The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sineenart2001, 2024-06-16 08:35:33

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม

ครุนิพนธ์ นางสาวศิณีนาถ นุ่นเนียบ

41 ตัว “ว” และ “พ” จะเป็นตัวสะกดได้ในเมื่อมีตัว ห ตามหลัง เช่น ชิวหา อาสาฬห เป็นต้น ตัว “ส” จะเป็นตัวสะกดได้ในเมื่อมีตัว ต น ม ย ว หรือ ส ตามหลัง เช่น ภัสตา มัสสุ เป็นต้น ในภาษาสันสกฤต มีหลักเกณฑ์คล้ายกับภาษาบาลี แต่มีตัวสะกดเพิ่มอีก 2 ตัว คือ ตัว ศ ษ เช่น อัศว พฤศจิกายน อิษฐ ราษฎร ฯลฯ ส่วนตัว “ร” กับตัว “ห” เป็นตัวสะกดไม่ได้ทั้ง ในคำภาษาบาลีและคำภาษาสันสกฤต แต่เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย เราให้เป็นตัวสะกดด้วย เช่น พรหม พราหมณ์ จร ศร กร อมร อาหาร บริวาร อาการ สมการ มรรค วรรค พรรค สรรพ มารค เป็นต้น ดียู ศรีนราวัฒน์ และชลธิชา บำรุงรักษ์ (2563, หน้า 127) ได้ให้ข้อสังเกตถึงความแตกต่าง ระหว่างคำที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตไว้หลายประการ ดังนี้ 1. สระ ภาษาบาลีใช้สระ 8 เสียง คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ภาษาสันสกฤตใช้สระ 14 เสียง คือ อะ อา อิ อีอุอู เอ โอ ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦๅ สำหรับ ฦ ฦๅ ไม่มีใช้ในภาษาไทยปัจจุบัน คำที่มีลักษณะมาจากภาษาอื่น โดยเฉพาะภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตที่ใช้สระ ไอ เอา ฤ ฤา ส่วนมากเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต เช่น ไกรลาส ไปรษณีย์ ไพฑูรย์ ไมตรี ไศล ไอราวัณ เมาลี เสาร์ เอารส ฤกษ์ ฤดู ฤทธิ์ ฤษีเป็นต้น 2. พยัญชนะ ภาษาบาลีใช้พยัญชนะ 33 เสียง ภาษาสันสกฤตใช้พยัญชนะ 35 เสียง พยัญชนะที่ภาษาสันสกฤตใช้เพิ่มจากพยัญชนะบาลีคือ ศ ษ คำที่ใช้ ศ ษ ส่วนมากมาจากภาษา สันสกฤต เช่น ศต ศร ศรัทธา ศรี เกศ พิศวาส พิษ พิเศษ ประดิษฐ์ อธิษฐาน เป็นต้น 3. ภาษาบาลีไม่นิยมใช้พยัญชนะควบกล้ำ ภาษาสันสกฤตนิยมใช้พยัญชนะควบกล้ำ คำที่ใช้ พยัญชนะควบกล้ำส่วนมากมาจากภาษาสันสกฤต 4. พยัญชนะ ฑ,ฬ ภาษาบาลีนิยมใช้ “ฬ” ภาษาสันสกฤตนิยมใช้ “ฑ” เช่น บาลีใช้จุฬา แต่สันสกฤตใช้ จุฑา เป็นต้น 5. คำที่ใช้ “รร” ส่วนมากเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต คำที่มาจากภาษาบาลีไม่ใช้ “รร” คำที่ใช้ “รร” ซึ่งมาจากภาษาสันสกฤต เช่น กรรม กรรณ ครรภ์ จรรยา ดรรชนี เป็นต้น 6. คำที่มาจากภาษาบาลีมีหลักตัวสะกดตัวตามที่แน่นอน


42 7. พยัญชนะบาลีมี 33 ตัว พยัญชนะสันสกฤตมี 35 ตัว ใช้พ้องกัน 33 ตัว พยัญชนะ สันสกฤตที่เพิ่มจากพยัญชนะบาลี คือ ศ ษ ตารางที่ 4 ตารางเปรียบเทียบภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต 1. สระมี 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ 1. สระมี 14 ตัวเพิ่มจากบาลี 6 ตัวคือ ฤ ฤา ฦ ฦๅ ไอ เอา (แสดงว่าคำที่มีสระ 6 ตัวนี้จะเป็น บาลีไม่ได้) 2. มีพยัญชนะ 33 ตัว (พยัญชนะวรรค) 2. มีพยัญชนะ 35 ตัวเพิ่มจากภาษาบาลี 2 ตัว คือ ศ ษ (แสดงว่าคำที่มี ศ ษ เป็นภาษาสันสกฤต ยกเว้น ศอก ศึก เศิก โศก เศร้า เป็น ภาษาไทยแท้) 3. มีตัวสะกดตัวตามแน่นอน เช่น กัญญา จักขุ ทักขิณะ ปุจฉา อัณณพ คัมภีร์ เป็นต้น 3. มีตัวสะกดและตัวตามไม่แน่นอน เช่น กันยา จักษุ ทักษิณ ปฤจฉา วิทยุ อัธยาศัย เป็นต้น 4. นิยมใช้ ฬ เช่น กีฬา จุฬา ครุฬ เป็นต้น(จำว่า กีฬา-บาลี) 4. นิยมใช้ ฑ เช่น กรีฑา จุฑา ครุฑ เป็นต้น 5. ไม่นิยมควบกล้ำ เช่น ปฐม มัจฉา สามีปทุม เป็นต้น 5. นิยมควบกล้ำและอักษรนำ เช่น ประถม สวามี มิตร สถาน ประทุม สถาวร เปรม กริยา เป็นต้น 6. นิยมใช้ “ริ” เช่น ภริยา จริยา อัจฉริยะ เป็น ต้น 6. นิยมใช้ “รร” เช่น ภรรยา จรรยา อัศจรรย์ เป็นต้น เนื่องจากแผลงมาจาก รฺ (ร เรผะ) เช่น วรฺณ = วรรณ ธรฺม = ธรรม * ยกเว้น บรร เป็น คำเขมร 7. นิยมใช้ ณ นำหน้าวรรค ฏะ เช่น มณฑล ภัณฑ์ หรือ ณ นำหน้า ห เช่น กัณหา ตัณหา เป็นต้น 7. นิยม “เคราะห์” เช่น วิเคราะห์ สังเคราะห์ อนุเคราะห์ เป็นต้น


43 บุณยเสนอ ตรีวิเศษ (2564 , หน้า 95) ได้กล่าวถึงข้อสังเกตของคำที่มาจากภาษาบาลีและ สันสกฤต สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. คำไทยที่มีหลายพยางค์มักมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ส่วนมากใช้เป็นคำนาม คำกริยาและคำวิเศษณ์ เช่น บิดา มารดา ศีรษะ พยัญชนะ ทักษะ พยายาม เมตตา กรุณา อนุเคราะห์ วิเศษ ประเสริฐ ปัจจุบัน เป็นต้น 2. คำที่สะกดต่างจากคำไทยแท้ที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต มักสะกดไม่เหมือน คำไทยแท้ ตัวอย่าง เช่น แม่ ก กา พีร์ เล่ห์ พ่าห์ โพธิ์ แม่ กง สงฆ์ วงศ์ รงค์ องค์ แม่ กน สนธิ์ พล พร เกณฑ์ แม่ กม อารมณ์ สดมภ์ อภิรมย์ อุปถัมภ์ แม่ เกย นัยน์ นารายณ์ อาลัย รัตนตรัย แม่ กก อัคร เมฆ สุข ทุกข์ แม่ กด ยศ บาท รัฐ ฤทธิ์ แม่ กบ นพ ลาภ บาป กษาปณ์ 3.คำที่ประสมด้วยตัวอักษร ฆ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ธ ภ ศ ษ ฤ มักเป็นคำบาลีหรือ คำสันสกฤต เช่น ฆาตมัชฌิม ปัญญา ชฎา ปฏิเสธ ฐานะ มณโฑ วุฒิ เณร ธวัช ภาค เศรษฐี จุฬา ฤกษ์ (คำที่ประสมด้วย ศ ษ ฤ ฤา เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต) เป็นต้น 4. คำที่มีรูปวรรณยุกต์และมีไม้ไต่คู้กำกับอยู่ไม่ใช่คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต ยกเว้น คำที่ไทยมาเติมรูปวรรณยุกต์เอกภายหลัง เช่น เล่ห์ พ่าห์ เสน่ห์ เป็นต้น จากการศึกษาแนวคิด วิธีสังเกตคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต สามารถสรุปได้ว่า ภาษาบาลี จะใช้สระอะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ แต่ภาษาสันสกฤต จะเพิ่มตัว ฤ ฤา ฦ ฦๅ ไอ เอา มาด้วย ภาษาบาลี จะใช้ตัว ส เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ภาษาสันสกฤตจะเน้นใช้ตัว “ศ” หรือ “ษ” ส่วน “ฬ” จะอยู่ใน คำที่เป็นภาษาบาลีแต่ถ้าเป็นภาษาสันสกฤต จะใช้ตัว “ฑ” ภาษาบาลีไม่นิยมใช้คำควบกล้ำ ส่วนพวก คำควบกล้ำจะอยู่ในภาษาสันสกฤต ภาษาบาลีจะใช้พยัญชนะสะกดและตัวตามตัวเดียวกัน


44 ส่วนภาษาสันสกฤตจะใช้ “รร” แทน และภาษาบาลีมีหลักตัวสะกดตัวตามที่แน่นอนแต่ ภาษาสันสกฤตไม่มีหลักตัวสะกดตัวตามที่แน่นอน แบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนรู้ชนิดหนึ่ง และเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ของนักเรียนให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ซึ่งจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลไว้ดังนี้ ความหมายของแบบฝึกทักษะ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการทางการศึกษา ได้กล่าวถึง ความหมายของ แบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ เกรียงไกร ราวิชัย (2550, หน้า 19) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะ ไว้ว่า เป็นอุปกรณ์ การเรียนการสอนอย่างหนึ่ง ที่ใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อนำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและ หลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้ นงเยาว์ ทองกำเนิด (2558, หน้า 64) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะ ไว้ว่า แบบฝึกทักษะ คือ สื่อในการเรียนการสอนที่ช่วยให้ครูสามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นช่วยให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและทบทวนความรู้และเนื้อหาที่เรียน ซึ่งเป็น ผลให้นักเรียนมีความเข้าใจในเรื่องที่เรียนได้เป็นอย่างดียิ่ง อิศรา รุ่งอภิญญา (2558, หน้า 49) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะ ไว้ว่า สื่อสิ่งพิมพ์ที่ สร้างขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่นักเรียน แบบฝึกจะช่วยพัฒนาความสามารถของ นักเรียนทำให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจบทเรียนและเกิดความชำนาญในทักษะมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาความหมายของแบบฝึกทักษะ สามารถสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อที่ใช้ใน การเรียน การสอนให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจบทเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วย ให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติทบทวนความรู้ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะทำให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ บทเรียนและเกิดความชำนาญในทักษะมากยิ่งขึ้น


45 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการทางการศึกษา ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของ แบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550, หน้า 53-54) ได้สรุปประโยชน์ของ แบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1.ทำให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น เพราะเป็นเครื่องอำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้ 2. ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน 3. ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได้ 4. ฝึกให้เด็กทำงานตามลำพัง โดยมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 5. ช่วยลดภาระครูและทำให้เด็กฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ 6. ช่วยพัฒนาตามความแตกต่างระหว่างบุคคล 7. ช่วยเสริมให้ทักษะคงทน 8. เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง 9. ใช้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วยตนเอง 10. ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้ชัดเจน 11. ประหยัดค่าใช้จ่ายแรงงานและเวลาของครู ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550, หน้า 21) ได้อธิบายถึงประโยชน์ของแบบฝึกหัดและ แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหา และการพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ ในหน่วยการเรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้ โดยสรุป ได้ดังนี้ 1. เป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน 2. ผู้เรียนมีสื่อสำหรับฝึกทักษะด้านการอ่าน การคิด การคิดวิเคราะห์ และการเขียน 3. เป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับการแก้ปัญหาในการเรียนรู้ของผู้เรียน 4. พัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติด้านต่าง ๆ ของผู้เรียน


46 5. ช่วยลดภาระครูและทำให้เด็กฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ 6. ช่วยพัฒนาตามความแตกต่างระหว่างบุคคล 7. ช่วยเสริมให้ทักษะคงทน 8. เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง 9. ใช้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วยตนเอง 10. ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้ชัดเจน 11. ประหยัดค่าใช้จ่ายแรงงานและเวลาของครู ไพรินทร์ พึ่งพงษ์ (2556, หน้า 76) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกว่า แบบฝึกเป็นสิ่งจำเป็นใน การสอนภาษา แบบฝึกช่วยฝึกทักษะทางภาษาให้คงทน เพราะฝึกทันทีหลังจากเรียนเนื้อหา ฝึกซ้ำ ๆ ในเรื่องที่เรียน แบบฝึกทักษะจึงเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียน หลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียนได้ชัดเจน และสามารถแก้ปัญหาการเรียน การสอนได้เป็นอย่างดีช่วยลดภาระครูและทำให้เด็กฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ ช่วยพัฒนาตามความ แตกต่างระหว่างบุคคล ช่วยเสริมให้ทักษะคงทน เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนใน แต่ละครั้ง ใช้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วยตนเอง ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็ก ได้ชัดเจน ประหยัดค่าใช้จ่ายแรงงานและเวลาของครู จากการศึกษาประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ สามารถสรุปได้ว่า ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ มีทั้งประโยชน์ต่อผู้เรียนและต่อผู้สอน ประโยชน์ต่อผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น เป็นสื่อการเรียนรู้ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เสริมให้ทักษะคงทน ประโยชน์ต่อผู้สอน ช่วยให้ผู้สอนมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียนได้ชัดเจน ทราบความเข้าใจของผู้เรียนและ สามารถแก้ปัญหาการเรียนของผู้เรียนได้ หลักจิตวิทยาที่ใช้ในการสร้างแบบฝึกทักษะ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการทางการศึกษา ได้กล่าวถึง หลักจิตวิทยาที่ใช้ใน การสร้างแบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หน้า 98-100) ได้กล่าวว่าในการสร้างชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ที่ เหมาะสมและสามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องนำหลักจิตวิทยาและ หลักการสอนมาเป็นพื้นฐานในการจัดทำด้วย ตัวอย่าง เช่น


47 1. ทฤษฎีการสอนของบรูเนอร์(Bruner's Instruction Theory) ทฤษฎีการสอนของบรูเนอร์ กล่าวว่า การที่ครูจะจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กนั้นจะต้องพิจารณาหลักการ 4 ประการ ดังนี้ 1.1 แรงจูงใจ (Motivation) ซึ่งมีทั้งแรงจูงใจที่เกิดจากภายในตัวเด็กเองจะทำให้ เกิดความปรารถนาที่จะเรียนรู้และความต้องการความสำเร็จ นอกจากนั้นยังมีแรงจูงใจที่ต้องการเข้า ร่วมงานกับผู้อื่น และรู้จักทำงานด้วยกันกล่าวได้ว่าครูจะต้องทำให้เด็กเกิดความปรารถนาที่จะรู้โดย การจัดการ ทำให้เด็กมีแรงจูงใจมากขึ้นเพื่อเด็กจะได้พยายามสำรวจทางเลือกต่าง ๆ อย่างมี ความหมายและพึงพอใจอันจะนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ 1.2 โครงสร้างของความรู้ (Structure of Knowledge) มีการเสนอเนื้อหา ให้กับ เด็กในรูปแบบที่ง่ายเพียงพอที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้เช่นเสนอโดยให้กระทำจริงใช้รูปภาพใช้ สัญลักษณ์มีการเสนอข้อมูลอย่างกระชับเป็นต้น 1.3 ลำดับขั้นของการเสนอเนื้อหา (Sequence) ผู้สอนควรเสนอเนื้อหาตาม ขั้นตอน และควรเสนอในรูปแบบของการกระทำมากที่สุด ใช้คำพูดน้อยที่สุดต่อจากนั้นจึงค่อยเสนอ เป็นแผนภูมิหรือรูปภาพต่าง ๆ สุดท้ายจึงค่อยเสนอเป็นสัญลักษณ์หรือคำพูดในกรณีที่ความรู้พื้นฐาน ของเด็กดีพอแล้วครูก็สามารถเริ่มการสอนด้วยการใช้สัญลักษณ์ได้เลย 1.4 การเสริมแรง (Reinforcement) การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพถ้ามี การเสริมแรง เมื่อเด็กสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 2. ทฤษฎีการเชื่อมโยง (Connectivism) ของธอร์นไดค์ (Thorndike) ได้อธิบายถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งเร้า (Stimulus) และการตอบสนอง (Response) ของอินทรีย์ ความสัมพันธ์ จะมีมากขึ้นหรือลดลงเป็นผลเนื่องมาจากผลที่เกิดขึ้นหลังจากการสนองตอบ ถ้าผลที่เกิดขึ้นอินทรีย์ พึงพอใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและ การสนองตอบนั้นจะมีมากขึ้น แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้นนั้นอินทรีย์ ไม่พึงพอใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองย่อมลดลง หรือหายไปในที่สุดตอนใด เรียกหลักการนี้ว่ากฎแห่งผล (Law of Effect) กฎแห่งผลกล่าวว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้น เพราะบุคคล กระทำซ้ำและยิ่งทำมาก ความชำนาญจะเกิดขึ้นทำให้ผู้ฝึกมีความคล่องแคล่วสามารถทำได้ดี 3. ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไข (The Conditions of Learning) กาเย่ ได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม ปัญญานิยม และมนุษยนิยมได้นำแนวคิด เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ของพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมส่วนใหญ่เขาจะ เน้นไปในทางแนวคิดของนักจิตวิทยาของกลุ่มปัญญานิยม กาเย่ ได้เสนอแนวทางการจัดการเรียน การสอนในห้องเรียนให้คำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้


48 3.1 ลักษณะของผู้เรียน ผู้สอนจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่าง ระหว่างบุคคลความพร้อมแรงจูงใจ 3.2 กระบวนการทางปัญญาและการสอน เงื่อนไขการเรียนรู้ที่ส่งผลทำให้ การสอนต่างกัน ได้แก่ 1. การถ่ายโยงการเรียนรู้มี 2 ลักษณะ คือ ทำให้เกิดการเรียนรู้ทักษะใน ระดับที่สูงได้ดีขึ้นและแผ่ขยายไปสู่สภาพการอื่นนอกเหนือจากสภาพการสอน 2. การเรียนรู้ทักษะการเรียนรู้บุคคลอาจมีวิธีการที่จะจัดการเรียนรู้ การจดจำและการคิดด้วยตัวเขาเองจึงควรช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนให้พัฒนาไปตาม ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ 3. การสอนกระบวนการแก้ปัญหามี 2 เงื่อนไข คือ ผู้เรียนจะต้องรู้กฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ที่จำเป็นมาก่อนและสภาพของปัญหาที่เผชิญนั้น ผู้เรียนต้องไม่เคยเผชิญมาก่อนผู้เรียนจะ ค้นพบคำตอบจากการเรียนรู้โดยการค้นพบซึ่งผู้เรียนจะมีโอกาสค้นพบเกณฑ์ต่าง ๆ ในระดับที่สูงขึ้น 3.3 สำหรับการเรียนรู้ผู้สอนจะต้องรู้สภาพการณ์ของการเรียนรู้ จึงสามารถ วางระบบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม เช่น การสอนซ่อมเสริม การสอนกลุ่มเล็ก การสอนกลุ่มใหญ่ เป็นต้น สำลี รักสุทธี (2553, หน้า 34-35) ได้กล่าวถึงหลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง แบบฝึกทักษะ ดังนี้ 1. กฎการเรียนรู้ของ ธอร์นไดค์ (Thorndike ) ในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ 1.1 กฎแห่งการฝึกฝน (Law of Exercise) คือ การให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัด มาก ๆ จะทำให้เกิดความคล่องและชำนาญ การสร้างแบบฝึกจึงช่วยให้ผู้เรียนทำแบบฝึกที่เสริมจาก แบบฝึกในบทเรียนและมีหลายรูปแบบ 1.2 กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) คือ การให้ผู้เรียนมีความพร้อมใน การเรียนจะทำให้เกิดความพอใจในการเรียน 1.3 กฎแห่งผล (Law of Effect) คือ แบบฝึกต้องมีเนื้อหาตรงตามความสนใจ ของผู้เรียนมีความยากง่ายที่เหมาะสมกับวัยและสติปัญญา มีสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนพอใจในการเรียน การประเมินผลควรกระทำอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ผู้เรียนทำเสร็จแล้ว


49 2. ทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่ ซึ่งกล่าวถึงการเรียนรู้ต้องมีลำดับขั้น และผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ เนื้อหาที่ง่ายไปหายาก แนวคิดของกาเย่มีว่า "การเรียนรู้มีลำดับขั้นตอน ดังนั้นก่อนที่จะสอนเด็ก แก้ปัญหาได้นั้น เด็กจะต้องเรียนรู้ความคิดรวบยอดหรือหลักเกณฑ์มาก่อน ซึ่งในการสอนให้เด็กได้ ความคิดรวบยอดหรือกฎเกณฑ์นั้น จะทำให้เด็กเป็นผู้สรุปความคิดรวบยอดด้วยตนเองแทนที่ครูจะ เป็นผู้บอก" การสร้างแบบฝึกจึงควรคำนึงถึงการฝึกตามลำดับขั้นจากง่ายไปหายาก 3. แนวคิดของบลูม ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกัน ผู้เรียนจะ สามารถเรียนรู้เนื้อหาในหน่วยย่อยต่าง ๆ ได้โดยใช้เวลาเรียนที่แตกต่างกัน ดังนั้นการสร้างแบบฝึกจึง ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถผ่านลำดับขั้นตอนของทุกหน่วยการเรียนได้ ถ้านักเรียนได้เรียนตามอัตราการเรียนของตนก็จะทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น 4. ทฤษฎีการเรียนรู้ของ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) เขาเชื่อว่าบุคคลมีเชาวน์ ปัญญาแตกต่างกัน แต่ละคนจะมีความสามารถแตกต่างกัน คนหนึ่งอาจเรียนรู้ดนตรีได้ง่าย อีกคน เรียนรู้คณิตศาสตร์ได้ดี ขณะที่อีกคนเรียนภาษาได้ง่าย เป็นต้น ครูควรคำนึงถึงนักเรียนแต่ละคนว่า มีความรู้ ความถนัดความสามารถและความสนใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นการสร้างแบบฝึกจึงควร พิจารณาถึงความเหมาะสมกับบุคคลไม่ยากและไม่ง่ายเกินไป ควรมีคละกันหลายแบบ การจูงใจ ผู้เรียนสามารถทำได้โดยการทำแบบฝึกจากง่ายไปหายาก เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียนเป็น การกระตุ้นให้ติดตามต่อไป และทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึก ควรเป็นแบบสั้น ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนไม่เบื่อหน่าย สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (2553, หน้า 52-62) ได้กล่าวถึงหลักจิตวิทยาที่ ใช้ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะมี ดังนี้ 1. กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ (Thorndike) เกี่ยวกับกฎการฝึกหัด ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองของวัตสัน (waston) นั่นคือสิ่งใดก็ตามที่มีการฝึกหัดหรือกระทำ บ่อย ๆ ย่อมทำให้ผู้ฝึกคล่องแคล่วสามารถทำได้ดี ในทางตรงกันข้ามสิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้รับการฝึกหัด ทอดทิ้งไปนานแล้ว ย่อมทำได้ไม่ดีเหมือนเดิมแต่ถ้ามีการฝึกฝนกระทำ ซ้ำ ๆ ก็จะช่วยให้เกิดทักษะ เพิ่มขึ้น 2. ความแตกต่างระว่างบุคคล เป็นสิ่งที่ครูควรคำนึงถึงด้วยว่านักเรียนแต่ละคนมีความรู้ ความถนัดความสามารถ และ ความสนใจที่ต่างกัน ฉะนั้นในการสร้างแบบฝึกจึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสม ไม่ยากหรือง่าย จนเกินไปและมีหลายแบบ 3. การจูงใจผู้เรียนนั้นครูสามารถทำได้โดยการจัดแบบฝึกหัดจากง่ายไปหายาก


50 เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน เป็นการกระตุ้นให้ติดตามต่อไป และทำให้นักเรียน ประสบผลสำเร็จในการทำแบบฝึกหัด นอกจากนั้นการใช้แบบฝึกหัดสั้น ๆ จะทำให้ผู้เรียนไม่เกิด ความเบื่อหน่าย 4. การนำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิต และการเรียนรู้มาให้นักเรียนได้ทดลองทำ ภาษาที่ใช้พูดเขียนในชีวิตประจำวันจะทำให้ผู้เรียนนั้นทำแบบฝึกในสิ่งที่ใกล้ตัว นอกจากจะ จำได้แม่นแล้วนักเรียนยังสามารถนำหลักและความรู้ที่ได้รับมาใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย การนำหลักจิตวิทยามาใช้ในการสร้างแบบฝึกทักษะสามารถทำให้เข้าใจถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล การสร้างแบบฝึกทักษะก็ควรคำนึงถึงความเหมาะสม เรียนรู้เนื้อหาที่ง่ายไปหายาก และการฝึกฝนกระทำซ้ำ ๆ ก็จะช่วยให้เกิดทักษะเพิ่มขึ้น การสร้างแรงจูงใจหรือดึงดูดความสนใจของ ผู้เรียนก็มีส่วนกระตุ้นให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึกทักษะไม่เกิดการเบื่อหน่าย จากการศึกษาหลักจิตวิทยาที่ใช้ในการสร้างแบบฝึกทักษะ สามารถสรุปได้ว่า การที่จะสร้าง ชุดฝึกทักษะนั้น จะต้องใช้หลักจิตวิทยาในการสร้าง เนื้อหาต้องเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มีคําอธิบายที่ชัดเจน คํานึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียนมากที่สุด มีรูปแบบที่หลากหลาย เรียงจากง่ายไปหายาก มีรูปภาพประกอบเพื่อเร้าความสนใจ ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการทางการศึกษา ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการสร้าง แบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550, หน้า 20) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะไว้ว่า ดังนี้ 1. ศึกษาเนื้อหาสาระสำหรับการจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ 2. วิเคราะห์เนื้อหาสาระโดยละเอียด เพื่อกำหนดจุดประสงค์ในการจัดทำ 3. ออกแบบการจัดทำแบบฝึก แบบฝึกทักษะ ตามจุดประสงค์ 4. สร้างแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ และส่วนประกอบอื่น ๆ 5. นำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 6. ปรับปรุง พัฒนาให้สมบูรณ์


51 สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550, หน้า 65) ได้เสนอแนะขั้นตอนการสร้าง แบบฝึกว่าการสร้างแบบฝึก จะคล้ายคลึงกับการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทอื่น ๆ ซึ่งมี รายละเอียด ดังนี้ 1. วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น - ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทำการสอน - ปัญหาการผ่านจุดประสงค์ของนักเรียน - ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ศึกษารายละเอียดในหลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์และกิจกรรม 3. พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึกและเลือกเนื้อหาใน ส่วนที่จะสร้างแบบฝึกนั้น ว่าจะทำเรื่องใดบ้าง กำหนดเป็นโครงเรื่องไว้ 4. ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกจากเอกสารตัวอย่าง 5. ออกแบบชุดฝึกแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลายน่าสนใจ 6. ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด พร้อมทั้งช้อทดสอบก่อนและหลังเรียนให้สอดคล้องกับ เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ 7. ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 8. นำไปทดลองใช้ แล้วบันทึกผลเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง 9. ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 10. นำไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป จุฑามาศ ศรีวิลัย (2550, หน้า 32) ได้กล่าวถึงหลักการสร้างแบบฝึกต้องมีการตั้งวัตถุประสงค์ และจัดเตรียมเนื้อหา ตลอดจนศึกษาถึงหลักจิตวิทยาเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึก นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงความเหมาะกับสภาพของผู้เรียน การเรียงลำดับความยากง่าย ตลอดจนการดึงดูด ความสนใจของผู้เรียน มีภาพประกอบ มีคำชี้แจงและตัวอย่างให้เห็นชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจ มีการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกและควรนำไปทดลองใช้ก่อนเพื่อนำข้อบกพร่องไปปรับปรุงแก้ไข


52 จากการศึกษาขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ สามารถสรุปได้ว่าขั้นตอน การสร้าง แบบฝึกทักษะต้องศึกษาเนื้อหาสาระสำหรับการจัดทำแบบฝึกหัด วิเคราะห์ปัญหา กำหนดจุดประสงค์ ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกและออกแบบการจัดทำแบบฝึก ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเพื่อหา ประสิทธิภาพของแบบฝึก ควรนำไปทดลองใช้ก่อนเพื่อนำข้อบกพร่องไปปรับปรุงแก้ไข ลักษณะแบบฝึกทักษะที่ดี จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการทางการศึกษา ได้กล่าวถึง ขั้นลักษณะ แบบฝึกทักษะที่ดีไว้ดังนี้ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550, หน้า 20) ได้อธิบายถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดี ไว้ดังนี้ 1. จุดประสงค์ 1.1 จุดประสงค์ชัดเจน 1.2 สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2. เนื้อหา 2.1 ถูกต้องตามหลักวิชา 2.2 ใช้ภาษาเหมาะสม 2.3 มีคำอธิบายและคำสั่งที่ชัดเจน ง่ายต่อการปฏิบัติตาม 2.4 สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ นำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและ หลักการสำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2.5 เป็นไปตามลำดับขั้นตอนการเรียนรู้ สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้และความ แตกต่างระหว่างบุคคล 2.6 มีคำถามและกิจกรรมที่ท้าทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน 2.7 มีกลยุทธ์การนำเสนอและการตั้งคำถามที่ชัดเจน น่าสนใจปฏิบัติได้ สามารถ ให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนได้อย่างต่อเนื่อง สมพงษ์ ศรีพยาต (2553, หน้า 43) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ว่า ลักษณะของ แบบฝึกที่ดีต้องคำนึงถึงการใช้หลักจิตวิทยาและกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย


53 เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน ไม่น่าเบื่อและที่สำคัญต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจใคร่รู้ มีคำถามและกิจกรรมที่ท้าทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน นงนุช แก้วคำชาติ (2553, หน้า 55) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ว่า แบบฝึกที่ดีต้อง ประกอบด้วยคำอธิบายในการใช้อย่างชัดเจนแล้วเข้าใจง่าย เป็นแบบฝึกสั้น ๆ ใช้เวลาไม่นานเกินไปมี หลายรูปแบบทั้งเหมาะสมกับผู้เรียนทั้งวุฒิภาวะ สาระการเรียนรู้วิธีการเป็นไปตามขั้นตอน ตลอดจน คำอธิบายในการใช้อย่างชัดเจนและต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ จากการศึกษาลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี สามารถสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะที่ดีต้องกำหนด จุดประสงค์ให้ชัดเจน เป็นไปตามลำดับขั้นตอน การใช้ภาษาต้องใช้ให้เข้าใจง่าย มีคำอธิบายและคำสั่ง ที่ชัดเจน ไม่น่าเบื่อและที่สำคัญต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจ เป็นแบบฝึกสั้น ๆ ใช้เวลาไม่นานเกินไป มีหลายรูปแบบทั้งเหมาะสมกับผู้เรียนทั้งวุฒิภาวะ สาระการเรียนรู้วิธีการเป็นไปตามขั้นตอน ตลอดจน คำอธิบายในการใช้อย่างชัดเจนและต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นผลที่เกิดจากการประเมินความรู้ ความสามารถของนักเรียน ซึ่งเกิดจากการวัดผลด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสามารถรวบรวมไว้ ได้ดังนี้ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการทางการศึกษา ได้กล่าวถึง ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ดังนี้ ลำยง เครือคำ (2555, หน้า 49) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ทางด้าน วิชาการและด้านทักษะ ซึ่งเกิดจากการประสานกัน ทั้งองค์ประกอบทางด้านสติปัญญาที่แสดงออกมา ในรูปของความสำเร็จ โดยประเมินจากการปฏิบัติหรือการใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังการเรียน ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556, หน้า 89) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือ คุณลักษณะรวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือมวล ประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถ สมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้างและมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่


54 เกิดขึ้นจากการเรียน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย โชติกา ภาษีผล (2559, หน้า 55) กล่าวถึงความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็นความสามารถอันเป็นผลมาจากประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอน ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่ผ่านมา การวัดความรู้ความสามารถทางสมองหรือสติปัญญาของบุคคล นั้น วิธีการที่เหมาะสมที่สุด คือ การสอบ (Testing) และเครื่องมือวัดที่ใช้สำหรับการสอบ คือ แบบทดสอบ (Test) จากการศึกษาความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรุปได้ว่า เป็นความรู้ ความสามารถที่เป็นผลมาจากการได้รับการเรียนการสอนหรือมวลประสบการณ์ ทำให้ผู้เรียนเกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการวัดความสามารถทางสติปัญญาต้องประเมินจากการปฏิบัติหรือการสอบ โดยมีเครื่องมือ คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการทางการศึกษา ได้กล่าวถึง ความหมายของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (2560, หน้า 56) ได้ให้ความหมายว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของบุคคลในด้านวิชาการ ซึ่งเป็นผล จากการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระและตามจุดประสงค์ของวิชาหรือเนื้อหาที่สอบนั้นโดยทั่วไปจะ วัดผลสัมฤทธิ์ในวิชาต่าง ๆ ที่เรียนในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ศิริชัย กาญจนวาสี (2554, หน้า 165) ได้กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีบทบาทสำคัญในการใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ ของผู้เรียนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทำให้ผู้สอนทราบว่า ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถถึง ระดับมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือยัง หรือมีความรู้ความสามารถถึงระดับใดหรือมีความรู้ความสามารถดี เพียงไร เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกัน อนุวัติ คูณแก้ว (2558, หน้า 62) ได้กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เป็นเครื่องมือที่ใช้ใน การวัดทางด้านความรู้ ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ ของนักเรียนที่ได้เรียนรู้หรือได้รับการสอนและ การฝึกมาแล้วว่าผู้เรียนมีความรอบรู้มากน้อยเพียงใด ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถถึงระดับ มาตรฐานที่กำหนดไว้หรือยัง หรือมีความรู้ความสามารถถึงระดับใดหรือมีความรู้ความสามารถดี เพียงไร เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกัน


55 จากการศึกษาความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้ทดสอบวัดความรู้ ความสามารถ ด้านวิชาการของผู้เรียนว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ทั้งยังทำให้ผู้สอนทราบว่าผู้เรียนมี ความรู้ในระดับใด ประเภทแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการทางการศึกษา ได้กล่าวถึง ประเภทแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ดังนี้ เยาวดี วิบูลย์ศรี (2556 , หน้า 23-25) กล่าวถึงประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ว่า แบ่งเป็น 2 แบบ ดังนี้ 1. แบบสอบผลสัมฤทธิ์มาตรฐาน เป็นแบบสอบที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญมากกว่าที่จะ สร้างขึ้นโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงบุคคลเดียวเท่านั้น ตามปกติแล้วผู้สร้างแบบสอบผลสัมฤทธิ์ มาตรฐานมักจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวัดและการประเมินผล รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ ในสาขาวิชานั้น ๆ ตลอดจนครูในโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดขอบข่ายเนื้อหาวิชา ที่ต้องการทดสอบให้เหมาะสม เนื้อหาของแบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์มาตรฐาน โดยทั่วไปจะเป็นความรู้ และทักษะในระดับกว้าง ๆ เพื่อให้สามารถนำไปใช้กับนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ได้ 2. แบบสอบผลสัมฤทธิ์ที่ครูสร้างขึ้น เป็นแบบสอบซึ่งใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนการ สอนโดยเฉพาะ คือ ใช้สำหรับวัดความก้าวหน้าเกี่ยวกับผลการเรียนของนักเรียน และค้นหา ข้อบกพร่องของระบบการเรียนการสอน ทั้งนี้เพื่อจะได้จัดหน่วยการสอน ซึ่งใช้ซ่อมเสริมข้อบกพร่อง ในการเรียนให้กับนักเรียนได้ตรงตามความต้องการอย่างเหมาะสม และที่สำคัญคือ ใช้ในการตัดสิน เป้าหมายของหลักสูตรในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ว่าได้บรรลุผลตามที่คาดหวังไว้หรือไม่เพียงใด รวมทั้ง การให้คะแนนหรือระดับผลการเรียนนักเรียนด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นแบบทดสอบที่มีคุณค่าในการวัดและ ตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนได้เหมาะสมกว่าแบบสอบประเภทอื่น ๆ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2556, หน้า 96) กล่าวว่า โดยทั่วไปแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน เฉพาะ กลุ่มที่ครูสอนเป็นแบบทดสอบที่ครูใช้กันโดยทั่วไปในสถานศึกษา มีลักษณะเป็นแบบทดสอบข้อเขียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.1 แบบทดสอบอัตนัย (Subjective or Essay Test เป็นแบบทดสอบที่กำหนด คำถามหรือปัญหาให้แล้วให้ผู้ตอบเขียนหรือแสดงความรู้ ความคิด เจตคติได้อย่างเต็มที่


56 1.2 แบบทดสอบปรนัยหรือแบบให้ตอบสั้น ๆ (Objective Test or Short Answer Test) เป็นแบบทดสอบที่กำหนดใหผู้สอบเขียนตอบแบบสั้น ๆ หรือมีคำตอบให้เลือกตอบแบบจำกัด คำตอบ (Restricted Response Type) ผู้ตอบไม่มีโอกาสแสดงความรู้ ความคิดได้อย่างกว้างขวาง เหมือนแบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบชนิดนี้แบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ แบบทดสอบ ถูก-ผิด แบบทดสอบแบบเติมคำ แบบทดสอบแบบจับคู่ และแบบทดสอบเลือกตอบ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนทั่ว ๆ ไป ซึ่งสร้างจากผู้เชี่ยวชาญ มีการวิเคราะห์และมีการปรับปรุงกันอย่างจนมีคุณภาพ มีมาตรฐาน กล่าวคือ มีมาตรฐานในการดำเนินการสอบ วิธีการให้คะแนนและแปลความหมายของคะแนน อนุวัติ คูณแก้ว ( 2558, หน้า 62 ) กล่าวไว้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบ่ง ออกเป็น 2 ชนิด คือ 1.แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้างโดย ผู้เชี่ยวชาญที่ มีความรู้ในเนื้อหาและมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผลมีความเป็นปรนัย มีความเที่ยงตรง และความเชื่อมั่น แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่ Califomia Achievement Test, lowa Test of Basic Skills Standford Achievemient Test The Metropolitan Achievement Tests เป็นต้น 2. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง ( Teacher made tests ) เป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เองเพื่อใช้ในการทดสอบนักเรียนในชั้นเรียน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 2.1 แบบทดสอบปรนัย 2.1.1 แบบถูกผิด 2.1.2 แบบจับคู่ 2.1.3 แบบเติมคำให้สมบูรณ์ หรือแบบคำตอบสั้น 2.1.4 แบบเลือกตอบ


57 2.2 แบบอัตนัยได้แก่ 2.2.1 แบบจำกัดคำตอบ 2.2.2 แบบไม่จำกัดคำตอบหรือตอบอย่างเสรี จากการศึกษาประเภทแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรุปได้ว่า ประเภทแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบ่งเป็น 2 ประเภท 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ เป็นมาตรฐาน คือ แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนทั่ว ๆ ไป สร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ มีมาตรฐานในการดำเนินการสอบ วิธีการให้คะแนนและการแปลความหมายของคะแนน เนื้อหาจะเป็นความรู้และทักษะในระดับกว้าง ๆ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในโรงเรียนต่าง ๆ ได้ 2. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง คือ ใช้เฉพาะกลุ่มที่ครูสอนเพื่อวัดความก้าวหน้าของผู้เรียน เพื่อค้นหาความบกพร่องของการเรียนการสอน ซึ่งจะได้จัดซ่อมเสริมให้กับผู้เรียนได้ตรงตามความ ต้องการอย่างเหมาะสม โดยแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบอัตนัย 2. แบบทดสอบปรนัย ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิชซาการทางการศึกษา ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ดังนี้ เยาวดี วิบูลย์ศรี (2556, หน้า 20) กล่าวว่า การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดีจะต้องมี การเตรียมตัวและมีการวางแผน เพื่อให้แบบสอบดังกล่าวมีกลุ่มตัวอย่างของพฤติกรรมที่ต้องการวัดได้ อย่างเด่นชัดจากการทดสอบแต่ละครั้ง ซึ่งจะต้องอาศัยกรรมวิธีอย่างมีระบบในการสร้างแบบสอบแต่ ละชุด โดยปกติกรรมวิธีในการสร้างแบบสอบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของการสอบให้อยู่ในรูปของวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยระบุเป็นข้อ ๆ และให้วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเหล่านั้น สอดคล้องกับเนื้อหาสาระทั้งหมดที่จะ ทำการทดสอบด้วย ขั้นที่ 2 กำหนดโครงเรื่องของเนื้อหาสาระ ที่จะทำการทดสอบให้ครบถ้วน ขั้นที่ 3 เตรียมตารางเฉพาะหรือผังของแบบสอบ เพื่อแสดงถึงน้ำหนักของเนื้อหาวิชาแต่ละ ส่วนและพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการทดสอบให้เด่นชัด สั้น กะทัดรัด และมีความชัดเจน


58 ขั้นที่ 4 สร้างข้อกระทงทั้งหมดที่ต้องการจะทดสอบ ให้เป็นไปตามสัดส่วนของน้ำหนักที่ระบุ ไว้ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2556, หน้า 97-98) กล่าวว่า การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ มี 8 ขั้นตอน ได้แก่ 1. วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร 2. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ 3. กำหนดชนิดของข้อสอบและศึกษาวิธีสร้าง 4. เขียนข้อสอบ 5. ตรวจทานข้อสอบ 6. จัดพิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง 7. ทดลองสอบและวิเคราะห์ข้อสอบ 8. จัดทำแบบทดสอบฉบับจริง สมนึก ภัททิยธนี (2558, หน้า 158) กล่าวว่า การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนแบ่งได้เป็น 5 ตอน คือ ตอนที่ 1 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ตอนที่ 2 การเตรียมการสอน ตอนที่ 3 การวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อการเขียนข้อสอบ ตอนที่ 4 การเขียนข้อสอบ ตอนที่ 5 การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ จากการศึกษาขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรุปได้ว่า ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบมี ดังนี้ 1. สร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร 2. กำหนดจุดประสงค์ การเรียนรู้ 3.สร้างผังแบบทดสอบเพื่อแสดงน้ำหนักของเนื้อหาแต่ละส่วน 4. เขียนแบบทดสอบ 5. ตรวจสอบคุณภาพของ แบบทดสอบ 6. ทดลอง และ วิเคราะ ห์แบบทดสอบ และ 7. จัดทำแบบทดสอบฉบับจริง


59 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะดังนี้ สุชาวดี ดวงเกิด (2560 , หน้า บทคัดย่อ) ได้พัฒนาชุดแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทย เรื่องชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1. เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่องชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องชนิดของคำ ในภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่องชนิดของคำ ในภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่องชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม กรุงเทพมหานคร มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.29 /85.60 แสดงว่าชุดฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 เมื่อพิจารณาชุดฝึกทักษะ ในแต่ละชุด พบว่าชุดฝึกทักษะชุดที่ 1 คำนามมีประสิทธิภาพ 85.47/89.20 ชุดที่ 2 คำสรรพนาม มีประสิทธิภาพ 88.27/90.00 ชุดที่ 3 คำกริยามีประสิทธิภาพ 87. 97/87.20 ชุดที่ 4 คำวิเศษณ์ มีประสิทธิภาพ 88.40/89.20 ชุดที่ 5 คำบุพบทมีประสิทธิภาพ 90.53/91.20 ชุดที่ 6 คำสันธาน มีประสิทธิภาพ88.93/90.00 ชุดที่ 7 คำอุทานมีประสิทธิภาพ 88.93/89.20 แสดงว่าชุดฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทุกชุดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2. คะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนการทดสอบ ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นิตยา กายฤทธิ์ (2560, หน้า บทคัดย่อ) ได้ทำการพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่องการจำแนก คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่องการจำแนก คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีคุณภาพระดับดีและมี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การจำแนก คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการจำแนกคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 85.05/83.82 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การจำแนกคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ .05


60 รักสยาม ผุยคำภา (2560, หน้า บทคัดย่อ) ได้พัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการสร้างคำ ในภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการสร้างคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องการสร้างคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ก่อนและหลังการเรียนรู้ โดยใช้ ชุดแบบฝึกทักษะการสร้างคำในภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดแบบฝึกทักษะการสร้างคำใน ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.82/86.19 แสดงว่า ชุดแบบฝึกทักษะการสร้างคำใน ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้ง ไว้80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่อง การสร้างคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร มีคะแนน การทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนการทดสอบก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นัชนันท์ นครคง (2561, หน้า บทคัดย่อ) ได้พัฒนาแบบฝึกหัดวิชาภาษาไทย เรื่อง คำยืม ภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1.พัฒนาแบบฝึกหัดวิชาภาษาไทย เรื่อง คำยืมภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำยืมภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกหัด ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกหัดวิชาภาษาไทย เรื่องคำยืมภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่า ประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.70/82.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 เท่ากับว่า แบบฝึกหัดดังกล่าวมีประสิทธิภาพจริงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องคำยืมภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยแบบฝึกหัดสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ อัปสร หินิรัมย์ (2561, หน้า บทคัดย่อ) ได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง ชนิดของประโยค ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดไทร (ถาวรพรหมานุกูล) สำนักงาน เขตจอมทองกรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบฝึกทักษะ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อทดสอบ ประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะเรื่อง ชนิดของประโยค สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดไทร (ถาวรพรหมานุกูล) สำนักงานเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่อง ชนิดของประโยค ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดไทร (ถาวรพรหมานุกูล) สำนักงานเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะเรื่องชนิดของ


61 ประโยค สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดไทร (ถาวรพรหมานุกูล) สำนักงานเขต จอมทอง กรุงเทพมหานคร มีประสิทธิภาพ 91.83/88.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องชนิดของประโยค ของนักเรียนโรงเรียนวัดไทร (ถาวรพรหมานุกูล) สำนักงานเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถสรุปได้ว่าแบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วย พัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เสริมให้เกิดทักษะที่คงทน ทำให้เข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น ใช้เป็น แนวทางในการทบทวนความรู้ของตนเอง พร้อมทั้งยังช่วยให้ผู้สอนมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียนได้ชัดเจน ทราบความเข้าใจของผู้เรียนและสามารถแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้เป็นอย่าง ดี และแบบฝึกทักษะยังช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้ แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม


62 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยดำเนินการ วิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม จำนวน 8 ห้อง รวมทั้งสิ้น 310 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ห้อง 3/5 จำนวน 37 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม


63 แบบแผนการวิจัย การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ทดสอบก่อนและหลังเรียนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต (One Group Pretest-Posttest Design) ดังตารางที่ 5 (อนุวัติ คูณแก้ว,2554 หน้า 13) ตารางที่ 5 แบบแผนการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลังเรียน T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย T1 คือ การทดสอบก่อนเรียนก่อนการใช้แบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้น X คือ การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ T2 คือ การทดสอบหลังเรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1.แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 6 แผน แผนละ 50 นาที 2. แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 6 แผน แผนละ 50 นาทีผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551


64 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง 1.2 ศึกษารายละเอียดเนื้อหาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคำภาษาบาลีและ สันสกฤต ได้แก่ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาบาลีและสันสกฤต พยัญชนะภาษาบาลีและสันสกฤต สระภาษาบาลีและสันสกฤต สรุปหลักการสังเกตคำภาษาบาลีและสันสกฤตเพื่อใช้ในการออกแบบ การจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตรและจุดประสงค์การเรียนรู้ 1.3 ศึกษาวิธีการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ จากเอกสารต่าง ๆ และวิทยานิพนธ์ 1.4 ศึกษาขั้นตอนและวิธีการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และจัดทำ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 6 แผน แผนละ 50 นาทีดังนี้ แผนการเรียนรู้ที่ 1 การทดสอบก่อนเรียน เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต แผนการเรียนรู้ที่ 2 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาบาลีและสันสกฤต แผนการเรียนรู้ที่ 3 พยัญชนะภาษาบาลีและสันสกฤต แผนการเรียนรู้ที่ 4 สระภาษาบาลีและสันสกฤต แผนการเรียนรู้ที่ 5 สรุปหลักการสังเกตคำภาษาบาลีและสันสกฤต แผนการเรียนรู้ที่ 6 การทดสอบหลังเรียน เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต 1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาครุนิพนธ์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 6 แผน 1.6 แก้ไขและปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา ครุนิพนธ์


65 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เพื่อประเมินความเหมาะสม สอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ได้แก่ 1. นางสาวสุพัชชา ตรงต่อกิจ ครูคศ.3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. นางสาวไพจิตร โชติอ้น ครูคศ.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3. นายณัฐวุฒิ เลิศการ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์ในการประเมิน ดังนี้ +1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าสอดคล้อง 0 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจว่าสอดคล้อง -1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าไม่สอดคล้อง จากนั้นวิเคราะห์ความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คำภาษาบาลีและ สันสกฤตโดยใช้สูตรการคำนวณ ดังนี้ สูตร IOC = ∑R N เมื่อ IOC แทน ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ


66 ตารางที ่ 6 ผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน รายการประเมิน ประมาณค่าความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ รวม ค่าเฉลี่ย (IOC) สรุปผล คนที่ 1 คนที่2 คนที่ 3 1. สาระสำคัญ 1.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 1.2 สอดคล้องกับเนื้อหา +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 สอดคล้องกับเนื้อหา +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 2.2 สอดคล้องกับกิจกรรม การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 2.3 สอดคล้องกับการวัด และประเมินผล +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 3. เนื้อหา 3.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 3.2 สอดคล้องกับกิจกรรม การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 4. กิจกรรรมการเรียนรู้ 4.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 4.2 สอดคล้องกับเนื้อหา +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 4.3 สอดคล้องกับการวัด และประเมินผล +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 5. สื่อการเรียนรู้ 5.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 5.2 สอดคล้องกับกิจกรรม การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 6. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 6.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 6.2 สอดคล้องกับกิจกรรม การ เรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 1 สอดคล้อง


67 จากตารางที่ 6 ตารางแสดงดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 3 คน ผลเฉลี่ยรวม ( x̅ ) ที่ได้มีค่าเท่ากับ 1 ซึ่งมีค่ามากกว่า 0.5 แสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้ ผ่านเกณฑ์สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัยได้ 1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และแก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญแล้วไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนกับกลุ่มตัวอย่าง 2. การสร้างแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ศึกษาขั้นตอนและวิธีการสร้างแบบฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพของ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550, หน้า 20) และศึกษาเนื้อหาจากหนังสือเรียนภาษาไทย หลักภาษา และการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคำภาษาบาลีและ สันสกฤต ได้แก่ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาบาลีและสันสกฤต พยัญชนะภาษาบาลีและสันสกฤต สระภาษาบาลีและสันสกฤต และสรุปหลักการสังเกตคำภาษาบาลีและสันสกฤต 2.2 กำหนดเนื้อหา จัดรูปแบบ จุดประสงค์การเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับคำอธิบาย รายวิชา 2.3 การสร้างแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต จำนวน 4 ชุด ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ดังนี้ ชุดที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาบาลีและสันสกฤต จำนวน 1 ชั่วโมง ชุดที่ 2 พยัญชนะภาษาบาลีและสันสกฤต จำนวน 1 ชั่วโมง ชุดที่ 3 สระภาษาบาลีและสันสกฤต จำนวน 1 ชั่วโมง ชุดที่ 4 สรุปหลักการสังเกตคำภาษาบาลีและสันสกฤต จำนวน 1 ชั่วโมง 2.4 นำแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 3 คน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา วัตถุประสงค์ ความเหมาะสมของกิจกรรม การใช้ภาษาในแบบฝึกทักษะ ได้แก่ 1. นางสาวสุพัชชา ตรงต่อกิจครู ครู คศ.3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. นางสาวไพจิตร โชติอ้น ครูคศ.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย


68 3. นายณัฐวุฒิ เลิศการ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.5 สร้างแบบประเมินแบบฝึกทักษะสำหรับผู้เชี่ยวชาญโดยใช้แบบประเมินที่เป็น มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ซึ่งกำหนดความหมายของระดับคะแนน ดังนี้ คะแนน 5 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง เหมาะสมมาก คะแนน 3 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง เหมาะสมน้อย คะแนน 1 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด 2.6 นำแบบประเมินแบบฝึกทักษะที่ปรับปรุงแล้ว ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน เพื่อประเมินแบบฝึกทักษะ ดังตารางที่ 7 ตารางที่ 7 แบบประเมินแบบฝึกทักษะ รายการประเมิน ระดับการประเมิน 5 4 3 2 1 1. แบบฝึกทักษะมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน 2. เนื้อหาและกิจกรรมในแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสมและ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 3. เนื้อหาและกิจกรรมในแบบฝึกทักษะมีความสอดคล้องกัน 4. มีคำชี้แจงที่สั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย 5. จำนวนของแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสม 6. แบบฝึกทักษะสามารถฝึกการอ่านจับใจความสำคัญให้มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น 7. เนื้อหาภายในแบบฝึกทักษะเป็นไปตามลำดับขั้นตอนการ เรียนรู้จากง่ายไปหายาก 8. แบบฝึกทักษะมีลักษณะที่สวยงาม น่าสนใจ 9. ระยะเวลาในการทำกิจกรรมด้วยแบบฝึกทักษะมีความ เหมาะสม 10. แบบฝึกทักษะสามารถนำไปใช้ได้จริง


69 2.7 นำผลการประเมินแบบฝึกทักษะมาพิจารณาค่าเฉลี่ย เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ ยอมรับคุณภาพของแบบฝึกทักษะ โดยกำหนดเกณฑ์ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มีคุณภาพดีมาก คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีคุณภาพดี คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีคุณภาพพอใช้ คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง มีคุณภาพปรับปรุง คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง ไม่มีคุณภาพ โดยเลือกเกณฑ์ในการยอมรับคุณภาพของแบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยกำหนดให้มีค่าเฉลี่ย ตั้งแต่ 3.51 ขึ้นไป ผลการพิจารณาแบบตรวจสอบคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน ที่มีต่อ แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม พบว่า แบบฝึกทักษะ มีค่าเฉลี่ย ( x̅ ) เท่ากับ 5.00 ผลการแปลความตามเกณฑ์ที่กำหนด พบว่า แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต มีคุณภาพดีมาก 2.8 นำแบบฝึกทักษะที่ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อเสนอแนะ ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงตาม คำแนะนำ 2.9 นำแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ไปใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม 3. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 60 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน มีขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้แกนกลาง และเอกสารที่เกี่ยวข้อง 3.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการสร้างแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.3 ศึกษารายละเอียดเนื้อหา ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้สาระการเรียนรู้ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3


70 3.4 ดำเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 60 ข้อ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก 3.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ดังนี้ 1. นางสาวสุพัชชา ตรงต่อกิจ ครูคศ.3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. นางสาวไพจิตร โชติอ้น ครูคศ.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3. นายณัฐวุฒิ เลิศการ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อพิจารณาหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาหรือดัชนีความสอดคล้องของข้อสอบกับ จุดประสงค์ (IOC) โดยมีเกณฑ์ ดังนี้ ผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์ในการประเมิน ดังนี้ +1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าสอดคล้อง 0 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจว่าสอดคล้อง -1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าไม่สอดคล้อง จากนั้นวิเคราะห์ความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤต ดังนี้ สูตร IOC = ∑R N เมื่อ IOC แทน ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ ถ้าค่าดัชนีIOC มีค่ามากกว่า 0.5 ขึ้นไป แสดงว่าแบบทดสอบข้อนั้น สอดคล้องกับ เนื้อหาตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด ถือว่ามีความสอดคล้องสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือวิจัยได้ หากค่าดัชนี IOC มีค่าน้อยกว่า 0.5 แสดงว่าแบบทดสอบข้อนั้นไม่สอดคล้องกับเนื้อหาตาม วัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด ควรตัดแบบทดสอบข้อนั้นออก


71 3.6 นำแบบทดสอบที่ผ่านการตรวจคุณภาพเรียบร้อยแล้ว จำนวน 60 ข้อ มาคัดเลือกให้เหลือ 30 ข้อ โดยคัดเลือกให้สอดคล้องกับเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด ตารางที ่ 8 ตารางแสดงค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ข้อที่ ผู้เชี่ยวชาญ IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 2 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 3 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 4 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 5 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 6 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 7 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 8 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 9 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 10 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 11 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 12 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 13 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 14 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 15 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 16 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 17 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 18 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 19 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 20 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 21 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 22 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 23 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 24 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 25 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง


72 ตารางที่ 8 (ต่อ) ตารางแสดงค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ข้อที่ ผู้เชี่ยวชาญ IOC แปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 26 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 27 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 28 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 29 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง 30 +1 +1 +1 3 สอดคล้อง ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 1.00 จากตารางที่ 8 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องสูงกว่า 0.5 ถือว่ามีความ สอดคล้องสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือวิจัยได้ การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ 1. ก่อนทดลองใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ผู้วิจัยให้นักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน แล้วนำผลคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ 2. ดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต เรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอน การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ 3. เมื่อสิ้นสุดการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลังเรียนเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ 4. ผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 5. ผู้วิจัยนําผลคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ โดยหาค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ร้อยละ และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและ หลังเรียนด้วยการทดสอบค่าทีเทส (t-test for Dependent Samples)


73 การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ใช้สูตร E1/E2 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคมก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการทดสอบ โดยใช้ t–test แบบ Dependent Sample สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. การหาร้อยละ (Percentage) สาขาวิชาประเมินผลและวิจัยทางการศึกษา (2559, หน้า79) สูตรร้อยละ P = n N x 100 เมื่อ n แทน จำนวนที่ต้องการเปรียบเทียบ N แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด 2. การหาค่าเฉลี่ย (Mean) สมนึก ภัททิยธนี(2558, หน้า 237) x̅ = ∑ x N เมื่อ x̅แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน ∑ x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนของนักเรียนทั้งหมด 3. การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สมนึก ภัททิยธนี(2558, หน้า250) S.D. = √ N ∑ x 2− (∑x)2 N(N−1)


74 เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ∑ x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด ∑ x 2 แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนนยกกำลังสอง N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC: Index of item objective congruence) พิสณุ ฟองศรี(2556, หน้า 284) IOC = ΣR/N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้อง ΣR แทน ผลรวมของคะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ สถิติทดสอบค่าทีแบบ t-test (Dependent Samples) รูปแบบสถิติทดสอบค่าทีแบบการหาค่า t-test (t-test for Dependent Sample) สาขาวิชาประเมินผลและวิจัยทางการศึกษา (2559, หน้า 95 - 97) t = ∑ D √ N ∑D2− (∑D)2 N−1 เมื่อ t แทน การทดลองความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและ หลังเรียน D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน


75 ∑ D แทน ผลรวมของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังเรียน ∑ D 2 แทน ผลรวมของผลต่างยกกําลังสองของคะแนนก่อนเรียนและ หลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน การหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะตาม เกณฑ์ E1/E2 ที่กำหนดไว้ 80/80 ใช้สูตรการคํานวณดังนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงษ์, 2556 , หน้า 495) E1 = ∑x N A × 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑x แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรืองาน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชิ้นรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียน E2 = ∑F N B × 100 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑F แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรืองาน B แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชิ้นรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียน


76 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้ แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ผู้วิจัยได้เสนอ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง x̅แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติของการทดสอบ t-test D แทน ความแตกต่างของคะแนนทดสอบก่อนและหลัง D 2 แทน ความแตกต่างของคะแนนทดสอบก่อนและหลังยกกำลังสอง df แทน ชั้นของความอิสระ E1 แทน ค่าประสิทธิภาพของกระกวนการ E2 แทน ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน * แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


77 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและ สันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ก่อนและหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 การหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยนำคะแนนระหว่างเรียนและคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียน มาหาค่า E1 และ E2 ตารางที่ 9 คะแนนระหว่างเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เพื่อหาประสิทธิภาพ (E1) นักเรียนคนที่ คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะ คะแนนเต็ม (40) 1 (10) 2 (10) 3 (10) 4 (10) 1 10 10 8 9 37 2 10 9 7 9 35 3 10 9 8 10 37 4 10 10 8 10 38 5 10 9 9 10 38 6 10 9 9 10 38 7 10 9 10 10 39 8 10 7 9 10 36


78 ตารางที ่ 9 (ต ่อ) คะแนนระหว่างเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เพื่อหาประสิทธิภาพ (E1) นักเรียนคนที่ คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ คะแนนเต็ม (40) แบบฝึกทักษะ 1 (10) 2 (10) 3 (10) 4 (10) 9 10 9 9 10 38 10 10 9 9 10 38 11 9 7 7 9 32 12 9 8 8 8 33 13 10 9 9 10 38 14 10 9 7 10 36 15 10 9 8 10 37 16 10 9 7 10 36 17 9 8 8 8 33 18 10 10 7 9 36 19 10 9 7 9 35 20 8 7 8 10 33 21 10 9 7 10 36 22 10 9 8 10 37 23 9 9 9 10 37 24 10 10 7 10 37 25 10 7 7 10 34 26 10 10 9 10 39 27 10 10 8 10 38 28 10 10 9 8 37 29 10 10 7 10 37 30 10 7 8 10 35 31 10 8 8 8 34 32 10 9 9 10 38 33 10 10 8 9 37


79 ตารางที่ 9 (ต่อ) คะแนนระหว่างเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เพื่อหาประสิทธิภาพ (E1) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางที่ 9 พบว่าคะแนนระหว่างเรียนของนักเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากนักเรียน 37 คน พบว่า คะแนนที่ได้จากการ ทำแบบฝึกทักษะระหว่างเรียน มีคะแนนเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 36.35 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.93 และประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ (E1) เท่ากับ 90.88 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ โดยคะแนนจากการทำแบบทดสอบระหว่างเรียนมีดังนี้ แบบฝึกทักษะชุดที่ 1 เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษาบาลีและสันสกฤต นักเรียนได้ คะแนนเฉลี่ย 9.84 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.44 แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 เรื่อง พยัญชนะภาษาบาลีและสันสกฤต นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ย คะแนน 8.92 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.98 แบบฝึกทักษะชุดที่ 3 เรื่อง สระภาษาบาลีและสันสกฤต นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 8.08 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.86 แบบฝึกทักษะชุดที่ 4 เรื่อง สรุปหลักการสังเกตคำภาษาบาลีและสันสกฤต นักเรียนได้ คะแนนเฉลี่ย 9.51 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.77 นักเรียนคนที่ คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ คะแนนเต็ม (40) แบบฝึกทักษะ 1 (10) 2 (10) 3 (10) 4 (10) 34 10 10 9 10 39 35 10 9 7 8 34 36 10 10 9 10 39 37 10 8 8 8 34 รวม 364 330 299 352 1345 x̅ 9.84 8.92 8.08 9.51 36.35 S.D. 0.44 0.98 0.86 0.77 1.93 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ (E1) = 90.88


80 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ก่อนและหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ ตารางที ่ 10 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เพื่อหาประสิทธิภาพ (E2) นักเรียน คนที่ คะแนนก่อนเรียน (30 คะแนน) คะแนนหลังเรียน (30 คะแนน) ผลต่าง (D) ผลต่างยกกำลังสอง (D2) 1 13 28 15 225 2 11 28 17 289 3 13 27 14 196 4 14 27 13 169 5 11 28 17 289 6 15 28 13 169 7 14 27 13 169 8 10 27 17 289 9 15 27 12 144 10 13 28 15 225 11 16 26 10 100 12 14 24 10 100 13 12 25 13 169 14 13 26 13 169 15 10 25 15 225 16 10 26 16 256 17 14 25 11 121 18 16 25 9 81 19 10 23 13 169 20 15 23 8 64 21 10 23 13 169 22 14 25 11 121 23 10 27 17 289 24 12 27 15 225


81 ตารางที่ 10 (ต่อ) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เพื่อหาประสิทธิภาพ (E2) นักเรียน คนที่ คะแนนก่อนเรียน (30 คะแนน) คะแนนหลังเรียน (30 คะแนน) ผลต่าง (D) ผลต่างยกกำลังสอง (D2) 25 10 27 11 289 26 16 24 8 64 27 17 28 11 121 28 10 25 15 225 29 10 27 17 289 30 11 28 16 256 31 10 28 18 234 32 12 25 13 169 33 10 24 14 196 34 10 25 15 225 35 15 25 10 100 36 10 27 17 289 37 12 24 12 144 รวม 458 961 501 7113 x̅ 12.38 25.97 13.59 192.24 S.D. 2.25 1.59 2.76 73.12 ประสิทธิภาพของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (E2) = 86.58 จากตารางที่ 10 พบว่า ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ (E1/E2) ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม แบบกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 37 คน ได้คะแนนเฉลี่ยกระบวนการ (E1) เท่ากับ 90.88 และคะแนนเฉลี่ย ผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 86.58 โดยประสิทธิภาพเท่ากับ 90.88/86.58 ซึ่งเห็นได้ว่าค่าประสิทธิภาพนั้นสูง กว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 แสดงว่าแบบฝึกทักษะสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดการเรียน การสอนในรายวิชาภาษาไทย เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤตโดยการใช้แบบฝึกทักษะ เพื่อให้เด็ก เข้าใจง่ายและช่วยในการจดจำได้เป็นอย่างดี


82 ตารางที่ 11 ผลการวิเคราะห์คะแนนจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม การ ทดสอบ จำนวน นักเรียน คะแนน เต็ม ∑x x̅ S.D. ค่าเฉลี่ย ของ ผลต่าง S. D. ค่าเฉลี่ย ผลต่าง t Sig. ก่อน เรียน 37 30 458 12.38 2.25 13.59 2.76 29.92 * 0 หลัง เรียน 37 30 961 25.97 1.59 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางที่ 11 การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างคะแนน จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน (∑x ) เท่ากับ 458 คะแนนเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 12.38 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 2.25 ส่วนผลรวมของคะแนนหลังเรียน (∑x ) เท่ากับ 961 คะแนนเฉลี่ย (x̅) เท่ากับ 25.97 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.59 และเมื่อวิเคราะห์ การทดสอบคะแนนของผู้เรียนและเปรียบเทียบระหว่างคะแนนสอบทั้งสองครั้ง พบว่า คะแนนสอบ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


83 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยนี้เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ทดสอบก่อน-หลังการจัดการเรียนรู้ (One Group Pretest-Posttest Design) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลี และสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ก่อนเรียนและ หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม จำนวน 8 ห้อง รวมทั้งสิ้น 310 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ห้อง 3/5 จำนวน 37 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก โดยใช้ห้องเรียน เป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คำภาษาบาลี และสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น จำนวน 6 แผน แผนละ 50 นาที2) แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบแบบ t- test Dependent สรุปผลการวิจัย การสรุปผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม สามารถสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤตระหว่างเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 36.35 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.93 คิดเป็นร้อยละ 90.88 และนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต


84 หลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 25.97 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.59 คิดเป็นร้อยละ 86.58 ดังนั้นแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม มีประสิทธิภาพ 90.88/ 86.58 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ก่อนเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 12.38 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.25 คิดเป็นร้อยละ 41.26 และหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต ได้คะแนนเฉลี่ย 25.97 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.59 คิดเป็นร้อยละ 86.58 ดังนั้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผล การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้ แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม พบว่า ผลการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ซึ่งสามารถอภิปรายผลได้ ดังนี้ 1. จากการวิจัยพบว่าผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 90.88/86.58 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.97 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.59 สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.38 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.25 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนสอบทั้งสองครั้ง พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องจากผู้วิจัย ได้ทำการออกแบบและพัฒนาแบบฝึกทักษะเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้ผ่าน ขั้นตอนอย่างเป็นระบบ โดยมีการศึกษาเนื้อหาและทฤษฎีต่าง ๆ สำหรับการจัดทำแบบฝึกทักษะ จากนั้นวิเคราะห์เนื้อหาสาระโดยละเอียดเพื่อกำหนดจุดประสงคในการจัดทำแบบฝึกทักษะ ออกแบบชุดฝึกแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลายน่าสนใจ เหมาะสมกับวัยและความสามารถของ ผู้เรียน ส่วนแผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีการนำไปให้ ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินหาประสิทธิภาพ และแก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนำ ซึ่งหลักการสร้างเครื่องมือ ดังกล่าวสอดคล้องกับ สมพงษ์ ศรีพยาต (2553, หน้า 43) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ว่า


85 การสร้างแบบฝึกที่ดี ต้องคำนึงถึงการใช้หลักจิตวิทยาและกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ใช้ภาษาที่ เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน ไม่น่าเบื่อหน่ายในการเรียนรู้และที่สำคัญต้อง กระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจใคร่รู้ สำหรับขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2552, หน้า 93 ) ได้กล่าวถึงการจัดทำแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ว่ามีแนวทางการเรียบเรียง ดังนี้1. นำหน่วยการเรียนรู้มาจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำได้ 2 รูปแบบคือ 1.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ย่อยรายชั่วโมง 1.2 แผนการจัดกิจกรรมรูปแบบการเรียนรู้ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ร่วม ไม่แยกรายชั่วโมง ครูต้องไปจัดทำเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ย่อยเอง 2. ส่วนประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 2.1 ชื่อหน่วยที่และชื่อหน่วย ชั้นที่สอน และเวลาที่สอน 2.2 หน่วยการเรียนรู้จัดเป็นแผนการเรียนรู้ย่อย คือ หัวข้อเรื่องการเรียนรู้จะเป็น กี่แผน ขึ้นอยู่กับหัวข้อการเรียนรู้ที่กำหนดในสาระการเรียนรู้2.3 จุดประสงค์การเรียนรู้ กำหนดมา จากผลการเรียนรู้ที่คาดหวังสาระการเรียนรู้ คือ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ที่เป็นหัวข้อย่อย 2.4 กระบวนการจัดการเรียนรู้ คือ การจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมการเรียนที่ครูและนักเรียน จะต้องปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอน 2.5 การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ คือ การกำหนด วิธีการวัดผลและประเมินผลจากสภาพจริง 2.6 สื่อและแหล่งการเรียนรู้จะกำหนดหนังสือ ประกอบการเรียนรู้ สถานที่ที่จะศึกษา วิทยากร เป็นต้น และสุดท้าย คือ การสร้างแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสอดคล้องกับเยาวดี วิบูลย์ศรี (2556, หน้า 20) กล่าวว่า การสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี จะต้องมีการเตรียมตัวและมีการวางแผน เพื่อให้แบบทดสอบดังกล่าวมี กลุ่มตัวอย่างของพฤติกรรมที่ต้องการวัดได้อย่างเด่นชัดจากการทดสอบแต่ละครั้ง ซึ่งจะต้องอาศัย กรรมวิธีอย่างมีระบบในการสร้างแบบสอบแต่ละชุด โดยปกติกรรมวิธีในการสร้างแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของ การสอบให้อยู่ในรูปของวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยระบุเป็นข้อ ๆ และให้วัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรมเหล่านั้น สอดคล้องกับเนื้อหาสาระทั้งหมดที่จะทำการทดสอบด้วย ขั้นที่ 2 กำหนด โครงเรื่องของเนื้อหาสาระ ที่จะทำการทดสอบให้ครบถ้วน ขั้นที่ 3 เตรียมตารางเฉพาะหรือผังของ แบบทดสอบ เพื่อแสดงถึงน้ำหนักของเนื้อหาวิชาแต่ละส่วน และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการทดสอบ ให้เด่นชัด สั้น กะทัดรัด และมีความชัดเจน ขั้นที่ 4 สร้างข้อสอบทั้งหมดที่ต้องการจะทดสอบให้เป็นไป ตามสัดส่วนของน้ำหนักที่ระบุไว้ในตารางเฉพาะ เพื่อจุดประสงค์ที่ดีสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุชาวดี ดวงเกิด (2560, หน้า บทคัดย่อ) ได้พัฒนาชุดแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะวิชาภาษาไทย เรื่องชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม กรุงเทพมหานคร มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.29 /85.60 แสดงว่า ชุดฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 ตามสมมติฐานและสอดคล้องกับงานวิจัยของ


86 นิตยา กายฤทธิ์ (2560, หน้า บทคัดย่อ) ได้ทำการพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การจำแนก คำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน วัดเขมาภิรตาราม ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 85.05/83.82 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ เนื่องจากแบบฝึกทักษะทำให้ผู้เรียนเข้าใจ บทเรียนได้ดีขึ้น เป็นสื่อการเรียนรู้ ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เสริมใหทักษะคงทน อีกทั้ง ช่วยให้ผู้สอนมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียนได้ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ไพรินทร์ พึ่งพงษ์ (2556, หน้า 76) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกว่า แบบฝึกเป็นสิ่งจำเป็นในการสอน ภาษา แบบฝึกช่วยฝึกทักษะทางภาษาให้คงทน เพราะฝึกทันทีหลังจากเรียนเนื้อหา ฝึกซ้ำ ๆ ในเรื่องที่ เรียน แบบฝึกทักษะจึงเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียน หลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง ช่วยให้ครู มองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียนได้ชัดเจน และสามารถแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้เป็น อย่างดีและสอดคล้องกับแนวคิดของถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550, หน้า 21) ได้อธิบายถึง ประโยชน์ของแบบฝึกหัดและแบบฝึกทักษะ เป็นสื่อการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหา และการพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ ในหน่วยการเรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้โดยสรุปได้ดังนี้ เป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ผู้เรียนมีสื่อสำหรับฝึกทักษะด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน เป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับการแก้ปัญหาในการเรียนรู้ของผู้เรียน พัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติในด้านด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนได้ดีทำให้เกิดความสอดคล้องกับ งานวิจัยของรักสยาม ผุยคำภา (2560, หน้า บทคัดย่อ) ได้พัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการสร้างคำใน ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่อง การสร้างคำใน ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร มีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนการทดสอบก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับงานวิจัยของนัชนันท์ นครคง (2561, หน้า บทคัดย่อ) ได้พัฒนาแบบฝึกหัดวิชาภาษาไทยเรื่อง คำยืมภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่อง คำยืมภาษาบาลีและสันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยแบบฝึกหัดสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้


87 ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. ครูผู้สอนควรลดบทบาทของตนเอง เป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำเท่านั้น เพื่อให้นักเรียน ได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เพื่อที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ 2. ครูผู้สอนควรจัดเวลาที่ใช้แบบฝึกทักษะให้มีความยืดหยุ่น โดยคำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ครูผู้สอนควรมีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจ มาใช้ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อกระตุ้น ความสนใจของผู้เรียนให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น การนำวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับ เรื่อง คำภาษาบาลีและ สันสกฤต คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น 2. ควรเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤต ร่วมกับวิธีการ สอนรูปแบบอื่น ๆ เช่น การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคจิกซอว์ การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียน กลับด้าน เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด


88 ส่วนที่ 2 แนวปฏิบัติที่ดีตามสมรรถนะ ทางวิชาชีพครู


89 แนวปฏิบัติที่ดีตามสมรรถนะทางวิชาชีพครู ชื่อผลงาน เยาวชนรุ่นใหม่ พัฒนาภาษาไทย ใส่ใจรักการอ่าน หลักการและเหตุผล สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 มีสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ คือ 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการ แก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และ 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและเพื่อ การพัฒนาสมรรถนะสำคัญดังกล่าว การสร้างบรรยากาศนอกห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้เป็นสิ่ง สำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้อย่างอิสระ การมีนิสัยรักการอ่าน รู้จักใฝ่หา ความรู้ทั้งในและนอกเวลาเรียน อันนําไปสู่การศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งการอ่านเป็นทักษะสำคัญใน การปรับและขยายประสบการณ์ของมนุษย์และเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จอีกหลายด้าน ส่วนการเขียน นับเป็นทักษะ เป็นการสื่อสารที่มีวิธีการที่ซับซ้อนกว่าทักษะอื่น เพราะผู้ที่สามารถฟัง พูด และอ่านได้ ดีจึงจะช่วยให้สามารถถ่ายทอดความเข้าใจความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการออกมาทางการเขียน เพื่อการสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ทักษะการเขียนจึงเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมายที่คงทน ถาวรเป็นหลักฐานที่ดีกว่าทักษะอื่น ดังนั้น กระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตจำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้นจาก การพัฒนาการอ่าน และการเขียนที่ถูกต้องและเพื่อเป็นการสนองหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พ.ศ. 2551 ที่มุ่งมั่นพัฒนาให้นักเรียนเป็นพลโลกที่ดีของสังคมในอนาคตจึงต้องมี การสนับสนุนให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ของตนเองได้อย่างมี การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญของการเรียนรู้ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคม การอ่าน เป็นหัวใจของการพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาองค์กร พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศชาติ โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่เป็นสังคมสารสนเทศและสังคมแห่งความรู้ การอ่านจึงมีความสำคัญและ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องแสวงหาความรู้และติดตามข่าวสารที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้มาก เป็นทักษะทางภาษาที่สำคัญ ที่ใช้ศึกษาหาความรู้ให้แก่ตนเอง การอ่านเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ แม้จะไม่ใช่ประสบการณ์โดยตรง แต่ก็ทำให้ผู้ที่ได้อ่านมากเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ดี ยิ่งขึ้น การอ่านจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษา เพราะความสำเร็จ และสัมฤทธิ์ผลของการศึกษาขึ้นอยู่กับความสามารถทางการอ่านของผู้เรียนเป็นสำคัญ การบ่มเพาะ นิสัยรักการอ่าน ใฝ่การเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้คนเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพและจะนำไปสู่การเผยแพร่และสร้างภูมิปัญญาใหม่ (วิทยากร เชียงกูล 2552, หน้า 3) ซึ่งสอดคล้องกับ จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ และอัมพร ทองใบ (2556, หน้า 2) ได้กล่าวถึงความสำคัญของ


90 การอ่านไว้ว่า การอ่านมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสังคม และสิ่งแวดล้อม รอบตัวส่งเสริมให้ผู้อ่านมีพัฒนาการในความรู้ ความคิด การสรุปผลข้อมูลเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ อีกทั้งวรรณี โสมประยูร (2553, หน้า 128-129) ให้ความสำคัญว่า การอ่านเป็นเครื่องมือใน การศึกษาและใช้ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวันกับบุคคลในสังคม เป็นกิจกรรมนันทนาการ ทำให้เกิด ความเพลิดเพลิน ช่วยพัฒนาคุณค่าทางอารมณ์และให้ความบันเทิงใจ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพ ด้วยเหตุนี้ครูผู้สอนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในทักษะการอ่านเพื่อให้นักเรียนอ่านได้อย่าง มีประสิทธิภาพ จึงได้จัดกิจกรรม “เยาวชนรุ่นใหม่ พัฒนาภาษาไทย ใส่ใจรักการอ่าน” เพื่อให้นักเรียน ตระหนักและเห็นความสำคัญของการอ่าน มีนิสัยรักการอ่าน ตลอดจนส่งเสริมการบูรณาการความรู้ จากวิชาต่าง ๆ นําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ส่งเสริมศักยภาพของ นักเรียน ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะความรู้ด้านภาษาไทย และสามารถนําไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น 2. เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการอ่าน 3. เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะความรู้ด้านภาษาไทย ขอบเขตการศึกษา กลุ่มประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม จำนวน 8 ห้อง รวมทั้งสิ้น 310 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน จันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ห้อง 3/5 จำนวน 37 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling)


Click to View FlipBook Version