The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมบทความวิชาการ เนื่องในโอกาส 65 ปี อาจารย์เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-29 09:09:15

รวมบทความวิชาการ เนื่องในโอกาส 65 ปี อาจารย์เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์

รวมบทความวิชาการ เนื่องในโอกาส 65 ปี อาจารย์เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์

ลักทรัพย์โดยใชอ้ ุบาย

สมชาย พงษพ์ ฒั นาศลิ ป*์

การเอาไปเป็นองค์ประกอบภายนอกของการกระท�ำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ค�ำว่า “เอาไป” หมายความว่า พาทรัพย์เคลื่อนที่ไปจากการ
ครอบครองของผู้อ่ืน จึงต้องมีการกระท�ำเป็นสองประการ คือ แย่งการครอบครองประการหน่ึง
และพาเคล่ือนท่ีไปอีกประการหนึ่ง การเอาไปซึ่งทรัพย์ท่ีลักจึงต้องเป็นทรัพย์ที่มีผู้อื่นครอบครอง
อยใู่ นขณะนนั้ ผกู้ ระทำ� เขา้ ครอบครองทรพั ยน์ นั้ การเขา้ ครอบครองนนั้ ตอ้ งเปน็ การแยง่ ครอบครอง
แล้วได้พาทรัพย์เคล่ือนท่ีไปในลักษณะท่ีตัดกรรมสิทธ์ิของเจ้าของทรัพย์ตลอดไป1 จึงจะถือได้ว่า
มกี ารเอาทรพั ยไ์ ปสำ� เรจ็ บรบิ รู ณ์ การเขา้ ครอบครองในการลกั ทรพั ยต์ อ้ งเปน็ การแยง่ การครอบครอง
คือ เข้าถือเอาโดยผู้ครอบครองเดิมไม่ยินยอม หากผู้ครอบครองเดิมยินยอมให้เอาทรัพย์ไป
กไ็ มเ่ ปน็ การเอาไปในความผดิ ฐานลกั ทรัพย์ การยินยอมตอ้ งเปน็ ความยินยอมอนั บริสุทธิ์ กล่าวคอื
ปราศจากการขู่เข็ญ ส�ำคัญผิด หรือหลอกลวง ถ้าไม่เป็นความยินยอมอันบริสุทธ์ิ ต้องถือว่าเป็น
การเอาไปในความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์ เวน้ แตก่ ฎหมายจะบญั ญตั เิ ปน็ อยา่ งอน่ื เชน่ การยนิ ยอมสง่ มอบ
ทรัพย์เพราะกลัวการขู่เข็ญ ไม่ถือเป็นการยินยอมให้เอาทรัพย์ไป ต้องถือว่าเป็นการเอาไปใน
ความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นการชิงทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๙ (๒) ถ้ายินยอมส่งมอบทรัพย์
ให้โดยส�ำคัญผิด ไม่ถือเป็นการยินยอมให้เอาทรัพย์ไป แต่ไม่ผิดลักทรัพย์ เพราะเป็นความผิดก่ึง
ยกั ยอกตามมาตรา ๓๕๒ วรรคสอง ซง่ึ เปน็ บทบญั ญตั โิ ดยเฉพาะกรณเี ชน่ น้ี2 สว่ นการสง่ มอบทรพั ย์
ให้โดยการหลอกลวง ไม่ถือเป็นการยินยอมให้เอาทรัพย์ไป แต่จะเป็นฉ้อโกงหรือลักทรัพย์โดยใช้
อบุ ายมีข้อพิจารณาดังนี้

เน่ืองจากการส่งมอบทรัพย์เพราะถูกหลอกเอากรรมสิทธิ์ ถูกหลอกเอาการครอบครอง
ไม่ถือว่าเป็นการยินยอมให้เอาทรัพย์ไป แต่จะผิดฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ หรือลักทรัพย์ตาม
มาตรา ๓๓๔ ปัญหาน้ี ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร เห็นว่า การลักทรัพย์เป็นการ “แย่ง”

* น.บ. (เกยี รตินยิ ม) ธรรมศาสตร,์ น.บ.ท., ผู้พพิ ากษาหวั หนา้ คณะในศาลแพ่งธนบุรี
1 เกยี รตขิ จร วจั นะสวสั ด,ิ์ กฎหมายอาญาความผิดเลม่ ๓, พิมพค์ รัง้ ที่ ๒, กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕. หนา้ ๒๓
2 จติ ติ ตงิ ศภทั ยิ ,์ กฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓, พมิ พค์ รง้ั ที่ ๗, กรงุ เทพฯ: เนตบิ ณั ฑติ ยสภา, ๒๕๕๓.
หน้า ๕๗๐ และ ๕๗๓ หัวขอ้ 1203, 1204
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

65 ปี เกียรติขจร 91

เอาตวั ทรัพย์ไป ส่วนการฉอ้ โกงเปน็ การ “ยอม” ให้เอาตวั ทรัพย์ไป การลักทรัพยโ์ ดยใช้อบุ ายไม่มี
ในระบบกฎหมายของไทยเรา การหลอกเอาการครอบครองจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หาใช่
ความผิดฐานลักทรัพย์ไม่3 แต่ในปัญหานี้ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ และศาสตราจารย์
ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ เห็นว่า การหลอกเอาการครอบครองเป็นการลักทรัพย์โดยใช้อุบาย
ส่วนการหลอกเอากรรมสิทธ์ิ เป็นความผิดฐานฉ้อโกง4 โดยศาสตราจารย์จิตติให้เหตุผลว่า
ตามกฎหมายอังกฤษแตเ่ ดิมมแี ตค่ วามผดิ ฐานลกั ทรัพยต์ าม common law ความผิดฐานยกั ยอก
และฉ้อมีข้ึนภายหลัง ฉะนั้น ศาลจึงวินิจฉัยความผิดฐานลักทรัพย์รวมถึงการเอาทรัพย์ไปโดยใช้
อุบาย (larceny by trick) เมื่อการหลอกลวงเป็นแต่หลอกลวงเอาการครอบครอง ถ้าหลอกลวง
เอากรรมสิทธิ์ ก็ไมเ่ ป็นการลักทรพั ย์ ตอ่ มาเมือ่ มี Larceny Act 1916 จึงบัญญตั ิการไดไ้ ปซ่ึงทรัพย์
โดยการหลอกลวงเปน็ ความผดิ misdemeanor, obtaining by false pretense และการทผ่ี รู้ บั
มอบทรัพยย์ กั ยอกทรัพย์ เป็นความผิดฐานลักทรพั ย์ (by bailee) ด้วย ความผิดฐานฉอ้ ที่บัญญัติ
ขนึ้ นี้ หมายถงึ การกระทำ� ในลักษณะไดก้ รรมสิทธ์ิ ส่วนการหลอกลวงเอาการครอบครองยงั คงเปน็
ความผดิ ฐานลกั ทรพั ยโ์ ดยใชอ้ บุ ายอยตู่ ามเดมิ หลอกลวงขอเชา่ มา้ ไปขโ่ี ดยไมต่ ง้ั ใจคนื เปน็ ความผดิ
ฐานลักทรัพย์ตามน้ี ในอเมริกายังคงถือหลักท่ีว่ามี larceny by trick อยู่ ในกฎหมายฝรั่งเศส
ความผดิ ฐานฉอ้ โกงตามประมวลกฎหมายอาญาฝรงั่ เศส มาตรา ๔๐๕ คอื การหลอกลวงใหส้ ง่ มอบ
ทรัพย์ ซ่ึงหมายถึงส่งการครอบครอง ไม่ใช่ให้โอนกรรมสิทธิ์ดังกฎหมายอังกฤษ ความผิดฐาน
ลกั ทรพั ยโ์ ดยใชก้ ลอบุ ายอยา่ งกฎหมายองั กฤษจงึ ไมม่ ี ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมนั มาตรา ๒๖๓
บัญญัติความผิดฐานฉ้อโกงว่าเป็นการท�ำให้ทรัพย์สินของผู้อ่ืนเสียหาย โดยการหลอกลวงเพื่อหา
ประโยชนแ์ กต่ นหรอื บคุ คลทสี่ ามโดยมชิ อบดว้ ยกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญาสวสิ มาตรา ๑๔๘
บญั ญตั ทิ ำ� นองเดยี วกบั กฎหมายเยอรมนั แตม่ คี ำ� อธบิ ายใน 1 Logoz nos. 3, 5, 6 a & d pp. 150,
154, 155, 158 วา่ ความเสยี หายท่ีเกดิ แกผ่ ูเ้ สียหาย เพราะการหลอกลวงน้ันหมายความถึงการท่ี
ผู้เสียหายกระทำ� การจ�ำหนา่ ยทรัพย์ un acte de disposition du patrimoine การทีม่ ีผ้ทู �ำตวั
เป็นคนงานเข้าไปทำ� งานในบา้ น แลว้ เอาทรัพย์ไปเปน็ ลักทรัพยโ์ ดยใชอ้ บุ าย un vol prepare par
une tromperie ไม่ใช่ฉอ้ โกง5

ตามกฎหมายไทย กฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๓๐๔ เดิม ความผิดฐานฉ้อโกง ได้แก่
การหลอกลวงให้ส่งทรัพย์ตามท�ำนองกฎหมายฝร่ังเศส ศาลจึงพิพากษาว่าการกระท�ำท่ีหลอกลวง

3 คณิต ณ นคร, กฎหมายอาญาภาคความผดิ , พิมพค์ ร้ังที่ ๙, กรุงเทพฯ: วิญญชู น, ๒๕๔๙. หน้า ๓๐๕
4 เกยี รติขจร วจั นะสวัสด์ิ, กฎหมายอาญาความผิดเล่ม ๓, พิมพค์ รง้ั ที่ ๒, กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕. หนา้ ๙
5 จติ ติ ตงิ ศภทั ยิ ,์ กฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓, พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๗, กรงุ เทพฯ: เนตบิ ณั ฑติ ยสภา, ๒๕๕๓.
หน้า ๕๗๖ ถงึ ๕๗๙ หัวขอ้ 1206 - 1208
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

92 65 ปี เกยี รตขิ จร

ใหส้ ่งทรพั ย์ แมไ้ ม่ถงึ กับเปน็ ลกั ษณะโอนกรรมสิทธิ์ ก็เป็นความผดิ ฐานฉ้อโกง ซ่งึ พอสรุปความผดิ
ตามกฎหมายเดมิ ไดด้ งั น้ี ๑. การหลอกเอาการครอบครอง เชน่ หลอกขอยมื ของไปชว่ั คราวในลกั ษณะ
ยืมใช้คงรูป (ฎีกาท่ี ๔๒๘/๒๔๕๗ ๔ มส. ๓๔๘, ท่ี ๗๒๕/๒๔๗๖ ๑๗ ธส. ๙๕๗) หลอกรบั ของ
ไปขาย (ฎกี าที่ ๕๒/๒๔๕๙ ๖ มส. ๓๕, ที่ ๑๑๘/๒๔๖๓ ๔ ธส. ๑๓๑, ท่ี ๒๘๓/๒๔๘๒ ๒๓ ธส.
๓๕๒) หลอกเช่าซื้อจักร (ฎีกาท่ี ๑๐๒/๒๔๕๘ ๒ ข.ศ. ๓๑) หลอกเอาของไปท�ำพิธีอยู่ ๒ วัน
ไม่ใช่โอนกรรมสิทธิ์แล้วจึงพาหนีไป เป็นการครอบครองทรัพย์แล้ว เป็นฉ้อโกง (ฎีกาท่ี ๒๕๙,
๒๖๐/๒๔๘๘ ๒๔๘๘ ฎ. ๒๒๘) ๒. การหลอกเอาเพยี งยดึ ถอื ไมถ่ งึ เอาการครอบครอง ถา้ การหลอก
ไม่ถึงกับท�ำให้ผู้ที่หลงเชื่อส่งมอบการครอบครองทรัพย์ เพียงแต่ให้ยึดถือ เป็นลักทรัพย์ เช่น
หลอกเอาของวา่ จะไปใหก้ ำ� นนั ตรวจ เจา้ ของเดนิ ตามไปดว้ ย ไมเ่ ปน็ การยนิ ยอมใหเ้ อาทรพั ยไ์ ป (ฎกี า
ท่ี ๓๔๐/๒๔๖๑ ๒ ธส. ๕๕๔) หลอกขอดสู ัญญาก้แู ล้วสับเปลีย่ นเอาไปเสยี เปน็ ลกั ทรัพย์ (ฎกี าที่
๑๐๙๗/๒๔๗๗ ๑๘ ธส. ๑๗๘๙) หลอกวา่ เปน็ ต�ำรวจค้นเก็บทรัพย์ไปโดยพลการ ไม่มีการสง่ ทรัพย์
ให้ เปน็ ลกั ทรพั ย์ (ฎีกาที่ ๒๖๕/๒๔๘๓ ๒๔ ธส. ๓๔๐) หลอกเอาทองมาท�ำพธิ ีแลว้ เอาทองนั้นเสีย
เปน็ ลกั ทรพั ย์ (ฎกี าที่ ๗๖/๒๔๘๗ ๒๔๘๗ ฎ. ๗๔) หลอกคนเฝา้ ยางรถยนตว์ า่ นายกเทศมนตรใี หม้ า
เอายางไปซอ่ ม คนเฝ้าแบกยางไปสง่ เปน็ ลกั ทรพั ย์ (ฎีกาท่ี ๒๘๔/๒๔๙๑ ๒๔๙๑ ฎ. ๓๘๗)6

เมอ่ื ใชป้ ระมวลกฎหมายอาญาแลว้ ความผดิ ฐานฉอ้ โกงเปลยี่ นแปลงไปจากกฎหมายลกั ษณะ
อาญา กลา่ วคอื ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ การหลอกลวงทเ่ี ปน็ ความผดิ ฐานฉอ้ โกง
ต้องเป็นการหลอกเอากรรมสิทธ์ิเท่าน้ัน โดยประมวลกฎหมายอาญามิได้บัญญัติว่าการหลอกเอา
การครอบครองเปน็ ความผดิ ดงั เชน่ กฎหมายลกั ษณะอาญาอกี ตอ่ ไป ดงั นนั้ การตคี วามวา่ การหลอก
เอากรรมสทิ ธเ์ิ ปน็ ฉอ้ โกง แตห่ ลอกเอาการครอบครองเปน็ ลกั ทรพั ยโ์ ดยใชอ้ บุ าย นบั วา่ มเี หตผุ ลทาง
ทฤษฎีที่สนับสนุนหลักเกณฑ์เป็นอย่างดี คือ ลักทรัพย์เป็นการเอาทรัพย์ไปโดยเจ้าของไม่ยินยอม
ความยินยอมน้ันถือว่าไม่มีหากเกิดขึ้นโดยการขู่ หลอกลวง หรือส�ำคัญผิด หลักนี้ถึงกับบัญญัติ
ในประมวลกฎหมายอาญาอินเดียที่อังกฤษท�ำให้และใช้อยู่จนทุกวันน้ี ฉะนั้น การขู่เอาทรัพย์ไป
เจ้าของส่งให้ จึงเป็นชิงทรัพย์ หลอกเอาทรัพย์ไปได้เป็นฉ้อโกง ได้ทรัพย์ท่ีส่งให้โดยส�ำคัญผิดเป็น
ก่ึงยักยอกตามมาตรา ๓๕๒ วรรคสอง เม่ือการฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ เป็นการได้ทรัพย์ไปโดย
การหลอกลวงเอากรรมสิทธิ์ จึงไม่เป็นลักทรพั ย์ เพราะกฎหมายบญั ญตั โิ ดยเฉพาะแยกออกไปจาก
ลักทรัพย์ จะเป็นลักทรัพย์อยู่อีกไม่ได้ แต่หลอกเอาการครอบครองไม่เป็นฉ้อโกง จึงยังคงเป็น
ลักทรัพย์อยู่ตามเดิม เพราะไม่ถือเป็นการได้ทรัพย์ไปโดยเจ้าของทรัพย์ยินยอมโดยหลอกให้เขา
สง่ มอบการครอบครองมา แต่ไม่ถึงกบั ฉ้อโกงเพราะไม่ใช่ได้ไปอยา่ งหลอกเอากรรมสทิ ธ์ิ ยงั คงเปน็
ลักทรัพย์ท่ีเรียกว่าลักทรัพย์โดยใช้อุบาย เหตุผลเหล่าน้ีคงช่วยให้เข้าใจการลักทรัพย์โดยใช้อุบาย

6 อ้างแล้ว. หน้า ๕๗๙ ถงึ ๕๘๑ หวั ขอ้ 1208 ก.
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกยี รติขจร 93

และความแตกต่างระหว่างหลอกในลักทรัพย์และในฉ้อโกงได้บ้าง7 การลักทรัพย์โดยใช้อุบายก็คือ
การลกั ทรพั ยต์ ามมาตรา ๓๓๔ นน่ั เอง แตเ่ ปน็ คำ� ทใี่ ชเ้ พอื่ แยกใหเ้ หน็ ความแตกตา่ งระหวา่ งลกั ทรพั ย์
และฉ้อโกงในกรณีท่ีผู้กระท�ำได้ทรัพย์นั้นมาโดยการหลอกลวง8 ต�ำรากฎหมายอาญาของ
สหรัฐอเมรกิ า กถ็ อื หลกั อย่างเดียวกันว่า การหลอกเอาการครอบครอง (possession) มใิ ชห่ ลอก
เอากรรมสิทธิ์ (title) หากผ้หู ลอกประสงคจ์ ะเอาทรพั ย์นั้นไปโดยทจุ รติ ผหู้ ลอกก็ผดิ ฐานลักทรัพย์
โดยใช้อุบาย (larceny by trick) โดยมีการยกตัวอย่างว่าการหลอกเอาการครอบครอง เช่น
หลอกขอยืม (borrowing) หลอกขอเช่าทรัพย์ (hiring) ซ่ึงเป็นการลักทรัพย์โดยใช้อุบาย
ส่วนการหลอกเอากรรมสิทธ์ิ เช่น หลอกซ้ือของ (buying property) ซึ่งเป็นการฉ้อโกง (false
pretenses)9 เม่ือใชป้ ระมวลกฎหมายอาญาแลว้ มคี ำ� พิพากษาฎีกา เช่น ใชอ้ ุบายขอขี่มา้ ลองกำ� ลงั
อยู่ต่อหนา้ ก่อนท่จี ะตกลงซอ้ื แตข่ ี่ม้าไปเสยี เป็นลกั ทรัพย์ เพราะการครอบครองยงั อยูก่ บั เจา้ ของ
มา้ (ฎกี าที่ ๗๙๑/๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ฎ. ๑๑๓๙) ช. ลอบเอาบตั รรับฝากรถจกั รยานในงานฉลองเปดิ
โรงเรยี นเปลีย่ นบตั รเดิมท่ีตดิ ไว้กับรถ แล้วเอาบตั รค่ฉู บบั มาขอรับรถจักรยานของ ค. ต. ผู้รับฝาก
รถจำ� ได้ ช. หลอกว่ารถของเพอื่ นเปลยี่ นกนั ข่ี และบตั รคู่ฉบับก็ตรงกับบัตรท่รี ถ ต. จึงยอมให้ ช.
เอารถไป ศาลวนิ จิ ฉยั วา่ การกลา่ วเทจ็ เปน็ อบุ ายประกอบสว่ นหนงึ่ ในอนั ทจ่ี ะใหก้ ารลกั ทรพั ยท์ กี่ ระทำ�
มาแลว้ เปน็ ข้นั ๆ เป็นผลส�ำเร็จลง จึงเปน็ ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์ (ฎีกาท่ี ๑๔๖๓/๒๕๐๓ ๒๕๐๓ ฎ.
๑๖๓๑)10 ต่อมามฎี กี าที่ ๕๕๔/๒๕๐๙ ฎีกาท่ี ๙๗๓/๒๕๒๐ ๒๕๒๐ ฎ. ๘๗๒ วินิจฉยั ว่า หลอก
เอาการยดึ ถอื หรอื หลอกเอาการครอบครองผดิ ฉอ้ โกงซงึ่ ไมน่ า่ จะถกู ตอ้ ง แตป่ จั จบุ นั คำ� พพิ ากษาฎกี า
ตัดสินเป็นบรรทัดฐานเดียวกันว่า การหลอกเอาการหลอกเอาการครอบครองเป็นการลักทรัพย์
สว่ นการหลอกเอากรรมสทิ ธเิ์ ปน็ การฉ้อโกง

คำ� พพิ ากษาฎกี าทต่ี ดั สนิ กรณหี ลอกเอากรรมสทิ ธเ์ิ ปน็ ฉอ้ โกง เชน่ ล. ขร่ี ถจกั รยานยนตเ์ ขา้ ไป
เติมนำ้� มัน เมอ่ื เตมิ น้�ำมนั เสร็จ ผ. ทวงเงินค่าน�ำ้ มัน ล. ถือลูกกลมๆ อย่ใู นมอื พดู วา่ ไมม่ ีเงินมไี อน้ ่ี
เอาไหมแลว้ ล. ขร่ี ถจกั รยานยนตอ์ อกไป เปน็ ความผดิ ฐานฉอ้ โกงหาใชเ่ ปน็ ความผดิ ฐานลกั ทรพั ยไ์ ม่
(คำ� พิพากษาฎีกาที่ ๒๕๘๑/๒๕๒๙ ฎ. ๒๕๘๗) ล. เปลีย่ นเอาป้ายราคาโคมไฟตง้ั โตะ๊ ซ่ึงติดราคา ๑,
๗๘๕ บาทออก แล้วน�ำป้ายราคาโคมไฟอนื่ ซงึ่ ติดราคา ๑๓๔ บาท มาตดิ แทน แล้วนำ� ไปชำ� ระราคา
แกพ่ นกั งานเกบ็ เงนิ เปน็ การหลอกลวงพนกั งานเกบ็ เงนิ โดยทจุ รติ โดยแสดงขอ้ ความอนั เปน็ เทจ็ วา่

7 จติ ติ ตงิ ศภทั ยิ ,์ รวมหมายเหตทุ า้ ยคำ� พพิ ากษาศาลฎกี า กฎหมายอาญา ของศาสตราจารยจ์ ติ ติ ตงิ ศภทั ยิ ์ รวบรวม
โดย ดร.เกยี รตขิ จร วจั นะสวัสด์ิ ดร.ทวเี กียรติ มีนะกนิฐ, พิมพ์คร้งั ท่ี ๔, กรุงเทพฯ: หน้า ๒๓๕

8 เกยี รตขิ จร วัจนะสวัสดิ,์ กฎหมายอาญาความผดิ เลม่ ๓, พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๒, กรงุ เทพฯ, ๒๕๕๕. หน้า ๑๐
9 อา้ งแลว้ , หนา้ ๑๑
10 จติ ติ ติงศภทั ยิ ์, กฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓, พิมพค์ รั้งที่ ๗, กรุงเทพฯ เนติบัณฑติ ยสภา,
๒๕๕๓. หน้า ๕๘๑ ถงึ ๕๘๕ หัวข้อ 1209
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

94 65 ปี เกยี รติขจร

ราคาโคมไฟติดตั้งโต๊ะมีราคา ๑๓๔ บาท พนักงานเก็บเงินหลงเชื่อ ยินยอมมอบโคมไฟ
ตง้ั โตะ๊ ให้ ล. โดยรบั เงนิ เพียง ๑๓๔ บาท เปน็ ความผิดฐานฉอ้ โกง (ฎีกาท่ี ๖๘๙๒/๒๕๔๒ (ประชมุ
ใหญ่) ฎ.ส.ล. ๑๑ น.๑๐๘) ล. กบั พวกใชอ้ บุ ายทำ� ทีขอซื้อผ้าจาก ร. โดย ล. ไม่ได้เตรียมเงินมา ล.
หลอกให้ ร. ขนผา้ ขนึ้ รถ แลว้ ล. กบั พวกนำ� รถบรรทกุ ผา้ ออกไปจากรา้ นโดยไมช่ ำ� ระเงนิ ล. ผดิ ฐาน
ร่วมกันฉ้อโกง (ฎกี าท่ี ๖๓๓/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล. ๗ น.๕) ผ. นำ� สรอ้ ยคอไปจำ� น�ำ เจา้ ของรา้ นทองผู้รับ
จ�ำน�ำได้ออกหลักฐานเป็นหนังสือให้ ผ. ว่าเป็นการขายฝาก โดยมีก�ำหนดไถ่คืนภายใน ๑ เดือน
กรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอ จึงตกอยู่แก่เจ้าของร้านทองจนกว่าผู้เสียหายจะไถ่คืน
การที่ ล. น�ำหนังสือดังกล่าวไปขอไถ่สร้อยคอโดยไม่แสดงออกให้แจ้งชัดว่าตั๋วไถ่ไม่ใช่ของตน
เปน็ เหตใุ หผ้ รู้ บั จำ� นำ� หลงเชอื่ วา่ ล. เปน็ เจา้ ของทแ่ี ทจ้ รงิ จงึ ไดส้ ง่ มอบกรรมสทิ ธแิ์ ละการครอบครอง
สรอ้ ยคอให้ ล. ไป จงึ เป็นความผดิ ฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ (ฎกี าท่ี ๕๓๑๙/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล. ๗
น.๑๗๙) การทผ่ี เู้ สยี หายยนิ ยอมสง่ มอบรถจกั รยานยนตข์ องกลางใหแ้ กจ่ ำ� เลยท่ี ๑ และท่ี ๒ เนอ่ื งจาก
ถกู จำ� เลยที่ ๑ และท่ี ๒ หลอกลวงใหท้ ำ� สัญญาเช่าซื้อและสัญญาคำ้� ประกนั แม้จำ� เลยท่ี ๑ และ
ท่ี ๒ ไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาเช่าซ้ือและสัญญาค้�ำประกัน เพียงแต่อาศัยสัญญาดังกล่าว
เพื่อเปน็ ชอ่ งทางใหไ้ ดร้ ถจกั รยานยนต์ของกลางกต็ าม กถ็ ือเปน็ สง่ มอบการครอบครองโดยสมคั รใจ
จงึ เป็นความผดิ ฐานฉอ้ โกง มใิ ชล่ ักทรัพย์ (ฎกี าท่ี ๕๒๒๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๗ น.๕๔) สัญญาเชา่ ซือ้
คอื สญั ญาซงึ่ เจา้ ของเอาทรพั ยส์ นิ ออกใหเ้ ชา่ และใหค้ ำ� มนั่ วา่ จะขายทรพั ยส์ นิ นน้ั หรอื วา่ จะใหท้ รพั ยส์ นิ
นั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเง่ือนไขท่ีผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจ�ำนวนเท่าน้ันเท่านี้คราว ตามประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๕๗๒ การหลอกว่าประสงค์จะเชา่ ซื้อทัง้ ทไี่ มม่ เี จตนาผูกพันตาม
สญั ญาเชา่ ซอ้ื จงึ เปน็ การหลอกเอากรรมสทิ ธิ์ เพราะเปน็ สญั ญาทมี่ วี ตั ถปุ ระสงคใ์ นการโอนกรรมสทิ ธ์ิ
เมอื่ ช�ำระคา่ เชา่ ซือ้ ครบตามสัญญา

กรณหี ลอกเอาการครอบครองหรือการยึดถือ เปน็ ลกั ทรพั ย์ เชน่ หลอกเอาของวา่ จะไปให้
ก�ำนันตรวจ เจ้าของเดินตามไปด้วย ไม่เป็นการยินยอมให้เอาทรัพย์ไป เป็นลักทรัพย์ (ฎีกา
ท่ี ๓๔๐/๒๔๖๑ ๒ ธส. ๕๕๔) หลอกขอดูสญั ญากู้แล้วสับเปลยี่ นเอาไปเสยี เปน็ ลักทรพั ย์ (ฎกี า
ท่ี ๑๐๙๗/๒๔๗๗ ๑๘ ธส. ๑๗๘๙) หลอกว่าเป็นต�ำรวจค้นเก็บทรัพย์ไปโดยพลการ ไม่มีการส่ง
ทรพั ย์ให้ เป็นลกั ทรัพย์ (ฎกี าที่ ๒๖๕/๒๔๘๓ ๒๔ ธส. ๓๔๐) หลอกเอาทองมาทำ� พิธีแลว้ เอาทอง
นน้ั เสยี เปน็ ลกั ทรพั ย์ (ฎกี าที่ ๗๖/๒๔๘๗ ๒๔๘๗ ฎ. ๗๔) หลอกคนเฝา้ ยางรถยนตว์ า่ นายกเทศมนตรี
ใหม้ าเอายางไปซอ่ ม คนเฝ้าแบกยางไปสง่ เปน็ ลักทรพั ย์ (ฎีกาท่ี ๒๘๔/๒๔๙๑ ๒๔๙๑ ฎ. ๓๘๗)
ใช้อุบายขอข่ีม้าลองก�ำลังอยู่ต่อหน้าก่อนที่จะตกลงซ้ือ แต่ขี่ม้าไปเสีย เป็นลักทรัพย์ เพราะ
การครอบครองยังอยู่กับเจ้าของม้า (ฎีกาที่ ๗๙๑/๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ฎ. ๑๑๓๙) ช. ลอบเอาบัตร
รบั ฝากรถจักรยานในงานฉลองเปดิ โรงเรยี นเปลีย่ นบัตรเดมิ ทีต่ ดิ ไว้กบั รถ แลว้ เอาบตั รคู่ฉบับมาขอ
รบั รถจักรยานของ ค. ต. ผู้รบั ฝากรถจำ� ได้ ช. หลอกวา่ รถของเพอ่ื นเปลยี่ นกันข่ี และบัตรคูฉ่ บับ

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

65 ปี เกียรตขิ จร 95

ก็ตรงกับบัตรท่ีรถ ต. จึงยอมให้ ช. เอารถไป ศาลวินิจฉัยว่าการกล่าวเท็จเป็นอุบายประกอบ
สว่ นหนง่ึ ในอันท่ีจะให้การลักทรัพย์ท่ีกระท�ำมาแล้วเปน็ ขัน้ ๆ เปน็ ผลส�ำเร็จลง จึงเป็นความผดิ ฐาน
ลักทรัพย์ (ฎีกาที่ ๑๔๖๓/๒๕๐๓ ๒๕๐๓ ฎ. ๑๖๓๑) ผ. ขับรถจักรยานยนต์เฉ่ียวชนกับรถเก๋ง
รถจักรยานยนต์ล้มทับขา ผ. ล. ๒ ล. ๓ ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมามีเจตนาจะลัก
รถจักรยานยนต์ของ ผ. มาแต่แรก จึงใช้อุบายท�ำทีเข้าช่วยเหลือหลอกลวงว่าจะพาไปส่งบ้าน
ขณะท่ี ล. ๒ ขบั รถจกั รยานยนต์ของ ผ. โดย ล. ๓ ขับรถจักรยานยนตม์ ี ผ. น่ังซอ้ นทา้ ยตามกันไป
การลกั ทรัพยย์ ังไม่ขาดตอน ล. ๓ ใช้ศอกกระแทก ผ. ตกจากรถเพ่ือความสะดวกแก่การลกั ทรพั ย์
หรอื การพาทรัพยน์ ั้นไป ล. ๒ ล. ๓ จงึ มคี วามผิดฐานร่วมกนั ชงิ ทรัพย์ (ฎีกาที่ ๕๘/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.
๑ น.๑๘) ใบสงั่ จา่ ยสินค้าทโี่ จทกร์ ่วมมอบให้แก่ ส. ผู้รับจ้างขนสง่ ปยุ๋ เป็นเพียงหลักฐานเพือ่ นำ� ไป
เบกิ ป๋ยุ จากคลงั เกบ็ สินคา้ ของโจทก์ร่วม การท่จี �ำเลยท่ี ๑ รับซือ้ ใบสั่งจา่ ยสนิ ค้าจาก ท. ซ่ึงเป็นผู้รบั
จ้างขนส่งช่วงจาก ส. โดยคิดตามมูลค่าปุ๋ยท่ีระบุในใบสั่งจ่ายสินค้าโดยต้องการน�ำใบส่ังจ่ายสินค้า
ไปรบั ปยุ๋ จากคลงั เกบ็ สนิ คา้ ของโจทกร์ ว่ ม มใิ ชเ่ ปน็ การรบั ซอ้ื เฉพาะใบสง่ั จา่ ยสนิ คา้ ทงั้ ท. รวู้ า่ จำ� เลย
ที่ ๑ จะน�ำใบส่ังจ่ายสินค้าไปรับปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ของตน ท.
และจ�ำเลยที่ ๑ จงึ เป็นตัวการร่วมกนั ลกั ปุ๋ยของโจทกร์ ่วมไปโดยใชใ้ บสง่ั จา่ ยสินค้าเปน็ หลกั ฐานใน
การเบกิ จา่ ยสนิ คา้ การกระทำ� ของจำ� เลยที่ ๑ จงึ เปน็ ความผดิ ฐานลกั ปยุ๋ ของโจทกร์ ว่ ม มใิ ชเ่ ปน็ เพยี ง
รับของโจรใบส่งั จา่ ยสนิ คา้ (ฎกี าท่ี ๔๔๕๖/๒๕๕๑ ๒๕๕๑ ฎ.๑๗๙๕) ฎีกาน้ศี าลฎีกาวนิ ิจฉยั ตาม
ฎีกาของจ�ำเลยวา่ เป็นลักปุ๋ยของโจทกร์ ่วม มใิ ชเ่ ปน็ เพยี งรบั ของโจรใบส่ังจา่ ยสนิ คา้ แมจ้ �ำเลยไม่ได้
ฎีกาว่าเป็นลักปุ๋ยหรือฉ้อโกง แต่การท่ีศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นลักทรัพย์ไม่ใช่รับของโจร ก็แสดงว่า
ไม่เปน็ ฉอ้ โกงเพราะเป็นการหลอกเอาเพยี งการยดึ ถือนน่ั เอง ล. เป็นพนักงานขายของ ผ. ล. บอก
ผ. วา่ ร. สั่งซือ้ สินคา้ และต้องการด่วน ล. ขอรับสนิ ค้าไปส่งเอง ความจรงิ ร. ไมไ่ ดส้ ่งั ซอื้ และ ล.
ไมไ่ ด้น�ำสินคา้ ดังกลา่ วไปสง่ ใหใ้ คร เปน็ การแย่งทรัพย์ ผ. โดย ผ. ไม่ได้อนญุ าตให้ ล. กระทำ� การ
ดงั กลา่ วได้ ล. ผิดลกั ทรัพย์ (ฎีกาที่ ๒๖๙๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๖ น.๗๐) จ�ำเลยที่ ๑ เป็นผู้ใหญ่บา้ น
และเป็นประธานคณะกรรมการกลางโดยต�ำแหน่ง หมู่บ้านได้รับเงินรางวัล คณะกรรมการกลาง
หมู่บ้านและชาวบา้ นประชมุ กันแล้วมมี ตใิ ห้น�ำไปเปดิ บญั ชเี งินฝากไว้ท่ธี นาคาร จ�ำเลยท่ี ๑ กับ พ.
รว่ มกันเปิดบัญชเี งนิ ฝากประจ�ำท่ธี นาคาร โดยก�ำหนดเงอื่ นไขวา่ จำ� เลยที่ ๑ กับ พ. ลงลายมอื ชื่อ
ร่วมกันมอี ำ� นาจเบกิ ถอนเงนิ จากธนาคารได้ แตก่ ารจะถอนเงนิ ฝากออกมาเพอ่ื ทำ� กจิ การใดๆ ตอ้ ง
ไดร้ บั ความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการกลางหมบู่ า้ นและทป่ี ระชมุ ชาวบา้ นกอ่ น ตอ่ มาจำ� เลยทง้ั สาม
ย่ืนค�ำขอแก้ไขเปล่ียนแปลงเพิ่มเติมผู้มีอ�ำนาจลงนามเบิกถอนเงินและเง่ือนไขการสั่งจ่ายจากเดิม
เป็นให้จ�ำเลยท้ังสามลงลายมือชื่อร่วมกันเบิกถอนเงินจากบัญชีได้ โดยมีรายงานการประชุมลงมติ
เปน็ หลกั ฐาน จากนน้ั จำ� เลยทงั้ สามลงลายมอื ชอ่ื เบกิ ถอนเงนิ จากธนาคาร เงนิ ทห่ี มบู่ า้ นอาสาพฒั นา
และป้องกันตนเองน�ำฝากไว้ที่ธนาคารย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารผู้รับฝาก ธนาคารมีหน้าที่

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

96 65 ปี เกียรตขิ จร

ตอ้ งคนื เงนิ ดงั กลา่ วใหแ้ กเ่ จา้ ของบญั ชตี ามเงอื่ นไขทตี่ กลงกนั ใหค้ รบถว้ น จำ� เลยทงั้ สามไมไ่ ดร้ บั มอบ
การครอบครองและไม่มีอ�ำนาจหน้าท่ีในการดูแลเงินดังกล่าว ดังนั้น เมื่อจ�ำเลยท้ังสามร่วมกัน
ท�ำเอกสารเท็จน�ำไปขอเปลี่ยนแปลงผู้มีอ�ำนาจลงนามและเงื่อนไขในการส่ังจ่ายเพ่ือเบิกถอนเงิน
จากบญั ชเี งนิ ฝากของหมบู่ า้ นแลว้ ถอนเงนิ ออกจากบญั ชดี งั กลา่ วโดยไมม่ อี ำ� นาจ จงึ เปน็ การเอาเงนิ
จากบัญชีเงินฝากของหมู่บ้านซ่ึงเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารไปโดยทุจริต การกระท�ำของจ�ำเลย
ท้ังสามจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของธนาคาร หาใช่เป็นความผิดฐานยักยอกไม่ เพราะ
การครอบครองเงินมิได้อยู่กับจ�ำเลยท้ังสามในขณะท่ีจ�ำเลยท้ังสามกระท�ำความผิด (ฎีกาที่
๖๘๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๕ น.๒๔) หากผกู้ ระทำ� ผดิ ไดก้ ารครอบครองมาโดยถกู ตอ้ งไมม่ กี ารหลอกหลวง
แลว้ ต่อมาจงึ เบยี ดบงั จะเป็นความผดิ ฐานยกั ยอก แตถ่ ้าเป็นการหลอกเอาการครอบครอง จะเปน็
ลักทรัพยโ์ ดยใช้อบุ าย การหลอกขอถอนเงนิ จากธนาคารในคดีนจี้ ำ� เลยทงั้ สามหลอกว่าจะถอนเงิน
เพื่อนำ� ไปใช้ประโยชน์ในการพฒั นาหมู่บ้านไมใ่ ช่หลอกว่าถอนเงินไปเป็นของจำ� เลยทัง้ สาม จงึ เปน็
หลอกเอาการการครอบครอง ไม่ใช่หลอกเอากรรมสิทธ์ิ การกระท�ำของจ�ำเลยท้ังสามจึงเป็น
ความผดิ ฐานร่วมกนั ลักทรัพย์

ความเห็นของศาสตราจารย์จิตติและศาสตราจารย์ ดร.เกียรติขจรที่ว่า การหลอกเอา
การครอบครองเป็นการลักทรัพย์โดยใช้อุบาย ส่วนการหลอกเอากรรมสิทธ์ิ เป็นการฉ้อโกง
เปน็ ความเห็นทไ่ี ดป้ ระมวลความรู้ทางกฎหมายของระบบ common law และ civil law รวมถึง
ความเปน็ มาของกฎหมายไทยตงั้ แตอ่ ดตี ทใี่ ชก้ ฎหมายลกั ษณะอาญาจนถงึ ประมวลกฎหมายอาญา
ที่เปล่ียนแปลงความผิดฐานฉ้อโกงมาเป็นความผิดเฉพาะการหลอกเอากรรมสิทธิ์ โดยน�ำ
หลักกฎหมายต่างๆ มาวางหลักเพื่อปรับใช้ในกฎหมายไทย และศาลฎีกาก็วินิจฉัยเช่นเดียวกับ
ความเหน็ นี้ คงต้องดตู ่อไปวา่ ในอนาคตศาลฎกี าจะยงั คงวนิ ิจฉัยคดีตามแนวทางนี้ต่อไปหรอื ไม่

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

65 ปี เกยี รตขิ จร 97

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

การรบั ฟงั พยานหลักฐานทไ่ี ด้มาโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย
กรณเี ปรยี บเทยี บสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ

อ�ำนาจ เนตยสุภา1

บทน�ำ

ในคดอี าญา พยานหลกั ฐานเป็นสง่ิ ทสี่ �ำคัญทจ่ี ะพิสจู นค์ วามบรสิ ทุ ธหิ์ รอื ความผดิ ของจ�ำเลย
โดยพยานหลักฐานที่จะใช้อ้างได้นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226
ไดบ้ ญั ญตั วิ า่ “...ตอ้ งเปน็ พยานชนดิ ทมี่ ไิ ดเ้ กดิ ขน้ึ จากการจงู ใจ มคี ำ� มน่ั สญั ญา ขเู่ ขญ็ หลอกลวงหรอื
โดยมิชอบประการอ่ืน...” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าว เป็นเร่ือง “พยานหลักฐานต้องได้มาโดยชอบ”
อันจะสามารถแยก ออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน กล่าวคือ “การเกิดขึ้นของพยานหลักฐาน” และ
“วิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน” หากพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบ จะส่งผลให้ศาลไม่รับฟัง
พยานหลักฐานดังกล่าว อย่างไรก็ดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1
ได้ก�ำหนดข้อยกเว้นของการรับฟัง พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระท�ำ
โดยมชิ อบ หรอื ไดม้ าโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขนึ้ หรอื ได้มาโดยมชิ อบไว้ หากการรับฟังพยานหลกั ฐาน
นนั้ จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การอำ� นวยความยตุ ธิ รรมมากกวา่ ผลเสยี อนั เกดิ จากผลกระทบตอ่ มาตรฐาน
ระบบงานยตุ ธิ รรมทางอาญาหรอื สิทธเิ สรภี าพของประชาชน ซ่ึงบทบญั ญัตนิ ้ีได้มกี ารแก้ไขเพิม่ เติม
โดย มาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา (ฉบบั ที่ 28)
พ.ศ. 2551

หลักการรบั ฟงั พยานหลักฐานที่ไดม้ าโดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมายน้นั ในอดีตท่ีผ่านมา แม้ศาล
ไทยไดว้ างบรรทดั ฐานไวใ้ นคำ� พพิ ากษาฎกี าดว้ ยกนั หลายเรอ่ื ง อยา่ งไรกด็ เี มอ่ื ไดม้ บี ทบญั ญตั ใิ นเรอื่ ง
การรบั ฟงั พยานหลกั ฐานไวโ้ ดยตรง ในมาตรา 226/1 เพอ่ื ใหเ้ กดิ การเปรยี บเทยี บหลกั กฎหมายรวม
ทงั้ บทบญั ญัติดังกลา่ วให้เปน็ สากลมากย่งิ ขน้ึ บทความนจ้ี ึงขอน�ำเสนอ หลักเกณฑก์ ารรับฟงั พยาน
หลกั ฐานทไ่ี ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายของประเทศสหรฐั อเมรกิ าและของประเทศองั กฤษ เพอ่ื ให้
เกดิ การเปรียบเทยี บและพัฒนาหลกั เกณฑ์ดังกล่าวให้มคี วามสมบรู ณ์มากย่ิงๆ ขึ้นไป

1 นิติศาสตร์บัณฑิต (ธรรมศาสตร์), เนติบัณฑิตไทย, นิติศาสตร์มหาบัณฑิต American University, George
Washington University (สหรฐั อเมรกิ า), University College London (องั กฤษ) อยั การผเู้ ชยี่ วชาญ สำ� นกั งานอยั การสงู สดุ
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกียรติขจร 99

1. การรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของประเทศ
สหรัฐอเมริกา

1.1 หลกั กฎหมายเกยี่ วกบั การปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานซง่ึ ไดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย
ของประเทศสหรัฐอเมริกามีท่ีมาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในส่วนของบทแก้ไขเพ่ิมเติมที่ 4
และท่ี 5 ซึ่งคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการค้นและยึดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย2 และจากการให้
การปรักปร�ำตนเองในคดีอาญา และการถูกพรากเอาชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน โดยปราศจาก
วิธกี ารอันชอบด้วยกฎหมาย3 ท้งั น้ี การพฒั นาหลักกฎหมายในเร่ืองดังกลา่ วเกิดขน้ึ เม่ือกว่า 120 ปี
มาแล้วในคดี Boyd v. United States4 ซ่ึงศาลฎีกาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาวินิจฉัยว่าการที่
ศาลลา่ งมคี ำ� สงั่ บงั คบั ใหจ้ ำ� เลยนำ� เอกสารหลกั ฐานมาแสดงตอ่ ศาลเพอื่ พสิ จู นค์ วามผดิ ของตวั จำ� เลย
เองไมอ่ าจกระท�ำได้โดยชอบดว้ ยกฎหมาย เพราะเป็นการบังคบั ให้จำ� เลยใหก้ ารปรกั ปร�ำตนเองอัน
เปน็ การฝา่ ฝนื บทบญั ญตั ขิ องบทแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ที่ 4 และท่ี 5 แหง่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า
ดงั นน้ั ศาลล่างจงึ ไมส่ ามารถอนุญาตให้มีการรับฟงั พยานหลกั ฐานดังกล่าวเพือ่ ลงโทษจ�ำเลยได้

หลักกฎหมายที่ศาลปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานอันเป็นการปรักปร�ำตนเองของจ�ำเลย
ดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้ศาลใช้เป็นเครื่องมือในการปกปักษ์รักษาสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชนตามทบ่ี ทบญั ญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู ของประเทศอนั เปน็ กฎหมายสงู สดุ ใหก้ ารรบั รองคมุ้ ครอง
เอาไว้ ดังที่ศาลในคดี Elkins v. united States5 อธิบายเหตุผลประกอบค�ำวินิจฉัยเอาไว้ว่า
หลักกฎหมายการปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานท่ีได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถูกออกแบบมา
เพ่อื เป็นวธิ ีการเชงิ ป้องกัน ไมใ่ ช่เชงิ แกไ้ ข (ซงึ่ หมายความว่าศาลมุ่งจะใช้การปฏิเสธไม่รบั ฟังพยาน
หลักฐานท่ีได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพ่ือแสดงให้เห็นว่าศาลไม่ยอมรับการปฏิบัติหน้าท่ีโดย
ไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มากกว่าจะมุ่งแก้ไขเหตุในคดีนั้นๆ)
นอกจากนี้ ศาลในคดี Linkletter v. United States6 ยงั ได้ใหเ้ หตผุ ลชช้ี ดั ลงไปอีกวา่ การปฏเิ สธ

2 Fourth Amendment to the United States Constitution: “The right of the people to be secure
in their persons, houses, papers, and effects, against unreasonable searches and seizures, shall not
be violated…” and the persons or things to be seized.

3 Fifth Amendment to the United States Constitution: “No person shall be … compelled in any
criminal case to be a witness against himself, nor be deprived of life, liberty, or property, without due
process of law….”

4 116 U.S. 616 [1886]
5 364 U.S. 206, 217 [1960]
6 381 U.S. 618, 636, 637 [1965]
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

100 65 ปี เกียรตขิ จร

ไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานทไี่ ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายเปน็ วธิ กี ารซง่ึ มปี ระสทิ ธภิ าพเพยี งหนง่ึ เดยี ว
ในการปรามการกระท�ำอนั ไม่ชอบด้วยกฎหมายของต�ำรวจ (รฐั )

ข้อสังเกตที่น่าสนใจของหลักกฎหมายการไม่รับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วย
กฎหมายน้ีคือ หลักกฎหมายดังกล่าว แม้จะเป็นหลักการที่เกิดขึ้นและถูกพัฒนาต่อเนื่องกันมา
ยาวนาน แต่หลักกฎหมายในเรื่องนี้ส่วนมากก็ไม่ได้ถูกน�ำมาบัญญัติเอาไว้เป็นกฎหมายลายลักษณ์
อักษร กล่าวคือ หลักกฎหมายยังคงอยู่ในรูปกฎหมายจากบรรทัดฐานค�ำพิพากษาของศาล
(คอมมอนลอว)์ อยูต่ ลอดมา ซึ่งข้อเทจ็ จริงน้นี า่ จะแสดงให้เห็นวา่ ในมุมมองของผู้บัญญตั กิ ฎหมาย
(Congress) เอง กฎหมายในเรื่องน้ีน่าจะยังไม่ถูกพัฒนามากเพียงพอ หรือมิฉะนั้นก็ต้องการให้มี
ความยดื หยนุ่ สำ� หรับปรับใชไ้ ด้ตามแตล่ ะพฤติการณน์ ัน่ เอง

1.2 การขยายผลของพยานหลกั ฐานทีไ่ มอ่ าจรบั ฟังได้
ประเทศสหรฐั อเมรกิ าเปน็ ประเทศทม่ี กี ารบงั คบั ใชก้ ฎหมายพยานหลกั ฐานในสว่ นทเี่ กยี่ วกบั
พยานหลักฐานท่ีได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก เนื่องจากไม่เฉพาะ
พยานหลักฐานทีไ่ ดม้ าโดยไมช่ อบด้วยกฎหมายเท่าน้ันทีไ่ ม่สามารถรับฟังในชน้ั ศาลได้ แตศ่ าลฎีกา
แห่งประเทศาหรัฐอเมริกาได้วางหลักการไปถึงพยานหลักฐานใดๆ ที่ได้มาสืบเน่ืองมาจากพยาน
หลกั ฐานทไ่ี ดม้ าโดยไมช่ อบด้วยกฎหมายน้ันดว้ ย หลักกฎหมายนร้ี ูจ้ กั กนั ในชือ่ หลักผลไม้ของต้นไม้
พิษ (Fruit of the Poisonous Tree) ซ่งึ มีท่ีมาจากคำ� วินิจฉยั ในคดี Silverthorne Lumber Co.
v. United States7
คดี Silverthorne Lumber Co. v. United States เป็นคดีท่ีเจ้าพนักงานสืบสวนกรณี
ท่ีบริษทั Silverthorne Lumber หลกี เลย่ี งภาษี เจ้าพนกั งานไดบ้ ุกเข้าไปจบั กมุ ตวั นาย Frederick
W. Silverthorne เจา้ ของบรษิ ทั ดงั กลา่ วทบ่ี า้ นและควบคมุ ตวั เอาไว้ ในระหวา่ งทน่ี าย Silverthorne
ถกู ควบคุมตัวนั้น เจา้ พนักงานอีกส่วนหนง่ึ ได้บกุ เขา้ ไปในบา้ นของนาย Silverthorne และยึดเอา
หนังสือ สมุด และเอกสารต่างๆ ท้ังหมดเพ่ือน�ำมาใช้เป็นหลักฐานในการด�ำเนินคดีโดยไม่มีหมาย
ของศาล นาย Silverthorne ย่ืนค�ำร้องต่อศาลขอเอกสารท้ังหมดคืน เจ้าพนักงานได้ท�ำส�ำเนา
เอกสารต่างๆ เอาไว้ท้ังหมดก่อนส่งต้นฉบับคืนให้แก่นาย Silverthorne ซึ่งต่อมาถูกฟ้องเป็นคดี
จากพยานหลักฐานท่ไี ดจ้ ากเอกสารดงั กล่าวในท่สี ุด ศาลฎีกาแหง่ ประเทศสหรัฐอเมรกิ าวนิ ิจฉัยวา่
พยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายน้ัน นอกจากจะหมายถึงตัวพยานหลักฐานนั้นเอง
แลว้ ยังรวมไปถึงสำ� เนาเอกสารน้นั ๆ และข้อมลู พฤตกิ ารณ์แหง่ การกระท�ำความผิดซ่ึงเจ้าพนักงาน
ได้เรียนรู้ทราบจากเอกสารดังกล่าวด้วย ดังน้ัน พยานหลักฐานท้ังหมดของฝ่ายโจทก์ท่ีสืบเนื่อง

7 251 U.S. 385 [1920]
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกียรติขจร 101

มาจากการค้นและการยึดโดยไม่ชอบจึงไม่สามารถน�ำมาใช้รับฟังเอาผิดจ�ำเลยได้ ท้ังน้ี ศาลได้ให้
เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญ8 ให้ความคุ้มครองไม่เฉพาะแต่ตัวตนของทรัพย์สินที่จะถูกค้นหรือยึดโดย
ไม่ชอบดว้ ยกฎหมายเทา่ นัน้ หากแตจ่ ะต้องค้มุ ครองรวมไปถึงความได้เปรยี บ (Advantages) ใดๆ
ทรี่ ฐั อาจไดจ้ ากพยานหลกั ฐานทไี่ ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายดงั กลา่ วดว้ ย มฉิ ะนน้ั แลว้ บทบญั ญตั ิ
ของรฐั ธรรมนญู (The Fourth Amendment) กจ็ ะเปน็ กฎหมายทเ่ี ปน็ เพยี งตวั หนงั สอื เทา่ นน้ั ทง้ั น้ี
โดยสาระส�ำคัญแล้ว บทบัญญัติแห่ง The Fourth Amendment ไม่ได้หมายความเพียงว่า
พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายจะตอ้ งไมถ่ กู ใชใ้ นศาลเทา่ นนั้ แตห่ มายความไปถงึ วา่
พยานหลักฐานดังกล่าวจะต้องไม่ถูกใช้ในกรณีใดๆ เลย อน่ึง บทบัญญัติดังกล่าวคุ้มครองบุคคล
การคน้ และการยดึ โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายถงึ ขนาดวา่ แมจ้ ะมกี ารคน้ และยดึ โดยชอบดว้ ยกฎหมาย
ก็จะได้ผลอย่างเดียวกันก็ตาม กล่าวคือ แม้จะมีส่ิงของผิดกฎหมาย หรือสิ่งของที่อาจใช้เป็น
พยานหลักฐานอยู่ในที่ท่ีค้นจริง แต่หากการค้นได้กระท�ำลงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่ิงของท่ีได้
มาจากการค้นดงั กล่าวกไ็ ม่สามารถน�ำมาใชเ้ ปน็ พยานหลกั ฐานในชั้นศาลได้

เหตุผลท่ีศาลตีความกฎหมายในแนวทางดังกล่าว ถูกระบุเอาไว้ชัดเจนในค�ำพิพากษาคดี
ข้างต้น กล่าวคือ ศาลพิจารณาว่าบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดควรจะผูกพัน
ให้รัฐต้องปฏิบัติตาม และควรจะเป็นบทบัญญัติที่มีผลบังคับใช้จริงในทางปฏิบัติด้วย ตัวอย่าง
ขอ้ เท็จจริงในคดี Silverthorne Lumber Co. v. United States ดังกลา่ ว เป็นตัวอย่างทแี่ สดงถึง
เหตุผลของหลักดังกล่าวได้ชัดเจนมากที่สุดตัวอย่างหน่ึง กล่าวคือ หากส�ำเนาหรือความรู้ที่
เจา้ พนกั งานของรฐั ไดม้ าจากการละเมดิ กฎหมายและสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนทรี่ ฐั ธรรมนญู รบั รอง
สามารถนำ� มาใชป้ ระโยชนใ์ นการพจิ ารณาคดไี ด้ เจา้ พนกั งานของรฐั คงจะไมล่ งั เลทจี่ ะกระทำ� เชน่ นน้ั
อีกในอนาคต (เพราะแม้ส่ิงของท่ียึดมาอาจถูกเรียกคืนได้ แต่ความรู้ที่ได้จากส่ิงที่ยึดมาดังกล่าว
เป็นสิง่ ทผ่ี ู้เสยี หายไมส่ ามารถเรยี กคืนกลับมาได)้ การทีศ่ าลปฏเิ สธไมร่ ับฟงั พยานหลกั ฐานดงั กล่าว
(ซง่ึ เปรยี บเสมอื นตน้ ไมพ้ ษิ ) รวมถงึ สง่ิ ทไี่ ดม้ าสบื เนอื่ งจากพยานหลกั ฐานดงั กลา่ ว (ซงึ่ เปรยี บเสมอื น
ผลของต้นไม้พิษน้ัน) จึงเป็นการท�ำให้บทกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีผลบังคับใช้เป็นจริง
ขนึ้ มาน่ันเอง9

8 The Fourth Amendment to the United States Constitution ซ่งึ เปน็ บทบญั ญัติทปี่ กป้องประชาชนจาก
การค้นและยึดโดยไมช่ อบด้วยกฎหมาย

9 อยา่ งไรกต็ ามศพั ท์ค�ำว่า ‘Fruit of the poisonous tree’ ไมไ่ ดถ้ ูกใชเ้ ป็นครัง้ แรกในคดีนี้ หากแต่ถกู ใช้เปน็
ครง้ั แรกในคดี Nardone v. United States, 308 U.S. 338 [1939] ซึ่งเป็นคดที ่เี จา้ พนักงานดกั ฟงั โทรศัพทข์ องผู้ตอ้ งหา
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ต้นไม้พิษ) และได้เบาะแสอื่นๆ เก่ียวกับการกระท�ำความผิดของผู้ต้องหาจากการดักฟังนั้น
(ผลไมพ้ ษิ )
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

102 65 ปี เกียรตขิ จร

1.3 หลักกฎหมายจากคดี Silverthorne ข้างต้นไม่ได้จ�ำกัดหรือขยายความเอาไว้ว่าพยาน
หลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเปรียบเสมือนต้นไม้พิษนั้นหมายถึงอะไรบ้าง อย่างไร
ก็ตาม หลกั กฎหมายในเรื่องน้ไี ด้ถูกพฒั นาเรอ่ื ยมาจนกระทงั่ กลายเปน็ หลกั กฎหมายคอมมอนลอว์
ท่ีมแี นวทางชัดเจน ทั้งน้ี ตัวอย่างพยานหลกั ฐานทไ่ี ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายทีพ่ บบ่อย ได้แก่

(1) พยานหลักฐานทไ่ี ด้จากการคน้ และการยึดโดยไมช่ อบด้วยกฎหมาย
หลักกฎหมายในเร่ืองนี้เป็นหลักกฎหมายที่เกิดข้ึนมาจากคดี Weeks v. United
States10 ซงึ่ เกดิ ขนึ้ ในปี ค.ศ. 1914 โดยหลกั กฎหมายในเรอื่ งนมี้ ที ม่ี าจากบทบญั ญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู
ในบทแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ท่ี 4 แห่งรฐั ธรรมนูญแหง่ ประเทศสหรฐั อเมรกิ าซงึ่ บญั ญตั เิ อาไว้วา่
“สิทธิของบุคคลในความปลอดภัยในตัวบุคคล บ้าน เอกสาร และทรัพย์สินจาก
การค้นและการยึดโดยไม่มีเหตุอันสมควรย่อมจะไม่ถูกละเมิด และห้ามไม่ให้ออกหมาย เว้นแต่
จะมีเหตุควรเช่ือท่ีมาจากถ้อยค�ำพยานภายใต้ค�ำสาบาน หรือค�ำปฏิญาณตน และได้อธิบายไว้ว่า
จะคน้ หรือยึดส่งิ ใด”
ในคดี Weeks v. United States นาย Fremont Weeks ผู้ต้องหาคดีจัดให้มี
การเลน่ ลอ็ ตเตอรโี่ ดยผดิ กฎหมาย ถกู จบั กมุ โดยไมม่ หี มายทสี่ ถานรี ถไฟและถกู ควบคมุ ตวั ไว้ ในขณะ
เดยี วกนั เจา้ พนกั งานของรฐั อกี ชดุ หนงึ่ ไดม้ งุ่ หนา้ ไปทบ่ี า้ นของนาย Weeks ถามเพอื่ นบา้ นวา่ กญุ แจ
เขา้ บา้ นของนาย Weeks ถกู ซอ่ นอยทู่ ใ่ี ด แลว้ ใชก้ ญุ แจดงั กลา่ วไขเขา้ ไปในบา้ น พรอ้ มยดึ เอาเอกสาร
และทรัพย์สนิ อ่นื ๆ ในบา้ นไปเพอื่ ใชเ้ ปน็ หลกั ฐานในการดำ� เนนิ คดีกับนาย Weeks โดยไม่มหี มาย
ค้นหรืออ�ำนาจใดๆ ตามกฎหมาย และปฏิเสธการคืนทรัพย์สินดังกล่าวเมื่อนาย Weeks ร้องขอ
ทั้งยังปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของนาย Weeks ว่าการกระท�ำของรัฐดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนญู ในสว่ นบทแกไ้ ขเพ่มิ เตมิ ท่ี 4 และท่ี 5 และอนญุ าตใหร้ บั ฟังพยานหลกั ฐานทีไ่ ดจ้ าก
การยึดและการค้นดังกล่าวลงโทษนาย Weeks คดีข้ึนสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแห่งประเทศ
สหรฐั อเมรกิ า
ศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นการค้นและการยึดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเอาไว้ว่า
บทบญั ญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู ดงั กลา่ ว (บทแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ท่ี 4) เกดิ ขนึ้ มาจากการตอ่ ตา้ นของชาวอเมรกิ นั
ในยคุ เรมิ่ แรกทไ่ี มย่ อมรบั หลกั ปฏบิ ตั ซิ งึ่ รฐั ใหอ้ ำ� นาจบคุ คลใดบคุ คลหนงึ่ หรอื ออกหมายใหบ้ คุ คลใด
บุคคลหน่ึงมีอ�ำนาจค้นและยึดได้โดยทั่วไปโดยไม่เจาะจงเฉพาะคดีใดคดีหนึ่งหรือกรณีใดกรณีหนึ่ง
จนกระทั่งมีการน�ำหลักในเรื่องนี้มาบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ท้ังน้ี บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ไม่ได้มุ่งไปท่ีการปฏิบัติต่อทรัพย์สิน ดังน้ัน สาระส�ำคัญของการละเมิดบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ได้

10 232 U.S. 383 [1914]
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

65 ปี เกียรตขิ จร 103

อยทู่ ว่ี า่ รฐั ไดเ้ ขา้ ไปทำ� อนั ตรายตอ่ ประตบู า้ น หรอื ทรพั ยส์ นิ ภายในบา้ นอยา่ งใด หากแตอ่ ยทู่ ก่ี ารทร่ี ฐั
บุกรุกเข้าไปท�ำอันตรายสิทธิอันเด็ดขาดของบุคคลซ่ึงมีอยู่ในความปลอดภัยส่วนบุคคล เสรีภาพ
ส่วนบุคคล และในทรพั ยส์ ินเหลา่ นนั้ โดยปราศจากอ�ำนาจตามกฎหมาย และการที่ผรู้ า่ งได้ใชค้ วาม
อุตสาหะพยายามน�ำบทบัญญัติดังกล่าวมาบรรจุเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญก็เพื่อให้สิทธิ
และเสรีภาพของบุคคลได้รับการคุ้มครองโดยเด็ดขาด และเป็นอิสระ ไม่อยู่ในบังคับท่ีอาจ
เปลย่ี นแปลงไดต้ ามกฎหมายลำ� ดบั รอง นอกจากนี้ บทบญั ญตั ดิ งั กลา่ วยงั คมุ้ ครองบคุ คลทกุ คนอยา่ ง
เทา่ เทยี มกนั ไมว่ า่ จะเปน็ ผกู้ ระทำ� ความผดิ กฎหมายบา้ นเมอื งหรอื บคุ คลทว่ั ไป และศาลเปน็ ผมู้ หี นา้ ที่
ทจ่ี ะตอ้ งบงั คบั ใชบ้ ทบญั ญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู น้ี ทง้ั น้ี หากศาลยอมรบั ฟงั เอกสาร หรอื พยานหลกั ฐาน
อ่ืนใดซึ่งได้มาจากการค้นหรือยึดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย บทบัญญัติในบทแก้ไขเพิ่มเติมที่ 4
แหง่ รฐั ธรรมนญู ซงึ่ คมุ้ ครองบคุ คลจากการถกู คน้ และยดึ โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายยอ่ มไมม่ คี ณุ คา่ ใด
ทง้ั การรบั รองการปฏบิ ตั ดิ งั กลา่ วโดยรฐั ยอ่ มจะเปน็ การรบั รองการละเลย หรอื ขดั ขนื ตอ่ บทบญั ญตั ิ
แห่งรัฐธรรมนูญโดยค�ำวินิจฉัยของศาล ความพยายามของศาลและเจ้าพนักงานของรัฐในอันท่ี
จะน�ำผู้กระท�ำความผิดมาลงโทษ จะต้องไม่ได้รับประโยชน์จากการสังเวยหลักการอันย่ิงใหญ่
(หลักการเรอ่ื งสทิ ธแิ ละเสรีภาพใน Bill of Rights) ซง่ึ ถูกสร้างข้ึนจากความพยายามและความทุกข์
ทรมานเปน็ เวลานานจนกระทง่ั ถกู บรรจเุ อาไวใ้ นกฎหมายสงู สดุ ของประเทศ พยานหลกั ฐานทไี่ ดม้ า
จากการค้นบ้านนาย Weeks โดยไม่มีหมายของศาลจึงไม่สามารถน�ำมารับฟังเพื่อลงโทษนาย
Weeks ได้ ศาลฎีกาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษากลับ และให้ย้อนคดีไปพิจารณาใหม่
โดยใหก้ ระบวนพจิ ารณาสอดคล้องกบั ค�ำวนิ จิ ฉยั ของศาลฎีกานี้

จากถ้อยค�ำในบทบัญญัติดังกล่าว รวมท้ังหลักกฎหมายคอมมอนลอว์ท่ีมีการพัฒนา
ต่อเน่ืองกันมา โดยหลักแล้วการค้นและการยึดโดยมีเหตุอันสมควร (‘Reasonable’) หมายถึง
การค้นโดยได้รับหมายจากศาลเท่าน้ัน การค้นในกรณีอ่ืนๆ เป็นการค้นท่ีไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าว นอกจากน้ี ศาลยังได้ตีความขยายผลบังคับของบทแก้ไขเพ่ิมเติมที่ 4
ดังกล่าวออกไปอีก โดยให้ครอบคลุมถึงการค้นหรือยึดในกรณีท่ีบุคคลมีเหตุอันสมควรท่ีจะ
คาดหมายความเป็นส่วนตัวในสถานการณ์นนั้ ๆ ได้ (มี Reasonable expectation of privacy)11
โดยไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งเปน็ บา้ นชอ่ งหรอื สถานทขี่ องบคุ คลดงั กลา่ ว เชน่ ในตโู้ ทรศพั ทส์ าธารณะ12 เปน็ ตน้

อยา่ งไรกต็ าม เชน่ เดยี วกบั บทบญั ญตั อิ นื่ ๆ ในรฐั ธรรมนญู ซงึ่ ตอ้ งพจิ ารณาควบคไู่ ปกบั
ประโยชน์สาธารณะอ่ืนๆ ท่ีเก่ียวข้องด้วย หลักในเรื่องการค้นและการยึดดังกล่าวซ่ึงอยู่ในบังคับ
ที่ต้องได้รับหมายจากศาลก็มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน เช่น หลักเรื่องความยินยอม ซ่ึงมีท่ีมาจาก

11 Katz v. United States 389 U.S. 347 [1967]
12 Ibid.
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

104 65 ปี เกยี รตขิ จร

หลักที่ว่าสิทธิตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวสามารถยกเว้นได้โดยผู้ทรงสิทธินั้น ดังนั้น การค้นและยึด
โดยความยนิ ยอมของเจา้ ของบา้ น แมจ้ ะเปน็ การคน้ และยดึ โดยไมม่ หี มายของศาลกเ็ ปน็ การคน้ และ
ยึดโดยชอบด้วยกฎหมายตราบเท่าที่ความยินยอมน้ันเป็นความยินยอมโดยสมัครใจ นอกจากนี้
การคน้ ในกรณที ร่ี ฐั จำ� เปน็ ตอ้ งกระทำ� ดว้ ยความรวดเรว็ เพอ่ื ประโยชนใ์ นการปราบปรามอาชญกรรม13
(Exigent Circumstance Rule) เช่น กรณที ี่เจา้ พนักงานติดตามคนร้ายเขา้ ไปในบา้ นของบุคคล
หรือกรณที ี่มีเหตคุ วรเชอื่ วา่ พยานหลกั ฐานจะถูกยกั ย้ายหรอื ทำ� ลายหากไมร่ ีบด�ำเนินการใหไ้ ดม้ า14
เป็นต้น ก็เป็นการค้นโดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นดังกล่าว สามารถ
รับฟงั ได้ เป็นต้น

ท้ังน้ี นบั แตห่ ลักกฎหมายเรื่องการปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลักฐานท่ีไดม้ าจากการค้น
หรือยึดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายถูกบังคับใช้ขึ้น หลักกฎหมายดังกล่าวได้ถูกพัฒนาเร่ือยมาจนเกิด
ข้อยกเวน้ ข้นึ หลายประการด้วยกนั ตัวอย่างเชน่

(ก) กรณีท่ีจ�ำเลยที่คัดค้านการรับฟังพยานหลักฐานอันเกิดจากการค้นและยึดโดย
ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้เป็นผู้ถูกค้นหรือยึดโดยชอบด้วยกฎหมาย จ�ำเลยน้ันไม่สามารถคัดค้าน
การรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ เพราะสิทธิตามรัฐธรรมนูญของจ�ำเลยตามบทแก้ไขเพิ่มเติมท่ี 4
ซ่งึ คมุ้ ครองบุคคลจากการค้นและยดึ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ไดถ้ กู ละเมิดน่ันเอง15 หลักในขอ้ น้ี
เรยี กวา่ “Standing” ซึง่ มาจากการทจ่ี �ำเลยไมม่ เี หตตุ ามกฎหมาย (ไมม่ ี Standing) ทีจ่ ะคดั ค้าน
พยานหลักฐานดังกล่าว

(ข) กรณีที่เจ้าพนักงานค้นโดยมีหมาย และเชื่อโดยสุจริตว่าหมายน้ันเป็นหมาย
ทอ่ี อกโดยชอบ แตเ่ มอื่ ความปรากฎตอ่ มาภายหลงั วา่ หมายคน้ ดงั กลา่ วออกโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย
พยานหลกั ฐานดงั กลา่ วยงั คงสามารถรบั ฟงั ได้ เพราะหลกั การปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานทไี่ ดม้ า
โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายเปน็ ไปเพอื่ ปอ้ งปรามการกระทำ� มชิ อบของเจา้ พนกั งานตำ� รวจ ไมใ่ ชล่ งโทษ
ศาลหรือเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าท่ีโดยสุจริต16 อนึ่ง หลักในเร่ืองการปฏิบัติหน้าท่ีโดยสุจริตนี้
รวมถึงการที่เจ้าพนักงานท�ำการค้นโดยไม่มีหมายโดยเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นกรณีท่ีสามารถค้น
โดยไมม่ ีหมายได้ตามกฎหมายด้วย17

13 People v. Ramey, 545 P.2d 1333, 1341 (Cal. 1976)
14 United States v. Reed 935 F. 2d 641 (4th Cir.)
15 Jones v. United States 362 U.S. 257 [1960]; Rakas v. Illinois 439 U.S. 128 [1978]; United States
v. Salvucci 448 U.S. 83 [1980]
16 United States v. Leon 468 U.S. 897 [1984]
17 Illinois v. Krull 480 U.S. 340 [1987]
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกียรติขจร 105

(ค) การค้นและการยึดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องเช่ือมโยงกับพยานหลักฐาน
ที่ได้มาด้วย แม้พยานหลักฐานจะเก่ียวข้องหรือสืบเน่ืองมาจากการค้นและการยึดที่ไม่ชอบด้วย
กฎหมาย แต่หากฝ่ายโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่าพยานหลักฐานที่ได้มาเกี่ยวข้องกับการค้นและยึด
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพียงเล็กน้อยเท่าน้ัน พยานหลักฐานนั้นสามารถรับฟังได้18 เช่น การท่ี
เจา้ พนกั งานเขา้ ไปคน้ บา้ นของพยานโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย (ซง่ึ หากมกี ารสอบปากคำ� ในเวลานนั้
พยานยอ่ มตกอยใู่ นภาวะทถ่ี กู กดดนั โดยสภาพ คำ� ใหก้ ารนนั้ ยอ่ มไมส่ ามารถรบั ฟงั เปน็ พยานหลกั ฐาน
ไดเ้ พราะเปน็ สง่ิ ทไี่ ดม้ าสบื เนอ่ื งจากการคน้ โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย) แตเ่ มอ่ื เวลาผา่ นไปกวา่ 4 เดอื น
พยานดังกล่าวได้มาให้ปากค�ำต่อเจ้าพนักงาน และให้การปรักปร�ำเอาผิดผู้ต้องหา ดังน้ี ถือว่า
การค้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกับการให้การของพยานเป็นคนละกรณีแยกต่างหากจากกัน และ
มคี วามเชอ่ื มโยงกนั เพยี งเลก็ นอ้ ย เมอ่ื ไมป่ รากฎวา่ พยานใหก้ ารตอ่ เจา้ พนกั งานโดยถกู ขม่ ขหู่ รอื บงั คบั
คำ� ใหก้ ารนนั้ ยอ่ มรบั ฟังเปน็ พยานหลักฐานได้ ไม่เขา้ ข่ายเป็นพยานหลกั ฐานท่ีได้มาโดยไมช่ อบด้วย
กฎหมาย19

(ง) ในกรณที พ่ี ยานหลกั ฐานใดทไี่ ดม้ าจากการคน้ และการยดึ โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย
แตโ่ ดยพฤตกิ ารณแ์ หง่ กรณแี ลว้ พยานหลกั ฐานดงั กลา่ วยอ่ มจะตอ้ งถกู คน้ พบไดโ้ ดยการสบื สวนตาม
ปกตอิ นั ชอบดว้ ยกฎหมายของเจา้ พนกั งานตำ� รวจอยนู่ น่ั เอง พยานหลกั ฐานดงั กลา่ วสามารถรบั ฟงั ได้
(หลักนี้มชี ่ือเรียกวา่ ‘Inevitable Discovery’)20

(จ) เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับ
ประชาชนเทา่ นน้ั ดงั นนั้ หากการละเมดิ สทิ ธติ ามรฐั ธรรมนญู ไมไ่ ดเ้ กดิ ขน้ึ จากการกระทำ� ของฝา่ ยรฐั
(เจ้าพนักงานของรัฐ) หากแต่เป็นการกระท�ำของเอกชน พยานหลักฐานท่ีได้มาจากการค้นและ
การยึดโดยไมช่ อบด้วยกฎหมายโดยเอกชนดังกลา่ วไมต่ อ้ งหา้ มไม่ให้รับฟงั เป็นพยานหลกั ฐาน21

อนึ่ง หลักในเร่ืองการปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานท่ีได้มาจากการค้นหรือการยึด
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ได้ถูกขยายความใหร้ วมไปถงึ สำ� เนา และพยานหลกั ฐานอนื่ ๆ รวมตลอด
ไปจนถึงความรู้ที่ได้มาจากพยานหลักฐานท่ีได้มาจากการค้นและการยึดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

18 Wong Sun v. United States 371 U.S. 471 [1963]
19 United States v. Ceccolini 435 U.S. 268 [1978]
20 Nix v. Williams 467 U.S. 431 [1984] ในคดีน้ี ผู้ต้องหาคดีฆ่าเด็กวัย 10 ขวบถูกจับกุม เจ้าพนักงาน
หลอกล่อให้ผู้ต้องหาบอกจุดที่ศพของเด็กดังกล่าวถูกซ่อนอยู่ ผู้ต้องหาบอกที่ซ่อนเด็กดังกล่าวแก่เจ้าพนักงาน อันท�ำให้
สามารถพบศพได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานได้กระจายก�ำลังกว่า 200 นายเพื่อค้นหาศพในบริเวณที่ต้องสงสัย
ดงั กลา่ วอยแู่ ลว้ ดงั นน้ั แมป้ ราศจากขอ้ มลู ของผตู้ อ้ งหา เจา้ พนกั งานกย็ งั คงจะตอ้ งพบศพอยนู่ น่ั เอง ศพของเดก็ จงึ สามารถ
ถกู ใชเ้ ปน็ พยานหลกั ฐานในชั้นศาลได้
21 Burdeau v. McDowell 256 U.S. 465 [1921]
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

106 65 ปี เกยี รตขิ จร

ดังกล่าวด้วย ดังปรากฎในหลักการและเหตุผลท่ีศาลฎีกาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้ไว้ในคดี
Silverthorne Lumber Co. v. United States ข้างต้น

(2) พยานหลกั ฐานทไ่ี ดจ้ ากการสอบปากคำ� หรอื การซกั ถามโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย
หลกั เกย่ี วกบั การปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานทไ่ี ดจ้ ากการสอบปากคำ� หรอื การซกั ถาม
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายน้ี เป็นหลักกฎหมายที่มีท่ีมาจากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งประเทศ
สหรฐั อเมรกิ าเชน่ เดยี วกบั หลกั ในขอ้ (1) ขา้ งตน้ โดยสาระสำ� คญั ของทมี่ าจะอยใู่ นบทแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ
ท่ี 4 ซงึ่ คมุ้ ครองบคุ คลจากการคน้ และยดึ โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย บทแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ท่ี 5 ซงึ่ คมุ้ ครอง
บุคคลจากการให้การปรักปร�ำตนเองในคดีอาญา และบทแก้ไขเพิ่มเติมที่ 6 ซ่ึงคุ้มครองสิทธิของ
บุคคลในการไดร้ บั แจ้งถึงพฤตกิ ารณ์และเหตแุ ห่งข้อกลา่ วหา และสทิ ธใิ นการได้รับความช่วยเหลอื
จากทปี่ รกึ ษากฎหมายในการตอ่ สคู้ ดี ซงึ่ หลกั กฎหมายในเรอ่ื งนถ้ี กู วางขนึ้ เปน็ หลกั การปฏเิ สธไมร่ บั
ฟงั พยานหลกั ฐานโดยชดั เจนเป็นครั้งแรกในปี 1966 ในคดี Miranda v. Arizona22
ในคดี Miranda v. Arizona เจ้าพนักงานได้จบั กมุ นาย Ernesto Miranda ในฐานะ
ที่เป็นผู้ต้องสงสัยในความผิดฐานลักพาตัวและข่มขืนเด็กอายุ 17 ปีโดยอาศัยพยานแวดล้อม
จากขอ้ มลู การสบื สวน นาย Miranda ถกู สอบปากคำ� โดยเจา้ พนกั งานตำ� รวจเปน็ เวลานาน จนในทส่ี ดุ
นาย Miranda ให้การรับสารภาพ เจ้าพนักงานต�ำรวจจึงให้นาย Miranda ลงชื่อในเอกสารซึ่งมี
ขอ้ ความวา่ นาย Miranda ใหก้ ารรบั สารภาพวา่ ไดข้ ม่ ขนื ผเู้ สยี หายจรงิ ทงั้ ยงั มขี อ้ ความระบใุ นเอกสาร
ดังกล่าวด้วยว่า “ข้าพเจ้าสาบานว่าได้ให้การดังกล่าวข้างต้นโดยสมัครใจและโดยเจตน์จ�ำนงค์
อนั เปน็ อสิ ระของขา้ พเจา้ เอง โดยปราศจากการขม่ ขู่ การบงั คบั การใหส้ ญั ญาในเอกสทิ ธค์ิ มุ้ กนั ใดๆ
และโดยทราบถึงสิทธิตามกฎหมายของข้าพเจ้าเป็นอย่างดีแล้ว และข้าพเจ้าเข้าใจเป็นอย่างดีว่า
ค�ำให้การของข้าพเจ้าอาจถูกใช้พิสูจน์ความผิดของข้าพเจ้าได2้ 3” โดยไม่ได้แจ้งให้นาย Miranda
ทราบกอ่ นทจ่ี ะใหก้ ารว่านาย Miranda มสี ทิ ธิในการทจี่ ะไม่ให้การใดๆ มีสิทธิในการพบท่ปี รึกษา
กฎหมาย และมคี �ำใหก้ ารในชั้นน้ีอาจน�ำมาใช้ยนั นาย Miranda ในภายหลงั ได้
ในการพิจารณาคดชี ้ันศาล พนกั งานอยั การน�ำบันทึกค�ำใหก้ ารชนั้ สอบสวนเขา้ แสดง
เป็นพยานหลักฐาน และศาลอนุญาตให้รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้ ทนายความของนาย
Miranda คัดคา้ นการรบั ฟังพยานหลกั ฐานดงั กล่าวโดยเหตุวา่ บนั ทึกคำ� ใหก้ ารดังกลา่ วถูกจัดท�ำขึ้น
โดยไมม่ กี ารแจง้ สทิ ธติ ามกฎหมายใหผ้ ตู้ อ้ งหาทราบกอ่ น ดงั นน้ั คำ� ใหก้ ารรบั สารภาพจงึ เปน็ การรบั

22 384 U.S. 436 [1966]
23 “I do hereby swear that I make this statement voluntarily and of my own free will, with no
threats, coercion, or promises of immunity, and with full knowledge of my legal rights, understanding
any statement I make may be used against me.”
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกยี รติขจร 107

สารภาพโดยไมส่ มคั รใจ ไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย ศาลชนั้ ต้นแหง่ มลรัฐแอริโซนา่ ปฏิเสธค�ำคดั คา้ นของ
ทนายความฝ่ายจ�ำเลย นาย Miranda ถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกลงโทษจ�ำคุก 20 ถึง 30 ปี
ทนายความฝ่ายจ�ำเลยอุทธรณ์ในประเด็นการรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว ศาลฎีกาแห่งมลรัฐ
แอริโซน่าพิพากษายืนตามค�ำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีข้ึนสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแห่งประเทศ
สหรฐั อเมริกา

ศาลฎีกาแหง่ ประเทศสหรฐั อเมรกิ าพพิ ากษากลบั คำ� พพิ ากษาดังกลา่ ว โดยให้เหตุผล
ว่า การควบคุมตวั ผู้ต้องหาเพอื่ สอบปากค�ำมีลกั ษณะเปน็ การขบู่ งั คบั ผตู้ ้องหาโดยธรรมชาติอยู่แลว้
ดงั น้ัน คำ� รับสารภาพใดซึง่ ไดร้ บั มาโดยฝา่ ฝนื สิทธขิ องผู้ตอ้ งหาตามบทแกไ้ ขเพิม่ เติมที่ 5 และท่ี 6
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ซ่ึงคุ้มครองบุคคลจากการให้การปรักปร�ำตนเองในคดี
อาญา และสทิ ธใิ นการพบทปี่ รกึ ษากฎหมายเพอ่ื การตอ่ สคู้ ดี ยอ่ มไมอ่ าจถอื ไดว้ า่ เปน็ คำ� รบั สารภาพ
โดยใจสมัคร และทไม่อาจรับฟังได้ โดยไดว้ างหลกั เพิ่มเตมิ เอาไว้ว่า “ก่อนท่จี ะสอบปากค�ำบุคคลท่ี
ถกู ควบคมุ ตวั บคุ คลดงั กลา่ วจะตอ้ งไดร้ บั การแจง้ ใหท้ ราบถงึ สทิ ธทิ จ่ี ะไมใ่ หก้ ารใดๆ และถอ้ ยคำ� ใดๆ
ท่ีจะได้ให้การไว้อาจถูกใช้ยันตนเองในศาลได้ และจะต้องได้รับการอธิบายอย่างชัดเจนถึงสิทธิ
ในการพบและปรึกษาทนายความ และสิทธิในการให้ทนายความเข้าร่วมฟังการสอบปากค�ำ และ
ในกรณีท่ีบุคคลดังกล่าวไม่อาจจัดหาทนายความได้ รัฐจะต้ังทนายความเพ่ือแก้ต่างคดีให้” โดย
ในกรณีท่ีฝ่ายโจทก์จะใช้ค�ำรับสารภาพหรือค�ำให้การใดๆ ของจ�ำเลยเป็นพยานหลักฐาน ไม่ว่า
คำ� ใหก้ ารนนั้ จะเปน็ ประโยชน์ หรอื เปน็ โทษตอ่ รปู คดขี องฝา่ ยจำ� เลย ฝา่ ยโจทกม์ หี นา้ ทจี่ ะตอ้ งพสิ จู น์
ใหเ้ หน็ ว่าได้มกี ารแจง้ สิทธิดังกลา่ วใหจ้ ำ� เลยทราบกอ่ นทำ� การสอบปากคำ� แล้ว และจำ� เลยไดเ้ ข้าใจ
สทิ ธทิ ง้ั หมดแลว้ และในกรณที จ่ี ำ� เลยไมใ่ ชส้ ทิ ธนิ นั้ ๆ (ในการไมใ่ หก้ าร หรอื ไมข่ อพบทป่ี รกึ ษากฎหมาย)
จ�ำเลยไดส้ ละสิทธนิ นั้ โดยใจสมัคร โดยรูข้ อ้ เทจ็ จรงิ และ โดยมีสมั ปชญั ญะ (knowing, intelligent
and voluntary) แลว้

ค�ำวินิจฉัยของศาลในคดี Miranda ท�ำให้เกิดแนวปฏิบัติของเจ้าพนักงานต�ำรวจ
เกี่ยวกับการแจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหาท่ีถูกควบคุมตัวทั่วท้ังประเทศสหรัฐอเมริกาทันที และสิทธิของ
ผู้ต้องหาท่ีเจา้ พนักงานต้องแจง้ ใหท้ ราบนีต้ ่อมาถูกเรยี กว่า “สทิ ธมิ ิรนั ดา้ (Miranda Rights)” หรือ
“ค�ำเตือนมริ ันด้า (Miranda Warning)” โดยการแจง้ สทิ ธนิ ี้จะตอ้ งกระทำ� ทุกกรณที ่มี ีการควบคมุ
ตัวผ้ตู ้องหา แมก้ ระทง่ั กรณีความผิดเล็กนอ้ ย เชน่ ความผิดเก่ยี วกับการจราจร24 เปน็ ตน้

24 Berkemer v. McCarty 468 U.S. 420 [1984] ศาลวินจิ ฉยั วา่ การเรยี กใหห้ ยดุ เพ่อื สอบถามแม้จะมีลกั ษณะ
เป็นการหน่วงเหน่ียว (Detention) ผู้ถูกเรียกให้หยุด แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นการควบคุมตัวเพื่อสอบปากค�ำ (Custodial
Interrogation) เพราะเป็นการกระท�ำในสถานท่ีสาธารณะ (บนท้องถนน) และโดยมากแล้วจะกระท�ำโดยเจ้าพนักงาน
น้อยราย สิทธิ Miranda จงึ ยังไมเ่ กิด แต่หากมีการจับกมุ ตวั บุคคลผถู้ ูกเรียกใหห้ ยุดดังกล่าว สทิ ธิ Miranda ของบุคคล
ดงั กลา่ วยอ่ มเกิดข้ึนทนั ที
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

108 65 ปี เกียรติขจร

ในปี 1968 Congress ได้ผ่านกฎหมาย The Federal Omnibus Crime Control
and Safe Streets Act 196825 ซ่งึ เปน็ กฎหมายลายลักษณ์อักษรระดบั พระราชบัญญตั ทิ ่ีมีเนื้อหา
ผ่อนคลายความเคร่งครัดของหลัก Miranda แต่กฎหมายดังกล่าวไม่เคยถูกใช้บังคับโดยศาลจน
ปัจจบุ ัน26 อย่างไรกต็ าม ในทางคอมมอนลอว์ หลกั กฎหมายในคดี Miranda ได้รบั การพัฒนาตอ่
เนอ่ื งตลอดมาจนเกดิ หลกั กฎหมายทเ่ี กีย่ วข้อง รวมทงั้ ข้อยกเว้นขนึ้ หลายขอ้ ด้วยกัน เช่น

(ก) การสละสิทธิ Miranda จะต้องท�ำโดยรู้ โดยมีสัมปชัญญะ และโดยสมัครใจ
(knowing, intelligent and voluntary) กลา่ วคอื ผสู้ ละสิทธิจะตอ้ งเข้าใจวา่ กำ� ลงั สละสทิ ธิทตี่ น
มีตามกฎหมาย อนึ่ง การสละสิทธินั้นจะต้องท�ำเป็นหนังสือและลงช่ือของผู้สละสิทธิและลงวันท่ี
ก�ำกับด้วย27 ดังนั้น กรณีที่ผู้ถูกจับไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ และเจ้าพนักงานไม่ได้จัดให้มีล่ามแปล
ยอ่ มถอื วา่ เจา้ พนกั งานยงั ไมไ่ ดแ้ จง้ สทิ ธแิ กผ่ ถู้ กู จบั โดยถกู ตอ้ ง28 สว่ นอยา่ งไรจงึ จะเปน็ การสละสทิ ธิ
โดยรู้ โดยมสี มั ปชญั ญะ และโดยสมคั รใจนนั้ จะตอ้ งพจิ ารณาถงึ พฤตกิ ารณโ์ ดยรวมของคดี (Total-
ity of the circumstances) รวมถึงสภาพพื้นฐานของผู้ต้องหา และประสบการณ์ ตลอดจน
พฤตกิ ารณ์การกระท�ำความผดิ ของผู้ตอ้ งหาเปน็ รายกรณไี ป29

(ข) ค�ำรบั สารภาพหรือคำ� ใหก้ ารทไี่ ม่เปน็ ไปตามหลกั การ Miranda ยงั คงถกู น�ำมา
ใช้ในการพิจารณาคดีในส่วนของการถามค้านเพ่ือท�ำลายน�้ำหนักพยานในฐานะที่เป็นข้อความที่
จำ� เลยได้เคยกลา่ วไวแ้ ละไม่สอดคล้องกบั ค�ำเพกิ ความในศาลได3้ 0

(ค) การสอบปากคำ� (Interrogation) ท่จี ะทำ� ให้เกดิ สิทธิ Miranda แก่ผู้ถูกควบคุม
ตัวน้นั ไม่รวมถงึ กรณีทีจ่ �ำเลยกลา่ วขอ้ ความออกมาเองโดยท่ฝี า่ ยเจา้ พนักงานไมไ่ ด้สอบถาม ไม่ว่า
จะเป็นการสอบถามโดยตรงหรอื โดยปริยาย เช่น กรณีทเี่ จา้ พนักงานพูดคยุ กนั และผถู้ กู ควบคุมตวั
ไดย้ นิ และกลา่ วขอ้ ความโตต้ อบ โดยขอ้ ความดงั กลา่ วมเี นอ้ื หาซง่ึ อาจใชป้ รกั ปรำ� ตวั ผถู้ กู ควบคมุ ตวั
น้ันเองได้ เป็นต้น31 อย่างไรก็ตาม หากกรณีเป็นการสร้างสถานการณ์โดยเจ้าพนักงาน เพื่อ
หลอกลอ่ ให้ผู้ถกู จับกล่าวถอ้ ยคำ� ออกมา การกระท�ำดังกลา่ วเขา้ ขา่ ยเป็นการสอบปากค�ำแล้ว32

25 18 U.S.C. 3501
26 Dickerson v. United States 530 U.S. 428 [2000]
27 Miranda v. Arizona 384 U.S. 436 [1966]; Colorado v. Connelly 479 U.S. 157 [1986]
28 United States v. Garibay, United States Court of Appeals, Ninth Circuit, Case No.96-50606
29 United States v. Bernard 795 F.2d 749, 751 (9th Cir.1986)
30 Harris v. New York 401 U.S. 222 [1971]
31 Rhode Island v. Innis 446 U.S. 291 [1980]
32 Brewer v. Williams 430 U.S. 387 [1979]
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

65 ปี เกียรตขิ จร 109

(ง) กรณีท่ีมีเหตุเร่งด่วนซ่ึงการแจ้งสิทธิตามกฎหมายอาจท�ำให้เกิดความล่าช้า
อันกระทบต่อความปลอดภัยของสาธารณะ ค�ำให้การของผู้ถูกจับย่อมน�ำมาใช้รับฟังเป็นพยาน
หลักฐานในการพิจารณาคดีได้ เช่น กรณีที่ผู้ถูกจับเป็นบุคคลผู้รู้ที่ซ่อนของอาวุธปืน ซึ่งหากทิ้งไว้
อาจเป็นภยั ต่อสาธารณะเพราะอาจถกู ผพู้ บเห็นน�ำไปใช้ เปน็ ต้น33

(จ) หลกั เรอ่ื งผลของตน้ ไมพ้ ษิ กน็ ำ� มาปรบั ใชก้ บั การสอบปากคำ� ทไ่ี มช่ อบดว้ ยกฎหมาย
ด้วยเช่นเดียวกัน กล่าวคือ เบาะแส หรือพยานหลักฐานอ่ืนใดซึ่งเจ้าพนักงานได้มาจากค�ำให้การ
ของผตู้ อ้ งหาทฝี่ า่ ฝนื หลกั Miranda เปน็ ผลผลติ ของพยานหลกั ฐานทไี่ ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย
ไม่สามารถรับฟงั เป็นพยานหลักฐานในชน้ั พจิ ารณาได3้ 4

1.4 ในครงั้ ทห่ี ลกั กฎหมายในเรอื่ งการปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานอนั ไดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ย
กฎหมายถกู วางขนึ้ โดยศาลฎกี าแหง่ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า มปี ระเดน็ ปญั หาวา่ หลกั ดงั กลา่ วจะมผี ล
ให้ศาลมลรัฐ (State Court) ต้องปฏิบัติตามด้วยหรือไม่ โดยในเบ้ืองต้น มีทั้งศาลที่บังคับใช้
หลกั การดงั กลา่ ว35 และศาลทป่ี ฏเิ สธไมบ่ งั คบั ใชห้ ลกั การดงั กลา่ ว36 ลกั ลน่ั กนั ไมม่ แี นวทางทชี่ ดั เจน
แนน่ อน จนกระทัง่ ปี 1961 นบั แตค่ ดี Mapp v. Ohio37 ซึ่งศาลฎกี าแหง่ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า
วินิจฉัยว่าศาลมลรัฐมีหน้าท่ีในการปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานท่ีได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ดว้ ยเปน็ ตน้ มา หลกั การปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานอนั ไดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายจงึ ถกู บงั คบั
ใชใ้ นระดบั มลรฐั ตลอดมา โดยในคดดี งั กลา่ ว ศาลใหเ้ หตผุ ลวา่ การบงั คบั ใชห้ ลกั การปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั
พยานหลกั ฐานอนั ไดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายเปน็ สง่ิ จำ� เปน็ ทร่ี ฐั สมควรกระทำ� เพราะการยอมรบั
ฟงั พยานหลกั ฐานอนั ไดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายเปน็ การใหส้ ทิ ธแิ กร่ ฐั (เจา้ พนกั งาน) ในการพราก
เอาสิทธิและเสรภี าพตามรัฐธรรมนญู ของประชาชนไป นอกจากน้ี โดยเหตุทีห่ ลักกฎหมายดงั กล่าว
ควรถูกใช้บังคับในการพิจารณาทั้งในศาลสหรัฐและศาลมลรัฐ มาตรฐานในการพิจารณาว่า
การกระท�ำใดบ้างท่ีเป็นการได้มาซ่ึงพยานหลักฐานโดยวิธีการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ควรเป็น
มาตรฐานเดียวกันส�ำหรับทั้งคดีในฐานสหรฐั และศาลมลรัฐด้วย

33 New York v. Quarles 467 U.S. 649 [1984]
34 Silverthorne Lumber Co. v. United States 251 U.S. 385 [1920]; Wong Sun v. United States 371
U.S. 471 [1963]
35 Wolf v. Colorado 338 U.S. 25 [1949]; Rochin v. California 342 U.S. 165 [1952]
36 Irvine v. California 347 U.S. 128 [1954]
37 367 U.S. 643 [1961]
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

110 65 ปี เกยี รตขิ จร

2. การรบั ฟงั พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายของประเทศองั กฤษ

กฎหมายท่ีเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของประเทศอังกฤษ
มอี ยู่หลายฉบบั ทั้งในระดับท่ีเปน็ กฎหมายเอง หรือในระดบั ท่เี ป็นประมวลหลักปฏิบัติ (Code of
Practice) โดยกฎหมายหลกั ทเ่ี ปน็ บทบญั ญตั กิ ำ� หนดแบบปฏบิ ตั ใิ นกระบวนการยตุ ธิ รรมของประเทศ
องั กฤษน้ไี ด้แก่ Police and Criminal Evidence Act 1984 (“PACE”) ซึง่ ก�ำหนดอำ� นาจและ
ขอบเขตการใช้อ�ำนาจ รวมถึงกลไกในการป้องกันการใช้อ�ำนาจโดยมิชอบของเจ้าพนักงานต�ำรวจ
มีเนื้อหาโดยหลักเก่ียวกับการเรียกให้หยุดเพ่ือตรวจ, การค้น, การจับกุม, การควบคุมตัวบุคคล,
การสืบสวนสอบสวน, การระบตุ วั บคุ คล และการสอบปากค�ำบคุ คล โดยผลของ PACE ทำ� ใหเ้ กิด
ประมวลหลักปฏิบัติ (Code of Practice) ซึ่งก�ำหนดรายละเอียดข้ันตอนการใช้อ�ำนาจของ
เจ้าพนักงานต�ำรวจข้นึ 8 ฉบบั ดว้ ยกันได้แก่

1 Code A เป็นประมวลหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกให้หยุด และการค้นตัวบุคคลและ
ยานพาหนะ

2 Code B เปน็ ประมวลหลกั ปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั การคน้ สถานท่ี ตลอดจนการยดึ และเกบ็ รกั ษา
ทรพั ย์สนิ ท่ีอยใู่ นสถานทที่ ี่คน้ ดังกลา่ ว

3 Code C เปน็ ประมวลหลกั ปฏบิ ตั เิ กยี่ วกบั การควบคมุ ตวั การสอบปากคำ� และการปฏบิ ตั ิ
ตอ่ บุคคลท่ีถูกควบคมุ ตวั

4 Code D เป็นประมวลหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการระบุตัวบุคคลท่ีเช่ือมโยงกับการสืบสวน
สอบสวน และการเก็บรักษาประวัติอาชญกรท่มี ีประสทิ ธิภาพ

5 Code E เป็นประมวลหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการบันทึกเสียงการสอบปากค�ำผู้ต้องหา
ในสถานีตำ� รวจ

6 Code F เปน็ ประมวลหลักปฏบิ ตั เิ กยี่ วกับการบนั ทกึ ภาพและเสียงของการสอบปากค�ำ
ผู้ต้องหา อน่ึง การบันทึกภาพนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติบังคับให้เจ้าพนักงานต�ำรวจ
ตอ้ งกระทำ� อยา่ งไรกต็ าม หากเจ้าพนกั งานต�ำรวจคนใดเห็นวา่ เป็นการจำ� เปน็ ทจี่ ะตอ้ ง
บันทึกภาพการสอบปากตัวผู้ต้องหา ประมวลวิธีปฏิบัติน้ีควรถูกน�ำมาใช้เป็นแนวทาง
ในการดำ� เนนิ การดังกล่าว

7 Code G เป็นประมวลหลักปฏิบัติเกี่ยวกับอ�ำนาจในการจับกุมผู้กระท�ำความผิดกรณี
ความผิดเกี่ยวกบั การกอ่ การรา้ ย และองค์กรอาชญกรรมร้ายแรง

8 Code H เปน็ ประมวลหลกั ปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั การควบคมุ ตวั การสอบปากคำ� และการปฏบิ ตั ิ
ดาวน์โหลดจากระบบ TตU่อDบCุคโดคยลนทาถี่ยอูกรคา่ มวบดวคงุมจนั ตทัวรก์ รณคี วามผดิ เกย่ี วกบั การก่อการร้าย

65 ปี เกียรติขจร 111

อย่างไรก็ตาม ประเทศอังกฤษตระหนักดีว่าการมีกฎหมายหรือกฎระเบียบท่ีเคร่งครัดไม่ได้
ทำ� ใหส้ ังคมและประชาชนสงบสขุ ได้ การบงั คับใช้กฎระเบียบดงั กลา่ วจึงมีความส�ำคัญเทียบเท่ากฎ
ระเบยี บนนั้ เอง ซง่ึ ประเทศองั กฤษมีวธิ ีการบงั คับใชก้ ฎหมายหรอื กฎระเบียบนี้ 5 แนวทางด้วยกัน
กล่าวคือ38

ก. ในกรณที ก่ี ารกระทำ� ผดิ กฎหมายของเจา้ พนกั งานตำ� รวจเขา้ ขา่ ยเปน็ การกระทำ� ความผดิ
อาญา เช่น การค้นโดยไม่มีหมายค้น และไม่อยู่ในข่ายท่ีกฎหมายอนุญาตให้ท�ำการค้นได้โดยไม่มี
หมายค้นซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการบุกรุก หรือการใช้ก�ำลังในการจับกุมโดยไม่ชอบ หรือการใช้ก�ำลัง
ในการขเู่ ขญ็ ใหผ้ ตู้ อ้ งหารบั สารภาพซง่ึ อาจเขา้ ขา่ ยเปน็ การทำ� รา้ ยรา่ งกาย หรอื การแกลง้ ดำ� เนนิ คดี
ตอ่ ผตู้ อ้ งหาซง่ึ อาจเขา้ ขา่ ยเปน็ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทโ่ี ดยมชิ อบ เปน็ ตน้ ผเู้ สยี หายสามารถดำ� เนนิ คดอี าญา
ตอ่ เจา้ พนกั งานตำ� รวจดงั กลา่ วได้ กลา่ วคอื การเปน็ เจา้ พนกั งานตำ� รวจไมท่ ำ� ใหผ้ กู้ ระทำ� ผดิ กฎหมาย
ไดร้ บั เอกสทิ ธคิ์ มุ้ ครองจากการถกู ดำ� เนนิ คดอี าญาแตอ่ ย่างใด นอกจากนี้ ในกรณที พ่ี นกั งานอยั การ
(The Crown Prosecution Service หรือ CPS) ไม่ดำ� เนนิ คดีกบั เจ้าพนักงานผู้กระท�ำความผดิ
กฎหมายองั กฤษกเ็ ปดิ โอกาสใหผ้ เู้ สยี หายสามารถดำ� เนนิ คดอี าญาแกเ่ จา้ พนกั งานดงั กลา่ วโดยตนเอง
(Private Prosecution) ไดอ้ ยูแ่ ล้ว อย่างไรก็ตาม การดำ� เนนิ คดีอาญาโดยตนเองค่อนข้างเปน็ เร่ือง
ยากเพราะภาระการพิสูจน์ในคดีอาญาท่ีกฎหมายก�ำหนดให้ฝ่ายโจทก์ต้องน�ำสืบจนสิ้นสงสัยตาม
สมควร (Beyond Reasonable Doubt) ซงึ่ ในการด�ำเนนิ คดอี าญาโดยตนเองน้ี ตวั ผูเ้ สยี หายเอง
จ�ำเป็นต้องเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานที่จะใช้ในคดีท้ังหมด ต่างจากการด�ำเนินคดีอาญาโดยรัฐ
ท่ีรัฐมีเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ เงินทุน ตลอดจนบุคคลากรผู้มีความช�ำนาญเป็นผู้ด�ำเนินการเองทั้งหมด
นอกจากน้ี ค่าใช้จ่ายในการด�ำเนินคดีอาญาโดยตนเองอาจสูงมากจนกระท่ังผู้เสียหายตัดสินใจ
ไมด่ �ำเนินคดไี ปเสียเอง

อน่ึง ในกรณีที่การด�ำเนินคดีอาญาต่อเจ้าพนักงานผู้กระท�ำผิดกฎหมายประสบผลส�ำเร็จ
แม้การด�ำเนินคดีอาญาดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เสียหายโดยตรง แต่ก็เป็นการแสดง
การไม่ยอมรับพฤติกรรมอันไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานที่ชัดเจน และย่อมจะเป็น
บรรทัดฐานในสังคมตอ่ ไป

ข. ในทำ� นองเดยี วกนั กบั กรณกี ารดำ� เนนิ คดอี าญาในขอ้ ก. หากการกระทำ� ของเจา้ พนกั งาน
ตำ� รวจเขา้ ขา่ ยเปน็ การกระทำ� ละเมดิ ทางแพง่ ผเู้ สยี หายมสี ทิ ธดิ ำ� เนนิ คดแี พง่ ตอ่ เจา้ พนกั งานผกู้ ระทำ�
ละเมิด, ผู้บังคับบัญชาของบุคคลดังกล่าว หรือหน่วยงานท่ีบุคคลดังกล่าวสังกัดอยู่ได้ เช่น กรณี
การคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย, การด�ำเนินคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยเจตนากล่ันแกล้ง

38 Christopher Emmins & John Sprack (2002), Emmins on Criminal Procedure (9th Edition),
New York: Oxford University Press, หนา้ 6.
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

112 65 ปี เกยี รตขิ จร

หรือการค้นโดยไม่ชอบซึ่งท�ำให้ทรัพย์สินของผู้ต้องหาได้รับความเสียหาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม
เช่นเดียวกับกรณีการด�ำเนินคดีอาญาโดยตนเอง การด�ำเนินคดีแพ่งในประเทศอังกฤษอาจ
เสยี คา่ ใช้จา่ ยมากจนผ้เู สยี หายตดั สินใจไมด่ ำ� เนินคดตี ่อผู้ทำ� ละเมิดไปเอง

ประเด็นที่น่าพิจารณาในเร่ืองการด�ำเนินคดีแพ่งน้ีคือ ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่ศาล
ยอมรับหลักการให้ค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages หรือ Exemplary Damages)
กล่าวคือ ศาลจะยอมรับค่าเสียหายตามที่ลูกขุนก�ำหนดให้ แม้ว่าจ�ำนวนค่าเสียหายนั้นจะสูงกว่า
มูลค่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับตามความเป็นจริง โดยเจตนาจะให้ค่าเสียหายส่วนท่ีเกินนั้น
เปน็ การลงโทษจำ� เลยในทางแพง่ หลกั ในเรอื่ งคา่ เสยี หายเชงิ ลงโทษกรณเี จา้ พนกั งานของรฐั กระทำ�
ไมช่ อบดว้ ยหนา้ ท่นี ้ี Lord Patrick Arthur Devlin ซ่งึ เป็นองค์คณะศาลฎกี า (House of Lords)
ในคดี Rookes v Barnard39 ได้วางบรรทัดฐานเอาไวใ้ นคำ� วินิจฉยั คดนี ีว้ ่า มเี พยี งสามกรณเี ท่านนั้
ที่ศาลอาจให้ค่าเสียหายเชิงลงโทษเพ่ือลงโทษจ�ำเลยได้ หน่ึงในนั้นคือกรณีที่เจ้าพนักงานของรัฐ
กระทำ� การใชอ้ ำ� นาจกดขขี่ ม่ เหง, ใชอ้ ำ� นาจโดยเลอื กปฏบิ ตั ิ หรอื ใชอ้ ำ� นาจโดยไมช่ อบดว้ ยรฐั ธรรมนญู 40
ดงั นน้ั กรณกี ารฟอ้ งคดแี พง่ ในกรณนี จ้ี งึ อยใู่ นขา่ ยทศี่ าลอาจพพิ ากษาใหเ้ จา้ พนกั งานผกู้ ระทำ� ละเมดิ
ช�ำระค่าเสยี หายเชิงลงโทษแกผ่ เู้ สียหายได้

ค. ไม่ว่ากรณีจะเป็นความผิดอาญา หรือเป็นการละเมิดทางแพ่งหรือไม่ การกระท�ำ
ผิดกฎหมายหรือระเบียบของเจ้าพนักงานต�ำรวจอาจเข้าข่ายเป็นการผิดวินัยซึ่งผู้กระท�ำผิดต้อง
รับโทษทางวินัย ซ่ึงในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นให้ออกจากราชการ การร้องเรียนต่อหน่วยงานของ
เจ้าพนักงานผู้กระท�ำผิดวินัยหรือหน่วยงานอ่ืนท่ีมีอ�ำนาจตรวจสอบจึงเป็นอีกทางเลือกหน่ึงของ
ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระท�ำผิดกฎหมายของเจ้าพนักงานของรัฐ อน่ึง การที่เจ้าพนักงาน
ต้องรับโทษทางวินัยแม้ไม่ได้มีผลเป็นการเยียวยาความเสียหายของผู้เสียหายท่ีเกิดจากการกระท�ำ
ผดิ วนิ ยั แตก่ ม็ ผี ลเปน็ การสรา้ งบรรทดั ฐานการดำ� เนนิ การตอ่ เจา้ พนกั งานผกู้ ระทำ� ผดิ กฎหมายหรอื
ระเบียบ อันเป็นการจดั ระเบียบพฤติกรรมของเจา้ พนกั งานของรฐั ไดท้ างหนึง่ ท้ังนี้ เนอื่ งจากโทษ
ทางวินยั เปน็ คนละเร่ืองกบั โทษทางอาญา และความรบั ผิดทางแพง่ ในกรณที เ่ี จา้ พนกั งานผกู้ ระทำ�
ความผดิ ไมไ่ ดร้ บั โทษทางวนิ ยั ผเู้ สยี หายอาจยงั คงมสี ทิ ธดิ ำ� เนนิ คดอี าญาและคดแี พง่ ตอ่ เจา้ พนกั งาน
ดงั กลา่ วไดเ้ ชน่ เดมิ

39 [1964] UKHL 1
40 ส่วนอีกสองกรณีที่ศาลอาจให้ค่าเสียหายเชิงลงโทษได้ ได้แก่ กรณีที่การกระท�ำของจ�ำเลยเป็นผลมาจาก
การค�ำนวณเพือ่ แสวงหากำ� ไรจากการละเมิดนัน้ และกรณีท่มี ีกฎหมายก�ำหนดเอาไว้ชดั เจนให้ศาลมอี ำ� นาจให้คา่ เสยี หาย
เชิงลงโทษได้
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

65 ปี เกียรตขิ จร 113

ง. นอกจากนี้ การกอ่ ใหเ้ กดิ ผลบงั คบั ใชข้ องกฎหมายและระเบยี บเกย่ี วกบั การปฏบิ ตั หิ นา้ ที่
ของเจ้าพนักงานต�ำรวจหรือเจ้าพนักงานอ่ืนในกระบวนการยุติธรรมอีกอันหนึ่งคือการบังคับใช้
กฎหมายผ่านทางอ�ำนาจศาลโดยใช้หลกั เรอื่ งการปฏเิ สธไมร่ บั ฟังพยานหลกั ฐานทไี่ ด้มาโดยไมช่ อบ
ดว้ ยกฎหมาย (Exclusionary Rules) ซง่ึ ในประเดน็ น้ี กฎหมายทเ่ี กยี่ วขอ้ งโดยตรงและเปน็ บทบญั ญตั ิ
หลักในเรือ่ งนค้ี อื PACE Section 78 ซงึ่ บญั ญตั ิใหอ้ ำ� นาจศาลเอาไวว้ ่า

‘Section 78
(1) ในการพิจารณาคดีใดๆ ศาลอาจปฏิเสธไม่ยอมรับฟังพยานหลักฐานซ่ึงฝ่ายโจทก์กล่าว

อ้าง หากความปรากฎแก่ศาล โดยพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวง รวมถึงพฤติการณ์
การได้มาซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าว ว่าการรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวจะก่อให้เกิด
ผลเสียหายต่อความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีถึงขนาดว่าศาลไม่ควรรับฟังพยาน
หลักฐานนั้น
(2) บทบัญญัติใน Section นี้ไม่กระทบกระเทือนหลักกฎหมายใดๆ ซ่ึงต้องห้ามศาลไม่ให้
รบั ฟงั พยานหลักฐาน
(3) บทบัญญัติใน Section น้ีไม่ใช้บังคับแก่การพิจารณาของ Magistrates’ Court 41
ซึ่งทำ� การไตส่ วนเกี่ยวกับขอ้ หาความผดิ ในฐานนะทเี่ ป็นศาลผู้ไต่สวน’
ดงั นน้ั โดยบทบญั ญตั ขิ อง Section 78 ดงั กลา่ ว ศาลนา่ จะมอี ำ� นาจตามกฎหมายทจ่ี ะปฏเิ สธ
พยานหลกั ฐานของฝา่ ยโจทกท์ ไี่ ดม้ าโดยวธิ กี ารอนั ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ไมว่ า่ จะเปน็ พยานหลกั ฐาน
ท่ีได้มาโดยวิธีการอันผดิ กฎหมาย (Illegal) เช่น การบกุ รุก, การคน้ โดยไมม่ อี �ำนาจ42, การดักฟงั
โดยไมม่ อี ำ� นาจ43, การผดิ สญั ญา หรอื การผดิ หนา้ ทต่ี ามกฎหมาย เปน็ ตน้ , พยานหลกั ฐานทไี่ ดม้ าโดย
วิธกี ารอันไมเ่ หมาะสม (Improper) หรอื ไมเ่ ปน็ ธรรม (Unfair) เช่น การให้สญั ญา หรอื หลอกล่อ44

41 Magistrates’ Court เปน็ ศาลทีจ่ ะทำ� การไต่สวนคดใี นชั้นแรกเกย่ี วกบั การอนุญาตใหเ้ จ้าพนกั งานต�ำรวจทำ�
การควบคุมตัวผู้ต้องหาเอาไว้หรือไม่ และเป็นศาลที่จะพิจารณาคดีให้เสร็จไปทั้งเรื่องส�ำหรับคดีความผิดเล็กน้อย
หน้าทีข่ อง Magistrates’ Court ในส่วนหลงั นีจ้ ะคลา้ ยกบั ศาลแขวงในประเทศไทย

42 Kuruma, Son of Kaniu v R [1955] AC 197
43 R v Maqsud Ali [1966] 1 QB 688
44 เชน่ ในคดี R v Voisin [1918] 1 KB 531 ซง่ึ เจา้ พนกั งานตำ� รวจใหผ้ ตู้ อ้ งหาเขยี นขอ้ ความอนั เดยี วกบั ขอ้ ความ
ตามที่พบในท่ีเกิดเหตุคดีฆาตกรรม โดยไม่ได้บอกวัตถุประสงค์ว่าจะเอาข้อความดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานเอาผิดกับ
ผู้ต้องหานั้น อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ต้องหาจะต่อสู้ในประเด็นน้ี แต่ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษาให้จ�ำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี เพราะ
พยานหลกั ฐานดังกล่าวแมจ้ ะไดม้ าโดยไมเ่ หมาะสม แตก่ ็มีน�้ำหนักรบั ฟังได้
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

114 65 ปี เกยี รติขจร

เป็นต้น45 เพราะการกระท�ำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวย่อมกระทบต่อความน่าเช่ือถือ
ของพยานหลกั ฐานทไ่ี ดม้ า ซง่ึ หากรบั ฟงั ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ ผลเสยี หายตอ่ ความเปน็ ธรรมในการพจิ ารณา
คดี อย่างไรก็ตาม บทบัญญัตินี้ไม่ใช่บทบังคับห้ามไม่ให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวโดย
เด็ดขาด หากแต่กฎหมายได้เปิดช่องให้ศาลมีอ�ำนาจใช้ดุลยพินิจว่าจะให้รับฟังพยานหลักฐาน
ทไี่ ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายหรอื ไมก่ ไ็ ด้ เพราะศาลเปน็ ผทู้ จี่ ะวนิ จิ ฉยั วา่ การรบั ฟงั พยานหลกั ฐาน
น้ันๆ จะกระทบต่อความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีถึงขนาดว่าศาลไม่ควรรับฟังพยานหลักฐาน
น้นั หรือไม่

Section 78 บัญญตั ิถงึ พยานหลกั ฐานที่ “จะกอ่ ให้เกดิ ผลเสียหายตอ่ ความเปน็ ธรรมในการ
พจิ ารณาคดถี งึ ขนาดวา่ ศาลไมค่ วรรบั ฟงั พยานหลกั ฐานนน้ั ” การใชถ้ อ้ ยคำ� เชน่ นย้ี อ่ มมคี วามหมาย
กวา้ งกวา่ กรณพี ยานหลกั ฐานทไ่ี ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย หรอื โดยไมเ่ หมาะสม หรอื ไมเ่ ปน็ ธรรม
ทง้ั ยงั ครอบคลมุ พยานหลกั ฐานทกุ ประเภท ไมว่ า่ จะเปน็ พยานเอกสาร พยานวตั ถุ หรอื พยานบคุ คล
เพราะถ้อยค�ำใน Section 78 (1) ไม่ได้จ�ำกัดประเภทของพยานหลักฐาน หรือลักษณะความ
ไม่ถูกต้องในการได้มาของพยานหลักฐาน หากแต่ให้อ�ำนาจศาลกว้างๆ ในการใช้ดุลยพินิจว่า
(ก) พยานหลักฐานหน่ึงๆ หากรับฟังแล้วจะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมหรือไม่ และ
(ข) หากการรับฟงั พยานพลักฐานนนั้ จะกระทบกระเทือนตอ่ ความเปน็ ธรรม การกระทบกระเทือน
น้นั ถงึ ขนาดทศี่ าลไม่ควรรับฟังพยานหลกั ฐานนน้ั เสียเลยหรือไม่ จากถ้อยคำ� ดังกล่าว จะเหน็ ได้ว่า
กฎหมายเปิดช่องใหศ้ าลชั่งน�้ำหนกั ว่าคุณค่าเชงิ พิสจู น์ (Probative Value) ของพยานหลักฐานนั้น
มมี ากหรอื นอ้ ยกวา่ ผลเสยี หายทเี่ กดิ จากความไมถ่ กู ตอ้ งในการรวบรวมพยานหลกั ฐานดงั กลา่ ว หรอื
อกี นยั หนง่ึ Section 78 เปดิ ชอ่ งวา่ งใหศ้ าลรบั ฟงั พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายได้
หากการรับฟังพยานหลักฐานน้ันจะไม่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการพิจารณาคดี หรือความ
ไม่เป็นธรรมที่เกิดข้ึนเป็นเพียงเร่ืองเล็กน้อยเมื่อเทียบกับคุณค่าเชิงพิสูจน์ของพยานหลักฐานน้ัน
ตัวอย่างเช่น ในคดี R v Trump46 ซ่ึงเป็นคดีการกระท�ำความผิดเก่ียวกับการขับรถขณะมึนเมา
เจา้ พนกั งานตำ� รวจขม่ ขจู่ นผตู้ อ้ งหายอมใหต้ วั อยา่ งเลอื ดสำ� หรบั ตรวจหาแอลกอฮอลใ์ นกระแสเลอื ด
ซึ่งภายหลังปรากฎว่าตรวจพบแอลกอฮอล์ในตัวอย่างเลือดดังกล่าว ผู้ต้องหาถูกด�ำเนินคดี
ศาลวนิ จิ ฉยั วา่ แมต้ วั อยา่ งเลอื ดนนั้ จะไดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยขน้ั ตอนของกฎหมาย (เพราะหากผตู้ อ้ งหา
ไม่ยินยอม เจ้าพนักงานต�ำรวจต้องด�ำเนินการตามข้ันตอนในระเบียบปฏิบัติ) แต่เม่ือปรากฎว่า

45 Adrian Keane (2008), The Modern Law of Evidence (7th Edition), New York: Oxford
University Press, หนา้ 53.

46 [1979] 70 Cr App R 300, CA at 302
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

65 ปี เกยี รติขจร 115

เจา้ พนกั งานตำ� รวจกระทำ� การตามหนา้ ทโ่ี ดยความสจุ รติ พยานหลกั ฐานดงั กลา่ วจงึ ไมอ่ าจกอ่ ใหเ้ กดิ
ผลเสยี หายต่อความเป็นธรรมในการพจิ ารณาคดีได้ กรณไี ม่มเี หตทุ ี่จะไม่รบั ฟงั พยานหลกั ฐานน4ี้ 7

กอ่ นท่ี PACE Section 78 จะถกู บัญญตั ขิ น้ึ เป็นลายลกั ษณ์อักษร ยงั มีความไมแ่ นน่ อนว่า
ศาลมอี ำ� นาจทจี่ ะไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายหรอื ไม่ โดยความเหน็ ของ
ศาลมแี นวโน้มไปในทางท่วี า่ อ�ำนาจของศาลท่ีจะปฏิเสธไม่รบั ฟังพยานหลกั ฐานทไี่ ดม้ าโดยไมช่ อบ
ดว้ ยกฎหมายดงั กลา่ วควรใชเ้ ฉพาะในกรณที มี่ คี วามจำ� เปน็ อยา่ งยง่ิ เทา่ นน้ั 48 ยงิ่ ไปกวา่ นน้ั ศาลฎกี า
(House of Lords) ในคดี R v Sang49 ซ่ึงเป็นคดีบรรทัดฐานในเร่ืองการปฏิเสธไม่รับฟังพยาน
หลักฐานที่ได้มาโดยวิธีการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายก่อนท่ี PACE จะใช้บังคับ Lord Kenneth
Diplock ซงึ่ เปน็ องคค์ ณะในคดไี ดใ้ หค้ วามเหน็ เอาไวว้ า่ โดยหลกั แลว้ ศาลไมม่ อี ำ� นาจทจ่ี ะใชด้ ลุ ยพนิ จิ
ไม่รับฟังพยานหลักฐานที่อาจรับฟังได้ (กล่าวคือ พยานหลักฐานน้ันเข้าลักษณะพยานหลักฐานที่
รับฟังได้ตามกฎหมาย) เพียงเพราะเหตุว่าพยานหลักฐานน้ันได้มาโดยวิธีการท่ีไม่เหมาะสมหรือไม่
เปน็ ธรรม ทง้ั นี้ อ�ำนาจศาลในการปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลักฐานทไ่ี ด้มาโดยไมช่ อบ มเี ฉพาะกรณี
ค�ำรับสารภาพของจ�ำเลย และพยานหลักฐานอ่ืนข้างเคียงท่ีสืบเน่ืองมาจากค�ำรับของจ�ำเลย และ
พยานหลักฐานอ่ืนท่ีก่อให้เกิดอคติต่อจ�ำเลยเท่านั้น ดังน้ัน ตามนัยค�ำวินิจฉัยในคดี R v Sang
ดงั กลา่ ว ศาลไมม่ อี ำ� นาจปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานทไี่ ดม้ าจากการคน้ โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย50
เพราะศาลจะต้องพิจารณาเพียงประเด็นว่าพยานหลักฐานนั้นหากรับฟังแล้วจะเกิดอคติแก่จ�ำเลย
หรือไม่ แต่ไม่ใชว่ ธิ ีการได้มาซึง่ พยานหลกั ฐานนั้น แนวคิดในเร่ืองนี้ คงมอี ย่วู า่ การที่พยานหลักฐาน
จะมีคุณค่าในเชิงพิสูจน์หรือไม่ อาจใช้พิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธ์ิของจ�ำเลยได้หรือไม่ กับ
การกระท�ำอนั ผดิ กฎหมาย หรือไม่เหมาะสมหรอื ไมเ่ ปน็ ธรรม เปน็ คนละเรอ่ื งแยกต่างหากจากกัน
กล่าวคอื หากพยานหลักฐานนน้ั มคี ณุ ค่าเชงิ พสิ ูจน์เกย่ี วกบั ประเด็นในคดแี ล้ว ศาลต้องรับฟัง ส่วน
เรื่องการกระทำ� อนั ผดิ กฎหมาย หรอื ไม่เหมาะสมหรือไมเ่ ปน็ ธรรมของเจ้าพนักงานในการรวบรวม
พยานหลกั ฐานนัน้ เปน็ เรอ่ื งที่จะตอ้ งว่ากล่าวกันในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวนิ ยั อีกเรอ่ื งหน่งึ
ต่างหาก ไม่เก่ียวข้องกับคุณค่าในเชิงพิสูจน์ของพยานหลักฐานนั้น อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่
PACE Section 78 มผี ลบงั คบั ปญั หาความไมแ่ นน่ อนดงั กลา่ วจงึ หมดไป เพราะ Section 78 กำ� หนด

47 เนื่องจากคดีนี้ พยานหลักฐานที่วินิจฉัยคือเลือดของผู้ต้องหาซึ่งผู้ต้องหาไม่สามารถปฏิเสธความเป็นเจ้าของ
ได้ ค�ำวินิจฉัยของศาลอาจแตกต่างออกไป หากพยานหลักฐานท่ีได้มาน้ันเป็นพยานหลักฐานที่ผู้ต้องหาอาจปฏิเสธ
ความเปน็ เจา้ ของได้

48 Kuruma, Son of Kaniu v R [1955] AC 197; Jeffrey v Black [1978] 1 QB 490
49 [1980] AC 402
50 Christopher Emmins & John Sprack (2002), Emmins on Criminal Procedure (9th Edition),
New York: Oxford University Press, หนา้ 7.
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

116 65 ปี เกยี รตขิ จร

ให้อ�ำนาจศาลโดยชัดเจนว่าศาลอาจปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานใดๆ ก็ได้ (ไม่จ�ำกัดเฉพาะแต่
คำ� รบั สารภาพทไ่ี ดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย) และโดยเหตวุ า่ พยานหลกั ฐานนน้ั ไดม้ าโดยไมช่ อบดว้ ย
กฎหมายใดๆ ก็ได้ ทั้งในแง่สาระของกฎหมาย และข้ันตอนการใช้อ�ำนาจท่ีกฎหมายก�ำหนด
การกำ� หนดใหอ้ ำ� นาจศาลไวโ้ ดยชดั เจนเชน่ นน้ี า่ จะสามารถพจิ ารณาไดว้ า่ กฎหมายประสงคจ์ ะใหศ้ าล
เป็นกลไกในการบังคับให้เจ้าพนักงานของรัฐเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติ
ท่ีเกยี่ วขอ้ งนนั่ เอง

อนึ่ง นอกจาก Section 78 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้อ�ำนาจศาลในการใช้ดุลยพินิจเอาไว้
โดยชัดแจ้งแล้ว ยังมปี ญั หาอยู่วา่ หลกั กฎหมายจากค�ำพิพากษาของศาลก่อนท่ี PACE จะใช้บงั คับ
เกย่ี วกบั เรอ่ื งการปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานทไ่ี ดม้ าโดยมชิ อบ หรอื โดยเหตอุ น่ื ซง่ึ อาจเปน็ ผลรา้ ย
แกจ่ ำ� เลย จะยังคงมผี ลเปน็ บรรทดั ฐานในการวนิ จิ ฉัยของศาลในคดีหลงั อยู่หรอื ไม่ ในเร่อื งน้ี PACE
Section 82 (3) บญั ญัติเอาไว้ว่า

“บทบัญญัติในส่วนนี้ไม่เป็นการลบล้างอ�ำนาจโดยทั่วไปของศาลในการปฏิเสธไม่รับฟัง
พยานหลกั ฐานตามทีพ่ ิจารณาเห็นสมควร”

ดงั น้นั โดยบทบญั ญตั ขิ อง Section 82 (3) น้ี ต้องถือว่าหลกั กฎหมายคอมมอนลอวท์ ี่มีมา
แต่เดิมเกี่ยวกับการรับฟังหรือปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานใด ก่อนท่ี PACE จะใช้บังคับ ยังคง
มีผลบังคับอยู่เช่นเดิม ตัวอย่างเช่น ในคดี R v Ali51 ซ่ึงศาลวินิจฉัยว่าการดักฟังและบันทึกเทป
การสนทนาในบา้ นของจ�ำเลยโดยไม่ชอบ เป็นพยานหลักฐานทีร่ ับฟังได้ (สอดคล้องกับบรรทดั ฐาน
ทีม่ ีอยเู่ ดิม ซึ่งแสดงว่าศาลในคดีนไี้ มไ่ ด้ใช้อำ� นาจตาม PACE Section 78)

เก่ียวกับการใช้อ�ำนาจตาม PACE Section 78 นั้น นับตั้งแต่มี Section 78 เกิดข้ึนมา
ศาลยังคงระมัดระวังการใช้อ�ำนาจตาม Section 78 น้ีอย่างมาก โดยศาลมีแนวโน้มจะใช้อ�ำนาจ
ในการปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานเฉพาะเมอื่ พจิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ ความไมช่ อบดว้ ยกฎหมายหรอื
ความไมเ่ ปน็ ธรรมในสว่ นทเ่ี กย่ี วกบั การไดม้ าซง่ึ พยานหลกั ฐานนนั้ กระทบกระเทอื นตอ่ ความนา่ เชอื่ ถอื
ของพยานหลักฐานน้นั เท่านั้น52 กรณีอาจเป็นเพราะเหตวุ า่ ศาลยังไม่มีความพร้อม หรือไมเ่ หน็ ดว้ ย
ทจี่ ะใชร้ ะบบการรับฟังพยานหลกั ฐานของศาลมาเปน็ กลไกในการลงโทษเจ้าพนักงานตำ� รวจ หรือ
เป็นกลไกบังคับให้เจ้าพนักงานตำ� รวจปฏิบตั ิตามกฎหมายไมว่ า่ กอ่ นหรือหลัง PACE Section 78

51 [1991] The Times, 19 February, CA
52 Adrian Keane (2008), The Modern Law of Evidence (7th Edition), New York: Oxford University
Press, หน้า 54.
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

65 ปี เกียรตขิ จร 117

ใชบ้ งั คบั กต็ าม53 แตก่ ย็ งั มบี างกรณที ศ่ี าลหยบิ ยกเอาการทเ่ี จา้ พนกั งานไมป่ ฏบิ ตั ติ ามระเบยี บปฏบิ ตั ิ
มาเปน็ เหตปุ ระกอบการปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานดว้ ยเชน่ เดยี วกนั เชน่ ในคดี R v Absolam54
ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าการที่เจ้าพนักงานต�ำรวจไม่บันทึกเสียงการสอบปากค�ำผู้ต้องหาตามท่ี Code C
(ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการสอบปากค�ำและการปฏิบัติต่อบุคคลผู้ถูกควบคุมตัว) ก�ำหนดให้ต้อง
บนั ทกึ เสยี งของการสอบปากคำ� นน้ั ดว้ ย เมอ่ื ผตู้ อ้ งหาใหก้ ารเปน็ ผลรา้ ยตอ่ ตนเอง คำ� ใหก้ ารผตู้ อ้ งหา
ในส่วนนี้รับฟังไม่ได้ เม่ือศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ�ำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานดังกล่าว
ค�ำพิพากษาน้ันย่อมตกไป ข้อสังเกตในคดีนี้ คือ การที่เจ้าพนักงานต�ำรวจไม่บันทึกเสียงการสอบ
ปากคำ� แตก่ ลบั อ้างเอาคำ� ให้การของผ้ตู อ้ งหามาใช้ยนั ผู้ต้องหา นา่ จะถอื วา่ การไมบ่ นั ทกึ เสยี งการ
สอบปากคำ� อนั เปน็ การฝา่ ฝนื ระเบยี บปฏบิ ตั นิ นั้ เปน็ เรอื่ งทกี่ ระทบกระเทอื นตอ่ ความนา่ เชอ่ื ถอื ของ
พยานหลักฐานน้ันด้วย มิใช่แต่เพียงการไม่ปฏิบัติอย่างเดียวจะท�ำให้ศาลปฏิเสธไม่รับฟังพยาน
หลกั ฐานนน้ั เชน่ เดยี วกนั กบั คดี R v Cox55 ซึ่งเปน็ กรณีเจา้ พนกั งานต�ำรวจสอบปากค�ำผู้ตอ้ งหา
โดยฝา่ ฝืนระเบยี บปฏิบัตใิ น Code C โดยไม่จดั ให้มบี ุคคลกลาง (Independent Person) อยู่ร่วม
ดว้ ยในการสอบปากคำ� ศาลจงึ ตอ้ งปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั คำ� ใหก้ ารของผตู้ อ้ งหาดงั กลา่ วในชน้ั พจิ ารณาคดี

นอกจาก Section 78 ดงั กลา่ วซงึ่ เปน็ บททว่ั ไปในการปฏเิ สธไมร่ บั ฟงั พยานหลกั ฐานของศาล
แล้ว PACE ยังมบี ทบัญญตั ิท่ีกลา่ วถงึ กรณคี �ำรบั สารภาพโดยเฉพาะดว้ ย ซ่งึ ในสว่ นนี้ เม่อื พจิ ารณา
ถึงค�ำวินิจฉัยของศาลท่ีเกี่ยวข้องแล้ว จะเห็นได้ว่าศาลมีความกล้าที่จะใช้อ�ำนาจตามบทกฎหมาย
เฉพาะในส่วนน้ีมากกว่าอำ� นาจโดยทัว่ ไปตาม Section 78 ทงั้ น้ี Section 76 (2) วางหลกั เอาไว้วา่
ในกรณที ป่ี รากฎวา่ (a) คำ� รบั สารภาพทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยการบงั คบั ขม่ เหงตอ่ ผทู้ กี่ ลา่ วถอ้ ยคำ� รบั สารภาพ
น้ัน หรือ (b) ค�ำรับสารภาพที่เป็นผลจากค�ำพูดหรือการกระท�ำใดๆ ซึ่งเม่ือพิจารณาประกอบกับ
พฤติการณ์ท้ังปวงแล้วท�ำให้ค�ำรับสารภาพนั้นไม่อาจเชื่อถือได้ ศาลจะต้องปฏิเสธไม่รับฟังค�ำรับ
สารภาพนัน้

เกยี่ วกบั “คำ� พดู หรอื การกระทำ� ใดๆ ซงึ่ เมอ่ื พจิ ารณาประกอบกบั พฤตกิ ารณท์ ง้ั ปวงแลว้ ทำ� ให้
ค�ำรับสารภาพน้ันไม่อาจเชื่อถือได้” น้ัน มีตัวอย่างจากค�ำวินิจฉัยของศาลว่าหมายความรวมถึง
การทเี่ จา้ พนกั งานปฏเิ สธไมย่ อมใหผ้ ตู้ อ้ งหาพบกบั ทนายความ56 การปฏเิ สธไมใ่ หผ้ ตู้ อ้ งหาไดพ้ กั ผอ่ น

53 Ibid.
54 [1989] 88 Cr App R 332, CA
55 [1991] Crim LR 276
56 R v Samuel [1988] QB 615
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

118 65 ปี เกียรติขจร

ตามสมควรขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน57 และค�ำรับสารภาพท่ีได้จากผู้ต้องหา
ทีต่ ดิ ยาเสพตดิ ขณะอยใู่ นอาการก�ำลงั ลงแดง58 เปน็ ต้น

ข้อแตกต่างอันหนึง่ จากบทบัญญัตใิ น Section 78 คือ บทบัญญตั ิใน Section 76 (2) นี้
เป็นบทบัญญัติบังคับให้ศาลต้องปฏิบัติตาม โดยหากศาลพิพากษาลงโทษจ�ำเลยโดยอาศัยค�ำ
รับสารภาพซึง่ มลี กั ษณะตาม Section 76 (2) ดงั กล่าวเป็นเหตุ คำ� พพิ ากษาลงโทษนั้นย่อมตกไป59
อย่างไรกต็ าม พยานหลกั ฐานอ่นื ซง่ึ ไดม้ าโดยผลของค�ำรับสารภาพท่ไี มอ่ าจรับฟังไดต้ าม Section
76 (2) ตลอดจนพฤติกรรมของผู้ต้องหาเก่ียวกับการให้การรับสารภาพน้ัน60 ยังคงเป็นพยาน
หลักฐานที่รับฟงั ได้โดยผลของ Section 76 (4)

57 Barry v Trussler [1988] Crim LR 416 ซึ่งในคดีนี้ มรี ะเบียบปฏบิ ตั กิ �ำหนดไวว้ ่าผู้ต้องหาในความควบคุม
ต้องได้พักผ่อนอย่างน้อยแปดช่ัวโมงในทุกๆ ยี่สิบส่ีช่ัวโมง เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงท่ีว่าผู้ต้องหาในคดีน้ีเป็น
ผตู้ ดิ ยาเสพตดิ คำ� รบั สารภาพจงึ ไม่อาจรบั ฟงั ไดเ้ พราะเหตวุ า่ การกระทำ� ของเจา้ พนกั งานเปน็ เหตใุ หค้ ำ� รบั สารภาพทไี่ ดม้ า
นั้นไม่น่าเชื่อถอื

58 R v Crampton [1991] Crim LR 277
59 ตัวอย่างเช่น คดี R v Harvey [1988] Crim LR 241 ซงึ่ ศาลวินจิ ฉัยว่าค�ำรบั สารภาพของผตู้ ้องหาที่มีปญั หา
ด้านสติปญั ญาซึ่งรบั สารภาพตามคนรักผูต้ ้องหาท่ีใหก้ ารรบั สารภาพ ไม่อาจรับฟงั ได้; R v Delaney [1989] 88 Cr AppR
338 ซ่ึงศาลวินิจฉัยว่าค�ำรับสารภาพของผู้ต้องหาที่มีปัญหาด้านสติปัญญาซึ่งผ่านการสอบปากค�ำท่ีใช้เวลานาน ไม่อาจ
รบั ฟงั ได้
60 เช่น ลกั ษณะการพดู เขียน หรอื การแสดงออกใดๆ ของผตู้ ้องหานนั้ ซึง่ อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

65 ปี เกียรตขิ จร 119

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

ความผดิ ซึง่ หน้า
ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา

ธรี นติ ์ิ เทพสุเมธานนท1์

การกระท�ำความผิดทางอาญาเป็นการกระท�ำท่ีกระทบต่อความสงบสุขของสังคม รัฐซึ่งมี
หน้าท่ีประการหน่ึงคือการรักษาความสงบเรียบร้อยจึงต้องค้นหาว่าผู้ใดเป็นผู้กระท�ำความผิดและ
น�ำตัวบุคคลนั้นเข้าสู่การสอบสวน การพิจารณาและลงโทษ โดยรัฐจะกระท�ำการดังกล่าวได้น้ัน
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจ�ำเป็นต้องให้อ�ำนาจแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เช่น อ�ำนาจในการ
ออกหมายเรยี ก อำ� นาจในการคน้ รวมถึงอ�ำนาจในการจบั

โดยเจ้าพนักงานท่ีมีอ�ำนาจในการจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือ
พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจและพนักงานสอบสวน นอกจากน้ีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญายงั ใหอ้ �ำนาจในการจบั แกร่ าษฎรไวใ้ นบางกรณี

ในกรณีท่ีพนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจเป็นผู้ท�ำการจับต้องมีหมายจับของศาล เว้นแต่
มีกฎหมายให้อ�ำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ โดยบทบัญญัติ
ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาท่ีให้อ�ำนาจในการจับโดยไม่ต้องมีหมายจับ เช่น
มาตรา 78, มาตรา 65 เปน็ ต้น

ส�ำหรับกรณีท่ีพนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจสามารถจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับท่ีบุคคล
ทั่วไปรู้จักมากที่สุด คือ กรณีความผิดซ่ึงหน้า อย่างไรก็ตามหากพิจารณาบทบัญญัติที่เกี่ยวกับ
ความผิดซ่งึ หนา้ คือประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80
จะพบว่าความหมายของความผิดซ่ึงหน้ามีความละเอียดลึกซึ้ง ในบทความนี้ผู้เขียนจึงจะกล่าวถึง
ความหมายของความผดิ ซ่ึงหน้าและข้อสงั เกตที่ส�ำคัญเกยี่ วกับความผดิ ซง่ึ หนา้

1 นิตศิ าสตรบัณฑติ (มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ เขา้ ศึกษาปี พ.ศ. 2539), เนติบณั ฑิตไทย, นติ ิศาสตรมหาบัณฑิต
(มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง), นติ ิศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ (ภาคภาษาองั กฤษ มหาวทิ ยาลัยรามคำ� แหง)

ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ประจำ� คณะนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง
ผู้เขียนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้เขียนบทความทางวิชาการในหนังสือรวมบทความทางวิชาการเพื่อเป็น
การแสดงมุทิตาจติ ท่านศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เกียรติขจร วจั นะสวัสด์ิ ซง่ึ ผู้เขียนเป็นลกู ศษิ ย์ทา่ นอาจารย์ท่ีมหาวิทยาลยั
ธรรมศาสตร์และท่ีส�ำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา โดยท่านอาจารย์เป็นแบบอย่างในการสอนหนังสือ
การเขยี นต�ำราของผเู้ ขยี น
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกียรติขจร 121

ความหมายของความผิดซ่งึ หนา้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 ได้บัญญัติไว้ว่า พนักงาน
ฝา่ ยปกครองหรือต�ำรวจจะจับผู้ใดโดยไมม่ หี มายจับหรอื คำ� ส่งั ของศาลน้นั ไม่ได้ เว้นแต่

(1) เม่อื บคุ คลน้ันไดก้ ระท�ำความผิดซึง่ หน้าดงั ไดบ้ ัญญัตไิ วใ้ น มาตรา 80
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) พนักงานฝ่ายปกครองหรือ
ต�ำรวจจะจับโดยไม่มีหมายจับได้ในกรณีผู้ถูกจับได้กระท�ำความผิดซ่ึงหน้า โดยประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติความหมายของความผิดซ่ึงหน้าไว้ในมาตรา 80 ดังน้ีที่เรียกว่า
ความผิดซ่ึงหน้านั้น ได้แก่ความผิดซ่ึงเห็นก�ำลังกระท�ำหรือพบในอาการใดซ่ึงแทบจะไม่มี
ความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำ� ผดิ มาแล้วสดๆ
อย่างไรก็ดี ความผิดอาญาด่ังระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายน้ี ให้ถือว่าความผิด
น้นั เปน็ ความผดิ ซ่งึ หนา้ ในกรณดี ั่งน้ี
(1) เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไลจ่ ับดั่งผู้กระทำ� โดยมีเสียงร้องเอะอะ
(2) เม่ือพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระท�ำผิดในถ่ินแถวใกล้เคียงกับ
ที่เกิดเหตุนั้นและมีส่ิงของที่ได้มาจากการกระท�ำผิด หรือมีเคร่ืองมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอ่ืน
อันสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระท�ำผิด หรือมีร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัว
ของผนู้ น้ั
เมอื่ พจิ ารณาบทบญั ญตั ขิ องประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญามาตรา 80 ทงั้ สองวรรค
จะสามารถแบ่งความผดิ ซงึ่ หน้าออกได้ 2 ประเภท คอื

1. ความผดิ ซึ่งหน้าประเภทซึง่ หน้าอย่างแท้จริง (มาตรา 80 วรรคแรก) และ
2. ความผิดซึ่งหน้าประเภทท่ีกฎหมายให้ถือว่าเป็นความผิดซ่ึงหน้า (มาตรา 80
วรรคสอง)2

2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 57 ภายใต้บงั คับแหง่ บทบญั ญัตใิ น มาตรา 78 มาตรา 79
มาตรา 80 มาตรา 92 และ มาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายนี้ จะจบั ขงั จำ� คกุ หรอื คน้ ในท่ีรโหฐาน หาตัวคนหรอื ส่ิงของ
ตอ้ งมคี ำ� สงั่ หรือหมายศาลสำ� หรับการนน้ั ...
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

122 65 ปี เกยี รตขิ จร

1. ความผิดซึง่ หนา้ ประเภทซงึ่ หน้าอยา่ งแทจ้ ริง

ส�ำหรับความผิดซึ่งหน้าประเภทแรกคือซึ่งหน้าอย่างแท้จริงตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความ

อาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคแรก มอี ยสู่ องกรณี คอื
1.1 กรณเี หน็ บคุ คลกำ� ลงั กระทำ� ความผดิ ความผดิ ซงึ่ หนา้ อยา่ งแทจ้ รงิ กรณนี ห้ี ากพนกั งาน
ฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจเห็นบุคคลใดก�ำลังกระท�ำความผิดจะสามารถท�ำการจับบุคคลน้ันได้ทันที
โดยไม่ตอ้ งมีหมายจับ เมอ่ื พิจารณาขน้ั ตอนในการกระท�ำความผดิ จะพบวา่ มีขน้ั ตอนดงั นี้

คิด ตกลงใจ ตระเตรียม ลงมอื ความผดิ สำ� เร็จ

จากขนั้ ตอนดงั กลา่ วโดยปรกตแิ ลว้ ความผดิ ทางอาญาจะเกดิ ขนึ้ เมอื่ มกี ารลงมอื หากพนกั งาน
ฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจเห็นบุคคลใดในข้ันลงมือจึงเป็นกรณีเห็นบุคคลก�ำลังกระท�ำความผิด เช่น
ร.ต.อ.แดง เห็นนายด�ำยกปืนขึ้นเล็งไปท่ีนายเขียว การกระท�ำของนายด�ำอยู่ในขั้นลงมือซึ่งเป็น
ความผิดฐานพยายามฆ่านายเขียว เมื่อ ร.ต.อ.แดง เห็นเหตุการณ์เช่นน้ีเป็นการเห็นบุคคลก�ำลัง
กระท�ำความผดิ ซงึ่ จะสามารถจับนายดำ� ได้โดยไมต่ ้องมหี มายจบั

อยา่ งไรกต็ ามมคี วามผดิ อาญาบางฐานกฎหมายบญั ญตั ไิ วโ้ ดยเฉพาะวา่ เปน็ ความผดิ แมก้ ระทำ�
เพยี งขนั้ ตระเตรยี ม เชน่ การตระเตรยี มวางเพลงิ เผาทรพั ยต์ ามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2193
ดังน้ันหากพนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจเห็นบุคคลใดตระเตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์จะสามารถ
ทำ� การจบั ได้ทันทโี ดยไม่ต้องมหี มายจับ เนอื่ งจากเขา้ กรณเี ห็นบคุ คลก�ำลังกระทำ� ความผิด4

ข้อสังเกต ความผิดซ่ึงหน้าประเภทซ่ึงหน้าอย่างแท้จริงกรณีเห็นบุคคลก�ำลังกระท�ำ
ความผิดนี้อาจเกิดข้ึนหลังจากค้นตัวบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 935 ตวั อยา่ ง ร.ต.อ.แดง ได้รบั รายงานจากสายลับว่านายด�ำมียาเสพตดิ ไว้ในครอบครอง

3 ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา 57 ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญตั ิใน มาตรา 78 มาตรา 79
มาตรา 80 มาตรา 92 และ มาตรา 94 แหง่ ประมวลกฎหมายนี้ จะจับ ขัง จำ� คุกหรือค้นในท่รี โหฐาน หาตวั คนหรอื สิ่งของ
ตอ้ งมีคำ� สงั่ หรือหมายศาลสำ� หรบั การน้ัน ...

4 เกียรติขจร วัจนะสวสั ด์ิ, คำ� อธบิ ายหลกั กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา วา่ ด้วย การด�ำเนินคดีในขน้ั ตอน
ก่อนพจิ ารณา, พิมพ์ครงั้ ท่ี 7 (กรงุ เทพมหานคร: พลสยาม พร้นิ ติ้ง, 2553), หน้า 369.

5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 219 ผู้ใดตระเตรียมเพ่ือกระท�ำความผิดดังกล่าวในมาตรา 217 หรือ
มาตรา 218 ตอ้ งระวางโทษเช่นเดียวกับพยายามกระทำ� ความผดิ นัน้ ๆ
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกียรติขจร 123

เพื่อจ�ำหน่าย เมื่อ ร.ต.อ.แดง เห็นนายด�ำยืนอยู่ที่สวนสาธารณะ นายด�ำแสดงพิรุธ ร.ต.อ.แดง
จึงขอคน้ ตวั และไดพ้ บยาเสพติดในกระเปา๋ กางเกงของนายด�ำ ดังนี้ ร.ต.อ.แดง สามารถค้นตวั นาย
ด�ำซึ่งอยู่ในที่สาธารณสถานได้เน่ืองจากมีเหตุอันควรสงสัยว่านายด�ำมีสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิด
อยู่ในความครอบครอง เม่ือค้นแล้วพบยาเสพติดก็สามารถท�ำการจับได้เนื่องจากเป็นกรณี
เห็นบุคคลก�ำลงั กระทำ� ความผิด

พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจเห็นบุคคลก�ำลังกระท�ำความผิดต่อส่วนตัวจะสามารถ
จับบุคคลน้ันได้หรือไม่ ผู้เขียนมีความเห็นว่าน่าจะท�ำการจับได้เนื่องจากเป็นความผิดซึ่งหน้าที่
กฎหมายให้อ�ำนาจจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ อย่างไรก็ตามหลังจากจับแล้วเจ้าพนักงานน�ำตัว
ผู้ถูกจับไปยังท่ีท�ำการของพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนน่าจะไม่สามารถสอบสวนได้หาก
ผู้เสียหายยังไม่ไปร้องทุกข์ตามระเบียบ6 นอกจากนี้หากยังไม่มีการร้องทุกข์ตามระเบียบพนักงาน
สอบสวนไมน่ า่ จะควบคมุ ผถู้ กู จบั ในกรณนี ี้ ณ ทที่ ำ� การของพนกั งานสอบสวนไดเ้ นอื่ งจากการควบคมุ
ผู้ถูกจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 วรรคสาม7 ต้องมีเหตุจ�ำเป็น
เพือ่ ท�ำการสอบสวน

1.2 กรณีพบในอาการใดซ่ึงแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระท�ำผิดมาแล้วสดๆ
ความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริงกรณีท่ีสองนี้พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจไม่ได้เห็นบุคคลใดก�ำลัง
กระท�ำความผิดแต่เหตุการณ์ที่เจ้าพนักงานไปพบนั้นแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าผู้ที่จะถูกจับ
พ่งึ จะกระทำ� ความผดิ มาแล้วสดๆ

ตวั อยา่ ง ร.ต.อ.แดง วางแผนใหน้ ายเขยี วสายลบั ไปลอ่ ซอ้ื นางสาวดำ� ซง่ึ เปน็ หญงิ คา้ ประเวณี
โดยมีการถ่ายส�ำเนาธนบัตรที่จะใช้ในการล่อซื้อไว้ เมื่อนายเขียวพบนางสาวด�ำยืนอยู่หน้าบ้าน

6 หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะให้การกระท�ำขั้นตระเตรียมเป็นความผิด พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจ
ที่เหน็ บคุ คลกระท�ำข้นั ตระเตรยี มน้ันจะไมส่ ามารถจบั โดยไม่มีหมายจบั กรณคี วามผิดซง่ึ หน้า หากไมม่ ีกฎหมายบัญญตั ไิ ว้
เฉพาะให้การกระท�ำข้ันตระเตรียมเป็นความผิด พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจที่เห็นบุคคลกระท�ำข้ันตระเตรียมนั้น
จะไม่สามารถจับโดยไมม่ ีหมายจับกรณคี วามผิดซึง่ หนา้ เนอ่ื งจากไมใ่ ชก่ รณเี ห็นบคุ คลก�ำลังกระท�ำความผดิ ตามประมวล
กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคแรก

อยา่ งไรกต็ ามหากเขา้ กรณตี ามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ไิ วต้ ามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา 78 (2)
เมอ่ื พบบคุ คลโดยมพี ฤตกิ ารณอ์ นั ควรสงสยั วา่ ผนู้ น้ั นา่ จะกอ่ เหตรุ า้ ยใหเ้ กดิ ภยนั ตรายแกบ่ คุ คลหรอื ทรพั ยส์ นิ ของผอู้ นื่
โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระท�ำความผิด พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจ
จะสามารถจับผู้ที่ตระเตรียมกระท�ำความผดิ นน้ั ได้โดยไมต่ อ้ งมีหมาย

7 ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา 93 ห้ามมิใหท้ ำ� การคน้ บุคคลใดในทีส่ าธารณสถาน เวน้ แต่
พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจเป็นผู้ค้นในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า บุคคลน้ันมีสิ่งของในความครอบครองเพ่ือจะใช้
ในการกระท�ำความผดิ หรอื ซงึ่ ได้มาโดยการกระทำ� ความผิดหรอื ซง่ึ มีไวเ้ ป็นความผดิ
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

124 65 ปี เกียรติขจร

ซ่ึงเปิดไว้เพ่ือการค้าประเวณี นายเขียวได้เดินเข้าไปหานางสาวด�ำ นางสาวด�ำเห็นนายเขียวจึงได้
เสนอราคาต่อนายเขียวหากนายเขียวต้องการร่วมประเวณีกับตน นายเขียวได้ตกลงตามราคา
ทนี่ างสาวด�ำเสนอมาและไดเ้ ปิดห้องพักเพอ่ื ใชร้ ว่ มประเวณี โดยห้องพักน้นั เป็นห้องพักที่ใชส้ ำ� หรับ
ให้หญิงค้าประเวณีท�ำการค้าประเวณีกับบุคคลทั่วไป เมื่อนายเขียวได้ร่วมประเวณีกับนางสาวด�ำ
แลว้ นายเขยี วไดใ้ ชธ้ นบตั รเดยี วกบั ทไี่ ดถ้ า่ ยสำ� เนาไวเ้ พอ่ื ใชใ้ นการลอ่ ซอื้ จา่ ยเงนิ ตามจำ� นวนทต่ี กลง
กับนางสาวดำ� หลงั จากนัน้ นายเขียวได้สง่ สัญญาณให้ ร.ต.อ.แดง เปิดประตเู ข้ามา เมอ่ื ร.ต.อ.แดง
เขา้ มาในหอ้ งพกั กพ็ บนายเขยี วกบั นางสาวดำ� นอนอยบู่ นเตยี งสองตอ่ สองและเหน็ วา่ ขา้ งตวั นางสาว
ด�ำมีธนบัตรเดียวกับที่ได้ถ่ายส�ำเนาไว้เพื่อใช้ในการล่อซื้อวางอยู่เป็นการพบในอาการใดซึ่งแทบจะ
ไม่มีความสงสัยเลยว่านางสาวด�ำได้กระท�ำผิดมาแล้วสดๆอันเป็นความผิดซึ่งหน้าตามประมวล
กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคแรก ร.ต.อ.แดง จงึ มี
อ�ำนาจในการจับนางสาวด�ำได้โดยไมต่ อ้ งมีหมายจับ (เทียบคำ� พพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 69/2535)

ขอ้ สงั เกต ความผดิ ซงึ่ หนา้ ประเภทซงึ่ หนา้ อยา่ งแทจ้ รงิ นห้ี ากเขา้ กรณที พ่ี นกั งานฝา่ ยปกครอง
หรือต�ำรวจเห็นบุคคลก�ำลังกระท�ำความผิดหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่า
เขาไดก้ ระทำ� ผดิ มาแลว้ สดๆ พนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำ� รวจสามารถทำ� การจบั ผทู้ เี่ หน็ หรอื พบนน้ั
ได้โดยไม่ต้องค�ำนึงว่าผู้ถูกจับได้กระท�ำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นๆ
ท่มี โี ทษทางอาญา เช่น พระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปนื หรอื พระราชบญั ญตั ยิ าเสพติดใหโ้ ทษเปน็ ตน้

2. ความผิดซงึ่ หน้าประเภททกี่ ฎหมายใหถ้ ือวา่ เป็นความผิดซ่ึงหนา้

ความผิดซึ่งหน้าประเภทท่ีสองน้ี กฎหมายให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจจับได้โดย
ไมต่ อ้ งมหี มายจบั แมว้ า่ จะไมไ่ ดเ้ หน็ บคุ คลกำ� ลงั กระทำ� ความผดิ หรอื ไมไ่ ดพ้ บในอาการใดซง่ึ แทบไมม่ ี
ความสงสัยได้เลยว่าบุคคลน้ันได้กระท�ำความผิดมาแล้วสดๆ แต่หากเข้ากรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้
ในประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา 80 วรรคสอง (1) หรอื (2) และความผดิ ทบ่ี คุ คล
ซ่ึงจะถูกจับได้กระท�ำน้ันอยู่ในบัญชีแนบท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ถือว่าเป็น
ความผดิ ซง่ึ หนา้ เชน่ เดยี วกนั ดว้ ยเหตนุ จ้ี งึ มนี กั กฎหมายบางทา่ นเรยี กความผดิ ซง่ึ หนา้ ประเภทนวี้ า่
ความผิดซ่ึงหน้าแบบเทยี ม8

8 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง คดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ท�ำ
การสอบสวน เว้นแต่จะมคี �ำรอ้ งทุกข์ตามระเบยี บ
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

65 ปี เกียรติขจร 125

ความผิดซ่งึ หน้าประเภทท่ีสองนมี้ ีอยู่สองกรณคี อื
2.1 กรณีมบี คุ คลหน่ึงถูกไล่จับด่ังผ้กู ระทำ� โดยมีเสียงร้องเอะอะ
2.2 กรณีท่ีพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระท�ำผิดในถิ่นแถวใกล้เคียงกับ
ท่ีเกิดเหตุนั้นและมีสิ่งของท่ีได้มาจากการกระท�ำผิด หรือมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอ่ืนอัน
สนั นษิ ฐานไดว้ า่ ไดใ้ ชใ้ นการกระทำ� ผดิ หรอื มรี อ่ งรอยพริ ธุ เหน็ ประจกั ษท์ เ่ี สอ้ื ผา้ หรอื เนอ้ื ตวั ของผนู้ น้ั
โดยท้ังสองกรณีผู้ที่จะถูกจับต้องกระท�ำความผิดซ่ึงมีการระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา
เหตทุ ตี่ อ้ งระบคุ วามผดิ ไวใ้ นบญั ชแี นบทา้ ยประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาเนอ่ื งจาก
ความผิดซงึ่ หน้าประเภทท่สี องน้ีเป็นความผิดท่กี ฎหมายให้ถือวา่ เปน็ ความผิดซงึ่ หน้า คือเปน็ ความ
ผดิ ซง่ึ หนา้ ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยผลของกฎหมายไมใ่ ชก่ รณคี วามผดิ ซงึ่ หนา้ ทพ่ี นกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำ� รวจ
เห็นว่าผู้ท่ีถูกจับก�ำลังกระท�ำความผิดหรือกรณีพบผู้ถูกจับในอาการใดท่ีไม่มีความสงสัยได้ว่า
พ่ึงกระท�ำความผิดมาแล้วสดๆ ดังนั้นหากให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจสามารถจับบุคคล
ทก่ี ระทำ� การเข้ากรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา 80 วรรคสอง (1) หรอื
(2) โดยไม่ก�ำหนดฐานความผิดที่กฎหมายเห็นว่ามีความส�ำคัญไว้อ�ำนาจของเจ้าพนักงานอาจจะ
มากเกินไปจนกระทบต่อเสรีภาพของประชาชนจนเกนิ ความจ�ำเป็น
ส�ำหรับความผิดท่ีระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีดังนี้
ความผิดฐานประทุษร้ายต่อพระบรมราชตระกูล, ความผิดฐานขบถภายในพระราชอาณาจักร,
ความผิดฐานขบถภายนอกพระราชอาณาจักร, ความผิดต่อทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ,
ความผิดฐานท�ำอันตรายแก่ธงหรือเครื่องหมายของต่างประเทศ, ความผิดต่อเจ้าพนักงาน,
ความผิดฐานหลบหนจี ากทคี่ มุ ขงั , ความผดิ ตอ่ ศาสนา, ความผดิ ฐานก่อการจลาจล, ความผดิ ฐาน
กระท�ำให้เกิดภยันตรายแก่สาธารณชน, กระท�ำให้สาธารณชนปราศจากความสะดวกในการไปมา
และการส่งข่าวและของถึงกันและกระท�ำให้สาธารณชนปราศจากความสุขสบาย, ความผิดฐาน
ปลอมแปลงเงนิ ตรา, ความผิดฐานขม่ ขนื กระทำ� ช�ำเรา, ความผดิ ฐานประทษุ รา้ ยแก่ชีวิต, ความผิด
ฐานประทุษร้ายแก่ร่างกาย, ความผิดฐานกระท�ำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ, ความผิดฐานลักทรัพย์,
วงิ่ ราว ชิงทรพั ย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัดและความผดิ ฐานกรรโชก
ข้อสงั เกต ความผิดตามท่รี ะบุไวใ้ นบญั ชีแนบท้ายประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
เป็นความผิดท่บี ัญญตั ิไวใ้ นกฎหมายลกั ษณะอาญา ร.ศ. 127 ไม่ใชค่ วามผิดท่บี ญั ญัติไว้ในประมวล
กฎหมายอาญา เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเริ่มมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

126 65 ปี เกยี รตขิ จร

ตุลาคม พ.ศ. 2478 ซง่ึ เวลาน้ันประมวลกฎหมายอาญายังไม่มีผลใชบ้ งั คับ9 โดยขณะทร่ี า่ งประมวล
กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา กฎหมายอาญาทใ่ี ชบ้ งั คบั อยใู่ นขณะนน้ั คอื กฎหมายลกั ษณะอาญา
ร.ศ. 127

2.1 กรณมี บี คุ คลหนง่ึ ถกู ไลจ่ บั ดงั่ ผกู้ ระทำ� โดยมเี สยี งรอ้ งเอะอะ ความผดิ ซงึ่ หนา้ ทก่ี ฎหมาย
ให้ถอื วา่ เป็นความผิดซ่งึ หน้ากรณีแรกมหี ลกั เกณฑ์ คอื

1) พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจเห็นบุคคลหน่ึงก�ำลังวิ่งไล่จับผู้ที่จะถูกจับมา
ดั่งวา่ ผู้ทีจ่ ะถกู จับได้กระทำ� ความผดิ มา และ

2) บุคคลท่ีวิ่งไล่จับต้องมีเสียงร้องเอะอะว่าผู้จะถูกจับนั้นได้กระท�ำความผิดโดย
ความผดิ นน้ั ตอ้ งระบไุ วใ้ นบัญชีแนบท้ายประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา

ตวั อยา่ ง ร.ต.อ.แดง พบนายเขยี วกำ� ลงั วงิ่ ไลจ่ บั นายดำ� มาตามทางสาธารณะและไดย้ นิ
นายเขยี วรอ้ งตะโกนวา่ “จบั ที จบั ทมี นั ขโมย” ร.ต.อ.แดง สามารถจบั นายดำ� ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งมหี มายจบั

ข้อสังเกต การที่นายเขียวตะโกนว่า“จับที จับทีมันขโมย” ถือเป็นความผิดฐาน
ลักทรพั ยซ์ งึ่ เปน็ ความผิดท่ีระบอุ ยใู่ นบญั ชแี นบทา้ ยประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา

จากตัวอย่างข้างต้นหากนายเขียวได้ร้องเอะอะว่านายด�ำได้กระท�ำความผิดแต่
ความผิดนนั้ ไมไ่ ด้ระบไุ วใ้ นบัญชแี นบทา้ ยประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา เชน่ นายเขยี ว
ร้องตะโกนวา่ “จบั ที จบั ทมี ันบุกรุก มันบุกรุก” จะไม่เข้าหลกั เกณฑข์ องความผิดซ่งึ หนา้ ประเภท
ทก่ี ฎหมายใหถ้ ือว่าเปน็ ความผดิ ซงึ่ หนา้ กรณนี ี้

2.2 กรณที พี่ บบคุ คลหนง่ึ แทบจะทนั ทที นั ใดหลงั จากการกระทำ� ผดิ ในถน่ิ แถวใกลเ้ คยี งกบั
ทเี่ กิดเหตุนัน้ และมสี ่ิงของท่ีไดม้ าจากการกระท�ำผิด หรอื มีเคร่ืองมือ อาวธุ หรือวตั ถุอยา่ งอ่ืนอนั
สนั นิษฐานไดว้ ่าไดใ้ ชใ้ นการกระท�ำผิด หรอื มีรอ่ งรอยพริ ธุ เห็นประจกั ษ์ทีเ่ ส้อื ผา้ หรอื เนอ้ื ตวั ของ
ผ้นู ้นั ความผิดซงึ่ หน้าท่กี ฎหมายให้ถือว่าเปน็ ความผดิ ซ่ึงหนา้ กรณที สี่ องน้ีมหี ลักเกณฑ์ คอื

1) เม่ือพนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจพบผู้ถูกจับแทบจะทันทีทันใดหลังจาก
การกระท�ำผิดในถ่ินแถวใกล้เคียงกับทเี่ กิดเหตนุ นั้ และ

9 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 วรรคสามในกรณีที่ผถู้ ูกจบั ไม่ได้รบั การปลอ่ ยชัว่ คราว
และมเี หตจุ ำ� เปน็ เพอ่ื ทำ� การสอบสวน หรอื การฟอ้ งคดใี หน้ ำ� ตวั ผถู้ กู จบั ไปศาลภาย ในสส่ี บิ แปดชวั่ โมงนบั แตเ่ วลาทผ่ี ถู้ กู จบั
ถูกน�ำตัวไปถึงท่ีท�ำการของพนักงานสอบสวนตาม มาตรา 83 เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจ�ำเป็นอย่างอ่ืนอันมิอาจ
กา้ วล่วงเสียได้...
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกียรติขจร 127

2) บุคคลทีจ่ ะถกู จับมีสง่ิ ของอย่างหนง่ึ อยา่ งใดดงั ตอ่ ไปน้ี
(ก) สง่ิ ของทไ่ี ดม้ าจากการกระทำ� ความผดิ เชน่ สงิ่ ของทไ่ี ดจ้ ากการลกั ทรพั ย์

มาเปน็ ต้น หรือ
(ข) เครอื่ งมอื อาวธุ หรอื วตั ถอุ ยา่ งอน่ื อนั สนั นษิ ฐานไดว้ า่ ไดใ้ ชใ้ นการกระทำ� ผดิ

เช่น อุปกรณท์ ่ีใช้ในการงัดแงะเพือ่ เขา้ ไปขโมย อาวธุ ปนื มดี เป็นต้น หรอื
(ค) มรี อ่ งรอยพริ ธุ เหน็ ประจกั ษ์ทเี่ สือ้ ผ้าหรือเนอ้ื ตวั ของผ้นู นั้ เช่น เสือ้ ผ้าท่ีมี

คราบเลอื ดตดิ อยู่ เปน็ ต้น
3) ความผดิ ทผ่ี ถู้ กู จบั กระทำ� ไดบ้ ญั ญตั ไิ วใ้ นบญั ชแี นบทา้ ยประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา

ความอาญา
ตวั อยา่ ง หลงั การแขง่ ขนั ฟตุ บอลนดั ชงิ ชนะเลศิ พวกนกั เลงสองกลมุ่ ซง่ึ เปน็ กองเชยี ร์

ของแตล่ ะฝา่ ยยกพวกตกี นั ตำ� รวจไดร้ บั รายงานใหร้ ะงบั เหตุ เมอ่ื มาถงึ ปรากฏวา่ กลมุ่ ทย่ี กพวกตกี นั
น้ันแยกย้ายหลบหนแี ลว้ แต่ไดพ้ บพวกที่รว่ มตีว่ิงผ่านมาและถือไม้ตามตวั มีบาดแผลบาดเจบ็ ดนั น้ี
ต�ำรวจมีอ�ำนาจจับคนท่ีวิ่งผ่านมาได้โดยไม่ต้องมีหมายจับเพราะเป็นกรณีความผิดซ่ึงตามประมวล
กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา 80 วรรคสอง (2) เนอื่ งจากความผิดฐานก่อจลาจลมีระบุ
ไวใ้ นบญั ชแี นบท้ายประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา10

ขอ้ สงั เกต ความผดิ ซ่งึ หนา้ ประเภทซึง่ หน้าอยา่ งแทจ้ ริงกรณีทสี่ องคือ กรณีพบใน
อาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระท�ำผิดมาแล้วสดๆ ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพจิ าณาความอาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคแรกและความผิดซงึ่ หน้าประเภท
ท่ีกฎหมายให้ถือว่าเป็นความผิดซ่ึงหน้ากรณีที่สองคือ ความผิดอาญาท่ีผู้ถูกจับกระท�ำได้ระบุ
ไว้ในบัญชีแนบท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเม่ือพนักงานฝ่ายปกครองหรือ
ต�ำรวจพบบุคคลหน่ึงแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระท�ำผิดในถ่ินแถวใกล้เคียงกับท่ีเกิดเหตุนั้น
และมสี ิ่งของทีไ่ ด้มาจากการกระท�ำผดิ หรือมีเครื่องมือ อาวธุ หรือวตั ถอุ ย่างอน่ื อนั สนั นิษฐานได้ว่า
ได้ใช้ในการกระท�ำผิด หรือมีร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวของผู้น้ันตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจาณาความาอาญา มาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 80 วรรคสอง (2) ดจู ะมคี วาม
ใกลเ้ คยี งกนั มาก อย่างไรกต็ ามผู้เขียนเห็นว่าท้ังสองกรณมี ีความแตกต่างกันดังน้ี

10 อุทัย อาทิเวช, คู่มือกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เล่ม 3 การสอบสวนมาตรการบังคับในคดีอาญา
(กรงุ เทพมหานคร: ว.ี เจ.พร้นิ ต้งิ , 2554), หนา้ 249.
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

128 65 ปี เกยี รตขิ จร

1) ความผิดซึ่งหน้าประเภทซึ่งหน้าอย่างแท้จริงกรณีท่ีสองพนักงานฝ่ายปกครอง
หรอื ตำ� รวจจะพบผถู้ กู จบั ใกลก้ บั ทซี่ งึ่ มกี ารกระทำ� ความผดิ เกดิ ขนึ้ มากกวา่ ความผดิ ซงึ่ หนา้ ประเภท
ทก่ี ฎหมายให้ถอื ว่าเป็นความผิดซ่ึงหนา้ กรณีทส่ี อง

ตวั อย่างที่ 1 ร.ต.อ.แดง ได้ยินเสียงรอ้ งจากมุมตึกจงึ รีบวง่ิ ไปที่นนั้ เมอื่ ถงึ มมุ ตึกนัน้
ร.ต.อ.แดง เหน็ นายเขยี วนอนจมกองเลอื ดและทป่ี ลายเทา้ นายเขยี วเหน็ นายดำ� ยน่ื ถอื มดี โดยมดี นนั้
มเี ลือดติดอยู่ ตัวอยา่ งท่ี 1 เป็นความผดิ ซ่งึ หนา้ ประเภทซึ่งหน้าอยา่ งแท้จริงกรณที ีส่ องคือ กรณี
พบในอาการใดซ่งึ แทบจะไมม่ คี วามสงสยั เลยว่าเขาได้กระทำ� ผดิ มาแลว้ สดๆ

ตัวอย่างท่ี 2 พ.ต.ต.ส้มเห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ โดยรถยนต์คันนี้มีร่องรอย
การถกู งดั แงะและเครอ่ื งเสยี งของรถยนตค์ นั นน้ั หายไปและพบนายเทายนื ถอื เครอื่ งเสยี งของรถยนต์
คันท่ีถูกงัดแงะอยู่ในมือโดยนายเทาอยู่ห่างจากรถยนต์ไปประมาณสิบก้าวเดิน ตัวอย่างท่ี 2 เป็น
ความผดิ ซงึ่ หนา้ ประเภททก่ี ฎหมายใหถ้ อื วา่ เปน็ ความผดิ ซง่ึ หนา้ กรณที ส่ี องคอื กรณคี วามผดิ อาญา
ทผี่ ถู้ กู จบั กระทำ� ไดร้ ะบไุ วใ้ นบญั ชแี นบทา้ ยประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาและเมอ่ื พนกั งาน
ฝา่ ยปกครองหรอื ตำ� รวจพบบคุ คลหนงึ่ แทบจะทนั ทที นั ใดหลงั จากการกระทำ� ผดิ ในถน่ิ แถวใกลเ้ คยี ง
กับทีเ่ กดิ เหตุน้นั และมีสิง่ ของที่ได้มาจากการกระท�ำผดิ หรือมีเคร่ืองมือ อาวุธหรอื วัตถุอย่างอื่นอัน
สนั นษิ ฐานไดว้ า่ ไดใ้ ชใ้ นการกระทำ� ผดิ หรอื มรี อ่ งรอยพริ ธุ เหน็ ประจกั ษท์ เี่ สอื้ ผา้ หรอื เนอ้ื ตวั ของผนู้ นั้

โดยทงั้ สองตวั อยา่ งทง้ั ร.ต.อ.แดง และพ.ต.ต.สม้ อยใู่ กลก้ บั ทซี่ งึ่ มกี ารกระทำ� ความผดิ
เกิดข้ึน แต่ตามตัวอย่างท่ี 1 ร.ต.อ.แดง จะอยู่ใกล้กับท่ีซ่ึงมีการกระท�ำความผิดเกิดขึ้นมากกว่า
พ.ต.ต.ส้มตามตัวอย่างท่ี 2

2) ความผดิ ซง่ึ หนา้ ประเภทซงึ่ หนา้ อยา่ งแทจ้ รงิ กรณที ส่ี องไมต่ อ้ งพจิ ารณาวา่ ผจู้ ะถกู
จับได้กระท�ำความผิดตามท่ีระบุในบัญชีแนบท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่
แต่ความผิดซึ่งหน้าประเภทท่ีกฎหมายให้ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้ากรณีท่ีสองผู้ถูกจับต้องกระท�ำ
ความผดิ ตามทร่ี ะบุไว้ในบญั ชแี นบท้ายประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา

สรุป แม้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะบัญญัติให้อ�ำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือ
ตำ� รวจในการจบั โดยไม่ตอ้ งมีหมายจบั ไวใ้ น มาตรา 78 (1)–(4), มาตรา 65 แต่อำ� นาจท่ีพนักงาน
ฝา่ ยปกครองหรอื ตำ� รวจนา่ จะใชใ้ นการจบั โดยไมม่ หี มายจบั มากทส่ี ดุ คอื ความผดิ ซง่ึ หนา้ โดยความผดิ
ซึ่งหน้ามีความหมายที่ละเอียดและมีความเชื่อมโยงกับบทบัญญัติอ่ืนตามประมวลกฎหมายวิธี
พจิ ารณาความอาญา เชน่ การคน้ ในทรี่ โหฐานโดยไมต่ อ้ งมหี มายคน้ ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา
ความอาญา มาตรา 92 (2) (3) (5) หรอื มาตรา 98 (2) เปน็ ตน้ ดว้ ยเหตนุ ห้ี ากเจา้ พนกั งานทกี่ ฎหมาย
ให้อ�ำนาจในการจับโดยไม่ต้องมีหมายจับเข้าใจความหมายของความผิดซึ่งหน้าเป็นอย่างดีแล้วก็
น่าจะเปน็ ประโยชน์ในการควบคมุ อาชญากรรมและรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยใหส้ ังคมได้มากขึ้น

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกยี รตขิ จร 129

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

ผลกระทบทรี่ า่ งพระราชบญั ญตั ิ
วา่ ด้วยหลกั ประกันทางธรุ กิจ พ.ศ. ...1
มีตอ่ สถานะทางกฎหมายของการน�ำบัญชีเงินฝากธนาคาร
มาใชเ้ ป็นหลกั ประกันหนี้ต่อธนาคาร

พรชยั ววิ ัฒน์ภทั รกุล

ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. ... (ซึ่งต่อไปนี้ ในบทความน้ีจะ
เรยี กยอ่ ๆ วา่ “รา่ ง พ.ร.บ.หลกั ประกนั ฯ”) กำ� หนดใหบ้ คุ คลและนติ บิ คุ คลสามารถนำ� สงั หารมิ ทรพั ย์
หลายประเภท (ร่าง พ.ร.บ.หลกั ประกันฯ, มาตรา 8 (2)) มาตราไว้ตอ่ ธนาคารพาณชิ ยแ์ ละสถาบัน
การเงินหลายประเภท (รา่ ง พ.ร.บ.หลกั ประกันฯ, มาตรา 7 ประกอบ มาตรา 3 วรรค 7 วา่ ด้วย
บทนิยามของ “สถาบันการเงิน”) เพ่ือเป็นหลักประกันหน้ีได้ โดยการท�ำสัญญาเป็นหนังสือและ
จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่จะได้จัดต้ังขึ้นใหม่ในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
กระทรวงพาณิชย์ (ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันฯ, มาตรา 14) เม่ือด�ำเนินการครบสมบูรณ์ตามแบบ
พิธีดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้ีผู้รับหลักประกันก็จะมีบุริมสิทธิ เหนือสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันหน้ี
ในลำ� ดับท่เี สมอกันกับผูร้ บั จำ� น�ำ (ร่าง พ.ร.บ.หลกั ประกันฯ, มาตรา 36 (1) ประกอบมาตรา 29)

1 นติ ศิ าสตรบ์ ณั ฑติ (เกียรตนิ ยิ ม) (ธรรมศาสตร์), BA (Law) (Hons), M.A. มหาวทิ ยาลยั Oxford, ปริญญาโท
LL.M. มหาวทิ ยาลยั Dundee, เนตบิ ณั ฑติ องั กฤษ ผชู้ ว่ ยกรรมการผจู้ ดั การใหญ่ ฝา่ ยกำ� กบั ธรุ กจิ ฝา่ ยกฎหมาย เลขาธกิ าร
ธนาคาร ธนาคารยโู อบี จ�ำกัด มหาชน

ผู้เขียนได้เรียนวิชากฎหมายอาญาภาคท่ัวไปซ่ึงอาจารย์เกียรติขจรเป็นผู้สอน เม่ือปี พ.ศ. 2522 (ชั้นปีท่ีสอง)
จำ� ไดด้ วี า่ หอ้ งบรรยายทอ่ี าจารยเ์ กยี รตขิ จรขน้ึ นง่ั เปน็ ผบู้ รรยาย (หอ้ ง 301 ปี พ.ศ. 2522) นนั้ มนี กั ศกึ ษานง่ั เตม็ หอ้ งตลอด
เสมอทุกช่ัวโมง แม้แต่ท่ีนั่งแถวๆ หน้า ห้องบรรยาย (ท่ีนักศึกษามักเล่ียง เพราะกลัวถูกอาจารย์ช้ีให้ตอบค�ำถาม) ก็มี
คนนั่งเต็มเกือบทุกชั่วโมง จึงนับได้ว่าความเมตตาที่อาจารย์เกียรติขจรมีต่อลูกศิษย์ในการสอนกฎหมาย เป็นย่างก้าว
ทส่ี ำ� คญั อกี กา้ วหนงึ่ ในขบวนการปฏริ ปู การเรยี นการสอนวชิ ากฎหมายทมี่ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ในชว่ งทศวรรษที่ 2520

ผทู้ สี่ นใจ รา่ งพระราชบญั ญตหิ ลกั ประกนั ทางธรุ กจิ พ.ศ. ... สามารถอา่ นรา่ งฉบบั เตม็ ที่ www.oja.go.th/law/
Lists/law/Attachments/191/รา่ ง%20พ.ร.บ.%20หลกั ประกนั (8 มนี าคม 2556) รา่ ง พ.ร.บ.ฉบบั นี้ เคยผา่ นการอนมุ ตั ิ
ของ ครม. ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระของรัฐสภาแล้ว แต่ตกไปเมื่อมีการยุบสภาและจัดให้มีการเลือกต้ังใหม่เม่ือวันที่
3 กรกฎาคม 2554 ส�ำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังจะน�ำกลับเข้าเสนอต่อ ครม. เพื่อลงมติให้เสนอต่อ
รัฐสภาอกี คร้งั หนึง่
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกียรติขจร 131

สิทธิของผู้ฝากเงินต่อธนาคารที่รับฝากเงินในมูลหนี้ท่ีเกิดข้ึนภายใต้สัญญาฝากเงินมีสถานะ
ทางแพง่ เปน็ สทิ ธเิ รียกรอ้ งทจี่ ะถอนเงนิ ฝาก (ป.พ.พ., มาตรา 672) และสิทธทิ ่ีจะไดร้ บั ดอกเบีย้ ใน
เงนิ ฝากตามทไ่ี ดต้ กลงกนั ไวใ้ นขอ้ สญั ญาฝากเงนิ สำ� หรบั แตล่ ะหว้ งกำ� หนดเวลาการฝากและประเภท
ของการฝาก ซ่ึงในทางปฏิบัติ ธนาคารจะต้องประกาศอัตราดอกเบี้ยส�ำหรับเงินฝากประเภท
และหว้ งเวลาตา่ งๆ ไว้ ตามมาตรฐานทธี่ นาคารแหง่ ประเทศไทยกำ� หนด2 ดงั นัน้ สิทธิเรียกรอ้ งของ
ผ้ฝู ากเงนิ ท่มี ีต่อธนาคารผู้รับฝาก จงึ เปน็ สงั หาริมทรัพย์ ซึ่งรา่ ง พ.ร.บ.หลกั ประกันฯ, มาตรา 8 (2)
อนญุ าตให้น�ำมาตราไวเ้ ปน็ หลกั ประกนั หนแ้ี ก่ธนาคารได้

ภายใตก้ ฎหมายไทยในปจั จบุ นั ยงั ไมม่ ชี อ่ งทางในการสรา้ งหลกั ประกนั หนป้ี ระเภทบรุ มิ สทิ ธิ
เหนอื สทิ ธเิ รยี กรอ้ งในมลู หนต้ี า่ งๆ ยกเวน้ การจำ� นำ� สทิ ธเิ รยี กรอ้ งทแ่ี สดงออกในรปู แบบของตราสาร
ตาม ป.พ.พ., มาตรา 750 และ มาตรา 751 ซึ่งสามารถท�ำไดโ้ ดยการสลักหลังตราสารวา่ เปน็ จำ� นำ�
และสง่ มอบตราสารนนั้ ไวใ้ นความครอบครองของผรู้ บั จำ� นำ� เชน่ ตวั๋ เงนิ , ใบหนุ้ , ใบประทวนสนิ คา้ ,
ใบตราส่ง ส่วนการจ�ำน�ำสังหาริมทรัพย์อย่างอ่ืนๆ นั้น ผู้จ�ำน�ำจะต้องส่งมอบตัวทรัพย์ไว้ใน
ความครอบครองของผูร้ บั จ�ำน�ำ จงึ จะมผี ลสมบูรณ์ (ป.พ.พ., มาตรา 747) ในปกติทางค้า การสรา้ ง
หลกั ประกนั หนป้ี ระเภทบรุ มิ สทิ ธจิ ำ� นำ� น้ี กอ่ ใหเ้ กดิ ความไมส่ ะดวกและไมส่ มประโยชนข์ องคสู่ ญั ญา
หลายประการ ประการแรก เม่ือมีการสร้างหลักประกันหนี้ในลักษณะการท่ีต้องมีการส่งมอบ
การครอบครอง ผู้ให้หลักประกนั กจ็ ะต้องขาดไร้ประโยชน์จากการใชส้ อยทรพั ยท์ เี่ ปน็ หลักประกัน
แม้ท้ังที่ตนเองยังเป็นลูกหนี้ท่ีดีและมิได้ผิดนัดช�ำระหนี้แต่อย่างใด สิทธิในหลักประกันก็จะเป็นอัน
ระงับส้ินไป เมื่อการครอบครองทรัพย์อันเป็นหลักประกันต้องส้ินสุดลงด้วยเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม
ซ่งึ ผรู้ บั จำ� นำ� ให้ความยนิ ยอม (ป.พ.พ., มาตรา 769 (2)) ประการทส่ี อง ในระหว่างทท่ี รพั ยอ์ ันเป็น
หลักประกันอยู่ในความครอบครองของผู้รับจ�ำน�ำ ทรัพย์น้ันก็จะต้องคงอยู่อย่างเปล่าดายไร้การ
เคล่ือนไหวทางเศรษฐกิจตามปกติของทรัพย์อันเป็นความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ ประการที่สาม
หลักประกันหน้ีมีไว้เพ่ือสร้างความม่ันใจให้แก่เจ้าหนี้ แต่ในระหว่างท่ีลูกหนี้ยังคงประพฤติตัวดี
โดยช�ำระหนี้เป็นปกตินั้น ตัวทรัพย์อันเป็นประกันก็ต้องอยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้ีผู้รับ
หลักประกัน ทำ� ให้เป็นภาระแกเ่ จ้าหนี้ในการดูแลรกั ษา (ป.พ.พ., มาตรา 759) โดยเหตุท่กี ารสรา้ ง
หลกั ประกนั จำ� นำ� มขี อ้ จำ� กดั และความไมส่ ะดวกทงั้ สามประการดงั กลา่ วมาขา้ งตน้ จงึ ทำ� ใหเ้ จา้ หนี้
และลูกหน้ีไม่นิยมน�ำทรัพย์สินที่ลูกหน้ีจะต้องใช้หมุนเวียนในการประกอบการค้าขายตามปกติมา
เปน็ หลกั ประกันหนี้

2 ประกาศ ธปท. ท่ี สนส. 80/2551 เรื่อง หลกั เกณฑก์ ารปฏบิ ตั ใิ นเรื่องดอกเบ้ยี สว่ นลด ค่าบริการตา่ งๆ และ
เบ้ียปรบั สำ� หรับธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 3 สงิ หาคม 2551 ลงพมิ พ์ไวใ้ นราชกจิ จานเุ บกษาเมื่อวันท่ี 3 สิงหาคม 2551
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

132 65 ปี เกียรติขจร

รา่ ง พ.ร.บ.หลักประกนั ฯ, มาตรา 27 อำ� นวยประโยชนแ์ ก่ผูใ้ ห้หลกั ประกนั โดยการให้สทิ ธิ
แก่ผู้ให้หลักประกันยังคงมีสิทธิครอบครองใช้สอย แลกเปล่ียน จ�ำหน่าย จ่ายโอน และจ�ำนอง
กองทรพั ยส์ นิ ทเ่ี ปน็ หลกั ประกนั รวมทง้ั ใชเ้ ปน็ หลกั ประกนั ใชใ้ นการผลติ นำ� ไปรวมเขา้ กบั ทรพั ยส์ นิ
อนื่ ใชไ้ ปสน้ิ ไป ในกรณคี รอบครองเพอ่ื การใชส้ น้ิ เปลอื งและไดด้ อกผลของทรพั ยส์ นิ ทเ่ี ปน็ หลกั ประกนั
ในระหว่างที่หลักประกันหนี้ยังมีผลบังคับอยู่ตามที่ตราไว้ โดยการท�ำสัญญาเป็นหนังสือและ
จดทะเบยี นตอ่ เจา้ หนา้ ที่ ซง่ึ เปน็ การสนองรบั ตอ่ ความตอ้ งการทางธรุ กจิ ในการใหส้ นิ เชอ่ื โดยธนาคาร
และสถาบันการเงิน โดยอาศัยมาตรการสร้างบุริมสิทธิแก่ธนาคารเจ้าหน้ีเหนือทรัพย์สินท่ีลูกหน้ี
ใชเ้ คลอื่ นไหวหมนุ เวยี นอยใู่ นปกตทิ างคา้ ตอ่ เมอ่ื ลกู หนป้ี ฏบิ ตั ผิ ดิ ขอ้ กำ� หนดของสญั ญากยู้ มื ตกเปน็
ลกู หน้ผี ิดนดั ธนาคารเจ้าหน้จี ึงจะใช้สทิ ธบิ ังคบั ช�ำระหน้เี อาจากมลู ค่าของทรพั ย์ทเ่ี ป็นหลักประกนั
เพียงเท่าที่ยังเหลืออยู่ในเวลาที่ธนาคารเจ้าหนี้จะพึงยกบุริมสิทธิน้ันข้ึนมาเพ่ือบังคับช�ำระหนี้
การสรา้ งบรุ มิ สทิ ธเิ หนอื กองทรพั ยส์ นิ ทยี่ งั มกี ารเคลอ่ื นไหว, เพมิ่ –ลด ตามปกตทิ างการคา้ ในลกั ษณะ
ดังกล่าว มีการท�ำกันเป็นปกติในการธนาคารในประเทศในซีกโลกตะวันตก ในกฎหมายอังกฤษ
เรียกว่า “charge on assets” เปน็ การดที ี่ระบบกฎหมายไทยจะอนวุ ตั ิตามโลกตะวนั ตกในข้อน้ี
ผลทตี่ ามมากค็ ือ กองทรัพยส์ ินยังคงเคลอ่ื นไหวหมนุ เวยี น เพิ่ม–ลด อยู่ตลอดเวลาตามปกตทิ างคา้
ของกิจการค้าขาย สามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นหลักประกันหน้ีได้ และสามารถเพิ่มความเชื่อม่ัน
ให้ธนาคารในการท่ีจะพิจารณาให้สินเชื่อเพ่ิมเติมแก่กิจการค้าขาย ท�ำให้มีสภาพคล่องไหลเวียน
สูงข้ึนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ การให้สินช่ือโดยอาศัยการรับประกันในลักษณะนี้ สามารถ
ทำ� ไดท้ ง้ั ในลกั ษณะท่เี ป็นโครงการ (project financing) โดยน�ำเอาทรพั ย์สินทง้ั หมดของโครงการ
ทเี่ กดิ จากการใชเ้ งนิ ทนุ ทก่ี ยู้ มื มาจากธนาคารนน้ั มาเปน็ หลกั ประกนั หนแ้ี กธ่ นาคาร โดยใหธ้ นาคาร
มีบุริมสิทธิเหนือเจ้าหนี้สามัญในอันที่จะบังคับช�ำระหน้ีจากมูลค่าของทรัพย์สินท้ังโครงการน้ันเอง
กด็ ี และในลกั ษณะทก่ี ำ� หนดแยกกองทรพั ยส์ นิ ของกจิ การออกเปน็ สว่ นๆ และนำ� เอาบางสว่ นมาเปน็
หลกั ประกันก็ดี เพ่อื ระดมเงินก้จู ากธนาคาร มาเสริมสภาพคลอ่ งของกิจการ

หนง่ึ ในบรรดาทรพั ยส์ นิ ของโครงการทธ่ี นาคารเจา้ หนแี้ ละบรษิ ทั ลกู หนผ้ี เู้ ปน็ เจา้ ของโครงการ
อาจจะน�ำมาเป็นหลักประกันหนี้ ตามหลักการของร่าง พ.ร.บ.หลักประกันฯ ก็คือ บรรดาบัญชี
เงนิ ฝากทบี่ รษิ ทั เจา้ ของโครงการจะตอ้ งเปดิ ไวก้ บั ธนาคารเพอื่ รองรบั กระแสเงนิ สดตา่ งๆ ทปี่ ระกอบ
กนั เปน็ รายไดก้ บั รายจา่ ย กบั ทง้ั เงนิ สำ� รองทงั้ หลายของโครงการ ตามทค่ี วรจะตอ้ งเปดิ บญั ชเี งนิ ฝาก
แยกประเภทไว้ ตามหลักการบริหารจัดการทางการเงินของบริษัทและตามที่สัญญาการให้สินเชื่อ
เปน็ โครงการ และสญั ญาวา่ ดว้ ยหลกั ประกนั หนข้ี องโครงการ กำ� หนดใหบ้ รษิ ทั เจา้ ของโครงการตอ้ ง
ปฏบิ ัติ บรษิ ัทเจา้ ของโครงการยงั คงได้รบั ความสะดวกในข้อทีม่ สี ิทธิท่จี ะเบิกจา่ ยเงินออกบญั ชีเงนิ
ฝากอนั เปน็ หลกั ประกนั หนี้ เพอื่ นำ� ไปใชป้ ระโยชนต์ ามปกตกิ ารคา้ ของโครงการ ภายในกรอบกตกิ า
ที่ก�ำหนดไว้ในสัญญาว่าด้วยหลักประกันหน้ีของโครงการ หลักการของร่าง พ.ร.บ.หลักประกันฯ

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกยี รตขิ จร 133

ดงั ทกี่ ลา่ วมานส้ี อดคลอ้ งกบั หลกั การทกี่ ลา่ วไวใ้ นมาตรา 22 ของรา่ ง พ.ร.บ.หลกั ประกนั ฯ ทบ่ี ญั ญตั ิ
ว่า:

“มาตรา 22 ผใู้ หห้ ลักประกนั มสี ิทธิครอบครอง ใชส้ อย แลกเปล่ียน จ�ำหน่าย จา่ ยโอน และ
จำ� นองทรพั ยส์ นิ ทเี่ ปน็ หลกั ประกนั รวมทงั้ ใชเ้ ปน็ หลกั ประกนั ใชใ้ นการผลติ นำ� ไปรวมเขา้ กบั ทรพั ยส์ นิ
อ่ืนใช้ไปสิ้นไปในกรณีท่ีครอบครองเพ่ือการใช้สิ้นเปลือง และได้ดอกผลของทรัพย์สินที่เป็น
หลกั ประกัน เว้นแต่จะตกลงกนั เปน็ อย่างอื่น

ผู้ให้หลักประกันจะน�ำทรัพย์สินท่ีเป็นหลักประกันตามพระราชบัญญัตินี้ไปจ�ำนำ� เพื่อเป็น
หลกั ประกนั การชำ� ระหนต้ี อ่ ไปมิได้”

การใดท่ีแตกต่างไปจากความในมาตรนี้ ตกเป็นโมฆะ

บรษิ ทั เจา้ ของโครงการสามารถใชสทิ ธดิ งั กลา่ วไปจนกวา่ จะเกดิ เหตทุ บี่ งั คบั หลกั ประกนั ตาม
สญั ญาหลกั ประกนั ทางธรุ กจิ ทส่ี รา้ งหลกั ประกนั หนเี้ หนอื บญั ชเี งนิ ฝากนนั้ นนั่ เอง ในหลกั การตดิ ตาม
ดแู ลและควบคมุ การใช้ประโยชน์จากกระแสเงนิ สดจากสนิ เชือ่ (monitoring and controlling
usage of loan drawdown proceeds) ทีล่ ูกหน้เี บิกจากเจ้าหน้ที เ่ี ป็นสถาบันการเงินเพอ่ื นำ� ไป
ใชจ้ า่ ย และกระแสเงนิ สดทบี่ รษิ ทั เจา้ ของโครงการไดม้ าตามปกตทิ างคา้ ของโครงการแลว้ ธนาคาร
ผู้ให้กู้ย่อมประสงค์จะมีสิทธิเหนือบัญชีเงินฝากต่างๆ เหล่านี้ เพ่ือท่ีจะตรวจสอบให้เป็นท่ีพอใจว่า
กระแสเงินสดท่ีเบิกจ่ายไปภายใต้สัญญาให้สินเช่ือเป็นโครงการและกระแสเงินสดท่ีเกิดจากรายได้
ทไ่ี ดม้ าตามปกตทิ างคา้ ของโครงการถกู นำ� ไปใชต้ ามกรอบวตั ถปุ ระสงคใ์ นการบรหิ ารจดั การโครงการ
ตามปกตกิ ารคา้ และบรษิ ทั เจา้ ของโครงการดำ� รงรกั ษาสดั สว่ นทางการเงนิ (financial ratios) ตา่ งๆ
ให้อยู่ในเกณฑ์ท่ีธนาคารเจ้าหน้ีก�ำหนดไว้เป็นบรรทัดฐานให้บริษัทเจ้าของโครงการจะต้องรักษา
ตลอดจนไม่มีการใชเ้ งนิ ในลักษณะทเี่ กินเลยออกไปนอกวตั ถุประสงคข์ องโครงการ ธนาคารเจา้ หนี้
มิได้มีเจตนาที่จะ “แช่แข็ง” กระแสเงินสดไว้เป็น “ตัวประกัน” ในท�ำนองเดียวกับท่ีโรงรับจ�ำน�ำ
เกบ็ รกั ษาทรพั ยทจ่ี ำ� นำ� ไวใ้ นตนู้ ริ ภยั ของโรงรบั จำ� นำ� แตอ่ ยา่ งใด เวน้ เสยี แตว่ า่ สถานการณข์ องบรษิ ทั
เจ้าของโครงการได้ผันแปรไปจนถึงข้ันท่ีเกิด “เหตุที่จะบังคับหลักประกันตามสัญญาหลักประกัน
ทางธรุ กิจ” (ร่าง พ.ร.บ.หลกั ประกนั ฯ, มาตรา 41)

เม่ือเข้าใจถึงความมุ่งหมายทางธุรกิจการธนาคารในการก�ำกับดูแลลูกหนี้และหลักการ
ดงั กลา่ วของรา่ ง พ.ร.บ.หลกั ประกนั ฯ, มาตรา 22 ประกอบ มาตรา 41 แลว้ จงึ เหน็ ไดว้ า่ ในการสรา้ ง
หลกั ประกันทางธุรกจิ ในลกั ษณะดงั กล่าว ธนาคารเจา้ หนีผ้ ้รู บั หลกั ประกนั กับธนาคารทีร่ ับฝากเงิน
ของบริษัทเจ้าของโครงการ ซ่ึงจะต้องน�ำมาเป็นทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันนั้น ไม่จ�ำต้องเป็น

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

134 65 ปี เกียรติขจร

ธนาคารเดยี วกนั เปน็ ตา่ งธนาคารกนั กย็ อ่ มทำ� ได้ โดยบรษิ ทั เจา้ ของโครงการ ธนาคารผรู้ บั ฝากเงนิ
และธนาคารผใู้ หส้ นิ เชอื่ ทจ่ี ะเปน็ ผรู้ บั หลกั ประกนั ทางธรุ กจิ เหนอื บญั ชเี งนิ ฝากทนี่ ำ� มาเปน็ หลกั ประกนั
หน้ี จะตอ้ งท�ำสญั ญา 3 ฝ่ายตกลงกัน เพื่อกำ� หนดบทบาทหนา้ ท่ขี องธนาคารผู้รบั ฝาก ว่ามีภารกิจ
ประการใดบา้ งในการรายงานความเคลอ่ื นไหวของบญั ชเี งนิ ฝากตอ่ ธนาคารผรู้ บั หลกั ประกนั ซง่ึ จะ
เอื้อเฟื้อให้ธนาคารผู้รับหลักประกันสามารถใช้สิทธิติดตามก�ำกับดูแลความเคล่ือนไหวต่างๆ ทาง
บญั ชีเงินฝากของบริษัทเจ้าของโครงการ และปฏิบตั ติ ามคำ� ส่งั ของธนาคารผู้รับหลักประกนั ในการ
ยับย้ังธุรกรรมและความพยายามท่ีจะเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากเหล่านั้นในลักษณะที่ขัดต่อ
หลักเกณฑ์ตามสัญญาในกรณีท่ีธนาคารผู้รับหลักประกันตรวจพบความผิดปกติเหล่าน้ัน อันที่จริง
การท�ำสัญญาก�ำกับดูแลบัญชีเงินฝากของบริษัทเจ้าของโครงการภายใต้กรอบกติกาของสัญญาให้
สนิ เชอ่ื เปน็ โครงการในทำ� นองดงั กลา่ วมานี้ กม็ ที ำ� กนั อยใู่ นประเทศไทยมานานหลายสบิ ปแี ลว้ เพยี ง
แต่สัญญาเหล่านั้น มีผลบังคับในทางบุคคลสิทธิต่อตัวคู่สัญญา ในลักษณะท่ีให้สิทธิติดตามก�ำกับ
ดูแล และควบคุมความประพฤติทางการเงินของบริษัทเจ้าของโครงการไว้จนกว่าจะช�ำระหน้ีแก่
เจ้าหนี้แล้วเสร็จบริบูรณ์ แต่ยังไม่มีผลถึงเป็นการสร้างบุริมสิทธิเหนือบัญชีเงินฝากต่างๆ ที่ควรจะ
ตอ้ งอยภู่ ายใตก้ ารกำ� กบั ดแู ลของเจา้ หนแี้ ตอ่ ยา่ งใด รา่ ง พ.ร.บ.หลกั ประกนั ฯ จงึ มผี ลเปน็ การ “เตมิ ”
ในส่วนท่ี “ขาด” ในแง่มุมของผลทางกฎหมายให้แก่สัญญาให้สนิ เชือ่ เปน็ โครงการ กลา่ วโดยสรปุ
ก็คือ หลักประกันทางธุรกิจเหนือบัญชีเงินฝากภายใต้ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันฯ ให้บุริมสิทธิแก่
เจา้ หนผ้ี รู้ บั หลกั ประกนั ทจี่ ะตดิ ตามดแู ลและควบคมุ ความประพฤตขิ องลกู หนใี้ นการใชท้ รพั ยท์ เ่ี ปน็
หลักประกันในระหว่างที่ยังไม่ผิดช�ำระหน้ี ในระหว่างท่ีเหตุบังคับหลักประกันยังไม่เกิดขึ้น และ
ใหส้ ทิ ธแิ ก่เจา้ หนีใ้ นการทจี่ ะ “แชแ่ ข็ง” หลักประกัน เพือ่ ทีจ่ ะบังคับหลกั ประกันต่อไป โดยยุตสิ ิทธิ
ของลูกหน้ีผู้ให้หลักประกันในการใช้ประโยชน์ในทรัพย์ที่เป็นหลักประกันในเม่ือเกิดเหตุบังคับ
หลกั ประกนั นั่นเอง

นอกจากการสร้างหลักประกันทางธุรกิจเหนือบัญชีเงินฝากโดยวิธีการดังกล่าวแล้ว ในทาง
ปฏิบัติของธุรกิจธนาคารยังมีการสร้างหลักประกันหนี้เหนือบัญชีเงินฝากระหว่างธนาคารผู้รับ
ฝากเงินกับผู้ฝากเงินนั้นเอง กล่าวคือ เจ้าของบัญชีเงินฝากเองมีสถานะเป็นลูกหน้ีธนาคารภายใต้
นติ กิ รรม สญั ญาอนื่ ๆ ทที่ ำ� กบั ธนาคารผรู้ บั ฝากเงนิ ของตนไว้ การสรา้ งหลกั ประกนั หนใี้ นลกั ษณะนี้
อาศัยกลไกแห่งการใชส้ ทิ ธหิ ักลบกลบหนเ้ี ป็นบทบังคับสทิ ธิ จงึ มิใชก่ ารสรา้ งหลกั ประกนั ทางธรุ กจิ
บนฐานแห่งบุริมสิทธิ อันเป็นกลไลท่ีร่าง พ.ร.บ.หลักประกันฯ อาศัยเป็นเครื่องมือบังคับสิทธิใน
หลักประกันทางธุรกิจ เน้ือหาสาระของการสร้างหลักประกันหนี้เหนือบัญชีเงินฝากซึ่งอาศัยสิทธิ
หักลบกลบหน้ีมีกลไกบังคับสิทธิท่ีมักจะอาศัยข้อสัญญาก�ำหนดให้ผู้ฝากเงินโอนสิทธิเรียกร้องของ
ตนในอันที่จะถอนเงินฝากน้ันให้แก่ธนาคารผู้รับฝากเงิน ซ่ึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ฝากภายใต้
นิติกรรม–สัญญาอื่นๆ เช่น สัญญาใช้บริการเครดิตการ์ด, สัญญาใช้บริการให้การค้�ำประกันของ

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกียรตขิ จร 135

ธนาคาร, สญั ญาใช้บริการสนิ เช่ือรปู แบบตา่ งๆ เป็นตน้ เมอ่ื ท�ำการโอนสิทธเิ รยี กรอ้ งทีจ่ ะถอนเงนิ
ฝากเงนิ ดงั กลา่ วแลว้ กจ็ ะงดเวน้ หรอื หา้ มผฝู้ ากใชส้ ทิ ธถิ อนเงนิ ฝาก ตลอดหว้ งเวลาทม่ี ลู หนป้ี ระธาน
ยงั คงคา้ งชำ� ระแกธ่ นาคารอยู่ นอกจากนน้ั สญั ญายงั กลา่ วตอ่ ไปวา่ ใหธ้ นาคารใชส้ ทิ ธหิ กั ลบกลบหนี้
เพ่ือเอาช�ำระหน้ีจากเงินฝากได้ก็ต่อเมื่อลูกหน้ีผู้ฝากเงินตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดในมูลหน้ีประธานน้ัน
ส่วนเงินฝากส่วนท่ีเหลือ (ถ้ามี) ก็ให้คงอยู่ในบัญชีเงินฝากต่อไปและคืนแก่ลูกหน้ีผู้ฝากเงินในท่ีสุด
พรอ้ มกบั ดอกเบย้ี ในเงนิ ฝาก ภาษาตลาดมกั จะเรยี กจะเรยี กขานสญั ญาทมี่ เี นอื้ หาสาระทำ� นองนว้ี า่
“จ�ำน�ำเงินฝาก” ซ่ึงเป็นการเรียกชื่อผิดและคลาดเคล่ือนจากหลักกฎหมายว่าด้วยการจ�ำน�ำ
เพราะผิดแบบของจ�ำน�ำ แต่ก็ยังสมบูรณ์และบังคับได้โดยหลักกฏหมายว่าด้วยการหักลบกลบหนี้
(ป.พ.พ., มาตรา 341–348)

ประเด็นสำ� คัญเก่ียวกับการท�ำสัญญาเพือ่ ใหห้ ลักประกนั เหนือบัญชเี งินฝาก โดยอาศัยกลไก
ของการหกั กลบลบหนท้ี จี่ ะพงึ กลา่ วถงึ ในทนี่ ี้ ในประการแรกกค็ อื ทงั้ ธนาคาร และผฝู้ ากตา่ งมเี จตนา
“แชแ่ ข็ง” เงินฝากไวต้ งั้ แตแ่ รก กล่าวคอื มีเจตนาตกลงร่วมกนั ตงั้ แตแ่ รกท่ีจะมิใหผ้ ้ฝู ากเงินใชส้ ิทธิ
ในเงินฝากหมุนเวียนออกจากบัญชีดังนั้นผู้ฝากเงินจึงได้ “โอนสิทธิเรียกร้องในการถอนเงิน”
แกธ่ นาคาร และมเี จตนาตกลงรว่ มกนั ตงั้ แตแ่ รกทจ่ี ะใหก้ ารโอนนมี้ ผี ลสบื เนอ่ื งไปจนกวา่ หนปี้ ระธาน
จะระงับส้ินไป ในระหว่างน้ันผู้ฝากจึงถอนเงินไม่ได้ เว้นแต่ธนาคารจะให้ความยินยอมเป็นการ
เฉพาะกิจและตามความจ�ำเป็น (ad hoc consent) เม่อื มีการรอ้ งขอจากลูกหนี้ผู้ฝากเงนิ เพื่อให้
ธนาคารเจา้ หนซ้ี ง่ึ เปน็ ผรู้ บั ฝากเงนิ ใชด้ ลุ พนิ จิ อนญุ าตเปน็ ครงั้ เปน็ คราวไป ขอ้ สญั ญาสรา้ งหลกั ประกนั
เหนอื บญั ชีเงินฝากทีท่ ำ� กนั ในทางปฏบิ ตั ขิ องธุรกจิ ธนาคารดงั ทกี่ ลา่ วมานี้ จงึ นา่ จะยังคงมผี ลบังคบั
ได้โดยสมบรู ณ์ ไม่ตกเปน็ โมฆะและไมข่ ัดต่อเจตนารมยข์ องรา่ ง พ.ร.บ.หลักประกนั ฯ มาตรา 223
เพราะมิใช่การสร้างหลักประกันท่ีมีลักษณะเป็นบุริมสิทธิ หากแต่ว่าเป็นสัญญาให้สิทธิหักกลบ
ลบหนท้ี ยี่ งั มเี งือ่ นไขหรอื เง่ือนเวลาอย่ตู ามค่สู ัญญาได้แสดงเจตนาตกลงรว่ มกันไวน้ นั่ เอง

สญั ญาโอนสทิ ธเิ รยี กรอ้ งการถอนเงนิ ฝากและใหส้ ทิ ธธิ นาคารหกั ลบกลบหนจี้ ากบญั ชเี งนิ ฝาก
น้ี จึงคงน่าจะใช้อยู่ต่อไปได้ถึงแม้ว่า ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันฯ จะได้รับการตราขึ้นเป็นกฎหมาย
ในวันข้างหน้าก็ตามที ซึ่งเป็นไปตามหลักการท่ี ป.พ.พ., มาตรา 151 กล่าวไว้ว่า “การใดเป็น
การแตกต่างกับบทบัญญัติของกฏหาย ถ้ามิใช่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม
อนั ดขี องประชาชน การนน้ั ไมเ่ ปน็ โมฆะ” เมอื่ สญั ญาดงั กลา่ วสมบรู ณแ์ ละบงั คบั ไดโ้ ดยการโอนสทิ ธิ
เรียกร้องและการใชส้ ทิ ธิหกั ลบกลบหนี้ ก็ยอ่ มบงั คบั ได้ตามนน้ั สมดังเจตนาของคสู่ ัญญา

3 อา้ งแลว้ , หนา้ 3
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

136 65 ปี เกียรตขิ จร

ประการท่ีสองที่จะพึงกล่าวถึงในที่น้ีก็คือ จะท�ำอย่างไรหากว่าผู้ฝากเงินเล่นไม่ซื่อ โดยน�ำ
บัญชีเงินฝากไปท�ำหลักประกันทางธุรกิจแก่เจ้าหน้ีอื่น และท�ำการจดทะเบียนสัญญาหลักประกัน
ทางธุรกิจเหนือบัญชีเงินฝาก หลังจากวันท่ีผู้ฝากเงินได้โอนสิทธิเรียกร้องถอนเงินให้แก่ธนาคาร
ผู้รับฝากและให้สิทธิแก่ธนาคารผู้รับฝากท่ีจะท�ำการหักลบกลบหนี้จากบัญชีเงินฝากนั้น เมื่อตน
ตกเปน็ ลกู หนผ้ี ดิ นดั อาจจะมผี กู้ งั วลวา่ จะทำ� ใหเ้ กดิ ปญั หาการปะทะกนั ระหวา่ งสทิ ธใิ นหลกั ประกนั
สองราย รายหนงึ่ คอื ผรู้ บั หลกั ประกนั ภายใตส้ ญั ญาหลกั ประกนั ทางธรุ กจิ ทจี่ ดทะเบยี นตอ่ เจา้ หนา้ ท่ี
แล้ว อีกรายหนึ่งคือ สิทธิของจ้าหนี้ภายใต้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและให้สิทธิหักลบกลบหน้ีที่มี
ผลสมบูรณแ์ ละบังคับได้โดยไม่ต้องจดทะเบยี น ตอ่ ขอ้ กงั วลนี้ ร่าง พ.ร.บ.หลกั ประกนั ฯ, มาตรา 34
ตงั้ เงอื่ นไขตอ่ สทิ ธขิ องผทู้ ไ่ี ดร้ บั สทิ ธเิ รยี กรอ้ งมาเปน็ หลกั ประกนั หนวี้ า่ “หากมกี ารนำ� สทิ ธเิ รยี กรอ้ ง
มาเป็นหลักประกัน ผู้รับหลักประกันจะยกสิทธิตามสัญญาหลักประกันทางธุรกิจมาเป็นข้อต่อสู้
ลกู หนแี้ หง่ สทิ ธไิ ด้ กต็ อ่ เมอ่ื ไดม้ หี นงั สอื บอกกลา่ วการนำ� สทิ ธเิ รยี กรอ้ งดงั กลา่ วมาใชเปน็ หลกั ประกนั
ไปยังลกู หนีแ้ ห่งสิทธแิ ลว้ ”

เมอ่ื หนงั สอื บอกกลา่ วตามมาตรา 34 ไปถึงธนาคารผู้รบั ฝาก (ซ่ึงเปน็ ผรู้ ับหลกั ประกันในรูป
ของการโอนสทิ ธเิ รยี กรอ้ งและหกั กลบลบหนไ้ี วก้ อ่ นแลว้ ) ธนาคารผรู้ บั ฝากนน้ั กช็ อบทจ่ี ะตอบปฏเิ สธ
สทิ ธขิ องผรู้ บั สทิ ธเิ รยี กรอ้ งหลกั ประกนั โดยแจง้ ใหท้ ราบวา่ สทิ ธเิ รยี กรอ้ งนนั้ ไดถ้ กู โอนไปยงั ธนาคาร
ผู้รับฝากเงิน ก่อนที่จะถูกน�ำไปเป็นหลักประกันทางธุรกิจแล้ว “ผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่า
ผู้โอน”ฉันใด “ผู้รับหลักประกันทางธุรกิจก็ย่อมไม่มีสิทธิดีไปกว่าผู้ท่ีให้หลักประกันทางธุรกิจ”
ฉนั นั้น ผ้รู ับหลักประกันทางธรุ กิจชอบที่จะไปไลเ่ บย้ี เรยี กค่าเสียหายเอาจากผู้ทใี่ ห้หลักประกนั ทาง
ธุรกิจโดยน�ำสิทธิเรียกร้องที่ตนเองได้โอนไปยังธนาคารผู้รับฝากก่อนแล้ว มากล่าวเท็จในภายหลัง
วา่ ตนวา่ ยงั มสี ทิ ธเิ รยี กรอ้ งนนั้ อยเู่ พอ่ื ลวงใหผ้ รู้ บั หลกั ประกนั ทางธรุ กจิ ยอมรบั ไวเ้ ปน็ หลกั ประกนั หน้ี

ประการทีส่ าม พงึ สงั เกตวา่ ในการย่นื ขอจดทะเบียนสญั ญาหลักประกันทางธุรกจิ น้นั “ผใู้ ห้
หลกั ประกนั มหี นา้ ทจ่ี ะตอ้ งจดั ทำ� บญั ชที รพั ยส์ นิ ทเ่ี ปน็ หลกั ประกนั ตามหลกั เกณฑ์ วธิ กี ารและเงอ่ื นไข
ทกี่ �ำหนดในกฎกระทรวง” (ร่าง พ.ร.บ.หลักประกนั ฯ, มาตรา 24) ดงั นนั้ ผ้ใู หห้ ลกั ประกันท่เี ล่น
ไมซ่ อ่ื ในลกั ษณะทยี่ กตวั อยา่ งมาน้ี จงึ อาจจะตกเปน็ ผตู้ อ้ งหาในคดแี จง้ ความเทจ็ ตอ่ เจา้ พนกั งานตาม
ประมวลกฎหมายอาญาอกี ดว้ ย ยงิ่ กวา่ นนั้ สทิ ธขิ องธนาคารผรู้ บั ฝากภายใตส้ ญั ญาโอนสทิ ธเิ รยี กรอ้ ง
และหักกลบลบหน้ีย่อมเป็นสิทธิท่ีได้รับการรับรองคุ้มครองภายใต้พ.ร.บ.ล้มละลาย, มาตรา 102
ซง่ึ บัญญตั วิ ่า:

“ถ้าเจ้าหน้ีซ่ึงมีสิทธิขอรับช�ำระหน้ีเป็นหน้ีลูกหน้ีในเวลาท่ีมีค�ำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ถึงแม้ว่า
มูลแห่งหนท้ี ้ังสองฝา่ ยจะไม่มวี ัตถเุ ปน็ อยา่ งเดียวกนั ก็ดี หรอื อยใู่ นเง่ือนไขหรอื เง่ือนเวลากด็ ี กอ็ าจ
หักกลบลบกนั ได้ เว้นแตเ่ จา้ หนไ้ี ดส้ ิทธิเรยี กร้องต่อลกู หน้ีภายหลังท่ีมีค�ำสัง่ พิทักษ์ทรัพย์แลว้ ”

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

65 ปี เกียรติขจร 137

จึงเหน็ ได้ชดั เจนวา่ ร่าง พ.ร.บ.หลกั ประกันฯ มผี ลเปน็ การเปิดทางเลือกใหเ้ จา้ ของบญั ชีเงิน
ฝากสร้างบุริมสิทธิ์เหนือบัญชีเงินฝากของตนเป็นหลักประกันหนี้ทางธุรกิจแก่ธนาคารเจ้าหนี้
โดยไม่จ�ำกัดว่าธนาคารเจ้าหนี้ผู้รับบุริมสิทธ์ิเหนือบัญชีเงินฝากไว้เป็นหลักประกันหน้ีน้ันจะต้อง
เปน็ ธนาคารทเ่ี ปน็ ผรู้ บั ฝากเงนิ นน้ั ดว้ ยหรอื ไม่ และรา่ ง พ.ร.บ.หลกั ประกนั ฯ กม็ ไิ ดม้ เี จตนารมยท์ จี่ ะ
ลบล้างผลบังคับของการสร้างหลักประกันหน้ีเหนือบัญชีเงินฝากโดยอาศัยกลไกของการโอนสิทธิ
เรยี กรอ้ งทจ่ี ะถอนเงนิ ฝากบวกกบั กลไกลของการหกั กลบลบหน้ี ซง่ึ สามารถทำ� ขนึ้ และบงั คบั ไดต้ าม
ป.พ.พ. ระหวา่ งธนาคารผรู้ บั ฝากเงนิ กบั ลกู หนผี้ ฝู้ ากเงนิ ไวก้ บั ธนาคารเจา้ หนนี้ นั้ เพอื่ เปน็ หลกั ประกนั
ส�ำหรับมูลหน้ีประธานในนิติกรรม–สัญญาอ่ืนท่ีมีอยู่ระหว่างธนาคารผู้รับฝากเงินนั้นเองกับลูกหนี้
ผฝู้ ากเงิน

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

138 65 ปี เกยี รติขจร

กฎหมาย Foreign Account Tax Compliance Act
ของประเทศสหรฐั อเมริกา

กบั การเปลย่ี นแปลงกระบวนทศั นข์ องสถาบันการเงิน

ทวีลาภ ฤทธาภริ มย*์

ในช่วงหลายปีท่ีผ่านมา แวดวงนักกฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับการเงินการธนาคารได้ให้
ความสนใจกับกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาฉบับหน่ึงท่ีมีชื่อว่า “Foreign Account Tax
Compliance Act” หรือท่เี รียกโดยยอ่ วา่ “FATCA” และตงั้ แตต่ น้ ปี 2556 FATCA กเ็ รม่ิ ปรากฏ
รูปร่างที่ชัดเจนมากข้ึน จนท�ำให้หลายฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องท้ังภาครัฐและเอกชนหันมาให้ความสนใจ
อยา่ งกว้างขวาง

ผู้เขียน แม้โดยพื้นฐานการศึกษาจะเป็นนักกฎหมาย แต่ก็มีโอกาสได้ปรับเปล่ียนรูปแบบ
การท�ำงานไปจนไม่ได้ใกล้ชิดกับกฎหมายเหมือนสมัยเร่ิมต้นการท�ำงาน แต่ก็ยังสนใจและติดตาม
ความเคลื่อนไหวด้านกฎหมายมาโดยตลอด จากประสบการณ์ในการท�ำงานของผู้เขียนท่ีคลุกคลี
อยใู่ นแวดวงการเงนิ การธนาคาร ทำ� ใหเ้ หน็ วา่ กฎหมาย FATCA มคี วามนา่ สนใจ ทง้ั ในแงค่ วามเปน็
มาของกฎหมาย กลไกและวิธีการที่น�ำมาใช้ในการออกกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งใน
ระยะหลงั เปน็ ผู้ “สง่ ออก” กฎหมายหรอื กฎระเบยี บสมยั ใหมไ่ ปยงั นานาประเทศดงั ทป่ี รากฏใหเ้ หน็
เป็นระยะๆ นอกจากนั้น กฎหมายฉบับนี้ยังมีความน่าสนใจในแง่ของการบังคับใช้และผลกระทบ
ท่จี ะสรา้ งกระบวนการท�ำงานใหม่ใหแ้ กร่ ะบบสถาบนั การเงนิ ทว่ั โลก

* นติ ศิ าสตรบ์ ณั ฑติ (ธรรมศาสตร)์ , นติ ศิ าสตรม์ หาบณั ฑติ (University of Michigan), (University of Chicago)
นติ ศิ าสตรด์ ษุ ฎบี ณั ฑติ (J. S. D.) (University of Chicago) กรรมการธนาคาร กรรมการผชู้ ว่ ยผจู้ ดั การใหญ่ บมจ.ธนาคาร
กรุงเทพ

บทความน้ีเป็นการแสดงความเห็นในเชิงวิชาการและเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ซ่ึงไม่ถือเป็นความเห็น
ขององค์กรและจะไม่ผูกพันองค์กรท่ีผู้เขียนปฏิบัติงาน ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณปกรณ์ยุทธ มหาสิงห์ เจ้าหน้าที่กฎหมาย
ของ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ ทช่ี ว่ ยเหลือในการคน้ คว้าและตรวจทานตน้ ฉบบั ให้มีความสมบูรณย์ ่ิงขึน้
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

65 ปี เกยี รตขิ จร 139

ผเู้ ขยี นตงั้ ใจจะนำ� เสนอบทความนใ้ี นมมุ มองของนกั ปฏบิ ตั ิ โดยหยบิ ยกหลกั การและหวั ขอ้ ที่
ถกเถียงกันมาน�ำเสนอ ส�ำหรับท่านผู้อ่านท่ีสนใจเนื้อหาของกฎหมายน้ีในเชิงลึก สามารถศึกษา
เพมิ่ เตมิ ได้จากตวั บท และบทความต่างๆ ของบรรดานักกฎหมาย นกั บญั ชีและส�ำนักงานวิชาชีพที่
เก่ยี วข้อง โดยสามารถค้นคว้าไดจ้ ากอินเตอร์เน็ตหรอื วารสารอ่ืนๆ ท่ีเกี่ยวข้องซงึ่ จะเป็นประโยชน์
ตอ่ การท�ำความเข้าใจและความรใู้ นเชงิ กฎหมายไดด้ ีข้ีน

บทความน้ี จะเริ่มต้นจากการกล่าวถึงความเป็นมาของ FATCA โดยย้อนไปถึงคดีท่ีเกิดข้ึน
ในประเทศสหรัฐอเมริกา และวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2551 (ค.ศ. 2008)
ทเ่ี ป็นตวั เรง่ รัดให้มกี ารออกกฎหมายฉบับน้ี ในสว่ นต่อมา จะกล่าวถงึ หลกั การสำ� คญั ของกฎหมาย
ประเภทของบญั ชที รพั ยส์ นิ ทต่ี อ้ งรายงาน สถาบนั การเงนิ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งและวธิ กี ารรายงาน ตอ่ จากนน้ั
จะกล่าวถึงผลกระทบของกฎหมายและเหตุผลที่บรรดาแวดวงการเงินการธนาคารมีความกังวล
รวมทั้ง ผลกระทบตอ่ กฎหมายทเ่ี ก่ยี วข้องของประเทศไทย และสดุ ทา้ ย จะนำ� เสนอประเด็นตา่ งๆ
ที่มีแนวโน้มจะเกิดขนึ้ เพื่อการพิจารณาในแวดวงนักกฎหมาย

ผู้เขียนประสงค์ที่จะน�ำเสนอความเห็นในมุมมองที่ว่า FATCA ก�ำลังเปล่ียนแปลง
“กระบวนทศั น”์ หรอื “paradigm” ของสถาบนั การเงนิ ซง่ึ มแี นวโนม้ ทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ ตง้ั แตส่ หรฐั อเมรกิ า
ได้ผลักดันให้การมีผลใช้บังคับของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินครอบคลุมไปถึง
การต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ภายหลังเหตุการณ์การก่อวินาศกรรม
ที่อาคาร World Trade Center หรือ 9/11 FATCA เองก็ไม่แตกต่างจากกฎหมายป้องกันและ
ปราบปรามการฟอกเงินมากนัก เม่ือพิจารณาในแง่ของขอบเขตการมีผลใช้บังคับและการผลักดัน
ของสหรัฐอเมริกา และท่ีน่าสนใจคือ FATCA มีความสัมพันธ์ท่ีเชื่อมโยงกับกฎหมายป้องกันและ
ปราบปรามการฟอกเงนิ ในบางเรอื่ งอย่างชัดเจน ซึ่งผู้เขยี นจะขอนำ� เสนอประเดน็ นต้ี อ่ ไป

FATCA ก�ำลังจะผลักดันให้เกิดการเปล่ียนแปลงกระบวนทัศน์ในการท�ำงานของสถาบัน
การเงนิ ทแ่ี วดวงผเู้ กย่ี วขอ้ ง ซง่ึ ไมจ่ ำ� กดั เฉพาะนกั กฎหมายเทา่ นนั้ พงึ ใหค้ วามสนใจ โดยนบั จากนไี้ ป
วธิ กี ารทำ� งานของสถาบนั การเงนิ เกย่ี วกบั การบรหิ ารจดั การขอ้ มลู ของลกู คา้ หรอื การทำ� งานรว่ มกบั
องค์กรภาครัฐในด้านนโยบายสาธารณะต่างๆ ล้วนแต่จะมีการเปล่ียนแปลงทั้งส้ิน ดังนั้น ผู้เขียน
จึงขอเรียกการเปลี่ยนแปลงดงั กล่าววา่ เปน็ การเปลย่ี น “กระบวนทศั น์”

ความเปน็ มา

แม้ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศสหรัฐอเมริกา จะเป็นการเรียกเก็บภาษีบน
รายไดจ้ ากแหลง่ เงนิ ไดท้ ไี่ มจ่ ำ� กดั อยเู่ ฉพาะในประเทศสหรฐั อเมรกิ า และดว้ ยบทบาททางเศรษฐกจิ
ของประเทศท่ีขยายไปในหลายภูมิภาคของโลก ท�ำให้ชาวอเมริกันจ�ำนวนมากเดินทางไปท�ำธุรกิจ

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

140 65 ปี เกียรตขิ จร


Click to View FlipBook Version