2.4 ทฤษฎกี ารคุ้มครองประโยชนส์ าธารณะ ซง่ึ แบ่งยอ่ ยเป็น 3 ลักษณะคอื
2.4.1 ทฤษฎกี ารคมุ้ ครองผบู้ รโิ ภคและปอ้ งกนั การแขง่ ขนั ทางการคา้ ทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรม
(Theory of unfair competition)
กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาบางประเภทมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองที่แตกต่าง
ออกไปจากทรพั ย์สนิ ทางปัญญาประเภทอนื่ เช่น กฎหมายเคร่ืองหมายการค้า, กฎหมายค้มุ ครอง
สิ่งบ่งช้ที างภมู ิศาสตร์ เปน็ ตน้ เน่ืองจากในศตวรรษท่ี 19 วฒั นธรรมการบริโภค (comsumerism)
เป็นผลสืบเน่ืองมาจาก “การปฏิวัติอุตสาหกรรม”ซึ่งมีกระบวนการผลิตแบบมหภาค และ “ลัทธิ
พาณิชยน์ ยิ ม” ดังนัน้ การนำ� กฎหมายมาคมุ้ ครองเครื่องหมายการค้าเพอ่ื มาประกนั คณุ ภาพสนิ คา้
เป็นเพียงเงาสะท้อนบางส่วนของการเกิดข้ึนของลัทธิบริโภคนิยม เม่ือมีการบริโภคมากขึ้น ความ
สับสนหลงผิดในแหล่งก�ำเนิดสินค้าและความเป็นเจ้าของสินค้าท่ีแท้จริงย่อมมีมากข้ึนตามไปด้วย
ยิง่ ไปกวา่ น้นั ความสามารถในการท�ำก�ำไรสูงของตวั สนิ คา้ ยอ่ มจูงใจใหผ้ ู้ค้าขายรายอื่นสนใจในการ
ลอกเลียนแบบ ดงั นน้ั เจตนารมณใ์ นการคุ้มครองทรพั ยส์ ินทางปัญญาประเภทเคร่ืองหมายการค้า
และส่ิงบง่ ช้ที างภมู ศิ าสตร์จงึ มุง่ คุ้มครองโดยมวี ัตถุประสงค์ ดงั นี้
1) คมุ้ ครองผบู้ รโิ ภคเพอื่ ใหท้ ราบถงึ แหลง่ ทม่ี าของสนิ คา้ โดยไมส่ บั สนหลงผดิ ในเรอ่ื ง
แหล่งก�ำเนิดของสินค้าน้ันหรือความเป็นเจ้าของสินค้าน้ัน เพราะผู้บริโภคย่อมต้องการสินค้าที่มี
คุณภาพเช่อื มโยงกับแหลง่ ก�ำเนดิ หรือ การประกนั คุณภาพจากเจา้ ของสินค้าทร่ี ้จู กั
2) คมุ้ ครองผปู้ ระกอบการไมใ่ หผ้ อู้ นื่ ฉวยโอกาสจากความเปน็ เจา้ ของสทิ ธดิ ว้ ยการใช้
วิธีท่ีไม่สุจริตในรูปแบบต่างๆ โดยมีกลไกทางกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น หลักกฎหมายเร่ือง
การลวงขาย (Passing off) แตก่ ็มีกลไกต่างๆ มารักษาสมดุลด้วย เช่น หลกั การคุ้มครองผสู้ ุจรติ ใน
กรณที ม่ี สี ทิ ธใิ ชช้ อื่ ดงั กลา่ วทเี่ ปน็ สว่ นตวั เชน่ ชอ่ื ตวั หรอื ชอื่ สกลุ เหมอื นกบั ชอ่ื เครอื่ งหมายของสนิ คา้
อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญากลุ่มน้ีเริ่มถูกผันแปรไป
สเู่ จตนารมณข์ องการคมุ้ ครองทางเศรษฐกจิ มากขนึ้ เพราะมลู คา่ แลกเปลย่ี นในทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา
เหลา่ น้ีมีมากมายมหาศาลในลักษณะตอ่ ไปน้ี
3) คุ้มครองผู้ประกอบการไม่ให้ผู้อ่ืนฉวยโอกาสจากค่าผลิตที่เพิ่มพูนข้ึนท่ีมูลค่า
ของทรัพย์สินทางปัญญาสะสมมาจากแรงงานเดิมของผู้ประกอบการ หรือทุนท่ีผู้ประกอบ
การเดิมลงทุนสะสมไว้ เช่น ค่าแห่งความภักดีในตัวสินค้า (Brand royalty) หรือ ช่ือเสียง
ความนยิ มในตวั สนิ คา้ (Goodwill) เปน็ ตน้ ทง้ั นแ้ี รงงานเดมิ ทสี่ ะสมจนเปน็ คา่ ผลติ ของทรพั ยส์ นิ
ทางปญั ญาประเภทเหลา่ นี้ เปน็ ตวั กำ� หนดมูลคา่ แลกเปลีย่ น (Exchange value) ของสินคา้
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
65 ปี เกยี รตขิ จร 191
ในทศั นคตเิ กยี่ วกบั มลู คา่ แลกเปลยี่ น เดวดิ รคิ ารโ์ ด (David Ricardo) ไดเ้ สนอทฤษฎมี ลู คา่
(Theory of value) ไวอ้ ยา่ งนา่ ฟงั ในชว่ งปลายของยคุ เศรษฐศาสตรเ์ สรนี ยิ ม (1772–1823) ทฤษฎี
มลู คา่ ของเขาอธบิ ายวา่ มลู คา่ แลกเปลย่ี นของสนิ คา้ (Exchange value) ซง่ึ ในทน่ี ค้ี อื ทรพั ยส์ นิ ทาง
ปัญญานัน้ ขึน้ อยูก่ ับปริมาณแรงงานซึง่ จำ� เป็นในการผลิตสนิ คา้ โดยเปรยี บเทียบ ริคาร์โดเหน็ วา่ ใน
ระยะยาว มูลค่าแลกเปล่ียนขน้ึ อยู่กับ “ค่าผลิต”มากกว่า หมายความว่า คา่ ผลิตของสินคา้ (ในทนี่ ี้
คอื ทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา) ขน้ึ อยกู่ บั การปรบั ตวั ของอปุ ทานและความตอ้ งการในตวั สนิ คา้ นนั้ ยกเวน้
ส่ิงของใดๆ ทีไ่ มส่ ามารถผลิตเพม่ิ ไดอ้ ีก เชน่ ทรัพย์ทม่ี ีเพียงช้ินเดียวในโลก อยา่ งไรก็ตามในระยะ
ยาว มลู คา่ แลกเปลยี่ นขนึ้ กบั คา่ ผลติ (cost of production) ถา้ คา่ ผลติ สงู หมายความวา่ การผลติ
ทำ� ขน้ึ ดว้ ยความยากลำ� บาก มลู คา่ แลกเปลย่ี นกส็ งู ถา้ คา่ ผลติ ตำ�่ หมายความวา่ การผลติ ทำ� หรอื ลอก
เลยี นแบบไดง้ า่ ย ดงั นนั้ มลู คา่ แลกเปลยี่ นจงึ ตำ่� ทศั นะในเรอ่ื งคา่ การผลติ เกดิ จากแรงงานทำ� ใหแ้ นวคดิ
ของริคาร์โดต่างจากสมิธเพราะสมิธมองค่าการผลิตท่ี “ทุน” ส่วนเดวิด ริคาร์โดให้ค่าการผลิต
ท่ี “แรงงาน” เดวดิ รคิ ารโ์ ดเปน็ ผใู้ หก้ ำ� เนดิ “ทฤษฏมี ลู คา่ แรงงาน (Labour theory of value)”21
ในทัศนะนี้เขาเห็นว่าทุนไม่มีส่วนก�ำหนดมูลค่าแลกเปลี่ยนเพราะทุนคือแรงงานเดิมท่ีอัดแน่นอยู่
ในเคร่ืองมือและส่ิงก่อสร้างต่างๆ ดังน้ัน เคร่ืองมือและส่ิงก่อสร้างประกอบด้วยแรงงานเดิมที่ใช้
ในการสร้างส่ิงเหล่านั้นขึ้นมาในรูปของทุน มุมมองของเดวิด ริคาร์โดจึงแตกต่างจากมุมมองของ
สมธิ ยกตัวอยา่ งเช่น ถ้าสมธิ เห็นวา่ “ในสังคมที่ลา้ หลงั ถา้ การลา่ บีเวอร์ 1 ตวั ใช้เวลา 2 ชัว่ โมง
ส่วนการลา่ กวาง 1 ตัวใชเ้ วลา 1 ช่วั โมง ดงั นัน้ บเี วอร์ตัวหนึง่ เทียบได้กับกวางถึง 2 ตวั แตร่ คิ ารโ์ ด
อธบิ ายว่าในการประดิษฐเ์ คร่อื งมอื สำ� หรับล่าสตั วท์ ัง้ 2 ประเภทดงั กลา่ ว หากเครือ่ งมือทใี่ ช้ในการ
ลา่ บีเวอรต์ อ้ งใช้แรงงานมากกวา่ ในการประดิษฐเ์ มื่อเทยี บกบั เครอื่ งมือลา่ กวาง บีเวอรต์ วั หนง่ึ ก็จะ
มมี ลู คา่ แลกเปลยี่ นมากกวา่ กวาง 2 ตวั เสยี ดว้ ยซำ�้ กรณที ยี่ กมานก้ี ค็ อื “มลู คา่ แลกเปลย่ี นคอื ปรมิ าณ
แรงงานปัจจุบันบวกด้วยปริมาณแรงงานในอดีตท่ีปรากฏในรูปของทุนนั่นเอง”22 ประเด็นในเร่ือง
ของ “คา่ ผลติ ” ไมว่ ่าจะมาจาก “ทนุ ” หรือ “แรงงาน” การเข้าใจในเรื่องดังกลา่ วย่อมเกี่ยวข้องกบั
เรอื่ งคา่ แหง่ ความภกั ดใี นตวั สนิ คา้ (Brand Royalty) และชอ่ื เสยี งความนยิ มในตวั สนิ คา้ (Goodwill)
เพราะสง่ิ เหลา่ น้มี คี ่าผลิตท่ีสงู ขน้ึ จากการสะสมของทุน หรือแรงงานเปน็ ระยะเวลานาน
ทฤษฎมี ลู คา่ แรงงานชว่ ยอธบิ ายมลู คา่ ของทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาประเภทสงิ่ บง่ ชที้ างภมู ศิ าสตร์
ได้เป็นอย่างดี เพราะสินค้าท่ีสามารถใช้ชื่อทางภูมิศาสตร์น้ันเป็นสินค้าที่มีความสัมพันธ์กับ
กระบวนการผลติ ทีม่ ีลักษณะเฉพาะ (หมายถงึ แรงงาน) และวตั ถดุ บิ ทีม่ ีในเขตนน้ั ๆ (หมายถึง ทุน)
21 Ricardo, David. On the Principles of Political Economy, and Taxation. 3rd ed. London: John
Murray, 1821. Ch.1 Section 1
22 เรื่องเดียวกัน. Ch.1 Section 3
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
192 65 ปี เกียรตขิ จร
เช่น ค�ำถามทว่ี ่าทำ� ไมแชมเปญจงึ มรี าคาสูงกวา่ เหลา้ องุน่ ลกั ษณะเดยี วกัน? ค�ำตอบกค็ อื แชมเปญ
มีราคาแพงกวา่ เพราะมมี ลู ค่าแลกเปล่ยี นสงู กวา่ ดังนั้น จึงมีคำ� ถามว่าเหตุใดแชมเปญจงึ คงมมี ลู ค่า
แลกเปลี่ยนสูงกว่า? นักเศรษฐศาสตร์จะตอบว่าเพราะแชมเปญถูกอัดแน่นไปด้วยแรงงาน เช่น
(1) แรงงานในการเลอื กสถานทีป่ ลูก เพาะปลกู เกบ็ เก่ียว, แรงงานในการผลติ ความลับในการผลติ
บวกด้วย (2) แรงงานเดิมในรูปของทุนที่มีการสะสมค่าผลิตเดิม ดังนั้นราคาแชมเปญจึงเท่ากับ
แรงงานเก่าบวกแรงงานใหม่นน่ั เอง
อย่างไรก็ตาม เน่ืองด้วยระบบทรัพย์สินทางปัญญาในยุคปัจจุบันเป็นการคุ้มครองทรัพย์สิน
ทางปญั ญาระหวา่ งประเทศ เจา้ ของทรพั ยส์ ินทางปัญญาคนหนง่ึ สามารถใชส้ ทิ ธิของตนไปพร้อมๆ
กนั ในหลายๆ ประเทศในเวลาเดยี วกนั เชน่ เจา้ ของเครอ่ื งหมายการคา้ มสี ทิ ธแิ ตเ่ พยี งผเู้ ดยี วในหลาย
ลกั ษณะ เชน่ นาย ก. เจา้ ของเครอื่ งหมายการคา้ ข. มสี ทิ ธใิ นการผลติ สนิ คา้ ภายใตเ้ ครอ่ื งหมายการคา้
ดังกล่าว และนอกจากน้ี เขายังมีสิทธิท�ำสัญญาอนุญาตให้นาย ค. ผลิตขายสินค้าดังกล่าว
ในประเทศไทยและ มีสิทธทิ ำ� สญั ญาอนญุ าตให้นาย A. ผลิตขายสินค้าดังกลา่ วในประเทศองั กฤษ
ไปพร้อมๆ กันได้ด้วย การใช้สิทธิท่ีหลากหลายท�ำให้นาย ก. ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก
แรงงานสะสมของตน แต่ถา้ นาย ก. ไดร้ ับประโยชน์จากแรงงานสะสมจนมูลคา่ แลกเปลี่ยนสงู มาก
อย่างไร้ขอบเขตจ�ำกัด มูลค่าของค่าแห่งความภักดีในตัวสินค้า (Brand royalty) หรือช่ือเสียง
ความนยิ มในตวั สนิ คา้ (Good will) ควรจะมรี าคาลดลงหรอื ไม?่ หรอื กฎหมายทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา
ในเรอ่ื งดงั กล่าวควรจะจำ� กดั ขอบเขตแห่งสทิ ธิให้ลดนอ้ ยลงกว่าทีเ่ ปน็ อยหู่ รอื ไม่?
ตามทัศนะของผู้เขียน ผู้เขียนเห็นว่า เมื่อระบบคุ้มครองกฎหมายเครื่องหมายการค้าเป็น
ระบบการคุ้มครองระหว่างประเทศ ดังเช่นในปัจจุบัน มูลค่าแลกเปลี่ยน หรือ “มูลค่าของสิทธิ
ในเครื่องหมายการค้า”ควรจะต้องลดลงตามประโยชน์หน่วยสุดท้าย (Marginal Utility) ด้วย
ในประเดน็ น้ี เจวอน (stanley jevons) นกั เศรษฐศาสตรส์ ำ� นกั นโี อคลาสสกิ (Neo–classicism)
เสนอวา่ มลู คา่ ของสนิ คา้ ข้ึนอยกู่ บั ประโยชน์ ประโยชน์ในความหมายน้ี คอื ความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง
สินค้ากับมนุษย์ผู้มีความต้องการใช้สินค้าน้ัน23 ประโยชน์จึงเปล่ียนแปลงไปตามความรู้สึกนึกคิด
ของบคุ คลในขณะตา่ งๆ โดยเฉพาะขนึ้ อยกู่ บั วา่ บคุ คลนน้ั ๆ มสี นิ คา้ ชนดิ เดยี วกนั นน้ั อยแู่ ลว้ มากนอ้ ย
เพียงใด ประโยชน์ของสินค้าชิ้นหน่ึงต่อบุคคลหนึ่งเท่ากับความสุขของบุคคลนั้นที่เพิ่มข้ึนจาก
การไดบ้ รโิ ภคสนิ คา้ นน้ั 24 ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งแยกระหวา่ งประโยชนท์ งั้ หมด (Total utility) กบั ประโยชน์
หนว่ ยสดุ ท้าย (Final degree of utility หรอื Marginal utility) ยกตวั อย่างเช่น ประโยชน์
23 Jevons, William Stanley, and H. Stanley Jevons. The Theory of Political Economy. Reprints
of Economic Classics. 5th ed. New York, : A. M. Kelley, 1965. P.105
24 เรอ่ื งเดียวกัน. P.106
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
65 ปี เกยี รตขิ จร 193
ทงั้ หมดของสินค้า ก.ตอ่ นาย ข. คอื ประโยชนท์ นี่ าย ข. ไดจ้ ากการบรโิ ภคสินคา้ ก. ทัง้ หมด สมมติ
ว่ามี 10 ชิน้ แตป่ ระโยชน์ทีน่ าย ข.ได้จากการบริโภคสนิ ค้า ก. ในชน้ิ ที่ 10 ถกู เรยี กว่า “ประโยชน์
หนว่ ยสดุ ทา้ ย” เจวอนเหน็ วา่ ประโยชนห์ นว่ ยสดุ ทา้ ยของชนิ้ ท่ี 10 ยอ่ มไมเ่ ทา่ กบั ประโยชนห์ นว่ ย
สุดท้ายของช้ินท่ี 5 คือมคี ่านอ้ ยกวา่ เจวอนตง้ั หลกั ไว้ว่าประโยชน์หน่วยสุดทา้ ยยอ่ มแตกต่าง
ไปตามปริมาณของสินค้าและจะลดลงเมือ่ ปรมิ าณสนิ ค้าเพ่มิ ขึ้น25 เช่น นำ�้ หรืออากาศเปน็ สิ่งท่ี
มีคณุ ประโยชน์ แต่ท�ำไมถึงไมม่ คี า่ เพราะน้ำ� มีปริมาณมากเกนิ ไป ดังน้ัน ประโยชนห์ นว่ ยสุดทา้ ย
ของน�้ำ หรืออากาศจึงลดลงจนใกล้ถึงศูนย์ โดยสรุป เจวอนเสนอทฤษฏีการแลกเปล่ียน
(Theory of exchange) เพื่อแสดงให้เห็นว่ามูลค่าแลกเปล่ียนถูกก�ำหนดโดยประโยชน์
หน่วยสดุ ท้าย ไม่ได้ถกู ก�ำหนดโดยปรมิ าณแรงงานท่ใี ชใ้ นการผลิต หรอื “คา่ ผลติ ”
เม่ือน�ำแนวคิดน้ีกลับมาสู่เร่ืองการคุ้มครองตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า ปัจจุบัน
การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าเป็นระบบการคุ้มครองสิทธิที่เจ้าของเคร่ืองหมายการค้ารายหน่ึง
อาจขอรบั ความคมุ้ ครองโดยการนำ� ไปจดทะเบยี นไวใ้ นประเทศตา่ งๆ การคมุ้ ครองเปน็ การคมุ้ ครอง
สทิ ธริ ะหวา่ งประเทศ เจา้ ของเครอ่ื งหมายการคา้ อาจผลติ สนิ คา้ ภายใตต้ ราสนิ คา้ ดงั กลา่ วในประเทศ
เดยี วแลว้ สง่ ออกหรอื จำ� หนา่ ยสนิ คา้ เหลา่ นไ้ี ปยงั ทตี่ า่ งๆ ทว่ั โลก เมอื่ สรา้ งระบบการกระจายสนิ คา้
เป็นระบบระหวา่ งประเทศแลว้ สินคา้ ภายใต้สทิ ธิของเจา้ ของย่อมผลิตไดม้ ากกว่าการผลิตเพ่อื
จ�ำหน่ายโดยได้รับความคุ้มครองตามหลักดินแดนเพียงภายในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น
สินค้าภายใต้ตราเคร่ืองหมายการค้ามีการผลิตเพ่ิมข้ึนเพ่ือจ�ำหน่ายไปทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า
สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าซ่ึงอัดแน่นไปด้วยประโยชน์หน่วยสุดท้ายย่อมแตกต่างไปตาม
ปรมิ าณของสนิ คา้ ทเี่ พม่ิ ขนึ้ อยา่ งมากและประโยชนห์ นว่ ยสดุ ทา้ ยของเครอื่ งหมายการคา้ ควรจะ
ลดลงเม่ือปริมาณสินค้าเพ่ิมข้ึน จากท่ีเคยจ�ำหน่ายเพียงในประเทศเดียวไปเป็นการจ�ำหน่าย
ไปท่ัวโลก ดังนั้น เจตนารมณ์ของการคุ้มครองเคร่ืองหมายการค้าในหัวข้อ 2.4.1. เพ่ือป้องกัน
การแขง่ ขนั ทางการค้าท่ไี ม่เป็นธรรม (Unfair competition) อาจผันแปรไปเปน็ การผกู ขาดตลาด
โดยใชเ้ ครอื่ งหมายการค้าเป็นเครอ่ื งมือ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดของเจวอนก็อาจถูกโต้แย้งโดยแนวคิดท�ำนองเดียวกับ คาล เมงเกอ
(Carl Menger) มองเกอเสนอวา่ มลู คา่ ไมใ่ ช่คณุ สมบัติทแ่ี ฝงอยใู่ นสง่ิ ของ ความสำ� คญั โดยเปรียบ
เทียบที่มนุษย์ให้แก่สิ่งของในการท�ำความพอใจให้ตัวเราเองต่างหากท่ีเป็นมูลค่าของสิ่งของนั้น
ดงั นน้ั สนิ คา้ ท่ีมกี ารใส่แรงงานเขา้ ไปมากอาจมีราคาไม่ตา่ งกับสนิ คา้ ท่ีท�ำข้นึ มาไดง้ ่ายๆ กไ็ ด้ มลู ค่า
ของสนิ คา้ ขนึ้ อยกู่ บั วา่ สนิ คา้ นนั้ ทำ� ความพอใจใหแ้ กผ่ บู้ รโิ ภคไดม้ ากนอ้ ยเพยี งใดตา่ งหาก26 นอกจากนี้
25 เรอ่ื งเดยี วกนั . P.111
26 Menger, Carl, and Gilles Campagnolo. Recherches Sur La MéThode Dans Les Sciences
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
194 65 ปี เกียรตขิ จร
ฟรดี ริกซ์ ไวเซอร์ (Friedrich von Weiser) ไดต้ ีความส่งิ ท่ีมากำ� หนดมูลค่าของทรัพยส์ ินในส่วน
ของประโยชน์หน่วยสุดท้ายเชน่ เดียวกับมองเกอ เขาเห็นว่ามูลคา่ แลกเปล่ียนไมใ่ ช่คุณสมบัตทิ เ่ี ป็น
ภาวะวิสัยของส่ิงของแต่เป็นส่ิงที่บุคคลก�ำหนดให้ค่า เขาเห็นว่ามูลค่าของทุกหน่วยมีค่าเท่ากับ
ประโยชน์หน่วยสุดท้าย เพราะเขาเห็นว่าในแต่ละหน่วยอาจถือได้ว่าเป็นประโยชน์หน่วยสุดท้าย
เชน่ บุคคลหนึง่ ซ้ือสนิ คา้ สบิ ช้ินพร้อมกนั แต่ละชน้ิ ก็จะมคี ่าต่อเขาเท่ากบั ชิน้ ทส่ี ิบเสมอเพราะไมว่ า่
จะเอาสนิ ค้าช้นิ ไหนออกไป เขากร็ สู้ กึ วา่ เสียประโยชนเ์ ท่ากบั เอาชิ้นที่สิบไป สินคา้ แตล่ ะช้ินจงึ มคี ่า
เท่ากบั ประโยชน์หนว่ ยสุดทา้ ย27
ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดของมองเกอและฟรีดริกซ์ ไวเซอร์ในกรณีที่การคุ้มครองสิทธิ
ในเครื่องหมายการค้ายังเป็นระบบคุ้มครองสิทธิตามหลักดินแดนภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง
แต่เม่ือระบบการคุ้มครองและการจ�ำหน่ายสินค้าภายใต้สิทธิผูกขาดเป็นระบบระหว่างประเทศ
หรือการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้าในประเทศหน่ึงๆ ก็สามารถน�ำสินค้าส่งออกไปได้ท่ัวโลก
หรือเจ้าของเคร่ืองหมายการค้าอาจเลือกท�ำสัญญาให้ผู้ประกอบการในประเทศอื่นๆ น�ำสินค้าไป
ผลิตและจ�ำหน่ายได้ท่ัวไป ประโยชน์หน่วยสุดท้ายของทรัพย์สินทางปัญญาประเภทเคร่ืองหมาย
การค้า โดยเฉพาะส่วนของมูลค่าของเคร่ืองหมายการค้า (ค่าแห่งความภักดีในตัวสินค้า (Brand
royalty) หรือ ชื่อเสียงความนิยมในตัวสินค้า (Goodwill) หรือ มูลค่าของสิ่งบ่งช้ีทางภูมิศาสตร์
ควรถูกก�ำหนดให้อยใู่ นขอบเขตท่ีไมผ่ กู ขาดระบบตลาดด้วย มิฉะนัน้ การบังคับใช้กฎหมายอาจขดั
ต่อเจตนารมณข์ องกฎหมายตามทฤษฏที ี่ 3 ดังตอ่ ไปน้ี
3. ทฤษฎีการป้องกันประโยชน์สาธารณะทางเศรษฐกิจจากการผูกขาดตลาด
(Theory of Antitrust)
เมื่อมาถึงรอยต่อของการปฏิวัติอุตสาหกรรมไปสู่ช่วงที่ประเทศมหาอ�ำนาจยุโรปเริ่มค้าขาย
ในลกั ษณะของลัทธิพาณิชยน์ ิยม แนวคิดทางเศรษฐศาสตรส์ �ำนกั เสรนี ิยมคลาสสกิ กถ็ ูกขยายความ
และกถ็ กู ตงั้ คำ� ถามถงึ เจตนารมณข์ องกฎหมายทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาเชน่ กนั ยกตวั อยา่ งเชน่ รฐั ธรรมนญู
ของประเทศสหรฐั อเมริกา มาตรา 1 สว่ นที่ 8 ขอ้ ที่ 8 (United States Constitution, Article 1,
Section 8, Clause 8) บญั ญตั วิ า่ “ [รฐั สภามอี ำ� นาจหนา้ ท]ี่ สง่ เสรมิ ความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์
Sociales Et En ÉConomie Politique En Particulier. Ehess Translations. Paris: Éditions de l’EHESS, 2011.
Print.
27 Oser, Jacob. The Evolution of Economic Thought. New York, : Harcourt, 1963. P.217-219, 221
Heimann, Eduard. History of Economic Doctrines; an Introduction to Economic Theory. London, New
York etc.: Oxford university press, 1945. P.186
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
65 ปี เกยี รตขิ จร 195
และงานศิลปะท่ีเป็นประโยชน์โดยการประกันสิทธิแต่เพียงผู้เดียวแก่ผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรม
และผปู้ ระดษิ ฐส์ งิ่ ประดษิ ฐ์ ทงั้ น้ี ตามระยะเวลาทจี่ ำ� กดั ไว”้ บทบญั ญตั ขิ อ้ ที่ 8 ดงั กลา่ วมวี ตั ถปุ ระสงค์
เพอ่ื สนบั สนนุ ความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเรยี กกนั โดยทว่ั ไปวา่ “Progress clause” อยา่ งไร
ก็ตาม การท่ีข้อที่ 8 บัญญัติรับรองสิทธิผูกขาดของผู้ประดิษฐ์และผู้สร้างสรรค์ไว้ในรัฐธรรมนูญ
กเ็ ปน็ เรอ่ื งทม่ี ผี ไู้ มเ่ หน็ ดว้ ยจำ� นวนมาก เสยี งสะทอ้ นสำ� คญั เสยี งหนง่ึ คอื โทมสั เจเฟอรส์ นั (Thomas
Jefferson) ซ่ึงเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญคนส�ำคัญที่สุดคนหนึ่ง เขาได้ต้ังข้อกังวลเป็นอย่างมากกับ
การที่บทบัญญัติข้อท่ี 8 ดังกล่าวจะมีผลรับรองสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิผูกขาด” ไม่ว่ารูปแบบใดไว้ใน
รัฐธรรมนูญ
ทฤษฎนี โี อคลาสสกิ (Neo–classicism) ของฟรดี รกิ ซ์ ไวเซอร์ (Friedrich von Weiser:
1851–1926) ไดอ้ ธบิ ายเรอื่ งปญั หาการผกู ขาดตลาดเอาไว้ ฟรดี รกิ ซ์ ไวเซอรเ์ หน็ วา่ ปญั หาจะเกดิ
ขึ้นเมื่อมีการผูกขาดตลาด (ในท่ีน้ีคือการผูกขาดการใช้ทรัพย์ไม่มีรูปร่างประเภทเทคโนโลยีจาก
กฎเกณฑใ์ นเรือ่ งของทรัพย์สินทางปัญญา) การผูกขาดตลาดก่อให้เกิดการจ�ำกดั จ�ำนวนหน่วยของ
สินค้าเพ่ือเพิ่มประโยชน์หน่วยสุดท้าย ราคาขายของสินค้าก็จะแพงขึ้นมากและท�ำให้รายรับและ
ก�ำไรสูงขึ้น การกระท�ำเช่นนี้ท�ำให้มีการผลิตสินค้าชนิดท่ีถูกผูกขาดในปริมาณท่ีน้อยกว่าที่ควรจะ
เปน็ 28 และเพิม่ กำ� ไรตอ่ หน่วยผลิตไดเ้ สมอ
นอกจากน้ี ลัทธิสวัสดิการของโจน โรบินสัน (Joan Robinson: 1903) อธิบายเร่ือง
การผกู ขาดตลาดจะสง่ ผลตอ่ การคมุ้ ครองสทิ ธติ ามเจตนารมณข์ องกฎหมาย [ทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา]
ในลกั ษณะตา่ งๆ เชน่ ทฤษฎแี รงจงู ใจ ทฤษฎแี ลกเปลย่ี น ทฤษฎสี ทิ ธธิ รรมชาตติ ามทไ่ี ดก้ ลา่ วมาแลว้
เขาสนับสนุนให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงการผูกขาดตลาด เพราะการผูกขาดและการมีผู้ขาย
น้อยรายเป็นลักษณะทั่วไป แต่ตลาดแข่งขันสมบูรณ์กลับหายากมากในโลกแห่งความเป็นจริง29
28 Oser, Jacob. The Evolution of Economic Thought. New York, : Harcourt, 1963. P.217-219, 221
Heimann, Eduard. History of Economic Doctrines; an Introduction to Economic Theory. London,
New York etc.: Oxford university press, 1945. P.186
29 ปรชั ญาเศรษฐกจิ ของคารล์ โปลนั ยี (Karl Polanyi) ในหนงั สอื เรอ่ื ง “การเปลย่ี นผา่ นครงั้ ยง่ิ ใหญ่ (The Great
Transformation)” อธบิ ายเหตผุ ลทเี่ ขาไมแ่ ยกวธิ ที เี่ ราใชช้ วี ติ ออกเปน็ “รฐั บาลและตลาดเสร”ี เพราะเขาเหน็ วา่ พวกเรา
ทุกคนตา่ งอยู่ใน “สงั คมตลาด (market society) ทนุ นยิ มกอบกู้ตนเองไม่ได้ ยืนบนบ่าของตนเองกไ็ มไ่ ด้ ตลาดตอ้ งพงึ่ พา
สังคมเสมอ”
สง่ิ ทโี่ ปลนั ยเี สนอคอื วธิ ที ำ� ความเขา้ ใจวา่ เหตใุ ดเศรษฐกจิ และสงั คมถงึ ไดเ้ ปน็ สว่ นหนงึ่ ของกระบวนการชดุ เดยี วกนั
แตท่ ส่ี ำ� คญั กวา่ นนั้ กค็ อื วธิ ที ำ� ความเขา้ ใจวา่ เหตใุ ดเราจงึ เชอื่ อยา่ งผดิ ๆวา่ ตลาดกบั สงั คมเปน็ เอกเทศจากกนั วฒั นธรรมตลาด
ทข่ี บั เคลอ่ื นดว้ ยกำ� ไร ซง่ึ โปลนั ยเี รยี กวา่ มายาคตขิ องตลาดทกี่ ำ� กบั ดแู ลตนเองนน้ั แทจ้ รงิ พง่ึ พาสงั คมมากกวา่ ทมี่ นั แสรง้ ทำ�
หากตอ้ งการใหต้ ลาดทกี่ ำ� กบั ดแู ลตนเองแพรห่ ลาย กต็ อ้ งทำ� ใหม้ ายาคตทิ วี่ า่ เศรษฐกจิ กบั สงั คมเปน็ โลกสองใบทเ่ี ปน็ เอกเทศ
จากกนั แพรห่ ลายใหไ้ ดเ้ สยี ก่อน
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
196 65 ปี เกียรติขจร
เพราะตลาดที่มีผู้ขายเป็นจ�ำนวนมากและผู้ซ้ือมีปฎิกริยาในทางเดียวกันต่อการก�ำหนดราคาท่ี
ต่างกันของผู้ขาย แท้จริงแล้ว ผู้ซ้ือไม่เปล่ียนการซ้ือสินค้าจากผู้ขายรายใดรายหนึ่งทันทีเมื่อมี
การขาย [ทรัพยส์ นิ ทางปญั ญา] ต่างราคา30
หากหน่วยผลิต [ของสินค้าประเภททรพั ย์สินทางปญั ญา] อยภู่ ายใตร้ ะบบผูกขาด ปรมิ าณ
การผลติ จะนอ้ ยกวา่ ในกรณที หี่ นว่ ยผลติ อยภู่ ายใตร้ ะบบการแขง่ ขนั เพราะผผู้ กู ขาดจะจำ� กดั ปรมิ าณ
การผลิต [สินค้าประเภททรัพย์สินทางปัญญา] ให้น้อยกว่าซึ่งท�ำให้ราคาสินค้า [ของสินค้าภายใต้
สทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา] สงู ขน้ึ เพอ่ื เอากำ� ไรสงู สดุ ดงั นนั้ การผกู ขาดทำ� ใหป้ รมิ าณการผลติ ของ
อุตสาหกรรมลดลงและสวัสดิการของผู้บริโภคก็ลดลงตามเพราะในขณะท่ีสังคมยังอยากให้ขยาย
ปรมิ าณการผลติ [สนิ คา้ ประเภททรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา] ผผู้ ลติ ทเ่ี ปน็ ผผู้ กู ขาดกก็ ลบั ไมม่ กี ารผลติ เพราะ
ความเห็นแก่ก�ำไรสูงสุดของผู้ผลิตท่ีเป็นผู้ผูกขาดและท�ำให้ผู้ผูกขาดได้ก�ำไรเกินจากปกติ ภายใต้
สถานการณ์เช่นน้ีจงึ ให้รฐั บาลเข้าไปแทรกแซงการผกู ขาดตลาดในลกั ษณะต่างๆ เชน่ การเกบ็ ภาษี
เงนิ กอ้ นจากกำ� ไรสว่ นเกนิ (Lump–sum tax) หรอื วางขอ้ จำ� กดั การผกู ขาดไวใ้ นกฎหมายทคี่ วบคมุ
เรอื่ งน้นั ๆ โดยตรง31
การผูกขาดตลาดก่อให้เกิดการขูดรีดแรงงาน [ผู้คิดค้นทรัพย์สินทางปัญญาตัวจริง]
มากขนึ้ –เม่อื ทรพั ย์สนิ อตุ สาหกรรมเปน็ ระบบจดทะเบยี นท่มี ีความเป็นสากลมากขึน้ การค้มุ ครอง
มีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเพราะต้องเสียค่าธุรกรรมมากมาย เช่น ระบบจดทะเบียนท่ีต้องช�ำระค่าฤชา
ธรรมเนียม, เวลาเร่งด่วนที่ต้องรีบน�ำสิทธิไปจดทะเบียนคุ้มครองตามประเทศต่างๆ ภายในระยะ
เวลาผ่อนผัน (Grace period) ตามหลักกฎหมายระหวา่ งประเทศ แรงงาน [ผคู้ ดิ ค้นทรัพยส์ ินทาง
ปญั ญาตัวจรงิ ] ที่เปน็ ปัจเจกชนไม่สามารถลงทุนพัฒนาไดเ้ องจงึ ตอ้ งทำ� การขายแรงงานทางปัญญา
เหลา่ นใ้ี หก้ บั ผทู้ ม่ี ที นุ ในการบรหิ ารจดั การมากกวา่ ผผู้ ลติ จงึ มอี ำ� นาจเหนอื ตลาดเพราะมผี ซู้ อื้ แรงงาน
[ทรัพย์สินทางปญั ญา] เพยี งคนเดยี ว (monopsonist) แต่มผี เู้ สนอขายแรงงาน [ผคู้ ิดค้นทรพั ย์สนิ
ทางปญั ญาตัวจริง] เตม็ ไปหมด32
นอกจากนี้ ผูผ้ ลิต [ผจู้ า้ งคิดค้นทรพั ย์สนิ ทางปัญญา] ที่ผูกขาดยังได้กำ� ไรจากสนิ ค้าต่อหนว่ ย
สูงขึ้นเมื่อมีการใช้แรงงานและจ่ายค่าแรงงานเท่าเดิมเพราะในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันกัน
ซ้ือแรงงาน แรงงานจะได้รับค่าจ้าง [คิดค้นทรัพย์สินทางปัญญา] เท่ากับรายรับเพ่ิมของผลผลิต
(marginal revenue product–MRP) คือรายรับท่ีเพ่ิมข้ึนจากการขายผลผลิตท่ีเพ่ิมขึ้นจาก
30 Robinson, Joan. The Economics of Imperfect Competition. 2nd ed. London, : Macmillan,
1969. P.88-90
31 เรอ่ื งเดยี วกนั . Ch.3, p.13
32 เรอ่ื งเดียวกนั . P.320
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
65 ปี เกยี รติขจร 197
การจ้างแรงงานเพ่ิมข้ึนหนึ่งคน ส�ำหรับการขายผลผลิตในตลาดผูกขาดรายรับเพิ่มของผลผลิตนี้
จะนอ้ ยกวา่ มูลค่าเพ่ิมของผลผลิต (marginal value product–MVP) ซงึ่ ก็คอื มูลค่าของผลผลิตที่
เพมิ่ ขนึ้ (ผลผลติ ทเี่ พมิ่ ขนึ้ × ราคาตลาด) จากการจา้ งแรงงานเพม่ิ ขน้ึ หนง่ึ คน เพราะเมอื่ ขายผลผลติ
เพมิ่ ขน้ึ ผผู้ กู ขาดตอ้ งลดราคาผลผลติ ทกุ หนว่ ยหมด33 ไมใ่ ชก่ ารลดเฉพาะหนว่ ยสดุ ทา้ ย ทำ� ใหใ้ นการ
จา้ งคนงานอีกหน่งึ คน รายรับทเ่ี พ่มิ ขึ้นจากผลผลติ ที่เกิดจากการท�ำงานของแรงงานน้ตี �่ำกว่ามูลค่า
เพม่ิ ของผลผลติ ทแ่ี รงงานคนนกี้ อ่ ใหเ้ กดิ ขนึ้ จรงิ สำ� หรบั ผผู้ กู ขาด สง่ิ สำ� คญั ทกี่ ำ� หนดวา่ จะจา้ งแรงงาน
อกี คนหนง่ึ ดว้ ยคา่ จา้ งเทา่ ใดนนั้ คอื รายรบั ทเ่ี พม่ิ ขน้ึ จากการจา้ งแรงงานคนนเ้ี พมิ่ ขน้ึ ไมใ่ ชม่ ลู คา่ ของ
ผลผลิตท่ีแรงงานคนน้ีได้ผลิตขึ้นจริง ฉะนั้นผู้ผูกขาดจะจ้างแรงงานด้วยค่าจ้างที่ต่�ำกว่ามูลค่าของ
ผลผลิตที่แรงงานก่อให้เกิดข้ึนซ่ึงต่างกับในตลาดท่ีมีการแข่งขันอย่างเสรี ดังนั้นเมื่อมีการผูกขาด
กจ็ ะเป็นการขดู รดี ในการจ้างแรงงานพรอ้ มกันไปด้วย34
ปัญหาเรื่องการผูกขาดตลาดน้ีก่อให้เกิดการตั้งค�ำถามใหม่ๆ ต่อระบบการคุ้มครองสิทธิ
ในทรัพยส์ ินทางปญั ญา เชน่ ปัญหาเร่อื งใครควรเปน็ เจา้ ของสิทธิเหนือทรพั ยไ์ ม่มรี ปู ร่างอันมีมูลค่า
มหาศาล สิทธินี้ควรเป็นของใครระหว่างนายจ้าง ผู้ว่าจ้าง หรือลูกจ้างและผู้รับจ้างท�ำของ? หรือ
คำ� ถามทวี่ า่ ปญั หาเรอื่ งสทิ ธเิ หนอื ทรพั ยส์ นิ ไมม่ รี ปู รา่ งควรจะมขี อบเขตการคมุ้ ครองแคไ่ หน? คำ� ถาม
ต่างๆ ดังท่ีผู้เขียนกล่าวมาได้รับการอธิบายในทฤษฎีการรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะ
และประโยชน์ของปัจเจกชนในหัวขอ้ 2.4.3.ดงั ตอ่ ไปน้ี
2.4.3 ทฤษฎกี ารรกั ษาสมดลุ ระหวา่ งประโยชนส์ าธารณะและประโยชนข์ องปจั เจก
ชน (Theory of public economic)
เหตุการณ์ส�ำคัญท่ีเกิดข้ึนในช่วงปลายศตวรรษท่ี 19 ในสังคมตะวันตกถูกเรียกว่า
“การปฏิวัติดาร์วิน (Darwinian Revolution)” ในปี ค.ศ. 1859 ดาร์วินค้นพบทฤษฎีว่าด้วย
การเลอื กสรรของธรรมชาตใิ นหนังสือชอ่ื วา่ “กำ� เนดิ สรรพสง่ิ (Origin of species)” แนวความคดิ
ดงั กลา่ วกอ่ ใหเ้ กดิ แนวคดิ ทางสงั คมแบบดารว์ นิ (Social Darwinism) เพอ่ื นำ� ไปอธบิ ายปรากฏการณ์
ทางสังคมศาสตร์35 แนวคิดที่ว่าผู้เข้มแข็งกว่าเป็นผู้อยู่รอดและปกครองผู้ท่ีอ่อนแอกว่าน�ำไปสู่
การลา่ อาณานคิ มของประเทศตะวนั ตกในลกั ษณะของลทั ธจิ กั รวรรดนิ ยิ ม เรมิ่ ตงั้ แตก่ ารลา่ อาณานคิ ม
เชิงพ้ืนที่เขตภูมิศาสตร์และการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินท่ีมีรูปร่าง เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ
33 เร่อื งเดียวกัน. ch.25
34 ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, “ลทั ธเิ ศรษฐศาสตรก์ ารเมือง”, อ้างแล้ว น.133-134
35 สัญชัย สุวังบุตรและอนันต์ชัย เลาหะพันธ์ ทรรปณะประวัติศาสตร์ยุโรปในคริสต์ศตวรรษท่ี 19”, อ้างแล้ว
น.254-260
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
198 65 ปี เกียรติขจร
ต่างๆ36 จนนำ� ไปส่กู ารล่าอาณานคิ มเหนอื ทรพั ย์สินทไ่ี มม่ รี ปู รา่ ง โดยอา้ งเรื่องสิทธิตา่ งๆ เหนอื สง่ิ
ท่ีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจแต่เป็นสิ่งท่ีไม่มีรูปร่างในลักษณะสิทธิเรียกร้องต่างๆ ท่ีเพ่ิมมากข้ึนเร่ือยๆ
นอกจากน้ี การค้าแบบเสรีนิยมก็ได้รับอิทธิพลทางความคิดเหล่าน้ีไม่น้อย ความคิดแบบเสรีนิยม
ตอ้ งใหร้ ฐั เขา้ มาแทรกแซงใหน้ อ้ ยทสี่ ดุ โดยปลอ่ ยใหม้ กี ารประกอบกจิ การอยา่ งเสรที สี่ ดุ กลไกตลาด
จะทำ� งานไดเ้ มอ่ื ทกุ คนทำ� ธรุ กรรมอยา่ งเสรี อยา่ งไรกต็ าม แนวคดิ ดงั กลา่ วกม็ าถงึ ทางตนั เมอื่ การคา้
ถูกผูกขาด ภายหลังได้มีส�ำนักคิดที่มาอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวไว้อย่างน่าฟัง ส�ำนักแรกคือ
สำ� นักนีโอคลาสสิก (Neo–classicism) (2.4.3.1) และ สำ� นกั มาร์กซซ์ ิส (2.4.3.2)
2.4.3.1. สำ� นกั นโี อคลาสสกิ (Neo–classicism)–มนษุ ยเ์ ปน็ สตั วท์ มี่ พี ฤตกิ รรมทาง
เศรษฐศาสตร์ (Economic Behaviors) พฤติกรรมของสัตว์เศรษฐกิจจะเลือกอย่างมีเหตุมีผล
ตามกลไกของตลาด ส�ำนักน้ีเห็นว่ากลไกตลาดจะท�ำงานได้ดีก็ต่อเม่ือมีการแข่งขันกันในตลาด
อยา่ งสมบรู ณ์ บางกรณอี าจมคี วามจำ� เปน็ ของรฐั ทตี่ อ้ งเขา้ ไปแทรกแซงเพอื่ ไมใ่ หม้ กี ารผกู ขาด เพราะ
การผกู ขาดตลาดยอ่ มทำ� ใหผ้ ผู้ กู ขาดกำ� หนดราคาและปรมิ าณสนิ คา้ เองไดแ้ ละยอ่ มกดี กนั การแขง่ ขนั
ทางการค้าอย่างเสรีอันน�ำไปสกู่ ารลม้ เหลวของตลาด (Market Failure) และการจัดสรรทรพั ยากร
กจ็ ะไมม่ ีประสทิ ธภิ าพ ศาสตราจารย์โรนัล โคส (Ronald Coase) เคยกล่าวไว้ว่า “เปน็ ท่ีชดั เจน
วา่ กลไกตลาดจะทำ� งานไดน้ นั้ จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ฎหมายมากำ� หนดสทิ ธแิ ละหนา้ ทขี่ องหนว่ ยธรุ กจิ ทเ่ี ขา้
มาทำ� ธรุ กรรมอยใู่ นตลาดเพอ่ื ใหไ้ ดร้ บั ประโยชนจ์ ากการแลกเปลย่ี นนน้ั จำ� เปน็ ตอ้ งมรี ะบบกฎหมาย”37
จากค�ำกล่าวดังกล่าวหมายความว่ากลไกตลาดจะท�ำงานได้ดีจะต้องมีกฎหมายมาก�ำหนดสิทธิและ
หนา้ ทขี่ องแตล่ ะฝา่ ยและตอ้ งมอี งคก์ รมาคมุ้ ครองสทิ ธดิ งั กลา่ ว กลไกทางกฎหมายทเี่ ขา้ มาเกยี่ วขอ้ ง
แบ่งออกเปน็
1) กลไกกฎหมายเอกชนที่รับรองสิทธิในทางเศรษฐกิจ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ได้รับรองว่าปัจเจกบุคคลสามารถเป็นผู้ทรงสิทธิและมีความสามารถในการใช้สิทธิได้
(ป.พ.พ.ม.15), การรับรองสิทธิในการถือครองทรัพย์สินของเอกชนเพื่อสามารถน�ำไปก่อให้เกิด
ประโยชนท์ างเศรษฐกิจด้วยการแลกเปลีย่ น (ปพพ.ม.1336, 1367), การรับรองเสรีภาพในการน�ำ
ทรัพย์สินท่ีถือครองไปสร้างมูลค่าแลกเปล่ียนด้วยการท�ำสัญญากับผู้อื่น (ปพพ.ม.149–150) และ
การจัดสรรความรับผิดของผูฉ้ วยโอกาสในตลาด (Free Rider)38
36 เพ็ญศรี ดุ๊ก, “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย (สยาม) กับประเทศฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษท่ี 19
ตามเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ” กรงุ เทพฯ: ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2539 น.29-64
37 Coase, R. H. The Firm, the Market, and the Law. Chicago: University of Chicago Press, 1988.
อา้ งถึงในศักดา ธนิตกลุ , “แนวคิดหลกั กฎหมายและคำ� พพิ ากษา:กฎหมายกบั ธุรกจิ ” กรุงเทพฯ: นิติธรรม 2551 น.2
38 ศักดา ธนิตกุล, “แนวคิดหลักกฎหมายและค�ำพิพากษา:กฎหมายกับธุรกิจ” กรุงเทพฯ: นิติธรรม 2551
น.11-12
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
65 ปี เกียรตขิ จร 199
2) กลไกกฎหมายมหาชนทรี่ บั รองสทิ ธใิ นทางเศรษฐกจิ แบง่ ออกเปน็ กฎหมายมหาชน
ทใ่ี หส้ ทิ ธใิ นทางเศรษฐกจิ เชน่ การใหส้ ทิ ธสิ มั ปทาน, การใหบ้ รกิ ารสาธารณะโดยเอกชน, การคมุ้ ครอง
สิทธิแต่เพียงผู้เดียวหรือสิทธิเด็ดขาดในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และอีกลักษณะของ
การแทรกแซงโดยรฐั คอื กฎหมายมหาชนทีห่ า้ มการใชส้ ิทธิในทางเศรษฐกิจ เชน่ กฎหมายแข่งขนั
ทางการคา้ และกฎหมายปอ้ งกันการผูกขาดในลกั ษณะอ่นื ๆ
อยา่ งไรกต็ าม การแทรกแซงโดยรัฐต้องท�ำเท่าทจี่ ำ� เป็นเท่านน้ั เพอ่ื ให้กลไกตลาดเป็น
ไปตามปกติ โดยเฉพาะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อธิบายได้ว่า
ทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างเหล่านี้เป็นประเภทหน่ึงของสินค้าสาธารณะ (Public Goods) เนื่องจาก
การบรโิ ภคของผใู้ ชค้ นหนงึ่ ไมไ่ ดท้ ำ� ใหอ้ ปุ ทานของผใู้ ชค้ นอน่ื ลดนอ้ ยถอยลง นอกจากนี้ ลกั ษณะของ
ทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างย่อมไม่อาจกีดกันการใช้จากผู้อื่นได้ (Non excludable) ถ้ารัฐไม่เข้ามา
แทรกแซงด้วยการออกกฎหมาย ทุกคนก็จะเข้ามาแย่งชิงการใช้ประโยชน์จนเกิดข้อพิพาท แต่รัฐ
ก็ต้องแทรกแซงด้วยการออกกฎหมายที่ไม่ผูกขาดสิทธิในการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาก
จนเกนิ ไป มเิ ชน่ นน้ั แลว้ กจ็ ะทำ� ใหก้ ลไกตลาดลม้ เหลวได้ การแทรกแซงเพอื่ สรา้ งสมดลุ นี้ รฐั สามารถ
ท�ำได้ 2 ลักษณะ
กรณีแรก บัญญัติกฎหมายมหาชนที่ห้ามการใช้สิทธิในทางเศรษฐกิจเฉพาะเร่ือง
การท�ำธุรกรรม เช่น บัญญัติลักษณะท่ีกฎหมายแข่งขันทางการค้าห้ามผูกขาดการใช้สิทธิไว้ใน
กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การห้ามท�ำข้อตกลงผูกขาดตลาดในลักษณะต่างๆ ในสัญญา
อนญุ าตใหใ้ ชส้ ทิ ธขิ องเจา้ ของทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา (ยกตวั อยา่ งเชน่ ม.39 พรบ.สทิ ธบิ ตั ร พ.ศ. 2522,
ม.15 (5) พรบ.ลขิ สทิ ธิ์ พ.ศ. 2537)
กรณที สี่ อง บญั ญตั กิ ฎหมายมหาชนทหี่ า้ มการใชส้ ทิ ธใิ นทางเศรษฐกจิ ในเรอ่ื งขอบเขต
การใช้สิทธขิ องเจ้าของสทิ ธิ (1) และขอบเขตดา้ นเวลาการใชส้ ทิ ธิ (2) ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) ขอบเขตในการใช้สิทธิในทรพั ย์สินทางปญั ญาประเภทต่างๆ
1.1 หลักสูญสนิ้ ไปซึง่ สิทธิ (Exhaustion of right)
1.2 มาตรการบังคับใชส้ ิทธิ (Compulsory licensing) ในกฎหมายสิทธบิ ตั ร
1.3 หลกั การใชท้ ี่เป็นธรรม (Fair use) ในกฎหมายลขิ สทิ ธ์ิ
1.4 หลักการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชมุ ชน (Benefit sharing) ในกฎหมายคุ้มครอง
พนั ธพุ์ ืช
1.5 สิทธขิ องเกษตรกร (Farmer rights) ในกฎหมายค้มุ ครองพนั ธุ์พืช
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
200 65 ปี เกยี รตขิ จร
1.6 กฎหมายแข่งขันทางการค้าทไี่ ม่เป็นธรรม (Unfair competition law)
1.7 ข้อจ�ำกดั ของทรัพยส์ นิ ทางปญั ญาแตล่ ะประเภท ยกตัวอยา่ งเช่น
1.7.1 กฎหมายเคร่ืองหมายการค้า เช่น ถูกควบคุมโดยกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค,
บางประเทศไม่คุ้มครองไปถึงเครื่องหมายสามมิติ กล่ิน เสียง, ไม่คุ้มครองซ้�ำซ้อนกับสิทธิในการ
ออกแบบผลิตภณั ฑ์ หรอื ถ้าเจ้าของปลอ่ ยปละละเลยให้คนเรียกกนั จนเปน็ ค�ำสามัญกจ็ ะท�ำใหเ้ ปน็
ของสาธารณะไปเช่นกัน
1.7.2 กฎหมายสทิ ธบิ ตั ร เช่น คา่ ใชจ้ ่ายในการจดทะเบียนสูง, มขี อ้ จ�ำกดั ไม่คมุ้ ครอง
ไปถงึ สัตว์ พืชและกรรมวธิ ที างการแพทย์
1.7.3 กฎหมายลขิ สทิ ธิ์ เชน่ มขี อ้ จำ� กดั ไมค่ มุ้ ครองการใชเ้ พอื่ การศกึ ษาหรอื วงศญ์ าติ
1.7.4 กฎหมายคมุ้ ครองความลบั ทางการคา้ ถา้ ความลบั นน้ั ถกู คน้ พบวธิ เี ชน่ เดยี วกนั
นั้น ย่อมท�ำให้สนิ้ สภาพการเป็นความลบั ทางการค้าไป
(2) ขอบเขตในด้านของเวลาการใช้สิทธิ
ทรพั ย์สนิ ทางปัญญามอี ายกุ ารใชง้ านทจ่ี ำ� กัด เชน่ การคุม้ ครองสิทธิบัตรมรี ะยะเวลา
คุ้มครองเพียง 20 ปี หรือการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีระยะเวลาคุ้มครองเพียง 12–27 ปี (ม.31
พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542) ยกเว้นบางประเภท เช่น กฎหมายเคร่ืองหมายการค้า
และกฎหมายคุ้มครองความลับทางการค้า อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อจ�ำกัดในกฎหมายเหล่านี้
กล่าวคือ กฎหมายเคร่ืองหมายการค้าจ�ำกัดขอบเขตด้านเวลาเมื่อเจ้าของสิทธิไม่ใช้เคร่ืองหมาย
ดังกล่าวย่อมท�ำให้หมดสิทธิหวงกันและเครื่องหมายการค้านั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครองอีกเลย
สว่ นกฎหมายคุ้มครองความลับทางการคา้ ถา้ ถูกเปิดเผยยอ่ มไมไ่ ด้รับความคมุ้ ครองอีกตอ่ ไป
คำ� ถามสำ� คญั ลำ� ดบั ถดั มากค็ อื คำ� ถามวา่ เหตใุ ดระบบทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาจงึ ตอ้ งสรา้ ง
ดลุ ยภาพ เชน่ ทำ� ไมสทิ ธบิ ตั รถงึ ตอ้ งมขี อ้ จำ� กดั ในเรอื่ งมาตรการบงั คบั ใชส้ ทิ ธิ เหตผุ ลดงั กลา่ วเพราะ
ว่าทฤษฎีราคาของสมิธกล่าวว่า โดยท่ัวไปราคาตลาดจะโน้มเอียงเท่ากับราคาตามธรรมชาติ หรือ
อีกมุมหนึ่งปัจจัยการผลิตจะเคล่ือนย้ายเสรีจากอุตสาหกรรมท่ีให้ค่าตอบแทนต่�ำไปสู่อุตสาหกรรม
ท่ีให้ผลตอบแทนสูง แต่บางกรณีระบบเศรษฐกิจก็ไม่อยู่ในสภาพอุดมคติที่ต้ังไว้ เช่น การผูกขาด
ตลาดโดยสิทธิบัตร ผู้ผูกขาดจะจ�ำกัดอุปทานให้น้อยอยู่เสมอ ท�ำให้ขายสินค้าได้ในราคาที่สูงกว่า
ในปรมิ าณท่ีนอ้ ยกวา่ ปกติ39
39 ฉตั รทิพย์ นาถสภุ า, “ลัทธิเศรษฐศาสตรก์ ารเมอื ง”, อ้างแลว้ น.40
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
65 ปี เกยี รตขิ จร 201
2.4.3.2 ส�ำนกั มาร์กซซ์ สิ
ดงั ทกี่ ลา่ วมาแลว้ ในหวั ขอ้ ท่ี 2.4.3.1. สำ� นกั คดิ นโี อคลาสสกิ ไดอ้ ธบิ ายกลไกทางกฎหมาย
ท่ีสร้างข้ึนเพ่ือรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ของปัจเจกชนและประโยชน์สาธารณะ ส่ิงต่างๆ
เหล่านี้ คือข้อจ�ำกัดต่างๆ ท่ีรัฐเข้าไปแทรกแซงได้ไม่ยากนัก แต่ปัจจุบัน เมื่อระบบตลาดผูกติด
กับลักษณะที่เป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การพยายามรักษาดุลยภาพของตลาด
กลบั ไมเ่ ปน็ ดงั ทกี่ ลา่ วมาเสยี ทเี ดยี ว โดยเฉพาะเรอ่ื งการแสวงหาประโยชนจ์ ากทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา
ในระบบสารสนเทศ เนอ่ื งจากชดุ ความรแู้ ละชดุ ขอ้ มลู ขา่ วสารทเี่ ปน็ ของสาธารณะกำ� ลงั จะถกู ทำ� ลาย
และถูกกีดกันให้กลายเป็นความรู้และข้อมูลข่าวสารของคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น และคนเฉพาะกลุ่ม
ทคี่ วบคุมชดุ ความรแู้ ละข้อมลู ขา่ วสารจะเปน็ ผบู้ ดิ เบือนกลไกตลาดเพือ่ ใหไ้ ดก้ ำ� ไรสูงสดุ ประเด็นน้ี
มนี กั วชิ าการทใ่ี หค้ วามเหน็ ทนี่ า่ สนใจอยา่ งยง่ิ ยกตวั อยา่ งเชน่ ศาสตราจารยป์ เี ตอร์ ดราโฮส (Peter
Drahos), ราช ปาเทล (Raj Patel) และลอวเ์ รนซ์ เลกซิก (Lawrence Lessig)
ศาสตราจารยป์ ีเตอร์ ดราโฮส (Peter Drahos) เห็นว่าปญั หาหรอื อันตรายของทรพั ยส์ ิน
ทางปัญญาจะเกิดขึ้นจาก “การใช้ (Utilization)” ทรัพย์สินทางปัญญาในสังคมสมัยใหม่ ทั้งน้ี
เม่ือสังคมสมัยใหม่เร่ิมตระหนักถึงการสร้างความได้เปรียบจากการผูกขาดสิทธิในทรัพย์สินทาง
ปัญญา กลุ่มผลประโยชน์จะผลักดันให้รัฐเพ่ิมสิทธิผูกขาดให้ทรัพย์สินทางปัญญามากข้ึนพร้อมกับ
พัฒนาความซับซ้อนของระบบทรัพย์สินทางปัญญา จนในที่สุดจะพัฒนาให้มีการผูกขาดในระดับ
นานาชาติ (Global System) จากลักษณะทเี่ ป็นนามธรรมของทรพั ยส์ ินทางปญั ญาท�ำใหข้ อบเขต
ของสิทธิผูกขาดกว้างขวางและเม่ือสิทธิผูกขาดท่ีกว้างขวางน้ีผนวกและขยายขอบเขตออกไปจน
สามารถผกู ขาดในระดบั นานาชาตแิ ลว้ สทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาจะเปลย่ี นบทบาทจากการมสี ว่ น
เอ้ือให้เกิดเสรีภาพมาเปน็ การจำ� กดั เสรีภาพของปจั เจกชนในสงั คม40
ในกรอบของปเี ตอร์ ดราโฮส สทิ ธใิ นทรพั ยท์ มี่ รี ปู รา่ ง (Property rights) นน้ั สามารถมลี กั ษณะ
เปน็ สิทธเิ ด็ดขาดได้ หรอื ท่ีเรียกวา่ “Sovereignty mechanism” เพราะสทิ ธิเด็ดขาดในทรัพย์ทมี่ ี
รูปร่างดังกล่าวต้องผูกยึดกับทรัพย์ตลอดเวลา ดังนั้น การวิเคราะห์ในเชิงมหภาคจะมองสิทธิเด็ด
ขาดทเ่ี กิดจากทรัพยท์ ่ีมรี ูปร่างนนั้ เปน็ อันตรายต่อสงั คมเชน่ กัน แตเ่ ปน็ อันตรายในระดับทสี่ ามารถ
ดูแลและควบคุมขอบเขตได้พอสมควร แม้ว่าในท่ีสุด อาจมีกลุ่มคนเพียงไม่ก่ีคนสามารถมีอ�ำนาจ
40 Drahos, Peter. A Philosophy of Intellectual Property. Aldershot; Brookfield, USA: Dartmouth,
1996. Pp.57-58, 67 อา้ งถงึ ใน จมุ พล ภญิ โญสนิ วฒั น.์ หลกั เหตผุ ลของการคมุ้ ครองสทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา. อา้ งแลว้
น.103
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
202 65 ปี เกยี รตขิ จร
เด็ดขาดในทรพั ย์ทมี่ รี ปู รา่ งปรมิ าณมากๆ ในสังคมกต็ าม41 ในทางตรงกันขา้ ม สงั คมทย่ี อมใหส้ ทิ ธิ
เด็ดขาดในลักษณะเดียวกับสิทธิในทรัพย์ท่ีมีรูปร่าง (Property rights) เกิดข้ึนกับส่ิงท่ีไม่มีรูปร่าง
หรือสิ่งท่ีเป็นนามธรรม (Abstract) อยา่ ง “สทิ ธิในทรัพย์สินทางปญั ญา” ระดับของอันตรายทอ่ี าจ
เกดิ ขน้ึ กบั สงั คมหรอื สาธารณะยอ่ มรนุ แรงมากกวา่ อนั ตรายของสทิ ธเิ ดด็ ขาดจากทรพั ยท์ ม่ี รี ปู รา่ ง42
เพราะสทิ ธิดงั กล่าวไมผ่ กู ตดิ อยูท่ ่ตี ัวทรัพยเ์ ลย
ปเี ตอร์ ดราโฮสไดส้ รปุ ไวใ้ นหนงั สอื A Philosophy of Intellectual Property วา่ ทรพั ยส์ นิ
ทางปญั ญาเปน็ สทิ ธทิ ส่ี ามารถจะผกู ขาดได้ (Monopoly right privileges) ดงั นนั้ การสรา้ งสทิ ธิ
ผูกขาดในทรัพย์สินทางปัญญาข้ึนมาต้องผูกติดกับสิ่งท่ีเป็นหน้าที่ด้วย สิทธิในทรัพย์สินทาง
ปญั ญาจงึ ต้องเปน็ สทิ ธิผูกขาดท่ผี กู กับหนา้ ท่ี หรอื เรยี กวา่ “Duty–bearing privileges”43
ประเด็นดังกล่าว ราช ปาเทล (Raj Patel) นกั วชิ าการอกี ทา่ นหนง่ึ ได้กลา่ วไวอ้ ยา่ งน่าฟงั
ในหนงั สือเร่อื ง “มลู คา่ ของความวา่ งเปลา่ (The Value of Nothing)” วา่ “อนาคตทย่ี งั่ ยืนจะตอ้ ง
มีตลาด หากแต่เป็นตลาดท่ีถูกก�ำกบั ให้อย่ใู นพ้ืนทข่ี องตวั เองอย่างมั่นคง หาไม่แล้วแรงจงู ใจความ
หลงใหล และทรพั ยากรทค่ี นไมก่ ค่ี นไดร้ บั จากตลาดจะหกั หลงั สงั คมและดาวเคราะหด์ วงนตี้ อ่ ไป”44
แนวความคิดนี้สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจของฟรีดริช ฮาเย็ค (Friedrich Hayek) ที่บอกว่า
ราคาคือหนวดปลาหมึกที่ส่ือสารความต้องการและความจ�ำเป็น แต่ลักษณะของตลาดทุกวันนี้
คอื การแลกเปลี่ยนที่ไมไ่ ดเ้ ดนิ ดว้ ยความจ�ำเปน็ หากแต่เดินดว้ ยก�ำไร
ธรุ กจิ ผกู ขาดมอี ำ� นาจสงู เสยี จนไมต่ อ้ งแขง่ ขนั ในตลาดเพราะสามารถกำ� หนดราคาทตี่ อ้ งการ
ขายและปริมาณสินคา้ ที่จะขาย ยกตัวอยา่ งเช่น ในแอฟริกาใต้ องค์กรสงั คมสงเคราะหห์ ลายแหง่
แจกจา่ ยโปรแกรมระบบปฏบิ ตั กิ ารฟรยี หี่ อ้ ลนิ กุ ซ์ (OS Linux) แตไ่ มโครซอฟทเ์ หน็ วา่ เรอ่ื งนคี้ กุ คาม
สถานะผู้นำ� ธรุ กิจในแอฟริกา ดังนัน้ จงึ ขาย “โปรแกรมระบบปฏิบตั ิการวินโดว์” (OS Windows)
หลายพนั ชุดในราคาเพยี งสามเหรียญสหรฐั ในประเทศยากจนเหลา่ นนั้ ในนามิเบีย ไมโครซอฟทไ์ ป
41 Drahos, Peter. A Philosophy of Intellectual Property. Aldershot; Brookfield, USA: Dartmouth,
1996. pp.163 อ้างถึงใน จุมพล ภิญโญสินวัฒน์. หลักเหตุผลของการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา. อ้างแล้ว.
น.104
42 จมุ พล ภิญโญสนิ วัฒน.์ หลักเหตุผลของการค้มุ ครองสิทธใิ นทรัพย์สนิ ทางปญั ญา. อ้างแล้ว น.105
43 Drahos, Peter. A Philosophy of Intellectual Property. อ้างแล้ว. pp.223-224
44 Patel, Raj. The Value of Nothing: How to Reshape Market Society and Redefine Democracy.
New York: Picador, 2009. P.8
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
65 ปี เกยี รติขจร 203
ไกลถงึ ขนาดพยายามกดี กนั องคก์ รสงั คมสงเคราะหท์ แ่ี จกโปรแกรมระบบปฏบิ ตั กิ ารฟรยี ห่ี อ้ ลนิ กุ ซ4์ 5
เพอื่ หลกี เลยี่ งสภาวะการผกู ขาดตลาด นกั คดิ รว่ มสมยั บางกลมุ่ จงึ ไดค้ ดิ ถงึ แนวคดิ ทค่ี ำ� นงึ ถงึ ประโยชน์
ของสาธารณะร่วมอยดู่ ว้ ย เราเรียกงานของนักคิดร่วมสมยั กล่มุ นวี้ ่า “Creative Common”
การก�ำเนดิ ของงานสร้างสรรค์สาธารณะ (Creative Commons)
เมื่อกล่าวถึงค�ำว่า “สาธารณะสมบัติ” (commons) ในพจนานุกรมฉบับออกซ์ฟอร์ด
รากศัพท์ค�ำว่า “คอมมอนส์” ซ่ึงเป็นการบัญญัติศัพท์ครั้งแรก หมายถึง ท่ีดินผืนเดียวซ่ึงเป็นของ
สมาชกิ ในชมุ ชนรว่ มกนั การใชป้ ระโยชนจ์ ากสาธารณะสมบตั นิ น้ั จะตอ้ งแบง่ ปนั กนั ใช้ แตใ่ นปจั จบุ นั
ศาสตราจารยล์ อวเ์ รนซ์ เลกซกิ (Lawrence Lessig) ผใู้ ห้กำ� เนดิ แนวคดิ เรอ่ื ง Creative Common
ได้อธิบายแนวความคดิ ดงั กล่าวไว้อยา่ งน่าฟงั กบั เรื่องทรพั ย์สินทางปัญญา
เลกซิกเขียนอธิบายไว้ในหนังสือเร่ือง Code Version 2.0. เพื่อเสนอประเด็นพิจารณา
เกยี่ วกบั สทิ ธเิ สรภี าพทถ่ี กู จำ� กดั ในเครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ นต็ จะนำ� ไปสกู่ ารใชอ้ ำ� นาจเหนอื ตลาดควบคมุ
ทุกส่ิงทุกอย่าง เขาอธิบายแนวคิดและโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตซ่ึงได้รับ
การออกแบบมาใหม้ กี ารถา่ ยทอดและแลกเปลยี่ นขอ้ มลู ไดอ้ ยา่ งเสรแี ละไมถ่ กู ควบคมุ เขาโตแ้ ยง้ อกี
ว่าในทางปฏิบัติ ระบบตลาดทุนนิยมอย่างท่ีเป็นอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาประกอบกับระบบ
การบัญญัติกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ไม่เหมาะสมโดยหน่วยงานของรัฐได้ก่อให้เกิดลักษณะของ
การคุกคามซึ่งเกิดจากการพยายามเข้าไปควบคุมหรือมีอ�ำนาจเหนือระบบโครงสร้างของเครือข่าย
อนิ เตอรเ์ นท็ เพอ่ื สร้างสิทธิผกู ขาดใหก้ ับองคก์ รภาคเอกชนขนาดใหญเ่ ฉพาะราย46
เลกซกิ ไดเ้ สนอตน้ แบบของความเชอื่ มโยงระหวา่ งสง่ิ ทส่ี ามารถใชค้ วบคมุ หรอื กำ� หนดกฎเกณฑ์
ใหก้ ับระบบเครือขา่ ยอินเตอรเ์ นต็ ซง่ึ มีองค์ประกอบรวม 4 สว่ นคือ ก) กฎหมาย ข) ปทสั ถานของ
สงั คม ค) กลไกทางตลาด และ ง) การออกแบบโครงสรา้ ง องค์ประกอบรวม 4 ส่วนน้ี แตล่ ะส่วน
จะสามารถควบคมุ เครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ นต็ ไดแ้ ตกตา่ งกนั แตจ่ ะมคี วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกนั และกนั เชน่
ถ้าเป็นการควบคุมโดยกฎหมาย เครื่องมือท่ีใช้ควบคุมคือความรับผิดทางแพ่งหรือการลงโทษทาง
อาญาสำ� หรบั ผลู้ ะเมดิ สทิ ธิ แตถ่ า้ เปน็ การควบคมุ ผา่ นระบบการออกแบบโครงสรา้ ง (Architectures)
การควบคุมจะใช้เทคนิควิธีการทางโครงสร้างแทน เช่น อาจควบคุมโดยการก�ำหนดโครงสร้างใน
45 เรื่องเดยี วกนั . pp.74-75
46 ศกึ ษารายละเอยี ดใน Lessig, Lawrence, and Lawrence Lessig. Code Version 2.0. [2nd ed. New
York: Basic Books, 2006. Print. และ Lessig, Lawrence. Code and Other Laws of Cyberspace. New York:
Basic Books, 1999. Print.
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
204 65 ปี เกียรตขิ จร
รูปโปรแกรมคอมพิวเตอร์ท่ีบังคับให้ผู้ใช้ต้องมีรหัสผ่าน หรือ การก�ำหนดรหัสข้อมูลท่ีก�ำหนดไว้
ซึ่งการควบคุมในรูปของการออกแบบโครงสร้างน้ีสามารถควบคุมได้อย่างเด็ดขาดมากกว่ากลไก
ทางกฎหมายเพราะหากผใู้ ชง้ านปฏบิ ตั ไิ มไ่ ดต้ ามเงอ่ื นไขทก่ี ำ� หนดไวก้ ไ็ มส่ ามารถเขา้ ถงึ การใชไ้ ดเ้ ลย
และยังเปน็ การควบคุมโดยไม่ตอ้ งใชด้ ุลพินิจ47
คำ� วา่ Code ในความหมายของเลกซกิ หมายถึง ก) กฎตา่ งๆ ทบ่ี งั คบั ให้คนตอ้ งปฏิบตั ติ าม
มฉิ ะนน้ั จะมโี ทษ เชน่ กฎหมาย ขอ้ บังคับ และ ข) ในอกี ความหมายหนึ่งหมายถงึ โครงสรา้ งที่เปน็
รูปธรรมที่มาจำ� กัดหรือบังคับพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น รหสั ภาษาเคร่ืองในโปรแกรมคอมพิวเตอร์
(Software) เชน่ รหสั “ศูนย”์ “หน่ึง” ที่กลายมาเปน็ ค�ำสัง่ ปฏบิ ตั กิ ารต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์
รวมไปถึงแบบโครงสร้างของเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ (Hardware) หรือ
โครงสร้างพ้ืนฐานของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม การผูกขาดตลาดในระบบทุนนิยมได้
ปรับเปลี่ยนและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ให้ “Code” ในสองความหมายที่ได้กล่าวมาไปจ�ำกัด
การใช้งานต่างๆ อย่างหลากหลาย หมายความวา่ “Code” ที่ถูกออกแบบมาใหส้ นบั สนุนในเรอ่ื ง
สทิ ธเิ สรภี าพ (หมายถงึ ทงั้ กฎหมายลขิ สทิ ธแ์ิ ละระบบอนิ เตอรเ์ นต็ ) ถกู เปลย่ี นบรบิ ทใหก้ ลายไปเปน็
“Code” ที่จ�ำกัดเสรีภาพและผูกขาดระบบตลาดจนท�ำให้กลไกราคาเสยี ไป48
ย่งิ ไปกว่านั้น “Code” ในความหมายท่ีสอง คือการออกแบบโครงสร้าง (Architectures)
ของเทคโนโลยใี นระบบสารสนเทศยอ่ มเปน็ ทางเลอื กใหก้ ลมุ่ ทนุ ผกู ขาดไดส้ ะดวกกวา่ เพราะการปรบั
เปลี่ยนโครงสร้าง (Architectures) ของเทคโนโลยีง่ายกว่าการแก้ไขที่ต้นแบบของความเชื่อมโยง
ระหว่างส่ิงที่สามารถใช้ควบคุมหรือก�ำหนดกฎเกณฑ์ให้กับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอ่ืนๆ คือ
ก) กฎหมาย ข) ปทัสถานของสงั คม ค) กลไกทางตลาด
นอกจากนี้ แนวคดิ ของเขาในหนงั สอื The Future of Ideas: The Fate of the Commons
in a Connected World. ประเดน็ หลกั ของหนงั สอื เลม่ นี้ คอื เรอ่ื งของเทคโนโลยที ถี่ กู พฒั นาไปเพอ่ื
เอื้อต่อระบบธุรกิจซึ่งมุ่งที่จะเข้าถือสิทธิผูกขาดรูปแบบต่างๆ มากขึ้นตามล�ำดับ ข้อเท็จจริง
ทเ่ี ปลยี่ นแปลงไปมผี ลตอ่ การออกแบบโครงสรา้ งของเครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ นต็ โดยทำ� ใหเ้ กดิ อำ� นาจใน
การควบคมุ เพ่ือสรา้ งอำ� นาจผกู ขาดทุกรูปแบบอันอาจสง่ ผลกระทบต่อประโยชน์ของสาธารณะ49
47 โปรดดู Lessig, Lawrence. Code and Other Laws of Cyberspace. New York: Basic Books, 1999.
pp.85-99, 235-239
48 เรอื่ งเดยี วกนั . P.30
49 โปรดดู Lessig, Lawrence. The Future of Ideas: The Fate of the Commons in a Connected
World. 1st ed. New York: Random House, 2001. อา้ งถงึ ในจมุ พล ภญิ โญสนิ วฒั น.์ หลกั เหตผุ ลของการคมุ้ ครอง
สิทธใิ นทรพั ย์สนิ ทางปญั ญา. อา้ งแลว้ . น.114-116
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
65 ปี เกยี รตขิ จร 205
นอกจากนี้ แนวคิดของเขาในหนังสือเรื่อง Free Culture: How Big Media Uses
Technology and the Law to Lock Down Culture and Control Creativity ไดก้ ลา่ วถึง
ปญั หาของการผกู ขาดตลาดของกลมุ่ องคก์ รภาคเอกชนในธรุ กจิ สอ่ื สารและธรุ กจิ บนั เทงิ กลมุ่ ธรุ กจิ
สอื่ สารขนาดใหญเ่ หลา่ นไ้ี ดใ้ ชอ้ ำ� นาจผกู ขาดในการครอบครองตลาดและกดี กนั คแู่ ขง่ รายอนื่ ๆ ออก
จากตลาดเพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซงึ่ กำ� ไรสงู สดุ จากการทำ� กำ� ไรตอ่ หนว่ ยทส่ี งู ขน้ึ และเมอ่ื มอี ำ� นาจผกู ขาดในชดุ
ข้อมูลย่อมมีอ�ำนาจต่อรองทางการเมืองในการบัญญัติกฎหมายจากภาครัฐ ค�ำว่า “Permission
culture” ในความหมายของเลกซกิ หมายถงึ อำ� นาจตอ่ รองทางการเมอื งในการบญั ญตั แิ กไ้ ขกฎหมาย
ทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น ลิขสิทธิ์) ตามความต้องการของกลุ่มธุรกิจส่ือสารขนาดใหญ่เหล่านี้
เพื่อควบรวมระบบตลาดทุนและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเป็นผลให้เกิดระบบสังคมผูกขาด
ซ่ึงจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเกิดงานสร้างสรรค์ใหม่ในสังคมและประโยชน์ต่อสาธารณะ
สังคมผูกขาดที่กล่าวมานี้ตรงข้ามกับค�ำว่า Free culture ในความหมายของเลกซิกซ่ึงหมายถึง
“สังคมท่มี เี สรภี าพ”50
เลกซิกเสนอให้ทกุ คนใชบ้ ทบาทเชงิ รุกใหม้ ากขึ้น ดงั เช่นกรณศี กึ ษาดงั นี้
1) โครงการ GNU/Linux ก�ำหนดให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในระบบปฏิบัติการน้ีสามารถ
ได้รับการปรับปรุงและส่งต่อให้ผู้อ่ืนได้โดยการเปิดเผยส่วนที่เป็นรหัสภาษา (Source Code)
ของโปรแกรมคอมพวิ เตอรใ์ หส้ ามารถเข้าถงึ ได้ทว่ั ไป ซึง่ ทกุ คนสามารถนำ� ไปพฒั นาตอ่ ยอดได้เอง
2) โครงการ Creative Commons (CC) ซงึ่ เป็นสญั ญาก�ำหนดรูปแบบการอนญุ าตใหใ้ ช้
สิทธิในงานลิขสิทธ์ิหลายรูปแบบไว้ให้เจ้าของงานลิขสิทธิ์สมัครใจเลือกใช้รูปแบบการอนุญาตให้ใช้
สิทธิในงานแต่ละแบบ อาจจะมีขอบเขตการอนุญาตท่ีมากน้อยแตกต่างกันออกไป เจ้าของงาน
ลิขสิทธิ์ท่ีต้องการจะจ�ำกัดสิทธิบางส่วนของตนก็สามารถเลือกรูปแบบของลิขสิทธิ์ท่ีก�ำหนดไว้และ
ระบไุ วใ้ นงานลขิ สทิ ธข์ิ องตน
บทสรุป
จากการศึกษาวิวัฒนาการของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เราพบว่าเจตนารมณ์ของ
การคมุ้ ครองสทิ ธเิ หลา่ นมี้ คี วามสมั พนั ธก์ บั ลทั ธเิ ศรษฐศาสตรก์ ารเมอื งในทกุ ยคุ ทกุ สมยั เจตนารมณ์
ดัง้ เดิมต้องการสนับสนนุ เสรีภาพของปจั เจกชน กลไกทางกฎหมายถูกสรา้ งขน้ึ มาเพ่อื คุ้มครองสิทธิ
50 โปรดดู Lessig, Lawrence. Free Culture: How Big Media Uses Technology and the Law to Lock
Down Culture and Control Creativity. New York: Penguin Press, 2004. อ้างถึงในจุมพล ภิญโญสินวัฒน์.
หลกั เหตผุ ลของการคุ้มครองสิทธิในทรพั ย์สนิ ทางปญั ญา. อา้ งแลว้ น.116-119
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
206 65 ปี เกยี รตขิ จร
ของปัจเจกชน แต่การเปล่ียนแปลงในปัจจุบันท�ำให้การคุ้มครองสิทธิถูกลดทอนและการคุ้มครอง
กลายเปน็ เร่ืองของระบบตลาดผกู ขาด เจตนารมณ์ของการคมุ้ ครองสิทธิประเภทน้ีจงึ เปล่ียนแปลง
ไปสู่วัตถุประสงค์ใหม่อยู่เสมอเพราะสิทธิประเภทนี้มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับแนวความคิด
ทางเศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันนิยามของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่สิทธิผูกขาดในลักษณะของ
สิทธิสัมปทานอีกต่อไป แต่เป็นสิทธิที่ผู้ถือสิทธิมีหน้าที่ต้องไม่ผูกขาดตลาดจนบิดเบ่ือนกลไกของ
ระบบตลาดด้วย ระบบการคุ้มครองร่วมสมัยจึงต้ังค�ำถามกับประเด็นของการรักษาดุลยภาพของ
ระบบสทิ ธิผูกขาดน้ีอยู่เสมอ
ผู้เขียนเชื่อว่าทางออกที่ดีท่ีสุดของการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาก็คือการเคารพ
ในสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องกนั และกนั ระหวา่ งปจั เจกชนผปู้ ระดษิ ฐห์ รอื ผสู้ รา้ งสรรคผ์ ลงานอนั เปน็ ตวั แทน
ของฝา่ ยแรงงานและนายทนุ ผ้แู สวงหากำ� ไรอนั เปน็ ตวั แทนของฝ่ายทนุ นอกจากน้ี การใชส้ ทิ ธขิ อง
ทกุ ฝา่ ยพงึ เคารพถงึ ประโยชนข์ องสาธารณะเปน็ สำ� คญั ดว้ ย มเิ ชน่ นน้ั ระบบการคมุ้ ครองสทิ ธปิ ระเภทนี้
จะต้องลม่ สลายดว้ ยตวั ของมันเอง
บรรณานุกรม
จุมพล ภิญโญสินวัฒน์. หลักเหตุผลของการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา. กรุงเทพฯ:
คณะนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร,์ 2009. Print.
จักรกฤษณ์, ควรพจน์. กฎหมายสิทธิบัตร: แนวความคิดและบทวิเคราะห์. พิมพ์คร้ังที่ 2, แก้ไข
เพิ่มเติม–ปรบั ปรุงใหม่. ed. กรงุ เทพฯ: นิติธรรม, 2544. Print.
จกั รกฤษณ์ ควรพจน์. กฎหมายระหว่างประเทศวา่ ดว้ ยลิขสิทธ์ิ สทิ ธบิ ตั ร และเคร่อื งหมายการคา้ .
พมิ พค์ รง้ั ที่ 1. ed. กรุงเทพฯ: นิตธิ รรม, 2541. Print.
เพ็ญศรี ดุ๊ก, “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย (สยาม) กับประเทศฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษ
ที่ 19 ตามเอกสารของกระทรวงการตา่ งประเทศ” กรงุ เทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2539
สญั ชยั สวุ งั บุตรและอนนั ตช์ ัย เลาหะพนั ธ์ ทรรปณะประวัตศิ าสตร์ยุโรปในครสิ ต์ศตวรรษที่ 19”,
กรุงเทพฯ: ศักดิโสภาการพมิ พ์, 2551
ศกั ดา ธนิตกุล, “แนวคดิ หลักกฎหมายและค�ำพิพากษา: กฎหมายกับธุรกิจ” กรุงเทพฯ: นติ ธิ รรม
2551
Boncompain, Jacques. La Révolution Des Auteurs 1773–1815. Paris: Fayard, 2002.
Print.
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
65 ปี เกียรตขิ จร 207
Bently, Lionel, Uma Suthersanen, and Paul Torremans. Global Copyright:
Three Hundred Years since the Statute of Anne, from 1709 to Cyberspace.
Cheltenham, UK; Northampton, MA: Edward Elgar, 2010. Print.
Braithwaite, John, and Peter Drahos. Global Business Regulation. Cambridge England;
New York: Cambridge University Press, 2000. Print.
Coase, R. H. The Firm, the Market, and the Law. Chicago: University of Chicago Press,
1988. Print.
Deazley, Ronan, Martin Kretschmer, and Lionel Bently. Privilege and Property: Essays
on the History of Copyright. Cambridge, U.K.: OpenBook, 2010. Print.
Drahos, Peter. A Philosophy of Intellectual Property. Aldershot; Brookfield, USA:
Dartmouth, 1996. Print.
Drahos, Peter, and John Braithwaite. Information Feudalism: Who Owns the
Knowledge Economy? New York: New Press, 2003. Print.
Drahos, Peter. The Global Governance of Knowledge: Patent Offices and Their
Clients. Cambridge England; New York: Cambridge University Press, 2010. Print.
Edward Darcy Esquire v Thomas Allin of London Haberdasher (1599) 74 ER 1131:
http://en.wikipedia.org/wiki/Darcy_v_Allein สบื คน้ เม่อื วันที่ 30 มีค. 2556
Hunter, Dan. Intellectual Property. Oxford Introductions to U.S. Law. Oxford [U.K.];
New York: Oxford University Press, 2012. Print.
Khan, B. Zorina. The Democratization of Invention: Patents and Copyrights in
American Economic Development, 1790–1920. Nber Series on Long–Term
Factors in Economic Development. Cambridge; New York: Cambridge
University Press, 2005. Print.
Lessig, Lawrence. Remix: Making Art and Commerce Thrive in the Hybrid Economy.
New York: Penguin Press, 2008. Print.
Lessig, Lawrence, and Stanford University. School of Law. Ip: Fair Use in Film
Reader. Course Reader Packet. [Stanford, Calif.]: Stanford Law School, 2007.
Print.
Lessig, Lawrence, and Lawrence Lessig. Code Version 2.0. [2nd ed. New York: Basic
Books, 2006. Print.
Lessig, Lawrence. Code and Other Laws of Cyberspace. New York: Basic Books, 1999.
Print.
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
208 65 ปี เกียรตขิ จร
Lessig, Lawrence. The Future of Ideas: The Fate of the Commons in a Connected
World. 1st ed. New York: Random House, 2001. Print.
Lessig, Lawrence. Free Culture: How Big Media Uses Technology and the Law to
Lock Down Culture and Control Creativity. New York: Penguin Press, 2004.
Print.
Locke, John. Two Treatises of Government. Cambridge U.P, 1960. Print.
Lucas, André. Propriété Littéraire Et Artistique. Connaissance Du Droit. 4e éd. ed.
Paris: Dalloz, 2010. Print.
McLeod, Kembrew, and Lawrence Lessig. Freedom of Expression®: Resistance and
Repression in the Age of Intellectual Property. 1st University of Minnesota
Press ed. Minneapolis: University of Minnesota Press, 2007. Print.
Patel, Raj. The Value of Nothing: How to Reshape Market Society and Redefine
Democracy. New York: Picador, 2009. Print.
Porsdam, Helle, and Lawrence Lessig. Copyright and Other Fairy Tales: Hans
Christian Andersen and the Commodification of Creativity. Cheltenham, UK;
Northampton, MA: Edward Elgar, 2006. Print.
Rosen, Lawrence E., and Lawrence Lessig. Open Source Licensing: Software Freedom
and Intellectual Property Law. Upper Saddle River, NJ: Prentice Hall PTR,
2005. Print.
Roubier, Paul. Paul Roubier, ... Le Droit De La Propriété Industrielle [1.] Partie
Générale. 1. Les Droits Privatifs... 2. Les Actions En Justice. Paris, Librairie du
Recueil Sirey (Toulouse, impr. de F. Boisseau) 1952. Print.
Toffler, Alvin, and Heidi Toffler. Revolutionary Wealth. 1st ed. New York: Knopf,
2006. Print. แปลโดย สฤณี อาชวานนั ทกุล
Zeleznikow, J., and Dan Hunter. Building Intelligent Legal Information Systems:
Representation and Reasoning in Law. Computer/Law Series. Deventer [The
Netherlands]; Boston [Mass.]: Kluwer Law and Taxation Publishers, 1994. Print.
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
65 ปี เกยี รติขจร 209
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
สิทธิในความเปน็ สว่ นตวั (Right of Privacy)
เรอื่ งใกล้ตวั ที่ยงั ขาดการวิพากษ์จากสังคม
นฐั วิชญ์ ชอบอิสระ1
ในปจั จบุ นั โลกไดก้ า้ วเขา้ สยู่ คุ ขอ้ มลู ขา่ วสาร ซงึ่ เปน็ ยคุ ทผ่ี คู้ นสามารถคนหาขอ้ มลู ทกุ ประเภท
ไดท้ กุ ท่ที ุกเวลาหากสามารถเช่อื มต่อกบั โครงข่ายอนิ เตอร์เนต็ นอกจากน้ียังเป็นยุคทผี่ ูค้ นสามารถ
ตดิ ตอ่ กนั ขา้ มโลกไดด้ ว้ ยภาพและเสยี งเพยี งชว่ั ลดั นวิ้ มอื โดยเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยเพยี งเลก็ นอ้ ย และเปน็ ยคุ
ทเ่ี ทคโนโลยที ำ� ใหโ้ ลกแคบลงเพราะการตดิ ตอ่ สอ่ื สารทกุ อยา่ งรวดเรว็ มากขนึ้ การพฒั นาอยา่ งรวดเรว็
ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ (IT Technology) ดงั กลา่ วไดป้ ฏวิ ตั ชิ วี ติ ของคนในสงั คมอยา่ งมากในทกุ ๆ
ดา้ น ไม่วา่ จะเป็นเศรษฐกิจ สงั คม การเมอื ง หรอื วฒั นธรรม อยา่ งไรกต็ ามเทคโนโลยีทพ่ี ัฒนาอยา่ ง
รวดเร็วดังกล่าวไม่ได้น�ำมาเพียงประโยชน์และความสะดวกสบายเท่าน้ัน การพัฒนาดังกล่าวยังได้
น�ำปัญหาใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเกิดข้ึนมาสู่สังคมด้วย ซึ่งปัญหาดังกล่าวสังคมยังขาดประสบการณ์
ในการรับมอื และแกไ้ ขอย่างเพยี งพอ หนงึ่ ในปัญหาทเี่ กิดขึ้นดังกลา่ วคอื การรุกล้�ำสิทธิในความเปน็
สว่ นตวั ของบคุ คล ซงึ่ ยงั ไมม่ คี วามเหน็ พอ้ งตอ้ งกนั ของสงั คมไปในทางเดยี วกนั (Social Consensus)
ในประเดน็ ดงั กลา่ ว ผเู้ ขยี นจงึ เขยี นบทความนขี้ น้ึ ไมใ่ ชใ่ นลกั ษณะใหค้ ำ� ตอบฟนั ธงวา่ อะไรถกู ผดิ อะไร
ควรหรือไม่ควร แต่เป็นการเขียนในลักษณะยกสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ และต้ังค�ำถามเพื่อน�ำไปสู่
การวเิ คราะหเ์ พ่อื ให้ผอู้ า่ นและสังคมน�ำประเดน็ ไปคิดต่อยอดตอ่ ไป
ในเบื้องต้น ทุกท่านต้องเข้าใจว่าในการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกครั้ง ข้อมูลท่ีเก่ียวข้อง
กบั ผใู้ ชท้ เ่ี กดิ ขน้ึ จากการใชง้ านอปุ กรณด์ งั กลา่ วไมม่ ากกน็ อ้ ยจะถกู บนั ทกึ ลงในฐานขอ้ มลู สารสนเทศ
(IT Social Space) ไม่วา่ ผู้ใช้ดงั กลา่ วจะทราบหรอื ไม่ และไมว่ า่ จะยินยอมหรือไม่กต็ าม ซึง่ ข้อมูล
การใช้งานดังกล่าวสามารถเข้าถึงและถูกเรียกกลับมาใช้อ้างอิงได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น
หากบุคคลใช้โทรศัพท์เคลื่อนท่ีในการติดต่อสื่อสาร นอกจากหมายเลขเครื่องของผู้รับ และระยะ
เวลาการพูดคุยจะถูกบันทึกไว้ในตัวโทรศัพท์เคล่ือนที่เครื่องดังกล่าวแล้ว หมายเลขซิมการ์ดท่ีใช้
โทรออก หมายเลขอีมี่ของเคร่ืองโทรศัพท์ท่ีใช้โทรออกดังกล่าว หมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับสาย
1 นิตศิ าสตร์บณั ฑติ (เกียรตนิ ยิ มอันดับ ๒) (ธรรมศาสตร์), เนตบิ ัณฑติ ไทย, LL.M. (Cornell), LL.M. in Intel-
lectual Property Law (George Washington) พนกั งานอัยการ ส�ำนักงานอยั การจังหวดั สุพรรณบุรี
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
65 ปี เกียรติขจร 211
เสาโทรศัพท์ท่ีใกล้เคียงท่ีสุดท่ีใช้โทรออก และระยะเวลาในการใช้งานโทรศัพท์จะถูกบันทึกข้อมูล
ไว้กับผู้ใหก้ ารบรกิ ารเสมอ ดงั นนั้ แมผ้ ู้ใชง้ านโทรศพั ท์จะลบขอ้ มลู ในเครอ่ื งแลว้ ก็ตาม ผ้ใู ห้บรกิ าร
ยังคงมีข้อมูลว่ามีบุคคลใช้มือถือเคร่ืองใด ซิมการ์ดหมายเลขใด โทรออกจากบริเวณไหน เวลา
กน่ี าฬิกา และใชร้ ะยะเวลาในการสนทนานานเทา่ ใด เปน็ ตน้
การบันทึกข้อมูลไม่เพียงเกิดขึ้นแต่กรณีการโทรศัพท์ดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศทุกประเภท ดังน้ันจึงจะเห็นได้ว่า ย่ิงมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น
เทา่ ใด ขอ้ มลู ของบคุ คลนน้ั ๆ กจ็ ะถกู เกบ็ ไวใ้ นฐานขอ้ มลู ไมว่ า่ ทใ่ี ดทห่ี นง่ึ มากขนึ้ เทา่ นนั้ เมอ่ื พจิ ารณา
ถึงข้อมูลดังกล่าวแล้ว หากข้อมูลดังกล่าวกระจัดกระจาย และมีจ�ำนวนเพียงเล็กน้อยก็อาจไม่มี
นัยสำ� คัญและไม่มผี ลกระทบต่อชวี ติ ของผ้ใู ชม้ ากนัก แตห่ ากมีการสืบค้นรวบรวมข้อมูลต่างๆ เชน่
พฤติกรรมช่วงเวลาการเข้าใช้อินเตอร์เน็ต ช่วงเวลาระยะเวลาการใช้โทรศัพท์ เว็บไซต์ท่ีเข้าไป
ชมบ่อย พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยด้วยบัตรเครดิตตามร้านค้าต่างๆ ทั้งตามหน้าร้านจริงและ
โดยการส่ังซ้ือผ่านอินเตอร์เน็ต ร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้าที่จับจ่ายใช้สอย กลุ่มเพ่ือนและ
ความชอบในสารสนเทศท่ีใช้ในการเข้าสังคม (Social Media) ต่างๆ เช่น เว็บไซต์เฟซบุ๊ค หรือ
ทวิตเตอร์ เป็นตน้ ซง่ึ ได้แสดงความคิดเห็นในเรอ่ื งตา่ งๆ ทเี่ คยมกี ารบันทึกทง้ั หมด ข้อมลู ดงั กล่าว
เมอื่ มาอยรู่ ว่ มกนั แลว้ ยอ่ มจะสามารถระบถุ งึ ตวั บคุ คลดงั กลา่ ว รถู้ งึ อปุ นสิ ยั ฐานะการเงนิ ชวี ติ ประจำ�
วนั และความคดิ เหน็ ทางการเมอื งและสงั คมของบคุ คลนน้ั จนอาจกลา่ วไดว้ า่ ผทู้ มี่ ขี อ้ มลู รจู้ กั ตวั ตน
ทแ่ี ทจ้ รงิ ของบคุ คลนนั้ มากกวา่ บคุ คลเจา้ ของขอ้ มลู เองเสยี อกี ชดุ ขอ้ มลู ดงั กลา่ วจงึ เปน็ สงิ่ ทมี่ คี า่ ทาง
เศรษฐกิจ มีคุณค่าราคาของตัวมันเอง และเป็นสิ่งที่บุคคลมีความต้องการสงวนไว้ในพื้นที่ส่วนตัว
ไม่ให้ใครมาล่วงล�้ำ ดังน้ันจึงจะเห็นได้ว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเหล่าน้ันเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก
และเป็นส่วนหน่ึงของสิทธิในความเป็นส่วนตัวของทุกๆ คนในสังคม และอาจกล่าวต่อไปได้ว่า
บุคคลเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากเท่าใด โอกาสของบุคคลนั้นที่จะถูกล่วงล้�ำความเป็นส่วนตัวก็จะ
มีมากข้ึนเท่าน้ัน สิทธิในความเป็นส่วนตัวของบุคคลจึงเป็นเร่ืองพื้นฐานและใกล้ตัวของทุกคน
ในสงั คมสมยั ใหม่อยา่ งหลกี เลย่ี งมิได้
ผู้อ่านทุกท่านอย่างน้อยคงมีความเห็นตรงกันว่า สิทธิในความเป็นส่วนตัว เป็นสิ่งท่ีทุกคน
มีอยู่ตามธรรมชาติ ซ่ึงกฎหมายจ�ำเป็นต้องรับรองและปกป้องคุ้มครอง และอย่างน้อยต้องรวมถึง
การปกปอ้ งคมุ้ ครองขอ้ มลู สว่ นตวั ของแตล่ ะบคุ คลดงั ทย่ี กตวั อยา่ งไปขา้ งตน้ อยา่ งไรกต็ าม ในปจั จบุ นั
ขอ้ ความคดิ เกย่ี วกบั สทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ยงั ขาดความเขา้ ใจทล่ี กึ ซงึ้ ขาดการอภปิ รายอยา่ งเพยี งพอ
อันต่างกับสิทธิในทางทรัพย์สิน หรือสิทธิในชีวิตร่างกาย ที่มีความเข้าใจลึกซ้ึงกว่าและค่อนข้าง
มีความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น ปัญหาต่างๆ รวมถึงปัญหาว่าสิทธิส่วนตัวคืออะไร
มขี อบเขตขนาดไหน หากมีการลว่ งละเมดิ แลว้ แนวทางการเยยี วยาที่เหมาะสมคืออะไร ยังคงเป็น
ปัญหาท่ียังไม่มีค�ำตอบที่เห็นพ้องต้องตรงกันและยังต้องรอเวลาเพื่อคลี่คลายต่อไป อย่างไรก็ตาม
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
212 65 ปี เกียรติขจร
เพอ่ื ความเขา้ ใจทมี่ ากขน้ึ ผเู้ ขยี นขอยกตวั อยา่ งววิ ฒั นาการของสทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ของประเทศ
สหรัฐอเมริกา ดงั จะกล่าวต่อไปน้ี
ในประเทศสหรฐั อเมรกิ า ชว่ งแรกเรม่ิ สงั คมเรม่ิ เหน็ ความสำ� คญั ของสทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั
ต้ังแต่ปี ค.ศ. 1890 แต่ในช่วงดังกล่าวข้อความคิดในเรื่องนี้ยังไม่พัฒนาถึงข้ึนสิทธิในความเป็น
สว่ นตัวอยา่ งในปจั จบุ นั และยังไมเ่ ก่ยี วข้องกบั ขอ้ มลู ส่วนบุคคลมากนกั หากแตเ่ ร่มิ มาจากแนวคิด
เกีย่ วกับสิทธทิ ่จี ะมโี ลกสว่ นตัวของแต่ละบคุ คล (Right to be let alone) โดยในแวดวงวชิ าการ
มกี ารอภปิ รายกนั วา่ เนอื่ งจากการพฒั นาของเศรษฐกจิ และการแขง่ ขนั ในตลาดทเ่ี พมิ่ มากขนึ้ ทำ� ให้
รูปแบบการท�ำธุรกิจ (Business Model) เปล่ียนไปเป็นลักษณะเชิงรุกไปสู่ลูกค้ามากข้ึน เช่น
การเดินขายตรงโดยเดินเคาะประตูบ้าน หรอื การลอบดซู องจดหมายของกลมุ่ ลกู ค้า เป็นตน้ ท�ำให้
สังคมเกิดความคิดว่าอย่างน้อยมนุษย์ควรจะมีสิทธิท่ีจะมีโลกส่วนตัวอยู่บ้างในพ้ืนที่ส่วนตัวของตน
เชน่ บา้ น ซง่ึ ขอ้ ความคดิ ดงั กลา่ วเรม่ิ แพรห่ ลายมากขน้ึ และถกู อภปิ รายในหลายบทความ จนกระทงั่
ถูกกล่าวในไว้ในค�ำพิพากษาศาลฎีกาของประเทศสหรัฐอเมริกาครั้งแรก ในคดีท่ีศาลตัดสินว่า
บทบญั ญตั กิ ฎหมายทห่ี า้ มผใู้ ดครอบครองวตั ถลุ ามกอนาจารไวใ้ นบา้ นของตนเองนน้ั ขดั ตอ่ รฐั ธรรมนญู
โดยศาลได้ระบุชัดถงึ สิทธิข้ันพน้ื ฐานในพืน้ ทสี่ ว่ นตัวว่า “รัฐไมม่ ีอ�ำนาจที่จะไปบอกบคุ คลใดท่กี ำ� ลัง
น่ังอยู่ในบ้านของตนเองว่าต้องอ่านหนังสือเล่มใด ดูหนังเร่ืองใด หรือมีสิทธิท�ำอะไรได้มากน้อย
แค่ไหน” ข้อความคิดในช่วงแรกสิทธิในความเป็นส่วนตัวจึงเน้นไปในเร่ืองสิทธิเด็ดขาดในพื้นท่ี
สว่ นตวั ของแต่ละบคุ คล มากกว่าในแง่ของขอ้ มลู สว่ นตัว
ตอ่ มาในชว่ งกลางยคุ 1960 ทแี่ นวความคดิ เกย่ี วกบั สทิ ธมิ นษุ ยชนกำ� ลงั เฟอ่ื งฟู แนวความคดิ
ในเร่ืองนี้เร่ิมพัฒนาไปสู่ความเป็นส่วนตัวในการตัดสินใจก�ำหนดชีวิตของตน ซ่ึงศาลฎีกาตัดสิน
ในคดีที่ใหบ้ ทบญั ญัตหิ ้ามสตรใี ช้ยาคมุ ก�ำเนิดนัน้ ขัดต่อรัฐธรรมนญู ว่า “แมส้ ิทธใิ นความเป็นส่วนตัว
จะมิได้ถูกบัญญัติไว้โดยตรงในรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เม่ืออนุมานจากข้อความ
ทง้ั หมดของรฐั ธรรมนญู และ Bill of Rights แล้ว มีเจตนารมณท์ ่จี ะรบั รองสิทธิมนษุ ยชนพืน้ ฐาน
ทุกประการซึ่งสิทธิดังกล่าวที่กฎหมายรับรองนั้นรวมถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัวด้วย” บทความ
ต่างๆ ท่ีได้มีการอภิปรายในยุคดังกล่าว จึงเริ่มพัฒนาข้อความคิดจากสิทธิเด็ดขาดในเชิงพื้นที่
มาเป็นสิทธใิ นการกระทำ� การใดๆ ในการตดั สนิ ใจกำ� หนดชีวิตของแต่ละบุคคล
จากนน้ั สทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ในบรบิ ทของประเทศสหรฐั อเมรกิ ากไ็ ดม้ กี ารพฒั นาเรอื่ ยมา
จนในยุคปัจจุบัน ข้อความคิดเรื่องสิทธิในความเป็นส่วนตัวพัฒนามาถึงความคุ้มครองในแง่ข้อมูล
สว่ นตวั ของแตล่ ะบคุ คล ทงั้ นเ้ี นอื่ งจาก การพฒั นาทางเทคโนโลยแี บบกา้ วกระโดด ภาครฐั และบรษิ ทั
เอกชน เร่ิมที่จะมีการท�ำฐานข้อมูลรวบรวมส่วนบุคคลทุกประการไว้ โดยส�ำหรับภาครัฐข้อมูล
ดังกล่าวถูกเก็บไว้เพื่อใช้ในบริหารนโยบายรัฐให้ได้ผลมากขึ้นและใช้ท�ำนายแนวโน้มประชากร
เศรษฐกิจและสังคม และเร่ืองต่างๆ ท่ีใช้ในการด�ำเนินภารกิจของรัฐ ส่วนบริษัทภาคเอกชนก็มี
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
65 ปี เกียรตขิ จร 213
การจัดท�ำข้อมูลดังกล่าว ทั้งเก็บไว้ใช้โฆษณาน�ำเสนอสินค้าให้แก่ลูกค้าที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น
ลดค่าใช้จ่ายในการท�ำการตลาดแบบเหวี่ยงแห หรือมิฉะน้ันก็เป็นบริษัทที่ท�ำธุรกิจรวบรวบข้อมูล
ดังกล่าวไว้เป็นสินค้าของบริษัทโดยตรงเพ่ือไว้ใช้จ�ำหน่ายให้แก่บริษัทเอกชนอ่ืนไปใช้ประโยชน์
เพราะชุดขอ้ มูลดังกล่าวมคี ณุ ค่าในตัวเองดังทไ่ี ดก้ ล่าวไปตอนต้นแลว้ ดงั นัน้ สังคมจึงเร่มิ ตง้ั คำ� ถาม
มากขึ้นว่า การรวมรวบข้อมูลดังกล่าวโดยท่ีเจ้าของมิได้ยินยอมน้ันชอบธรรมหรือไม่ สิทธิใน
ความเป็นส่วนตวั ในยุคปจั จบุ นั จึงเปน็ ประเด็นเกี่ยวกบั ข้อมลู สว่ นบุคคลว่า แตล่ ะบุคคลมีสทิ ธิที่จะ
จัดการ สร้าง ลบล้าง หรอื ก�ำหนดขอ้ มูลสว่ นตวั ของตนท่จี ะเปดิ เผยสสู่ าธารณะไดห้ รือไม่ เพียงใด
สำ� หรบั ประเทศไทยของเรานนั้ แมจ้ ะยงั ไมม่ คี วามตนื่ ตวั เรอื่ งความคมุ้ ครองสทิ ธใิ นความเปน็
ส่วนตัวในสื่อสาธารณะมากนัก แต่ระบบกฎหมายของเราได้รับเอาหลักกฎหมายเกี่ยวกับเรื่อง
ดังกล่าวจากต่างประเทศมาบัญญัติรับรองในหลักการแล้ว ดังปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
มาตรา 35 ซึง่ บญั ญตั ิว่า
“สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ช่ือเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับ
ความคุม้ ครอง
การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซ่ึงข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน
อนั เป็นการละเมดิ หรือกระทบถึงสทิ ธขิ องบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชือ่ เสียง หรอื ความเปน็ อยู่
ส่วนตัวจะกระท�ำมไิ ด้ เวน้ แต่กรณที เ่ี ปน็ ประโยชนต์ ่อสาธารณะ
บคุ คลยอ่ มมสี ทิ ธไิ ดร้ บั ความคมุ้ ครองจากการแสวงประโยชนโ์ ดยมชิ อบจากขอ้ มลู สว่ นบคุ คล
ท่ีเกย่ี วกบั ตน ท้ังนี้ ตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ”
และตามมาตรา 58 ซึ่งบัญญัติว่า
“บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของ
หนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ หรอื ราชการสว่ นทอ้ งถนิ่ เวน้ แตก่ ารเปดิ เผยขอ้ มลู หรอื
ขา่ วสารนน้ั จะกระทบตอ่ ความมนั่ คงของรฐั ความปลอดภยั ของประชาชน หรอื สว่ นไดเ้ สยี อนั พงึ ได้
รับความค้มุ ครองของบุคคลอน่ื หรอื เปน็ ข้อมูลสว่ นบคุ คล ทง้ั น้ี ตามที่กฎหมายบัญญัต”ิ
สำ� หรบั กฎหมายระดบั พระราชบญั ญตั ทิ เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การเปดิ เผยขอ้ มลู ในภาครฐั คอื พระราช
บญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซงึ่ สรปุ หลกั การอยา่ งครา่ วๆ เฉพาะทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
ได้ว่า รัฐมีขอ้ มลู ข่าวสารใด โดยหลักแล้วจำ� เป็นจะต้องเปิดเผยขอ้ มลู เหล่านนั้ ให้ประชาชนท่วั ไปได้
ทราบ เวน้ แตข่ อ้ มลู นนั้ จะเปน็ ขอ้ ยกเวน้ ตามกฎหมาย ซงึ่ ขอ้ ยกเวน้ ดงั กลา่ วรวมถงึ การเปดิ เผยขอ้ มลู
ส่วนบุคคลซ่ึงเจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม ทั้งน้ีตามท่ีกฎหมายบัญญัติ โดยข้อมูลส่วนบุคคลในที่นี้
หมายถงึ ขอ้ มลู ทเ่ี ปน็ สงิ่ เฉพาะตวั ของบคุ คล เชน่ ฐานะการเงนิ ประวตั สิ ขุ ภาพ ประวตั อิ าชญากรรม
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
214 65 ปี เกียรตขิ จร
ประวัติการทำ� งาน เป็นต้น และขอ้ มูลทที่ �ำให้ระบุตัวบุคคลผนู้ ้ันได้ เช่น ชือ่ นามสกลุ ลายพิมพ์นิว้
มือ แผ่นบันทกึ เสียง รปู ภาพ เป็นตน้ และใหห้ มายความรวมถงึ ข้อมลู เกี่ยวกบั บคุ คลทต่ี ายไปแล้ว
ดว้ ย นอกจากนกี้ ฎหมายฉบบั ดงั กลา่ วยงั กำ� หนดวธิ กี ารจดั เกบ็ ขอ้ มลู สว่ นบคุ คลของภาครฐั โดยเฉพาะ
ดงั น้นั จงึ กลา่ วได้วา่ สถานะสทิ ธใิ นความเปน็ ส่วนตัวในเกยี่ วกับขอ้ มูลสว่ นบคุ คลที่เปน็ รกั ษาอยู่กบั
ภาครฐั ในประเทศไทยปจั จบุ นั นัน้ ได้รบั คุ้มครองตามกฎหมายในระดบั หนึง่
ส่วนในภาคเอกชน ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รวบรวมโดยเอกชน
ด้วยกันเองอย่างเฉพาะเจาะจง และยังคงเป็นช่องว่างทางกฎหมาย แนวทางเยียวยาในปัจจุบัน
เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยภาคเอกชนคือต้องรอให้ปัญหาข้อพิพาทเกิดขึ้นเสียก่อน
แล้วจึงน�ำคดีมาฟ้องเป็นคดีละเมิดในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน อันเป็นการแก้ไขปัญหาที่
ปลายเหตุ และอาจมีกรณีท่ีผู้ละเมิดจงใจกระท�ำละเมิด เช่น ค่าสินไหมทดแทนที่จะต้องเสียอาจ
คมุ้ คา่ ตอ่ การเปดิ เผยขอ้ มลู ดงั กลา่ ว ผทู้ ม่ี ขี อ้ มลู จงึ จงใจละเมดิ เปดิ เผยขอ้ มลู ทง้ั ทรี่ วู้ า่ ฝา่ ฝนื ตอ่ กฎหมาย
ได้ นอกจากนผี้ ถู้ กู ละเมดิ อาจฟอ้ งเปน็ คดอี าญาฐานเปดิ เผยความลบั ทงั้ นี้ กฎหมายในเรอื่ งดงั กลา่ ว
ก็ยงั บัญญตั ไิ ม่ครอบคลมุ ถงึ ขอ้ มูลส่วนบุคคลทกุ กรณี
อนึ่ง ในปจั จบุ นั ได้มีการยกร่างพระราชบญั ญัตคิ มุ้ ครองข้อมลู ส่วนบุคคล พ.ศ. .....ซงึ่ ยังอยู่
ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าวได้ยึดหลัก
การส�ำคัญในการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามแนวทางของนานาประเทศทั้งประเทศ
สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เพื่อก�ำหนดหลักเกณฑ์แนวทางในการรวบรวมประมวลผลข้อมูล
สว่ นบคุ คลท่ที �ำโดยเอกชนเพอ่ื อุดชอ่ งว่างดงั กล่าว
หลักการของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ..... ที่ส�ำคัญคือ ต้องการ
ท่ีจะตรากฎหมายในลักษณะที่เป็นการให้ความคุ้มครองเป็นการท่ัวไปในสิทธิเก่ียวกับข้อมูลส่วน
บคุ คล เนอื่ งจากกฎหมายฉบบั อนื่ แมจ้ ะไดม้ กี ารตรากฎหมายขน้ึ ใชบ้ งั คบั เพอ่ื คมุ้ ครองเกย่ี วกบั ขอ้ มลู
ต่างๆ ซึ่งบางเรื่องรวมไปถึงข้อมูลส่วนบุคคลด้วยก็ตาม แต่การคุ้มครองยังคงมุ่งแต่เฉพาะเร่ืองใด
เรื่องหน่ึงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับน้ันๆ หาได้ครอบคลุมเป็นกรณีท่ัวไปไม่ เจตนารมณ์
ของกฎหมายฉบับนี้ใหม่น้ีจึงมีเพ่ือให้การคุ้มครองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการต้ัง
คณะกรรมการคมุ้ ครองขอ้ มลู สว่ นบคุ คลเพอื่ วางนโยบายและมาตรการในการใหค้ วามคมุ้ ครองสทิ ธิ
ในข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ยังขยายขอบเขตนิยามการจัดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้
คมุ้ ครองถงึ การเกบ็ รวบรวม การบนั ทกึ การจดั หมวดหมู่ การใชป้ ระโยชน์ การเกบ็ รกั ษา การแกไ้ ข
การโอน และการเปดิ เผย ฯลฯ ซง่ึ ตามรา่ งพระราชบญั ญตั นิ เี้ รยี กวา่ “การประมวลผล” ซง่ึ กฎหมาย
พยายามวางแนวทางในการประมวลผลข้อมูลด้วยวิธีต่างๆ ไว้ รวมท้ังให้อ�ำนาจเจ้าของข้อมูล
สว่ นบคุ คลในอนั ทจี่ ะแกไ้ ขหรอื ลบขอ้ มลู ของตนทเ่ี กบ็ อยกู่ บั บคุ คลอน่ื ได้ ทงั้ นี้ กฎหมายฉบบั ดงั กลา่ ว
จำ� เป็นท่จี ะต้องรอการผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาต่อไป
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
65 ปี เกียรตขิ จร 215
อย่างไรก็ตาม หากผู้อ่านพิจารณาถึงบทบัญญัติเก่ียวกับสิทธิในความเป็นส่วนตัวในข้อมูล
ส่วนตัวของบุคคลท่ีไม่ว่าจะถูกเก็บรักษาอยู่กับภาครัฐหรือภาคเอกชนดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว
จะเห็นไดว้ ่าบทบัญญัตดิ งั กลา่ วบญั ญตั เิ ป็นลักษณะในเชงิ นามธรรม (Abstract) กว้างๆ จำ� เป็นต้อง
อาศัยการตีความวางแนวบรรทัดฐานต่อไปอีกมาก ซ่ึงการตีความกฎหมายจะมีส่วนส�ำคัญมาก
ในการกำ� หนดแนวทางการพฒั นาสทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ในประเทศไทยตอ่ ไป ความรคู้ วามเขา้ ใจ
เกยี่ วกบั สทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ในแงม่ มุ ตา่ งๆ ทจ่ี ำ� เปน็ ตอ่ การใชต้ คี วามและผเู้ ขยี นเหน็ วา่ นา่ สนใจ
หยบิ ยกขน้ึ เป็นประเด็นในการอภปิ รายทิ้งทา้ ยมีดงั ตอ่ ไปน้ี
ประการแรก เน่ืองจากลักษณะเฉพาะของสิทธิในความเป็นส่วนตัวมิได้เป็นสิทธิท่ีแบ่งแยก
ออกมาเป็นเอกเทศ แต่เป็นสิทธิที่เก่ียวพันกับสิทธิอ่ืนๆ อย่างลึกซึ้ง เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า
ในอีกแง่มุมหนึ่ง หากมีการคุ้มครองปกป้องสิทธิในความเป็นส่วนตัวมากเกินไปอาจน�ำไปสู่
การลว่ งละเมิดสิทธิพนื้ ฐานอืน่ ตามรฐั ธรรมนญู เชน่ สทิ ธเิ สรภี าพในการแสดงออก (Freedom of
Expression) สทิ ธิเสรีภาพในการประกอบธุรกจิ (Freedom of Business) รวมทั้งสิทธิเสรภี าพ
ของสื่อ (Freedom of Media) แนวบรรทัดฐานของกฎหมายท่ีจะมีการบัญญัติเกี่ยวกับเรื่อง
ดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนการล่องเรือผ่านหน้าผาช่องแคบ ซ่ึงผาฝั่งหนึ่งคือ การปกป้องคุ้มครอง
ที่น้อยเกินไปจนสิทธิในความเป็นส่วนตัวถูกละเมิดขาดความคุ้มครอง และผาอีกฝั่งหน่ึง คือ
การปกป้องคุ้มครองที่มากเกินไปจนสิทธิในความเป็นส่วนตัวท�ำให้สิทธิข้ันพื้นฐานอ่ืนๆ ถูกละเมิด
เสียเอง ดังนั้น ความเห็นท่ีว่า “กฎหมายหรือมาตรการใดๆ ท่ีเป็นไปเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิ
ในความเป็นส่วนตัวน้ันจ�ำเป็นและชอบธรรมเสมอ” จึงไม่ถูกต้องเสมอไปทุกกรณี เนื่องจาก
การประสานคุณค่าทางกฎหมายของสิทธิแต่ละประเภทในภาพเดียวกันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในการพิจารณา การตัดสินใจวางแนวบรรทัดฐานในที่นี้จึงเป็นประเด็นการช่ังน้�ำหนักความส�ำคัญ
โดยไม่อาจช้ีผิดถูกขาวด�ำไปได้ ค�ำถามในประเด็นน้ีจึงมีต่อไปว่า การประนีประนอมสิทธิต่างๆ
ในระดับท่ีเหมาะสมคอื อยา่ งไร
ประการตอ่ มา การบญั ญตั แิ ละบงั คบั ใชก้ ฎหมายทเี่ หมาะสมมไิ ดเ้ ปน็ มาตรการเดยี วทจ่ี ะทำ� ให้
การปกปอ้ งสทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั สมั ฤทธผิ์ ลเทา่ นน้ั จารตี ประเพณขี องสงั คมในการใหค้ วามเคารพ
ความเปน็ สว่ นตวั ของแตล่ ะบคุ คลกเ็ ปน็ เรอ่ื งทส่ี ำ� คญั ไมย่ งิ่ หยอ่ นไปกวา่ กนั ในสงั คมทขี่ าดความเคารพ
ในความเปน็ สว่ นตวั ดงั กลา่ ว การบญั ญตั แิ ละบงั คบั ใชก้ ฎหมายในเรอื่ งนอ้ี าจจะใหผ้ ลเพยี งแค่ แตล่ ะ
คนในสงั คมตา่ งค�ำนึงถงึ สทิ ธิในความเป็นส่วนตัวของตัวเองมากขึ้นเทา่ น้ัน แตร่ ะดับความคมุ้ ครอง
สทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั และความเคารพสทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ซง่ึ กนั และกนั ในภาพรวมอาจมไิ ด้
มีการพัฒนาเลยก็เป็นได้ ฉะน้ันกฎหมายและจารีตวัฒนธรรมจึงจ�ำเป็นต้องพิจารณาและพัฒนา
ควบคกู่ นั ไปในปญั หาน้ี สว่ นประเดน็ วา่ จารตี ประเพณใี นรปู แบบใดทเี่ หมาะสมกบั บรบิ ทใน ในระดบั ใด
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
216 65 ปี เกยี รตขิ จร
และบทบาทของกฎหมายและจารีตประเพณีจะท�ำงานร่วมกันอย่างเหมาะสมอย่างไรน้ัน ยังคง
เปน็ ปัญหาทจ่ี ะตอ้ งรว่ มกันหาค�ำตอบต่อไป
จากบทความนี้ จะเห็นได้ว่าสิทธิในความเป็นส่วนตัวเป็นเร่ืองท่ีละเอียดอ่อนซับซ้อน และ
ยากทจ่ี ะท�ำใหท้ ุกคนมีความเห็นตรงกันได้ อยา่ งไรก็ตาม การขาดความชดั เจนในประเด็นเก่ยี วกับ
สิทธิในความเป็นส่วนตัวจะยิ่งท�ำให้กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่เก่ียวข้องในเรื่องดังกล่าว
ไมส่ ามารถแกไ้ ขปญั หาไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ และการบงั คบั ใชก้ ฎหมายไมต่ รงกบั เจตนารมณใ์ นการบญั ญตั ิ
กฎหมาย ดังน้นั การอภิปรายแนวความคดิ เกยี่ วกบั สิทธใิ นความเป็นส่วนตวั ในประเด็นตา่ งๆ ขา้ ง
ต้น และประเด็นที่ต่อยอดขึ้นไปจึงเป็นสิ่งจ�ำเป็น จะช่วยเป็นข้อคิดและท�ำให้เข้าใกล้ค�ำตอบของ
ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวมากข้ึน ท�ำให้การบังคับใช้กฎหมายในเรื่องน้ีเป็นไปดังเจตนารมณ์มากข้ึน
ตอ่ ไป
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
65 ปี เกยี รติขจร 217
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
จากศษิ ย์รุ่น “2523”
กมล สุปรยี สุนทร*
ในวาระท่ีท่านศาสตราจารยพ์ เิ ศษ ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ อาจารย์ผูเ้ ปน็ ท่เี คารพรกั ย่งิ
ของพวกเรามีอายุครบ 65 ปี ผมในฐานะตัวแทนรุ่นนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 23 รู้สึกเป็นเกียรติ
อยา่ งยง่ิ ทไี่ ดม้ โี อกาสรว่ มแสดงมทุ ติ าจติ กบั อาจารยใ์ นครง้ั นี้ ผมและเพอ่ื นๆ จะสนทิ สนมกบั อาจารยม์ าก
เนื่องด้วยขณะท่ีท่านด�ำรงต�ำแหน่งเป็นคณบดี พวกเราเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์พอดี
และในช่วงนั้น ผมเป็นนักกีฑาเหรียญทองมหาวิทยาลัย และเป็นนักกีฬาดีเด่นของมหาวิทยาลัย
ประจำ� ปี 2526 ซ่ึงมโี อกาสได้ร้จู กั ใกล้ชดิ กับอาจารยม์ ากเปน็ พเิ ศษ พวกเรามคี วามประทับใจทา่ น
อาจารย์หลายอย่าง เช่น ท่านอาจารย์วางตนได้น่าเคารพรักมาก ไม่ถือตัว คอยห่วงใย ถามไถ่
สารทุกข์สุกดิบตลอดเวลา และแม้จะส�ำเร็จการศึกษามาแล้วหลายสิบปี ท่านอาจารย์ก็ยังจ�ำช่ือ
พวกเราได้ ท่านอาจารย์มีจริยวัตรปฏิบัติที่งดงาม อบอุ่น และมีเมตตา จนเป็นที่ประจักษ์ต่อ
พวกเราและลกู ศิษยท์ า่ นอนื่ ๆ เสมอมา
ทา่ นอาจารยเ์ กยี รตขิ จรจงึ ไมเ่ พยี งแตใ่ หค้ วามรกู้ บั พวกเราเทา่ นน้ั แตท่ า่ นยงั ปฏบิ ตั ติ นใหเ้ ปน็
แบบอย่างด้วยอีกต่างหาก ท่านอาจารย์จึงสมควรได้รับค�ำกล่าวขานจากผมและเพ่ือนๆ ในรุ่นว่า
ท่านอาจารย์เป็น “ผู้ที่เปี่ยมด้วยความรู้และคุณธรรม” ได้อย่างเต็มปากเต็มค�ำ สนิทใจ และ
เต็มภาคภูมมิ ากที่สุดท่านหนึ่งครบั
* น.บ. (ธรรมศาสตร)์ , น.บ.ท. น.ม. (จฬุ า) ปรชั ญาดษุ ฏบี ณั ฑติ , (อาชญาวทิ ยา การบรหิ ารงานยตุ ธิ รรมและสงั คม)
ผูพ้ ิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
65 ปี เกียรติขจร 219
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
ประวัติการศกึ ษาและการท�ำงาน
ศาสตราจารยพ์ เิ ศษ ดร.เกยี รตขิ จร วัจนะสวัสด์ิ
1. วนั เดือน ปเี กิด
1.1 เกิดวันที่ 18 มนี าคม 2492
1.2 การศกึ ษาระดับอดุ มศกึ ษา (เรยี งจากคุณวฒุ ิสงู สุดตามลำ� ดับ)
1.2.1 ปริญญาเอก คณุ วุฒิ ปี พ.ศ. ท่ีจบ ชอื่ สถานศกึ ษา
2520 Northwestern University
(ทนุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร)์
1.2.2 ปริญญาโท (ทุนมหาวทิ ยาลัย YALE) 2517 Yale University
1.2.3 ประกาศนยี บตั รทาง ก.ม. เปรยี บเทยี บ 2516 New York University
(ทุนมลู นิธิเอเชยี )
1.2.4 เนตบิ ัณฑิตไทย สมัยที่ 23 2514
1.2.5 ปริญญาตรี นติ ศิ าสตรบณั ฑติ 2513 มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
(เกยี รตนิ ิยมดีมาก)
2. ประวตั ิการทำ� งาน
15 สงิ หาคม 2520–1 พฤศจกิ ายน 2550 : อาจารยป์ ระจำ� ผบู้ รรยายวิชากฎหมายอาญา
และกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2525–2527 : คณบดคี ณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
3. อาจารย์พเิ ศษ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ผู้บรรยายวชิ า
3.1 วชิ า น. 620 กฎหมายอาญาช้ันสูง (ปริญญาโท)
3.2 วิชา น. 720 กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญาชัน้ สงู (ปริญญาโท)
3.3 วิชา น. 721 ปญั หากฎหมายอาญา (ปริญญาโท)
3.4 วิชา น. 722 บณั ฑิตสัมมนา (สาขากฎหมายอาญา) (ปรญิ ญาโท)
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
65 ปี เกียรติขจร 221
3.5 วิชา น. 316 สัมมนากฎหมายอาญา (ปรญิ ญาตร)ี
3.6 วชิ า น. 387 สัมมนาปัญหาในกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญา (ปรญิ ญาตร)ี
อาจารย์ผบู้ รรยายวชิ ากฎหมายอาญามาตรา 59−106 สำ� นกั อบรมศึกษากฎหมายแห่ง
เนตบิ ณั ฑิตยสภา ต้งั แตป่ ี พ.ศ. 2529 ถึงปัจจุบัน
4. ผลงานทางวชิ าการ
4.1 ตำ� รา
1) ค�ำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1
2) ค�ำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิด เล่ม 1
3) คำ� อธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิด เล่ม 2
4) ค�ำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิด เลม่ 3
5) ค�ำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิด เลม่ 4
6) ค�ำอธบิ ายหลักกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา
7) ภาษาองั กฤษสำ� หรับนกั กฎหมาย
8) ค�ำถามและแนวค�ำตอบกฎหมายอาญา
4.2 บทความ
บทความกฎหมายอาญา
ล�ำ ัดบ ชอ่ื เร่อื ง พมิ พ์โดย
1. การเพมิ่ โทษในคดคี วามผดิ ทางเพศ วารสารนิตศิ าสตร์ ฉบบั ที่ 2 ปที ่ี 12
(บทสัมภาษณร์ ่วมกับผ้ทู รงคุณวุฒิอีก 5 ท่าน) พ.ศ. 2524 หนา้ 83–110
2. บุคคลซ่ึงไม่สมควรเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือ วารสารกฎหมาย คณะนติ ศิ าสตร์
ผสู้ นับสนุนในความผิดอาญาบางประเภท จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย ปีท่ี 9 ฉบบั ท่ี 3
กมุ ภาพนั ธ์ 2528 หนา้ ที่ 63–76
3. สนทนาหลกั และปญั หาในกฎหมายอาญาภาค วารสารนติ ศิ าสตร์ ฉบบั ที่ 2 ปีที่ 16
ท่วั ไป (รว่ มกบั ศ.จิตติ ตงิ ศภัทิย์) มถิ นุ ายน 2529 หนา้ 1–24
4. ลกั ษณะของโทษ “รบิ ทรพั ยส์ ิน”
หนงั สอื “84 ปี ศาสตราจารยจ์ ติ ติ ตงิ ศภทั ยิ ”์
หนา้ 27–32 (พ.ศ. 2536)
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
222 65 ปี เกยี รติขจร
ล�ำดับ ช่อื เร่ือง พิมพ์โดย
5. ความรับผิดของ ตวั การ ผูใ้ ช้ ผูส้ นับสนุน วารสารนิตศิ าสตร์ ปีที่ 26 ฉบับท่ี 4
ในกรณีท่ีผลู้ งมือกระท�ำไปเกินขอบเขต ธันวาคม 2539 หน้า 717–727
6. แนวความคิดเร่ือง การลงมอื กระท�ำความผิด บทบัณฑิตย์ เล่มท่ี 52 ตอน 1
ตามกฎหมายอาญาอเมริกัน: หลัก “การกระ มีนาคม 2539 หนา้ 21–27
ท�ำขนั้ ตอนสำ� คัญ”
7. ขอ้ สงั เกตบางประการเกย่ี วกบั การรา่ งกฎหมาย สรรพากรสาสน์ ปีท่ี 43 ฉบับท่ี 9
ทีม่ ีโทษทางอาญา กันยายน 2539 หน้า 59–65
8. การริบทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระท�ำความ วารสารนิติศาสตร์ ปที ี่ 26 ฉบับที่ 4
ผดิ ธนั วาคม 2539 หนา้ 728–738
9. ผ้ลู งมอื ตัวการ ผู้ใช้
รพี’ 37 (คณะกรรมการเนติบัณฑิต
สมัยท่ี 46) หนา้ 23–26
10. กรรมเดียวผดิ กฎหมายหลายบท
รพี’ 38 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑิต
สมยั ท่ี 47) หน้า 79–81
11. การขาดองคป์ ระกอบภายนอก การขาดเจตนา รพ’ี 39 (คณะกรรมการเนติบัณฑิต
และการสำ� คัญผดิ ในขอ้ เท็จจริง สมยั ท่ี 48) หน้า 73–79
12. กรรมเดยี วผดิ กฎหมายบทเดยี ว
รพี’ 40 (คณะกรรมการเนติบัณฑิต
สมยั ท่ี 49) หน้า 66–69
13. ถาม–ตอบ หลักกฎหมายอาญา
รพ’ี 41 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑิต
สมัยที่ 50) หน้า 85–91
14. วเิ คราะหฎ์ กี าที่ 6677/2540
รพ’ี 42 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑติ
สมัยท่ี 51) หนา้ 104–107
15. ขอ้ ตกลงตามสญั ญาเชา่ ยกเว้นความผิดฐาน รพี’ 43 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑติ
บกุ รุก สมัยที่ 52) หน้า 140–143
16. กรณที ี่ผ้ใู ชต้ อ้ งระวางโทษหนึ่งในสาม
รพ’ี 44 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑิต
สมยั ท่ี 53) หนา้ 79–82
17. ความผดิ ทีไ่ มม่ ี “พยายาม”
รพี’ 45 (คณะกรรมการเนติบณั ฑติ
สมยั ท่ี 54) หน้า 147–150
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
65 ปี เกยี รติขจร 223
ล�ำดับ ชอื่ เรือ่ ง พมิ พโ์ ดย
18. วเิ คราะหฎ์ กี าที่ 3470/2543 และ 1749/2545 รพี’ 46 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑิต
เรอื่ ง “บทเฉพาะ” และ “บทท่วั ไป” สมัยท่ี 55) หนา้ 98–100
19. ความยินยอมในกฎหมายอาญาและกฎหมาย รพี’ 47 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑิต
วิธพี ิจารณาความอาญา สมัยที่ 56) หน้า 156–160
20. ความผิดเกยี่ วกบั บัตรอิเลก็ ทรอนิกส์
รพี’ 48 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑติ
สมยั ที่ 57) หนา้ 76–80
21. ความรับผดิ ของ “ผกู้ ระท�ำ” ในกรณที ่ี “ผู้ถูก รพี’ 49 (คณะกรรมการเนติบัณฑติ
กระท�ำ” ถงึ แกค่ วามตายโดยการฆา่ ตนเอง สมยั ท่ี 58) หนา้ 75–77
22. “ความผดิ ธรรมดา” และ “ความผดิ ซบั ซ้อน” รพี’ 49 (มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนดุสิต)
หน้า 7–17
23. ความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อ่ืนถึงแก่ รพี’ 50 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑติ
ความตาย สมัยที่ 59) หน้า 75–77
24. ค�ำพิพากษาฎีกาท่ีน่าสนใจบางเรื่องเก่ียวกับ รพ’ี 51 (คณะกรรมการเนตบิ ัณฑติ
“ความรับผดิ ในทางอาญา” สมัยที่ 60) หน้า 59–64
25. “พฤตกิ ารณป์ ระกอบการกระทำ� ” ในความผดิ รพี’ 52 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑิต
อาญาบางฐาน สมัยท่ี 61) หน้า 121–127
26. “บทท่ีมีโทษหนักที่สุด” ตามความหมายของ รพี 2553 (คณะกรรมการเนติบัณฑติ
มาตรา 90 สมัยท่ี 62) หนา้ 88–92
27. ข้อคิดบางประการในการร่างกฎหมายท่ีมีโทษ หนงั สอื “60 ปี ส�ำนักงานคณะกรรมการ–
ในทางอาญา กฤษฎกี า” หน้า 300–311
28. ผรู้ บั โอนทรพั ยจ์ ากลกู หนจี้ ะเปน็ ตวั การรว่ มกบั รพี 2554 (คณะกรรมการเนติบณั ฑิต
ลกู หนใ้ี นการทล่ี กู หนี้โกงเจา้ หน้ีได้หรอื ? สมยั ท่ี 63) หนา้ 58–62
29. วเิ คราะหห์ าหลกั กฎหมายจากคำ� พพิ ากษาศาล รพี 2555 (คณะกรรมการเนติบณั ฑติ
ฎีกาบางเรื่อง สมยั ที่ 64) หนา้ 70–80
30. ความผดิ ฐาน “กระทำ� ชำ� เรา” ตอ้ งมกี าร “สอดใส”่ รพี’ 56 (คณะกรรมการเนตบิ ณั ฑติ
หรอื “ลว่ งลำ้� ” ตามฎกี าที่ 1390/2555 หรอื ไม่ สมัยท่ี 65) หนา้ 91–97
31. ความรับผิดในทางอาญาของผู้กระท�ำ : กรณี รพ’ี 57 (คณะกรรมการเนติบัณฑติ
ผู้ถกู กระท�ำใหค้ วามยนิ ยอม สมัยที่ 66)
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
224 65 ปี เกยี รตขิ จร
บทความกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา
ล�ำดับ ช่ือเร่อื ง พมิ พ์โดย
1. หลกั การไมย่ อมรบั ฟงั พยานวตั ถุ พยานเอกสาร วารสารนติ ิศาสตร์ คณะนติ ิศาสตร์
ซึ่งไดม้ าโดยการจับ การคน้ การยดึ ท่ไี มช่ อบ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ฉบบั ท่ี 3 ปีท่ี 9
ด้วยกฎหมายในสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2521
2. การควบคุมอ�ำนาจพนักงานสอบสวน วารสารนติ ศิ าสตร์ คณะนติ ิศาสตร์
ตัวอยา่ งสหรฐั อเมรกิ า มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ฉบับท่ี 4 ปีท่ี 9
พ.ศ. 2521
3. บทบาทของอยั การในการควบคมุ อำ� นาจตำ� รวจ วารสารอยั การ ปีท่ี 1 ฉบบั ท่ี 9
ในสหรฐั อเมรกิ า เดือนกันยายน พ.ศ. 2521
4. ดุลยพินิจในการไม่ฟ้องคดีอาญาท่ีมีมูลของ วารสารนติ ศิ าสตร์
อยั การในสหรฐั อเมรกิ า ฉบับท่ี 1 ปที ่ี 10 พ.ศ. 2521
5. บทความแปล “หลักการฟ้องคดีอาญาเชิง พิมพ์เผยแพรใ่ นการอภิปรายทางวิชาการ
บังคับ (Compulsory Prosecution) และ เร่ือง “การชะลอการฟอ้ งในทศั นะอาจารย์
ขอบเขตการใช้ดุลพนิ จิ ของอยั การเยอรมัน” มหาวทิ ยาลยั ” ณ คณะนิติศาสตร์
วนั ศุกร์ท่ี 29 กันยายน พ.ศ. 2521
6. ระบบการฟอ้ งคดอี าญาตามดลุ พนิ จิ ของอยั การ วารสารอัยการ ปีที่ 2 ฉบับท่ี 18
ในญ่ีปนุ่ เดอื นมิถุนายน พ.ศ. 2522
7. หนา้ ทข่ี องทนายความทจี่ ะตอ้ งวา่ ตา่ งแกต้ า่ งให้ วารสารนติ ิศาสตรร์ ำ� ลึก
จำ� เลยในคดซี ่งึ ไมเ่ ป็นทน่ี ยิ มของประชาชน 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522
8. หลกั ประกนั จากการถกู จับกมุ ตรวจค้น วารสารนติ ิศาสตร์
ท่ีไม่ชอบธรรม ฉบบั ที่ 3 ปีที่ 11 พ.ศ. 2523
9. วิเคราะห์การแก้ไขประมวลกฎหมายวิธี วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
พิจารณาความอาญาในส่วนที่เก่ียวกับการ ฉบับท่ี 3 ปที ่ี 15 เดอื นกันยายน พ.ศ. 2528
คมุ้ ครองสทิ ธขิ องผู้ต้องหาหรอื จำ� เลย “ฉบับกฎหมายวิธีพจิ ารณาความ”
10. การสละสิทธิตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
อาญา ปที ่ี 34 มนี าคม 2547 ฉบบั ท่ี 1
11. สทิ ธขิ องผู้ตอ้ งหาท่จี ะไม่ให้การเป็นปฏปิ กั ษ์ วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
ต่อตนเอง ปีท่ี 34 มิถุนายน 2547 ฉบับท่ี 2
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
65 ปี เกยี รตขิ จร 225
ล�ำดับ ชือ่ เรอื่ ง พิมพโ์ ดย
12. การพัฒนากฎหมายอาญาและวิธีพิจารณา วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
ความอาญาในประเทศไทย (บทสมั ภาษณ์) ปีที่ 39 ฉบบั ท่ี 3
รวมหมายเหตทุ ้ายฎกี า
ลำ� ดบั เลขฎกี า พิมพ์โดย เรือ่ ง
1. 430/2532 ฎกี าเนติฯ สำ� คัญผิดในขอ้ เทจ็ จริง ตาม ป.อ.
2. 659/2532 ตอนที่ 2 หน้า 395 มาตรา 62
3. 1459/2532 ฎกี าเนตฯิ ความสมั พันธร์ ะหว่างการกระท�ำและผล
4. 3595/2532 ตอนที่ 1 หนา้ 289
ฎกี าเนติฯ ผ้ถู ูกใชร้ บั โทษหนกั ขึ้น
5. 2264/2538 ตอนที่ 4 หนา้ 942 ผใู้ ชก้ ต็ ้องรับโทษหนกั ข้นึ ด้วย
อา้ งถงึ ฎกี า
6419/2537 วารสารนติ ศิ าสตร์ ความผดิ ฐานยกั ยอก
ปที ่ี 21 ฉบบั ที่ 4 ธนั วาคม
6. 421/2539
2534 หน้า 633
7. 1489/2543 ฎีกาส�ำนกั งานศาลยุตธิ รรม ส�ำคัญผดิ ในข้อเท็จจรงิ (ป.อ. มาตรา 62)
8. 1821/2543
เลม่ ที่ 10 หน้า 124 ขาดเจตนา (ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม)
วารสารนติ ศิ าสตร์ พ.ร.บ.จราจรทางบก และ ป.อ. มาตรา 63
ปที ี่ 27 ฉบับท่ี 3 กันยายน
2540 หนา้ 992
ฎีกาสำ� นกั งานศาลยุตธิ รรม ผู้สนับสนนุ ความผดิ ขม่ ขืนกระท�ำช�ำเรา
เลม่ 3 หน้า 143
ฎกี าส�ำนกั งานศาลยุติธรรม ความตอ่ เน่อื งของเหตุบนั ดาลโทสะ
เล่ม 3 หนา้ 152
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
226 65 ปี เกียรติขจร
ลำ� ดบั เลขฎกี า พมิ พโ์ ดย เรอื่ ง
9. 4301/2543
ฎกี าสำ� นกั งานศาลยุตธิ รรม การลอ่ ให้กระทำ� ความผดิ
10. 8534/2544 เลม่ ที่ 9 หนา้ 103
11. 1164/2546 และบทบัณฑติ ย์
12. 2880/2548
13. 4147/2550 เลม่ ที่ 56 ตอน 4 ธนั วาคม
14. 3952/2551 2543 หนา้ 202
ฎกี าสำ� นกั งานศาลยุตธิ รรม ปอ้ งกนั แล้วพลาด
เล่ม 12 หน้า 143
ฎีกาเนติฯ ค้นท่ีรโหฐานโดยได้รับความยนิ ยอม
ตอนท่ี 10 หน้า 1862
ฎกี าเนตฯิ พรากผเู้ ยาว์ ไม่ใชค่ วามผิดตอ่ เน่อื ง
ตอนท่ี 12 หน้า 2377
ฎกี าเนติฯ ผูเ้ สยี หายโดยนิตนิ ัย
ตอนท่ี 6 หนา้ 1120
ฎกี าส�ำนกั งานศาลยุติธรรม อ�ำนาจสอบสวน (ป.วิ.อ. มาตรา 19)
เลม่ ท่ี 5 หนา้ 115
5. งานเป็นกรรมการสอบวิทยานพิ นธ์ (เฉพาะปี 2552–ปจั จบุ ัน)
5.1 ปรญิ ญาเอก
5.1.1) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เรอ่ื ง “การฆ่าเพ่อื รักษาชวี ิต” (นายรณ
กรณ์ บญุ ม)ี ธนั วาคม 2555
5.1.2) ประธานกรรมการสอบขอ้ เสนอ หัวข้อวิทยานพิ นธ์ นิติศาสตร์ ดษุ ฎบี ัณฑิต
เรอ่ื ง “Improving first instant Court System on Criminal Procedure
in the Lao PDR” ของนาย Phonseng Rhownthavy duangchai (สญั ชาติ
ลาว) พ.ศ. 2555
5.1.3) ประธานสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์ (นายธีรนิต์ิ เทพสุเมธานนท์) สถาบัน
การศกึ ษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำ� แหง (กรกฎาคม 2556)
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
65 ปี เกยี รตขิ จร 227
5.2 ปรญิ ญาโท
5.2.1) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “มาตรการทางกฎหมายในการ
ดำ� เนินการกบั ทรพั ย์สินของผกู้ ระท�ำความผิดฐานกยู้ ืมเงินท่เี ป็นการฉ้อโกง
ประชาชน” (นายนิรนั ด์ ภูพ่ ลับ) พ.ศ. 2552
5.2.2) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธเ์ รอ่ื ง “การแสวงหาพยานหลกั ฐานของเจา้
พนกั งาน ปราบปรามยาเสพติด” (นายฤทธศิ์ รี โชติกเสถยี ร) พ.ศ. 2552
5.2.3) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เรื่อง “การไม่ด�ำเนินคดีอาญาในชั้น
สอบสวนโดยใชด้ ลุ พนิ ิจ” (ร.ต.อ.บดนิ ทร วิทยาภรณ์) พ.ศ. 2552
5.2.4) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เรื่อง “วิเคราะห์ความผิดเก่ียวกับ
หนังสอื เดินทาง” (นางสาวภรนันท์ ขวญั ทอง) พ.ศ. 2552
5.2.5) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานิพนธเ์ รอ่ื ง “หลกั การพสิ ูจนจ์ นสิน้ ความสงสัย
ตามสมควร: ศึกษากรณีมาตรา 227/1 แหง่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา” (นายอภนิ พ จรยิ วงศ)์ พ.ศ. 2552
5.2.6) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “ความผิดเก่ียวกับการยุติธรรม :
ศกึ ษากรณกี ารสมยอมกนั เพอื่ ชว่ ยเหลอื ผกู้ ระทำ� ความผดิ ไมใ่ หถ้ กู ดำ� เนนิ คด”ี
(นายรณภพ สรุ ัตนสงิ ห์) พ.ศ. 2552
5.2.7) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “การแสวงหาพยานหลักฐานจาก
รา่ งกาย ผตู้ อ้ งหา : ศกึ ษากรณกี ารตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ตามพระราช
บญั ญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522” (นางสาวรุง่ นภา แสนละมะ) พ.ศ. 2552
5.2.8) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “พระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติม
ประมวล กฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2548 : ศกึ ษา
เฉพาะกรณขี อง มาตรา 44/1” (นางสาวปติ พิ ร วมิ ลภตั รานนท)์ พ.ศ. 2552
5.2.9) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “มาตรการทางกฎหมายในการ
คมุ้ ครองผตู้ ก เปน็ ขา่ วในคดเี กยี่ วกบั เพศ” (นางสาวศศภิ า เรอื งฤทธช์ิ าญกลุ )
พ.ศ. 2552
5.2.10) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เรื่อง “ข้อยกเว้นการห้ามรับฟังพยาน
หลกั ฐานท่ี ไดม้ าโดยมชิ อบตามมาตรา 226/1 ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา
ความอาญา” (นางสาวชลลดา จนิ ตเสถียร) พ.ศ. 2552
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
228 65 ปี เกยี รติขจร
5.2.11) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธเ์ รอื่ ง “ความรบั ผดิ ในทางอาญาของตวั การ
และ ผใู้ ช้ : ศึกษาเฉพาะความผิดทกี่ ฎหมายก�ำหนดคณุ สมบัตเิ ฉพาะตัวของ
ผกู้ ระทำ� ” (นายเอกกมล บำ� รุงพงศ์) พ.ศ. 2553
5.2.12) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธเ์ รอื่ ง “การคน้ ตวั บคุ คลในทส่ี าธารณสถาน”
(นางสาวจริ สดุ า ถาวรสุขสิริ) พ.ศ. 2554
5.2.13) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เรื่อง “การค้นในที่รโหฐาน : ศึกษา
เปรียบเทียบ หลักกฎหมายประเทศสหรัฐอมริกาและประเทศอังกฤษ”
(นางสาวประภัสสร ประกอบแกว้ ) พ.ศ. 2554
5.2.14) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์เร่ือง “การมียาเสพติดไว้ในครอบครอง
เพ่ือจ�ำหน่ายและการจ�ำหน่ายยาเสพติด : ศึกษากรณีความผิดกรรมเดียว
และหลายกรรม” (นางสาวขวญั ชนก วบิ ลู ยค์ ำ� ) พ.ศ. 2554
5.2.15) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน
สอบสวน กับพนักงานอัยการวา่ ดว้ ยกระบวนการใหค้ �ำปรึกษาหารือในการ
ดำ� เนนิ คดีอาญา ท่ัวไป” (นายศดิศ ไชยโย) พ.ศ. 2555
5.2.16) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ์ เรอื่ ง “ความผดิ ฐานเจา้ พนกั งานเขา้ เปน็
คสู่ ญั ญาหรอื มสี ว่ นไดเ้ สยี ในกจิ การอนั ตนมหี นา้ ทจี่ ดั การหรอื ดแู ล” (นางสาว
ปรชิ ญา นามจรสั เรอื งศรี) พ.ศ. 2555
5.2.17) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เรื่อง “ประมาทโดยรู้ตัว” (นายนันท์
รุ่งศร)ี พ.ศ. 2556
5.2.18) ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เร่ือง “การพยายามกระท�ำความผิด :
วิเคราะห์ คำ� พิพากษาศาลฎกี า” (นายพชั รพงศ์ สอนใจ) พ.ศ. 2556
5.2.19) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ์ เรอ่ื ง “มาตรการทางกฎหมายทเี่ หมาะสม
ส�ำหรับผู้กระท�ำความผิดฐานขับรถขณะมึนเมาในประเทศไทย” (นางสาว
ศภุ วรรณ พนั ธลุ มิ าภนิ ันท)์ พ.ศ. 2556
5.2.20) กรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ์ เรอื่ ง “การอา้ งจารีตประเพณีและวัฒนธรรมกบั
ความรบั ผิดทางอาญา” (นางสาวปุณยวีร์ ประจวบลาภ) พ.ศ. 2556 (คณะ
นติ ศิ าสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั )
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
65 ปี เกียรติขจร 229
5.2.21) กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เรื่อง “การก�ำหนดความผิดทางอาญาส�ำหรับ
อาชญากรรมทเ่ี กดิ จากความเกลยี ดชงั ” (นางสาวกชกร วชิ ยาภัย บนุ นาค)
พ.ศ. 2557 (คณะนิติศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย)
5.2.22) กรรมการสอบวิทยานพิ นธ์ เรอื่ ง “ปญั หาการน�ำข้อเท็จจรงิ เฉพาะประเดน็
แห่งคดี ในคดีอ่ืนมาใช้ในคดีอาญา” (นายไกรพล อรัญรัตน์) พ.ศ. 2557
(คณะนิตศิ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย)
5.2.23) ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ์ เรอ่ื ง “โทษปรบั แบบเปน็ หนว่ ย” (นางสาว
เพชรลดา ส�ำลีทอง) พ.ศ. 2557
ต�ำแหน่งหน้าท่อี ืน่ ๆ บางตำ� แหนง่ ในปจั จุบนั
1) กรรมการทุนอานันทมหดิ ล (แผนกธรรมศาสตร)์
2) กรรมการกฤษฎกี า (ตัง้ แต่กรกฎาคม 2534–ปัจจุบัน)
3) กรรมการพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ส�ำนักงานคณะ
กรรมการกฤษฎกี า)
4) กรรมการเนตบิ ัณฑติ ยสภา (ตงั้ แต่กันยายน 2535–ปัจจุบัน)
5) กรรมการอ�ำนวยการส�ำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ตั้งแต่กันยายน
2535–ปัจจุบัน)
6) กรรมการบริหารกองทุนพชั รกติ ยิ าภาเพอ่ื การศึกษากฎหมาย เนตบิ ัณฑติ ยสภา
7) ศาสตราจารย์พิเศษ สาขากฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา คณะนิติศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ (ตงั้ แต่ 18 มิถนุ ายน 2555 )
8) กรรมการพฒั นากฎหมาย (สำ� นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า) (ตง้ั แต่ พ.ศ. 2556–ปจั จบุ นั )
9) กรรมการสภามหาวทิ ยาลยั ศรปี ทุม
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
230 65 ปี เกยี รติขจร
กรรมการในอดีตบางต�ำแหนง่
1) กรรมการผู้ทรงคณุ วฒุ ิ คณะกรรมการตลุ าการศาลยุตธิ รรม (ก.ต.) (ต้ังแต่ 25 ตุลาคม
2543 ถึง วันที่ 28 พฤศจิกายน 2547)
2) กรรมการคดพี เิ ศษ กรมสอบสวนคดพี เิ ศษ กระทรวงยตุ ิธรรม (ตง้ั แต่ กรกฎาคม 2547
ถงึ กรกฎาคม 2551)
3) กรรมการอยั การผู้ทรงคณุ วุฒิ (ก.อ.) (ต้งั แต่ 2554–2556)
เครือ่ งราชอสิ รยิ าภรณ์
มหาปรมาภรณ์ช้างเผอื ก (5 ธันวาคม 2548)
นิติศาสตร์ดษุ ฎบี ัณฑิตกิตตมิ ศักดิ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ (2555)
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
65 ปี เกยี รติขจร 231
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
ค�ำถามสมั ภาษณ์
ศาตราจารย์พิเศษ ดร.เกียรตขิ จร วัจนะสวสั ดิ์
1. ในฐานะผู้ที่มีความเช่ียวชาญทางกฎหมาย ดังปรากฏมาต้ังแต่ในสมัยเป็นนักศึกษา
จนจบการเปน็ นิตศิ าสตรบณั ฑติ ในระดบั เกยี รตินิยมดีมาก อะไรเป็นแรงบนั ดาลใจใหอ้ าจารย์
มาเป็นอาจารยส์ อนกฎหมายครบั
ตอนเรยี นจบใหมๆ่ (ปกี ารศึกษา 2512 แต่ได้รับปรญิ ญา มถิ นุ ายน 2513) กอ็ ยากไปเรยี น
ตอ่ ตา่ งประเทศในระดบั สงู ๆ ขนึ้ ไป เมอื่ สอบไดเ้ นตบิ ณั ฑติ แลว้ จงึ ไดส้ มคั รไปเรยี นตอ่ ทม่ี หาวทิ ยาลยั
ในสหรัฐอเมริกา ดว้ ยความกรุณาของ อาจารย์ William J. Klausner ศิษยเ์ กา่ ของ Yale ซงึ่ ทา่ น
มาช่วยสอนวิชา English for Lawyers ทีค่ ณะนติ ิศาสตร์ ในขณะน้นั ดว้ ย ทา่ นชว่ ยเขยี น letter of
recommendation ให้ ทำ� ให้ Yale ตอบรบั เข้าเรียนและให้ทนุ ประเภท full fellowship ดว้ ย
(ยกเว้นค่าเดินทาง) ก็เตรียมจะเดินทางไปเรียนที่ Yale เลย แต่อาจารย์ Klausner ซึ่งขณะน้ัน
ท่านเป็นผ้อู �ำนวยการมลู นิธิเอเซีย (Asia Foundation) ท่านเรยี กไปพบ บอกว่า ก่อนจะไปเรียนท่ี
Yale น่าจะไปเรยี นท่ี Institute of Comparative Law, New York University กอ่ น เพราะ
มีหลกั สตู รทีส่ อนเฉพาะนักกฎหมายที่จบจากประเทศทใ่ี ช้ Civil Law ใหค้ ุ้นเคยกบั ระบบกฎหมาย
Common Law โดยทางมลู นธิ ิเอเซียจะออกคา่ ใชจ้ า่ ยใหท้ กุ อย่างรวมทงั้ ค่าเดินทางด้วย ทุนนีไ้ มม่ ี
ข้อผูกมัดใดๆ แต่มีความเข้าใจกันว่า จบแล้วจะมาเป็นอาจารย์ท่ีคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
เราเหน็ วา่ ทนุ นอ้ี อกคา่ เดนิ ทางใหด้ ว้ ยและหลกั สตู รกน็ า่ สนใจจงึ ตอบรบั ทนุ โดยอาจารย์ Klausner
ทา่ นยงั ชว่ ยประสานกบั ทาง Yale ขอเลอ่ื นการไปเรยี นและการรบั ทนุ ไปอกี หนงึ่ ปี ซง่ึ ทาง Yale กต็ กลง
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
65 ปี เกยี รตขิ จร 233
เม่ือจบจาก Yale แล้วก็ไปเรยี นต่อปรญิ ญาเอกที่ Northwestern University School of
Law โดยได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยขณะที่ได้รับทุนน้ีท่านอาจารย์สัญญา
ธรรมศกั ดิ์ ท่านเปน็ อธกิ ารบดี ซ่ึงทา่ นก็ให้การสนบั สนนุ
เมื่อจบกลับมาเมื่อสิงหาคม 2520 ก็กลับมาเป็นอาจารย์ชดใช้ทุนท่ีได้รับจากธรรมศาสตร์
ส่วนสองทุนแรกแม้ไม่มีข้อผูกมัดโดยตรงแต่ก็เป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่าเขาให้ทุนเพราะต้องการให้
มาเป็นอาจารยป์ ระจ�ำ
2. ทำ� ไมอาจารยถ์ งึ เลอื กทจี่ ะสอนในดา้ นกฎหมายอาญา และวธิ พี จิ ารณาความอาญาครบั
ตอนเรียนปริญญาโทท่ี NYU และท่ี Yale กเ็ รยี นวชิ ากฎหมายอาญาและวิชากฎหมายอ่นื ๆ
อีกหลายวิชา ตอนไปท�ำปริญญาเอกทางด้านกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ Northwestern
ก็เรยี นกฎหมายอาญาเพิ่มเตมิ อีกหลายตวั
พอกลบั มาเปน็ อาจารยเ์ มือ่ เดอื นสิงหาคม 2520 ท่านอาจารยท์ �ำนอง ดศิ วนนท์ (อดีตอธิบดี
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์) ซ่ึงท่านเป็นผู้รักษาการในต�ำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์และสอนวิชา
กฎหมายอาญาภาคหนึ่งอยู่ในขณะนั้น ท่านบอกว่าอาจารย์เรียนทางด้านกฎหมายอาญามาให้มา
สอนวชิ านแ้ี ทนทา่ น นจ่ี งึ เปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ในการสอนอาญาภาคหนงึ่ สว่ นกฎหมายอาญาภาคความผดิ
มาสอนภายหลงั แต่ ว.ิ อาญานัน้ แรกเรมิ่ ก็สอนปริญญาโท ตอ่ มาจงึ มาสอนปรญิ ญาตรดี ้วย
3. ในความเห็นของอาจารย์ บทบาทและภาระหน้าท่ีของอาจารย์กฎหมายในสมัยอดีต
และสมัยปัจจบุ ันมคี วามแตกตา่ งกนั อย่างไรบา้ งครบั
สมัยท่ีเป็นนักศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2509–2512 ในช่วงระยะเวลาก่อนปี พ.ศ. 2511 คณะ
นติ ศิ าสตรไ์ มม่ อี าจารยป์ ระจำ� เลยแมแ้ ตค่ นเดยี ว อาจารยผ์ สู้ อนในคณะนติ ศิ าสตร์ เปน็ อาจารยพ์ เิ ศษ
ทง้ั หมด โดยส่วนใหญเ่ ปน็ ผูพ้ พิ ากษา ตอ่ มาเมือ่ ปี พ.ศ. 2511 เมือ่ ทา่ นอาจารยส์ ัญญา ธรรมศกั ดิ์
เป็นคณบดี กเ็ ริม่ ต้นมีอาจารย์ประจ�ำโดยโอนมาจากหน่วยงานราชการอน่ื สองท่าน แตก่ ม็ อี าจารย์
ประจำ� อาวโุ ส โดยมหาวิทยาลัยเชญิ ผูพ้ พิ ากษาช้ันผ้ใู หญท่ ่เี กษียณอายุจากศาลแลว้ มาเป็นอาจารย์
ประจ�ำประมาณ 4–5 ทา่ น
ระบบอาจารยป์ ระจำ� จรงิ ๆ ท่คี ณะนติ ิศาสตรม์ ีอยู่ในขณะน้ี เริม่ ต้นสมยั ทา่ นอาจารย์สญั ญา
เป็นคณบดี (พ.ศ. 2511–2514) และดำ� เนินการสืบตอ่ มาในสมยั ท่านอาจารย์จติ ติ ติงศภัทยิ ์ มารบั
ชว่ งต่อเป็นคณบดี (พ.ศ. 2514–2517) ซ่ึงกไ็ ดร้ ับการสนบั สนุนจากทา่ นอาจารย์สัญญา ธรรมศกั ดิ์
ซ่งึ ไปด�ำรงต�ำแหนง่ อธิการบดี (พ.ศ. 2514–2516)
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
234 65 ปี เกยี รตขิ จร
จึงอาจกล่าวได้ว่าระบบอาจารย์ประจ�ำในรูปแบบปัจจุบันก�ำเนิดข้ึนโดยความคิดริเร่ิมของ
ท่านอาจารยส์ ัญญา ธรรมศักด์ิ ซึง่ ท่านมองการณไ์ กลว่าการเรยี นการสอนกฎหมายในประเทศไทย
จะเจริญก้าวหน้าได้ต้องมีบุคลากรท่ีท�ำหน้าที่นี้อย่างเต็มเวลาเป็นหลัก ผสมผสานกับอาจารย์ผู้มี
ประสบการณจ์ ากการประกอบวชิ าชพี กฎหมายแขนงตา่ งๆ เขา้ มารว่ มเปน็ อาจารยพ์ เิ ศษในบางวชิ า
จากความคิดริเร่ิมของท่านอาจารย์สัญญา ในครั้งกระน้ัน และการรับช่วงด�ำเนินงานของ
คณบดีท่านต่อๆ มา ก็ท�ำให้คณะนิติศาสตร์มีอาจารย์ประจ�ำท่ีมีคุณวุฒิการศึกษาสูงเป็นปึกแผ่น
อย่างทเี่ หน็ กนั ทุกวนั น้ี ซง่ึ เปน็ ความภาคภมู ใิ จของทุกคนทเี่ กี่ยวข้อง
4. ทำ� ไมอาจารย์ถึงเลือกทจ่ี ะไปศึกษากฎหมายทป่ี ระเทศสหรัฐอเมรกิ าครับ
เก่ียวกับเร่อื งทนุ เพราะทุนทไี่ ดร้ บั ในขณะนน้ั ใหไ้ ปศกึ ษาต่อที่สหรฐั อเมรกิ า
5. อยากใหอ้ าจารยช์ ว่ ยเลา่ เหตุการณ์ประทบั ใจ ในช่วงเวลาท่ีไปศึกษาตา่ งประเทศ
ไม่มีอะไรประทับใจเป็นพิเศษหรอก แต่ช่วงท่ีมีโอกาสไปเรียนที่นั่น 5 ปี 3 มหาวิทยาลัย
กท็ ำ� ใหไ้ ดเ้ รยี นรอู้ ะไรมาก 5 ปเี ตม็ ไมม่ โี อกาสกลบั เมอื งไทยเลย เพราะคา่ เครอื่ งบนิ ขณะนนั้ แพงมาก
แตก่ ด็ ที ไี่ ม่ได้กลบั มาเยีย่ มบ้านเพราะทกุ ภาคฤดูร้อนกข็ อทุนต้นสังกัดไปอบรมหลกั สตู รพิเศษต่างๆ
ท่ีเมืองต่างๆ ในสหรัฐและท่อี ังกฤษดว้ ย
ตอนท�ำปริญญาเอก S.J.D. ท่ี Northwestern อาจารย์ท่ีปรกึ ษาคอื Prof. Fred E. Inbau
ทา่ นให้เขา้ ร่วมอบรมในหลกั สูตร Short Course for Prosecuting Attorneys เมอื่ ปี 1975 และ
Short Course for Defense Attorneys เมอื่ ปี 1976 ทำ� ใหไ้ ดศ้ กึ ษาเรยี นรแู้ งม่ มุ ตา่ งๆ ของกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญาภาคปฏิบัติจากท้ังพนักงานอัยการและทนายความ ซึ่งเป็นประโยชน์มาก
แม้จะเปน็ หลักสตู รสัน้ ๆ เพยี ง 5 วัน ก็ตาม แต่สงิ่ ทีไ่ ดร้ บั จากการฟงั บรรยายและจากเอกสารท่แี จก
(เอกสารบางชนิ้ ยังเก็บรกั ษาไว้จนทกุ วนั นี)้ เปน็ สิง่ ท่หี าไม่ไดจ้ ากการเรียนในหอ้ งเรียน
6. ทราบวา่ อาจารยเ์ ปน็ หน่งึ ในผ้รู ่วมก่อต้งั (founding members) สมาคมกฎหมาย
อาเซยี น (Asean law Association) มีความเป็นมาอยา่ งไร
เป็นเรอื่ งบังเอิญจรงิ ๆ ที่วันหนึง่ กลางปี 1978 นักกฎหมายระดบั สูงท่านหนึ่งจากกระทรวง
ยุติธรรม ประเทศอินโดนีเซยี ชื่อ Teuku M. Radhie เดินถอื กระเปา๋ ใบหนึง่ มาทธ่ี รรมศาสตรแ์ ละ
พบกันกับผมท่ีหน้าคณะนิติศาสตร์ เขาบอกว่ามีผู้แนะนำ� มาว่าให้มาท่ีธรรมศาสตร์ เพ่ือมาชวนให้
คณะนติ ศิ าสตร์ ธรรมศาสตร์ ไปรว่ มกนั กอ่ ตงั้ สมาคมกฎหมายอาเซยี น ผมเลยพาไปพบทา่ นอาจารย์
ทำ� นอง ดิศวนนท์ รกั ษาการคณบดีในขณะนั้น ทา่ นเลยมอบหมายใหผ้ มรบั ผิดชอบในเร่อื งนี้ ซงึ่ ใน
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
65 ปี เกยี รตขิ จร 235
ทสี่ ดุ กม็ กี ารเสนอคณะรฐั มนตรตี งั้ คณะผแู้ ทนจากประเทศไทย ซงึ่ ประกอบไปดว้ ยผแู้ ทนจากกระทรวง
ยุติธรรม (ศาลยุติธรรมขณะนั้นยังสังกัดกระทรวงยุติธรรม) ผู้แทนจากส�ำนักงานคณะกรรมการ
กฤษฎีกา ผู้แทนจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐอ่ืนๆ ฯลฯ ไปร่วมประชุมที่อินโดนีเซีย
โดยท่านอาจารย์ประภาศน์ อวยชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะน้ันเป็นหัวหน้า
คณะ ประชมุ กนั เร่อื ง Legal Development in Asean Countries ร่วมกับผแู้ ทนอาเซียนอ่ืนๆ
(ขณะน้ันมีเพียง 5 ประเทศ) โดยประชุมกันเมือ่ เดือนกุมภาพันธ์ 1979 มติของทป่ี ระชมุ คอื ควร
มีการจัดตั้ง Asean Law Association (ALA) โดยท่ีประชุมเห็นชอบให้มีการต้ังคณะท�ำงานขึ้น
คณะหนึ่ง (A Working Committee) เพื่อร่วมกนั ร่างธรรมนูญของสมาคม ท่านอาจารย์ประภาศน์
หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทยเสนอให้ผมเป็นตัวแทนจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในคณะท�ำงาน
ผ้รู า่ งธรรมนญู
Working Committee established in Feb 1979, Jakarta (ขอ้ มลู จาก website ของ
ASEAN Law Association)
Indonesia Sunaryati Hartono
Malaysia Datuk Harun M. Hashim
Ahmad Ibrahim
Philippines Felix Q. Antonio
Serafin E. Camilon
Edgardo J. Angara
Marcelo B. Fernan
Singapore Tan Sook Yee
T.P.B. Menon
Chao Hick Tin
Thailand Kiethajorn Vachanasvasti
Interim Secretary–General Teuku M. Radhie
คณะทำ� งานจาก 5 ประเทศไปรว่ มกนั รา่ งธรรมนญู ของสมาคมทค่ี ณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั
มาลายา ประเทศมาเลเซยี รว่ มกนั รา่ งอยปู่ ระมาณ 2–3 วนั เมอ่ื เสรจ็ แลว้ ตอ่ มากน็ ำ� เสนอทป่ี ระชมุ
ใหญ่ของนักกฎหมายอาเซียนที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 1980 ท่ีประชุมเห็นชอบกับ
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
236 65 ปี เกยี รติขจร
ธรรมนญู สมาคมจงึ ถอื กำ� เนิดขึ้นนบั ต้ังแต่นนั้ โดย Edgardo J. Angara นกั กฎหมายชาวฟลิ ิปปินส์
หนง่ึ ในคณะทำ� งานในการรา่ งธรรมนญู ไดร้ บั เลอื กใหเ้ ปน็ ประธานคนแรกของ ALA (first President
of ALA) (ทา่ นผู้นตี้ อ่ มาได้เปน็ ประธานวุฒิสภาของประเทศฟิลิปปินส์ และอธกิ ารบดี U. of the
Philippines) สมาคมจึงเริ่มต้นเป็นทางการนับต้ังแต่น้ัน (1980) และเติบโตเป็นปึกแผ่นข้ึน
จนทุกวนั นี้
น่ีคือความเป็นมาที่ท�ำให้ได้ไปมีโอกาสเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมกฎหมายอาเซียนในฐานะ
ผ้รู ว่ มรา่ งธรรมนูญของสมาคม ด้วยความบังเอิญจรงิ ๆ
ถ้าวนั น้นั Teuku M. Radhie เดนิ ถือกระเป๋าไปอกี ฟากหนึง่ ของสนามหลวงไปทก่ี ระทรวง
ยุติธรรม ผูแ้ ทนกระทรวงยตุ ิธรรมก็คงเป็นผู้ท�ำหนา้ ท่ีน้ี
7. เม่อื อาจารยส์ �ำเร็จการศกึ ษา และกลบั มาท�ำงานเปน็ อาจารยป์ ระจ�ำท่คี ณะนติ ิศาสตร์
ตอนน้ันบรรยากาศการท�ำงานในคณะเป็นอยา่ งไรบ้างครับ
กลบั มาใหมๆ่ มีอาจารยป์ ระจ�ำร่นุ ใหมท่ ี่จบปรญิ ญาเอกขณะนั้นเพียง 3 คน แต่อีกสองทา่ น
อยไู่ ด้ไมน่ านก็โอนไปรบั ราชการที่หนว่ ยงานอื่น
นอกจากงานสอนเป็นปกติแล้ว งานส�ำคัญคือการเป็นผู้อ�ำนวยการโครงการปริญญาโท
ซึ่งในระยะแรกๆ ต้องท�ำงานหนัก เพื่อให้ปริญญาโทหลักสูตรใหม่ได้รับการยอมรับและอนุมัติ
เน่ืองจากแรกๆ ก็มีการต่อต้านหลักสูตรใหม่กันอยู่บ้าง ต้องท�ำงานประสานกับทางมหาวิทยาลัย
ซึ่งขณะนั้นท่านอาจารย์ประภาศน์ อวยชัย เป็นอธิการบดี จนในที่สุดทบวงมหาวิทยาลัยก็อนุมัติ
หลักสตู ร
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
65 ปี เกยี รติขจร 237
8. อยากให้อาจารย์เล่าถึงเหตุการณ์ความประทับใจตอนเป็นคณบดี และการตัดสินใจ
ทส่ี �ำคัญท่ีอาจารยช์ ว่ ยวางรากฐานในการพฒั นาคณะ
ตอนเปน็ คณบดี เมอ่ื ปี พ.ศ. 2525 อายเุ พยี ง 33 ปี นบั วา่ เดก็ มาก ประสบการณต์ า่ งๆ กน็ อ้ ย
แตอ่ าศยั วา่ ไดร้ บั การชว่ ยเหลอื จากคณาจารยแ์ ละอาจารยท์ ม่ี ารว่ มบรหิ ารงาน เชน่ ทางดา้ นวชิ าการ
ก็มีทา่ นอาจารย์ดาราพร ทา่ นอาจารยส์ รุ ศกั ด์ิ ลิขสทิ ธิ์วฒั นกลุ เปน็ ตน้ ชว่ ยกนั คนละไมค้ นละมือ
กพ็ อท�ำให้งานลลุ ว่ งไปได้
งานส�ำคัญน่าจะเป็นเร่ืองการพัฒนาบุคลากร โดยการรับช่วงต่อจากที่คณบดีท่านก่อนๆ
ได้ท�ำไว้ คือการหาทุนการศึกษาให้อาจารย์ของเราได้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศให้มากข้ึน
สมัยก่อนทุนของมหาวิทยาลัยมีน้อยมาก เพราะขณะน้ันยังไม่มีรายได้จากโครงการเลี้ยงตัวเอง
ทุกอย่างต้องพ่ึงพางบประมาณแผ่นดิน ซ่ึงต้องแข่งขันกันมาก แต่ก็โชคดีท่ีได้รับความอนุเคราะห์
จากรัฐบาลฝร่ังเศสให้ทุนการศึกษาแก่บุคลากรของเราอย่างต่อเน่ือง จากความช่วยเหลือติดต่อ
ประสานงานให้ของท่านอาจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม ซ่ึงนับได้ว่าในเรื่องน้ีท่านมีคุณูปการแก่คณะ
นติ ิศาสตรเ์ ป็นอย่างมาก
สว่ นงานพฒั นาหอ้ งสมดุ ซง่ึ เรม่ิ ตงั้ แตก่ ลบั มาเปน็ อาจารยใ์ หมๆ่ กท็ ำ� ตอ่ เนอ่ื งกนั ไปโดยตลอด
ได้ของบประมาณจากทางมหาวิทยาลัยมาสั่งซ้ือวารสารกฎหมายต่างประเทศส�ำหรับให้นักศึกษา
ปริญญาโทได้ค้นคว้า จ�ำได้ว่าสมัยเป็นกรรมการส�ำนักหอสมุด (ผู้แทนคณะนิติศาสตร์) ของ
มหาวทิ ยาลยั ของบประมาณใหห้ อ้ งสมดุ คณะนติ ศิ าสตรไ์ ดม้ าหา้ แสนบาท ซง่ึ นบั วา่ มากในขณะนนั้
(ประมาณเกอื บสามสบิ ปีแลว้ )
9. ในฐานะอาจารยก์ ฎหมาย อาจารยค์ ดิ วา่ อะไรเปน็ หวั ใจทส่ี ำ� คญั สำ� หรบั การเปน็ อาจารย์
กฎหมายที่ดี
ต้องสอนให้ดี สอนให้ผู้เรียนเข้าใจและมีความรู้แตกฉาน ตั้งใจสอน ต้องรับผิดชอบในการ
สอน หนา้ ทหี่ ลกั ของอาจารยค์ อื งานสอน งานวจิ ยั อะไรตา่ งๆ ตอ้ งมเี ปา้ หมายหลกั คอื นำ� ผลการวจิ ยั
มาช่วยส่งเสริมงานสอน
10. อาจารย์คิดว่าอะไรเป็นสิ่งท่ีท�ำให้ลูกศิษย์ทุกคนรัก และเช่ือมั่นในความคิดอาจารย์
เกียรติขจรมากมายดงั เชน่ ปจั จบุ นั นี้
คงไม่ถงึ ขนาดทุกคนหรอก
บอกนกั ศกึ ษาเสมอวา่ ไดค้ วามรสู้ ว่ นใหญท่ างดา้ นกฎหมายอาญามาจากปรมาจารยก์ ฎหมาย
ของไทยสองท่าน คอื ทา่ นอาจารยจ์ ิตติ ตงิ ศภทั ิย์ และทา่ นอาจารย์หยดุ แสงอุทัย
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
238 65 ปี เกยี รตขิ จร
ท่านอาจารย์จิตติ ได้รับความรู้จากท่านอย่างมากเป็นส่วนตัวด้วย เพราะเมื่อเริ่มต้นสอน
วิชาอาญาภาคทว่ั ไปใหมๆ่ ติดขัดอะไรก็เคาะประตถู ามทา่ น เรยี กว่าประชิดถึงตัวเลย ปัญหายากๆ
ทีน่ ักศึกษารุ่นแรกๆ ถาม ถ้าตอบไม่ไดก้ ็บอกไปตรงๆ วา่ เดีย๋ วต้องรอถามอาจารยจ์ ติ ตกิ อ่ น คงจะ
เป็นเพราะเหตุน้ี วนั หนงึ่ จำ� ได้ว่า วนั ท่ี 5 ตุลาคม 2532 ท่านอาจารย์จติ ติ เรียกให้ไปพบทห่ี อ้ งท่าน
ยังตกใจวา่ ทา่ นมอี ะไรหรอื เพราะปกตจิ ะเข้าหาท่านเอง พบทา่ นที่ห้อง ทา่ นหยิบกระดาษมาร่าง
ข้อความว่ามอบลิขสิทธ์ิวรรณกรรมในหนังสือต่างๆ ของท่านให้แก่กองทุนศาสตราจารย์ ดร.จิ๊ด
เศรษฐบุตร ซ่ึงเป็นกองทุนของคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เม่ือรับทราบข้อความแล้วจึงรีบให้
เจา้ หนา้ ทธ่ี รุ การพมิ พม์ าใหท้ า่ นลงนาม ยงั คดิ อยใู่ นใจวา่ ทา่ นอาจารยไ์ มม่ อี ตั ตาเลยนะ กองทนุ ยงั ใช้
ชอื่ อาจารย์ทา่ นอ่ืน ขณะทที่ ่านลงนามท่านยงั เปรยๆ วา่ ฝากดแู ลหนงั สอื กฎหมายอาญาของท่าน
ด้วย รู้สึกในขณะน้ันว่าท่านให้เกียรติเรามาก ซ่ึงต่อมาก็ด�ำเนินการให้เนติบัณฑิตยสภาจัดพิมพ์
หนังสือกฎหมายอาญาของท่านทุกเล่ม โดยปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายและค�ำพิพากษาศาล
ฎีกาใหม่ๆ เพ่อื ใหท้ นั สมัยอยู่โดยตลอดเวลา
ความรู้ทางด้านกฎหมายอาญาที่ได้จากท่านอาจารย์หยุด แสงอุทัย ก็มากมายมหาศาล
โดยเฉพาะจากหนังสือคำ� อธบิ าย “กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127” ของท่าน และหมายเหตุ
ทา้ ยคำ� พพิ ากษาศาลฎกี ามากมายหลายเรอื่ ง เรยี กวา่ อา่ นแลว้ อา่ นอกี อา่ นไมร่ จู้ กั เบอื่ เพราะยงิ่ อา่ น
ก็ย่ิงไดค้ วามรู้ เสียดายที่ตอนเปน็ อาจารยใ์ หม่ๆ ท่านอาจารยห์ ยุด สุขภาพไม่ดแี ลว้ จึงไมม่ ีโอกาส
ไปขอความรูจ้ ากทา่ น
หากจะพอมคี นเชอื่ ถอื เราอยบู่ า้ งอยา่ งทผ่ี สู้ มั ภาษณถ์ าม เหตผุ ลกน็ า่ จะเปน็ เพราะเขาเหน็ วา่
เรามอี าจารยด์ ี คอื อาจารยใ์ หญท่ ัง้ สองทา่ นที่กลา่ วมาแลว้ นัน่ แหละ
11. อาจารยร์ สู้ กึ อยา่ งไรครบั ทนี่ กั กฎหมายตา่ งกม็ คี วามเหน็ ตรงกนั วา่ “หนงั สอื กฎหมาย
อาญาภาคทั่วไป ของอาจารย์เป็นต�ำนาน” และในสถาบันต่างๆ ก็ใช้หนังสือของอาจารย์
เป็นต�ำราเล่มหลกั ในการบรรยาย รวมถงึ นักกฎหมายใชเ้ ตรียมสอบ และใช้ในการทำ� งาน
ขอบคุณในค�ำชม แตอ่ ยา่ เช่อื ถืออะไรมากเลย ท่เี ขยี นๆ ไปอาจจะผดิ ก็ไดน้ ะ
เม่ือไม่นานมานี้มีอาจารย์ชาวอเมริกันระดับคณบดี (Dean) ท่านหน่ึงมาเย่ียมห้องสมุด
เนตบิ ณั ฑติ ยสภาเหน็ หนงั สอื เลม่ นวี้ างอยู่ เขากเ็ ปดิ พลกิ ๆ ดบู รรณานกุ รม และดเู นอื้ หาของหนงั สอื
เผอญิ ในบทท่ี 1 ในหวั ขอ้ เรอ่ื งเอกลกั ษณข์ องกฎหมายอาญา ในเชงิ อรรถที่ 32 อา้ งคดขี องศาลฎกี า
อเมริกนั Bouie v. Columbia (ปี ค.ศ. 1964) ซง่ึ เนอ้ื หาคอื จำ� เลยเปน็ คนผวิ ดำ� ถกู ดำ� เนินคดีอาญา
ในความผิดฐาน “เข้าไปในท่ดี ินของผ้อู ่นื ทงั้ ๆ ทเี่ จ้าของหรือผู้ครอบครองห้ามมิให้เข้า” ซึง่ ศาลลา่ ง
ตัดสินว่าจ�ำเลยมีความผิด จ�ำเลยฎีกาต่อศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Supreme Court)
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
65 ปี เกยี รตขิ จร 239
ว่าตนไม่ผิด เพราะขณะเข้าไปในรา้ นขายของ เจ้าของรา้ นไมห่ า้ ม แต่เมอ่ื จำ� เลย (คนผิวด�ำ) เขา้ ไป
นั่งอยู่ในบริเวณที่ขายอาหารซึ่งห้ามคนผิวสีน่ัง เจ้าของไม่พอใจจึงไล่ออก แต่จ�ำเลยไม่ยอมออก
ซงึ่ ศาลลา่ งลงโทษจำ� คกุ จำ� เลย แตศ่ าลฎกี าของสหรฐั ตดั สนิ วา่ จำ� เลยไมผ่ ดิ เพราะขณะเขา้ ไปเจา้ ของ
ร้านไม่ห้าม การท่ีศาลล่างลงโทษจ�ำเลยโดย analogy จากบทบัญญัติดังกล่าว ขัดต่อหลัก Due
Process of Law ซึ่งรับรองโดยรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมรกิ า
อาจารยท์ า่ นนซ้ี ง่ึ ดจู ะคนุ้ เคยกบั คดนี เี้ ปน็ อยา่ งดี ถามวา่ you เอาคดี Bouie มาสอนดว้ ยหรอื
ถึงได้เขยี นไว้ในหนังสอื ของ you และถามตอ่ ไปว่า ประเทศไทยมีหลักอย่างน้ีไหม ก็เลยตอบไปว่า
หลักนี้ในประเทศไทยมีมาต้ังแต่ร้อยกว่าปีแล้ว (คือหลักในกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127
(พ.ศ. 2451) มาตรา 7 ซึ่งตรงกับ ป.อ. มาตรา 2) และศาลฎีกาของไทยก็ตัดสินรับรองหลักนี้
ไว้ ตง้ั แต่ปี 2489 (ฎีกาที่ 1/2489) ในคดอี าชญากรสงครามแล้วว่า ยอ้ นหลงั ลงโทษจำ� เลยไมได้
เขาเลยบอกว่า ประเทศไทยมหี ลักท่ที ันสมยั มากเลยนะ แลว้ กเ็ ปดิ หนงั สอื พลิกๆ ดู ถามวา่
เขียนอะไร ทำ� ไมหนังสือเลม่ หนาจังเลยเมือ่ เทยี บกบั หนงั สือเล่มอ่นื ๆ ในตโู้ ชว์ ก็เลยบอกเขาไปว่า
กฎหมายอาญาของไทย เปน็ กฎหมายทเ่ี ปน็ ประมวลฉบบั แรกของประเทศไทย ประกาศใชม้ าตงั้ แต่
ปี พ.ศ. 2451 (ร.ศ. 127) กฎหมายใช้มาร้อยกว่าปีแล้ว ค�ำพิพากษาของศาลฎีกาก็มีมากมาย
หลกั กฎหมายก็พฒั นาอยโู่ ดยตลอด หนงั สือค�ำอธบิ ายจึงตอ้ งหนาตามไปดว้ ย
12. ความประทบั ใจทีอ่ าจารย์มตี อ่ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ยินดีที่เห็นคณะนิติศาสตร์ในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าในหลายๆ ด้าน มีคณาจารย์
ที่มคี วามรูค้ วามสามารถมากมาย ดจุ เดียวกบั เห็นบา้ นหลงั ใหญ่ ในฐานะทีเ่ คยมีสว่ นช่วยมุงหลังคา
ปูพื้นบ้านอยู่บา้ งในอดีตกอ็ ดที่จะปลาบปลม้ื ไม่ได้
เคยถามศษิ ย์เก่าธรรมศาสตรท์ ี่ไปเรียนเนติฯ ว่าคดิ อย่างไรกบั คณะนติ ิศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ในปัจจุบนั ต่างก็ตอบเป็นเสยี งเดยี วกันว่า อาจารยแ์ ตล่ ะทา่ นสอนดี รบั ผิดชอบในการสอน ซ่งึ เป็น
สง่ิ ท่นี ่าภาคภูมิใจทีเ่ รามีวฒั นธรรมอยา่ งนก้ี ัน
13. อยากให้อาจารยเ์ ล่าเหตกุ ารณ์ประทับใจในการสอนเนติบัณฑิตไทย
เดือนมิถนุ ายน 2557 น้ี กจ็ ะสอนเนติฯ เป็นปที ่ี 29 แลว้
เนติฯ เป็นท่ีรวมของบัณฑิตนิติศาสตร์จากทุกสถาบัน หวังว่าจะเป็นท่ีหล่อหลอมให้เป็น
อันหน่ึงอันเดยี ว ไมแ่ บง่ แยกสถาบนั กนั
การเรยี นเนตฯิ ทำ� ใหม้ องกฎหมายไดใ้ นภาพรวมในระดบั หนง่ึ เหน็ ความเชอื่ มโยงของกฎหมาย
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
240 65 ปี เกยี รตขิ จร