ลทั ธิสังคมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ
มาร์กซ์ได้วิเคราะห์ความรู้สึกแปลกแยกน้ีไว้ในหนังสือเร่ือง The
Economic and Philosophical Manuscripts ซ่ึงเขียนข้ึนในปี 1844
โดยเรมิ่ วิเคราะหจ์ ากปรากฏการณ์ ความรู้สกึ แปลกแยกทางศาสนาก่อนแล้ว
หันมาวิเคราะห์ความรู้สึกแปลกแยกของแรงงาน มาร์กซ์ได้เขียนไว้ว่า
“กรรมกรจะยิ่งจนลงเม่ือเขายิ่งผลิตความมั่นคั่ง และยิ่งเพิ่มพลังและขยาย
ขอบเขตการผลิตขึ้นอีก”3 และเนื่องจากกรรมกรและถ่ายเทชีวิตจิตใจให้กับ
ผลผลิตที่ การผลติ ขนึ้ มา แต่ผลผลติ ออกมาน้ันหาใชข่ องตนไม่ แต่กลับเป็น
ของนายทุนไป ฉะนัน้ เมื่อกรรมกรเพ่ิมผลผลิตมากขึ้นชีวิตจิตใจของกรรมกร
ก็จะเหลืออยู่ในร่างมนุษย์น้อยลง เช่นเดียวกับการท่ีมนุษย์อุทิศชีวิตจิตใจ
ใหก้ ับพระเขา้ ชวี ิตจติ ใจทีเหลอื ในตัวมนษุ ย์คนน้ันก็จะน้อยลงด้วยเหตุนี้ ใน
สังคมนายทุนน้ัน ชีวิตจิตใจของมนุษย์จะถูกโอนไปสู่ผลผลิตซ่ึงเขาไม่ได้เป็น
เจา้ ของ แรงงานของเขาเองท่ีใช้ไปเพือ่ การผลนิ ก็หาได้เป็นไปเพอื่ สนองความ
ต้องการหรือด้วยความพึงพอใจของกรรมกรไม่ แต่กลับไปตอบสนองความ
ต้องการของนายทุนไป
หน้า 194
ลทั ธิสังคมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหุน
จากสภาพของกรรมกรในสังคมนายทุน มาร์กซ์จึงได้วางแนว
วเิ คราะหค์ วามรูส้ กึ แปลกแยกนี้ ออกเป็น 4 ประการ ซึ่งครอบคลุมสภาพที่
เปน็ อยขู่ องมนุษย์ทั้งหมด 4
ประการแรก ว่าด้วยการสัมพันธ์ของกรรมกรกับกิจกรรมทางการ
ผลิต ซึ่งมาร์กซ์บอกว่าในสังคมนายทุนนั้นกรรมกรจะรู้สึกแปลกแยกจาก
กิจกรรมทางการผลิตของเขาเอง ส่ิงท่ีก่อให้เกิดความแปลกแยกคืออะไร
มาร์กซ์ได้ตอบไวว้ า่ ...
“จากข้อเท็จจริงในประการแรกท่ีว่าแรงงานเป็นสิ่งนอกกายของ
กรรมกรกลา่ วคือ ไม่ได้เป็นส่งิ จาํ เป็นสําหรบั ชีวิตในการทาํ งานของเขา ดังน้ัน
เขาจงึ ไม่ยึดมน่ั แต่กลบั ปฏิเสธตนเอง ไม่รู้สึกพงึ พอใจไม่สบายใจ ไมไ่ ด้พฒั นา
กาํ ลังร่างกายและสมองอย่างเสรีแต่กลับทําลายร่างกายและจิตใจของเขาเอง
ดงั นน้ั กรรมกรจะรสู้ กึ ว่าตนเองอยูภ่ ายนอกผลงาน และในการทํางานจะรู้สึก
ว่าอยภู่ ายนอกตัวเขาเอง เขาอยทู่ ่ีบ้านเมื่อเขาไม่ทํางาน และเม่ือเขาทํางาน
เขาไม่ได้อยู่บ้าน ดังนั้นแรงงานของเขาจึงไม่ใช่แรงงานท่ีสมัครใจ แต่เป็น
หนา้ 195
ลทั ธิสงั คมนิยม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ
แรงงานท่ีถูกบังคับแรงงานจึงไม่ได้สนองตอบต่อความจําเป็นใด ๆ แต่เป็น
เพียงเครื่องมอื ทจี่ ะสนองความจําเป็นท่อี ย่ภู ายนอกตวั มนั เอง”5
จากคําตอบอันน้ี เราจึงเห็นได้ว่าท้ังร่างกายและจิตใจของกรรมกร
ในสังคมนายทุนนั้นถูกกระทําทารุณกรรมอย่างหนัก ในทางร่างกายนั้น
กรรมกรถูกบีบบังคับให้ทํางานในที่แคบ ๆ กับเครื่องจักรสภาพของโรงงานก็
อย่ใู นสภาพที่ทาํ ลายสขุ ภาพ ไมป่ ลอดภัย กรรมกรที่ ทํางานบางอย่างก็จะมี
กล้ามเน้ือโตเกินไป ในงานบางอย่าง กรรมกรท่ีกล้ามเนื้อลีบเพราะไม่ได้ใช้
บ้างก็มือหยาบกระด้าง นิ้วขาด ปอดเสีย เหลืองซีด ซึ่งเป็นสภาพท่ีเหมาะ
สําหรับเช้ือโรคร้าย ที่จะเข้าไปคุกคามชีวิตกรรมกรอย่างย่ิง กรรมกรต้อง
ทํางานรับใช้เครื่องจักร จนในท่ีสุดกรรมกรก็เป็นเพียงส่วนหน่ึงของ
เคร่ืองจกั รและต้องตกเป็นทาสของเครื่องจักรไป
ส่วนในทางจิตใจน้ัน ภาวะจิตใจของกรรมกรถูกทําลายลงอันเป็น
ผลมาจากสภาพและภาวะของงานที่เขากระทํา เช่นเกิดความเบ่ือหน่ายง่าย
ความตั้งใจที่จะทํางานใด ๆ ก็ถดถอยลงและมีสภาพจิตใจท่ีแข็งกระด้าง ซ่ึง
มาร์กซ์ได้กล่าวสรุปไว้ว่า การอุตสาหกรรมแบบนายทุนนั้นทําให้กรรมกร
กลายเปน็ พวก “งงั่ ” (Idiocy) และ “ปญั ญาอ่อน” (Cretinism) 6
หน้า 196
ลัทธิสงั คมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหนุ
มาร์กซ์เช่อื วา่ แรงงานในระบอบนายทุนน้ันเป็นแรงงานที่มีแต่ความ
ปวดร้าว เต็มไปด้วยการเสียสละและถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ทุกข์ทรมาน ใน
สังคมนายทุนน้ันจึงไม่มีใครอยากจะทํางานเลยถ้าไม่ถูกบังคับ สิ่งท่ีมาบังคับ
ให้กรรมกรต้องเสยี สละครง้ั นีม้ ิใชอ่ นื่ ใด ความหิวน่ันเอง
นอกจากน้ี มาร์กซ์ยังช้ีให้เห็นอีกว่าแรงงานในสังคมนายทุนนั้นได้
กลับกลายมาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของบุคคลที่ไม่ใช่เป็นกรรมกรไป โดย
มาร์กซ์ได้กล่าวไว้ว่า “ลักษณะภายนอกของแรงงานสําหรับกรรมกรแล้ว
ขอ้ เท็จจริงได้ชี้บง่ ใหเ้ ห็นวา่ แรงงานไม่ได้เปน็ ของพวกเขา แต่เป็นของคนอ่ืน”7
และกจิ กรรมของเขาเองกลายเป็นกิจกรรมที่ไม่เสรีสําหรับเขา ฉะนั้น เขาจึง
กระทําไปเสมอื นกิจกรรมทท่ี หารทาํ คืออยู่ใต้การควบคุมและการบังคับของ
ผู้อื่น”8
ลกั ษณะนี้มาร์กซ์ถือว่าเป็นการลดค่าของความเป็นมนุษย์ลงไปเท่า
เทียมกบั สตั ว์ คือมนุษยไ์ ม่มอี สิ รภาพที่จะกระทําการใดนอกจากจะทําหน้าที่
ทเี่ หมือนกับสตั วท์ วั่ ไปทําคอื กิน นอน สืบพนั ธุ์ เท่าน้ัน
หน้า 197
ลัทธสิ ังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พุทธหุน
ประการที่สอง ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกรกับผลผลิตท่ี
กรรมกรผลิตขนึ้ มา มารก์ ซ์อ้างว่าผลผลิตเปน็ ผลรวมของกิจกรรมในการผลิต
เป็นแรงงานที่ผนึกอยู่ในวัตถุ เม่ือมนุษย์มีความรู้สึกแปลกแยกในกิจกรรม
การผลิตแล้วกจ็ ะมคี วามรู้สึกแปลกแยกในผลผลิตของแรงงานของตนเองด้วย
น่ันคือกรรมกรในสังคมทุนนิยมไม่เพียงแต่รู้ว่าแรงงานของพวกเขากลับ
กลายเป็นวัตถทุ อี่ ยู่นอกเหนือภาวะที่เขาจะรู้ไดแ้ ลว้ ยงั กลับกลายเป็นอํานาจ
อย่างหนึง่ ทตี่ อ่ ตา้ นเขาเองดว้ ย
กรรมกรรู้สึกแปลก แยกในผลผลิตจากแรงงานของเขาเอง ในแง่
ท่ีว่า เขาไม่สามารถนําเอาผลผลิตมาใช้เพื่อการอยู่รอดและเพื่อการกระทํา
กจิ กรรมในการผลิตอ่นื ๆ ได้ ย่งิ กรรมกรผลิตไดม้ ากเพิม่ ขนึ้ เท่าไร เขากย็ ิ่งจะ
มีกนิ นอ้ ยลง ทั้งนีเ้ พราะผลผลติ ท่ีเขาผลิตไดห้ าไดเ้ ปน็ ของพวกเขาไม่ แต่จะ
กลับไปตกอยใู่ นมอื ของนายทนุ
และในกระบวนการผลินน้ัน มารก์ ซอ์ า้ งว่ามนษุ ย์ได้ทุ่มเทชวี ิตจติ ใจ
ลงในวตั ถุดว้ ย ในสงั คมนายทุนน้ัน อาจจะกล่าวได้ว่า ชีวิตจิตใจของมนุษย์
หาได้มีอยู่ในตัวของพวกเขาเองไม่ แต่จะไปอยู่ในผลผลิตซ่ึงถ้าพวกเขายิ่ง
กระทําการผลิตมากข้ึนเท่าไร เขาก็ย่อมที่จะมีชีวิตจิตใจท่ีเป็นของตนเอง
หน้า 198
ลทั ธิสงั คมนิยม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหุน
น้อยลงเท่าน้ัน ท้ังน้ี มาร์กซ์ได้กล่าวไว้ว่าเป็นผลมาจากภาพลวงตาที่สังคม
นายทนุ สร้างข้ึนมาโดยการอ้างว่าวัตถุเป็นองค์อินทรีย์หรือเป็นหน่วยชีวิต มี
อํานาจและมีความต้องการในตัวมันเอง นอกจากน้ีพวกนายทุนมักมองว่า
“ทุนเปน็ ตวั ทม่ี ีภาวะอิสระและมลี ักษณะของปัจเจก (Individuality) ในขณะ
ท่ีบคุ คลที่มีชีวิตจิตใจน้ันต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอ่ืนและยังขาดลักษณะท่ีเป็นปัจเจก
ด้วย”9
ประการที่สาม ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกรกับเพื่อน
มนุษย์ด้วยกัน คําว่าเพ่ือนมนุษย์ด้วยกัน (Fellow men) ในท่ีน้ีมาร์กซ์
หมายถึงนายทุนเป็นประเด็นสําคัญ เน่ืองจากกรรมกรเกิดความรู้สึกแปลก
แยกในกิจกรรมการผลิต ตลอดจนในผลผลิตท่ีพวกเขาผลิตข้ึนมาจาก
แรงงานของเขา ผลผลติ เหล่านกี้ บั กลายเปน็ วัตถทุ มี่ อี าํ นาจอยู่นอกเหนือจาก
อิทธิพลของเขา และที่สําคัญผลผลิตนี้ไม่ได้เป็นของพวกเขา แต่เป็นของ
บุคคลอื่นที่มีอํานาจ ไม่มีความเป็นมิตรและมีความอิสระไม่เหมือนพวกเขา
บุคคลน้ันก็คือนายทุน และจากสายตา ของกรรมกรแล้ว พวกเขาจะมอง
นายทุนไปในแง่เดียวกันหมด กล่าวคือมองว่านายทุนเป็นพวกท่ีเห็นแก่
ตัวอย่างร้ายกาจและจะพยายามทุกวิถีทางท่ีเปิดให้ในการฉกประโยชน์จาก
หน้า 199
ลัทธิสังคมนิยม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ
กรรมกร เราจึงเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกรกับนายทุนจะมี
ทิศทางที่สวนทางกันอยู่และจะอยู่ในลักษณะท่ีขัดแย้งกันในรูปของการเป็น
ปฏิปักษ์ตอ่ กันอย่างแจม่ ชดั
ประการสดุ ท้าย วา่ ดว้ ยความสมั พันธ์ระหว่างกรรมกรกับชาติพันธ์ุ
มนุษย์ด้วยกัน (Human Species) ซ่ึงเป็นความสัมพันธ์ท่ีผิดแผกไปจาก
ความสัมพันธ์ในสามประการแรกที่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกรกับ
กิจกรรมการผลิต ผลผลิตและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอันหมายถึงกลุ่มนายทุน
น้ัน เป็นความสัมพันธ์ท่ีสามารถมองเห็นได้ชัด ส่วนความสัมพันธ์ระหว่าง
กรรมกรกับมนุษย์ด้วยกันนี้ จะต้องใช้มนุษย์ท่ีเป็นจริง มีชีวิตจิตใจมาเป็น
มาตรฐานในการวัดวา่ เขาเป็นมนษุ ย์เหมือนกันหรือเป็นสัตว์กันแน่
จากการเปรียบเทียบมนุษย์กับสัตว์เพื่อท่ีจะหาว่าการที่คนเกิด
ความรู้สึกแปลกแยกน้ัน เขาได้สูญเสียอะไรไปบ้าง มาร์กซ์ได้เขียนไว้ว่า
“สิง่ ทก่ี รรมกรมภี าษหี รอื ไดเ้ ปรียบกว่าสัตวไ์ ด้กลบั กลายเปน็ สิง่ เสยี เปรียบ คือ
รูปอนิ ทรยี แ์ ละสภาพธรรมชาติของเขาถูก (นายทนุ ) ยดึ เอาไปเสีย”10
หน้า 200
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหนุ
ในสภาพธรรมชาติน้ัน สัตว์สามารถท่ีจะหาในส่ิงท่ีมันต้องการได้
จากปาุ เขาลาํ เนาไพร หรือจากส่งิ แวดลอ้ มทอ่ี ยู่รอบตวั มัน แต่มนุษย์กลับถูก
จํากัดให้ใช้วัตถุหรือส่ิงของเฉพาะที่เจ้าของเขาอนุญาตเท่าน้ันและโดยปกติ
แล้วจะได้น้อยกว่าท่ีเขาต้องการเสียอีก ด้วยเหตุน้ีมาร์กซ์จึงได้สรุปว่าใน
สภาวะท่ีเกิดความรู้สึกแปลกแยกขึ้น กรรมกรในสังคมนายทุนเหล่านั้นจะ
เกิดความสับสนในความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเอง ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการลด
ค่าของความเป็นมนุษย์ของคนนนั่ เอง
มาร์กซ์ใหค้ วามสําคัญกับกิจกรรมการผลิตของมนุษย์มาก ดังที่เขา
ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตการผลิตก็คือชีวิตของความเป็นมนุษย์”11 กิจกรรม
ในการผลิตน้ีถือเ ป็นช่องทางท่ีสําคัญย่ิงที่บุคคลจะแส ดงออกและ พัฒนา
ตนเอง กิจกรรมในการผลิตของคนนี้จะแตกต่างจากกิจกรรมของสัตว์ใน
หลายแง่หลายมุมด้วยกนั ท่ีสาํ คญั ทส่ี ุดคือกิจกรรมของมนุษย์ทําไปเพอื่ ชีวิตท่ี
ดีและมีความหมาย ส่วนกิจกรรมของสัตว์นั้นกระทําไปส่วนใหญ่ก็เพื่อท่ีจะ
สนองความต้องการเฉพาะหน้าเช่นความหิวเท่านั้น ซ่ึงในสับคมนายทุนน้ัน
มาร์กซ์ ได้วิเคราะหว์ ่าเป็นสังคมทีไ่ ดเ้ ปลีย่ นให้งานกลบั กลายเปน็ ชอ่ งทางทที่ ํา
หนา้ 201
ลัทธิสังคมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ
ใหค้ นเพียงแตอ่ ยรู่ อดมากกว่าท่ีจะทําให้คนมีชีวิตอยู่เพื่อท่ีจะทํากิจกรรมใดๆ
เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมโดยส่วนรวม นั่นก็คือ ทําให้ชีวิตในตัวของ
มันเองซึ่งมีความหมายมากกลับกลายมาเป็นเสมือนเครื่องมือของชีวิตอีกที
หน่ึงเท่าน้นั
การท่ีคนในสังคมนายทุนเกิดความรู้สึกแปลกแยกน้ีเอง เราจึงอาจ
มองไดอ้ ีกทรรศนะหนงึ่ วา่ สงั คมนายทนุ เป็นสาเหตพุ ืน้ ฐานทีท่ าํ ให้กรรมกรต้อง
พิการท้ังทางร่างกาย และจิตใจ พวกนี้ต้องมายืนเรียงแถวเข้าคิวกันทํางาน
อยา่ งเดยี วกนั วนั แล้ววนั เล่า สภาพอันเลวร้ายของการทาํ งานในระบบนายทนุ
นี้เองทําให้ค่าของความเป็นคนลดลงเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นคนท่ีสมบูรณ์
และเป็นคนท่ีพัฒนาอย่างเต็มที่ ความรู้สึกแปลกแยกตามทรรศนะของ
มาร์กซ์ น้ันจึงเป็นเสมือนโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ และก็หาได้เป็นโรคที่เพ่ิง
ค้นพบใหม่แต่ประการใด แต่เป็นโรคท่ีเก่าแก่ กล่าวได้ว่าเกิดขึ้นมาในโลก
พรอ้ มๆ กับการเกิดของการแบ่งงานในรูปของ (Divisions of Labour) เป็น
โรคระบาดกันมากที่สุดในชนช้ันกรรมกรซึ่งทุกคนต้องเดือดร้อนกันโดยทั่ว
หน้า แต่โรคน้ีก็สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ถ้าคนสามารถท่ีจะเอาชนะ
ความรสู้ กึ แปลกแยกนีไ้ ด้ มาร์กซ์อา้ งว่ายาหมอ้ ใหญ่ท่ีสามารถที่รักษาโรคนี้ได้
หนา้ 202
ลทั ธิสงั คมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหุน
ก็คือลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง ชุมชนคอมมิวนิสต์ในทรรศนะของมาร์กซ์ก็คือ
ชุมชนทีค่ นกลับกลายเปน็ ผสู้ ร้างประวตั ศิ าสตรอ์ ย่างมสี ตสิ มั ปชัญญะ เป็นคน
ที่เป็นนายของตนเองหรือเป็นคนที่สามารถตระหนักในเสรีภาพท่ีแท้จริงได้
นัน่ เอง
มาร์กซ์ยังได้วิเคราะห์ตัณหาหรือความต้องการท่ีไม่รู้จักจบส้ินของ
คนในสังคมนายทุนอันจะเป็นตัวนําไปสู่ความอ่อนแอและล้มเหลวของระบบ
ไว้วา่ คนในสงั คมนายทุนจะเพ่ิมความคาดหวังในความต้องการใหม่ๆ ข้ึนมา
เร่ือยๆ และส่ิงนี้จะเป็นตัวที่ทําให้คนต้องเสียสละและต้องขึ้นอยู่กับส่ิงใหม่ๆ
อยู่เรื่อยๆ เพือ่ ท่จี ะสรา้ งความพึงพอใจให้กบั เขา ดังนน้ั เม่ือมีผลผลิตมีมากขนึ้
ความรสู้ กึ แปลกแยกของคนก็จะทวีเพมิ่ ขึน้ คนกจ็ ะดอ้ ยในความรู้สึกของความ
เป็นคน กล่าวคือคนจะเพมิ่ ความอยากได้เงนิ ตราเพือ่ ที่จะนํามาซ้ือและเพื่อที่
เป็นเจา้ ของสิ่งทไ่ี ม่ได้เปน็ มิตรกบั ตวั ของเขาเอง ซาํ้ ร้ายยังเป็นจุดอ่อนท่ีจะให้
นายทนุ เข้ามาแสวงหาประโยชน์และขดู รีดพวกตนอีกด้วย
ลักษณะที่คนเกิดความรูส้ กึ แปลกแยกในความต้องการที่แท้จริงของ
เขานี้ มาร์กซ์อ้างว่า “เป็นลักษณะของสิ่งมีชีวิตท่ีมีจิตใจและร่างกายท่ีด้อย
กว่ามนษุ ย์ คือเปน็ สินคา้ ทมี่ ีสัมปชญั ญะและมกี จิ กรรมในตวั ของมันเอง”12
หน้า 203
ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ
ความรู้สึกแปลกแยกที่เป็นเสมอื นอาการปุวย ไม่รู้จักตัวของตัวเอง
นี้อาจเปรียบได้กับลักษณะพยาธิวิทยาทางจิต (Psychopathology) ของ
คนในสังคมของเราปัจจุบัน แต่จะอยู่ในรูปที่มีความรุนแรงน้อยกว่าโรคจิต
เล็กน้อย ตัวอย่างของความรู้สึกแปลกแยกที่พบกันบ่อยๆ ในหนุ่มสาวก็คือ
เรื่องของความรัก สมมติว่าหนุ่มน้อยนายหน่ึงเกิดตกหลุมรักสาวข้างบ้านท่ี
สบตากันบ่อยครั้ง ในระยะแรกๆ สาวก็มีทีท่าว่าจะรักตอบ แต่ต่อมาเธอก็
ทอดทิง้ ใหห้ นมุ่ นอ้ ยของเราต้องอกหักอยู่แต่เดียวดาย หนุ่มน้อยจึงต้องตกอยู่
ในภาวะที่ถกู บีบคัน้ ทางจติ ใจอย่างหนักจนเกอื บจะฆา่ ตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป
ทั้งน้ีเพราะเขาคิดว่าชีวิตน้ีช่างหมดความหมายเสียจริงหนอ จาก
ประสบการณท์ ี่เกิดขึ้นน้นั เขาเช่ือว่าเขาได้ประสบการณเ์ ป็นครง้ั แรกวา่ ความ
รักท่แี ทจ้ ริงคอื อะไร และเขาเชื่อว่าเขาจะมีความสุขและความรักได้ก็เฉพาะ
จากสาวข้างบ้านคนนี้คนเดียวเท่านั้น ซ่ึงถ้าเธอท้ิงเขาไป เขาจะไม่พบหญิง
อ่ืนท่ีสนองตอบต่ออารมณ์เช่นนี้ของเขาได้อีก ดังนั้นการที่เธอจากเขาไป
เขาก็จะไมพ่ บหญิงอื่นทเ่ี หมาะสมและและเขาจะรสู้ กึ วา่ เขาสญู เสยี โอกาสทีจ่ ะ
รกั เม่อื เปน็ เช่นนั้น เขากค็ วรท่จี ะตายเสียดีกว่าอยู่
หน้า 204
ลทั ธสิ งั คมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหุน
ซึง่ ถา้ เราไปถามหนุ่มนอ้ ยผถู้ กู หักอกคนนี้ถึงความรู้สึกต่างๆ ที่เขามี
อยู่ คําตอบหนึ่งท่เี ราพงึ จะไดร้ ับกค็ อื เขารู้สึกอ้างว้างว่างเปล่า กล่าวคือเขา
ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในหัวใจของเขาอีกแล้ว ท้ังน้ีก็เพราะเขาได้ทุ่มเทหัวใจท่ี
เปี่ยมไปด้วยความรักให้กับสาวคนน้ันไปหมดแล้ว ทั้งส่ีห้องท่ีพึงจะมี นั่นก็
คือความร้สู ึกแปลกแยก กลา่ วคือเขาไปตกอยู่ภายใตภ้ าพลว่ งตาแหง่ ความรัก
โดยท่ีเขาไปทําให้หญิงคนที่เขารักเป็นเสมือนรูปบูชา เป็นเทพเจ้าแห่งความ
รัก หลงเชอ่ื วา่ เขาไปอยู่กับเธอแลว้ เขาจะได้ความรักท่ีแทจ้ รงิ
ความรูส้ ึกแปลกแยกอกี ลักษณะหน่งึ คือความแปลกแยกในความคิด
กล่าวคือเรามกั จะเช่ือว่ามีส่ิงอ่ืนท่ีจะมากระตุ้นให้เราเกิดความคิด บ้างก็เชื่อ
ว่าความคิดของเราเกิดจากมันสมองท่ีอิสระของเราเอง แต่แท้ที่จริงแล้วน้ัน
หาได้เป็นที่เราได้คิดไว้ไม่ เรากลับเอาสมองของเราไปผูกติดอยู่กับรูปแบบ
ต่างๆ ของมติมหาชนเช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โดยท่ีเราเชื่อว่าการท่ี
สิ่งเหล่าน้ีได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกไปน้ันเป็นความคิดเห็นของเราด้วย
แต่ท่ีจริงแล้ว เรากลับไปยอมรับเอาความคิดเห็นของพวกนั้นมาเป็นความ
คิดเห็นของเราเองต่างหาก ทั้งน้ีเพราะเราได้เลือกและทําให้พวกน้ันเป็น
เสมือนรูปบูชาและถือว่าเป็นพระเจ้าแห่งความรู้และปัญญาท้ังปวงของเรา
หนา้ 205
ลัทธิสังคมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหุน
ดว้ ยเหตุนค้ี นเรา อาจพูดได้ว่ายงั ตกอย่ใู นสภาพทเี่ รียกว่า “ทาส” ท้ังน้ีทั้งน้ัน
ก็เพราะเราไปฝากสมองของเรา ฝากความคิดเห็นของเราไว้กับส่ิงอื่นๆนั่นเอง
เราจงึ เห็นได้ว่าไม่เพียงแตว่ ่าความรสู้ กึ ในรปู แบบตา่ งๆ จะถกู บบี คน้ั
เท่านั้นท่ีเรียกได้ว่าเป็นความรู้สึกแปลกแยก แต่การขาดความเป็นอิสระ
กล่าวคือต้องพงึ่ อาศัยสง่ิ อ่ืนท่ีนอกเหนือตัวเราเอง ตลอดจนการบูชารูปธรรม
ก็นับได้ว่าเป็นการแสดงออก ซ่ึงความรู้สึกแปลกแยก นอกจากน้ี
ปรากฏการณ์ที่คนเราไม่สามารถเข้าใจในเอกลักษณ์หรือรู้จักตนเองอันเป็น
ปรากฏที่คนเราไม่สามารถเข้าใจในเอกลักษณ์หรือรู้จักตนเองอันเป็น
ปรากฏการณ์ท่ีสําคัญยิ่งท่ีเชิงจิตวิทยาน้ันก็ถือได้ว่าเป็นผลมาจากความรู้สึก
แปลกแยกด้วย
นอกจากน้ีในความหมายอย่างกว้างขวางน้ัน โรคจิตทุกชนิดก็อาจ
กลา่ วไดว้ า่ เปน็ ผลมาจากความรสู้ กึ แปลกแยก ท้งั นเ้ี พราะโรคจิตจะมีลกั ษณะ
ทวี่ ่า ความรสู้ ึกโลภะ โมหะ และโทสะจะเกดิ เป็นลักษณะท่เี ด่นข้นึ มาและใน
ท่ีสุดก็จะแยกตัวออกจากบุคคลภาพรวมของเราจนสามารถเข้าครอบ ครอง
ร่างกายของเราได้ท้ังหมด นั่นก็คือตัวเราจะถูกส่วนหนึ่งของความต้องการ
หนา้ 206
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหนุ
ทั้งหมดเข้ายึดครอง ซํ้าเราต้องถ่ายเทสิ่งท่ีเรามีเหลืออยู่ไปให้กับความ
ต้องการส่วนนน้ั ด้วย ดังนนั้ เราจะอ่อนแอลงในขณะทม่ี นั จะเข้มแข็งข้ึน จึง
กล่าวได้ว่า เราจะมีความรู้สึกแปลกแยกในตนเอง ทั้งนี้ก็เพราะเราได้กลับ
กลายเป็นทาสของส่วนหนึ่งของเราเท่านน้ั
จากภาวะของความรสู้ ึกแปลกแยกซึ่งเปน็ เสมอื นความปุวยไข้ที่แฝง
อยใู่ นตัวมนุษยใ์ นสงั คม นายทุนน้ัน จึงนับว่าเป็นสาเหตุประการสําคัญท่ีทํา
ให้สุขภาพท้ังทางร่างกายและจิตใจของคนต้องพิการหรือไม่ก็เส่ือมโทรมลง
กล่าวคือ คือไร้อิสรภาพไม่เป็นตัวของตัวเอง เฉื่อยชาและไม่เป็นผู้ที่จะ
กอ่ ให้เกดิ ผลผลิตทด่ี ีได้
ฉะนั้น ตามทรรศนะของมารก์ ซน์ ้นั คนที่นบั ได้วา่ เป็นผู้ที่มีสุขภาพ
ท้ังกายและใจดีเยี่ยมก็คือคนท่ีมีอิสระเสรีเหนืออื่นใดและมีกิจกรรมที่อยู่ใน
ลักษณะท่ีเรียกว่า “การสร้างตนเอง” ด้วย มาร์กซ์ได้เขียนไว้ว่า “มนุษย์ไม่
อาจท่ีจะถือไดว้ ่าตนเองเปน็ อิสระชน ถา้ เขาไม่ได้เป็นนายของตนเอง และเขา
จะเป็นนายของตนเองได้ตอ่ เมื่อเขาเป็นหนี้ชีวิตต่อตัวของเขาเองเท่านั้น...”13
ซ่ึงคําว่าเสรีภาพน้ัน มาร์กซ์ไม่ได้หมายความแต่เฉพาะในเชิงเศรษฐกิจและ
หนา้ 207
ลัทธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พุทธหนุ
การเมืองเท่านั้นแต่ยังหมายถึงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาท่ีคนสามารถ
ตระหนกั ในความเป็นตัวของตัวเองอีกดว้ ย
เราจึงอาจสรุปได้ว่า มาร์กซ์ต้องการที่จะให้ความหวังของเขา
ปลดปล่อยมนษุ ยใ์ ห้หลดุ พ้นจากโซ่ตรวนแห่งสภาพทีเ่ รยี กว่าไรอ้ สิ รภาพ จาก
สภาพของความเป็นทาสอันเนื่องมาจากความรู้สึกแปลกแยกให้มนุษย์เป็น
นายของตนเอย่างแท้จริง มาร์กซ์เช่ือว่าสาเหตุที่มนุษย์ตกอยู่ในภาพเช่นนี้
เพราะพวกเขาตกอยู่ในสภาพของภาพลวงตาท่ีคนส่วนน้อยสร้างข้ึนเป็นฉาก
กําบัง เป็นภาพท่ีบิดเบือนจากความจริงและเป็นผลให้คนอ่อนแอ ฉะนั้น
สิ่งท่ีสามารถที่จะช่วยให้คนหลุดพ้นจากสภาพท่ีเลวร้ายน้ีได้ก็คือความจริง
เทา่ น้นั และเมือ่ มนษุ ยพ์ บความจริงกจ็ ะสามารถมองเห็นภาพที่แท้จริงท่ีแฝง
อยู่เบื้องหลังของภาพลวงตาเหล่าน้ันได้ และเมื่อน้ันมนุษย์ก็จะสามารถเป็น
อิสระและมีเสรีได้อยา่ งเต็มท่ี
ความจริงท่ีมาร์กซ์อ้างถึงน้ี มนุษย์สามารถท่ีจะพบได้ก็ต่อเม่ือ
สังคมได้ก้าวไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์เท่านั้น กล่าวคือมนุษย์จะมีความเป็น
อิสระ เป็นผูท้ ่ีมคี วามกระตอื รอื รน้ ที่จะกระทํากิจกรรมในการผลิตด้วยความ
สมัครใจและจะเป็นนายของตนเองโดยสมบูรณ์ ดังน้ัน ลัทธิคอมมิวนิสต์ตาม
หน้า 208
ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหุน
ทรรศนะของมาร์กก็คือ “การกําจัดทรัพย์สินเอกชน (Private Property)
และความรู้สึกแปลกแยกในตัวมนุษย์เอง ดังน้ันจึงเป็นความเหมาสม
กลมกลืนอย่างแท้จริงของธรรมชาติของมนุษย์ จึงเป็นการทําให้มนุษย์คืนสู่
สังคม น่ันกค็ อื การเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง... ลัทธิคอมมิวนิสต์จึงเป็นข้อสรุป
ที่แท้จริงของข้อขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและระหว่างมนุษย์กับ
มนษุ ย”์ 14
คําว่า “ทรัพย์สินเอกชน (Private Property)” ที่มาร์กซ์อ้างถึง
นั้น มาร์กซ์ไม่ได้หมายถึง “ทรัพย์สินส่วนบุคคล (Personal Property)”
เช่นโต๊ะ เก้าอี้ ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า ฯลฯ แต่อย่างใด แต่มาร์กซ์หมายถึง
ทรัพย์สินแห่งชนช้ัน หรือทรัพย์สินท่ีได้มาจากการฉกประโยชน์ของพวก
นายทุน ซึ่งเป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตสามารถว่าจ้างกรรมกรซึ่งอยู่ใน
ชนชั้นที่ไม่เป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตและปราศจากทรัพย์สินให้ทํางาน
ให้กับตน หรือท่ีมาร์กซ์ใช้คําพูดว่า กรรมาชีพสร้างปราสาทให้กับนายทุน
นั่นเอง จึงสรุปได้ว่าคําว่า “ทรัพย์สินเอกชน” ตามทรรศนะของมาร์กซ์นั้น
จึงมคี วามหมายในทางสังคมและประวัติศาสตร์อยูเ่ บื้องหลังดว้ ย
หน้า 209
ลทั ธิสงั คมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ
จากเนื้อหาสาระของทฤษฎีของลัทธิมาร์กซ์ เราจะพบว่าเป็นทั้ง
แนวความคิดที่รุนแรงและมีลักษณะมนุษยชนอยู่ในตัว ท่ีว่าก้าวร้าวก็คือ
ลัทธินี้ต้องการแก้ไขปัญหาที่รากฐานของมนุษย์ ท่ีว่าเป็นมนุษยชนก็คือ
มาร์กซ์เชื่อว่ามนุษย์เป็นมาตรฐานวัดในทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากนี้มาร์กซ์ยัง
พยายามที่จะปลดปล่อยมนุษย์จากเง่ือนไขในทางเศรษฐกิจท่ีคอยเป็นตัวถ่วง
ไมใ่ หม้ นุษย์ไดพ้ ฒั นาก้าวหน้าอยา่ งเต็มทีไ่ ด้
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมโลกได้พัฒนาไป นายทุนก็หาได้
ประสบกับความหายนะตามที่มาร์กซ์ได้ทํานายไว้ไม่ ท้ังน้ีเนื่องมาจากความ
เจรญิ ทางเทคโนโลยแี ละระบบการจัดองค์การท่ีดีของฝุายนายทุน อันเป็นผล
ให้กรรมกรไดร้ ับผลประโยชน์จากการนี้ด้วยซ่ึงแน่นอนที่สุดผลพวงของความ
กินดีอยู่ดีขึ้นของกรรมกรในสังคมนายทุนส่วนหน่ึงมาจากเลือดเนื้อและ
แรงงานของชาวอาณานิคมท่ีถูกขูดรีด และส่วนหน่ึงมาจากการต่อสู้ของ
พรรคสงั คมนยิ มและสหภาพแรงงานด้วย
เน่ืองมาจากปัจจัยหลายประการ จากสภาพของสังคมนายทุนได้มี
อทิ ธิพลต่อ กรรมกรมากเพิ่มขึ้นทุกวัน ผลก็คือกรรมกรตลอดจนผู้นําสหภาพ
แรงงานต่างๆ ถูกระบบนายทุนครอบ และมักจะหันเหในหลักการไปเข้ากับ
หน้า 210
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหนุ
นายทุน ผลที่ตามมาก็คือพวกน้ีพยายามที่จะตีความหมายของสังคมนิยมไป
โดยใช้หลักการของพวกนายทุนเป็นมาตรฐาน กล่าวคือ ลัทธิมาร์กซ์นั้นมี
ความต้ังใจท่ีจะให้สังคมมนุษยชนบังเกิดข้ึนโดยวิวัฒนาการต่อเน่ืองมาจาก
การสลาย
ตัวหรือความหายนะของสังคมนายทุน แต่นักสังคมนิยมส่วนมาก
ในปัจจุบันมักจะมองสังคมนิยมว่าเป็นกระบวนการที่จะปรับปรุงสภาพทาง
เศรษฐกจิ และสังคมการเมอื งภายในสังคมนายทนุ คือถอื ว่าการนําเอาปัจจัย
ในการผลิตมาเป็นส่วนรวมบวกกับหลักการของรัฐสวัสดิการก็เป็นการ
เพยี งพอแล้วที่จะเรยี กสงั คมทีม่ ลี ักษณะเชน่ น้นั ว่าเป็นสงั คมนยิ ม
อย่างไรก็ตาม แม้ลัทธิมาร์กซ์จะถูกนักเล็งผลปฏิบัติพยายามที่จะ
เปลี่ยนแปลงเพ่ือท่ีจะนํามาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ในสังคมใดๆ แต่
หลักการของลัทธิมาร์กซ์ที่มาร์กซ์และเฮงเกลส์ได้เขียนขึ้นมาในหนังสือ
“The Communist Manifesto” เมอ่ื ปี 1848 กย็ งั คงเปน็ ท่ยี อมรับของชาว
สังคมนิยมโดยทั่วไป แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปกว่าศตวรรษแล้วก็ตาม
นอกจากน้ี ในสังคมนายทุนเองก็ยอมรับโดยดุษฎีว่าลัทธิมาร์กซ์มีอิทธิพลมาก
อยา่ งน้อยก็ช่วยกรรมกรไม่ให้ถูกขูดรีดอย่างทารุณ เพราะถ้านายทุนกระทํา
หนา้ 211
ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหุน
การขูดรีดมาก ไม่แน่ว่าเหตุการณ์ที่มาร์กซ์ทํานายไว้อาจจะเกิดขึ้น และถ้า
เกิดข้ึนจริง นายทุนก็ต้องประสบกับความหายนะอย่างแน่นอน ฉะน้ัน
นายทนุ จงึ ไมก่ ลา้ ที่จะเส่ียง การผ่อนปรนจงึ เกดิ ขึน้
เราจึงอาจจะสรุปได้ว่าเน้ือหาสาระโดยแท้จริงของลัทธิมาร์กซ์นั้น
แม้ว่าจะเน้นหนักไปในการวิเคราะห์สภาพของสังคมนายทุนโดยใช้หลักการ
ทางเศรษฐกิจการเมืองเขา้ มาจับ แต่ส่วนลึกของลัทธิน้ีก็คือ ความพยายามท่ี
จะแก้ไขสังคมท่ีเป็นอยู่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น สมาชิกของสังคมก็จะเป็นคนท่ีมี
ประสิทธิภาพมากข้ึน สามารถเป็นนายของตนเอง และท่ีสําคัญที่สุดก็คือ
สุขภาพจิตสมบรู ณ์พร้อมนนั่ เอง
หนา้ 212
ลัทธสิ งั คมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหุน
เชงิ อรรถ
1. Marx, K., Economic & Philosophical Manuscripts, Translated
by T. Bottomore in E. Fromm’s Concept of Man,
Frederik Ungar Publishing Co..N.Y., 1961, p. 139.
2. Marx, K., German Ideology, ed. by R. Rascal International
Publishers Co., Inc., 1961, p. 14.
3. Op.cit., p. 95.
4. Ollman, Bertell, Alienation: Marx’s Conception of Man in
Capitalist Society, (N.Y.: Cambridge University Press,
1975), pp. 131-153.
5. Op.cit., Economic & Philosophical manuscripts, p. 72.
6. Ibid., p. 71.
7. Ibid., p. 73.
8. Ibid., p. 79.
9. Marx, K. & Engels, F., The Communist Manifesto, Moscow,
1969, p. 34.
10. Op. Cit., p. 76.
11. Ibid., p. 75.
12. Ibid., p. 138.
13. Ibid., p. 138.
14. Ibid., p. 127
หน้า 213