301 (เช่น ถ้าวัน “เจี๋ย” ในเดือนแรก ตรงกับวันขึ้น 3 ค ่า ; ในเดือนที่ 2 จะเลื่อนไปอยู่ประมาณ ขึ้น 5 ค ่า ; ในเดือนที่ 3 จะอยู่ประมาณขึ้น 7 ค ่า เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนในที่สุด จะมีเดือน(จันทรคติ)เดือนหนึ่งในปี ที่มีแต่ “เจี๋ย” ไม่มี“ชี่” โดยจะเกิดขึ้น ประมาณ 7 ครั้งใน 19 ปี และหากนับเดือนลักษณะนี้ เป็น “เดือนที่เพิ่มมา” หรืออธิกมาส
302 นอกจำก จะแก้ปัญหำ เดือนเกิน หรือ ขำดใน 1 ปี แล้ว ยังสำมำรถ ผสมผสำน “เจย ี๋” และ “ช”ี่ลงไป ในเดือนทำงจันทรคติ อย่ำงลงตัวอีกด้วย จึงเป็นที่มาของกฏการ 置闰 หรือเพม ิ่อธ ิ กมำสแบบจน ี ที่เรียกว่า “闰月无中气” run4-yue4-wu2-zhong1-qi4 (“อธิกมาส”ไม่มี“จงชี่”) นั่นเอง!
303 โอเคค่ะทุกคน.. ผู้เขียน คิดว่าส าหรับผู้ที่ไม่เคยรู้หรือสนใจ ในเรื่องวันเดือนปีแบบจีนเลย ถ้าได้อ่านครบทั้ง 3 ตอน ในซีรี่ส์“ถอดรหัสปฏิทินจีน”แล้ว... ปีนี้น่าจะฉลอง “ตรุษจีน” อย่างเปี่ยมไปด้วยความรู้แน่นอน! ก็ถือว่าปิดจ๊อบการ "ถอดรหัสปฏิทินจีน" (ในส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์) เพียงเท่านี้
304 ในบทความต่อๆไป นักวิทยาศาสตร์ที่ดีอย่างผู้เขียน จะมาเริ่มส ารวจ (แปลว่า สนใจแต่ไม่มีความรู้) เนื้อหาส่วนที่ค่อนไปทางโหราศาสตร์แล้ว ... โดยเริ่มจาก “ดวงชะตา 8 อักษร” ที่ได้ยิน (ในซีรี่ส์ย้อนยุค/นิยายก าลังภายใน) อยู่บ่อยๆ → มันคืออะไร? (เขาว่า)มันบอกอะไรได้บ้าง? ติดตามได้ในบทความต่อๆไป ที่เพจ #MandarinTheory วันนี้ 祝大家初三愉快 ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันขึ้นสามค ่าค่ะ
305 ประวัติSteve Jobs ผ ู ้ ก ่ อตง ั ้ Apple พ่อมดแห่งวงกำรไอทีทพ ี ่ ล ิกโฉม เทคโนโลยโี ลกน ีไ ้ ปตลอดกำล https://www.blueoclock.com/steve-jobs-apple-story/ Steve Jobs ผ ู ้ นำ ทศวรรษ 21 อัจฉร ิ ยะผ ู ้ พล ิ กโลกแหง่วงกำรไอท ี เป็ นผ ู ้ นำ ธ ุ รกจ ิ และนักประดษ ิ ฐช ์ ำวอเมร ิ กัน สร้ำงนวัตกรรมใหม่ๆ ด ้ วยควำมคด ิ สร ้ ำงสรรคช ์ั้นเล ิ ศ ผ ู ้ คด ิ ค ้ นคอมพว ิ เตอร ์Mac และเป็ นสุดยอด CEO ผ ู ้ บ ุ กปั้น Apple ผ ู ้ สร ้ ำงสรรค ์iPhone, iPad, iPod
306 แม ้ ว่ำในวันน ี เ้ขำจะจำกโลกน ีไ้ปแล ้ ว แต่ส ิ่งทเ ี่ขำสร ้ ำงเอำไว ้ ยังคงอย ู่ และเปล ี่ยนแปลงโลกของไอทไีปตลอดกำล Steve Paul Jobs เกด ิ เมอ ื่วันท ี่24 กุมภำพันธ์ปี1955 ทปี่ระเทศสหรัฐอเมร ิ กำ เมืองซำนฟรำนซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ชี ว ิ ตเขำไม่ได ้ สวยงำมตัง้แต่แรก พอ่แม่ได ้ ทง ิ้เขำไปตัง้แต่เกด ิ เพรำะในตอนทเ ี่ขำคลอดมำนั้น Joanne Carole Schieble ผ ู ้ เป็ นแม่ ยังเป็ นแค่นักศึกษำ และพ่อของเขำ Abdulfattah Jandali นักศึกษำหนุ่มชำวซีเรีย ทเ ี่ข ้ ำมำเร ี ยนในประเทศ สหรัฐอเมริกำ
307 แต่ด ้ วยวัยทย ี่งัไม่พร ้ อมทจ ี่ะมค ี รอบครัว แม่ของเขำจึงพำ Steve ไปอย ู่กับพอ่แม่บ ุญธรรม อย่ำง Paul และ Calara Jobs เมื่อเขาอายุได้5 เดือน จึงได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเรียกได้ว่าเติบโตมาในพื้นที่ ที่เรียกว่า Silicon Valley เป็นแหล่งอุตสาหกรรมซอร์ฟแวร์ และบริษัทไอทีชั้นน าของโลก
308 โดยพ่อบุญธรรม ของ สตีฟ จอบส์นั้น ท างานเป็นช่างเครื่องบริษัทแห่งหนึ่งในท่าเรือ และมีร้านช็อปเล็ก ๆไว้ซ่อมอุปกรณ์ต่างๆ ที่บริเวณข้างบ้านของเขา และเริ่มสอนให้สตีฟ ประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
309 ท าให้เด็กชายตัวเล็ก ๆ เริ่มซึมซับด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างดี ส่วนคุณแม่ของเขา ก็ฝึกให้เขาสามารถอ่านและเขียนได้ ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียนซะอีก แถมยังมีเพื่อนบ้านที่เป็นวิศวกร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งท างานอยู่ที่บริษัท Hewlett-Packard(HP) ซึ่งคอยให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ แก่ สตีฟ จอบส์อย่างมากมาย
310 นี่ถือได้ว่า ทั้งสภาพแวดล้อม และการดูแลของครอบครัวนั้น ส่งผลให้กลายมาเป็น Steve Jobs ต านานแห่งวงการการไอที อย่างเฉกเช่นทุกวันนี้
311 สตีฟ จอบส์ เริ่มเข้าเรียน ในโรงเรียน Cupertino Junior High School และ Homestead High School ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเขาได้ฉายแววความเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก จนเมื่อเรียนถึงชั้นเกรด 4 (ป.4) คุณครูที่โรงเรียน ก็เสนอให้เขานั้น ข้ามชั้นไปเรียนชั้นเกรด 7 ระดับมัธยมได้เลย และในระหว่างเรียนที่นี่ เขาก็ได้มีโอกาสไปทัศนศึกษา ที่ บริษัท Hewlett-Packard และมีโอกาสได้เจอกับ CEO
312 โดย สตีฟ จอบส์ ท าให้CEO ของ HP ทึ่งในความรู้ความสามารถ ในการตอบค าถาม เกี่ยวกับเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ได้ จน CEO ถูกใจ เขาจึงว่าจ้างให้สตีฟ จ็อปส์ไปฝึกงานกับบริษัท และได้ท างานร่วมกับ สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak) รุ่นพี่ที่โรงเรียน Homestead High School เหมือนกัน และ ในเวลาต่อมาทั้งคู่ ก็กลายเป็นผู้ร่วมสถาปนาอีกคน ของบริษัท Apple ที่เป็นต านานนี้นี่เอง
313 ในช่วง1972 จบการศึกษา จาก Homestead High School เขาได้สมัครเข้าเรียนต่อที่ Reed College ในเมืองพอร์ตแลนด์รัฐโอเรกอน ซึ่งถือว่ามีค่าเทอมที่แพงมาก เมื่อเทียบกับอาชีพ และความเป็นอยู่ของพ่อแม่บุญธรรมของเขาที่ เป็นเพียงคนหาเช้ากินค ่าธรรมดาทั่วๆไป
314 แต่กต ็ัดสน ิใจนำ เงน ิ เกบ ็ สะสมมำทัง้ชี ว ิ ต เพอ ื่ส่งสตฟี เร ี ยนทน ี่ี่
315 แต่หลังจากที่สตีฟ เรียนไปได้เพียง 6 เดือน เขาก็มีความรู้สึก ว่ามันไม่มีแนวทางที่เขาต้องการศึกษาจริง ๆ เขาจึงหยุดเรียนวิชาอื่น ๆ ทุกวิชา ยกเว้นแต่วิชาการออกแบบตัวอักษร อยู่วิชาเดียว ท าให้เขารู้จักกับตัวอักษร ที่ชื่อ Serif และ Sans Serif แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เขาเรียนไปแล้ว จะได้อะไรจากมัน นอกจากแค่ชอบเรียนก็เท่านั้นเอง
316 และในระหว่างที่เขาดรอปเรียนที่มหา’ลัย ก็ได้ขออาศัยอยู่ในหอพักของเพื่อน ๆ และประทังชีวิต ด้วยการไปขอทานข้าวฟรี ที่วัด Hare Krishna อยู่เป็นประจ า
317 ต่อมาในปี1974 สตีฟ จอบส์ ก็ได้เดินทางกลับแคลิฟอร์เนีย และได้เข้าร่วม กลุ่มสมาคม Homebrew Computer Club ที่รวบรวมผู้คนที่สนใจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งหลาย ๆ คนในกลุ่มนี้ มักกลายเป็นแฮคเกอร์มือฉมัง
318
319 ไม่ก็เป็นผู้ประกอบการด้านไอที เสียส่วนใหญ่ และสตีฟ จอบส์ ก็ได้มีโอกาสเข้าไปท างานกับ Atari ผู้ ผลิตวีดีโอเกมรายหนึ่ง เพื่อที่จะเก็บเงิน ไปแสวงหาธรรมะ ที่ประเทศอินเดีย
320 และหลังจากกลับมาจากประเทศอินเดีย เขาก็ได้กลับเข้ามาท างาน ที่ Atari ต่อ และได้มอบหมาย ให้สตีฟ จอบส์นั้น ออกแบบแผงวงจรอิเล็คทรอนิกส์ใหม่ โดยหากสามารถออกแบบ ให้มีจ านวน ship ลดลงได้ จะได้โบนัสเพิ่มตัวละ 100 ดอลล่าร์ แต่เขาก็ไม่ค่อยสันทัดเรื่องแผงวงจรสักเท่าไหร่ เลยไปเสนอกับ Steve Wozniak ว่า ถ้าหากสามารถออกแบบได้ส าเร็จ จะแบ่งเงินโบนัสให้เท่าๆ กัน
321 จนในที่สุด สตีฟ วอซเนียก สามารถลดจ านวน ship ออกได้มากถึง50 ตัว
322 แน่นอนว่า สตีฟ จอบส์ ได้เงินโบนัสมาจ านวน 5,000 ดอลล่าร์ฯ แต่กลับบอก สตีฟ วอซเนียก ว่า เนื่องจากแผงวงจรที่ออกแบบมาซับซ้อนจนเกินไป ท าให้เป็นเรื่องยากที่จะท าซ ้า ในไลน์การผลิตของโรงงาน Atari จึงให้เงินค่าตอบแทนมาเพียง 700 ดอลล่าร์ จึงแบ่งเงินให้สตีฟ วอซเนียก จ านวน 350 ดอลล่าร์ หรือคนละครึ่งนั่นเอง (แสบสันจริงๆ ตาจอบส์)
323 และหลังจากนั้น สตีฟ จอบส์ ก็เริ่มแผนการสุดแสบ แบบทวีคูณเพิ่มขึ้นไปอีก
324 โดยร่วมกันกับ สตีฟ วอซเนียก ได้สร้างเครื่องที่ชื่อว่า bluebox ซึ่งเป็นเครื่องที่สามารถท าให้ใช้โทรศัพท์ได้ฟรีทั่วโลก แถมจะโทรกี่นาที ก็ไม่เสียเงินสักแดงเดียว
325 ซง ึ่มันเป็ นเคร ื่องส่งควำมถ ี่ ทเ ี่อำไว ้ หลอก สมัยทโี่ทรศัพทย ์ งัไม่ได ้ปรับเป็ นระบบดิจิตอล แถมยังสืบเสำะหำต้นตอไม่ได้อีกด้วย ว่ากันว่า พวกเขาสามารถท าเงินจากกิจการนี้ โดยไม่ถูกจับกุม ได้มากกว่า6,000 ดอลล่าร์เลยทีเดียว ซึ่ง สตีฟ จอบส์ เคยออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง ว่า หากพวกเราไม่ได้เรียนรู้การสร้างผลิตภัณฑ์ และการขายจากธุรกิจ bluebox ก็คงไม่มีApple ในวันนี้
326 เพราะพวกเราเรียนรู้อะไรหลาย ๆอย่าง จากธุรกิจนั้น มาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กำรออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหา ให้กับลูกค้าได้ (ในที่นี้คือ ลูกค้าไม่ต้องการเสียค่า โทรศัพท์แพง ๆ เมื่อโทรทางไกลเป็นเวลานาน ๆ) กำรค ำนวณต้นทุนการผลิต และการตั้งราคาให้เหมาะสมกับกลุ่มลุกค้า และได้ก าไรงาม ๆ (โดยเขามีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ เครื่องละ 40 เหรียญฯ และขายมันไปในราคา 150 เหรียญฯ) การมีผลิตภัณฑ์ที่สร้ำงสรรค์กว่ำ สามารถแข่งขันในตลาด และต่อกรกับบริษัทใหญ่ ๆ ได้
327 จนในปี1976 เมื่อเขาอายุได้21 ปี เขากับ สตีฟ วอซเนียก ก็ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ล โดยใช้โรงรถข้างบ้านของพ่อบุญธรรมเป็นออฟฟิ ศ และ ผลิตคอมพิวเตอร์ที่ชื่อ Apple I ที่ท าด้วยไม้ โดย วอซเนียก เป็นผู้ออกแบบสินค้า
328 ส่วน จ็อบส์ ท าหน้าที่นักการตลาด และตั้งราคาไว้ที่666.66 ดอลลาร์ และในไม่นาน เขาก็สามารถขายคอมพิวเตอร์ กับร้านท้องถิ่น ได้มากกว่า 50 เครื่อง และในปี1977 ก็ได้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์Apple II ออกมา ตอกย ้าความส าเร็จอีกครั้ง โดยครั้งนี้ไฉไลกว่าเดิม เป็นคอมพิวเตอร์ถูกออกแบบด้วยการห่อหุ้ม ด้วยกรอบพลาสติก พร้อมหน้าจอ มีดิสก์ไดรฟ์จัดว่าเป็น ช่วงปฎิวัติคอมพิวเตอร์ในยุคแรก ๆ
329 จนในวันที่12 ธันวาคม ปี1980 Apple ก็ได้เข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชน โดยได้เปิดขายหุ้นให้กับบุคคลทั่วไป กว่า5 ล้านหุ้น และ ถูกกว้านซื้อเกลี้ยงภายในไม่กี่นาที ท าให้มูลค่าบริษัทกระโดดขึ้น 32 เปอร์เซ็นต์ในวันแรก ท าให้สตีฟ จอบส์ในวัย 25 ปีและวอซเนียกในวัย 30 ปี กลายเป็นมหาเศรษฐีภายในข้ามคืน
330 และในปี1983 สตีฟ จอบส์ ก็ต้องการท าให้บริษัทขยายกิจการและเติบโตมากยิ่งขึ้น จึงได้ว่าจ้าง CEO มืออาชีพ โดยได้ส่งข้อความไปยัง John Sculley ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท Pepsi ณ ขณะนั้น ว่า “คุณต้องการที่จะใช้ชีวิตที่เหลือไปกับการขายน ้าหวาน หรือต้องการโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้กันแน่”
331 ในปีเดียวกันนี้นี่เอง ที่ สตีฟ จอบส์ ยอมรับว่า เป็นช่วงที่เขานั้นเกลียดตัวเองมากที่สุดช่วงหนึ่ง เมื่อเขาพลาดไปท าผู้หญิงคนหนึ่งท้องแล้วให้ก าเนิด บุตรสาวที่ชื่อ Lisa แต่ สตีฟ กลับไม่ยอมรับว่าเป็นลูกสาวของตนเอง แต่หลังจากนั้น ก็ได้กลับมาสร้างสุดยอดคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งขึ้นมา โดยมีเทคโนโลยีที่ล ้าสมัยมาก ณ ขณะนั้น และตั้งชื่อคอมพิวเตอร์นั้นว่า Lisa แต่ก็เกิดปัญหาภายในกับคนในทีม สตีฟ จอบส์ จึงถูกถอดออกจากโครงการ
332 และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้นี่เอง ที่ยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ก็ลงเข้ามาเล่นตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล อย่างเต็มรูปแบบ
333
334 ท าให้ส่วนแบ่งทางการตลาด ของ Apple ลดลงอย่างเห็นชัด และเบื้องหลังความส าเร็จ ของการเปิดตัวคอมพิวเตอร์Macintosh นั้น นอกจากผลิตภัณฑ์ที่ล ้าสมัยแล้ว แต่สิ่งที่ท าให้Macintosh โด่งดังเป็นพลุแตก นั่นก็คือ การท าการตลาดของ สตีฟ จอบส์ ที่ปล่อยวีดีโอ โฆษณาที่ชื่อ “1984” ในช่วงที่แข่งขันอเมริกันฟุตบอล NFL Super Bowl ที่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ค่าโฆษณาแพงที่สุด
335 ถ้ารวมทั้งโปรเจคนี้ ก็ใช้งบประมาณร่วม ๆ 1 ล้านเหรียญฯ และหลังจากนั้น ก็เกิดปรากฏการณ์ไวรัลขึ้นมา จึงท าให้เหล่าบรรดาสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ เอาโฆษณาชุดนี้ กลับมาฉายซ ้าแล้วซ ้าเล่า ซึ่งว่ากันว่า Apple นั้น ได้ค่าออกอากาศฟรี กว่า 5 ล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว
336 1983 1984 1985 1986
337 แต่ข่าวร้าย ก็คือ ยอดขายมันไม่ได้พุ่งสูง อย่างที่คิดเอาไว้ เนื่องจาก Macintosh รุ่นแรกนั้น ยังไม่มีฮำร์ดดิสก์ ซึ่งสมัยนั้น ยังใช้แผ่นฟลอปปี้ดส ิ ก ์ท างาน แถมรำคำเครอ ื่งก ็ส ู งปรด ี๊ เกินกวำ่ทมวลชน ี่ จะหำซ ื อ ้ มำประจำ บำ ้ นเอำไว ้
338 จนกระทั่ง สตีฟ จอบส์ ถูกมองว่าเป็นผู้จัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ แถมยังมีบุคลิกที่คาดเดาได้ยาก และมีนิสัยค่อนข้างโมโหร้าย ใครๆ ก็ท างานด้วยยาก และจากผลงานที่ผ่าน ๆ มาของเขา เขาจึงถูกบีบให้ต้องลาออกจากบริษัท Apple ในวันที่17 กันยายน ปี1985 ที่เขาสร้างมันขึ้นมากับมือ แถมคณะบริหารที่บีบให้เขาลาออกนั้น ก็คือ CEO ที่เขาจ้างมาเองนั่นแหละ
339 แม้ว่า สตีฟ จอบส์ จะถูกบีบให้ออกจาก Apple แต่ด้วยจิตวิญญาณ ของการเป็นผู้ประกอบการ ยังไม่ดับลง
340 ในปีเดียวกันนี้นี่เอง ที่เขาได้ดึงตัวพนักงานจาก Apple มาอีกประมาณ 5 คน เพื่อมาก่อตั้งบริษัทใหม่ โดยใช้ชื่อว่า NeXT ซึ่งเป็นบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ ที่มีเทคโนโลยีสุดล ้า ซึ่งล ้ากว่า Macintosh ซะอีก แต่ด้วยความที่มันมีราคาที่สูงลิ่ว จึงไม่ค่อยได้รับความนิยม ส าหรับประชาชนทั่วไป สักเท่าไหร่นัก แต่ทุกคนต่างก็ยอมรับว่าของมันดีจริง
341 และในปี1986 สตีฟ จอบส์ ได้ขอซื้อตัวทีมกราฟฟิ ค ของบริษัท Lucasfilm เป็นจ านวน 10 ล้านดอลล่าร์ฯ เพื่อแยกตัวออกมาเปิดบริษัทใหม่ นามว่า Pixar
342 ซึ่งเขาได้น ามาปัดฝุ่นใหม่ กลายเป็นสตูดิโอ ผลิตหนังการ์ตูนแอนิเมชั่น ที่เปิดตัวเรื่องแรก ที่ชื่อ Toy Story ที่สามารถท ารายได้ได้อย่างมหาศาล
343
344 จนกระทั่ง ดิสนีย์ ได้เข้าซื้อกิจการ ด้วยมูลค่ากว่า 7.4 พันล้านดอลล่าร์ฯ ซึ่งแลกกับการ ให้สตีฟ จอบส์ เข้าถือหุ้นในบริษัท Walt Disney ถึง 7% กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดในบริษัทันที (และในเวลาต่อมา Disney ก็ได้เข้าซื้อกิจการของ Lucasfilm เป็นมูลค่ากว่า 4 พันล้านดอลล่าร์ฯ ที่เป็นต้นก าเนิดของ Pixar อีกด้วย)
345 己 巳 ในปี1989 สตีฟ จอบส์ ในวัย 34 ปีที่เคยใช้ชีวิตแบบเสเพลย์ ก็เลิกความเป็น Playboy ลง แล้วได้ตั้งต้นชีวิตครอบครัวใหม่ โดยได้พบรักกับ Laurene Powell จนกระทั่งทั้งคู่ได้แต่งงานกัน และได้พา Lisa (Lisa Nicole Brennan-Jobs) ลูกสาวของเขาในช่วงวัยรุ่นมาเลี้ยงดูเป็นอย่างดี
346 และต่อมาทั้งคู่ ก็ได้มีลูกด้วยกันอีก 3 คน คือ Reed Jobs(September 1991), Erin Jobs(August 1995) และ Eve Jobs(1998)
347 จนกระทั่งบริษัท Apple เริ่มเกิดวิกฤต ที่บริษัทก าลังตกอยู่ในภาวะที่ย ่าแย่เป็นอย่างมาก
348 จนในปี1996 บริษัท Apple จึงตัดสินใจเข้าซื้อกิจการของ NeXT ไปด้วยมูลค่ากว่า 429 ล้านดอลล่าร์ฯ เพื่อที่จะดึงตัว สตีฟ จอบส์ กลับมาบริหารที่ Apple
349 และในปี1997 สตีฟ จอบส์ ก็กลับมารับต าแหน่ง CEO อีกครั้ง หลังจากที่โดน Apple ไล่ออก เมื่อ 12 ปีที่แล้ว
350 และหลังจากที่เขา ถูกเรียกตัว กลับมากอบกู้ บริษัท Apple สิ่งแรกที่เขาท า ก็คือเขาสั่งปลด คณะกรรมการบริหารชุดเก่า ออกเกือบทั้งหมด เพราะเขาเชื่อว่า ถ้าผู้น าชุดเก่าบริหารได้ดี บริษัทก็คงไม่เกิดปัญหาเหล่านี้