The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-12 09:37:57

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

“ กระทรวงมหาดไทยก็เคยบ่นในใบบอกแลรายงานต่าง ๆ ว่า การที่จะสืบหาพยานในเรื่องผู้ร้าย

ยาก ด้วยเหตุว่าราษฎรพากันกล่าวว่าผู้ร้ายมาต้องโทษอยู่มีกำ�หนดน้อย พ้นโทษขึ้นไปก็ผูกพยาบาท
ที่สุดจนผู้ร้ายเล็กน้อย ซึ่งทำ�อันตรายอยู่ในสวนดุสิตนี้ ถึงจับได้ไปติดโทษอยู่เพียงน้อยวัน
ก็กลับมาขะโมยอิก การที่จะจับผู้ร้ายได้แต่ครั้งก็ยาก ลงโทษเล็กน้อยไม่คุ้มแก่การลำ�บากที่จับ
การเรื่องนี้ได้เคยสนทนากับกรมหมื่นศิริธัชฟังดูว่าเพราะเหตุใดก็ได้ความว่าศาลฎีกาได้ลงโทษ
เต็มตามตัวอย่างที่ได้กำ�หนดไว้แต่ก่อนเสมอ การที่ศาลอื่น ๆ ลงโทษน้อยไปได้เคยทวีโทษขึ้นทุกเรื่อง
เมื่อได้ความดังนี้ก็เปนอันสันนิษฐานได้ว่าทางที่จะแก้นั้นมีอยู่คือถ้าศาลลงโทษน้อยไป
อัยการหรือโจทก์ควรจะร้องอุทธรณ์ให้ตลอดถึงศาลฎีกา คงจะได้วางโทษตามแบบอย่างทุกเรื่อง
แต่การที่จะให้มาถึงศาลฎีกาในความทุกเรื่องก็จะเปนความลำ�บากอยู่ด้วยอัยการเห็นพอเสียแล้ว
ฤาโจทก์ขี้คร้านที่จะว่าให้ตลอดป่วยการ “

พระราชหตั ถเลขา พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั

คดั จาก จ�ำ รสั เขมะจาร,ุ พ“ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดชกบั อ�ำ นาจตลุ าการ”

ในหนงั สอื เนตบิ ณั ฑติ ไทย สมยั ท่ี ๔๔



อัยการนเิ ทศ

(หนงั สือราชการของสำ�นกั งานอยั การสงู สดุ )
เลม่ ที่ ๗๖พุทธศกั ราช ๒๕๕๕

สารบญั

บทความ 3
10
- การเขา้ รว่ มเป็นโจทก์ในคดอี าญาและการแกต้ ่างคดอี าญาให้เจา้ พนกั งานโดยพนกั งานอยั การ 19
กลุ พล พลวัน 24
- การกอ่ การรา้ ย
ศาสตราจารย์ ดร. คณติ ณ นคร
- ขอ้ สงั เกตบางประการเก่ยี วกบั กำ�หนดระยะเวลาในการฟอ้ งคดีสญั ญาทางปกครอง
นธิ ินนั ท์ สขุ วงศ์
- คดิ ดีแลว้ หรือ แกไ้ ขพระราชบญั ญตั ิการพนนั พุทธศกั ราช 2478
ดร. วิชช์ จรี ะแพทย์

(ฎ. 12685/2553) 75
(ฎ. 7071/2553) 78
คำ�พิพากษาศาลฎกี า (ฎ. 9071/2553) 81
(ฎ. 4526/2553) 84
- การเลกิ จ้าง (ฎ. 7744/2552) 87
- การพพิ ากษายกฟอ้ ง (ฎ. 7671/2553) 91
- การสอบสวนเด็ก (ฎ. 7025/2553) 93
- ความผดิ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. 2522 (ฎ. 1420/2553) 95
- ความผดิ หลายกรรมตา่ งกนั (พรอ้ มหมายเหต)ุ
- คำ�พพิ ากษาของสองศาลซ่งึ ตา่ งชนั้ ขัดกัน
- ริบทรพั ยส์ ิน
- ร่วมกนั มีเมทแอมเฟตามนี ไวใ้ นครอบครองเพื่อจำ�หนา่ ย (พร้อมหมายเหต)ุ

ค�ำ พพิ ากษาและคำ�ส่ังศาลปกครองสูงสุด 103
107
- การบอกล้างโมฆียกรรม (อ. 147/2554) 113
- หนว่ ยงานทางปกครองหรอื เจา้ หนา้ ทีข่ องรฐั ละเลยตอ่ หน้าที่ (อ. 361/2553)
119
ตามทีก่ ฎหมายกำ�หนดให้ตอ้ งปฏิบัติ 121
- อำ�นาจพจิ ารณาของศาลปกครองเกีย่ วกบั คำ�ส่งั ทางปกครองทเี่ กี่ยวเนื่องกนั (คำ�ส่งั 12/2554) 123
126
130
ค�ำ ช้ขี าดความเหน็ แยง้ ของอยั การสูงสุด

- ขดั คำ�สั่งเจ้าพนกั งาน (ชย. 80/2554)
- ฉ้อโกง, ฉ้อโกงประชาชน (ชย. 206/2553)
- โฆษณาเครือ่ งด่มื แอลกอฮอล์ฯ (ชย. 362/2553)
- แจ้งข้อความเท็จตอ่ เจา้ พนกั งานฯ (ชย. 34/2553)
- มไี วใ้ นครอบครองซ่งึ ของปา่ หวงห้ามเกินปรมิ าณท่ีรฐั มนตรีประกาศ (ชย. 103/2554)

กำ�หนดในราชกจิ จานุเบกษาโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตจากพนักงานเจา้ หน้าที่ฯ

ตอบขอ้ หารอื ส�ำ นักงานอัยการสงู สดุ 137
140
- กรณีขออนุมัตใิ ช้เงินกองทุนเพือ่ การสง่ คนตา่ งดา้ วกลบั ออกไป (๒03/2554) 142
นอกราชอาณาจักรยอ้ นหลัง 145
148
- การขอคนื ท่ดี ินที่อุทศิ ใหเ้ ป็นสาธารณประโยชน ์ (142/2554) 151
- ตรวจสอบสญั ญาทีม่ หาวทิ ยาลัยทำ�ไวก้ บั เอกชน (89/2554) 154
- หารอื การแกไ้ ขปัญหาหนน้ี อกระบบ (32/2554) 156
- หารอื การดำ�เนินการตามสัญญาเช่าพน้ื ท ่ี (46/2554) 161
- หารอื การอายดั ทรพั ย์สนิ ของผ้คู า้ งภาษีอากร (16/2554)
- หารือขอ้ กฎหมายเก่ยี วกบั การบอกเลกิ สัญญาจ้างทปี่ รึกษา (176/2553)
- หารอื แนวทางการจดั เก็บภาษโี รงเรอื นและท่ดี นิ (190/2554)
- หารอื ปญั หาการด�ำ เนินการตามเงอ่ื นไขในสัญญากู้เงิน (137/2554)
ตามระเบียบกระทรวงศกึ ษาธิการว่าดว้ ยเงินทนุ หมุนเวียน เพื่อพัฒนาการศึกษาโรงเรยี นเอกชน

คำ�วินจิ ฉยั ของประธานศาลอทุ ธรณ์ (ท่ี 14/2552) 165
(ที่ 382/2553) 167
- คดีผบู้ ริโภค (ท่ี 278/2553) 169
- คดผี ูบ้ ริโภค
- ระยะเวลาการยืน่ ค�ำ ขอใหว้ นิ จิ ฉัยวา่ เป็นคดผี ู้บรโิ ภคหรือไม่

คำ�วนิ ิจฉยั ชีข้ าดอำ�นาจหนา้ ที่ระหวา่ งศาล 173
178
- เขตอ�ำ นาจศาลเกย่ี วกบั พ.ร.บ. จดั ตัง้ ศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 184
มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) (ที่ 33/2554) 190
195
- เขตอ�ำ นาจศาลเก่ยี วกับ พ.ร.บ. จัดตง้ั ศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
มาตรา 9 วรรคหนงึ่ (3) (ท่ี 31/2554)

- เขตอำ�นาจศาลเกยี่ วกับ พ.ร.บ. จดั ตง้ั ศาลปกครองและวิธีพจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542
มาตรา 9 วรรคหนงึ่ (3) (ที่ 45/2554)

- เขตอำ�นาจศาลเก่ยี วกับ พ.ร.บ. จดั ตัง้ ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542
มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) (ท่ี 23/2554)

- เขตอำ�นาจศาลเกยี่ วกบั พ.ร.บ. จัดตัง้ ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542
มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) (ที่ 27/2554)

ระเบยี บสำ�นักงานอยั การสูงสดุ 203
207
- วา่ ดว้ ยการใหข้ า่ วและบริการข่าวสาร พ.ศ. 2554
- ว่าดว้ ยค่าใช้จา่ ยในการประชุมราชการของสำ�นกั งานอัยการสงู สุด พ.ศ. 255๕

หนังสอื เวยี น 213
216
- ความเห็นของประธานผูต้ รวจการแผน่ ดนิ (อส 0003(คก 1)/ว 346 (2 ก.ย. 2554)) 220
- แนวทางปฏิบัตกิ รณีมีการขอให้ศาลรฐั ธรรมนญู วินิจฉัยว่ารา่ งพระราชบญั ญตั ิ
และรา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ทีร่ ัฐสภาใหค้ วามเห็นชอบแลว้
มขี ้อความขัดหรอื แยง้ หรือตราขึ้นโดยไมถ่ กู ต้องตามบทบัญญตั แิ หง่ รัฐธรรมนูญ
และแนวทางปฏิบัตกิ รณมี กี ารตรวจสอบจากองคก์ รตามรัฐธรรมนูญ
(อส 0003(บท)/ว 362 (14 ก.ย. 2554))
- แนวทางปฏิบัตใิ นการด�ำ เนินการร่างพระราชบญั ญตั ิและรา่ งอนบุ ญั ญัติ
ทอี่ ยรู่ ะหว่างการตรวจพิจารณาของส�ำ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หรือคณะกรรมการตรวจสอบรา่ งกฎหมายและรา่ งอนบุ ญั ญัตทิ ีเ่ สนอคณะรัฐมนตรี
(อส 0003(บท)/ว 364 (14 ก.ย. 2554)



สำ�นักงานอัยการสูงสุด

บทความ

2 บทความ

การเขา้ รว่ มเปน็ โจทกใ์ นคดอี าญาและการแกต้ า่ งคดอี าญาในเจา้ พนกั งานโดยพนกั งานอยั การ
กลุ พล พลวัน*

การเขา้ รว่ มเปน็ โจทกใ์ นคดอี าญา โดยพนกั งานอยั การ และการแกต้ า่ งคดอี าญาใหแ้ กเ่ จา้ พนกั งาน
โดยพนกั งานอยั การ เปน็ ภาระหนา้ ทที่ สี่ ำ�คญั ของอัยการในการคมุ้ ครองกระบวนการยตุ ธิ รรมของรฐั และ
การรกั ษาผลประโยชนข์ องรัฐ การปฏบิ ตั ิหน้าทดี่ งั กล่าวมขี ้อกฎหมายทีน่ า่ สนใจหลายประการ ซง่ึ ในทาง
ปฏบิ ัตมิ ไิ ด้น�ำ มาวิเคราะห์พิจารณาทางวชิ าการกนั เท่าที่ควร ดงั น้นั ผู้เขยี นจึงขอน�ำ ประเดน็ ข้อกฎหมาย
มาวเิ คราะหเ์ พอื่ ประโยชน์ในทางวิชาการดงั ตอ่ ไปน้ี

1. การเขา้ รว่ มเปน็ โจทกใ์ นคดอี าญาของผู้เสียหายโดยพนกั งานอยั การ

การเขา้ ร่วมเปน็ โจทกใ์ นคดีอาญาของพนกั งานอัยการเป็นไปตามมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมาย
วิธพี จิ ารณาความอาญา ซ่งึ บัญญัติว่า
“คดอี าญาทมี่ ใิ ชค่ วามผดิ ตอ่ สว่ นตวั ซงึ่ ผเู้ สยี หายยน่ื ฟอ้ งแลว้ พนกั งานอยั การจะยนื่ คำ�รอ้ งขอเขา้ รว่ ม
เปน็ โจทก์ในระยะใดก่อนคดเี สรจ็ เด็ดขาดกไ็ ด้”
เหตผุ ลทป่ี ระมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา 31 บญั ญตั ใิ หพ้ นกั งานอยั การเขา้ รว่ มเปน็
โจทก์กับผู้เสียหาย ก็เนื่องจากมาตรา 28 ได้บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้อย่างกว้างขวางเช่น
เดียวกบั พนักงานอยั การนน้ั อาจมผี ลเสยี ติดตามมาหลายประการ เช่น
ประการแรก อาจมีการฟ้องคดีอาญากันอย่างไม่มีเหตุผลสมควร อันมีผลกระทบต่อสิทธิเสรภี าพของ
ผถู้ กู ฟอ้ ง แมว้ า่ มาตรา 162 จะบญั ญตั ใิ หม้ กี ารไตส่ วนมลู ฟอ้ งเสยี กอ่ น และศาลฎกี าไดว้ างบรรทดั ฐานจ�ำ กดั
สทิ ธกิ ารฟอ้ งคดขี องผเู้ สยี หายไวห้ ลายประการ เชน่ ตอ้ งเปน็ ผเู้ สยี หายโดยตรงหรอื ตอ้ งเปน็ ผเู้ สยี หายโดย
นติ นิ ยั หรอื จ�ำ แนกประเภทคดอี าญา วา่ คดอี าญาประเภทใดบา้ งทท่ี ง้ั พนกั งานอยั การและผเู้ สยี หายมสี ทิ ธฟิ อ้ งได้
ทง้ั 2 ฝา่ ย ปกตไิ ดแ้ กค่ ดอี าญาทเ่ี ปน็ ความผดิ ในตวั เอง (MALA IN SE) เช่น คดีปล้นทรัพย์ ลักทรัพย์ ทำ�ร้าย
ร่างกาย ฯลฯ หรือคดีอาญาประเภทใดบ้างที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ปกติได้แก่คดีอาญาที่มิได้เป็นความ
ผิดในตัวเองแต่เป็นความผิดเพราะกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้กระทำ� (MALA PROHIBITA) เชน่ คดี
อาวธุ ปนื ยาเสพตดิ การพนนั ฯลฯ

* อยั การอาวโุ ส, อดตี อธบิ ดอี ยั การฝา่ ยชว่ ยเหลอื ทางกฎหมาย 3
อดตี บรรณาธกิ ารวารสารอยั การคนแรก
อาจารยพ์ เิ ศษชน้ั ปรญิ ญาโท ผบู้ รรยายวชิ ากฎหมายอาญาชน้ั สงู , วชิ าสทิ ธมิ นษุ ยชน
อาจารยพ์ เิ ศษผบู้ รรยายวชิ ากฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา ส�ำ นกั อบรมศกึ ษากฎหมายแหง่ เนตบิ ณั ฑติ ยสภา

อัยการนิเทศ

อยา่ งไรกด็ ี ในทางปฏบิ ตั เิ มอ่ื ผเู้ สยี หายฟอ้ งคดอี าญาทผี่ เู้ สยี หายมสี ทิ ธฟิ อ้ งได้ และมกี ารไตส่ วนมลู ฟอ้ ง
แล้ว ศาลกม็ ักจะมคี �ำ สง่ั ประทบั รับฟอ้ งไวพ้ จิ ารณาต่อไป โดยเฉพาะอยา่ งย่ิง คดที ่ีฟอ้ งเจา้ พนักงานว่าปฏิบัติ
หนา้ ทโ่ี ดยมชิ อบ แตห่ ลงั จากทม่ี กี ารพจิ ารณาคดแี ลว้ กม็ กั จะพพิ ากษายกฟอ้ งเปน็ สว่ นใหญ่ ดงั ปรากฏตวั อยา่ ง
สถิติท่ีพนักงานอัยการได้แก้ต่างคดีอาญาให้กับเจ้าพนักงานตามมาตรา 11 แห่ง พระราชบัญญัติพนักงาน
อยั การ พ.ศ. 2498 ดังน้ี

* ความเสรจ็ ไปโดยการท้งิ ฟอ้ งหรือถอนฟอ้ ง
ประการทสี่ อง การฟอ้ งคดอี าญาโดยผเู้ สยี หายในคดอี าญาแผน่ ดนิ นนั้ อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายให้
แกค่ ดอี าญาของรัฐได้เสมอทั้งโดยเจตนาหรือไมเ่ จตนา เชน่
กรณไี มเ่ จตนา ปกตจิ ะเกดิ จากศกั ยภาพของผเู้ สยี หายในการแสวงหาพยานหลกั ฐานเพอ่ื พสิ จู นค์ วาม
ผดิ ของจ�ำ เลยในศาลทม่ี ไี มพ่ อเพยี ง เพราะผเู้ สยี หายไมม่ อี �ำ นาจตามกฎหมายในการออกหมายเรยี ก หมายคน้
การยดึ อายดั การออกหมายเรยี กพยานบคุ คล พยานเอกสาร พยานวตั ถุ รวมทง้ั การใชก้ ลไกของรฐั ทจ่ี ำ�เปน็ เชน่
การพสิ จู นห์ ลกั ฐาน การพสิ จู นท์ างนติ เิ วช เปน็ ตน้ ฯลฯ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ คดีที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน
ผู้เสียหายจะกระทำ�ได้ยากมาก ส่วนใหญ่ผู้เสียหายจะกระทำ�ได้ดีในคดีที่มีเอกสารหลักฐานชัดแจ้ง เช่น
หมน่ิ ประมาท ปลอมเอกสาร ฉอ้ โกง ยกั ยอก ฯลฯ และเมอ่ื พยานหลกั ฐานมไี มเ่ พยี งพอพสิ จู นค์ วามผดิ จำ�เลย
ศาลกจ็ �ำ ตอ้ งพพิ ากษายกฟอ้ ง แมอ้ ทุ ธรณ์ – ฎกี าตอ่ ไป กไ็ มเ่ กดิ ผลเปลย่ี นแปลง
กรณีที่เกิดขึ้นโดยเจตนา อาจจะเกิดจากการสมยอมกันระหว่างผู้เสียหายกับจำ�เลยในคดีอาญา
แผน่ ดินที่ยอมความกนั ไม่ได้ แตค่ ู่กรณสี ามารถตกลงกนั ได้แลว้ จงึ ใชว้ ธิ ีการให้ผูเ้ สียหายฟอ้ งผู้กระท�ำ ผดิ แลว้
ดำ�เนนิ คดีอาญาในศาลอยา่ งไม่สุจริตเพ่ือใหศ้ าลพพิ ากษายกฟอ้ งตามข้อตกลงกัน
การทศ่ี าลพพิ ากษายกฟอ้ งจำ�เลยในคดที ผ่ี เู้ สยี หายเปน็ โจทกไ์ มว่ า่ จะดว้ ยสาเหตใุ ดกจ็ ะเกดิ ผลเสยี หาย
อยา่ งยง่ิ แกก่ ระบวนการยตุ ธิ รรมของรฐั เพราะจะท�ำ ใหส้ ทิ ธฟิ อ้ งคดอี าญาระงบั ไป ตามมาตรา 39 (4) การฟอ้ ง
ผกู้ ระท�ำ ผดิ จึงไม่อาจกระทำ�ไดอ้ ีกตอ่ ไป
อย่างไรกด็ ี ปัญหาเร่อื งนี้จะไมเ่ กดิ ขน้ึ ในประเทศทใ่ี ชห้ ลกั การฟอ้ งคดีโดยรฐั คือ โดยอยั การแตเ่ พียง
ผ้เู ดียว เช่น สหพันธส์ าธารณรัฐเยอรมนั ฝรั่งเศส สหรัฐอเมรกิ า หรอื ญป่ี ุน่ ฯลฯ
การเข้าร่วมเป็นโจทก์ของพนักงานอัยการในประเทศไทยนั้น มาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญามวี ตั ถุประสงค์ “เข้าควบคุมเพือ่ คุ้มครอง” คดอี าญาของรัฐเป็นประการส�ำ คญั กลา่ วคอื

4 บทความ

หากมีข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าการดำ�เนินคดีอาญาของผู้เสียหายจะก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่กระบวนการ
ยุติธรรมส่วนรวมของรัฐ ไม่ว่าโดยเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ตาม พนักงานอัยการก็จะใช้ดุลพินิจว่าสมควรเข้า
ร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ ดังนั้น กฎหมายจึงบัญญัติด้วยข้อความว่า “คดีอาญาที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว ซึ่ง
ผเู้ สยี หายยน่ื ฟอ้ งแลว้ พนกั งานอยั การจะยน่ื คำ�รอ้ งขอเขา้ รว่ มเปน็ โจทกใ์ นระยะใด กอ่ นคดเี สรจ็ เดด็ ขาดกไ็ ด”้
ผลในทางกฎหมายจึงมีดังนี้
1. การวนิ จิ ฉยั วา่ สมควรเขา้ รว่ มเปน็ โจทกห์ รอื ไมข่ องพนกั งานอยั การ ถอื เปน็ ดลุ พนิ จิ อสิ ระในการสง่ั
คดีอย่างหนึ่งของพนักงานอัยการ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 255 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งบัญญัติว่า “พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี
และการปฏบิ ตั หิ นา้ ทใ่ี หเ้ ปน็ ไปโดยเทย่ี งธรรม”
2. การใชด้ ลุ พนิ จิ วา่ สมควรเขา้ รว่ มเปน็ โจทกห์ รอื ไม่ เปน็ การพจิ ารณาจากขอ้ เทจ็ จรงิ เปน็ เรอ่ื ง ๆ ไป วา่
กรณนี า่ เชอ่ื วา่ ผเู้ สยี หายจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายแกก่ ระบวนการยตุ ธิ รรมโดยรวมของรฐั หรอื ไม่ มใิ ชว่ า่ เมอ่ื มี
ผเู้ สยี หายฟอ้ งคดอี าญาแผน่ ดนิ ดว้ ยตนเองแลว้ พนกั งานอยั การตอ้ งเขา้ รว่ มเปน็ โจทกท์ กุ คดี ซง่ึ มเี หตผุ ลสำ�คญั
ดงั ตอ่ ไปน้ี
2.1 การทผ่ี เู้ สยี หายใชส้ ทิ ธฟิ อ้ งคดอี าญาตอ่ ศาลโดยตรง ยอ่ มถอื วา่ ผเู้ สยี หายสมคั รใจใชว้ ธิ ี
การน�ำ คดเี ขา้ สกู่ ารพจิ ารณาของศาลโดยไมผ่ า่ นกระบวนการยตุ ธิ รรมตามปกตขิ องรฐั ซง่ึ จะมกี ารรอ้ งทกุ ขห์ รอื
กลา่ วโทษและผา่ นขน้ั ตอนของกระบวนการยตุ ธิ รรมตง้ั แต่ พนกั งานสอบสวน – พนกั งานอยั การ – ศาล ดงั นน้ั
จงึ สมควรปลอ่ ยใหผ้ เู้ สยี หายด�ำ เนนิ คดไี ปตามวธิ กี ารทต่ี นเหน็ ชอบจนถงึ ทส่ี ดุ โดยถอื วา่ กระท�ำ การแทนรฐั ไป
โดยอนโุ ลม เวน้ แตร่ ฐั จะเหน็ วา่ การด�ำ เนนิ คดนี น้ั ๆ อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หาย จงึ สมควรเขา้ ไปแทรกแซงเพอ่ื
คมุ้ ครองกระบวนการยตุ ธิ รรมสว่ นรวมของรฐั ไว้

วธิ กี ารใชด้ ลุ พนิ จิ ดงั กลา่ วน้ี กไ็ ดใ้ ชก้ บั การสอบสวนคดอี าญาของพนกั งานสอบสวนเชน่ เดยี วกนั
เนื่องจากการใช้ดุลพินิจทำ�การสอบสวนของพนักงานสอบสวนนั้น เป็นไปตามหลักกฎหมาย
(Legality Principle) กลา่ วคอื เมอ่ื “เกดิ อา้ งวา่ เกดิ หรอื เชอ่ื วา่ เกดิ ” คดอี าญาแลว้ พนกั งานสอบสวนมหี นา้ ท่ี
ตอ้ งท�ำ การสอบสวนเสมอ เวน้ แตก่ รณที ม่ี กี ฎหมายบญั ญตั ชิ ดั แจง้ วา่ ใหใ้ ชด้ ลุ พนิ จิ ทจ่ี ะไมท่ ำ�การสอบสวนกไ็ ด้
และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอยู่กรณีเดียวคือ ตามมาตรา 122 ซึ่งบัญญัติว่า
“พนกั งานสอบสวนจะไมท่ �ำ การสอบสวนในกรณตี อ่ ไปน้ี กไ็ ด้ ฯลฯ” (2)เมอ่ื ผเู้ สยี หายฟอ้ งคดเี สยี เองโดยมไิ ด้
รอ้ งทกุ ขก์ อ่ น ฯลฯ
2.2 การทผ่ี เู้ สยี หายเรยี กรอ้ งใหพ้ นกั งานอยั การเขา้ รว่ มเปน็ โจทกใ์ นคดขี องตนเปน็ เพยี งขอ้ มลู
ใหท้ ราบวา่ ไดม้ กี ารฟอ้ งคดอี าญาโดยผเู้ สยี หายเทา่ นน้ั จากนน้ั พนกั งานอยั การ จงึ จะใชด้ ลุ พนิ จิ ตามมาตรา 31
วา่ สมควรเขา้ รว่ มเปน็ โจทกห์ รอื ไม่ มฉิ ะนน้ั จะเปน็ ชอ่ งทางใหผ้ เู้ สยี หายบางคน ใชว้ ธิ กี ารฟอ้ งคดอี าญาเองแทน
วิธีการดำ�เนินคดีอาญาตามปกติทั่วไป แล้วเรียกร้องให้พนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์เพื่อสร้างความ
นา่ เชอ่ื ถอื ใหแ้ กก่ ารฟอ้ งคดอี าญาของตน และอาจผลกั ภาระใหแ้ กพ่ นกั งานอยั การดำ�เนนิ คดอี าญาแทนตนใน
ศาลตอ่ ไปกไ็ ด้ ซง่ึ เปน็ เรอ่ื งทไ่ี มส่ มควรใหเ้ กดิ ขน้ึ

อัยการนิเทศ 5

2.3 กรณพี นกั งานอยั การเขา้ รว่ มเปน็ โจทกน์ น้ั กอ็ าจกอ่ ใหเ้ กดิ ความไมเ่ ปน็ ธรรมแกผ่ ถู้ กู กลา่ วหา
วา่ กระท�ำ ผดิ ได้ เพราะหากคดดี งั กลา่ วผา่ นกระบวนการทางพนกั งานสอบสวน จนถงึ พนกั งานอยั การนน้ั มขี น้ั
ตอนการตรวจสอบตามบทบญั ญตั ขิ องประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาจำ�นวนมาก เพราะขน้ั ตอนการ
รวบรวมพยานหลกั ฐานในชน้ั พนกั งานสอบสวนและพนกั งานอยั การจะใชร้ ะบบไตส่ วนคอื ตอ้ งแสวงหาพยาน
หลกั ฐานทกุ ชนดิ เพอ่ื พสิ จู นค์ วามจรงิ ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากมาตรา 131 บญั ญตั วิ า่ “ใหพ้ นกั งานสอบสวนรวบรวม
พยานหลกั ฐานทกุ ชนดิ เทา่ ทส่ี ามารถจะท�ำ ไดเ้ พอ่ื ประสงคจ์ ะทราบขอ้ เทจ็ จรงิ และพฤตกิ ารณต์ า่ ง ๆ อนั เกย่ี วกบั
ความผดิ ทถ่ี กู กลา่ วหา เพอ่ื จะรตู้ วั ผกู้ ระท�ำ ผดิ และพสิ จู นใ์ หเ้ หน็ ความผดิ หรอื ความบรสิ ทุ ธข์ิ องผตู้ อ้ งหา”
นอกจากนี้ มาตรา 134 วรรคสี่ ยังมีบทบัญญัติให้ผู้ต้องหาสามารถแสดงพยานหลักฐาน
ที่เป็นคุณค่าแก่ตนต่อพนักงานสอบสวนได้ โดยบัญญัติว่า “พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่
จะแกข้ ้อหาและทจ่ี ะแสดงขอ้ เทจ็ จรงิ อนั เปน็ ประโยชนแ์ กต่ นได”้ ซง่ึ การใหส้ ทิ ธผิ ถู้ กู กลา่ วหาเชน่ นไ้ี มอ่ าจ
กระท�ำ ไดใ้ นชน้ั ไตส่ วนมลู ฟอ้ งของศาลตามมาตรา 165
การแสวงหาพยานหลกั ฐานเพม่ิ เตมิ โดยพนกั งานอยั การตามมาตรา 143 ไมว่ า่ โดยพนกั งาน
อัยการเห็นสมควรเอง หรือโดยมีผู้ร้องขอความเป็นธรรม ก็ใช้หลักการตามมาตรา 131 และมาตรา 134
เชน่ เดยี วกนั ทง้ั น้ี เปน็ ไปตามหลกั สากลทว่ี า่ อ�ำ นาจการสอบสวนและอ�ำ นาจฟอ้ งคดไี มอ่ าจแบง่ แยกจากกนั ได้
ซง่ึ ใชก้ บั ประเทศทใ่ี หพ้ นกั งานอยั การมอี �ำ นาจรว่ มสอบสวนคดอี าญากบั พนกั งานสอบสวน เชน่ สหรฐั อเมรกิ า
เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฯลฯ และประเทศที่พนักงานอัยการไม่มีอำ�นาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน
ดงั เชน่ ประเทศไทย เปน็ ตน้ ดงั นน้ั ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาของไทยจงึ บญั ญตั เิ รอ่ื งอำ�นาจ
พนกั งานสอบสวนและอ�ำ นาจพนกั งานอยั การไวท้ เ่ี ดยี วกนั คอื ใน ภาค 2 (สอบสวน)
แต่การท่ีพนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายตามมาตรา 31 ย่อมท�ำ ให้คดีที่
บุคคลถูกกลา่ วหาวา่ กระท�ำ ผดิ ไมไ่ ดร้ บั การพจิ ารณากลน่ั กรองทง้ั จากพนกั งานสอบสวนและจากพนกั งานอยั การ
ดงั นน้ั จงึ ควรใชว้ ธิ กี ารนเ้ี ฉพาะกรณจี �ำ เปน็ อยา่ งยง่ิ เทา่ นน้ั
3. การเข้าร่วมเป็นโจทก์ของพนักงานอัยการตามมาตรา 31 นั้น ไม่จำ�ต้องผ่านการสอบสวนตาม
มาตรา 120 แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา เพราะมใิ ชก่ ารเรม่ิ ตน้ ฟอ้ งคดโี ดยพนกั งานอยั การ
ตามมาตรา 120 แตเ่ ปน็ กรณที ผ่ี เู้ สยี หายไดฟ้ อ้ งคดอี าญากอ่ นแลว้ เพยี งแตพ่ นกั งานอยั การเขา้ รว่ มเปน็ โจทก์
เพอ่ื คมุ้ ครองกระบวนการยตุ ธิ รรมของรฐั เทา่ นน้ั และการเขา้ รว่ มเปน็ โจทกน์ น้ั ตอ้ งกระท�ำ โดยเรง่ ดว่ นเพอ่ื ปอ้ งกนั
มใิ หเ้ กดิ ความเสยี หายในระหวา่ งการพจิ ารณาคดขี องศาล หากจำ�ตอ้ งรอใหม้ กี ารสอบสวนคดเี สยี กอ่ น ยอ่ มไมท่ นั
การและจะท�ำ ใหม้ าตรการคมุ้ ครองคดอี าญาของรฐั ตามมาตรา 31 ไรผ้ ลในทางปฏบิ ตั ิ นอกจากน้ี ในการทผ่ี เู้ สยี หาย
ฟ้องคดีอาญาเอง ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา 162 (1) และมาตรา 165 แห่งประมวลกฎหมาย
วธิ พี จิ ารณาความอาญา ซง่ึ มาตรา 171 วรรคแรก ไดบ้ ญั ญตั วิ า่ “ใหน้ �ำ บทบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยการสอบสวนและ
การพจิ ารณา เวน้ แตม่ าตรา 175 มาบงั คบั แกก่ ารไตส่ วนมลู ฟอ้ งโดยอนโุ ลม” ดงั นน้ั การไตส่ วนมลู ฟอ้ งของ
ศาล จงึ ถอื วา่ มกี ารสอบสวนทางออ้ มอยดู่ ว้ ยแลว้

6 บทความ

4. การเขา้ รว่ มเปน็ โจทกน์ น้ั กระท�ำ ไดแ้ มพ้ นกั งานอยั การเคยมคี �ำ สงั่ เดด็ ขาดไมฟ่ อ้ งคดนี น้ั แลว้ เพราะ
การมคี �ำ สงั่ เดด็ ขาดไมฟ่ อ้ งนนั้ ไมท่ ำ�ใหส้ ทิ ธใิ นการฟอ้ งคดอี าญาระงบั ไปตามมาตรา 39 สามารถรอ้ื ฟนื้ สอบสวน
และฟอ้ งใหมไ่ ดอ้ กี ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา 147 ดงั นน้ั หากตอ่ มาผเู้ สยี หายนำ�
คดไี ปฟอ้ งเองและมพี ฤตกิ รรมนา่ เชอ่ื วา่ จะทำ�ใหค้ ดนี น้ั เสยี หายเปน็ เหตใุ หศ้ าลยกฟอ้ ง พนกั งานอยั การกส็ ามารถ
ขอเข้าร่วมเปน็ โจทกไ์ ดเ้ ชน่ เดิม เพอ่ื ปอ้ งกนั มใิ ห้เกดิ ความเสยี หายแกค่ ดีอาญาของรัฐ
5. เมื่อพนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์แล้ว พนักงานอัยการย่อมใช้อำ�นาจตามมาตรา 32 เพ่ือ
คุ้มครองมิให้เกิดความเสียหายใด ๆ แก่คดีท่ีเป็นโจทก์ร่วมกัน เพราะมาตรา 32 บัญญัติว่า “เมื่อพนักงาน
อยั การและผเู้ สยี หายเปน็ โจทกร์ ว่ มกนั ถา้ พนกั งานอยั การเหน็ วา่ ผเู้ สยี หายจะกระท�ำ ใหค้ ดขี องอยั การเสยี หาย
โดยกระท�ำ หรอื ละเวน้ กระท�ำ การใด ๆ ในกระบวนพจิ ารณา พนกั งานอยั การมอี �ำ นาจรอ้ งตอ่ ศาลใหส้ ง่ั ผเู้ สยี หาย
กระทำ�หรือละเว้นกระทำ�การนั้น ๆ ได้” การเป็นโจทก์ร่วมนี้เกิดขึ้นได้ทั้งกรณีผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์
กบั อยั การ และกรณอี ยั การเขา้ รว่ มเปน็ โจทกก์ บั ผเู้ สยี หาย แตก่ ฎหมายถอื วา่ องคก์ รอยั การเปน็ ตวั แทนของรฐั
ในการตรวจตราควบคมุ การด�ำ เนนิ คดอี าญาของรฐั ใหเ้ ปน็ ไปโดยสะดวกรวดเรว็ และมใิ หเ้ กดิ ความเสยี หายแก่
การป้องกนั ปราบปรามอาชญากรรมและอ�ำ นวยความยุติธรรมแกป่ ระชาชน ดังนั้น เมื่ออยั การและผู้เสยี หาย
เปน็ โจทกร์ ว่ มกนั มาตรา ๓๒ จงึ บญั ญตั ใิ หอ้ �ำ นาจแกพ่ นกั งานอยั การ แตฝ่ า่ ยเดยี วทจ่ี ะควบคมุ ดแู ลมใิ หผ้ เู้ สยี หาย
แก่กระบวนการยุติธรรมของรัฐ โดยขอให้ศาลมีคำ�สั่งให้ผู้เสียหายกระทำ�หรือละเว้นการกระทำ�ที่จะก่อ
ความเสียหายแกค่ ดขี องอยั การได้
อน่งึ มีข้อสังเกตวา่ ตามมาตรา 32 ค�ำ ว่า “พนักงานอัยการ” มีความหมายถงึ พนักงานอัยการ
ซง่ึ เปน็ ตวั บคุ คลผเู้ ปน็ โจทก์ สว่ นค�ำ วา่ “อยั การ” หมายถงึ องคก์ รอยั การมใิ ชค่ ดขี องอยั การคนใดคนหนง่ึ
เพราะตามระบอบอัยการสากลมีหลักตรงกันว่า องค์กรอัยการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้
การกระท�ำ ของอัยการคนหน่ึงย่อมเป็นการกระท�ำ แทนคณะอัยการท้ังองค์กร ดังน้ัน ทุกประเทศ อัยการ
จึงสามารถดำ�เนินคดแี ทนกนั ได้
อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติพนักงานอัยการยังไม่เคยเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาของผู้เสียหายเลย
จงึ ไมม่ รี ะเบยี บปฏบิ ตั สิ ำ�หรบั พนกั งานอยั การมากอ่ น ดงั นนั้ สมควรทส่ี ำ�นกั งานอยั การสงู สดุ จะจดั ทำ�ระเบยี บ
ปฏิบัติเพ่ือให้พนักงานอัยการถือปฏิบัติในมาตรฐานเดียวกันต่อไป อนึ่ง อาจมีปัญหาว่าหากพนักงานอัยการ
จะเขา้ รว่ มเปน็ โจทก์ จะมีวธิ กี ารแสวงหาพยานหลักฐาน เพือ่ ประกอบการพจิ ารณาเพม่ิ เติม การยนื่ คำ�ร้องต่อ
ศาลอยา่ งไร ปจั จบุ นั ไดม้ พี ระราชบญั ญตั อิ งคก์ รอยั การและพนกั งานอยั การ พ.ศ. 2553 มาตรา 16 บญั ญตั ิ
วิธกี ารแสวงหาพยานหลกั ฐานในคดีท่ตี อ้ งเร่ิมต้นที่พนกั งานอัยการไว้อยา่ งละเอียด ซึง่ การเขา้ รว่ มเป็นโจทก์
ตามมาตรา 31 กถ็ ือได้ว่าเป็นคดที ่ตี ้องเรม่ิ ต้นท่พี นกั งานอยั การ ปัญหานี้กน็ ่าจะหมดไป
2. การรับแก้ตา่ งคดอี าญาใหแ้ ก่เจ้าพนักงาน
การรับแก้ต่างคดีแพ่งหรือคดีอาญาเป็นภาระหน้าท่ีสำ�คัญของอัยการทุกประเทศในฐานะผู้คุ้มครอง
ผลประโยชนข์ องรัฐและสาธารณชน

อัยการนิเทศ 7

การแกต้ า่ งคดแี พง่ หรอื คดอี าญาตอ้ งเปน็ ไปตามบทบญั ญตั มิ าตรา 11 (3) แหง่ พระราชบญั ญตั พิ นกั งาน
อยั การคอื “เจา้ พนกั งานถกู ฟอ้ งในเรอ่ื งการทไ่ี ดก้ ระท�ำ ไปตามหนา้ ท”ี่ แตม่ าตรา 11 (3) ใหอ้ ยใู่ นดลุ พนิ จิ ของ
พนักงานอัยการที่จะใช้ดุลพินิจรับแก้ต่างคดีให้หรือไม่ก็ได้ เพราะพนักงานอัยการจะต้องพิจารณาว่า กรณีที่
ถกู ฟ้องนน้ั เป็นเรือ่ งท่เี จา้ พนกั งานไดก้ ระทำ�ไปตามหนา้ ทีห่ รือไม่ หากมิใช่เรือ่ งทไ่ี ดก้ ระทำ�ไปตามหน้าที่ หรือ
กระทำ�ไปตามหน้าท่ีแต่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม (Rule of Law) ซ่ึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ มาตรา 3 วรรคสอง บญั ญตั วิ า่ “การปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องรฐั สภา คณะรฐั มนตรี ศาล รวมทง้ั
องค์กรตามรฐั ธรรมนญู และหน่วยงานของรัฐ ตอ้ งเปน็ ไปตามหลักนิติธรรม” เชน่ ปรากฏหลกั ฐานชัดแจ้งวา่
เจา้ พนกั งานจงใจกระทำ�การผดิ ขน้ั ตอนของกฎหมาย เลอื กปฏบิ ตั ิ หรอื จงใจละเมดิ สทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน
ฯลฯ กรณีเช่นน้ี พนักงานอัยการก็อาจใช้ดุลพินิจไม่รับแก้ต่างก็ได้ รวมท้ังกรณีอ่ืน ๆ เช่น เจ้าพนักงานผู้ขอ
ความชว่ ยเหลอื ไมใ่ หค้ วามรว่ มมอื กบั พนกั งานอยั การในการแสวงหาพยานหลกั ฐานเพอ่ื ประกอบการพจิ ารณา
ในการดำ�เนินการต่อสู้คดีหรือเจ้าพนักงานผู้น้ันแต่งตั้งให้ทนายความเอกชนเป็นทนายแก้ต่างคดีของตนร่วม
กบั พนักงานอัยการ เปน็ ต้น ฯลฯ
การทพ่ี นกั งานอยั การพจิ ารณารบั แกต้ า่ งคดใี หน้ ้ี มไิ ดห้ มายความวา่ เจา้ พนกั งานผนู้ น้ั กระท�ำ ตามหนา้ ท่ี
โดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการแล้วแต่อย่างใด เพียงแต่พนักงานอัยการเห็นว่า เจ้าพนักงานผู้นั้นถูกฟ้อง
ในเรอ่ื งการทไ่ี ดก้ ระทำ�ไปตามหนา้ ทเ่ี ทา่ นนั้ สว่ นการกระทำ�ดงั กลา่ วจะชอบหรอื ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ยอ่ มขนึ้
อยู่กบั ผลคำ�พพิ ากษาอันถงึ ท่สี ุดของศาล
ดงั น้นั หลักฐานช้นั ต้นทีส่ �ำ คญั ในการประกอบการพจิ ารณาของพนักงานอัยการในการรับแกต้ า่ งคดี
กค็ อื ค�ำ รบั รองเปน็ หนงั สอื จากผบู้ งั คบั บญั ชาสงู สดุ ของหนว่ ยงานของรฐั ทเ่ี จา้ พนกั งานผนู้ น้ั สงั กดั อยหู่ รอื ปฏบิ ตั ิ
หนา้ ทใ่ี หก้ บั หนว่ ยงานนน้ั ๆ วา่ เจา้ พนกั งานผนู้ น้ั ถกู ฟอ้ งในเรอ่ื งการทไ่ี ดก้ ระทำ�ไปตามหนา้ ทแ่ี ละขอใหพ้ นกั งาน
อยั การพจิ ารณารบั แกต้ า่ งคดใี หด้ ว้ ย จากนน้ั พนกั งานอยั การจงึ จะทำ�การแสวงหาพยานหลกั ฐานเพอ่ื ประกอบ
การพจิ ารณาวา่ สมควรรบั แกต้ า่ งคดใี หห้ รอื ไม่ รวมทง้ั พยานหลกั ฐานทจ่ี ะใชใ้ นการตอ่ สคู้ ดตี อ่ ไปดว้ ย และการ
ใชด้ ลุ พนิ จิ ทจ่ี ะรบั แกต้ า่ งใหห้ รอื ไม่ กถ็ อื เปน็ ดลุ พนิ จิ อสิ ระทไ่ี ดร้ บั การคมุ้ ครองตามมาตรา 255 ของรฐั ธรรมนญู
แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ เชน่ เดยี วกนั
อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า ในทางปฏิบัติพนักงานอัยการมักจะใช้ดุลพินิจรับแก้ต่างให้เจ้าพนักงานเกือบ
ทั้งหมด ซึ่งน่าจะมีการทบทวนในเรื่องนี้เช่นกันว่า ในการรับแก้ต่างคดีให้นั้นพนักงานอัยการควรพิจารณา
โดยละเอียดและเคร่งครัดพอสมควร โดยเฉพาะการพิจารณาว่าการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานผู้นั้นเป็นไป
ตามหลักแห่งนิติธรรม ตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หรือไม่
เพื่อวางกรอบหรือแนวทางปฏิบัติให้กับเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ มิฉะนั้นเจ้าพนักงานหลาย
คนอาจจะไม่ให้ความสำ�คัญแก่เรื่องนี้และใช้อำ�นาจตามอำ�เภอใจเพราะมั่นใจว่า หากราษฎรถูกละเมิดสิทธิ
ฟ้องคดีก็จะมีพนักงานอัยการคอยแก้คดีให้อยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
พนักงานอัยการนั้นก็มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ตามมาตรา 32 ของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งบัญญัติว่า

8 บทความ

“บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย

ฯลฯ
ในกรณที ม่ี กี ารกระท�ำ ซง่ึ กระทบตอ่ สทิ ธแิ ละเสรภี าพตามวรรคหนง่ึ ผเู้ สยี หาย พนกั งานอยั การ หรอื
บคุ คลอน่ื ใด เพอ่ื ประโยชนข์ องผเู้ สยี หายมสี ทิ ธริ อ้ งตอ่ ศาลเพอ่ื ใหส้ ง่ั ระงบั หรอื เพกิ ถอนการกระทำ�เชน่ วา่
นน้ั รวมทง้ั จะก�ำ หนดวธิ กี ารตามสมควร หรอื การเยยี วยาความเสยี หายขน้ึ ดว้ ยกไ็ ด”้

อัยการนิเทศ 9

การก่อการร้าย๑

ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร๒

ค�ำ วา่ “กอ่ การรา้ ย” เปน็ ค�ำ ทอ่ี อกจะมคี วามหมายในทางลบอยา่ งมากทเี ดยี ว ดเู หมอื นวา่ ผใู้ ดถกู กลา่ วหา
วา่ เปน็ ผกู้ อ่ การรา้ ย ผนู้ น้ั กอ็ อกจะรสู้ กึ วา่ เปน็ การกลา่ วหาทก่ี ระทบตอ่ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มนษุ ยข์ องตนอยา่ งมาก
อยา่ งเชน่ ขณะนด้ี เู หมอื นวา่ ผตู้ อ้ งหาหรอื จ�ำ เลยทถ่ี กู กลา่ วหาวา่ กอ่ การรา้ ยจะยอมรบั ตอ่ ขอ้ กลา่ วหายาก
อยู่ ทง้ั น้ี โดยไมไ่ ดพ้ จิ ารณาวา่ การกระทำ�ของเขาจะเปน็ ความผดิ ฐานกอ่ การรา้ ยหรอื ไม่ ซง่ึ จะตอ้ งชข้ี าดโดย
กระบวนการยตุ ธิ รรมในชน้ั ทส่ี ดุ เพราะหลายคนบอกวา่ เขากอ่ การดโี ดยแทจ้ ะกอ่ การรา้ ยไดอ้ ยา่ งไร
โดยที่ นาย Martin Scheinin ซึ่งเป็น Special Rapporteur ของ UN Counter-Terrorism
Implementation Task Force ได้วิพากษ์วจิ ารณก์ ฎหมายก่อการร้ายของไทยเราลงพมิ พ์ในหนงั สือพมิ พ์
Bangkok Post ฉบบั ประจ�ำ วนั เสารท์ ่ี 19 กมุ ภาพนั ธ์ 2554 วา่ “กฎหมายกอ่ การรา้ ยของประเทศไทยเดนิ
ไกลมาก” (Thailand”s terrorism law goes too far) เหตนุ ้ี ผเู้ ขยี นจงึ เหน็ สมควรจะไดเ้ ขยี นและแสดงความ
เหน็ ส�ำ หรบั การด�ำ เนนิ คดใี นความผดิ ฐานกอ่ การรา้ ย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 ทด่ี เู หมอื น
จะเปน็ ปญั หาอยา่ งมากในขณะน้ี

ทม่ี าของบทบญั ญตั กิ ารกอ่ การรา้ ย

การบญั ญตั เิ พม่ิ เตมิ ความผดิ ฐานกอ่ การรา้ ยลงในประมวลกฎหมายอาญาไมไ่ ดเ้ ปน็ ไปตามปกตทิ ค่ี วรจะ
เปน็ เพราะการแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญาตามปกตแิ ละในยคุ สมยั ปกตอิ นั มใิ ชย่ คุ สมยั เผดจ็ การทหาร
นน้ั กระท�ำ โดยการตราเปน็ พระราชบญั ญตั แิ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญามาตลอด
แต่การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาที่เป็นการเพิ่ม “ลักษณะ 1/1 ความผิดเกี่ยวกับการ
กอ่ การรา้ ย” ในปี 2546 ในยคุ สมยั รฐั บาลทม่ี าจากการเลอื กตง้ั คอื รฐั บาลภายใตก้ ารน�ำ ของ พนั ต�ำ รวจโท
ทกั ษณิ ชนิ วตั ร นายกรฐั มนตรี ซง่ึ เปน็ ยคุ สมยั ปกติ แตไ่ ดก้ ระท�ำ โดยพระราชก�ำ หนด
กลา่ วคอื กระท�ำ โดยการออก “พระราชก�ำ หนดแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2546”
อนั แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความคดิ ในทางนติ บิ ญั ญตั ขิ องรฐั บาลดงั กลา่ วนน้ั ไดเ้ ปน็ อยา่ งดวี า่ เปน็ อยา่ งไร

๑มตชิ นสดุ สปั ดาห์ ฉบบั ประจ�ำ วนั ท่ี 18-24 มถิ นุ ายน 2554, ฉบบั ประจ�ำ วนั ท่ี 25-31 มนี าคม 2554 และฉบบั ประจ�ำ วนั ท่ี 1-7
เมษายน 2554
๒ประธานคณะกรรมการอสิ ระตรวจสอบและคน้ หาความจรงิ เพอ่ื ความปรองดองแหง่ ชาติ (คอป.) และประธานคณะกรรมการปฏริ ปู
กฎหมาย, อดตี คณบดคี ณะนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรุ กจิ บณั ฑติ ย,์ อดตี อยั การสงู สดุ

10 บทความ

ในการประกาศพระราชก�ำ หนดดงั กลา่ วนม้ี เี หตผุ ลวา่
“เนอ่ื งจากในสถานการณป์ จั จบุ นั ปรากฏวา่ มภี ยั คกุ คามจากการกอ่ การรา้ ยโดยมงุ่ ประสงคต์ อ่ ชวี ติ ของ
ประชาชนผบู้ รสิ ทุ ธห์ิ รอื ทำ�ลายทรพั ยส์ นิ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายเพอ่ื สรา้ งความปน่ั ปว่ นโดยใหเ้ กดิ ความหวาดกลวั
ในหมปู่ ระชาชนและทำ�ใหเ้ กดิ ความวนุ่ วายในประเทศหรอื เพอ่ื บงั คบั ขเู่ ขญ็ รฐั บาลไทย รฐั บาลของรฐั ใดหรอื
องคก์ ารระหวา่ งประเทศ จำ�ยอมตอ้ งกระท�ำ หรอื ละเวน้ การกระทำ�ตามทม่ี กี ารเรยี กรอ้ งของผกู้ อ่ การรา้ ย ซง่ึ
การกระท�ำ เชน่ นน้ั ไดเ้ กดิ ขน้ึ ในประเทศใกลเ้ คยี งและมแี นวโนม้ วา่ จะเกดิ ขน้ึ ในประเทศ อนั จะมผี ลกระทบตอ่
ความมน่ั คงของประเทศอยา่ งรา้ ยแรง นอกจากน้ี การกระทำ�ดงั กลา่ วยงั เปน็ การกระท�ำ ในลกั ษณะการรว่ มมอื
กระท�ำ ความผดิ ระหว่างประเทศ ซง่ึ คณะมนตรคี วามมัน่ คงแหง่ สหประชาชาติได้ลงมตทิ ่ี 1373 เมือ่ วันที่
28 กนั ยายน ค.ศ. 2001 ขอใหท้ กุ ประเทศรว่ มมอื ด�ำ เนนิ การปอ้ งกนั และปราบปรามการกระท�ำ ทเ่ี ปน็ การ
กอ่ การรา้ ยหรอื เปน็ สมาชกิ ขององคก์ รกอ่ การรา้ ย โดยเหตทุ ก่ี ารกอ่ การรา้ ยเปน็ การกระท�ำ ทเ่ี ปน็ ภยั รา้ ยแรงตอ้ ง
แกไ้ ขปัญหาให้ยุติลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำ�เป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ในอันที่
จะรกั ษาความปลอดภยั ของประเทศและความปลอดภยั สาธารณะ จงึ จ�ำ เปน็ ตอ้ งตราพระราชก�ำ หนดน”้ี
โดยทก่ี ารตรากฎหมายในเรอ่ื งน้ี ไมเ่ ปน็ ไปตามขน้ั ตอนปกติ กรณจี งึ ไดม้ กี ารโตแ้ ยง้ วา่ พระราชกำ�หนด
นข้ี ดั ตอ่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2540 มาตรา 218 วรรคหนง่ึ ทว่ี า่
“ในกรณเี พอ่ื ประโยชนใ์ นอนั ทจ่ี ะรกั ษาความปลอดภยั ของประเทศ ความปลอดภยั สาธารณะ ความมน่ั คง
ในทางเศรษฐกจิ ของประเทศ หรอื ปดั ปอ้ งภยั พบิ ตั สิ าธารณะ พระมหากษตั รยิ จ์ ะทรงตราพระราชก�ำ หนดให้
ใชบ้ งั คบั ดงั เชน่ พระราชบญั ญตั กิ ไ็ ด”้
กลา่ วคอื ไมใ่ ชก่ รณเี รง่ ดว่ นทจ่ี ะกระท�ำ ได้
ปญั หานจ้ี งึ ไดข้ น้ึ ไปสศู่ าลรฐั ธรรมนญู ในขณะนน้ั ซง่ึ เปน็ ศาลรฐั ธรรมนญู ทม่ี ปี ญั หา ในเรอ่ื งความเชอ่ื ถอื
ศรทั ธาของประชาชนอยา่ งมาก๓
ในการวนิ จิ ฉยั ลงมตขิ องศาลรฐั ธรรมนญู เกย่ี วกบั พระราชกำ�หนดดงั กลา่ วนน้ั ผลปรากฏวา่ คะแนนเสยี ง
ของตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ทเ่ี หน็ วา่ พระราชก�ำ หนดดงั กลา่ ว ไมเ่ ปน็ ไปตามบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว มเี พยี ง 4 เสยี ง ซง่ึ
ไม่ถึงสองในสามของจำ�นวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำ�หนดไว้ จึงถือว่า
พระราชก�ำ หนดแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2546 เปน็ ไปตามรฐั ธรรมนญู แลว้
ความเหน็ ของศาลรฐั ธรรมนญู ดงั กลา่ วมาแลว้ นน้ั ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ เปน็ ความเหน็ ทค่ี อ่ นไปในทางความคดิ
ในทางอ�ำ นาจนยิ มอยไู่ มน่ อ้ ย โดยเฉพาะฝา่ ยทเ่ี หน็ วา่ พระราชก�ำ หนดเปน็ ไปตามรฐั ธรรมนญู แลว้ เพราะเทา่ กบั
ยอมรบั กตกิ าดง้ั เดมิ ทด่ี จู ะโอนออ่ นผอ่ นตามอ�ำ นาจการเมอื ง ความผดิ เกย่ี วกบั การกอ่ การรา้ ยจงึ เกดิ ขน้ึ ในระบบ
กฎหมายอาญาของเราอยา่ งนา่ กงั ขาเปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะเปน็ การออกกฎหมายโดยฝา่ ยบรหิ ารอนั เปน็ การไม่
เคารพเสยี งขา้ งนอ้ ย กลา่ วคือ ในระบอบประชาธิปไตยนน้ั ถือเสยี งข้างมากก็จริงอย่แู ตก่ ็ตอ้ งเคารพในเสยี ง

๓ดู คณติ ณ นคร “การบดิ เบอื นหรอื หกั ดบิ กฎหมาย” หกั ดบิ กฎหมาย หนา้ 11-35 โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ หนา้ 13) 11

อัยการนิเทศ

ขา้ งนอ้ ยดว้ ย หากกฎหมายนไ้ี ดเ้ สนอผา่ นรฐั สภาเปน็ รา่ งพระราชบญั ญตั กิ ค็ งจะมกี ารอภปิ รายกนั อยา่ งมากเปน็
แนด่ ว้ ยเปน็ กฎหมายทส่ี ำ�คญั ดงั นน้ั ขอ้ กงั ขานน้ี า่ จะสง่ ผลไมแ่ พข้ อ้ กงั ขาตอ่ คำ�วนิ จิ ฉยั ใน “คดซี กุ หนุ้ ” ทเ่ี กดิ ขน้ึ
เมอ่ื ปี 2544 ทไ่ี ดม้ กี ารบดิ เบอื นกฎหมายหรอื หกั ดบิ กฎหมายกนั ทเี ดยี ว4

สมาคมอง้ั ยก่ี บั การกอ่ การรา้ ย
อาชญากรรม เปน็ ปญั หาสงั คมทต่ี อ้ งไดร้ บั การแกไ้ ขและปอ้ งกนั และโดยทก่ี ารคมุ้ ครองสงั คมเปน็ ภารกจิ
ของกฎหมายอาญาประการหนง่ึ ๕ กฎหมายอาญาจงึ ตอ้ งเปน็ ไปเพอ่ื สกดั กน้ั การกระทำ�ทจ่ี ะท�ำ ลายความสงบ
สขุ ของประชาชน
การบญั ญตั คิ วามผดิ ฐานเปน็ อง้ั ยใ่ี นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 กเ็ พอ่ื ปอ้ งกนั การกระท�ำ ความ
ผดิ อน่ื ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ จากการกระท�ำ ของ “สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคมอาชญากรรม”
มาตรา 209 บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำ�เนินการ และมีความ
มงุ่ หมายเพอ่ื การอนั มชิ อบดว้ ยกฎหมาย ผนู้ น้ั กระท�ำ ความผดิ ฐานเปน็ อง้ั ย่ี ตอ้ งระวางโทษจ�ำ คกุ ไมเ่ กนิ เจด็
ปี และปรบั ไมเ่ กนิ หนง่ึ หมน่ื สพ่ี นั บาท”
ความผดิ ฐานเปน็ อง้ั ยต่ี ามมาตรา 209 นเ้ี ปน็ เรอ่ื งทเ่ี กย่ี วขอ้ งการกอ่ ตง้ั “สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคม
อาชญากรรม” (kriminelle Vereinigungen / Criminal associations)
“สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคมอาชญากรรม” ตอ้ งเปน็ คณะบคุ คลทป่ี ระกอบดว้ ยสาระส�ำ คญั
4 ประการ คอื ๖
(1) เปน็ การรวมตวั ตกลงของบคุ คลหลายคนเพอ่ื บรรลถุ งึ จดุ มงุ่ หมายเปน็ การเฉพาะซง่ึ ตอ้ งมบี คุ คล
อยา่ งนอ้ ยสามคนขน้ึ ไป
(2) เปน็ การรวมตวั กนั อยา่ งมเี จตจ�ำ นงรว่ มกนั
(3) เปน็ การรวมตวั กนั ทใ่ี นระหวา่ งสมาชกิ มคี วามสมั พนั ธอ์ ยา่ งเปน็ องคก์ ร
(4) เปน็ การรวมตวั กนั อยา่ งมรี ะยะเวลาตอ่ เนอ่ื ง
โดยทค่ี วามผดิ ฐานนเ้ี ปน็ การสกดั กน้ั การกอ่ ตง้ั “สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคมอาชญากรรม” คณะบคุ คล
ในทน่ี จ้ี งึ อาจเปน็ “คณะบคุ คลทต่ี ง้ั ขน้ึ ใหมห่ รอื สมาคมอง้ั ยท่ี ต่ี ง้ั ขน้ึ ใหม”่ กไ็ ด้ ฉะนน้ั ผกู้ อ่ ตง้ั “สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื
“สมาคมอาชญากรรม” จงึ ถอื วา่ เปน็ การเขา้ เปน็ สมาชกิ ของ “สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคมอาชญากรรม”
สำ�หรับ “สมาคมอั้งยี่” หรือ “สมาคมอาชญากรรม” ที่มีอยู่แล้ว สมาชิกเดิมก็เป็นสมาชิก “สมาคม
อั้งยี่” หรือ “สมาคมอาชญากรรม” และผู้ที่เข้าเป็นสมาชิกใหม่ก็เป็นสมาชิก “สมาคมอั้งยี่” หรือ “สมาคม
อาชญากรรม” นั้น

๔ดู รายละเอียดคดีซุกหุ้นใน คณิต ณ นคร “การบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมาย” หักดิบกฎหมาย หน้า 11-35
๕ดู คณิต ณ นคร “กฎหมายอาญา ภาคทั่วไป” พิมพ์ครั้งที่ 3 สำ�นักพิมพ์วิญญูชน มิถุนายน 2551 หน้า 40-41
๖ดู คณิต ณ นคร “กฎหมายอาญา ภาคความผิด” พิมพ์ครั้งที่ 10 สำ�นักพิมพ์วิญญูชน มิถุนายน 2553 หน้า 573

12 บทความ

กลา่ วโดยสรปุ กค็ อื ความผดิ ฐานเปน็ อง้ั ยบ่ี ญั ญตั ขิ น้ึ เพอ่ื สกดั กน้ั การกอ่ ตง้ั “สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคม
อาชญากรรม” และเพอ่ื สกดั กน้ั การคงอยตู่ อ่ ไปของ “สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคมอาชญากรรม” ทม่ี อี ยแู่ ลว้
ท้งั น้ี เพ่อื ป้องกันการกระทำ�ความผิดท้งั หลายท้งั ปวงท่จี ะเกิดตามมาของ “สมาคมอ้งั ย่”ี หรือ “สมาคม
อาชญากรรม”
บทบญั ญตั ขิ องความผดิ ฐานเปน็ อง้ั ยจ่ี งึ เปน็ บทบญั ญตั ทิ เ่ี ปน็ มาตรการปอ้ งกนั การกระท�ำ ความผดิ เปน็ การ
บญั ญตั คิ วามผดิ ทม่ี เี นอ้ื หายอ้ นไปจดั การกบั การกระทำ�ในขน้ั ตอนของการกระทำ�อนั เปน็ “การตระเตรยี มกระทำ�
ความผดิ ” กลา่ วคอื เปน็ ความผดิ ทม่ี ลี กั ษณะทเ่ี รยี กกนั วา่ “ความผดิ เกย่ี วกบั การสมคบ” (Conspiracy)7
“สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคมอาชญากรรม” นน้ั เดมิ เปน็ “สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคมอาชญากรรม”
ภายในประเทศ แตต่ อ่ มาไดพ้ ฒั นาไปสกู่ ารเปน็ “สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคมอาชญากรรม” ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ตา่ ง
ประเทศ “สมาคมอง้ั ย”่ี หรอื “สมาคมอาชญากรรม” ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ตา่ งประเทศดงั กลา่ วนเ้ี รยี กกนั วา่ “สมาคม
อง้ั ยก่ี อ่ การรา้ ย” หรอื “สมาคมอาชญากรรมการกอ่ การรา้ ย” (terroristische Vereinigungen / Terrorist
associations)
ขอ้ วพิ ากษว์ จิ ารณเ์ กย่ี วกบั กฎหมายการกอ่ การรา้ ยของไทย
หนงั สอื พมิ พ์ Bangkok Post ฉบบั วนั เสารท์ ่ี 19 กมุ ภาพนั ธ์ 2554 ในคอลมั น์ On the Record พาด
หัวข่าวว่า Thailand”s terrorism law “goes too far” ข่าวดังกล่าวเกิดจากการที่คุณ Achara
Ashayagachat ได้สัมภาษณ์ของ นาย Martin Scheinin ซึ่งเป็น The first United Nations Special
Rapporteur on human rights and counter-terrorism เมอ่ื วนั ท่ี 18 กมุ ภาพนั ธ์ 2554 เปน็ การสมั ภาษณ์
ภายหลงั จากสน้ิ สดุ การประชมุ เปน็ เวลาสองวนั ของการประชมุ ภมู ภิ าควา่ ดว้ ย “การประกนั ความเปน็ ธรรมใน
การด�ำ เนนิ คดสี �ำ หรบั ผทู้ ต่ี กเปน็ ผถู้ กู กลา่ วหาใน เรอ่ื งการกอ่ การรา้ ย (the two-day regional meeting on
“Securing a fair Trial for Persons Accused of Terrorism)” ซง่ึ จดั โดยสหประชาชาติ และมเี จา้ หนา้ ท่ี
อาวุโสของสหประชาชาติและผู้เช่ียวชาญทางกระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนร่วมประชุมกันท่ี
กรงุ เทพมหานคร
เพอ่ื ใหม้ คี วามครบถว้ นของขอ้ วพิ ากษว์ จิ ารณ์ ผเู้ ขยี นจงึ ขอถอดความเนอ้ื หาของขอ้ วพิ ากษว์ จิ ารณโ์ ดย
การแปลบทสมั ภาษณ์ ทง้ั น้ี เพอ่ื ประโยชนใ์ นการวเิ คราะหด์ งั ตอ่ ไปน้ี
นาย Martin Scheinin กลา่ วกบั คณุ อจั ฉรา วา่ เขาเปน็ UN Counter-Terrorism Implementation
Task Force เขาสามารถเยย่ี มเยยี นประเทศใดประเทศหนง่ึ เพอ่ื ทราบถงึ กฎหมายวา่ ดว้ ยการกอ่ การรา้ ยและ
แนวทางปฏบิ ตั ขิ องประเทศนน้ั ไดเ้ มอ่ื ไดร้ บั เชญิ จากรฐั บาลของประเทศ นน้ั

๗ดู รายละเอยี ดใน Black”s Law Dictionary

อัยการนิเทศ 13

เมอ่ื คณุ อจั ฉราถามวา่ : ขณะนผ้ี ทู้ เ่ี ปน็ แกนนำ�ของ “แนวรว่ มประชาชนเพอ่ื ประชาธปิ ไตยตอ่ ตา้ น
เผดจ็ การ” (The red shirt United Front for Democracy) ซง่ึ ถกู ฟอ้ งในขอ้ หากอ่ การรา้ ยไดก้ ลา่ ววา่ พวกตน
จะไมไ่ ดร้ บั การพจิ ารณาคดที เ่ี ปน็ ธรรม แตพ่ วกตนชอบทจ่ี ะไดร้ บั การปฏบิ ตั เิ ชน่ เดยี วกบั ผกู้ ระทำ�ความผดิ ในคดี
ประเภทอน่ื ใชห่ รอื ไม่
นาย Martin Scheinin ตอบวา่ : ใช่ ผตู้ อ้ งสงสยั ในเรอ่ื งกอ่ การรา้ ยชอบทจ่ี ะไดร้ บั การปฏบิ ตั ทิ �ำ นอง
เดยี วกบั ผกู้ ระท�ำ ความผดิ ปกติ เขากลา่ วตอ่ ไปวา่ โดยทว่ั ไป การกอ่ การรา้ ยไมใ่ ชส่ งคราม ไมใ่ ชก่ ารขดั แยง้ ทาง
ทหาร และไมใ่ ชส่ ภาพของภาวะฉกุ เฉนิ แตเ่ ปน็ ชนดิ หนง่ึ ของความผดิ ทร่ี า้ ยแรง
บทเรยี นทไ่ี ดเ้ รยี นรจู้ ากภาคสว่ นตา่ ง ๆ ในโลกแสดงวา่ การกอ่ การรา้ ยจะตอ้ งมกี ารสอบสวน การฟอ้ ง
และการพจิ ารณาทเ่ี ปน็ ธรรมอยา่ งเดยี วกนั
เขากลา่ วตอ่ ไปวา่ ความเปน็ ปกตธิ รรมดาเปน็ กญุ แจส�ำ คญั การกอ่ การรา้ ยตอ้ งไมเ่ ปน็ คดพี เิ ศษ ตอ้ งเปน็
เพยี งอาชญากรรมรา้ ยแรงเทา่ นน้ั ตอ้ งใชศ้ าลเดยี วกนั มวี ธิ พี จิ ารณาคดอี ยา่ งเดยี วกนั ไมม่ กี ารก�ำ หนดอะไรเปน็
พเิ ศษ
เมอ่ื ถกู ถามวา่ : เขามโี อกาสไดเ้ ขา้ ถงึ สถานการณข์ องประเทศไทยหรอื ไม่
เขาตอบวา่ : เขาไดต้ ดิ ตอ่ กบั รฐั บาลไทยในระยะเวลาทผ่ี า่ นมาสองสามปี เขาไดบ้ อกใหร้ ฐั บาลไทยทราบ
ถงึ ขอ้ กงั วลเกย่ี วกบั นยิ ามของการกอ่ การรา้ ย การใชก้ ฎหมายวา่ ดว้ ยความมน่ั คง และสง่ิ ทเ่ี รยี กวา่ บญั ชดี ำ� เขา
อยากพบกบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั บาลและผตู้ อ้ งขงั เกย่ี วกบั การกอ่ การรา้ ยดว้ ย
เมอ่ื ถกู ถามถงึ : ขอ้ กงั วลของเขาส�ำ หรบั ประเทศไทย
เขาตอบวา่ : ขอ้ กงั วลของเขา คอื ความกวา้ งของนยิ ามของการกอ่ การรา้ ย โดยเขากลา่ ววา่ กฎหมาย
กอ่ การรา้ ยของไทยปี 2546 มคี �ำ นยิ ามทก่ี วา้ งไกลมาก ในความเหน็ ของเขาตอ้ งมกี ารแยกแยะการกระท�ำ ตอ่
สาธารณชน ตอ่ ทรพั ยส์ นิ ของปจั เจกบคุ คล และตอ่ โครงสรา้ งหลกั เปน็ ตน้ วา่ ปจั จยั ของการคมนาคมทต่ี อ่ เนอ่ื ง
กบั การกอ่ การรา้ ย เขามคี วามเหน็ วา่ ตอ้ งเปน็ การกระท�ำ ทม่ี คี วามรนุ แรงตอ่ ชวี ติ หรอื ความรา้ ยแรงอน่ื ใดทม่ี งุ่ ตอ่
ประชาชนทง้ั หมดหรอื บางสว่ นของประชาชน
เมอ่ื ถกู ถามวา่ : เขาหมายถงึ กฎหมายไทยไมส่ อดคลอ้ งกบั หลกั สากลใชไ่ หม
เขาตอบวา่ : นยิ ามของการกอ่ การรา้ ยนน้ั ไมม่ หี ลกั สากลทเ่ี ปน็ ทย่ี อมรบั กนั ในสว่ นตวั เขาแลว้ เขาชอบ
ทจ่ี ะใหม้ กี ารนยิ ามทแ่ี คบเพอ่ื วา่ ผลของมนั จะเกย่ี วขอ้ งกบั การสญู เสยี ชวี ติ มนษุ ยจ์ �ำ นวนมาก การสะพรงึ กลวั
หรอื การสง่ ผลใหเ้ กดิ ความกลวั หรอื การบงั คบั ใหร้ ฐั บาลกระท�ำ บางสง่ิ บางอยา่ ง

เมอ่ื ถกู ถามถงึ : ความรา้ ยแรงในภาคใตท้ ไ่ี กลโพน้ กม็ สี ว่ นประกอบทเ่ี ขาไดก้ ลา่ วถงึ อยแู่ ลว้ ดงั นน้ั การ
กระท�ำ เหลา่ นน้ั ยอ่ มเปน็ การกอ่ การรา้ ยใชห่ รอื ไม่
เขาตอบวา่ : ใช่ ถา้ การกระทำ�นน้ั เปน็ การโจมตตี อ่ พลเรอื น แตเ่ ขาไมอ่ ยากจะเรยี กใครวา่ เปน็ ผกู้ อ่ การ
รา้ ย เขาเพยี งแตก่ ลา่ วถงึ กรอบของการกระท�ำ เทา่ นน้ั
เมอ่ื ถกู ถามวา่ : แตร่ ฐั บาลไทยไมไ่ ดเ้ รยี กวา่ เปน็ ผกู้ อ่ การรา้ ย แตเ่ รยี กวา่ ผกู้ อ่ ความไมส่ งบ เพราะวา่
เปน็ การประทว้ งตอ่ ตา้ นรฐั บาล แตใ่ นกรงุ เทพฯ กลา่ วกนั วา่ เปน็ ผกู้ อ่ การรา้ ย การเลอื กปฏบิ ตั เิ ชน่ น้ี มเิ ปน็ ขอ้
14 บทความ

กงั วลส�ำ หรบั ผตู้ อ้ งหาในดา้ นสทิ ธมิ นษุ ยชนหรอกหรอื
เขาตอบวา่ : ใชแ่ ลว้ มนั เปน็ สง่ิ ทก่ี งั วลสำ�หรบั เขาวา่ นยิ ามของการกอ่ การรา้ ยอาจถกู นำ�ไปใชใ้ นทาง
เลอื กปฏบิ ตั ิ ถกู น�ำ ไปใชใ้ นทางการเมอื งหรอื ถกู น�ำ ไปใชใ้ นทางมชิ อบ ถกู น�ำ ไปใชเ้ ปน็ เครอ่ื งมอื ส�ำ หรบั รฐั บาลท่ี
จะโจมตเี อากบั ผทู้ ท่ี ต่ี นไมช่ อบหนา้
เปน็ ตน้ วา่ การเคลอ่ื นไหวของชนกลมุ่ นอ้ ย ของสหภาพ ของศาสนาและอน่ื ๆ นยิ ามทก่ี วา้ งไกลอยา่ ง
มากของประเทศไทยเกย่ี วกบั การกอ่ การรา้ ยกอ่ ใหเ้ กดิ การเลอื กปฏบิ ตั ิ การใชก้ ฎหมายในทางการเมอื ง เขามี
ขอ้ มลู เกย่ี วกบั ปฏบิ ตั ติ อ่ กลมุ่ เสอ้ื แดงและเสอ้ื เหลอื ง ไดย้ กระดบั ความกงั วลวา่ มกี ารเลอื กปฏบิ ตั แิ ละใชใ้ นทางการ
เมอื ง โดยมกี ารปฏบิ ตั ทิ แ่ี ตกตา่ งกนั เขาตอ้ งการมาประเทศไทยเพอ่ื ดใู หล้ กึ ลงไปกอ่ นทจ่ี ะไดม้ ขี อ้ สรปุ
เมอ่ื ถกู ถามวา่ : ในเหตกุ ารณเ์ มอ่ื เดอื นเมษายน-พฤษภาคม 2553 ไดม้ กี ารใชอ้ าวธุ หนกั และระเบดิ
ดงั นน้ั ใครกต็ ามทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การกระทำ�ดงั กลา่ ว ไมว่ า่ จะเปน็ พลเรอื นหรอื เจา้ หนา้ ทใ่ี นเครอ่ื งแบบกอ็ าจถกู
ด�ำ เนนิ คดฐี านกอ่ การรา้ ยไดอ้ ยา่ งนน้ั หรอื ไม่
เขาตอบวา่ : เขายงั ไมไ่ ดร้ ะบถุ งึ ใครหรอื วา่ อะไรควรเรยี กวา่ กอ่ การรา้ ยกอ่ นทจ่ี ะดลู งไปในคดใี นราย
ละเอยี ด
เมอ่ื ถกู ถามวา่ : แลว้ เกย่ี วกบั การจเ้ี ครอ่ื งบนิ หรอื การยดึ ทา่ อากาศยานละ่ เปน็ อยา่ งไร
เขาตอบวา่ : การจเ้ี ครอ่ื งบนิ เปน็ การกอ่ การรา้ ย แตล่ �ำ พงั เพยี งการยดึ พน้ื ทใ่ี นทางกายภาพของสนาม
บนิ ไมใ่ ชก่ ารกอ่ การรา้ ย
การเอาตวั บคุ คลเปน็ ตวั ประกนั เปน็ การกอ่ การรา้ ยชยั ชนะทข่ี องสนามบนิ ในตวั ของมนั เองไมใ่ ชก่ าร
กอ่ การรา้ ย แตถ่ า้ มกี ารสญู เสยี ชวี ติ ของพลเรอื นจ�ำ นวนมากกเ็ ปน็ การกอ่ การรา้ ย
การใชเ้ พยี งระเบดิ อยา่ งเดยี วไมเ่ ปน็ การกระท�ำ ทเ่ี ปน็ การกอ่ การรา้ ย เพราะอาวธุ รา้ ยแรงอาจใชใ้ นการ
กอ่ อาชกรรมอน่ื ๆ ไดด้ ว้ ย เชน่ การฆาตกรรม (Murder) การบกุ รกุ ทม่ี เี หตฉุ กรรจ์ (Burglary) การปลน้ สะดม
(Robbery) แนน่ อนวา่ การใชอ้ าวธุ รา้ ยแรงอน่ื เชน่ นวิ เคลยี ร์ อาวธุ ชวี ภาพและอาวธุ เคมใี นทใ่ี ดยอ่ มเปน็ การ
กอ่ การรา้ ย เพราะวา่ มนั ท�ำ ใหเ้ กดิ การสญู เสยี ในวงกวา้ งตอ่ ชวี ติ มนษุ ย์
มนั ขน้ึ อยสู่ ว่ นใหญก่ บั เจตนาของการท�ำ ใหเ้ กดิ ความกลวั ในหมปู่ ระชาชนหรอื ไมด่ ว้ ย

วเิ คราะหน์ ยิ ามการกอ่ การรา้ ยของไทย
นาย Martin Scheinin สมาชกิ ของ UN Counter-Terrorism Implementation Task Force เหน็
วา่ “กฎหมายกอ่ การรา้ ยของประเทศไทยเดนิ ไกลมาก” (Thailand’s Terrorism law goes too far) เพราะ
เขาเหน็ วา่ นยิ ามเกย่ี วกบั การกอ่ การรา้ ยขาดความชดั เจนแนน่ อน
เมอ่ื เปน็ เชน่ นเ้ี ขาจงึ กรง่ิ เกรงวา่ กรณจี งึ อาจเกดิ การใชใ้ นทางเลอื กปฏบิ ตั ิ การใชใ้ นทางการเมอื ง หรอื
ใชใ้ นทางมชิ อบได้

อัยการนิเทศ 15

เกี่ยวกับนิยามของกฎหมายใด ๆ นั้น ตามปกติจะมีการบัญญัติให้ความหมายในทางบวก (Positive)
และจะพยายามทำ�ให้นิยามมีความหมายชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำ�ได้
แต่นิยามของการก่อการร้ายของกฎหมายก่อการร้ายของเราให้ความหมายในทางลบ (Negative)
กล่าวคือเป็นการกล่าวถึงการกระทำ�ที่เป็นการก่อการร้ายและข้อยกเว้นไว้ในกฎหมายว่าอะไรที่ไม่ใช่การ
ก่อการร้าย โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 วรรคสาม บัญญัติข้อยกเว้นไว้ว่า “การกระท�ำ ใน
การเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็น
ธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำ�ความผิดฐานก่อการร้าย”
ดงั น้ี โดยสรุปก็คือ การทบ่ี ุคคลใช้เสรภี าพตามรัฐธรรมนูญไมเ่ ปน็ การกระท�ำ ทเี่ ปน็ การกอ่ การร้าย
บทบัญญัติความผิดอาญาที่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้นนอกจาก
ความผิดฐานก่อการร้ายที่กล่าวไว้โดยตรงแล้ว ยังมีความผิดอาญาอื่นที่กล่าวไว้เป็นนัย ๆ อีก เช่น “ความ
ผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 ซึ่งความผิดฐานนี้ในกฎหมาย
ลักษณะอาญา เรียกว่า “ความผิดฐานก่อจลาจล” แต่ก็ไม่ใช่ความผิดที่ไม่ร้ายแรงแต่ประการใด8 และ
เนื่องจากความผิดนี้เกี่ยวเนื่องหรือความคาบเกี่ยวกับการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี่เอง ประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 216 จึงได้บัญญัติเป็นการบรรเทาโทษสำ�หรับความผิดฐานดังกล่าวนี้ไว้
ดังนั้น หากเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานอัยการพิจารณาคดี
โดยแยกแยะหรือไม่พิจารณาสถานการณ์แห่งเรื่องประกอบการดำ�เนินคดีกับผู้กระทำ�ความผิดฐานนี้แล้ว
กรณีก็อาจจะเป็นการใช้กฎหมายที่ไม่แก้ปัญหาให้แก่สังคมได้9
โดยที่นาย Martin Scheinin กล่าวถึง การก่อการร้ายว่านิยามของการก่อการร้ายขาดความชัดเจน
แน่นอน ปัญหาของความผิดฐานก่อการร้ายจึงนอกจากจะเป็นปัญหาของการตีความแล้ว ยังเป็นปัญหา
การบัญญัติความผิดอาญาด้วย
การบัญญัติความผิดอาญานั้น มีหลักที่สำ�คัญประการหนึ่งที่เรียกว่า “หลักประกันในกฎหมาย
อาญา” หลักนี้ในภาษาละตินเรียกว่า “nullum crimen nulla poena sine lege” ซึ่งเป็นหลักนิติรัฐ
เป็นหลักที่ Prof. Franz von Liszt กล่าวว่าเป็น “ธรรมนูญของฝ่ายผู้ร้าย” (magna carta des
Verbrechers/magna carta of the criminal) หลักนี้ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2
วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำ�การอันกฎหมายที่ใช้ในขณะ
กระทำ�นั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำ�หนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำ�ความผิดนั้นต้องเป็นโทษ
ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”

๘หยดุ แสงอทุ ัย. “ค�ำ อธบิ ายกฎหมายลกั ษณะอาญา ร.ศ. 127”. พมิ พ์ครั้งที่ 6 สำ�นักพิมพ์วญิ ญูชน กุมภาพันธ์ 2548 หน้า 312
๙ดู คณิต ณ นคร “อัยการกับปัญหาความขัดแย้งในชาติ” มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำ�วันที่ 5-11 มิถุนายน 2552
และฉบับประจำ�วันที่ 12-18 มิถุนายน 2552

16 บทความ

และหลกั นย้ี งั เปน็ หลกั รฐั ธรรมนญู อกี ดว้ ย10
บทบญั ญตั อิ นั เปน็ “หลกั ประกนั ในกฎหมายอาญา” นค้ี รอบคลมุ เนอ้ื หา 4 ประการ คอื
(1) การหา้ มใชก้ ฎหมายจารตี ประเพณลี งโทษทางอาญาแกบ่ คุ คล
(๒) การหา้ มใชก้ ฎหมายทใ่ี กลเ้ คยี งอยา่ งยง่ิ ลงโทษอาญาแกบ่ คุ คล
(3) กฎหมายอาญาตอ้ งบญั ญตั ใิ หช้ ดั เจน แนน่ อน และ
(4) กฎหมายอาญาไมม่ ผี ลยอ้ นหลงั
เนื่องจากกฎหมายอาญากระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างมาก กฎหมายจึงเรียกร้องต่อ
รัฐว่าการบัญญัติกฎหมายอาญาหรือความผิดอาญาจะต้องกระทำ�ภายในกรอบทั้งสี่ประการดังกล่าวโดย
เฉพาะอย่างยิ่งต้องบัญญัติให้ชัดเจนที่สุด เพื่อเป็นหลักประกันกฎหมายที่บัญญัตินั้นตรงกับเจตจำ�นงของ
ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างแท้จริง และทั้งจะเป็นเครื่องป้องกันมิให้ศาลใช้กฎหมายตามใจชอบหรือตามอำ�เภอใจ
หรือตามความรู้สึกของตน
ข้อเรียกร้องเรื่องความชัดเจนแน่นอนในการบัญญัติกฎหมายอาญานั้น มีความสำ�คัญยิ่งกว่าข้อ
ห้ามใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งเสียอีก จน Prof. Hans Welzel ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางกฎหมาย
อาญาเยอรมันที่ยิ่งใหญ่มากผู้หนึ่ง ถึงกับกล่าวว่า
“อันตรายที่แท้จริงที่คุกคามหลักประกันของกฎหมายอาญาไม่ได้เกิดจากการใช้กฎหมายที่ใกล้
เคียงอย่างยิ่ง แต่เกิดจากความไม่ชัดเจนแน่นอนของกฎหมายอาญา”11
หากพิจารณาจากตัวบทกฎหมายของความผิดฐานก่อการร้ายและข้อวิพากษ์วิจารณ์แล้วผู้เขียน
เห็นว่าความผิดฐานก่อการร้ายน่าจะขัดต่อ “หลักประกันในกฎหมายอาญา” หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญที่เดียว
บทสรปุ
ค�ำ วา่ “กอ่ การรา้ ย” เปน็ ค�ำ ทม่ี คี วามหมายในทางลบทค่ี อ่ นขา้ งจะรา้ ยแรง แตเ่ นอ่ื งจากการกอ่ การรา้ ย
เปน็ ความผดิ ทเ่ี ปน็ เรอ่ื งของการปอ้ งกนั อาชญากรรม เปน็ ความผดิ ทย่ี อ้ นไปจดั การกบั การตระเตรยี ม ความผดิ
ฐานกอ่ การรา้ ยในตวั ของมนั เองจงึ ตอ้ งมรี ะวางโทษไมส่ งู จนเกนิ ไป เพราะความผดิ ฐานนเี้ ปน็ ความผดิ กอ่ นการ
กระท�ำ ความผดิ
ในสหพนั ธส์ าธารณรฐั เยอรมนี ความผดิ ฐานกอ่ การรา้ ยทเ่ี รยี กวา่ “การกอ่ ตง้ั สมาคมอาชญากรรมการ
กอ่ การร้าย” (Bildung terroristischer Vereingungen/Formation terrorist associations) มรี ะวางโทษ
จ�ำ คกุ ตง้ั แตห่ นง่ึ ปถี งึ สบิ หา้ ปี (ดู ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมนั มาตรา 129 เอ ซง่ึ เปน็ มาตราหลกั ในความ
ผดิ กอ่ การร้ายของเยอรมัน)

๑๐ดู รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย มาตรา 39 วรรคหนง่ึ
๑๑ดู คณติ ณ นคร “กฎหมายอาญา ภาคทว่ั ไป” ทอ่ี า้ งแลว้ หนา้ 72-75

อัยการนิเทศ 17

แต่บทบัญญัติเกี่ยวกับการก่อการร้ายในปัจจุบันของไทยเรานั้น แม้จะมีลักษณะที่เป็นการจัดการ
ตระเตรียมแต่ก็ระวางโทษสูงมาก คือ ประหารชีวิต จำ�คุกตลอดชีวิตหรือจำ�คุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และ
ปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท
“ก่อการร้าย” ไม่มีนิยามความหมายที่เป็นสากล แต่กฎหมายอาญาของไทยเราก็ได้นิยามความ
หมายไว้ และนิยามความหมายในกฎหมายไทยในสายตาของนาย martin scheinin ผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติ
เป็นนิยามที่ไปออกจะกว้างไกลมาก
การกล่าวว่าใครเป็นผู้ก่อการร้ายตามกฎหมายไทย ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการกระทบต่อศักดิ์ศรีของ
ความเป็นมนุษย์ทีเดียว แม้กฎหมายจะได้วางเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า “การกระทำ�ในการเดินขบวน ชุมนุม
ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้
เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไม่เป็นการกระทำ�ความผิดฐานก่อการร้าย” เพราะผู้เขียนเห็นว่า การพิจารณา
ลงความเห็นเกี่ยวกับข้อยกเว้นดังกล่าว ย่อมแขวนกับความคิดของคนในสังคมและบุคลากรในกระบวนการ
ยตุ ธิ รรมวา่ มคี วามคดิ ในทางอ�ำ นาจนยิ มหรอื เสรนี ยิ ม การตคี วามการกอ่ การรา้ ยสำ�หรบั บคุ ลากรในกระบวนการ
ยุติธรรมจึงดูจะยากมากทีเดียว
ลำ�พังการยึดครองพื้นที่ของสนามบินในทางกายภาพนั้น ผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติเห็นว่าไม่
เป็นการก่อการร้าย แต่การกระทำ�ของบุคคลแต่ละกลุ่มบุคคลกลุ่มหน่ึงท่ีไปยึดครองสนามบินดอนเมืองและ
สนามบินสุวรรณภูมิในทางกายภาพก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นการก่อการร้าย การกระทำ�ของบุคคลแต่ละกลุ่ม
บุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องพิจารณาโดยแยกแยะระหว่างการก่อการร้ายกับการเดินขบวน การชุมนุม การ
ประท้วง การโต้แย้ง หรือเป็นการเคลื่อนไหวใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการตีความ
ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า กรณีย่อมถึงเวลาที่กระบวนการยุติธรรมต้องแสดงศักยภาพในทางความ
คิดอย่างสูงยิ่งในการดำ�เนินคดีในความผิดดังกล่าวนี้กับทุกคนและทุกกลุ่มคนซึ่งจะต้องมีการให้เหตุผล
อย่างเป็นภาววิสัยสุด ๆ ทีเดียว และหากกระบวนการยุติธรรมค้นพบเหตุผลใด ๆ ที่สามารถเสริมสร้าง
ความเชื่อถือศรัทธาต่อประชาชนได้เพิ่มขึ้น ก็ย่อมจะทำ�ให้เกิดความสงบสุขและสันติในบ้านเมือง
ถึงเวลาแล้วที่กระบวนการยุติธรรมจะสร้างต้นทุนเพิ่มเติม เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาดูจะเป็นการ
กินบุญเก่าเสียแหละมาก
อนึ่ง นอกจากการตีความเกี่ยวกับความผิดฐานก่อการร้ายซึ่งยากดังกล่าวมาแล้ว ปัญหาการขัด
ต่อ “หลักประกันในกฎหมายอาญา” หรือ “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” ก็อาจมีการหยิบยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดี
ไดเ้ ชน่ กัน ซ่ึงจะเป็นเรื่องท่ยี ากมากเช่นเดียวกนั นค่ี อื พิษสงของการตราโดยพระราชก�ำ หนดท่ีทำ�ใหเ้ กดิ ความ
เดือดร้อนกันทั้งสังคม
ปัญหาความเป็นธรรมในบ้านเมืองเรา จึงมหาศาลยิ่งนัก
18 บทความ

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับกำ�หนดระยะเวลา
ในการฟ้องคดีสัญญาทางปกครอง

นิธินันท์ สุขวงศ์๑

พระราชบัญญตั จิ ัดตงั้ ศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 แกไ้ ขเพิ่มเตมิ
พ.ศ. 2551
มาตรา 51 การฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ให้ยื่นฟ้องภายในหนึ่งปี และการฟ้องคดีตาม
มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) ให้ยื่นฟ้องภายในห้าปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบ
ปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี
การแก้ไขดังกล่าวก็ยังคงไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก เพียงแต่กำ�หนดให้มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4)
ให้ยื่นฟ้องภายในห้าปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี ที่จากเดิม 1 ปี โดยทั่วไปการบัญญัติ
ระยะเวลาการฟ้องคดี โดยมีกำ�หนดระยะเวลาเริ่มต้นนับแต่วันที่รู้เรื่อง หรือรู้ถึงการกระทำ�ระยะเวลาหนึ่ง
และมีการกำ�หนดระยะเวลาขั้นสูงไม่เกินระยะเวลาที่กฎหมายจะกำ�หนดในแต่ละกรณี นับแต่วันที่มีการ
กระทำ�นั้นอีกระยะเวลาหนึ่ง โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในกรณีของเรื่องที่กรณีนั้นคู่กรณีฝ่ายที่ได้รับผล
หรือความเสียหายจากการกระทำ�นั้น อาจจะยังไม่อาจล่วงรู้ถึงตัวผู้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือการกระท�ำ
นั้น หรือไม่รู้ตัวคู่กรณีจึงมีการกำ�หนดระยะเวลาขั้นต้น เช่น หนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด
และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และระยะเวลาขั้นสูงสุดไว้ เช่น เมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำ�ละเมิด
แต่ในกรณีที่เป็นเรื่องที่คู่กรณีรู้ตัวคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งชัดเจนแล้ว ก็ไม่น่าจะมีความจ�ำ เป็นจะต้องมีการกำ�หนด
กรอบระยะเวลาขั้นสูงไว้ ซึ่งจากการตรวจสอบบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปรากฏว่า
มีกรณีที่กฎหมายกำ�หนดกรอบระยะเวลาของการใช้สิทธิไว้สองระยะ กล่าวคือ ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 4192 และมาตรา 4483 ซงึ่ เป็นเรื่องของลาภมิควรไดแ้ ละละเมิด ซึง่ ทงั้ สองกรณีนน้ั

1นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายมหาชน (รามคำ�แหง) อัยการจังหวัดประจำ�สำ�นักงานอัยการสูงสุด สำ�นักงานอัยการพิเศษ
ฝ่ายคดีปกครอง 2 สำ�นักงานคดีปกครอง สำ�นักงานอัยการสูงสุด
2ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 419 ในเรื่องลาภมิควรได้นั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดี เมื่อพ้นกำ�หนดปีหนึ่ง นับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียก
คืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น
3ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 448 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้นท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึง
การละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำ�ละเมิด

อัยการนิเทศ 19

เป็นเรื่องของนิติเหตุ มิใช่นิติกรรมหรือสัญญา กรณีลาภมิควรได้4 นั้น บุคคลผู้เสียหายอาจจะยังไม่รู้ถึงมูล
เหตุแห่งลาภมิควรได้ว่า ตนมีสิทธิเรียกเอาทรัพย์นั้นคืน จากผู้ที่ได้ทรัพย์นั้นไป หรือยังไม่รู้ถึงเหตุที่เป็นมูล
ให้ตนเองมีสิทธิเรียกคืน และกรณีละเมิด5 แน่นอนว่า เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ผู้เสียหายอาจจะยัง
ไม่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ต้องชดใช้ค่าเสียหายในทันที ซึ่งลักษณะทั้งสองกรณีมีความคล้ายกัน กล่าว
คือบุคคลผู้เสียหายยังไม่อาจล่วงรู้ถึงสิทธิความรับผิดของผู้ที่ต้องรับผิดในทันทีที่มีเหตุลาภมิควรได้หรือ
ละเมิด กฎหมายจึงกำ�หนดระยะเวลาในการใช้สิทธิเรียกร้องในมูลกรณีทั้งสองออกเป็นสองระยะ นับแต่วัน
ที่รู้ระยะเวลาหนึ่ง กับนับแต่วันที่มีเหตุอันเป็นมูลให้เรียกร้องได้อีกระยะเวลาหนึ่ง
กลับมาพิจารณากรณีของสัญญาโดยทั่วไปในการทำ�สัญญาคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายย่อมต้องรู้ตัวผู้เป็น
คู่สัญญาที่ตนเองตกลงปลงใจเข้าผูกพันทำ�สัญญาด้วย สัญญาจึงเกิดขึ้นจากความตกลงสองฝ่ายหรือหลาย
ฝ่าย การทำ�สัญญาคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจึงรู้อยู่แล้วว่า ตนเป็นคู่สัญญากับใคร และใครเป็นคู่สัญญากับตน
และย่อมรู้สิทธิและหน้าที่ทั้งของตนเองและคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามที่มีการตกลงกันไว้ในข้อสัญญานั้น ๆ
แล้ว ในเวลาที่ลงนามในสัญญา หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
ย่อมเกิดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาฝ่ายนั้น ๆ ทันที เช่น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาอีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิ
บอกเลิกสัญญาซึ่งต่างกับลาภมิควรได้ซึ่งผู้เสียหายในลาภมิควรได้อาจจะยังไม่ล่วงรู้ถึงเหตุแห่งลาภมิควร
ได้ในเวลานั้น แต่อาจจะทราบในภายหลังจากมีเหตุลาภมิควรได้เกิดขึ้นแล้วจึงเกิดสิทธิเรียกคืนทรัพย์ หาก
เป็นเรื่องสัญญาฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาไม่กระทำ�ตามข้อตกลงในสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งย่อมจะต้องรู้ได้ในทันที
เพราะหากผิดสัญญาในเวลาใด อีกฝ่ายก็มีสิทธิในเวลานั้นหรือตามที่ตกลงกันในสัญญาเพราะสัญญามี
ลักษณะที่จะต้องได้รับการปฏิบัติตลอดไปจนกว่าจะมีการเลิกสัญญา หรือหากพิจารณากรณีสัญญากับ
ละเมิดนั้น สัญญาเมื่อมีการผิดสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายย่อมจะต้องรู้ตัวผู้ที่ต้องรับผิดในสัญญานั้นทันที
ส่วนละเมิดในบางกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว คู่กรณีที่เสียหายอาจจะยังไม่รู้ถึงการกระท�ำ และผู้ที่
จะต้องรับผิดในทันที

4ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 406 บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำ�เพื่อชำ�ระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี
โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้ท่านว่าบุคคลนั้นจำ�ต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา อนึ่ง
การรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่หรือหาไม่นั้น ท่านก็ให้ถือว่าเป็นการกระทำ�เพื่อชำ�ระหนี้ด้วย

บทบัญญัติอันนี้ท่านให้ใช้บังคับตลอดถึงกรณีที่ได้ทรัพย์มา เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมิได้มีได้เป็นขึ้น หรือเป็นเหตุที่ได้สิ้น
สุดไปเสียก่อนแล้วนั้นด้วย
5ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำ�ต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัย
ก็ดีเสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำ�ละเมิดจำ�ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

20 บทความ

ระยะเวลาในการใชส้ ทิ ธเิ รยี กรอ้ งในสญั ญาจงึ ไมน่ า่ จะมคี วามจำ�เปน็ ตอ้ งก�ำ หนดกรอบระยะเวลาของ
การใชส้ ทิ ธไิ วถ้ งึ สองระยะ ซง่ึ หากพจิ ารณาจากกฎหมายในเรอ่ื งเอกเทศสญั ญาตา่ ง ๆ ในประมวลกฎหมายแพง่
และพาณชิ ยก์ ม็ ไิ ดก้ �ำ หนดใหก้ ารใชส้ ทิ ธเิ รยี กรอ้ งในกรณขี องสญั ญาไวถ้ งึ สองระยะ6แตอ่ ยา่ งใด หรอื หลกั ทว่ั ไป
ในเรอ่ื งอายคุ วามกไ็ มม่ กี ารก�ำ หนดระยะเวลาไวถ้ งึ สองระยะ7 แตอ่ ยา่ งใด
จากทก่ี ลา่ วมาขา้ งตน้ กรณคี วามรบั ผดิ ของคกู่ รณที เ่ี กดิ จากนติ สิ มั พนั ธใ์ นทางสญั ญาซง่ึ ตา่ งฝา่ ยตา่ งรถู้ งึ
ตวั คสู่ ญั ญาดอี ยแู่ ลว้ หากมกี ารกระท�ำ อนั เปน็ มลู ทจ่ี ะเรยี กใหร้ บั ผดิ ตามสญั ญาไดก้ ช็ ดั เจนอยแู่ ลว้ วา่ จะตอ้ งเรยี ก

6ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 467 ในข้อรับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่อง หรือลํ้าจำ�นวนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำ�หนดปีหนึ่งนับแต่
เวลาส่งมอบ
มาตรา 474 ในขอ้ รบั ผดิ เพื่อชำ�รุดบกพร่องนัน้ ท่านหา้ มมใิ ห้ฟ้องคดเี มื่อพน้ เวลาปหี นง่ึ นบั แตเ่ วลาท่ไี ดพ้ บเห็นความช�ำ รุดบกพรอ่ ง
มาตรา 481 ถ้าผขู้ ายไมไ่ ดเ้ ปน็ คคู่ วามในคดเี ดิม หรอื ถ้าผซู้ ื้อได้ประนีประนอมยอมความกบั บคุ คลภายนอก หรือยอมตามทีบ่ คุ คล
ภายนอกเรยี กรอ้ งไซร้ ท่านห้ามมใิ ห้ฟอ้ งคดีในข้อรบั ผิดเพอื่ การรอนสทิ ธเิ มือ่ พน้ ก�ำ หนดสามเดือนนบั แต่วันคำ�พิพากษาในคดเี ดิมถงึ ที่สดุ หรอื นับ
แตว่ นั ประนปี ระนอมยอมความ หรือวนั ท่ียอมตามบคุ คลภายนอกเรียกร้องนั้น
มาตรา 563 คดอี นั ผใู้ หเ้ ชา่ จะฟอ้ งผเู้ ชา่ เกย่ี วแกส่ ญั ญาเชา่ นน้ั ทา่ นหา้ มมใิ หฟ้ อ้ งเมอ่ื พน้ ก�ำ หนดหกเดอื นนบั แตว่ นั สง่ คนื ทรพั ยส์ นิ ทเ่ี ชา่
มาตรา 601 ท่านหา้ มมใิ หฟ้ อ้ งผ้รู บั จ้างเม่อื พน้ ปีหน่งึ นับแตว่ นั การชำ�รุดบกพรอ่ งได้ปรากฏขึ้น
มาตรา 649 ในข้อความรับผิดเพื่อเสียค่าทดแทนอันเกี่ยวกับการยืมใช้คงรูปนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่
วันสิ้นสัญญา
มาตรา 671 ในข้อความรบั ผดิ เพ่อื ใช้เงินบำ�เหน็จคา่ ฝากทรัพยก์ ด็ ี ชดใช้เงนิ ค่าใชจ้ า่ ยก็ดี ใชค้ ่าสินไหมทดแทนเกีย่ วแกก่ ารฝากทรพั ย์
กด็ ี ท่านห้ามมิให้ฟอ้ งเมื่อพน้ เวลาหกเดือนนับแต่วันส้นิ สญั ญา
7ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์

มาตรา 193/30 อายคุ วามนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนีห้ รือกฎหมายอ่นื มไิ ดบ้ ัญญตั ิไวโ้ ดยเฉพาะ ให้มีกำ�หนดสบิ ปี
มาตรา 193/33 สิทธเิ รียกร้องดงั ต่อไปนใ้ี หม้ ีก�ำ หนดอายคุ วามห้าปี

(1) ดอกเบยี้ คา้ งช�ำ ระ
(2) เงนิ ทต่ี ้องช�ำ ระเพอ่ื ผ่อนทุนคนื เป็นงวด ๆ
(3) ค่าเช่าทรัพย์สินค้างช�ำ ระ เวน้ แต่คา่ เช่าสังหาริมทรพั ยต์ ามมาตรา 193/34 (6)
(4) เงนิ คา้ งจา่ ย คอื เงนิ เดอื น เงนิ ปี เงนิ บ�ำ นาญ คา่ อปุ การะเลย้ี งดแู ละเงนิ อน่ื ๆ ในลกั ษณะท�ำ นองเดยี วกบั ทม่ี กี ารก�ำ หนดจา่ ยเปน็ ระยะเวลา
(5) สทิ ธเิ รียกร้องตามมาตรา 193/34 (1)(2) และ (5) ทีไ่ มอ่ ย่ใู นบงั คับอายุความสองปี
มาตรา 193/34 สิทธิเรยี กร้องดงั ตอ่ ไปน้ี ให้มีกำ�หนดอายุความสองปี
(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออตุ สาหกรรม ผูป้ ระกอบหตั ถกรรมผูป้ ระกอบศิลปอตุ สาหกรรมหรอื ช่างฝีมอื เรยี กเอาคา่ ของทีไ่ ด้ส่งมอบ
คา่ การงานทีไ่ ด้ทำ� หรอื ค่าดแู ลกจิ การของผูอ้ ่นื รวมท้งั เงนิ ที่ไดอ้ อกทดรองไปเว้นแต่เป็นการทีไ่ ด้ท�ำ เพอ่ื กิจการของฝา่ ยลกู หนนี้ ั้นเอง
(2) ผู้ประกอบเกษตรกรรมหรือการปา่ ไม้ เรยี กเอาค่าของทไี่ ด้สง่ มอบอันเปน็ ผลติ ผลทางเกษตรหรอื ป่าไม้ เฉพาะทใี่ ชส้ อยในบ้าน
เรือนของฝ่ายลูกหนี้น้นั เอง

อัยการนิเทศ 21

จากฝา่ ยทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ เหตดุ งั กลา่ ว การก�ำ หนดระยะเวลาการใชส้ ทิ ธทิ างกฎหมาย จงึ ไมม่ คี วามจำ�เปน็ ตอ้ งก�ำ หนด
ระยะเวลาออกเปน็ สองระยะ โดยมกี ารก�ำ หนดระยะเวลาขน้ั สงู ไวด้ ว้ ย แตใ่ นกรณสี ญั ญาทางปกครองไดม้ กี าร
บญั ญตั ริ วมเอาไวก้ บั ละเมดิ แตแ่ รก จนกระทง้ั มกี ารแกไ้ ขกย็ งั คงรวมเอาไวก้ บั ละเมดิ อกี หากถามวา่ สญั ญาทาง
ปกครองนน้ั คกู่ รณรี ตู้ วั คสู่ ญั ญาหรอื ไมแ่ นน่ อนยอ่ มตอ้ งรเู้ พราะไมร่ แู้ ลว้ คงท�ำ สญั ญาไมไ่ ด้ และคงไมม่ หี นว่ ยงาน
ทางปกครองใดไปท�ำ สญั ญากบั บคุ คลทไ่ี มม่ ตี วั ตน หรอื ทต่ี นเองไมร่ ตู้ วั เมอ่ื รตู้ วั คสู่ ญั ญาแลว้ หากมคี วามเสยี หาย
ตามสญั ญาอยา่ งใด กส็ ามารถเรยี กรอ้ งจากอกี ฝา่ ยไดท้ นั ทไี มม่ คี วามจำ�เปน็ ทจ่ี ะตอ้ งใหม้ กี ารรตู้ วั ผกู้ ระท�ำ ความ
เสยี หายและคา่ เสยี หาย หรอื ตอ้ งรถู้ งึ สทิ ธติ ามสญั ญาอกี เพราะสทิ ธหิ นา้ ทต่ี ามสญั ญานน้ั ตอ้ งถอื วา่ คสู่ ญั ญาทง้ั
สองฝา่ ยรอู้ ยแู่ ลว้ นบั ตง้ั แตว่ นั ทม่ี กี ารลงนามในสญั ญาแลว้

(3) ผขู้ นสง่ คนโดยสารหรอื สง่ิ ของหรอื ผรู้ บั สง่ ขา่ วสาร เรยี กเอาคา่ โดยสาร คา่ ระวาง คา่ เชา่ คา่ ธรรมเนยี ม รวมทง้ั เงนิ ทไ่ี ดอ้ อกทดรองไป
(4) ผูป้ ระกอบธรุ กิจโรงแรมหรอื หอพัก ผูป้ ระกอบธุรกิจในการจ�ำ หน่ายอาหารและเคร่อื งด่ืม หรอื ผปู้ ระกอบธุรกิจสถานบรกิ ารตาม
กฎหมายว่าดว้ ยสถานบรกิ ารเรียกเอาค่าทพ่ี กั อาหารหรือเคร่ืองด่ืม คา่ บริการหรอื คา่ การงานท่ีไดท้ ำ�ใหแ้ กผ่ ู้มาพกั หรือใชบ้ ริการ รวมท้ังเงนิ ทไ่ี ด้
ออกทดรองไป
(5) ผขู้ ายสลากกินแบง่ สลากกินรวบ หรือสลากทีค่ ลา้ ยคลงึ กันเรยี กเอาคา่ ขายสลาก เว้นแต่เป็นการขายเพื่อการขายต่อ
(6) ผูป้ ระกอบธุรกจิ ในการให้เช่าสงั หารมิ ทรพั ย์ เรยี กเอาค่าเชา่
(7) บุคคลซงึ่ มไิ ด้เข้าอยใู่ นประเภททร่ี ะบุไวใ้ น (1) แต่เปน็ ผูป้ ระกอบธุรกจิ ในการดแู ลกิจการของผู้อ่ืนหรือรับทำ�งานการตา่ ง ๆ เรียก
เอาสนิ จา้ งอนั จะพงึ ได้รบั ในการนัน้ รวมทง้ั เงินท่ไี ด้ออกทดรองไป
(8) ลกู จ้างซง่ึ รับใช้การงานส่วนบุคคล เรยี กเอาค่าจา้ งหรอื สินจ้างอยา่ งอ่นื เพอื่ การงานทีท่ �ำ รวมทงั้ เงนิ ทีไ่ ดอ้ อกทดรองไป หรือ
นายจ้างเรียกเอาคนื ซ่งึ เงินเช่นวา่ นั้นท่ีตนได้จ่ายลว่ งหน้าไป
(9) ลูกจ้างไม่ว่าจะเปน็ ลกู จา้ งประจำ� ลูกจา้ งชั่วคราว หรือลกู จา้ งรายวัน รวมท้งั ผ้ฝู ึกหัดงาน เรียกเอาคา่ จ้างหรือสนิ จ้างอยา่ งอ่นื รวม
ทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป หรือนายจ้างเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป
(10) ครูสอนผู้ฝึกหัดงาน เรียกเอาค่าฝึกสอนและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นตามที่ได้ตกลงกันไว้ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(11) เจ้าของสถานศึกษาหรือสถานพยาบาลเรียกเอาค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ หรือค่ารักษาพยาบาลและ
ค่าใช้จ่ายอย่างอื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(12) ผู้รับคนไว้เพื่อการบำ�รุงเลี้ยงดูหรือฝึกสอน เรียกเอาค่าการงานที่ทำ�ให้รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(13) ผู้รับเลี้ยงหรือฝึกสอนสัตว์ เรียกเอาค่าการงานที่ทำ�ให้รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(14) ครูหรืออาจารย์ เรียกเอาค่าสอน
(15) ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม การพยาบาลการผดุงครรภ์ ผู้ประกอบการบำ�บัดโรคสัตว์ หรือผู้ประกอบโรคศิลปะ
สาขาอื่นเรียกเอาค่าการงานที่ทำ�ให้รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(16) ทนายความหรือผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย รวมทั้งพยานผู้เชี่ยวชาญ เรียกเอาค่าการงานที่ทำ�ให้ รวมทั้งเงินที่ได้ออก
ทดรองไปหรือคู่ความเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป
(17) ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม สถาปัตยกรรม ผู้สอบบัญชีหรือผู้ประกอบวิชาชีพอิสระอื่น เรียกเอาค่าการงานที่ทำ�ให้ รวมทั้ง
เงินที่ได้ออกทดรองไป หรือผู้ว่าจ้างให้ประกอบการงานดังกล่าวเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป

22 บทความ

การบญั ญตั ใิ นมาตรา 51 ดงั กลา่ วขา้ งตน้ หากพจิ ารณาจากหลกั กฎหมายปกครองเยอรมนั ในเรอ่ื ง
สญั ญาทางปกครองซง่ึ ตามกฎหมายวธิ พี จิ ารณาทางปกครอง ค.ศ. 1976 (VwVfG) ของเยอรมนั ไดก้ �ำ หนดไว้
ในมาตรา 62 วา่ ใหน้ �ำ บทบญั ญตั ติ ามประมวลกฎหมายแพง่ มาใชบ้ งั คบั กบั การฟอ้ งคดพี พิ าทเกย่ี วกบั สญั ญา
ทางปกครองดว้ ย ดงั นน้ั การฟอ้ งคดพี พิ าทเกย่ี วกบั สญั ญาทางปกครองจงึ ใชห้ ลกั เกณฑเ์ กย่ี วกบั กำ�หนดอายคุ วาม
ตามประมวลกฎหมายแพง่ (BGB) ก�ำ หนดระยะเวลาการฟอ้ งคดสี ญั ญาทางปกครองจะใชห้ ลกั ทว่ั ไปตามกฎหมาย
แพง่ ของเยอรมนั (BGB) คอื ระยะเวลาการฟอ้ งคดที ว่ั ไปใหม้ กี ำ�หนดสามปี ตามมาตรา 195 แหง่ ประมวล
กฎหมายแพง่ (BGB) สำ�หรบั การฟอ้ งเรยี กคา่ เสยี หายจะตอ้ งฟอ้ งคดภี ายในสบิ ปนี บั แตว่ นั ทร่ี หู้ รอื ควรรถู้ งึ เหตุ
แหง่ การเกดิ สทิ ธเิ รยี กรอ้ ง แตไ่ มเ่ กนิ สามสบิ ปนี บั แตว่ นั ทเ่ี กดิ สทิ ธเิ รยี กรอ้ งหรอื ละเลยตอ่ หนา้ ทห่ี รอื การกระทำ�
อน่ื ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายตามนยั มาตรา 199 (3) แหง่ ประมวลกฎหมายเดยี วกนั 8 ซง่ึ คลา้ ยกบั ระยะเวลา
การฟอ้ งคดปี กครองในเรอ่ื งสญั ญาทางปกครองของไทยทม่ี สี องระยะเชน่ กนั หรอื มฉิ ะนน้ั นา่ จะเปน็ เพราะการ
บญั ญตั เิ อาละเมดิ และสญั ญามารวมไวใ้ นมาตราเดยี วกนั เพอ่ื ใหก้ ารใชส้ ทิ ธเิ รยี กรอ้ งเปน็ รปู แบบและระยะเวลา
เดยี วกนั ซง่ึ หากเปน็ เรอ่ื งละเมดิ แลว้ การก�ำ หนดกรอบระยะเวลาในการใชส้ ทิ ธอิ อกเปน็ สองระยะ โดยมกี รอบ
ระยะเวลาขน้ั ตน้ และขน้ั สงู สดุ ก�ำ หนดไวน้ น้ั ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ เปน็ เรอ่ื งทถ่ี กู ตอ้ งแลว้ แตใ่ นกรณขี องสญั ญาทาง
ปกครองนน้ั ไมน่ า่ จะมเี หตผุ ลความจ�ำ เปน็ ทจ่ี ะตอ้ งมกี รอบระยะเวลาถงึ สองกรอบแตอ่ ยา่ งใด หากจะมองในดา้ น
หนว่ ยงานทางปกครองหรอื เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั กอ็ าจจะพจิ ารณาไดว้ า่ กวา่ หวั หนา้ หนว่ ยงานนน้ั ๆ จะทราบเรอ่ื ง
ในกรณที ม่ี กี ารผดิ ขอ้ สญั ญากอ็ าจจะใชร้ ะยะเวลานาน เพราะในระบบราชการมขี น้ั ตอนตา่ ง ๆ มากมายหลาย
ขน้ั ตอนกวา่ จะมกี ารเสนอเรอ่ื งถงึ หวั หนา้ หนว่ ยงานนน้ั ๆ ซง่ึ ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ กรณขี อ้ กลา่ วอา้ งดงั กลา่ วเปน็ เพยี ง
กระบวนการทย่ี งุ่ ยากของระบบราชการไทยเอง ทท่ี กุ เรอ่ื งจะตอ้ งเสนอหวั หนา้ หนว่ ยงานหมด ซง่ึ กรณดี งั กลา่ ว
สามารถลดขน้ั ตอนในการบรหิ ารราชการได้ ไมว่ า่ จะดว้ ยวธิ กี ารมอบหมายงาน หรอื มอบอ�ำ นาจเพอ่ื ใหข้ น้ั ตอน
ตา่ ง ๆ ไมต่ อ้ งไปกระจกุ อยทู่ ห่ี วั หนา้ หนว่ ยงานแตเ่ พยี งผเู้ ดยี ว และถงึ แมข้ น้ั ตอนตา่ งๆ จะมมี ากแตข่ น้ั ตอนตา่ งๆ
กไ็ มน่ า่ จะตอ้ งใชร้ ะยะเวลาตามกรอบขน้ั สงู สดุ ถงึ สบิ ปี การก�ำ หนดกรอบระยะเวลาขน้ั สงู ไวใ้ นเรอ่ื งสญั ญาทาง
ปกครองอาจเปน็ การเปดิ โอกาสใหร้ ะบบราชการไมพ่ ฒั นาและไมอ่ าจตอบสนองความตอ้ งการของประโยชน์
สาธารณะไดท้ นั ตอ่ สถานการณไ์ ด้ ในอกี ดา้ นหนง่ึ อาจมองวา่ สญั ญาทางปกครองบางเรอ่ื งบางกรณเี กย่ี วขอ้ งกบั
ประโยชนส์ าธารณะมผี ลตอ่ สว่ นรวม จงึ มคี วามจำ�เปน็ ตอ้ งก�ำ หนดระยะเวลาใหย้ าวไว้ เพอ่ื คมุ้ ครองประโยชน์
สาธารณะ ซง่ึ หากเปน็ เชน่ นน้ั ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ หากกรณสี ญั ญาทางปกครองในเรอ่ื งนน้ั เปน็ เรอ่ื งของประโยชน์
สาธารณะจรงิ ๆ แลว้ กไ็ มค่ วรจะมกี ารจ�ำ กดั ระยะเวลาในการฟอ้ งแตอ่ ยา่ งใดและสามารถฟอ้ งไดท้ กุ เมอ่ื ซง่ึ ก็
นา่ จะสอดคลอ้ งกบั หลกั ในพระราชบญั ญตั จิ ดั ตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. 25429

8ศุภกานต์ เหรียญรักวงศ์, ปัญหาการนับระยะเวลาการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง: ศึกษาจากแนวคำ�วินิจฉัยของ
ศาลปกครอง (วิทยานิพนธ์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต,2549 ) หน้า 32
9พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
มาตรา 52 การฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือสถานะของบุคคลจะยื่นฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้

อัยการนิเทศ 23

คิดดีแล้วหรือ แก้ไขพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘

ดร.วิชช์ จีระแพทย์*

ประวัติศาสตร์การเล่นการพนันของไทยมีมาช้านานแต่โดยเหตุที่ปัจจุบันมีแนวความคิดที่จะแก้ไข
เปลี่ยนแปลงกฎหมายการเล่นการพนันให้ชอบด้วยกฎหมายยิ่งขึ้น เพิ่มลักษณะการเล่นมากขึ้น และให้การ
ขออนุญาตเล่นการพนันง่ายขึ้น รวมทั้งต้องการเปลี่ยนหลักการให้หนี้การพนัน ซึ่งเป็นหนี้อันเป็นโมฆะฟ้อง
ร้องบังคับคดีไม่ได้ มาเป็นหนี้ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอนำ�ประวัติศาสตร์การเล่นการพนันในประเทศไทย
เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมา ตามด้วยเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... ที่กำ�ลังอยู่ใน
ระหว่างพิจารณา ก่อนที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข เปลี่ยนแปลง กฎหมายการพนัน
จะดังกล่าวต่อไป
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือระบุเอาไว้ว่า1 ประมาณปี พ.ศ. 1450 มีการเล่นการพนัน
ที่เรียกว่า “กำ�ถั่ว” แล้ว และประมาณ พ.ศ. 2100 ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สมัยอยุธยามีการ
เล่นการพนันที่เรียกว่า “โป” อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์จะค่อนข้างเลือนลาง แต่
ก็เป็นที่รับรู้กันว่า คนไทยนั้นนิยมเล่นการพนันเป็นอย่างมาก ดังปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร จากบันทึก
ของ “มองสิเออร์ เดอ ลาลูแบร์” (Monsieur De La Loubere) เอกอัครราชทูตพิเศษฝรั่งเศสซึ่งพระเจ้า
หลุยส์ ที่ 14 ส่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในปี พ.ศ. 2230 ตามที่
ลาลูแบร์ได้บันทึกเอาไว้
สำ�หรับรูปแบบการเล่นการพนันซึ่งเป็นที่นิยมกันนั้น โดยมากมักใช้ “สัตว์” ตั้งแต่ขนาดเล็ก เช่น
จิ้งหรีดและปลากัด ไปจนถึงสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น วัว ควาย หรือช้าง ทั้งนี้ สัตว์ที่มาแรงที่สุด เห็นจะหนีไม่
พ้น “ไก่ชน” โดยที่เจ้าของบ่อนจะหักเงินค่าบำ�รุงบ่อนอย่างน้อยร้อยละ 10 จากจำ�นวนเงินเดิมพัน
ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป ประเทศไทยเริ่มติดต่อทำ�มาค้าขายกับชาวต่างชาติมากขึ้น การพนันรูปแบบ
ใหม่ๆ ก็ได้หลั่งไหลเข้ามาเพิ่มเป็นลำ�ดับ และหนึ่งในการพนันที่ปรากฏขึ้นและได้รับความนิยมคือ การเล่น
ถว่ั โป ซง่ึ มขี อ้ สนั นษิ ฐานทน่ี า่ เชอ่ื ถอื ไดว้ า่ เขา้ มาเปน็ ครง้ั แรก ในสมยั อยธุ ยาตอนปลาย ระหวา่ งปี พ.ศ. 2231 -
พ.ศ. 2275 อาจเป็นสมัย พระเพทราชา พระเจ้าเสือ หรือพระเจ้าท้ายสระ องค์ใดองค์หนึ่ง โดยได้รับ
อนุญาตจากรัฐบาล และรัฐก็เก็บภาษีจากการเล่นนี้

* น.บ. (เกียรตินิยมอันดับ 2) (จุฬา), น.บ.ท., น.ม. (จุฬา), น.ด. (Doctor of Laws มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) รางวัลสภาวิจัย
แห่งชาติ : วิทยานิพนธ์ระดับดีเยี่ยม ปี 2550, นักปกครองระดับสูง กรมการปกครอง รุ่นที่ 22, วปอ. 355, ปปร. 1 สถาบันพระปกเกล้า,
บ.ย.ส. รุ่น 9 สำ�นักงานศาลยุติธรรม, นักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 4 สำ�นักงานอัยการสูงสุด, วตท. รุ่นที่ 7 วิทยาลัยตลาดทุน,
อธิบดีอัยการสำ�นักงานวิชาการ สำ�นักงานอัยการสูงสุด
1ประวัติบ่อนการพนันถูกกฎหมายในแผ่นดินสยาม,mhtml://F\DMC Forum, วันที่ 16/11/2554.

24 บทความ

สาเหตทุ ม่ี กี ารตง้ั บอ่ นเบย้ี (สถานทเ่ี ลน่ ถว่ั โป) นน้ั เปน็ ผลมาจากชาวจนี ทเ่ี ขา้ มาพง่ึ พระบรมโพธิสมภาร
สมัยนั้นยังติดนิสัยเล่นเบี้ยกันเป็นจำ�นวนมากโดยในระยะแรกไม่ได้เข้าไปควบคุมการเล่นแต่อย่างใด จน
ทำ�ให้คนไทยนิยมเล่นบ้าง กระทั่งเมื่อจำ�นวนผู้เล่นเพิ่มมากขึ้น รัฐจึงเห็นว่าควรจะมีการควบคุมบ่อนเบี้ย
เนื่องจากไม่สามารถห้ามปรามไม่ให้เล่นได้เด็ดขาด และมีการตั้งบ่อนเบี้ยขึ้นโดยกำ�หนดให้มีการเล่นได้
เพียงบางพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริเวณที่มีชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจ�ำ นวนมากเท่านั้น โดยห้ามคนไทย
เข้าไปเล่น ทว่า การห้ามดังกล่าวก็ไม่มีผลอย่างใด เพราะคนไทยก็ลักลอบเล่นเหมือนเดิม รัฐจึงต้องอนุญาต
ให้ตั้งบ่อนสำ�หรับคนไทยขึ้น ดังนั้น จึงเกิดบ่อนเบี้ย 2 ประเภทคือ บ่อนเบี้ยจีนและบ่อนเบี้ยไทย ซึ่งข้าง
ในต่างก็เล่นการพนันชนิดเดียวกัน เช่น การเล่นกำ�ตัด กำ�ถั่ว และไพ่งา เป็นต้น
“สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ�รงราชานุภาพ” ได้ทรงนิพนธ์เอาไว้ใน “ประชุม
พงศาวดาร ภาคที่ 17 เรื่องตำ�นานการเลิกบ่อนเบี้ยและเลิกหวย” ว่า ในการจัดเก็บอากรบ่อนเบี้ยนั้น
เดิมทีเก็บเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาบ่อน หรือให้เป็นค่าป่วยการ หรือเงินเดือนแก่ผู้รักษาบ่อน มิได้มี
ความมุ่งหมายในการจัดเก็บเพื่อเป็นผลประโยชน์ให้แก่รัฐ วิธีการเก็บอากรบ่อนเบี้ยในสมัยนั้น นายบ่อน
จะไม่เกี่ยวข้องกับการเล่น จะมีเฉพาะพวกนักเลงบ่อนผลัดกันเป็นเจ้ามือ โดยนายบ่อนจะคอยเก็บส่วนลด
จากผู้ที่ได้เงินจากการพนัน ซึ่งเรียกว่า “การเก็บหัวเบี้ย” และธรรมเนียมการเก็บหัวเบี้ยนี้ได้มีการใช้กัน
จนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ ต่อมาเมื่อมีการเล่นโปเกิดขึ้น จึงเปลี่ยนให้นายบ่อนเป็นเจ้ามือแต่เพียงผู้เดียว
ถึงแม้รัฐจะได้ภาษีจากโรงบ่อนเบี้ยมากเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่มีนโยบายสนับสนุนให้คนไทยเล่นการพนัน
เช่น ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีการห้ามไม่ให้ข้าราชการเล่นการพนัน และหากข้าราชการผู้ใด
ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษเฆี่ยนตี 90 ที พร้อมทั้งถอดยศถาบรรดาศักดิ์ลงเป็นไพร่ เป็นต้น
เมื่อก้าวย่างเข้าสู่ยุคสมัยของกรุงธนบุรีเงื่อนไขในการเข้มงวดเรื่องบ่อนก็เปลี่ยนแปลงไปเมื่อไม่
ปรากฏข้อห้ามให้คนไทยเล่นเบี้ย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงสงคราม ปราบปรามก๊กต่างๆ บรรดาผู้ที่
ถูกเกณฑ์ ไปออกรบล้วนเหน็ดเหนื่อยกับชีวิตสงครามที่ค่อนข้างยาวนาน จึงอนุญาตให้ทหารและแม่ทัพ
นายกองทั้งหลายเล่นพนันได้ตามสมควร ในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ รวมทั้งอนุญาตให้ราษฎรทั่วไป
เล่นการพนันได้ด้วย
ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ทรงไม่เห็นด้วยที่จะให้เล่นการพนันหรือเล่นเบี้ยแบบสมัย
ธนบุรี แต่ยังคงยอมให้มีบ่อนเบี้ยอยู่บ้างโดยเก็บอากรแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม ทรงเคร่งครัดเรื่องการพนัน
กับการดื่มสุรามากขึ้นกับข้าราชการ ด้วยการออกพระราชกำ�หนดเมื่อปี พ.ศ. 2325 ห้ามข้าราชการ เล่น
บ่อนเบี้ย และเสพสุรา
ก้าวล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 2 การเล่นพนันยังคงอยู่ต่อไป และสามารถเก็บอากรบ่อนเบี้ยได้ปีละ
260,000 บาท
ในสมัยรัชกาลที่ 3 เคยมีการสนับสนุนให้เล่นการพนันเพื่อเก็บภาษีอากร ที่เรียกกันว่า “อากร
บ่อนเบี้ย” และ “อากรหวย” เฉพาะสำ�หรับอากรบ่อนเบี้ยนั้น หมายถึงเงินที่เก็บจากผู้ประมูลขอตั้งบ่อน
การพนันถั่วและโปในราชอาณาจักร ซึ่งอากรทั้งสองประเภทสามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐเป็นจำ�นวนมาก
คือ ปีละ 400,000 บาท

อัยการนิเทศ 25

ขณะที่ในช่วงรัชกาลที่ 4 ผลของการที่ไทยได้ทำ�สัญญาผูกพันกับต่างประเทศ ต้องยกเลิกภาษี
ผูกขาดหลายประเภท จนเป็นเหตุให้รายได้ของแผ่นดินลดลง จึงได้ มีการปรับปรุงภาษีอากรหลายประเภท
และได้กำ�หนดภาษีการพนันเพิ่มขึ้น จากอากรบ่อนเบี้ยอีกประเภทหนึ่งและสามารถเก็บภาษีได้สูงถึงปีละ
500,000 บาท
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช ก็ทรงพิจารณาเห็นว่า คนไทยติดการ
พนันกันงอมแงม เป็นหนี้เป็นสิน เสียผู้เสียคนกันทั่วบ้านทั่วเมืองถึงขนาดที่บางคนน�ำ ลูกเมียของตนเอง
ไปขาย เป็นทาส อันที่จริงมีกฎหมายห้ามบิดามารดาหรือสามีขายบุตร ภรรยาเป็นทาสโดยมิได้รับการ
ยินยอมจากเจ้าตัวมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แต่การขายลูกเมีย
ก็ยังคงมีอยู่ เพราะยังไม่ได้มีการเลิกทาส (เลิกทาสแบบเบ็ดเสร็จ เมื่อปี พ.ศ. 2448) จึงทรงประกาศ
ให้เลิกการพนัน (เมื่อวันอังคาร เดือนอ้าย แรม 13 คํ่า ปีกุน พ.ศ. 2430) โดยลดจำ�นวนบ่อนลงเรื่อยๆ
โดยมิได้ทรงห่วงว่า เงินท้องพระคลังจะลดลงถึงปีละ 6,000,000 บาท (ถ้าคิดเป็นเงินปัจจุบันอาจจะ
มากกว่า 6,000,000 บาท ก็ได้) ถึงปี พ.ศ. 2432 ทรงประกาศยกเลิกบ่อนเบี้ยในกรุงเทพฯ อีกปีละ
10 ตำ�บล และเมื่อถึงปี พ.ศ. 2441 ทรงประกาศยกเลิกบ่อนเบี้ยตามหัวเมืองในมณฑลต่างๆ จวบจนถึง
ปี พ.ศ. 2460 (ในสมัยรัชกาลที่ 6) จึงมีพระราชบัญญัติห้ามมิให้ใครเล่นถั่วโปในราชอาณาจักรอีกต่อไป
ได้มีประกาศปิดบ่อนทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2460 สำ�หรับการเปลี่ยนแปลงหลัง
จากนั้น ได้มีการตรากฎหมายการพนันฉบับแรก ในปี พ.ศ. 2473 ซึ่งเป็นการรวบรวมกฎหมายการพนัน
ต่างๆ มาไว้ในที่เดียวกัน และมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอีกครั้ง โดยออกเป็นพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.
2478 พร้อมทั้งมีการเพิ่มเติมการเล่นพนันประเภทต่างๆ จนกลายมาเป็นกฎหมายฉบับปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่า รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ทรงลำ�บากอย่างมากกว่าจะสามารถกำ�จัดหายนะนี้
ไปจากแผ่นดินไทยได้ จึงมิควรอย่างยิ่งที่จะท�ำ ให้การพนันหวลกลับมาทำ�ลายสังคมไทยอีก หากแต่ควรช่วย
กันฟื้นฟูศีลธรรมให้ประชาชนมีจิตสำ�นึกที่ดี จึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องและถูกที่มากกว่า
ในสมัยนั้น ถ้านับเฉพาะที่กรุงเทพฯ มีบ่อนใหญ่ (ที่ถูกกฎหมาย) ตั้งแต่เล่นถั่วโป รองรับผู้นิยม
การเสี่ยงโชค (ในทางเสียทรัพย์) ถึง 126 ตำ�บล และมีบ่อนขนาดย่อมเล็ก ๆ อีกประมาณ 227 ตำ�บล
ในปัจจุบัน สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้กำ�หนดให้มีการจัดทำ�แผนในการยกเลิก ปรับปรุง
แก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายที่ส่วนราชการรักษาการหรืออยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ
และหน่วยงานในกำ�กับเกี่ยวกับการอนุมัติหรืออนุญาตทั้งที่มีใบอนุญาตและไม่มีใบอนุญาต แต่เป็นการ
อนุมัติหรืออนุญาตที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีความจำ�เป็นหรือไม่เหมาะสม เช่น ซํ้าซ้อนกับกฎหมายอื่น ล้าสมัย หรือ
สร้างภาระให้กับผู้ขอรับอนุมัติหรือผู้ขอรับอนุญาตเกินความจ�ำ เป็น เมื่อเทียบกับประโยชน์ของประชาชน
และส่วนราชการ โดยแบ่งระยะเวลาในการพัฒนากฎหมายออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการจัดทำ�
แผนพัฒนากฎหมายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 และระยะที่ 2 เป็นการจัดท�ำ กฎหมายตามแผนพัฒนา
กฎหมายที่ได้รับอนุมัติให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยในการพัฒนากฎหมายระยะที่ 1
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 กระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478
26 บทความ

โดยยกเลิกกฎหมายเดิมทั้งฉบับและยกร่างขึ้นใหม่ เป็นร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... และร่าง
พระราชบัญญัติการให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค พ.ศ. .... เสนอสำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณา2
ในที่นี้จะนำ�เสนอให้เห็นโดยละเอียดถึงร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... ทั้งหมด อัตราค่า
ธรรมเนียม บัญชี ก. บัญชี ข. ตลอดจนสรุปสาระสำ�คัญของหลักการในร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.
.... และหลักการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการพนัน คำ�ชี้แจงความจำ�เป็นในการตรากฎหมาย และตาราง
เปรียบเทียบพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... และ
เจตนารมณ์ของร่างกฎหมายโดยละเอียด เพื่อให้พิจารณาว่าสมควรมีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงร่างพระราช
บัญญัติการพนัน พ.ศ. .... หรือไม่ อย่างไร


2หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0307.3/10229 ลงวันที่ 26 กันยายน 2554. 27

อัยการนิเทศ

ร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้
ร่าง

พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ...
บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติการพนัน
พ.ศ. ....
หลักการ

ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการพนัน
เหตุผล

โดยที่พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติและ
อัตราโทษไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันเพราะการเล่นการพนันได้มีการพัฒนาวิธีการเล่นให้ซับ
ซ้อนมากขึ้น และมีการนำ�เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสนับสนุนในการเล่นการพนัน ทำ�ให้เยาวชนและประชาชน
เกิดความลุ่มหลงมอมเมาในการเล่นการพนัน และมีการลักลอบเล่นการพนันกันมากขึ้นเป็นเหตุให้ละเลย
การประกอบอาชีพสุจริต และก่อให้เกิดปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม ดังนั้น จึงเห็นควรปรับปรุง
บทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยการพนันให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งเพิ่มเติมและปรับปรุง
มาตรการควบคุม ตรวจสอบ และกำ�หนดบทลงโทษ ให้เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย จึงจำ�เป็น
ต้องตราพระราชบัญญัตินี้

28 บทความ

ร่าง
พระราชบัญญัติการพนัน

พ.ศ. ....




โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการพนัน
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำ�กัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา
29 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้
กระทำ�ได้โดยอาศัยอำ�นาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย


มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... ”
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำ�หนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 เว้นแต่ความในมาตรา 8 และมาตรา 14
แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478
(2) พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2482
(3) พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2485
(4) พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2485
(5) พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2490
(6) พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2503
(7) พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2504
(8) พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2505
บรรดากฎหมาย กฎ ข้อบังคับหรือระเบียบอื่นใดในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรือ
ซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

อัยการนิเทศ 29

มาตรา 4 ความในมาตรา 853 มาตรา 854 และมาตรา 855 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มิให้นำ�มาใช้บังคับแก่การพนันที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้
“การเล่น” หมายความว่า การที่บุคคลเข้าเล่นการพนัน โดยให้หมายความรวมถึงการทาย หรือ
การทำ�นายด้วย
“การพนัน” หมายความว่า การเล่นที่เป็นการเสี่ยงโชคต่อการได้หรือเสียประโยชน์โดยอาศัยผลที่
ยังไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะกัน
“ผู้จัดให้มีการเล่น” หมายความรวมถึง เจ้ามือ ผู้ควบคุมดูแลการเล่น ผู้เดินโพย หรือผู้เป็นเจ้าของ
สถานที่ซึ่งรู้เห็นหรือยินยอมให้มีการจัดนั้น
“ใบอนุญาต” หมายความว่า ใบอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันตามพระราชบัญญัตินี้
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า บุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต” หมายความว่า บุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นผู้ออกใบอนุญาต
ตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำ�นาจ
ออกกฎกระทรวงกำ�หนดอัตราค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ ลดหรือยกเว้นภาษีและค่า
ธรรมเนียม กำ�หนดแบบใบอนุญาต และกำ�หนดกิจการอื่น ออกประกาศแต่งตั้งเจ้าพนักงาน ผู้ออกใบ
อนุญาต พนักงานเจ้าหน้าที่ และออกประกาศหรือออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด 1
การควบคุมการเล่นการพนัน
มาตรา 7 หา้ มจดั ใหม้ ี หรอื เขา้ เลน่ หรอื เขา้ พนนั ในการเลน่ อนั ระบไุ วใ้ นบญั ชี ก. ทา้ ยพระราชบญั ญตั นิ ้ี
หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน
การเล่นอันระบุไว้ในบัญชี ก. ท้ายพระราชบัญญัตินี้ หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกันนั้น หรือ
การเล่นการพนันร้ายแรงอื่นใด เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่าสถานที่ใดสมควรอนุญาตภายใต้บังคับ
เงื่อนไขใดๆ ให้มีการเล่นชนิดใด ให้ออกเป็นกฎกระทรวง
มาตรา 8 การเล่นอันระบุไว้ในบัญชี ข. ท้ายพระราชบัญญัตินี้ หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน
จะจัดให้มีขึ้นเพื่อนำ�มาซึ่งผลประโยชน์แก่ผู้จัดโดยทางตรงหรือทางอ้อมได้ ต่อเมื่อเจ้าพนักงานผู้ออก
ใบอนุญาตเห็นสมควรและออกใบอนุญาตให้ หรือมีกฎกระทรวงอนุญาตให้จัดขึ้นโดยไม่ต้องมีใบอนุญาต


30 บทความ

การอนุญาตตามวรรคหนึ่ง จะอนุญาตได้จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการ
อนุญาต รวมทั้งสถานที่จัดให้มีการเล่นตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำ�หนด
ในการเล่นอันระบุไว้ในวรรคหนึ่ง จะพนันกันได้เฉพาะเมื่อได้มีใบอนุญาต หรือมีกฎกระทรวง
อนุญาตให้จัดขึ้นโดยไม่ต้องมีใบอนุญาต
มาตรา 9 การเพิ่มเติมการเล่นในบัญชี ก. หรือ บัญชี ข. หรือการเปลี่ยนการเล่นจาก บัญชี ก.
เป็นบัญชี ข. หรือจากบัญชี ข. เป็นบัญชี ก. ให้ออกเป็นกฎกระทรวง
มาตรา 10 ผู้ได้รับใบอนุญาตจะจัดให้มีการเล่นพลิกแพลงหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นอันขัดต่อ
บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง ระเบียบ ใบอนุญาตหรือเงื่อนไขในใบอนุญาตมิได้
มาตรา 11 การเล่นอื่นใดนอกจากที่ระบุไว้ในบัญชี ก. และบัญชี ข. ท้ายพระราชบัญญัตินี้
จะพนันกันหรือจะจัดให้มีขึ้นเพื่อให้พนันกันมิได้
มาตรา 12 ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทย
(2) มีอายุไม่ตํ่ากว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์
(3) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(4) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(5) ไม่เคยได้รับโทษจำ�คุกโดยคำ�พิพากษาถึงที่สุดให้จำ�คุก ในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของ
รัฐในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับความไม่สงบเรียบร้อย ความผิดเกี่ยวกับชีวิต
และร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ ฐานเรียกค่าไถ่ และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ตามประมวลกฎหมาย
อาญา ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ความผิดเกี่ยวกับกฎหมายการค้าประเวณี ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และความผิดตามกฎหมายว่า
ด้วยการพนัน โดยรับโทษดังกล่าวและพ้นโทษมาแล้วเกิน 5 ปี เว้นแต่เป็นโทษส�ำ หรับความผิดที่ได้กระทำ�
โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ถ้าผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคล ผู้เป็นผู้แทนนิติบุคคลนั้นต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้อง
ห้ามตามวรรคหนึ่ง และต้องไม่เคยเป็นผู้แทนนิติบุคคลที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 18 (2)
มาตรา 13 ห้ามผู้ใดยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุตํ่ากว่ายี่สิบปีบริบูรณ์เข้าเล่นหรือเข้า
พนันโดยเด็ดขาด เว้นแต่การเล่นในบัญชี ข. หมายเลข 1
มาตรา 14 ผู้ใดจัดให้มีการเล่นซึ่งตามปกติย่อมพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่น
แก่กัน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นจัดให้มีขึ้นเพื่อนำ�มาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และผู้ใดเข้าเล่นอยู่ด้วยก็
ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่น
ผู้ใดอยู่ในวงการเล่นอันขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเล่น
ด้วย เว้นแต่ผู้ซึ่งเพียงแต่ดูการเล่นในงานรื่นเริงสาธารณะ หรืองานนักขัตฤกษ์ หรือในที่สาธารณสถาน


อัยการนิเทศ 31

มาตรา 15 ทรัพย์สินพนันกันซึ่งจับได้ในวงการเล่น อันขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ริบเสียทั้งสิ้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นมิได้เอาออกพนันกัน
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นการพนันนั้น ให้ศาลมีอำ�นาจริบได้
มาตรา 16 ห้ามผู้ใดขายสลากกินแบ่ง สลากกินรวบ ล๊อตโต้ หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน
ที่มิได้ปรากฏรอยประทับตราของเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตบนสลาก
ห้ามผู้ใดเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่ง สลากกินรวบ ล๊อตโต้ หรือการเล่นที่มีลักษณะคล้ายกัน
และยังมิได้ออกรางวัลเกินราคาที่กำ�หนดไว้ในสลาก
มาตรา 17 ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเสียภาษีร้อยละสิบแห่งยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย เพื่อให้เป็น
รายได้ของแผ่นดินและเสียภาษีร้อยละสองครึ่งแห่งยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายเพื่อให้เป็นรายได้ขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ที่มีการเล่นการพนัน ยกเว้นองค์การบริหารส่วนจังหวัด

หมวด 2
เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตและพนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา 18 ให้เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตมีอำ�นาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ออกใบอนุญาต
(2) เพิกถอนใบอนุญาตเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำ�ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
พระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระทรวง หรือระเบียบ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้
(3) อำ�นาจหน้าที่ตามมาตรา 20
มาตรา 19 คำ�สั่งเพิกถอนใบอนุญาต ให้ทำ�เป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยัง
ผู้ได้รับใบอนุญาต ณ ภูมิลำ�เนา หรือสถานที่ทำ�การของผู้ได้รับใบอนุญาต และให้ถือว่าผู้ได้รับใบอนุญาต
ได้ทราบคำ�สั่งนั้นแล้ว เมื่อครบกำ�หนดเจ็ดวันนับแต่วันส่ง เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้
รับหนังสือก่อนหรือหลังจากวันนั้น
มาตรา 20 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำ�นาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่พบหรือสงสัยว่ามีการ
กระทำ�ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
(2) เข้าไปในสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก หรือ
ในระหว่างกำ�หนดเวลาที่อนุญาตให้เล่นในใบอนุญาต เพื่อตรวจสอบใบอนุญาต หรือเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อ
ว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ายังตรวจสอบไม่เสร็จ จะกระทำ�ต่อไปในเวลากลางคืน
หรือนอกเวลาทำ�การของสถานที่หรือเคหสถานนั้นก็ได้ ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่การตรวจสอบใกล้เสร็จสิ้น
หรือมีเหตุอันสมควรสงสัยว่าหากปล่อยให้เนิ่นนานออกไป จะเกิดอุปสรรคต่อการตรวจสอบ เพราะอาจมี
การปกปิดหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหรือหลักฐานไปจากเดิม

32 บทความ

(3) ยึดหรืออายัดอุปกรณ์การเล่น หรือเงินสด หรือทรัพย์สินที่อยู่ในวงการเล่นอันขัดต่อบทบัญญัติ
แห่งพระราชบัญญัตินี้
(4) มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยค�ำ แจ้งข้อเท็จจริง หรือทำ�คำ�ชี้แจงเป็นหนังสือ หรือให้ส่ง
เอกสารหรือหลักฐานใด เพื่อตรวจสอบหรือประกอบการพิจารณา
(5) ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำ�เนินคดีกับผู้ได้รับใบอนุญาตหรือบุคคล
ใดที่กระทำ�ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
(6) ส่งเรื่องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำ�ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ดำ�เนินการระงับการกระทำ�ให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ�ความผิดตาม
พระราชบัญญัตินี้
มาตรา 21 ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่
กรณี ต้องแสดงบัตรประจำ�ตัว
บัตรประจำ�ตัวเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต และพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เป็นไปตามแบบที่ก�ำ หนด
ในกฎกระทรวง
มาตรา 22 ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต และพนักงานเจ้าหน้าที่เป็น
เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

หมวด 3
บทกำ�หนดโทษ
มาตรา 23 ผู้ใดจัดให้มีการเล่นอันฝ่าฝืนมาตรา 7 และเป็นการเล่นในบัญชี ก. หมายเลข 1
ถึงหมายเลข 10 หรือการเล่นในบัญชี ข. หมายเลข 1 หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน ต้องระวางโทษ
จำ�คุกตั้งแต่หนึ่งปี แต่ไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทแต่ไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ
ผู้ใดจัดให้มีการเล่นอันฝ่าฝืนมาตรา 7 และเป็นการเล่นในบัญชี ก. หมายเลข 11 ถึง หมายเลข
22 หรือที่กำ�หนดไว้ในกฎกระทรวง หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน ต้องระวางโทษจ�ำ คุกตั้งแต่หกเดือน
แต่ไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท แต่ไม่เกินหนึ่งแสนสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ
มาตรา 24 ผู้ใดเข้าเล่นหรือเข้าพนันโดยฝ่าฝืนมาตรา 7 และเป็นการเล่นในบัญชี ก. หมายเลข 1
ถึงหมายเลข 10 หรือการเล่นในบัญชี ข. หมายเลข 1 หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน ต้องระวางโทษ
จำ�คุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ
ผู้ใดเข้าเล่นหรือเข้าพนันโดยฝ่าฝืนมาตรา 7 และเป็นการเล่นในบัญชี ก. หมายเลข 11 ถึง
หมายเลข 22 หรือที่กำ�หนดไว้ในกฎกระทรวง หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน ต้องระวางโทษจำ�คุกไม่
เกินสองปี หรือปรับไม่เกินแปดหมื่นบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ

อัยการนิเทศ 33

มาตรา 25 ผู้ใดจัดให้มีการเล่นอันฝ่าฝืนมาตรา 8 วรรคหนึ่ง และเป็นการเล่นในบัญชี ข. หมายเลข
2 ถึงหมายเลข 21 หรือที่กำ�หนดไว้ในกฎกระทรวง หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน ต้องระวางโทษ
จำ�คุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ
มาตรา 26 ผู้ใดเข้าเล่นหรือเข้าพนันโดยฝ่าฝืนมาตรา 8 วรรคสาม และเป็นการเล่นในบัญชี ข.
หมายเลข 2 ถึงหมายเลข 21 หรือที่กำ�หนดไว้ในกฎกระทรวง หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน ต้อง
ระวางโทษจำ�คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ
มาตรา 27 ผู้ใดฝ่าฝืนตามมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำ�คุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่ง
หมื่นบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ
มาตรา 28 ผู้ใดจัดให้มีการเล่นอันฝ่าฝืนตามมาตรา 11 ต้องระวางโทษจำ�คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ
ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท
ผู้ใดเข้าพนันโดยฝ่าฝืนตามมาตรา 11 ต้องระวางโทษจำ�คุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสอง
หมื่นบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ
มาตรา 29 ผู้จัดให้มีการเล่นกระทำ�ความผิดตามมาตรา 23 มาตรา 25 และมาตรา 28 วรรค
หนึ่ง ซึ่งใช้วิธีการสื่อสารที่ห่างกันโดยระยะทาง หรือส่งข้อความผ่านคลื่นความถี่วิทยุ หรือทางโทรศัพท์
ผ่านระบบต่าง ๆ หรือวิธีอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายกัน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำ�หนดไว้สำ�หรับ
ความผิดนั้น
มาตรา 30 ผู้ใดฝ่าฝืนตามมาตรา 13 ต้องระวางโทษจำ�คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน
สี่หมื่นบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ
มาตรา 31 ผู้ใดฝ่าฝืนตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำ�คุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับ
ไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ
ผู้ใดฝ่าฝืนตามมาตรา 16 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา 32 ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ให้ความสะดวก ตามมาตรา 18 (1) หรือ (3) หรือมาตรา 20 (1)
หรือ (2) หรือไม่มาให้ถ้อยคำ� ไม่ชี้แจง หรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐาน ตามมาตรา 18 (3) หรือมาตรา
20 (4) ต้องระวางโทษจำ�คุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ�ทั้งปรับ
มาตรา 33 ในกรณีที่ผู้กระทำ�ความผิดซึ่งต้องโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล ผู้แทนของ
นิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำ�หรับความผิดนั้น ๆ ด้วย
มาตรา 34 ผู้ประกาศ โฆษณา ชักชวน จูงใจ หรือหลอกลวงโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้า
เล่นหรือเข้าพนัน อันฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้จัดให้มีการเล่นที่กฎหมาย
กำ�หนดไว้สำ�หรับความผิดนั้น
34 บทความ

บทเฉพาะกาล

มาตรา 35 บรรดากฎกระทรวง ประกาศและระเบียบที่ได้ออกโดยอาศัยอำ�นาจตามความใน
พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราช
บัญญัตินี้ จนกว่าจะมีกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 36 คำ�ขออนุญาตใด ๆ ที่ได้ยื่นไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการพนันและยังอยู่ในระหว่างพิจารณา
ให้ถือว่าเป็นคำ�ขออนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่คำ�ขออนุญาตมีข้อแตกต่างไปจากคำ�ขออนุญาต
ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้มีอำ�นาจอนุญาตมีอำ�นาจสั่งให้แก้ไขได้ตามความจำ�เป็นเพื่อให้การเป็นไปตาม
พระราชบัญญัตินี้
มาตรา 37 ใบอนุญาตและหนังสืออนุญาตที่ออกให้แก่บุคคลใด ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน
ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้คงใช้ได้ต่อไปจนสิ้นอายุที่กำ�หนดไว้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
..........................................

นายกรัฐมนตรี

อัตราค่าธรรมเนียม

ใบอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนัน วันละ 50,000 บาท
(1) โตแตไลเซเตอร์ สำ�หรับการเล่นอย่างใดอย่างหนึ่ง วงหนึ่ง ครั้งละ 30,000 บาท
(2) สลากกินแบ่ง สลากกินรวบ ล๊อตโต้ ขายสลากกินแบ่ง เที่ยวละ 2,500 บาท
สลากกินรวบ ล๊อตโต้ ซึ่งไม่ได้ออกในประเทศไทย วันละ 2,000 บาท
แต่ได้จัดให้มีขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายของประเทศที่จัดนั้น วันละ 1,000 บาท
(3) การเล่นซึ่งให้สัตว์ต่อสู้หรือแข่งกัน เที่ยวละ 1,000 บาท
(ก) แข่งม้า วันละ 1,000 บาท
(ข) ชนโค กระบือ แพะ แกะ วงหนึ่ง วันละ 1,000 บาท
(ค) ให้สัตว์อื่นต่อสู้หรือแข่งกัน เดือนละ 1,500 บาท
(4) วิ่งวัวคน วงหนึ่ง วันละ 500 บาท
(5) ชกมวย มวยปลํ้า
(6) ไพ่ต่าง ๆ
(7) บิลเลียด สนุกเกอร์ พูล โต๊ะหนึ่ง
(8) สะบ้าทอย สะบ้าชุด

อัยการนิเทศ 35

(9) ฟุตบอลโต๊ะ โต๊ะหนึ่ง วันละ 1,000 บาท
(10) แข่งเรือพุ่ง แข่งเรือล้อ วันละ 1,000 บาท
(11) ชี้รูป โยนห่วง โยนสตางค์หรือวัตถุใดๆ ลงในภาชนะต่างๆ วงหนึ่ง วันละ 1,000 บาท
ตกเบ็ด สอยดาว ตักลาภ จับสลากโดยวิธีใดๆ ยิงเป้า ปาหน้าคน
ปาสัตว์ ปาเป้า หรือปาสิ่งใดๆ เต๋าข้ามด่าน บิงโก

บัญชี ก.
1. หวย ก. ข. หวยปิงปอง
2. หวยหุ้น
3. จับยี่กี
4. สล๊อทแมชีน ตู้ม้า
5. พนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล หรือกีฬาต่าง ๆ
6. ไฮโลว์
7. ขลุกขลิก
8. สี่เหงาลัก
9. นํ้าเต้าทุก ๆ อย่าง
10. บาการา
11. โปปั่น
12. โปกำ�
13. โปถั่ว หรือกำ�ถั่ว
14. แปดเก้า
15. ไพ่สามใบ
16. ไม้สามอัน
17. ไพ่ป๊อก ไพ่ยี่อิด หรือไพ่แบล็คแจ็ค
18. ไม้หมุน หรือล้อหมุนทุก ๆ อย่าง
19. การเล่นซึ่งมีการทรมานสัตว์ เช่น เอาของมีคมหรือหนามผูก หรือวางยาเบื่อยาเมาให้สัตว์

ชนหรือต่อสู้กันหรือทำ�การใดให้สัตว์เจ็บปวดทรมานเกินความจำ�เป็นเพื่อให้สัตว์วิ่งแข่งกัน
หรือสุนัขกัดกันหรือเอาสัตว์ดุร้ายมากัดกัน หรือการเล่นอื่น ๆ ซึ่งเป็นการทรมานสัตว์
อันมีลักษณะคล้ายกับที่ว่ามานี้
20. บิลเลียดรู ตีผี

36 บทความ

บัญชี ข.
1. สลากกินแบ่ง สลากกินรวบ หรือการเล่นอย่างใดที่เสี่ยงโชคให้เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นแก่
ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง
2. ขายสลากกินแบ่ง สลากกินรวบ หรือล๊อตโต้ ซึ่งไม่ได้ออกในประเทศไทย แต่ได้จัดให้มีขึ้นโดย
ชอบด้วยกฎหมายของประเทศที่จัดนั้น
3. โตแตไลเซเตอร์ สำ�หรับการเล่นอย่างใด อย่างหนึ่ง
4. การเล่นต่าง ๆ ซึ่งให้สัตว์ต่อสู้กันหรือแข่งกัน เช่น ชนโค ชนไก่ กัดปลา แข่งม้า ฯลฯ นอกจากที่
กล่าวไว้ในหมายเลข 19 แห่งบัญชี ก.
5. ไพ่นกกระจอก ไพ่ต่อแต้ม ไพ่เผ ไพ่โป๊กเกอร์ ไพ่ดัมมี่ ไพ่ต่าง ๆ
6. ต่อแต้ม
7. บิลเลียด สนุกเกอร์ พูล
8. ฟุตบอลโต๊ะ
9. วิ่งวัวคน
10. ชกมวย มวยปลํ้า
11. แข่งเรือพุ่ง แข่งเรือล้อ
12. ชี้รูป
13. โยนห่วง
14. โยนสตางค์หรือวัตถุใด ๆ ลงในภาชนะต่าง ๆ
15. ตกเบ็ด
16. จับสลากโดยวิธีใด ๆ
17. ยิงเป้า
18. ปาหน้าคน ปาสัตว์ หรือปาสิ่งใด ๆ
19. เต๋าข้ามด่าน
20. บิงโก
21. สะบ้าทอย
22. สะบ้าชุด

อัยการนิเทศ 37

สรุปสาระสำ�คัญของหลักการในร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ....
หลักการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการพนัน

เหตุผล
โดยที่พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติ และ
อัตราโทษไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน เพราะการเล่นการพนันได้มีการพัฒนาวิธีการเล่นให้ซับ
ซ้อนมากชื้น และมีการนำ�เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสนับสนุนในการเล่นการพนัน ทำ�ให้เยาวชนและประชาชน
เกิดความลุ่มหลงมอมเมาในการเล่นการพนัน และมีการลักลอบเล่นการพนันกัน มากขึ้นเป็นเหตุให้ละเลย
การประกอบอาชีพสุจริต และก่อให้เกิดปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม ดังนั้น จึงเห็นควรปรับปรุง
บทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยการพนันให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันรวมทั้งเพิ่มเติมและปรับปรุง
มาตรการควบคุม ตรวจสอบ และกำ�หนดบทลงโทษให้เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย จึงจำ�เป็น
ต้องตราพระราชบัญญัตินี้
สาระสำ�คัญ
ร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... เป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช
2478 โดยยกเลิกพระราชบัญญัติเดิมทั้งฉบับแล้วยกร่างกฎหมายขึ้นมาใช้ใหม่ทั้งฉบับ โดยมีสาระสำ�คัญ
ในการควบคุมกฎหมายว่าด้วยการพนันให้มีประสิทธิภาพและการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมเป็น
ไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งสามารถสรุปสาระสำ�คัญในการปรับปรุง พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช
2478 ได้ดังต่อไปนี้
1. กำ�หนดให้หนี้การพนันที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้
2. กำ�หนดบทนิยาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสะดวกต่อการทำ�ความเข้าใจอันจะทำ�ให้
การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพ
3. กำ�หนดลักษณะและประเภทของการพนันเป็น 3 ประเภท คือ การพนันประเภทห้าม อนุญาต
โดยเด็ดขาด การพนันประเภทอนุญาตได้ และการพนันนอกเหนือจากที่กฎหมายก�ำ หนด เพื่อให้การควบคุม
วิธีการเล่นมีความชัดเจน
4. กำ�หนดมาตรการควบคุมเพื่อให้กระบวนการขั้นตอนเกี่ยวกับมาตรการควบคุมมีประสิทธิภาพ
และสามารถบังคับใช้ได้อย่างแท้จริง
5. กำ�หนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขออนุญาต เพื่อเป็นการกลั่นกรองในเบื้องต้น
มิให้ผู้ที่มีอาชีพไม่สุจริตหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจัดให้มีการเล่นการพนัน
6. กำ�หนดมาตรการคุ้มครองเด็กและเยาวชน เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนมิให้ลุ่มหลง มอมเมา
ในอบายมุข
7. กำ�หนดอำ�นาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตและพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้การบังคับ
ใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
38 บทความ

8. กำ�หนดบทสันนิษฐานเพื่อเอาผิดกับผู้กระทำ�ความผิด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ในการ
ปราบปรามผู้กระทำ�ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน

9. กำ�หนดมาตรการในการริบทรัพย์สิน เพื่อเป็นมาตรการอย่างหนึ่งในการปรามมิให้มีการ
กระทำ�ความผิด
10. กำ�หนดเรื่องการเสียภาษี เนื่องจากการเล่นการพนันบางประเภทมีผู้นิยมเล่นจำ�นวนมาก
จึงต้องมีการกำ�หนดเรื่องภาษีสำ�หรับการเล่นการพนันดังกล่าว และเป็นการนำ�รายได้เข้าแผ่นดินเพื่อนำ�ไป
ใช้ประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
11. กำ�หนดบทลงโทษ เพื่อให้ผู้กระทำ�ความผิดเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนกระทำ�
ความผิด
12. กำ�หนดเรื่องค่าธรรมเนียม เพื่อนำ�เข้าเป็นรายได้ของแผ่นดิน
13. กำ�หนดวิธีการเล่นในบัญชี ก. และบัญชี ข. ท้ายพระราชบัญญัติ เพื่อควบคุมวิธีการเล่นต่างๆ
ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
14. แยกเรื่องการจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใดๆ ในการประกอบ
กิจการค้าหรืออาชีพออกจากกฎหมายว่าด้วยการพนันเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายในแต่ละฉบับสอดคล้อง
กับวัตถุประสงค์และบรรลุผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง

คำ�ชี้แจงความจำ�เป็นในการตรากฎหมาย
เหตุผลและความจำ�เป็นในการตรากฎหมาย
1. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของภารกิจ
1.1 วัตถุประสงค์และเป้าหมายของภารกิจ
(1) เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาการเล่นการพนันรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(2) เพื่อให้มีมาตรการในการควบคุมป้องกันและปราบปรามมิให้มีการลักลอบเล่นการ
พนันกันโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรการตรวจตราและกวดขันให้ผู้ได้รับอนุญาต
ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย
(3) เพื่อกำ�หนดโทษให้ครอบคลุมและเพิ่มอัตราโทษให้สูงขึ้น
(4) เพื่อป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการพนัน
(5) เพื่อแยกการจัดให้มีการแถมพกหรือให้รางวัลด้วยการเลี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ในการ
ประกอบกิจการค้าหรืออาชีพออกจากกฎหมายว่าด้วยการพนัน
1.2 ความจำ�เป็นที่ต้องทำ�ภารกิจ
เนื่องจากในปัจจุบันมาตรการควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยการพนันมีความล้าสมัยผู้จัดได้มีการนำ�
วิธีการเล่นการพนันรูปแบบใหม่ๆ มาใช้มอมเมาเด็ก เยาวชน และประชาชนให้ลุ่มหลงเล่นการพนันโดย

อัยการนิเทศ 39

ไม่เกรงกลัวต่อโทษทางกฎหมายที่มีโทษเบามาก จึงจำ�เป็นต้องกำ�หนดโทษให้ครอบคลุม และเพิ่มอัตรา
โทษให้หนักขึ้น แยกการแถมพกหรือให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการค้าหรือ
อาชีพออกจากกฎหมายว่าด้วยการพนันและกำ�หนดให้มีมาตรการในการตรวจตรา เพื่อป้องกันมิให้มีการ
ลักลอบเล่นการพนันโดยมิได้รับอนุญาต และกำ�หนดอำ�นาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ผู้ออกใบอนุญาตให้
ชัดเจนในการควบคุม ดูแล และตรวจสอบให้ปฏิบัติเป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนกำ�หนดมาตรการเสริม
ควบคู่ไปกับการลงโทษทางอาญาเพื่อให้การแก้ไขปัญหาการลักลอบเล่นการพนันบรรลุผลได้อย่างแท้จริง
1.3 ปัญหาหรือข้อบกพร่องที่ต้องการแก้ไข
(1) มีการลักลอบเล่นการพนันโดยมิชอบด้วยกฎหมายและขาดมาตรการควบคุมมิให้
มีการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการพนันอย่างเป็นรูปธรรม
(2) การจัดการกับผู้ที่มีส่วนสำ�คัญให้เกิดการเล่นการพนันโดยมิชอบด้วยกฎหมายอัน
ได้แก่ ผู้จัด เจ้าของบ่อนการพนัน เจ้าของสถานที่ผู้มีส่วนรู้เห็น ผู้สนับสนุน ผู้ประกาศโฆษณาหรือชักชวน
ให้มีผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นที่มิได้รับอนุญาตยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ
(3) การกำ�หนดโทษและอัตราโทษมีลักษณะเบาทำ�ให้ผู้กระทำ�ผิดไม่เข็ดหลาบหรือ
เกรงกลัวต่อการลงโทษ
(4) การจัดการกับวิธีการเล่นการพนันรูปแบบใหม่ๆ ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ใน
ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไป
(5) ยังไม่มีมาตรการในการเยียวยาให้ผู้ที่ติดการพนันโดยนิสัยสามารถเลิกเล่น
การพนันได้อย่างแท้จริง
(6) มีการปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนเข้ามาอยู่ในสถานที่หรือวงการเล่น
การพนันอันเป็นการเพาะนิสัยให้กับเด็กและเยาวชนไปสู่หนทางแห่งความเสื่อม
1.4 เหตุที่ทำ�ให้เชื่อว่ามาตรการนี้จะสามารถแก้ปัญหาหรือข้อบกพร่องนั้นได้ คือ
เมื่อมีมาตรการควบคุมการพนันอย่างมีประสิทธิภาพสามารถจัดการกับการเล่นการพนันรูปแบบ
ใหม่ ๆ ได้โดยบทกำ�หนดโทษที่หนักขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการให้ผู้กระทำ�ความผิด ทำ�งานเพื่อบริการสังคม
รวมทั้งมีการให้อำ�นาจเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตและพนักงานเจ้าหน้าที่ในการควบคุม ตรวจสอบมิให้
มีการฝ่าฟืนกฎหมายว่าด้วยการพนัน ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำ�ให้การควบคุมและปราบปรามการลักลอบ
เล่นการพนันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ความจำ�เป็นในการออกกฎหมาย
2.1 ในการทำ�ภารกิจเหตุใดจึงต้องตรากฎหมาย
เนื่องจากพระราชบัญญัติการพนัน พุทธคักราช 2478 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติ
และโทษยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับการเล่นการพนัน ได้มีการพัฒนาวิธีการ
เล่นให้ซับซ้อนมากขึ้น และมีการนำ�เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเหลือในการเล่นการพนันทำ�ให้เด็ก
เยาวชน และประขาชนเกิดความลุ่มหลงมัวเมาในการเล่นการพนัน ตลอดจนมีการลักลอบเล่นการพนันกัน
40 บทความ

มากขึ้น เป็นต้นเหตุของปัญหาความยากจนและปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ตามมา ดังนั้น เพื่อเป็นการป้อง
ปรามมใิ หเ้ ยาวชนและประชาซนมวั เมาในการพนนั และรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยในสงั คมใหเ้ กดิ ความสงบสขุ
จึงจำ�เป็นต้องปรับปรุงบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยการพนันให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
รวมทั้งเพิ่มเติมและปรับปรุงมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และกำ�หนดบทลงโทษให้เกิดประสิทธิภาพในการ
บังคับใช้กฎหมาย และให้สามารถจัดการปัญหาการพนันที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้

อัยการนิเทศ 41

42 บทความ

อัยการนิเทศ 43


Click to View FlipBook Version