The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศ เล่มที่ 85 ปี 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-13 05:22:39

อัยการนิเทศ เล่มที่ 85 ปี 2563

อัยการนิเทศ เล่มที่ 85 ปี 2563

เลม่ ท่ี ๘๕ (หนังสือราชการของส�ำ นกั งานอยั การสงู สุด)
พ.ศ. ๒๕๖๓



อยั การนเิ ทศ
เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓
(หนงั สอื ราชการของส�ำนกั งานอัยการสูงสุด)

รายนามอธิิบดีีกรมอััยการและอัยั การสูงู สุดุ

หลวงรตั นาญัปติ พระยาอรรถการประสิทิ ธิ์�์ พระยาอรรถการยบดีี พระยาเทพวิฑิ ููรพหุุลศรุุตาบดีี
(ขนุ หลวงพระยาไกรสี) (ติลิ กีี คุณุ ะดิลิ ก) (ชุ่ม�่ อรรถจิินดา) (บุญุ ช่่วย วณิกิ กุลุ )

(เปล่ง เวภาระ) (วิลเลย่ี ม แอลเฟรด คุณดลิ ก) อธบิ ดกี รมอัยการ คนที่ ๓ อธบิ ดกี รมอยั การ คนท่ี ๔
อธิบดีกรมอยั การ คนท่ี ๑ อธบิ ดีกรมอยั การ คนที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๖๑ - ๒๔๖๖ พ.ศ. ๒๔๖๖ - ๒๔๗๑
พ.ศ. ๒๔๓๖ - ๒๔๔๐ พ.ศ. ๒๔๔๐ – ๒๔๖๐

หลวงอรรถปรีชี าชนูปู การ นายเล็ก็ จุณุ ณานนท์์ นายกมล วรรณประภา นายโชติิ สุุวรรณโพธิ์�์ศรีี
(ฉอรรถ แสนโกศิิก) อธิิบดีีกรมอััยการ คนที่� ๑๐ อธิบิ ดีกี รมอััยการ คนที่� ๑๑ อธิบิ ดีกี รมอัยั การ คนที่� ๑๒

อธิบดกี รมอยั การ คนที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๐๕ - ๒๕๑๑ พ.ศ. ๒๕๑๑ - ๒๕๑๒ พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๑๒
พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๒๕๐๕

นายสุุจินิ ต์์ ทิิมสุวุ รรณ นายโกเมน ภััทรภิิรมย์์ นายโอภาส อรุณุ ิินท์์ นายคณิิต ณ นคร
อธิิบดีีกรมอััยการ คนที่� ๑๗ อธิิบดีกี รมอัยั การ คนที่� ๑๘ อััยการสููงสุดุ คนที่� ๒ อัยั การสููงสุดุ คนที่� ๓
๒ ส.ค. ๒๕๓๐ - ๒๘ ก.พ. ๒๕๓๔ ๑ ต.ค. ๒๕๓๖ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๓๗ ๑ ต.ค. ๒๕๓๗ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๔๐
พ.ศ. ๒๕๒๔ - ๒๕๓๐ และอยั การสงู สดุ คนที่ ๑
๑ ม.ี ค. ๒๕๓๔ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๓๖

นายพชร ยุตุ ิธิ รรมดำ�ำ รง นายชััยเกษม นิติ ิสิ ิริ ิิ นายจุลุ สิิงห์์ วสัันตสิงิ ห์์ นายอรรถพล ใหญ่่สว่า่ ง
อัยั การสููงสุดุ คนที่� ๘ อััยการสููงสุุด คนที่� ๙ อััยการสููงสุดุ คนที่� ๑๐ อััยการสููงสุดุ คนที่� ๑๑
๑ ต.ค. ๒๕๔๘ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๕๐ ๑ ต.ค. ๒๕๕๐ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๕๒ ๑ ต.ค. ๒๕๕๒ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๕๖ ๑ ต.ค. ๒๕๕๖ - ๒๖ ม.ิ ย. ๒๕๕๗

รายนามอธิิบดีีกรมอัยั การและอัยั การสูงู สุดุ

พระยามานวราชเสวีี พระยาอรรถการียี ์น์ ิพิ นธ์์ พระยาอรรถกรมมณุตุ ตีี พระสารการประสิิทธิ์์�
(ปลอด วิเิ ชีียร ณ สงขลา) (สิิทธิิ จุุณณานนท์)์ (อรรถกรม ศรีียาภััย) (พิิณ คุุณะเกษม)
อธิบดีกรมอยั การ คนท่ี ๕ อธบิ ดีกรมอัยการ คนที่ ๗
พ.ศ. ๒๔๗๑ - ๒๔๗๗ อธบิ ดีกรมอยั การ คนที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๘๘ - ๒๔๘๙ อธบิ ดกี รมอยั การ คนท่ี ๘
พ.ศ. ๒๔๗๗ - ๒๔๘๘ พ.ศ. ๒๔๘๙ - ๒๔๙๑

นายสงวน ชูปู ััญญา นายโปร่่ง เปล่ง่ ศรีงี าม นายอุุทัยั กัปั ปิิยบุุตร นายประเทือื ง กีรี ติิบุตุ ร
อธิิบดีีกรมอััยการ คนที่� ๑๓ อธิบิ ดีีกรมอัยั การ คนที่� ๑๔ อธิิบดีีกรมอัยั การ คนที่� ๑๕ อธิบิ ดีกี รมอัยั การ คนที่� ๑๖

พ.ศ. ๒๕๑๒ - ๒๕๑๕ พ.ศ. ๒๕๑๕ - ๒๕๑๘ พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙ พ.ศ. ๒๕๑๙ - ๒๕๒๔

นายสุุชาติิ ไตรประสิิทธิ์�์ นายวิเิ ชียี ร วิิริยิ ะประสิิทธิ์�์ นายเรวััต ฉ่ำ��ำ เฉลิิม นายคััมภีรี ์์ แก้ว้ เจริิญ
อัยั การสููงสุุด คนที่� ๔ อัยั การสููงสุุด คนที่� ๕ อััยการสููงสุดุ คนที่� ๖ อััยการสููงสุุด คนที่� ๗
๑ ต.ค. ๒๕๔๐ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๔๔ ๑ ต.ค. ๒๕๔๖ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๔๗ ๑ ต.ค. ๒๕๔๗ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๔๘
๑ ต.ค. ๒๕๔๔ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๔๖

นายตระกููล วินิ ิิจนัยั ภาค ร.ต.ต. พงษ์์นิิวััฒน์์ ยุุทธภัณั ฑ์บ์ ริภิ าร นายเข็็มชัยั ชุุติิวงศ์์ นายวงศ์ส์ กุุล กิิตติิพรหมวงศ์์
อััยการสููงสุุด คนที่� ๑๒ อัยั การสูงู สุุด คนที่� ๑๓ อัยั การสููงสุดุ คนที่� ๑๔ อัยั การสููงสุดุ คนที่� ๑๕
๒๗ ม.ิ ย. ๒๕๕๗ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๕๘ ๑ ต.ค. ๒๕๕๘ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๖๐ ๑ ต.ค. ๒๕๖๐ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๖๒ ๑ ต.ค. ๒๕๖๒ - ปจั จบุ นั



อยั การนิเทศ
(หนงั สอื ราชการของส�ำนกั งานอัยการสูงสุด)

เล่มท่ี ๘๕ พุทธศักราช ๒๕๖๓

คำ� ชข้ี าดความเห็นแย้ง สารบญั

- การละเมดิ ลิขสทิ ธิใ์ นงานแพรเ่ สียงแพรภ่ าพ (ชย.๑๓๖๒/๒๕๕๘) ๓
- การสงั่ คดกี รณที รพั ยข์ องกลางทผี่ เู้ สยี หายไดค้ นื มานน้ั เสอ่ื มราคาลง (ชย.๕๓๐/๒๕๕๙) ๗
- ค�ำส่งั ทอ่ี นญุ าตให้ฟอ้ ง มิใชเ่ ปน็ ค�ำส่งั ฟ้อง (ชย.๑๙๖/๒๕๖๐) ๑๑
- การฟน้ื ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ และอำ� นาจฟอ้ งของพนกั งานอยั การ (ชย.๑๓๐/๒๕๖๐) ๑๔
- การสงั่ คดกี รณีผู้ตอ้ งหาเปน็ นิติบคุ คลถูกขีดช่อื ออกจากทะเบยี น (ชย.๑๐๕๕/๒๕๖๐) ๑๗
- การรบั ฟงั ประวตั กิ ารต้องโทษ (ชฎ.๓๒/๒๕๖๒) ๒๒
- การลงโทษความผิดฐานมฝี ิ่นไว้ในครอบครองเพือ่ จำ� หน่าย (ชอ.๙๐/๒๕๖๒) ๒๔
และจ�ำหนา่ ยกรณีมิได้บรรยายฟ้องปริมาณสารบรสิ ทุ ธิ์
- ความผิดกรณีสุนขั เลยี้ งกัดผอู้ ื่นภายในบ้าน (ชย.๙๔๙/๒๕๖๒) ๒๘
คำ� พพิ ากษาศาลฎกี า
- ความผิดกรณเี ปน็ นายหนา้ ตดิ ต่อประสานขายไมแ้ ปรรูป (ฎ.๘๘๒๑/๒๕๖๑) ๓๓
- การขอคนื ของกลางในคดคี วามผิดเกยี่ วกับยาเสพติด (ฎ.๓๔๔/๒๕๖๒) ๓๗
- การรบั ฟังข้อเทจ็ จริงกรณไี ม่ได้อาวธุ ปืนและกระสนุ ปนื (ฎ.๒๐๕๕/๒๕๖๒) ๔๒
มาเป็นของกลาง
- ชิงทรพั ย,์ พยายามฆ่า (ฎ.๒๑๙๘/๒๕๖๒) ๔๙
- การกระท�ำในขณะละเมอ (ฎ.๒๕๙๐/๒๕๖๒) ๕๔
- ถนนในสถานตี ำ� รวจเปน็ ทางตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฎ.๒๙๔๓/๒๕๖๒) ๕๙
- คำ� ส่ังยตุ คิ ดี ไมท่ �ำให้คำ� ขอในคดีส่วนแพ่งระงบั (ฎ.๓๖๓๗/๒๕๖๒) ๖๒
- พรากเด็ก (ฎ.๔๐๕๗/๒๕๖๒) ๖๗
- ผู้เสยี หายโดยนติ นิ ัยในกรณถี ูกหลอกลวงให้เขา้ เลน่ การพนัน (ฎ.๔๑๕๕/๒๕๖๒) ๗๖
- อ�ำนาจฟ้องระหวา่ งกฎหมายท่ีใช้ขณะกระท�ำผิดกับกฎหมายที่ใช้ (ฎ.๔๒๑๒/๒๕๖๒) ๘๕
ภายหลังกระทำ� ผดิ
- การรบั ฟงั พยานหลกั ฐานทโ่ี จทก์นำ� สบื ประกอบค�ำรับสารภาพ (ฎ.๕๓๔๕/๒๕๖๒) ๙๑
- การฟ้ืนฟสู มรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (ฎ.๕๓๗๗/๒๕๖๒ ประชุมใหญ)่ ๙๖
- บกุ รกุ และยึดถือครอบครองป่าจำ� นวนมาก (ฎ.๕๘๒๖/๒๕๖๒) ๑๐๑
- การขอใหบ้ ังคับจ�ำเลยชดใชค้ า่ สินไหมทดแทน (ฎ.๖๓๙๗/๒๕๖๒) ๑๐๕
- ข้อสนั นษิ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไวใ้ นครอบครองเพอ่ื จำ� หน่าย (ฎ.๖๖๔๖/๒๕๖๒) ๑๐๙
- ผมู้ ีสิทธยิ ืน่ คำ� รอ้ งขอคืนของกลาง (ฎ.๖๗๒๙/๒๕๖๒) ๑๑๕
- รอการลงโทษ (ฎ.๖๘๑๕/๒๕๖๒) ๑๑๙
- การขดั ขวางการเลือกตัง้ (ฎ.๖๙๖๔/๒๕๖๒) ๑๒๑
- หมนิ่ ประมาทท่เี กย่ี วขอ้ งกบั นติ ิบคุ คล (ฎ.๗๐๘๕/๒๕๖๒) ๑๒๗

- กรรโชก (ฎ.๗๒๐๔/๒๕๖๒) ๑๓๓
- กระท�ำอนาจารแกเ่ ด็กโดยการลว่ งล�้ำ (ฎ.๗๔๖๙/๒๕๖๒ ประชมุ ใหญ)่ ๑๓๗
- ความรับผดิ ของเจา้ ของบัญชธี นาคารท่ีมคี นรา้ ยนำ� ไปใช้ฉ้อโกงผู้อนื่ (ฎ.๗๕๑๙/๒๕๖๒) ๑๔๔
- การบันทึกภาพและเสยี งในการถามปากคำ� (ฎ.๘๓๗/๒๕๖๓) ๑๔๘
ตอบขอ้ หารือส�ำนักงานอัยการสูงสุด
- แนวทางปฏิบตั ใิ นการคืนหลกั ประกนั ผลงานตามสญั ญาจา้ งก่อสรา้ ง (ห.๑๖๔/๒๕๖๑) ๑๕๓
- แนวทางปฏิบัตเิ กี่ยวกับการด�ำเนินคดกี บั ลูกหน้ีภาษีโรงเรือน (ห.๒๐๙/๒๕๖๑) ๑๕๕
- การโอนสทิ ธเิ รยี กร้องในการรับเงินตามสญั ญาจ้าง (ห.๒/๒๕๖๒) ๑๕๘
- การแสดงเจตนาอทุ ิศท่ีดนิ มรดกซึ่งผู้เยาว์เป็นทายาทใหเ้ ป็นที ่ (ห.๗/๒๕๖๒) ๑๖๐
สาธารณประโยชน์
- การลา้ งมลทนิ (ห.๓๓/๒๕๖๒) ๑๖๒
- คา่ ปรบั ตามสัญญา (ห.๓๔/๒๕๖๒) ๑๖๕
- แนวทางปฏบิ ตั ิเกยี่ วกบั ของกลางในคดอี าญา (ห.๘๓/๒๕๖๒) ๑๖๘
- หนงั สือมอบอำ� นาจของกิจการรว่ มคา้ ที่ไมไ่ ดจ้ ดทะเบยี นเป็นนิตบิ ุคคล (ห.๘๖/๒๕๖๒) ๑๗๑
- ทรพั ยส์ นิ ของบรษิ ทั ทเ่ี กดิ จากการใชง้ บประมาณแผน่ ดนิ เขา้ ซอื้ หนุ้ (ห.๘๘/๒๕๖๒) ๑๗๔
ไมเ่ ปน็ ทรพั ยส์ ินของทางราชการ
บทความ
- คณะกรรมการการแขง่ ขนั ทางการคา้ และอนกุ รรมการสอบสวนในฐานะพนกั งานสอบสวน ๑๗๙
ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
ชัยนนั ท์ งามขจรกลุ กิจ
หนังสอื เวียน
- ซกั ซอ้ มความเขา้ ใจในการรบั สำ� นวนคดจี ากพนักงานสอบสวน ๑๙๓
หนังสือสำ� นักงานอยั การสูงสดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๒๔๐
ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒
- ซกั ซอ้ มความเขา้ ใจในการดำ� เนนิ การกรณที อี่ ยั การสงู สดุ มคี ำ� สง่ั ตามระเบยี บ ๑๙๕
สำ� นกั งานอยั การสงู สดุ วา่ ดว้ ยการสั่งคดอี าญาที่จะไมเ่ ป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรอื จะมี
ผลกระทบตอ่ ความปลอดภัยหรอื ความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันส�ำคญั ของประเทศ
หนงั สอื สำ� นกั งานอยั การสูงสุด ที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๒๖๖
ลงวนั ที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๒
- ซกั ซ้อมความเข้าใจการดำ� เนนิ คดีความผิดฐานขบั รถโดยไมค่ �ำนงึ ถึงความปลอดภยั ๑๙๗
หรอื ความเดอื ดรอ้ นของผ้อู ื่น ตามพระราชบัญญตั ิจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔๓ (๘), ๑๖๐ วรรคสาม
หนงั สอื สำ� นักงานอยั การสูงสดุ ด่วนทีส่ ุด ท่ี อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๒๗๒
ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๒
- การด�ำเนนิ โครงการพฒั นาระบบการพจิ ารณาคดแี พ่ง (คดจี ดั การมรดก) ระยะท่ี ๑ ๑๙๙
หนังสือส�ำนกั งานอยั การสูงสดุ ท่ี อส ๐๐๒๖.๘/ว ๒๙๘
ลงวนั ท่ี ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๒
- ซกั ซ้อมความเข้าใจให้พนักงานอัยการพงึ ใชค้ วามระมดั ระวังในการตรวจสอบวนั ครบก�ำหนด ๒๐๑
ระยะเวลาท่ีจะต้องด�ำเนินการเกีย่ วกบั คดีท่ีรบั ผดิ ชอบตามทกี่ ฎหมายกำ� หนดใหถ้ ูกต้อง

และใหใ้ ช้ความระมดั ระวงั มใิ หค้ ดขี าดอายคุ วามหรือล่วงพ้นระยะเวลาการด�ำเนนิ คดตี ามกฎหมาย
หนังสือสำ� นกั งานอัยการสูงสดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๓๓๘
ลงวนั ที่ ๒๐ กนั ยายน ๒๕๖๒
- แนวทางปฏบิ ตั ิในการดำ� เนนิ การเพอื่ ขอให้จำ� เลยใช้ค่าสินไหมทดแทน ๒๐๒
ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑
หนังสอื ส�ำนกั งานอยั การสูงสุด ที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๓๓๙
ลงวนั ที่ ๒๐ กนั ยายน ๒๕๖๒
- การดำ� เนินการตามบนั ทกึ ขอ้ ตกลงความร่วมมอื ว่าด้วยการคุ้มครองสทิ ธิและใหก้ ารช่วยเหลอื ๒๐๕
ทางกฎหมายแกป่ ระชาชนในคดขี อจดั การมรดกระหวา่ งสำ� นกั งานศาลยตุ ธิ รรมกบั สำ� นกั งานอยั การสงู สดุ
หนงั สอื ส�ำนกั งานอัยการสูงสุด ดว่ นท่ีสุด ท่ี อส ๐๐๒๖(อก)/ว ๓๔๓
ลงวนั ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๒
- ซกั ซอ้ มความเข้าใจในการดำ� เนนิ การรบั โอนสำ� นวนคดีท่ีอยู่ในอ�ำนาจศาลทหาร ๒๐๙
ให้อย่ใู นอ�ำนาจการพิจารณาพพิ ากษาของศาลยตุ ธิ รรม
หนังสอื ส�ำนกั งานอยั การสูงสุด ท่ี อส ๐๐๐๑(๒)/ว ๓๔๗
ลงวันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๖๒
- ซักซ้อมความเขา้ ใจการส่ังคดกี รณรี อ้ งขอความเปน็ ธรรม ๒๑๑
หนังสือสำ� นักงานอัยการสูงสุด ด่วนทสี่ ุด ที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๓๗๕
ลงวนั ท่ี ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๒
- ซกั ซ้อมความเข้าใจเกยี่ วกับอำ� นาจหนา้ ทีร่ ะหว่างส�ำนักงานอยั การคุ้มครองสทิ ธิ ๒๑๒
และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด กับสำ� นักงานอัยการคดเี ยาวชนและ
ครอบครวั จังหวดั ในการด�ำเนินคดีคมุ้ ครองสวัสดิภาพ
หนังสือสำ� นักงานอยั การสูงสุด ที่ อส ๐๐๐๗(สอ)/ว ๓๘๗
ลงวนั ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒
- ซักซ้อมความเขา้ ใจและก�ำชับการปฏบิ ตั ิตามระเบียบส�ำนกั งานอยั การสูงสุดว่าด้วยการ ๒๑๔
ดำ� เนนิ คดอี าญาชัน้ ศาลสูงของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๑๗
หนังสือสำ� นักงานอัยการสูงสุด ที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๓๘๙
ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๒
- การดำ� เนินการตามบันทึกความร่วมมอื วา่ ดว้ ยการด�ำเนินการบงั คับคดอี าญา ๒๑๖
กับผูต้ ้องโทษปรบั และการบงั คับตามสัญญาประกัน ระหว่างสำ� นักงานการบงั คบั คดี
ส�ำนักงานอยั การสูงสดุ กบั กรมบังคับคดี กระทรวงยตุ ธิ รรม
หนังสือสำ� นกั งานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๑๙/ว ๓๙๐
ลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒
- การปรับปรุงแบบรายงานข้อมลู เกยี่ วกับการกระท�ำความผดิ ตามพระราชบัญญัตคิ ุม้ ครอง ๒๒๒
ผู้ถูกกระท�ำด้วยความรุนแรงในครอบครวั พ.ศ. ๒๕๕๐ และแบบรายงานคดเี กย่ี วกบั การใช้
แรงงานเดก็ ในรปู แบบทีเ่ ลวรา้ ย
หนงั สือส�ำนกั งานอัยการสูงสุด ที่ อส ๐๐๐๗(สท)/ว ๔๐๔
ลงวนั ท่ี ๑๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒
- ขอใหค้ ดั สำ� เนาคำ� พพิ ากษาในคดคี วามผดิ ซง่ึ มโี ทษตามกฎหมายไทยไดก้ ระทำ� ลงนอกราชอาณาจกั ร ๒๒๘
หนังสือส�ำนักงานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๑๕/ว ๔๐๕

ลงวันที่ ๒๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒ ๒๒๙
- แนวทางปฏบิ ตั ิในการฟังค�ำพิพากษาหรือค�ำสัง่ ศาลอุทธรณแ์ ละศาลฎกี า
หนงั สือสำ� นักงานอยั การสงู สุด ท่ี อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๔๑๑
ลงวนั ที่ ๒๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒
- ซักซ้อมความเขา้ ใจการส่งั ยุติการด�ำเนินคดีตามระเบยี บส�ำนกั งานอยั การสูงสดุ วา่ ดว้ ยการ ๒๓๑
ด�ำเนินคดีอาญาของพนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๕๔ (๘)
หนงั สอื ส�ำนกั งานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๔๑๔
ลงวันท่ี ๒๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒
- แนวปฏิบัตใิ นการรบั เงนิ คา่ ประกาศหนังสอื พมิ พใ์ นคดมี าตรการขอริบทรพั ย์สนิ ๒๓๓
คดยี าเสพตดิ จากกองทุนป้องกนั และปราบปรามยาเสพติด สำ� นกั งาน ป.ป.ส.
หนังสอื สำ� นกั งานอัยการสงู สดุ ที่ อส ๐๐๑๑(อก)/ว ๔๑๘
ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒
- การรายงานขอ้ มูลคดีทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา ๒๔๑
หนงั สือสำ� นักงานอัยการสูงสดุ ท่ี อส ๐๐๐๙/ว ๔๒๑
ลงวนั ที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒
- การด�ำเนนิ คดผี ตู้ ้องหากบั มาตรการการฟ้นื ฟสู มรรถภาพผ้ตู ดิ ยาเสพติด ๒๔๓
หนงั สือสำ� นกั งานอัยการสงู สดุ ที่ อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๔๔๑
ลงวันท่ี ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๖๒
- การสง่ สำ� เนาหมายบังคับคด ี ๒๔๕
หนงั สอื ส�ำนกั งานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๑๑/ว ๒๒
ลงวนั ท่ี ๑๗ มกราคม ๒๕๖๓
- ซกั ซอ้ มความเขา้ ใจและกำ� ชบั การปฏบิ ตั ใิ นการดำ� เนนิ คดที อี่ ยั การสงู สดุ ไดช้ ข้ี าดหรอื มคี ำ� สง่ั ๒๔๗
หนงั สอื ส�ำนกั งานอัยการสงู สดุ ที่ อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๔๘
ลงวนั ท่ี ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓
- การชว่ ยเหลอื ดูแลสทิ ธิของผเู้ สยี ชวี ิต ผู้บาดเจบ็ และครอบครัวของบุคคลดังกลา่ ว ๒๔๘
จากเหตกุ ารณผ์ กู้ อ่ เหตใุ ชอ้ าวธุ ปนื กราดยงิ ประชาชนและเจา้ หนา้ ทใ่ี นพนื้ ทจี่ งั หวดั นครราชสมี า
หนังสือส�ำนกั งานอัยการสงู สดุ ดว่ นท่สี ดุ ท่ี อส ๐๐๐๑(๒)/ว ๗๑
ลงวนั ท่ี ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
- แนวทางการด�ำเนินการสบื หาทรพั ย์สินของผอู้ ย่ใู นบังคับของมาตรการบงั คบั ทางปกครอง ๒๔๙
แทนหนว่ ยงานของรฐั ทีอ่ อกคำ� สง่ั ให้ชำ� ระเงิน ตามมาตรา ๖๓/๑๑ แห่งพระราชบัญญัติ
วธิ ปี ฏบิ ัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
หนงั สือสำ� นกั งานอยั การสงู สุด ที่ อส ๐๐๑๙/ว ๘๘
ลงวนั ท่ี ๙ มนี าคม ๒๕๖๓
- โครงการฟอ้ งคดไี ม่ยงุ่ ยากในทนั ที และหลักเกณฑ์ เงือ่ นไข และแนวทางในการฟ้องคด ี ๒๕๒
ไมย่ ุง่ ยากในทันที
หนังสอื ส�ำนักงานอยั การสูงสดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๙๕
ลงวนั ที่ ๑๒ มนี าคม ๒๕๖๓

- ซักซอ้ มความเขา้ ใจในการปฏิบัตหิ น้าที่ของอยั การจังหวดั คมุ้ ครองสทิ ธิและชว่ ยเหลือ ๒๖๐
ทางกฎหมาย และการบงั คับคดีจงั หวัด ตามค�ำสั่งคณะทำ� งานประเมินผลและความคมุ้ คา่
ของมาตรการสง่ เสรมิ การทอ่ งเทย่ี วในประเทศ “ชิมชอ้ ปใช”้ ท่ี ๒/๒๕๖๒
เรื่อง แตง่ ตัง้ คณะท�ำงานย่อยดา้ นกฎหมายระดบั จงั หวดั
หนังสือสำ� นกั งานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๐๑(๒)/ว ๑๐๒
ลงวนั ท่ี ๑๗ มนี าคม ๒๕๖๓
- การไปศาลให้ตรงตามเวลานดั พิจารณา ๒๖๒
หนงั สอื สำ� นกั งานอยั การสูงสดุ ท่ี อส ๐๐๐๓(คก๑)/ว ๑๐๔
ลงวนั ท่ี ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๓
- แนวทางปฏิบตั ิในการดำ� เนินคดีที่มผี ลกระทบตอ่ การแก้ไขปญั หา สถานการณ์ ๒๖๓
การแพรร่ ะบาดของโรคโควดิ ๑๙
หนงั สือสำ� นักงานอัยการสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๐๑/ว ๑๔๐
ลงวนั ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓
- แนวทางการพิจารณาส่ังคดคี วามผดิ ฐานท�ำการประกอบวิชาชพี ทนั ตกรรม โดยมไิ ดข้ น้ึ ๒๖๕
ทะเบยี นและรบั ใบอนุญาต
หนังสือสำ� นกั งานอัยการสงู สดุ ที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๑๔๒
ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓
- การปรบั ปรุงแบบสัมภาษณ์เบอ้ื งตน้ เพอ่ื การคัดแยกผเู้ สียหายจากการคา้ มนษุ ย์และ ๒๖๗
ผ้เู สียหายจากการบงั คับใช้แรงงานหรือบริการ
หนังสอื ส�ำนกั งานอัยการสงู สุด ที่ อส ๐๐๕๐/ว ๑๔๕
ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๓
- แนวทางปฏบิ ตั ใิ นการใชม้ าตรการพเิ ศษแทนการดำ� เนนิ คดอี าญาชน้ั กอ่ นฟอ้ ง ๒๗๘
สำ� หรับคดีท่ีมผี ลกระทบตอ่ การแกไ้ ขปญั หาสถานการณก์ ารแพร่ระบาดโรคติดเชอ้ื
ไวรสั โคโรน่า ๒๐๑๙ (COVID-๑๙) ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉนิ ในทุกเขตท้องท่ี
ทว่ั ราชอาณาจกั ร
หนังสือสำ� นกั งานอัยการสูงสดุ ที่ อส ๐๐๐๑/ว ๑๕๖
ลงวนั ท่ี ๙ เมษายน ๒๕๖๓
- ซักซ้อมแนวทางปฏบิ ตั แิ ละการเบิกจ่ายค่าตอบแทนเกีย่ วกบั การชันสูตรพลิกศพและ ๒๘๘
การคุ้มครองเดก็ ในคดอี าญานอกเวลาราชการ
หนงั สือส�ำนกั งานอยั การสูงสดุ ด่วนทส่ี ดุ ท่ี อส ๐๐๐๖(งป)/ว ๑๕๘
ลงวนั ท่ี ๑๐ เมษายน ๒๕๖๓
- ซักซอ้ มความเข้าใจการปฏบิ ัตติ ามหนังสือส�ำนกั งานอัยการสูงสดุ ที่ อส ๐๐๐๑/ว ๑๔๐ ๒๙๑
เรื่อง แนวทางปฏบิ ตั ใิ นการดำ� เนนิ คดีที่มผี ลกระทบต่อการแกไ้ ขปัญหา สถานการณ์
การแพรร่ ะบาดของโรคโควดิ ๑๙
หนงั สือสำ� นักงานอยั การสูงสดุ ที่ อส ๐๐๐๑/ว ๑๘๘
ลงวันท่ี ๒๔ เมษายน ๒๕๖๓
- การดำ� เนนิ การเพอ่ื รองรับและขับเคลอ่ื นการปฏบิ ัติตามพระราชบัญญตั หิ ลักเกณฑ์การจัดทำ� ๒๙๒
ร่างกฎหมายและการประเมินผลสมั ฤทธข์ิ องกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒

หนังสอื สำ� นักงานอยั การสงู สดุ ท่ี อส ๐๐๐๗(สท)/ว ๑๙๔
ลงวนั ท่ี ๓๐ เมษายน ๒๕๖๓
- แนวทางการดำ� เนนิ คดผี ู้ตอ้ งหากับมาตรการการฟน้ื ฟูสมรรถภาพผูต้ ดิ ยาเสพตดิ ๒๙๔
หนังสือส�ำนักงานอัยการสูงสดุ ที่ อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๒๑๐
ลงวนั ท่ี ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓
- แบบรายงานคดแี พ่งและแบบรายงานอัยการ (บ. ๖) บัญชี ๑๑ ๓๐๒
หนังสอื ส�ำนกั งานอยั การสงู สุด ที่ อส ๐๐๐๗(สท)/ว ๒๒๕
ลงวนั ท่ี ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓
รวมหนงั สือเวยี นการดำ� เนินคดีความผิดซ่งึ มีโทษตามกฎหมายไทยไดก้ ระท�ำลงนอกราชอาณาจกั รไทย
- แนวทางปฏิบัติเก่ียวกับการทำ� ความเหน็ และคำ� สง่ั คดกี ารกระทำ� ความผดิ ไทย ๓๑๗
ซึ่งมโี ทษตามกฎหมายที่ไดก้ ระทำ� ลงนอกราชอาณาจกั รไทย
หนงั สือส�ำนักงานอัยการสูงสุด ท่ี อส ๐๐๒๓(กท)/ว ๑๒๓
ลงวนั ที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒
- แนวทางการปฏบิ ัติงานของพนกั งานอยั การในการสอบสวนคดคี วามผดิ ๓๑๘
ซึ่งมโี ทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำ� ลงนอกราชอาณาจกั รไทยตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐
หนังสอื ส�ำนักงานอัยการสูงสุด ที่ อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๓๔๙
ลงวันท่ี ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙
- ซกั ซอ้ มแนวทางปฏิบตั ิเกีย่ วกบั การทำ� ความเหน็ และค�ำส่งั คดีการกระท�ำความผดิ ซง่ึ มีโทษ ๓๒๑
ตามกฎหมายไทยทไ่ี ดก้ ระทำ� ลงนอกราชอาณาจักรไทย
หนังสอื สำ� นักงานอยั การสูงสุด ที่ อส ๐๐๑๕.๑/ว ๒๑๕
ลงวนั ท่ี ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑
- ขอใหค้ ัดส�ำเนาค�ำพพิ ากษาในคดคี วามผดิ ซ่ึงมโี ทษตามกฎหมายไทยไดก้ ระท�ำลง ๓๒๒
นอกราชอาณาจักร
หนงั สอื สำ� นักงานอัยการสูงสดุ ท่ี อส ๐๐๑๕/ว ๔๐๕
ลงวันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒
ดรรชนีอัยการนเิ ทศ
- ดรรชนีอัยการนเิ ทศเล่มท่ี ๘๑ - ๘๕ (พ.ศ. ๒๕๕๙ - ๒๕๖๓) ๓๒๕

บทความหรอื ความเหน็ ใด ๆ ทปี่ รากฏในหนงั สืออัยการนเิ ทศ
เป็นความเห็นของผ้เู ขยี นโดยเฉพาะ

ส�ำนักงานอยั การสงู สุดและคณะผจู้ ัดทำ� ไม่จำ� ตอ้ งเหน็ พ้องด้วย

การส่งบทความเพ่อื พิจารณาลงพิมพใ์ น “หนงั สืออัยการนิเทศ” โปรดสง่ ไปท่.ี ..
ส�ำนักงานอัยการพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ สำ� นกั งานวชิ าการ ส�ำนกั งานอัยการสูงสุด
ศูนยร์ าชการเฉลมิ พระเกยี รติ ๘๐ พรรษา ๕ ธนั วาคม ๒๕๕๐ (อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์)

ช้นั ๗ เลขที่ ๑๒๐ หมู่ท่ี ๓ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุง่ สองห้อง เขตหลกั สี่
กรงุ เทพมหานคร ๑๐๒๑๐

คำ� ชีข้ าดความเห็นแย้ง



ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการจัดท�ำงานแพร่เสียงแพร่ภาพเพ่ือการค้านั้น ผู้กระท�ำ
ตอ้ งเปน็ ผนู้ ำ� งานแพรเ่ สยี งแพรภ่ าพอนั มลี ขิ สทิ ธท์ิ รี่ บั สญั ญาณมาสง่ เผยแพรต่ อ่ สาธารณชน
ไปในทันที โดยไม่มีการบันทึกรายการไว้ก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน แต่เม่ือมิได้เรียก
เก็บเงินจากการน�ำงานแพร่เสียงแพร่ภาพ จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธ์ิด้วยการ
จัดให้ประชาชนฟังและชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพ โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อ่ืนใด
ทางการคา้
ค�ำชขี้ าดความเห็นแยง้ ท่ี ๑๓๖๒/๒๕๕๘
พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ละเมิดลิขสิทธ์ิของผู้อ่ืนด้วยการแพร่เสียงแพร่ภาพเพื่อการค้า และ
ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อ่ืนด้วยการจัดให้ประชาชนฟังและชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพโดยเรียกเก็บเงินหรือ
ผลประโยชนอ์ ่ืนใดทางการค้า (มาตรา ๒๙ (๑) (๓), ๖๙, ๗๔)
“งานแพร่เสียงแพร่ภาพ” หมายความว่า งานท่ีน�ำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่
เสียงทางวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียงและหรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอ่ืน
อันคลา้ ยคลึงกัน และการกระท�ำท่ีจะเป็นความผดิ ฐานละเมิดลขิ สิทธงิ์ านแพร่เสียงแพร่ภาพ นน้ั
ผู้กระท�ำต้องเป็นผู้น�ำงานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธ์ิท่ีรับสัญญาณมาส่งเผยแพร่
ต่อสาธารณชนไปในทันทีโดยไม่มีการบันทึกรายการไว้ก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
การกระท�ำดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธ์ิของผู้อ่ืนด้วยการจัดท�ำงาน
แพร่เสยี งแพรภ่ าพของผู้อืน่ อันเปน็ การกระทำ� เพอื่ การค้า ตามมาตรา ๒๙ (๑) แต่เม่อื ผู้ต้องหา
ท้ังสองมิไดเ้ รียกเกบ็ เงนิ จากการนำ� งานแพรเ่ สียงแพร่ภาพ งานอนั มลี ิขสทิ ธิด์ ังกล่าวออกเผยแพร่
ต่อสาธารณะ การกระท�ำของผู้ต้องหาท้ังสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น
ดว้ ยการจดั ใหป้ ระชาชนฟังและชมงานแพรเ่ สยี งแพร่ภาพ โดยเรียกเกบ็ เงนิ หรอื ผลประโยชนอ์ ืน่
ใดทางการค้า ตามมาตรา ๒๙ (๓)

______________________________
ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัท ร. ผู้ต้องหาท่ี ๑ และนาย ช. ผู้ต้องหาท่ี ๒ ซึ่งเป็น
กรรมการของบรษิ ัทผ้ตู อ้ งหาที่ ๑ ร่วมกันจำ� หน่ายกล่องระบบแบบปฏบิ ตั ิการแอนดรอยดท์ ่ีสามารถ
รับสัญญาณภาพและเสียงทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ประชาชนรับชมรายการโทรทัศน์แบบบอกรับ
เป็นสมาชิกของผู้เสียหาย รวมถึงรายการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ซึ่งมี
ลขิ สทิ ธข์ิ องผเู้ สยี หายในราคา ๔,๗๐๐ บาท รวมอตั ราคา่ สมาชกิ ๓ เดอื น เมอื่ พน้ กำ� หนด ๓ เดอื นแลว้
หากลกู ค้าประสงคจ์ ะรับชมรายการผ่านแอปพลเิ คชั่นตอ้ งโอนค่าสมาชิกให้แก่ผตู้ อ้ งหาที่ ๑

อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 3

ตามเลขบญั ชีทปี่ รากฏในเว็บไซตอ์ กี เดอื นละประมาณ 300 - 400 บาท โดยผู้ตอ้ งหาที่ 2 ได้ยืนยัน
กบั นาย ย. ผ้กู ล่าวหา ผู้รับมอบอานาจจากบริษทั ผเู้ สียหายวา่ กลอ่ งรับสัญญาณของผตู้ ้องหาที่ 1
มเี ซิรฟ์ เวอร์ท่ีเสถียรรบั รองว่าสามารถรบั ชมได้อย่างตอ่ เน่ืองและไม่ถูกปิดสญั ญาณแน่นอน ผู้กล่าวหา
ตกลงกบั ผู้ต้องหาที่ 2 ว่าประสงค์จะซื้อกล่องดังกล่าว และขอให้ผู้ตอ้ งหาท่ี 2 ทดสอบการติดต้ัง
และการใชง้ านกล่องทีจ่ ะขายให้ผกู้ ล่าวหาดูทลี ะขนั้ ตอนผ่านทางโทรทัศนข์ องร้านค้าผูต้ ้องหาที่ 2
ซ่ึงตั้งอยู่หน้าร้านค้าในจุดท่ีมีคนเดินผ่านเป็นจานวนมากโดยเม่ือนาสายต่อ HDMI เช่ือมต่อเข้า
กล่องกับโทรทัศน์ หน้าจอโทรทัศน์จะประมวลภาพระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ข้ึน จากนั้น
ผู้ต้องหาที่ 2 จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและเปิดทดสอบแอปพลิเคชั่นให้ผู้กล่าวหาดู โดยเมื่อเปิด
แอปพลิเคชั่นดังกล่าวจะขึ้นหน้าจอให้ระบุ Username และ Password มีการบันทึกสมาชิกบริเวณ
ด้านหน้าจอว่าผู้กล่าวหาสามารถใช้งานแอปพลิเคช่นั ได้ถึงวันไหน เม่ือลงช่ือใช้งานแล้วระบบจึงจะ
เขา้ สู่หน้าจอเลอื กช่องรับชม โดยแบง่ เปน็ สองกล่มุ ได้แก่ กลุ่ม Live และกลมุ่ Movies ซึ่งรวมถึง
ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของผู้เสียหาย อันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหาย และเปิดช่องที่มีการ
เช่อื มตอ่ ไปยังเซิรฟ์ เวอร์ทีม่ งี านแพรเ่ สียงแพร่ภาพของผู้เสยี หายเพื่อให้ผกู้ ล่าวหาชมงานแพรเ่ สยี ง
แพร่ภาพของผู้เสียหาย การทดสอบกล่องผู้กล่าวหาได้บันทึกคลิปวีดิโอไว้ตลอด โดยผู้กล่าวหา
ชาระเงินผา่ นบัตรเครดติ เป็นเงินจานวน 4,700 บาท เม่ือได้กล่องดังกล่าวมาผูก้ ลา่ วหานากล่องไป
ทดสอบพบว่าสามารถเปิดใช้งานได้จริง และสามารถรับชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของผู้เสียหาย
รวมถึงงานสร้างสรรคอ์ ่ืน ๆ อันเป็นงานอนั มีลขิ สิทธิ์ของผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายจึงมอบอานาจให้
ผกู้ ลา่ วหาแจ้งความร้องทุกข์ดาเนินคดีกบั ผู้ตอ้ งหาท้งั สอง ต่อมาเมอ่ื วันที่ 5 ตลุ าคม 2556 เวลา
ประมาณ 16.00 นาฬิกา พนั ตารวจโท ส. กับพวก ได้ร่วมกันตรวจค้นร้านของผู้ต้องหาที่ 2 โดยมี
ผกู้ ล่าวหาร่วมนาช้ีตรวจสอบ เม่อื ไปถึงร้านดังกล่าวพบผู้ตอ้ งหาท่ี 2 เป็นผู้ดูแลรา้ นดังกล่าวและ
กาลังแนะนาสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์กล่องแอนดรอยด์ ซึ่งมีโปรแกรม (แอปพลิเคชั่น) ท่ีทาให้
สามารถรับชมรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ ผา่ นทางอินเตอร์เน็ต รวมทั้งสามารถรับชมรายการโทรทัศน์
แบบบอกรับเป็นสมาชิกของผู้เสียหายได้ด้วย จงึ ร่วมกันตรวจยึดส่ิงของดังกล่าวไว้เป็นของกลาง
เพอ่ื นาไปตรวจวเิ คราะหผ์ ลการตรวจวิเคราะห์ว่าเป็นระบบคอมพิวเตอร์ตามกฎหมาย ตรวจสอบ
พบข้อมูลแอปพลิเคช่ัน “DRAGON” ปรากฏอยู่ในเครื่อง แตต่ ้องป้อนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านจึงสามารถ
เขา้ ใชง้ านได้ และวันท่ี 6 ตุลาคม 2556 ผู้ตอ้ งหาทง้ั สองเข้ามอบตัวตอ่ พนกั งานสอบสวน

คดีมปี ัญหาให้อยั การสูงสุดช้ีขาดว่า การกระทาของผู้ต้องหาท้ังสองเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
ของผู้อ่ืนดว้ ยการแพร่เสียงแพร่ภาพเพื่อการค้า และละเมิดลิขสทิ ธ์ิผู้อ่ืนด้วยการจัดให้ประชาชน
ฟังและชมงานแพรเ่ สยี งแพรภ่ าพโดยเรียกเกบ็ เงินหรือผลประโยชน์อน่ื ใดทางการคา้ หรือไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ิ พ.ศ. 2537 มาตรา 4

4 คำ� ชี้ขาดความเห็นแยง้

บญั ญัตใิ ห้ คาวา่ “งานแพร่เสียงแพร่ภาพ” หมายความว่า งานท่ีนาออกสู่สาธารณชนโดยการ
แพรเ่ สียงทางวิทยกุ ระจายเสียง การแพร่เสียงและหรอื ภาพทางวิทยโุ ทรทศั น์ หรือโดยวิธีอยา่ งอ่ืน
อันคล้ายคลึงกัน และการกระทาที่จะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสทิ ธิ์งานแพร่เสียงแพรภ่ าพตาม
พระราชบัญญัติลิขสทิ ธ์ิ พ.ศ. 2537 มาตรา 29 นั้น ผู้กระทาต้องเป็นผู้นางานแพร่เสียงแพร่ภาพ
อันมีลิขสิทธ์ิท่ีรับสัญญาณมาส่งเผยแพร่ต่อสาธารณชนไปในทันทีโดยไม่มีการบันทึกรายการ
ไว้ก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ตามมาตรา 29 (1) หรือบันทึกงานแพร่เสียงแพร่ภาพนน้ั ไว้
และนาไปแพร่เสียงแพร่ภาพซ้าในภายหลัง ตามมาตรา 29 (2) หรือเม่ือรับสัญญาณงานแพร่เสียง
แพร่ภาพดังกล่าวแล้วได้แพร่เสียงแพร่ภาพให้ประชาชนรับฟังหรือรับชมโดยตรง ณ สถานท่ี
รับสญั ญาณนั้นในทนั ที โดยเรยี กเก็บเงนิ หรอื ผลประโยชน์อย่างอนื่ ในทางการค้า ตามมาตรา 29 (3)
ทั้งนี้ตามนัยคาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1578/2555 เม่ือข้อเท็จจริงได้ความว่าการละเมิดลิขสิทธ์ิ
งานแพร่เสียงแพร่ภาพในคดีนี้ได้กระทาโดยวิธีการให้บุคคลสมัครเป็นสมาชิกของบริษัท
ผู้เสียหาย เพ่ือให้บริษัทผู้เสียหายส่งสัญ ญ าณวีดิทัศน์อันเป็นงานแพร่เสียงแพร่ภาพ
ให้ผู้กระทาผิด แล้วผู้กระทาความผิดใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่สามารถแปลงสัญญาณดิจิตอล
นาส่ งสั ญ ญ าณ วิดี ทั ศน์ ข องบ ริษั ทผู้เสีย ห าย ผ่าน อิ น เต อร์เน็ ต ความ เร็วสูงไป เก็บ ใน รูป แ บ บ
ข้อมูลคอมพวิ เตอรไ์ ว้ยงั เซิรฟ์ เวอร์ซึ่งผู้กระทาความผดิ เช่าไว้ และใช้ IP ADDRESS ของเซริ ์ฟเวอร์
น้ีในการเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์รับสัญญาณในรปู แบบกล่องแอนดรอยด์ (Android Box) ที่มีการติดต้ัง
แอปพลิเคชั่นที่มีการตั้งค่า IP ให้เรียกหาเซิร์ฟเวอร์ที่ตนเปิดเอาไว้ ทาให้สามารถรับชมงาน
แพรเ่ สยี งแพร่ภาพของบรษิ ทั ผเู้ สียหายผ่านแอปพลิเคช่นั ทีต่ ิดตัง้ ในอุปกรณ์หรอื สัญญาณดงั กล่าวได้
ดังน้ัน การที่ผู้ต้องหาท่ี 2 ทดสอบการติดต้ังและการใช้งานอุปกรณ์รับสัญญาณดังกล่าวท่ีผู้กล่าวหา
ซ้ือจากบริษัทผู้ต้องหาท่ี 1 เพ่ือดูหรือรับชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธ์ิของบริษัท
ผู้เสียหาย จึงเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาที่ 1 ซ่ึงเป็นนิติบุคคลที่มีผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้กระทาการแทน
ได้ร่วมกันจัดทาและนางานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธ์ิที่ตนรับสัญ ญ าณ มาจาก
บริษัทผู้เสียหายส่งเผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านกล่องแอนดรอยด์ (Android Box) ท่ีมีการติดต้ัง
แอปพลิเคช่ันดังกล่าวเอาไว้ทันที โดยไม่มีการบันทึกรายการไว้ก่อนไม่ว่าท้ังหมดหรือบางส่วน
โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทาของผู้ต้องหาท้ังสองจึงเป็นความผิด
ฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธ์ิของผู้อื่นด้วยการจัดทางานแพร่เสียงแพร่ภาพของผู้อ่ืน อันเป็นการ
กระทาเพื่อการคา้ ตามพระราชบัญญัติลขิ สิทธ์ิ พ.ศ. 2537 มาตรา 29 (1), 69 วรรคสอง

แต่เมอ่ื ผู้ต้องหาทงั้ สองมิได้เรียกเก็บเงินจากการนางานแพร่เสยี งแพรภ่ าพงานอนั มีลิขสิทธ์ิ
ดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อสาธารณะ การกระทาของผู้ตอ้ งหาทงั้ สองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกัน
ละเมิดสทิ ธ์ิของผู้อ่ืนด้วยการจัดให้ประชาชนฟังและชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพ โดยเรียกเก็บเงิน

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 5

หรือผลประโยชนอ์ น่ื ใดทางการคา้ ตามพระราชบญั ญตั ลิ ิขสิทธ์ิ พ.ศ. 2537 มาตรา 29 (3)
ความรูท้ ่ไี ด้จากการปฏิบัตงิ านเร่ืองนี้
งานแพร่เสียงแพร่ภาพ คือ งานที่นาออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียงแพร่ภาพทาง

วทิ ยุกระจายเสยี ง การแพร่เสียงและหรือแพร่ภาพทางวิทยุโทรทศั น์ หรือโดยวธิ ีอยา่ งอื่นอันคล้ายคลึงกัน
จากบทนิยามดังกล่าว งานแพร่เสียงแพร่ภาพจึงหมายถึง งานท่ีออกสู่สาธารณชนในวงกว้าง
โดยงานแพร่เสียงแพร่ภาพเป็นการนาเอางานอันมีลิขสิทธิ์ ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนทาง
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์หรือวิธีการอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกัน ซ่ึงการละเมิดลิขสิทธ์ิ
งานแพร่เสียงแพร่ภาพ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ิ พ.ศ. 2537 มาตรา 29 (1) นั้น ผู้กระทา
ต้ อ ง เป็ น ผู้ น าง าน แ พ ร่ เสี ย ง แ พ ร่ ภ าพ อั น เป็ น ง าน ที่ มี ลิ ข สิ ท ธิ์ ที่ รั บ สั ญ ญ าณ ม าส่ ง เผ ย แ พ ร่
ตอ่ สาธารณชนไปในทันทีโดยไมม่ กี ารบนั ทึกรายการไวก้ ่อนไม่วา่ ทัง้ หมดหรอื บางสว่ นดงั ขอ้ เท็จจริง
ดงั กล่าวขา้ งต้น การท่ีผู้ต้องหาทง้ั สองนาสัญญาณดังกล่าวเผยแพร่ส่งต่อทางแอปพลิเคช่ันของตน
ที่รับและส่งต่อโดยผ่านกล่องรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตมาจากสัญญาณของบริษัทผู้เสียหาย
แม้จะต้องมีการใส่รหัสสมาชิกก่อนเข้ารับชมก็ตาม ก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียง
แพร่ภาพผอู้ ่นื แล้ว

อย่างไรก็ตามการกระทาของผู้ต้องหาทั้งสองไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ิ
พ.ศ. 2537 มาตรา 29 (3) เพราะตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีนี้ผู้ต้องหาทั้งสองมิได้กระทา
โดยจัดให้ประชาชนเข้าฟังและหรือชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธ์ิของผู้อื่นด้วยการ
เรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้าแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงการขาย
กลอ่ งรับสญั ญาณในการรบั ชมเทา่ น้ัน

6 คำ� ชี้ขาดความเห็นแยง้

การสง่ั คดีกรณีทรพั ยข์ องกลางทผ่ี ู้เสียหายไดค้ นื มาน้ันเสื่อมราคาลง
คาช้ขี าดความเหน็ แย้งท่ี 530/2559

ป.วิ.อ. เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย, คาร้องขอให้บังคับจาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
(มาตรา 43, 44/1)
ท รั พ ย์ ข อ ง ก ล า ง ผู้ เ สี ย ห า ย ไ ด้ รั บ คื น ม า ใ น ส ภ า พ ท่ี เ ส่ื อ ม ร า ค า เป็ น เ งิ น จ า น ว น

1,123,000 บาท พนักงานอัยการจะขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามมูลค่าท่ีเสื่อมราคา
ลงนั้นแก่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อีกไม่ได้
แมผ้ ู้เสียหายจะได้รับความเสียหายอนั เกิดจากการกระทาความผิดของผู้ต้องหาท่ี 2 เนื่องจาก
ผู้เสียหายนาทรัพย์ของกลางไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ ก็เป็นเร่ืองท่ีผู้เสียหาย
จะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากผู้ต้องหาท่ี 2 เอาเองเป็นคดีใหม่ (ตามนัยคาพิพากษา
ศาลฎกี าที่ 16/2544 และ 8459/2552) หรอื ไปดาเนนิ การใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสนิ ไหมทดแทน
จากผตู้ ้องหาที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต่อไป

______________________________
คดนี ้ี พนักงานสอบสวนดาเนินคดีกบั ผตู้ ้องหาที่ 1 ฐานร่วมกนั ลักทรพั ยโ์ ดยใช้ยานพาหนะ
เพื่อสะดวกแก่การกระทาผิด หรือพาทรัพย์น้ันไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และดาเนินคดีกับ
ผู้ต้องหาที่ 2 ฐานลักทรัพย์ อัยการจังหวัดลาปางมีคาสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และเห็นว่า
การกระทาของผู้ต้องหาท่ี 2 จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่เปเป็น็นคคดดีทีท่ีออ่ี ยยู่ใใู่ นนออา�ำนนาาจพิจารณา
ของศาลแขวง
รองผู้บัญชาการตารวจภูธรภาค 5 ปฏิบัติราชการแทน ผู้บัญชาการตารวจภูธรภาค 5
เหน็ ชอบกับคาสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 แต่เห็นว่าการกระทาของผ้ตู ้องหาท่ี 2 เปน็ ความผิดฐานลกั ทรพั ย์
โดยใช้ยานพาหนะเพ่ือสะดวกแก่การกระทาผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพ่ือให้พ้นการจับกุม
และเห็นควรสอบสวนเพิ่มเติม
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคาให้การของนาย น. นาย จ. และนาง อ. ท่ยี ืนยนั สอดคล้องกันว่า
ผู้ต้องหาที่ 2 ได้บอกขายเศษเหล็กเก่าโดยอ้างว่าเป็นเหล็กของผู้ต้องหาที่ 2 ทาให้ผู้ต้องหาที่ 1
หลงเช่อื จงึ ตกลงรับซื้อและไดน้ ารถยนต์พรอ้ มคนงานเข้าไปตดั เหลก็ อุปกรณ์ดูดทรายในบริเวณท่ีเกิดเหตุ
ออกไป ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท่ีผู้เสียหายยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของ และผู้ต้องหาท่ี 2
กไ็ ม่ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ โดยผู้ต้องหาท่ี 2 ยอมรับในชั้นสอบสวนว่าได้บอกให้นาย จ. เป็นคนไปติดต่อ

อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 7

ขายเศษเหล็ก พยานหลักฐานจึงรับฟังได้ว่าทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเป็นของ
ผู้เสียหายจริง โดยทรัพย์สินท่ีตรวจยึดเป็นของกลางอยู่ในสภาพท่ีไม่สามารถใช้การได้และ
เส่ือมค่า รวมราคาได้เพียง ๑๙๘,๐๐๐ บาท เท่านั้น ยังขาดและเป็นทรัพย์สินไม่ได้คืน รวมเป็น
จานวนเงิน ๑,๑๒๓,๐๐๐ บาท

รองอัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า อัยการจังหวัดลาปาง มีคาสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1
ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพ่ือสะดวกแก่การกระทาผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือ
เพื่อให้พ้นการจับกุม รองผู้บัญชาการตารวจภูธรภาค 5 ปฏิบัติราชการแทน ผู้บัญชาการ
ตารวจภูธรภาค 5 เห็นชอบกับคาสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาท่ี 1 ในความผิดฐานดังกล่าวจึงเด็ดขาดแล้ว
ส่วนความเห็นของรองผู้บัญชาการตารวจภธู รภาค 5 ปฏบิ ัตริ าชการแทน ผู้บญั ชาการตารวจภธู รภาค 5
ที่เห็นว่า การกระทาของผู้ต้องหาที่ 2 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวก
แก่การกระทาผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เม่ือความผิดฐานดังกล่าว
พนักงานสอบสวนไม่ได้ดาเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 2 และอัยการจังหวัดลาปางก็ไม่ได้มีความเห็น
และคาสัง่ ทางคดี เพราะเห็นวา่ การกระทาของผู้ต้องหาที่ 2 จะเป็นความผิดฐานลักทรัพยห์ รือไม่
เป็นคดีที่อยู่ในอานาจพิจารณาของศาลแขวง ความเห็นรองผู้บัญชาการตารวจภูธรภาค 5
ปฏิบัติราชการแทน ผู้บัญชาการตารวจภูธรภาค 5 ในส่วนน้ีจึงไม่ใช่ความเห็นแย้งท่ีอยั การสูงสุด
ต้องพิจารณาชี้ขาด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1 การทผ่ี ู้ต้องหาท่ี 2
นาเหล็กดังกลา่ วไปหลอกขายผู้ต้องหาท่ี 1 จึงเปน็ การกระทาโดยมีเจตนาลกั ทรัพย์และเม่อื ทรพั ย์
ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายที่ผู้ต้องหาท่ี 2 หลอกขายผู้ต้องหาท่ี 1 เป็นอุปกรณ์ดูดทรายซึ่งมี
ขนาดใหญ่มีน้าหนักมากต้องใช้ยานพาหนะในการขนย้าย และผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก ซ่ึงเป็น
คนงานก็ได้ใช้ยานพาหนะในการขนย้าย การกระทาของผู้ต้องหาที่ 2 จึงเป็นการหลอกให้
ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกซงึ่ ไม่รูข้ ้อความจริงดงั กลา่ ว ใชย้ านพาหนะขนย้ายทรพั ยส์ ินดังกล่าวสมดังเจตนา
ของผู้ต้องหาท่ี 2 จึงฟังได้ว่าผู้ต้องหาท่ี 2 กระทาความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ
เพอื่ สะดวกแก่การกระทาผดิ หรอื พาทรพั ย์นน้ั ไป หรอื เพื่อใหพ้ ้นการจับกมุ จึงมคี วามเห็นดังน้ี

1. เห็นควรแจ้งให้ผู้บัญชาการตารวจภูธรภาค 5 ทราบ กรณีมีคาสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง
ผ้ตู อ้ งหาที่ 1 และไม่มกี รณที ี่อยั การสงู สุดตอ้ งชีข้ าด

2. เห็นควรใช้อานาจอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ
พ.ศ. 2553 มาตรา 15 ส่ังฟ้อง นาย ศ. ผู้ต้องหาท่ี 2 ฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ
เพ่ือสะดวกแก่การกระทาผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพ่ือให้พ้นการจับกุม ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ พระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา
(ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 15 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2514 ขอ้ 13

8 ค�ำชี้ขาดความเหน็ แย้ง

กับเห็นควรมีคาขอให้ผู้ต้องหาคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จานวน 1,123,500 บาท
แกผ่ เู้ สียหายด้วย

3. เห็นควรใหพ้ นกั งานอัยการทีเ่ ก่ียวขอ้ งแจ้งพนกั งานสอบสวนให้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาท่ี 2
ตามฐานความผิดท่ีอัยการสูงสุดได้มีคาส่ังฟ้องในข้อ 2. โดยปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตาม
ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญากอ่ นยื่นฟอ้ ง

ของกลางผู้เสยี หายไดร้ ับคนื แล้ว
อัยการสงู สดุ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีน้ีผ้บู ัญชาการตารวจภธู รภาค 5 ได้ให้ความเห็นชอบ
กับคาสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ของอัยการจังหวัดลาปาง ดังนั้นคาส่ังไม่ฟ้องผู้ต้องหาท่ี 1 จึงมีผล
ยุติเดด็ ขาดแลว้
สาหรับคดีในสว่ นของผู้ตอ้ งหาท่ี 2 คดีมพี ยานหลักฐานรบั ฟังไดว้ า่ การกระทาของผ้ตู ้องหาที่ 2
มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทาผิดหรือการพาทรัพย์น้ันไป
หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม คดีมีพยานหลักฐานพอฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานน้ีตามท่ี
ผบู้ ญั ชาการตารวจภูธรภาค 5 มีความเหน็ เสนอ
ส่วนกรณีทรัพย์ของกลางผู้เสียหายได้รับคืนมาในสภาพท่ีเส่ือมราคาเป็นเงินจานวน
1,123,000 บาท พนักงานอัยการจะขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามมูลค่าที่เสื่อมราคาน้ัน
แก่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อีกไม่ได้ แม้ผู้เสียหายจะ
ได้รบั ความเสียหายอันเกิดจากการกระทาความผิดของผู้ต้องหาท่ี 2 เน่ืองจากผู้เสียหายนาทรัพย์
ของกลางไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ ก็เป็นเรื่องท่ีผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียก
คา่ เสียหายจากผตู้ ้องหาท่ี 2 เอาเองเป็นคดีใหม่ (ตามนัยคาพิพากษาศาลฎกี าที่ 16/2544 และ
8459/2552) หรือไปดาเนินการใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้ต้องหาที่ 2 ตาม
ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต่อไป จงึ มีคาสั่งดังนี้
1. สั่งฟ้อง นาย ศ. ผู้ต้องหาที่ 2 ฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพ่ือสะดวกแก่การกระทาผิด
หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334,
336 ทวิ พระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 15
ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 11 พ.ศ. 2514 ข้อ 13
2. ให้พนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบถึงสิทธิในการยื่นคาร้องเรียกเอา
ค่าสินไหมทดแทน จานวน 1,123,500 บาท เพราะเหตุที่ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน
อันเน่ืองมาจากการกระทาผิดของผู้ต้องหาท่ี 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 44/1
3. จดั การตามทรี่ องอยั การสงู สดุ เสนอในขอ้ 1 และขอ้ 3

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 9

ข้อสงั เกต
ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญตั วิ ่า “คดีลักทรัพย์ ว่ิงราว ชงิ ทรัพย์

ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกหรือรับของโจร ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิท่ีจะเรียกร้อง
ทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทาผิดคืน เม่ือพนักงานอัยการยื่นฟ้อง
คดีอาญา กใ็ หเ้ รียกทรัพย์สนิ หรือราคาแทนผ้เู สยี หายดว้ ย”

มาตรา 44/1 บัญญัติว่า “ในคดีท่ีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียก
เอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเส่ือมเสีย
ต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจาก
การกระทาความผิดของจาเลย ผู้เสียหายจะย่ืนคารอ้ งต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจาเลย
ชดใช้คา่ สนิ ไหมทดแทนแกต่ นกไ็ ด้”

กรณีพนักงานอัยการจะมีคาขอให้ผู้ต้องหาคืนหรือให้ใช้ราคาแทนตามมาตรา 43 นั้น
ต้องเป็นกรณีทผี่ ู้เสียหายยงั ไม่ได้ทรัพย์ของกลางคนื จากผู้ต้องหา “เลย” หากไดร้ ับทรัพย์ดังกล่าว
คืนมาแล้ว แต่ได้รับความเสียหายเพิ่มเติม หรือทรัพย์เส่ือมสภาพ หรือเสื่อมราคาลง พนักงานอัยการ
ก็จะมีคาขอตามมาตรา 43 อีกไม่ได้ เป็นเร่ืองท่ีผู้เสียหายต้องไปว่ากล่าวเอาเองต่างหาก หรือ
ดาเนินการใชส้ ิทธิเรียกร้องเอาคา่ สนิ ไหมทดแทนตามมาตรา 44/1

10 ค�ำช้ีขาดความเหน็ แยง้

กรณอี ัยการสูงสดุ อนญุ าตให้ฟอ้ งผูต้ ้องหา มิใชค่ ำ� ส่งั ฟอ้ งของอยั การสูงสดุ
คำ� ช้ขี าดความเห็นแย้งที่ ๑๙๖/๒๕๖๐

ระเบยี บส�ำนักงานอัยการสงู สดุ วา่ ด้วยการดำ� เนนิ คดีอาญาของพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๔๗
(ขอ้ ๖ วรรคท้าย, ๔๘)
พ.ร.บ. องคก์ รอยั การและพนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ (มาตรา ๑๕)
พ.ร.บ. จัดตง้ั ศาลแขวงและวิธีพจิ ารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ (มาตรา ๗, ๙, ๑๒)
กรณีอัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้องผู้ต้องหาน้ัน เป็นกรณีท่ีอัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้อง
ผู้ต้องหาตามค�ำส่ังฟ้องของพนักงานอัยการ เน่ืองจากพ้นก�ำหนดระยะเวลาผัดฟ้องผู้ต้องหา
ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙
มาตรา ๗, ๙ ซงึ่ มใิ ชเ่ ป็นคำ� สั่งฟอ้ งของอยั การสูงสุดแตอ่ ย่างใด การท่ีอธบิ ดอี ยั การมคี ำ� สั่งไม่ฟ้อง
กลับค�ำส่ังฟ้องเดิมของพนักงานอัยการซ่ึงอัยการสูงสุดมีค�ำสั่งอนุญาตให้ฟ้องผู้ต้องหาไว้แล้ว
จึงมิใช่เป็นการกลับค�ำสั่งฟ้องของอัยการสูงสุด ดังนั้น ผู้ช่วยผู้บัญชาการต�ำรวจแห่งชาติจึงมี
อ�ำนาจท�ำความเห็นแย้งได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๑๒ และเปน็ ความเหน็ แยง้ ทอี่ ยั การสงู สดุ ตอ้ งชข้ี าดตามกฎหมาย
ตอ่ ไป

คดนี เ้ี ดมิ พนกั งานอยั การ สำ� นกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ยคดศี าลแขวง ๑ มคี ำ� สงั่ ฟอ้ งผตู้ อ้ งหาที่ ๑
และผตู้ อ้ งหาที่ ๒ ฐานรว่ มกนั ผลติ เพอื่ จำ� หนา่ ยซงึ่ อาหารไมบ่ รสิ ทุ ธิ์ และเมอื่ วนั ที่ ๑๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗
อยั การสงู สดุ ไดม้ คี ำ� สงั่ อนญุ าตใหฟ้ อ้ งผตู้ อ้ งหาทงั้ สองไวแ้ ลว้ และเมอ่ื ผตู้ อ้ งหาทง้ั สองมหี นงั สอื รอ้ งขอ
ความเป็นธรรมและมีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมเพ่ิมเติมต่ออัยการสูงสุด ส�ำนักงานคดีกิจการ
อยั การสูงสดุ ส�ำนกั งานอัยการพิเศษฝา่ ยคดีรอ้ งขอความเปน็ ธรรม ๑ ไดม้ อบหมายให้อธบิ ดอี ยั การ
ส�ำนักงานคดีศาลแขวง ตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการสั่งคดีของ
พนักงานอัยการและตามประเด็นในหนังสือร้องขอความเป็นธรรม หากมีกรณีต้องสอบสวนเพ่ิมเติม
หรือกลับความเห็นหรือกลับค�ำสั่งให้พิจารณาด�ำเนินการตามระเบียบส�ำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วย
การด�ำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๔๘ ท่ีแก้ไข เม่ือด�ำเนินการเสร็จแล้ว
ให้รายงานส�ำนักงานอัยการสูงสุดทราบพร้อมจัดส่งส�ำเนาความเห็นและค�ำส่ังของพนักงานอัยการ
และเอกสารที่เกี่ยวข้องเพอ่ื พิจารณาใหค้ วามเปน็ ธรรมต่อไป

อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 11

ระเบยี บสำ� นกั งานอยั การสงู สดุ วา่ ดว้ ยการดำ� เนนิ คดอี าญาของพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๔๗
ขอ้ ๔๘ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยระเบยี บสำ� นกั งานอยั การสงู สดุ วา่ ดว้ ยการดำ� เนนิ คดอี าญาของพนกั งานอยั การ
(ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๔๘ ลงวันที่ ๑๗ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๔๘ ก�ำหนดใหค้ ดีท่ีมีการรอ้ งขอความเป็นธรรม
ในกรณที จ่ี ะมคี ำ� สงั่ ไมฟ่ อ้ งผตู้ อ้ งหาทกุ ขอ้ หาหรอื บางขอ้ หาใหเ้ สนอสำ� นวนพรอ้ มความเหน็ ตามลำ� ดบั ชน้ั
ถึงอธิบดเี พอ่ื พจิ ารณาส่ัง โดยตามขอ้ ๔๘ วรรคท้าย หากเป็นกรณที ่ตี ้องกลับความเหน็ หรือค�ำสัง่ เดิม
หรอื ตอ้ งถอนฟอ้ ง ใหน้ ำ� ความในขอ้ ๖ วรรคทา้ ย หรอื ขอ้ ๑๒๘ มาใชบ้ งั คบั แลว้ แตก่ รณี และตามขอ้ ๖
วรรคท้าย ก�ำหนดว่า ผู้บังคับบัญชาอาจเรียกส�ำนวนคดีใดคดีหนึ่งที่อยู่ในเขตอ�ำนาจมาตรวจสอบ
พจิ ารณาและหรอื ดำ� เนนิ คดเี สยี เอง หรอื จะมอบหมายใหพ้ นกั งานอยั การคนใดดำ� เนนิ คดแี ทนกไ็ ด้ และ
ในกรณที เี่ หน็ ควรกลบั ความเหน็ หรอื กลบั คำ� สงั่ เดมิ ใหเ้ สนอตามลำ� ดบั ชนั้ จนถงึ อธบิ ดเี พอื่ พจิ ารณาสง่ั
เว้นแต่ความเห็นหรือค�ำส่ังเดิมนั้นเป็นของอธิบดี ให้เสนออัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดผู้ได้รับ
มอบหมายเพอื่ พจิ ารณาสงั่ ดงั นน้ั เมอ่ื อธบิ ดอี ยั การ สำ� นกั งานคดศี าลแขวง ไดม้ อบหมายใหส้ ำ� นกั งาน
อยั การพเิ ศษฝา่ ยคดศี าลแขวง ๙ (ดอนเมอื ง) ดำ� เนนิ การ ตามหนงั สอื สำ� นกั งานคดกี จิ การอยั การสงู สดุ
สำ� นกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ยคดรี อ้ งขอความเปน็ ธรรม ๑ โดยพนกั งานอยั การ สำ� นกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ย
คดีศาลแขวง ๙ (ดอนเมือง) มีค�ำสั่งให้พนักงานสอบสวนท�ำการสอบสวนเพิ่มเติมเม่ือได้รับผลการ
สอบสวนเพิม่ เตมิ ไดส้ ง่ สำ� นวนให้อธบิ ดอี ยั การ ส�ำนกั งานคดีศาลแขวง ตอ่ มาอธบิ ดีอัยการ ส�ำนกั งาน
คดศี าลแขวง ตรวจสอบสำ� นวนแลว้ มคี ำ� สงั่ ใหส้ ง่ สำ� นวนคนื สำ� นกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ยคดศี าลแขวง ๙
(ดอนเมือง) เพ่ือให้พนักงานอัยการเจ้าของส�ำนวนและอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง ๙ พิจารณามี
ความเหน็ และคำ� สงั่ พนกั งานอยั การเจา้ ของสำ� นวน อยั การพเิ ศษฝา่ ยคดศี าลแขวง ๙ (ดอนเมอื ง) และ
รองอธิบดีอัยการ ส�ำนักงานคดีศาลแขวง ได้มีความเห็นและค�ำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองฐานร่วมกัน
จ�ำหน่ายซ่ึงอาหารไม่บริสุทธิ์ ตามท่ีอัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้องผู้ต้องหาท้ังสอง และเสนอส�ำนวน
ตอ่ อธบิ ดอี ยั การ สำ� นกั งานคดศี าลแขวง ซง่ึ อธบิ ดอี ยั การ สำ� นกั งานคดศี าลแขวง พจิ ารณาแลว้ มคี วามเหน็ วา่
ผตู้ อ้ งหาทงั้ สองไมม่ เี จตนาในการกระทำ� ความผดิ  คดมี พี ยานหลกั ฐานไมพ่ อฟอ้ ง จงึ สง่ั ไมฟ่ อ้ งผตู้ อ้ งหาทง้ั สอง
ฐานรว่ มกนั ผลติ เพอื่ จำ� หนา่ ยซงึ่ อาหารไมบ่ รสิ ทุ ธแ์ิ ละสง่ สำ� นวนใหผ้ บู้ ญั ชาการตำ� รวจแหง่ ชาตพิ จิ ารณา
ตามพระราชบญั ญตั จิ ดั ตง้ั ศาลแขวงและวธิ พี จิ ารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๑๒
ซึง่ ผชู้ ่วยผู้บัญชาการตำ� รวจแหง่ ชาติมีความเห็นแย้งให้สอบสวนเพิ่มเตมิ เปน็ คดีนี้ แต่คดีมขี ้อเทจ็ จริง
และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวนิ จิ ฉัยคดีโดยไมต่ ้องสอบสวนเพ่มิ เตมิ ตามความเหน็ แย้ง
คดมี ปี ญั หาใหอ้ ยั การสงู สดุ ตอ้ งพจิ ารณาวา่ กรณอี ยั การสงู สดุ อนญุ าตใหฟ้ อ้ งผตู้ อ้ งหาไวแ้ ลว้
ต่อมาอธิบดีอัยการมีค�ำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา เป็นการกลับค�ำสั่งของอัยการสูงสุด ซ่ึงผู้มีอ�ำนาจท�ำ
ความเหน็ แยง้ จะมีอ�ำนาจท�ำความเห็นแยง้ และอัยการสงู สุดตอ้ งชี้ขาดความเห็นแยง้ หรอื ไม่
อยั การสงู สดุ พจิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ เมอื่ คำ� สงั่ ฟอ้ งเดมิ ในความผดิ ฐานรว่ มกนั ผลติ เพอื่ จำ� หนา่ ย
ซง่ึ อาหารไมบ่ รสิ ทุ ธคิ์ ดนี เี้ ปน็ คำ� สง่ั ของอยั การอาวโุ ส ซง่ึ เสนอตอ่ อยั การพเิ ศษฝา่ ยคดศี าลแขวง ๑ ทราบ

12 ค�ำชีข้ าดความเหน็ แยง้

มิใช่ค�ำสั่งของอธิบดีอัยการแต่อย่างใด อธิบดีอัยการ ส�ำนักงานคดีศาลแขวง ย่อมมีอ�ำนาจพิจารณา
มีค�ำส่ังไม่ฟ้องคดีน้ีโดยกลับความเห็นและค�ำสั่งฟ้องเดิมได้ ท้ังน้ีตามระเบียบส�ำนักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการดำ� เนนิ คดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ขอ้ ๔๘ และขอ้ ๖ วรรคท้าย ประกอบ
พระราชบญั ญัตอิ งคก์ รอยั การและพนกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๕ และกรณที อ่ี ยั การสงู สุด
อนุญาตให้ฟ้องคดีนี้นั้น เป็นกรณีที่อัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้องผู้ต้องหาท้ังสองตามค�ำส่ังฟ้อง
ของพนักงานอัยการ ส�ำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง ๑ เน่ืองจากพ้นก�ำหนดระยะเวลา
ผดั ฟอ้ งผตู้ อ้ งหา ตามพระราชบญั ญตั จิ ดั ตงั้ ศาลแขวงและวธิ พี จิ ารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙
มาตรา ๗, ๙ ซงึ่ มใิ ชเ่ ปน็ คำ� สง่ั ฟอ้ งของอยั การสงู สดุ แตอ่ ยา่ งใด ภายหลงั ไดม้ คี ำ� สงั่ ไมฟ่ อ้ งของอธบิ ดอี ยั การ
สำ� นกั งานคดศี าลแขวง จงึ มใิ ชเ่ ปน็ การกลบั คำ� สงั่ ของอยั การสงู สดุ ดงั นน้ั ผชู้ ว่ ยผบู้ ญั ชาการตำ� รวจแหง่ ชาติ
จึงมีอ�ำนาจท�ำความเห็นแย้งคดีนี้ได้ตามพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๑๒ และเป็นความเหน็ แย้งท่ีอัยการสงู สดุ ต้องช้ีขาดตามกฎหมาย
ตอ่ ไป
ความรทู้ ไี่ ดจ้ ากการปฏิบัติงานเร่ืองน้ี
กรณีอัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้องผู้ต้องหาน้ัน เป็นกรณีที่อัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้อง
ผู้ต้องหาตามค�ำสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ เนื่องจากพ้นก�ำหนดระยะเวลาผัดฟ้องผู้ต้องหา
ตามพระราชบญั ญตั จิ ดั ตงั้ ศาลแขวงและวธิ พี จิ ารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๗, ๙
ซงึ่ มใิ ชเ่ ปน็ คำ� สงั่ ฟอ้ งของอยั การสงู สดุ แตอ่ ยา่ งใด การทอ่ี ธบิ ดอี ยั การมคี ำ� สงั่ ไมฟ่ อ้ งกลบั คำ� สง่ั ฟอ้ งเดมิ
ของพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมีค�ำส่ังอนุญาตให้ฟ้องผู้ต้องหาไว้แล้ว จึงมิใช่เป็นการกลับค�ำส่ัง
ฟ้องของอัยการสูงสุด ดังน้ัน ผู้ช่วยผู้บัญชาการต�ำรวจแห่งชาติจึงมีอ�ำนาจท�ำความเห็นแย้งได้ตาม
พระราชบญั ญตั จิ ดั ตงั้ ศาลแขวงและวธิ พี จิ ารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๑๒ และ
เปน็ ความเห็นแยง้ ทีอ่ ยั การสงู สดุ ตอ้ งชข้ี าดตามกฎหมายต่อไป

อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 13

เม่ื อค ณ ะอนุ ก รรม การฟื้ น ฟู สม รรถภ าพ ผู้ ติ ด ยาเสพ ติ ด ยั งไม่ ได้ น าตั วผู้ ต้ องห า
ไปดาเนินการตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ครบถ้วนตามแผนการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การท่ีพนักงานอัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาจึงไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย
คาช้ขี าดความเห็นแยง้ ท่ี ๑๓๐/๒๕๖๐

พ.ร.บ. ฟน้ื ฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ (มาตรา ๒๕, ๓๓)
เม่ื อ ค ณ ะ อ นุ ก ร ร ม ก า ร ฟ้ื น ฟู ส ม ร ร ถ ภ า พ ผู้ ติ ด ย า เส พ ติ ด ยั ง ไม่ ไ ด้ รั บ ตั ว ผู้ ต้ อ ง ห า

เพ่ือไปดาเนินการให้ครบถ้วนตามแผนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา ๒๕ แห่ง
พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ การท่ีพนักงานอัยการได้ดาเนินคดี
ต่อไปโดยส่ังฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน)
โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และได้ย่ืนฟ้องผู้ต้องหาในความผิดที่ส่ังฟ้องแล้ว แต่ศาลช้ันต้น
พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่ได้นาตัว
ผตู้ ้องหาไปดาเนินการตามแผนฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดใหค้ รบถ้วนจึงเป็นการไม่ชอบ
ดังนน้ั คาส่งั ของพนกั งานอยั การทสี่ ่งั ฟ้องและส่ังไม่ฟอ้ งผตู้ อ้ งหาคดนี ้ีจึงไมช่ อบด้วยกฎหมาย

______________________________
ข้อเท็จจริงได้ความวา่ เมื่อวนั ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ ร้อยตารวจเอก พ. ผูก้ ลา่ วหา จับกุม
นางสาว ป. ผู้ตอ้ งหาได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ)์ จานวน 1 ซอง นาหนกั ๐.๐๓ กรัม เป็นของกลาง
จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครอง
โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และนาตวั ผู้ต้องหาพร้อมของกลางสง่ พนักงานสอบสวนดาเนินคดี ชันสอบสวน
ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพและรับว่าได้เสพเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) สองวันก่อนถูกจับกุม
พนักงานสอบสวนจึงแจง้ ข้อกลา่ วหาผู้ต้องหาว่าเสพและมยี าเสพติดใหโ้ ทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามนี )
ไวใ้ นครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และยนื่ คาร้องขอให้ศาลชันต้นมีคาสง่ั ส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุม
เพื่อตรวจพิสูจน์การเสพและติดยาเสพติดและศาลชันต้นได้มีคาสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุม
เพื่อตรวจพิสูจนก์ ารเสพและติดยาเสพติด และแจ้งคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ตดิ ยาเสพติด
ซ่ึงคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้มีคาวินิจฉัยว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เสพและ
กาหนดแผนให้ผู้ต้องหาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แบบไม่ควบคุมตัว ต่อมา
ผู้ต้องหาขาดการบาบัดและขาดการรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่สามารถติดต่อ

14 ค�ำช้ีขาดความเห็นแยง้

ผตู้ ้องหาได้ คณะอนุกรรมการฟ้ืนฟสู มรรถภาพผ้ตู ดิ ยาเสพติดไดม้ ีคาส่งั พิจารณาผลการฟืน้ ฟูสมรรถภาพ
ผู้ติดยาเสพติดแล้ว ไม่เป็นท่ีพอใจและให้ส่งคืนพนักงานอัยการเพ่ือแจ้งพนักงานสอบสวนดาเนินคดี
ในความผิดฐานเสพและมียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืน
ต่อกฎหมาย

อัยการจังหวัดสงขลามีคาสั่งฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท ๑
(เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยฝา่ ฝืนต่อกฎหมาย และมคี าส่ังไม่ฟอ้ งผู้ตอ้ งหาในความผิด
ฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาย่ืนฟ้อง
ผู้ต้องหาต่อศาลจังหวัดสงขลา และศาลจงั หวดั สงขลามคี าพิพากษายกฟ้อง

ผบู้ ญั ชาการตารวจภูธรภาค ๙ มีความเห็นแยง้ คาสง่ั ไม่ฟอ้ งผูต้ อ้ งหาในความผิดฐานเสพยาเสพติด
ให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามนี ) โดยฝา่ ฝนื ต่อกฎหมาย

คดีมีประเด็นให้พิจารณาชีขาดเฉพาะความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑
(เมทแอมเฟตามนี ) โดยฝา่ ฝืนตอ่ กฎหมาย หรอื ไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เม่ือคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่ได้
รับตัวผู้ต้องหาเพ่ือไปดาเนินการให้ครบถ้วนตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม
มาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ การที่พนักงานอัยการ
ได้ดาเนินคดีต่อไปโดยส่ังฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามนี )
โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาในความผิดที่สั่งฟ้องแล้วแต่ศาลจังหวัดสงขลา
พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่ได้นาตัว
ผู้ต้องหาไปดาเนินการตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ครบถ้วนจึงเป็นการไม่ชอบ
ดังนันคาสั่งของพนักงานอัยการจังหวัดสงขลาที่สั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคดีนีจึงไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย ความเห็นแย้งของผู้บัญชาการตารวจภูธรภาค ๙ จึงไม่ใช่ความเห็นแย้งตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕/๑ ที่อัยการสูงสุดต้องพิจารณาชีขาด แต่ต้อง
เพิกถอนคาสั่งของพนักงานอัยการที่มีคาส่ังไม่ฟ้องและแจ้งให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ผู้ตดิ ยาเสพตดิ ให้ดาเนินการตามอานาจหน้าทต่ี อ่ ไป
ความรูท้ ีไ่ ด้จากการปฏิบัติงานเร่ืองน้ี

เม่ือคณะอนุกรรมการฟ้นื ฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพตดิ ได้กาหนดแผนให้ผู้ต้องหาเข้ารับการ
ฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว แม้ต่อมาผู้ต้องหาจะไม่เข้ารับการบาบัด ไม่มารายงานตัว
ตอ่ เจ้าหน้าท่ี และไม่สามารถติดตามผตู้ ้องหาได้ เมื่อได้ตัวผู้ต้องหามาแล้วพนักงานเจา้ หน้าท่ีต้อง
นาตัวผู้ต้องหากลับไปบาบัดฟื้นฟูตามแผนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 15

ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 33 วรรคสอง
บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวน
หรือพนักงานอัยการเพ่ือประกอบการพิจารณาดาเนินคดีเมื่อผู้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
ได้รับการฟื้นฟูจนครบกาหนดเวลาแล้วแต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นท่ีพอใจ การท่ีคณะอนุกรรมการ
ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ดาเนินการตามขันตอนที่กฎหมายกาหนดไว้ย่อมส่งผล
ต่ออานาจฟ้องของพนักงานอยั การ

16 คำ� ชีข้ าดความเหน็ แยง้

การสัง่ คดกี รณผี ูต้ ้องหาเป็นนติ บิ คุ คลถกู ขีดช่ือออกจากทะเบียน
คาชี้ขาดความเห็นแยง้ ท่ี 1055/2560

ป.วิ.อ. สิทธินำคดอี ำญำมำฟอ้ งระงบั (มำตรำ ๓๙ (๑))
พ.ร.บ. ป๋ยุ พ.ศ. 2518 (มำตรำ 3, 3๐, ๓๔, ๓๕, ๗๑, ๗๒, ๗๒/๕)
ระเบียบสำนักงำนอัยกำรสูงสุดว่ำด้วยกำรดำเนินคดีอำญำของพนักงำนอัยกำร พ.ศ. 2547
ข้อ 54 วรรคสอง (๑)

การท่ีห้างหุ้นส่วนจากัด น. ผ้ตู ้องหาท่ี ๑ ถูกนายทะเบียนห้นุ สว่ นบริษัทจงั หวัดปทมุ ธานี
ขีดช่ือออกจากทะเบียน ดังน้ัน ผู้ต้องหาท่ี ๑ จึงมีสถานะเป็นห้างหุ้นส่วนร้าง ตามความใน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๗๓/๓ มีผลให้ผู้ต้องหาท่ี ๑ สิ้นสภาพบุคคล
ตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียน ส่วนที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๒๗๓/๓ กาหนดว่า แต่ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ
ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นมีอยู่เท่าไรก็ให้คงมีอยู่อย่างน้ันและพึงเรียกบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วน
หรือบริษัทนน้ั ยังมิได้สิ้นสภาพนิติบุคคล และมาตรา ๑๒๔9 กาหนดว่า ห้างหุ้นสว่ นก็ดี บรษิ ัทก็ดี
แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาท่ีจาเป็นเพ่ือการชาระบัญชี นั้น
เป็นบทบัญญัติท่ีกาหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้น
ยังมคี วามรบั ผิดทางแพง่ และถือวา่ ยังคงต้งั อยูเ่ ท่าเวลาท่ีจาเปน็ เพื่อการชาระบัญชีเทา่ นนั้ มิได้
หมายความว่ายังคงมีสภาพนิตบิ ุคคลอันจะต้องรับผิดทางอาญาแต่อย่างใด เมื่อหา้ งหนุ้ ส่วนจากัด น.
ผตู้ ้องหาท่ี 1 สิ้นสภาพบุคคล สิทธิการนาคดีอาญามาฟ้องยอ่ มระงับไปตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙ (๑) และเป็นเงื่อนไขระงับคดีตามระเบียบสานักงาน
อัยการสูงสุดว่าด้วยการดาเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๗, ๕๔ วรรคสอง (๑)
ประกอบข้อ ๗ จึงเป็นกรณีท่ีต้องมีคาสั่งยุติการดาเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ ๑ โดยไม่ต้อง
ออกคาสงั่ ไมฟ่ ้อง

______________________________
คดีนี้ ข้อเท็จจรงิ ไดค้ วามว่า เมือ่ วนั ที่ ๔ กนั ยายน ๒๕๕๒ นาย ป. เจ้าหนา้ ทีส่ านกั วจิ ัยและ
พฒั นาการเกษตรเขตที่ ๓ กับพวก ได้ไปตรวจสอบปุ๋ยเคมีท่ีกลุ่มเกษตรกรบ้านคลอง... ซงึ่ ซื้อมาจาก
นาย ส. กับพวก ตามที่กลุม่ เกษตรกรร้องเรียน ซ่ึงนาย ส. กบั พวกได้โฆษณาว่า ซอ้ื ปุ๋ยดังกล่าวมา
จากหา้ งหุ้นส่วนจากัด น. ผู้ต้องหาที่ ๑ ซ่ึงมีสถานที่ผลิตอยู่ที่จงั หวดั ปทุมธานี จากการตรวจสอบ

อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 17

พบอาหารพืชชนิดพิเศษเกรดเอ เคร่ืองหมายการค้าตราเสือป่า ไม่ระบุทะเบียนเลขที่ ไม่ระบุ
ผู้ผลิต ภาชนะบรรจุเป็นกระสอบพลาสติกสาน ขนาด ๕๐ กิโลกรัม นาย ป. กับพวกได้เก็บ
ตัวอย่างเพื่อนามาตรวจสอบ ๕๐ กิโลกรัม และอายัดไว้ ๕๐ กิโลกรัม แล้วนาตัวอย่างดังกล่าว
ส่งไปยงั กลุ่มพัฒนาการตรวจสอบพืชและปัจจยั การผลิต สานักวจิ ัยและพัฒนาการเกษตรเขตท่ี ๓
เพื่อทาการตรวจวิเคราะห์หาปริมาณธาตุอาหารรับรอง และตรวจสอบใบสาคัญการข้ึนทะเบียน
ปยุ๋ เคมี ใบอนุญาตผลติ ป๋ยุ เคมีเพื่อการค้ากับกลมุ่ ควบคุมปุ๋ย สานักควบคุมพชื และวัสดกุ ารเกษตร
ผลการตรวจสอบได้ความว่าปุ๋ยตัวอย่างดังกล่าวจัดเป็นปุ๋ยเคมีประเภทให้ธาตไุ นโตรเจน เพราะมี
ปริมาณไนโตรเจนท้ังหมด ๕ % และอยู่ในรปู ท่ีเป็นประโยชน์ตอ่ พชื มีค่าการนาไฟฟ้า (EC) > ๑๐
dsm - ๑ ซึ่งเป็นค่าที่เกินกว่าสารปรับปรุงดิน ผู้ใดจะผลิตปุ๋ยเคมีเพ่ือการค้าต้องนาปุ๋ยเคมีดังกล่าว
ไปขน้ึ ทะเบยี น แต่จากการตรวจสอบ ไมพ่ บวา่ มีการขึ้นทะเบยี นปุ๋ยเคมีดงั กล่าว และภาชนะบรรจุ
ป๋ยุ เคมีดังกล่าวไม่มีการระบุเลขทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจากดั น. ผู้ต้องหาที่ ๑ มีผู้ต้องหาที่ ๒ เป็น
หุ้นสว่ นผู้จัดการ และได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพ่ือการค้า กรมวชิ าการเกษตรจงึ แจ้งความเพ่ือ
ดาเนนิ คดีนี้กับผูต้ ้องหาทง้ั สอง

ช้ันสอบสวนผู้ต้องหาท้ังสองให้การว่า ปุ๋ยตัวอย่างที่นามาตรวจวิเคราะห์นั้นเป็นปุ๋ย
ที่ห้างหุ้นส่วนจากัด น ผู้ต้องหาท่ี ๑ เป็นผู้ผลิตและจาหน่ายจริง แต่ต่อสู้ว่าปุ๋ยตัวอย่างดังกล่าว
มีคุณสมบัติเป็นเพียงแร่โคโดไมซ์ ซึ่งเป็นละอองเศษปุ๋ยท่ีคัดมาจากปุ๋ยสูตรที่ใช้ไม่ได้อย่างปุ๋ย
มคี ุณสมบตั ิเพียงเป็นสารปรับปรุงดิน เป็นสารลอดตะแกรง โดยมีจุดประสงค์ทจี่ ะใช้เพ่ือปรบั ปรุง
ดินให้ร่วนข้ึนและท่ีจาหน่ายไปก็จาหน่ายสารปรับปรุงดิน มิได้มีการปิดบังคุณสมบัติใด ๆ และ
มิได้กล่าวอ้างว่าเป็นปุ๋ยแต่อย่างใด และไม่ทราบว่าในสารดังกล่าวน้ันมีส่วนประกอบของ
ธาตุอาหารพืชที่จะถือว่าเป็นปุ๋ยเคมี ซึ่งสารอาหารชนิดพิเศษเกรดเอ ตราเสือป่า ที่ผลิตไปนั้นนาน ๆ
ถงึ จะผลิตสกั ครง้ั หนึง่ เน่อื งด้วยเพราะตอ้ งเกบ็ สะสมเศษปุ๋ยใหม้ ากพอท่จี ะบรรจุเปน็ กระสอบได้

พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาท้ังสอง ฐานร่วมกันผลิตและจาหน่าย
ปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ข้ึนทะเบียนไว้ ตามพระราชบัญญัติปุ๋ยพ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๐ (๕)
ประกอบมาตรา ๗๑, ๗๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓

อัยการจังหวัดธัญบุรีส่ังไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง ฐานร่วมกันผลิตและจาหน่ายปุ๋ยเคมี
ท่ีต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ข้ึนทะเบียนไว้ ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๐ (๕)
ประกอบมาตรา ๗๑, ๗๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓

ผู้บัญชาการตารวจภธู รภาค ๑ แยง้ คาสั่งไมฟ่ อ้ งผ้ตู ้องหาทัง้ สอง

18 คำ� ชีข้ าดความเห็นแย้ง

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า เม่ือวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒ นาย ป. กับพวกซ่ึงเป็น
พนักงานเจ้าหน้าท่ี สานักวจิ ัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ ๓ กรมวิชาการเกษตร ได้ไปตรวจสอบ
ปุ๋ยเคมีท่ีกลุ่มเกษตรกรบ้านคลอง... ตามที่ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มเกษตรกรบ้านคลอง...ว่า
สง่ั ซื้อปุ๋ยลอดตะแกรงมาจาก นาย ง. นาง ฝ. นาย ม. และนาง ป. จากการตรวจสอบพบอาหารพืช
ชนิดเกรดเอ เคร่ืองหมายการค้าตราเสือป่า ไม่ระบุทะเบียนเลขที่ ไม่ระบุผู้ผลิต ภาชนะบรรจุ
กระสอบพลาสติกสาน ขนาด ๕๐ กโิ ลกรัม จงึ เก็บตวั อย่างปยุ๋ เพ่อื ตรวจสอบ จานวน ๕๐ กิโลกรัม
และอายัดไว้เป็นหลักฐาน จานวน ๕๐ กิโลกรัม ส่งตัวอย่างปุ๋ยตรวจวิเคราะห์กลุ่มพัฒนาการ
ตรวจสอบพืชและปัจจัยการผลิต สานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตท่ี ๓ จังหวัดขอนแก่น
ผลการตรวจวิเคราะห์ มีธาตุอาหาร ไนโตรเจน (N) ๕.๐ มีค่าการนาไฟฟ้า (EC) ๑๐.๘ (dS/m) ซ่ึง
นาย ส. นักวชิ าการเกษตรชานาญการพเิ ศษ และนางสาว ป. นักวิชาการเกษตรชานาญการพิเศษ
ผู้อานวยการกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยาให้ความเห็นว่า เป็นปุ๋ยเคมีประเภทให้ธาตุอาหารไนโตรเจน
เพราะมีปริมาณ ไนโตรเจนท้ังหมด ๕ % และอยู่ในรูปทเ่ี ป็นประโยชน์ตอ่ พชื จึงมีค่าการนาไฟฟ้า
(EC) › ๑๐ dSm - 1 ซึ่งเป็นค่าที่เกินกว่าเกณฑ์ของสารปรับปรุงดิน และนางสาว ก. ผู้กล่าวหา
ให้การยืนยนั วา่ เมอ่ื ผลิตภณั ฑด์ ังกล่าวจัดเป็นปยุ๋ เคมี ผู้ใดจะทาการผลติ ปุ๋ยเคมีเพอ่ื การค้าต้องนา
ปุ๋ยเคมีดังกล่าวไปขึ้นทะเบียน แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีการข้ึนทะเบียนปุ๋ยเคมีดังกล่าว
ประกอบกับภาชนะบรรจุปุ๋ยเคมีดังกล่าวไม่มีการระบุเลขทะเบียนไว้ จึงเป็นปุ๋ยเคมีที่ต้อง
ขึ้นทะเบียนแตไ่ ม่ไดข้ ึ้นทะเบยี น ตามมาตรา ๓๐ (๕) แหง่ พระราชบญั ญตั ิปยุ๋ พ.ศ. ๒๕๑๘ ขณะเกิดเหตุ
ผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของผู้ต้องหาที่ ๑ แต่เพียงผู้เดียว โดยผู้ต้องหาท้ังสอง รับว่า
เป็นผู้ผลิตและจาหน่ายปุ๋ยดังกล่าวจริง ผู้ต้องหาท่ี ๑ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ ผู้ดาเนินการเป็นผู้ได้รับ
ใบอนุญาตให้ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า เม่ือผู้ต้องหาท้ังสองไม่ได้รับใบสาคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี
คดีนี้ ผู้ต้องหาท้ังสองจึงไม่สามารถผลิตปุ๋ยเคมีคดีนี้เพื่อการค้าได้ตามมาตรา ๓๕ แห่ง
พระราชบญั ญัตปิ ๋ยุ พ.ศ. ๒๕๑๘ คดมี ีพยานหลักฐานพอฟ้องผูต้ อ้ งหาท้ังสองตามข้อกล่าวหา

เน่ืองจาก ห้างหุ้นส่วนจากัด น. ผตู้ ้องหาที่ ๑ ถูกนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดปทุมธานี
ขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้ว ดังนั้น ผู้ต้องหาที่ ๑ จึงมีสถานะเป็นห้างหุ้นส่วนร้าง ตามความใน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๗๓/๓ มผี ลให้ผู้ต้องหาท่ี ๑ สิ้นสภาพบคุ คลตง้ั แต่
เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียน ส่วนที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
๑๒๗๓/๓ กาหนดว่า แต่ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จดั การ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผ้จู ัดการ และ
ผู้ถือหุ้นมีอยู่เท่าไรก็ให้คงมีอยู่อย่างน้ันและพึงเรียกบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทน้ัน
ยงั มิได้ส้ินสภาพนติ บิ ุคคล และมาตรา ๑๒๔9 กาหนดว่า หา้ งหุ้นสว่ นก็ดี บริษทั ก็ดี แม้จะได้เลิกกนั แล้ว
ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จาเป็นเพื่อการชาระบัญชี นั้น เป็นบทบัญญัติ

อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 19

ที่กาหนดใหห้ ุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถอื หุ้น ยังมีความรับผิดทางแพ่ง
และถือว่ายังคงตั้งอยู่เท่าเวลาที่จาเป็นเพื่อการชาระบัญชีเท่านั้น มิได้หมายความว่ายังคงมี
สภาพนิติบุคคลอันจะต้องรับผิดทางอาญาแต่อย่างใด เม่ือห้างหุ้นส่วนจากัด น. ผ้ตู ้องหาที่ 1 ส้ินสภาพ
บุคคล สิทธิการนาคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๓๙ (๑) และเป็นเงื่อนไขระงับคดีตามระเบียบสานักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดาเนิน
คดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๗, ๕๔ วรรคสอง (๑) ประกอบข้อ ๗ ตามนัยหนังสือ
ตอบข้อหารือกองเศรษฐกิจ ของสานักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด ที่ อส ๐๐๐๘ (กก๓)/๒๐๔๘
ลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐ และแนวคาวนิ ิจฉัยของอัยการสูงสุดในสานวนช้ีขาดความเห็นแย้ง
ท่ี ชย.๔๕/๒๕๕๗ จึงเป็นกรณีที่ต้องมีคาสั่งยุติการดาเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ ๑ โดยไม่ต้อง
ออกคาส่ังไมฟ่ ้อง

จึงมีคาสั่ง ชี้ขาดให้ฟ้อง นาย น. ผู้ต้องหาที่ ๒ ฐานร่วมกันผลิตและจาหน่ายปุ๋ยเคมีท่ีต้อง
ขนึ้ ทะเบียนแต่ไมไ่ ดข้ ึ้นทะเบียนไวต้ ามพระราชบญั ญตั ิปุย๋ พ.ศ. 2518 มาตรา 3, 3๐, ๓๔, ๓๕, ๗๑,
๗๒, ๗๒/๕ พระราชบัญญัติปยุ๋ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 18, 23, 36 พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพ่ิมเติมบทบญั ญัติแหง่ กฎหมายท่ีเกย่ี วกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิตบิ ุคคล พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา ๓ บัญชีท้ายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายท่ีเกี่ยวกับความรับผิด
ในทางอาญาของผแู้ ทนนิติบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๑๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 กับส่ังยุติ
การดาเนินคดีกับห้างหุ้นส่วนจากัด น. ผู้ต้องหาท่ี ๑ ฐานร่วมกันผลิตและจาหน่ายปุ๋ยเคมีท่ีต้อง
ขนึ้ ทะเบียนแตไ่ ม่ได้ขนึ้ ทะเบยี นไว้ ตามพระราชบญั ญตั ิปุย๋ พ.ศ. 2518 มาตรา 3, 3๐, ๓๔, ๓๕,
๗๑, ๗๒, ๗๒/๕ พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 18, 23, 36 เพราะ
ผู้ต้องหาสิ้นสภาพบุคคล ตามระเบียบสานักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดาเนินคดีอาญาของ
พนักงานอยั การ พ.ศ. 2547 ข้อ 54 วรรคสอง (๑)
ข้อสงั เกต

1. ข้อเท็จจริงปรากฏในระหว่างการพิจารณาช้ีขาดความเห็นแย้งว่า ห้างหุ้นส่วนจากัด
ถูกนายทะเบียนหนุ้ ส่วนบรษิ ทั จังหวดั ปทุมธานี ขีดชอื่ ออกจากทะเบียน

2. การท่ีห้างหุ้นส่วนจากัดถูกนายทะเบียนขีดชอ่ื ออกจากทะเบียน ตามคาสั่งสานักงานทะเบียน
หุ้นสว่ นบริษัทจังหวดั ปทุมธานี มีผลทาให้ห้างหุ้นสว่ นจากัดสน้ิ สภาพบุคคลตงั้ แต่เม่ือนายทะเบียน
ขีดช่ือออกจากทะเบียน สิทธิการนาคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙ (๑) และเป็นเง่ือนไขระงับคดีตามระเบียบสานักงานอัยการสูงสุด

20 ค�ำช้ีขาดความเหน็ แยง้

วา่ ด้วยการดาเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๗, ๕๔ วรรคสอง (๑) เป็นกรณี
ท่ตี อ้ งมคี าส่ังยตุ กิ ารดาเนินคดกี บั หา้ งห้นุ สว่ นจากัดโดยไมต่ ้องออกคาสง่ั ไม่ฟอ้ ง

3. ส่วนท่ีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๗๓/๓ กาหนดว่า แต่ความรับผิด
ของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นมีอยู่เท่าไรก็ให้คงมีอยู่อย่างน้ัน
และพึงเรยี กบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วนหรอื บริษัทนั้นยังมไิ ด้สิ้นสภาพนติ ิบุคคล และมาตรา ๑๒๔9
กาหนดว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลา
ท่ีจาเป็นเพ่ือการชาระบัญชี นั้น เป็นบทบัญญัติที่กาหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน
กรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นยังมีความรับผิดทางแพ่งและถือว่ายังคงตั้งอยู่เท่าเวลาท่ีจาเป็น
เพ่ือการชาระบัญชีเท่าน้ัน มิได้หมายความว่ายังคงมีสภาพนิติบุคคลอันจะต้องรับผิดทางอาญา
แต่อยา่ งใด

อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 21

จำเลยเคยต้องคำพิพำกษำของศำลจำคุกมีกำหนด 2 ปี ในควำมผิดฐำนมียำเสพติด
ให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ำย ซึ่งโจทก์ได้บรรยำยฟ้องประวัติ
กำรเคยต้องโทษไว้แล้ว ท้ังได้แนบเอกสำรประวัติต้องโทษของจำเลยไปท้ำยฟ้องด้วย
ศำลอุทธรณ์รอกำรลงโทษจำเลยไมไ่ ด้
คำช้ีขำดควำมเห็นแย้งฎีกำท่ี 32/2562

พ.ร.บ. อาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
(มาตรา 7, 72)

ป.อ. รอการลงโทษ (มาตรา 56)

โจทก์ได้บรรยำยฟ้องเกี่ยวกับประวัติกำรเคยต้องโทษของจำเลยไว้ชัดเจนแล้ว อีกท้ัง
ได้แนบเอกสำรประวัติกำรต้องโทษของจำเลยไปท้ำยฟ้องด้วย และในวันนัดสอบคำให้กำร
จำเลยให้กำรรับสำรภำพโดยมิได้โต้แย้งประวัติกำรต้องโทษแต่อย่ำงใด ข้อเทจ็ จริงจึงรับฟงั ได้ว่ำ
จำเลยเคยต้องคำพิพำกษำให้จำคุกมำก่อน จึงไม่เข้ำหลักเกณฑ์ที่ศำลอุทธรณ์จะรอกำรลงโทษ
แก่จำเลยตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 56

______________________________

คดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวนเป็นโจทก์ฟ้องจาเลย ฐานมีอาวุธปืนและเครื่อง
กระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน
วตั ถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 และโจทกบ์ รรยายฟ้องว่า
จาเลยเคยถูกจาคุกมีกาหนด 2 ปี พ้นโทษมาแล้วเกินกว่าห้าปี ท้ังแนบเอกสารประวัติการต้องโทษ
ของจาเลยไปท้ายฟอ้ งดว้ ย

จาเลยใหก้ ารรบั สารภาพ
ศาลจังหวัดหลงั สวนพิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดตามพระราชบัญญตั ิอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน
วัตถรุ ะเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และสงิ่ เทียมอาวุธปนื พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 จาคุก 6 เดอื น จาเลยใหก้ าร
รับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 78 กงึ่ หน่งึ คงจาคุก 3 เดือน ริบของกลาง
จาเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจาเลย 2,000 บาท อีกสถานหน่ึงลดโทษให้
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,000 บาท เม่ือรวมกับโทษตามคาพิพากษา

22 คำ� ชข้ี าดความเหน็ แย้ง

ศาลชน้ั ต้น คงจาคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท รอการลงโทษจาคกุ ไว้มีกาหนด 1 ปี แต่ให้
คุมประพฤติจาเลยไว้ภายในระยะเวลาท่ีรอการลงโทษจาคุก โดยให้จาเลยไปรายงานตัวต่อ
พนักงานคุมประพฤติ 4 คร้ัง และทางานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามท่ีพนักงาน
คมุ ประพฤตเิ หน็ สมควรกาหนดเปน็ เวลา 12 ช่ัวโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

อยั การพเิ ศษฝา่ ยคดีศาลสงู 2 ภาค 8 สั่งไมฎ่ ีกา
รองผู้บัญชาการตารวจภูธรภาค 8 ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตารวจภูธรภาค 8
มคี วามเหน็ แย้งคาสัง่ ไม่ฎีกาโดยมคี วามเห็นวา่ จาเลยในคดีน้เี คยตอ้ งโทษจาคกุ ตามคาพิพากษามาก่อน
จึงไมอ่ ยู่ในหลกั เกณฑท์ ี่ศาลจะรอการลงอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ได้
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าจาเลยเคยถูกจาคุกตามคาพิพากษา
ของศาลมีกาหนด 2 ปี ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่าย
ตามคดหี มายเลขแดงท่ี 1561/2562 ของศาลจังหวดั หลังสวน สว่ นท่ีศาลอุทธรณเ์ หน็ วา่ ที่ศาลชัน้ ต้น
อ้างในคาพิพากษาว่าจาเลยต้องโทษจาคุกมาก่อน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสานวนตามฟ้องโจทก์ นั้น
เห็นว่า ในคดีน้ีโจทก์ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับประวัติการเคยต้องโทษของจาเลยไว้ชัดเจนแล้ว
อีกทั้งได้แนบเอกสารประวัติการต้องโทษของจาเลยไปท้ายฟ้องด้วย และในวันนัดสอบคาให้การ
จาเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้โต้แย้งประวัติการต้องโทษแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า
จาเลยเคยต้องคาพิพากษาให้จาคุกมาก่อน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลอุทธรณ์จะรอการลงโทษ
แก่จาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่แก้ไขใหม่ คาพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้
จึงยังไม่ถูกต้อง อน่ึง กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามฎีกา ตามประมวล
กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา 219
จงึ ชีข้ าดให้ฎีกา

อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 23

คดีน้ีตามฟ้องของโจทก์ในข้อ 1 (ข) และ (ค) ได้ฟ้องจาเลย มีฝ่ินไว้ในครอบครอง
เพ่ือจาหน่ายและจาหน่ายฝิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อการกระทาความผิดของ
จาเลยตามฟ้องข้อ 1 (ข) และ (ค) เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 และวัตถุแห่ง
การกระทาผิดของจาเลยเป็นฝิ่น แม้ตามคาฟ้องของโจทก์ในข้อ 1 (ข) และ (ค)
จะไม่ได้ทาการคานวณเป็นสารบริสุทธิ์ไว้ แต่ได้ระบุน้าหนักสุทธิของฝิ่นไว้จานวน
๔๓.๖๗๐ กรัม กถ็ ือว่าฝิ่นที่โจทกฟ์ อ้ งคานวณเปน็ สารบริสทุ ธิไ์ ม่เกินหน่ึงร้อยกรมั จงึ ตอ้ ง
ลงโทษจาเลย ตามพระราชบญั ญัติยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. 2522 มาตรา ๖9 วรรคสาม
คาชี้ขาดความเห็นแยง้ อทุ ธรณ์ท่ี ๙๐/๒๕๖๒

ป.วิ.อ. บรรยายฟ้อง, การสบื พยาน (มาตรา ๑๕๘ (๕), ๑๗๔)
พ.ร.บ. ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ (มาตรา ๖๙ วรรคสอง วรรคสาม)

คดนี ต้ี ามพระราชบญั ญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา ๖9 บญั ญัติไวว้ า่ “ผใู้ ด
มีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องระวาง
โทษจาคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจาทั้งปรับ วรรคสอง บัญญัติว่า
ผู้ใดจาหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายซ่ึงยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 อันเป็น
การฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหม่ืนบาท
ถึงสองแสนบาท หรือท้ังจาท้ังปรับ และวรรคสามบัญญัติไว้ว่า ถ้ายาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นวัตถุ
แห่งการกระทาความผิดตามวรรคสองเป็นมอร์ฟีน ฝ่ิน หรือโคคาอีน มีปริมาณคานวณเป็น
สารบริสุทธิ์ไม่ถึงหน่ึงร้อยกรัม ผู้นั้นต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่สามปีถึงย่ีสิบปี หรือปรับตั้งแต่
หกหม่ืนบาทถึงสี่แสนบาท หรือท้ังจาทั้งปรับ แต่ถ้ามอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีนนั้นมีปริมาณ
คานวณ เป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่หนึ่งร้อยกรัมขึ้นไป ต้องระวางโทษจาคุก ต้ังแต่ห้าปี
ถึงจาคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท” ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 69
ดังกล่าว ถ้ายาเสพติดให้โทษประเภท 2 ซึ่งวัตถุแห่งการกระทาความผิดไม่ใช่มอร์ฟีน ฝิ่น
และโคคาอีน เม่ือมีไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายหรือจาหน่าย ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ
ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา ๖9 วรรคสอง แต่ถ้าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2
และวัตถุแห่งการกระทาความผิดเป็น มอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน จึงต้องระวางโทษตาม
พระราชบัญญัตยิ าเสพตดิ ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 วรรคสาม หากคานวณเป็นสารบริสุทธ์ิ
ต้ังแต่หน่ึงร้อยกรัมข้ึนไป จึงต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

24 คำ� ชี้ขาดความเห็นแย้ง

มาตรา ๖9 วรรคสาม ตอนท้าย คดีน้ีตามฟ้องของโจทก์ในข้อ 1 (ข) และ (ค) ได้ฟ้องจาเลย
มีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายและจาหน่ายฝิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เม่ือการกระทาความผิด
ของจาเลยตามฟ้องข้อ 1 (ข) และ (ค) เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 และวัตถุแห่งการ
กระทาผิดของจาเลยเป็นฝ่ิน แม้ตามคาฟ้องของโจทก์ในข้อ 1 (ข) และ (ค) จะไม่ได้ทาการ
คานวณเป็นสารบริสุทธิ์ไว้ แต่ได้ระบุน้าหนักสุทธิของฝิ่นไว้จานวน ๔๓.๖๗๐ กรัม ก็ถือว่าฝิ่น
ท่ีโจทก์ฟ้องคานวณเป็นสารบริสุทธ์ิไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม จึงต้องลงโทษจาเลยตามพระราชบัญญัติ
ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา ๖9 วรรคสาม ดังน้ัน การท่ีศาลจังหวัดฮอดลงโทษจาเลย
ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 วรรคสอง จึงเป็นการลงโทษ
ไมต่ รงตามคาฟอ้ งของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ ช้ีขาดให้อทุ ธรณ์

______________________________
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันท่ี 3 มกราคม 2562 เวลากลางวัน จาเลยกระทาความผิด
ต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กลา่ วคือ (ก) จาเลยเสพเมทแอมเฟตามนี อันเป็นยาเสพติดให้โทษ
ในประเภท 1 จานวน 1 เม็ดหรือหน่วยการใช้ ด้วยวิธีนาเมทแอมเฟตามีนวางไว้บนกระดาษฟอยล์
จุดไฟลนจนเกิดไอระเห ยเป็น ควัน แล้วสูดรับควันเข้าสู่ร่างกายอันเป็นการ ฝ่าฝืน ต่อกฎ หมาย
ภายหลังจาเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว จาเลยซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ขับรถจักรยานยนต์
คันหมายเลขทะเบียน ๑ กด ๕๘๗๔ เชียงใหม่ แล่นไปตามถนนสาธารณะในหมู่บ้าน หมู่ที่ 15
ตาบลบ้านแปะ อาเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในขณะที่จาเลยมีสารเสพติดดังกล่าวอยู่ใน
ร่างกายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย (ข) จาเลยมีฝ่ิน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒
จานวน 6 ห่อ น้าหนักสุทธิ ๔๓.๖๗๐ กรัม ไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
อันเป็นการฝา่ ฝนื ต่อกฎหมาย และ (ค) จาเลยจาหนา่ ยโดยการขายฝนิ่ จานวน 1 ห่อ นา้ หนักสทุ ธิ
10.000 กรัม ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของฝ่ินท่ีจาเลยมีไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายให้กับสายลับผู้ล่อซื้อ
ในราคา 500 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดท่ี ตาบลบ้านแปะ
อาเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานจับจาเลยพร้อมยึดฝ่นิ ที่จาเลยมีไว้
ในครอบครองเพื่อจาหน่ายและจาหน่ายและรถจักรยานยนต์ทจ่ี าเลยใช้เป็นยานพาหนะในการนาฝ่ิน
มาจาหน่ายให้กับสายลับผู้รับซื้อดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจาเลยตามพระราชบัญญัติ
ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, ๘, ๑๗, ๕๗, ๖๙, ๙๑, ๙๗ พระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขอรบิ ฝ่ินท่ีเหลือจากการ
ตรวจพิสจู น์และรถจกั รยานยนตข์ องกลางและเพมิ่ โทษจาเลยอีกกงึ่ หน่ึงตามกฎหมาย

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 25

จาเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจาเลยที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ โดยรับว่า
เคยต้องโทษจาคกุ และพน้ โทษจริงตามฟอ้ ง

ศาลจังหวัดฮอดพิพากษาลงโทษจาเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
มาตรา 17 วรรคหน่ึง, 57, ๖9 วรรคสอง, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา
43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทาของจาเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้
ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผดิ ไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีฝ่นิ ไวใ้ นครอบครอง
เพื่อจาหน่าย จาคุก 1 ปี ฐานจาหน่ายฝ่ิน จาคุก 1 ปี ฐานขับรถขณะมีสารเสพติดเมทแอมเฟตามีน
อยู่ในร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายท่ีมีโทษหนักท่ีสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จาคุก 8 เดือน
เพ่ิมโทษจาเลยก่ึงหน่ึงตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 9๗ ฐานมีฝ่ิน
ไวใ้ นครอบครองเพ่ือจาหน่าย จาคกุ 1 ปี 6 เดือน ฐานจาหน่ายฝ่นิ จาคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานขับรถ
ขณะมีสารเสพติดเมทแอมเฟตามีนอยู่ในร่างกาย จาคุก ๑2 เดือน รวมจาคุก 2 ปี 24 เดือน
จาเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึง่ หน่ึง คงจาคกุ ๑ ปี ๑๒ เดือน ริบของกลาง

อัยการศาลสูงจงั หวัดเชียงใหม่ มคี าสง่ั ไมอ่ ทุ ธรณ์
ผบู้ ญั ชาการตารวจภธู รภาค ๕ แย้งคาสง่ั ไม่อุทธรณ์ของพนักงานอัยการ
อัยการสูงสุดพจิ ารณาแล้ว เห็นว่า คดนี ี้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
มาตรา ๖9 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 อันเป็นการฝ่าฝืน
มาตรา 17 ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหน่ึงแสนบาท หรือท้ังจาท้ังปรับ
วรรคสอง บัญญัติว่า ผู้ใดจาหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษ
ในประเภท 2 อนั เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 ตอ้ งระวางโทษจาคุกต้ังแต่หนึ่งปีถึงสบิ ปี หรอื ปรับต้ังแต่
สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือท้ังจาทั้งปรับ และวรรคสามบัญญัติไว้ว่า ถ้ายาเสพติดให้โทษ
ซึ่งเป็นวตั ถุแห่งการกระทาความผิดตามวรรคสองเป็นมอร์ฟีน ฝ่ิน หรือโคคาอนี มีปริมาณคานวณเป็น
สารบริสุทธิ์ไม่ถึงหน่ึงร้อยกรัม ผู้น้ันต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี หรือปรับต้ังแต่
หกหม่ืนบาทถึงส่ีแสนบาท หรือท้ังจาท้ังปรับ แต่ถ้ามอร์ฟีน ฝ่ิน หรือโคคาอีนนั้นมีปริมาณคานวณ
เป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่หน่ึงร้อยกรัมข้ึนไป ต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่ห้าปีถึงจาคุกตลอดชีวิตและ
ปรับต้ังแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท” ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 69 ดังกล่าว ถ้ายาเสพติดให้โทษ
ประเภท 2 ซึ่งวัตถุแห่งการกระทาความผิดไม่ใช่มอร์ฟีน ฝ่ิน และโคคาอีน เม่ือมีไว้ในครอบครอง
เพื่อจาหน่ายหรือจาหน่าย ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

26 คำ� ชข้ี าดความเหน็ แยง้

มาตรา 69 วรรคสอง แต่ถ้าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 และวัตถุแห่งการกระทาความผิดเป็น
มอร์ฟีน ฝ่ิน หรือโคคาอีน จึงต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
มาตรา 69 วรรคสาม หากคานวณเป็นสารบริสุทธิ์ต้ังแต่หน่ึงร้อยกรัมข้ึนไป จึงต้องระวางโทษ
ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา ๖9 วรรคสาม ตอนทา้ ย คดีนี้ตามฟอ้ ง
ของโจทก์ในข้อ 1 (ข) และ (ค) ได้ฟ้องจาเลย มีฝ่ินไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายและจาหน่ายฝ่ิน
โดยไม่ไดร้ ับอนุญาต เม่ือการกระทาความผิดของจาเลยตามฟ้องข้อ 1 (ข) และ (ค) เป็นยาเสพติดใหโ้ ทษ
ประเภท 2 และวัตถุแห่งการกระทาผิดของจาเลยเป็นฝิ่น แม้ตามคาฟ้องของโจทก์ในข้อ 1 (ข)
และ (ค) จะไม่ได้ทาการคานวณเป็นสารบริสุทธิ์ไว้ แต่ได้ระบุน้าหนักสุทธิของฝ่ินไว้จานวน
๔๓.๖๗๐ กรัม ก็ถือว่าฝ่ินท่ีโจทก์ฟ้องคานวณเป็นสารบริสุทธ์ิไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม จึงต้องลงโทษ
จาเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา ๖9 วรรคสาม ดังน้ัน การท่ี
ศาลจังหวัดฮอดลงโทษจาเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69
วรรคสอง จงึ เป็นการลงโทษไม่ตรงตามคาฟอ้ งของโจทก์ จงึ เปน็ การไม่ชอบ ชข้ี าดให้อทุ ธรณ์
หมายเหตุ

คาชี้ขาดความเห็นแย้งอุทธรณ์ท่ี ๙๐/๒๕๖๒ วินิจฉัยทานองเดียวกับคาพิพากษาศาลฎีกา
ที่ ๔๒๑๕/๒๕๔๘ (มติท่ีประชุมใหญ่) ซึ่งวินิจฉัยว่า การมีไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายและ
จาหน่ายซ่ึงฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือนาสืบว่า
มปี ริมาณคานวณเป็นสารบริสุทธ์ิได้จานวนเทา่ ใดก็ต้องปรับบทลงโทษจาเลยตามพระราชบัญญัติ
ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา ๖9 วรรคสาม เน่ืองจากบทบัญญัติในมาตรา ๖9 วรรคสาม
เป็นบทลงโทษที่ขยายความมาจากบทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสอง โดยแยกความผิดเกี่ยวกับ
ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณคานวณเป็นสารบรสิ ุทธิ์
ไม่เกินหน่ึงร้อยกรัม ต้องลงโทษตามวรรคสาม แต่หากเป็นกรณีมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณ
คานวณเป็นสารบริสุทธ์ิเกินกว่าหน่ึงร้อยกรัมข้ึนไป ต้องลงโทษตามวรรคส่ี ดังน้ัน การจาหน่าย
หรือมไี ว้ในครอบครองเพ่อื จาหนา่ ยซึ่งยาเสพตดิ ให้โทษในประเภท 2 เฉพาะ มอร์ฟีน ฝิ่น หรอื โคคาอีน
จึงต้องได้รบั โทษตามมาตรา ๖9 วรรคสาม หรอื วรรคสี่ แลว้ แตก่ รณี

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 27

สนุ ขั กดั ผเู้ สยี หายทม่ี าสอนหนงั สอื บตุ รของผตู้ อ้ งหาภายในรว้ั บา้ นของผตู้ อ้ งหา ถอื ไมไ่ ดว้ า่
เปน็ การปลอ่ ยสนุ ขั เทย่ี วไปโดยลำ� พงั ในประการทนี่ า่ จะเปน็ อนั ตรายตอ่ บคุ คลหรอื ทรพั ย์
คำ� ชี้ขาดความเห็นแยง้ ท่ี ๙๔๙/๒๕๖๒

ป.อ. ปลอ่ ยปละละเลยสตั ว,์ ประมาทเปน็ เหตใุ หผ้ อู้ นื่ รบั อนั ตรายแกก่ ายหรอื จติ ใจ (มาตรา ๓๗๗, ๓๙๐)
สนุ ัขพนั ธุด์ ุกัดผู้เสยี หายทีม่ าสอนหนงั สือบุตรของผตู้ ้องหาภายในรว้ั บา้ นของผตู้ อ้ งหา
โดยทผ่ี ตู้ อ้ งหาไดเ้ ลย้ี งและปลอ่ ยสนุ ขั ไวภ้ ายในบรเิ วณบา้ น ถอื ไมไ่ ดว้ า่ เปน็ การปลอ่ ยสนุ ขั ใหเ้ ทย่ี ว
ไปโดยลำ� พงั แตถ่ ือวา่ การกระทำ� ดงั กล่าวเปน็ การกระทำ� โดยประมาทปราศจากความระมัดระวงั
เป็นเหตใุ หผ้ อู้ ื่นได้รบั อนั ตรายแกก่ ายหรอื จิตใจ

ขอ้ เทจ็ จรงิ ตามสำ� นวนการสอบสวนไดค้ วามวา่ ตามวนั เวลาเกดิ เหตุ ผเู้ สยี หายเปน็ ครไู ดเ้ ขา้ ไป
สอนหนังสอื พิเศษท่ีบา้ นของผู้ตอ้ งหาตามปกติ หลงั จากสอนเสร็จ ขณะท่ผี เู้ สยี หายกำ� ลงั จะเดนิ ออก
จากบ้านที่เกิดเหตุ สุนัขพันธุ์บางแก้วที่ผู้ต้องหาเล้ียงไว้ภายในบ้านได้ว่ิงเข้ามากัดผู้เสียหายที่บริเวณ
ต้นขาด้านหลัง จ�ำนวน ๑ ครงั้ หลงั จากนัน้ คนในบา้ นไดเ้ ขา้ มาช่วยดงึ สนุ ัขออกไป แตส่ ุนขั ได้หลุดมือ
และว่ิงเข้าไปกัดที่บริเวณต้นขาด้านหลังข้างซ้ายอีก ๑ ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ
เป็นอันตรายแก่กาย ต่อมาผู้เสียหายได้นัดเจรจาให้ผู้ต้องหาพาไปพบแพทย์เพ่ือท�ำการรักษาที่
โรงพยาบาล แต่ผู้ต้องหาไม่ยอมพาผู้เสียหายไปพบแพทย์และไม่ยอมรับผิดชอบ ผู้กล่าวหาจึงได้มา
แจ้งความรอ้ งทกุ ข์ตอ่ พนักงานสอบสวนเพอ่ื ดำ� เนนิ คดีตามกฎหมาย
คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานเป็นผู้ควบคุมสัตว์ดุสัตว์ร้าย
ปลอ่ ยปละละเลยใหส้ ตั ว์น้ันเท่ยี วไปโดยลำ� พงั ในประการท่นี า่ จะเป็นอันตรายตอ่ บคุ คลหรือทรัพย์
อยั การสงู สดุ ไดพ้ จิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ ความผดิ ฐานเปน็ ผคู้ วบคมุ สตั วด์ สุ ตั วร์ า้ ยปลอ่ ยปละละเลย
ใหส้ ตั วน์ น้ั เทยี่ วไปโดยลำ� พงั ในประการทนี่ า่ จะเปน็ อนั ตรายตอ่ บคุ คลหรอื ทรพั ยต์ ามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๗๗ นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้เจ้าของผู้ควบคุมดูแลสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายใช้
ความระมัดระวังรอบคอบไม่ปล่อยปละละเลยให้สัตว์ดังกล่าวน้ันออกสู่สังคมภายนอกในลักษณะที่
ปลอ่ ยใหไ้ ปเทยี่ วซงึ่ อาจเปน็ อนั ตรายตอ่ บคุ คลโดยทวั่ ไป ทงั้ เมอื่ คำ� วา่ “เทย่ี ว” ตามบทมาตราดงั กลา่ ว
ไมม่ กี ฎหมายบญั ญัตเิ ป็นนยิ ามไว้ จึงตอ้ งถอื ความหมายตามพจนานุกรม ซงึ่ หมายความว่า ไปไหน ๆ
เพอ่ื ความเพลดิ เพลนิ ตามสบายโดยลำ� พงั ดงั นน้ั เมอื่ ขอ้ เทจ็ จรงิ ฟงั ไดว้ า่ ขณะเกดิ เหตผุ ตู้ อ้ งหาไดเ้ ลยี้ ง
และปล่อยสนุ ขั พันธ์ุบางแกว้ ไว้ภายในบริเวณบา้ นท่มี ีรัว้ รอบขอบชิด มไิ ด้ปล่อยปละละเลยให้สัตว์น้ัน
เที่ยวไปโดยล�ำพัง การที่สุนัขดังกล่าวไปกัดผู้เสียหายที่มาสอนบุตรของผู้ต้องหาภายในร้ัวบ้าน
ของผู้ต้องหา จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการปล่อยสุนัขให้เท่ียวไปไหน ๆ เพื่อความเพลิดเพลินตามสบาย

28 ค�ำชี้ขาดความเหน็ แยง้

อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ แต่ถือว่าการกระท�ำดังกล่าวเป็นการกระท�ำโดยประมาท
ปราศจากความระมัดระวังโดยไม่ได้ล่ามโซ่หรือขังสุนัขพันธุ์บางแก้วซึ่งเป็นสัตว์ดุร้ายไว้เพื่อป้องกัน
ไมใ่ หไ้ ปกดั ผเู้ สยี หายหรอื ผอู้ นื่ ทอ่ี ยภู่ ายในบรเิ วณบา้ นของตน ซงึ่ พนกั งานอยั การไดม้ คี ำ� สงั่ ฟอ้ งผตู้ อ้ งหา
ฐานกระท�ำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้ว ดังน้ี การกระท�ำของ
ผู้ต้องหาดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้ควบคุมสัตว์ดุสัตว์ราย ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้น
เท่ยี วไปโดยล�ำพงั โดยประการท่ีนา่ จะเป็นอันตรายตอ่ บุคคลหรอื ทรพั ย์

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 29



คำ� พิพากษาศาลฎกี า



คำพพิ ำกษำศำลฎีกำที่ 8821/2561

ป.อ. ผู้สนับสนนุ (มาตรา 86)
ป.ว.ิ อ. บรรยายฟอ้ ง (มาตรา 158)
พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 (มาตรา 48, 70)

คดีนี้โจทก์บรรยำยฟ้องว่ำ จำเลยทั้งสองและนำย พ. ร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปอันเป็น
ไม้หวงห้ำมประเภท ก. ไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสองกับพวกโดยไม่ได้รับอนุญำต
แม้ข้อเท็จจริงในทำงพิจำรณำจะรับฟังได้ว่ำนำย พ. เป็นผู้ครอบครองไม้พะยูงแปรรูปของกลำง
โดยมีจำเลยท้ังสองเป็นเพียงนำยหน้ำในกำรติดต่อประสำนขำยไม้แปรรูปของกลำงให้แก่
นำย พ. เท่ำนั้น แต่กำรกระทำของจำเลยท้ังสองนับได้ว่ำเป็นกำรช่วยเหลือหรือให้ควำมสะดวก
ในขณะที่นำย พ. กระทำควำมผิดแล้ว จึงเป็นผู้สนับสนุนกระทำควำมผิดฐำนมีไม้พะยูงแปรรูป
ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญำตตำมพระรำชบัญญัติป่ำไม้ พ.ศ. 2484 มำตรำ 48 ประกอบ
ประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 86

______________________________

พนกั งำนอยั กำรจังหวดั กบินทร์บรุ ี โจทก์

ระหว่ำง นำย ป. ที่ 1
นำย ก. ท่ี 2
จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันท่ี 23 เมษายน 2557 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ภายในเขตควบคุม
การแปรรูปไม้ จาเลยทั้งสองและนาย พ. จาเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงท่ี 1869/2557 ของศาลชน้ั ต้น
ซ่ึงได้มีคาพิพากษาลงโทษไปแล้วกับพวกอีกหลายคนร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปอันเป็นไม้หวงห้าม
ประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดาและเป็นไม้ในป่า จานวน 20 แผ่น/เหล่ียม รวมปริมาตร 0.74
ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีปริมาตรเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
และไมม่ เี หตไุ ด้รบั การยกเว้นอนั เปน็ การฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติปา่ ไม้
พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 48, 73, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ
ให้จาเลยท้งั สองจา่ ยเงินสินบนนาจบั ตามกฎหมาย

จาเลยท่ี 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจาเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ
ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จาเลยท่ี 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้
พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนงึ่ (เดิม), 73 วรรคหนงึ่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
จาเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง (เดิม),

อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 33

73 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จาเลยที่ 1 จาคุก 1 ปี จาเลยท่ี 2
จาคุก 8 เดือน จาเลยท่ี 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ
ลดโทษให้กงึ่ หนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจาคุก 6 เดือน ยกคาขอให้จา่ ยเงินสินบน
นาจับเน่อื งจากศาลมิไดพ้ พิ ากษาลงโทษปรับ

จาเลยท่ี 1 อทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณภ์ าค 2 แผนกสิ่งแวดล้อมพพิ ากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทกฎ์ กี า
ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมตรวจสานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า
ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง เจ้าพนักงานตารวจชุดเฉพาะกิจศูนย์ป้องกันและ
ปราบปรามการกระทาความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมให้สายลับติดต่อ
นัดหมายจาเลยที่ 1 เพื่อติดต่อขอซ้ือไม้พะยูง หลังจากน้ันจาเลยที่ 1 พาไปพบจาเลยท่ี 2 ผู้ซ่ึงจะพา
ไปดูไม้พะยงู จาเลยท้ังสองพาไปถึงจุดที่มีไมพ้ ะยูงของกลางโดยมีนาย พ. นั่งอยู่บริเวณกองไม้ดังกล่าว
เม่ือเจ้าพนักงาน สายลับ และจาเลยทั้งสองไปดูไม้พะยูงในจุดท่ี 2 เจ้าพนักงานอีกส่วนหนึ่ง
ร่วมกันจับกุมนาย พ. พร้อมยึดไม้พะยูงแปรรูป 20 แผ่น/เหล่ียม ปริมาตรรวม 0.74 ลูกบาศก์เมตร
ท่ีได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นของกลาง นาย พ. ให้การรับสารภาพ ศาลช้ันต้นพิพากษา
ลงโทษเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1869/2557 ต่อมาพนักงานอัยการแจ้งให้พนักงานสอบสวน
แจ้งข้อหาแก่จาเลยท้ังสองในความผิดฐานร่วมกับนาย พ. มีไม้พะยูงแปรรูป 20 แผ่น/เหลี่ยม
จานวนเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีมีปัญหาต้อง
วนิ ิจฉัยตามฎกี าโจทกว์ ่า จาเลยทัง้ สองกระทาความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎกี าว่าสายลับตดิ ต่อ
กบั จาเลยที่ 1 เพ่ือซือ้ ไม้พะยงู จาเลยที่ 1 พาสายลับไปพบจาเลยที่ 2 ผ้ซู ง่ึ จะพาไปดไู ม้พะยงู ของกลาง
พบนาย พ. เจ้าพนักงานจับนาย พ. พร้อมยึดไม้พะยูงแปรรูป 20 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.74
ลูกบาศก์เมตร เป็นของกลาง ต่อมาจาเลยท้ังสองถูกแจ้งข้อหาร่วมกับนาย พ. มีไม้พะยูงแปรรูป
จานวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พฤติการณ์ที่จาเลยท่ี 1 พาสายลับไปซ้ือไมพ้ ะยูง
ดังกล่าวจึงเป็นผู้ครอบครองหรือร่วมกับนาย พ. ครอบครองไม้พะยูง อันเป็นตัวการร่วมกระทา
ความผิด มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนนาย พ. กระทาความผิด โจทก์จึงไม่จาต้องบรรยายฟ้อง
ให้ลงโทษจาเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 70 ท้ังการกระทาของจาเลยท้ังสอง
เป็นการกระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการท่ีนาย พ.
กระทาความผิดฐานมีไม้พะยูงแปรรปู ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต การท่ีจาเลยท่ี 2 มิได้
เป็นตัวการร่วมกระทาความผิดกับนาย พ. ศาลชั้นต้นจึงลงโทษจาเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน
หรือให้ความสะดวกในการที่นาย พ. มีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
จงึ ชอบแล้ว พระราชบัญญัตปิ า่ ไม้ฯ มาตรา 70 เป็นบทเฉพาะมไิ ด้ลบลา้ งประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 86 อันเป็นบททั่วไป ขอให้ลงโทษจาเลยทั้งสองตามคาพิพากษาศาลชั้นต้นน้ัน เห็นว่า
คดีน้ีโจทก์บรรยายฟ้องว่า ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ จาเลยท้ังสองและนาย พ. จาเลย

34 คำ� พพิ ากษาศาลฎกี า

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1869/2557 ของศาลช้ันต้น กับพวก ร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูป
อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. และเป็นไม้ในป่า จานวน 20 แผ่น/เหล่ียม รวมปริมาตร 0.74
ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองของจาเลยทั้งสองกับพวกโดยไม่ได้รับอนุญาต และขอให้ลงโทษ
ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
อันเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครอง
โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 48 ซ่ึงการมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ใน
ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตดังกล่าวเป็นความผิดติดต่อกันตลอดเวลาที่มีการครอบครอง
ไม้ของกลางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เม่ือข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสอง
รับฟังมาได้ความว่า นาย พ. เป็นผู้ครอบครองไม้พะยูงแปรรูปของกลาง โดยจาเลยทั้งสองเป็น
เพียงนายหน้าในการติดต่อประสานขายไม้แปรรูปของกลางดังกล่าวให้แก่นาย พ. กบั สายลับ
ในช่วงเวลาทไี่ มแ้ ปรรูปของกลางอยู่ในความครอบครองของนาย พ. การกระทาของจาเลยทั้งสอง
จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในขณะที่นาย พ. กระทาความผิด จาเลยท้ังสองจึงเป็น
ผู้สนับสนุนนาย พ. กระทาความผิดฐานมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 48 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้โจทก์
จะฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทั้งสองในฐานะเป็นตัวการร่วม กระทาความผิดกับนาย พ. และจาเลยท่ี 1
ให้การรับสารภาพก็ตาม แต่เม่ือข้อเท็จจริงตามทางนาสืบของโจทก์ฟังได้เพียงว่าจาเลยทั้งสอง
เป็นผสู้ นับสนุนการกระทาความผิด ศาลจึงมีอานาจพิพากษาลงโทษจาเลยท้ังสองตามข้อเท็จจริง
ท่ีพิจารณาได้ความน้ันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง
ทศ่ี าลอุทธรณ์ภาค 2 พพิ ากษามานั้น ศาลฎกี าไมเ่ หน็ พ้องดว้ ย ฎกี าของโจทกฟ์ งั ข้ึนบางสว่ น

พิพากษากลับว่า จาเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา
48 วรรคหนง่ึ (เดมิ ), 73 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จาคกุ คนละ 8 เดือน
เม่ือลดโทษให้จาเลยที่ 1 ก่ึงหน่ึง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจาคุกจาเลยที่ 1
มกี าหนด 4 เดอื น ยกคาขอให้จ่ายเงนิ สนิ บนนาจบั .

สานักงานอัยการพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ
สานกั งานวชิ าการ

หมำยเหตุ
กอ่ นหน้าน้ี มีคาพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๓๒๔/๒๕๖๐ วินจิ ฉัยว่าพฤตกิ ารณ์ท่จี าเลยเคยเข้าไป

ตรวจดูไม้พะยูงของกลางที่คนร้ายลักลอบตัดทิ้งไว้ก่อนแล้ว และจาเลยเป็นคนกลางติดต่อหาคน
ซอ้ื ไม้พะยูงของกลางโดยจาเลยยังมสี ิทธิตดั สินใจขายไมพ้ ะยูง และกาหนดวิธีการส่งมอบไม้พะยูง
ของกลางโดยประสงค์จะแบง่ ปนั ผลประโยชน์จากไม้พะยงู ทีค่ นรา้ ยไดต้ ดั ฟันไวน้ ้ัน ถือไดว้ า่ จาเลยร่วมกับ
คนร้ายดังกล่าวครอบครองไม้พะยูงของกลาง การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครอง

อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 35

ซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๙ (อัยการนิเทศ
เลม่ ท่ี ๘๒ พ.ศ. ๒๕๖๐ หน้า ๙๒ - ๙๔)

36 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า

คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 344/2562

พ.ร.บ. วธิ พี ิจารณาคดยี าเสพตดิ พ.ศ. 2550 (มาตรา 18, 19)
ป.อ. ขอคืนของกลาง (มาตรา 36)

แม้คดีนเี้ ปน็ กำรขอคืนรถยนตข์ องกลำง ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 36 ก็ตำม
แต่คำร้องของผู้ร้องเป็นผลสืบเนื่องมำจำกคดีท่ีศำลช้ันต้นพิพำกษำลงโทษจำเลยท้ังสองและ
ริบรถยนต์ของกลำงตำมพระรำชบัญญัติยำเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และพระรำชบัญญัติ
มำตรกำรในกำรปรำบปรำมผู้กระทำควำมผิดเก่ียวกับยำเสพติด พ.ศ. 2534 ดังนี้ คดีนี้จึง
เป็นควำมผิดเกี่ยวกับยำเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระรำชบัญญัติวิธีพิจำรณำคดียำเสพติด
พ.ศ. 2550 ด้วย ซึง่ มำตรำ 18 วรรคหน่ึง แห่งพระรำชบัญญัติดังกล่ำวบัญญัติว่ำ “ให้ศำลอุทธรณ์
พิจำรณำพิพำกษำหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้ำและภำยใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมำตรำ 16 และ
มำตรำ 19 คำพิพำกษำหรือคำสั่งของศำลอุทธรณ์เฉพำะกำรกระทำซ่ึงเป็นควำมผิดเกี่ยวกับ
ยำเสพติดให้เป็นท่ีสุด” และมำตรำ 19 วรรคหน่ึง บัญญัติว่ำ “ในกรณีที่ศำลอุทธรณ์พิพำกษำ
หรือมีคำสั่งในคดีควำมผิดเก่ียวกับยำเสพติดตำมมำตรำ 18 วรรคหน่ึงแล้ว คู่ควำมอำจยื่นคำขอ
โดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกำต่อศำลฎีกำภำยในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่ำนหรือถือว่ำ
ได้อ่ำนคำพิพำกษำหรือคำส่ังของศำลน้ันให้คู่ควำมฝ่ำยที่ขออนุญำตฎีกำฟัง เพ่ือขอให้
พจิ ำรณำรบั ฎีกำไว้วินิจฉัยกไ็ ด้” ดังน้ี เม่ือผู้รอ้ งฎีกำโดยไมไ่ ด้ปฏบิ ัติตำมมำตรำ 19 วรรคหน่ึง
คำพิพำกษำศำลอทุ ธรณ์จึงเป็นที่สุดตำมมำตรำ 18 วรรคหน่ึง ท่ีศำลช้ันต้นรับฎีกำของผู้ร้อง
จงึ เป็นกำรไม่ชอบ

______________________________

พนักงำนอยั กำรจังหวัดชยั นำท โจทก์

ระหวำ่ ง บริษทั ธ. จำกัด (มหำชน) ผรู้ อ้ ง

นำย อ. ที่ 1 จำเลย
นำงสำว ช. ท่ี 2

คดีสบื เนื่องมาจากศาลชน้ั ตน้ พพิ ากษาลงโทษจาเลยท้งั สองตามพระราชบัญญตั ยิ าเสพตดิ ให้โทษ
พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการ
ในการปราบปรามผู้กระทาความผิดเก่ียวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ประกอบประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 และริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพสิ ูจน์ โทรศัพท์เคลอื่ นที่
และรถยนตข์ องกลาง

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 37

ผู้ร้องยื่นคาร้องและแก้ไขคาร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง เมื่อวันท่ี
31 กรกฎาคม 2556 จาเลยที่ 1 ทาสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ของกลางไปจากผู้ร้อง แล้วนาไปใช้
กระทาความผิด ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทาความผิดของจาเลยท่ี 1 ขอให้คนื รถยนต์
ของกลางแก่ผรู้ อ้ ง

โจทก์ยื่นคาคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธ์ิรถยนต์ของกลางและใช้สิทธิย่ืนคาร้อง
โดยไม่สุจริต ขอใหย้ กคาร้อง

ศาลชั้นตน้ ไตส่ วนแลว้ มีคาสง่ั ให้ยกคารอ้ ง
ผูร้ ้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณแ์ ผนกคดียาเสพติดพพิ ากษายืน
ผรู้ อ้ งฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสานวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นการขอคืนรถยนต์ของกลาง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ก็ตาม แต่คาร้องของผู้ร้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีที่
ศาลชั้นต้นพพิ ากษาลงโทษจาเลยทั้งสองและริบรถยนต์ของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัตมิ าตรการในการปราบปรามผูก้ ระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
พ.ศ. 2534 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นความผิดเก่ียวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติ
วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ
ดังกล่าวบัญญัติว่า “ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคาส่ังโดยมิชักช้าและภายใต้บังคับ
แห่งบทบญั ญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คาพิพากษาหรอื คาส่ังของศาลอทุ ธรณ์เฉพาะการกระทา
ซึ่งเป็นความผิดเก่ียวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด” และมาตรา 19 วรรคหน่ึง บัญญัติว่า “ในกรณี
ท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคาสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหน่ึงแล้ว
ค่คู วามอาจยื่นคาขอโดยทาเปน็ คารอ้ งไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎกี าภายในกาหนดหน่ึงเดือนนับแต่
วนั อา่ นหรอื ถอื ว่าได้อ่านคาพิพากษาหรือคาส่ังของศาลน้ันใหค้ ู่ความฝา่ ยที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพ่ือขอให้
พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้” ดังนี้ เมื่อผู้ร้องฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหน่ึง
คาพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ร้อง
จงึ เปน็ การไม่ชอบ ศาลฎกี าไม่รับวินิจฉยั
พพิ ากษายกฎกี าของผรู้ อ้ ง.

สานกั งานอยั การพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ
สานกั งานวิชาการ

38 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา


Click to View FlipBook Version