The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สัมมนาสัตวศาสตร์ 1-2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dear_nps, 2022-03-18 23:49:36

สัมมนาสัตวศาสตร์ 1-2564

สัมมนาสัตวศาสตร์ 1-2564

Animal Science
RMUTI-Surin

ประจำภาคเรียนที่ 1/2564

ภเอากคสเราียรปนรที่ะก1/อ2บ5ก6า4รสัมมนา

สัมมนาสัตวศาสตร์ระดับปริญญาตรี

ผู้ประสานรายวิชา ผู้รวบรวม
ทิวากร อำพาพล นันทการณ์ จันดี

คำนำ

วิชาสัมมนา Animal Science Seminar เปนวิชาที่ฝกใหนักศึกษาไดรูจักคนควา และ
รวบรวมเอกสารทางวิชาการตาง ๆ ที่นักศึกษามีความสนใจในเรื่องที่ไดคนควา และสามารถนำ
เอกสารท่รี วบรวมมาเขยี นบทความทางวิชาการ สามารถใชศลิ ปะการพดู และการนำเสนอบทความตอ
ที่ประชุมไดอยางดี มีลำดบั ขัน้ ตอน พรอมท้ังสามารถใชโสตทศั นูปกรณ์ตางง ๆ ในการนำเสนอ
บทความทางวชิ าการได และเพือ่ ใหนกั ศึกษาไดรูจักการใชความคิด การโตแยงอยางมเี หตุผล การ
เสนอความคดิ เห็นทางวิชาการไดอยางชัดเจน และมีอางอิงหลักฐานในการพดู ไดอยางถูกวิธี รวมถงึ
การฝกความรับผิดชอบตองานทีไ่ ดรับมอบหมายอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งในการจดั ทำหนังสือเลมน้ี มี
จุดประสงคเ์ พือ่ รวบรวมบทความวิชาการทางสัตวศาสตร์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสัตว
ศาสตร์ เพอ่ื เปนประโยชนต์ อการศึกษาคนควา หรอื เปนตัวอยางตอนกั ศกึ ษาสัตวศาสตร์ที่จะเรียนวชิ า
สมั มนาในเทอมตอไป

วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาสตั วศาสตร์
ผูจดั ทำและเรยี บเรียง

สารบัญ หนา้
ชือ่ เร่ือง
1
1. การใชสารเสรมิ เบทาอนี ตอการเจรญิ เติบโตและคณุ ภาพซากในสุกรขุน 11
2. การเสริมโปรไปโอตกิ ตอประสิทธภิ าพการผลติ คุณภาพซากและการยอย
23
การดดู ซมึ ในลำไสสกุ รขนุ 35
3. บทบาทของโครเมยี มในอาหารสัตว์ตอสมรรถภาพการผลติ สกุ ร 54
4. บทบาทของสารตานอนุมลู ิสระตอสมรรถนะการผลิตไขและคณุ ภาพไขไก 66
5. การใชแหนแดงในสูตรอาหารตอประสทิ ธภิ าพการเจรญิ เตบิ โตของไกเนื้อ 84
6. เทคโนโลยกี ารปรบั ปรงุ คุณภาพอาหารหยาบในการเล้ยี งสตั วเ์ ค้ยี วเอื้อง
7. ผลของการใช Lactobacillus plantarum ตอผลผลติ จากกระบวนการหมัก 92
111
และองค์ประกอบทางเคมขี องพชื อาหารสตั วอ์ าหารตอการหมกั หญา 122
8. การเสริมโพรไบโอติกในอาหารเพอ่ื เพ่ิมสมรรถนะการเจรญิ เตบิ โตในไกเน้อื 132
9. การเสรมิ กรดไขมัน (Omega-6: Omega-3) ในอาหารสกุ ร 143
10. Lumpy skin โรครายโค – กระบอื ไทย
11. พารามเิ ตอร์ทางพันธุกรรมสำหรับลกั ษณะน้ำหนกั ตัวและขนาดรางกายของโคเน้ือ
12. การสรางแปลงพชื อาหารสตั ว์ท่ีเหมาะสมตอปริมาณและคณุ ภาพของพชื อาหารสตั ว์

1

สัมมนาระดบั ปริญญาตรสี าขาสตั วศาสตร์

เรื่อง

การใช้สารเสรมิ เบทาอนี ตอ่ การเจริญเตบิ โตและคุณภาพซากในสุกรขุน

โดย
นายกฤติเดช ใจเปน็ ชาย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสรุ ินทร์
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564

บทคัดยอ่

ผลของการเสริมเบทาอีนต่อการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณคุณภาพซาก การผลิตเน้ือสุกร
ในปัจจุบนั มกี ารพัฒนาอยา่ งต่อเน่ืองเพื่อให้ได้เนื้อสุกรทม่ี ีคุณภาพโดยมงุ่ เน้นไปท่ีเพ่ิมปริมาณเนื้อแดง
และลดไขมันหุ้มซาก การศึกษาเรื่องของสารเสริมเบทาอีนเพื่อใช้ในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพใน
เนื้อสุกร โดยสารเสริมเบทาอีนช่วยต่อการเผาผลาญไขมันผ่าน Growth Hormone (GH) การ
เหนี่ยวนำคือผลิต เบทาอีน กระตุ้นโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) คือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ผลิต
ขึ้นจากต่อมใต้สมอง และเข้าสู่กระแสเลือด มีหน้าที่สำคัญในการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วย
เสริมสร้างโปรตีนกล้ามเนื้อให้เติบโตและ และ Insulin-like Growth factor-1(IGF-1) คือกลไกการ
ออกฤทธิ์ของโกรทฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับโครงสร้างของโกรทฮอร์โมน มี
บทบาทสำคัญในการกระตุ้นการเจริญเติบโต และส่งผลต่อการเผาผลาญไขมันผ่าน Growth
Hormone การเหนี่ยวนำส่งผลให้ไขมันหุ้มซากลดลง ส่งผลให้ไขมันหุ้มซากลดลงโดยลดการสร้าง
ไขมัน และเพิ่มการสลายไขมันขึ้น จากการศึกษาวิจัย โดยการใช้สารเบทาอีนที่สามารถพบได้ใน
ธรรมชาตโิ ดยส่วนมากจะพบในพืชหัวบีช ข้าวสาลี กากน้ำตาล และหัวผักกาดหวาน ซึ่งจะเป็นพืชท่มี ี
ความสามารถในการเปน็ สารประกอบธรรมชาติท่มี ีความสำคญั ทำหนา้ ที่ในการเผาผลาญของสัตว์ จาก
การศึกษาวิจัยพบว่า การใช้สารเบทาอีนในที่ระดับการเสริม 1.5, 0.125% ในช่วงน้ำหนัก 20-60
กโิ ลกรัม สามารถเพ่ิมสมรรถนะการเจรญิ เติบโตและคณุ ภาพซากทำให้เปอรเ์ ซ็นตเ์ นอื้ แดงมีแนวโน้มท่ี
สูงขนึ้ และมแี นวโน้มในการลดไขมันสันหลงั

คำสำคัญ: เบทาอีน การเจรญิ เติบโต คณุ ภาพซากเน้ือแดง เผาผลาญไขมนั

2

บทนำ

การผลติ เนอ้ื จากสุกรในปจั จุบนั มคี วามต้องการมากขึ้น เพราะสกุ รเป็นสินค้าอาหารพ้ืนฐานที่
คนไทยนิยมบริโภคโดยทั่วไป ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นการเลี้ยง
สุกรจึงมีอยู่เกือบทุกจังหวัด ทั่วประเทศเพราะ เป็นแหล่งโปรตีนในขณะเดียวกัน มนุษย์ยังคง
คำนึงถึงการบริโภคแหล่งโปรตีนที่เป็นประโยชน์และคำนึงถึงคุณภาพซากเนื้อแดงและสารที่อยู่ใน
องค์ประกอบในเนื้อสุกร โดยส่วนใหญ่เป็นการบริโภคเนื้อ โดยมีการทดลองนำสารเสริมต่างๆ มาใช้
ในการประกอบสูตรอาหารสำหรับสุกรเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิต และ
องค์ประกอบเนื้อแดงให้ดีขึ้น และสารอีกตัวที่น่าสนใจคือ เบทาอีน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
trimethylglycine เป็นสารสกัดจากธรรมชาติพบมากในหัวบีช ข้าวสาลี กากน้ำตาล และหัวผักกาด
หวาน (Petason et al., 2012) ในสกุ รการผลติ เบทาอนี กระตุ้นโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone)
คือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นจากต่อมใต้สมอง และเข้าสู่กระแสเลือด มีหน้าที่สำคัญในการ
เจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยเสริมสร้างโปรตีนกล้ามเนื้อให้เติบโตและ และ Insulin-like Growth
factor-1 คือกลไกการออกฤทธิ์ของโกรทฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับโครงสร้าง
ของโกรทฮอร์โมน มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการเจริญเติบโต และส่งผลต่อการเผาผลาญไขมัน
ผ่าน Growth Hormone การเหนี่ยวนำส่งผลให้ไขมันหุ้มซากลดลง โดยลดการสร้างไขมัน และ เพ่ิม
การสลายไขมันขนึ้

การใช้สารเบทาอีนในอาหารสุกรพบว่าสามารถส่งผลต่อสมรรถภาพการให้ผลผลิต ด้านการ
เจรญิ เติบโต และมีแนวโน้มเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหารเพิ่มคุณภาพเน้ือ (Petason et al., 2012)
จากการศึกษาพบว่าอาหารเบทาอีนส่งผลต่อผลดความหนาของไขมันส่วนหลังอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่
ส่งผลต่อปจั จยั การเจริญเติบโตอน่ื ๆ (Cadogan et al., 1993)

ดงั นนั้ สมั มนาฉบบั นี้มวี ตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื ศกึ ษาผลของการเสริมเบทาอีนต่อการเจรญิ เติบโตและ
คณุ ภาพซาก เชน่ เนอ้ื แดง ไขมันสันหลงั สำหรบั ใชเ้ ปน็ ขอ้ มูลเบือ้ งตน้ ให้กบั ผทู้ สี่ นใจ

3

สภาพปัญหาของไขมันสนั หลงั ในสุกร
ปัญหาของไขมนั สนั หลงั ทม่ี ผี ลตอ่ คุณภาพเนอ้ื และลักษณะซากในสกุ ร การสะสมไขมนั เป็นผล

จากสมดุลระหว่าง การสร้างไขมันและการสลายไขมัน (Saleh et al., 1999) การประเมินการสะสม
ของไขมันในชั้นใต้ผิวหนังของตัวสุกร เนื่องจากไขมันสันหลังซึ่งเป็นเนื้อเยื่อไขมันที่สะสมในชั้ นใต้
ผิวหนัง ชนิดหนึ่ง มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณไขมันที่สะสมทั้งหมดของร่างกายสุกร (Mullan
and Williams, 1990) ไขมันสันหลังยังเป็นตำแหน่งที่สะดวกเหมาะสมต่อการวัด และเป็นตัวแปร
หนง่ึ ในการคำนวณปรมิ าณเนอื้ แดงในรา่ งกาย อย่างไรกต็ ามความหนาไขมันสันหลงั มีความสัมพันธ์เชิง
บวกในระดับปานกลางกับคะแนนความอุดมสมบูรณ์รูปร่างเท่านั้น (Phumratanaprapin et al.,
2004) ในสุกร การสร้างไขมัน มีบทบาทสำคัญในไขมันสะสมหมูได้รับไขมันจากการสร้างไขมันใน
เนื้อเยื่อไขมันมากกว่าจากไขมันในอาหาร ขั้นตอนการจำกัดอัตราของ lipogenesis คือไกล่เกลี่ยโดย
เอนไซม์สังเคราะห์กรดไขมัน fatty acids synthesis (FAS) Lipogenesis คอื การก่อตัวของไขมันโดย
เปลี่ยนอะเซทิลโคเอเป็นกรดไขมัน และต่อมา esterifying ด้วยกลีเซอรอลเพื่อสร้างไตรกลีเซอไรด์
(Saleh et al., 1999) การศกึ ษากอ่ นหนา้ น้ีชีใ้ หเ้ หน็ ว่าเบทาอีนสง่ ผลต่อการเผาผลาญไขมันในสุกร

แผนภาพที่ 1 การแบ่งสว่ นพลังงานของสกุ รขุนนำ้ หนัก 70 กิโลกรัม
ท่ีมา: Porcus June/Juty 2012

การแบ่งส่วนพลังงานของสุกรขุนในระยะน้ำหนัก 70 กิโลกรัม สุกรจะได้รับพลังงาน 84
(Mcal) ใช้ดำรงชีพ 2.6 (Mcal) พลังงานที่ใช้ความร้อนเท่ากับ 2.1(Mcal) พลังงานที่ใช้ปัสสาวะและ
แกส๊ เท่ากบั 0.35 (Mcal) และใช้พลังงานสะสมไขมันท้งั หมด 3.35 (Mcal)

4

เบทาอีน
เป็นสารประกอบท่ีเกิดจากแรลลี่ธรรมชาติที่กระจายอยู่ท่ัวไปในสัตว์และพืชเปน็ สารเตมิ แต่ง

อาหาร สามารถใช้ได้ในไฮโดรคลอไรด์ แบบเสริมอาหารได้ ไฮโดรคลอไรด์เป็นบัฟเฟอร์สำหรับแรง
กระแทกออสโมติก เมื่อความดันออสโมติกเปลี่ยนไป ไฮโดรคลอไรด์สามารถปอ้ งกันการสูญเสยี น้ำใน
เซลล์ปรับปรุงการทำงานของ NA / K pupm ปรับปรุงความทนทานของวัตถุต่อการขาดแคลนน้ำ
อุณหภูมิสูงเกลือสูงและสภาพแวดล้อมการซึมผ่านสูงและเสถียรเอนไซม์ สำหรับปศุสัตว์เพื่อ
วัตถุประสงค์ต่างๆ แม้ว่างานวิจัยส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเสริมอาหารด้วยเบทาอีนจะเป็นเนน้ ที่สตั ว์ปกี
รวมถงึ สุกรดว้ ย มีการอธิบายผลกระทบท่ีแตกต่างกันน้ี บทความให้ภาพรวมของบทบาทของเบทาอีน
เป็นอาหารเสรมิ ตามรปู แบบ คณุ ภาพซากและอ่ืน ๆ ดา้ นการผลติ สกุ ร

แผนภาพที่ 2 สูตรโครงสร้างของเบทาอีน
ที่มา: Porcus June/Juty 2012

หน้าที่ของเบทาอีนมีอยู่สองบทบาท บรรเทาความเครียดออสโมติกและปกป้องเซลล์ต่อต้าน
การหยุดทำงานของออสโมติก นอกจากนี้ยังมีการควบคุมการแสดงออกของยีน โครงสร้างและความ
เป็นกลางของประจุช่วยให้เกิดไฮโดรเจนได้ทันทีผู กพันกับน้ำอย่างง่ายดายและดูดซึมเบทาอีน
ธรรมชาติ เอนไซม์และโครงสร้างโปรตีนภายในเซลล์สามารถรักษาและยังคงใช้งานได้ตามปกติ เบ
ทาอีนเป็นเมทิลที่มีประสิทธิภาพสูง ผู้ที่บริจาคกลุ่มเมธิลโดยตรงเพื่อแปลงโฮโมซิสเทอีนเป็น เมไท
โอนีน (กระบวนการท่จี ำเป็นสำหรับการสรา้ งเมไทโอนนี ขึ้นใหม่)
หน้าท่ีของเบทาอนี ต่อการเปลีย่ นแปลงคุณภาพซากในสกุ ร

ทำหน้าที่เป็นผู้ให้หมู่เมทิลในปฏิกิริยาการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดซึ่งมี
ความจำเป็ นในการสังเคราะห์โปรตีนและการเผาผลาญพลังงาน (อดิษฐ์ศุภไพบูลย์ และคณะ,2549)
เบทาอนี ถูกใช้มานานหลายสิบปี เปน็ อาหารเสริมเพ่ือปรับปรุงประสิทธิภาพของสัตว์เพิม่ น้ำหนัก และ
เพ่ิมประสิทธภิ าพอาหารสัตว์ลดปริมาณไขมันในร่างกายนอกจากน้ียงั ช่วยเพ่มิ ความต้านทานต่อโรคให
กับสัตว์อีกด้วย (Ratriyanto et al., 2009) เพิ่มไฮโดรคลอไรด์เบทาอีนลงในอาหารหมูสามารถเพ่ิม

5

พื้นที่กล้ามเนื้อ ลดความหนาเฉลี่ยของหลังหมูและปรับปรุงคุณภาพเนื้อไม่ติดมันและคุณภาพซาก
การปรับเปลี่ยนเบทาอีนและซากสัตว์ทั้งในไขมันและในการเผาผลาญโปรตีน เบทาอีนมีอิทธิพลใน
ฐานะทเ่ี ปน็ ผู้บริจาคเมทิลอย่างแรง เบทาอนี ปรบั ปรุงการสังเคราะห์คาร์นทิ ีนและฟอสฟาติดิลโคลีนที่
เก่ยี วขอ้ งกับ การออกซิเดชันของกรดไขมันและการขนสง่ ไขมัน ผ่านทางร่างกายโดยการแปลงโฮโมซิส
เทอีนเป็นเมไทโอนีน เบทาอีนเพิ่มความเข้มข้นของเมไทโอนีน สำหรับสัตว์ (โปรตีน) การเผาผลาญ
อาหาร และยังมีไกลซีนเสริมอีกด้วยหลังจากที่เบทาอีนสูญเสียเมทิลที่สามไป นอกจากนี้ การมีส่วน
ร่วมนี้ในการเผาผลาญโปรตีนและไขมันเบทาอีนสามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของ สุกรโดยการ
เปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระดับการเจริญเติบโต ส่งผลให้อาหารเบทาอีนแคน ลดไขมันส่วนหลังและ
เพมิ่ ซาก ความผอม ส่งิ นเ้ี รยี กวา่ ไลโปทรอปิก ผลของเบทาอนี และไม่ไดเ้ ห็นเทา่ นั้นในสุกร แต่ยังอยู่ใน
ไกเ่ น้ือและแมก้ ระท่ังในมนุษย์ ลกู ค้ามักจะชอบอายุ%การแตง่ ตัวทสี่ งู ข้ึน แตย่ งั นำมาซึ่งความประหยัด
การเปลี่ยนแปลงของร่างกายองค์ประกอบ (ไขมันใต้ผิวหนังน้อยและเปอร์เซ็นต์ไขมันซากที่ต่ำกว่า)
ข้นึ อยูก่ ับพนั ธุกรรมและขึน้ อย่กู ับการทำงานรว่ มกนั กบั ผู้อน่ื

แผนภาพท่ี 3 กลไกการทำงานของเบทาอีน
ทม่ี า: Porcus June/Juty 2012

ผลออสโมติกของเบทาอีนลดความต้องการพลังงานของปั๊มไอออนเซลล์ เบทาอีนมีกลไก
อทิ ธพิ ลในฐานะที่เปน็ ผู้บรจิ าคเมทิล เบทาอีนปรับปรงุ การสงั เคราะหค์ าร์นทิ นี และฟอสฟาตดิ ิลโคลีนท่ี
เกีย่ วขอ้ งกบั การออกซเิ ดชนั ของกรดไขมันและการขนสง่ ไขมัน ผา่ นทางรา่ งกายโดยการแปลงโฮโมซิส
เทอีน เป็นเมไทโอนีน, เบทาอีนเพิ่มความเข้มข้นของเมไทโอนีน สำหรับสัตว์ (โปรตีน) การเผาผลาญ
อาหาร และยังมีไกลซีนเสรมิ อีกดว้ ยหลังจากท่เี บทาอนี สูญเสยี เมทลิ ที่สามไป นอกจากนี้ จะทำการเผา
ผลาญโปรตีนและไขมันสันหลัง เบทาอีนสามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของ สุกรโดยการ
เปลีย่ นแปลงของฮอร์โมนระดับการเจรญิ เติบโต สง่ ผลให้อาหารเบทาอนี แคน ลดไขมนั ส่วนหลงั

6

การใช้เบทาอนี เสรมิ ในอาหารตอ่ คณุ ภาพซากสกุ ร
การใช้เบทาอีนที่ระดับ 0.25% ในสุกรช่วงนำหนัก 10 กิโลกรัม เมื่อสิ้นสุดการทดลองทำให้

ม%ี เนือ้ แดงเพมิ่ ขนึ้ และ%ไขมันสันหลงั ท่ีลดลงเลก็ น้อย (zhog et al., 2021.) สว่ น (Lothong et al.,
2016.) รายงานว่าการใช้เบทาอีนที่ระดับ 0.125% ในสุกรระยะสุดท้าย พบว่า%ไขมันมีมากกว่าสุกร
ระยะอื่น. (Yu et al., 2004.) รายงานว่าใช้เบทาอีนที่ระดับ 0%, 1.5% ในสุกรน้ำหนัก 20-60
กิโลกรัม ทำให้มี%เนื้อแดงเพิ่มขึ้นและไขมันสันหลังลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกับ (Overland et al.,
1999.) การใช้เบทาอีนระดับ 0%, 1.5% ในสุกรช่วงน้ำหนัก 20-60 กโิ ลกรมั จะมี%ของซากดีที่สดุ

ตารางท่ี 1 ผลกระทบของอาหารทีเ่ สรมิ ดว้ ย Betaine หรอื Glycine ตอ่ ลักษณะซากและคณุ ภาพเน้ือ
สุกร

อา้ งอิง ชนิด กลมุ่ เนอ้ื แดง(%) ไขมนั สว่ น ซาก (% )
หลัง (%)
Y zhog สกุ รขนาดเล็ก ควบคมุ 38.11 19.64 -
et al. ชว่ ง 10 กิโลกรมั . Glycine 0.16% 40.69 18.00 -
2021. Betaine 0.25% 40.87 18.09 -
Lothong สุกรขุนอายุขนุ -
et al. ระยะสดุ ท้าย ควบคุม - 29.5 -
2016 Betaine - 24.0
Yu et สกุ รขนุ ช่วง 60 0.125% 69.38
al.2004 กโิ ลกรมั . ควบคุม 59.14 - 71.87
Overland Betaine 1.5% 63.57 - 72.9
et สกุ รขุนช่วงน้ำ ควบคมุ 59.3 13.9 72.1
al.1999 นำ้ หนัก20 TMAO 58.8 14.7 72.5
กิโลกรมั . Betaine 59.8 14.0

หมายเหตุ
TMAO=trimethylamine n-oxide เป็นผลพลอยไดโ้ ดยจลุ นิ ทรยี ์ในลำไส้

7

การใชเ้ บทาอนี เสรมิ ในอาหารตอ่ ประสิทธภิ าพการเจรญิ เตบิ โตของสกุ ร
การเจริญเติบโตมากขึ้น (Zhong et al.,2021.) เช่นเดยี วกันกบั Yu et al. (2004) ทร่ี ายงาน

ว่าใข้เบทาอีนที่ระดับ 1%, 1.5%, 0.125% ในสุกรน้ำหนัก 60 กิโลกรัม จะทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น
อยา่ งเหน็ ไดช้ ัด แต่อย่างไรกต็ าม การใชเ้ บทาอีนทร่ี ะดบั 0.5%, 0% ไมพ่ บน้ำหนักในการทดลองแต่มี
การกินได้ที่มากขึ้นในสุกรระยะ 20-60 กิโลกรัม (Wray-Cahenet al.,2004), (Overland et
al.,1999)
ตารางที่2 ผลกระทบของอาหารทีเ่ สรมิ ด้วย Betaineและ Glycine ตอ่ ประสิทธภิ าพการเจริญเติบโต

อ้างอิง ชนิด กลมุ่ FIN (kg) ADG(g/d) ADFI(g/d) FCR

Zhong et สกุ รขุน10 ควบคุม 30.21 326.90 972.35 2.98

al.2021 กิโลกรมั Glycine 0.16% 31.39a 347.02 999.74 2.89

Betaine 0.25% 32.29 360.49 979.35 2.80

Wray- สกุ รขนุ 20 ควบคุม - 670 1,880 3.41

Cahen กโิ ลกรัม Betaine - 810 1,910 2.39

et 0.125%

al.2004 Bataine 0.5 % - 830 1,960 2.55

Yu et al. สุกรขนุ ควบคมุ 61.23 629.38 1,820 -

2004 ชว่ ง Betaine 1% 64.11a 687.79 1,850 -

60 Betaine 1.5% 65.41 712.48 1,830 -

กิโลกรมั

Lotthong สุกรขุน ควบคุม 111.4 900 5,270 -

et ระยะ Betaine 108.9 850 5,190 -

al.2016 สุดทา้ ย 0.125%

Overland ขนุ ชว่ ง ควบคุม - 809 1,876 -

et สุดทา้ ยขุน TMAO - 870 1,892 -

al.1999 น้ำหนกั 20 Betaine - 843 1,913 -

กิโลกรมั

หมายเหตุ FIN= final weight. (น้ำหนักสุดท้าย) ADG=Average Daily Gain. (อัตราการ

เจริญเติบโตประจำวัน) ADFI= Average Daily Feed Intake. (ค่าเฉลี่ยอาหารบริโภคประจำวัน)

FCR=Feed Conversion Rate. (อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ) TMAO=trimethylamine n-

oxide เปน็ ผลพลอยได้โดยจุลนิ ทรีย์ในลำไส้

8

สรุปผล

จากการศึกษาวิจัยพบว่า การใช้สารเบทาอีนในช่วงระดับการเสริม 1.5, 0.125% ในช่วง
น้ำหนัก 20-60 กิโลกรัม สามารถเพิ่มสมรรถนะการเจริญเติบโตและคุณภาพซากทำให้%เนื้อแดงมี
แนวโนม้ ทส่ี งู ขน้ึ และมีแนวโน้มในการลดไขมันสันหลงั

9

เอกสารอ้างองิ

อดิษฐ์ ศุภไพบลู ย์ และคณะ. 2549. ผลของเบทาอีนตอ่ ความทนทานความเครียดจากการเปลย่ี นแปลง
ความเค็มและความเป็นพิษเฉียบพลัน ของแอมโมเนียในกุ้งกุลาดำวัยระยะโพสท์ลาวา.
ภาควชิ าเพาะเลย้ี ง สตั วน์ ้ำ คณะประมง: มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ วทิ ยาเขตบางเขน.

Aust A., Anim J., Yu D.Y., Xu Z. R., Li W.F. (2004) Animal Science College,
Zhejiang University; The Key Laboratory of Molecular Animal Nutrition Ministry
of Education, Hangzhou, 310029, P. R. China. Effects of Betaine on Growth
Performance and Carcass Characteristics in Growing Pigs*

Cadogan, D.J. et al. 1993. “The effect of betaine on the growth performance and
carcass characteristics of female pigs”. Australasian Pig Science Association. 210-
219.

Mullan, B.P. and I.H. Williams. 1990. “The chemicalcomposition of sow during their first
lactation.” Animal Production. 51:375-387

Ratriyanto A. 2009. “Metabolic, osmoregulatory and nutritionalfunctions of betaine
in monogastric animals”. Asian-Australasian Journal of Animal Sciences.
22:1461–1467

Saleh J, Sniderman AD and Clanfolne K. 1999. Regulation of plasma fatty acid
metabolism. Clin Chem Acta. 286(1-2): 163-180.Overland M., Rorvik K.A., Skrede
A. (1999). Effect of Trimethylamine Oxide and Betaine in Swine Diets on Growth
Performance, Carcass Characteristics, Nutrient Digestibility,and Sensory Quality
of Pork1 77:2143–2153.

Peterson S.E., Rezamand P., Williams J.E., Price†M.Chahine W., McGuire M.A.,
2012.“Effects of dietary betaine on milk yield and milk composition of mid-
lactation Hostein dairy cos”. American Dairy Science Association. 11:6557-6562.

Lothong M., Tachampa K., Assavacheep P., Angkanaporn K., / Thai J Vet Med. ( 2016) .
Effects of dietary betaine supplementation on back fat thickness and serum
IGF-1 in late finishing pigs 427-434.

Wray-Cahen D., Fernández-Fígares I., Virtanen E., Steele N.C., Caperna T.J. (2004).
Comparative Biochemistry and Physiology Part A 137 Betaine improves growth,

10

but does not induce whole body or hepatic palmitate oxidation in swine (Sus
scrofa domestica) 131–140
Wray-Cahen D., Fernández-Fígares I., Virtanen E., Steele N.C., Caperna T.J., (2004).
Comparative Biochemistry and Physiology Part A 137 Betaine improves growth,
but does not induce whole body or hepatic palmitate oxidation in swine (Sus
scrofa domestica) 131–140
Zhong Y., Yan Z., Song B., Animal Nutrition 7 (2021). Dietary supplementation with
betaine or glycine improves the carcass trait, meat quality and lipid metabolism
of finishing mini-pigs.376-383

11

สัมมนาระดบั ปริญญาตรี สาขาสตั วศาสตร์

เร่อื ง

การใชโ้ ปรไบโอตกิ ตอ่ ประสิทธิภาพการผลิต คณุ ภาพซากและการยอ่ ยการดูดซึมใน
ลำไส้สุกรขนุ

โดย
นางสาวสมิ ตุ า ตุม้ จันทร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสรุ ินทร์
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

บทคดั ย่อ

การผลิตสุกรในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างตอ่ เนื่อง เพื่อให้ได้เนื้อที่มีคุณภาพและคำนึงถึงคุณภาพของ
ซากเนือ้ สกุ ร โดยมกี ารศึกษาเรื่องของโปรไบโอติก (Probiotics) ซ่ึงเป็นจุลินทรยี ท์ ่สี ามารถนำมาใช้ใน
การผลิตสุกรได้ เนื่องจากเมื่อใช้ในปริมาณท่ีเพียงพอเหมาะสม จะส่งผลดีต่อรา่ งกายสัตว์ จึงมีการนำ
โปรไบโอติกมาใช้ในการเลี้ยงสัตวเ์ พื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ และยังสามารถ
ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ให้แก่สัตว์ และยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคและควบคุมโรค จาก
การศึกษาการนำโปรไบโอติกมาใช้ในสุกรขุน มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของกลุ่มที่เสริมด้วยโปร
ไบโอติก มีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เสริมโปรไบโอติก และคุณภาพซากของกลุ่มที่
เสริมด้วยโปรไบโอติกมีน้ำหนักซากที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เสริมโปรไบโอติก ซึ่งส่งผลทำให้สัตว์สุขภาพดี
และแขง็ แรง ดงั นัน้ จงึ มีการนำโปรไบโอติกมาใช้ในการเลยี้ งสุกรขนุ เป็นอกี ทางเลือกหนึง่ ท่ีทดแทนการ
ใช้ยาปฎิชีวนะซึ่งโปรไบโอติกจะไม่มีสารตกค้างที่ไม่มีผลข้างเคียงต่อสัตว์และไม่เป็นอันตรายต่อ
ผู้บริโภค

คำสำคัญ : โปรไบโอติก สกุ รขุน การเจริญเตบิ โต

12

บทนำ

ในปัจจุบันการเลี้ยงสุกรมีความต้องการมากขึ้นซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับประชากร
มนุษย์ที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเนื้อสุกรมีบทบาทกับมนุษย์ทุกเพศทุกวัยเพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถหา
ซื้อได้ง่าย และสุกรเป็นอาหารพื้นฐานที่มนุษย์นยมบริโภค อย่างไรก็ตามการเลี้ยงสุกรในปัจจุบันจึงมี
การพฒั นาการด้านสายพันธุ์ อาหารสตั ว์ การจดั การและการสุขาภิบาลและในการเล้ยี งสุกรน้ันยังต้อง
คำนึงถึงคุณภาพของซากเนื้อสุกร ทั้งเน้ือแดงและไขมันในเนื้อต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งยา
ปฏชิ ีวนะที่ตกค้างในเน้ือสุกรมผี ลต่อผู้บรโิ ภค เช่น อาจทำให้ร่างกายผู้บรโิ ภคเกิดการด้ือยาเพราะเกิด
จากการใช้ยาปฏิชีวนะตัวเดียวกันกับที่ใช้ในสุกรทำให้ยากลุ่มเดียวกันไม่มีผลต่อการรักษา
อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรมีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่หลายเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อในสุกรและเพิ่ม
ประสิทธิภาพการผลติ การใชส้ ารเสริมโปรไบโอติกเป็นการเตมิ จุลินทรีย์ที่มีประโยชนต์ อ่ ระบบทางเดิน
อาหารของสุกรเพื่อให้เกิดความสมดุลของประชากรแบคทีเรยี ที่มีประโยนชน์ในลำไส้และเกิดผลดตี ่อ
สุขภาพในด้านต่างๆ โปรไบโอติกเป็นสารเสริมสามารถทดแทนยาปฏิชีวนะในอาหารสุกรได้และเพิ่ม
ประสิทธิภาพการผลิต เช่น การเจริญเติบโตของสัตว์ น้ำหนักในแต่ละวัน การปรับปรุงคุณภาพซาก
กระตุ้นให้มีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันในสุกรและไม่ทิ้งสารตกค้างที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงในสัตว์และ
มนุษย์ (กานตช์ นา,2015)

ความหมายและความสำคญั ของโปรไบโอตกิ
โปรไบโอติก (probiotics)คำว่า โปรไบโอติก ถูกนำมาใช้ครั้งแรก โดย Lilley and Stillwell

จากนั้น Parker ได้นิยามโปรไบโอตกิ เป็น สารจากสิ่งมีชีวิตทีน่ ำไปสู่ความสมมตุ ิของจลุ ินทรีย์ในลำไส้
จุลินทรีย์โปรไบโอติกเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหาร โดยโปรไบโอติกจะไปยึดเกาะ
กับผนังในระบบทางเดินอาหาร เป็นจุลินทรีย์ที่ดีหรือมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งจุลินทรีย์โปรไบโอติก
จะช่วยในการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารสามารถยึดเกาะกับผนังลำไส้ ช่วย
ป้องกันการยึดเกาะของเชื้อโรค ทำให้เกิดการควบคุมการป้องกันโรค อีกทั้งยังสามารถสร้างวิตามิน
และสลายแรธ่ าตไุ ด้ แต่ที่สำคัญสุดคือมีหน้าทีห่ ลักในการสร้างน้ำย่อย ในกระบวนการหมกั อาหาร ซึ่ง
เป็นการเพิ่มศักยภาพในการใช้อาหารในมนุษย์และสัตว์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากใช้โปร
ไบโอติกในปริมาณที่เหมาะสมจะมีประโยชน์แก่สัตว์ โดยโปรไบโอติกมีการทำงานที่เกี่ยวกับการช่วย
เพิ่มจุลินทรีย์ที่มปี ระโยชน์ให้แกส่ ัตว์ และยับยั้งจุลินทรยี ์ทีก่ ่อให้เกิดโรครวมทั้งช่วยในเร่ืองระบบการ
ย่อยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึน้ ทั้งนี้พบว่า การเสริมจลุ ินทรีย์โปรไบโอติกยังส่งผลต่อการเพิ่มจุลินทรยี ์
ที่มปี ระโยชนืในลำไสอ้ กี ด้วย (คึกฤทธ์ิ, 2561)

13

คณุ สมบัติของโปรไบโอติก
โปรไบโอตกิ คอื จุลนิ ทรยี ์ที่มชี วี ิต เมือ่ สัตว์ได้รับในปริมาณที่เหมาะสมจะก่อให้เกิดประโยชน์

ต่อร่างกาย และต้องเป็นจุลินทรีย์ที่สายพันธุ์เดียวกับที่อยู่ในลำไส้มนุษย์ ต้องทนต่อน้ำย่อยใน
กระเพาะอาหารและลำไส้ ยังสามารถแบ่งตัวเจริญเติบโตทำหน้าที่ได้ดีเมื่อนำมาผสมกับอาหาร และ
ยังมีชีวิตระยะหนึ่งหลังจากการรักษา โดยจุลินทรีย์ที่นำมาใช้เป็นโปรไบโอติก คือ จุลินทรีย์กรดแลก
ติก หรือเรียกว่า แลกติกแอชิดแบคทีเรีย เช่น แบคทีเรีย สกุลแลกโตบาซิลลัส และ บิฟิโดแบคทีเรีย
ซึ่งเป็น 2 ชนิด ที่นิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร และแบคทีเรียที่กล่าวทั้ง 2 ชนิด มีดังน้ี
(พทั ธธ์ ีรา.มปป)

Lactobacillius
จลุ นิ ทรยี แ์ ลคโตบาซิลลสั เปน็ จลุ นิ ทรยี ์ท่มี ลี กั ษณะเป็นรปู แท่ง อยใู่ นอุณหภมู ิท่ปี านกลาง บางชนดิ ชอบ
ที่อณุ ภูมิทีส่ ูง ซึ่งจดั อยูใ่ นกลมุ่ Lactic acid bacteria ท่สี ามารถหมักนำ้ ตาลกลโู คส glucose น้ำตาล
แลกโตส lactose ให้เกิดกรดแลกติก lactic acid fermentation ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมบวก ไม่
เคลื่อนที่ ไม่สร้างสปอร์ กระจายตัวเป็นหลายเซลล์ เปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นกรดแลกติกได้สุง
สามารถเจริญเติบโตได้ในอุณหภูมิที่ร่างกายทนต่อระดับค่า pH ที่ต่ำและทนต่อสภาวะกรดน้ำดีใน
ลำไส้อย่างมีประสิทธิภาพ จุลินทรีย์ตัวนี้สามารถผลิตแบคทีเรียเองได้ ช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหาร
ระบบภมู ิคุ้มกันในร่างกาย ในปจั จบุ นั มกี ารนำแลคโตบาซลิ ลัสมาทำเปน็ อาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคที่
เกิดจากระบบทางเดินอาหารได้ (คึกฤทธ์ิ, 2561)
Bifidobacterium
เป็นแบคทเี รยี ท่ีไม่ใช้ออกซิเจนที่ไม่เคล่ือนไหวมีลักษณะเปน็ แท่ง ส่วนใหญ่จะอยู่ในลำไส้ของสัตว์และ
มนุษย์ ถือเป็นสิ่งมีชีวิตหลักที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คล้ายแลคโตบาซิลลัส บิฟิโด
แบคทีเรียยังใช้เป็นโปรไบโอติก ในด้านของการหมัก มีความสามารถในการแข่งขันกับจุลินทรีย์ใน
ลำไสอ้ ่ืนๆอย่างแขง็ ขันและครอบครองสว่ นย่อยของจลุ ินทรยี ์ในลำไส้ (อมรรัตน์, 2560)

ประโยชน์ของโปรไบโอติก
1.ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสัตว์ และลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิด

โรค ปรับสภาวะภายในลำไส้ให้มีความเป็นกรดมากขึ้น ด้วยการผลิตกรดแลกติกออกมา รวมถึงการ
ปล่อยสารยับยง้ั การเจรญิ เตบิ โตจำพวกแบคเทอรโิ อชนิ

2.ช่วยให้การย่อยอาหารสมบูรณ์ ลดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร โดยการสร้างสารเคมี
ออกมากำจดั แบคทเี รียทก่ี อ่ ให้เกิดโรค

3.ลดการสร้างสารพิษในจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค เช่น แอมโมเนีย เอมีน เป็นต้น ลดการดูด
ซึมสารพษิ เขา้ สู่ร่างงกาย

14

4.เสริมการสรา้ งภมู ติ า้ นทานตามธรรมชาติ ช่วยใหเ้ มด็ เลอื ดขาวทำงานได้มปี ระสทิ ธิภาพมาก
ขน้ึ

5.ช่วยการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร รวมถึงการสังเคราะห์วิตามินและสารอาหารบาง
ชนิด
6.ช่วยย่อยสลายและหมักสารอาหารของลำไส้ แล้วสังเคราะห์เป็นกรดไขมันสานสั้น ที่จำเป็นต่อ
รา่ งกายหลายชนิด เช่น กรดบวิ ทริ กิ ซอ่ มแซมผนงั ลำไสแ้ ละกำจดั ส่งิ แปลกปลอม กรดโพรพโิ อนิก เปน็
พลังงานให้เซลล์ตับ ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ กรดแอซิติก ดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและ
แมกนเี ซยี ม ลดความเสยี่ งกระดกู พรนุ (พัทธธ์ รี า. มปป)

ประเภทของเชอื้ ช่อื เชอื้
ชนิด L. acidophilus
L. amylovorus
Lactobacillus L. brevis
L. casei subsp. casei (L. casei)
Lactococcus L. crispatus
Bacillus L. farmicinis
L. fermentum
L. murinus
L. plantarum subsp. plantarum
L. plantarum
L. reuteri
L. rhamnosus
L. salivarius
L. amylovorus (L. sobrius)
L.lactis subsp.
cremoris
(Streptococcus cremoris)
L. lactis subsp. Lactis
B. cereus (B. cereus var. toyoi)
B. licheniformis

15

Streptococcus B. subtilis
Enterococcus S. infantarius
Leuconostoc S. salivarius subsp. Salivarius
ทีม่ า : (ศรุ าภรณ์, 2560) S. thermophilus (S. salivarius subsp. thermophilus)
aecalis
faecium
Citreum
lacti
mesenteroides

กลไกการทำงานของโปรไบโอติก
จุลินทรีย์โปรไบโอติกสามารถจำแนกประเภทจุลินทรีย์ที่ใช้เป็นโปรไบโอติก คือ ประเภท

แบคทเี รยี ประเภทราและยีสต์ และประเภททใ่ี ชใ้ นการค้า ซงึ่ โปรไบโอติกจะทำหนา้ ทแ่ี ตกต่างกนั โปร
ไบโอติกมักมีความคาดหวังด้านใหญ่ๆ คือ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ความปลอดภัยในการผลิต การ
ทำงานของโปรไบโอติก เป็นการทำงานของจุลินทรยี ์โปรไบโอติกโดยการเพม่ิ จุลินทรยี ์ที่มีประโยชน์ใน
ระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดความสมดุลในลำไส้และเกิดผลดีต่อร่างกาย ปรับความสมดุลระหว่าง
จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ช่วยในการย่อย
อาหารของสัตว์ให้มีประสิทธภิ าพมากขึ้น และช่วยในระบบภูมิคุ้มกันในสัตวใ์ หด้ ีข้ึน จุลินทรีย์ช่วยเพ่ิม
ประสิทธิภาพการย่อยและการดูดซึมสารอาหารได้เพ่ิมสูงข้ึน มีเอนไซม์ที่ผลิตโดยโพรไบโอติกในลำไส้
ที่เพิ่มสูงขึ้นจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารทำให้มีการดูดซึมอาหารได้เพิ่มขึ้น โปรไบโอ
ติกบางชนิดสามารถต้านจุลชีพที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในลำไส้ได้
แบคทีเรียที่สามารถผลิตสารต้านจุลชีพ คือ แบคทีเรียกรดแลกติก มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อก่อ
โรคทอ่ี าจเกิดขนึ้ ในตวั สัตว์ ในการทำงานของโปรไบโอติกทีช่ ว่ ยเสริมระบบภมู คิ ุ้มกันเพมิ่ การยับยั้งการ
เกิดโรคในลำไส้ โปรไบโอติกมีผลต่อจำนวนของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร และยังเพิ่ม
ระดับอมิ มโู นเซร่ัมในสตั ว์อีกดว้ ย กลไกท่สี ำคญั ของโปรไบโอติกรวมถึงการเพ่ิมประสิทธิภาพของเย่ือบุ
ผิว เพิ่มการยึดเกาะกับเยื่อบุลำไสแ้ ละยังยับยั้งการยืดเกาะของเชื้อโรค การผลิตสารต่อต้านจุลินทรีย์
และการปรับระบบภูมิคุ้มกัน (อรวรรณ, 2562)

16

รปู แบบท่ีใชใ้ นการผลติ สุกร
โปรไบโอติกมีหลายรูปแบบ โดยทั่วไปวิธีการใช้มักผสมในอาหารและน้ำ สเปรย์หรือปั๊มปาก รูปแบบ
วิธีการข้ึนอยู่กับอายุ วงจรการผลติ เชน่ สุกรขนุ ใหอ้ ย่ใู นรูปแบบผสมอาหาร การใชโ้ ปรไบโอติกในสุกร
มีการใช้ในทุกระยะของการผลิต โดยการเสริมโปรไบโอติกจะช่วยให้จุลินทรีย์ในทางเดินอาหารเกิด
ความสมดุล ถึงจะมีวิธีที่แต่ต่างกันไป แต่จุดประสงค์ของการให้คือเพื่อเพิ่มจุลนิ ทรยี ์ที่มีประโยชน์เขา้
ไปในทอ่ ทางเดินอาหารให้เกิดความสมดุลของจลุ นิ ทรยี ์ จะช่วยเสริมใหส้ กุ รเกดิ สขุ ภาพท่ีดีและมีผลทำ
ให้ประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น และกระตุ้นการกินอาหารเพิ่มประสิทธิภาพการใช้และการดูดซึม
อาหาร เพิ่มอัตราการเจริญเติบโตเพิ่ม ADG และ FCR ลดปัญหาระบบทางเดินอาหาร มีผลให้ระบบ
ภมู คิ ุ้มกนั ของสัตว์อย่ใู นสภาวะสมดุล โดยพบว่าจุลนิ ทรยี ์ในโปรไบโอติกมกี ารสรา้ งสารที่มีผลต่อระบบ
ภูมิคุ้มกันของสัตว์ เช่น Bifidobacterium สร้างสารที่ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น
โปรไบโอติกมีคุณสมบัติในการสร้างเอนไซม์ย่อยอาหารหลายชนิด ซึ่งเป็นเอนไซม์บางชนิดที่ร่างกาย
ของสัตว์ไม่สามารถสร้างได้ การเสริมโปรไบโอติกในทางเดนิ อาหารจงึ มีผลเพิม่ ประสิทธิภาพในการใช้
อาหารของสัตว์ (กานต์ชนา, 2015)

ผลการใช้โปรไบโอตกิ ตอ่ ประสทิ ธภิ าพของสกุ รขนุ
ผลการเสรมิ Enterococcus faecium ตอ่ นำ้ หนกั มีชีวติ (กโิ ลกรัม) พบว่ากลมุ่ ที่เสรมิ Enterococcus
faecium ที่ระดับ 10×109kg ทำให้น้ำหนักมีชีวิตของสุกรขุนเพิ่มขึ้น (Janina et al, 2011)ใน
ขณะเดียวกัน (Cao et al, 2020) รายงานว่า ผลการเสริม Kitasamycin BaSC06 ต่อ ADG ตลอด
การขุน(กรัม) พบว่ากลุ่มท่ีเสริมระดบั 1×108g และ Kitasamycin BaSC06 ที่ระดับ 0.5×108g ทำให้
ADG ตลอดการขุนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเสริม Lactobacillus ต่อ ADG ตลอดการขุน(กรัม)
พบว่ากลุ่มที่เสริม Lactobacillus B.coagulance ที่ระดับ 1×109g + B. lichenformis ที่ระดับ
5×108g +B.subtilis ที่ระดับ 1×109g ทำให้ ADG ตลอดการขุนเพิ่มขึ้นและมีค่าความแตกต่างทาง
สถิติ (Balasubramanian et al, 2016) และ (Jukna et al, 2005) ก็ได้รายงานว่าการเสริม
YEASTURE และ MICROBOND ต่อ ADG (อายุ/วัน) พบว่ากลุ่ม Probiotic ที่เสริม YEASTURE และ
MICROBOND ทำให้ ADG อายุ (วนั )เพ่ิมขึน้ และมีค่าแตกต่างทางสถิติ (ตารางที่ 1)

17

ตารางที่ 1 การใช้สารเสริมตอ่ ประสทิ ธภิ าพการเจริญเตบิ โตของสกุ รขุน

ค่าสังเกตุ ควบคมุ Probiotic P-value ชนิดเชอ้ื และปริมาณ ทม่ี า
น้ำหนกั มี 93.00a±1.88 95.22b±1.26 - Enterococcus Janina et al.
faecium
ชวี ิต 804.88a±1.32 892.68b ±2.91 - 10×109 kg (2011)
(กิโลกรมั ) Cao et al.
750 770 0.041* Kitasamycin BaSC06
ADG 1×108 g (2020)
ตลอดการ CONTROL YEASTURE MICROBOND
382±30.5 482±38.6 500±47.2 Kitasamycin BaSC06 Balasubram
ขุน 567±40.7 683±35.4* 697±78.3 0.5×108 g anian et al.
(กรัม) 619±50.3 861±70.1* 777±55.3*
ADG 860±66.8 860±68.8 807±49.9 Lactobacillus (2016)
ตลอดการ 354±31.4 458±37.1* 500±35.8* B. coagulance
ขุน Jukna et al.
(กรัม) 1×109 g + (2005)
B. lichenformis
ADG
อายุ (วนั ) 5×108 g +
45-73 B. subtilis
74-103 1×109 g
104-134
135-164 Lactobacillus
165-188

หมายเหตุ : YEASTURE = Saccharamyce cerevisiae, Lactobacillus casei, Lactobacillus acidophilus, Streptococcus
faecium

MICROBOND = Saccharamyce cerevisiae, Lactobacillus acidophilus, Streptococcus cerevisia

18

ผลการใช้โปรไบโอติกต่อน้ำหนักซากสกุ รขุน
ผลการเสริม Lactobacillus ต่อน้ำหนักซาก พบว่ากลุ่มที่เสริม B. coagulance ที่ระดับ 1×109g +
B.lichenformis ที่ระดับ 5×108g + B.subtilis ที่ระดับ 1×109g ทำให้น้ำหนักซากสุกรขุนเพิ่มข้ึน
และมีค่าความแตกต่างทางสถิติ (Balasubramanian et al, 2016) ในขณะเดียวกัน (Rybarczyk et
al, 2019) รายงานว่า การเสริม Bacillus licheniformis ต่อนำ้ หนักซาก พบว่ากล่มุ ที่เสรมิ Bacillus
licheniformis ที่ระดับ1.6×109g +Bacillus subtilis ที่ระดับ 1.6×109g ทำให้น้ำหนักซากสุกร
เพิ่มขึ้น (Janina et al, 2011) รายงานว่าการเสริม Enterococcus faecium ต่อน้ำหนักซาก พบวา่
กลุ่มท่ีเสรมิ Entercoccus faecium ทรี่ ะดบั 10×109kg ทำให้น้ำหนักซากสกุ รขุนเพ่ิมขึ้น (ตารางท2ี่ )

ตารางท่ี 2 การใช้สารเสรมิ ต่อน้ำหนกั ซากสกุ รขุน

คา่ สังเกตุ ควบคุม Probiotic SEM P-value ชนดิ เชอื้ ท่เี สริม ทม่ี า

นำ้ หนักซาก 85.9 91.6 1.9 0.034* Lactobacillus Balasubramanian

B. coagulance et al.

1×109 g + (2016)

B. lichenformis

5×108 g +

B. subtilis

1×109 g

นำ้ หนกั ซาก 84.97±1.69 86.31±1.53 - - Bacillus Rybarczyk et al.

licheniformis (2019)

1.6×109 g +

Bacillus subtilis

1.6×109 g

น้ำหนกั ซาก 71.77±1.45 73.48±1.17 - - Enterococcus Janina et al.

faecium (2011)

10×109 kg

หมายเหตุ: a-b = คา่ ความแตกตา่ งอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ิ (p>0.05)

SEM = คา่ ความคลาดเคล่ือนมาตรฐานของการวัด

กลมุ่ ควบคุม = อาหารที่ไม่เสริมโปรไบโอตกิ

YEASTURE=Saccharamyce cerevisiae Lactobacillus casei Lactobacillus acidophilus Streptococcus

faecium

MICROBOND= Saccharamyce cerevisiae Lactobacillus acidophilus Streptococcus cerevisiae

19

ผลการใช้โปรไบโอตกิ ต่อสัณฐานวทิ ยาในลำไส้
ผลการใช้ Bacillus licheniformis ต่อ LAB พบกลุ่มที่เสริม Bacillus licheniformis ท่ีระดับ
1.6×109g+ Bacillus subtilis ท่ีระดับ 1.6×109g ทำให้ LAB เพิ่มขึ้น (Rybarczyk et al, 2020) ใน
ขณะเดียวกัน (Balasubramanian et al. 2016) รายงานว่า การเสริม Lactobacillus ต่อ Villus
height พบว่ากลุ่มที่เสริม Lactobacillus B. coagulance ท่ีระดับ1×109g+ B. lichenformis ท่ี
ระดบั 5×108g + B.subtilis ทรี่ ะดับ 1×109g ทำใหว้ ลิ ไลล์เพ่ิมข้นึ (ตารางท่ี 3)

ตารางท่ี 3 การใช้โปรไบโอติกต่อสณั ฐานวทิ ยาของลำไส้กับวิลลไลล์ในลำไส้

ค่าสงั เกตุ ควบคมุ Probiotic Probiotic ชือ่ เชื้อ ที่มา
0.01% 0.02%
LAB 5.53b±0.27 5.76b±0.53 6.67a±0.42 Bacillus Rybarczyk et al.
TYMC 1.93±0.31 1.62±0.18 2.10±0.26
TBC 6.09±0.25 6.16±0.92 5.45±0.43 licheniformis (2019)
CL 5.85±0.73 4.59±1.63 5.47±0.20
1.6×109 g +

Bacillus subtilis

1.6×109 g

Villus 253.83a±2.77 281.26b±2.44 286.50b±1.94 Lactobacillus Balasubramanian
height
Crypt 122.08±4.37 132.46±3.23 134.39±23.38 B. coagulance et al.
depth
Villus 2.08±0.03 2.12±0.02 2.13±0.04 1×109 g + (2016)
height
B. lichenformis

5×108 g +

B. subtilis

1×109 g

หมายเหตุ: กล่มุ ควบคมุ = อาหารมาตรฐานที่ไม่เสรมิ โปรไบโอตกิ
กลุ่ม Probiotic 0.01% = อาหารมาตรฐานท่ีมีโปรไบโอติก 0.01%
กล่มุ Probiotic 0.02% = อาหารมาตรฐานทม่ี โี ปรไบโอติก 0.02%
LAB=lactic acid bacteria (แบคทีเรียกรดแลคติก)

TYMC=total yeast and mould count (จำนวนยีสตแ์ ละเช้ือราทั้งหมด)
TBC=total bacterial count (จำนวนแบคทเี รียทัง้ หมด)
CL=Clostridium bacteria (แบคทีเรยี คลอสทรเี ดียม)

20

รูปภาพท่ี 1 ความลึกของวิลไลล์ในลำไส้
กลุ่มที่1 Kitasamycin (กลุ่มต่อต้าน) ลำไส้เล็กส่วนต้นของสุกรเพื่อการขุนในกลุ่ม Anti+Ba และ Ba
ดขี ้นึ ด้วยความสมบรู ณท์ างสัณฐานวิทยาท่ีมากขนึ้ และ villus เพิ่มขึ้น

กลุ่มที่ 2 กลุ่ม Anti+Ba และกลุ่ม Ba ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญเมื่อเปรยี บเทียบกบั
กลุ่มแอนติ (Balasubramanian et al, 2016) (รูปภาพที่ 1ความลึกของวลิ ไลลใ์ นลำไส)้

สรุปผล

สารเสรมิ โปรไบโอตกิ ในการเลี้ยงสุกรขนุ ได้แก่ Enterococcus faecium Kitasamycin
BaSC06 Lactobacillus Bacillus ทำใหก้ ารเจริญเติบโต น้ำหนักซาก และความลึกของวิลไลลใ์ น
ลำไส้สูงข้ึน ซ่งึ สง่ ผลให้สตั วม์ ีการยอ่ ยและการดูดซมึ ทดี่ ีขนึ้ ดงั น้นั จงึ มกี ารนำโปรไบโอติกมาใชใ้ นสุกร
ขุนเปน็ อีกทางเลือกหนง่ึ ทีท่ ดแทนยาปฏิชีวนะ ซ่ึงโปรไบโอติกจะไมม่ สี ารตกค้างทีม่ ีผลขา้ งเคยี งต่อสตั ว์
และไม่เปน็ อนั ตรายต่อผบู้ รโิ ภค

21

เอกสารอ้างอิง

กานต์ชนา พนู สุข. (2558). การใชโ้ ปรไบโอตคิ และประโยชน์ของการใช้โปรไบโอติกในปศุสัตว.์
สมาคมผเู้ ล้ยี งสกุ รแห่งชาติ. 178,717.

คึกฤทธ์ิ ศิลาลาย. (2561). โปรไบโอติกทใ่ี ช้ประโยชนใ์ นปศุสตั ว์. วารสารเกษตรพระจอมเกลา้ .
36(1): 152-160.

นาฏยา แบ่งลาภ. (2558). คุณสมบตั ิของโปรไบโอติกทีด่ ีและขอ้ กำหนดที่เกี่ยวข้อง. สมาคมผู้
เลยี้ งสกุ รแห่งชาติ. 194,163.

พัทธธ์ ีรา โสดาตา. (มปป). ประวัติของโปรไบโอติก.
สมฤทธิ์ แสนบัว. (2544). การเลย้ี งสกุ ร. กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
สเุ จตน์ ชน่ื ชม. (2563). คณุ ภาพและความปลอดภัยของเน้ือหมู. ประชาชาติธรุ กจิ .
ศุราภรณ์ นาระจติ ร. (2560). การศึกษาและการใชแ้ บคทเี รียที่ผลติ กรดแลคติกเพื่อเปน็ โปรไบโอตกิ ใน

สกุ ร.
อรวรรณ ละอองคำ. (2562). โปรไบโอตกิ :จุลนิ ทรยี ์คดั สรรเพอื่ ประสทิ ธภิ าพ.
อมรรตั น์ พราหมพันธ์. (2560).ผลของการเสริมโปรไบโอตกิ ตอ่ สมรรถภาพการเจรญิ เติบโตและ

คุณภาพซากในไกเ่ น้ือ. 131.
Alina U. (2021). Probiotics and prebiotics. Biochem Zusatzstoffe Handels. 6.
Balamuralikrishnan B., Tianshui L., In Ho K. (2016). Effects of supplementing growing-

finishing pig diets with Bacillus spp. probiotic on growth performance and meat-
carcass grade quality traits. Revista Brasileira de Zootecnia. 45 (3) 93-100.
Cao X., Tang L., Zeng Z., Wang B., Zhou Y., Wang Q., Zou P., and Li w. (2020). Effects of
Probiotics BaSC06 on Intestinal Digestion and Absorption, Antioxidant Capacity,
Microbiota Composition, and Macrophage Polarization in Pigs for Fattening.
frontiers in Veterinary Science. 10.3389/fvets.2020.570593
Chaucheyras Durand F. Durand, H. (2010). Probiotics in animal nutrition. Wageningen
Academic Publishers. Volume 1, Number 1, 1 March 2010, pp. 3-9(7).
Janina C., Zita B., Johann H., Krzysztof K., and Heinz J. (2011). THE EFFECT OF BONVITAL
A PROBIOTIC PRODUCT CONTAINING ENTEROCOC-CUS FAECIUM ON THE

22

FATTENING PERFORMANCE CARCASS CHARACTERISTICSAND MEAT QUALITY OF
PIGS UNDER PRODUCTION CONDITIONS. VETERINARIJA IR ZOOTECHNIKA. 54 (76).
Jukna C., Jukna V., and Simkus A. (2005). THE EFFECT OF PROBIOTICS AND PHYTOBIOTICS
ON MEAT PROPERTIES AND QUALITY IN PIGS. VETERINARIJA IR ZOOTECHNIKA. 29
(51).
KYGADMIN. (2016). EM คืออะไร. KANG YONG GROUP.2
Rybarczyk A. (2019). Effect of BioPlus YC probiotic on production performance and
meat quality of pigs. Forschung und Entwicklung. 45.70-310.
Rybarczyk A., Boguslawska-Was E. and Tupkowska A. (2020). Effect of EM® probiotic
on gut microbiota, growth performance, carcass and meat quality of pigs.
Livestock Science241. 104-206.
Tufarelli V., Crovace A., Rossi G., and Laudadio V., (2017). Effect of a dietary probiotic
blend on performance, blood characteristics, meat quality and faecal microbial
shedding in growing-finishing pigs. South African Journal of Animal Science. 47 (6).

23

สัมมนาระดบั ปรญิ ญาตรสี าขาสตั วศาสตร์

เรอื่ ง

บทบาทของโครเมียมในอาหารสัตว์ต่อสมรรถภาพการผลติ สกุ ร

โดย
นายรวพิ ล ท่อนแกว้
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสุรนิ ทร์
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564

บทคัดย่อ

เนื้อสุกรจัดว่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภค แต่ในปัจจุบันพบว่ามี
ปัญหาการปนเปื้อนสารพิษและสารเคมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารที่มีลักษณะคล้ายฮอร์โมน
อะดรีนาลีน ที่อยู่สารกลุ่ม β-Adrenergic Agonists ซึ่งมีผลทำให้คุณภาพเนื้อสุกรดีขึ้น ได้เนื้อแดงมาก
ขึ้น สีสวยและปริมาณไขมันน้อย แต่มีการตกค้างในเนื้อสัตว์ที่ส่งผลต่อการก่อให้เกิดเปน็ มะเร็ง อย่างไรก็
ตามในปัจจุบันมีแนวทางการใช้แร่ธาตุอินทร์มาผสมในอาหารสัตว์เพื่อทดแทน เฉพาะการใช้แร่ธาตุ
ประเภทโครเมียม (Chromium, Cr) ที่สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพผลผลติ ใหด้ ีขึ้น และได้รับอนุญาตให้
ใช้ในรูปของโครเมียมพิโคลิเนต (Chromium Picolinate) ผสมในอาหารสัตว์ได้ไม่มากกว่า 200
ไมโครกรัมต่ออาหารสัตว์ 1 กิโลกรัม เพื่อใช้ในการปรับปรุงคุณภาพผลผลิตที่ดีขึ้น ซึ่งโครเมียมจัดว่าเปน็
แร่ธาตุที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อขบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย (Metabolical essential
element) จากการศกึ ษาพบว่าการใช้โครเมยี มในระดบั 200 + ร่วมกับ ธาตเุ หลก็ 30 ppm และโครเมียม
ร่วมกับสังกะสีและโครเมียมในรูปร่วมกับกรดอะมิโนทำให้ปริมาณการกินได้และอัตราการกินเปลี่ยน
อาหารเป็นนำ้ หนักตัวลดลง แตไ่ ม่ส่งผลตอ่ การเจรญิ เติบโตอยา่ งไรก็ตามการเสริมโครเมียมกบั ธาตเุ หล็กทำ
ให้ปริมาณไขมันรวมในสุกรมีค่าลดลงแตไ่ ม่ส่งผลต่อคุณภาพเนื้อนอกจากน้ีการใช้โครเมียมร่วมกับสังกะสี
ส่งผลต่อเปอร์เซ็นซากเพิ่มสูงขึ้นแต่ไม่ส่งผลต่อเนื้ออย่างไรก็ตามการใช้โครเมียมไม่ส่งผลต่อการกินได้
อัตราการเปลีย่ นอาหารเป็นเนื้อ อัตราการเจริญเตบิ โตเฉลี่ยต่อวันและประสิทธิภาพซาก ดังนั้นการศึกษา
น้ีแนะนำให้ใช้โครเมียมร่วมกับแร่ธาตุจำพวกสังกะสีและเหล็ก และร่วมกับกรดอะมิโนจำเป็น เพื่อ
ประสิทธิภาพการผลิตท่สี ูงสดุ
คำสำคญั : โครเมียม การเจริญเตบิ โต คณุ ภาพซากเนื้อแดง ปริมาณไขมัน

24

บทนำ

เนื้อสุกรจัดว่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภค แต่ในปัจจุบันพบว่ามี
ปัญหาการปนเปอ้ื นสารพิษ สารเคมี เพิ่มมากขนึ้ โดยเฉพาะอย่างย่งิ สารทมี่ ีลกั ษณะคล้ายฮอรโ์ มนอะดรีนา
ลีน ซึ่งมีผลทำให้คุณภาพเนื้อสุกรดีข้นึ ได้เนอ้ื แดงมากขึ้น สีสวยและปรมิ าณไขมันน้อย ซ่ึงสารดังกล่าวคือ
สารกลุ่ม β-Adrenergic Agonists แต่พบว่ามีการตกค้างในเนื้อสัตว์อันส่งผลต่อการก่อให้เกิดเป็นมะเร็ง
(Cancer) ได้เช่นกันดังนั้นในปัจจุบันพบว่ามีงานวิจัยจำนวนมากที่มีการนำเสนอแนวทางใหม่แก่ผู้ผลิต มี
การนำเสนอการใช้แร่ธาตุอินทรีย์มาผสมในอาหารสัตว์เพื่อทดแทนการใช้ สารเคมีต่างๆซึ่งโครเมียม
(Chromium, Cr) จัดว่าเป็นแร่ธาตุอินทรีย์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้น
และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้ใช้ในรูปของโครเมียมพิโคลิเนต (Chromium
Picolinate) ส่วนผสมในอาหารสตั ว์ได้ไมม่ ากกวา่ 200 ไมโครกรัมตอ่ อาหารสัตว์ 1 กิโลกรัม เพอ่ื ใชใ้ นการ
ปรับปรงุ คณุ ภาพผลผลิตที่ดีข้ึน ซ่ึงโครเมยี มจัดวา่ เป็นแร่ธาตุท่ีมีความสำคัญและจำเป็นต่อขบวนการเมตา
บอลิซึมของร่างกาย (Metabolical essential element) ถ้าสัตว์ขาดโครเมียมจะแสดงอาการคล้าย
โรคเบาหวาน หัวใจเต้นเร็ว การเจริญเติบโตช้า ความต้านทานโรคลดลงและถ้ามีแผลจะหายช้าอัน
เนอ่ื งมาจากการทำงานของอินซูลินไม่มปี ระสิทธิภาพซงึ่ ในการเสริมโครเมียมในรูปของอินทรีย์คีเลตจะทำ
ให้ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด แต่ทั้งนี้คุณภาพสีเนื้อแดงอาจจะไม่เท่ากับการใช้สารเร่งเนื้อแดงและเพื่อเป็น
การปรบั สีใหใ้ กล้เคยี งในสตู รอาหารจงึ ควรมีการเตมิ ธาตเุ หล็กท่ีอย่ใู นรูปของออแกนคิ ฟอร์ม ซง่ึ จะช่วยให้มี
สแี ดงมากข้นึ วไิ ลย์ ,(มปป)

ในปัจจุบันการตลาดเนื้อสัตว์มีการแข่งขันกันสูงเนื่องมาจากปัจจุบันผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์หันมาให้
ความสำคัญกบั การเลือกส่ิงท่ีจะเป็นประโยชน์จากการบริโภค เช่น คณุ ค่าทางโภชนาการ ความมีประโยชน์
ต่อสุขภาพและหลีกเล่ียงการสะสมไขมันในร่างกายอันเปน็ สาเหตุให้เกิดโรคต่างๆดงั นัน้ ความต้องการของ
ตลาดหรือความต้องการของผู้บริโภค จึงเป็นดรรชนีบ่งชี้ให้มีการปรับปรุงคุณภาพสายพันธุ์และคุณภาพ
ซาก เช่น การพัฒนาการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีหรือการใช้วิชาการทางอาหารสัตว์มาปรับปรุงอาหารที่ใช้
เลี้ยงสตั ว์เพื่อให้สัตว์มีอัตราการเปลี่ยนอาหารที่ดี คุณภาพซากที่ดี แต่ในการพัฒนาดงั กล่าวจำเปน็ ต้องใช้
เวลาในการศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่างๆเป็นเวลานานกว่าจะเห็นผล ดังนั้นจึงได้มีการนำเอาวัตถุหรือ
สารทใ่ี ช้เตมิ ชนดิ ตา่ งๆมาผสมในอาหารสตั ว์ Tian et al. (2014)

นอกจากนี้ การใช้ Chromium Methionine เป็นสารทผ่ี ลโดยตรงต่อฮอร์โมนอินซลู ินในร่างกาย
คือทำให้ร่างกายใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้มีการเสริมการสร้างและสะสมกล้ามเนื้อเพ่ิม
มากขึ้นทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญไขมัน เพื่อใช้เป็นพลังงานและลดการสะสมไขมัน ดังนี้ วัตถุประสงค์

25

เพื่อประเมินผลการใช้ Chromium Methionine (CrMet) ในอาหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้อาหารที่มี
ประสิทธิภาพการเปลย่ี นอาหารเปน็ น้ำหนกั ตัวและคุณภาพซากของสุกรรนุ่ -สุกรขุน วไิ ลย์ (มปป)
โครเมยี ม (Chromium)

โครเมียมมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของ Insulin recaptor ให้จับกับ Insulin ได้
สะดวกขึ้นส่งผลให้อัตราการใช้กลูโคสในเมตตาบอลิซึมสูงขึ้นเป็นผลให้ระดับการสะสมไขมันลดลงและมี
การสร้างกล้ามเนื้อลายมากขึ้น ส่งผลให้พื้นที่หน้าตัดเนื้อสันเพิ่มมากขึ้น โครเมียมที่พบโดยทั่วไปมีหลาย
รูปแบบและแตกต่างในระดับการใช้โครเมยี มในรูปอนินทรยี ์จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้นอ้ ยมากและไม่มีผล
ต่อการเจริญเตบิ โต คณุ ภาพซาก หรือองค์ประกอบอยู่ในเลือดของสกุ ร
สตู รโครงสรา้ งโมเลกลุ

โครเมียมเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในขบวนการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคส
คาร์โบไฮเดรตและ ไขมันเพื่อให้ได้พลังงานไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกายมีความสำคัญอย่างยิ่งกับ
ขบวนการเมตาลิซมึ ของคาร์โบไฮเดรต และช่วยเสริมการทำงานของอินซูลินในร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ในการ
นำน้ำตาลกลูโคสในเลือดเข้าไปในเซลล์ เพื่อนำไปเปลี่ยนเปน็ พลังงานสำรอง ช่วยควบคุมระดับนำ้ ตาลใน
เลือดให้เป็นปกติ และช่วยลดความอยากน้ำตาล นอกจากนั้น Chromium ยังสามารถควบคุมระดับของ
ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดได้โดย จะไปเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลชนิด HDL ซึ่งเป็นชนิดที่มี
ประโยชน์ต่อรา่ งกาย

26

ตารางที่ 1 การเสริมโครเมียมในอาหารต่ออัตราการเปลีย่ นอาหารเป็นเนื้อและการกินได้

ทีม่ า ระดับการเสรมิ FCR Total feed สายพนั ธ์สุ กุ ร
intake (kg)

วิไลยแ์ ละคณะ โครเมียมพโิ คลิเนต+ธาตุเหล็ก (kg) 2.72c 2.2262c ลูกผสมสาม
(มปป.) 2.52b 2.0841b สาย
0
โครเมียม 200 ppb 2.0721b

Wang et al. โครเมียมพโิ คลเิ นต 200 + ธาตุ 2.55b
(2014) เหล็ก 30 ppm
2.67
Chromium-loaded (μg/kg) 2.76 2.91
2.85 ลูกผสมสาม
0
100 สาย
2.80
Varzaru et 200 2.78 2.80
al. (2017) 400 2.80
Chromium (g) 1.64 ลกู ผสมสาม
2.30 สาย
200
1.71
Xu et al. 800 2.49
(2017) Chromium and Zinc (g/g) 2.42a
3.32a 2.36ab ลกู ผสมสาม
100 3.18ab
100 + 0.2 สาย
2.30a
50 + 50 + 0.2 3.08b

27

ตารางที่ 1 การเสรมิ โครเมยี มในอาหารต่ออัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อและการกนิ ได้ (ต่อ)

ทมี่ า ระดับการเสรมิ FCR Total feed สายพันธุ์สุกร

intake (kg)

Wang et al. Chromium Methionine (g/g)

(2018)

0 2.87a 21.51 ลกู ผสมสาม

สาย

15 2.89a 24.71

200 2.90a 24.06

15 + 20 2.75b 22.68

หมายเหตุ : C , E = กล่มุ C (C-Control = 200) , E (C-control = 200) , CrPic (chromium = 200

picolinate = 200) , PGZ (pioglitazone = 15 mg/kg hydrochloride) , CrMet (Chromium

Methionine = 200 μg/kg) , ZnSo4 (zinc sulfate = 100 mg) , ZnAA (zinc amino acid = 50) ,

(C-Control) , E (E-Control + chromium picolinat) 200 μg/kg (ไมโครกรัม/กิโกรัม)

การเสรมิ โครเมยี มในอาหารตอ่ อัตราการเปล่ียนอาหารเป็นเน้อื และการกนิ ได้
จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่าการใช้โครเมียมพิโคลิเนต + ธาตุเหล็ก ที่อยู่ในกลุ่มของ Feed

additive เสริมทร่ี ะดบั 0 โครเมยี ม 200 ppb โครเมยี มพโิ คลิเนต 200 + ธาตุเหลก็ 300 ppm พบว่าการ
กินได้และ FCR มีค่าลดลงระหว่างการเสริมที่ระดบั 0 วิไลย์ และคณะ (มปป.) ในขณะเดียวกัน wang et
al. (2017) รายงานว่าการเสริม Chromium-loaded เสริมที่ระดับ 0 100 200 400 mg. ในอาหารการ
กินได้ พบว่าไมม่ คี วามแตกต่างกนั ระหว่างการเสริม อย่างไรกต็ าม Varzaru et al. (2017) รายงานว่าการ
เสริม Chromium เสริมที่ระดับ 200 800 พบว่าการกินได้ไม่มีความแตกต่างระหว่างการเสริมแต่ xu et
al. (2017) รายงานว่า Chromium and Zinc เสริมที่ระดับ 100 100 + 0.2 50 + 50 + 0.2 ในอาหาร
การกินได้และ FCR มีค่าลดลงระหว่างการเสริม เมื่อเสริมที่ระดับ 100 และ Chromium Methionine
เสริมที่ระดับ 0 15 200 15 + 200 พบว่าการกินได้ มีค่าลดลงที่ระหว่างการเสริม 15 + 200 Wang et
al. (2018)

28

ตารางที่ 2 การโครเมยี มในอาหารตอ่ อัตราการเจริญเตบิ โตเฉลย่ี ตอ่ วัน

ท่ีมา ระดบั การเสริม ADG สายพนั ธ์ุสุกร

วไิ ลยแ์ ละคณะ (มปป.) โครเมียมพโิ คลิเนต+ธาตเุ หลก็ (kg)

0 0.91 ลกู ผสมสามสาย

โครเมียม 200 ppm 0.96

โครเมียมพโิ คลเิ นต 200 + ธาตุเหล็ก 30 ppm 0.95

Wang et al. (2014) Chromium-loaded (μg/kg)

0 0.778

100 0.788 ลูกผสมสามสาย

200 0.777

400 0.774

Yao-Yao et al. Chromium Methionine (μg/kg)

(2014) 0 0.56

100 0.56

200 0.55 ลูกผสมสามสาย

400 0.55

800 0.53

Gong et al. (2015) Chromium Methionine (μg/kg)

0 0.69

100 0.71 ลกู ผสมสามสาย

200 0.72

400 0.70

800 0.70

Varzaru et al. chromium (kg)

(2017) 200 0.74 ลกู ผสมสามสาย

800 0.73

29

การโครเมียมในอาหารต่ออตั ราการเจรญิ เตบิ โตเฉลี่ยต่อวนั
จากตารางที่ 2 จะเห็นได้ว่าการใช้โครเมียมพิโคลิเนต + ธาตุเหล็ก ที่อยู่ในกลุ่มของ Feed

additive เสริมที่ระดับ 0 โครเมียม 200 ppb โครเมียมพิโคลิเนต 200+ธาตุเหล็ก 30 ppm ในอาหาร
พบว่า คา่ ADG ไมม่ ีความแตกต่างกันระหว่างการเสริมทรี่ ะดับ 0 วิไลยแ์ ละคณะ (มปป.) ในขณะเดียวกัน
wang et al. (2017) รายงานว่า การเสริม Chromium-loaded เสริมที่ระดับ 0 100 200 400 mg. ใน
อาหาร ADG พบว่าไม่มีความแตกตา่ งกันระหวา่ งการเสริม Yao-Yao et al. (2014) รายงานสอดคลอ้ งกับ
Gong et al. (2015) Chromium Methionine เมอ่ื เสรมิ ท่ีระดับ 0 100 200 400 800 ในอาหาร พบว่า
ADG ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างการเสริม อย่างไรก็ตาม Varzaru et al. (2017) รายงานว่า
Chromium เสริมที่ระดับ 200 800 พบว่า ADG ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างการเสริม สรุปได้ว่าการ
เสรมิ โครเมียมไมผ่ ลตอ่ ADG

ตารางท่ี 3 การเสริมโครเมยี มในอาหารต่อการใหค้ ุณภาพซาก

ทม่ี า ระดบั การเสรมิ Dressing
percentage (%
วิไลยแ์ ละคณะ โครเมียมพโิ คลเิ นต + ธาตเุ หล็ก ,
(มปป.) (kg) 79.85
0 80.11
โครเมยี ม 200 ppb 79.49
โครเมียมพิโคลเิ นต 200 + ธาตุ
เหลก็ 30 ppm 73.53b
74.35b
Xu et al. (2017) Chromium and Zinc (g/g) 75.96a
100
77.09
100 + 0.2 75.96
50 + 50 + 0.2 76.18
Gong et al., Chromium Methionine (μg/kg) 76.50
(2015) 76.72

0
100
200
400
800

30

Back fat Total Total fat Total bone
%) thickness, cm lean (%) (%) (%)

3.50 45.06 16.78a 7.37
3.41 45.22 15.66ab 7.44
3.33 45.45 15.22a 7.44

2.36 - - -
2.23 - - -
2.36 - - -

- 57.11 - -
- 56.67 - -
- 58.22 - -
- 59.29 - -
- 58.30 - -

ตารางที่ 3 การเสรมิ โครเมยี มในอาหารต่อการให้คณุ ภาพซาก (ตอ่ )

ทมี่ า ระดับการเสรมิ Dressing t
Wang et al., percentage (%)
Chromium
(2018) Methionine 72.90
74.48
Wang et al., (μg/kg) 75.21
(2014) 0 75.12
15
200 71.20
71.95
15 + 200 71.99
Chromium- 71.90
loaded (μg/kg)

100
200
300
400

31

Back fat Total lean Total fat Total bone
thickness, cm (%) (%) (%)

21.51 - - -
24.71 - - -
24.06 - - -
22.68 - - -

21.10 64.17 13.39 10.03

20.00 66.22 10.38 10.76

19.40 66.55 9.94 10.26

19.50 66.21 9.58 10.73

32

การเสรมิ โครเมยี มในอาหารตอ่ การใหค้ ณุ ภาพซาก
จากตารางที่ 3 จะเห็นได้ว่าการใช้โครเมียมพิโคลิเนต + ธาตุเหล็ก ที่อยู่ในกลุ่มของ Feed

additive เสริมที่ระดับ 0 โครเมียม 200 ppbโครเมียมพิโคลิเนต 200 + ธาตุเหล็ก 300 ppm ในอาหาร
ของพบว่าคุณภาพซากมีค่าลดลงกันระหว่างการเสริมท่ี Total lean วิไลย์และคณะ (มปป) ใน
ขณะเดียวกัน Xu et al. (2017) รายงานว่าการเสริม Chromium and zinc เสริมที่ระดับ 100 100 +
0.2 50 + 50 + 0.2 ในอาหารพบว่า คุณภาพซากมีค่าเพิ่มขึ้นระหว่างการเสริมที่ระดับ เปอร์เซ็นซาก
ขณะเดียวกัน Gong et al. (2015) รายงานว่า การเสริม Chromium Methionine ที่ระดับ 0 100 200
400 800 ในอาหารพบว่า คุณภาพซากไม่มีความแตกต่างกันระหว่างการเสริม อย่างไรก็ตาม การเสริม
Chromium Methionine ท่ีระดบั 0 15 200 15 + 200 ในอาหารพบวา่ คุณภาพซากมีคา่ เพ่มิ ข้นึ ระหว่าง
การเสริมท่รี ะดับ เปอรเ์ ซน็ ซาก Wang et al. (2018) ขณะเดียวกนั Wang et al. (2014) รายงานวา่ การ
เสริม chromium-loaded chitosan ที่ระดับ 0 100 200 400 ในอาหารของพบว่าคุณภาพซากมีค่า
ลดลงกันระหวา่ งการเสริมที่ Total fat

สรุปผล

จากการศึกษาพบว่าการใช้โครเมียมในระดับ 200 + ร่วมกับ ธาตุเหล็ก 30 ppm และโครเมียม
ร่วมกับสังกะสีและโครเมียมในรูปร่วมกับกรดอะมิโนทำให้ปริมาณการกินได้ และอัตราการกินเปลี่ยน
อาหารเป็นน้ำหนักตัวลดลง แต่ไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต อย่างไรก็ตามการเสริมโครเมียมกับธาตุเหลก็
ทำให้ปริมาณไขมันรวมในสุกรมีค่าลดลง แต่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพเนื้อ นอกจากนี้การใช้โครเมียมร่วมกับ
สงั กะสีส่งผลต่อเปอรเ์ ซน็ ซากเพิ่มสูงข้ึนแต่ไม่ส่งผลต่อเนื้ออย่างไรก็ตามการใช้โครเมียมไม่ส่งผลต่อการกิน
ได้ อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันและประสิทธิภาพซาก ดังนั้น
การศึกษานี้แนะนำให้ใช้โครเมียมร่วมกับแร่ธาตุจำพวกสังกะสีและเหล็กและร่วมกับกรดอะมิโนจำเป็น
เพื่อประสทิ ธภิ าพการผลิตทส่ี งู สุด

33

เอกสารอ้างองิ

วิไลย์ รักษาศิริ,จุฑารัตน์ เศรษฐกุลและรณชัย สิทธิไกรพงศ์.มปป.ผลการเสริมโครเมียมพิโคลิเนตกับ
ธาตุเหล็กในอาหารต่อสมรรถภาพการผลิตของสุกร.ภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ คณะ
เทคโนยกี ารเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคณุ ทหารลาดกระบงั กรุงเทพมหานครฯ.

วิไลย์ รักษาศิริ,จุฑารัตน์ เศรษฐกุลและรณชัย สิทธิไกรพงศ์.มปป.ผลการเสริมโครเมียมพิโคลิเนตกับ
ธาตุเหล็กในอาหารต่อคุณภาพซาก และคุณภาพเนื้อของสุกร.ภาควิชาเทคโนโลยีการผลิต
สัตว์ คณะเทคโนยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง
กรุงเทพมหานครฯ.

Li-Min Gong1, Jian-Xiang Xue, Jun Cao1, Li-Ying Zhang, Yao-Yao Tian.2015. Effects of
Graded Levels of Chromium Methionine on Performance, Carcass Traits, Meat
Quality, Fatty Acid Profilesof of Fat, Tissue Chromium Concentrations, and
Antioxidant Status in Growing-Finishing Pigs. Springer Science+Business Media
New York 2015. 10.1007/s12011-015-0352-1.

Varzaru, Panaite, Habeanu, Ropota, Olteanu & Cornescu, Untea. 2017. Effects of
chromium supplementation on growth, nutrient digestibility and meat quality
of growing pigs. National Research and Development Institute for Biology
andAnimal Nutrition, Calea Bucuresti, No.1, 077015, Balotesti, Ilfov, Romania.

Wang, Du, Li, Tao, Ye, He, Chen.2014. Effects of chromium-loaded chitosan
nanoparticles on growth, carcass characteristics, pork quality, and lipid
metabolism in finishing pigs. College of Animal Sciences, Zhejiang University,
Hangzhou 310058, China b Key Laboratory of Molecular Animal Nutrition,
Ministry of Education, Hangzhou 310058, China. 123–129.

Qiang Wang, Zong-ming Zhang, Yin-long Xu, Hui-chao Yan, Hai-chang Li, Chun-qi Gao,
and Xiu-qi Wang.2018. Dietary Supplementation with Pioglitazone
Hydrochloride and Chromium Methionine Improves Growth Performance, Meat
Quality, and Antioxidant Ability in Finishing Pigs. College of Animal Science,
South China Agricultural University/Guangdong Provincial Key Laboratory of
Animal Nutrition Control/National Engineering Research Center for Breeding
SwineIndustry, Guangzhou, Guangdong 510642, People’s Republic of China
Guangzhou United Bio-Technology Feed Company, Limited, Guangzhou,

34

Guangdong 510545, People’s Republic of China, Department of Surgery, Davis
Heart and Lung Research Institute, The Ohio State University, Columbus, Ohio
43210, United States.66,4345-4351.
Xiao Xu1, Li Liu1, Shen-Fei Long, Xiang-Shu Piao, Terry L., Fei Ji.2017. Effects of
Chromium Methionine Supplementation with Different Sources of Zinc on
Growth Performance, Carcass Traits, Meat Quality, Serum Metabolites,
Endocrine Parameters, and the Antioxidant Status in Growing-Finishing
Pigs.1007/s12011-017-0935-0.
Yao-Yao Tian, Li-Min Gong, Jian-Xiang Xue, Jun Cao, Li-Ying Zhang.2015. Effects of
Graded Levels of Chromium Methionine on Performance, Carcass Traits,
Meat Quality, Fatty Acid Profiles of Fat, Tissue Chromium Concentrations, and
Antioxidant Status in Growing-Finishing Pigs. Springer Science+Business Media
New York. 10.1007/s12011-015-0352-1.
Yao-Yao Tian, Li-Ying Zhang, Bing Dong, Jun Cao, Jian-Xiang Xue, Li-Min Gong.2014.
Effects of Chromium Methionine Supplementation on Growth Performance,
Serum Metabolites, Endocrine Parameters, Antioxidant Status, and Immune
Traits in Growing Pigs. Springer Science+Business Media New York.
10.1007/s12011-014-0147-9 162: 134–141.

35

สมั มนาระดับปรญิ ญาตรสี าขาสตั วศาสตร์

เรอ่ื ง

บทบาทของสารตา้ นอนุมลู อิสระตอ่ สมรรถนะการผลติ ไขแ่ ละคุณภาพไขไ่ ก่

โดย
นางสาวนนั ทการณ์ จันดี
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน วทิ ยาเขตสุรนิ ทร์
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564

บทคัดยอ่

การผลิตไขไ่ ก่ในปัจจุบนั มีการพัฒนาอย่างตอ่ เนื่องเพ่ือให้ได้อาหารทม่ี ีคณุ ภาพ มวี ัตถปุ ระสงค์
เพื่อมุ่งเน้นเป็นอาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการศึกษาเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระที่มนุษย์ได้รับ
จากอาหารพบว่า สามารถยังยัง้ การเกิดปฏิกิรยิ าออกซิเดชนั จากอนุมูลอิสระ โดยแบ่งกลไกการยบั ยั้ง
ของสารต้านอนุมูลอิสระ ได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ ทำการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ทำลายหรือยับย้ัง
อนุมูลอิสระท่ีเกดิ ขึน้ และทำใหล้ กู โซ่ของการเกดิ อนุมูลอสิ ระส้นิ สุดลง จงึ มีการศกึ ษาวจิ ัยแนวทางด้าน
อาหารสัตว์ โดยมีการใช้สารต้านอนุมูลอิสระมาใช้ในการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อพัฒนาคุณภาพไข่ไก่ โดยสาร
ตา้ นอนุมลู อิสระสามารถพบได้ในธรรมชาติ โดยสว่ นมากจะพบในพืช ซึ่งมสี ารประกอบหลักคือ สารฟี
นอลคิ หรอื ฟนี อล ไดแ้ ก่ ฟลาโวนอยด์ กรดฟนี อลิค และแอนโธไซยานนิ จากการศึกษาวจิ ยั พบว่า การ
ใช้สารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณ 0.5 - 1 เปอร์เซ็นต์ในอาหาร หรือ 50-100 mg/kg ในอาหาร
สามารถปรับปรุงสมรรถนะการผลิตไข่ ทำให้เปอร์เซ็นต์ไข่มีแนวโน้มสูงขึน้ ทำให้ประสิทธิภาพการใช้
อาหารดขี ึ้น กรดไขมนั ในไขแ่ ดงเพิม่ ขึน้ และกรดไขมนั ในเลือดไกม่ ีคา่ ลดลง คา่ LDL ลดลง แตไ่ มส่ ง่ ผล
ต่อคณุ ภาพไข่

คำสำคัญ: สารต้านอนมุ ลู อิสระ คณุ ภาพไข่ไก่ สารฟนี อลิค อาหารเพอ่ื สุขภาพ

36

บทนำ

การผลิตไข่ไก่ในปัจจุบันมคี วามตอ้ งการมากขึ้น ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับประชากรที่
เพิ่มสูงขึ้น โดยไข่ไก่มีบทบาทกับมนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย ทุกศาสนา เพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่มีราคาถกู
ในขณะเดียวกัน มนุษย์ยังคงคำนึงถึงการบริโภคแหล่งโปรตีนที่เป็นประโยชน์และคำนึงถึงคุณภาพ
โปรตีนในไข่ และสารที่อยู่ในองค์ประกอบในไข่ไก่ และในปัจจุบันได้มีการวิจัยและพัฒนาอย่าง
ตอ่ เน่ือง โดยใช้วิธีการทางดา้ นอาหาร การจัดการพนั ธ์ุ และการจดั การในด้านทว่ั ไป โดยการจัดการใน
ด้านอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไข่ให้มีคุณภาพ โดยใช้วิธีเทคนิคทาง
ชีวภาพต่าง ๆ เช่น การใช้พืชที่มีองค์ประกอบสารที่เป็นประโยขน์ ใช้วัตถุดิบที่มีสารพฤกษเคมี เป็น
ต้น โดยทางเลือกดังกล่าวมีความน่าสนใจคือ สารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจัดเป็น สารที่ยับยั้งการ
เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจากอนุมูลอิสระ โดยแบ่งกลไกการยับยั้งของสารต้านอนุมูลอิสระ ได้เป็น 3
ชนดิ ไดแ้ ก่ ทำการป้องกันการเกดิ อนุมูลอิสระ ทำลายหรือยบั ยง้ั อนมุ ูลอสิ ระทเ่ี กดิ ขน้ึ และทำให้ลูกโซ่
ของการเกิดอนมุ ลู อสิ ระสิน้ สุดลง ในกล่มุ ของพืช เชน่ ผัก ผลไม้ เครือ่ งเทศต่าง ๆ และเมลด็ ธัญพชื จะ
มีความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมักจะมีสารประกอบหลักคือ สารฟีนอลิค หรือ
สารฟีนอล ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ กรดฟีนอลิค และ แอนโธไซยานิน โดยกลไกในการต้านอนุมูลอิสระ
ของสารประกอบฟีนอลิคหรือสารฟีนอลจะอยู่ในรูปของการกําจัดอนุมูลอิสระ การให้ไฮโดรเจน
อะตอม และการกําจัดออกซิเจนที่ขาดอิเล็กตรอน (สมหมาย, 2551) การใช้สารต้านอนุมูลอิสระใน
สัตว์ พบว่าสามารถทำให้สัตว์มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทำให้สัตว์มีสุขภาพดี ทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่
เหมาะสม และเพิ่มอัตราการรอดตาย เพิ่มการเจริญเติบโตได้ดี ช่วยลดระดับภาวะเครียดออกซิเดชัน
ได้ ไม่เป็นโรคง่าย สามารถช่วยปกป้องหลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงของ
โรคมะเรง็ และต้านไวรสั ได้ (ดวงพร, 2558)

การใช้สารต้านอนุมูลอิสระในอาหารไก่ไข่พบว่าสามารถเพิ่มสมรรถภาพการให้ผลผลิตไข่
และจำนวนไข่ และมีแนวโน้มเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหาร เพิ่มคุณภาพไข่ ได้แก่ น้ำหนักไข่แดง
น้ำหนักเปลือกไข่ และค่า Haugh Unit (ศรีสุดา และคณะ, 2559) จากการศึกษาพบว่าอาหารทีเ่ สริม
สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยปรับปรุงคุณภาพอาหาร ความคงตัวต่อการออกซิเดชัน คุณสมบัติในการ
เก็บรกั ษาของไข่ (Kara et al, 2016) มีฤทธต์ิ า้ นการอกั เสบ และฤทธติ์ ้านจลุ ชีพ (Dos Santos et al,
2020) มีสว่ นชว่ ยในการปรบั ปรุงประสทิ ธิภาพของการวางไข่ และคณุ ภาพของไข่จากสภาวะเครียดได้
(Liu et al, 2020) แต่ถ้าหากเสริมในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลต่อผลผลิตไข่ และคุณภาพของ
ไข่ เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับคอเลสเตอรอลในไข่ นอกจากนี้ การใช้สารต้านอนุมูลอิสระในไก่ไข่ ทำ
ให้องค์ประกอบของไข่มสี ารตา้ นอนุมลู อสิ ระอยู่ภายในไข่ และทำให้ไข่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานขนึ้
อีกด้วย (Saki et al, 2014) ดังนั้นจึงมีวัตถุประสงค์ที่จะรวบรวมและศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของสาร
ต้านอนมุ ลู อสิ ระ (Antioxidants) เพ่ือเพ่มิ สมรรถนะการผลิตไข่และคุณภาพไขไ่ ก่

37

สารอนมุ ูลอิสระ (free radical)
อนุมูลอิสระ คือ อะตอมหรือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนไม่เป็นคู่ เมื่อมีอิเล็กตรอนไม่เป็นคู่จึง

ทำใหโมเลกุลนั้นไม่เสถียร จึงพยายามจับอิเล็กตรอนจากโมเลกุลข้างเคียงให้มีอิเล็กตรอนครบคู่ เพื่อ
ความเสถียร เมื่อโมเลกุลที่อยู่ข้างเคียงถูกดึงอิเล็กตรอนออกไป ต้องไปจับเอาอิเล็กตรอนจากอะตอม
หรือโมเลกุลข้างเคียงตัวอื่นต่อ ๆ ไป เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องไปเป็นแบบปฏิกิริยาลูกโซ่ โดยไม่มีที่สิ้นสุด
เพื่อให้ตัวอะตอมหรือโมเลกุลมีความเสถียร และถ้าหากอิเล็กตรอนที่ไม่มีคู่ 2 ตัวจับคู่กันพอดีจะ
เปลี่ยนเป็นมีโมเลกุลที่เสถียร เช่น hydrogen radical (H•) hydroxyl radical (HO•) superoxide
anion radical (O2 -•) เป็นต้น

อนมุ ลู อิสระอาจถูกจาํ แนก เป็น 4 ชนดิ ไดแ้ ก่
1. อนุมูลอิสระซุปเปอร์ออกไซด์ (superoxide) เกิดขึ้นเมื่อไมโทคอนเดรียในเซลล์นํา
ออกซเิ จนออกมาใชเ้ ป็นพลงั งาน
2. อนุมูลอิสระไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรคชนิดหนึ่ง จัดเป็นอนุมูลอิสระ
คุณสมบัติทางเคมีของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จัดว่ามีความไม่เสถียรเป็นอย่างมาก จึงปล่อย
อเิ ลก็ ตรอนออกมา ทำใหม้ พี ษิ รุนแรง
3. ชิงเกลด ออกซิเจน (singlet oxygen) เป็นอนุมูลอิสระที่ทำปฏิกิริยาออกซิเดชันรุนแรง
หากรา่ งกายไดร้ บั รงั สีเอ็กซ์ รงั สีอัลตราไวโอเลต ภายในร่างกายกจ็ ะเกิดชิงเกลด ออกชิเจนจำนวนมาก
เปน็ อนมุ ูลอสิ ระ ซงึ่ ก่อให้เกดิ โรคตา่ ง ๆ เช่น มะเร็งผิวหนงั และเปน็ อนั ตรายต่อผิวหนัง
4. อนมุ ลู อสิ ระดรอกซลิ มฤี ทธิท์ ำปฏกิ ิรยิ าออกซิเดชนั รนุ แรง กล่าวคอื ถ้ามอี นุมูลอสิ ระดรอก
ซิล อยู่ในร่างกายเพียงชนิดเดียว ก็ทำให้บุคคลนั้นมีโอกาสเสียชีวิตถึง 50% เป็นอนุมูลอิสระที่ทำให้
รา่ งกายแกเ่ รว็ เกิดโรคมะเร็ง และโรคในผูส้ งู อายุ เป็นตน้ (สมหมาย, 2551)

สารต้านอนุมลู อิสระ (Antioxidant)
สารต้านอนุมูลอิสระสามารถพบได้ในธรรมชาติ โดยส่วนมากจะพบในพืช ซึ่งจะเป็นพืชที่มี

ความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมักจะมีสารประกอบหลักคือ สารฟีนอลิคหรือ
ฟีนอล ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ กรดฟีนอลิค และแอนโธไซยานิน เป็นต้น (สมหมาย, 2551) ซึ่งสารต้าน
อนุมูลอิสระสามารถยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจากอนุมูลอิสระ โดยสารอนุมูลอิสระเ หล่าน้ี
เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน โดยสารอนุมูลอิสระจะส่งผลทำให้เกิดความเสียหายแก่
เซลล์ ดีเอ็นเอ โปรตีน ไขมัน รวมถึงความสมดุลภายในร่างกาย การเกิดภาวะเครยี ดออกซิเดชันนี้ จะ
นำไปสู่การลดความสามารถของกระบวนการเมทาบอลิซึมภายในร่างกาย ส่งผลให้เซลล์มีความ
เสื่อมสภาพ แตกและปล่อยเอนไซม์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเซลล์ข้างเคียง อีกทั้งยังรบกวนการทำงาน
ของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ สาเหตุที่ทำให้เกดิ การสร้างสารอนุมูลอิสระเพิ่มขน้ึ
เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม การปนเปื้อนจากสารพิษในอาหาร และการได้รับอาหารที่

38

ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการหรือมีแต่ไม่เพียงพอต่อร่างกาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สารอนุมูลอิสระมี
ผลกระทบตอ่ เซลล์ในร่างกาย โดยก่อใหเ้ กดิ การอักเสบ การทำลายเนอ้ื เยือ่ การเกดิ โรคตา่ งๆ และการ
เกิดภาวะเครยี ดออกซิเดชันน้ี เปน็ สาเหตสุ ำคญั ที่ทำลายคุณภาพของเน้ือสัตว์และผลิตภัณฑ์เป็นอย่าง
มาก ซึ่งมีผลทำให้เนื้อสัตว์สูญเสียทั้งรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ เมื่อร่างกายมีสารอนุมูลอิสระ
เพมิ่ มากขึน้ รา่ งกายจะเกดิ การขาดความสมดุลระหว่างสารต้านอนุมลู อสิ ระและอนุมูลอสิ ระ หากไม่มี
การบริโภคสารที่มีความสามารถในการช่วยการต้านอนุมูลอิสระก็จะก่อให้เกิดความเสื่อมสภาพของ
เซลล์ภายในร่างกาย ดังนั้นจึงควรหาแหล่งอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อช่วยในการปรับส มดุล
ของรา่ งกาย (อมุ าพร, 2558)

อย่างไรก็ตาม ในสัตว์มีชีวิตมีวิธีการป้องกันการเกิดออกซิเดชัน หนึ่งในนั้นคือ เอนไซม์ต้าน
อนุมูลอิสระ ได้แก่ เอนไซม์ Superoxide dismutase (SOD) โดย SOD มีกลไกการควบคุมอนุมูล
อิสระให้อยู่ในสภาวะสมดุล ซึ่งซุปเปอร์ออกไซด์ ดิสมิวเทส จัดเป็น antioxidative enzyme ที่ทำ
หน้าที่ในการกำจัดหรือต้านอนุมูลอิสระ (free radical) อันได้แก่ superoxide anion (O2-) ซึ่งเป็น
อนุมูลเริ่มแรกที่เกิดขึ้นจากเมทาบอลิซึมของเซลล์ที่มีการใช้ออกซิเจน และจากกระบวนการ
respiratory burst ทเี่ กดิ ระหว่างการกำจัดส่งิ แปลกปลอมแบบ phagocytosis หรอื encapsulation
ของเซลล์เม็ดเลือด โดย peroxinectin จะทำหน้าที่ส่งเสริมการกำจัดสิ่งแปลกปลอม ซึ่งเอนไซม์
NADPH oxidase จะเปลี่ยนโมเลกุลของ oxygen (O2) เป็น superoxide anion จากนั้นซุปเปอร์
ออกไซด์ ดิสมิวเทส จะเร่งปฏิกิรยิ าการเปลี่ยน superoxide anion เพื่อให้เปลี่ยนไปเป็น hydrogen
peroxide (H2 O2) โดย peroxinectin ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการ phagocytosis จะ
เปลี่ยน hydrogen peroxide ให้อยู่ในรูปของ hypochlorous acid (HOCl) เพื่อทำลายสิ่ง
แปลกปลอม (รพพี ร, 2556)

ฤทธิ์ของสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยเพิ่มการเจริญเติบโต ช่วยลดภาวะเครียด
ออกซิเดชัน ลดการอักเสบ ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ขยายหลอดลม ยับยั้งการหดเกร็งของ
กล้ามเนื้อ ระงับอาการปวดและลดความดันโลหติ ช่วยใหส้ ัตวม์ สี ขุ ภาพดไี ม่เปน็ โรคง่าย และยับย้ังการ
เสื่อมสภาพของไขมนั ท่ีอาจก่อใหเ้ กิดความเสียหายแก่เซลลไ์ ด้ (ดวงพร, 2558)

39

ตารางที่ 1 การให้แหลง่ สารต้านอนุมูลอสิ ระ (Antioxidant) ต่อการกินได้และอัตราการเปล่ยี นอาหาร

เปน็ ผลผลติ ไข่

ทม่ี า ระดับการเสริม การกนิ ได(้ g/b/d) FCR สายพันธไุ์ ก่ไข่

ศริ พิ ร และคณะ เปลอื กถ่วั เขียวหมัก(%) Lohmann

(2558) กลุม่ ควบคุม 112.91 2.09 brown

0.005 114.87 2.11

0.010 117.35 2.15

0.015 118.10 2.13

ศรสี ุดา และคณะ กากเม่า (%) ISA Brown

(2559) กลุ่มควบคุม 116.40 2.143

0.5 115.87 2.164

1.0 115.57 2.139

Saki et al. Pomegranate Seed Lohmann

(2014) Pulp (%) brown-

Control 97.46 2.17 Classic

5 98.65 2.06

10 97.87 2.14

15 97.93 2.14

Simitzis et al. Quercetin (mg) Lohmann

(2018) Control 121a 2.63 brown-

200 119b 2.67 Classic

400 130a 2.66

800 118b 2.51

Dos Santos et yellow strawberry ISA Brown

al. guava leaf extract (%)

(2020) Control 112 1.99

0.05 117 2.05

0.10 113 2.12

0.15 115 2.07

0.20 115 2.08

หมายเหตุ: a-c อักษรท่ีแสดงความแตกตา่ งอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ิ (p<0.05)

40

การให้แหล่งสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ต่อการกินได้และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็น
ผลผลติ ไข่

จากตารางท่ี 1 การใชเ้ ปลอื กถว่ั เขยี วหมักท่ีมสี ารตา้ นอนุมูลอสิ ระที่ประกอบไปด้วยสารฟีนอ-
ลคิ เสริมทรี่ ะดบั 0 0.005 0.01 และ 0.015% ในอาหารไก่ Lohmann Brown พบว่าการกินได้ และ
FCR ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มการเสริม (ศิริพร และคณะ, 2558) ในขณะเดียวกัน ศรีสุดา
และคณะ (2559) รายงานวา่ การเสริมกากเมา่ ท่ีมีสารแอนโธไซยานิน เสรมิ ทรี่ ะดบั 0 0.5 และ 1.0%
ในอาหารไก่อีซ่าบราวน์ ไม่ส่งผลต่อการกินได้ และFCR ซึ่งสอดคล้องกับ Saki et al. (2014) ได้
รายงานวา่ การเสรมิ Pomegranate Seed Pulp ท่มี สี ารแอลลาจแิ ทนนนิ โดยเสรมิ ทีร่ ะะดบั 0 5 10
และ 15% ในอาหารไก่ Hy-line W-36 ไมม่ ผี ลกระทบต่อการกินได้ และFCR อยา่ งไรกต็ าม การเสริม
Quercetin ที่ระดับ 0 200 400 800 mg ในอาหารไก่ Lohmann Brown-Classic ส่งผลต่อการกิน
ได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเสริมที่ระดับ 400 mg แต่ไม่ส่งผลต่อFCR (Simitzis et al, 2018) นอกจากนี้ การ
ใช้ yellow strawberry guava leaf extract ที่มีสารฟีนอลิค เสริมที่ระดับ 0 0.05 0.10 0.15 และ
0.20% ในอาหารไกอ่ ซี า่ บราวน์ พบว่าการกนิ ได้ และFCR ไม่มคี วามแตกตา่ งกันระหว่างกลุ่มการเสริม
และกลุ่มควบคมุ (Dos Santos et al, 2020)

ตารางท่ี 2 การให้แหล่งสารต้านอนุมลู อิสระ (Antioxidant) ตอ่ ผลผลติ ไข่ (Egg production)

ท่มี า ระดับการเสริม ผลผลติ ไข่ (%) สายพนั ธ์ุไกไ่ ข่
ศริ พิ ร และคณะ เปลือกถว่ั เขียวหมกั (%) Lohmann Brown
83.95
(2558) กลุ่มควบคมุ 83.90 ISA Brown
0.005 84.30
ศรีสดุ า และคณะ 0.010 86.38 Hy-line Brown
(2559) 0.015
90.93b
Liu et al. กากเม่า (%) 92.11ab
(2020) กลุ่มควบคมุ 92.83a

0.5 74.74a
1.0 81.22ab
Curcumin (mg) 83.40b
Control 75.90a
100
150
200

41

ตารางที่ 2 การใหแ้ หล่งสารต้านอนุมูลอสิ ระ (Antioxidant) ตอ่ ผลผลิตไข่ (Egg production) (ตอ่ )

ท่ีมา ระดับการเสริม ผลผลติ ไข่ (%) สายพนั ธไ์ุ กไ่ ข่
Hy-line W-36
Saki et al. Pomegranate Seed
Bovans
(2014) Pulp (%) Hisex brown

Control 84.87ab

5 87.50a

10 84.37ab

15 82.48b

Kara et al. grape pomace (%)

(2016) Control 78.90

4 83.56

6 78.38

Rodjan et al. garlic oil coated

(2021) granules (g/kg)

Control 84.38

7.5 88.84

15 89.73

30 90.63

60 93.30

หมายเหต:ุ a-c อกั ษรที่แสดงความแตกต่างอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติ (p<0.05)

42

การให้แหล่งสารตา้ นอนมุ ูลอสิ ระ (Antioxidant) ตอ่ ผลผลติ ไข่ (Egg production)
จากตารางที่ 2 การใช้เปลือกถั่วเขียวหมักที่ประกอบไปด้วยสารฟีนอลิค เสริมที่ระดับ 0 0.5

0.01 และ 0.015% ในอาหารไก่ Lohmann Brown พบว่าผลผลิตไข่ไม่มีความแตกต่างกันระหว่าง
กลุ่มการเสริม (ศิริพร และคณะ, 2558) ในขณะเดียวกัน ศรีสุดา และคณะ (2559) รายงานว่า การ
เสริมกากเม่าที่มีสารแอนโธไซยานิน เสริมที่ระดับ 0 0.5 และ 1.0% ในอาหารไก่อีซ่าบราวน์ พบว่า
การเสริมที่ระดับ 1% ทำให้ผลผลิตไข่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น เช่นเดียวกับ Liu et al. (2020)
รายงานว่า การเสริม Curcumin ที่ระดับ 0 100 150 และ 200 mg ในอาหารไก่ Hy-line Brown
ทำให้ผลผลติ ไขล่ ดลงเม่ือเสริมท่ีระดับสูงขนึ้ ซึง่ สอดคล้องกบั การใช้ Pomegranate Seed Pulp ที่มี
สารแอลลาจิแทนนินเสริมที่ระดับ 0 5 10 และ 15% ในอาหารไก่ Hy-line W-36 พบว่าผลผลิตไข่
ลดลงเมื่อเสนิมที่ระดับสูงขึ้นเช่นกัน (Saki et al, 2014) อย่างไรก็ตาม Kara et al. (2016) ได้
รายงานว่า การเสริม grape pomace ที่มีสารเรสเวอราทรอล ที่ระดับ 0 4 และ 6% ในอาหารไก่
Bovans พบว่าไม่ส่งผลต่อการให้ผลผลิตไข่ และ Rodjan et al. (2021) พบว่า การเสริม garlic oil
coated granules ทม่ี สี ารแอลลซิ นิ ท่ีระดบั 0 7.5 15 30 และ 60 g/kg ไมส่ ่งผลตอ่ การใหผ้ ลผลติ ไข่

43

ตารางท่ี 3 การให้แหลง่ สารต้านอนมุ ูลอสิ ระ (Antioxidant) ตอ่ คุณภาพไข่ไก่

ทีม่ า ระดบั การเสรมิ Egg weight Yolk weight Eggsh
(g) (g) weigh
ศริ ิพร และ เปลือกถ่วั เขยี วหมัก
คณะ (%) 65.33 16.64 6.3
(2558) 65.44 16.63 6.2
กลุ่มควบคุม 66.05 17.01 6.3
ศรีสุดา และ 0.005 64.34 16.52 6.3
คณะ 0.010
(2559) 0.015 - 14.05 6.9
- 13.71 6.9
Liu et al. กากเม่า (%) - 13.78 6.8
(2020) กลุม่ ควบคมุ
- 14.50 -
0.5 - 14.17 -
1.0 - 14.78 -
Curcumin (mg) - 14.19 -
Control
100
150
200

hell Yolk colol Haugh Albumen สายพันธไ์ุ ก่
ht (g) Unit weight (g) ไข่

38 9.02a 70.61b 42.30 Lohmann
23 8.14cb 74.19b 42.57 Brown
38 8.34b 74.39b 42.66
31 8.04c 80.89a 41.51 ISA Brown

95 12.48 92.77 - Hy-line
94 12.35 92.92 - Brown
84 12.36 91.57 -

- 3.12 82.16 -
- 3.00 91.93 -
- 3.09 89.83 -
- 3.21 87.54 -

44

ตารางที่ 3 การใหแ้ หล่งสารต้านอนุมูลอสิ ระ (Antioxidant) ต่อคุณภาพไข่ไก่ (ต่อ)

ทีม่ า ระดับการเสรมิ Egg weight Yolk weight Eggsh
Kara et al. (g) (g) weigh
grape pomace
(2016) (%) 64.57b - -
66.38a - -
Rusli et al. Control 65.06b - -
(2015) 4
6 53.91 - -
53.79 - -
Mangosteen 52.33 - -
Pericarp Meal
53.69 - -
(g/kg)
Control

1
2
Vitamin E
(mg/kg)
200


Click to View FlipBook Version