122
สัมมนาระดบั ปริญญาตรสี าขาสตั วศาสตร์
เรือ่ ง
Lumpy skin โรคร้ายโค-กระบอื ไทย
โดย
นาย พรี เดช คอื กำนนั
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอสี าน วิทยาเขตสุรนิ ทร์
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
บทคัดย่อ
โรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) เกิดจากเชื้อไวรัส Lumpy skin ในสกุล
Capripoxvirus โรคนี้เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นจะมีอัตรา การป่วยและการตายที่ผันผวนอย่างมากซึ่ง
ปัจจยั ทม่ี ี ผลตอ่ อตั ราการปว่ ยและการตาย โดยทว่ั ไปพบวา่ อัตราการป่วยของโรคน้ีจะมีค่าผันผวนอยู่
ระหว่าง 5-45% และมีอัตราการตายมีตำ่ เพียง 1-5% แตอ่ ยา่ งไรก็ตามอัตราการตายของสัตว์ท่ีติดเชื้อ
อาจสูงขึ้นได้ อัตราการตายของสัตว์ที่ติดเชื้ออาจสูงขึ้นได้ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะพื้นที่ โรคนี้มีการ
ติดต่อหลักๆโดยแมลงที่เป็นพาหะได้แก่ แมลงดูดเลือด เช่น ยุง แมลงวันดูด เลือดหรือแมลงวันคอก
เหลือบ และเห็บ อาจจะมีอุณหภูมิสูง 41 องศาเซลเซียส น้ำนมจะลด จะเห็นได้ชัดในโคนมมีอาการ
ซึมเบื่ออาหาร ซูบผอมจมูกอักเสบ เยื่อตาขาวอักเสบ มีต่อมน้ำเหลืองโต เกิดตุ่มตามลำตัวมี
เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง 2-5 เซนติเมตร แนวทางการรักษาโรคลมั ปสี กนิ จะเป็นการรกั ษาตามอาการ
คำสำคญั โรคลัมปสี กิน การระบาด อาการ การรกั ษา การปอ้ งกัน
123
บทนำ
การเลี้ยงโค-กระบือในปัจจุบัน เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว สังคมและประเทศ
ไม่ว่าการเลี้ยงแบบอุตสาหกรรม หรือการเลี้ยงแบบทั่วไป ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือปัญหาเกี่ยวกับ
สขุ ภาพสัตว์ ทีเ่ กิดมาจากระบบการสุขาภบิ าล การจัดการดูแลท่ีไม่ดีพอจึงส่งผลทำใหเ้ กดิ ปัญหาต่อตัว
สัตว์ อีกทั้งยังมีเรื่องของโรคระบาดซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวสัตว์ และทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้เลี้ยง
เป็นอย่างมาก ซึ่งโรคระบาดที่พบได้มากในปัจจุบันคือ โรคปากเท้าเปื่อย โรคคอบวม โรคแท้งติดต่อ
โรควณั โรค โรคลัมปสี กนิ เป็นต้น การศกึ ษาคร้ังน้ี จงึ มงุ่ เนน้ ทีจ่ ะนำเสนอโรคลัมปีสกนิ เพราะเป็นโรคท่ี
สร้างความเสียหายให้กับการเลี้ยงโค กระบือเป็นอย่างมาก จึงได้มีการศึกษาเกี่ยวกับการเกิดโรค
วธิ กี ารป้องกนั วิธกี ารรกั ษา เพอ่ื จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผศู้ ึกษาและผ้ทู ส่ี นใจ
โรคลมั ปสี กิน
โรคลัมปี สกิน ( Lumpy skin disease) เกิดจากเชื้อไวรั ส Lumpy skin ในสกุล
Capripoxvirus สัตว์ที่ติดเชื้อจะมีไข้สูง โรคนี้โรคนี้มีลักษณะเฉพาะคือ pyrexia มีก้อนเนื้อแน่น
ลอ้ มรอบแผลภายในกลา้ มเน้ือของโครงร่างและเยื่อเมือกของระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ
และต่อมนำ้ เหลอื งทัว่ ไป ทำให้เกิดการติดเช้ือรนุ แรงนำไปส่คู วามเสียหายทางเศรษฐกิจสูง การระบาด
ของโรคลัมปีสกินเกิดขึ้นในประเทศกรีซ ในทวีปยุโรป (Paslaru et al.,2021) (lumpy Skin
disease)เกิดขึ้นทั่วฟริกาและมีอาการล่าสุดในแพร่ระบาดในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วโรคจะ
รุนแรงมากขึ้นในสัตว์เล็กและมวลช่วงการให้นมทำให้เกิดความสูญเสียในการผลิตอย่างมาก
(Tuppurainen et al,2014)การแพร่ระบาดของโรคครั้งแรกเกิดขึ้นกับโคใน ประเทศไทยในปีพ.ศ.
2564 ที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ดกระทั่งแพร่กระจายไปทั่วใน 35จังหวัด ทั้ง ภาคอีสาน
ภาคเหนอื ภาคตะวนั ตก และภาคใต้ เบอ้ื งตน้ มรี ายงานสัตว์ป่วยจำนวน 7,200ตัว โดยมีโค ท่ปี ว่ ยและ
ตายจำนวน 53ตัว (ไทยรัฐออนไลน์วันท่ี 28 พฤษภาคม 2564)และจากการสอบสวนการแพร่ระบาด
ของโรค สาเหตุเกิดจากการลักลอบนำเข้าโคเนื้อจากประเทศเพื่อนบ้านมา เลี้ยงในพื้นที่ โดยกรมปศุ
สัตว์ได้เร่งดำเนินการ ควบคุมโรค แนะนำวิธีการป้องกันโรค และเฝ้าระวัง โรคเพื่อลดความสูญเสีย
ให้กับเกษตรกรและเฝา้ ระวัง โรคในจงั หวัดข้างเคียง (ปศุศาสตร์ นวิ สว์ นั ที่ 17 เมษายน 2564)
124
ตารางท่ี 1 อาการทว่ั ไปของโรคลมั ปสี กนิ
ผวิ เยื้อบเุ มือก โคท้อง/โคใหน้ ม อาการอนื่ ๆ
การแพร่กระจายทาง แผลฝดี าษอาจเกิดขึ้น ผลผลิตของน้ำนมจะ จะมไี ข้, ซมึ เศรา้ , เบื่อ
ผิวหนัง จะมเี ลอื ดคลง่ั ตลอดเย่อื บเุ มือก ลดลงโดยววั ให้นม อาหาร,นำ้ หนกั จะลดลง
2-5ซ.ม แล้วแต่ ของระบบย่อยอาหาร และความผอมแห้ง
ผิวหนังบางหนังหน่ และทางเดินหายใจ
อาจจะมีเนอื้ ผวิ หนงั ทางเดนิ รวมทงั้ จมูก
หลดุ ออกมาทำใหเ้ กิด และ หลอดลม
แผลและเป็นรู
จะมเี ลือดคัง่ ท่ีเหน็ ได้ จะเปน็ ฝีทีป่ อด ท่วั ไป จะเกดิ การแท้ง นำ้ ลายไหลมากเกนิ ไป
งา่ ยทีส่ ุดใน บรเิ วณที่ อาการบวมน้ำจะสง่ ผล จะทำใหเ้ กิด โรคจมูก
ไม่มีขนของ ให้เป็นโรคปอดบวม อกั เสบ และ
perineum,เตา้ นม หู เย่อื บุตาอกั เสบซ่ึง
ช้ันใน และปาก อาจจะเปน็
กระบอกปืน เปลือก เย่ือเมือก
ตา
ต่อมน้ำเหลืองขยาย ขาอาจมีอาการบวมนำ้
ใหญข่ ้นึ สตั วจ์ ะไม่เคลื่อนไหว
ท่มี า : Sherrylin et al. (2013)
การระบาด
โรคนเี้ มือ่ มีการระบาดเกิดข้ึนจะมีอัตรา การป่วยและการตายที่ผันผวนอย่างมากซึ่งปัจจัยที่มี
ผลต่ออัตราการป่วยและการตายดังกล่าวนี้ได้แก่ สภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศ สภาพสิ่งแวดล้อม
การจัดการเล้ียงดู การให้อาหาร สายพันธ์ุ สภาวะ ภูมิคุ้มกนั ของสัตว์ การเพาะพันธุแ์ ละแพร่กระจาย
ของแมลงที่เป็นพาหะ และสายพันธุ์ของเชื้อไวรัส (virus virulence) เป็นต้น โดยทั่วไปพบว่าอัตรา
การป่วยของโรคน้ีจะมีค่าผันผวนอยูร่ ะหว่าง 5-45% และมีอัตราการตายมีตำ่ เพยี ง 1-5% แต่อย่างไร
ก็ตามอัตราการตายของสัตว์ที่ติดเชื้ออาจสูงขึ้นได้ อัตราการตายของสัตว์ที่ติดเชื้ออาจสูงขึ้นได้ซึ่ง
ข้นึ อยูก่ บั ปัจจัยเฉพาะพ้นื ทดี่ ังที่ได้กล่าวมาแลว้ ข้างต้น โดย Sherrylin et al. (2013) นอกจากนย้ี ังพบ
อีกว่าลูกโคหรือโคที่มีอายุ น้อยจะมีความไวต่อการติดเชื้อสูงมากโดยจะมีระยะ ฟักตัวของเชื้อโรคสน้ั
125
และเกิดรอยโรคชนิดตุ่ม น้ำเหลืองรวมทั้งอาการป่วยอื่นๆออกมาได้อย่าง รวดเร็วอีกด้วย ทั้งนี้ไม่พบ
รายงานการติดตอ่ ของโรคน้ี จากสัตวส์ ่คู น (OIE; World Organization for Animal Health, 2021)
สัตวท์ เ่ี ปน็ โฮสต์ของโรค (Host animals)
สัตว์ที่เป็นโฮสต์จะมีความไวต่อการติดเชือ้ โรคไดต้ ามธรรมชาติ ได้แก่ โคและกระบือ และยัง
ไม่เคยพบหรือมีรายงานการติดเช้ือโรคนี้ตามธรรมชาติในสัตวเ์ คี้ยวเอื้องชนิดอื่นๆโคทุกพันธุม์ ีความไว
ต่อการติดเชื้อได้เท่าๆกัน แต่ความรุนแรงของโรคจะพบได้มากกว่าในโคพันธุ์ยุโรปที่มีผิวหนังบาง
(BosTaurus) นอกจากนี้ยังพบอีกว่าลูกโคหรือโคที่มีอายุน้อยจะมีความไวต่อการติดเชื้อสูงมาก โดย
จะมีระยะฟักตัวของเชื้อโรคสั้นและเกิดรอยโรคชนิดตุ่มน้ำเหลืองรวมทั้งอาการป่วยอื่นๆออกมาได้
อย่างรวดเร็วอีกด้วย ทั้งนี้ไม่พบราย งานการติดต่อของโรคนี้ จากสัตว์ สู่ คน (OIE; World
Organization forAnimal Health, 2021)
ตารางท่ี 2 ที่มาโฮสต์และการอา้ งองิ ของสายพันธ์ุ Capripoxvirus ทมี่ ีความรุนแรงและอ่อนฤทธ์ิ
Strain Origin Host
KSGP 0-240 field strain Kenya Sheep
Isiolo SPPV Kenya Sheep
Kedong SPPV Kenya Sheep
KS-1 36 3/95 KSGP 0-240 Sheep
Kenyavac KSGP 0-240 Vaccine
Jovivac RM65 Vaccine
Sheep Pox Vaccine Romanian SPPV Vaccine
SPPV control Mongolian SPPV (2007) Sheep
GTPV control Mongolian GTPV (2008) Goat
LSDV Neethling strain Dr. Erasmus, ARC-OVI, Cattle
Onderstepoort, SA
ที่มา : (Tuppurainen et al,2014)
126
การติดตอ่ ของโรค (Transmission)
โรคนม้ี กี ารตดิ ต่อหลกั ๆโดยแมลงทีเ่ ป็นพาหะไดแ้ ก่ แมลงดูดเลือด เชน่ ยุง แมลงวนั ดดู
เลอื ดหรือแมลงวันคอก เหลือบ และเห็บ เป็นตน้ โดยแมลงแต่ละชนิดจะมีความสำคัญและเกี่ยวข้อง
กับการติดต่อหรือการแพรร่ ะบาดของโรคในแต่ละฤดูกาลด้วย เชน่ เหลอื บและแมลงวนั ดูดเลอื ด จะ
พบมกี ารแพร่พันธ์มุ ากและเป็นพาหะหลักในการติดต่อของโรคในชว่ งฤดูแล้ง ในขณะทีย่ ุงและเห็บจะ
มีการแพรพ่ นั ธ์มุ ากและเป็นพาหะหลักในการ
แพรร่ ะบาดของโรคในช่วงฤดูฝน (จตุพร กระจายศรี,2021)
อาการของโรค
อาการอาจจะมีอุณหภูมิสูง 41 องศาเซลเซียส น้ำนมจะลด จะเห็นได้ชัดในโคนมมีอาการซึม
เบื่ออาหาร ซูบผอมจมูกอักเสบ เยื่อตาขาวอักเสบ มีต่อมน้ำเหลืองโต เกิดตุ่มตามลำตัวมี
เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-5 เซน บางตัวไปบวมที่คอ ที่ข้อเท้า แล้วสามารถพบตุ่มน้ำได้บริเวณ ช่องปาก
ทางเดินอาหาร หลอดลม และปอดได้ (สลลิ รตั น์,2564) แหล่งทมี่ าเล็กน้อยของการติดเช้ืออาจรวมถึง
ทางตรงและทางอ้อมการติดต่อ (เช่น ผ่านการติดเชื้อ-น้ำลายอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน) อื่นเส้นทาง
การแพร่เช้ือท่ีเปน็ ไปได้ ไดแ้ ก่ นมของโคนมและน้ำอสุจขิ องผตู้ ิดเช้ือ
รูปท่ี 1: พรี เดช (2564)
ระยะที่ 1 มไี ข้ โค กระบือ จะซมึ ไม่กินอาหาร มไี ขอ้ าจมีน้ำตาและนำ้ มูกในลูกสัตว์โดยมักจะ
พบในระยะ 1-2 วันแรกก่อน หรือพร้อมๆ กับการพบว่าสัตว์มีตุ่มขึ้นตามผิวหนัง แต่สัตว์ป่วยบางราย
อาจสงั เกตไมพ่ บ
127
รูปท่ี 2: พีรเดช (2564)
ระยะที่ 2 มีตุ่มที่ผิวหนัง โค กระบือ มีต่อมน้ำเหลืองใต้ผิวหนังบวม มีตุ่มแข็งนูนลักษณะ
คล้ายฝี ขนาดแตกต่างกันที่ผิวหนังทุกชั้นและบางครั้งอาจพบลึกลงไปจนถึงกล้ามเนื้อ ความรุนแรง
ของอาการจะขึ้นอยู่กับปริมาณการติดเชื้อ ความแข็งแรงของสัตว์ บางตัวพบอาการบวมน้ำที่บริเวณ
ลำคอ สาเหตุจากหลอดเลือดอักเสบ และอาจมีภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจ สำหรับ
กระบือจะพบเปน็ ตุม่ เล็กๆ ซง่ึ สงั เกตได้ยากเนือ่ งจากผิวกระบือมผี วิ หนงั หนา
รปู ที่ 3: พีรเดช (2564)
ระยะที่ 3 ตุม่ ที่ผวิ หนังแตก โดยเรม่ิ สงั เกตพบมีน้ำเหลืองเยิ้มซึมจากต่มุ มีสะเก็ดหนา เม่ือตุ่ม
แตกจะเป็นแผลหลมุ มีขอบแผลนูนสงู ซึ่งระยะเวลาการแตกของตุ่มผวิ หนังจะไม่พร้อมกนั ระยะที่พบ
ขอบตุ่มสีดำพบได้ในระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์หลังพบตุ่ม และภายใน 2-3 สัปดาห์จะเกิดเป็น
สะเก็ดแผลขนึ้ แตใ่ นบางตวั ที่พบกลุ่มท่ีมีขนาดใหญ่อาจพบว่าสะเก็ดอยู่ได้นาน 1-2 เดือน (สำนักงาน
ควบคุมโรค ป้องกัน และบำบดั โรคสัตว์,2564)
128
รปู ที่ 4: พีรเดช (2564)
การรักษา
แนวทางการรักษาโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin Disease) จะเป็นการรักษาตามอาการ ซ่ึง
อาการของโรคดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เปน็ 4 ระยะดังน้ี
ระยะที่ 1 มไี ข้ ยาตา้ นการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตยี รอยด์ (Non-steroidal Anti-inflammatory
drugs; NSAIDs) ที่เน้นฤทธ ิ์ลดไข้ เช ่น Dipyrone หรือ Tolfenamic acid หรือ Flunixin
meglumineให้วิตามินเพื่อบำรุงให้สตั ว์แข็งแรงโดยเฉพาะเป้าหมายที่เซลล์เนือ้ เยื่อบุผิว เช่น วิตามนิ
AD3E แบบฉีด
รปู ที่ 5: พีรเดช (2564)
ระยะที่ 2 มีตุ่มที่ผิวหนัง ให้ยากลุ่ม NSAIDs ที่เน้นฤทธิ์ลดการอักเสบ เช่น Tolfenamic
acid หรือ Flunixin meglumine และอาจพิจารณาให้ร่วมในการรักษากรณีที่ลูกสัตว์ที่แสดงอาการ
ทางเดินหายใจ ให้วิตามินเพื่อบำรุงให้สัตว์แข็งแรง โดยเฉพาะอวัยวะเป้าหมายที่เซลล์เนื้อเยื่อบุผิว
เช่น วิตามิน AD3E แบบฉีด หรือพิจารณาให้วิตามินและแร่ธาตุแบบกิน ให้วิตามินเพื่อบำรุงให้สัตว์
129
แข็งแรงโดยเฉพาะอวัยวะเป้าหมายที่มีเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว เช่น AD3E แบบฉีด หรือให้วิตามินและแร่
ธาตแุ บบกนิ
รปู ท่ี 6: พรี เดช (2564)
ระยะที่ 3 ตุ่มที่ผิวหนังแตก ให้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างและออกฤทธิ์ได้ดีที่ผิวหนัง เช่น
กลมุ่ Penicillin ยาฆา่ เช้อื เฉพาะที่และยาป้องกันแมลงตอมวางไข่ท่ีแผล เช่น การใช้ Gentian violet
ร่วมกับยาผงโรยแผลป้องกันแมลงวัน ใช้ยากลุ่ม NSAIDs ที่เน้นออกฤทธิ์ลดการอักเสบ เช่น
Tolfenamic acid หรือ flunixin meglumine กรณีที่ลูกสัตว์มีอาการทางเดินหายใจ อาจให้ยาลด
การอกั เสบ flunixin meglumine ให้วติ ามินเพอ่ื บำรุงให้สัตวแ์ ข็งแรง โดยเฉพาะอวัยวะเป้าหมายท่ีมี
เซลล์เย่ือบุผวิ เชน่ AD3E
รูปที่ 7: พีรเดช (2564)
ระยะที่ 4 แผลเริ่มหาย ยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่และยาป้องกันแมลงวันตอมวางไข่ที่บริเวณแผล
เช่น การใช้ Gentian violet ร่วมกับยาผงโรยแผลป้องกันแมลงวัน ให้วิตามิน AD3E และในกรณีแม่
130
พันธุ์ทีใ่ กล้หายแลว้ ใหแ้ ร่ธาตุซิลเิ นียม เพื่อช่วยเสริมสุขภาพของระบบสืบพันธ์ุและการทำงานของเมด็
เลือดขาว (สำนกั งานควบคมุ โรค ปอ้ งกัน และบำบัดโรคสตั ว์,2564
การปอ้ งกัน
การป้องกันโรคลัมปี สกินที่ได้ประสิทธิภาพดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunization)
ด้วยการทำวัคซีนป้องกันโรคให้กับสัตว์ ร่วมกับการทำมาตรการกักโรค (quarantine) ก่อนที่จะนำ
สัตวต์ ัวใหมเ่ ขา้ มาเลี้ยงในฟาร์มี้ในระหว่างทีม่ ีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคก็ไม่ควรเคลื่อนย้ายสัตว์ไปใน
ที่ต่างๆ เพราะจะเป็นการนำเชื้อโรคหรือพาหะของโรคติดไปแพร่กระจายให้กับสัตว์ในพื้นที่อื่นๆให้
เกิดการติดเชื้อได้ (จตุพร กระจายศรี,2021) โรคลัมปีสกิน ซึ่งมีพาหะนำโรค คือ แมลงดูดเลือด
สามารถป้องกันหรือลดโอกาสการติดเชื้อได้ด้วยการกำจัดแมลงโดยใช้สารเคมีกำจัดแมลงแบบฉีด
แบบราดหลัง หรือแบบฉีดพ่นสำหรับสัตว์ทุกตัวในฝูง ดำเนินการปรับภูมิทัศน์โดยรอบฟาร์มให้โปร่ง
โลง่ ไม่เปน็ แหลง่ ที่อยู่อาศัยของแมลงพาหะ รวมถงึ กำจัดแหล่งเพาะพนั ธุ์ยุงในพื้นท่ีโดยรอบ กำจัดมูล
สัตว์ออกจากฟาร์มเป็นประจำ หรือใช้ผ้าใบคลุมเพื่อป้องกันแมลงมาวางไข่ รวมทั้งการกางมุ้งให้แก่
สตั ว์เพื่อป้องกันแมลงดดู เลอื ด (สลิลรตั น์,2564)
สรปุ ผล
โรคลัมปีสกิน เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นจะมีอัตรา การป่วยและการตายที่ผันผวนอย่างมาก
สัตว์ที่เป็นโฮสต์จะมีความไวต่อการติดเชื้อโรคได้ตามธรรมชาติ ได้แก่ โคและกระบือ และสัตว์เคี้ยว
เอื้องอื่นๆ โรคนี้มีการติดต่อหลักๆโดยแมลงท่ีเป็นพาหะ เช่น ยุง แมลงวันดูด เลือดหรือแมลงวนั คอก
เหลือบ และเห็บ อาการอาจจะมีอุณหภูมิสูง 41 องศาเซลเซียส น้ำนมจะลด จะเห็นได้ชัดในโคนมมี
อาการซึมเบื่ออาหาร ซูบผอมจมูกอักเสบ เยื่อตาขาวอักเสบ มีต่อมน้ำเหลืองโต การป้องกันด้วยการ
กำจัดแมลงโดยใช้สารเคมีกำจัดแมลงแบบฉดี แบบราดหลัง ดำเนินการปรับภูมิทศั น์โดยรอบฟารม์ ให้
โปรง่ โล่ง ไมเ่ ปน็ แหลง่ ท่ีอยู่อาศัยของแมลงพาหะ
131
เอกสารอา้ งอิง
ไทยรัฐออนไลน.์ (2564). โควิดยงั ไมจ่ บโรคลมั ปี สกิน เข้ามาซ้ำเติมระบาดในวัว ติดต่อสู่คนได้หรือไม.่
สืบคน้ ขอ้ มูล วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2564 สืบค้นจาก
https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2102526
ปศุศาสตร์ นิวส.์ (2564). ท้าความรจู้ กั “โรคลมั ปี สกนิ ” (Lumpy Skin Disease) โรคอบุ ัติใหม่ในโค
กระบือ สบื คน้ ขอ้ มูลวันที่ 5 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 สบื ค้นจาก https://pasusart.com
OIE (world organization for animal health). (2021). Lumpy skin disease in asia and the
pacificสืบคน้ ข้อมลู วนั ท่ี 5 มิถุนายน พ.ศ. 2564 สบื ค้นจาก https://rr-
europe.oie.int/wpcontent/uploads/2021/01/lsd_asia_sge-lsd10.pdf
จตพุ ร กระจายศร.ี (2021). ลัมปี สกนิ โรคติดเชื้ออุบตั ใิ หมใ่ นประเทศไทย.คณะสตั วแพทยศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
Eeva S.M. Tuppurainen,Caroline R. Pearson,Katarzyna Bachanek-Bankowska,Nick J.
Knowles, shadi amareen, Lorraine Frost, Mark R.Henstock , Charles E. Lamien
, Adama Diallo , Peter P.C. Mertens. 2014. Characterization of sheep pox virus
vaccine for cattle against lumpy skin disease virus.
สลิลรัตน์ ชูโชติ. (2564). โรคลัมปี สกิน. สำนักงานควบคมุ โรค ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์
Anca I. Paslaru a, b, Niels O. Verhulst, Lena M. Maurer, Alexsandra Brendle, Nicole
Paulia Andrea Vögtlin, Sandra Renzullo, Yelena Ruedin, Bernd Hoffmann, Paul
R. Torgersone Alexander Mathis, Eva Veronesia. 2021. Potential mechanical
transmission of Lumpy skin disease virus (LSDV) by the stable fly (Stomoxys
calcitrans) through regurgitation and defecation.
Contributors: Sherrylin Wainwright a, Ahmed El Idrissi a , Raffaele Mattioli a , Markos
Tibbo b , Felix Njeumi a , Eran Raizman a a Food and Agriculture Organization
of the United Nations (FAO); b FAO Regional Office for the Near East (FAO-
RNE) 2013. Emergence of lumpy skin disease in the Eastern Mediterranean
Basin countries.
K. A. Al-Salihi1BSC, MSC, Ph.D in Veterinary Medicine and Pathology / Faculty of
Veterinary Medicine /The University of Nottingham / UK. Email address:
[email protected]. 2014 Lumpy Skin disease: Review of literature.
132
สัมมนาระดับปรญิ ญาตรสี าขาสตั วศาสตร์
เรือ่ ง
พารามเิ ตอร์ทางพันธุกรรมสำหรบั ลกั ษณะนำ้ หนกั ตวั และขนาดรา่ งกายของโคเน้ือ
โดย
นายปานเทพ มีเปยี่ ม 60222110162-9
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอสี าน วิทยาเขตสุรนิ ทร์
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564
บทคดั ย่อ
อัตราพันธุกรรม (Heritability) h2 ที่มีความสัมพันธ์การเจริญเติบโตสำหรับน้ำหนักซากและ
ความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ (phenotypic variance) 2 ส่งผลการเจริญเติบโต อัตราพันธุกรรม
ยังเกย่ี วข้องกบั สหสัมพันธ์ทางพันธุกรรมปรากฏ (Phenotypic correlation) ในยีนที่สามารถควบคุม
ได้ สอง ลักษณะ เช่น ค่าอัตราพันธุกรรมอย่างกว้าง (board sense heritability) และ ค่าอัตรา
พนั ธุกรรมอยา่ งแคบ (narrow sense heritability) เพอื่ ประเมนิ ค่าอตั ราพันธุกรรมและค่าสหสัมพันธ์
ทางพันธุกรรม จึงนำมาใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบให้มีประสิทธิภาพในแต่ละอัตราพันธุกรรมท่ี
เกยี่ วขอ้ งตอ่ สัตว์เค้ียวเอ้ือง สามารถประเมนิ ว่าค่าอัตราพันธุกรรมมีความสัมพนั ธ์เชิงบวกและลบไปใน
ทศิ ทางเดยี วกนั หรอื ไม่ ในระหว่างนำ้ หนักซากกบั พื้นท่ีหน้าตัดเน้อื สันและไขมันแทรก
คำสำคัญ: อตั ราพันธกุ รรม,สหสมั พันธ์ทางพนั ธกุ รรม,การเจริญเติบโต
133
บทนำ
อัตราพันธุกรรมสำหรับลักษณะน้ำหนักตัวของโคเนื้อมีความแตกต่างในการสังเกตลักษณะ
ของสัตว์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอัตราพันธุกรรมการเจริญเติบโตความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ความ
แปรปรวนทาพันธุกรรมและ อย่างหนึ่ง มีปัจจัยหลายอย่างทั้งในรูปแบบสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย
อากาศ อาหาร และพฤติกรรมของสัตว์นั้นๆ รวมทั้งการเจริญเติบโต ในการดำรงชีพในตัวสัตว์ ส่งผล
ให้สัตวน์ ้ันเกิดการเจรญิ เติบโตและเพิ่มน้ำหนักตัว ในรูปแบบ คุณภาพเนื้อและซาก ที่อยู่ในโครงสร้าง
รา่ งกายสตั วซ์ ง่ึ ตอนน้ีการจะนำเข้าและการหาค่าพันธุกรรมในท้งั จงั หวัดจะมีไมก่ ี่ที่ในการห่าค่าเหล่านี้
รวมทั้งการหาค่าเปอร์เซน็ ต์ซากในการชำแหละ คุณภาพเนื้อ เราจึ่งศึกษาวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งมีท้ัง
การหาค่าความแปรปรวน อัตราพันธุกรรม การเจริญเติบโต และ โครงสร้างร่างกายสัตว์ มีท้ัง
โรงงานผลิตหรือบริโภค อุปกรณ์ทันสมัย มีการทดลองกับสัตว์ในแต่ละสายพันธุ์ ย่อยมีความ
เจริญเติบโตต่างกัน ในระยะเวลา ที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน สายพันธุ์โคเนื้อ ที่มีฤดูการหรือ
สภาวะแวดล้อมที่ต่างกันย่อยมีค่าพันธุกรรมและการเจริญเติบโตต่างในทุกที่ ถ้าสัตวเกิดการผิดปกติ
ในร่างกาย ค่าพันธุกรรมและอัตราพันธุกรรมจะแปรปรวนในท้ังระบบร่างกายของสัตว์จะผิดเพี้ยนจะ
เห็นได้ชัดเพราะร่างกายของสัตว์จะมีลักษณะต่างการในระยะเวลาการเจริญเติบ เปอร์เซ็นต์ในการ
เพิ่มนำ้ หนกั กจ็ ะลดลง
อตั ราพนั ธกุ รรม
อัตราพันธุกรรม (Heritability) หมายถึง อัตราส่วนของลักษณะทางพันธุกรรมต่อลักษณะ
ปรากฏ ซึ่งค่าดังกล่าวจัดเป็น ค่าพารามิเตอร์ทางพันธุกรรมชนิดหนึ่ง (genetic parameter) ที่มี
ความสำคัญสำหรับใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ โค สามารถเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ h2 โดยมีค่าตั้งแต่ 0
ถึง 1 หรือจาก 0% ถงึ 100% โดยมรี ูปแบบ สมการทวั่ ไปดงั นี้
คา่ อัตราพนั ธุกรรมสามารถจำแนกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. ค่าอัตราพันธุกรรมอย่างกว้าง (board sense heritability) หมายถึงสัดส่วนของความผัน
แปรของ ลักษณะปรากฏอันเนื่องมาจากอิทธิพลทางพันธุกรรมทุกชนิด ได้แก่ อิทธิพลของยีนแบบ
บวกสะสม (additive gene effects; A) อิทธิพลของยีนเนื่องจากการข่มกันของยีนในตำแหน่ง
134
เดียวกัน (dominant gene effects; D) และอิทธิพลของยีนเนื่องจากการข่มกันระหว่างยีนต่าง
ตำแหน่ง (epistasis gene effects; I) ซึ่งค่าอัตรา พันธุกรรมอย่างกว้าง เป็นค่าที่บอกถึงสัดส่วน
ความสัมพันธ์ระหว่างค่าของลักษณะปรากฏ (phenotypic value) กับค่าจีโนไทป์ (genotypic
value) ของลักษณะใดลักษณะหนึง่ ในประชากร โดยมีรูปแบบสมการทวั่ ไป ดังนี้
2. ค่าอัตราพนั ธกุ รรมอย่างแคบ (narrow sense heritability) หมายถึงสดั ส่วนของความผัน
แปรของ ลักษณะอันเนอ่ื งมาจากอทิ ธิพลของยนี แบบบวกสะสม โดยมรี ูปแบบสมการท่ัวไปดังนี้
ทีม่ า:พันธุศาสตร์ปรมิ าณกบั การปรับปรุงพนั ธกุ รรมโคนม
https://ag2.kku.ac.th/eLearning/117451/Download/Chapter3_Quanti.pdf
ความแปรปรวนทางพันธกุ รรม
การคำนวณคา่ พันธุกรรมและสภาพแวดล้อมในสัตว์แตล่ ะตวั นั้นเป็นไปได้ยากในการปรับปรุง
พันธุจึงพิจารณาค่าดังกล่าวในรูปของความแปรปรวน (variance) ของลักษณะที่ต้องการศึกษาในแต่
ละประชากร โดยความแปรปรวนของลักษณะปรากฏ (phenotypic variance) ของประชากร
สามารถแจกแจงออกได้เป็นความแปรปรวนที่เกิดจากพันธุกรรม (genotypic variance) ความ
แปรปรวนอันเกิดจากสิ่งแวดล้อม (environmental variance) ค่าความแปรปรวนเหล่านี้สามารถ
คำนวณไดโ้ ดยอาศัยหลักการทางสถติ ิการวางแผน การทดลอง โดยจดกั ารผสมพันธ์ุแบง่ แยกครอบครัว
และวิเคราะห์ความแปรปรวนของลักษณะภายในแต่ละครอบครัว และต่างครอบครัวนั้น (sib
analysis) กลุ่มประชากรท่ีจะพจิ ารณาค่าความแปรปรวนควรจะมีจำนวนต้งั แต่100 ตวั ข้ึนไป (สุภทั รา
, 2544)
คา่ สหสมั พนั ธท์ างพันธกุ รรม (นริ นาม ก, 2550)
สหสัมพันธ์ของลักษณะปรากฏ (Phenotypic correlation) คือ สหสัมพันธ์ระหว่าง
สมรรถภาพการผลิตของ 2 ลักษณะ ซึ่งเกิดขึ้นจากค่าสหสัมพันธ์ทางพันธุกรรม และ สหสัมพันธ์ทาง
ส่ิงแวดลอ้ มเป็นผลสุทธิของทุกยีนและส่ิงแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อลกัษณะท่ีเราสนใจมีค่าได้ท้ังบวกและ
135
ลบสหสัมพันธ์ของพันธุ กรรม (Genetic correlation) คือ สหสัมพันธ์ระหว่างค่าการผสม
พันธ์ุ(Breeding value) ของ 2ลักษณะ เกดิ ขึ้นจากยีนเดยี วควบคุมสองลักษณะ(pleiotropy)และการ
ที่ยีนสองยีนมีตำแหน่งอยู่บนโครโมโซมเดียวกัน(gene linkage)สหสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อม
(Environment correlation) เกิดจากการที่สิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ มีผลต่อการแสดงออกของทั้ง 2
ลักษณะ
และหากจัดให้อยู่ในรปู ทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั อตั ราพนั ธกุ รรม จะได้ว่า
สมการนแ้ี สดงให้เห็นผลร่วมของพนั ธุกรรมและส่ิงแวดล้อมต่อค่าสหสัมพนั ธ์ของลกั ษณะปรากฏ
ถ้าอัตราพันธุกรรมของทั้ง 2 ลักษณะ มีค่าต่าง จะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วค่าสหสัมพันธ์ของลักษณะ
ปรากฏของ ทั้ง 2 ลักษณะมีสาเหตุมาจากสหสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อม ทั้งขนาดและทิศทางของ
สหสัมพันธ์ของ พันธุกรรมไม่สามารถที่จะวัดได้จากค่าสหสัมพันธ์ของลักษณะปรากฏแต่เพียงลำพัง
และแม้ว่า = 0 PxPy r แต่ กส็ ามารถหา A r และ E r ได้
ตารางที่1 อัตราพันธกุ รรมสง่ ผลการเจริญเติบโตตอ่ ความแปรปรวนทางฟโี นไทป์
ลกั ษณะที่ อตั ราพนั ธกุ รรม ความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ อา้ งอิง
ศึกษา (h2)
ADG 0.28 -
FCR 0.29 - Arthur et al.(2001)
FI 0.39 -
ADG 0.35 0.04
FCR 0.37 0.51 Schenkel et al.(2003)
FI 0.44 1.27
ADG 0.21 0.02 Lancaster et
FCR 0.29 1.54 al.(2014)
FI -
-
FCR = feed conversion ratio; FI = daily feed intake; ADG = average daily gain;
(h2) = heritability 2 = phenotypic variance,
136
อตั ราพนั ธกุ รรมส่งผลการเจริญเติบโตโดยเป็นลักษณะคา่ ADG FCR FI มีลักษณะดงั นี้
การเปรียบเทียบอัตราพันธุกรรมค่า ADG FCR FI ที่มีในระดับค่า ต่ำ-ปานกลาง-สูง น้ัน
ตัวอย่างเช่น 0.00-0.20,0.21-0.40,0.41-0.50 โดยในตารางมีลักษณะอัตราพันธุกรรมที่มีเนื้อสันกับ
ไขมันแทรก ตอ่ ผลผลิตน้ำหนักตวั ของสัตว์เคี้ยวเอื้องส่งผลการเจริญเตบิ โตและความแปรปรวนทางฟี
โนไทป์
จากการศึกษาอัตราพันธุกรรมส่งผลการเจริญเติบโตของ (Schenkel et al.(2003) พบว่า
ลักษณะอัตราพันธุกรรม ADG 0.35 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในระดับสูงมากกว่า รายงานของ Arthur et
al.(2001) ทมี่ คี ่าลักษณะอัตราพนั ธุกรรม ADG 0.28 เปอรเ์ ซ็นต์ และมคี า่ ใกล้เคยี งกับ Lancaster et
al.(2014) ค่าลักษณะอัตราพันธุกรรม ADG 0.21 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักเนื้อสันกับไขมันแทรกทีมี
ลักษณะการส่งผลอัตราการเจริญเติบโต/ตัว/วัน ต่อมาค่าลักษณะอัตราพันธุกรรมส่งผลการ
เจรญิ เตบิ โตของ Schenkel et al. (2003) คา่ FCR 0.37 ส่งผลอตั ราพนั ธุกรรมทีใ่ นระดับสูง มากว่า
รายงานของ Arthur et al.(2001)และ Lancaster et al.(2014) ซง้ึ มีลกั ษณะค่าอตั ราพนั ธุกรรม FCR
0.29 และ FCR 0.29 เปอร์เซ็นต์ ทีระดับปานกลาง ต่อน้ำหนักเนื้อสันกับไขมันแทรก เนื่องมาจาก
เปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อส่งผลการเจิญเติบโต ต่อมาค่าลักษณะอัตราพันธุกรรมส่งผลการเจริญเติบโต
ของ Schenkel et al. (2003) ค่า FI 0.44 ส่งผลอัตราพันธุกรรมที่ในระดับสูง มากว่า รายงานของ
Arthur et al.(2001)และ Lancaster et al.(2014) ที่มีค่าอัตราพันธุกรรม FI 0.39 และ ไม่มีค่า
อัตราพันธุกรรม FI 0.00 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักเนื้อสันกับไขมันแทรก อัตราการแลกและการ
เจริญเติบโต ต่อมาลักษณะอัตราพันธุกรรมมีผลกระทบความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ ของ Schenkel
et al. (2003) พบว่า ความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ ลักษณะ ค่า ADG 0.04 ที่ในระดับ ต่ำ และมีค่า
ใกล้เคยี งกบั Lancaster et al. (2014) ลกั ษณะคา่ ADG 0.02 และ Arthur et al.(2001) ADG 0.00
เปอร์เซ็นต์ ส่งผลกระทบความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ ต่อน้ำหนักเนื้อสันกับไขมันแทรก ต่อมา
ลักษณะอัตราพันธุกรรมมีผลกระทบความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ ของ Schenkel et al.(2003)
พบว่า ความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ ลักษณะ ค่า FCR 0.52 ที่ในระดับสูงกว่า Lancaster et
al.(2014) มีค่าความแปรปรวนใกล้เคียง FCR 1.54 และ Arthur et al.(2001) FCR 0.00 เปอร์เซ็นต์
ส่งผลกระทบความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ ต่อน้ำหนักเนื้อสันกับไขมันแทรก ต่อมาลักษณะอัตรา
พันธุกรรมมีผลกระทบความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ ของ Schenkel et al.(2003) พบว่า ความ
แปรปรวนทางฟีโนไทป์ ค่า FI 1.27 ที่ในระดับสูงกว่า และรายงาน Arthur,et al.(2001)ไม่มี
137
ผลกระทบ ค่า FI 0.00 กับ Lancaster et al.(2014)ไม่มีผลกระทบค่า FI 0.00 เปอร์เซ็นต์ ส่งผล
กระทบความแปรปรวนทางฟีโนไทป์ ต่อนำ้ หนกั เน้อื สันกับไขมันแทรก ในทงั้ 3 กลมุ่
ตารางที่ 2 คา่ สหสมั พันธท์ างพนั ธุกรรมและอัตราพนั ธุกรรมของโคเนื้อ
ลกั ษณะทศี่ กึ ษา CWT REA MBS เอกสารอ้างองิ
CWT - 0.89 ± 0.81 0.38 ± 0.48
REA 0.48 ±0.04 - -0.09 ± 0.87 โญตกิ าและคณะ
(2559)
MBS 0.02 ± 0.03 -0.09 ± 0.05 -
ลักษณะทศ่ี ึกษา LMA BF RF เอกสารอ้างอิง
LMA 0.33 ± 0.03 0.25 ± 0.07 0.12 ± 0.07
BF 0.19 ± 0.01 0.24 ± 0.02 0.68 ± 0.04 Gordo et al. (2012)
RF 0.17 ± 0.01 0.52 ± 0.01 0.28 ± 0.03
ลักษณะทศี่ ึกษา CWT LMA BFT เอกสารอา้ งองิ
CWT - 0.52 ± 0.08 0.12 ± 0.10
LMA 0.52 ± 0.01 - -0.30 ± 0.09 Choi et al. (2015)
BFT 0.27 ± 0.01 0.00 ± 0.02 -
CWT = carcass weight, REA = ribeye area and MBS = marbling score LMA = LM area;
BF,= backfat thickness; RF = rump fat thickness ; BFT: backfat thickness
จากการศึกษาค่าสหัสหสัมพันธ์ของลักษณะปรากฏของ โญติกาและคณะ(2559) พบว่า มี
ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างลักษณะน้ำหนักซากในระดับสูง (CWT) กับพื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน (REA)
0.89 และคะแนนไขมันแทรกมี (MBS) 0.38 ในระหวา่ ง น้ำหนักซากกับพน้ื ท่หี น้าตดั เนื้อสันและไขมัน
แทรก นน้ั หมายความว่าคา่ สหสัมพันธ์ของลักษณะปรากฏของโคเน้ือ มีความเปน็ ไปในทิศทางเดียวกัน
ถัดมามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างลักษณะพื้นที่หน้าตัดเนื้อสันในระดับสูง (REA) กับน้ำหนักซาก
(CWT) 0.48 แตไ่ ขมนั แทรกมีลักษณะความสมั พนั ธ์เชิงลบในระดบั ต่ำ (MBS) -0.09 น้นั หมายความว่า
ค่าสหัสหสมั พันธ์ของลักษณะปรากฏของโคเนื้อ มีลกั ษณะความสัมพันธเ์ ชิงบวกและความสัมพันธ์เชิง
ลบ จึงไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถัดมาลักษณะไขมันแทรก MBS กับ น้ำหนักซาก CWT 0.02 มี
ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำ และพื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน REA -0.09 แต่มีความสัมพันธ์เชิงลบ น้ัน
หมายความว่า ค่าสหัสหสัมพันธ์ของลักษณะปรากฏของโคเนื้อ จึงไม่เป็นใปในทิศทางเดียวกัน ซึ่ง
สอดคลอ้ ดกบั รายงานของเขา (โญตกิ าและคณะ(2559)
138
ตารางท่ี 3 คา่ สหสัมพนั ธท์ างพันธกุ รรมสง่ ผลอัตราพนั ธกุ รรมของโคเนอ้ื
ลกั ษณะท่ี LMA BF RF
ศกึ ษา 0.25 ± 0.07 0.12 ± 0.07
0.24 ± 0.02 0.68 ± 0.04
LMA 0.33 ± 0.03 0.52 ± 0.01 0.28 ± 0.03
BF 0.19 ± 0.01
RF 0.17 ± 0.01
ท่ีมา : Gordo et al. (2012)
จากการศึกษาค่าสหสัมพันธ์ทางพันธุกรรมส่งผลอัตราพันธุกรรมของโคเนื้อของ Gordo et
al.(2012)พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างลักษณะน้ำหนักซากในระดับปานกลาง (LMA) 0.33
และมีค่าใกล้เคียง พื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน (BF) 0.89 และไขมันแทรกมี (RF) 0.38 ในระหว่างน้ำหนัก
ซากกบั พนื้ ทหี่ นา้ ตดั เนื้อสันและไขมันแทรก น้นั หมายความวา่ ค่าสหสัมพันธ์ทางพันธกุ รรมส่งผลอัตรา
พันธกุ รรมของโคเนื้อ มีความเปน็ ไปในทางทิศเดียวกัน ในระหวา่ ง พ้ืนทหี น้าตัดเนอ้ื สันกับไขมันแทรก
และไขมันสันหลัง ถัดมามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างพื้นทีหน้าตัดเนื้อสัน (BF) กับน้ำหนักซาก
(LMA) 0.19 ต่อมาพื้นทีหน้าตัดเนื้อสัน(BF) 0.24 และพื้นทีหน้าตัดเนื้อสัน (BF) กับไขมันแทรก (RF)
0.68 ในระหว่างนำ้ หนักซากกบั พื้นที่หน้าตัดเนื้อสันและไขมันแทรก นั้นหมายความว่า ค่าสหสัมพันธ์
ทางพันธุกรรมส่งผลอัตราพันธุกรรมของโคเนื้อ เป็นไปในทางทิศเดียวกัน ถัดมามีความสัมพันธ์เชิง
บวกระหว่างไขมันแทรก ในระดับต่ำ (RF)กับน้ำหนักซาก (LMA) 0.17 ไขมันแทรก กับ พื้นที่หน้าตัด
เนื้อสัน (BF) 0.52 และไขมันแทรก (RF) 0.28 นั้นหมายความวา่ สหสัมพันธ์ทางพันธุกรรมสง่ ผลอตั รา
พันธุกรรมของโคเนื้อ เป็นไปในทางทิศเดียวกัน ในระหว่างน้ำหนักซากกับพื้นทีหน้าตัดเนื้อสันและ
ไขมนั แทรก ซึง่ สอดคล้อดกบั รายงานของเขา Gordo et al.(2012)
จากการศึกษาค่าสหัสหสัมพันธ์ของลักษณะปรากฏของ Choi et al.( 2015) พบว่า มี
ความสมั พนั ธเ์ ชงิ บวกระหว่างนำ้ หนกั ซากในระดับสูง CWT กบั พนื้ ทห่ี น้าตัดเน้ือสนั LMA 0.52 และ
ไขมันแทรก BFT 0.12 นั้นหมายความว่า ค่าสหัสหสัมพันธ์ของลักษณะปรากฏ เป็นไปในทางทิศ
เดียวกัน ในระหว่าง น้ำหนักซากกับพื้นทีหน้าตัดเนื้อสันและไขมันแทรก ถัดมามีความสัมพันธ์เชิง
บวกระหว่างพื้นที่หน้าตัดเนื้อสันในระดับสูง (LMA) กับ น้ำหนักซาก (CWT) 0.52 และไขมันแทรก
(BFT) 0.30 นั้นหมายความว่า ค่าสหัสหสัมพันธ์ของลักษณะปรากฏของโคเนื้อ ไม่เป็นไปในทางทิศ
เดียวกัน ในระหว่างน้ำหนกั ซากกบั พ้ืนทีหน้าตดั เนื้อสนั และไขมันแทรก ถัดมามีความสัมพันธเ์ ชิงบวก
ระหว่างไขมันแทรกในระดับปานกลาง (BFT)กับน้ำหนักซาก (CWT) 0.27 และ พื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน
139
(LMA) 0.00 นั้นหมายความว่า ค่าสหัสหสัมพันธ์ของลักษณะปรากฏของโคเนื้อ เป็นไปในทางทิศ
เดียวกัน ในระหว่างนำ้ หนักซากกับพ้ืนทหี น้าตัดเนื้อสันและไขมันแทรก ซึ่งสอดคล้อดกับรายงานของ
เขา Choi et al.( 2015)
ตารางท่ี 4 ความสมั พนั ธ์ทางพันธกุ รรม (± SE) ของลกั ษณะการเจริญเติบโตกับลกั ษณะซาก
Genetic correlations (± SE) of growth traits with carcass traits
ลกั ษณะที่ศกึ ษา HCW FAT REA เอกสารอ้างอิง
BWT 0.39 ± 0.08 –0.21 ± 0.08 0.21 ± 0.08
WT205 0.79 ± 0.05 0.30 ± 0.10 0.19 ± 0.10 Crews et al. (2004)
PWG 0.49 ± 0.13 0.21 ± 0.14 0.38 ± 0.13
ลักษณะที่ศกึ ษา CWT YI YG เอกสารอ้างอิง
CWT - –0.35±0.005 0.09±0.006
YI –- –0.80±0.002 Do et al. (2016)
0.18±0.056
YG – –0.95±0.009 -
0.09±0.063
ลักษณะที่ศึกษา CWT P8c RIB เอกสารอ้างองิ
CWT - 0.30 (±0.15) 0.47 (±0.16)
P8c 0.16 - 0.55 (±0.15) WolcottA et al. (2009)
RIB 0.19 0.21 -
BWT = adjusted birth weight; WT205 = adjusted 205-d weaning weig PWG = adjusted
post-weaning gain; HCW = adjusted hot carcass weight; FAT = adjusted average REA =
adjust ed carcass longissimus muscle area; CWT = carcass weight YI = Yield index YG =
Yield grade P8 c = P8 fat depth (measured in mm at the intersection of a line parallel
to the spine, from the tuber ischium, and a line perpendicular to it, from the spinous
process of the third sacral vertebra). Measured by abattoir staff on hot left sides (before
entering the chiller). RIB = Cold rib fat depth (mm). Measured at the 12/13th or
10th/11th rib quartering site of left sides, medially, one-quarter of the way from the
lateral boundary of the eye muscle. Assessed by MSA certified graders.
140
จากการศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (± SE) ของลักษณะการเจริญเติบโตกับลักษณะ
ซากของCrews et al.(2004) พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างลักษณะน้ำหนักซาก (BWT)กับ
พื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน (HCW) 0.39 และไขมันแทรก (REA) 0.21 เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในคณะ
เดียวกนั มคี วามสัมพันธเ์ ชงิ ลบระหว่างไขมันแทรก (FAT) -0.21 เปอรเ์ ซ็นต์ ไม่เป็นไปทางทิศเดยี วกัน
ในระหว่างน้ำหนักซากกับพื้นที่หน้าตัดเนื้อสันและไขมันแทรก ถัดมามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่าง
ลักษณะพื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน (WT205) กับ น้ำหนักซาก (HCM) 0.79 และไขมันแทรก (REA)กับ
(REA) 0.21 กับ 0.19 เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในระหว่างน้ำหนักซากกับพื้นที่หน้าตัดเนื้อสันและ
ไขมันแทรก ถัดมามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างลักษณะพ้ืนทีห่ น้าตัดเนือ้ สนั PWG กับ น้ำหนักซาก
HCW 0.49 กับไขมันแทรก FAT และ REA 0.38 เป็นไปทางทิศเดียวกัน ในระหว่างน้ำหนักซากกับ
พน้ื ทีห่ น้าตดั เน้อื สันและไขมันแทรก
จากการศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (± SE) ของลักษณะการเจริญเติบโตกับลักษณะ
ซากของ Do et al. (2016) พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างลักษณะน้ำหนักซาก (CWT)กับ
พื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน (YI) -0.35 และไขมันแทรก CP 0.09 ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในระหว่าง
น้ำหนักซากกับพื้นที่หน้าตัดเนื้อสันและไขมันแทรก ถัดมาพบว่า มีความสัมพันธ์เชิงลบระหว่าง
ลักษณะพื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน YI กับน้ำหนักซาก CWT-0.18 และ ไขมันแทรก YG -0.80 เป็นไปใน
ทิศทางเดียวกัน ในระหว่างน้ำหนักซากกับพื้นที่หน้าตัดเนื้อสันและไขมันแทรก ถัดมามีความสัมพันธ์
เชิงลบระหว่างลักษณะไขมันแทรก YG กับ น้ำหนักซาก CWT -0.09 และพื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน YI -
0.95 เปน็ ไปในทิศทางเดยี วกัน ในระหวา่ งน้ำหนักซากกับพ้นื ทหี่ นา้ ตดั เน้อื สนั และไขมนั แทรก
จากการศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (±SE) ของลักษณะการเจริญเติบโตกับลักษณะ
ซากของWolcottA et al. (2009) พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างลักษณะน้ำหนักซาก CWT
กับพื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน P8c 0.30 และไขมันแทรก RIB 0.47 เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในระหว่าง
น้ำหนักซากกับพื้นที่หน้าตัดเนื้อสันและไขมันแทรก ถัดมามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างลักษณะ
พื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน P8c กับน้ำหนักซาก CWT 0.16 และไขมันแทรก RIB 0.55 เป็นไปในทิศทาง
เดียวกัน ในระหว่างน้ำหนักซากกับพื้นที่หน้าตัดเนื้อสันและไขมันแทรก ถัดมามีความสัมพันธ์เชิงบวก
ระหว่างลักษณะไขมันแทรก RIB กับ น้ำหนักซาก CWT 0.19 และพื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน P8c 0.21
เปน็ ไปในทิศทางเดยี วกนั ในระหว่างนำ้ หนกั ซากกับพืน้ ทหี่ นา้ ตดั เนื้อสันและไขมันแทรก
141
สรปุ ผล
อัตราพันธุกรรมสำหรับลักษณะน้ำหนักซากกับพื้นที่หน้าตัดเนื้อสันและไขมันแทรกมีความ
เกี่ยวข้องกับสหสัมพันธ์ปรากฏ เป็นไปในทางทิศทางเดียวกัน มีความสัมพันธ์เชิงบวกมากว่าความ
สมั พันเชิงลบ แต่มผี ลกระทบตอ่ ความแปรปรวนทางฟโี นไทป์ของอัตราพันธุกรรมโคเน้ือ
142
เอกสารอา้ งอิง
พันธุศาสตร์ปรมิ าณกบั การปรบั ปรงุ พนั ธกุ รรมโคนม
https://ag2.kku.ac.th/eLearning/117451/Download/Chapter3_Quanti.pdf
นิรนาม ก, (2550) คา่ สหสัมพันธ์ทางพันธุกรรม เขา้ ถงึ เมอื่ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559
http://www.agri.ubu.ac.th/~suralee/Parameter_est3_1.pdf
สุภทรั า อไุ รวรรณ( 2544) กรมประมง สถาบนัวจยิ แั ละพัฒนาพันธกุ รรมสัตวนำ้
โญติกา สมถวิล, พรรณวดี โสพรรณรัตน์, อัจฉรา ขยันและสุรชัย เปี่ยมคล้า (2559) การวิเคราะห์
หลายลักษณะ ของลักษณะซากบางลักษณะในโคเนื้อลกผสมระหว่างพันธุ์พื้นเมืองไทย
บราหม์ ัน และชารโ์ รเลส การประชุมทางวิชาการของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 55
Schenkel F. S., S. P. Miller, and J. W. Wilton (2003) Genetic parameters and breed
differences for feed
efficiency, growth, and body composition traits of young beef bulls CGIL,
Department of Animal and Poultry Science, University of Guelph, Guelph,
Ontario, Canada N1G 2W1 Received 6 September 2003, accepted 3 December
2003.
Arthur, J. A. Archer, D. J. Johnston, R. M. Herd, E. C. Richardson, and P. F. Parnell (2001)
Genetic and phenotypic variance and covariance components for feed
intake, feed efficiency, and other postweaning traits in Angus cattle * NSW
Agriculture, Agricultural Research Centre, Trangie, NSW 2 8 2 3 , Australia and
†Animal Genetics andBreeding Unit6 , University of New England, Armidale,
NSW 2351, Australia J. Anim. Sci. 2001. 79:2805–2811
WolcottA M. L., B,E, D. J. JohnstonA,B, S. A. Barwick A,B, C. L. IkerA,B, J. M.
ThompsonA,Cand H. M. BurrowA,D(2009) Genetics of meat quality and
carcass traits and the impact of tenderstretching in two tropical beef
genotypes
Gordo D. G. M, F. Baldi, R. B. Lôbo, W. Koury Filho, R. D. Sainz and L. G. Albuquerque
(2012) Genetic association between body composition measured by
ultrasound and visual scores in Brazilian Nelore cattle JOURNAL OF
ANIMAL SCTENCE J. Anim. Sci. 2012.90:4223–4229 doi:10.2527/jas2011-3935
143
Choi T. J., M. Alam, C. I. Cho, J. G. Lee, B. Park, S. Kim, Y. Koo, and S. H. Roh (2015)
Genetic parameters for yearling weight, carcass traits, and primal-cut
yields of Hanwoo cattle Animal Breeding and Genetics Division, National
Institute of Animal Science, Rural Development Administration (RDA), 114
Shinbang 1-gil, Seobuk-gu, Cheonan, Republic of Korea, 331-801; Korea
Animal Improvement Association, Seocho 3-dong 1516-5 Seocho 3-dong,
Seocho-gu, Seoul, Republic of Korea, 137-871; ‡Hanwoo Improvement
Center, National Agricultural Cooperative Federation, 691 Heunlo, Unsan,
Seosan, Republic of Korea, 356-831
Crews D. H., Jr., M. Lowerison, N. Caron, and R. A. Kemp 2 0 0 4 Genetic parameters
among growth and carcass traits of Canadian Charolais cattle 1Agriculture and
Agri-Food Canada Research Centre, Lethbridge, Alberta, Canada T1 J
4B1;2Canadian Charolais Association, Calgary, Alberta, Canada T2E 6W8; 3The
Semex Alliance, St. Hyacinthe,Quebec, Canada J2 S 7 B8 ; 4 RAK Genetic
Consulting, Ltd., Lethbridge, Alberta, Canada T1 K 6 A9 . AAFC-LRC manuscript
number 38704007, received 1 April 204, accepted 25 June 2004.
ChangHee Do, and HyungJun Song 2016 Genetic Parameter Estimates of Carcass Traits
under National Scale Breeding Scheme for Beef Cattle Asian Australas. J. Anim.
Sci.Vol. 29, No.8: 1083-1094 August 2016
144
สมั มนาระดบั ปริญญาตรสี าขาสัตวศาสตร์
เร่ือง
การสร้างแปลงพชื อาหารสตั วท์ ่เี หมาะสมต่อปริมาณและคุณภาพของพืชอาหารสัตว์
โดย
นาย สทิ ธิชยั ยิ่งทนุ ดี
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน วทิ ยาเขตสรุ ินทร์
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
บทคดั ยอ่
การสร้างแปลงพืชอาหารสัตว์มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของสัตว์เคี้ยว
เอื้องนอกเหนือจากลักษณะสายพันธ์ุทีด่ ีแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของอาหารที่สัตว์ไดร้ ับ
การปลูกหญ้าอาหารสัตว์จึงต้องมีการจัดการที่ดี สภาพพื้นที่ต้องมีความเหมาะสมต่อสายพันธุ์หญ้าที่
จะปลูก ให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพดี จากกการศึกษาพบว่า หญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) ให้ผลผลิต
สูงสุด อายุการตัดท่ีเหมาะสมเฉล่ียอยู่ที่ 45 วัน การเลือกพื้นทีป่ ลูกหญ้าอาหารสัตว์ที่เหมาะสม พื้นท่ี
ราบลุ่มไดแ้ ก่ หญ้าขน พื้นที่ดอน ไดแ้ ก่ หญา้ เนเปียร์ และพนื้ ท่จี ำกดั ไดแ้ ก่ หญ้าเนเปียร์ การใช้ปุ๋ยจาก
มูลสัตว์สามารถใช้ได้ดีกว่าปุ๋ยเคมีโดยเฉพาะปุ๋ยมูลแพะ ดังนั้นการสร้างแปลงพืชอาหารสัตว์จึงต้อง
คำนึงถึงความเหมาะสมทางด้าน สภาพพื้นที่ สายพันธุ์หญ้า แหล่งน้ำ อายุการเก็บเกี่ยว และปุ๋ยท่ี
เหมาะสมตอ่ พืชอาหารสัตว์
คำสำคญั : หญ้าอาหารสตั ว์ อายุการตดั ผลผลติ ปุ๋ยมลู สตั ว์ ปยุ๋ เคมี
145
บทนำ
การเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของสัตว์เคี้ยวเอื้อง นอกเหนือจากลักษณะทางพันธุ์กรรมที่ดี
แล้วยังขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพอาหารสัตว์ที่ได้รับ โดยเฉพาะอาหารหยาบซึ่งเป็นอาหารหลัก
ของสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยอาหารหยาบที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ หญ้า ถั่ว และ ผลพลอยได้ทาง
การเกษตร เช่น ฟางข้าว ต้นข้าวโพด เปลือกข้าวโพด ซังข้าวโพด เปลือกสับปะรด ยอดอ้อย และ ใบ
มันสัปปะหลัง เป็นต้น และในปัจจุบัน นิยมปลูกสร้างแปลงหญ้ามากขึ้น โดยหญ้าที่นิยมปลูกเพื่อใช้
เล้ียงสัตว์ ได้แก่ หญา้ กนิ นี หญ้ารซู ี่ หญ้าขน และ หญา้ เนเปียร์ (สุภาพรรณ เพ็งเพชร, 2555) อย่างไร
ก็ตามเกษตรกรส่วนใหญ่จะออกไปหาพืชอาหารสัตว์ตามขา้ งถนนหรือเป็นที่รถร้างเพื่อนำมาใช้ในการ
เลี้ยงสัตว์ ซึ่งอาหารหสัตว์ที่ได้มานี้ มักขาดแคลนในช่วงฤดูร้อนโดยเฉพาะในเดือน เมษายนของทุกปี
ซึ่งความต้องการพืชยังคงมีเท่าเดิม ในขณะพืชอาหารสัตว์ที่ข้ึนตามธรรมชาติกลับมีน้อยลง เนื่องจาก
ขาดน้ำทำให้พชื อาหารสตั ว์ตาย หรือการเจริญเติบโตช้าไมเ่ พียงพอต่อความต้องการของสัตว์ ในขณะ
ที่จำนวนประชากรสัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยงกลับมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเกษตรกรบางส่วนได้ทำแปลงปลูก
พืชอาหารสัตว์ไว้ในพื้นที่ของตนเองเพื่อเป็นแหล่งอาหารหยาบและมีใช้ในการเลี้ยงให้เกิดปริมาณ
เพียงพอในช่วงฤดูร้อน (ศรัณย์พงศ์ และคณะ,2563) หญ้าเนเปียร์ (Napier grass) เป็นหญ้าท่ี
เจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตต่อไร่และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นแหล่งอาหาร
หยาบของสัตว์เคย้ี วเอื้อง เช่น หญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) (ไกรลาศ และคณะ, 2556) การปลูกหญ้าใน
พื้นที่มีระบบชลประทานจะตัดได้ปีละ 5-6 ครั้ง ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งประมาณ 10-12 ตัน/ไร่/ปี
(จริ วรรณ, 2559) มวี ตั ถแุ ห้ง(DM) 17.3-18.3% และโปรตีน(CP) 10.6-12.6% ทั้งนีก้ ารใหผ้ ลผลิตของ
หญ้ามีปัจจัยหลายด้านทีเ่ กี่ยวข้อง เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปริมาณการให้น้ำ และ ระยะเวลา
การตดั เป็นต้น (กานดา และคณะ, 2538) ในประเทศไทยพบว่ามดี ินลกั ษณะไมเ่ หมาะสมต่อการปลูก
พืชผลเศรษฐกิจ เช่น ดินลูกรัง (Lateritic soil) พบการกระจายตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ถึง
รอ้ ยละ 62 ของพ้ืนท่ีดินลูกรังทั้งประเทศ มีปรมิ าณเน้ือดนิ น้อยและธาตุอาหารพืชต่ำ มีลูกรังหรือเศษ
หินปะปนในระดับความลึกบริเวณการเจริญเติบโตของรากพืช (วิมลนันทน์ และคณะ, 2561) ดังน้ัน
การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อคึกษาการสร้างแปลงพืชอาหารสัตว์ที่เหมาะสมต่อปริมาณและ
คณุ ภาพของพืชอาหารสัตว์ เพอ่ื เปน็ แนวทางในการเลอื กพน้ื ท่ปี ลกู หญ้าท่ีเหมาะสม การใหผ้ ลผลิตของ
หญ้าที่มีคุณภาพทดี่ ี
146
ความสำคัญของพชื อาหารสัตว์
การสร้างแปลงหญ้า ปัจจุบันการสร้างแปลงหญ้าในประเทศไทยส่วนใหญ่มีความสำคัญอย่าง
มากในฟาร์มที่มีการเลี้ยงโคนมและโคขุนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยงค่อนข้างจำกัด ดังน้ัน
หญ้าที่ใช้ปลูกจึงควรเป็นหญ้าที่ให้ผลผลิตมากและมีคุณภาพสูง (กอบแก้ว, 2535) ในการผลิตหญ้า
อาหารสัตว์ยุคใหม่ จึงต้องมีการใช้พืชอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพดีให้ผลผลิตสูงเพื่อตอบสนองความ
ต้องการของเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์ค่อนข้างจำกัด
แต่เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีในการจัดการเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้ได้ผลผลิตสูงสุด (สุ
นารี, 2560) การเตรียมดิน ควรเริ่มไถช่วงต้นฤดูฝนในเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคมเมื่อดินมี
ความชื้นพอเพียง เมื่อหน้าดินมีความชื้นควรไถพรวนดินให้มีความลึก50เซนติเมตร หากในแปลงมี
วัชพชื มากตอ้ งไถดินซ้ำอีกคร้ัง ต้องนำวัชพชื ออกจากแปลงให้หมดเพื่อไม่ให้วชั พืชกลับมาเจริญเติบโต
ซ้ำ การคราดดิน คือการทำให้หน้าดินมีความเรียบ ในการเตรียมดินทุกครั้งควรทำหน้าดินให้เรียบ
พอสมควร (กรมปศุสัตว์, 2552) การปลูกหญ้า เกษตรกรต้องมียุทธศาสตร์ที่สมดุลในการจัดการ
เกีย่ วกับผลผลิตคุณค่าทางอาหารและพืชอาหารสตั วใ์ หเ้ พยี งพอ เชน่ ในเขตร้อนมกั มีฝนตกชกุ และเกิด
สภาวะน้ำท่วมขัง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกพันธ์ุหญ้าที่ทนต่อน้ำท่วมขังได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำ
ท่วมขังและความอุดมสมบูรณ์ต่ำจึงต้องใช้พันธุ์หญ้าที่เหมะสมคือ หญ้าขน,หญ้าเนเปียร์ เป็นต้น
(อิทธิพล และคณะ, 2538) ปัจจัยที่มีผลต่อการงอกประกอบด้วยน้ำ อุณหภูมิ และออกซิเจน (จวง
จนั ทร์, 2529) การดูแลแปลงหญ้า ควรกำจดั วชั พชื ในระยะ 3-4 สปั ดาห์ และ กำจดั วชั พืชหลังจากนั้น
อีก 2 เดือน ถ้าปลูกแปลงหญ้าเป็นแถว ควรกำจัดวัชพืชโดยการใช้จอบถากหรือในพื้นที่ปลูกหญ้า
ขนาดใหญค่ วรใช้รถแทรกเตอร์ไถพรวนดนิ ระหวา่ งแถว การกำจดั วชั พชื ควรทำขณะทด่ี ินแห้ง เพ่ือให้
วัชพืชตายง่ายขึ้น และควรกำจัดก่อนที่วัชพืชจะออกดอกและผลิตเมล็ด ไม่ควรใช้สารกำจัดวัชพืชใน
แปลงหญ้า เพราะจะเป็นอันตรายต่อสัตว์ หลังปลูกพืชอาหารสัตว์ ควรให้น้ำในปริมาณที่เหมาะสม
และในชว่ งฤดูแล้ง ควรใหน้ ้ำ 7 วนั /ครัง้ (กรมปศุสัตว์, 2552) การใชป้ ยุ๋ การเพมิ่ ผลผลติ พชื น้นั นบั เป็น
ปัจจัยที่สำคัญยิ่ง อย่างไรก็ตาม การให้ธาตุอาหารแก่พืชหากมีความเข้มข้นเกินระดับที่เหมาะสมอาจ
ทำให้ผลผลิตพืชมีการตอสนองแบบลดน้อยถอยลง (ยงยุทธ และคณะ, 2551) หญ้าเขตร้อนชนิดต่างๆ
จะมผี ลผลติ แห้งเพ่มิ ขน้ึ เม่ือมีการใสป่ ยุ๋ ไนโตรเจนเพม่ิ ขึ้น (ศศิธร และคณะ, 2541) สภาพดิน keba et
al. (2013) รายงานวา่ ปัจจัยที่สง่ ผลต่อคุณภาพทางโภชนะของพชื อาหารสัตว์ไดแ้ ก่ ฤดูกาลที่ปลูกและ
การเก็บเก่ียว สายพันธุ์ของหญ้าและความสมบูรณข์ องดนิ
147
การสรา้ งแปลงพืชอาหารสตั ว์ท่ีเหมาะสมตอ่ ปริมาณและคุณภาพของพืชอาหารสัตว์
1. ผลผลิตของพชื อาหารสัตว์แตล่ ะชนิด
นวร และคณะ (2562) ศึกษาการปลูกหญ้า เนเปียร์ (ยักษ์) เนเปียร์ (สีม่วง) เนเปียร์ (ปาก
ช่อง 1) พบว่า การตัดครั้งท่ี 1 ท่อี ายุ (80วนั ) หญา้ เนเปยี ร์ (ยักษ)์ และ หญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) ให้
ผลผลิตน้ำหนักสดและน้ำหนักแห้ง สูงกว่า หญ้าเนเปียร์ (สีม่วง) ในขณะเดียวกัน การตัดครั้งที่ 2 ท่ี
อายุ (60วนั ) พบว่า หญ้าเนเปยี ร์ (ยักษ์) ใหผ้ ลผลิตน้ำหนักสดและน้ำหนักแหง้ สูงกวา่ หญ้าเนเปียร์ (สี
ม่วง) และ หญ้าเนเปียร์ (ปากชอ่ ง 1) ใหผ้ ลผลิตนำ้ หนักสด สูงกวา่ หญ้าเนเปียร์ (สีม่วง) ศรัญพงษ์ และ
คณะ (2563) ศึกษาการปลูกหญ้ารูซี่ หญ้ากินนีมอมบาซา หญ้ามูลาโต้ 2 ที่อายุการตัดที่ (45วัน)
พบว่า หญ้ากินนีมอมบาชา หญ้ามูลาโต 2 ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งสูงกว่า หญ้ารูซี่ ในขณะเดียวกัน
หญ้ารูซี่ ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งเพียง 170.80 กิโลกรัม ต่อไร่ วีรสิทธิ์ แสวงเจริญ (2560) ศึกษาการ
ปลูกหญา้ เนเปยี ร์ (ปากชอ่ ง 1) พบวา่ การตัดคร้งั ท่ี3 ทอี่ ายุการตดั (45วัน) หญา้ เนเปยี ร์ (ปากช่อง 1)
ให้ผลผลิต น้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งสูงกว่า การตัดครั้งที่2 ที่อายุการตัด (35วัน) และ การตัดครั้ง
ท1่ี ท่อี ายุการตัด (25วนั ) นพ และคณะ (2562) ศึกษาการปลกู หญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) พบว่า ช่วง
อายกุ ารตดั ท่ี (45วัน) หญา้ เนเปียร์ (ปากชอ่ ง 1) ให้ผลผลลติ น้ำหนักแหง้ เพยี ง 778.07 กิโลกรมั ต่อไร่
(ตารางท่ี 1)
ตารางที่ 1 ผลผลิตของพืชอาหารสตั วแ์ ตล่ ะชนิด
แหล่งท่ีมา ชนิดหญา้ อายุการตดั /วัน นำ้ หนกั สด น้ำหนักแหง้
กก./ไร่ กก./ไร่
นรวร 1) เนเปียร์ (ยกั ษ์) ตัดครั้งท่ี 1 (80วัน) 7,048.9a 1,390.9a
และคณะ 2) เนเปียร์ (สมี ว่ ง) ตดั ครง้ั ท่ี 1 (80วนั ) 6,551.1b 1255.1b
(2562) 3) เนเปยี ร์ (ปากช่อง 1) ตัดครงั้ ที่ 1 (80วัน) 7,061.3a 1,379.8a
1) เนเปียร์ (ยกั ษ)์ ตดั ครั้งที่ 2 (60วนั ) 6,746.7a 1,677.9a
2) เนเปียร์ (สมี ่วง) ตัดครง้ั ท่ี 2 (60วัน) 5,466.7b 1,292.2b
3) เนเปียร์ (ปากช่อง 1) ตัดครัง้ ท่ี 2 (60วัน) 6,604.4a 1,333.4b
ศรณั ย์พงศ์ 1) รูซี่ (45วัน) - 170.80
และคณะ 2) กินนีมอมบาซา (45วนั ) - 241.58
(2563) 3) มลู าโต้ 2 (45วัน) - 218.76
148
วรี สทิ ธ์ิ 1) เนเปยี ร์ (ปากชอ่ ง 1) ตัดครั้งที่ 1 (25วัน) 2,407c 381c
แสวงเจรญิ ตัดครั้งท่ี 2 (35วนั ) 5,598b 1,077b
(2560) ตัดครงั้ ที่ 3 (45วนั ) 7,806a 1,701a
นพ ทอ่ นพันธ์สุ ด (45วัน) - 778.07a
และคณะ หญา้ เนเปียร์
(2562) (ปากชอ่ ง 1)
2. ปรมิ าณ ใบ ลำต้น ของหญา้ แต่ละชนิด
วีรสิทธิ์ แสวงเจริญ (2560) ศึกษาการปลูกหญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) พบว่า อายุการตัดคร้ัง
ท่ี3 ที่อายุการตัด (45วัน) พบว่า ผลผลิตน้ำหนักสดของใบ น้ำหนักสดของลำต้น น้ำหนักแห้งของใบ
น้ำหนักแห้งของลำต้น ให้ผลผลิตเหมือนกันและสูงกว่า ที่อายุการตัดครั้งท่ี2 ที่อายุการตัด (35วัน)
และ ที่อายุการตัดครั้งท่ี1 ที่อายุการตัด (25วัน) ศรัณย์พงศ์ และคณะ (2563) ศึกษาการปลูกหญ้ารซู ี่
หญ้ากินนีมอมบาซา หญ้ามูลาโต้2 พบว่า หญ้ากินนีมอมบาซา มีความสูงของลำต้นสูงสุดที่ 81.61
เซนตเิ มตร ในขณะเดียวกัน หญ้ารูซแ่ี ละหญ้ามูลาโต้2 มคี วามสูงของลำตน้ ที่ไกล้เคยี งกนั กบั รูซ่ี 49.33
เซนติเมตร มูลาโต้2 40.97 เซนติเมตร นพ และคณะ (2562) ศึกษาการปลูกหญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง
1) ในช่วงอายกุ ารตดั ท่ี (45วัน) พบว่าการใชท้ อ่ นพันธ์สุ ด หญา้ เนเปยี ร์ (ปากชอ่ ง 1) มีความสูงของลำ
ต้น 157.27 เซนติเมตร สุรีมาตร แสงวนิตย์ และ สมยศ เดชภิรัตนมงคล (2559) ศึกษาการปลกู หญา้
หวาน ในช่วงอายุการตัดที่ (120วัน) พบว่า ความสูงของตน้ หญ้าหวานมีความสงู ถึง 36.95 เซนติเมตร
น้ำหนักแห้งของใบมีปริมาณ 5.06 กรัมต่อต้น และมีน้ำหนักแห้งของลำต้นปริมาณ 8.83 กรัมต่อต้น
(ตารางท่ี 2)
149
ตารางที่ 2 ปริมาณ ใบ ลำต้น ของหญา้ แตล่ ะชนิด
แหล่งที่มา ชนิดหญ้า อายุการ นำ้ หนกั นำ้ หนัก น้ำหนกั นำ้ หนัก ความ
ตัด/วนั สดของ สดของลำ แห้งของ แหง้ สงู
วรี สทิ ธ์ิ 1) เนเปยี ร์ ต้น กก./ ใบ กก./ ของลำ ของ
แสวงเจรญิ (ปากชอ่ ง ตดั ครงั้ ท่ี 1 ใบ ตน้ ต้น
(2560) (25วนั ) กก./ไร่ ไร่ ไร่ กก./ไร่ (ซม.)
1) ตดั ครง้ั ท่ี 2 39c -
(35วัน) 1,940b 503c 349c
ตัดครง้ั ที่ 3 143b -
(45วนั ) 4,009a 1,589b 955b
261a -
4,883a 2,923a 1,474a
ศรัณย์พงศ์ 1) รูซี่ - -- - - 49.33b
และคณะ 2) กนิ นี - -- - - 81.61a
(2563) มอมบาซา
3) มูลา - -- - - 40.97c
โต้2
นพ และ ทอ่ นพันธุ์ (45วนั ) - _ - - 157.27
คณะ สด
(2562) หญา้ เน
เปียร์
(ปากชอ่ ง
1)
150
แหลง่ ที่มา ชนดิ หญา้ อายุการ น้ำหนัก นำ้ หนกั น้ำหนัก นำ้ หนกั ความ
ตดั /วัน สดของ สดของ แห้ง แหง้ ของ สงู
สรุ มี าตร 1) หญ้า ลำต้น ของ
แสงวนชิ ย์ หวาน (120วัน) ใบ ลำต้น ของใบ กรัม/ต้น ต้น
กรมั / กรมั / กรัม/
และ ต้น ตน้ ตน้ (ซม.)
สมยศ
เดชภริ ัต - _ 5.06 8.83 36.95
นมงคล
(2559)
3. โภชนะของพืชอาหารสตั ว์แต่ละชนดิ
วีรสิทธิ์ แสวงเจริญ (2560) ศึกษาการปลูกหญ้า เนเปียร์ (ปากช่อง 1) พบว่า การตัดครั้งที่1
ที่อายุการตัด (25วัน) มีโปรตีน (CP) สูงกว่า การตัดครั้งที่2 ที่อายุการตัด (35วัน) และ ที่อายุการตัด
คร้งั ท3ี่ ท่ีอายุการตัด (45วัน) การตัดคร้ังท่ี3 ท่ีอายกุ ารตดั (45วัน) พบวา่ มีเยอ่ื ใย (NDF) สูงกว่า การ
ตัดครั้งที่2 ที่อายุการตัด (35วัน) และ การตัดครั้งท่ี1 ที่อายุการตัด (25วัน) การตัดครั้งที่3 ที่อายุการ
ตดั (45วนั ) และ การตัดครัง้ ท่ี2 ท่อี ายกุ ารตดั (35วนั ) พบว่า มีเยอื่ ใย (ADF) เทา่ กัน รองลงมาคือ การ
ตัดครั้งท่ี1 ที่อายุการตัด (25วัน) การตัดครั้งที่3 ที่อายุการตัด (45วัน) และ การตัดครั้งท่ี2 ที่อายุการ
ตัด (35วัน) พบว่า เถ้า (ASH) เท่ากัน รองลงมาคือ การตัดครั้งท่ี1 ที่อายุการตัด (25วัน) นรวร และ
คณะ (2562) ศึกษาการปลูกหญา้ เนเปียร์ยักษ์ เนเปยี ร์สีมว่ ง และ เนเปียร์ (ปากชอ่ ง 1)พบว่า การตัด
ครั้งท่ี1 ที่อายุการตัด (80วัน) วัตถุแห้ง (DM) ของหญ้าเนเปียร์ทั้ง 3 สายพันธุ์ ไม่มีความแตกต่างกัน
ทางสถติ ิ การตัดคร้งั ท่ี2 ทอ่ี ายุการตัด (60วนั ) หญา้ เนเปียรย์ ักษ์ มวี ัตถุแห้ง (DM) สูงกวา่ หญ้าเนเปียร์
สีม่วง และหญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) ในขณะเดียวกัน หญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) มีโปรตีน โปรตีน
(CP) สูงกว่า หญ้าเนเปียร์ยักษ์ และ หญ้าเนเปียร์สีม่วง ทุกช่วงอายุการตัด สำหรับองค์ประกอบของ
เยื่อใย (NDF) พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ทุกช่วงอายุการตัด และ องค์ประกอบของเยื่อใย
(ADF) พบว่า การตัดครั้งที่1 ที่อายุการตัด (80วัน) หญ้าเนเปียร์ยักษ์ และ หญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1)
มีปริมาณสูงกว่า หญ้าเนเปียร์สีม่วง ในขณะเดียวกัน การตัดครั้งที่2 ที่อายุการตัด (60วัน) พบว่า
หญ้าเนเปียร์ยักษ์ และ หญ้าเนเปียร์สีม่วง มีปริมาณสูงกว่า หญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) ดุจดาว และ
คณะ (2560) คึกษาการปลูกหญ้ารูซี่ มูลาโต้ กินนีสีม่วง และ กินนีมอมบาซ่า พบว่า ในด้าน
151
องค์ประกอบทางเคมีนั้น หญ้าทั้ง4สายพันธุ์ มีโปรตีน (CP) ไม่แตกต่างกันทางสถิติ ขณะที่เยื่อใย
(NDF) ของหญ้ารซู ่ีและหญา้ มูลาโต้ ตำ่ กว่า หญา้ กนิ นีสีม่วงและหญ้ากินนีมอมบาซ่า อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติ เชน่ เดยี วกับเยือ่ ใย (ADF) ของหญา้ รูซีม่ คี า่ ต่ำกว่าหญ้ากนิ นีสีม่วงและหญ้ากินนีมอมบาซ่าแต่
ไมม่ ีความแตกต่างกับหญ้ามลู าโต้ (ตารางที่ 3)
ตารางท่ี 3 โภชนะของพืชอาหารสตั ว์แต่ละชนิด
แหล่งที่มา ชนดิ หญา้ อายุ DM CP NDF ADF ASH
(โปรตีน) (เยือ่ ใย) (เยือ่ ใย) (เถา้ )
การตดั (วัตถุ
/วัน แห้ง)
วีรสทิ ธ์ิ 1)เนเปยี ร์ ตัดครั้งท1ี่ - 20.1a 47.2c 45.6c 12.0b
แสวง (ปากช่อง (25วนั )
เจริญ 1) ตดั ครง้ั ท2่ี
(2560) (35วนั ) - 15.5b 53.7b 46.7ab 15.5a
ตัดครั้งท3ี่
(45วนั )
- 13.9b 57.6a 50.1a 16.1a
นรวร 1) เนเปยี ร์ ตัดคร้ังท่ี 1 19.72 9.48B 66.71 39.41a -
และ (ยกั ษ์) (80วนั ) -
คณะ -
(2562) 2) เนเปยี ร์ ตัดครั้งท่ี 1 19.61 8.93b 64.98 36.47
(สมี ่วง) (80วัน)
3) เนเปยี ร์ ตดั ครั้งท่ี 1 19.54 11.25a 65.92 39.53
(ปากชอ่ ง (80วนั )
1)
152
1) เนเปียร์ ตดั ครง้ั ท่ี 2 24.86a 8.28b 66.19 38.78ab -
(ยักษ์) (60วนั ) -
-
2) เนเปียร์ ตดั คร้ังที่ 2 23.64b 7.85c 65.42 40.59a
(สมี ว่ ง) (60วัน)
3) เนเปียร์ ตัดครงั้ ท่ี 2 20.18c 10.87a 67.02 37.71b
(ปากชอ่ ง (60วัน)
1)
ดุจดาว 1) รูซ่ี (60วนั ) - 3.06 56.77a 25.67a
และคณะ 2) มลู าโต้ (60วนั ) - 2..94 56.39a 28.72ab -
(2561) 3) กินนี (60วนั ) - 2.92 66.17b 34.55bc -
สมี ่วง (60วัน) -
4) กินนี - 3.30 67.72b 36.89c
มอมบาซา่
-
4. ปุ๋ยทม่ี ีผลตอ่ การเจริญเติบโตของหญ้าแต่ละชนิด
อภิชาติ และคณะ (2562) ศึกษาการปลูกหญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) โดยการใชป้ ุ๋ย มูลโค มูล
สุกร มูลแพะ และ มูลแกะ พบว่า หญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) อายุการตัดที่(45วัน) การใช้ปุ๋ย มูลแพะ
ให้ผลผลิต น้ำหนักสดสูงสุดที่ 1,852 กิโลกรัมต่อไร่ และให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งสูงสุดที่ 317 กิโลกรัม
ต่อไร่ รองลงมาได้แก่ ปุ๋ยมูลแกะ ปุ๋ยมูลสุกร และ ปุ๋ย มูลโค จารุณี และคณะ (2559) ศึกษาการปลูก
หญ้าเนเปียร์ (ปากช่อง 1) และ หญ้าเนเปียร์ (จักรพรรดิ์) พบว่า ผลของปุ๋ยไม่มีผลต่อคุณภาพด้าน
ผลผลิตของหญา้ เนเปยี ร์ทั้ง2ชนิด โดยหญา้ เนเปยี ร์ (ปากชอ่ ง 1) มคี า่ เฉลี่ยน้ำหนักสดไกล้เคียงกับหย้า
เนเปียร์ (จักรพรรดิ์) จากการทดลองพบว่า อายุการตัดที่(30วัน)ครั้งที่ 3 ผลผลิตของหญ้าทั้ง 2 สาย
พันธุ์มีค่าสูง เนื่องจากช่วงดังกล่าวมีปริมาณฝนที่ตกมาก สมพงษ์ เทศประสิทธิ และ Buelon R.
(Pete) Moss (2542) ศกึ ษาการปลูก หญา้ ขน หญา้ เนเปียร์ หญา้ อบุ ลพาสพาลมั ท่ีใชป้ ยุ๋ เคมสี ูตร 15-
15-15 ในอัตรา 50 กก./ไร่ และ ปุ๋ยมูลไก่ ในอัตรา 2ตัน/ไร่ พบว่า อายุการตัดเฉลี่ยใน1ปี หญ้าเน
เปียร์ ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งเฉลี่ยสูงสุดที่ 11.90 ตัน/ไร่ รองลงมาได้แก่ หญ้าอุบลพาสพาลัม ให้
ผลผลิตน้ำหนักแห้งเฉล่ียที่ 10.01 ตัน/ไร่ และ หญ้าขน ให้ผลผลิตน้ำหนกั แหง้ เฉลี่ยที่ 8.38 ตัน/ไร่ สุ
153
ภิญญา และคณะ (2561) ศึกาการปลูกหญ้าเลิน หญ้าบุหงานรา หญ้าเห็บ และหญ้านกกระจอกเต็น
พบว่า ช่วงการตัดครั้งท่ี 1 (30วัน) หญ้าเลินที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยมูลไก่ ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งสูงสุดที่
1,327 กรัม รองลงมาคือ มลู แพะ 1,045 กรัม มลู โค 512 กรมั และ ไมม่ ปี ยุ๋ 120 กรมั ชว่ งการตดั ครัง้
ที่ 2 (40วัน) หญ้าบุหงานรา ที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ย มูลไก่ ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งสูงสุดที่ 1,540 กรัม
รองลงมาคือ หญา้ เลนิ ทปี่ ลูกโดยใชป้ ๋ยุ มลู ไก่ ใหผ้ ลผลิตนำ้ หนกั แห้ง 1,327 กรัม หญา้ เลิน ที่ปลูกโดย
ใช้ปยุ๋ มลู แพะ 1,450 กรมั และหญ้านกกระจอกเต็น ทีป่ ลูกโดยใช้ปยุ๋ มลู แพะ ใหผ้ ลผลิตน้ำหนักแห้ง
เพียง 150 กรัม ช่วงการตดั คร้งั ที่ 3 (70วนั ) หญ้าบุหงานรา ที่ปลกู โดยใช้ปยุ๋ มูลไก่ ให้ผลผลิตน้ำหนัก
แห้งสูงสุดที่ 2,128.95 กรัม รองลงมาคือหญ้าเลิน ที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยมูลแพะ ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง
1,692 กรัม หญ้าเห็บ ที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ย มูลไก่ ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 1,046.80 กรัม และ หญ้า
นกกระจอกเตน็ ท่ปี ลกู โดยใช้ปุ๋ย มลู แพะ ให้ผลผลติ น้ำหนกั แหง้ เพียง 170.52 กรมั (ตารางที่ 4)
ตารางท่ี 4 ปุ๋ยท่ีมผี ลต่อการเจรญิ เติบโตของหญ้าแตล่ ะชนิด น้ำหนกั แห้ง
แหล่งที่มา ชนดิ หญา้ อายกุ าร ชนิดของ นำ้ หนักสด กก./ไร่
ตัด/วัน ปยุ๋ กก./ไร่
อภิชาติ และคณะ 1) เนเปียร์ (45วัน) มลู โค 1,733c 267c
(2562) (ปากช่อง 1) มลู สุกร 1,562d 251d
มูล แพะ 1,852a 317a
มลู แกะ 1,823b 292b
จารุณี และคณะ เนเปยี ร์ ตดั ครง้ั ท่ี 1 ป๋ยุ เคมี 4,729 1,389.48
(2559) (ปากชอ่ ง 1) (70วนั ) 15-15- 4,856 1,490.57
3,186.50 936.25
และ ตัดครั้งท่ี 2 15 2,824.10 866.86
เนเปยี ร์ (30วนั ) ปุ๋ย
(จักรพรรดิ์) มลู แพะ
ตัดครัง้ ท่ี 3
ปุ๋ยเคมี
15-15-
15
ปุ๋ย
154
(30วัน) มูลแพะ 7,040.10 2,228.40
2,356.20
ปุ๋ยเคมี 8,240
15-15-
15
ปุ๋ย
มูลแพะ
สมพงษ์ หญา้ ขน (1ปี) - 8.38c
เทศประสิทธิ์ - 11.90a
- 10.01b
และ ปุ๋ยเคมี
Buelon R. (Pete) 15-15-
Moss 15
(2542) อตั รา50
กก./ไร่
และ
ปุ๋ยมูลไก่
อัตรา 2
หญา้ เนเปยี ร์ (1ปี) ตนั /ไร่
หญา้ อบุ ล (1ปี)
พาสพาล่มั
155
สภุ ิญญา หญา้ เลิน ตัดคร้งั ท1่ี มลู แพะ - 1,045.00
และคณะ (30วัน) มลู โค - 512.00
(2561) หญา้ บุหงา มูลไก่ - 1,327.00
นรา ตัดครง้ั ท1ี่ ไมม่ ปี ยุ๋ - 120.72
(30วัน) มลู แพะ - 147.62
หญา้ เห็บ มูลโค - 220.65
ตดั ครง้ั ท1่ี มูลไก่ - 182.60
หญ้า (30วัน) ไมม่ ปี ยุ๋ - 120.00
นกกระจอก มลู แพะ - 350.00
ตัดครั้งท1ี่ มูลโค - 106.00
เต็น (30วัน) มูลไก่ - 350.00
ไม่มีปุย๋ - 323.00
มูลแพะ - 17.23
มูลโค - 22.36
มูลไก่ - 20.34
ไมม่ ีปุ๋ย - 15.07
หญา้ เลิน ตดั ครั้งท2ี่ มลู แพะ - 1,148.00
(40วัน) มูลโค - 562.00
หญา้ บุหงา มูลไก่ - 1,314.00
นรา ตดั ครง้ั ท2่ี ไม่มีปยุ๋ - 230.00
(40วัน) มลู แพะ - 540.00
หญา้ เหบ็ มูลโค - 430.00
ตัดคร้ังท2่ี มลู ไก่ - 1,540.00
(40วัน) ไม่มปี ุ๋ย - 560.00
มูลแพะ 579.00
มูลโค - 546.13
มลู ไก่ - 956.47
156
หญ้า ตดั ครง้ั ท2่ี ไม่มีปยุ๋ - 557.86
นกกระจอก (40วนั ) มูลแพะ - 150.00
มูลโค - 240.00
เต็น มูลไก่ - 350.00
ไมม่ ปี ุ๋ย - 210.00
-
หญ้าเลิน ตดั ครง้ั ท3่ี มูลแพะ - 1,692.00
(70วัน) มูลโค - 649.00
หญ้าบหุ งา มลู ไก่ - 1,302.00
นรา ตัดครั้งท3ี่ ไม่มีปุ๋ย - 950.00
(70วัน) มูลแพะ - 843.63
หญ้าเห็บ มลู โค - 634.07
ตัดครั้งท3่ี มลู ไก่ - 2128.95
หญา้ (70วัน) ไมม่ ปี ุ๋ย - 1092.00
นกกระจอก มลู แพะ - 566.40
ตัดคร้ังท3ี่ มูลโค - 343.23
เต็น (70วนั ) มูลไก่ - 1,046.80
ไม่มีปุ๋ย - 550.00
มลู แพะ - 170.52
มูลโค - 350.00
มูลไก่ - 400.00
ไม่มปี ยุ๋ - 350.00
157
สรปุ ผล
จากการศึกษาพบวา่ หญ้าเนเปยี ร์ (ปากชอ่ ง 1) ให้ผลผลติ สูงสุด ชว่ งอายุการตดั ที่เหมาะสมเฉลี่ย
อยู่ที่ 45วนั การใชป้ ๋ยุ มลู สัตว์สามารถใช้ไดด้ ีกว่าปยุ๋ เคมีโดยเฉพาะปยุ๋ มลู แพะ ในการสรา้ งแปลงหญ้า
จงึ จำเปน้ ต้องคำนงึ ถึงความเหมะสมทางดา้ น สภาพพ้ืนท่ี สายพนั ธุ์หญา้ อายุของการเกบ็ เกี่ยว ชนิด
ของปยุ๋ ทเ่ี หมาะสม ในการปลูกพืชอาหารสตั ว์
158
เอกสารอ้างอิง
นรวร ตรงกาวิน, ศิริพร หล้าแสน, ศิริลักษณ์ ดินเมืองชน, แสตมป์ ดีมี, ชื่นจิตร แก้วกัญญา, ธีรยุทธ
จันทะนาม, และ วัชรวิทย์ มีหนองใหญ่ 2562. การเจริญเติบโต ผลผลิต และคุณค่าทาง
โภชนะการของหญา้ เนเปียร์ 3 สายพันธทุ์ ี่ปลูกในสภาพดนิ ลกู รัง
ศรัญพงษ์ ทองเรือง, สุภาวดี มานะไตรนนท์, วัชราพร รวมธรรม, และ ชัยวัฒน์ วัชรนารถ 2563.
ผลผลิตและลักษณะทางพืชอาหารสัตว์ของหญ้ารูซี่ หญ้ากินนีมอมบาซ่า และหญ้ามูลาโต้ 2
ทีป่ ลูกในชดุ ดินเพชรบุรี
วรี สทิ ธิ์ แสวงเจริญ มปป. ผลของชว่ งห่างการตดั ต่อผลผลิตและองค์ประกอบทางเคมีของหญ้าเนเปียร์
ปากช่อง1
นพ ตัณมุขยกุล, จักรินทร์ ม่วงปั้น, ทรงยศ โชติชุติมา, สายัณห์ ทัดศรี และ เอ็จ สโรบล 2562.
อิทธิพลของการจัดการท่อนพันธุ์เนเปียร์ต่อการงอก ของท่อนพันธุ์และผลผลิตของหญ้าเน
เปียรพ์ ันธป์ุ ากช่อง1 เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์
สรุ มี าตร แสงวนิชย์, และ สมยศ เดชภิรตั นมงคล 2559. ผลของปุ๋ยอนิ ทรีย์ และปุ๋ยเคมี ที่มีผลต่อการ
เจริญเตบิ โต และผลผลติ ในหญา้ หวาน
ดุจดาว คนยัง, ศุกรี อยูสุข, พิชิตร์ วรรณคำ, มรกต วงศ์หน่อ, และ ฐาปกรณ์ วิชานำ 2561. ผลผลิต
และคุณคา่ ทางโภชนะของหญา้ 4 สายพนั ธ์ทุ ีอ่ ายกุ ารตดั 40 และ 50 วัน
อภิชาต หมั่นวิชา, ไพโรจน์ ศิลมั่น, และ สมปอง สรวมศิริ 2562. ผลของชนิดปุ๋ยอินทรีย์ ต่อผลผลิต
และองค์ประกอบทางเคมีของหญ้าเนเปยี รป์ ากช่อง1
จารณุ ี หนลู ะออง, อบั ดุลรอฮิม เปาะอีแต, และ อมิ รอน อาลีมานะ 2559. ผลผของปุ๋ยต่อผลผลิตและ
องคป์ ระกอบทางเคมีของหญา้ เนเปียร์
สุภิญญา ชูใจ, ภรณ์ทิพย์ ทองมณี, และ ธีระพงษ์ รัตนพันธ์ 2561. อิทธิพลของชนิดหญ้า และการใช้
ปยุ๋ ต่อผลผลิตและคุณค่าทางโภชนะ ของหญ้าพื้นเมอื ง ๔ ชนิด