจริงที่แสดงคุณสมบตั ิกําหนด
การทาํ งานของอินพุตและเอาตพ ตุ ท่แี ตกตา งกัน บางครั้งจึงมีชือ่ เรียกอีกอยางหนึ่งวา ตารางการทาํ งาน
(Function Table)
3. สมการลอจิก (Logic Equation) หรือพีชคณิตบูลลีน ใชอธิบายการทํางานของลอจิกเกตแตละ
ชนิดหรอื วงจรลอจิก โดยเขยี นเปนสมการเรยี กวา สมการบลู ลีน เพื่อใชอธิบายหรือสรุปการทํางานของ
วงจรลอจิกเกต
4. ไดอะแกรมเวลา (Timing Diagram) หรอื รูปคลื่น (Wave Form) ใชอธบิ ายการทํางานของลอจิก
เกตหรือวงจรดิจิตอลตามชวงเวลาที่ผานไป เพ่อื ใหท ราบวาในเวลาที่ผา นไปลอจกิ ทางอินพุตจะมีอินพุต
34 บทท่ี 2 ลอจิกเกตพ้ืนฐาน วงจรดิจติ อลและลอจกิ
เปลย่ี นแปลงอยา งไรบา ง และจะทําใหลอจกิ ทางเอาตพุตมเี อาตพ ุตมีคา สถานะเปน ลอจิก “0” หรือ “1”
การใชไ ดอะแกรมเวลาสามารถทีน่ ํามาใชอ ธบิ ายการทาํ งานทมี่ ลี กั ษณะตอ เน่ืองของชวงการเปลีย่ นแปลง
ในแตล ะเวลาไดเปนอยางดี
การอธิบายการทาํ งานของลอจิกเกตจะใชสัญลักษณของเกต ตารางความจริง สมการบูลลีน และ
ไดอะแกรมเวลาประกอบการอธบิ ายเกตพ้ืนฐาน ดงั น้ี
2.2.1 อนิ เวอรเตอร หรอื นอตเกต (NOT Gate)
อนิ เวอรเ ตอรห รือนอตเกต เปนลอจกิ เกตพื้นฐานท่ีมีอินพตุ เดียวและเอาตพตุ เดยี ว ดังรปู ที่ 2.1
แสดงสัญลักษณข องนอตเกตตามรูปแบบมาตรฐาน นอตเกตมีหนา ทใ่ี นการเปล่ียนลอจิกดานเอาตพ ุตใหมี
คาตรงกับอินพุต ดังแสดงในตารางความจริงและไดอะแกรมเวลาในรูปที่ 2.2 (ข) และ (ค) ตามลําดับ
ในตารางความจรงิ จะใชส ญั ลักษณ H แทนคาสถานะลอจิก 1 และ L แทนคา สถานะลอจกิ 0 พบไดบ อย
ในการใชตัวอักษร H และ L แทนคา ลอจิก โดยเฉพาะในขอ มลู ไอซี (Data Sheet) ของบรษิ ัทผูผลิตไอซี
ลอจิกเกต วงจรดังแสดงในรูปท่ี 2.2 (ก) คอื วงจรเทียบเทา พจิ ารณาการทาํ งานเมือ่ สวิตชอยใู นตําแหนง A
หลอดไฟจะดับเน่ืองจากกระแสไฟฟาจะไหลผานสวติ ชทั้งหมด เม่อื ทําการเลอื่ นตําแหนง สวติ ชมาอยูใน
ตําแหนง A หลอดไฟจะติดสวางเนือ่ งจากกระแสไมสามารถไหลผานสวิตชไดจึงไหลผานหลอดไฟทําให
ติดสวาง ดังนั้นจึงสามารถสรุปการทํางานของอินเวอรเตอรหรือนอตเกตในรูปของสมการบูลลีนได
ดงั สมการท่ี (2.1)
X = A (2.1)
จากสมการที่ (2.1) อา นไดว า X มีคา เทากับ A บาร
AX A1X A1X
(ก) สัญลักษณทั่วไป (ข) สญั ลักษณ IEEE/ANSI (ค) สัญลกั ษณ IEEE/ANSI
รปู ที่ 2.1 สญั ลกั ษณข องนอตเกต
X
E A A LAMP t
SW A
(ก) วงจรไฟฟา เทียบเทา (ข) ตารางความจริง t
(ค) ไดอะแกรมเวลาของนอตเกต
รปู ที่ 2.2 ตารางความจรงิ และไดอะแกรมเวลาของนอตเกต
วงจรดิจติ อลและลอจกิ บทท่ี 2 ลอจิกเกตพืน้ ฐาน 35
ในรูปท่ี 2.2 (ค) เปนไดอะแกรมเวลาของอินพตุ A และเอาตพุต X ซึ่งมีคาลอจิกตรงขามกัน
หรือเอาตพุต X จะมีเปนคาคอมพลีเมนต (Complement) ของอินพุต A จากไดอะแกรมเวลาขณะท่ี
อินพตุ A มีคา เปน ระดับ 0 เอาตพ ุต X จะมรี ะดบั ลอจิก 1 หรอื เมอื่ อินพุต A มีระดับลอจกิ เปน 1 เอาตพ ตุ
X จะมีระดับลอจิกเปน 0 ดังน้ันอาจกลาวไดวาไดอะแกรมเวลาก็คือรูปภาพของรูปคล่นื ทางอินพตุ และ
เอาตพ ุตของวงจรดจิ ิตอลท่ีแสดงความสัมพันธใ นชว งเวลาตางกันน่ันเอง
วงจรดจิ ติ อลจะทํางานกับแรงดันสองระดับเทานั้น คอื H หรือ 1 ซึง่ มีคาเทา กับแรงดนั 5 โวลต
และ L หรอื 0 มีคา เทากบั แรงดนั 0 โวลต ซึง่ จะเกย่ี วของกบั ระบบเลขฐานสอง เพราะระบบเลขฐานสอง
มีคาเพียงสองคา (0 และ 1) เชนเดียวกัน การทํางานลักษณะนี้เรียกวาการทํางานแบบสองสถานะ
(Binary)
+5V
14 13 12 11 10 9 8
VCC
GND (ข) รูปรา งจริง
1 2 34 5 67
GND
(ก) ตาํ แหนง ขา
รูปท่ี 2.3 ตาํ แหนงขาของนอตเกตหรอื อินเวอรเ ตอร เบอร 7404
ในรูปที่ 2.3 แสดงตาํ แหนง ขาของไอซเี บอร 7404 เปนไอซอี นิ เวอรเ ตอร มจี าํ นวนอนิ เวอรเ ตอร
อยูภายใน 6 ตัว และเปนไอซีตระกูลทีทแี อล การใชงานจะตองปอนแรงดันไฟฟา +5 Vdc เขาที่ขา 14
และตอกราวดเ ขา ท่ขี า 7 อินเวอรเตอรท ุกตวั สามารถตอใชงานหรือตอรวมกับไอซีทที แี อลตัวอ่ืนๆ ได เชน
ถาตอ งการใชอ ินเวอรเ ตอรต ัวเดียวกส็ ามารถท่จี ะตอ สัญญาณอนิ พตุ เขาทข่ี า 1 และจะมสี ัญญาณเอาตพ ุต
ออกที่ขา 2 หรือจะตอตัวอืน่ ๆ ก็สามารถใชงานไดเ ชน เดยี วกนั ดงั แสดงในรูปที่ 2.4
36 บทที่ 2 ลอจกิ เกตพื้นฐาน วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ
รูปที่ 2.4 ตวั อยา งการใชง านอินเวอรเตอรหรอื นอตเกต
2.2.2 ออรเ กต (OR Gates)
ออรเกต จะมีอนิ พตุ ต้ังแต 2 อินพุตขึ้นไป และมีเอาตพุตเดียวเทาน้ัน การทํางานของออรเกต
ทีข่ าอินพตุ จํานวน 2 ขา คอื ขา A และขา B สามารถเขียนสมการการทาํ งานไดเ ปน X = A+B อา นวา X
เทากบั A ออร B ไมใช A บวก B ออรเกตจะใหระดบั เอาตพุตเปนลอจิกสูง หรือมีระดบั ลอจกิ เทากับ 1
ถาอนิ พตุ ใดอนิ พุตหนึ่งหรอื ท้ังหมดมรี ะดบั ลอจิกเปน 1 และจะใหเอาตพตุ เปนลอจิก 0 เมื่ออนิ พตุ ท้งั สอง
มีระดับลอจิกเปน 0 เชน ในรูปท่ี 2.5 เอาตพุต X ของออรเกตชนิด 2 อินพุต (A และ B) จะเปน HIGH
หรือ “1” เมื่ออินพุต A หรือ B หรืออินพุตทั้งสอง มีคาเปนลอจิก “1” สามารถแสดงผลการทํางาน
ไดดังตารางความจริงในรปู ท่ี 2.6 (ข)
1 1
(ก) สญั ลกั ษณท ่ัวไป (ข) สญั ลกั ษณ IEEE/ANSI (ค) สัญลกั ษณ IEEE/ANSI
รปู ท่ี 2.5 สญั ลักษณของออรเกตแบบ 2 อินพตุ
(ก) วงจรไฟฟา เทยี บเทา (ข) ตารางความจรงิ
รปู ท่ี 2.6 การทาํ งานของออรเกตแบบ 2 อนิ พตุ
วงจรดิจิตอลและลอจกิ บทท่ี 2 ลอจกิ เกตพน้ื ฐาน 37
เอาตพุต (X)10 t
อินพุต (A)10 t
อินพตุ (B)10 t1 t2 t3 t4 t
(ค) ไดอะแกรมเวลาของออรเกต
รูปที่ 2.6 (ตอ)
รูปที่ 2.6 (ค) เปนไดอะแกรมเวลาในชวงเวลา t1 อินพุต A มีคาเปน 0 และอินพุต B
มคี าเปน 0 เอาตพุต X จะมคี าเทา กบั 0 ในชวงเวลา t2 อินพุต A มีคา เปน 0 และอินพุต B มีคาเปน 1
เอาตพุต X จะมีคาเทากับ 1 ชวงเวลา t3 อินพุต A มีคาเปน 1 และอินพุต B มีคาเปน 0 เอาตพุต X
จะมีคา เทากับ 1 และในชวงเวลา t4 อินพุต A มีคาเปน 1 และอินพุต B มีคาเปน 1 เอาตพุต X จะมคี า
เทา กับ 1 ซ่ึงสามารถสรุปและเขียนเปนสมการบลู ลีนไดด ังสมการที่ (2.2)
X = A+B (2.2)
จากรปู ท่ี 2.7 แสดงตําแหนงขาของไอซเี บอร 7432 เปน ไอซีออรเกตแบบ 2 อินพุต มีจาํ นวน
ออรเกตอยูภ ายใน 4 ตวั และเปนไอซตี ระกลู ทีทแี อล การใชงานจะตองปอนแรงดันไฟฟา +5 Vdc เขา ที่
ขา 14 และตอกราวดเขาท่ีขา 7 สําหรับออรเกตตัวที่ 1 อินพุตคือขา 1 และขา 2 เอาตพุตคือขา 3
ออรเกตตัวท่ี 2 อินพุตคือขา 4 และขา 5 เอาตพุตคือขา 6 ออรเกตตัวท่ี 3 อินพุตคือขา 10 และขา 9
เอาตพ ตุ คือขา 8 และออรเ กตตัวท่ี 4 อนิ พตุ คือขา 13 และขา 12 เอาตพ ตุ คือขา 11
VCC
(ก) ตําแหนง ขา (ข) รูปรา งจริง
รปู ท่ี 2.7 ตําแหนงขาออรเ กตภายในไอซเี บอร 7432
38 บทท่ี 2 ลอจกิ เกตพน้ื ฐาน วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ
ตวั อยา งที่ 2.1 วงจรดงั รูปที่ 2.8 (ข) เม่ือปอนสัญญาณเขา ที่อนิ พุต A และอินพุต B แสดงในรปู ท่ี 2.8 (ก)
จะไดร ปู คล่ืนทางดา นเอาตพ ตุ อยา งไร
(ก) คลนื่ ไดอะแกรมอินพตุ (ข) วงจรออรเกต
รปู ที่ 2.8 วงจรและรูปคล่ืนอนิ พุตตามตวั อยา งท่ี 2.1
วธิ ีทาํ จากตารางความจรงิ ของออรเ กต เม่ือมอี ินพตุ ขาใดขาหนงึ่ มีระดบั ลอจิกเปน 1 เอาตพตุ จะมรี ะดบั
ลอจิก 1 เมื่ออนิ พุตทั้ง 2 ขา มรี ะดบั เปนลอจิก 0 ทั้งคู เอาตพุตจะเปน 0 ดังนัน้ เมอ่ื นําสัญญาณอินพตุ A
และ B มาพิจารณาในแตละชวงเวลาท่ีมีการปอนระดับลอจิกเขาที่อินพุต จะสามารถเขียนรูปคลื่น
ไดอะแกรมเวลาไดด งั รปู ที่ 2.9
รูปท่ี 2.9 รปู คล่นื เอาตพตุ ตามตวั อยา งท่ี 2.1
ตัวอยางท่ี 2.2 จงเขยี นสมการบูลลีนของวงจรออรเ กตแบบ 3 อินพุต ตารางความจริง และออกแบบ
วงจรโดยการใชออรเ กตแบบ 2 อนิ พตุ
วิธที ํา จากตารางความจรงิ เม่ือนํามาพิจารณาในการออกแบบจะพบวาเมอื่ นําออรเ กตมาตอ กันเพม่ิ มาก
ขึ้นเทา ใดคุณสมบัตจิ ะยังคงเหมือนเดมิ ดงั แสดงในรปู ท่ี 2.10
วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ บทท่ี 2 ลอจิกเกตพนื้ ฐาน 39
รูปที่ 2.10 วงจรออรเ กตแบบ 3 อนิ พุตตามตัวอยา งที่ 2.2
ตารางที่ 2.1 ตารางความจรงิ ของวงจรออรเ กตแบบ 3 อินพตุ
อนิ พุต เอาตพ ตุ
AB CX
00 00
00 11
01 01
01 11
10 01
10 11
11 01
11 11
2.2.3 แอนดเ กต (AND Gates)
แอนดเกต จะมีอินพุตตั้งแต 2 อินพุตขึ้นไป และมีเอาตพุตเดียวเทาน้ัน การทํางานของ
แอนดเ กตที่ขาอินพุตจํานวน 2 ขา คอื ขา A และขา B สามารถเขียนสมการการทาํ งานไดเ ปน X = AB
อา นวา X เทา กับ A แอนด B ไมใช A คณู B แอนดเกตจะใหร ะดบั เอาตพ ุตเปนลอจกิ ต่ํา หรอื มีระดบั ลอจกิ
เทากับ 0 ถาอินพุตใดอินพุตหนึ่งหรือท้ังหมดมีระดับลอจิกเปน 0 และจะใหเอาตพุตเปนลอจิก 1 เมื่อ
อินพตุ ท้งั สองมีระดับลอจิกเปน 1 เชน ในรูปที่ 2.11 เอาตพ ุต X ของแอนดเกตชนดิ 2 อินพตุ (A และ B)
จะเปน HIGH หรือ “1” เม่ืออินพุต A และ B มีคาเปนลอจิก “1” แสดงผลการทํางานไดดังตาราง
ความจรงิ ในรปู ที่ 2.12 (ข)
&&
(ก) สญั ลักษณท ัว่ ไป (ข) สญั ลกั ษณ IEEE/ANSI (ค) สญั ลักษณ IEEE/ANSI
รูปท่ี 2.11 สญั ลกั ษณข องแอนดเ กตแบบ 2 อนิ พุต
40 บทท่ี 2 ลอจกิ เกตพ้นื ฐาน วงจรดิจติ อลและลอจกิ
(ก) วงจรเทียบเทา (ข) ตารางความจริง
t1 t2 t3 t4
(ค) ไดอะแกรมเวลา
รูปที่ 2.12 การทาํ งานของแอนดเ กต
รปู ที่ 2.12 (ค) เปนไดอะแกรมเวลาในชว งเวลา t1 อนิ พุต A มคี าเปน 0 และอนิ พตุ B มคี า เปน
0 เอาตพุต X จะมีคา เทากบั 0 ในชวงเวลา t2 อินพุต A มีคาเปน 0 และอนิ พตุ B มีคา เปน 1 เอาตพ ุต X
จะมคี าเทา กบั 0 ชวงเวลา t3 อินพุต A มคี า เปน 1 และอินพุต B มคี า เปน 0 เอาตพ ตุ X จะมคี าเทา กับ 0
และในชว งเวลา t4 อนิ พตุ A มคี าเปน 1 และอนิ พตุ B มคี าเปน 1 เอาตพุต X จะมีคา เทา กับ 1 ซ่งึ สามารถ
สรุปและเขียนเปน สมการบลู ลีนได ดังสมการที่ (2.3)
X = AB (2.3)
ในรปู ท่ี 2.13 แสดงตําแหนง ขาของไอซเี บอร 7408 เปน ไอซแี อนดเ กตแบบ 2 อนิ พุต มจี าํ นวน
แอนดเ กตอยูภายใน 4 ตัว เปนไอซีตระกูลทีทีแอล การใชงานจะตองปอนแรงดนั ไฟฟา +5 Vdc เขาที่ขา
14 และตอ กราวดเ ขา ทข่ี า 7 สําหรับแอนดเ กตตัวท่ี 1 อนิ พตุ คอื ขา 1 และขา 2 เอาตพุตคือขา 3 แอนด
เกตตัวท่ี 2 อินพุตคือขา 4 และขา 5 เอาตพุตคือขา 6 แอนดเกตตัวท่ี 3 อินพุตคือขา 10 และขา 9
เอาตพ ุตคือขา 8 และแอนดเกตตวั ท่ี 4 อินพตุ คือขา 13 และขา 12 เอาตพ ตุ คือขา 11
วงจรดิจติ อลและลอจกิ บทที่ 2 ลอจิกเกตพน้ื ฐาน 41
VCC
(ก) ตําแหนง ขา (ข) รูปรา งจริง
รปู ที่ 2.13 ตําแหนงขาแอนดเ กตภายในไอซีเบอร 7408
ตัวอยา งท่ี 2.3 วงจรดงั รูปที่ 2.14 (ข) เม่ือปอ นสญั ญาณเขา ทอี่ นิ พตุ A และอนิ พตุ B ดังแสดงในรูปท่ี
2.13 (ก) จะไดรูปคลื่นทางดา นเอาตพ ตุ อยา งไร
(ก) คล่นื ไดอะแกรมอนิ พุต (ข) วงจรแอนดเกต
รูปท่ี 2.14 วงจรและรปู คลื่นอินพตุ ตามตวั อยา งที่ 2.3
วธิ ีทาํ จากตารางความจริงของแอนดเกต เม่ือมีอินพุตขาใดขาหน่ึงมีระดับลอจิกเปน 0 เอาตพ ุตจะมี
ระดับลอจิก 0 เมื่ออินพุตท้ังสองขามีระดับเปนลอจิก 1 ทั้งคู เอาตพุตจะเปน 1 ดังนั้นเม่ือนําสัญญาณ
อินพุต A และ B มาพิจารณาในแตละชวงเวลาที่มีการปอนระดับลอจิกเขาที่อินพุต จะสามารถเขียน
รูปคลืน่ ไดอะแกรมเวลาไดด งั รปู ที่ 2.15
รปู ที่ 2.15 รูปคลืน่ เอาตพ ุตตามตวั อยา งที่ 2.3
42 บทที่ 2 ลอจิกเกตพ้ืนฐาน วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ
ตัวอยางที่ 2.4 จงเขียนสมการบลู ลนี ของจรแอนดเกตแบบ 4 อนิ พุต ตารางความจริง และออกแบบวงจร
โดยการใชแ อนดเ กตแบบ 2 อินพตุ
วิธีทาํ จากตารางความจรงิ เมือ่ นาํ มาพจิ ารณาในการออกแบบจะพบวา เม่ือเรานาํ แอนดเ กตมาตอกันเพม่ิ
มากขนึ้ เทา ใดคณุ สมบัตจิ ะยังคงเหมอื นเดิม ดงั แสดงในรปู ที่ 2.16
รูปที่ 2.16 วงจรแอนดเ กตแบบ 4 อินพุตตามตัวอยา งที่ 2.4
ตารางที่ 2.2 ตารางความจรงิ ของวงจรแอนดเ กตแบบ 4 อนิ พุต
อนิ พตุ เอาตพุต
AB C DX
00 0 00
00 0 10
00 1 00
00 1 10
01 0 00
01 0 10
01 1 00
01 1 10
10 0 00
10 0 10
10 1 00
10 1 10
11 0 00
11 0 10
11 1 00
11 1 11
วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ บทท่ี 2 ลอจกิ เกตพ้นื ฐาน 43
2.2.4 นอรเกต (NOR Gates)
นอรเกต จะมีอินพตุ ต้ังแต 2 อนิ พุตขน้ึ ไป และมีเอาตพ ตุ เดียวเทา น้ัน การทาํ งานของนอรเกต
ที่ขาอินพุตจํานวน 2 ขา คือ ขา A และขา B เขยี นสมการการทํางานไดเ ปน X = A +B อา นวา X เทา กับ
A ออร B ท้ังหมดบาร นอรเกตจะใหระดับเอาตพ ุตเปน ลอจกิ ต่ํา หรอื มีระดบั ลอจิกเทากบั 0 ถาอินพุตใด
อนิ พุตหนึ่งหรือทั้งหมดมีระดับลอจิกเปน 1 และเม่ือขาอนิ พุตทั้งหมดมีระดับลอจิกเปน 0จะใหเอาตพุต
เปน ระดับลอจิก 1 นอรเกตเปนการนําเอาออรเกตมาทํางานรวมกับนอตเกตดังแสดงในรูปที่ 2.17 ดงั นั้น
ผลการทาํ งานจงึ มีคากันขามกับออรเ กตเสมอ เพราะฉะนัน้ เอาตพุต X ของนอรเกตชนดิ 2 อนิ พตุ (A และ
B) จะเปน HIGH หรือ “1” เม่ืออินพุต A และ B มีคาเปนลอจิก “0” สามารถแสดงผลการทํางานได
ดงั ตารางความจริงในรปู ท่ี 2.18 (ข)
1 X
(ก) (ข) ทวั่ ไป (ค) IEEE/ANSI
รูปที่ 2.17 วงจรนอรเ กตและสญั ลกั ษณของนอรเ กตแบบ 2 อินพุต
(ก) วงจรไฟฟา เทยี บเทา (ข) ตารางความจริง
t1 t2 t3 t4
(ค) ไดอะแกรมเวลาของนอรเ กต
รูปที่ 2.18 การทาํ งานของนอรเกต
44 บทที่ 2 ลอจิกเกตพน้ื ฐาน วงจรดิจิตอลและลอจกิ
รปู ที่ 2.18 (ค) เปน ไดอะแกรมเวลาของนอรเกตในชว งเวลา t1 อนิ พุต A มีคาเปน 0 และอินพุต
B มีคาเปน 0 เอาตพุต X จะมีคาเทากับ 1 ในชวงเวลา t2 อินพุต A มีคาเปน 0 และอินพุต B
มีคาเปน 1 เอาตพุต X จะมีคาเทากับ 0 ชวงเวลา t3 อินพุต A มีคาเปน 1 และอินพุต B มีคาเปน 0
เอาตพ ตุ X จะมีคาเทากับ 0 และในชว งเวลา t4 อินพตุ A มีคาเปน 1 และอนิ พตุ B มคี าเปน 1 เอาตพุต
X จะมคี าเทา กับ 0 ซง่ึ สามารถสรปุ และเขยี นเปน สมการบูลลีนไดด งั สมการท่ี (2.4)
X = A +B (2.4)
ในรปู ที่ 2.19 แสดงตําแหนงขาของไอซีเบอร 7402 เปนไอซีนอรเ กตแบบ 2 อนิ พตุ ซึ่งมีจํานวน
นอรเกตอยูภายใน 4 ตัว และเปนไอซีตระกูลทีทีแอล การใชงานจะตองปอนแรงดันไฟฟา +5 Vdc
เขาทีข่ า 14 และตอกราวดเขาที่ขา 7 สําหรับนอรเ กตตัวที่ 1 อินพตุ คอื ขา 2 และขา 3 เอาตพ ุตคือขา 1
นอรเกตตัวที่ 2 อินพุตคือขา 5 และขา 6 เอาตพุตคือขา 4 นอรเกตตัวท่ี 3 อินพุตคือขา 10 และขา 9
เอาตพ ตุ คือขา 8 และนอรเกตตวั ท่ี 4 อนิ พตุ คือขา 13 และขา 12 เอาตพุตคือขา 11
(ก) ตําแหนงขา (ข) รปู รา งจริง
รูปท่ี 2.19 ตําแหนง ขานอรเ กตภายในไอซเี บอร 7402
ตัวอยา งท่ี 2.5 วงจรดังรูปท่ี 2.20 (ข) เม่ือปอนสัญญาณเขาทอ่ี ินพุต A และอินพุต B ดังแสดงในรูปท่ี
2.20 (ก) จะไดร ปู คลน่ื ทางดา นเอาตพ ุตอยางไร
อนิ พตุ (B) 1 t
t
0
อนิ พตุ (A) 1
0
(ก) ไดอะแกรมอินพตุ (ข) วงจรนอรเ กต
รูปท่ี 2.20 วงจรและรูปคลื่นอินพุตตามตวั อยา งที่ 2.5
วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ บทที่ 2 ลอจิกเกตพืน้ ฐาน 45
วิธีทาํ จากตารางความจริงของนอรเกต เมื่อมีอินพุตขาใดขาหน่ึงมีระดับลอจิกเปน 1 เอาตพุตก็จะมี
ระดับลอจิก 0 เมื่ออินพุตทั้ง 2 ขา มีระดับเปนลอจิก 0 ทั้งคู เอาตพุตจะเปน 1 ดังน้ันเมื่อนําสัญญาณ
อินพุต A และ B มาพิจารณาในแตละชวงเวลาท่ีมีการปอนระดับลอจิกเขาที่อินพุต จะสามารถเขียน
รูปคลืน่ ไดอะแกรมเวลาไดดงั รูปท่ี 2.21
อินพตุ (B) 1 t
t
0
อนิ พตุ (A) 1
0
เอาตพ ุต (X) 1 t
0
รปู ท่ี 2.21 รูปคลื่นเอาตพ ตุ ตามตวั อยางที่ 2.5
2.2.5 แนนดเ กต (NAND Gates)
แนนดเกต มีอินพุตตงั้ แต 2 อินพุตขนึ้ ไปและมีเอาตพ ุตเดียวเทา น้ัน การทํางานของแนนดเกต
ท่ีขาอินพตุ จาํ นวน 2 ขา คือ ขา A และขา B สามารถเขียนสมการการทาํ งานไดเปน X = A B อา นวา X
เทากับ A แอนด B ทั้งหมดบาร แนนดเกตจะใหระดับเอาตพุตเปนลอจิกสงู หรือมีระดับลอจิกเทากบั 1
ถา อนิ พตุ ใดอินพุตหนง่ึ หรือทง้ั หมดมรี ะดบั ลอจิกเปน 0 และจะใหเ อาตพ ตุ เปน ระดับลอจกิ 1 เม่อื อนิ พตุ ทงั้
สองมีระดบั ลอจิกเปน 1 เอาตพ ตุ จะเปนระดับลอจกิ 0 แนนดเ กตเปนการนําเอา แอนดเกตมาทาํ งานรวม
กบั นอตเกตดังแสดงในรปู ท่ี 2.22 ดงั นั้นผลการทํางานจึงมคี ากนั ขา มกับแนนดเกต เพราะฉะนั้นเอาตพ ตุ X
ของแนนดเ กตชนิด 2 อินพุต (A และ B) จะเปน LOW หรอื “0” เม่ืออินพตุ A และ B มคี า เปน ลอจกิ “1”
ซ่ึงสามารถแสดงผลการทํางานไดดงั ตารางความจริงในรปู ท่ี 2.23 (ข)
&X
(ก) สัญลักษณแ นนดเ กตแบบ 2 อนิ พตุ (ข) ทวั่ ไป (ค) IEEE/ANSI
รูปที่ 2.22 วงจรแนนดเกตและสญั ลกั ษณข องแนนดเ กตแบบ 2 อินพตุ
46 บทท่ี 2 ลอจกิ เกตพื้นฐาน วงจรดิจติ อลและลอจกิ
(ก) วงจรไฟฟา เทยี บเทา (ข) ตารางความจริง
t1 t2 t3 t4
(ค) ไดอะแกรมเวลา
รปู ท่ี 2.23 การทาํ งานของแนนดเ กต
รูปที่ 2.23 (ค) เปนไดอะแกรมเวลาของนอรเ กตในชวงเวลา t1 อนิ พุต A มคี า เปน 0 และอนิ พตุ
B มีคา เปน 0 เอาตพตุ X จะมคี าเทา กับ 1 ในชวงเวลา t2 อินพุต A มีคาเปน 0 และอนิ พุต B มีคา เปน 1
เอาตพ ุต X จะมคี า เทากบั 1 ชวงเวลา t3 อินพุต A มคี าเปน 1 และอนิ พุต B มีคา เปน 0 เอาตพุต X จะมี
คา เทากบั 1 และในชว งเวลา t4 อินพุต A มคี า เปน 1 และอนิ พตุ B มีคาเปน 1 เอาตพ ตุ X จะมีคาเทา กับ
0 ซง่ึ สามารถสรปุ และเขียนเปน สมการบูลลีนไดดังสมการที่ (2.5)
X = AB (2.5)
ในรูปท่ี 2.24 แสดงตําแหนงขาของไอซีเบอร 7400 เปนไอซีแนนดเกตแบบ 2 อินพุต ซึ่งมี
จํานวนแนนดเกตอยูภายใน 4 ตัว และเปนไอซีตระกูลทีทีแอล การใชงานจะตองปอนแรงดันไฟฟา
+5 Vdc เขาทขี่ า 14 และตอ กราวดเ ขา ทีข่ า 7 สําหรับแนนดเ กตตวั ท่ี 1 อนิ พุตคอื ขา 1 และขา 2 เอาตพ ุต
คอื ขา 3 แนนดเ กตตัวที่ 2 อินพตุ คอื ขา 4 และขา 5 เอาตพตุ คือขา 6 แนนดเกตตัวท่ี 3 อนิ พตุ คือขา 10
และขา 9 เอาตพ ตุ คอื ขา 8 และแนนดเ กตตวั ท่ี 4 อนิ พตุ คอื ขา 13 และขา 12 เอาตพตุ คือขา 11
วงจรดิจิตอลและลอจกิ บทท่ี 2 ลอจิกเกตพื้นฐาน 47
(ก) ตาํ แหนงขา (ข) รปู รา งจริง
รปู ที่ 2.24 ตําแหนง ขาแนนดเ กตแบบ 2 อินพตุ ภายในไอซเี บอร 7400
ตัวอยา งที่ 2.6 วงจรดังรปู ที่ 2.25 (ข) เม่ือปอนสญั ญาณเขา ทอ่ี ินพตุ A และอนิ พุต B ดังแสดงในรูปท่ี
2.25 (ก) จะไดรปู คลืน่ ทางดา นเอาตพ ุตอยา งไร
(ก) ไดอะแกรมอนิ พตุ (ข) วงจรแนนดเ กต
รูปที่ 2.25 วงจรและรูปคลืน่ อนิ พตุ ตามตวั อยา งท่ี 2.6
วธิ ีทํา จากตารางความจริงของแนนดเกต เมื่อมีอินพุตขาใดขาหนึ่งมีระดับลอจกิ เปน 0 เอาตพุตกจ็ ะมี
ระดับลอจิก 1 เมอ่ื อินพุตท้ังสองขา มีระดับเปน ลอจิก 1 ทั้งคู เอาตพุตจะเปน 0 ดังน้ันเม่ือนาํ สญั ญาณ
อินพุต A และ B มาพิจารณาในแตละชวงเวลาท่ีมีการปอนระดับลอจิกเขาที่อินพุต จะสามารถเขียน
รูปคล่นื ไดอะแกรมเวลาไดดังรปู ที่ 2.26
รปู ท่ี 2.26 รูปคล่นื เอาตพตุ ตามตัวอยางที่ 2.6
48 บทที่ 2 ลอจกิ เกตพ้นื ฐาน วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ
2.2.6 เอก็ คลซู ฟี -ออรเ กต (Exclusive-OR Gates)
เอ็กคลูซีฟ-ออรเกต จะมอี ินพุตตั้งแต 2 อินพุตขึ้นไป และมีเอาตพุตเดียวเทาน้ัน การทํางาน
ของเอก็ คลูซีฟ-ออรเกต ทม่ี ขี าอนิ พุตจํานวน 2 ขา คือ ขา A และขา B สามารถเขยี นสมการการทาํ งานได
เปน X = AB + AB หรือ X = A B เอ็กคลูซีฟ-ออรเกต จะใหระดับเอาตพุตเปนลอจิกตํ่าหรือมีระดับ
ลอจิกเทา กบั 0 ถา อนิ พตุ ท้งั สองมรี ะดับลอจิกเปน 0 หรือ 1 เหมือนกนั และจะใหเ อาตพตุ เปน ระดบั ลอจิก
1 เม่ืออินพุตท้ังสองมีระดับลอจิกแตกตางกัน เอ็กคลูซีฟ-ออรเกต มีวงจรพ้ืนฐานดังแสดงในรูปท่ี 2.27
ซึง่ สามารถแสดงผลการงานไดดังตารางความจริงในรปู ที่ 2.28 (ข)
1 X=AB
(ก) สญั ลักษณท ว่ั ไป (ข) สัญลกั ษณ IEEE/ANSI
รูปท่ี 2.27 สญั ลักษณข องเอ็กคลซู ีฟ-ออรเ กตแบบ 2 อนิ พุต
(ก) วงจรไฟฟา เทียบเทา (ข) ตารางความจรงิ
t1 t2 t3 t4
(ค) ไดอะแกรมเวลา
รปู ท่ี 2.28 การทาํ งานของเอก็ คลซู ีฟ-ออรเ กต
วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ บทท่ี 2 ลอจกิ เกตพ้นื ฐาน 49
รูปท่ี 2.28 (ค) เปนไดอะแกรมเวลาของเอก็ คลูซฟี -ออรเ กต ในชว งเวลา t1 อินพตุ A มีคาเปน 0
และอินพตุ B มีคาเปน 0 เอาตพุต X จะมคี าเทากบั 0 ในชวงเวลา t2 อินพตุ A มคี า เปน 0 และอนิ พตุ B
มีคาเปน 1 เอาตพุต X จะมีคาเทากับ 1 ชวงเวลา t3 อินพุต A มีคาเปน 1 และอินพุต B มีคาเปน 0
เอาตพ ุต X จะมีคาเทา กับ 1 และในชวงเวลา t4 อนิ พตุ A มคี าเปน 1 และอินพตุ B มีคา เปน 1 เอาตพตุ X
จะมคี าเทา กับ 0 ซ่งึ สามารถสรุปและเขยี นเปนสมการบูลลีนได ดงั สมการที่ (2.6) หรอื สมการท่ี (2.7)
X = AB + AB (2.6)
หรอื (2.7)
X=AB
ในรูปที่ 2.29 แสดงตาํ แหนงขาของไอซเี บอร 7486 เปน ไอซีเอ็กคลูซีฟ-ออรเกตแบบ 2 อินพุต
ซึ่งมีจํานวนเอ็กคลูซีฟ-ออรเกตอยูภายใน 4 ตัว และเปนไอซีตระกูลทที ีแอล การใชงานจะตองปอน
แรงดันไฟฟา +5 Vdc เขา ท่ขี า 14 และตอกราวดเ ขา ท่ีขา 7 สาํ หรบั เอ็กคลซู ีฟ-ออรเ กตตัวท่ี 1 อนิ พตุ คือ
ขา 1 และขา 2 เอาตพ ุตคือขา 3 เอ็กคลูซีฟ-ออรเกตตัวท่ี 2 อินพุตคอื ขา 4 และขา 5 เอาตพุตคือขา 6
เอ็กคลูซีฟ-ออรเกตตัวที่ 3 อินพุตคือขา 10 และขา 9 เอาตพุตคือขา 8 และเอ็กคลูซีฟ-ออรเกตตัวท่ี 4
อนิ พตุ คอื ขา 13 และขา 12 เอาตพุตคือขา 11
(ก) ตําแหนง ขา (ข) รปู รา งจรงิ
รปู ท่ี 2.29 ตําแหนงขาเอ็กคลซู ฟี -ออรเ กตแบบ 2 อนิ พตุ ภายในไอซีเบอร 7486
50 บทที่ 2 ลอจิกเกตพน้ื ฐาน วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ
ตวั อยา งที่ 2.7 วงจรดงั รปู ท่ี 2.30 (ข) เมอื่ ปอ นสญั ญาณเขา ทอี่ นิ พตุ A และอินพตุ B ดังแสดงในรูปที่
2.30 (ก) จะไดรูปคลื่นทางดา นเอาตพ ุตอยา งไร
(ก) ไดอะแกรมอนิ พุต (ข) วงจรเอก็ คลูซฟี -ออรเกต
รปู ที่ 2.30 วงจรและรูปคลน่ื อินพตุ ตามตวั อยา งท่ี 2.7
วธิ ีทาํ จากตารางความจรงิ ของเอ็กคลูซีฟ-ออรเกต เม่ือมอี ินพุตขาทงั้ สองขามีระดับลอจิกเปน 0 หรือ 1
เหมือนกันเอาตพุตก็จะมีระดับลอจิก 0 เมื่ออินพุตทั้งสองขา มีระดับเปนลอจิกที่แตกตางกันเอาตพุต
จะเปน 1 ดังนั้นเมอ่ื นําสัญญาณอินพุต A และ B มาพิจารณาในแตละชวงเวลาที่มีการปอนระดับลอจิก
เขาทีอ่ นิ พุต จะสามารถเขียนรปู คลนื่ ไดอะแกรมเวลาไดดงั รปู ท่ี 2.31
รูปท่ี 2.31 รูปคลนื่ เอาตพ ุตตามตวั อยางที่ 2.7
2.2.7 เอก็ คลูซีฟ-นอรเกต (Exclusive-NOR Gates)
เอ็กคลูซีฟ-นอรเกต จะมีอินพตุ ตั้งแต 2 อนิ พุตขนึ้ ไป และมีเอาตพุตเดียวเทาน้ัน การทํางาน
ของเอ็กคลซู ีฟ-นอรเกต ท่ีมีขาอินพตุ จํานวน 2 ขา คือ ขา A และขา B สามารถเขยี นสมการการทํางาน
ไดเ ปน X = AB + AB หรือ X = A B เอ็กคลซู ีฟ-นอรเกตจะใหร ะดบั เอาตพ ุตเปนลอจิกสูง หรือมีระดับ
ลอจิกเทากับ 1 ถา อนิ พุตทั้งสองมีระดบั ลอจิกเปน 0 หรือ 1 เหมอื นกัน และจะใหเ อาตพ ตุ เปนระดับลอจิก
0 เม่ืออินพุตทั้งสองมีระดับลอจิกแตกตางกัน เอ็กคลูซีฟ-ออรเกตมวี งจรพื้นฐาน ดังแสดงในรูปท่ี 2.32
ซงึ่ สามารถแสดงผลการทํางานไดดงั ตารางความจรงิ ในรปู ที่ 2.33 (ข)
วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ บทท่ี 2 ลอจกิ เกตพน้ื ฐาน 51
X = A B 1 X=AB
(ก) สญั ลกั ษณท่ัวไป (ข) สัญลักษณ IEEE/ANSI
รูปท่ี 2.32 สญั ลักษณข องเอ็กคลซู ีฟ-นอรเกตแบบ 2 อนิ พุต
(ก) วงจรไฟฟา เทยี บเทา (ข) ตารางความจรงิ
t1 t2 t3 t4
(ค) ไดอะแกรมเวลา
รูปที่ 2.33 การทาํ งานของเอ็กคลซู ีฟ-นอรเกต
รปู ที่ 2.33 (ค) เปน ไดอะแกรมเวลาของเอก็ คลซู ีฟ-นอรเกต ในชวงเวลา t1 อินพุต A มคี าเปน
0 และอินพุต B มีคาเปน 0 เอาตพ ุต X จะมคี าเทากับ 1 ในชว งเวลา t2 อินพุต A มีคาเปน 0 และอนิ พตุ
B มีคา เปน 1 เอาตพุต X จะมีคาเทากับ 0 ชวงเวลา t3 อินพุต A มีคาเปน 1 และอินพุต B มีคาเปน 0
เอาตพุต X จะมคี าเทากบั 0 และในชวงเวลา t4 อินพุต A มีคา เปน 1 และอนิ พุต B มคี าเปน 1 เอาตพตุ X
จะมคี า เทา กบั 1 ซ่งึ สามารถสรปุ และเขียนเปน สมการบลู ลีนไดด งั สมการที่ (2.8) หรือสมการท่ี (2.9)
X = AB + AB (2.8)
หรือ (2.9)
X=AB
52 บทที่ 2 ลอจิกเกตพืน้ ฐาน วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ
ในรูปท่ี 2.34 แสดงตําแหนงขาของไอซเี บอร 74266 เปนไอซเี อก็ คลูซีฟ-นอรเกตแบบ 2 อนิ พตุ
ซ่ึงมีจํานวนเอ็กคลูซีฟ-ออรเกตอยูภายใน 4 ตัว และเปนไอซีตระกูลทีทีแอล การใชงานจะตองปอน
แรงดันไฟฟา +5 Vdc เขา ที่ขา 14 และตอกราวดเ ขาท่ีขา 7 สาํ หรับเอก็ คลูซีฟ-นอรเกตตัวที่ 1 อนิ พุตคือ
ขา 1 และขา 2 เอาตพตุ คือขา 3 เอ็กคลูซีฟ-นอรเกตตัวท่ี 2 อนิ พตุ คือขา 4 และขา 5 เอาตพุตคือขา 6
เอ็กคลูซีฟ-นอรเกตตัวท่ี 3 อินพุตคือขา 10 และขา 9 เอาตพุตคอื ขา 8 และเอ็กคลูซฟี -นอรเกตตัวที่ 4
อนิ พุตคอื ขา 13 และขา 12 เอาตพตุ คอื ขา 11
(ก) ตาํ แหนงขา (ข) รูปรา งจรงิ
รูปที่ 2.34 ตําแหนงขาเอก็ คลซู ีฟ-นอรเกตแบบ 2 อินพตุ ภายในไอซเี บอร 74266
ตัวอยางที่ 2.8 วงจรดังรูปที่ 2.35 (ข) เมื่อปอนสัญญาณเขาทอี่ ินพุต A และอินพุต B ดังแสดงในรูปที่
2.35 (ก) จะไดรปู คล่ืนทางดา นเอาตพตุ อยา งไร
(ก) ไดอะแกรมอินพุต (ข) วงจรเอก็ คลูซฟี -ออรเกต
รูปท่ี 2.35 วงจรและรูปคลื่นอินพตุ ตามตวั อยา งท่ี 2.8
วิธีทาํ จากตารางความจริงของเอ็กคลูซีฟ-ออรเ กต เมื่อมอี นิ พตุ ขาท้งั สองขามีระดับลอจิกเปน 0 หรอื 1
เหมือนกันเอาตพตุ ก็จะมีระดบั ลอจกิ 0 เมื่ออินพุตทงั้ สองขา มีระดับเปนลอจิกท่ีแตกตา งกันเอาตพุตจะ
เปน 1 ดงั นน้ั เม่อื นําสญั ญาณอนิ พตุ A และ B มาพิจารณาในแตล ะชว งเวลาที่มีการปอนระดับลอจิกเขาท่ี
อินพตุ จะสามารถเขยี นรปู คลนื่ ไดอะแกรมเวลาไดดงั รูปท่ี 2.36
วงจรดิจติ อลและลอจกิ บทท่ี 2 ลอจิกเกตพน้ื ฐาน 53
รูปที่ 2.36 รปู คลน่ื เอาตพ ุตตามตวั อยา งที่ 2.8
2.3 การประยุกตใ ชเกตทดแทน (Universal Gate)
การออกแบบวงจรลอจิกเกตบางครั้งจําเปนที่จะตองมีการนําเอาลอจิกเกตบางชนิดมาใชทดแทน
คุณสมบตั ิของเกตชนิดอื่น เชน การใชแ นนดเ กตมาทําเปนนอตเกตเปนตน เพือ่ ลดตน ทนุ ในการผลิตหรือ
จาํ นวนของไอซที ใี่ ชในวงจร การใชเกตทดแทนจะเปน การนําเกตมาตอรวมกันเพอื่ ใหท ํางานตามทตี่ อ งการ
โดยการแบง ออกได 3 วธิ ี คอื การตอเกตทเ่ี อาตพุต การตอ เกตท่ีอินพุต และการตอเกตทั้งอินพุตเอาตพ ุต
สําหรับเกตทีน่ ยิ มมาใชท ําหนา ทเี่ กตทดแทนเพอื่ ลดจํานวนไอซจี ะมีอยู 2 ชนดิ คอื แนนดเ กตและนอรเ กต
ซึง่ เรียกวาเกตเอนกประสงค
2.3.1 การใชเ กตทดแทนจากแนนดเ กต
แนนดเกตสามารถนําไปใชแทนเกตตางๆ ได เชน นอตเกต ออรเกต แอนดเกต นอรเกต โดย
การใชแ นนดเกตเพยี งชนิดเดียว ซงึ่ สามารถพจิ ารณาโดยการใชตารางความจริงของลอจกิ เกตทต่ี อ งการหา
จากนัน้ ทาํ การเปลย่ี นตารางความจรงิ ทตี่ อ งการนั้นใหอยูใ นรูปวงจรลอจิกท่สี รา งจากแนนตเกต
2.3.1.1การสรา งนอตเกตจากแนนดเ กต
สมการบลู ลนี คือ X = A ตารางความจริงของนอตเกตดงั รูปที่ 2.37 ดงั นนั้ เมือ่ ตอ งการ
เปลย่ี นแนนดเ กตเปนนอตเกตซ่ึงมอี ินพุตเพียง 1 ขา สามารถทําไดโ ดยการตอขาทง้ั สองของแนนดเกตเขา
ดว ยกันดังรูปที่ 2.37 (ข) ซ่งึ จะทาํ ใหไ ดต ารางความจริงดงั รูปที่ 2.37 (ค)
(ก) ตารางความจรงิ นอตเกต (ข) วงจรนอตเกตจากแนนดเ กต (ค) ตารางความจรงิ
รูปที่ 2.37 ตารางความจริงและการสรา งวงจรนอตเกตจากแนนดเกต
54 บทท่ี 2 ลอจกิ เกตพน้ื ฐาน วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ
จากตารางความจริงใหมในรูปที่ 2.37(ค) จะพบวาการเปล่ียนลอจิกดานอินพุตจะ
เทยี บเทาตารางความจรงิ ของนอตเกต ดังนั้นจึงสามารถนาํ มาใชแทนนอตเกตได
2.3.1.2การสรา งออรเ กตจากแนนดเกต
สมการบลู ลีนของออรเกต คอื X = A+B และตารางความจรงิ ของออรเ กตดังรูปที่ 2.38
ดงั นั้นเมือ่ ตองการเปลี่ยนแนนดเกตเปนออรเกต สามารถทําไดโ ดยการตอขาทัง้ สองของแนนดเ กตดวย
นอตเกตที่สรางจากแนนดเกตดังรูปที่ 2.38 (ข)
(ก) ตารางความจรงิ ของออรเ กต (ข) วงจรออรเกตจากแนนดเกต
รูปท่ี 2.38 ตารางความจรงิ และการสรา งวงจรออรเ กตจากแนนดเกต
2.3.1.3การสรางแอนดเ กตจากแนนดเกต
สมการบลู ลีนของแอนดเกต คอื X = A B และตารางความจรงิ ของแอนดเ กตแสดงได
ดงั รปู ท่ี 2.34 ดังนน้ั เม่ือตองการเปลย่ี นแนนดเกตเปนแอนดเกต สามารถทาํ ไดโ ดยการตอขาเอาตพ ุตของ
แนนดเ กตดว ยนอตเกตทีส่ รา งจากแนนดเกตดังรูปที่ 2.39 (ข)
(ก) ตารางความจรงิ ของออรเ กต (ข) วงจรแอนดเ กตจากแนนดเกต
รูปท่ี 2.39 ตารางความจรงิ และการสรา งวงจรแอนดเ กตจากแนนดเกต
2.3.1.4การสรา งนอรเ กตจากแนนดเ กต
สมการบูลลีนของนอรเกต คือ X = A +B และตารางความจริงของนอรเกตแสดงได
ดังรปู ท่ี 2.40 ดังนั้นเม่ือตองการเปลี่ยนแนนดเ กตเปนนอรเกต สามารถทําไดโดยการตอขาเอาตพ ุตของ
แนนดเ กตดวยนอตเกตท่สี รา งจากแนนดเกตดังรูปท่ี 2.40 (ข)
วงจรดิจิตอลและลอจกิ บทที่ 2 ลอจกิ เกตพน้ื ฐาน 55
(ก) ตารางความจรงิ นอรเกต (ข) วงจรนอรเกตจากแนนดเกต
รูปที่ 2.40 ตารางความจรงิ และการสรา งวงจรนอรเ กตจากแนนดเ กต
สรุปการใชแ นนดเกตในการสรางเกตทดแทนตอ งเปลยี่ นแนนดท ่ตี อ งการตอ รวมใหเ ปน
นอตเกตโดยการตอ ขาอินพุตเขาดวยกนั แลวนาํ มาตอ รวมกับแนนดเกต ดงั นี้
ลักษณะการตอ เกตรวม เกตที่ได
เอาตพุต แอนดเ กต
อินพตุ ออรเกต
นอรเกต
อินพตุ และเอาตพ ุต
2.3.2 การใชเ กตทดแทนจากนอรเ กต
นอรเกตสามารถนําไปใชแทนเกตตางๆ ได เชน นอตเกต ออรเกต แอนดเกต แนนดเกต
โดยการใชนอรเ กตเพียงชนิดเดียว ซึ่งสามารถพจิ ารณาโดยการใชต ารางความจริงของลอจิกเกตทีต่ อ งการ
จะหา จากน้นั ทําการเปล่ยี นตารางความจริงทตี่ อ งการน้นั ใหอยูในรปู วงจรลอจกิ ท่สี รา งจากนอรเกต
2.3.2.1การสรางนอตเกตจากนอรเ กต
สมการบูลลีน คือ X = A ตารางความจริงของนอตเกตดังรูปที่ 2.41 ดังน้ัน
เมอ่ื ตอ งการเปล่ียนแนนดเ กตเปน นอตเกตซ่ึงมอี ินพุตเพียง 1 ขา สามารถทาํ ไดโดยการตอขาทงั้ สองของ
นอรเ กตเขา ดว ยกันดังรูปท่ี 2.41 (ข) ซงึ่ จะทําใหไ ดต ารางความจริงใหมด งั รูปที่ 2.41 (ค)
(ก) ตารางความจรงิ นอตเกต (ข) วงจรนอตเกตจากนอรเ กต (ค) ตารางความจรงิ ใหม
รูปท่ี 2.41 ตารางความจริงและการสรา งวงจรนอตเกตจากนอรเ กต
56 บทท่ี 2 ลอจิกเกตพืน้ ฐาน วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ
จากตารางความจริงใหมในรูปที่ 2.41 (ค) จะพบวาการเปลี่ยนลอจิกดานอินพุต
จะเทียบเทา ตารางความจริงของนอตเกต ดังนัน้ จงึ สามารถนํามาใชแ ทนนอตเกตได
2.3.2.2การสรางออรเ กตจากนอรเ กต
สมการบูลลีนของออรเกต คือ X = A+B และตารางความจริงของออรเกตแสดงได
ดังรูปท่ี 2.42 ดังน้ันเมื่อตองการเปลี่ยนนอรเกตเปนออรเกต สามารถทําไดโดยการตอขาเอาตพุตของ
นอรเกตดว ยนอตเกตทส่ี รางจากนอรเ กตดังรปู ท่ี 2.42 (ข)
(ก) ตารางความจรงิ ของออรเ กต (ข) วงจรออรเกตจากแนนดเ กต
รูปท่ี 2.42 ตารางความจรงิ และการสรา งวงจรออรเกตจากนอรเกต
2.3.2.3การสรา งแอนดเ กตจากนอรเกต
สมการบูลลีนของออรเกต คือ X = A B และตารางความจริงของออรเกตดังรูปที่
2.43 ดังนัน้ เม่อื ตองการเปล่ยี นแนนดเ กตเปน ออรเ กต สามารถทําไดโดยการตอขาท้ังสองของนอรเ กตดวย
นอตเกตที่สรางจากนอรเกตเขา ทอี่ นิ พุตทงั้ สอง ดังรูปที่ 2.43 (ข)
(ก) ตารางความจรงิ แอนดเ กต (ข) วงจรแอนดเ กตจากนอรเ กต
รปู ที่ 2.43 ตารางความจรงิ และการสรา งวงจรแอนดเ กตทส่ี รา งจากนอรเกต
2.3.2.4การสรา งแนนดเ กตจากนอรเกต
สมการบูลลีนของแนนดเ กต คอื X = A B และตารางความจริงของแนนดเ กตแสดงได
ดงั รูปที่ 2.44 ดังน้ันเม่ือตองการเปลี่ยนนอรเกตเปนแนนดเกต สามารถทําไดโดยการตอขาเอาตพุตของ
แอนดเกตดว ยนอตเกตท่ีสรา งจากนอรเ กตดังรปู ที่ 2.44 (ข)
วงจรดิจติ อลและลอจกิ บทท่ี 2 ลอจกิ เกตพื้นฐาน 57
(ก) ตารางความจรงิ (ข) วงจรแนนดเกตจากนอรเกต
รปู ที่ 2.44 ตารางความจรงิ และการสรา งวงจรแนนดเกตทส่ี รา งจากนอรเกต
สรุปการใชนอรเกตในการสรางเกตทดแทนตองเปล่ียนนอรท่ีตองการตอรวมใหเปน
นอตเกตโดยการตอขาอินพุตเขาดว ยกนั แลวนาํ มาตอรวมกบั นอรเกต ดงั นี้
ลกั ษณะการตอ เกตรวม เกตทไี่ ด
เอาตพ ตุ ออรเ กต
อินพุต แอนดเ กต
แนนดเ กต
อินพตุ และเอาตพตุ
2.4 ลอจิก 3 สถานะ (Tri-State Logics)
ลอจิก 3 สถานะ จะมีเอาตพ ตุ ทสี่ ามารถเปน ไปได 3 รปู แบบ คือ ระดับลอจิก 1 ระดบั ลอจิก 0 และ
Z เรยี กวาสถานะคา เอาตพ ุตอมิ พีแดนซสงู (High-Impedance Output) ในการควบคุมการทาํ งานจะใช
ขาอินพตุ เพมิ่ ขึน้ อีกจํานวน 1 ขาเรียกวา ขาอีนาเบลิ (Enable Input) ซ่งึ มหี นาที่ในการควบคุมการทาํ งาน
ของเอาตพุตเกตวาจะใหมรี ะดับลอจกิ 1 หรอื 0 หรือมสี ถานะเปน Z
ลอจิก 3 สถานะ มีประโยชนในระบบการสื่อสารในระบบดิจิตอล เพราะมีความสามารถในการ
ควบคุมการสงสัญญาณในระบบบัสไมใหเกิดการสงสัญญาณพรอมกันได ทําใหปองกันการเกิดความ
ผิดพลาดในการสง ขอมลู ระหวา งอปุ กรณด ิจิตอลได เชน ในการสง สญั ญาณระหวางอุปกรณตวั สงที่มีระดบั
ลอจิกเทากับ 1 ที่เช่ือมตอกับอุปกรณตัวรับท่ีมีระดับลอจิก 0 ดังนั้นจะพบวาอุปกรณที่ทําหนาท่ีสง
สัญญาณจะกลายเปน 0 ทันที เพ่ือปองกันปญหาดังกลาวจึงจําเปนท่ีตองมีอุปกรณที่ทําหนาท่ีปองซ่ึง
โดยทวั่ ไปจะเรียกวา อุปกรณกันชน (Buffer Device) อยตู รงกลางระหวางบัส หรอื การใชอปุ กรณลอจกิ 3
สถานะ ซึ่งมสี ัญลักษณแ ละตารางความจริงดงั รปู ท่ี 2.45
58 บทท่ี 2 ลอจิกเกตพน้ื ฐาน วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ
(ก) สญั ลักษณ (ข) ตารางความจรงิ
รปู ที่ 2.45 สญั ลักษณล อจิก 3 สถานะทที่ าํ หนา เปนบฟั เฟอรแ ละตารางความจรงิ
2.5 สรปุ
ลอจิกเกตพ้ืนฐานจะมี 7 ชนิด คือ นอตเกต ออรเกต นอรเกต แอนดเกต แนนดเกต เอ็กซคลูซีฟ-
ออรเกต และเอ็กซคูลซีฟ-นอรเ กต โดยเกตจะมอี นิ พตุ ตั้งแต 1 อินพตุ ขน้ึ ไป เอาตพตุ ของลอจกิ เกตแตละ
ชนดิ จะมีคุณสมบตั สิ รุปไดดังนี้
1. นอตเกตจะมีเอาตพ ตุ ตรงกนั ขามกับอินพตุ เสมอ
2. ออรเกตจะมเี อาตพุตเปน ระดบั ลอจิก 1 เม่ืออินพตุ ขาใดมรี ับระดบั ลอจกิ เปน 1 หรอื ทัง้ หมด
3. นอรเ กตจะมีเอาตพตุ ตรงกันขา มกบั ออรเกตเสมอ
4. แอนดเกตจะมเี อาตพ ุตเปนระดับลอจิก 1 เมือ่ อินพุตทกุ ขามีรบั ระดบั ลอจิกเปน 1 ท้งั หมด
5. แนนดเ กตจะมีเอาตพตุ ตรงกนั ขามกบั แอนดเกตเสมอ
6. เอก็ ซคลูซีฟ-ออรเ กต จะมีเอาตพุตเปน 1 เมอ่ื อินพตุ ทั้งสองมีระดบั ลอจกิ ทีแ่ ตกตา งกันเทานัน้
7. เอก็ ซค ลูซีฟ-นอรเ กต จะมีเอาตพตุ เปน 1 เม่ืออนิ พตุ ท้ังสองมรี ะดบั ลอจิกทเี่ หมือนกันเทา น้นั
แนนดเกตสามารถนํามาใชสราง นอตเกต ออรเกต นอรเกต แอนดเกตได และนอรเกตสามารถ
นํามาใชส รา ง นอตเกต ออรเกต แนนดเ กต แอนดเกตได สําหรับอุปกรณลอจิก 3 สถานะมีเอาตพุต คือ
ลอจิก 1 ลอจิก 0 และ Z และมีขาอนิ พุตท่ีทําหนาที่ควบคมุ เอาตพุตเรียกวา อีนาเบิลอนิ พุต ใชสําหรับ
แยกระบบบัสในการส่ือสารในวงจรดิจิตอล
วงจรดิจติ อลและลอจกิ บทท่ี 2 ลอจกิ เกตพน้ื ฐาน 59
แบบฝกหดั ทา ยบท
1. อุปกรณล อจกิ เกตพนื้ ฐานมีลอจกิ เกตชนิดใดบา ง
2. คุณลักษณะเฉพาะที่ใชใ นการอธบิ ายคณุ สมบตั ขิ องลอจิกเกตมีอะไรบา ง
3. อปุ กรณล อจกิ เกตทม่ี ี 1 อนิ พุต และ 1 เอาตพ ุต คืออะไร
4. คุณสมบัติของเกตเมือ่ อินพตุ ขาใดขาหนึ่งเปนระดับลอจกิ 1 หรอื ทั้งคู ทาํ ใหเอาตพุตมรี ะดับลอจิก 1 คอื
5. จงเขียนสมการบลู ลีน วงจรออรเกตแบบ 4 อินพตุ ทสี่ รา งจากออรเกต 2 อนิ พุต โดยกาํ หนดใหอนิ พุต
คอื A B C และ D เอาตพ ตุ คือ X
6. ถาอนิ พตุ ของแนนดเ กตชนิด 2 อนิ พุตเปน 1 ทัง้ คู เอาตพตุ จะเปน ลอจิกอะไร
7. จงเขียนสมการบลู ลนี วงจรแอนดเกตแบบ 4 อนิ พตุ ที่สรา งจากแนนดเ กต ชนิด 2 อนิ พตุ โดย
กําหนดใหอ ินพุต คอื A B C และ D เอาตพุตคอื X
8. อุปกรณทใ่ี หเอาตพ ตุ เปนระดบั ลอจกิ 1 เมอื่ อินพุตไดทั้งสองตางกนั คืออะไร
9. สญั ญาณอนิ พุต A และอนิ พุต B ดงั รปู ที่ 2.41 เมื่อปอ นผา น ออรเกตจะไดรปู คลื่นทางดา นเอาตพ ตุ
อยา งไร
รูปท่ี 2.41 รูปคล่นื อินพุต
10. เอาตพตุ ของลอจิก 3 สถานะ มอี ะไรบา ง
60 บทที่ 2 ลอจกิ เกตพืน้ ฐาน วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ
เอกสารอา งองิ
บัณฑติ บวั บชู า. 2545. ทฤษฎีและการออกแบบวงจรดจิ ติ อล. กรงุ เทพมหานคร : ฟสกิ สเซน็ เตอร.
มงคล ทองสงคราม. 2545. ดจิ ติ อลเบอ้ื งตน . กรงุ เทพมหานคร : รามาการพมิ พ.
รัฐวฒุ ิ ประทมุ ราช. 2545. การออกแบบวงจรดจิ ติ อล. กรงุ เทพมหานคร : ซเี อด็ ยเู คชนั่ จาํ กัด.
สมโชค ลกั ษณะโต. 2543. ปฏบิ ตั ิวงจรดิจติ อล 1. กรุงเทพมหานคร : เอมพนั ธ จาํ กดั .
กุลยา นม่ิ สกุล. 2540. ความรพู ้ืนฐานทาง คอมพวิ เตอร. กรงุ เทพมหานคร : ฟส ิกสเ ซน็ เตอร.
วศิ วกรรมสถานแหง ประเทศไทย. (2540). ศัพทเทคนคิ วศิ วกรรมอิเลก็ ทรอนิกส. กรงุ เทพมหานคร
: จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั .
Bignell James & Donavan. (2000). Digital Electronics. (4th ed.). New York : Delmar .
Kleitz, W. (1999). Digital Electronics. New Jersey : Prentice-Hall.
Mano, Morris P. (1991). Digital Design. Los Angeles : Prentice-Hall.
Reis, R.A. (1991). Digital Electronics through Project analysis. New York : Macmillan.
Tocci, R. J. , & Wildmer, N. S. (2001). Digital Systems. (8th ed.). New Jersey : Prentice-
Hall.
แผนบรหิ ารการสอนประจําบทที่ 3
พีชคณติ บูลลีน 4 ชว่ั โมง
หัวขอ เนื้อหา
3.1 คุณลักษณะของพชี คณติ บลู ลีน
3.2 การเขยี นนพิ จนจ ากวงจรลอจกิ
3.3 การเขยี นลอจกิ ไดอะแกรม
3.4 ทฤษฎพี ชี คณิตบลู ลีน
3.5 การพสิ จู นทฤษฎขี องพชี คณติ บลู ลนี
3.6 การประยุกตทฤษฎพี ีชคณติ บลู ลนี ในการลดรปู สมการ
3.7 รูปแบบการเขยี นสมการบูลลนี
3.8 การออกแบบวงจรลอจกิ จากนพิ จนบ ูลลีน
3.9 การออกแบบวงจรลอจกิ โดยเกตอเนกประสงค
3.10 สรปุ
แบบฝก หัดทา ยบท
วตั ถปุ ระสงคเ ชิงพฤตกิ รรม
เม่อื เรยี นจบเรอื่ งนแี้ ลว ผูเรียนจะมคี วามสามารถดังนี้
1. เขียนสมการพชี คณติ บลู ลนี ของลอจกิ เกตได
2. เขยี นวงจรลอจกิ เกตจากสมการบลู ลนี ได
3. ลดรปู สมการลอจกิ โดยการใชทฤษฏีของบลู ลีนได
4. เขยี นสมการแบบผลคณู ของผลบวกและลดรปู สมการสาํ หรบั เขียนวงจรลอจกิ เกตได
5. เขยี นสมการแบบผลบวกของผลคณู และลดรปู สมการสาํ หรบั เขียนวงจรลอจกิ เกตได
วธิ ีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน
1. ผสู อนนาํ เขา สบู ทเรียน
2. แบง นกั ศึกษาออกเปน 5 กลุม แลวใหผเู รียนศกึ ษาเน้อื หาจากเอกสารประกอบการสอน
3. ใหผเู รียนแตล ะกลมุ เขียนแผนภาพแนวความคดิ แสดงภาพรวมของเนื้อหาของพชี คณิตบูลลนี
4. ใหผูเรยี นทาํ ใบงานเรอ่ื ง พชี คณติ บูลลนี
5. ใหผูเรียนแตล ะกลมุ อภปิ รายเนอื้ หา
6. ใหผ ูเรียนทาํ แบบฝก หดั ทา ยบท เร่ืองพีชคณติ บลู ลนี
7. ผสู อนสรปุ เรื่องระบบตวั เลข
62 บทที่ 3 พชี คณติ บลู ลนี วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ
สือ่ การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเรอื่ ง ดจิ ติ อลและลอจิก
2. บอรดทดลองดจิ ิตอลและลอจิก
3. ใบงานเรอ่ื ง พชี คณติ บลู ลนี
4. แบบฝกหัดทา ยบท
การวดั ผล
1. สงั เกตการณเขา รวมกิจกรรมกลมุ
2. จากการปฏบิ ตั ิตามใบงาน
3. จากการทําแบบฝก หัดทา ยบท
การประเมนิ ผล
1. ศกึ ษาเอกสารประกอบการสอนและทาํ กจิ กรรมไดแ ลว เสรจ็ ภายในกาํ หนด
2. ปฏิบัตติ ามใบงานไดถ กู ตอ ง
3. ทาํ แบบฝก หดั ทา ยบทไดถ กู ตอ งไมน อ ยกวา รอยละ 80 เปอรเ ซ็นต
วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ บทท่ี 3 พชี คณติ บูลลีน 63
บทที่ 3
พชี คณิตบลู ลนี (Boolean Algebra)
พีชคณิตบูลลีน (Boolean Algebra) เปนทฤษฎีทางคณิตศาสตรที่ใชในการวิเคราะหและ
ออกแบบวงจรลอจิก กาํ เนิดขึน้ จากนกั คณิตศาสตรชาวอังกฤษชอ่ื จอรจ บลู (George Boole) ในป ค.ศ.
1815 – 1864 แสดงดังรูปท่ี 3.1 เขาไดเขียนตําราคณิตศาสตรเกี่ยวกับทฤษฎีของตรรกะ และความ
เปน ไปได เมื่อป ค.ศ.1854 ทฤษฎดี ังกลาวก็คอื พีชคณติ ตรรกะ (Logic Algebra) ตอ มาพชี คณิตสาขาน้ี
จึงไดช่ือตามผูคิดคน คือ พีชคณิตบูลลีน หรือบางทีเรียกวา พีชคณิตสวิตช่ิง (Switching Algebra)
ในปจจุบันพีชคณิตแบบบูลไดถูกนําไปประยุกตอยางแพรหลายในการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส
ผทู ี่นําไปใชคนแรกคือ คลาวด อี. แชนนอน นักวิทยาศาสตรแหงหองทดลองเบลล (Bell Laboratory)
โดยนาํ มาใชใ นการวเิ คราะหแ ละแกป ญหาระบบเครือขา ยทท่ี าํ งานตอ กันหลายๆ ภาค เชน ระบบโทรศพั ท
เปนตน เม่ือมีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอรข้ึนก็ไดมีการนําเอาพีชคณิตบูลลีนมาใชในการคํานวณ
ออกแบบ และอธิบายสภาวะการทํางานของสถานะวงจรภายในระบบคอมพิวเตอร ดงั นั้นพีชคณติ บูลลีน
จงึ เปนพ้ืนฐานท่ีสําคญั ในการออกแบบวงจรตรรกะของระบบดิจิตอล ทาํ ใหประหยดั ตนทุนในการสราง
และลดความผดิ พลาดในการประกอบวงจรได นอกจากนพี้ ชี คณิตบลู ลนี ยงั เปน พ้นื ฐานในการคิดคนวธิ ีการ
ลดรปู ของสมการลอจิกใหส ั้นลงอกี หลายวิธี ทําใหส ามารถทํางานไดถูกตอง แมน ยาํ และงายยง่ิ ขนึ้
รูปท่ี 3.1 จอรจ บลู
(ทม่ี า : https://en.wikipedia.org/wiki/George_Boole)
3.1 คุณลกั ษณะของพชี คณติ บูลลีน (Attribute of Boolean Algebra)
พชี คณิตทว่ั ไปจะแทนคาดว ยเลข 0 – 9 เปน เลขในระบบฐานสิบและมีการดาํ เนินการ เชน บวก ลบ
คูณ หาร เปนตน สําหรับพีชคณิตบูลลีนประกอบดวยการดําเนินการ 3 แบบ คือ (1) การทําใหเปน
คาตรงกันขามหรือคอมพลีเมนต (Complementation) (2) การบวกบูลลีน (Addition) (3) การคูณ
บูลลีน (Multiplication) และกฎซ่ึงกระทํากับคาหรือชุดของคาตัวเลข โดยแตละคานั้นกําหนดไดเปน
64 บทที่ 3 พชี คณติ บลู ลนี วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ
2 แบบ ซ่ึงสามารถเขียนแทนดวยตัวเลข 0 (คาเท็จ - false) และ 1 (คาจริง - true) ซ่ึงเปนระบบ
เลขฐานสอง
3.1.1 การดําเนินการคอมพลีเมนต เปน การกลบั คา ตวั เลขใหเ ปน คาตรงกันขา ม ซงึ่ สามารถเขยี นเปน
นพิ จนในสมการบูลลีนไดดงั นี้
X=A
และสามารถเขียนอธิบายการเปลี่ยนแปลงคาทางของตัวแปรเอาตพุต X ใหอยูในรปู ตาราง
ความจรงิ ไดดงั น้ี
AX
01
10
จากตารางความจริงตัวแปรอนิ พุต A มีสภาวะเปน 0 เอาตพุตจะเปน 1 หรอื ตวั แปรอินพุต A
มสี ภาวะเปน 1 เอาตพ ตุ จะเปน 0 เปน ตน
3.1.2 การดําเนนิ การบวกบลู ลนี หรอื ออร แทนดว ยสัญลกั ษณ + เปนการนําคาตวั แปรอินพตุ ต้งั แต
2 ตัวหรือมากกวา นัน้ มาดาํ เนินตามกฎการออร เชน ถา มตี วั แปรอินพตุ จาํ นวน 2 ตวั คือ A และ B สามารถ
นาํ มาเขียนเปน นพิ จนในสมการบลู ลีนไดดงั น้ี
X = A+B
และสามารถเขียนอธิบายการเปล่ียนแปลงคา ทางของตวั แปรเอาตพุต X ใหอ ยใู นรปู ตาราง
ความจริงในรปู แบบกฎการออร ไดดงั นี้
A B X=A+B
00 0
01 1
10 1
11 1
จากตารางความจริงตัวแปรอินพุต A มีสภาวะเปน 0 และ B มีสภาวะเปน 0 ดังนั้นจะได
0+0=0 เอาตพุตจึงมีคาเปน 0 ถาตัวแปรอินพุต A มีสภาวะเปน 0 และ B มีสภาวะเปน 1 ดังนั้นจะได
0+1=1 เอาตพุตจึงมีคาเปน 1 ถาตัวแปรอินพุต A มีสภาวะเปน 1 และ B มีสภาวะเปน 0 ดังน้ันจะได
วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ บทท่ี 3 พีชคณติ บลู ลนี 65
1+0=1 เอาตพุตจึงมีคาเปน 1 ถาตัวแปรอินพุต A มีสภาวะเปน 1 และ B มีสภาวะเปน 1 ดังน้ันจะได
1+1=1 เอาตพุตจึงมีคาเปน 1 เปนตน
3.1.3 การดาํ เนินการคูณบลู ลีน หรือ แอนด แทนดว ยสัญลักษณ เปนการนําคา ตวั แปรอินพตุ ตง้ั แต
2 ตัวหรือมากกวานั้นมาดําเนินตามกฎการแอนด เชน ถามีตัวแปรอินพุตจํานวน 2 ตัวคือ A และ B
สามารถนํามาเขยี นเปนนพิ จนใ นสมการบลู ลีนไดด งั น้ี
X = AB
และสามารถเขียนอธิบายการเปลยี่ นแปลงคา ทางของตัวแปรเอาตพุต X ใหอ ยใู นรูปตาราง
ความจริงในรูปแบบกฎการแอนด ไดดงั นี้
A B X = AB
00 0
01 0
10 0
11 1
จากตารางความจริงตัวแปรอินพุต A มีสภาวะเปน 0 และ B มีสภาวะเปน 0 ดังน้ันจะได
00=0 เอาตพุตจึงมีคาเปน 0 ถาตัวแปรอินพุต A มีสภาวะเปน 0 และ B มีสภาวะเปน 1 ดังนั้นจะได
01=0 เอาตพุตจึงมีคาเปน 0 ถาตัวแปรอินพุต A มีสภาวะเปน 1 และ B มีสภาวะเปน 0 ดังน้ันจะได
10=0 เอาตพุตจึงมีคาเปน 0 ถาตัวแปรอินพุต A มีสภาวะเปน 1 และ B มีสภาวะเปน 1 ดังนั้นจะได
11=1 เอาตพ ตุ จึงมีคา เปน 1 เปนตน
ในนิพจนบ ลู ลนี ทมี่ ีตัวดาํ เนินการบลู ลนี ปนกัน จะตองดําเนนิ นิพจนท ีอ่ ยภู ายในวงเล็บกอ นเสมอ
และถาไมไดมีเครื่องหมายวงเลบ็ ที่กําหนดใหกระทําตัวดําเนินการใดกอน ใหดําเนินการเรียงตามลําดับ
ดังน้ี ตอ งทาํ การคอมพลเี มนตกอ น จากน้ันใหดาํ เนินการแอนด และดําเนินการออร เปนลําดบั สดุ ทาย
ตัวอยางท่ี 3.1 กําหนดให X=AB+(A+B) กาํ หนดให A=0 และ B=1 จงหาคาของ X
วิธที ํา ข้นั ท่ี 1 นพิ จนม ีการกาํ หนดการดาํ เนินการวงเลบ็ คอื (A+B) ผลทไี่ ดคอื 1
ขน้ั ท่ี 2 สว นที่อยูน อกจากวงเลบ็ ไมมกี ารคอมพลีเมนตต อ งดาํ เนนิ การในสว น AB ผลท่ไี ดค ือ 0
ขั้นที่ 3 นาํ ผลท่ไี ดร บั จากขอที่ 1 และขอท่ี 2 มาดาํ เนนิ การออรจะได X=0+1 ผลที่ไดค ือ 1
ดงั นน้ั จะไดว า X=1
66 บทที่ 3 พชี คณิตบูลลีน วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ
การเขยี นสมการบูลลีนและวงจรลอจิกจะประกอบดวยตวั แปรอินพุต ตัวดาํ เนินการ และสญั ลกั ษณ
ของลอจกิ เกต ดังนี้
1. นอตเกต (NOT Gate) แทนการดําเนินการคอมพลีเมนต เชน X= A เม่ือนํามาเขียนเปน
วงจรลอจกิ จะไดด ังรปู ท่ี 3.2 (ก)
2. แอนดเกต (AND Gate) แทนการดําเนินการแอนด เชน X = AB เมื่อนํามาเขยี นเปนวงจรลอจิก
จะไดดงั รูปท่ี 3.2 (ข)
3. ออรเกต (OR gate) แทนการดําเนินการออร เชน X=A+B เมื่อนํามาเขียนเปนวงจรลอจิกจะได
ดังรปู ท่ี 3.2 (ค)
A X=A X = AB X = A +B
(ก) (ข) (ค)
รปู ที่ 3.2 สญั ลกั ษณล อจกิ เกตที่ใชแ ทนการดาํ เนินการในนิพจนบลู ลนี
จากตวั อยา งท่ี 3.1 เม่ือตองการนํามาเขยี นเปนวงจรลอจิกเกตจะไดดังรปู ท่ี 3.3
AB A B
X = A B + (A +B)
A +B
รูปที่ 3.3 วงจรลอจิกเกตตามตวั อยา งที่ 3.1
ประโยชนข องการนาํ พชี คณติ บลู ลนี มาใชใ นการออกแบบวงจรลอจกิ มีดงั นี้
1. สมการบลู ลีนชวยทาํ ใหว งจรลอจกิ อยใู นรปู ท่ีเขา ใจงา ย
2. สมการบูลลนี สามารถนาํ มาอธบิ ายการทาํ งานของวงจรลอจิกได
3. นพิ จนบ ลู ลนี สามารถนาํ ไปออกแบบวงจรลอจกิ ไดโดยตรง
4. นิพจนบ ลู ลนี สามารถนาํ ไปใชใ นการแกไ ขขอบกพรอ งในวงจรลอจกิ ได
วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ บทที่ 3 พชี คณติ บูลลนี 67
3.2 การเขยี นนิพจนจากวงจรลอจกิ (Expression of Logic Circuit)
พีชคณติ บูลลนี สามารถนาํ มาใชอ ธบิ ายการทํางานของวงจรลอจิกเกต โดยเขียนอยูในรปู สมการบลู ลีน
การเขียนสมการบูลลีนจากวงจรลอจิกเกต โดยการพิจารณาลอจิกเกตแตละชนิดแลวนํามาเขียนเปน
นิพจนบูลลีน ซ่ึงในการเขียนนิพจนบูลลีนจะไมมีสัญลักษณที่ใชแทนการดําเนินการแนนด (NAND
Operator) หรือการดําเนินการนอร (NOR Operator) แตจะเปนการเขียนโดยใชตัวดําเนินการพ้ืนฐาน
มาตอ รวมกนั ดังนี้
การเขียนนิพจนข องการดําเนินการแนนด จะเปน การนําตัวดาํ เนินการแอนดม ารวมกบั การดําเนินการ
คอมพลีเมนต ดังน้ันถามีตัวแปรอินพุต A และ B จะสามารถเขียนไดเปน X= A B ดังแสดงในรูปที่
3.4 (ก)
การเขยี นนิพจนของการดาํ เนินการนอร จะเปน การนําตัวดาํ เนินการออรมารวมกบั การดําเนินการ
คอมพลีเมนต ดังนั้นถามีตัวแปรอินพุต A และ B จะสามารถเขียนไดเปน X= A + B ดังแสดงในรูปท่ี
3.4 (ข)
X= AB X = A +B
(ก) วงจรลอจิกแนนดเ กต (ข) วงจรลอจกิ นอรเ กต
รปู ท่ี 3.4 การเขยี นนิพจนข องวงจรลอจิกแนนดเกตและนอรเ กต
การเขยี นนิพจนบูลลีนจากวงจรลอจิก จะพิจารณาจากตัวแปรทางดานอินพุตไปยงั เอาตพุต แลวทํา
การเปลย่ี นลอจิกเกตใหอยใู นรูปแบบตัวดําเนินการในนพิ จนบ ลู ลนี ที่ประกอบดวยการทาํ ใหเ ปนคาตรงกนั
ขา มหรอื คอมพลีเมนต การบวก การคณู สามารถสรปุ เปนข้ันตอนไดด งั นี้
1. กาํ หนดช่อื ตวั แปรอนิ พตุ เอาตพ ตุ โดยใชต วั อักษรภาษาองั กฤษตัวพิมพใหญ
2. เขียนนิพจนที่ใชแทนลอจกิ เกต
3. กาํ หนดแหลงท่ีมาของอินพุตในการดําเนินการของนิพจนโดยใชเครื่องวงเลบ็ เพือ่ แสดงวามาจาก
อนิ พุตเดียวกนั
4. เขียนสมการบูลลีนจากนิพจนบ ลู ลีนท่ีเปน ตัวแทนของลอจกิ เกต
68 บทท่ี 3 พชี คณติ บลู ลนี วงจรดิจิตอลและลอจกิ
ตัวอยา งที่ 3.2 จงเขียนสมการบลู ลนี จากวงจรลอจิกเกตในรูปที่ 3.5 (ก)
(ก) (ข)
รูปที่ 3.5 วงจรลอจิกเกตสาํ หรับตวั อยา งที่ 3.2
วิธที าํ ขน้ั ท่ี 1 กําหนดช่ือตวั แปรอินพตุ คอื A B และ C เอาตพ ตุ คอื X จะไดด งั รูปที่ 3.5 (ข)
ข้นั ที่ 2 เขียนนิพจนท ่ใี ชเปน ตัวแทนลอจกิ เกตโดยเริ่มจากลอจิกเกตดา นอนิ พุต
เอาตพตุ ของแอนดเ กต จะได AB
เอาตพ ตุ ของนอตเกต จะได C
และเอาตพ ตุ ของออรเกต จะได A B + C ดังแสดงในรปู ที่ 3.6
AB
X = (A B) + C
C
รปู ที่ 3.6 การเขยี นนพิ จนบ ลู ลีนในวงจรลอจกิ
ข้ันท่ี 3 กาํ หนดแหลง ท่ีมาของอนิ พตุ จากวงจรจะพบวา อินพุตของออรเกตมกี ารเชอ่ื มตอ กบั
เอาตพ ตุ ของแอนดเ กตแบบ 2 อนิ พตุ จงึ ตอ งมกี ารกาํ หนดวงเลบ็ เพื่อใหท ราบแหลงทมี าจะได (AB)
ขนั้ ที่ 4 นํานพิ จนทไ่ี ดมาเขยี นสมการบลู ลีน จะไดเ ปน X = (A B)+ C
3.3 การเขยี นลอจกิ ไดอะแกรม (Logic Diagram)
การเขียนลอจิกไดอะแกรมจากนิพจนบูลลีน จะพิจารณาจากนิพจนทางดานเอาตพุตไปยังอินพุต
โดยการแบงกลมุ ตัวแปรของนพิ จนบูลลนี ตามตัวดาํ เนินการ ซง่ึ ประกอบดวยการทาํ ใหเ ปน คาตรงกันขา ม
หรือการคอมพลีเมนต การคูณ การบวก แลวแทนการดําเนินการนั้นดวย นอตเกต แอนดเกต ออรเกต
ตามลําดับ
วงจรดิจติ อลและลอจกิ บทที่ 3 พีชคณติ บูลลนี 69
การแบงกลุมที่มีเคร่ืองหมายวงเล็บกํากับแหลงที่มาของตัวแปรจะตองจัดตัวแปรภายในวงเล็บ
ใหม แี หลงท่มี าจากลอจิกเกตเดียวกนั และถา ภายในวงเล็บมีนิพจนอยจู ะตอ งทาํ การแบง กลุมนิพจนทอี่ ยู
ในเครื่องหมายวงเลบ็ กอ นเสมอ
ตัวอยางท่ี 3.3 จงเขียนลอจกิ ไดอะแกรมจากสมการบลู ลีนตอ ไปนี้
(ก) X = AB+C
(ข) X = A(B+C)
วธิ ีทาํ (ก) สมการบูลลนี ที่กําหนดใหน้ันไมมีเคร่ืองหมายวงเล็บกําหนดแหลงที่มา ดังนั้นสามารถ
ดาํ เนนิ การตามลาํ ดับความสาํ คญั ของตวั ดําเนินการซึ่งมกี ารแอนดแ ละการออร จงึ แบง ออกไดเ ปน 2 กลมุ
โดยท่ีกลุม 1 จะได AB และกลุมท่ี 2 คือ C โดยทั้งสองกลมุ มีตัวดําเนินการออรเ ปน ตัวดําเนนิ การเช่ือม
เมอื่ นํามาเขยี นเปน วงจรลอจิกจะได ดงั รูปท่ี 3.7
A B
X = AB+C
รูปท่ี 3.7 วงจรลอจกิ สาํ หรับตวั อยา งขอ ที่ 3.3 (ก)
(ข) สมการบูลลีนที่กําหนดใหน้ันมีเครื่องหมายวงเลบ็ กําหนดแหลงท่ีมา ดงั น้ันใหดําเนินการ
แบงกลมุ นพิ จนท่ีอยภู ายในเครือ่ งหมายวงเลบ็ กอ นนั้นคอื B+C และแลว จงึ นาํ ตัวแปร A มาทาํ การแอนด
เม่อื นํามาเขียนเปน วงจรลอจกิ จะได ดงั รูปที่ 3.8
X = A (B + C)
รปู ที่ 3.8 วงจรลอจกิ สาํ หรบั ตวั อยา งขอ ที่ 3.3 (ข)
70 บทท่ี 3 พชี คณิตบลู ลนี วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ
3.4 ทฤษฎพี ีชคณติ บลู ลนี (Boolean Theorems)
ทฤษฎีพีชคณิตบลู ลนี ใชลดรปู นพิ จนส มการบลู ลนี ทซี่ บั ซอ นใหอ ยใู นรปู แบบที่เขา ใจไดงา ยและยงั ชวย
ลดจํานวนลอจิกเกตท่ีใชแทนสมการบูลลีนในการออกแบบลอจิกไดอะแกรมอีกดว ย ซึ่งมจี ํานวน 8 กฎ
สามารถสรปุ ไดดงั น้ี
คณุ สมบตั ิของการนาํ คา 0 และ 1 มาดาํ เนนิ การแอนดแ ละออร มีดงั น้ี
(ก) A+0 = A
(ข) 1A = A
(ค) 1+A = 1
(ง) 0A = 0
ทฤษฎีบทที่ 1 กฎการสลับที่ (Commutative Laws) การสลับตําแหนง ของตัวแปรอินพุต จะไมทํา
ใหเอาตพุตเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการใชกฎการสลับที่สําหรับตัวดําเนินการแอนดและออร จะใหผล
เหมอื นกัน
(ก) A+B = B+A
(ข) AB = BA
ผลท่ีเกิดข้ึนกับวงจรแอนดเกตชนดิ 2 อินพตุ เม่ือใชกฎการสลบั ที่ ดังน้ันเมือ่ ปอนระดับลอจิกอินพุต
A = 1 และ B = 0 สามารถแสดงไดดังรูปที่ 3.9
AB= 0 AB= 0
รปู ท่ี 3.9 วงจรลอจกิ กฎการสลบั ทสี่ าํ หรับการแอนด
และผลทเี่ กดิ ข้ึนกบั วงจรออรเ กตชนดิ 2 อินพตุ เมื่อใชก ฎการสลบั ที่ ดังนนั้ เมอื่ ปอ นระดบั ลอจกิ อนิ พตุ
A = 1 และ B = 0 สามารถแสดงไดดังรปู ท่ี 3.10
A+B=1 A+B=1
รูปที่ 3.10 วงจรลอจิกกฎการสลบั ท่สี าํ หรบั การออร
วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ บทท่ี 3 พีชคณติ บูลลนี 71
ทฤษฎีบทที่ 2 กฎการเปลี่ยนกลุม (Associative Laws) การเปลี่ยนกลุมอินพุตตัวแปร จะไมทําให
เอาตพ ตุ เปลย่ี นแปลง ดงั นน้ั กฎการเปลี่ยนกลุมสําหรับตัวดําเนินการแอนดและออร จะใหผลเหมือนกนั
(ก) (A+B)+C = A+(B+C)
(ข) (AB)C = A(BC)
ผลที่เกิดข้ึนกับวงจรแอนดเกตชนิด 2 อินพุต เม่อื ใชกฎการเปล่ียนกลุม ดังน้ันเมื่อปอนระดับลอจิก
อินพตุ A = 1, B = 0 และ C = 0 สามารถแสดงไดดังรปู ท่ี 3.11
A BC = 0 A BC = 0
รูปท่ี 3.11 วงจรลอจิกกฎการเปล่ยี นกลมุ สาํ หรบั การแอนด
และผลทีเ่ กิดขน้ึ กบั วงจรออรเ กตชนดิ 2 อนิ พตุ เมือ่ ใชก ฎการเปลี่ยนกลมุ ดงั นน้ั เมือ่ ปอ นระดบั ลอจิก
อนิ พตุ A = 1, B=0 และ C = 0 สามารถแสดงไดด ังรปู ที่ 3.12
A+B+C=1 A+B+C=1
รูปท่ี 3.12 วงจรลอจิกกฎการเปลย่ี นกลมุ สาํ หรบั การออร
ทฤษฎีบทที่ 3 กฎการแจกแจง (Distributive Laws) กฎการแจกแจงใชสําหรับการกระจายกลุม
หรือจัดกลมุ ใหม โดยทีไ่ มท าํ ใหผลทางเอาตพุตเปลย่ี นแปลง
(ก) A(B+C) = (AB)+(AC)
(ข) A+(BC) = (A+B)(A+C)
ผลทเ่ี กิดข้ึนกับวงจรลอจิก เมอื่ ปอนระดบั ลอจกิ อนิ พตุ A = 1, B = 0 และ C = 0 สามารถแสดงได
ดงั รปู ท่ี 3.13
72 บทท่ี 3 พชี คณติ บลู ลนี วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ
C=0 (B+C) B=0 AB
(A B) + (A C) = 0
AB==01 A B + C = 0 A=1
AC
C=0
A+B
หรือ (A +B)(A + C) =1
BC A+C
A + (BC) =1
รปู ท่ี 3.13 วงจรลอจิกกฎการแจกแจง
ทฤษฎีบทท่ี 4 กฎไอเดมโปเทน (Idempotent Laws) เปนกฎทแ่ี สดงการแอนดหรือออรก ับตัวเอง
โดยทีเ่ อาตพ ุตจะเหมอื นอินพตุ ซงึ่ เปนการทํางานในลกั ษณะการลดรปู
(ก) A+A = A
(ข) AA = A
การแอนดหรอื การออรกับตัวเองจะทําใหลดนพิ จนใหเ หลือเพยี งเทอมเดียวเทาน้นั เชน
(AB)(AB) = AB
เม่อื นํามาเขยี นเปน วงจรลอจกิ จะได
(A B)(AB) = 0 AB= 0
รูปท่ี 3.14 วงจรลอจิกกฎไอเดมโปเทนสาํ หรบั การแอนด
หรอื เมือ่ นาํ กฎไอเดมโปเทนมาใชรวมกับการดาํ เนินการออร เชน
(A+B)+(A+B) = A+B
เมือ่ นาํ มาเขียนเปน วงจรลอจกิ จะได
วงจรดิจิตอลและลอจกิ บทท่ี 3 พชี คณติ บลู ลนี 73
(A +B) + (A +B) =1 A+B=1
รปู ที่ 3.15 วงจรลอจิกกฎไอเดมโปเทนสาํ หรับการออร
ทฤษฎีบทท่ี 5 กฎการลบลางหรือกลับคา 2 คร้ัง (Double Navigation Laws) เปนกฎท่ีแสดงถึง
การกลบั คาเม่ือมีเคร่ืองหมาย บารบ นตวั แปรอินพุตเปน จํานวนคู จะมีคาเปนปกติและเม่อื มีเปนจํานวนค่ี
จะเปน การกลบั คา สภาวะของตวั แปรอินพุตน้ัน
(ก) (A) = A
(ข) (A) = A
เมอ่ื นาํ กฎการกลับคา 2 คร้งั มาใชจ ะเปนการตอ สัญญาณอนิ พตุ และเอาตพุตเขาดว ยกัน เชน
A B = AB
เมื่อนาํ มาเขียนเปน วงจรลอจิกจะได
A B = 0 AB= 0 AB= 0
A B = 1
รูปท่ี 3.16 วงจรลอจกิ กฎการลบลางหรือกลับคา 2 คร้ัง
ทฤษฎบี ทที่ 6 กฎการลดทอน (Redundancy Laws) เปนกฎท่ีแสดงถึงการลดทอนสมการในรูปของ
การดําเนินการแอนดกับตัวแปรอินพุตและมีการออรกับตัวแปรอินพุตตัวใดตัวหนึ่งจะทําใหนิพจนของ
สมการลดลง
(ก) A+AB = A
(ข) A(A+B) = A
(ค) A + AB = (A + A)(A +B) = A +B เพราะ A + A =1
(ง) A (A +B) = (A A) + (A B) = A B เพราะ A A = 0
74 บทท่ี 3 พชี คณติ บูลลีน วงจรดิจิตอลและลอจกิ
เมื่อนํามาเขียนเปนวงจรลอจกิ จะได
A + AB=1
รูปที่ 3.17 วงจรลอจิกกฎการลดทอน
ทฤษฎบี ทท่ี 7 ตรงกันขา ม (Complement Laws) เปน กฎทีแ่ สดงวา เม่ือมกี ารนําตวั แปรอนิ พตุ ทมี่ ีคา
ตรงกันขามมาดาํ เนินการแอนดห รือออร จะทําใหมคี า เอาตพุตเทา กับ 0 หรอื 1 ตามลาํ ดับ
(ก) A + A = 1
(ข) A A = 0
เม่อื นาํ มาเขยี นเปน วงจรลอจกิ จะได
รูปท่ี 3.18 วงจรลอจกิ ทฤษฎีบทที่ 7 ตรงกนั ขา ม
ทฤษฎีบทท่ี 8 ทฤษฎีของเดอรม อรแ กน (De morgan’s Laws) เปน กฎที่แสดงถึงผลการดําเนินการ
ของนพิ จนทั้งหมดแลวมาทําการคอมพลเี มนต จะมีคาเทากับ การทาํ คอมพลีเมนตใ นแตละตวั แปร เชน A
ออร B ทง้ั หมดบาร จะมีคา เทากับ A บาร แอนดก ับ B บาร เปนตน
ก) A +B = AB
ข) AB = A +B
วงจรดจิ ติ อลและลอจกิ บทที่ 3 พีชคณติ บูลลีน 75
เมือ่ นาํ มาเขยี นเปน วงจรลอจกิ จะได AB= 0
A+B=0
A+B=0
AB= 0
รปู ที่ 3.19 วงจรลอจกิ ทฤษฎขี องเดอรม อรแ กน
3.5 การพสิ ูจนทฤษฎขี องพีชคณิตบูลลีน (Proof the Theorem of Boolean Algebra)
การพสิ จู นท ฤษฎีของพีชคณิตบูลลีนสามารถทาํ ไดหลายวธิ ี แตวิธที ี่งา ยและเห็นไดช ัดเจนที่สดุ ไดแ ก
การพิสูจนโ ดยใชตารางความจรงิ (Truth Table) ดังตัวอยางตอ ไปน้ี
ตวั อยา งที่ 3.4 จงพิสจู นวา A+AB = A จรงิ หรอื ไม
วิธีทํา ตารางความจรงิ สําหรบั พิสูจนส มการบูลลนี A+AB = A
AB AB A+AB
00 00
01 00
10 01
11 11
ตอบ สมการ A+AB = A เปนจริง
การเขียนตารางความจริงเพ่ือใชพิสูจนสมการบูลลีน จะตองทําพิจารณาจํานวนตัวแปรอินพุต
วามจี ํานวนเทาใดและใหเ ขียนเขื่อนไขทจ่ี ะเกิดขนึ้ ใหค รบ โดยท่ีจํานวนเข่ือนไขทั้งหมดทสี่ ามารถเกดิ ข้ึนได
จะข้ึนอยูกับจํานวนแปรอินพุตท่ีเปนตัวชี้กําลังของฐานสอง เชน ถามีตัวแปรอินพุตจํานวน 2 อินพุต
จะสามารถมีเงื่อนไขเกิดข้ึนไดเทากับ 22 = 4 เหตุการณ หรือถามีตัวแปรอินพุตจํานวน 3 อินพุต
76 บทท่ี 3 พชี คณติ บลู ลนี วงจรดิจิตอลและลอจกิ
จะสามารถมเี งื่อนไขเกิดขึน้ ไดเทา กบั 23 = 8 เหตกุ ารณ ดงั แสดงในตาราง จากน้ันใหนําคาตัวแปรอินพุต
ในแตละตวั มาแทนคา ดว ยคา 0 และ 1 แลวดําเนนิ การหาคา ในแตละนพิ จนเพือ่ นํามาเปรยี บเทยี บระหวา ง
สมการทางดานซา ยมือ และสมการดา นขวามอื วา เปน จรงิ หรือเทจ็ ซึง่ จากตัวอยางที่ 3.4 จะพบวา สมการ
ดา นซา ยมอื เทากับดา นขวามอื ดังน้ันคําตอบจึงเปน จริง
ตวั อยา งท่ี 3.5 จงพิสจู นว า A B = A + B จรงิ หรือไม
ตารางความจริงสาํ หรบั พสิ ูจนส มการบูลลีน A B = A + B
A B A B AB A B A + B
0011 0 1 1
0110 0 1 1
1001 0 1 1
1100 1 0 0
ตอบ สมการ A B = A + B เปนจรงิ
ตวั อยา งที่ 3.6 จงพิสจู นว า A + AB = A + B จรงิ หรอื ไม
ตารางความจรงิ สาํ หรับพสิ จู นส มการบูลลีน A + AB = A +B
A B A AB A + AB A + B
001 0 1 1
011 0 1 1
100 0 0 0
110 1 1 1
ตอบ สมการ A + AB = A + B เปน จรงิ
วงจรดิจิตอลและลอจกิ บทที่ 3 พชี คณติ บลู ลีน 77
ตัวอยา งที่ 3.7 จงพสิ จู นว า A(B+C) = (AB)+(AC) จรงิ หรอื ไม
ตารางความจริงสาํ หรับพสิ ูจนส มการบูลลนี A(B+C) = (AB)+(AC)
AB C B+C A(B+C) AB AC (AB)+(AC)
00 00 0 0 0 0
00 11 0 0 0 0
01 01 0 0 0 0
01 11 0 0 0 0
10 00 0 0 0 0
10 11 1 0 1 1
11 01 1 1 0 1
11 11 1 1 1 1
ตอบ สมการ A(B+C) = (AB)+(AC) เปน จริง
3.6 การประยุกตทฤษฎพี ชี คณติ บลู ลนี ในการลดรูปสมการ (Simplified of Boolean Algebra)
จากทฤษฎีพ้ืนฐานของพีชคณิตท้ัง 8 กฎ สามารถนําไปชวยในการลดรูปของสมการลอจิก ทําให
วงจรลอจกิ ทไ่ี ดม ขี นาดเล็กลง ลดตนทุนในการผลิต และจะทําใหว งจรลอจกิ ทาํ งานไดรวดเร็วขนึ้ เนอ่ื งจาก
สัญญาณอินพุตผานลอจิกเกตจํานวนนอยกวา ตัวอยางการใช Boolean Algebra เพ่ือออกแบบ
วงจรลอจิกท่ีมีการทาํ งานดานเอาตพุตเหมือนกันแตใชจ าํ นวนเกตนอยกวา สามารถพิจารณาตารางคา
ความจรงิ สาํ หรบั สมการลอจิก A + AB และสมการลอจิก A + B ซงึ่ ไดจ ากการลดรปู สมการลอกจิกโดยใช
Boolean Algebra จากกฎการลดทอน (Redundancy Laws)
(A B)
X= A +AB
A
B X= A +B
AA
รูปท่ี 3.20 วงจรลอจกิ เกตสาํ หรบั การลดทอนสมการ
78 บทที่ 3 พีชคณติ บูลลนี วงจรดิจติ อลและลอจกิ
A B A AB A + AB A B A A+B
0 01 0 1 001 1
0 11 0 1 011 1
1 00 0 0 100 0
1 10 1 1 110 1
จากรูปที่ 3.19 วงจรลอจิกจะมีจาํ นวนเกตลดลงจํานวน 1 ตวั คือแอนดเกตแตร ะดับลอจิกเอาตพุต
เหมอื นเดมิ ซ่งึ จะทําใหต นทุนในการผลิตลดลงและมคี วามงา ยในการสรางอีกดว ย
ตัวอยา งที่ 3.8 จงลดรูปสมการบูลลนี ตอไปนีใ้ หส ้ันทีส่ ดุ และเขยี นลอจิกไดอะแกรม
(ก) X = AB + AB + AB
(ข) X = AB + AB + AB
(ค) X = (A + AB)(AB)
(ง) F(A,B,C,D) = ABCD+BC+ AD+ ACD+ A
วิธที ํา (ก) X = AB + AB + AB
1. ใชก ฎการจัดกลมุ ใหมก ับนพิ จน X = AB + AB + AB
จะได X = AB + A(B + B)
2. ใชก ฎการจัดกลมุ ใหมก บั นิพจน X = AB + AB + AB
จะได X = AB + A(B + B)
3. ใชกฎการคอมพลีเมนตก บั นิพจน (B+B) =1
จะได X = AB + A ×1
X = AB+ A
4. ใชก ฎการกระจายกับนพิ จน X = AB + A
จะได X = AB + A = (A + A)(B + A)
5. ใชกฎการคอมพลีเมนตก บั นิพจน (A + A) =1
จะได X =1(B + A)
X=B+A
นําสมการท่ไี ดม าเขยี นวงจรลอจิกไดอะแกรม
วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ บทท่ี 3 พชี คณิตบลู ลนี 79
X = A +B
A
รปู ท่ี 3.21 วงจรลอจิกเกตสาํ หรบั การลดทอนสมการตามตวั อยางที่ 3.8 (ก)
(ข) X = AB + AB + AB
1. ใชกฎการจัดกลมุ ใหมก บั นพิ จน X = AB + AB + AB
จะได X = A (B +B) + AB
2. ใชกฎการคอมพลเี มนตกบั นิพจน (B+B) =1
จะได X = A 1+ AB
X = A + AB
3. ใชก ฎการกระจายกับนพิ จน X = A + AB
จะได X = A + AB = (A + A) (A + B)
4. ใชกฎการคอมพลีเมนตกบั นิพจน (A + A) =1
จะได X =1(A +B)
X = A +B
นาํ สมการทไ่ี ดม าเขียนวงจรลอจกิ ไดอะแกรม
รูปท่ี 3.22 วงจรลอจกิ เกตสาํ หรบั การลดทอนสมการตามตวั อยางที่ 3.8 (ข)
(ค) X = (A + AB)(AB) = (A + AB)(AB)
= (A +B)(AB)
= AAB+BAB
= AB+ AB
= AB
3.7 รปู แบบการเขยี นสมการบลู ลีน (Write of Boolean Equation)
การเขียนสมการบูลลีนมี 2 ชนิด คือ การเขียนในรูปผลบวกของผลคูณ (Sum of Product) และ
การเขียนในรูปผลคูณของผลบวก (Product of Sum) สมการทั้งสองแบบใชอธิบายการทํางานของ
รปู แบบการคูณบูลลีนและการบวกบลู ลีน โดยท่ีผลคูณ (Product) หมายถึงการคูณของตัวแปรบูลลีน
80 บทท่ี 3 พชี คณิตบลู ลีน วงจรดิจิตอลและลอจกิ
ซึ่งเขียนโดยการใชลักษณะการแอนด เชน A แอนด B (AB) และผลบวก (Sum) หมายถึงการบวกตัว
แปรบลู ลีน ซึ่งเขยี นโดยการใชลกั ษณะการออร เชน A ออร B (A+B) ดังนนั้ การเขยี นสมการในรูปผลบวก
ของผลคณู หรือผลคณู ของผลบวก จงึ เปนการเขยี นสมการบูลลนี ในรูปของการแอนดห รือออร
สมการบูลลีนท่ีเขยี นในรูปผลบวกของผลคูณ (Sum of Product) ผลบวกของผลคูณเปนการเขยี น
สมการบูลลีนในลกั ษณะของการออร ทเ่ี กิดจากเทอมการแอนดก ันของตัวแปรบูลลีน เชน
X = AB + AB + AB
จากสมการบูลลีนขางตน จะพบวาสมการเกิดจากการนําตัวแปรมาดําเนินการแอนดไดเปน ผลคูณ
และนาํ ผลทเ่ี กดิ จากการแอนดกันทงั้ สามนิพจนมาดาํ เนินการออรก นั ไดเ ปน ผลบวกแสดงท่ีเอาตพ ตุ
สมการบลู ลนี ทเ่ี ขียนในรูปผลคณู ของผลบวก (Product of Sum)ผลคูณของผลบวกเปนการเขียน
สมการบูลลีนในลกั ษณะของการแอนดท เี่ กิดจากเทอมการออรกันของตวั แปรบลู ลีน เชน
X = (A +B)(A +B)(A +B)
จากสมการบลู ลนี ขา งตน จะพบวา สมการเกิดจากการนาํ ตัวแปรมาดาํ เนนิ การออรไ ดเ ปน ผลบวก และ
นาํ ผลทเ่ี กดิ จากการออรกันท้ังสามเทอมมาดําเนนิ การแอนดกันไดเปน ผลคณู แสดงทีเ่ อาตพตุ
3.7.1 การเขยี นรปู แบบมาตรฐานของสมการบูลลนี (Canonical Form of Boolean)
Canonical Form หมายถึงฟงกช ันของสมการบูลลีนท่ีเขียนอยูในรูปของ Sum of Product
หรือ Product of Sum โดยแตละเทอมจะตองมีตัวแปรอยูเต็มจํานวนตามฟงกชันท่ีกําหนด และมีคา
ไมซ า้ํ กันถา เขยี นอยใู นรูปของ Product of Sum กเ็ รียกวา Canonical Product of Sum Form และถา
เขียนอยูในรปู ของ Sum of Product ก็เรียกวา Canonical Sum of Product Form และในการศึกษา
ฟงกช นั ทง้ั 2 ชนดิ นี้ ควรทําความเขา ใจความหมายของ Minterm และ Maxterm กอ น
Minterm หมายถึง จํานวนเทอมผลคณู ของฟง กชัน mi ท่เี กิดข้ึนโดยจะมีจํานวนมากกวา หรือ
เทากับ 0 และตองนอยกวา 2n (0 i 2n) เสมอเม่ือ n คือจํานวนตัวแปรในฟงกชัน Minterm คาตัว
แปรในฟง กช นั mi แตล ะตัวจะมกี ารเปลยี่ นแปลงในรปู แบบปกติเทากับ 1 หรือการคอมพลเี มนตเ ทากบั 0
เทานนั้
การเขียนฟง กชันในรูปของ Minterm อยางงายสามารถเขียนในรูปแบบของฟง กช นั เอาตพตุ ที่
mi = 1 ในรูปผลบวกหรอื การออร ตามตารางความจรงิ ไดดงั นี้
F (จํานวนตัวแปร) = m (ฟงกชนั ทีม่ เี อาตพตุ เปน 1)
วงจรดจิ ิตอลและลอจกิ บทท่ี 3 พีชคณิตบูลลีน 81
ตวั อยา งท่ี 3.9 จงเขยี นฟง กช นั F = ABC + ABC + ABC + ABC ใหอยใู นรปู แบบของผลบวก Minterm
วิธที าํ F = ABC + ABC + ABC + ABC = 011 + 101 + 110 + 111
= m3 + m5 + m6 + m7
เพราะฉะนน้ั จะได F(A,B,C) = m(3,5,6,7)
ตวั อยางที่ 3.10 จงเขียนฟง กช นั F(A,B,C) = m(0,1,4,7) ใหอยใู นรูปแบบมาตรฐานของสมการบลู ลนี
วิธีทาํ F(A,B,C) = m(0,1,4,7) = 000 + 001 + 100 + 111
= ABC + ABC + ABC + ABC
เพราะฉะนน้ั จะได F(A,B,C) = ABC + ABC + ABC + ABC
ตัวอยางที่ 3.11 จงเขียนสมการบลู ลีน F = A+BC ใหอยูในรูปแบบของผลบวก Minterm
วิธที าํ จากสมการบลู ลนี ท่ีกาํ หนดใหม ีตัวแปร คือ A B และ C จํานวนเทอมจะตองประกอบดวยจาํ นวน
3 ตัวแปรทเี่ ขยี นในรูปผลคูณ ดังน้ันจะตอ งคณู เทอมแรกดว ย (B+B)(C+ C) เนือ่ งจากในเทอมแรกขาด
ตัวแปร B และ C สาํ หรับในเทอมทีส่ องตอ งคณู ดวย (A + A)
F = A + BC
= A(B+B)(C + C) +BC(A + A)
= A(BC+BC+BC+BC) + ABC+ ABC
= ABC + ABC + ABC + ABC + ABC + ABC
= (111)+(110)+(101)+(100)+(111)+(011)
= 011+100+101+110+111
= m3 + m4 + m5 + m6 + m7
เพราะฉะนัน้ จะได F(A,B,C) = m(3,4,5,6,7)
Maxterm หมายถึง จาํ นวนเทอมผลบวกของฟง กชัน Mi ท่ีเกิดขนึ้ โดยจะมจี าํ นวนมากกวาหรือ
เทา กบั 0 และนอ ยกวา 2n (0 i 2n) เสมอเมอ่ื n คอื จาํ นวนตัวแปรในฟงกชนั Maxterm คา ตวั แปรใน
ฟงกชัน Mi แตละตัวจะมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบปกติเทากับ 0 หรือการคอมพลีเมนตเทากับ 1
เทา น้ัน
การเขียนฟงกชันในรูปของ Maxterm อยางงายสามารถเขยี นในรูปแบบของฟงกช นั เอาตพตุ ที่
Mi = 0 ในรูปผลคูณหรอื การแอนด ไดดงั น้ี
F (จาํ นวนตวั แปร) = M (ฟง กช ันทม่ี เี อาตพ ุตเปน 0)
82 บทที่ 3 พีชคณิตบูลลีน วงจรดิจิตอลและลอจกิ
ตวั อยางที่ 3.12 จงเขยี นฟง กช ัน F = (A +B+ C)(A +B+ C)(A +B+ C)(A +B+ C) ใหอยูในรูปแบบ
ของผลคูณ Maxterm
วธิ ที ํา F = (A +B+ C)(A +B+ C)(A +B+ C)(A +B+ C) = (0+0+0)(0+0+1)(0+1+0)(1+0+0)
= M0M1M2M4
เพราะฉะน้ันจะได F(A,B,C) = M(0,1,2,4)
ตัวอยางท่ี 3.13 จงเขยี นฟง กช นั F(A,B,C) = M(0,1,4,7) ใหอ ยใู นรปู แบบมาตรฐานของสมการบลู ลนี
วธิ ีทาํ F(A,B,C) = M(0,1,4,7)
= (0+0+0)(0+0+1)(1+0+0)(1+1+1)
= (A +B+ C)(A +B+ C)(A +B+C)(A +B+ C)
เพราะฉะน้นั จะได F(A,B,C) = (A +B+ C)(A +B+ C)(A +B+C)(A +B+ C)
ตัวอยา งท่ี 3.14 จงเขียนสมการบลู ลนี F = A+BC ใหอ ยใู นรูปแบบของผลคณู Maxterm
วิธที าํ จากสมการบลู ลนี ทีก่ าํ หนดใหม ีตัวแปร คือ A B และ C จํานวนเทอมจะตอ งประกอบดว ยจาํ นวน
3 ตัวแปรท่ีเขียนในรูปผลบวก ดังนัน้ จะตองทําการกระจายใหอยูในรปู ของผลคูณของผลบวกโดยใชกฎ
การกระจายตัวและใชกฎการคอมพลเี มนตเพอ่ื เพิม่ จาํ นวนตวั แปรใหค รบ
F = A+BC
= (A+B)(A+C)
= (A +B+ C)(A +B+ C)(A +B+ C)(A +B + C)
= (0+0+0)(0+0+1)(0+0+0)(0+1+0)
= M0M1M2
เพราะฉะนัน้ จะได F(A,B,C) = M(0,1,2)
3.8 การออกแบบวงจรลอจกิ จากนิพจนบ ูลลีน (Logic Implement of Boolean Expression)
ในการออกแบบวงจรลอจิกจากนิพจนบูลลีน (Boolean Expression) หรือจากฟงกชันสวิตช
(Switching Function) หรอื ตารางความจริง (Truth Table) น้นั จะตอ งทาํ การลดรูปของฟงกชันทางดาน
เอาตพุตใหเหลือจํานวนนอยท่ีสุดเสียกอน โดยใชทฤษฎีของบูลลีนหรือวิธีการอื่นๆ ซ่ึงจะกลาวถึง
ในบทตอไป ทั้งน้ีก็เพ่ือใหวงจรลอจิกที่ตอ งการออกแบบนนั้ มีจํานวนลอจิกเกตนอยท่ีสุดหรอื มกี ารลงทุน
ในการสรางวงจรตา่ํ และยังเปนการลดเวลาหนว ง (Delay Time) ของวงจรอกี ดวย