โดย
รองศาสตราจารยส์ ทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ
“มนษุ ยไ์ ม่อาจที่จะถอื ไดว้ า่ ตนเอง
เปน็ อิสระชน ถ้าเขาไมไ่ ด้เปน็ นายของ
ตนเอง และเขาจะเป็นนายของตนเอง
ได้ตอ่ เมื่อเขาเป็นหน้ีชวี ิตตอ่ ตัวของ
เขาเองเทา่ นน้ั ”
คารล์ มารก์ ซ์
ลัทธิสงั คมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหนุ
คำนำ
ผลงานเล่มน้เี ป็นงานเขียนที่มีจุดประสงค์ต้องการให้ผู้อ่านได้ทราบ
พ้ืนฐานทส่ี าคญั ของแนวคดิ ทางสังคมนิยม โดยได้รวบรวมเนอื้ หา แนวคิดของ
นักคิดทางสังคมนิยมท่ีสาคัญๆของแต่ละยุค อย่างน้อยนอกจากจะช่วยให้
ความชัดเจนในความหมายและสาระของสังคมนยิ มแล้ว ยังได้ทราบอีกดว้ ยวา่
แนวคิดน้ีเป็นแนวคิดที่ต่อต้านเสรีนิยม โดยเฉพาะในประเด็นท่ีเก่ียวกับการ
เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตของสังคม ซึ่งนักคิดในกลุ่มน้ีก็หาได้มีข้อสรุป
ตรงกันในทกุ เรอ่ื งในวิธีการแก้ไขเยียวยา สร้างสรรค์สังคมท่ีน่าอยู่น่าอาศัยไม่
ข้อเสนอของสังคมในอุดมคติของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไปตามความเช่ือ
และจติ นาการของตนเอง
เช่อื วา่ แนวคิดเหลา่ น้ไี มไ่ ด้หายไปจากโลกมนุษย์ ตราบใดที่มนุษย์
ยังมีลมหายใจ มนุษย์ย่อมมีความหวัง อยากจะเป็นสังคมท่ีตนเองอาศัยอยู่ดี
ขึ้น เป็นธรรมขึ้นกว่าเดิม อยากให้รัฐ ผู้มีอานาจรัฐ ปฏิบัติต่อตนเองโดย
เคารพต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เสมอเหมือนกัน แนวคิดสังคมนิยมจะ
ปรากฏให้เห็นทั้งในฐานะที่เป็นเป้าหมายและเป็นวิธีการเพ่ือให้บรรลุสู่
ความหวงั เหลา่ นี้เสมอ
รองศาสตราจารย์สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหุน
หนา้ i
ลทั ธิสงั คมนยิ ม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ
สำรบญั
หน้า
ลทั ธิสังคมนิยม
ความหมายและลกั ษณะสาคัญ 1
ววิ ฒั นาการของแนวความคิดสงั คมนิยม 6
สังคมนยิ มแบบอุดมคติ หรอื แบบเพอ้ ฝนั
เปลโต้ ใน อุตมรัฐ (Republic) 9
โธมัส มอร์ ในยโู ธเปยี 11
มอเรลลี่ ใน Code of Nature 13
รุสโซ ใน Discourse on Inequality 16
บาเบิฟ ใน “Manifesto of the Equals, Analysis of
the Doctrine of Babeuf และ The Trial of Babeuf” 18
แซงต์ ซีมอง 23
ฟูริเยร์ 25
โอเวน 28
บล๊องกี 31
ปรูดอง 34
บลังก์ 36
สังคมนยิ มแบบวทิ ยาศาสตร์ 43
คาร์ล ไฮนร์ คิ มาร์กซ์
ชีวิตและผลงาน 47
อทิ ธิพลในเชงิ ประวัตศิ าสตร์และแนวความคดิ ทส่ี าคญั 53
หน้า ii
ลัทธสิ ังคมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหนุ
หลกั การของลัทธมิ ารก์ ซ์ 57
หลักเศรษฐกาหนด 58
วตั ถนุ ยิ มวภิ าษวธิ ี 61
วตั ถนุ ิยมประวตั ศิ าสตร์ 62
หลักการวเิ คราะหก์ ารเปลี่ยนแปลงในสงั คมนายทุน 70
การปฏิวตั ิของชนชน้ั กรรมาชพี 77
เผด็จการแห่งชนช้นั กรรมาชีพ 78
สงั คมคอมมวิ นสิ ต์ 82
ข้อโต้แย้งทฤษฎีของมาร์กซ์ 86
นิโคไล เลนนิ
ชวี ติ และผลงาน 94
อทิ ธพิ ลเชิงประวัติศาสตร์ 98
ลัทธิเลนนิ (Leninism) 101
ทฤษฎวี ่าด้วยการปฏวิ ตั ิของชนช้นั กรรมาชีพ 103
ทฤษฎีว่าดว้ ยองค์กรนกั ปฏวิ ตั ิอาชีพ 108
ทฤษฎวี า่ ดว้ ยรัฐ 116
ทฤษฎีว่าดว้ ยจกั รวรรดนิ ยิ มนายทนุ 118
เหมาเจ๋อตงุ
ชวี ิตและผลงาน 125
ทฤษฎีวา่ ด้วยความขดั แยง้ 134
เผดจ็ การประชาธปิ ไตยของประชาชน 138
หนา้ iii
ลทั ธิสังคมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ
ทฤษฎีการปฏิวตั ิ 144
ทฤษฎสี งครามกองโจร 149
ลทั ธแิ ก้ หรือ สงั คมนิยมประชาธิปไตย 164
ซดิ นีย์ เว็บบ์ 167
คารล์ เค๊าทส์ ก้ี 171
เอ็ดดวรด์ เบอร์นสไตน์ 174
จาง จเู รส์ 177
จิตวิทยาของลัทธิมาร์กซ์ 183
หน้า iv
ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พุทธหนุ
ลทั ธิสงั คมนิยม
ความหมายและลกั ษณะสาคญั
Webster’s New International Dictionary พมิ พ์ครั้งที่ 2 ได้ให้
นิยามของคาํ วา่ สังคมนยิ มไวว้ ่าเปน็ ...
“ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์และการเมืองว่าด้วยองค์การทางสังคมที่
ต้งั อยู่บนพน้ื ฐานของการเป็นเจา้ ของรว่ มกนั หรอื รัฐบาลเป็นเจ้าของและมีการ
จัดการบริหารเครื่องมือในการผลิตที่จําเป็นตลอดจนมีการแบ่งสรรผลผลิต
อย่างเป็นประชาธิปไตย ดังน้ันนโยบายหรือการปฏิบัติตามนโยบายจึงต้ังอยู่
บนพ้ืนฐานของทฤษฎีน้ี ลัทธิสังคมนิยมมุ่งมาดปรารถนาที่จะนําเอาระบบ
สหกรณ์เข้าไปแทนทก่ี ารแข่งขันทางการค้าระหว่างกัน และพยายามท่ีจะเอา
ระบบบริการสาธารณะแทนที่การแสวงหากําไรส่วนตัว ทั้งยังมุ่งหมายที่จะ
จัดสรรรายได้และโอกาสในทางสังคมให้อยู่ในลักษณะที่เปิดกว้าง เป็นธรรม
กวา่ ทีไ่ ดร้ ับการปฏบิ ัติกนั อยู่ในปัจจุบัน”
อย่างไรก็ตามนกั วิชาการต่างพากนั ยอมรับว่า ความหมายของคําว่า
สังคมนิยมนั้นยากท่ีจะให้คําจํากัดความที่ครอบคลุมสาระทั้งหมดของ
แนวความคิดซ่ึงวิวัฒนาการมาหลายชั่วอายุคนได้ และถ้าเราจะศึกษากัน
หนา้ 1
ลัทธิสังคมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหุน
อย่างจริงจัง เราจําเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องมองย้อนไปถึงแนวความคิดที่มี
ลักษณะของสังคมนิยมในยุคแรกๆ ต้ังแต่สมัยเปลโต้ จนกระท่ังถึงปัจจุบัน
เราจะพบวา่ นกั สังคมนิยมในทุกยุคจะวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เป็นธรรม ไม่
เสมอภาคที่เกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมที่เป็นอยู่เป็นขณะน้ี
โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในสังคมทุนนิยม ซึง่ คนส่วนนอ้ ยเป็นผู้ได้เปรียบและขูดรีด
แรงงานของคนสว่ นใหญซ่ ่งึ ตกอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่า พวกนี้จึงเห็นว่ามวลชน
ควรจะเปน็ เจ้าของปจั จัยในการผลิตเสยี เอง
นักสงั คมนิยมในแตล่ ะยุค แมจ้ ะเชื่อในหลักการน้ี แต่หลายคนก็มี
ความคิดปลกี ย่อย ตลอดจนวิธีการท่ีจะนําไปสู่เปูาหมายปลายทางท่ีแตกต่าง
ออกไปอีกมาก บางคนเห็นว่ารัฐของประชาชนควรจะยึดปัจจัยในการผลิต
ทุกชนิดเป็นของรฐั บางคนกเ็ หน็ ว่าควรจะยึดเฉพาะทส่ี าํ คญั ๆ ท่ีมีผลต่อความ
กินดีอยู่ดีของประชาชนเท่าน้ันบางคนเห็นว่ารัฐควรจะรวมอํานาจไว้ที่
ศูนย์กลางจะชว่ ยให้โครงการตา่ งๆ ดําเนนิ ไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ บางคนเห็น
ว่าควรจะกระจายอํานาจให้เทศบาล คอมมูน หรือหน่วยผลิตให้มากท่ีสุด
เป็นต้น
หน้า 2
ลัทธิสงั คมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ
ทําไมจึงเกิดลัทธิสังคมนิยมข้ึนมา เป็นท่ีเชื่อกันว่าเมื่อมนุษย์มา
รวมตัวกันอยู่ในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันซึ่งมีอยู่ในสภาพธรรมชาติแล้ว
จะช่วยเสริมใหผ้ ูท้ ไี่ ด้เปรียบในการต่อสู้ดิ้นรนเพ่ือความอยู่รอดสามารถขูดรีด
ขม่ เหงผทู้ เ่ี สยี เปรียบกว่าอยเู่ สมอ
ในสังคมทุนนิยมก็เช่นกัน นายทุนผู้เป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิต
อยใู่ นฐานะท่ีได้เปรียบกว่ากรรมาชีพ นายทุนจะอาศัยความได้เปรียบที่มีอยู่
ขูดรีดแรงงานขากรรมาชีพ โดยให้ค่าตอบแทนแต่เพียงเล็กน้อยพอได้ยังชีพ
อยไู่ ด้เท่าน้ัน ส่วนเกินของแรงงานจะถูกนําไปสู่กองทุน ทําให้การสะสมทุน
ของบรรดานายทุนเพิ่มทวีคูณ ในขณะท่ีกรรมาชีพยากจนลง ความไม่เป็น
ธรรม เหล่าน้ีเองทก่ี อ่ ให้เกิดแนวความคิดท่ีจะแก้ไขสภาพอันเลวร้ายของการ
แจกแจงทรัพยากรของสงั คม ดงั กลา่ ว
จึงเป็นที่กล่าวกันว่าลัทธิสังคมนิยมเป็นปฏิกริยาต่อต้านการปฏิวัติ
อุตสาหกรรมซึง่ เปน็ การปฏิวัติทใี่ ห้ผลประโยชน์ตอ่ บรรดานายทนุ ลัทธิสังคม
นิยมจงึ เป็นแนวความคิดท่ีพยายามท่จี ะใหม้ ีการจัดสรรสวัสดิการตลอดจนส่ิง
ท่ีมีคณุ คา่ อืน่ ๆ ใหเ้ ป็นธรรมยง่ิ ขนึ้ รวมทั้งพยายามที่จะปลดปล่อยมนุษย์ให้พ้น
จากการเป็นทาสของระบบอุตสาหกรรมอีกด้วย น่ันคือแทนที่สินค้าและ
หนา้ 3
ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พุทธหุน
เครื่องจักรกลในโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบนายทุนอุตสาหกรรมน้ันเป็น
เสมือนเจา้ นายของมนุษย์ กจ็ ะถูกนํามารบั ใช้มนุษยใ์ นระบบสงั คมนยิ ม
นอกจากน้ี นักสังคมนิยมยังต้องการท่ีจะปฏิรูปความสํานึกของ
มนุษยเ์ สยี ใหม่อกี ด้วย พวกน้ีมองวา่ มนุษย์ที่แท้จริงจะต้องเป็นอิสระ นั่นคือ
จะตอ้ งอิสระท่ีจะเลือกงานทาํ ตามท่ตี นพึงพอใจอิสระทจ่ี ะคิดค้นส่ิงแปลกใหม่
ให้กับสงั คม ไม่ตกเปน็ ทาสของภาวะเศรษฐกิจ ต้องทํางานเพ่ือปากเพื่อท้อง
แต่เพียงอย่างเดยี ว
อย่างไรกต็ าม เราอาจจะสรุปลักษณะที่สาํ คัญๆ ของลทั ธิสังคมนิยม
ออกไดเ้ ปน็ 3 ประการดงั ต่อไปนี้
1. การเป็นเจ้าของการผลิต อาจกระทําได้โดยการท่ีรัฐเข้า
ยึดเคร่ืองมือในการผลิตหรือไม่ก็จ่ายค่าเสียงหายชดใช้ให้ก็ได้แล้วรัฐเข้า
ดําเนินการแทน โดยหวังที่จะให้มีการแจกแจงแบ่งสรรอย่างเป็นธรรมยิ่งข้ึน
ในประเทศสังคมนิยมบางประเทศใช้ระบบสหกรณ์แทนท่ีรัฐจะเข้าไปยึด
กิจการทางการผลิตและดําเนินการเอง อย่างเช่นในประเทศแถบคาบสมุทร
สแกนดเิ นเวยี เป็นต้น เราจึงพบว่าประเทศสังคมนิยมน้ันไม่เพียงจะแตกต่าง
หน้า 4
ลทั ธิสงั คมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหนุ
กันในวิธีการ แต่ยังแตกต่างกันในระดับที่เศรษฐกิจจะเป็นไปเพื่อรับใช้สังคม
โดยสว่ นรวมอีกด้วย
2. รัฐสวัสดิการในประเทศสังคมนิยมน้ัน การผลิตในตัวมัน
เองหาได้เป็นประเด็นสาํ คัญในทางแนวความคดิ ไม่ ที่สําคัญก็คือประเด็นเรื่อง
ของการแจกแจงแบ่งสรรสินค้าที่ผลิตต่างหาก ดังนั้นเราจะพบว่ารัฐสังคม
นิยมมโี ครงการมากมายเพอื่ แจกแจงความมั่นคงใหเ้ ป็นไปอย่างทั่วกัน เช่นใช้
ระบบภาษีแบบก้าวหน้า เกบ็ ภาษีมรดกอย่างหนัก ให้การประกันทางสังคม
ยามเจ็บปุวยหรือยามชราแต่อย่างไรก็ตาม ลัทธิสังคมนิยมนี้ก็ไม่ได้นํามาซึ่ง
ความเสมอภาคเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์แบบในทุกตัวคนเสมอไปไม่ แต่สิ่ง
ที่น่าสังคมนิยมต้องการก็คือ การทําให้ช่องว่างระหว่างคนร่ํารวยกับคนจน
แคบเข้านน่ั เอง
เป็นท่ีน่าสังเกตว่าลักษณะ 2 ประการแรกที่กล่าวมาแล้วน้ันไม่
จําเป็นต้องเกี่ยวข้องกัน เช่น สังคมหนึ่งอาจจะยึดเครื่องมือในการผลิตที่
สําคัญบางอย่าง หรืออาจยึดเป็นของรัฐเสียทั้งหมดก็ย่อมได้ แต่อาจจะไม่
นาํ ไปสู่รัฐสวัสดกิ ารก็ได้ นน่ั คอื รฐั ทีผ่ ู้ยึดอาํ นาจ แลว้ ประกาศตนเองวา่ “ข้านี่
ละ่ คอื รัฐ” ซึง่ กค็ ือเผดจ็ การ น่นั เอง
หนา้ 5
ลัทธิสงั คมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ
3. ลกั ษณะทสี่ าํ คญั ประการที่สามคือ ความกินดีอยู่ดี ซึ่งถือ
เป็นปัจจัยท่ีสําคัญยิ่งที่นักสังคมที่นิยมแท้จริงจะต้องคํานึง พวกน้ีเชื่อว่าเมื่อ
สังคมพัฒนาเทคโนโลยีให้เจริญก้าวหน้า คงจะมีอิสระในการทํางานตาม
ความสามารถ การแข่งขันกันก็จะอยใู่ นรปู ของสหกรณ์ เพ่อื สว่ นรวมมากกว่า
สว่ นบคุ คล ความสามารถในการผลิตจะเพิ่มข้ึน ความแตกต่างระหว่างกลุ่ม
คนที่ร่ํารวยซึ่งมีเพียงส่วนน้อยกับคนยากจนซึ่งประกอบไปด้วยคนส่วนใหญ่
อยา่ งในสังคมเกา่ ๆ กจ็ ะสลายไป ความกินดีอย่ดู กี จ็ ะปรากฏ 1
วิวัฒนาการของแนวความคิดสงั คมนยิ ม
ความจริงแล้วแนวความคดิ เรื่องสงั คมนิยมมมี านานต้ังแต่สมัยดึกดํา
บรรพ์แล้วพร้อมๆกับการกําเนิดของสทิ ธสิ ่วนบุคคลในทรัพย์สิน โดยเฉพาะถา้
ทรัพย์สินนั้นๆ เป็นปัจจัยท่ีสําคัญของการผลิต เช่น ทรัพยากรที่ดิน การเอา
รัดเอาเปรียบ การแก่งแย่งกันในผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้น วิธีการท่ีจะแก้ไข
ขอ้ ขัดแย้งน้ีจะนําไปสู่แนวความคิดในวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ วิธีหนึ่งที่ผู้คน
จํานวนหนึง่ เห็นว่าเป็นวิธีการท่ีถูกตอ้ งและมคี ุณภาพกค็ ือ การกาํ จัดสิทธสิ ่วน
บุคคลทางทรัพย์สิน ซ่ึงเปน็ ตน้ ตอแหง่ ความขัดแย้งทั้งปวงเสีย นําเอาปัจจัย
หนา้ 6
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ
การผลิตมาเป็นของส่วนรวม ผลประโยชน์ที่ได้ก็จะมีการแบ่งสรรอย่างเป็น
ธรรมยิ่งข้ึน แนวความคิดหรือจินตนาการท่ีสะท้อนมาจากสภาพของภาวะ
แวดลอ้ มท่ีปราศจากความเป็นธรรมท่ีมีอยู่ในสังคมจะนําไปสู่สังคมหรือรัฐใน
อุดมคติที่มีสภาพที่ดีกว่าและสมบูรณ์กว่าสังคมปัจจุบันในขณะนั้น กลุ่มนัก
คิดเหล่านี้ กค็ ือ นักสงั คมนิยม นนั่ เอง
เน่ืองจากภาวะแวดล้อมของแต่ละสังคมย่อมที่จะผิดแผกแตกต่าง
กันไป นอกจากนี้ในสังคมเดียวกัน ในกาลเวลาท่ีแตกต่างกันแนวความคิด
ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาย่อมท่ีจะแตกต่างกันไปด้วย ด้วยเหตุนี้เราจะ
พบว่าแนวความคิดทางสังคมนิยมได้วิวัฒนาการมาตลอดเวลา ซ่ึงในที่น้ีเรา
อาจจะแบง่ ชว่ งของวิวัฒนาการนไ้ี ดอ้ ยา่ งหยาบๆ เปน็ 4 ยคุ ด้วยกนั คอื
ก. สงั คมนยิ มแบบอดุ มคติ (Utopian Socialism)
ข. สงั คมนยิ มแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Socialism)
ค. ลทั ธแิ ก้ (Revisionism) หรือ สงั คมนิยมประชาธปิ ไตย
(Democratic Socialism)
ง. สงั คมนยิ มรว่ มสมัย (Contemporary Socialism)
หน้า 7
ลทั ธิสังคมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ
ก. สังคมนิยมแบบอดุ มคติ (Utopian Socialism)
ความคดิ ทางสงั คมนิยมแบบอดุ มคติน้ี เราอาจแบ่งย่อยออกได้เป็น
3 ยคุ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ยุคดั้งเดิม หมายถึงแนวความคิดทางสังคมนิยมของ
เปลโต้ที่ปรากฏอยู่ในหนังสืออุตมรัฐ (The Republic) และของ โธมัส มอร์
ในยูโธเปยี (Utopia)
2. กําเนิดสังคมนิยมฝร่ังเศส ซึ่งเป็นยุคของมอเรลล่ี
(Morelly) ซึ่งปรากฏในข้อเขียนทางสังคมนิยมในหนังสือ “Code of
Nature” ของรุสโซ ในหนังสือ “Discourse on Inequality” และ
แนวความคิดของ บาเบิฟ (Babeuf)
3. ยุคใหม่ หมายถึง แนวความคิดของนักคิดสังคมนิยม
ช่ือดัง คือ แซงต์ ซีมอง (Saint Simon), ฟูริเยร์ (Fourier), โอเวน (Owen),
บลังกี (Blanqui), ปรูดอง (Prudhon) และ บล๊องก์ (Blanc)
หนา้ 8
ลทั ธสิ ังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหุน
แนวความคดิ ของนักคดิ สังคมนิยมแบบอุดมคติ
เปลโต้ ใน อุตมรฐั (Republic) (427 - 437 B.C.)2
เปลโต้ได้ให้ความหมายของคําว่าคุณธรรมก็คือ ความรู้ และเชื่อว่า
บคุ คลเกิดมาไมเ่ สมอภาคกัน ความแตกตา่ งในระหวา่ งปัจเจกบุคคลปรากฏให้
เหน็ โดยทั่วไป โดยเฉพาะในเร่อื งของความสามารถในการแสวงหาความรู้ แต่
ความไม่เสมอภาคในระหว่างกันน้ีก็ไม่ได้หมายควา มว่าบุคคลท่ีมี
ความสามารถน้อยจะถูกกดขี่ข่มเหง เป็นพวกที่ถูกทอดทิ้งแต่อย่างใด แต่
เปลโตเ้ ห็นว่าบุคคลเหลา่ นี้ ควรจะมีผ้นู ําท่ที รงความรูเ้ ป็นผชู้ ้แี นะและปกครอง
เพ่ือท่ีจะเดนิ ไปสชู่ วี ิตท่ีดี
ผนู้ ําท่ที รงความรู้น้ีกค็ อื ราชาปราชญ์ และโดยอาศัยราชาปราชญ์น้ี
เอง รฐั ท่ีดแี ละยุตธิ รรมจงึ อบุ ัติขึ้นได้
แนวความคดิ สงั คมนยิ มของเปลโต้เปน็ ผลสืบเน่ืองมาความพยายาม
ท่ีจะให้ไดม้ าซ่ึงผู้ปกครองที่ดี ซ่ึงนอกจากจะทรงไว้ซ่ึงคุณธรรมแล้ว จะต้อง
ไมต่ กอยูภ่ ายใต้พลังกระต้นุ ของความอยากด้วย และวิธีการกําจัดต้นตอแห่ง
ความขัดแย้งท่ีพึงอุบัติข้ึนจากตัณหาท่ีสําคัญก็คือ การกําจัดสิทธิในทรัพย์สิน
ส่วนบุคคลเสีย ซ่ึงเปลโต้เองเช่ือว่าจะกระทําได้ในบรรดาชนชั้นผู้ปกครองซึ่ง
หน้า 9
ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พุทธหนุ
เป็นพวกที่มีเหตุผลมากกว่าชนชั้นอื่นๆ และจําเป็นต้องกระทําเพราะจะเป็น
การช่วยขจัดความเหล่ือมลํ้าในการครองทรัพย์สินและจะช่วยลดความตึง
เครียดอันเกิดจากการแก่งแย่งอํานาจทางการเมืองลง ท้ังน้ีเปลโต้มองว่า ถ้า
ปล่อยให้ชนชั้นผู้ปกครองมีสิทธิในการครองทรัพย์สินอย่างเสรีแล้ว ต่างคน
ต่างก็จะพยายามแสวงหาอํานาจทางการเมืองเพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือในการให้
ไดม้ าซง่ึ ทรพั ย์สนิ ภาวะการแกง่ แยง่ อาํ นาจจะนาํ ไปส่คู วามตงึ เครยี ดได้งา่ ย
ตามทรรศนะของเปลโต้ ชนช้ันผปู้ กครองจึงตอ้ งเป็นพวกท่ีนอกจาก
จะได้รับการฝึกปรือทางความรู้สติปัญญาและความรับผิดชอบอย่างดีแล้ว
จะต้องเป็นพวกท่ีไร้ทรัพย์สินส่วนบุคคลด้วยกล่าวคือ ทรัพย์สินทุกอย่างจะ
ถือเปน็ กรรมสิทธ์ิรว่ มกนั จะมบี ้านทีด่ ินสว่ นตวั ไม่ได้
แนวความคิดสังคมนิยมของเปลโต้ยังได้ขยายรวมทั้งทางด้าน
ความสัมพันธ์ทางครอบครัวอีกด้วย น่ันคือ เปลโต้ได้เสนอให้สมาชิกของชน
ช้นั ผปู้ กครองเปน็ ชนชั้นทไ่ี ร้ครอบครวั สมาชกิ ไมม่ สี ทิ ธทิ จี่ ะเป็นเจ้าของผู้หญิง
คนใดคนหนึ่งไวแ้ ต่เพียงผู้เดยี ว การสืบพันธจ์ุ ะถกู วางระเบียบเพื่อให้ได้เด็กท่ี
มีพนั ธุ์ดีทีส่ ดุ และเดก็ เหล่าน้จี ะไดร้ บั การเลยี้ งดจู ากรัฐ ทัง้ ไม่มกี ารรบั รฐู้ านะ
ความสัมพันธ์ฉนั ท์พ่อแมก่ บั ลกู เฉพาะบคุ คลอกี ด้วย
หนา้ 10
ลทั ธิสังคมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหุน
เราอาจสรุปได้ว่า แนวความคิดสังคมนิยมของเปลโต้น้ันเป็น
แนวความคิดท่ีจํากัดเฉพาะเรื่องเฉพาะกลุ่มเท่านั้น คือ เปลโต้เสนอเฉพาะ
ประเด็นการกําจดั ทางทรัพย์สินสว่ นตวั และความสมั พนั ธ์ทางสังคมในบรรดา
ชนชนั้ ผู้ปกครองเทา่ น้นั โดยเปลโต้มองวา่ ทรพั ยส์ ินส่วนตัวและความสัมพันธ์
ทางครอบครวั เปน็ เคร่อื งแสดงถึงธรรมชาติใฝุตํ่าของคน ซ่ึงผู้ปกครองจะต้อง
หลีกเล่ียง เพื่อที่จะสามารถทุ่มเทพลังความคิดสร้างความสุขสมบูรณ์ให้เกิด
ขน้ึ กับสงั คมไดอ้ ยา่ งเตม็ ทน่ี น่ั เอง
โธมัส มอร์ ในยโู ธเปยี (1516) 3
มอรไ์ ด้จินตนาการรัฐในอุดมคติขึ้น โดยให้รฐั น้นั ตั้งอยู่บนเกาะที่ไกล
โพน้ เรยี กวา่ เกาะ “ยูโธเปีย” พลเมอื งของรัฐน้ีไมม่ ที รพั ยส์ ินสว่ นตวั ทุกคน
จะร่วมมือกันผลิต แล้วนําเอาผลผลิตนั้นๆ ไปเก็บไว้ในโรงเก็บของส่วนกลาง
และจะนําของเหล่านั้นมาใช้ได้ตามความจําเป็น ชาวยูโธเปียจะทํางานกันวัน
ละ 6 ชั่วโมง ผู้หญิงจะทํางานเบากว่าผู้ชาย เพราะเป็นเพศท่ีอ่อนแอกว่า
หนา้ 11
ลัทธิสงั คมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหนุ
หลังจากนั้นพวกเขาจะใช้เวลาที่เหลือถกเถียงปัญหา แสวงหาความรู้และ
พกั ผ่อน
นอกจากน้ันชาวยูโธเปียจะเป็นผู้ท่ีเลือกผู้ปกครองเองตามลําดับ
ลดหลั่นกัน คือทุกปีครอบครัว 30 ครอบครัวเลือก “ไฟลาร์ค” ได้คนหนึ่ง
ไฟลาร์คท้ังหมดรวม 200 คน จะทําหน้าท่ีเลือกประมุขจากรายชื่อผู้รับการ
เสนอช่อื 4 คนจากราษฎรในเขตทั้งสี่ของรัฐ ประมุขของรัฐจะอยู่ในตําแหน่ง
ไปตลอดชีวิต เว้นแต่ว่าจะถูกถอดออกจากตําแหน่งเพราะเป็นท่ีสงสัยกันว่า
จะเป็นทรราช
ชาวยูโธเปียเป็นพวกท่ีรู้กฎหมายดี เพราะไม่มีกฎหมายมากนัก
ยามเจบ็ ไขไ้ ดป้ วุ ยก็จะได้รบั การรักษาพยาบาลอยา่ งดีโดยไม่เสียคา่ บรกิ ารใดๆ
สมบัติ จนั ทรวงศ์ ได้ตงั้ ขอ้ สังเกตไวว้ า่ “สังคมยูโธเปีย เป็นสังคม
ที่ส น อ ง เ ฉ พ า ะ ค ว าม ต้ อ ง ก า ร ข้ั น มู ล ฐา น ข อ ง ม นุ ษ ย์ โ ด ยไ ม่ คํ า นึ ง ถึ ง ค ว า ม
ต้องการทางร่างกายท่ีนอกเหนือไปจากน้ีเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
ความสุขทางร่างกายข้ันพื้นฐานเป็นยอดปรารถนาของชาวยูโธเปีย ในทาง
ตรงกันข้าม จุดประสงค์ของการใช้แรงงานอยู่ที่การให้ได้มาซ่ึงความอุดม
หนา้ 12
ลัทธสิ ังคมนิยม สิทธิพนั ธ์ พุทธหุน
สมบูรณ์ทางวัตถุและเวลาว่างก็เพ่ือให้ชาวยูโธเปียแต่ละคนได้ใช้ไปในการ
ปรับปรงุ ตนโดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในดา้ นจิตใจหรืออย่างมคี ุณธรรม” 4
โดยสรุป มอร์ได้เสนอแนวความคิดสังคมนิยมข้ึน เน่ืองจากเขา
ต้องการที่จะยับยั้งและขจัดความใฝุหาความโลภและความหย่ิง ซึ่งเป็น
รากเหงา้ ของความช่วั ร้ายทางสังคมตามท่ีมอร์เห็นภาพซึ่งปรากฏอยู่โดยทั่วๆ
ไปของสังคมอังกฤษขณะน้ัน จุดประสงค์ของมอร์ จึงเน้นท่ีการมีชีวิตที่ดี
ในทางศีลธรรม มากกว่าท่ีจะเน้นเรื่องของระบบและความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกิจ 5
มอเรลลี่ ใน Code of Nature (1755) 6
นักวิชาการบางท่านมองว่าแนวความคิดของนักคิดยุคก่อนๆ เช่น
เปลโต้ มอร์ และมอเรลล่ีเองหาได้จัดอยู่ในพวกสังคมนิยมไม่ แต่มีลักษณะ
เชิงศีลธรรม หรือเพ่ือสร้างคนท่ีมีคุณธรรมมากกว่า ส่วนแนวคิดเร่ืองการ
กําจัดทรพั ยส์ นิ ส่วนตวั ของบรรดานักคิดเหลา่ นี้เป็นเพียงเคร่ืองมือท่ีจะช่วยให้
โครงสร้างทางสังคมและการเมืองมีความเป็นเหตุเป็นผลซ่ึงจะนํามนุษย์ไปสู่
ชวี ติ ทดี่ ีมคี ณุ ธรรมพร้อมได้
หน้า 13
ลทั ธิสังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ
แต่นักทฤษฎีสังคมนิยมยุคศตวรรษท่ี 18 แตกต่างจากนักคิดยุค
ต้นๆ อยู่หลายประการด้วยกัน กล่าวคือ แนวความคิดสังคมนิยมยุคดั้งเดิม
มักจะหาได้ยากและเป็นผลงานโดดๆ ส่วนในยุคกําเนิดสังคมนิยมฝรั่งเศสนี้
มีงานเขียนออกมาอย่างสม่ําเสมอ และสร้างผลกระทบต่อสังคมการเมืองท่ี
เป็นจริงได้มาก
แนวความสังคมนิยมของมอเรลลี่ ปรากฏอยู่ในหนังสือช่ือ Code
of Nature ซ่ึงมีอยู่ด้วยกัน 4 ตอน ใน 3 ตอนแรกเป็นการวิพากษ์ความ
เลวร้ายของระบบสังคมท่ีเป็นอยู่ซ่ึงไร้เหตุผล และช้ีให้เห็นว่าสาเหตุของ
ความเลวรา้ ยทงั้ ปวงอยทู่ ีท่ รพั ยส์ นิ ส่วนบุคคลนัน่ เอง
“...ข้าพเจ้ากล้าท่ีจะยืนยัน และเป็นสิ่งที่เกือบจะช้ีชัดใน
เชิงคณิตศาสตร์ได้ว่า สินค้าทุกชนิดไม่ว่าจะเท่าหรือไม่เท่าเทียมกันและ
ทรพั ยส์ นิ ส่วนตัวทกุ อยา่ งในทกุ สังคมก็คอื ... ส่ิงที่เลวรา้ ยท่สี ดุ ”7
วิธีการท่ีมอเรลลี่เสนอไว้เพื่อขุดรากถอนโคนความเลวร้ายท้ังปวง
ของสงั คม จงึ อาจกระทาํ ได้ 3 ประการคอื
1. ไม่มีใครในสังคมที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินใดๆ เป็นการ
ส่วนตัว ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของส่ิงของหรือทุนก็ตาม เว้นเสียแต่ว่าสิ่งของน้ันๆ
หนา้ 14
ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ
ได้นํามาใช้เพ่ือสนองตอบต่อความต้องการเฉพาะหน้าของบุคคลตามความ
จาํ เป็น หรือในการทํางานแต่ละวนั
2. ราษฎรแต่ละคนจะเป็น “สาธารณบุคคล” นั่นคือ
สังคมจะเป็นผปู้ กปูองให้ความชว่ ยเหลือสนับสนุนทุกอยา่ ง
3. ราษฎรทุกคนจะต้องเจือจุนสังคม โดยทํางานให้กับ
ชมุ ชนตามกําลงั ความสามารถและอายุ 8
นอกจากน้ี มอเรลล่ียังได้วางกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการสร้างสังคมใน
อุดมคติของเขาอกี มาก กฎเกณฑท์ างเศรษฐกจิ ว่าด้วยการแบ่งออกเป็นส่วนๆ
และการแจกแจงแบ่งสรรผลผลติ ของสังคม กฎเกณฑ์การเกษตรว่าด้วยที่ดิน
และการให้ราษฎรทกุ คนมอี ายุระหว่าง 20-25 ปี จะต้องเข้ามีส่วนร่วมในการ
ผลิตทางการเกษตร กฎเกณฑส์ าํ รวจวา่ ด้วยระบบหัวหน้างานอาชพี และการ
ฝกึ ฝนอาชีพให้สมาชกิ ของสังคมซง่ึ เดก็ ตงั้ แต่ 10 ขวบขึ้นไปจะต้องเรียนรู้งาน
อาชีพอย่างใดอย่างหน่ึงตามที่ตนชอบ อายุ 15-18 ปี ให้แต่งงาน อายุ
ระหว่าง 20-25 ปี ทํางานเกษตร อายุ 26 ปี จะเป็นหัวหน้างานอาชีพใน
อาชพี หลักของตน อายุ 40 ปี สมาชกิ ของสังคมท่ีไม่ได้เป็นหัวหน้างานอาชีพ
ใดๆ จะได้รับอิสรภาพ กล่าวคือจะไม่ถูกบังคับให้ทํางานใดๆ อายุ 50 ปี
หน้า 15
ลทั ธิสังคมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ
หัวหน้าครอบครัวทุกคนจะเป็นวุฒิสมาชิก ซ่ึงจะมีสิทธิมีเสียงในการออก
กฎเกณฑ์ใดๆ ของสังคม
สรุปได้ว่า มอเรลล่ีตั้งใจท่ีจะสร้างสังคมท่ีมีคุณธรรมสมาชิกของ
สงั คมจะบรรลถุ งึ ชวี ติ ท่ดี ีและมีคุณธรรมไดก้ ็ต่อเม่ือสภาพโครงสร้างของสังคม
การเมืองเอ้ืออํานวยให้ ฉะน้ันกฎเกณฑ์จึงเป็นเครื่องมือที่สําคัญยิ่งของสังคม
ในการนี้ เราจงึ พบวา่ ลักษณะของแนวความคิดสังคมนิยมของ มอเรลลี่แฝง
อยูใ่ นความต้องการที่จะสร้างโครงสร้างของสังคมใหม่เพ่ือรับใช้มนุษย์ สร้าง
มนุษยใ์ ห้เปน็ ผู้ท่มี คี ุณธรรมพรอ้ ม นน่ั เอง
รสุ โซ ใน “Discourse on Inequality” (1755)
แนวความคิดโดยทั่วไปของรุสโซน้ันไม่อาจจัดได้ว่าเป็นสังคมนิยม
แต่ถือว่าเป็นปัจเจกชนนิยมท่ีรุนแรงทีเดียว ผลงานท่ีสําคัญและมักจะถูก
นํามาอ้างกันบ่อยก็คือ หนังสือช่ือ “สัญญาประชาคม” (The Social
contract) ส่วนหนังสือ Discourse on the Origin of Inequality ซ่ึง
ปรากฏออกมาในปีเดียวกับท่ีมอเรลล่ีเขียน “The Code of Nature” เป็น
ขอ้ เขยี นวพิ ากษ์วจิ ารณ์ทรพั ย์สนิ สว่ นบคุ คล แต่ก็ไมไ่ ดว้ างโครงการสังคมนิยม
หนา้ 16
ลทั ธิสังคมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหุน
ไว้อยา่ งท่ีมอเรลลี่เขียน แต่อย่างไรก็ตาม ผลงานของรุสโซนี้สร้างผลกระทบ
ตอ่ แนวความคดิ ทางสงั คมนิยมแบบปฏิวัติมากกว่าผลงานของมอเรลล่ีเสยี อกี
ใน Discourse รสุ โซเชื่อว่าในสภาพธรรมชาติถ้าคนแต่ละคนต่าง
ทาํ งานโดยไม่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ชีวิตของคนจะมีแต่ความสุข แต่เม่ือ
คนจําเป็นต้องพ่ึงอีกคนหนึ่งความเสมอภาคจะสูญสลายไป เพราะเม่ือเกิดมี
การอ้างสิทธิในทรัพย์สินขึ้นเช่น การเป็นเจ้าของผลผลิตท่ีเกิดจากแรงงาน
ของตนในทดี่ ินแปลงหน่ึง นานๆ เข้าก็อ้างในสิทธิการเป็นเจ้าของที่ดิน พวก
ที่แข็งแรงกว่า มีทรัพย์สินมากกว่า หรือมีปัญญามากกว่าก็ย่อมที่จะได้
ประโยชน์จากสิ่งที่ตนมีมากกว่าน้ันด้วย เพราะฉะนั้นรุสโซ จึงสรุปว่า
ทรพั ยส์ นิ ส่วนบุคคลนี้เองจะเปน็ ผลให้คนต้องตีสองหน้า ตลบตะแลง และทํา
ทุกอย่างเพื่อท่ีจะหาประโยชน์จากบุคคลอื่น ในสภาพธรรมชาติของสังคม
จงึ ตกอยใู่ นสภาพท่ีตา่ งคนต่างเปน็ ศัตรู ม่งุ หาประโยชน์จากกันอยตู่ ลอดเวลา
ทกุ คนไมว่ า่ ยากดีมจี นตา่ งก็ตกอยใู่ นภาวะเดยี วกนั คือ ขาดความมัน่ คงในชีวิต
และทรัพย์สิน ในท่ีสุดมนุษย์จะรวมตัวกันเข้า..“เพื่อปูองกันไม่ให้พวกที่
อ่อนแอถูกบีบคั้น เพื่อยับยั้งความทะเยอทะยานเพ่ือสร้างความม่ันใจว่า
ทรัพย์สนิ ของพวกเขากย็ ังคงเปน็ ของพวกเขาอยู่”9
หนา้ 17
ลัทธสิ งั คมนิยม สิทธิพนั ธ์ พุทธหุน
รุสโซจึงเชอ่ื ว่าสังคมการเมืองรวมท้ังกฎหมายซึ่งถือเป็นเครื่องมือท่ี
สําคัญย่ิง ไดถ้ ือกาํ เนิดมาจากความพยายามของมนุษย์ในการสร้างความเป็น
อันหนึ่งอันเดียวกัน สร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินรวมท้ังการนํามา
ซึง่ ความสงบภายในสังคม น่นั เอง
บาเบิฟ ใน “Manifesto of the Equals, Analysis of the
Doctrine of Babeuf และ The Trial of Babeuf”
บาเบิฟช้ีให้เห็นใน Manifesto ว่า ความเสมอภาคเป็นส่ิงท่ีมนุษย์
ทุกผู้ทุกนามปรารถนาและเป็นองค์ประกอบที่สําคัญท่ีสุดขององค์การหรือ
สมาคมใดๆ ทกุ ยุคทกุ สมัยผู้นาํ มักจะอา้ งว่าสมาชกิ ทุกคนเสมอภาคกนั แต่ใน
สภาพความเป็นจริงในสังคมกลับตรงกันข้าม ความเสมอภาคที่สมาชิกได้รับ
มักจะมีเง่ือนไขเสมอ บาเบิฟต้องการเห็นสมาชิกทุกคนมคี วามเสมอภาคกนั ใน
ทุกอย่างไม่ใช่ความเสมอภาคในสิทธิและโอกาสเท่านั้น ส่ิงที่ปรากฏใน
ประการสําคัญประการหน่ึงในหนังสือเล่มน้ี คือความเสมอภาคในผลพวงที่
ได้รับจากท่ีดิน ทั้งน้ี บาเบิฟถือว่าที่ดินไม่ได้เป็นสมบัติของใครคนใดคนหน่ึง
โดยเฉพาะ
หน้า 18
ลทั ธสิ ังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ
“ทรัพย์สินส่วนบคุ คลในทดี่ ินจะไม่มอี กี ต่อไป โลกน้ีไม่ได้
เป็นของคนใดคนหนึ่ง เราจึงมีสิทธิท่ีจะอ้าง เรียกร้องและปรารถนาใน
ความสขุ รว่ มกันอันเกิดจากผลพวงทไี่ ดจ้ ากผนื โลกและผลพวงนจ้ี ะเปน็ ของทกุ
คน”10
ส่วนใน Analysis of the Doctrine of Babeuf 11 เป็นผลงาน
ของสานุศิษย์ของบาเบิฟเองท่ีได้รวบรวมวิเคราะห์แนวความคิดหลักของบา
เบฟิ ไว้ 15 ข้อ ท่ีสาํ คัญมี 9 ขอ้ ดังต่อไปนี้
1. ธรรมชาติให้สิทธิกับทุกคนโดยเสมอภาคกันที่จะมี
ความสุขสําราญกบั ผลพวงท่เี กดิ จากธรรมชาตเิ อง
2. เปูาหมายของสังคมอยู่ที่การพิทักษ์ไว้ซึ่งความเสมอ
ภาคนี้ซง่ึ มกั จะถกู โจมตจี ากบรรดาคนเลวและพวกทกี่ ลา้ แขง็ และเพ่ือเพิ่มพูน
ความสขุ สาํ ราญในผลพวงของธรรมชาตโิ ดยใชค้ วามรว่ มมือในระหว่างกันเป็น
ส่งิ ช่วยเหลือ
3. ธรรมชาติสร้างพันธกรณีให้กับทุกคนต้องทํางาน ไม่
มใี ครมจี ะผลักภาระหนา้ ทนี่ ้ไี ด้โดยไร้ความผดิ
หน้า 19
ลทั ธิสังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหนุ
4. งานทุกอย่างและการเสวยสุขจากผลของงานนั้น
จะต้องเป็นแบบง่ายๆ กล่าวคือ ทุกคนควรจะทํางานโดยใช้แรงงานให้กับ
สังคมในสดั สว่ นทเ่ี ทา่ เทียมกนั และไดร้ ับผลตอบแทนในปรมิ าณท่ีเท่าเทียมกนั
5. ความรู้สึกว่าถูกบีบคั้นจะเกิดขึ้นเมื่อคนๆ หน่ึงต้อง
ทํางานหนัก แต่ก็ยังขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง ในขณะที่อีกคนกลับอยู่อย่าง
สุขสําราญโดยที่ไม่ทาํ งานใดเลย
6. ใครก็ตามท่อี า้ งสทิ ธิในการเป็นเจ้าของผลพวงจากผืน
โลกหรือจากการทาํ งานหนกั แตผ่ ูเ้ ดยี วถอื ไดว้ า่ เป็นอาชญากรโดยแท้
7. ในสังคมที่ถูกต้องน้ัน จะต้องไม่มีคนรวยหรือคนจน
เลย
8. บรรดาคนรวยท่ีไม่เต็มใจท่ีจะประกาศยกทรัพย์สินที่
เกนิ มามอบใหแ้ ก่คนจนถอื ไดว้ า่ เปน็ ศตั รขู องประชาชน
9. ไม่มบี ุคคลใดท่ีอาจฉกชงิ เบียดบงั คําชีแ้ นะทจี่ ําเป็น
ต่อการมีชีวิตที่ดีของบุคคลอ่ืน นั่นคือ สังคมจะต้องให้การศึกษาแก่ปวงชน
โดยทว่ั หน้ากัน
หน้า 20
ลทั ธิสงั คมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ
และใน The Trial of Babeuf 12 เป็นการแก้ข้อกล่าวหาของ
Babeuf เอง ซ่ึงเป็นผู้นําของกลุ่มนักหนังสือพิมพ์หัวรุนแรงที่ต้องการเห็น
สงั คมฝร่งั เศสเป็นสงั คมแห่งความเสมอภาค (Republic of Equals) เขาถูก
จับพร้อมพรรคพวกในข้อหาวางแผนล้มล้างรัฐบาล และถูกตัดสินประหาร
ชวี ติ ในเวลาต่อมา
ในบทความน้ี บาเบิฟเน้นให้เห็นว่าปัจจัย 3 ประการท่ีเป็นท่ีมา
ของความเลวรา้ ยของสังคม คอื
1. ทรัพย์สินและทด่ี ิน
2. มรดก
3. การขูดรดี
บาเบิฟเห็นว่าสังคมจะบรรลุถึงเปูาหมายที่แท้จริง คือให้สวัสดิการ
แก่สมาชิกโดยเสมอภาคกันได้ เราจําเป็นต้องมีสถาบันทางสังคมท่ีสามารถ
ขจดั ความหวงั ของบคุ คลทคี่ ิดอยากจะรวย มอี าํ นาจหรือมีชอ่ื เสียงมากกว่าคน
อ่ืนๆ นั่นคือ จะต้องนําเอาความอยาก ความสุข ความทุกข์ มารวมกันเข้า
หนา้ 21
ลทั ธิสังคมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหนุ
แล้วแจกแจงแบ่งสรร สร้างหลักประกันในชีวิตท่ีดีให้กับทุกคนเท่าท่ีจําเป็น
แตก่ จ็ ะตอ้ งไมเ่ กินความจําเปน็ ดว้ ย
วธิ กี ารท่ีจะนําไปสู่ความสัมฤทธิผลในเปูาหมายที่บาเบิฟได้เสนอไว้
กค็ ือ การมีฝาุ ยบรหิ ารอันเป็นทีย่ อมรับโดยทั่วไป ฝาุ ยบริหารน้ี จะทําหน้าท่ี
ทส่ี ําคญั คือ การกําจดั ทรัพย์สนิ ส่วนตวั บรรจุคนให้ทํางานตามสายงานที่ถนัด
สร้างพันธะให้กับสมาชิกของสังคมในการที่จะนําผลพวงจากแรงงานไปเก็บ
รวมกันไวใ้ นโรงเก็บผลผลติ และมีการจดั สรา้ งระบบทะเบียนประวตั ิตา่ งๆ เพื่อ
ดูว่าใครทําอะไรและรับอะไรไปบา้ ง
บาเบิฟเช่ือว่ารูปแบบของรัฐบาลนี้จะช่วยกําจัดส่ิงช่ัวร้ายออกจาก
สังคมได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอาชญากร ความผิดหวัง ความละโมบ ความ
อจิ ฉารษิ ยากนั ฯลฯ
ในทางปฏิบัติ บาเบิฟไม่หวังที่จะได้สังคมแห่งความเสมอภาคกัน
ในทนั ที แต่ได้เรม่ิ ดาํ เนินการโดยนาํ ทรพั ย์สินของธุรกิจใหญ่ๆ และต่อๆ มาก็
นําทรัพย์สินส่วนตัวของคนมาเป็นของรัฐเม่ือคนเสียชีวิตไป นั่นคือ บาเบิฟ
ต้องการยกเลกิ มรดก และเชอ่ื ว่าภายใน 50 ปีทรัพย์สนิ ทุกรปู แบบจะเป็นของ
รัฐหมด
หนา้ 22
ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พุทธหนุ
แซงต์ ซีมอง (1760-1825)
แนวความคิดสร้างนิยมของแซงต์ ซีมอง ปรากฏอยู่ในข้อเขียน
หลายเรอื่ งดว้ ยกัน เขามองวา่ โลกในขณะนั้นอยู่ในสภาพทีก่ ลับหวั กลบั หางกัน
อยสู่ งั คมที่เป็นอยู่ได้ตั้งหลักการไว้ว่าคนจนควรจะเอื้อเฟื้อต่อคนรวย ชนชั้น
ยากจนจงึ ควรจะถกู เบียดบังเอาส่ิงที่จําเป็นต่อการดํารงชีพ เพ่ือนําไปบําเรอ
ความสุขอยา่ งฟุมเฟือยใหก้ ับชนชั้นมั่งค่ัง ผู้นําของสังคมจึงมีคุณสมบัติพิเศษ
เช่น เกียจคร้าน มีลักษณะท่ีอยู่เหมือนมนุษย์ธรรมดาและฟูุงเฟูอ ในขณะที่
คนท่ีมีความสามารถทํางานหนักและประหยัดกลับเป็นพวกท่ีอยู่ในฐานะ
ผนู้ ้อยเป็นเครื่องมือของผ้นู ําเหล่าน้นั เทา่ น้นั เอง
เพื่อเสนอสังคมใหม่ที่ปรารถนา แซงต์ ซีมอง จึงได้วิเคราะห์โดย
แบง่ คนในสงั คมออกเป็น 3 กลุ่มอย่างหยาบๆ คือ
1. นักวิทยาศาสตร์ นักศิลปะ และกลุ่มคนท่ีมีความคิด
อิสระ
2. บรรดาเจา้ สมบัติท่ีไม่จดั อย่ใู นกล่มุ แรก
3. ปวงชนทเ่ี ท่าเทยี มกนั 13
หน้า 23
ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ
กลุ่มแรกน้ัน แซงต์ ซีมองเห็นว่าเป็นพวกท่ีจะสร้างความก้าวหน้า
ให้ความคิดใหมๆ่ กบั สงั คม
กลุ่มท่ีสอง หรือบรรดาเจ้าสมบัติมีอยู่เพียงเล็กน้อย พวกนี้จะถูก
พวกแรกใช้อิทธิพลและประสบการณ์ความรู้บีบบังคับ ในขณะเดียวกันก็จะ
ถู ก พ ว ก แ ร ก ใ ช้ ใ ห้ เ ป็ น เ ค ร่ื อ ง มื อ เ พ่ื อ ใ ห้ สั ง ค ม ใ น ช่ ว ง นั้ น ดํ า เ นิ น ไ ป ไ ด้
เพราะฉะนั้นแซงต์ ซีมองจึงเสนอให้กลุ่มที่สองกลับใจ ไปรวมกับพวกแรก
เพ่อื ร่วมมอื กนั สร้างสังคมทกี่ ้าวหน้าตอ่ ไป
กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มท่ีมีพวกมากที่สุดแต่กลับเป็นพวกท่ีด้อย
อิทธิพลกว่ากล่มุ ทสี่ อง ซึง่ มีพวกน้อยกว่ามาก แซงต์ ซีมองเองเชื่อว่ากลุ่มที่
สามน้ดี ้อยในเชงิ ปัญญาความคดิ และยังต้องพ่ึงพาอาศัยคนในกลุ่มอื่นๆ อยู่
โดยเฉพาะกลุ่มที่สอง แซงต์ ซีมองจึงเช่ือว่าสังคมจะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อไม่มี
ใครทําตัวเป็นกาฝากผูอ้ ่นื ฉะน้ันคนในกลุ่มท่สี าม จะตอ้ งทําให้คนกลุ่มทส่ี อง
แสวงหาปญั ญาหรือไปรวมกบั กลุ่มแรก แลว้ นําความรู้น้ันมาสอนพวกคน ใน
ขณะเดยี วกนั พวกที่สามก็ตอ้ งให้ความนับถือยาํ เกรงพวกทส่ี องดว้ ย
โดยสรุป แซงต์ ซมี อง เชื่อวา่ สงั คมจะบรรลุถึงเปูาหมายสูงสุด คือ
ความกินดีอยู่ดีของบรรดาปวงชนได้ ก็ต่อเม่ือทุกกลุ่มทุกชนช้ันให้ความ
หนา้ 24
ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหุน
รว่ มมือกัน โดยผ้ปู กครองนน้ั ควรจะมาจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ นักศิลปะ
และผู้นําทางธุรกิจอุตสาหกรรม นั่นคือให้อํานาจบริหารแก่ภพวกนี้เพ่ือ
จัดการกับเร่ืองผลประโยชน์ของชาติและในขณะเดียวกันหน้าท่ีของรัฐบาล
ควรจะถูกจํากัดโดยให้ทําหน้าท่ีเพียงผู้พิทักษ์ระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคม
เท่านั้น อย่างไรก็ตามแซต์ ซีมอง ก็ยังเห็นความสําคัญของกลุ่มที่สามซ่ึง
เป็นคนส่วนใหญ่โดยเขามองว่าผู้ปกครองแม้ว่าควรจะได้มาจากบรรดา
นักวิทยาศาสตร์ นกั ศลิ ปะ หรอื ผนู้ าํ ทางธุรกิจอุตสาหกรรม แต่ก็ควรจะได้รับ
การคัดเลอื กจากปวงชนด้วย
ฟูริเยร์ (1772-1837)
แนวความคิดสังคมนิยมของฟูริเยร์ ค่อนข้างจะแตกต่างไปจาก
แซงต์ ซีมอง ในขณะที่แซงต์ ซีมอง พยายามท่ีจะขยายความของอิสรภาพ
และมองว่าเสรีภาพน้ีมีความสําคัญอยู่ในระดับรองๆ เท่านั้นเอง ฟูริเยร์และ
โอเวน รวมทั้งนักสังคมประชาธิปไตยยุคใหม่กลับให้ความสําคัญกับเสรีภาพ
มาก และพยายามที่จะแจกแจงแบ่งสรรเสรีภาพให้กับปวงประชาโดยถ้วน
หน้ากัน
หน้า 25
ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหุน
นอกจากน้ี ฟูริเยร์และโอเวน ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความ
เลวร้ายของสังคมท่ีเป็นอยู่โดยการจัดโครงสร้างสังคมเสียใหม่ในลักษณะท่ี
เปน็ ไปโดยความสมัครใจของสมาชิดเป็นเกณฑ์ ซ่ึงอาจทําได้หลายวิธีแต่แนว
ทางแก้ไขความเลวร้ายของสังคมตามทรรศนะของ แซงต์ ซีมองกลับเป็นไป
ในทางตรงข้ามคือ ให้มีชนช้ันผู้ปกครอง หรือ นักวิทยาศาสตร์ นักศิลปะ
และผนู้ าํ ทางธุรกจิ อุตสาหกรรมเป็นผชู้ แ้ี นะ
แนวความคิดสังคมนิยมของฟูริเยร์ เริ่มมาจากหลักการวิเคราะห์
ธรรมชาติของมนุษย์ ที่ว่ามนุษย์ทุกผู้ทุกนามจะมีสิ่งหน่ึงท่ีสําคัญยิ่งคือ แรง
ดงึ ดดู ใจอันเกิดจากความปรารถนา (Passional Attraction) 14 ฟูริเยร์เชื่อวา่
ความเลวร้ายท้ังปวงที่เกิดขึ้นในโลกของเราเกิดขึ้นเพราะว่ามนุษย์ถูกความ
เจริญก้าวหน้าของสังคมปิดโอกาสไม่ได้ดําเนินชีวิตตามท่ีตนปรารถนาให้
ทาํ งานท่ีไม่ชอบ กิจกรรมทก่ี ระทําอย่มู ากมายมีลกั ษณะทีไ่ ม่เป็นไปเพื่อสังคม
สาเหตุใหญ่ของปรากฏการณ์เหล่าน้ีอยู่ที่ความผิดพลาดของโครงสร้างทาง
สงั คมนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ ฟูริเยร์จึงได้เสนอแนวทางใหม่ อันได้แก่การจัดชุมชน
“ฟาลังกซ์”15 ขึ้นมา พยายามสร้างระเบียบทางสังคมให้สมาชิกมองเห็นว่า
หน้า 26
ลัทธิสงั คมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ
การทํางานหาได้แตกต่างไปจากการละเล่นสนุกสนานชนิดหน่ึงไม่ เช่นอาจ
แบ่งงานทุกชนิดในชุมชนออกเป็นกลุ่มๆ มีการจัดให้แข่งขันการทํางานใน
ระหวา่ งกลมุ่ โดยใหเ้ กียรติยศเปน็ รางวลั
แตส่ ่งิ หนึ่งท่ีเป็นขอ้ เสนอของฟูริเยร์ และนับเป็นจุดเด่นจุดหน่ึงของ
แนวความคิดสังคมนิยมของฟูริเยร์เองก็คือ เขาเสนอให้สมาชิกแต่ละคนใน
ชุมชนทํางานในหน้าท่ีหน่ึงได้ไม่เกินคร้ังละ 2 ช่ัวโมง แล้วจะต้องสับเปลี่ยน
โยกย้ายไปทําหน้าท่ีอื่นๆ ตามท่ีตนปรารถนา วิธีนี้ฟูริเยร์เช่ือว่าจะเป็นการ
ช่วยให้ผลผลิตของสังคมเพิ่มข้ึนถึง 4 หรือ 5 เท่าตัว ความแตกต่างของงาน
แตล่ ะชนดิ ผนวกกบั ความพงึ พอใจในงานที่ตนเลือกจะเป็นปัจจัยที่สําคัญท่ีจะ
ทาํ ให้งานไมม่ ีลกั ษณะของงานเหลืออยู่
สว่ นในเร่ืองของการแบ่งสรรผลผลิตของชุมชนน้ัน ฟูริเยร์ ไม่ถือว่า
เป็นเรื่องท่ีสําคัญย่ิงยวดเมื่อเทียบกับการผลิต เขาเช่ือว่าสมาชิกทุกคนจะมี
กินมีใช้ ถ้ารวมกันผลิตให้พอเพียง และแนวความคิดเรื่องชุมชนฟาลังกซ์จึง
เป็นเร่ืองของวิธีการแก้ปัญหานี้เอง อย่างไรก็ตามฟูริเยร์ก็มีแนวทางในการ
แบ่งสรรผลผลิตทเี่ ป็นของตนเองกล่าวคือ เขาได้เสนอให้แบ่งสรรผลผลิตแก่
สมาชิกของสังคมโดยใช้หลักเกณฑ์ 3 ประการคือ แรงงาน ทุน และ
หนา้ 27
ลทั ธิสังคมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พุทธหนุ
ความสามารถพิเศษท้ังนี้ให้แบ่ง 5/12 – 6/12 ส่วนแก่แรงงาน 4/12
ส่วนให้ทนุ 2/12 - 3/12 สว่ นให้ความสามารถพิเศษ
เราจึงพบว่า แม้ชุมชนฟาลังกซ์ของฟูริเยร์ จะมีลักษณะเป็น
สหกรณท์ ่ีสมาชิกทกุ คนต่างมสี ่วนเป็นเจ้าของ แต่ผลประโยชนท์ ่สี มาชิกไดร้ บั
จะไม่เท่าเทียมกัน และรูปแบบของการแบ่งสรรผลผลิตก็ยังห่างไกลจาก
แนวความคดิ ทว่ี า่ “ทกุ คนทํางานตามความสามารถและจะได้รับผลตอบแทน
ตามความจําเป็นที่ต้องการ” อันเป็นหลักการท่ีลัทธิคอมมิวนิสต์นํามาเป็น
แบบอยา่ งในเวลาตอ่ มา
โอเวน (1771-1858)
ทั้งแซงต์ ซมี อง ฟรู ิเยร์ และโอเวน ต่างเป็นนักคิดร่วมสมัยที่ได้ช่ือ
วา่ เป็นบิดาแหง่ สังคมนยิ มยุคใหม่ แมแ้ นวความคดิ สงั คมนยิ มจะถือกําเนิดมา
ตั้งแต่โบราณกาลแล้ว แต่คําว่า “สังคมนิยม” ก็เพิ่งนํามาใช้เป็นคร้ังแรกใน
วารสารสหกรณข์ องโอเวนเอง ซึ่งออกในปี 1827
หนา้ 28
ลทั ธิสังคมนยิ ม สิทธิพันธ์ พุทธหุน
นับไดว้ า่ โอเวนเป็นนักสงั คมนิยมทนี่ อกจากจะเสนอแนวความคิดให้
เป็นที่ประจักษ์แล้ว ยังได้นําความคิดนั้นมาปฏิบัติอย่างจริงจังด้วยตนเองอีก
ดว้ ย
โ อ เ ว น ไ ด้ รั บ อิ ท ธิ พ ล จ า ก แ น ว ค ว า ม คิ ด เ รื่ อ ง ป ร ะ โ ย ช น์ นิ ย ม
(Utilitarianism) จากเบนธัม (Bentham) เขาเชื่อว่าเปูาหมายที่สําคัญของ
สังคม ก็คือ การให้ความสุขมากที่สุดและคนจํานวนมากที่สุดและเปูาหมาย
ของบุคคลก็คือ การดํารงชีวิตอย่างเป็นสุขและความสุขที่ตนจะได้รับต้องมา
จากสภาพแวดล้อมของสังคมท่ีดีด้วย นั่นคือ โอเวนเชื่อว่ามนุษย์ถูกกําหนด
โดยสภาพแวดลอ้ มของสังคมและมนุษย์ไมไ่ ดเ้ ลวร้ายมาต้งั แต่กําเนิด
แรงผลักจากความเช่ือนี้เองท่ีทําให้โอเวนคิดหาวิธีการในการสร้าง
สภาพแวดล้อมของสังคมท่ดี ี ด้วยเหตุนี้ ในปี 1800 โอเวนในฐานะเศรษฐีผู้
มั่งค่ัง เป็นผู้จดั การและหนุ้ สว่ นในโรงงานที่ New Lanark ซ่ึงเปน็ โรงงานที่
ใหญ่ท่ีสุดใน สก๊อตแลนด์ ได้เปลี่ยนแปลงสภาพของ New Lanark ให้
เป็นไปตามแนวความคิดของตนเองคือสร้างสภาพการทํางานท่ีดี เช่น ให้
ค่าจ้างสูง สภาพการจ้างดีมาก เช่น มีบ้านที่อยู่ของกรรมกรอย่างดี จัด
โรงเรียนท่ีทันสมัยให้แก่บุตรหลายของกรรมกร ฯลฯ ในไม่ช้าสภาพของ
หน้า 29
ลทั ธสิ งั คมนิยม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหนุ
Lanark ทีเ่ ตม็ ไปด้วยอาชญากรรมกแ็ ปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คนมีความกิน
ดีอย่ดู ีข้นึ และเป็นผลให้ความสามารถในการผลติ สูงข้นึ เป็นอย่างมากดว้ ย 16
แนวความคดิ เรอ่ื งสงั คมนยิ มของโอเวนเรม่ิ แปรเปลี่ยนไปสู่ความคิด
ค่อนข้างจะรุนแรงข้ึนในช่วงก่อนปี 1824 โดยโอเวนได้รับเลือกเป็นสมาชิก
รัฐสภา และได้ยนื่ ขอเสนอใหจ้ ดั ตงั้ ชุมชนสหกรณ์ขึ้นทั่วประเทศ สหกรณ์ทโ่ี อ
เวนเสนอนี้แต่ละแห่งจะมีพ้ืนที่ครอบคลุมประมาณสามหมื่นไร่ มีสมาชิกอยู่
แห่งละ 500-1,000 คน มโี รงอาหารรวม โรงเรยี น หอ้ งสมดุ ฯลฯ แต่ปรากฏ
ว่าข้อเสนอน้ไี มไ่ ด้รบั การสนับสนุนเทา่ ท่คี วร
ในปี 1824 โอเวนเดินทางเจ้าสู่สหรัฐอเมริกาและได้จัดต้ังชุมชน
ตามแนวอุดมคติของตนเองข้ึนท่ี Harmony รัฐอินเดียนาหลังจากทดลองอยู่
5 ปี แตก่ ็ไม่ประสบผลสาํ เร็จ โอเวนจึงเดินทางกลับสอู่ ังกฤษอีกครั้งหน่ึง
ปี 1824 ซ่ึงเป็นปีท่ีโอเวนเดินทางไปตั้งชุมชนสหกรณ์ที่ New
Harmony นี้เอง สหภาพแรงงานได้รับการยอมรับตามกฎหมายขบวนการ
กรรมกรเร่ิมมีบทบาทและเข้มแข็งมากขึ้น และพวกนี้ได้รับอิทธิพลจาก
แนวความคดิ เรอ่ื งสหกรณข์ องโอเวน กรรมการจึงตอ้ งการท่ีจะให้มีการจัดต้ัง
ชุมชนสหกรณ์ของตนขึน้ มาเอง
หน้า 30
ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ
ในปี 1834 โอเวนประสบความสําเรจ็ ในการรวมเอาสหภาพแรงงาน
เขา้ ดว้ ยกันโดยมี สมาชิกจากสหภาพต่าง ๆ ถึง 800,000 แห่ง แต่รัฐบาลใน
ขณะนน้ั ยังคงยืนยนั ทจ่ี ะควบคมุ กจิ กรรมของสหภาพแรงงานใหอ้ ยใู่ นขอบเขต
ทจี่ ํากดั ยง่ิ ขนึ้ ขบวนการของผูใ้ ช้แรงงานจงึ ต้องตกอยู่ในภาวะตกต่ํา ในท่ีสุด
โอเวนท่หี มดอทิ ธพิ ลไป
โดยสรุปแล้ว แม้โอเวนจะเสนอหลักการท่ีเป็นสังคมนิยมในหลาย
ประการ เช่นต้องการสร้างชุมชนสหกรณ์ที่สมาชิกทุกคนเท่าเทียมกันในการ
เป็นเจ้าของและผูร้ ับบรกิ ารในขณะเดียวกนั แตโ่ อเวนก็ไม่ได้เสนอแนวทางท่ี
จะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาโดยการใช้กําลังรุนแรงอย่างนักสังคมนิยม
ในยุคตอ่ มา
บล๊องกี (Blanqui) (1805-81)
บล๊องกเี ปน็ นักหนงั สือพมิ พ์หัวรุนแรงท่ีประกาศตนเป็นกรรมมาชีพ
เคยเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ ยึดอํานาจและเข้าคุกนับคร้ังไม่ถ้วน ใช้
ชีวิตอยู่ในห้องขังรวมกว่า 30 ปี แนวความคิดสังคมนิยมของบล๊องกีเอง
ค่อนข้างจะขาดความต่อเนื่อง กล่าวคือเขาเห็นด้วยกับการอยู่ร่วมกันแบบ
หนา้ 31
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหุน
สหกรณ์ซ่ึงรวมกันเป็นสาธารณรัฐแต่เขากลับไม่เห็นด้วยกับระบบรัฐสภา
แนวความคิดสังคมนิยมท่ีค่อนข้างจะชัดเจนที่สุดของ บล๊องกี คือเร่ืองระบบ
เผด็จการแบบปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ แต่เผด็จการตามแนวความคิด
ของบล๊องกีแตกต่างไปจากแนวความคิดของคาร์ล มาร์กซ์ ที่ว่าเผด็จการนี้
ไม่ได้เกิดข้ึนจากการลุกฮือของกรรมาชีพ แต่มาจากนักปฏิวัติกลุ่มเล็กๆ ยึด
อํานาจในนามของกรรมาชีพ
นอกจากน้ี บล๊องกเี องไดเ้ ขียนบทความไว้เป็นจํานวนมากที่เป็นบท
วิพากษ์สังคม ซ่ึงมาร์กซ์ได้นํามาเป็นแนวทางพัฒนาความคิดให้มีลักษณะที่
เป็นวิทยาศาสตร์มากข้ึนในช่วงเวลาต่อมา เช่น ความคิดเร่ืองมูลค่าส่วนเกิน
เปน็ ตน้
ในบทความเร่ือง “The Man Who Makes the Soup Should
Get to Eat it”17 ซึ่งบล๊องกีเขียนในปี 1934 เขาชี้ให้เห็นว่า ต้นกําเนิดของ
ทรัพย์สนิ ส่วนบุคคลเกิดจากการอ้างในสิทธิครอบครองท่ีดิน ต่อมาก็อ้างสิทธิ
ในผลพวงจากท่ีดิน รวมท้ังเครื่องไม้เคร่ืองมือในการผลิตและข้าทาสด้วย
การท่ีคนขูดรีดคนด้วยกันจึงเกิดขึ้น เมื่อสังคมวิวัฒนาการไปสู่ระบบ
อุตสาหกรรม การขูดรีดแรงงานของกรรมาชีพก็จะดําเนินไปในลักษณะ
หนา้ 32
ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ
เดียวกับที่นายทาสขูดรีดแรงงานจากทาส กรรมาชีพจะได้รับค่าจ้างให้
เพียงพอแก่การยงั ชีพเท่านั้น บล๊องกีเห็นว่าการท่ีกรรมาชีพจะรวมตัวกันเข้า
ต่อสู้กับนายทุนนั้น ทําให้ลําบากด้วยสาเหตุ 2 ประการใหญ่ๆ คือ ประการ
แรก นายทุนมีกองทัพ มีอํานาจเงิน และอาจทําให้กรรมาชีพต้องตายไป
เพราะความหิวโหยได้ ประการที่สอง บรรดากรรมาชีพเองไม่ตระหนักใน
ทม่ี าของความเลวรา้ ยท่ตี นได้รับและไม่อาจรวมกลุ่มกันได้อย่างแน่นแฟูน มี
ความสามัคคีกันหรือขาดความสํานึกในฐานะที่เป็นชนชั้นซึ่ งประกอบด้วย
สมาชิกเป็นจํานวนมาก เป็นผู้ผลิตแต่กลับต้องมีความเป็นอยู่ที่ขาดแคลน
สว่ นผลผลิตกลับไปตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อยทไี่ มไ่ ดเ้ ป็นผูผ้ ลิต
บลอ๊ งกจี ึงเช่ือวา่ สงั คมที่จะนาํ ความสขุ มาสู่มวลสมาชกิ ได้ก็คือสังคม
ที่ปราศจากนายทุนเพราะถ้าปราศจากพวกน้แี ล้วสิทธใิ นทรัพยส์ นิ กจ็ ะหมดไป
สทิ ธพิ ิเศษตา่ งๆ กจ็ ะถกู กาํ จัดความเสมอภาคก็จะค่อยๆ ปรากฏ แต่ในการท่ี
จะไดม้ าซ่ึงสังคมทย่ี ุติธรรมนนั้ บล๊องกี ยังได้เสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรข้ึนมา
รับผดิ ชอบในการแจกแจงแบง่ สรรทรพั ยากรและส่ิงท่ีมคี ุณคา่ ในสังคมอกี ด้วย
หนา้ 33
ลทั ธิสังคมนยิ ม สิทธิพันธ์ พทุ ธหุน
ปรดู อง (1809-65)
ปรูดองเป็นนักสังคมนิยมท่ีประกาศตนเองว่าเป็นพวกอนาธิปไตย
ผลงานท่ีโด่งดังมากคือ หนังสือชื่อ “What is Property”18 เขาต่อต้าน
ระบบทรพั ยส์ นิ สว่ นบุคคลอย่างรุนแรง โดยอ้างว่า ทรัพย์สินน้ันที่แท้จริงก็คือ
โจรกรรม (Property is theft) ในขณะเดียวกันปรูดองก็ต่อต้านระบบ
คอมมิวนิสต์ โดยอ้างว่าคอมมิวนิสต์เป็นระบบท่ีไม่เสมอภาค เป็นระบบที่
พวกท่ีอ่อนแอขูดรีดพวกท่ีแข็งแรงกว่า ในขณะที่ระบบทรัพย์สินส่วนบุคคล
เปน็ ระบบที่พวกแขง็ แรงกว่าขูดรดี ขม่ เหงพวกท่ยี ากจน
ในลกั ษณะเดียวกับการวเิ คราะหข์ องเฮเกล ปรดู องว่าลกั ษณะกริยา
(Thesis) คือระบบทรัพย์สินส่วนบุคคล ปฏิกริยา (Anti-thesis) คือ ระบบ
คอมมิวนิสต์ ฉะน้ันจึงเป็นหน้าท่ีของมนุษย์ท่ีจะช่วยกันแสวงหาสังคมที่เป็น
สหกริยา (Synthesis) สังคมดังกล่าว ปรูดองอ้างว่าจะต้องประกอบด้วย
หลกั การ 4 ประการดว้ ยกันคือ
1. หลักเสมอภาค ซ่ึงหมายถึงความเสมอภาคกันใน
เง่ือนไขและเสมอภาคกันในเคร่ืองมือต่างๆ ที่ผู้ใช้แรงงานจะนํามาใช้เพ่ือ
ความกินดอี ย่ดู ีในชวี ิต
หน้า 34
ลทั ธิสังคมนิยม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหุน
2. หลักกฎหมาย เป็นหลักแห่งข้อเท็จจริงอันเป็นท่ี
ยอมรับของคนในสังคมจึงไม่เป็นการขัดต่อความเป็นอิสระของสมาชิกของ
สังคม
3. หลักอิสรภาพของบุคคล หมายถึงบุคคลแต่ละคน
ต่างก็มีอิสระ มีความเป็นตัวของตัวเองในการท่ีจะแสดงเหตุผลใดๆ ตาม
ความปรารถนาของตวั ของกฎหมาย
4. หลักดุลยภาพ ในท่ีน้ีหมายถึงการยอมรับใน
สติปัญญาและความรสู้ กึ ดีชว่ั ของบุคคลแต่ละคนเหมอื นๆ กัน
สงั คมทป่ี ระกอบด้วยหลักการท้ัง 4 ประการน้ี ปรูดองเรียกว่าเป็น
สังคมแห่งเสรีภาพและในการให้ได้มาซ่ึงสังคมในลักษณะนี้ ปรูดองอ้างว่า
ไม่ใช่เกิดจากการนําเอาระบบทรัพย์สินส่วนบุคคลมารวมกับระบบ
คอมมวิ นสิ ต์ แตส่ งั คมสหกริยาหรอื สงั คมแหง่ เสรีภาพน้ีจะเป็นสังคมที่ทุกคน
คงมที รัพยส์ มบัตอิ ยู่ แตม่ ีเพียงเล็กนอ้ ยเพื่อทีจ่ ะชว่ ยใหเ้ ขามีชีวิตที่ดีตามปกติ
วสิ ัย ทกุ คนจะได้รบั เคร่ืองมือสําหรบั การผลิตเทา่ เทียมกนั มูลค่าของผลผลิต
ไม่ไดเ้ กดิ จากการกาํ หนดราคากนั เอง และจะถกู กาํ หนดจากเวลาและแรงงาน
หน้า 35
ลทั ธสิ งั คมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ
ที่ใช้ไปในการผลิตส่ิงของนั้นๆ ดังนั้นค่าจ้างแรงงานจึงควรจะเท่าเทียมกัน
การแลกเปลี่ยนผลผลิตของสังคมก็จะกระทําโดยตรงไม่ต้องผ่านสื่อกลางใดๆ
การแสวงหากําไรจากการซ้ือขายจึงไม่เกิดข้ึน นอกจากน้ีปรูดองยังเห็นว่า
การเมือง ก็คอื ศาสตร์ท่ีว่าดว้ ยเสรภี าพ ดงั น้นั การท่ีคนปกครองคนด้วยกัน
จึงเป็นเร่ืองของการกดข่ี สังคมจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สุดยอดได้ก็ต่อเม่ือ
กฎระเบียบของสงั คมมลี ักษณะเป็นอนาธปิ ไตยเทา่ น้นั 19
อยา่ งไรกต็ าม ในช่วงของการดําเนินการเพื่อที่จะก้าวไปสู่สังคมใน
อุดมคติ ปรูดองได้เสนอให้จัดต้ังธนาคารแห่งชาติเพื่อช่วยทําหน้าท่ีออก
สินเช่ือให้แก่ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งจะเป็นการช่วยให้พวกนี้สามารถหาเคร่ืองมือ
สําหรบั การผลติ อีกดว้ ย
บลังก์ (Blanc) (1181-82)
บลังก์ได้เสนอแนวคิดเรื่องสังคมนิยมท่ีมีช่ือเสียงไว้ในผลงานช่ือ
The Organization of Labor 20 ซึง่ ตพี มิ พ์ครัง้ แรกในปี 1839 โดยช้ีให้เห็น
ถึงระบบสังคมในอุดมคติซ่ึงอาจะบรรลุได้โดยวิถีทางของการปฏิรูปทาง
การเมือง บลังก์ช้ีให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจแบบปล่อยเสรีจะนําไปสู่การ
หน้า 36
ลัทธิสังคมนยิ ม สิทธิพันธ์ พทุ ธหนุ
แขง่ ขนั และผลเสยี จะเกิดขน้ึ กับคนสว่ นใหญ่ที่ไร้เคร่ืองมือตลอดจนปัจจัยที่ใช้
ในการผลิต บลังก์ได้เสนอให้รัฐปิดช่องว่างนี้โดยทําหน้าท่ีเหมือนธนาคาร
สาํ หรบั คนยากเสยี เองในการน้ีรัฐจะจัดต้ังโรงงานชุมชนขึ้นแทนที่โรงงานของ
เอกชน เพื่อให้กรรมาชีพได้ทําหลังจากน้ันอีก 1 ปี กรรมาชีพในโรงงานจะ
สามารถเลอื กผู้นําและผู้บรหิ ารโรงงานไดอ้ ยา่ งเสรี นน่ั คือ กรรมาชพี มอี าํ นาจ
ควบคุมกิจการ ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการขยายกิจการของพวกเขา
เองไดอ้ ย่างสมบูรณ์
ท้ังนี้ บลังก์ เช่ือว่าอิสรภาพของคนจะนํามาซึ่งศักด์ิศรีของความ
เป็นมนุษย์ที่แท้จริง มนุษย์จะมีอิสรภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอํานาจในการที่จะ
พัฒนา และดําเนินกิจกรรมเพ่ือสร้างสรรค์ตนเองได้ และเพ่ือให้ได้มาซ่ึง
อํานาจดังกล่าว รัฐจะเป็นองค์กรที่สําคัญในการให้คําแนะนําชี้แจงและให้
อุปกรณ์ในการผลิตทจ่ี าํ เปน็ แก่สมาชกิ ของสังคมทกุ คนด้วย
นอกจากนี้ บลังก์ เช่ือว่าเราจําเป็นต้องให้อํานาจกับรัฐในการเข้า
แทรกแซงวิธีการผลิตในช่วงแรกๆ แต่หลังจากท่ีชนชั้นผู้อยู่ใต้การปกครอง
หรือที่อยู่ในฐานะที่ด้อยหมดไปจากสังคมแล้ว ความจําเป็นท่ีจะมีรัฐที่กร้าว
แขง็ กจ็ ะหมดไป
หน้า 37
ลัทธิสังคมนิยม สิทธพิ นั ธ์ พทุ ธหุน
โดยสรุป เราจะพบว่าแนวความคิดสังคมนิยมแบบอุดมคติน้ีมีต้น
กําเนดิ มาจากความไม่พอใจท่ีนักคิดพึงมีต่อสภาพการณ์ของสังคมในขณะน้ัน
พวกน้ีผิดหวังในความสามารถของรัฐในการทําหน้าที่เพื่อสังคมโดยส่วนรวม
ไม่นยิ มในระบบเศรษฐกิจที่ใหเ้ สรีกับผทู้ ่เี หนือกวา่ กดขข่ี ูดรีดผูท้ ด่ี ้อยกว่า พวก
น้ีจึงต่อต้านระบบทรัพย์สินส่วนบุคคลอย่างรุนแรง และเสนอให้สมาชิก
ร่วมมือกันในชุมชนท่ีทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน ความแตกต่าง
ของพวกนสี้ ว่ นใหญ่จะอยทู่ ีร่ ายละเอียดของการจดั ตั้งชมุ ชนในอุดมคติของตน
เทา่ นั้น
สุนทร สรีไท ได้สรุปลักษณะแนวความคิดของนักสังคมนิยมแบบ
อดุ มคติไว้ดงั ตอ่ ไปน้ี 21
ประการท่ีหนึ่ง นักสังคมนิยมเพ้อฝันหลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์
ระบบทุนนยิ ม โดยได้เปิดโปงใหเ้ หน็ ถึงความเลวร้ายและการขาดแคลน ส่ิงท่ี
จําเปน็ แกช่ วี ติ ในบรรดาสมาชกิ ของสงั คมส่วนใหญ่และชใ้ี ห้เหน็ วา่ ระบบสังคม
นิยมจะเข้าแทนท่ที ุนนยิ มโดยไมอ่ าจหลีกเลยี่ งได้พวกนกั สังคมนยิ มเหล่านี้ตา่ ง
คดิ สรา้ งสงั คมใหมข่ นึ้ มาเพอ่ื กาํ จัดกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลให้หมดสิ้นไป เพราะ
ถือว่าส่ิงน้ีคือสาเหตุที่สําคัญแห่งการขูดรีด และความเลวร้านนานัปการที่
หน้า 38
ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหนุ
กลมุ่ รุมทาํ ร้ายกรรมกร พวกน้ีต้องการสร้างระบบกรรมสิทธ์ิร่วม โดยมองว่า
จะเป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถประกันพื้นฐานของเสรีภาพความเสมอภาคแล ะ
ภราดรภาพทแี่ ท้จริงได้
ประการท่ีสอง นักสังคมนิยมเพ้อฝันได้คาดการณ์ล่วงหน้าเก่ียวกับ
สังคมอนาคตไวด้ ้วยความเขา้ ใจอย่างลึกซ้ึงพวกนี้ต้องการมอบสังคมใหม่ท่ีทํา
ให้มนุษย์สามารถพัฒนา และปรับปรุงความ สามารถ ความชํานาญได้อย่าง
เตม็ ที่ สังคมใหมน่ ้จี ึงตั้งอยบู่ นพื้นฐานของหลักการแห่งมนุษยธ์ รรม น่นั เอง
ประการท่ีสาม เป็นคร้ังแรกที่นักสังคมนิยมเพ้อฝันได้เสนอปัญหา
เก่ียวกับการนําของขบวนการทางสังคมอย่างมีจิตสํานึกและมีเปูาหมายที่
แน่นอน มีการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นเอกภาพสถาปนาระบบกรรมสิทธิ์
ส่วนรวมข้ึน เป็นต้น
จากพื้นฐานของแนวความคิดสังคมนิยมท่ีนักสังคมนิยมแบบอุดม
คติได้ให้ไว้น้ีเองจะเป็นแนวทางท่ีสําคัญยิ่งสําหรับมาร์กซ์ที่จะได้พิสูจน์ และ
คิดค้นทฤษฎีทางสังคมข้ึนใหม่ในลักษณะท่ีเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มองมนุษย์
อยา่ งเปน็ นามธรรม แตเ่ ปน็ รปู ธรรมทเี่ ห็นได้จรงิ ดว้ ย
หน้า 39
ลัทธิสังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พุทธหนุ
เชิงอรรถ
1. Leon P. Baradat, Political Ideologies (N. J.: Prentice-Hall 1979),
หนา้ 168-176.
2. โปรดพิจารณา เอ็ม เจ ฮาร์มอน, ความคิดทางการเมืองเปลโต้ถึงปจั จุบัน,
แปลโดย เสนห่ ์ จามริก, (ม.ธ. 2522), หนา้ 36-51. และชยั อนนั ต์
สมทุ วณชิ , ประชาธิปไตยสงั คมนยิ มคอมมิวนสิ ต์กับการเมืองไทย,
(พฆิ เณศ, 2519), หน้า 118-121.
3. โปรดพิจารณา สมบัติ จนั ทรวงศ์, ยโู ธเปยี ของทอมสั มอร.์
(พฆิ เณศ, 2518)
4. เพงิ่ อา้ ง, หน้า 32-33.
5. อา้ งใน สมบัติ จนั ทรวงศ์, เพิง่ อา้ ง, หน้า 41.
6. โปรดพจิ ารณา Morally, “Code of Nature” ใน A. Fried และ R.
Sanders. Socialist Thought, (N.Y.: Doubleday and Co.,),
1964, pp. 17-30.
7. เพิ่งอ้าง, หน้า 18.
8. เพ่งิ อา้ ง, หนา้ 20.
หน้า 40
ลัทธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหุน
9. Jean Jacques Rouseau, “Discourse on the Origin of Inequality
Among Men”, ใน Socialist Thought, เพิง่ อ้าง, หนา้ 39.
10. G. Babeuf, “Manifesto of the Equal” ใน F.E. และ F.P. Manuel,
French Utopias, (N.Y., The Free Press), 1966, P. 248.
11. เพง่ิ อา้ ง, หนา้ 250-258.
12. อา้ งแล้ว, Socialist Thought, หนา้ 56-71.
13. ดู Saint Simon, “The Rule of Scientists”, ใน French Utopias,
อ้างแล้ว, หน้า 261-268.
14. ดู อา้ งแล้ว, Socialist Thought, หน้า 127
15. ดู C. Fourier, “The Phalanstery” ใน Socialist Thought เพง่ิ อ้าง
หนา้ 142-151.
16. Robert Owen, A New View of Society, (Baltimore: A Penguin
Book), 1962
17. Louis Blanqui, “The Man Who Makes the Soup Should Get
to Eat it”,ใน Socialist Thought, อ้างแล้ว, หน้า 193-199
หน้า 41
ลัทธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหุน
18. Pierre Joseph Proudhon, “What is Property” ใน Socialist
Thought, อ้างแล้ว, หนา้ 199-229.
19. เพิ่งอ้าง, หน้า 229.
20. Louis Blanc, “The Organization of Labor”, ใน Socialist
thought, เพิง่ อา้ ง, หนา้ 231-7.
21. สนุ ทร สรีไท, พัฒนาการแห่งแนวความคดิ สงั คมนยิ ม, เอกสารโรเนยี ว,
หนา้ 32–33.
หนา้ 42
ลัทธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ
สังคมนยิ มแบบวิทยาศาสตร์
นกั คดิ ทางการเมืองทชี่ ใี้ หเ้ หน็ ถึงความแตกต่างระหวา่ งแนวความคดิ
สังคมนิยมแบบเก่า หรือแบบอุดมคติกับแบบวิทยาศาสตร์ คือ เฟรเดอริค
เฮเกล โดยเฮเกล เขียนไว้ในหนังสือช่ือ Anti-Duhring ตีพิมพ์ในปี 1877
และในคํานํา The Communist Manifesto ฉบับแปลเปน็ ภาษาองั กฤษคร้ัง
แรก ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1888 ว่าสังคมนิยมที่เป็นท่ีรู้จักกันก่อนปี 1848 ซ่ึง
มาร์กซ์และเฮเกลร่วมกันเขียน Manifesto ข้ึนเป็นระบบสังคมนิยมแบบ
อุดมคติเพ้อฝัน พวกนี้เป็นพวกท่ี “ทําตัวเป็นหมอเถ่ือนที่ต้องการเยียวยา
สงั คมโดยขยาดท่จี ะกอ่ ใหเ้ กดิ อันตรายต่อทุนและกําไร (พวกน)ี้ ไมใ่ ช่ผู้ท่ีอยู่ใน
ขบวนการของผ้ใู ช้แรงงาน และหวังท่ีจะได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นสูงท่ีมี
การศึกษา ส่วนพวกคอมมิวนิสต์ (มาร์กซิสม์) นั้นได้แก่ส่วนหน่ึงส่วนใดก็
ตามของชนช้นั ผู้ใชแ้ รงงาน ซึง่ ตระหนักแน่ว่าการปฏวิ ัติการเมอื งเทา่ น้ันยังไม่
พอเพียง และได้ประกาศว่ามีความจําเป็นท่ีจะต้องมีการเปล่ียนแปลงสังคม
ทง้ั หมด”1
กล่าวได้ว่า นักสังคมนิยมก่อนยุคของมาร์กซ์น้ันมีความคิดเพ้อฝัน
เปน็ สว่ นใหญ่พวกน้ีจะวิเคราะห์สภาพการณข์ องความเป็นไปของสังคมโดยใช้
หน้า 43