The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รูปเล่มลัทธิสังคมนิยม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sittipan, 2022-09-01 00:55:51

ลัทธิสังคมนิยม

รูปเล่มลัทธิสังคมนิยม

Keywords: Socialism

ลัทธสิ ังคมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหนุ

นิโคไล เลนนิ (1870 - 1924)

ชีวิตและผลงาน
นิโคไล เลนิน อันเป็นช่ือท่ีรู้จักกันโดยท่ัวไปในนามนักทฤษฎี

ปฏิวัติที่เคร่งในลัทธิมาร์กซ์น้ันเป็นช่ือปากกาของ วลาดิมีร์ อิลยิช
อูลยานอฟ เลนินมีพ้ืนฐานมาจากครอบครัวของชนช้ันสูง กล่าวคือบิดามี
ตําแหน่งเป็นผู้ตรวจราชการทางด้านการศึกษา ซึ่งต่อมาได้รับเลื่อนให้เป็น
ผู้อํานวยการโรงเรียนรัฐบาล นอกจากนี้ บิดาของเลนินยังได้รับบรรดาศักดิ์
ช้ัน 4 ใน 14 อันดับ อีกด้วย ส่วนมารดาเป็นบุตรสาวของศัลยแพทย์และ
เจ้าของที่ดิน ฉะน้ันโดยฐานะทางสังคมแล้วอาจจัดได้ว่า เลนินเป็นชนช้ัน
ปัญญาชนนายทุนน้นั เอง

เมอื่ เลนินอายุได้ 17 ปี พี่ชายคนหนึง่ ได้ถูกตาํ รวจลบั จับในขอ้ หามี
ส่วนในการวางแผนลอบปลงพระชนม์พระเจ้าอเล็กชานเดอร์ที่ 3 และถูก
แขวนคอในเวลาต่อมา เหตุการณ์ครั้งนี้มีส่วนในการเปล่ียนแปลงวิถีชีวิต
ของเลนินไปโดยส้ินเชิง เขาหันไปให้ความสําคัญกับผลงานของมาร์กซ์อย่าง
เอาจริงเอาจังมากข้นึ

หนา้ 94

ลทั ธิสังคมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พทุ ธหุน

ก่อนถูกจับกุมไม่นานนัก ซาชา (ช่ือเล่นของอเล็กซานเดอร์ผู้เป็น
พี่ชายของเลนิน) ได้แปลงานของมาร์กซ์เร่ือง “วิพากษ์ปรัชญาของเฮเกลว่า
ด้วยเร่ืองสิทธิ” (Critique of Hegel’s Philosophy of Right, 1844)
แอนนาพส่ี าวของเลนิน (ถกู จบั พร้อมกับซาชา ในปี 1887 ต่อมาถูกปล่อยตัว
และถูกขับออกจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เล่าว่า “พอ โวลอดยา (ช่ือเล่น
ของเลนิน) ไดย้ ินเรอื่ งน้ีเขา้ เทา่ น้นั แหละ เขานงั่ ลงอา่ นทนั ทีเลย”28

ปลายปี 1887 เลนินไดเ้ ข้าร่วมเดินขบวนทางการเมืองกับนักศึกษา
อื่นๆ ในเทอมแรกที่มหาวิทยาลัยคาซาน ผลท่ีได้รับก็คือ เลนินถูกขับออก
จากมหาวิทยาลัย ในปี 1890 เลนินซ่ึงได้มุมานะศึกษาด้วยตนเองก็ได้รับ
อนุญาตให้เข้าสอบที่มหาวิทยาลัย ปีเตอร์สเบิร์กในฐานะนักศึกษาภายนอก
เลนินสอบไดท้ ี่ 1 และออกไปเปน็ ทนายความอยู่ระยะหน่ึง

ในช่วงน้ีเอง เลนินได้ติดต่อกับนักสังคมนิยม แปลและเขียน
บทความออกมาเป็นจํานวนมากในปี 1895 เลนินเดินทางไปต่างประเทศ
และได้พบปะสงั สรรคก์ บั นักปฏิวตั ิรสั เซยี ท่ลี ้ภี ัยทางการเมอื งหลายคน รวมท้ัง
เพลคานอฟ ผู้ก่อต้ังพรรคสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย ซึ่งเป็นพรรคใต้ดินเพื่อ
หวงั โคน่ ลม้ พระเจ้าซาร์ด้วย หลังจากกลบั สูร่ ัสเซีย เลนินได้เข้าไปมีส่วนร่วม

หน้า 95

ลัทธสิ งั คมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหนุ

ในการจดั ตง้ั กลมุ่ ปฏิวัติชอ่ื “สหภาพเพ่ือปลดแอกชนชัน้ กรรมกร” ข้ึนปลายปี
เดียวกัน เลนินถูกจับฐานก่อการปฏิวัติ ต่อมาถูกส่งไปไซบีเรีย และท่ีนี่เอง
ที่เลนินได้เขียนบทความ วิเคราะห์สังคมรัสเซียช้ินสําคัญไว้คือ “พัฒนาการ
ของทนุ นยิ มในรสั เซีย”

หลงั จากพ้นโทษเลนนิ เดนิ ทางไปอยสู่ วิสเซอร์แลนด์ได้ร่วมกันก่อตั้ง
หนงั สอื พิมพช์ อ่ื Iskra ซึง่ แปลวา่ “ประกายเพลงิ ” แต่ต่อมาเกิดความไม่ลง
รอยกันในแนวทางการจดั ตั้งพรรค เลนนิ จงึ แยกตวั ออกมาตงั้ หนังสือพมิ พ์ใหม่
ชื่อ Vpered ซ่ึงแปลว่า “แนวหน้า” ความไม่ลงกันนี้เองทําให้พรรคสังคม
ประชาธิปไตยซ่ึงเปน็ พรรคปฏิวัตแิ ตกออกเปน็ 2 ฝาุ ย คือ ฝุายบอลเชวิค ซ่งึ
มีเลนินเป็นผู้นํา กับฝุายเมนเชวิค ฝุายบอลเชวิคซึ่งเป็นฝุายเสียงข้างมาก
ต้องการพรรคที่เคร่งในวินัย มีสมาชิกจํานวนน้อย ในขณะท่ีฝุายเมนเชวิค
หรอื เสยี งข้างนอ้ ยกลับต้องการสร้างพรรคท่ีมีสมาชิกจํานวนมากไว้สนับสนุน
และได้เสนอให้ดําเนินนโยบายแบบฉวยโอกาส โดยร่วมมือกับกลุ่มเสรีนิยม
ในชนชั้นกระฎุมพี

ในปี1905 เลนนิ มสี ว่ นรว่ มในการจลาจลต่อต้านรัฐบาลและเป็นผล
ให้เลนิน ต้องเดินทางออกจากรัสเซียอีกครั้งหนึ่ง และครั้งน้ีเลนินต้องใช้ชีวิต

หน้า 96

ลัทธิสงั คมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหนุ

อยู่ในต่างประเทศถึง 9 ปีคร่ึง จึงสามารถเดินทางกลับสู่รัสเซียในฐานะผู้ท่ีมี
ความสาํ คญั ยิ่งเมอื่ ปี 1917

ผลงานของเลนิน มีอยู่มากมาย รวมงานเขียนของเลนินแล้ว
ประมาณกันว่ามีถึง 10 ล้านคํา 29 งานเขียนท่ีสําคัญคือ What is to be
done(1902) ซึ่งเขียนถึงเค้าโครงเกี่ยวกับพรรคและวางพื้นฐานในการสร้าง
องค์กรช้ีนําของชนชั้นกรรมาชีพท่ีม่ันคงในอนาคต Two Tactics of Social
Democracy in the Democratic Revolution (1905) เป็นหนังสือที่เลนิน
ต้องการยืนยันว่าขณะน้นั รัสเซยี เปน็ สังคมศักดินา ซึ่งจําเป็นต้องมีการปฏิวัติ
นายทนุ เพอื่ ทจ่ี ะสร้างพื้นฐานสําหรับการปฏิวัติสังคมนิยมสืบไป แต่ในการ
ปฏวิ ัติ กรรมาชพี ยังไม่สามารถรวมตวั กนั ติดจึงต้องอาศัยแรงจากชาวนาด้วย
Imperialism: The Highest Stage of Capitalism (1916) เป็นผลงานท่ี
เลนินพยายามท่ีจะอธิบายว่าทําไมนายทุนจึงไม่ประสบกับความหายนะจาก
การลุกฮือของ ชนชั้นกรรมาชีพดังท่ีมาร์กซ์ได้ทํานายไว้ และ State and
Revolution (1917) ซงึ่ เป็นหนงั สือท่ีเลนินต้องการชี้ให้เห็นถึงสถานะของรัฐ
และโจมตีลัทธิแก้ของเค้าท์สก้ีและเบอร์นสไตน์ ว่าเป็นพวกท่ีบิดเบือนลัทธิ
มาร์กซอ์ ย่างสน้ิ เชิงด้วย

หน้า 97

ลัทธสิ งั คมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ

อิทธิพลเชงิ ประวตั ศิ าสตร์
สังคมรัสเซียในช่วงศตวรรษท่ี 19 และต้นศตวรรษท่ี 20 ซ่ึงเป็น

ช่วงท่ีเลนินมีชีวิตอยู่นั้น นับได้ว่ายังอยู่ในสภาพของสังคมศักดินา กล่าวคือ
มีชนชั้นสูง เจ้าของที่ดินเป็นจํานวนน้อยซึ่งเป็นกลุ่มที่รีดนาทาเร้นชนชั้น
ชาวนาซึ่งมีอยู่เปน็ จํานวนมาก บรรดาชาวนาเหล่าน้ีมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่า
ฐานะของขา้ ทาสเพยี งเลก็ นอ้ ยเทา่ นั้น

ช่วงหลังของศตวรรษที่ 19 พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ได้
ยอมผ่อนปรนให้ชาวนามีที่ดินแปลงเล็กๆ เพ่ือทําประโยชน์ส่วนตัวได้ มีการ
ปรับปรุงระบบศาลยุติธรรม ระบบการศึกษาพร้อมท้ังให้เสรี ภาพกับ
หนังสือพิมพ์มากกว่าเก่า นอกนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิรูปเล็กๆ
น้อยๆ ท่ีไม่สําคัญ เพราะอํานาจท่ีแท้จริงยังคงตกอยู่ในมือของพระเจ้าซาร์
และบรรดาขุนนางอยู่

ตอนต้นศตวรรษที่ 20 เร่มิ มกี ลุ่มตอ่ ต้านการปกครองภายใต้การนํา
ของพระเจา้ ซารแ์ บ่งได้เปน็ 3 กลุ่มใหญๆ่ คือ

กลุ่มแรก ประกอบด้วยชนช้ันกลาง พวกน้ีได้รับ
การศึกษาดี และพยายามท่ีจะให้มีรัฐธรรมนูญ แบบประเทศอุตสาหกรรม

หนา้ 98

ลทั ธิสงั คมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พทุ ธหุน

ก้าวหนา้ ของยุโรปตะวันตก พวกนี้เรียกว่าพวก Constitutional Democrat
(Cadets)

กลุ่มที่สอง คือ ขบวนการสังคมนิยมเกษตร กลุ่มน้ีมี
แนวความคิดแบบปฏวิ ตั ิ ต่อมาขบวนการนี้ได้พัฒนาไปเป็นพรรคปฏิวัติสังคม
นยิ มหรือ Octobrist

กลุ่มที่สาม คือ ประกอบด้วยชนช้ันกรรมาชีพท่ีนิยมใน
ลัทธิมาร์กซ์ ในระยะแรกมีสมาชิกอยู่น้อยมาก แต่ต่อมาก็เพ่ิมมากข้ึนอย่าง
รวดเรว็

ในปี 1904-5 เกิดสงครามญป่ี ุน-รัสเซยี ขนึ้ และในทสี่ ุดรัสเซยี พ่าย
สงคราม ทําให้ฐานะของพระเจ้าซาร์ทรุดหนัก มีการจลาจลวุ่นวายเกิดขึ้น
ภายในประเทศหลายครั้งเพ่ือบีบบังคับให้รัฐบาลปฏิรูปการปกครองเสียใหม่
ในระยะนั้นพระเจ้าซาร์ก็ยอมทําตามเง่ือนไขของประชาชนโดยให้จัดต้ังสภา
ดมู า หรอื สภาผแู้ ทนราษฎรขน้ึ แต่เม่ือฐานะของพระเจ้าซาร์ดีข้ึน พระองค์ก็
ได้จาํ กดั อํานาจของสภา และหันมาใช้อํานาจนิยมอยา่ งเก่าอีก

เม่ือสงครามโลกคร้ังท่ี 1 ประทุขึ้นเม่ือปี 1914 ปรากฏว่ากองทัพ
ของพระเจ้าซาร์พ่ายแพ้การรบหลายครั้ง ทั้งยังขาดอาวุธยุทโธปกรณ์เป็น

หนา้ 99

ลัทธสิ ังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ

อยา่ งมาก ประชากรในประเทศขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างรุนแรง
ก่อให้เกดิ ความระสํ่าระสายกันโดยท่ัวไป

ในเดือนกุมภาพนั ธ์ 1917 ขบวนการปฏิวัติก็เร่ิมขึ้นเม่ือกองทหาร
ประจาํ กรุงเซนต์ปีเตอร์เบิร์กต้ังตัวเป็นขบถเข้าร่วมกับกรรมกรที่นัดหยุดงาน
จนสามารถควบคุมตัวเมืองได้ท้ังหมดต่อมาการปฏิวัติก็ขยายตัวออกไปท่ัว
ประเทศ จนในท่สี ุดเดือนมีนาคม 1917 พระเจา้ ซารท์ รงสละราชสมบตั ิ

หลังจากน้ัน ได้มีการจัดต้ังรัฐบาลชั่วคราวขึ้นภายใต้การนําของ
คาเรนสก้ี และในช่วงนั้น เลนินได้เดินทางกลับรัสเซียในฐานะผู้นําของ
บอลเชวคิ เน่ืองจากรัฐบาลช่วั คราวได้ดําเนินนโยบายแบบผ่อนปรนซ่ึงเลนิน
ไม่เห็นด้วย เลนินจึงได้เรียกร้องให้ยึดท่ีดินเป็นของรัฐ ยึดธนาคารและให้รัฐ
เข้าควบคุมการผลิตทั้งหมด และเรียกร้องไม่ให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐบาล
ทง้ั น้เี ลนินอา้ งว่าการปฏวิ ัตนิ ายทุนได้เสร็จส้ินลงไปแล้ว และขณะน้ันถือเป็น
ชว่ งแหง่ พฒั นาท่ีจะนาํ ไปสู่การปฏวิ ตั ิสังคมนยิ ม ซ่ึงจาํ เป็นต้องเรียกรอ้ งใหช้ น
ชน้ั กรรมาชีพและชาวนาร่วมมือกนั เรง่ ช่วงของพัฒนาการสังคมทุนนิยมให้ส้ัน
เข้า เพ่ือที่จะนํารัสเซียไปสู่สังคมนิยมโดยทันที และเลนินก็กระทําได้สําเร็จ

หน้า 100

ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหนุ

ในเดือนพฤศจกิ ายนปีเดียวกันน้นั เอง (ตามปฏทิ ินเก่าของรัสเซีย ถือว่า เป็น
เดือนตลุ าคม 1917)

ลทั ธเิ ลนิน (Leninism)
ตามแนวความคิดของมารก์ ซน์ ัน้ เขาเชื่อวา่ ความขดั แย้งในลกั ษณะ
ท่ีเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนช้ันกรรมาชีพในสังคม
อุตสาหกรรมก้าวหน้าจะดําเนินไปในเชิงปริมาณและจะพัฒนาไปสู่การ
เปลยี่ นแปลงในเชงิ คณุ ภาพ กลา่ วคือ ชนชัน้ กรรมชพี จะทาํ การปฏวิ ัตลิ ม้ ล้าง
สังคมนายทุน และจะสถาปนารัฐสังคมนิยมขึ้นทั่วโลก ซึ่งกระบวนการน้ี
มารก์ ซ์เชือ่ วา่ เป็นสิ่งทีไ่ มอ่ าจหลกี เล่ียงได้
แต่หลังจากที่มาร์กซ์เสียชีวิตไป สภาพการณ์ที่เกิดข้ึนในสังคม
ตะวันตกซ่ึงเป็นสังคมท่ีระบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าท่ีสุดกลับหาได้เป็นไปใน
ลักษณะท่ีสนับสนุนทฤษฎีของมาร์กซ์ไม่ มาตรฐานการครองชีพของชนช้ัน
กรรมกรสูงขนึ้ แนวโน้มที่ชนช้นั กรรมาชพี ทีจ่ ะทาํ การปฏวิ ตั ิอยา่ งรุนแรงกลับ
ลดนอ้ ยลง

หน้า 101

ลัทธสิ งั คมนิยม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหุน

จากปรากฏการณ์เหล่าน้ี ผนวกกับสภาพการณ์ของรัสเซียเอง
เลนนิ ซง่ึ เปน็ ผทู้ ี่นิยมในลัทธมิ าร์กซ์มากจงึ พยายามที่จะใชห้ ลกั การของมาร์กซ์
มาปรบั เปลย่ี นเพอ่ื ใหเ้ ขา้ กบั สภาพการณ์ที่เป็นอยูแ่ ละเพอ่ื ความสมั ฤทธผิ ลใน
การนํารัสเซยี ไปส่สู ังคมนยิ ม นั่นเอง

ด้วยเหตนุ ี้ สตาลนิ จงึ อา้ งวา่
“ลทั ธิเลนนิ คือ ลัทธิมารก์ ซใ์ นยุคจกั รพรรดินิยมและการ

ปฏิวัติชนช้ันกรรมาชีพ พูดให้แจ่มชัดย่ิงข้ึนได้ว่า ลัทธิเลนินโดยทั่วไปคือ
ทฤษฎีและยุทธวิธีของการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ โดยเฉพาะคือทฤษฎีและ
ยทุ ธวธิ ขี องเผด็จการชนช้ันกรรมาชพี ”30

เพอื่ ที่จะเข้าใจสาระของลัทธิเลนินได้อย่างกระจ่าง เราจําเป็นต้อง
ศกึ ษาทฤษฎที เ่ี กยี่ วข้องท้งั หมด ซ่ึงอาจจาํ แนกออกได้ดงั นี้

1. ทฤษฎีวา่ ดว้ ยการปฏวิ ัตขิ องชนช้นั กรรมาชีพ
2. ทฤษฎวี ่าดว้ ยองคก์ รนักปฏิวัตอิ าชีพ
3. ทฤษฎีว่าด้วยรฐั
4. ทฤษฎีวา่ ดว้ ยจักรวรรดินิยมนายทุน

หน้า 102

ลทั ธสิ ังคมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหนุ

1. ทฤษฎีวา่ ดว้ ยการปฏิวัตขิ องชนช้ันกรรมาชพี
ตามทฤษฎีของมาร์กซ์ว่าดว้ ยวตั ถนุ ิยมประวตั ิศาสตรซ์ ่งึ เป็นทฤษฎที ่ี
สําคัญย่ิงในการวิเคราะห์วิวัฒนาการของสังคมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์น้ัน
ข้นั ตอนของพัฒนาการจะดาํ เนนิ ไปอย่างเป็นลาํ ดบั จากทาสไปสู่ศักดินา จาก
ศกั ดินาจะไปสู่ทุนนยิ มและจากทุนนยิ มจะไปสูส่ งั คมนิยม ความขดั แย้งภายใน
สงั คมแตล่ ะข้ันตอนจะเพม่ิ ขน้ึ ในเชิงปรมิ าณ และจะนําไปสู่การเปล่ียนแปลง
ในเชิงคุณภาพอันหมายถึงการปฏิวัติล้มล้างสังคมเก่าและแผ้วทางไปสู่สังคม
ใหมท่ ด่ี ีกวา่ เสมอ
เลนินเองยอมรับในหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์น้ี แต่การท่ีจะ
นําเอาหลักก ารนี้มาประยุกต์ใช้กับการปฏิวัติในรัสเซียโดยที่ไม่
กระทบกระเทือน หรือให้สมเหตุสมผลน้ันเป็นเร่ืองลําบากยิ่ง แต่เลนินก็ทํา
ได้สาํ เร็จโดยเขาได้อธิบายพัฒนาการของสงั คมรัสเซียตลอดจนกลยุทธ์ในการ
ปฏิวัติไว้ในหนังสือ Two Tactics of Social Democracy in the
Democratic Revolution (1905) 31
จากข้อเทจ็ จริงทางประวัติศาสตร์ ในปี 1904-1905 เกิดสงคราม
ญ่ีปุน-รัสเซียขึ้น ผลจากสงครามรัสเซียเป็นฝุายพ่ายแพ้ซ่ึงสะท้อนให้เห็นถึง

หนา้ 103

ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ

ความอ่อนแอของระบบซาร์ เหตกุ ารณจ์ ลาจลเกิดขน้ึ โดยทั่วไป กรรมกรลกุ ฮือ
ขนึ้ ชาวนาจาํ นวนมากเขา้ ร่วมในการตอ่ ตา้ นด้วยอยา่ งแขง็ ขันแมก้ รรมกรและ
ชาวนาจะถูกปราบ แต่เลนินก็ มองเห็นศักยภาพของชาวนาในการเข้าร่วม
ขบวน การปฏิวัติโดยเฉพาะการปฏิวัตินายทุนหรือการปฏิวัติประชาธิปไตย
อันเป็นการปฏิวัติล้มล้างระบบศักดินา ซ่ึง เลนินอ้างว่าเร่ิมข้ึนในปี 1905
นัน่ เอง

ในทางทฤษฎีมาร์กซิสต์น้ัน การปฏิวัติประชาธิปไตยนั้นเป็นภาระ
ของนายทุนเอง แต่สภาพการณ์ในรัสเซียนั้น เลนินเล็งเห็นว่าชนชั้นนายทุน
มีฐานะคลอนแคลนและถูกระบบซาร์ครอบงําเสียจนไม่สามารถเป็นที่ไว้เนื้อ
เช่ือใจให้ทําการปฏิวัติของตนเองและให้อํานาจควบคุมในข้ันต่อไปได้
อันตรายใหญ่หลวงย่ิงอยู่ที่ว่าพวกน้ีจะคืนอํานาจให้แก่ผู้เคยเป็นนายของตน
ด้วยความกลัวต่อปฏิปกั ษฝ์ ุายซ้าย 32 เลนินจึงสนบั สนนุ ใหน้ ายทุนร่วมมือกับ
กรรมกรและชาวนาทําการปฏิวตั ิลม้ ล้างระบบศกั ดนิ า

“...มันจะเป็นประโยชน์ย่ิงต่อชนช้ันผู้ใช้แรงงาน (กรรมาชีพและ
ชาวนา) ที่จําเป็นต้องเปล่ียนทิศทางของประชาธิปไตยนายทุนให้อุบัติขึ้นใน
รปู ของการปฏวิ ตั ิ ไมใ่ ชก่ ารปฏิรปู ...”33

หนา้ 104

ลทั ธสิ งั คมนิยม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหนุ

เม่ือปฏิวัติของนายทุนสํารองพรรคของกรรมาชีพจะต้องไม่มุ่งท่ีจะ
เข้ายึดอํานาจหรือเข้าไปร่วมกับรัฐบาลนายทุน แต่จะต้องทําตัวเป็นพรรค
ปฏิวัติฝุายตรงข้ามกับรัฐบาลต่อไป ทั้งน้ีก็เพ่ือท่ีจะปฏิวัติรุดหน้าไปสู่สังคม
นยิ มซึ่งเป็นจดุ หมายทส่ี าํ คัญ

“ชนชั้นกรรมาชีพควรจะต้องดําเนินการปฏิวัติประชาธิปไตยไป
จนถึงท่ีสุด โดยสมัครสมานมวลชนชาวนามาอยู่กับฝุายตน เพ่ือที่จะได้ใช้
กําลังอันรุนแรงไปทําลายการต่อต้านของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช และ
ความไรเ้ สถียรภาพของชนชั้นนายทุน ชนช้ันกรรมาชีพควรจะต้องทําให้การ
ปฏิวัติสังคมนิยมปรากฏเป็นจริงข้ึนโดยสมัครสมานมวลชนก่ึงกรรมมาชีพใน
หมู่ประชากรมาอยู่ฝุายตน เพ่ือจะได้ใช้กําลังรุนแรงไปทําลายการต่อต้าน
ของชนชั้นนายทุน และความไร้เสถียรภาพของชาวนาและชนชั้นนายทุน
น้อย”34

ตามความเห็นของเลนินนั้น การปฏิวัตินายทุนกับการปฏิวัติสังคม
นิยมน้ันแยกออกจากกันไมไ่ ด้ เพราะเป็นการปฏิวัติต่อเนื่องคือเป็นห่วงโซ่ 2
หว่ งในสายโซ่เสน้ เดียวกัน พร้อมกันน้ี เลนินจึงอ้างว่า การปฏิวัติสังคมนิยม
นั้นไม่จําเป็นว่าจะต้องเกิดข้ึนในสังคมที่มีระบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าเ สมอ

หนา้ 105

ลัทธิสังคมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พุทธหุน

แต่อาจเกิดในประเทศที่ทุนนิยมไม่ค่อยเจริญนัก อย่างเช่นรัสเซีย ทั้งนี้
เพราะเกดิ ความเปน็ ปฏปิ ักษอ์ ย่างรนุ แรงในระหวา่ งชนช้ันขึ้น ภายใต้เงื่อนไข
นี้ ทุนนิยมจึงอ่อนแอในขณะที่กรรมาชีพกลับแข็งข้ึน จึงไม่มีความจําเป็น
ใดๆ ท่จี ะตอ้ งรอให้ทุนนยิ มพัฒนาถงึ ข้นั สูงสุดเสียก่อนแลว้ จึงจะทําการปฏวิ ัติ
สงั คมนยิ ม

“ทฤษฎีปฏิวัติแห่งลัทธิเลนินโต้ว่า ไม่ ไม่แน่ว่าจะต้องในท่ีซึ่ง
อุตสาหกรรมค่อนข้างเจริญ ฯลฯ เสมอไป แนวรบแห่งทุนจะถูกทะลวงในท่ี
ซง่ึ สายโซจ่ กั รพรรดินยิ มอ่อนเปราะทส่ี ุด เพราะวา่ การปฏิวัติชนชนั้ กรรมาชีพ
เป็นผลแห่งการขาดสะบ้นั ของสายโซ่แนวรบ จักรพรรดินิยมแห่งโลกในที่ซ่ึง
ออ่ นเปราะทส่ี ุดของมนั และประเทศทเ่ี ร่ิมการปฏิวัติ ประเทศที่ทะลวงแนว
รบแห่งทุนแตกแล้ว อาจจะเป็นประเทศที่ทุนนิยมไม่ค่อยเจริญนัก ส่วน
ประเทศอื่นๆ ทที่ ุนนยิ มค่อนขา้ งเจริญกลบั ยังคงอยู่ในขอบข่ายทนุ นิยม”35

โดยสรุป เลนินคงยดึ หลักการวตั ถุนยิ มประวตั ิศาสตร์ของมาร์กซ์อยู่
แต่การที่จะนําเอาหลักการนี้มาตีความอย่างเคร่งครัดย่อมจะไม่เป็นผลดีต่อ
การปฏิวัติของรัสเซียแน่ เลนินจึงได้เสนอแนวทางใหม่ โดยให้ความสําคัญ
กับบทบาทของการปฏิวัติของชาวนามากข้ึน แต่ท้ังนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า

หนา้ 106

ลัทธสิ ังคมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหุน

ชาวนาจะอยู่ในฐานะเดียวกับกรรมาชีพในการปฏิวัติ แต่อยู่ในฐานะผู้ตาม
เท่านั้น กรรมาชีพเป็นพวกท่ีจะต้องเป็นผู้นําของการปฏิวัติ ท้ังน้ีเพราะ
“เนื่องจาก บทบาททางเศรษฐกิจในการผลิตขนาดใหญ่ของชนช้ันกรรมาชีพ
จงึ มแี ต่ชนชั้นกรรมาชพี เท่าน้นั ที่สามารถเป็นผนู้ าํ ของมวลชนผู้ใช้แรงงานที่ถูก
ขูดรดี ทัง้ ปวงได้”36

แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติสังคมนิยมของชนช้ันกรรมาชีพหาได้
เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่ แต่จะต้องมีพรรคเป็นแกนนํา และพรรคน้ี
จะต้องเปน็ พรรคปฏิวตั ิ

“ฉะนั้น จึงจําเป็นต้องมีพรรคใหม่ พรรคที่สู้รบ พรรคท่ีปฏิวัติ
พรรคนี้จะต้องมีความกล้าพอท่ีจะชักนําชนช้ันกรรมาชีพไปยึดอํานาจรัฐ
พรรคนี้จะต้องมีความจัดเจนที่จะเข้าใจเง่ือนไขอันสลับซับซ้อนของภาวะ
แวดล้อมแห่งการปฏิวัติอย่างแจ่มแจ้ง พรรคนี้จะต้องมีเชาว์ไว้พอที่จะอ้อม
หินโสโครกท้ังปวงท่ีขวางทางแห่งความก้าวรดุ หน้าไปได้

ถ้าไม่มีพรรคเช่นนี้ ก็อย่าหมายเลยว่าจะไปโค่นจักรพรรดินิยม ก็
อย่าหมายเลยว่าจะไปช่วงชิงให้ได้มาซึ่งเผด็จการชนชน้ั กรรมาชีพ”37

หนา้ 107

ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหุน

2. ทฤษฎวี ่าด้วยพรรคปฏวิ ตั หิ รือองค์กรนกั ปฏวิ ตั ิอาชีพ
เนื่องจากรัสเซียในขณะนั้นเป็นสังคมศักดินา ประชาชนส่วนใหญ่
ประกอบอาชีพทางกสิกรรมเป็นหลัก ทั้งยังมีแนวความคิดของฝุายสังคม
ประชาธปิ ไตยซึ่งมคี าร์ล เคา้ ท์สก้ี และ เอ็ดด้วด เบริ น์ สไตนเ์ ปน็ ผนู้ าํ พวกน้ี
ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดเรื่องการล้มล้างระบบด้วยวิธีการปฏิวัติ แบบ
รุนแรงแต่ต้องการปฏิรูปสังคมแบบค่อยเป็นค่อยไป พวกน้ีเช่ือว่าในสภาพ
ของสังคมทีเ่ ปน็ อย่จู ะเอ้ือต่อกรรมกรในการแก้ไขข้อบกพร่อง เรียกร้องสิทธิ
ตา่ งๆ ของพวกเขาไดโ้ ดยผา่ นสหภาพแรงงาน
เลนนิ กลัวว่าการปฏิวัติในรัสเซียจะไม่เกิดข้ึน จึงได้กําหนดยุทธิวิธี
ของการจัดต้ังพรรคปฏิวัติขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรช้ีนําให้แก่กรรมาชีพ ทั้งน้ีเล
นินเช่ือว่า ถ้าหากให้กรรมกรดําเนินการด้วยตนเองแล้ว กรรมกรจะหันไป
ร่วมมือกับนายจา้ งเพือ่ แกไ้ ขสภาวะของการทาํ งานไป
“ประวัติศาสตร์ของชาตติ ่างๆ ช้ีให้เห็นว่าชนชั้นกรรมกร...สามารถ
ที่จะพัฒนาได้ก็แต่เพียงความสํานึกในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานเท่านั้น
น่นั คือ มคี วามเชื่อมนั่ ว่าเป็นความจําเปน็ ที่จะต้องรว่ มมอื กันเป็นสหภาพ ลุก

หน้า 108

ลัทธสิ งั คมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหุน

ขนึ้ ตอ่ สู้กับนายจ้างและพยายามทจ่ี ะบีบบงั คบั ให้รัฐบาลออกกฎหมายแรงงาน
ท่จี าํ เป็นๆ ฯลฯ”38

ด้วยเหตุนี้ เลนินจึงเชื่อว่า ความสํานึกในชนช้ันทางการเมืองจะ
เกิดขึ้นกบั กรรมมาชีพไดจ้ ะมาจากภายนอก นั่นคือไม่ได้เกิดจากการต่อสู้เพื่อ
ปากเพื่อท้อง และไม่ไดเ้ กิดจากสมั พันธภาพระหวา่ งกรรมกรกับนายจ้าง 39

“เม่ือเป็นเช่นนี้ เลนินจึงต้องการปลุกชนชั้นกรรมาชีพให้ต่ืนข้ึน
พร้อมด้วยสํานึกสังคมนิยม (Socialist Consciousness) แต่สํานึกสังคม
นิยมน้ี ชนช้ันกรรมาชีพไม่อาจเสริมสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงต้องมี
กลไกลในการถ่ายทอดความรู้สึกนี้เข้าไปในตัวกรรมกร กลไกนี้คือ พรรค
คอมมวิ นสิ ต์ ซ่ึงจะทําหนา้ ทีส่ รา้ งความรสู้ ึกดังกลา่ วขน้ึ ในตัวกรรมกร อันเป็น
สํานึกทางการเมือง หาใช่สํานึกทางเศรษฐกิจที่ยอมรับการผ่อนปรนจาก
นายทุน โดยการรวมกันในรูปของสหบาลกรรมกรไม่ หรืออีกนัยหนึ่ง เป็น
การแปรสภาพการตอ่ ส้ทู างเศรษฐกจิ เป็นการต่อสู้ทางการเมอื งนน่ั เอง”40

หน้า 109

ลทั ธสิ ังคมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหุน

ความจาเป็นของการจัดต้งั พรรค:
เลนินชี้ให้เห็นถึงความจําเป็นท่ีจะต้องจัดตั้งพรรคปฏิวัติข้ึน ทั้งน้ี
ต้งั อย่บู นความเชอื่ ที่ว่า
“1. ไม่มขี บวนการปฏวิ ัติใดจะยง่ั ยืนได้ถ้าปราศจากองค์กรผู้นําที่มี
เสถียรภาพและสามารถในการดาํ เนินการอย่างตอ่ เน่ือง
2. ย่ิงดึงมวลชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อสู้ และเป็นฐานของ
ขบวนการมากเท่าใดความจําเป็นที่จะต้องมีองค์กรในลักษณะดังกล่าวโดย
รีบด่วนและจะต้องสร้างความเป็นปีกแผ่นให้กับองค์กรมากขึ้นเท่าน้ัน
มิฉะน้ันจะเป็นการเปดิ โอกาสให้บรรดาพวกกวนเมืองไปหันเหมวลชนในส่วน
ที่ยงั ล้าหลงั ให้ออกไปนอกลู่นอกทางของการต่อสู้ได้
3. องค์กรดังกลา่ วจะตอ้ งประกอบด้วยประชาชนท่ีดําเนินกิจกรรม
ปฏวิ ัตเิ ปน็ อาชีพโดยสว่ นใหญ่
4. ในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชนั้น ย่ิงมีการจํากัดสมาชิกภาพของ
องค์กรดังกล่าวเฉพาะประชาชนผูท้ ่ดี ําเนินกิจกรรมปฏิวัติเป็นอาชีพ และผู้ที่
ได้รับการฝึกปรือถึงศิลปะของการต่อสู้กับเจ้าหน้าท่ีก็จะยิ่งทําให้ยากแก่การ
ทําลายองคก์ รนน้ั

หน้า 110

ลทั ธิสังคมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหนุ

5. ในวงนอกขององค์กรนนั้ จะประกอบไปด้วยประชาชนจาก ชน
ชั้นกรรมกรและชนช้ันทางสังคมอื่นๆ ท่ีสามารถจะเข้าร่วมในขบวนการและ
สามารถทํางานใหด้ ว้ ยความกระตือรอื รน้ ”41

ลักษณะสาคัญของพรรค :
1. ประกอบดว้ ยนักปฏิวัติอาชีพซง่ึ ไม่จาํ เปน็ ว่าจะต้องมาจากชนชน้ั
กรรมาชีพแตจ่ ะมาจากชนชัน้ ใดกไ็ ดท้ ่ีเลอ่ื มใสในการปฏวิ ตั สิ งั คมนยิ ม 42
2. เป็นองค์กรขนาดเล็กและจํากัดจํานวนของสมาชกิ โดยคณุ ภาพ43
3. สมาชิกของพรรคต้องสามารถอทุ ศิ ทุกสิง่ ทุกอย่างเพ่ือพรรคและ
จะต้องทาํ งานให้พรรคเต็มเวลา
4. สมาชกิ ของพรรคต้องเคารพในระเบียบวินยั อยา่ งเครง่ ครดั
5. มีการดาํ เนนิ งานอยา่ งลบั ๆ และไดผ้ ลดี
บทบาทและหนา้ ท่ขี องพรรค
ในหนังสือ “รากฐานลัทธิเลนิน” สตาลินได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาท
และหนา้ ทข่ี องพรรคแหง่ ลัทธเิ ลนิน หรือพรรคคอมมิวนิสต์ไว้เป็น 6 ประการ
คือ 44

หนา้ 111

ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหุน

1. พรรคเป็นกองกาํ ลงั ท่นี าํ หน้าของชนชน้ั กรรมาชีพ เปน็ ผู้นาํ ทาง
การเมืองและสามารถยกระดับมวลชนให้สูงถึงขั้นที่จะสามารถเข้าใจใน
ผลประโยชน์ทางชนช้ัน สามารถทําให้กรรมาชีพหันเหออกไปจากความ
สํานึกในสหภาพแรงงาน และทําให้ชนชั้นกรรมาชีพกลายเป็นพลังทาง
การเมอื งทเ่ี ปน็ อิสระไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง

2. พรรคเป็นกองกําลังที่มีการจัดตั้งของชนชั้นกรรมาชีพท้ังนี้
เพราะพรรคมภี าระหน้าท่ีอย่างใหญ่หลวง จะต้องนําการต่อสู้ของกรรมาชีพ
พรรคจึงจําเป็นต้องมีวินัยและมีโครงการในการต่อสู้หรือมีการจัดต้ังที่ดี มี
เอกภาพและเปน็ ระบบ

3. พรรคเป็นรูปแบบสูงสุดขององค์กรจัดต้ังทางชนช้ันของชนชั้น
กรรมาชีพ เน่ืองจากพรรคไม่ใช่เป็นองค์กรจัดตั้งเพียงองค์กรเดียวของชนชั้น
กรรมาชีพ แต่ยังมีสหภาพแรงงานสหกรณ์ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นองค์กร
จัดต้ังนอกพรรค แต่ต่างก็เป็นส่ิงจําเป็นอย่างยิ่งของชนชั้นกรรมาชีพในการ
ต่อสู้กับฝุายปฏิปักษ์ เม่ือมีองค์กรจัดตั้งมากมาย จึงจําเป็นต้องมีองค์กร
จดั ต้ังศนู ยก์ ลางทจ่ี ะทําหน้าทีก่ าํ หนดแนวทาง และผลักดันให้การต่อสู้ของชน
ชน้ั กรรมาชีพบรรลสุ ูเ่ ปาู หมายอย่างมเี อกภาพได้

หนา้ 112

ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ

4. พรรคเป็นเครอ่ื งมือของเผด็จการแห่งชนชั้นกรรมาชพี
พรรคหาได้เป็นจุดมุ่งหมายในตัวเองไม่ แต่เป็นเพียงเครื่องมือของชนช้ัน
กรรมาชพี ในการช่วงชิงให้ไดม้ าซง่ึ เผดจ็ การ รักษาเผด็จการไว้ สร้างความ
มั่นคงให้เผด็จการและขยายเผด็จการเพ่ือจะนําไปสู่ชัยชนะอันสมบูรณ์ของ
สังคมนยิ ม

5. พรรคเป็นเอกภาพแห่งเจตนารมณ์ และเข้ากัน
ไม่ได้กับการดํารงอยู่ขององค์กรจัดต้ังพรรคพวก ถ้าพรรคไร้พลังขาดความ
สามัคคีและไมม่ ีวนิ ยั เหลก็ แลว้ จะเป็นไปไมไ่ ด้ทจ่ี ะชว่ งชงิ ใหไ้ ด้มาซง่ึ เผดจ็ การ
แห่งชนช้ันกรรมาชีพ ถ้าไม่มีเอกภาพแห่งเจตนารมณ์ ไม่มีเอกภาพอัน
สมบูรณ์และความเด็ดขาดในการปฏิวัติการของสมาชิกพรรคท้ังมวลแล้ว
วนิ ัยเหล็กภายในพรรคกจ็ ะเปน็ ไปไมไ่ ด้

6. พรรคมั่นคงข้ึนด้วยการขจัดพวกลัทธิฉวยโอกาสใน
ขบวนการของตนออกไปพวกลัทธิฉวยโอกาสคอื เปน็ ตัวแทนที่แทจ้ ริงของชน
ชั้นนายทุนในขบวนการของกรรมาชีพ จึงจําเป็นต้องขจัดออกไป ไม่เช่นน้ัน
พรรคจะมีเอกภาพและมีความสามัคคีไมไ่ ด้

หนา้ 113

ลัทธิสงั คมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ

หลกั การดาเนินการของพรรค
หลกั การท่ีสําคญั ท่ีเลนินได้เสนอเพ่ือการบริหารในองค์กรนักปฏิวัติ
อาชีพหรือพรรคก็คือประชาธิปไตยรวมศูนย์ (Democratic Centralism)
เลนินอ้างว่าหลักการประชาธิปไตย แบบตะวันตกต้ังอยู่ขนข้อสมมติฐานของ
เง่ือนไข 2 ประการ คือ ประการแรกจะต้องมีการโฆษณาปุาวประกาศใน
นโยบาย การดําเนินงานและอ่ืนๆ ประการที่สองจะต้องมีการเลือกต้ัง
ตวั แทนเข้าไปทาํ งานในหน่วยงานหรอื องคก์ รนน้ั ๆ
ในประเด็นแรก เลนินชี้ให้เห็นว่าเม่ือพูดถึงประชาธิปไตยแล้ว ก็
จะตอ้ งพดู ถงึ การโฆษณาปาุ วประกาศ หรอื การเปดิ เผยตอ่ สาธารณชนและน่ัน
ก็หมายความว่าสมาชิกขององค์กรจะต้องมีมาก แต่องค์กรนักปฏิวัติอาชีพซ่ึง
ต้องดําเนินการอย่างลับๆ มีสมาชิกจํานวนจํากัดไม่เช่นนั้น การต่อสู้กับ
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชซึ่งมีเคร่ืองมือสังหารพร้อมจะไม่มีวันท่ีจะ
สัมฤทธผิ ลได้
ส่วนประเด็นเรื่องการเลือกตั้งก็อยู่ในทํานองเดียวกัน คือ จะต้องมี
การเปิดเผยตัวผู้สมัครประกาศนโยบายให้ประชาชนได้มีโอกาสได้พิจารณา

หนา้ 114

ลัทธิสังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหุน

และอ่ืนๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่อาจจะกระทําได้ในบรรยากาศทางการเมืองท่ีเป็น
เผดจ็ การ

ฉะนั้น เลนินจึงสรุปว่าประชาธิปไตยดังกล่าวจึงไม่อาจนํามาใช้ได้
อย่างเหมาะสม กับพรรค ซ่ึงเป็นองค์กรท่ีจะต้องดําเนินงานอย่างลับๆ
อาจจะดําเนินการโจมตีศัตรูเม่ือไรก็ได้ อาจจําเป็นต้องปลุกเร้าขบวนการ
เพ่อื ให้เกิดผลดีตอ่ การโจมตี ฯลฯ ในการนี้องคก์ รนักปฏิวัตอิ าชีพหรือพรรคจงึ
จาํ เป็นต้องดําเนนิ การแบบรวมศนู ย์

หลักประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ทเ่ี ลนนิ เสนอมานน้ั จึงเป็นการรวม
เอาหลกั การ 2 ประการ ซงึ่ เลนินเชือ่ วา่ จะเป็นผลดตี ่อขบวนการ

หลักการแรก คือ หลักประชาธิปไตย หลักการน้ีไม่ได้นําเอาของ
ยุโรปมาใช้ท้ังหมด แต่เป็นหลักการในส่วนท่ีเปิดโอกาสให้สมาชิกในระดับ
ลา่ งได้เลอื กองค์กรพรรคในระดับท่ีสูงกว่าโดยลําดับ

หลักการที่สอง คือ หลักรวมศูนย์ เป็นหลักการท่ีเกี่ยวกับการ
ปฏิบัติตามสายการบังคบั บัญชาโดยเคร่งครัด เป็นเรื่องของระเบียบวินัย น่ัน
คือ กาํ หนดให้องคก์ รพรรคในระดับต่ําจะต้องปฏิบัติตามมติ หรือ คําสั่งที่มา
จากองค์กรในระดบั เหนอื กวา่ อย่างเครง่ ครดั

หน้า 115

ลทั ธิสังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ

ผลจากหลักการดําเนินงานของพรรคน้ีเองทําให้พรรคสามารถ
ปฏิบัติงานไปได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ จนสามารถนํารัสเซียซึ่งเป็นสังคมศักดิ
นาไปสู่สงั คมนยิ มไดใ้ นปเี ดียว คอื ในปี 1917 นนั่ เอง

3. ทฤษฎีวา่ ดว้ ยรฐั
แนวความคดิ ของเลนนิ เรือ่ งรัฐ ส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในหนังสือชื่อ
“รัฐกับการปฏิวัติ” ซ่ึงเลนินเขียนขึ้นในปี 1917 หนังสือเล่มน้ี เลนินมี
จุดประสงค์ท่ีจะโต้ตอบแนวความคิดของพวกสังคมประชาธิปไตยอนั มี เค๊าท์ส
ก้ี และเบิร์นสไตน์เป็นผู้นํา โดยเลนินชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของพวกลัทธิ
แก้ท่ีมองแนวความคิดของมาร์กซ์อย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในจุดยืนเรื่องรัฐ
ซึง่ เปน็ ประเดน็ ข้อถกเถยี งที่สาํ คัญยง่ิ
เค๊าท์สก้นี นั้ ไมป่ ฏเิ สธว่ารัฐเป็นองค์กรของการปกครองทางชนชั้น
และไมป่ ฏิเสธวา่ ความขดั แย้งทางชนชั้นนั้นไม่อาจประนีประนอมกันได้ แต่ก็
อ้างว่าการปฏิวัติสังคมนิยม อาจทําได้ในประเทศประชาธิปไตย โดยไม่
จาํ เปน็ ต้องใช้กําลังรนุ แรงทําลายอํานาจรัฐนายทุน ในขณะที่เลนินยืนยันตาม
แนวความคิดของมาร์กซ์ที่ว่า “ในเม่ือรัฐเป็นผลผลิตของความไม่อาจ

หนา้ 116

ลัทธสิ ังคมนยิ ม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหนุ

ประนีประนอมกันได้ของความขัดแย้งทางชนชั้น ในเมื่อรัฐเป็นพลังท่ีอยู่
เหนอื สังคม และ “แยกตัวออกไปจากสังคมมากขึน้ ทุกที” แล้วกเ็ ปน็ ที่แจ่มชัด
อย่างยิ่งว่าการปลดแอกของชนช้ันถูกกดข่ีไม่เพียงแต่จําเป็นต้องดําเนินการ
ปฏิวตั ดิ ้วยความรุนแรงเทา่ นัน้ หากจําเป็นต้องทาํ ลายองค์กรอํานาจรัฐซึ่งชน
ชน้ั ผู้ปกครองสร้างข้ึน และแสดงให้เหน็ “การแยกตวั ออกไป” เชน่ น้ีด้วย”45

รัฐ ถือเป็นองค์กรที่สําคัญยิ่ง เป็นองค์กรพิเศษที่ทําหน้าท่ีเป็น
เคร่ืองมือของชนช้ันผู้กดขี่เพ่ือบังคับปราบปรามชนช้ันผู้ถูกกดข่ีให้อยู่ภายใต้
เงื่อนไขการกดขี่ที่กําหนดโดยแบบวิธีการผลิตในช่วงเวลานั้นๆ 46 ในสังคม
นายทุน รัฐจะเป็นของชนชั้นนายทุน เม่ือชนช้ันกรรมาชีพยึดอํานาจรัฐ
นายทุนได้ มีการปฏิวัติปัจจัยการผลิต ทําลายความแตกต่างระหว่างชนชั้น
กรรมาชีพและจะทาํ ลายรัฐในฐานะที่เป็นรฐั ไปด้วย

การทําลายรัฐ ตามทรรศนะของมาร์กซ์และเองเกลส์ นั้น ไม่ใช่อยู่
ในลกั ษณะการเลิกลม้ หรือใช้กําลงั รุนแรงเขา้ ดาํ เนินการโดยตรง แต่กลับเป็น
การทาํ ลายทางอ้อม กลา่ วคือเป็นการทําให้รัฐค่อยๆ สลายตัวไปเอง น่ันคือ
เมื่อสังคมปราศจากชนชน้ั ไม่มีผขู้ ูดรีด และไม่มีผู้ถูกขูดรีดแล้วความจําเป็น
ท่ีจะใช้รัฐเป็นองค์กรพิเศษ สําหรับชนช้ันหน่ึงปราบปรามอีกชนช้ันหนึ่งก็จะ

หนา้ 117

ลัทธสิ งั คมนิยม สิทธิพันธ์ พุทธหนุ

หมดไป ฉะนั้นในสังคมท่ีปราศจากชนชั้น หรือสังคมคอมมิวนิสต์นั้น จึงไม่
จาํ เปน็ ตอ้ งมรี ฐั เลย เพราะในสังคมน้ีจะไม่มีใครท่ีจําเปน็ ตอ้ งปราบปราม

4. ทฤษฎวี ่าดว้ ยจกั รวรรดนิ ยิ มนายทุน
ตามแนวความคิดของมาร์กซ์นั้น ความขัดแย้งในลักษณะที่เป็น
ปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพในสังคมนายทุนจะ
เพ่ิมทวีรุนแรงขึ้นในเชิงปริมาณ เมื่อพัฒนาการของทุนนิยมถึงท่ีสุด ความ
ขัดแยง้ ระหว่างชนช้ันจะนําไปสกู่ ารเปล่ียนแปลงในเชิงคุณภาพ นั่นคือชนช้ัน
กรรมาชีพจะทําการปฏิวัติล้มล้างสังคมนายทุน ปฏิวัติปัจจัยการผลิตและ
ดํ า เ นิ น ก า ร ไ ป สู่ สั ง ค ม ค อ ม มิ ว นิ ส ต์ อั น เ ป็ น สั ง ค ม สุ ด ท้ า ย ข อ ง สั ง ค ม ใ น
ประวัติศาสตร์ของโลก
แต่การคาดการณ์ของมาร์กซ์กลับผิดพลาด เพราะหลังจากท่ี
มารก์ ซ์เสียชีวิตไปแล้วแนวโน้มของการปฏิวัติของชนช้ันกรรมาชพี ก็หาได้อุบัติ
ขนึ้ เลยไม่ แม้ในประเทศอตุ สาหกรรมก้าวหนา้ ในยโุ รป ส่วนนายทุนก็ดูว่าจะ
คงมเี สถยี รภาพ ไม่มีทที ่าว่าจะประสบกับความหายนะแตป่ ระการใด

หน้า 118

ลทั ธิสงั คมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ

ในช่วงของเลนิน เกิดมีแนวความคิดใหม่ซ่ึงเป็นท่ีรู้จักกันในนาม
ลัทธิแก้ (Revisionism) ซึ่งพวกน้ีมองว่าสาเหตุท่ีชนชั้นกรรมาชีพมี
ความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชนชั้นนายทุนลดลงก็เพราะความสําเร็จท่ี
กรรมาชีพได้รับจากการใช้ประชาธิปไตย ใช้สหภาพแรงงาน เข้าต่อรองเพื่อ
ผลประโยชน์ของชนชั้นได้สําเร็จ ชนชั้นกรรมาชีพจึงสามารถท่ีจะยกระดับ
ความเป็นอย่ทู ่ีดีได้โดยไม่จาํ เปน็ ตอ้ งใชว้ ธิ ีการรนุ แรง

แนวความคิดของพวกลทั ธิแกน้ ี้ เลนินประณามว่าเป็นแนวความคิด
ที่พยายามบิดเบือนลัทธิมาร์กซ์ไปอย่างเลวร้าย พร้อมกันนี้ก็เป็นภาระของ
เลนินท่ีจะต้องช้ีแจงสาเหตุที่นายทุนไม่ได้ประสบกับความหายนะตามท่ี
มาร์กซ์ได้คาดการณ์เอาไว้ ในการนี้เลนินได้สรุปว่าสาเหตุที่สําคัญคือ
นายทุนได้พัฒนาระบบทุนนิยมไปสู่ระบบจักรวรรดินิยม ซึ่งถือเป็นขั้นตอน
สุดท้ายแห่งการพัฒนาและหลังจากน้ีนายทุนก็ไม่อาจหลบหลีกไปไหนได้อีก
แล้ว แนวความคิดเร่ืองจักรวรรดินิยมนายทุนนี้ เลนินได้เขียนไว้ใน
รายละเอียดในผลงานของเขาเรื่อง จักรวรรดินิยม: ข้ันสูงสุดของทุนนิยม
(Imperialism: The Highest Stage of Capitalism)

หน้า 119

ลัทธสิ งั คมนิยม สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ

เลนนิ ได้อธบิ ายไว้ว่าการแขง่ ขนั กันในระหว่างบรรดานายทนุ ดว้ ยกนั
จะเป็นผลให้นายทุนน้อยต้องพินาศล่มจม และจะนําไปสู่การรวมทุน และ
ระบบผูกขาดข้ึนโดยนายทุนใหญ่ไม่ก่ีคน นายทุนอุตสาหกรรมเหล่านี้จะมี
ความสัมพันธ์กับบรรดานายธนาคารอย่างใกล้ชิด ท้ังน้ีเพราะธนาคารเป็น
แหล่งเงินกู้เพื่อการลงทุนที่สําคัญย่ิง และจะเป็นผลให้บรรดาธนาคาร
มีอิทธิพลย่ิงต่อการผลิต ระบบนายทุนแบบใหม่จึงเกิดขึ้น นั่นคือ
“ทุนการเงนิ ” ซ่งึ จะอยใู่ นลักษณะของการผูกขาดเช่นเดยี วกนั

ระบบนายทนุ แบบใหม่นี้จะแตกตา่ งจากระบบนายทนุ แบบเกา่ ในแง่
ทีว่ ่าได้พฒั นาจากการส่งสนิ คา้ อุปโภคบริโภคไปขายต่างประเทศ เป็นการส่ง
ทุนออกไปยงั ประเทศดอ้ ยพัฒนาเพือ่ แสวงหากําไรและเพอ่ื การขยายทนุ ตอ่ ไป

“ตราบเท่าท่ีทุนนิยมพัฒนาไปเรื่อยๆ มูลค่าส่วนเกินจะไม่ถูก
นําไปใช้เพื่อหวังท่ีจะยกระดับการครองชีพของกรรมาชีพแต่ประการใด
เพราะถ้าทําเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเป็นการลดกําไรลงซึ่งนายทุนจะยอมไม่ได้
ดังน้ันนายทุนจะใช้ทุนส่วนเกินน้ีไปลงทุนในประเทศด้อยพัฒนา เพื่อเพิ่ม
กําไรให้มากข้ึนไปอีก เพราะในประเทศด้อยพัฒนาน้ันมักจะให้กําไรงาม

หน้า 120

ลทั ธิสังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ

เพราะมีทนุ มาลงนอ้ ย ราคาที่ดินตํ่า ค่าจ้างก็ตํ่า และราคาวัตถุดิบก็ถูกกว่า
มาก...”47

ผลกําไรอันมหาศาลท่ีได้จากการขูดรีดแรงงานและทรัพยากรของ
ประเทศด้อยพัฒนาจะถูกส่งกลับเมืองแม่ และส่วนหน่ึงของกําไรจะถูก
นายทุนนาํ ไปตดิ สนิ บนและทําลายความสาํ นึกในความเป็นปฏิปักษ์ทางชนช้ัน
ของ “กลมุ่ ระดับบนชนชั้นกรรมาชีพ” น่ีก็เป็นสาเหตุท่ีสําคัญที่ทําให้ชนช้ัน
กรรมาชพี เพลาความสาํ นึกในการปฏิวัตลิ งไป

แต่เลนินก็อ้างว่าสถานการณ์เช่นน้ีจะเป็นไปชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่า
น้ันเอง เพราะประเทศทุนนิยมจะพัฒนาไปสู่การขัดแย้งกันเองเพ่ือเข้าไปมี
อิทธิพลครอบครองอาณานิคม และยังมีการแย่งชิงวัตถุดิบกัน ผลที่ไม่อาจ
หลีกเลี่ยงก็คือการทําสงครามระหว่างประเทศทุนนิยมด้วยกัน ดังตัวอย่างท่ี
เห็นไดจ้ ากสงครามโลกครง้ั ที่ 1 48

เลนินได้สรุปไว้ว่าระบบจักรวรรดินิยมอันเป็นขั้นสุดท้ายของระบบ
ทนุ นิยม จะมลี ักษณะท่สี าํ คัญยงิ่ อยู่ 5 ประการคอื 49

หนา้ 121

ลทั ธสิ ังคมนิยม สิทธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ

1. การรวมทุนและการผลิตได้พัฒนาไปถึงขั้นสูงโดยก่อให้เกิด
ระบบผกู ขาดขน้ึ ซึ่งระบบน้ีจะมบี ทบาทสําคัญยิ่งในวถิ ีทางเศรษฐกิจ

2. การรวมทุนธนาคารเข้ากับทุนอุตสาหกรรมจะนําไปสู่การจัดต้ัง
ระบบผกู ขาดทางการเงินขึ้น

3. การส่งทุนออกไปตา่ งประเทศซึ่งกลายเป็นส่ิงที่สําคัญยิ่งและจะ
แตกต่างไปจากการสง่ สนิ ค้าอุปโภคบริโภคออก

4. การจัดต้ังระบบผูกขาดระหว่างประเทศของบรรดานายทุนจะ
อบุ ตั ขิ ้ึนและจะมกี ารแบง่ โลกเพ่ือแสวงหาผลประโยชน์ในระหวา่ งกันด้วย

5. การแบ่งดนิ แดนของโลกในระหว่างประเทศมหาอํานาจทุนนิยม
จะถงึ ข้นั สมบูรณ์

ใน “รากฐานลัทธิเลนิน” สตาลินได้สรุปลัทธิเลนินไว้ว่า ลัทธิเลนิน
ได้อุบัติข้ึนภายใต้เง่ือนไขของจักรวรรดินิยมหรือ “ทุนนิยมท่ีร่อแร่จวนตาย”
จักรวรรดินิยมจะทําให้ความขัดแย้งของทุนนิยมบรรลุถึงขีดสุด แล้วจะ
นําไปสู่การปฏิวัติ ความขัดแย้งท่ีสําคัญในยุคจักรวรรดินิยมมีอยู่ 3 ประการ
คือ

หนา้ 122

ลทั ธสิ ังคมนิยม สิทธิพันธ์ พุทธหุน

1. ความขัดแย้งระหว่างแรงงานกับทุน น่ันคือเม่ือทุนนิยมพัฒนา
ไปสู่ระบบผูกขาดทางการเงินและการอุตสาหกรรม การต่อสู้ของกรรมาชีพ
จะใชร้ ูปแบบเก่าๆ เช่น อาศัยสหภาพแรงงานหรือสหกรณ์จะเป็นไปไม่ได้อีก
ต่อไป พวกนม้ี ีทางเลอื กอยทู่ างเดียวคอื การจับอาวุธข้ึนต่อสู้

2. ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเงินและระหว่างมหาอํานาจ
จักรวรรดินิยมด้วยกัน เพ่ือแก่งแย่งดินแดน ยึดครองวัตถุดิบ ผลก็คือการ
ทําสงครามระหวา่ งกัน ทําให้ที่มั่นของทุนนิยมถูกบั่นทอนลงไปและทําให้วัน
เวลาแห่งการปฏิวตั ขิ องชนช้ันกรรมาชีพมาถึงเร็วเขา้

3. ความขัดแยง้ ระหวา่ งชาติ “อารยะ” ท่ีอยู่ในฐานะผู้เข้าครองกับ
ประชาชนจํานวนมหาศาลในประเทศอาณานิคม การขูดรีดและการกดขี่ที่
จักรวรรดินิยมใช้กับชาวอาณานิคมจะก่อให้เกิดขบวนการประชาชนท่ีมีการ
ต่นื ตัวในจติ สาํ นึกประชาชาติ และจะนาํ ไปสู่สงครามปลดแอกโดยไม่อาจทจ่ี ะ
หลกี เล่ยี งได้ ซง่ึ ก็เทา่ กับเป็นการทําลายท่ีม่ันของทุนนิยมอย่างถึงรากถึงโคน
โดยการเปลยี่ นประเทศอาณานคิ มจากการเป็นกองหนนุ ของจักรวรรดินิยมให้
กลบั กลายเปน็ กองหนนุ ของการปฏิวัติแห่งชนชั้นกรรมาชพี ไป 50

หน้า 123

ลัทธิสังคมนิยม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหุน

โดยสรุป อาจกล่าวได้ว่าเลนินเป็นท้ังนักทฤษฎี และนักปฏิวัติท่ี
ย่ิงใหญ่ท่ีได้พยายามนําเอาลัทธิมาร์กซ์มาปฏิบัติให้เป็นจริงข้ึน แต่เมื่อนํามา
ปฏบิ ัตใิ นสงั คมรสั เซียซึ่งเปน็ สงั คมทร่ี ะบบอตุ สาหกรรมไม่เจริญนัก อุปสรรค
ตา่ งๆ จงึ เกิดขน้ึ และเปน็ สาเหตุท่ีสําคัญที่ทําให้เลนินจําต้องปรับแต่งและเพิ่ม
ความสมบูรณ์ให้กับลัทธิมาร์กซ์เพื่อให้เป็นหลักการที่มีลักษณะสากล ย่ิงข้ึน
หลักการท่ีเรียกว่าคอมมิวนิสต์ท่ีเป็นหลักการที่เป็นสากลจึงไม่ใช่เฉพาะลัทธิ
มาร์กซ์แต่เพียงลัทธเิ ดียว แต่ยงั รวมถึงลทั ธเิ ลนิน อกี ด้วย

หนา้ 124

ลทั ธิสังคมนิยม สิทธิพันธ์ พทุ ธหนุ

เหมาเจอ๋ ตุง (1893-1976)

ชีวติ และผลงาน
เหมาเจอ๋ ตุง เป็นนกั คดิ และนกั ปฏิวัติที่เครง่ ในลัทธมิ าร์กซ์และเลนิน

เขาถอื กําเนดิ เม่ือวันท่ี 26 ธันวาคม ค.ศ. 1893 จากครอบครัวชาวนาที่มั่งค่ัง
พอสมควร ครอบครัวของเหมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้านเชาชาน มณฑลหู
หนาน ซึง่ อยู่ตอนกลางของประเทศจนี พอเหมาอายไุ ด้ 7 ขวบ จึงถกู สง่ เข้า
โรงเรยี นประถมศึกษาแห่งหนง่ึ ซ่ึงบรรดาลูกเศรษฐีเข้าเรียนกัน วิชาการส่วน
ใหญเ่ ปน็ เรอื่ งของประวัติศาสตร์จีน ยกย่องจักรพรรดิ์ผู้ย่ิงใหญ่ในอดีต ท่อง
ตําราของขงจ้ือ เป็นต้น จนกระท่ัง 13 ขวบ พ่อจึงให้ออกจากโรงเรียนมา
ช่วยทํานา แต่เหมาก็ไม่ท้ิงหนังสือ เขาพยายามหาหนังสือมาศึกษาด้วยเอง
ตลอดหลังจากช่วยพ่อทํานาได้ระยะหน่ึง เหมาก็เดินทางไปศึกษาต่อในตัว
จงั หวัดฉางชา เนอ่ื งจากในชว่ งน้นั เกดิ ปญั หาขา้ วยากหมากแพง และบรรดา
เจ้าของท่ีดินรายใหญ่ๆ เอาเปรียบชาวนาอย่างมาก การต่อสู้เรียกร้องจึง
เกิดขึ้น มีการจัดตั้งสมาคมลับข้ึนมาหลายแห่งแต่ก็ถูกทางการปราบปราม
อยา่ งทารุณ

หนา้ 125

ลทั ธิสังคมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหุน

ท่ฉี างชาน้ีเองทเ่ี หมาได้มีโอกาสอ่านหนังสือของขบวนการชาตินิยม
ปฏิวัติเป็นครั้งแรก หนังสือพิมพ์นี้ได้ตีพิมพ์เรื่องราวของการลุกฮือต่อต้าน
ราชวงศแ์ มนจูท่ีเมืองกวางตุ้งเมื่อปี 1911 และนับเป็นคร้ังแรกเช่นกันท่ีเหมา
ได้ยินช่ือซุนยัตเซ็น และองค์การชาตินิยมปฏิวัติตุงเม็งหุย ซ่ึง ซุนยัตเซ็น
จดั ตั้งขนึ้ เมื่อปี 1905 และองคก์ รนี้เป็นศูนยจ์ ัดตงั้ ของพรรคกก๊ มินตัง๋ ในเวลา
ต่อมา

ในช่วงก่อนท่ีจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นในจีน ปี 1911 เหมามี
ความรู้สึกอย่างแรกกล้าที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เหมาจึงได้เขียนบทความ
เรียกร้องให้ซุนยัตเซ็นเดินทางกลับจากญ่ีปุนเ พ่ือเข้ารับตําแหน่ง
ประธานาธิบดี และนําบทความแผน่ ปลวิ นี้ไปปิดไวท้ ีผ่ นังกําแพงของโรงเรียน
ต่อมาการปฏวิ ตั ปิ ระสบความสาํ เรจ็ แต่ ซนุ ยตั เซน็ เองก็ไร้ฐานทางการเมืองที่
มีความแขง็ แกร่งพอที่จะปกครองประเทศทย่ี ิง่ ใหญไ่ พศาลได้ จงึ ได้หลกี ทางให้
ยวนซีไขเข้าคุมอํานาจแทน ปรากฏว่ายวนซีไขใช้ระบบพวกพ้องเอา
นายทหารคนสนิทเข้าไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ มากมาย จึงนําความ
แตกแยกมาสู่ประเทศ และนําชาติไปสู่สภาวะสงครามกลางเมืองซึ่งมีการ
ตอ่ สกู้ ันกว่า 33 ปี

หน้า 126

ลทั ธิสังคมนยิ ม สิทธิพันธ์ พทุ ธหุน

ปี 1915 ซ่ึงเป็นช่วงของการต่อสู้กันภายในระหว่างกลุ่มการเมือง
ต่างๆ จึงตอ้ งประสบเคราะหก์ รรมอีกประการหน่ึงคือ ญี่ปนุ ฉวยโอกาสยื่นขอ้
เรียกร้อง 21 ประการ ให้จีนอยู่ภายใต้การพิทักษ์ของญี่ปุน รัฐบาลภายใต้
การนําของยวนซี ไข แก้ปัญหาไม่ได้ จึงก่อให้เกิดขบวนการชาตินิยมขึ้น
ตอ่ ต้านญีป่ ุนและรฐั บาลเอง

ในระหว่างปี 1917-1918 เหมาเร่ิมให้ความสนใจกับปัญหาการ
เปลี่ยนแปลงทางสังคม และหลังจากจบการศึกษาเหมาได้เดินทางเข้าปักกิ่ง
เข้าทาํ งานเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ ท่ีมหาวิทยาลัยปักก่ิงและได้มีโอกาสพบกับ
หลีต้าเจา บรรณารักษ์ท่ีนั่น หลีต้าเจาเป็นนักชาตินิยมและเป็นผู้ท่ีพยายาม
นําเอาลัทธิมาร์กซ์และเลนินมาปรับใช้กับลัทธิชาตินิยมของจีน ด้วยความ
ประทับใจในบทความที่หลีต้าเจาเขียน ทําให้เหมากระตือรือร้นท่ีจะศึกษา
ประสบการณ์ที่ปฏิวัติของรัสเซยี อยา่ งจรงิ จงั

ปีต่อมา เหมาจัดตั้งสมาคมนักเรียนสามัคคีแห่งหูหนานขึ้น พร้อม
กบั ไดอ้ อก วารสารการเมอื งโดยเหมาเองเป็นบรรณาธิการ บทความที่สร้าง
ชื่อเสียงให้กับเหมามากที่สุดคือ “เอกภาพอันย่ิงใหญ่ของมวลประชาชน” ซึ่ง

หนา้ 127

ลทั ธสิ งั คมนิยม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ

เปน็ บทความทเี่ หมาใช้แนวทางของมาร์กซ์และเลนิน มาวิเคราะห์ ในปลายปี
เดียวกันน้ันเอง ทั้งสมาคมและวารสารก็ถูกส่ังปิดโดยคําสั่งของผู้ว่าราชการ
มณฑล

ต้นปี 1920 เหมาเข้าสู่ปักกิ่งเป็นครั้งท่ีสองและได้อ่าน The
Communist Manifesto เป็นคร้ังแรก พร้อมกันน้ัน เหมาได้หารือกับ
หลีตา้ เจา ในการจดั ตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ และหลงั จากไดพ้ บปะพูดคุยกับผู้ท่ี
นยิ มในลัทธมิ ารก์ ซ์ พรรคคอมมวิ นสิ ต์กไ็ ด้ถกู จัดตั้งขึ้นในประเทศจีนเป็นครั้ง
แรกเม่ือเดอื นกรกฎาคม 1921 จุดมุ่งหมายประการสําคัญคือการโค่นล้มชน
ชัน้ นายทนุ และจดั ต้งั เผด็จการแห่งชนช้ันกรรมาชีพข้ึนมา ในขณะน้ันสมาชิก
ของพรรคมที งั้ หมด 70 คน

เปน็ ทน่ี ่าสังเกตว่าในระยะแรกนน้ั เหมาในฐานะมาร์กซิสต์ไม่ได้ให้
ความสนใจบรรดาชาวไร่ ชาวนาเลย ซ่ึงในระยะหลังความคิดของเหมาก็
เปลีย่ นไป

ต้นปี 1922 ซุนยัตเซ็น ในฐานะหัวหน้าขบวนการชาตินิยม
ยินยอมร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อหวังที่จะนําความเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกนั มาสจู่ นี และตอ้ งการทีจ่ ะกําจดั อทิ ธพิ ลตา่ งชาติ คือ องั กฤษ อเมริกา

หนา้ 128

ลัทธิสงั คมนิยม สิทธพิ ันธ์ พทุ ธหุน

และญ่ีปุน แต่เมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว ซุนยัตเซ็นเห็นว่าจีนอยู่ในฐานะ
เสยี เปรยี บเร่ืองกองทัพและอาวุธ จึงจําตอ้ งหันเข้าพง่ึ รสั เซีย

ปี 1923 ซุนยัตเซ็น ส่งเจียงไคเซ็คไปรัสเซียหลังจากเกิด
วิกฤตการณ์เดนิ ขบวนต่อต้านจักรวรรดน์ิ ิยม อังกฤษ และอเมรกิ า ทกี่ วางตงุ้

ปี 1924 จีนกับรัสเซียได้ประกาศเป็นพันธมิตรกัน พร้อมกันนี้
รสั เซยี ไดส้ ง่ ครูฝกึ ทป่ี รกึ ษา ตลอดจนจัดต้ังสถาบันฝึกทหารให้ โดยให้เจียง
ไคเซค็ เป็นหัวหน้าฝุายทหารและจูเอ็นไล ซึ่งเป็นสมาชิกคนสําคัญของพรรค
คอมมวิ นิสต์เป็นหัวหน้าฝาุ ยการเมือง

ปี 1925 หลังจากที่ซุนยัตเซ็น เสียชีวิต เหมาได้ล้มปุวยและได้มี
โอกาสกลับไปพักฟ้ืนท่ีบ้าน ณ มณฑลหูหนาน ซ่ึงเป็นการกลับถิ่นเดิมคร้ังนี้
นับเป็นจดุ เปล่ียนแปลงท่ีสาํ คญั ยงิ่ ของเหมาเองเหมายอมรับว่าเขาได้ห่างเหิน
จากชนบทไปมาก จึงได้พยายามจัดตั้งองค์การท้องถ่ินในรูปของ “สมาคม
ชาวนา” ขึ้นกว่า 20 แห่ง เป็นผลให้นายทุนเจ้าของท่ีดินโกรธและเกลียด
เหมาเปน็ ท่ยี งิ่ เหมาจงึ จําเปน็ ท่จี ะต้องหลบไปอยูก่ วางตุ้งอกี ครั้งหนง่ึ

ใ น ช่ ว ง นั้ น เ ห ม า รั บ ตํ า แ ห น่ ง ผู้ นํ า ห น่ ว ย โ ฆ ษ ณ า ช ว น เ ช่ื อ ข อ ง
คณะกรรมการ บริหารกลางและเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ราย

หนา้ 129

ลทั ธสิ ังคมนยิ ม สิทธิพันธ์ พทุ ธหุน

สัปดาห์ ออกโดยฝุายการเมืองของก๊กมินต๋ัง อีกด้วยจากการท่ีเหมา
รับผิดชอบในกิจกรรมต่างๆ ท้ังของฝุายก๊กมินต๋ัง และคอมมิวนิสต์ จึงเป็น
ปัจจัยท่ีสําคัญท่ีให้เหมามีทัศนะท่ีกว้างและลึกในการมองปัญหา ตลอดจน
เห็นยุทธวิธีในการแก้ไขปัญหาเป็นอย่างดี อันเป็นผลให้เหมาประสบ
ความสําเรจ็ ในการปฏิวัติสงั คมในเวลาต่อมา

การร่วมมือกันระหว่างก๊กมินต๋ัง ภายใต้การนําของเจียงไคเซ็คกับ
พรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อกําจัดอิทธิพลต่างชาติเป็นไปด้วยดี จวบจนอิทธิพล
ของคอมมิวนิสต์เร่ิมมีมากขึ้น และบรรดานายทุนใหญ่ได้ประชุมลับยุยงให้
เจยี งจัดการกับพวกคอมมิวนิสต์โดยท่ีพวกตนจะให้การสนับสนุนทางการเงิน
อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งอ้างว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ดําเนินต่อไป พรรค
ชาตินิยมจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ พรรคคอมมิวนิสต์โดยไม่อาจท่ีจะทํา
อะไรไดเ้ ลย

ในเดือนเมษายน 1927 เจียงทํารัฐประหาร ส่งกองทัพเข้ากําจัด
พรรคของคอมมวิ นสิ ต์ทันที แตท่ ป่ี ระชุมสมชั ชาครงั้ ท่ี 5 ของพรรคยังเช่ือว่า
พรรคสามารถที่จะเจรจากับฝุายซ้ายของ ก๊กมินต๋ัง และบรรดาผู้นําทาง
ทหารในแถบชนบท เพ่ือร่วมกันต่อต้านเจียงได้ จึงไม่ทุ่มกําลังเข้าห้ําห่ันกัน

หนา้ 130

ลทั ธสิ งั คมนิยม สิทธิพันธ์ พุทธหุน

โดยตรง ในเดือนตอ่ มากองทหารทฉ่ี างชา อนั ประกอบไปด้วยนายทหารทมี่ า
จากครอบครัวเจ้าของท่ีดินและเศรษฐีชาวนาเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงพวกนี้โกรธ
แคน้ บรรดาผ้นู าํ สมาคมชาวนาทีเ่ คยสรา้ งความเดอื ดร้อนให้กับครอบครัวของ
ตนมา จึงพากันก่อการจลาจลลุกฮือขึ้น เข้าสังหารผู้นําสมาคมชาวนา
กรรมการ นักศึกษาและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หลายหมื่นคน ผลต่อมา
ทําใหพ้ รรคคอมมิวนิสต์ต้องแยกตัวออกมาจากพรรคก๊กมินตั๋ง อย่างเด็ดขาด
การต่อสู้ระหว่างฝุายก๊กมินตั๋ง กับฝุายคอมมิวนิสต์จึงเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง
เนื่องจากเหมาอาศัยฐานมวลชนจากชนบทเป็นหลักเหมาจึงได้นําเอายุทธวิธี
ของสงครามกองโจรมาใช้ในการต่อสู้ โดยยึดเทือกเขาชิงเกียงเป็นฐานกําลัง
ต่อมาก็ได้ขยายฐานปฏิบัติการไปแถบชายแดนมณฑลฟูเกียน กวางตุ้งและ
เกยี งสี

ปี 1931 เจียงยกพลจํานวนมหาศาลหวังที่จะถล่มฐานของ
คอมมิวนสิ ต์ท่ี เกียงสี แต่ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์ที่ญี่ปุนบุกแมนจูเรีย จึงทําให้
การบดขย้ีคอมมิวนิสต์ของเจียงล่าช้าไป จนกระท่ังปี 1934 จึงประสบ
ความสําเร็จเป็นผลให้พลพรรคคอมมิวนิสต์ประมาณหน่ึงแสนคน ตัดสินใจ
สละฐานเดินทางไกลวิบาก มุ่งสู่ตะวันตก กินระยะทาง 25,000 ลี้ หรือ

หนา้ 131

ลทั ธิสังคมนิยม สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหุน

8,000 ไมล์ ใช้เวลา 368 วัน มีพลพรรครอดชีวิตจากการเดินทางวิบาก
ครัง้ นี้เพียง 20,000 คนเทา่ นน้ั

ข บ ว น ก า ร ต่ อ ต้ า น ญี่ ปุ น เ ริ่ ม ข้ึ น อ ย่ า ง จ ริ ง จั ง จ า ก นั ก ศึ ก ษ า ไ ด้
เดนิ ขบวนประท้วงในเดอื นธันวาคม 1935 เรียกร้องให้รัฐบาลดําเนินการ แต่
เจียงสนใจศัตรูภายในมากกว่า ปลายปีต่อมาเจียงได้เดินทางไปทางภาค
ตะวนั ตกเฉียงเหนือ และถูกฝุายคอมมวิ นสิ ต์จับกุมได้หลังจากเจรจากันเจียง
ก็ถูกปล่อยตัวกลับออกมาโดยให้สัญญาว่า จะทําการต่อต้านญี่ปุนร่วมกัน
และจะยุติการสู้รบระหว่างกนั

ปี 1937-1938 ญ่ปี นุ ยึดเซยี้ งไฮ้ นานกิง และบุกทะลวงเข้าสู่ลุ่มนํ้า
แยงซี จีนต้องสูญเสียเมืองทําสําคัญๆ ให้แก่ญ่ีปุนหลายเมือง และหลังจาก
ญี่ปุนประกาศสงครามกับอเมริกา เกิดสงครามโลกคร้ังที่ 2 ข้ึน สงคราม
ระ ห ว่างญ่ี ปุนกับจี นจึ งกลา ย เ ป็นส่ วนห นึ่งของส งค ร า มโ ล กไปกองกํา ลั ง
อเมริกาเข้ามาร่วมรบในจีนและได้แนะนําให้เจียงนํากองกําลังสํารองจํานวน
มากที่เจียงเกบ็ ไว้สู้กบั ฝาุ ยคอมมวิ นิสต์ออกรบกับญ่ปี ุน

หลังจากญี่ปุนพ่ายสงคราม สถานการณ์ในจีนก็กลับเข้าสู่สภาวะ
ของการขัดแย้งภายในอีกครั้งหนึ่ง ก๊กมินตั๋งเป็นฝุายได้เปรียบฝุาย

หน้า 132

ลัทธิสังคมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหุน

คอมมิวนิสต์อยู่มากท้งั ในด้านกําลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ท่ีได้จากอเมริกา
ในช่วงแรกของการรบ ก๊กมินตั๋งได้ชัยชนะหลายแหง่ แต่ในช่วงหลงั ปี 1948
ฝุายคอมมิวนิสต์สามารถตีตอบโต้กลับคืน และรุกคืบหน้าลงทางใต้เรื่อยๆ
จนในท่ีสุดก็สามารถได้ชัยชนะโดยเด็ดขาด และในวันท่ี 1 ตุลาคม 1949
เหมา เซ ตุง ประกาศให้จีนเป็น “สาธารณรับประชาชนจีน” อันเป็นที่รู้จัก
กนั ในปจั จบุ ันน้ี

เหมาจึงเป็นทั้งนักกวี นักปาฐก นักวางแผนยุทธวิธี และเป็น
วีรบุรุษของขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลก
และได้เป็นผู้นาํ ของโลกคอมมิวนสิ ตท์ สี่ ําคญั ทีแ่ ขง่ ขนั บารมีกับผู้นําของรัสเซีย
มาตลอด ลัทธิเหมา (Maoism) ในท่ีนี้จึงหมายถึง ทั้งแนวความคิดและ
แนวทางในการปฏิบัติท่ีเหมาได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อที่จะประยุกต์หลักการของ
มาร์กซ์และเลนินให้เข้ากับสภาวการณ์ท่ีเป็นอยู่ในจีนขณะน้ัน รวมทั้ง
เพอื่ ทจ่ี ะใหด้ าํ เนินไปส่กู ารปฏิวตั ิโลกอย่างมีประสทิ ธภิ าพมากขึ้น น่ันเอง 51

หน้า 133

ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สิทธพิ นั ธ์ พุทธหุน

แนวความคิดท่สี าคญั
ทฤษฎวี ่าดว้ ยความขดั แย้ง
แนวความคิดทางปรัชญาว่าด้วยความขัดแย้งของเหมา ได้รับ

อิทธิพลมาจากหลักวัตถุนิยมวิภาษวิธีของมาร์กซ์ กล่าวได้ว่าเหมาพยายามท่ี
จะนําเอาหลักการน้ีมาอธิบายให้ความกระจ่างในปรากฏการณ์ทางการเมือง
รวมทง้ั ใช้เปน็ วิธีการในการวิเคราะหป์ ัญหาของจนี นั่นเอง

เหมาเช่อื วา่ ในการที่เราจะเข้าใจในพัฒนาการของสรรพสงิ่ ได้ เรา
จําต้องศึกษาทั้งสภาพภายในและความสัมพันธ์กับภายนอกด้วย กล่าวคือ
พัฒนาการของสรรพส่ิงเกิดจากขบวนการภายในตัวมันเอง และจากการที่มี
สหสัมพันธ์กับส่ิงอื่นๆ ในสภาพแวดล้อมของสังคมเอง เช่น ความขัดแย้ง
ระหว่างพลงั การผลิตกับความสัมพันธ์ของการผลิต ความขัดแย้งระหว่างชน
ช้ัน และความขัดแย้งระหว่างของเกา่ กับของใหม่ เปน็ ตน้ 52

ฉะน้นั ในกระบวนการของการพัฒนา เราจะพบว่ามีความขัดแย้ง
อยมู่ ากมายหลายรูปแบบ ซงึ่ ความขัดแย้งเหลา่ น้ีจะมีความสาํ คัญไม่เทา่ เทียม
กนั เชน่ ในสงั คมทนุ นิยมความขดั แย้งทม่ี คี วามสาํ คัญมากที่สุด คือ ระหว่าง
นายทนุ กบั กรรมาชพี ซ่ึงเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งหลัก ส่วนความขัดแย้ง

หน้า 134

ลทั ธสิ งั คมนยิ ม สทิ ธิพันธ์ พทุ ธหนุ

อื่นๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ระหว่างชนช้ันศักดินาท่ียังหลงเหลืออยู่กับนายทุน
เศรษฐีชาวนากับนายทุน กรรมาชีพกับเศรษฐีชาวนา ฯลฯ ต่างถูกกําหนด
หรอื ได้รบั อทิ ธิพลจากความขดั แย้งหลักทัง้ ส้ิน 53

ด้วยเหตุน้ี เหมาจึงอ้างว่าในการท่ีเราจะสามารถเข้าใจใน
กระบวนการของการพัฒนาที่ซับซ้อนได้ เราจําเป็นต้องค้นหาว่าอะไรคือ
ความขดั แยง้ หลัก ถา้ เราทราบปัญหาทุกอย่างก็จะได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไป
ได้ 54

ในสังคมจีนและสังคมอ่ืนๆ โดยทั่วๆ ไปจะมีความขัดแย้งอยู่
มากมาย เพอื่ ที่จะเข้าใจในธรรมชาติของความขดั แย้งท่ีมีอยู่ เหมาจึงได้แบ่ง
ความขดั แย้งออกเปน็ 2 ประเภทใหญๆ่ คอื 55

1. ความขดั แยง้ ระหวา่ งประชาชนกับศตั รู
2. ความขัดแย้งระหวา่ งประชาชนกบั ประชาชนด้วยกัน

เนื่องจากในสังคมจีนยังเป็นสังคมชนช้ัน กล่าวคือ ยังมีนายทุน
เจ้าของที่ดิน และเหมาไม่ต้องการกําจัดพวกน้ี แต่คงหวังที่จะได้รับความ
ร่วมมือทําการปฏิวัติประชาธิปไตย ท้ังหวังว่าหลายคนอาจกลับใจมาให้การ

หนา้ 135

ลัทธิสังคมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พุทธหุน

สนับสนุนการปฏิวัติสังคมนิยมด้วย ด้วยเหตุน้ีเหมาจึงให้คําจํากัดความของ
คําว่า “ประชาชน” ว่าอาจเปน็ บคุ คลจากชนชั้นใดก็ได้ ไม่จําเพาะแต่ชาวนา
และกรรมาชีพ แตจ่ ะตอ้ งเห็นดว้ ยหรอื ใหก้ ารสนับสนนุ ตลอดจนปฏบิ ตั ิตาม
แนวทางของสงั คมนยิ ม

ส่วนคําว่า “ศัตรู” หมายถึงบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่พยายาม
ต่อต้าน มุ่งร้ายและต้ังใจจะทําลายระบบสังคมนิยม เหมาถือว่าพวกน้ีเป็น
พวกท่เี ป็นปฏปิ ักษต์ ่อผลประโยชนข์ องประชาชนน่นั เอง

ความขัดแย้งในสังคมทั้ง 2 ประเภทน้ี ต่างก็มีลักษณะที่แตกต่าง
กนั โดยส้ินเชิงกล่าวคือ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับศัตรูนั้นเป็นความ
ขดั แย้งทีเ่ ปน็ ปฏปิ ักษ์ ส่วนความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันน้ันจะไม่มี
ความเป็นปฏิปักษต์ อ่ กัน 56

เมื่อเราทราบลักษณะของความขัดแย้งแต่ละประเภทแล้ว เหมา
อ้างว่าเราจําเป็นต้องทราบวิธีการแก้ไขความขัดแย้งนั้นๆ ด้วยวิธีการแก้ไข
ความขัดแย้งที่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อกันน้ัน เหมาเสนอให้ใช้วิธีการที่
รุนแรงเข้าแก้ไข ส่วนรวมขัดแย้งในระหว่างประชาชนด้วยกันจะเป็นการ
ขดั แยง้ กนั ในเรอื่ งของวิธีการ แตจ่ ุดมงุ่ หมายคืออุดมการณ์ยังคงเป็นอันเหน่ึง

หนา้ 136

ลทั ธสิ งั คมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหุน

อันเดยี วกัน แนวทางแกไ้ ขความขัดแย้งประเภทน้ี เหมาได้เสนอให้ใช้วิธีการ
ประชาธิปไตย

“ความขัดแย้งท่ีแตกต่างกันในเชิงคุณภาพอาจแก้ไขได้ก็โดยใช้
วิธีการทแี่ ตกต่างกนั ในเชิงคุณภาพเท่าน้ัน ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งระหว่าง
กรรมาชีพกับนายทุน ต้องแก้ไขโดยวิธีการปฏิวัติสังคมนิยม ความขัดแย้ง
ระหว่างมวลมหาชนกับระบบศักดินา ต้องแก้ไขโดยใช้วิธีการปฏิวัติ
ประชาธปิ ไตย ความขัดแย้งระหว่างอาณานิคมกับจักรวรรดินิยม ต้องแก้ไข
โดยใชว้ ิธกี ารทําสงครามปฏวิ ตั ิแห่งชาติ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกรรมกร
กับ ชนชั้นชาวนาใน ชุมชนสังคมนิยม ต้องแก้ไขโดยใช้วิธีการทํานารวม
และการใช้เครื่องยนต์กลไกในการผลิตทางการเกษตร ความขัดแย้งภายใน
พรรคคอมมิวนิสต์ต้องแก้ไขโดยใช้วิธีการวิพากษ์วิจารณ์และการวิจารณ์
ตนเอง ความขัดแย้งระหว่างสังคมกับธรรมชาติ ต้องแก้ไขโดยใช้วิธีการ
พัฒนาพลังการผลิต”57

สรุปได้ว่า เหมาคงยึดหลักวัตถุนิยมวิภาษวิธีของมาร์กซ์ ท่ีอ้างว่า
ในทุกสรรพส่ิงจะต้องมีความขัดแย้งในตัวของมันเอง และความขัดแย้งนี้จะ
เปน็ พลังทีส่ าํ คญั ในการผลักดนั ให้เกิดพัฒนาการไปสู่ส่ิงใหม่ แต่ขณะเดียวกัน

หน้า 137

ลัทธสิ งั คมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหนุ

เหมาก็ได้นําเอาหลักการน้ีมาประยุกต์ใช้ โดยพยายามอธิบายปราฏการณ์ท่ี
เกิดขึ้นพร้อมทั้งชี้แนะวิธีการในการที่จะยุติความขัดแย้งในเชิงคุณภาพสิ่ง
เหล่าน้ีเองท่ีเหมาได้นําไปวิเคราะห์ และปรับปรุงแนวทางปฏิวัติของจีนเสีย
ใหม่ จนกระทง่ั ไดร้ บั ชัยชนะอย่างสมบูรณ์

เผดจ็ การประชาธิปไตยของประชาชน
ตามแนวความคิดของมาร์กซ์นั้น หลังจากชนช้ันกรรมาชีพทําการ
ปฏิวัติชนช้ันนายทุนแล้ว กรรมาชีพจะจัดต้ังรัฐบาลเผด็จการแห่งชนช้ัน
กรรมาชีพขึ้นมาเพ่ือปฏิวัติปัจจัยในการผลิตและแนวทางไปสู่สังคม
คอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์ เหมาก็คงยึดมั่นในแนวความคิดน้ี แต่เหมาได้
ปรับปรงุ แนวความคิดเสยี ใหม่เพอ่ื ให้เขา้ กบั สถานการณข์ องการปฏิวัติของจีน
ซึ่งมีชนชนั้ ชาวนาเปน็ ส่วนใหญ่ของประเทศ ดงั นั้น เหมาจึงอา้ งว่า…

“เผด็จการประชาธิปไตยของประชาชน จึงตั้งอยู่บนฐานของ
พันธมิตรระหว่างชนช้ันกรรมกรชาวนา และนายทุนน้อยในตัวเมือง และท่ี
สําคัญจะตั้งอยู่บนพ้ืนฐานของพันธมิตรระหว่างกรรมกรกับชาวนา เพราะทั้ง
สองชนช้นั น้ปี ระกอบกนั มีถงึ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ของจํานวนประชากรของ

หน้า 138

ลทั ธิสังคมนยิ ม สิทธิพนั ธ์ พุทธหนุ

จีน ทั้งสองชนชั้นนี้เป็นพลังหลักในการล้มล้างจักรวรดินิยม และปฏิกิริยา
ก๊กมินตั๋ง การเปลี่ยนแปลงจากประชาธิปไตยแบบใหม่ไปสู่สังคมนิยม ก็ยัง
ขน้ึ อย่กู ับพนั ธมิตรในระหวา่ งสองชนช้ันนเี้ ปน็ สาํ คัญ 58

หลังจากการปฏิวัติเสร็จส้ินลงแล้ว ยังมีทั้งพวกปฏิกิริยาภายในท่ี
เป็นเสย้ี นหนามและจกั รวรรดินิยมท่ีต้องการทําลายล้างการปฏิวัติสังคมนิยม
เพ่อื ปกปอู งประชาชนชาวจีนทง้ั มวล เหมาอา้ งว่ารัฐบาลจําเป็นต้องใช้วิธีการ
เผดจ็ การกบั พวกน้ี

“หน้าที่ประการแรกของเผด็จการประชาธิปไตยของประชาชน ซ่ึง
นาํ โดยชนชั้นกรรมกร และวางรากฐานอยู่บนพันธมิตรระหว่างกรรมกรและ
ชาวนา คือการกําจัดชนชั้นปฏิกิริยาและสมุน รวมทั้งพวกขูดรีดในประเทศ
ของเราท่ีต่อต้านการปฏิวัติสังคมนิยม ทําลายล้างพวกที่พยายามจะทําลาย
การสร้างสังคมนิยมของเรา กล่าวได้อีกอย่างว่า เพ่ือแก้ไขความขัดแย้ง
ภายในประเทศระหวา่ งเรากบั ศตั รู ตวั อย่างเช่น จบั กุม สง่ ตัวพวกท่ีต่อต้าน
การปฏิวัตขิ ึ้นศาลและสง่ั ระงบั สิทธิในการเลอื กตั้ง และเสรีภาพในการพูดของ
พวกเจา้ ของที่ดินและนายทุนช่ัวระยะหน่ึง การดําเนินการดังกล่าวเป็นเรื่อง

หนา้ 139

ลัทธิสังคมนิยม สิทธพิ ันธ์ พุทธหุน

ของเผด็จการเพื่อทจี่ ะดาํ รงไวซ้ ง่ึ ระเบียบของสงั คม และปกห้องผลประโยชน์
ของประชาชน จึงมีความจําเป็นท่ีจะต้องใช้วิธีการเผด็จการกับพวกฉ้อโกง
พวกลอบวางเพลิง ฆาตกร อาชญากร และพวกที่ก่อกวนทําลายระเบียบ
ของสังคมอย่างร้ายแรง หน้าท่ีประการท่ีสองของเผด็จการคือ เพ่ือปูองกัน
ประเทศของเราใหป้ ราศจากการบ่อนทาํ ลายและการรกุ รานจากศตั รูภายนอก
ในกรณีนี้ คือเป็นหน้าท่ีของเผด็จการในการแก้ไขความขัดแย้งภายนอก ที่
เกิดข้ึนระหว่างเราเองกับศัตรู เปูาหมายของเผด็จการน้ี คือเพื่อปกปูอง
ประชาชนของเราทั้งมวล เพ่ือว่าจะได้อุทิศตนเองใช้แรงงานอย่างสันติ และ
สร้างจีนให้เป็นประเทศสังคมนิยมที่มีความทันสมัยท้ังทางด้านอุตสาหกรรม
เกษตรกรรม วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม” 59

คําว่า “เผด็จการประชาธิปไตยของประชาชนใช้วิธีการ 2
ประการ วิธีการเผด็จการใช้กับศัตรู ในชั่วระยะเวลาเท่าท่ีจําเป็นเพ่ือไม่ให้
พวกนี้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองและบังคับให้พ วกนี้เช่ือฟัง
กฎหมายของรฐั บาลของประชาชน และให้เข้าร่วมในการใช้แรงงานและโดย
การใช้แรงงาน จะช่วยเปล่ียนพวกเขาให้เป็นคนใหม่ สําหรับประชาชนนั้น

หน้า 140

ลัทธิสังคมนยิ ม สิทธพิ ันธ์ พุทธหนุ

จะอยู่ในลักษณะตรงขา้ ม วิธกี ารทีใ่ ชจ้ ะไม่ใช่การบังคับ แต่ใช้ประชาธิปไตย
นั่นคือ จะต้องช่วยให้พวกเขาเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองและไม่
บังคับให้ทําโน่นหรือทําน่ี แต่จะใช้วิธีการประชาธิปไตยในการให้การศึกษา
และชกั จงู พวกเขา”60

จึงอาจกล่าวได้ว่าในส่วนของวิธีการประชาธิปไตยท่ีเหมาอ้างว่าใช้
กับประชาชนน้ันไม่เหมือนกับประชาธิปไตยที่ใช้ในโลกตะวันตก เพราะ
ประชาธิปไตยแบบนั้นจะเป็นเครื่องมือของนายทุนท่ีใช้กดข่ีขมเหงประชาชน
แต่ประชาธิปไตยตามทรรศนะของเหมา เป็นประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์
(Democratic Centralism)

“หลักการจัดองคก์ รของรฐั ประชาธปิ ไตยแบบใหม่น้ี ควรจะอยู่ใน
รูปของประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ โดยให้สภาประชาชนเป็นผู้กําหนด
นโยบายท่ีสําคัญๆ และเป็นผู้เลือกรัฐบาลในระดับต่างๆ มันจึงเป็นท้ัง
ประชาธิปไตย และรวมศูนย์ กล่าวคือ เป็นการรวมศูนย์บนพ้ืนฐานของ
ประชาธปิ ไตย และเป็นประชาธปิ ไตยภายใตก้ ารช้นี ําจากศูนย์กลาง”61

หนา้ 141

ลทั ธสิ งั คมนิยม สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหนุ

สภาประชาชนซงึ่ เปน็ ระบบใหมน่ ้ัน จะมีการจดั ตงั้ รปู แบบของสภา
ประชาชน ตั้งแต่ระดับชาติลงมาถึงระดับจังหวัด อําเภอ ตําบล และ
หมบู่ ้าน โดยในทกุ ระดับจะเลือกรัฐบาล

“รัฐบาลจะต้องเป็นตัวแทนของเจตจํานงของประชาชน รัฐบาล
จะต้องได้รับการสนับสนุนจากมวลชนอย่างกว้างขวางทั้งประเทศ และ
ประชาชนจะต้องมีเสรภี าพที่จะให้การสนบั สนุนรวมท้ังมีโอกาสในทกุ ๆ ด้านที่
จะเข้าไปมีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐ น่ีคือความหมายของคําว่า
ประชาธิปไตย ในทางตรงข้าม การรวมศูนย์ของอํานาจบริหารยังเป็นส่ิงท่ี
จําเป็นและเม่ือร่างนโยบายท่ีประชาชนเรียกร้องฝุายมาทางองค์กรผู้แทน
เพ่ือนําเข้าสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกต้ังของพวกเราเอง รัฐบาลก็จะ
ดําเนนิ การและจะกระทําได้โดยเรียบร้อย ตราบเท่าที่ร่างนโยบายน้ัน ๆ ไม่
ขดั กับนโยบายท่ีเกิดจากเจตนารมณ์ของประชาชน และไดน้ าํ ไปปฏิบัติแล้วนี่
คือความหมายของคาํ วา่ ระบบรวมศนู ย์”62

นอกจากน้ี เหมาได้ช้ีให้เห็นว่า คําว่าประชาธิปไตยกับคําว่ารวม
ศนู ยน์ ั้น ไม่ได้เปน็ การขดั กันในตัวเอง แต่เป็นส่ิงท่ีดแี ละพึงปรารถนาย่ิง

หนา้ 142

ลัทธิสังคมนยิ ม สทิ ธพิ นั ธ์ พทุ ธหุน

“ในหมู่ประชาชนนนั้ ประชาธิปไตยมีสหสัมพันธ์กับระบบรวมศูนย์
และอิสรภาพมีสหพันธ์กับระเบียบวินัย ท้ังคู่ต่างเป็นสิ่งตรงข้ามของส่ิง
เดียวกัน คือเป็นความขัดแย้งและการรวมกัน และเราจึงไม่ควรท่ีจะมอง
เพียงด้านเดียว โดยเน้นท่ีส่ิงใดสิ่งหนึ่ง และปฏิเสธอีกสิ่งหน่ึงในหมู่
ประชาชนนั้น เราไม่อาจทําอะไรได้เลยถ้าปราศจากอิสรภาพ เช่นเดียวกัน
กับถ้าปราศจากระเบียบวินัยเราไม่อาจทําอะไรได้ ถ้าปราศจาก
ประชาธิปไตย เช่นเดียวกับถ้าปราศจากระบบรวมศูนย์ ความเป็นอันเหนึ่ง
อันเดียวกันของประชาธิปไตยกับระบบรวมศูนยแ์ ละของอิสรภาพกับระเบียบ
วินัย จะนําไปสู่ระบบประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ของเรา ภายใต้ระบบนี้
ประชาชนจะมีความเป็นประชาธิปไตย และมีอิสรภาพอย่างกว้างขวาง แต่
ในขณะเดียวกัน ประชาชนจะตอ้ งปฏบิ ัติตามระเบยี บวนิ ัยของสงั คมด้วย 63

โดยสรุป เราอาจกล่าวได้ว่า เผด็จการประชาธิปไตยของ
ประชาชน กค็ ือวธิ ีการที่ดแี ละมีคุณภาพในการแกไ้ ขข้อขดั แยง้ ที่เกดิ ข้ึนในจีน
ขณะน้ัน โดยเหมาเห็นว่าเผด็จการเป็นวิธีการที่จําเป็นสําหรับการกําจัดศัตรู
ของสงั คมนิยมท้ังภายในและภายนอก สว่ นประชาธปิ ไตยจะเป็นวิธีการในการ

หนา้ 143


Click to View FlipBook Version