The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kook Kaii, 2020-11-06 06:35:36

แก้หลังสอบ

แก้หลังสอบ

136

มาณ ความสอดคล้อง

ยทุ ธช์ าติ แผน แผนปฏิรูป แผนพฒั นา นโยบายรัฐบาล ย.ศธ.

แม่บท ประเทศ ฉ.12 หลกั เร่งด่วน

,450 3 11 12 7

,750 3 12 12 7

,000 3 12 12 7
,000 6 20 12 7
,900 3 12 12 7
,000 1 1 12 7
,337 3 11 12 7

ลำดับ ชื่อโครงกำร ผ้รู ับผดิ ชอบ งบประม

8 โครงการจดั งานวันคลา้ ยวันสถาปนายุว นางวราภรณ์ กิจอรยิ กลุ 30,000
30,000
กาชาดไทยประจาปี 2563 โทร 038288933
937,50
9 โครงการสง่ เสริมสนับสนนุ การดาเนนิ งาน นายธานนิ ทร์ ชลจิตต์

ของคณะกรรมการส่งเสริมความประพฤติ โทร 0382711734

นกั เรยี นและนกั ศึกษาจงั หวัด และศูนย์

เสมารักษส์ านักงานจงั หวดั ชลบุรี

10 โครงการประชุมคณะกรรมการศกึ ษาธิการ นายธานนิ ทร์ ชลจติ ต์

จังหวัดชลบรุ ี โทร 0382711734

137

มำณ แผน ควำมสอดคลอ้ ง นโยบายรฐั บาล ย.
ยุทธช์ าติ แม่บท แผนปฏริ ปู แผนพัฒนา หลัก เร่งด่วน ศธ.
ประเทศ ฉ.12
00 1 1 7
12

00 1 1 12 7

00 3 11 12 12

สานกั งานศึกษาธกิ ารจงั หวดั ระยอง ผ้รู ับผดิ ชอบ งบประมาณ
ลาดบั ชื่อโครงการ

1 โครงการการประชุมคณะกรรมการ นางสาวจนั ทร์เพญ็ ไชยศรี 576,450

ศึกษาธิการจงั หวดั ระยอง โทร 038015701

2 โครงการประชุมสมั มนาเพือ่ นายนนท์ แสงจนั ทร์ 300,000

สงั เคราะหผ์ ลการดาเนินงานป้องกนั โทร 0938791536

เด็กจมน้า (การวา่ ยน้าปลอดภยั :Swim ,038015701

Safe) : การบูรณาการแผนการสอนสู่

การพฒั นาหลกั สูตรสาระการเรียนรู้

เพ่มิ เติม

3 โครงการประชุมปฏิบตั ิการตามคา นายปิ ยภทั ร พลบั พลา 20,760

รับรองการปฏิบตั ิราชการ โทร 038015701

4 โครงการการพจิ ารณาคดั เลือก คดั สรร นางดวงเดือน รอดสุข 58,470

และติดตามช่วยเหลือนกั เรียนทุน โทร 0896002057

พระราชทาน และทุนการศึกษาอื่น ๆ ,038015701

5 โครงการประชุมคณะอนุกรรมการ นางสาวชลลดา เตชะบวรกลุ 186,600

เก่ียวกบั การพฒั นาการศึกษา โทร 0890554411

,038015701

138

ณ ความสอดคล้อง

ยทุ ธช์ าติ แผนแมบ่ ท แผนปฏิรูป แผนพฒั นา นโยบายรัฐบาล ย.ศธ.

ย.ชาติ ประเทศ ฉ.12 หลกั เร่งด่วน

3 12 12 7

3 12 12 7

3 12 12 7
3 11 12 7

3 12 12 7

ลาดบั ชื่อโครงการ ผู้รับผดิ ชอบ งบประมาณ

6 โครงการประชุมคณะอนุกรรมการ นางสาวจิราภรณ์ ชุมพล 193,500
การบริหารราชการเชิงยทุ ธศาสตร์ โทร 038015701 10,000
นางศิริพร วริ ิกลุ 334,070
7 โครงการ ศธ.จิตอาสาบาเพญ็ โทร 0944451479 203,900
ประโยชน์ นางสาวจตพุ ร ขนั นอก
โทร 0851248030 100,000
8 โครงการประชุมผบู้ ริหาร ศธ.สญั จร 142,600
ประจาปี งบประมาณ พ.ศ. 2563 นางอารมณ์ เอกาบูรณ์
โทร 0923654629 92,00
9 โครงการการประชุม
คณะอนุกรรมการศึกษาธิการจงั หวดั นางสาวชลลดา เตชะบวรกลุ
ระยอง โทร 0890554411

10 โครงการจดั ทาแผนพฒั นาการศึกษา นางสาวนาถนิศา ศิวาพรนิภา
จงั หวดั ระยอง โทร 0626186951
,038015701
11 โครงการพฒั นาระบบบริหารจดั การ นางสาวสุทธิมาศ อภิรักษ์
การป้องกนั และปราบปรามปัญหา วณิชย์ โทร 0809966809
ยาเสพติดในสถานศึกษา 2563

12 โครงการขบั เคล่ือนพ้ืนที่นวตั กรรม
การศึกษาจงั หวดั ระยอง

139

ณ ความสอดคล้อง

ยทุ ธช์ าติ แผนแม่บท แผนปฏิรูป แผนพฒั นา นโยบายรัฐบาล ย.ศธ.

ย.ชาติ ประเทศ ฉ.12 หลกั เร่งด่วน

3 12 12 7

3 12 12 7

3 12 12 7

3 12 12 7

3 12 12 7
3 11 12 7

00 3 12 12 7

140

จากการศึกษาโครงการ พบวา่ หน่วยงานของสานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ
มีจานวนถึง 40 โครงการ ที่รองรับแผนปฏิบตั ิการรายปี ของหน่วยงาน โครงการเหล่าน้ี คือ
เครื่องมือท่ีแปลงแผนไปสู่การปฏิบตั ิ ดงั ผใู้ หข้ อ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“จดั ทาควบคูไ่ ปที่แผนการศึกษาของจงั หวดั เพอ่ื บูรณาการกิจกรรมท่ี
ตอบสนอง EECบางส่วน มีการแบง่ กิจกรรมใหห้ น่วยงานทางการศึกษาอ่ืนทา โครงการฝึกอาชีพ
โดยเป็นงบประมาณท่ีขอจากสานกั งานจงั หวดั กระทรวงมหาดไทย โดย สานกั งานศึกษาธิการ
จงั หวดั จดั สรรเงินให้ กศน./อาชีวศึกษา เพือ่ ดาเนินการในแตล่ ะกิจกรรม เป็นการบูรณาการของ
หน่วยงานทางการศึกษาภายในจงั หวดั ” (ผอู้ านวยการกลุ่มนโยบายและแผนสานกั งานศึกษาธิการ
จงั หวดั ฉะเชิงเทรา, สัมภาษณ์, 24 สิงหาคม 2563)

“แผนปฏิบตั ิการประจาปี ของวทิ ยาลยั จดั ทาข้ึนโดยร่วมกบั สถานประกอบการ
ในการกาหนดเป้าหมายการผลิตกาลงั คน รวมไปถึงการจดั ทาหลกั สูตรตามท่ีสถานประกอบการ
ตอ้ งการ” (ผอู้ านวยการวทิ ยาลยั เทคนิคระยอง, สัมภาษณ์, 17 สิงหาคม 2563)

มีการจดั ทาขอ้ ตกลงกบั ส่วนราชการ เรียกวา่ รายงานผลการปฏิบตั ิราชการ
ตวั ช้ีวดั ตามคารับรองการปฏิบตั ิราชการประจาปี ซ่ึงจะประกอบดว้ ยตวั ช้ีวดั ในดา้ นต่างๆตามภารกิจ
หนา้ ที่ จะตอ้ งมีการรายงานผลเป็นรอบ ระยะ 3 เดือน 6 เดือน และรอบ 12 เดือน เพอ่ื รายงาน
ความกา้ วหนา้ ของการดาเนินงาน บางหน่วยงานพบวา่ มีการใช้ ชว่ั โมงของการเขา้ รับการฝึกอบรม
พฒั นาตนเองในสาขาตา่ งๆโดยกาหนดข้นั ต่าเป็นจานวนชวั่ โมง/ปี และยงั พบวา่ มีการใช้
กระบวนการ PDCA ท่ีทาใหเ้ กิดการมีส่วนร่วมอยา่ งใกลช้ ิดระหวา่ งผบู้ ริหารกบั ผปู้ ฏิบตั ิ และที่
สาคญั ไปกวา่ น้นั ยงั มีการใชผ้ ลสัมฤทธ์ิของผเู้ รียนต้งั เป็ นมาตรฐานของการปฏิบตั ิงาน ดงั ผใู้ ห้
ขอ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“ในการกาหนดมาตรฐานการปฏิบตั ิงาน ทุกกลุ่มสาระวชิ า ตอ้ งใชผ้ ลสมั ฤทธ์ิ
ของผเู้ รียน เป็ นตวั กาหนดมาตรฐานของการปฏิบตั ิงาน เพื่อใหม้ ีเป้าหมายท่ีชดั เจน” (ผอู้ านวยการ
โรงเรียนวดั ป่ าประดู่จงั หวดั ระยอง, สมั ภาษณ์, 6 สิงหาคม 2563)

“ครูทุกคนตอ้ งไดร้ ับการฝึกฝนอยา่ งนอ้ ย ไม่ต่ากวา่ 30 ชวั่ โมง ต่อเทอมเพอ่ื
เรียนรู้ทกั ษะใหมๆ่ ทุกรายวชิ าตอ้ งมีการปรับปรุงเน้ือหาใหเ้ หมาะสมกบั ปัจจุบนั วชิ าใดท่ีไม่มีใน
สถานประกอบการแลว้ ใหเ้ ลิกสอน เพื่อใหส้ อดคลอ้ งกบั การทางานจริงในสถานประกอบการ”
(ผอู้ านวยการวทิ ยาลยั สารพดั ช่างฉะเชิงเทรา, สัมภาษณ์, 14 สิงหาคม 2563)

141

หน่วยงานทางการศึกษา มีการมอบหมายภารกิจหนา้ ที่ความรับผดิ ชอบอยา่ ง
ชดั เจนโดยใชอ้ านาจหนา้ ที่ของแตล่ ะกลุ่มงานที่กาหนดไวใ้ น ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง
การแบง่ ส่วนราชการภายในกระทรวงศึกษาธิการ และคาสง่ั หวั หนา้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ท่ี 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ใชก้ ารแบ่งงานตาม
ฟังกช์ นั ของกลุ่มงานภายใน บางหน่วยงานพบวา่ มีการต้งั กลุ่มงานภายในเพอ่ื ประสานงานดา้ นการ
ผลิตและพฒั นากาลงั พลข้ึนมาเป็นการเฉพาะ และบางหน่วยงานมีความจาเป็ นตอ้ งบูรณาการภายใน
หน่วยงานเพื่อปฏิบตั ิงานเป็นคร้ังคราว เน่ืองจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในหน่วยงาน ดงั ที่
ผใู้ หข้ อ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“วทิ ยาลยั ต้งั กลุ่มงาน เพ่ือประสานงานดา้ นการผลิตและพฒั นากาลงั พลข้ึนมา
เพ่อื ขบั เคลื่อนนโยบายเป็นการเฉพาะ ท้งั ในดา้ นขอ้ มูลสารสนเทศกาลงั พล สารสนเทศของ
ผปู้ ระกอบการ” (ผอู้ านวยการวทิ ยาลยั เทคนิคระยอง, สมั ภาษณ์, 17 สิงหาคม 2563)

“สาหรับโรงเรียนน้นั การมอบหมายหรือกาหนดภารกิจงาน มีความชดั เจนท้งั
ในสาระวชิ า และรายบุคคลซ่ึงในตวั โครงการจะมีผรู้ ับผิดชอบชดั เจนอยแู่ ลว้ ” (ผอู้ านวยการ
โรงเรียนอนุบาลรักภาษาจงั หวดั ระยอง, สัมภาษณ์, 4 สิงหาคม 2563)

4. ภาวะผ้นู า
ผนู้ าของหน่วยงานทางการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก
มีความสามารถท่ีจะจูงใจและมีความสามารถในการทางานเป็นทีมกบั ผปู้ ฏิบตั ิงานไดเ้ ป็ นอยา่ งดี
มีบางหน่วยงานเทา่ น้นั ท่ีผนู้ ายงั ไมส่ ามารถในการจูงใจผปู้ ฏิบตั ิงานได้ สาเหตุมาจากการเปล่ียน
ผบู้ ริหารบอ่ ยคร้ัง และผนู้ าขาดความสนใจและขาดความเขา้ ใจในเร่ืองเขตพฒั นาพิเศษ
ภาคตะวนั ออก แตผ่ บู้ ริหารส่วนใหญ่เป็นผนู้ าท่ีสามารถพาองคก์ รไปสู่ความเป็ นเลิศได้ ผบู้ ริหาร
ตอ้ งเป็ นผนู้ าทางความคิดเพ่ือบริหารและพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ เป็ นผนู้ าที่ตอบสนองตอ่ การ
เปลี่ยนแปลง จากการสมั ภาษณ์พบผนู้ าเชิงปฏิรูปพฒั นาใหผ้ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชากา้ วไปสู่ความเป็นผนู้ า
เปิ ดโอกาสและสนบั สนุนใหผ้ ทู้ ่ีปฏิบตั ิงาน เติบโตและกา้ วหนา้ ในตาแหน่งที่สูงข้ึน ให้อิสระกบั
ผปู้ ฏิบตั ิ จูงใจใหม้ ีความริเร่ิมสร้างสรรค์ ดงั จะเห็นไดจ้ ากการสอบคดั เลือกในตาแหน่งสาย
อานวยการ ระดบั อานวยการสูง ที่จะตอ้ งมีคุณสมบตั ิในการรักษาการแทนหวั หนา้ ส่วนราชการ
จึงจะสามารถสมคั รเขา้ รับการสอบคดั เลือกได้ ซ่ึงเป็นจุดเด่นของผบู้ ริหารในหน่วยงานทาง
การศึกษาพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออกและมีลกั ษณะของผนู้ าการเปล่ียนแปลงเชิงกลยทุ ธ์
หมายถึง สามารถเปล่ียนแปลงบุคลากรผปู้ ฏิบตั ิงาน โดยกระบวนการเรียนรู้ เพ่ือเพิม่ ทกั ษะ

142

สมรรถนะและทศั นะคติ ใหม้ ีพฤติกรรมการทางานที่ก่อใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุดตอ่ หน่วยงาน
ซ่ึงรวมไปถึงการพฒั นารายบุคคลดว้ ย ผนู้ าที่สามารถจูงใจผปู้ ฏิบตั ิงานไดเ้ ป็ นอยา่ งดี พบวา่ เป็น
ผอู้ านวยการโรงเรียน ซ่ึงเกิดจากความเอาใจใส่ผปู้ ฏิบตั ิงานและมีการสร้างขวญั และกาลงั ใจใหก้ บั
ครูในโรงเรียนเป็ นอยา่ งดี ดงั ผใู้ หข้ อ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“จะตอ้ งการสร้างขวญั กาลงั ใจ ยกยอ่ งเชิดชูครู ใหท้ องคาเป็นรางวลั กบั บุคลากร
ที่ทางานมานาน และพาไปทศั นศึกษา และจะตอ้ งมีรางวลั ใหก้ บั ครูท่ีเป็นขวญั ใจของเพ่ือนครู แมจ้ ะ
ไม่เก่งวชิ าการแต่มีความต้งั ใจ แสดงถึงความพยายามและมุง่ มน่ั ” (ผอู้ านวยการโรงเรียนอนุบาลรัก
ภาษาจงั หวดั ระยอง, สัมภาษณ์, 4 สิงหาคม 2563)

ดงั ท่ีกล่าวมาในเร่ืองของผูน้ า ความสามารถในการจูงใจ ท่ีมีผลจากการสร้าง
ขวญั และกาลงั ใจใหก้ บั ผปู้ ฏิบตั ิ หน่วยงานส่วนใหญพ่ ิจารณาเป็ นความดีความชอบในการเลื่อน
เงินเดือนใหก้ บั ผทู้ ่ีปฏิบตั ิงานไดต้ รงตามมาตรฐานการปฏิบตั ิงาน โดยองคป์ ระกอบของการ
พิจารณา คือ สมรรถนะหลกั ท่ีจาเป็นสาหรับสายงาน ผลงานที่ปรากฏ พฤติกรรม ซ่ึงเป็ นเร่ืองปกติ
ของการทางาน ดงั น้นั จึงออกมาในรูปของรางวลั ภายนอก (Extrinsic Rewards) ตวั เงินจากการ
เลื่อนเงินเดือน แตไ่ มพ่ บวา่ มีการใหร้ างวลั อ่ืนใดเป็ นพิเศษ ในบางหน่วยงานกย็ งั พบวา่ การเลื่อน
เงินเดือนน้นั ยงั ไมม่ ีความยตุ ิธรรม เพราะมิไดใ้ หต้ รงตามความเป็นจริงแตใ่ ชด้ ุลยพนิ ิจของผมู้ ี
อานาจ ในส่วนของการใหโ้ ทษ เมื่อพบการกระทาผิด หรือการละเลยตอ่ หนา้ ท่ี ผนู้ าจะเรียกวา่ กล่าว
ตกั เตือน และใชก้ รอบระเบียบวนิ ยั ของขา้ ราชการเป็ นมาตรการในการลงโทษตามกฎหมาย
พจิ ารณาไปตามความร้ายแรงที่ปรากฏชดั แจง้ ทาใหเ้ ห็นวา่ บางกรณีมีความสมั พนั ธ์แบบอุปถมั ภ์
มีการใหโ้ อกาสเม่ือผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชากระทาความผดิ หรือทางานไดต้ ่ากวา่ มาตรฐาน และท่ีชดั เจน
ที่สุดคือไมม่ ีระบบตรวจสอบอยา่ งใกลช้ ิด

จากขอ้ มูลท่ีพบทาใหผ้ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ขาดแรงกระตุน้ ในการทางาน ไมม่ ี
แรงจูงใจที่จะปฏิบตั ิงานใหบ้ รรลุเป้าหมาย จึงทาใหเ้ กิดการทางานตามคาสง่ั เทา่ น้นั ไม่มีความคิด
สร้างสรรคท์ ่ีจะสร้างงานใหม่ๆ หรือคิดคน้ นวตั กรรมเพื่อทาใหง้ านประสบความสาเร็จ หรือ
แมก้ ระทงั่ การพฒั นาตนเอง อยา่ งไรกต็ ามกระทรวงศึกษาธิการ จดั ประชุมเพื่อพฒั นาทกั ษะของ
ผปู้ ฏิบตั ิงานเป็นประจาในทุกปี แตเ่ นื่องไม่มีการวดั ผลสาเร็จท่ีชดั เจนหลงั การเขา้ ร่วมหลกั สูตร จึง
ทาใหบ้ ุคลากรไมม่ ีความต้งั ใจที่จะพฒั นาตนเอง ดงั น้นั ส่ิงสาคญั คือ ตอ้ งสร้างแรงจูงใจใหเ้ กิด
ข้ึนกบั ตวั ผปู้ ฏิบตั ิงาน ซ่ึงหน่วยงานจะสร้างตวั ช้ีวดั จากคาส่ังแบ่งงานของแตล่ ะคนเพ่ือใชพ้ ิจารณา
ความดีความชอบขา้ ราชการรายปี หรือการเล่ือนเงินเดือน บางหน่วยงานใชผ้ ลสมั ฤทธ์ิของผเู้ รียน

143

เป็นตวั ช้ีวดั ความสาเร็จในการปฏิบตั ิงาน หรือการชนะการประกวดแข่งขนั ในรายการต่างๆทุก
ระดบั วฒุ ิบตั รหรือรางวลั ต่างๆนามาประกอบการวดั ผลอีกดว้ ย และใชก้ ารพฒั นาตนเองเป็นตวั ช้ีวดั
หน่ึงในการวดั ผล เช่น ในแต่ละปี ตอ้ งผา่ นการอบรมอยา่ งนอ้ ย 30 ชว่ั โมงต่อเทอม บางหน่วยงานใช้
การรายงานโครงการติดตามและประเมินผลจากโครงการ ดงั ผใู้ หข้ อ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“โรงเรียนใชต้ วั ช้ีวดั เพือ่ วดั ผลการปฏิบตั ิงานโดยใช้ การประเมินโครงการ
รายงานผลการดาเนินโครงการ และกระบวนการPDCA ร่วมดว้ ย เพ่อื ใหผ้ บู้ ริหารสามารถดูแล
ใกลช้ ิดและใหค้ าแนะนากบั ผปู้ ฏิบตั ิได้ เม่ือเกิดปัญหา” (ผอู้ านวยการโรงเรียนอนุบาลรักภาษา
จงั หวดั ระยอง, สมั ภาษณ์, 4 สิงหาคม 2563)

5.การสนับสนุนจากหน่วยงานและบุคคลทเ่ี ก่ียวข้อง
หน่วยงานทางการศึกษาในพ้ืนท่ีไดร้ ับการสนบั สนุนจาก หน่วยงานท่ีเป็ นของ
รัฐ และหน่วยงานของเอกชน การสนบั สนุนในรูปแบบของการเขา้ ร่วมกิจกรรมและสนบั สนุน
ทรัพยากรบางส่วน เพื่อดาเนินโครงการ โดยแยกเป็น จงั หวดั ฉะเชิงเทรา จานวน 120 แห่ง ชลบุรี
210 แห่ง และจงั หวดั ระยอง 143 แห่ง
ทุกหน่วยงาน จะไดร้ ับการสนบั สนุนจากหน่วยงานราชการอื่น ท้งั เรื่องของการ
ใหค้ วามร่วมมือในการระดมความคิดเห็น จากการเขา้ ร่วมประชุม แต่ก็พบวา่ บอ่ ยคร้ังไม่มีหวั หนา้
ส่วนราชการมาเขา้ ร่วมประชุมมีเพยี งระดบั ผปู้ ฏิบตั ิเทา่ น้นั ทาใหก้ ารสานต่อนโยบายในหน่วยงาน
ไม่สามารถทาไดเ้ นื่องจากผทู้ ี่เขา้ ร่วมประชุมไม่มีอานาจในการกาหนดทิศทางหรือตดั สินใจไดเ้ พยี ง
แคร่ ับทราบนโยบายเทา่ น้นั
อยา่ งไรก็ตามยงั ไดร้ ับการสนบั สนุนจากองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่นเป็ นอยา่ ง
ดีบางหน่วยงานไดร้ ับการสนบั สนุนเป็นอยา่ งดีจากสถานประกอบการท้งั ในรูปแบบของการทา
ขอ้ ตกลงกบั สถานศึกษา การใหก้ ารสนบั สนุนอุปกรณ์การจดั การเรียนการสอนท่ีมีเทคโนโลยี
ทนั สมยั และมีราคาแพง รวมไปถึงการเขา้ ร่วมคดั เลือกนกั ศึกษาเขา้ เรียนในระบบ และรับนกั ศึกษา
เขา้ ฝึกงานในสถานประกอบการก่อนจบการศึกษา ไปจนถึงการรับเขา้ ทางานเมื่อสาเร็จการศึกษา
ตวั อยา่ งเช่น วทิ ยาลยั เทคนิคระยอง มีสถานประกอบการใหค้ วามร่วมมือเรื่องของการฝึ ก
ประสบการณ์ก่อนจบ มีการทา MOU มีและมีโรงเรียน ขอครูของวทิ ยาลยั ไปเขา้ สอนในโรงเรียน
สายสามญั และเร่ืองของทุนการศึกษาใหผ้ เู้ รียน ร่วมจดั ทาหลกั สูตรที่สถานประกอบการตอ้ งการ
มีการสอบมาตรฐานของ EEC และสถานประกอบการคดั เลือกคนเขา้ ทางาน หน่วยงานเอกชน เช่น
SCG ปตท. กองทุนไฟฟ้า และ นกั ขา่ ว ทีวี ทอ้ งถิ่น ช่วยในการประชาสัมพนั ธ์วทิ ยาลยั นกั การเมือง

144

ช่วยอานวยความสะดวกในการติดตอ่ ประสานงานฝ่ ายตา่ งๆ ใหก้ ารดาเนินโครงการเป็ นไปได้
ดว้ ยดี แต่ปัญหาที่พบคือความร่วมมือจากสถานประกอบการยงั ไมม่ ากนกั เน่ืองจากขาดแรงจูงใจใน
การมามีส่วนร่วมในการจดั การศึกษา เช่น แรงจูงใจดา้ นมาตรการทางภาษี ดา้ นคา้ การลงทุน

2.2 ปัญหา ข้อจากดั ในการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเี่ ขตพฒั นา
พเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏบิ ตั ิ

1. ด้านบุคลากร ปัจจุบนั หน่วยงานทางการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออกประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและมีปัญหามากที่สุดในหน่วยงานที่ต้งั ข้ึนใหม่
ซ่ึงมีเพียงกรอบตาแหน่งวา่ ง แต่ไมม่ ีผปู้ ฏิบตั ิงานจริงทาให้ภารกิจงานมีมากกวา่ คน และขาดแคลน
บุคลากรที่เช่ียวชาญเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มช่าง และกลุ่มนกั วจิ ยั และ
พฒั นา รวมถึงความสามารถดา้ นภาษาตา่ งประเทศ และเทคโนโลยที ่ีทนั สมยั การพฒั นาคน ดา้ น
เทคโนโลยใี หมๆ่ เตรียมการไม่ทนั ตอ่ การเปลี่ยนแปลง แรงจูงใจของหน่วยงาน แรงจูงใจของ
บุคลากรที่มีความสารถเขา้ ร่วมในในระบบการศึกษา รวมไปถึงแรงจูงใจของสถานประกอบการที่
จะเขา้ ร่วมในการจดั การศึกษา

2. ด้านโครงสร้าง ของสานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั และสานกั งานศึกษาธิการภาค
ท่ีไมเ่ อ้ือตอ่ การขบั เคลื่อนนโยบาย รวมไปถึงกฎหมายท่ีมิไดใ้ หอ้ านาจกบั ศึกษาธิการภาคและ
ศึกษาธิการจงั หวดั เป็ นขอ้ จากดั อยา่ งมาก ไมส่ ามารถสัง่ การหน่วยงานการศึกษาอื่นได้ เพราะ
กฎหมายไม่ใหส้ ิทธ์ิในการสงั่ การ สืบเน่ืองจากภารกิจหลกั ของหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ
ท่ีจะตอ้ งปฏิบตั ิงานใหบ้ รรลุเป้าหมายของกระทรวงศึกษาที่ต้งั ไว้ ในขณะเดียวกนั ก็ตอ้ งดาเนินงาน
เพ่ือใหต้ อบสนองตอ่ แผนงานในนโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นา

3. ด้านงบประมาณ จากแผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี ไม่มีการจดั สรรมาใหเ้ พื่อใชด้ าเนินโครงการ ค่าใชจ้ า่ ยในบางสาขาวชิ าคอ่ นขา้ งสูง เช่น
coding และ robotic ซ่ึงงบประมาณมีไมเ่ พียงพอ งบประมาณส่วนใหญจ่ ดั สรรไปใหก้ บั การฝึกฝน
ในสายอาชีพ ควรมีงบประมาณจดั สรรแยกจากงบประมาณของหน่วยงาน ในการเสนอขอ
งบประมาณจากแผนบูรณาการภาคตะวนั ออก มกั ไม่ไดร้ ับการจดั สรร ช่องทางการเสนอขอ
งบประมาณจากแผนบูรณาการไม่มีความชดั เจน บุคคลที่ไปเสนอขอ คือ ฝ่ ายนโยบายและแผน แต่
ในการจดั ทาโครงการน้นั ไม่ใช่บุคลากรของฝ่ ายนโยบายและแผน และปัญหาท่ีสาคญั คือพบวา่
สานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั ไม่มีสถานที่ต้งั สานกั งานเป็นของตนเอง ทาใหก้ ารดาเนินงานเป็นไป
อยา่ งยากลาบาก เพราะไม่มีสถานที่ต้งั

145

4. ด้านการได้รับการสนับสนุน จากสถานประกอบการยงั ไมม่ ากนกั เน่ืองจากขาด
แรงจูงใจในการมามีส่วนร่วมในการจดั การศึกษา เช่น แรงจูงใจดา้ นมาตรการทางภาษี
ดา้ นคา้ การลงทุน

5. ด้านวตั ถุประสงค์และเป้าหมาย ถึงแมว้ า่ เป้าหมายของแผนจะมีความชดั เจน แต่ไม่
มีการปรับปรุงแผน ยงั คงเป็นแผนฉบบั เดิม ปี พ.ศ. 2560-2564 เน่ืองจากสภาพแวดลอ้ มและบริบทท่ี
มีการเปลี่ยนแปลงไปอยา่ งมากทาใหแ้ ผนของหน่วยงานกา้ วหนา้ ไปไกลกวา่ แผนของ
กระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีการทบทวนทาใหแ้ ผนไม่มีความทนั สมยั ไม่สอดคลอ้ งตอ่ การพฒั นา
ทาใหห้ น่วยงานทางการศึกษาไม่มีทิศทางร่วมกนั

3. ปัจจยั ทสี่ ่งผลต่อการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏบิ ัติ

1. ด้านผ้นู า ที่มีความรอบรู้และมีความเขา้ ใจในเร่ืองการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขต
พฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก และผนู้ ามีสาคญั มากต่อการจูงใจใหผ้ ปู้ ฏิบตั ิงานทางานใหบ้ รรลุ
เป้าหมายของหน่วยงาน โนม้ นา้ วชกั จูงใหบ้ ุคลากรทุ่มเทความรู้ความสามารถใหแ้ ก่หน่วยงานได้
เป็นหลกั ใหห้ น่วยงานเมื่อเผชิญสภาวะคบั ขนั ตอ้ งสามารถประสานความขดั แยง้ ต่างๆในหน่วยงาน
ตอ้ งรู้จกั รับฟังความคิดเห็น การประเมินผลการปฏิบตั ิงานกต็ อ้ งมีความยุติธรรม และสิ่งสาคญั
ประการหน่ึงที่ขาดเสียไม่ไดค้ ือ ผบู้ ริหารตอ้ งทาใหผ้ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาเกิดการยอมรับ เกิดความ
ศรัทธาและเชื่อมนั่ วา่ ผบู้ ริหารไม่เพียงแต่ทาใหอ้ งคก์ รอยรู่ อดเท่าน้นั แต่จะนาความเจริญกา้ วหนา้
ความภาคภูมิใจเกียรติยศชื่อเสียงและความสาเร็จมาสู่องคก์ รดว้ ย ผบู้ ริหารบางคนลืมนึกถึงความ
จาเป็นในเบ้ืองตน้ วา่ ควรจะสร้างศรัทธาใหผ้ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชายอมรับเสียก่อนเมื่อใดผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา
เกิดความเช่ือมนั่ แลว้ ยอ่ มเป็นการง่าย ที่จะกระตุน้ ชกั จูงใหพ้ วกเขาทุ่มเทความรู้ความสามารถ ท่ีมีอยู่
ในตวั ออกมาทาประโยชนใ์ หแ้ ก่หน่วยงาน เพราะผู้ ใตบ้ งั คบั บญั ชาเกิดความเชื่อถือศรัทธาและโนม้
เอียงท่ีจะทาตามเป้าหมายท่ีผบู้ ริหารกาหนด ทรัพยากรในองคก์ รจะถูกดึงมาใชเ้ พ่ือประโยชน์ได้
อยา่ งเตม็ ที่

ผนู้ าตอ้ งเป็นหลกั ใหห้ น่วยงานเม่ือเผชิญสภาวะคบั ขนั เม่ือใดก็ตามท่ีหน่วยงานตอ้ ง
เผชิญกบั สภาวะคบั ขนั หรือสภาวะท่ีอาจกระทบถึงความอยรู่ อด เช่น เกิดปัญหาของความน่าเช่ือถือ
ตอ่ ภาพลกั ษณ์ขององคก์ ร ความเชื่อมนั่ จากประชาชนลดลง หรือปัญหาภายใน เกิดความดอ้ ย
ประสิทธิภาพบางประการ ภาวะผนู้ าของผบู้ ริหารกจ็ ะยง่ิ ทวคี วามสาคญั มากข้ึน ในสภาพเช่นน้ี

146

ผบู้ ริหารจะตอ้ งเพ่มิ ความระมดั ระวงั ความรอบคอบความเขม้ แขง็ และกลา้ ตดั สินใจท่ีจะ
เปล่ียนแปลงสภาพตา่ งๆ ภายในองคก์ รที่ขาดประสิทธิภาพ เพอื่ ใหห้ น่วยงานรอดผล จากสภาวะ
คบั ขนั ดงั กล่าว เป็นเสมือนเรือเดินทะเลขณะเผชิญพายุ ซ่ึงตอ้ งอาศยั ความเขม้ แขง็ ของผนู้ า
กปั ตนั เรือจึงจะสามารถเรียกขวญั กาลงั ใจ ความพร้อมเพรียงจากลูกเรือท้งั หลาย ในอนั ที่จะช่วยกนั
นาเรือฝ่ าคลื่นพายอุ อกไป ดงั น้นั ภาวะผนู้ าของผบู้ ริหารจึงเป็นเสาหลกั สาคญั ใหส้ มาชิกในองคก์ ร
ยดึ เหน่ียวพ่งึ พิง และร่วมมือช่วยเหลือกนั ให้องคก์ รอยรู่ อดปลอดภยั

ผนู้ าตอ้ งสามารถประสานความขดั แยง้ ต่างๆ หน่วยงานจะประกอบดว้ ยบุคคลจานวน
หน่ึงมารวมกนั ซ่ึงจะมากหรือนอ้ ยแลว้ แตข่ นาดของหน่วยงาน บุคคลเหล่าน้ีมีความแตกต่างกนั
ในหลายเร่ือง เช่น การศึกษา ประสบการณ์ ความเช่ือ การที่บุคคลซ่ึงมีขอ้ แตกต่างในเร่ืองดงั กล่าว
มาอยรู่ วมกนั สิ่งหน่ึงท่ีมกั จะหลีกเลี่ยงไม่พน้ คือความขดั แยง้ เช่น บางคนอาจขดั แยง้ เรื่อง
ผลประโยชน์ ขดั แยง้ ในเร่ืองเป้าหมายและวธิ ีการทางาน แต่ไมว่ า่ จะเป็นความขดั แยง้ ในรูปแบบใด
ถา้ ผบู้ ริหารในหน่วยงานมีภาวะผนู้ า ที่มีคนยอมรับนบั ถือแลว้ มกั จะสามารถประสานหรือช่วย
บรรเทาความขดั แยง้ ระหวา่ งบุคคลในหน่วยงาน โดยการชกั จูงประนีประนอมหรือประสาน
ประโยชน์เพ่ือใหบ้ ุคคลตา่ งๆ มีความเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั และร่วมกนั ฟันฝ่ าอุปสรรค เพ่ือให้
หน่วยงานเจริญกา้ วหนา้ กล่าวคือภาวะผนู้ าจะช่วยผกู มดั เช่ือมโยงใหส้ มาชิกของหน่วยงานมี
เอกภาพอนั หน่ึงอนั เดียวกนั ในระดบั ประเทศยคุ สมยั ที่ผนู้ ามีภาวะผนู้ าสูงแลว้ กลุ่มตา่ งๆ ในสงั คม
มกั มีความสามคั คีเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั การแตกแยกตา่ งๆ มีนอ้ ย แต่ในยคุ สมยั ที่ผนู้ าอ่อนแอ
ขาดภาวะผนู้ าประชาชนกลุ่มตา่ งๆในชาติมกั จะแตกความสามคั คี
ภาวะผนู้ าของผบู้ ริหาร จึงเป็ นปัจจยั ที่สาคญั ในการทาใหส้ มาชิกสามารถกระตุน้ ใหเ้ กิดการใช้
ทรัพยากรใหบ้ รรลุวตั ถุประสงคข์ ององคก์ ร ดงั ผใู้ หข้ อ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“ภาวะผนู้ าสาคญั ท่ีสุด เพราะตอ้ งนาพาผปู้ ฏิบตั ิเดินไปขา้ งหนา้ และสามารถขจดั
อุปสรรคท่ีองคก์ รจะตอ้ งพบเจอในระหวา่ งการดาเนินงาน” (ผอู้ านวยการกลุ่มพฒั นาการศึกษา
สานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั ระยอง, สัมภาษณ์, 17 สิงหาคม 2563)

“ผนู้ าที่มีวสิ ยั ทศั น์น้นั ตอ้ งเป็ นครูมาก่อน จึงมีความใส่ใจในผปู้ ฏิบตั ิงาน และยดึ หลกั
การจดั การศึกษา มีความรู้ความเขา้ ใจในการจดั การเรียนการสอนไดเ้ ป็นอยา่ งดี” (ผอู้ านวยการ
โรงเรียนอนุบาลรักภาษาจงั หวดั ระยอง, สัมภาษณ์, 4 สิงหาคม 2563)

“ผนู้ ามีผลตอ่ การนานโยบายไปปฏิบตั ิอยา่ งมาก เพราะผนู้ าที่ดีจะตอ้ งมีวสิ ัยทศั น์
มีความยตุ ิธรรม เอาใจใส่กบั ผปู้ ฏิบตั ิงาน ไม่เห็นแก่ประโยชนส์ ่วนตวั มากกวา่ ส่วนรวม ปกป้องและ

147

รับผดิ ชอบกบั การกระทาของผปู้ ฏิบตั ิงาน” (ผอู้ านวยการกลุ่มนโยบายและแผนสานกั งาน
ศึกษาธิการจงั หวดั ฉะเชิงเทรา, สมั ภาษณ์, 24 สิงหาคม 2563)

2. ด้านบุคลากร บุคลากรเป็นอีกปัจจยั ที่สาคญั เม่ือจานวนบุคลากรไม่เพียงพอทาให้
เกิดอุปสรรคในการดาเนินนโยบาย เมื่อภารกิจของงานมีมากกวา่ ผปู้ ฏิบตั ิงาน อาจทาใหเ้ กิดการ
ผดิ พลาดไดง้ ่าย ในมิติของคุณภาพของบุคลากรก็เช่นกนั หากตอ้ งทางานในสายงานท่ีตนไมถ่ นดั
เนื่องจากการขาดแคลนบุคลากร ดงั น้นั จึงมีความจาเป็นท่ีบุคลากรตอ้ งพฒั นาเองเองอยูเ่ สมอ ตอ้ งมี
ทกั ษะดา้ นอาชีพ ทกั ษะชีวติ และมีความพร้อมท้งั ร่างกาย สติปัญญา และมีความตระหนกั มุง่ มน่ั ใน
การปฏิบตั ิงาน ดงั ผใู้ หข้ อ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“บุคลากรของโรงเรียนตอ้ งความรู้ความเขา้ ใจในเร่ืองนโยบายการจดั การศึกษาพ้นื ท่ี
EEC จึงจะทาใหเ้ กิดผลสาเร็จตามเป้าหมายท่ีกาหนดไว”้ (ผอู้ านวยการโรงเรียนวดั ป่ าประดู่จงั หวดั
ระยอง, สัมภาษณ์, 6 สิงหาคม 2563)

“ความรู้ความสามารถ ครูผสู้ อน บุคลากร มีความสาคญั มากท่ีสุด จาเป็นตอ้ งพฒั นา
ตนเองเสมอ เพ่ือปรับทศั นคติท่ีดีต่อการจดั การเรียนการสอน ภายใตน้ โยบายการพฒั นาการศึกษา
ในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก” (รองศึกษาธิการจงั หวดั ระยอง, สัมภาษณ์, 17 สิงหาคม
2563)

“บุคลากรจะตอ้ งพฒั นาร่างกาย สติปัญญา ทกั ษะชีวติ ทกั ษะวชิ าชีพ ไปพร้อมๆกนั ใน
ทุกๆดา้ น” (ผอู้ านวยการวทิ ยาลยั สารพดั ช่างฉะเชิงเทรา, สัมภาษณ์, 14 สิงหาคม 2563)

3. ด้านงบประมาณ เป็นส่ิงจาเป็นเพราะใชเ้ พ่ือจดั หาทรัพยากรอื่นๆ ตลอดถึงการ
จดั หาสิ่งอานวยความสะดวกและสถานที่ปฏิบตั ิงาน ทาใหเ้ กิดความคล่องตวั และการนาแผนไปสู่
การปฏิบตั ิจาเป็ นตอ้ งใชง้ บประมาณเพ่ือดาเนินโครงการในลกั ษณะที่แตกตา่ งกนั ออกไป

4. ด้านโครงสร้าง โครงสร้างท่ีมีความเหมาะสม จะเอ้ืออานวยใหเ้ กิดการขบั เคล่ือน
นโยบายท่ีมีประสิทธ์ภาพ สามารถส่ังการไดอ้ ยา่ งเป็ นเอกภาพ และเกิดการบูรณาการกนั อยา่ ง
แทจ้ ริง ความเช่ือมโยงของแต่ละหน่วยงานเกิดข้ึนอยา่ งเป็ นรูปธรรม ส่งผลไปถึงการเสนอขอรับ
งบประมาณท่ีมีประสิทธิภาพและมีโอกาสท่ีจะไดร้ ับการจดั สรรงบประมาณในอตั ราสูง

5. การได้รับการสนับสนุน ความร่วมมือระหวา่ งภาครัฐกบั เอกชน และทุกภาคส่วนท่ี
เกี่ยวขอ้ งมีส่วนสาคญั ที่จะทาใหก้ ารนานโยบายไปปฏิบตั ิประสบความสาเร็จ เช่น การตอบสนอง
ตอ่ ความตอ้ งการแรงงานของสถานประกอบการ อาจตอ้ งร่วมกนั หลายฝ่ าย เช่น สถานศึกษา พฒั นา
ฝีมือแรงงาน อาจอยใู่ นรูปแบบของการทาขอ้ ตกลง หรือการไดร้ ับการสนบั สนุนจากสถาน

148

ประกอบการท่ีมีเทคโนโลยที ่ีทนั สมยั และการไดร้ ับการสนบั สนุนจากประชาชน รวมไปจนถึง
แรงจูงใจในการลงทุน มาตรการภาษีท่ีภาครัฐ ตอ้ งใหค้ วามสาคญั อยา่ งจริงจงั นโยบายจะสาเร็จ
หรือไมข่ ้ึนอยกู่ บั การไดร้ ับการสนบั สนุน เป็ นสาคญั

4. แนวทางการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นาพเิ ศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏบิ ตั ิให้ประสบผลสาเร็จ

จากการวเิ คราะห์ขอ้ มูลเก่ียวกบั แนวทางการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขต
พฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จพบวา่

1. หน่วยงานทางการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ตอ้ งไดร้ ับการจดั สรร
งบประมาณเพื่อเป็นต้งั กรอบตาแหน่งและอตั ราเงินเดือน และจะตอ้ งไดร้ ับการมอบอานาจจาก
สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ การบริหารงานบุคคลเพอ่ื ดาเนินการสรรหาบุคลากรใหเ้ ตม็
อตั รากาลงั หรือ ในระยะเร่งด่วน ควรไดร้ ับงบประมาณเพื่อใชใ้ นการจา้ งบุคลากรในระหวา่ งการ
ดาเนินการสรรหา เพื่อใหเ้ กิดความรวดเร็ว การปรับค่าตอบแทนในสาขาวชิ าท่ีขาดแคลนใหส้ ูงข้ึน
เพือ่ ดึงดูดคนท่ีมีความสามารถใหเ้ ขา้ สู่ระบบการศึกษา ตลอดจนปรับปรุงระบบผลิตครู โดยเฉพาะ
ผเู้ ช่ียวชาญใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือดา้ นภาษา ดงั ผใู้ หข้ อ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“คา่ ตอบแทนของบุคลากรท่ีตอ้ งสอนในสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตอ้ งเหมาะสมและ
มีความจูงใจใหค้ นท่ีมีความรู้ความสามารถเขา้ มาในระบบใหม้ ากข้ึน” (ผอู้ านวยการกลุ่มนโยบาย
และแผนสานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั ฉะเชิงเทรา, สัมภาษณ์, 24 สิงหาคม 2563)

“จดั ใหม้ ีการบูรณาการดา้ นบุคลากร ส่งเสริมสนบั สนุนให้ครูของวทิ ยาลยั ไปสอนใน
โรงเรียนของ สพฐ. เพ่ือใหผ้ เู้ รียนในสายสามญั ไดท้ าความรู้จกั และไดส้ ัมผสั กบั ขอ้ มูลของการ
จดั การเรียนการสอนในสายอาชีพ โดย ทา MOU กบั โรงเรียนระยองวทิ ยาคมปากน้า ระยะเวลา 3 ปี
วธิ ีการคือ ใหม้ ีหลกั สูตรหอ้ งเรียนอาชีพ ระดบั ม.4 เรียน8คาบ/สปั ดาห์ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างเช่ือม
แตต่ ิดปัญหาเร่ืองของการเดินทางในระยะแรก ครูเดินทางไปสอน ตอ่ มาจึงใหน้ กั เรียนเดินทางมา
เรียนท่ีวทิ ยาลยั ทาใหเ้ กิดความยากลาบากในการเดินทางมาเรียน กระทรวงศึกษาควรพิจารณา
หลกั เกณฑว์ ธิ ีการใหส้ ามารถดาเนินการไดอ้ ยา่ งไม่มีอุปสรรค” (ผอู้ านวยการวทิ ยาลยั เทคนิคระยอง,
สัมภาษณ์, 17 สิงหาคม 2563)

149

“แกป้ ัญหาความขาดแคลนโดยใชค้ รูจากสถานประกอบการ หรือท่ีเรียกวา่ ครูฝึกในสถาน
ประกอบการ” (ผชู้ านาญการดา้ นการผลิตและพฒั นากาลงั คนอาชีวศึกษาสนบั สนุนเขตเศรษฐกิจ
พเิ ศษภาคตะวนั ออก, สมั ภาษณ์, 6 สิงหาคม 2563)

2. ควรปรับกฎหมายใหม้ ีการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ เพ่อื ใหเ้ อ้ืออานวย
ต่อการบริหารงาน หากจุดประสงคข์ องการต้งั สานกั งานศึกษาธิการภาค และศึกษาธิการจงั หวดั คือ
การสร้างเอกภาพ ควรให้อานาจตามกฎหมายอยา่ งจริงจงั เพื่อใหม้ ีสภาพการบงั คบั ใชไ้ ดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง
ปรับปรุงสายงานการบงั คบั บญั ชา และคานึงถึงเส้นทางความกา้ วหนา้ ในอาชีพของผปู้ ฏิบตั ิงาน
ระดบั ล่าง ตลอดจนการจาใหม้ ีศูนยก์ ลางขอ้ มูลเก่ียวกบั สารสนเทศการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขต
พฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออกของกระทรวงศึกษาธิการ ดงั ผูใ้ หข้ อ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“ควรทบทวนกฎหมายและปรับโครงสร้างเพือ่ ใหอ้ านาจ การสัง่ การใหก้ บั ศึกษาธิการ
จงั หวดั เพื่อใหเ้ กิดเอกภาพในทางการบริหาร” (ศึกษาธิการจงั หวดั ชลบุรี, สัมภาษณ์, 19 สิงหาคม
2563)

“แมว้ า่ ภารกิจงานจะไม่ซ้าซอ้ นกบั สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา แตใ่ นการอานาจการ
สั่งการไม่สามารถกระทาได้ ติดท่ีสายการบงั คบั บญั ชา ควรปรับปรุงโครงสร้างเพอื่ ให้มีอานาจการ
สง่ั การ” (รองศึกษาธิการจงั หวดั ระยอง, สมั ภาษณ์, 17 สิงหาคม 2563)

“ใหม้ ีศูนยข์ อ้ มูล เรื่อง จานวนความตอ้ งการแรงงานที่มีความชดั เจนและถูกตอ้ งเป็น
ปัจจุบนั เก่ียวกบั DEMAND 1.อุตสาหกรรม 2.เกษตรกรรม 3.การทอ่ งเท่ียวและบริการ
SUPPLY คือ ในวทิ ยาลยั จะตอ้ งมีขอ้ มูลผเู้ รียน ที่จะตอบสนองแรงงาน 1.ดา้ นคุณภาพผเู้ รียน
2.ดา้ นสมรรถนะผเู้ รียน” (ผชู้ านาญการดา้ นการผลิตและพฒั นากาลงั คนอาชีวศึกษาสนบั สนุนเขต
เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวนั ออก, สัมภาษณ์, 6 สิงหาคม 2563)

3. กระทรวงศึกษาธิการควรจดั สรรงบประมาณภายใตแ้ ผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขต
พฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี เป็นการเฉพาะแยกจากงบประมาณปกติที่หน่วยงานไดร้ ับ
เป็นประจาทุกปี โดยมิตอ้ งเสนอขอ และมอบหมายใหห้ น่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการเป็น
ศูนยก์ ลางเพื่อรวบรวมและเช่ือมโยงขอ้ มูลเกี่ยวกบั การพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาค
ตะวนั ออก ตลอดจนการเสนอของบประมาณจากช่องทางของแผนบูรณาการภายใตก้ ารพฒั นาภาค
ตะวนั ออก เพื่อใหม้ ีศูนยก์ ลางขอ้ มูลร่วมกนั เป็นขอ้ มูลชุดเดียวกนั ดงั ผใู้ หข้ อ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“ในส่วนของงบประมาณ ภาครัฐตอ้ งใหค้ วามสาคญั อยา่ งจริงจงั เช่น การจดั สรร
งบประมาณอยา่ งเป็ นสัดส่วนโดยแยกจากงบประมาณท่ีไดร้ ับเป็นปกติ และจดั ใหม้ ีกองทุนสาหรับ

150

ผทู้ ี่ดอ้ ยโอกาสไดเ้ ขา้ ถึงการเรียนได”้ (ผอู้ านวยการวทิ ยาลยั เทคนิคระยอง, สัมภาษณ์, 17 สิงหาคม
2563)

“ตอ้ งมีหน่วยงานท่ีเช่ือมโยงแตล่ ะหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ ที่ทาหนา้ ท่ี
เพอ่ื ดูแล เร่ือง การขอรับการจดั สรรงบประมาณจากแผนบูรณาการภาค/หรือช่องทางอ่ืนๆ เพ่ือเป็ น
ขอมูลในจุดเดียว และเพ่ิมเรื่องของหลกั สูตรระยะส้ัน ใหก้ บั วทิ ยาลยั สารพดั ช่างซ่ึงมีหนา้ ท่ี
โดยตรง” (ผชู้ านาญการดา้ นการผลิตและพฒั นากาลงั คนอาชีวศึกษาสนบั สนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ภาคตะวนั ออก, สมั ภาษณ์, 6 สิงหาคม 2563)

“จดั ต้งั ศูนยก์ ารเรียนรู้สู่อาชีพ ในเขตอุตสาหกรรม รวบรวมทุนทรัพยากร shop
การเรียนรู้ เช่น เครื่องจกั ร เทคโนโลยชี ้นั สูง หุ่นยนตท์ ี่ใชใ้ นสถานประกอบการ เพื่อให้ผเู้ รียน
สามารถเรียนรู้และฝึกปฏิบตั ิกบั อุปกรณ์ท่ีใชจ้ ริง” (ผอู้ านวยการกลุ่มพฒั นาการศึกษาสานกั งาน
ศึกษาธิการจงั หวดั ระยอง, สมั ภาษณ์, 17 สิงหาคม 2563)

4. ตอ้ งส่งเสริมความรู้และความเขา้ ใจใหก้ บั ประชาชนในพ้ืนท่ี สถานประกอบการและ
สถานศึกษา ดว้ ยกระบวนการต่าง ๆ ผา่ นกิจกรรมที่เขา้ ถึงประชาชนในวงกวา้ ง เพื่อให้ทราบถึง
ขอ้ เทจ็ จริงและประโยชน์ท่ีประชาชนท้งั ประเทศจะไดร้ ับ

“รัฐตอ้ งประชาสมั พนั ธ์เร่ือง EEC วา่ สาคญั ต่อใครบา้ ง EEC ใหอ้ ะไรกบั ผเู้ รียน ใหอ้ ะไร
กบั ทอ้ งถ่ิน ชุมชน ใหอ้ ะไรกบั สถานประกอบการ” (ผอู้ านวยการวทิ ยาลยั เทคนิคระยอง, สมั ภาษณ์,
17 สิงหาคม 2563)

“ปรับปรุง กฎหมายที่จูงใจสถานประกอบการใหเ้ ขา้ ร่วมในการจดั การศึกษา
ผลตอบแทนที่สถานประกอบการจะได”้ (ผชู้ านาญการดา้ นการผลิตและพฒั นากาลงั คนอาชีวศึกษา
สนบั สนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวนั ออก, สัมภาษณ์, 6 สิงหาคม 2563)

“ตอ้ งเร่งสร้างความเขา้ ใจใหก้ วา้ งและตอ่ เน่ือง ท้งั ขอ้ ดี และตอ้ งเขา้ ใจถึงขอ้ ดอ้ ย
การประชาสมั พนั ธ์โครงการยงั อยใู่ นมุมแคบ” (ผอู้ านวยการโรงเรียนอนุบาลรักภาษาจงั หวดั ระยอง,
สมั ภาษณ์, 4 สิงหาคม 2563)

“ตอ้ งประชาสัมพนั ธ์ เรื่องของ EEC ที่เกี่ยวขอ้ งและจาเป็ นต่อภาคการศึกษา ความเขา้ ใจ
ของผเู้ รียน ผปู้ กครอง เพื่อให้ผเู้ รียนไดค้ น้ พบตวั ตนของตนเอง” (ผอู้ านวยการโรงเรียนวดั ป่ าประดู่
จงั หวดั ระยอง, สัมภาษณ์, 6 สิงหาคม 2563)

151

5. ดา้ นวตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมาย ควรจดั ใหม้ ีการทบทวนแผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่
เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก เพอื่ ใหเ้ ป็นปัจจุบนั ท้งั ขอ้ มูลตอ้ งถูกตอ้ ง แม่นยาและสามารถ
นาไปใชง้ านได้ ดงั ผใู้ หข้ อ้ มูลสาคญั กล่าววา่

“ ขอ้ มูลเร่ืองจานวนความตอ้ งการแรงงานตอ้ งมีความชดั เจน เรื่องของความตอ้ งการ
Demand ดงั น้ี 1.อุตสาหกรรม 2.เกษตรกรรม 3.การทอ่ งเที่ยวและบริการ เรื่องของความตอ้ งการ
Suply ในวทิ ยาลยั ตอ้ งมีขอ้ มูลของผเู้ รียนที่จะตอบสนองแรงงาน คุณภาพผเู้ รียน สมรรถนะผเู้ รียน
หลกั สูตรทวภิ าคี” (ผชู้ านาญการดา้ นการผลิตและพฒั นากาลงั คนอาชีวศึกษาสนบั สนุนเขตเศรษฐกิจ
พิเศษภาคตะวนั ออก, สมั ภาษณ์, 6 สิงหาคม 2563)

“อยากใหท้ ิศทางของนโยบาย มามุง่ เนน้ ที่เด็กปฐมวยั เรื่องของพ้นื ฐานครอบครัว
เม่ือเศรษฐกิจเจริญเติบโตมีผลใหเ้ กิด single family ความเจริญของสังคมไปเร็วกวา่ ความเจริญ
ทางจิตใจ ถา้ จะพฒั นาส่ิงใดตอ้ งหนั กลบั มาดูมนุษยต์ วั เล็กๆ เรื่องของพ้นื ฐานคุณธรรมจริยธรรม”
(ผอู้ านวยการโรงเรียนอนุบาลรักภาษาจงั หวดั ระยอง, สมั ภาษณ์, 4 สิงหาคม 2563)

“นาวชิ าการงานพ้ืนฐานอาชีพกลบั มาบรรจุในหลกั สูตร เพราะเป็นส่ิงจาเป็ น ทาใหเ้ ดก็
เกิดทกั ษะจากการปฏิบตั ิ เด็กไดท้ าในส่ิงที่ตนเองสนใจ ทาใหเ้ กิดการเรียนรู้ระดบั ประถมศึกษา”
(ผอู้ านวยการกลุ่มพฒั นาการศึกษาสานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั ระยอง, สัมภาษณ์, 17 สิงหาคม
2563)

บทที่ 5

สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

การวจิ ยั เรื่อง การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือศึกษาวเิ คราะห์นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่
เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ศึกษาและวเิ คราะห์การนานโยบายการพฒั นาการศึกษา
ในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ ศึกษาปัจจยั ที่ส่งผลตอ่ การนานโยบาย
การพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ และเสนอแนว
ทางการนานโยบายการพฒั นาการศึกษา ในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษ ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี
ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ ผวู้ จิ ยั ไดท้ าการวเิ คราะห์ขอ้ มูลจากตารา วารสาร เอกสารวชิ าการ
บทความรายงานการวจิ ยั เอกสารทางราชการ กฎหมาย รวมท้งั ขอ้ มูลทางอินเทอร์เน็ตและขอ้ มูล
จากการสมั ภาษณ์ (Interview) ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจงั หวดั และตวั แทนของสถานศึกษา ท้งั
18 แห่ง ในสังกดั กระทรวงศึกษาธิการ พ้นื ที่จงั หวดั ฉะเชิงเทรา จงั หวดั ชลบุรี และจงั หวดั ระยอง
รวมท้งั หมดจานวน 25 คนโดยไดแ้ บ่งเน้ือหาการนาเสนอ ดงั น้ี

1. การศึกษาวเิ คราะห์นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี

2. การวเิ คราะห์การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ

3. ปัจจยั ที่ส่งผลตอ่ การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ

4. แนวทางการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ

153

สรุปผลการวจิ ยั

ประการแรก การศึกษาวเิ คราะห์นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเี่ ขตพฒั นาพเิ ศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ผลจากการวเิ คราะห์ขอ้ มูลจากเอกสาร กฎหมายเก่ียวกบั นโยบายการ
พฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี สามารถสรุปได้ ดงั น้ี

แผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2560, หนา้ 2- 32) เป็นนโยบายที่มีลกั ษณะ Top-Down เนื่องจากเป็นความ
ตอ้ งการของฝ่ ายการเมือง หรือชนช้นั ปกครองที่ตอ้ งการใหพ้ ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออกมี
แผนพฒั นาการศึกษาท่ีเป็นลกั ษณะเฉพาะของพ้ืนที่ ถึงแมน้ โยบายจะมีมีลกั ษณะ Top-Down แตก่ ม็ ี
การนาร่างแผน ผา่ นการรับฟังความคิดเห็น เพ่อื ปรับปรุงตามขอ้ เสนอแนะจากผูร้ ับผลจากนโยบาย
ออกมาเป็ นผลผลิต แผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี (2560 -
2564) ซ่ึงเราพบวา่ แผนที่มีความชดั เจนในวตั ถุประสงค์ เป้าหมายและมีทิศทางเดียวกนั และมีความ
สอดคลอ้ งกบั ประเดน็ ยทุ ธศาสตร์ชาติ และในแนวทางปฏิบตั ิทาใหผ้ บู้ ริหารมีความเขา้ ใจในทิศทาง
ของแผน

ประการทส่ี อง วเิ คราะห์การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นาพเิ ศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ พบวา่ กระบวนการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขต
พฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ ซ่ึงหน่วยงานทางการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษ
ภาคตะวนั ออกไดด้ าเนินการ ดงั น้ี

ความชัดเจนของวตั ถุประสงค์เป้าหมายของแผนพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเี่ ขตพฒั นา
พเิ ศษภาคตะวนั ออก วตั ถุประสงคเ์ ป้าหมายของนโยบาย ตามแผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขต
พฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี มีความชดั เจนหน่วยงานท่ีเก่ียวขอ้ ง มีความเขา้ ใจในเป้าหมาย
ของแผนเป็นอยา่ งดี เนื่องจากแผนยงั ไมม่ ีการปรับปรุงจึงทาใหแ้ ผนดงั กล่าวยงั ไมม่ ีความทนั สมยั
ขอ้ มูลยงั ไมเ่ ป็นปัจจุบนั

สมรรถนะของหน่วยงานทางการศึกษาทน่ี าแผนพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นา
พเิ ศษ ระยะ 5 ปี ไปปฏบิ ัติ

หน่วยงานทางการศึกษาท่ีรับผดิ ชอบในการนาแผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขต
พฒั นาพเิ ศษ ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ มีโครงสร้างของหน่วยงานยงั ไมเ่ หมาะสมและไมเ่ อ้ืออานวยตอ่
การการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ

154

บุคลากร หน่วยงานทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ มีความขาดแคลนบุคลากร ท้งั การ
จดั การเรียนการสอนในสายสามญั และสายอาชีพ วสั ดุอุปกรณ์และเครื่องมือเคร่ืองใช้ ท่ีมีความ
พร้อมส่วนใหญ่เป็ นหน่วยงานการจดั การศึกษาที่อยใู่ นสายอาชีพ และในหน่วยงานท่ีจดั ต้งั ข้ึนใหม่มี
ความขาดแคลนวสั ดุอุปกรณ์ เครื่องมือเคร่ืองใช้ ไมม่ ีงบประมาณเพ่อื ดาเนินโครงการกิจกรรม
ภายใตแ้ ผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษ ภาคตะวนั ออก

การวางแผน หรือ มีการจัดทาแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน
หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานมีการดาเนินการจดั ทาแผนระยะ 5 ปี และแผนปฏิบตั ิ
การรายปี และพบวา่ แผนงานโครงการภายใตแ้ ผนปฏิบตั ิการ การบูรณาการโดยนาเป้าหมายและ
ตวั ช้ีวดั จากแผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษมาบรรจุไวใ้ นแผน ปฏิบตั ิการ เพื่อใหม้ ี
งบประมาณในการขบั เคล่ือนแผนไปสู่การปฏิบตั ิ มีการมอบหมายภารกิจหนา้ ท่ีความรับผดิ ชอบ
อยา่ งชดั เจน โดยใชอ้ านาจหนา้ ท่ีของแต่ละกลุ่มงานท่ีกาหนดไวใ้ น ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เร่ืองการแบง่ ส่วนราชการภายในกระทรวงศึกษาธิการ และคาสง่ั หวั หนา้ คณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ ที่ 19/2560 เร่ือง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ใชก้ ารแบง่ งาน
ตามฟังกช์ นั ของกลุ่มงานภายในหน่วยงาน มีการจดั ทาขอ้ ตกลงกบั ส่วนราชการ เรียกวา่ รายงานผล
การปฏิบตั ิราชการตวั ช้ีวดั ตามคารับรองการปฏิบตั ิราชการประจาปี ซ่ึงจะประกอบดว้ ยตวั ช้ีวดั ใน
ดา้ นตา่ งๆตามภารกิจหนา้ ท่ี จะตอ้ งมีการรายงานผลเป็นรอบ ระยะ 3 เดือน 6 เดือน และรอบ 12
เดือน เพอื่ รายงานความกา้ วหนา้ ของการดาเนินงาน หน่วยงานมีการสร้างตวั ช้ีวดั มาจากคาสัง่ แบง่
งานของแต่ละคนเพือ่ ใชพ้ จิ ารณาความดีความชอบขา้ ราชการรายปี หรือการเลื่อนเงินเดือน บาง
หน่วยงานใชผ้ ลสมั ฤทธ์ิของผเู้ รียนเป็นตวั ช้ีวดั ความสาเร็จในการปฏิบตั ิงาน หรือการชนะการ
ประกวดแขง่ ขนั ในรายการต่างๆทุกระดบั วฒุ ิบตั รหรือรางวลั ต่างๆนามาประกอบการวดั ผลอีกดว้ ย
และใชก้ ารพฒั นาตนเองเป็นตวั ช้ีวดั หน่ึงในการวดั ผล เช่น ในแต่ละปี ตอ้ งผา่ นการอบรมอยา่ งนอ้ ย
30 ชว่ั โมงต่อเทอม บางหน่วยงานใชก้ ารรายงานโครงการติดตามและประเมินผลจากโครงการ
ภาวะผู้นา
ผนู้ าของหน่วยงานทางการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก มี
ความสามารถที่จะจูงใจและมีความสามารถในการทางานเป็นทีมกบั ผปู้ ฏิบตั ิงานไดเ้ ป็ นอยา่ งดี
มีบางหน่วยงานเท่าน้นั ผนู้ าสร้างขวญั และกาลงั ใจผปู้ ฏิบตั ิ โดยการพจิ ารณาเป็นความดีความชอบ
ใหก้ บั ผทู้ ่ีปฏิบตั ิงานไมต่ รงตรงตามมาตรฐานการปฏิบตั ิงาน การเล่ือนเงินเดือนน้นั ยงั ไม่มีความ
ยตุ ิธรรม เพราะมิไดใ้ หต้ รงตามความเป็นจริงแตใ่ ชด้ ุลยพนิ ิจของผมู้ ีอานาจ ในส่วนของการใหโ้ ทษ

155

ผนู้ าจะเรียกวา่ กล่าวตกั เตือน และใชก้ รอบระเบียบวนิ ยั ของขา้ ราชการเป็ นมาตรการในการลงโทษ
ตามกฎหมาย ซ่ึงปรากฏใหเ้ ห็นนอ้ ยมาก ท่ีจะถูกลงโทษ วนิ ยั ร้ายแรง

การสนับสนุนจากหน่วยงานและบุคคลทเี่ กย่ี วข้อง
ทุกหน่วยงาน จะไดร้ ับการสนบั สนุนจากหน่วยงานราชการอ่ืนมากที่สุด รองลงมา
เป็นภาคเอกชน สถานประกอบการ ผปู้ กครองนกั เรียน และนอ้ ยที่สุด คือ สื่อมวลชน
ปัญหา ข้อจากดั ในการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเี่ ขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบัติ พบปัญหา 5 ประการ ดังนี้
1) ดา้ นบุคลากร หน่วยงานทางการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก
ประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและมีปัญหามากท่ีสุดในหน่วยงานท่ีต้งั ข้ึนใหม่
2) ดา้ นโครงสร้าง พบโครงสร้างที่ไมเ่ หมาะสม ของสานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั และ
สานกั งานศึกษาธิการภาค ท่ีไม่เอ้ือตอ่ การขบั เคล่ือนนโยบายในระดบั พ้ืนที่
3) ดา้ นงบประมาณ ไม่มีงบประมาณจดั สรรแยกจากงบประมาณของหน่วยงาน และ
ปัญหาที่สาคญั พบวา่ สานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั ท่ีต้งั ใหม่ไมม่ ีสถานที่ต้งั สานกั งานเป็นของ
ตนเอง ทาใหก้ ารดาเนินงานเป็นไปอยา่ งยากลาบาก เพราะไม่มีสถานที่ต้งั
4) ดา้ นการไดร้ ับการสนบั สนุน ขาดความร่วมมือจากระดบั หวั หนา้ ส่วนราชการ
สถานประกอบการยงั ไม่ใหค้ วามร่วมมือมากนกั เนื่องจากขาดแรงจูงใจในการมามีส่วนร่วมในการ
จดั การศึกษา
5) ดา้ นวตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมาย ไมม่ ีการปรับปรุงแผน ยงั คงเป็นแผนฉบบั เดิม
ปี พ.ศ. 2560-2564 แผนไม่มีความทนั สมยั ไม่สอดคลอ้ งต่อการพฒั นา ทาใหห้ น่วยงานทางการ
ศึกษาไมม่ ีทิศทางร่วมกนั

156

ประการทส่ี าม ปัจจัยทส่ี ่งผลต่อการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นา
พเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบัติ ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ต่อไปนี้

1) ด้านผู้นา เพราะผนู้ าท่ีมีความรอบรู้และมีความเขา้ ใจในเรื่องการพฒั นาการศึกษา
ในพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก และผนู้ ามีสาคญั มากต่อการจูงใจใหผ้ ปู้ ฏิบตั ิงานทางานให้
บรรลุเป้าหมายของหน่วยงาน ตอ้ งมีความยตุ ิธรรม และคานึงถึงประโยชนข์ องประเทศชาติเป็น
สาคญั

2) ด้านบุคลากร บุคลากรเป็นอีกปัจจยั ท่ีสาคญั เมื่อจานวนบุคลากรไม่เพียงพอทาให้
เกิดอุปสรรคในการดาเนินนโยบาย เมื่อภารกิจของงานมีมากกวา่ ผปู้ ฏิบตั ิงาน อาจทาใหเ้ กิดการ
ผดิ พลาดไดง้ ่าย ในมิติของคุณภาพของบุคลากรก็เช่นกนั หากตอ้ งทางานในสายงานที่ตนไมถ่ นดั
เน่ืองจากการขาดแคลนบุคลากร ดงั น้นั จึงมีความจาเป็นที่บุคลากรตอ้ งพฒั นาเองเองอยูเ่ สมอ ตอ้ งมี
ทกั ษะดา้ นอาชีพ ทกั ษะชีวติ และมีความพร้อมท้งั ร่างกาย สติปัญญา และมีความตระหนกั มุง่ มน่ั ใน
การปฏิบตั ิงาน

3) ด้านงบประมาณ เป็นส่ิงจาเป็นเพราะใชเ้ พอ่ื จดั หาทรัพยากรอื่นๆ ตลอดถึงการ
จดั หาส่ิงอานวยความสะดวกและสถานที่ปฏิบตั ิงาน ทาใหเ้ กิดความคล่องตวั และการนาแผนไปสู่
การปฏิบตั ิจาเป็ นตอ้ งใชง้ บประมาณเพอื่ ดาเนินโครงการในลกั ษณะที่แตกต่างกนั ออกไป

4) ด้านโครงสร้าง โครงสร้างที่มีความเหมาะสม จะเอ้ืออานวยใหเ้ กิดการขบั เคลื่อน
นโยบายท่ีมีประสิทธ์ภาพ สามารถส่ังการไดอ้ ยา่ งเป็ นเอกภาพ และเกิดการบูรณาการกนั อยา่ ง
แทจ้ ริง ความเชื่อมโยงของแต่ละหน่วยงานเกิดข้ึนอยา่ งเป็ นรูปธรรม ส่งผลไปถึงการเสนอขอรับ
งบประมาณท่ีมีประสิทธิภาพและมีโอกาสที่จะไดร้ ับการจดั สรรงบประมาณในอตั ราสูง

5) การได้รับการสนับสนุน ความร่วมมือระหวา่ งภาครัฐกบั เอกชน และทุกภาคส่วนท่ี
เก่ียวขอ้ งมีส่วนสาคญั ที่จะทาใหก้ ารนานโยบายไปปฏิบตั ิประสบความสาเร็จ เช่น การตอบสนอง
ตอ่ ความตอ้ งการแรงงานของสถานประกอบการ อาจตอ้ งร่วมกนั หลายฝ่ าย เช่น สถานศึกษา พฒั นา
ฝีมือแรงงาน อาจอยใู่ นรูปแบบของการทาขอ้ ตกลง หรือการไดร้ ับการสนบั สนุนจากสถาน
ประกอบการที่มีเทคโนโลยที ่ีทนั สมยั และการไดร้ ับการสนบั สนุนจากประชาชน รวมไปจนถึง
แรงจูงใจในการลงทุน มาตรการภาษีท่ีภาครัฐ ตอ้ งใหค้ วามสาคญั อยา่ งจริงจงั นโยบายจะสาเร็จ
หรือไม่ข้ึนอยกู่ บั การไดร้ ับการสนบั สนุน เป็ นสาคญั

157

ประการสุดท้าย แนวทางการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ จากการวเิ คราะห์ขอ้ มูลเกี่ยวกบั แนว
ทางการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ
ใหป้ ระสบผลสาเร็จ ไดน้ าเสนอแนวทางไว้ 5 ประการ ดงั น้ี

1) ด้านบุคลากร หน่วยงานทางการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ควร
ไดร้ ับการจดั สรรงบประมาณเพ่ือเป็ นกรอบตาแหน่งและอตั ราเงินเดือน และจะตอ้ งไดร้ ับการมอบ
อานาจจากสานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ เพอ่ื ดาเนินการสรรหาบุคลากรใหเ้ ตม็ อตั รากาลงั
หรือ ในระยะเร่งด่วนควรไดร้ ับงบประมาณเพ่ือใชใ้ นการจา้ งบุคลากรในระหวา่ งการดาเนินการสรร
หา เพอ่ื ให้เกิดความรวดเร็ว การปรับคา่ ตอบแทนในสาขาวชิ าที่ขาดแคลนใหส้ ูงข้ึนเพ่ือดึงดูดคนท่ีมี
ความสามารถใหเ้ ขา้ สู่ระบบการศึกษา โดยเฉพาะผเู้ ช่ียวชาญใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือดา้ น

2) ด้านโครงสร้าง ควรปรับกฎหมายใหม้ ีการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ
เพอ่ื ใหเ้ อ้ืออานวยต่อการบริหารงาน หากจุดประสงคข์ องการต้งั สานกั งานศึกษาธิการภาค และ
ศึกษาธิการจงั หวดั คือ การสร้างเอกภาพ ควรใหอ้ านาจตามกฎหมายอยา่ งจริงจงั เพื่อใหม้ ีสภาพ
การบงั คบั ใชไ้ ดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง ปรับปรุงสายงานการบงั คบั บญั ชา และคานึงถึงเส้นทางความกา้ วหนา้
ในอาชีพของผปู้ ฏิบตั ิงานระดบั ล่าง ตลอดจนการจาใหม้ ีศูนยก์ ลางขอ้ มูลเก่ียวกบั สารสนเทศการ
พฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออกของกระทรวงศึกษาธิการ

3) ด้านงบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการควรจดั สรรงบประมาณภายใตแ้ ผนพฒั นา
การศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี เป็นการเฉพาะแยกจากงบประมาณปกติ
ที่หน่วยงานไดร้ ับเป็นประจาทุกปี โดยมิตอ้ งเสนอขอ และมอบหมายใหห้ น่วยงานของ
กระทรวงศึกษาธิการเป็นศูนยก์ ลางเพื่อรวบรวมและเชื่อมโยงขอ้ มูลเก่ียวกบั การพฒั นาการศึกษาใน
พ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ตลอดจนการเสนอของบประมาณจากช่องทางของแผนบูรณา
การภายใตก้ ารพฒั นาภาคตะวนั ออก เพ่อื ใหม้ ีศูนยก์ ลางขอ้ มูลร่วมกนั เป็นขอ้ มูลชุดเดียวกนั

4) ด้านการได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมความรู้และความเขา้ ใจใหก้ บั ประชาชนใน
พ้ืนท่ี สถานประกอบการและสถานศึกษา ดว้ ยกระบวนการต่าง ๆ ผา่ นกิจกรรมท่ีเขา้ ถึงประชาชน
ในวงกวา้ ง เพอื่ ใหท้ ราบถึงขอ้ เทจ็ จริงและประโยชน์ท่ีประชาชนท้งั ประเทศจะไดร้ ับ

5) ด้านวตั ถุประสงค์และเป้าหมาย จดั ใหม้ ีการทบทวนแผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่
เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก เพือ่ ใหเ้ ป็นปัจจุบนั ท้งั ขอ้ มูลตอ้ งถูกตอ้ ง แม่นยาและสามารถ
นาไปใชง้ านได้

158

อภปิ รายผลการวจิ ัย

จากการศึกษา การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ ตามกรอบการวจิ ยั ใชห้ ลกั ดา้ นเหตุผลเป็นสิ่งสาคญั เพือ่ จะช้ีวดั ความสาเร็จ
หรือความลม้ เหลวของนโยบาย แผนงาน หรือโครงการ องคก์ รหรือหน่วยงานที่ปฏิบตั ิการ
ผศู้ ึกษาสามารถสรุปความเห็นสาหรับการวจิ ยั คร้ังน้ี 5 ประการ ดงั น้ี

ประการแรก แผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี
(2560 - 2564) (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560, หนา้ 2- 32) คือ นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขต
พฒั นาพิเศษภาค เป็ นนโยบายลกั ษณะ Top-Down ซ่ึงแผนพฒั นาฉบบั น้ี เป็นผลจากท่ีรัฐบาลไดม้ ี
นโยบายเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก (Eastern Economic Corridor) แผนดงั กล่าว เป็ นนโยบาย ที่
ถูกกาหนดข้ึนจากกลุ่มของผมู้ ีอานาจกาหนดนโยบายฝ่ ายการเมือง จึงเป็นการตดั สินใจของรัฐบาล
ในการดาเนินกิจกรรมเพ่ือแกป้ ัญหาสาธารณะ รัฐบาลใหก้ ระทรวงศึกษาธิการเป็ นตวั แทน
ดาเนินการ คือ มอบกระทรวงศึกษาธิการจดั ทาแผน และใหห้ น่วยงานภายใตก้ ระทรวงดาเนินการ
เพอ่ื นานโยบายสู่การปฏิบตั ิ เพอื่ ความเป็นอยทู่ ่ีดีของประชาชน ซ่ึงเป็นแนวคิดตามท่ี ศุภชยั ยาวะ
ประภาษ (2555: 5) ไดก้ ล่าวไว้ และสอดคลอ้ งกบั ทศั นะของ สมั ฤทธ์ิ ยศสมศกั ด์ิและอนุรัตน์
อนนั ทนาธร (2555) ท่ีไดก้ ล่าวไวว้ า่ นโยบายสาธารณะถูกกาหนดข้ึนโดยรัฐบาล ซ่ึงอาจจะเป็นองคก์ ร
หรือตวั บุคคลท่ีมีอานาจหนา้ ท่ีโดยตรงตามกฎหมายภายใตร้ ะบบการเมืองน้นั ๆ สิ่งท่ีรัฐบาลต้งั ใจวา่ จะ
กระทาหรือไม่ทาการตดั สินใจในการแบง่ สรรทรัพยากรหรือคุณค่าต่างๆในสงั คม

กระทรวงศึกษาธิการ จึงไดจ้ ดั ทาแผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาค
ตะวนั ออก ระยะ 5 ปี (2560 - 2564) เพ่ือเป็นแนวทางในการขอรับการจดั สรรงบประมาณจาก
ช่องทางอ่ืนๆ และเพื่อการจดั การศึกษารองรับกบั ความตอ้ งการ ของการพฒั นาระบบเศรษฐกิจและ
นโยบายการพฒั นาประเทศ Thailand 4.0 ตามบริบทของแต่ละพ้ืนท่ี ซ่ึงเป้าหมายของแผนมีความ
ชดั เจนแลว้ ถึงแมว้ า่ กระทรวงศึกษาธิการจะมีความพยายามใหเ้ กิดการมีส่วนร่วม แตจ่ ะเห็นไดว้ า่
เน่ืองจากแผนไม่มีการทบทวนและปรับปรุงแผนรายปี จึงขาดความต่อเน่ือง ทาใหแ้ ตล่ ะจงั หวดั ตอ้ ง
จดั ทาแผนไปล่วงหนา้ ไม่มีงบประมาณท่ีนามาสนบั สนุนเพอื่ การจดั ทาโครงการเป็นการเฉพาะ
และไมม่ ีความทนั สมยั ขาดหน่วยงานท่ีเป็นองคก์ รหลกั ในการเสนอของบประมาณเพอ่ื จดั ทา
โครงการรองรับแผน และส่ิงที่ขาดหายไป คือ การกาหนดใหอ้ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินมีบทบาท
สาคญั ในการจดั การศึกษา จึงทาใหไ้ ม่เกิดการ บูรณาการอยา่ งแทจ้ ริง ไมส่ ามารถเช่ือมโยงการ

159

ทางานระหวา่ งกนั ได้ ทาใหท้ ิศทาง การพฒั นาไมส่ อดคลอ้ งไปในทิศทางเดียวกนั ซ่ึงลกั ษณะของ
แผนท่ีดีจะตอ้ งมีทุกขอ้ ท่ีกล่าวมา ท้งั ความตอ่ เน่ือง ความชดั เจน และความสอดคลอ้ ง

ผวู้ จิ ยั มีความเห็นวา่ จากบทบาทหนา้ ที่และภารกิจสานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ
ควรกาหนดใหม้ ีการทบทวนแผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออกทุกปี
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงท่ีรวดเร็ว เพ่ือใหไ้ ดข้ อ้ มูลสารสนเทศท่ีถูกตอ้ งแม่นยา มีความทนั สมยั
และสามารถนาไปใชง้ านไดจ้ ริง โดยในกระบวนการทบทวนแผนดงั กล่าว ตอ้ งกาหนดให้
หน่วยงานทางการศึกษาเขา้ มามีส่วนร่วมในการจดั ทาแผน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ องคก์ รปกครองส่วน
ทอ้ งถิ่น ชุมชน ตอ้ งกาหนดบทบาทไวใ้ นแผนใหช้ ดั เจน รวมไปถึงการอานวยความสะดวกในการ
ดาเนินงานดา้ นตา่ งๆใหเ้ อ้ืออานวยต่อการเขา้ มามีส่วนร่วมของหน่วยงานอื่น ในฐานะผรู้ ับผดิ ชอบ
หลกั ควรเป็นสานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ

ประการทส่ี อง การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ ซ่ึงประกอบดว้ ย กระบวนการนานโยบายไปปฏิบตั ิ และปัญหาและ
ขอ้ จากดั ของการนโยบายไปปฏิบตั ิ พบวา่ ในส่วนของกระบวนการนานโยบายไปปฏิบตั ิน้นั

จากกรอบของการศึกษาสภาพปัจจุบนั ของ การนาแผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขต
พฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ ความชดั เจนของวตั ถุประสงคเ์ ป้าหมายของ
แผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก วตั ถุประสงคเ์ ป้าหมายของนโยบาย
ตามแผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี มีความชดั เจน
หน่วยงานที่เก่ียวขอ้ ง มีความเขา้ ใจในเป้าหมายของแผนเป็ นอยา่ งดี เหตุท่ีเป็ นเช่นน้นั เพราะก่อนจะ
มีการประกาศใชแ้ ผน รัฐเปิ ดโอกาสใหป้ ระชาชนใชส้ ิทธ์ในการแสดงความคิดเห็น จากผมู้ ีส่วนได้
เสียนโยบาย ถึง 3 คร้ัง ในพ้ืนที่ 3 จงั หวดั ถึงแมน้ โยบายจะเป็นลกั ษะของการถูกกาหนดมาจาก
ดา้ นบน แต่ประชาชนท่ีเป็นคนส่วนใหญ่ ก็มีสิทธ์ิ ในการแสดงความคิดเห็นหรือปรับแกไ้ ขเมื่อเห็น
วา่ ขอ้ ความใดไมเ่ หมาะสม

สมรรถนะขององคก์ รในการผลกั ดนั ใหก้ ารปฏิบตั ิงานบรรลุเป้าหมาย ซ่ึงโครงสร้างของ
หน่วยงานทางการศึกษายงั ไม่เหมาะสมและไมเ่ อ้ืออานวยต่อการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาใน
พ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ เป็นผลจากคาส่ังหวั หนา้ คณะรักษาความ
สงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เร่ือง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ที่กาหนด
อานาจหนา้ ที่ไม่สอดคลอ้ งกบั สายงานการบงั คบั บญั ชา ทาใหม้ ีการเปลี่ยนแปลงอานาจหนา้ ที่เก่า
และใหม่เกิดข้ึน ทาใหเ้ กิดความไมช่ ดั เจนของอานาจหนา้ ที่ แนวทางในการปฏิบตั ิงาน ซ่ึง

160

จาเป็นตอ้ งปฏิบตั ิหนา้ ที่ร่วมกนั ระหวา่ งหน่วยงานท่ีต้งั ข้ึนใหม่ กบั หน่วยงานที่มีอยเู่ ดิม ในขณะ
ภารกิจเดิมยงั คงตอ้ งดาเนินต่อไป

บุคลากร หน่วยงานทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ มีความขาดแคลนบุคลากร
ท้งั การจดั การเรียนการสอนในสายสามญั และสายอาชีพ เป็นผลเนื่องจากการจดั ต้งั สานกั งาน
ศึกษาธิการจงั หวดั และศึกษาธิการภาค บนเง่ือนไขของการไม่เพิม่ อตั รากาลงั แต่ใหเ้ กล่ียจากสงั กดั
เดิมมาต้งั เป็นเงินเดือน ดงั น้นั ทาใหก้ ารสรรหา การบรรจุ หรือรับโอนยา้ ย ใชร้ ะยะเวลานาน เมื่อ
บุคลากรท่ีมีอยอู่ ยา่ งจากดั จาเป็นตอ้ งปฏิบตั ิหนา้ ท่ีในตาแหน่งที่ไมต่ รงตามคุณวฒุ ิจึงส่งผลตอ่
คุณภาพและประสิทธิภาพของการทางาน เช่น นกั วเิ คราะห์ นโยบายและแผนตอ้ งไปปฏิบตั ิหนา้ ท่ี
นกั วชิ าการศึกษา เนื่องจากเพื่อใหภ้ ารกิจงานขององคก์ รดาเนินไปได้

ไมม่ ีการจดั สรรงบประมาณภายใตแ้ ผนดงั กล่าว มีโอกาสที่แผนจะประสบความลม้ เหลว
มากกวา่ ประสบความสาเร็จ ตามแนวคิดของ วรเดช จนั ทรศร (2551: 133-134) ที่กล่าววา่
ความสาเร็จหรือลม้ เหลวของการนานโยบายไปปฏิบตั ิยอ่ มข้ึนอยกู่ บั ขีดความสามารถที่จะ
ปฏิบตั ิงานใหส้ อดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์ ตอ้ งมีโครงสร้างขององคก์ รท่ีเหมาะสม บุคลากรตอ้ งมี
ความรู้ความสามารถท้งั การบริหารและเทคนิคเพียงพอ มีการจดั เตรียมความพร้อมวสั ดุอุปกรณ์
สถานที่ เครื่องมือเครื่องใช้ รวมไปถึงการจดั หางบประมาณเพ่อื บริหารงาน สิ่งเหล่าน้ีจะนาไปสู่
ความสาเร็จในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ

วสั ดุอุปกรณ์และเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ ที่มีความพร้อมส่วนใหญเ่ ป็ นหน่วยงานการจดั
การศึกษาที่อยใู่ นสายอาชีพ เน่ืองจากการเป็นหน่วยงานที่จดั ต้งั ข้ึนใหม่ จึงทาใหข้ าดแคลนวสั ดุ
อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ไมม่ ีงบประมาณเพ่อื ดาเนินโครงการกิจกรรมภายใตแ้ ผนพฒั นา
การศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษ ภาคตะวนั ออก

การวางแผนของหน่วยงานมีการมอบหมายภารกิจหนา้ ที่ความรับผดิ ชอบอยา่ งชดั เจน
โดยใชอ้ านาจหนา้ ที่ของแตล่ ะกลุ่มงาน เป็นผลจากประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการแบง่ ส่วน
ราชการภายในกระทรวงศึกษาธิการ และคาสัง่ หวั หนา้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี 19/2560
เร่ือง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ การแบ่งภายในองคก์ รใชก้ ารแบง่ งาน
ตามฟังกช์ นั ของกลุ่มงานภายในหน่วยงาน มีการวางแผน หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานมีการ
ดาเนินการจดั ทาแผนระยะ 5 ปี และแผนปฏิบตั ิการรายปี และพบวา่ แผนงานโครงการภายใต้
แผนปฏิบตั ิการ การบูรณาการโดยนาเป้าหมายและตวั ช้ีวดั จากแผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขต

161

พฒั นาพเิ ศษมาบรรจุไวใ้ นแผนปฏิบตั ิการ เพ่ือใหม้ ีงบประมาณในการขบั เคลื่อนแผนไปสู่การ
ปฏิบตั ิ

การจดั ทาขอ้ ตกลงระหวา่ งส่วนราชการ เรียกวา่ รายงานผลการปฏิบตั ิราชการตวั ช้ีวดั ตาม
คารับรองการปฏิบตั ิราชการประจาปี ซ่ึงจะประกอบดว้ ยตวั ช้ีวดั ในดา้ นตา่ งๆตามภารกิจหนา้ ท่ี
จะตอ้ งมีการรายงานผลเป็ นรอบ ระยะ 3 เดือน 6 เดือน และรอบ 12 เดือน เพอ่ื รายงานความกา้ วหนา้
ของการดาเนินงาน การสร้างตวั ช้ีวดั เป็นข้นั ตอนการนโยบายไปปฏิบตั ิข้นั ตอนหน่ึง ท่ีมีความ
ชดั เจนกส็ ืบเนื่องจากคาสั่งแบง่ งานของแต่ละคน และนาไปใชพ้ ิจารณาความดีความชอบขา้ ราชการ
รายปี หรือการเล่ือนเงินเดือน บางหน่วยงานใชผ้ ลสัมฤทธ์ิของผเู้ รียนเป็ นตวั ช้ีวดั ความสาเร็จในการ
ปฏิบตั ิงาน หรือการชนะการประกวดแข่งขนั ในรายการต่างๆทุกระดบั วฒุ ิบตั รหรือรางวลั ต่างๆ
นามาประกอบการวดั ผลอีกดว้ ย และใชก้ ารพฒั นาตนเองเป็นตวั ช้ีวดั หน่ึงในการวดั ผล เช่น ในแต่
ละปี ตอ้ งผา่ นการอบรมอยา่ งนอ้ ย 30 ชว่ั โมงตอ่ เทอม บางหน่วยงานใชก้ ารรายงานโครงการติดตาม
และประเมินผลจากโครงการ ตวั ช้ีวดั มีความหลากหลาย ซ่ึงการสร้างตวั ช้ีวดั ทาใหต้ วั ช้ีวดั สามารถ
วดั ค่าได้ และมีการระบุวธิ ีการวดั ค่าที่ชดั เจน รวมท้งั มีการระบุเป้าหมายเป็นตวั เลขที่ชดั เจน ดงั
งานวจิ ยั ของ กฤษณ์ รักชาติเจริญ และคณะ (2559) ศึกษาเรื่อง ปัจจยั ช้ีวดั ความสาเร็จในการ
ขบั เคลื่อนตวั ช้ีวดั ที่เหมาะสมตอ่ การสร้างความสาเร็จ โดยในแตล่ ะปัจจยั จะมีตวั ช้ีวดั ท่ีหลากหลาย

ผนู้ าของหน่วยงานทางการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก มีความสามารถ
ท่ีจะจูงใจและมีความสามารถในการทางานเป็ นทีมกบั ผปู้ ฏิบตั ิงานไดเ้ ป็ นอยา่ งดี เป็นปัจจยั ท่ีเอ้ือให้
เกิดความสาเร็จ ท่ีสอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของวา่ ท่ีร้อยตรีไพศาล บรรจุสุวรรณ์ (2558) ศึกษาเร่ือง
การนานโยบายหลกั สูตรการศึกษาข้นั พ้ืนฐานไปปฏิบตั ิ จากการสนบั สนุนของส่วนกลางน้นั ให้
ความสาคญั กบั หวั หนา้ ส่วนราชการใหม้ ีบทบาทเป็นตวั แทนของกระทรวงในระดบั ภูมิภาค ทาให้
เกิดภาวะผนู้ าและประสิทธิผลของผบู้ ริหารสถานศึกษา ซ่ึงเป็นพฤติกรรมของภาวะผนู้ าแบบส่งั การ
(Directive leadership) หมายถึง แบบผนู้ าที่ใชค้ าสัง่ เก่ียวกบั การทางาน และวธิ ีการทางาน กาหนด
มาตรฐานของการทางาน รวมท้งั กฎระเบียบที่ชดั เจนกบั ผูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชาสอดคลอ้ งกบั งาน วจิ ยั ของ
เสาวรักษ์ หงส์ไทย และไพฑูรย์ โพธิสวา่ ง (2561) ท่ีศึกษาเรื่อง ภาวะผนู้ าที่มีผลต่อประสิทธิผลของ
งานในตาแหน่งนายกรัฐมนตรีตามเจตคติของประชาชน: กรณีศึกษาพลเอก ประยทุ ธ์ จนั ทร์โอชา

162

หน่วยงาน จะไดร้ ับการสนบั สนุนจากหน่วยงานราชการอ่ืนมากที่สุด รองลงมาเป็ น
ภาคเอกชน สถานประกอบการ ผปู้ กครองนกั เรียน และนอ้ ยท่ีสุด คือ สื่อมวลชน และนกั การเมือง
เป็นเช่นน้ีเน่ืองจากการติดต่อประสานงานกบั หน่วยงานราชการอ่ืน เป็นรูปแบบท่ีเป็ นทางการและ
บางหน่วยงานมีกฎหมายกาหนดใหส้ ามารถ กากบั ติดตามและสนบั สนุนอยา่ งชดั เจน และ
หน่วยงานราชการอื่น ตระหนกั ถึงการมีส่วนร่วมต้งั แต่ผนู้ าทาใหเ้ กิดความร่วมมือในระดบั ตา่ งๆท้งั
ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ส่วนเอกชนยงั ไม่ไดค้ วามร่วมมือมากเทา่ กบั ส่วนราชการ
เน่ืองจากภาคเอกชนยงั ไม่เห็นประโยชนท์ ี่จะไดร้ ับจากการร่วมมือ ท้งั น้ี การนานโยบายการศึกษา
ไปปฏิบตั ิตามกรอบแนวคิดของ องคก์ ารเพือ่ ความร่วมมือและการพฒั นาทางเศรษฐกิจ
(Organization for Economic Co-operation and Development – OECD) การมีส่วนร่วมของผมู้ ีส่วน
ไดเ้ สียในกระบวนการนโยบาย หากรับการสนบั สนุน ในทุกกระบวนการที่ดาเนินการ ใหเ้ หมาะกบั
ความตอ้ งการ เพอื่ บริบทท่ีเอ้ือต่อการพฒั นาประเทศ การสนบั สนุนดงั กล่าว อาจมีต้งั แตก่ ารทบทวน
นโยบาย การทบทวนแผนปฏิบตั ิการ สนบั สนุนการประชุมเชิงกลยทุ ธ์หรืออานวยความสะดวก
เตรียมความพร้อมในการพฒั นาเครื่องมือท่ีสนบั สนุน จะทาใหก้ ารนานโยบายไปปฏิบตั ิประสบ
ความสาเร็จ

จากการวจิ ยั คร้ังน้ี คน้ พบปัญหา ขอ้ จากดั ท่ีสาคญั ในการนานโยบายการพฒั นาการศึกษา
ในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ 5 ดา้ น คือ 1) ด้านบุคลากร 2) ด้าน
โครงสร้าง 3) ด้านงบประมาณ 4) ด้านการได้รับการสนับสนุน 5) ด้านวตั ถุประสงค์และเป้าหมาย

1) ด้านบุคลากร หน่วยงานทางการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก
ประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและพบปัญหามากท่ีสุดในหน่วยงานที่ต้งั ข้ึนใหม่ ซ่ึงมีขอ้ มูล
ยนื ยนั จากสานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั และสานกั งานศึกษาธิการภาค เก่ียวกบั กรอบอตั รากาลงั คน
ที่ไมม่ ีผปู้ ฏิบตั ิงานไดเ้ ตม็ กรอบ สาเหตุหน่ึงมาจากเง่ือนไขของการจดั ต้งั หน่วยงานใหม่ที่ไม่
สามารถจะเพ่ิมอตั รากาลงั คนและตาแหน่งเงินเดือนไดต้ อ้ งรับยา้ ยรับโอนโดยใหม้ ีการตดั อตั รากาลงั
มาต้งั จ่ายในหน่วยงานใหมเ่ ท่าน้นั ซ่ึงไมย่ งั สามารถแกป้ ัญหาได้ สั่งผลใหเ้ กิดปัญหาดา้ น
งบประมาณ เพราะตอ้ งแกป้ ัญหาในระยะเร่งด่วนดว้ ยการนางบประมาณท่ีใชด้ าเนินงาน มาจา้ ง
อตั ราจา้ งชว่ั คราวแทนอตั ราของขา้ ราชการ และไมม่ ีอานาจในการสรรหาบุคลากรไดเ้ อง

ผวู้ จิ ยั มีความเห็นวา่ ผบู้ ริหารควรมีการวางแผนอตั รากาลงั คนซ่ึงตอ้ งคาดคะเน
ล่วงหนา้ ถึงหน่วยงานวา่ ตอ้ งการคนมากนอ้ ยเพียงใด วเิ คราะห์งาน กาหนดคุณสมบตั ิบุคลากร และ
วางแผนเพื่อใหม้ ีการดาเนินการสรรหาและคดั เลือกคนที่ดีและมีความสามารถมากที่สุดเท่าที่

163

จะหาได้ และผบู้ ริหารตอ้ งธารงรักษาบุคลากร เพื่อใหบ้ ุคคลอยใู่ นองคก์ รนานที่สุด ซ่ึงอาจใช้
แรงจูงใจเขา้ มาช่วย ผบู้ ริหารตอ้ งมีบทบาทในการพฒั นาบุคลากร ท้งั พฒั นาตวั ผบู้ ริหาร และพฒั นา
ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ซ่ึงท้งั หมดท่ีกล่าวมา ระบบคุณธรรมดีท่ีสุดในระบบของการจดั การบุคลากร คือ
หลกั ความเสมอภาค หลกั ความสามารถ หลกั ความมนั่ คง และหลกั ความเป็นกลางทางการเมือง

2) ด้านโครงสร้าง จากการศึกษาพบวา่ โครงสร้างท่ีไม่เหมาะสมของสานกั งาน
ศึกษาธิการจงั หวดั และสานกั งานศึกษาธิการภาค ที่ไมเ่ อ้ือต่อการขบั เคลื่อนนโยบาย ถึงแมว้ า่
รูปแบบโครงสร้างองคก์ รจะเป็นแบบกวา้ ง ระดบั การสง่ั การนอ้ ยเป็นแบบแนวราบ และยงั เป็น
โครงสร้างองคก์ ารแบบหนา้ ท่ีการงานเฉพาะ แยกสายงานออกตามประเภทของงาน แต่ละ
หน่วยงานมีอานาจหนา้ ท่ีเด็ดขาด หน่วยงานแต่ละหน่วยงานมีผเู้ ชี่ยวชาญ ขอ้ ดี คือมีความรวดเร็ว
และประหยดั ขอ้ เสีย คือ การประสานภายในอาจเกิดความยงุ่ ยากเพราะมีหวั หนา้ งานหลายคน
อาจทาใหศ้ ูนยเ์ สียเอกภาพในองคก์ ร เมื่อโครงสร้างเป็นแนวราบทาใหก้ ารทางานเป็ นแบบต่างคน
ตา่ งทา เนื่องจากแต่ละหน่วยงานยอ่ มมีเป้าหมายของตนเอง ซ่ึงขาดความเช่ือมโยงกนั ในแตล่ ะ
หน่วยงาน ประกอบกบั อานาจหนา้ ท่ีของหน่วยงานที่กาหนดใหเ้ ป็นภารกิจ ไมส่ ามารถสง่ั การ
หน่วยงานหารศึกษาอ่ืนได้ เช่น สานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั ไม่สามารถสัง่ การไปยงั สานกั งานเขต
พ้ืนท่ีการศึกษาไดใ้ นบางกรณี และตอ้ งอาศยั การขอความร่วมมือแทนการส่ังการ เน่ืองจากไมไ่ ดอ้ ยู่
ในสายบงั คบั บญั ชา ที่กล่าวมาน้นั เป็นรูปแบบองคก์ รในการจดั องคก์ ร แตล่ กั ษณะองคก์ รท่ีมีความ
เกี่ยวขอ้ งกนั ในทางปฏิบตั ิ เป็ นผลจากคาส่งั หวั หนา้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง
การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ กาหนดบทบาทใหก้ บั คณะกรรมการ
ศึกษาธิการจงั หวดั มีอานาจหนา้ ที่ตามท่ีกฎหมายวา่ ดว้ ยการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายวา่ ดว้ ยระเบียบ
บริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบียบขา้ ราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา กาหนดใหเ้ ป็นอานาจหนา้ ที่ของคณะกรรมการเขตพ้ืนที่การศึกษาและ อ.ก.ค.ศ. เขต
พ้นื ท่ีการศึกษาทาใหบ้ ทบาทและอานาจหนา้ ท่ี หมายถึงบทบาทท่ีเคยเป็นของผอู้ านวยการ
สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา เรื่อง การบริหารงานบุคคล การอนุมตั ิแผนพฒั นาการศึกษารายปี
เปล่ียนไปเป็นอานาจการอนุมตั ิ ผา่ นมติของท่ีประชุมในรูปแบบของคณะกรรมการศึกษาธิการ
จงั หวดั โดยมีผวู้ า่ ราชการจงั หวดั เป็ นประธาน และศึกษาธิการจงั หวดั เป็นเลขานุการ และผมู้ ีอานาจ
ลงนามในคาสัง่ บรรจุ แตง่ ต้งั ยา้ ย ฯลฯ เป็นอานาจของศึกษาธิการจงั หวดั แทนผอู้ านวยการ
สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษา ทาใหบ้ ทบาทของสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาตอ้ งเปล่ียนแปลงไป
โดยสิ้นเชิงในทางกฎหมาย แตจ่ ากการศึกษาพบวา่ ในทางปฏิบตั ิถึงแมจ้ ะลดบทบาทแต่ภารงานเพิม่

164

มากข้ึน ซ่ึงจะเห็นไดว้ า่ ตามโครงสร้างสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เป็นหน่วยงานท่ีอยภู่ ายใต้
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ที่มีฐานะเป็ นกรมในกระทรวงศึกษาธิการ แต่
สานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั เป็นหน่วยงานท่ีอยภู่ ายใตส้ านกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการซ่ึงมี
ฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการ เช่นกนั หากพิจารณาถึงความสัมพนั ธ์ในเชิงโครงสร้างพบวา่
มีการแบ่งแยกไดอ้ ยา่ งชดั เจน วา่ อยใู่ นสังกดั ท่ีตา่ งกรมกนั อยา่ งชดั เจน แต่เมื่อพิจารณาถึง
ความสัมพนั ธ์เชิงอานาจหนา้ ที่ พบวา่ มีความสัมพนั ธ์กนั อยา่ งใกลช้ ิด อยา่ งไมส่ ามารถแบง่ แยกออก
จากกนั ได้ จากกรณีดงั กล่าว มีผลต่ออานาจในการสง่ั การไปยงั สถานศึกษา ซ่ึงสานกั งานศึกษาธิการ
จงั หวดั พบปัญหาวา่ ไมส่ ามารถประสานงานไดโ้ ดยตรงและไมไ่ ดร้ ับความร่วมมือจากบาง
สถานศึกษา ที่ยงั คงยดึ ติดกบั สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษา และในขณะเดียวกนั สานกั งานเขตพ้นื ท่ี
การศึกษา มองวา่ อานาจของสานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั ท่ีกาหนดข้ึนมาน้ี ก่อใหเ้ กิดความล่าชา้
โดยเฉพาะใน เร่ืองของการบริหารงานบุคคล ซ่ึงเป็นเร่ือง เก่ียวกบั การแต่งต้งั โยกยา้ ย และ
สวสั ดิการขวญั และการสร้างกาลงั ใจของขา้ ราชการครู

ดงั น้นั ผวู้ ิจยั มีความเห็นวา่ องคก์ รท่ีมีโครงสร้างท่ีเหมาะสมจะสามารถนาและกระตุน้ ให้
ทรัพยากรและกลไกต่างๆปฏิบตั ิงานใหบ้ รรลุเป้าหมายได้ จะเห็นไดว้ า่ โครงสร้างของหน่วยงานทาง
การศึกษา เป็นการจดั องคก์ รสมยั ใหม่ที่มุ่งเนน้ กระจายอานาจไปสู่ผบู้ ริหารระดบั ล่างมากข้ึน แต่
กิจกรรมบางประการจาเป็นตอ้ งมีคณะกรรมการเพื่อใหค้ วามเห็นชอบ ไมส่ ามารถดาเนินการได้
อิสระอยา่ งแทจ้ ริง ซ่ึงยงั คงทาใหเ้ กิดความล่าชา้ จากการศึกษาท่ีพบวา่ โครงสร้างไม่ชดั เจนน้ีส่งผล
ถึง บทบาทหนา้ ท่ีของบุคลากรของสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา และสานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั ท่ี
ตอ้ งมีการติดต่อประสานงานกนั อยา่ งใกลช้ ิดท้งั ในรูปแบบท่ีเป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการ ซ่ึงจาก
การศึกษา

3) ด้านงบประมาณ จากแผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี แต่ละหน่วยงานมีโครงการที่รองรับแผน แต่ไม่มีงบประมาณที่ใชใ้ นการดาเนินโครงการ
ซ่ึงไม่มีงบประมาณท่ีตน้ สังกดั จดั สรรแยกจากงบประมาณประจาของหน่วยงาน แต่มีช่องทางอ่ืนๆ
ในการขอรับงบประมาณเพอื่ ดาเนินการในส่วนน้ี เช่น งบประมาณจากแผนบูรณาการภาคตะวนั ออก
หรืองบประมาณจากกลุ่มจงั หวดั กระทรวงมหาดไทย จากขอ้ มูล การจดั สรรงบประมาณแผน
บูรณาการ ซ่ึงมีความเป็นไปไดย้ ากท่ีจะไดร้ ับการจดั สรร ดงั ท่ีผา่ นมา พบวา่ หน่วยงานท่ีไดร้ ับการ
จดั สรรงบประมาณ คือ อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ในส่วนของสานกั งานปลดั และหน่วยงาน
การศึกษาอ่ืนมีโอกาสนอ้ ยมาก เนื่องจากเงื่อนไขของการเสนอของบประมาณแผนบูรณาการภาค

165

ตะวนั ออกมีเงื่อนไขและขอ้ จากดั และยงั ปัญหาท่ีสาคญั พบวา่ สานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั ท่ีต้งั ใหม่
ไม่มีสถานที่ต้งั สานกั งานเป็นของตนเอง ทาใหก้ ารดาเนินงานเป็นไปอยา่ งยากลาบาก เพราะไม่มี
สถานท่ีต้งั

ผวู้ จิ ยั มีความเห็นวา่ ฝ่ ายการเมืองเป็นฝ่ ายท่ีริเร่ิมกาหนดหรือเสนอนโยบาย ไม่เห็น
ความสาคญั และไม่จดั สรรงบประมาณ หรือรับขอ้ เรียกร้องปัญหา สานกั งานปลดั กระทรวง
ศึกษาธิการก็ไมส่ ามารถจดั สรรงบประมาณตามแผนได้ เพราะมีหน่วยงานอ่ืนท่ีรับงบประมาณใน
ดา้ นการส่งเสริมและพฒั นาพ้ืนท่ีเขตพิเศษภาคตะวนั ออกอีกหลายหน่วยงาน ซ่ึงทาใหส้ านกั งาน
ปลดั กระทรวงศึกษาธิการไม่สามารถเป็นองคก์ รหลกั ที่จะขอรับงบประมาณได้ ซ่ึงงบประมาณเป็น
สิ่งสาคญั ที่จะผลกั ดนั ใหก้ ารทางานของกลไกสามารถบรรลุผลตามเป้าหมายของแผน หากไม่มีการ
จดั สรรงบประมาณจากตน้ สังกดั เพื่อดาเนินโครงการท่ีรองรับแผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขต
พฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก หน่วยงานการศึกษาจะไมส่ ามารถนาแผนไปปฏิบตั ิใหบ้ รรลุผลสาเร็จ
ได้ ดว้ ยบทบาทภารกิจของหน่วยงานการศึกษาที่ตอ้ งรับผดิ ชอบต่อนโยบายของตน้ สังกดั แลว้ ยงั มี
บทบาทภารกิจตามนโยบายอื่นท่ีตอ้ งดาเนินการ ดงั น้นั ทรัพยากรท่ีมีอยอู่ ยา่ งจากดั แมว้ า่ จะมีการบูร
ณาการงบประมาณระหวา่ งงบดาเนินงานกบั งบประมาณที่ใชใ้ นโครงการตามแผนแลว้ ก็ตาม ตน้
สงั กดั ควรพจิ ารณาจดั สรรงบประมาณให้ ตามแผนงานโครงการที่ต้งั ไวแ้ ยกจากประมาณของ
หน่วยงานใหช้ ดั เจน โดยมิตอ้ งใหห้ น่วยงานไปเสนอขอในช่องทางอ่ืนดงั น้นั ฝ่ ายการเมืองมีส่วน
สาคญั ท่ีจะส่งผลใหก้ ารนานโยบายไปปฏิบตั ิมีโอกาสลม้ เหลว สอดคลอ้ งกบั แนวคิดของ Van
Meter และ Van Horn (1975 อา้ งถึงใน เรืองวทิ ย์ เกษสุวรรณ, 2551: 217-219) ไดก้ าหนดตวั แบบ
กระบวนการนานโยบายไปปฏิบตั ิ เสนอวา่ งบประมาณหรือส่ิงจูงในอ่ืนๆ ตอ้ งมีเพียงพอ นโยบาย
จึงจะสาเร็จ

4) ด้านการได้รับการสนับสนุน ถึงแมจ้ ะพบวา่ ยงั ขาดความร่วมมือจากระดบั หวั หนา้
ส่วนราชการ สถานประกอบการยงั ไมใ่ หค้ วามร่วมมือมากนกั เนื่องจากขาดแรงจูงใจในการมามี
ส่วนร่วมในการจดั การศึกษา เพราะสถานประกอบการ เอกชนเป็นองคก์ รที่มุ่งผลกาไร จึงตอ้ งมี
สิ่งจูงใจในการเขา้ มามีส่วนร่วม

ผวู้ จิ ยั มีความเห็นวา่ ภาครัฐควรมีมาตรการจูงใจใหภ้ าคเอกชน ประชาชน เล็งเห็น
ประโยชนท์ ี่จะไดร้ ับเมื่อเขา้ มามีส่วนร่วมหรือเขา้ มาสนบั สนุนการจดั การศึกษาท้งั เรืองของการ
แสดงความคิดเห็น หรือใหก้ ารสนบั สนุนทรัพยากร และหวั หนา้ ส่วนราชการอื่นควรใหค้ วามสาคญั

166

กบั หน่วยงานทางการศึกษา แมจ้ ะไมม่ ีความเก่ียวขอ้ งโดยตรง เช่น กระทรวงท่องเท่ียว กระทรวง
วฒั นธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม หรือ กระทรวงมหาดไทย

5) ด้านวตั ถุประสงค์และเป้าหมาย ไมม่ ีการปรับปรุงแผน ยงั คงเป็นแผนฉบบั เดิม
ปี พ.ศ. 2560-2564 แผนไม่มีความทนั สมยั ไม่สอดคลอ้ งต่อการพฒั นา ทาใหห้ น่วยงานทางการ
ศึกษาไม่มีทิศทางร่วมกนั

ผวู้ จิ ยั มีความเห็นวา่ ตอ้ งมีการทบทวนแผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษ
ภาคตะวนั ออก เพ่ือใหเ้ ป็ นปัจจุบนั ท้งั ขอ้ มูลตอ้ งถูกตอ้ ง แมน่ ยาและสามารถนาไปใชง้ านไดจ้ ริง ซ่ึง
ขอ้ มูลสารสนเทศคือ ส่วนสาคญั ท่ีจะทาใหเ้ กิดการวางแผนท่ีดี

เหตุท่ีทาใหก้ ระบวนการนานโยบายไปปฏิบตั ิน้นั อาจประสบกบั ความลม้ เหลวได้
เหตุที่เป็นเช่นน้นั เป็นผลจากไม่มีการติดตามผลหรือรายงานผลการนานโยบายไปปฏิบตั ิ เพอ่ื ติดตาม
ความกา้ วหนา้ และแกไ้ ขปัญหาและอุปสรรคท่ีอาจเกิดข้ึนระหวา่ งการดาเนินนโยบายใหท้ นั การณ์
งบประมาณท่ีถูกจดั สรรมิไดจ้ ดั สรรมาใหอ้ ยา่ งชดั เจน และประกอบกบั ไมม่ ีหน่วยงานท่ีทาหนา้ ที่
ประสานงานเกี่ยวกบั นโยบายดงั กล่าว ทาใหก้ ารขอรับงบประมาณไม่มีความชดั เจนในแนวทาง
ปฏิบตั ิ ประกอบกบั บุคลากรในหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานท่ีต้งั ข้ึนใหม่ขาดแคลนบุคลากรเป็น
อยา่ งมาก

การวจิ ัยคร้ังนี้ ค้นพบปัจจัยสาคัญทม่ี ผี ลต่อการนานโยบายการศึกษาไปปฏิบัตใิ นพืน้ ท่ี
เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏบิ ัติ ประกอบด้วย 5 ปัจจัย เรียงตามลาดับ ดงั นี้
1) ด้านผ้นู า 2) ด้านบุคลากร 3) งบประมาณ 4) ด้านโครงสร้าง 5) การได้รับการสนับสนุน

1) ด้านผู้นา จากการสมั ภาษณ์พบวา่ ผนู้ าที่มีความรอบรู้และมีความเขา้ ใจในเร่ืองการ
พฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก และผนู้ ามีสาคญั มากต่อการจูงใจให้
ผปู้ ฏิบตั ิงานทางาน จะทาใหอ้ งคก์ รบรรลุเป้าหมายของหน่วยงาน ในขณะเดียวกนั ผนู้ าท่ีปราศจาก
วสิ ยั ทศั น์และไม่มีความยตุ ิธรรม ไม่มีความเด็ดขาด มีโอกาสทาใหอ้ งคก์ รประสบกบั ความลม้ เหลว

ตาแหน่งผบู้ ริหารมีความสาคญั อยา่ งมากต่อการนานโยบายไปปฏิบตั ิ ศุภชยั เยาวะ
ประภาษ ไดก้ ล่าวไวว้ า่ “ภาวะผนู้ าท่ีเขม้ แขง็ สามารถระดมทรัพยากรสนบั สนุน เพื่อนามาบริหาร
โครงการใหป้ ระสบความสาเร็จได”้ (อา้ งถึงในสมั ฤทธ์ิ ยศสมศกั ด์ิและอนุรัตน์ อนนั ทนาธร, 2555)
และการที่ผบู้ ริหารมีภาวะผนู้ า จะทาใหห้ น่วยงานไดร้ ับการสนบั สนุนจากหน่วยงานอ่ืน ไมว่ า่ จะ
เป็นดา้ นงบประมาณ หรืออุปกรณ์เคร่ืองมือเครื่องใช้ และความร่วมมือในการดาเนินกิจกรรมตาม

167

โครงการต่างๆ ดงั น้นั ในการคดั เลือกผบู้ ริหารเขา้ สู่ตาแหน่งมีความสาคญั โดยเฉพาะตาแหน่ง
ผบู้ ริหารของหน่วยงานทางการศึกษา กระบวนการสรรหา คดั เลือก ควรพจิ ารณาท้งั ความรู้
ความสามารถ และประสบการณ์เป็ นสาคญั และตอ้ งกาหนดหลกั เกณฑใ์ หม้ ีการพฒั นาตนเองอยา่ ง
ต่อเน่ืองในหลกั สูตรท่ีมีความจาเป็นและเหมาะสม ท้งั ระเบียบ กฎหมาย และแนวทางการ
ดาเนินงานดา้ นต่างๆ ตอ้ งออกเป็นหลกั เกณฑเ์ พือ่ ให้ผบู้ ริหารทุกคนไดเ้ ขา้ รับการพฒั นาตนเอง และ
กาหนดใหก้ ารเขา้ รับการอบรมเป็นคุณสมบตั ิหน่ึงของการพิจารณาความดีความชอบจากตน้ สังกดั

2) ด้านบุคลากร บุคลากรเป็นอีกปัจจยั ท่ีสาคญั เม่ือจานวนบุคลากรไม่เพียงพอทาให้
เกิดอุปสรรคในการดาเนินนโยบาย เมื่อภารกิจของงานมีมากกวา่ ผปู้ ฏิบตั ิงาน อาจทาใหเ้ กิดการ
ผดิ พลาดไดง้ ่าย ในมิติของคุณภาพของบุคลากรกเ็ ช่นกนั หากตอ้ งทางานในสายงานที่ตนไม่ถนดั
เน่ืองจากการขาดแคลนบุคลากร ดงั น้นั จึงมีความจาเป็นท่ีบุคลากรตอ้ งพฒั นาเองเองอยูเ่ สมอ ตอ้ งมี
ทกั ษะดา้ นอาชีพ ทกั ษะชีวติ และมีความพร้อมท้งั ร่างกาย สติปัญญา และมีความตระหนกั มุง่ มน่ั ใน
การปฏิบตั ิงาน

ซ่ึงทานองเดียวกนั กบั วรเดช จนั ทรศร (2551: 133-134) ที่กล่าววา่ ปริมาณงานเกิน
กาลงั การขาดแคลน บุคลากรท่ีมีความชานาญเฉพาะเรื่อง บุคลากรตอ้ งมีความรู้ความสามารถท้งั
การบริหารและเทคนิคเพียงพอ เป็นปัจจยั ท่ีสาคญั ต่อความสาเร็จหรือลม้ เหลวของการนานโยบาย
ไปปฏิบตั ิ

3) ด้านงบประมาณ เป็นสิ่งจาเป็น ใชเ้ พอ่ื จดั หาทรัพยากรอื่นๆ ตลอดถึงการจดั หาสิ่ง
อานวยความสะดวกและสถานท่ีปฏิบตั ิงาน ทาใหเ้ กิดความคล่องตวั และการนาแผนไปสู่การปฏิบตั ิ
จาเป็นตอ้ งใชง้ บประมาณเพ่ือดาเนินโครงการในลกั ษณะท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป หากขาดงบประมาณ
ส่งผลตอ่ ความลม้ เหลวของการนานโยบายไปปฏิบตั ิ ตามขอ้ เสนอของ มยรุ ี อนุมาน ราชธน
(มยรุ ี, 2547) เวลาและทรัพยากรที่เพียงพอเป็ นปัจจยั ที่มีอิทธิพลตอ่ ความสาเร็จหรือลม้ เหลวของการ
นานโยบายไปปฏิบตั ิ

4) ด้านโครงสร้าง โครงสร้างท่ีมีสายบงั คบั บญั ชาท่ีชดั เจน และมีอานาจในการสงั่ การ
น้นั เหมาะสม ซ่ึงจะเอ้ืออานวยใหเ้ กิดการขบั เคล่ือนนโยบายที่มีประสิทธ์ภาพ สามารถสง่ั การได้
อยา่ งเป็นเอกภาพ และเกิดการบูรณาการกนั อยา่ งแทจ้ ริง ความเชื่อมโยงของแต่ละหน่วยงานเกิดข้ึน
อยา่ งเป็นรูปธรรม ส่งผลไปถึงการเสนอขอรับงบประมาณท่ีมีประสิทธิภาพและมีโอกาสที่จะไดร้ ับ
การจดั สรรงบประมาณในอตั ราสูง

168

5) การได้รับการสนับสนุน ความร่วมมือระหวา่ งภาครัฐกบั เอกชน และทุกภาคส่วนที่
เกี่ยวขอ้ งมีส่วนสาคญั ที่จะทาใหก้ ารนานโยบายไปปฏิบตั ิประสบความสาเร็จ เช่น การตอบสนอง
ตอ่ ความตอ้ งการแรงงานของสถานประกอบการ อาจตอ้ งร่วมกนั หลายฝ่ าย เช่น สถานศึกษา พฒั นา
ฝีมือแรงงาน อาจอยใู่ นรูปแบบของการทาขอ้ ตกลง หรือการไดร้ ับการสนบั สนุนจากสถาน
ประกอบการท่ีมีเทคโนโลยที ี่ทนั สมยั และการไดร้ ับการสนบั สนุนจากประชาชน รวมไปจนถึง
แรงจูงใจในการลงทุน มาตรการภาษีท่ีภาครัฐ ตอ้ งใหค้ วามสาคญั อยา่ งจริงจงั นโยบายจะสาเร็จ
หรือไมข่ ้ึนอยกู่ บั การไดร้ ับการสนบั สนุน เป็ นสาคญั ทานองเดียวกนั กบั ขอ้ เสนอของ ศุภชยั ง
ยาวะประภาษ ที่เสนอนโยบายท่ีจะประสบความสาเร็จจะตอ้ งไดร้ ับการสนบั สนุนทางการเงิน
อยา่ งพยี งพอ (ศุภชยั , 2550)

ประการทสี่ ุดท้าย แนวทางการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ ไดน้ าเสนอแนวทางไว้ 5 ประการ คือ

1.หน่วยงานทางการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ตอ้ งไดร้ ับการจดั สรร
กรอบตาแหน่งและอตั ราเงินเดือน โดยตอ้ งไดร้ ับการมอบอานาจจากสานกั งานปลดั กระทรวง
ศึกษาธิการ เพอ่ื ดาเนินการสรรหาบุคลากรใหเ้ ตม็ อตั รากาลงั หรือ ในระยะเร่งด่วนควรไดร้ ับ
งบประมาณเพ่อื ใชใ้ นการจา้ งบุคลากรในระหวา่ งการดาเนินการสรรหา เพ่ือใหเ้ กิดความรวดเร็ว
การปรับค่าตอบแทนในสาขาวชิ าท่ีขาดแคลนใหส้ ูงข้ึนเพ่ือดึงดูดคนท่ีมีความสามารถให้เขา้ สู่ระบบ
การศึกษา โดยเฉพาะผเู้ ช่ียวชาญใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย จาเป็นตอ้ งพฒั นาระบบสรรหาที่
บุคลากรท่ีมีความรู้ความชานาญ และมีความเหมาะสมกบั ภารกิจที่หน่วยงานทางการศึกษาตอ้ งการ

2. ปรับกฎหมายเพอื่ ปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ใหเ้ อ้ืออานวยต่อ
การบริหารงานภายใตค้ าสัง่ ท่ี 19/2560 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามหลกั การบริหาร
จดั การเพ่ือพฒั นาองคก์ ร องคก์ รที่มีประสิทธิภาพ คือองค์กรท่ีสามารถปรับตวั เขา้ กบั สภาพแวดลอ้ ม
ที่มีการเปล่ียนแปลงต่างๆเกิดข้ึน และปรับเปล่ียนวธิ ีการทางาน อยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม
(เนตรร์พณั ณา, 2560) โครงสร้างองคก์ รควรเป็นระดบั ช้นั ตามสายการบงั คบั บญั ชา ภารกิจงานต่างๆ
ตอ้ งกาหนดความสัมพนั ธ์ของงานไวอ้ ยา่ งชดั เจน ซ่ึงหากจุดประสงคข์ องการต้งั สานกั งาน
ศึกษาธิการภาค และศึกษาธิการจงั หวดั คือ การสร้างเอกภาพ และบูรณาการการทางานร่วมกนั ใน
ระดบั พ้ืนที่ ควรใหอ้ านาจตามกฎหมายเพอ่ื ใหม้ ีสภาพการบงั คบั ใชไ้ ดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง ปรับปรุงสายงาน
การบงั คบั บญั ชา และคานึงถึงเส้นทางความกา้ วหนา้ ในอาชีพของผปู้ ฏิบตั ิงานระดบั ล่าง ตลอดจน

169

การจดั ต้งั ศูนยก์ ลางขอ้ มูลเก่ียวกบั สารสนเทศการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาค
ตะวนั ออกของกระทรวงศึกษาธิการ ซ่ึงไมจ่ าเป็นตอ้ งจดั ทาขอ้ มูลใหม่ แต่จะตอ้ งพฒั นาระบบเพื่อ
เชื่อมโยงขอ้ มูลจากหน่วยงานอ่ืนมารวมกนั ไว้

3.กระทรวงศึกษาธิการควรจดั สรรงบประมาณภายใตแ้ ผนพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขต
พฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี เป็นการเฉพาะแยกจากงบประมาณปกติท่ีหน่วยงานไดร้ ับ
เป็นประจาทุกปี โดยมิตอ้ งเสนอขอและมอบหมายใหส้ านกั งานศึกษาธิการภาค 8 เป็นศูนยก์ ลาง
เพอ่ื ใหก้ ารเสนอของบประมาณจากช่องทางของแผนบูรณาการภายใตก้ ารพฒั นาภาคตะวนั ออก
ใหไ้ ดร้ ับการจดั สรรมากข้ึน

4. หน่วยงานของรัฐท่ีเกี่ยวขอ้ งตอ้ งมีกลไกเพื่อสร้างการรับรู้ให้กบั ประชาชนในพ้ืนท่ี
สถานประกอบการและสถานศึกษา ดว้ ยกระบวนการต่าง ๆ ผา่ นกิจกรรมท่ีเขา้ ถึงประชาชนในวง
กวา้ ง เพื่อใหท้ ราบถึงขอ้ เทจ็ จริงและประโยชนท์ ่ีประชาชนท้งั ประเทศจะไดร้ ับ

5. สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ ตอ้ งจดั ใหม้ ีการประชุมเชิงปฏิบตั ิการทบทวน
แผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก เพ่อื ใหเ้ ป็นปัจจุบนั ท้งั ขอ้ มูลตอ้ ง
ถูกตอ้ ง แมน่ ยาและสามารถนาไปใชง้ านไดจ้ ริง โดยเริ่มจากการจดั ทาระบบขอ้ มูลสารสนเทศที่
เก่ียวขอ้ ง บริบทและความตอ้ งการดา้ นการศึกษา แรงงาน ส่ิงแวดลอ้ ม รวมไปถึงความเชื่อมโยง
สอดคลอ้ งกบั แผนยทุ ธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใตย้ ทุ ธศาสตร์ชาติ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและ
สงั คมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 12 ทิศทางการพฒั นาของภาค โดยสร้างกลไกลการมีส่วนร่วมจากหน่วยงาน
ที่รับผดิ ชอบตามแผนยทุ ธศาสตร์ชาติ

170

การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี ไปปฏบิ ตั ใิ ห้ประสบผลสาเร็จ

ความชัดเจนของนโยบาย

ภาวะผู้นา

การทบทวนแผนรายปี โครงสร้าง การสนับสนุนจากหน่วยงาน
บุคลากร และบุคคลทเ่ี กยี่ วข้อง

งบประมาณ

ศูนย์กลางขอมูล
การเสนอขอรับงบประมาณ

การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเี่ ขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออกไปปฏบิ ัติให้ประสบผลสาเร็จ

แผนภาพท่ี 15 การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออกไป
ปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ

171

ข้อเสนอแนะในการศึกษา

1. ในระดบั ของผมู้ ีอานาจในการกาหนดนโยบายน้นั มีความจาเป็นท่ีจะตอ้ งดาเนินการ
ใหม้ ีความตอ่ เน่ือง ถึงแมจ้ ะมีการเปลี่ยนแปลงผบู้ ริหารอยบู่ อ่ ยคร้ัง เพราะหากนโยบายขาดความ
ต่อเนื่อง การดาเนินการจะก่อใหเ้ กิดความลม้ เหลว อาจเป็ นผลต่อผลประโยชน์ของชาติ และการ
แกไ้ ขปัญหาสาธารณะ และตอ้ งกาหนดให้นโยบายการศึกษามีความสาคญั เป็นอนั ดบั แรก

2. ฝ่ ายการเมือง ตอ้ งมีความจริงใจต่อการมุง่ แกไ้ ขปัญหาการศึกษาอยา่ งแทจ้ ริง และมี
หนา้ ท่ีตอ้ ง รับฟังปัญหา และทบทวนกฎหมาย ปรับปรุงโครงสร้าง รวมไปถึงอานาจในการจดั สรร
งบประมาณ และสรรหาบุคลากรที่กาลงั ขาดแคลนในข้นั วกิ ฤติ เพอื่ อานวยความสะดวกใหอ้ งคก์ รมี
มีความสามารถในการผลกั ดนั ทรัพยากรให้การนานโยบายไปปฏิบตั ิน้นั ประสบความสาเร็จ ตอ้ งมี
ความโปร่งใสทุกกระบวนการข้นั ตอน ตอ้ งสร้างความชดั เจนใหเ้ กิดข้ึนกบั นโยบาย เพ่ือใหเ้ กิดความ
เขา้ ใจตรงกนั ระหวา่ งผกู้ าหนดนโยบายและผทู้ ่ีทาหนา้ ท่ีรับนโยบายไปปฏิบตั ิ ตอ้ งมีความเสมอภาค
เป็นธรรมและความมีจริยธรรมของบุคคลท่ีเก่ียวขอ้ งในนโยบาย

3.ในระดบั ของการดาเนินนโยบาย ผปู้ ฏิบตั ิตอ้ งมีความตระหนกั ในบทบาทหนา้ ที่ ตอ้ ง
พฒั นาตนเองเสมอ ท้งั ความรู้ความสามารถ ทางดา้ นร่างกายและสติปัญญา ตอ้ งคานึงประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลของการทางาน เสียสละและอุทิศเวลา เห็นแก่ประโยชนข์ ององคก์ รเป็ นหลกั

ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้ังต่อไป

1. การวจิ ยั ในคร้ังตอ่ ไป อาจศึกษาพ้ืนที่อื่นนอกเหนือจากพ้นื ท่ีการศึกษาน้ี
2.การวจิ ยั ในคร้ังน้ี ใชท้ ฤษฎีการนานโยบายไปปฏิบตั ิ ของวรเดช จนั ทศร และ กลา้
ทองขาว ดงั น้นั ในการวจิ ยั คร้ังต่อไป อาจเปลี่ยนแปลง หรือเพม่ิ เติม แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกบั
การนานโยบายไปปฏิบตั ิ ของผูอ้ ื่นนอกเหนือจากการวจิ ยั คร้ังน้ี
3.การวจิ ยั คร้ังน้ีเป็นการวจิ ยั เชิงปริมาณ การวิจยั คร้ังตอ่ ไปอาจจะเป็ นงานวจิ ยั เชิงปริมาณ
หรือการวจิ ยั เชิงผสมผสาน ซ่ึงเกบ็ รวบรวมโดยวธิ ีการอื่น นอกจากแบบสมั ภาษณ์ เช่น
แบบสอบถาม รวมท้งั ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลอาจมีการเพม่ิ ระยะเวลาใหม้ ากข้ึน
เพ่อื ความครอบคลุมและแมน่ ยามากข้ึน

172

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2561). รายงานผลการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออก ประจาปี งบประมาณ 2561. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

กระทรวงศึกษาธิการ. (3 มกราคม 2563). ขับเคลื่อนการศึกษาในพืน้ ที่ EEC. เขา้ ถึงไดจ้ าก
http://www.moe.go.th/:
http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=49429&Key=news_Surachet

กลา้ ทองขาว. (2548). การนานโยบายและแผนการศึกษาไปปฏบิ ัติ. กรุงเทพมหานคร:
มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช.

กฤษณ์ รักชาติเจริญ และคณะ, ปัจจัยชี้วดั ความสาเร็จในการขับเคล่ือนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
สู่การปฏิบัติ (ดุษฎีนิพนธ์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหิดล, 2559)
หนา้ 3-5

โครงการเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก (อีอีซี). (19 มกราคม 2020). EEC. เขา้ ถึงไดจ้ าก
https://www.eeco.or.th:
https://www.eeco.or.th/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%
B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B
8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B
8%A3%E0%B8%A1/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B
8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8

เจมส์ เบลลนั กา.(2556). ทกั ษะแห่งอนาคตใหม่: การศึกษาเพ่ือศตวรรษที่ 21 [ 21st Century Skill]
(วรพจน์ วงศก์ ิจรุ่งเรือง และอธิป จิตตฤกษ,์ แปล). กรุงเทพฯ: โอเพน่ เวลิ ดส์ . (ตน้ ฉบบั
พมิ พป์ ี ที่ ค.ศ. 2013)

จุลชีพ ชินวรรโน. (2557). โลกในศตวรรษท่ี 21 : กรอบการวเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศ.
กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .

เฉลียว ยาจนั ทร์, นโยบายและการปฏบิ ตั ิด้านการศึกษาข้ันพืน้ ฐานเพ่ือพฒั นาสู่ประชาคมอาเซียน
(ดุษฎีนิพนธ์ ภาควชิ าบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร, 2556) หนา้ 26 - 35

173

นิภาพร รอดไพบูลย,์ การนานโยบายการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าวไปปฏบิ ตั ใิ นพืน้ ทจี่ ังหวดั สระแก้ว
(ดุษฎีนิพนธ์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วทิ ยาลยั บริหารรัฐกิจ มหาวทิ ยาลยั บูรพา, 2562)
หนา้ 1-2

เนตรร์พณั ณา ยาวริ าช.(2560) การจัดการเปลยี่ นแปลงและการพฒั นาองค์กร.กรุงทพฯ:ทริปเพลิ้ รุ๊ป
จากดั .

บพิต รัตนบุรี, ปัจจัยทส่ี ่งผลต่อความสาเร็จของการนานโยบายการให้บริการแบบศูนย์บริการจุด
เดียวเบด็ เสร็จ (One Stop Service) ไปปฏิบตั ิ ศึกษากรณี สานักงานเขตสายไหม
กรุงเทพมหานคร (วทิ ยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑิต คณะพฒั นาสงั คมและสิ่งแวดลอ้ ม
สถาบนั บณั ฑิตพฒั นบริหารศาสตร์, 2552) หนา้ 10 – 23

เบญจา ยอดดาเนิน-แอต็ ติกจ.์ (2552). การวเิ คราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ: การจัดการข้อมูล การตคี วาม
และการหาความหมาย. กรุงเทพฯ: สถาบนั วจิ ยั ประชากรและสังคม มหาวทิ ยาลยั มหิดล.

ปรีดี ลีลาเศรษฐวงศ,์ นโยบายพฒั นาสหกรณ์กองทนุ สวนยาง : กรณศี ึกษาสหกรณ์กองทุนสวนยาง
จังหวดั ภาคตะวนั ออก ระยอง จันทบุรี และตราด (ดุษฎีนิพนธ์ สาขาวชิ า
รัฐประศาสนศาสตร์ วทิ ยาลยั บริหารรัฐกิจ มหาวทิ ยาลยั บูรพา, 2556) หนา้ 12 - 20

ประเวศน์ มหารัตนส์ กุล. (2560). กลยทุ ธ์การวางแผนและการจัดการ. กรุงเทพฯ: สานกั พิพ์
ปัญญาชน.

ประไพพมิ พ์ สุธีวสินนนทแ์ ละประสพชยั พสุนนท.์ (2559). กลยทุ ธ์ในการเลือกตัวอย่างสาหรับการ
วจิ ัยเชิงคุณภาพ. ปาริชาต มหาวิทยาลัย ทักษิณ, 46.

มยรุ ี อนุมานราชธน. (2547). นโยบายสาธารณะ : แนวความคดิ กระบวนการ และการวเิ คราะห์ .
เชียงใหม่: คนึงนิจการพิมพ.์

ริชาร์ด วตั สัน .(2555).เจาะชีวติ มนุษยย์ คุ อนาคต[ Future Files] ( เอกชยั อศั วนฤนาท,แปล).
กรุงเทพฯ:ทรูดิจิตอล คอนเทน้ แอนดม์ ีเดีย จากดั .(ตน้ ฉบบั พมิ พป์ ี ที่ ค.ศ.2012)

วรเดช จนั ทศร. (2552). ทฤษฎกี ารนานโยบายสาธารณะไปปฏบิ ัติ . กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิ ค.

174

วา่ ท่ีร้อยตรีไพศาล บรรจุสุวรรณ์, การนานโยบายหลกั สูตรการศึกษาข้นั พ้ืนฐานไปปฏิบตั ิ
ในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาจงั หวดั สุราษฎร์ธานี (ดุษฎีนิพนธ์ คณะรัฐศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2558) หนา้ 1-3

ศุภชยั ยาวะประภาษ. (2550). นโยบายสาธารณะ. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .

สัมฤทธ์ิ ยศสมศกั ด์ิและอนุรัตน์ อนนั ธนาธร. (2555). นโยบายสาธารณะ. กรุงเทพฯ: เวลิ ดเ์ ทรด.

สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). สภาวการณ์การศึกษาไทยในเวทโี ลก 2559/2560.
กรุงเทพฯ: สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา.

สานกั งานคณะกรรมการการวจิ ยั . (2558). ปริทัศน์สถานภาพความรู้ด้านเศรษฐกจิ การศึกษาของ
ประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สานกั งานคณะกรรมการการวิจยั .

สานกั งานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน. (2558). ระบบบริหารราชการของราชอาณาจักรไทย.
กรุงเทพฯ: สานกั งานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน.

สุภางค์ จนั ทวานิช, (2554). วธิ ีการวจิ ัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ: : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

เสาวรักษ์ หงษไ์ ทย ไพฑูรย์ โพธิสวา่ ง(2561). ภาวะผู้นาทม่ี ีผลต่อประสิทธิผลของงานในตาแหน่ง
นายกรัฐมนตรีตามเจตคตขิ องประชาชน: กรณศี ึกษาพลเอก ประยทุ ธ์ จันทร์โอชา
(รายงานผลการวิจยั ). มหาสารคาม:มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม

อลงกต แผนสนิท, การนานโยบายไปปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมาภบิ าลของราชการส่วนภูมิภาคใน
จังหวดั นครราชสีมา (ดุษฎีนิพนธ์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีประทุม, 2557)
หนา้ 1-2

175

Mazmanian, D.A. and Sabatier, P.A. Implementation Public Policy. Latham, Maryland:
University Press of America, Inc. 1989.

Organisation for Economic Co-operation and Development. (14 มีนาคม 2019). OECD better
policies for better lives. เขา้ ถึงไดจ้ าก https://www.oecd.org/:
http://www.oecd.org/education/implementing-education-policies-flyer.pdf

Pressman, J. L., & Wildavsky, A. B. Implementation. 2nd ed. San Francisco: University of
California Press. 1973.

TDRI. (2561). โครงการศึกษาการพฒั นากาลงั คนดŒานดิจิทลั (Digital Manpower). กรุงเทพฯ:
มูลนิธิสถาบนั วจิ ยั เพ่ือการพฒั นาประเทศไทย.

The World Economic Forum. (20 ตุลาคม 2016). เขา้ ถึงไดจ้ าก https://www.weforum.org/:
http://www.oecd.org/education/implementing-education-policies-flyer.pdf

UNESCO. (2014). Education support strategy 2014-2021. Asia and pacificc regionnal bureau, 10.
Van Meter, D.S. and Horn Van, C.E., The Implementation of Intergovernmental Policy.

In Jones, C.O. and Thomas, R.D. (eds.). Public Policy Making in a Federal
System. California: Sage Publications, Inc. 1976.

176

ภาคผนวก

177

ภาคผนวก ก
แบบสัมภาษณ์

178

แบบบนั ทกึ การสัมภาษณ์

เรื่อง การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ท่เี ขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ

สัมภาษณ์วนั ท่ี ……………เริ่มการสัมภาษณ์เวลา………เสร็จสิ้นการสัมภาษณ์เวลา…………

คาชี้แจง แบบสอบถามในการวจิ ยั คร้ังนีแ้ บ่งออกเป็ น 4 ตอน คือ

ตอนท่ี 1 - คาถามเกยี่ วกบั นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นาพเิ ศษ
ตอนท่ี 2 ภาคตะวนั ออกระยะ 5 ปี
ตอนท่ี 3
ตอนท่ี 4 - คาถามเกยี่ วกบั การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเี่ ขตพฒั นาพเิ ศษ
ภาคตะวนั ออกระยะ 5 ปี ไปปฏิบัติ

- คาถามเกย่ี วกบั ปัญหาข้อจากดั การนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นา
พเิ ศษภาคตะวนั ออกระยะ 5 ปี ไปปฏิบัติ

- คาถามเกย่ี วกบั ปัจจัยการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นาพเิ ศษ
ภาคตะวนั ออกระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ

179

ผ้บู ริหารและผู้ปฏิบตั ิ

ตอนท่ี 1 คาถามเกย่ี วกบั นโยบายการพฒั นาการศึกษาในพืน้ ทเี่ ขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี

1. ทา่ นคิดวา่ แผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออกระยะ 5 ปี เป็นอยา่ งไร และให้
ความสาคญั กบั เรื่องใดมากเป็ นพิเศษ
……………………………………………………………………………………………………………

ตอนที่ 2 คาถามเกย่ี วกบั การนานโยบายการพฒั นาการศึกษา ในพืน้ ทเ่ี ขตพฒั นาพเิ ศษภาค
ตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏบิ ตั ิ

1. หน่วยงานของทา่ นมีกระบวนการ ในการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษ
ภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ ตามข้นั ตอนตอ่ ไปน้ี อยา่ งไร

1.1 หน่วยงานมีการศึกษาวตั ถุประสงคแ์ ละเน้ือหาสาระของนโยบาย อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

1.2 หน่วยงานมีการกาหนดเป้าหมายของหน่วยงานเพ่ือการจดั ทาแผนงาน โครงการรองรับ
อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

1.3 หน่วยงานมีการกาหนดวตั ถุประสงคข์ องโครงการและกาหนดตวั ช้ีวดั ความสาเร็จของโครงการอยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

1.4 หน่วยงานมีการศึกษาวเิ คราะห์ความเป็ นไปไดข้ องแผนงาน/ โครงการ หรือไม่ อยา่ งไร
....................................................................................................................................................................

1.5 มีการสรุปผลการวเิ คราะห์ และระบุทางเลือกที่ดีที่สุด ดาเนินการตามโครงการ
..........................................................................................................................................................................

2. ทา่ นคิดวา่ วตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมาย ของแผนพฒั นาการศึกษาในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก
ระยะ 5 ปี มีความชดั เจน หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

180

3. หน่วยงานของทา่ น มีลกั ษณะโครงสร้างท่ีมีความเหมาะสม หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
4. จานวนบุคลากร และความรู้ความสามารถของบุคลากร มีความเหมาะสมกบั การปฏิบตั ิงานหรือไม่
..........................................................................................................................................................................
5. หน่วยงานมีความพร้อมของวสั ดุอุปกรณ์ เคร่ืองมือเคร่ืองใช้ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
6. งบประมาณท่ีไดร้ ับ เหมาะสมตอ่ การดาเนินงาน หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

7. หน่วยงานของท่านมีการกาหนดภารกิจและมอบหมายงานให้กับผูใ้ ต้บังคบั บัญชาเพ่ือสร้างความ
รับผดิ ชอบในตนเองอยา่ งชดั เจนหรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

8.หน่วยงานของท่าน มีการวางแผน หรือ มีการจดั ทาแผนปฏิบตั ิการของหน่วยงาน มีแผนงาน/โครงการ
กิจกรรม เพ่ือรองรับนโยบายการพฒั นาการศึกษาในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี หรือไม่
อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

9. หน่วยงาน มีการกาหนดมาตรฐานของการปฏิบตั ิงาน อาจจะเป็ นขอ้ ตกลงร่วมกนั ระหวา่ งผูบ้ งั คบั บญั ชา
กบั ผูใ้ ต้บงั คบั บญั ชา ในงานท่ีต้องปฏิบตั ิ โดยจะมีกรอบในการพิจารณากาหนดมาตรฐานหลายๆ ด้าน
ดว้ ยกนั เช่น ดา้ นปริมาณ คุณภาพ ระยะเวลา คา่ ใชจ้ ่าย หรือพฤติกรรมของผปู้ ฏิบตั ิงาน หรือไมอ่ ยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

10. หน่วยงานมีการวดั ผล เพื่อเปรียบเทียบผลการปฏิบตั ิงานดว้ ยตวั วดั ผล (Indicator) และมีวิธีการท่ีชดั เจน
และกาหนดไวล้ ่วงหน้า เช่น ความพึงพอใจของผูร้ ่วมงาน ความพึงพอใจของผูร้ ับบริการ หรือจานวนขอ้
ร้องเรียนต่อเดือน หรือไมอ่ ยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

181

11. ผบู้ ริหาร หรือผนู้ า มีความสามารถในการจูงใจ และทางานเป็นทีมกบั ผปู้ ฏิบตั ิงาน หรือไม่ อยา่ งไร

.........................................................................................................................................................................
12. หน่วยงานของท่าน มีการใหร้ างวลั ผลตอบแทน หรือ มาตรการการลงโทษ หรือไม่อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
13. หน่วยงานของทา่ น ไดร้ ับสนบั สนุนจากหน่วยงานและบุคคลท่ีเก่ียวขอ้ ง เช่น สื่อมวลชน นกั การเมือง
หวั หนา้ หน่วยงานอื่น และกลุ่มผลประโยชน์อ่ืน เพ่ือสนบั สนุนการนานโยบายการพฒั นาการศึกษาไปปฏิบตั ิ
หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

ตอนท่ี 3 คาถามเกยี่ วกบั ปัญหาและข้อจากดั การนานโยบายการพฒั นาการศึกษา ในพืน้ ที่
เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏบิ ัติ

1. ทา่ นคิดวา่ วตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมาย ของนโยบาย เป็นปัญหาหรือขอ้ จากดั ต่อการนานโยบายการพฒั นา
การศึกษา ในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
2. ท่านคิดว่า ลกั ษณะโครงสร้างของหน่วยงาน ของท่าน เป็ นปัญหาหรือขอ้ จากดั ต่อการนานโยบายการ
พฒั นาการศึกษา ในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
3. ท่านคิดวา่ จานวนบุคลากร ความรู้ความสามารถของบุคลากร เป็นปัญหาหรือขอ้ จากดั ต่อการนานโยบาย
การพฒั นาการศึกษา ในพ้นื ท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
4. ท่านคิดวา่ ความพร้อมของวสั ดุอุปกรณ์ เคร่ืองมือเคร่ืองใช้ เป็ นปัญหาหรือขอ้ จากดั ต่อการนานโยบาย
การพฒั นาการศึกษา ในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
5. ท่านคิดวา่ งบประมาณท่ีไดร้ ับ เป็ นปัญหาหรือขอ้ จากดั ต่อการนานโยบายการพฒั นาการศึกษา ในพ้ืนท่ี
เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................

182

6. ท่านคิดว่า การกาหนดภารกิจและมอบหมาย มีปัญหาหรือข้อจากัด ต่อการนานโยบายการพฒั นา
การศึกษาในพ้นื ที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
7. ท่านคิดว่า การวางแผน เป็ นปัญหาหรือขอ้ จากดั ต่อการนานโยบายการพฒั นาการศึกษา ในพ้ืนท่ีเขต
พฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
8. ท่านคิดวา่ การกาหนดมาตรฐานของการปฏิบตั ิงาน เป็นปัญหาหรือขอ้ จากดั ตอ่ การนานโยบายการพฒั นา
การศึกษา ในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
9. ท่านคิดว่า การวดั ผลการปฏิบัติงาน มีปัญหาหรือข้อจากัด ต่อการนานโยบายการพฒั นาการศึกษา
ในพ้ืนท่ีเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
10. ท่านคิดวา่ ภาวะผนู้ า เป็นปัญหาหรือขอ้ จากดั ตอ่ การนานโยบายการพฒั นาการศึกษา ในพ้นื ที่เขตพฒั นา
พเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ หรือไม่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
11. ท่านคิดวา่ การใหร้ างวลั ผลตอบแทน หรือ มาตรการการลงโทษ ปัญหาหรือขอ้ จากดั ต่อการนานโยบาย
การพฒั นาการศึกษา ในพ้ืนที่เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ
..........................................................................................................................................................................
12. ท่านคิดวา่ การสนบั สนุนจากหน่วยงานและบุคคลท่ีเกี่ยวขอ้ ง มีปัญหาหรือขอ้ จากดั ต่อการนานโยบาย
การพฒั นาการศึกษา ในพ้นื ที่เขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก ระยะ 5 ปี ไปปฏิบตั ิ
..........................................................................................................................................................................


Click to View FlipBook Version