The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-12 09:37:57

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

อัยการนิเทศ เล่มที่ 76 ปี 2555

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทสระบุรี คอมพ์ โฟกัส จำ�กัด โจทก์ จังหวัดสระบุรี จำ�เลย
อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

194 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๒๗/๒๕๕๔
เรื่อง เขตอำ�นาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
มาตรา ๓, ๙ วรรคหนึ่ง (๔)
พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒
มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)

แม้จำ�เลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำ�นาจหน้าที่ในการ
ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อันเป็นการจัดทำ�บริการสาธารณะก็ตาม แต่สัญญารับฝากทรัพย์(รถยนต์
ดับเพลิงฯจำ�นวน ๑๗๖ คัน)ระหว่างโจทก์จำ�เลยหากมีอยู่ก็เป็นเพียงสัญญาที่ทำ�ขึ้น เพื่อมุ่งประโยชน์
ในการดูแลทรัพย์สินของจำ�เลย โจทก์คงมีหน้าที่เพียงดูแลรักษาทรัพย์ที่รับฝากไว้ในอารักขาแห่งตน
แล้วส่งมอบคืนให้แก่จำ�เลย และโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องบำ�เหน็จค่าฝากได้หรือไม่เพียงใดเท่านั้น
สัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จาก
ทรัพยากรธรรมชาติหรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำ�เนินการหรือเข้าร่วมดำ�เนิน
การจัดทำ�บริการสาธารณะโดยตรง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญา
เท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำ�เลยจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

ศาลแพ่ง

ระหว่าง ศาลปกครองกลาง



การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ
ศาลแพ่งโดยสำ�นักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจเจ้าหน้าที่ระหว่าง
ศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542
มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำ�นาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่ง
ความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำ�นาจศาลในคดีนั้น

อัยการนิเทศ 195

ข้อเท็จจริงในคดี
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 บริษัทเทพยนต์ แอโรโมทีฟ อันดัสตรีส์ จำ�กัด โจทก์ยื่นฟ้อง
กรุงเทพมหานคร จำ�เลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำ�ที่ 3273/2552 ความว่า โจทก์รับจ้าง
ซ่อมบำ�รุงดูแลรักษารถดับเพลิงและรถกู้ภัย รถยก รถหอนํ้า และรถดับเพลิงทุกชนิดให้จำ�เลยโดยมีค่า
ตอบแทนตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน เมื่อปี 2548 จำ�เลยได้ทำ�สัญญาซื้อรถดับเพลิงและรถกู้ภัยกับ
บริษัทสไตเออร์ – เดมเลอร์ – พุค สเปเชี่ยล ฟาห์รซอย เอจีแอนด์ โคเอจี แห่งสาธารณรัฐออสเตรีย ต่อ
มาบริษัทสไตเออร์ฯ ได้จัดส่งรถดับเพลิงและรถกู้ภัย จำ�นวน 176 คัน มากับเรือเพื่อส่งมอบให้แก่จำ�เลย
ณ ท่าเรื่อแหลมฉบัง จำ�เลยได้ขอรับรถดับเพลิงและรถกู้ภัยจากท่าเรือแหลมฉบังมาจอดเก็บฝากไว้ในพื้นที่
โรงงานของโจทกเ์ พื่อใหโ้ จทกร์ บั ฝากเก็บดแู ลรกั ษาไวใ้ นเบ้ืองต้นกอ่ นทจี่ ะนำ�ไปใชใ้ นกจิ กรรมของจำ�เลยตอ่ ไป
ซึ่งโรงงานดังกล่าวเป็นสถานท่ีรับจ้างซ่อมบำ�รุงดูแลรักษารถดับเพลิง รถบรรทุกน้ํา รถยกและรถกู้ภัยอยู่ใน
ความดูแลของสำ�นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในสังกัดของจำ�เลยโดยมีค่าตอบแทนอยู่ก่อนแล้ว จึง
ถือได้ว่าพฤติการณ์ระหว่างโจทก์และจำ�เลยนั้นเป็นนิติสัมพันธ์ลักษณะฝากเก็บดูแลรักษา โดยคิดค่าฝาก
เก็บดูแลรักษาที่มีบำ�เหน็จค่าตอบแทนเช่นเดียวกับที่จำ�เลยต้องเสียค่าธรรมเนียมเก็บฝากกับการท่าเรือ
แห่งประเทศไทย และเช่นเดียวกับที่จำ�เลยเคยว่าจ้างให้โจทก์ซ่อมบำ�รุงดูแลรักษารถดับเพลิงและรถกู้ภัย
ของจำ�เลย เมื่อจำ�เลยได้นำ�ส่งรถดับเพลิงและรถกู้ภัยมาที่โรงงานของโจทก์แล้ว โจทก์ได้ตกลงรับมอบ
และรับฝากดูแลรักษาไว้ โจทก์ได้ทำ�หน้าที่ดูแลรักษาและซ่อมแซมรถดับเพลงและรถกู้ภัยเป็นอย่างดี
ขณะเดียวกันจำ�เลยมีหน้าที่ต้องชำ�ระค่าบำ�เหน็จค่าฝาก อันได้แก่ภาระใช้พื้นที่วางพักจอดเก็บในพื้นที่ของ
โจทก์ รวมทั้งค่าภาระเคลื่อนย้ายรถ ค่าแรงช่างดูแลรักษาท�ำ ความสะอาดให้แก่โจทก์ ก่อนที่จะนำ�รถออก
จากพื้นที่เก็บรักษาของโจทก์เช่นเดียวกับที่โจทก์จำ�เลยได้เคยปฏิบัติ โจทก์ได้ทวงถามให้จำ�เลยชำ�ระเงินค่า
ฝากดูแลรักษารถดับเพลิงและรถกู้ภัย แต่จำ�เลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำ�เลยชำ�ระ
เงินค่าฝากดูแลรักษารถยนต์ดับเพลิงและรถกู้ภัย แต่จำ�เลยเพิกเฉยไม่ชำ�ระหนี้แต่อย่างใด ขอให้ศาลมี
คำ�พิพากษาบังคับให้จำ�เลยชำ�ระเงินจำ�นวน 336,718,350.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5
ต่อปี ของต้นเงินจำ�นวน 332,083,024.69 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำ�ระเสร็จให้แก่โจทก์
จำ�เลยให้การว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2549 บริษัทสไตเออร์ฯ ได้จัดส่งรถดับเพลิงและรถกู้ภัย
มาถึงท่าเรือแหลมฉบัง จำ�เลยจึงมีหนังสือขอผ่อนผันรับของออกไปก่อนปฏิบัติพิธีการศุลกากร ซึ่งนายด่าน
ศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้อนุมัติให้รับของออกไปก่อนได้ ในระหว่างนั้นโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัท
สไตเออร์ฯ ได้นำ�รถยนต์ดับเพลิงและรถกู้ภัยออกจากท่าเรือแหลมฉบังไปเก็บรักษาไว้ที่สถานที่ของโจทก์
โดยจำ�เลยมิได้มอบหมายให้โจทก์หรือบริษัทสไตเออร์ฯ เป็นผู้นำ�รถยนต์ดับเพลิงและรถกู้ภัยไปเก็บรักษา
แต่อย่างใด หนังสือขอผ่อนผันไม่มีข้อความตอนใดระบุว่ามอบหมายให้โจทก์น�ำ รถยนต์ดับเพลิงและรถกู้ภัย
ไปเก็บรักษาที่โรงงานของโจทก์ แม้ตามข้อตกลงซื้อขายประกอบบันทึกข้อตกลงความเข้าใจระหว่าง
ราชอาณาจกั รไทย และสาธารณรฐั ออสเตรยี โดยกรงุ เทพมหานคร กระทรวงมหาดไทยและบรษิ ทั สไตเออรฯ์
จะกำ�หนดให้เป็นหน้าที่ของจำ�เลยในฐานะผู้ซื้อเป็นผู้ขนส่งและจัดส่งสิ่งของตามสัญญาจากท่าเรือประเทศไทย
196 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

ไปยังคลังเก็บสินค้า โดยผู้ขายเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายก็ตาม แต่เนื่องจากตามข้อตกลงซื้อขายฯ กำ�หนดว่า ใน
การตรวจรับสิ่งของที่ถือว่าถูกต้องสมบูรณ์ตามข้อตกลงก็โดยคณะกรรมการตรวจรับที่ผู้ซื้อได้แต่งตั้งขึ้นได้
ทำ�การตรวจรับสิ่งของที่ส่งมอบครบถ้วนถูกต้องเรียบร้อยตามข้อตกลงแล้ว ณ คลังเก็บสิ่งอุปกรณ์ จ�ำ เลย
จะต้องให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับสิ่งของที่ส่งมอบก่อนว่าถูกต้องตามที่ก�ำ หนดในข้อตกลงซื้อ
ขายฯ หรือไม่ ความรับผิดชอบของจำ�เลยในการดูแลรักษารถดับเพลิงและรถกู้ภัยจึงย่อมเกิดมีขึ้น ต่อมา
ได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ได้ส่งเรื่องให้จำ�เลยเพื่อยื่นคำ�ร้องต่อศาล ขอให้ศาลเพิกถอนการอนุมัติหรืออนุญาตเกี่ยวกับข้อตกลงซื้อ
ขายฯ จำ�เลยจึงยื่นฟ้องบริษัทสไตเออร์ฯ ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อ
วันที่ 6 สิงหาคม 2552 เป็นคดีหมายเลขดำ�ที่ กค. 155/2552 จำ�เลยไม่เคยทำ�สัญญาฝากทรัพย์ตาม
ฟ้องกับโจทก์ โจทก์และจำ�เลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในเรื่องฝากทรัพย์และดูแลรักษาทรัพย์ตามฟ้องแต่อย่างใด
แม้จำ�เลยจะเคยจ้างโจทก์ให้ซ่อมบำ�รุงรักษารถดับเพลิงของจำ�เลยมาก่อนก็ตาม แต่ในการจ้าง จำ�เลยต้อง
ปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบของทางราชการ และมีการทำ�สัญญาว่าจ้างเป็นหลักฐานทุกครั้ง โจทก์จะ
ถือเอาพฤติการณ์ที่จำ�เลยเคยว่าจ้างโจทก์ให้ซ่อมรถดับเพลิงมาก่อนเป็นเหตุให้จ�ำ เลยต้องรับผิดชอบต่อ
โจทก์ตามฟ้องหาได้ไม่ นอกจากนี้ จำ�เลยไม่เคยมอบหมายหรือยินยอมให้โจทก์นำ�รถดับเพลิงและรถกู้ภัย
ไปดูแลรักษาและฝากทรัพย์ไว้กับโจทก์ในสถานที่ของโจทก์แต่อย่างใด ขอให้ศาลยกฟ้อง
จำ�เลยยื่นคำ�ร้องโต้แย้งเขตอำ�นาจศาลว่า ข้อตกลงซื้อขายฯ เป็นการดำ�เนินการปฏิบัติราชการให้
เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อรถดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และภารกิจ
ของจำ�เลยในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อันเป็นบริการสาธารณะ ซึ่งจำ�เลยในฐานะหน่วยงาน
ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีอำ�นาจหน้าที่ดำ�เนินกิจการบริการสาธารณะตามกฎหมาย ข้อตกลงซื้อขายฯ
ดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครองซึ่งจำ�เลยตกลงมอบหมายให้ผู้ขายจัดหาบริการสาธารณะแทนจำ�เลย
การที่โจทก์นำ�รถยนต์ดับเพลิงและรถกู้ภัยไปเก็บรักษา แม้จะกระทำ�ไปโดยพลการ แต่ก็เกี่ยวเนื่องกับสัญญา
ทางปกครอง ซึ่งจำ�เลยกระทำ�ไปภายในขอบวัตถุประสงค์ของสัญญาซื้อขาย ฟ้องโจทก์จึงเกี่ยวเนื่องกับ
สัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4)
ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำ�เลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมี
วัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่โจทก์ไม่มีหน้าที่หรือมีส่วนร่วมในการป้องกัน
และบรรเทาสาธารณภัย จึงมิใช่สัญญาที่ให้จัดทำ�บริการสาธารณะ การเก็บดูแลรักษารถดับเพลิงและ
รถกู้ภัย เป็นเพียงสัญญาที่ทำ�ขึ้นเพื่อมุ่งประโยชน์ในการดูแลทรัพย์สินของจำ�เลย และสนับสนุนการให้
บริการสาธารณะให้สำ�เร็จลุล่วงไปได้เท่านั้น ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค
หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงมิใช่สัญญาทางปกครองตามความหมายในมาตรา 3 แห่ง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำ�นาจพิจารณา
พิพากษาของศาลยุติธรรม

อัยการนิเทศ 197

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จ�ำ เลยเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 โดยมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติ
ดังกล่าวกำ�หนดให้จำ�เลยมีอำ�นาจหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์กล่าว
อ้างว่า จำ�เลยได้ทำ�สัญญารับฝากทรัพย์คือ รถยนต์ดับเพลิงฯ จำ�นวน 176 คันกับโจทก์ ซึ่งเป็นสัญญาที่
มคี ู่สัญญาฝ่ายหนงึ่ อันไดแ้ กจ่ �ำ เลยเป็นหนว่ ยงานทางปกครอง ทรพั ยท์ โ่ี จทกร์ ับฝากตามสัญญาคือรถดบั เพลิง
และรถกู้ภัยซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้โดยตรงในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอันเป็นการจัดทำ�บริการสาธารณะ
ตามอำ�นาจหน้าที่ของจำ�เลย จำ�เลยจึงต้องมีหน้าที่ในการเก็บดูแล บำ�รุงรักษาและซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพ
ดีพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา แต่จำ�เลยไม่ดำ�เนินการเองโดยมอบให้โจทก์ทำ�หน้าที่ดังกล่าวแทน ซึ่งหาก
โจทก์ไม่ดำ�เนินการ จำ�เลยย่อมไม่อาจนำ�รถดับเพลิงและรถกู้ภัยพร้อมอุปกรณ์ไปใช้ในการจัดทำ�บริการ
สาธารณะของจำ�เลยตามอำ�นาจหน้าที่ของตนให้บรรลุผลได้ สัญญาฝากทรัพย์ดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์
ให้โจทก์เข้ามีส่วนร่วมโดยตรงในการจัดทำ�บริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง
ว่าจำ�เลยไม่ชำ�ระบำ�เหน็จค่าฝากทรัพย์ขอให้ศาลมีคำ�พิพากษาให้จำ�เลยชำ�ระเงินค่าฝากทรัพย์พร้อมดอกเบี้ย
ให้แก่โจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีจึงอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของ
ศาลปกครอง
คำ�วินิจฉัย
ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำ�เลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่ง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำ�เลยรับผิด
ตามสัญญารับฝากรถยนต์ดับเพลิงและรถกู้ภัยจึงต้องพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือ
สัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอ�ำ นาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา
ทางปกครอง และมาตรา 3 บัญญัติว่า สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อย
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำ�การแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญา
สัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำ�บริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จาก
ทรัพยากรธรรมชาติ แม้จำ�เลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำ�นาจหน้าที่
ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อันเป็นการจัดทำ�บริการสาธารณะก็ตาม แต่สัญญารับฝากทรัพย์
ระหว่างโจทก์กับจำ�เลยหากมีอยู่ก็เป็นเพียงสัญญาที่ทำ�ขึ้นเพื่อมุ่งประโยชน์ในการดูแลทรัพย์สินของจำ�เลย
โจทก์คงมีหน้าที่เพียงดูแลรักษาทรัพย์ที่รับฝากไว้ในอารักขาแห่งตนแล้วส่งมอบคืนให้แก่จำ�เลยและโจทก์
มีสิทธิที่จะเรียกร้องบำ�เหน็จค่าฝากได้หรือไม่เพียงใดเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญา
สัมปทานหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วย
198 คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล

งานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำ�เนินการหรือเข้าร่วมดำ�เนินการจัดทำ�บริการสาธารณะโดยตรง แต่เป็นสัญญา
ทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำ�เลยจึงมิใช่คดีพิพาท
เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันจะอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่
ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทเทพยนต์ แอโรโมทีฟ อินดัสตรีส์ จำ�กัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร
จำ�เลย อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม



อัยการนิเทศ 199



สำ�นักงานอัยการสูงสุด

ระอเบัยียกบาสรำ�สนูงักสงุดาน



ระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสาร

พ.ศ. 2554

โดยที่เป็นการสมควรให้มีระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสาร
ของสำ�นักงานอัยการสูงสุด
อาศัยอำ�นาจตามความในมาตรา 27 วรรคหนึ่ง (1) (2) และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติองค์กร
อัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 อัยการสูงสุดจึงออกระเบียบ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสาร
พ.ศ. 2554”
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลกิ ระเบยี บส�ำ นักงานอยั การสงู สุดวา่ ดว้ ยการให้ข่าวและบรกิ ารขา่ วสาร พ.ศ. 2537
ข้อ 4 ในระเบียบนี้
“ข่าว” หมายความว่า ข่าวหรือข้อเท็จจริงในทางราชการหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ
ของสำ�นักงานอัยการสูงสุด
“การให้ข่าว” หมายความว่า การแจกจ่าย เผยแพร่ แถลง ชี้แจงข่าวของสำ�นักงานอัยการสูงสุด
กับให้หมายความรวมถึงการให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน การพูดออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุ
โทรทัศน์ และการสื่อสารอื่นใดผ่านเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
“บริการข่าวสาร” หมายความว่า การแจกจ่ายและเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงของ
สำ�นักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้เป็นความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนก่อให้เกิดผลดีต่อ
สังคมและประเทศชาติ
“สื่อมวลชน” หมายความว่า หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ สำ�นัก
ข่าว สำ�นักข่าวสาร หรือสื่ออื่นๆ ที่ไปถึงมวลชน
“หน่วยงานภายใน” หมายความว่า หน่วยงานภายในตามประกาศ ก.อ. เรื่องการแบ่งหน่วยงาน
และการกำ�หนดอำ�นาหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำ�นักงานอัยการสูงสุด
“หัวหน้าหน่วยงานภายใน” หมายความว่า อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย
อัยการจังหวัด และผู้อำ�นวยการสำ�นักงานบริหารกิจการสำ�นักงานอัยการสูงสุด

203 ระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุด อัยการนิเทศ 203

“โฆษกสำ�นักงานอัยการสูงสุด” หมายความว่า ข้าราชการอัยการที่ได้รับแต่งตั้งจากอัยการสูงสุด
ให้มีหน้าที่เป็นโฆษก กับให้หมายความรวมถึงรองโฆษก ผู้รับผิดชอบดำ�เนินงานในการให้ข่าวและบริการ
ขา่ วสาร ด�ำ เนนิ การทางดา้ นประชาสมั พนั ธ์ ตลอดจนการสรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหวา่ งส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ
กับประชาชนและสื่อมวลชน รวมทั้งการเสนอแนะและให้คำ�ปรึกษาเกี่ยวกับการให้ข่าวและบริการข่าวสาร
“ก.อ.” หมายความว่า คณะกรรมการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
ข้อ 5 อัยการสูงสุดหรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมาย หรือโฆษกสำ�นักงานอัยการสูงสุดสามารถให้
ขา่ วเกย่ี วกบั การประชมุ ก.อ. ขา่ วเกย่ี วกบั คดี ขา่ วเกย่ี วกบั นโยบายของอยั การสงู สดุ หรอื สำ�นกั งานอยั การสงู สดุ
ข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำ�และภารกิจของสำ�นักงานอัยการสูงสุด หรือ ข่าวในลักษณะวิชาการหรือ
ขอ้ มลู ซง่ึ สมควรเผยแพรแ่ กป่ ระชาชน และบรกิ ารขา่ วสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั อยั การสงู สดุ หรอื ส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ
โฆษกสำ�นักงานอัยการสูงสุดอาจขอให้พนักงานอัยการและหน่วยงานภายในส่งข้อมูลข่าวสารและ
สนับสนุนการแถลงข่าวตามความจ�ำ เป็น รวมถึงแต่งตั้งคณะทำ�งานหรือบุคคลที่เห็นสมควร เพื่อร่วมด�ำ เนิน
การในการประชาสัมพันธ์ได้ตามความเหมาะสม
ข้อ 6 ภายใต้บังคับข้อ 5 การให้ข่าวและบริการข่าวสารอาจกระทำ�ได้โดยบุคคล ดังต่อไปนี้
(1) เลขานุการ ก.อ. เป็นผู้ให้ข่าวและบริการข่าวสารที่เกี่ยวกับการประชุม ก.อ.
(2) อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย หรืออัยการจังหวัด เป็นผู้ให้ข่าวและบริการ
ข่าวสารเกี่ยวกับคดีเฉพาะที่อยู่ในความรับผิดชอบ
(3) หัวหน้าหน่วยงานภายในผู้รับผิดชอบหรือผู้ได้รับมอบหมาย หรือเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
ของหน่วยงานนั้นเป็นผู้ให้ข่าวและบริการข่าวสารที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำ�และภารกิจของสำ�นักงาน
อัยการสูงสุด หรือข่าวในลักษณะวิชาการหรือข้อมูลซึ่งสมควรเผยแพร่แก่ประชาชน
ข้อ 7 การให้ข่าวและบริการข่าวสารของสำ�นักงานอัยการสูงสุดที่อาจมีผลกระทบต่อการสั่งคดี
และการดำ�เนินคดี ไม่สามารถกระทำ�ได้
การให้ข่าวและบริการข่าวสารที่เกี่ยวกับคดี และที่อาจกระทบต่อนโยบายของรัฐบาลหรือนโยบาย
ของสำ�นักงานอัยการสูงสุด ให้ขอความเห็นชอบจากอัยการสูงสุดก่อนให้ข่าวหรือบริการข่าวสาร และ
ไม่ว่ากรณีใดๆ เมื่อให้ข่าวหรือบริการข่าวสารแล้ว ให้รายงานอัยการสูงสุดทราบทันที เว้นแต่อัยการสูงสุด
จะสั่งเป็นอย่างอื่น
ข้อ 8 เพื่อให้การประชาสัมพันธ์สำ�นักงานอัยการสูงสุดมีเอกภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
ของการประชาสัมพันธ์ตามนโยบายของรัฐ ให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ติดตามและตรวจสอบข่าวเกี่ยวกับคดีที่ประชาชนหรือสื่อมวลชนสนใจ รวมทั้งข่าวอื่นๆ และ
ความเห็นทางวิชาการที่ปรากฏทางสื่อมวลชน ซึ่งเกี่ยวข้องหรืออาจมีผลกระทบต่อนโยบาย บทบาทและ
ภารกิจของสำ�นักงานอัยการสูงสุด แล้วสรุปวิเคราะห์เสนอโดยตรงต่ออัยการสูงสุด ทั้งนี้ให้ดำ�เนินการโดย
เร็วที่สุดเท่าที่จะทำ�ได้
204 ระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุด

(2) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ข่าวและเพื่อ
ประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์
(3) ประสานงานกับสื่อมวลชนและเตรียมการแถลงข่าว
(4) สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตาม ข้อ 5 และข้อ 6
(5) ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ หรือตามที่อัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุด
มอบหมาย
ข้อ 9 ในการให้ข่าว แถลงข่าว และให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบ
หมาย ทั้งนี้ ควรระมัดระวังการใช้ถ้อยคำ� หรือกิริยาท่าทาง อันจะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น ควรใช้
ถ้อยคำ�ที่เป็นกลางเพื่อไม่ให้เป็นการประจาน หรือดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น และควรจัดเตรียมเอกสารข่าว
แจกประกอบการแถลงข่าว โดยเอกสารข่าวนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น เพื่อให้เกิดความ
ชัดเจน เป็นประโยชน์ในการนำ�เสนอข่าวของสื่อมวลชน และให้ประชาชนได้รับทราบข่าวที่ไม่คลาดเคลื่อน
จากความจริง
ข้อ 10 เมื่อมีข่าวอันเกี่ยวกับกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน หรือข่าวอันอาจเกิดความเสียหายแก่สำ�นักงาน
อัยการสูงสุด ให้โฆษกสำ�นักงานอัยการสูงสุดและบุคคลตามข้อ 6 ที่เกี่ยวข้องกับข่าวนั้น ๆ ดำ�เนินการ
ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที แล้วรายงานผลให้อัยการสูงสุดทราบโดยเร็ว
ข้อ 11 ให้โฆษกสำ�นักงานอัยการสูงสุดและบุคคลตามข้อ 6 ที่มีหน้าที่รับผิดชอบพิจารณาให้ข่าว
ของสำ�นักงานอัยการสูงสุดอย่างรอบคอบ โดยเลือกใช้สื่อมวลชนตามความเหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อธำ�รงไว้ซึ่ง
ความเชอ่ื ถอื ของสำ�นกั งานอยั การสงู สดุ เปน็ สำ�คญั กบั เพอ่ื มใิ หเ้ กดิ ความเขา้ ใจผดิ หรอื ขดั แยง้ กบั หนว่ ยงานอนื่
หรือทัศนคติที่ไม่ดีต่อสำ�นักงานอัยการสูงสุด
ในกรณีที่มีข่าวของสำ�นักงานอัยการสูงสุดขัดแย้งกัน หรือขัดแย้งกับหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้โฆษก
สำ�นักงานอัยการสูงสุดและบุคคลตามข้อ 6 ที่เกี่ยวข้องกับข่าวนั้น ๆ เสนอตามลำ�ดับชั้นเพื่อพิจารณา
ประสานการปฏิบัติ เพื่อยุติข้อขัดแย้ง แล้วให้รายงานอัยการสูงสุดทราบโดยเร็วพร้อมชี้แจงให้ประชาชน
ทราบ
ข้อ 12 การให้ข่าวของสำ�นักงานอัยการสูงสุดให้กระทำ� ณ ที่ทำ�การของผู้ให้ข่าวหรือที่ตั้งสำ�นักงาน
อัยการสูงสุด หรือสถานที่อื่นที่เหมาะสม
ข้อ 13 การเขียนเรื่องหรือบทความเผยแพร่ทางสื่อมวลชนให้กระทำ�ได้ แต่จะต้องอยู่ภายใน
ขอบเขตของกฎหมายหรือระเบียบ ทั้งนี้ เรื่องหรือบทความนั้นต้องไม่ทำ�ให้เกิดความเสียหายแก่สำ�นักงาน
อัยการสูงสุด บุคคลใด หรือหน่วยงานใด และไม่มีลักษณะเป็นการให้ข่าวและบริการข่าวสารของสำ�นักงาน
อัยการสูงสุดโดยผู้เขียนไม่มีหน้าที่รับผิดชอบ
ในกรณีที่ผู้เขียนเรื่องหรือบทความตามวรรคหนึ่งใช้นามแฝงหรือนามปากกา ให้แจ้งนามแฝงหรือ
นามปากกาให้สำ�นักงานอัยการสูงสุดเพื่อทราบด้วย

อัยการนิเทศ 205

ข้อ 14 ให้อัยการสูงสุดรักษาการตามระเบียบนี้
บรรดาระเบียบ ขอ้ บังคบั ประกาศ และค�ำ สั่งอน่ื ใด ซงึ่ ขัดหรอื แย้งกบั ระเบียบนใี้ ห้ใชร้ ะเบียบนแ้ี ทน

ประกาศ ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2554
จุลสิงห์ วสันตสิงห์

(นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์)
อัยการสูงสุด

206 ระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุด

ระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการประชุมราชการของสำ�นักงานอัยการสูงสุด

พ.ศ. 2555

โดยที่สำ�นักงานอัยการสูงสุดเป็นส่วนราชการที่เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ
และการดำ�เนินการอื่น โดยมีอัยการสูงสุดเป็นผู้บังคับบัญชา จึงเป็นการสมควรให้มีระเบียบสำ�นักงาน
อัยการสูงสุดว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการประชุมราชการของสำ�นักงานอัยการสูงสุด
อาศัยอำ�นาจตามความในมาตรา 27 วรรคหนึ่ง (3) วรรคสาม ประกอบมาตรา 7 วรรคสองแห่ง
พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 อัยการสูงสุดโดยความเห็นชอบของ
คณะกรรมการอัยการจึงออกระเบียบ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการประชุมราชการ
ของสำ�นักงานอัยการสูงสุด พ.ศ. 2555”
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ในระเบียบนี้
“ค่าใช้จ่าย” หมายความว่า ค่าอาหาร ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มในการจัดการประชุมสำ�หรับ
ผู้เข้าร่วมประชุม
“ค่าใช้จ่ายอื่น” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่จำ�เป็นและเกี่ยวข้องกับการจัดประชุม เช่น ค่าเช่าห้อง
ประชุม ค่าดอกไม้ตกแต่งสถานที่ประชุม เป็นต้น
“การประชุม” หมายความว่า การประชุมที่จัดให้มีขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการตามภารกิจหรือ
ตามนโยบายของสำ�นักงานอัยการสูงสุด
“ผู้เข้าร่วมประชุม” หมายความว่า ผู้ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมหรือเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมกับ
ให้หมายความรวมถึงเจ้าหน้าที่จัดประชุมด้วย
“ก.อ.” หมายความว่า คณะกรรมการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
ข้อ 4 การประชุม ก.อ. ให้เบิกค่าใช้จ่ายตามอัตราในบัญชี 1 ท้ายระเบียบนี้
ในกรณีจำ�เป็นที่จะต้องมีการจัดประชุม ก.อ. ในสถานที่ของเอกชน ให้เบิกค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่าย
อื่นได้เท่าที่จ่ายจริง
ข้อ 5 การประชุมที่อัยการสูงสุดจัดให้มีขึ้นโดยประชุมร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์ คณะทูตต่าง
ประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วย
งานของรัฐ ให้เบิกค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายอื่นได้เท่าที่จ่ายจริง

ประกาศใน : ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑ ก ๒๗ มกราคม ๒๕๕๕

อัยการนิเทศ 207

ข้อ 6 ภายใต้บังคับแห่งข้อ 4 และข้อ 5 การประชุมที่อัยการสูงสุดจัดให้มีขึ้นและเป็นประธานใน
ที่ประชุมหรือมอบหมายให้ผู้อื่นเป็นประธานในที่ประชุมแทน หรือการประชุมที่อธิบดีอัยการภาคจัดให้มี
ขึ้นและเป็นประธานในที่ประชุม หรือการประชุมของคณะกรรมการหรือคณะทำ�งานที่อัยการสูงสุดแต่งตั้ง
หรือเห็นชอบ ให้เบิกค่าใช้จ่ายตามอัตราในบัญชี 2 ท้ายระเบียบนี้ ทั้งนี้ ค่าอาหารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
ในข้อ 9
ขอ้ 7 การประชมุ ของ อ.ว.ธ. คณะกรรมการสอบสวน คณะอนกุ รรมการและคณะบคุ คลตามระเบยี บ
คณะกรรมการอัยการว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ อนุกรรมการ การจ่ายเงินสมนาคุณและค่าตอบแทน
บุคคลหรือคณะบุคคล การประชุมของ กบง.อส. ตามระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการงบประมาณ
และระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง การประชุมของ กวพ.อส. ตามระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการพัสดุ
และการประชุมของคณะกรรมการตามระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุดฉบับอื่นใด ให้เบิกค่าใช้จ่ายตามอัตรา
ในบัญชี 2 ท้ายระเบียบนี้ ทั้งนี้ ค่าอาหารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในข้อ 9
ข้อ 8 การประชุมตามข้อ 6 และข้อ 7 ให้ได้ดุลพินิจจัดประชุมตามความจำ�เป็น เหมาะสมประหยัด
และวงเงินงบประมาณ
หากการประชุมต้องมีค่าใช้จ่ายอื่น ให้อัยการสูงสุดหรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมาย เป็นผู้ใช้ดุลพินิจ
พิจารณาอนุมัติให้เบิกค่าใช้จ่ายอื่นได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำ�เป็น เหมาะสม ประหยัดและวงเงิน
งบประมาณ
ข้อ 9 กรณีการจัดให้มีการประชุมตามข้อ 6 และข้อ 7 ซึ่งได้ประชุมในครึ่งวันเช้าหรือมีการประชุม
ในครึ่งวันบ่ายต่อเนื่องไปถึงคํ่า และมีความจำ�เป็นต้องจัดอาหารกลางวัน หรืออาหารเย็นให้กับผู้เข้าร่วม
ประชุม ให้เบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน หรือค่าอาหารเย็นได้
ข้อ 10 การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการประชุม ให้ใช้หลักฐานดังต่อไปนี้
(1) สำ�เนาประกาศ คำ�สั่ง หรือระเบียบที่แต่งตั้ง คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำ�งาน
และคณะบุคคล หรือหนังสือที่จัดให้มีการประชุม แล้วแต่กรณี
(2) หนงั สอื รบั รองการจดั ประชมุ ซง่ึ เจา้ หนา้ ทจ่ี ดั ประชมุ ลงนามรบั รอง ตามแบบทส่ี �ำ นกั งานอยั การสงู สดุ
กำ�หนด และ
(3) ใบเสร็จรับเงิน หากการจ่ายเงินรายใดซึ่งตามลักษณะไม่อาจเรียกใบเสร็จรับเงินได้หรือ
ใบเสร็จรับเงินมีรายการไม่ครบถ้วนให้ผู้จ่ายเงินทำ�ใบรับรองการจ่ายเงินแทนใบเสร็จรับเงินได้ตามระเบียบ
สำ�นักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการเงิน
ข้อ 11 การประชุมใดที่ได้จัดค่าใช้จ่ายสำ�หรับผู้เข้าร่วมประชุมไว้แล้ว แต่ผู้เข้าร่วมประชุมบางคน
ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ เนื่องจากมีเหตุจำ�เป็น เจ็บป่วย หรือมีราชการสำ�คัญเร่งด่วน เป็นต้น ทำ�ให้
จำ�นวนเงินค่าใช้จ่ายที่ขอเบิกไม่ตรงกับจำ�นวนบุคคลที่เข้าร่วมประชุม ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ใช้
ดุลพินิจพิจารณาอนุมัติให้เบิกจ่ายได้ตามความจำ�เป็น
208 ระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุด

ข้อ 12 ให้อัยการสูงสุดมีอำ�นาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้
ข้อ 13 ให้อัยการสูงสุดรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำ�นาจออกประกาศ คำ�สั่งหลักเกณฑ์
และวิธีการเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555
จุลสิงห์ วสันตสิงห์
อัยการสูงสุด



อัยการนิเทศ 209

210 ระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุด

สำ�นักงานอัยการสูงสุด

หนังสือเวียน



ที่ อส 0003(คก 1)/ว 346 สำ�นักงาน ก.อ.
สำ�นักงานอัยการสูงสุด
อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ
ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง
เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
2 กันยายน 2554
เรื่อง ความเห็นของประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
เรียน อัยการสูงสุด รองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ คณะที่ปรึกษาอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการ
อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย เลขานุการอัยการสูงสุด อัยการจังหวัด

สิ่งที่ส่งมาด้วย สำ�เนาหนังสือสำ�นักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ ผผ 07/217 ลงวันที่
10 พฤษภาคม 2554
ด้วยประธานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีหนังสือแจ้งความเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน
อัยการและสำ�นักงานอัยการสูงสุด ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นทนายความต่อสู้คดีให้กับหน่วยงานของรัฐ
นั้นเป็นการกระทำ�ตามหน้าที่ราชการ ดังนั้น การเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้มาจาก
การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่
พนกั งานอยั การและส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ สามารถด�ำ เนนิ การได้ ตามขอ้ ยกเวน้ ทก่ี �ำ หนดไวใ้ นมาตรา 21 แหง่
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2552 รายละเอียดปรากฏตามหนังสือ
สิ่งที่ส่งมาด้วย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและแจ้งให้ทราบทั่วกัน

ขอแสดงความนับถือ

(นายถาวร พานิชพันธ์)
รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทน

สำ�นักงานอัยการพิเศษฝ่ายคณะกรรมการ 1 อัยการสูงสุด
โทร. 0 2142 1493
โทรสาร 0 2143 9184
http://www.cmiss.ago.go.th
E-mail:[email protected]

อัยการนิเทศ 213

ที่ ผผ 07 / 217 สำ�นักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
ศนู ยร์ าชการเฉลมิ พระเกยี รตฯิ อาคารบี ชน้ั 5
120 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง
เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
20 พฤษภาคม 255๔
เรื่อง ความเห็นของประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
เรียน อัยการสูงสุด
ตามที่ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับอำ�นาจหน้าที่ของผู้ตรวจการ
แผ่นดินให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม รองอัยการจังหวัด สำ�นักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฏหมาย
แก่ประชาชนจังหวัด (สคช. จังหวัด) รุ่นที่ 5 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2554 ณ โรงแรม ที เค พาเลซ
กรุงเทพมหานครและผู้เข้ารับการอบรม ได้สอบถาม ในประเด็นว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการ
ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นทนายความต่อสู้คดีให้กับหน่วยงานของรัฐนั้น หากพนักงานอัยการจะนำ�ข้อ
เท็จจริง หรือข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนที่มีการร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ไปใช้เพื่อประกอบการ
ดำ�เนินคดี จะกระทำ�ได้หรือไม่ เพียงใด และจะเป็นการขัดต่อมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2552 หรือไม่”นั้น
พิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจ
การแผ่นดิน พ.ศ. 2552 เป็นกฎหมายเฉพาะ ที่กำ�หนดไว้เพื่อคุ้มครองข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูล
ที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ หากผู้ใดกระทำ�การอัน
เป็นการฝ่าฝืน มาตรา 21 จักต้องระวางโทษดังที่กำ�หนดไว้ในมาตรา 47 แต่อย่างไรก็ดี ความในมาตรา
นี้ ได้กำ�หนดให้การเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการ
แผ่นดิน จะกระทำ�ได้ก็ต่อเมื่อปรากฏเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) ผู้ตรวจการแผ่นดินมอบหมายให้เปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้
มาจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินได้ หรือ
(2) การเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่
ของผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นการกระทำ�ตามหน้าที่ราชการ หรือเพื่อประโยชน์
แก่การตรวจสอบ หรือพิจารณาสอบสวน หรือ
(3) การเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ของ
ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นการรายงานตามอำ�นาจหน้าที่ หรือการปฏิบัติตาม
บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการ
แผ่นดิน พ.ศ. 2552

214 หนังสือเวียน

ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการและสำ�นักงานอัยการสูงสุด เป็นองค์กรของรัฐ มีอำ�นาจหน้าที่ดังที่
กำ�หนดไว้ในพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 และกฎกระทรวง แบ่งส่วน
ราชการส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ พ.ศ. 2546 การปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องพนกั งานอยั การและส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ
ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นทนายความต่อสู้คดีให้กับหน่วยงานของรัฐ นั้น เป็นการดำ�เนินอรรถคดีแทน
รัฐบาล หน่วยงานของรัฐและนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกาในฐานะ
ทนายแผ่นดิน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ จึงเป็นการกระทำ�ตามหน้าที่ราชการ การเปิดเผยข้อความ
ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่
ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่พนักงานอัยการและสำ�นักงานอัยการสูงสุดสามารถดำ�เนินการได้ ตามข้อยกเว้นที่
กำ�หนดไว้ใน มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2552
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และกรุณาแจ้งให้อัยการจังหวัดทราบด้วยจะขอบคุณมาก

ขอแสดงความนับถือ

(นายปราโมทย์ โชติมงคล)
ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน

สำ�นักกฎหมาย
โทร. 0 2141 9169
โทรสาร 0 2143 8365
www.ombudsman.go.th

อัยการนิเทศ 215

ที่ อส 0003(บท)/ว 362
ถึง อัยการสูงสุด รองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ คณะที่ปรึกษาอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการ
อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย เลขานุการอัยการสูงสุด อัยการจังหวัด ผู้อำ�นวยการ
สำ�นักงานอำ�นายการ ผู้อำ�นวยการสำ�นักงานพัฒนาระบบบริหาร ผู้อำ�นวยการสำ�นักฝึกอบรม
ผอู้ �ำ นวยการศนู ยเ์ ทคโนโลยี สารสนเทศและการสอ่ื สาร และผอู้ �ำ นวยการส�ำ นกั งานตรวจสอบภายใน
ด้วยสำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ ที่ นร 0503/ว 145 ลงวันที่ 31
สิงหาคม 2554 แจ้งว่า ได้เสนอเรื่องแนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง
พระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความขัด
หรือแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และแนวทางปฏิบัติกรณีมีการตรวจสอบ
จากองค์กรตามรัฐธรรมนูญเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 25
สิงหาคม 2554 ลงมตเิ หน็ ชอบตามทสี่ ำ�นกั เลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรเี สนอ รายละเอยี ดปรากฏตามเอกสารที่
แนบมาพร้อมน้ ี
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและเวียนแจ้งให้ทราบทั่วกัน


สำ�นักงาน ก.อ.
โทร. 0 2142 1844
โทรสาร 0 2143 9185
http://www.cmiss.ago.go.th
E-mail:[email protected]

216 หนังสือเวียน

ที่ นร 0503/ว 145 สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ทำ�เนียบรัฐบาล กทม. 10300

31 สิงหาคม 2554
เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่าง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้ง
หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และแนวทางปฏิบัติกรณีมีการ
ตรวจสอบจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
เรียน อัยการสูงสุด
อ้างถึง หนังสือสำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0204/ว 191 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2542
ตามที่ได้แจ้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 เห็นชอบขั้นตอนและแนวทาง
การปฏิบัติงานกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีเสนอ และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้ง
หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และในกรณีที่มีการเสนอเรื่องราวต่อ
องค์กรอิสระอื่นที่จัดตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้อนุโลมถือปฏิบัติตาม
แนวทางตามที่สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ มาเพื่อทราบและถือปฏิบัติต่อไปนั้น
สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เสนอเรื่อง แนวทางปฏิบตั ิกรณมี กี ารขอใหศ้ าลรฐั ธรรมนญู
วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว
มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และแนวทางปฏิบัติกรณีมี
การตรวจสอบจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1. ให้สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบในการประสานงานการ
ดำ�เนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยให้ดำ�เนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1.1 ในกรณีที่สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งจากประธานสภาผู้แทน
ราษฎร หรือประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี ให้รีบน�ำ เสนอคณะรัฐมนตรีทราบและมี
มติมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและส�ำ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดท�ำ คำ�ชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้อง
เป็นการด่วน หากเสร็จแล้วให้รีบจัดส่งให้สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้าสำ�หรับ
ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่หน่วยงานนั้น ๆ ไม่ต้องส่งความเห็นไปยัง
ศาลรัฐธรรมนูญ
1.2 ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความ
เห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัย ให้ดำ�เนินการตามขั้นตอน ดังนี้
1.2.1 กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญส่งหนังสือดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรี
1.2.1.1 กรณีขอให้แสดงความเห็นเป็นหนังสือหรือเอกสาร
หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้จัดทำ�ความเห็นส่งให้สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้สำ�นักเลขาธิการ

อัยการนิเทศ 217

คณะรัฐมนตรีแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำ�คำ�ชี้แจงในส่วนที่
เกี่ยวข้องเป็นการด่วน เมื่อได้รับความเห็นแล้วให้สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจัดทำ�สรุปความเห็นของ
ทุกหน่วยงานเป็นความเห็นเดียว แล้วนำ�เสนอนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบก่อนแจ้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
1.2.1.2 กรณีขอให้ส่งผู้แทนไปให้ถ้อยคำ� ให้สำ�นักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรีรีบแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทราบโดยด่วนเพื่อมอบ
หมายให้ผู้แทนไปทำ�การชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป และให้ประสานงานกับสำ�นักงานศาลรัฐธรรมนูญ
แจ้งการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปร่วมชี้แจงด้วย
1.2.2 กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญส่งหนังสือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยให้
แสดงความเห็นเป็นหนังสือหรือเอกสารหรือขอให้ส่งผู้แทนไปให้ถ้อยคำ�โดยส่งหนังสือให้หน่วยงานโดยตรง
ให้หน่วยงานนั้นแจ้งสำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทราบ เพื่อให้สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำ�เนินการ
ตามข้อ 1.2.1 โดยอนุโลม
2. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้แจ้งคำ�วินิจฉัยที่เกี่ยวกับร่างกฎหมายมาแล้ว ให้สำ�นักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรีนำ�เสนอคณะรัฐมนตรีทราบทุกครั้ง และแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบต่อไป หากศาล
รัฐธรรมนูญเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่มีข้อความขัดหรือ
แย้งต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำ�ขึ้น
ทูลเกล้า ฯ ถวาย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป
3. ให้ถือปฏิบัติตามแนวทางในข้อ 1 และข้อ 2 ด้วยในกรณีที่มีการเสนอเรื่องต่อองค์กร
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิ
มนุษยชนแห่งชาติ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติหรือ
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้เสนอและกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่า
ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่
ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ยกเว้นกรณีที่คณะรัฐมนตรีจะได้กำ�หนดแนวทางปฏิบัติไว้เป็น
การเฉพาะ
คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ลงมติเห็นชอบตามที่
สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ
218 หนังสือเวียน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอได้โปรดแจ้งให้หน่วยงานในสังกัดทราบและถือปฏิบัติ
ต่อไป ขอแสดงความนับถือ



(นายอำ�พน กิตติอำ�พน)
เลขาธิการคณะรัฐมนตรี

สำ�นักนิติธรรม
โทร. 0 2280 9000 ต่อ 309 (วิเชียร)
โทรสาร 0 2280 9058 (k891/D/ส)

อัยการนิเทศ 219

ที่ อส 0003(บท)/ว 364
ถึง อัยการสูงสุด รองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ คณะที่ปรึกษาอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการ

อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย เลขานุการอัยการสูงสุด อัยการจังหวัด ผู้อำ�นวยการ
สำ�นักงานอำ�นายการ ผู้อำ�นวยการสำ�นักงานพัฒนาระบบบริหาร ผู้อำ�นวยการสำ�นักฝึกอบรม
ผู้อำ�นวยการศูนย์เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร และผู้อ�ำ นวยการสำ�นักงานตรวจสอบภายใน

ด้วยสำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ ที่ นร 0503/ว 147 ลงวันที่ 2 กันยายน
2554 เรื่องแนวทางปฏิบัติในการดำ�เนินการร่างพระราชบัญญัติและร่างอนุบัญญัติที่อยู่ระหว่างการตรวจ
พิจารณาของสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติ
ที่เสนอคณะรัฐมนตรี รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่แนบมาพร้อมนี้

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและเวียนแจ้งให้ทราบทั่วกัน


สำ�นักงาน ก.อ.
โทร. 0 2142 1844
โทรสาร 0 2143 9185
http://www.cmiss.ago.go.th
E-mail:[email protected]

220 หนังสือเวียน

ที่ นร 0503/ว 147 สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ทำ�เนียบรัฐบาล กทม. 10300

2 กันยายน 2554

เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการดำ�เนินการร่างพระราชบัญญัติและร่างอนุบัญญัติที่อยู่ระหว่างการ
ตรวจพิจารณาของสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมาย

และร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี
เรียน อัยการสูงสุด
ด้วยสำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เสนอเรื่อง แนวทางปฏิบัติในการดำ�เนินการร่าง
พระราชบัญญัติและร่างอนุบัญญัติที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หรือคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อคณะรัฐมนตรี
พิจารณา ดังนี้
1. กรณีร่างพระราชบัญญัติและร่างอนุบัญญัติฉบับใดที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำ�นักงาน
คณะกรรมการกฤษฎีกา หากกระทรวงเจ้าของเรื่องประสงค์จะดำ�เนินการต่อไป ให้แจ้งยืนยันไปยังสำ�นักงาน
คณะกรรมการกฤษฎีกา และเมื่อสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเสร็จแล้วให้สำ�นักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรีนำ�เสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยไม่ต้องส่งกลับคืนให้กระทรวงเจ้าของเรื่องพิจารณาอีก
2. กรณีร่างอนุบัญญัติฉบับใดที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบร่าง
กฎหมายฯ ให้ปฏิบัติทำ�นองเดียวกันกับข้อ 1 โดยให้แจ้งยืนยันไปยังสำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2554 เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
เสนอว่า โดยที่ขณะนี้มีร่างพระราชบัญญัติ จำ�นวน 48 ฉบับ ร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวง
จำ�นวน 157 ฉบับ ที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งสำ�นักงาน
คณะกรรมการกฤษฎีกาจะได้ดำ�เนินการตรวจพิจารณาไปตามขั้นตอนปกติ เว้นแต่รัฐมนตรีเจ้าของเรื่องได้
แจ้งให้ระงับการดำ�เนินการ ส่วนร่างกฎหมายฉบับใดที่ตรวจพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วจะได้จัดส่งให้ส�ำ นัก
เลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำ�เนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติ
1. เห็นชอบแนวทางปฏิบัติในการดำ�เนินการร่างพระราชบัญญัติและร่างอนุบัญญัติที่อยู่ระหว่าง
การตรวจพิจารณาของสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและ
ร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี ตามที่สำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ

อัยการนิเทศ 221

2. มอบหมายให้สำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำ�บัญชีรายงานสถานภาพร่างกฎหมายที่
อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาให้คณะรัฐมนตรีรับทราบภายใน 30 วัน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอได้โปรดแจ้งให้หน่วยงานในสังกัดทราบและถือปฎิบัติต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

(นายอำ�พน กิตติอำ�พน)
เลขาธิการคณะรัฐมนตรี

สำ�นักนิติธรรม
โทร. 0 2280 9000 ต่อ 309 (วิเชียร)
โทรสาร 0 2280 9058 (k895/D/ส)
222 หนังสือเวียน


Click to View FlipBook Version