ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้ สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความอนุเคราะห์ และเอาใจใส่อย่างดียิ่งจาก อาจารย์ ปริญญา เงินพลอยและครูกานดา พูลอำไภย์ ในการให้คำปรึกษาที่เป็นประโยชน์ แนะนำแนวทางในการทำ วิจัย ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะทางวิชาการอันทรงคุณค่าเพื่อให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ครูกานดา พูลอำไภย์ ครูธนนันท์ ขยันกิจ และครูเสาวลักษณ์ ยอดเเตง ที่กรุณา รับเป็นผู้เชี่ยวชาญ ตรวจและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี ผู้วิจัยขอขอบคุณผู้อำนวยการโรงเรียน นายไพโรจน์ เงินวิเศษ ที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่เก็บรวบรวมข้อมูล ขอขอบคุณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยทำให้งานวิจัยมี ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คุณค่าและประโยชน์ใดๆ อันจะเกิดจากงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณของบิดา มารดา ครู อาจารย์ทุกท่าน ที่ประสิทธิประสาทวิชาแก่ผู้วิจัย 145
ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย…………………………………………………………………………………………………………ก กิตติกรรมประกาศ………………………………………………………………………………………………………….ข สารบัญ............................................................................................................................. ..........ค บทที่ 1 บทนำ…………………………………………………………………………………………………………….. 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา…………………………………………………………….. 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………….…… 2 1.3 ขอบเขตของการวิจัย………………………………………………………………………………………… 3 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ…………………………………………………………………………………………….. 3 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ……………………………………………………………………………….. 4 1.6 สมมุติฐานของการวิจัย……………………………………………………………………………………. 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………………….. 5 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………………………………..……5 2.1.1 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย…………………………………………………5 2.1.2 การอ่าน……………………………………………………………………………………….…...5 2.1.3 การอ่านจับใจความ…………………………………………………………………………...10 2.1.4 เทคนิคสอนอ่านแบบ SQ3R……………………………………………………...……….16 2.1.5 การจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบ SQ4R………………………………………..18 2.1.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างชุดกิจกรรม…………………………………...22 2.1.7 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม……………………………………………………26 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………………………………27 2.2.1 งานวิจัยในประเทศ…………………………………………………………………………….27 2.2.2 งานวิจัยต่างประเทศ…………………………………………………………………………..28 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย………………………………………………………………………………………………30 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………………………30 3.2 เครื่องมือวิจัย……………………………………………………………………………………………………30 3.3 การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือวิจัย…………………………………………………….30 3.3.1 แผนการจัดการเรียนรู้………………………………………………………………………..30 3.3.2 นวัตกรรม....................................................................................................33 3.3.3 เครื่องมือวัดผล………………………………………………………………………………….56 3.4 สถิติที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………………………………….66 146
ง สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………………….67 บทที่ 5 สรุปผล การอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ………………………………………………………………69 5.1 สรุปผล………………………………………………………………………………………………………………70 5.2 การอภิปรายผล…………………………………………………………………………………………………..70 5.3 ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………………………….71 เอกสารอ้างอิง…………………………………………………………………………………………………………………72 ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………………………..75 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ/กลุ่มตัวอย่าง……………………………………………………………76 ภาคผนวก ข เครื่องมือวิจัย…………………………………………………………………………………………78 ภาคผนวก ค ค่าคุณภาพของเครื่องมือวิจัย……………………………………………………………………113 ภาคผนวก ง เอกสารประกอบการดำเนินงานวิจัย………………………………………………………….115 ภาคผนวก จ ประมวลภาพกิจกรรมการเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………….116 ประวัติย่อผู้วิจัย………………………………………………………………………………………………………………118 147
1 บทที่ 1 บทนํา ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ปัจจุบันเป็นยุคที่โลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอันสืบเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อ เชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ของทุกภูมิภาคของโลกเข้าด้วยกัน กระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นในศตวรรษ ที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดำรงชีพของสังคมอย่างทั่วถึง ครูจึงต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการ เรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียน มีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกในศตวรรษที่ 21 ที่ เปลี่ยนไปจากสตวรรษที่ 20 และ 19 โดยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญที่สุด คือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กในสตวรรษ ที่ 21 นี้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็น ในปัจจุบันการเรียนการสอนภาษาไทย เด็กนักเรียนบางคนยังไม่สามารถใช้ทักษะต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะ เป็นการฟังการอ่าน การพูด และการเขียนในการดำเนินชีวิตได้ ดังคำกล่าวของพันทิพย์ เกื้อเพชร กล่าวว่า อุปสรรคปัญหาที่พบในการเรียนวิชาภาษาไทย คือ การขาดทักษะการอ่าน โดยเฉพาะการอ่านในระดับพื้นฐาน คือ การอ่านจับใจความสำคัญของสาร ซึ่งต้องผ่านการฝึกฝนการอ่านเป็นอย่างดีของ (พันทิพย์ เกื้อเพชร , 2545, หน้า 53) จากการวิเคราะห์ปัญหาที่พบว่าสาเหตุของปัญหาที่สำคัญ คือ ครูไม่ส่งเสริมให้นักเรียนค้นคว้า หาคำตอบหรือแก้ปัญหาด้วยตนเองหรือปัญหาเด็กไทยไม่รักการอ่าน เป็นปัญหาที่ทุกคนในสังคมจะต้อง ประสานความร่วมมือช่วยกันแก้ไขอย่างจริงจังและจริงใจ การอ่านถือว่าเป็นหัวใจการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน และมีความสำคัญยิ่งต่อการนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จ เพราะการอ่านทำให้รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้ผู้อ่านมีความสุขมีความหวังและมีความอยากรู้อยากเห็น อัน เป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคน ทั้งนี้การอ่านยังมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์และมีความอยากรู้อยากเห็น การที่จะ พัฒนาประเทศเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้มา จากการอ่านนั่นเอง ดังนั้นการอ่านหนังสือนั้นมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคนเราอย่างยิ่งและในการ อ่านนั้นเมื่อเราอ่านแล้วต้องสามารถจับใจความให้ได้ด้วย การอ่านจับใจความจึงนับว่าเป็นหัวใจของการอ่าน การจับใจความอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้อ่านรู้ และเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ที่อ่านได้ ผู้อ่านจึงสามารถนำความรู้ไปพัฒนาตนเองดังที่สิริวรรณ เสนา กล่าวว่า ความเข้าใจในการอ่านถือเป็นหัวใจสำคัญของการอ่าน เพราะว่าถ้าผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่อ่านและ ไม่ สามารถจับใจความสำคัญของสิ่งที่อ่านได้ ผู้อ่านก็ไม่สามารถที่จะนำสาระความรู้และข้อเสนอไปใช้ปฏิบัติให้ เกิดประโยชน์ต่อตนเองได้ การอ่านนั้นถือเป็นการอ่านที่ไม่สมบูรณ์ (สิริวรรณ เสนา ,2541 ,หน้า 40) สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว วิธี SQ4R เป็นวิธีการสอนอ่านที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถอ่านจับใจความ ได้ดีเพราะเป็นเทคนิคการสอนอ่านที่เป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสิ่งที่อ่านด้วยตนเองซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. การสำรวจ (S Survey) หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้สอนให้นักเรียนอ่านบทอ่านและคำถามจากบทอ่านอย่างคร่าว ๆ 148
2 เพื่อเป็นการมองภาพรวมของเรื่องราว 2.การตั้งคำถาม (Q -Question) หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้เรียนตั้งคำถาม จากบทอ่าน โดยมีครูผู้สอนคอยชี้แนะแนวทางให้นักเรียนได้ฝึกตั้งคำถาม 3. การอ่านอย่างรอบคอบ (R1- Read) หมายถึง ขั้นตอนที่นักเรียนอ่านบทอ่านอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจและตอบคำถามจากบทที่อ่าน ที่ตั้งไว้ 4.การจดจำ (R2-Recite) หมายถึง ขั้นตอนที่นักเรียนทำความเข้าใจคำตอบแล้วจดบันทึกย่อ เพื่อเตือน ความจำของตนเอง 5.การเขียนสรุปใจความ (R3-Write) หมายถึง ขั้นตอนที่นักเรียนบอกคำตอบได้แล้ว ซึ่ง ครอบคลุมความหมายเดิมมาเขียนสรุปใจความด้วยภาษาตนเอง 6.การทบทวน (R4 Review) หมายถึง ขั้นตอนที่นักเรียนทบทวนเรื่องที่อ่านทั้งหมด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่ทำให้เกิด การกระตุ้นความคิดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนเกิดความสามารถในการอ่านจับใจความ นอกจากนี้ วิธี S04R ยังทำให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรียนในชั้นเรียนมีความมั่นใจในความสามารถของตนและมีความ สนใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น จากความสำคัญของการอ่านจับใจความ ผู้วิจัยเห็นว่า นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนให้มีทักษะในการ อ่านจับใจความ เพื่อให้นักเรียนรู้และเข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ถูกต้องและสามารถจับใจความของเรื่องได้ในเวลา ที่รวดเร็ว นอกจากนี้การฝึกทักษะการอ่านจับใจความเป็นวิธีการสอนอ่านอีกวิธีหนึ่งที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาการ สอนอ่านจับใจความได้เป็นอย่างดี ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะสร้างชุดกิจกรรมสำหรับฝึกอ่านจับใจความ โดย นำไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองใหม่ (ชลอราษฎร์รังสฤษฏ์) เพื่อเป็นสื่อการเรียน การสอนที่จะสามารถตอบสนองนักเรียนให้มีทักษะในการอ่านจับใจความดีขึ้น เพื่อส่งเสริมการอ่าน โดยใช้ เทคนิค SQ4R จะเป็นวิธีที่จะช่วยปรับปรุงและพัฒนาความสามารถในการอ่านของผู้เรียนภาษาให้มี ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เพราะเป็นวิธีที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและยังเป็นวิธีที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้จากการตั้งคำถาม การจดบันทึก การเล่าถึงเรื่องที่อ่าน ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการ เขียนสรุปใจความ นอกจากนั้นการทบทวนในสิ่งที่อ่านก็ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่รู้จักคิดอย่างมี วิจารณญาณ ดังนั้นผู้วิจัยเห็นว่าการใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R จะพัฒนาความสามารถในการอ่านและการ เขียนสรุปใจความภาษาไทยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเทคนิคการอ่านแบบ SQ4R จะช่วย ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถในการอ่านของผู้เรียนภาษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลัง เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะโดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความ 149
3 ขอบเขตของการวิจัย ประชากร ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองใหม่ (ชลอราษฎร์ รังสฤษฏ์) อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้อง รวม 30 คน กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเมืองใหม่ (ชลอราษฎร์ รังสฤษฏ์) ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ม.1 จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื้อหา ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองแบบฝึกทักษะโดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R เพื่อส่งเสริมทักษะการ อ่านจับใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง โดยกำหนดเนื้อหาในแผนการ จัดการเรียนรู้ ดังนี้ 1. การอ่านจับใจความจากนิทานชาดก 2. การอ่านจับใจความจากบทความ ระยะเวลาในการวิจัย ดำเนินการทดลองตั้งแต่ วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ถึง วันที่ 30 กันยายน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 นิยามศัพท์เฉพาะ ทักษะจับใจความสำคัญ หมายถึง ความสามารถในการอ่านอย่างเข้าใจ เพื่อให้ทราบว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และผลเป็นอย่างไร แล้วสรุปสาระใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ สื่อที่ผู้เรียนเลือกเอง หมายถึง เนื้อหา หรือสาระที่ผู้เรียนใช้ประกอบการฝึกหัดอ่านจับใจความ โดยผู้เรียนเป็นผู้เลือก เรื่องที่อ่าน ด้วยตนเอง และผู้วิจัยนำเนื้อหาสาระที่ผู้เรียนเลือกมาจัดทำเป็นแบบฝึกหัด ได้แก่ นิทานชาดกและบทความ ความสามารถในการอ่านจับใจความ หมายถึง ความสามารถของผู้เรียนในการทำความเข้าใจเรื่องที่ อ่าน โดยสามารถจับประเด็นสำคัญของเรื่องหรือบอกใจความสำคัญของเรื่องและตอบคำถามจากเรื่องที่อ่านได้ โดยวัดได้จากแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนประเภทหนึ่งที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิด ความรู้ ความเข้าใจและทักษะเพิ่มขึ้นซึ่งมีจำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 การอ่านจับใจความนิทานชาดก เรื่อง ที่ 2 การอ่านจับใจความจากบทความ เพื่อให้นักเรียนสามารถอ่านจับใจความจากเนื้อเรื่องได้ โดยผู้วิจัยมี ขั้นตอนการฝึกการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค SQ4R 150
4 วิธี SQ4R หมายถึง วิธีการสอนอ่านที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถอ่านจับใจความได้ดีเพราะเป็นเทคนิคการ สอนอ่านที่เป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสิ่งที่อ่านด้วยตนเองซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. การสำรวจ (S Survey) 2. การตั้งคำถาม (Q -Question) 3. การอ่านอย่างรอบคอบ (R1-Read) 4.การจดจำ (R2-Recite) 5.การเขียน สรุปใจความ (R3-Write) 6.การทบทวน (R4 Review) ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หมายถึง ความสามารถของแบบฝึก ทักษะการอ่านจับ ใจความให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R ที่ช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ระหว่างเรียนและทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนได้ถึงเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยกำหนดให้ 80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ของคะแนนที่นักเรียนทำกิจกรรมหรือแบบฝึกหัด ระหว่างเรียน 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ของคะแนนที่นักเรียนที่ทำคะแนนการทดสอบหลังเรียน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความหลังจากใช้ชุดกิจกรรมแบบฝึกทักษะ 2. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค SQ4R มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ สมมติฐานการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะโดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะโดยใช้ เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน 151
5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ การพัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค เพื่อส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาเอกสารแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ตามลำดับดังนี้ 2.1 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.2 การอ่าน 2.3 การอ่านจับใจความ 2.4 เทคนิคสอนอ่านแบบ SQ3R 2.5 การจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบ SQ4R 2.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างชุดกิจกรรม 2.7 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม 2.1 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดสาระการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเกณฑ์ในการ กำหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งกำหนดไว้เฉพาะส่วนที่จำเป็น สำหรับเป็น พื้นฐานในการดำรงชีวิตึให้มีคุณภาพ สำหรับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ตามความสามารถ ความถนัด และ ความสนใจของผู้เรียน สถานศึกษาสามารถพัฒนาเพิ่มเดิมได้สำหรับสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมี 5 สาระ ดังนี้ สาระการเรียนรู้ สาระที่ 1 : การอ่าน สาระที่ 2 : การเขียน สาระที่ 3 : การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 : หลักการใช้ภาษา สาระที่ 5 : วรรณคดี และวรรณกรรม สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 : ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาและสร้าง วิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน 1. สามารถอ่านได้คล่องและอ่านได้เร็วขึ้น เข้าใจความหมายของคำ สำนวนโวหาร การบรรยาย การ พรรณนา การเปรียบเทียบ การใช้บริบท เข้าใจความหมายของถ้อยคำสำนวนและเนื้อเรื่อง และใช้แหล่งเรียนรู้ พัฒนาความสามารถการอ่าน 152
6 2. สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น วิเคราะห์ความ ตีความ สรุปความ หาคำสำคัญในเรื่อง ที่อ่านและใช้แผนภาพ โครงเรื่องหรือแผนภาพความคิดพัฒนาความสามารถ การอ่านนำความรู้ความคิดจาก การอ่านไปใช้แก้ปัญหา ตัดสิน คาดการณ์ และ ใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน การตรวจสอบความรู้ และค้น หาเพิ่มเติม 3. สามารถอ่านในใจและอำนออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้คล่องและรวดเร็วถูกต้องตาม ลักษณะคำประพันธ์และอักขรวิธีและจำบทร้อยกรองที่มีคุณค่าทางความคิดและความงดงามทางภาษา สามารถอธิบายความหมายและคุณค่านำไปใช้อ้างอิง เลือกอ่านหนังสือสารสนเทศ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ ตามจุดประสงค์อย่างกว้างขวาง มีมารยาทการอ่านและนิสัยรักการอ่าน ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นกระบวนการทางสมองที่ต้องใช้สายตาสัมผัสตัวอักษรหรือสิ่งพิมพ์อื่น รับรู้และเข้าใจ ความหมายของตำหรือสัญลักษณ์โดยแปลออกมาเป็นความหมายที่ใช้สื่อความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียน กับผู้อ่านให้เข้าใจตรงกันและผู้อ่านสามารถนำเอาความหมายนั้น ๆ ไปใช้ไห้เป็นประโยชน์ได้ (วรรณี โสม ประยูร, 2542, น.121) เพราะฉะนั้นหัวใจของการอ่านจึงอยู่ที่การเข้าใจความหมายของคำและเกิดการแปล ความหมายของอักษรออกมาเป็นความคิด ซึ่งไม่ได้พูดออกมาเป็นเสียงและนำความคิดนั้นไปใช้ประโยชน์ สรุปได้ว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางสมอง เพื่อรับรู้และเข้าใจความหมายของคำหรือสัญลักษณ์ โดยแปลออกมาเป็นความหมายที่ ใช้สื่อความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้ข้าใจตรงกัน และผู้อ่าน สามารถนำเอาความหมายนั้น ๆ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ จุดมุ่งหมายการอ่าน มีนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการอ่านไว้ดังนี้กล่าวไว้ว่า การอ่านควรมี จุดประสงค์ในการอ่านเพราะจะทำให้อ่านได้เร็ว ตรงกับความต้องการซึ่งจุดประสงค์ในการอ่าน คือ อ่านเพื่อ ความรู้อ่านเพื่อให้เกิดความคิด อ่านเพื่อความบันเทิง และอ่านเพื่อตอบสนองความต้องการอื่น ๆ เช่นการ ยอมรับเข้ากลุ่มความมั่นคงในชีวิต ความสำเร็จในชีวิต การหาแนวทางแก้ปัญหาของตนความต้องการรู้เรื่อง ใหม่ ๆ (กานต์มณี ศักดิ์เจริญ, 2546, น.90-92) จุดมุ่งหมายของการอ่านที่สำคัญดังนี้ 1. เพื่อกันหาคำตอบหรือความรู้ ผู้อ่านรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ ได้ด้วยการอ่านเพื่อนำประโยชน์ที่ได้มาพัฒนา ศักยภาพทั้งทางการรับรู้ กระบวนการคิด การกระทำและทำให้ผู้อ่านมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี 2. เพื่อความบันเทิงหรือตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ การอ่านนอกจากจะได้สาระแล้ว ยัง ก่อให้เกิดความสุขจากการอ่านและจรรโลงใจแก่ผู้อ่านด้วย 3. เพื่อประโยชน์ในการฝึกทักษะออกเสียงให้ถูกต้อง เป็นการอ่าน ที่ผู้อ่านต้องเปล่งเสียงออกมาตาม ตัวอักษรที่ปรากฏเป็นถ้อยคำต่าง ๆ โดยต้องสื่อความหมายให้ชัดเจนสอดคล้องกับเรื่องราวที่จะนำเสนอ 4. เพื่อประโยชน์ในการยกระดับจิตใจของผู้อ่าน เป็นการอ่านเพื่อพัฒนาความคิด จิตใจและการ กระทำต่าง ๆ ให้เป็นไปในทางที่ดี เพื่อประโยชน์แก่ตนเองและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น การอ่านเรื่องเกี่ยวกับ 153
7 แนวทางในการดำเนินชีวิตของผู้มีชื่อเสียง การอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นต้น (กอบกาญจน์ วงศ์สิทธิ์, 2551, น.89-90) สรุปได้ว่า ผู้อ่านมีจุดมุ่งหมายในการอ่านที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของอ่านที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้อ่านที่ต้องการค้นหาจากสิ่งที่อ่านเป็นสำคัญและนำสิ่งที่ได้จากการอ่านไปใช้ใน การดำเนินชีวิตต่อไป ประเภทของการอ่าน วรรณี โสมประยูร (2542, น.127) ได้แบ่งประเภทของการอ่านออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. การอ่านออกเสียง แบ่งได้ 3 แบบ ได้แก่ 1.1 การอ่านร้อยแก้ว 1.2 การอ่านร้อยกรอง 1.3 การอ่านทำนองเสนาะ 2. การอ่านในใจ แบ่งได้ 7 แบบ ได้แก่ 2.1 การอ่านแบบค้นคว้าหาความรู้ 2.2 การอ่านแบบจับใจความสำคัญหรือหาสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน 2.3 การอ่านแบบหารายละเอียดทุกขั้นตอน 2.4 การอ่านเพื่อหารายละเอียดทุกคำเพื่อการปฏิบัติ 2.5 การอ่านแบบวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อหาเหตุผล 2.6 การอ่านแบบไตร่ตรองโดยใช้วิจารณญาณเพื่อหาข้อเท็จจริง 2.7 การอ่านแบบคร่าว ๆ เพื่อสังเกตและจดจำ กรมวิชาการ (2545 , น.24-25) ได้แบ่งประเภทของการอ่านออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. การอ่านในใจ ได้แก่ การทำความเข้าใจสัญลักษณ์ ที่มีผู้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรรูปภาพและ เครื่องหมายต่าง ๆ แล้วผู้อ่านจะต้องทำความเข้าใจโดยแปลสัญลักษณ์ที่บันทึกไว้นั้นให้ตรงตามความต้องการ ของผู้บันทึก การอ่านในใจจึงใช้เพียงสายตากวาดไปตามตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ แล้วใช้ความคิดแปล ความ ตีความ รับสาระต่าง ๆ ที่อ่านนั้น เพื่อเป็นประโยชน์ในการได้รับความรู้ ความคิด และความบันเทิง อัน เป็นจุดมุ่งหมายของการอ่าน โดยทั่วไปการอ่านในใจที่ถูกต้อง ควรยึดหลักปฏิบัติดังนี้ 1.1 ต้องให้การอ่านเป็นการอ่านในใจที่สมบูรณ์จริง ๆ คือ ไม่มีเสียงพึมพำในลำคอ 1.2 ไม่มีการเคลื่อนไหวของริมฝีปาก ลิ้น หลอดเสียง และลำคอ 1.3 ไม่มีการส่ายศีรษะไปมา 2. การอ่านออกเสียง คือ การอ่านหนังสือโดยการที่ผู้อ่านเปล่งเสียงออกมาดัง ๆ ในขณะที่อ่าน โดยมี จุดมุ่งหมายต่างกันออกไป เช่น เพื่อถ่ายทอดข่าวสารต่าง ๆ เพื่อเร้าอารมณ์ผู้ฟังเพื่อสร้างความบันเทิง และเพื่อ เพิ่มพูนความพอใจให้แก่บุคคลและสังคม การอ่านออกเสียงในบางโอกาสกระทำเพื่อความมุ่งหมายหลาย ๆ 154
8 ประการรวมกัน หรือมีจุดมุ่งหมายเฉพาะ เช่น การอ่านประกาศ การรายงาน การแถลงนโยบาย ฯลฯ ซึ่งผู้ที่ อ่านออกเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี ลาวัณย์สังขพันธานนท์ และคณะ (2549, น.18-21) ได้แบ่งประเภทของการอ่านออกเป็น 2 ประเภท 1. การจำแนกประเภทตามลักษณะการอ่าน แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1.1 การอ่านออกเสียง หมายถึง การอ่าน โดยวิธีการเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำหรือเสียง แล้วถ่ายทอดเสียงออกมาเป็นความคิด 1.2 การอ่านในใจ คือ การอ่านที่ถ่ายทอดตัวอักษรออกมาเป็นความคิดโดยตรง การ อ่าน ในใจเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญ ผสมผสานกับการหมั่นฝึกฝนตนเองเพื่อก่อให้เกิดความ ชำนาญในการอ่าน ทักษะที่สำคัญในการอ่านในใจ ได้แก่ ทักษะการอ่านได้เร็วและทักษะการเข้าใจความหมาย ทักษะในการอ่านเร็ว เป็นเรื่องของกลไกการอ่านหรือการเคลื่อนไหวของสายตา ทักษะการเข้าใจความหมาย เป็นหัวใจสำคัญของการอ่านเพราะหากมีระดับความเร็วในการอ่านดีแต่ไม่สามารถเข้าใจเนื้อความของสิ่งที่อ่าน ได้ การอ่านก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ การที่ผู้อ่านจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่านได้จะต้องมีพื้นฐานเกี่ยวกับ สิ่งต่อไปนี้ คือ 1.2.1 ความรู้พื้นฐานเรื่องคำและ ไวยากรณ์ ได้แก่ การรู้จักความหมายของคำศัพท์ หน้าที่ของคำและประโยค 1.2.2 การรู้จักย่อหน้าหรือปริเฉท (Paragraph) ผู้อ่านมีความจำเป็นต้องรู้ ความสำคัญของการย่อหน้า เพราะในแต่ละข่อหน้จะมีใจความสำคัญ (Main Ides) หนึ่งข่อหน้าจะแสดง ประโยคใจความสำคัญไว้หนึ่งประโยค เรียกว่า ประโยคหลัก (Topic Sentence) จากนั้น จะใช้ประโยคพล ความ (Supporting Sentence) เป็นประโยคเสริมเพื่ออธิบายหรือขยายความตามปกติใจความสำคัญของแต่ ละย่อหน้าส่วนมากจะปรากฏที่ต้นหรือตอนท้ายของย่อหน้าหรืออาจปรากฏที่ตอนกลางของย่อหน้าก็ได้ หนึ่ง ย่อหน้าจะมีใจความสำคัญเพียงหนึ่งใจความเท่านั้น 1.2.3 ภูมิหลังและประสบการณ์ของผู้อ่าน ผู้อ่านที่มีประสบการณ์ได้พบเห็นหรือได้ คุ้นเคยกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวนั้น จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 2. การจำแนกประเภทตามวิธีการอ่าน แบ่งได้ 5 ประเภท คือ 2.1 การอ่านอย่างคร่าว ๆ เป็นวิธีการอ่านที่จะใช้เมื่อต้องการสำรวจว่าจะอ่านหนังสือนั้น ต่อไป โดยละเอียดหรือไม่ การอ่านอย่างคร่าว ๆ จะอ่านเพียงชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่งสารบัญ คำนำหรือเป็นการอ่าน เพียงบางตอนเพื่อดูจำนวน การอ่านเพื่อสังเกตเนื้อหา หรือการอ่านเพื่อดูดรรชนีค้นหาหัวข้อที่ต้องการว่ามี หรือไม่ 2.2 การอ่านแบบตรวจตรา เป็นวิธีการอ่านละเอียดในข้อความที่ต้องการรู้ เป็นการอ่านเพื่อ เก็บข้อมูล คือ การอ่านหนังสือในหัวข้อเรื่องเดียวกันจากหนังสือหลาย ๆ เล่ม เพื่อเปรียบเทียบและตัดเลือก ก่อนจะสรุปและนำส่วนที่ตนเองต้องการมาใช้ นิยมใช้กันมากในการอ่านเพื่อการทำรายงาน การทำวิจัย การ ค้นคว้าหรือการทำวิทยานิพนธ์ 155
9 2.3 การอ่านแบบศึกษาคั้นคว้า เป็นการอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้า สุดท้าย เพื่อให้รู้เนื้อหาอย่างละเอียดลึกซึ้งทุกขั้นตอน และเก็บแนวคิดเพื่อสรุปสาระสำคัญของเนื้อความ ทั้งหมด 2.4 การอ่านเชิงวิเคราะห์หรือการอ่านตีความ เป็นวิธีการอ่านที่ต่อเนื่องจากวิธีการอ่านแบบ ศึกษาค้นคว้า คือการอ่านอย่างละเอียดให้ได้ใจความครบถ้วน แล้วจึงแยกแยะส่วนประกอบออกให้ได้ว่าส่วน ต่าง ๆ นั้นมีความหมายและความสำคัญอย่างไร 2.5 การอ่านโดยใช้วิจารณญาณ คือ การอ่าน โดยสอดแทรกการวิพากย์วิจารณ์ของผู้อ่าน ไป ด้วย โดยผู้อ่านจะต้องมีความรู้พื้นฐานมาก และต้องอาศัยเทคนิคการอ่านทุกวิธีอย่างมีประสิทธิภาพแล้วจึงเกิด การสรุปประมวลเป็นกวามคิดรวบยอด สามารถวิพากษ์วิจารณ์อย่างมืเหตุผลและถูกต้อง จากประเภทของการอ่านข้างต้นสรุปได้ว่า ประเภทของการอ่านจำแนกได้ตามลักษณะการอ่าน และ วิธีการอ่านซึ่งขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้อ่าน ความเข้าใจในการอ่าน ความเข้าใจในการอ่านสามารถแบ่งออกได้หลายระดับขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการอ่านมีนักการศึกษา หลายท่านได้ระดับความเข้าใจในการอ่านไว้ ดังนี้ พรรณวดี สุริยะพรหมชัย (2545, น.11) อ้างถึงระดับความเข้าใจในการอ่านตามแนวคิดของเบอร์ มิสเตอร์ แสดงให้เห็นถึงระดับความเข้าใจโดยละเอียด 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ระดับความจำ เป็นระดับความเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ ได้แก่ การจำหรือความเข้าใจเกี่ยวกับ ข้อเท็จจริง วันที่ คำจำกัดความ ใจความสำคัญของเรื่อง และลำดับเหตุการณ์ของเรื่อง 2. ระดับความแปล เป็นการนำข้อกวามหรือสิ่งที่เข้าใจไปแปลเป็นรูปอื่น เช่น การแปลภาษาหนึ่งไป อีกภาษาหนึ่ง การถอดความ การนำใจความสำคัญของเรื่องไปแปลเป็นแผนภูมิ 3. การตีความ คือ การเข้าใจและมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่ผู้เขียนไม่ได้บอกไว้ 4. ระดับประยุกต์ใช้ เป็นการเข้าใจหรือมองเห็นหลักการแล้วนำหลักการนั้นไปประยุกต์ใช้ จนประสบ ผลสำเร็จ 5. ระดับการวิเคราะห์ คือ ความเข้าใจและรู้ในแง่ของการตรวจตราส่วนย่อยที่เข้าประกอบเป็นส่วน เต็ม เช่น การวิเคราะห์โฆษณาชวนเชื่อ การแยกแยะวิเคราะห์คำประพันธ์ การรู้ถึงการใช้เหตุผลที่ผิด ๆ ของ ผู้เขียน 6. ระดับสังเคราะห์ เป็นการนำความคิดที่ได้มาจากการอ่านมาผสมผสานกันแล้วจัตเรียบเรียงใหม่ 7. การประเมินผล เป็นการวางเกณฑ์แล้วตัดสินสิ่งที่อ่าน โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้เป็นบรรทัดฐาน เช่น เรื่องราวที่อ่าน อะไรบ้างที่เป็นจริง อะไรบ้างที่จินตนาการ อะไรบ้างที่เป็นความคิดเห็นและอะไรบ้างที่เป็น ความเชื่อของเรื่องที่อ่าน มนตรี นิวัฒนุวงศ์ (2549, น.13) ให้ความหมายของความเข้าใจในการอ่านว่า หมายถึงความสามารถ ของผู้อ่านในการตีความ ขยายความ ลำดับเรื่องราว สรุปความ ตลอดจนสามารถประเมินความคิดที่ได้จากเนื้อ 156
10 เรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยโครงสร้างทางภาษา ลักษณะของภาษา จุดมุ่งหมายและประสบการณ์ เดิมของผู้อ่าน สรุปได้ว่า ความเข้าใจในการอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญในการอ่าน เมื่อผู้อ่านมีความเข้าใจในสิ่งที่อ่านแล้ว จึงสามารถที่จะแปลความ ตีความ จับใจความสำคัญ คิดวิเคราะห์ ประเมินข้อความที่อ่านได้ โดยขึ้นอยู่กับ โครงสร้างทางภาษา ลักษณะของภาษา จุดมุ่งหมายและประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน 2.3 การอ่านจับใจความ ความหมายการอ่านจับใจความ สุนันทา มั่นเศรฐวิทย์(2545) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับ ใจความไว้ว่าเป็นความชำนาญหรือเชี่ยวชาญในการอ่านที่ผู้อ่านสามารถจับใจความเรื่องที่อ่าน ได้ถูกต้อง จะต้องฝึกฝนทำความคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ที่ผู้เขีขนกำหนดขึ้น ผู้อ่านจะต้องทำความเข้าใจความหมายแล้วใช้ ความคิดเห็นของตนช่วยตัดสินใจในการเลือกใจความสำคัญ สุปราณี พัดทอง (2545) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความว่า เป็นความคิดสำคัญอันเป็นแก่น หรือหัวใจของเรื่องที่ผู้เขียนมุ่งสื่อมาให้ผู้อ่านได้รับทราบ ซึ่งเป็น ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นหรืออย่างใดอย่าง หนึ่ง กรมวิชาการ (2546) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญไว้ว่า เป็นการอ่านที่มุ่งค้นหา สาระของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสำคัญและส่วนขยายใจความสำคัญของเรื่อง ใจความสำคัญของเรื่องคือข้อความที่มีเนื้อหาสาระคลุมข้อความอื่น ๆ ในย่อหน้านั้นหรือเรื่องนั้นทั้งหมด นองนิตย์เนยจอหอ (2547 ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า เป็นการทำความเข้าใจหรืออ่าน ข้อความจากเรื่อง สามารถจับใจความสำคัญ แปลความหมายให้ตรงกับที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารของเรื่องนั้น ณัฐสุภางค์ยิ่งสง่า (2550) กล่าวว่า การอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจในการ อ่านเนื้อเรื่องจนสามารถจับใจความ สาระสำคัญของเรื่องจากการแปลความ ดีความขยายความ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ รวมทั้งเขียนสื่อความจากเรื่องที่อ่านได้ จากความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญที่ใด้กล่าวมาข้างดัน สรุปได้ว่าการอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง การอ่านแล้วเข้าใจเรื่องที่อ่าน สามารถจับประเด็นสำคัญของเรื่อง ตอบคำถามจากเรื่อง แปล ความหมายของเรื่องที่อ่านและเข้าใจจุดหมายพร้อมทั้งสรุปสาระสำคัญที่อ่านได้อย่างครอบคลุม ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ สุนันทา มั่นเศรฐวิทย์ (2545) ได้กล่าวถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความซึ่งมี 2 ทฤษฎี คือ 1) ทฤษฎีเน้นความสัมพันธ์ของข้อความ 2) ทฤษฎี ที่เน้นการวิเคราะห์ข้อความดังนี้ 1. ทฤษฎีเน้นความสัมพันธ์ของข้อความทฤษฎีการอ่านที่เน้นใจความของข้อความ เมื่อผู้อ่าน ได้อ่านแล้วนำใจความสำคัญแต่ละข้อความมารวมกันโดยต่อเนื่อง แล้วทำความเข้าใจในข้อความเหล่านั้น ซึ่ง แยกออกไปตามแนวคิดของนักการศึกษา ได้แก่ 157
11 1.1 ทฤษฎีของ Trabasso ได้กล่าวว่า การอ่านเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องและ ความสัมพันธ์กัน 2 ประการ คือ ผู้อ่านรับรู้สาร ต่อจากนั้นจะทำการเปรียบเทียบ โดยอาศัยประสบการณ์เดิม ทฤษฎีนี้ได้เน้นว่าระดับการอ่านของผู้อ่านจะไม่คงที่ ในขณะที่อ่านข้อความผู้อ่านจะควบคุมเพียงโครงสร้างผิว เผินจนกว่าสารที่รับรู้จะได้รับการเปรียบเทียบ เช่น เมื่อเด็กอ่านประโยค "ฉันเห็นลูกบอลสีแดง" เมื่ออ่านเสร็จ แล้ว หากยังไม่เคยมีประสบการณ์ก่อนว่าสีแดงเป็นอย่างไรก็จำเป็นต้องอาศัยผู้รู้แนะนำช่วยตัดสิน เมื่อเด็กได้ พบสิ่งของที่มีสีแดงก็จะใช้ประสบการณ์ที่เคยมีมาก่อนพิจารณาและตัดสินได้ 1.2 ทฤษฎีของ Chase และ Clark เป็นทฤษฎีที่เน้นถึงความสัมพันธ์ของใจความที่ อ่านกับประสบการณ์เดิม คือ เมื่อผู้รับสารแล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกับประสบการณ์ ถ้าไม่ตรงกับข้อมูล ดังกล่าวหรือไม่แน่ใจก็จะใช้วิธีอ่านซ้ำข้อความนั้น สารที่ให้ความรู้สึกในทางลบจะให้การรับรู้ไวและนาน 1.3 ทฤษฎีของ Rumelhart ได้กล่าวถึงการอ่านว่าเป็นกระบวนการที่ทำงานคล้าย กับคอมพิวเตอร์ มีความชับซ้อน แต่ละขั้นตอนจะมีความสัมพันธ์กัน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะทำให้การ อ่านไม่สมบูรณ์ ผู้อ่านจะเริ่มต้นด้วยการอ่านสาร โดยพิจารณารูปร่างของคำที่รู้จัก เพื่อทำความเข้าใจ ความหมาย ต่อจากนั้นจึงทำการเปรียบเทียบความหมายของคำกับคว วามรู้เดิมที่มีอยู่เพื่อเป็นการพิสูจน์ ข้อเท็จจริง โดยผู้อ่านจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของคำ ความหมาย การสะกคคำและชนิดของคำ สรุปได้ว่า ทฤษฎีเน้นความสัมพันธ์ของข้อความได้แก่ ทฤษฎีของ Trabasso , Chase กับ Clark และ Rumelhart เป็นทฤษฎีที่นั้นความสัมพันธ์ของสารและประสบการณ์เดิมของตัวผู้อ่านโดยมีคำแวดล้อมและคำ ชี้นำใบการแปลความหมาย ซึ่งสมองรับรู้สารก็จะบันทึก โดยสารที่เป็นความรู้สึกในทางลบจะลืมได้ช้ากว่าสาร ที่เป็นความรู้สึกทางบวก 2. ทฤษฎีที่เน้นการวิเคราะห์ ข้อความทฤษฎีที่เน้นการวิเคราะห์ ข้อความว่าเป็นการให้ ความสำคัญขององค์ประกอบย่อยของประโยค นอกจากนั้นต้องรู้จักคำชนิดต่าง ๆ การเข้าใจหน้าที่และ ความหมายที่แท้จริงจะช่วยให้เข้าใจความหมายของข้อความหรือเรื่องที่อ่าน นักการศึกษาในทฤษฎีนี้ได้แก่ Dawes และ Frederick ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 ทฤษฎีของ Dawes กล่าวว่า ข้อความหรือเรื่องราวที่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงประโยคให้มี ความเกี่ยวข้องเป็นอับหนึ่งอันเดียวกับจบให้ผู้อ่านข้าใจ แม้บางครั้งประ โยคแต่ละประโยคไม่ได้เกี่ยวข้องหรือ สัมพันธ์กัน หากผู้อ่านพยายามดึงความหมายให้มาเกี่ยวข้องก็สามารถสร้างความสัมพันธ์ของประโยคได้ ข้อความในประโยคแต่ละประโยคมีความเชื่อมโยงเป็นลำดับง่ายต่อการทำความเข้าใจ เมื่อนักเรียนได้อ่านแล้ว จะมีการแปลความหมายของแต่ละประโยคและนำหลาย ๆ ประ โขคมาเชื่อมโยงกันจบเข้าใจเรื่องที่อ่าน 2.2 ทฤษฎีของ Frederick ทฤษฎีนี้ได้นำโครงสร้างทางหลักภาษาเป็นแกนสำหรับสร้างความ เข้าใจในการอ่าน คือ ผู้อ่านจำเป็นต้องทำความเข้าใจความหมายของถ้อยคำในประโยคเข้าใจหน้าที่ของคำ การนำถ้อยคำมาเชื่อมโยงโดยอาศัยวิธีการตามหลักภาษา ถ้าผู้อ่านเข้าใจโครงสร้างทางหลักภาษาก็จะเข้าใจ ความหมายของประโยค นอกจากนั้น Frederick ยังได้กล่าวต่อไปว่าการอ่านเป็นกระบวนการที่คล้ายกับ โปรแกรมของเครื่องคิดเลข เมื่อใส่สารเข้าไปในโปรแกรมแล้ว จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์จากผู้อ่านว่าถูกต้อง หรือไม่ ทั้งนี้ ไโดยใช้ประสบการณ์เดิมของผู้อ่านมาเปรียบเทียบหรือตัดสิน เมื่อได้รับการพิสูจน์แล้วจึงทำการ 158
12 เปลี่ยนแปลงแก้ไขด้วยการเก็บส่วนที่เป็นความรู้ไว้ในสมอง ส่วนที่ไม่จำเป็นก็จะทิ้งไป ความรู้เก็บไว้นั้นจะได้รับ การนำมาใช้เมื่อถึงเวลา สรุปได้ว่า ทฤษฎีที่เน้นการวิเคราะห์ข้อความ เนั้นความสำคัญของส่วนประกอบภายในประโยค ตลอดจนหน้าที่ของคำและประเภทของคำโดยเมื่อผู้อ่านอ่านสาระแล้ว ผู้อ่านจะพิสูจน์สาระกับประสบการณ์ เดิม สาระที่ไม่จำเป็นจะถูกตัดทิ้งและนำสาระที่ถูกต้องออกมาใช้ในเวลาที่ต้องการ ทฤษฎีทางจิตวิทยาการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ ทิศนา แขมณี (2547, น.51,60) ได้กล่าวถึงทฤษฎีทางจิตวิทยาการศึกษาที่มาใช้ในการสอนการอ่าน จับใจความ ดังนี้ 1. ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Thorndike ซึ่งเน้น ทางด้านสติปัญญา โคยกล่าวว่า ผู้มีสติปัญญาดี จะสามารถรับรู้ และอ่านจับใจความได้ในเวลาอันรวดเร็ว ตรงกันข้ามกับผู้มีสติปัญญาไม่ดีจะใช้เวลาในการอ่าน เพิ่มขึ้น ดังนั้นการให้นักเรียนได้รับการฝึกฝนบ่อย ๆ ก็เป็นวิธีการที่จะช่วยให้นักเรียนมีทักษะ ในการอ่านจับ ใจความได้ดีขึ้น 2. ทฤษฎีการให้สิ่งเร้าและการตอบสนอง (นั้นการกระทำช้ำ ๆ จนตอบสนองโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การจัดทำเรื่องที่ตรงกับความสนใจก็จะเป็นสิ่งเร้าที่ช่วยให้เกิดความต้องการที่จะอ่าน ผลที่ได้คือการ ตอบสนองที่ดี 3. ทฤษฎี Gestalt เน้นความสำคัญของการจัดเตรียม คือ กฎของการรับรู้ที่ประยุกต์เข้ามาสู่ การสอนอ่าน ซึ่งแยกเป็นกฎ 3 ข้อ คือ 3.1 กฎของความคล้ายกัน เป็นการจัดสิ่งที่คล้ำขกันเอาไว้ด้วยกัน เช่น คำที่คล้ายกัน โครงสร้างของประโยค เนื้อเรื่อง รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน หากจัดไว้เป็นหมวดหมู่ก็จะช่วยให้เกิด การรับรู้ได้เร็วขึ้น 3.2 กฎของความชอบ เป็นหลักสำคัญของการสอนจับใจความ หากนักเรียนได้อ่านในสิ่งที่คน ชอบก็จะช่วยให้กิจกรรมการเรียนการสอนมีความหมายต่อตัวนักเรียน 3.3 กฎการต่อเนื่อง เป็นการพิจารณาโครงสร้างของการสอนอ่านให้มีลักษณะต่อเนื่องกัน ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาการอ่านเป็นไปโดยไม่ได้หยุดชะงักอ่านก็จะมีกระบวนการรับสารและ ใช้สมองพิสูจน์ว่า เหมือนหรือต่างจากประสบการณ์เดิมของตนอย่างไร และมีการเก็บไว้แล้วนำมาใช้จริงเมื่อต้องการ จากทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความดังที่กล่าว ครูผู้สอบควรนำมาประยุกต์ใช้ โดยการให้นักเรียนได้ฝึกฝนบ่อย ๆ เน้นการกระทำซ้ำ ๆ จัดหาเรื่องที่ตรงกับความสนใจของนักเรียน และจัด กิจกรรมการเรียนการสอนอ่านที่มีความหมายต่อตัวนักเรียน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความเพิ่ม มากขึ้น และทำให้นักเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไวั 159
13 การสอนอ่านจับใจความ บันลือ พฤกษวัน (2545) กล่าวถึง แนวการสอนอ่านเพื่อจับใจความสำคัญไว้ว่า ครูควรศึกษาลักษณะ สำคัญของการอ่านเพื่อจับใจความสำคัญแล้ววางแนวฝึกไว้ 2 ลักษณะ คือ 1. การฝึกอ่านแบบคร่าว ๆ เพื่อสำรวจหาสิ่งที่สนใจหรือสิ่งที่ต้องการ 1.1 ให้อ่านเรื่องราวหรือบทความ โดยอ่านเร็ว ข้าม ๆ หรืออ่านอย่างลวก ๆ เพื่อจะได้รู้ ขอบเขต หรือกล่าวถึงเรื่องอะไร ทำนองใด 1.2 ถ้าเป็นบทประพันธ์ร้อยกรอง ลองอ่าน 2 - 3 หน้าเพื่อดูว่ามีคุณค่าน่าสนใจเพียงใด 1.3 ให้อ่านเฉพาะหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งให้ละเอียด เพื่อทราบทรรศนะความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือเจตนาของผู้แต่ง ผู้เรียบเรียง โดยมากจะอ่านอารัมภบท 1.4 ให้อ่านตลอดเรื่องเพื่อประเมินดูว่าเรื่องนั้นให้ประโยชน์ทางใด มีจุดเด่นอยู่ตรงไหน ตอน ไหนบ้าง 1.5 เมื่ออ่านแล้วพิจารณาตรวจสอบเรื่องราวโดยส่วนรวมว่าเป็นเรื่องยากหรือง่ายเหมาะสม กับวัยผู้อ่านหรือไม่ หรือใช้ความคิดของตนประเมินเรื่องราวนั้น ๆ 2. ฝึกอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ เป็นวิธีการที่จะนำไปสู่การย่อความ 2.1 ฝึกการอ่านนิทานแล้วเล่าเรื่อง สรุปเรื่อง ด้านลักษณะของตัวละคร อาจบอกได้ว่ามี ลักษณะอย่างไร เป็นเรื่องที่มีเหตุผลหรือไม่ 2.2 เมื่อมอบหมายให้นักเรียนอ่านเรื่องราวใด ครูจำเป็นต้องตั้งคำถามให้สอดคล้องกับ เหตุการณ์ในเรื่อง นักเรียนหาคำตอบเป็นตอน ๆ ไปโดยลำดับ 2.3 ฝึกให้นักเรียนอ่านบทความที่ให้ความรู้ แล้วให้ตั้งหัวข้อเรื่อง ชื่อเรื่องไว้แต่ละอนุเฉทเรื่อง นั้นอาจมี 2 - 3 หรือหลายอนุเฉท 2.4 ในการตรวจสอบหรือการตั้งชื่อเรื่องแต่ละอนุเฉทนั้น ควรจะมีการอภิปรายว่าควรจะตั้ง ชื่ออนุเฉทนั้นอย่างไรจึงจะเหมาะสม และชื่อเรื่องจะคลุมเรื่องราวนั้น ๆ ได้ดี 2.5 ให้นักเรียนรวบรวม 2 -3 อนุเฉท หรือหลายอนุเฉทนั้น เป็นหัวเรื่องหรือประโยคหรือทำ ให้เรื่องสั้นเข้า 2.6 ฝึกให้นักเรียนอ่านหนังสือพิมพ์รายวัน ดูชื่อเรื่องและคอลัมน์จะเห็นว่ามีการตั้งชื่อไว้แล้ว ลองกันหาคอลัมน์ที่จะอ่านในหน้าอื่น ๆ บ่อย ๆ เด็กจะเข้าใจเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องแต่ละเรื่องในข้อที่ผ่านมาเป็น อย่างดี 2.7 ฝึกให้นักเรียนสังเกตดูว่า ประโยคใดเป็นประโยคใจความสำคัญของเรื่องและประโยคใด เป็นประโยคพลความ 2.8 ในการอ่านบทความ เรื่องราว หรือหนังสือสังคมศึกษาและอื่น ๆ ให้นักเรียนใช้วิธีขีดเส้น ใต้เฉพาะข้อความที่สำคัญไว้เป็นตอน ๆ 2.9 ให้หลอมข้อความที่ย่อหรือขีดเส้นได้เข้าไว้ด้วยกันแล้วปรุงแต่งให้ข้อความกลมกลืนกันก็ จะกลายเป็นการย่อเรื่อง 160
14 2.10 ลองตรวจข้อความที่ย่อเรื่องไว้อีกครั้งหนึ่งว่า มีความสอดกล้องกัน ครอบคลุมและบอก เรื่องย่อเฉพาะจุดสำคัญในเรื่องดี และเป็นไปตามคำสั่งที่กำหนดว่าให้ย่อเรื่องนั้นไม่เกิน 4 - 8 บรรทัด แล้วแต่ กรณี 2.1.1 จำเป็นต้องให้นักเรียนอ่านคำนำของหนังสือที่จะอ่านเพื่อจะได้รับทราบเจตนาของผู้ แต่ง ผู้เรียบเรียง มักจะเขียนบอกสาระสำคัญของเรื่องที่เขียนไว้ในคำนำ 2.12 บทความส่วนใหญ่จะเน้นสาระสำคัญหรือสรุปใจความสำคัญไว้ตอนท้ายของเรื่องอย่าง ที่เราเรียกว่าบทสรุป เมื่อเป็นดังนี้บทสรุปอาจเป็นแนวทางในการย่อความสำคัญของเรื่องได้ดีส่วนหนึ่ง 2.13 เมื่อฝึกขั้นตอนที่เสนอแนะไว้โดยสม่ำเสมอ ก็ควรให้นักเรียนอ่านเรื่องราวทั้งหมด และ ย่อเรื่องโดยทันทีก็อาจจะทำได้ ทั้งนี้เพราะเด็กมีทักษะในการเข้าใจภาษาเพียงพอเมื่ออ่านเรื่องราวแล้วจะ บันทึกย่อได้ทันที 2.14 ฝึกให้อ่านแล้วทำรายงานหรือรายงานด้วยปากเปล่าหน้าชั้นเรียนโดยกำหนดเวลาแต่ละ กลุ่มเข้าไว้ เมื่อครูมอบหัวเรื่องใหญ่ เด็กจะรู้จักช่วยกันแบ่งงานที่ ไปค้นคว้าย่อเรื่องแต่ละหัวข้อย่อย แล้ว รวมกลุ่มเพื่อสำรวจสาระสำคัญที่ต้องรายงานอาจแบ่งกันทำหน้าที่รายงานเรื่องนั้นได้ดีอีกด้วย 2.15 ควรจัดแบ่งงานผลัดเปลี่ยนกันย่อข่าวเหตุการณ์จากหนังสือพิมพ์ โดยฝึกเสนอข่าว สำคัญอย่างย่อที่ป้ายประกาศเป็นประจำจะเป็นการส่งเสริมกิจกรรมการอ่านเพื่อเก็บใจความสำคัญได้ดีอีกทาง หนึ่ง 3. นำผลของคำตอบหรือการตั้งชื่อเรื่องมาอภิปราย ตรวจสอบ โดยการอ่านออกเสียงเพื่อให้ฟังแล้ว ตอบคำถามหรือบอกชื่อเรื่องได้ถูกต้อง 4. ให้ผู้เรียนนำผลของคำตอบในข้อ 3 มาตรวจสอบว่าชื่อเรื่องนั้นตรงกับประโยคใดหรือประโยคใด บอกชื่อเรื่อง ประโยคใดบอกใจความสำคัญของอนุเฉทที่อ่าน ให้ผู้เรียนขีดเส้นใต้ที่ประโยคบอกใจความนั้น ๆ 5. เรียบเรียงประโยคบอกใจความแต่ละอนุเฉทตามลำดับ โดยเพิ่มคำเชื่อมและเกลาภาษาในได้ความ ต่อเนื่อง อาจสลับตอนก็ได้ (ถ้าได้ความดีกว่า) 6. อ่านทบทวน โดยการอ่านออกเสียงเพื่อใช้การฟังตรวจสอบใจความสำคัญ (เรื่องย่อ) โดยกลุ่ม หาก เป็นงานรายบุคคลให้ใช้การอ่านในใจตรวจสอบเอง 7. กำหนดการตั้งชื่อเรื่อง บอกแหล่งที่มาของเรื่องให้ชัดเจน รวมทั้งผู้เขียนหรือสำนักพิมพ์แล้วแต่กรณี กรมวิชาการ (2546) เสนอแนวทางการอำนจับใจความให้บรรลุจุดประสงค์ มีดังนี้ 1. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ ชัดเจน เช่น อ่านเพื่อหาความรู้ อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อบอกเจตนาของผู้เขียน เพราะเป็นแนวทางให้กำหนดการอ่านได้อย่างเหมาะสมและจับใจความหรือ คำตอบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 2. สำรวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างคร่าว ๆ เช่น ชื่อเรื่อง คำนำ สารบัญ คำชี้แจงการใช้ หนังสือ ภาคผนวก ฯลฯ เพราะส่วนประกอบของหนังสือจะทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องหรือหนังสือที่ อ่านได้อย่างกว้างขวาง 161
15 3. ทำความเข้าใจลักษณะของหนังสือว่าประเภทใด เช่น สารดี ตำรา บทความ ซึ่งจะช่วยให้มี แนวทางในการอ่านจับใจความสำคัญได้ง่าย 4. ใช้ความสามารถทางภายาในต้านการแปลความหมายของคำ ประโยค และข้อความต่าง ๆ อย่างถูกต้อง รวดเร็ว 5. ใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาประกอบ จะทำให้เข้าใจและจับใจความ ที่อ่านได้ง่ายและรวดเร็ว สรุปได้ว่า การสอนอ่านจับใจความสำคัญเป็นการมุ่งเน้นสาระของเรื่องที่อ่านเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน ให้กับผู้รียนอย่างมีขั้นตอน เพื่อให้อ่านเรื่องแล้วบอกสาระของเรื่องได้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และสรุปใจความสำคัญของเรื่องได้ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ครูต้องฝึกให้แก่ผู้เรียน เพื่อการแสวงหาความรู้ได้ด้วย ตนเอง และเพิ่มประสบการณ์ในการอ่านจะทำให้การอ่านจับใจความสำคัญประสบความสำเร็จ สามารถ นำไปใช้เพื่อให้เกิดประ โยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี การประเมินผลความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ สุนันทา มั่นเศรฐวิทย์ (2545) ได้เสนอการประเมินการอ่านจับใจความโดยใช้เกณฑ์มาตรฐานพิจารณา เนื้อเรื่องที่อ่านจับใจความไว้ 2 วิธี คือ 1. การใช้เครื่องมือที่เป็นแบบทสอบ ผู้อ่านจะต้องตอบคำถามได้ร้อยละ 70 ขึ้นไปการขีดเกณฑ์นี้ นัก การศึกษามีความเห็นว่าผู้อ่านใด้พลาดเนื้อหาบางตอนไปร้อยละ 30 แล้วหากยึดเกณฑ์ประเมินที่ต่ำกว่านี้ จะ ทำให้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเหตุการณ์สำคัญของเรื่อง 2. การใช้แบบประเมินค่า โดยใช้ระดับตัวอักษรแล้วตีค่าออกมาเป็นคะแนน เช่น เมื่อผู้อ่านประเมิน การอ่านจับใจความของตนแล้วรวมคะแนนทั้งหมดในแต่ละช่อง สมมติให้แบบประเมินค่าทั้งหมดมี 20 ข้อ มี ระดับตัวเลือก 4 ระดับตัวอักษร 4 ระดับ คือ มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด มีค่าคะแนนเป็น 4 3 2 1 ตามลำดับ ถ้าเครื่องหมายในช่อง “มาก”ทุกช่องจะได้คะแนนเต็ม 30 คะแนน ระดับคะแนนที่ได้มีขอบเขต ดังนี้ คะแนน 72-80 เท่ากับ 4 หมายถึง ดี คะแนน 52-71 เท่ากับ 3 หมายถึง ค่อนข้างตี คะแนน 32 -51 เท่ากับ 2 หมายถึง พอใช้ คะแนน 0-31 เท่ากับ 1 หมายถึง ปรับปรุง ผู้อ่านที่ประเมินการอ่านจับใจความของตนแล้ว หากรวมะแนนแล้วอยู่ในระดับ 4 และ 3 แสดงว่ามี ความสามารถในการอ่านจับใจวามที่น่าพอใจ แต่ถ้าผลที่ได้อยู่ในระดับ 2 หรือ 1 ผู้อ่านควรปรับปรุงเพื่อพัฒนา คุณภาพการอ่านจับใจความให้ดีขึ้น 162
16 กรมวิชาการ (2546) ได้เสนอแนวทางการทดสอบทางภาษาด้านทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญ ดังนี้ 1. การอ่านจับใจความ เป็นการทดสอบการรับรู้ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ วารสารประกาศ โฆษณา จดหมาย ฯลฯ กิจกรรมในการทดสอบทักษะการอ่าน จำแนกได้ดังนี้ 1.1 กิจกรรมที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เข้าสอบ ได้อ่านข้อความที่มีความยาวตามความเหมาะสมที่ เป็นงานเขียนประเกทต่าง ๆ เช่น บทความจากหนังสือพิมพ์และวารสาร รายละเอียดสนับสนุน หรือเป็น รายละเอียดที่แย้งกันเพื่อให้ข้อมูลตรงกันข้าม ตลอดทั้งเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรายละเอียดด้วยกัน 1.2 ความสามารถอ่านจับใจความสำคัญ สามารถระบุแก่นเรื่อง หัวเรื่องและใจความสำคัญ ของเรื่องที่อ่านได้ 1.3 ความสามารถวิเคราะห์และประเมินความสัมพันธ์ของเนื้อความและสุนทรียศาสตร์ของ การใช้ภาษา สามารถใช้ความรู้ด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ ความเข้าใจสิ่งที่อ่านและความรู้เกี่ยวกับรูปแบบ ลีลา ภาษาที่ใช้ในบทอ่านที่เป็นตัวกระตุ้น วิเคราะห์ ประเมินและสรุปได้ว่าสารที่อ่านนั้นเป็นสารประเภทใด ลีลา ภาษาที่ใช้เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ เจตนาทัศนคติของผู้เขียนที่แฝงอยู่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุผล ที่เกิดขึ้นต่อความมั่นคง น่าเชื่อถือของสมมติฐานที่ผู้เขียนตั้งไว้ความเป็นไปได้ของข้อสรุป ตลอดจนสามารถ ประเมินประสิทธิภาพของการอ่านนั้นได้ว่า มีความชัดเจนเข้าสู่ประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อมและ ใช้ภาษาได้อย่าง กระชับความสามารถในระดับนี้เป็นระดับสูงซึ่งต้องอาศัยความรู้ในระดับต้น ( เป็นพื้นฐาน การกำหนดระดับ ความสามารถข้างดันเป็นลำดับขั้นตอนที่ขึ้นต่อกันและการกำหนดความสามารถตามเกณฑ์อาจใช้มาตราส่วน ประเมินค่าเป็นระดับ ดังนี้ 1 หมายถึง ไม่มีความสามารถ 2 หมายถึง มีความสามารถน้อย 3 หมายถึง มีความสามารถพอประมาณ 4 หมายถึง มีความสามารถมาก 5 หมายถึง มีความสามารถยอดเยี่ยม สรุปได้ว่า การวัดความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญที่กล่าวมา สรุปได้ว่าสามารถวัด ความเข้าใจในการอ่านของผู้เรียนได้หลายวิธี เช่น วัดผลและประเมินผล โดยการทดสอบการวัดผลอย่างเป็น ทางการอย่างไม่เป็น ทางการและการใช้เครื่องมือวัดผลที่เป็นแบบทดสอบรวมทั้ง การใช้แบบ ประเมินต่ำ และ การที่ครูจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับจุดหมายในการประเมินครั้งนั้น ๆ 2.4 เทคนิคสอนอ่านแบบ SQ3R 1) เทคนิคสอนอ่านแบบ SQ3R เป็นวิธีอ่านที่ช่วยให้ผู้อ่านสามารถจับใจความสำคัญของเรื่องได้ตรง ตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้และสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมให้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป ได้วิธีอ่านแบบนี้ประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญในการอ่าน 5 ขั้นตอน ดังนี้ 163
17 1. Survey-S เป็นการอ่านอย่างคร่าว ๆ โดยการกวาดสายตาไปตามหัวข้อ เพื่อหาจุดสำคัญ ของเรื่องการอ่านนี้จะชี้ให้เห็นหัวข้อสำคัญ ๆ หรือแนวคิดหลักของเรื่อง 2. Question-Q เมื่ออ่านจบแล้วให้ตั้งคำถาม การตั้งคำถามนี้จะทำให้มีความอยากรู้อยาก เห็นมากขึ้นคำถามจะช่วยให้นึกย้อนถึงความรู้เดิมที่มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องได้เร็ว ยิ่งขึ้น คำถามจะช่วยให้ส่วนสำคัญของเรื่องเด่นชัด 3. Read-R ผู้เรียนอ่านเรื่องเพื่อตอบคำถามให้ได้ว่า ใคร ทำอะไร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร และ ทำไม 4. Recite-R ผู้เรียนพยายามตอบคำถาม โดยใช้สำนวนภาษาของตนเอง การจดบันทึกที่ สำคัญ ๆ ในรูปของแผนภาพโครงเรื่อง และแผนผังความคิด 5. Review-R เมื่ออ่านจบบทเรียนแล้วให้ทบทวนสิ่งต่าง ๆ อาจจะเป็นการอ่านทบทวน คำถาม - คำตอบเพื่อเป็นการฟื้นความจำ หากยังไม่แน่ใจหรือไม่มั่นใจในตอนไหนหรือบทใดก็กลับไปอ่านซ้ำ ใหม่อีกเพื่อให้จำได้ดีการอ่านแบบ SQ3R เป็นวิธีการฝึกการอ่านและเร้าความสนใจ ให้เกิดกระบวนการในการ อ่านจับใจความซึ่งจะช่วยให้การอ่านประสบความสำเร็จ 2) เทคนิคการสอนอ่านแบบ พาโนรามา ปีเตอร์เอดเวอร์ดส์เป็นผู้คิดค้นขึ้นโดยพัฒนามาจากการ สอนอ่านเป็นเทคนิคการสอนอ่านหลาย ๆ แบบ โดยมุ่งให้นักเรียนสามารถอ่านข้อความจำนวนมาก เก็บ ข้อความต่าง ๆ อย่างมีระบบ และนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีขั้นตอนดังนี้ 1. Purpose-P ครูและนักเรียนร่วมกันกำหนดจุดมุ่งหมายในการอ่าน โดยอ่านแล้วสรุป ใจความของเรื่องได้ 2. Adapting rate to material-A ครูแนะนำให้นักเรียนปรับความเร็วในการอ่านโดยดูจาก จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ 3. Need to pose question-N ครูให้นักเรียนเริ่มการอ่านโดยสังเกตลักษณะข้อความที่อ่าน หัวข้อแต่ละย่อหน้า และบทสรุป 4. Overview-O ครูและนักเรียนช่วยการตั้งคำถาม และพยายามอ่านเพื่อตอบคำตอบ 5. Read and relate-R นักเรียนอ่านแล้วพยายามตอบคำถามที่ตั้งไว้จับความคิดหลักและ เรื่องราวต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม 6. Annotate-A นักเรียนเขียนแผนผังความคิด แผนภาพโครงเรื่อง เพื่อเป็นการช่วยจำ 7. Memorize-M ครูเน้นให้นักเรียนทบทวนความจำจากแผนภาพโครงเรื่องหรือแผนผัง ความคิด 8. Assess-A การประเมินผล ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายเรื่องราวที่อ่านเพื่อ เป็นการประเมินว่านักเรียนอ่านได้ตรงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ตอนต้นหรือไม่สามารถเก็บข้อมูลสำคัญเพื่อ สรุปความได้หรือไม่ เบทที้กล่าวถึง การสอนอ่านโดยใช้เทคนิคพาโนรามาว่ามีข้อสำคัญคือ ครูสามารถจะแบ่งให้นักเรียน ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม มีโอกาสได้ฝึกฝนทุกคนก่อนที่นักเรียนจะอ่านด้วยตนเองตามลำพัง ครูจะเป็นผู้ฝึก 164
18 ขั้นตอนต่าง ๆ ให้และจะเป็นผู้แนะนำรายละเอียดทุกขั้นตอนตลอดคาบเรียน จากนั้นนักเรียนจะฝึกอ่านด้วย ตนเอง จากการศึกษาหลักการอ่านจับใจความ สรุปว่า หลักการอ่านจับใจความนั้น เริ่มต้นจากการอ่านเรื่องอย่างคร่าว ๆ คือเก็บข้อความสำคัญของ เรื่องให้ครบถ้วนผู้อ่านจะต้องรู้ว่าใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านอยู่ตรงไหน การฝึกอ่านจับใจความสำคัญให้ได้ ครบถ้วนนั้นควรฝึกการตั้งคำถามแล้วหาคำตอบ และนำแนวคิดนั้น ๆ มาเรียบเรียงใหม่ให้สละสลวย รัดกุม ด้วยด้วยสำนวนของตนเอง 2.5 การจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบ SQ4R 2.5.1 ความเป็นมาของวิธีการสอนแบบ SQ4R วิธีการสอนแบบ SQ4R เป็นวิธีการสอนอ่านที่ พัฒนามาจากการสอนอ่านแบบ SQ3R ที่ โรบินสันอ้างถึงใน อรรถวุฒิตรากิจธรกุลม ได้เสนอไว้ว่า การอ่าน แบบ SQ3R นี้เป็นวิธีการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้อ่านสามารถจับใจความของเรื่องได้ดีและยังช่วยให้ผู้อ่าน สามารถคาดเดาเรื่องจากที่อ่าน เข้าใจแนวคิดของเรื่องที่อ่านได้รวดเร็ว และจดจำเรื่องตลอดจนสามารถ ทบทวนเรื่องที่อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศิริพร ลิมตระการ (2541: 15-16) ได้เสนอวิธีการสอนแบบ SQ3R ของโรบินสันว่า มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสำรวจ (S: Survey) เป็นการอ่านอย่างรวดเร็ว สำรวจความคิดทั่วไป ขั้นตอนที่ 2 การถาม (Q: Question) ให้ตั้งคำถามตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนั้น ขั้นตอนที่ 3 การอ่าน (R: Read) เป็นการอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมาย อ่านเพื่อหาคำตอบตามที่ตั้ง ไว้โดยมุ่งหารายละเอียดให้เกิดความกระจ่างชัดเจน ขั้นตอนที่ 4 การจำ (R: Recite) ให้ย่อเรื่องราวที่สำคัญโดยใช้คำพูดของตัวเองซึ่งจะทำให้ เข้าใจสิ่งที่อ่านดีขึ้น ขั้นตอนที่ 5 การทบทวน (R: Review) การพยายามทบทวนเรื่องที่อ่าน เพื่อรวบรวมความคิด ต่อมาในปี1984 วอลเตอร์พอค (Walter Pauk) ได้เสนอแนะวิธีการสอนอ่านแบบ SQ4R โดยมีการเพิ่ม ขั้นตอนบันทึก (Record) หลังจากนักเรียนได้อ่านบทอ่านและเปลี่ยนขั้นตอน การทบทวน (Review) เป็น ขั้นตอนให้นักเรียนได้วิเคราะห์บทอ่าน (Reflect) สุคนธ์สินธพานนท์และคณะ (2545: 289-290) ได้ให้ ความเห็นไว้ว่า SQ4R เป็นวิธีการที่จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจแนวคิดที่อ่านได้เร็วขึ้นสามารถจับใจความของเรื่อง ได้ดีบอกรายละเอียด จดจำเรื่องที่อ่าน และสามารถทบทวนเรื่องที่อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.5.1 ความหมายของวิธีสอนแบบ SQ4R สุคนธ์สินธพานนท์(2545: 287-291) ได้ให้ความหมายของวิธีการสอนแบบ SQ4R สรุปได้ว่า เป็นการอ่านอย่างคร่าว ๆ เพื่อให้ได้คำตอบดังที่ตั้งไว้ลักษณะการสอนจะเน้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง แต่ ความชำนาญจะขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและความรู้เดิมของผู้เรียน ดังนั้นผู้สอนจะต้องตระหนักถึงความรู้เดิมของ ผู้เรียนหรือจะต้อง มีการปูพื้นฐานเดิมให้กับผู้เรียนก่อนที่จะถึงบทเรียน และผู้สอนจะต้องคำนึงด้วยว่าการอ่าน เป็นการอ่านเพื่อหาเนื้อหาสาระ มิใช่สนใจที่ตัวภาษา 165
19 รัตนภัณฑ์เลิศคำฟู(2547: 30) ได้ให้ความหมายของวิธีการสอนแบบ SQ4R สรุปได้ว่า วิธีการสอน อ่านแบบ SQ4R เป็นวิธีการสอนประเภทการสอนอ่านเพื่อสื่อสาร ถึงแม้การสอนจะเน้นทักษะการอ่าน แต่ ผู้สอนจะต้องสอนแบบการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ประกอบด้วย การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน พรนิภา บรรจงมณิ(2548: 5) ได้กล่าวถึงความหมายของวิธีสอนแบบ SQ4R สรุปได้ว่า เป็นวิธีการ อ่านที่ดำเนินการตามขั้นตอน 6 ขั้นตอน โดยเริ่มจาก ขั้นสำรวจขั้นแรกที่ครูให้ผู้เรียนสำรวจชื่อเรื่อง หัวเรื่อง และหัวข้อย่อยอย่างคร่าว ๆ ขั้นตั้งคำถาม เป็นขั้นที่ผู้เรียนตั้งคำถามก่อนการอ่าน ทำให้การอ่านมีจุดหมาย ขั้น อ่านผู้เรียนจะอ่านบทอ่านอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ หลังจากนั้นบันทึกข้อความ ใจความหลักและข้อความ สำคัญ แล้วนำมาเขียนสรุปใจความสำคัญ และนำความรู้มาเชื่อมโยงกับความรู้ที่มีอยู่ จากข้อมูลดังกล่าวสรุปได้ว่า วิธีการแบบ SQ4R เป็นวิธีการสอนอย่างมีขั้นตอน เป็นวิธีการสอนอ่าน อย่างคร่าว ๆ โดยใช้คำถามเป็นคำกำหนดจุดมุ่งหมายในการอ่าน ลักษณะการสอนจะเป็นลักษณะการสอนเพื่อ การสื่อสาร เพราะในขั้นตอนของการอ่านแบบ SQ4R จะประกอบด้วย การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เป็นการอ่านเพื่อเนื้อหาสาระ มิใช่สนใจที่ตัวภาษา ผู้สอนจึงต้องตระหนักถึงความรู้เดิมของผู้เรียนด้วย 2.5.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบ SQ4R สุคนธ์สินธพานนท์และคณะ (2545: 289-290) ได้เสนอการจัดกิจกรรการเรียนรู้โดยใช้วิธี สอนแบบ SQ4R ว่าประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เป็นขั้นที่จัดทำบรรยากาศให้รู้สึกสบาย ไม่เคร่งเครียด เสนอสิ่งเร้า เพื่อให้ผู้เรียนพร้อมที่จะเรียนบทเรียนใหม่การเสนอเนื้อหาใหม่สำหรับการอ่าน ผู้สอนอาจกำหนดให้ผู้เรียน เตรียมมาเองหรือผู้สอนจะเป็นผู้สอนจะเป็นผู้จัดเตรียมก็ได้เพราะการสอนมีวัตถุประสงค์ให้ผู้อ่านได้นำไปใช้ จริงในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นสื่อที่นำมาใช้เป็นของจริง (Authentic Materials) อาทิใบโฆษณา ข่าว จดหมาย ใบสมัครงาน จุลสาร ฯลฯ 2. ขั้นสอน ซึ่งกระทำการสอนตามระบบของวิธีการสอนแบบ SQ4R มี6 ขั้นตอน คือ 2.1 Survey (S) อ่านอย่างคร่าว ๆ เพื่อหาจุดสำคัญของเรื่อง การอ่านในขั้นนี้ไม่ควร ใช้เวลานานเกินไป การอ่านคร่าว ๆ จะช่วยให้ผู้อ่านเรียบเรียงแนวคิดต่าง ได้ 2.2 Question (Q) การตั้งคำถาม จะทำให้ผู้อ่านมีความอยากรู้อยากเห็น ดังนี้จึง เพิ่มความเข้าใจในการอ่านมากยิ่งขึ้น คำถามจะช่วยให้ผู้อ่านระลึกถึงความรู้เดิมที่มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน คำถามจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้เร็ว และที่สำคัญก็คือ คำถามจะต้องสัมพันธ์กับเรื่องราวที่กำลังอ่านในเวลา เดียวกันก็ควรจะต้องถามตัวเองดูว่าใจความสำคัญที่ผู้เขียนกำลังพูดถึงอยู่นั้นคืออะไรทำไมจึงสำคัญ สำคัญ อย่างไร และเกี่ยวข้องกับอะไรหรือใครบ้าง ตอนไหนและเมื่อไร อย่างไรก็ตามควรพยายามตั้งคำถามให้ได้ เพราะจะช่วยให้การอ่านในขั้นต่อไปเป็นไปอย่างมีจุดมุ่งหมายและสามารถจับประเด็นสำคัญได้ถูกต้องไม่ ผิดพลาด 2.3 Read (R) การอ่านข้อความในบทหรือตอนนั้น ๆ ซ้ำอย่างละเอียดและใน ขณะเดียวกัน ก็ค้นหาคำตอบสำหรับคำถามที่ได้ตั้งไว้ในขั้นนี้จะเป็นการอ่านเพื่อจับใจความและจับประเด็น 166
20 สำคัญ ๆ โดยแท้จริง ขณะที่กำลังอ่านอยู่ถ้านึกคำถามได้อีกก็อาจใช้วิธีจดบันทึกไว้ในที่ว่างริมหน้าหนังสือก่อน แล้วตั้งใจอ่านต่อไปจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ต้องการ 2.4 Record (R) ให้ผู้เรียนจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้อ่านจากขั้นตอนที่ 3 โดยมุ่ง จดบันทึกในส่วนที่สำคัญและสิ่งที่จำเป็น โดยใช้ข้อความอย่างรัดกุมหรือย่อ ๆ ตามความเข้าใจของผู้เรียน 2.5 Recite (R) ให้ผู้เรียนเขียนสรุปใจความสำคัญ โดยพยายามใช้ภาษาของตนเอง ถ้ายังไม่แน่ใจในบทใดหรือตอนใดให้กลับไปอ่านซ้ำใหม่ 2.6 Reflect (R) ให้ผู้เรียนวิเคราะห์วิจารณ์บทอ่านที่ผู้เรียนได้อ่านแล้วแสดงความ คิดเห็นในประเด็นที่ผู้เรียนมีความคิดเห็นสอดคล้องหรือความคิดเห็นไม่สอดคล้อง บางครั้งอาจขยายความสิ่งที่ ได้อ่านโดยการเชื่อมโยงความคิดจากบทอ่านกับความรู้เดิมโดยใช้ภาษาอย่างถูกต้อง 3. ขั้นสรุปและประเมินผลเมื่อจบขั้นตอนการสอนแบบ SQ4R แล้วถ้าผู้สอนจะต้องมีการ วัดผลและประเมินผลว่าผู้เรียนได้ความรู้ตามจุดประสงค์หรือไม่ เป็นการประเมินความสามารถเพื่อนำผลมา พัฒนาผู้เรียนและช่วยผู้ที่เรียนอ่อน โดยอธิบายเพิ่มเติม ให้แบบฝึกมากขึ้น หรือสำหรับผู้ที่เรียนดีก็อาจจะให้ แบบฝึกเสริมให้มีทักษะเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ สนญา พลีดี(2548, น.10-11) ได้เสนอการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R ว่าประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 3.1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน หมายถึง ขั้นสร้างหรือเสนอสิ่งเร้าเพื่อให้นักเรียนพร้อมที่จะ เรียนบทเรียนใหม่ 3.2 ขั้นสอน นักเรียนศึกษาใบความรู้ใบงาน และเอกสารประกอบการเรียนรู้ตาม ขั้นตอนการสอนด้วยวิธีSQ4R 3.2.1 Survey (S) หมายถึง ขั้นที่นักเรียนอ่านเนื้อหาในใบความรู้ใบงาน หรือ เอกสารประกอบการเรียนรู้เพื่อหาใจความสำคัญของเรื่อง โดยใช้เวลาประมาณ 1-5 นาทีหลังจากนั้นครูและ นักเรียนจะอภิปรายร่วมกันถึงใจความสำคัญของเรื่องแล้วให้นักเรียนเขียนลงในแบบบันทึกกิจกรรม SQ4R 3.2.2 Question (Q) หมายถึง ขั้นที่ให้นักเรียนอ่านเนื้อหาในใบความรู้ใบงานและ เอกสารประกอบการเรียนรู้โดยคำถามจะได้มาจากใจความสำคัญที่เขียนไว้และครูจะเป็นผู้แนะนำในกรณีที่ นักเรียนมีปัญหาในการตั้งคำถาม ครูทำการสุ่มเลือกนักเรียนแล้วถามเกี่ยวกับคำถามที่นักเรียนตั้งไว้จากนั้นให้ นักเรียนคนอื่น ๆ แสดงความคิดเห็นร่วมกันแล้วเขียนคำถามลงในแบบบันทึกกิจกรรม SQ4R 3.2.3 Read (R) หมายถึงขั้นที่นักเรียนอ่านข้อความในใบความรู้ใบงาน และเอกสาร ประกอบการเรียนรู้นั้นซ้ำอย่างละเอียด เพื่อค้นหาคำตอบสำหรับคำถามที่ตั้งไว้หรือหาลำดับขั้นตอนและ วิธีการนำไปปฏิบัติการทดลอง โดยครูและนักเรียนจะอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับคำตอบ หรือลำดับขั้นตอนใน การทดลองหลังจากที่นักเรียนอ่านเสร็จแล้ว 3.2.4 Record (R) หมายถึงขั้นที่นักเรียนทำการจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการ อ่านในขั้นตอนที่ 2.3 โดยเป็นการเขียนคำตอบเพื่อตอบคำถามที่ตั้งไว้ในขั้นตอนที่ 2.2 และมุ่งเน้นการจด 167
21 บันทึกในส่วนที่สำคัญและสิ่งที่จำเป็น โดยใช้ข้อความอย่างรัดกุม หรือย่อตามความเข้าใจของนักเรียนเองหรือ เป็นการจดบันทึกผลจากการปฏิบัติการทดลองตามใบงาน 3.2.5 Recite (R) หมายถึง ขั้นที่นักเรียนเขียนแผนผังความคิด (Mind Mapping) เพื่อสรุปใจความสำคัญของเรื่องจากการอ่านใบความรู้ใบงาน และเอกสารประกอบการทดลอง หรือเป็นการ สรุปผลการทดลองจาการปฏิบัติการทดลองตามใบงาน 3.2.6 Reflect (R) หมายถึง ขั้นที่นักเรียนสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการนำ ข้อมูลหรือความรู้ที่ได้จาการอ่านนั้นเชื่อมโยงเข้ากับความรู้ที่ตนมีอยู่เดิมแล้ว 3.3 ขั้นสรุปและประเมินผล หมายถึง ขั้นที่นักเรียนร่วมกันสรุปเพื่อตรวจสอบความรู้ความ เข้าใจของตนเองจากการอ่าน จากการศึกษาแนวคิดและการจัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ SQ4R ผู้วิจัยได้สังเคราะห์ขั้นตอนการ จัดการเรียนรู้ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมความพร้อม จัดกลุ่มนักเรียนโดยคละความสามารถ กลุ่มละ 4-5 คน พร้อมทั้ง ชี้แจงจุดประสงค์การเรียนรู้และชี้แจงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R 2. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน กระตุ้นความสนใจของนักเรียนเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่เรื่องที่อ่าน เช่นให้ดู ภาพที่สัมพันธ์กับเรื่องที่อ่าน เกมทางการศึกษา การใช้คำถาม 3. ขั้นสอน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ 1) นักเรียนสำรวจ (Survey-S) บทอ่านและอ่านเนื้อเรื่องอย่างคร่าว ๆ 2) นักเรียนตั้งคำถาม (Question-Q) จาก บทอ่าน 3) นักเรียนอ่านบทอ่านอย่างละเอียด (Read-R) และค้นหาคำตอบสำหรับคำถามที่ตั้งไว้4) นักเรียน จดบันทึก (Record-R) ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับจากการอ่านโดยบันทึกตามความเข้าใจของตนเองพร้อมจดบันทึก คำตอบจากคำถามที่ตั้งไว้5) นักเรียนสรุปใจความสำคัญ (Recite-R) โดยใช้ภาษาของตนเองและ 6) นักเรียน แต่ละกลุ่มร่วมกันทบทวน (Reflect-R) วิเคราะห์วิจารณ์บทอ่านแสดงความคิดเห็นครูทบทวนคำถามและ คำตอบที่ได้จากบทอ่าน หากข้อมูลที่สำคัญหายไปให้นักเรียนกลับไปอ่านซ้ำ 4. ขั้นสรุป นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลการเรียนรู้ทั้งด้านเนื้อเรื่องและวิธีการอ่าน ครู ตรวจสอบผลการเรียนรู้ด้วยคำถาม 2.5.4 ประโยชน์ของวิธีการสอนแบบ SQ4R จิตรา ชัยอมฤต (2539 : 25) มีความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการสอนแบบ SQ4R สรุปได้ว่าวิธีการ สอนแบบ SQ4R เป็นวิธีการสอนอ่านที่ช่วยพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็น วิธีที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้วางแผนสำหรับสุคนธ์สินธพานนท์และคณะ (2545 : 290) กล่าวถึงประโยชน์ของการ จัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R นี้ทำให้ผู้เรียนประสิทธิภาพในการอ่านดีกว่าการอ่านโดยไม่ได้ ตั้งคำถามเอาไว้ล่วงหน้า จะทำให้การอ่านไม่มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าต้องการอะไรหลังการอ่าน อ่านแล้ว อาจจะจับจุดสำคัญหรืออ่านไปแล้วใช้จุดมุ่งหมายเหมือนกับการเหวี่ยงแห ไม่รู้ว่าจะจับอะไรได้อะไรหรือไม่แต่ ถ้ามีการใช้คำถามจะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวคิดจากคำถามและพยายามหาคำตอบเมื่อผู้สอนถาม ดังนั้นการใช้ คำถามจึงเป็นแนวทางที่จะทำให้ผู้เรียนอ่านอยู่ในขอบเขตที่ตั้งไว้ 168
22 รัตนภัณฑ์เลิศคำฟู(2547: 55 -58) ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า วิธีการสอนแบบ SQ4R เป็นวิธีการ สอนอ่านที่ดีมีขั้นตอนเป็นระบบชัดเจน เป็นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ กิจกรรมด้วยตนเอง ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์คิดสังเคราะห์นอกจากนั้นในแต่ละขั้นตอนยังกระตุ้นให้ผู้เรียน ได้ฝึกคิดตลอดเวลากล้าแสดงความคิดเห็น ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน โดยเฉพาะการตั้งคำถามนั้น จะช่วยให้ผู้เรียนอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมายทำให้อ่านอย่างมีขอบเขต ซึ่งส่งผลให้อ่านอย่างมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า การไม่ตั้งคำถามไว้ล่วงหน้า และวิธีการสอนแบบ SQ4R นี้ไม่สามารถนำไปปรับใช้กับการจัดการเรียนรู้ในกลุ่ม สาระอื่นๆได้ จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าวิธีการสอนแบบ SQ4R เป็นวิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ขั้นตอน การสอนมีระบบที่ชัดเจน เป็นวิธีการสอนที่ช่วยฝึกทักษะการคิด เพราะแต่ละขั้นตอนฝึกให้ผู้เรียนรู้จัดคิด วิเคราะห์คิดสังเคราะห์ นอกจากนั้นยังกระตุ้นให้ผู้เรียนกล้าแสดงความคิดเห็น และมีความกระตือรือร้นในการ เรียน ที่สำคัญวิธีการสอนแบบ SQ4R ช่วยทำให้การอ่านของผู้เรียนเป็นการอ่านที่มีจุดมุ่งหมาย มีขอบเขต ช่วย ให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหา สามารถเก็บสาระสำคัญ แนวคิดของเรื่อง ใจความสำคัญของเรื่องได้ทำให้การอ่าน ของผู้เรียนมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 2.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรมเป็นสื่อนวัตกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนของครูหรือประกอบการเรียนรู้ของ นักเรียน เพื่อใช้ในการเรียนการสอนตามปกติหรือเพื่อแก้ปัญหานักเรียนที่เรียน ไม่ทันหรือเรียนรู้ช้าซึ่งมี รายละเอียดในการจัดทำ ดังนี้ การสร้างชุดกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพสำหรับนำไปใช้กับนักเรียนนั้น ต้องอาศัย หลักจิตวิทยาในการเรียนรู้ และทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็นแนวคิดพื้นฐานของการสร้างชุดกิจกรรม เพื่อให้เกิดการ เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ดังนี้ วิไลวรรณ วิภาจักษณะกุล (2549, น.155) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ความรู้(Construcivisim theory) การสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง มีความเชื่อว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดจากการที่ผู้เรียนเป็น ผู้สร้างความรู้ (Active Process) ความรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเองและความรู้เก่ากับโครงสร้างทางสติปัญญาของตน โดย มีครูเป็นผู้เอื้ออำนวยความสะควก ช่วยให้ผู้เรียนจะต้องใช้กระบวนการทางสติปัญญา ในการดูดซึมหรือดูดชับ และปรับโครงสร้างความรู้ใหม่และความรู้เก่ากับโครงสร้างทางสติปัญญาของคน โดยมีครูเป็นผู้เอื้ออำนวย ความสะดวก ช่วยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง ด้วยการเปิด โอกาสให้ผู้เรีขน ได้สังเกต ได้สำรวจจน พบปัญหา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ความคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้น ทิศนา แขมณี (2550, น.51) ได้กล่าวถึงทฤษฎีความสัมพันธ์เชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Thorn dike's Classical Connectionism) ซึ่งตั้งกฎแห่งการเรียนรู้ สรุปได้ดังนี้ 1. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ดี เมื่อผู้เรียนมีความพร้อม ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ 2. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) การฝึกหัดหรือกระทำบ่อย ๆ กระทำซ้ำ ๆ ด้วย ความเข้าใจจะทำให้การเรียนรู้นั้นคงทนถาวร 169
23 3. กฎแห่งผลลัพธ์ (Law of Effect) เมื่อบุคคล ได้รับผลที่พึงพอใจ ย่อมอยากจะเรียนรู้ต่อไป เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ความหมายของชุดกิจกรรมการเรียนรู้อุษา รัตนบุปผา (2547, น.16) ได้สรุปไว้ว่า ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตามจุดประสงค์อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสามารถ ของแต่ละบุคคลนอกจากนี้แล้วยังทราบผลการปฏิบัติกิจกรรมนั้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่เกิดความเบื่อหน่าย หรือเกิดความท้อแท้ในการเรียน เพราะผู้เรียนสามารถกลับไปศึกษาเรื่องที่ตนเองยังไม่เข้าใจใหม่ โดยไม่ต้อง กังวลว่าจะทำให้เพื่อนเสียเวลาคอยหรือตามเพื่อนไม่ทัน ศิรินภา อิฐสุวรรณศิลปี (2548. น.27) ชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อการสอนที่ครุสร้างขึ้นประกอบด้วยสื่อ วัสดุ อุปกรณ์หลายชนิดประกอบเข้ากันเป็นชุด เพื่อเกิดความสะดวกต่อการใช้ในการเรียนการสอน และทำให้ การเรียนการสอบบรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนรู้ ทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะ กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ณภัทร พุทธสรณ์ (2551, น.21) ชุดกิจกรรม หมายถึง ชุดการเรียนการสอนที่ครูสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อ ในการจัดการเรียนรู้ โดยอาศัยกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรูปแบบต่าง ๆ มีลักษณะเป็นชุด โดย ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตัวเอง มีครูเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ ในแต่ละชุดประกอบด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบที่นำหลักการทางจิตวิทยามาใช้ประกอบ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสูด นลินีอินตีค้า (2551, น.13) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม คือ การนำสื่อการสอนหลายอย่างมาประสมกันเพื่อ ถ่ายทอดเนื้อหาวิชาให้แก่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอนที่ตั้งไว้ โดย ให้ผู้เรียนใช้เรียนด้วยตนเอง หรือทั้งผู้เรียนและผู้สอนใช้ร่วมกันเพื่อทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ จากที่กล่าวมาแล้วพอสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อประสมที่ครูผู้สอนสร้างขึ้นโดยมีการวาง แผนการผลิตอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นให้นักเรียนสามารถศึกษา และ ปฏิบัติกิจกรรมฝึกทักษะ ได้ด้วยตนเอง โดยให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ประเภทของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จากการศึกษาประเภทของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ได้มีผู้แบ่งประเภทของชุดกิจกรรมไว้ต่างกันได้ดังนี้ บุญเกื้อ ควรหาเวช (2545, น.94-95) ได้แบ่งประเภทของชุดกิจกรรมไว้ 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมสำหรับประกอบการบรรยาย สำหรับครู ใช้เป็นตัวกำหนดกิจกรรมและสื่อการ เรียนให้ครูใช้ประกอบการบรรยาย เพื่อเปลี่ยนบทบาทการพูดของครูให้ลดน้อยลง และเปิดโอกาสให้นักเรียน ร่วมกิจกรรมมากขึ้น ชุดกิจกรรมนี้จะมีเนื้อหาหน่วยเดียวใช้กับนักเรียนทั้งชั้น 170
24 2. ชุดกิจกรรมสำหรับกิจกรรมแบบกลุ่ม ชุดกิจกรรมนี้มุ้งเน้นที่ตัวผู้เรียนได้ประกอบกิจกรรม ร่วมกัน ชุดกิจกรรมนี้จะประกอบด้วยชุดกิจกรรมย่อยที่มีจำนวนเท่ากับศูนย์กิจกรรมนั้นผู้เรียนอาจจะต้องการ ความช่วยเหลือจากครูเพียงเล็กน้อยในระยะเริ่มเท่านั้น ในขณะทำกิจกรรมหากมีปัญหา ผู้เรียนสามารถซักถาม ครูได้เสมอ 3. ชุดกิจกรรมเป็นรายบุดคล เป็นชุดกิจกรรมที่จัดระบบขั้นตอบเพื่อให้ผู้เรียนใช้เรียนด้วย ตนเองตามลำดับขั้นดวามสามารถของแต่ละบุคคล เมื่อจบแล้วจะทำการทดสอบประเมินความก้าวหน้า และ ศึกษาชุดอื่นต่อไปตามลำดับเมื่อมีปัญหา จะปรึกษากันได้ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนพร้อมที่จะให้ความ ช่วยเหลือทันทีในฐานะผู้ประสานงานหรือผู้ชี้แนะแนวทาง กระทรวงศึกษาธิการ (2545, น.142) กล่าวถึงประเภทของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ว่าแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับครูที่กำหนดกิจกรรมและสื่อการ สอนให้ครูได้ใช้ประกอบการสอนแบบบรรยาย โดยมีหัวข้อเนื้อหาที่จะบรรยาย และกิจกรรมที่จัดไว้ตามลำดับ ขั้นตอน สื่อที่ใช้อาจเป็นสไลด์ประกอบเสียงบรรยายในแถบเสียง แผนภูมิภาพยนตร์และกิจกรรมกลุ่ม 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับกิจกรรมกลุ่ม มุ่งให้นักเรียน ได้ทำกิจกรรมร่วมกันซึ่งอาจ จัดการเรียนการสอนเป็นศูนย์การเรียน โดยวางเค้า โครงเรื่อง จัดประเด็นเนื้อหาหน่วยความรู้ที่เป็นอิสระจาก กัน สามารถเรียนรู้จบในหน่วยความรู้แต่ละเรื่องที่มีสัดส่วนเนื้อหาใกล้เคียงกันอาจจัดหน่วยความรู้ให้ใด้ ประมาณ 3 - 1 เรื่อง ตามสัดส่วนของการแบ่งประเด็นเนื้อหาแต่ละเรื่องและเวลาที่ ใช้ศึกษาในแต่ละศูนย์ กิจกรรมในศูนย์จัดในรูปแบบเรียนเป็นรายบุคคล หรือเรียนร่วมกันเป็นกลุ่ม มีสื่อการเรียน บทเรียน แบบฝึก ครบตามจำนวนนักเรียนในแต่ละศูนย์ 3. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักเรียน เพื่อให้เรียนรู้ ด้วยตนเองตามลำดับนั้น ความสามารถของแต่ละคนเมื่อเรียนจบแล้วจะทดสอบประเมินผลความก้าวหน้า แล้ว จึงศึกษาชุดอื่น ๆ ต่อไปตามลำดับ ถ้ามีปัญหานักเรียนสามารถปรึกษากันได้โดยผู้สอนพร้อมที่จะช่วยเหลือ แนะนำ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนี้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลให้พัฒนาการ เรียนรู้ของตนเองไปได้ถึงขีดสุดของความสามารถเป็นรายบุคคล จากแนวคิดดังที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การแบ่งประเภทของชุดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นแบ่งตามลักษณะ ของผู้ใช้ โดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ช่วยตอบสนองความต้องการและความสามารถของนักเรียนแต่ละบุคคลที่ แตกต่างกัน เพื่อให้นักเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละประเกท จะมีคำแนะนำวิธีการใช้ และการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีระบบ มีขั้นตอนจากง่ายไปสู่ยาก ทำให้ นักเรียนประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง และเป็นไปในแนวเดียวกัน ทั้งนี้พราะชุดกิจกรรมการเรียนรู้ได้มีการ กำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่แน่นอน และชัดเจนในการที่จะให้นักเรียนทำกิจกรรม และแสดง พฤติกรรมเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการจะประเมิน 171
25 องค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนนั้น ผู้สร้างจำเป็นต้องศึกษา องค์ประกอบของชุดกิจกรรมว่ามีองค์ประกอบใดบ้าง เพื่อจะได้กำหนดองค์ประกอบของชุดกิจกรรมที่ต้องการ สร้างขึ้น ซึ่งได้มีนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ต่าง ๆ กันดังนี้ ฮุสตัน และคนอื่น ๆ (Houston : et al. 1972 น.10-15) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดการเรียนไว้ ดังนี้ 1. คำชี้แจง (Prospectus) ในส่วนนี้จะอธิบายถึงความสำคัญของจุดมุ่งหมายขอบข่ายชุดการ เรียนการสอน สิ่งที่ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ก่อนเรียนและขอบข่ายของกระบวนการทั้งหมดในชุดการเรียน 2. จุดมุ่งหมาย (objectives) คือ ข้อความที่แจ่มชัด ไม่กำกวม ที่กำหนดว่าผู้เรียนจะประสบ ความสำเร็จอะไรหลังจากเรียนแล้ว 3. การประเมินผลเบื้องต้น (Pre-assessment) มีจุดประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อทราบว่า ผู้เรียนอยู่ในขั้นการเรียนจากชุดการเรียนการสอนนั้น และเพื่อดูว่าเขาได้สัมฤทธิ์ผลตามจุดประสงค์เพียงใด การประเมินเบื้องต้นนี้ อาจจะอยู่ในรูปของการทคสอบแบบข้อเขียน ปากเปล่า การทำงานปฏิกิริยา ตอบสนอง ต่อคำถามง่าย ๆ เพื่อให้รู้ถึงความต้องการและความสนใจ 4. การกำหนดกิจกรรม (Enbling Activities) คือ การกำหนดแนวทางและวิธีการประเมินขั้น สุดท้าย (Post : assessment) เป็นข้อทดสอบเพื่อวัดผลการเรียบหลังจากที่เรียนแล้ว ขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ นักการศึกษาหลายท่าน ได้เสนอขั้นตอนการในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อยึดเป็นหลักในการ สร้างว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรไว้ ดังนี้ สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2550, น.53-55) กล่าวว่า ขั้นตอนในการผลิตชุดกิจกรรมการเรียนรู้มี 11 ขั้นตอน ดังนี้ 1. กำหนดเรื่องเพื่อทำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อาจกำหนดดามเรื่องในหลักสูตรหรือกำหนด เรื่องใหม่ขึ้นมาก็ได้ การจัดแบ่งเรื่องย่อจะขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหา และลักษณะการใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้นั้น การแบ่งเนื้อเรื่องเพื่อทำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละระดับย่อมไม่เหมือนกัน 2. กำหนดหมวดหมู่เนื้อหาและประสบการณ์ อาจกำหนดเป็นหมวดวิชา หรือบูรณาการ แบบสหวิทยาการ ได้ตามความเหมาะสม 3. จัดเป็นหน่วยการสอนจะแบ่งเป็นที่หน่วย หน่วยหนึ่ง ๆ จะใช้เวลานานเท่าใดนั้นควร พิจารณาให้เหมาะสมกับวัยและระดับชั้นนักเรียน 4. กำหนดหัวเรื่อง จัดแบ่งหน่วยการสอนเป็นหัวข้อย่อย ๆ เพื่อสะดวกแก่การเรียนรู้แต่ละ หน่วยควรประกอบด้วยหัวข้อย่อย ๆ หรือประสบการณ์ในการเรียนรู้ประมาณ 4-6 ข้อ 5. กำหนดความคิดรวบยอดหรือหลักการ ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะให้นักเรียนเกิดความคิด รวบยอดหรือสามารถสรุปหลักการแนวคิดอะไร ถ้าผู้สอนเองยังไม่ชัดเจนว่าจะให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ 172
26 อะไรบ้าง การกำหนดกรอบความคิดหรือหลักการก็จะไม่ชัดเจน ซึ่งจะรวมไปถึงการจัดกิจกรรม เนื้อหาสาระ สื่อ และส่วนประกอบอื่น ๆ ก็จะไม่ชัดเจนตามไปด้วย 6. กำหนดจุดประสงค์การสอน หมายถึง จุดประสงค์ทั่วไป และจุดประสงค์เชิงพฤดิกรรม รวมทั้งการกำหนดเกณฑ์การตัดสินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ไว้ให้ชัดเจน 7. กำหนดกิจกรรมการเรียน ต้องกำหนดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมซึ่งจะ เป็นแนวทางในการเลือกและผลิตสื่อการสอน กิจกรรมการเรียน หมายถึง กิจกรรมทุกอย่างที่นักเรียนปฏิบัติ เช่น การอ่าน การทำกิจกรรมตามบัตรคำสั่ง การเขียนภาพ การทดลอง การตอบคำถาม การเล่นเกม การแสดง ความคิดเห็น การทดสอบ เป็นต้น 8. กำหนดแบบประเมินผล ต้องออกแบบประเมินผลให้ตรงกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้การสอบแบบอิงเกณฑ์ (การวัดผลที่ยึดเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ โดยไม่มีการนำไป เปรียบเทียบกับคนอื่น) เพื่อให้ผู้สอนทราบว่าหลังจากผ่านกิจกรรมการเรียนรู้มาเรียบร้อยแล้ว นักเรียนได้ เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด 9. เลือก และผลิตสื่อการสอน วัสดุอุปกรณ์ และวิธีการที่ผู้สอนใช้ ถือเป็นสื่อการสอนทั้งสิ้น เมื่อผลิตสื่อการสอนในแต่ละหัวเรื่องเรียบร้อยแล้ว ควรจัดสื่อการสอนเหล่านั้นแยกออกเป็นหมวดหมู่ในกล่อง หรือแฟ้มที่เตรียมไว้ ก่อนนำไปหาประสิทธิภาพเพื่อหาความตรงความเที่ยงก่อนนำไปใช้ เราเรียกสื่อการสอน แบบนี้ว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 10. สร้างข้อทดสอบก่อนและหลังเรียนพร้อมทั้งเฉลย การสร้างข้อสอบเพื่อทดสอบก่อนและ หลังเรียน ควรสร้างให้ครอบคลุมเนื้อหา และกิจกรรมที่กำหนดให้เกิดการเรียนรู้โดยพิจารณาจากจุดประสงค์ การเรียนรู้เป็นสำคัญ ข้อสอบไม่ควรมากเกิน ไปแต่ควรเน้นกรอบความรู้สำคัญในประเด็นหลักมากกว่า รายละเอียดปลีกย่อย หรือถามเพื่อความจำเพียงอย่างเดียว และเมื่อสร้างเสร็จแล้วควรทำเฉลยไว้ให้พร้อม ก่อนส่งไปหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 11. หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสร็จ เรียบร้อยแล้ว ต้องนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น ไปทดสอบโดยวิธีการต่าง ๆ ก่อนนำไปใช้จริง เช่น ทดลองใช้ เพื่อปรับปรุงแก้ไข ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง ความครอบคลุมและความตรงของเนื้อหา เป็นต้น 2.7 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม บุญชม ศรีสะอาด (2546, น.156-157) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ ดังนี้ 1. การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพสามารถกำหนดได้หลากหลายขึ้นอยู่กับผู้วิจัยจะกำหนดถ้า ต้องการประสิทธิภาพสูง ก็กำหนดคำไว้สูง เช่น 90/90 แต่การกำหนดเกณฑ์ไว้สูง อาจพบปัญหาว่าไม่สามารถ บรรลุเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การที่จะให้นักเรียนส่วนมากทำคะแนนได้จวนเต็ม มีค่าเฉลี่ยจวนเต็ม คือ ร้อยละ 90 ขึ้นไปไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น จึงไม่ค่อยพบว่ามีการตั้งเกณฑ์90/90 ในงานวิจัย บางเรื่องตั้งเกณฑ์ไว้ต่ำกว่า 80 ทั้งด้านกระบวนการและผลโดยรวม เช่น ตั้งเกณฑ์ 70/70 ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนั้น โดยธรรมชาติแล้วเป็น เรื่องที่ยาก เช่น วิชาเรขาคณิต เป็นต้น การตั้งเกณฑ์ไว้สูงจะพบว่าไม่อาจบรรลุผลได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตั้ง 173
27 เกณฑ์ไว้ต่ำเกินไป เช่น ต่ำกว่า 70/70 ทั้งนี้เพราะถ้าสิ่งที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพจริงแล้วจะต้อง สามารถพัฒนานักเรียนให้บรรลุผลระดับสูงเป็นส่วนใหญ่ได้ การตั้งเกณฑ์50/50 หรือ 60/60 แสดงถึงว่า สามารถพัฒนานักเรียนได้โดยเฉลี่ยครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็มหรือมากกว่าครึ่งหนึ่งเล็กน้อย ซึ่งไม่น่าจะเพียงพอ ควรพัฒนาได้มากกว่านั้น 2. การเขียนเกณฑ์ 80/80 ไม่ได้หมายถึงอัตราส่วนหรือสัดส่วนระหว่าง 2 ส่วนนี้โดยทั่วไป ไม่ได้แปลความหมายโดยการนำมาเปรียบเทียบกัน ดังนั้น ผู้วิจัยอาจไม่ได้เขียนในรูป 80/80 แต่เขียนในรูปอื่น เช่น 30,90 หรือแม้กระทั่งเขียนว่าในเกณฑ์ 80 % ทั้งกระบวนการและผลโดยรวมก็ได้ การเขียน 80/80 เป็น เพียงการแยกส่วนของประสิทธิภาพของกระบวนการซึ่งเป็นตัวเลข 0 ตัวหน้ากับประสิทธิภาพของผลรวม ซึ่ง เป็น 80 ตัวหลัง 3. ผู้วิจัยอาจตั้งเกณฑ์ 2 ส่วนไม่เท่ากันก็ได้ เช่น 70/80 ซึ่งหมายความว่า ประสิทธิภาพของ กระบวนการการใช้ 70 % ส่วนประสิทธิภาพของผลรวมโดยใช้ 80 % ซึ่งไม่นิยมกำหนดในลักษณะดังกล่าว แต่ อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นที่จะทำอะไรให้สอดคล้องกับความนิยม ข้อสำคัญ คือเหตุผลเบื้องหลังของการตั้งเกณฑ์ ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าการตั้งเกณฑ์แบบ 80/80 นั้นมีความเหมาะสมมีเหตุผลดีกว่าซึ่งในการหาประสิทธิภาพ สื่อการสอนจากผลระหว่างดำเนินการและผลเมื่อสิ้นสุดการดำเนินการ โดยใช้เกณฑ์ 80/80 มีความหมาย ดังนี้ 80 ตัวแรก เป็นเกณฑ์ประสิทธิภาพกระบวนการ 80 ตัวหลัง เป็นเกณฑ์ประสิทธิภาพผลรวม 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.2.1 งานวิจัยในประเทศ ยุวดี โปธายะ (2546, น.83-85) ได้ศึกษาวิธีการสอนแบบ SQ4R เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ ในการอ่าน ภาษาอังกฤษ และความสามารถในการเขียนสรุปใจความ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจใน การอ่านภาษาอังกฤษ และการเขียนสรุปใจความก่อนและหลังได้รับการสอนแบบ SQ4R วิชาชีพปีที่ 2 แผนก พณิชการช่าง ได้แก่ นักเรียนในระดับชั้นประกาศนียบัตร 2545 วิทยาลัยสารพัดช่งลำปาง จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ ได้แก่ แผนการสอนที่ใช้รูปแบบการสอน SQ4R ในภาคเรียนที่ 2 แบบทดสอบความเข้าใจในการ อ่านภาษาอังกฤษและแบบทดสอบความสามารถในการเขียนสรุปใจความ ผลการวิจัยพบว่า การเขียนสรุป ใจความของนักเรียนจากที่ได้ผ่านการสอนแบบ SQ4R สูงขึ้น รัตนภัณฑ์ เลิศคำฟู (2547, น. 79-82 ได้ศึกษาการศึกษาวิธีการสอนแบบเดียวกันกับ ยวดี โปธายะ คือวิธีสอนแบบ SQ4R แต่ใช้ในการสอนอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแผนการจัดการ เรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนแบบ SQ4R และเพื่อศึกษาแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547โรงเรียนบ้านแม่ก๊ะ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน สิบสอง คน เครื่องมือมี 4 เครื่องมือคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกตพฤติกรรม ผลการวิจัยพบว่าแผนการจัดการเรียนรู้ แผนละ 2 ชั่วโมง สามารถ 174
28 พัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญได้ดีขึ้น และผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้หลังเรียน ผู้เรียน ร้อยล ะ 75.00 ผ่านเกณฑ์ 60% และคะแนนเฉลี่ยกลุ่มร้อยละ 62.08 นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนในระดับดี มาก นอกจากนี้นักเรียนส่วนใหญ่ แสดงความพึงพอใจและต้องการเรียนด้วยวิธีสอนแบบ SQ4R พรนิภา บรรจงมณี (2548, น. 14) ได้ศึกษาการใช้เทคนิค SQ4R เข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษและ การคิดไตร่ตรองของนักเรียน มีวัตถุประสงค์คือเพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษและศึกษา ความสามรถในการคิดไตร่ตรองของนักเรียนก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเชลีวิทยาลัย ที่เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเสริมทักษะ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2548 ทั้งหมด 26 คน เครื่องมือที่ได้แก่แบบทดสอบความเข้าใจ ในการอำนภาษาอังกฤษ ผลปรากฎ ว่า นักเรียนกลุ่มที่รับการสอนโดยใช้เทคนิค SQ4R มีคะแนนดี และมีคะแนนสูงกว่าก่อนการทดลอง และ ความสามารถของนักเรียนในการคิดไตร่ตรองอยู่ในระดับดี บุญไทย พลค้อ (2553) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R โดยเน้นเทคนิคผังกราฟิกต่อ ความสามารถในการอำานภาษาไทยเพื่อความเข้าใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจก่อนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการ จัดรูปแบบการเรียนรู้แบบ SQ4R โดยเน้นเทคนิคผังกราฟิก กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนนธาตนาอ้ายใหญ่วิทยา จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ได้แก่ แผนโดยน้นเทคนิคผังกราฟิกต่อการอ่าน ภาษาไทยเพื่อความเข้าใจแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจ และแบบทดสอบ ต่อความพึ่งพอใจการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4Rการจัดการเรียนรู้ SQ4R โดยเน้นทักษะผังกราฟิก ผลการวิจัย คือ ความสามารถในการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ไม่น้อยกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 และนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ ระดับ .01 และความพึงพอใจของนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด 2.2.2 งานวิจัยต่างประเทศ Rosemary Shelion (1982 อ้างถึงใน โศภิษฐ์ อุดม, 2545, น.39) ได้ศึกษาความสามารถสำหรับการ อ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักศึกษาที่ลงทะเบียนวิชาการอ่าน พบว่า นักศึกษามีความสามารถสูงขึ้นหลังจาก ได้รับการสอนแบบ SQ4R Ghaith Shaaban and Hatal 2000 อ้างถึงใน พรนิภา บรรจงมณี (2548, น.13) ได้ศึกษา เปรียบเทียบประสิทธิภาพของเทคนิคที่ส่งเสริมความเข้าใจในการอ่าน กับผู้เขียนภาษาอังกฤษในระดับที่สูงที่ เป็นชาวอาหรับ รวมทั้งหมด 45 คน นักเรียนได้รับเทคนิคการสอนความเข้าใจในการอ่านทั้งหมด 3 วิธี คือ เอส คิว โฟร์ อาร์ เป็นเทคนิคการอ่านเพื่อความเข้าใจที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด Kritina Hedberg (2005 อ้างถึงใน พรนิภา บรรจงมณี, 2548, น.13 ได้ศึกษาความสามารถความ เข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิค SQ4R กับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา 3 คน ผลการวิจัย พบว่า ทั้ง 3 คน มีความสามารถในการอ่านสูงขึ้น มีการใช้ทักษะและกระบวนการคิดในการอ่าน โดยการตั้ง 175
29 คำถาม นักเรียนสามารถจำรายละเอียดและบทเรียนได้มากขึ้นหลังจากที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิค SQ4R เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ จากการศึกษาข้างต้นจะเห็นได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค SQ4R เป็นวิธีการสอนอ่าน ที่ พัฒนาความสามารถในการอ่าน ของนักเรียนทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และเป็นวิธีสอนอ่านที่ดีมี ขั้นตอน เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ โดยนักเรียนทำกิจกรรมด้วยตนเอง นอกจากนั้นยังกระตุ้นให้ฝึกคิดตลอดเวลา กล้าแสดงความคิดเห็น กระตือรือร้นในการเรียน และทำให้นักเรียนมีผลการเรียนสูงขึ้น และนักเรียนส่วนใหญ่ มีความคิดเห็นที่ดีต่อการจัดการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค SQ4R 176
30 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การดำเนินการวิจัยครั้งนี้เป็นการดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โดยผูวิจัยดำเนินการนําแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความไปใชในการแกปญหา โดยมี รายละเอียด ดังตอไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองใหม่ (ชลอราษฎร์ รังสฤษฏ์) อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้อง รวม 30 คน กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเมืองใหม่ (ชลอราษฎร์ รังสฤษฏ์) ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะโดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 เรื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย นิทานชาดกและบทความ 2. แบบทดสอบทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้เทคนิคการ อ่านแบบ SQ4R หลังเรียน เนื้อหาเป็นแบบทดสอบการอ่านจับใจความซึ่ง ผู้วิจัยได้ใช้แบบทดสอบก่อน เรียนและแบบทดสอบหลังเรียน 3.3 การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย 1. ศึกษาหนังสือ ตํารา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอ่านจับใจความสำคัญ เพื่อเก็บ รวบรวมขอมูลเกี่ยวกับสาระสำคัญ โดยมีวิธีการดำเนินการดังตอไปนี้ 1.1 สืบคนหนังสือ ตํารา เอกสารและงานวิจัย โดยใชคําสำคัญในการสืบคน 1.2 คัดเลือกหนังสือ ตํารา เอกสารและงานวิจัย ที่มีขอมูลเกี่ยวของกับการอ่านจับใจความ สำคัญ 1.3 ศึกษารายละเอียด ของงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอ่านจับใจความสำคัญ 1.4 เปรียบเทียบ ขอดี-ขอเสีย จากงานวิจัยแตละเล่ม โดยศึกษาจากผลการวิจัย สรุปผลจาก การศึกษาหนังสือ ตํารา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอ่านจับใจความสำคัญ 3.3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ 177
31 2. พัฒนาและสร้างแบบฝึกทักษะด้านการอ่านจับใจความเพื่อใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคลอง ของสภาพปญหา และสร้างรูปแบบการสอนเพื่อใหนวัตกรรมมีความสอดคลองสภาพปญหากับ โดยมี ขั้นตอนดังนี้ 3. นำแบบฝึกทักษะโดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาทดสอบก่อนทดลอง โดยทดสอบก่อนที่จะดำเนินการสอนในชั่วโมงแรก เพื่อศึกษาดูความรู้เดิมและความสามารถในการอ่านจับใจความความใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แล้วบันทึกคะแนนที่นักเรียนทำได้มาหาค่าเฉลี่ย 3.1 ขั้นเตรียมความพรอม จัดกลุมนักเรียนโดยคละความสามารถกลุมละ 4-5 คน พรอมทั้ง ชี้แจงจุดประสงคการเรียนรูและชี้แจงการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชวิธีการสอนแบบ SQ4R 3.2 ขั้นนําเขาสู่บทเรียน กระตุนความสนใจของนักเรียนเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่เรื่องที่อ่าน เช่น ให ดูภาพที่สัมพันธกับเรื่องที่อ่าน เกมทางการศึกษา การใชคําถาม 3.3 ขั้นสอน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรูเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ 1) นักเรียนสํารวจ (Survey-S) บทอ่านและอ่านเนื้อเรื่องอย่างคร่าว ๆ 2) นักเรียนตั้งคําถาม (Question-Q) จากบทอ่าน 3) นักเรียนอ่านบทอ่านอย่างละเอียด (Read-R) และคนหาคําตอบสำหรับคําถาม ที่ตั้งไว 4) นักเรียนจดบันทึก (Record-R) ขอมูลต่าง ๆ ที่ไดรับจากการอ่านโดยบันทึกตาม ความเขาใจของตนเอง พรอมจดบันทึกคําตอบจากคําถามที่ตั้งไว 5) นักเรียนสรุปใจความสำคัญ (Recite-R) โดยใชภาษาของตนเอง 6) นักเรียนแตละกลุมร่วมกันทบทวน (Reflect-R) วิเคราะห วิจารณบทอ่านแสดง ความคิดเห็น ครูทบทวนคําถามและคําตอบที่ไดจากบทอ่านหากขอมูลที่สำคัญหายไปใหนักเรียนกลับไป อ่านซ้ำ 3.4 ขั้นสรุป นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลการเรียนรูทั้งด้านเนื้อเรื่องและวิธีการอ่าน ครู ตรวจสอบผลการเรียนรูด้วยคําถาม 4. เมื่อศึกษาครบแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจ ความความใช้เทคนิค การอ่านแบบ SQ4R ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทดสอบหลังการทดลองเมื่อสิ้นสุดการดำเนินการ ทดลองแล้วบันทึกคะแนนที่นักเรียนทำได้มาหาค่าเฉลี่ย 5. นำผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบกันว่าแตกต่างกันหรือไม่ มีความก้าวหน้ามาก น้อยเพียงใด 6. เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ผลการใช้แบบฝึกทักษะโดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R เพื่อ ส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 178
32 179
33 3.3.2 นวัตกรรม 180
34 181
35 182
36 183
37 184
38 185
39 186
40 187
41 188
42 189
43 190
44 191
45 192
46 193
47 194