The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kook Kaii, 2020-11-06 06:35:36

แก้หลังสอบ

แก้หลังสอบ

การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ

สุภาภรณ์ นฤภยั

ดุษฎีนิพนธ์น้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลกั สูตรรัฐศาสตรดุษฎีบณั ฑิต
สาขาวชิ ายทุ ธศาสตร์และความมน่ั คง

คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา
กนั ยายน 2563

ลิขสิทธ์ิของมหาวทิ ยาลยั บูรพา

ประกาศคุณูประการ

นบั เป็นเวลายาวนานสาหรับการศึกษาระดบั ปริญญาเอก วทิ ยานิพนธ์ฉบบั น้ีสาเร็จลุล่วงได้
แม่จะพบอุปสรรคมากมาย แต่ด้วยความกรุณาช่วยเหลือ แนะนาและให้คาปรึกษาอย่างดีย่ิง จาก
รศ.ดร. ไพฑูรย์ โพธิสว่าง ประธานที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และ ผศ. ดร. อนุรัตน์ อนันทนาธร
กรรมการท่ีปรึกษาวทิ ยานิพนธ์ ที่ไดก้ รุณาถ่ายทอดความรู้ แนวคิด วธิ ีการ คาแนะนาและตรวจสอบ
แกไ้ ขขอ้ บกพร่องต่าง ๆ ดว้ ยความเอาใจใส่ยงิ่ ผวู้ จิ ยั กราบขอบพระคุณเป็นอยา่ งสูง

ขอขอบพระคุณผูท้ รงคุณวุฒิ และผูเ้ ชี่ยวชาญทุกท่าน ท่ีกรุณาตรวจสอบคุณภาพของ
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจยั และไดก้ รุณาปรับปรุง แกไ้ ขขอ้ บกพร่อง และให้คาแนะนาในการสร้าง
เครื่องมือให้ถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งข้ึน ขอบพระคุณเจ้าหน้าที่งานบณั ฑิตศึกษา เจ้าหน้าที่ห้องสมุด
รวมท้งั บุคคลท่ีผวู้ จิ ยั ไดอ้ า้ งอิงทางวชิ าการตามท่ีปรากฏในบรรณานุกรม

ขอขอบพระคุณผบู้ ริหาร บุคลากรสานกั งานศึกษาธิการภาค9 และผบู้ ริหารสงั กดั
กระทรวงศึกษาธิการ ท่ีอยใู่ นพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออกทุกท่าน ท่ีใหค้ วามอนุเคราะห์และ
อานวยความสะดวกในการเก็บขอ้ มูลเพ่ือการวจิ ยั เป็ นอยา่ งดี

นอกจากน้ีผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ คุณแม่นิตยา นาคสวสั ด์ิ คุณพ่อบุญจา นาคสวสั ด์ิ
และญาติพี่น้องทุกท่าน ที่ส่งเสริมสนบั สนุนให้มีชีวิตที่ดี คอยช่วยเหลือท้งั ดา้ นกาลงั ใจและกาลงั
ทรัพยด์ ว้ ยดีตลอดมา

ขอบคุณกาลงั ใจจากเพอ่ื นๆ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 18
นิสิตสาขาวชิ ายทุ ธศาสตร์และความมน่ั คง และกลั ยาณมิตรทุกทา่ นที่ไดใ้ หค้ าแนะนาและส่งเสริม
กาลงั ใจตลอดมา นอกจากน้ียงั มีผทู้ ่ีใหค้ วามร่วมมือช่วยเหลืออีกหลายทา่ น ซ่ึงผวู้ จิ ยั ไม่สามารถ
กล่าวนามในที่น้ีไดห้ มด จึงขอขอบคุณทุกทา่ นเหล่าน้นั ไว้ ณ โอกาสน้ีดว้ ย

คุณค่าท้งั หลายที่ไดร้ ับจากวิทยานิพนธ์ฉบบั น้ี ผูว้ ิจยั ขอมอบเป็ นกตญั ญูกตเวทีแด่บิดา
มารดา และบูรพาจารยท์ ่ีเคยอบรมสั่งสอน ตลอดจนผมู้ ีพระคุณทุกท่าน

สุภาภรณ์ นฤภยั

57820014: สาขาวชิ า: ยทุ ธศาสตร์และความมน่ั คง;ร.ด.(ยทุ ธศาสตร์และความมนั่ คง)
คาสาคญั : การนานโยบายไปปฏิบตั ิ/ นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษ

ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี
สุ ภาภรณ์ นฤภัย: การนานโยบายการพัฒนาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ (THE POLICY IMPLEMENTATIONOF THE DEVELOPMENT IN
EASTERN ECCONOMIC CORRIDOR FOR 2017-2021) กรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์: ไพฑูรย์
โพธิสวา่ งPh.D,187หนา้ .ปี พ.ศ.2563.
การวจิ ยั เรื่อง การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาค
ตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ มีวตั ถุประสงค์ 1) เพ่ือศึกษานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขต
พฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี 2) เพอ่ื ศึกษาและวเิ คราะห์การนานโยบายการพฒั นาการศึกษา
ในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ 3) ศึกษาปัจจยั ที่ส่งผลต่อการนา
นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ และ
4) เพอ่ื เสนอแนวทางการนานโยบายการพฒั นาการศึกษา ในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ ผวู้ จิ ยั ใชร้ ะเบียบวิธีวจิ ยั เชิงคุณภาพ (Qualitative research)
มุง่ เก็บขอ้ มูลเชิงลึก ผใู้ หข้ อ้ มูลคือ ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจงั หวดั และตวั แทนของหน่วยงานทาง
การศึกษา ท้งั 10 แห่ง ในพ้ืนที่จงั หวดั ฉะเชิงเทรา จงั หวดั ชลบุรี และจงั หวดั ระยอง รวมท้งั หมด
จานวน 14 คน เคร่ืองมือที่ใชเ้ ป็นแบบสมั ภาษณ์ก่ึงโครงสร้าง (Semi-Structured Interview)
วเิ คราะห์ขอ้ มูลเพื่อหาขอ้ สรุปตามวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั
ผลการวจิ ยั พบวา่ นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษ ภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี เป็นแผนพฒั นาการศึกษาเชิงพ้ืนท่ีรองรับการพฒั นามิติทางเศรษฐกิจระยะยาว
วตั ถุประสงคเ์ ป้าหมายมีความชดั เจน แตไ่ ม่มีการทบทวนและปรับปรุงแผนรายปี ใหเ้ ป็นปัจจุบนั
การนานโยบายการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ พบวา่ มี
กระบวนการนานโยบายไปปฏิบตั ิ วตั ถุประสงคแ์ ละเน้ือหาสาระของนโยบาย องคก์ รมีสมรรถนะ
ในการกระตุน้ ใชท้ รัพยากรเพอ่ื ใหด้ าเนินงานใหบ้ รรลุเป้าหมาย มีการวางแผนและกาหนดเป้าหมาย
ของหน่วยงานเพื่อการจดั ทาแผนงาน โครงการรองรับ ภาวะผนู้ าในการนาพาองคก์ รใหบ้ รรลุ
เป้าหมาย และการสนบั สนุนจากหน่วยงานและบุคคลที่เก่ียวขอ้ ง จากการศึกษาพบปัญหาอุปสรรค
ดา้ นสมรรถนะองคก์ ร ไดแ้ ก่บุคลากร โครงสร้างและงบประมาณ ดา้ นวตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมาย
ของแผนท่ีไมม่ ีการทบทวน ปัจจยั ท่ีส่งผลต่อการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นา
พเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ ไดแ้ ก่ ผนู้ าท่ีมีความรอบรู้และมีความเขา้ ใจในเร่ืองการ
พฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก บุคลากรที่มีทกั ษะดา้ นอาชีพ โครงสร้างที่มี
ความเหมาะสม และความร่วมมือระหวา่ งภาครัฐกบั เอกชนและทุกภาคส่วน แนวทางการนา

นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบ
ผลสาเร็จ ไดแ้ ก่ การจดั ใหม้ ีการทบทวนแผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออกใหเ้ ป็นปัจจุบนั การสรรหาบุคลากรใหเ้ ตม็ กรอบอตั รากาลงั ในระยะเร่งด่วน ปรับปรุง
โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใหส้ อดคลอ้ งกนั ในทางปฏิบตั ิและสายการบงั คบั บญั ชา จดั สรร
งบประมาณภายใตแ้ ผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี เป็นการ
เฉพาะ ส่งเสริมความรู้และความเขา้ ใจใหก้ บั ประชาชนในพ้นื ท่ี สถานประกอบการและสถานศึกษา
ดว้ ยกระบวนการต่าง ๆ

บทที่ 1
บทนำ

ควำมเป็ นมำและสภำพปัญหำ

โลกมีการเปล่ียนแปลง โลกาภิวตั นก์ ลายเป็นเร่ืองเก่าและถูกแทนที่ดว้ ย ดิจิทลั ดิสรัปชน่ั
(Digital Disruption) ท่ีเป็นการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดจากการใชเ้ ทคโนโลยแี ละโมเดลธุรกิจแบบใหม่
จนส่งผลกระทบตอ่ กิจการ สินคา้ และบริการที่มีอยใู่ นปัจจุบนั บริบทเศรษฐกิจและสงั คมโลก
มีการเปลี่ยนแปลงไปอยา่ งมาก ภายใตน้ โยบายรัฐบาล “ไทยแลนด์ 4.0” ไดส้ ่งผลกระทบตอ่ การ
ทางานกบั ทุกวงการสาขาอาชีพ ทาใหอ้ งคก์ รหรือหน่วยงานต่างๆ ตอ้ งปรับเปลี่ยนไปตามกระแส
ยคุ สมยั รูปแบบการทางานตอ้ งเปลี่ยนแปลงไปอนั เนื่องมาจากส่ิงสาคญั นอกจากโลกาภิวตั น์
ยงั มีแนวโนม้ ทางสงั คมและประชากร (Watson, 2012) วยั แรงงานท่ีเขา้ สู่วยั สูงอายใุ นขณะที่อัตรา
การเกิดลดลง ระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็ นอยู่ท่ีซับซ้อนเพราะ ความเจริ ญดา้ น
เทคโนโลยี (james Bellanca และ Ron Brandt Editors, 2013) ความสามารถของอุปกรณ์มือถือ
แล็ปทอ็ ปและอินเตอร์เน็ต การทางานท่ีกลายเป็นไม่ผกู พนั กบั สถานท่ี ดงั น้นั การจา้ งงานในอนาคต
ตอ้ งเปลี่ยนแลงไป บริษทั ตอ้ งการจา้ งคนท่ีความคิด มิไดจ้ า้ งเวลาท่ีใหม้ าอยใู่ นบริษทั จึงมิใช่ชวั่ โมง
ทางานแต่เป็ นงานท่ีบรรลุเป้าหมาย ดงั น้นั ระบบการศึกษา จึงจาเป็นตอ้ งปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั การ
เปล่ียนแปลง เพ่ือเตรียมคนใหพ้ ร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ดว้ ยนโยบายในการปรับปรุงท้งั ความเสมอ
ภาคและคุณภาพ เพ่อื เตรียมความพร้อมสาหรับคนไทยในอนาคต

ประเทศไทย มีแผนยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นกรอบทิศทางในการพฒั นาประเทศ แตเ่ ดิม
คาวา่ “ ยทุ ธศาสตร์ ” ถูกใชใ้ นทางการเมืองและการทหาร Clausewitz อธิบายไวว้ า่ ยทุ ธศาสตร์ “
เป็นการใชก้ ารปะทะดว้ ยกาลงั เพื่อเป้าหมายของการทาสงคราม ” ทานองเดียวกนั กบั Basil Liddle-
Hart ท่ีกล่าววา่ ยทุ ธศาสตร์ “ เป็นศิลปะของการกระจายและการประยกุ ตว์ ธิ ีการทางทหารเพ่ือให้
บรรลุวตั ถุประสงคแ์ ห่งนโยบาย ” (จุลชีพ ชินวรรโน, 2557) แตป่ ัจจุบนั ยทุ ธศาสตร์ ไม่เพยี งแตใ่ ช้
ในวงการทหารท้งั ภาคธุรกิจและเอกชนนามาใชแ้ ละขยายความ ไปจนถึง การวางแผนการปฏิบตั ิ
อยา่ งเป็นระบบเพือ่ ใหบ้ รรลุวตั ถุประสงคท์ ่ีกาหนดไว้ เช่น การวางแผนเชิงกลยทุ ธ์ การจดั การ
เชิงกลยทุ ธ์ เป็นตน้

2

จากวสิ ัยทศั น์ประเทศไทย มน่ั คง มงั่ คงั่ ยงั่ ยนื จึงเปรียบเสมือนทิศทางที่กาหนด
เพื่อแกป้ ัญหาจากภยั คุกคามท่ีหลากหลาย และความมนั่ คง ซ่ึงปรากฏในแผนยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ในประเด็นยทุ ธศาสตร์ที่ 3 ประเทศไทยภายใตแ้ ผนยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2561 - 2580 จะเชื่อมโยง
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 12 นโยบายความมน่ั คงแห่งชาติ 2558 – 2564
การพฒั นาคุณภาพการศึกษาในยทุ ธศาสตร์ที่ 1 การเสริมสร้างและพฒั นาศกั ยภาพทุนมนุษย์
และนโยบายความมน่ั คงแห่งชาติ 2558 - 2564 นโยบายท่ี 2 สร้างความเป็นธรรมความปรองดอง
และความสมานฉนั ทข์ องคนในชาติ การสร้างโอกาสทางการศึกษาและท่ีชดั เจน คือรัฐธรรมนูญ 2560
ไดก้ าหนดไวว้ า่ บุคคลมีหนา้ ที่ตอ้ งเขา้ รับการศึกษาภาคบงั คบั เดก็ ทุกคนตอ้ งไดร้ ับการศึกษา 12 ปี
นบั แต่ก่อนวยั เรียนจนจบภาคบงั คบั โดยไมเ่ สียค่าใชจ้ า่ ย รัฐตอ้ งส่งเสริมสนบั สนุน ดว้ ยความเสมอ
ภาค สาหรับผดู้ อ้ ยโอกาสและมีคุณภาพมาตรฐานสากล ดงั น้นั แผนยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี
จึงเป็นกรอบทิศทาง ใหส้ ่วนราชการจดั ทาแผนพฒั นาให้สอดคลอ้ งกบั แผนยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี

มีขอ้ สรุปจากการวจิ ยั วา่ การศึกษามีผลกระทบตอ่ การพฒั นาเศรษฐกิจของไทย
การตอบสนองต่อการพฒั นาประเทศท่ีดีท่ีสุด คือ การพฒั นาคน และ การศึกษาเป็นเครื่องมือ
ของการพฒั นาคนรัฐจึงมีหนา้ ท่ีพฒั นาคนใหเ้ ป็นทุนมนุษย์ ที่มีคุณคา่ ต่อการพฒั นาประเทศ
(ประเวศน์ มหารัตนส์ กุล, 2560) และการขบั เคล่ือนนโยบายการศึกษาจะช่วยใหก้ ารจดั การศึกษา
ตอบสนองต่อการพฒั นาประเทศ (The World Economic Forum, 2016) ทานองเดียวกนั น้นั
งานวจิ ยั ของ Tangchuang (2011) ไดศ้ ึกษาความเชื่อมโยงคุณภาพการศึกษากบั ปัญหาความยากจน
ในไทย พบวา่ เม่ือประชาชนไดร้ ับการศึกษามากข้ึนจะมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากข้ึน ทาให้
ความยากจนลดนอ้ ยลง เช่นเดียวกบั งานวจิ ยั ของ Witte (2000) ไดท้ าการศึกษาทิศทางการพฒั นา
การศึกษาไทยโดยมีเป้าหมายเพอ่ื รักษาสมดุลระหวา่ งการสร้างความกา้ วหนา้ เทคโนโลยแี ละ
อุตสาหกรรมท่ีเนน้ ทกั ษะสร้างความสามารถในตลาดโลก และในอีกหลายประเทศคา่ ใชจ้ ่าย
งบประมาณแผน่ ดินเพมิ่ สูงข้ึน ถูกมองวา่ เป็นการจดั หางบประมาณเพ่อื ใชใ้ นการพฒั นาการศึกษา
ของประเทศ (UNESCO, 2014)ดงั น้นั การศึกษาจึงเป็นเงื่อนไขสาคญั ต่อการพฒั นาประเทศ
(สานกั งานคณะกรรมการการวจิ ยั , 2558)

อยา่ งไรกต็ าม การปฏิรูปการศึกษาและการริเร่ิมนโยบายมกั จะขาดความตอ่ เน่ือง
เพราะมีความสนใจค่อนขา้ งนอ้ ยในเร่ืองงบประมาณรายจ่ายที่ใชใ้ นการดาเนินการ
และการสนบั สนุน ท้งั หมดน้ีเป็นปัจจยั ท่ีทาใหน้ โยบายไปไมถ่ ึงสถานศึกษา การดาเนินการ
ตามนโยบายการศึกษา ที่ปราศจากความเป็นไปได้ อาจส่งผลใหเ้ กิดความลม้ เหลวที่คาดหวงั

3
ในการปรับปรุงการศึกษาทาใหร้ ัฐบาลขาดความเชื่อมน่ั และสูญเสียทรัพยากรที่ดี (Organization for
Economic Co-operation and Development, 2019) การจะปรับเปลี่ยนความรู้ความสามารถ
ในตวั ของผเู้ รียนไมอ่ าจเกิดข้ึนเองได้ ดงั น้นั ตอ้ งเปลี่ยนแปลงที่นโยบายขา้ งบนก่อนโดย
เร่ิมจากนโยบายระดบั ชาติ (james Bellanca และ Ron Brandt Editors, 2013)

คุณภาพการศึกษาของไทยปรากฏในเวทีโลก World Economic Forum ไดจ้ ดั อนั ดบั
ขีดความสามารถในการแข่งขนั ดา้ นการศึกษาในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยประเทศไทย อยใู่ นอนั ดบั ที่
89 จาก 137 ประเทศ และอยูใ่ นอนั ดบั ท่ี 7 เม่ือเทียบกบั กลุ่มอาเซียน ท่ีทาไดด้ ีกวา่ กมั พูชาและ
เวยี ดนามเทา่ น้นั (สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560)

แผนภำพที่ 1 คุณภำพกำรจัดกำรศึกษำระดบั ประถมศึกษำจำกกำรจัดอนั ดบั ของ WEF

ท่ีมาWEF : World Economic Forum 2017-2018 (ในวงเล็บคืออนั ดบั ในปี 2016-2017 )
WEF 2016 – 2017 รายงานตวั ช้ีวดั คุณภาพของระบบการศึกษา โดยการสารวจ
ความพงึ พอใจ พบวา่ ประเทศไทยอยอู่ นั ดบั ท่ี 65 ของโลก และเป็นอนั ดบั ท่ี 7 ในกลุ่มประเทศ
อาเซียนซ่ึงไทยมีอนั ดบั คุณภาพของระบบการศึกษาเหนือกวา่ เวยี ดนามและกมั พูชา (แผนภาพท่ี 2)

4

แผนภำพที่ 2 คุณภำพของระบบกำรศึกษำจำกกำรจัดอนั ดับของ WEF

ท่ีมาWEF : World Economic Forum 2017-2018 (ในวงเล็บคืออนั ดบั ในปี 2016-2017 )

ดงั ขอ้ มูลขา้ งตน้ สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงคุณภาพการศึกษาของไทยในเวทีโลก ถึงแมว้ า่ ใน
เป้าหมายของแผนแมบ่ ทภายใตย้ ทุ ธศาสตร์ชาติมีความตอ้ งการท่ีจะเพม่ิ ขีดความสามารถในการ
แขง่ ขนั ของประเทศดา้ นการศึกษาใหม้ าอยใู่ นอนั ดบั ท่ี 45 ภายในปี 2565 นบั เป็นความทา้ ทาย
อยา่ งยงิ่ เพื่อใหบ้ รรลุวสิ ัยทศั น์ร่วมกนั ดา้ นการศึกษา และใหแ้ น่ใจวา่ ทุกคนกาลงั กา้ วไปในทิศทาง
เดียวกนั เพ่ือใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงการศึกษา นโยบายการพฒั นาการศึกษาจึงมีบทบาทสาคญั ใน
การแกป้ ัญหา แมจ้ ะมีความพยายามปฏิรูปการศึกษามาโดยตลอด การปฏิรูประบบราชการ
ภายในประเทศไทย เมื่อคร้ังประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการแผน่ ดิน (ฉบบั ที่5)
พ.ศ.2545 มีการแบง่ ส่วนราชการใหม่ภายใตแ้ ผนพฒั นาระบบราชการ โดยการปรับบทบาทภารกิจ
โครงสร้างภาครัฐ เนน้ ใหภ้ าครัฐส่วนกลางทาเฉพาะภารกิจที่จาเป็นและทาไดด้ ีเท่าน้นั เนน้ การ
กระจายอานาจตอบสนองความตอ้ งการของประชาชน โดยปรับรูปแบบวธิ ีการใหม่ท้งั ปฏิรูป
วธิ ีการบริหารงานบุคคล งบประมาณ วฒั นธรรมการทางาน (สานกั งานคณะกรรมการขา้ ราชการ
พลเรือน, 2558) แตก่ ็ยงั ไม่ประสบความสาเร็จ

5

การศึกษาภาคบงั คบั น้นั เกิดข้ึนคร้ังแรกในสมยั รัชกาลท่ี 6 ไดท้ รงประกาศใช้
พระราชบญั ญตั ิประถมศึกษา พ.ศ.2464 บงั คบั ใหเ้ ดก็ ไทยทุกคนที่มีอายุ 7-14 ปี เขา้ เรียนในช้นั
ประถมศึกษาโดยไมเ่ สียค่าใชจ้ ่าย พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ 2542 และที่แกไ้ ขเพิ่มเติม
กาหนดใหก้ ารศึกษาภาคบงั คบั มี 9 ปี และรัฐตอ้ งจดั การศึกษาใหไ้ มน่ อ้ ยกวา่ 12 ปี ในสิทธิโอกาสท่ีมี
เสมอกนั อยา่ งทว่ั ถึงและมีคุณภาพไม่เกบ็ คา่ ใชจ้ า่ ย ซ่ึงปัจจุบนั มีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อยา่ งมี
คุณภาพ ระดบั อนุบาลจนถึงปวช. ซ่ึงประกอบดว้ ย 5 รายการ 1.คา่ เล่าเรียน 2.หนงั สือเรียน 3.
อุปกรณ์การเรียน 4.เคร่ืองแบบนกั เรียน 5.กิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน ตามคาสงั่ ที่ 28/2559 เร่ืองใหจ้ ดั
การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน 15 ปี โดยไมเ่ ก็บค่าใชจ้ ่าย มติครม.วนั ท่ี 13 มกราคม 2552 แต่ในความเป็นจริง
รัฐน้นั สนบั สนุนคา่ ใชจ้ ่ายในจานวนจากดั ซ่ึงยงั พบวา่ โรงเรียนมีการเก็บคา่ ใชจ้ ่ายเพอ่ื ใชใ้ นการ
บริการดา้ นการศึกษาอื่น ความสะดวกสบายแก่ผเู้ รียน อาคารสถานที่ หอ้ งเรียนท่ีมีความแตกต่างกนั
ทาใหเ้ กิดความเหล่ือมล้าทางดา้ นโอกาสทางการศึกษา จากแรงผลกั ดนั วกิ ฤติเศรษฐกิจ ก่อใหเ้ กิด
การเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปการศึกษา รัฐธรรมนูญ ฉบบั 2540 มาตรา 81 ส่งผลใหต้ อ้ งมีกฎหมาย
เกี่ยวกบั การศึกษาแห่งชาติ คือ พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

ผลจากพระราชบญั ญตั ิฉบบั ดงั กล่าวทาใหก้ ระทรวงศึกษาธิการตอ้ งปรับโครงสร้าง
จากเดิม 14 กรม เหลือเพียง 4 องคก์ รหลกั คือ สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ สานกั งาน
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน, สานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสานกั งาน
เลขาธิการสภาการศึกษา ซ่ึงยงั คงมีฐานะเทียบเทา่ กรม ตอ่ มาไดม้ ีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
ของสานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการโดย คาสง่ั ท่ี 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค
ของกระทรวงศึกษาธิการ จดั ต้งั สานกั งานศึกษาธิการภาค และสานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั โดยหวงั
ใหเ้ กิดการปฏิรูปการศึกษา ท้งั ดา้ นโครงสร้างและบุคลากรซ่ึงจะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา
การเปลี่ยนแปลงต่อมา สานกั งานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จากเดิมมีฐานะเทียบเท่ากรมภายใต้
กระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบนั เปล่ียนไปเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และ
นวตั กรรม ตามพระราชบญั ญตั ิปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบบั ที่ 19) พ.ศ.2562 ผลจากการ
ปรับบทบาทภารกิจรัฐ จะเห็นไดว้ า่ บทบาทของการจดั การศึกษาตลอดชีวิต มีหน่วยงานท่ีทาหนา้ ท่ี
หลากหลายหน่วยงาน แมก้ ระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานหลกั ในการกาหนดนโยบายการจดั
การศึกษาในแตล่ ะช่วงวยั เพอ่ื ตอบสนองการพฒั นาประเทศ

6

รัฐบาลโดยพลเอกประยทุ ธ จนั ทร์โอชา ดาเนินนโยบายประกาศพระราชบญั ญตั ิ
เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก พ.ศ.2561 ประกาศใหพ้ ้นื ที่จงั หวดั ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
เป็นเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศไทย
สืบเน่ืองจากพระราชบญั ญตั ิดงั กล่าว ซ่ึงกาหนดใหห้ น่วยงานท่ีเก่ียวขอ้ งไปดาเนินการใหบ้ รรลุ
เป้าหมาย หรือ แปลงนโยบายไปสู่การปฏิบตั ิ ประกอบมาตรา 64 (2) สนบั สนุนและส่งเสริม
การศึกษาและใหท้ ุนการศึกษาแก่ประชาชนท่ีอยูอ่ าศยั ในเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออกหรือที่อยู่
ใกลเ้ คียงและไดร้ ับผลกระทบจากการพฒั นาเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก กระทรวงศึกษาธิการ
ไดด้ าเนินการจดั ทาแผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก (พ.ศ. 2560 - 2564)
ซ่ึงเป็นการดาเนินการรองรับนโยบายการพฒั นาระเบียงเศรษฐกิจพเิ ศษภาคตะวนั ออก
(Eastern Economic Corridor: EEC) ของรัฐบาลในการมุง่ ใหป้ ระเทศไทยเป็น Thailand 4.0
ทาใหม้ ีการลงทุนในเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออกสูงถึง 310,337 ลา้ นบาท ไดแ้ ก่ จงั หวดั
ชลบุรี 133 โครงการ มูลค่า 117,311 ลา้ นบาท จงั หวดั ระยอง จานวน 93 โครงการ มูลค่า
162,751 ลา้ นบาท และจงั หวดั ฉะเชิงเทรา33โครงการมูลคา่ 30,275ลา้ นบาท (โครงการเขตพฒั นาพิเศษ
ภาคตะวนั ออก(EEC),2020)

ดว้ ยมูลคา่ การลงทุนท่ีมีแนวโนม้ สูงข้ึน ทาใหอ้ ีก 5ปี ขา้ งหนา้ นบั จากน้ี ประตู EEC
จะเปิ ดตอ้ นรับแรงงานกวา่ 475,000 คน แสดงใหเ้ ห็นถึงศกั ยภาพที่แขง็ แกร่งของเขตพฒั นาพเิ ศษ
ภาคตะวนั ออก (EEC) ไดเ้ ป็นอยา่ งดี EEC HDC ยอ่ มาจาก Eastern Economic Corridor Human
Development Center หรือ คณะทางานประสานงานดา้ นการพฒั นาบุคลากรในเขตพฒั นาพิเศษ
ภาคตะวนั ออก ตอ้ งเชื่อมโยงสถาบนั การศึกษา สานกั งานส่งเสริมการลงทุน (BOI)
บริษทั อุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และอีก
หลายหน่วยงาน ใหเ้ ป็นเน้ือเดียวกนั ตอ้ งมีขอ้ มูลชดั เจนวา่ ในแตล่ ะปี มีอุตสาหกรรมขอรับการ
ส่งเสริมการลงทุนใน 3 จงั หวดั ภาคตะวนั ออกจานวนเทา่ ไหร่ เป็นอุตสาหกรรมประเภทไหนบา้ ง
หลกั การคือมีฐานขอ้ มูลชุดเดียวกนั ใชร้ ่วมกนั

สภาวการณ์ท่ีอตั ราการจา้ งในภาคการเกษตรลดลง การจา้ งงานบริการและงาน
อุตสาหกรรมสูงข้ึน ความตอ้ งการแรงงานที่ต่างกนั เกิดกระแสของการเรียกร้องใหป้ รับปรุงระบบ
การศึกษาท้งั ในข้นั พ้ืนฐาน ไปจนถึงการฝึกอบรมเทคนิคหลกั สูตรเพือ่ ให้ผเู้ รียนสามารถเตรียม
ทกั ษะท่ีจาเป็นในตลาดแรงงานใหต้ อบสนองไดเ้ พยี งพอกบั ความตอ้ งการ (UNESCO, 2014)

โดย EEC-HDC มีแผนผลิตบุคลากรป้อนท้งั 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายอยา่ งเป็นระบบ
ดว้ ยการร่วมมือ ท้งั มหาวทิ ยาลยั และ วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาซ่ึงเป็นสถาบนั การศึกษาในพ้ืนที่และ

7

บริษทั ต่าง ๆ จดั ทาหลกั สูตรท้งั ในระยะส้นั ระยะยาวรองรับความตอ้ งการของภาคแรงงานอยา่ ง
เตม็ ที่ EECสร้างงานมหาศาลมีตาแหน่งงานชดั เจน (โครงการเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก (EEC),
2020) ดงั น้นั ขอ้ มูลสารสนเทศจึงมีความสาคญั เพ่ือการขบั เคลื่อนแผนไปสู่เป้าหมาย หน่วยงาน
การศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษ ภาคตะวนั ออกจะเป็ นตวั กลางสาคญั ในการเช่ือมโยงนโยบาย
ดงั กล่าวไปสู่ประชาชน ชุมชนในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ใหม้ ีความรู้ความเขา้ ใจ
และนาไปสู่การดาเนินงานท่ีมีประสิทธิภาพใน 3 จงั หวดั คือ จงั หวดั ฉะเชิงเทรา จงั หวดั ชลบุรี
และจงั หวดั ระยอง ประกอบดว้ ยหน่วยงานการศึกษาในแตล่ ะสังกดั ดงั น้ี

ตำรำงที่ 1 แสดงจำนวนสถำนศึกษำในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นำพเิ ศษภำคตะวนั ออก

จงั หวดั สังกดั /จานวนหน่วยงานทางการศึกษา สกอ. อ่ืน ๆ รวม
สพฐ. สช. สอศ. กศน.

ชลบุรี 307 117 32 11 5 57 531

ฉะเชิงเทรา 329 29 7 11 2 15 393

ระยอง 225 30 11 8 1 27 302

รวม 861 176 50 30 8 99 1,226

ที่มา : แผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก (พ.ศ. 2560 – 2564)

เพือ่ ผลิตบุคลากรป้อนท้งั 10อุตสาหกรรมเป้าหมายจึงไดม้ ีการจดั ทาขอ้ มูลความตอ้ งการ
กาลงั คนในเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ในปี พ.ศ. 2564 (ตามตารางที่ 2-3) ดงั น้ี

ตำรำงที่ 2 ตำรำงแสดงควำมต้องของกล่มุ EEC-HDC

8
ตำรำงที่ 3 ตำรำงแสดงส่วนทนี่ อกเหนือจำกควำมต้องกำรของ EEC-HDC สำหรับ 3 กล่มุ อุตสำหกรรม

แผนภำพท่ี 3 ประมำณกำรควำมต้องกำรบุคลำกรในพืน้ ทเี่ ขตพฒั นำพเิ ศษภำคตะวนั ออก ปี พ.ศ.2562-2564

ท่ีมา : สานกั งานคณะกรรมการนโยบายเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก
จากขอ้ มูลความตอ้ งการบุคลากรในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ขา้ งตน้ เม่ือวเิ คราะห์
เปรียบเทียบจานวนนกั เรียนนกั ศึกษา ปี 2562 จานวนนกั เรียนท่ีกาลงั ศึกษาอยใู่ นช้นั ปี ท่ี 4 และ
ประกาศนียบตั รวชิ าชีพช้นั ปี ท่ี 1 สัดส่วนการผลิตบุคลากรสายอาชีพยงั ไมเ่ ป็นไปตามเป้าหมายท่ี
กระทรวงศึกษาต้งั ไว้ คือ 60:40 ทาใหใ้ นดา้ นปริมาณไม่เพียงพอต่อความตอ้ งการ ดงั ตารางต่อไปน้ี

9

ตำรำงท่ี 4 ตำรำงแสดงนักเรียนทก่ี ำลงั ศึกษำอย่ใู นช้ันปี ท่ี 4 และประกำศนียบัตรวชิ ำชีพช้ันปี ที่ 1

ภำค/จังหวดั นักเรียน ม.4 (ปี ก.ศ.62) นักศึกษำ ปวช. (ปี กศ.62) สั ดส่ วน
ศธภ.8 17,456 17,561 49.75:50.25
4,142 2,867 59.18:40.82
ฉะเชิงเทรา 8,889 11,078 44.44:55.56
ชลบุรี 4,425 3,616 54.96:45.04
ระยอง

ท่ีมา : แผนยทุ ธศาสตร์การพฒั นาการศึกษาระดบั ภูมิภาค(ภาคตะวนั ออก)ประจาปี งบประมาณ 2563
สานกั งานศึกษาธิการภาค 8

จากขอ้ มูลขา้ งตน้ จะเห็นไดว้ า่ การพฒั นาอุตสาหกรรมเป้าหมายพ้ืนท่ี EEC เป็นกา้ วสาคญั
ในการยกระดบั ประเทศไทยสู่ Thailand 4.0 แตข่ อ้ จากดั ในการขบั เคลื่อนยทุ ธศาสตร์ดงั กล่าว มิใช่
มีเพยี งดา้ นปริมาณเทา่ น้นั ดา้ นคุณภาพของบุคลากร คือ ประเทศไทยยงั ขาดกาลงั คนทกั ษะสูงที่มี
คุณภาพจานวนมาก ทาใหไ้ มส่ ามารถกา้ วขา้ มไปผลิตกิจกรรมที่มีมูลค่าเพ่มิ สูงไดม้ ากพอ หาก
พจิ ารณาโครงสร้างกาลงั คนใน EEC พบวา่ เกือบคร่ึงหน่ึงมีระดบั การศึกษาต่ากวา่ ม. 6 และที่เหลือ
อีก คร่ึงหน่ึง 2 ใน 3 จบการศึกษาระดบั อาชีวศึกษา และอีก 1 ใน 3 จบการศึกษาระดบั ปริญญาตรี
หรือสูงกวา่ หมายความวา่ กาลงั คนส่วนใหญใ่ น EEC ยงั ไม่ไดท้ ากิจกรรมท่ีมีมูลค่าเพ่มิ สูงมากนกั
(TDRI, 2561)

10

แผนภาพที่ 4 โครงสร้างกาลงั คนและอุตสาหกรรมเป้าหมายและอ่ืนๆในปี 2560

บณั ฑิตจานวนมากที่จบมามกั มีทกั ษะที่ไม่สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของ
ภาคอุตสาหกรรมและคุณภาพต่า จึงทาใหไ้ มส่ ามารถทางานในภาคอุตสาหกรรม ICT ไดจ้ ริง
กาลงั คนทางานดา้ นดิจิทลั ความทา้ ทายท่ีสาคญั ของประเทศไทยคือ กาลงั คนดา้ นดิจิทลั ของไทย
มีปริมาณมาก แต่กาลงั คนท่ีมีคุณภาพสูงที่สามารถทางานไดจ้ ริงมีนอ้ ย จึงทาใหด้ ูเหมือนวา่ ประเทศไทย
ขาดกาลงั คนดา้ นดิจิทลั กล่าวคือ ในปี 2560 ประเทศไทยผลิตบณั ฑิตระดบั ปริญญาตรีในสาขา
คอมพวิ เตอร์ไดเ้ กือบ 20,000 คน นอกจากน้ียงั จบปริญญาตรีในสาขาคอมพิวเตอร์ที่วา่ งงานกวา่
7,000 คน ขณะที่ ภาคเอกชนมกั สะทอ้ นปัญหาการขาดกาลงั คนทางานดา้ นดิจิทลั แสดงใหเ้ ห็นถึง
คุณภาพของผเู้ รียน

แผนพฒั นาการศึกษาเขตพ้ืนท่ีพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก มีวสิ ยั ทศั น์ “มุง่ มนั่ พฒั นา
การศึกษา สู่สากล พฒั นากาลงั คนในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออกใหม้ ีคุณภาพชีวติ ที่ดี
มีทกั ษะการทางานท่ีหลากหลาย กระจายโอกาสเพม่ิ ขีดความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศ ”
เป้าหมาย ใหป้ ระชาชนในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออกมีขีดความสามารถในการแข่งขนั
ของประเทศ มีคุณภาพชีวติ ที่ดี คือ

1) ผเู้ รียนมีทกั ษะดา้ นภาษา การใชเ้ ทคโนโลยี มีความรู้ดา้ นอุตสาหกรรมใหม่
สามารถสร้างนวตั กรรมและมีคุณภาพชีวติ ที่ดี

2) ผบู้ ริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา มีความรู้ดา้ นอุตสาหกรรมใหม่และมี
ศกั ยภาพในการจดั การเรียนรู้ ควบคูก่ บั การปฏิบตั ิจากสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จาลอง

11

3) สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพฒั นากาลงั คน
4) เครือข่ายทุกภาคส่วนท้งั ในและตา่ งประเทศมีส่วนร่วมในการจดั การศึกษา

การวเิ คราะห์นโยบายการศึกษาส่วนใหญ่ มุง่ ศึกษาเนน้ หนกั ไปที่กระบวนการกาหนด
นโยบาย และศึกษาผลกระทบของนโยบาย แตไ่ ม่ไดม้ ุ่งไปที่การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาไป
ปฏิบตั ิใหบ้ รรลุวตั ถุประสงคใ์ นมิติของการพฒั นาเศรษฐกิจ ซ่ึงการนานโยบายไปปฏิบตั ิเป็นส่วนท่ี
เช่ือมโยงระหวา่ ง การกาหนดนโยบายและการประเมินนโยบาย ความจริงกค็ ือ วธิ ีการท่ีจะแกป้ ัญหา
น้นั มีอุปสรรคอยทู่ ่ีกระบวนการดาเนินการ ตามนโยบายรัฐบาล ซ่ึงอยภู่ ายใตค้ วามกดดนั ที่จะส่งผล
ตอ่ การใหบ้ ริการดา้ นการศึกษา ในขณะเดียวกนั ตอ้ งทาใหแ้ น่ใจวา่ เงินภาษีของประชาชนใชไ้ ป
อยา่ งมีประสิทธิภาพ และรัฐบาลเองกก็ าหนดวาระการปฏิรูปการศึกษาที่กวา้ ง แตใ่ นความทา้ ทายท่ี
เป็นประเด็นถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ เก่ียวกบั วิธีการที่จะสามารถนานโยบายไปปฏิบตั ิได้
สาเร็จ (Organization for Economic Co-operation and Development, 2019)

เมื่อสถานการณ์ภายในของไทย ส่งผลใหภ้ าครัฐตอ้ งปรับปรุงกระบวนการทางาน
นโยบายที่ประสบผลสาเร็จ ข้ึนอยกู่ บั ปัจจยั หลายๆ ดา้ นท้งั สมรรถนะองคก์ ร (วรเดช จนั ทศร, 2552)
และความชดั เจน วตั ถุประสงค์ เป้าหมาย ของตวั นโยบาย (กลา้ ทองขาว, 2548) ซ่ึงการนานโยบาย
ไปปฏิบตั ิน้นั จะลม้ เหลวหรือสาเร็จ ยอ่ มส่งผลต่อผกู้ าหนดนโยบาย ท้งั ทางตรงและทางออ้ ม
เพราะจะไดร้ ับความศรัทธาจากประชาชน และส่งผลตอ่ กลุ่มเป้าหมาย ท่ีจะไดร้ ับการแกไ้ ขปัญหา
หรือไม่ ความคุม้ คา่ ต่อการใชท้ รัพยากร รวมไปถึงมีผลต่อการพฒั นาประเทศเพราะหากนโยบาย
ประสบความสาเร็จแลว้ ประชาชนจะมีความเป็นอยทู่ ี่ดี ชีวติ มีความสุข และมีคุณภาพชีวติ ท่ีดี ในทุกดา้ น
ดงั น้นั การนานโยบายไปปฏิบตั ิจึงสาคญั อยา่ งมาก ตอ่ กระบวนการนโยบาย วา่ นโยบายน้นั ๆจะมี
แนวโนม้ ที่จะประสบความสาเร็จหรือลม้ เหลว (Thamrongthanyawong (2001 อา้ งถึงใน อิงฟ้า สิงห์
นอ้ ย), 2018)

นบั ความทา้ ทายใหห้ น่วยงานท่ีรับผดิ ชอบ ไดค้ น้ หาหนทางในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ
ใหป้ ระสบผลสาเร็จ ดว้ ยมูลค่าการลงทุนในพ้นื ท่ีค่อนขา้ งสูง มีผลกระทบตอ่ เศรษฐกิจโดยรวม
ของประเทศดว้ ยแลว้ ขอ้ มูลสถิติทางการศึกษาของพ้ืนท่ีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวนั ออกน้ีมิติของ
การศึกษา จะส่งผลใหเ้ กิดการบรรลุเป้าหมายยทุ ธศาสตร์ท่ีไดก้ าหนดไว้ ถึงแมว้ า่ จะมีงานวจิ ยั ที่
ศึกษาเกี่ยวกบั พ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษอยมู่ าก แต่ยงั ไมเ่ คยมีการศึกษาเก่ียวกบั การดาเนินนโยบายการ
พฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก เช่น งานวจิ ยั ของ สถาบนั วจิ ยั เพ่อื การ

12

พฒั นาประเทศ (TDRI) ทาการศึกษา เรื่อง ความเหลื่อมล้าในสังคมไทย: แนวโนม้ นโยบาย และ
แนวทางขบั เคล่ือนนโยบาย พบวา่ นโยบายท่ีมีผลความเหลื่อมล้าไดม้ ากที่สุดคือการใชจ้ า่ ยภาครัฐ
ดา้ นสวสั ดิการและดา้ นสงั คม และนโยบายภาษีและขอ้ เสนอนโยบายต่าง ๆ ไม่มีประโยชน์หากไม่มี
การขบั เคลื่อนที่เหมาะสมกบั บริบทประเทศไทย

จากการประชุมคณะกรรมการขบั เคลื่อนการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ของกระทรวงศึกษาธิการ คร้ังที่ 1/2560
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2563) ปัญหาที่พบ ในการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ี
เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออกไปปฏิบตั ิ คือ การบริหารจดั การของภาครัฐในทอ้ งท่ี (Smart Local
Government) สมรรถนะของหน่วยงานระดบั จงั หวดั ท่ีตอ้ งขบั เคล่ือนนโยบาย บุคลากรผปู้ ฏิบตั ิงาน
ไม่เพียงพอ ขาดการบูรณาการการทางานที่ชดั เจน งบประมาณท่ีไดย้ งั ไมเ่ พยี งพอ
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2561)

จากขอ้ มูลท่ีกล่าวมาน้นั ท้งั ดา้ นคุณภาพ และโอกาสทางการศึกษา ดว้ ยเหตุน้ี ทาใหผ้ วู้ จิ ยั
สนใจที่จะศึกษาวา่ นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี
เป็นอยา่ งไร และมีกระบวนการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ อยา่ งไรบา้ ง รวมไปถึงมีปัจจยั อะไรบา้ ง ที่ส่งผลต่อการนานโยบาย
การพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ ท้งั น้ีเพอื่ นาผล
การศึกษาท่ีได้ มาเสนอเป็นแนวทางในการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษ
ภาคตะวนั ออกระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ เพ่ือใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุดต่อการพฒั นา
ประเทศต่อไป

คำถำมกำรวจิ ัย
1. นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษ ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี

เป็นอยา่ งไร
2. การนานโยบายการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ

เป็นอยา่ งไร
3. ปัจจยั อะไรบา้ ง ที่ส่งผลต่อการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นา

พเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ

13

4. แนวทางการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ เป็ นอยา่ งไร

วตั ถุประสงค์กำรวจิ ัย
1. เพือ่ ศึกษาวเิ คราะห์นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาค

ตะวนั ออก ระยะ 5 ปี
2. เพ่ือศึกษาวเิ คราะห์การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษ

ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ
3. เพ่ือศึกษาปัจจยั ท่ีส่งผลตอ่ การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษ

ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ
4. เพื่อเสนอแนวทางการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษ

ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ

ขอบเขตของกำรศึกษำ
การวจิ ยั เรื่อง การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก

ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ ผวู้ จิ ยั ไดก้ าหนดขอบเขตการวจิ ยั ดงั น้ี

1. ขอบเขตในด้ำนเนื้อหำของกำรศึกษำ
ผวู้ จิ ยั ไดก้ าหนดขอบเขตดา้ นเน้ือหาของการวจิ ยั เกี่ยวกบั การนานโยบายการพฒั นา

การศึกษา ในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ แบง่ เป็น 4 ประเด็น ดงั น้ี

1. ศึกษาวเิ คราะห์เกี่ยวกบั นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาค
ตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ซ่ึงแผนเริ่มมีการประกาศใช้ ต้งั แต่ เดือนตุลาคม 2560 จนถึงปี 2563
ประกอบดว้ ยประเดน็ ดงั ต่อไปน้ี

2. ศึกษากระบวนการและปัญหาอุปสรรคในการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่
เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ

3. ศึกษาปัจจยั ท่ีส่งผลตอ่ การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ

14

4. ศึกษาแนวทางในการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ

2. ขอบเขตด้ำนเวลำ
ระยะเวลาในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลต้งั แต่ เดือนกมุ ภาพนั ธ์ จนถึง เดือน กนั ยายน

พ.ศ. 2563

3. ขอบเขตในด้ำนพืน้ ท่ี
พ้นื ที่เป้าหมาย ท่ีใชใ้ นการศึกษาและเก็บขอ้ มูล คือ พ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก

ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิไดแ้ ก่ พ้ืนที่จงั หวดั ฉะเชิงเทรา จงั หวดั ชลบุรี และจงั หวดั ระยอง ซ่ึงเป็นพ้นื ท่ี
ทางยทุ ธศาสตร์ที่สาคญั ที่เชื่อมไปสู่ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและประเทศเพ่อื น ดงั น้นั จึงเป็นพ้ืนท่ี
รองรับนโยบายการพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศ ซ่ึงมีมูลคา่ ของการลงทุนสูง ทาใหเ้ กิดผลกระทบ
ตอ่ เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

ประโยชน์ทคี่ ำดว่ำจะได้รับ
1. ผเู้ ก่ียวขอ้ งสามารถนาผลการศึกษาไปปรับใช้ เพ่อื เพ่ิมโอกาสในการปฏิบตั ิงาน

ใหป้ ระสบผลสาเร็จมากยงิ่ ข้ึน
2. ทาใหห้ น่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ ง ทราบถึงปัญหาและปัจจยั ที่ส่งผลตอ่ การนานโยบาย

การพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ
3. ผบู้ ริหาร หน่วยงานท่ีเก่ียวขอ้ งสามารถนาขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายไปปรับใช้

ในการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ
ใหป้ ระสบผลสาเร็จได้

นิยำมศัพท์เฉพำะ

นโยบำยกำรพฒั นำกำรศึกษำในพืน้ ทเี่ ขตพฒั นำพเิ ศษภำคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี หมายถึง
แผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560-2564) ซ่ึงไดร้ ับ
ความเห็นชอบจาก รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ วนั ท่ี 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

15

กำรนำนโยบำยไปปฏิบตั ิ หมายถึง การกระทาขององคก์ ารที่รับผดิ ชอบสามารถนาและ
กระตุน้ ใหใ้ ชท้ รัพยากร เพอื่ แปลงนโยบายสู่ผลลพั ธ์ที่มุง่ ประสงคใ์ หบ้ รรลุผลสาเร็จ ตรงตาม
เจตจานงของนโยบาย โดยกลุ่มองคก์ รภาครัฐ หรือเอกชน

พืน้ ทเี่ ขตพฒั นำพเิ ศษภำคตะวนั ออก หมายถึง พ้ืนท่ีจงั หวดั ฉะเชิงเทรา จงั หวดั ชลบุรี
และจงั หวดั ระยอง ตามพระราชบญั ญตั ิเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก พ.ศ. 2561

หน่วยงำนทีร่ ับผดิ ชอบ หมายถึง หน่วยงานทางการศึกษา ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การนานโยบาย
การพฒั นาการศึกษาไปปฏิบตั ิ ในพ้ืนที่จงั หวดั ฉะเชิงเทรา จงั หวดั ชลบุรี และจงั หวดั ระยอง
ประกอบดว้ ยหน่วยงานในสังกดั สานกั งานศึกษาธิการภาค 8 สานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั สานกั งาน
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน (สพฐ.)
สานกั งานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สานกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอธั ยาศยั (กศน.)

กำรบรรลุเป้ำหมำย หมายถึง เป้าประสงคข์ องแผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นา
พเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560-2564) 1) ผเู้ รียนมีทกั ษะดา้ นภาษา การใชเ้ ทคโนโลยี มี
ความรู้ดา้ นอุตสาหกรรมใหม่ สามารถสร้างนวตั กรรมและมีคุณภาพชีวติ ท่ีดี 2) ผบู้ ริหาร ครู และ
บุคลากรทางการศึกษา มีความรู้ดา้ นอุตสาหกรรมใหม่และมีศกั ยภาพในการจดั การเรียนรู้ ควบคู่กบั
การปฏิบตั ิจากสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จาลอง 3) สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพฒั นา
กาลงั คน 4) เครือข่ายทุกภาคส่วนท้งั ในและตา่ งประเทศมีส่วนร่วมในการจดั การศึกษา

ควำมชัดเจนของนโยบำย หมายถึง มีวตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมายของนโยบายที่ชดั เจน
และมีการระบุแนวทางไวอ้ ยา่ งชดั เจน มีตวั ช้ีวดั ผปู้ ฏิบตั ิเขา้ ใจไดง้ ่าย

สมรรถนะองค์กร หมายถึง ลกั ษณะโครงสร้าง จานวนบุคลากร ทกั ษะและความรู้
ความสามารถของบุคลากร ความพร้อมของวสั ดุอุปกรณ์และเคร่ืองมือเครื่องใช้ งบประมาณที่ไดร้ ับ

กำรวำงแผน หมายถึง การกาหนดแนวทาง และคาดการณ์ เพือ่ การตดั สินใจเลือก
แนวทางปฏิบตั ิท่ีดีที่สุดสาหรับอนาคตเพือ่ ให้องคก์ ารบรรลุผลที่ปรารถนาตามผลท่ีวางไว้ โดยใช้
แผนปฏิบตั ิการของหน่วยงาน แผนงาน/โครงการ กิจกรรม เป็นตน้

16

ภำวะผู้นำ หมายถึง ความสามารถในการจูงใจ ความสามารถในการทางานเป็นทีม
กบั ผปู้ ฏิบตั ิงาน และการมีส่วนร่วมของผบู้ ริหาร ความผกู พนั และการยอมรับจากผปู้ ฏิบตั ิ
ความสามารถในการแกป้ ัญหาที่เกิดข้ึน

กำรสนับสนุนจำกหน่วยงำนและบุคคลทเี่ กย่ี วข้อง หมายถึง การไดร้ ับการสนบั สนุนจาก
กลุ่มตา่ งๆ ดงั น้ี 1.ส่ือมวลชน 2.นกั การเมือง 3.หวั หนา้ หน่วยงานอื่น 4.กลุ่มผลประโยชน์

กระบวนกำร ในกำรนำนโยบำยกำรพัฒนำกำรศึกษำในพื้นท่ีเขตพฒั นำพิเศษภำคตะวันออก
ระยะ 5 ปี ไปปฏิบัติ หมายถึง วตั ถุประสงค์และเน้ือหาสาระของนโยบาย องคก์ รมีสมรรถนะในการ
กระตุน้ ใช้ทรัพยากรเพ่ือให้ดาเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย มีการวางแผนและกาหนดเป้าหมายของ
หน่วยงานเพื่อการจดั ทาแผนงาน โครงการรองรับ ภาวะผนู้ าในการนาพาองคก์ รให้บรรลุเป้าหมาย และ
การสนบั สนุนจากหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวขอ้ ง

บทท่ี 2

เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วข้อง

จากการท่ีผูว้ ิจัยได้ศึกษาทบทวนวรรณกรรมและสารวจองค์ความรู้ท่ีเก่ียวข้องกับ
การนานโยบายการศึกษาไปปฏิบตั ิในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี สามารถสรุป
ไดเ้ ป็นหวั ขอ้ ต่างๆ ดงั ต่อไปน้ี

1. แนวคิดเก่ียวกบั นโยบายสาธารณะ
2. แนวคิดเก่ียวกบั การนานโยบายไปปฏิบตั ิ
3. แนวคิดเก่ียวกบั การนานโยบายการศึกษาไปปฏิบตั ิ
4. บริบทของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวนั ออก (EEC: Eastern Economic Corridor)
5. แผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก 2560 – 2564
6. แผนพฒั นาการศึกษาของจงั หวดั ในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก
7. งานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง

1. แนวคดิ เกย่ี วกบั นโยบายสาธารณะ

1.1 ความหมาย
การศึกษานโยบายสาธารณะในต่างประเทศมีพฒั นาการมายาวนานนบั ต้งั แตห่ ลงั
สงครามโลก คร้ังที่ 2 สาหรับประเทศไทยเกิดข้ึนเมื่อมีแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ต่อมามีกระแสการปฏิรูปการบริหารประเทศภายใตแ้ นวคิดการจดั การภาครัฐแนวใหม่ และให้
ความสาคญั ไปที่การใหบ้ ริการสาธารณะท่ีเนน้ การมีส่วนร่วมของประชาชน นกั วชิ าการจึงหนั มา
ใหค้ วามสนใจกบั ผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสีย และนาแนวคิดในศาสตร์อื่นๆ มาประยกุ ต์ ใชก้ บั การพฒั นา
นโยบายสาธารณะ เร่ิมต้งั แต่การกาหนดนโยบาย การนานโยบายไปปฏิบตั ิ และการประเมินผลนโย
บายสาธารณะ โดยมีนกั วชิ าการที่ไดใ้ หค้ วามหมาย ของนโยบายสาธารณะไว้ ดงั น้ี

ศุภชัย ยาวะประภาษ และปิ ยากร หวงั มหาพร (2555) ได้ให้ความหมายของ นโยบาย
สาธารณะ ไวว้ ่า เป็ นการตดั สินใจของรัฐบาลในการดาเนินกิจกรรม หรือไม่ดาเนินกิจกรรม
เพือ่ แกป้ ัญหาสาธารณะ

18

ปรีดี ลีลาเศรษฐวงศ์ (2556)ใหค้ วามหมายนโยบายสาธารณะ วา่ หมายถึงการจดั สรร
ผลประโยชน์ หรือสิ่งท่ีมีคุณคา่ ระหวา่ งปัจเจกชน และกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในระบบสังคม
การเมือง

วรเดช จนั ทรศร (2547) นกั วชิ าการจากสถาบนั บณั ฑิตพฒั นบริหารศาสตร์ ไดใ้ ห้
ความหมายของนโยบายสาธารณะวา่ หมายถึงกิจกรรมตา่ ง ๆ ที่รัฐจดั ข้ึน หรือแผนงานหรือ
โครงการ หรือแนวทางปฏิบตั ิที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐไดก้ าหนดข้ึนเพ่อื เจตนาในการแกไ้ ข
ปัญหา ท้งั ในระยะส้ันและระยะยาว

ศุภชยั ยาวะประภาษ (2555) นกั วชิ าการจากจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั กล่าววา่ นโยบาย
สาธารณะ หมายถึง การตดั สินใจของรัฐบาลในการดาเนินกิจกรรมหรือไม่ดาเนินกิจกรรม
เพ่อื แกป้ ัญหาสาธารณะ รัฐบาลอาจดาเนินการเองหรือให้ตวั แทนเป็นผดู้ าเนินการ เพ่ือความเป็นอยู่
ที่ดีของประชาชน

มยรุ ี อนุมานราชธน (2549) กล่าวถึง นโยบายสาธารณะ วา่ นโยบายสาธารณะเป็น
แนวทางกวา้ ง ๆ ที่รัฐบาลไดท้ าการตดั สินใจเลือกและกาหนดไวล้ ่วงหนา้ เพอ่ื ช้ีนาใหม้ ีกิจกรรม
หรือการกระทาต่าง ๆ เกิดข้ึน เพื่อใหบ้ รรลุเป้าหมายท่ีกาหนดไว้

สมั ฤทธ์ิ ยศสมศกั ด์ิและอนุรัตน์ อนนั ทนาธร (2555) นโยบายที่ถูกกาหนดข้ึนโดยรัฐบาล
ซ่ึงอาจจะเป็นองคก์ รหรือตวั บุคคลท่ีมีอานาจหนา้ ที่โดยตรงตามกฎหมายภายใตร้ ะบบการเมืองน้นั ๆ
ส่ิงท่ีรัฐบาลต้งั ใจวา่ จะกระทาหรือไมท่ าการตดั สินใจในการแบ่งสรรทรัพยากรหรือคุณคา่ ตา่ งๆใน
สงั คม

สร้อยตระกลู (ติวยานนท)์ อรรถมานะ (2553) นกั วชิ าการจากมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
กล่าววา่ นโยบายสาธารณะเป็นแนวทางในการปฏิบตั ิงานของรัฐบาลหรือโครงการที่รัฐบาล
กาหนดใหม้ ีข้ึนโดยบง่ บอกถึงเป้าหมาย (และหรือปัญหาในสงั คม) และวธิ ีการเพื่อใหบ้ รรลุผล ท้งั น้ี
เพือ่ จะไดเ้ ป็ นการจดั สรรคุณค่าต่าง ๆ แก่สงั คมส่วนรวม ดงั น้นั การกาหนดนโยบายสาธารณะจึง
เป็นการกาหนดขอบเขตของรัฐบาลและเขตแดนของ หน่วยราชการและองคก์ ารสาธารณะอื่น ๆ
ที่อยใู่ นสงั กดั ภาครัฐบาล

จากนิยามความหมายของนกั วชิ าการท้งั หลาย สามารถสรุปไดว้ า่ นโยบายสาธารณะ
หมายถึง ทางเลือกท่ีรัฐบาลไดท้ าการตดั สินใจเลือก เพื่อใชแ้ กป้ ัญหาสาธารณะ หรือความเป็นอยู่
ที่ดีของประชาชน ดว้ ยแนวทาง วธิ ีการ เพอ่ื ใหบ้ รรลุเป้าหมายท่ีไดก้ าหนดไว้ โดยรัฐบาลอาจ
ดาเนินการเองหรือให้ตวั แทนเป็นผดู้ าเนินการ

19

1.2 ตวั แบบทใ่ี ช้ในการศึกษานโยบายสาธารณะ

โธมสั ดาย (Thomas Dye:1978) ไดน้ าเสนอตวั แบบของการกาหนดนโยบายไว้ 7
ตวั แบบ ไดแ้ ก่ ตวั แบบชนช้นั นา ตวั แบบกลุ่ม ตวั แบบสถาบนั ตวั แบบระบบ ตวั แบบกระบวนการ
ตวั แบบมีเหตุผล ตวั แบบเพม่ิ เติมอยา่ งค่อยเป็นค่อยไป

1.2.1 ตวั แบบกล่มุ (Group Mode)
โธมสั ดาย เห็นวา่ นโยบายสาธารณะ เป็ นส่ิงทีสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงดุลภาพระหวา่ งกลุ่ม
ในสงั คมมีกลุ่มท่ีมีความดอ้ งการหลากหลาย ซ่ึงในการกาหนคนโยบาย ตอ้ งจดั สรรผลประโยชน์
ใหก้ ลุ่มต่างๆ ที่มีอยใู่ นสังคมใหม้ ากที่สุด แต่การจดั สรรผลประโยชนด์ ว้ ยการกาหนดนโยบาย
จะเอนเอียงไป หากผลประ โยชน์บางกลุ่ม เช่น กลุ่มที่มีคนจานวนมาก กลุ่มท่ีร่ารวย กลุ่มที่มีความ
เขม้ แขง็ กลุ่มผนู้ าท่ีสามารถขา้ ถึงการตดั สินใจนโยบายและมีเครือขา่ ยภายในระบบการเมือง ท้งั น้ี
การใชต้ วั แบบน้ีสมารถใชไ้ ดท้ ้งั ในการดาเนินนโยบายที่ดีและไม่ดีก็ได้ ข้ึนยกู่ บั ผทู้ ่ีมีบทบาท ใน
การกาหนดนโยบาย การจดั สรรผลประโยชนท์ ่ีดีน้นั ผทู้ ี่มีบทบาทจะตอ้ งสามารถจดั สรร
ผลประโยชน์ใหฝ้ ่ ายต่างๆ อยา่ งเป็นธรรม หรือประสานประโยชน์ใหก้ ลุ่มต่างๆ อยา่ งสมเหตุสมผล
หรือทาให้เกิดความสมดุลระหวา่ งกลุ่ม (Group Equilibrium)

1.2.2 ตัวแบบช้ันนา (Elite Model)
มองวา่ นโยบายสาธารณะสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงความตอ้ งการหรือรสนิยมของผนู้ า ไม่ใช่
ความตอ้ งการของประชาชน ผนู้ า (Elite) เป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ ในสังคมท่ีมีอานาจทางการเมือง แต่
ประชาชนซ่ึงเป็นคนส่วนใหญ่กลบั ไม่มีอานาจทางการเมือง ดงั น้นั ผนู้ าจะกาหนดนโยบายท่ีเอ้ือ
ประโยชนห์ รือตอบสนองความตอ้ งการของผนู้ าแลว้ ส่ังการลงมาสู่ขา้ ราชการใหท้ าหนา้ ที่นา
นโยบายไปปฏิบตั ิใหบ้ รรลุผล ผลของการดาเนินนโยบายจะตกอยกู่ บั ประชาชนในลกั ษณะของ
Top - Down โดยประชาชนไมไ่ ดเ้ ขา้ ไปมีส่วนร่วมใด ๆ นโยบายน้ีจึงไม่ไดส้ ะทอ้ นความตอ้ งการ
ของประชาชนเป็นเพยี งความตอ้ งการของผนู้ าเท่าน้นั ลกั ษณะของผนู้ ากาหนด ดงั แผนภาพตอ่ ไปน้ี

20

ชนช้ันปกครอง

ผลผลติ นโยบาย

ประชาชน

แผนภาพท่ี 5 แสดงตวั แบบช้นั นา (Elite Model)
แหล่งทม่ี า : Thomas Dye:1978

1.2.3 ตวั แบบระบบ (Systems Model)

ตวั แบบระบบ มองนโยบายสาธารณะเป็ นผลผลิตของระบบการเมืองและการบริหาร
การกาหนดนโยบายเกิดข้ึนจากการมีปัจจยั นาเขา้ (Inputs) ซ่ึงอาจเป็นขอ้ เรียกรองความตอ้ งการ
(Demands) หรือการสนบั สนุนจากประชาชน (Supports) รวมถึงการพิจารณาถึงบริบทแวดลอ้ ม
(Environment) แลว้ นาเขา้ สู่ระบบการเมือง และกลน่ั กรองจนไดร้ ับการตดั สินใจใหอ้ อกมาเป็ น
นโยบายสาธารณะ นาไปสู่การนาไปปฏิบตั ิและกลายเป็ นผลลพั ธ์ (Output) ที่เกิดจากนโยบาย ซ่ึง
อาจกล่าวไดว้ า่ นโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตของระบบการเมืองหรือการบริหาร โดยผลกระทบท้งั
ดา้ นดีและดา้ นเสียจากนโยบายจะตกอยกู่ บั ประชาชนและการประเมินวา่ นโยบายดงั กล่าว
ตอบสนองความตอ้ งการของประชาชนไดม้ ากน้อยเพยี งใด จะสามารถพจิ ารณาไดจ้ ากผลสะทอ้ น
กลบั (Feedback) ของประชาชน ซ่ึงถา้ ผลสะทอ้ นกลบั ออกมาไม่ดีรัฐบาลก็ตอ้ งหาทางแกไ้ ขหรือ
กาหนดนโยบายใหม่ออกมา ท้งั น้ีตวั แบบระบบสามารถนาไป
วเิ คราะห์นโยบายไดห้ ลากหลาย

21

จากตวั แบบในการบริหารหรือกาหนดนโยบายดงั ขา้ งตน้ น้นั ผศู้ ึกษาจะใชต้ วั แบบผนู้ า
(Elite Model) ตวั แบบกลุ่ม (Group Model) และตวั แบบระบบ (Systems Model) เพ่ือวเิ คราะห์

2. แนวคดิ เกยี่ วกบั การนานโยบายไปปฏบิ ตั ิ

2.1 ความหมาย
J.L. Pressman & A. Wildavsky (1973) ไดเ้ นน้ วา่ การนานโยบายไปปฏิบตั ิ หมายถึง
กระบวนการดาเนินงานของรัฐบาลใหป้ ระสบความสาเร็จตามวตั ถุประสงคท์ ี่กาหนด ดงั น้นั จึงตอ้ ง
มีนโยบายเกิดข้ึนก่อนแลว้ จึงมีการนานโยบายไปปฏิบตั ิใหเ้ กิดผลลพั ธ์ออกมา
C.E. Van Horn และ D.S. Van Meter (1976) ไดใ้ หค้ วามหมายของการนานโยบายไป
ปฏิบตั ิวา่ หมายถึง กิจกรรมท้งั หลายท่ีกระทาโดยรัฐบาลและเอกชน ซ่ึงมีผลตอ่ การบรรลุ
ความสาเร็จตามวตั ถุประสงคท์ ี่กาหนดไวล้ ่วงหนา้ จากการตดั สินใจกาหนดนโยบาย
D.A. Mazmanian & P.A. Sabatier (1989) ไดใ้ หค้ วามคิดเห็นวา่ การนานโยบายไปปฏิบตั ิ
หมายถึงการนาการตดั สินใจกาหนดนโยบายท่ีไดก้ ระทาไว้อาจอยใู่ นรูปของกฎหมาย คาพิพากษาของ
ศาล คาส่งั ของรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี ไปปฏิบตั ิ ใหป้ ระสบความสาเร็จ โดยมีกระบวนการซ่ึง
ประกอบดว้ ยข้นั ตอน ดงั น้ี การพจิ ารณาผลลพั ธ์ท่ีพึงปรารถนาตามวตั ถุประสงคข์ องนโยบาย การ
ยนิ ยอมปฏิบตั ิตามของผทู้ ่ีเก่ียวขอ้ งและการพจิ ารณาผลกระทบท่ีเกิดข้ึนจากการรับรู้ของผตู้ ดั สินใจ
กาหนดนโยบายและหน่วยงานท่ีนานโยบายไปปฏิบตั ิ
กลา้ ทองขาว (2548) กล่าวถึง การนานโยบายไปปฏิบตั ิ ในมุมมองซ่ึงเป็นกิจกรรมหรือ
ดา้ นการปฏิบตั ิ การนานโยบายไปปฏิบตั ิ หมายถึง กระบวนการจดั การและประสานกิจกรรมเพื่อทา
การเปลี่ยนแปลงไปสู่ผลลพั ธ์ท่ีมุง่ ประสงคใ์ หบ้ รรลุความสาเร็จ ตรงตามเจตจานงของนโยบาย โดย
กลุ่มหรือองคก์ รภาครัฐ เอกชน
วรเดช จนั ทรศร (2552) ไดก้ ล่าวไวว้ า่ การนานโยบายไปปฏิบตั ิ เป็ นเร่ืองของการศึกษา
องคก์ ารท่ีรับผิดชอบสามารถนาและกระตุน้ ให้ทรัพยากรทางการบริหารตลออดจนกลไกที่สาคญั
ปฏิบตั ิงานใหบ้ รรลุผลแห่งนโยบายที่ระบุไวไ้ ดห้ รือไม่ แค่ไหน เพียงใด
สัมฤทธ์ิ ยศสมศกั ด์ิและอนุรัตน์ อนนั ทนาธร (2555) ข้นั ตอนการนานโยบายไปปฏิบตั ิ
เป็นเร่ืองของการศึกษาวา่ “องคก์ ารที่รับผดิ ชอบสามารถนาและกระตุน้ ใหท้ รัพยากรทางการบริหาร

22

ตลอดจนกลไกท่ีสาคญั ท้งั มวลปฏิบตั ิงานใหบ้ รรลุตามนโยบายท่ีระบุไวห้ รือไม่แค่ไหน เพียงใด”
หรือกล่าวอีกนยั หน่ึง การนานโยบายไปปฏิบตั ิให้ความสนใจเกี่ยวกบั เร่ืองของความสามารถที่จะ
ผลกั ดนั ใหก้ ารทางาน ของกลไกท่ีสาคญั ท้งั หมดสามารถบรรลุผลลพั ธ์ที่ไดต้ ้งั เป้าหมายเอาไว้

โดยสรุป การนานโยบายไปปฏิบตั ิ คือ การกระทาขององคก์ ารที่รับผิดชอบและสามารถ
กระตุ้นให้ใช้ทรัพยากร เพ่ือแปลงนโยบายสู่ผลลพั ธ์ท่ีมุ่งประสงค์ให้บรรลุผลสาเร็จ ตรงตาม
เจตจานงของนโยบาย โดยกลุ่มองคก์ รภาครัฐ หรือเอกชน

2.2 กระบวนการการนานโยบายไปปฏิบัติ
การนานโยบายไปปฏิบตั ิมีความสาคญั ซ่ึงจาเป็นและขาดไมไ่ ด้ ในฐานะท่ีเป็นข้นั ตอน
สาคญั ที่จะนาไปสู่การบรรลุซ่ึง เป้าหมายที่นโยบายสาธารณะน้นั ๆ กาหนดข้ึนมาใน ข้นั ตอนแรก
และข้นั ตอนการประเมินผล ภายหลงั ข้นั ตอนการนานโยบายไป (สมั ฤทธ์ิ ยศสมศกั ด์ิและอนุรัตน์
อนนั ทนาธร, 2555) อธิบายวา่ หากพจิ ารณาในรายละเอียดของข้นั ตอน การนานโยบาย
ไปปฏิบตั ิ จะพบวา่ ในข้นั ตอนน้ีประกอบดว้ ยข้นั ตอนยอ่ ยๆ ที่สาคญั หลายประการ คือ

ประการแรก จาเป็ นตอ้ งศึกษาวตั ถุประสงค์และเน้ือหาสาระของนโยบายให้เขา้ ใจ
ในระดบั หน่วยงานหรือองคก์ ารที่นานโยบาย สาธารณะน้นั ๆ ไปปฏิบตั ิ

ประการท่ีสอง ตอ้ งวิเคราะห์ว่า เพ่ือให้บรรลุวตั ถุประสงค์ จาเป็ นตอ้ งมีแผนงาน/
โครงการอะไรมารองรับ

ประการทสี่ าม มีการกาหนดวตั ถุประสงคแ์ ละตวั ช้ีวดั
ประการทสี่ ี่ วเิ คราะห์และเปรียบเทียบขอ้ ดีขอ้ เสียของแต่ละแผนงาน/โครงการ
ประการท่ีห้า วิเคราะห์ความเป็ นไปได้ท้ังทางการเมือง การเงิน การบริ หาร
และทางเทคนิคของแผนงาน/ โครงการท้งั หมด
ประการทหี่ ก ตอ้ งมีการสรุปผลการวเิ คราะห์ โดยระบุทางเลือกที่ดีที่สุด

สาหรับข้นั ตอนการนานโยบายไปปฏิบตั ิน้ัน วรเดช จนั ทรศร ได้นาเสนอไวว้ ่า
ข้นั ตอนในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ ประกอบดว้ ย 2 ข้นั ตอนหลกั คือ ข้นั ตอนในระดบั มหภาค
(Macro) และข้นั ตอนในระดบั จุลภาค (Micro) ซ่ึงมีสาระสาคญั ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ข้นั ตอนการนานโยบายไปปฏิบัตใิ น ระดับมหภาค แบง่ ออกเป็ น 2 ข้นั ตอนหลกั
ไดแ้ ก่ ข้นั ตอนการเปลี่ยนแปลงนโยบายออกเป็ นแนวทางปฏิบตั ิหรือออกมาเป็นรูปของแผนงาน

23

หรือโครงการและข้นั ตอนในการทาใหห้ น่วยงานในระดบั ทอ้ งถิ่นยอมรับแนวทาง แผนงาน
โครงการหรือผลของการแปลงนโยบายน้นั ไปปฏิบตั ิต่อไป ดงั น้ี

1.1 ข้นั ตอนการแปลงนโยบาย ถือเป็นข้นั ตอนที่สาคญั มากเพราะหากมีการ
แปลงนโยบายใหเ้ บี่ยงเบนไปจากวตั ถุประสงคแ์ ลว้ กอ็ าจจะกล่าวไดว้ า่ ความลม้ เหลวของนโยบายน้นั
ยอ่ มเกิดข้ึนต้งั แต่แรก ซ่ึงมีปัจจยั ท่ีส่งผลใหน้ โยบายน้นั ตอ้ งถูกแปรเปล่ียนไปจากเดิม โดยสรุป
ความสาเร็จของการนานโยบายไปปฏิบตั ิน้นั จึงข้ึนอยกู่ บั ความชดั เจนของเป้าหมายและการท่ี
หน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบมีความเขา้ ใจในการแปลงนโยบายเขา้ ใจในวตั ถุประสงคข์ องนโยบาย
ตลอดจนร่วมมือกบั ฝ่ ายการเมืองและมีความจริงใจที่จะนานโยบายน้นั ไปปฏิบตั ิ วรเดช จนั ทรศร
(2552: 36) ปัจจยั ที่มีผลต่อความถูกตอ้ งในการแปลงนโยบาย ดงั ภาพ

แผนภาพที่ 5 แสดงปัจจัยท่ีมีผลต่อความถูกตอ้ งในการแปลงนโยบายของหน่วยงานท่ีรับผิดชอบในการนา
นโยบายไปปฏิบตั ิ

แหล่งทมี่ า : วรเดช จนั ทรศร, 2551: 36

1.2 ข้นั ตอนของการยอมรับ เป็นข้นั ตอนท่ีทาใหห้ น่วยงานในระดบั ทอ้ งถ่ิน
ยอมรับแนวทางแผนงาน โครงการ หรือผลของการเปลี่ยนแปลงนโยบายน้นั ไปปฏิบตั ิต่อไป
ในข้นั ตอนน้ีราชการท่ีบริหารส่วนกลางจะสามารถทาใหห้ น่วยปฏิบตั ิในระดบั ล่างหรือระดบั
ทอ้ งถิ่นยอมรับและจดั ทาโครงการสนองนโยบายท่ีส่วนราชการวางไว้ เพราะอานาจท่ีแทจ้ ริง
ในการนานโยบาย แผนงานและโครงการไปปฏิบตั ิ ยอ่ มอยทู่ ่ีหน่วยงานและผปู้ ฏิบตั ิในระดบั
ทอ้ งถ่ินเป็นสาคญั ดงั น้นั การสร้างความสาเร็จให้เกิดข้ึนในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ จึงจาเป็นตอ้ ง
มีความเขา้ ใจถึงข้นั ตอนของการนานโยบายไปปฏิบตั ิในระดบั จุลภาคดว้ ย

24

2. ข้ันตอนของการนานโยบายสาธารณะไปปฏิบัติในระดับจุลภาค แบ่งออกเป็ น
3 ข้นั ตอนหลกั คือ ข้นั ระดมพลงั ข้นั ปฏิบตั ิและข้นั การสร้างความเป็นปึ กแผน่ หรือความต่อเนื่อง

2.1 ข้นั ระดมพลงั (Mobilization) เป็นข้นั ตอนที่หน่วยงานในระดบั ทอ้ งถิ่นจาตอ้ ง
ดาเนินการใน 2 กิจกรรมคือ การพจิ ารณารับนโยบายและการแสวงหาความสนบั สนุน

2.2 ข้นั ตอนการปฏิบัติ (Deliverer implementation) ข้ึนตอนน้ีมีความครอบคลุม
ถึงกระบวนการในการเปล่ียนแปลงโครงการที่ไดม้ ีการยอมรับแลว้ ออกมาในรูปของการปฏิบตั ิจริง
ในข้นั น้ีจึงเป็นเร่ืองที่เก่ียวกบั ตวั ผปู้ ฏิบตั ิหรือผใู้ หบ้ ริการตามโครงการโดยตรง ในบางกรณีผปู้ ฏิบตั ิ
อาจจะยอมทาการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของตนเองใหเ้ ขา้ กบั แผนหรือโครงการที่กาหนดไว้
ในบางกรณีผปู้ ฏิบตั ิอาจจะทาการปรับแผนหรือโครงการน้นั ใหเ้ ขา้ กบั พฤติกรรมการปฏิบตั ิของ
ตวั เองกไ็ ด้ ข้ึนอยกู่ บั ความเหมาะสมของสภาพแวดลอ้ มและลกั ษณะของบุคคลท่ีเป็นผปู้ ฏิบตั ิ
วธี ีการดาเนินการในลกั ษณะน้ีเป็นวธิ ีการท่ีเปิ ดโอกาสให้มีการปรับเขา้ หาซ่ึงกนั และกนั ระหวา่ ง
นโยบายของรัฐบาลกลางกบั การปฏิบตั ิตามนโยบายโดยหน่วยงานระดบั ทอ้ งถิ่น

2.3 ข้ันการสร้ างความเป็ นปึ กแผ่ นหรื อความต่ อเนื่ อง (Institutionalization or
continuation) ความสาเร็จของนโยบายจะเกิดข้ึนไม่ได้ หากนโยบายน้ันไม่ถูกนาไปปฏิบตั ิอย่าง
ต่อเน่ือง การท่ีจะใหม้ ีการปฏิบตั ิอยา่ งต่อเนื่องน้ีหมายความวา่ นโยบายน้นั จะตอ้ งถูกปรับเปลี่ยนและ
ไดร้ ับการยอมรับเป็นหนา้ ท่ีประจาวนั ของผปู้ ฏิบตั ิดว้ ย

จากการทบทวนวรรณกรรม ผวู้ จิ ยั สรุปไดว้ า่ กระบวนการการนานโยบายไปปฏิบตั ิน้นั
จะตอ้ งประกอบดว้ ย 5 ข้นั ตอน

ข้นั ตอนท่ี 1 ศึกษาวตั ถุประสงคแ์ ละเน้ือหาสาระของนโยบาย
ข้นั ตอนที่ 2 กาหนดเป้าหมายของหน่วยงานเพ่ือการจดั ทาแผนงาน โครงการรองรับ
ข้นั ตอนที่ 3 กาหนดวตั ถุประสงคข์ องโครงการ และกาหนดตวั ช้ีวดั ความสาเร็จ
ข้นั ตอนที่ 4 ศึกษาวเิ คราะห์ความเป็ นไปไดข้ องแผนงาน/ โครงการ
ข้นั ตอนท่ี 5 สรุปผลการวเิ คราะห์ และระบุทางเลือกที่ดีที่สุด

2.3 ผู้เกย่ี วข้องในการนานโยบายสาธารณะไปปฏิบตั ิ

นโยบายสาธารณะ ตอ้ งอาศยั องคก์ ร หน่วยงาน และบุคคลในระดบั ต่างๆ เพื่อทาหนา้ ที่
ดาเนินนโยบาย เพ่ือใหบ้ รรลุเป้าหมาย ผเู้ ก่ียวขอ้ งต่างมีเป้าหมายที่แตกตา่ งกนั ไปแตต่ อ้ งทางาน
ร่วมกนั ในระดบั ใดระดบั หน่ึง ตา่ งมีบทบาทและมีอิทธิพลตอ่ การนานโยบายสาธารณะไปปฏิบตั ิ

25

ไม่วา่ มากหรือนอ้ ย และสามารถแบ่งผเู้ กี่ยวขอ้ ง ออกเป็นฝ่ าย ไดแ้ ก่ 1.ฝ่ ายการเมือง 2.ระบบราชการ
ขา้ ราชการ 3.ผรู้ ับบริการหรือผรู้ ับประโยชนจ์ ากนโยบาย (วรเดช จนั ทศร, 2552)

1. ฝ่ ายการเมือง ครอบคลุมถึงรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี มีความสาคญั ในการกาหนด
ขอบเขตในการนานโยบายไปปฏิบตั ิของระบบราชการ การกาหนดขอบเขตอาจทาได้ จากการออก
กฎหมาย หรือกาหนดข้ึนเป็น มติคณะรัฐมนตรีการออกกฎกระทรวง ตลอดจนวางระเบียบ
ขอ้ บงั คบั ต่างๆ เพื่อใหห้ น่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ งถือเป็นแนวทางไปปฏิบตั ิ ในอีกนยั หน่ึง รัฐสภาและ
คณะรัฐมนตรี สองสถาบนั น้ีถือไดว้ า่ เป็นฝ่ ายท่ีริเร่ิมกาหนดหรือเสนอนโยบาย จดั สรร งบประมาณ
หรือรับขอ้ เรียกร้องปัญหาจากกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มการเมืองหรือประชาชนโดยทวั่ ไป มาแปลง
เป็นนโยบายเพอื่ ใหเ้ กิดการปฏิบตั ิ โดยปกติท้งั สองสถาบนั น้ีมกั จะไมใ่ หค้ วามสนใจหรือเขา้ ไปมี
ส่วนในการกาหนดรายละเอียดของกระบวนการในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ แตจ่ ะเขา้ ไปพจิ ารณา
เลือกหน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ

สรุปแลว้ ฝ่ ายการเมืองมีส่วนสาคญั ในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ เพอ่ื ใหเ้ กิด
ความสาเร็จ หากนโยบายใดไดร้ ับการสนบั สนุนอยา่ งดี จากฝ่ ายการเมืองมกั มีแนวโนม้ ท่ีจะประสบ
ความสาเร็จมากกวา่ นโยบายท่ีไม่ไดร้ ับการสนบั สนุน ท้งั น้ีจะตอ้ งพิจารณาปัจจยั ประกอบอื่นๆ
ความสาเร็จของการนานโยบายไปปฏิบตั ิดว้ ย

2.หน่วยงานต่างๆของรัฐในระบบราชการ ถือเป็นองคก์ รท่ีสาคญั ที่สุด ท้งั ใน
กระบวนการกาหนดนโยบายและการนานโยบายไปปฏิบตั ิ ในข้นั ของการกาหนดนโยบายน้นั
หน่วยงานเป็ นผรู้ วบรวม วเิ คราะห์ ป้อนขอ้ มูล เพ่ือส่งต่อไปยงั ฝ่ ายการเมือง ในข้นั ของการนา
นโยบายไปปฏิบตั ิน้นั หน่วยงานรัฐปราศจากคู่แข่ง ไมป่ ระสบปัญหาการขาดทุนจึงจะไมม่ ี
จุดสิ้นสุดหรือจุดจบของหน่วยงาน การนานโยบายไปปฏิบตั ิจึงกลายเป็นภารกิจหลกั ความเก่ียวขอ้ ง
ของหน่วยงานดว้ ยกนั เองก็เป็ นปัญหาอยา่ งมาก นโยบายใดท่ีตอ้ งอาศยั หน่วยงานหลายหน่วยงาน
มกั มีแนวโนม้ จะลม้ เหลวในการนาไปปฏิบตั ิ เพราะถึงเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ในเป้าหมายเพียงใด
แต่วธิ ีการบรรลุเป้าหมายอาจจะเกิดการขดั แยง้ กนั เน่ืองจากผลประโยชน์และวตั ถุประสงคห์ ลกั
ของแต่ละหน่วยงานแตกต่างกนั

3.ข้าราชการ เจ้าหน้าทีร่ ัฐ ในฐานะผปู้ ฏิบตั ิงานมีส่วนเกี่ยวขอ้ ง และส่งผลอยา่ งมาก
ตอ่ ความสาเร็จหรือความลม้ เหลวของการนานโยบายไปปฏิบตั ิ เช่น ในฐานะผบู้ ริหารระดบั สูง
ของหน่วยงาน ฐานะผบู้ ริหารโครงการ หรือฐานะผใู้ หบ้ ริการตามโครงการ บุคคลเหล่าน้ีต่างก็มี
แรงจูงใจเป้าหมายคา่ นิยมที่แตกตา่ งกนั ความแตกตา่ งเหล่าน้ี อาจเป็นท่ีมาของพฤติกรรม
ของแตล่ ะบุคคลที่แตกต่างกนั ในดา้ นการนานโยบายไปปฏิบตั ิ ผบู้ ริหารระดบั สูงของหน่วยงาน

26

จะมีความสาคญั อยา่ งมากในดา้ นการสนบั สนุนนโยบายน้นั น้นั ผบู้ ริหารระดบั สูงของหน่วยงานจึง
ถือวา่ มีส่วนสาคญั ในการทาใหก้ ารนานโยบายไปปฏิบตั ิประสบอุปสรรคหรือความราบรื่น
ผบู้ ริหารโครงการ เป็นผแู้ ปลงการสนบั สนุน หรือเจตนารมณ์ของผบู้ ริหารระดบั สูง ใหผ้ นู้ าของ
ขา้ ราชการที่มีหนา้ ท่ีดาเนินงานตามโครงการ ขา้ ราชการระดบั ล่างเป็นผใู้ หบ้ ริการดาเนินงาน
ถือไดว้ า่ มีบทบาทสาคญั ในกระบวนการ เพราะขา้ ราชการเป็นผปู้ ฏิบตั ิที่ตอ้ งปฏิสัมพนั ธ์
กบั ประชาชนผรู้ ับบริการ ขา้ ราชการระดบั ล่างเหล่าน้ี จะมีอิสระในการใชว้ จิ ารณญาณ
การตดั สินใจโดยท่ีผบู้ งั คบั บญั ชาไม่อาจควบคุมได้ ขา้ ราชการเหล่าน้ีจะเป็นผแู้ ปลหรือตีความ
นโยบายมาเป็นแนวปฏิบตั ิงานของตนเอง หากนโยบายขาดความชดั เจนอาจจะเกิดปัญหา
ในการนาไปปฏิบตั ิตามมา จึงถือวา่ ผปู้ ฏิบตั ิเหล่าน้ีเป็นผมู้ ีอิทธิพล มีผลตอ่ การนานโยบายไป
ปฏิบตั ิ

4. ผู้ได้รับผลจากนโยบาย
ผรู้ ับผลจากนโยบาย ไดแ้ ก่ ผรู้ ับบริการ ผรู้ ับประโยชน์ ผเู้ สียประโยชน์ ในท่ีน้ี
หมายถึงบุคคล กลุ่มเอกชน และภาคหน่วยงานท่ีมิไดม้ ุง่ หากาไร ในกระบวนการของการ
นานโยบายไปปฏิบตั ิ ผรู้ ับบริการหรือผไู้ ดร้ ับประโยชนใ์ นฐานะที่เป็ นบุคคล หมายถึงประชาชน
ทวั่ ไป จะเป็นผตู้ ิดต่อกบั ขา้ ราชการระดบั ล่างโดยตรง หากบุคคลดงั กล่าว ขาดการรวมตวั กนั
เป็นกลุ่ม บทบาทท่ีจะมีอิทธิพลในกระบวนการของการนานโยบายไปปฏิบตั ิ ก็จะมีคอ่ นขา้ งนอ้ ย
และยากท่ีจะไดร้ ับการสนใจจากฝ่ ายการเมืองหรือระบบราชการ

2.4 ตวั แบบในการนานโยบายไปปฏบิ ตั ิ
2.4.1 ตวั แบบในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ Van Meter และ Van Horn
Van Meter และ Van Horn (1975 อา้ งถึงใน เรืองวทิ ย์ เกษสุวรรณ, 2551: 217-219) ได้

กาหนดตวั แบบกระบวนการนานโยบายไปปฏิบตั ิ โดยตวั แบบน้ีมุ่งอธิบายตัวแปรที่เชื่อมโยง
ระหวา่ งการนานโยบายไปปฏิบตั ิกบั ผลการปฏิบตั ิงานมีดว้ ยกนั 6 ตวั แปร ไดแ้ ก่

1. มาตรฐานและวัตถุประสงค์ของนโยบาย ( Policy Standard and Objectives)
หมายความวา่ นโยบายตอ้ งมีวตั ถุประสงคท์ ี่เป็นรูปธรรมและมีมาตรฐานที่ชดั เจน

2. ทรัพยากรของนโยบาย (Policy Resources) เช่น งบประมาณหรือสิ่งจูงในอ่ืนๆ ซ่ึง
ตอ้ งมีเพยี งพอ

3. การสื่อสารระหวา่ งองคก์ รและการบงั คบั ใหเ้ ป็นไปตามนโยบาย หมายความวา่
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งองคก์ รอนั ไดแ้ ก่ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งรัฐบาลกลางและทอ้ งถ่ิน ตอ้ งเป็ นไป

27

อยา่ งมีคุณภาพและเป็นไปตามหลกั ของการกระจายอานาจ สามารถส่ือสารกนั เขา้ ใจและบงั คบั ใช้
นโยบายได้

4. ลกั ษณะของหน่วยงานที่นานโยบายไปปฏิบตั ิ เช่น จานวนเจา้ หนา้ ท่ี การควบคุม
การบงั คบั บญั ชา ความอยรู่ อดขององคก์ ร ความสัมพนั ธ์ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการกบั ผู้
กาหนดนโยบาย

5. เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เช่น ลักษณะของมติมหาชนและกลุ่ม
ผลประโยชน์

6. หนา้ ท่ีของการนานโยบายไปปฏิบตั ิ ไดแ้ ก่ การรับรู้นโยบาย เช่น ความรู้ความเขา้ ใจ
นโยบาย ทิศทางการตอบสนอง เช่น การยอมรับหรือปฏิเสธนโยบาย และระดบั ความเขม้ ขน้ ของ
การตอบสนอง เช่น การยอมรับหรือปฏิเสธดงั กล่าวมีระดบั มากนอ้ ยเพียงใด

แผนภาพที่ 6 แสดงตวั แบบกระบวนการการนานโยบายไปปฏิบตั ิของ Van Meter และ Van Horn
แหล่งทม่ี า: เรืองวทิ ย์ เกษสุวรรณ, 2551: 218

2.4.2 ตัวแบบกระบวนการการนานโยบายไปปฏิบตั ิของ กล้า ทองขาว

28

กลา้ ทองขาว (2548: 66-67) ไดศ้ ึกษากระบวนการนานโยบายและแผนไปปฏิบตั ิมีตวั
แปรหลากหลายท่ีส่งผลให้นโยบายที่นาไปปฏิบตั ิประสบความสาเร็จหรือลม้ เหลวซ่ึงมีท้งั ตวั แปร
ทางการเมืองและตวั แปรทางการบริหาร ตวั แปรต่าง ๆ เหล่าน้ีจะแสดงอิทธิพลต่อความสาเร็จหรือ
ลม้ เหลวของการนานโยบายไปปฏิบตั ิมากนอ้ ยแตกตา่ งกนั บางตวั แปรมีอิทธิพลโดยตรงบางตวั แปร
อาจมีอิทธิพลโดยออ้ ม และตวั แปรตา่ ง ๆ ดงั กล่าวมีการรวมกนั เป็นกลุ่มหรือชุดดงั น้ี

1 ชุดตวั แปรดา้ นเป้าหมายและวตั ถุประสงคข์ องนโยบาย
2 ชุดตวั แปรกาหนดภารกิจและมอบหมายงาน
3 ชุดตวั แปรสมรรถนะขององคก์ รที่นานโยบายไปปฏิบตั ิ
4 ชุดตวั แปรมาตรการสนบั สนุนจากส่วนกลางและทอ้ งถ่ิน
5 ชุดตวั แปรมาตรการกากบั ตรวจสอบประเมินผล และการกระตุน้ เสริมแรง
จากการศึกษาความสัมพนั ธ์ของตวั แปรสาเหตุท้งั 5 ประการ ที่มีอิทธิพลหรือตวั แปร
ตามท่ีเป็นผลของการนานโยบายไปปฏิบตั ิ พบวา่ ตวั แปรดา้ นความชดั เจนในเป้าหมายและ
วตั ถุประสงคข์ องนโยบาย เป็ นตวั แปรท่ีส่งผลท้งั ทางตรงและทางออ้ มต่อผลของการนานโยบายไป
ปฏิบตั ิ คลา้ ยกบั ตวั แปรดา้ นการกาหนดภารกิจและการมอบหมายงานและตวั แปรการสนบั สนุนจาก
ส่วนกลางและทอ้ งถิ่นและความผกู พนั ส่วนตวั แปรสมรรถนะขององคก์ รที่นานโยบายไปปฏิบตั ิ
และตวั แปรมาตรการกากบั ตรวจสอบ ประเมินผล และกระตุน้ เสริมแรง มีความสมั พนั ธ์หรือ
อิทธิพลต่อการนานโยบายไปปฏิบตั ิโดยตรง

แผนภาพที่ 7 แสดงตวั แบบกระบวนการการนานโยบายและแผนไปปฏิบตั ิ
แหล่งทมี่ า: กลา้ ทองขาว, 2548 : 67

29

2.4.3 ตวั แบบในการนานโยบายไปปฏบิ ตั ขิ อง วรเดช จันทรศร
วรเดช จนั ทรศร (2551: 129-146) ไดม้ ีการประมวลตวั แบบของนกั วชิ าการที่ไดศ้ ึกษา
เพือ่ สงั เคราะห์แนวคิดท่ีไดจ้ ากการศึกษาและพฒั นาเป็นตวั แบบทางทฤษฎี เพ่ือใชอ้ ธิบายวา่ องคก์ รตา่ ง ๆ
ที่สามารถนานโยบาย แผนงาน โครงการไปปฏิบตั ิอยา่ งมีประสิทธิภาพจะตอ้ งมีปัจจยั อะไรท่ีเป็น
เง่ือนไขสาคญั ที่จะทาใหน้ โยบาย แผนงานโครงการ ดาเนินการสาเร็จบรรลุจุดมุ่งหมาย ซ่ึงตวั แบบ
ท่ีเอ้ืออานวยตอ่ การนานโยบายไปปฏิบตั ิรวม 6 ตวั แบบ ไดแ้ ก่

1. ตัวแบบทยี่ ดึ หลกั เหตุผล (Rational Model) ตวั แบบน้ีมีแนวคิดวา่ การใชห้ ลกั
ดา้ นเหตุผลเป็นสิ่งสาคญั ท่ีสุด ท่ีจะช้ีวดั ความสาเร็จหรือความลม้ เหลวของนโยบาย แผนงาน หรือ
โครงการ องคก์ รหรือหน่วยงานที่ปฏิบตั ิการน้นั จะตอ้ งมีค่านิยมแบบยดึ หลกั เหตุผลเป็ นเหตุผล
สาคญั ในการตดั สินใจ ดาเนินการตามข้นั ตอนตา่ ง ๆ ตอ้ งยดึ หลกั มีเหตุมีผลเป็นส่ิงท่ีจะตอ้ งขยายผล
ใหเ้ กิดข้ึนอยา่ งกวา้ งขวางที่สุด นโยบาย แผนงาน หรือโครงการที่จะประสบความสาเร็จ จะตอ้ ง
มีการกาหนดวตั ถุประสงคแ์ ละภารกิจอยา่ งชดั เจน มีการมอบหมายงาน มีการกาหนดมาตรฐาน
การปฏิบตั ิงานโดยหลกั การท่ีมีเหตุผลชดั เจนอาจกล่าวไดว้ า่ องคก์ รหรือหน่วยงานจะมีองคป์ ระกอบ
ในการดาเนินงานอยู่ 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

1.นโยบายจะตอ้ งมีวตั ถุประสงคท์ ี่ชดั เจน ซ่ึงหน่วยงานสามารถแปร
วตั ถุประสงคถ์ ่ายทอดไปสู่การปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม

2. ความสามารถในการปฏิบตั ิงานไดอ้ ยา่ งบรรลุผลใกลเ้ คียงกบั วตั ถุประสงค์
และเป้าหมายที่กาหนดไว้

โดยทวั่ ไป ระดบั ความสาเร็จของการดาเนินนโยบายหรือโครงการไปสู่การปฏิบตั ิ จะ
ข้ึนอยกู่ บั ปัจจยั 5 ประการ ดงั น้ี

ประการแรก ความชดั เจนในวตั ถุประสงคข์ องนโยบายหรือโครงการ
ประการทส่ี อง การกาหนดภารกิจและมอบหมายอยา่ งชดั เจน
ประการทสี่ าม การกาหนดมาตรฐานในการปฏิบตั ิงาน
ประการทส่ี ่ี การสร้างระบบประเมินผลท่ีเหมาะสม
ประการทห่ี ้า การสร้างมาตรฐานการจูงใจ (ใหค้ ุณให้โทษ) ท่ีเหมาะสม
ตวั แบบที่ยดึ หลกั เหตุผล สามารถเขียนเป็ นภาพไดด้ งั น้ี

30

แผนภาพท่ี 8 แสดงตวั แบบทางทฤษฎีการนานโยบายไปปฏิบตั ิ : ตวั แบบที่ยดึ หลกั เหตผุ ล
แหล่งทม่ี า: วรเดช จนั ทรศร, 2551: 131

2. ตัวแบบด้านการจัดการ (Management Model) ตวั แบบน้ีจะใหค้ วามสาคญั ในเรื่อง
สมรรถนะขององคก์ รเป็นหลกั โดยถือวา่ ความสาเร็จหรือความลม้ เหลวของการนานโยบาย
แผนงาน หรือโครงการ ไปปฏิบตั ิจะข้ึนอยกู่ บั หน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบในการนานโยบาย แผนงาน
หรือโครงการไปปฏิบตั ิวา่ ขีดความสามารถท่ีจะปฏิบตั ิงานอยา่ งสอดคลอ้ งกบั ความคาดหวงั
ของหน่วยงานเพยี งใด องคก์ รจาเป็ นตอ้ งมีโครงสร้างองคก์ รท่ีเหมาะสม มีบุคลากรที่มีความรู้
ความสามารถท้งั ทางดา้ นการบริหารและทางเทคนิคอยา่ งเพยี งพอ มีการวางแผนเตรียมการ หรือมี
ความพร้อมเป็นอยา่ งดีท้งั ทางดา้ นวสั ดุ อุปกรณ์ สถานที่ เคร่ืองมือ เครื่องใชแ้ ละงบประมาณ
ตวั แบบน้ีมีความพยายามที่จะศึกษาหาทางแกไ้ ขปัญหาอุปสรรคของการปฏิบตั ิงานตามแผนงาน
และนโยบายในอดีต เช่น การแกไ้ ขปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ การขาดแคลนบุคลากรที่มี
ความรู้ความสามารถ ความล่าชา้ ในการสรรหาบุคลากร ความล่าชา้ ในการสรรหาบุคลากรท่ีมีความรู้
ความสามารถ ความล่าชา้ ในการจดั ต้งั ระบบงานการแกไ้ ขปัญหาการประสานงาน ตวั แบบดา้ น
การจดั การน้ี ซ่ึงเขียนเป็ นภาพไดด้ งั น้ี

31

แผนภาพท่ี 9 แสดงตวั แบบทางทฤษฎีการนานโยบายไปปฏิบตั ิ : ตวั แบบทางดา้ นการจดั การ
แหล่งทม่ี า : วรเดช จนั ทรศร, 2552: 134

3. ตวั แบบทางด้านการพฒั นาองค์กร (Organization Development model) แนวคิด
ตามตวั แบบน้ีไดใ้ หค้ วามสาคญั เฉพาะบุคลากรในหน่วยงานเป็นหลกั โดยมีแนวคิดวา่ บุคลากร
เป็นทรัพยากรที่สาคญั ที่สุดในองคก์ ร จึงใหค้ วามสาคญั กบั การมีส่วนร่วม (Participation) ของคน
ในองคก์ รการทางานเป็ นทีม โดยการทางานในทีมจาเป็ นตอ้ งคานึงถึงการมีส่วนร่วมคานึงถึง
การจูงใจการใชผ้ ูน้ าอยา่ งเหมาะสม การสร้างความรู้สึกรักผกู พนั กบั องคก์ ร การยอมรับ การพฒั นา
ทีมงานมากกวา่ การใชก้ าลงั บงั คบั ควบคุม ตวั แบบน้ีจึงใหค้ วามสาคญั เพิม่ เติมต่อกระบวนการ
ส่ือสารสองทาง การมีส่วนร่วมในการกาหนดนโยบายของผปู้ ฏิบตั ิงานระดบั ล่าง ซ่ึงจะเป็น
ประโยชน์อยา่ งยงิ่ ในการสร้างความตระหนกั และผกู พนั กบั นโยบาย แผนงาน หรือโครงการ
ขณะที่การใหผ้ บู้ ริหารระดบั สูงเป็นผกู้ าหนดนโยบายแต่เพียงลาพงั จะเป็นผลเสียและไมส่ อดคลอ้ ง
กบั ฐานคติการพฒั นาองคก์ รตามแนวคิดน้ี ตวั แบบดา้ นการพฒั นาองคก์ รน้ี ซ่ึงเขียนเป็ นภาพได้ ดงั น้ี

32

แผนภาพที่ 10 แสดงตวั แบบทางทฤษฎีการนานโยบายไปปฏิบตั ิ : ตวั แบบทางดา้ นการพฒั นาองคก์ ร
แหล่งทม่ี า: วรเดช จนั ทรศร, 2551: 136

4. ตัวแบบทางด้านกระบวนการของระบบราชการ (Bureaucratic Process Model)
เป็นแนวคิดทางสังคมวทิ ยาที่อธิบายถึงองคก์ รขนาดใหญ่ ซ่ึงมีกฎระเบียบข้นั ตอนคอ่ นขา้ งมาก
มีแบบแผนความสัมพนั ธ์ท่ีเป็ นทางการ และมีการกาหนดระบบคุณธรรมเอาไวอ้ ยา่ งแน่นอนตายตวั
อยา่ งไรกต็ าม ภายในองคก์ รขนาดใหญก่ ็ไมไ่ ดม้ ีแบบแผนความสัมพนั ธ์อยา่ งเป็นทางการ(รูปนยั )
เพียงอยา่ งเดียว แต่จะประกอบดว้ ยแบบแผนความสัมพนั ธ์อยา่ งไมเ่ ป็นทางการดว้ ย แต่มกั จะเป็น
กรณีของขา้ ราชการระดบั ล่างท้งั สิ้น เพราะวา่ ขา้ ราชการระดบั ล่าง เป็นผทู้ ี่ใกลช้ ิดกบั ประชาชนมาก
ที่สุด และเป็ นผทู้ ่ีใชว้ จิ ารณญาณของตนในการตดั สินใจใหบ้ ริการประชาชนท้งั สิ้นผบู้ งั คบั บญั ชา
ไม่มีโอกาสท่ีจะติดตามไปควบคุมบญั ชาตลอดเวลาได้ ดงั น้นั ส่ิงท่ีจะวดั ความสาเร็จหรือความ
ลม้ เหลวของนโยบายจึงข้ึนอยกู่ บั ความพร้อมของผนู้ านโยบาย แผนงาน หรือโครงการท่ีไปปฏิบตั ิ
โดยตรงวา่ ยนิ ดีพร้อมทุ่มเทใหก้ บั การปฏิบตั ิราชการหรือมีอุปสรรคขอ้ จากดั มากนอ้ ยประการใด
ความพร้อมในการนานโยบายไปปฏิบตั ิเกิดจากปัจจยั 2 ประการ คือ

ประการแรก ระดบั ความเขา้ ใจของผกู้ าหนดนโยบายต่อสภาพแวดลอ้ มความเป็ นจริง
ของหน่วยงานและองคก์ ร สภาพปัญหา และขอ้ จากดั ต่างๆ เช่น ปริมาณงานเกินกาลงั การขาดแคลน
บุคลากรท่ีมีความชานาญเฉพาะเรื่อง ขาดแรงจูงใจ ขาดขวญั กาลงั ใจท่ีเหมาะสมเพยี งพอ เป็นตน้

33

ประการท่ีสอง ระดบั การยอมรับ เห็นพอ้ งในนโยบาย และการปรับนโยบายใหม่
ให้สอดคลอ้ งกบั ภารกิจปกติหรือเป็ นส่วนหน่ึงในหน้าที่ราชการของบุคลากรแต่ละคน ตวั แบบ
ดา้ นกระบวนการของระบบราชการน้ี ซ่ึงเขียนเป็นภาพไดด้ งั น้ี

แผนภาพท่ี 11 แสดงตวั แบบทางทฤษฎีการนานโยบายไปปฏิบตั ิ : ตวั แบบทางดา้ นกระบวนการ
ของระบบราชการ

แหล่งทมี่ า : วรเดช จนั ทรศร, 2551: 138

5. ตวั แบบทางการเมือง (Political Model) ตวั แบบน้ียดึ หลกั การวา่ นโยบายเป็ นการ
แบ่งสรรคุณคา่ ในสงั คม ดงั น้นั นโยบายในเรื่องหน่ึง ๆ จะมีผทู้ ่ีไดร้ ับประโยชนก์ บั ผทู้ ่ีสูญเสีย
ประโยชนเ์ สมอ และโดยปกติในแต่ละฝ่ ายจะใหค้ ุณค่าของนโยบายแตกตา่ งกนั และจะเนน้ การ
รักษาผลประโยชน์ของตนไวเ้ ป็นอนั ดบั แรก ดงั น้นั จึงเป็ นการยากท่ีทุกฝ่ ายจะเห็นชอบและปฏิบตั ิ
ตามนโยบายอยา่ งเป็นเอกฉนั ท์ ตวั แบบน้ีเห็นวา่ จานวนของหน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ ง เป็นประเดน็ ท่ีสาคญั
ในการเจรจาต่อรอง หากหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งมีจานวนนอ้ ย โอกาสที่จะสร้างความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั
ก็มีมากกวา่ ในการเจรจาที่มีหน่วยงานมากๆความสามารถในการเจรจาต่อรองของผเู้ ล่นจะเก่ียวขอ้ ง
กบั บุคลิกภาพ ความรู้ ความสามารถ ความชานาญในการชกั จูงตอ่ รอง สถานภาพของผูม้ ีอานาจและ
ทรัพยากรขององคก์ ร ตลอดจนการสนบั สนุนจากบุคคลและองคก์ รต่างๆ เช่น บุคคลสาคญั หวั หนา้
หน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ ง สื่อมวลชน และกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ ตวั แบบทางการเมืองน้ีซ่ึงเขียนเป็น
ภาพได้ ดงั น้ี

34

แผนภาพท่ี 12 แสดงตวั แบบทางทฤษฎีการนานโยบายไปปฏิบตั ิ : ตวั แบบทางการเมือง
แหล่งทมี่ า: วรเดช จนั ทรศร, 2551: 140

6. ตัวแบบเชิงบูรณาการ (Integrated Model) ตวั แบบน้ีเป็ นตวั แบบที่รวบรวมจาก
แนวคิดของท้งั 5 ตวั แบบ โดยมุง่ แสวงหาผลกระทบของตวั แปรต่าง ๆ ที่มีผลต่อการนานโยบายไป
ปฏิบตั ิที่ประสบความสาเร็จท้งั ในมิติของผลผลิต ผลลพั ธ์และประเทศชาติโดยรวมไดร้ ับ ส่วนตวั
แปรอิสระท่ีนามาพจิ ารณา ประกอบดว้ ย 4 ปัจจยั คือ สมรรถนะขององคก์ ร ประสิทธิภาพในการ
วางแผนและควบคุม ภาวะผนู้ าและความร่วมมือ และการเมืองและการบริหารส่ิงแวดลอ้ มภายนอก
ตวั แบบเชิงบูรณาการน้ี ซ่ึงเขียนเป็นภาพไดด้ งั น้ี

35

แผนภาพที่ 13 แสดงตวั แบบทางทฤษฎีการนานโยบายไปปฏิบตั ิ : ตวั แบบเชิงบูรณาการ
แหล่งทม่ี า: วรเดช จนั ทรศร, 2551 : 144

2.5 ปัจจัยกาหนดความสาเร็จหรือความล้มเหลวของการนานโยบายไปปฏิบัติ
กลา้ ทองขาว (2534 อา้ งถึงใน เฉลียว ยาจนั ทร์, 2556: 49)ไดส้ ารวจผลงานของ
นกั วชิ าการที่ผา่ นมา เก่ียวกบั ปัจจยั ท่ีกาหนดความสาเร็จหรือความลม้ เหลวของการนานโยบายและ
แผนไปปฏิบตั ิ ซ่ึงเป็นขอ้ เสนอที่น่าจะใชไ้ ดด้ ีกบั นโยบายการศึกษา ปัจจยั ดงั กล่าวประกอบดว้ ย
6 ปัจจยั คือ 1) ปัจจยั ดา้ นขอ้ ความนโยบาย 2) ปัจจยั ดา้ นการสนบั สนุนจากผมู้ ีอานาจและกลุ่ม
หลากหลาย 3)ปัจจยั ดา้ นศกั ยภาพและความสามารถขององคก์ ารท่ีนานโยบายไปปฏิบตั ิ 4) ปัจจยั
ดา้ นจิตสานึกของผปู้ ฏิบตั ิตอ่ นโยบาย 5) ปัจจยั ดา้ นผนู้ าคนสาคญั จะเห็นวา่ ปัจจยั ดา้ นผูน้ าคนสาคญั
จะมีอิทธิพลสูงตอ่ ความสาเร็จหรือความลม้ เหลวของการนานโยบายไปปฏิบตั ิระยะแรกและระยะส้ัน
ไมเ่ กิน 10 ปี และ 6) ปัจจยั ดา้ นการกากบั ตรวจสอบ
วรเดช จนั ทรศร (2551: 133-134) ไดเ้ สนอวา่ ความสาเร็จหรือลม้ เหลวของการนา
นโยบายไปปฏิบตั ิยอ่ มข้ึนอยกู่ บั ขีดความสามารถท่ีจะปฏิบตั ิงานใหส้ อดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์
ตอ้ งมีโครงสร้างขององคก์ รที่เหมาะสม บุคลากรตอ้ งมีความรู้ความสามารถท้งั การบริหารและ
เทคนิคเพียงพอ มีการจดั เตรียมความพร้อมวสั ดุอุปกรณ์ สถานท่ี เครื่องมือเครื่องใช้ รวมไปถึงการ
จดั หางบประมาณเพื่อบริหารงาน ส่ิงเหล่าน้ีจะนาไปสู่ความสาเร็จในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ

36

ความเขา้ ใจในนโยบายของหน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบ นโยบายตอ้ งมีความชดั เจน
และสอดคลอ้ งกนั ระหวา่ งเป้าหมายของนโยบาย ความชดั เจนของนโยบายและความสอดคลอ้ งกนั
ระหวา่ ง เป้าหมายของนโยบาย จะช่วยทาใหห้ น่วยงานที่รับผดิ ชอบในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ
สามารถมีความเขา้ ใจในวตั ถุประสงคข์ องนโยบาย ซ่ึงจะส่งผลทาใหก้ ารแปลงนโยบายเป็นไป
ในทางท่ีสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคเ์ ดิม

ไมว่ า่ หน่วยงานที่รับผดิ ชอบในการนานโยบายไปปฏิบตั ิจะมีสมรรถนะสูงเพยี งใด
หรือผรู้ ับผิดชอบ ในนโยบายจะมีความสามารถในการควบคุมผลงานของหน่วยปฏิบตั ิ ภายใต้
ระบบการวดั ผล และติดตามที่สมบูรณ์เพยี งใด การนานโยบายไปปฏิบตั ิจะสาเร็จไมไ่ ด้ หากสมาชิก
ในองคก์ ารไม่ร่วมมือกนั ปฏิบตั ิตามแนวทางของนโยบาย ร่วมมือกบั ฝ่ ายการเมืองมีความจริงใจ
ที่จะนานโยบายน้นั ไปปฏิบตั ิแตห่ ากขาดความร่วมมือและความจริงใจในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ
แลว้ หน่วยงานน้นั ก็อาจจะแปลงนโยบายน้นั ใหแ้ ตกตา่ งหรือบิดเบือนไปจากวตั ถุประสงคเ์ ดิม
ซ่ึงกจ็ ะมีผลใหน้ โยบายน้นั ประสบความลม้ เหลวเสียแต่แรกได้ การขาดความร่วมมือและความจริงใจ
ในการนานโยบายไปปฏิบตั ิของหน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบอาจมีสาเหตุจากหลายๆ ประการ เช่น
นโยบายน้นั มีบางส่วนท่ีก่อใหเ้ กิดการกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของหน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบ
ในการนานโยบายไปปฏิบตั ิหรือในบางกรณีหน่วยงานที่รับผดิ ชอบน้นั มีความขดั แยง้ กบั ฝ่ าย
การเมือง

จากการทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์ตวั แบบ ผวู้ จิ ยั ไดว้ ิเคราะห์ปัจจยั ท่ีมีผลต่อการ
นานโยบายไปปฏิบตั ิ โดยแบ่ง 5 ดา้ น ซ่ึงมีรายละเอียดดงั น้ี

1.ความชัดเจนของนโยบาย หมายถึง วตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมายของนโยบาย มีความ
ชดั เจน

2.สมรรถนะองค์กร หมายถึง ลกั ษณะโครงสร้าง จานวนบุคลากร ทกั ษะและความรู้
ความสามารถของบุคลากร ความพร้อมของวสั ดุอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ งบประมาณท่ีไดร้ ับ

3.การวางแผน หมายถึง การกาหนดแนวทาง และคาดการณ์ เพ่ือการตดั สินใจเลือก
แนวทางปฏิบตั ิที่ดีท่ีสุดสาหรับอนาคตเพอื่ ให้องคก์ ารบรรลุผลที่ปรารถนาตามผลท่ีวางไว้ โดยใช้
แผนปฏิบตั ิการของหน่วยงาน แผนงาน/โครงการ กิจกรรม เป็นตน้

37

4.ภาวะผู้นา หมายถึง ความสามารถในการจูงใจ ความสามารถในการทางานเป็นทีม
กบั ผปู้ ฏิบตั ิงาน และการมีส่วนร่วมของผบู้ ริหาร ความผกู พนั และการยอมรับจากผปู้ ฏิบตั ิ
ความสามารถในการแกป้ ัญหาท่ีเกิดข้ึน

5.การสนับสนุนจากหน่วยงานและบุคคลท่ีเกี่ยวข้อง หมายถึง การได้รับการ
สนับสนุนจากกลุ่มต่างๆ ดังน้ี 1.ส่ือมวลชน 2.นักการเมือง 3.หัวหน้าหน่วยงานอ่ืน 4.กลุ่ม
ผลประโยชน์

2.6 ปัญหาของการนานโยบายไปปฏิบตั ิ
ปัญหาท่ีเกิดข้ึนในกระบวนการของการนานโยบายไปปฏิบตั ิ จากการสารวจของ
นกั วชิ าการในดา้ นต่างๆ (วรเดช:2552)อาจแบ่งเป็น 5 ดา้ น คือ 1.ปัญหาดา้ นสมรรถนะของ
หน่วยงานท่ีนาไปปฏิบตั ิ 2.ปัญหาดา้ นการควบคุม 3.ปัญหาดา้ นความร่วมมือและการต่อตา้ นการ
เปล่ียนแปลง 4.ปัญหาดา้ นอานาจและความสมั พนั ธ์กบั องคก์ ารท่ีเก่ียวขอ้ ง 5.ปัญหาดา้ นการ
สนบั สนุนและความผกู พนั ขององคก์ รหรือของบุคคลสาคญั

1.ปัญหาด้านสมรรถนะของหน่วยงาน ความสาเร็จของการนานโยบายไปปฏิบตั ิ
ส่วนหน่ึงข้ึนอยกู่ บั สมรรถนะของหน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบ วา่ มีความสามารถในการดาเนินการ
ใหเ้ ป็นไปตามวตั ถุประสงคม์ ากนอ้ ยเพยี งใด และยงั ข้ึนอยูก่ บั ปัจจยั ดา้ นบุคลากร เงินทุน และวสั ดุ
อุปกรณ์เคร่ืองมือเคร่ืองใช้ ตลอดจนวชิ าการเทคโนโลยที ่ีเกี่ยวขอ้ งในนโยบาย น้นั ๆ

2.ปัญหาด้านการควบคุม ความสาเร็จของการนานโยบายไปปฏิบตั ิ ข้ึนอยกู่ บั
ความควบคุมซ่ึงหมายถึง ความสามารถในการวดั ความกา้ วหนา้ ของผลการปฏิบตั ิตามนโยบาย
ปัญหาดา้ นการควบคุมจะมีมากหรือนอ้ ย ข้ึนอยกู่ บั เง่ือนไขหลายประการ เช่น ความสามารถในงาน
ท่ีจะรับผดิ ชอบในการแปลงนโยบาย วา่ แปลงนโยบายออกมาเป็นแนวทางปฏิบตั ิ ท่ีสอดคลอ้ ง
กบั ความตอ้ งการของนโยบายเพียงใด กิจกรรมของนโยบาย มีวตั ถุประสงคช์ ดั เจนเพียงใด
การกาหนดภารกิจหรือมาตรฐาน ในการปฏิบตั ิงานสอดคลอ้ งกบั แนวปฏิบตั ิงานเพียงใด

3.ปัญหาด้านความร่วมมือและการต่อต้านการเปลยี่ นแปลง ปัญหาดา้ นความร่วมมือ
และการตอ่ ตา้ นการเปลี่ยนแปลงไม่วา่ หน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบในการนานโยบายปฏิบตั ิจะมี
สมรรถนะสูงเพียงใด หรือผรู้ ับผดิ ชอบในนโยบายน้นั จะมีความสามารถในการควบคุมผลงานของ
หน่วยปฏิบตั ิภายใตร้ ะบบการวดั ผลและติดตามที่สมบูรณ์เพยี งใด การนานโยบายไปปฏิบตั ิจะสาเร็จ
ไม่ได้ หากสมาชิกในองคก์ รไมร่ ่วมมือกนั ปฏิบตั ิตามแนวทางของนโยบาย หรือปัญหาของการนา

38

นโยบายจะมีมากข้ึนถา้ สมาชิกในองคก์ ารหน่วยปฏิบตั ิ ไมใ่ หค้ วามร่วมมือหรือตอ่ ตา้ นการ
เปลี่ยนแปลงท่ีเป็ นผลมาจากนโยบาย

4.ปัญหาด้านอานาจและความสัมพนั ธ์กบั องค์การทเ่ี กยี่ วข้อง เป็นปัญหาอีกดา้ นหน่ึง
คืออานาจและความสมั พนั ธ์กบั องคก์ ารอ่ืนที่เกี่ยวขอ้ ง ซ่ึงอาจมีสาเหตุจากผูร้ ับผดิ ชอบหรือ
มีส่วนร่วมที่เกี่ยวขอ้ ง เช่น การปฏิสมั พนั ธ์ที่เกิดข้ึนถือวา่ เป็นปฏิสมั พนั ธ์ที่เกิดภายใตส้ ภาพแวดลอ้ ม
ทางการเมืองเนน้ การประเชิญหนา้ การแสวงหาการสนบั สนุน การเจรจาตอ่ รองในการจดั สรร
ทรัพยากรหรือผลประโยชน์ ระหวา่ งหน่วยงานหรือองคก์ ารตา่ งๆ ในกระบวนการของการนา
นโยบายไปปฏิบตั ิ ปัญหาน้ีจะมีมากนอ้ ยเพียงใดข้ึนอยกู่ บั ปัจจยั ยอ่ ยหลายประการ เช่น ลกั ษณะของ
การติดตอ่ ระดบั ของความจาเป็นที่ตอ้ งแสวงหาความร่วมมือ หรือทาขอ้ ตกลงกบั หน่วยงานอ่ืน
ระดบั ของความเป็นไปได้ ที่เจา้ หนา้ ท่ีของแตล่ ะหน่วยงานสามารถทางานร่วมกนั

5.ปัญหาด้านการสนับสนุนและความผูกพนั ขององค์กรหรือของบุคคลสาคัญ
การนานโยบายไปปฏิบตั ิหากขาดการสนบั สนุน ปัญหาอาจเกิดข้ึนและส่งผลไปถึง ความลม้ เหลว
ของนโยบายโดยตรง องคก์ ารและบุคคลสาคญั ท่ีกล่าวมาน้ี หมายถึง กลุ่มอิทธิพล กลุม่ ผลประโยชน์
นกั การเมืองขา้ ราชการระดบั สูง และสื่อมวลชน เป็นตน้ องคก์ รดงั กล่าว อาจใหก้ ารสนบั สนุน
ทางการเมือง เงินทุน งบประมาณ ตลอดจนสามารถสร้างอุปสรรคหรือการต่อตา้ นไดต้ ลอดเวลา
ตามสภาวะอานาจและสถานการณ์ ซ่ึงข้ึนอยกู่ บั ผรู้ ับผดิ ชอบ หรือหน่วยงานมีปฏิสมั พนั ธ์กบั
ฝ่ ายการเมือง หรือฝ่ ายบริหารหรือไม่ กลุ่มผมู้ ีอิทธิพล กลุ่มผลประโยชน์ มีความเขา้ ใจและเห็น
ประโยชน์ของนโยบายน้นั มากนอ้ ยเพยี งใด บุคคลสาคญั ใหค้ วามสนบั สนุนนโยบายเพียงใด
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งหน่วยงานกบั สื่อมวลชน เพื่อสร้างแนวร่วมและความน่าเช่ือถือของนโยบายน้นั ๆ

3. แนวคดิ เกย่ี วกบั การนานโยบายด้านการศึกษาไปปฏบิ ตั ิ

3.1 การนานโยบายการศึกษาไปปฏิบตั ิตามกรอบแนวคิดของ องค์การเพ่ือความร่วมมือ
และการพฒั นาทางเศรษฐกจิ (Organization for Economic Co-operation and Development –
OECD)

องคก์ ารเพื่อความร่วมมือและการพฒั นาทางเศรษฐกิจ ไดเ้ สนอกรอบแนวคิดในการนา
นโยบายการศึกษาไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ โดยการสนบั สนุนผมู้ ีส่วนไดเ้ สีย ดา้ นการศึกษา
ในทุกกระบวนการท่ีดาเนินการ ใหเ้ หมาะกบั ความตอ้ งการ เพอ่ื บริบทท่ีเอ้ือต่อการพฒั นาประเทศ
การสนบั สนุนดงั กล่าว อาจมีต้งั แตก่ ารทบทวนนโยบาย การทบทวนแผนปฏิบตั ิการ สนบั สนุนการ

39

ประชุมเชิงกลยทุ ธ์หรืออานวยความสะดวก เตรียมความพร้อมในการพฒั นาเครื่องมือ
ท่ีสนบั สนุนการนานโยบายไปปฏิบตั ิ (Organisation for Economic Co-operation and Developmen,
2019) และมีกรอบแนวคิด ดงั น้ี

1.การออกแบบนโยบายอยา่ งมีเหตุ มีผล และความเป็นไปไดข้ องนโยบาย
2.การมีส่วนร่วมของผมู้ ีส่วนไดเ้ สียในกระบวนการนโยบาย
3.สร้างบริบทใหเ้ อ้ือตอ่ นโยบาย
4.ดาเนินกลยทุ ธ์ท่ีสอดคลอ้ งกบั การพฒั นา

3.2 การนานโยบายการศึกษาไปปฏบิ ตั ิตามกรอบแนวคิดของ พฤทธ์ิ ศิริบรรณพทิ กั ษ์
พฤทธ์ิ ศิริบรรณพทิ กั ษ์ (2548 อา้ งถึงใน เฉลียว ยาจนั ทร์, 2556: 49) นโยบายการศึกษา
ถือเป็นส่วนหน่ึงของนโยบายสาธารณะ (Public policy) ซ่ึงปรากฏใน3 รูปแบบ ไดแ้ ก่

1) กฎหมายเช่นรัฐธรรมนูญ พระราชบญั ญตั ิ กฎกระทรวงมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบตา่ งๆ
2) จดั ทาเป็นแผน เช่น แผนการศึกษาแห่งชาติ แผนยทุ ธศาสตร์ แผนกลยทุ ธ์
3) ประกาศเป็ นนโยบาย เช่น นโยบายรัฐบาล นโยบายรัฐมนตรี หรือนโยบายผบู้ ริหารระดบั
ต่างๆ
ซ่ึงโดยปกติจะไดม้ ีการกาหนดนโยบายและกระบวนการนานโยบายไปสู่การปฏิบตั ิ
โดยผา่ นระบบราชการซ่ึงเป็ นกลไกของรัฐ โดยกาหนดแนวนโยบายใหอ้ งคก์ รภาครัฐและเอกชนท่ี
รับผดิ ชอบดา้ นงานการศึกษาของชาติทุกระดบั ทุกประเภท ตอ้ งนาแนวนโยบายดงั กล่าวไปปฏิบตั ิ
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การดาเนินภารกิจดา้ นการจดั การของสถานศึกษาทุกประเภทและทุกระดบั ท้งั น้ี
เพอื่ ใหก้ ารดาเนินงานการศึกษาประสบผลสาเร็จเป็นไปตามเจตจานงของนโยบายอยา่ งมี
ประสิทธิภาพ

พฤทธ์ิ ศิริบรรณพทิ กั ษ์ กล่าววา่ การนานโยบายไปปฏิบตั ิ เป็นการแปลความหมาย
นโยบาย การรวบรวมทรัพยากร การวางแผน การจดั องคก์ ร และการดาเนินงานเพอ่ื ก่อใหเ้ กิด
โครงการและแผนปฏิบตั ิการท่ีเป็นรูปธรรมตามนโยบาย ดงั น้นั การที่จะดาเนินการเพอ่ื ใหเ้ กิด
โครงการและแผนปฏิบตั ิการที่เป็นรูปธรรมตามนโยบายไดน้ ้นั การแปลขอ้ ความนโยบาย การรับรู้
ถึงความหมายนโยบายไดน้ ้นั จะตอ้ งมีการจดั ทาแผนยทุ ธศาสตร์ โดยจดั ทาวสิ ยั ทศั น์ พนั ธกิจ
โครงการ/กิจกรรม หรือแผนปฏิบตั ิการประจาปี เพ่ือเป็ นเครื่องมือใหบ้ ุคลากรทุกคนในหน่วยงาน
มีแนวปฏิบตั ิร่วมกนั ความสาคญั และความจาเป็ นของแผนกลยทุ ธ์ (Strategic Plan) ดงั น้นั การจดั ทา
แผนกลยทุ ธ์กบั การจดั ทาแผนปฏิบตั ิการจึงตอ้ งดาเนินการควบคู่กนั ไปแผนกลยทุ ธ์คือเขม็ ทิศที่ช่วย

40

บอกทิศทางท่ีถูกตอ้ งใหเ้ รา ส่วนแผนปฏิบตั ิการ คือพาหนะที่จะนาเราไปสู่จุดมุง่ หมายน้นั ได้ สิ่งท่ี
สาคญั ของกระบวนการจดั ทาแผนกลยทุ ธ์และแผนปฏิบตั ิการคือ ข้นั ตอนการแปลงกลยทุ ธ์สู่การ
ปฏิบตั ิ ท้งั น้ีเพราะแมจ้ ะจดั ทาแผนกลยทุ ธ์ไวไ้ ดด้ ีแต่ไมส่ ามารถรู้วธิ ีนาไปปฏิบตั ิไดแ้ ผนที่วางไวก้ ็
ไร้ผล การที่เราจะสามารถแปลงกลยทุ ธส์ ู่การปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งน้นั ตอ้ งเขา้ ใจกระบวนการ
วางแผนกลยทุ ธ์และกระบวนการวางแผนปฏิบตั ิการเป็ นอยา่ งดีโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ เราตอ้ งเขา้ ใจ
จุดมุง่ หมายในระดบั ตา่ งๆ ของแผนกลยทุ ธ์และแผนปฏิบตั ิการไดอ้ ยา่ งชดั เจน ในแผนกลยทุ ธ์
จะมีการจดั ทาแผนปฏิบตั ิการรองรับอีกช้นั หน่ึง เป็ นจุดเช่ือมความสัมพนั ธ์ระหวา่ งแผนแม่บท
กบั แผนกลยทุ ธ์ กล่าวคือ แผนกลยทุ ธ์ เป็นแผนที่จดั ทาข้ึนโดยการนาเอาจุดมุ่งหมายระดบั กลยทุ ธ์
ในแผนแม่บทมาสู่การปฏิบตั ิ โดยมีข้นั ตอนหลกั ในการจดั ทาแผนกลยทุ ธ์ ดงั น้ี

ข้นั ตอนที่ 1: การกาหนดวสิ ัยทศั น์ (Vision) ความหมายของวสิ ยั ทศั นค์ ือ เป้าหมายที่มี
ลกั ษณะกวา้ งมิไดร้ ะบุการดาเนินการไวเ้ ป็นเร่ืองของอนาคตเป็นขอ้ ความที่กาหนดไวเ้ พื่อเป็น
ทิศทางของพนั ธกิจ วธิ ีการจดั ทาวสิ ยั ทศั น์น้นั ควรจดั ทาในรูปของการระดมสมอง พยายามใหผ้ มู้ ี
ส่วนเกี่ยวขอ้ งกบั แผนกลยทุ ธ์ขององคก์ ารเขา้ มามีส่วนร่วมจดั ทาดว้ ย

ข้นั ตอนที่ 2 : การกาหนดพนั ธกจิ (Mission) พนั ธกิจ (Mission) คือเป้าหมายท่ีชดั เจน
กวา่ วสิ ัยทศั น์ มีการระบุประเภทของเป้าหมายท่ีชดั เจน และมีการระบุวธิ ีการท่ีจะทาให้บรรลุ
วสิ ัยทศั น์ พนั ธกิจมีความสาคญั เช่นเดียวกบั วสิ ัยทศั น์กล่าวคือ ถา้ องคก์ รใดไม่ไดก้ าหนดพนั ธกิจไว้
ก็จะทาภาพในอนาคตองคก์ ารไม่ชดั เจนและไม่เป็นระบบระเบียบ ตรงกนั ขา้ มกบั องคก์ ารที่มี
พนั ธกิจ กล่าวไวช้ ดั เจน

ข้นั ตอนที่ 3 : การกาหนดค่านิยมร่วม (Shared Value) คา่ นิยม (Shared Value)
เป็นเครื่องมือท่ีจะช่วยใหท้ ุกคนในองคก์ าร มีแนวคิดความเชื่อ และพฤติกรรมการทางานในทิศทาง
เดียวกนั ซ่ึงจะเป็นวธิ ีการช่วยส่งเสริมใหแ้ ผนกลยทุ ธ์และแผนปฏิบตั ิการประสบความสาเร็จสะดวก
และรวดเร็วข้ึน ถา้ องคก์ ารใดมีคา่ นิยมร่วมท่ีดี ก็จะสามารถช่วยทาหนา้ ที่กากบั ดูแลใหบ้ ุคลากร
คิดและแสดงพฤติกรรมออกไปในทิศทางท่ีใกลเ้ คียงกนั แต่ถา้ ปราศจากค่านิยมร่วมที่ดีแลว้
อาจเกิดความขดั แยง้ ระหวา่ งบุคคลต่อบุคคล ความขดั แยง้ ระหวา่ งกลุ่ม และความขดั แยง้ ระหวา่ ง
บุคลากรกบั องคก์ าร ตวั อยา่ งคา่ นิยมร่วม ไดแ้ ก่ การทางานเป็นทีม มีวนิ ยั ขยนั ซื่อสัตย์
สร้างจิตสานึกของการเป็ นเจา้ ของ ความรับผดิ ชอบตอ่ หนา้ ท่ี ฯลฯ

ข้นั ตอนท่ี 4 : การกาหนดความสามารถหลกั (Core Competency)
ความสามารถหลกั (Core Competency) คือผลรวมท่ีผสมผสานความรู้ ทกั ษะวทิ ยาการและ
นวตั กรรมอนั หลากหลายของบุคลากร จนก่อใหเ้ กิดเอกลกั ษณ์อนั โดดเด่นขององคก์ ารแห่งน้นั
ความสามารถหลกั ขององคก์ ารจึงเกิดจากการส่ังสมบม่ เพาะความรู้ ทกั ษะวทิ ยาการจากอดีตและ

41

จากการกาหนดวสิ ยั ทศั น์และจุดหมายระดบั ตา่ งๆ ในอนาคตขององคก์ ารแห่งน้นั แตล่ ะองคก์ าร
จึงมีความสามารถหลกั ท่ีสอดคลอ้ งกบั ความชานาญพิเศษของตนเอง และสอดรับกบั แนวโนม้
การเปล่ียนแปลงในอนาคต ดงั น้นั จึงกล่าวไดว้ า่ หากองคก์ ารน้นั สามารถรักษาความสามารถหลกั
ที่เหมาะสม กจ็ ะเป็นหลกั ประกนั ไดว้ า่ องคก์ ารน้นั จะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขนั
(Competitiveness) ได้

ข้นั ตอนท่ี 5 : การกาหนดดัชนีวดั ความสาเร็จ การระบุดชั นีช้ีวดั ของกระบวนงาน
ควรมีความเกี่ยวขอ้ งกบั การบรรลุเป้าหมายสามารถวดั คา่ ได้ และมีการระบุวธิ ีการวดั คา่ ท่ีชดั เจน
รวมท้งั มีการระบุเป้าหมายเป็ นตวั เลขที่ชดั เจน ระบุกิจกรรมท่ีตอ้ งดาเนินงานภายใตก้ ระบวนงาน
ท่ีไดร้ ะบุไวใ้ นแต่ละกระบวนงาน จะตอ้ งมีกิจกรรมหรืองานท่ีไดจ้ ดั ทา โดยแต่ละกิจกรรม
ตอ้ งสามารถระบุผทู้ ี่มีส่วนเกี่ยวขอ้ งกบั กิจกรรมได้ และระบุระยะเวลาท่ีใชใ้ นการดาเนินกิจกรรม
ต้งั แต่เร่ิมตน้ จนสิ้นสุดการดาเนินการ

ข้นั ตอนที่ 6 : การกาหนดจุดมุ่งหมายเชิงกลยุทธ์ จุดมุ่งหมายเชิงกลยทุ ธ์คือ
จุดมุ่งหมายในระดบั ถดั มาจากพนั ธกิจ เป็นการนาพนั ธกิจแต่ละดา้ นมากาหนดจุดมุง่ หมายใหช้ ดั เจน
ยงิ่ ข้ึน จุดมุ่งหมายเชิงกลยทุ ธ์จึงมีความชดั เจนมากกวา่ ขอ้ ความในพนั ธกิจ จุดมุง่ หมายเชิงกลยทุ ธ์
เป็นเรื่องของอนาคต อีกมิติหน่ึง จุดมุง่ หมายเชิงกลยทุ ธ์เป็ นเสมือนตวั เช่ือมระหวา่ งแผนกลยทุ ธ์
และแผนปฏิบตั ิการเป็ นเคร่ืองมือในการเปล่ียนแปลงกลยทุ ธ์สู่ปฏิบตั ิการ ถา้ เราเขา้ ใจในประเด็นน้ี
อยา่ งชดั เจน เรากจ็ ะไมม่ ีปัญหาในเรื่องการนากลยทุ ธ์ไปสู่การปฏิบตั ิ อน่ึง ในทางปฏิบตั ิในการทา
จุดมุ่งหมายเชิงกลยทุ ธ์ใหเ้ ป็นรูปธรรมน้นั นิยมกาหนดหรือเปลี่ยนจุดหมายเชิงกลยทุ ธ์เป็นแผนงาน
ดงั น้นั เราจึงกล่าวไดว้ า่ จุดมุง่ หมายเชิงกลยทุ ธ์กค็ ือจุดมุ่งหมายของแผนงานน้นั เอง

4. บริบทของระเบียงเศรษฐกจิ ภาคตะวนั ออก (EEC: Eastern Economic Corridor)

พระราชบัญญตั เิ ขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก พ.ศ. 2561 (สานกั งาน
คณะกรรมการกฤษฎีกา, 2561, หนา้ 2 - 4 ) หมวดท่ี 1 มาตรา 6,7 ใหพ้ ้นื ที่จงั หวดั ฉะเชิงเทรา ชลบุรี
และระยอง และพ้ืนท่ีอ่ืนใดที่อยใู่ นภาคตะวนั ออก ที่กาหนดเพม่ิ เติมโดยพระราชกฤษฎีกาเป็นเขต
พฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ดว้ ยภาคตะวนั ออกเป็ นพ้นื ที่ ที่มีศกั ยภาพและส่งผลต่อการพฒั นา
เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ จึงจาเป็นตอ้ งมีหลกั ในการพฒั นาพ้ืนท่ีอยา่ งตอ่ เนื่องและเหมาะสม
สอดคลอ้ งกบั หลกั การพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื เป็นพระราชบญั ญตั ิที่ส่งเสริมใหม้ ีการประกอบ
พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใชเ้ ทคโนโลยขี ้นั สูง ทนั สมยั เพอ่ื ใหเ้ กิดการวางแผนการบริหาร

42

พ้ืนที่แบบองคร์ วม ท้งั ในเร่ืองการใชป้ ระโยชน์ที่ดินที่ชดั เจน และบูรณาการจดั ทาโครงสร้าง
พ้ืนฐานและสาธารณูปโภคท่ีเหมาะสมเชื่อมโยงกนั ในและนอกพ้ืนท่ี พฒั นาเมืองใหม้ ีความทนั สมยั
ระดบั นานาชาติ ท่ีเหมาะสมต่อการอยอู่ าศยั และการประกอบกิจการ มีการใหบ้ ริการภาครัฐแบบ
เบด็ เสร็จครบวงจร รวมท้งั ใหส้ ิทธิประโยชน์แก่ผปู้ ระกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ
เป็นการเฉพาะ ท้งั น้ียงั ประกาศหลกั เกณฑ์ วธิ ีการ เง่ือนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกบั
เอกชนหรือใหเ้ อกชนเป็นผลู้ งทุน พ.ศ.2560 (EEC Track) เพอื่ ใหก้ ารลงทุนใน อีอีซี สามารถทางาน
ไดค้ ล่องตวั ข้ึน โดยเร่ิมนาร่องใน 6 โครงการสาคญั ไดแ้ ก่ 1. โครงการพฒั นาสนามบินอูต่ ะเภาและ
เมืองการบินภาคตะวนั ออก (Aerotropolis) 2. โครงการรถไฟความเร็วสูงเช่ือม 3 สนามบิน (สุวรรณ
ภูมิ ดอนเมือง อูต่ ะเภา) 3. โครงการพฒั นาท่าเรือมาบตาพุด (เฟส 3) 4. โครงการพฒั นาทา่ เรือ
แหลมฉบงั (เฟส 3) 5. โครงการศูนยซ์ ่อมอากาศยานอู่ตะเภา 6. เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและ
นวตั กรรมดิจิทลั (EECd) ทาใหเ้ กิดเป็นโครงการขนาดใหญ่ ท่ีสามารถส่งผลกระทบไดใ้ นระดบั
มหภาค มีแนวโนม้ การลงทุนและขยายธุรกิจในพ้ืนท่ี 3 จงั หวดั เป็ นอยา่ งมาก มีความซบั ซอ้ นใน
หลายมิติ

พระราชบญั ญตั ิกาหนดใหม้ ีคณะกรรมการนโยบายเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก
โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีหนา้ ท่ีกาหนดนโยบายเพอ่ื พฒั นาเขตพฒั นาพิเศษภาค
ตะวนั ออก ให้ ความเห็นชอบแผนผงั การใชป้ ระโยชนท์ ี่ดิน กาหนดหลกั เกณฑว์ ธิ ีการ และเงื่อนไข
การร่วมลงทุนกบั เอกชน กาหนดพ้ืนที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพเิ ศษ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และสิทธิ
ประโยชน์

ให้ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายพเิ ศษ สาหรับเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ไดแ้ ก่
ยานยนตส์ มยั ใหมอ่ ิเลก็ ทรอนิกส์อจั ฉริยะ การท่องเท่ียวกลุ่มรายไดด้ ีและการท่องเที่ยว
เชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยชี ีวภาพ การแปรรูปอาหาร หุ่นยนตก์ ารบิน
และโลจิสติกส์เช้ือเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทลั และ การแพทยแ์ ละสุขภาพครบ
วงจร

เลขาธิการเป็นผมู้ ีอานาจอนุมตั ิอนุญาต ออกใบอนุญาต หรือใหค้ วามเห็นชอบ
หรือเป็นผมู้ ีอานาจในการรับจดทะเบียนหรือ รับแจง้ ตามกฎหมาย วา่ ดว้ ยการขดุ ดินและถม
ดิน การควบคุมอาคาร การจดทะเบียนเคร่ืองจกั ร การสาธารณสุข คนเขา้ เมืองเฉพาะ
เพ่อื การอนุญาตใหค้ นตา่ งดา้ วซ่ึงเป็นผเู้ ชี่ยวชาญ หรือผชู้ านาญการอยใู่ นราชอาณาจกั ร
ทะเบียนพาณิชยโ์ รงงาน และการจดั สรรท่ีดิน ในส่วนที่เก่ียวกบั การดาเนินการหรือการ

43

กระทาใดภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพเิ ศษ
ใหผ้ ปู้ ระกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษซ่ึงเป็นนิติบุคคลและ

เป็นคนตา่ งดา้ วมีสิทธิถือกรรมสิทธ์ิในท่ีดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพเิ ศษ เพือ่ ประกอบ
กิจการที่ไดร้ ับอนุญาตไดโ้ ดยไม่ตอ้ งไดร้ ับอนุญาตตามประมวลกฎหมายท่ีดิน และมี
สิทธิถือกรรมสิทธ์ิในหอ้ งชุด เพื่อการประกอบกิจการที่ไดร้ ับอนุญาต หรือเพ่ืออยอู่ าศยั
โดยไดร้ ับการยกเวน้ จากการจากดั สิทธิของคนตา่ งดา้ วตามกฎหมายวา่ ดว้ ยอาคารชุด
ท้งั น้ีกาหนดใหส้ ิทธิการเช่าท่ีดินในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษมีกาหนดเวลาสูงสุด 50
ปี เพอ่ื การพฒั นาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพเิ ศษ และสามารถตอ่ อายสุ ญั ญา
เช่าไดไ้ ม่เกิน 49 ปี นบั แตว่ นั ครบ 50 ปี

กาหนดสิทธิใหไ้ ดร้ ับยกเวน้ หรือลดหยอ่ นภาษีเงินไดน้ ิติบุคคลไม่เกินที่กาหนดไวใ้ น
พระราชบญั ญตั ิส่งเสริมการลงทุนหรือพระราชบญั ญตั ิการเพ่ิมขีดความสามารถในการ แขง่ ขนั ของ
ประเทศสาหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย นอกจากน้ียงั มีสิทธิไดร้ ับยกเวน้ ไม่ ตอ้ งปฏิบตั ิตาม
พระราชบญั ญตั ิการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินและสามารถใชเ้ งินตรา ตา่ งประเทศเพื่อชาระ
คา่ สินคา้ หรือบริการระหวา่ งผปู้ ระกอบกิจการในเขตส่งเสริม เศรษฐกิจพิเศษได้

จากการเกิดเป็ นโครงการขนาดใหญ่ ทาใหเ้ กิดพลวตั รประชากร มีการเคลื่อนตวั
รวมถึงโครงสร้างประชากรท่ีไปสู่สังคมสูงอายุ แรงงานที่ยา้ ยถ่ินฐานแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ
เปิ ดโอกาสใหก้ ารคา้ เสรี การคมนาคมสะดวกยงิ่ ข้ึน ส่งผลต่อรูปแบบการดาเนินชีวติ ทาให้
ความสมั พนั ธ์องคนตอ้ งเปลี่ยนแปลงไปจากการอยูร่ วมกนั เป็นจานวนมาก การจดั ระเบียบของเมือง
มีความยงุ่ ยากจากความหลากหลายของชาติพนั ธ์และวฒั นาธรรม ท่ีจะก่อใหเ้ กิดปัญหาสงั คม
รวมไปถึงปัญหาและผลกระทบท่ีทาใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลง กระทบตอ่ ความมน่ั คง

ทาใหต้ อ้ งมีแผนปฏิบตั ิการการพฒั นาบุคลากร การศึกษา การวจิ ยั และเทคโนโลยี
รองรับการพฒั นาเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก เป็ นหน่ึงในแผนงานยอ่ ยภายใตแ้ ผนการพฒั นา
พ้นื ที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวนั ออก (EEC) เพื่อให้หน่วยงานที่เก่ียวขอ้ งใชเ้ ป็นแนวทาง
ดาเนินการในช่วงปี 2560 - 2564 ใหส้ ามารถบรรลุเป้าหมาย ในการยกระดบั การพฒั นาบุคลากร
การศึกษา การวจิ ยั และเทคโนโลยใี นพ้ืนที่ 3 จงั หวดั ไดแ้ ก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง อยา่ งมี
ประสิทธิภาพและเกิดผลในทางปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งเป็นรูปธรรม เพื่อนาการพฒั นาเขตพฒั นาพิเศษภาค
ตะวนั ออกใหเ้ ป็นพ้ืนที่ยทุ ธศาสตร์ในการขบั เคลื่อนและยกระดบั การพฒั นาของประเทศตาม
นโยบายประเทศไทย 4.0 เป็ นแหล่งลงทุนสาหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใชเ้ ทคโนโลยสี ูงและ

44

กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ใชเ้ ทคโนโลยสี ูง และเป็นแหล่งสะสมทุนและเทคโนโลยเี พ่อื อนาคต
ที่ยง่ั ยนื ของประเทศไทย

แผนดงั กล่าวจดั ทาโดยคณะอนุกรรมการพฒั นาบุคลากร การศึกษา การวจิ ยั และ
เทคโนโลยี ซ่ึงมีเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพฒั นาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวนั ออก
เป็นประธาน และมีปลดั กระทรวงศึกษาธิการ ปลดั กระทรวงแรงงาน ปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ปลดั กระทรวงดิจิทลั เพือ่ เศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการ
ลงทุน ผแู้ ทนภาคเอกชนและผทู้ รงคุณวุฒิ ร่วมเป็นอนุกรรมการ โดยแผนปฏิบตั ิการน้ีประกอบดว้ ย
สถานการณ์การพฒั นาบุคลากร การศึกษา การวจิ ยั และเทคโนโลยี กรอบแนวคิดการพฒั นา แนว
ทางการพฒั นาและแผนปฏิบตั ิการการพฒั นาการพฒั นาบุคลากร การศึกษา การวจิ ยั และเทคโนโลยี
รองรับการพฒั นาเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก แตใ่ นฐานะกระทรวงศึกษาธิการเอง จาเป็นตอ้ ง
ปรับบทบาทเพื่อรองรับการพฒั นาท่ีจะเกิดข้ึนจากการประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิน้ี โดยเป็นเจา้ ภาพ
หลกั ในการรับผดิ ชอบต่อเป้าหมายตามยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 การพฒั นาและ
เสริมสร้างศกั ยภาพทรัพยากรมนุษย์ ก็คือกระทรวงศึกษาธิการ จึงจาเป็ นตอ้ งมีการจดั ทาแผนพฒั นา
การศึกษาสาหรับคนในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก

EEC : Eastern Economic Corridor เป็นยทุ ธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ ท่ีพฒั นา
บนพ้นื ฐานการเติบโตเศรษฐกิจและสังคมอยา่ งรอบดา้ น (Inclusive Growth) ท้งั เพม่ิ รายได้
ของประชาชาติ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และยกระดบั ขีดความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศ
ไปพร้อม ๆ กนั มีความมุง่ หวงั ใหเ้ ป็นการพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมในพ้นื ท่ีเบ้ืองตน้ EEC : Eastern
Economic Corridor พฒั นาครอบคลุมพ้ืนที่ 3 จงั หวดั ไดแ้ ก่ จงั หวดั ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
ซ่ึงถือเป็นจุดเร่ิมตน้ ของการพฒั นาเชิงพ้นื ที่ให้เป็นตวั อยา่ งในการผลกั ดนั ประเทศตามนโยบาย
ประเทศไทย 4.0 EEC : Eastern Economic Corridor มีเป้าหมายเพือ่ ดึงดูดนกั ลงทุนที่มีศกั ยภาพ
ใหเ้ ขา้ มาลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยรัฐบาลไดเ้ ตรียมความพร้อมในเร่ืองโครงสร้าง
พ้นื ฐานทางกายภาพ ดา้ นกฎหมายกฎระเบียบ มาตรการท่ีเชื่อมโยงกบั 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
และสิทธิประโยชน์ ท่ีใหแ้ ก่นกั ลงทุนควบคูก่ บั การยกระดบั เส้นทางคมนาคมพ้นื ฐานท้งั ทางบก
ทางน้า และทางอากาศ

45

4.1 การขับเคล่ือนเศรษฐกจิ
รัฐบาลไดก้ าหนดยทุ ธศาสตร์ชาติในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อพาประเทศไทย
กา้ วขา้ มไปสู่ “ ประเทศไทย 4.0 ” ซ่ึงเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง (Value - based economy) คือ เศรษฐกิจ
ท่ีขบั เคล่ือนดว้ ยนวตั กรรมครอบคลุม 4 มิติ อนั ประกอบดว้ ย

1. เพอ่ื ใหส้ ามารถกา้ วขา้ มกบั ดกั รายไดป้ านกลาง มีความมง่ั คงั่ ทางเศรษฐกิจ
เป็น “ ระบบเศรษฐกิจที่เนน้ การสร้างมูลคา่ ” ท่ีขบั เคลื่อนดว้ ยนวตั กรรม เทคโนโลยี และความคิด
สร้างสรรค์

2. การดาเนินงานเพ่ือลดความเหลื่อมล้าของความมั่งคั่ง ให้มีความอยู่ดีมีสุข
ทางสังคม เป็ น “ สังคมท่ีเดินหนา้ ไปดว้ ยกนั ไม่ทอดทิ้งใครไวข้ า้ งหลงั ” ดว้ ยการเติมเตม็ ศกั ยภาพ
ของผคู้ นในสงั คมเพือ่ สร้างหลกั ประกนั ความมน่ั คงทางเศรษฐกิจสงั คม

3. การยกระดบั คุณค่ามนุษยด์ ว้ ยการพฒั นาคนไทยใหเ้ ป็น “มนุษยท์ ่ีสมบูรณ์ในศตวรรษ
ท่ี 21” ควบคูไ่ ปกบั การเป็น “ คนไทย 4.0 ที่หน่ึงในโลก ”

4. การรักษส์ ่ิงแวดลอ้ ม เป็ น “สังคมท่ีน่าอยู”่ มี “ระบบเศรษฐกิจที่สามารถปรับสภาพ
ตามสภาพแวดลอ้ ม” ควบคู่ไปกบั การเป็น “ สังคมคาร์บอนต่า ” อยา่ งเตม็ รูปแบบ

4.2 การเช่ือมโยงระดบั ภูมภิ าค
ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวนั ออก EEC (Eastern Economic Corridor) จึงเป็น
การพฒั นาเชิงพ้ืนท่ีแห่งแรกท่ีขบั เคล่ือนอยา่ งเป็นรูปธรรม ดว้ ยประเทศไทย 4.0 และนโยบาย
อุตสาหกรรม โดยใช้ Smart technology (นวตั กรรม-เทคโนโลย)ี กบั Smart People (มนุษยท์ ่ี
สมบูรณ์ในศตวรรษท่ี 21) ควบคู่กบั ความตอ้ งการที่แทจ้ ริง EEC เป็นการเช่ือมโยงระดบั ภูมิภาค คือ

1. EEC จะเป็ นศูนย์กลางที่เชื่ อม North-South Corridor และ East-West corridor
มี 3 สนามบินนานาชาติ คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา

2. เป็ นศูนยก์ ลางท่ีเช่ือมเขตตะวนั ตกจนไปถึงอินเดีย เขตตะวนั ออกข้ึนไปทางเหนือ
ไปถึงเอเชียตะวนั ออกไกล จีน เกาหลี ญ่ีป่ ุน

3. อยู่ใจกลาง ASEAN เช่ื อมโยง East-West corridor จากพม่าถึ งเวียดนาม
จากมหาสมุทรอินเดียถึงมหาสมุทรแปซิฟิ ก เชื่อมโยงภาคใตข้ องจีน ลงมาไปถึงสิงคโปร์

46

4.3 โครงการพฒั นา
โครงการพัฒนาที่มีความสาคัญสูงสุด 5 โครงการ ท่ีเร่ิ มในปี พ.ศ. 2560 (2017)
เพือ่ ใหเ้ กิดความมนั่ ใจแก่นกั ลงทุน ประกอบดว้ ย

1. การพฒั นาสนามบนิ นานาชาตอิ ่ตู ะเภา ระยะที่ 1 ให้เป็ นเมืองสนามบิน (Aerotropolis)
การพฒั นาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ระยะที่ 1 ใหเ้ ป็นเมืองสนามบิน (Aerotropolis)
ประกอบดว้ ย ศูนยเ์ ชื่อมต่อระบบขนส่งรถไฟความเร็วสูง ทางยกระดบั และหา้ งสรรพสินคา้
(Commercial Area) พ้นื ที่ 675 ไร่ อาคารผโู้ ดยสารแห่งที่ 3 (Terminal 3) รองรับได้ 3 ลา้ นคน
Free Trade Zone พ้นื ที่ 950 ไร่ MRO “Smart Hangar” ใชร้ ะบบ Scan และ Drone ในการตรวจสอบ
เครื่องบินที่เขา้ สู่ Hangar เพื่อวเิ คราะห์ความเสียหายและวางแผนการซ่อมบารุง 570 ไร่ เป็นพ้ืนที่
ของการบินไทย พ้ืนที่ 350 ไร่ (TG MRO Capital City) และศูนยฝ์ ึกอบรมพ้ืนที่ 200 ไร่
2. โครงการรถไฟความเร็วสูง
จดั ทารายละเอียดโครงการร่วมลงทุน (PPP) เพื่อประมูลการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง
ท่ีเช่ือม 3 สนามบิน ไดแ้ ก่ โครงการรถไฟความเร็วสูง และรถไฟทางคู่ 2 สาย คือ รถไฟความเร็วสูง
สายกรุงเทพฯ-ระยอง เชื่อมเส้นทางติดต่อ 3 สนามบินนานาชาติ (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และ
อู่ตะเภา) ใชเ้ วลาภายใน 1 ชวั่ โมง รองรับผโู้ ดยสาร 10 ลา้ นคน/ปี และรถไฟทางคู่เชื่อมต่อ 2 ท่าเรือ
นานาชาติ ไปยงั นิคมอุตสาหกรรม ยกระดบั ทางคู่จากท่าเรือแหลมฉบงั ไปทา่ เรือน้าลึกมาบตาพดุ
เกิดเส้นทางใหม่ ไดแ้ ก่
1) แหลมฉบงั -ปลวกแดง-ระยอง (อยใู่ นรายการโครงการในกิจการภายใต้
แผนยทุ ธศาสตร์การใหเ้ อกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Project Pipeline))
2) มาบตาพุด-ระยอง-จนั ทบุรี-ตราด (อยรู่ ะหวา่ งการศึกษา)
3. การลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย
โดยเชิญชวนนกั ลงทุนหลกั สาหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย มาลงทุนอุตสาหกรรม
เป้าหมายในพ้ืนท่ี EEC ดว้ ยเทคโนโลยสี มยั ใหม่ และนวตั กรรมเพื่อสร้างมูลคา่ ใน 4 กลุ่ม
อุตสาหกรรม เป้าหมาย ไดแ้ ก่

1. Bio-economy เช่น การใชเ้ ทคโนโลยผี ลิตอาหารที่ใหป้ ระโยชน์ ต่อสุขภาพ
นอกเหนือจากอาหารปกติ เป็ นอาหารท่ีเรารับประทานในชีวติ ประจาวนั หรือที่เรียกวา่ Functional
food การผลิตพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) หรือพลาสติกชีวภาพยอ่ ยสลายไดแ้ ละเครื่องสาอาง

2. ชิ้นส่วนรถยนต์ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และหุ่นยนต์ เช่น ยานยนตแ์ ห่งอนาคต ชิ้นส่วน
อิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนตเ์ พอื่ อุตสาหกรรม และหุ่นยนตต์ อบสนองความตอ้ งการ ในชีวิตประจาวนั


Click to View FlipBook Version