ลัทธิสงั คมนยิ ม สิทธิพันธ์ พทุ ธหุน
แก้ไขปัญหาภายในหมู่ประชาชนด้วยกัน น่ันคือ จะเป็นการประนีประนอม
กนั มากกว่าทจี่ ะใชก้ ําลังรุนแรง
ขณะเดียวกัน เหมาได้รับอิทธิพลจากเลนิน ในส่วนที่ว่าด้วย
หลักการประชาธปิ ไตยแบบรวมศูนย์ ซึ่งเลนินนําไปใช้ในการดําเนินการของ
องค์กรนักปฏิวัติอาชีพ หรือพรรคคอมมิวนิสต์ เหมาได้นําเอาหลัก
ประชาธปิ ไตยแบบรวมศนู ยม์ าใช้ในขอบเขตทกี่ ว้างโดยขยายไปท่ัวประเทศ
ทฤษฎีการปฏวิ ัติ
เหมาเป็นนักปฏิวัติที่ยึดม่ันในอุดมการณ์การปฏิวัติโดยใช้กําลัง
รุนแรงตามแบบฉบับของมาร์กซแ์ ละเลนิน ประเด็นนี้เองทีน่ ับได้ว่าเป็นสาเหตุ
ประการหน่ึงที่สร้างความบาดหมางและแตกแยกขึ้นระหว่างจีนกับรัสเซีย
ดังนี้ เพราะเหมาไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายการอยู่ร่วมกันโดยสันติของ
ครุสชอฟ จึงได้ประมาณครุสชอฟอย่างรุนแรงว่าเป็นพวกนอกคอก หรือ
พวกลัทธิแก้ เหมาเชื่อว่าการสร้างสังคมคอมมิวนิสต์น้ันจําเป็นต้องใช้การ
ปฏวิ ตั ิ หรอื ยดึ อํานาจดว้ ยกําลังอาวธุ เปน็ หลัก
หนา้ 144
ลัทธสิ ังคมนิยม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ
ในสาระนพิ นธเ์ รือ่ ง “วา่ ดว้ ยความขดั แยง้ ” ตอนหน่ึง เหมาได้อ้าง
ว่า
“การปฏิวัติและสงครามปฏิวัติในสังคมชนช้ัน เป็นสิ่งท่ีหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ และถ้าปราศจากสงครามนี้ การพัฒนาสังคมและการโค่นล้มชนช้ัน
ผ้ปู กครองปฏกิ ริ ิยาก็สําเร็จไปไม่ได้ ดังน้ันจึงเป็นไปไม่ได้ท่ีประชาชนจะได้มา
ซึ่งอํานาจทางการเมือง”64
สว่ นในสาระนพิ นธ์เร่ือง “ว่าด้วยสงครามยืดเย้ือ” เหมาเน้นให้เห็น
ถงึ ความสาํ คัญของการต่อสูด้ ้วยกาํ ลงั อาวุธว่า “สงครามปฏิวัติ คือยาถอนพิษ
ซ่งึ ไมเ่ พียงแตจ่ ะช่วยแก้พษิ รา้ ยของศัตรูเท่านั้น แต่ยังช่วยขับไล่ส่ิงสกปรกใน
ตัวเราออกมาด้วย สงครามปฏิวัติที่ชอบธรรมทุกแห่งจะก่อให้เกิดพลังอัน
มหาศาล และสามารถเปล่ียนแปลงหลายส่ิงหลายอย่าง หรือช่วยแผ้วทาง
ไปส่กู ารเปล่ียนแปลงได้”65
“การยึดอํานาจด้วยกําลังอาวุธ การยุติประเด็นปัญหาโดยใช้
สงครามเป็นงานหลักและเป็นรูปแบบสูงสุดของการปฏิวัติ หลักการการ
หน้า 145
ลัทธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ
ปฏวิ ัตขิ องมาร์กซ์และเลนินน้ีใช้ได้ดีเป็นสากล ท้ังในจีนและในประเทศอื่นๆ
ทง้ั ปวง”66
“เรามีความเช่ือในเรื่องกําจัดสงคราม เราไม่ต้องการสงคราม แต่
สงครามน้นั จะถูกกาํ จดั ไปไดก้ ็โดยใชส้ งครามเท่าน้นั และในการกําจดั ปนื เรา
จําเป็นต้องใช้ปืน”67
แต่ในการนําเอาวิธีการของการปฏิวัติหรือการใช้กําลังรุนแรงมาใช้
ในจีน เหมาหาได้นําแบบอย่างของรัสเซียมาโดยตรงไม่ เหมาเช่ือว่าความ
สัมฤทธิผลของการปฏิวัติย่อมต้องขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์และสถานการณ์
ทางการเมอื งท่เี กิดข้นึ ในแตล่ ะสังคมดว้ ย
เหมาอ้างว่า สังคมจีนตกอยู่ในยุคศักดินากว่า 3,000 ปี หลัง
สงครามฝิ่นในปี 1840 จีนได้เปล่ียนไปเป็นสังคมกึ่งอาณานิคมกึ่งศักดินา
และปี 1931 ญ่ีปุนบุกจีน เป็นผลให้จีนเปล่ียนไปเป็นสังคมอาณานิคมก่ึง
อาณานิคมและก่ึงศักดินา 68 ฉะน้ัน ความขัดแย้งหลักจึงเกิดขึ้นในสอง
ประการ คือ ระหวา่ งจกั รวรรดินยิ มกับจีนและศกั ดินากับมวลชน เปูาหมาย
ของการปฏิวัติจีนก็คือ การทําลายล้างจักรวรรดินิยมต่างชาติ หรือทําการ
หนา้ 146
ลทั ธิสังคมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหุน
ปฏิวัตแิ ห่งชาติ และทาํ ลายล้างชนชั้นศกั ดินาเจา้ ของท่ดี ิน หรือทําการปฏิวตั ิ
ประชาธปิ ไตยพร้อมๆ กนั ไป ในการนบ้ี รรดานายทนุ อาจเข้ามีส่วนร่วมในการ
ปฏิวตั ปิ ระชาธิปไตย ภายใต้การนําของชนช้ันปฏิวัติด้วย เพราะจุดมุ่งหมาย
ของการปฏวิ ัติซึ่งเหมาเรียกว่าเป็น “การปฏิวตั ิประชาธิปไตยแบบใหม่” น้ียัง
คงไว้ซ่ึงกิจการธุรกิจแบบทุนนิยมอยู่ เหมาเชื่อว่าการปฏิวัติประชาธิปไตย
แบบใหม่เป็นส่วนหนง่ึ ของการปฏิวตั ิสังคมนยิ ม นน่ั คือ สังคมนิยมจะเกิดขึ้น
ไดก้ ต็ ่อเม่ือมีการปฏิวัตปิ ระชาธิปไตยเกิดขึน้ มากอ่ น
กล่าวได้โดยสรุปว่า เหมายังคงยึดแนวการวิเคราะห์วิวัฒนาการ
ของสังคมตามหลักการวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์ แต่เหมาก็ได้
เพิ่มเตมิ ลักษณะของการปฏิวัติประชาธิปไตยหรือการล้มล้างสังคมศักดินาว่า
เป็นการปฏวิ ตั ิเพ่ือกาํ จัดจกั รวรรดินิยม และชนช้ันศักดินาเจ้าของที่ดิน โดย
การนําของชนชั้นปฏิวัติ หรอื ภายใต้การนาํ ของพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ได้เป็น
การปฏิวัติโดยชนชั้นนายทุน แต่ก็ยังคงเปิดโอกาสให้นายทุนเข้ามีส่วนร่วม
เพอื่ ตอ่ ตา้ นจกั รวรรดนิ ิยมและศักดินา ซงึ่ ถือวา่ เป็นศตั รรู ่วมด้วย
หนา้ 147
ลัทธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ
ดังน้ัน หลังจากการปฏิวัติประชาธิปไตยแบบใหม่ผ่านไป สังคม
ใหมท่ เ่ี กดิ ขึ้นจะไม่ใชส่ งั คมทุนนิยมแบบเก่าท่มี ีนายทุนเปน็ ผนู้ ํา แตจ่ ะมีพรรค
คอมมิวนิสต์เป็นผู้นํา อันจะเป็นการเปิดทางไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยมได้
โดยสะดวก 69
ในการทําการปฏิวัติน้ัน เราจะพบว่าเหมาได้ให้ความสําคัญกับ
มวลชน โดยเฉพาะกลมุ่ ชาวนาทยี่ ากจนเป็นอย่างมาก เพราะจีนเปน็ ประเทศ
กสกิ รรมซึ่งประกอบไปดว้ ยชาวนาเปน็ สว่ นใหญ่ เหมาอ้างว่า
“ถ้าปราศจากชนชนั้ ชาวนาท่ียากจนเสียแล้ว จะเป็นไปไม่ได้เลยท่ี
จะนาํ มาซ่งึ สถานการณ์ของการปฏิวตั สิ ชู่ นบทอยา่ งปจั จุบนั หรือทจ่ี ะล้มล้างผู้
มีอทิ ธิพลในท้องถ่ิน และ ทําการปฏวิ ตั ิประชาธปิ ไตยให้บรรลุผลได้ ชาวนาท่ี
ยากจนเป็นกลมุ่ คนทมี่ พี ลังปฏิวัติสูงสุดจะเป็นผู้นําของสมาคมชาวนา การท่ี
ชาวนายากจนเป็นผู้นําของขบวนการ ถือได้ว่าเป็นสิ่งจําเป็นยิ่งถ้าปราศจาก
ชาวนาท่ยี ากจนแล้ว การปฏิวตั ิจะไมเ่ กิดข้ึน 70
อยา่ งไรกต็ าม แม้เหมาจะใหค้ วามสาํ คญั กับมวลชนชาวนา รวมทง้ั
นายทุนด้วย ว่าเป็นพลังหลักของสงครามปฏิวัติของจีน แต่เหมาก็เช่ือว่า
หน้า 148
ลัทธิสงั คมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ
พวกน้ีถูกจํากัดในแง่ของทัศนะทางการเมืองอย่างมาก บางกลุ่มโดยเฉพาะ
พวกทีว่ า่ งงาน ยังมที ศั นะแบบอนาธิปไตยอีกด้วย ฉะนั้น เพ่ือให้การปฏิวัติ
สัมฤทธิผลได้ จําเป็นต้องมีกรรมาชีพและพรรคคอมมิวนิสต์ ซ่ึงเป็นพวกที่
มองการณ์ไกลในทางการเมือง และมกี ารรวมตวั กนั อย่างเหนยี วแนน่ กว่าเป็น
ผู้นํา 71
ทฤษฎสี งครามกองโจร
สงครามกองโจรเป็นยุทธวธิ ีทส่ี าํ คญั ประการหนึ่งทเ่ี หมาไดค้ ิดค้นข้ึน
จากประสบการณ์ของการต่อสู้ เพอ่ื ขับไลญ่ ่ปี นุ ผ้รู ุกรานจีนในขณะนั้น เหมา
อ้างว่า
“สงครามชนิดน้ีไม่ควรท่ีจะนับเป็นสงครามประเภทใหม่ต่างหาก
เพราะเป็นขั้นตอนหน่ึงของสงครามเบ็ดเสร็จ หรือเป็นลักษณะหน่ึงของการ
ตอ่ สเู้ พ่อื ปฏิวัติ อนั เกดิ จากการท่ฝี าุ ยถูกกดขี่ข่มเหง ไมอ่ าจที่จะทนต่อสภาพ
ของความขดั แย้งกับฝุายกดข่ไี ด้อีกต่อไป”72
ในสงครามต่อต้านญี่ปุนน้ัน เหมาได้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงท่ีว่า
ญ่ีปุนได้บุกรุกจีนในขณะที่จีนกําลังอ่อนแอ แต่ญี่ปุนก็เป็นประเทศเล็กๆ มี
ทหารไม่มากนัก แม้จะยึดพื้นที่ได้แต่ก็ขาดกองกําลังท่ีจะคอยรักษาไว้ ส่วน
หนา้ 149
ลทั ธิสังคมนยิ ม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ
จีนเป็นประเทศท่ีกว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรมาก ฉะน้ันลักษณะของ
สงครามต่อต้านจึงเปน็ สงครามแบบยดื เยื้อโดยธรรมชาติ
หลักการในการปฏิบัติการทางทหารท่ีสําคัญประการหนึ่งคือ การ
รักษากําลังของตนและทําลายฝุายตรงข้าม สงครามต่อต้านก็ใช้หลักการอัน
เดียวกันน้ี เหมาอ้างว่าสงครามกองโจรเป็นรปู แบบหนง่ึ ของสงครามตอ่ ตา้ นนี้
และเพ่ือให้เปูาหมายของหลักการสัมฤทธิผลได้ เหมาจึงได้เสนอยุทธวิธีของ
สงครามกองโจร 6 ประการ คอื 73
1. ใช้กําลังขวัญ ความยืดหยุ่น และการวางแผนที่ดีในการ
ปฏบิ ตั กิ ารรุกภายใต้สถานการณข์ องสงครามยดื เยอื้ ที่ตกอยู่ในฝาุ ยรบั และใช้
การตัดสินใจอย่างฉับพลันเป็นเกณฑ์และเป็นการปฏิบัติการในแนวหน้า
ภายในการปฏบิ ตั ิการในแนวหลงั
ในเร่ืองขวัญกําลังใจนั้นเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่ง สําหรับกองทัพ
ญ่ีปุนเองมีจุดอ่อนอยู่ 2 ประการสําคัญ คือ ขาดแคลนกําลังพลและรบใน
ต่างแดน นอกจากนี้ยังคาดการณ์เรื่องความแข็งแกร่งของจีนผิดไป ทั้งยังมี
ความขัดแย้งกันในระหว่างนายทหารด้วยกัน จึงเป็นผลให้กองทัพญี่ปุนขาด
กําลงั ขวญั ทดี่ ี สว่ นจีนได้ใช้นโยบายสงครามจรยุทธ์บุกเข้ารณรงค์ และต่อสู้
หนา้ 150
ลัทธิสังคมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ
ในแนวหน้าอยา่ งได้ผลดี ในขณะเดียวกัน สงครามกองโจรกไ็ ดพ้ ัฒนาไปมาก
ช่วยให้ทหารมีขวญั และกําลังใจดีกว่า การทาํ สงครามกองโจรน้ัน กําลังขวัญ
เป็นสิ่งท่ีสําคัญอย่างยิ่งยวด เพราะหน่วยกองโจรจะปฏิบัติการใน
สภาพแวดลอ้ มที่ยกเข็ญมาก เป็นการรบโดยปราศจากหน่วยหนนุ ปะทะกับ
ข้าศึกษาท่ีมีความแข็งแกร่งกว่า ด้อยประสบการณ์กว่า ฯลฯ แต่กองโจรก็
อาจสร้างขวัญกําลังใจได้จากจุดอ่อนของศัตรู ได้รับการสนับสนุนจาก
ประชาชนจํานวนมหาศาล สามารถท่ีจะปฏบิ ัติการได้คล่องตวั กว่า
ส่ ว น ค ว า ม ยื ด ห ยุ่ น นั้ น ก็ เ ป็ น ส่ิ ง จํ า เ ป็ น ข อ ง ส ง ค ร า ม ก อ ง โ จ ร
ผลสัมฤทธิ์ของสงครามกองโจรอยู่ที่ความสามารถของผู้บังคับบัญชาในการ
สลายกองกําลัง การรวมพล และการสับเปล่ียนตําแหน่ง ดังน้ัน จะต้องมี
การวางแผนที่ดี รู้จักฉกฉวยสถานการณ์ที่ได้เปรียบ จัดเตรียมอาวุธ
ยุทโธปกรณใ์ ห้พร้อม มีการฝกึ ปรอื กําลังพลทง้ั ด้านการเมอื งและการทหาร
นอกจากน้ี เราจะพบว่าสงครามกองโจรน้ันแตกต่างจากสงคราม
แบบธรรมดาไม่มากก็น้อย กองโจรจะใช้การชุ่มโจมตีในการรุกข้าศึก และ
จําเปน็ ต้องมีการตดั สนิ ใจอย่างฉับพลัน ในการปฏิบัติการเป็นส่วนใหญ่ โดย
ลักษณะแล้ว สงครามกองโจรจะอยู่ในรูปของการรุกโจมตี และพร้อมที่จะ
หนา้ 151
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหุน
สลายตัว กระจัดกระจายพล แต่ก็พร้อมท่ีจะรวมพลโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
ทาํ ลายหน่วยขา้ ศกึ ษายอ่ ยๆ 74
2. ประสานงานกับสงครามแบบธรรมดา
การประสานงานระหว่างสงครามกองโจรกับสงครามแบบ
ธรรมดาอาจทาํ ได้ 3 ดา้ นคอื
2.1 ด้านยทุ ธศาสตร์ กองโจรจะช่วยบน่ั ทอนกาํ ลังขา้ ศึก
ตรงึ กาํ ลังขดั ขวางการลําเลยี งพล ให้กาํ ลังขวัญแกก่ องทหารประจําการ และ
ประชาชนทว่ั ประเทศ รวมท้ังชว่ ยรุกยึดพืน้ ท่คี นื ดว้ ย
2.2 ด้านการปฏิบัติการ เช่น ปฏิบัติการประสานกับ
กองทัพประจําการในการทําลายรางรถไฟ ระเบิดสะพาน เพ่ือขัดขวางการ
ปฏิบัตกิ ารของขา้ ศกึ พร้อมทีจ่ ะเข้าโจมตขี ้าศึกทกุ โอกาสทอี่ ํานายให้ ในการ
ประสานการปฏิบัติการผู้บังคับบัญชาของหน่วยกองโจรควรจะมีเคร่ืองมือ
ส่ือสารทดี่ ี จึงจะทําให้การปฏบิ ัติการสมั ฤทธิผลได้
2.3 ด้านการรบ เป็นหน้าท่ีของกองโจรที่จะต้องช่วย
กองทัพประจําการรบ โดยเฉพาะหน่วยกองโจรที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับ
หน้า 152
ลัทธสิ งั คมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ
สนามรบ ซ่ึงกองโจรจะต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามผู้บังคับบัญชาของกองทหาร
ประจาํ การในการประสานการรบด้วย 75
3. การรับและการรกุ เชิงยทุ ธศาสตรใ์ นสงครามกองโจร
3.1 การรับเชงิ ยุทธศาสตร์
ในยามที่ข้าศึกรุกโดยแบ่งกําลังเป็นหลายสายการรับเชิง
ยุทธศาสตร์ของกองโจรก็คือ จะแบ่งหน่วยกองโจรเป็นหลายหน่วย แล้วใช้
หน่ายหลักเข้าซุ่มโจมตีข้าศึกทีละสายในขณะที่กองโจรหน่วยย่อยจะออก
ปฏิบัติการตรึงกําลังข้าศึกสายอื่นๆ ไว้ และขัดขวางการส่งเสบียง ทําลาย
เส้นทางต่างๆ หลังจากได้ชัยชนะข้าศึกสายหน่ึงๆ กองโจรจะเคลื่อนพลเข้า
ซมุ่ โจมตขี า้ ศึกสายอน่ื ๆ ตอ่ ไป
3.2 การรกุ เชิงยทุ ธศาสตร์
หลังจากที่กองโจรเสร็จส้ินภารกิจในการทําลายการรุก
ของฝาุ ยศัตรู และก่อนที่ศัตรูจะรวมตัวเพื่อทําการรุกคร้ังใหญ่น้ัน เป็นช่วงท่ี
ศัตรูอยูใ่ นฐานะการตง้ั รับเชงิ ยุทธศาสตร์ ภารกจิ ของกองโจรในยามนกี้ ค็ ือการ
ทําลายหน่วยข้าศึกขนาดเล็ก ขยายเขตยึดครอง ปลุกระดมมวลชนให้
ต่อต้านญ่ีปุน เสริมกําลังและฝึกปรือกําลังพล และจัดตั้งหน่วยกองโจรใหม่
หนา้ 153
ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหุน
ขึ้นมานั่นคือ กองโจรใช้ช่วงที่ข้าศึกอยู่ในฐานะฝุายรับทางยุทธศาสตร์น้ี
สร้างเสริมความแขง็ แกร่งให้กับกองโจร เพ่ือให้พร้อมท่ีจะทําลายล้างฝุายข้า
ศกึ ษาอกี ครัง้ ในยามทีข่ ้าศกึ ทําการรกุ อีกนั่นเอง 76
4. พัฒนาการจากสงคราม
เน่ืองจากสภาพของสงครามมีลักษณะยืดเยื้อ และโหดเห้ียม
สงครามกองโจรจึงจําเป็นต้องพัฒนาไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ เปลี่ยนจาก
กองโจรไปเป็นทหารประจําการ ซ่ึงในช่วงจะต้องมีการเพ่ิมกําลังพลและ
คุณภาพของอาวุธให้ดีขึ้น ช่วงของการพัฒนาการนี้ อาจพบกับอุปสรรคท่ี
สําคัญคือ ลัทธิท้องถ่ินนิยม สมาชิกกองโจรในท้องถ่ินใดๆ อาจไม่พอใจ
เพราะยังติดอยู่กับท้องถิ่นของตนทางแก้ก็คือจะต้องมีการให้การเรียนรู้ทาง
การเมืองและการจัดองค์กรเพื่อยกระดับความสํานึกและความเข้าใจใน
กลยุทธต่างๆ รวมทั้งกระตุ้นพวกนี้ให้ตระหนักในความจําเป็นที่จะต้อง
ยกระดบั กองโจรเปน็ กองประจําการ มหี นว่ ยงาน วธิ กี ารปฏิบตั กิ าร ระบบส่ง
กําลังบาํ รงุ ที่แนน่ อน การพัฒนาน้ีอาจใช้ระยะเวลานาน ภาระของกองกําลัง
ประจาํ การทส่ี าํ คญั
หนา้ 154
ลัทธสิ งั คมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหนุ
5. สมั พันธภ์ าพในการบังคับบญั ชา
เนอ่ื งจากการปฏิบัติการรบของกองโจรมีลักษณะกระจายกองกําลัง
เป็นหน่วยย่อยๆ การบังคับบัญชากองทหารประจําการ เพราะถ้ามีการรวม
ศูนย์ ผลเสียจะเกิดขึ้น กล่าวคือการปฏิบัติการกองโจรจะขาดความยืดหยุ่น
ทันที แต่กองโจรก็จําเป็นต้องขยายการปฏิบัติการพร้อมๆ กับกองทหาร
ประจําการ การร่วมมือกนั ในการปฏิบัติการ และการบังคับบัญชาจึงเป็นสิ่ง
ท่ีจําเปน็ ยง่ิ
ในเขตอทิ ธิพล หรอื ฐานที่ม่ันของกองโจรน้ัน จะใช้หลักการบังคับ
บัญชาเชิงยทุ ธศาสตร์รวมศูนย์ กลา่ วคอื มีการวางแผน การช้ีนํา แนวทางใน
การประสานกบั กองทหารประจาํ การซ่ึงจะดําเนินการโดยรัฐ ส่วนในสมรภูมิ
การรบน้นั สถานการณ์แปรเปลยี่ นได้เสมอ จึงเป็นไปไดย้ ากที่ผู้บังคับบัญชา
ระดับสูงจะบงการใดๆ ในรายละเอียดได้ ฉะนั้น หลักการบังคับบัญชาใน
สมรภมู ริ บจึงตอ้ งใชห้ ลกั การกระจายอาํ นาจการบังคบั บัญชา 77
อย่างไรก็ตาม ในการทําสงครามต่อต้านญ่ีปุนน้ี เหมาได้ช้ีให้เห็น
ว่า สงครามเต็มรูปแบบหรือสงครามแบบเคล่ือนกําลังพล จะเป็นสงคราม
หนา้ 155
ลัทธสิ งั คมนิยม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ
หรือการรบหลัก ส่วนสงครามกองโจรเป็นสงครามเสริม หรือการรบรอง
นนั่ คือผลของสงครามจะออกมาในรูปใดน้ันขึ้นอยูก่ บั สงครามเตม็ รปู แบบ แต่
ก็ไม่ได้หมายความว่าสงครามกองโจรจะไม่มีบทบาทสําคัญในทางยุทธศาสตร์
ถ้าไม่ได้สงครามกองโจรให้การสนับสนุนในการรบแล้ว อาจจะไม่ชนะ
สงครามกไ็ ด้ 78
หน้า 156
ลทั ธิสงั คมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหนุ
เชิงอรรถ
1. ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ประชาธิปไตย สังคมนิยม คอมมิวนิสต์กับการ
เมอื งไทย, (พิฆเณศ, 2519), หนา้ 140.
2. Baradat, Leon P., Political Ideologies; Their Origins and
Impact, (N.J.: Prentice-Hall., 1975), p. 182.
3. สุนทร สรีไท, พัฒนาการแห่งแนวความคิดสังคมนิยม, เอกสารโรเนียว,
หน้า 36-37.
4. โปรดพิจารณา สิทธิพันธ์ พุทธหุน, “คาร์ล มาร์กซ์” ใน สุขุม นวลสกุล
และคณะ, ทฤษฎีการเมืองแห่งนวสมัย, (มหาวิทยาลัยรามคําแหง,
2523) หน้า106-146.
5. op. cit., p. 149.
6. อ้างแลว้ , ประชาธิปไตย สงั คมนิยม คอมมิวนสิ ตก์ บั การ เมืองไทย, หน้า
139-140.
7. op. cit., p. 154.
8. ดู Harmon, M.J., Political Thought : From Plato to the Present,
(N.Y.: McGraw-Hill, 1964), pp. 394.
9. Andrew Hunt, “The Philosophic and Economic Theories of
Marxist,” in Hendell (ed.), The Soviet Crucible, (N.Y.: Van
Nowtrand, Reinhold Co., 1967), p. 50.
หนา้ 157
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สิทธิพันธ์ พุทธหนุ
10. Duncan, G, Marx and Mill: Two Views of Social Conflict and
Social Harmony, (London: Cambridge University Press,
1973), p. 53.
11. Marx and Engels, “Menifesto of the Communist Party,” in
Op. cit., Handell, p. 32.
12. กุหลาบ สายประดษิ ฐ์, ปรชั ญาของลทั ธมิ าร์กซิสม์. (เจริญวิทย์การพิมพ์,
2517), หน้า 29-30.
13. Op. cit., Duncan, p. 55
14. Op. cit., ชยั อนนั ต์, หน้า 149.
15. ดู Evans, M., Karl Marx, (London: George Allen & Unwin Ltd.,
1975)
16. Op. cit., Harmond, p. 401.
17. Op. cit., Handell, pp. 68.
18. Op. cit., Evans, p. 161.
19. ดู Marx, K., The German Ideology, (London: George Allen &
Unwin Ltd., 1965), pp. 44-45.
20 . Op. cit., Harmon, p. 571.
21. Swearingen, R., The World of Communism, (Boston :
Houghton Mifflin Co., 1962), pp. 14-15.
22. Freud s., “A Brief of Psychological Critique,” in op. cit.,
Hendel, p. 57.
หน้า 158
ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหนุ
23. Mills, C.W., The Marxists, (N.Y.: Dell Publishing Co. Inc., 1962),
p. 104.
24. ดู Johnson, C., Revolutionary Change, (N.Y.: McMilland Co.,
1965).
25. ดู Gurr, T.R., Why Men Rebel, (N.J.: Princeton University Press,
1975).
26. จรูญ สุภาพ, ทฤษฎีการเมอื ง, (ไทยวัฒนาพานชิ , 2514).
27. Op. cit., Harmon, pp. 406-407.
28 ริชาร์ด แอมพายเนนซิ และออสการ์ ซาเรเต, เลนิน, (สุชนการพิมพ์, ไม่
ปรากฏปที ี่พิมพ)์ , หน้า 31.
29. น. ชญานุตม์, วิวฒั นาการของมาร์กซสิ ม์, (เคล็ดไทย, 2516), หนา้ 41.
30. โจเซฟ สตาลิน, รากฐานลัทธิเลนิน, (ศริ ิสารการพมิ พ,์ 2520),หนา้ 3-4.
31. เฮ็ม จัดด์ ฮาร์มอน, ความคิดทางการเมือง จากเปลโต้ถึงปัจจุบัน,เสน่ห์
จามริก แปล, (มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2522), หน้า 525.
32. V .I. Lenin, “Two Tactics of Social Democracy in the
Democratic Revolution,” in Lenin: Selected Works,
(Moscow: Progress Publishers, 1970), P. 489.
33. Ibid., P 530.
34. Op.cit., รากฐานลทั ธิเลนนิ , หน้า 50-51.
35. A.G. Meyer, Leninism, (Mass.: Havard University Press, 1957),
pp. 107-139.
หน้า 159
ลัทธสิ ังคมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหุน
36. ดู V. I. Lenin, รัฐกับการปฏิวัติ, (พัฒนาการพิมพ์, 2519), หน้า 48-
49.
37. Op.cit, รากฐานลทั ธิเลนิน, หนา้ 185.
38. V. I. Lenin, What is to be Done? (N.Y.: International
Publishers, 1937), pp. 31-32.
39. Ibid., pp. 78-79.
40. Op.cit., ววิ ฒั นาการของมาร์กซสิ ม์, หนา้ 47-48.
41. Op.cit., What is to be done? p. 121.
42. Ibid., p. 109.
43. Ibid., p. 120.
44 Op.cit., รากฐานลัทธิเลนนิ , หน้า 186-214.
45. Op. cit., What is to be done?, pp. 134-135.
46. Op.cit., รัฐกบั การปฏิวตั ิ, หน้า 13-14.
47. Ibid., p. 29.
48. V. I. Lenin, Imperialism: The Highest Stage of Capitalism,
(N.Y.: International Publishers, 1939), p. 63.
49. Ibid., p. 9.
50. Op.cit., รากฐานลทั ธเิ ลนิน, หนา้ 6-9.
51. ประวัติของเหมาฉบับภาษาไทย หาอ่านได้จาก เทอด ประชาธรรม,
เหมา เจ๋อ ตุง ผู้นาจีนคนใหม่, (กท., เจริญวิทย์การพิมพ์, 2518), พลศักด์ิ
หน้า 160
ลทั ธิสงั คมนิยม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหนุ
จิรไกรศิริ, ความคิดทางการเมืองสมัยใหม่, คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศรีนครนิ ทรวิโรฒ, 2522)
52. Mao Tse-Tung. “On contradiction”, Selected Works, Vol. 1.
(Peking: Foreign Languages Press, 1969), pp. 313-314.
53. Ibid., p. 337
54. Ibid., p. 332
55. Mao Tse-Tung, On the Correct Handling of Contradictions
Among The People, (Peking: The Foreign Languages
Press, 1967), p. 2.
56. Ibid., p. 3.
57. Op.cit., “On Contradiction”. pp. 321-322.
58. Mao Tse-Tung, “On the People’s Democratic Dictatorship”,
Selected Works, Vol. 4, (Peking: The Foreign Languages
Press, 1967), p. 421
59. Op.cit., “On the Correct Handling of Contradictions among
the People”, pp. 6-7.
60. Mao Tse-Tung, Closing Speech at the Second Session of the
First National Committee of the Chinese People’s
Political Consultative Conference, (Peking: The Foreign
Languages Press, 1967), p. 1.
หน้า 161
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหุน
61. Mao Tse-Tung, “On Coalition Government”, Selected Works,
V. 3, p. 230.
62. Ibid., “Interview with James Bertram”, p, 57
63. Op. cit., “On the Correct Handling of Contradictions among
the People”, pp. 10-11.
64. Op. cit., “On contradiction”, p. 344.
65. Mao Tse-Tung, “On Protracted War”, Selected Works, Vol.2,
p. 131.
66. Ibid., “Problems of War and Strategy”, p. 219
67. Ibid., p. 225.
68. Ibid., “Chinese Revolution and Chinese Communist Party”,
p. 309.
69. Ibid., pp. 330-331.
70. Mao Tse-Tung, “Report on Investigation of Peasant
Movement in Human”, in Selected Works, Vol. I, p. 33.
71. Ibid., “Strategy in China’s Revolutionary War”, p’ 192.
72. Mao Tse-Tung, “What is Guerrilla Warfare?” in Pfaltzagraff,
Jr., ed., Polities and the International System, (N.Y.: J.B.
Lippincott Co., 1969), p. 227.
หน้า 162
ลัทธสิ ังคมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ
73. Problems of Strategy in Guerrilla War against Japan”,
Selected Military Writings, (Peking: Foreign Languages
Press, 1967), p. 156.
74. Ibid., pp. 157 - 165.
75. Ibid., pp. 165 - 167.
76. Ibid., pp. 176 - 180.
77. Ibid., pp. 183 - 185.
78. Ibid., “On Protracted War”, p. 246.
หนา้ 163
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พุทธหุน
ลัทธิแก้ หรือสังคมนยิ มประชาธิปไตย
นับต้ังแต่ คาร์ล มาร์กซ์ ได้เสียชีวิตไปในปี 1883 อุดมการณ์
คอมมิวนิสตข์ องมารก์ ซ์กต็ กทอดสบื ต่อกันมาโดยมีนักคิดหลายคนต่างอ้างตน
เปน็ สาวก นักตีความ และนกั ปฏิบตั เิ พ่ือเจตนจ์ ํานงแห่งอุดมการณน์ ีล้ ลุ ่างไป
อยา่ งมปี ระสิทธิผลอย่างทีม่ าร์กซ์ไดท้ ํานายเอาไว้
แตห่ ากมนี กั ปฏบิ ัติท่านใดไม่ที่สามารถดําเนินตามที่มาร์กซ์ได้สร้าง
ภาพไว้ให้ไม่ น่ันคือไม่เคยมีปรากฏการณ์ใดของการปฏิว้ติในช่วงหลังจากที่
มาร์กซ์เสยี ชีวติ ลง แสดงใหเ้ หน็ ว่าเป็นปรากฎการณ์ปฏวิ ตั ิของมวลชนเพื่อล้ม
ล้างสังคมนายทุนเลยแมแ้ ตน่ ้อย
บางคนอาจจะอ้างว่า การปฏิวัติในรัสเซียเมื่อปลายปี 1917 เป็น
การปฏวิ ัติเพ่ือลม้ ล้างนายทุนตามที่มาร์กซไ์ ดค้ าดการณ์ไว้ และการปฏวิ ตั เิ มอ่ื
ปี 1949 โดย เหมา เซ ตุง โค่นล้มรัฐบาลเจียง ไค เช็ค ได้สําเร็จ และ
นาํ เอาระบอบคอมมวิ นิสตม์ าปกครองประเทศจวบกระทงั่ ปัจจุบันนี้
ข้อแย้งก็คือการปฏิวัติของเลนินเม่ือปี 1917 แม้เลนินจะอ้างว่า
เป็นการปฏิวัติของชนช้ันกรรมาชีพ เพ่ือล้มล้างชนชั้นนายทุนผู้กดข่ีขูดรีดก็
จริงอยู่ แต่ในข้อเท็จจริงนั้น การปฏิวัติครั้งนั้นเป็นเพียงการปฏิวัติแต่เพียง
หน้า 164
ลัทธสิ งั คมนิยม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ
“ในนาม” ของกรรมาชีพเท่านั้น ผู้ท่ีมีบทบาทจริงๆ กลับเป็นชนช้ันนําหรือ
“ปญั ญาชนนกั ปฏวิ ัติ” จํานวนน้อยเท่านนั้ มวลชนหาได้มีบทบาทหรือเข้าไป
มีส่วนร่วมอันเป็นผลเนื่องมาจากความสํานึกในชนนั้นอย่างมีมาร์กซ์ได้กล่าว
ไว้ไม่
นอกจากน้กี ารปฏิวตั ใิ นจีนเม่อื ปี 1949 นนั้ นอกจากจะเกิดข้นึ ใน
สังคมเกษตรกรรม หาใช่อุตสาหกรรมตามความคิดเห็นของมาร์กซ์แล้ว ยัง
เป็นการปฏิวัติของชาวไร่ชาวนาที่มาร์กซ์เคยดูแคลนว่าเป็นพวกที่ไร้ความ
สาํ นึกในทางการเมือง หาใชท่ างปฏวิ ัติของกรรมาชพี ไม่
ในช่วงปลายศตวรรษท่ี 19 น้ัน สหรัฐอเมริกา อังกฤษและ
เยอรมัน ซ่ึงถือได้ว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรมท่ีก้าวหน้ามากที่สุดในโลกแต่
กลับมีพรรคสังคมนิยมที่เล็ก ไม่ได้รับความนิยมเลยและความรู้เรื่องลัทธิ
มาร์กซ์ของคนในประเทศทั้งสามแทบจะไม่มีอยู่เลยในช่วงน้ันสังคมเฟเบียน
ซงึ่ เปน็ ระบบสังคมนิยมในอกี ลกั ษณะหน่งึ ไดอ้ ุบัตขิ ้ึนและเปน็ ทย่ี อมรบั กนั มาก
ในหมู่ชนชั้นกลางอังกฤษ พวกนี้มีแนวความคิดท่ีคล้ายคลึงกับเสรีนิยมแบบ
รุนแรงและตอ่ ต้านปฏิวัตแิ บบหวั ชนฝา
หนา้ 165
ลทั ธิสงั คมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหุน
ส่วนในฝร่ังเศสเอง ขบวนการสังคมนิยมเริ่มปฏิรูปตนเองและมี
ขนาดใหญ่ขึ้น ช่วงก่อนสงครามโลกคร้ังที่ 1 นั้น แนวความคิดของ จาง
จเู รส์ไดร้ บั ความนยิ มมาก
สําหรับในเยอรมันนั้น การปฏิรูปของขบวนการสังคมนิยมในช่วง
ทศวรรษ 1890 นําไปสู่การจัดตั้งพรรคสงคมนิยมแห่งเยอรมันข้ึนในจังหวัด
ต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่พรรคเหล่าน้ีจะเข้าไปพิทักษ์ผลประโยชน์ให้กับ
ชาวนากลุ่มเล็กๆ ในปี 1896 เบอร์สไตน์ ซึ่งเป็นผู้นําคนหน่ึงของพรรคได้
เสนอให้มีการแก้ไขหลักการของมาร์กซ์ ซ่ึงพรรคได้นํามายึดปฏิบัติอย่าง
เคร่งครัดโดยช้ีให้เห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันนั้น ลัทธิทุนนิยมเข้มแข็งมาก
ลทั ธสิ งั คมนยิ มควรหนั มาใช้วิธีการต่อสู้แบบใหม่ โดยผ่านทางรัฐสภาและใน
ที่สุดปี 1914 ลัทธิแก้จึงเป็นที่ยอมรับว่าเป็นอุดมการณ์ของพรรคท่ีจะนําไป
ปฏบิ ตั ิ
ส่วน เคา๊ ท์สก้ี ซง่ึ เป็นนักทฤษฎีท่สี าํ คัญของพรรคคนหน่ึงยังคงยึด
แนวความคดิ ของมารก์ ซ์อย่างแน่นแฟนู โดยเฉพาะในวิธกี าร วิเคราะห์ปัญหา
และเช่ือในวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการปฏิวัติโดยใช้
หนา้ 166
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พุทธหนุ
กําลังรุนแรง เค๊าท์สก้ีจึงได้เสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สังคมนิยมบรรลุผล
โดยใช้วิธกี ารแบบประชาธปิ ไตย ดงั จะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป
แนวความคิดของนกั คดิ สงั คมนิยมประชาธิปไตย
ซดิ นีย์ เวบ็ บ์ (Sydney Webb)
เวบ็ บ์ เป็นนักคิดสังคมนิยมผู้หนึ่งท่ีได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมเฟเบ้ียน
ขึน้ ใน ปี 1884 กับนักคิดนักประพันธ์หลายคน เช่น ยอร์จ เบอร์นาด
ชอว์ (George Bernard Shaw) เอช จี เวลส์ (H. G. Wells) เป็นต้น
พวกเฟเบ้ยี นไม่เช่อื ในวิธกี ารเปล่ยี นแปลงแบบปฏิวัติของมาร์กช์ แต่กลับเช่ือ
ว่าการเปล่ียนแปลงควรดําเนนิ การไปทลี ะน้อย อย่างเป็นข้นั ตอน
เฟเบี้ยนไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของมาร์กซ์ ในเรื่องของความ
ขัดแย้งระหว่างชนช้ันนายทุนกับกรรมาชีพ ซึ่งนายทุนในฐานะผู้ที่ได้เปรียบ
กว่าจะฉกเอามูลค่าส่วนเกินจากกรรมาชีพไปสร้างความมั่งมีให้กับพวกตน
แต่เฟเบี้ยนกลับเช่ือว่า ทั้งนายทุนและกรรมาชีพต่างต้องพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกัน
และกนั กําไรทนี่ ายทุนไดร้ ับไม่ใชเ่ กิดจากการขดู รดี แรงงานส่วนเกิน แต่เป็น
หน้า 167
ลัทธิสังคมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ
คา่ ตอบแทนท่นี ายทุนควรจะไดร้ ับจากการลงทุน แตส่ ดั ส่วนระหว่างกําไรกับ
ค่าจ้างที่กรรมาชีพ ได้รับนั้นพวกเฟเบ้ียนก็เห็นว่าไม่ควรจะแตกต่างกันมาก
นกั
พวกเฟเบี้ยนจึงพยายามท่ีจะหลีกเลี่ยงสภาพของการขัดแย้งอย่าง
รุนแรงระหว่างชนชั้นนายทุนกับกรรมาชีพ พวกนี้เชื่อในความเสมอภาคทาง
เศรษฐกจิ ความเป็นธรรมของสังคมความร่วมมือกันระหว่างชนช้ันเพื่อแก้ไข
ปัญหาภายใต้กรอบแห่งกฎหมายและตามวิถีทางการต่อสู้ภายในระบบ
รฐั ธรรมนูญและรฐั สภา 1
ในระยะยาวน้ัน เฟเบ้ียนเห็นด้วยกับการยกเลิกกรรมสิทธิ์ส่วน
บุคคลในทดี่ นิ และทรัพย์สนิ ตา่ งๆ โดยให้เปน็ ของส่วนรวมเพือ่ ชวี ิตท่ีดีกว่าของ
บรรดากรรมกรทัง้ ปวง
“มวลประชาชนพึงมีวิธีการอยู่เพียงวิธีเดียวเท่าน้ันในการที่จะยก
ฐานะสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ก็คือใช้องค์กรร่วมกับพวกเขาเอง
เข้าควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม... และเขา้ ดาํ เนินการหาผลประโยชนร์ ว่ มกัน
ในท่ีดินและแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ซ่ึงก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยได้ประโยชน์
เลย” 2
หนา้ 168
ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหุน
ในปี 1887 สมาคมเฟเบี้ยนจึงได้เผยแพร่หลักการสังคมนิยมตาม
แนวความคิดของกลุ่มไวด้ งั ตอ่ ไปน้ี
1. ให้ยกเลิกกรรมสิทธ์ิของเอชนในที่ดินและเงินทุนท่ีใช้
ในการประกอบการอุตสาหกรรมและให้กรรมสิทธ์ิตกเป็นของชุม ชนเพื่อ
ประโยชนส์ ่วนรวม
2. เมื่อไมม่ ีเอกชนเป็นเจ้าของที่ดิน การเก็บค่าเช่าท่ีดิน
ยอ่ มหมดไปเองโดยอัตโนมตั ิ
3. เงินทุนอุตสาหกรรมท่ีจะโอนไปเป็นของส่วนกลาง
หรอื ของชมุ ชนนัน้ จะโอนไปเทา่ ทสี่ ามารถจะจดั การให้เป็นผลดีได้เทา่ นัน้
4. การโอนกรรมสิทธ์ิที่ดินและเงินทุนอุตสาหกรรมอาจ
ให้มีการทดแทนแก่เอกชนผู้สูญเสียกรรมสิทธิ์ และผู้สูญเสียกรรมสิทธ์ิ
เหล่านน้ั ยอ่ มจะอยู่เฉยๆ โดยกนิ แรงผอู้ ่ืนตอ่ ไปไมไ่ ด้มากนกั
5. การที่จะให้การเปล่ียนแปลงตามแนวทางข้างต้น ให้
เป็นไปโดยการเผยแพร่ทางการศึกษา การเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปในรูปของ
ววิ ัฒนาการคือ ไมร่ บี รอ้ นและไม่ต้องการก่อใหเ้ กินความโกลาหล เพราะการ
กระทําแบบทนั ทที ันใด 3
หน้า 169
ลัทธิสงั คมนิยม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหุน
นอกจากน้ี ซิดนีย์ เวบบ์ ได้ให้ความเห็นเก่ียวกับการ
เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่พึงปรารถนาไว้ว่าจะต้องประกอบด้วยหลักการที่
สําคัญ 4 ประการ คอื
1. การเปลี่ยนแปลงน้ันจะต้องเป็นไปตามวิถีทาง
ประชาธิปไตยและเป็นทยี่ อมรับของคนส่วนใหญ่
2. การเปลี่ยนแปลงน้ันจะต้องมีลักษณะแบบค่อยเป็น
ค่อยไป
3. การเปล่ยี นแปลงน้นั จะต้องมีลักษณะที่ไม่ผิดศีลธรรม
ในสายตาของประชาชนสว่ นใหญ่
4. การเปล่ียนแปลงน้ันจะต้องเป็นไปตามวิถีทาง
รฐั ธรรมนญู และเป็นไปโดยสนั ติ 4
เราจึงอาจสรุปได้ว่า สังคมนิยมแบบเฟเบ้ียนน้ีมีลักษณะสําคัญท่ี
เรยี กวา่ เป็นสงั คมนิยมประชาธิปไตย กลา่ วคือรบั เอาแนวความคิดเร่ืองสังคม
ท่ีเป็นธรรมในอุดมคติ จากพวกสังคมนิยมแบบอุดมคติไว้ส่วนหนึ่ง ใน
หน้า 170
ลทั ธิสงั คมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหุน
ขณะเดยี วกันพวกน้กี ็ยอมรบั ในวิธีการแบบประชาธิปไตยในการเปลี่ยนแปลง
กลา่ วคือ คงยึดถอื กตกิ าการเมืองภายใตร้ ฐั ธรรมนญู และการต่อสู้ทางรฐั สภา
คาร์ล เค๊าท์สกี้ (Karl Kautsky)
นับตั้งแต่มาร์กซ์และเฮงเกสส์เสียชีวิตไป เค๊าท์สกี้ได้รับการ
ยอมรับว่าเป็นตัวแทนของมาร์กซิสม์ที่สําคัญย่ิง ในยุคน้ันเค๊าท์สกี้ถูกจัดว่า
เป็นพวกเคร่งลัทธิ (Orthodox Socialist) กล่าวคือ เป็นผู้ที่ยึดม่ันอยู่กว่า
ความคดิ ของมาร์กซ์ ไม่ยอมทจ่ี ะร่วมมอื กับกล่มุ หรือรฐั บาลทีไ่ ม่ใช่สังคมนิยม
ในการปฏิรูปทางสังคมเลย พวกนี้เชื่อว่าถ้าปล่อยให้ระบบที่เป็นอยู่ปฏิรูป
ต่อไป การปฏวิ ัตขิ องชนชนั้ กรรมาชพี กจ็ ะต้องเลือ่ นไปอกี
ต่อมา ความคิดของเค๊าท์สก้ีในฐานะของผู้นําพรรคสังคมนิยม
เปลีย่ นไป โดยปี 1918 เค๊าท์สก้ีได้เสนอบทความเร่ือง The Dictatorship
of Proletariat ซึ่งอ้างว่าการปฏิวัติสังคมนิยมอาจทําได้ในระบอบ
ประชาธิปไตยโดยท่ีไม่จําเป็นต้องใช้วิธีการท่ีรุนแรงจากบทความนี้เองเลนิน
และสตาลินจงึ ไดป้ ระนามเค๊าท์สกีว้ ่าเปน็ “คนทรยศ”5
หน้า 171
ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหนุ
เค๊าท์สกี้ช้ีให้เห็นว่าสภาพการณ์ทางการเมือง การปกครองของ
ประเทศต่างๆ ในช่วงศตวรรษที่ 19 น้ัน เป็นเผด็จการเสียเป็นส่วนใหญ่
ฉะน้ันการต่อสู้ของประชาชนจึงจําเป็นต้องใช้กําลังรุนแรงแบบปฏิวัติเพ่ือให้
ได้มาซึ่งประชาธิปไตย แต่ในสังคมที่มีประชาธิปไตยเป็นแนวทางในการเมือง
การปกครองแลว้ นน้ั ไม่จาํ เปน็ ต้องใช้วิธีการปฏิวัติเลย ในสังคมประชาธิปไตย
นั้นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสังคมท่ีปราศจากการขัดแย้งระหว่างนายทุน
กรรมาชีพ แนวทางประชาธิปไตยน้ีจะช่วยเป็นตัวปกปูองไม่ให้ชนชั้นถูกนํา
ลุกฮอื ขน้ึ อันจะเป็นผลเสยี ต่อชีวิตและทรัพยส์ นิ และในขณะเดียวกันจะทาํ ให้
ชนชนั้ นาํ ไม่อาจปฏเิ สธทจี่ ะวางมือจากอาํ นาจไดเ้ มื่อได้กําลังบงั คับ 6
ในประเทศประชาธิปไตยน้ัน ชนชั้นผู้ปกครองนายทุนสามารถ
ควบคมุ กลไกอํานาจทางเศรษฐกิจและอดุ มการณท์ นุ นิยม คมุ กองทัพไวใ้ นมอื
โอกาสที่จะได้มาซ่งึ ระบบสงั คมนิยมโดยใช้กาํ ลังอาวธุ จงึ เป็นเรือ่ งที่เป็นไปได้
ยากยิ่ง การต่อสู้โดยใช้กระบวนการของระบบ ประชาธิปไตยจะได้ผลกว่า
มาก
ส่ิงที่สําคัญย่ิงอีกประการหนึ่งที่ เค๊าท์สก้ีให้เห็นก็คือ ในการให้
ได้มาซึ่งสังคมใหม่น้ันจะต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนด้วย ฉะนั้น
หนา้ 172
ลัทธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหุน
แม้ว่าการปฏิวัติสังคมเก่าจะสําเร็จแต่ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงให้ความ
สนบั สนุนสังคมเก่าอยู่ การลม้ ล้างนี้จะเป็นการกอ่ ศัตรกู บั ประชาชนส่วนใหญ่
อีกการปฏิวัติจึงไม่ใช่เป็นเปูาหมายในตัวของมันเอง ชัยชนะท่ีได้จากการ
ปฏวิ ตั ิในลกั ษณะนีจ้ ึงไม่ใชช่ ัยชนะทถี่ าวร
แต่การต่อสู้ของกรรมาชีพในกระบวนการของระบบประชาธิปไตย
น้ัน โอกาสที่กรรมาชีพจะได้มวลชนสนับสนุนอาจทําได้ง่ายกว่าและไม่เป็น
การสูญเสียพลังงานไปโดยไร้ผล ชัยชนะท่ีได้รับก็จะเป็นชัยชนะที่ถาวรกว่า
ดว้ ย
โดยสรุปนั้น เราจะพบวา่ เค๊าทส์ ก้เี ป็นนักทฤษฎีสังคมนยิ มทีเ่ คร่งใน
ลัทธิมาร์กซ์มาก แต่ต่อมาเพื่อเห็นสภาพการณ์ท่ีเป็นอยู่ในเยอรมันขณะน้ัน
ไม่เอ้ืออํานวยต่อการใช้กําลังรุนแรงอันเป็นแนวทางในการให้ได้มาซึ่งสังคม
นยิ ม เค๊าท์สกี้จึงปล่อยท่าทีเสียใหม่ โดยท่ัวไปสนับสนุนแนวทางของระบบ
ประชาธิปไตย สนบั สนนุ การเปลีย่ นแปลงโดยสนั ติภาพ
หนา้ 173
ลทั ธิสังคมนิยม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหุน
เอ็ดดวร์ด เบอรน์ สไตน์ (Eduard Bernctein)
เบอร์นสไตน์ เป็นผู้นําของพรรคสังคมนิยมเยอรมัน เช่น
เดียวกับเค๊าท์สกี้ ในปี 1881 มีการออกกฎหมายต่อต้านสังคมนิยมทําให้
เบอรน์ สไตน์หนีไปอยู่องั กฤษระยะหนึ่ง และท่ีอังกฤษนี้เองทําให้เบอร์นสไตน์
เปลี่ยนแปลงแนวความคิดในเร่ืองยุทธิวิธีในการให้ได้มาซ่ึงสังคมนิยมใหม่
เขาเคยเป็นนักคิดท่ยี ดึ ม่นั ในแนวทางของมาร์กซอ์ ย่างเครง่ ครัดและเป็นสหาย
ท่ีดีของเองเกลส์มาตลอด ความประทับใจในระบบการเมืองแบบ
ประชาธิปไตยของอังกฤษความเข็มแข็งของสหภาพแรงงาน และ
ขบวนการเฟเบ้ียนทําให้เบอร์นสไตน์มองเห็นทางใหม่ ท้ังสภาพการณ์ของ
สังคมโลกก็ไมไ่ ดน้ าํ ไปสวู่ ิกฤตการณ์ตามท่ีมาร์กซ์ทํานายไว้ ชนช้ันกลางกลับ
เพิ่มขึ้นแทนท่ีจะลดจํานวนลง มาตรฐานการครองชีพของคนทุกชนช้ันก็
สูงขึ้น ท้ังรัฐบาลในระบอบ ประชาธิปไตยก็สนองตอบต่อข้อเรียกร้องของ
ปวงชนด้วย เบอร์นสไตน์จึงสรุปว่าสังคมนิยมน้ันอาจบรรลุได้โดยใช้วิธีการ
ปฏิรูปแทนทจ่ี ะใช้วิธเี ผดจ็ การแห่งชนช้ันกรรมาชีพ
ความคิดในลัทธแิ ก้ของเบอร์นสไตนป์ รากฏออกมาเป็นคร้ังแรกเป็น
บทความในหนงั สือพิมพ์ Neue Zeit ของพรรคและได้รบั การวพิ ากษ์วจิ ารณ์
หน้า 174
ลัทธิสังคมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ
อย่างกว้างขวางและรุนแรงต่อมาในปี 1899 เบอร์นสไตน์เขียน
Evolutionary Socialism ซึ่งเปน็ หนังสือที่สําคัญยิ่งที่เกี่ยวกับลัทธิแก้และมี
อิทธิพลมากกว่าพรรคสังคมนิยมทั่วโลกนับต้ังแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1
เป็นตน้ มา
ใน Evolutionary Socialism เบอรน์ สไตน์ ชใี้ หเ้ ห็นวา่
ประการแรก ความเชื่อท่ีว่าทุนนิยมจะถึงแก่หายนะอันเป็นผลมา
จากสภาพเศรษฐกิจ ในระบบทุนนิยมเองท่ีบีบคั้นให้ชนช้ันกรรมาชีพลุกฮือ
ข้ึนปฏิวัติ ทําลายล้างระบบทุนนิยม ยึดเคร่ืองมือในการผลิตเป็นของ
ส่วนรวมนนั้ เบอรน์ สไตน์อ้างวา่ โดยข้อเทจ็ จริงแลว้ ไมไ่ ดเ้ ป็นอยา่ งท่ีมารก์ ซไ์ ด้
คาดคิดวา่ คนจนไม่ได้จนยิ่งขึ้น ความเลวร้ายท่ีชนช้ันกรรมาชีพก็หาได้เพิ่ม
มากข้ึนจาํ นวนคนว่างงานก็ไมไ่ ด้เพิม่ ข้นึ อย่างรวดเร็วแต่อย่างใด แต่กลับตรง
ข้ามแทบทั้งสิ้น เบอร์นสไตน์ได้ชี้ให้เห็นว่ามาร์กซ์ประมาณผลท่ีได้จากการ
ดําเนนิ การทางเศรษฐกจิ และสังคม ในระบบการเมืองแบบเสรตี ่าํ เกนิ ไป
ประการท่ีสอง เบอร์นสไตน์เห็นว่าสังคมนิยมจะบรรลุได้โดยใช้
ทฤษฎีและแนวปฏิบัติแบบประชาธิปไตย มีการกําจัดอภิสิทธิชนทุกชนช้ัน
และต้องปราศจากแบ่งแยก กีดกัน หรือความไม่เสมอภาคกันในระหว่าง
หน้า 175
ลทั ธิสังคมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหนุ
บคุ คล นก่ี ็หมายความว่าสงั คมนยิ มจะตอ้ งกาํ จดั เผดจ็ การทางการเมืองในทุก
รูปแบบไม่ว่าจะอยู่ในนามของชนชั้นหรือพรรคก็ตาม นักสังคมนิยมจะต้อง
สร้างสาํ หรับปวงชนทกุ คน ไม่ใชส่ รา้ งสังคมกรรมาชีพเพ่ือเข้าไปแทนท่ีสังคม
นายทุนในการให้ได้มาซึ่งสังคมท่ีปรารถนาจําเป็นจะต้องยึดโรงงาน
อุตสาหกรรมเป็นของส่วนรวม กระบวนการต่างๆ ในการนี้จะต้องเป็นไป
อยา่ งมกี ฎเกณฑ์ ยึดความพอดีและใชว้ ธิ กี ารเปลีย่ นแปลงโดยยึดรัฐธรรมนูญ
เป็นหลกั นอกจากนี้เบอรน์ สไตน์ยงั มองกว่า ประชาธปิ ไตยไม่เพยี งแต่จะเป็น
รัฐบาลโดยประชาชนหรือการปกครองโดยเสียงข้างมากเท่านั้น แต่จะต้อง
เคารพสิทธิของฝุายข้างน้อยยึดหลักยุติธรรมและความกินดีอยู่ดีของปวงชน
ด้วย
ประการสุดท้าย เบอร์นสไตน์เห็นว่าขบวนการสังคมนิยมจะต้อง
แยกตัวออกจากการเป็นพวกเพ้อฝันให้ได้ น่ันคือ จะไม่มองตนเองว่าเป็น
เปูาหมายสุดท้ายเพราะไม่เช่นน้ันจะนําไปสู่การสับสน ไม่ว่าเปูาหมายของ
สังคมนยิ มจะเปน็ อะไร แต่แนวทางที่จะดําเนนิ ไปสเู่ ปาู หมายดังกล่าวจะต้อง
มีความเก่ียวพนั และตอ่ เนอื่ งกนั 7
หน้า 176
ลัทธิสังคมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหนุ
จาง จูเรส์ (Jean Jaure’s)
จาก จูเรส์ เป็นนักสังคมนิยมฝรง่ั เศสทโ่ี ด่งดังมาก ในช่วงก่อน
สงครามโลกครั้งที่ 1 เขาเป็นทั้งมาร์กซิสต์และจิตนิยมท่ีมีอิทธิพลต่อพรรค
สังคมนิยมฝร่ังเศสมาก ในระยะปลายศตวรรษที่ 19 นั้นสังคมนิยมฝรั่งเศส
แตกออกเป็น 3 กลุ่ม จาง จูเรส์ ใช้ความสามารถประสานพวกนี้เข้า
ดว้ ยกันและเป็นผูก้ ่อตั้งพรรคสงั คมนิยมแหง่ ฝรัง่ เศสไดส้ ําเรจ็ ในปี 1905
จาง จูเรส์ ต้องการเห็นการเคลื่อนไหวของชนช้ันกรรมาชีพท่ี
เป็นไปภายใต้กรอบแห่งวัฒนธรรมของการปฏิวัติฝรั่งเศสเองสังคมนิยมตาม
ทรรศนะของเขาตั้งอยู่บนพ้ืนฐานของความถูกต้องทางศีลธรรม จาง จูเรส์
เชื่อว่าพัฒนาการทางศีลธรรมของมนุษย์แม้จะดําเนินไปอย่างเชื่องช้าแต่ก็
เท่ียงแท้ ดังนน้ั ความยตุ ิธรรมในทางเศรษฐกจิ จะได้มากโ็ ดยใช้เคร่ืองในทาง
การเมืองดําเนินการในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไปแบบวิวัฒนาการและเป็นนิ
รันดร์
ในขณะที่สงั คมทเ่ี คร่งในลทั ธิมารก์ ซ์เชอื่ ว่าฐานทางเศรษฐกิจจะเป็น
ตัวกําหนดอุดมการณ์ แต่ จาง จูเรส์ กลับเห็นว่าท้ังจิตนิยมและลักษณะ
หนา้ 177
ลัทธสิ งั คมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหนุ
วัตถุนิยมต่างก็มีความสําคัญด้วยกันในการท่ีจะนํามาซึ่งความเสมอภาค
ระหว่างบคุ คลในสังคม
ในผลงานชิ้นสําคัญคือ “Idealism in History” จาง จูเรส์ แย้ง
แนวความคิดของมารก์ ซใ์ นเร่ืองเศรษฐกาํ หนดทม่ี องว่า พ้นื ฐานความสมั พนั ธ์
ทางการผลิตเป็นตัวกําหนดโครงสร้างส่วนบนของสังคมอันได้แก่สถาบันและ
ลักษณะนามธรรมต่าง ๆ เช่น อุดมการณ์แนวความคิดความรู้สึกชั่วดี เป็น
ต้น จาง จูเรส์แย้งว่าไม่เป็นจริงเสมอไป พฤติกรรมของมนุษย์หาได้เป็นไป
โดยธรรมชาติอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
เสมอไป ไมอ่ ดุ มการณ์และความคดิ ของมนุษย์กม็ ีสว่ นผลักดันอยดู่ ว้ ย มนุษย์
จะพัฒนาการไปจากแรงผลกั ดนั ทั้งทางวตั ถุวสิ ยั และจิตวิสยั ควบคู่กันไป 8
โดยสรุป เราจะพบว่าแนวความคิดของ จาง จูเรส์ ส่วนใหญ่เป็น
เรื่องของการโต้แย้งในเชิงทฤษฎีหลัก นั่นคือ ความเชื่อ ในเร่ืองของสิ่งท่ี
เปน็ ปจั จัยสําคญั ในการกาํ หนดพฤติกรรมของมนษุ ย์ตลอดจนความเป็นไปของ
สังคมโดยส่วนรวม มากกว่าจะเป็นการเสนอแนวทางที่จะนําไปสู่สังคมนิยม
อย่างทเ่ี ค๊าทส์ ก้แี ละเบอร์นสไตน์ไดเ้ สนอไว้
หนา้ 178
ลัทธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหนุ
จากแนวความคิดท้ังปวงของนักสังคมนิยมประชาธิปไตยหรือพวก
ลัทธิแกน้ ้ี เราจะพบว่ามีความคิดแตกต่างไปจากแนวความคิดสังคมสิยมแบบ
วิทยาศาสตร์ หรือแนวความคิดของมาร์กซ์ในหลายประการพอจะสรุปได้
ดงั ต่อไปนี้
1. ลัทธิแก้ยังคงเช่ือในแนวการวิเคราะห์วัตถุนิยมประวัติศาสตร์
ของมารซ์ ว์ า่ สงั คมนิยมเป็นสง่ิ ท่ีไมอ่ าจหลีกเลีย่ งไดแ้ ต่ไมเ่ ห็นด้วยกับมาร์กซ์ใน
แนวทางที่จะให้ได้มาซ่ึงสังคม ท่ีปรารถนา พวกน้ีเช่ือในการเปล่ียนแปลง
แบบสนั ตวิ ธิ ี โดยผ่านทางกลไกรัฐสภา ในระบบประชาธิปไตย
2. ลัทธิแก้คงยอมรับในหลักวัตถุนิยมวิภาษวิธีหรือหลักแห่งสัจ
ธรรมวา่ ด้วยการขัดกันระหวา่ งชนชนั้ แต่พวกน้เี ห็นวา่ วธิ ีการแกไ้ ขการโต้แย้ง
กันไม่จําเป็นต้องใช้การปฏิวัติสังคมนิยมที่ใช้กําลังรุนแรง แต่อาจเป็นได้โดย
สนั ติวธิ ี
3. ลัทธิแก้จะให้ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องของ
สังคมมาโดยเฉพาะในปัญหาความยากจน มากกว่าเรื่องการสร้างความ
สํานึกในชนชน้ั เพอ่ื นาํ ไปสู่การลม้ ลา้ งระบบทุนนิยมโดยตรง
หน้า 179
ลทั ธิสงั คมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหนุ
4. ลัทธิแก้ เช่ือในกระบวนการทางการเมืองในระบบ
ประชาธิปไตยและมองว่าสถาบันทางการเมืองไม่ว่าจะอยู่ในรูปของรัฐสภา
หรือพรรคการเมืองจะเป็นเคร่อื งมอื ทสี่ าํ คญั ยง่ิ ในการสร้างสงั คมนยิ มโดยสนั ติ
วิธี
5. ลัทธิแก้เชื่อว่า สังคมใหม่จะเป็นสังคมท่ีชุมชนเป็นเจ้าของ
ปจั จยั ในการผลติ ทีส่ าํ คัญๆ ร่วมกัน แตป่ ัจเจกชนอาจมีกรรมสิทธใิ์ นทรพั ยส์ นิ
ขนาดเล็กได้เช่นกัน และในการยึดปัจจัยการผลิตท่ีสําคัญๆ เช่น โรงงาน
อุตสาหกรรม กจิ การสาธารณูปโภค มาเป็นของส่วนรวมน้ัน จะต้องจ่ายเงิน
ทดแทนให้เจา้ ของเดิมด้วย
6. ลัทธิแก้ถือว่า ใครลงแรงทํางานมากก็ย่อมที่จะรับรับ
ค่าตอบแทนมากตามผลงานด้วย 9
โดยสรุปอาจกล่าวว่า ลัทธิแก้ให้ความสําคัญกับเสรีภาพทางการ
เมอื งมาก และในขณะเดียวกันกต็ ้องการที่จะสร้างความเสมอภาคหรือความ
เป็นธรรมในสงั คมดว้ ย
หนา้ 180
ลทั ธสิ ังคมนิยม สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหุน
เชงิ อรรถ
1. อ้างแล้ว, ประชาธิปไตย สังคมนิยม คอมมิวนิสต์กับการเมืองไทย, หน้า
173.
2. S., Webb, “English Progress Toward Social Democracy ใน
Socialist Thought, อา้ งแลว้ , หน้า 403.
3. บรรพต วีระสยั และวทิ ยา นภาศิริกลุ กจิ , ลทั ธกิ ารเมือง (ไทยวฒั นาพานิช)
2523 หน้า 32.
4. อ้างใน ประชาธิปไตย สังคมนิยม คอมมิวนิสต์กับการเมืองไทย, อ้างแล้ว
หนา้ 177.
5. Carl Cohen, edited, Communism Fascism and Democracy
(N.Y.: Random House In.,), 1972, p. 196.
6. K. Kautsky, “Democracy and the Dictatorship of the
Proletariat” ใน Communism, Fascism and Democracy,
เพิ่งอา้ ง, หนา้ 196.
7. ดู E. Bernstein, Evolutionary Socialism, (N.Y.: Schocken
Books, 1972), หนา้ xii-xiv.
หน้า 181
ลัทธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหุน
8. ดู Jean Jaures, “Idealism in History”. ใน Socialist
Thought, อ้างแล้ว, หน้า 415-405.
9. ดู ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ประชาธิปไตย สังคมนิยมคอมมิวนิสต์กับการ
เมืองไทย, อ้างแล้ว, หน้า 185-194.
หนา้ 182
ลัทธิสังคมนิยม สิทธพิ นั ธ์ พทุ ธหุน
จิตวทิ ยาของลทั ธมิ ารก์ ซ์
เป็นที่รูก้ นั ว่า มาร์กซ์ เป็นนกั ปรัชญาแบบวัตถนุ ิยม ซ่งึ ตรงกันข้าม
กบั จติ นยิ มอยา่ งเดน่ ชัด หลกั การวัตถนุ ิยมของมาร์กซ์นน้ั หาได้หมายความว่า
“นยิ มในวัตถ”ุ แต่ถือว่าวตั ถุเปน็ ตวั กาํ หนดความว่าเป็นไปของสงั คม รวมท้ัง
มนุษย์เองด้วย ความจริงแล้วมาร์กซ์ไม่ได้ต้ังใจที่จะมองเฉพาะรูปธรรมของ
วตั ถุนัน้ ๆ แต่เขากลับมองลกึ ลงไปถงึ ลักษณะนามธรรมในแง่ของความสมั พันธ์
ระหวา่ งวตั ถุกับมนุษยเ์ ป็นหลักในการพจิ ารณา ดว้ ยเหตุน้ี หลกั เศรษฐกําหนด
ซง่ึ มาร์กซไ์ ดค้ ิดคน้ ขึ้นมาจึงพยายามอธบิ ายเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงสังคม
จากรูปหน่ึงไปสู่อีกรูปหน่ึงว่าเป็นเพราะพลังการผลิตและวิธีการผลิตแปร
เปล่ียนไป และทั้งพลังและวิธีการผลิตน้ีเองท่ีจะก่อและให้เกิดรูปแบบของ
ความสมั พนั ธท์ างการผลติ ใหม่
หรือพูดได้อีกอย่างหน่ึงว่าทรัพยากรวัตถุ ตลอดจนเทคโนโลยี จะ
เป็นตัวกําหนดหรือก่อให้เกิดโครงสร้างทางชนช้ันและสัมพันธภาพทางสังคม
น่ันคือ ชนชั้นที่เป็นเจ้าของทรัพยากรวัตถุและเทคโนโลยีซึ่งเป็นชนช้ันหน่ึง
กับอีกชนชั้นหนึ่งท่ีขายแรงงาน ซึ่งจะอยู่ในฐานะท่ีเป็นผู้ถูกปกครอง และชน
หน้า 183
ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธิพันธ์ พุทธหุน
ช้ันชนผู้ปกครองจะเป็นชนช้ันท่ีออกกฎหมาย กฎเกณฑ์ สร้างหลักการ
ปรัชญาศลี ธรรม หรอื ส่ิงที่มาร์กซเ์ รียกวา่ โครงสร้างส่วนบนของสังคม” ข้ึนมา
เพื่อสร้างความชอบธรรมและเพ่ือรักษาไว้ซ่ึงผลประโยชน์แห่งสถานภาพท่ี
เหนือกว่าของชนช้ันตนเองไว้ดังน้ัน มาร์กซ์จึงสรุปได้ว่า ภาวะการณ์ทาง
เศรษฐกจิ ท่ีเปน็ รากฐานอันสําคัญซ่ึงจะเป็นตัวกําหนดโครงสร้างของสงัคมใน
แต่ละสังคม เมอ่ื ภาวการณท์ างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปรไป โครงสร้างของสงั คม
กจ็ ะแปรเปลย่ี นไปด้วย
ในการที่มาร์กซ์จะนําเอาทฤษฎีเศรษฐกิจกําหนดวิเคราะห์สภาพ
ของสงั คมในประวัติศาสตร์จนถึงสังคมคอมมิวนิสต์นั้น มาร์กซ์ได้รับอิทธิพล
จากแนวความคิดวิภาษวิธี (Dialectic Method) ของเฮเกล และได้นําเอา
มาประยุกต์ใช้มองวิวัฒนาการของประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นท่ีรู้จักกันว่า
“ประวัติศาสตร์นิยมวิภาษวิธี” หรือ “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” (Historical
Materialism) โดยการมองวิวัฒนาการของสังคมยุคดึกดําบรรพ์หรือที่มาร์กซ์
เรยี กวา่ สงั คมคอมมวิ นิสตด์ ้งั เดมิ (Primitive Communist Society)อนั เปน็
สังคมทีป่ ราศจากชนชน้ั จากน้ันเมอื่ พลงั และวธิ ีการผลิตเปลี่ยนไป สังคมก็จะ
วิวัฒนาการไปสู่สังคมทาส สังคมศักดินา สังคมทุนนิยม ซ่ึงเป็นสังคมชนชั้น
หนา้ 184
ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สิทธิพันธ์ พุทธหนุ
และในที่สุดก็จะแปรเปลี่ยนไปสู่สังคมท่ีปราศจากชนชั้นในบั้นปลายอีกครั้ง
หน่ึง น่ันคือ สังคมคอมมิวนิสต์ ซ่ึงเป็นส่ิงที่มาร์กซ์อ้างว่าเป็นส่ิงท่ีหลีกเล่ียง
ไมไ่ ด้
ประเด็นหลักและสําคัญท่ีสุดของลัทธิมาร์กซ์ก็คือ การวิเคราะห์
สังคมนายทุน ซึ่งมาร์กซ์ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการท่ีจะช้ีให้เห็นว่า
สังคมนายทุนวิวัฒนาการไปอย่างไร ความเลวร้ายท่ีสังคมนายทุนก่อข้ึนเป็น
เช่นไร และมีผลกระทบตอ่ ความหายนะของตนเองได้อย่างไรบ้าง ผลงานชิ้น
สาํ คัญของมารก์ ซ์มอี ยู่หลายชน้ิ ดว้ ยกัน เช่น “ทุน” (Capital) “บทวิพากษ์ว่า
ด้วยเศรษฐศาสตร์การเมือง” (The Critiques of Political Economy) เป็น
ตน้
นอกจากนี้ เนื้อหาสว่ นใหญ่ของลัทธมิ าร์กซ์จะเก่ยี วเนอ่ื งกับเน้ือหา
ทางเศรษฐศาสตร์และการเมือง ดังนั้น บทความและข้อเขียนต่างๆที่เขียน
เกี่ยวกับลทั ธมิ ารก์ ซจ์ ึงมักออกมาในรูปของการตคี วามแบบตรงๆ กล่าวคือ ใน
เน้ือหาท่ีมาร์กซ์เขียนเก่ียวกับรัฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ก็จะละเลงเขียนกันไป
ซึ่งสว่ นใหญ่ก็จะเจาะลกึ โดยอาศัยศาสตร์ที่ตนเองได้รํ่าได้เรียนมาการตีความ
หนา้ 185
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ
จึงมักจะไม่ค่อยประสานสอดคล้องกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแยก
สาขาวิชาตามลักษณะของความเช่ียวชาญเฉพาะด้าน การวิเคราะห์เรื่องราว
ใดๆจะให้เกิดความเข้าใจอยา่ งลึกซง้ึ ในทุกแงท่ ุกมมุ จงึ เป็นไปได้ยาก
บทความนี้เป็นความพยายามของผู้เขียนท่ีได้ร่ําเรียนมาทาง
รัฐศาสตรท์ ี่ต้องการจะวิเคราะห์ลัทธมิ าร์กซ์ในเชิงจิตวิทยา นั่นหมายความว่า
ลกั ษณะของบทความจะเป็นการประสานกันระหวา่ งรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
และจิตวิทยา ท้ังนี้ผู้เขียนใคร่ขอตั้งข้อตกลงร่วมกันก่อนว่า จะพยายามให้
เน้ือหาออกมาในแง่มุมของจิตวิทยามากที่สุด ทั้งน้ีเนื้อหาของลัทธิมาร์กซ์
สว่ นใหญ่จะสอดคลอ้ งกนั ในระหว่างศาสตร์ทางการเมืองกับเศรษฐศาสตร์อยู่
แล้วแนวคิดของมาร์กซ์นั้น ส่วนใหญ่จะออกมาในรูปของข้อเขียนท่ีเป็น
ภาษาเยอรมันถ้อยคําและศัพท์แสงต่างๆ ท่ีมาร์กซ์เขียน มักจะเป็นศัพท์
เฉพาะที่มาร์กซ์ คิดขึ้นเพ่ือใช้กับสถานการณ์นั้นๆ จึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์
กันว่า คําศัพท์ท่ีมาร์กซ์ใช้เป็นเสมือน “ค้างคาว” กล่าวคือมีลักษณะทั้งของ
นกและหนูปนอยู่ การตีความข้อเขียนของมาร์กซ์จึงมักจะไม่ค่อยลงรอยกัน
ในบางเร่ืองในระหว่างนกั ทฤษฎมี ารก์ ซิสต์ด้วยกัน แต่อย่างไรกต็ าม บทความ
น้ผี เู้ ขียนจะขอใหแ้ นวทางการท่คี วามหมายของคําศพั ท์ในแง่ท่ีเป็นกลางใช้กัน
หนา้ 186
ลัทธิสังคมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหนุ
มากที่สุดหรือเป็นท่ียอมรับกันมากท่ีสุดเท่าน้ัน นอกจากนี้เพ่ือให้ความเป็น
ธรรมแก่ผ้อู า่ นมากทส่ี ดุ ก็จะขอยกคําภาษาอังกฤษมาให้พจิ ารณาดว้ ย
ในช่วงสมัยของมาร์กซ์นี่เอง ที่ชาร์ล ดาร์วิน (1809-1882)
นักวทิ ยาศาสตรช์ าวองั กฤษได้ค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ ซ่ึงกลา่ วได้ว่าเป็นการ
ค้นพบที่มาหรือต้นกําเนิดและวิวัฒนาการของสิ่งที่ชีวิตบนโลกที่ยิ่งใหญ่
ขณะเดยี วกันการค้นพบของมาร์กซ์ในเรือ่ งววิ ฒั นาการของสังคม จากวิธีการ
วัตถุนิยมวิภาษวิธี ก็เป็นท่ีกล่าวกันว่าเป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่
ยง่ิ ใหญด่ ้วย
มาร์กซ์เชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เช่น ขนาดและโครงสร้างของมันสมองมนุษย์คงอยู่อย่างไรนั้นมานับต้ังแต่
เร่ิมมมี นษุ ย์แล้ว แต่มนษุ ย์เองจะเปลีย่ นไปตามกระแสประวตั ศิ าสตร์ มนุษย์
เป็นผลติ ผลของประวตั ิศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์จึงเป็นกระบวนการสร้างสรรค์
ตนเองของมนุษย์ วิธีการสร้างสรรพตนเองก็คือการพัฒนาโดยท่ีต้องทํางาน
นน่ั เอง มารก์ ซ์จึงกลา่ วไว้วา่ “ทกุ สิ่งทกุ อย่างท่ีรวมกนั เรยี กว่าประวัติศาสตร์
โลกน้ันหาใช้สิ่งอื่นใดไม่แต่เป็นการสร้างสรรค์ของมนุษย์โดยการใช้แรงงาน
หน้า 187
ลทั ธสิ งั คมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ
และเป็นการกอ่ ให้มสี ภาพธรรมชาตสิ ําหรบั มนุษย์ดังนั้น มนุษย์จึงมีหลักฐาน
และข้อพิสูจน์ท่ีไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าเขาเป็นผู้สร้างสรรค์ตนเองจากท่ี
เขาได้กาํ เนดิ มา 1
นอกจาก มาร์กซ์ยังวิเคราะห์ต่อไปอีกว่าประวัติศาสตร์น้ันจะถูก
กําหนดโดยกระแสของข้อขัดแย้งทเ่ี กิดขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือ เม่ือพลังการผลิต
เติบโตขน้ึ ก็จะขดั แยง้ กบั รปู แบบทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองเกา่ เช่นข้อ
ขัดแย้ง ระหว่างการใช้กลจักรไอนํ้ากับการรวมกลุ่มองค์การทางสังคมเพื่อ
การผลิตแบบเก่า ซ่ึงการขัดแย้งน้ีจะนําไปสู่การเปล่ียนแปลงทางสังคมและ
เศรษฐกิจและเพ่ือการผลิตเปล่ียนไปอีก มีการคิดค้นพลังงานอื่นๆ เช่น
ไฟฟาู และพลังงานอะตอมความขดั แย้งก็จะเกิดข้ึนและนําไปสู่การใช้พลังงาน
ผลิตใหม่ๆ และดีกว่าเก่าเร่ือยๆ ไปขณะที่มคี วามขัดแย้งในระหว่างพลังการ
ผลิตกบั โครงสรา้ งทางสงั คมการเมอื ง ความขดั แยง้ ระหว่างชนชั้นในสังคมกจ็ ะ
เกิดขึน้ พร้อมๆ กัน ไปด้วยกล่าวคือชนช้ันศักดินา ซึ่งต้องพ่ึงรูปแบบการผลิต
แบบเก่า จะขัดแย้งกับชนช้ันกลางที่เกิดข้ึนใหม่จากพวกนักธุรกิจ
อุตสาหกรรมและต่อมาชนช้ันกลางนี้ก็จะพบว่าพวกเขาจะต่อสู้กับชนชั้น
กรรมาชีพ และกับผู้นําของวสิ าหกิจผูกขาดขนาดใหญๆ่ อีกด้วย
หน้า 188
ลัทธิสงั คมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พทุ ธหุน
จากน้ันมาร์กซ์ได้วิเคราะห์มนุษย์ตลอดจนวิวัฒนาการทางจิตของ
มนุษย์ในช่วงการเปลี่ยนแปลงไปตามประวัติศาสตร์ ซ่ึงแนวความคิดหลัก
ของทฤษฎีวิวัฒนาการของมาร์กซ์น้ันอยู่ท่ีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ
ธรรมชาติ และการพัฒนาของความสัมพันธ์อันนี้นั่นเอง มาร์กซ์มองว่า
ในช่วงต้นของประวัติศาสตร์มนุษย์ต้องพ่ึงธรรมชาติอย่างเต็มตัว เมื่อ
ประวตั ิศาสตร์ววิ ฒั นาการมาเร่อื ยๆ มนษุ ย์ก็พยายามชว่ ยตนเองให้เป็นอิสระ
พึ่งธรรมชาติน้อยลง จากน้ันก็เริ่มควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ และ
ในการเปล่ียนแปลงธรรมชาตนิ ้ัน มนษุ ย์ก็เปลย่ี นแปลงเองด้วย
การท่ีมนุษย์ต้องพ่ึงธรรมชาตินั้นเป็นการจํากัดเสรีภาพและ
ความสามารถในการที่จะคิดของมนุษย์เอง เปรียบได้เหมือนเด็ก เม่ือโตขึ้น
จนในท่ีสุดสามารถควบคุมธรรมชาติได้ มนุษย์ถึงจะเป็นอิสระและสามารถ
พัฒนาความคิด สติปัญญาอ่ืนๆ ได้ ซึ่งอาจสรุปได้ว่ามนุษย์จะค่อยๆ ปลีก
ตัวเองจากธรรมชาติของแม่ คือ ค่อยๆ เติบโตออกจากอ้อมแขนของแม่ จน
ในท่ีสุดก็สามารถพัฒนาพลังความคิดและอารมณ์ท่ีเป็นของตนเองนั่นคือ
กลายเปน็ อิสระและเสรีชนเต็มตัว เม่อื มนษุ ยส์ ามารถควบคมุ ธรรมชาติ และ
หนา้ 189
ลัทธิสงั คมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหุน
เมื่อสังคมไม่มีลักษณะการขัดกันของชนชั้น เมื่อนั้นประวัติศาสตร์มนุษย์อัน
แท้จริงจะปรากฏข้ึน มนุษย์จะมีอิสระในการวางแผนและจัดการต่างๆ ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น อิสรภาพตามความหมายของมาร์กซ์ ก็คือ
สภาพท่ีมนุษย์สามารถเข้าเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันกับเพื่อนมนุษย์และ
ธรรมชาตอิ ยา่ งเต็มทไี่ ด้นั่นเอง
เราจึงพอจะสรุปแนวความคิดเร่ืองมนุษย์ตามทัศนะของมาร์กซ์ได้
ว่า วิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์นั้นจะเกิดข้ึนในระหว่างท่ีกระบวน
ประวัติศาสตร์ดําเนินไป ในช่วงต้นของประวัติศาสตร์มนุษย์ต้องพ่ึงอยู่กับ
ธรรมชาติ ตอ่ ๆ มามนษุ ย์ก็จะค่อยๆ วิวฒั นาการปลีกตวั ออกมา และในทสี่ ุด
จ ะ เ ข้ า ค ว บ คุ ม แ ล ะ เ ป ลี่ ย น ธ ร ร ม ช า ติ ไ ด้ โ ด ย ใ ช้ เ ค รื่ อ ง มื อ ที่ เ รี ย ก ว่ า
“กระบวนการทํางาน” น่ันเองจึงกล่าวได้ว่า มาร์กซ์ เชื่อว่ามนุษย์มี
ความสามารถท่ีจะทําให้ตนเองสมบูรณ์พร้อมและเกิดความก้าวหน้าได้
ประวัตศิ าสตร์ในทัศนะของมาร์กซ์จงึ เป็นเสน้ ทางท่ีจะทาํ ให้มนษุ ย์ตระหนักใน
ตนเอง ส่วนสังคมน้นั ไม่วา่ จะสร้างความเลวรา้ ยในกบั มนุษย์อย่างไรก็คือว่า
เปน็ เง่ือนไขของมนุษย์ที่จะต้องมีไว้เพอ่ื การสรา้ งสรรคม์ นษุ ยเ์ อง ดังน้ันสังคม
หน้า 190
ลทั ธิสังคมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหุน
ทีด่ ใี นทัศนะของมาร์กซ์ ก็คือ สังคมของคนดี หรอื คนที่พัฒนาแล้ว มีความ
สํานกึ และเป็นสงั คมของคนทาํ งานนนั่ เอง
จากการศึกษาลัทธิมาร์กซ์อย่างหยาบๆ จึงทําให้คนจํานวนมาก
เข้าใจผิดคิดว่า หลัก “เศรษฐกําหนด” (Economic Determinism) เป็น
ตัวกระตุ้นที่ทําให้มนุษย์เดินไปในทิศทางใดๆ กล่าวคือ มองกันว่ามนุษย์
ปรารถนาท่ีจะสนองความต้องการทางวัตถุให้กับตนเอง จึงทําการใดๆ ลงไป
หรอื มพี ฤติกรรมนั้นๆ ออกมา
ความจริงแล้ว มาร์กซ์ไม่ไดส้ นใจทีจ่ ะหาความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ
กับจิตใจเลย แต่มาร์กซ์ต้องการที่จะแสวงหาความเข้าใจในปรากฏการณ์อัน
เปน็ ผลมาจากกิจกรรมของมนษุ ย์ ทเี่ ปน็ จรงิ ท้ังหมดเทา่ นนั้ ซึง่ จะเห็นไดจ้ าก
ขอ้ เขยี นตอนหนึ่งของมารก์ ซท์ ก่ี ลา่ ววา่
“ในความแตกตา่ งโดยตรงจากปรัชญาเยอรมันซ่ึงลงมาจากสวรรค์สู่
พ้ืนดิน ของเรานั้นข้ึนจากพื้นดินไปสู่สวรรค์ หรือกล่าวได้ว่า เราไม่ได้เร่ิม
มาจากสิ่งท่ีมนุษย์จินตนาการหรือคิดเพื่อให้ได้มาซ่ึงมนุษย์ท่ีมีเนื้อหนังมังสา
เราเรม่ิ ต้นมาจากมนุษย์ที่กระตือรือร้น และจากพ้ืนฐานของกระบวนการใน
หน้า 191
ลัทธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหนุ
วถิ ชี ีวิตของมนุษย์ แล้วเรากแ็ สดงให้เห็นถึงการพัฒนาของผลทางอุดมการณ์
และสง่ิ สะท้อนของกระบวนการในวถิ ชี วี ิตน้ัน 2
จึงกล่าวได้ว่า หลักเศรษฐกําหนดนั้นหาใช่ทฤษฎีทางจิตวิทยาไม่
แตม่ ารก์ ซ์ ต้องการท่จี ะชีแ้ นะว่าวิธกี ารผลิตของมนษุ ย์จะเป็นตัวกําหนดแนว
ปฏิบัติและวิถีชีวิตของมนุษย์ และแนวปฏิบัตินี้ก็จะเป็นตัวกําหนดความคิด
โครงสร้างทางสังคมและการเมืองของมนุษย์เองด้วย เศรษฐศาสตร์ในท่ีนี้
ไม่ได้หมายถึงแรงผลักทางจิตแต่อย่างใด แต่หมายถึง วิธีการผลิตซ่ึงเป็น
ปจั จยั ในทางเศรษฐกจิ สังคมมากกว่า
ส่ิงท่ีมีลักษณะจิตวิทยาในข้อสมมติฐานเบ้ืองต้นของมาร์กซ์อาจอยู่
ที่ว่ามนุษย์นั้นก่อนอ่ืนต้องมีปัจจัย สี่ประการ อันประกอบด้วย อาหาร ท่ีอยู่
เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคก่อนท่ีจะสามารถไปคิดเรื่องการเมืองเร่ือง
ศาสตร์ต่างๆ ได้ ฉะนน้ั สังคมจะต้องพัฒนาการผลติ อยา่ งรบี ด่วนเพือ่ ความอยู่
รอดของคนในสังคมน้ันๆ เสียก่อน และเพื่อระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจ
สูงข้ึนก็จะเป็นตัวก่อให้สถาบันทางสังคม การเมือง ศิลปกรรม ศาสนา
และอืน่ ๆ วิวัฒนาการตามมาดว้ ย แต่อยา่ งไรก็ตามมาร์กซก์ ห็ าได้หมายความ
หน้า 192
ลัทธิสงั คมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ
ว่า พลังผลักท่ีทําให้คนผลิตและใช้สอยเป็นตัวกระตุ้นท่ีสําคัญท่ีสามารถ
กําหนดทศิ ทางของสังคมไม่
จะเห็นได้ว่าในสังคมนายทุนน้ัน มาร์กซ์ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่าง
หนักว่าสังคมนี้ทําให้ความปรารถนาท่ีจะมีหรือเป็นเจ้าของ และความ
ปรารถนาทีจ่ ะใช้กลายเปน็ ความต้องการสงู สุดของมนุษย์ ซึ่งมาร์กซ์เรียกคน
เหล่านี้วา่ “คนพิการ” และเรียกสงั คมนายทุนว่าเปน็ สงั คมทปี่ ุวยนั่นเอง
ความพิการท่ีมาร์กซ์อ้างนี้ เป็นความพิการทางจิตของคนในสังคม
นายทุนซ่ึง สิ่งท่ีสามารถจะมาเยียวยา รักษาให้หายได้ก็โดยลัทธิคอมมิวนิสต์
เท่านั้น ลักษณะความ พิการทางจิตน้ี มาร์กซ์เรียกกันว่า “ความรู้สึกแปลก
แยก” (Alienation)
ความจริงแล้วคําว่า ความรู้สึกแปลกแยกนี้ มาร์กซ์ไม่ใช่เปิดคน
แรกท่ีใช้ คํานีเ้ ฮเกล (Hegel) เปน็ คนคิดค้นและความคิดนี้มาก่อน เน้ือหา
ของคาํ ว่าความรู้สึกแปลกแยกนี้ เฮเกลบอกว่าก็คือเมื่อธรรมชาติสิ่งต่างๆ ใน
โลกรวมท้ังมนุษย์เองกลับกลายมาเป็นสิ่งท่ีแปลก สําหรับมนุษย์เสมือนเป็น
สิ่งทอ่ี ยหู่ า่ งไกลไมใ่ ช่เป็นของเขาทงั้ ๆ ท่ีเป็นของเขาเอง
หน้า 193