The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-12 09:37:57

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำ�สั่งให้ยกคำ�ร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำ�นวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็น
ยุติว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ศาลชั้นต้นมีค�ำ พิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน คษธ
เชียงใหม่ 273 ของกลาง คดีถึงที่สุด วันที่ 11 มกราคม 2548 ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2548
ผู้ร้องยื่นคำ�ร้อง ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง แต่ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2548 ผู้ร้อง
ยื่นคำ�ร้องขอถอนคำ�ร้องศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2548 นาง อ. ยื่นคำ�ร้องขอให้คืน
รถจักรยานยนต์ของกลางแก่นาง อ. ศาลชั้นต้นมีคำ�สั่งยกคำ�ร้อง นาง อ. อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5
พิพากษายืน นาง อ. ไม่ยื่นฎีกา คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2550 ผู้ร้องคำ�ร้องเป็นคดีนี้
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำ�ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ ของกลาง
หรือไม่ โดยผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องได้ดำ�เนินคดีขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันคำ�พิพากษา
ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางยังไม่ถึงที่สุด โดยผู้ร้องไม่ได้สละอายุความ เมื่อผู้ร้องรู้ถึงสิทธิของผู้ร้องใน
การเป็นเจ้าของอันแท้จริงตามคำ�พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว ผู้ร้องจึงยื่นคำ�ร้องคดีนี้อีก จึงถือว่ายัง
ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 นั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำ�พิพากษา
ถึงที่สุดให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางไปแล้ว ผู้ร้องซึ่งอ้างว่า เป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย
ในการกระทำ�ความผิดของจำ�เลยที่จะต้องยื่นคำ�เสนอขอคืนต่อศาลภายใน 1 ปี นับแต่วันคำ�พิพากษาถึงที่
สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แม้ผู้ร้องเคยยื่นคำ�ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางภายใน
กำ�หนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่ผู้ร้องก็ยื่นคำ�ร้องขอถอนคำ�ร้องซึ่งเป็นความ
ประสงค์ของผู้ร้องเองที่ไม่ต้องการดำ�เนินคดีต่อไป ทั้งระยะเวลาการขอคืนทรัพย์สินที่ศาลมีคำ�สั่งริบตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มิใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 จึงไม่มีเหตุที่
ผู้ร้องจะสละหรือ ไม่สละอายุความ และที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องเพิ่งรู้ถึงสิทธิของผู้ร้องในการเป็นเจ้าของรถ
จักรยานยนต์ของกลางแท้จริงตามคำ�พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็มิใช่เหตุที่ผู้ร้องจะยื่นค�ำ ร้องขอคืนรถ
จักรยานยนต์ของกลางเมื่อพ้นกำ�หนดตามระยะเวลาที่กฎหมายกำ�หนดได้ ดังนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำ�ร้องขอ
คืนรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้ เมื่อพ้นกำ�หนด 1 ปี นับแต่วันคำ�พิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของ
กลางถึงที่สุด จึงเกินกำ�หนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำ�ร้อง
ขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษานั้นชอบแล้วฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
94 คำ�พิพากษาศาลฎีกา

คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๒๐/๒๕๕๓
ป.อ. ตัวการ (มาตรา ๘๓)
พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒

โจทก์มีพันตำ�รวจโท ป. และจ่าสิบตำ�รวจ ด. ผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความว่า ขณะพยานโจทก์
ทั้งสองตรวจค้นรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน 3 ฬ - 4382 กรุงเทพมหานคร ที่จำ�เลยที่ 1 ขับมา โดย
มีจำ�เลยที่ 2 นั่งคู่อยู่ด้านหน้า จำ�เลยทั้งสองมีอาการพิรุธ กระวนกระวาย หน้าซีด และพยายามระงับ
ความตื่นเต้น ส่วนจำ�เลยที่ 2 มิได้นำ�สืบโต้แย้งถึงอาการพิรุธดังกล่าว และพยานโจทก์ทั้งสองพบร่อง
รอยการถอดและประกอบใหม่ที่ขอบบันไดประตูรถทั้งสี่ด้าน เมื่อถอดออกดูก็พบเมทแอมเฟตามีน
100,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ และได้ความว่า เจ้าพนักงานตำ�รวจพบสมุดบันทึกของจำ�เลยที่ 2 จดหมาย
เลขบัญชีเงินฝากของนาง ซ. นอกจากนี้นาย อ. เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พยาน
โจทก์เบิกความว่า หลังเกิดเหตุได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบทรัพย์สินของจำ�เลยทั้งสอง จากการตรวจ
สอบพบว่าก่อนเกิดเหตุ จำ�เลยที่ 2 ได้โอนเงินจากธนาคาร ก. จำ�กัด (มหาชน) สาขาพรานนก ไปเข้า
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนาง ซ. ที่ธนาคาร ก. จำ�กัด (มหาชน) สาขาย่อยห้วยไคร้ อำ�เภอแม่สาย
จังหวัดเชียงราย ซึ่งปรากฏตามสำ�เนาใบคำ�ขอโอนเงิน และสำ�เนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนาง ซ.
ธนาคาร ก. จ�ำ กดั (มหาชน) สาขาหว้ ยไคร้ แมจ่ นั วา่ เมอ่ื วนั ท่ี 8 มกราคม 2544 จ�ำ เลยท่ี 2 ไดโ้ อนเงนิ
200,000 บาท เขา้ บญั ชเี งนิ ฝากของนาง ซ. และจากการตรวจสอบของนาย อ. ไดค้ วามวา่ นาง ซ. มี
ภูมิลำ�เนาอยู่อำ�เภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อาชีพเย็บปักถักร้อยและทำ�งานฝีมือเกี่ยวกับเสื้อผ้า
มีรายได้ปีละประมาณ 20,000 บาท แต่นาง ซ. มีเงินในบัญชีเงินฝากถึง 2,000,000 บาท เศษ เกิน
กว่าฐานะการประกอบอาชีพโดยสุจริตน่าเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท�ำ ความผิดเกี่ยว
กับยาเสพติด ส่วนจ�ำ เลยที่ 2 น�ำ สบื เจอื สมวา่ จำ�เลยท่ี 1 เคยวา่ จา้ งจำ�เลยท่ี 2 ใหไ้ ปโอนเงนิ หลายครง้ั
โดยได้รับค่าจ้างครั้งละ 500 ถึง 1,000 บาท เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำ�นวนมากถึง
100,000 เม็ด จำ�เลยที่ 1 ทราบดีว่า การมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1
จำ�นวนมากไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่ายเป็นความผิดร้ายแรง ทั้งนี้ เพราะโดยเหตุผลตามธรรมดาแล้ว
จำ�เลยที่ 1 จะต้องกระทำ�การโดยปกปิด หากจำ�เลยทั้งสองไม่มีเจตนาร่วมกันแล้ว จำ�เลยที่ 1 ย่อมไม่
กล้าให้จำ�เลยที่ 2 นั่งโดยสารไปด้วย ซึ่งการโอนเงินดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ต่างประกอบ
อาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ตลาดบางกอกน้อยด้วยกันและรู้จักกันดี โดยเฉพาะบุคคลที่จำ�เลยที่
2 โอนเงินให้ คือ นาง ซ. ซึ่งต้องสังสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและพฤติการณ์ที่จำ�เลยที่ 2 แสดง
อาการพิรุธขณะเจ้าพนักงานตำ�รวจตรวจค้น จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำ�เลยที่ 2 ทราบดีว่า
มเี มทแอมเฟตามนี ของกลางซุกซอ่ นอยู่ในรถ จงึ เปน็ ความผิดฐานร่วมกับจำ�เลยท่ี 1 มีเมทแอมเฟตามีน
ไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่าย

อัยการนิเทศ 95

พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์

ระหว่าง นายประวิทย์ น้อยทิม ที่ 1 จำ�เลย
นายศรีจามร วงษ์จินดา ที่ 2


คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีอาญาหมายเลขด�ำ ที่ 3062/2544 ของ
ศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำ�พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2544 เวลากลางวัน จำ�เลยทั้งสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมา
ฟ้อง ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำ�นวน 100,000 เม็ด นํ้าหนัก
สุทธิ 9,003.8 กรัม นํ้าหนักสารบริสุทธิ์ 2,665.86 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่าย เหตุเกิดที่ตำ�บล
ห้วยไร่ อำ�เภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เจ้าพนักงานตำ�รวจจับจำ�เลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว
และรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ฬ 4382 กรุงเทพมหานคร เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษ ตามพระราช
บัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
จำ�เลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ก่อนสืบพยานโจทก์ จำ�เลยที่ 1 ถอนคำ�ให้การเดิมและให้การใหม่เป็น
รับสารภาพ
จำ�เลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำ�เลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด
ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่าย ให้ประหารชีวิต จำ�เลยที่ 1 ให้การ
รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ทางนำ�สืบ
ของจำ�เลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
52 (1) ให้จำ�คุกจำ�เลยที่ 1 มีกำ�หนด 35 ปี จำ�คุกจำ�เลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
จำ�เลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน
จำ�เลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎกี าตรวจส�ำ นวนประชมุ ปรกึ ษาแลว้ ขอ้ เทจ็ จรงิ เบอ้ื งตน้ รบั ฟงั ไดว้ า่ ในวนั เวลาและสถานทเ่ี กดิ เหตุ
ตามฟอ้ ง เจา้ พนกั งานต�ำ รวจตรวจคน้ รถยนตเ์ กง๋ หมายเลขทะเบยี น 3 ฬ - 4382 กรงุ เทพมหานคร ทจ่ี �ำ เลย
ท่ี 1 ขบั มา โดยมจี �ำ เลยท่ี 2 นง่ั คอู่ ยดู่ า้ นหนา้ พบเมทแอมเฟตามนี 100,000 เมด็ ซุกซ่อนอยู่ในขอบบันได
ประตูรถจึงจับกุมจำ�เลยทั้งสองพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลางและข้อเท็จจริงฟัง
เป็นยุติว่า จำ�เลยที่ 1 กระทำ�ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่าย คดี

96 คำ�พิพากษาศาลฎีกา

มปี ญั หาตอ้ งวนิ จิ ฉยั ตามฎกี าของจ�ำ เลยท่ี 2 วา่ จ�ำ เลยท่ี 2 มคี วามผดิ ฐานรว่ มกบั จ�ำ เลยท่ี 1 มเี มทแอมเฟตามนี
ไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่ายหรือไม่ โดยจำ�เลยที่ 2 ฎีกาว่า จำ�เลยที่ 2 ไม่ทราบว่า มีเมทแอมเฟตามีน
ของกลางซกุ ซอ่ นอยใู่ นรถ ในขอ้ นโ้ี จทกม์ พี นั ต�ำ รวจโท ป. และจา่ สบิ ต�ำ รวจ ด. ผจู้ บั กมุ เปน็ พยานเบกิ ความวา่ ขณะ
พยานโจทกท์ ง้ั สองตรวจคน้ รถยนตเ์ กง๋ หมายเลขทะเบยี น 3 ฬ - 4382 กรงุ เทพมหานคร ทจ่ี �ำ เลยท่ี 1 ขบั มา
โดยมีจำ�เลยที่ 2 นั่งคู่อยู่ด้านหน้า จำ�เลยทั้งสองมีอาการพิรุธ กระวนกระวาย หน้าซีด และพยายามระงับ
ความตื่นเต้น ส่วนจำ�เลยที่ 2 มิได้นำ�สืบโต้แย้งถึงอาการพิรุธดังกล่าว และพยานโจทก์ทั้งสองพบร่องรอย
การถอดและประกอบใหมท่ ข่ี อบบนั ไดประตรู ถทง้ั สด่ี า้ น เมอ่ื ถอดออกดกู พ็ บเมทแอมเฟตามนี 100,000 เมด็
ซุกซ่อนอยู่ และได้ความว่า เจ้าพนักงานตำ�รวจพบสมุดบันทึกของจำ�เลยที่ 2 จดหมายเลขบัญชีเงินฝาก
ของนาง ซ. นอกจากนี้นาย อ. เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดพยานโจทก์เบิกความว่า หลัง
เกิดเหตุได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบทรัพย์สินของจำ�เลยทั้งสอง จากการตรวจสอบพบว่า จำ�เลยที่ 2 ได้
โอนเงินจากธนาคาร ก. จำ�กัด (มหาชน) สาขาพรานนกไปเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนาง ซ. ที่ธนาคาร
ก. จำ�กัด (มหาชน) สาขาย่อยห้วยไคร้ อำ�เภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งปรากฏตามสำ�เนาใบคำ�ขอโอน
เงิน และสำ�เนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนาง ซ. ธนาคาร ก. จำ�กัด (มหาชน) สาขาห้วยไคร้ แม่จัน ว่า
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2544 จำ�เลยที่ 2 ได้โอนเงิน 200,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนาง ซ. และ
จากการตรวจสอบของนาย อ. ได้ความว่า นาง ซ. มีภูมิลำ�เนาอยู่อำ�เภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อาชีพ
เย็บปักถักร้อยและทำ�งานฝีมือเกี่ยวกับเสื้อผ้า มีรายได้ปีละประมาณ 20,000 บาท แต่นาง ซ. มีเงินใน
บัญชีเงินฝากถึง 2,000,000 บาท เศษ เกินกว่าฐานะการประกอบอาชีพโดยสุจริต น่าเชื่อว่าเป็นทรัพย์สิน
ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำ�ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนจำ�เลยที่ 2 นำ�สืบเจือสมว่า จำ�เลยที่ 1 เคยว่า
จ้างจำ�เลยที่ 2 ให้ไปโอนเงินหลายครั้ง โดยได้รับค่าจ้าง ครั้งละ 500 ถึง 1,000 บาท เห็นว่า
เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำ�นวนมากถึง 100,000 เม็ด จำ�เลยที่ 1 ทราบดีว่า การมีเมทแอมเฟตามีน
อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำ�นวนมากไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่ายเป็นความผิดร้ายแรง ทั้งนี้
เพราะโดยเหตุผลตามธรรมดาแล้ว จำ�เลยที่ 1 จะต้องกระทำ�การโดยปกปิด หากจำ�เลยทั้งสองไม่มีเจตนา
ร่วมกันแล้ว จำ�เลยที่ 1 ย่อมไม่กล้าให้จำ�เลยที่ 2 นั่งโดยสารไปด้วยซึ่งการโอนเงินดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่จ�ำ เลย
ที่ 1 และที่ 2 ต่างประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ตลาดบางกอกน้อยด้วยกันและรู้จักกันดี โดย
เฉพาะบุคคลที่จำ�เลยที่ 2 โอนเงินให้ คือ นาง ซ. ซึ่งต้องสังสัยว่า เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและพฤติการณ์ที่
จำ�เลยที่ 2 แสดงอาการพิรุธขณะเจา้ พนักงานต�ำ รวจตรวจคน้ จึงฟงั ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จ�ำ เลยท่ี 2
ทราบดีว่า มีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในรถ จึงเป็นความผิดฐานร่วมกับจำ�เลยที่ 1 มี
เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่าย ที่จำ�เลยที่ 2 อ้างว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยนั้นเลื่อนลอย พยาน
หลักฐานของจำ�เลยที่ 2 ไม่มีนํ้าหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำ�เลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกา
ข้ออื่นของจำ�เลยที่ 2 ไม่จำ�ต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลต่อรูปคดีและไม่ทำ�ให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
พิพากษายืน

อัยการนิเทศ 97

หมายเหตุ
ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติด
ให้โทษ พ.ศ. 2522 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน
ตลอดมาว่า ในคดีที่มีผู้กระทำ�ความผิดหลายคน แต่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันเชื่อมโยงให้เห็นว่า จำ�เลย
มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำ�ความผิดหรือร่วมกับจำ�เลยอื่นกระทำ�ผิดอย่างไร แม้จำ�เลยจะอยู่ในสถานที่
เกิดเหตุด้วยก็ตามศาลไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงโดยปราศจากข้อสงสัยได้ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย
ให้แก่จำ�เลย ทั้งนี้ตามคำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ 8464/2548, 8871/2549, 837/2550, 1504/2550,
2281/2550, 2681/2550, 2723/2550, 3010/2550, 3444/2550, 3549/2550,
4967/2550, 5695/2550, 6940/2550, 6950/2550, 7037/2550, 7646/2550,
8222/2550, 8826/2550, 155/2551, 1560/2551, 6779/2551, 15001/2551,
2077/2552, 2726/2551, 2944/2552, 3603/2552, 6690/2552, 7189/2552,
9474/2552, 7-8/2553, 36/2553, 1544/2553, 1560/2553, 1593/2553, 1658/2553,
2951/2553, 2967/2553, 4522/2553, 6590/2553 และ 7291/2553 เป็นต้น คดีไม่มี
พยานคนใดเบิกความยืนยันว่า จำ�เลยได้เข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ที่เกิดเหตุหรือไม่ ศาลจึงไม่อาจรับฟัง
ข้อเท็จจริงโดยปราศจากข้อสงสัยได้ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำ�เลย (คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่
951/2551) และผู้กระทำ�ความผิดอื่นไม่ได้ซัดทอดถึงจำ�เลยในขณะถูกจับกุมว่า จำ�เลยมีส่วนร่วมในการ
กระทำ�ความผิดอย่างไร แต่ให้การซัดทอดในชั้นสอบสวนในภายหลัง พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังโดย
ปราศจากข้อสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำ�เลย (คำ�พิพากษาศาลฎีกาที่ 2712/2550)
อยา่ งไรก็ตาม ค�ำ พิพากษาศาลฎกี าฉบับน้ี เป็นการวินจิ ฉยั ในความผดิ ฐานรว่ มกันมเี มทแอมเฟตามีน
ไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่าย ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะเจ้าพนักงานตำ�รวจตรวจค้นรถยนต์คันที่จำ�เลย
ที่ 1 ขับมา โดยมีจำ�เลยที่ 2 นั่งคู่อยู่ด้านหน้า จำ�เลยทั้งสองมีอาการพิรุธ กระวนกระวาย หน้าซีด และ
พยายามระงับความตื่นเต้น จำ�เลยที่ 2 มิได้นำ�สืบโต้แย้งถึงอาการพิรุธดังกล่าว และได้ความว่า เจ้าพนักงาน
ตำ�รวจพบสมุดบันทึกของจำ�เลยที่ 2 จดหมายเลขบัญชีเงินฝากของนาง ซ. นอกจากนี้ หลังเกิดเหตุได้รับ
ตรวจสอบทรัพย์สินของจำ�เลยทั้งสอง พบว่าก่อนเกิดเหตุ จำ�เลยที่ 2 ได้โอนเงินจากธนาคาร ก. จำ�กัด
(มหาชน) สาขาพรานนก ไปเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนาง ซ. ที่ธนาคาร ก. จำ�กัด (มหาชน) สาขา
ย่อยห้วยไคร้ อำ�เภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งปรากฏตามสำ�เนาใบคำ�ขอโอนเงิน และสำ�เนาบัญชีเงิน
ฝาก ออมทรัพย์ของนาง ซ. ธนาคาร ก. จำ�กัด (มหาชน) สาขาห้วยไคร้ แม่จัน ว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม
2544 จำ�เลยที่ 2 ได้โอนเงิน 200,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนาง ซ. และจากการตรวจสอบของ
นาย อ. ได้ความว่า นาง ซ. มีภูมิลำ�เนาอยู่อำ�เภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อาชีพเย็บปักถักร้อยและ
ทำ�งานฝีมือเกี่ยวกับเสื้อผ้า มีรายได้ปีละประมาณ 20,000 บาท แต่นาง ซ. มีเงินในบัญชีเงินฝากถึง
2,000,000 บาท เศษ เกินกว่าฐานะการประกอบอาชีพโดยสุจริต น่าเชื่อว่า เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่อง
กบั การกระทำ�ความผดิ เกย่ี วกบั ยาเสพติด สว่ นจำ�เลยที่ 2 นำ�สืบเจอื สมวา่ จ�ำ เลยท่ี 1 เคยวา่ จา้ งจำ�เลยท่ี 2
98 คำ�พิพากษาศาลฎีกา

ใหไ้ ปโอนเงนิ หลายครัง้ โดยได้รบั ค่าจา้ งครง้ั ละ 500 ถึง 1,000 บาท ศาลฎกี าจงึ เชอื่ วา่ เมทแอมเฟตามนี
ของกลางทม่ี จี �ำ นวนมาก ถงึ 100,000 เมด็ จ�ำ เลยท่ี 1 ทราบดวี า่ การมเี มทแอมเฟตามนี อนั เปน็ ยาเสพตดิ
ให้โทษในประเภท 1 จำ�นวนมากไว้ในครอบครองเพื่อจ�ำ หน่ายเป็นความผิดร้ายแรง ทั้งนี้ เพราะโดยเหตุผล
ตามธรรมดาแล้ว จำ�เลยที่ 1 จะต้องกระทำ�การโดยปกปิด หากจำ�เลยทั้งสองไม่มีเจตนาร่วมกันแล้ว จำ�เลย
ที่ 1 ย่อมไม่กล้าให้จำ�เลยที่ 2 นั่งโดยสารไปด้วย ซึ่งการโอนเงินดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่จำ�เลยที่ 1 และที่ 2 ต่าง
ประกอบอาชีพ ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ตลาดบางกอกน้อยด้วยกันและรู้จักกันดี โดยเฉพาะบุคคลที่
จำ�เลยที่ 2 โอนเงินให้ คือ นาง ซ. ซึ่งต้องสังสัยว่า เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและพฤติการณ์ที่จำ�เลยที่ 2 แสดง
อาการพิรุธขณะ เจ้าพนักงานตำ�รวจตรวจค้น จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำ�เลยที่ 2 ทราบดีว่า
มีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในรถ จึงเป็นความผิดฐานร่วมกับจำ�เลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน
ไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่าย
ดังนั้น ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติด
ให้โทษ พ.ศ. 2522 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นั้น พยานหลักฐานที่แสดงว่า จำ�เลยมี
ส่วนเกี่ยวพันหรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างไร หรือจ�ำ เลยนี้มีความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกับผู้กระท�ำ
ผิดอื่นอย่างไร รวมถึงการที่จำ�เลยมีทรัพย์สินที่รํ่ารวยผิดปกติปราศจากแหล่งที่มาที่ชัดเจน เป็นต้น ย่อม
ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีความสำ�คัญต่อการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอันจะทำ�ให้คดีของพนักงาน
อัยการโจทก์มีนํ้าหนักรับฟังลงโทษจำ�เลยโดยปราศจากข้อสงสัยตามสมควรยิ่งขึ้น

ยิ่งพรัณณฐ์ คำ�ภูเวียง
นิติกรสำ�นักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ

อัยการนิเทศ 99



สำ�นักงานอัยการสูงสุด

คศำ�าพลปิพกาคกษราอแงลสะคูงำ�สสุัด่ง



คำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๔๗/๒๕๕๔
ป.พ.พ. ความสามารถของบุคคล การบอกล้างโมฆียกรรม
(มาตรา ๑๕๓, ๑๗๕, ๑๗๙, ๑๘๑)
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ (มาตรา ๓)
พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐

ขณะทำ�สัญญาพิพาทผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้เยาว์ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องได้รับความยินยอม
จากทงั้ บดิ าและมารดาซง่ึ เปน็ ผแู้ ทนโดยชอบธรรม เมอ่ื ขณะทำ�สญั ญาพพิ าทมารดาของผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ 1
ได้ให้ความยินยอมเพียงลำ�พัง การทำ�สัญญาพิพาทจึงมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วย
ความสามารถของบุคคล อย่างไรก็ตามแม้สัญญาพิพาทจะมีความบกพร่องในเรื่องความสามารถของ
บุคคลจึงตกเป็นโมฆียะตามมาตรา 153 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ มีผลบังคับใช้ได้
จนกว่าจะถูกบอกล้าง เมื่อในขณะรับทุนจากผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ใน
วันที่ 18 ธันวาคม 2540 จึงพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะตามมาตรา 19 แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากจะบอกล้างนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ จะต้องบอกล้างโดยการแสดงเจตนา
ต่อผู้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาอันพึงให้สัตยาบันได้ตามมาตรา 175 และมาตรา 179 ประกอบ
มาตรา 181 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิได้ บอกล้างโมฆียกรรม
ดังกล่าว ถือเป็นการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นตามมาตรา 180 (6) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ จึงถือว่านิติกรรมนั้นเป็นอันสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรกตามมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมาย
ดังกล่าว
สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง
และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเป็นสัญญาที่แสดงถึงเอกสิทธิของรัฐเหนือคู่สัญญาฝ่าย
เอกชน ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ฟ้องคด ี
นางสาวเนติมา โกสิยพันธ์ ที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดี
นายสุรศักดิ์ โกสิยพันธ์ ที่ 2
ระหว่าง



อัยการนิเทศ 103

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ทำ�สัญญาการเป็นนิสิตเพื่อศึกษาวิชาเภสัชศาสตร์ ลง
วันที่ 22 พฤษภาคม 2539 ให้ไว้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยมีสาระสำ�คัญตามสัญญาข้อ 1 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
ตกลงเข้าศึกษาวิชาเภสัชศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่ปีการศึกษา 2539 เป็นต้นไปจนกว่า
จะสำ�เร็จการศึกษาตามหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต และสัญญาข้อ 3 กำ�หนดให้ ภายหลังที่สำ�เร็จการ
ศึกษาตามหลักสูตรแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตกลงยินยอมจะปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำ�สั่งของสำ�นักงาน
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและหรือคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรนิสิตนักศึกษาวิชาเภสัชศาสตร์
ผู้สำ�เร็จการศึกษาไปปฏิบัติงานในส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลต่าง ๆ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเข้า
รับราชการหรือทำ�งานนั้นอยู่ต่อไปเป็นเวลา 2 ปี ติดต่อกันนับตั้งแต่วันที่ได้กำ�หนดในคำ�สั่ง ถ้า
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่เข้ารับราชการหรือทำ�งานตามที่กำ�หนด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยินยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่
ผู้ฟ้องคดีจำ�นวน 250,000 บาท ภายในกำ�หนดเวลาที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องให้ชำ�ระ และในสัญญาข้อ 5
กำ�หนดให้ หากมาชำ�ระเงินเพื่อชดใช้ทุน หลังกำ�หนดที่ระบุไว้จะต้องเสียค่าปรับในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ
15 ทั้งนี้ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทำ�สัญญาคํ้าประกันความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามสัญญาดังกล่าว
ให้ไว้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สำ�เร็จการศึกษาประจำ�ปีการศึกษา 2543 แต่มิได้เข้ารับราชการหรือ
ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐบาลตามที่ระบุไว้ในสัญญา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้แสดงความจำ�นงเข้า
ปฏิบัติงานชดใช้ทุนที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นลำ�ดับแรก และกระทรวงกลาโหมเป็นลำ�ดับถัดมา
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นผู้ผิดสัญญาการเป็นนิสิตเพื่อศึกษาวิชาเภสัชศาสตร์ต้องชำ�ระเงินจำ�นวน 250,000
บาท โดยผู้ฟ้องคดีได้กำ�หนดข้อปฏิบัติของผู้ประสงค์จะชดใช้ทุนของเภสัชกรคู่สัญญาประจำ�ปีการศึกษา
2543 ให้ชำ�ระเงินดังกล่าวภายในวันที่ 21 เมษายน 2544 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทราบแล้วแต่ไม่ยินยอม
ชำ�ระเงิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในฐานะผู้คํ้ประกันจึงต้องร่วมรับผิดกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่อมากระทรวง
สาธารณสุขได้มีหนังสือ ที่ สธ 0203/95/1759 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 ถึงคณบดีคณะเภสัชศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แจ้งการไม่รายงานตัวของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยคณะเภสัชศาสตร์ได้รับหนังสือ
ดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2544 คณะเภสัชศาสตร์จึงได้มีหนังสือ ที่ ทม 0316/2412 ลง
วันที่ 3 สิงหาคม 2544 และหนังสือ ที่ ทม 0316/2413 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2544 ถึงผู้ถูกฟ้องคดี
ทั้งสอง ทวงถามให้ชำ�ระเงินจำ�นวน 250,000 บาท พร้อมค่าปรับ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดี
ที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 และวันที่ 8 สิงหาคม 2544 ตามล�ำ ดับ
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่นำ�เงินมาชำ�ระให้แก่ผู้ฟ้องคดี หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย ที่ ทม 0301/5170 และที่ ทม 0301/5169 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 แจ้งให้
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชำ�ระเงินจำ�นวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ
15 ต่อปี ให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดี
ที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2546 และวันที่ 30 มิถุนายน 2546 ตามลำ�ดับ
แต่เพิกเฉย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามข้อ 5 ของ
สัญญาดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำ�ระเงินเสร็จ คิดเป็นดอกเบี้ย
104 คำ�พิพากษาและคำ�สั่งศาลปกครองสูงสุด

ผดิ นัดถึงวนั ฟ้องเปน็ เวลา 845 วัน เปน็ เงนิ 86,815.07 บาท รวมเปน็ เงนิ 336,815.07 บาท ผฟู้ ้องคดี
จึงนำ�คดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง
ขอให้ศาลมีคำ�พิพากษาหรือคำ�สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำ�ระเงินจำ�นวน
336,815.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 250,000 บาท นับแต่
วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำ�ระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำ�ระเงินจำ�นวน 322,636.98
บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันฟ้องคดีเป็นต้นไป
จนกว่าจะชำ�ระเสร็จให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ ให้ชำ�ระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และ
ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดี จำ�นวน 8,066 บาท แก่ผู้ฟ้องคดี
ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี 1 อทุ ธรณข์ อใหศ้ าลปกครองสงู สดุ มคี ำ�พพิ ากษากลบั ค�ำ พพิ ากษาของศาลปกครองชน้ั
ตน้ โดยใหย้ กฟอ้ งผฟู้ อ้ งคดี ทง้ั ใหผ้ ฟู้ อ้ งคดชี ดใชค้ า่ ฤชาธรรมเนยี มและคา่ ทนายความแทนผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี 1
ศาลปกครองสงู สุดพเิ คราะห์แล้ว เหน็ วา่ ทผ่ี ้ถู ูกฟอ้ งคดีที่ 1 อทุ ธรณว์ า่ สญั ญาพพิ าทฉบับ ลงวนั ท่ี
22 พฤษภาคม 2539 เปน็ นติ กิ รรมไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย เนอ่ื งจากขณะท�ำ สญั ญาพพิ าท ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 1
เป็นผู้เยาว์ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องได้รับความยินยอมจากทั้งบิดามารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม
เมื่อขณะทำ�สัญญาพิพาทมารดาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ให้ความยินยอมเพียงล�ำ พังการทำ�สัญญาพิพาทจึง
มิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล จึงเป็นโมฆะไม่มีผลผูกพันผู้ถูกฟ้อง
คดีที่ 1 เห็นว่า แม้สัญญาพิพาทจะมีความบกพร่องในเรื่องความสามารถของบุคคล จึงตกเป็นโมฆียะตาม
มาตรา 153 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีผลบังคับใช้ได้จนกว่าจะถูกบอกล้าง เมื่อใน
ขณะรับทุนจากผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ในวันที่ 18 ธันวาคม 2540 จึงพ้น
จากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะตามมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากจะบอก
ล้างนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ และจะต้องบอกล้างโดยการแสดงเจตนาต่อผู้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลา
อันพึงให้สัตยาบันได้ตามมาตรา 175 และมาตรา 179 ประกอบ มาตรา 181 แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิได้บอกล้างโมฆียกรรมดังกล่าว ถือเป็นการให้สัตยาบัน
แก่นิติกรรมนั้นตามมาตรา 180 (6) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงถือว่านิติกรรมนั้นเป็นอัน
สมบูรณ์มาแต่เริ่มแรกตามมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใน
ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์ว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า
สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณา
คดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเป็นสัญญาที่แสดงถึงเอกสิทธิของรัฐเหนือคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ไม่อยู่ภายใต้
บังคับของพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 อุทธรณ์ของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใน
ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์อื่น ๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ทำ�ให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำ�ต้องวินิจฉัย
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำ�ระเงินจำ�นวน 322,636.98 บาท พร้อมดอกเบี้ย

อัยการนิเทศ 105

ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่า จะชำ�ระเสร็จ
ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ ให้ชำ�ระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียม
ศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีจำ�นวน 8,066 บาท แก่ผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
พิพากษายืน
106 คำ�พิพากษาและคำ�สั่งศาลปกครองสูงสุด

คำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๖๑/๒๕๕๓
พ.ร.ก. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ ( มาตรา ๙ )

แมป้ ระกาศกรมชลประทาน เรื่อง การกำ�หนดระยะเวลาแล้วเสรจ็ ของงาน พ.ศ. 2548 ลงวันท่ี
10 มกราคม 2548 มิใช่ส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างที่มีผลบังคับใช้ระหว่างคู่สัญญาก็ตาม แต่ประกาศ
ดังกล่าวเป็นการวางหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติงานใน
หน้าที่ด้วยความรวดเร็วและถูกต้องเป็นการลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกินความจำ�เป็นเพื่อประโยชน์
ของทางราชการเป็นสำ�คัญ ผู้ถูกฟ้องคดีไม่นำ�หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติดังกล่าวมาใช้ปฏิบัติหน้าที่
ในการเบิกจ่ายเงินประกันผลงานให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำ�ละเมิดอันเกิดจากหน่วยงานทาง
ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ�หนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรค
หนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

บริษัทหนึ่งพัฒนาการ จำ�กัด ผู้ฟ้องคดี
ระหว่าง


กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำ�สัญญารับจ้างทำ�งานก่อสร้าง ปตร. ปลายแม่นํ้าลพบุรีที่ กม.
82+710 ณ เขตโครงการส่งนํ้าและบำ�รุงรักษามหาราช ตำ�บลบางปะหัน อำ�เภอบางปะหัน จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ตามสัญญาเลขที่ สชป. 10/จ.3/2547 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2547 กำ�หนดค่าจ้าง
เป็นจำ�นวนเงิน 48,299,570 บาท ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่มจำ�นวน 3,159,784.95 บาท ตลอดจนภาษี
อากรอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงด้วยแล้ว โดยถือราคาต่อหน่วยเป็นเกณฑ์ตามรายการแต่ละประเภท
ดังที่ได้กำ�หนดไว้ใน ใบแจ้งปริมาณงานและราคา ตามสัญญาข้อ 6 วรรคหนึ่ง กำ�หนดว่า ในการจ่ายเงิน
ให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่ละงวด ผู้ถูกฟ้องคดีจะหักเงินจำ�นวนร้อยละ 10 ของเงินที่ต้องจ่ายในงวดนั้นเพื่อเป็น
ประกันผลงาน ในกรณีที่เงินประกันผลงานจะต้องถูกหักไว้ทั้งสิ้น ไม่ตํ่ากว่า 6 เดือน (สำ�หรับสัญญา
ที่เป็นราคาต่อหน่วย) ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิ ที่จะขอเงินประกันผลงานคืน โดยผู้ฟ้องคดีจะต้องวางหนังสือ

อัยการนิเทศ 107

คํ้าประกันของธนาคารซ่ึงออกโดยธนาคารภายในประเทศมาวางไว้ต่อผู้ถูกฟ้องคดีเพ่ือเป็นประกันแทนก็ได้
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548 ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงานครั้งที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีได้หักเงินประกันผลงานไว้
เป็นเงินจำ�นวน 484,821.90 บาท ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือที่ OD. 397/2548 ลงวันที่ 17
ตุลาคม 2548 ขอเบิกเงินประกันผลงานครั้งที่ 3 คืน โดยผู้ฟ้องคดีได้นำ�หนังสือคํ้าประกันธนาคาร
กรุงศรีอยุธยา จำ�กัด (มหาชน) สาขาบางกระบือ เลขที่008/2548/00170/005 จำ�นวน 484,821.90
บาท ให้ไว้เป็นประกัน ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 ผู้ถูกฟ้องคดี
มิได้ดำ�เนินการเบิกจ่ายเงินประกันผลงานให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ ผู้ฟ้องคดี จึงได้มีหนังสือ OD.
439/2548 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 เร่งรัดให้จ่ายเงินประกันผลงานครั้งที่ 3 และขอ
สงวนสิทธิ์เรียกค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วได้จ่ายเงินประกันผลงานคืนให้แก่
ผู้ฟ้องคดีในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินประกันผลงานคืนล่าช้า
กว่าที่ควรจะเป็นและสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ขอให้ศาลมีคำ�พิพากษาหรือคำ�สั่ง ดังนี้
1. ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 484,821.90 บาท นับแต่
วันที่ 29 ตุลาคม 2548 จนถึงวันที่ผู้ฟ้องคดีได้รับเงิน (28 พฤศจิกายน 2548) รวม 31 วัน เป็นเงิน
จำ�นวน 3,085.25 บาท
2. ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าธรรมเนียมธนาคารในการออกหนังสือคํ้าประกันและค่าใช้จ่ายในการติดตาม
ทวงถามรวมถึงความเสียหายจากการขาดสภาพคล่องเป็นเงินจำ�นวน 10,000 บาท
3. ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำ�นวน 13,088.25 บาท
นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำ�ระเสร็จให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำ�นวน 3,088.25 บาท ให้
แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ชำ�ระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำ�ขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และ
คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนของการชนะคดีจำ�นวน 77.28 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์
ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547
ผู้ฟ้องคดีได้ทำ�สัญญารับจ้างทำ�งานก่อสร้าง ปตร. (ประตูระบายนํ้า) ปลายแม่นํ้าลพบุรี ที่ กม. 82+710
ณ เขตโครงการส่งนํ้าและบำ�รุงรักษามหาราช ตำ�บลบางปะหัน อำ�เภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ในราคาค่าจ้าง 48,299,570 บาท โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ฟ้องคดีเริ่มทำ�งานที่รับจ้างภายในกำ�หนด 15 วัน
นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มทำ�งานและจะต้องทำ�งานให้แล้วเสร็จภายในกำ�หนด 600 วัน นับ
ถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าวนั้น และข้อ 6 ของสัญญา กำ�หนดว่า ในการจ่ายเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี
แต่ละงวด ผู้ถูกฟ้องคดีจะหักเงินจำ�นวนร้อยละ 10 ของเงินที่ต้องจ่ายในงวดนั้นเพื่อเป็นการประกัน
108 คำ�พิพากษาและคำ�สั่งศาลปกครองสูงสุด

ผลงาน ในกรณีที่เงินประกันผลงานจะต้องถูกหักไว้ทั้งสิ้น ไม่ตํ่ากว่า 6 เดือน (สำ�หรับสัญญาที่เป็นราคา
ต่อหน่วย) หรือจำ�นวน ......... บาท (สำ�หรับสัญญาที่เป็นราคาเหมารวม) ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิที่จะขอเงินประกัน
ผลงานคืนโดยผู้ฟ้องคดีจะต้องวางหนังสือคํ้าประกันของธนาคารซึ่งออกโดยธนาคารภายในประเทศมาวาง
ไว้ต่อผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อเป็นหลักประกันแทนก็ได้ ผู้ถูกฟ้องคดีจะคืนเงินประกันผลงานและหรือหนังสือ
คํ้าประกันของธนาคารดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมกับการจ่ายเงินงวดสุดท้าย ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม
2548 ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือผู้ฟ้องคดี ที่ OD. 120/2548 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2548 ขอส่งมอบ
งานครั้งที่ 3 และคณะกรรมการตรวจการจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีได้ตรวจรับงานจ้างว่าถูกต้องตามรูปแบบ
รายละเอียดที่กำ�หนดไว้ในสัญญา และได้หักเงินประกันผลงานร้อยละ 10 เป็นเงินจำ�นวน 484,821.90
บาท วันที่ 18 ตุลาคม 2548 ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือ ผู้ฟ้องคดีที่ OD.397/2548 ลงวันที่ 17 ตุลาคม
2548 ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินประกันผลงาน โดยผู้ฟ้องคดีได้มอบหนังสือคํ้าประกันของธนาคาร
กรุงศรีอยุธยา จำ�กัด (มหาชน) สาขาบางกระบือ เลขที่ 008/2548/00356/005 ลงวันที่ 18 ตุลาคม
2548 เพื่อคํ้าประกัน จำ�นวนเงิน 484,821.90 บาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ดำ�เนินการเบิกจ่ายเงินประกัน
ผลงานดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือ ที่ OD .439/2548 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน
2548 เร่งรัดให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินประกันผลงานครั้งที่ 3 และขอสงวนสิทธิ์เรียกค่าเสียหาย และ
ผู้ถูกฟ้องคดีได้นำ�เงินประกันผลงานของผู้ฟ้องคดีจำ�นวน 484,821.90 บาท เข้าบัญชีของผู้ฟ้องคดี
ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 ผู้ฟ้องคดีจึงนำ�คดีนี้มาฟ้องขอให้ ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ดอกเบี้ยใน
อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 484,821.90 บาท นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2548 จนถึง
วันที่ผู้ฟ้องคดีได้รับเงิน (28 พฤศจิกายน 2548) รวม 31 วัน เป็นเงินจำ�นวน 3,088.25 บาท
ค่าธรรมเนียมธนาคารในการออกหนังสือคํ้าประกันและค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามรวมถึง ความ
เสียหายจากการขาดสภาพคล่องเป็นเงินจำ�นวน 10,000 บาท และชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5
ตอ่ ปี ของต้นเงินจำ�นวน 13,088.25 บาท นบั ถัดจากวนั ฟอ้ งเป็นตน้ ไปจนกวา่ จะช�ำ ระเสรจ็ ให้แกผ่ ฟู้ ้องคดี
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินประกันผลงานให้แก่ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28
พฤศจิกายน 2548 เป็นการกระทำ�ละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ หากเป็นการ
กระทำ�ละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย
ให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เพียงใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ปตร. ปลายแม่นํ้าลพบุรีที่ กม. 82+710 ณ
เขตโครงการส่งนํ้าและบำ�รุงรักษามหาราช ตำ�บลบางปะหัน อำ�เภอบางประหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สัญญาเลขที่ สชป. 10/จ.3/2547 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2547 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง กำ�หนดว่า ในการจ่าย
เงินให้แก่ผู้รับจ้างแต่ละงวด ผู้ว่าจ้างจะหักเงินจำ�นวนร้อยละ 10 ของเงินที่ต้องจ่ายในงวดนั้นเพื่อเป็น
ประกันผลงาน ในกรณีที่เงินประกันผลงานจะต้องถูกหักไว้ทั้งสิน ไม่ตํ่ากว่า 6 เดือน (สำ�หรับสัญญาที่เป็น
ราคาต่อหน่วย) หรือจำ�นวน .........บาท (สำ�หรับสัญญาที่เป็นราคาเหมารวม) ผู้รับจ้างมีสิทธิที่จะขอเงิน
ประกันผลงานคืน โดยผู้รับจ้างจะต้องวางหนังสือคํ้าประกันของธนาคารซึ่งออกโดยธนาคารภายในประเทศ

อัยการนิเทศ 109

มาวางต่อผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นหลักประกันแทนก็ได้... ประกอบกับประกาศกรมชลประทาน เรื่อง การก�ำ หนด
ระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน พ.ศ. 2548 ออกโดยอาศัยอำ�นาจตามมาตรา 37 และมาตรา 38 แห่ง
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ที่กำ�หนดให้ส่วน
ราชการกำ�หนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานแต่ละงานและประกาศให้ประชาชนและข้าราชการทราบเป็นการ
ทั่วไป ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 เรื่องการลดขั้นตอนและระยะเวลา
การปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 10
มกราคม พ.ศ. 2548 ข้อ 2 ของเอกสารแนบท้าย ประกาศกรมชลประทาน เรื่อง การกำ�หนดระยะเวลา
แล้วเสร็จของงาน ลงวันที่ 10 มกราคม 2548 กำ�หนดว่า กระบวนงานที่แล้วเสร็จภายใน 2 ถึง 15 วัน
ข้อ 2.2 การเบิกจ่ายเงินตามข้อผูกพันจากงบลงทุน งบรายจ่ายอื่นในระบบ GFMIS ระยะเวลาดำ�เนินการ
แล้วเสร็จ 5 วัน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงานครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548
ผู้ถูกฟ้องคดีได้หักเงินเป็นประกันผลงานไว้เป็นเงินจ�ำ นวน 484,821.90 บาท ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ
ที่ OD. 397/2548 ลงวันที่ 17 ตุลคม 2548 ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินประกันผลงาน โดยผู้ฟ้องคดีได้
วางหลักประกันการรับเงินประกันผลงานเป็นหนังสือคํ้าประกันของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำ�กัด (มหาชน)
สาขาบางกระบือ เลขที่ 008/2548/00356/005 จำ�นวนเงิน 484,821.90 บาท ให้ไว้เป็นประกัน
แทนโครงการส่งนํ้าและบำ�รุงรักษามหาราช จังหวัดสิงห์บุรี ได้รับหนังสือดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดี เมื่อวันที่
18 ตุลาคม 2548 และส่งเรื่องให้นาง พ. หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุโครงการส่งนํ้าและบำ�รุงรักษามหาราช
จังหวัดสิงห์บุรี ผู้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายเงินประกันผลงานได้รับหนังสือขอคืนเงินประกันผลงานเมื่อ
วันที่ 19 ตุลาคม 2548 ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องพิจารณาคืนเงินประกันผลงานดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีให้แล้ว
เสร็จภายใน วันที่ 22 ตุลาคม 2548 แต่เนื่องจากวันที่ 22 ตุลาคม 2548 เป็นวันเสาร์หยุดราชการให้
นับวันที่เริ่มทำ�การใหม่ต่อจากวันหยุดทำ�การในวันที่ 24 ตุลาคม 2548 ตามข้อ 6 วรรคหนึ่งของสัญญา
จ้างเหมาก่อสร้าง ปตร. ปลายแม่นํ้าลพบุรีฯ และประกาศกรมชลประทาน เรื่อง การก�ำ หนดระยะเวลาแล้ว
เสร็จของงาน พ.ศ. 2548 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีได้นำ�เงินประกันผลงานจำ�นวน 484,821.90 บาท เข้าบัญชี
ของผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 ล่วงเลยกำ�หนดระยะเวลาดังกล่าวรวม 35 วัน กรณีจึง
ถือว่า ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่คืนประกันผลงานให้แก่ผู้ฟ้องคดีล่าช้าเกินสมควร ทำ�ให้เกิดความเสียหาย
แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำ�ละเมิดอันเกิดจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้า
ที่ล่าช้าเกินสมควรนับถัดจากวันที่ 24 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า
ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 เตือนให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำ�ระหนี้เงินประกันผลงาน แต่
ไม่ปรากฏหลักฐานและผู้ฟ้องคดีไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อใด จึงฟังไม่ได้ว่า
ผู้ถูกฟ้องคดีผิดนัดชำ�ระหนี้เพราะผู้ฟ้องคดีเตือนตามมาตรา 204 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
นัน้ เหน็ ว่าผถู้ ูกฟอ้ งคดีรบั ว่าผูถ้ กู ฟ้องคดไี ด้มหี นังสือท่ี OD. 397/2548 ลงวันท่ี 17 ตลุ าคม 2548 ขอให้
ผู้ฟ้องคดีคืนเงินประกันผลงานพร้อมวางหลักประกันการรับเงินประกันผลงานเป็นหนังสือคํ้าประกันของ
110 คำ�พิพากษาและคำ�สั่งศาลปกครองสูงสุด

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำ�กัด (มหาชน) สาขาบางกระบือ เลขที่ 008/2548/00356/005 จ�ำ นวนเงิน
484,821.90 บาท เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันผลงานให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามประกาศ
กรมชลประทาน เรื่อง การกำ�หนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน พ.ศ. 2548 และตามข้อ 6 วรรคหนึ่ง ของ
สัญญาจ้างหมาก่อสร้าง ปตร. ปลายแม่น้ําลพบุรีฯ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้คืนเงินประกันผลงานให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ภายในกำ�หนดระยะเวลา 5 วัน ตามประกาศกรมชลประทาน เรื่อง การกำ�หนดระยะเวลาแล้วเสร็จ
ของงาน พ.ศ. 2548 นั้น โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงตกเป็นผู้ผิดนัด
ชำ�ระหนี้ตามมาตรา 207 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่า
เสียหายนับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2548 ไปจนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 ตามมาตรา 206 แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของ
ต้นเงิน 484,821.90 บาท ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
แต่เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีคำ�ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม
2548 จนถงึ วนั ท่ี 28 พฤศจกิ ายน 2548 รวม 31 วนั ผถู้ กู ฟอ้ งคดจี งึ ตอ้ งชดใชด้ อกเบยี้ ในอตั รารอ้ ยละ 7.5
ตอ่ ปี ของต้นเงิน 484,821.90 บาท คิดเป็นเงิน 3,088.25 บาท
ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ประกาศกรมชลประทาน เรื่อง การกำ�หนดระยะเวลาแล้วเสร็จของ
งาน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 10 มกราคม 2548 มิใช่ส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างที่มีผลบังคับใช้ระหว่างคู่สัญญา
เห็นว่า ถึงแม้ประกาศดังกล่าวมิใช่ส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างก็ตาม แต่ประกาศดังกล่าวเป็นการวางหลักเกณฑ์
และแนวทางปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติงานในหน้าที่ด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง
เป็นการลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกินความจ�ำ เป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำ�คัญ ผู้ถูกฟ้องคดี
ไม่นำ�หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติดังกล่าวมาใช้ปฏิบัติหน้าที่ในการเบิกจ่ายเงินประกันผลงานให้แก่
ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำ�ละเมิดอันเกิดจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่
ตามที่กฎหมายกำ�หนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง
และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
นอกจากนี้ผู้ถูกฟ้องคดีรับว่าได้เบิกจ่ายเงินประกันผลงานล่าช้าไปบ้างเนื่องจากต้องตรวจสอบเงิน
งบประมาณ ตรวจสอบเอกสารสำ�รองเงินกับหน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือคํ้าประกัน
ของธนาคาร อันเป็นการดำ�เนินตามขั้นตอนภายในของผู้ถูกฟ้องคดีและได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเบิกจ่ายเงิน
ประกันผลงานตามประกาศกรมชลประทาน เรื่อง การกำ�หนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน พ.ศ. 2548
แล้ว แต่เกิดเหตุจำ�เป็นขัดข้องที่เป็นเหตุอันสมควร เนื่องจากมีการพิมพ์วันครบกำ�หนดถอนคืนประกันผิด
พลาดผู้ถูกฟ้องคดีต้องส่งเอกสารการเบิกจ่ายคืนให้หน่วยเบิกจ่ายโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา
แก้ไขเปลี่ยนแปลงวันครบกำ�หนดถอนคืนนั้น เห็นว่า ประกาศกรมชลประทาน เรื่อง การกำ�หนดระยะเวลา
แล้วเสร็จของงาน พ.ศ. 2548 ข้อ 2 ของเอกสารแนบท้ายประกาศ กำ�หนดว่า กระบวนงานที่แล้วเสร็จ
ภายใน 2 ถึง 15 วัน ข้อ 2.2 การเบิกจ่ายตามข้อผูกพันจากงบลงทุน งบรายจ่ายอื่นในระบบ GFMIS
ระยะเวลาดำ�เนินการแล้วเสร็จ 5 วัน เมื่อการปฏิบัติหน้าที่เบิกจ่ายเงินประกันผลงานเป็นขั้นตอนการ

อัยการนิเทศ 111

บริหารจัดการภายในของผู้ถูกฟ้องคดีที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามที่กฎหมายก�ำ หนดเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่
ของผู้ถูกฟ้องคดีไม่เป็นไปตามประกาศดังกล่าวเกิดความล่าช้าอันก่อให้เกิดความเดือนร้อนหรือเสียหายแก่
ผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจะนำ�ความผิดพลาดหรือล่าช้าดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิด
หาได้ไม่ อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีจึงฟังไม่ขึ้น
สำ�หรับค่าธรรมเนียมธนาคารในการออกหนังสือคํ้าประกันผู้ฟ้องคดีต้องนำ�เงินไปวางเป็นหลัก
ประกันให้แก่ธนาคาร เงินจำ�นวนดังกล่าวไม่อาจถอนหรือนำ�ไปใช้ประโยชน์ได้ ทำ�ให้สถานการณ์การเงิน
ของผู้ฟ้องคดีตกอยู่ในสภาวะขาดสภาพคล่องเนื่องจากเงินที่เตรียมส�ำ รองไว้เป็นค่าดำ�เนินการถูกนำ�ไปวาง
เป็นหลักประกันในการออกหนังสือคํ้าประกันนั้น เห็นว่า ค่าธรรมเนียมธนาคารในการออกหนังสือคํ้าประกัน
เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามปกติเพื่อนำ�มาเป็นหลักประกันขอรับเงินประกันผลงาน
คืนตามความประสงค์ของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นไปตามข้อสัญญาอยู่แล้ว ไม่ใช่เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงิน
ประกันผลงานตามสัญญาล่าช้าแต่อย่างใด นอกจากนี้ การขาดสภาพคล่องนั้น เห็นว่าการดำ�เนินธุรกิจของ
ผู้ฟ้องคดีจะต้องมีการวางแผนและเตรียมการด้านการเงินไว้ล่วงหน้า จึงไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการ
จ่ายเงนิ ประกนั ผลงานล่าชา้ แต่อย่างใด ศาลจึงไมอ่ าจกำ�หนดเป็นค่าเสยี หายในส่วนน้ีให้แกผ่ ฟู้ อ้ งคดไี ด้
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน
จำ�นวน 3,088.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำ�ระเสร็จให้แก่ผู้ฟ้องคดี นั้น เห็นว่า ตาม
มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ย
ในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปีเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่คืนเงินประกันผลงานให้แก่ผู้ฟ้องคดีล่าช้า
เกินสมควรและผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้เงินค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
จำ�นวน 3,088.25 บาท ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี นับตั้งแต่วัน
ถัดจากวันฟ้องคดีจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะชำ�ระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้วเสร็จตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังขึ้น ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำ�พิพากษาว่า
ผถู้ กู ฟอ้ งคดกี ระท�ำ ผดิ สญั ญา และผถู้ กู ฟอ้ งคดตี อ้ งชดใชเ้ งนิ คา่ เสยี หายใหแ้ กผ่ ฟู้ อ้ งคดจี ำ�นวน 3,088.25 บาท
ทั้งนี้ ชำ�ระให้แล้ว เสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำ�ขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และคืนค่าธรรมเนียม
ศาลตามส่วนของการชนะคดีจำ�นวน 77.28 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้อง
เป็นตน้ ไปจนกว่าผู้ถกู ฟ้องคดจี ะชำ�ระเงนิ ใหแ้ ก่ผู้ฟ้องคดีจนแลว้ เสร็จศาลปกครองสงู สดุ ไม่เห็นพ้องด้วย
พพิ ากษาแกค้ �ำ พพิ ากษาของศาลปกครองชน้ั ตน้ เปน็ ใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดชี ดใชเ้ งนิ จ�ำ นวน 3,088.25 บาท
พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องคดี
จนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะชำ�ระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้วเสร็จ ทั้งนี้ ภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด และให้
คืนค่าธรรมเนียมศาลแก่ผู้ฟ้องคดีตามส่วนแห่งการชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามค�ำ พิพากษาของ
ศาลปกครองชั้นต้น
112 คำ�พิพากษาและคำ�สั่งศาลปกครองสูงสุด

คำ�สั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๒/๒๕๕๔
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
(มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๔), ๕๑)
พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ (มาตรา ๕)

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลา
เกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ทั้งที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยังมีภาระผูกพันที่จะต้องชดใช้เงิน
ทุนตามสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาภายในประเทศและสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษา
ฝึกอบรมหรือปฏิบัติการวิจัย ณ ต่างประเทศต่อผู้ฟ้องคดี เมื่อผู้ฟ้องคดีออกคำ�สั่งลงโทษทางวินัยไล่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกจากราชการและนำ�คดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้เงินตาม
สัญญาทุน และชดใช้เงินเดือนที่ได้รับจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งในการวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะต้องคืน
เงินดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น ศาลจำ�ต้องพิจารณาคำ�ส่ังของผู้ฟ้องคดีท่ีลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
ออกจากราชการซึ่งเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พ้นจากสถานภาพการเป็นข้าราชการนับแต่วันที่ระบุ
ในคำ�สั่งและไม่มีสิทธิที่จะรับเงินเดือน โดยที่คำ�สั่งดังกล่าวเป็นคำ�สั่งทางปกครองที่มีผลเป็นการสร้าง
นิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพ
ของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.
2539 กรณีจึงเป็นคดีพิพาทอันสืบเนื่องมาจากคำ�สั่งทางปกครองของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรค
หนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่โดยที่
คดีนี้มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวเนื่องกับคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาภายใน
ประเทศ และสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษา ฝึกอบรมหรือปฏิบัติการวิจัย ณ ต่างประเทศระหว่าง
ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาล
ปกครอง คดีในส่วนที่ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้เงินเดือนดังกล่าวจึงอยู่ในอำ�นาจพิจารณา
พิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน เมื่อผู้ฟ้องคดีได้นำ�คดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นภายในห้าปี
นับแต่วันที่พ้นกำ�หนดสามสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้รับหนังสือแจ้งให้ชดใช้เงินทุน ตาม
นัยมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลปกครองชั้นต้นจึงชอบที่จะรับคำ�ฟ้องตามคำ�ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คืนเงินเดือนที่ได้รับไปนับแต ่
วันที่ขาดจากราชการพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องไว้พิจารณาต่อไป

อัยการนิเทศ 113

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ฟ้องคด ี
ระหว่าง
นางหนึ่งฤทัย ภูสิทธิ์ หรือกันทวัน ที่ 1
นายชาญณรงค์ ภูสิทธิ์ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำ�พิพากษาหรือคำ�สั่ง ดังนี้
๑. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน จำ�นวน 2,117,478.42 บาท
2. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำ�ระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของ ต้นเงิน
1,524,277.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำ�ระเสร็จสิ้นแก่ผู้ฟ้องคดี
3. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้เงินเดือนที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง รวมเป็น
เงิน 57,611.54 บาท
4. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำ�ระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 47,940 บาท นับ
ถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำ�ระเสร็จสิ้นให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้ว สำ�หรับคำ�ฟ้องส่วนที่ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้เงินเดือน
ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ขาดราชการพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของ
เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ�หนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา
๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ เมื่อ
ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำ�หนดระยะเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี
คดีในส่วนนี้จึงขาดอายุความตาม มาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมีคำ�สั่งไม่รับคำ�ฟ้องตาม
คำ�ขอข้อ 1 เฉพาะในส่วนจำ�นวนเงินเดือนที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้รับตั้งแต่วันที่ขาดราชการพร้อมดอกเบี้ย
จนถึงวันฟ้องและคำ�ขอข้อ 3 และข้อ 4 ไว้พิจารณา คืนค่าธรรมเนียมศาลในส่วนทุนทรัพย์ที่ศาลไม่รับ
คำ�ฟ้องไว้พิจารณาให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ฟ้องคดียื่นคำ�ร้องอุทธรณ์คำ�สั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำ�ฟ้องบางข้อหาไว้พิจารณา ขอ
ให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำ�สั่งกลับคำ�สั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำ�ฟ้องในประเด็นนี้ไว้พิจารณา
พิพากษาต่อไป
ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล
ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติให้ศาลปกครองมีอ�ำ นาจพิจารณาพิพากษาหรือ
มีคำ�สั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำ�การโดยไม่ชอบ ด้วย
กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำ�สั่ง หรือการกระทำ�อื่นใด เนื่องจากกระทำ�โดยไม่มีอำ�นาจ หรือนอก
เหนืออำ�นาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการ อันเป็น
สาระสำ�คัญที่กำ�หนดไว้สำ�หรับการกระทำ�นั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ

114 คำ�พิพากษาและคำ�สั่งศาลปกครองสูงสุด

ที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำ�เป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกิน
สมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ดังนั้น ศาลปกครองจึงมีอำ�นาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็น
ข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาในเรื่องความชอบด้วย
กฎหมาย เกี่ยวกับการกระทำ�ของฝ่ายปกครอง คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละทิ้งหน้าที่ราชการ
ติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ทั้งที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยังมีภาระ
ผูกพันที่จะต้องชดใช้เงินทุนตามสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาภายในประเทศและสัญญาอนุญาต
ให้ข้าราชการไปศึกษา ฝึกอบรมหรือปฏิบัติการวิจัย ณ ต่างประเทศต่อผู้ฟ้องคดี เมื่อผู้ฟ้องคดีออกคำ�สั่ง
ลงโทษทางวินัยไล่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกจากราชการและนำ�คดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
ชดใช้เงินตามสัญญาทุน และชดใช้เงินเดือนที่ได้รับจากผู้ฟ้องคดีตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน
2550 รวม 4 เดือน ซึ่งในการวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะต้องคืนเงินดังกล่าวให้ ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น
ศาลจ�ำ ตอ้ งพจิ ารณาค�ำ สง่ั ของผฟู้ อ้ งคดที ลี่ งโทษไลผ่ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ 1 ออกจากราชการ ซงึ่ เปน็ ผลใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดี
ที่ 1 พ้นจากสถานภาพการเป็นข้าราชการนับแต่วันที่ระบุในคำ�สั่งและไม่มีสิทธิที่จะรับเงินเดือน โดยที่
คำ�สั่งดังกล่าวเป็นคำ�สั่งทางปกครองที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล ในอันที่จะก่อ
เปลย่ี นแปลง โอน สงวน ระงับ หรอื มผี ลกระทบตอ่ สถานภาพของสทิ ธหิ รือหนา้ ท่ขี องบุคคล ตามมาตรา 5
แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีจึงเป็นคดีพิพาท อันสืบเนื่องมาจาก
คำ�สั่งทางปกครองของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ
วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่โดยที่คดีนี้มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวเนื่องกับคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา
อนุญาตให้ข้าราชการไปศึกษาภายในประเทศ และสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการ ไปศึกษา ฝึกอบรมหรือ
ปฏิบัติการวิจัย ณ ต่างประเทศระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองที่อยู่ใน
อำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีในส่วนที่ฟ้องขอให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้เงินเดือนดังกล่าว
จึงอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน เมื่อผู้ฟ้องคดีได้นำ�คดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง
ชั้นต้นในวันที่ 25 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นการยื่นฟ้องภายในห้าปีนับแต่วันที่พ้นกำ�หนดสามสิบวันนับแต่
วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้รับหนังสือแจ้งให้ชดใช้เงินทุนในวันที่ 23 มกราคม 2551 ตามนัยมาตรา 51
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลปกครองชั้นต้นจึง
ชอบที่จะรับคำ�ฟ้องตามคำ�ขอข้อ 1 ในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คืนเงินเดือนที่ได้รับไป
นับแต่วันที่ขาดจากราชการพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง และคำ�ขอข้อ 3 และข้อ 4 ไว้พิจารณาต่อไป
ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำ�สั่งไม่รับคำ�ฟ้องตาม คำ�ขอข้อ 1 เฉพาะในส่วนจำ�นวนเงินเดือนที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับตั้งแต่วันที่ขาดจากราชการพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง และคำ�ขอข้อ 3 และ
ข้อ 4 ไว้พิจารณา คืนค่าธรรมเนียมศาลในส่วนทุนทรัพย์ที่ศาลไม่รับค�ำ ฟ้องไว้พิจารณาให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น
ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย
จึงมีคำ�สั่งกลับคำ�สั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำ�ฟ้องตามคำ�ขอข้อ 1 ในส่วนที่ผู้ฟ้องคดี
ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คืนเงินเดือนที่ได้รับตั้งแต่วันที่ขาดราชการพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง และ
คำ�ขอข้อ 3 และข้อ 4 ไว้พิจารณาต่อไป

อัยการนิเทศ 115



สำ�นักงานอัยการสูงสุด

คขำ�อชงี้ขาอดัยคกวาารมเสหูง็นสแยุด้ง



คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งฐานขัดคำ�สั่งเจ้าพนักงาน
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ ๘๐/๒๕๕๔)

ป.อ. ขัดคำ�สั่งเจ้าพนักงาน (มาตรา ๓๖๘)
พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (มาตรา ๓๗ (๒),๓๘ (๒),๔๕)

พระ ร. ได้รับแต่งตั้งให้ดำ�รงตำ�แหน่งเจ้าอาวาสวัด ด. มีอำ�นาจและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ
คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งรวมถึงหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ที่พ�ำ นักอาศัยอยู่ในวัดนั้นและอำ�นาจ
ในการสั่งให้พระภิกษุซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัดด้วย ตามที่บัญญัติไว้ใน
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 37 (2), 38 (2) กรณีจึงย่อมถือว่า พระ ร. เป็น
เจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น
การที่พระ ร. ได้มีคำ�สั่งโดยชอบให้ผู้ต้องหาทั้งสองออกไปจากวัดภายในกำ�หนดและผู้ต้องหาทั้งสอง
รับทราบแล้ว เมื่อครบกำ�หนดผู้ต้องหาทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำ�สั่งดังกล่าวโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัว
อันสมควร การกระทำ�ของผู้ต้องหาทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานรับทราบคำ�สั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่ง
การตามอำ�นาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำ�สั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ตาม
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38 (2), 45 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368

คดีนี้ พนักงานอัยการ สำ�นักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 6 มีคำ�สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1
และที่ 2 ฐานขัดคำ�สั่งเจ้าพนักงาน
ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติ มีความเห็นแย้ง
คำ�สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีผู้ร้องเรียนต่อเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
ว่า พระ พ. ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งพำ�นักอาศัยอยู่ที่วัด ด. มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเพศบรรพชิตโดยเข้าศึกษา
ที่มหาวทิ ยาลยั ร. หลกั สตู รบริหารธรุ กจิ เม่อื ส�ำ เร็จการศกึ ษาได้ใชค้ �ำ น�ำ หนา้ ในใบรับรองคณุ วุฒวิ ่า นาย ก.
และสวมใส่เครื่องนุ่งห่มของคฤหัสถ์ในใบรับรองคุณวุฒิดังกล่าวเจ้าคณะกรุงเทพมหานครจึงสั่งให้พระ ร.
เจ้าอาวาสวัด ด. ทำ�การตรวจสอบข้อร้องเรียนดังกล่าวแล้วรายงานผลให้ทราบ พระ ร. ได้ท�ำ การตรวจ
สอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนพบว่า ผู้ต้องหาที่ 1 มีพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่เหมาะสมกับการดำ�รง
เพศบรรพชิต ไม่อยู่ในโอวาทของพระ ร. ที่ได้ว่ากล่าวตักเตือน และในระหว่างทำ�การสอบสวนเพื่อตรวจ
สอบข้อเท็จจริงอยู่นั้น ได้มีพระ ป. ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งพำ�นักอาศัยอยู่ที่วัดเดียวกันได้ถือวิสาสะเข้าไปในห้อง
ท่ที ำ�การสอบสวนและก้าวล่วงกล่าววาจาดูหมิ่นเหยียดหยามพระ ร. รวมทง้ั มพี ฤติกรรมหลายอย่างท่ีผ่านมา
ปฏิบัติตนไม่อยู่ในโอวาทของพระ ร. ที่ว่ากล่าวตักเตือนเช่นกัน พระ ร. จึงได้ออกคำ�สั่งให้ผู้ต้องหาที่ 1

อัยการนิเทศ 119

และที่ 2 ออกไปจากวัดภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2553 เมื่อครบก�ำ หนดผู้ต้องหาทั้งสองไม่ยอมออกไป
จากวัดตามคำ�สั่ง เห็นว่า พระ ร. ได้รับแต่งตั้งให้ดำ�รงตำ�แหน่งเจ้าอาวาสวัด ด. มีอำ�นาจและหน้าที่ตาม
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งรวมถึงหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ ที่พำ�นักอาศัยอยู่ในวัดนั้น
และอำ�นาจในการสั่งให้พระภิกษุซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัดด้วย ตามที่บัญญัติ
ไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 37 (2), 38 (2) กรณีจึงย่อมถือว่า พระ ร. เป็น
เจา้ พนกั งานตามความในประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัตดิ งั กลา่ ว ดงั นนั้ การที่
พระ ร. ได้มีคำ�สั่งโดยชอบให้ผู้ต้องหาทั้งสองออกไปจากวัดภายในกำ�หนดและผู้ต้องหาทั้งสองรับทราบแล้ว
เมื่อครบกำ�หนดผู้ต้องหาทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำ�สั่งดังกล่าวโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควรการ
กระท�ำ ของผตู้ อ้ งหาทงั้ สองจงึ เปน็ ความผดิ ฐานรบั ทราบคำ�สง่ั ของเจา้ พนกั งานซงึ่ สง่ั การตามอ�ำ นาจทม่ี กี ฎหมาย
ให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำ�สั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควรตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505
มาตรา 38 (2), 45 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368
จึงชี้ขาดให้ฟ้องพระ พ. ผู้ต้องหาที่ 1 และพระ ป. ผู้ต้องหาที่ 2 ฐานรับทราบค�ำ สั่งของเจ้าพนักงาน
ซึ่งสั่งการตามอำ�นาจที่มีกฎหมายให้ไว้ไม่ปฏิบัติตามคำ�สั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ตาม
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38 (2), 45 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368
120 คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด

คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งฐานฉ้อโกงประชาชน
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ ๒๐๖/๒๕๕๓)

ป.อ. ฉ้อโกง ฉ้อโกงประชาชน (มาตรา ๓๔๑,๓๔๓)

ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ผู้ต้องหาที่ 1 ได้จัดพิธีบวงสรวงพระแก้วมรกตและพระบูรพ
มหากษัตริย์ โดยตั้งโต๊ะตั้งวางเครื่องเซ่นเครื่องสังเวยด้านนอกพระอุโบสถวัด พ. ตามที่ได้ขออนุญาต
และได้รับอนุญาตจากนาย ก. เลขาธิการ สำ�นักพระราชวัง โดยนาย ฉ. กับ คณะเจ้าหน้าที่โหรพราหมณ์
ได้ประกอบพิธีบวงสรวงด้วยการอ่านโองการบวงสรวงพระแก้วมรกต และพระบูรพมหากษัตริย์ ซึ่ง
มิใช่การปลุกเสกและมิได้มีพระสงฆ์เข้าทำ�พิธีปลุกเสกวัตถุมงคล จตุคามรามเทพ รุ่น “ทรัพย์สินเนือง
นอง เงินทองไหลมา” ดังนั้น การที่มีการโฆษณาจำ�หน่ายวัตถุมงคล จตุคาม รามเทพ รุ่น “ทรัพย์สิน
เนืองนอง เงินทองไหลมา” ทางแผ่นพับว่า “การสร้างจตุคามรามเทพ รุ่น “ทรัพย์สินเนืองนอง เงิน
ทองไหลมา” นำ�ปลุกเสกที่วัด พ. ในพระบรมมหาราชวัง” และมีข้อความระบุว่า “นำ�มวลสารศักดิ์สิทธิ์
เข้าพิธีปลุกเสกโดยโหรพราหมณ์จากสำ�นักพระราชวัง ณ วัด พ. ในพระบรมมหาราชวัง วันที่ 9
พฤษภาคม 2550” กับโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ว่า “มั่งคั่งร่ำ�รวยด้วยบารมี จากราชบุรีสู่ราชบัลลังก์
ครั้งแรก รุ่นแรกในการสร้างจตุคามรามเทพ นำ�ปลุกเสกที่วัด พ. ในพระบรมมหาราชวัง” จึงเป็น
ข้อความอันเป็นเท็จ และเมื่อได้พิจารณาเอกสารแผ่นพับดังกล่าว ที่มีทั้งภาพถ่ายของผู้ต้องหาที่ 1 ใน
ขณะร่วมทำ�พิธีบวงสรวง มีข้อความระบุว่าจัดสร้างโดยมูลนิธิ ป. ที่ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นประธานกรรมการ
และมีชื่อของผู้ต้องหาที่ 1 ระบุว่าเป็นประธานกรรมการในเอกสารโฆษณาดังกล่าว กับผู้ต้องหาที่ 1
ได้อ้างส่งเอกสารดังกล่าว เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ด้วย จึงรับฟังได้ว่า ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้ดำ�เนิน
การให้มีการโฆษณาหรือรู้เห็นในการโฆษณาจำ�หน่ายวัตถุมงคล จตุคามรามเทพ รุ่น “ทรัพย์สินเนือง
นอง เงินทองไหลมา” อันเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนและ
ด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน

คดีนี้ กล่าวหาร้อยตำ�รวจโท ช. ผู้ต้องหาที่ 1 และพระ ป. ผู้ต้องหาที่ 2 กระทำ�ความผิดฐานร่วม
กันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, 83
อธิบดีอัยการ สำ�นักงานคดีอาญา สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ตามข้อกล่าวหา
ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติ มีความเห็นแย้ง
คำ�สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1
อยั การสงู สดุ พจิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ คดมี นี าย ฉ. ขา้ ราชการพลเรอื นในพระองค์ ต�ำ แหนง่ พนกั งานเอก
หัวหน้าฝ่ายโหรพราหมณ์ และนาย พ. ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ตำ�แหน่งพนักงานพิเศษ มีหน้าที่

อัยการนิเทศ 121

ดูแลความเรียบร้อยในพระมหาราชวัง ให้การรับฟังได้ว่าในวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ผู้ต้องหาที่ 1 ได้จัด
พิธีบวงสรวงพระแก้วมรกตและพระบูรพมหากษัตริย์ โดยตั้งโต๊ะตั้งวางเครื่องเซ่นเครื่องสังเวยด้านนอก
พระอุโบสถ วัด พ. ตามที่ได้ขออนุญาตและได้รับอนุญาตจากนาย ก. เลขาธิการ สำ�นักพระราชวัง โดยนาย
ฉ. กับคณะเจ้าหน้าที่โหรพราหมณ์ ได้ประกอบพิธีบวงสรวงด้วยการอ่านโองการบวงสรวงพระแก้วมรกต
และพระบรู พมหากษตั รยิ ์ ซง่ึ มใิ ชก่ ารปลกุ เสกและมไิ ดม้ พี ระสงฆเ์ ขา้ ทำ�พธิ ปี ลกุ เสกวตั ถมุ งคล จตคุ ามรามเทพ
รุ่น “ทรัพย์สินเนืองนอง เงินทองไหลมา” ดังนั้น การที่มีการโฆษณาจำ�หน่ายวัตถุมงคล จตุคามรามเทพ
รุ่น “ทรัพย์สินเนืองนอง เงินทองไหลมา” ทางแผ่นพับว่า “การสร้างจตุคามรามเทพ รุ่น “ทรัพย์สิน
เนืองนอง เงินทองไหลมา” น�ำ ปลุกเสกที่วัด พ. ในพระบรมมหาราชวัง” และมีข้อความระบุว่า “น�ำ มวลสาร
ศักดิ์สิทธิ์เข้าพิธีปลุกเสกโดยโหรพราหมณ์จากสำ�นักพระราชวัง ณ วัด พ. ในพระบรมมหาราชวัง วันที่ 9
พฤษภาคม 2550” กับโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ว่า “มั่งคั่งรํ่ารวยด้วยบารมี จากราชบุรีสู่ราชบัลลังก์
ครั้งแรก รุ่นแรกในการสร้างจตุคามรามเทพ น�ำ ปลุกเสกที่วัด พ. ในพระบรมมหาราชวัง” จึงเป็นข้อความ
อันเป็นเท็จ และเมื่อได้พิจารณาเอกสารแผ่นพับดังกล่าวที่มีทั้งภาพถ่ายของผู้ต้องหาที่ 1 ในขณะร่วม
ทำ�พิธีบวงสรวง มีข้อความระบุว่าจัดสร้างโดยมูลนิธิ ป. ที่ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นประธานกรรมการ และมีชื่อ
ของผู้ต้องหาที่ 1 ระบุว่าเป็นประธานกรรมการในเอกสารโฆษณาดังกล่าว กับผู้ต้องหาที่ 1 ได้อ้างส่ง
เอกสารดังกล่าว เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ด้วย จึงรับฟังได้ว่า ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้ดำ�เนินการให้มีการ
โฆษณาหรอื รเู้ หน็ ในการโฆษณาจ�ำ หนา่ ยวตั ถมุ งคล จตคุ ามรามเทพ รนุ่ “ทรพั ยส์ นิ เนอื งนอง เงนิ ทองไหลมา”
อันเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนและด้วยการปกปิดความจริงซึ่ง
ควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนเมื่อว่าที่ร้อยตรี น. และนาย ส. ซึ่งเป็นประชาชนผู้ได้อ่านแผ่นพับและ
หนังสือพิมพ์ที่มีการโฆษณาข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ได้หลงเชื่อว่าวัตถุมงคล จตุคามรามเทพ รุ่น
“ทรัพย์สินเนืองนอง เงินทองไหลมา” มีการทำ�พิธีปลุกเสกในวัด พ. ในพระบรมมหาราชวัง จึงได้สั่งจอง
และชำ�ระเงินค่าสั่งจองวัตถุมงคล จตุคามรามเทพ รุ่น “ทรัพย์สินเนืองนอง เงินทองไหลมา” ดังกล่าว คดี
จึงมีพยานหลักฐานเพียงพอพิสูจน์ว่า ผ้ตู ้องหาท่ี 1 ไดก้ ระทำ�ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามขอ้ กลา่ วหา
จึงชี้ขาดให้ฟ้องร้อยตำ�รวจโท ช. ผู้ต้องหาที่ 1 ฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 341, 343 และขอให้ศาลมีคำ�สั่งให้ผู้ต้องหาที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงจ�ำ นวน 1,791 บาท แก่
ว่าที่ร้อยตรี น. และจำ�นวน 1,194 บาท แก่นาย ส. ผู้กล่าวหา
122 คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด

คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หรือแสดงชื่อ หรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการ

อวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ ๓๖๒/๒๕๕๓)

พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑


ความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม ตามพระราชบัญญัติ ควบคุม
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคแรก พนักงานอัยการพิจารณาแล้ว มีคำ�สั่งไม่
ฟ้องผู้ต้องหาตามฐานความผิดดังกล่าว เมื่อผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติให้ความเห็นชอบกับคำ�สั่งไม่
ฟ้องผู้ต้องหาของพนักงานอัยการแล้ว ย่อมถือว่าพนักงานอัยการได้มีคำ�สั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา
ตามฐานความผิดดังกล่าว จึงไม่มีกรณีที่อัยการสูงสุดต้องชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา 145 ส่วนที่ผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติเห็นว่าการกระทำ�ของผู้ต้องหาเป็นความ
ผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งพนักงาน
สอบสวน ยังมิได้ดำ�เนินคดีกับผู้ต้องหานั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ามีการติดป้ายโฆษณาบริเวณร้าน
ที่เกิดเหตุทั้งสองแห่งมีชื่อร้านอาหารและรูปขวดเบียร์ ง. ซึ่งเป็นสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์ที่บริษัทผู้ต้องหาเป็นผู้ผลิตขึ้นติดอยู่ที่ป้ายโฆษณาดังกล่าวก็ตาม แต่หากภาพที่โฆษณา
นั้นเป็นภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล
ตามที่ปรากฏในกฎกระทรวงแล้วจะไม่เป็นความผิดฐานนี้ แต่เนื่องจากขณะเกิดเหตุในคดีนี้ ยังไม่มีกฎ
กระทรวงออกใช้บังคับ ฉะนั้น เมื่อยังไม่มีกฎกระทรวงกำ�หนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข การแสดงภาพ
สัญลักษณ์เพื่อประกอบการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงยังไม่อาจ ถือได้ว่า
ภาพที่ปรากฏในการโฆษณาดังกล่าวไม่ใช่ภาพสัญลักษณ์ของสินค้าหรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิต
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นข้อยกเว้นความรับผิดตามมาตรา 32 วรรคสอง การกระทำ�ของผู้ต้องหา
จงึ ยงั ไมเ่ ปน็ ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั คิ วบคมุ เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคสอง




คดีได้ความว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 เวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา นาย ช.
ผู้กล่าวหากับพวกซึ่งเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายป้องกันภัยแอลกอฮอล์ ออกตรวจสอบพื้นที่ในเขตรับผิด
ชอบของสถานีตำ�รวจนครบาลโคกครามพบป้ายภาพบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มเบียร์ ง. ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ

อัยการนิเทศ 123

บริษัท ท. จำ�กัด (มหาชน) ผู้ต้องหา ประกอบอยู่กับชื่อร้านอาหาร ตั้งอยู่หน้าร้าน ค. และร้าน น. ริมถนน
เกษตร – นวมินทร์ ขาออก แขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ผู้กล่าวหากับพวกเห็นว่า ภาพ
ดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ในการโฆษณาชักจูงใจให้บุคคลทั่วไปดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ จึงถ่ายภาพป้ายดังกล่าว
นำ�เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำ�เนินคดีกับบริษัทผู้ต้องหา
พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา
พนักงานอัยการมีคำ�สั่งไม่ฟ้อง บริษัท ท. จำ�กัด (มหาชน) ผู้ต้องหา ฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่น
ดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม ตามพระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32, 43
ผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติพิจารณาเห็นว่าป้ายโฆษณาไม่ปรากฏข้อความอวดอ้าง สรรพคุณว่า
หากบริโภคเครื่องดื่มดังกล่าวแล้วผู้บริโภคจะได้ประโยชน์อย่างไร และไม่อาจรับฟังได้แจ้งชัดว่าลำ�พังเพียง
ภาพขวดเบียร์ ถังเบียร์หรือแก้วเบียร์ เป็นการชักจูงให้ผู้พบเห็นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อมตามพระราชบัญญัติ
ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคแรกแต่การที่ป้ายโฆษณาดังกล่าวปรากฏภาพ
ขวดเบียร์บริเวณชื่อร้านนาย น. และร้าน ค. มิใช่ปรากฏแต่เพียงสัญลักษณ์ของเบียร์ ง. หรือสัญลักษณ์
ของบริษัท ท. จำ�กัด (มหาชน) ผู้ต้องหา จึงถือว่าป้ายโฆษณาดังกล่าวได้ปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุ
ภัณฑ์อันเป็นการต้องห้ามและเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551
มาตรา 32 วรรคสอง แล้ว
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้ดำ�เนินคดีกับผู้ต้องหา ในความผิดฐาน
โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้าง
สรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรง หรือโดยอ้อม ตามพระราชบัญญัตควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคแรก พนักงานอัยการพิจารณาแล้วมีคำ�สั่ง ไม่ฟ้องผู้ต้องหาตามฐานความ
ผิดดังกล่าว เมื่อผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติให้ความเห็นชอบกับคำ�สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาของพนักงานอัยการ
แล้ว ย่อมถือว่าพนักงานอัยการได้มีคำ�สั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาตามฐานความผิดดังกล่าว จึงไม่มีกรณีที่
อัยการสูงสุดต้องชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145
ส่วนที่ผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติเห็นว่าการกระทำ�ของผู้ต้องหาเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ
ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งพนักงานสอบสวนยังมิได้ดำ�เนินคดี
กับผู้ต้องหานั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ามีการติดป้ายโฆษณาบริเวณร้านที่เกิดเหตุทั้งสองแห่งมีชื่อร้าน
อาหารและรูปขวดเบียร์ ง. ซึ่งเป็นสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่บริษัทผู้ต้องหาเป็น
ผู้ผลิตขึ้นติดอยู่ที่ป้ายโฆษณาดังกล่าวก็ตามแต่หากภาพที่โฆษณานั้นเป็นภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่ปรากฏในกฎกระทรวงแล้วจะไม่
เป็นความผิดฐานนี้ แต่เนื่องจากขณะเกิดเหตุในคดีนี้ ยังไม่มีกฎกระทรวงออกใช้บังคับ ฉะนั้น เมื่อยังไม่มี
กฎกระทรวงกำ�หนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข การแสดงภาพสัญลักษณ์เพื่อประกอบการโฆษณาหรือ
ประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงยังไม่อาจถือได้ว่าภาพที่ปรากฏในการโฆษณาดังกล่าวไม่ใช่ภาพ
124 คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด

สัญลักษณ์ของสินค้าหรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นข้อยกเว้นความรับผิดตาม
มาตรา 32 วรรคสอง การกระทำ�ของผู้ต้องหาจึงยังไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคสอง และไม่ต้องพิจารณามีคำ�สั่งในความผิดฐานนี้อีก เนื่องจาก
พนักงานสอบสวน มิได้ดำ�เนินคดีกับผู้ต้องหาแต่อย่างใด

อัยการนิเทศ 125

คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
ต่อเจ้าพนักงานซึ่งอาจทำ�ให้ ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย

และแจ้งข้อความหรือหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ในการขอมีบัตรประจำ�ตัวประชาชน
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ ๓๔/๒๕๕๓)

ป.อ. ตัวการ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน แจ้งให้พนักงาน
ผู้กระทำ�การตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ
(มาตรา ๘๓, ๑๓๗, ๒๖๗)
พ.ร.บ. บัตรประจำ�ตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖
พ.ร.บ. บัตรประจำ�ตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ๒๕๒๔

การที่อัยการจังหวัดสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน
แจ้งให้พนักงานผู้กระทำ�การตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและแจ้งข้อความ
อันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำ�ตัวประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 137, 267, 83 พระราชบัญญัติบัตรประจำ�ตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 6 จัตวา, 14
พระราชบัญญัติบัตรประจำ�ตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 8 และผู้ว่าราชการจังหวัด
มีความเห็นแย้งคำ�สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 โดยเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความ
อันเป็นเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจ�ำ ตัวประชาชน หรือช่วย
เหลือหรือให้ความสะดวกอันเป็นการสนับสนุนให้ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ไปซึ่งบัตรประจำ�ตัวประชาชน ตาม
พระราชบญั ญตั บิ ตั รประจำ�ตวั ประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
เห็นว่า การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นดังกล่าวข้างต้น เท่ากับว่าได้ให้ความเห็นชอบกับคำ�สั่งไม่
ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำ�
การตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,
267, 83 ของอัยการจังหวัดแล้วกรณีย่อมถือว่าพนักงานอัยการได้มีคำ�สั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่
3 ตามฐานความผิดดังกล่าวแล้ว
ส่วนกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้งโดยเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ฐานช่วยเหลือ
หรือให้ความสะดวกอันเป็นการสนับสนุนให้ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ไปซึ่งบัตรประจำ�ตัวประชาชน ตาม
พระราชบัญญัติบัตรประจำ�ตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
86 นั้น แม้ความเห็นของผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวจะไม่ใช่ความเห็นแย้งที่อัยการสูงสุดต้องพิจารณา
ชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 ก็ตาม แต่เมื่อความปรากฏในชั้น
พิจารณาชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุดหากอัยการสูงสุดเห็นพ้องด้วยว่าการกระทำ�ของผู้ต้องหา

126 คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด

ท่ี 3 เปน็ ความผดิ ตามฐานความผดิ ทผ่ี วู้ า่ ราชการจงั หวดั เสนอมา หรอื เปน็ ความผดิ ฐานอน่ื อยั การสงู สดุ
ก็สามารถใช้อำ�นาจตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 15
มีคำ�สั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 เพื่อให้ได้รับโทษตามความผิดที่กระทำ�ลงได้ แต่หากอัยการสูงสุดพิจาณาแล้ว
เห็นว่าการกระทำ�ของผู้ต้องหาที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามฐานความผิดดังกล่าว อัยการสูงสุดก็ไม่จำ�ต้อง
มีคำ�สั่งทางคดีในข้อหาความผิดนี้แต่ประการใด

คดีนี้ อัยการจังหวัดมีคำ�สั่งทางคดีดังนี้
1. ควรสั่งฟ้อง นาย ล. ผู้ต้องหาที่ 1 (หลบหนี) ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน
แจ้งให้พนักงานผู้กระทำ�การตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการปลอมเอกสารราชการ
และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำ�ตัวประชาชนตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 137, 264, 265, 267, 83, 91 พระราชบัญญัติบัตรประจำ�ตัวประชาชน พ.ศ. 2526
มาตรา 6 จัตวา, 14 พระราชบัญญัติบัตรประจำ�ตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 8
2. สั่งฟ้อง นาย น. ผู้ต้องหาที่ 2 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานแจ้งให้
พนักงานผู้กระทำ�การตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
ต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำ�ตัวประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267, 83
พระราชบัญญัติบัตรประจำ�ตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 6 จัตวา,14 พระราชบัญญัติบัตรประจำ�ตัว
ประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 8 โดยได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 เป็นจำ�เลยต่อศาลจังหวัดเลย
ตามฐานความผิดดังกล่าว และศาลได้มีคำ�พิพากษาลงโทษ ผู้ต้องหาที่ 2 คดีถึงที่สุดแล้ว
3. สั่งไม่ฟ้อง นาย ส. ผู้ต้องหาที่ 3 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน แจ้งให้
เจ้าพนักงานผู้กระทำ�การตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และแจ้งข้อความอันเป็น
เท็จต่อเจ้าพนักงานที่ในการขอมีบัตรประจำ�ตัวประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267,
83 พระราชบัญญัติบัตรประจำ�ตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 6 จัตวา, 14 พระราชบัญญัติบัตรประจำ�
ตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 8
ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้งคำ�สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 โดยเห็นควรสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาที่ 3
ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจ�ำ
ตัวประชาชน หรือช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอันเป็นการสนับสนุนให้ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ไปซึ่งบัตรประจำ�
ตัวประชาชน ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำ�ตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 14 ประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 86
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นดังกล่าวข้างต้น เท่ากับว่า
ได้ให้ความเห็นชอบกับคำ�สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและ
แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำ�การตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ตามประมวล

อัยการนิเทศ 127

กฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83 ของอัยการจังหวัดแล้ว กรณีย่อมถือว่า พนักงานอัยการได้มี
คำ�สั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ตามฐานความผิดดังกล่าวแล้ว
ส่วนกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้งโดยเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ฐานช่วยเหลือ
หรือให้ความสะดวกอันเป็นการสนับสนุนให้ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ไปซึ่งบัตรประจำ�ตัวประชาชน ตามพระราช
บัญญัติบัตรประจำ�ตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 นั้น แม้
ความเห็นของผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวจะไม่ใช่ความเห็นแย้งที่อัยการสูงสุดต้องพิจารณาชี้ขาด ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 ก็ตาม แต่เมื่อความปรากฏในชั้นพิจารณาชี้ขาด
ความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด หากอัยการสูงสุดเห็นพ้องด้วยว่าการกระท�ำ ของผู้ต้องหาที่ 3 เป็นความ
ผิดตามฐานความผิดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอมา หรือเป็นความผิดฐานอื่น อัยการสูงสุดก็สามารถใช้
อำ�นาจตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 15 มีคำ�สั่งฟ้องผู้ต้องหา
ที่ 3 เพื่อให้ได้รับโทษตามความผิดที่กระทำ�ลงได้ แต่หากอัยการสูงสุดพิจาณาแล้วเห็นว่าการกระทำ�ของ
ผู้ต้องหาที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามฐานความผิดดังกล่าว อัยการสูงสุดก็ไม่จำ�ต้องมีคำ�สั่งทางคดีในข้อหา
ความผิดนี้แต่ประการใด (ตามนัยค�ำ ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ ชย. 413/2552, 495/2552 และ 343/2553)
คดีจึงมีปัญหาให้อัยการสูงสุดพิจารณาว่าการกระทำ�ของผู้ต้องหาที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกัน
แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำ�ตัวประชาชน หรือ
เป็นผู้สนับสนุนผู้ต้องหาที่ 1 แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมี
บัตรประจำ�ตัวประชาชนหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ได้ร่วมกันแจ้งข้อความอัน
เป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานผู้มีอำ�นาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำ�ตัวประชาชนว่าผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นบุตร
เขยของผู้ต้องหาที่ 2 ได้ทำ�บัตรประจำ�ตัวประชาชนสูญหาย ต้องการขอมีบัตรประจำ�ตัวประชาชนใหม่
แล้วผู้ต้องหาที่ 1 ได้กรอกข้อความเท็จในแบบคำ�ขอมีบัตรประจำ�ตัวประชาชนเพื่อให้เจ้าพนักงานดำ�เนิน
การออกบัตรประจำ�ตัวประชาชนให้ผู้ต้องหาที่ 1 โดยมีผู้ต้องหาที่ 3 ซึ่งเป็นครูอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุลงชื่อ
รับรองบุคคลในแบบคำ�ขอฯ ว่าผู้ต้องหาที่ 1 คือ นาย บ. บุตรของผู้ต้องหาที่ 2 จริง จนเจ้าพนักงานหลง
เชื่อได้ออกบัตรประจำ�ตัวประชาชนให้ผู้ต้องหาที่ 1 ไป เมื่อได้ความว่าขณะเกิดเหตุ ผู้ต้องหาที่ 3 เพิ่งย้าย
ไปเป็นครูอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ส่วนนาย บ. บุตรของผู้ต้องหาที่ 2 ได้ออกจากบ้านไปทำ�งานที่กรุงเทพมหานคร
ก่อนหน้าที่ผู้ต้องหาที่ 3 จะย้ายไปรับราชการในพื้นที่เกิดเหตุประมาณ 10 ปี โดยผู้ต้องหาที่ 3 ไม่เคย
รู้จักนาย บ. มาก่อน เมื่อผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นคนรู้จักนับถือกันได้ยืนยันและขอให้ผู้ต้องหาที่ 3 รับรองว่า
ผู้ต้องหาที่ 1 คือ นาย บ. การที่ผู้ต้องหาที่ 3 ได้ลงชื่อรับรองในคำ�ขอมีบัตรประจำ�ตัวประชาชนของ
ผู้ต้องหาที่ 1 ว่าผู้ต้องหาที่ 1 คือ นาย บ. โดยเชื่อตามคำ�ยืนยันของผู้ต้องหาที่ 2 ว่าเป็นความจริง โดยไม่
ปรากฏหลักฐานที่ส่อแสดงว่า ผู้ต้องหาที่ 3 ได้กระทำ�ไปโดยทุจริต การกระทำ�ของผู้ต้องหาที่ 3 จึงฟังได้
ว่าเป็นการกระทำ�โดยเข้าใจโดยสุจริตว่าข้อเท็จจริงที่ตนได้แจ้งและรับรองต่อเจ้าพนักงานดังกล่าวเป็นความ
จริง ถือว่าไม่มีเจตนาร่วมกระทำ�ความผิดหรือสนับสนุนให้ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 กระทำ�ความผิดตามที่
ถูกกล่าวหา คดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง
128 คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด

จึงชี้ขาดไม่ฟ้อง นาย ส. ผู้ต้องหาที่ 3 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำ�ตัวประชาชนใหม่ ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำ�ตัวประชาชน
พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 6 จัตวา, 14 (1) พระราชบัญญัติบัตรประจ�ำ ตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542
มาตรา 4, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
อนึ่ง ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
137 ที่อัยการจังหวัดมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 มีอายุความฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันกระทำ�
ความผิด คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 กรกรฎาคม 2544 ปัจจุบันความผิดฐานนี้ได้ขาดอายุความแล้ว เมื่อ
ความปรากฎในชั้นพิจารณาของอัยการสูงสุด จึงมีคำ�สั่งยุติการดำ�เนินคดีกับนาย ล. ผู้ต้องหาที่ 1 ฐาน
ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 83 เพราะ
คดีขาดอายุความ

อัยการนิเทศ 129

คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้าม
เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำ�หนดในราชกิจจานุเบกษา
โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ ๑๐๓/๒๕๕๔)

พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ (มาตรา ๔, ๒๗, ๒๘, ๒๙ ทวิ, ๗๐, ๗๑ ทวิ)
พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ (มาตรา ๔, ๓๔)
พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ (มาตรา ๔, ๑๖ (๒) (๗), ๒๔,๒๕)

การที่ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ขับรถพาผู้ต้องหาที่ 2 ถึงที่ 7 โดยสารมาในยามวิกาลโดยมีของป่าและ
ของป่าหวงห้ามของกลางบรรทุกมาในกระบะท้ายรถในลักษณะมีการปกปิดอย่างมิดชิด แม้ผู้ต้องหา
ทั้งเจ็ดจะให้การในชั้นจับกุมว่าได้ซื้อของป่าและของป่าหวงห้ามของกลางมาจากหมู่บ้าน ป. แต่จาก
การตรวจสอบไม่พบว่าหมู่บ้านดังกล่าวมีการปลูกกล้วยไม้และพืชสมุนไพรชนิดและประเภทเดียวกับ
ที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเป็นของกลางแต่อย่างใด ส่วนการที่ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธในชั้น
สอบสวนว่าของป่าและของป่าหวงห้ามของกลางเป็นของผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ขออาศัยรถของ
ผู้ต้องหาที่ 1 เดินทางไปธุระโดยช่วยออกค่านํ้ามันรถให้นั้น ปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ 1 และ ที่ 2 ได้
ให้การขัดกันในเรื่องเวลาและสถานที่ในการขับรถไปรับผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 ขึ้นรถ ทั้งขัดแย้งกับ
คำ�ให้การรับสารภาพของตนในชั้นจับกุม คำ�ให้การต่อสู้ของผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงมีพิรุธ
ไม่มีนํ้าหนักให้รับฟัง กรณีมีเหตุผลน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกับผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6
เข้าไปภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุ แล้วรับซื้อ ครอบครองของป่าและ
ของป่าหวงห้ามของกลางโดยไม่ได้รับอนุญาตและฝ่าฝืนต่อกฎหมายรวมทั้งนำ�ของป่าและของป่าหวง
ห้ามของกลางออกไปโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำ�ความผิดและมีปริมาณเกินที่
ทางราชการได้ประกาศกำ�หนดไว้ การกระทำ�ของผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมี
ไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศก�ำ หนดในราชกิจจานุเบกษาโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซ่อนเร้น หรือช่วยพาเอาไปเสีย
ซึ่งไม้หรือของป่าที่ตนรู้อยู่แล้วเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำ�ผิดต่อกฎหมายว่าด้วยป่าไม้
และป่าสงวนแห่งชาติ และร่วมกันนำ�ออกไปซึ่งไม้และกล้วยไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยฝ่าฝืน
ต่อกฎหมาย
ส่วนความผิดฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้ามในป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหน้าที่และเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและฐานร่วมกันเข้าไปดำ�เนิน
การใดๆ เพื่อหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เนื่องจาก
คดีไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงยืนยันให้เห็นว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันเข้าไปเก็บหาของ

130 คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด

ป่าและของป่าหวงห้ามของกลางภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุ หรือ
ได้ร่วมกันเข้าไปดำ�เนินการใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุ นอกเหนือจาก
การร่วมกันรับซื้อ ครอบครอง และนำ�ออกไปซึ่งของป่าและของป่าหวงห้ามของกลางโดยไม่ได้รับ
อนุญาตและฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น การกระทำ�ของผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตาม
ฐานความผิดดังกล่าว
คดีกล่าวหาว่า นาย ส. ผู้ต้องหาที่ 1 นาง ช. ผู้ต้องหาที่ 2 นาย ด. ผู้ต้องหาที่ 3 นาย ว.
ผู้ต้องหาที่ 4 นาง ม. ผู้ต้องหาที่ 5 นาง จ. ผู้ต้องหาที่ 6 กระทำ�ผิดฐานร่วมกันค้าหรือมีไว้ในครอบครอง
ซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำ�หนดในราชกิจจานุเบกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก
พนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันรับไว้ด้วยประการใด ซ่อนเร้น จำ�หน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียให้พ้นซึ่งของป่า
ที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำ�ผิดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ ร่วมกันเก็บ
หาของป่าหรือกระทำ�ด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติในเขตป่าสงวนแห่ง
ชาติ ร่วมกันรับไว้ด้วยประการใด ซ่อนเร้น จำ�หน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียซึ่งของป่าที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นของ
ป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำ�ผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ร่วมกันเก็บหา น�ำ ออกไป ทำ�ด้วย
ประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำ�ให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ ยางไม้ แร่หรือทรัพยากรอื่นภายในเขตอุทยาน
แห่งชาติ ร่วมกัน เก็บหา นำ�ออกไป ทำ�ด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำ�ให้เสื่อมสภาพ ซึ่งกล้วยไม้
ภายใน เขตอุทยานแห่งชาติ ร่วมกันเข้าไปดำ�เนินกิจการใด ๆ เพื่อหาประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติโดย
ไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุนาย ข. ผู้กล่าวหา กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำ�อุทยาน
แห่งชาติดอยภูคา อำ�เภอปัว จังหวัดน่าน ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีผู้ลักลอบเก็บหาของป่าหวงห้ามใน
เขตพื้นที่ป่าดอยภูคา และป่าผาแดงซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ ต่อมาตามวันเวลาเกิด
เหตุขณะที่ผู้กล่าวหากับพวกตั้งจุดสกัดอยู่ที่บริเวณที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยาน
แห่งชาติดังกล่าว ได้พบนาย ส. ผู้ต้องหาที่ 1 ขับรถยนต์กระบะมีนาง ช. ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นภรรยา และ
ผู้ต้องหาที่ 7 ซึ่งเป็นบุตรชายนั่งโดยสารมาด้านข้างคนขับ กับมีผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 นั่งโดยสารมาที่กระบะ
ท้ายรถแล่นผ่านมา จึงเรียกให้หยุดเพื่อขอตรวจค้น จากการตรวจค้นพบว่ามีกล้วยไม้ (เอื้องสาย) ซึ่งเป็น
ของป่าหวงห้ามบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษ 27 กล่อง กับ 7 กระสอบ รวมจำ�นวน 21,000 ต้น และพบ
พืชสมุนไพร (กางคตหรือซวดเฮง) ซึ่งเป็นของป่าบรรจุอยู่ในกระสอบจำ�นวนครึ่งกระสอบ หนัก 12 กิโลกรัม
วางอยู่ที่กระบะท้ายรถมีผ้าใบซึ่งเป็นของผู้ต้องหาที่ 1 ปิดคลุมไว้ จึงยึดรถกับของป่าและของป่าหวงห้าม
ดังกล่าวไว้เป็นของกลาง กับได้ควบคุมผู้ต้องหาทั้งเจ็ด พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนทำ�การสอบสวน
จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้งเจ็ดให้การรับว่าได้รับซื้อของป่าและของป่าหวงห้ามของกลางมาจากหมู่บ้าน
ป. ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติดังกล่าวเพื่อนำ�ไปขายต่อเอากำ�ไร

อัยการนิเทศ 131

เหตุเกิดที่ตำ�บลทุ่งช้าง อำ�เภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 ให้การรับสารภาพ ส่วน
ผู้ต้องหาที่ 7 เป็นเยาวชน พนักงานสอบสวนแยกไปดำ�เนินคดีเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากแล้ว
พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 ตามข้อกล่าวหาดังกล่าว
อัยการจังหวัดน่าน มีคำ�สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้ามในป่า
โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำ�หนดในราชกิจจานุเบกษา
โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซ่อนเร้น หรือ ช่วยพาเอาไป
เสียซึ่งไม้หรือของป่าที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำ�ผิดต่อกฎหมาย ว่าด้วย
ป่าไม้และป่าสงวนแห่งชาติ ร่วมกันเก็บหา นำ�ออกไป ทำ�ด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำ�ให้เสื่อม
สภาพ ซึ่งไม้และกล้วยไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และร่วมกันเข้าไปด�ำ เนินกิจการ
ใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ กับมีค�ำ สั่งฟ้อง
ผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศก�ำ หนด
ในราชกิจจานุเบกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ โดยได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 เป็น
จำ�เลยต่อศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) ตามฐานความผิดดังกล่าว และศาลมีคำ�พิพากษาลงโทษจำ�เลยทั้งสี่
คดีถึงที่สุดแล้ว
ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน มีความเห็นแย้งคำ�สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ขับรถพาผู้ต้องหาที่ 2 ถึงที่ 7 โดยสาร
มาในยามวิกาลโดยมีของป่าและของป่าหวงห้ามของกลางบรรทุกมาในกระบะท้ายรถในลักษณะมีการปกปิด
อย่างมิดชิด แม้ผู้ต้องหาทั้งเจ็ดจะให้การในชั้นจับกุมว่าได้ซื้อของป่าและของป่าหวงห้ามของกลางมาจาก
หมู่บ้าน ป. แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่าหมู่บ้านดังกล่าวมีการปลูกกล้วยไม้และพืชสมุนไพรชนิดและ
ประเภทเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเป็นของกลางแต่อย่างใด ส่วนการที่ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ให้การ
ปฏิเสธในชั้นสอบสวนว่าของป่าและของป่าหวงห้ามของกลางเป็นของผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ขออาศัยรถ
ของผู้ต้องหาที่ 1 เดินทางไปธุระโดยช่วยออกค่านํ้ามันรถให้นั้น ปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การ
ขัดกันในเรื่องเวลาและสถานที่ในการขับรถไปรับผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 ขึ้นรถ ทั้งขัดแย้งกับคำ�ให้การรับ
สารภาพของตนในชั้นจับกุม คำ�ให้การต่อสู้ของผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงมีพิรุธ ไม่มีนํ้าหนัก
ให้รับฟัง กรณีมีเหตุผลน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกับผู้ต้องหาที่ 3 ถึงที่ 6 เข้าไปภายในเขต
ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุ แล้วรับซื้อ ครอบครองของป่าและของป่าหวงห้ามของ
กลางโดยไม่ได้รับอนุญาตและฝ่าฝืนต่อกฎหมาย รวมทั้งนำ�ของป่าและของป่าหวงห้ามของกลางออกไปโดย
รู้อย่แู ล้วว่าเปน็ ทรัพย์ทม่ี ีผู้ได้มาโดยการกระทำ�ความผดิ และมีปรมิ าณเกินท่ีทางราชการไดป้ ระกาศก�ำ หนดไว้
การกระทำ�ของผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดตามข้อกล่าวหา
132 คำ�ชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด

ส่วนความผิดฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้ามในป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
และเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และฐานร่วมกันเข้าไปดำ�เนินการใด ๆ
เพื่อหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เนื่องจากคดีไม่มี
พยานหลักฐานใดมาแสดงยืนยันให้เห็นว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันเข้าไปเก็บหาของป่าและของ
ป่าหวงห้ามของกลางภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุ หรือได้ร่วมกันเข้าไปด�ำ เนิน
การใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุ นอกเหนือจากการร่วมกันรับซื้อ ครอบครอง
และนำ�ออกไปซึ่งของป่าและของป่าหวงห้ามของกลางโดยไม่ได้รับอนุญาตและฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น
การกระทำ�ของผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตามฐานความผิดดังกล่าว
จึงชี้ขาดให้ฟ้องนาย ส. ผู้ต้องหาที่ 1 และนาง ช. ผู้ต้องหาที่ 2 ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่ง
ของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำ�หนดในราชกิจจานุเบกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก
พนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซ่อนเร้น หรือช่วยพาเอาไปเสียซึ่งไม้หรือของป่าซึ่งตน
รู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำ�ผิดต่อกฎหมายว่าด้วยป่าไม้และป่าสงวนแห่งชาติ
และร่วมกันนำ�ออกไปซึ่งไม้และกล้วยไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามพระราช
บัญญัตป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 27, 28, 29 ทวิ, 70, 71 ทวิ พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 5)
พ.ศ. 2518 มาตรา 5 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2522 มาตรา 5 ประกาศของคณะปฏิวัติ
(ฉบับที่ 116) พ.ศ. 2515 ข้อ 2 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 34
พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 16 (2) (7), 24, 25 พระราชกฤษฎีกาก�ำ หนด
ของป่าหวงห้ามพ.ศ. 2530 บัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำ�หนดของป่าหวงห้าม พ.ศ. 2530 ประกาศ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำ�หนดปริมาณของป่าหวงห้ามที่ให้ค้าหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อการ
ค้า หรือมีไว้เพื่อใช้สอยในครัวเรือนแห่งตนโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราช
บัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 บัญชีท้ายประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำ�หนดปริมาณของป่า
หวงห้ามที่ให้มีไว้ในครอบครอง เพื่อใช้สอยในครัวเรือนแห่งตนโดยไม่ต้องขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
ลงวันที่ 22 มกราคม 2531 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4
ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ฐานร่วมกันเก็บหาของป่าหวงห้ามในป่าโดยไม่ได้รับ
อนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และฐาน
ร่วมกันเข้าไปดำ�เนินการใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก
พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 29 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2494 มาตรา 11 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 พระราชบัญญัติ
ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 มาตรา 3 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2528 มาตรา 4 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 (13), 27
กล้วยไม้ (เอื้องสาย) และพืชสมุนไพร (กางคตหรือซวดเฮง) ของกลาง ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว)
มีคำ�สั่งให้ริบไว้แล้ว ส่วนรถยนต์กระบะของกลาง พนักงานอัยการมีคำ�สั่งไว้ในสำ�นวนชอบแล้ว

อัยการนิเทศ 133



สำ�นักงานอัยการสูงสุด

สำ�นักตงอาบนขอ้อัยหกาารรือสูงสุด



คำ�วินิจฉัยที่ ๒๐๓/๒๕๕๔
เรื่อง กรณีขออนุมัติใช้เงินกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออก
ไปนอกราชอาณาจักรย้อนหลัง
กฎหมาย ระเบียบ พระราชบัญญัติการทำ�งานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๗
หน่วยงานที่หารือ สำ�นักงานกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอก
ราชอาณาจักร

ตามที่ได้เกิดสถานการณ์อุทกภัยร้ายแรงตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ถึงเดือนพฤศจิกายน
๒๕๕๔ ครอบคลุมพื้นที่ ๒๕ จังหวัด ส่งผลกระทบถึงสถานประกอบการและลูกจ้างในสถานประกอบการ
ที่ได้รับผลกระทบรวมถึงแรงงานต่างด้าวที่เป็นลูกจ้างของสถานประกอบการเหล่านั้นด้วย สำ�นักบริหาร
แรงงานต่างด้าวซึ่งเป็นหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตให้แก่แรงงานต่างด้าวจึงจำ�เป็นต้องเข้าไปดูแลแรงงาน
ต่างด้าวเป็นกรณีเร่งด่วนโดยจัดหาที่พักพิงชั่วคราวให้แก่แรงงานต่างด้าวรวมถึงบุตรและผู้ติดตามและ
ดำ�เนินการอื่นๆ ตามที่จำ�เป็น กรมการจัดหางาน โดยสำ�นักงานบริหารแรงงานต่างด้าวได้เข้าดำ�เนินการ
ช่วยเหลือดังกล่าวมาตั้งแต่ วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยจัดให้มีที่พักพิงแก่คนต่างด้าวเพื่อรอการส่ง
กลับออกไปนอกราชอาณาจักร จำ�นวน ๘,๐๐๐ คน วงเงิน ๑๘,๙๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งกรมการจัดหางาน
ได้ใช้เงินสวัสดิการของกรมฯ สำ�รองจ่ายไปก่อน จากนั้นจึงขอให้คณะกรรมการกองทุนเพื่อการส่งคน
ต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรอนุมัติเงินกองทุนเพื่อใช้ในการด�ำ เนินการดังกล่าวและให้มีผล
ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยให้เหตุผลว่ามีความจำ�เป็นต้องเร่งดำ�เนินการเนื่องจาก
สถานการณ์อุทกภัยได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและขยายวงอย่างรวดเร็วทำ�ให้ต้องรีบดำ�เนินการไม่สามารถ
ขออนุมัติคณะกรรมการกองทุนฯก่อนได้ เนื่องจากเหตุอุทกภัยดังกล่าวไม่อาจคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้
มิใช่เป็นโครงการประจำ�ปีงบประมาณ ที่ต้องเสนอโครงการล่วงหน้าตามประกาศคณะกรรมการกองทุนฯ
ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๓ ข้อ ๔ และประกาศคณะกรรมการกองทุนฯ มิได้กำ�หนดการเสนอโครงการ
ในกรณีดังกล่าวไว้ แต่โดยที่พระราชบัญญัติการทำ�งานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓๗ (๓)
บัญญัติให้อำ�นาจแก่คณะกรรมการกองทุนฯ ในการพิจารณาจัดสรรเงินของกองทุนเพื่อใช้จ่ายตาม
วัตถุประสงค์ของกองทุนได้ คณะกรรมการกองทุนฯ จึงมีอำ�นาจในการพิจารณาอนุมัติการจัดสรรเงินให้
แก่โครงการดังกล่าวได้การที่คณะกรรมการกองทุนส�ำ นักงานกองทุนเพื่อส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอก
ราชอาณาจักรจะอนุมัติเงินกองทุนในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ สำ�หรับค่าใช้จ่ายในการดำ�เนินการ
ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ และจ่ายเงินตามที่
คณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติภายหลังจากที่มีการอนุมัติแล้วย่อมสามารถทำ�ได้

อัยการนิเทศ 137

ข้อเท็จจริงและปัญหา
ตามที่ได้เกิดสถานการณ์อุทกภัยร้ายแรงตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔
ครอบคลุมพื้นที่ ๒๕ จังหวัด ส่งผลกระทบถึงสถานประกอบการและลูกจ้างในสถานประกอบการที่ได้รับ
ผลกระทบ ซึ่งรวมถึงแรงงานต่างด้าวที่เป็นลูกจ้างของสถานประกอบการเหล่านั้นด้วย สำ�นักบริหารแรงงาน
ต่างด้าว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตทำ�งานให้แรงงานต่างด้าวเหล่านั้น จึงจำ�เป็นต้องเข้าไปดูแลเป็น
กรณีเร่งด่วน โดยจัดหาที่พักพิงชั่วคราวให้แก่แรงงานต่างด้าว รวมถึงบุตรและผู้ติดตาม ให้มีที่พักอาศัยที่
ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการดำ�เนินการอื่นๆ ที่จำ�เป็น สำ�นักบริหารแรงงานต่างด้าวพิจารณา
แล้วเห็นว่าการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน
ในการหาที่พักพิงชั่วคราว ทั้งนี้ การช่วยเหลือได้เริ่มดำ�เนินการตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ จนถึงเดือน
พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ซึ่งกรมการจัดหางานได้ใช้เงินสวัสดิการของกรมฯ สำ�รองจ่ายไปก่อน จากนั้นจึงขอ
ให้คณะกรรมการกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรอนุมัติเงินกองทุนเพื่อใช้ใน
การดำ�เนินการดังกล่าวและให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยให้เหตุผลว่ามีความ
จำ�เป็นต้องเร่งดำ�เนินการเนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและขยายวงอย่างรวดเร็ว
ทำ�ให้ต้องรีบดำ�เนินการไม่สามารถขออนุมัติคณะกรรมการกองทุนฯ ก่อนได้
คณะกรรมการกองทุน ได้มอบให้คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองการจัดสรรเงินกองทุนฯ
พิจารณาในเบื้องต้น ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการในการด�ำ เนินการช่วยเหลือแรงงาน
ต่างด้าวดังกล่าว โดยมีข้อสังเกตและขอให้กรมการจัดหางานไปปรับแนวทางดำ�เนินการให้เหมาะสม
คณะกรรมการกองทุน ได้พิจารณาถึงบทบาท ภาระหน้าที่ และวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงิน
กองทุน โดยที่ประชุมได้ตีความอย่างกว้างว่า กรณีการให้ความช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวที่ประสบอุทกภัย
เป็นภารกิจพิเศษที่เพิ่มขึ้นจากภารกิจเดิม เป็นการบริหารจัดการต่อเนื่อง เนื่องจากวิกฤตการณ์พิเศษ จึง
จำ�เป็นต้องรวบรวมแรงงานต่างด้าวไว้ไม่ให้มีการกระจายตัวและสูญหายไป สามารถติดตามตัวได้ ซึ่งถือว่า
เป็นภารกิจอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำ�งานของคนต่างด้าว สามารถใช้เงินกอง
ทุนฯ ได้ตามมาตรา ๓๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติการทำ�งานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑
คณะกรรมการกองทุน ได้มีมติเห็นชอบ เพื่อให้สามารถดำ�เนินการได้ ดังนี้
(๑) ค่าใช้จ่ายในส่วนที่ได้ดำ�เนินการมาแล้ว ให้ฝ่ายเลขานุการฯ ทำ�หนังสือหารือกับสำ�นักงาน
อัยการสูงสุดว่าสามารถใช้เงินย้อนหลังไป ณ วันเริ่มดำ�เนินการได้หรือไม่ (วันที่ ๒๑ ตุลาคม –
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔) หากใช้ได้ คณะกรรมการกองทุน อนุมัติให้เบิกจ่ายย้อนหลังได้
(๒) ค่าใช้จ่ายเริ่มตั้งแต่ ณ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เป็นต้นไป อนุมัติเงินกองทุนเพื่อการส่ง
คนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการทำ�งานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑
มาตรา ๓๑ (๖) เงินของกองทุนตามมาตรา ๓๐ (๗) และดอกผลของเงินดังกล่าวให้ใช้เฉพาะเพื่อประโยชน์
ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำ�งานของคนต่างด้าวเพื่อดำ�เนินการตามโครงการช่วยเหลือแรงงาน
ตา่ งดา้ วทป่ี ระสบอทุ กภยั เพอ่ื รอการสง่ กลบั ออกไปนอกราชอาณาจกั รภายในกรอบวงเงนิ ๘,๓๕๐,๐๐๐ บาท
โดยเบิกจ่ายตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกองทุนกำ�หนด
138 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

(๓) ไม่อนุมัติรายการเครื่องอุปโภค-บริโภค จำ�นวน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท
กรณีการอนุมัติเงินกองทุนเพื่อใช้จ่ายในการดำ�เนินการตามโครงการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวที่
ประสบอุทกภัยเพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร สามารถให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม
๒๕๕๔ ได้หรือไม่
คำ�วินิจฉัย
๑. ประเด็นการใช้เงินของกองทุนสำ�นักงานบริหารแรงงานต่างด้าวได้จัดทำ�โครงการจัดตั้งศูนย์
ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวที่ประสบอุทกภัย ลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยขอใช้เงินกองทุนเพื่อการดำ�เนิน
การโครงการ จำ�นวนเงิน ๙,๒๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งมีระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ –
๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ และอธิบดีกรมการจัดหางานเห็นชอบให้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวที่
ประสบอทุ กภยั ตามโครงการฯ ดงั กลา่ ว เมอ่ื วนั ท่ี ๒๖ ตลุ าคม ๒๕๕๔ ดงั นน้ั ถอื ไดว้ า่ อธบิ ดกี รมการจดั หางาน
ได้อนุมัติโครงการฯ ดังกล่าวแล้ว ส่วนการขอสนับสนุนเงินกองทุนเพื่อใช้จ่ายในโครงการฯ เป็นอีกขั้นตอน
ซึ่งหน่วยงานที่ประสงค์จะขอใช้เงินกองทุนเพื่อสนับสนุนโครงการฯต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการ
กองทุนฯ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๓ ข้อ ๔ โดยเสนอโครงการขออนุมัติต่อคณะกรรมการกองทุนฯ
ในการขอรับการจัดสรรเงินกองทุนประจำ�ปีงบประมาณต่อคณะกรรมการกองทุนล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบ
วันก่อนเริ่มต้นปีงบประมาณ สำ�หรับกรณีตามข้อหารือสาเหตุในการจัดทำ�โครงการสืบเนื่องจากเหตุอุทกภัย
ที่ไม่อาจคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ มิใช่เป็นโครงการประจำ�ปีงบประมาณ ที่ต้องเสนอโครงการล่วงหน้าตาม
ประกาศคณะกรรมการกองทุนฯ ข้อ ๔ ดังกล่าว และประกาศคณะกรรมการกองทุนฯ มิได้กำ�หนดการ
เสนอโครงการในกรณีดังกล่าวไว้ แต่โดยที่พระราชบัญญัติการทำ�งานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา
๓๗ (๓) บัญญัติให้อำ�นาจแก่คณะกรรมการกองทุนฯ ในการพิจารณาจัดสรรเงินของกองทุนเพื่อใช้จ่ายตาม
วัตถุประสงค์ของกองทุนได้ คณะกรรมการกองทุนฯ จึงมีอำ�นาจในการพิจารณาอนุมัติการจัดสรรเงินให้
แก่โครงการดังกล่าวได้
๒. ส่วนประเด็นปัญหาที่ว่า คณะกรรมการกองทุนฯ สามารถอนุมัติเงินกองทุนเพื่อใช้จ่ายในการ
ดำ�เนินการตามโครงการดังกล่าว โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า
ขณะที่คณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาเรื่องนี้ยังไม่มีการจ่ายเงินจากกองทุนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำ�เนิน
การตามโครงการ หากแต่สำ�นักงานกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรใช้เงินส่วน
อื่นจ่ายไป ดังนั้น การที่คณะกรรมการกองทุนฯ จะอนุมัติเงินกองทุนในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
สำ�หรับค่าใช้จ่ายในการดำ�เนินการตามโครงการตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ถึง ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
และจ่ายเงินกองทุนตามที่คณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติภายหลังจากที่มีการอนุมัติแล้ว ย่อมสามารถทำ�ได้

อัยการนิเทศ 139

คำ�วินิจฉัยที่ ๑๔๒/๒๕๕๔
เรื่อง การขอคืนที่ดินที่อุทิศให้เป็นสาธารณประโยชน์
กฎหมาย ระเบียบ -
หน่วยงานที่หารือ สำ�นักงานเทศบาลตำ�บลนาชะอัง จังหวัดชุมพร
ผู้อุทิศที่ดินได้ทำ�หนังสืออุทิศที่ดินให้แก่เทศบาลตำ�บลนาชะอังโดยมีเงื่อนไขระบุว่า
“เพื่อใช้ประโยชน์ทำ�ประปาหมู่บ้าน หากล้มเลิกกิจการประปาดังกล่าวเมื่อใด นอกจาก
เสียหายรอการซ่อม ให้คืนทด่ี นิ ใหเ้ จา้ ของ” เปน็ การมอบสิทธคิ รอบครองและใชป้ ระโยชนใ์ น
ที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อการประปาหมู่บ้าน มิใช่เป็นการอุทิศยกที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่
องค์การบริหารส่วนตำ�บลนาชะอัง เมื่อองค์การบริหารส่วนตำ�บลนาชะอังมิได้ประกอบ
กิจการประปาหมู่บ้านอีกต่อไปและผู้อุทิศที่ดินได้ขอคืนการครอบครองที่ดินแปลง
ดังกล่าวเทศบาลตำ�บลนาชะอัง (องค์การบริหารส่วนตำ�บลนาชะอัง เดิม) จึงต้องคืนที่ดิน
ให้กับผู้อุทิศที่ดิน แม้ว่าหนังสืออุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่กำ�หนด
ไว้อาจทำ�ให้ตีความไปได้ว่า เป็นการยกที่ดินที่อุทิศให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ การตีความ
เช่นนี้กลับเป็นการขัดกับเจตนาของคู่สัญญา ส่วนการคืนที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นหน้าที่ของ
เทศบาลตำ�บลนาชะอังจะต้องดำ�เนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นพัสดุของเทศบาลตำ�บล
นาชะอังออกไป และจำ�หน่ายพัสดุซึ่งไม่มีความจำ�เป็นต้องใช้ในราชการตามระเบียบพัสดุ

ข้อเท็จจริงและปัญหา
เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามตราสารโฉนดที่ดิน (น.ส.๔ ง.) เล่มที่
๑๖๙ หน้า ๗ ตำ�บลนาชะอัง อำ�เภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร มีเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๒ งานเศษได้ทำ�
หนังสืออุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ให้กับประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วน
ตำ�บลนาชะอัง หรือผู้แทนนายอำ�เภอ กรมการปกครอง อำ�เภอ จังหวัดชุมพร โดยผู้อุทิศได้ขออุทิศที่ดิน
เป็นจำ�นวน ๔๙ ตารางวา เพื่อให้องค์การบริหารส่วนตำ�บลนาชะอังเพื่อใช้ทำ�ประโยชน์ในการทำ�ประปา
หมู่บ้าน โดยยินยอมให้ผู้รับอุทิศ (องค์การบริหารส่วนตำ�บลนาชะอัง) ปักหมายเขตที่อุทิศไว้เป็นการถูก
ต้องและยินยอมให้เข้าดำ�เนินการก่อสร้างประปาหมู่บ้านในที่ดินดังกล่าวได้ โดยกำ�หนดราคาที่ดินที่อุทิศ
นี้เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่มีเงื่อนไขว่า หากล้มเลิกกิจการประปาดังกล่าวเมื่อใด นอกจากเสียหาย
รอการซ่อม ให้คืนที่ดินให้แก่เจ้าของ(ผู้อุทิศ) รายละเอียดปรากฏตามสำ�เนาหนังสืออุทิศที่ดินเป็น
สาธารณประโยชน์ ลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ ต่อมากรมเร่งรัดพัฒนาชนบทได้ดำ�เนินการก่อสร้างระบบ
ประปาชนบทในที่ดินที่อุทิศดังกล่าวนั้นจนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๔ (ประมาณ ๖ เดือน
140 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

หลังจากได้รับการอุทิศ) และได้โอนมอบระบบประปาชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนต�ำ บลนาชะอัง เมื่อ
วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๕ รายละเอียดปรากฏตามสำ�เนาเอกสารการโอนมอบระบบประปาชนบท รพช. ให้
กับองค์กรส่วนท้องถิ่น ลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๕ และลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๔ ซึ่งองค์การบริหารส่วน
ตำ�บลนาชะอัง ปัจจุบันก็คือเทศบาลตำ�บลนาชะอัง
ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ผู้อุทิศที่ดินก่อสร้างที่ตั้งประปาหมู่บ้านดังกล่าว ได้ขอที่ดิน
ที่ตั้งประปาหมู่บ้านดังกล่าวคืนจากนายกเทศบาลต�ำ บลนาชะอัง โดยอ้างว่าขณะนี้กลุ่มผู้ใช้ประปาหมู่บ้าน
ได้ไปใช้ประปาภูมิภาคแทน เพราะสะดวกกว่า เครื่องไม่เสีย จึงทำ�ให้ประปาหมู่บ้านหนองค้อดังกล่าวได้
หยุดกิจการผลิตนํ้าประปาแล้ว คงปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า และเป็นไปตามข้อตกลงตามหนังสืออุทิศ
ดงั กลา่ วทรี่ ะบไุ วว้ า่ หากลม้ เลกิ กจิ การประปาเมอ่ื ใด (เวน้ แตก่ ารรอซอ่ ม) ใหค้ นื ทดี่ นิ ใหเ้ จา้ ของ เทศบาลตำ�บล
นาชะอังจึงหารือว่า
๑. เทศบาลฯ จะสามารถยกที่ดินคืนให้ผู้อุทิศได้หรือไม่
๒. คา่ รอ้ื ถอนอาคารสง่ิ ปลกู สรา้ ง ผใู้ ดเปน็ ผเู้ สยี คา่ ใชจ้ า่ ย ซง่ึ เทศบาลฯ มไิ ดก้ อ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายขน้ึ
๓. การอุทิศโดยมีเงื่อนไขขัดกับสัญญาอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ มีผลบังคับใช้ได้หรือไม่
คำ�วินิจฉัย
สำ�นักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การตีความหนังสืออุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์
จะต้องเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาเป็นสำ�คัญ จะเห็นได้ชัดเจนว่าการที่ผู้อุทิศที่ดินได้ทำ�หนังสืออุทิศ
ที่ดินดังกล่าวระบุว่า “เพื่อใช้ประโยชน์ทำ�ประปาหมู่บ้าน หากล้มเลิกกิจการประปาดังกล่าวเมื่อใด นอกจาก
เสียหายรอการซ่อม ให้คืนที่ดินให้เจ้าของ” เป็นเพียงมอบสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลง
ดังกล่าว เพื่อการประปาหมู่บ้าน มิใช่เป็นการอุทิศยกที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่องค์การบริหารส่วนตำ�บล
นาชะอัง เมื่อองค์การบริหาร ส่วนตำ�บลนาชะอังมิได้ประกอบกิจการประปาหมู่บ้านอีกต่อไป และผู้อุทิศ
ที่ดินได้ขอคืนการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว เทศบาลตำ�บลนาชะอัง (องค์การบริหารส่วนตำ�บล
นาชะอัง เดิม) จึงต้องคืนที่ดินให้กับผู้อุทิศที่ดิน แม้ว่าหนังสืออุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็น
รูปแบบที่กำ�หนดไว้อาจทำ�ให้ตีความไปได้ว่า เป็นการยกที่ดินที่อุทิศให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ การตีความ
เช่นนี้กลับเป็นการขัดกับเจตนาของคู่สัญญา ส่วนการคืนที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นหน้าที่ของเทศบาลตำ�บล
นาชะอังจะต้องดำ�เนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นพัสดุของเทศบาลตำ�บลนาชะอังออกไป และจำ�หน่าย
พัสดุซึ่งไม่มีความจำ�เป็นต้องใช้ในราชการ ตามระเบียบพัสดุ ซึ่งได้กำ�หนดวิธีการไว้อยู่แล้ว

อัยการนิเทศ 141

คำ�วินิจฉัยที่ ๘๙/๒๕๕๔
เรื่อง ตรวจสอบสัญญาที่มหาวิทยาลัยทำ�ไว้กับเอกชน
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ และ ๓๕๐
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๑๕
หน่วยงานที่หารือ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้ทำ�สัญญากับบริษัท ก. ตามสัญญาเลขที่ มอบ.๐๑/๒๕๔๘ ร่วม
ลงทุนก่อสร้างหอพักนักศึกษายกกรรมสิทธิ์ให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและโอนสิทธิให้มหาวิทยาลัย
อุบลราชธานีบริหารจัดการเก็บผลประโยชน์โดยมีข้อตกลงในการผ่อนช�ำ ระคืนเงินลงทุนในแต่ละเดือน
รวมระยะเวลา ๒๕ ปี ต่อมาบริษัท ก. ได้ทำ�หนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีว่า ที่ประชุม
บริษัทได้มีมติให้เสนอขายสิทธิการรับเงินตามสัญญาให้แก่ผู้ที่สนใจจะลงทุนและถือครองสิทธิดังกล่าว
แทน พร้อมทั้งแสดงเจตนาว่าหากมหาวิทยาลัยมีความประสงค์ที่จะซื้อคืนหอพักทั้งโครงการ บริษัท
ก. มีความยินดีที่จะซื้อคืนในราคาที่ตํ่าลง แม้เงื่อนไขของสัญญาจะมิได้เป็นการทำ�ให้ทางราชการเสีย
เปรียบแต่กระบวนการเพื่อจัดหาหอพักนักศึกษาซึ่งเป็นกระบวนการก่อนลงนามในสัญญามีลักษณะ
เป็นการจ้างก่อสร้างโดยผ่อนชำ�ระค่าก่อสร้าง ถึงแม้จะใช้ชื่อว่าสัญญาร่วมลงทุน ก็ต้องดำ�เนินการ
จัดหาตามวิธีที่ระเบียบของทางราชการกำ�หนดไว้โดยวิธีการประกวดราคาจ้างก่อสร้างหรือประกวด
ราคาจ้างก่อสร้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วแต่กรณี หาใช่ดำ�เนินการโดยประกาศเชิญชวนให้
เอกชนเข้าร่วมลงทุน
การที่บริษัท ก. ได้แจ้งเป็นหนังสือต่อมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับมติที่ประชุมบริษัทให้เสนอขายสิทธิ
การรับเงินตามสัญญาให้แก่ผู้ที่สนใจจะลงทุนและถือครองสิทธิดังกล่าวแทนบริษัทมิใช่เป็นเพียงการโอน
สิทธิเรียกร้องการรับเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ เท่านั้นเนื่องจากบุคคล
ภายนอกซึ่งเป็นผู้ซื้อสิทธิการรับเงินจากบริษัทก็จะต้องเข้าลงทุนและถือครองสิทธิและหน้าที่ที่มีต่อ
มหาวทิ ยาลยั ตามสญั ญารว่ มลงทนุ กอ่ สรา้ งหอพกั นกั ศกึ ษาฯทกุ ประการจงึ เขา้ ลกั ษณะเปน็ การแปลงหนใ้ี หม่
โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๐

ข้อเท็จจริงและปัญหา
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้ทำ�สัญญากับบริษัท ก. ตามสัญญาเลขที่ มอบ.๐๑/๒๕๔๘ ร่วมลงทุน
ก่อสร้างหอพักนักศึกษายกกรรมสิทธิ์ให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและโอนสิทธิให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
บรหิ ารจดั การเกบ็ ผลประโยชนโ์ ดยมขี อ้ ตกลงในการผอ่ นช�ำ ระคนื เงนิ ลงทนุ ในแตล่ ะเดอื น รวมระยะเวลา ๒๕ ปี
142 ตอบข้อหารือสำ�นักงานอัยการสูงสุด

รวมเงนิ ทม่ี หาวิทยาลยั ต้องผอ่ นชำ�ระคนื บริษัท ก. ทั้งส้ิน จ�ำ นวน ๖๘๙,๘๐๒,๕๘๘.๐๐ บาท ตอ่ มาบรษิ ัท ก.
ได้ทำ�หนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีว่า ที่ประชุมบริษัทได้มีมติให้เสนอขายสิทธิการรับเงิน
ตามสัญญาให้แก่ผู้ที่สนใจจะลงทุนและถือครองสิทธิดังกล่าวแทนบริษัท ก. พร้อมทั้งแสดงเจตนาว่าหาก
มหาวิทยาลัยมีความประสงค์ที่จะซื้อคืนหอพักทั้งโครงการบริษัท ก. มีความยินดีรับราคาซื้อคืน ในวงเงิน
๒๖๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจึงขอให้สำ�นักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ ดังนี้
๑. สัญญาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
๒. สัญญาดงั กลา่ วมลี กั ษณะทเ่ี สียเปรยี บเอกชน หรือตคี วามสญั ญาเอื้อประโยชนแ์ กเ่ อกชนหรอื ไม่
๓. บริษัท ก. สามารถขายสิทธิการรับเงินตามสัญญาเลขที่ มอบ.๐๑/๒๕๔๘ ให้แก่เอกชนโดยไม่
ได้รับความเห็นชอบจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้หรือไม่
๔. ในกรณีที่สัญญาดังกล่าวเป็นการทำ�สัญญาหรือบริหารสัญญาเสียเปรียบเอกชนหรือตีความ
สัญญาเอื้อประโยชน์แก่เอกชนทำ�ให้ราชการได้รับความเสียหาย ตามแนวหนังสือสำ�นักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรี ที่ ๐๕๐๖/ว ๒๒ ลงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ มหาวิทยาลัยควรจะดำ�เนินการอย่างไร

คำ�วินิจฉัย
สำ�นักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้
๑. จากข้อหารือที่ ๑, ๒ และ ๔ สัญญาดังกล่าวลงนามโดยผู้มีอำ�นาจลงนามผูกพันนิติบุคคลจึง
เป็นสัญญาที่มีผลผูกพันตามกฎหมายสามารถใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือ
สิ้นผลโดยเงื่อนเวลาหรือเหตุอื่น แต่อย่างไรก็ดี แม้เงื่อนไขของสัญญาจะมิได้เป็นการทำ�ให้ทางราชการ
เสียเปรียบ แต่กระบวนการเพื่อจัดหาหอพักนักศึกษาซึ่งเป็นกระบวนการก่อนลงนามในสัญญานั้น มหาวิทยาลัย
อ้างความจำ�เป็นว่าไม่มีงบประมาณจึงจัดหาโดยการให้เอกชนมาลงทุนก่อสร้างก่อนและมหาวิทยาลัยผ่อน
ชำ�ระราคาค่าก่อสร้างให้พร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือนเป็นจำ�นวน ๓๐๐ งวดนั้น มีลักษณะเป็นการจ้าง
ก่อสร้างโดยผ่อนชำ�ระค่าก่อสร้าง ถึงแม้จะใช้ชื่อว่าสัญญาร่วมลงทุน มหาวิทยาลัยก็ต้องดำ�เนินการจัดหา
ตามวิธีที่ระเบียบของทางราชการกำ�หนดไว้โดยวิธีการประกวดราคาจ้างก่อสร้างหรือประกวดราคาจ้าง
ก่อสร้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วแต่กรณี ซึ่งจะต้องมีการกำ�หนดราคากลางตามระเบียบของทาง
ราชการ หาใช่ดำ�เนินการโดยประกาศเชิญชวนให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน โดยให้เอกชนเป็นฝ่ายออกแบบ
อาคารเองแล้วมหาวิทยาลัยผ่อนชำ�ระให้ตามราคาอาคารที่เอกชนกล่าวอ้าง อันอาจเป็นราคาที่ไม่สะท้อน
ถึงมูลค่าก่อสร้างที่แท้จริงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐได้ เมื่อมหาวิทยาลัยไม่ได้ด�ำ เนินการตามขั้น
ตอนดังกล่าว หากสภามหาวิทยาลัยผู้มีอำ�นาจควบ คุมดูแลกิจการของมหาวิทยาลัยมีความเห็นว่าการ
ดำ�เนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งหอพักไม่ได้ดำ�เนินการตามระเบียบสำ�นักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ
พ.ศ. ๒๕๓๕ และระเบียบมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีว่าด้วยการเงินและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๔ และเหน็ วา่ หากปฏบิ ตั ติ ามสญั ญาตอ่ ไปจะท�ำ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายแกท่ างราชการ สภามหาวทิ ยาลยั

อัยการนิเทศ 143


Click to View FlipBook Version