44 บทความ
อัยการนิเทศ 45
46 บทความ
อัยการนิเทศ 47
48 บทความ
อัยการนิเทศ 49
50 บทความ
อัยการนิเทศ 51
52 บทความ
อัยการนิเทศ 53
54 บทความ
อัยการนิเทศ 55
56 บทความ
อัยการนิเทศ 57
58 บทความ
อัยการนิเทศ 59
60 บทความ
อัยการนิเทศ 61
62 บทความ
อัยการนิเทศ 63
64 บทความ
อัยการนิเทศ 65
ข้อสังเกตของผู้เขียนในแต่ละมาตรา
1. ร่างมาตรา 3
การคงมาตรา 8 ไว้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมชนิดของการพนันที่มีการได้การเสียมากขึ้นไว้ใน
บัญชี ข. กลายเป็นช่องทางให้การพนันดังกล่าว ได้รับการอนุญาตง่ายขึ้น
เนื่องจากการพนันตามบัญชี ข. จะมีหลักเกณฑ์ขั้นตอน การขออนุญาตจัดให้มีการเล่น
ง่ายกว่าบัญชี ก. ตามร่างมาตรา 7 และร่างมาตรา 8
นอกจากนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมบัญชี ข. จะทำ�ให้การพนันมีการได้การเสียมากขึ้น
2. ร่างมาตรา 4
ร่างมาตรา 4 จะทำ�ให้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 853, มาตรา 854, มาตรา
855 ไม่มีผลบังคับใช้ เพราะการขออนุญาตตามมาตรา 8 และบัญชี ข. ง่ายขึ้น หนี้การพนันจะเป็นหนี้ที่
ฟ้องร้องบังคับคดีได้หมด และทำ�ให้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 853, มาตรา 854 และ
มาตรา 855 แทบจะไม่อาจใช้บังคับได้ สร้างปัญหาอาชญากรรมมากขึ้น
- เกิดอาชีพนักการพนัน
- คนมัวเมาแต่ในการเล่นการพนัน
3. ร่างมาตรา 5
ตามร่างมาตรา 3 (1) ให้คงมาตรา 8 โดยแก้ไขเพิ่มเติมชนิดของการพนันในบัญชี ข. ทำ�ให้การ
เล่นการพนันของชาวบ้านโดยทั่วไป ที่ไม่ได้เป็นสถานที่หรือบ่อนการพนัน กลายเป็นการกระทำ�ที่ไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย ในทางกลับกัน จะเกิดบ่อนการพนันมากขึ้น
4. ร่างมาตรา 7
การพนันตามบัญชี ก. แก้ไขจากพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 4
วรรคหนึ่ง ซึ่งอนุญาตได้โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรี นั้นร่าง
พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... มาตรา 7 ได้แก้ไขเป็นอนุญาตให้เล่นได้ โดยเพียงออกเป็นกฎกระทรวง
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเท่านั้น ก็อนุญาตได้ ส่วนการพนันตามบัญชี ข. แก้ไข
จากพระราชบัญญัติการพนันพุทธศักราช 2478 มาตรา 4 วรรคสอง ซึ่งอาจอนุญาตได้โดยออกเป็น
กฎกระทรวง นั้น ร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... มาตรา 8 ได้แก้ไขเป็นอาจอนุญาตได้โดยเพียง
ออกเป็นระเบียบที่รัฐมนตรีกำ�หนดเท่านั้น ทำ�ให้การอนุญาตง่ายขึ้น
โดยอาจจะอา้ งวา่ ลดภาระผอู้ นญุ าต ลดขน้ั ตอน แตก่ ท็ ำ�ใหเ้ กดิ ปญั หาสงั คม ปญั หาอาชญากรรมงา่ ยขน้ึ
5. ร่างมาตรา 9
ร่างมาตรา 9 ทำ�ให้ไม่มีความชัดเจน เพราะการเปลี่ยนการเล่นจากบัญชี ก. เป็นบัญชี ข. หรือจาก
บัญชี ข. เป็นบัญชี ก. ให้บอกเป็นเพียงกฎกระทรวงเท่านั้น ลักลั่นกับร่างมาตรา 7 และร่างมาตรา 8
66 บทความ
6. บัญชี ก.
เพม่ิ การพนนั ทายผลการแขง่ ขนั ฟตุ บอล หรอื กฬี าตา่ งๆ อนั กลบั จะเปน็ การมอมเมาการเลน่ การพนนั
7. บัญชี ข.
- นำ�การพนันประเภทต่างๆ จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เช่น ล๊อตโต้
โตแตไลเซเตอร์ อันเป็นการมอมเมาการเล่นการพนัน
- นอกจากนี้เหตุผล เช่นเดียวกับร่างมาตรา 8 ประเภทการเล่นการพนันในบัญชี ข.
เป็นการเล่นที่มีได้มีเสียเป็นเงินจำ�นวนมาก แต่การขออนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันตามบัญชี ข. กลับ
ขออนุญาตได้ง่ายกว่าการเล่นการพนันตามบัญชี ก. ตามร่างมาตรา 7
ข้อสังเกตของผู้เขียนในภาพรวม
นอกจากข้อสังเกตในแต่ละมาตราดังได้กล่าวแล้วยังปรากฏภาพรวมของร่างพระราชบัญญัติ
ฉบับนี้ ดังนี้
“ โดยที่พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติ
และอัตราโทษไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันเพราะการเล่นการพนันได้มีการพัฒนาวิธีการเล่นให้
ซับซ้อนมากขึ้นและมีการนำ�เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสนับสนุนในการเล่นการพนันทำ�ให้เยาวชนและ
ประชาชนเกิดความลุ่มหลงมอมเมาในการเล่นการพนัน และมีการลักลอบเล่นการพนันกันมากขึ้น เป็นเหตุ
ให้ละเลยการประกอบอาชีพสุจริต และก่อให้เกิดปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม ดังนั้น จึงเห็นควร
ปรับปรุงบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยการพนันให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งเพิ่มเติม
และปรับปรุงมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และกำ�หนดบทลงโทษ ให้เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้
กฎหมาย จึงจำ�เป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้” ดังนี้
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขัดต่อหลักการอันเป็นเหตุผลในการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ ดังนี้
1. หลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มุ่งเน้นในการป้องกันและปราบปรามการ
เล่นการพนันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ในเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กลับเป็นการ
สนับสนุน และอนุญาตให้เล่นการพนันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือ หลักการของ
การเล่นการพนันตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยตรง
เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไม่ได้บัญญัติไว้เช่นนั้นแต่ถ้าหากพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อาจ
ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็เป็นได้ เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาสาระของแต่ละมาตราหรือ
เจตนารมณ์ของกฎหมาย
2. ตามหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มุ่งเน้นการป้องกันและปราบปราม
การเล่นการพนันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแต่ในเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กลับเป็นการ
สนับสนุนและอนุญาตให้เล่นการพนันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่สอดคล้องกัน โดยการอนุญาตให้มี
อัยการนิเทศ 67
การจัดให้เล่นการพนัน อันเป็นการยกเว้นมาตรา 7 และมาตรา 8 นั้น มีกระบวนการง่ายกว่าพระราช
บัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 อีกทั้ง บัญชีท้ายร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... บัญชี ก. และ
บัญชี ข. นั้น ได้เพิ่มประเภทการพนันมากขึ้น และเป็นการพนันที่มีได้มีเสียมากยิ่งขึ้น การขออนุญาตให้
เล่นการพนันที่มีได้มีเสียมากขึ้น และมอมเมาเยาวชนง่ายขึ้นตามบัญชี ข. นั้น กลับขออนุญาตได้ง่ายกว่า
การเล่นการพนันพื้นบ้านทั่วไปตามบัญชี ก.
3. หลักการดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 79
ที่บัญญัติว่า ควรสนับสนุนพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ร่างพระราชบัญญัติ
การพนันฉบับนี้ เห็นว่าเป็นการส่งเสริมให้มีการเล่นการพนันกันอย่างแพร่หลาย และเล่นได้ง่ายขึ้นจึงขอ
อัญเชิญพระราชดำ�รัสของรัชกาลที่ 5 ที่ว่า “ชาวสยามอยู่ค่อนข้างจักเล่นการพนันเสียเหลือเกินจนถึงจะ
ยอมผลาญตัวเองให้ฉิบหายได้ ทั้งเสียอิสรภาพความชอบธรรมของตัวหรือลูกเต้าของตัวด้วย ในเมืองนี้ใคร
ไม่มีเงินพอจะใช้เจ้าหนี้ได้ ก็ต้องขายลูกเต้าของตัวเองลงใช้หนี้สิน และถ้าแม้ถึงเช่นนี้แล้วก็ยังไม่เพียงพอ
ตัวของตัวเองก็ต้องกลายตกเป็นทาส การเล่นการพนันที่คนไทยรักเป็นที่สุดนั้น ก็คือ ติกแตก ชาวสยาม
เรียกว่า สกา ...” เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงยกเลิกกฎหมายการพนันฉบับแรก ซึ่งพระองค์เห็นว่าคนไทย
ติดการพนันกันงอมแงม เป็นหนี้เป็นสิน เสียผู้เสียคนกันทั่วบ้านทั่วเมือง พระองค์จึงทรงมีพระราชประสงค์
ให้ยกเลิกการเล่นการพนัน เมื่อวันอังคาร เดือนอ้าย แรม 13 ค่ำ� ปีกุน พ.ศ. 2430 โดยลดจำ�นวนบ่อน
เบี้ยลงจนกระทั่งยกเลิกในที่สุด มีผลในกฎหมายเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2460 โดยพระองค์เห็นว่าต้อง
เสียรายได้ถึงปีละ 6,000,000 บาท ในสมัยนั้นซึ่งเทียบเท่ากับ 1 ใน 3 ของ งบประมาณแผ่นดินที่ได้
แต่พระองค์ก็ยอมเสียเพื่อรักษาบ้านนี้เมืองนี้ไว้
4. ร่างพระราชบัญญัติการพนันฉบับนี้ อาจทำ�ให้กลับไปสู่ระบบนายอากรบ่อนเบี้ยในสมัยต้น
รัตนโกสินทร์ ซึ่งต่อมาได้ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ให้ทรงยกเลิกการพนันทั้งๆ ที่มีรายได้ถึง 6,000,000
บาทต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมากในสมัยนั้น จากการที่ทรงพิจารณาเห็นว่า คนไทยติดการพนันกันงอมแงม เป็น
หนี้เป็นสิน เสียผู้เสียคนกันทั่วบ้านทั่วเมือง จึงทรงประกาศให้เลิกการพนัน โดยลดจำ�นวนบ่อนลงเรื่อยๆ
โดยมิได้ทรงห่วงว่า เงินท้องพระคลังจะลดลงถึงปีละ 6,000,000 บาท
5. ร่างพระราชบัญญัติการพนันฉบับนี้อาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา 78 (1) ในประเด็นส่งเสริมการดำ�เนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคำ�นึงถึงผลประโยชน์
ของประเทศชาติ มาตรา 78 (4) ในประเด็นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรม และจริยธรรม มาตรา 79 ใน
ประเด็นสนับสนุนการนำ�หลักธรรมของศาสนา มาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต มาตรา
80 (6) ในประเด็นค่านิยมอันดีงาม กล่าวคือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อาจขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราช
อาณาจักรไทย มาตรา 78 ในส่วนของการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม และ
เศรษฐกิจ และให้คำ�นึงถึงการส่งเสริมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้คำ�นึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ
ชาติในภาพรวมเป็นสำ�คัญ พัฒนาระบบงานของภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและ
จริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และต้องส่งเสริมความสามัคคีตลอดจนค่านิยมอันดีงาม ซึ่งเป็นหน้าที่ของ
68 บทความ
รัฐบาล ถ้าหากปล่อยให้ช้าราชการของรัฐเล่นการพนันก็จะเกิดปัญหาคอร์รัปชั่นขึ้นมากมาย
7. มีการเพิ่มประเภทการเล่นชนิดใหม่ซึ่งเป็นการมอมเมาประชาชนหลายประเภท เช่น การ
ขายล๊อตโต้ ซึ่งไม่ได้ออกในประเทศไทย แต่ได้จัดให้มีขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเภทที่จัดนั้นได้แก่
สนุกเกอร์, พูล , ต่อแต้ม , ไพ่ดัมมี่ , และไพ่เผ
8. มีการเปลี่ยนแปลงประเภทของการเล่นจากบัญชี ก. ไปเป็นบัญชี ข. และเพิ่มเติมการพนัน
ชนิดใหม่อีกหลายประเภทที่เป็นอันตรายต่อสังคมในบัญชี ข. เช่น ไพ่เผ ไพ่โป๊กเกอร์
9. การเล่นที่ไม่อาจอนุญาตได้ตามบัญชี ก. และบัญชี ข. กลับมีโทษเบากว่าการเล่นที่อนุญาต
ได้ตามบัญชี ก. และบัญชี ข. (มาตรา 11 ประกอบมาตรา 28)
10. ร่างพระราชบัญญัติการพนันฉบับนี้ จะเป็นการเริ่มต้นไปสู่การเปิดให้มีการพนันโดยเสรีใน
อนาคต และยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการฟอกเงินเกิดได้ง่ายขึ้นตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา 4
11. ร่างพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. .... มาตรา 4 “ความในมาตรา 853 , มาตรา 854 และ
มาตรา 855 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิให้นำ�มาใช้บังคับแก่การพนันที่ได้รับอนุญาตตาม
พระราชบัญญัตินี้” ซึ่งหมายความว่า ต่อไปนี้ หนี้ในบ่อนการพนันที่ได้รับอนุญาตแล้วจะเป็นหนี้ที่ฟ้องร้อง
บังคับกันได้ อันขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า บทบัญญัติใดๆ ของกฎหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
และศีลธรรมอันดีย่อมใช้บังคับไม่ได้ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เพราะเป็นที่รู้
กันโดยทั่วไปในหมู่นักกฎหมายว่า เหตุที่ต้องมีมาตรา 853 มาตรา 854 และมาตรา 855 แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะเป็นเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
เจตนารมณ์ของร่างมาตรา 4 ที่กำ�หนดให้หนี้การพนันที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายสามารถฟ้อง
ร้องบังคับคดีได้นั้น เป็นการขัดกับหลักกฎหมายทั่วไปที่ถือเคร่งครัดมาช้านานว่า หนี้อันเกิดจากการพนัน
ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ หากมีบทบัญญัติให้หนี้การพนันสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ อาจ
เป็นช่องทางให้มีการนำ�เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำ�ความผิดมาฟอกเงิน โดยเล่นการพนันที่ได้รับ
อนุญาตตามกฎหมายเพื่อให้เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและ
สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนการเล่นการพนัน อันเป็นการขัดต่อศีลธรรม
อันดี และเป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรมอีกด้วย
สำ�หรับประเภทการพนันใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมไว้ในบัญชี ข. นั้น จะขอหยิบยกให้เห็นภาพที่เกิดขึ้น
ดังนี้4
POKER Machine หรือ SLOT MACHINE บางประเทศ เรียก pokie
เป็นการพนันที่เด็กนักเรียนไทยในต่างประเทศ ติดกันมากที่สุด สาเหตุเพราะว่า เล่นง่าย สีสัน
สวยงาม เหมือน เล่นเกมส์ตู้ มีเสียง เร้าใจ และมีรางวัลให้ ถ้าชนะเป็นเงินสด
4http://pakchong 1 .com/forum/index.php?topic=103.0;wap2 วันที่ 21/3/2555.
อัยการนิเทศ 69
คนไทยส่วนใหญ่มักจะเริ่มเล่นเกมส์ตู้กันก่อน สาเหตุเพราะว่าง่ายต่อความเข้าใจ ไม่ต้องใช้สมอง
เล่น เน้นดวงเป็นหลัก ไม่จำ�เป็นต้องมีประสบการณ์ในการพนันมาก่อน บ่อยครั้งที่จะเห็นตู้สล๊อต กลาย
เป็นที่คุยสังสรรค์แบบเพื่อนฝูงชาวไทย หลังเลิกงาน
ตู้สล๊อตมีลักษณะเป็นตู้เหลี่ยมๆ มีจอภาพสี แสดง รูปตัวการ์ตูน น่ารักๆ มีรูอยู่ข้างๆ ให้หยอดเงิน
เข้าข้างล่างมีช่องใหญ่ๆ ให้เงินไหลออกมาถ้าชนะ วิธีเล่นก็หยอดเงินไปแล้วก็เลือกจำ�นวนเงินที่พอใจใน
แต่ละครั้งที่กด
นั้นคือสิ่งที่ เห็นจากภายนอก
คราวนี้ทางฝ่ายสร้าง ตู้สล๊อต คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ interactive ที่สามารถตั้งได้ว่า จะกิน
เงินของผู้มาเล่นมากเท่าไรก่อน ก่อนที่จะปล่อยให้ผู้โชคดี คาสิโนใหญ่ๆ ตั้งอัตราส่วนกินร้อยปล่อยสิบสาม
(สูตร 100/13) มักเป็นที่นิยม
ตู้สล๊อตเป็นรายได้ที่ดีที่สุดของคาสิโนต่าง ๆ เพราะมีแต่ได้อย่างเดียว หากเคยเล่นได้เงินจาก
ตู้แล้ว เงินตามจำ�นวนที่ได้นั้น เคยมีผู้โชคร้ายได้เสียมาให้ตู้นี้ อย่างน้อยสี่เท่าของจำ�นวนเงินที่ชนะมา
สำ�หรับอัตราส่วนการชนะ
Lotto = ออกหกเลข ถูกหกเลข จากสี่สิบห้าเลข เปอร์เซ็นต์ชนะ 1 ใน 8,145,060
Keno = ออกยี่สิบเลข ถูกสิบเลข จากเลข แปดสิบเลข เปอร์เซ็นต์ชนะ 1 ใน 8,911,711
Powerball = ออกห้าเลข ถูกหา้ เลข จาก ส่ีสิบหา้ เลข พร้อมด้วย เลขสดุ ทา้ ย จากอกี สส่ี บิ หา้ เลข
เปอร์เซ็นต์ชนะ 1 ใน 54,979,15
ข้อเตือนใจ
สุภาษิตฝรั่งบอกว่า “Bet with your head, not over it!!” แปลเป็นไทยว่า จะพนันอะไรก็ใช้
สมอง อย่าทำ�แบบไม่ยั้งคิด ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในโลก ทราบกันดีว่าการพนันเป็นสันดานดิบที่ไม่อาจเลี่ยง
ได้ในคนกลุ่มหนึ่ง จึงทำ�ให้มีการเปิดเสรีขึ้น บางที่มีโรงเรียนสอนการเล่นเป็นเรื่องเป็นราว การสอนเน้นไป
กับการบอกเล่าแนวทางการเล่นด้วยหัวคิด จะได้ผลหรือไม่ อยู่ที่ตัวเอง
สุภาษิตไทย
ไฟไหม้สิบครั้งไม่เท่าเล่นการพนันเพียงครั้งเดียว
พุทธภาษิต
คนใดเปน็ นักเลงหญงิ นักเลงสุรา และนกั เลงการพนัน ยอ่ มล้างผลาญทรพั ย์ที่ตนไดแ้ ลว้ ขอ้ น้นั เปน็
เหตุแหง่ ผ้ฉู บิ หาย (อนวฏฐฺ ิตจติ ฺตสสฺ ลหุจิตตฺ สสฺ ทุพภฺ โิ น นจิ จํ อทฺธวสีลสฺส สขุ ภาโว น วชิ ฺชติ5 )
การเป็นนักเลน่ การพนนั เปน็ ทางแหง่ ความเส่อื ม6 (อกขฺ ธตุ ตฺ ํ อปายมขุ ํ อกั ขะทดุ ตัง อะปายะมขุ ัง)
5http://www1.mod.go.th/heritage/religion/proverb/index9.htm; วันที่ 21/3/2555.
6http://larndham.org/index.php?/topic/19313-%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%9 วันที่ 21/3/2555
70 บทความ
เม่ือทราบผลดีผลเสียแล้ว จะได้ร่วมกันและช่วยกันพิจารณาว่าการแก้ไข เปลี่ยนแปลงร่างพระราช
บญั ญตั ิการพนนั พ.ศ. .... น้ีถูกต้อง ชอบต่อสงั คมแล้วหรือ การแกไ้ ขปัญหาการเล่นการพนันเช่นนี้ เป็นการ
แกไ้ ขปัญหาสังคมจริงหรือ
อัยการนิเทศ 71
สำ�นักงานอัยการสูงสุด
คำ�พิพากษาศาลฎีกา
คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๖๘๕/๒๕๕๓
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
(มาตรา ๑๗ วรรคสอง, ๑๑๘ วรรคสอง, ๑๒๔ วรรคสาม)
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 นาย ส. ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของโจทก์กล่าวหาว่า นาย จ.
เล่นการพนัน เมื่อนาย จ. ปฏิเสธ นาย ส. ก็อ้างเหตุว่านาย จ. ขับรถโฟล์คลิฟต์เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง
ให้ไปเขียนใบลาออก นาย จ. ออกจากที่ทำ�งานไปหาพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมาโจทก์ไม่ยอมให้
นาย จ. เข้าไปทำ�งานในสถานประกอบกิจการโดยสั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าประตูไว้และ
จ่ายค่าจ้างให้แก่นาย จ. ถึงวันที่ 31 มกราคม 2549 แสดงว่าโจทก์มีเจตนาจะไม่ให้นาย จ. ทำ�งาน
ต่อไป พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับ
นาย จ. จึงสิ้นสุดและมีผลตามกฎหมายนับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปแล้ว โดยโจทก์
นายจ้าง ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีก แม้ว่าในภายหลังโจทก์นายจ้างจะพบเรื่องที่อ้าง
ว่านาย จ. ลูกจ้างกระทำ�ผิดระเบียบวินัยร้ายแรง กรณีเรื่องขาดงานเกิน 3 วัน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุ
อันสมควร การทะเลาะวิวาทกันและการรับสินบน โจทก์นายจ้างจะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้าง
อีกครั้งหาได้ไม่ เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์กับนาย จ. ได้สิ้นสุดลง
ไปแล้ว
ส่วนสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของลูกจ้างนั้น เป็นสิทธิที่มีกฎหมาย
รับรองและคุ้มครองให้ ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำ�หนดระยะเวลา
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง แม้นาย จ. ลูกจ้างจะไม่ได้
ระบุเรียกร้องในคำ�ร้องและให้การว่าไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ตาม กรณี
ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิ และสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นหาได้ ระงับ
สิ้นไปไม่ เพราะมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งคู่สัญญาตกลงระงับข้อพิพาทให้แก่กันระหว่าง
โจทก์นายจ้างกับนาย จ. ลูกจ้าง เมื่อสิทธิดังกล่าวคงมีอยู่ตามกฎหมายนาย จ. จะใช้สิทธิเมื่อใดก็ได้
ภายในอายุความตามที่กฎหมายกำ�หนด นอกจากนี้ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติจำ�กัดสิทธิดังกล่าวของลูกจ้าง
ในการยื่นคำ�ร้องเพื่อให้ดำ�เนินการได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำ�เลยพนักงานตรวจ
แรงงานสอบสวนตามคำ�ร้องของนาย จ. ลูกจ้างแล้วปรากฏว่ามีสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอก
กล่าวล่วงหน้า ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย การที่จำ�เลยมีคำ�สั่งให้โจทก์
นายจ้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นาย จ. ลูกจ้าง จึงเป็นคำ�สั่งตามอำ�นาจหน้าที่
ของจำ�เลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 วรรคสาม คำ�สั่งของจำ�เลย
ที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงชอบด้วยกฎหมาย
อัยการนิเทศ 75
บริษัท ไทยแหลมฉบัง เทอร์มินัล จำ�กัด โจทก์
ระหว่าง
นายไพรวัลย์ เลิศศิริ จำ�เลย
โจทก์ฟ้องว่า จำ�เลยเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำ�สั่งที่ 37/2549 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2549
ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 13,048 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 20,999
บาท แก่นาย จ. ลูกจ้างโจทก์อันเป็นคำ�สั่งที่ไม่ชอบ เนื่องจากนาย จ. เล่นการพนันในสถานที่ทำ�งานเวลา
ทำ�งานอันเป็นความผิดร้ายแรง และกระทำ�ผิดระเบียบวินัยทำ�งานบกพร่องในหน้าที่หลายครั้ง โจทก์
ตักเตือนด้วยวาจาและเตือนเป็นหนังสือแต่นาย จ. ได้กระทำ�ความผิดซํ้าคำ�เตือนในความผิดเดียวกันภายใน
1 ปี ทั้งโจทก์มีระเบียบข้อบังคับและวินัยห้ามพนักงานเรียก รับ ยอมรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่น
ใดเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น อันจะทำ�ให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสีย และเกิดความเสียหายในการ
ปฏิบัติหน้าที่ มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการ นาย จ. เรียกรับเงินหรือผลประโยชน์จากบุคคลภายนอก
ซึ่งเป็นลูกค้าโจทก์ ถือว่านาย จ. กระทำ�ผิดระเบียบวินัย และข้อบังคับของโจทก์อย่างร้ายแรง นาย จ. ไม่
มาทำ�งานและขาดงานตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 7 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นการละทิ้งหน้าที่สามวันติดต่อกันโดย
ไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์เลิกจ้างนาย จ. เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
และไม่จำ�ต้องจ่ายค่าชดเชย ขอให้เพิกถอนคำ�สั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำ�นักงานสวัสดิการและคุ้มครอง
แรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 37/2549 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2549 ของจำ�เลย
จำ�เลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพเิ คราะหแ์ ล้ว คดมี ีปญั หาตามอทุ ธรณข์ องโจทก์ในขอ้ แรกว่า การที่โจทก์
นายจ้างเลกิ จา้ งนาย จ. ลกู จ้าง มีผลสมบรู ณ์ตง้ั แตเ่ มื่อใด ในปัญหานศี้ าลแรงงานภาค 2 พจิ ารณา วนิ ิจฉยั วา่
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 นาย ส. ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของโจทก์กล่าวหาว่านาย จ. เล่น
การพนัน เมื่อนาย จ. ปฏิเสธ นาย ส. ก็อ้างเหตุว่านาย จ. ขับรถโฟล์คลิฟต์เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งให้ไปเขียน
ใบลาออก นาย จ. ออกจากที่ทำ�งานไปหาพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมาโจทก์ไม่ยอมให้นาย จ. เข้าไปท�ำ งาน
ในสถานประกอบกิจการโดยสั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าประตูไว้และจ่ายค่าจ้างให้แก่นาย จ.
ถึงวันที่ 31 มกราคม 2549 แสดงว่าโจทก์มีเจตนาจะไม่ให้นาย จ. ทำ�งานต่อไป พฤติการณ์ถือได้ว่า
เป็นการเลิกจ้างแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 118 วรรคสอง
76 คำ�พิพากษาศาลฎีกา
ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อต่อไปมีว่า คดีนี้โจทก์นายจ้างเลิกจ้างนาย จ. ลูกจ้างด้วยวาจา
มิได้ทำ�เป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม (เดิม) โจทก์
จึงไม่ต้องห้ามที่จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลัง เพื่อต่อสู้เป็นข้อยกเว้นเกี่ยวกับการจ่ายค่า
ชดเชย เห็นว่า คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยแล้วว่า โจทก์นายจ้างเลิกจ้าง
นาย จ. ลูกจ้างมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับ
นาย จ. จึงสิ้นสุดและมีผลตามกฎหมายนับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปแล้ว โดยโจทก์
นายจ้าง ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีก แม้ว่าในภายหลังโจทก์นายจ้างจะพบเรื่องที่อ้างว่า
นาย จ. ลูกจ้างกระทำ�ผิดระเบียบวินัยร้ายแรง กรณีเรื่องขาดงานเกิน 3 วัน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
การทะเลาะวิวาทกันและการรับสินบน โจทก์นายจ้างจะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งหาได้ไม่
เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์กับนาย จ. ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว อุทธรณ์ของ
โจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อสุดท้ายมีว่า คำ�สั่งที่ 37/2549 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2549
ของจำ�เลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นคำ�สั่งที่ชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์
ว่านาย จ. ลูกจ้างโจทก์ยื่นคำ�ร้องต่อจำ�เลยพนักงานตรวจแรงงานเรียกร้องเฉพาะค่าชดเชย และให้การว่า
ไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การที่จำ�เลยมีคำ�สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอก
กล่าวล่วงหน้า จึงเป็นคำ�สั่งที่เกินคำ�ขอ เห็นว่า สิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของลูกจ้าง
เป็นสิทธิที่มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มี
ก�ำ หนดระยะเวลาตามพระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง แมน้ าย จ. ลกู จา้ ง
จะไม่ได้ระบุเรียกร้องในคำ�ร้องและให้การว่าไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ตาม
กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิ และสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นหาได้ระงับ
สิ้นไปไม่ เพราะมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งคู่สัญญาตกลงระงับข้อพิพาทให้แก่กันระหว่างโจทก์
นายจ้างกับนาย จ. ลูกจ้าง เมื่อสิทธิดังกล่าวคงมีอยู่ตามกฎหมายนาย จ. จะใช้สิทธิเมื่อใดก็ได้ภายใน
อายุความตามที่กฎหมายกำ�หนด นอกจากนี้ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติจ�ำ กัดสิทธิดังกล่าวของลูกจ้างในการยื่น
คำ�ร้องเพื่อให้ดำ�เนินการได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจ�ำ เลยพนักงานตรวจแรงงานสอบสวน
ตามคำ�ร้องของนาย จ. ลูกจ้างแล้วปรากฏว่ามีสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งเป็น
เงินที่โจทก์นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย การที่จำ�เลยมีคำ�สั่งให้โจทก์นายจ้างจ่ายสินจ้างแทนการ
บอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นาย จ. ลูกจ้าง จึงเป็นคำ�สั่งตามอำ�นาจหน้าที่ของจำ�เลยตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 วรรคสาม คำ�สั่งของจำ�เลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการ
บอกกล่าวล่วงหน้าจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน
อัยการนิเทศ 77
คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๐๗๑/๒๕๕๓
ป.วิ.อ. การพิพากษายกฟ้อง, การนำ�บทบัญญัติในศาลชั้นต้น
มาบังคบั ในศาลอทุ ธรณ์ (มาตรา ๑๘๕ วรรคหน่ึง ,๒๑๕)
ในการพิจารณาคดีอาญาของศาลอุทธรณ์นั้นมิได้จำ�กัดอยู่เพียงในปัญหาที่คู่ความอุทธรณ์
เท่านั้น แต่ศาลอุทธรณ์มีอำ�นาจหยิบยกพยานหลักฐานข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่ปรากฏในสำ�นวน
ขึ้นวินิจฉัยได้ทั้งสิ้น ดังนั้นแม้คดีนี้จำ�เลยจะติดใจอุทธรณ์เฉพาะเรื่องที่ขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อศาล
อุทธรณ์เห็นว่า มีเหตุยกฟ้อง ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่จำ�เลยมิได้กระทำ�ความผิดก็ดี การกระทำ�ของจำ�เลย
ไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จำ�เลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ศาลอุทธรณ์
ย่อมมีอำ�นาจหยิบยกเหตุนั้นขึ้นพิจารณาและพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา 185 วรรคแรก ประกอบมาตรา 215
พนักงานอัยการ สำ�นักงานอัยการสูงสุด โจทก์
ระหว่าง
นายชิงชัย ว่องนิรมิตกุล จำ�เลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำ�เลยขับรถยนต์
หมายเลขทะเบียน ผจ 5253 กรุงเทพมหานคร ไปตามทางเดินรถถนนพระราม 3 จากสะพานพระราม
9 มุ่งหน้าไปถนนตก ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำ�เลยจะต้องมี
ตามวิสัยและพฤติการณ์ โดยจำ�เลยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควร จนไม่สามารถหยุดหรือชะลอความเร็ว
ของรถให้ช้าลงพอที่จะขับหลบหลีกมิให้ชนรถคันอื่น หรือสิ่งอื่นใดที่กีดขวางอยู่ข้างหน้าได้ทัน เมื่อไปถึงที่
เกิดเหตุหน้าวัดจันทร์นอกซึ่งเป็นที่ชุมนุมชน จำ�เลยจะขับรถแซงรถคันอื่นที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งขณะนั้นมีนาย
อ. ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน นลท กรุงเทพมหานคร 622 อยู่ข้างหน้า จ�ำ เลยควร
ใช้ความระมัดระวังด้วยการชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงและมองดูให้ปลอดภัยเสียก่อนว่า ไม่มีรถแล่นอยู่
ข้างหน้า แล้วจึงขับแซงขึ้นหน้าไปได้ ซึ่งจำ�เลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอ
ไม่โดยจำ�เลยยังคงขับด้วยความเร็วสูงเกินสมควรท�ำ ให้รถยนต์ที่จำ�เลยขับพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหาย
ขับจนล้มลง รถจักรยานยนต์ครูดไปตามพื้นถนนเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน
2,000 บาท และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า
78 คำ�พิพากษาศาลฎีกา
ยี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เหตุเกิดที่แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157
จำ�เลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำ�เลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157 การกระทำ�ของจำ�เลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิด
ต่อกฎหมายหมายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนัก
ที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำ�คุก 3 เดือน ทางนำ�สืบของจำ�เลยเป็นประโยชน์แก่การ
พิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำ�คุก 2 เดือน
จำ�เลยอุทธรณ์
ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำ�เลยยื่นคำ�ร้องขอถอนอุทธรณ์ ข้อ 2.1 ซึ่งจำ�เลยอุทธรณ์เพื่อ
ต่อสู้คดี ส่วนข้อ 2.2 ซึ่งจำ�เลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษให้คงไว้ พร้อมยื่นค�ำ ให้การใหม่เป็นรับสารภาพ
ศาลอุทธรณ์มีคำ�สั่งอนุญาตให้จำ�เลยแก้ไขฟ้องอุทธรณ์โดยยกเลิกอุทธรณ์ข้อ 2.1 ส่วนคำ�ให้การรับสารภาพ
นั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำ�พิพากษาแล้ว จำ�เลยไม่อาจถอนคำ�ให้การเดิมซึ่งให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็น
รับสารภาพได้ จึงไม่รับคำ�ให้การรับสารภาพของจำ�เลย
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำ�นวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติ
ได้ว่า ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำ�เลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผจ 5253 กรุงเทพมหานคร
เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นลท กรุงเทพมหานคร 622 ซึ่งนาย อ. ผู้เสียหายเป็นผู้ขับ
เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้รับความเสียหาย และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส มีบาดแผล
บริเวณข้อศอกซ้าย ต้นขาซ้าย เข่าซ้ายและหลังเท้าซ้าย กระดูกนิ้วเท้าซ้ายหัก คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกา
ของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์มีอำ�นาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีแล้วพิพากษายกฟ้องคดีนี้หรือไม่
โดยโจทก์อ้างว่า เมื่อศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำ�เลยแก้ไขอุทธรณ์โดยยกเลิกอุทธรณ์ข้อ 2.1 ซึ่งจำ�เลยอุทธรณ์
เพื่อต่อสู้คดีแล้ว อุทธรณ์ของจำ�เลยในส่วนนี้ย่อมไม่มี การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์
ดงั กลา่ วของจ�ำ เลยแลว้ พพิ ากษายกฟอ้ งไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย เหน็ วา่ ในการพจิ ารณาคดอี าญาของศาลอทุ ธรณ์
นั้นมิได้จำ�กัดอยู่เพียงในปัญหาที่คู่ความอุทธรณ์เท่านั้น แต่ศาลอุทธรณ์มีอำ�นาจหยิบยกพยานหลักฐาน
ขอ้ เทจ็ จรงิ และขอ้ กฎหมายทปี่ รากฏในส�ำ นวนขน้ึ วนิ จิ ฉยั ไดท้ งั้ สนิ้ ดงั นนั้ แมค้ ดนี จ้ี �ำ เลยจะตดิ ใจอทุ ธรณเ์ ฉพาะ
เรื่องที่ขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า มีเหตุยกฟ้อง ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่จ�ำ เลยมิได้กระทำ�
ความผิดก็ดี การกระทำ�ของจำ�เลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จ�ำ เลย
ไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำ�นาจหยิบยกเหตุนั้นขึ้นพิจารณาและพิพากษายกฟ้องได้ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคแรก ประกอบมาตรา 215 เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์
อัยการนิเทศ 79
จึงมีอำ�นาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำ�นวนโดยชอบแล้วพิพากษายกฟ้องได้เมื่อ
เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำ�เลยกระทำ�ความผิดตามฟ้อง แม้จำ�เลยมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา
ก็ตาม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำ�เลยกระทำ�ความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยาน
หลักฐานของโจทก์มีนํ้าหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำ�เลยขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง
แซงรถคันอื่นโดยไม่ดูให้ปลอดภัยเสียก่อนว่า ทางข้างหน้ามีรถคันอื่นอยู่หรือไม่ เป็นเหตุให้รถยนต์กระบะ
ที่จำ�เลยขับเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย จนรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายและผู้เสียหายได้
รับอันตรายสาหัส จำ�เลยจึงมีความผิดฐานกระทำ�โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและ
ทรัพย์สินเสียหายตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำ�เลยไม่มีนํ้าหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาล
อุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม
ได้ความว่า ในระหว่างอุทธรณ์จำ�เลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ และผู้เสียหายยื่น
คำ�แถลงไม่ติดใจเอาความแก่จำ�เลยอีกต่อไปแล้ว นับว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายจากการกระทำ�ความผิดของ
ตน เมื่อจำ�เลยไม่เคยได้รับโทษจำ�คุกมาก่อน นิสัยและความประพฤติทั่วไปไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง
จึงเห็นควรให้โอกาสจำ�เลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีโดย รอการลงโทษจำ�คุกไว้ แต่เพื่อให้จำ�เลยหลาบจำ�
จึงให้ลงโทษปรับและคุมความประพฤติของจำ�เลยไว้ด้วย
พิพากษากลับว่า จำ�เลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจร
ทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำ�ของจำ�เลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมาย
หลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำ�คุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำ�สืบของจำ�เลยเป็น
ประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งใน
สาม คงจำ�คุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำ�คุกให้รอการลงโทษไว้มีกำ�หนด 2 ปี นับแต่วันอ่าน
คำ�พิพากษาศาลฎีกาให้จำ�เลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำ�เลยไว้เป็นเวลา 1 ปี โดยให้จำ�เลยรายงานตัว
ต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ภายในเวลาที่คุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
หากจำ�เลยไม่ชำ�ระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
80 คำ�พิพากษาศาลฎีกา
คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๐๗๑/๒๕๕๓
ป.วิ.อ. การสอบสวนเด็ก (มาตรา ๑๓๓ ทวิ, ๑๗๒ ตรี)
เด็กชาย ศ. ชี้ภาพถ่ายคนร้ายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2542 เป็นเพียงการชี้ภาพถ่ายในลักษณะ
ของการสอบสวนเพิ่มเติม มิใช่เป็นการชี้ตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใด และแม้พนักงานสอบสวนมิได้จัดให้มี
นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากค�ำ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ทั้งไม่เข้าเหตุจำ�เป็นเร่งด่วน
ตามมาตรา 133 ทวิ วรรคท้าย ก็ตาม คงมีผลเพียงทำ�ให้คำ�ให้การและการชี้ภาพถ่ายในชั้นสอบสวน
ของเด็กชาย ศ. เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้เท่านั้น หาเป็น
เหตุให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดไม่
พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์
ระหว่าง
นายสุริยะ เฉื่อยฉ่ำ� จำ�เลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำ�เลยกับพวกซึ่งหลบหนี
ยังจับตัวไม่ได้ ร่วมกันใช้อาวุธปืนสั้นขนาด ๑๑ มม. ๑ กระบอก ยิงนาย ป. ผู้ตายหลายนัด ถูกบริเวณ
ต้นคอ ไหล่ซ้าย และลำ�ตัวหลายแห่งเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำ�บลท่าตลาด อำ�เภอ
สามพราน จังหวัดนครปฐม เจ้าพนักงานยึดปลอกกระสุนปืนขนาด ๙ มม. (ที่ถูก ๑๑ มม.) ๔ ปลอก ที่
จำ�เลยกับพวกใช้ในการกระทำ�ความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓,
๘๓, ๒๘๘ และริบของกลาง
จำ�เลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำ�เลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘
ประกอบมาตรา ๘๓ ให้ประหารชีวิต และริบของกลาง
จำ�เลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำ�คุก ๒๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม
คำ�พิพากษาศาลชั้นต้น
จำ�เลยฎีกา
อัยการนิเทศ 81
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นาย ป.
ผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนขนาด ๑๑ มม. ยิงจนถึงแก่ความตาย พนักงานสอบสวนยึดได้ปลอกกระสุนปืน
ขนาด 11 มม. จำ�นวน ๔ ปลอก และรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สระบุรี น- ๒๗๖๒ ซึ่งไม่ติดแผ่น
ป้ายทะเบียนเป็นของกลาง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำ�เลยว่า จำ�เลยกระทำ�ความผิดตามฟ้อง
หรือไม่ เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่ชุมนุมชนซึ่งมีทั้งร้านค้าและเต็นท์ขายอาหารอยู่ที่หน้าบ้านของ
ผู้ตาย ฝั่งตรงข้ามถนนก็มีเต็นท์ตลาดนัด บริเวณดังกล่าวย่อมมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าเพียงพอแก่การ
มองเห็นได้ชัด นาง ผ. กับเด็กชาย ศ. เป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องต้องกัน และข้อเท็จจริงที่ได้
ความจากคำ�ของพยานทั้งสอง ก็ตรงกับพฤติการณ์ในการก่อเหตุของคนร้าย จึงเชื่อได้ว่า พยานทั้งสองเห็น
เหตุการณ์และคนร้าย การที่นาง ผ. ชี้ภาพถ่ายของคนร้าย ณ ที่ว่าการอำ�เภอสามพราน โจทก์ยังมีนาย ต.
นายอำ�เภอสามพรานเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒ พนักงานสอบสวนขอน�ำ นาง
ผ. มาชี้ภาพของคนร้ายในห้องทำ�งานของพยานเนื่องจากห้องของพยานมีข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ที่
เชื่อมกับส่วนกลาง นาง ผ. ชี้ยืนยันภาพของจำ�เลยว่าเป็นคนร้ายและเมื่อขยายภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น นาง ผ.
ยังคงชี้ยืนยันว่า จำ�เลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย อันเป็นการกระทำ�อย่างเปิดเผยต่อหน้าพนักงาน
ฝ่ายปกครองและได้กระทำ�ก่อนการจับกุมจำ�เลย จึงมิใช่เป็นเพราะพยานได้เห็นภาพของจำ�เลยจากภาพ
ข่าวในสิ่งพิมพ์หรือโทรทัศน์มาก่อน ส่วนเด็กชาย ศ. ก็ได้ความว่าพนักงานสอบสวนสอบปากคำ�ไว้ตั้งแต่
วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๒ หลังเกิดเหตุเพียง ๔ วัน โดยพยานให้การว่า เห็นเหตุการณ์และคนร้าย กับ
ชี้ภาพถ่ายของจำ�เลยว่าเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ครั้นจับกุมจำ�เลยได้ นาง ผ. ชี้ยืนยันว่า จำ�เลย
เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธยิงผู้ตาย ในชั้นพิจารณาพยานทั้งสองยังคงเบิกความยืนยันว่าจำ�เลยเป็นคนร้ายที่ใช้
อาวุธปืนยิงผู้ตาย พยานหลักฐานของโจทก์มีนํ้าหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจาก ข้อสงสัยว่าจำ�เลยเป็น
คนร้ายที่ยิงผู้ตาย จำ�เลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พยานอ้างฐานที่อยู่ของจำ�เลยที่ว่า ช่วงเกิดเหตุจำ�เลยอยู่ที่
บ้านที่ตำ�บลบ้านม้า อำ�เภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีการตั้งวงดื่มสุรากับพวกและทำ�
อาหารรับประทานกัน ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ คำ�พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค ๗
ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำ�เลยฟังไม่ขึ้น
สำ�หรับปัญหาข้อกฎหมายที่จำ�เลยฎีกาว่า ในการสอบปากคำ�เด็กชาย ศ. ไม่ชอบด้วยประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ และมาตรา ๑๓๓ ตรี เนื่องจากมิได้แยกกระทำ�เป็น
สัดส่วนในที่เหมาะสม ไม่มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการอยู่
ด้วยการสอบสวนจึงไม่ชอบและรับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำ�เลยไม่ได้นั้น แม้ปัญหานี้จำ�เลยเพิ่งยก
ขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำ�เลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้
ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ เห็นว่า ขณะ
ที่พนักงานสอบสวนถามปากคำ�เด็กชาย ศ. ซึ่งมีอายุ ๑๒ ปี และให้ชี้ภาพถ่าย ซึ่งกระทำ�เมื่อวันที่ ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๔๒ นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ และมาตรา ๑๓๓ ตรี
ซึ่งเพิ่มเติมโดยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
82 คำ�พิพากษาศาลฎีกา
อาญา(ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ และต่อมาเฉพาะมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง กับมาตรา
๑๓๓ ตรี แก้ไข โดยมาตรา ๕ และ ๖ แห่ง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา (ฉบับที่ ๒๖ ) พ.ศ. ๒๕๕๐ ยังมิได้ ใช้บังคับ ดังนี้ การถามปากคำ�เด็กชาย ศ. และชี้ภาพถ่าย
คนร้ายเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ของพนักงานสอบสวนโดยมิได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือ
นกั สงั คมสงเคราะห์ บคุ คลทเี่ ดก็ รอ้ งขอและพนกั งานอยั การเขา้ รว่ มในการถามปากคำ�จงึ เปน็ ไปโดยชอบ สว่ น
การชี้ภาพถ่ายเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๒ ก็เป็นเพียงการชี้ภาพถ่ายในลักษณะของการสอบสวน
เพิ่มเติม มิใช่เป็นการชี้ตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใด และแม้พนักงานสอบสวนมิได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือ
นักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากค�ำ ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ทั้งไม่เข้าเหตุจ�ำ เป็นเร่งด่วนตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรค
ท้าย ก็ตาม คงมีผลเพียงทำ�ให้คำ�ให้การและการชี้ภาพถ่ายในชั้นสอบสวนของเด็กชาย ศ. เมื่อวันที่ ๒๐
ธันวาคม ๒๕๔๒ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้เท่านั้น หาเป็นเหตุให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด
ไม่ จึงถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ กับเมื่อ
ในชั้นพิจารณาเด็กชาย ศ. เข้าเบิกความต่อหน้าศาลโดยผ่านนักจิตวิทยาซึ่งชอบด้วยประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๒ ตรี แล้วนั้น ศาลย่อมรับฟังคำ�เบิกความของเด็กชาย ศ. เป็นพยาน
หลักฐานในคดีได้ ฎีกาข้อนี้ของจำ�เลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน
อัยการนิเทศ 83
คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๕๒๖/๒๕๕๓
พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
ในขณะที่สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนคราวเกิดเหตุโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์
ดังกล่าวคงมีแต่คำ�เบิกความของร้อยตำ�รวจเอก ส. และสิบตำ�รวจโท ย. ที่เบิกความว่า สายลับแจ้งต่อ
เจ้าพนักงานตำ�รวจชุดจับกุมว่า จำ�เลยที่ 2 เป็นผู้เก็บธนบัตรล่อซื้อไว้ ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เป็น
เพียงพยานบอกเล่าในเรื่องการล่อซื้อนี้จึงไม่มีน้ำ�หนักให้รับฟังได้ แม้โจทก์จะฎีกาว่า การที่พนักงาน
สอบสวนไม่ได้สอบปากคำ�สายลับและมิได้นำ�สายลับมาเบิกความก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและ
ทรัพย์สินของสายลับและบุคคลในครอบครัวของสายลับก็ตาม ก็มิใช่ข้ออ้างที่น่ารับฟังเพราะเมื่อจำ�เลย
ทั้งสองถูกจับกุมหลังจากจำ�หน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับในเวลาไม่นานนัก เช่นนี้ จำ�เลยทั้ง
สองก็ย่อมจำ�ได้ว่า ผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนเมื่อครู่ก่อน คือ สายลับของเจ้าพนักงานตำ�รวจอยู่ดีนั่นเอง
ลำ�พังเพียงการได้ธนบัตรล่อซื้อในตัวจ�ำ เลยที่ 2 มิใช่ข้อยืนยันว่า จำ�เลยที่ 2 ร่วมกับจำ�เลยที่ 1 จำ�หน่าย
เมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ
พนักงานอัยการประจำ�ศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์
ระหว่าง นายเหมือนหรือเดือด สมานเพ็ชร ที่ 1
นายจันทร์ ไชยโชติ ที่ 2 จำ�เลย
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำ�ฟ้องว่า จำ�เลยทั้งสองร่วมกันกระทำ�ความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำ�เลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติด
ให้โทษประเภท 1 จำ�นวน 15 เม็ด นํ้าหนัก 1.50 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่าย และ จำ�เลยทั้งสอง
ร่วมกันจำ�หน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จ�ำ เลยทั้งสองร่วมกันมีไว้
ดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 100 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่แขวงกระทุ่มราย เขต
หนองจอก กรุงเทพมหานคร ตามวันเวลาข้างต้นเจ้าพนักงานตำ�รวจจับกุมจำ�เลยทั้งสองได้พร้อมธนบัตร
ฉบับละ 100 บาท 1 ฉบับ ซึ่งจำ�เลยทั้งสองได้มาจากการจำ�หน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ
เมทแอมเฟตามีนจำ�นวน 14 เม็ด ซงึ่ จำ�เลยทง้ั สองเหลือมาจากการจ�ำ หนา่ ยใหแ้ กส่ ายลบั เงินสด 400 บาท
ซึ่งจำ�เลยทั้งสองได้มาจากการจำ�หน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่บุคคลอื่น และเมทแอมเฟตามีนอีก 1 เม็ด
ที่จำ�เลยทั้งสองจำ�หน่ายให้แก่สายลับ จึงยึดเป็นของกลาง จำ�เลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำ�เลยในคดี
84 คำ�พิพากษาศาลฎีกา
อาญาหมายเลขแดงที่ 6971/2545 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 นับโทษจำ�เลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำ�เลยในคดีอาญา
หมายเลขแดงที่ 6971/2545 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง
จำ�เลยท่ี 1 ใหก้ ารรบั สารภาพ และรับว่าเปน็ บุคคลคนเดียวกบั จ�ำ เลยในคดที ีโ่ จทก์ขอให้นับโทษต่อ
จำ�เลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำ�เลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำ�ของจำ�เลยทั้งสอง
เป็นการกระทำ�อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจำ�หน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำ�คุกคนละ 4 ปี
ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำ�คุกคนละ 5 ปี คำ�ให้การ
รับสารภาพของจำ�เลยที่ 1 ในชั้นพิจารณาและคำ�ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนของจำ�เลย
ทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 78 คงจำ�คุกจำ�เลยทั้งสองคนละ 6 ปี ให้นับโทษจำ�เลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำ�เลยในคดี
อาญาหมายเลขแดงที่ 6971/2545 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนและธนบัตรฉบับละ 100 บาท
ที่ใช้ในการล่อซื้อของกลาง ส่วนเงินสดจำ�นวน 400 บาท ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำ�ความผิด
ในคดีนี้จึงไม่ริบ
จำ�เลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณพ์ ิพากษาแก้เปน็ ว่า ใหย้ กฟ้องส�ำ หรบั จำ�เลยท่ี 2 นอกจากทแ่ี ก้ให้เปน็ ไปตาม
คำ�พิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำ�นวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ
เจ้าพนักงานตำ�รวจจับกุมจำ�เลยทั้งสองได้และพบเมทแอมเฟตามีน 14 เม็ดในห้องพักที่เกิดเหตุซึ่งเป็นห้อง
ของจ�ำ เลยที่ 1 ไดเ้ มทแอมเฟตามนี 1 เมด็ จากสายลบั ผลู้ อ่ ซอ้ื ธนบตั ร ฉบบั ละ 100 บาท 50 บาท 20 บาท
และ 10 บาท รวม 500 บาท โดยมีธนบัตรล่อซื้อ 100 บาท ปะปนอยู่ด้วยเป็นของกลาง คดีมีปัญหา
วินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำ�เลยที่ 2 ร่วมกับจำ�เลยที่ 1 กระทำ�ความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มี
ร้อยตำ�รวจเอก ส. เบิกความได้ใจความว่า พยานและพวกไปซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ที่สุเหร่าคู่โดยปล่อยให้สายลับ
ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำ�เลยทั้งสองตามลำ�พัง ต่อมาสายลับนำ�เมทแอมเฟตามีนลักษณะเป็นยา
เม็ดกลมแบนสีส้มห่อด้วยกระดาษตะกั่ว 1 เม็ด มามอบให้และแจ้งว่าซื้อมาจากจำ�เลยที่ 1 ราคาเม็ดละ
100 บาท และในขณะล่อซื้อมีผู้ชายอีกคนหนึ่งอยู่ในห้องเดียวกับจำ�เลยที่ 1 เป็นผู้เก็บธนบัตรที่ล่อซื้อไว้
เมื่อพยานและพวกไปถึงห้องเกิดเหตุพบจำ�เลยที่ 1 นั่งอยู่บนเตียงภายในห้องจำ�เลยที่ 2 อยู่หน้าห้องนํ้า
และเจ้าพนักงานตำ�รวจค้นห้องเกิดเหตุแล้วพบเมทแอมเฟตามีน 14 เม็ด บรรจุอยู่ในขวดพลาสติกขนาด
เล็กพันด้วยเทปพันสายไฟสีดำ�อยู่ที่ซอกเตียงซึ่งจำ�เลยที่ 1 นั่งอยู่ และพบธนบัตรล่อซื้อปะปนอยู่กับธนบัตร
อัยการนิเทศ 85
อื่นในกระเป๋ากางเกงของจำ�เลยที่ 2 ในชั้นจับกุมจำ�เลยทั้งสองให้การรับสารภาพและจำ�เลยที่ 1 เขียน
บันทึกคำ�รับสารภาพด้วยลายมือ ของตนเองโดยจำ�เลยทั้งสองลงลายมือชื่อในบันทึกคำ�รับสารภาพ และ
โจทก์ยังมีสิบตำ�รวจโท ย. เบิกความสนับสนุนได้ใจความในทำ�นองเดียวกัน เห็นว่า ในขณะที่สายลับล่อซื้อ
เมทแอมเฟตามีนคราวเกิดเหตุ โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวคงมีแต่คำ�เบิกความของ
ร้อยตำ�รวจเอก ส. และสิบตำ�รวจโท ย. ที่เบิกความว่า สายลับแจ้งต่อเจ้าพนักงานต�ำ รวจชุดจับกุมว่า จำ�เลย
ที่ 2 เป็นผู้เก็บธนบัตรล่อซื้อไว้ ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เป็นเพียงพยานบอกเล่าในเรื่องการล่อซื้อนี้จึง
ไม่มีนํ้าหนักให้รับฟังได้ แม้โจทก์จะฎีกาว่า การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบปากคำ�สายลับและมิได้นำ�
สายลับมาเบิกความก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสายลับและบุคคลในครอบครัวของสายลับ
ก็ตาม ก็มิใช่ข้ออ้างที่น่ารับฟังเพราะเมื่อจำ�เลยทั้งสองถูกจับกุมหลังจากจำ�หน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่
สายลับในเวลาไม่นานนักเช่นนี้ จำ�เลยทั้งสองก็ย่อมจำ�ได้ว่า ผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนเมื่อครู่ก่อน คือ สายลับ
ของเจ้าพนักงานตำ�รวจอยู่ดีนั่นเอง และศาลฎีกายังเห็นต่อไปว่า การที่ศาลจะลงโทษผู้ใดนั้น โจทก์ต้อง
นำ�สืบให้ได้ความชัดเจน แน่นอนว่า บุคคลผู้นั้นกระทำ�ความผิดจริง หาใช่มีแต่เพียงคำ�เบิกความของ
เจ้าพนักงานตำ�รวจผู้จับกุมว่า สายลับแจ้งแก่พยานว่า เห็นผู้ชายอีกคนหน่ึงซึ่งอยู่ในห้องเดียวกับจำ�เลยที่ 1
เป็นผู้เก็บธนบัตรล่อซื้อเช่นนี้ไม่ เพราะเป็นคำ�เบิกความแต่เพียงลอย ๆ กรณีอาจเป็นไปได้ว่าผู้ชายคนที่
สายลับเห็นว่าเป็นผู้เก็บ ธนบัตรล่อซื้อไว้อาจจะมิใช่จำ�เลยที่ 2 ก็ได้ ลำ�พังเพียงการได้ธนบัตรล่อซื้อใน
ตัวจำ�เลยที่ 2 มิใช่ข้อยืนยันว่าจำ�เลยที่ 2 ร่วมกับจำ�เลยที่ 1 จำ�หน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อ
ซื้อ นอกจากนี้ยังได้ความจากสิบตำ�รวจโท ย. ซึ่งตอบคำ�ถามค้านของทนายจำ�เลยที่ 2 ว่า บ้านที่เกิดเหตุ
มิใช่บ้านของจำ�เลยที่ 2 และโจทก์ก็ไม่อาจนำ�สืบให้เห็นได้ว่า จำ�เลยที่ 2 ร่วมอยู่อาศัยภายในห้องที่เกิด
เหตุกับจำ�เลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำ�สืบมายังเป็นที่น่าสงสัยตามสมควรว่าจำ�เลยที่ 2 ร่วม
กับจำ�เลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่ายและร่วมกันจำ�หน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม
ฟ้องจริงหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำ�เลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาข้ออื่น
ๆ ของโจทก์เป็นข้อปลีกย่อย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำ�วินิจฉัยของศาลฎีกา ไม่จำ�ต้องวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์
ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ธนบัตรของกลาง 100 บาท ที่เจ้าพนักงานตำ�รวจนำ�มาใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน จากจำ�เลย
ที่ 1 นั้น ปรากฏว่าเป็นเงินที่เจ้าพนักงานตำ�รวจตระเตรียมมา หาใช่เป็นของจำ�เลยที่ 1 ไม่ จึงริบไม่ได้ ต้อง
คืนธนบัตรดังกล่าวให้แก่เจ้าของ ส่วนเงินสดของกลางอีก 400 บาท โจทก์บรรยายฟ้อง และมีค�ำ ขอให้ริบ
ของกลางดังกล่าว แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ริบนั้นพอแปลได้ว่าศาลล่างทั้งสองเห็นควรคืนให้แก่เจ้าของ ศาล
ฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งคืนแก่เจ้าของด้วย
พิพากษายืน แต่ให้คืนธนบัตร 100 บาท และเงินสด 400 บาท ของกลาง แก่เจ้าของ
86 คำ�พิพากษาศาลฎีกา
คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๗๔๔/๒๕๕๒
ป.อ. ความผิดหลายกรรมต่างกัน ข่มขืน (มาตรา ๓๔๑ )
เมื่อจำ�เลยที่ 1 ข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 ที่กระท่อมแล้ว จำ�เลยที่ 1 ได้ออกจาก
กระท่อมดังกล่าว อันแสดงถึงการปล่อยผู้เสียหายที่ 2 ให้พ้นจากการบังคับของตนไปแล้ว จึงถือได้
ว่าเจตนาที่จำ�เลยที่ 1 พรากผู้เสียหายที่ 2 ไปจากผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแล โดยปราศจาก
เหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 ในครั้งแรกได้ยุติลงแล้ว
ต่อมาเมื่อจำ�เลยที่ 1 พบผู้เสียหายที่ 2 ในระหว่างทางอีกครั้ง จึงเกิดเจตนาที่จะบังคับผู้เสียหายที่ 2
ไปที่ป่าหญ้าข้างทางแล้วให้พวกอีก 3 คน ข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 อีกครั้ง ซึ่งเป็นเจตนา
ที่เกิดขึ้นใหม่ในภายหลัง แม้จะเป็นการกระทำ�ความผิดในเวลาต่อเนื่องกัน แต่ก็เป็นการกระทำ�ความ
ผิดที่อาศัยเจตนาแยกต่างหากจากกันได้ การกระทำ�ของจำ�เลยที่ 1 ในครั้งหลังนี้จึงเป็นการกระทำ�
ต่างกรรมต่างวาระกับการกระทำ�ในครั้งแรก
พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร โจทก ์
ระหว่าง
นายนพดล กันกลั่น ที่ 1
นายจักรกริช สุวรรณดี ที่ 2 จำ�เลย
โจทก์ฟ้องว่า จำ�เลยทั้งสองร่วมกับพวกกระทำ�ความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ
จำ�เลยที่ 1 ข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 กับผู้เสียหายที่ 2 ให้กระทำ�การใด ไม่กระทำ�การใด หรือจำ�ยอมต่อ
สิ่งใด โดยจำ�เลยที่ 1 พูดให้ผู้เสียหายที่ 1 หยุดรถจักรยานยนต์ว่า “ถ้าไม่หยุดจะยิง” จนทำ�ให้
ผู้เสียหายที่ 1 กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย จึงหยุดรถ แล้วจำ�เลยที่ 1 ดึงแขนผู้เสียหายที่ 2
ลงจากรถจักรยานยนต์ บังคับให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่จำ�เลยที่ 1 ขับ โดยประการที่ทำ�ให้
ผู้เสียหายที่ 2 ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำ�เลยทั้งสองกับพวกร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 2 ผู้เยาว์อายุ
กว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นยาย (ที่ถูกเป็นย่า) ผู้ปกครอง ผู้ดูแล
โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำ�เลยทั้งสองกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหาย
ที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำ�เลยทั้งสองกับพวก โดยจำ�เลยทั้งสองกับพวกได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืน
กระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 จนสำ�เร็จความใคร่ทุกคนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยผู้เสียหายที่ 2
ไม่ยินยอมแต่อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เนื่องจากถูกจับแขน ขาไว้ จากนั้นจ�ำ เลยที่ 1 กับนาย พ.
อัยการนิเทศ 87
ร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้กระทำ�การใด ไม่กระทำ�การใด หรือจำ�ยอมต่อสิ่งใด โดยจำ�เลยที่ 1
บังคับให้ผู้เสียหายที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่จำ�เลยที่ 1 ขับโดยพูดว่า “ถ้าไม่ไปด้วยจะโทรศัพท์
บอกให้เพื่อนมาอีก” จนทำ�ให้ผู้เสียหายที่ 2 กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย โดยประการที่ท�ำ ให้
ผู้เสียหายที่ 2 ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำ�เลยที่ 1 กับพวกร่วมกัน พรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจาก
ผู้เสียหายที่ 3 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารอีกครั้ง แล้วจ�ำ เลยที่ 1 กับพวกร่วมกันข่มขืน
กระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำ�เลยที่ 1 กับพวกโดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำ�
ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 จนสำ�เร็จความใคร่ทุกคน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงอีกครั้ง โดยผู้เสียหายที่ 2
ไม่ยินยอม แต่อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276,
309, 318, 83, 91
จำ�เลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยานจำ�เลยที่ 1 ขอถอนคำ�ให้การเดิม โดยให้การ
ปฏิเสธเฉพาะข้อหาร่วมกันข่มขืนกระทำ�ชำ�เราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงในครั้งหลัง ส่วนข้อหาอื่นยัง
คงให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จ�ำ เลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
276 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 276 วรรคสอง (เดิม)), 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และจำ�เลยที่
1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก การกระทำ�ของจำ�เลยทั้งสองเป็นความ
ผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐาน
รว่ มกนั พรากผเู้ ยาวอ์ ายกุ วา่ สบิ หา้ ปแี ตย่ งั ไมเ่ กนิ สบิ แปดปเี พอื่ การอนาจาร จำ�คกุ จ�ำ เลยที่ 1 กระทงละ 10 ปี
รวม 2 กระทง จำ�คุก 20 ปี ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำ�การใดและฐานร่วมกันข่มขืนกระทำ�ชำ�เราอันมี
ลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นการกระทำ�ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอยู่ในวาระเดียวกัน พฤติการณ์ของจ�ำ เลย
ที่ 1 มีเจตนาเพียงเพื่อต้องการข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น จึงเป็นการกระทำ�กรรมเดียว
เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำ�ชำ�เราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง
ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำ�คุกจำ�เลยที่ 1 กระทงละ
18 ปี รวม 2 กระทง จำ�คุก 36 ปี รวมจำ�คุกจำ�เลยที่ 1 มีกำ�หนด 56 ปี ส่วนจำ�เลยที่ 2 ฐานร่วมกัน
พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อการอนาจาร จำ�คุก 10 ปี ฐานร่วมกันข่มขืน
กระทำ�ชำ�เราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำ�คุก 18 ปี รวมจำ�คุกจำ�เลยที่ 2 มีกำ�หนด 28 ปี
คำ�ให้การของจำ�เลยทั้งสองในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาตลอดจนทางนำ�สืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำ�คุกจำ�เลยที่ 1
มีกำ�หนด 28 ปี จำ�คุกจำ�เลยที่ 2 มีกำ�หนด 14 ปี
จำ�เลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบ
แปดปีเพื่อการอนาจาร จำ�คุกจำ�เลยที่ 1 มีกำ�หนด 10 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำ�ชำ�เราอันมีลักษณะ
เป็นการโทรมหญิง จำ�คุกจำ�เลยที่ 1 มีกำ�หนด 18 ปี รวมจำ�คุกจำ�เลยที่ 1 มีกำ�หนด 28 ปี เมื่อลดโทษ
88 คำ�พิพากษาศาลฎีกา
ให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจ�ำ คุกจำ�เลยที่ 1 มีกำ�หนด 14 ปี คำ�ขออื่น
นอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำ�พิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำ�นวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกา
ของโจทก์ว่า การกระทำ�ของจำ�เลยที่ 1 ที่ข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์แล้วร่วม
กับพวกข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 ในครั้งหลังเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกับการกระทำ�ในครั้ง
แรกหรือไม่ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างวินิจฉัยมาแล้ว
จากพยานหลักฐานในสำ�นวน ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง
ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 กลับจากดูกีฬาชกมวยที่ตลาดบางลายกับผู้เสียหายที่ 1 และเด็กชาย พ. โดยทั้งสาม
คนนั่ง ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาด้วยกัน ระหว่างทางพบจำ�เลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ตามมา แล้ว
บอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวหยุดรถ จากนั้นจำ�เลยที่ 1 ดึงผู้เสียหาย
ที่ 2 ขึ้นรถจักรยานยนต์ของตนขับพาไปยังกระท่อมและได้ข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 ที่กระท่อม
ดังกล่าว โดยมีพวกของจำ�เลยที่ 1 ประมาณ 7 ถึง 8 คน ร่วมข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 ด้วย
เมื่อจำ�เลยที่ 1 ข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 แล้ว ได้ออกไปจากกระท่อมโดยปล่อยให้พวกของจำ�เลย
ที่ 1 ข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 หลังจากที่ผู้เสียหายที่ 2 ถูกข่มขืนกระทำ�ชำ�เราที่กระท่อม
ดงั กลา่ วแลว้ นาย ก. ซง่ึ เปน็ พวกของจ�ำ เลยท่ี 1 ไดข้ บั รถจกั รยานยนตพ์ าผเู้ สยี หายท่ี 2 ออกมาจากกระทอ่ ม
ระหว่างทางพบกับจำ�เลยท่ี 1 อีกและจำ�เลยท่ี 1 ได้บังคับพาผเู้ สียหายท่ี 2 ไปทีป่ า่ หญา้ ขา้ งทางแล้วใหพ้ วก
อีก 3 คน ข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง เห็นว่า เมื่อจำ�เลยที่ 1 ข่มขืนกระทำ�ชำ�เรา
ผู้เสียหายที่ 2 ที่กระท่อมแล้ว จำ�เลยที่ 1 ได้ออกจากกระท่อมดังกล่าว อันแสดงถึงการปล่อย
ผเู้ สยี หายที่ 2 ใหพ้ น้ จากการบงั คบั ของตนไปแลว้ จงึ ถอื ไดว้ า่ เจตนาทจ่ี ำ�เลยที่ 1 พรากผเู้ สยี หายท่ี 2 ไปจาก
ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำ�
ชำ�เราผู้เสียหายที่ 2 ในครั้งแรกได้ยุติลงแล้ว ต่อมาเมื่อจำ�เลยที่ 1 พบผู้เสียหายที่ 2 ในระหว่างทางอีก
ครั้ง จึงเกิดเจตนาที่จะบังคับผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ป่าหญ้าข้างทางแล้วให้พวกอีก 3 คน ข่มขืนกระทำ�ชำ�เรา
ผู้เสียหายที่ 2 อีกครั้ง ซึ่งเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นใหม่ในภายหลัง แม้จะเป็นการกระทำ�ความผิดในเวลาต่อ
เนื่องกัน แต่ก็เป็นการกระทำ�ความผิดที่อาศัยเจตนาแยกต่างหากจากกันได้ การกระทำ�ของจำ�เลยที่ 1
ในครั้งหลังนี้จึงเป็นการกระทำ�ต่างกรรมต่างวาระกับการกระทำ�ในครั้งแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษ
จ�ำ เลยที่ 1 เป็นความผดิ กรรมเดียวในแต่ละฐานความผิดนัน้ ศาลฎีกาไมเ่ หน็ พอ้ งด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำ�พิพากษาศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
การกระทำ�ของจำ�เลยเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมนั้น พนักงานอัยการซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่ง
ในการอำ�นวยความยุติธรรมควรพิจารณาให้ดีก่อนฟ้องเพราะเกี่ยวข้องกับอิสรภาพของจำ�เลย หากการ
กระทำ�ใดเป็นกรรมเดียวแต่พนักงานอัยการฟ้องหลายกรรม และศาลพิพากษา ลงโทษหลายกรรมตามที่
อัยการนิเทศ 89
อัยการฟ้อง ซึ่งเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการอุทธรณ์ฎีกาหรือศาลสูง ไม่เปลี่ยนแปลงคำ�พิพากษาจะทำ�ให้
จำ�เลยได้รับโทษหนักว่าที่จำ�เลยควรได้รับ ในทางตรงกันข้าม หากการกระทำ�ของจำ�เลยเป็นความผิดหลาย
กรรม แต่พนักงานอัยการฟ้องเพียงกรรมเดียว ก็จะทำ�ให้จำ�เลยได้รับโทษน้อยกว่าที่ควรจะได้รับการ
กระทำ�ผิดในทางอาญาเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมยังมีความเห็นที่แตกต่างและถกเถียงกันตลอดมา
มีคำ�พิพากษาฎีกาได้อธิบายการกระทำ�ผิดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมดังนี้
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำ�ความผิดหลายกรรมต่างกัน มิได้
บัญญัติว่าการกระทำ�ความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำ�ในวันเดียวกันหรือ
ในวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ (ค�ำ พิพากษา
ศาลฎีกาที่ 3098/2553, 4222/2545) การพิจารณาว่า การกระทำ�เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม
ต่างกัน มิใช่จะพิจารณาแต่เพียงว่าถ้าเป็นการกระทำ�ความผิดหลายฐานในครั้งเดียวคราวเดียวแล้วจะต้อง
เป็นกรรมเดียวเสมอไป การกระทำ�ความผิดหลายฐานในครั้งเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้ หาก
ผู้กระทำ�มีเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกันหรือประสงค์จะให้เกิดผลเป็นความผิดหลายฐาน (คำ�พิพากษา
ศาลฎีกาที่ 3899/2542) ตัวอย่าง การกระทำ�ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกันแม้จะมีเจตนาอย่าง
เดียวกันแต่หากประสงค์ให้เกิดผลเป็นความผิดหลายฐานย่อมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เช่น การที่
จำ�เลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารและหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ก่อนข่มขืนกระท�ำ ชำ�เรา เป็นการแสดง
เจตนาส่วนหนึ่งของจำ�เลยโดยมีเหตุจูงใจที่จะนำ�ตัวผู้เสียหายไปกักขังไว้เพื่อข่มขืนกระทำ�ชำ�เรา เป็นการ
กระทำ�ส่วนหนึ่งที่สำ�เร็จไปแล้วต่างหากจากการที่จำ�เลยข่มขืนกระทำ�ชำ�เราจึงเป็นการกระทำ�ความผิดฐาน
พาหญิงไปเพื่อการอนาจารและหน่วงเหนี่ยวกักขังตามป.อ.มาตรา 284 วรรคแรก และมาตรา 310 วรรค
แรก กระทงหนึ่ง เมื่อจำ�เลยข่มขืนกระทำ�ชำ�เราผู้เสียหายจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำ�ชำ�เราตาม ป.อ.
มาตรา 276 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน (ค�ำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 415/2550)
ดังนั้น การกระทำ�ความผิดเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น ต้องพิจารณาจากเจตนา
ของผู้กระทำ�ความผิดว่า เป็นการกระทำ�โดยมีเจตนาเดียวกันหรือเป็นการกระทำ�โดยมีเจตนาต่างกัน
จะกระทำ�ในวาระเดียวกันหรือต่างวาระกันไม่ใช่ข้อสำ�คัญ (คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ 414/2550)
โชคชัย ทิฐิกัจจธรรม
อัยการผู้เชี่ยวชาญ
90 คำ�พิพากษาศาลฎีกา
คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๖๗๑/๒๕๕๓
ป.วิ.พ. คำ�พิพากษาของสองศาลซึ่งต่างชั้นขัดกัน (มาตรา ๑๔๖)
พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐
แม้คดีนี้จะมีมูลคดีเดียวกันและจำ�เลยกระทำ�ความผิดด้วยกันกับนาย ณ. จำ�เลย ในคดีอาญา
ของศาลจังหวัดลำ�ปาง ผู้เสียหายและพยานหลักฐานในสำ�นวนเป็นชุดเดียวกันทั้งหมด ซึ่งศาลจังหวัด
ลำ�ปางได้พิพากษายกฟ้องว่า นาย ณ. ป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่คดีนี้เป็นคำ�พิพากษา
ของศาลที่สูงกว่า ทั้งคำ�พิพากษาในคดีอื่นเป็นคนละเรื่องกัน ไม่ผูกพันคู่ความในอีกคดีหนึ่ง และการ
พิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ศาลจ�ำ ต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำ�พิพากษา
คดีอาญาอื่น ดังนั้น จำ�เลยจะอ้างข้อเท็จจริงในคดีที่นาย ณ. เป็นจำ�เลยมาให้ศาลยกฟ้องจำ�เลยในคดี
นี้หาได้ไม่
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลำ�ปาง โจทก ์
ระหว่าง
นายวินัยหรือฝน มูลจันทร์ตา จำ�เลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำ�เลยกับพวกอีก 1 คน
ซึ่งมีอายุพ้นเกณฑ์เยาวชนและแยกดำ�เนินคดีต่างหากแล้ว ร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองสั้น ขนาด 20 จำ�นวน
1 กระบอก ซึ่งไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำ�ปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ พร้อมกับมีกระสุนปืนลูกซอง
ไม่ทราบขนาดและจำ�นวนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำ�เลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืน
และเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จากนั้น
จำ�เลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนาย ส. ผู้เสียหายที่ 1 นาย ต. ผู้เสียหาย
ที่ 2 และนาย ป. ผู้เสียหายที่ 3 จำ�นวน 1 นัด โดยมีเจตนาฆ่า จำ�เลยกับพวกลงมือกระทำ�ไปโดยตลอด
แล้ว แต่การกระทำ�ไม่บรรลุผล เนื่องจากกระสุนถูกผู้เสียหายทั้งสามที่บริเวณอวัยวะไม่สำ�คัญ ผู้เสียหาย
ทั้งสามจึงไม่ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำ�บลปงแสนทอง อำ�เภอเมืองลำ�ปาง จังหวัดลำ�ปาง ต่อมา วันที่ 1
มิถุนายน 2548 จำ�เลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน จากนั้นวันที่ 26 สิงหาคม 2548 เจ้าพนักงาน
ตำ�รวจจับกุมพวกของจำ�เลยพร้อมยึดอาวุธปืนที่จำ�เลยกับพวกใช้ก่อเหตุเป็นของกลางขอให้ลงโทษตาม
อัยการนิเทศ 91
พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371
ริบอาวุธปืนของกลาง
จำ�เลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำ�เลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288
ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง
การกระทำ�ของจำ�เลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 91 ขณะกระทำ�ความผิดจำ�เลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 76 แล้ว ฐานพยายามฆ่า จำ�คุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
จำ�คุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตาม
พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำ�คุก 3 เดือน รวม
จำ�คุก 5 ปี 9 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำ�คุกเป็นส่งจำ�เลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครอง
เด็กและเยาวชนจังหวัดลำ�ปาง เป็นเวลาขั้นตํ่า 3 ปี ขั้นสูงไม่เกินกว่าจำ�เลยมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ตาม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534
มาตรา 104 (2) ริบอาวุธปืนของกลาง
จำ�เลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน
จำ�เลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจสำ�นวนประชุมปรึกษาแล้วมีปัญหาข้อกฎหมายต้อง
วินิจฉัยตามฎีกาของจำ�เลยว่าคดีนี้มูลคดีเดียวกันและจำ�เลยกระทำ�ความผิดด้วยกันกับนาย ณ. จำ�เลยใน
คดีอาญาของศาลจังหวัดลำ�ปาง ผู้เสียหายและพยานหลักฐานในสำ�นวนเป็นชุดเดียวกันทั้งหมด ซึ่งศาล
จังหวัดลำ�ปางได้พิพากษายกฟ้องว่านาย ณ. ป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อมูลความผิดเดียวกันนาย
ณ. ไม่มีความผิดจำ�เลยย่อมไม่ต้องรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า เป็นกรณีที่จำ�เลยอ้างคำ�พิพากษาของสองศาล
ซง่ึ ต่างชนั้ ขัดกัน โดยเฉพาะคดีนีเ้ ป็นค�ำ พิพากษาของศาลทสี่ งู กวา่ ท้ังคำ�พิพากษาในคดีอ่นื เป็นคนละเร่อื งกัน
ไม่ผูกพันคู่ความในอีกคดีหนึ่ง และการพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ศาลจำ�ต้อง
ถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำ�พิพากษาคดีอาญาอื่นดังนั้น จำ�เลยจะอ้างข้อเท็จจริงในคดีที่นาย ณ.
เป็นจำ�เลย มาให้ศาลยกฟ้องจำ�เลยในคดีนี้หาได้ไม่ ฎีกาของจำ�เลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
92 คำ�พิพากษาศาลฎีกา
คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๐๒๕/๒๕๕๓
ป.อ. ริบทรัพย์ ( มาตรา ๓๖ )
แม้ผู้ร้องเคยยื่นคำ�ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางภายในกำ�หนดระยะเวลาตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่ผู้ร้องก็ยื่นคำ�ร้องขอถอนคำ�ร้องซึ่งเป็นความประสงค์ของผู้ร้องเองที่ไม่
ต้องการดำ�เนินคดีต่อไป ทั้งระยะเวลาการขอคืนทรัพย์สินที่ศาลมีคำ�สั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 36 มิใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะสละหรือ ไม่
สละอายุความ และที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องเพิ่งรู้ถึงสิทธิของผู้ร้องในการเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของ
กลางแท้จริงตามคำ�พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็มิใช่เหตุที่ผู้ร้องจะยื่นคำ�ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์
ของกลางเมื่อพ้นกำ�หนดตามระยะเวลาที่กฎหมายกำ�หนดได้ ดังนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำ�ร้องขอคืนรถ
จักรยานยนต์ของกลางคดีนี้เมื่อพ้นกำ�หนด 1 ปี นับแต่วันคำ�พิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง
ถึงที่สุด จึงเกินกำ�หนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36
พนักงานอัยการจังหวัดลำ�พูน โจทก์
ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำ�กัด ท. วัฒนามอเตอร์ ผู้ร้อง
นายกมล ปัญโญใหญ่ จำ�เลย
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำ�เลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง
ผู้ร้องยื่นคำ�ร้องและแก้ไขคำ�ร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน
คษธ 273 ของกลางซึ่งได้ให้จำ�เลยเช่าซื้อไปก่อนเกิดเหตุ ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำ�ความ
ผิดของจำ�เลย ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง
โจทก์ยื่นคำ�คัดค้านและแก้ไขค�ำ คัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางและ
ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำ�ความผิดของจำ�เลยผู้ร้องขอคืนของกลางเพื่อประโยชน์ของจำ�เลยอัน
เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และผู้ร้องยื่นคำ�ร้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำ�พิพากษาถึงที่สุด
ขอให้ยกคำ�ร้อง
อัยการนิเทศ 93