The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-12 09:37:57

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

ก็ชอบที่จะให้ความเห็นชอบในการยกเลิกสัญญาร่วมทุนดังกล่าว ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
อุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๑๕ แต่เนื่องจากสัญญาข้อ ๓๓ ได้ระบุว่าเป็นการจัดทำ�บริการสาธารณะ
ด้านการศึกษา เข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หากมหาวิทยาลัยเห็นว่า การจะคงไว้ซึ่งอาคารหอพัก
เป็นสิ่งจำ�เป็นต่อนักศึกษา มหาวิทยาลัยก็ชอบที่จะรับอาคารดังกล่าวไว้ โดยชำ�ระราคาค่าก่อสร้างตามที่
ส่วนราชการเป็นผู้ประเมินค่าก่อสร้างให้แก่ฝ่ายเอกชนด้วยความเป็นธรรม
๒. จากข้อหารือที่ ๓ การที่บริษัทได้แจ้งเป็นหนังสือต่อมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับมติที่ประชุมบริษัท
ให้เสนอขายสิทธิการรับเงินตามสัญญาให้แก่ผู้ที่สนใจจะลงทุนและถือครองสิทธิดังกล่าวแทนบริษัท มิใช่
เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ เท่านั้น
เนื่องจากบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ซื้อสิทธิการรับเงินจากบริษัทก็จะต้องเข้าลงทุนและถือครองสิทธิและ
หน้าที่ที่มีต่อมหาวิทยาลัยตามสัญญาร่วมลงทุนก่อสร้างหอพักนักศึกษาฯ ทุกประการ จึงเข้าลักษณะเป็นการ
แปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐ และเป็นการ
ใช้สิทธิขัดต่อสัญญา ข้อ ๑๔ ซึ่งการดำ�เนินการดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาวิทยาลัย
144 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

คำ�วินิจฉัยที่ ๓๒/๒๕๕๔
เรื่อง หารือการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๕,
มาตรา ๒๐๗, มาตรา ๒๑๑, มาตรา ๓๓๑,
มาตรา ๘๕๐, มาตรา ๘๕๒
หน่วยงานที่หารือ จังหวัดเพชรบูรณ์

เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะช่วยเหลือและแก้ไขหนี้นอกระบบให้แก่ประชาชนจึงมอบหมาย
ให้ศูนย์ดำ�รงธรรม กระทรวงมหาดไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นหน่วย
งานหลักในการจัดให้มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ต่อมาจังหวัด
เพชรบูรณ์ได้หารือในกรณีที่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้ตกลงเข้าสู่กระบวนการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งได้
กระทำ�ต่อหน้าเจ้าพนักงานของรัฐ (ศูนย์ดำ�รงธรรม) ตามแบบ นบ. ๒ แล้วแต่เจ้าหนี้ปฏิเสธไม่ยอมมา
รับชำ�ระหนี้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรซึ่งเป็นธนาคารฯ ที่จะมารับโอนหนี้ของ
ลูกหนี้จากเจ้าหนี้เดิม โดยในกรณีดังกล่าวเห็นว่า การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างลูกหนี้และ
เจ้าหนี้ตามแบบ นบ. ๒ ถือเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๘๕๐ จึงทำ�ให้ข้อเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับเดิมระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ระงับสิ้นไป
โดยลูกหนี้และเจ้าหนี้จะต้องถือเอาสิทธิและหน้าที่ตามข้อตกลงที่ปรากฏในแบบ นบ. ๒ ซึ่งเป็นสัญญา
ประนีประนอมยอมความแทนตามมาตรา ๘๕๒ ดังนั้น เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามข้อ
ตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งย่อมเรียกร้องบังคับตามสิทธิที่ปรากฏ
ในสัญญาประนีประนอมยอมความได้ เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ได้แสดงเจตนาขอปฏิบัติการชำ�ระหนี้ตาม
สัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว แต่เจ้าหนี้ปฏิเสธไม่รับชำ�ระหนี้ โดยอ้างว่ายังได้รับดอกเบี้ยไม่
ครบถ้วน จึงถือว่าเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ปฏิเสธไม่รับชำ�ระหนี้ โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างตามกฎหมาย
ได้ เจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา ๒๐๗ ลูกหนี้จึงไม่จำ�ต้องรับผิดในดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในระหว่างที่
เจ้าหนี้ผิดนัดตามมาตรา ๒๒๑ และไม่ถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๒๐๕ อย่างไรก็ตาม แม้การที่เจ้าหนี้จะตกเป็นผู้ผิดนัด อันทำ�ให้ไม่สามารถคิดดอกเบี้ยในระหว่าง
ที่เจ้าหนี้ผิดนัดได้ แต่มูลหนี้กู้ยืมตามสัญญาประนีประนอมยอมความยังคงไม่ระงับไปจนกว่าลูกหนี้จะ
ปฏิบัติการชำ�ระหนี้ ดังนั้น ลูกหนี้จะหลุดพ้นจากหนี้ได้ก็ต่อเมื่อได้วางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ตาม
สัญญาประนีประนอมยอมความตามแบบ นบ.๒ เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว ณ สำ�นักงานบังคับคดี
จังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๓๑

อัยการนิเทศ 145

ข้อเท็จจริงและปัญหา
จงั หวดั เพชรบูรณ์ได้หารอื อัยการจังหวดั เพชรบูรณ์ กรณที นี่ าง อ. ได้กูย้ ืมเงนิ นอกระบบจากนาย ส.
เป็นเงินจำ�นวน ๑๔๐,๐๐๐ บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ต่อเดือน นาง อ. จึงไปขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบ
แจง้ ความประสงคว์ า่ นาง อ. เปน็ หนน้ี อกระบบ โดยไดก้ ยู้ มื เงนิ จากนาย ส. เปน็ ตน้ เงนิ จ�ำ นวน ๑๔๐,๐๐๐ บาท
คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๓ บาทต่อเดือน และประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐให้หาแหล่งเงินกู้
ดอกเบี้ยตํ่าเพื่อชำ�ระหนี้นอกระบบ ต่อมา นาง อ. ลูกหนี้ และนาย ส. เจ้าหนี้ ได้เข้าสู่กระบวนการเจรจา
ปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบ ณ ที่ว่าการอำ�เภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อหน้าปลัดองค์การบริหาร
ส่วนตำ�บล ปฏิบัติราชการแทนนายอำ�เภอหล่มสัก และตัวแทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ผลการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบ ปรากฏว่า เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงในภาระหนี้กันได้ โดยให้ต้น
เงินคงเหลือ ๑๔๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยคงเหลือ ๖,๐๐๐ บาท รวมเป็นจำ�นวนหนี้ทั้งสิ้น ๑๔๖,๐๐๐ บาท
โดยลูกหนี้ประสงค์จะโอนไปเป็นลูกหนี้ของธนาคารฯ รายละเอียดปรากฏตามผลการเจรจาปรับโครงสร้าง
หนี้นอกระบบ แบบ นบ. ๒ ต่อมา ธนาคารฯ ได้นัดให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้มาที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและ
สหกรณ์การเกษตร สาขาหล่มสัก เพื่อให้เจ้าหนี้มารับชำ�ระหนี้ ซึ่งนาง อ. ลูกหนี้ได้โทรศัพท์แจ้งให้นาย
ส. เจ้าหนี้ทราบแล้ว แต่ปรากฏว่า นาย ส. ปฏิเสธไม่ยอมมารับช�ำ ระหนี้ดังกล่าว โดยอ้างว่ายังได้ดอกเบี้ย
ไม่ครบทั้งหมด ดังนั้น นาง อ. จึงไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่ศูนย์ดำ�รงธรรมอำ�เภอหล่มสัก นายอำ�เภอหล่มสัก
จึงมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบดังกล่าว และ
ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์จึงมีหนังสือหารืออัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
คำ�วินิจฉัย
สำ�นักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่นาง อ. ได้กู้ยืมเงินนาย ส. เป็นจำ�นวน
๑๔๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ต่อเดือน ต่อมา ได้มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบระหว่าง
นาง อ. ลูกหนี้ และนาย ส. เจ้าหนี้ ซึ่งกระทำ�ต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ และตัวแทนของธนาคาร
เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยตกลงจำ�นวนหนี้กันได้ โดยให้หนี้เงินต้นคงเหลือ จำ�นวน
๑๔๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยอีกเป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาท รวมเป็นหนี้ทั้งสิ้น ๑๔๖,๐๐๐ บาท โดยนาง อ.
ลูกหนี้ตกลงยินยอมโอนหนี้ไปเป็นลูกหนี้ของธนาคารฯแทน รายละเอียดข้อตกลงปรากฏตามแบบ นบ. ๒
จึงเป็นผลให้ข้อเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับเดิมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๘๕๐ และมาตรา ๘๕๒
ต่อมานาง อ. ลูกหนี้ และธนาคารฯ ได้นัดให้นาย ส. เจ้าหนี้ มาที่ธนาคารฯ เพื่อรับช�ำ ระหนี้จำ�นวน
๑๔๖,๐๐๐ บาท แต่นาย ส. ปฏิเสธไม่ยอมมารับชำ�ระหนี้ จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้แสดงเจตนาชำ�ระหนี้แล้ว
แต่นาย ส. เจ้าหนี้ปฏิเสธไม่รับชำ�ระหนี้ โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างตามกฎหมายได้ นาย ส. เจ้าหนี้จึง

146 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๗ นาง อ. ลูกหนี้ จึงไม่จำ�ต้องรับผิดใน
ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เจ้าหนี้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๑ และไม่ถือว่า
นาง อ. ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๕
อย่างไรก็ตาม แม้การที่นาย ส. เจ้าหนี้ จะตกเป็นผู้ผิดนัด อันท�ำ ให้ไม่สามารถคิดดอกเบี้ยในระหว่าง
ที่เจ้าหนี้ผิดนัดได้ แต่มูลหนี้เงินต้น ๑๔๖,๐๐๐ บาท ยังคงไม่ระงับไปจนกว่านาง อ. ลูกหนี้จะปฏิบัติการ
ชำ�ระหนี้ ดังนั้นนาง อ. ลูกหนี้จะหลุดพ้นจากหนี้ได้ก็ต่อเมื่อได้วางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ตามสัญญา
ประนีประนอมยอมความตามแบบ นบ.๒ เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว ณ สำ�นักงานบังคับคดีจังหวัด
เพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๓๑

อัยการนิเทศ 147

คำ�วินิจฉัยที่ ๔๖/๒๕๕๔
เรื่อง หารือการดำ�เนินการตามสัญญาเช่าพื้นที่
กฎหมาย ระเบียบ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ
สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔๖
ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ฉบับลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ เรื่อง การกำ�หนด
ประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการ
ซึ่งต้องจัดทำ�รายงานการวิเคราะห์
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หัวข้อ ๒๒
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๔
หน่วยงานที่หารือ การท่าเรือแห่งประเทศไทย


การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ทำ�สัญญาเช่าพื้นที่เพื่อดำ�เนินการโครงการอู่เรือบริเวณท่าเรือ
แหลมฉบัง กับ บริษัท ย. จำ�กัด ในสัญญาได้กำ�หนดว่าบริษัทฯจะต้องดำ�เนินการก่อสร้างอู่แห้งพร้อม
สิ่งอำ�นวยความสะดวกสำ�หรับซ่อมเรือขนาดใหญ่อย่างน้อยหนึ่งอู่ ภายในระยะเวลาสิบปี นับแต่วันลง
นามในสัญญา โดยเมื่อมีการเลิกสัญญา หรือเมื่อครบกำ�หนดระยะเวลาเช่า อู่แห้งจะต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์
ของการท่าเรือฯ ต่อมาบริษัทฯได้มีหนังสือขอชะลอการลงทุนก่อสร้างอู่แห้ง และขอขยายเวลาเช่าไป
อีก ๓๐ ปี เนื่องจากระยะเวลาเช่าพื้นที่ ๓๐ ปี ตามสัญญาเดิมไม่เอื้ออำ�นวยต่อการหาแหล่งลงทุนและ
เห็นว่าเป็นโครงการที่มีระยะเวลาสั้นไป คณะกรรมการการท่าเรือฯ จึงมีมติอนุมัติให้ขยายเวลาออกไป
อีก ๑๐ ปี หลังจากนั้น บริษัท ย. มีหนังสือนำ�ส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการ
อู่แห้ง (ฉบับร่าง) ให้แก่ท่าเรือแหลมฉบังตรวจสอบในเบื้องต้น ก่อนนำ�เสนอสำ�นักนโยบายและแผน
ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม แต่ปรากฏว่าสำ�นักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้พิจารณาแล้วและนำ�เสนอคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่ง
แวดล้อมด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐานและอื่นๆมีมติไม่เห็นชอบรายงานและให้ปรับปรุงข้อมูลต่าง ๆ
ในรายงาน ซึ่งต่อมาบริษัทฯ ได้หารือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและมีความเห็นสรุปว่า ตำ�แหน่งที่
กำ�หนดไว้ในการก่อสร้างอยู่ในตำ�แหน่งที่ปิดทางเดินเรือเข้า-ออก ร่องนํ้าท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งจะทำ�ให้
เกิดผลกระทบโดยตรงต่อตารางเวลาและการให้บริการนำ�ร่องเขตท่าเรือแหลมฉบังอาจทำ�ให้ประสิทธิภาพ
และความปลอดภัยของการนำ�ร่องลดลง ต่อมาบริษัทฯ จึงมีหนังสือให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยแก้ไข
ข้อกำ�หนดของสัญญาฯ ข้อ ๒.๔ จากการก่อสร้างอู่แห้งเป็นการก่อสร้างท่าเทียบเรือและเขื่อนจอดเรือ
ในมูลค่าไม่น้อยกว่าการก่อสร้างอู่แห้ง ทั้งแจ้งว่าการก่อสร้างอู่แห้งไม่มีการศึกษาความเหมาะสมไว้
ก่อน ทั้งสภาพแวดล้อมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
ที่ปรึกษาในการศึกษาความเหมาะสมโครงการได้สรุปผลการศึกษาว่าการก่อสร้างอู่แห้งในพื้นที่นี้ไม่
148 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

เหมาะสม เนื่องจากทำ�ให้เกิดข้อจำ�กัดการใช้ศักยภาพที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อผลตอบแทนแก่
การท่าเรือฯ และการดำ�เนินการตามสัญญาจึงเป็นการดำ�เนินการที่ไม่เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้ให้เช่าและ
ผู้เช่า ข้อกำ�หนดของสัญญาว่าด้วยการสร้างอู่แห้งจึงเป็นข้อกำ�หนดที่ไม่อาจเป็นไปตามเจตนาของคู่
สัญญาได้ ดังนั้น บริษัทฯได้มีหนังสือขอผ่อนผันการปฏิบัติตามสัญญาฯ ตามข้อที่ ๔ ของข้อบันทึกข้อ
ตกลงแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๑ แจ้งว่าการก่อสร้างไม่อาจดำ�เนินได้ผลจากปัจจัยสำ�คัญภายนอก ความ
ไม่เหมาะสมด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ และการเดินเรือ บริษัทฯ ยังคงประสงค์จะดำ�เนิน
การตามสัญญาอยู่ แต่การประชุมคณะกรรมการประสานงานฯ ยังไม่ได้ข้อยุติและบริษัทฯ ไม่สามารถ
ก่อสร้างอู่แห้งให้เปิดใช้งานได้ทัน การท่าเรือแห่งประเทศไทยเห็นว่าระยะเวลาเปิดใช้งานอู่แห้งครบ
กำ�หนดแล้วแต่บริษัทฯยังไม่ดำ�เนินการเปิดใช้ตามสัญญาจึงมีหนังสือแจ้งริบหลักประกันและสงวนสิทธิ
ในการบอกเลิกสัญญาทั้งสงวนสิทธิ์ในการให้บริษัทฯ ยกอู่ลอยให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่การท่าเรือฯ แต่
บริษัทฯ เห็นว่าไม่ได้ทำ�ผิดจึงขอเพิกถอนการริบหลักประกัน ๑๔๒,๒๓๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งขอเพิก
ถอนการสงวนสิทธิทั้งสองด้วย การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงขอหารือเพื่อทราบแนวทางปฏิบัติสำ�หรับ
การดำ�เนินการในการบอกเลิกสัญญา

ข้อเท็จจริงและปัญหา
การทา่ เรอื แหง่ ประเทศไทยไดห้ ารอื เนอื่ งมาจากการทา่ เรอื แหง่ ประเทศไทยไดท้ ำ�สญั ญากบั บรษิ ทั ย.
จำ�กัด โดยใหบ้ ริษัทฯ เช่าพนื้ ทเ่ี พือ่ ด�ำ เนินการโครงการอ่เู รือบริเวณทา่ เรอื แหลมฉบงั ก�ำ หนดเวลาเชา่ ๓๐ ปี
และต้องดำ�เนินการก่อสร้างอู่แห้งพร้อมสิ่งอำ�นวยความสะดวกสำ�หรับซ่อมเรือขนาดใหญ่ อย่างน้อย ๑ อู่
ภายในระยะเวลา ๑๐ ปี เมอ่ื มกี ารบอกเลกิ สญั ญาหรอื ครบกำ�หนด อแู่ หง้ จะตกเปน็ กรรมสทิ ธข์ิ องการทา่ เรอื ฯ
และต่อมาบริษัทฯได้ชะลอการลงทุนพร้อมกับขอขยายระยะเวลาการเช่าออกไปอีก ๓๐ ปี การท่าเรือฯ
ได้ทำ�บันทึกข้อตกลงผ่อนผันระยะเวลาก่อสร้างอู่แห้งพร้อมกับขยายระยะเวลาการเช่าต่อท้ายสัญญาฯ ออก
ไปอีก ๑๐ ปี โดยบริษัทฯจะต้องจัดส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา ๔๖ แห่ง
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๔ บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามแผน
ดำ�เนินงานตามสัญญาได้เพียงแต่การทำ�รายงานซึ่งการท่าเรือฯ ทำ�การตรวจสอบและแนะนำ�แล้วเสร็จและ
มีการนำ�ส่งสำ�นักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมพิจารณา แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ
โครงการจึงไม่สามารถดำ�เนินการต่อได้ ซึ่งการก่อสร้างตามโครงการจะดำ�เนินการได้ต่อเมื่อคณะกรรมการ
ผู้ชำ�นาญการสำ�นักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเห็นชอบแล้วตามกฎหมาย
ต่อมาบริษัทฯ ได้มีหนังสือขอผ่อนผันการปฏิบัติตามสัญญาเช่าพื้นที่เพื่อด�ำ เนินการโดยอ้างว่า มูลเหตุสำ�คัญ
ที่ทำ�ให้การก่อสร้างอู่แห้งไม่อาจดำ�เนินการได้นั้นมาจากปัจจัยสำ�คัญภายนอก ด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม
เศรษฐศาสตร์ และการเดินเรือ เป็นต้น โดยบริษัทฯ ยังคงประสงค์ที่จะดำ�เนินการตามสัญญาอยู่ต่อไป

อัยการนิเทศ 149

แต่เนื่องจากการประชุมคณะกรรมการประสานงานฯ ยังไม่ได้ข้อยุติ และบริษัทฯ ไม่สามารถก่อสร้างอู่แห้ง
ให้เปิดใช้งานได้ทัน จึงขอขยายระยะเวลาการปฏิบัติตามสัญญาฯ ออกไปอีกจนกว่าจะได้ข้อยุติ ซึ่งการ
ท่าเรือฯเห็นว่าบริษัทผิดสัญญาแล้วจึงมีหนังสือแจ้งริบหลักประกันและสงวนสิทธิในการบอกเลิกสัญญา
ทั้งสงวนสิทธิ์ในการให้บริษัทฯ ยกอู่ลอยให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่การท่าเรือฯ จึงขอหารือประเด็นดังนี้
๑. การท่าเรือฯ จะนำ�ข้อเท็จจริงตามลำ�ดับเหตุการณ์ที่คู่สัญญาได้ดำ�เนินการไปแล้ว และผลการ
ศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างอู่แห้งดังกล่าวข้างต้น มาประกอบการพิจารณาการริบหลักประกัน
ได้หรือไม่
๒. หากดำ�เนินการตามข้อ ๑ ได้ การท่าเรือฯ สามารถจะนำ�มาเป็นเหตุในการไม่ริบหลักประกัน
กับคู่สัญญาและเลือกการก่อสร้างท่าเทียบเรือและเขื่อนจอดเรือมาทดแทนได้หรือไม่
คำ�วินิจฉัย
สำ�นักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การก่อสร้างอู่แห้งนั้น ผู้เช่าจะต้องมีหน้าที่ศึกษา
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำ�คัญที่ระบุไว้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษา
คุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔๖ และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง
แวดล้อม ฉบับลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ เรื่อง การกำ�หนดประเภท และขนาดของโครงการหรือกิจการ
ซึ่งต้องจัดทำ�รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หัวข้อ ๒๒ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ผู้เช่าต้องมีหน้าที่
ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำ�นักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมมีมติไม่เห็นชอบในรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมฉบับดังกล่าว และได้ให้
ผเู้ ช่าน�ำ กลับไปศกึ ษา ในประเด็นตา่ ง ๆ ตามทรี่ ะบุ เช่น ตรวจสอบประมาณการใชร้ อ่ งน้ําและระยะเวลาการ
ใช้ร่องนํ้าของโครงการพร้อมกับประเมินความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ และประเมินผลกระทบด้านความ
เสยี หายทางเศรษฐกจิ ของเรอื อน่ื ทต่ี อ้ งหยดุ รอเนอ่ื งจากเรอื ท่ี เขา้ -ออก อแู่ หง้ ของโครงการนนั้ ซง่ึ เปน็ เหตใุ ห้
การดำ�เนินการก่อสร้างอู่แห้งต้องสะดุดหยุดลงไม่ทันเวลาที่ก�ำ หนดไว้ตามสัญญา อันเป็นพฤติการณ์อันใด
อันหนึ่งซึ่งบริษัทฯ ไม่ต้องรับผิดชอบ จึงยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๒๐๕ ดังนั้น การท่าเรือฯ สามารถนำ�เอาข้อเท็จจริงตามลำ�ดับเหตุการณ์ที่บริษัทฯ ได้ดำ�เนินการ
ไป และผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการก่อสร้างอู่แห้ง มาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการริบ
หรือไม่ริบหลักประกันได้
สำ�หรับข้อหารือในส่วนที่การท่าเรือฯ จะเลือกการก่อสร้างท่าเทียบเรือ (Wharf) และเขื่อนจอด
เรือ (Quay wall) มาทดแทนนั้นมิใช่เป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง การท่าเรือฯ
ควรที่จะพิจารณาเองว่าการก่อสร้างทดแทนดังกล่าวนั้นเป็นประโยชน์ต่อการท่าเรือฯ หรือต่อทางราชการ
หรือไม่เพียงใด ย่อมเป็นดุลยพินิจของการท่าเรือแห่งประเทศไทย

150 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

คำ�วินิจฉัยที่ ๑๖/๒๕๕๔
เรื่อง หารือการอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ ,
๓๐๖ ๓๖๘,๓๘๖ และ ๓๘๗
สัญญาจ้างเลขที่ ๑๗/๒๕๕๓ ข้อ ๓
หน่วยงานที่หารือ องค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขัน

องค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันได้ทำ�สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารพลังงานในโครงการศูนย์การ
เรียนรู้ด้านพลังงานจังหวัดระยอง โดยผู้รับจ้างได้วางเงินเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาซึ่ง
ผู้ว่าจ้างจะคืนหลักประกันให้ภายในระยะเวลา ๒ ปี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาย น. ผู้รับจ้าง ได้โอน
สิทธิรับเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างให้แก่บริษัท ช. และได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังองค์การบริหารส่วน
ตำ�บลตาขันก่อนที่จะมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าจ้างดังกล่าว การโอนสิทธิเรียกร้องย่อมสมบูรณ์ บริษัท
ช. มีสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างหลังหักเงินค่าปรับงานล่าช้า เมื่อผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานแล้ว องค์การ
บรหิ ารส่วนต�ำ บลตาขันไมม่ หี น้าที่ตอ้ งส่งมอบเงนิ คา่ จ้างดงั กล่าวใหก้ รมสรรพากรส่วนกรณีที่กรมสรรพากร
มหี นังสืออายัดเปน็ การอายดั “เงนิ ” ที่ผูร้ ับจ้างนำ�มาวางไว้เปน็ หลักประกันการปฏบิ ตั ติ ามสญั ญา องค์การ
บริหารส่วนตำ�บลตาขันจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินที่ผู้รับจ้างวางไว้เป็นหลักประกันดังกล่าวให้แก่กรม
สรรพากรภายในเวลาที่กำ�หนดไว้ในคำ�สั่งอายัดและเมื่อได้นำ�ส่งหลักประกันดังกล่าวไปแล้วองค์การ
บริหารส่วนตำ�บลตาขันสามารถเรียกให้ผู้รับจ้างนำ�หลักประกันใหม่มาวางทดแทนหลักประกันเดิมได้
และหากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้


ข้อเท็จจริงและปัญหา

องค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันได้ทำ�สัญญาจ้าง นาย น. ก่อสร้างอาคารพลังงานในโครงการศูนย์
การเรียนรู้ด้านพลังงานจังหวัดระยอง โดยผู้รับจ้างได้วางเงินเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาซึ่ง
ผวู้ า่ จา้ งจะคนื หลกั ประกนั ใหภ้ ายในระยะเวลา ๒ ปี นบั ถดั จากวนั ทไ่ี ดร้ บั มอบงาน ปรากฏวา่ หลงั วนั ทำ�สญั ญา
ผู้รับจ้างได้แจ้งไปยังองค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันว่าได้โอนสิทธิในการรับเงินค่าจ้างให้แก่บริษัท ชลบุรี
กันยง จำ�กัด หลังจากระยะเวลาตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลงผู้รับจ้างทำ�งานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา และองค์การ
บริหารส่วนตำ�บลตาขันยังไม่บอกเลิกสัญญา ต่อมากรมสรรพากรโดยสำ�นักงานสรรพากรพื้นที่ระยอง
ได้มีคำ�สั่งอายัดเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาและสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้าง
เพื่อชำ�ระภาษีอากรค้างที่ ผู้รับจ้างค้างชำ�ระกับกรมสรรพากร องค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันจึงหารือว่า
กรณีองค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันได้รับหนังสือการขอโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างโดย นาย น. ผู้รับจ้าง

อัยการนิเทศ 151

มีความประสงค์ที่จะทำ�การโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างส�ำ หรับโครงการก่อสร้างดังกล่าว (๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท)
ให้แก่บริษัท ช.จำ�กัด ก่อนได้รับคำ�สั่งอายัด ของสำ�นักงานสรรพากร องค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันจะ
ต้องดำ�เนินการอย่างไร และหากผู้รับจ้างส่งมอบงาน องค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันเบิกจ่ายค่าก่อสร้าง
ให้แก่สำ�นักงานสรรพากรตามยอดภาษีอากรค้างได้หรือไม่ กรณีองค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันต้องนำ�ส่ง
หลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา จำ�นวน ๙๐,๐๐๐ บาท ให้สำ�นักงานสรรพากรเพื่อชำ�ระหนี้ภาษีอากร
ค้างก่อนโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ องค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันจะต้องดำ�เนินการเรียกหลักประกัน
การปฏิบัติตามสัญญาตามจำ�นวนดังกล่าวจากผู้รับจ้างใหม่หรือไม่ หากผู้รับจ้างไม่น�ำ หลักประกันการปฏิบัติ
ตามสัญญาดังกล่าวมามอบให้ องค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันจะต้องดำ�เนินการอย่างไร
คำ�วินิจฉัย
สำ�นักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาย น. ผู้รับจ้าง ได้
โอนสิทธิรับเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างให้แก่บริษัท ช. และได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้อง
ดังกล่าวไปยังองค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขันก่อนที่กรมสรรพากรจะมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าจ้าง การโอน
สิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ แม้ว่าขณะโอนสิทธิเรียกร้องนั้นจะยังไม่ถึงกำ�หนดก็ตาม บริษัท ช. มี
สิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างหลังหักเงินค่าปรับงานล่าช้า เมื่อผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานแล้ว ตามนัยประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๓ ประกอบมาตรา ๓๐๖ องค์การบริหารส่วนต�ำ บลตาขันไม่มีหน้าที่
ต้องส่งมอบเงินค่าจ้างดังกล่าวให้กรมสรรพากร ส่วนกรณีที่กรมสรรพากรมีหนังสืออายัดเป็นการอายัด
“เงิน” ที่ผู้รับจ้างนำ�มาวางไว้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา องค์การบริหารส่วนตำ�บลตาขัน
จึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินที่ผู้รับจ้างวางไว้เป็นหลักประกันดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรภายในเวลาที่ก�ำ หนด
ไว้ในคำ�สั่งอายัด และเมื่อได้นำ�ส่งหลักประกันดังกล่าวไปแล้วประเด็นที่หารือว่าองค์การบริหารส่วนตำ�บล
ตาขันจะเรียกให้ผู้รับจ้างนำ�หลักประกันใหม่มาวางทดแทนหลักประกันเดิมได้หรือไม่นั้น ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๓๖๘ บัญญัติให้ตีความสัญญาไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดย
พิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามสัญญาจ้างข้อ ๓ ได้ก�ำ หนดให้มีหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่ง
หลักประกันที่ผู้รับจ้างนำ�มามอบไว้ผู้ว่าจ้างจะคืนให้เมื่อผู้รับจ้างพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญานี้แล้วและ
ความในข้อ ๖ ได้กำ�หนดความรับผิดชอบในความชำ�รุดบกพร่องของงานจ้างซึ่งกำ�หนดระยะเวลาไว้ภายใน
กำ�หนด ๒ ปี จากข้อสัญญาดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเจนว่าในขณะทำ�สัญญานั้นผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างได้ตกลง
ในสาระสำ�คัญว่า การดำ�เนินงานจ้างจะต้องมีหลักประกันที่ผู้รับจ้างนำ�มามอบให้ ประกอบทั้งปกติประเพณี
ในการทำ�สัญญาที่หน่วยงานภาครัฐจัดทำ�กับเอกชนนั้น เอกชนจะต้องนำ�หลักประกันมาวางเพื่อเป็นหลัก
ประกันการปฏิบัติตามสัญญา และจะต้องคงไว้ตลอดจนพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญานี้แล้วดังนั้น องค์การ
บริหารส่วนตำ�บลตาขัน จึงมีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้รับจ้างนำ�หลักประกันสัญญาจ้างที่หมดสิ้นไปเนื่องจาก

152 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

คำ�สั่งอายัดของกรมสรรพากรมาชำ�ระเพิ่มเติมได้และหากผู้รับจ้างไม่ยอมนำ�หลักประกันใหม่มาวางทดแทน
หลักประกันเดิม ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๖
ประกอบมาตรา ๓๘๗

อัยการนิเทศ 153

คำ�วินิจฉัยที่ ๑๗๖/๒๕๕๓
เรื่อง หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญาจ้าง
ที่ปรึกษา
กฎหมาย ระเบียบ พระราชกฤษฎีกา
จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)
พ.ศ. ๒๕๔๙ มาตรา ๔๐
ระเบียบสำ�นักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕
หน่วยงานที่หารือ สำ�นักงานปรมาณูเพื่อสันติ

พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๙
มาตรา ๔๐ กำ�หนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจงานวิจัยพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์จาก
สำ�นักงานปรมาณูเพื่อสันติไปยังสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติแต่เนื่องจากในบัญชีการโอนกิจการ
ทรัพย์สินหนี้สินตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมิได้ระบุให้ชัดเจนว่าคดีพิพาทและสัญญาที่เกี่ยวข้องโอน
ไปยังสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติด้วยหรือไม่ ดังนั้น หากมีกรณีที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งรับโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้สินใน
ส่วนที่เกี่ยวกับงานวิจัยพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์มาจากสำ�นักงานปรมาณูเพื่อ
สันติย่อมจะเป็นผู้มีอำ�นาจในการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างที่ปรึกษาและโดยที่การโอนกิจการ ทรัพย์สิน
สิทธิและหนี้สินเป็นไปโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
พ.ศ. ๒๕๔๙ และมติคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นการโอนไปโดยผลของกฎหมาย จึงมิใช่การโอนสิทธิเรียกร้อง
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ กรณีจึงไม่จำ�ต้องทำ�หลักฐานการโอนเป็นหนังสือ
และบอกกล่าวการโอนให้บริษัท อ. ผู้รับจ้าง ทราบ

ข้อเท็จจริงและปัญหา
สำ�นักงานปรมาณูเพื่อสันติได้จ้างเหมาบริษัท อ. ออกแบบก่อสร้างเครื่องอุปกรณ์ปรมาณูวิจัยระบบ
ผลิตไอโซโทป รวมทั้งระบบจัดการกัมมันตรังสีของศูนย์นิวเคลียร์แห่งใหม่ แต่ผู้รับจ้างไม่ดำ�เนินการตาม
สัญญาเมื่อล่วงเลยกำ�หนดระยะเวลาตามสัญญาสำ�นักงานปรมาณูเพื่อสันติจึงได้บอกเลิกสัญญาและริบหลัก
ประกัน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ ทั้งนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการจ่ายค่า
จ้างให้แก่บริษัทที่ปรึกษาไปโดยไม่สัมพันธ์กับเนื้องานตามสัญญา ต่อมาได้มีการใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา
จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๙ มาตรา ๔๐ กำ�หนดให้มีการถ่ายโอน
ภารกิจงานวิจัยพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์จากส�ำ นักงานปรมาณูเพื่อสันติไปยังสถาบัน
154 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

เทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ แต่เนื่องจากในบัญชีการโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิและหนี้สินตามพระราช
กฤษฎีกาดังกล่าว มิได้ระบุให้ชัดเจนว่าคดีพิพาทและสัญญาที่เกี่ยวข้องโอนไปยังสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์
แห่งชาติด้วยหรือไม่ จึงเป็นปัญหาในทางปฏิบัติว่าระหว่างส�ำ นักงานปรมาณูเพื่อสันติหรือสถาบันเทคโนโลยี
นิวเคลียร์แห่งชาติจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างที่ปรึกษาดังกล่าวและเรียกร้องให้บริษัทที่ปรึกษาคืนเงินค่า
จ้างในโครงการดังกล่าวซึ่งได้จ่ายเกินไปกว่าที่กำ�หนดไว้ในสัญญาพร้อมทั้งค่าเสียหายอื่น
คำ�วินิจฉัย
สำ�นักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยี
นิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๙ มาตรา ๔๐ กำ�หนดไว้ว่า เมื่อพระราชกฤษฎีกามีผลใช้
บังคับให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีดำ�เนินการตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.
๒๕๔๒ เพื่ออนุมัติให้มีการโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน และเงินงบประมาณของสำ�นักงาน
ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับงานวิจัยด้านเทคโนโลยี
นิวเคลียร์และการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ เว้นแต่เงิน
งบประมาณหมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ�ซึ่งมีผู้ครองอยู่ไปเป็นของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่ง
ชาติ (องค์การมหาชน) แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบข้อหารือเกี่ยวกับ
การโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน และเงินงบประมาณของสำ�นักงานปรมาณูเพื่อสันติไปเป็นของ
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๗ ก่อนที่คณะรัฐมนตรี
จะมีมติเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ อนุมัติให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้สินเฉพาะ
ในส่วนที่เกี่ยวกับงานวิจัยด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์และการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ไปยังสถาบัน
เทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ส่วนสำ�นักงานอัยการสูงสุดได้ตอบข้อหารือเรื่องนี้ เมื่อ
วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๑ ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ดังกล่าว
แล้ว ดังนั้น สิทธิหน้าที่ในการดำ�เนินคดีพิพาทและสัญญาที่เกี่ยวข้องจึงโอนไปยังสถาบันเทคโนโลยี
นิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ตามเหตุผลที่สำ�นักงานอัยการสูงสุดได้ให้ความเห็นตอบข้อหารือไว้
แล้ว ฉะนั้น ในประเด็นนี้หากมีกรณีที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ
(องค์การมหาชน) ซึ่งรับโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้สินในส่วนที่เกี่ยวกับงานวิจัยพัฒนาและการใช้
ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์มาจากสำ�นักงานปรมาณูเพื่อสันติย่อมเป็นผู้มีอำ�นาจในการใช้สิทธิบอก
เลิกสัญญาที่ปรึกษา และโดยที่การโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิและหนี้สินเป็นไปโดยพระราชกฤษฎีกาจัด
ตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๙ และมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการ
โอนไปโดยผลของกฎหมาย จึงมิใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
๒๐๖ กรณีจึงไม่จำ�ต้องทำ�หลักฐานการโอนเป็นหนังสือและบอกกล่าวการโอนให้บริษัท อ. ผู้รับจ้าง ทราบ

อัยการนิเทศ 155

คำ�วินิจฉัยที่ ๑๙๐/๒๕๕๔
เรื่อง หารือแนวทางการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน
กฎหมาย ระเบียบ พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ และ
ที่แก้ไข เพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๔๐
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านนํ้าไทย
พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๕๓๘, ๕๖๖, ๕๗๐
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดหาประโยชน์
ในทรัพย์สินขององศ์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๔
หน่วยงานที่หารือ เทศบาลนครสมุทรสาคร

สัญญาเช่าอาคารท่าเทียบเรือ ทุ่นจอดเรือ และสะพานเชื่อมทุ่นจอดเรือของ เทศบาลนคร
สมุทรสาคร เป็นสัญญาอันมีวัตถุประสงค์เป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อทำ�กิจการเดินเรือข้ามฟาก
มิใช่การจัดทำ�บริการท่าเทียบเรือซึ่งเป็นบริการสาธารณะซึ่งอยู่ในขอบอำ�นาจหน้าที่ของเทศบาลจึง
เป็นเพียงสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีกำ�หนดเกิน ๓ ปี ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย การ
จัดหาประโยชน์ ในทรัพย์สินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๖(๒) และเมื่อสัญญา
ดังกล่าวมีกำ�หนด ๒๐ ปี แต่มิได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง
สามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ และหลังจากครบสามปีแล้วผู้เช่ายังคงเช่า
ที่ดินดังกล่าวและปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาต่อไป โดยผู้ให้เช่าไม่ได้ทักท้วง การเช่าต่อหลังจากระยะ
เวลาสามปีดังกล่าวจึงเป็นการเช่าโดยไม่มีกำ�หนดเวลา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
๕๗๐ เทศบาลนครสมุทรสาครซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ โดยแจ้งให้ผู้เช่า
ทราบ โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ ส่วนกรณีสัญญาดังกล่าวไม่ได้
ระบุให้ผู้เช่ารับภาระชำ�ระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินไว้ การที่เทศบาลจะให้ผู้เช่ารับภาระค่าภาษีโรงเรือน
และที่ดินแทนโดยทำ�บันทึกต่อท้ายสัญญาเพื่อให้ผู้เช่ารับภาระในส่วนนี้เห็นว่า การทำ�บันทึกต่อท้าย
สัญญาจะต้องเกิดจากความตกลงยินยอมของทั้งสองฝ่าย แต่ผู้เช่าปฏิเสธจึงไม่อาจกระทำ�ได้โดยผู้เช่า
ไม่ได้ตกลงด้วย ในการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษี
โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๘ คือกำ�หนดตามค่ารายปีของทรัพย์สิน ซึ่งก็คือจำ�นวนเงิน
ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ ซึ่งเทศบาลได้กำ�หนดไว้ที่เดือนละ ๑๔๑,๐๐๐ บาท รวม ๑๒ เดือน
เป็นค่ารายปี ค่าภาษีคิดร้อยละสิบสองครึ่งของค่ารายปีดังกล่าว ส่วนที่หารือว่าจะนำ�ราคาประเมินของ
โรงเรือนสิ่งปลูกสร้างที่มีรูปแบบคล้ายคลึงใกล้เคียงกันมากที่สุดมาใช้ในการกำ�หนดราคาประเมินเพื่อ

156 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

เก็บภาษีตามคำ�แนะนำ�ของธนารักษ์พื้นที่สมุทรสาครได้หรือไม่นั้นเห็นว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน
ของเทศบาล เพราะคำ�แนะนำ�ของธนารักษ์พื้นที่สมุทรสาครนั้น เป็นเรื่องวิธีการกำ�หนดทุนทรัพย์เพื่อ
ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนการเช่า มิใช่เป็นการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ทั้งนี้ หากเทศบาล
จะพิจารณาบอกเลิกสัญญาต้องคำ�นึงถึงประโยชน์ข้อได้เปรียบและเสียเปรียบในอนาคตด้วยและตาม
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๔ ได้กำ�หนดให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำ�นาจ
ตีความวินิจฉัยปัญหายกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกำ�หนดหลักเกณฑ์และกำ�หนดวิธีปฏิบัติเพื่อดำ�เนิน
การให้เป็นไปตามระเบียบนี้ เทศบาลนครสมุทรสาครจึงควรนำ�เสนอสภาพปัญหาทั้งหมดอันเกิดจาก
การทำ�สัญญาเช่านี้เพื่อให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้วินิจฉัยตามอำ�นาจหน้าที่ก่อน


ข้อเท็จจริงและปัญหา

เทศบาลนครสมุทรสาครได้ทำ�สัญญาเช่าอาคารท่าเทียบเรือ ทุ่นจอดเรือและสะพานเชื่อมทุ่นจอด
เรือของเทศบาลนครสมุทรสาครกับนางสาวอรทัย เกษมชัยพันธ์ ผู้เช่า มีกำ�หนด ๒๐ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๑๕
พฤษภาคม ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๗๐ แต่ไม่สามารถจดทะเบียนเช่าตามความนัยมาตรา ๕๓๘
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครได้ เนื่องจากพื้นที่บริเวณ
ดังกล่าวไม่มีโฉนด ไมส่ ามารถท่ีจะคำ�นวณราคาประเมนิ ทีด่ ินเพ่ือใชป้ ระกอบการพจิ ารณาจดทะเบียนเช่าได้
และธนารักษ์พื้นที่สมุทรสาครแนะนำ�ว่าเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและ
นิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สามารถจดทะเบียนได้หากผู้เช่า
และผู้ให้เช่าประสงค์จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แม้ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นมิได้ตั้งอยู่บนที่ดินที่มีโฉนด
แต่พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถนำ�ราคาประเมิน ของโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างที่มีรูปแบบคล้ายคลึง ใกล้เคียง
กันมากที่สุด มาใช้ในการกำ�หนดราคาประเมิน
ต่อมาสำ�นักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ ๓ ได้มีการทักท้วงและแจ้งให้เทศบาลนครสมุทรสาคร
เร่งรัดการชำ�ระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามสัญญาเช่าดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้กำ�หนดให้ผู้เช่ามาชำ�ระภาษี
ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ในทรัพย์สินขององศ์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พ.ศ. ๒๕๔๓ ดังนั้น เทศบาลนครสมุทรสาคร จึงได้แจ้งให้ผู้เช่ามาทำ�สัญญาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชำ�ระค่า
ภาษีโรงเรือน แต่ผู้เช่ามีความเห็นว่า ตามสัญญาเช่ามิได้ระบุไว้ให้ผู้เช่าเป็นผู้ชำ�ระค่าภาษีโรงเรือน และ
เป็นหน้าที่ของเทศบาลตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ และ
ที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่กำ�หนดให้เจ้าของที่ดินเป็นผู้เสีย เทศบาลนครสมุทรสาคร
จึงหารือกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และกรมฯ มีความเห็นว่าควรทำ�ความตกลงกับผู้เช่าโดยอาจ
ทำ�เป็นบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญา เทศบาลนครสมุทรสาคร จึงได้แจ้งให้ผู้เช่ามาท�ำ เป็นบันทึกข้อตกลง
แนบท้ายสัญญาแต่ผู้เช่าไม่ยินยอม

อัยการนิเทศ 157

เทศบาลนครสมุทรสาครขอหารือ ดังนี้
๑. การทำ�สัญญาเช่าอาคารท่าเทียบเรือ ทุ่นจอดเรือ และสะพานเชื่อมทุ่นจอดเรือของเทศบาลนคร
สมุทรสาคร ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ มีกำ�หนด ๒๐ ปี นับตั้งแต่
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๗๐ มิได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ซึ่งไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ กล่าวคือ การเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้า
มีกำ�หนดกว่าสามปีขึ้นไป หากมิได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องบังคับคดี
ได้แต่เพียงสามปีเท่านั้น ดังนั้น เทศบาลนครสมุทรสาครจะยกเลิกสัญญาดังกล่าวตามนัยของมาตรา ๕๓๘
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้หรือไม่
๒. เทศบาลนครสมุทรสาคร สามารถทำ�บันทึกต่อท้ายสัญญาในส่วนการชำ�ระภาษีโรงเรือนและ
ที่ดินสัญญาเช่าท่าเทียบเรือเทศบาล โดยแยกเป็น ๒ ส่วน คือ ๑. ส่วนตัวอาคาร ๒. ส่วนท่าเรือ และคิด
คำ�นวณอัตราภาษีตามที่ธนารักษ์พื้นที่สมุทรสาครแนะนำ� กล่าวคือ นำ�ราคาประเมินของโรงเรือนสิ่งปลูก
สร้างที่มีรูปแบบคล้ายคลึง ใกล้เคียงกันมากที่สุดมาใช้ในการกำ�หนดราคาประเมินเพื่อเก็บภาษีได้หรือไม่
๓. หากข้อหารือของเทศบาลนครสมุทรสาคร ตามข้อ ๑ และข้อ ๒ ไม่สามารถกระทำ�ได้แล้ว
จะมีแนวปฏิบัติให้เทศบาลฯ ดำ�เนินการอย่างไร จึงจะสามารถเร่งรัดให้นางสาวอรทัย เกษมชัยพันธ์ ชำ�ระ
ภาษีโรงเรือนและที่ดินสัญญาเช่าท่าเทียบเรือเทศบาลฯ ให้แก่เทศบาลนครสมุทรสาครได้
คำ�วินิจฉัย
๑. การอนุญาตให้เดินเรือในแม่นํ้าและลำ�คลอง เป็นอำ�นาจของกรมเจ้าท่า ตามพระราชบัญญัติ
การเดินเรือในน่านนํ้าไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยตามข้อเท็จจริงเทศบาลนคร
สมุทรสาครยังไม่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจดังกล่าวจากกรมเจ้าท่าแต่อย่างใด และกิจการดังกล่าวไม่อยู่ใน
กรอบวัตถุประสงค์หรืออำ�นาจหน้าที่ของเทศบาลนครสมุทรสาคร ดังนั้น สัญญาเช่าอาคารท่าเทียบเรือ ทุ่น
จอดเรือ และสะพานเชื่อมทุ่นจอดเรือของ เทศบาลนครสมุทรสาคร ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๕๐ ลงวันที่
๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ดังกล่าว จึงเป็นสัญญาอันมีวัตถุประสงค์เป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อทำ�กิจการ
เดินเรือข้ามฟากมิใช่การจัดทำ�บริการท่าเทียบเรือซึ่งเป็นบริการสาธารณะซึ่งอยู่ในขอบอำ�นาจหน้าที่ของ
เทศบาล จึงเป็นเพียงสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีกำ�หนดเกิน ๓ ปี ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่า
ด้วย การจัดหาประโยชน์ในทรัพย์สินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๖(๒) และเมื่อสัญญา
ดงั กล่าว มกี �ำ หนด ๒๐ ปี แต่มไิ ด้มีการจดทะเบยี นตอ่ พนักงานเจ้าหนา้ ที่ จึงฟ้องร้องบงั คบั คดีได้เพียงสามปี
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ และหลังจากครบสามปีแล้วผู้เช่ายังคงเช่าที่ดิน
ดังกลา่ วและปฏบิ ัติตามเงอื่ นไขในสัญญาต่อไป โดยผ้ใู หเ้ ช่าไมไ่ ด้ทกั ท้วง การเชา่ ตอ่ หลงั จากระยะเวลาสามปี
ดังกล่าวจึงเป็นการเช่าโดยไม่มีกำ�หนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ เทศบาล
นครสมุทรสาครซึ่งเป็นผู้ให้เช่า จึงบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ โดยแจ้งให้ผู้เช่าทราบโดยชอบตาม

158 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๖ คือ บอกเลิกสัญญาเช่าได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาอันเป็น
กำ�หนดชำ�ระค่าเช่าได้ทุกระยะ แต่ต้องบอกกล่าวแก่อีกฝ่ายหนึ่งให้รู้ตัวก่อนชั่วกำ�หนดเวลาชำ�ระค่าเช่า
ระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย ดังนั้น หากเทศบาลนครสมุทรสาครได้แจ้งบอกเลิกการเช่าเป็นหนังสือต่อผู้เช่า
ก่อนครบกำ�หนดระยะเวลาดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๖๖ โดยแจ้งความประสงค์ไม่ให้เช่าต่อจึง
เป็นการที่ผู้ให้เช่าแสดงเจตนาทักท้วงการที่ผู้เช่าอยู่ในที่เช่าต่อไปและถือได้ว่าเทศบาลนครสมุทรสาครได้
บอกเลิกการเช่าโดยชอบแล้ว
๒. เนื่องจากประกาศเทศบาลนครสมุทรสาคร เรื่อง เรียกประมูลราคา ค่าเช่าท่าเทียบเรือของ
เทศบาลฝั่งตำ�บลมหาชัยและท่าเทียบเรือฝั่งตำ�บลท่าฉลอม ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๐ และสัญญาเช่า
อาคารท่าเทียบเรือ ทุ่นจอดเรือ และสะพานเชื่อมทุ่นจอดเรือของเทศบาลนครสมุทรสาคร ลงวันที่ ๑๔
พฤษภาคม ๒๕๕๐ มิได้กำ�หนดให้ผู้เช่าเป็นผู้ออกค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินผู้รับภาระภาษีโรงเรือนและที่ดิน
แทนผู้ให้เช่า การที่เทศบาลจะให้ผู้เช่ารับภาระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนโดยทำ�บันทึกต่อท้ายสัญญา
เพื่อให้ผู้เช่ารับภาระในส่วนนี้ เห็นว่า การทำ�บันทึกต่อท้ายสัญญาจะต้องเกิดจากความตกลงยินยอมของ
ทั้งสองฝ่าย จึงจะผูกพันให้ผู้เช่ารับภาระภาษีโรงเรือนและที่ดินได้ ซึ่งขณะนี้ผู้เช่าเองก็ปฏิเสธที่จะรับภาระ
ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากฐานคิดอัตราค่าเช่าตามสัญญา การท�ำ บันทึกต่อท้ายสัญญาจึงไม่อาจกระทำ�
ได้โดยผู้เช่าไม่ได้ตกลงด้วย ส่วนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๘ คือกำ�หนดตามค่ารายปีของทรัพย์สิน ซึ่งก็คือจำ�นวนเงิน
ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ ซึ่งเทศบาลได้กำ�หนดไว้ที่เดือนละ ๑๔๑,๐๐๐ บาท รวม ๑๒ เดือน เป็น
ค่ารายปี ค่าภาษีคิดร้อยละสิบสองครึ่งของค่ารายปีดังกล่าว ส่วนที่หารือว่าจะนำ�ราคาประเมินของโรงเรือน
สิ่งปลูกสร้างที่มีรูปแบบคล้ายคลึง ใกล้เคียงกันมากที่สุดมาใช้ในการกำ�หนดราคาประเมินเพื่อเก็บภาษีตาม
คำ�แนะนำ�ของธนารักษ์พื้นที่สมุทรสาครได้หรือไม่นั้น เห็นว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของเทศบาล
เพราะคำ�แนะนำ�ของธนารักษ์พื้นที่สมุทรสาครนั้น เป็นเรื่องวิธีการกำ�หนดทุนทรัพย์เพื่อค่าธรรมเนียมใน
การจดทะเบียนการเช่า มิใช่เป็นการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน
๓. เมื่อประกาศเทศบาลเรียกประมูลและสัญญาเช่ามิได้กำ�หนดให้ผู้เช่ารับภาระค่าภาษีโรงเรือน
และที่ดินไว้ การที่จะให้ผู้เช่ารับภาระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจึงไม่อาจกระทำ�ได้ เว้นแต่ผู้เช่าจะตกลง
ยินยอมด้วย ซึ่งเรื่องนี้ผู้เช่าได้เคยมีข้อเสนอกับเทศบาลตามหนังสือของผู้เช่าลงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒
ให้เทศบาลตกลงแยกอัตราค่าเช่าตามสัญญาเดือนละ ๑๔๑,๐๐๐ บาท ตามสัญญาเป็นสิทธิประโยชน์จาก
การอนุญาตให้ประกอบกิจการเดินเรือโดยสาร อัตราเดือนละ ๑๐๕,๐๐๐ บาท ค่าเช่าท่าเทียบเรือ ๓๖,๐๐๐
บาท จึงจะยอมรับภาระชำ�ระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนเทศบาล เทศบาลจึงต้องพิจารณาว่าจะรับข้อ
เสนอของผู้เช่าหรือไม่ โดยคำ�นึงถึงส่วนได้เสีย หากยอมรับข้อเสนอผู้เช่า ซึ่งจะทำ�ให้ค่ารายปีซึ่งเป็นฐาน
การคำ�นวณภาษีโรงเรือนและที่ดินลดลง อย่างไรก็ตาม หากเทศบาลจะพิจารณาบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุ
ที่ไม่สามารถตกลงให้ผู้เช่ารับภาระภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวได้ การพิจารณาบอกเลิกสัญญาเทศบาล
นครสมุทรสาครต้องคำ�นึงถึงประโยชน์ข้อได้เปรียบและเสียเปรียบในอนาคตด้วย และโดยที่การจัดทำ�สัญญา

อัยการนิเทศ 159

เช่านี้เป็นการดำ�เนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๓ เมื่อระเบียบดังกล่าวมิได้กำ�หนดแนวทางแก้ไขกรณีไม่อาจ
จดทะเบียนการเช่าให้แก่ผู้ชนะการประมูลที่ทำ�สัญญาเช่าเกินกว่า ๓ ปี และภาระการเสียภาษีโรงเรือนไว้
แต่ตามระเบียบฯ ดังกล่าว ข้อ ๔ ได้กำ�หนดให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มี
อำ�นาจตีความวินิจฉัยปัญหายกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบ กำ�หนดหลักเกณฑ์และกำ�หนดวิธีปฏิบัติเพื่อ
ดำ�เนินการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ เทศบาลนครสมุทรสาครจึงควรน�ำ เสนอสภาพปัญหาทั้งหมดอันเกิด
จากการทำ�สัญญาเช่านี้เพื่อให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้วินิจฉัยตามอำ�นาจหน้าที่ก่อน
160 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

คำ�วินิจฉัยที่ ๑๓๗/๒๕๕๔
เรื่อง หารือปัญหาการดำ�เนินการตามเงื่อนไข
ในสัญญากู้เงินตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
ว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนา
การศึกษาโรงเรียนเอกชน
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๗๐๒, ๖๕๓, ๘๖๑, ๘๖๒ และ ๘๗๗
หน่วยงานที่หารือ สำ�นักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

สำ�นักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนสำ�นักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ได้ให้โรงเรียนผู้กู้ยืมกู้ยืมเงินเพื่อก่อสร้างอาคารเรียนรวมถึงอุปกรณ์การศึกษา โดยในสัญญากู้ได้กำ�หนด
ให้ผู้กู้ยืมจะต้องทำ�ประกันอัคคีภัยอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่จำ�นองเป็นประกัน โดยให้สำ�นักบริหาร
งานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำ�นักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับประโยชน์
ดังนั้น เมื่อเกิดภัยพิบัติตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยและบริษัทประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมให้
แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติชอบที่จะได้รับ
เงินค่าสินไหมจำ�นวนดังกล่าวเพื่อนำ�ไปซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายได้

ข้อเท็จจริงและปัญหา
สำ�นักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนสำ�นักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ผวู้ า่ ราชการจังหวัดสงขลา ผรู้ บั มอบอ�ำ นาจผใู้ หก้ ูย้ มื ได้ให้โรงเรียนพลวิทยาทำ�สัญญาก้ยู มื เงนิ รวม ๒ ฉบับ
เป็นเงิน ๓๗,๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อก่อสร้างอาคารเรียน และจัดซื้ออุปกรณ์การเรียน โดยโรงเรียนพลวิทยาคม
ได้นำ�โฉนดที่ดินมาจำ�นอง โดยข้อกำ�หนดแห่งสัญญา “กำ�หนดให้ผู้กู้ยืมจะต้องทำ�ประกันอัคคีภัยอาคาร
หรือสิ่งปลูกสร้างที่จำ�นองเป็นประกันไว้กับบริษัทประกันภัยที่ผู้ให้กู้ยืมเห็นชอบ โดยมีจำ�นวนเงินเอา
ประกันตามมูลค่าหนี้เงินกู้ ที่ใช้สิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหรือตามมูลค่าทรัพย์ของอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง
ที่บริษัทประกัน ได้ประเมินราคาเพื่อเอาประกันภัย โดยจะต้องระบุในกรมธรรม์ประกันภัยให้ผู้กู้ยืมรับ
ประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว และผู้กู้ยืมเป็นผู้ชำ�ระค่าเบี้ยประกัน โดยการเอาประกันอัคคีภัยดังกล่าวผู้ให้กู้
ยืมเป็นผู้เก็บรักษากรมธรรม์ประกันภัย” โรงเรียนพลวิทยาได้ทำ�ประกันภัยสิ่งปลุกสร้างและอาคารไว้กับ
บริษัทเทเวศประกันภัย (มหาชน) จำ�กัด โดยเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองสาเหตุจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า ภัยระเบิด
ตลอดจนภยั เนอ่ื งจากนาํ้ คมุ้ ครองสงู สดุ ไมเ่ กนิ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตอ่ อบุ ตั เิ หตแุ ตล่ ะครงั้ โดยผเู้ อาประกนั ภยั
ยกผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันให้แก่สำ�นักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

อัยการนิเทศ 161

ส�ำ นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร เปน็ ผรู้ บั ประโยชน์ ตอ่ มาวนั ที่ ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓ โรงเรยี นพลวทิ ยา
ได้ประสบภัยพิบัติจากเหตุการณ์นํ้าท่วมและพายุถล่มทางภาคใต้ ทำ�ให้บริษัท เทเวศประกันภัยจ่ายค่า
สินไหมให้แก่สำ�นักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนสำ�นักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เป็นเงิน ๙๒๖,๙๗๐ บาท สำ�นักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำ�นักงานปลัดกระทรวง
ศึกษาธิการ จึงขอหารือว่า จะสามารถอนุมัติเงินค่าสินไหมทดแทนคืนให้แก่โรงเรียนพลวิทยาได้หรือไม่
คำ�วินิจฉัย

สำ�นักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับตามข้อกำ�หนดสัญญา
ผู้กู้ยืมจะต้องทำ�ประกันอัคคีภัยอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่จำ�นองเป็นประกัน โดยต้องระบุในกรมธรรม์
ประกันภัยให้ผู้ให้กู้ยืมเป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อเงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยครอบคลุมความ
สูญเสียหายหรือความเสียหายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า ภัยลมพายุ ภัยเนื่องจากนํ้าฯ ที่เกิดแก่อาคารหรือสิ่งปลูก
สร้างที่จำ�นองเป็นหลักประกัน สัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ต้องการความมั่นคงของหลักประกัน
ที่ผู้กู้ยืมได้นำ�มาจำ�นองเป็นประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๒ เมื่อกรมธรรม์
ประกันภัยได้ระบุให้สำ�นักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำ�นักงานปลัดกระทรวง
ศึกษาธิการ เป็นผู้รับประโยชน์ ดังนั้น เมื่อเกิดภัยพิบัติจากนํ้าท่วมอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างของโรงเรียน
พลวิทยาและบริษัทประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมไปแล้ว ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ดังนั้น สำ�นักบริหารงาน
คณะกรรมการสง่ เสรมิ การศกึ ษาเอกชน ส�ำ นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร จงึ ชอบทจ่ี ะน�ำ เงนิ คา่ สนิ ไหมทดแทน
จำ�นวนดังกล่าวมอบให้แก่ผู้กู้ยืมเพื่อนำ�ไปซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย เพื่อให้หลักประกันที่จำ�นองไว้ตาม
สัญญากู้กลับคืนดังเดิม ทั้งนี้ ภายใต้ระเบียบที่เกี่ยวข้องของทางราชการเกี่ยวกับการเงินด้วย

162 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

สำ�นักงานอัยการสูงสุด

ปรคะธำ�วานินศิจาฉลัยอขุทอรงณ์



คำ�วินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่ ๑๔/๒๕๕๒
พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ ม.๓
พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑),๘

นอกจากโจทก์ให้จ�ำ เลยเช่าอาคารพาณิชย์ ๑ คูหาแล้ว โจทก์ยังให้บุคคลอื่นเช่าอาคารพาณิชย์
ของโจทกท์ ม่ี ถี งึ ๔๓ คหู าในละแวกเดยี วกนั อกี โดยเรยี กคา่ ตอบแทนเปน็ คา่ เชา่ คา่ บ�ำ รงุ และภาษโี รงเรอื น
ทุกราย แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานราชการบริหารสว่ นทอ้ งถ่ิน แตไ่ ดค้ วามตามอทุ ธรณ์ของโจทกว์ า่ โจทก์
มรี ายไดจ้ ากการประกอบการใหเ้ ชา่ บา้ นและทดี่ นิ จำ�นวนมากและเปน็ รายไดห้ ลกั มานานแลว้ ดงั นน้ั โจทก์
จึงเป็นผู้ให้เช่า ส่วนจำ�เลยทำ�สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ โดยเสียค่าตอบแทนเป็นเงินค่าเช่า
ค่าบำ�รุง และค่าภาษีโรงเรือนแก้โจทก์จำ�เลยจึงเป็นผู้เช่า ซึ่งตามบทนิยามศัพท์ตามพระราชบัญญัติ
วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒
มาตรา ๓ การซ้ือและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เชา่ ดว้ ย คดีของโจทก์จงึ เป็นคดีผู้บริโภค

กรุงเทพมหานคร โจทก์
ระหว่าง

นายพิสิทธิ์พงศ์ พิเชษฐ์ธนโภคิน จำ�เลย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๒๘ โจทก์ให้จำ�เลยเช่าอาคารพาณิชย์ ๑ คหู า เลขท่ี ๒๓๖ ใกล้วงเวยี นสวนมะลิ ซอยเฉลมิ เขตร์ ๑
แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ สัญญาเช่า
มีกำ�หนดระยะเวลา ๑ ปี นบั ตง้ั แต่ วนั ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ถงึ วนั ท่ี ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘ คา่ เชา่ เดอื นละ
๒,๐๐๐ บาท ค่าบำ�รุงกรุงเทพมหานคร ปีละ ๑๘๐,๐๐๐ บาท ค่าภาษีโรงเรือน ๒๑,๒๗๘.๕๗ บาท หลัง
จากครบกำ�หนดตามสัญญา จำ�เลยยังคงอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ของโจทก์โดยไม่ยอมชำ�ระค่าเช่า
ค่าบำ�รุงและค่าภาษีโรงเรือน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำ�เลยชำ�ระเงิน ๗๙๑,๕๙๐.๔๘ บาท
พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้จำ�เลยชำ�ระค่าเช่าเดือนละ ๑๗,๐๐๐ บาทและค่าภาษีโรงเรือน กับให้จำ�เลย
ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์

อัยการนิเทศ 165

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำ�ส่ังว่า โจทก์เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจ จึงไม่รับ
เป็นคดีผู้บริโภค คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำ�สั่งและขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้
เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงส่งคำ�ฟ้องและอุทธรณ์ให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตาม
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภค
หมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำ�นาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตาม
กฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการ
บริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำ�ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ โจทก์ให้จำ�เลยเช่าอาคารพาณิชย์ ๑ คูหา เลขที่ ๒๓๖ ใกล้วงเวียน
สวนมะลิ ซอยเฉลิมเขตร์ ๑ แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร สัญญาเช่ามี
กำ�หนดระยะเวลา ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘ เห็นว่าการให้
เช่าของโจทก์ โจทก์ได้เรียกค่าตอบแทนเป็นเงินค่าเช่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ค่าบำ�รุงกรุงเทพมหานคร
ตลอดอายุสัญญาเช่า ๑ ปี จำ�นวน ๑๘๐,๐๐๐ บาท และค่าภาษีโรงเรียนจำ�นวน ๒1,๒๗๘.๕๗ บาท
ทั้งนอกจากจำ�เลยแล้ว โจทก์ยังให้บุคคลอื่นเช่าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ที่มีอยู่ถึง ๔๓ คูหา ในละแวก
เดียวกัน โดยเรียกคำ�ตอบแทนเป็นเงินค่าเช่า ค่าบำ�รุงและค่าภาษีโรงเรือนทุกราย แม้โจทก์จะเป็นหน่วย
งานราชการบริหารส่วนท้องถิ่น แต่ก็ได้ความตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีรายได้จากการประกอบการ
ให้เช่าบ้านและที่ดินจำ�นวนมากและเป็นรายได้หลักมานานแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้ให้เช่า ส่วนจำ�เลยทำ�สัญญา
เช่าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ โดยเสียค่าตอบแทนเป็นเงินค่าเช่าค่าบำ�รุง และค่าภาษีโรงเรือนแก่โจทก์
จำ�เลยจึงเป็นผู้เช่า ซึ่งตามบทนิยามศัพท์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา
๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึง
การเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์จึงเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำ�เลยเป็นผู้ซื้อและผู้บริโภค
คดีระหว่างโจทก์กับจำ�เลยจึงเป็นคดีพิพาท่ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่
ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค
พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า คดีของโจทก์เป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๑๔ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๒
166 คำ�วินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์

คำ�วินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่ ๓๘๒/๒๕๕๓
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑),๘

เมื่อการขอใช้นํ้าบาดาลในโรงแรมของจำ�เลยที่ ๑ นั้นเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตกำ�หนด
เงื่อนไขไว้ว่า ผู้รับใบอนุญาตต้องใช้นํ้าบาดาลเพื่อธุรกิจ(บริการ)ดังนี้ การใช้นํ้าบาดาลของจำ�เลยที่ ๑
โดยจำ�เลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ตามที่ได้รับอนุญาตจึงเป็นการนำ�นํ้าบาดาลไปใช้ในการประกอบธุรกิจโรงแรม
เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าของจำ�เลย ที่ ๑ ผู้พักในโรงแรมอีกทอดหนึ่ง มิใช่ใช้สอยเอง จำ�เลยทั้งสี่จึงอยู่
ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ มิใช่ผู้บริโภคคดีของโจทก์จีงไม่เป็นคดีผู้บริโภค

กรมทรัพยากรนํ้าบาดาล โจทก์

ระหว่าง บริษัทโรงแรมจันทร์สม ฮอทสปาระนอง จำ�กัด ที่ ๑
นายกฤษดา สุพรรรณพงศ์ ที่ ๒
นางสาวเขมจิราหรือทัศพร เงินลาด ที่ ๓
นายอนุชา ภักดีคำ� ที่ ๔ จำ�เลย
โจทก์ฟ้องว่า จำ�เลยทั้งสี่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตใช้นํ้าบาดาลบ่อบาดาลหมายเลข ๓๔๑๐๐๐๐๒
จากโจทก์ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ ๒/๑๐ หมู่ที่ ๑ ถนนเพชรเกษม ตำ�บลบางริ้น อำ�เภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง
และจำ�เลยทั้งสี่ใช้นํ้าบาดาลตามใบอนุญาตดังกล่าวตลอดมา แต่จำ�เลยทั้งสี่ไม่ชำ�ระค่าใช้นํ้าบาดาลระหว่าง
วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ ขอให้บังคับจำ�เลยทั้งสี่ชำ�ระเงิน ๓๐๗,๑๒๕ บาท
พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
ศาลจังหวัดระนองเห็นว่า กรณีปัญหาว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ จึงส่งคดีให้ประธานศาล
อุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๘
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภค
หมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำ�นาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตาม มาตรา ๑๙ หรือตาม
กฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการ
บริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำ�ฟ้องและเอกสารท้ายคำ�ฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
มีอำ�นาจหน้าที่ควบคุม กำ�กับดูแลเกี่ยวกับทรัพยากรนํ้าบาดาลให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยนํ้าบาดาล
ส่วนจำ�เลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการโรงแรมมีจำ�เลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นกรรมการผู้มีอำ�นาจทำ�การ

อัยการนิเทศ 167

แทนจำ�เลยที่ ๑ โจทก์อนุญาตให้จำ�เลยทั้งสี่ใช้นํ้าจากบ่อนํ้าบาดาล หมายเลข ๓๔๑๐๐๐๐๒ อำ�เภอเมือง
ระนอง จังหวัดระนอง ในนามของจำ�เลยที่ ๑ โดยเรียกเก็บค่าใช้นํ้าบาดาล ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ให้บริการ
และเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนจำ�เลยทั้งสี่เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้นํ้าบาดาลจากโจทก์โดยต้องชำ�ระค่าใช้นํ้า
บาดาลเป็นการตอบแทน จึงมีฐานะเป็นผู้รับบริการ แต่ได้ความตามคำ�ขอรับใบอนุญาตใช้นํ้าบาดาลและ
ใบอนุญาตใช้นํ้าบาดาลเอกสารท้ายคำ�ฟ้องว่า กรณีเป็นการขอใช้นํ้าบาดาลในโรงแรมของจำ�เลยที่ ๑ และ
เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตกำ�หนดเงื่อนไขไว้ว่าผู้รับใบอนุญาตต้องใช้นํ้าบาดาลเพื่อธุรกิจ(บริการ)ดังนี้
การใช้นํ้าบาดาลของจำ�เลยที่ ๑ โดยจำ�เลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ตามที่ได้รับอนุญาตเป็นการนำ�นํ้าบาดาลไปใช้ใน
การประกอบธุรกิจโรงแรมเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าของจำ�เลยที่ ๑ ผู้พักในโรงแรมอีกทอดหนึ่ง มิใช่ใช้สอย
เอง จำ�เลยทั้งสี่จึงอยู่ในฐานะเป็น ผู้ประกอบธุรกิจ มิใช่ผู้บริโภคเมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้จำ�เลยทั้งสี่ชำ�ระหนี้
ค่าใช้นํ้าบาดาลตามฟ้อง คดีระหว่างโจทก์กับจำ�เลยทั้งสี่จึงไม่เป็นคดีพิพาทระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับ
ผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากบริโภคสินค้าหรือบริการ ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัย ณ วันที่ ๑ เดือน ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
168 คำ�วินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์

คำ�วินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่ ๒๗๘/๒๕๕๓
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสอง

คดีนี้ปรากฏว่าในวันนัดพิจารณา(วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๑) คู่ความไม่อาจตกลงกันได้ศาลจึง
ดำ�เนินกระบวนพิจารณาต่อมาโดยการไต่สวนคำ�ร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์และสืบพยานโจทก์
จำ�เลยเรื่อยมาจนคดีเสร็จการพิจารณา การที่จำ�เลยยื่นคำ�ร้องขอให้มีการวินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
หรือไม่ ในวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นวันหลังวันนัดพิจารณา ย่อมเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะขอ
ให้มีการวินิจฉัยแล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสอง จึง
ไม่รับวินิจฉัยและให้ส่งคดีคืนศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป

นายโดฟ พลิตแมน โจทก์
ระหว่าง
บริษัทเลอ รัฟฟิเน่ ๑๙๘๙ จำ�กัด จำ�เลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๘ และวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๙ โจทก์ทำ�สัญญาจะซื้อ
ขายห้องชุดเลขที่ ๒๕ ซีและ ๑๓ ซี โครงการอาคารชุดเลอ รัฟฟิเน่ ชมพูทวิป สุขุมวิท ๓๙ กับจำ�เลย ใน
ราคา ๓๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท และ ๒๑,๔๘๐,๙๔๐ บาทตามลำ�ดับ กำ�หนดก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอน
กรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์ภายในเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ ต่อมาจนถึงวันฟ้องปรากฏว่าจ�ำ เลยก่อสร้างไม่แล้ว
เสร็จ จำ�เลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาและทวงถามแล้ว แต่จำ�เลยเพิกเฉย ขอให้บังคับ
จำ�เลยคืนเงินมัดจำ� ค่างวดและชดใช้ค่าเสียหายรวม ๔๒,๐๘๑,๓๖๙.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยและชดใช้ค่า
เสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์
จำ�เลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
หลังจากศาลจังหวัดพระโขนงสืบพยานโจทก์ชั้นไต่สวนคำ�ร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ไปบ้าง
แล้วจำ�เลยยื่นคำ�ร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่และศาลจังหวัด
พระโขนงสืบพยานโจทก์จำ�เลยเรื่อยมาจนคดีเสร็จการพิจารณาต่อมาศาลจังหวัดพระโขนงส่งคดีให้ประธาน
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘
พเิ คราะหแ์ ลว้ ตามพระราชบญั ญตั วิ ธิ พี จิ ารณาคดผี บู้ รโิ ภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสอง บญั ญตั วิ า่
การขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาตามวรรคหนึ่งไม่ว่าโดยคู่ความเป็นผู้ขอหรือโดยศาลเห็น

อัยการนิเทศ 169

สมควรถ้าเป็นการขอในคดีผู้บริโภคต้องกระทำ�อย่างช้าในวันนัดพิจารณา แต่ถ้าเป็นการขอในคดีอื่นต้อง
กระทำ�อย่างช้าในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยานในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน หากพ้นกำ�หนดเวลา
ดังกล่าวแล้วห้ามมิให้มีการขอให้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอีก คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีผู้บริโภค
และกำ�หนดวันนัดพิจารณาในวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒ ในวันนัดพิจารณาคู่ความไม่อาจตกลงกันได้จึงดำ�เนิน
กระบวนพิจารณาต่อมาโดยทำ�การไต่สวนคำ�ร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์และสืบพยานโจทก์จำ�เลย
เรื่อยมาจนคดีเสร็จการพิจารณาการที่จำ�เลยยื่นคำ�ร้องขอในวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นวันหลังวัน
นัดพิจารณา ย่อมเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะขอให้มีการวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ จึงไม่รับ
วินิจฉัย ให้จำ�หน่ายคดีออกจากสารบทความและให้ส่งคดีคืนศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป
สั่ง ณ วันที่ ๒ เดือน สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
170 คำ�วินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์

สำ�นักงานอัยการสูงสุด

อำ�นาคจำ�หวนิน้าิจทฉี่รัยะชหี้ขวา่าดงศาล



คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓๓/๒๕๕4
เรื่อง เขตอำ�นาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๓)
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙
วรรคหนึ่ง (๑)
พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา
๑๐ วรรคหนึ่ง (๑)

มูลเหตุการฟ้องคดีนี้ เกิดจากการที่โจทก์อ้างว่าจำ�เลยทั้งห้าร่วมกันทำ�นิติกรรมฉ้อฉลทำ�เอกสาร
เท็จ ปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อจำ�เลยร่วมที่ ๒ ทำ�ให้จำ�เลยร่วม
ที่ ๒ จดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทไปเป็นของจำ�เลยที่ ๓ ทำ�ให้โจทก์ได้รับความ
เสียหาย คดีนี้จึงเป็นเพียงคดีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน อันอยู่ในอำ�นาจพิจารณาของศาลยุติธรรม
ส่วนการที่ศาลมีหมายเรียกให้จำ�เลยร่วมที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำ�เลยร่วมที่ ๒ ซึ่ง
เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เข้ามาในคดีตามคำ�ร้องของจำ�เลยที่ ๓ นั้นเนื่องจากจำ�เลยร่วมทั้งสองอาจถูกฟ้อง
ร้องให้เพิกถอนและแก้ไขการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้ถูกต้อง การเรียกจำ�เลยร่วมทั้งสองเข้ามา
ในคดีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบังคับตามคำ�ขอของโจทก์ กรณีมีการเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์
คันพิพาทเป็นไปด้วยความสะดวก โจทก์มิได้ประสงค์จะฟ้องร้องเกี่ยวกับการกระทำ�ของจำ�เลยร่วมทั้ง
สองเพื่อให้ร่วมผิดกับจำ�เลยทั้งห้าแต่อย่างใด ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาล
ยุติธรรม
ศาลแพ่งธนบุรี
ระหว่าง
ศาลปกครองกลาง
การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ
ศาลแพ่งธนบุรีโดยสำ�นักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่
ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.
2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำ�นาจศาลที่รับฟ้องคดีและ
ศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำ�นาจศาลในคดีนั้น

อัยการนิเทศ 173

ข้อเท็จจริงในคดี
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิการยน 2551 บริษัทวรจักรยนต์ จำ�กัด โจทก์ บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม
จำ�กัด (มหาชน) โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องบริษัทจัตุรถาภรณ์ จำ�กัด ที่ 1 นายณัตธพงษ์ ศิริวัฒนกุล ที่ 2
นางสิริพร พลสยม ที่ 3 นายนิพนธ์ อินทรทัต ที่ 4 นายสามารถ ละอองจันทร์ ที่ 5 จ�ำ เลย กรมการขนส่ง
ทางบก ที่ 1 นางสุชาดา อัมพผลิน ที่ 2 จำ�เลยร่วม ต่อศาลแพ่งธนบุรี เป็นคดีหมายเลขด�ำ ที่ 1408/2551
ความว่าเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2549 จำ�เลยที่ 1 ซี้อรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีขาว
หมายเลขเครอื่ งยนต์ 1 เคดี 9699738 จากโจทก์ โดยจำ�เลยท่ี 1 และที่ 2 ในฐานะกรรมการบรษิ ทั จำ�เลย
ที่ 1 และในฐานะส่วนตัวได้นำ�รถยนต์คันพิพาทไปขอสินเชื่อและทำ�สัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนสิน
อตุ สาหกรรม จำ�กดั (มหาชน) ในราคา ๑,๐๙๘,๖๗๒.๘๔ บาท บรษิ ทั เงนิ ทนุ สนิ อตุ สาหกรรม จำ�กดั (มหาชน)
ได้มอบหมายให้โจทก์เป็นผู้จดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทในนามบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำ�กัด(มหาชน)
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2549 จำ�เลยที่ 2 ได้ขอหลักฐานเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทจากโจกท์
อ้างว่าจะนำ�ไปจองหมายเลขทะเบียนรถยนต์ต่อกรมการขนส่งทางบกแล้วจะนำ�มาคืนให้ แต่หลังจากที่ได้
รับหลักฐานเอกสารชุดจดทะเบียนฯ ไปแล้ว จำ�เลยที่ 2 ไม่นำ�มาคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงทวง ถามจำ�เลย
ที่ 2 อ้างว่า ได้จดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้เป็นชื่อของบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำ�กัด (มหาชน)
และมอบทะเบยี นรถยนตใ์ หแ้ ก่ บรษิ ทั เงนิ ทนุ สนิ อตุ สาหกรรม จำ�กดั (มหาชน) แลว้ แตเ่ มอ่ื โจทกข์ อใหจ้ ำ�เลย
ที่ 2 ส่งสำ�เนาทะเบียนรถยนต์ที่อ้างว่าได้จดทะเบียนเสร็จแล้วแก่โจทก์ จำ�เลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำ�มาให้โจทก์
แต่อย่างใด ต่อมา เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จ�ำ กัด (มหาชน) ได้แจ้ง
ให้โจทก์จดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จ�ำ กัด (มหาชน) โจทก์จึงตรวจ
สอบและพบว่า จำ�เลยที่ 5 ปลอมหนังสือมอบอำ�นาจของบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำ�กัด (มหาชน)
ว่าบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำ�กัด(มหาชน)มอบอำ�นาจให้จำ�เลยที่ 5 จดทะเบียนรถยนต์คันพิพาท
จ�ำ เลยท่ี 1 โดยจ�ำ เลยท่ี 2 ในฐานะกรรมการและในฐานะสว่ นตวั กบั จ�ำ เลยท่ี 3 ไดม้ อบอ�ำ นาจใหแ้ กจ่ �ำ เลยท่ี 5
เป็นผู้ดำ�เนินการแทนและจำ�เลยที่ 5 นำ�เอกสารต่างๆ ของโจทก์และบริษัทเงินทุนสินอุสาหกรรม จำ�กัด
(มหาชน) และหนังสือมอบอำ�นาจไปดำ�เนินการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทแล้วโอนกรรมสิทธิ์เป็นของ
จำ�เลยที่ 3 ส่วนจำ�เลยที่ 4 ได้ออกหนังสือยินยอมให้จำ�เลยที่ 3 ใช้ภูมิลำ�เนาของจำ�เลยที่ 4 เป็นสถานที่
จอดรถยนต์ เพื่อที่จำ�เลยที่ 5 จะสามารถจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทได้ที่กรมการขนส่งทางบก
กรุงเทพมหานคร การกระทำ�ของจำ�เลยทั้งห้าที่ร่วมกันทำ�นิติกรรมฉ้อฉลทำ�เอกสารเท็จ ปลอมเอกสาร ใช้
เอกสารปลอม และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนางสุชาดา อัมพผลิน ทำ�ให้นางสุขาดาจดทะเบียนและโอน
กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันดังกล่าวไปเป็นของจ�ำ เลยที่ 3 ทำ�ให้โจทก์ในฐานะผู้ขายและมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน
รถยนต์คันพิพาทให้เป็นชื่อบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำ�กัด (มหาชน) ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาล
มีคำ�พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวโดยให้จำ�เลยทั้งห้าร่วมกัน โอนกรรมสิทธิ์ใน
รถยนต์จากชื่อของจำ�เลยที่ 3 เป็นของบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำ�กัด (มหาชน) และให้ส่งมอบสมุด
ทะเบียนรถยนต์ที่แก้ไขแล้วให้แก่โจทก์ หากจำ�เลยทั้งห้าไม่ยอมร่วมกันไปเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์
174 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

คันพิพาทตามคำ�พิพากษาของศาลและไม่ยอมคืนสมุดทะเบียนให้แก่โจทก์ ขอถือเอาค�ำ พิพากษาแทนการ
แสดงเจตนา
ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำ�ร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรมจ�ำ กัด (มหาชน)
เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต
จำ�เลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การทำ�นองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้เนื่องจากโจทก์
มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำ�นาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง
จำ�เลยที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำ�ให้การ
ระหว่างพิจารณาจำ�เลยที่ 3 ยื่นคำ�ร้องขอให้ศาลหมายเรียกกรมการขนส่งทางบกและนางสุชาดา
อัมพผลิน เข้ามาเป็นจำ�เลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำ�ดับ โดยอ้างว่าหากภายหลังศาลพิพากษาให้เพิกถอน
การจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทย่อมแสดงว่าจำ�เลยร่วมทั้งสองมีส่วนในการทำ�ละเมิดเพราะจดทะเบียน
รถยนต์คันพิพาทให้แก่จำ�เลยที่ 3 โดยฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของจำ�เลยร่วมที่ 1 จะต้องถูกไล่เบี้ยให้เป็น
ผู้เพิกถอนและแก้ไขการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้ถูกต้อง ศาลอนุญาต
จำ�เลยร่วมทั้งสองให้การว่าการด�ำ เนินการรับคำ�ขอจดทะเบียนรถยนต์และการจดทะเบียนรถยนต์
คันดังกล่าวจำ�เลยร่วมทั้งสองได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบความถูกต้องตามขั้นตอนและจดทะเบียนให้
ตามระเบียบ คำ�สั่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมิได้บกพร่องหรือฝ่าฝืนระเบียบกฎหมายแต่อย่างใด จ�ำ เลย
ร่วมทั้งสองมิได้กระทำ�ละเมิดต่อบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาททั้งสิ้น โจทก์ไม่ใช่
ผู้เสียหายจึงไม่มีอำ�นาจฟ้อง ขอให้ยกคำ�ร้องขอให้หมายเรียกจำ�เลยร่วมของจำ�เลยที่ 3 และขอให้ยกฟ้อง
จำ�เลยร่วมทั้งสองยื่นคำ�ร้องโต้แย้งเขตอำ�นาจศาลว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ละเมิด
หรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำ�นาจตาม
กฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำ�นาจ
พิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งธนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำ�เลยทั้งห้าเป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชน
ด้วยกันซึ่งอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนกรณีของจำ�เลยร่วมทั้งสองที่ถูกกล่าวอ้าง
ว่ากระทำ�ละเมิดโดยฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ละเมิดหรือ
ความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อ�ำ นาจตามกฎหมาย
ซึ่งอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งในการวินิจฉัยถึงความรับผิด
ของจำ�เลยร่วมทั้งสองว่าได้กระทำ�ละเมิดจากการใช้อำ�นาจตามกฎหมายหรือไม่ ศาลจำ�ต้องพิจารณาถึง
การกระทำ�ของจำ�เลยทั้งห้าเสียก่อนแล้วจึงจะพิจารณาถึงการกระทำ�ของจำ�เลยร่วมทั้งสองและเมื่อมีการ
กล่าวอ้างว่าจำ�เลยร่วมทั้งสองกระทำ�ละเมิดโดยฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับและกฎหมายโดยจดทะเบียน
รถยนต์คันพิพาทเป็นชื่อจำ�เลยที่ 3 เป็นการกระทำ�ที่สืบเนื่องมาจากการกระทำ�ของจำ�เลยทั้งห้า
มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำ�เลยทั้งห้าและจำ�เลยร่วมทั้งสอง จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกัน

อัยการนิเทศ 175

ชอบที่จะได้ดำ�เนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกันเพื่อให้คำ�พิพากษาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คดีจึงอยู่
ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การจะพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในเขตอำ�นาจของศาลยุติธรรม
หรือศาลปกครองนั้นจำ�ต้องพิจารณาจากเหตุแห่งการฟ้องคดีประกอบคำ�ขอให้มีการแก้ไขเยียวยาความ
เสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับ และในการพิจารณากรณีที่คดีเรื่องใดมีการฟ้องเอกชนและฟ้องหน่วยงานทาง
ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำ�เลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีในคดีเดียวกันว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำ�นาจศาล
ปกครองหรือศาลยุติธรรมนั้น ก็จำ�ต้องพิจารณาว่า ส่วนที่เป็นสาระสำ�คัญของการกระทำ�หรือเหตุแห่งการ
ฟ้องคดีเกิดจากฝ่ายเอกชนหรือเกิดจากฝ่ายปกครอง หากส่วนที่เป็นสาระสำ�คัญของการกระทำ�หรือเหตุ
แห่งการฟ้องคดีเกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแล้ว กรณีก็จะถือว่าอยู่ในเขตอ�ำ นาจของศาลที่มีอำ�นาจพิจารณา
พิพากษาคดีเกี่ยวกับการกระทำ�ของฝ่ายนั้นทั้งคดี ทั้งนี้ โดยไม่จำ�ต้องคำ�นึงถึงจำ�นวนของจำ�เลยหรือ
ผู้ถูกฟ้องคดีว่าเป็นฝ่ายเอกชนมากกว่าหรือน้อยกว่าที่เป็นฝ่ายปกครองและโดยไม่อาจพิจารณาว่ามีปัญหา
หรือประเด็นใดที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยก่อนหรือหลังปัญหาหรือประเด็นอื่น เพราะไม่มีผลเกี่ยวข้องกับอำ�นาจ
ของศาลในการพิพากษาหรือกำ�หนดคำ�บังคับเพื่อแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามความประสงค์ของโจทก์
หรือผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด แม้การบรรยายฟ้องในคดีนี้เป็นเรื่องที่กล่าวหาการกระทำ�ของจำ�เลยทั้งห้าซึ่งเป็น
เอกชนที่ร่วมกันทำ�นิติกรรมฉ้อฉลทำ�เอกสารเท็จ ปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และแจ้งข้อความอัน
เป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ของจำ�เลยที่ 1 ทำ�ให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาท
เป็นของจำ�เลยที่ 3 ก็ตาม แต่การที่โจทก์มีคำ�ขอโดยมุ่งให้มีการเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาท
ซึ่งเป็นการแก้ไขเยียวยาความเสียหายของโจทก์นั้นเป็นกรณีที่จะต้องมีการพิพากษาหรือสั่งต่อฝ่ายปกครอง
ซึ่งเป็นผู้มีอำ�นาจหน้าที่ในการจดทะเบียนดังกล่าว ฉะนั้น เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงได้แก่ การโต้แย้งว่าการ
จดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการที่ต่อมาจำ�เลยที่ 3 ได้ขอให้ศาล
หมายเรียกจำ�เลยร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำ�เลยร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้า
มาเป็นจำ�เลยร่วมนั้นก็เห็นได้ว่า จำ�เลยที่ 3 เห็นว่า การแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้แก้ผู้ฟ้องคดีตาม
คำ�ฟ้องเป็นกรณีที่มุ่งต่อการดำ�เนินการในอำ�นาจหน้าที่ของฝ่ายปกครองเช่นกัน ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดี
พิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำ�การโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งอยู่
ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล
ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเมื่อการกระท�ำ ที่เป็นส่วนสำ�คัญอันเป็นเหตุแห่งการ
ฟ้องคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำ�นาจศาลปกครอง คดีนี้ทั้งคดีจึงชอบที่จะได้ดำ�เนินกระบวนพิจารณาที่ศาลซึ่งมี
เขตอำ�นาจในคดีที่กล่าวหาการกระทำ�ที่เป็นส่วนสำ�คัญอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีเพื่อให้คำ�พิพากษาเป็น
ไปในทิศทางเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คำ�วินิจฉัย
ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำ�เลยทั้งห้าซึ่งเป็นเอกชนด้วย
176 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

กันต่อศาลแพ่งธนบุรี ข้อเท็จจริงตามคำ�ฟ้องสรุปได้ว่า จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัท
จำ�เลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวได้นำ�รถยนต์คันพิพาทซึ่งซื้อมาจากโจทก์ ไปขอสินเชื่อและทำ�สัญญา
เช่าซื้อกับโจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์อ้างว่าโจทก์ร่วมมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้จดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทในนาม
โจทก์ร่วม ต่อมาจำ�เลยที่ 2 ได้ขอหลักฐานเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์โดยอ้างว่าจะ
นำ�ไปจองหมายเลขทะเบยี นรถยนต์ แต่หลังจากท่ีได้รับหลักฐานเอกสารชุดจดทะเบียนฯ ไปแล้ว จ�ำ เลยที่ 2
ไม่นำ�มาคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงทวงถาม จำ�เลยที่ 2 อ้างว่า ได้จดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้เป็นชื่อของ
โจทก์ร่วมและมอบทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ต่อมาโจทก์ร่วมได้แจ้งให้โจทก์จดทะเบียนรถยนต์
คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์จึงตรวจสอบและพบว่า จำ�เลยทั้งห้าได้ร่วมกันทำ�นิติกรรมฉ้อฉล ทำ�
เอกสารเท็จ ปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อจำ�เลยร่วมที่ 2 ทำ�ให้จำ�เลย
ร่วมที่ 2 จดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทไปเป็นของจำ�เลยที่ 3 ทำ�ให้โจทก์ในฐานะ
ผู้ขายและมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้เป็นชื่อโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายขอให้ศาลมี
คำ�พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทโดยให้จำ�เลยทั้งห้าร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์
จากชื่อของจำ�เลยที่ 3 เป็นของโจทก์ร่วม และให้ส่งมอบสมุดทะเบียนรถยนต์ที่แก้ไขแล้วให้แก่โจทก์ หาก
จำ�เลยทั้งห้าไม่ยอมร่วมกันไปเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทตามคำ�พิพากษาของศาลและไม่
ยอมคืนสมุดทะเบียนให้แก่โจทก์ ขอถือเอาคำ�พิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำ�เลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5
ให้การทำ�นองเดียวกันว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้เนื่องจากโจทก์มิได้ถูกโต้แย้งสิทธ์ โจทก์จึงไม่มีอำ�นาจ
ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำ�เลยที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำ�ให้การ เห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการ
ที่โจทก์อ้างว่าจำ�เลยทั้งห้าร่วมกันทำ�นิติกรรมฉ้อฉล ทำ�เอกสารเท็จ ปลอมเอกสารใช้เอกสารปลอม และ
แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อจำ�เลยร่วมที่ 2 ทำ�ให้จำ�เลยร่วมที่ 2 จดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์
คันพิพาทไปเป็นของจำ�เลยที่ 3 ทำ�ให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นเพียงคดีพิพาทระหว่างเอกชน
กับเอกชนด้วยกัน อันอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมส่วนการที่ศาลมีหมายเรียกให้จ�ำ เลย
ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำ�เลยร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาในคดีตามคำ�ร้องของ
จำ�เลยที่ 3 นั้น เนื่องจากจำ�เลยร่วมทั้งสองอาจถูกฟ้องร้องให้เป็นผู้เพิกถอนและแก้ไขการจดทะเบียน
รถยนต์คันพิพาทให้ถูกต้อง การเรียกจำ�เลยร่วมทั้งสองเข้ามาในคดีมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้การบังคับ
ตามคำ�ขอของโจทก์กรณีมีการเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทเป็นไปด้วยความสะดวก ซึ่งประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) อนุญาตให้คู่ความสามารถใช้สิทธิร้องให้บุคคลภายนอก
สอดเข้ามาในคดีได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี โจทก์มิได้ประสงค์จะ
ฟ้องร้องเกี่ยวกับการกระทำ�ของจำ�เลยร่วมทั้งสองเพื่อให้ร่วมรับผิดกับจำ�เลยทั้งห้าแต่อย่างใด
จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทวรจักรยนต์ จำ�กัด โจทก์ บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม
จำ�กัด (มหาชน) โจทก์ร่วม บริษัทจัตุรถาภรณ์ จำ�กัดที่ 1 นายณัตธพงษ์ ศิริวัฒนกุลที่ 2 นางสิริพร พลสยม
ที่ 3 นายนิพนธ์ อินทรทัต ที่ 4 นายสามารถ ละอองจันทร์ ที่ 5 จำ�เลย กรมการขนส่งทางบก ที่ 1
นางสุชาดา อัมพผลิน ที่ 2 จำ�เลยร่วม อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม


อัยการนิเทศ 177

คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓๑/๒๕๕๔
เรื่อง เขตอำ�นาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง(๓)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐
พ.ร.บ. บำ�เหน็จบำ�นาญข้าราชการ พ.ศ.๒๔๙๔ มาตรา ๕,๕๑
พ.ร.บ. วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๕
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)
พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒
มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)

เมื่อประเด็นหลักของข้อพิพาทในคดีนี้ ศาลจำ�ต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือ
จำ�เลยที่ ๓ และที่ ๔ ฝ่ายใดเป็นทายาทของผู้ตายอันที่จะมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว แล้วจึงจะพิจารณา
ได้ว่า จำ�เลยที่ ๓ และที่ ๔ ทำ�ละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ หากทำ�ละเมิดก็จะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์แต่หาก
ไม่เป็นการละเมิดก็ไม่จำ�เป็นต้องคืน ซึ่งเป็นข้อพิพาทในทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน อัน
อยู่ในอำ�นาจของศาลยุติธรรม ส่วนประเด็นที่จำ�เลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองจ่าย
เงินให้แก่จำ�เลยที่ ๓ และที่ ๔ โดยละเมิดหรือไม่ อันถือเป็นประเด็นรอง แม้เป็นคำ�สั่งทางปกครองตาม
พระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ก็ตามแตจ่ �ำ เลยท่ี ๑ และท่ี ๒ กจ็ ะต้องจ่าย
ให้แกท่ ายาทตามพระราชบัญญัตบิ ำ�เหนจ็ บ�ำ นาญราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ ซ่งึ ตอ้ งพจิ ารณาใหไ้ ดค้ วามจาก
ประเด็นหลักเสียก่อน เมื่อประเด็นหลักอยู่ในอำ�นาจของศาลยุติธรรมแล้ว ประเด็นรองจึงควรอยู่ใน
อำ�นาจของศาลเดียวกัน
ศาลจังหวัดกำ�แพงเพชร
ระหว่าง
ศาลปกครองระยอง
การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ
ศาลจังหวัดกำ�แพงเพชรส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัย
ชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรค

178 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

หนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำ�นาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและ
ศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำ�นาจศาลในคดีนั้น
ข้อเท็จจริงในคดี
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 นางติง ชาวสวน หรือศรีชะนะ โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง
ที่ 1 กรมบัญชีกลางที่ 2 นายเพ็ง ชาวสวน ที่ 3 นางสมร ชาวสวน ที่ 4 จำ�เลย ต่อศาลจังหวัดกำ�แพงเพชร
เป็นคดีหมายเลขดำ�ที่ 469/2552 ความว่า โจทก์เป็นมารดาของพลทหารคำ�สิงห์ ชาวสวน ซึ่งเกิดกับ
นายเส็ง ชาวสวน โดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เมื่อปี 2530 พลทหารคำ�สิงห์ ได้รับคำ�สั่งจาก
ผบู้ งั คบั บญั ชาใหไ้ ปปฎบิ ตั งิ านทส่ี มรภมู ริ ม่ เกลา้ และถงึ แกค่ วามตายในระหวา่ งการปฎบิ ตั หิ นา้ ทท่ี หารประจ�ำ การ
ทำ�ให้ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำ�เหน็จตกทอดและเงินบำ�นาญพิเศษ ตามพระราชบัญญัติบำ�เหน็จบำ�นาญ
ข้าราชการ พ.ศ. 2494 หลังจากนั้นเมื่อปี 2531 จ�ำ เลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำ�ร้องขอรับเงินบำ�นาญพิเศษ
ในฐานะทายาท โดยแจ้งว่าเป็นบิดามารดาของพลทหารคำ�สิงห์ จำ�เลยที่ 1 พิจารณาคำ�ร้องดังกล่าวแล้ว
อนุมัติให้จ่ายเงินบำ�นาญพิเศษแก่จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 โดยจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการ
จังหวัดกำ�แพงเพชรให้คลังจังหวัดจ่ายเงินบำ�นาญพิเศษแก่จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 นับแต่วันที่ 21 มกราคม
2531 เป็นต้นมาจนถึงปี 2552 รวมเป็นเงินที่จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับ ไปแล้วทั้งสิ้น 1,107,846
บาท การสั่งจ่ายเงินของจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ให้แก่จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าว เนื่องจากจำ�เลยที่ 3 และ
ที่ 4 อ้างว่าเป็นทายาทอันเป็นความเท็จทำ� ให้จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 หลงเชื่อมิได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่า
จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 เป็นทายาทที่แท้จริงหรือไม่ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นมารดาที่แท้จริงและมีสิทธิได้รับ
บำ�นาญพิเศษแต่เพียงผู้เดียว ได้รับความเสียหาย ไม่อาจใช้สิทธิในการรับเงิน ขอให้บังคับจำ�เลยทั้งสี่ร่วม
กันชำ�ระเงินจำ�นวน 1,107,846 บาทพร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับ
แต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะช�ำ ระเสร็จสิ้นแก่โจทก์และให้จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ระงับการจ่าย
เงินแก่จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 นับถัดจากวันฟ้องและสั่งจ่ายเงินแก่โจทก์เพียงผู้เดียวจนกว่าโจทก์จะถึง
แก่ความตาย
จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำ�เลยที่ 1 และ
ที่ 2 เป็นคดีที่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง อีกทั้งโจทก์มิใช่มารดาที่แท้จริงของพลทหาร
คำ�สิงห์ ประกอบหน่วยงานต้นสังกัดของพลทหารคำ�สิงห์ดำ�เนินการตรวจสอบความเป็นทายาทของจำ�เลย
ที่ 3 และที่ 4 แล้วรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ส่งมายังจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเงิน
แผ่นดินเพื่อสั่งจ่ายเงิน เมื่อจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ตรวจสอบแล้วเห็นว่ามีเอกสารครบถ้วนจึง ได้สั่งจ่ายเงิน
ดังกล่าว โดยจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำ�นาจหน้าที่ในการตรวจสอบการเป็นทายาทจึงมิได้สั่งจ่ายเงิน
ดังกล่าว โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจึงไม่เป็นการกระทำ�ละเมิดต่อโจทก์
จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า ไม่เคยยื่นคำ�ร้องขอรับเบี้ยบำ�เหน็จพิเศษหรืออ้างว่าเป็นบิดามารดา
ของพลทหารคำ�สิงห์ต่อจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 แต่ยอมรับว่าจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 มิใช่บิดามารดาของ
พลทหารค�ำ สงิ ห์ เนอ่ื งจากเดมิ นายเสง็ พช่ี ายของจ�ำ เลยท่ี 3 อยกู่ นิ ฉนั สามภี รรยากบั โจทกม์ บี ตุ รดว้ ยกนั หนง่ึ คน

อัยการนิเทศ 179

คือพลทหารคำ�สิงห์ แต่ไม่ได้ไปแจ้งเกิดตามกฎหมาย จากนั้นนายเส็งกับโจทก์แยกทางกัน จำ�เลยที่ 3 และ
ที่ 4 ได้อุปการะเลี้ยงดูพลทหารคำ�สิงห์ตลอดมาจนกระทั่งอายุ 18 ปี ซึ่งต้องขึ้นทะเบียนทหาร จำ�เลยที่
3 และที่ 4 จึงไปแจ้งเกิดพลทหารคำ�สิงห์ย้อนหลัง เจ้าหน้าที่อำ�เภอได้ระบุให้จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 เป็น
บิดามารดาของพลทหารคำ�สิงห์ โดยมิได้จงใจให้มีสิทธิต่างๆ แต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการให้ผู้ตายขึ้น
ทะเบียนทหารได้เท่านั้น เมื่อพลทหารคำ�สิงห์ถึงแก่ความตายผู้บังคับบัญชาของพลทหารคำ�สิงห์ได้แจ้งว่า
จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 มีสิทธิได้รับเงินบำ�นาญพิเศษและดำ�เนินการเรื่องดังกล่าวให้ จึงเป็นการจ่ายเงินตาม
หลักฐานที่ปรากฏ โดยจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 มิได้แจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานจึงไม่เป็นการกระทำ�ละเมิดต่อ
โจทก์ อีกทั้งบำ�นาญพิเศษมิใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์จึงไม่มีสิทธิติดตามเอาคืนได้ คดีโจทก์ขาดอายุความ
ขอให้ยกฟ้อง
จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำ�ร้องโต้แย้งเขตอำ�นาจศาลว่า คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำ�เลยที่ 1
และที่ 2 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำ�ละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือ
เจ้าหน้าท่ีรัฐอันเกิดจากการใช้อ�ำ นาจตามกฎหมายหรือจากกฎ ค�ำ สั่งทางปกครองหรือค�ำ สั่งอื่นหรือจากการ
ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ�หนดให้ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา
คดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) จึงอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดกำ�แพงเพชรพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง
และเอกชนว่า จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 แจ้งความอันเป็นเท็จว่าเป็นทายาทของพลทหารคำ�สิงห์แล้วจำ�เลยที่
1 และที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ได้อนุมัติให้จ่ายเงินบำ�นาญพิเศษโดยมิได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน
ว่าจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 เป็นทายาทที่แท้จริงหรือไม่ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นมารดาที่แท้จริงของพลทหาร
คำ�สิงห์และมีสิทธิได้รับบำ�นาญพิเศษแต่เพียงผู้เดียว ได้รับความเสียหายไม่ได้รับเงินจำ�นวนดังกล่าว อัน
เป็นการกระทำ�ละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำ�เลยทั้งสี่ร่วมกันชำ�ระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยกับให้จำ�เลย
ที่ 1 และท่ี 2 ระงบั การจ่ายเงนิ แกจ่ ำ�เลยที่ 3 และท่ี 4 และสงั่ จา่ ยเงินแกโ่ จทก์เพยี งผ้เู ดียว ซ่งึ คดรี ะหว่าง
โจทก์กับจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีการโต้แย้งและเป็นที่ยุติว่าอยู่ในอำ�นาจของศาลยุติธรรม ส่วนคดีระหว่าง
โจทก์กับจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 นั้นเมื่อจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งว่าโจทก์มิใช่มารดาที่แท้จริงของพลทหาร
คำ�สิงห์ จึงไม่มีสิทธิได้รับบำ�นาญพิเศษ ซึ่งศาลจำ�ต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์เป็นมารดาที่แท้
จริงของพลทหารคำ�สิงห์หรือไม่ แล้วจึงพิจารณาได้ว่าการกระท�ำ ของจำ�เลยทั้งหมดเป็นการกระทำ�ละเมิด
หรือไม่และจะต้องชดใช้ค่าเสียหายเพียงใด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการรับบำ�นาญพิเศษ อยู่ใน
อำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม อีกทั้งมูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจ�ำ เลยที่ 1 และที่ 2
เป็นมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์กับจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษา
ของศาลยุติธรรมเพื่อให้คำ�พิพากษาเป็นไปในแนวเดียวกันจึงชอบที่จะได้ดำ�เนินกระบวนพิจารณาที่ศาล
เดียวกัน ดังนั้นคดีระหว่างโจทก์กับจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 จึงอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำ�นาจหน้าที่ระหว่าง
ศาลปกครองและศาลยุตธิ รรม จะตอ้ งพจิ ารณาเขตอ�ำ นาจศาลของศาลปกครองเปน็ สำ�คญั หากคดพี ิพาทใด
180 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

อยู่ในอำ�นาจพิจารณาของศาลปกครองแล้วศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำ�นาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตาม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 218 และมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้โจทก์เป็นเอกชน
ยื่นฟ้องจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเอกชนโดย
กล่าวอ้างว่าจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 กระทำ�ละเมิดต่อโจทก์ กรณีที่อนุมัติให้จ่ายบำ�นาญพิเศษให้แก่ทายาท
ของพลทหารประจำ�การที่ถึงแก่ความตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ตรวจสอบว่าจ�ำ เลยที่ 3 และที่ 4
เป็นทายาทที่แท้จริงของพลทหารคำ�สิงห์หรือไม่ ทำ�ให้โจทก์ซึ่งเป็นมารดาที่แท้จริงของพลทหารคำ�สิงห์
และมีสิทธิได้รับบำ�นาญพิเศษแต่เพียงผู้เดียวได้รับความเสียหายไม่ได้รับเงินจ�ำ นวนดังกล่าวและขอให้บังคับ
จำ�เลยทั้งสี่ร่วมกันชำ�ระเงินจำ�นวน 1,107,846 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน
ดงั กลา่ วนับแตว่ นั ถัดจากวันฟ้องเปน็ ตน้ ไป ให้จำ�เลยที่ 1 และท่ี 2 ระงบั การจ่ายเงินแก่จ�ำ เลยท่ี 3 และที่ 4
นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปและสั่งจ่ายเงินแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย เห็นว่า
ตามพระราชบัญญัติบำ�เหน็จบำ�นาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 5 บัญญัติว่า ให้รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้... มาตรา 51 บัญญัติว่า เมื่อกระทรวงเจ้าสังกัดได้รับ
เรื่องราวขอรับบำ�เหน็จบำ�นาญแล้วให้รีบตรวจสอบนำ�ส่งให้ถึงกระทรวงการคลังภายในหกสิบวันนับแต่วัน
รับและเมื่อกระทรวงการคลังได้รับเรื่องดังกล่าวแล้ว ให้รีบพิจารณาสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันรับ ประกอบ
กบั ระเบียบกระทรวงการคลงั วา่ ดว้ ยการขอรบั และการจา่ ยบ�ำ เหน็จบำ�นาญขา้ ราชการ พ.ศ. 2527 ข้อ 17
กำ�หนดว่าการสั่งจ่ายบำ�เหน็จบำ�นาญ ให้เป็นอำ�นาจของอธิบดีกรมบัญชีกลาง.. วรรคสองกำ�หนดว่า เมื่อ
กรมบัญชีกลาง ได้รับเรื่องราวขอรับบำ�เหน็จบำ�นาญแล้วให้ตรวจสอบและพิจารณาสั่งจ่ายแล้วแจ้งให้ส่วน
ราชการเจ้าสังกัดหรือจังหวัดผู้ขอและผู้เบิกตามความในหมวด 4 โดยระบุประเภทเงินที่จ่ายจำ�นวนและ
ชอ่ื ผรู้ บั ใหช้ ดั เจน เมอื่ เหตแุ หง่ การฟอ้ งคดนี สี้ บื เนอ่ื งมาจากการทจี่ ำ�เลยที่ 1 และท่ี 2 โดยอธบิ ดกี รมบญั ชกี ลาง
ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำ�นาจตามกฎหมายในการอนุมัติสั่งจ่ายบำ�เหน็จ
บำ�นาญ ได้อนุมัติจ่ายบำ�นาญพิเศษให้แก่จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ไปตามรายงานการตรวจสอบทายาทของ
หน่วยต้นสังกัดของพลทหารคำ�สิงห์ จึงเป็นการใช้อำ�นาจตามพระราชบัญญัติบำ�เหน็จบำ�นาญข้าราชการ
พ.ศ.2494 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการขอรับและการจ่ายบ�ำ เหน็จบำ�นาญข้าราชการ พ.ศ.
2527 โดยที่เมื่อคำ�สั่งให้จ่ายบำ�นาญพิเศษของจำ�เลยที่ ๑ มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิของโจทก์
จำ�เลยที่ ๓ ที่ ๔ ในการได้รับบำ�นาญพิเศษ คำ�สั่งดังกล่าวจึงเป็นคำ�สั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อโจทก์เห็นว่าจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ใช้อำ�นาจ
ตามกฎหมายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องว่าจ�ำ เลยที่ 3 และที่ 4
เป็นบิดามารดาที่แท้จริงของพลทหารคำ�สิงห์หรือไม่ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ออก
คำ�สั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำ�ให้โจทก์ซึ่งเป็นมารดาที่แท้จริงของพลทหารคำ�สิงห์และ
เป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับบำ�นาญพิเศษเพียงผู้เดียวได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับบำ�นาญพิเศษดังกล่าวและ
ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำ�ละเมิดของหน่วย

อัยการนิเทศ 181

งานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำ�นาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำ�นาจพิจารณา
พิพากษาของศาลปกครอง การที่จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่มารดาของ พลทหารคำ�สิงห์ นั้น
เห็นว่าประเด็นโต้แย้งดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดี
เพื่อพิจารณาว่าคำ�สั่งทางปกครองของจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ออกไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และเป็นการ
กระทำ�ละเมิดต่อโจทก์หรือไม่เท่านั้นมิใช่เกณฑ์พิจารณาอำ�นาจศาลและไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด
บัญญัติห้ามมิให้ศาลปกครองพิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวรวมทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด
กำ�หนดให้กรณีพิพาทพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการรับเงินบำ�นาญพิเศษเป็นคดีที่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษา
ของศาลยุติธรรมโดยเฉพาะ เมื่อคดีอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว คดีจึงไม่อยู่ใน
อำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยมาตรา 218 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2550 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สำ�หรับ
ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 แม้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล แต่เหตุ
พิพาทระหว่างโจทก์กับจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 เกิดจากการที่จ�ำ เลยที่ 1 มีคำ�สั่งให้อนุมัติให้จ่ายบำ�นาญพิเศษ
แก่จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ศาลจำ�ต้องพิจารณาคำ�สั่งของจำ�เลยที่ 1 ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์
กับจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ให้ได้ความเสียก่อนว่าคำ�สั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงจะสามารถวินิจฉัย
ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ได้ จึงเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์
กับจำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ชอบที่จะได้ดำ�เนินกระบวนพิจารณาในศาลเดียวกันที่ศาลปกครองเพื่อให้
คำ�พิพากษาเป็นไปในทางเดียวกัน โดยอาศัยอำ�นาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่าง
ศาลที่มีอำ�นาจพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องที่มีมูลเดียวกันได้ทั้งคดี แม้บางข้อหาจะไม่ได้มีกรณีโต้แย้ง
เขตอำ�นาจศาลก็ตาม ทั้งนี้ ตามคำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 9/2547
คำ�วินิจฉัย
ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง จำ�เลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วย
งานทางปกครองและจำ�เลยที่ 3 ที่ 4 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันเอง ข้อเท็จจริงตามคำ�ฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เป็น
มารดาของพลทหารคำ�สิงห์ ชาวสวน ซึ่งเกิดกับนายเส็ง ชาวสวน โดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย
พลทหารคำ�สิงห์ได้รับคำ�สั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปปฏิบัติงานที่สมรภูมิร่มเกล้าและถึงแก่ความตายใน
ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ทหารประจำ�การ ทำ�ให้ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำ�เหน็จตกทอดและเงินบำ�นาญ
พิเศษ ตามพระราชบัญญัติบำ�เหน็จบำ�นาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 แจ้งความอันเป็น
เท็จว่าเป็นบิดามารดาของพลทหารคำ�สิงห์ จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 หลงเชื่ออนุมัติให้จ่ายเงินบำ�นาญพิเศษแก่
จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 โดยมิได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่าเป็นทายาทที่แท้จริงหรือไม่ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็น
มารดาที่แท้จริงและมีสิทธิได้รับบำ�นาญพิเศษแต่เพียงผู้เดียวได้รับความเสียหายไม่อาจใช้สิทธิในการรับ
เงินดังกล่าว ขอให้บังคับจำ�เลยทั้งสี่ร่วมกันชำ�ระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเงินที่จ�ำ เลยที่ 3 และที่
182 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

4 ได้รับไปแล้วและให้จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ระงับการจ่ายเงินแก่จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 และสั่งจ่ายเงินแก่
โจทก์เพียงผู้เดียวจนกว่าโจทก์ จะถึงแก่ความตาย จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์มิใช่มารดาที่
แท้จริงของพลทหารคำ�สิงห์การจ่ายเงินเป็นไปตามหลักฐานการตรวจสอบความเป็นทายาทของหน่วยงาน
ต้นสังกัด จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำ�นาจหน้าที่ในการตรวจสอบการเป็นทายาท จึงมิได้ประมาทเลินเล่อ
อย่างร้ายแรงและไม่เป็นการกระทำ�ละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่าจำ�เลยที่ 3 และที่
4 ไม่เคยยื่นคำ�ร้องขอรับเบี้ยบำ�เหน็จพิเศษหรืออ้างว่าเป็นบิดามารดาของพลทหารคำ�สิงห์ จำ�เลยที่ 3 และ
ที่ 4 มิใช่บิดามารดาของพลทหารคำ�สิงห์แต่พลทหารคำ�สิงห์เป็นบุตรของโจทก์กับพี่ชายจำ�เลยที่ 3 ที่อยู่
กินฉันสามีภรรยาและไม่ได้แจ้งการเกิดตามกฎหมาย เมื่อโจทก์กับพี่ชายของจำ�เลยที่ 3 แยกทางกันและ
พลทหารคำ�สิงห์ต้องขึ้นทะเบียนทหาร จึงมีการแจ้งเกิดย้อนหลังเพื่อให้ผู้ตายขึ้นทะเบียนทหารได้เท่านั้น
เจ้าหน้าที่อำ�เภอได้ระบุให้จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบิดามารดา เมื่อพลทหารคำ�สิงห์ถึงแก่ความตาย
ผู้บังคับบัญชาของพลทหารคำ�สิงห์ได้แจ้งว่าจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 มีสิทธิได้รับเงินบำ�นาญพิเศษและดำ�เนิน
การเรื่องดังกล่าวให้ จึงเป็นการจ่ายเงินตามหลักฐานที่ปรากฏ โดยจ�ำ เลยที่ 3 และที่ 4 มิได้แจ้งเท็จต่อ
เจ้าพนักงาน จึงไม่เป็นการกระทำ�ละเมิดต่อโจทก์ อีกทั้งบำ�นาญพิเศษมิใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์จึงไม่มีสิทธิ
ติดตามเอาคืนได้ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ตามคำ�ฟ้องของโจทก์อ้างว่าตนเป็นมารดา
ของผู้ตายซึ่งเป็นทายาทและมีสิทธิจะได้รับเงินบำ�เหน็จตกทอดและเงินบำ�นาญพิเศษ แม้จำ�เลยที่ 3 และ
ที่ 4 จะให้การยอมรับข้อเท็จจริงว่าตนมิใช่บิดามารดาของผู้ตายก็ตาม แต่จำ�เลยที่ 1 และท่ี 2 ก็ให้การว่า
โจทก์มิใช่มารดาที่แท้จริงของผู้ตายและจำ�เลยที่ 3 และที่ 4 ก็เคยยืนยันว่าเป็นบิดามารดาของผู้ตาย
ดังนั้น ประเด็นหลักของข้อพิพาทในคดีนี้ ศาลจ�ำ ต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจ�ำ เลยที่ 3
และที่ 4 ฝ่ายใดเป็นทายาทของผู้ตายอันที่จะมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่า จ�ำ เลยที่ 3
และที่ 4 ทำ�ละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ หากทำ�ละเมิดก็จะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ แต่หากไม่เป็นการละเมิดก็
ไม่จำ�ต้องคืน ซึ่งเป็นข้อพิพาทในทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน อันอยู่ในอ�ำ นาจของศาลยุติธรรม
ส่วนประเด็นที่ จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองจ่ายเงินให้แก่จำ�เลยที่ 3 และที่ 4 โดย
ละเมิดหรือไม่ อันถือได้ว่าเป็นประเด็นรองนั้น แม้เป็นคำ�สั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ก็ตาม แต่จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ก็จะต้องจ่ายให้แก่ทายาทตามพระราช
บัญญัติบำ�เหน็จบำ�นาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ซึ่งต้องพิจารณาให้ได้ความจากประเด็นหลักเสียก่อนเมื่อ
ประเด็นหลักอยู่ในอำ�นาจของศาลยุติธรรมแล้วประเด็นรองจึงควรอยู่ในอำ�นาจของศาลเดียวกัน
จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางติง ชาวสวน หรือศรีชะนะ โจทก์ กระทรวงการคลังที่ 1 กรม
บัญชีกลางที่ 2 นายเพ็ง ชาวสวน ที่ 3 นางสมร ชาวสวน ที่ 4 จ�ำ เลย อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของ
ศาลยุติธรรม



อัยการนิเทศ 183

คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๔๕/๒๕๕๔
เรื่อง เขตอำ�นาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)
พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒
มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)

พฤติการณ์การกระทำ�ของจำ�เลยที่ ๗ ที่โจทก์อ้าง กล่าวถึงการที่จำ�เลยที่ ๗ นำ�เสาไฟฟ้ามา
วางกองหลายชั้นและระหว่างชั้นได้นำ�ท่อนไม้รองหนุนไว้ ซึ่งไม่มีความแข็งแรงรองรับนํ้าหนัก และ
ละเลยไม่จัดเปลี่ยนท่อนไม้ที่ใช้รองเสาไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรง และไม่นำ�เสาไฟฟ้าไปกองไว้ที่
อื่นที่ไม่ติดศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นเหตุโจทก์ที่ ๑ ถูกเสาไฟฟ้าหล่นทับได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเป็น
อำ�นาจในการปฎิบัติหน้าที่โดยทั่วไปของจำ�เลยที่ ๗ เท่านั้น เหตุละเมิดจึงหาใช่เกิดจากการใช้อำ�นาจ
ในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่งและจำ�หน่ายพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นอำ�นาจโดยตรงของจำ�เลยที่ ๗
แต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ละเมิดอันเกิดจากการใช้อำ�นาจตาม
กฎหมาย ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำ�นาจของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดระยอง

ระหว่าง ศาลปกครองระยอง



การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ
ศาลจังหวัดระยองโดยสำ�นักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอ�ำ นาจหน้าที่
ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.
2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอ�ำ นาจศาลที่รับฟ้องคดี และ
ศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำ�นาจศาลในคดีนั้น

184 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

ข้อเท็จจริงในคดี
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 เด็กชายธนภัทร สุทธศิลป์ โดยนางสาวอุมาพร พรหมบุตร ผู้แทน
โดยชอบธรรม ที่ 1 นางสาวอุมาพร พรหมบุตร ที่ 2 นายชาติ สุทธศิลป์ที่ 3 โจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาวทัศนีย์
สว่างแจ้ง ที่ 1 เทศบาลตำ�บลบ้านปลวกแดง ที่ 2 นายชัยยงค์ คูเพ็ญวิจิตตระการที่ 3 นายเดชา
สุนทราเดชอังกรู ที่ 4 การไฟฟา้ สว่ นภูมิภาคอำ�เภอปลวกแดง ที่ 5 การไฟฟา้ ส่วนภูมิภาคเขต 2 (ภาคกลาง)
จังหวัดชลบุรี ที่ 6 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ 7 จำ�เลย ต่อศาลจังหวัดระยอง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำ�ที่
4903/2551 ความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำ�บล
ปลวกแดง จำ�เลยที่ 1 และครูประจำ�วันได้ปล่อยให้เด็กนักเรียนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโจทก์ที่ 1 ออก
มาเล่นนอกบริเวณอาคารเรียน ซึ่งจำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 3 และครูเวรประจำ�วันทราบดีว่าที่ตั้งของศูนย์พัฒนา
เด็กเล็กอยู่ติดกับที่ทำ�การของจำ�เลยที่ 5 และไม่มีรั้วกั้นแนวเขต จำ�เลยที่ 5 โดยการบริหารจัดการของ
จำ�เลยที่ 4 นำ�เสาไฟฟ้าจำ�นวนมากมาวางกองซ้อนกันหลายชั้นติดกับแนวเขตศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในลักษณะ
ที่อาจเป็นอันตราย แต่จำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ห้ามเด็กนักเรียนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรวมทั้งโจทก์ที่ 1 วิ่ง
เล่นเข้าไปใกล้เสาไฟฟ้าดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ถูกเสาไฟฟ้าที่จำ�เลยที่ 4 และที่ 5 กองไว้หล่นทับ
โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส การได้รับบาดเจ็บสาหัสของโจทก์ที่ 1 เกิดจากความประมาทเลินเล่อของ
จำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันอุบัติเหตุและอุบัติภัย ไม่ให้เกิดกับเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กด้วยการ
จัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในอาคารและนอกอาคารให้ปลอดภัย โดยในส่วนของภายนอกอาคารต้องมีรั้วกั้น
บริเวณให้เป็นสัดส่วนแต่จำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 3 กลับละเลยไม่ทำ�รั้ว ประกอบกับจำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ใช้ความ
ระมัดระวังปล่อยให้เด็กในความดูแลรวมทั้งโจทก์ที่ 1 ไปวิ่งเล่นในบริเวณแนวเขตที่ติดต่อระหว่างศูนย์
พัฒนาเด็กเล็กกับที่ทำ�การของจำ�เลยที่ 5 ส่วนจำ�เลยที่ 4 ถึงที่ 7 มีหน้าที่จัดหาสถานที่เพื่อจัดเก็บ
เสาไฟฟ้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ อุบัติภัยไม่ให้เกิดกับบุคคลอื่นแต่ไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอโดยน�ำ
เสาไฟฟ้ามาวางกองหลายชั้นและระหว่างชั้นได้นำ�ท่อนไม้รองหนุนไว้ซึ่งไม่มีความแข็งแรงรองรับนํ้าหนัก
ของเสาไฟฟ้าและละเลยไม่จัดเปลี่ยนท่อนไม้ที่ใช้รองเสาไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรงอีกทั้งจำ�เลยที่ 5
ถึงที่ 7 สามารถนำ�เสาไฟฟ้าไปกองไว้ที่อื่น ซึ่งไม่ติดกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อป้องกันไม่ก่อให้เกิดอันตราย
แก่บุคคลอื่นแต่หาได้ทำ�เช่นนั้นไม่ ทำ�ให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัยและจิตใจ ขอให้
จำ�เลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำ�ระเงินจำ�นวน 23,112,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับ
ถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำ�ระเสร็จแก่โจทก์และชำ�ระเงินจำ�นวน 471,331.60 บาทพร้อมดอกเบี้ยใน
อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำ�ระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3
จำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำ�เลยที่ 7 ให้การว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 3 ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วย
กฎหมายของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 จดทะเบียนรับรองบุตรหลังเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอ�ำ นาจฟ้อง
จำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังโดยการจัดให้มีครูประจำ�ชั้นและครูพี่เลี้ยงในการดูแลนักเรียน
ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำ�นวนห้องละ 2 คน เพียงพอที่จะดูแลเด็กนักเรียนแต่ละห้องโดยครูทั้งสองจะต้อง
อยกู่ บั เด็กนกั เรียนตลอดเวลาและมีประตทู างเขา้ ออกเพยี งด้านเดยี วและเปิดปิดเป็นเวลา จ�ำ เลยท่ี 1 ถึงที่ 3

อัยการนิเทศ 185

และครูประจำ�ศูนย์เด็กเล็กได้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้เด็กนักเรียนไปเล่นบริเวณที่เกิดเหตุ การเกิดอุบัติเหตุครั้ง
นี้จึงไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจ�ำ เลยที่ 1 ถึงที่ 3 และเกิดเพราะเหตุสุดวิสัย สถานที่กองเสา
ไฟฟ้าเดิมมีรั้วขึงลวดล้อมรอบแต่ถูกคนร้ายลักตัดลวดไป คงเหลือแต่เสาไม้ปักเป็นแนว การเก็บและกอง
เสาไฟฟ้าได้จัดให้มีท่อนไม้หมอนวางกั้นกลางขนาดตามที่กำ�หนดไว้ในหนังสือสั่งการของการไฟฟ้าส่วน
ภูมิภาค มีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัยในการรองรับนํ้าหนักเสาไฟฟ้าอย่างเพียงพอและใช้งานประมาณ
2 เดือนก่อนเกิดเหตุ การที่เสาไฟฟ้าหล่นทับมือและเท้าของโจทก์ที่ 1 นั้นเป็นเสาไฟฟ้าต้นริมสุดในชั้นที่
5 สาเหตุจากการปีนเหนี่ยวรั้งเสาไฟฟ้า อุบัติเหตุจึงเกิดจากเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่เกิดจากความประมาทเลินเล่อ
ของจำ�เลยที่ 4 ถึงที่ 7 ค่าเสียหายสูงเกินจริงขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดระยองมีคำ�สั่งไม่รับฟ้องโจทก์ทั้งสามสำ�หรับจำ�เลยที่ 5 และที่ 6 เนื่องจากไม่มีฐานะ
เป็นนิติบุคคลเป็นเพียงหน่วยงานย่อยในสังกัดจำ�เลยที่ 7 เท่านั้น
จำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำ�เลยที่ 7 ยื่นคำ�ร้องโต้แย้งเขตอำ�นาจศาลว่า คดีนี้ตามคำ�ฟ้องโจทก์ทั้ง
สามอ้างว่า จำ�เลยที่ 7 มีหน้าที่จัดหาสถานที่เพื่อจัดเก็บเสาไฟฟ้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และอุบัติภัยมิให้
เกิดกับบุคคลอื่น อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจ�ำ เลยที่ 7 มีหน้าที่จัดให้มีและบำ�รุงรักษา สิ่งสาธารณูปโภคและ
ระบบสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น แต่จำ�เลยที่ 7 มิได้จัดเก็บ และบำ�รุงสาธารณูปโภค
และสิ่งบริการสาธารณะให้มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล จึงเป็นคดีพิพาท
เกี่ยวกับการกระทำ�ละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ�หนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา
9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ใน
อำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยคำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาลที่
14/2547,15/2547 และ 10/2548
ศาลจังหวัดระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำ�เลยที่ 7 ซึ่งเป็นหน่วยงานทาง
ปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 แต่มูล
เหตุละเมิดที่โจทก์ทั้งสามฟ้องนั้นเกิดจาการที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำ�เภอปลวกแดง ซึ่งเป็นหน่วยงาน
ย่อยของจำ�เลยที่ 7 นำ�เสาไฟฟ้าจำ�นวนมากมากองบนที่ดินติดแนวเขตของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กซึ่งมีเด็ก
นักเรียนซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุไม่เกิน 5 ปี อยู่เป็นจ�ำ นวนมากรวมทั้งโจทก์ที่ 1 ด้วย โดยวางซ้อนกันหลายชั้น
ระหว่างชั้นได้นำ�ท่อนไม้รองหนุนไว้ซึ่งไม่มีความแข็งแรงในการรองรับนํ้าหนักของเสาไฟฟ้าเป็นเหตุให้เสา
ไฟฟ้าหล่นทับโจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องมิใช่กรณีละเมิดจากการใช้
อำ�นาจตามกฎหมายหรือจากกฎคำ�สั่งทางปกครอง หรือคำ�สั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามที่
กฎหมายกำ�หนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่เป็นการละเมิดจากการปฏิบัติ
หน้าที่ตามปกติของจำ�เลยที่ 7 ซึ่งไม่ใช้ความรัดระวังตามสมควรแก่กรณีในภาวการณ์เช่นนั้นจึงมิใช่เกี่ยว
กับการละเมิดทางปกครองตามนัยมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีจึงอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
186 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากคำ�ฟ้องของโจทก์แล้วเป็นกรณีที่
โจทก์ฟ้อง จำ�เลยที่ 7 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีหน้าที่จัดหาสถานที่เพื่อจัดเก็บเสาไฟฟ้าเพื่อป้องกัน
อบุ ตั ิเหตุและอุบัติภัยมิใหเ้ กิดกบั บุคคลอ่ืน อนั เปน็ การกลา่ วอ้างวา่ จ�ำ เลยท่ี 7 มีหน้าที่จดั ใหม้ แี ละบ�ำ รงุ รกั ษา
สิ่งสาธารณูปโภค และระบบสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น การจัดให้มีและบำ�รุงรักษา
สิ่งสาธารณูปโภคดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการใช้อำ�นาจตามกฎหมายในการจัดระบบและให้บริการสาธารณะ
ได้ละเลยต่อหน้าท่ีมิได้จัดเก็บบ�ำ รุงสาธารณูปโภคและสิ่งบริการสาธารณะให้มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอ
ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ทั้งสาม นั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503
มาตรา 13 (6) บัญญัติให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีอำ�นาจกระทำ�การต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ตาม
มาตรา 6 และอำ�นาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง... (6) จัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษา
ทรัพย์สินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เมื่อจำ�เลยที่ 7 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำ�นาจหน้าที่ในการ
จดั ระเบยี บเกย่ี วกบั ความปลอดภยั ในการใชแ้ ละรกั ษาทรพั ยส์ นิ ของการไฟฟา้ สว่ นภมู ภิ าคตามมาตรา 13 (6)
แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 ถูกฟ้องว่าละเลยไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียง
พอในการจัดหาสถานที่เพื่อจัดเก็บเสาไฟฟ้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุมิให้เกิดกับบุคคลอื่น จนเป็นเหตุให้โจทก์
ที่ 1 ซึ่งวิ่งเล่นเข้าไปในบริเวณใกล้เสาไฟฟ้าดังกล่าว ถูกเสาไฟฟ้าที่กองไว้หล่นทับได้รับบาดเจ็บสาหัส
มูลเหตุแห่งการทำ�ละเมิดจึงเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ�หนดให้ต้องปฏิบัติของจำ�เลยที่
7 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ละเมิดของ
หน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ�หนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติ
หน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 223 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบ
มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้แม้จำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 จะยื่นคำ�ร้องโต้แย้งเกี่ยวกับอำ�นาจหน้าที่
ระหว่างศาลเฉพาะมูลคดีที่เกิดจากการกระทำ�ของจำ�เลยที่ 7 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำ�ร้องดังกล่าวโดย
ตลอดแล้ว เห็นได้ว่าเป็นการประสงค์ที่จะ โอนคดีทั้งคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครองโดยพิจารณา
เห็นว่าจำ�เลยที่ 2 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีอำ�นาจหน้าที่มาตรา 50 (6) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติ
เทศบาล พ.ศ. 2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2511 ประกอบกับ
มาตรา 16 (9) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติกำ�หนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำ�นาจให้แก่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ในการสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก สตรี คนชรา และ
ผู้ด้อยโอกาสและการจัดการศึกษาให้แก่ราษฎร ซึ่งอำ�นาจหน้าที่ดังกล่าวย่อมรวมถึงการจัดให้มีศูนย์พัฒนา
เด็กเล็กในพื้นที่รับผิดชอบของจำ�เลยด้วย จำ�เลยที่ 2 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่ง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเป็นหน่วยงานของรัฐตาม
มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ส่วนจำ�เลยที่ 1 เป็น
พนักงานส่วนท้องถิ่นสังกัดจำ�เลยที่ 2 ตำ�แหน่ง หัวหน้าศูนย์เด็กเล็ก จำ�เลยที่ 3 เป็นนายกเทศมนตรี

อัยการนิเทศ 187

ตำ�บลบ้านปลวกแดง จำ�เลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเป็นเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 4 แห่ง
พระราชบญั ญตั คิ วามรบั ผดิ ทางละเมดิ พ.ศ. 2539 เมอ่ื โจทกท์ ง้ั สามฟอ้ งวา่ จ�ำ เลยท่ี 1 และครเู วรประจ�ำ วนั
ได้ปล่อยให้เด็กนักเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรวมทั้งโจทก์ที่ 1 ออกมาเล่นนอกบริเวณอาคารเรียนโดยจำ�เลย
ที่ 1 ที่ 3 และครูเวรประจำ�วันทราบดีว่าที่ตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดังกล่าวอยู่ติดกับที่ทำ�การการไฟฟ้าส่วน
ภูมิภาคอำ�เภอปลวกแดงซึ่งมีเสาไฟฟ้าจำ�นวนมากวางกองเป็นชั้น ๆ หลายชั้น ชั้นละจำ�นวนหลายต้นติด
กับแนวเขตศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในลักษณะที่น่าเป็นอันตราย แต่จำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 3 และครูเวรประจำ�วัน
มิได้ใช้ความระมัดระวังโดยการห้ามมิให้เด็กนักเรียนรวมทั้งโจทก์ที่ 1 วิ่งเล่นเข้าใกล้เสาไฟฟ้าดังกล่าว เป็น
เหตุให้โจทก์ที่ 1 ถูกเสาไฟฟ้าหล่นทับได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดจากความประมาทเลินเล่อ
ของจำ�เลยที่ 1 ถึงที่ 3 และครูเวรประจำ�วันที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลเด็กนักเรียนที่อยู่ในความ
รับผิดชอบตามหน้าที่รวมทั้งมิได้จัดทำ�รั้วกั้นบริเวณศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นสัดส่วน จึงฟ้องขอให้จำ�เลย
ที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายดังกล่าวร่วมกับจ�ำ เลยที่ 4 ถึงที่ 7 กรณีจึงเป็นการ
ฟ้องกล่าวหาว่าหน่วยงานทางปกครองกระทำ�ละเมิดอันเนื่องมาจากการดำ�เนินกิจการทางปกครองตาม
มาตรา 223 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มูลคดีในส่วนนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�
ละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ�หนดให้ต้องปฏิบัติซึ่ง
อยู่ในอำ�นาจของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ
วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เช่นเดียวกัน ดังนั้น คดีนี้ทั้งคดีจึงอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของ
ศาลปกครอง
คำ�วินิจฉัย
ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี
ปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำ�นาจพิจารณาพิพากษาหรือมี
คำ�สั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือ
เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั อนั เกดิ จากการใชอ้ �ำ นาจตามกฎหมาย หรอื จากกฎ ค�ำ สงั่ ทางปกครอง หรอื ค�ำ สง่ั อน่ื หรอื จาก
การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ�หนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร บทบัญญัติ
ดังกล่าวเป็นการกำ�หนดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำ�ละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ
โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำ�นาจพิจารณาพิพากษา หรือมีคำ�สั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ละเมิด
ที่เกิดจากการใช้อำ�นาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ไม่รวมถึงการ
กระทำ�ละเมิดอันมิได้เกิดจากการใช้อำ�นาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ คดีนี้จำ�เลยที่ 2 เป็นราชการส่วน
ท้องถิ่นมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอ�ำ นาจหน้าที่ตามมาตรา 50 (6) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติ
เทศบาล พ.ศ. 2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2511 ประกอบกับ
มาตรา 16 (9) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติกำ�หนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำ�นาจให้แก่องค์กร
188 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ในการสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และ
ผู้ด้อยโอกาสและการจัดการศึกษาให้แก่ราษฎร มีจำ�เลยที่ 3 เป็นผู้แทน และจำ�เลยที่ 1 เป็นหัวหน้าศูนย์
พัฒนาเด็กเล็กในสังกัด ส่วนจำ�เลยที่ 7 เป็นรัฐวิสาหกิจมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์
ในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำ�หน่ายพลังงานไฟฟ้าในเขตส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่นอกเขตท้องที่ที่การ
ไฟฟ้านครหลวงดำ�เนินการอยู่และในประเทศใกล้เคียง ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.
2503 มาตรา 6 และมาตรา 7 และมีอำ�นาจกระทำ�การต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่ง
รวมถึงอำ�นาจจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ตามมาตรา 13 (6) เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำ�เลยที่ 7 ไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอในการนำ�
เสาไฟฟ้ามาวางกองไว้หลายชั้นและระหว่างชั้นได้นำ�ท่อนไม้รองหนุนไว้ซึ่งไม่มีความแข็งแรงรองรับนํ้าหนัก
และละเลยไม่จัดเปลี่ยนท่อนไม้ที่ใช้รองเสาไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรง ทั้งไม่นำ�เสาไฟฟ้าไปกองไว้ที่อื่น
ซึ่งไม่ติดกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ถูกเสาไฟฟ้าหล่นทับได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้ร่วม
กันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน พฤติการณ์การกระทำ�ของจำ�เลยที่ 7 ที่โจทก์อ้างกล่าวถึงการที่จำ�เลยที่ 7 นำ�
เสาไฟฟ้ามาวางกองหลายชั้นและระหว่างชั้นได้นำ�ท่อนไม้รองหนุนไว้ซึ่งไม่มีความแข็งแรงรองรับนํ้าหนัก
และละเลยไม่จัดเปลี่ยนท่อนไม้ที่ใช้รองเสาไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรง และไม่นำ�เสาไฟฟ้าไปกองไว้ที่อื่น
ที่ไม่ติดกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ถูกเสาไฟฟ้าหล่นทับได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นอำ�นาจ
ในการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปของจำ�เลยที่ 7 เท่านั้น เหตุละเมิดหาใช่เกิดจากการใช้อำ�นาจในการผลิต
จัดให้ได้มา จัดส่งและจำ�หน่ายพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นอำ�นาจโดยตรงของจำ�เลยที่ 7 แต่อย่างใด ดังนั้น
ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ละเมิดอันเกิดจากการใช้อำ�นาจตามกฎหมาย
ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)
แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างเด็กชายธนภัทร สุทธศิลป์ โดยนางสาวอุมาพร พรหมบุตร ผู้แทน
โดยชอบธรรม ที่ 1 นางสาวอุมาพร พรหมบุตร ที่ 2 นายชาติ สุทธศิลป์ ที่ 3 โจทก์ นางสาวทัศนีย์
สว่างแจ้ง ที่ 1 เทศบาลตำ�บลบ้านปลวกแดง ที่ 2 นายชัยยงค์ คูเพ็ญวิจิตตระการ ที่ 3 นายเดชา
สนุ ทราเดชองั กรู ที่ 4 การไฟฟา้ สว่ นภมู ภิ าคอำ�เภอปลวกแดง ท่ี 5 การไฟฟา้ สว่ นภมู ภิ าค เขต 2 (ภาคกลาง)
จังหวัดชลบุรี ที่ 6 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ 7 จำ�เลย อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม


อัยการนิเทศ 189

คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๒๓/๒๕๕๔
เรื่อง เขตอำ�นาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
มาตรา ๓, ๙ วรรคหนึ่ง (๔)
พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒
มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)

เมื่อจำ�เลยมอบอำ�นาจให้ผู้อำ�นวยการศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรี
ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำ�กับดูแลของจำ�เลยทำ�สัญญาซื้อครุภัณฑ์ไอที จำ�นวน ๕ รายการ ที่มีสาระสำ�คัญ
ให้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนจัดหาและส่งมอบครุภัณฑ์ไอทีเพื่อใช้ในโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลด้าน
การท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดของจังหวัดสระบุรีซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สถานที่ท่อง
เที่ยวภายในจังหวัดสระบุรีและกลุ่มจังหวัด และเป็นแหล่งบริการข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวของ
จังหวัดสระบุรีและกลุ่มจังหวัด อันเป็นภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำ�บริการสาธารณะอย่างหนึ่งในการ
พัฒนาการท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการของรัฐ ครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์
สำ�คัญที่จำ�เป็นต่อการจัดทำ�บริการสาธารณะของจำ�เลยให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ระหว่าง
โจทก์จำ�เลยจึงเป็นสัญญาทางปกครอง

ศาลจังหวัดสระบุรี

ระหว่าง ศาลปกครองกลาง



การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ
ศาลจังหวัดสระบุรีโดยสำ�นักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ชาดอำ�นาจหน้าที่
ระหว่างศาล วินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล
พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำ�นาจศาลที่รับฟ้อง
คดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำ�นาจศาลในคดีนั้น

190 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

ข้อเท็จจริงในคดี
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2551 บริษัทสระบุรี คอมพ์ โฟกัส จ�ำ กัด โจทก์ ยื่นฟ้องจังหวัดสระบุรี
จำ�เลย เป็นคดีแพ่งหมายเลยดำ�ที่ 3186/2551 ความว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 จำ�เลยมอบอำ�นาจ
ให้นายดุษฎี ศิลปะไพบูลย์ ในฐานะผู้อำ�นวยการศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรี
ทำ�สัญญาซื้อครุภัณฑ์ไอทีจำ�นวน 5 รายการ จากโจทก์ ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 399,300 บาท ก�ำ หนด
ส่งมอบสินค้าและชำ�ระราคาภายในวันที่ 27 มีนาคม 2549 และเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญาโจทก์
ได้วางเงินประกันค่าเสียหายจำ�นวน 19,965 บาท ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2549 โจทก์ได้ส่งมอบสินค้า
ตามเวลาที่กำ�หนด แต่จำ�เลยผิดสัญญาไม่ชำ�ระเงินในวันส่งมอบสินค้าตามที่กำ�หนดไว้ในสัญญา โจทก์
ทวงถามให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีในฐานะกระท�ำ การแทนจำ�เลยและนายดุษฎีในฐานะผู้อำ�นวยการ
ศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรี ผู้รับมอบอำ�นาจจากจำ�เลย ชำ�ระหนี้เป็นเงินค่า
สินค้าหลายครั้ง แต่บุคคลทั้งสองเพิกเฉย การกระท�ำ ของจำ�เลยทำ�ให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับ
จำ�เลยชำ�ระเงินค่าสินค้าจำ�นวน 399,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มีนาคม
2549 จนถึงวันฟ้อง คิดเป็นเงินค่าเสียหายรวมเป็นเงินจำ�นวน 469,177.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน
อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 399,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำ�เลยจะชำ�ระ
หนี้ให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ อนึ่ง เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 โจทก์ได้เคยยื่นฟ้องจำ�เลยและนายดุษฎีต่อ
ศาลปกครองกลางแล้ว แต่ศาลปกครองกลางมีคำ�สั่งไม่รับคำ�ฟ้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้เป็นคดี
พิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีจึง
ไม่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง (คดีของศาลปกครองกลาง หมายเลขแดงที่ 705/2551)
จำ�เลยให้การว่า จำ�เลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยจำ�เลยมิได้ผิดนัด เนื่องจากโจทก์ไม่มีหลักฐาน
ในการตรวจรับสิ่งของมาแสดง อีกทั้งโจทก์เองไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการส่งมอบ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา
คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ฟ้อง
โจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
จำ�เลยยื่นคำ�ร้องโต้แย้งเขตอำ�นาจศาลว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองไม่อยู่ใน
อำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีระหว่างโจทก์และจำ�เลย
จัดทำ�ขึ้นภายใต้โครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดสระบุรี
จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาทและจังหวัดสิงห์บุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สถานที่ท่อง
เที่ยวภายในจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อเป็นแหล่งบริการข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดและ
กลุ่มจังหวัด และเพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ของจังหวัดให้ประสบความสำ�เร็จตามตัวชี้วัดที่กำ�หนดไว้ อัน
เป็นการจัดทำ�บริการสาธารณะในหน้าที่ของศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรี ซึ่ง
โครงการดังกล่าวประกอบด้วยการจัดซื้อครุภัณฑ์ไอที 5 รายการ การจ้างเหมาจัดทำ�ข้อมูลเข้าสู่ระบบและ
จ้างเหมาดูแลระบบข้อมูล ซึ่งการจัดทำ�ข้อมูลเข้าสู่ระบบดังกล่าวจะต้องบันทึกข้อมูลลงในครุภัณฑ์ไอที
ดังกล่าว ครุภัณฑ์ไอทีและการจัดทำ�ข้อมูลเข้าสู่ระบบซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญาจึงเป็นเครื่องมือสำ�คัญที่ศูนย์

อัยการนิเทศ 191

การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในก�ำ กับดูแลของจำ�เลย
ใช้ในการจัดทำ�บริการสาธารณะในหน้าที่ให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีและสัญญาจ้างเหมาจัดทำ�
ข้อมูลเข้าสู่ระบบจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยว
กับสัญญาทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำ�นาจพิจารณา
พิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสระบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือจำ�เลยเป็นหน่วยงานทาง
ปกครอง และการจัดซื้อครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าวเป็นไปตามโครงการประกอบด้วยการจัดซื้อครุภัณฑ์ไอที
จำ�นวน 5 รายการ การจ้างเหมาจัดทำ�ข้อมูล และฝึกสอนผู้ดูแลระบบและการจ้างเหมาดูแลระบบ แต่เมื่อ
พิจารณาตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำ�เลยแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบครุภัณฑ์ไอทีจำ�นวน 5
รายการตามที่กำ�หนด ณ ศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรีพร้อมทั้งหีบห่อเครื่องรัด
พันผูกโดยเรียบร้อยเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการดำ�เนินการจัดทำ�ข้อมูล ฝึกสอนผู้ดูแลระบบ
หรือดูแลระบบแต่อย่างใด การจัดซื้อครุภัณฑ์ไอทีจึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาเพื่อสนับสนุนการ
จัดทำ�บริการสาธารณะของจำ�เลยเท่านั้น สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง
แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองของรัฐเป็นคู่สัญญาเท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำ�เลยผิดข้อ
ตกลงไม่ชำ�ระราคาค่าสินค้าแก่โจทก์และฟ้องให้จ�ำ เลยรับผิดตามสัญญาซื้อขาย ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับ
จำ�เลยในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีระหว่างโจทก์และจำ�เลยทำ�ขึ้น
เพื่อใช้ในโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดของจังหวัดสระบุรีงบประมาณ
เหลือจ่ายจากโครงการส่งเสริมด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์เชิงรุกของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน
กลุ่ม 2 จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท และจังหวัดสิงห์บุรี โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์
เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดสระบุรีและกลุ่มจังหวัดและเป็นแหล่งบริการ
ข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสระบุรีและกลุ่มจังหวัด ดังนั้น การจัดซื้อครุภัณฑ์ไอที 5 รายการ
ในคดีพิพาทนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการด�ำ เนินการโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกลุ่ม
จังหวัดของจังหวัดสระบุรี ทั้งนี้เมื่อได้จัดซื้อครุภัณฑ์ไอทีแล้วจะต้องมีการบันทึกข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
เข้าสู่ระบบครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าว โดยจำ�เลยจะนำ�ครุภัณฑ์ไอทีที่ได้บันทึกข้อมูลด้านการท่องเที่ยวตาม
โครงการไปตั้งวางให้บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดแก่ประชาชนทั่วไปในแหล่งท่องเที่ยว
ต่างๆ ครุภัณฑ์ไอทีในสัญญาพิพาทจึงเป็นเครื่องมือสำ�คัญที่ใช้ในการดำ�เนินบริการสาธารณะตามอำ�นาจ
หน้าที่ของศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการจังหวัดสระบุรีให้บรรลุผล สัญญาจัดซื้อครุภัณฑ์ไอที 5
รายการระหว่างโจทก์กับจำ�เลยในคดีนี้จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มิใช่สัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนการจัดการ
จัดทำ�บริการสาธารณะของจำ�เลยเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำ�เลยในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยว
กับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง
พระราชบัญญัติเดียวกัน
192 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

คำ�วินิจฉัย
ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำ�ฟ้องคดีนี้ จำ�เลยมอบอำ�นาจให้นายดุษฎี
ศิลปะไพบูลย์ ผู้อำ�นวยการศูนย์การท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการจังหวัดสระบุรีซึ่งเป็นหน่วยงานใน
กำ�กับดูแลของจำ�เลย ทำ�สัญญาซื้อครุภัณฑ์ไอทีจำ�นวน 5 รายการจากโจทก์ซึ่งเป็นเอกชน แต่โจทก์อ้างว่า
จำ�เลยปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีดังกล่าว ส่วนจำ�เลยก็ให้การว่า จำ�เลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา
โดยจำ�เลยมิได้ผิดนัด เนื่องจากโจทก์ไม่มีหลักฐานในการตรวจรับสิ่งของมาแสดงอีกทั้งโจทก์เองไม่ปฏิบัติ
ตามสัญญาในการส่งมอบ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสัญญาซื้อขาย
ดังกล่าว คดีนี้จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีระหว่างโจทก์และจำ�เลยดังกล่าวเป็นสัญญา
ทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่าพระราชบัญญัติตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.
2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติว่าศาลปกครองมีอ�ำ นาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา
ทางปกครองและมาตรา 3 บัญญัติว่าสัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อย
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำ�การแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญา
สัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำ�บริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จาก
ทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำ�เลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล
ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับนโยบายและค�ำ สั่งจาก
นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับ
ท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการ
ส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอำ�เภอ มีอำ�นาจหน้าที่ตามมาตรา 54 และ
มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เมื่อจำ�เลยมอบอำ�นาจให้ผู้
อำ�นวยการศูนย์การท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำ�กับดูแลของ
จำ�เลยทำ�สัญญาซื้อครุภัณฑ์ไอที จำ�นวน 5 รายการที่มีสาระสำ�คัญให้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนจัดหาและส่งมอบ
ครุภัณฑ์ไอทีเพื่อใช้ในโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดของจังหวัดสระบุรี
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดสระบุรีและกลุ่มจังหวัด และ
เป็นแหล่งบริการข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสระบุรีและกลุ่มจังหวัด อันเป็นภารกิจเกี่ยว
กับการจัดทำ�บริการสาธารณะอย่างหนึ่งในการพัฒนาการท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการของรัฐ ครุภัณฑ์
ไอทีดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำ�คัญที่จำ�เป็นต่อการจัดทำ�บริการสาธารณะของจำ�เลยให้
บรรลุผล สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ไอทีระหว่างโจทก์และจำ�เลยจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่ง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และ
จำ�เลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ตามมาตรา 9 วรรคหนงึ่ (4) แหง่ พระราชบญั ญตั จิ ดั ตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542

อัยการนิเทศ 193


Click to View FlipBook Version