79
อ้างอิง กลมุ่ ปริมาณนม
(kg/d)
หญา้ บราเคยี รล์ าแห้ง 3.34a
Khonkhaeng et ฟางข้าวทีผ่ า่ นการปรบั ปรงุ ด้วยเชอื้ รา50% 12.1
al.
ฟางข้าวทีผ่ า่ นการปรับปรงุ ดว้ ยเชอ้ื รา60% 12.2
(2021) ขา้ วโพดสมี ว่ งทผ่ี ่านการปรับปรงุ ดว้ ยเชอ้ื รา50% 11.9
ขา้ วโพดสมี ่วงท่ีผ่านการปรับปรงุ ดว้ ยเช้ือรา60% 13.1
ม 4% FCM ไขมนั โปรตนี แลคโตส ของแข็งในน้ำนม
- (%)
(%) (%) (%)
-
2.78 4.21b -
-
11.5 36.9 32.1 44.8
12.4 40.2 31.9 45.2 -
11.5 37.6 30.2 46.7 -
12.7 37.9 31.5 46.6 -
80
การปรับปรงุ คณุ ภาพอาหารหยาบต่อการผลติ นำ้ นม
ตารางที่ 3 Lin et al. (2021) ได้ศึกษาการปรับปรุงคุณภาพอาหารหยาบต่อการผลิตน้ำนม
โดยวิธีการใช้อาหารข้นระดบั สงู +ซังข้าวโพดสับละเอยี ดขนาด 2 ซม.พบว่ามีปรมิ าณน้ำนมสูงกว่าการ
ใช้อาหารขน้ ระดบั ตำ่ +ซังข้าวโพดสับขนาด 5-8 ซม.และอาหารข้นระดบั สูง+ซังข้าวโพดสบั ขนาด 5-8
ซมการใช้อาหารข้นระดับสูง+ซังข้าวโพดสับล่ะเอียดขนาด 2 ซม.มผี ลทำให้ค่าของ 4% FCM สูง การ
ใช้อาหารข้นระดับสูง+ซังข้าวโพดสับขนาด 2 ซม.ทำให้ผลของ % ไขมันสูงได้ การใช้อาหารข้นระดบั
ต่ำซังข้าวโพดสับขนาด 5-8 ซม.ทำให้ผลของ % โปรตีนสูง การใช้อาหารข้นระดับสูง+ซังข้าวโพดสับ
ขนาด 2 ซม.ทำให้ผลของ % แลคโตสสงู สดุ การใชอ้ าหารขน้ ระดับสูง+ซังขา้ วโพดสับขนาด 2 ซม.ทำ
ให้ผลของ ของแข็งในน้ำนมมีมาก Kowsar et al.(2008) ได้ศึกษาการปรับปรุงคุณภาพอาหารหยาบ
ต่อการผลิตน้ำนม โดยวิธีการใช้อาหาร+ถั่วอัลฟาฟาหมักทำไห้ผลของปริมาณน้ำนมมีมาก การใช้
อาหาร+ถั่วอัลฟาฟาหมักทำไห้ผลของ 4% FCR การใช้อาหารแห้ง+ฟาง+หญ้าทุกชนิดพบว่าผลของ
%ไขมันมีมาก การใช้อาหาร+หญ้าหมักข้าวโพด+ถั่วอัลฟาฟาและการใช้อาหาร+ถั่วอัลฟาฟาหมัก
พบว่า % ของโปรตีนมีค่าเท่ากันไม่แตกต่างกัน การใช้อาหาร+ถั่วอัลฟาฟาหมักทำให้ผลของ % แลค
โตสมคี า่ สงู กว่าในขณะที่การใชอ้ าหาร+ข้าวโพดหมัก+ถัว่ อลั ฟาฟามี % แลคโตสมนี ้อยกวา่ Mekuriaw
et al.(2020) ได้ศึกษาการปรับปรุงคุณภาพอาหารหยาบต่อการผลิตน้ำนม โดยวิธีการใช้หญ้าบรา
เคียรล์ าแห้งพบวา่ ปริมาณน้ำนมมผี ลดสี ุด การทดลองใช้หญา้ เนเปยี รแ์ ห้งพบว่า % โปรตีนของนำ้ นมมี
มาก การทดลองใช้ฟางเทฟที่ผ่านการบำบัดแล้วพบว่า % ของแลคโตสมีมากที่สุด khonkhaeng et
al.(2021) ได้ศึกษาการใช้ข้าวโพดสีม่วงผ่านการปรับปรุงด้วยเชื้อรา 60% พบว่าปริมาณน้ำนมมี
มากกว่าการใช้ข้าวโพดสีม่วงที่ผ่านการปรับปรุงด้วยเชื้อรา 60% พบว่าผลของ 4% FCM มีมากกว่า
การใช้ฟางข้าวที่ผ่านการปรับปรุงด้วยเชื้อรา 50 60% การใช้ฟางข้าวที่ผ่านการปรับปรุงด้วยเชื้อรา
50% พบว่า % โปรตีนมคี า่ สงู กวา่ การใช้ข้าวโพดสีมว่ งท่ีผา่ นการปรับปรุงด้วยเช้ือรา 50 60% การใช้
ขา้ วโพดสีมว่ งท่ีผา่ นการปรบั ปรุงดว้ ยเชอ้ื รา 50 60% พบวา่ ผลของแลคโตสมีคา่ เทา่ เทยี มกัน
81
สรปุ ผล
เทคโนโลยีการปรบั ปรุงคุณภาพอาหารหยาบในการเลีย้ งสัตวเ์ คี้ยวเออื้ งด้วยวธิ ีการทางกายภาพ
เชน่ การลดขนาดช้นิ อาหารหยาบทำใหอ้ าหารมขี นาดชนิ้ ทเ่ี ล็กลงโดยการสับ บด ห่นั ซึ่งชว่ ยให้สัตวก์ ิน
อาหารได้มากขึ้นมีการปรบั ปรุงคณุ ภาพอาหารหยาบด้วยวิธีทางเคมีทั้งในรูปแบบของแขง็ และ
ของเหลวมาใช้ในการเพมิ่ โปรตีนและลดเยือ่ ใยเช่นการใช้ยเู รยี การใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์นอกจากการ
ใช้เคมีแล้วยังมีวธิ ีการปรับปรุงคณุ ภาพอาหารหยาบดว้ ยวิธที างกายภาพรว่ มกับเคมีได้แก่การบด
การสบั การอัดเมด็ แลว้ เพ่ิมสารเคมีเพ่อื ทำให้ลกิ นนิ แตกตวั ออกจากเซลลโู ลสซ่งึ ชว่ ยให้การย่อยได้ของ
สตั ว์เพ่ิมขน้ึ และการปรบั ปรุงคณุ ภาพอาหารหยาบโดยวธิ กี ารทางชวี ภาพเปน็ การเพมิ่ จลุ ินทรยี ์มาใชใ้ น
การปรับปรุงคุณภาพเพอื่ หลีกเลยี่ งสารเคมีท่ีอาจมีการตกค้างในตวั สตั วแ์ ละผลิตภณั ฑ์สตั ว์ รวมทัง้ เป็น
วิธที ีป่ ระหยดั พลงั งานและปลอดภัยตอ่ สงิ่ แวดล้อม
82
เอกสารอ้างองิ
กันยา พลแสน, สทุ ธิพงศ์ อุรยิ ะพงศส์ รรค์, วโิ รจน์ ภัทรจินดา, ภทั รภร ทศั นพงษ์ และญาดา พลแสน.
(2555). ผลการปรับปรุงคุณภาพชานอ้อยด้วยยูเรีย และการใช้ยูเรียร่วมกับ เมล็ดถั่วเหลือง
ดิบบด ต่อคุณค่าทางโภชนะและการย่อยได้ โดยวิธี In Vitro technique. แก่นเกษตร
40(2):531-535.
ณรกมล เลาห์รอดพันธ์, ประวิทย์ ห่านใต้, ฉัตรชัย เชื้อผู้ดี, ทศพร อินเจริญ, บุญฑริกา ปลั่งสูงเนิน,
เสาวลักษณ์ แย้มหม่ืนอาจ, และบรรทัด มะลิวัลย์. (2562). การปรับปรุงคุณภาพของเปลือก
ขา้ วโพดตอ่ คา่ องค์ประกอบทางเคมี และความสามารถในการย่อยได้ในหลอดทดลอง. เกษตร
นเรศวร 16(2): 63-69.
ณัฐพงษ์ หม้อทอง, วิโรจน์ ภัทรจินดา, พรชัย ล้อวิลัยท และศิวัช สังข์ศรีทวงษ์. (2556). การใช้
โซเดียมไฮดรอกไซด์ปรับปรุงคุณภาพชานอ้อย เพื่อเป็นอาหารในโคนมรุ่น. แก่นเกษตร
41(1).
Kowsar R., Ghorbani G. R., Alikhani M., Khorvash M., and Nikkhah A. (2008). Corn Silage
Partially Replacing Short Alfalfa Hay to Optimize Forage Use in Total Mixed
Rations for Lactating Cows. J. Dairy Sci. 91:4755–4764. doi:10.3168/jds.2008-
1302.
Khonkhaeng B., Cherdthong A., Chantaprasarn N., K.J. Harvatine K.J., Foiklang S.,
Chanjula P., Wanapat M., So S. and Polyorach S. ( 2020) . Comparative effect of
Volvariella volvacea-treated rice straw and purple corn stover fed at different
levels on predicted methane production and milk fatty acid profiles in
tropical dairy cows. Livestock Science 251, 104626
Lin X., Zhang D., Ju L., Zhang Y., Jiang Y., Hou Q., Hu Z., Wang Y. and Wang Z. ( 2021) .
Effect of High Concentrate Corn Stalk Particle Size on Physical State and
Production Performance of Lactating Dairy Cows. Advances in Bioscience and
Biotechnology 12, 45-63.
Lunsin R., Duanyai S., Pilajun R., Duanyai S. and Sombatsric P. ( 2018) . Effect of urea-
and molasses-treated sugarcane bagasse on nutrient composition and in vitro
rumen fermentation in dairy cows. Agriculture and Natural Resources 52, 622
– 627.
83
Matar A.M., Abdelrahman M.M., Alhidary I.A., Ayadi M.A., Alobre M.M. and Aljumaah R.S.
( 2020) . Effects of Roughage Ouality and Particle Size on Rumen Paramenters
and Fatty Acid Profiles of Longissimus Dorsi Fat of Lambs Fed Complete Feed.
Animals 10,2182. doi:10.3390/ani10112182.
Mekuriaw S., Tsunekawa A., Ichinohe T., Tegegne F., Haregeweyn N., Kobayashi N.,
Tassew A., Mekuriaw Y., Walie M., Tsubo M., Okuro T., Meshesha D.T., Meseret
M., Sam L. and Fievez V. ( 2020) . Effect of Feeding Improved Grass Hays and
Eragrostis tef Straw Silage on Milk Yield, Nitrogen Utilization, and Methane
Emission of Lactating Fogera Dairy Cows in Ethiopia. Animals 10,1021.
doi:10.3390/ani10061021.
Weiss C.P., Gentry W.W., Meredith C.M., Meyer B. E., Cole N. A., Tedeschi L. O.,
McCollum F.T., III., and Jennings J. S. ( 2017) . Effects of roughage inclusion and
particle size on digestion and ruminal fermentation characteristics of beef
steers.
84
สมั มนาระดบั ปริญญาตรสี าขาสตั วศาสตร์
เร่ือง
ผลของการใช้ Lactobacillus plantarum ตอ่ ผลผลติ จากกระบวนการหมัก
และองค์ประกอบทางเคมขี องพชื อาหารสัตวอ์ าหารต่อการหมักหญ้า
โดย
นายกิตตศิ ักด์ิ สรุ ศร
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสรุ นิ ทร์
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
บทคดั ยอ่
การศึกษาการใช้ Lactobacillus plantarum (LP) ต่อผลผลิตกระบวนการหมัก และ
องค์ประกอบทางเคมีในหญ้าเนเปียร์ (1×107 CUF/g ) ผักโขมและฟาง (2 × 105 CUF/g) ข้าวโพด
หมัก (1×106 CUF/g) โดยใช้ระยะเวลาในการหมัก คือ 21 วัน วัน 30 วัน และ 124 วัน พบว่าการ
หมักหญ้าเนเปยี ร์ ทีร่ ะดับความเขม้ ขน้ (1×107 CUF/g เปน็ เวลา 21 วัน สามารถเพม่ิ ปรมิ าณกรดแลก
ติก กรดอะซิติกสูง เมื่อใช้ในระดับความเขม้ ข้น 1×106 CUF/g เป็นเวลา 30 วัน สามารถเพิ่มปริมาณ
โปรตีนของพืชหมกั ลดค่าความเป็นกรดด่าง นอกจากนี้การใช้หมักในข้าวโพดท่ีระดับ 1×106 CUF/g
เป็นเวลา 124 วัน สามารถเพ่มิ ปรมิ าณวัตถุแห้ง แต่การใช้หมกั ในผกั โขมและฟางข้าวท่ีระดบั 2 × 105
CUF/g เป็นเวลา 30 วัน มีการเพิ่มปริมาณของโปรตีน กรดแลกติก และวัตถุแห้ง ลดค่าความเป็น
กรดด่าง ซึ่งเป็นผลดีในกระบวนการหมักของหญ้า ด้วยเหตุนี้การใช้จุลินทรีย์ในการหมักพืชอาหาร
หยาบ สามารถปรบั ปรุงคณุ ภาพพชื หมักและส่งผลต่อการเกบ็ รักษาพชื อาหารหยาบหมัก
คำสำคญั : ผลผลิตจากกระบวนการหมกั , คุณภาพพืชอาหารหยาบหมัก, กรดแลคติก
85
บทนำ
โค กระบือสัตว์เคี้ยวเอื้องเปน็ สัตว์ที่อยู่คูก่ ับเกษตรกรไทยมายาวนาน ซึ่งในอดีตเกษตรกรจะ
เลี้ยงเพื่อใช้แรงงาน และเพื่อบริโภคเป็นอาหาร ปัจจุบันเกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงใน
รูปแบบอุตสาหกรรม สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงได้ ( สุขรินทร์, 2564) และสัตว์เคี้ยวเอื้อง
สามารถใช้ประโยชน์จากพืชอาหารหยาบที่มเี ยื่อใยสงู ได้ดี โดยพืชอาหารหยาบสดจะมีคุณค่าทางโภค
ชนะ ที่สัตว์เคี้ยวเอื้องสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโต ซึ่งต้องอาศัยกระเพาะหมักในการทำงาน
ร่วมกันของเชื้อจุลินทรีย์ได้แก่ แบคทีเรีย โปรโตซัว และเชื้อรา ซึ่งจุลินทรีย์จะให้ผลผลิตสุดท้ายท่ี
สำคัญในสัตว์เค้ียวเอื้อง คอื กรดไขมนั ที่ระเหยได้ (volatile fatty acids, VFAs) โปรตีนจากจุลินทรีย์
(microbial protein, MP) และไวตามินบีรวม ในกระเพาะหมักของสัตว์เคี้ยวเอื้องมีลักษณะเฉพาะ
หลายอย่าง เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถเจริญเตบิ โตได้ ซึ่งอาหารหยาบสดจะมีมากในชว่ งฤดฝู น และจะ
คลาดแคลนในช่วงฤดูแลง้ ในฤดูแล้ง การถนอมพืชอาหารหยาบสดมอี ย่หู ลายวธิ ี ซ่งึ จะนยิ มคือการหมัก
เพราะสามารถถนอมอาหารได้ดีและยังคงคุณค่าทางโภชนะของพืชอาหารหยาบสดได้ดี ซึ่งใน
กระบวนการหมักนั้น การรักษาเนื้อเยื่อพืชไม่ให้เน่าเสีย ต้องอาศัยจุลินทรีย์ในกลุ่ม แลคโตบาซิลลัส
สายพันธุ์ แพลนทารัม จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะย่อยแป้งใน ลำต้น ใบ และเมล็ด ให้เปลี่ยนเป็นกรดแลคติค
(lactic) สารทเี่ กดิ ข้นึ ช่วยรกั ษาเนื้อพืชไมใ่ หเ้ นา่ เสยี และคงคณุ คา่ ของพชื ไว้ได้ (เมธา, 2533)
แลคโตบาซลิ ลสั แพลนทารัม (Lactobacillus plantarum)
แลคโตบาซิลลสั แพลนทารมั เปน็ สมาชกิ ในสกุล Lactiplantibacillus พบไดใ้ นผลิตภัณฑ์
อาหารหมักหลายชนิด รวมถึงพืชที่ไม่ใช้ออกซิเจน L. plantarum ถูกแยกออกจากน้ำลายเป็นครั้ง
แรกโดยอาศัยการคงอยู่ชั่วคราวในพืช ลำไส้ของแมลง และในลำไส้ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง มันถู
กำหนดให้เป็นสิ่งมีชีวิตเร่ร่อน L. plantarum เป็นแบคทีเรียแกรมบวก รูปแบคทีเรีย ที่มีลักษณะ
คล้ายกับฝ่าเทา้ เปน็ แท่งที่ โดยทั่วไปกว้าง 0.9–1.2 ไมโครเมตร และยาว 3–8 ไมโครเมตร โดยเกิดขนึ้
เปน็ คู่หรอื เป็นสายส้นั L. plantarum มีจีโนมทใ่ี หญ่ทีส่ ุดชนิดหนึง่ ทร่ี ู้จักในหมู่แบคทีเรีย เป็นสปีชีส์ที่
ยืดหยุ่น และมีความหลากหลาย จะเติบโตได้ดีระหว่าง pH 3.4 ถึง 8.8 L. plantarum สามารถ
เตบิ โตไดใ้ นช่วงอณุ หภมู ิ 12 ถึง 40 องศาเซลเซยี ส
กลไกการทำงาน
L.plantarum เป็นจุลินทรียใ์ นกลุ่ม homolactic bacteria โดยมีคุณสมบตั ทิ ส่ี ามารถผลิต
กรดแลคติก ( Lactic acid ) และผลิตกรดอะซิติก (Acetic acid) ส่งผลทำให้ pH ลดลงอย่างรวดเรว็
ยับยงั การสญู เสียวตั ถุแห้งและการเจรญิ เติบโตของยีสต์ ทั้งในระหวา่ งการหมักและภายหลังการสัมผัส
86
กบั อากาศ ซึง่ คณุ ค่าทางโภชนะและคุณภาพของพชื อาหารหยาบหมกั จะยงั คงอยู่ (ปติ นุ าถ และ คณะ,
2561)
กระบวนการหมกั
เป็นกระบวนการยอยสลายสารอินทรียในสภาพที่ไม่มีอากาศ และใชสารอินทรีย์เป็นตัวรับ
อิเล็กตรอนแทนออกซิเจน ผลิตภัณฑ์ท่ีได้จากการหมักจะมีอยู่ท้ังในสภาพรีดิวซ์ และออกซิไดซ์
สำหรับผลิตภัณฑ์สุดท้าย (end product) ท่ีได้จากการหมักคาร์โบไฮเดรตจะเป็นสารอะไรน้ันข้ึนอยู่
กบั ชนิดของเช้ือ ชนิดของคารโ์ บไฮเดรต และสภาวะการเลี้ยง เชน่ อุณหภมู ิ เวลา และความเป็น กรด
ด่าง โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์สุดท้าย ที่ได้จากการหมักคาร์โบไฮเดรตและแอลกอฮอล์ อาจจะมีก๊าซ
ไฮโดรเจน (H2) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) กรดบางชนิด แอลกอฮอล์ และสารพวกคีโตน
และแบคทีเรียทีมีการหมักได้ปกติจะเป็นพวกที่ต้องการหรือไม่ต้องการออกซิเจน (facultative
anaerobe) จากการศึกษาวิถี (pathway) ของการหมัก พบวาท่ีสำคัญสำหรับการย่อยสลายกลูโคส
คอื Embden Meyerhof pathway Pentose Shunt และ Entner-Dandoroff pathway โดยทั้ง 3
วิถีนี้ โมเลกุลของกลูโคสจะตองถูก phosphorylation คือ มีการเติม phosphate group เขาไปใน
ชวงต้นของวถิ ี และพบวาแบคทีเรยี กลุ่มตา่ ง ๆ ( สุขรินทร,์ 2564)
ดั้งนั้นเกษตรกรจริงหาวิธีการถนอมอาหารพืชสดและผลพลอยได้จากทางการเกษตรทั้งน้ี
การศึกษาในบทความวิชาการเรื่องนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลการใช้ Lactobacillus plantarum ต่อ
ผลผลิตจากกระบวนการหมกั และองคป์ ระกอบทางเคมีของพืชอาหารสัตว์ ดงั ตอ่ ไปน้ี
87
ตารางที่ 1 องค์ประกอบทางเคมขี องการหมกั หญา้ ทีเ่ สรมิ ดว้ ย Lactobacillus plan
ชนดิ หญ้า ระดบั การ ระยะเวลา CP NDF ADF
เนเปียร์สับ เสริม หมัก(วัน) (%) (%) (%)
(CUF/g) 14 8.46 72.03 43.64
1.0×105
1×106 30 11.87 61.9 34.08
1×107 21 8.74±0.26 - -
ขา้ วโพดหมัก 1×106 124 8.32 - -
ผักโขมและ 2 × 105 30 6.109 58.512 37.376
ฟางข้าว
หมายเหตุ CP,โปรตีนหยาบ; NDF, เซลลูโลส; ADF, ลิกโนเซลลูโลส; EE, ไขมัน; F
ในแต่ละ่ แหลง่ อ้างอิงแสดงความแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ (p<0
ntarum Fiber DM อา้ งอิง
(%) (%)
EE
(%)
4- - 14.08 Zi et al. (2021)
8 1.36 34.40 15.08 ปติ นุ าถ และ คณะ (2561)
5.00±1.13 33.40±1.57 - นริสรา และ คณะ (2563)
- - 6.38 Da Silva et al. (2017)
6- - 9.827 Lin et al. (2020)
Fiber, เยือ่ ใย; DM, วตั ถงุ แห้ง
0.05)
88
จากตารางท่ี1 จากการศึกการใช้ Lactobacillus plantarum ในพืชอาหารสัตว์เพื่อศึกษา
กระบวนการหมักของหญ้าที่มีผลต่อองค์ประกอบทางเคมีพบว่าการศึกษาของ Zi et al. (2021) การ
ใช้ Lactobacillus plantarum ที่ระดับความเข้มข้น 1.0×105 CUF/g โดยทำการหมักหญ้าเนเปีย
สับเป็นเวลา 14 วันส่งผลให้เปอร์เซ็นต์ของ โปรตีนหยาบ เซลลูโลส ลิกโนเซลลูโลส และวัตถุแห้ง
ลดลง ในขณะที่การศึกษาของปติ ุนาถ และ คณะ (2561) พบกวา่ การใช้ Lactobacillus plantarum
ท่ีระดับความเข้มข้น 1×106CUF/g ทำการหมักหญ้าเนเปียสับเป็นเวลา 30 วัน ทำให้ส่งผลให้
เปอร์เซ็นต์ของ โปรตีนหยาบ เซลลูโลส ลิกโนเซลลูโลส วัตถุแห้ง ไขมันเพิ่มขึ้น แต่ ทำให้เยื่อใยรวม
ลดลง แต่งานศึกษาของ นริสรา และ คณะ (2563) พบว่าเมื่อใช้ Lactobacillus plantarum ที่
ความเข้มข้น 1×107CUF/g ทำการหมักหญ้าเนเปียสับเป็นเวลา 21 วัน ส่งผลต่อเปอร์เซ็นต์โปรตีน
หยาบ และไขมันเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันทำให้เปอร์เซ็นต์ของวัตถุแห้งและเยื่อใยรวมลดลง อย่างไรก็
ตามจากการศึกษาของของ Da Silva et al. (2017) พบกว่าการใช้ Lactobacillus plantarum
หมกั ข้าวโพดหมักท่ีความเข้มขน้ 1×106CUF/g ทำการหมกั เป็นเวลา 124 วนั ส่งผลทำให้เปอร์เซ็นต์
โปรตีนหยาบลดลง ในทางตรงกันข้าม ทำให้เปอร์เซ็นต์ของวัตถุแห้งเพิ่มขึ้น เมื่อการศึกษาของของ
Lin et al. (2020) พบว่าการใช้ Lactobacillus plantarum หมักในผักโขมและฟางข้าว ที่ระดับ
ความเข้มข้น 2 × 105 CUF/g โดยทำการหมักเป็นเวลา 30 วัน ส่งผลทำให้เปอร์เซ็นต์โปรตีนหยาบ
เซลลูโลส และวัตถุแห้งเพิ่มขึ้นกลับทำให้ เปอร์เซ็นต์ของ ลิกโนเซลลูโลสลดลง เมื่อศึกษาจาก
แหล่งที่มาต่างกัน การศึกษาของ Zi et al. (2021) พบว่าความเข้มข้นของ Lactobacillus
plantarum ส่งผลใหเ้ ปอร์เซ็นต์โปรตีนหยาบลด เชน่ เดยี วกบั การศึกษาของ Da Silva et al. (2017)
ซึ่งขัดแย้งกับการศึกษาของปิตุนาถ และคณะ (2561); นริสรา และคณะ (2563); Lin et al. (2020)
เมื่อเทียบกับเปอร์เซ็นต์เซลลโู ลส พบว่าการศึกษาของ Zi et al. (2021) สอดคล้องกับการศึกษาของ
ปติ นุ าถ และคณะ (2561) ซง่ึ พบวา่ เปอร์เซ็นต์ เซลลูโลสลดลง แต่ขดั แยง้ กันกับการศึกษาของ Lin et
al. (2020) แต่เมื่อเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ ลิกโนเซลลูโลส จากการศึกษาของ Zi et al. (2021)
พบว่าเปอร์เซ็นต์ ลิกโนเซลลูโลส ลดลงสอดคล้องกับการศึกษาของ Lin et al. (2020) แต่ขัดแย้งกับ
การศึกษาของปิตุนาถ และคณะ (2561) ที่พบว่าเปอร์เซ็นต์ ลิกโนเซลลูโลส เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยัง
ศึกษาเปอร์เซ็นต์ วัตถุแห้ง พบว่าการศึกษาของปิตุนาถ และคณะ (2561); Da Silva et al. (2017)
สอดคลอ้ งกับ Lin et al. (2020) ท่ีพบวา่ เปอรเ์ ซน็ ตเ์ พิ่มขนึ้ ซง่ึ ขัดแย้งกับ Zi et al. (2021) ท้ังนี้อาจ
เนื่องมาปริมาณของ กลุ่มควบคุม ความเข้มข้นของสารที่เสริม ชนิดของหญ้าที่หมัก และ ระยะเวลา
ในการหมัก จึงส่งผลต่อองคป์ ระกอบทางเคมีของหญ้า
89
ตารางท่ี 2 การเสรมิ Lactobacillus plantarum ต่อกระบวนการผลิตกรดของการห
ชนดิ หญ้า ระดับ ระยะเวลา pH Lactic acid Acetic acid
เนเปยี รส์ ับ การ (วนั ) 4.36 (g/kg DM) (g/kg DM)
เสริม
(CUF/g) 32.8 2.05
1×105 14
1×106 30 5.20 71.1 2.46
1×107 21 4.37 32.2 0.13
ขา้ วโพดหมกั 1×106 124 - 23.4 0.294
ผักโขมและ 2 × 105 30 4.06 30.13 1.069
ฟางข้าว
หมายเหตุ pH,กรด-ดาง; Lactic acid, กรดแลคติก; Acetic acid, กรดอะซิตกิ ,WSC
ในแต่ละ่ แหลง่ อา้ งองิ แสดงความแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติ (p<0.05
หมักหญ้า
d NH3-N WSC อา้ งอิง
(g/kg DM) (g/kg DM)
32..6 - Zi et al. (2021)
0.59 92.20 ปติ ุนาถ และคณะ (2561)
นรสิ รา และคณะ (2563)
-- Da Silva et al. (2017)
--
30.67 6.77 Lin et al. (2020)
C; คารโ์ บไฮเดรตท่ลี ะลายน้ำได้, NH3-N;แอมโมเนยี
5)
90
จากตารางที่2 การศึกษาการใช้ Lactobacillus plantarum ในพืชอาหารสัตว์เพื่อศึกษา
กระบวนการผลิตกรดของหญ้าหมัก จากการศึกษาของ Zi et al. (2021) พบว่าการใช้
Lactobacillus plantarum ในการหมักหญ้าเนเปียร์สับที่ระดับความเข้มข้น 1×105 CUF/g เป็น
ระยะเวลา 14 วันส่งผลให้ปริมาณของความเป็น กรด-ดาง ลดลง และส่งผลให้ แอมโมเนีย ลดลงด้วย
เช่นเดียว กับการศึกษาของของ ปิตุนาถ และ คณะ (2561) ซึ่งสอดคล้องกัน แต่ใช้ปริมาณความ
เข้มข้นของ Lactobacillus plantarum ที่ความเข้มข้น 1×106 CUF/g เป็นเวาลา 30 วัน สามารถ
ลดความเป็น กรด-ดาง ในพืชหมักและลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ละลายน้ำได้ สอดคล้องกับ
การศึกษาของของ Lin et al. (2020) ขดั แยง้ กบั การศกึ ษาของ นริสรา และ คณะ (2563) ทพ่ี บว่าค่า
ความเป็น กรด-ดาง ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับการใช้ Lactobacillus plantarum ในหญ้าเนเปียรส์ บั
ที่ระดับความเข้มข้น 1×107 CUF/g ใช้เวลาในการหมัก 21 วัน นอกจากนี้ การศึกษาของ Zi et al.
(2021) ในกลมุ่ ของ กรดแลคติก พบว่าปริมาณกรดแลคติก ลดลง ซ่ึงขัดแย้งกับการศกึ ษาของ ปติ ุนาถ
และ คณะ (2561) ที่พบว่า กรดแลคติกเพิ่มขึ้น และเมื่อศึกษาในกลุ่มของ กรดอะซิติก พบว่า
การศึกษาของ Zi et al. (2021) ส่งผลทำให้กรดอะซิติกลดลง ขัดแย้งกับการศึกษาของ นริสรา และ
คณะ (2563) ที่พบว่ากรดอะซิติกเพิ่มข้ึน เช่นเดียวกับการศึกษาของ ปิตุนาถ และ คณะ (2561) เม่ือ
นำ Lactobacillus plantarum มาใช้ในข้าวโพดหมัก จากการศึกษาของ Da Silva et al. (2017)
พบว่าการใช้ Lactobacillus plantarum ที่ระดับความเข้มข้น 1×106 CUF/g ใช้เวลาในการหมัก
30 วัน พบว่ากรดแลคติกลดลง แล้วยังส่งผลทำให้ กรดอะซิติกลดลงด้วย ในทางกลับกันการศึกษา
ของ Lin et al. (2020) พบว่าการใช้ Lactobacillus plantarum ที่ความเข้มข้น 2 × 105 CUF/g
ในการหมักผักโขมและข้าวเป็นเวลา 30 วัน ส่งผลทำให้ค่าความเป็นกรด-ดาง ลดลงแล้วยังมีผลต่อ
กรดแลคติกที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลดีเพราะกรดแลคติกที่เพิ่มขึ้นจะไปลดกรดอะซิกจะช่วยลดการเนา่ เสยี
ของพืชอาหารสัตว์และยังลด;แอมโมเนียในพืชหมัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการควบคุม ปริมาณความเข้มข้น
ของจุลินทรยี ์ ระยะเวลาในการหมกั และชนดิ ของหญา้ ทีห่ มัก
สรปุ ผล
จากการศกึ ษาการใช้ Lactobacillus plantarum ในกระบวนการหมกั ต่อองค์ประกอบทาง
เคมแี ลการผลิตกรดของหญ้าหมัก พบวา่ การใช้จุลินทรีย์ทร่ี ะดบั ความเข้มข้น 1×107 CUF/g สามารถ
เพิ่มโปรตีนของหญ้าหมัก และลดค่าความเป็นกรด-ดาง ในหญ้าพืชอาหารหยาบ ตามปริมาณความ
เขม้ ข้นของการใช้ นอกจากนี้ปรมิ าณกรดอะซิติกเพิ่มขน้ึ ลดปริมาณกรดแลคติก เพ่ิมจำนวนจุลินทรีย์
ที่ผลิดกรดแลคตกิ โดยสอดคล้องกับปรมิ าณของวัตถุแห้งที่เพ่มข้ึน ด้วยเหตุนี้การใช้ L. plantarum
เสริมในอาหารหยาบหมัก สามารถปรับปรุงคุณภาพพืชหมักและส่งผลดีต่อการเก็บรักษาพืชอาหาร
หยาบหมัก
91
เอกสารอ้างองิ
นริสรา คงสุข, ศิวัช สังข์ศรีทวงษ์, เวทชัย เปล่งวิทยา, กิตติมา กองทอง, และ เสาวลักษณ์ แย้ม
หมน่ื อาจ. 2563.ผลของการเสรมิ Lactobacillus plantarum BCC 65951 ต่อคณุ ภาพการ
หมักของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง1 หมักโดยวิธีการวัดแก๊สในห้องปฏิบัติการ และย่อยสลายใน
กระเพาะรูเมน.วารสารเกษตร. 36(1):145-153.
ปิตุนาถ หนูเสน และ พิพัฒน์ เหลืองลาวัณย์. 2561.การเสริม Lactobacillus buchneri และ
Lactobacillus plantarum ต่อผลผลิตจากกระบวนการหมักและองค์ประกอบทางเคมี
ของหญ้าเนเปียรป์ ากช่องและข้าวโพดหมกั .วารสารพชื ศาสตร์สงขลานครินทร.์ 5(1):70-75.
เมธา วรรณพัฒน์, 2533. โภชนะศาสตร์สัตว์เคี้ยวเอื้อง. คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น:
ขอนแกน่ . 473 หน้า.
สุขรินทร์ เมธยาภา, 2564. แนวทางการส่งเสริมการเลี้ยง. ศูนย์ฝึกศึกษา สำนักงานทหารพัฒนา.
หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา.45(1)
Da silva N.C., Nascimento C.F., Nascimento F.A., de Resende F.D., Daniel J.L.P., and
Siqueira G.R. 2018.Fermentation and aerobic stability of rehydrated corn grain
silage treated with different doses of Lactobacillus buchneri or a combination
of Lactobacillus plantarum and pediococcus acidilactici. J. Dairy Sci. 101:4158-
4167.
Mu L., Xie Z., Hu L., Chen G., Zhang Z.i. 2 0 2 0 . Cellulase interacts with Lactobacillus
plantarum to affect chemicalcomposition, bacterial communities, and aerobic
stability in mixed silage ofhigh-moisture amaranth and rice straw. Bioresource
Technology. 315:123772.
Zi X., Li M., Chen Y., Lv R., Hanlin Z. and Jun T. 2 0 2 1 . Effects of Citric Acid and
Lactobacillus plantarum on Silage Quality and Bacterial Diversity of King Grass
Silage. Frontiers Microbiol. Doi:10.3389.
92
สมั มนาระดบั ปริญญาตรสี าขาสัตวศาสตร์
เรื่อง
การเสรมิ โพรไบโอติกในอาหารเพอื่ เพม่ิ สมรรถนะการเจริญเติบโตในไกเ่ นอ้ื
โดย
นางสาวอรญั ญา รมุ งเู หลือม
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสรุ นิ ทร์
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564
บทคัดย่อ
ไก่เนื้อเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และด้วยความต้องการโปรตีนจาก
สัตว์เพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคสว่ นใหญ่เนน้ รักษาสุขภาพจึงทำให้ข้อจำกัดบางส่วนมีการหา้ มใช้ยาปฏิชีวนะ
ในการเร่งการเจรญิ เติบโต เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บรโิ ภคทำใหบ้ ริษทั ต่างๆ หันมาใช้
โปรไบโอติ-กมากขึ้น เพื่อศึกษาการเพิ่มสมรรถนะการเจริญเติบโตในไก่เนื้อ จึงทำการศึกษาการเพิ่ม
สมรรถภาพของน้ำหนักตัว อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน อัตราการกินได้เฉลี่ยต่อวัน และ
ประสิทธิภาพการใช้อาหาร ซึ่งโพรไบโอติกสามารถพบได้หลากหลายชนิด แต่ที่เลือกนำมาศึกษาคือ
เสริมโพรไบโอติก ในไก่สายพันธุ์อาร์เบอร์ เอเคอร์ส เสริมโปรไบโอในอาหารชนิด Protexin® ในไก่
สายพันธุ์ Ross 308 ชนิด Bacillus subtilis 1781 , Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis
1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในไก่สายพันธ์ Ross 708 ชนิด Bacillus subtilis QST 713
ในไก่สายพันธุ์ Cobb และ ชนิด Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ
Paenibacillus plantarum 16 (10 x 108CFU/kg) ในไก่สายพันธุ์ Cobb ที่ระยะเวลา 14 วัน 21
วัน 28 วัน 35 วัน และ 42 วัน จากการศึกษาพบว่าการใช้โพรไบโอติกเสริมในอาหารทำให้
ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
คำสำคัญ: โพรไบโอตกิ ชนิดของโพรไบโอตกิ สายพันธ์ุไกเ่ นือ้
93
บทนำ
จำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความต้องการโปรตีนจากสัตว์เพิ่มขึ้น ด้ัง
นั้นอุตสาหกรรมปศุสัตว์จึงต้องมีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของสัตว์ ให้เท่ากับความ
ตอ้ งการของผบู้ รโิ ภคทีเ่ พ่มิ ขน้ึ (Rivera-P’erez et al., 2021) โดยจากยทุ ศาสตรก์ รมปศุสตั ว.์ (2563)
รายงานไว้ว่า การผลิตเนื้อไก่ของโลก ปี พ.ศ. 2555 - 2559 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.97
ต่อปี โดยรัสเซียมีอัตราการขยายตัวสูงที่สุดคือ ร้อยละ 7.70 ซึ่งเป็นผลจากมาตรการสนับสนุนการ
เลี้ยงไก่ของภาครัฐ ปีพ.ศ. 2559 การผลิตเน้ือไก่ของโลกมปี ริมาณ 89.55 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 88.69
ล้านตัน ส่วนใน ปีพ.ศ. 2558 ร้อยละ 0.96 โดยสหรฐั อเมริกายังคงเป็นผูผ้ ลิตรายใหญท่ ี่สดุ มีปริมาณ
การผลติ 18.28 ลา้ นตนั รองลงมาได้แก่ บราซิล 13.61 ลา้ นตนั จีน 12.70 ล้านตัน และสหภาพยุโรป
11.07 ล้านตัน ปีพ.ศ. 2560 คาดว่าการผลิตเนื้อไก่ของโลกจะมีปริมาณ 90.45 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก
89.55 ล้านตัน ในปีพ.ศ. 2559 ร้อยละ 1.01 การผลิตเนื้อไก่ของโลกขยายตัวตามความต้องการ
บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตที่สำคัญทั้งสหรัฐอเมริกา บราซิล สหภาพยุโรป
และอินเดีย มีการขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาราคาเนื้อสัตว์ปีก มีราคาไม่สูงจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่น
ทั้งยังเป็นเนื้อสัตว์ที่แคลอรี่ต่ำ จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้นเร่ือยๆ (Ditp, 2560) ซึ่งปัญหา
กระบวนการผลติ ในอุตสาหกรรมสัตวป์ ีก ก็ยงั มีอยหู่ ลายประเด็นโดยเฉพาะสำคญั ในช่วงที่สัตว์อ่อนแอ
ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง จึงต้องหาวิธีทำให้ไก่เนื้อสามารถอยู่รอดได้ ในสภาวะที่ถูกเลี้ยงในระบบ
อุตสาหกรรมฟาร์ม ซึ่งไก่อยู่แบบแออัดไม่สามารถออกกำลังกายได้ ก่อให้สัตว์ได้รบั ความเจ็บป่วย ซ่ึง
การเจ็บป่วยถ้าหากใช้ยาปฏิชีวนะจะมีสารตกค้างไปถึงผู้บริโภค ทำให้มีการสั่งลดหรือหยุดการใช้ยา
ปฏิชีวนะ แต่อย่างไรก็ตามยังมีการใช้ยาปฏิชีวนะในการกระตุ้นการเจริญเติบโต และการป้องกันโรค
ทำให้ส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคในระยะยาว นอกจากนี้ ความต้องการใหม่ยังเกิดขึ้นจากผู้บริโภค
เช่น ข้อจำกัดบางส่วนหรือทั้งหมดในการใช้สารกระตุ้นการเจริญเติบโตของยาปฏิชีวนะ (AGP)
ประชากรปัจจุบันแสดงความสนใจอย่างมากในเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงด้านอาหาร (ศศิ
พันธ์ และ คณะ, 2564) จึงต้องหาทางเลือกอื่นเช่น ใช้สมุนไพร ใช้พรีไบโอติก และโพรไบโอติก แต่
กระแสการใช้โพรไบโอตกิ มเี พ่ิมมากขึ้น ซึ่งโพรไบโอตกิ ที่มีใช้เป็นทางการคา้ ในสัตว์ปีกมหี ลายชนิด แต่
ทีอ่ ยู่ในการทดลอง คือ Protexin® ดงั นัน้ หากเราศึกษาหรือสามารถทราบผลของการใช้โพรไบโอติกท่ี
ดีได้ กจ็ ะเป็นประโยชนใ์ ห้กับผู้ทอี่ ่าน จงึ เป็นท่ีมาของการเขียนบทความวิชาการคร้งั นี้
94
โพรไบโอตกิ (Probiotics)
โพรไบโอติกคอื จุลนิ ทรยี ห์ รือสะสารทีป่ รับสมดุลในกระเพาะอาหาร ผลิตสารท่เี ป็นประโยชน์
และชว่ ยปรบั สมดุลในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ ซ่ึงมีการใช้โปรไบโอตกิ ยบั ยั้งการเจริญเติบโตของ
เชอื้ โรคในลำไส้ การเสริมโปรไบโอติกมีวัตถุประสงคเ์ พ่ือเพ่ิมการใช้ประโยชน์ของสารอาหาร ผลิตสาร
ท่ีเป็นประโยชน์และชว่ ยปรบั สมดุลในระบบทางเดินอาหารทำให้สัตว์มีภูมคิ ุ้มกันเกิดขึ้น เพื่อลดอัตรา
การตายโดยเฉพาะในสัตว์เล็กท่ีมภี ูมิคุ้มกันต่ำ การใชส้ ารปฏิชวี นะ (antibiotic) จุลินทรีย์ท่ีนิยมนำมา
ใช้เป็นโพรไบโอติกส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรีย กรดแลคติกได้แ ก่กลุ่ม lactobacilli,
streptococci , lactococci และ bifidobacteria (เสมอใจ และ คณะ, 2557) ซึ่งยกตัวอย่างการใช้
คือ เชื้อ Bacillus subtilis 1781, Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis 1781 รวมกับ
strain 747 ใช้ในปริมาณ 1.5 x 105 CFU/g feed ระยะเวลาในการใช้คือ 28 วัน เชื้อ Bacillus
subtilis QST 713 ใช้ในปริมาณ 100 กรัม/ตัน ระยะเวลาการใช้คือ 35 วัน เชื้อ Paenibacillus
polymyxa 10 ใช้ในปริมาณ 1.0 x 108 CFU/kg feed ระยะเวลาในการใช้คือ 42 วัน และเช้ือ
Paenibacillus plantarum 16 ใช้ในปริมาณ 1.0 x 108 CFU/kg feed ระยะเวลาในการใช้คือ 42
วนั
กลไกการทำงานของโพรไบโอติก (Mode of Actions) (ศกึ ฤทธิ์, 2561)
การทำงานของโปรไบโอติกคือ การทำงานของจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่มีประโยชน์ของระบบ
ทางเดินอาหาร ทำให้เกิดความสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ดังนั้นกลไกที่มีประโยชน์จึงเกี่ยวข้องกับ
จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ซึ่งจะช่วยป้องกันและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิด
ของโพรไบโอตกิ และปริมาณท่ีใช้ต่างกนั โพรไบโอติกมกี ารทำงานดงั นี้
การเปลี่ยนแปลงจำนวนจุลินทรีย์ในลำไส้ (GIT) โพรไบโอติกสามารถปรับความสมดุล
ระหว่างจุลินทรยี ์ที่เป็นประโยชน์และควบคมุ จุลินทรยี ์ท่ีก่อโรค ซึ่งจำนวนของจุลินทรีย์ทีด่ ีในลำไส้จะ
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ช่วยในระบบภูมิคุ้มกันในสัตว์และมีความสามารถในการยึด
เกาะของจุลินทรยี โ์ พรไบโอติกกบั เย่อื บลุ ำไส้ รวมทง้ั กระตนุ้ ในเกดิ ภมู ิคุ้มกันในสตั ว์
การย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร การใช้จุลินทรีโพรไบโอติกในการย่อยอาหารและ
ดูดซึมสารอาหารให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งในไก่เนื้อเมื่อได้รับอาหารที่เสริมจุลินทรีย์ L.
bulgaricus ไก่เนื้อมีประสิทธิภาพการย่อยและการดูดซึมสารอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวไก่เพ่ิม
สูงขึ้น Lactobacillus จะเปลี่ยนแปลงการทำงานของการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้สัตว์ปีก
ช่วยเพม่ิ พ้นื ทผ่ี วิ ในการดดู ซึมสารอาหาร
การผลิตของสารต้านจุลชีพ (Antimicrobial substances) โพรไบโอติกบางชนิดสามารถ
ผลิตสารต้านจุลชีพที่อาจยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรคในลำไส้ได้ โดยมีแบคทีเรียหลาย
95
สายพันธทุ์ ส่ี ามารถผลิตสารต้านจลุ ชีพ เช่น แบคทเี รียกรดแลคติก Bacillus มีคุณสมบัติทนความร้อน
และยบั ยงั้ การเจริญเติบโตของเชื้อโรคในสตั ว์
ระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ (Immunomodulation GIT) การทำงานของโพรไบโอติกช่วย
เสริมระบบภูมิคุ้มกันและความสามารถในการยับยั้งการเกิดโรคในลำใส้ โพรไบโอติกหลายสายพันธุ์มี
ผลต่อจำนวนของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร เช่น โพรไบโอติก สายพันธุ์ L.acidophilus, B.
subtilis และ C.butyricum การเพิ่ม B. subtilis ในอาหารไก่ พบว่าเนื้อไก่มีการตอบสนองของ
แอนติบอดแี ละการสรา้ ง เซลลเ์ มด็ เลอื ดเพ่ิมขนึ้
ดังนั้นผู้ประกอบการจึงหาวิธีการที่จะนำสารอื่นมาทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในระบบการ
เลี้ยง เช่น สารสกัดสมุนไพร พรีไบโอติก และ โพรไบโอติก ทั้งนี้การศึกษาในบทความวิชาการเรื่องน้ี
เป็นการนำเสนอข้อมูลการใช้โพรไบโอติก ในการเสริมสมรรถนะการเจริญเติบโตในไก่เนื้อ โดยแสดง
ให้เหน็ ถึง ผลการเสรมิ อาหารต่อน้ำหนักตัว อตั ราการเจรญิ เติบโตเฉลี่ยต่อวัน อัตราการกินได้เฉลี่ยต่อ
วัน และประสิทธิภาพการใชอ้ าหาร ดังตอ่ ไปน้ี
ตารางที่ 1 ผลของการเสรมิ โพรไบโอติกในอาหารต่อนำ้ หนักตวั (Body weig
สายพนั ธุ์ ชนดิ ของอาหาร
ไก่เน้ือ 14 วัน 21 ว
อารเ์ บอร์ เอเคอรส์ อาหารควบคุม 413.60 673.
Probiotic 425.20 657.
Ross 308 อาหารควบคมุ --
Protexin® --
Ross 708 อาหารควบคุม - 827.
Bacillus subtilis 1781 - 842.
B. subtilis 747 - 873.
B. subtilis 1781 รวมกับ strain 747 - 885.
Cobb อาหารควบคมุ 339.02 791.
Bacillus subtilis QST 713 374.38 831.
Cobb อาหารควบคมุ 344.29 637.
Paenibacillus polymyxa 10 357.14 659.
P. plantarum 16 355.24 679.
a,b ท่กี ำกบั อยู่ในคอลัมน์เดยี วกนั ในแต่ละแหล่งอา้ งองิ แสดงความแตกตา่ งอยา่
96
ght, g) ของไก่เนื้อ
น้ำหนกั ไก่เนอ้ื (กรัม) อา้ งอิง
วัน 28 วนั 35 วัน 42 วัน
.00 842.40 1146.40 1320.00 ศศพิ นั ธ์ และ คณะ. (2564)
.20 854.40 1131.60 1400.60
- - 1145.1a Mashayekhi et al.
- - 1215.0b (2018)
.00 1175.00 - - Park et al. (2019)
.00 1059.00 - -
.00 1058.00 - -
.00 1053.00 - -
.48a 1403.90a 2132.92a - Rivera-P’erez et al.
.02b 1456.30b 2215.92b - (2021)
.88a - - 2030.87 Wang et al. (2021)
.85ab - - 2069.44
.55b - - 2071.30
างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ (p<0.05)
97
จากตารางที่ 1 ผลของการเสริมโพรไบโอติกในอาหารต่อน้ำหนักตัว (กรัม) ของไก่เนื้อ การ
ศึกษาวิจยั ของ ศศพิ นั ธ์ และ คณะ (2564) พบว่า ไก่สายพันธ์ุอาร์เบอร์ เอเคอรส์ ท่มี ีการเสริมโปไบโอ
ติก 10 กรมั /กโิ ลกรมั อาหาร เม่อื เสรมิ โพรไบโอตกิ ในระยะเวลา 14 วัน 28 วนั และ42 วนั ใชอ้ าหารท่ี
เสริมโพรไบโอติกมีน้ำหนักตัวมากกว่าอาหารควบคุม แต่ในระยะเวลา 21 วัน และ 35 วัน อาหาร
ควบคุมมีน้ำหนักตัวมากกว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติก ซึ่งในขณะเดียวกันการศึกษาวิจัยของ
Mashayekhi et al. (2018) พบว่า ไก่สายพนั ธุ์ Ross 308 ทีม่ ีการเสรมิ โพรไบโอติกชนดิ Protexin®
ในอาหาร ในระยะเวลา 42 วัน อาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Protexin® มีน้ำหนักตัวมากกว่า
อาหารควบคุม (p>0.05) ในขณะที่การศึกษาวิจัยของ Park et al. (2019) พบว่า ไก่สายพันธ์ุ Ross
708 ที่มีการเสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 1781 , Bacillus subtilis 747 และ Bacillus
subtilis 1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหาร ระยะเวลา 21 วัน อาหารเสริมโพรไบโอติ
กชนิด Bacillus subtilis 1781 , Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis 1781 ร่วมกับ
Bacillus subtilis 747 มีน้ำหนักตัวมากกว่าอาหารควบคุม แต่ระยะเวลา 28 วัน อาหารควบคุมมี
นำ้ หนักตัวมากกวา่ อาหารทเี่ สริมโปรไบโอ- ติกชนิด Bacillus subtilis 1781 , Bacillus subtilis 747
และ Bacillus subtilis 1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 (p>0.05) ในขณะที่การศึกษาวิจัยของ
Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่า ไก่สายพันธุ์ Cobb ที่มีการเสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus
subtilis QST 713 ในอาหาร ที่ระยะเวลา 14 วัน 21 วัน 28 วัน 35 วัน และ 45 วัน อาหารที่เสริม
โพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST 713 มนี ้ำหนกั ตวั มากกวา่ อาหารควบคุม ซ่ึงในขณะเดียวกัน
การศึกษาวิจัยของ Wang et al. (2021) พบว่าไก่สายพันธุ์ Cobb ที่มีการเสริมโพรไบโอติกชนิด
Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ Paenibacillus plantarum 16 (10 x
108CFU/kg) ในอาหาร ระยะเวลา 14 วัน 21 วัน และ 42 วัน มนี ำ้ หนักตัวมากกว่าอาหารควบคมุ
จากการศกึ ษาเม่ือนำมาเปรยี บเทียบกันในระยะเวลา 14 วนั การศึกษาวิจยั ของศศิพันธ์ และ
คณะ (2564) พบว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติกมีน้ำหนักตัวดีกว่าอาหารควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับ
Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่า กลุ่มอาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST
713 มีน้ำหนักตัวดีกว่าอาหารควบคุม และสอดคล้องกับ Wang et al. (2021) พบว่า การเสริมโพร
ไบโอตกิ ชนิด Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ Paenibacillus plantarum
16 (10 x 108CFU/kg) ในอาหาร มนี ำ้ หนกั ตัวดีกวา่ อาหารควบคมุ
เปรียบเทยี บในระยะเวลา 21 วัน การศกึ ษาวิจัยของศศิพันธ์ และคณะ (2564) พบว่าอาหาร
ควบคุมมีน้ำหนักตัวดีกว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติก ซึ่งขัดแย้งกับการศึกษาวิจัยของ Park et al.
(2019) พบว่าเสริมโพรไบโอติกชนดิ Bacillus subtilis 1781 , Bacillus subtilis 747 และ Bacillus
subtilis 1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหาร มีน้ำหนักตัวดีกว่าอาหารควบคุม และ
สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของ Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่า กลุ่มอาหารที่เสริมโพรไบโอติ
98
กชนิด Bacillus subtilis QST 713 มีค่าดีกว่าอาหารควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับ Wang et al. (2021)
พบว่า การเสริมโพรไบโอติกชนิด Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ
Paenibacillus plantarum 16 (10 x 108CFU/kg) ในอาหาร มีนำ้ หนกั ตัวดกี ว่าอาหารควบคมุ
เปรียบเทียบในระยะเวลา 28 วนั การศกึ ษาวิจยั ของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่าอาหาร
ที่เสริมโพรไบโอติกมีน้ำหนักตัวดีกว่าอาหารควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับ Rivera-P’erez et al. (2021)
พบว่า อาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST 713 มีน้ำหนักตัวดีกว่าอาหารควบคุม
แต่ขัดแย้งกับ Park et al. (2019) พบว่าเสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 1781, Bacillus
subtilis 747 และ Bacillus subtilis 1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหาร มีน้ำหนักตัว
น้อยกวา่ อาหารควบคมุ
เปรียบเทียบกันในระยะเวลา 35 วัน การศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารควบคุมมีน้ำหนักตัวดีกว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติก ซึ่งขัดแย้งกับการศึกษาวิจัยของ Rivera-
P’erez et al. (2021) พบว่า อาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST 713 มีน้ำหนัก
ตัวดีกวา่ อาหารควบคมุ
ระยะเวลา 42 วัน เมื่อเปรียบเทียบกัน การศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารที่เสริมโพรไบโอติกมีน้ำหนักตัวดีกว่าอาหารควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับ Mashayekhi et al.
(2018) พบว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Protexin® มีน้ำหนักตัวดีกว่าอาหารควบคุม ซึ่งจาก
การเปรียบเทียบทั้งหมดพบว่ามีค่าต่างกัน เนื่องจากใช้ไก่ต่างสายพันธุ์ และโพรไบโอติก ชนิดที่ไม่
เหมือนกัน ทำให้การตอบสนองของโพรไบโอติกตา่ งกนั
99
ตารางท่ี 2 ผลของการเสรมิ โพรไบโอติกในอาหาร ต่ออัตราการเจรญิ เติบโตเฉล่ยี
สายพนั ธ์ุ ชนดิ ของอาหาร อตั ราการเจ
ไก่เนือ้ 14 วัน 21
อารเ์ บอร์ เอเคอรส์ อาหารควบคุม 34.80 37
Probiotic 36.46 33
Ross 308 อาหารควบคุม --
Protexin® --
Ross 708 อาหารควบคุม - 16
Bacillus subtilis 1781 - 15
B. subtilis 747 - 17
B. subtilis 1781 ร่วมกับ strain 747 - 18
Cobb อาหารควบคมุ 20.87 35
Bacillus subtilis QST 713 23.46 31
Cobb อาหารควบคมุ 22.80 28
Paenibacillus polymyxa 10 23.79 29
P. plantarum 16 23.63 30
a,b ท่กี ำกบั อยู่ในคอลัมนเ์ ดียวกนั ในแตล่ ะแหลง่ อา้ งองิ แสดงความแตกตา่ งอย่างม
ยต่อวัน (ADG; Average daily gain, g/d) ของไก่เน้ือ
จรญิ เตบิ โตเฉลี่ยต่อวัน (กรัม/วัน) อา้ งอิง
1 วัน 28 วัน 35 วัน 42 วัน
7.06 24.20 43.03 24.80 ศศิพันธ์ และ คณะ (2564)
3.14 28.17 39.60 38.43
- - 23.56 Mashayekhi et al. (2018)
- - 25.01
6.14 24.53 - - Park et al. (2019)
5.66 19.50 - -
7.95 20.07 - -
8.71 20.03 - -
5.46 48.46 59.60 - Rivera-P’erez et al. (2021)
1.38 50.37 62.00 -
8.09a - - 48.11 Wang et al. (2021)
9.14ab - - 49.09
0.07b - - 49.10
มนี ยั สำคัญทางสถิติ (p<0.05)
100
จากตารางที่ 2 ผลของการเสริมโพรไบโอติกในอาหาร ต่ออัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน
(กรัม/วัน) ของไก่เนื้อ การศึกษาวิจัยของ ศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า ไก่สายพันธุ์อาร์เบอร์
เอเคอร์ส ที่มีการเสริมโพรไบโอติก 10 กรัม/กิโลกรัมอาหาร เมื่อเสริมในระยะเวลา 14 วัน 28 วัน
และ 42 วัน อาหารที่เสริมโพรไบโอติกมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน เพิ่มขึ้นมากกว่าอาหาร
ควบคุม แต่ในระยะเวลา 21 วัน และ 35 วัน อาหารควบคุมมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มข้ึน
มากกวา่ อาหารทีเ่ สริมโพรไบโอติก ซงึ่ อตั ราการเจริญเตบิ โตเฉลี่ยตอ่ วนั มคี า่ ท่แี ตกต่างกนั มาก อาจเป็น
เพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และปริมาณการกินอาหารของไก่เนื้อภายในระยะเวลาของการ
เลี้ยง Mashayekhi et al. (2018) พบว่า ไก่สายพันธุ์ Ross 308 ที่มีการเสริมโพรไบโอติกชนิด
Protexin® ในอาหาร ในระยะเวลา 42 วัน อาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Protexin® มีอัตราการ
เจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นมากกว่าอาหารควบคุม (p>0.05) ในขณะที่การศึกษาวิจัยของ Park et al.
(2019) พบว่า ไก่สายพันธ์ุ Ross 708 ที่มีการเสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 1781 ,
Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis 1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหาร
ระยะเวลา 21 วนั อาหารเสรมิ โพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis 1781
ผสม Bacillus subtilis 747 มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นมากกว่าอาหารควบคุม แต่ชนิด
Bacillus subtilis 1781 อาหารควบคุมมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นมากกว่าอาหารที่เสริม
โพรไบโอติก ซ่ึงระยะเวลา 28 วัน อาหารควบคุมอตั ราการเจริญเติบโตเฉลีย่ เพิ่มขึ้นมากกว่าอาหารที่
เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 1781 , Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis
1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในขณะที่การศึกษาวิจัยของ Rivera-P’erez et al. (2021)
พบว่า ไก่สายพันธุ์ Cobb ที่มีการเสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST 713 ในอาหาร ท่ี
ระยะเวลา14 วัน 28 วัน 35 วัน และ 45 วัน อาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST
713 มีอัตราการเจริญเตบิ โตเฉลี่ย เพิม่ ขึ้นมากกว่าอาหารควบคุม แตร่ ะยะเวลา 21 วนั อาหารควบคุม
มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นมากกว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST
713 (P>0.05) ในขณะเดียวกันการศึกษาวิจัยของ Wang et al. (2021) พบว่า ไก่สายพันธุ์ Cobb ที่
มกี ารเสริมโพรไบโอติกชนิด Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ Paenibacillus
plantarum 16 (10 x 108CFU/kg) ในอาหาร ระยะเวลา14 วัน 21 วัน และ 42 วัน มีอัตราการ
เจริญเติบโตเฉลี่ย เพิม่ ขึน้ มากกวา่ อาหารควบคุม (p>0.05) ท่รี ะยะเวลา 21 วนั
จากการศึกษาเม่ือนำมาเปรียบเทียบกนั ในระยะเวลา 14 วนั การศกึ ษาวิจยั ของศศิพนั ธ์ และ
คณะ (2564) พบว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติกมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นดีกว่าอาหาร
ควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับ Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด
Bacillus subtilis QST 713 มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นดีกว่าอาหารควบคุม และ Wang
et al. (2021) พบว่า การเสริมโพรไบโอติกชนิดPaenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg)
101
และ Paenibacillus plantarum 16 (10 x 108CFU/kg) ในอาหาร มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย
เพม่ิ ขึ้นดกี ว่าอาหารควบคมุ
เปรียบเทียบกันในระยะเวลา 21 วัน การศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารที่เสริมโพรไบโอติกมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นดีกว่าอาหารควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับ
งานวิจัยของ Park et al. (2019) พบว่าเสรมิ โพรไบโอตกิ ชนิด Bacillus subtilis 747 และ Bacillus
subtilis 1781 ร่วมกับBacillus subtilis 747 ในอาหาร มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นดีกว่า
อาหารควบคมุ แตข่ ัดแย้งกบั โพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 1781 ที่มอี ัตราการเจรญิ เตบิ โตเฉลี่ย
เพ่ิมขน้ึ นอ้ ยกว่าอาหารควบคมุ และขัดแยง้ กับ Rivera-P’erez et al. (2021) พบวา่ อาหารท่เี สรมิ โพร
ไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST 713 มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นน้อยกว่าอาหาร
ควบคมุ
เปรียบเทียบในระยะเวลา 28 วัน การศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารที่เสริมโพรไบโอติกมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นดีกว่าอาหารควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับ
Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่า อาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST 713 มี
อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นดีกว่าอาหารควบคุม แต่ขัดแย้งกับ Park et al. (2019) พบว่า
เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 1781, Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis
1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหาร มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอาหาร
ควบคุม
เมื่อเปรียบเทยี บกนั ในระยะเวลา 35 วัน การศกึ ษาวจิ ัยของศศพิ ันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารควบคุมมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นดีกว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอตกิ ซึ่งขัดแย้งกับการ
ศกึ ษาวิจยั ของ Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่าอาหารท่เี สริมโพรไบโอตกิ ชนดิ Bacillus subtilis
QST 713 มอี ัตราการเจรญิ เตบิ โตเฉล่ยี เพมิ่ ขนึ้ ดกี วา่ อาหารควบคุม
ระยะเวลา 42 วัน เมื่อเปรียบเทียบกัน การศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารที่เสริมโพรไบโอติกอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มขึ้นดีกว่าอาหารควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับ
Mashayekhi et al. (2018) พบว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Protexin® มีอัตราการ
เจริญเติบโตเฉลี่ย เพิ่มข้ึนดีกว่าอาหารควบคุม ซึ่งจากการเปรียบเทียบทั้งหมดพบว่ามีค่าต่างกัน
เนื่องจากใช้ไก่ต่างสายพันธ์ุ และโพรไบโอติก ชนิดที่ไม่เหมือนกัน ทำให้การตอบสนองของโพรไบโอติ
กต่างกนั
102
ตารางท่ี 3 ผลของการเสริมโพรไบโอติกในอาหาร ต่ออัตราการกนิ ไดเ้ ฉล่ียต่อวัน (ADF
สายพนั ธ์ุ ชนิดของอาหาร อตั ราการกินไ
ไกเ่ นอื้ 14 วนั 21 วัน
อาร์เบอร์ เอเคอรส์ อาหารควบคุม
Probiotic 24.91 45.22a
Ross 308 อาหารควบคุม 23.81 28.17b
Protexin® --
Ross 708 อาหารควบคุม --
Bacillus subtilis 1781 - 28.85
B. subtilis 747 - 28.90
- 27.80
B. subtilis 1781 ร่วมกับ strain 747 - 31.76
Cobb อาหารควบคุม 31.85 51.49
Bacillus subtilis QST 713 33.98 53.52
Cobb อาหารควบคุม 39.30 52.14
Paenibacillus polymyxa 10 39.45 52.27
P. plantarum 16 40.37 52.45
a,b ทก่ี ำกับอยู่ในคอลมั น์เดียวกันในแตล่ ะแหล่งอา้ งอิงแสดงความแตกต่างอย่างมีนัยสำค
FI; Average daily feed intake, g/d) ในไก่เนอื้
ไดเ้ ฉล่ียต่อวนั (กรัม/วนั ) อ้างอิง
28 วัน 35 วนั 42 วนั
ศศิพันธ์ และ คณะ (2564)
37.13 58.94 40.99 Mashayekhi et al. (2018)
33.03 47.52 54.55 Park et al. (2019)
- - 49.76
- - 50.18
25.07 - -
22.75 - -
22.50 - -
21.71 - - Rivera-P’erez et al. (2021)
76.27 91.56 - Wang et al. (2021)
77.87 94.04 -
- - 104.43
- - 103.54
- - 104.01
คัญทางสถิติ (p<0.05)
103
จากตารางที่ 3 ผลของการเสริมโพรไบโอติกในอาหาร อัตราการกินได้เฉลี่ยต่อวัน ในไก่เนื้อ
การศกึ ษาวจิ ยั ของ ศศพิ ันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า ไกส่ ายพันธอ์ุ าร์เบอร์ เอเคอร์ส ท่มี กี ารเสริมโพร
ไบโอติก 10 กรัม/กิโลกรัมอาหาร เมื่อเสริมโพรไบโอติกที่ระยะเวลา 14 วัน 21 วัน 28 วัน และ 35
วัน มีอัตราการกินได้เฉลี่ยน้อยกว่าอาหารควบคุม แต่ระยะเวลา 42 วัน มีอัตราการกินได้เฉล่ีย
มากกว่าอาหารควบคุม (p>0.05) ที่ 21 วัน ซึ่งในขณะเดียวกันการศึกษาวิจัยของ Mashayekhi et
al. (2018) พบว่า ไก่สายพันธ์ุ Ross 308 ที่มีการเสริมโพรไบโอติกชนิด Protexin® ในอาหาร ที่
ระยะเวลา 42 วนั มอี ัตราการกนิ ไดเ้ ฉล่ียน้อยกว่าอาหารควบคุม ในขณะท่ีการศกึ ษาวิจยั ของ Park et
al. (2019) พบว่า ไก่สายพันธ์ุ Ross 708 ที่มีการเสริมโพรไบโอติก ชนิด Bacillus subtilis 1781 ,
Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis 1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหาร
ระยะเวลา 21 วัน โพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 747 มีอัตราการกินได้เฉลี่ยน้อยกว่าอาหาร
ควบคุม ซึ่งโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 1781 และ Bacillus subtilis 1781 รว่ มกบั Bacillus
subtilis 747 มีอัตราการกินได้เฉลี่ยมากกว่าอาหารควบคุม แต่ในระยะเวลา 28 วัน โพรไบโอติก
ชนิด Bacillus subtilis 1781 , Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis 1781 ร่วมกับ
Bacillus subtilis 747 ในอาหาร มีอัตราการกินได้เฉลี่ยน้อยกว่าอาหารควบคุม ในขณะที่การ
ศึกษาวิจัยของ Rivera-P’erez et al. (2021) พบวา่ ไก่สายพนั ธุ์ Cobb ที่มกี ารเสรมิ โพรไบโอติกชนิด
Bacillus subtilis QST 713 ในอาหาร ที่ระยะเวลา 14 วัน 21 วัน 28 วัน 35 วัน และ 42 วัน มี
อัตราการกินได้เฉลี่ยมากกว่าอาหารควบคุม ซึ่งในขณะเดียวกันการศึกษาวิจัยของ Wang et al.
(2021) พบว่าไก่สายพันธุ์ Cobb ที่มีการเสริมโพรไบโอติกชนิด Paenibacillus polymyxa 10 (10
x 108 CFU/kg) และ Paenibacillus plantarum 16 (10 x 108CFU/kg) ในอาหาร ท่รี ะยะเวลา 14
วัน และ 21 วัน มีอัตราการกินได้เฉลี่ยมากกว่าอาหารควบคุม แต่ในระยะเวลา 42 วัน อัตราการกิน
ได้เฉลย่ี นอ้ ยกวา่ อาหารควบคุม
จากการศกึ ษาเมื่อนำมาเปรียบเทยี บกนั ในระยะเวลา 14 วนั การศึกษาวิจยั ของศศิพันธ์ และ
คณะ (2564) พบว่า อาหารที่เสริมโพรไบโอติก มีอัตราการกินได้เฉลี่ยน้อยกว่าอาหารควบคุม แต่
ขัดแย้งกับ Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis
QST 713 อัตราการกินได้เฉลี่ยมากกว่าอาหารควบคุม และขัดแย้งกับ Wang et al. (2021) พบว่า
การเสรมิ โพรไบโอติกชนิด Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ Paenibacillus
plantarum 16 (10 x 108CFU/kg) ในอาหาร อัตราการกนิ ไดเ้ ฉลีย่ มากกว่าอาหารควบคมุ
เปรยี บเทยี บในระยะเวลา 21 วัน การศึกษาวิจยั ของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบวา่ อาหาร
ที่เสริมโพรไบโอตกิ มีอัตราการกินได้เฉล่ียน้อยกว่าอาหารควบคุม ซึ่งสอดคลอ้ งกับการศึกษาวจิ ยั ของ
Park et al. (2019) พบว่าเสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 747 ทม่ี อี ัตราการกินได้เฉล่ียน้อย
กว่าอาหารควบคุม แตข่ ัดแยง้ กบั การศึกษาวิจยั ของ Park et al. (2019) พบว่าเสรมิ โพรไบโอติกชนิด
104
Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis 1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหาร
อัตราการกินได้เฉลี่ยมากกว่าอาหารควบคุม และการศึกษาวิจัยของ Rivera-P’erez et al. (2021)
พบว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติก ชนิด Bacillus subtilis QST 713 ในอาหาร มีอัตราการกินได้เฉล่ีย
มากกว่าอาหารควบคมุ และการศกึ ษาวจิ ัยของ Wang et al (2021) พบว่า การเสรมิ โพรไบโอตกิ ชนิด
Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ Paenibacillus plantarum 16 (10 x
108CFU/kg) ในอาหาร อตั ราการกินไดเ้ ฉล่ียมากกวา่ อาหารควบคมุ
เปรียบเทียบกันในระยะเวลา 28 วัน การศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารที่เสริมโพรไบโอติก มีอัตราการกินได้เฉลี่ยน้อยกว่าอาหารควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับ Rivera-
P’erez et al. (2021) พบวา่ เสริมโพรไบโอตกิ ชนดิ Bacillus subtilis 1781, Bacillus subtilis 747
และ Bacillus subtilis 1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหาร มีอัตราการกินได้เฉลี่ยน้อย
กว่าอาหารควบคุม แต่ขัดแย้งกับ การศึกษาวิจัยของ Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่าอาหารท่ี
เสรมิ โพรไบโอตกิ ชนดิ Bacillus subtilis QST 713 มีอัตราการกนิ ได้เฉล่ยี มากกวา่ อาหารควบคุม
เปรียบเทียบกันในระยะเวลา 35 วัน การศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารที่เสริมโพรไบโอติก มีอัตราการกินได้เฉลี่ยน้อยกวา่ อาหารควบคุม แต่ขัดแย้งกับการศึกษาวจิ ัย
ของ Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่า อาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST
713 มีอัตราการกินไดเ้ ฉลยี่ มากกวา่ อาหารควบคมุ
เปรียบเทียบกันในระยะเวลา 42 วัน การศึกษาวิจัยของ Wang et al. (2021) พบว่าการ
เสริมโพรไบโอติกชนิด Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ Paenibacillus
plantarum 16 (10 x 108CFU/kg) ในอาหาร อัตราการกินได้เฉลี่ยน้อยกว่าอาหารควบคุม แต่
ขัดแย้งกับการศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่าอาหารทีเ่ สรมิ โพรไบโอติก มีอัตราการ
กินได้เฉลี่ยมากกว่าอาหารควบคุม และ Mashayekhi et al. (2018) พบว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติ
กชนิด Protexin® มีอัตราการกินได้เฉลี่ยมากกว่าอาหารควบคุม ซึ่งจากการเปรียบเทียบทั้งหมด
พบว่ามีค่าต่างกัน เนื่องจากใช้ไก่ต่างสายพันธุ์ และโพรไบโอติกชนิดที่ไม่เหมือนกัน ทำให้การ
ตอบสนองของโพรไบโอติกตา่ งกัน
105
ตารางท่ี 4 ผลของการเสรมิ โพรไบโอติกในอาหาร ต่อประสทิ ธิภาพการใช้อาหาร (FCR
สายพันธ์ุ ชนิดของอาหาร ประสทิ ธิภาพการใชอ้
14 วัน 21 วนั 28
ไกเ่ น้ือ
0.71 1.23a 1.5
อารเ์ บอร์ เอเคอร์ส อาหารควบคุม 0.65 1.05b 1.1
---
Probiotic ---
- 1.78 1.0
Ross 308 อาหารควบคุม - 1.84 1.1
- 1.54 1.1
Protexin®
Ross 708 อาหารควบคุม
Bacillus subtilis 1781
B. subtilis 747
B. subtilis 1781 รว่ มกับ strain 747 - 1.69 1.0
Cobb อาหารควบคมุ 1.31 1.37 1.5
Bacillus subtilis QST 713 1.27 1.35 1.4
Cobb อาหารควบคุม 1.72 1.86a -
Paenibacillus polymyxa 10 1.66 1.79ab -
P. plantarum 16 1.71 1.74b -
a,b ทีก่ ำกบั อยู่ในคอลัมน์เดยี วกันในแต่ละแหล่งอา้ งองิ แสดงความแตกต่างอยา่ งมีนยั สำค
R; Feed conversion ratio, g feed/g gain) ในไกเ่ นื้อ
อาหาร (g feed/g gain) อ้างอิง
8 วนั 35 วนั 42 วัน
ศศิพันธ์ และ คณะ (2564)
54a 1.34a 1.64a Mashayekhi et al. (2018)
17b 1.21b 1.42b Park et al. (2019)
- 1.83a Rivera-P’erez et al. (2021)
- 1.74b Wang et al. (2021)
02 - -
16 - -
12 - -
08 - -
52a 1.51a -
49b 1.49b -
- 2.16
- 2.10
- 2.11
คัญทางสถติ ิ (p<0.05)
106
จากตารางที่ 4 ผลของการเสริมโพรไบโอติกในอาหาร ต่อประสิทธิภาพการใช้อาหาร ในไก่
เนื้อ การศึกษาวิจัยของ ศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า ไก่สายพันธุ์อาร์เบอร์ เอเคอร์ส ที่มีการ
เสริมโปไบโอติก 10 กรัม/กโิ ลกรัมอาหาร เมอ่ื เสริมโพรไบโอติกที่ระยะเวลา 14 วนั 21 วนั 28 วัน 35
วัน และ 42 วัน อาหารที่เสริมโพรไบโอติกมีต่อประสิทธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่าอาหารควบคุม
(p>0.05) ซ่ึงในขณะเดียวกนั การศึกษาวจิ ยั ของ Mashayekhi et al. (2018) พบวา่ ไกส่ ายพันธ์ุ Ross
308 ที่มีการเสริมโพรไบโอติกชนิด Protexin® ในอาหาร ที่ระยะเวลา 42 วัน มีประสิทธิภาพการใช้
อาหาร น้อยกว่าอาหารควบคุม (p>0.05) ในขณะที่การศึกษาวิจัยของ Park et al. (2019) พบว่าไก่
สายพันธ์ุ Ross 708 ทีม่ กี ารเสริมโพรไบโอตกิ ชนิด Bacillus subtilis 1781 , Bacillus subtilis 747
และ Bacillus subtilis 1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหาร ที่ระยะเวลา 21 วัน การ
เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 1781 มีประสิทธิภาพการใช้อาหารมากกว่าอาหารควบคุม
แต่การเสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis 1781 รว่ มกบั Bacillus
subtilis 747 ในอาหาร มีประสิทธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่าอาหารควบคุม และระยะเวลา 28 วัน
การเสริมโพรไบโอตกิ ชนิด Bacillus subtilis 1781 , Bacillus subtilis 747 และ Bacillus subtilis
1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 มีประสิทธิภาพการใช้อาหารมากกว่าอาหารควบคุม ในขณะที่
การศึกษาวิจัยของ Rivera-P’erez et al. (2021) พบวา่ ไก่สายพันธ์ุ Cobb ท่มี ีการเสริมโพรไบโอติกช
นิด Bacillus subtilis QST 713 ในอาหาร ที่ระยะเวลา 14 วัน 21 วัน 28 วัน 35 วัน และ 42 วัน
ประสิทธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่าอาหารควบคุม (p>0.05) ที่ 28 วัน และ 35 วัน ซึ่งใน
ขณะเดยี วกนั การศกึ ษาวิจัยของ Wang et al. (2021) พบว่าไกส่ ายพันธุ์ Cobb ทมี่ กี ารเสรมิ โพรไบโอ
ติกชนิด Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ Paenibacillus plantarum 16
(10 x 108CFU/kg) ในอาหาร ที่ระยะเวลา 14 วัน 21 วัน และ 42 วัน มีประสิทธิภาพการใช้อาหาร
น้อยกว่าอาหารควบคุม
จากการศกึ ษาเมื่อนำมาเปรยี บเทียบกนั ในระยะเวลา 14 วัน การศึกษาวจิ ัยของศศิพนั ธ์ และ
คณะ (2564) พบวา่ อาหารทีเ่ สรมิ โพรไบโอติก มปี ระสทิ ธภิ าพการใชอ้ าหารน้อยกว่าอาหารควบคมุ ซ่ึง
สอดคล้องกับ Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่าอาหารที่เสริมโพรไบโอติกชนดิ Bacillus subtilis
QST 713 มีประสิทธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่าอาหารควบคุม และสอดคล้องกับ Wang et al.
(2021) พบว่า การเสริมโพรไบโอติกชนิด Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ
Paenibacillus plantarum 16 (10 x 108CFU/kg) ในอาหาร ประสิทธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่า
อาหารควบคุม
เปรียบเทยี บในระยะเวลา 21 วนั การศึกษาวจิ ัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่าอาหาร
ที่เสริมโพรไบโอติก มีประสิทธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่าอาหารควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับการ
ศึกษาวิจัยของ Park et al. (2019) พบว่าเสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 747 และ
107
Bacillus subtilis 1781 รว่ มกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหาร มีประสทิ ธิภาพการใชอ้ าหารน้อย
กว่าอาหารควบคุม สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของ Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่าอาหารท่ี
เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis QST 713 ในอาหาร มีประสิทธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่า
อาหารควบคุม และสอดคล้องการศึกษาวิจัยของ Wang et al. (2021) พบว่าการเสริมโพรไบโอติกช
นิดPaenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ Paenibacillus plantarum 16 (10 x
108CFU/kg) ในอาหาร มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อน้อยกว่าอาหารควบคุม แต่ขัดแย้งกับ การ
ศึกษาวิจัยของ Park et al. (2019) พบว่าเสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 1781 ในอาหาร
มีประสิทธภิ าพการใชอ้ าหาร มากกว่าอาหารควบคุม
เปรียบเทียบกันในระยะเวลา 28 วัน การศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารที่เสริมโพรไบโอติก มีประสิทธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่าอาหารควบคุม สอดคล้องกับการ
ศึกษาวจิ ัยของ Rivera-P’erez et al. (2021) พบว่าอาหารท่ีเสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis
QST 713 ในอาหาร มีประสทิ ธิภาพการใช้อาหาร นอ้ ยกวา่ อาหารควบคุม แตข่ ัดแยง้ กบั วจิ ยั Park et
al. (2019) เสริมโพรไบโอติกชนิด Bacillus subtilis 1781, Bacillus subtilis 747 และ Bacillus
subtilis 1781 รว่ มกับ Bacillus subtilis 747 ในอาหารมปี ระสิทธภิ าพการใช้อาหารมากกว่าอาหาร
ควบคมุ
เปรียบเทียบกันในระยะเวลา 35 วัน การศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารที่เสริมโพรไบโอติก ประสิทธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่าอาหารควบคุม สอดคล้องกับการ
ศกึ ษาวจิ ัยของ Rivera-P’erez et al. (2021) พบวา่ อาหารทเ่ี สริมโพรไบโอตกิ ชนิด Bacillus subtilis
QST 713 ในอาหาร มีประสทิ ธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่าอาหารควบคุม
เปรียบเทียบกันในระยะเวลา 42 วัน การศึกษาวิจัยของศศิพันธ์ และ คณะ (2564) พบว่า
อาหารที่เสริมโพรไบโอติก ประสิทธิภาพการใช้อาหารน้อยกว่าอาหารควบคุม สอดคล้องกับการ
ศึกษาวิจัยของ Mashayekhi et al. (2018) พบว่ากลุ่มอาหารที่เสริมโพรไบโอตกิ ชนิด Protexin® มี
ประสิทธภิ าพการใช้อาหารน้อยกวา่ อาหารควบคมุ และสอดคลอ้ งกบั การศึกษาวจิ ัยของ Wang et al.
(2021) พบว่าการเสริมโพรไบโอติกชนิด Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ
Paenibacillus plantarum 16 (10 x 108CFU/kg) ในอาหาร มปี ระสิทธิภาพการใชอ้ าหารน้อยกว่า
อาหารควบคุม ซึ่งจากการเปรียบเทยี บทั้งหมดพบว่ามคี ่าต่างกัน เน่ืองจากใช้ไกต่ ่างสายพนั ธุ์ และโพร
ไบโอตกิ ชนดิ ท่ีไม่เหมอื นกัน ทำให้การตอบสนองของโพรไบโอตกิ ตา่ งกนั
108
สรุปผล
การใชโ้ พรไบโอตกิ (Probiotic) ไดแ้ ก่ ชนดิ Protexin® , Bacillus subtilis 1781 , Bacillus
subtilis 747 , Bacillus subtilis 1781 ร่วมกับ Bacillus subtilis 747 , Bacillus subtilis QST
713 , Paenibacillus polymyxa 10 (10 x 108 CFU/kg) และ Paenibacillus plantarum 16 (10
x 108CFU/kg) เสริมในอาหาร เพื่อเพิ่มสมรรถนะการเจริญเติบโตในไก่เนื้อ พบว่าการเสริมโปรไบโอ
ติกในอาหารทกุ ชว่ งระยะเวลา สามารถเพม่ิ สมรรถภาพการเพิ่มนำ้ หนักตัว อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย
ต่อวนั อัตราการกนิ ได้เฉลีย่ ตอ่ วัน และ ประสทิ ธิภาพการใช้อาหาร
109
เอกสารอา้ งองิ
คึกฤทธิ์ ศิลาลาย. (2561) .โพรไบโอติกที่ใช้ประโยชน์ในปศุสัตว์.วารสารเกษตรพระจอมเกล้า 36 (1)
: 152-160
ชฎาพร หนองขุ่นสาร. 2562. เลือกกินโปรตีนอย่างไรให้เหมาะสมกับร่างกาย (ออนไลน์) .สืบค้นจาก:
https://www.theptarin.com/th (เข้าถงึ เมอื่ 5 ตลุ าคม 2564) .
ศศิพันธ์ วงศส์ ุทธาวาส, วรรณรีย์ วงศไ์ ตรรัตน์, ไกรสทิ ธิ วสเุ พญ็ , เฉลมิ พล เยอื้ งกลาง และ เบญญา
แสนมหายักษ์. (2021) .การเสริมโปรไบโอติกในอาหารไก่เนื้อต่อสมรรถนะการเจริญเติบโต
และคุณภาพเนื้อ.KHON KAEN AGRICULTURE JOURNAL SUPPL. 1:387-393.
เสมอใจ บุรีนอก, ไกรสิทธิ วสุเพ็ญ , เกศรา อำพาภรณ์ และ เบญญา แสนมหายักษ์. (2557) .ผลของ
การใช้แบคทีเรียกรดแลคตกิ ในน้ำพืชหมักเป็นสาร โพรไบโอติกต่อจุลินทรีย์ในไก่เนื้อ.KHON
KAEN AGR. J. 42 SUP.1:268-272.
Ahiwe E.U., Tedeschi Dos Santos T.T., Graham H., and Iji P.A. (2021). Can probiotic or
prebiotic yeast (Saccharomyces cerevisiae) serve as alternatives to in-feed
antibiotics for healthy or disease-challenged broiler chickens: a review. J. Appl. Poult.
Res. 30:1-13.
Mashayekhi H., Mazhari M., and Esmaeilipour O. (2017). Eucalyptus leaves powder,
antibiotic and probiotic addition to broiler diets: effect on growth performance,
immune response, blood components and carcass traits. Animal pp 2049–2055.
Park L., Lee Y., Goo D., Zimmerman N.P., Smith A.H., Rehberger T., and Lillehoj H
S. ( 2 0 2 0 ) . The effects of dietary Bacillus subtilis supplementation, as an
alternative to antibiotics, on growth performance, intestinal immunity, and
epithelial barrier integrity in broiler chickens infected with Eimeria maxima.
Poultry Science. 99:725–733.
Rehman A., Arif M.,Sajjad N.,Al-Ghadi M. Q.,Alagawany M., Abd EI-Hack M.E., Allhimaidi
A.R., Elnesr S.S., Almutairi B.O., Amran R.A., Hussein E.O.S., and Swelum A. A.
( 2 0 2 0 ) . Dietary effect of probiotics and prebiotics on broiler performance,
carcass, and immunity. Poultry Science 99:6946–6953.
Rivera-P’erez W., Barquero-Calvo E., and Chaves A.J. ( 2021) . Effect of the use of
probioticBacillus subtilis (QST 713) as a growth promoter in broilers: an
alternative to bacitracin methylene disalicylate. Poultry Science 100:1-7.
110
Shanmugasundaram R., Applegate T. J., and Selvaraj R. K. (2020) . Effect of Bacillus
subtilis and Bacillus licheniformis probiotic supplementation on cecal
Salmonella load in broilers challenged with salmonella. J. Appl. Poult. Res.
29:808–816.
Wang B., Gong L., Zhou Y., Tang L., Zeng Z., Wang Q., Zou P., Yu D., Li W. ( 2 0 2 1 ) .
Probiotic Paenibacillus polymyxa 10 and Lactobacillus plantarum 16 enhance
growth performance of broilers by improving the intestinal health. Animal
Nutrition 7.829-840.
111
สมั มนาระดบั ปรญิ ญาตรสี าขาสัตวศาสตร์
เร่ือง
การเสริมกรดไขมนั (Omega-6: Omega-3) ในอาหารสุกร
โดย
นางสาวจริ าพร ทองอ้ม
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรนิ ทร์
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
บทคัดย่อ
ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจเลือกเนื้อสัตว์ที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยมีสัดส่วนของกรดไขมัน
จำเป็นมากขึ้น อย่างไรก็ตามหลายคนไม่ได้บริโภคสารอาหารนี้เพียงพอวัตถุประสงค์ของการศึกษานี้
คือเพื่อเพิ่มสารตั้งต้น โอเมก้า-6:โอเมก้า-3 และสารอนุพันธ์ในเนื้อเยื่อและทดสอบว่ากรดไขมันมี
อิทธิพลต่อประสิทธิภาพการเจริญเติบโตเนื้อมีคุณภาพดีและมีปริมาณไขมันที่สะสมในเนื้อน้อยเพ่ือ
ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาสนใจในสุขภาพ โดยจากพฤติกรรมการดำาเนินชีวิตที่
เต็มไปด้วยสภาวการณ์แข่งขันสูง และขาดการดูแลใส่ใจสุขภาพ ทำให้พบผู้ป่วยที่ เป็นโรคที่มีสาเหตุ
จากการดำาเนินชีวิตมากขึ้น เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดโรคความดัน โลหิตสูง โรคเบาหวาน และ
โรคมะเรง็ เป็นต้น ดังนั้น จงึ ทำาใหผ้ ูบ้ รโิ ภคหนั มาสนใจมากขน้ึ ทั้งในผลติ ภัณฑ์อาหารเสริมโอเมก้า-6:
โอเมก้า-3 นำ้ มันปลา หรอื ผลิตภณั ฑจ์ ากสัตว์และเนื้อสัตวท์ ี่ไดจ้ ากการเสรมิ แหล่งกรดไขมันโอเมก้า6:
โอเมก้า-3 ทั้งที่ได้จากพืชและปลาทะเลลงในอาหารสัตว์ซ่ึงพบว่าสามารถเพิ่มองค์ประกอบของ ชนิด
โอเมกา้ -6 :โอเมกา้ -3 ในกลา้ มเน้ือและไขมันของสตั ว์ได้จึงเป็นการเพ่ิมทางเลือกให้แก่ผบู้ รโิ ภคท่ี ใส่ใจ
สุขภาพได้เป็นอย่างดี การเสริมกรดไขมัน (Omega-6: Omega-3) ในสุกรขุน สารที่นำมาเสริมได้แก่
Linseed น้ำมันลินสีดและน้ำมันปลา กากถั่วเหลือง น้ำมันหมูกับน้ำมันปาล์ม เพื่อเพิ่มคุณภาพ
เน้ือสัตว์และการเจริญเติบโตของสุกร พบว่าการใช้ Linseed มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันที่
เพิ่มขึ้นตามลำดับและพบว่ากลุ่มควบคุม n-6/n-3 มีค่าลดลง กลุ่มควบคุม PUFA มีค่าเพิ่มขึ้น และ
กลุ่มควบคมุ SFA มกี ารลดลงตามลำดับ แต่ไม่ส่งผลตอ่ น้ำหนกั ของซากของสกุ ร
คำสำคัญ : โอเมก้า-6,โอเมกา้ -3,คุณภาพซาก,สตั ว์,ไขมนั สกุ ร
112
บทนำ
การผลิตสุกรในปจั จุบันมคี วามต้องการมากขึ้นซึ่งเป็นไปในแนวทางเดยี วกันกับประชากรที่มี
เพ่มิ สูงขึ้นโดยเนือ้ สกุ รมีบทบาทกับมนุษย์ซ่ึงเป็นอาหารพ้นื ฐานทคี่ นทั่วไปนยิ มบริโภคและเน้ือสุกรเป็น
อาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนที่มคี ุณภาพดีในขณะเดียวกันมนุษย์ยังคงคำนึงถึงการบริโภคแหล่งโปรตนี ท่ี
เป็นประโยชนแ์ ละคำนึงถึงคณุ ภาพเน้ือทั้งเน้ือแดงและไขมนั ที่อยู่ในเนื้อสุกร และปัจจุบันได้มีการวิจัย
และพฒั นาโดยวธิ กี ารทางด้านอาหาร การจัดการพันธุ์ และการจัดการในด้านทว่ั ไป โดยการจัดการใน
ด้านอาหารเปน็ ปัจจยั สำคัญในการพฒั นาผลติ ภัณฑเ์ น้ือให้มีคุณภาพทีด่ ี โดยม่งุ เน้นผลิตภัณฑ์ให้เนื้อมี
คุณภาพดี และมีปริมาณไขมันที่สะสมในเนื้อน้อย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่หัน
มาสนใจในสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันในเนื้อที่อาจกอ่ ให้เกิดโรค เช่น โรคหัวใจและหลอดเลอื ด
โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง เป็นต้น โดยเฉพาะโรคหัวใจ และหลอดเลือด ที่
เปน็ ปญั หาสำคญั ของสุขภาพ อตุ สาหกรรมการเลย้ี งสุกรในปัจจุบนั มีการใช้กรด Omega-6:Omega-3
อย่างแพร่หลาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการเจริญเติบโตเพิ่มการย่อยได้ของพลังงานปรับความ
เข้มข้นของไขมันในเลือด โดยกรดไขมัน Omega-6 สามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ เมล็ดธัญพืช ปลา และ
พชื และกรดไขมัน Omega-3 สามารถพบได้ในนำ้ มันพชื บ้างชนิด เชน่ นำ้ มันข้าวโพด น้ำมนั ถว่ั เหลอื ง
น้ำมันจากเมล็ดลินสีด และน้ำมันจากปลา นอกจากนี้การเสริมกรดไขมัน Omega-6:Omega-3 จาก
แหล่งต่างๆ สามารถช่วยปรับปรุงสมรรถภาพการผลติ ของสตั วใ์ หด้ ขี ึน้ อตั ราการเจรญิ เตบิ โตดขี น้ึ และ
มีแนวโน้มการกินได้และประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ โดยรวมแล้วไม่มีผลต่อคุณภาพ
เนื้อแต่พบว่า ทำให้สัดส่วนของไขมัน และเนื้อมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น (อัจฉรา,2556) ดังนั้นจึงมี
วัตถุประสงค์ที่จะรวบรวมและศึกษาเกี่ยวกับการเสริมกรดไขมัน (Omega-6:Omega-3) เพื่อเพิ่ม
สมรรถนะการผลิตสุกรขุน
เมทาบอลิซึมของกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า C18:2 n-6 และ C18:3 n-3 เป็นกรดไขมันจำเป็น
เพราะเป็นกรดไขมันที่ร่างกายคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สังเคราะห์ไม่ได้ กระบวนการเริ่มต้นจาก
การสงั เคราะห์ C18:1 n-9 จาก C18:0 ทีส่ ังเคราะหม์ าจาก Acetyl Co A แล้วเกดิ การ desaturation
ในเอนโดพลาสมิก เรติคูลัม (Endoplasmic Reticulum, ER) โดยเอนไซม์ Fatty acyl Co A
desaturase ทำให้เกิดพันธะคู่แรกสุดที่คาร์บอนตำแหน่งท่ี 9 จากนั้นเกิด Desaturation ครั้งต่อไป
ในพชื จะเกดิ ที่คาร์บอนมากขึน้ 3 ตำแหน่งได้ C18:2 พนั ธะคู่ c ตำแหน่งที่ 9 12 หรือ Linoleic acid
และ C18:3 พันธะคู่ c ตำแหน่งที่ 9 12 15 หรือ Linolenic acid แต่ในคนและสัตว ์ก าร
Desaturation ครงั้ ต่อไปเกดิ ทคี่ าร์บอนลดลงจากเดิม 3 ตำแหนง่ ได้ C18:3 พันธะคู่ c ตำแหนง่ ที่ 3 6
9 และ C18:2 พันธะคู่ c ตำแหน่งที่ 9 6 แต่สัตว์สามารถเปลี่ยน C18:3 n-3 ไปเป็น n-3 PUFA สาย
ยาวขึ้นได้ เช่น C20:5 n-3, C22:5 n-3, C22:6 n-3 เป็นต้น แต่พืชไม่มีกระบวนการนี้ ดังนั้นอาหาร
จากพืชจึงไม่มีกรดไขมัน PUFA สายยาว ทั้ง C18:2 n-6 และC18:3 n-3 เป็นสารตั้งต้นในการ
113
สังเคราะห์กรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาวชนิดอื่น สารตั้งต้นของ n-3 PUFA คือ C18:3 n-3 ซึ่งสามารถ
เปลี่ยนเป็น EPA และ DHA โดยอาศัยการ Elongation และ เอนไซม์ Desaturase ชนิดต่างๆในไม
โครโซม (Microsome) สำหรับ n-6 PUFA เกดิ ปฎิกริ ิยาและใชเ้ อนไซม์เดยี วกนั แตม่ ี C18:2 n-6 เป็น
สารตั้ง ต้น ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็น -linolenic acid (C18:3 n-6) และ arachidonic acid (C20:4
n-6) ไดต้ ามลำาดับ (อจั ฉรา,2556)
กรดไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fatty acid, SFA) เป็นกรดไขมันที่โมเลกุลไม่สามารถรับ
ไฮโดรเจนได้อีก ที่พบในอาหาร มีจำนวนคาร์บอนตั้งแต่ 4 ถึง 24 อะตอม กรดไขมันชนิดอิ่มตัวที่พบ
มากท่ีสดุ ในอาหาร ได้แก่ กรดปาลมติ ิก พบมากในนำ้ มันปาล์ม กรดไขมันท่ีมนี ้ำหนกั โมเลกุลน้อยท่ีสุด
คือกรดบวิ ทริ กิ พบมากในเนย ส่วนกรดลอรกิ พบมากในน้ำมนั มะพร้าวและกรดเสตียริกพบได้ในน้ำมัน
พชื และไขมนั สตั ว์ทว่ั ๆ ไป
กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เป็นกรดไขมันที่มีพันธะคู่อยู่ในโมเลกุล ถ้ามีพันธะคู่เพียงอันเดียว
เรียกว่า กรดไขมันที่มพี ันธะคู่หนึ่งอัน (monounsaturated fatty acid, MUFA) ถ้ามีพันธะค่หู ลายๆ
อัน เรียกว่า กรดไขมันที่มีพันธะคู่หลายอัน(polyunsaturated fatty acid, PUFA) กรดไขมันชนิดไม่
อิ่มตัวที่พบมากในอาหาร ได้แก่ กรดโอเลอิก พบมากในน้ำมันมะกอกในโมเลกุลมีคาร์บอน 18
อะตอมและมีพันธะคู่หนึ่งอัน พบทั้งในน้ำมันพืชและไขมันสัตว์ ส่วนพวกกรดไขมันที่มีพันธะคู่หลาย
อันจะมีจำนวนพันธะคู่ตั้งแต่สองอันขึ้นไป และตำแหน่งของพันธะคู่จะแตกต่างกัน พบมากเฉพาะใน
น้ำมันพชื เท่านนั้ ไดแ้ ก่กรดลิโนเลอกิ กรดลโิ นเลนิก และกรดอะแรคิโดนกิ
กรดไขมัน Omega -6 คือ กลุ่มของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่แรก อยู่ที่คาร์บอน
ตำแหน่งท่ี 6 นับจากปลาย Methyl ซึ่งจัดเป็นกรดไขมันจำเป็น ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ เช่น
กรดลิโนอิด กรดอะแรชิโดนิด โดยมีสารตั้งต้น คือ กรดลิโนเลอิด พบมากใน เนื้อสัตว์ เมล็ดธัญพืช
ปลา และพืช บทบาทของกรดไขมันโอเมก้า -6 รกั ษาโครงสรา้ งของเซลล์ผิวหนังและเย่ือบตุ ่างๆ ไม่ให้
สารผ่านเข้าออกมากจนเกินไป ทำให้เลือดแข็งตัว (Thromboxane) และช่วยละลายลิ่มเลือด
(Prostacyclin) กระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบ (Fight or Fight response) และช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวในสุกร
แรกเกดิ (อัจฉรา,2556)
114
ภาพท่1ี สตู รโครงสรา้ งของกรดอะราคิโดนกิ
ท่มี า: Food Network Solution
กรดไขมัน Omega -3 คือ กลุ่มของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่แรก อยู่ที่คาร์บอน
ตำแหน่งที่ 3 นับจากปลาย Methyl ซึ่งจัดเป็นกรดไขมันจำเป็น ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้
Omega -3 สามารถพบมากในวัชพืชน้ำ สาหร่ายน้ำจืด-เค็ม พืชสีเขียว แบคทีเรีย แพลงค์ตอน และ
จากน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำามันจากเมล็ดลินสีด แต่สำหรับใน
น้ำมัน ปลานั้นประกอบด้วยกรดไขมันโอเมก้า -3 พบว่าการ เสริมกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า -3 ช่วยใน
การเพิ่มสมรรถภาพการผลิตและช่วยปรับปรุงคุณภาพซากของสุกร และช่วยลดการจับตัวของเ กล็ด
เลือดที่ทำให้เกิดล่ิมเลือดเป็นไปได้ช้าลง จะช่วยลดปริมาณไขมันในเลือด ซึ่งสามารถบรรเทาอาการ
ปวดบวมของโรคขอ้ อกั เสบในสุกร (อัจฉรา,2556)
ภาพท2ี่ สูตรโครงสรา้ งของ OMEGA-3 FATTY ACIDS
ท่มี า: mediblog. (2011)
115
ตารางที่1 การเสริมกรดไขมัน (Omega-6:Omega-3) ต่อการกินได้และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็น
เนือ้
ทีม่ า กลมุ่ การกินได้ (FI) FCR สายพันธุ์สกุ ร
Song et al. Linseed (%) (g) (kg) สกุ รพันธล์ุ กู ผสม
(2020)
0 2482 3.58
4:1 2562 3.39
2:1 2714 3.54
Can et al. น้ำมนั ลนิ สีดและนำ้ มนั ปลา สกุ รพันธล์ุ กู ผสม
(2021)
5:1 2571 0.333
10:1 2556 0.327
15:1 2535 0.324
17:1 2496 0.326
Liu et al. น้ำมนั ถ่ัวเหลือง สกุ รพันธล์ุ กู ผสม
(2018)
5:1 2649 0.326
10:1 2602 0.334
15:1 2626 0.334
Segura et al. นำ้ มันหมกู บั น้ำมนั ปาล์ม (g) (kg) สกุ รพันธ์ลุ ูกผสม
(2015)
0 2073 2.98
5 2098 3.14
การเสริมกรดไขมนั (Omega-6: Omega-3) ตอ่ การกนิ ได้และอัตราการเปลีย่ นอาหารเปน็ เนอ้ื
จากตารางที่1 จะเห็นได้ว่าการใช้ Linseed (%) เสริมที่ระดับ 0 4:1 และ 2:1 % พบว่าการ
กนิ ได้ และ FCR ของสุกรลูกผสม ไม่มคี วามแตกตา่ งกนั ระหวา่ งกลุ่มการเสริม Song et al. (2020) ใน
ขณะเดียวกัน Can et al. (2021) รายงานว่าการเสริมน้ำมันลินสีดและน้ำมันปลา เสริมที่ระดับ 5:1
10:1 15:1 และ 17:1 ในอาหาร การกินได้ และ FCR ของสุกรลูกผสม พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน
ระหว่างกลุ่มการเสริม อย่างไรก็ตาม Liu et al. (2018) ได้รายงานว่า การเสริมน้ำมันถัว่ เหลือง เสริม
ที่ระดับ 5:1 10:1 และ 15:1 ในอาหาร การกินได้ และ FCR ของสุกรลูกผสม ไม่มีความแตกต่างกัน
116
ระหว่างกลุ่มการเสริม สอดคล้องกับ Segura et al. (2015) รายงานว่า การเสริมน้ำมันหมูกับน้ำมัน
ปาล์ม เสริมที่ระดับ 0 และ 5 ในการกินได้ และ FCR ของสุกรลูกผสม ไม่มีความแตกต่างกันระหว่าง
กลมุ่ การเสรมิ
ตารางที่2 การเสริมกรดไขมนั (Omega-6: Omega-3) ต่ออัตราการเจริญเตบิ โตเฉลย่ี ต่อวนั
ทมี่ า กลุ่มควบคมุ ADG สายพนั ธส์ุ ุกร
Song et al. Linseed (%) (g) สุกรพนั ธลุ์ ูกผสม
(2020)
0 695b
4:1 757a
2:1 768a
Can et al. น้ำมันลินสดี และนำ้ มนั ปลา สกุ รพนั ธลุ์ กู ผสม
(2021)
5:1 856
10:1 836
15:1 822
17:1 813
Liu et al. น้ำมนั ถ่วั เหลือง สุกรพนั ธุ์ลกู ผสม
(2018)
5:1 869
10:1 861
15:1 838
Segura et al. น้ำมนั หมูกบั นำ้ มันปาล์ม สุกรพนั ธ์ุลกู ผสม
(2015)
0 91
5 95
การเสรมิ กรดไขมัน (Omega-6: Omega-3) ตอ่ อัตราการเจริญเติบโตเฉล่ียตอ่ วัน
จากตารางที่2 จะเห็นได้ว่าการเสริม Linseed (%) ในสุกรลูกผสม เสริมที่ระดับ 0 4:1 และ
2:1 % ทำให้อัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นเมือ่ เสรมิ ที่ระดับ 4:1 และ 2:1 % เมื่อเทียบกันระหว่างกลุ่ม
เสริม Song et al. (2020) ในขณะเดียวกัน Can et al. (2021) รายงานว่า การรเสริมน้ำมันลินสีด
และน้ำมันปลา ในสุกรลูกผสม ที่ระดับ 5:1 10:1 15:1 และ 17:1 พบว่าอัตราการเจริญเติบโตไม่มี
117
ความแตกตา่ งกันระหว่างกลุ่มเสริม สอดคลอ้ งกับ Liu et al. (2018) ไดร้ ายงานว่า การเสรมิ น้ำมันถั่ว
เหลือง ในสุกรลูกผสม เสริมที่ระดับ 5:1 10:1 และ 15:1 พบว่าอัตราการเจริญเติบโตไม่มีความ
แตกตา่ งกนั อย่างไรก็ตาม Segura et al. (2015) ได้รายงานวา่ การเสรมิ น้ำมนั หมกู บั น้ำมันปาล์ม ใน
สุกรลกู ผสม เสริมทรี่ ะดับ 0 และ 5 พบว่าอตั ราการเจรญิ เตบิ โตไม่มีความแตกตา่ งกัน
ตารางท่3ี การเสรมิ กรดไขมนั (Omega-6: Omega-3) ต่อคณุ ภาพซาก
ทีม่ า กล่มุ ควบคมุ Carcass weight Backfat thickness สายพนั ธุส์ กุ ร
สุกรพนั ธุ์
Song et al. Linseed (%) (kg) (mm) ลูกผสม
(2020) สุกรพนั ธุ์
ลกู ผสม
0 78.09 23.37
สุกรพนั ธ์ุ
4:1 78.29 23.45 ลูกผสม
3:1 78.47 23.12 สกุ รพนั ธ์ุ
ลูกผสม
Can et al. นำ้ มนั ลนิ สดี และ
(2021) นำ้ มันปลา
5:1 91.6 19.3
10:1 91.5 19.3
15:1 91.2 19.2
17:1 90.7 18.8
Liu et al. น้ำมันถัว่ เหลือง
(2018)
5:1 - 20.8
10:1 - 20.3
15:1 - 20.9
Segura et นำ้ มนั หมูกบั
al. (2015) นำ้ มันปาลม์
0 90.00 -
5 89.70 -
การเสริมกรดไขมนั (Omega-6: Omega-3) ตอ่ คุณภาพซาก
จากตารางท่3ี จะเห็นได้ว่าการใช้ Linseed (%) ในสกุ รลกู ผสม เสริมท่รี ะดบั 0 4:1 และ 2:1
% พบวา่ ต่อคุณภาพซากไมม่ ีความแตกตา่ งกัน Song et al. (2020) สอดคลอ้ งกับ Can et al. (2021)
รายงานว่า การเสริม น้ำมันลินสีดและน้ำมันปลา เสริมที่ระดับ 5:1 10:1 15:1 และ 17:1 ของสุกร
118
ลูกผสม พบว่าคุณภาพซากไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มการเสริม อย่างไรก็ตาม Liu et al.
(2018) รายงานว่าการเสริมน้ำมันถั่วเหลือง ที่ระดับ 5:1 10:1 และ 15:1 ของสุกรลูกผสม พบว่า
คุณภาพซากไม่มีความแตกต่างกัน ในขณะเดียวกัน Segura et al. (2015) ได้ศึกษาการเสริม น้ำมัน
หมูกับน้ำมันปาล์ม ที่ระดับควบคุม 0 และ 5 ของสุกรพันธ์ลูกผสม พบว่าคุณภาพซากไม่มีความ
แตกตา่ งกนั ของกลมุ่ ควบคมุ
ตารางท่ี4 การเสรมิ กรดไขมนั (Omega-6: Omega-3) ต่อเนื้อสุกรขนุ
ทม่ี า กลมุ่ n-6/n-3 PUFA MUFA SFA สายพนั ธุ์
ควบคมุ สกุ ร
Song et Linseed สุกรพนั ธ์ุ
al. (2020) (%) ลูกผสม
0 15.81a 14.54c 42.68 38.97a
4:1 4.06b 17.75a 41.41 36.63b
2:1 3.41b 19.13a 41.08 35.50b
Can et al. น้ำมันลินสีด สุกรพนั ธ์ุ
(2021) และน้ำมนั ลูกผสม
ปลา
5:1 17.81 38.00 35.02 25.99
10:1 15.11 38.18 34.79 25.93
15:1 10.06 37.04 31.87 30.09
17:1 5.11 39.06 25.35 35.24
Liu et al. นำ้ มันถั่ว สุกรพนั ธ์ุ
(2018) เหลือง ลูกผสม
5:1 6.48c 14.88 46.39 38.72
10:1 15.81b 14.79 45.10 40.11
15:1 18.09a 14.56 41.69 40.75
Segura et นำ้ มนั หมู สกุ รพนั ธุ์
al. (2015) กับน้ำมนั ลูกผสม
ปาล์ม
0 - 15.11 46.26 38.63
5 - 14.14 47.41 38.45
119
การเสรมิ กรดไขมนั (Omega-6: Omega-3) ต่อเน้อื สกุ รขุน
จากตารางที่3 จะเห็นได้ว่าจากการศึกษาการเสริม Linseed ที่ระดับ 0 4:1 และ 2:1 กลุ่ม
ควบคุมท่ี n-6/n-3 มคี า่ ลดลงทรี่ ะดบั 4:1 และ 2:1 % คา่ PUFA มีคา่ เพม่ิ ขึ้นที่ระดับ 0 4:1 และ 2:1
ตามลำดับ ส่วนค่า MUFA ไม่มีความแตกต่างกัน และ ค่า SFA มีการลดลงตามลำดับ Song et al.
(2020) อย่างไรก็ตาม Can et al. (2021) รายงานว่าการเสริมน้ำมันลินสีดและน้ำมันปลา ที่ระดับ
5:1 10:1 15:1 และ17:1 ไมม่ ีความแตกตา่ งกัน ในขณะเดียวกนั Liu et al. (2018) รายงานวา่ นำ้ มัน
ถั่วเหลือง เสริมท่ีระดับ 5:1 10:1 และ 15:1 มคี ่าเพิ่มขนึ้ ท่ีกลุ่มควบคุม n-6/n-3 ตามลำดับ อย่างไรก็
ตาม Segura et al. (2015) รายงารว่า การเสริมน้ำมันหมูกับน้ำมันปาล์ม ที่ระดับ 0 และ 5 ไม่มี
ความแตกต่างกัน
สรปุ ผล
การเสริมกรดไขมัน (Omega-6: Omega-3) ในสุกรขุน สารที่นำมาเสริมได้แก่ Linseed
น้ำมันลินสีดและน้ำมันปลา น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันหมูกับน้ำมันปาล์ม เพื่อเพิ่มคุณภาพเนื้อสัตว์และ
การเจริญเติบโตของสุกร พบว่าการใช้ Linseed มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มข้ึน
ตามลำดับและพบว่ากลุ่มควบคุม n-6/n-3 มีค่าลดลง กลุ่มควบคุม PUFA มีค่าเพิ่มข้ึน และกลุ่ม
ควบคุม SFA มีการลดลงตามลำดบั แต่ไม่สง่ ผลต่อนำ้ หนักของซากของสุกร
120
เอกสารอ้างองิ
มงคล คงเสน, สรุ เสน ศรีริกานนท์, อัจฉรา นิยมเดชา. 2556.การใช้กรดไขมันโอเมก้าในการเพ่ิม
สมรรถภาพการผลิตและคณุ ภาพซากของสกุ ร. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ วทิ ยาลัยเกษตรและ
เทคโนโลยีนราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 1 อาจารย์ คณะเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สุรเสน ศรีริกานนท์ วท.ม. (Surasen Sririkanont,
M.Sc.)2 มงคล คงเสน วท.ม. (Mongkon Khongsen, M.Sc.)3 3 อาจารย์ วิทยาลัยเกษตร
และเทคโนโลยีนราธิวาส มหาวทิ ยาลยั นราธิวาสราชนครนิ ทร.
Chang Hyun Song, Seung Min Oh, SuHyup, Lee, YoHan Choi, Jeong Dae Kim, Aera
Jangand JinSoo Kim.2020. The Ratio of Dietary n-3 Polyunsaturated Fatty
Acids Influences the Fat Composition and Lipogenic Enzyme Activity in
Adipose Tissue of Growing Pigs. 1College of Animal Life Sciences, Kangwon
National University, Chuncheon 24341, Korea 2Gyeongbuk Livestock
Research Institute, Yeongju 63052, Korea 3Department of Swine Science,
Korea National College of Agriculture and Fisheries, Jeonju 54874, Korea
4Swine Division, National Institute of Animal Science, Rural Development
Administration, Cheonan 31000, Korea 5 Department of Applied Animal
Science, BK21 Plus Program, Kangwon National University, Chuncheon
24341, Korea.
Hao Yang Sun, Hyeok Min Yun, and In Ho Kim.2021. Effects of dietary n-6/n-3
polyunsaturated fatty acids ratio on growth performance, apparent digestibility,
blood lipid profiles, fecal microbiota, and meat quality in finishing pigs.
Received 17 April 2019. Accepted 15 October 2019. H.Y. Sun,* H.M.Yun,* and
I.H. Kim. Department of Animal Resource and Science, Dankook University,
Cheonan-si, Chungnam 31116, Korea. Corresponding author: In Ho Kim (email:
[email protected]). *These authors contributed equally to this work.
Copyright remains with the author(s) or their institution(s). Permission for reuse
(free in most cases) can be obtained from RightsLink. 272 Can. J. Anim. Sci. 100:
272– 281 (2020) dx.doi.org/10.1139/cjas-2019-0072 Published at
www.nrcresearchpress.com/cjas on 19 November 2019.
121
Wen Chao Liu , In Ho Kim.2018. Effects of different dietary n-6:n-3 PUFA ratios on
growth performance, blood lipid profiles, fatty acid composition of pork,
carcass traits and meat quality in finishing pigs. 1 Department of Animal
Science,College of Agriculture, Guangdong Ocean University, Zhanjiang,
Guangdong 524088, China 2 Department of Animal Resource & Science,
Dankook University, Cheonan, Chungnam 330-714, South Korea
Corresponding author: [email protected]
J. Segura , M. I. Cambero , L. Cámara, C. Loriente, G. G. Mateos, and C. J. López-
Bote.2015. Effect of sex, dietary glycerol or dietary fat during late fattening, on
fatty acid composition and positional distribution of fatty acids within the
triglyceride in pigs. 1Departamento de Producción Animal,Universidad
Complutense de Madrid, 28040 Madrid, Spain; 2 Departamento de Nutricióny
Bromatología, Universidad Complutense de Madrid, 28040 Madrid, Spain; 3 CEI
Campus Moncloa, UCM-UPM, 28040Madrid, Spain; 4Departamento de
Producción Animal, Universidad Politécnica de Madrid, 28040 Madrid, Spain; 5
Incarlopsa, Tarancón, 16400, Cuenca, Spain.