The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รูปเล่มลัทธิสังคมนิยม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sittipan, 2022-09-01 00:55:51

ลัทธิสังคมนิยม

รูปเล่มลัทธิสังคมนิยม

Keywords: Socialism

ลัทธิสงั คมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ

หลักจิตวิทยาความคิดเห็นค่อนไปทางนามธรรมและขาดข้อมูลทาง
ประวตั ิศาสตรม์ าสนับสนุน

สว่ นลกั ษณะของแนวความคิดสังคมนิยมของมาร์กซ์ ซ่ึงอ้างว่าเป็น
แบบวทิ ยาศาสตร์นัน้ จะมีลักษณะท่ผี ิดสภาพความเป็นจรงิ ใช้วิธีการทดสอบ
แบบวทิ ยาศาสตรแ์ ทนท่จี ะอา้ งอยา่ งนามธรรมและมีการพิสูจน์ให้เห็นจริง มี
ขอ้ มลู ทางประวัตศิ าสตรท์ เี่ ป็นขอ้ เท็จจรงิ สนบั สนุน

กลา่ วได้วา่ ในปี 1848 น้ันเอง เสน้ แบ่งระหวา่ งสงั คมนิยมแบบอุดม
คติกับแบบวิทยาศาสตร์ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ดังปรากฏอยู่ใน The
Communist Manifesto

Baradat ได้สรุปความแตกต่างไว้ว่า
“ก่อนยุคของมาร์กซ์นั้น แม้ทฤษฎีสังคมนิยมจะแตกต่างกันไป
มากมายทั้งในแง่ของสาระรายละเอียดและโครงสร้างทฤษฎีเอง แต่พ้ืนฐาน
ร่วมของสังคมนิยมท่ีนักสังคมนิยมท่ีนักสังคมนิยมเสนอมาน้ันต่างก็เป็นเรื่อง
ของความหวังในเชิงมนุษยธรรมที่อยากจะเห็นว่า มนุษย์จะพึงปฏิบัติต่อกัน
และกนั ดขี น้ึ กวา่ แต่ก่อน เมือ่ ความสามารถในการผลติ ของพวกเขาเพ่ิมสูงข้ึน
นอกจากนี้ นักสังคมนิยมเพ้อฝัน ไม่ได้มองว่าพัฒนาของสิทธิสังคมนิยมใน

หนา้ 44

ลัทธสิ ังคมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหุน

สังคมใดๆ เป็นสิ่งท่ีหลีกเล่ียงไม่ได้ แต่กลับมองว่าลัทธิสังคมนิยมเป็นแนว
ปฏบิ ัติซง่ึ ประชาชนต้องเลอื กเอาเองวา่ จะเอาหรือไม่ สว่ นมาร์กซ์ แม้จะเป็น
บุคคลที่ร้อนแรงและไม่ได้ต้ังตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อระบบการเลือกอย่างเสรี
ข้อสรุปของเขาก็หาได้ต้ังอยู่บนฐานของความต้องการทางด้านมนุษย์ชนเพื่อ
มุ่งไปสู่ชีวิตท่ีดีไม่ ทฤษฎีของมาร์กซ์ได้เสนอ “กฎเกณฑ์” ว่าด้วยแรงจูงใจ
และการดําเนินการของมนุษย์ ซ่ึงทฤษฎีนี้สรุปได้ว่า ลัทธิสังคมนิยมเป็น
เปูาหมายที่ไม่อาจที่จะหลีกเล่ียงได้ในพัฒนาการของประวัติศาสตร์มนุษย
ชาต.ิ ..”2

สว่ น สนุ ทร ได้ชีใ้ หเ้ หน็ ถงึ ข้อแตกตา่ งไว้ว่า
“...สังคมนยิ มเพ้อฝนั มรี ากฐานอยู่มีลัทธิมนุษย์ธรรม และส่ิงนี้เองท่ี
ได้บันดาลใจให้นักเพ้อฝันประดิษฐ์คิดค้นว่า สังคมจะต้องเกิดจากธรรมชาติ
และเกยี รตศิ ักดแิ์ ห่งมนษุ ย์ แตพ่ วกเขาไมส่ ามารถจะมองเห็นมนุษย์อย่างเป็น
นามธรรม เปน็ ศนู ย์รวมความคดิ และตณั หาและนอกเหนือจากนี้ พวกเขายัง
มคี วามคิดท่เี คลือบคลุมอย่างท่ีสุดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของความคิดและตัณหา
ของมนษุ ย.์ ..(พวกน)ี้ มองว่ามนุษย์เป็นผลผลติ ของส่งิ แวดลอ้ มทางสงั คม... นัก
เพ้อฝันไม่มีความเข้าใจต่อส่ิงแวดล้อมหรือกฎและแรงผลักเลย ด้วยเหตุน้ี

หน้า 45

ลัทธิสังคมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ

พวกเขาจึงไม่มีความคิดเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ท่ีถูกต้อง... พวกเขาได้
วาดจินตนาการเก่ียวกับวิวัฒนาการของสิ่งแวดล้อมว่าเป็นวิวัฒนาการแห่ง
ความคิดและพฒั นาของมนษุ ย์ไปเสยี อีก...

ความแตกต่างขน้ั พ้ืนฐานระหวา่ งสังคมนิยมเพ้อฝันกับวิทยาศาสตร์
อยู่ตรงที่ว่า สังคมนิยมประการหลังน้ันไม่ได้วางอยู่บนพื้นฐานความคิดที่
คาดการณ์เอาเองหรือมีเจตนาดี แต่วางอยู่บนเนื้อดินแห่งความเป็นจริงบน
ความเขา้ ใจตอ่ กฎแห่งพัฒนาการทางสังคม และต่อแก่นสารของมนุษย์อย่าง
เป็นวทิ ยาศาสตร์”3

สรุปได้ว่า ลักษณะวิทยาศาสตร์ของแนวความคิดสังคมนิยมของ
มาร์กซ์ ประการสําคัญอยู่ที่วิธีการวิเคราะห์ หรือการทําความเข้าใจต่อ
พัฒนาการของสังคมมนุษย์ตั้งแต่ยุคดึกดําบรรพ์เป็นต้นมาโดยใช้วัตถุนิยม
วิภาษวิธี ซึ่งเป็นวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์มาอธิบายแทนวิธีการของจิตนิยม
ของนักสังคมนิยมเพ้อฝัน ดังนั้น จะมองได้ว่าพัฒนาการของสังคมจะเป็นไป
ตามกฎเกณฑ์และสงั คมนิยมจะเข้าแทนทท่ี ุนนยิ มโดยทไ่ี มอ่ าจหลกี เลีย่ งได้ 4

หน้า 46

ลทั ธิสังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหุน

นักคิดในกลุ่มมาร์กซิสต์ที่สําคัญๆ มีอยู่ 3 คน คือ คาร์ล มาร์กซ์
ซึง่ อยใู่ นฐานะนักทฤษฎีสงั คมนิยมแบบวิทยาศาสตร์ นิโคไล เลนิน นักสังคม
นยิ มที่นําเอาลทั ธมิ าร์กซ์ไปปฏิบัติในสถานการณ์ของรสั เซยี และเหมาเจ๋อตุง
นักปฏิวัติชาวจีนที่ได้นําเอาลัทธิมาร์กซ์และลัทธิเลนิน ไปใช้กับสถานการณ์
ของการปฏิวัตใิ นประเทศจนี

คารล์ มาร์กซ์ (1818-1883)

ชวี ติ และผลงาน
คาร์ล ไฮน์ริค มาร์กซ์ (1818 - 1883) เกิดท่ีเมือง Trier ซ่ึงอยู่

ในดินแดนท่ีฝรั่งเศสยึดครองอยู่ในช่วงปี 1795 ถึง 1815 บิดามารดาเป็น
ชาวยิว แต่ต่อมาบิดาของมาร์กซ์จําต้องเปล่ียนไปนับถือศาสนาคริสต์
เนื่องมาจากความจําเป็นทางการเมืองและเพ่ือต้องการรักษาสถานภาพใน
ฐานะอยั การไว้ แต่ก็มีขอ้ มูลบางกระแสอ้างว่าบิดาของมาร์กซ์ เปล่ียนไปนับ
ถือคริสตศาสนาเน่อื งมาจากเหตุผลทางการค้า 5

ในยุคมาร์กซ์นั้น เมือง Trier ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของ
แนวความคดิ ของแซงต์ซมี อง (Saint Simon) และฟูริเยร์ (Fourier) ซ่ึงเป็น

หน้า 47

ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ

นักสังคมนิยมตัวยงของฝรั่งเศส และถือได้ว่าเป็นนักคิดท่ีมีอิทธิพลมากใน
ยโุ รปด้วย

นอกจากน้ี ครอบครวั เพ่ือนบ้านท่ีมีอทิ ธพิ ลต่อมารก์ ซ์ คือครอบครัว
ของบารอน ฟอนเวสต์ฟาเลน (Baron Von Wastphalen) ซ่ึงได้ถ่ายทอด
ความคิดทางสังคมและการเมือง ทั้งสร้างความกระตือรือร้นให้กับหนุ่มน้อย
คาร์ล มาร์กซ์เป็นอย่างมาก บุตรชายคนหน่ึงของครอบครัวน้ีต่อมาได้เป็น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในช่วง 1850-1855 ส่วนบุตรสาวซึ่งเกิด
จากภรรยาคนท่ีสองของครอบครวั บารอนก็สนิทชดิ ชอบกบั มารก์ ซม์ าก จนท้ัง
สองได้หม้ันกันอย่างลับๆ ก่อนท่ีมาร์กซ์จะเดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัย
บอนนใ์ นปี 1836

วิถีชีวิตของมาร์กซ์ในมหาวิทยาลัยระยะแรกก็ดําเนินไปด้วยดี
มาร์กซ์เรียนได้เก่งโดยเฉพาะวิชาภาษากรีกกับลาติน แต่ไม่เก่งในวิชา
ประวตั ิศาสตร์ เน่อื งจากมาร์กซ์ไดร้ บั การเรยี นรู้ในแนวความคิดสงั คมนยิ มมา
ตง้ั แตเ่ ด็ก มาร์กซ์จงึ พยายามทจ่ี ะศึกษาหาความรทู้ ่เี ขาคิดว่าเปน็ ประโยชน์ต่อ
มนุษย์ต่อมนุษยชาติใหม้ ากทสี่ ุด ซ่งึ สรา้ งความผิดหวงั ใหแ้ กบ่ ดิ าของมาร์กซ์ที่
ตัง้ ใจจะใหบ้ ุตรชายเรยี นกฎหมายเป็นอยา่ งย่งิ ช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยบอนน์

หน้า 48

ลทั ธสิ งั คมนิยม สทิ ธิพันธ์ พุทธหุน

ระยะหลงั มารก์ ซ์ใช้เวลาไปกับการพดู คยุ กับเพือ่ น และเขียนบทกวี ด้วยเหตุ
นบี้ ดิ าของมาร์กซจ์ ึงให้ย้ายไปเข้าศกึ ษาทม่ี หาวทิ ยาลยั เบอรล์ ิน

ปีแรกท่ีมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน มาร์กซ์ได้เอาใจพ่อโดยพยายามทํา
ให้พ่อของเขาเช่ือว่า เขาคงสนใจเรียกกฎหมายอยู่ โดยที่มาร์กซ์เขียน
บทความทางกฎหมายในแง่ของปรัชญาขึ้นมาช้ินหนึ่ง รวมท้ังแปล
แนวความคิดของอริสโตเติล นาคิตุส และโอวิด ตลอดจนเรียนภาษาอังกฤษ
และอติ าเลยี น อกี ด้วย

ในชว่ งท่ีมารก์ ซ์ศึกษาอยู่ท่ีมหาวิทยาลัยเบอร์ลินน้ีเอง มาร์กซ์ได้รับ
อิทธิพลจากแนวความคิดของเฮเกล โดยมีอาจารย์ของเขาคนหน่ึงเป็นคน
กระตุ้นในปลายปี 1837 ถือได้ว่ามาร์กซ์เป็นผู้ทียึดแนวความคิดของเฮเกล
อย่างแนน่ แฟูน ซ่ึงในยุคน้ันปัญญาชนเยอรมันถือว่าสังคมอยู่ในยุควิกฤตและ
มกี ารถกกันเรอ่ื งการปฏวิ ัตสิ งั คม และความจําเป็นท่ีจะต้องถอนรากถอนโคน
สังคมเสียทีด้วยเหตุเหล่าน้ี มาร์กซ์จึงเน้นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกโดย
เปรียบเทียบปรัชญาของเดโมคริตุสกับอีพีคิวรุส ซึ่งถือกันว่าเป็นบิดาของ
แนวความคิดเรื่องวัตถุนิยม และวิทยานิพนธ์ฉบับน้ีช้ีให้เห็นถึงแนวคิดลัทธิ
มนุษยชนแบบรนุ แรงของมารก์ ซน์ ัน่ เอง

หนา้ 49

ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหุน

มาร์กซ์เริ่มทําวิทยานิพนธ์ของเขาในปี 1838 ซ่ึงเป็นปีที่บิดาเขา
เสียชวี ิต โดยท่ีเขาคดิ วา่ ถา้ เขาทาํ เสร็จก็จะเป็นพ้ืนฐานใหเ้ ขาก้าวไปสู่อาชีพท่ี
ดี มีเงินทองพอท่ีจะแต่งงานกับคู่หมั้นของเขาได้ในช่วงน้ันมาร์กซ์ตั้งใจท่ีจะ
เปน็ อาจารย์ แตเ่ นอ่ื งจากอาจารย์ทส่ี นบั สนุนมาร์กซ์ถกู ปลดออกจากตําแหน่ง
เนื่องจากต่อต้านศาสนามากเกินไป มาร์กซ์จึงต้องหันไปหาอาชีพอ่ืนท่ีเป็น
อสิ ระมากกวา่

ในที่สุดปี 1842 มาร์กซ์เข้าไปทํางานเป็นนักหนังสือพิมพ์ของ
Rheinische Zeitung และต่อมาก็ได้เป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์
ความจริงแลว้ หนังสอื พมิ พ์ฉบบั นีม้ นี ายทุนอุตสาหกรรมสนบั สนนุ อยู่เบือ้ งหลัง
แต่มาร์กซ์ก็พยายามขายความคิดของเขาผ่านทางหนังสือพิมพ์น้ี จนในท่ีสุด
รัฐบาลก็ส่ังปิดไปในปี 1843 เพราะไปโจมตีรัฐบาลอย่างหนักและมาร์กซ์
จาํ ตอ้ งลี้ภยั ไปอยฝู่ รั่งเศส

ฝรง่ั เศสในยุคน้ันนับได้วา่ เป็นศูนย์กลางของลัทธิสังคมนิยม เพราะ
เป็นท่รี วมของนักสังคมนิยมตัวเด่นของยุคหลายต่อหลายคน มาร์กซ์ใช้เวลา
พบปะถกเถียงอภิปรายกบั นักคดิ คนสาํ คญั ๆ เชน่ ปแิ อร์ โจเซฟ ปรูดอง และ
ไมเคิล บาคูนนิ และใน ปี 1844 ได้ร่วมมือกับ ฟรีดริค เองเกลส์ (Friedrich

หน้า 50

ลทั ธิสงั คมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ

Engels) ซึ่งต่อมาได้ร่วมงานกันอย่างสนิทชิดเช้ือ และยังเป็นผู้อุปถัมภ์ทาง
การเงินให้กับมาร์กซ์ในระยะหลังด้วย ท้ังสองคนต่างยึดม่ันในหลักการ
เดียวกันที่ว่าทฤษฎีสังคมวิทยาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยประวัติศาสตร์ เป็น
ตวั กําหนดวิถีชวี ติ มนุษย์

ความจริงแล้ว เองเกลส์เป็นบุตรชายของคหบดีโรงงานทอผ้าท่ี
รํ่ารวย ต่อมาก็ถูกส่งไปคุมโรงงานที่อังกฤษ เองเกลส์เป็นคนท่ีชอบแสวงหา
ความรู้ และเป็นนักคิดที่ค่อนข้างจริงจัง จนในท่ีสุดก็สนิทสนมกับมาร์กซ์
และเป็นผู้ที่ให้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ตลาดการเงิน ตลาดการค้าและ
สภาพของการอตุ สาหกรรมแกม่ ารก์ ซ์ นอกจากนเ้ี องเกลสย์ ังเปน็ ผู้ทีช่ ว่ ยแปล
บทความของมาร์กซ์เป็นภาษาอังกฤษลงในหนังสือพิมพ์ในช่วงแรกท่ีมาร์กซ์
ยังไมเ่ กง่ ในภาษาอังกฤษเทา่ ทีค่ วรอีกด้วย

เองเกลส์ เป็นคนถ่อมตัว ยอมรับว่าตนเองด้อยกว่ามาร์กซ์ แต่
เองเกลส์ก็มีส่วนช่วยท้ังในแง่ของข้อคิด และการสนับสนุนทางการเงินแก่
มาร์กซ์ ซ่ึงหลังจากท่ีมาร์กซ์เสียชีวิตแล้ว เองเกลส์เป็นคนรวบรวมความคิด
ของมาร์กซ์ รวมท้ังเสนอความคิดที่ต่อเนื่องเข้าไปทําให้แนวความคิดของ
มาร์กซ์สมบูรณ์ยิ่งข้ึนอีกด้วย โดยเฉพาะผลงานช้ินสําคัญท่ีสะท้อนความคิด

หน้า 51

ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหุน

ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซ่ึง “Capital” หรือ “ทุน” ซ่ึงมาร์กซ์เขียน
ข้ึนในช่วงท่ีเขาประสบกับปัญหาการเงินอย่างหนักและถึงกับต้องล้มหมอน
นอนเสื่ออยู่เป็นเวลานาน เองเกลส์เองเป็นผู้ที่นําเอาผลงาน “Capital” เล่ม
2-3 มาจดั พิมพ์เผยแพร่ จนทาํ ให้มาร์กซม์ ชี ่ือเสยี งมาก

ผลงานช้นิ สําคญั ทีม่ ผี ลกระทบตอ่ การปฏิวตั ิทางสังคมและการเมือง
ในยุโรปที่มาร์กซ์เขียนข้ึน คือ “The Communist Manifesto” อันเป็น
หลักการท่ีสันนิบาตคอมมิวนิสต์ได้มอบหมายให้มาร์กซ์และเองเกลส์เป็น
ผู้ร่างในปี 1848 เพ่ือเป็นแนวอุดมการณ์ท่ีแน่นอนซึ่งจะเป็นหลักในการ
ปฏิบัตติ อ่ ไป

ในช่วงสุดท้ายของชวี ติ มาร์กซ์ เน่ืองมาจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นผลให้
มาร์กซ์ไมม่ ผี ลงานเขยี นที่เดน่ ๆ เป็นชน้ิ เปน็ อนั ออกมาเลย ยกเว้นเขียนให้เอง
เกลส์บทหน่ึงใน “Anti-Duhring” แต่มาร์กซ์ก็คงให้ความสนใจกับการเมือง
ของชนช้ันกรรมการและเฝูาคอยสถานการณ์ปฏิวัติในประเทศต่างๆ ตาม
คําทํานายของเขา ต่อมาในปี 1881 ภรรยาของมาร์กซ์เสียชีวิต มาร์กซ์จึง
ใช้เวลาหลังจากน้ันกับการท่องเท่ียวโดยหวังว่าจะทําให้สุขภาพของเขาดีขึ้น

หนา้ 52

ลทั ธสิ งั คมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ

แต่ในที่สุด มาร์กซ์ก็ต้องจบชีวิตลงในเดือนมีนาคม 1883 ในขณะที่มีอายุได้
65 ปี
อิทธพิ ลในเชงิ ประวตั ิศาสตร์และแนวความคิดท่ีสาคญั

อิทธพิ ลในเชงิ ประวัติศาสตร์
ยุโรปในศตวรรษที่ 19
การท่ีเราจะเข้าใจแนวความคิดของนักคิดใดๆ อย่างลึกซ้ึงได้ เรา
จําเป็นต้องศึกษาและทําความรู้จักกับสภาพการณ์ของสังคมในช่วงที่นักคิด
น้ันๆ มีชีวิตอยู่ด้วย ในทํานองเดียวกับการท่ีเราจะสามารถเข้าใจในลัทธิ
มารก์ ซอ์ ยา่ งถ่องแท้ได้ เรากจ็ ะต้องศึกษาถึงปัจจัยเชิงประวตั ิศาสตร์ของยุโรป
ในช่วงศตวรรษที่ 19 ด้วย ซึ่งช่วงน้ีเราอาจแบ่งเหตุการณ์ต่างๆ ท่ีเกิดขึ้น
และมอี ิทธิพลตอ่ แนวความคิดของมาร์กซไ์ ด้ 3 ประการ คือ
1. ยุโรปในช่วงศตวรรษท่ี 19 นั้น เชื่อกันว่าเป็นยุคท่ี
วทิ ยาศาสตรเ์ จรญิ ถึงข้ันสุดยอด คนสมัยนั้นเช่ือว่าในไม่ช้าส่ิงท่ีคนคิดว่าเป็น
เร่ืองลึกลับต่างๆ น้ันจะต้องถูกเปิดเผย คนจะมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งท่ีคน
ในสมัยก่อนยังหาคําตอบไม่ได้ จนเร่ิมเช่ือว่ามีกฎหมายที่ครอบคลุมคุ้มครอง
สิ่งต่างๆ และคิดว่าจะต้องมีกฎธรรมชาติที่ใช้ปกครองมนุษย์ด้วย นักคิดที่

หนา้ 53

ลทั ธิสังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ

สําคัญในสมัยน้ีคือ ชาลส์ ดาร์วิน (1809-1882) ซ่ึงเป็นคนค้นพบทฤษฎี
วิวัฒนาการโดยอาศัยการคัดเลือกกันตามธรรมชาติ

ในทาํ นองเดียวกบั การค้นพบของดาร์วิน มาร์กซ์เองก็เช่ือว่าเขาได้
คน้ พบพฒั นาการทางสังคมของมนษุ ย์ ดงั ทเ่ี องเกลสไ์ ดอ้ า้ งไว้ว่า “ขณะที่ดาร์
วินค้นพบกฎของการพัฒนาของธรรมชาติของอินทรีย์ (Organic nature)
มาร์กซก์ ็ค้นพบกฎพฒั นาการของประวัติศาสตรม์ นษุ ย์”

2. สภาพการเมือง กอ่ นทม่ี ารก์ ซเ์ กดิ ราว 3 ปี พระเจ้า นโปเลียนที่
1 พ่ายสงครามและลภ้ี ยั ออกไป แต่ผลกระทบจากการปกครองของพระองค์
ทีม่ ตี อ่ ชาติต่างๆ ในยุโรปมีอยู่มาก เช่น จํากัดระบบกษัตริย์โดยให้ญาติตนไป
ปกครอง และเป็นผลให้เกิดความยุ่งเหยิงข้ึนภายหลัง ส่วนทหารเองก็ถูก
ปลูกฝังอุดมการณ์ปฏิวัติของฝรั่งเศส คือเชื่อในหลักการของเสรีภาพ เสมอ
ภาคและภราดรภาพ

ยุคนี้เองท่ีคนเริ่มเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตยอย่าง
กว้างขวาง มีการประท้วงการกบฏแทบทุกประเทศในยุโรป แต่พวกน้ีก็ถูก
ทหารของครอบครวั กษัตรยิ ์เข้าขัดขวางและทาํ ลายล้างจนฝุายต้องการปฏิรูป

หนา้ 54

ลทั ธิสงั คมนิยม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหุน

ตั้งตัวไม่ติด จนกระท่ังปลายศตวรรษ ฝุายประชาธิปไตยจึงได้รับชัยชนะ
ทา่ มกลางการเสยี สละอย่างใหญ่หลวงของประชาชน

3. การปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องมาจากความเจริญทาง
วทิ ยาศาสตร์ ยงั ผลให้มีการคิดค้นเครื่องจักรและวิทยาการใหม่ๆ มาใช้แทน
แรงงานมนุษย์และสัตว์ มีระบบโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใหญ่เข้ามาแทน
อุตสาหกรรมแบบครอบครัว แรงงานจึงเป็นสิ่งจําเป็นในการทํางานกับ
เครื่องจักรและไม่จําเป็นต้องมีความรู้มากมาย นอกจากจะใช้เคร่ืองจักรให้
เป็นเทา่ นนั้ เอง

ระบบโรงงานอุตสาหกรรมนเ้ี องได้เปลี่ยนวิถีการดําเนินชีวิตของคน
ไทยอยา่ งสิน้ เชิง คนเริ่มอพยพมาแออัดอยู่ในเมือง เกิดปัญหาท่ีอยู่อาศัยและ
อาหารการกิน ทั้งสภาพในโรงงานก็ไม่เอ้ืออํานวยต่อการทํางานเป็นผลให้
สขุ ภาพของคนงานเสอ่ื มโทรม กรรมกรสว่ นใหญ่ต้องถูกบังคับให้ทํางานถึงวัน
ละ 16 ชวั่ โมง เพอ่ื แลกกับปัจจัยในการดํารงชีวิตของครอบครัว เป็นผลให้
ผหู้ ญงิ และเดก็ จําต้องออกมาขายแรงงาน ซึ่งนายจ้างจะให้ค่าจ้างในราคาถูก
และต้องทํางานวันและหลายชั่วโมง และระบบน้ีเองท่ีทําให้ครอบครัวต้อง
แยกกนั ท้งั ๆ ทอ่ี าศยั อยู่ด้วยกนั ผลกระทําอีกอยา่ งก็คือทาํ ใหค้ นมีสภาพจติ ใจท่ี

หนา้ 55

ลัทธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ

เสื่อมทราม ต้องอาศัยสุราเมรัย และจํานวนมากที่ต้องจบชีวิตของตนเอง
ด้วยการฆา่ ตวั ตาย

อิทธิพลในเชงิ แนวความคิด
แนวความคิดท่ีมีอิทธิพลต่อมาร์กซ์มาก คือ กฎวิภาษวิธี
(Dialectic) ของเฮเกล ซงึ่ สรุปสาระสําคญั ไดด้ ังต่อไปนี้
1. ปรากฏการณธ์ รรมชาติทั้งปวงต่างก็ต้องเกี่ยวข้อง พ่ึงพาอาศัย
และมีผลกระทําต่อกัน
2. ธรรมชาติอยู่ในสภาพที่เปล่ียนแปลงอยู่เสมอ ในสภาวะหนึ่งๆ
จะมที ้ังสิน้ ใหม่ๆ และสงิ่ เกา่
3. การเปลยี่ นแปลงในเชิงคณุ ภาพ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนในเชิง
ปริมาณทจี่ ะน้อยซึ่งมองไมเ่ หน็ และเปน็ ไปอย่างมกี ฎเกณฑ์
เฮเกล เชือ่ วา่ ประวตั ศิ าสตรเ์ ป็นวิวัฒนาการทเ่ี กิดจากการปะทะกัน
ของ “ความคดิ ” สองรปู แบบ คือ กริยา (Thesis) กับปฏิกิริยา (Anti-thesis)
ทงั้ ความคดิ แบบกริยาและแบบปฏิกิรยิ าจะไม่ถกู ทาํ ลาย แต่ส่วนดขี องทัง้ สอง

หน้า 56

ลัทธสิ ังคมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหุน

ความคิดนี้ จะนําไปสู่ความคิดใหม่ที่เรียกว่าสหกริยา (Synthesis) ซ่ึงเป็น
ความคดิ ท่ดี แี ละสมบรู ณ์กวา่ ทัง้ สองความคดิ แรก

ดังนน้ั ในทรรศนะของเฮเกล พลังผลักดันท่ีมีผลต่อความก้าวหน้า
ของสงั คม คอื ความขดั แย้ง น่นั เอง

สว่ นแนวความคดิ อน่ื ที่มีอทิ ธพิ ลตอ่ มาร์กซ์มีอย่มู ากมาย เชน่ เร่ือง
เผดจ็ การของชนชนั้ กรรมาชีพซ่ึงอยูใ่ นขอ้ เขยี นของ Babeuf และ Blanqui
ทฤษฎีฉกประโยชน์และทฤษฎีมูลค่าส่วนเกินจาก Fourier ทฤษฎีวัตถุนิยม
ประวัติศาสตร์จาก Feuerbach เป็นต้น แต่ความเด่นของทฤษฎีของ
มารก์ ซ์หาได้อยู่ท่คี วามสามารถในการเอาของผอู้ ่ืนมาปรงุ แตง่ แตอ่ ยทู่ ่ีวธิ กี าร
วิเคราะห์ การใช้ตรรกะในการเสนอความคิด และความพยายามท่ีจะ
เปล่ยี นแปลงสงั คมโลก 6
หลกั การของลัทธิมาร์กซ์

กล่าวได้ว่าแนวความคิดของเฮเกลน้ันมีลักษณะเป็นจิตนิยมมาก
แตแ่ นวความคิดของมารก์ ซ์นั้นมีลกั ษณะวัตถนุ ยิ ม

คําวา่ วตั ถนุ ิยมนนั้ มลี กั ษณะดงั ต่อไปน้ี
1. พวกน้ีเห็นว่า สภาพและลักษณะท่ีแท้จริงของโลกเกิดข้ึนจาก

หน้า 57

ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหุน

รากฐานของมูลเหตุทางวัตถุและจะพัฒนาไปตามกฎแห่งการเคลื่อนไหวของ
วตั ถุ

2. วัตถุในโลก ไม่ใช่มีอยู่แต่ในความคิด แต่มีอยู่จริงๆ และ
สามารถท่ีจะสมั ผสั ได้ ส่วนความรู้สกึ ทางจิตและวิญญาณน้นั เป็นผลผลิตของ
กระบวนการทางวตั ถุ

3. เขาสามารถรโู้ ลกและธรรมชาตติ า่ งๆ ได้
แนวความคดิ หลักของมารก์ ซ์

หลักเศรษฐกาหนด (Economic Determinism)
มารก์ ซอ์ า้ งว่า “ความรู้สกึ สาํ นกึ ของมนุษยไ์ มไ่ ด้กําหนดสภาพความ
เป็นอยู่ของเขาแตต่ รงกันขา้ ม สภาพความเปน็ อยทู่ างสังคมนั้นเป็นตัวกําหนด
ความรสู้ กึ ของมนุษย์”7
นั่นคือ มาร์กซ์เช่ือว่าสภาพความเป็นอยู่ทางสังคมอันหมายถึง
เศรษฐกิจท่ีเปน็ รากฐานสําคัญซ่ึงกําหนดโครงสรา้ งของสงั คมแตล่ ะสังคม
มารก์ ซไ์ ด้แบง่ โครงสร้างของสังคมเปน็ 2 ส่วน
1. โครงสร้างส่วนบน (Superstructure) ได้แก่ สถาบันทางสังคม
ต่างๆ เชน่ กฎหมาย ศาสนา ฯลฯ ซึ่งจะทาํ หนา้ ท่ี 2 ประการสาํ คัญคือ 8

หน้า 58

ลัทธิสังคมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหุน

1.1 สรา้ งความชอบธรรมในกฎหมาย จริยธรรมหรือ
ศาสนา ซง่ึ ชนช้ันนาํ บัญญัติไว้เพือ่ ผลประโยชนข์ องกลุ่มตน

1.2 เปน็ เคร่อื งมอื ของชนช้ันผู้ปกครองเพ่ือการรักษา
ไว้ซง่ึ สถานภาพที่เหนือกวา่

2. โครงสรา้ งสว่ นล่าง (Substructure) เป็นรากฐานทาง
เศรษฐกจิ ได้แก่ พลงั การผลติ ทรพั ยากร เทคโนโลยี ฯลฯ ซ่ึงมารก์ ซเ์ ชอื่ วา่ จะ
เปน็ ตวั กาํ หนดโครงสรา้ งส่วนบน

รัฐบาล
โครงสรา้ งสว่ นบน กฎหมาย ศาสนา

ศิลปะ คา่ นิยม ฯลฯ
ความสมั พันธข์ อง
การผลิต (ชนช้ัน)
โครงสร้างสว่ นลา่ งพลงั การผลิต
(ทรพั ยากร และเทคโนโลยี)

(Leon P. Baradat, Political ldeologies; Their Origins and Impect, Prentice-Hall
Inc., N.J., 1975, p. 155.)

หน้า 59

ลทั ธิสงั คมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหุน

น่ันคือ มาร์กซ์ต้องการท่ีจะยํ้าให้เห็นว่าวัตถุหรือเศรษฐกิจอันเป็น
รากฐานที่สําคัญของสังคมมีส่วนที่สําคัญยิ่งในการกําหนดความเป็นไปของ
สังคมโดยส่วนรวม ในการนี้ มาร์กซ์ยังได้ช้ีให้เห็นชัดแจ้งจากการวิเคราะห์
โครงสร้างของเศรษฐกจิ โดยแบ่งปัจจัยพน้ื ฐานของเศรษฐกิจออกเป็น 2 ส่วน
คือ

1. พลังการผลิต ได้แก่ ทรัพยากร วัตถุดิบ และ
เทคโนโลยีท่ีนํา มาใช้เพื่อการผลิตในสังคม และพลังการผลิตน่ีเองที่จะ
กอ่ ใหเ้ กดิ ความสมั พันธข์ องการผลติ

2. ความสัมพันธ์ของการผลิต หมายถึง ความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่อพลังการผลิต อันจะก่อให้เกิดชนช้ันข้ึนใน
สังคม มาร์กซ์ได้แบ่งชนช้ันตามแนวทางของความสัมพันธ์ของการผลิต
ออกเปน็ 2 ชนช้ันใหญ่ๆ ดว้ ยกันคือ

1. ชนชั้นผู้เปน็ เจา้ ของปัจจัยในการผลติ
2. ชนช้ันผ้ไู มเ่ ป็นเจ้าของปัจจัยในการผลติ
และจากแนวความคิดพื้นฐานเร่ืองเศรษฐกิจกําหนดน้ีเอง มาร์กซ์
ได้ใช้วิธีการ วิภาษวิธีมาเป็นเคร่ืองมือในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของ

หน้า 60

ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ

สังคม โดยใช้เศรษฐกิจเป็นตัวแปรที่สําคัญ ซ่ึงวิธีการวิเคราะห์แบบนี้เป็นท่ี
รจู้ กั กนั ว่า “วัตถุนยิ มวิภาษวิธี”

วตั ถุนิยมวภิ าษวิธี (Dialectic Materialism)
มารก์ ซไ์ ดร้ บั อทิ ธิพลจากแนวความคิดเร่ือง “วิภาษวิธี” ตามทัศนะ
ของเฮเกลที่ว่า ความก้าวหน้าของสังคมเกิดจากการขัดกันระหว่าง 2 พลังที่
ตรงกันข้ามกัน โดย เฮเกลเชื่อว่าพลังที่ว่าน้ีเป็นพลังความคิด (Idea)
กล่าวคือในตัวสรรพสิ่งจะมีตัวประกอบอยู่ 2 ชนิด ซึ่งจะขัดกันในตัวเอง
และจะนําไปสู่ความก้าวหนา้
แต่มาร์กซ์เองมีความเห็นขัดแย้งกับแนวการวิเคราะห์ของเฮเกล
มาร์กซ์เห็นว่าแนวความคิดของเฮเกลเป็นแนวความคิดท่ีสวนทางกับความ
เป็นจริง คือ ใช้ศีรษะ เดินต่างเท้า มาร์กซ์เช่ือว่าพลังของความก้าวหน้าของ
สงั คม หาไดเ้ กดิ จากการจนิ ตนาการเอาเองไม่ แต่เกิดจากพื้นฐานเศรษฐกิจ
รวมทั้งความรู้ของมนุษย์เองในการที่จะควบคุมสภาวการณ์ของพ้ืนฐาน
เศรษฐกจิ ด้วย

หน้า 61

ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหนุ

“วิภาษวิธีของข้าพเจ้าไม่เพียงแต่จะแตกต่างจากของเฮเกลเท่านั้น
แต่ยังตรงกันข้ามด้วยเฮงเกลนั้นเชื่อว่า... โลกที่เป็นอยู่เป็นเพียงรูปแบบ
ภายนอกของ “จิต” เท่าน้ัน ตรงกันข้ามกับข้าพเจ้าที่เช่ือว่าจิตไม่ได้มี
ความหมายอ่ืนใดมากไปกว่าการที่จิตของคนมีปฏิกริยากับโลกแห่งวัตถุและ
ออกมาในรปู ของความคิด”9

จากแนวการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของสังคมโดยใช้วัตถุนิยม
วิภาษวิธีนี้เอง มาร์กซ์ได้นํามาศึกษาและให้คําตอบวิวัฒนาการของสังคม
มนุษย์ตั้งแต่สมัยยุคดึกดําบรรพ์เป็นต้นมาจนถึงสังคมนายทุนที่เป็นสมัยซ่ึง
มาร์กซ์ใช้ชีวิตอยู่ รวมท้ังพยายามช้ีแนะแทนทางสําหรับสังคมในอนาคตอัน
เปน็ สังคมทีจ่ ะววิ ฒั นาการสบื ต่อไปดว้ ย

แนวการวิเคราะห์วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ของมาร์กซ์ เป็นท่ี
รจู้ ักกนั วา่ “สสารวาทแห่งประวัตศิ าสตร์” หรือ “วตั ถุนิยมประวตั ิศาสตร์”

วตั ถนุ ิยมประวัติศาสตร์ (Historical Materialism)
มาร์กซ์เช่ือว่าประวัติศาสตร์ก็คือ“กระบวนการสร้างตนเองอย่าง
กระตือรือร้นของมนุษย์”10 และแรงงานมนุษย์นั้นเป็นส่ิงจําเป็นของมนุษย์

หนา้ 62

ลทั ธิสงั คมนยิ ม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ

และเป็นส่วนสําคัญของสังคมทุกรูปแบบ ดังนั้น ประวัติศาสตร์โลกตาม
ทรรศนะของมาร์กซจ์ งึ เป็นประวตั ศิ าสตร์ของการผลิต นั่นเอง

ซึ่งปจั จัยของการผลิตคือพลงั ในการผลติ ตลอดจนความสัมพันธ์ใน
การผลิตจะก่อให้เกิดชนชั้นในสังคม และด้วยเหตุนี้ มาร์กซ์จึงสรุปว่า
“ประวตั ศิ าสตร์สงั คมท่ีเปน็ มาจนกระท่งั ทุกวันน้ี ก็คอื ประวัติศาสตร์ของการ
ต่อสรู้ ะหวา่ งชนชัน้ ”11 นน่ั เอง

ดังนั้น ประวตั ศิ าสตร์จึงเกิดขึ้นเน่ืองจากความขัดแย้งของพลังทาง
วัตถุของระบบผลิตกับความสัมพันธ์ของการผลิตท่ีเป็นอยู่ เมื่อพลังทางวัตถุ
กล่าวคือ วิทยาการในการผลิตสมัยใหม่ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ แต่ระบบต่างๆ
ของสงั คมยังคงอย่ใู นลกั ษณะเดมิ ความขดั แยง้ จะเกิดขึน้ เมื่อปรากฏใหเ้ ห็นชดั
ว่าระเบียบต่างๆ ของสังคมท่ีชนชั้นเดิมกําหนดไว้เป็นเครื่องกีดขวาง
ความกา้ วหนา้ ของพลังการผลิตแบบใหม่

“เขาเหน็ วา่ การกระทําของมนุษยร์ วมทั้งความเปลย่ี นแปลงทางวตั ถุ
ทก่ี ารกระทาํ เหลา่ นั้นนาํ มาเป็นผล ซึ่งสว่ นหน่งึ เกิดจากสภาวการณ์ทางวัตถุ
ทอ่ี ยู่นอกกายเขา และส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้ของเขาเองในข้อท่ีจะควบคุม
สภาวการณท์ างวัตถุได้อยา่ งไร แตม่ นุษย์อาจได้รับความรู้เช่นนั้นได้ก็แต่โดย

หนา้ 63

ลัทธสิ ังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พุทธหุน

อาศัยความชํานาญจากการสังเกตศึกษาสภาวการณ์ทางวัตถุนั้นเอง เขาก็
ไดร้ บั ความชาํ นาญจากสภาวการณท์ างวัตถุ มใิ ชโ่ ดยการน่ังจินตนาการอยู่บน
เกา้ ออ้ี นั แสนสบาย แต่จะได้มาโดยการปฏิบัติการในทางผลิตเคร่ืองใช้ต่างๆ
ตามความต้องการของชีวิต และเม่ือความรู้ของเพ่ิมพูนข้ึน เมื่อเขาคิด
ประดิษฐ์วิธีการผลิตใหม่ๆ ข้ึน และนําสิ่งเหล่าน้ันออกปฏิบัติการ เขาก็จะ
ประสบว่าแบบที่มีอยู่เดิมในการจัดระเบียบสังคมได้กลายเป็นเครื่องกีดขวาง
มิให้เขาสามารถใช้วิธีการใหม่ๆ ท่ีเขาคิดค้นข้ึนได้โดยเต็มท่ี มนุษย์ได้
ตระหนักความเป็นจริงข้อนี้จากพฤติการณ์ในชีวิตของเขาเอง ดังน้ัน ใน
ช้ันตน้ มนุษยจ์ ึงต่อสกู้ ับความผิดร้ายและเคร่ืองกีดขวางเฉพาะเรื่องเฉพาะราย
ซ่ึงแบบเก่าของการจดั ระเบียบสังคมไดก้ ่อสรา้ งขึ้นไว้ แตใ่ นเวลาต่อมา เขาก็
หลีกเล่ียงไม่พ้นท่ีจะถูกดึงเข้าไปสู่การต่อสู้ทุกทางกับระบบที่มีอยู่เดิม
ท้ังหมด”12

ในการวิเคราะห์วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ มาร์กซ์จึงได้แบ่ง
ลักษณะของสังคมต้ังแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงสังคมปัจจุบันหรือสังคมนายทุน
ออกเป็น 5 สังคมดว้ ยกัน คือ

หน้า 64

ลัทธิสงั คมนิยม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ

1. สังคมดกึ ดําบรรพ์ (Primitive Society)
ในสังคมนี้ จะพบว่าเครื่องมือในการผลิตเป็นของส่วนรวม เป็น
สังคมที่ยังไม่เกิดชนชั้นข้ึน การขูดรีดหรือฉกประโยชน์ในระหว่างกันจึงยังไม่
ปรากฏ ความแตกตา่ งระหว่าง “ของตน” กบั “ของคนอื่น” ยังไม่มี สมาชิก
ในสังคมมคี วามสาํ นกึ ทอ่ี อกจะเรียบงา่ ย และมุ่งที่ประโยชน์สุขร่วมของชุมชน
เป็นหลัก
ต่อมาเมื่อมนุษย์ฉลาดขึ้นจากประสบการณ์และการเรียนรู้ เขาจึง
รู้จักพัฒนาเอาแร่เหล็กมาใช้ประโยชน์ สร้างเครื่องมือในการผลิตใหม่ๆ ขึ้น
เช่น ทําจอบ เสียม ข้ึนมาแทนไม้แหลมท่ีใช้ขุดดิน และมีการจับสัตว์ปุามา
เลี้ยง หักร้างถางพงทําไร่ เกิดการเป็นเจ้าของทรัพย์สินขึ้นมา มีการรบพุ่ง
กนั ระหว่างเผา่ ตา่ งๆ และเกณฑ์แรงงานเชลยมาเป็นทาส ในท่ีสุดสังคมแบบ
นี้ก็ตอ้ งสลายตวั ไป
เองเกลสอ์ ้างว่า สังคมแบบด้งั เดิมนี้สลายตวั ไปเนอื่ งจากพัฒนาการ
ของการแบ่งงานตามความชํานาญเฉพาะอย่าง (Division of Labor) โดยมี
การจับสัตว์มาเล้ียงและการทํานาทําไร่ ซ่ึงจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์แบบ
ใหมข่ ึน้ ในสงั คม โดยทผ่ี ู้ชายจะเป็นเจ้าของอํานาจและความมั่งคั่ง สิทธิของ

หน้า 65

ลทั ธสิ ังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ

สตรีจะถูกละเมิด เกิดความขัดแย้งระหว่างเพศอันนําไปสู่ระบบการกดขี่
ผู้หญิง การท่ีผู้ชายมีบทบาทในทางเศรษฐกิจมากจะนําไปสู่ระบบครอบครัว
แบบผัวเดยี วเมียเดยี ว (Monogamy) โดยให้นับญาติกันทางฝุายผู้ชาย (ใช้
นามสกุลของผู้ชาย) และให้มีการสืบทอดมรดกต่อกันลงมา นอกจากน้ีก็มี
การใช้แรงงานทาสเกิดข้ึน ค่าส่วนเกินหรือการขูดรีดระหว่างชนชั้นก็เร่ิม
ปรากฏ 13

2. สงั คมทาส
สังคมนี้เป็นวิวัฒนาการต่อเนื่องมาจากสังคมดึกดําบรรพ์ และเป็น
สังคมแรกในประวัติศาสตรม์ นษุ ยท์ ีเ่ กิดชนชน้ั ขน้ึ ซึง่ มาร์กซ์ได้แบ่งออกเป็น 2
ชนชัน้ ใหญ่ๆ คอื

2.1 นายทาส ซ่งึ เป็นชนช้ันที่เป็นเจ้าของเคร่ืองมือในการผลิต
และเป็นเจา้ ของทาสดว้ ย ชนช้นั นายทาสตามทรรศนะของมาร์กซ์ก็คือชนชั้น
ผู้ฉกประโยชนน์ ั่นเอง

2.2 ทาส เป็นชนชั้นท่ีไม่เป็นเจ้าของปัจจุบันในการผลิต แต่
เป็นชนช้ันผู้ผลิต และเป็นชนชั้นท่ีประกอบด้วยชนกลุ่มใหญ่ของสังคม
ตัวอยา่ งจะเห็นได้ชดั ในสังคมสมัยกรีกและโรมัน ซึ่งความเจริญก้าวหน้าของ

หน้า 66

ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหนุ

สังคมในสมัยน้ันเป็นผลมาจากการขูดรีดแรงงานทาส จนในท่ีสุดทาสก็จะ
รวมตวั กันก่อความไม่สงบข้ึนโดยทัว่ ไป สังคมทาสกจ็ ะสลายไป สังคมศกั ดินา
ก็จะเขา้ มาแทนที่

3. สงั คมศกั ดนิ า
ในสังคมนี้จะประกอบด้วย 2 ชนช้ันใหญ่ๆ ในลักษณะเดียวกับ
สังคมทาส คือ

3.1 เจ้าของท่ีดินซ่ึงเป็นพวกเจ้าขุนมูลนาย พวกน้ีจะจัดอยู่ใน
ชนชนั้ เจ้าของเครื่องมือในการผลติ หรือชนชน้ั ผฉู้ กประโยชน์

3.2 ทาสตดิ ดิน ซง่ึ เปน็ ชนช้ันผ้ถู ูกฉกประโยชน์

หลังจากท่ีสังคมทาสถูกทําลายลง ทาสก็จะถูกปลดปล่อย แต่ทาส
อีกส่วนหนึ่งยังคงยึดติดอยู่กับที่ดินท่ีตนเองเคยทํากินอยู่ เม่ือเจ้าขุนมูลนาย
เข้าครอบครองทีด่ นิ ทาสติดดินกจ็ ะถกู ขูดรีดแรงงานในฐานะผผู้ ลิตอีกตอ่ ไป

ในสังคมศักดินานี้ พลังในการผลิตก้าวหน้ากว่าสังคมก่อนๆ
เนื่องจากมีการพัฒนาเครื่องมือในการผลิตท่ีทันสมัยข้ึน อันเป็นเหตุให้
ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าขุนมูลนายกับผู้ผลิตหรือทาสติดดินไม่สามารถ

หน้า 67

ลทั ธิสงั คมนยิ ม สทิ ธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ

เอื้ออํานวยตอ่ ความกา้ วหนา้ ทางการผลิตได้ เชน่ มกี ารสร้างเคร่ืองจักรกลท่ี
ทันสมยั จําตอ้ งใช้กรรมกรทชี่ ํานาญงานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่สงั คมศักดิ
นาไม่สามารถสนองตอบสงิ่ เหล่าน้ีได้

มารก์ ซ์เชื่อว่า ความก้าวหน้าในทางการผลิตจะไม่มีอุปสรรคใดจะ
ขดั ขวางไวไ้ ด้ สงั คมจะตอ้ งรดุ หนา้ ตอ่ ไปโดยจะกําจัดอุปสรรคเหล่าน้นั เอง นั่น
คอื เม่ือเกิดผูป้ ระกอบการธรุ กจิ อุตสาหกรรมข้ึนมา พวกนจี้ ะรณรงคต์ อ่ ต้าน
การจัดระเบยี บสงั คมแบบเก่า เรียกร้องให้ปลดปล่อยทาสติดดิน ในทส่ี ุดการ
ปฏิวตั กิ ็จะเกิดขึ้น และสงั คมศกั ดินาก็จะสลายตัวไป

4. สงั คมนายทนุ
หลังจากท่ีทาสติดดินถูกปล่อยตัวให้มีเสรีภาพ พวกนี้ก็จะ
กลายเป็นกรรมกรที่มีอิสระ และเป็นกําลังท่ีสําคัญย่ิงในการผลิตของสังคม
นายทุน การผลิตแบบอุตสาหกรรมก็จะดําเนินไปอย่างเป็นระบบ มีการ
พฒั นาเคร่อื งจกั รกลมาใช้เพอื่ การผลติ อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพยิ่งขึ้น
ในสงั คมนีก้ จ็ ะประกอบด้วย 2 ชนช้นั ใหญ่ๆ ด้วยกนั คอื

4.1 นายทนุ ซงึ่ เปน็ ชนชนั้ เจ้าของเครือ่ งมอื ในการผลติ หรือชน
ชน้ั ผ้ฉู กประโยชน์

หน้า 68

ลัทธสิ งั คมนิยม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ

4.2 กรรมาชีพ เป็นชนชั้นที่ขายแรงงานเพื่อยังชีพ และเป็น
ชนชน้ั ทีถ่ ูกฉกประโยชนซ์ ึ่งประกอบด้วยชนส่วนใหญ่ของสงั คม

มาร์กซ์อ้างว่าทั้งสองชนชั้นจะขัดแย้งกัน และจะนํามาซ่ึงการ
ปฏิวัติอย่างไม่มีทางที่จะหลีกเล่ียงได้ จนในที่สุดสังคมนายทุนก็จะสลายไป
และจะนาํ ไปสสู่ ังคมสุดท้าย คอื สังคมคอมมวิ นิสต์ ซงึ่ จะได้กล่าวต่อไป

เราจะพบว่ามาร์กซ์ได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตให้แก่การศึกษา
ลัทธเิ ศรษฐกจิ แบบนายทุน ทัง้ นี้ก็เพื่อที่จะต้นหาลกั ษณะและทศิ ทางของการ
เปล่ียนแปลงอันเกิดจากการขัดแย้งกันภายใน หรือการต่อสู้กันระหว่าง
นายทุนกับกรรมาชีพ จนกระท่ังเกิดการปฏิวัติล้มล้างนายทุน อันนํามาสู่
การสลายตวั ของสังคมนายทนุ ในบ้ันปลาย

ในการใช้หลักวัตถุนิยมวิภาษวิธีวิเคราะห์การเปล่ียนแปลงภายใน
สังคมทุนนิยมนี้ มาร์กซ์ยังคงยึดหลักการสําคัญ 2 ประการ คือ ความเช่ือ
ท่ีวา่ ... 14

1. วิถีชีวิตในทางเศรษฐกิจของคนจะเป็นตัวกําหนดรูปแบบด้าน
อ่นื ๆ ของคนในการใชช้ ีวิตในสังคม

หนา้ 69

ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหุน

2. ความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจซ่ึงไม่อาจ
หลีกเลย่ี งได้นนั้ จะเปน็ ตัวท่ีก่อให้เกิดการต่อสู้กันระหว่างชนชั้นต้ังแต่แรกเริ่ม
ของประวัติศาสตร์ได้เป็นตัวกําหนดพลังการเปล่ียนแปลงทางสังคมและการ
ปฏวิ ัตทิ ั้งหลาย

จากหลกั การน้เี อง มารก์ ซ์จงึ ให้ความสําคญั กับการค้นคว้าและการ
วิเคราะห์เศรษฐกิจในเชิงการเมืองในสังคมนายทุน ซ่ึงเป็นที่รู้จักกันในแง่
“เศรษฐศาสตร์การเมือง” (Political Economy) นนั่ เอง

หลักการวิเคราะห์การเปล่ียนแปลงในสังคมนายทุน
ว่าดว้ ยเร่อื งสินคา้
สินค้า คือ ส่ิงของใดๆ ที่สามารถนํามาสนองความต้องการท่ี

แน่นอนอยา่ งหนึ่งอย่างใดของบุคคล สินค้าประเภทต่างๆ จึงมีประโยชน์ใน
การใช้สอยไม่เหมือนกัน เช่น เส้ือผ้า อาหาร เป็นสินค้าท่ีสามารถสนอง
ความต้องการของชีวิตทางวัตถุของบุคคล หนังสือ ภาพเขียน วิทยุ
โทรทัศน์ เป็นสินค้าท่ีสามารถสนองความต้องการของชีวิตทางจิตใจของ
บุคคล และรถไถ เคร่ืองจักรกลเป็นสินค้าที่สามารถสนองความต้องการ

หนา้ 70

ลัทธิสังคมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ

ทางด้านการผลิตของบุคคลได้ ซ่ึงลักษณะการมีประโยชน์ของสิ่งของที่
สามารถสนองความต้องการของบุคคลก็คือ มูลค่าในการใช้สอยของส่ิงของ
นั่นเอง

ส่ิงของอย่างหน่ึงจะกล ายมาเป็นสินค้าไ ด้จะต้ องเป็นส่ิงของที่มี
มูลค่าในการใช้สอยและจะต้องมีการเสนอให้บุคคลอ่ืนในสังคมได้บริโภค
พืชผักหรือข้าวที่ชาวนาปลูกถ้าปลูกเพ่ือสนองการบริโภคของตนเอง พืชผัก
หรอื ข้าวก็ไม่อาจนับได้ว่าเป็นสนิ คา้ แต่ถา้ ชาวนานาํ ไปขาย พืชผกั หรือข้าวก็
จะกลายเปน็ สนิ คา้ ทนั ที

การทช่ี าวนานาํ ขา้ วไปขายเพ่ือแลกเปลี่ยนกับสิ่งของอย่างอื่นแสดง
ให้เห็นว่า สินค้านอกจากจะมีมูลค่าในการใช้สอยแล้วจะต้องมีมูลค่าในการ
แลกเปลีย่ นอกี ด้วย

เช่น ชาวนานําข้าว 2 ถังไปแลกกางเกงได้ 2 ตัว คําถามมีอยู่ว่า
อะไรท่ีเป็นตัวกําหนดมูลค่าในการแลกเปลี่ยนของสินค้า นักเศรษฐศาสตร์
บางคนอาจตอบว่าการท่ีนําเอาข้าว 2 ถังแลกกับกางเกง 2 ตัวได้ก็เพราะ
สินค้าทั้ง 2 ชนิดมีมูลค่าในการใช้สอยเท่าเทียมกัน คือถือว่าถ้าสินค้าใดที่มี
มลู ค่าในการใชส้ อยมากกจ็ ะมีมลู คา่ ในการแลกเปลย่ี นมากตามไปดว้ ย

หนา้ 71

ลัทธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ

แต่ปัญหาอยทู่ ี่ว่า เราจะวดั มูลค่าในการใช้สอยไดอ้ ยา่ งไร ข้าว 2 ถัง
เราใช้บริโภคแก้หิว แต่กางเกงเสื้อผ้าเราใช้เพ่ือปกปิดร่างกายและกันหนาว
เมื่อมูลค่าในการใช้สอยไม่เหมือนกัน หรืออยู่คนละมาตราวัด เราจึงย่อมไม่
สามารถนาํ มาเปรียบเทียบกนั ได้

มาร์กซ์อ้างว่า เหตุท่ีของ 2 ส่ิงนี้มีมูลค่าเท่ากันได้ ก็เพราะของทั้ง
สองซึ่งเปน็ ผลผลติ ของแรงงานมนษุ ย์ชาตทิ ่ีมีจาํ นวนแรงงานแฝงอยู่ในจํานวน
ที่เท่ากัน นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มูลค่าสินค่าหาได้ถูกกําหนดจากเวลาแรงงาน
เฉพาะตวั ของผผู้ ลิตของแต่ละบุคคลไม่ ไม่เช่นน้ัน คนขี้เกียจและขาดความ
ชํานาญใช้เวลาทําเก้าอี้ 1 ตัวถึง 15 ซ.ม. จะได้รับมูลค่าจากเก้าอี้มากกว่า
คนขยนั และชาํ นาญทใ่ี ช้เวลาทําเพยี ง 10 ช.ม.

แต่มูลค่าของสินค้าจะถูกกําหนดจากเวลาแรงงานท่ีจําเป็นของ
สังคม

เวลาแรงงานที่จําเป็นของสังคมก็คือ เวลาแรงงานท่ีใช้ผลิตหรือ
สร้างมูลคา่ ในการใช้สอยของสินค้า ภายใต้การผลิตปกติ ระดับความชํานาญ
และความเครยี ดของแรงงานในอตั ราเฉล่ยี ของสงั คมปจั จบุ ัน

หน้า 72

ลทั ธิสังคมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหนุ

เพราะฉะน้ันถา้ แรงงานเฉพาะตัว > แรงงานจําเปน็ (เสยี เปรียบ) (1)
แรงงานเฉพาะตวั < แรงงานจาํ เป็น (ไดก้ าํ ไร ) (2)

ถ้าเวลาที่สังคม (คนโดยเฉลี่ย) ผลิตสินค้า A ใน 2 ช.ม. ได้มูลค่า
ของสนิ ค้า จํานวน 1 หน่วย

ฉะนน้ั
(กรณี (1) ) นายดาํ ผลติ สินคา้ A ใน 3 ช.ม. ได้มูลค่าสนิ ค้า 1 หน่วย
(กรณี (2) ) นายขาวผลติ สินค้า A ใน 1 ช.ม. ไดม้ ลู ค่าสนิ คา้ 1 หน่วย

ซึง่ ต่อมาเมอ่ื สังคมวิวฒั นาการตอ่ ไป ความจําเปน็ ทจี่ ะต้องให้สินค้า
อย่างหน่ึงอย่างใดมาทําหน้าที่ของค่าทัดเทียมท่ีแน่นอนตายตัวในการ
แลกเปลี่ยนสินคา้ ระบบเงนิ ตราจงึ เกดิ ข้นึ

การเปลย่ี นจากเงินตราไปสู่ทนุ
สูตรการหมนุ เวยี นของสินค้าอยา่ งง่าย ๆ
สนิ คา้ เงนิ สินคา้

หนา้ 73

ลทั ธิสังคมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหุน

สูตรการหมุนเวยี นของทุน
เงิน (1) สินคา้ เงิน (2)
(ซือ้ ถูกขายแพง) เงิน (2) - เงิน (1) = กําไร

มารก์ ซอ์ ้างวา่ สินค้าไมว่ า่ จะมีมูลค่าเท่าเทียมกันหรือไม่ นํามาแลก
เปล่ยี นกนั ย่อมไม่ก่อให้เกิดค่าส่วนเกินได้ 15

ทุน ก็คอื มลู คา่ ท่ีสามารถนาํ เอามูลคา่ สว่ นเกนิ มาสูเ่ จา้ ของได้ นน่ั เอง
ผู้มีเงินตราซื้อสินค้าพิเศษจากตลาด ซ่ึงมูลค่าในการใช้สอยของ
สนิ ค้าพิเศษก็มสี มรรถภาพในการสร้างสรรคม์ ูลค่าซึ่งเป็นวิธีเดียวท่ีสามารถทาํ
ให้เงนิ ตรากลายเปน็ ทุนได้ และสนิ คา้ พิเศษนก้ี ค็ อื กําลงั แรงงานน่ันเอง
ผู้ที่ขายแรงงานก็คือ พวกที่ไม่มีปัจจัยการผลิต จึงต้องขายแรงงาน
เสมือนสินค้าอย่างหน่ึงแต่ผิดจากสินค้าอ่ืนที่ว่ามันเป็นแหล่งขุมทรัพย์ของ
มูลค่า หรือตัวท่ีจะก่อให้เกิดมูลค่ามากมาย และยังเป็นตัวก่อให้เกิดมูลค่า
สว่ นเกินอีกด้วย นอกจากนี้แรงงานยังเป็นตัวถ่ายเทมูลค่าสินค้าหนึ่งไปสู่อีก
สนิ คา้ หนง่ึ อีกดว้ ย
มูลคา่ ส่วนเกินของแรงงานเกิดขน้ึ ได้อย่างไร

หน้า 74

ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหนุ

ถ้าแรงงานท่ีจําเป็นของสังคมในการผลิตเก้าอ้ี 1 ตัว = 6 ช่ัวโมง
และ 1 ชว่ั โมงแรงงานมีค่า = 10 บาท สมมติให้นายดําผลิตเก้าอี้ 1 ตัว โดย
ใชเ้ วลา = 6 ช่ัวโมง หรือกล่าวได้ว่าใน 6 ชวั่ โมง นายดาํ ผลติ สนิ คา้ ได้มี มูลคา่
60 บาท มูลคา่ ส่วนเกินจะเกิดข้ึนในกรณีท่ีนายดํา ไปรับจ้างผลิตเก้าอี้ โดย
ต้องทํางาน 12 ชั่วโมง แต่ได้ค่าแรง 100 บาท น่ันคือ นายดําผลิตมูลค่า
ส่วนเกิน มคี ่า = 20 บาท

อาจกลา่ วไดว้ ่ามูลค่าส่วนเกิน คือ มูลค่าที่นายทุนขูดรีดจากผลพวง
ของแรงงานกรรมาชพี น่ันเอง

จึงพอสรุปได้ว่า “แรงงานสว่ นเกินเป็นตัวทีก่ อ่ ให้เกดิ ทุน”
เมือ่ มที นุ นายทุนกจ็ ะยิ่งขยายทุนไดม้ ากข้ึนตามข้ันตอนของกฎการ
สะสมทุน
กฎการสะสมทุน มี 5 ขน้ั ตอนหลกั คือ

1. กรรมาชีพขายแรงงานเพอื่ ยังชีพ
2. นายทนุ บีบเอาค่าส่วนเกิน

- เพม่ิ ช่วั โมงในการทาํ งาน
- ลดเวลาทาํ งานท่จี าํ เป็น (ซ้ือเคร่ืองจกั รเพ่ิม)

หนา้ 75

ลัทธิสงั คมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ

3. เปล่ียนมูลค่าสว่ นเกินให้เปน็ ทนุ โดยเร่งการผลิต
4. ใชท้ ุนเพ่อื พัฒนาวธิ กี ารผลิตแบบใหม่
5. การสะสมจะเพ่ิมทวมี ากข้นึ
นอกจากนายทุนจะฉกประโยชน์จากรรมาชีพแล้วยับมีการแข่งขัน
กนั เองในการผลติ และการตลาดอีกด้วย
กฎการรวมทนุ
1. กรรมกรไม่มเี งินพอทจี่ ะซ้ือสนิ คา้
2. นายทุนแข่งกันเอง นายทุนน้อยมีทางเลือก 2 ทาง
คือ บริโภคทุนตนเองจนหมด กับขายสินค้าให้ถูกกว่า ในขณะที่ซื้อวัตถุดิบ
แพง นายทุนน้อยต้องประสบกับความหายนะอยู่ดี นั่นคือนายทุนใหญ่ชนะ
นายทุนน้อย
3. จะมีนายทุนใหญ่จํานวนน้อยขูดรีดมากข้ึนเป็นผลให้
กรรมกรวา่ งงาน และยากไร้เพม่ิ ขึน้
กฎว่าด้วยการเพิม่ ความหายนะ ซึง่ อาจแบ่งเป็น 4 ข้นั ตอนตอ่ ไปนี้
1.ทุนนิยมทาํ ลายความภาคภูมิใจในผลงานของกรรมาชพี
2. ลดค่าของคนตํา่ กว่าเครอื่ งจักร

หน้า 76

ลัทธสิ ังคมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหุน

3. ทาํ ลายแนวโน้มทางความคิดและปญั ญา
4. เปลี่ยนชีวติ ของคนใหต้ กอย่ใู นโรงงาน
5. กรรมาชพี ยากไร้ เปน็ ชนช้ันใหญ่ท่ีถูกเอาเปรียบ ซ่ึง
จําต้องทําการปฏิวัติเพ่ือความอยู่รอดของพวกตน เรียกว่าการปฏิวัติของชน
ชั้นกรรมาชีพ

การปฏิวตั ขิ องชนชั้นกรรมาชพี
เปน็ การปฏวิ ัตทิ ร่ี นุ แรง และหลกี เลี่ยงไม่ได้ (ซ่ึงต่อมา Marx อ้างว่า
ในบางประเทศอาจใช้วิธีการแบบสันติได้) เพราะนายทุนจะไม่ยอมปล่อย
อํานาจหรือสละผลประโยชนข์ องพวกตน
ปัจจัยทีส่ ง่ เสรมิ การปฏิวตั ขิ องชนช้นั กรรมาชีพ

1. สังคมมีการอตุ สาหกรรมเจรญิ มาก
2. เกดิ ภาวะเศรษฐกจิ ตกตํา่ ระยะยาว
3. กรรมาชีพมีความสํานึกในชนช้ันและสร้างพลังกลุ่ม
หลังจากชนช้ันกรรมาชีพปฏิวัติได้สําเร็จจะนําไปสู่การปกครองท่ีเรียกว่า
“เผดจ็ การแหง่ ชนชั้นกรรมาชพี ”

หนา้ 77

ลัทธสิ งั คมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ

เผดจ็ การแห่งชนช้ันกรรมาชพี
เป็นช่วงหัวเล้ียวหัวต่อ (สังคมนิยม) ก่อนท่ีจะบรรลุถึงสังคม
คอมมิวนิสต์ การปกครองแบบนี้เป็นเผด็จการที่ต่างไปจากเดิม กล่าวคือ
เปน็ เผด็จการโดยชนส่วนมาก และรัฐบาลจะทําหน้าที่สาํ คญั 2 ประการคือ
1. ดําเนินการกวาดล้างชนชั้นนายทุนและผู้ที่ยังมีจิตใจนิยมลัทธิ
นายทนุ โดยอาศัยกําลังและความเดด็ ขาดรุนแรง
2. แผว้ ทางไปส่สู ังคมคอมมิวนสิ ตท์ ี่สมบูรณ์
มาร์กซ์ได้อ้างว่า
“เผด็จการแห่งชนช้ันกรรมาชีพแตกต่างจากเผด็จการท่ีเคยมีมา
กอ่ นตรงทวี่ ่าเป็นครั้งแรกท่ีเป็นเผด็จการโดยชนส่วนใหญ่... จุดประสงค์ไม่ใช่
เพื่อสร้างความถาวรให้กับอํานาจท่ีมีอยู่แต่เป็นการกําจัดและการกวาดล้าง
การกดขช่ี ว่ั นิรนั ดร์”16
นอกจากน้ีเพ่อื ท่ีจะให้สังคมเดนิ ไปตามแนวทางสู่สังคมคอมมิวนิสต์
ที่สมบูรณ์ได้ รัฐบาลเผด็จการแห่งชนชั้นกรรมาชีพจําต้องมีเครื่องมือหรือ
วธิ ีการปฏิวัติปัจจัยในการผลติ ซ่ึงมาร์กซอ์ า้ งวา่ วธิ กี ารนี้อาจแตกตา่ งกันไปใน

หนา้ 78

ลทั ธสิ งั คมนิยม สิทธิพันธ์ พุทธหนุ

แต่ละประเทศ แต่สําหรับในประเทศที่เจริญก้าวหน้านั้น อาจจะกระทําได้
โดย

1. ยกเลิกกรรมสิทธ์ิที่ดินและใช้วิธีการให้เช่าเพื่อทํา
รายไดม้ าใชเ้ พือ่ สาธารณประโยชน์

2. เกบ็ ภาษรี ายไดต้ ามระบบกา้ วหนา้ ใหห้ นกั
3. ยกเลกิ สทิ ธใิ นมรดก
4. โอนทรัพย์สมบัติของผู้อพยพออกนอกประเทศและ
ของกบฎมาเป็นของรฐั
5. รัฐควบคุมและผูกขาดการให้สินเชื่อโดยผ่านทาง
ธนาคารชาติ
6. รฐั เข้าควบคุมการคมนาคมสอ่ื สารทกุ ชนดิ
7. รัฐเขา้ ควบคมุ โรงงาน เคร่อื งมอื การผลิต และปัจจัย
ทางการเกษตร
8. ทุกคนมีหน้าที่ต้องทํางานโดยเสมอภาคกัน และ
จดั ตั้งกองทัพอตุ สาหกรรมเพ่ือการเกษตรและอื่นๆ

หนา้ 79

ลัทธสิ ังคมนยิ ม สิทธิพันธ์ พทุ ธหนุ

9. รวมเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมโรงงานเข้าด้วยกัน
กําจัดความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทด้วยการแจกแจงรายได้แก่
ประชาชนโดยเทา่ เทยี มกันท่ัวประเทศ

10. ให้การศึกษาแก่เยาวชนทุกคนโดยไม่คิดมูลค่า
กําจัดการใช้แรงงานเด็กและรวมเอาการศึกษาการอุตสาหกรรมการผลิตเข้า
ด้วยกนั 17

ในช่วงของเผด็จการแห่งชนชั้นกรรมาชีพนี้ เป็นช่วงของการ
เปล่ียนแปลงความไม่เสมอภาคยังคงมีอยู่ ความไม่พอใจของกรรมาชีพต่อ
ผลงานท่ีตนกระทําการผลิตก็ยังคงฝังลึกอยู่ในห้วงแห่งความนึกคิดท่ีติดมา
ตง้ั แตส่ งั คมนายทนุ ฉะน้ัน การให้ค่าตอบแทนแรงงานจึงจะไม่เท่าเทียมกัน
กลา่ วคอื แต่ละคนมีสว่ นให้ตามความสามารถของคน และได้รับตามผลงาน
ทีเ่ ขาให้กับสงั คม

เม่ือสังคมวิวัฒนาการต่อไป ระบบแบ่งงานตามลักษณะหน้าที่ถูก
ขจัดหมดไป กรรมาชีพมีความรอบรู้มากขึ้น ความพอใจในแรงงานของ
ตนเองก็จะบังเกิดข้ึน และจะรู้ว่าการใช้แรงงานเพื่อสร้างสรรค์สังคมนั้นถือ
เป็นภาระหน้าที่ ฉะน้ันทุกคนก็จะไม่เลือกงาน แต่จะทํางานตาม

หน้า 80

ลัทธิสังคมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ

ความสามารถของตนเอง เม่ือสังคมวิวัฒนาการมาถึงขั้นน้ี ความแตกต่าง
ของงานกจ็ ะหมดไป กรรมาชพี ทกุ คนจะมีส่วนใหส้ งั คมตามความสามารถของ
ตน และได้รบั ตามความจําเปน็ ของตนดว้ ย

อย่างไรก็ตาม มาร์กซ์ก็เล็งเห็นถึงอันตรายท่ีอาจจะเกิดขึ้นได้จาก
นานาประเทศโดยเฉพาะประเทศทุนนิยม มาร์กซ์จึงเช่ือว่ารัฐบาลเผด็จการ
แห่งชนช้ันกรรมาชีพ อันเกิดจากการปฏิวัติล้มล้างสังคมนายทุนโดยชนช้ัน
กรรมาชีพท้ังมวลนั้น ถ้าเกิดขึ้นในประเทศใดประเทศหน่ึงแต่เพียงประเทศ
เดียวอาจจะถกู ฝุายประเทศนายทุนรวมหัวกันทําลายเสียกไ็ ด้

มาร์กซ์จึงสรุปว่า เผด็จการแห่งชนช้ันกรรมาชีพจะต้องเกิดขึ้นใน
ประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศในช่วงเวลาท่ีไล่เล่ียกัน เพราะจะได้
ร่วมมือกันช่วยเหลือซ่ึงกันและกันอันจะเป็นกองกําลังที่สําคัญในการต่อสู้กับ
ประเทศนายทุน และจะนาํ ไปสู่ชยั ชนะของกรรมาชีพท่สี มบรู ณ์

หนา้ 81

ลัทธสิ งั คมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ

สงั คมคอมมวิ นิสต์
หลังจากทร่ี ัฐบาลเผด็จการแหง่ ชนชน้ั กรรมาชพี ไดท้ ําหนา้ ทเ่ี สร็จส้ิน
อย่างสมบูรณ์ชนช้ันในสังคมก็จะเหลือเพียงชนชั้นเดียวคือชนช้ันกรรมาชีพ
เมื่อบรรลุถึงขั้นนีท้ ุกคนจะมีความเสมอภาคกัน ไม่มีใครฉกประโยชน์จากใคร
ความรู้สึกท่ีเป็นปฏิปักษ์ต่อกันในระหว่างชนช้ันก็จะสลายตัวไป สังคมก็จะ
ผ่านเขา้ สูส่ ังคมขั้นสดุ ทา้ ยของววิ ัฒนาการ คอื สังคมคอมมิวนิสต์
ในสังคมน้ี รัฐจะคอ่ ยสลายตัวไป ท้ังน้ี มาร์กซ์ให้ทรรศนะว่ารัฐบาล
เป็นเครื่องมือของชนช้ันหนึ่งเพื่อกดข่ีหรือฉกประโยชน์จากอีกชนชั้นหนึ่ง
เม่ือไม่มีชนช้ัน ความจําเป็นของรัฐบาลก็จะสลายไปด้วย นอกจากนี้ชนช้ัน
ผปู้ กครองซงึ่ ใช้รัฐเป็นเครื่องมอื ก็จะหมดไปตามธรรมชาตขิ องการวิวัฒนาการ
ซง่ึ ถ้าทว่ั โลกผ่านเข้าสูส่ ังคมคอมมวิ นิสต์ ความขัดแยง้ ระหวา่ งประเทศก็จะไม่
ปรากฏใหเ้ ห็นเปน็ แน่ 18
นอกจากน้ี อํานาจทางการเมอื งในสงั คมกจ็ ะสลายตัวไปด้วย ดังนี้
ก็เพราะการเมืองเป็นเร่ืองของการต่อสู้กันในระหว่างชนช้ันเพื่อหวังที่จะเข้า
ไปเป็นรัฐบาล นั่นคือ ถ้ามองอีกแง่หน่ึงในสังคมคอมมิวนิสต์จะไม่มีคําว่า
“การเมือง” อยูเ่ ลยเพราะเป็นสังคมทีป่ ราศจากชนช้นั และปราศจากรฐั

หน้า 82

ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ

อย่างไรก็ตาม มาร์กซ์ไม่ได้อ้างว่า กรรมาชีพจะต้องล้มล้างรัฐ
เพ่อื ทจ่ี ะนาํ ไปสสู่ ังคมที่ดีกวา่ ซงึ่ เป็นทรรศนะของพวกอนาธิปตั ย์ (Anarchist)
มารก์ ซ์เพียงแตใ่ ห้ทรรศนะตามหลักการตรรกะตคี วามตามหลักเศรษฐกาํ หนด
เท่าน้ันว่า เมื่อไร้ชนช้ัน สังคมก็จะไร้การฉกประโยชน์ รัฐซึ่งทําหน้าท่ีเป็น
เคร่ืองมือในการฉกประโยชน์ ก็จะหมดหน้าที่หรือภาระไป เมื่อไม่มีหน้าที่
หรอื ภาระความจาํ เป็นทจ่ี ะตอ้ งมีรฐั กห็ มดไป น่นั คือรัฐกจ็ ะสลายตัวไปนัน่ เอง

ในการท่ีอํานาจทางการเมืองสลายตัวไปนั้น มาร์กซ์ไม่ได้
หมายความว่าความสัมพันธ์ในเชิงอํานาจจะสลายตัวไปด้วยไม่ ในสังคม
คอมมิวนิสต์น้ันจะประกอบ ด้วยสมาคมของผู้ผลิตท่ีมีความเป็นอิสระและ
เสมอภาคกัน ดําเนินงานการผลิตตามแผนงานของส่วนรวม แผนงานนี้จะ
เป็นตัวควบคุมชนิดของงานต่างๆ ให้ได้สัดส่วนกับความต้องการของคนใน
สังคม ซ่ึงสมาคมหรือองค์กรท่ีเกิดข้ึนก็ต้องมีความสัมพันธ์กับอํานาจ แต่
มาร์กซ์ก็อ้างว่าในกระบวนการผลิตแบบคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะในโรงงาน
อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ปัญหาในทางเทคนิคบางประการก็อาจต้องใช้การ
ตัดสินใจกันอย่างฉับพลัน แต่ส่วนใหญ่แล้วการตัดสินใจดําเนินนโยบายใดๆ
ของสังคมจะต้องได้รับการยินยอมจากเสียงข้างมากเสียก่อน ซึ่งก็เท่ากับว่า

หนา้ 83

ลัทธิสังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พุทธหนุ

บุคคลทีเ่ ปน็ สมาชกิ ของสังคมกจ็ ะอยูภ่ ายใต้เจตนารมณ์ของตนเองด้วย คนใน
สงั คมคอมมวิ นสิ ต์จะเปน็ คนที่มีคุณธรรมสงู จะไม่สามารถแยกความแตกต่าง
ระหว่างผลประโยชน์สว่ นตัวกบั ผลประโยชนส์ ่วนรวมได้

นอกจากนี้ ระบบการผลติ จะไดร้ ับการพัฒนาอยเู่ สมอ และเม่ือถึง
ระดับหน่งึ คนในสังคมคอมมิวนิสต์จะทํางานน้อยช่ัวโมงลง คนก็จะใช้เวลาที่
เหลือมาพฒั นาความรู้ หาประสบการณด์ า้ นอืน่ ๆ เพอ่ื เป็นประโยชน์กบั สงั คม
และตัวของเขาเองต่อไป นอกจากนี้ ความก้าวหน้าในทางเทคโนโลยีจะถูก
ปรับมาใชใ้ หม่ ทาํ ใหค้ นมีลกั ษณะทเี่ ป็นคนโดยสมบูรณ์ ไม่กลายเป็นทาสของ
เคร่ืองจักรอย่างในสังคมนายทุน จากความจริงที่ว่าคนทุกคนต่างก็มี
สติปัญญาความนึกคิด สังคมคอมมิวนิสต์ต้องการกําจัดลักษณะงานท่ีเป็น
Division of Labour โดยอ้างว่าเป็นลักษณะงานท่ีจํากัดสติปัญญาของคน
และสร้างลักษณะงานเสยี ใหม่ ให้คนมีโอกาสคดิ และปฏบิ ตั ิในขณะเดยี วกนั ได้
การขัดกันระหวา่ งแรงงานทางสมองกบั แรงงานทางรา่ งกายก็จะไมเ่ กดิ ขึน้ 19

ในสังคมคอมมิวนิสต์ มาร์กซ์อ้างต่อไปว่า “ทรัพย์สินเอกชน”
(Private Property) จะไม่มี ทั้งน้ีเพราะทรัพย์สินเอกชนเป็นผลผลิตมาจาก
การท่ีชนช้ันหน่ึงฉกประโยชน์หรือรีดนาทาเร้นมาจากอีกชนชั้นหน่ึง ดังนั้น

หนา้ 84

ลทั ธสิ งั คมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหนุ

เม่ือสังคมปราศจากชนชั้นเสียแล้ว การฉกประโยชน์ก็จะไม่เกิดขึ้น และ
ลักษณะของทรัพย์สินเอกชนก็จะหมดไป มาร์กซ์ให้ทรรศนะว่า “สินค้า
อุปโภคบริโภคจะมีความสําคัญก็แต่ในแง่ของการใช้เท่าน้ัน เพียงแต่การ
ครอบครองจะไม่มคี ุณคา่ อะไรเลย 20

เป็นท่ีน่าสังเกตว่า คําว่า ทรัพย์สินเอกชน” น้ัน มาร์กซ์หมายถึง
ทรัพย์สินที่มีความเกี่ยวพันกับการฉกประโยชน์ของชนชั้นเท่านั้น แต่มาร์กซ์
ไมไ่ ด้รวมไปถงึ “ทรัพย์สินส่วนตัว” (Personal Property) อันเป็นทรัพย์สิน
ท่ีเป็นผลผลิตมาจากแรงงานของคน ทรัพย์สินที่เป็นผลผลิตมาจากแรงงาน
ของคน ทรพั ย์สนิ ส่วนตัวในที่น้ี เช่น เสอ้ื ผ้าอาภรณ์ เครอ่ื งมอื เคร่ืองใช้เพ่ือ
การยังชพี เปน็ ตน้

ฉะน้ัน เราจึงอาจจะสรุปให้เห็นถึงลักษณะเด่นๆ ของสังคม
คอมมิวนิสต์ตามทรรศนะของมาร์กซไ์ ด้เป็นขอ้ ๆ ดังตอ่ ไปนี้

1. จะไม่มีกรรมสิทธ์ิส่วนบุคคล เคร่ืองมือในการผลิต
ทัง้ หมดเป็นของส่วนรวม

หนา้ 85

ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหุน

2. คนงานอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมดําเนินการและ
บรหิ ารกิจกรรมทางเศรษฐกจิ ในรูปแบบของการร่วมมือกัน

3. ใชค้ วามเจรญิ กา้ วหน้าในทางเทคโนโลยีอยา่ งมากเพ่ือ
การอุตสาหกรรมและการเกษตรกรรม

4. ความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างชาวเมืองกับ
ชาวชนบทและกรรมกรกับชาวนาจะหมดไป

5. ใช้หลักการ “จากแต่ละบุคคลตามความสามารถ
และให้แตล่ ะบคุ คลตามความจําเป็นท่ีตอ้ งการ”

6. คนทุกคนจะประสบกับอิสรภาพอย่างแท้จริง คือ
“หลดุ พน้ จากความหิวโหย และการถกู ฉกประโยชน์” 21

ข้อโต้แยง้ ทฤษฎขี องมารก์ ซ์
เราจะพบได้ว่าทฤษฎขี องมาร์กซ์ ซง่ึ เป็นทฤษฎีในทางสงั คมศาสตร์

แต่มาร์กซ์พยายามที่จะให้เป็นวิทยาศาสตร์น้ันยังมีข้อบกพร่องอันนํามาซ่ึง
การถูกเถึยงโตแ้ ยง้ ได้ในหลายประเดน็ ดว้ ยกนั

หนา้ 86

ลทั ธิสังคมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหุน

ประเด็นแรก เรือ่ งทฤษฎเี ศรษฐกําหนด ซ่ึงมาร์กซ์อ้างว่า เศรษฐกิจ
อันหมายถึงพลังการผลิตและความสัมพันธ์ต่อการผลิตจะเป็นตัวกําหนด
พฤติกรรมของมนุษย์ แต่ในความจริงแล้ว เรายังพบว่ามีปัจจัยอื่นๆ อีก
มากมายที่เป็นตัวกําหนด เช่น วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม เช้ือชาติ
ศาสนา เป็นตน้ ซึ่ง ซิกมันต์ ฟรอยต์ ชี้ให้เหน็ วา่

“เราไม่สามารถที่จะเชื่อได้วา่ พลงั เศรษฐกิจจะเปน็ พลงั เดียวเท่านน้ั
ท่ีจะเป็นตัวกําหนดพฤติกรรมของคนในสังคม ความจริงท่ีเราไม่อาจจะ
โตแ้ ยง้ ได้ ก็คอื บคุ คลท่ีมีเช้ือชาติแตกต่างกันอยู่คนละรัฐท่ีมีสภาพเศรษฐกิจ
ที่เหมือนกัน แต่จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน น่ีเป็นข้อพิสูจน์ว่า
องค์ประกอบในทางเศรษฐกิจหาไดเ้ ปน็ ตวั กาํ หนดเพยี งปัจจยั เดยี วไม่”22

ส่วน ซี. ไรท์ มิลส์ (C. Wright Mills) ก็ได้ให้ข้อวิพากษ์วิจารณ์
ไว้

“สง่ิ ทจ่ี ัดได้ว่าอยู่หรือไม่อยู่ในฐานเศรษฐกจิ กย็ ังไม่แจม่ ชดั พลังและ
ความ สัมพนั ธ์ของการผลิตก็ยังไม่มีการให้คําจํากัดความและใช้กันในลักษณะ
ท่ีแน่นอนตายตัว “ศาสตร์” บางอย่างดูเหมือนว่าจะอยู่ก่ึงกลางระหว่าง
พื้นฐานทางเศรษฐกิจกับโครงสร้างส่วนบน และยังเป็นท่ีสงสัยกันว่าท้ัง

หน้า 87

ลัทธิสังคมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พุทธหุน

พื้นฐานสว่ นล่างและโครงสร้างส่วนบนจัดเป็นหน่วยหน่ึงๆ ได้หรือไม่ เพราะ
ในแต่ละส่วนจะมีส่วนผสมของหน่วยย่อยๆ และพลังต่างๆ มากมาย
โครงสร้างส่วนบนในแง่ของมาร์กซ์น้ันบางคร้ังนับได้ว่าเป็นถึงขยะท่ีรวมของ
ทกุ สิง่ ทกุ อยา่ งที่นอกเหนือไปจากทถี่ กู จัดอยใู่ นโครงสรา้ งสว่ นลา่ ง” 23

ประเดน็ ที่สอง เร่อื งการปฏวิ ตั ิของชนช้ันกรรมาชีพ ซึ่งมาร์กซ์อ้าง
ว่าในสังคมนายทุนจะเกิดการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ
และเม่ือการต่อสู้ดําเนินไป ลักษณะของชนช้ันจะชัดเจนข้ึน ผลที่สุดจะ
นํามาซ่งึ โอกาสทช่ี นช้นั กรรมาชพี จะทาํ การปฏิวตั ิ

แต่ความเป็นจริงในสังคมนายทุน ปรากฏออกมาว่า การแบ่งชน
ช้ันเป็นสองชนชน้ั ไมป่ รากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ยิ่งสังคมนายทุนวิวัฒนาการ
ก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ ความสลับซับซ้อนและการแบ่งงานก็ยิ่งมีมากข้ึน จน
ยากท่ีจะจัดได้ว่าคนในอาชีพใดท่ีถือว่าเป็นกรรมาชีพ ชนช้ันกลางก็เกิดข้ึน
มากมายเน่ืองมาจากระบบการศึกษา ซึ่งเปิดโอกาสให้คนไต่เต้าฐานะทาง
เศรษฐกิจสังคมได้และคนเหล่าน้ีมีจํานวนเพิ่มมากข้ึนเรื่อยๆ โอกาสในการ
ปฏิวัติของชนช้ันกรรมาชีพจึงแทบไม่มีเหลืออยู่เลย ซึ่งขัดกับท่ีมาร์กซ์ได้

หน้า 88

ลัทธิสังคมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหุน

ทํานายไว้ว่า นายทุนน้อยและชนช้ันกลางจะลดจํานวนลงและถูกทําให้เป็น
ชนช้ันกรรมาชีพเปน็ ผลให้ชนชนั้ กรรมาชีพใหญ่โตขึ้น แต่ปัจจุบันในประเทศ
ทีม่ คี วามเจรญิ ก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมนั้น จะพบว่าชนช้ันกลางจะเพิ่มขึ้น
ในขณะเดยี วกับทชี่ นช้ันกรรมาชพี กลับมจี ํานวนลดลง

ประเดน็ ทีส่ าม เร่อื งการปฏิวัติ ซง่ึ มาร์กซอ์ า้ งว่าจะต้องใช้วิธีการที่
รุนแรง เป็นการปฏิวตั หิ รือการเปล่ียนแปลงการปกครองน้ันส่วนใหญ่จะเกิด
ในประเทศทีอ่ ยใู่ นระยะกําลังเปลี่ยนแปลงเพื่อนําประเทศไปสู่ความเป็นอยู่ท่ี
ทนั สมัยมากกว่าที่จะเกดิ ในประเทศที่มรี ะบบอตุ สาหกรรมกา้ วหนา้ 24

ทั้งนี้ เนื่องมาจากเหตผุ ลประการหนึ่งคอื คนในสังคมทีอ่ ยู่ในระยะ
กําลังเปลี่ยนแปลงนี้จะมีการขยับฐานะทางสังคม (Social Mobility) ใน
ระดับตํ่า โอกาสที่ชาวนา กรรมกรจะขยับฐานะมาเป็นคนรํ่ารวย มีหน้ามี
ตาในสังคมน้อย และอยู่ในขอบเขตท่ีจํากัดมาก ฉะน้ัน คนเหล่าน้ีอาจจะ
กอ่ ใหเ้ กดิ การปฏวิ ตั ิข้ึนมาได้

แต่สาเหตุที่จะนําไปสู่การปฏิวัติน้ัน ไม่จริงเสมอไปว่าจะเกิดจาก
การขดั แย้งหรอื การต่อสู้ระหว่างชนชั้น แต่อาจเกิดจากความคาดหวังที่ผู้คน
มีต่อรัฐบาล (Rising of Expectations) ก็ได้ ท้ังนี้ก็เป็นผลมาจากการท่ีคน

หน้า 89

ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ

ได้ยนิ ได้ฟัง ไดร้ ับรู้ข่าวสารเพิม่ มากขนึ้ และมีความต้องการแปลกๆใหมๆ่ จาก
การเปรียบเทยี บกับสงั คมอน่ื ๆ เพิม่ มากข้นึ นัน่ เอง 25

นอกจากน้ี ท่ีมาร์กซ์อ้างว่าการปฏิวัตินี้จะเกิดข้ึนโดยชนช้ัน
กรรมาชีพ แต่ในความเป็นจริงในหลายประเทศ เช่น ในประเทศรัสเซียและ
จีน ซ่ึงอ้างว่าเป็นการปฏิวัติตามแนวทฤษฎีของมาร์กซ์น้ัน กรรมาชีพไม่ได้
เป็นผู้ทําการปฏิวัติ หรือลุกฮือข้ึนล้มล้างนายทุน แต่เป็นเพียงการปฏิวัติ
“ในนาม” ของกรรมาชีพเทา่ น้นั และในประวตั ิศาสตร์ก็ยังไม่มีการปฏิวัติคร้ัง
ใดทเี่ ปน็ ไปตามทม่ี ารก์ ซ์ไดว้ าดภาพไว้เลย

ประเด็นท่ีส่ี มาร์กซ์อ้างว่า การปฏิวัติของกรรมาชีพเพ่ือล้มล้าง
นายทนุ เปน็ ส่ิงท่ีหลกี เลย่ี งไม่ได้

เนื่องจากมาร์กซ์เขียนทฤษฎีขึ้นจากประสบการณ์ที่จํากัด มาร์กซ์
จึงอาจมีข้อบกพร่องและมองลักษณะวิวัฒนาการของสังคมนายทุนผิดไป
เพราะสังคมนายทนุ ได้พฒั นาข้นึ เรอ่ื ยๆ แทนที่ความรู้สึกท่ีเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
ระหว่างกรรมาชพี กบั นายทุนจะเพิ่มขนึ้ ก็กลับลดลง ทัง้ นี้ จรูญ สภุ าพ ได้ให้
เหตผุ ลว่า

หน้า 90

ลทั ธิสงั คมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหุน

1. มีกฎหมายควบคมุ การใชแ้ รงงาน
2. หากกรรมาชีพทํางานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ก็ต้องได้
คา่ แรงสูงข้นึ
3. มกี ารกาํ หนดอตั ราค่าจา้ งขน้ั ตาํ่ ไว้
4. กรรมาชพี มีสทิ ธิทจ่ี ะเรียกรอ้ งผลประโยชน์ได้
5. กรรมาชพี มีสิทธนิ กั หยุดงานโดยสงบ
6. มีวธิ ีการต่อรองกบั นายจา้ งอกี มากมาย
7. กรรมาชีพอาจเปลี่ยนฐานะเป็นนายจ้างได้ ถ้ามีเงิน
ออมพอ
8. สถานการณ์ทําให้กรรมาชีพและนายทุนจําเป็นต้อง
พง่ึ พาอาศยั ซง่ึ กนั และกนั
9. ในประเทศที่เจริญก้าวหน้าในทางอุตสาหกรรมนั้น
กรรมาชีพได้ค่าตอบแทนสูง มาตรฐานการครองชีพสูง จึงไม่มีการปฏิวัติ
เกิดขน้ึ การปฏิวัติของโลกจึงเปน็ ไปไมไ่ ด้ 26

หน้า 91

ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหุน

Harmond กไ็ ด้กลา่ ววจิ ารณ์ไว้ว่า
“....สังคมทุนนิยมสามารถพัฒนาสร้างบรรยากาศให้เป็นท่ีพอใจ
ของเหล่าชนชั้นกรรมาชีพและระงับความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ไว้ได้ การใช้
กฎหมายควบคุมเก่ียวกับการใช้แรงงานการจัดรัฐสวัสดิการ ล้วนแต่เป็นส่ิง
แสดงว่าสังคมทุนนิยมมองเห็นความสําคัญของชนช้ันกรรมาชีพ นอกจากนี้
สังคมทุนนิยมยังเปิดโอกาสให้มีการจัดต้ังสหพันธ์แรงงาน เพ่ือให้บรรดา
กรรมาชีพมีเครื่องมือในการเจรจาต่อรองเพ่ือความชอบธรรมต่อนายทุนได้
โดยสันติวิธี เพราะฉะนั้นการท่ีมาร์กซ์เชื่อในการปฏิวัติครั้งสุดท้ายอาจเป็น
เพราะเขาไมไ่ ด้คาดการณ์ล่วงหนา้ ไวอ้ ยา่ งถถ่ี ้วนพอนนั่ เอง 27
แม้ว่าทฤษฎีของมาร์กซ์จะได้รับการโจมตีอย่างหนักเนื่องจาก
มาร์กซ์ไดใ้ ชห้ ลกั ;วัตถนุ ยิ มวิภาษวิธมี าจับวิวฒั นาการของสังคม โดยเฉพาะใน
สังคมทุนนิยม และตรรกะของวิภาษวิธีออกมาว่าการปฏิวัติของชนชั้น
กรรมาชีพจะเกดิ ขึ้นอย่างไม่สามารถทีจ่ ะหลกี เล่ยี งไดแ้ ต่สภาพทมี่ าร์กซ์อา้ งถงึ
นนั้ ไม่ได้เกดิ ข้นึ ในสงั คมโลกเลย ทงั้ ปรมิ าณของกรรมาชีพกไ็ มไ่ ด้เพิ่มข้นึ อยา่ ง
รวดเร็วอย่างที่มาร์กซ์คาดไว้ แต่หลักการวิเคราะห์ของมาร์กซ์ก็ยังเป็นท่ี

หนา้ 92

ลทั ธิสงั คมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหนุ

ยอมรับโดยท่ัวไป และแนวความคิดของมาร์กซ์ก็เป็นท่ียอมรับว่ามีอิทธิพล
มากต่อการดําเนินนโยบายทัง้ ในและนอกประเทศของสังคมโลก

เราอาจมองได้เหมือนกันว่า สาเหตุท่ีการปฏิวัติของกรรมาชีพไม่
เกิดข้ึนเน่ืองจากมาร์กซ์ไปชี้ช่องให้นายทุน จึงเป็นเหตุให้นายทุนเกิดความ
กลัวว่าตนเองจะพังพินาศไป นายทุนจึงพยายามเอาอกเอาใจแล ะ
ประนปี ระนอมยอมใหส้ วัสดิการตา่ งๆ แกก่ รรมาชีพ เช่น ให้การศึกษา ให้มี
การรวมกลุม่ จดั ตัง้ เป็นสหพันธเ์ พอ่ื ตอ่ รองกับตน กรรมาชีพจึงมีความเป็นอยู่
ดีขึ้น โอกาสท่ีจะขยับฐานะทางสังคมก็เพิ่มมากข้ึน ความสํานึกว่าตนเองถูก
ฉกประโยชน์จงึ น้อยลง

หนา้ 93


Click to View FlipBook Version