The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sineenart2001, 2024-06-16 08:35:33

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม

ครุนิพนธ์ นางสาวศิณีนาถ นุ่นเนียบ

ครุนิพนธ์ ศิณีนาถ นุ่นเนียบ ครุนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีการศึกษา 2566 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา


ครุนิพนธ์ ศิณีนาถ นุ่นเนียบ ครุนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีการศึกษา 2566 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา


ใบรับรองครุนิพนธ์ โดย ศิณีนาถ นุ่นเนียบ หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย สถานที่ฝึกประสบการณ์ โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ปีการศึกษา 2566 ได้รับการพิจารณาเห็นชอบโดย ........................................................ อาจารย์นิเทศก์ (รองศาสตราจารย์กิตติยา รัศมีแจ่ม) ........................................................ ประธานสาขาวิชา (รองศาสตราจารย์กิตติยา รัศมีแจ่ม) ........................................................ ..................................................... (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทชชยา วนนะบวรเดชน์) (อาจารย์ ดร.เพ็ญพร ทองคำสุก) คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณบดีคณะครุศาสตร์ อนุมัติให้นับครุนิพนธ์เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา


ก กิตติกรรมประกาศ ครุนิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ ได้ด้วยความกรุณาช่วยเหลืออย่างดียิ่ง จากรองศาสตราจารย์กิตติยา รัศมีแจ่ม อาจารย์ที่ปรึกษาครุนิพนธ์ที่ได้กรุณาให้คำแนะนำปรึกษา และให้ข้อมูลต่าง ๆ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณครูไพจิตร โชติอ้น ครูพี่เลี้ยงที่ให้ความกรุณาเมตตาและ คอยให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ขอขอบพระคุณคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิโรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคมทุกท่านที่กรุณาให้คำแนะนำ ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ขอขอบคุณผู้อำนวยการวิจิตร สมบัติวงศ์ โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ขอขอบคุณคณะครูทุกท่าน และนักเรียน โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ที่ให้ความอนุเคราะห์อำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือ ในการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นอย่างดี คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากครุนิพนธ์นี้ ผู้วิจัยขอน้อมบูชาพระคุณบิดามารดา และบูรพาจารย์ทุกท่านที่ได้อบรมสั่งสอนวิชาความรู้ และให้ความเมตตามาโดยตลอด เป็นกำลังใจ สำคัญที่ทำให้การจัดทำครุนิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ศิณีนาถ นุ่นเนียบ


ก สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ………………………………………………………………………………………….… ก สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………… ข สารบัญตาราง………………………………………………………………………………………………….. จ สารบัญภาพ…………………………………….……………………….…………………………………….. ช ส่วนที่ 1 งานวิจัยในชั้นเรียน…………….……………………….……………………….……………… 1 บทคัดย่อ……………………….……………………….……………………….……………………….…….. 2 บทที่ 1 บทนำ…………………………………………………………….……………………………………. 4 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา………………………………………………………. 4 วัตถุประสงค์การวิจัย……………………………………………………………………………….. 8 สมมติฐานการวิจัย…………………………………………………………………………………….. 8 ขอบเขตการวิจัย……………………………………………………………………………………….. 9 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ……….………………………………………………………………… 10 นิยามศัพท์เฉพาะ………………………………………………………………………………………. 10 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………………..… 11 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………….. 12 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย……………………..……………………..……………………................................... 12 ความรู้เกี่ยวกับคำภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต…………………………………………… 16 แบบฝึกทักษะ……………………………………………………………………………………………. 44 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน……………………………………………………………………………….. 53 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………………………. 59 ข


ก สารบัญ (ต่อ) บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย…………………………………………………………………………………. หน้า 62 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………………. 62 แบบแผนการวิจัย………………………………………………………………………………………. 63 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………………..… 63 การเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………………………………………..… 72 การวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………….… 73 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………….…… 73 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………… 76 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………….……………… 76 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………… 77 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………..……………… 77 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ…………………………….…………… 83 สรุปผลการวิจัย…………………………………………………………..…………..………………… 83 อภิปรายผล…………………………………………………………………..……………..…………… 84 ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………….………………..………… 87 ส่วนที่ 2 แนวปฏิบัติที่ดีตามสมรรถนะทางวิชาชีพครู…………………………………..………… 88 หลักการและเหตุผล……………………………………………………………………..…...……… 89 วัตถุประสงค์……………………………………………………………………………………..……… 90 ขอบเขตการศึกษา………………………………………………………………………………..…… 91 ความสอดคล้องกับสมรรถนะทางวิชาชีพครู…………………………………………………. 91 วิธีดำเนินการแนวปฏิบัติที่ดีตามสมรรถนะทางวิชาชีพครู………………….……………. 93 ปัจจัยความสำเร็จของการดำเนินการ…………………………………………………………… 94 ค


ก สารบัญ (ต่อ) หน้า บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………… 95 ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………….. 100 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ.......................................................................... 101 ภาคผนวก ข หนังสือราชการ............................................................................... 103 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................. 107 ภาคผนวก ง ผลการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย………………..…… 259 ภาคผนวก จ ภาพการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต และผลงานที่เกิด จากแนวปฏิบัติที่ดีตามสมรรถนะทางวิชาชีพครู………………….….. 268 ประวัติผู้วิจัย………………………………………………………………………….………………………… 272 ง


ก สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย….. 15 ตารางที่ 2 พยัญชนะในภาษาบาลี…………………………………………………………………….. 32 ตารางที่ 3 พยัญชนะในภาษาสันสกฤต……………………………………………………………… 36 ตารางที่ 4 ตารางเปรียบเทียบภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต………………………………… 42 ตารางที่ 5 แบบแผนการทดลอง (One Group Pretest - Posttest Design)………… 63 ตารางที่ 6 ผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน………………………………………… 66 ตารางที่ 7 แบบประเมินแบบฝึกทักษะ………………………………………………………………. 68 ตารางที่ 8 ตารางแสดงค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน………………………………………… 71 ตารางที่ 9 คะแนนระหว่างเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เพื่อหาประสิทธิภาพ (E1)………………………………………………………….. 77 ตารางที่ 10 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เพื่อหาประสิทธิภาพ ( E2)…………...………………………………………………….. 80 ตารางที่ 11 ผลการวิเคราะห์คะแนนจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม………………………………………………… 82 จ


ก สารบัญตาราง (ต่อ) หน้า ตารางที่ 12 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต…………………………….………………… 260 ตารางที่ 13 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต……………….………………………………..…… 261 ตารางที่ 14 ผลการวิเคราะห์ค่าความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต………….……………….. 262 ตารางที่ 15 ผลการวิเคราะห์คะแนนระหว่างเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เพื่อหาประสิทธิภาพ (E1)……………………………………………………………………………………… 264 ตารางที่ 16 ผลการวิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เพื่อหาประสิทธิภาพ ( E2)………… 266 ง ฉ


ก สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย……………………………………………………………………... 11 ภาพที่ 2 ภาพถ่ายขณะเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต………………………..……… 270 ภาพที่ 3 ภาพถ่ายขณะฝึกพัฒนาการอ่านของนักเรียน………………………………….……… 271 ช


ก ส่วนที่ 1 งานวิจัยในชั้นเรียน


2 ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ชื่อผู้วิจัย ศิณีนาถ นุ่นเนียบ หลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาไทย (ค.บ. 4 ปี) อาจารย์นิเทศก์ รองศาสตราจารย์กิตติยา รัศมีแจ่ม ประธานสาขาวิชา รองศาสตราจารย์กิตติยา รัศมีแจ่ม ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยการทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ (One Group Pretest-Posttest Design) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและ หาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ กลุ่มประชากร ที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม จำนวน 8 ห้อง รวมทั้งสิ้น 310 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ห้อง 3/5 จำนวน 37 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 6 แผน แผนละ 50 นาที2) แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบแบบ t- test Dependent


3 ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤตระหว่างเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 36.35 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.93 คิดเป็นร้อยละ 90.88 และนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต หลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 25.97 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.59 คิดเป็นร้อยละ 86.58 ดังนั้นแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม มีประสิทธิภาพ 90.88/86.58 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ก่อนเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 12.38 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.25 คิดเป็นร้อยละ 41.26 และหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ได้คะแนนเฉลี่ย 25.97 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.59 คิดเป็นร้อยละ 86.58 ดังนั้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ : คำภาษาบาลีและสันสกฤต แบบฝึกทักษะ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


4 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้าง บุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสาน ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป (กระทรวงศึกษาธิการ 2551, หน้า 37) ดังพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ที่ทรงพระราชทานเนื่องในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ที่อันเชิญมา ความว่า เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษาก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ ภาษาไทยนั้นเป็นเครื่องมือ อย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือของมนุษย์ชนิดหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ ในวิธีใช้หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยค ที่นับเป็นปัญหาที่สำคัญ คือ ความร่ำรวย ในคำของภาษาไทยซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอจึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้ (สำนักงานบริหารศิลปวัฒนธรรม 2558, หน้า 91) การที่ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสาร ทำให้ภาษาไทยไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด หรือภาษาเขียนมีการพัฒนาภาษาไปตามยุคสมัย เนื่องจากการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมการ สื่อสาร ภาษาไทยจึงมีวิวัฒนาการทั้งในด้านการใช้เสียง เช่น การแทรกเสียง การกร่อนเสียง การเติมพยางค์ หรือแม้กระทั่งการรับเอาอิทธิพลทางภาษาของต่างชาติมาสร้างเป็นคำใหม่


5 ในภาษาไทย การรับอิทธิพลทางภาษาจากต่างชาตินั้นมีมาหลายศตวรรษ ทั้งภาษาเขมร ภาษาชวา – มลายู ภาษาจีน ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต รวมไปถึงภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ ตามสมัย ทำให้ภาษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีความหลากหลายให้สามารถเลือกใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ ของการสื่อสารหรือตามระดับทางภาษาได้อย่างเหมาะสม ภาษามีหน่วยของภาษาตามลำดับ ตั้งแต่เสียงที่เปล่งออกมา โดยมีเงื่อนไขว่า หากเสียงนั้นไม่มีความหมาย เสียงนั้นเรียกว่า “พยางค์” แต่ถ้าเสียงที่เปล่งออกมานั้นมีความหมาย เสียงนั้นเรียกเป็น “คำ” คำในภาษาไทยนอกจากมีคำไทยแท้ยังมีคำภาษาต่างประเทศ ที่สามารถ ทำให้ภาษาเจริญงอกงาม มีคำใช้มากขึ้น ลักษณะธรรมชาติของภาษาย่อมมีการหยิบยืม ภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาของตนอยู่เสมอ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์กัน จึงเกิดการยืมภาษาต่างประเทศมาใช้ ทั้งนี้ภาษาที่ยืมมาใช้ไม่มีข้อจำกัดตายตัว เช่น ยืมเสียง ยืมคำ หรือยืมหลักไวยากรณ์ และภาษาที่นับว่ามีอิทธิพลทำให้ภาษาไทยมีคำใช้มากขึ้น และมากที่สุด คือ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และอื่น ๆ ( จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ และอัมพร ทองใบ, 2556 ) การรับอิทธิพลทางภาษาจากต่างชาติมานาน ทำให้เยาวชนในปัจจุบันไม่สามารถ แยกแยะภาษาต่าง ๆ ที่ปะปนอยู่ในภาษาไทยได้ โดยเฉพาะภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตที่มีมาตั้งแต่ ก่อนการอพยพมาตั้งถิ่นฐานของชนชาติไทย เพราะด้วยการรับอิทธิพลภาษาเข้ามาใช้ในภาษาไทยนั้น ได้ผ่านวิวัฒนาการมาหลายช่วงสมัย บางคำอาจเข้าใจว่าเป็นภาษาไทยแต่ในขณะที่คำเหล่านั้นมี ร่วมกันในภาษาอื่นด้วย ดังที่ พูนพงษ์ งามเกษม (2536) กล่าวไว้ในเอกสารคำสอน วิชาไทย 411 ภาษาบาลีสันสกฤตที่เกี่ยวกับภาษาไทยว่า ก่อนที่คนไทยจะอพยพเข้ามาในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน ดินแดนโดยรอบ ประเทศไทยและดินแดนที่เป็นประเทศไทยเองต่างก็เป็นอาณาจักรที่อารยธรรมอินเดียได้ฝังรากลง อย่างแน่นแฟ้นแล้วทั้งสิ้น อิทธิพลทางด้านศาสนาดูจะเป็นอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดียที่มีต่อชนชาติ ต่าง ๆ ในแถบนี้มากที่สุดจะเห็นได้จากการที่อาณาจักรที่อยู่ในแถบนี้ต่างก็นับถือศาสนาที่มีต้นกำเนิด มาจากอินเดียทั้งสิ้น ก่อนที่ศาสนาคริสต์และอิสลามจะแผ่เข้ามาในดินแดนบางส่วนในสมัยหลัง ศาสนาที่กล่าวนั้น คือ ศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ ผลที่ตามมาจากการนับถือศาสนา คือ ภาษาที่เกี่ยวกับศาสนาทั้งสองนั้นเข้าไปแทรกอยู่ในภาษาของถิ่นนั้น ๆ ภาษาที่เกี่ยวข้อง กับศาสนาพราหมณ์คือ ภาษาสันสกฤต ส่วนภาษาที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธมีทั้งบาลีและสันสกฤต ภาษาบาลีเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาฝ่ายหินยาน ภาษาสันสกฤตเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ภาษาบาลีและสันสกฤตได้เข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใดนั้นยังไม่มีหลักฐานยืนยันเวลา ได้อย่างแน่นอน แต่ได้พบจารึกภาษาสันสกฤตของศาสนาพรามหมณ์ที่ระบุปี พ.ศ. 1093 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย จึงสันนิษฐานได้ว่าภาษาสันสกฤตเข้ามาในประเทศไทย


6 เมื่อราว ปี พ.ศ. 1093 ส่วนภาษาบาลีที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาก็อยู่ในยุคเดียวกันเพราะพบจารึก ในลักษณะที่ใกล้เคียงกันและปรากฏอักษรที่ใช้จารึกระบุเวลาใกล้เคียงกัน หลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นอิทธิพลของภาษาบาลีและสันสกฤต ว่าเป็นภาษาที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาษาไทย นานมาแล้ว ก่อนหน้าที่จะมีคนไทยอพยพมาอยู่ในแถบพื้นที่นี้ เพราะภายหลังที่คนไทยอพยพเข้ามา ในดินแดนแห่งนี้ คนไทยก็ใช้ภาษาแต่เดิมที่ชาวขอม (มอญและเขมร) ใช้และสืบทอดผ่านวิวัฒนาการ ทางภาษามาเป็นเวลายาวนานจนทำให้ภาษาไทยนั้นถูกผสมปะปนอยู่กับภาษาบาลีและสันสกฤต ด้วยเหตุนี้ทำให้การจัดการเรียนการสอนเรื่องภาษาต่างประเทศในภาษาไทยเกิดปัญหาขึ้น นักเรียนไม่สามารถแยกภาษาไทยออกจากภาษาต่างประเทศได้ เนื่องจากความเคยชินในการใช้ภาษา ที่พบได้ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ที่พบเห็นได้ทั่วไป ทุกสถานที่ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ได้จัดให้วิชาภาษาไทยเป็นวิชาพื้นฐาน โดยกำหนดสาระการเรียนรู้ไว้ 5 สาระ คือ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย และสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม จากสาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐานที่ 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษาภูมิปัญญา ทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ได้กำหนดให้ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนจะต้องจำแนกและใช้คำภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย จากการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในขั้นการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา (ขั้นเต็มรูป) พบว่า ในกระบวนการจัดการเรียนรู้เรื่องภาษาต่างประเทศในภาษาไทย พบปัญหานักเรียนไม่สามารถ จำแนกภาษาไทยออกจากภาษาต่างประเทศได้หลังจากจัดการเรียนรู้แล้ว นักเรียนไม่ให้ความสำคัญ กับคำภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตมากเพียงพอ ผู้วิจัยจึงได้ทำการสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิชาภาษาไทย จำนวน 3 คน ได้แก่ ครูสุพัชชา ตรงต่อกิจ ครูไพจิตร โชติอ้น ครูณัฐวุฒิ เลิศการ และพบว่าครูผู้สอน สวนใหญ่มักจะเน้นในเรื่องของหลักเกณฑ์ระเบียบแบบแผนของภาษาและใช้วิธีสอนแบบบรรยาย แล้วให้นักเรียนท่องจํา จึงทําใหนักเรียนรู้สึกว่าคําภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นเรื่องที่ยาก รวมทั้งชวนเบื่อหน่าย ทำให้นักเรียนไม่อยากเรียน และที่สําคัญที่สุด คือ ทําให้นักเรียนมีทัศนคติ ที่ไม่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทยและไม่เห็นคุณค่าความสําคัญของการเรียน เรื่องคําภาษาบาลี และสันสกฤตไปในที่สุด จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้พบว่า วิธีการแก้ไขปัญหามีด้วยกัน หลายวิธี เช่น รูปแบบวิธีการสอน สื่อ นวัตกรรม แหล่งเรียนรู้ ฯลฯ แต่มีวิธีที่ครูผู้สอนภาษาไทย มักใช้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว นั่นคือ การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ จากปัญหาที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยมีความเห็นว่า แบบฝึกทักษะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


7 เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤตได้ เนื่องจากแบบฝึกทักษะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นความสนใจได้ดี ช่วยในการจดจำคำศัพท์ ช่วยเสริมให้ ผู้เรียนเกิดทักษะที่คงทน สามารถฝึกทันทีหลังจากจบบทเรียนและเพิ่มความพร้อมทั้งยังช่วยให้ผู้สอน มองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ชัดเจน อีกทั้งแบบฝึกทักษะยังช่วยให้นักเรียน ได้ฝึกฝนทักษะจนเกิดความชำนาญ และทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤตสูงขึ้นต่อไป ซึ่งจากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ นงเยาว์ ทองกำเนิด (2558, หน้า 64) กล่าวถึงแบบฝึกทักษะไว้ว่า เป็นสื่อในการเรียนการสอนที่ช่วย ให้ครูสามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้นักเรียน ได้ฝึกปฏิบัติและทบทวนความรู้และเนื้อหาที่เรียน ซึ่งเป็นผลให้นักเรียนมีความเข้าใจในเรื่องที่เรียน ได้เป็นอย่างดียิ่ง อีกทั้ง ไพรินทร์ พึ่งพงษ์ (2556, หน้า 76) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกว่า แบบฝึกเป็นสิ่งจำเป็นในการสอนภาษา แบบฝึกช่วยฝึกทักษะทางภาษาให้คงทน เพราะฝึกทันที หลังจากเรียนเนื้อหา ฝึกซ้ำ ๆ ในเรื่องที่เรียน แบบฝึกทักษะจึงเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียน หลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียนได้ชัดเจน และเป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน เพราะสามารถแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ดังผลงานวิจัยของ อาชว์วิศิษฎ์ อู่ข้าวอู่น้ำ (2551, หน้า 56) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกการวิเคราะห์ คำภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี กรุงเทพมหานคร โดยมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด เรื่อง การวิเคราะห์คำภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรุงเทพมหานคร จำนวน 42 คน ซึ่งได้มาโดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ใช้ระยะเวลาในการทดลองจำนวน 18 คาบ คาบละ 50 นาที ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผน การวิจัยแบบ Randomized One – Group Pretest – Posttest Design ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบฝึกการวิเคราะห์คำภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การทดสอบค่าสถิติ t – test แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกการวิเคราะห์ คำภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 80.12 / 80.83 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกการวิเคราะห์คำภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษางานวิจัยสรุปได้ว่า กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะสามารถ พัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนโดยนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ มีผลสัมฤทธิ์


8 ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และช่วยพัฒนาการเรียนการสอน จึงมีคุณค่าเหมาะสม ที่จะนำไปใช้จัดการเรียน และจากปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคำภาษาบาลีและสันสกฤตต่ำ เนื่องมาจากกฎเกณฑ์ที่ยากและวิธีการสอนที่เน้นการท่องจำ จากเหตุผลข้างต้นนี้ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เพื่อแก้ปัญหาการจำแนกคำภาษาบาลี และสันสกฤตให้ถูกต้องและส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ที่สูงขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย แบบฝึกทักษะ สมมติฐานการวิจัย 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ สูงกว่าก่อนเรียน


9 ขอบเขตการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม จำนวน 8 ห้อง รวมทั้งสิ้น 310 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ห้อง 3/5 จำนวน 37 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ ได้แก่ แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต เนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤต โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ครั้ง ได้แก่ 1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาบาลีและสันสกฤต 2. พยัญชนะภาษาบาลีและสันสกฤต 3. สระภาษาบาลีและสันสกฤต 4. สรุปหลักการสังเกตคำภาษาบาลีและสันสกฤต ระยะเวลาที่ศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้เวลาทดลองจำนวนทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง ดังนี้ ชั่วโมงที่ 1 ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤต


10 ชั่วโมงที่ 2 – 5 ทำแบบฝึกทักษะ ชั่วโมงที่ 6 ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤต ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤตสูงขึ้น 2. เพื่อเป็นแนวทางให้ครูผู้สอนในรายวิชาภาษาไทยได้พัฒนาแบบฝึกทักษะด้านอื่น ๆ ต่อไป นิยามศัพท์เฉพาะ คำภาษาบาลีและสันสกฤต หมายถึง ภาษาที่ไทยรับมาจากอินเดีย โดยการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรมและการศึกษา ด้านพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ล้วนแต่เป็นคำภาษาบาลีส่วนคำสันสกฤตจะมีรูปคำสละสลวย ไพเราะ นิยมใช้เป็นคำราชาศัพท์ ภาษาในวรรณคดี ชื่อบุคคล และสถานที่ เป็นต้น แบบฝึกทักษะเรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต หมายถึง แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ชุดแบบฝึกทักษะ ได้แก่ ชุดที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาบาลีและสันสกฤต ชุดที่ 2 พยัญชนะภาษาบาลีและสันสกฤต ชุดที่ 3 สระภาษาบาลีและสันสกฤต ชุดที่ 4 สรุปหลักการสังเกตคำภาษาบาลีและสันสกฤต ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต หมายถึง ผลคะแนนจากการ ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม


11 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื ่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต หมายถึง แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีลักษณะ เป็นข้อคำถามแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ 80/80 หมายถึง เกณฑ์คะแนนที่แสดงให้เห็นว่านักเรียน มีความสามารถเพิ่มขึ้นจากการใช้แบบฝึกทักษะ ดังนี้ 80 ตัวแรก คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากแบบฝึกทักษะระหว่างเรียนของนักเรียน 80 ตัวหลัง คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียน นักเรียน หมายถึง นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 จำนวน 37 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยมุ่งพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม จาก การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้สร้างกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังนี้ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤต ตัวแปรอิสระ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤต


12 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและได้นำเสนอตามหัวข้อ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. ความรู้เกี่ยวกับคำภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต 3. แบบฝึกทักษะ 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการทำวิจัย ดังนี้ ความสำคัญของภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อ สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิต ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ความคิด กระบวนการวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดง ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 37)


13 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย การเรียนรู้ภาษาไทยเป็นการเรียนรู้ที่ต้องมีการฝึกทักษะ เพื่อให้เกิดความชำนาญและ สามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยไว้ 5 สาระ ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ความคิด ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 35-46) วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและ เป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษา ต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษา


14 ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้เต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 4) สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน การเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้นจะช่วยให้ผู้เรียน เกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับสารและส่งสาร มีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิดความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมแสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4.ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหา และความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสมการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดล้อมและการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยี ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 6-7)


15 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม. 3 1.จําแนกและใช้คำภาษาต่างประเทศ ที่ใช้ในภาษาไทย คําที่มาจากภาษาต่างประเทศ 2.วิเคราะห์โครงสร้างประโยคซับซ้อน ประโยคซับซ้อน 3.วิเคราะห์ระดับภาษา ระดับภาษา 4.ใช้คําทับศัพทและศัพท์บัญญัติ คําทับศัพท์ คําศัพท์บัญญัติ 5.อธิบายความหมายคําศัพท์ทาง วิชาการและวิชาชีพ คําศัพททางวิชาการและวิชาชีพ 6.แต่งบทร้อยกรอง โคลงสี่สุภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 50) คำอธิบายรายวิชาภาษาไทย ท 23102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ศึกษาและฝึกอ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรอง ระบุความแตกต่างของคำที่มีความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัย ใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน เขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่อง ที่อ่าน มารยาทในการอ่าน คัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัด เขียนข้อความโดยใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องตาม ระดับภาษา เขียนชีวประวัติหรืออัตชีวประวัติ เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้ง ในเรื่องต่าง ๆ ข้อคิดเห็น และทัศนคติในเรื่องต่าง ๆ ย่อความ มารยาทในการเขียน


16 แสดงความคิดเห็นและประเมินเรื่องจากการฟังและการดู วิเคราะห์และวิจารณ์เรื่องที่ฟังและดู พูดในโอกาสต่าง ๆ มารยาทในการฟัง การดู และการพูด จำแนกและใช้คำภาษาต่างประเทศที่ใช้ใน ภาษาไทย ประโยคชับซ้อน ระดับภาษา การใช้คำทับศัพท์และศัพท์บัญญัติ ความหมายคำศัพท์ ทางวิชาการและวิชาชีพ แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพ สรุปเนื้อหาวรรณคดี วรรณกรรมและ วรรณกรรมท้องถิ่น สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่าน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง วิเคราะห์ วิถีไทยและคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน ท่องจำและบอกคุณค่าบทอาขยานตามที่ กำหนดและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจและนำไปใช้อ้างอิง โดยใช้กระบวนการอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูด การคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กระบวนการสื่อความ การสร้างความตระหนักและกระบวนการ สร้างค่านิยม เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ การอ่าน การเขียน การฟังและการดู สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาภาษาไทยไว้ เป็นสมบัติของชาติมีคุณธรรม จริยธรรมและค่นิยมที่เหมาะสม รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัยชื่นชม เห็นคุณค่าและเรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน มีจิตสาธารณะและ รักความภูมิใจในภาษาประจำชาติ งานวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้ แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม สอดคล้องกับ มาตรฐาน ท 4.1 ม.3/1 จําแนกและใชคําภาษาตางประเทศที่ใชในภาษาไทย ความรู้เกี่ยวกับคำภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต คำภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะทางภาษา เมื่อได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศหลากหลาย ประเทศ เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลของการยืมคำ จากประเทศนั้น ๆ เข้ามาใช้ ทำให้ลักษณะของภาษาไทยเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะเด่นดั้งเดิม ทำให้โครงสร้างของภาษาไทยเปลี่ยนแปลง ใช้คำและสำนวนภาษาต่างประเทศปะปนกับภาษาไทย มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่นักปราชญ์ทางภาษาและ นักวิชาการทางการศึกษาได้กล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับคำภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ดังนี้


17 คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลที่นักปราชญ์ทางภาษา และนักวิชาการทางการศึกษาได้กล่าวถึงการยืมภาษาและคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สรุปได้ดังนี้ สุนันท์ อัญชลีนุกูล (2562, หน้า 119) ได้กล่าวไว้ว่า คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย คือ คำภาษาต่างประเทศที่จะยอมรับเข้าไว้ในพจนานุกรมไทย โดยมีหลักการสำคัญว่า เป็นคำซึ่งใช้อยู่ใน ภาษาไทยเป็นปกติมาเป็นระยะเวลานานพอควร จนอยู่ตัวและเป็นที่เข้าใจกันได้ทั่วไป อันถือได้ว่า ยุติแล้วหรือไม่ก็ต้องปรากฏอยู่ในหนังสือวรรณคดีสำคัญที่เป็นหลักฐานได้ ดังนั้น จึงอาจมี คำภาษาต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่งที่ไทยยืมมาใช้ในปัจจุบันแต่ยังไม่ได้บันทึกไว้ในพจนานุกรม ภาสกร เกิดอ่อน และคณะ (2563, หน้า 157) ได้กล่าวไว้ว่า คำภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทย คือ คำที่นำมาจากภาษาอื่น จึงถือเป็นการเพิ่มคำในภาษาอีกวิธีหนึ่ง เมื่อคนไทยติดต่อกับ ชนชาติอื่น ๆ ทั้งในทางด้านการเมือง ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม จึงรับเอา คำในภาษาประจำของชนชาติเหล่านั้นมาใช้ปะปนในภาษาไทยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้มี คำภาษาต่างประเทศที่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 โดยใช้ อักษรย่อทั้งสิ้น 14 ภาษา และไม่ใช้อักษรย่อทั้งสิ้น อีก 4 ภาษา ได้แก่ 1) ภาษาเขมร (ข.) 2) ภาษาจีน (จ.) 3) ภาษาชวา (ช.) 4) ภาษาญวน (ญ) 5) ภาษาญี่ปุ่น (ญิ.) 6 ภาษาตะเลง (ต.) 7) ภาษาบาลี (ป.) 8) ภาษาเบงกาลี (บ.) 9) ภาษาฝรั่งเศส (ฝ.) 10) ภาษามลายู (ม.)


18 11) ภาษาละติน (ล.) 12) ภาษาสันสกฤต (ส.) 13) ภาษาอังกฤษ (อ.) 14) ภาษาฮินดี (ฮ.) และภาษาที่ไม่ใช้อักษรย่ออีก 4 ภาษา ได้แก่ 1) ภาษาโปรตุเกส 2) ภาษาเปอร์เซีย 3) ภาษาอาหรับ 4) ภาษาทมิฬ ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2563, หน้า 134) ได้กล่าวไว้ว่า คำยืม (loan words) หมายถึง การนำคำภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้ในภาษาไทย โดยนำคำนั้นมาปรับเสียงให้เหมาะกับภาษาไทยบ้าง หรือเปลี่ยนแปลงความหมายบ้าง ซึ่งคำยืมที่มีอิทธิพลต่อภาษาไทย ได้แก่ ภาษาบาลีภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาชวา ภาษามลายู และภาษาโปรตุเกส เป็นต้น คำ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย เป็นวิธีการสร้างคำวิธีหนึ่งของภาษาไทย โดยการถ่ายทอดวัฒนธรรม ทางภาษา เมื่อนำคำภาษาหนึ่งเข้ามาใช้ในภาษาหนึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง เพื่อให้เหมาะกับ ระบบเสียง ระบบตัวอักษร หรือความต้องการของผู้ที่รับคำนั้น ๆ เข้ามาในภาษาของตน ดียู ศรีนราวัฒน์ และชลธิชา บำรุงรักษ์ (2563, หน้า 119) ได้กล่าวไว้ว่า เราได้รับภาษา เหล่านั้นมาใช้เป็นจำนวนมาก จนถือกันว่าเป็นแม่ของภาษาไทยในปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะคำที่ เกี่ยวข้องกับวิทยาการต่าง ๆ โดยผ่านมาทางด้านวรรณคดีไทย ซึ่งพบเจอได้มากในชั้นเรียนปัจจุบัน ทางด้านศาสนา ทางด้านการค้า และทางด้านการปกครอง ซึ่งเมื่อนำภาษาหนึ่งภาษาใดเข้ามาใช้แล้ว อาจมีการเปลี่ยนแปลงในระบบโครงสร้างของคำ เสียงและความหมายสอดคล้องกัน บุณยเสนอ ตรีวิเศษ (2564 , หน้า 85) ได้กล่าวไว้ว่า การยืมคำ คือ ภาษาหนึ่งที่ได้นำเอาคำ หรือลักษณะทางภาษาของอีกภาษาหนึ่งมาใช้ในภาษาของตน โดยที่ภาษาที่ถูกยืมมามักจะถูก เปลี่ยนแปลงรูปคำ เสียง และความหมายในภาษาใหม่เพื่อความสะดวกในการออกเสียง และเป็นไป ตามลักษณะสำคัญของภาษาผู้ยืม


19 จากการศึกษาความหมายของคำยืมและคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทยข้างต้น สามารถ สรุปได้ว่า คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย คือ คำศัพท์จากภาษาอื่นที่เรารับมาใช้ในภาษาไทย โดยเมื่อนำมามักเปลี่ยนแปลงรูปคำ เสียง และความหมาย เพื่อสะดวกในการออกเสียงและเป็นไปตาม ลักษณะสำคัญของภาษาไทย ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมาก จนมีลักษณะกลมกลืนกับภาษาไทย และทำให้มีคำไว้ใช้ในภาษาไทยเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ประวัติภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตจัดอยู่ในภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน (Indo-Furopean) ซึ่งเป็นตระกูลภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย ซึ่งจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ประวัติภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลที่นักปราชญ์ทางภาษาได้รวบรวมเอาไว้ ดังนี้ ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2563, หน้า 135) ได้กล่าวไว้ว่า การอพยพของชาวอารยันที่ได้ เป็นไปอย่างช้า ๆ กินระยะเวลายาวนานถึงพันปี จึงสามารถตั้งหลักแหล่งได้มั่นคงในประเทศอินเดีย จากหลักฐานที่มีผู้ค้นคว้ามา พบว่าอารยันเป็นพวกเทวนิยม (Theism) คือ นับถือเทพเจ้า มีภาษาของ ตนเอง จากความทุรกันดารของพื้นที่และความลำบากที่ได้รับระหว่างการอพยพ ทำให้เทพเจ้าของ อารยันเพิ่มจำนวนขึ้นทุกที ๆ (Poly-Theism) และเพื่อที่จะเอาใจเทพเจ้าเหล่านั้นซึ่งเป็นเทพเจ้า ประจำปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ เช่น แผ่นดินไหว ฝนตก ฟ้าผ่า มิให้พิโรธโกรธกริ้วกับพวกตนจึง ได้แต่งบทสวดเพื่อสดุดีเทพเจ้าขึ้นเป็นบทร้อยกรองชนิดหนึ่ง เรียกว่า “โศลก” ผู้แต่งบทสดุดีเหล่านี้ คือ ฤาษีประจำตระกูลต่าง ๆ และเรียนรู้บทสวดนี้สืบต่อกันมาโดยวิธีท่องจำหรือ “มุขปาฐะ” เมื่อพวก อารยันตั้งหลักแหล่งอย่างมั่นคงแล้ว ในประเทศอินเดียประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล สามารถ รวบรวมรายชื่อเทพเจ้าของอารยันได้ถึง 33 องค์ แต่ละองค์ก็มีบทสวด สำหรับสรรเสริญมากบ้างน้อย บ้างตามความนิยม บทสวดทั้งสิ้นรวมเรียกว่า “คัมภีร์พระเวท” ซึ่งเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ประจำศาสนา พราหมณ์ ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พระเวท เรียกว่า “ภาษาพระเวท” (Vedic-Language) เป็นต้น กำเนิดของภาษาสันสกฤตและภาษาปรากฤต (ภาษาถิ่น) ทั้งปวงในอินเดีย ซึ่งคัมภีร์พระเวท แบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ 1. ฤคเวท (Rgveda) มี 1,028 บทสวด ใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้า เป็นคัมภีร์พระเวทหมวด แรก ใช้เวลาในการแต่งตั้งอารยันเริ่มอพยพเข้ามาในอินเดีย สำเร็จบริบูรณ์ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล 2. ยชูรเวท ( Yajurveda) เกิดหลังฤคเวทราว 300 ปี คือ ประมาณ 1,200 ปีก่อนคริสตกาล เป็นบทสวดมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองและมีคำอธิบายเพิ่มเติม 3. สามเวท ( Samaveda) ประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล กล่าวถึงการสวดบทสวด ในฤคเวท โดยมีทำนองและดนตรีประกอบ


20 ต่อมาในสมัยหลังได้เกิดคัมภีร์พระเวทอีกหมวดหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า “อถรรพเวท” (Atharvaveda) ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงการใช้เวทมนตร์คาถา เป็นไสยเวทซึ่งปะปนด้วยลัทธิความเชื่อ ที่ไม่ใช่ของอารยัน ดียู ศรีนราวัฒน์ และชลธิชา บำรุงรักษ์ (2563, หน้า 120) ได้กล่าวถึงประวัติภาษาบาลี สันสกฤตในประเทศอินเดียไว้ว่า เมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ชนชาติอารยันได้อพยพเข้ามา ตั้งถิ่นฐานในประเทศอินเดีย แถบลุ่มแม่น้ำสินธุ โดยเข้ามาจากดินแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ ประเทศอินเดียเชื่อกันว่าอารยันเหล่านั้นมาจากดินแดนที่เป็นประเทศเปอร์เซียหรืออิหร่านปัจจุบัน เนื่องจากคำ “อารยัน” ( Arayan) และ “อิหร่าน” (Iran) เป็นศัพท์เดียวกัน เมื่ออพยพมาอยู่ในอินเดีย แล้วนักประวัติศาสตร์จึงเรียกว่าอารยันเหล่านี้ว่า “อารยันอินเดีย” หรือ Indo-Arayan เพื่อแยกความ แตกต่างด้านถิ่นฐาน แต่ยังคงมีความสัมพันธ์โดยสายเลือดกับอารยันกลุ่มอื่น ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วโลก เช่น อังกฤษ เยอรมัน กรีก อิตาลี โปแลนด์ รูเมเนียและอิหร่าน เป็นต้น หลักฐานที่เด่นชัด คือ ความสัมพันธ์ในด้านภาษาที่ยังคงมีให้เห็นอยู่จนปัจจุบัน ภาษาของชาวอารยันทั้งมวลจัดอยู่ในตระกูล ภาษามีวิภัตติปัจจัย ซึ่งแบ่งผู้ใช้ภาษาออกเป็น 2 สาย คือ สายที่อยู่ในประเทศอินเดียเละสายที่อยู่ใน ทวีปยุโรป บุณยเสนอ ตรีวิเศษ (2564 , หน้า 86) ได้กล่าวถึงประวัติภาษาบาลีสันสกฤตไว้ว่า ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตเป็นภาษาตระกูลอารยันในอินเดีย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 สมัย ได้แก่ 1. ภาษาสมัยเก่า หมายถึง ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พระเวท ได้แก่ คัมภีร์ฤคเวท ยชูรเวท สามเวท และอาถรรพเวท รวมตลอดทั้งคัมภีร์อุปนิษัท ซึ่งเป็นคัมภีร์สุดท้ายของคัมภีร์พระเวท (เวทานต์) ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์ต่างๆ เหล่านี้จะมีความเก่าแก่ลดหลั่นกันมาตามลำดับ รวมทั้งภาษาสันสกฤต ก็จัดอยู่ในสมัยนี้ด้วย 2. ภาษาสมัยกลาง ได้แก่ ภาษาปรากฤต ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของชาวอารยันที่ใช้กันท้องถิ่น ต่าง ๆ ของประเทศอินเดีย เช่น ภาษามาครี มหาราษฎรี เศารเสนี เป็นต้น ภาษาในสมัยนี้มีลักษณะ ภาษา โครงสร้างทางเสียงและนอกจากจะเรียกว่า “ภาษาปรากฤต” แล้วยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การละคร” เพราะเหตุที่นำไปใช้เป็นภาษาพูดของตัวละครบางตัวในบทละครสันสกฤต 3. ภาษาสมัยใหม่ ได้แก่ ภาษาต่าง ๆ ในปัจจุบัน เช่น ภาษาฮินดี ภาษาเบงกาลี ภาษาปัญจาบ ภาษามราเนปาลีเป็นต้น โดยที่ภาษาเหล่านี้แม้จะเข้าใจกันว่าสืบทอดมาจาก ภาษาปรากฤต แต่มีลักษณะของภาษาที่แตกต่างกันอยู่มาก เพราะมีภาษาตระกูลอื่นที่ไม่ได้สืบมาจาก ภาษาของชาวอารยันเข้าไปปะปนกันมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์


21 จากการศึกษาแนวคิดประวัติภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต สามารถสรุปได้ว่า นักปราชญ์ ทางภาษาได้แบ่งภาษาตระกูลอารยันในอินเดียออกเป็น 3 สมัย ได้แก่ ภาษาสมัยเก่า ภาษาสมัยกลาง และภาษาสมัยใหม่ กำเนิดของภาษาสันสกฤตและภาษาปรากฤต (ภาษาถิ่น) ทั้งปวงในอินเดีย คัมภีร์พระเวทแบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ ฤคเวท ยชูรเวท และสามเวท ต่อมาในสมัยหลังเกิด คัมภีร์พระเวทอีกหมวดหนึ่ง เรียกว่า “อถรรพเวท” ภาษาบาลี ภาษาบาลี เป็นภาษาปรากฤตภาษาหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาพระเวท เป็นภาษาที่ ชาวมคธใช้พูดกันในแคว้นมคธ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ภาษามาครี” รวมทั้งพระพุทธเจ้าทรงใช้ ภาษานี้ประกาศพระพุทธศาสนา ซึ่งจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ภาษาบาลีผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลไว้ ดังนี้ ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2563, หน้า 137) ได้กล่าวว่า ภาษามาครีนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สุทธมาคธีเป็นภาษาของชนชั้นสูง คือ ภาษาของกษัตริย์หรือภาษาทางราชการ และเทสิยาหรือภาษาปรากฤต ได้แก่ ภาษาประจำถิ่นพระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาสุทธมาครีในการ ประกาศคำสั่งสอนและทรงเผยแผ่พระธรรมด้วยวิธีมุขปาฐะ มิได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมา มีการนำภาษาบาลีมาใช้บันทึกพระพุทธวจนะเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 ปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช จึงถือได้ว่าเป็นภาษาประจำพุทธศาสนา นิกายหินยาน (เถรวาท) ส่วนศาสนานิกายมหายานใช้ภาษาสันสกฤตในการบันทึกพุทธวจนะ ดียู ศรีนราวัฒน์และชลธิชา บำรุงรักษ์ (2563, หน้า 120) ได้กล่าวว่า ภาษาบาลีจารึก พระธรรมลงในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นตำราหลักทางพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม ภาษาบาลีก็มี ลักษณะเช่นเดียวกันกับภาษาสันสกฤต คือ ใช้เป็นภาษาเขียนในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ได้ใช้พูดหรือใช้เขียนในชีวิตประจำวันจึงไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีวิวัฒนาการเหมือนกับภาษาอื่น ๆ และกลายเป็นภาษาตายในที่สุด ภาษาบาลีเป็นภาษาปรากฤต (ที่วิวัฒนาการมาจากภาษาพระเวท) ในยุคกลางของอินเดีย โดยภาษาปรากฤตนี้แบ่งออกเป็น 3 สมัย คือ 1. ภาษาปรากฤตสมัยเก่าหรือภาษาบาลี (Old Prakt or Pali) ซึ่งประกอบด้วย 1.1 ภาษาถิ่นในจารึกพระเจ้าอโศก ประมาณกลางศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาลถึง พุทธศตวรรษที่2 (250 ปีก่อนคริสตกาล) 1.2 ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกของหินยาน คัมภีร์มหาวงศ์ และคาถาในชาดก 1.3 ภาษาในคัมภีร์ทางศาสนาไชนะ


22 1.4 ภาษาในบทละครของอัศวโฆษะ 2. ภาษาปรากฤตสมัยกลาง ซึ่งประกอบด้วย 2.1 ภาษามหาราษฏรี ที่ปรากฏในลำนำท้องถิ่นแถบที่ราบสูงเดคคาน 2.2 ภาษาปรากฤตในบทละครของกาลิทาส เช่น ภาษามาครีภาษาเศารเสนี ฯลฯ รวมทั้งภาษาปรากฤตในตำราไวยากรณ์ 2.3 ภาษาถิ่นของศาสนาไชนะในยุคหลัง 2.4 ภาษาไปศาจี 3. ภาษาอปฎรมุศ (Apabiramsa) พบในตำราประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 10 เป็นระยะ สุดท้ายของภาษาในยุคกลางของอินเดีย บุณยเสนอ ตรีวิเศษ (2564 , หน้า 87) ได้กล่าวว่า ภาษาปรากฤต ในสมัยนี้ได้ถูก นักไวยากรณ์นำมาวางกฎเกณฑ์ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ของสันสกฤตและใช้ บันทึกพุทธวจนะ ภาษาบาลีจึงเป็นภาษาลักษณะเดียวกับภาษาสันสกฤต คือ เป็นภาษาสังเคราะห์ ( Synthetic Language) ได้แก่ ภาษาที่สร้างขึ้นมิใช่ภาษาที่เกิดเอง กล่าวคือ นักภาษายังไม่สามารถ ลงความเห็นได้แน่นอนว่าภาษาบาลีถูกสร้างขึ้นจากภาษาปรากฤตใด ทราบแต่เพียงว่าโครงสร้าง ของภาษาบาลีใกล้เคียงกับภาษาอรรธมาคธีที่เป็นภาษาปรากฤตประจำศาสนาไชนะ ในกาลต่อมา ภาษาบาลีก็กลายเป็นภาษาที่ไม่เจริญเติบโต ไม่มีการขยายตัวเพราะไม่ได้ใช้พูดหรือใช้เขียน ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นภาษาที่สร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียว คือ เพื่อใช้บันทึกพุทธวจนะ จากการศึกษาแนวคิดภาษาบาลีสามารถสรุปได้ว่า ภาษาบาลีมีลักษณะเช่นเดียวกัน กับภาษาสันสกฤต คือใช้เป็นภาษาเขียนในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ได้ใช้พูดหรือใช้ เขียนในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีวิวัฒนาการเหมือนกับภาษาอื่น ๆ และกลายเป็น ภาษาตายในที่สุด ภาษาสันสกฤต ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาในคัมภีร์พระเวทของชาวอารยัน โดยถือเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนชั้นสูง ซึ่งจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ภาษาสันสกฤต ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลไว้ ดังนี้ ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2563, หน้า 138) ได้กล่าวไว้ว่า ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันได้มี นักปราชญ์ชาวอินเดียคนหนึ่ง ชื่อว่า “ปาณินิ” เกิดขึ้นท่ามกลางพวกอารยัน ปาณินิมองการณ์ไกลว่า


23 หากปล่อยให้ภาษาไวทิกะ (ภาษาพระเวท) เป็นไปตามสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ไม่ช้า ภาษาไวทิกะคงจะปะปนกับภาษาอื่นและถึงความวิบัติไปในที่สุด เพื่อป้องกันความวิบัติซึ่งอาจจะ เกิดขึ้นแก่ภาษาไวทิกะ ปาณินิจึงได้ศึกษาคัมภีร์พระเวททั้งหลายแล้วนำมาแจกแจง วางหลักเกณฑ์ให้ เป็นระเบียบและรัดกุม แต่งเป็นตำราไวยากรณ์ขึ้นเรียกชื่อว่า “อัษฎารยายี” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ตำราไวยากรณ์เล่มแรกที่แต่งได้ดีที่สุด มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและเป็นตำราไวยากรณ์เล่มแรกที่ได้วาง กฎเกณฑ์ในการใช้ภาษาของพวกอารยันได้อย่างรัดกุมและละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่นั้นมา ทำให้ต่อมาได้มี ผู้เรียกภาษาที่ปาณินิได้จัดระเบียบของภาษาไว้เป็นอย่างดีและสมบูรณ์นี้ว่า “สันสกฤต” ซึ่งแปลตาม ศัพท์ว่า “สิ่งที่ได้จัดระเบียบและขัดเกลาเรียบร้อยดีแล้ว” แต่กฎเกณฑ์ที่ปาณินิได้วางไว้นี้กลับเป็น สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาษาสันสกฤตไม่มีวิวัฒนาการเหมือนภาษาอื่น ๆ เพราะนอกจากภาษาสันสกฤต จะถือว่าเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในหมู่ของนักปราชญ์ โดยเฉพาะกษัตริย์และพราหมณ์ที่เป็นบุรุษเพศ กฎเกณฑ์และรายละเอียดปลีกย่อยยังทำให้ไม่เอื้อต่อการใช้ด้วยเหตุที่มีกฎเกณฑ์รัดกุมตายตัวไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ภาษาสันสกฤตจึงกลายเป็นภาษาของชนชั้นสูง คือ ผู้ที่มีการศึกษา และเป็น ภาษาวรรณคดี ไม่มีโอกาสใช้ในชีวิตประจำวัน ต่อมาเมื่อภาษาสันสกฤตถูกนำมาใช้เขียน คัมภีร์พระเวทเป็นลายลักษณ์อักษรประมาณยุคกลางของอินเดีย ภาษาสันสกฤตก็กลายเป็นภาษา ศักดิ์สิทธิ์ เป็นภาษาศาสนา มีผู้ศึกษาน้อยลงไปอีก จึงกลายเป็นภาษาตายไม่ใช้เป็นภาษาพูด หรือภาษาเขียนอีกในระยะเวลาต่อมา ดียู ศรีนราวัฒน์ และชลธิชา บำรุงรักษ์ (2563, หน้า 122) ได้กล่าวว่า คำว่า สํสกฤต หรือ สันสกฤต เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นชื่อของภาษาดังที่เราเรียกกันว่า ภาษาสันสกฤต ในปัจจุบัน โดยก่อน หน้ายุคของปาณินินั้นไม่ปรากฏว่า มีการใช้คำว่า สันสกฤต ในฐานะที่เป็นชื่อของภาษาเลย โดยเหตุที่ ภาษาสันสกฤตมีกฎเกณฑ์รัดกุมมากเช่นนี้ จึงทำให้ภาษาสันสกฤตกลายเป็นภาษาของผู้มีการศึกษาสูง หรือเป็นภาษาทางวรรณคดี ยากที่ประชาชนธรรมดาจะสามารถเข้าใจหรือนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ บุณยเสนอ ตรีวิเศษ (2564 , หน้า 90) ได้กล่าวไว้ว่า ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาที่มี วิวัฒนาการมาจากภาษาในคัมภีร์พระเวทของชาวอารยัน โดยถือเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนชั้นสูง หลังจากที่พวกอารยันได้อพยพเข้ามาอยู่ในชมพูทวีปซึ่งกินระยะเวลายาวนานไม่น้อยกว่าพันปีแล้ว พวกอารยันก็คงใช้ภาษาไวทิกะ ในการสื่อสารแต่เนื่องจากเวลาอันยาวนาน ทำให้วัฒนธรรมของพวก อารยันเข้าไปผสมผสานกับวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองเป็นเหตุให้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของภาษานี้ คลาดเคลื่อนไปมาก จะเห็นได้จากการที่ในช่วงระยะเวลา 1,000 ปี ที่ชาวอารยันอพยพเข้ามาใน อินเดียนั้น ทำให้ภาษาและวัฒนธรรมของอารยันปะปนกับภาษาและวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองที่ อาศัยอยู่ในประเทศอินเดีย อารยันรับเอาเทพเจ้าบางองค์ของชนพื้นเมืองมารวมไว้กับเทพเจ้าของคน ด้วย เช่น ปศุบดี อันเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะหรือความเชื่อต่าง ๆ ที่ปรากฏในคัมภีร์อถรรพเวท ตลอดจนภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พระเวทหมวดหลัง ๆ ที่ร่องรอยภาษาพื้นเมืองเข้าไปปะปนอยู่ด้วยมาก


24 ข้อพิสูจน์คือ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 300 ปีความแตกต่างของภาษาก็เกิดขึ้นจนทำให้อารยันต้อง แต่งคัมภีร์ยชุรเวทเพื่ออธิบายบทสวดของฤคเวท จากการศึกษาแนวคิดภาษาสันสกฤต สามารถสรุปได้ว่า สันสกฤต ในฐานะที่เป็นชื่อของ ภาษาเลยนั้น โดยเหตุที่ภาษาสันสกฤตมีกฎเกณฑ์ที่รัดกุมมาก จึงทำให้ภาษาสันสกฤตกลายเป็นภาษา ของผู้มีการศึกษาสูงหรือเป็นภาษาทางวรรณคดี แต่ก็มีคำอยู่เป็นจำนวนมากที่ประชาชน บุคคล ธรรมดาได้เลือกสรรนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ประวัติภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย ในปัจจุบันภาษาต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลกับภาษาไทยมากที่สุด คือ ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต เพราะเราได้ยืมคำภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตมาใช้มากมาย ทั้งในทางศาสนา โดยศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย คำสอนในพระพุทธศาสนาบันทึกด้วย ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต (สันสกฤต: มหายาน) จึงได้เกิดคำภาษาบาลีและสันสกฤตใช้ใน ภาษาไทยมากขึ้น ซึ่งจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประวัติภาษาบาลีและ ภาษาสันสกฤตในภาษาไทย ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลไว้ ดังนี้ ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2563, หน้า 139) ได้กล่าวถึงประวัติของภาษาบาลีสันสกฤตใน ภาษาไทยสรุปได้ว่า ในช่วงยุคสมัยกลางของอินเดีย เมื่อราชวงศ์โมกุลเรืองอำนาจนับถือศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาประจำชาติ ศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธก็เริ่มคลี่คลายออกจากประเทศอินเดียไปสู่ ประเทศใกล้เคียง โดยศาสนาพราหมณ์ซึ่งวิวัฒนาการเป็นศาสนาฮินดูในกาลต่อมาและศาสนาพุทธ นิกายหินยานขยายตัวลงมาทางใต้สู่ประเทศลังกา และประเทศทางฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงใต้ของทวีป เอเชีย ส่วนพุทธศาสนานิกายมหายานขยายตัวขึ้นไปทางตอนเหนือสู่ประเทศทิเบต จีน ญี่ปุ่นและ เวียดนามตามลำดับ เมื่อศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลพลอยได้ที่ติดมากับศาสนา ก็คือ ภาษาและวัฒนธรรมของชาวอินเดีย ดังจะเห็นได้จากลักษณะการปกครองที่มีปุโรหิตเป็นที่ ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดินและพิธีกรรมความเชื่อต่าง ๆ เช่น การรดน้ำ การทำขวัญ การโกนจุก เป็นต้น ภาษาที่เข้ามามีอิทธิพลต่อภาษาประจำชาติต่าง ๆ ก็คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต ประเทศไทย ก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลของชาวอินเดียทั้งทางด้านภาษาและวัฒนธรรม อันเนื่องมาจาก ศาสนาดินแดนที่เป็นประเทศไทยทุกวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งเป็นดินแดนที่รู้จักกัน ดีของบรรดาพ่อค้าชาวอินเดียในสมัยโบราณ การที่จะสันนิษฐานว่า ภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤตเข้า มาในประเทศไทยก่อนกัน ต้องอาศัยหลักฐานอ้างอิงทั้งทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ตามหลักฐานโบราณคดีพบว่า ศาสนาพุทธนิกายหินยานเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเป็น ครั้งแรก เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 (คริสต์ศตวรรษที่ 7) โดยประมาณจากอายุจารึกภาษาบาลีเก่าที่สุดที่ ขุดพบที่บริเวณนครปฐมหรืออาณาจักรทวาราวดีในสมัยโบราณ คือ จารึกคาถา เย ธฺมมา แต่ถ้าจะยึดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศาสนาพุทธนิกายหินยานควรจะเข้ามาก่อนหน้านั้น คือ


25 ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชส่งสมณทูตออกเผยแผ่พุทธศาสนา สมณถุต สายที่มาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ คือ พระโสณเถระและพระอุดระเถระ จารึกภาษาสันสกฤตเก่าที่สุดใน ภาษาไทยพบที่นครศรีธรรมราช เมื่อพุทธศตวรรษที่ 14 พ.ศ. 1318 (ค.ศ. 75) มีเนื้อความสรรเสริญ พระเจ้าแผ่นดินอาณาจักรศรีวิชัยและกล่าวถึงการสร้างปราสาทอิฐสามหลังบูชาพระโพธิสัตว์ปัทมปานี บูชาพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์วัชรป่านีและแสดงอิทธิพลของพุทธศาสนานิกายมหายานที่กล่าว มาแล้วข้างต้น เป็นเรื่องราวของภาษาบาลีและสันสกฤต ในดินแดนก่อนที่ชนชาติไทยจะปรากฏ ซึ่งจากหลักฐานที่กล่าวมายังไม่อาจสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤตเข้ามาสู่ดินแดน สุวรรณภูมิก่อนกัน เพราะยังอาจมีหลักฐานทางโบราณคดีที่เก่ากว่านั้นซึ่งยังไม่พบอิทธิพลของภาษา บาลีสันสกฤตในภาษาไทย ปรากฏให้เห็นครั้งแรกสุดในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง มหาราช จารึกเมื่อปี พ.ศ. 1826 พุทธศตวรรษที่ 19 (คริสต์ศตวรรษที่ 13) ปรากฏทั้งภาษาบาลีและ สันสกฤต อิทธิพลของภาษาสันสกฤตดูจะมีมากกว่าคำในจารึกที่เป็นภาษาสันสกฤตอย่างชัดเจน เช่น ศรีอินทราทิตย์ ตรีบูร พรรษา พาทย์ ปราชญ์ ไตร ศรีธรรมราช ปราสาทสรีตพงศ์ ศรีสัชชนาลัย ศก ธรรม สถาบก ศรีรัตนธาตุ สุพรรณภูมิ สมุทร นอกจากนี้เป็นคำที่ใช้ปนกันทั้งบาลีและสันสกฤต เป็นส่วนใหญ่ ดียู ศรีนราวัฒน์ และชลธิชา บำรุงรักษ์ (2563, หน้า 123) ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อชนชาติหนึ่งเข้า มาเกี่ยวข้องกับอีกชนชาติหนึ่งการยืมภาษากันย่อมจะเกิดขึ้นเสมอแต่เหตุที่ภาษาบาลีสันสกฤตเข้ามา ปนอยู่ในภาษาไทยมากกว่าคำภาษาอื่น ๆ นั้นเนื่องจากเหตุผล ดังต่อไปนี้ 1. ความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา พุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศไทยจนชาวไทยยอมรับเอาศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และรับเอาคติของศาสนาพราหมณ์มาปฏิบัติในชีวิตประจำวันปนอยู่ในลัทธิประเพณีเกือบทุกอย่างการ รับศาสนามาปฏิบัติตาม จำเป็นต้องศึกษาแนวลัทธิเพื่อความเข้าใจจำเป็นต้องศึกษาหัวข้อธรรมะและ แนวปรัชญา ถ้อยคำที่ใช้ในศาสนาเป็นถ้อยคำที่ถ่ายทอดด้วยภาษาสามัญไม่ได้เพราะไม่ลึกซึ้งเท่า จำเป็นต้องรับศัพท์เฉพาะทางศาสนาเข้ามา เช่น นิพพาน ธรรมะ บาป บุญ กุศล ทาน กรรม วินัย โพธิสัตว์ พรหม เมตตา มนต์ สวรรค์ เป็นต้น จะสังเกตได้ว่าคำเหล่านี้แพร่หลายในภาษาไทยและเป็น ที่รู้จักของชนทุกชั้นจนกลายเป็นคำสามัญในภาษาไทย นอกจากคำเหล่านี้ ยังมีคำอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ใน วงแคบซึ่งเป็นภาษาศาสนาโดยตรง เช่น ผาติกรรม เปดพลี ขีณาสพ เป็นต้น 2. ความสัมพันธ์ทางด้านประเพณี เมื่อชนชาติอินเดียเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในประเทศไทย ก็นำเอาประเพณีเข้ามาปฏิบัติ ทำให้มีคำที่เนื่องด้วยประเพณีเข้ามาปะปนในภาษาไทยนานเข้าก็กลายเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น เช่น ตรียัมปวาย มาฆบูชา อาสาฬหบูชา ตักบาตรเทโว เป็นต้น


26 เมื่อไทยรับลัทธิศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธไว้แล้ว ประเพณีต่าง ๆ ก็แพร่หลายโดยเฉพาะ ประเพณีราษฎร์ มีอิทธิพลทำให้ภาษาบาลีสันสกฤต แพร่หลายอย่างมาก ส่วนพระราชประเพณีมีส่วน ให้ศัพท์ต่าง ๆ กลุ่มนี้มีบทบาทในภาษาวรรณคดี 3. ความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม อินเดียเป็นประเทศที่เจริญด้านวัฒนธรรม อิทธิพลด้านวัฒนธรรมของอินเดียมีต่อนานา ประเทศ ทางภาคพื้นตะวันออกก่อนที่วัฒนธรรมตะวันตกจะเข้ามา ไทยได้รับอิทธิพลจากอารยธรรม และวัฒนธรรมของอินเดียทุกสาขา เช่น 3.1 ศิลปะเป็นที่ยอมรับกันว่าศิลปะของไทยส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ไม่ว่าจะโดยตรงหรืออ้อม การรับศิลปะมาเป็นเหตุให้ภาษาเนื่องด้วยศิลปะเข้ามาด้วย เช่น ทางด้านดนตรี เดิมไทยเรามีแต่เครื่องคุมจังหวะและเครื่องดีด สีตีเป่าอย่างง่าย ๆ เพียงเพื่อ การร้องรำทำเพลงแบบชาวบ้าน ต่อเมื่อเราได้รับอิทธิพลจากอินเดียจึงเริ่มมีมโหรี ดนตรี ดุริยางค์ เกิดขึ้นเครื่องดนตรี ก็มีพิณ แล้วมีการเล่น พิณพาทย์ ปี่พาทย์ขึ้นมา เมื่อเรารับเอาการละครของ อินเดียก็มีศัพท์ทางการละครเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ชื่อเพลงหน้าพาทย์ ท่ารำต่าง ๆ อาทิ ท่าปฐม พรหมสี่หน้า สอดสร้อยมาลา รามาน้าวศิลป์ เป็นต้น 3.2 ดาราศาสตร์ อินเดียมีความเจริญทางด้านดาราศาสตร์มาช้านาน จนวิชานี้มี ตำราเรียน เรียกว่า โชยติมุ ใช้เรียนประกอบกับตำราไตรเพท เมื่อวิชานี้เข้ามาแพร่หลายในประเทศ ไทยทำให้คำต่างๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น จักรราศี สุริยคติ จันทร์ อังคาร พุธ เกตุ องศา มีนาคม ธนู มังกร จันทรคราส เมื่อวิชานี้เจริญออกเป็นโหราศาสตร์ก็ทำให้เกิดคำ เช่น ชะดา ลักขณา ทักทิน ยมขันธ์ เกณฑ์ โยค ยาม เป็นต้น 3.3 การแต่งกายไทยได้รับวัฒนธรรมด้านการแต่งกายจากอินเดียหลายอย่าง โดยเฉพาะเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ เช่น มงกุฎ ชฎา สังวาล อินทรธนู มาลา สุคนธ์อาภรณ์ พัสตรา ภูษา หางหงส์ มรกต เพชร เป็นต้น 3.4 สิ่งก่อสร้าง ปัจจัยสำคัญของชีวิตอันหนึ่ง คือ ที่อยู่อาศัยและสิ่งประกอบซึ่ง บางอย่างเราได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอินเดียทำให้รับคำบาลีสันสกฤตมาใช้ด้วย เช่น นกศลอาสน์ ศาลา ปราสาท มณเฑียร บุษบก สถูป เจดีย์ เคหะ อาวาส อาศรม วิหาร เป็นต้น 3.5 เครื่องมือเครื่องใช้ ชาวอินเดียเข้ามาทำมาหากินมากขึ้นและมาตั้งหลักแหล่ง อยู่ในประเทศไทยมากขึ้น ก็นำเครื่องมือเครื่องใช้เข้ามาด้วย ทำให้เรามีของใหม่เกิดขึ้นและมีคำเกิดขึ้น ด้วย เช่น อาวุธ ทัพฟี โตมร คนโท ฉัตร ธนู เป็นต้น


27 3.6 การใช้ราชาศัพท์ การใช้ราชาศัพท์เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทย ที่ต้องการแยกศัพท์ของคนสามัญออกจากศัพท์ที่ใช้กับพระราชาและเชื้อพระวงศ์ เป็นเหตุให้เรารับเอา คำบาลีและสันสกฤตเข้ามาใช้มาก เช่น พระเนตร พระนาภีเป็นต้น นอกจากนั้นศัพท์สามัญที่ใช้เป็น คำสุภาพเราก็รับคำบาลีสันสกฤตเข้ามา เช่น บิดา มารดา โค สุนัข อุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น 4. ความเจริญทางด้านวิชาการ ในปัจจุบันนั้นความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาการเจริญขึ้นทำให้คำที่เราใช้อยู่เดิม แคบเข้า จำเป็นต้องรับเอาคำบาลีและสันสกฤตเข้ามาใช้ เพื่อความเจริญและความสะดวก เช่น วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ รถ แพทย์เภสัช นาฬิกา เป็นต้น 5. ความสัมพันธ์ทางด้านวรรณคดี วรรณคดีอินเดียมีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทยอย่างยิ่ง ทั้งที่เป็นวรรณคดีสันสกฤตและวรรณคดีที่ เนื่องมาจากชาดกในพุทธศาสนา เมื่อวรรณคดีเหล่านี้มาแพร่หลายในเมืองไทย ทำให้เกิดศัพท์ใหม่ ๆ ขึ้นมามากมายและหลากหลาย ทั้งที่เป็นตัวละครและศัพท์ที่ใช้ในการประพันธ์วรรณคดี เช่น ราม สีดา ราพณาสูร ครุฑ คนธรรพ์ สุเมรุ อโนดาต วิฆเนศ อัปสร รจนา กวี ประพันธ์ เป็นต้น ประเทศไทยใช้คำยืมภาษาบาลีและสันสกฤตในลักษณะที่มีความยากต่างกับภาษาอื่น ๆ เช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ เราใช้ในลักษณะที่ไม่นิยมมากนัก เช่น ภาษาจีน คำว่า เจ๊ก เจ๊ง เจ๊า เรามักใช้ เฉพาะในภาษาปากเท่านั้น ถือว่าเป็นคำไม่สุภาพ แต่ภาษาบาลีสันสกฤตกลับยกย่องว่าเป็นคำสูง และ จากการศึกษาค้นคว้าพบว่าความจำเป็นในการรับคำภาษาบาลีและสันสกฤตมาใช้มี 2 ลักษณะ คือ 1.เนื่องจากภาษาบาลีสันสกฤตมีคำใช้มาก โดยที่แต่ละคำมีอรรถลึกซึ้ง แยกความหมายได้ ชัดเจน บางคำจึงสื่อความหมายได้เร็วและรัดกุม ต่างกับภาษาไทยที่มีคำน้อย ดังนั้น การรับคำภาษา บาลีและสันสกฤต บางคำมาจึงถือว่าเป็นเพราะความจำเป็น ถ้าไม่รับมาจะหาคำไทยแทนได้ยาก ทำให้การสื่อสารเข้าใจล่าช้า เช่น คำว่า “สัตว์” เดิมไทยเคยใช้ “ตัวเป็น” บ้าง “เนื้อเบื้อ” บ้าง “ช้าง ม้าวัวควาย” บ้าง เมื่อใช้คำว่า “สัตว์” ซึ่งเป็นคำสันสกฤตแล้วทำให้มีความหมายบ่งเฉพาะลงไป หรืออย่างเช่นคำว่า “อวัยวะ” คำนี้แทนทุกส่วนของร่างกาย จะเห็นว่าต่างกับคำว่า “ร่าง” ซึ่งเรามี อยู่เดิมจะใช้ “เรือนร่าง”ก็ไม่ตรงกับ “อวัยวะ”คำบางคำเป็นคำที่มีนัยเท่ากับความหมายโดยตรงที่ เรารับมาพร้อมกับนิยามใหม่ซึ่งไม่อาจจะหาคำไทยแทนได้ เช่น วิญญาณ นิพพาน โลก มงคล บาป เป็นต้น


28 2. รับมาเพื่อความสละสลวยของภาษา การรับคำบาลีและสันสกฤตมาใช้เพื่อความสละสลวยของภาษาไทย มีทั้งในภาษาวรรณคดี และภาษาทั่วไป การใช้คำในวรรณดีไทยต้องการเสียงและสัมผัสตามฉันทลักษณ์ เมื่อรับคำบาลี สันสกฤตมาใช้ช่วยให้คำสละสลวยทั้งเสียงและความหมาย เช่น “วัฐ” เราอาจใช้คำว่า คุรงค์ อัศวะ พาชี (วาชี) สินธพ มโนมัย คำที่หมายถึง “ประเสริฐ” เราอาจเลือกสรรใช้คำ ดิลก วรภัทร บวร พิสิฐ อนุตร อดิศัย นิสภ บรม อนันต์ ทำให้การบรรจุคำตามพยางค์และเสียงสัมผัสทำให้สะดวก เพราะ คำเหล่านี้ดัดแปลงเสียงไปแล้วไม่ทำให้ความหมายผิดไป เราสามารถสรรใช้ให้เหมาะสมกับความงามที่ ต่างลักษณะ เช่น พิลาส (งามอย่างสดใส) วิจิตร (งามน่าพิศวง) วิล (งามปราศจากมลทิน) วิลาวัณย์ (งามเป็นเลิศ) สุนทร (งามและดี) ศรี (งามสง่าเป็นมงคล) เป็นต้น คำที่ใช้ในภาษาสามัญโดยมากใช้เพื่อแสดงความสุภาพ เพื่อให้เหมาะสมกับกาลเทศะและ บุคคล เช่น คำว่า “ตาย” อาจใช้คำที่ต่างกันออกไปตามระดับของบุคคล เช่น มรณะ อนิจกรรม พิราลัย ทิวงคต สวรรคต เป็นต้น บุณยเสนอ ตรีวิเศษ (2564 , หน้า 92) ได้กล่าวถึงประวัติของภาษาบาลีสันสกฤตใน ภาษาไทยสรุปได้ว่า คนไทยได้มีการรับเอาวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ รวมถึงวรรณคดีบาลีและ สันสกฤตเข้ามา ทำให้เรารับคำภาษาบาลีและสันสกฤตซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเข้า มาใช้ในภาษาไทยอย่างมากมายในชีวิตประจำวัน คำภาษาต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ภาษาไทยมากที่สุดก็คือ ภาษาบาลีสันสกฤต เพราะว่าเราได้ยืมคำบาลีสันสกฤตมาใช้ในภาษาไทยมาก ไม่ว่าจะเป็นคำที่ใช้อยู่ในทางศาสนาหรือคำที่ใช้พูดกันอยู่ในชีวิตประจำวัน บางคำเราใช้อยู่จนชิน ถึงกับมีความรู้สึกว่าเป็นภาษาของเราเอง เรานำเอาคำบาลีสันสกฤตมาใช้ในวิชาการแขนงต่าง ๆ ตลอดจนตั้งชื่อและนามสกุลของบุคคล ชื่อสถานที่ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นต้น บางคำเราใช้ ในลักษณะรูปศัพท์เดิมของบาลีสันสกฤต เช่น โลโภ โทโส โมโห พาโล เป็นต้น บางคำเรานำมา ดัดแปลงเสียงหรือเพิ่มความหมายเสียบ้าง เช่น คงคา กมล บพิธ เป็นต้น แต่บางคำเราอาจจะเอามา เปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ให้แปลกออกไปตามที่เราต้องการ เช่น จิร เจียร จำเนียร, ธีร เป็น ธีร์ เป็น ธีร์


29 หรือ เธียร ดังนี้เป็นต้น และการที่คำบาลีสันสกฤตเข้ามาเกี่ยวข้องกับภาษาไทยเป็นจำนวนมากนั้น คงจะเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ ดังนี้ 1. สาเหตุที่เกี่ยวกับศาสนา จากหลักฐานทางพระพุทธศาสนาปรากฏว่า พระเจ้าอโศกมหาราชได้เคยส่งพระสมณทูต 2 รูป คือ พระโสณะและพระอุดตระ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแควันสุวรรณภูมิซึ่งเป็นที่เข้าใจกัน ว่า คือดินแดนแห่งประเทศไทยในปัจจุบันนี้ แต่คนไทยในขณะนั้นยังมิได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบนี้เลย เมื่อคนไทยได้มาตั้งถิ่นฐานและตั้งตนเป็นอิสระในแคว้นสุวรรณภูมิ ตั้งสุโขทัยเป็นราชธานีสืบมา จนกระทั่งรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ปรากฏว่าไทยได้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ดังที่ปรากฏใน ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า “พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบ ปิฎกไตรหลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา” พ่อขุนรามคำแหงนอกจากจะ นิมนต์พระสังฆราชมาจากเมืองนครศรีธรรมราชแล้วยังได้เคยส่งพระสมณทูตไปสืบพระพุทธศาสนาที่ ประเทศลังกา เมื่อคนไทยยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาและยึดมั่นในคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา จึงจำเป็นต้องศึกษาภาษาบาลีเพราะหลักคำสอน คือ พระไตรปิฎกได้จารึกไว้เป็นภาษาบาลี บรรดาบุคคลที่ถือกันว่าเป็นผู้คงแก่เรียนในสมัยนั้น ก็มักจะเป็นผู้ได้รับการศึกษามาจากวัดเสียเป็น ส่วนมาก ฉะนั้นคนไทยจึงนิยมชมชอบในการใช้คำบาลีมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ 2. สาเหตุที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณี มีเหตุผลสืบเนื่องมาทางประวัติาสตร์ของอินเดีย กล่าวคือ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 (ราว พ.ศ. 500-600) เป็นต้นมา เกิดมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินและราชวงศ์ขึ้นในอินเดีย คงจะเกิด การจลาจลวุ่นวายขึ้น ผู้ที่รักสงบโดยเฉพะอย่างยิ่งพวกพราหมณ์ผู้ซึ่งเป็นเจ้าตำรับทางนิติศาสตร์ ไสยศาสตร์ เวททางศาสตร์และศิลปศาสตร์ต่างๆ ได้ออกเดินทางไปหาถิ่นที่อยู่ใหม่ในต่างแดนโดย อาศัยไปกับพ่อค้าชาวอินเดีย ซึ่งเดินเรือและทำการค้าขายไปถึงแหลมอินโดจีน ประเทศจีนและ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อพวกพราหมณ์และพ่อค้าซาวอินเดียเหล่านั้นไปถึงที่ใด ก็มักจะเอาลัทธิศาสนา พราหมณ์ประเพณีวัฒนธรรมและศิลปกรรมของตนไปเผยแผ่ด้วย เหตุนี้เองภาษาสันสกฤตอันบรรจุ วิทยาการเหล่านั้นจึงเขามาปะปนอยู่ในภาษาไทยมาก แม้แต่ในราชสำนักก็จะมีพระราชพิธีเกี่ยวกับ ลัทธิไสยศาสตร์และศาสนาพราหมณ์อยู่มาก เช่น พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา พิธีตรียัมปวาย พิธีโสกันต์ พิธีธานยเทาะห์ เป็นต้น 3. สาเหตุเกี่ยวกับทางด้านวรรณคดี วรรณคดีอินเดียทั้งที่เป็นวรรณคดีสันสกฤตและวรรณคดีบาลีโดยเฉพาะวรรณคดีชาดกมี อิทธิพลต่อวรรณคดีไทยเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าวรรณดีไทยหลายเรื่องได้เค้าเรื่องมาจากชาดกใน พระพุทธศาสนา ทั้งอรรถกถานิบาตชาดกและปัญญาสชาดก เช่น


30 จากอรรถกถานิบาตชาดกมี 1. ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ได้เค้าเรื่องมาจาก มหาเวสฺสนฺดรชาตก 2. มหาชาติคำหลวงและกาพย์มหาชาติ ได้เค้าเรื่องมาจาก มหาเวสฺสนฺตรชาตก 3. บทเห่เรื่องกากีและกากีกลอนสุภาพ ได้เค้าเรื่องมาจาก กากาติชาดกและจาก กุณาลชาตก จากปัญญาสชาดก 4. สมุทรโฆษคำฉันท์ ได้เค้าเรื่องมาจาก สมุทฺทโฆสชาตก 5. เสือโคคำฉันท์ ได้เค้าเรื่องมาจาก พหลาคาวีชาตก 6. บทละครนอกเรื่องคาวี ได้เค้าเรื่องมาจาก พหลาคาวีชาตก 7. บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง ได้เค้าเรื่องมาจาก สุวณฺณสงฺขชาตก 8. พระรถเสน ได้เค้าเรื่องมาจาก รถเสนชาตก 9. สรรพสิทธิคำฉันท์ ได้เค้าเรื่องมาจาก สพฺพสิทธิชาตก 10. พระสุธน นางมโนห์รา ได้เค้าเรื่องมาจาก สุธนชาตก 11. กลบทศิริวิบุลกิตติ ได้เค้าเรื่องมาจาก สิริวิปุลกิตฺติชาตก นอกจากนี้แล้วยังมีวรรณคดีเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับทางพระพุทธศาสนา เช่น สามัคคีเภทคำฉันท์ ปฐมสมโพธิกถา ปุณโณวาทคำฉันท์ เป็นต้น ส่วนวรรณคดีไทยที่ได้เค้าเรื่องมาจากวรรณคดีสันสกฤตก็มีหลายเรื่อง เช่น อิลราชคำฉันท์ พระนลคำหลวง พระนลคำฉันท์ ศกุนตลา สาวิตรี และรามเกียรติ์ เป็นต้น เมื่อวรรณคดีอินเดียได้ แพร่หลายและมีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทยเช่นนี้ ในการประพันธ์กวีต้องใช้คำศัพท์หลายคำ ซึ่งได้ ดัดแปลงมาจากคำบาลีสันสกฤตจึงทำให้คำบาลีสันสกฤตเข้ามาปะปนอยู่ในภาษาไทย 4. สาเหตุที่เกี่ยวกับศัพท์บัญญัติ ปัจจุบันความรู้ทางด้านวิทยาการสาขาต่าง ๆ เจริญขึ้นอย่างต่อเนื่อง วิทยาการต่าง ๆ มักถูก บันทึกเป็นภาษาอังกฤษเป็นส่วนมาก การที่จะเอาคำศัพท์ทางวิทยาการที่เป็นภาษาอังกฤษเหล่านั้นมา ใช้ในภาษาไทย โดยคำทับศัพท์จึงต้องบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย ศัพท์ที่ เราจะนำมาบัญญัติขึ้นใช้ โดยมากมักจะเป็นคำบาลีและภาษาสันสกฤต อาศัยเหตุดังกล่าวมานี้จึงทำ ให้ภาษาบาลีสันสกฤตเข้ามาปะปนอยู่ในภาษาไทยเป็นจำนวนมาก จากการศึกษาแนวคิด ประวัติภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย สามารถสรุปได้ว่า การที่คำบาลีสันสกฤตเข้ามาเกี่ยวข้องกับภาษาไทยเป็นจำนวนมากนั้น เนื่องมาจากสาเหตุ หลายประการ อาทิสาเหตุที่เกี่ยวกับศาสนา สาเหตุที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีสาเหตุเกี่ยวกับ ทางด้านวรรณคดีสาเหตุที่เกี่ยวกับศัพท์บัญญัติและรับมาเพื่อความสละสลวยของภาษา เป็นต้น


31 ลักษณะของภาษาบาลี จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของภาษาบาลี ผู้วิจัยได้ รวบรวมข้อมูลจากนักวิชาการทางภาษาบาลีในภาษาไทย ได้กล่าวถึงลักษณะของภาษาบาลีไว้ดังนี้ ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2563, หน้า 140) ได้กล่าวถึงลักษณะของคำภาษาบาลีไว้ สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ในภาษาบาลีมีพยัญชนะ 33 ตัว (ไม่มีพยัญชนะ ศ ษ) ดังนั้น คำใดที่มี “ศ ษ” เช่น เศรษฐี, ฤาษีคำนั้นไม่ใช่คำภาษาบาลีแต่เป็นคำภาษาสันสกฤต 2. ในภาษาบาลีมีสระ 8 ตัว ได้แก่ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ไม่มีสระ ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦๅ ดังนั้น คำใดที่มีสระ 6 ตัว คือ ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦๅ คำนั้นไม่ใช่คำภาษาบาลี แต่เป็นคำภาษาสันสกฤต ตัวอย่างเช่น ไปรษณีย์, เบาราณ, มฤค เป็นต้น 3. พยัญชนะสังโยคหรือตัวสะกดตัวตามในภาษาบาลีมีกฎ ดังนี้ 1. พยัญชนะตัวที่ 1 สะกด พยัญชนะตัวที่ 1 ตาม (ซ้อนตัวเอง) ตัวอย่างเช่น อัตตา กิจจะ เป็นต้น 2. พยัญชนะตัวที่ 1 สะกด พยัญชนะตัวที่ 2 ตาม ตัวอย่างเช่น อัจฉรา วัตถุ บุปผา เป็นต้น 3. พยัญชนะตัวที่ 3 สะกด พยัญชนะตัวที่ 3 ตาม ตัวอย่างเช่น วิชชา สัทท เป็นต้น 4. พยัญชนะตัวที่ 3 สะกด พยัญชนะตัวที่ 4 ตาม ตัวอย่างเช่น วัฒนะ สุทธิวุฒิ เป็นต้น 5. พยัญชนะตัวที่ 5 สะกด พยัญชนะในวรรคเดียวกันตามได้ทั้ง 4 ตัวและตามตัวเอง ได้ด้วย (ยกเว้น ง ตามตัวเองไม่ได้) ตัวอย่างเช่น สงฆ์กังขา สังคม องก์ปัญญา เป็นต้น การสังโยค (ตัวสะกดตัวตามในภาษาบาลี) จะต้องอยู่ในวรรคเดียวกัน ต่างวรรคกันไม่ได้ ส่วนในพยัญชนะอวรรค พยัญชนะ 8 ตัว มีหลักในการซ้อน (สังโยค) ดังนี้ ย ซ้อนตัวเองได้ เช่น อยฺยกา (อัยกา) ล ซ้อนตัวเองได้ เช่น สลฺล (ศัลย์) ส ซ้อนตัวเองได้ เช่น อุสฺสาห (อุตสาหะ)


32 ดียู ศรีนราวัฒน์ และชลธิชา บำรุงรักษ์ (2563, หน้า 124) ได้กล่าวถึงลักษณะคำภาษาบาลี สรุปได้ดังนี้ 1. คำในภาษาบาลีไม่มีสระ “ฤ ฤา ฦ ฦๅ ไอ เอา” 2. คำที่มาจากภาษาบาลีใช้ “ส” ทั้งหมด ส่วนภาษาสันสกฤตมี ทั้ง “ศ ษ ส” 3. คำภาษาสันสกฤต ไม่นิยมใช้ “ฬ” ดังนั้นคำที่มี “ฬ” จึงเป็นคำภาษาบาลี เช่น กีฬา กาฬ โกวิฬาร กักขฬะ ประวาฬ เป็นต้น 4. ภาษาบาลีไม่มีพยัญชนะประสมหรือควบกล้ำ (ภาษาบาลีใช้คำควบกล้ำน้อยกว่าภาษา สันสกฤต) 5. ภาษาบาลีใช้ “ริ” เช่น อริยะ - จริยะ (อริย จริยา) เป็นต้น 6. สระอิ สระอุ ในภาษาบาลี เช่น อิทธิ สันสกฤต จะเป็น “ฤ” เช่น ฤทธิ์ เป็นต้น บุณยเสนอ ตรีวิเศษ (2564 , หน้า 93) ได้กล่าวถึงลักษณะของภาษาบาลี สรุปได้ดังนี้ 1. สังเกตจากพยัญชนะตัวสะกดและตัวตาม คือ พยัญชนะที่ประกอบอยู่ข้างท้ายสระประสม กับสระและพยัญชนะต้น เช่น ทุกข์ = ตัวสะกด ตัวตาม คือ ตัวที่ตามหลังตัวสะกด เช่น สัจจ ทุกข เป็นต้น คำในภาษาบาลีจะต้องมีสะกดและตัวตามเสมอ โดยดูจากพยัญชนะบาลี มีทั้งหมด 33 ตัว แบ่งออกเป็นวรรค ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 พยัญชนะในภาษาบาลี แถวที่ เศษวรรค 1 2 3 4 5 วรรค ก ก ข ค ฆ ง ย ห วรรค จ จ ฉ ช ฌ ญ ร ฬ วรรค ฏ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ล อํ วรรค ต ต ถ ท ธ น ว วรรค ป ป ผ พ ภ ม ส


33 มีหลักการสังเกต ดังนี้ 1.1 พยัญชนะตัวที่ 1, 3, 5 เป็นตัวสะกดได้เท่านั้น (ต้องอยู่ในวรรคเดียวกัน) 1.2 ถ้าพยัญชนะตัวที่ 1 สะกด ตัวที่เหลือหรือตัวที่ 2 เป็นตัวตามได้ เช่น สักกะ ทุกข สัจจ ปัจฉิม สัตต หัตถ บุปผา เป็นต้น 1.3 ถ้าพยัญชนะตัวที่ 3 สะกด ตัวที่ 3 หรือ 4 เป็นตัวตามได้ในวรรคเดียวกัน เช่น อัคคี พยัคฆ์ วิชชา อัชฌา พุทธ คพก (ครรภ์) เป็นต้น 1.4 ถ้าพยัญชนะตัวที่ 5 สะกด ทุกตัวในวรรคเดียวกันตามได้ เช่น องค์ สังข์ องค์ สงฆ์ สัมปทาน สัมผัส สัมพันธ์ สมภาร เป็นต้น 1.5 พยัญชนะบาลี ตัวสะกดตัวตามจะอยู่ในวรรคเดียวกันเท่านั้น จะข้ามไปวรรคอื่น ไม่ได้ 2. สังเกตจากพยัญชนะ “ฬ” จะมีใช้ในภาษาบาลีในไทยเท่านั้น เช่น จุฬา ครุฬ อาสาฬห์ วิฬาร์ โอฬาร์ พาฬ เป็นต้น 3. สังเกตจากตัวตามในภาษาบาลี จะมาเป็นตัวสะกดในภาษาไทยโดยเฉพาะวรรก ฏ และ วรรคอื่นๆ บางตัว จะตัดตัวสะกดออกเหลือแต่ตัวตามเมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย เช่น บาลี ไทย รัฏฐ รัฐ อัฏฐิ อัฐิ ทิฏฐิ ทิฐิ วัฑฒนะ วัฒนะ ปุญญ บุญ วิชชา วิชา สัตต สัต เวชช เวช


34 กิจจ กิจ เขตต เขต นิสสิต นิสิต นิสสัย นิสัย ยกเว้นคำโบราณที่นำมาใช้แล้วไม่ตัดรูปคำซ้ำออก เช่น ศัพท์ทางศาสนา ได้แก่คำว่า วิปัสสนา จิตตวิสุทธิ์ เป็นต้น ตัวอย่างคำที่มาจากภาษาบาลี สามัญ วิชา อิสิ จริยา ฐาปนา สันติ วัฒนา บุญ เวช สิทธิ จุฬา สิกขา อัคคี นิสิต สงฆ์ ทุกข์ มัจฉา รังสี รัฐ วิชา โอฬาร กิริยา สมการ โมลีวชิระ ปฐม เรขา เสนา โอสถ ปิตุ ปัจฉิม วิชชา ญาณ ฐาน วุฑฒิ ถาวร วิตถาร ตัณหา ญาติ สิกขา มัชฌิมา นิพพาน กีฬา จุฬา สามี ปฏิเสธ สาวก สามัญ ขณะ อุตุ นิจ สัจจ มัจฉา เป็นต้น จากการศึกษาแนวคิด ลักษณะคำภาษาบาลีสามารถสรุปได้ว่า คำในภาษาบาลีไม่มีสระ “ฤ ฤา ฦ ฦๅ ไอ เอา” คำที่มาจากภาษาบาลีใช้ “ส” ทั้งหมด ส่วนภาษาสันสกฤตมี ทั้ง “ศ ษ ส” คำภาษาสันสกฤต ไม่นิยมใช้ “ฬ” ดังนั้นคำที่มี “ฬ” จึงเป็นคำภาษาบาลี ภาษาบาลีไม่มีพยัญชนะ ประสมหรือควบกล้ำ (ภาษาบาลีใช้คำควบกล้ำน้อยกว่าภาษาสันสกฤต) ภาษาบาลีใช้ “ริ” เช่น อริยะ และสระอิ สระอุ ในภาษาบาลี เช่น อิทธิ ในภาษาสันสกฤต จะเป็น “ฤ” เช่น ฤทธิ์ เป็นต้น ลักษณะคำภาษาสันสกฤต จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของภาษาสันสกฤต ผู้วิจัยได้ รวบรวมข้อมูลจากนักวิชาการทางภาษาสันสกฤตในภาษาไทย ได้กล่าวถึงลักษณะของภาษาสันสกฤต ไว้ดังนี้ ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2563, หน้า 142) ได้กล่าวถึงลักษณะของคำภาษาสันสกฤต ไว้ดังนี้ 1. พยัญชนะในภาษาสันสกฤตมีมากกว่าพยัญชนะภาษาบาลี คือ เพิ่ม “ศ ษ” 2. สระในภาษาสันสกฤตมีมากกว่าสระในภาษาบาลีคือ ภาษาบาลีมีสระทั้งหมด 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ส่วนภาษาสันสกฤตมีสระทั้งหมด 13 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ เหมือน


35 ภาษาบาลีและเพิ่มสระ ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦๅ เข้ามา ดังนั้น ดำใดที่มี ศ หรือ ษ หรือสระตัวใดตัวหนึ่ง คือ ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦๅ คำนั้นเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต ตัวอย่างเช่น ศีรษะ ฤาษี ศรัทธา กษณะ เกษตร ไปรษณีย์ เสาวคนธ์ ตฤณ มฤค พฤกษา ฤกษ์ ไพจิตร ฤทธิ์ เป็นต้น 3. พยัญชนะสังโยค (ตัวสะกดตัวตาม) ในภาษาสันสกฤต ไม่จำเป็นต้องอยู่ในวรรคเดียวกัน เหมือนภาษาบาลีคือ จะอยู่ต่างวรรคกันก็ได้ เช่น สัปดาห์ ปรัชญา สัตว์ มัตสยา เป็นต้น 4. คำในภาษาสันสกฤตนิยมอักษรควบกล้ำ เช่น ประเทศ ประเภท ราตรี ประสูติ ประธาน ประมาท ประทีป ปรัชญา ปรียา ประภา ประถม เป็นต้น 5. คำในภาษาสันสกฤตมี “รร” ซึ่งเรียกว่า “เรผะ” เช่น ครรภ์ พรรษ สวรรค์ ทรรศนะ มรรค กรรม ธรรม พรรค เป็นต้น 6. ในภาษาสันสกฤต นิยมใช้ปัจจัย “อิน” เช่น เวทิน เมธิน วาทิน วศิน โยคิน เป็นต้น 7. ภาษาสันสกฤต มีตัวสะกดควบ เช่น อาทิตย์ จันทร์ จิตร จักร สมัคร สำนักพิมพ์เป็นต้น ดียู ศรีนราวัฒน์ และชลธิชา บำรุงรักษ์ (2563, หน้า 125) ได้กล่าวถึงลักษณะของภาษา สันสกฤต สรุปได้ดังนี้ 1. สระสันสกฤต ต่างจากบาลี 6 ตัว คำใดประสมด้วยสระ ฤ ฤา ฦ ฦๅ ไอ เอา เป็นคำใน ภาษาสันสกฤต 2. คำใดประสมด้วย “ศ ษ” มีในภาษาสันสกฤตและไม่มีในภาษาบาลี เช่น อภิเษก ศีรษะ อวกาศ ศัตรู ศิลปะ ราษฎร อังกฤษ ศึกษาศาสตร์เป็นต้น 3. คำสันสกฤตนิยมใช้ “ฑ” เช่น กรีฑา เป็นต้น และคำสันสกฤต ไม่นิยมใช้ “ฬ” เช่น กีฬา เป็นต้น 4. คำในภาษาสันสกฤตมีระบบเสียงควบกล้ำหรือพยัญชนะประสม คำควบกล้ำจึงมักเป็น คำภาษาสันสกฤต เช่น สตรี ปรารถนา สวัสดี สมัคร มาตรา อินทรา เป็นต้น 5. คำที่ภาษาไทยใช้ “รร” มาจากภาษาสันสกฤต และตัว “ร” ที่ควบกับคำอื่นและใช้เป็น ตัวสะกด เช่น มรรค สรรพ มารค เป็นต้น 6. ตัว “ฤ” เช่น (ฤทธิ) จะเป็นคำในภาษาสันสกฤต ส่วนในภาษาบาลีจะเป็นคำว่า อิทฺธิ (อิ อุ) เป็นต้น


36 7. คำที่ใช้ “ห์” มักเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต เช่น สังเคราะห์ โล่ห์ อุตส่าห์ เท่ห์ เล่ห์ เสน่ห์ (ภาษาบาลีก็มีในบางคำ เช่น โลห อุสฺสาน เทห สิเนห เสนฺห) เป็นต้น บุณยเสนอ ตรีวิเศษ (2564 , หน้า 94) ได้กล่าวถึงลักษณะของคำภาษาสันสกฤต สรุปได้ดังนี้ 1. พยัญชนะสันสกฤต มี 35 ตัว คือ พยัญชนะบาลี 33 ตัว + 2 ตัว คือ “ศ ษ” ฉะนั้น จึงสังเกตจากตัว “ศ ษ” มักจะเป็นคำภาษาสันสกฤต เช่น กษัตริย์ ศึกษา เกษียร พฤกษ์ ศีรษะ เป็นต้น แต่ยกเว้นคำภาษาไทยบางคำที่ใช้เขียนด้วยพยัญชนะทั้ง 2 ตัวนี้ เช่น ศอก ศึก ศอ เศร้า ศก ดาษ กระดาษ ฝรั่งเศส ฝีดาษ เป็นต้น ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 พยัญชนะในภาษาสันสกฤต แถวที่ เศษวรรค 1 2 3 4 5 วรรค ก ก ข ค ฆ ง ย ษ วรรค จ จ ฉ ช ฌ ญ ร ส วรรค ฏ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ล ห วรรค ต ต ถ ท ธ น ว ฬ วรรค ป ป ผ พ ภ ม ศ อํ 2. ภาษาสันสกฤตไม่มีหลักการสะกดที่แน่นอน คือ ตัวสะกดตัวตามจะอยู่ข้ามวรรคกันได้ ไม่กำหนดตายตัว เช่น อัปสร เกษตร ปรัชญา อักษร เป็นต้น 3. สังเกตจากสระ คือ สระในภาษาบาลี มี 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ส่วนภาษา สันสกฤต คือ สระภาษาบาลี 8 ตัว + เพิ่มอีก 6 ตัว คือ สระ ฤ ฤา ฦ ฦๅ ไอ เอา ถ้ามีสระเหล่านี้อยู่และ สะกดไม่ตรงตามมาตราจะเป็นภาษาสันสกฤต เช่น ตฤณมัย ไอศวรรย์ เสาร์ ไปรษณีย์ ฤาษีคฤหาสน์ เป็นต้น


37 4. สังเกตจากพยัญชนะควบกล้ำ ภาษาสันสกฤตมักจะมีคำควบกล้ำข้างท้าย เช่น จักร อัคร บุตร สตรี ศาสตร์ อาทิตย์ จันทร์ เป็นต้น 5. สังเกตจากคำที่มีคำว่า “เคราะห์” มักจะเป็นภาษาสันสกฤต เช่น เคราะห์ พิเคราะห์ สังเคราะห์ อนุเคราะห์ เป็นต้น 6. สังเกตจากคำที่มี “ฑ” อยู่ เช่น จุฑา กรีฑา ครุฑ มณเฑียร จัณฑาล เป็นต้น 7. สังเกตจากคำที่มี “รร” อยู่ เช่น สรรค์ ธรรม์ วรรณ บรรพต ภรรยา บรรณารักษ์ มรรยาท กรรม ทรรศนะ สรรพ เป็นต้น ตัวอย่างคำที่มาจากภาษาสันสกฤต อังกฤษ พฤกษ์ประพฤติ ศาสนา เกษม ดรรชนี วิทยุ ประจิม ธรรมศาสตร์ เกษตร ศิลปากร วัชระ สัตย์ มฤตยูอินทร์ อัคนี ภัสดา มัธยม ศึกษาศาสตร์ ศากยะ กษัตริย์ พิสดาร พฤษภ ปราณี สวรรค์ กรรม ฤทธิ์ ศรี รัศมี อภิเษก เกษียณ หฤทัย คฤหาสน์ วิทยา เสนา เลขา เสวก พิษ มนุษย์ กรีฑา ครุฑ อิศวร วิเศษ วิศาล สวามี เนตร สตรี อยุธยา อาศรม อาศัย ราษฎร ฤษีสัตว์ กระดาษ ดาษดา พิศ เลิศ บำราศ ปราศ พฤศจิกายน อัศจรรย์ โอษฐ์ กฤษณา พัสดุ เกษียร อาญา เป็นต้น จากการศึกษาแนวคิด ลักษณะคำภาษาสันสกฤต สามารถสรุปได้ว่า พยัญชนะสันสกฤต มี 35 ตัว คือ พยัญชนะบาลี 33 ตัว + 2 ตัว คือ “ศ ษ” ภาษาสันสกฤต ตัวสะกดและตัวตามจะอยู่ ข้ามวรรคกันได้ ไม่กำหนดตายตัว สังเกตจากสระภาษาสันสกฤต คือ สระบาลี 8 ตัว + เพิ่มอีก 6 ตัว คือ สระ ฤ ฤา ฦ ฦๅ ไอ เอา ภาษาสันสกฤตมักจะมีคำควบกล้ำข้างท้าย สังเกตจากคำที่มีคำว่า “เคราะห์” สังเกตจากคำที่มี “ฑ” อยู่ เช่น จุฑา กรีฑา เป็นต้น สังเกตจากคำที่มี “รร” อยู่ เช่น สรรค์ ธรรม์ วรรณ บรรพต ภรรยา บรรณารักษ์ มรรยาท กรรม เป็นต้น วิธีสังเกตคำที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวิธีสังเกตคำที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากนักวิชาการทางภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย โดยได้กล่าวถึง วิธีสังเกตคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต ไว้ดังนี้ ภาสกร เกิดอ่อน และคณะ (2563, หน้า 176 – 177 ) ได้กล่าวถึง วิธีสังเกตคำที่มาจากภาษา บาลีสันสกฤตไว้ว่า ภาษาบาลีและสันสกฤตอยู่ในตระกูลภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย คือ เป็นภาษาที่มีคำเดิม เป็นคำธาตุ เมื่อจะใช้คำใดจะต้องนำธาตุไปประกอบกับปัจจัยและวิภัตติ เพื่อเป็นเครื่องหมายบอก


38 พจน์ ลิงค์ บุรุษ กาล มาลา วาจก โครงสร้างของภาษาประกอบด้วย ระบบเสียง หน่วยคำและระบบ โครงสร้างของประโยค ภาษาบาลีและสันสกฤตมีหน่วยเสียง 2 ประเภท คือ หน่วยเสียงสระและหน่วย เสียงพยัญชนะ ดังนี้ หน่วยเสียงสระ หน่วยเสียงสระภาษาบาลีมี 8 หน่วยเสียง คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ หน่วยเสียงภาษา สันสกฤต ตรงกับภาษาบาลี 8 หน่วยเสียง และต่างจากภาษาบาลีอีก 6 หน่วยเสียง เป็น 14 หน่วย เสียง คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦๅ หน่วยเสียงพยัญชนะ หน่วยเสียงพยัญชนะภาษาบาลีมี 33 หน่วยเสียง และภาษาสันสกฤตมี 35 หน่วยเสียง คือ เพิ่มหน่วยเสียง “ศ ษ” ซึ่งหน่วยเสียงพยัญชนะทั้งสองภาษานี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ พยัญชนะวรรคและพยัญชนะเศษวรรค ภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาตระกูลเดียวกัน ลักษณะภาษาและโครงสร้างอย่างเดียวกัน ไทยรับภาษาทั้งสองมาใช้ ซึ่งสามารถสรุปความแตกต่าง ได้ดังนี้ 1.ถ้าคำภาษาบาลีและคำภาษาสันสกฤตรูปร่างต่างกัน เมื่อออกเสียงเป็นภาษาไทยแล้วได้ เสียงตรงกัน เรามักเลือกใช้รูปคำภาษาสันสกฤต เพราะคำภาษาสันสกฤตเข้ามาสู่ภาษาไทยก่อน คำภาษาบาลีเราจึงคุ้นกว่า เช่น บาลี สันสกฤต ไทย กมฺม กรฺม กรรม จกฺก จกฺร จักร 2. ถ้าเสียงต่างกันเล็กน้อยแต่ออกเสียงสะดวกทั้งสองภาษา มักเลือกใช้รูปคำภาษาสันสกฤต มากกว่าคำภาษาบาลี เพราะเราคุ้นกว่าและเสียงไพเราะกว่า เช่น บาลี สันสกฤต ไทย ครุฬ ครุฑ ครุฑ โสตฺถิ สฺวสฺติ สวัสดี


39 3. คำใดรูปคำภาษาสันสกฤตออกเสียงยาก และคำภาษาบาลีออกเสียงสะดวกกว่า จะ เลือกใช้ภาษาบาลี เช่น บาลี สันสกฤต ไทย ขนฺติ กฺษานฺติ ขันติ ปจฺจย ปฺรตฺย ปัจจัย 4. รูปคำภาษาบาลีและคำภาษาสันสกฤตออกเสียงต่างกันเล็กน้อย แต่ออกเสียงสะดวกทั้งคู่ บางครั้งจึงนำมาใช้ทั้งสองรูปในความหมายเดียวกัน เช่น บาลี สันสกฤต ไทย กณฺหา กฺฤษฺณา กัณหา, กฤษณา ขตฺติย กฺษตริย ขัตติยะ, กษัตริย์ 5. คำภาษาบาลีและคำภาษาสันสกฤตที่ออกเสียงสะดวกทั้งคู่ บางครั้งเรายืมมาใช้ทั้งสองรูป แต่นำมาใช้ในความหมายที่แตกต่างกัน เช่น บาลี สันสกฤต ไทย ความหมาย กิริยา กฺริยา กิริยา อาการของตน โทส เทฺวษ โทสะ ความโกรธ ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2563, หน้า 143) ได้กล่าวถึง วิธีสังเกตคำที่มาจากภาษาบาลี และภาษาสันสกฤต โดยจำแนกออกเป็นข้อ ๆ สรุปไว้ดังนี้ 1. สระบาลีมี 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ สระสันสกฤตมี 14 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู ฤ ฤา ฦ ฦๅ เอ ไอ โอ เอา ซึ่งแปลกไปกว่าคำภาษาบาลี 6 ตัว นอกนั้นเหมือนกับคำภาษาบาลี เพราะฉะนั้น คำศัพท์ที่ใช้สระทั้ง 6 ตัวนี้ ถ้าไม่ใช่คำแผลงแล้วนับว่าเป็นคำภาษาสันสกฤต เช่น ฤาษี ไอราวัณ เอารส ส่วน สระ ฦ ฦๅ บัดนี้ไม่นิยมใช้ในภาษาไทยปัจจุบัน 2. พยัญชนะบาลีมี 32 ตัว ได้แก่ “ก ข ก ฆ ง จ ฉ ช ฌ ญ ฎ ฐ ฑ ฒ ณ ต ถ ท ธ น ป ผ พ ภ ม ย ร ล ว ส ห ฬ” ส่วนพยัญชนะสันสกฤตมี 34 ตัว คือ มีตัว “ศ ษ” เพิ่มเข้ามาอีก 2 ตัว นอกนั้น เหมือนกับคำภาษาบาลี เพราะฉะนั้น คำศัพท์ที่ใช้ตัว “ศ ษ” จึงนับว่าเป็นคำภาษาสันสกฤต


40 3. ตัวสะกดในภาษาบาลี จะต้องมีตัวพยัญชนะตามหลังตามวิธีสังโยค เช่น กังขา นันทา สันติ กัตตุ เป็นต้น แต่ตัวสะกดในภาษาสันสกฤตไม่ต้องมีพยัญชนะตามหลังก็ได้ เช่น มนัส หัสดิน ปกรณัม เป็นต้น 4. ตัวสะกดในภาษาบาลีแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ เป็นพยัญชนะวรรคพวกหนึ่ง เป็นพยัญชนะเศษวรรค พวกหนึ่ง มีหลักเกณฑ์ดังนี้ 4.1. พยัญชนะวรรคใช้เป็นตัวสะกดได้เฉพาะพยัญชนะตัวที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ของวรรคเท่านั้น นอกนั้นเป็นตัวสะกดไม่ได้ ดังนี้ พยัญชนะตัวที่ 1 จะเป็นตัวสะกดได้ก็ต่อเมื่อมีพยัญชนะตัวที่ 1 หรือ 2 ในวรรค เดียวกันตามหลัง เช่น จักกะ สักขี ปัจจัย มัจฉา อัตตา วัตถุ เป็นต้น พยัญชนะตัวที่ 3 จะเป็นตัวสะกดได้ก็ต่อเมื่อมีพยัญชนะตัวที่ 3 หรือ 4 ในวรรค เดียวกันตามหลัง เช่น อัคคีวัชชี มัชฌิมา วุฑฒิ ลัทธิ เป็นต้น พยัญชนะตัวที่ 5 จะเป็นตัวสะกดได้จะต้องมีพยัญชนะตัวใดตัวหนึ่งในวรรค เดียวกันตามหลัง เช่น สันติ สัมปทาน กังขา คันถะ อังคาร อัญชลี กัณฑะ นันทิ อัมพร สังฆ์ ปัญญา สัมมา เป็นต้น แต่พยัญชนะวรรคในสันสกฤต นอกจากจะใช้เป็นตัวสะกดตามหลักเกณฑ์ที่กล่าว ไว้ในบาลีแล้ว ยังมีแปลกไปกว่านั้นอีก คือ 4.1.1 ตัวสะกดตัวตามไม่ต้องเรียงลำดับตามแบบภาษาบาลีก็ได้ เช่น ตัวที่ 3 สะกด ใช้ตัวที่ 5 ตามได้ (ตามแบบภาษาบาลีต้องใช้ตัวที่ 3 หรือ 4 ตาม) เช่น ปราชญ์ อาชญา เป็นต้น 4.1.2 ตัวสะกดกับตัวตามเป็นพยัญชนะต่างวรรคกันก็ได้ เช่น มุกดา ศักดิ์อัคนี อาตมา สัปดาห์เป็นต้น 4.2 พยัญชนะเศษวรรคในบาลีที่ใช้เป็นตัวสะกดได้มีอยู่ 5 ตัว คือ “ย ล ว ส ฬ” มีหลักเกณฑ์ ดังนี้ ตัว “ย” จะเป็นตัวสะกดได้ในเมื่อมีตัว ย หรือ ห ตามหลัง เช่น อัยยิกา คุยห เป็นต้น ตัว “ล” จะเป็นตัวสะกดได้ในเมื่อมีตัว ล ย หรือ ห ตามหลัง เช่น มัลลิกา กัลป์ ยาณ เป็นต้น


Click to View FlipBook Version