หมำยเหตุ
ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ไดบ้ ญั ญตั ิหลักเกณฑก์ ารฎีกา
ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ตามมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ดังน้ัน หากคดีใดเป็นความผิด
เก่ียวกบั ยาเสพติดตามพระราชบัญญัตวิ ิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ การฎีกาคดีน้ันย่อม
ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ท้ังนี้ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา
คดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ไดใ้ ห้บทนิยามไว้วา่ “ความผิดเก่ียวกับยาเสพติด” หมายความว่า ความผิด
ตามท่ีบัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ “กฎหมายเก่ียวกับยาเสพติด” หมายความว่า
กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทาความผดิ เกยี่ วกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วย
ยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุท่ีออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาท ดงั นั้น ความผิดเกี่ยวกับ
ยาเสพติดจึงมิได้หมายความเพียงความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒
เพยี งอยา่ งเดยี วแตอ่ ย่างใด หากแต่รวมถงึ ความผิดตามกฎหมายอ่นื ๆ ตามทไ่ี ดก้ าหนดไวต้ ามบทนิยาม
ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัตวิ ิธีพจิ ารณาคดยี าเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๕๐ ดงั กล่าวด้วย
นอกจากนี้ หากมีการดาเนินคดีอันเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในชั้นศาลแล้ว หากต่อมา
คู่ความในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้ทาการย่ืนคาร้องหรือยื่นอุทธรณ์ในประเด็นที่
ไม่เก่ียวกับความผิดเก่ียวกับยาเสพติดโดยตรงต่อศาล อาทิ จาเลยย่ืนคาร้องขอให้ศาลหักวันคุมขัง
ก่อนมีคาพิพากษาออกจากโทษจาคุกให้แก่จาเลย 1 จาเลยร้องขอให้เพิกถอนการส่งหมายนัดฟัง
1 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๔๗๕๐/๒๕๖๒ แม้คดีน้ีจะเป็นคดีท่ีจาเลยย่ืนคาร้องขอให้ศาลหักวนั คุมขังก่อนมีคาพิพากษา
ออกจากโทษจาคุกให้แก่จาเลย แต่คารอ้ งของจาเลยก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจาเลยตาม
พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ ดังนี้ คดีของจาเลยจึงเป็นคดีความผดิ เก่ียวกับยาเสพตดิ อันอยู่
ในบังคับของ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วย ซึ่งมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวบัญญัติว่า
“ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคาส่ังโดยมิให้ชักช้าและภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๑๖ และมาตรา
๑๙ คาพิพากษาหรือคาส่ังของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทาซ่ึงเป็นความผิดเก่ียวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด ” และ
มาตรา ๑๙ วรรคหนึง่ บัญญตั ิว่า “ในกรณีท่ีศาลอทุ ธรณ์พิพากษาหรือมีคาสั่งในความผิดเกยี่ วกบั ยาเสพติดตามมาตรา
๑๘ วรรคหน่ึง แล้ว คู่ความอาจยื่นคาขอโดยทาเป็นคารอ้ งไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎกี าภายในกาหนดหน่ึงเดือนนับแต่
วนั อ่านหรือถือวา่ ไดอ้ ่านคาพิพากษาหรือคาส่ังของศาลน้ันให้คู่ความฝา่ ยที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อให้พิจารณารับฎีกา
ไว้วินิจฉยั กไ็ ด”้ ดังน้ีเมือ่ จาเลยฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัตติ ามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง คาพิพากษาศาลอทุ ธรณจ์ ึงเปน็ ที่สุดตาม
มาตรา ๑๘ วรรคหน่งึ
อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 39
คาพิพากษาศาลอุทธรณ์และการอ่านคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ 2 เป็นต้น หากคู่ความจะทาการ
ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคาส่ังของศาลในประเด็นดังกล่าว กรณีน้ีก็ถือเป็นคดีท่ีสืบเน่ืองมาจากคดีท่ี
ศาลพิพากษาลงโทษจาเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือกฎหมายอื่น
ท่ีเกี่ยวกับยาเสพติดดังกล่าว อันเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและอยู่ในบังคับของ
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วย (คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๔๗๕๐/๒๕๖๒
และที่ ๔๓๒๕/๒๕๖๒)
สาหรับข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุน้ี เป็นคดีเก่ียวกับการยื่นคาร้อง
ขอคืนของกลาง ซ่ึงตามปกติแล้วศาลจะออกหมายเลขคดีดาใหม่แยกเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากจาก
คดีเดิม แต่ด้วยเหตุท่ีมูลเหตุในคดีเดิมท่ีศาลได้มีคาพิพากษาให้ริบของกลางน้ันเป็นคดีท่ีศาล
พิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัตมิ าตรการ
ในการปราบปรามผู้กระทาความผิดเก่ียวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔ ศาลฎีกาจึงมีคาพิพากษาว่า
คดีน้ีเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพตดิ และอยใู่ นบังคบั ของพระราชบัญญัติวิธพี ิจารณาคดียาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วย คาพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้จึงเป็นการขยายความคดีความผิดเกี่ยวกับ
ยาเสพตดิ ใหร้ วมไปถงึ คดสี าขาทมี่ มี ลู เหตุมาจากคดคี วามผดิ เกย่ี วกบั ยาเสพติดด้วย
ผลประการสาคัญต่อมาของการที่คดีใดเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและอยู่ในบังคับของ
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็คือ การยื่นฎีกาในคดีดังกล่าวยอ่ มต้อง
ปฏิบัตติ ามมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติวธิ ีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐
ไม่สามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติเรื่องอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้
ดังน้ัน กรณีท่ีคดีใดเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่สามารถใช้วิธี
ย่ืนฎีกาโดยการให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย
2 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๔๓๒๕/๒๕๖๒ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจาเลยที่ ๓ มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน
ไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้จาเลยที่ ๓ ร้องขอให้เพิกถอนการส่งหมายนัดฟัง
คาพิพากษาศาลอุทธรณ์และการอ่านคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่คาร้องขอเพิกถอนดังกล่าวของจาเลยที่ ๓
เป็นผลสืบเนอื่ งมาจากศาลอทุ ธรณ์พิพากษาลงโทษจาคุก ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังนี้ คดีนี้จงึ เป็น
คดคี วามผิดเก่ียวกับยาเสพติดอนั อยใู่ นบงั คบั ของ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดยี าเสพตดิ พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วย ซึ่งมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า “ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาหรือมีคาส่ังโดยมิชักช้า และภายในบังคับแห่งบทบัญญัติ
มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๙ คาพิพากษาหรือคาส่ังของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทาซ่ึงเป็นความผิดเก่ียวกับยาเสพติด
ให้เป็นที่สุด” และมาตรา ๑๙ วรรคหน่ึง บัญญัติว่า “ในกรณีท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคาสั่งในคดีความผิดเก่ียวกับ
ยาเสพติดตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคาขอโดยทาเป็นคาร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกา
ภายในกาหนดหน่ึงเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคาพิพากษาหรือคาสั่งของศาลน้ันให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาต
ฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้” ดังน้ัน เมื่อจาเลยที่ ๓ ฎีกาโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง
คาพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นท่ีสุดตามมาตรา ๑๘ วรรคหน่ึง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจาเลยที่ ๓ จึงเป็นการไม่ชอบ
ศาลฎีกาไม่รบั วนิ ิจฉยั
40 ค�ำพิพากษาศาลฎกี า
ตามมาตรา ๒๒๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้แตอ่ ยา่ งใด 3
เอกกมล บำรงุ พงศ์
3 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๒๘๖๙/๒๕๖๑ คดีความผิดเก่ียวกับยาเสพติด แม้จะอยู่ในชั้นตรวจคาฟ้อง เมอื่ ศาลชัน้ ต้น
มีคาส่ังไม่รับคาฟ้อง โจทก์ย่ืนอุทธรณ์ขอให้ศาลช้ันต้นรับชาระคดี ถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในคดีความผิดเก่ียวกับยาเสพติด
ยอ่ มเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. วิธพี ิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ วรรคหน่ึง และมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
หากโจทก์จะฎีกาต้องย่ืนคาร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาซ่ึงเป็นกฎหมายเฉพาะไม่อาจนาบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณา
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซ่ึงเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับได้ การท่ีอัยการสูงสุดลงลายมือช่ือ
รับรองฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยเป็นการรับรองให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ มิใช่
การย่ืนคาร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา เมื่อโจทก์ย่ืนฎีกาโดยมิได้ยื่นคาร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกา
ของโจทก์ไว้วินิจฉัย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง
เปน็ ฎกี าท่ีไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รบั วนิ ิจฉยั (ดอู ยั กำรนเิ ทศ เลม่ ที่ 84 พ.ศ. 2562 หน้ำ 80)
อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 41
คำพิพำกษำศำลฎกี ำท่ี 2055/2562
พ.ร.บ. อาวุธปืน เครอื่ งกระสนุ ปืน วตั ถุระเบิด ดอกไมเ้ พลงิ และสงิ่ เทยี มอาวุธปนื พ.ศ. 2490
(มาตรา 7, 72)
ป.วิ.อ. จาเลยให้การรบั สารภาพ (มาตรา 176)
โจทก์บรรยำยฟ้องว่ำ จำเลยมีอำวุธปืนพกสั้นไม่ทรำบชนิดและขนำดท่ีแน่นอน
ไม่มีเคร่ืองหมำยทะเบียนของเจ้ำพนักงำนประทับไว้ และกระสุนปืนไม่ทรำบชนิดขนำดและ
จำนวนท่ีแน่ชัด อันเป็นอำวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืนตำมกฎหมำยมีสภำพใช้ยิงทำอันตรำย
แก่ชีวิตและวัตถุได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญำต ซ่ึงควำมผิดฐำนดังกล่ำวมีอัตรำโทษ
อย่ำงต่ำใหจ้ ำคุกไม่ถึง ๕ ปี เมื่อจำเลยให้กำรรับสำรภำพ คดีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตำมฟ้องว่ำ
จำเลยมีอำวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญำตตำมพระรำชบัญญัติ
อำวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และส่ิงเทียมอำวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐
มำตรำ ๗, ๗๒ วรรคหน่ึง โดยโจทก์ไม่จำต้องนำสืบพยำนหลักฐำนให้ได้ควำมว่ำ อำวุธปืนทีจ่ ำเลย
ใช้เป็นอำวุธปืนไม่มีเคร่ืองหมำยทะเบียนของเจ้ำพนักงำนประทับไว้จริงตำมที่ให้กำร
รับสำรภำพ ท่ีศำลอุทธรณ์ภำค 8 ลงโทษจำเลยในควำมผิดฐำนมีอำวุธปืนที่เป็นของผู้อื่น
ซ่ึงได้รับใบอนุญำตให้มีและใช้ตำมกฎหมำยไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญำตตำม
พระรำชบัญญัติอำวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และส่ิงเทียมอำวุธปืน
พ.ศ. ๒๔๙๐ มำตรำ ๗, 7๒ วรรคสำม จึงไม่ชอบ
______________________________
พนกั งำนอยั กำรจังหวัดกระบี่ โจทก์
ระหวำ่ ง
นำย ศ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๘ เวลากลางคืนหลังเท่ียง จําเลยกระทําความผิด
ต่อกฎหมายอาญาหลายบทหลายกรรมตา่ งกันคอื จาํ เลยมอี าวธุ ปืนพกสนั้ ไม่ทราบชนิดและขนาด
ท่ีแน่ชัด ไม่มีเคร่อื งหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ และกระสนุ ปืนไม่ทราบชนิด ขนาด
และจํานวนท่ีแน่ชัด อันเป็นอาวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืนตามกฎหมายมีสภาพใช้ยิงทําอันตราย
แก่ชีวติ และวัตถุไดไ้ วใ้ นครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จําเลยพาอาวุธปืนพร้อมเคร่ืองกระสุนปืน
ดังกล่าวติดตัวไปบริเวณบ้านเลขท่ี 90/1 อันเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุ
42 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา
สมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่ใช่กรณีต้องมีติดตัวไปเม่ือมีเหตุจําเป็นและเร่งด่วนตาม
สมควรแก่พฤติการณ์ และจาํ เลยไม่ได้รบั การยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย แลว้ จาํ เลยใช้อาวธุ ปืนดังกลา่ ว
จ้องเล็งปากกระบอกปืนไปทางนาย ส. ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ห่างประมาณ ๓ เมตร พร้อมกับพูดว่า
“ยิงตายโหง” อันเป็นการทําให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและตกใจจากการขู่เข็ญ ขอให้ลงโทษตาม
พระราชบัญญัตอิ าวธุ ปืน เคร่อื งกระสนุ ปืน วตั ถุระเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และสิ่งเทียมอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐
มาตรา ๔, 7, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, ๓๗๑, 392
จําเลยให้การรบั สารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน
เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไมเ้ พลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ
วรรคหนึ่ง, 7๒ วรรคหน่งึ , 7๒ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 3๗๑, 3๙๒ การกระทํา
ของจําเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 9๑ ฐานมีอาวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดย
ไม่ได้รบั ใบอนุญาต จําคุก 1 ปี และปรับ ๘,๐๐๐ บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน
หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทํากรรมเดียว
เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซ่ึงเป็นกฎหมาย
บทที่มีโทษหนักท่ีสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จําคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท
ฐานทําให้ผู้อ่ืนเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ปรับ ๔๐๐ บาท รวมจําคุก ๑ ปี 6 เดือน
และปรับ ๑๔,๔๐๐ บาท จําเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ
ลดโทษให้ก่ึงหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจําคุก ๙ เดือน และปรับ ๗,๒๐๐ บาท
โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี คุมความประพฤติจําเลยไว้ ๑ ปี โดยให้จําเลยไปรายงานตัว
ต่อพนักงานคุมประพฤติ ๔ คร้ัง ตามเงื่อนไขและเวลาท่ีพนักงานคุมประพฤติกําหนด ให้ทํากิจกรรม
บริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามท่ีพนักงานคุมประพฤติและจําเลยเห็นสมควร เป็นเวลา
๑๘ ช่ัวโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒9, ๓๐ รบิ ของกลาง
โจทกอ์ ทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นวา่ เฉพาะความผิดฐานมีอาวุธปืน และเครอื่ งกระสุนปืน
ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน
เครือ่ งกระสนุ ปนื วัตถรุ ะเบดิ ดอกไมเ้ พลิง และสงิ่ เทยี มอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสาม
ฐานมีอาวุธปืนท่ีเป็นของผู้อ่ืนซ่ึงได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดย
ไม่ได้รับใบอนุญาต จําคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗8
อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 43
คงจําคุก 3 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
ไม่ลงโทษปรับ เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจําคุก 6 เดอื น และ
ปรับ ๒๐๐ บาท ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจําเลย ไม่ริบของกลาง นอกจากท่ีแก้ให้
เป็นไปตามคําพพิ ากษาศาลชัน้ ตน้
โจทกฎ์ ีกา
ศาลฎีกาตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การท่ีศาลอุทธรณ์ภาค 8
มีคําพิพากษาลงโทษจําเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและ
ใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตน้ันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์
บรรยายฟ้องว่า จําเลยมีอาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบชนิดและขนาดที่แน่นอน ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน
ของเจ้าพนักงานประทับไว้ และกระสุนปืนไม่ทราบชนิดขนาดและจํานวนท่ีแน่ชัด อันเป็นอาวุธปืน
และเคร่ืองกระสุนปืนตามกฎหมายมีสภาพใช้ยิงทําอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุ ได้ไว้ในครอบครอง
โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งความผิดฐานดงั กล่าวมีอัตราโทษอยา่ งตํ่าให้จาํ คกุ ไม่ถงึ ๕ ปี เม่อื จาํ เลย
ให้การรับสารภาพ คดีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องวา่ จําเลยมีอาวธุ ปืนและกระสุนปนื ไว้ในครอบครอง
โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
และสงิ่ เทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง โดยโจทกไ์ ม่จําต้องนําสืบพยานหลักฐาน
ให้ได้ความว่า อาวุธปืนท่ีจําเลยใช้เป็นอาวุธปืนไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้
จริงตามท่ีให้การรับสารภาพ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจําเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนท่ีเป็น
ของผู้อื่นซ่ึงได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม
พระราชบญั ญัตอิ าวธุ ปืน เคร่อื งกระสนุ ปนื วตั ถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิง่ เทยี มอาวธุ ปืน พ.ศ. ๒๔๙๐
มาตรา ๗, 7๒ วรรคสาม จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรให้แก้ไขปรับบทกฎหมายและกําหนดโทษ
ให้เหมาะสมกบั บทกฎหมายดงั กล่าว อุทธรณข์ องโจทกฟ์ งั ขน้ึ
พิพากษาแก้เป็นว่า จําเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืนไว้ในครอบครอง
โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
และสิ่งเทียมอาวุธปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนงึ่ จําคุก 1 ปี จําเลยให้การรับสารภาพ
เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหน่ึงตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๘ คงจําคุก 6 เดอื น นอกจากท่ีแก้ใหเ้ ป็นไปตามคําพพิ ากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
สํานกั งานอัยการพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ
สํานกั งานวชิ าการ
44 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา
หมหามยำเยหเตหเุตมุ อื่ พจิ ารณาคำ� ฟอ้ งและคำ� ขอทา้ ยฟอ้ งของโจทกใ์ นคดนี แี้ ลว้ เขา้ ใจไดว้ า่ เปน็ กรณที พี่ นกั งาน
สอบสวนเไมม่ือ่ไพดิจ้อาารวณุธปาืนคําแฟล้ะอกงแระลสะุนคปําขืนอทท่ีจ้า�ำยเลฟย้อมงีไขวอ้ในงโคจรทอกง์ใคนรคอดงโีนด้ีแยลไ้มว่ไเดข้ร้าับใจใบไดอ้วน่าุญเปา็นตมกราเณปีท็นี่
ขอพงนกักลงาางน(สงัอเบกตสไวดนจ้ ไามก่ไศดา้อลาฎวุธกี ปาไืนมแไ่ ดลพ้ะกพิ ราะกสษุนาปใหืนร้ ทบิ ี่จขําอเงลกยลมาีไงว)้ใซนง่ึ คกราอรงไคมรไ่ ดออ้งาโดวธุยปไมนื ่ไมดา้รเับปใน็ บขออนงุกญลาาตง
ในมคาดเปนี น็ั้ ขหอางจกำ� ลตาอ้ งงฟซงัึ่ เกปาน็ รคไมณุ ่ไแดก้อจ่าำ�วเุธลปยืนวมา่ มาเอี ปา็นวธุขปอนืงกทลมี่ าเี คงใรนอื่ คงหดีนมาัน้ ยหทาะจเบํายีตน้อขงฟองั ผเปอู้ ็น่ื คซุณงึ่ ไแดกร้ บัจ่ ําอเนลญุยวา่าต
ใหม้มีอีแาลวะุธใปช้ตืนาทม่ีมกีเฎคหรม่ือางยหตมาามยพทระเรบาียชบนัญขอญงัตผิอู้อา่ืนวุธซป่ึงไืนด้รเคับรอื่อนงุญกราะตสใุนหป้มืนีแลวะัตใถชุร้ตะาเบมิดกฎดหอมกาไมย้เตพาลมิง
แลพะรสะ่งิรเาทชยีบมญั อญาวตั ธุอิ ปาวืนธุ ปพืน.ศเ.คร๒ื่อ๔ง๙กร๐ะสมุนาปตนื ราวตั ๗ถ,ุระ๗เ๒บดิ วดรอรกคไสมา้เพมลงิเสแมลอะไสป่ิงไเมท่๑ยี มอาเพวธุรปาะืนบพา.งศค.ด๒ีอ๔า๙จ๐มี
พยมานตบราคุ ค๗ล, ภ๗า๒พวกรลรอ้ คงสวงำจมรปเสดิ มหอรไปอื ภไมา่พ1ถเา่พยรทาพ่ีะบสิ าจู งนคย์ ดนื ีอยานั จไมดพี ว้ ยา่ อานาวบธุ ุคปคนื ลทภจ่ี ำ�าเพลกยลม้อไี วงใ้วนงคจรปอบิดคหรรอือง
ในภขาณพะถเ่ากยิดทเ่ีพหิสตูจุ เนป์ย็นืนอยาันวไุธดป้วืน่าทอา่ีไมวุธ่มปีเคืนรท่ือี่จงําหเลมยามยทีไวะ้ใเนบคียรนอขบอคงรเอจง้าใพนนขักณงะาเนกปิดรเหะตทุ ับเปไว็น้ อแาลวะุธเปมืน่ือทม่ีไกมา่มรี
น�ำเคสรบื ่ือพงยหามนาหยลทกั ะฐเาบนียเหนลข่าอนงัน้เจต้าอ่ พศนาลักแงลานว้ ปกร็ยะ่อทมับรบัไวฟ้ งัแวล่าะเปเมน็ ่ืออมาีกวธุาปรนนื ํทาส่ไี มืบ่มพีเคยราอ่ืนงหหลมักาฐยาทนะเเหบลยี ่านนได้ัน้
ใเ ขคไเ จนนม้อ�ำตเคเขไไ้า่ืจ่อคจนมวฟเอ้่อํพาทำ�งรา้ใ้่จ่ือฟ้เศอนตนจพอ็จทํางา้งอ้อคาับกจตนจ็จลคกงรงรง้อคาักจกเแนดคอาหเิงกงรกเรงาปลตนำ�บีนหดนตอเาริงา้วส็ปนาปีนํคตดาตนีุ้งทโรมบื จ็สนคโรรําุทปาดกี้โี่คดคพืทบอมเจะดค็ย�ำ่ีครดนย�ำทงยพทคีเทกดะอ่ ดีตินนไฟโาํัาบทยีมท์่ีกมมไดีตาิคนน้อฟดาับไร์ไีไ่ี่อมมยาดวคงนหดด้ับอ้บมไัไตีอคแ้แีใดห้ร้วมลบงฟครนัรํตาลลับแ้แีใกัลไ่ รร�พำาังครนะดะลลใฐักวรพโยาิวพบพค้รกทะะา่าฐยโาิพาบั อาวรินพกพเาทษามยปากะาในนรตาพิยษอผไบกม็นสษะตกญุาวไาิอดยษอผุนสอมวาาษ้แกาตย่านิมดาุ้นาศแปปาจษตง่าาศวปุญตาจปลืนร้ตมงงาุธาลรตา้ะงงืนาชตล่�ำพปละมฎชโามตไัใํ่ดางทฎรมืนวมพไัหีดกวโใะแวว้ษใีกตททหพลารแ้จนร้ใลลาาจฉีไ่กะษ้จนร�ลำาคกมฉ้มว�ำรบะฎําชคจ้ควฎร่มบวพเารคับหาํบุกวรลอหช่เีาาับรุเก่อาัมไคญทยบลชบจมะมทไจบราใ่ีหยบญ�ครมำาัญน่ํถ่ีาหย่อื คยใามเรัญ่ถเัตึคงวงนญมลรชวลอาึงหหธิิอญวอคายิธบยัตหงยพี าม้าายงีพวมโัตญัเิอม้ามวปโจิดาหเาีิจิออดปาหีุธญผยอามยีตาวาายปีตรทิดาเไผรัตุนวเุธวไมณมืุนนวมฐณะดิธุมอิป้ีุไธื่อุ่ไธาฯ้ีไเื่อมาปฐา่ไาืนปดบมนจปคดจ่วามคนื ซ้ฯรียื่มน�ำมืวน้รนธุําวีกฯับ่ึงนเีกาับีอปไเามไาลพลซใมมไามามมในืรีอบยดน่ึงยรบอว่อมน่ามฯาพใอ้นใักุธาอาตหวีําเีหเนนปญ�ำงญคนมครธุส้ก้ากสุญักืนาปารุญาืาบรนาาืบงต่ืแอ่ือาืนรพ๗มรมาสาพรตลงรงแตราอานย,ายะัหบหับตตลบ๗าสจจาเ๗รสระมมสนคสอ๒นึึงงาาเา,าาำหรวบชชคหรร๑๗ื่อ๑ยยนวลออสรลภภง๗ทรท๗ไ๒่ืัอบกบวักมาการ๖งน๖ะฐะททพฐพ่รไควกาเเไดศี่าี่ศะวบหบวรมรนน้อโาสารโรระีน่ยีไจยตจลาลตรรุนคดสนทงึ่่อนวทคจคจ่อปห้อุนุธศกะหหขะขกศาืนนปปฟา์จฟนอนอ์จาวไงึ่ืนลืนึงลังุงธวึ่ึงงึ่งังง้
ปืนมมาเาปเป็นน็ขขอองกงกลลาางนงนั้นนั้ สสําน�ำนักักงางนานออัยยักกาารรสสูงูงสสุดดุ สสมมัยยั ยยังงัเปเป็นน็ กกรรมมออัยัยกกาารรไไดด้วว้ าางงแแนนววททาางงกกาารรดดํา�ำเเนนินนิ คคดดี ี
ใหใแ้หก้แพ่กนพ่ ักนงกั างนาอนัยอกยั ากราไรวไ้ วด้ งั ดนัง๒้ีนี้ 2
““๑๑) )กกรณรณีทที่พพ่ีนนักักงางนานสสออบบสสววนนไมไม่ได่ได้ออ้ าาววุธุธปปืนนื ทท่ีใช่ีใช้ใ้ในนกกาารรกกรระะททาำ� คคววาามมผผิดิดเเปป็นน็ ขขอองงกกลลาางงใในนคคดี
แลแะลไะดไแ้ ดจ้แ้งจข้งอ้ ขห้อาหฐาาฐนามนอี มาีอวาธุ วปุธนื ปทืนี่ไทมี่ไมมีเค่มรีเคอ่ื รง่ือหงมหามยเาลยขเลทขะทเบะียเบนียไวนใ้ ไนวค้ในรอคบรอคบรอคงรโอดงยโไดมย่รไับมอ่รนับญุอนาตุญาต
1 พ.ร.บ. อาวธุ ปืน เคร่อื งกระสนุ ปืน วัตถรุ ะเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และส่งิ เทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐
มาตรา ๗ “ห้ามมิให้ผู้ใดทํา ซ้ือ มี ใช้ ส่ัง หรือนําเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาต
จากนายทะเบียนท้องท่ี”
มาตรา ๗๒ “ผใู้ ดฝา่ ฝืนมาตรา ๗ ต้องระวางโทษจาํ คกุ ต้ังแต่หน่ึงปถี งึ สบิ ปี และปรบั ตง้ั แต่สองพนั บาทถงึ สองหม่ืนบาท
ถ้าการฝา่ ฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นเพียงกรณีเก่ียวกับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืนตามท่ีกําหนดไว้ในกฎกระทรวง
หรือเปน็ กรณีมีเครอื่ งกระสุนปืน ผูฝ้ า่ ฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบปี หรอื ปรับไมเ่ กินสองหม่ืนบาท หรือท้ังจาํ ท้งั ปรบั
ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นเพียงการมีอาวุธปืนท่ีเป็นของผู้อ่ืนซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย
ผฝู้ า่ ฝืนตอ้ งระวางโทษจาํ คกุ ตั้งแตห่ กเดอื นถึงห้าปี และปรับตง้ั แตห่ น่งึ พนั บาทถงึ หนงึ่ หม่นื บาท
ถา้ การฝ่าฝืนตามวรรคหนึง่ เป็นการทาํ เคร่ืองกระสุนปืนที่ทาํ ดว้ ยดนิ ปืนมีควันสําหรบั ใช้เอง โดยไม่ได้รับอนญุ าต
จากนายทะเบยี นท้องท่ี ผ้ฝู า่ ฝืนตอ้ งระวางโทษปรบั ไมเ่ กินหนึ่งพันบาท”
2 หนังสือกรมอัยการ ท่ี มท ๑๒๐๓/ว ๑๐๒ ลงวันท่ี ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๒, อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๕๒ ฉบับท่ี ๓ พ.ศ. ๒๕๓๓,
หน้า ๔๓๓
อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 45
จากนายทะเบียนท้องที่ หากพนักงานอัยการจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาดังกล่าว ก็ควร
สั่งสอบสวนเพ่ิมเติมในประเด็นที่ว่า ผู้ต้องหาน้ันได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจาก
นายทะเบียนท้องที่หรอื ไม่ เพ่อื ใหม้ พี ยานหลักฐานในประเดน็ นต้ี ิดสานวนไว้
๒) ประเภท ชนิด และขนาดของอาวุธปืนดังกล่าวในข้อ ๑ หากพนักงานสอบสวนมิได้
สอบสวนไว้ พนักงานอัยการก็ควรส่ังสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ความว่าเป็นอาวุธปืนประเภท ชนิด
และขนาดใด จากพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในคดี เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องและการพิจารณา
ช้ันศาลตอ่ ไป
๓) ในการสืบพยานควรจะซักถามพยานโจทก์ให้ได้ความเต็มตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วใน
สานวนสอบสวน เฉพาะข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ควรถามค้านพยานจาเลยใน
ประเด็นนเ้ี พื่อประกอบข้อเทจ็ จริงตามการนาสืบของโจทก์อีกชน้ั หนงึ่ ”
สาํ หรับคดีท่ีปรากฏขอ้ เท็จจริงว่าพนักงานสอบสวนได้อาวุธปืนมาเป็นของกลาง แต่ผลการ
ตรวจพิสูจน์พบร่องรอยการขูดลบเคร่ืองหมายทะเบียนและเลขหมายประจําปืน อัยการสูงสุดเคยมี
คําชี้ขาดความเห็นแย้งวินิจฉัยว่าอาวุธปืนของกลางท่ีมีรอยขูดลบเคร่ืองหมายทะเบียนและ
เลขหมายประจําปืน ไม่ได้หมายความว่าเป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียน เพราะไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า
เจ้าพนักงานประทับไว้แต่แรกหรือไม่ จึงย่อมถือว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนไม่มี
เคร่อื งหมายทะเบยี นและเลขหมายประจาํ ปนื (คําชขี้ าดความเห็นแยง้ ที่ ๔๕๒/๒๕๕๒) 3 ส่วนศาลฎกี า
ก็เคยมีคําพิพากษาท่ีวินิจฉัยข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันน้ีต่างไปในทํานองว่า เมื่อไม่อาจยืนยัน
เครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจําปืนเดิมว่าเป็นเลขหมายใด ก็ย่อมรับฟังเป็นคุณ
แก่จําเลยว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนท่ีมีหมายเลขทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มี
และใชต้ ามกฎหมาย (คําพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๑๗๔/๒๕๕๓, ๘๓๙๐/๒๕๕๔) 4
3 คำชขี้ ำดควำมเห็นแย้งท่ี ๔๕๒/๒๕๕๒ อาวุธปืนของกลางมรี อยขูดลบเครอื่ งหมายทะเบียนและเลขหมายประจาํ ปืน
ไม่ได้หมายความว่าเป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียนเพราะไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า เจ้าพนักงานประทับไว้แต่แรกหรือไม่ จึงย่อมถือว่า
อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนไม่มเี คร่ืองหมายทะเบียนและเลขหมายประจาํ ปืน เป็นทรัพยท์ ี่มีไว้เป็นความผดิ ขอริบ
อาวธุ ปืนของกลาง (คําชีข้ าดความเห็นแย้งของอัยการสงู สุด พ.ศ. 2551 - 2553 ฉบับ 120 ปี องค์กรอยั การ, หน้า 537)
4 คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี ๑๒๑๗๔/๒๕๕๓ เมื่อข้อเท็จจริงท่ีได้จากทางนําสืบของโจทก์เองว่าอาวุธปืนของกลางมีรอย
ขูดลบเคร่ืองหมายทะเบียนและขูดลบแก้ไขเลขหมายประจําปืน แต่ไม่อาจยืนยันว่าเครื่องหมายทะเบียนเลขหมาย
ประจําปนื เดิมเปน็ เลขหมายใด ศาลอทุ ธรณ์ย่อมนําข้อเท็จจริงดังกล่าวมารับฟังเป็นคุณแกจ่ าํ เลยวา่ อาวุธปืนของกลาง
เปน็ อาวธุ ปืนมีหมายเลขทะเบยี นของผู้อ่ืน และลงโทษจําเลยตาม พ.ร.บ. อาวธุ ปืนฯ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสาม ได้ และ
เมื่อขอ้ เทจ็ จริงฟังได้ว่าอาวุธปืนของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดหรือเป็นทรพั ย์ท่ีใช้ในการกระทําความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓ แม้โจทก์มิได้มีคําขอให้คืนของกลางแก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอํานาจสั่งคืนของกลางให้แก่
เจ้าของไดต้ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๙) ประกอบมาตรา ๔๙, ๑๙๕ วรรคสอง , ๒๑๕ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคําขอ
แต่อย่างใด
46 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า
อยา่ งไรกด็ ี อาวุธปนื ท่มี ีการขูดลบเคร่ืองหมายทะเบียนนั้น เป็นอาวุธปนื ที่ยากในการตรวจพิสูจน์
หาข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานได้ประทับเคร่ืองหมายทะเบียนไว้ต้ังแต่แรกหรือไม่ เน่ืองจากเป็น
ข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของผู้ท่ีครอบครองอาวุธปืน และการมีอาวุธปืนในลักษณะนี้ไว้
ในครอบครองย่อมส่อแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ท่ีไม่สุจรติ ของผู้ที่ครอบครอง เพราะหากมีการนํา
อาวุธปืนดังกล่าวไปใช้กระทําความผิดก็เป็นการยากท่ีจะตรวจสอบหาตัวผู้กระทําความผิด
ที่แทจ้ ริงได้ ดว้ ยเหตุผลดังกล่าว หากมกี ารเพิ่มเตมิ บทบัญญตั ทิ ี่เป็นข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาดท่มี ิได้
อาศัยสถานะของบุคคลเป็นเงื่อนไข 5 ไว้สําหรับ “อาวุธปืนที่ขูดลบเคร่ืองหมายทะเบียน”
ในทํานองให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น “อาวุธปนื ที่ไม่มีเครอ่ื งหมายทะเบยี น” โดยใหผ้ ู้ครอบครอง
สามารถนําสืบพยานโตแ้ ยง้ หรือหักลา้ งข้อสันนษิ ฐานน้ันไดด้ ังเชน่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๖๙/๙ วรรคสาม หรือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสาม
กน็ า่ จะทําใหก้ ารบังคบั ใช้กฎหมายมคี วามเหมาะสมกับพฤติการณแ์ ห่งคดีมากยงิ่ ขึน้
อนึ่ง การบรรยายฟ้องดําเนินคดีกับจําเลยกรณีมีอาวุธปืนไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียน โดย
ใช้ถ้อยคําว่า “ไม่ปรำกฏเครอื่ งหมำยทะเบยี นของเจ้าพนักงานประทับไว้”นนั้ แม้จะมีคําพพิ ากษา
ศาลฎีกาหลายฉบบั ลงโทษจาํ เลยในความผดิ ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ไดร้ บั ใบอนญุ าต
ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหน่ึง (คําพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๔๕๑๔/๒๕๕๗,
๑๓๙๒๗/๒๕๕๘, ๑๔๔๕๓/๒๕๕๘) 6 แต่ก็มีคําพิพากษาศาลฎีกาบางฉบับที่วินิจฉัยให้เป็นคุณ
แก่จําเลยว่าเป็นอาวุธปืนท่ีเป็นของผู้อ่ืนซ่ึงได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และลงโทษ
จําเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย
ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสำม
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๘๓๙๐/๒๕๕๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจําเลยมีอาวุธปืนเคร่ืองหมายทะเบียนถูกขูดลบไว้ใน
ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จําเลยให้การรับสารภาพ ต้องฟังว่าเป็นอาวุธปืนท่ีจําเลยมีไว้ในครอบครองเป็นอาวุธปืน
ของผู้อนื่ ซ่งึ ได้รบั ใบอนุญาตใหม้ แี ละใช้ตามกฎหมาย อนั เปน็ ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปนื ฯ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสาม
5 คำวินิจฉัยศำลรัฐธรรมนูญที่ 12/2555 ได้วินิจฉัยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง
พ.ศ. 2545 มาตรา 54 ว่าเป็นการสันนิษฐานความผิดโดยอาศัยสถานะของบุคคลเป็นเงื่อนไข โดยให้เหตุผลว่า
“พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๔ เป็นข้อสนั นิษฐานตามกฎหมายท่ีมีผลเป็นการ
สันนิษฐานความผิดของจําเลย โดยโจทก์ไม่จําต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงการกระทําหรือเจตนาอย่างใดอยา่ งหนึ่งของจําเลยก่อน
เป็นการนําการกระทําความผิดของบุคคลอ่ืนมาเป็นเง่ือนไขของการสันนิษฐานให้จําเลยมีความผิดและต้ องรับโทษ
ทางอาญา... กรณีจึงเป็นการสนั นิษฐานไวต้ ้ังแต่แรกแล้ววา่ กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือบคุ คลซึ่งรับผิดชอบในการ
ดําเนินงานของนิติบุคคลน้ันได้กระทําความผิดด้วย อันมีผลเป็นการผลักภาระการพิสูจน์ความบริสุทธ์ิไปยังกรรมการ
ผู้จดั การ ผ้จู ัดการ และบคุ คลซึ่งรับผดิ ชอบในการดําเนนิ งานของนิติบุคคลนน้ั ท้ังหมดทุกคน บทบญั ญัติมาตราดังกลา่ ว
จึงเป็นกำรสันนิษฐำนควำมผิดของผู้ต้องหำและจำเลยในคดีอำญำโดยอำศัยสถำนะของบุคคลเป็นเงื่อนไข มิใช่
การสันนิษฐานข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดเพียงบางข้อหลังจากท่ีโจทก์ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการกระทําอย่างใด
อย่างหนึ่งท่ีเกี่ยวข้องกับความผิดท่ีจําเลยถูกกล่าวหา และยังขัดกับหลักนิติธรรมข้อที่ว่าโจทก์ในคดีอาญาต้องมีภาระ
การพิสูจนถ์ ึงการกระทําความผิดของจาํ เลยให้ครบองค์ประกอบของความผิด...”
6 อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙, หนา้ ๙๔
อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 47
(คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔๗๗/๒๕๕๘) 7 ฉะนั้น ถ้าไม่ให้เป็นปัญหาในการตีความถ้อยคํา
กฎหมาย และลงโทษสถานเบากว่าท่ีจําเลยกระทําความผิด เมื่อจะต้องดําเนินคดีกับจําเลยกรณี
มีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียน ก็ควรบรรยายฟ้องโดยใช้ถ้อยคําว่า “ไม่มีเครื่องหมำย
ทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้” ก็จะทําให้เข้าใจไปในทางเดียวกันว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้อง
โดยประสงค์ให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
ตามนยั แห่งพพร.ะรร.บาช.อบาญั วุธญปตั นื อิ ฯาวมธุ าปตนื รฯาม๗า,ต๗รา๒๗ว,ร๗ร๒คหวนรร่ึงคแหลน้วง่ึ แลว้
อำคม เจตะผลิน
7 คำพพิ ำกษำศำลฎีกำที่ ๑๔๔๗๗/๒๕๕๘ คาํ ว่า “ปรากฏ” ตามพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน ให้ความหมายว่า
สําแดงออกมาให้เห็น เม่ือโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับอาวุธปืนท่ีจําเลยมีไว้ในครอบครองว่า เป็นอาวุธปืนที่ไม่ปรากฏ
เคร่ืองหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงมีความหมายว่า เป็นอาวุธปืนที่ไม่สําแดงออกมาให้เห็นถึง
เคร่ืองหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ กรณีจึงยังไม่เป็นการแน่นอนวา่ อาวุธปืนที่จําเลยมีไว้ในครอบครองน้ัน
เป็นอาวุธปืนที่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จําเลยว่า
อาวุธปืนท่ีจําเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนญุ าตน้ัน เป็นอาวุธปืนที่เป็นของผู้อนื่ ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและ
ใช้ตามกฎหมายซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (อัยการนิเทศ
เลม่ ท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙, หนา้ ๙๑)
48 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา
คำพพิ ำกษำศำลฎกี ำที่ 2198/2562
ป.อ. พยายามฆา่ , พยายามฆา่ โดยไตร่ตองไวก้ ่อน, ชิงทรพั ย์ (มาตรา 80, 288, 289 (4), 339)
แม้ในกำรชิงทรพั ย์ผู้เสียหำย จำเลยจะเตรยี มตัวมำก่อนโดยเอำเทปกำวปิดหมำยเลขทะเบียน
รถจักรยำนยนต์และจำเลยสวมหมวกไหมพรมและหน้ำกำกกนั ฝนุ่ ปดิ บังใบหน้ำ โดยจำเลยพำ
มีดปลำยแหลมติดตัวมำด้วย ก็เป็นเร่ืองที่จำเลยเตรียมตัวมำเพื่อทำกำรชิงทรัพย์ผู้เสียหำย
เท่ำนั้น เม่ือจำเลยไม่รู้จักหรือมีสำเหตุโกรธเคืองผู้เสียหำยมำก่อนท่ีจะต้องคิดมำเอำชีวิต
ผู้เสียหำย โดยเฉพำะอย่ำงย่งิ ตำมท่ีผู้เสยี หำยเบิกควำมวำ่ ขณะท่ีจำเลยชิงทรพั ย์โดยใชม้ ีดแทง
ผู้เสยี หำยน้ัน จำเลยพดู ขึ้นว่ำ “เอำมำ เอำมำ” ก็แสดงว่ำในใจจำเลยขณะนั้น จำเลยตอ้ งกำร
ประสงค์ต่อทรัพย์ผู้เสียหำยเท่ำนั้น จำเลยไม่ประสงค์ต่อชีวิตผู้เสียหำยเลย กำรท่ีจำเลยใช้มีด
แทงผู้เสียหำยจึงเป็นเหตุท่เี กิดข้ึนกะทันหันเพื่อควำมสะดวกในกำรชิงทรัพย์ เป็นกำรตัดสินใจ
ของจำเลยในทันทีทันใดโดยปัจจุบนั ทันด่วน กำรกระทำของจำเลยโดยเจตนำฆำ่ นั้น จำเลยไม่ได้
กระทำโดยไตรต่ รองมำก่อน
______________________________
พนักงำนอัยกำรจังหวัดสคี วิ้ โจทก์
ระหวำ่ ง นำงสำว อ. ผู้ร้อง
นำย ศ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เม่ือวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 เวลากลางวนั จาเลยพามดี ปลายแหลม คมมดี กวา้ ง
3 เซนติเมตร ความยาวรวมด้าม 20 เซนติเมตร จานวน 1 เล่ม ติดตัวไปตามถนนสาธารณะ
ภายในหมูท่ ่ี 7 อันเป็นในเมือง หมบู่ ้านหรอื ทางสาธารณะ โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มเี หตอุ ันสมควร
และจาเลยชิงทรัพย์สร้อยคอทองคาหนัก 1 บาท ราคา 20,000 บาท จี้ทองคาหนัก 1 สลึง
ราคา 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 25,000 บาท ของนางสาว อ. ผู้เสียหาย ขณะท่ีสวมใส่ไว้ที่คอไป
โดยในการชิงทรัพย์ดงั กล่าว จาเลยใช้กาลังประทุษร้ายและมีเจตนาฆ่าผู้เสยี หายโดยไตร่ตรองไวก้ ่อน
ได้ใช้มีดปลายแหลมที่จาเลยพาติดตัวมาแทงผู้เสียหายท่ีบริเวณคออันเป็นอวัยวะส่วนสาคัญของ
ร่างกายโดยแรงหลายคร้ัง จาเลยลงมือกระทาความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทานั้นไม่บรรลุผล
เนอ่ื งจากแพทย์รักษาผู้เสยี หายไว้ทันจึงไมถ่ ึงแกค่ วามตาย แต่เป็นเหตุใหผ้ ู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส
ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่าย่ีสิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า
ย่ีสิบวัน ท้ังนี้ จาเลยกระทาไปเพ่ือให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป เพ่ือให้
ยืน่ ให้ซงึ่ ทรพั ย์นั้น เพื่อยดึ ถือเอาทรัพย์นั้นไว้ เพือ่ ปกปิดการกระทาความผิดนนั้ หรือเพอ่ื ให้พ้นจาก
อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 49
การจับกุม จาเลยใชร้ ถจักรยานยนต์ของผ้มู ีช่ือเป็นยานพาหนะเพอ่ื กระทาผิด หรือพาทรัพย์น้ันไป
หรือเพ่ือให้พ้นจากการจบั กุม เจ้าพนักงานจับจาเลยได้พรอ้ มยึดสร้อยคอทองคาที่จาเลยชิงทรัพย์
ไปไดจ้ ากความครอบครองของผมู้ ชี ่ือท่ีรับจานา รถจักรยานยนต์ทีจ่ าเลยใช้เป็นยานพาหนะในการ
กระทาผิด กระดาษขาวพันด้วยเทปพันสายไฟที่จาเลยใช้ปิดบังแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์
เป็นของกลาง สร้อยคอทองคาผู้เสียหายรับคืนแล้ว รถจักรยานยนต์ของกลางพนักงานสอบสวน
จัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 ขอให้ลงโทษตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 289 (4), 339, 340 ตรี, 371 ให้จาเลยคืนหรือใช้ราคาจ้ี
ทองคา 5,000 บาท แกผ่ ูเ้ สยี หาย
จาเลยใหก้ ารรับสารภาพ
ระหว่างพิจารณา นางสาว อ. ผู้เสียหาย ยื่นคารอ้ งขอให้บังคับจาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
รวมเป็นเงิน 511,429 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่
วันทาละเมดิ จนกวา่ จะชาระเสรจ็
จาเลยให้การในคดีสว่ นแพ่งว่า คา่ สินไหมทดแทนที่ผู้เสยี หายเรยี กร้องสูงเกินไป ขอให้ยกคาร้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
289 (4) ประกอบมาตรา 80, 52 (1) 339 วรรคสอง, วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371
การกระทาของจาเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อืน่ โดยไตรต่ รองไว้ก่อน และฐานชิงทรัพย์
โดยมีอาวุธเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสโดยใช้ยานพาหนะเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อ
กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อนื่ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซงึ่ เป็นกฎหมายบททมี่ โี ทษ
หนักท่ีสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จาคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน
หรอื ทางสาธารณะโดยไมม่ ีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท รวมจาคกุ ตลอดชีวิต และปรับ 1,000 บาท
หากไม่ชาระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จาเลยคืนหรือใช้ราคา
จี้ทองคา 5,000 บาท แก่ผู้ร้อง กับให้จาเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 391,429 บาท
พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงนิ ดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 เป็นตน้ ไป
จนกวา่ จะชาระเสรจ็ คา่ ฤชาธรรมเนยี มในส่วนคดแี พง่ ให้เป็นพับ
จาเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 288, 80, 339 วรรคสอง, วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 การกระทาของจาเลย
เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืนและฐานชงิ ทรัพย์โดยมีอาวุธเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส
โดยใช้ยานพาหนะเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืน
ซึ่งเป็นกฎหมายบทท่ีมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จาคุก 13 ปี
จาเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
50 คำ� พิพากษาศาลฎีกา
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืน คงจาคุก 6 ปี 6 เดือน ฐานพาอาวุธ
ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรคงปรับ 500 บาท รวมจาคุก 6 ปี 6 เดือน
และปรับ 500 บาท นอกจากท่ีแกใ้ หเ้ ป็นไปตามคาพพิ ากษาศาลชนั้ ตน้
โจทกฎ์ กี า
ศาลฎีกาตรวจสานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบ้ืองต้นรับฟังได้ว่าวันเกิดเหตุ
จาเลยขับรถจักรยานยนต์มาชิงทรัพย์ผู้เสียหาย โดยในการชิงทรัพย์จาเลยใช้มีดปลายแหลม
ท่ีพาติดตัวมาด้วยเป็นอาวุธแทงผู้เสียหายที่บริเวณลาคอหลายครั้งโดยเจตนาฆ่าแต่การกระทา
ของจาเลยไมบ่ รรลุผลเนือ่ งจากแพทย์รักษาบาดแผลไวไ้ ดท้ ันท่วงที ผู้เสียหายจงึ ไมถ่ งึ แก่ความตาย
การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส
โดยใชย้ านพาหนะเพ่ือกระทาความผดิ และมีความผิดฐานพยายามฆา่ ผู้อื่น
ปญั หาท่ีจะต้องวินจิ ฉัยตามท่ีโจทกฎ์ ีกามีว่า การที่จาเลยใช้มดี แทงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าน้ัน
จาเลยกระทาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนในอันท่ีจะเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
หรือไม่ เห็นว่า แม้ในการชิงทรัพย์ผู้เสียหาย จาเลยจะเตรียมตัวมาก่อนโดยเอาเทปกาวปิด
หมายเลขทะเบยี นรถจักรยานยนตแ์ ละจาเลยสวมหมวกไหมพรมและหน้ากากกนั ฝนุ่ ปดิ บังใบหน้า
โดยจาเลยพามดี ปลายแหลมติดตัวมาด้วยตามทโ่ี จทก์นาสืบก็ตาม ก็เปน็ เรือ่ งทจ่ี าเลยเตรียมตัวมา
เพ่ือทาการชิงทรัพย์ผู้เสียหายเท่าน้ัน เม่ือจาเลยไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองผู้เสียหายมาก่อน
ท่จี ะตอ้ งคิดมาเอาชวี ิตผู้เสยี หาย โดยเฉพาะอย่างย่ิงตามที่ผูเ้ สียหายเบิกความว่าขณะที่จาเลยชิงทรพั ย์
โดยใช้มีดแทงผู้เสียหายน้ัน จาเลยพูดข้ึนว่า “เอามา เอามา” ก็แสดงว่าในใจจาเลยขณะน้ัน
จาเลยต้องการประสงค์ต่อทรัพย์ผู้เสียหายเท่านั้น จาเลยไม่ประสงค์ต่อชีวิตผู้เสียหายเลย การท่ี
จาเลยใชม้ ีดแทงผู้เสยี หายจึงเป็นเหตุที่เกดิ ขึ้นกะทันหันเพ่ือความสะดวกในการชิงทรัพย์ เป็นการ
ตัดสินใจของจาเลยในทันทีทันใดโดยปัจจุบันทันดว่ น ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าการกระทา
ของจาเลยโดยเจตนาฆ่านั้น จาเลยไม่ได้กระทาโดยไตร่ตรองมาก่อน แม้จาเลยให้การรับสารภาพ
แต่หากศาลเห็นว่าการกระทาบางส่วนของจาเลยไม่เป็นความผิด ศาลก็มีอานาจวินิจฉัยให้เป็น
ประโยชน์แก่จาเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง
ประกอบมาตรา 215, 225 แม้โจทก์ฎีกาว่าจาเลยจานนต่อพยานหลักฐาน แต่การที่จาเลย
ให้การรับสารภาพนับว่าเป็นการให้ข้อมูลสาคัญและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีของศาล
เป็นอย่างมาก การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จาเลยกึ่งหนึ่งตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
โจทก์ฎีกาฟังไม่ขน้ึ
พพิ ากษายนื .
สานักงานอยั การพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ
สานักงานวชิ าการ
อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 51
หมายเหตุ
คาว่า “ฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔)
หมายความว่า ก่อนกระทา ผู้กระทาได้มีการคิดไตร่ตรองและทบทวนแล้วจึงตกลงใจท่ีจะกระทา
คือการฆ่า เชน่ วางแผน จ้างวาน ดกั ซมุ่ เรยี กมาพบเพื่อฆา่
ดังน้ัน การฆ่าเม่ือพบโดยบงั เอญิ หรือฆา่ ในทันทีทนั ใด จึงมิใช่การกระทาโดยไตร่ตรองมากอ่ น
ดังเห็นไดจ้ ากคาพพิ ากษาศาลฎีกาดังต่อไปนี้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๓๐๘ - ๔๓๐๙/๒๕๓๐ จาเลยกับพวกโกรธผู้ตาย จึงเตรียมอาวุธ
ไปทบี่ ้านผู้ตายเมอื่ พบภรยิ าผู้ตายก็ยิงภรยิ าผู้ตายตาย แล้วตามผู้ตายไปจนพบกาลังรุนกุ้งในทะเล
มิได้พูดจาไต่ถามอะไรก็ใช้อาวุธปืนยิงทันทีจนผู้ตายถึงแก่ความตายและยังจุดไฟเผาเรือเสียด้วย
การที่จาเลยกับพวกฆ่าผ้ตู ายถอื เป็นการฆา่ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ท่ีจาเลยกับพวกฆ่าภริยาผู้ตาย
ด้วยอาจเป็นเพราะไม่พบผู้ตายจึงฆ่าเสียก่อน เป็นการฆ่าในทันทีทันใด ไม่ถือว่าเป็นการฆ่า
โดยไตรต่ รองไว้กอ่ น
คาพิพากษาศาลฎกี าที่ ๒๕๓๙/๒๕๔๑ จาเลยและผู้เสียหายอยู่หมบู่ ้านเดียวกันและเปน็ เพอื่ น
กันมาก่อน หากจาเลยมีใจคิดจะฆ่าผู้เสียหายหลังจากทะเลาะวิวาททาร้ายกันแล้วก็สามารถ
กระทาไดง้ ่ายและคงไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานประมาณ ๓ เดือน จนเพ่ิงมาเกิดเหตุคดีน้ี แม้ได้
ความว่าจาเลยยังผูกใจเจ็บผู้เสียหายอยู่ ก็ไม่อาจแปลความว่าจาเลยคิดจะฆ่าผู้เสียหายตลอดมา
เม่ือจาเลยมาพบผู้เสียหายในงานวัดจึงเกิดความคิดท่ีจะแก้แค้นผู้เสียหายโดยมิได้มีการพกหรือ
เตรียมอาวุธมาก่อน แสดงว่าความคิดที่จะฆ่าผู้เสียหายของจาเลยเพ่ิงเกิดข้ึนเมื่อมาพบเห็น
ผ้เู สียหาย ในงานวัดดังกล่าวการที่จาเลยกลับไปบ้านนาอาวุธมีดของกลางมาฟันทารา้ ยผู้เสียหาย
ในทันที กรณีจึงไม่แตกต่างกับท่ีจาเลยไปนาเอาอาวุธมีดจากบริเวณใกล้เคียงมาฟันทาร้าย
ผเู้ สยี หายในทันทีทพ่ี บเห็นผู้เสยี หาย การกระทาของจาเลยยงั ถือไม่ไดว้ ่าไดก้ ระทาโดยไตรต่ รองไวก้ อ่ น
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๑๕๙/๒๕๖๑ การกระทาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ผู้กระทาความผิด
ตอ้ งได้มีเวลาคิดไตร่ตรองและทบทวนแล้วจึงตกลงใจที่จะฆ่าผู้อ่นื หาใช่กรณีท่ีเกิดขึ้นโดยปัจจุบัน
ทันด่วนไม่ และการจะเป็นตัวการร่วมฐานความผิดดังกล่าวจะต้องมีลักษณะมีการวางแผนและ
คบคิดมาแต่ต้น โดยคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทาความผิด แม้การท้าทายถือได้ว่า
เป็นพฤติการณค์ ิดไตร่ตรองจะฆา่ โจทก์ร่วมท่ี ๒ แต่เมื่อโจทก์รว่ มท่ี ๒ ปฏิเสธคาท้าทายของจาเลยท่ี ๓
ทางโทรศัพท์แล้ว จาเลยท้ังสามย่อมไม่สามารถเริ่มลงมือกระทาแก่โจทก์ร่วมที่ ๒ ตามคาท้าทายได้
ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จาเลยทั้งสามรวู้ ่าหลงั จากวางสายโทรศัพท์แล้วโจทก์รว่ มที่ ๒
52 ค�ำพิพากษาศาลฎกี า
ไปไหนหรืออยู่ท่ีใด และจาเลยทั้งสามออกตามหาโจทก์ร่วมที่ ๒ ต่อไปหรือไม่ กรณีจึงต้องฟังว่า
จาเลยทั้งสามมาพบโจทก์ร่วมที่ ๒ ในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน การท่ีจาเลยท่ี ๑ ชักอาวุธปืน
ออกมายิงโจทก์ร่วมที่ ๒ ทันที ก็ไม่ได้เกิดขนึ้ จากการวางแผนจัดเตรียมของจาเลยท้ังสาม แต่เป็น
การตัดสินใจเฉพาะหน้าของจาเลยที่ ๑ ในทันทที ี่ขับรถมาพบโจทก์รว่ มที่ ๒ โดยบังเอญิ ส่วนการ
ตามไล่ยิงไปอย่างกระชั้นชิดจนถึงบ้านโจทก์ร่วมท่ี ๓ ก็ยังได้ยิงเข้าไปในบ้านอีก ๑ นัด เป็นเพียง
การกระทาต่อเน่ืองหลังจากประสบโอกาสท่ีจะยิงโจทก์ร่วมท่ี ๒ อย่างทันทีทันใดเท่านั้น การกระทา
ของจาเลยทั้งสามไม่เปน็ การไตร่ตรองไว้ก่อน
อนึ่ง คาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๙๘/๒๕๖๒ นี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉยั ว่า การท่ีจาเลยเอาเทปกาว
ปิดหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ สวมหมวกไหมพรมและหน้ากากกันฝุ่นปิดบังใบหน้า และ
พามีดปลายแหลมติดตัวมาด้วย เป็นเรื่องท่ีจาเลยคิดไตร่ตรองและตระเตรียมการเพื่อทาการ
ชิงทรัพย์ผู้เสียหายเท่าน้ัน ซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดกาหนดให้การชิงทรัพย์โดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็น
เหตุฉกรรจ์ให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักข้ึน ประกอบกับข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าจาเลยไม่ร้จู ักหรือ
มสี าเหตุโกรธเคอื งผู้เสียหายมาก่อน ที่จะฟังได้ว่าจาเลยได้คิดมาเอาชีวติ ผเู้ สียหายมาก่อนเกิดเหตุ
การท่ีจาเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายจึงเป็นการตัดสินใจของจาเลยในทันทีทันใดโดยปัจจุบันทันด่วน
ในขณะท่ีชิงทรัพย์ผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยจึงมิใช่เจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔)
สจุ ติ รา แสงสายณั ห์
อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 53
คำพิพำกษำศำลฎกี ำที่ 2590/2562
ป.อ. เจตนา (มาตรา 59)
ป.วิ.อ. จาเลยใหก้ ารรบั สารภาพ (มาตรา 176 วรรคหนงึ่ )
ขณะที่ผู้ตำยนอนอยู่ในบ้ำนท่ีเกิดเหตุ จำเลยซึ่งเป็นสำมีของผู้ตำยใช้มีดเป็นอำวุธ
แทงผู้ตำยท่ีบริเวณหน้ำอกขวำและซ้ำย ไหปลำร้ำ มือขวำและซ้ำย เป็นเหตุให้ผู้ตำยถึงแก่
ควำมตำย โดยจำเลยกระทำในขณะละเมอ ไม่รู้สึกตัว เมื่อพยำนโจทก์ไม่อำจรับฟังได้ว่ำ
จำเลยกระทำโดยรูส้ ำนกึ ในกำรที่กระทำ กำรกระทำของจำเลยจงึ ไมเ่ ปน็ ควำมผิดตำมฟ้อง
______________________________
พนักงำนอยั กำรจงั หวดั แมส่ อด โจทก์
ระหวำ่ ง
นำย ค. จำเลย
โจทก์ฟ้องวา่ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จาเลยโดยมีเจตนาฆ่า
ใช้อาวุธมีดปลายแหลมกว้าง 2 น้ิว ยาวรวมด้ามประมาณ 12 นิ้ว แทงนาง น. ซึ่งเป็นภริยาหลายครั้ง
ท่ีบริเวณหน้าอกขวาและซ้าย ไหปลาร้าซ้าย มือขวาและซ้าย อันเป็นอวัยวะสาคัญ มีแผลฉีกขาด
ลกึ ถึงปอด เป็นเหตุใหน้ าง น. ถึงแกค่ วามตาย เจา้ พนักงานยึดอาวุธมดี ทีจ่ าเลยใชก้ ระทาความผิด
เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 ริบอาวุธมีดปลายแหลม
ของกลาง
จาเลยใหก้ ารรับสารภาพ
ศาลช้ันต้นพิจารณาแลว้ พพิ ากษายกฟอ้ ง
โจทก์อทุ ธรณ์
ศาลอทุ ธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288
จาคุก 15 ปี จาเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษ
ใหก้ งึ่ หนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจาคุก 7 ปี 6 เดือน ริบอาวุธมดี ของกลาง
จาเลยฎกี า
ศาลฎีกาตรวจสานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงท่ีคู่ความมิได้โต้เถียงกันในช้ันฎีกา
รบั ฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ขณะที่ผู้ตายนอนอยู่ในบ้านท่ีเกิดเหตุ จาเลยซึ่งเป็นสามีของ
ผู้ตายใช้มีดเป็นอาวุธแทงผู้ตายท่ีบริเวณหน้าอกขวาและซ้าย ไหปลาร้า มือขวาและซ้าย เป็นเหตุให้
ผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจาเลยว่า จาเลยแทงผู้ตายโดยรู้สานึก
54 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา
ในการกระทาหรือไม่ โดยจาเลยฎีกาว่า การกระทาของจาเลยเป็นการนอนละเมอในช่วงหลับลึก
จาเลยไม่รู้สึกในการที่กระทาความผิด อันจะถือว่าจาเลยประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลมิได้
การกระทาของจาเลยจึงขาดเจตนา ไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า โจทก์มีเด็กชาย อ. มาเบิกความ
เป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ขณะที่พยานนอนหลับ
อยู่ท่ีบ้านของจาเลยนั้น พยานนอนหลับอยู่กับจาเลยและผู้ตาย โดยมีจาเลยนอนอยู่ด้านขวา
ผู้ตายนอนอยู่ตรงกลางและพยานอยู่ด้านซ้ายของผู้ตาย ขณะพยานนอนหลับนั้น พยานได้ยินเสียง
ผู้ตายร้องตะโกนว่าช่วยด้วย พยานตกใจลุกข้ึนไปเปิดไฟ พยานเหน็ จาเลยนอนถือมีดปลายแหลม
มีความยาวเฉพาะมีดประมาณ 20 เซนติเมตร กาลังแทงตัวเอง และเห็นผู้ตายนอนมีเลือดออก
ท่ีบรเิ วณลาตัว มีเลือดเปรอะเปื้อนอยู่ที่มุ้งที่กางอยู่ พยานว่ิงไปที่จาเลยและคว้าอาวุธมีดท่ีจาเลย
ถืออยู่ เมอ่ื ได้มีดแลว้ จึงโยนทิ้งไปที่หน้าตา่ งของบ้าน จากนัน้ วง่ิ ไปเรียกญาติ ในชนั้ สอบสวนพยาน
ให้การต่อเจ้าพนักงานตารวจตามบันทึกคาให้การ และโจทก์มีบันทึกคาให้การของนาย น. มาแสดง
ซึ่งนาย น. ให้การว่า จากการสอบถามข้อมูลจากเด็กชาย อ. หลานชายแล้วทราบว่า ในคืนวันเกิดเหตุ
ขณะท่ีเด็กชาย อ. นอนหลับอยู่บนท่ีนอนบริเวณของห้องโถงบนบ้านพร้อมด้วยจาเลยและผู้ตายในมุ้ง
เดยี วกนั นั้น ตอ่ มาเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ได้ยินเสียงของผู้ตายรอ้ งเรยี กใหช้ ่วยเหลือหนึ่งครั้งว่า
“ช่วยดว้ ย” เด็กชาย อ. จึงลุกจากที่นอนไปเปิดไฟฟ้าดู ปรากฏว่าที่ตัวผู้ตายมีเลือดสีแดงออกจากตัว
และเส้ือผ้า ท่ีนอนมีเลือดจานวนมาก อีกท้ังที่มุ้งก็มีเลือดติดอยู่ และเม่ือเด็กชาย อ. มองไปที่
จาเลยก็พบว่าจาเลยนอนหงายอยู่บนท่ีนอน โดยมือท้ังสองข้างกามีดปลายแหลมไวท้ ี่บริเวณหน้าอก
พร้อมพูดกับเดก็ ชาย อ. ว่า “ไม่ต้องบอกใคร” แต่ตามคาเบิกความของเด็กชาย อ. และตามบันทึก
คาให้การไม่ปรากฏว่าจาเลยพูดกับเด็กชาย อ. ดังท่ีนาย นพ. ให้การไว้แต่อย่างใด โจทก์มิได้ถาม
เด็กชาย อ. เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดในเรื่องน้ีวา่ จาเลยพูดกับเด็กชาย อ. ดังท่ีนาย นพ. ให้การ
ไว้หรือไม่ นอกจากนี้ในชั้นพิจารณานาย พน. มาเบิกความเป็นพยานจาเลย แต่มิได้เบิกความ
เก่ยี วกับคาพดู ของจาเลยดังท่ีให้การว่าไดร้ ับทราบจากการสอบถามเด็กชาย อ. และโจทกม์ ิได้ถามค้าน
เพ่ือให้นาย นพ. เบิกความในเรือ่ งนี้ และเมื่อพิจารณาจากคาเบิกความของเด็กชาย อ. ที่เบิกความ
ตอบคาถามศาลวา่ เมอ่ื พยานวิ่งไปถอื อาวุธมีดทจี่ าเลยถืออยู่น้ัน จาเลยลมื ตาขึ้นมีลักษณะสะลืมสะลือ
เหมือนคนเพิ่งตื่นนอน ย่ิงทาให้ไม่น่าเช่ือว่าจาเลยจะพูดดังท่ีนาย นพ. ให้การไว้ และเมื่อพิจารณา
ตามคาเบิกความของนายแพทย์ ศ. นายแพทย์ชานาญการ หัวหน้ากลุ่มงานจิตเวช ประจา
โรงพยาบาล ม. ซึ่งเบิกความในฐานะเป็นพยานผู้เช่ียวชาญว่า คนท่ัวไปแม้ไม่ถึงขั้นจิตเวช แต่ในช่วง
นอนหลบั สามารถกระทาสงิ่ ต่าง ๆ ไดโ้ ดยไมร่ ู้ตัว ซึ่งทางการแพทย์เรียกวา่ สลปี วอร์คเกอร์ ภาษาชาวบ้าน
เรียกว่าเป็นอาการละเมอ อาการละเมอดังเช่นจาเลยโดยปกติคนท่ัวไปสามารถเกิดขึ้นได้
ไม่จาเป็นต้องเป็นผู้ป่วยทางด้านจิตเวชมาก่อน อีกท้ังโจทก์และจาเลยนาสืบตรงกันว่าจาเลย
และผูต้ ายไม่เคยทะเลาะกนั ยังรักกันดี จึงไม่มีสาเหตุท่จี าเลยจะต้องฆ่าผู้ตาย ถึงแม้จาเลยให้การ
รับสารภาพว่ากระทาความผิด แต่จาเลยก็นาสืบว่าท่ีจาเลยฆ่าผู้ตายน้ัน จาเลยไม่รู้สึกตัว
นอกจากน้ีตามบันทึกคาให้การของผู้ต้องหา จาเลยให้การว่า จาเลยไม่ทราบเร่ืองและไม่รู้สึกตัวเลย
อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 55
ว่าได้กระทาการดังกล่าวไปได้อย่างไร เนื่องจากในวันเกิดเหตุจาเลยเข้านอนหลับพักผ่อนกับ
ผู้ตายและหลานชาย คดีนี้แม้จาเลยให้การรับสารภาพว่ากระทาความผิด แต่เนื่องจากเป็นคดีที่
กฎหมายกาหนดอัตราโทษอย่างต่าไว้ให้จาคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่า
จะพอใจว่าจาเลยได้กระทาความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
176 วรรคหน่ึง เมื่อพยานโจทกไ์ ม่อาจรับฟังได้ว่าจาเลยกระทาโดยรู้สานึกในการที่กระทา การกระทา
ของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจาเลยมาน้ัน ศาลฎีกา
ไมเ่ หน็ พ้องดว้ ย ฎีกาของจาเลยฟงั ขึ้น
อนึ่ง มีดปลายแหลมของกลางไม่ใช่ทรัพย์ท่ีมีไว้เป็นความผิด หรือเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการ
กระทาความผดิ จึงไมอ่ าจริบได้
พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ.
สานกั งานอัยการพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ
สานกั งานวชิ าการ
หมายเหตุ
คดีน้ีในศาลช้ันต้นจาเลยให้การรับสารภาพ แตใ่ นการสืบพยานประกอบคารับสารภาพของจาเลย
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง จาเลยนาสืบว่าที่ฆ่าผู้ตายนั้น
จาเลยไม่รู้สึกตัว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับว่า
จาเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ให้จาคุก ๑๕ ปี จาเลยให้การรับสารภาพ
ลดโทษให้ก่ึงหน่ึง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจาคุก ๗ ปี ๖ เดือน ริบอาวุธมีด
ของกลาง จาเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ โดยคดีนี้มีบุตร
ของจาเลยและผูต้ ายมาเบิกความเปน็ พยานโจทกย์ นื ยันเหตุการณ์วา่ จาเลยละเมอใชม้ ีดแทงผู้ตายจริง
อย่างไรก็ตาม หมายเหตุคาพิพากษาศาลฎีกานี้จะพิจารณากันเฉพาะประเด็นข้อกฎหมาย
เท่านั้น ไม่ได้ก้าวล่วงไปในประเด็นข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐาน โดยถือข้อเท็จจริงตามท่ีศาลฎีกา
รับฟงั เปน็ ยตุ ิ เพราะมิฉะนัน้ อาจมีปญั หาขอ้ โตแ้ ยง้ กันเร่ืองการรับฟงั พยานหลักฐาน
อน่ึง ข้อกฎหมายสาคัญที่ต้องพิจารณาในคาพิพากษาศาลฎีกาน้ีคือ หลักความรับผิดของ
บุคคลในทางอาญา ซึ่งประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๕๙ ได้บัญญัติว่า “บุคคลจะต้องรับผิด
ในทางอาญาก็ต่อเม่ือได้กระทำโดยเจตนำ เว้นแต่จะได้กระทาโดยประมาท ในกรณีท่ีกฎหมาย
บัญญัติให้ต้องรับผิดเม่ือได้กระทาโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัด
ใหต้ อ้ งรับผดิ แม้ไดก้ ระทาโดยไม่มเี จตนา
56 คำ� พพิ ากษาศาลฎกี า
กระทำโดยเจตนำ ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในกำรที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทา
ประสงค์ตอ่ ผล หรอื ย่อมเลง็ เหน็ ผลของการกระทานั้น
ถา้ ผู้กระทามิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทาประสงค์ต่อผล
หรอื ยอ่ มเลง็ เหน็ ผลของการกระทานั้นมไิ ด้
กระทาโดยประมาท ได้แก่กระทาความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทาโดยปราศจากความ
ระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทาอาจใช้ความ
ระมดั ระวังเช่นว่านน้ั ได้ แตห่ าไดใ้ ช้ใหเ้ พยี งพอไม่
การกระทา ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้อง
กระทาเพอื่ ป้องกันผลนั้นดว้ ย”
จากบทบญั ญตั ิมาตรา ๕๙ น้ที าให้เห็นได้ว่า ผู้กระทาผิดจะต้องรับผิดในทางอาญากต็ ่อเม่ือ
ไดก้ ระทำโดยเจตนำ ซึง่ ต้องเป็นกำรกระทำโดยรูส้ ำนกึ ในกำรทก่ี ระทำ
โดยกำรกระทำ 1 หมายถึง การเคล่ือนไหวหรือการไม่เคล่ือนไหวร่างกาย โดยรสู้ านึกหรือ
อยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ กล่าวคือจะต้องมีการคิด ตกลงใจ และกระทาไปตามที่ตกลงใจอันสืบเนื่อง
มาจากความผิด ดังนัน้ การเคล่ือนไหวหรือไม่เคล่ือนไหวของเด็กทารกไร้เดียงสา คนวิกลจรติ หรือ
คนเมาสุราถึงขนาดไม่ร้สู ภาพหรือสาระสาคญั ในการกระทาของตน คนละเมอ คนเป็นลมบ้าหมู 2
ผู้ที่ร่างกายกระตุกโดยไมร่ ตู้ ัว ผู้ท่ีถูกผลักถูกชนหรือถูกจับมือใหก้ ระทาขณะเผลอ ผูท้ ถี่ ูกสะกดจิต
ผู้ที่ร่างกายเคล่ือนไหวเพราะแรงธรรมชาติ (เช่น แรงลมพายุ เป็นต้น) จึงไม่ใช่การกระทาตาม
ความหมายของมาตรา ๕๙
เพราะฉะนั้น เมื่อคดีนี้ศาลฎีการับฟังขอ้ เท็จจริงว่า ขณะที่จาเลยและผู้ตายนอนอยู่ในบ้าน
จาเลยซึ่งเป็นสามีของผู้ตายได้ใช้มีดแทงผู้ตายทบี่ ริเวณหน้าอกขวาและซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่
ความตาย โดยจาเลยกระทำในขณะละเมอ ไม่รู้สึกตัว การเคลื่อนไหวร่างกายของจาเลยเช่นนี้
จงึ ไม่ใชก่ ารกระทาตามมาตรา ๕๙ ขาดองคป์ ระกอบความผิด จาเลยจงึ ไม่ต้องรับผิดในทางอาญา
ฐานฆา่ คนตายโดยเจตนา ตามมาตรา ๒๘๘ ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
ตัวอย่ำงคำพิพำกษำศำลฎีกำอ่ืนท่ีน่ำสนใจ เช่น คำพิพำกษำศำลฎกี ำท่ี 8743/2544
วนิ ิจฉัยวา่ “จาเลยปัญญำอ่อนถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดตน้ ไม้หวงห้ามเป็นผิดกฎหมาย กรณี
จึงมิใช่จาเลยกระทาผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 65 วรรคหน่ึงเท่านั้น แต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจาเลยกระทาโดยมิได้รู้สำนึกในการท่ีกระทา
1 เกยี รตขิ จร วจั นะสวสั ด์,ิ คาอธิบายกฎหมายอาญา ภาค ๑ เล่ม ๑, พิมพค์ รั้งท่ี ๑๑ (แกไ้ ขเพ่ิมเติม), (กรุงเทพฯ: บจ. กรงุ สยาม
พบั ลิชชงิ่ , มิถนุ ายน ๒๕๖๒), หนา้ ๑๑๐ - ๑๑๑.
2 การเคลื่อนไหวร่างกายของคนเป็นลมบ้าหมูหรือคนละเมอ บางกรณีอาจถือว่าเป็นการกระทาตามความหมายของ
มาตรา ๕๙ ได้ หากก่อนหน้าท่ีจะเป็นลมบ้าหมูหรือละเมอนั้น ได้มีการกระทาบางอย่างโดยรู้สานึก เช่น ผู้กระทารู้ตัวดีว่า
หากตนเสพของมึนเมาก่อนนอน เมือ่ หลับมักจะละเมอถีบผทู้ ี่นอนอย่ขู ้าง ๆ ตกเตียงเสมอ เปน็ ต้น ดูรายละเอียดได้ที่
หนงั สอื ท่เี พงิ่ อ้างขา้ งต้น
อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 57
ท้ังมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด การกระทาของจาเลยจึงไม่มีความผิด
เพราะขาดเจตนาตามมาตรา 59”
รวนิ ท์ ชยั ภวิ ัตรภักดี
58 คำ� พพิ ากษาศาลฎีกา
คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี 2943/2562
พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 (มาตรา 4 (2), 54 วรรคสอง, 154)
แม้ถนนที่เกิดเหตุจะอยใู่ นพื้นที่สถำนีตำรวจภูธรเมืองอุบลรำชธำนีอันเป็นสถำนที่รำชกำร
แต่โดยลักษณะงำนของสถำนีตำรวจย่อมเป็นสถำนท่ีสำหรับประชำชนไปติดต่อรำชกำร
โดยงำนหลักคอื กำรรับแจง้ เร่อื งรำวร้องทุกข์ ดังนั้นสภำพทำงในสถำนีตำรวจที่เกิดเหตุจึงมีไว้
สำหรับประชำชนใช้สัญจร ทำงท่ีเกิดเหตุจึงเป็นทำงตำมควำมหมำยของทำงตำมพระรำชบัญญัติ
จรำจรทำงบก พ.ศ. 2522 มำตรำ 4 (2) ซ่ึงบัญญัติควำมหมำยของคำว่ำ ทำง หมำยถึง
ทำงเดินรถ ช่องเดินรถท่ีประชำชนใช้ในกำรจรำจร เมื่อจำเลยจอดรถบนทำงดังกล่ำวจึงต้อง
ปฏิบัติตำมพระรำชบัญญัติจรำจรทำงบก พ.ศ. 2522 มำตรำ 54 วรรคสอง ซ่ึงบัญญัติว่ำ
“ผู้ขับขี่ต้องจอดรถทำงด้ำนซ้ำยของทำงเดินรถ และจอดรถให้ดำ้ นซ้ำยของรถขนำนชิดกับขอบทำง
หรือไหล่ทำงในระยะห่ำงไม่เกินย่ีสิบห้ำเซนติเมตร” ดังนั้น กำรที่จำเลยจอดรถทำงด้ำนขวำ
ของทำงเดินรถและหันหัวรถสวนทำงกับรถคันอ่ืน จึงเป็นกำรฝ่ำฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่ำว
อนั เป็นควำมผดิ ตำมฟอ้ ง
______________________________
พนกั งำนอัยกำรคดีศำลแขวงอบุ ลรำชธำนี โจทก์
ระหว่ำง
นำย ว. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เม่ือวันท่ี 26 กันยายน 2560 เวลากลางวนั จาเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน
กธ 2754 อุบลราชธานี แล่นไปตามถนนภายในสถานีตารวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ตาบลในเมือง
อาเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นทางและทางเดินรถตามกฎหมาย แล้วจาเลย
ได้จอดในทางเดินรถดังกล่าว โดยจอดทางด้านขวาของทางเดินรถและจอดรถไม่ให้ด้านซ้ายของรถ
ขนานกับขอบทางหรือไหล่ทางของทางเดินรถ ในลักษณะย้อนศรและล้อไม่ต้ังตรงขนานกับขอบทาง
หรอื ไหล่ทางอันเป็นการฝา่ ฝืนตอ่ กฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบญั ญตั ิจราจรทางบก พ.ศ. 2522
มาตรา 4, 54, 148
จาเลยใหก้ ารปฏเิ สธ
ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคสอง, 148 ปรับ 200 บาท (ท่ีถูก ต้องระบุด้วยว่า ไม่ชาระค่าปรับ
ใหจ้ ัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29)
อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 59
จาเลยอทุ ธรณ์
ศาลอทุ ธรณ์ภาค 3 พพิ ากษายืน
จาเลยฎกี า
ศาลฎีกาตรวจสานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและ
สถานทเ่ี กิดเหตุตามฟ้อง จาเลยขบั รถยนต์หมายเลขทะเบียน กธ 2754 อุบลราชธานี ไปจอดบนถนน
ภายในสถานีตารวจภธู รเมืองอุบลราชธานี โดยจาเลยจอดรถทางด้านขวาของถนนและจอดรถไมใ่ ห้
ด้านซ้ายของรถขนานกับขอบทางหรือไหล่ทางของถนนในลักษณะย้อนศร จึงถูกเจ้าพนักงานจราจร
ออกใบส่งั ระบคุ วามผิดฐานไม่จอดรถชิดขอบทางดา้ นซ้าย แตจ่ าเลยปฏิเสธวา่ การจอดรถดังกลา่ ว
ไม่เป็นความผิด เจ้าพนักงานจราจรจึงดาเนินคดีจาเลย โดยในชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาตาม
ใบส่ังเจา้ พนักงานดังกลา่ ว จาเลยให้การปฏเิ สธ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจาเลยว่า จาเลยกระทาความผิดตามฟ้องหรือไม่
โดยจาเลยฎีกาว่า ถนนภายในสถานีตารวจภูธรเมืองอุบลราชธานีไม่ใช่ทางตามความหมายของคาว่า
ทาง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง
เห็นวา่ แม้ถนนท่ีเกิดเหตุจะอยู่ในพื้นท่ีสถานีตารวจภูธรเมืองอุบลราชธานีอนั เปน็ สถานท่ีราชการ
แต่โดยลักษณะงานของสถานีตารวจย่อมเปน็ สถานที่สาหรับประชาชนไปติดต่อราชการ โดยงานหลัก
คอื การรบั แจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ ดงั นัน้ สภาพทางในสถานีตารวจทีเ่ กดิ เหตจุ ึงมไี ว้สาหรบั ประชาชน
ใช้สัญจร ทางท่ีเกิดเหตุจึงเป็นทางตามความหมายของทางตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
มาตรา 4 (2) ซ่ึงบัญญัติความหมายของคาว่า ทาง หมายถึง ทางเดินรถ ช่องเดินรถท่ีประชาชน
ใชใ้ นการจราจร เมอื่ จาเลยจอดรถบนทางดงั กล่าวจึงต้องปฏบิ ตั ิตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคสอง ซ่ึงบัญญัติว่า “ผู้ขับขี่ต้องจอดรถทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และ
จอดรถให้ด้านซ้ายของรถขนานชิดกับขอบทางหรือไหล่ทางในระยะห่างไม่เกินยี่สิบห้าเซนติเมตร”
ดงั น้ัน การท่ีจาเลยจอดรถทางด้านขวาของทางเดินรถและหันหัวรถสวนทางกับรถคันอ่ืน จึงเปน็ การ
ฝา่ ฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว อนั เป็นความผิดตามฟอ้ ง ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาน้ัน ศาลฎีกา
เหน็ พอ้ งด้วย ฎกี าของจาเลยฟงั ไม่ขึน้
พิพากษายนื .
สานกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สานกั งานวชิ าการ
หมำยเหตุ
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ (๒) ได้ให้คาจากัดความของคาว่า
“ทาง” หมายความว่า ทางเดินรถ ช่องเดินรถ ช่องเดินรถประจาทาง ไหล่ทาง ทางเท้า ทางข้าม
ทางร่วมทางแยก ทางลาด ทางโค้ง สะพาน และลานที่ประชาชนใช้ในการจราจร และให้
60 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า
หมายความรวมถึงทางส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจร หรือ
ทีเ่ จ้าพนักงานจราจรไดป้ ระกาศใหเ้ ป็นทางตามพระราชบัญญัตนิ ด้ี ว้ ย แต่ไมร่ วมถงึ ทางรถไฟ
คาจากัดความดังกล่าวอาจแบ่งความหมายของคาว่า “ทาง”ตามพระราชบัญญัติจราจร
ทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกไดเ้ ป็น ๔ กรณี คือ
1. ทางเดินรถ ช่องเดินรถ ช่องเดินรถประจาทาง ไหล่ทาง ทางเท้า ทางข้าม ทางรว่ มทางแยก
ทางลาด ทางโค้ง สะพานท่ีประชาชนใช้ในการจราจร ทางในความหมายแรกนี้ มีสภาพเป็นถนนหลวง
และซอยตา่ ง ๆ มองเหน็ ไดช้ ัดเจน อย่ใู นความดแู ลของทางราชการ โดยส่วนใหญ่จะมีเครื่องหมาย
การจราจรกาหนดไว้
2. ลานทปี่ ระชาชนใช้ในการจราจร เป็นกรณีท่สี ภาพลานโดยทว่ั ไปไม่มีสภาพเป็นถนน แต่
ทางราชการไดเ้ ปิดใหใ้ ช้เพือ่ การจราจร เช่น ลานพระบรมรูปทรงม้า
3. ทางส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจร ทางประเภทน้ีเจ้าของ
ตอ้ งยินยอมให้ประชาชนโดยท่ัวไปใช้ทางเพื่อการจราจรโดยไมม่ ีเงื่อนไข เชน่ ไม่มกี ารเก็บค่าผ่านทาง
ไมม่ กี ารตรวจสติก๊ เกอรบ์ ัตรผ่านทาง เปน็ ต้น
4. ทางท่ีเจ้าพนักงานจราจรได้ประกาศให้เป็นทางตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก เช่น
ประกาศเจ้าพนักงานจราจรจังหวัดสมุทรปราการท่ี ๑/๒๕๕๐ ประกาศให้ถนนภายในท่าอากาศ
ยานสุวรรณภมู เิ ป็นทางตาม พระราชบัญญัตจิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
อน่ึง ตามข้อเท็จจริงในคาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๔๓/๒๕๖๒ ท่ีศาลไดว้ ินิจฉัยว่า “สถานตี ารวจ
ย่อมเป็นสถานที่สาหรับประชาชนไปติดต่อราชการ โดยงานหลักคือการรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์
ดังนั้นสภาพทางในสถานีตารวจท่ีเกิดเหตุจึงมีไว้สาหรับประชาชนใช้สัญจร ทางท่ีเกิดเหตุจึงเป็น
ทางตามความหมายของทางตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ (๒) ซ่ึง
บัญญัติความหมายของคาว่าทาง หมายถึง ทางเดินรถ ช่องเดินรถท่ีประชาชนใช้ในการจราจร”
เหน็ ได้ว่าเป็นการวนิ จิ ฉยั ในคาจากดั ความของคาว่า “ทาง” ตามความหมายในกรณที ี่ ๑
จากคาวินิจฉัยดังกล่าวมีข้อสังเกตว่า สถานที่ราชการอื่นท่ีเปดิ ให้ประชาชนท่ัวไปใช้บริการ
ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยมีการแบ่งพ้ืนที่ภายในสถานท่ีราชการ จัดไว้เป็นทางเดินรถและ
ช่องทางเดินรถสาหรับประชาชนใช้สัญจรทานองเดียวกับสถานตี ารวจ เช่น ถนนภายในโรงพยาบาลของรัฐ
กรณีเช่นน้ีก็ควรนับว่าเป็นทางตามความหมายของคาว่า “ทาง” ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ (๒) เชน่ กนั
วชิ ชุพันธุ์ ภักดบี วร
อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 61
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 3637/2562
พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธพี ิจารณาคดีเยาวชนและครอบครวั พ.ศ. 2553
(มาตรา 132, 133)
ป.วิ.อ. เรยี กทรพั ยส์ ินหรือราคาแทนผู้เสยี หาย (มาตรา 43)
กำรที่มำตรำ 133 วรรคหน่ึง แห่งพระรำชบัญญัติศำลเยำวชนและครอบครวั และวิธีพิจำรณำ
คดีเยำวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 บัญญัติผลของคำสั่งยุติคดีไว้ว่ำ “เม่ือจำเลยได้ปฏิบัติ
ตำมเงื่อนไขและภำยในระยะเวลำท่ีศำลกำหนดตำมมำตรำ 132 แล้ว ให้ศำลสั่งยุติคดีโดย
ไม่ต้องมีคำพิพำกษำเกี่ยวกับกำรกระทำควำมผิดของจำเลย เว้นแต่คำส่ังเกี่ยวกับของกลำง
และให้ถือว่ำสิทธินำคดีอำญำมำฟ้องเป็นอันระงบั ” นั้น ย่อมหมำยควำมว่ำ ให้ถือว่ำเฉพำะสิทธิ
นำคดีอำญำมำฟ้องเท่ำน้ันที่เป็นอันระงับไป หำได้มีผลให้สิทธิในกำรได้ทรัพย์สินคืนหรือใช้
รำคำทรพั ย์สินซ่ึงเป็นสิทธิในคดีส่วนแพ่งของผู้เสียหำยระงับส้ินไปด้วยไม่ เม่ือสิทธิในคดีส่วน
แพ่งของผู้เสียหำยไม่ระงับส้ินไป สิทธิในคดีส่วนแพ่งของพนักงำนอัยกำรซ่ึงอำศัยอำนำจ
ตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 43 ใช้สิทธิเรียกร้องและดำเนินคดี
แทนผู้เสียหำยในส่วนแพ่งย่อมยังคงมีอยู่ เม่ือคดีน้ีพนักงำนอัยกำรได้ใช้สิทธิเรียกร้องแทน
ผู้เสียหำยและดำเนินคดีมำตั้งแต่ต้นจนคดีเสร็จกำรพิจำรณำแล้ว ศำลก็ต้องมีคำวินิจฉัยตำม
คำขอทำ้ ยฟ้องของโจทก์ซง่ึ เป็นคำขอในคดสี ่วนแพ่งด้วย
______________________________
พนักงำนอยั กำรคดเี ยำวชนและครอบครัวจังหวดั นครปฐม โจทก์
ระหว่ำง
นำย ศ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จาเลยกับนาย อ. ร่วมกัน
มีอาวุธปืนพก (ประกอบข้ึนเอง) ขนาด .38 SPECIAL ไม่มเี คร่อื งหมายทะเบียน 1 กระบอก และ
เครอ่ื งกระสนุ ปืน รีวอลเวอร์ ขนาด .38 SPECIAL 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รบั ใบอนุญาต รว่ มกัน
พาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนเพชรเกษม บริเวณหมู่ที่ 3 ตาบลท่าตาหนัก อาเภอนครชัยศรี
จังหวัดนครปฐม อันเป็นในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มี
เหตุสมควร และร่วมกันชิงทรัพย์เอารถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กฌ นครปฐม 862
ราคา 86,000 บาท กระเป๋าสะพายคาดเอว 1 ใบ ราคา 100 บาท ภายในมีเงินสด 1,000 บาท
โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อไอโมบาย 1 เคร่ือง ราคา 500 บาท โทรศัพท์เคล่ือนที่ย่ีห้อโซน่ี 1 เครื่อง
62 คำ� พิพากษาศาลฎกี า
ราคา 500 บาท รวมเป็นเงินทั้งส้ิน 88,100 บาท ของนาย ภ. ผู้เสียหาย โดยจาเลยกับพวก
ร่วมกันใช้อาวุธปืนจ้องเล็งมาทางผู้เสียหายแล้วพูดขู่เข็ญว่าในทันใดน้ันจะใช้อาวุธปืนดังกล่าว
ยิงประทุษรา้ ยผู้เสียหายหากขัดขืน ทั้งน้ี เพ่อื ให้ความสะดวกแกก่ ารลกั ทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป
ยึดถือเอาทรัพย์น้ันไว้ และให้พ้นจากการจับกุม และร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ
เพือ่ กระทาผิด หรอื พาทรพั ย์น้ันไป หรอื เพ่อื ให้พน้ การจบั กมุ ต่อมาเจ้าพนักงานตารวจจับจาเลย
ได้ในคดีอื่นพร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อไอโมบาย 1 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโซนี่
1 เครื่อง ของผู้เสียหาย อาวุธปืนพก (ประกอบข้ึนเอง) ขนาด .38 SPECIAL ไม่มีเคร่ืองหมาย
ทะเบียน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 SPECIAL 1 นัด ท่ีจาเลยกับพวก
ไว้ในครอบครองและใช้ในการกระทาความผิดและเส้ือคลุมแขนยาว 1 ตัว ที่จาเลยสวมใส่ในการ
กระทาความผิดเป็นของกลาง สาหรับเครื่องกระสุนปืนของกลางใช้ทดลองยิงหมดและเส้ือคลุม
แขนยาวของกลางพนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
85 แล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 334, 335, 339,
340 ตรี, 371 พระราชบัญญัตอิ าวธุ ปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลงิ และสิ่งเทียม
อาวธุ ปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และใหจ้ าเลยคืนหรอื ใช้ราคารถจักรยานยนต์
กระเป๋าสะพายคาดเอว เงินสด รวมเป็นเงิน 87,100 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และนับโทษ
หรือระยะเวลาควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรมของจาเลยในคดีนี้ต่อจากโทษหรือระยะเวลาควบคุมตัว
เพ่ือฝกึ อบรมของจาเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงท่ี 26/2560 และ 74/2560 ของศาลช้นั ต้น
จาเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคาส่ังให้ยุติคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว
และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 133 และจาหน่ายคดีออกจาก
สารบบความ
โจทกอ์ ุทธรณ์
ศาลอุทธรณค์ ดีชานัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พพิ ากษายืน
โจทก์ฎกี า
ศาลลฎฎกี ีกาาแแผนผกนคกดคเี ยดาีเวยชานวชแลนะแคลระอคบครอรวับตครวรจัวสตำ� รนววจนสปารนะชวมุนปปรรกึ ะษชาุมแลปว้ รมึกปี ษญั าหแาลข้วอ้ มกีฎปหัญมหายา
ตข้องกวฎินหิจมฉยัายตตาม้อฎงวกี ินาขิจอฉงัยโตจทามยฎ์วา่ีกาใขนอคงดโีทจพ่ีทนกัก์วง่าานในอคัยดกีทารี่พเปน็นักโงจาทนยอ์ฟัยอ้ กงาครดเปอี า็นญโจาทแกล์ฟะ้อมงีคคำ� ดขีอาทญ้ายา
ฟแล้อะงมใหีค้จาข�ำอเลทย้าคยืนฟห้องรใือหใ้จชา้รเาลคยาคทืนรหัพรือยใ์แชก้ร่ผาคู้เสาีทยหรัพาย์แตกา่ผมู้เปสรียะหมาวยลตกามฎปหรมะามยววลิธกีพฎิจหามราณยวาิธคีคววาามมออาญา
มาตรา 43 นั้น เม่ือศาลมีคาสั่งยุติคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและ
วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 133 วรรคหน่ึง แล้ว ศาลต้องมี
คาวินิจฉัยตามคาขอท้ายฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่พนักงานอัยการมีคาขอท้ายฟ้องให้
ศาลสั่งให้จาเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหายดังกล่าวเป็นคาขอในคดีส่วนแพ่งโดยอาศัย
อานาจตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ซึ่งบัญญัติว่า
“คดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกหรือรับของโจร
อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 63
ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิท่ีจะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทาผิดคืน
เมอ่ื พนกั งานอยั การยืน่ ฟอ้ งคดอี าญา ก็ให้เรียกทรพั ยส์ ินหรือราคาแทนผูเ้ สยี หายด้วย” บทบญั ญัติ
ดงั กล่าวเป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพ่ือช่วยให้ผู้เสียหายได้รับทรัพย์สินคืนหรือได้รับการชดใช้
ราคาทรพั ยส์ ินทีเ่ ขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทาผดิ ของจาเลยได้โดยสะดวก รวดเร็วและไม่ต้อง
เสียค่าใช้จ่ายในการดาเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหน่ึง จึงให้อานาจพนักงานอัยการใช้สิทธิเรียกร้อง
และดาเนินคดีแทนผู้เสียหายต่อเน่ืองไปในคดีอาญาได้ เพ่ือให้การพิจารณาพิพากษาทั้งคดีแพ่ง
และคดีอาญาเสร็จส้ินไปในคราวเดียวกัน ซ่ึงในกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามปกติ
เมื่อคดีเสร็จการพิจารณาแล้ว ศาลย่อมมีคาพิพากษาท้ังในส่วนคดีอาญาและส่วนคดีแพ่งไปใน
คาพิพากษาเดียวกันตรงตามเจตนารมณ์ดังกล่าว สาหรับคดีน้ีศาลชั้นต้นมิได้ใช้กระบวนการ
พิจารณาพิพากษาตามปกติแก่จาเลย โดยศาลชั้นต้นมิได้มีคาพิพากษาเกี่ยวกับการกระทาความผิด
ของจาเลย แต่ได้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติ
ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจาณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็น
มาตรการพิเศษท่ีศาลใช้แก่จาเลยในกรณีที่ศาลเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมี
คาพิพากษา หรือบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลซ่ึงจาเลยอาศัยอยู่ด้วยร้องขอให้ใช้ โดยศาล
อาจมีคาสั่งให้ปล่อยตัวจาเลยช่ัวคราวแล้วมอบตัวจาเลยให้บุคคลดังกล่าวไป โดยกาหนดเงื่อนไข
ในการแก้ไขบาบัดฟ้ืนฟูต่าง ๆ ตามมาตรา 132 วรรคหน่ึง หรือส่งตัวจาเลยไปยังสถานพินิจ
หรือสถานท่ีอ่ืนที่จัดตั้งข้ึนตามกฎหมายและตามท่ีศาลเห็นสมควร หรือจะใช้วิธีการสาหรับเด็ก
และเยาวชนไปพลางก่อนตามมาตรา 132 วรรคสอง หากต่อมาจาเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและ
ภายในระยะเวลาที่ศาลกาหนดแล้ว ศาลต้องมีคาสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคาพิพากษาเกี่ยวกับ
การกระทาความผิดของจาเลยตามมาตรา 133 วรรคหน่ึง ซ่ึงก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ต่อจาเลยท่ีไม่ต้องมีคาพิพากษาคดอี าญาตดิ ตัวไปเป็นตราบาปเมื่อกลับไปใช้ชีวิตอยูใ่ นสงั คมต่อไป
ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ที่มาตรา 133 วรรคหน่ึง บัญญัติผลของคาส่ังยุติคดีไว้ว่า “เม่ือจาเลย
ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและภายในระยะเวลาท่ีศาลกาหนดตามมาตรา 132 แล้ว ให้ศาลส่ังยุติคดี
โดยไม่ต้องมีคาพิพากษาเก่ียวกับการกระทาความผิดของจาเลย เว้นแต่คาส่ังเกี่ยวกับของกลาง
และให้ถือว่าสิทธินาคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ” นั้น ย่อมหมายความว่า ให้ถือว่าเฉพาะสิทธิ
นาคดีอาญามาฟ้องเท่าน้ันที่เป็นอันระงับไป หาได้มีผลให้สิทธิในการได้ทรัพย์สินคืนหรือใช้ราคา
ทรัพย์สินซึ่งเป็นสิทธิในคดีส่วนแพ่งของผู้เสียหายระงับส้ินไปด้วยไม่ เม่ือสิทธิในคดีส่วนแพ่ง
ของผู้เสียหายไม่ระงับสิ้นไป สิทธิในคดีส่วนแพ่งของพนักงานอัยการซึ่งอาศัยอานาจตาม
บทบัญญัติมาตรา 43 ใช้สิทธิเรียกร้องและดาเนินคดีแทนผู้เสียหายในส่วนแพ่งย่อมยังคงมีอยู่
เพือ่ ใหเ้ ปน็ ไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรา 43 ดังกลา่ วขา้ งต้น การนาบทบญั ญัตมิ าตรา
133 วรรคหน่ึง มาตีความว่า เม่ือคาส่ังยุติคดีมีผลทาให้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไป
มีผลทาให้คาขอในคดีส่วนแพ่งของพนักงานอัยการท่ีให้จาเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย
ตกไปด้วยนั้น เป็นการนาบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งเป็นบทบัญญัติจากัดสิทธิซ่ึงต้องตีความ
64 คำ� พพิ ากษาศาลฎีกา
โดยเคร่งครัดมาตีความตดั สิทธิของผ้เู สยี หายที่จะได้รับการเยียวยาชดใช้ความเสียหายท่ีไดร้ บั จาก
การกระทาความผิดของจาเลยได้โดยสะดวกรวดเร็วและไม่เสียค่าใช้จ่ายตามเจตนารมณ์
ของกฎหมาย ทั้งการตีความเช่นนั้นย่อมก่อใหเ้ กิดความเดือดร้อนและเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ต้อง
ไปเร่มิ ต้นดาเนนิ คดีส่วนแพ่งเพ่ือเรียกค่าสินไหมทดแทนอ่ืนด้วยตนเอง และต้องเสยี ค่าธรรมเนียม
ในการดาเนินคดีอันเป็นภาระยิ่งข้ึนให้แก่ผู้เสียหายท้ัง ๆ ท่ีในคดีนี้พนักงานอัยการได้ใช้สิทธิ
เรียกร้องแทนผู้เสียหายและดาเนินคดีมาตั้งแต่ต้นจนคดีเสร็จการพิจารณาแล้ว จึงเห็นว่า แม้ใน
คดีอาญา ศาลจะมีคาสง่ั ยุติคดีตามมาตรา 133 วรรคหนงึ่ แล้ว ศาลก็ต้องมีคาวนิ ิจฉัยตามคาขอท้ายฟ้อง
ของโจทก์ซึ่งเป็นคาขอในคดีส่วนแพ่งด้วย ที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยและมีคาสั่งขอในส่วนนี้ และ
ศาลอุทธรณ์คดีชานัญพิเศษพิพากษายืนตามคาสั่งของศาลช้ันต้นท่ีไม่มีคาสั่งตามคาขอท้ายฟ้อง
ของโจทก์มาน้ัน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังข้ึน ส่วนฎีกาข้ออ่ืนไม่มีผล
เปลี่ยนแปลงผลของคาพิพากษาจึงไม่ต้องวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม เม่ือคดีขึ้นมาสู่การพิจารณา
พพิ ากษาของศาลฎกี าแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินจิ ฉยั คดสี ่วนแพ่งและมีคาสั่งตามคาขอท้ายฟ้อง
ของโจทก์ไปเลยโดยไม่ย้อนสานวนไปให้ศาลชั้นต้นดาเนินการ โดยเห็นว่าพระราชบัญญัติ
ศาลเยาวชนและครอบครวั และวธิ ีพจิ ารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ไม่มบี ทบัญญัติ
เก่ียวกับการวินิจฉัยคดีแพ่งที่เก่ียวเนื่องกับคดีอาญาไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนาบทบัญญัติแห่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาบงั คบั ใช้โดยอนุโลมตามพระราชบญั ญตั ิศาลเยาวชน
และครอบครัวและวิธพี ิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ซง่ึ ในกรณีท่ีศาล
ไม่ได้มีคาพิพากษาในคดีส่วนอาญาน้ัน บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ท่ีนามาใช้บังคับแก่กรณีน้ีได้คือ มาตรา 47 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “คาพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไป
ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคานึงถึงว่า
จาเลยต้องคาพิพากษาว่าได้กระทาความผิดหรือไม่” กล่าวคือ ศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่ง
ไปตามพยานหลักฐานในสานวน ซึ่งคดนี ีพ้ นกั งานอยั การนาสืบโดยมีพยานนาย ภ. ผเู้ สียหาย เบิกความ
ยืนยันว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจาเลยกับพวกร่วมกนั ชงิ ทรัพย์รถจกั รยานยนต์ กระเปา๋ สะพายคาดเอว
เงินสด 1,000 บาท และโทรศัพท์เคล่ือนที่ 2 เครื่อง ของผู้เสียหายไป ต่อมาผู้เสียหายได้รับแต่
โทรศัพท์เคลื่อนท่ีคืนเท่านั้น เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์มาด้วยตนเอง
คาเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้าหนักให้รับฟัง โดยจาเลยมิได้นาสืบโต้แย้งเป็นอย่างอ่ืน
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจาเลยร่วมกับพวกเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
อันเป็นการกระทาละเมิดต่อผู้เสียหาย จาเลยจึงต้องคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ กระเป๋าสะพาย
คาดเอว และเงินสดรวม 3 รายการ เป็นเงิน 87,100 บาท ที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับคืน
แก่ผเู้ สียหาย
อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 65
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จาเลยคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ กระเป๋าสะพายคาดเอว
และเงินสดรวม 3 รายการ เป็นเงิน 87,100 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม
คาพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชานัญพิเศษ.
สานักงานอัยการพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ
สานกั งานวิชาการ
66 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา
คำพิพำกษำศำลฎกี ำท่ี 4057/2562
ป.อ. พราก (มาตรา 317)
กฎหมำยมิได้จำกัดคำวำ่ “พรำก” โดยวธิ ีกำรอย่ำงใดและไมว่ ่ำผเู้ ยำว์จะเป็นฝ่ำยออกจำกบำ้ นเอง
หรือโดยมีผู้ชักนำหรือไม่มีผู้ชักนำ หำกมีผู้กระทำต่อผู้เยำว์ในทำงเสื่อมเสียและเสียหำยย่อม
ถือได้ว่ำเป็นควำมผิด กำรท่ีผู้เสียหำยที่ 1 ซึ่งอำศัยอยู่กับผู้เสียหำยท่ี 2 ซึ่งเป็นบิดำ
ออกจำกบ้ำนไปเล่นกับเพื่อนในท่ีเกิดเหตุซึ่งอยู่ไม่ไกลจำกบ้ำน ไม่ว่ำจะขออนุญำตผู้เสียหำยท่ี 2
หรือไม่ก็ตำม เม่ือถูกจำเลยพำไปกระทำชำเรำ กำรกระทำของจำเลยดังกล่ำวทำให้อำนำจ
ปกครองดูแลของผู้เสียหำยท่ี 2 ซ่ึงเป็นบิดำย่อมถูกตัดขำดพรำกไปแล้วโดยปริยำย หำใช่
ควำมผิดฐำนพรำกผู้เยำว์ตำมมำตรำน้ีจะต้องถึงขนำดเป็นกำรกระทำที่ต้องพำไปหรือแยก
ผเู้ ยำว์ออกไปจำกควำมปกครองต้ังแต่ออกจำกบ้ำน ถึงจะทำให้ควำมปกครองถูกรบกวนหรือ
ถูกกระทบกระเทือนแล้วจึงเป็นควำมผิด ดังน้ัน เม่ือกำรกระทำควำมผิดทั้งสองครั้งเกิดขึ้น
หลังจำกท่ีผู้เสียหำยท่ี ๑ ออกไปเล่นนอกบ้ำนแล้วถูกจำเลยผลักเข้ำห้องน้ำไปกระทำชำเรำ
กับถูกจำเลยบอกให้มำนั่งบนตักแล้วกระทำชำเรำ กำรกระทำลักษณะเสื่อมเสียเย่ียงน้ี ถือได้ว่ำ
เป็นกำรพำและแยกผู้เยำว์ไปจำกควำมปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนำจปกครองของ
ผู้เสียหำยที่ 2 ซ่ึงเป็นบิดำ อันเป็นควำมหมำยของคำว่ำพรำกแล้ว กำรกระทำของจำเลย
จึงเป็นควำมผิดตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 317 วรรคสำม
______________________________
ระหว่ำง พนกั งำนอัยกำรจงั หวดั สุพรรณบุรี โจทก์
เดก็ หญงิ น. โดยนำย บ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ 1 ผรู้ อ้ ง
นำย บ. ที่ 2
นำย ศ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จาเลยกระทาความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อเดือนสิงหาคม 2559
วนั ใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จาเลยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กหญิง น. อายุ 9 ปีเศษ
ผู้เสียหายท่ี 1 ซ่ึงเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากนาย บ. ผู้เสียหายท่ี 2 ซ่ึงเป็นบิดา
ผู้ปกครองและผู้ดูแลเพ่ือกระทาชาเราอันเป็นการพรากไปเพ่ือการอนาจาร (ข) ตามวันเวลาในฟ้อง
ข้อ (ก) จาเลยกระทาชาเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของจาเลย
โดยใช้อวัยวะเพศของจาเลยสอดใส่เขา้ ไปในทวารหนักของผเู้ สียหายที่ 1 เพือ่ สนองความใครข่ อง
อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 67
จาเลยจนสาเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม และเป็นการกระทาไม่สมควรทางเพศ
กับผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นการกระทาอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กไม่ยินยอม (ค)
เม่ือเดือนพฤศจิกายน 2559 วันใดไม่ปรากฏชัดเวลากลางวัน จาเลยปราศจากเหตุอันสมควร
พรากผู้เสียหายท่ี 1 ซ่ึงเป็นเด็กอายุยงั ไม่เกนิ สิบห้าปีไปจากผู้เสียหายท่ี 2 ซ่ึงเป็นบดิ า ผู้ปกครอง
และผู้ดูแลไปเพื่อกระทาชาเรา อันเป็นการพรากไปเพ่ือการอนาจาร (ง) ตามวันเวลาในฟ้องข้อ (ค)
จาเลยกระทาชาเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของจาเลยโดยใช้
อวัยวะเพศของจาเลยสอดใส่เข้าไปในทวารหนักและอวัยวะเพศของผู้เสียหายท่ี 1 เพื่อสนองความใคร่
ของจาเลยจนสาเร็จความใคร่ 1 คร้ัง โดยผู้เสียหายท่ี 1 ไม่ยินยอม และเป็นการกระทาท่ีไม่สมควร
ทางเพศกับผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นการกระทาอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กไม่ยินยอม
ขอใหล้ งโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317
จาเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จาเลยขอถอนคาให้การเดิมและให้การใหม่เป็น
รับสารภาพ
ระหว่างพิจารณาก่อนเร่ิมสืบพยานเด็กหญิง น. โดยนาย บ. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย บ.
ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคาร้องขอให้บังคับจาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเน่ืองจากการกระทาของ
จาเลยเป็นเงินท้ังส้ิน 322,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคาร้อง
เปน็ ตน้ ไปจนกว่าจะชาระเสร็จแก่ผ้เู สียหายทัง้ สอง
จาเลยยื่นคาให้การในคดีส่วนแพ่งว่า คาร้องเคลือบคลุม จาเลยมิได้กระทาความผิดตามฟ้อง
จงึ ไม่ต้องรบั ผิดชดใช้คา่ สนิ ไหมทดแทนให้แกผ่ ู้เสียหายทง้ั สอง ขอใหย้ กคารอ้ ง
ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายท้ังสองและจาเลยสามารถตกลงเร่ืองค่าสินไหมทดแทนได้
ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคาร้องขอค่าสินไหมทดแทน ศาลช้ันต้นอนุญาตและให้จาหน่ายคดีส่วนแพ่ง
ออกจากสารบบความ
ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
277 วรรคสาม, 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทาของจาเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทาชาเรา
เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามและกระทา
อนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวผิดต่อ
กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซ่ึงมิใช่ภริยาของตน
โดยเด็กน้ันจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซ่ึงเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 90 เป็นความผิดสองกระทง จาคุกกระทงละ 8 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร เป็นความผิดสองกระทง จาคุก
กระทงละ 6 ปี รวมจาคุก 28 ปี จาเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุ
บรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหน่งึ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจาคกุ 14 ปี
จาเลยอุทธรณ์
68 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พพิ ากษาแก้เปน็ ว่า ให้ยกฟอ้ งโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 317 วรรคสาม นอกจากท่แี กใ้ ห้เป็นไปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ตน้
โจทกฎ์ ีกา
ศาลฎกี าตรวจสานวนประชุมปรึกษาแล้ว ขอ้ เทจ็ จริงเบ้ืองตน้ รบั ฟงั เปน็ ยุติว่า เหตเุ กิดท่ีวัด ล.
ซ่ึงอยู่ห่างจากบ้านเด็กหญิง น. ผู้เสียหายท่ี 1 ประมาณ 200 เมตร เหตุเกิดคร้ังแรกเมื่อเดือน
สงิ หาคม 2559 เวลากลางวัน ผเู้ สียหายท่ี 1 อายุ 9 ขวบเศษ เล่นอย่กู บั เพอ่ื นอกี สองคนบรเิ วณวดั ล.
ผ้เู สียหายที่ 1 ปวดปสั สาวะจึงเขา้ ห้องน้า โดยเพือ่ นท้งั สองรออยหู่ น้าหอ้ งน้า เมื่อออกมาผู้เสยี หายที่ 1
ไม่พบเพ่ือนท้ังสอง แต่เห็นจาเลยอยู่หน้าห้องน้า จาเลยผลักผู้เสียหายท่ี 1 ให้เข้าไปในห้องน้า
แล้วล็อกประตู จาเลยกระทาชาเราผู้เสียหายที่ 1 ทางทวารหนักจนสาเร็จความใคร่ 1 ครั้ง
จาเลยห้ามไมใ่ ห้ผเู้ สยี หายท่ี 1 บอกใคร ต่อมาเม่ือเดอื นพฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 10 นาฬกิ า
ขณะที่ผู้เสียหายท่ี 1 เล่นอยู่บริเวณลานดินที่วัด ล. หลานชายของจาเลยมาชวนผู้เสียหายที่ 1
ไปเล่นทรายบริเวณเมรุเผาศพ เม่ือไปถึงผู้เสียหายที่ 1 พบจาเลยน่ังอยู่บนรถเข็นบริเวณดังกล่าว
จาเลยเป็นคนพิการขาลีบต้องนั่งรถเข็นแต่ร่างกายส่วนอื่นปกติ หลานชายของจาเลยไปเล่นท่ีอ่ืน
จาเลยบอกใหผ้ ู้เสียหายที่ 1 มานัง่ บนตักจาเลย แลว้ จาเลยกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี 1 ทั้งทางทวารหนัก
และอวัยวะเพศจนสาเร็จความใคร่ 1 คร้ัง เจ้าพนักงานจับจาเลยได้ ชั้นพิจารณาจาเลยให้การ
รับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจาเลยกระทาความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปี
ซึง่ มิใช่ภรยิ าของตนโดยเดก็ น้นั จะยินยอมหรอื ไมก่ ็ตาม และฐานพรากเดก็ อายไุ ม่เกนิ สิบห้าปีไปเสยี จาก
บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพ่ือการอนาจาร จาเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์
ในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อ
การอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม สาหรับความผิดฐานกระทาชาเรา
เด็กอายุไมเ่ กินสิบสามปีซ่งึ มใิ ช่ภริยาของตน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม
ไม่มคี ู่ความฝ่ายใดฎกี า คดีในความผดิ ฐานนจ้ี ึงยตุ ไิ ปตามคาพพิ ากษาศาลอุทธรณภ์ าค 7
คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามท่ีโจทก์ฎีกาเพียงว่า จาเลยกระทาความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม หรือไม่ ซ่ึงความผิดฐานน้ีกฎหมายบัญญัติโดยมคี วามมงุ่ หมาย
ที่จะคุ้มครองอานาจของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลผู้เยาว์ อันไม่ใช้ตัวผู้เยาว์ท่ีถูกพราก
และปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทาการอันใด ๆ อันเป็นการกระทบกระท่ังต่อ
อานาจปกครอง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย ผู้เยาว์แม้จะไปอยู่ที่แห่งใดหากบิดามารดา ผู้ดูแล
หรือผู้ปกครองยังดูแลเอาใจใส่อยู่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอานาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ดูแล
หรือผู้ปกครองตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ท้ังเป็นการลงโทษผู้ท่ีละเมิดต่ออานาจปกครองของ
ผู้ดูแลผู้เยาว์ของบิดามารดา ผู้ดูแล หรือผู้ปกครอง นอกจากนี้กฎหมายมิได้จากัดคาว่า
“พราก” โดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือโดยมีผู้ชักนาหรือไม่มี
ผู้ชักนา หากมีผู้กระทาต่อผู้เยาว์ในทางเสื่อมเสียและเสียหายย่อมถือได้ว่าเป็นความผิด การท่ี
ผ้เู สียหายท่ี 1 ซึ่งอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาออกจากบ้านไปเลน่ กับเพื่อนในท่ีเกิดเหตุ
อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 69
ซง่ึ อยู่ไมไ่ กลจากบ้าน ไม่ว่าจะขออนุญาตผู้เสียหายท่ี 2 หรือไม่กต็ าม เมื่อถูกจาเลยพาไปกระทาชาเรา
การกระทาของจาเลยดังกล่าวทาให้อานาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ซง่ึ เป็นบิดาย่อมถูกตัดขาด
พรากไปแล้วโดยปริยาย หาใช่ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตราน้ีจะต้องถึงขนาดเป็นการกระทา
ท่ีต้องพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากความปกครองต้ังแต่ออกจากบ้าน ถึงจะทาให้ความปกครอง
ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนแล้วจึงเป็นความผิด ดังนั้น เม่ือผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านแล้ว
ถกู จาเลยกระทาลักษณะเสือ่ มเสยี เย่ียงน้ี ถือไดว้ ่าเป็นการพาและแยกผู้เยาว์ไปจากความปกครอง
ดูแลและล่วงละเมิดอานาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดา อันเป็นความหมายของคาว่า
พรากแล้ว การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม
ท้ัง 2 กระทง ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เห็นด้วยกับ
คาพิพากษาของศาลช้ันต้น ฎกี าของโจทกฟ์ ังข้ึน
อน่ึง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
(ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และมาตรา 9 ให้ยกเลิก
ความในมาตรา 279 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ใหม่ไม่เป็นคุณแก่จาเลย จึงต้องใช้
กฎหมายเดิมซ่ึงเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทาความผิดบังคับแก่จาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 3
พิพากษาแก้เป็นวา่ จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม
(เดิม), 279 วรรคแรก (เดิม) และ 317 วรรคสาม (เดิม) โทษและนอกจากทแ่ี กใ้ หเ้ ปน็ ไปตาม
คาพิพากษาศาลชัน้ ต้น.
หมำยเหตุ สานักงานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สานักงานวชิ าการ
ในการพรากเด็กหรือผูเ้ ยาวน์ น้ั กฎหมายบัญญตั ิให้เปน็ ความผิดไว้ ดงั น้ี
๑. กรณีผู้ที่ถูกพรากไปเป็นเด็ก ซึ่งหมายถึง บุคคลผู้ซ่งึ มีอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๑๗ บัญญตั ใิ หเ้ ป็นความผดิ ไม่ว่าเดก็ จะเตม็ ใจไปดว้ ยหรอื ไม่ก็ตาม 1
๒. กรณีผู้ท่ีถูกพรากเป็นผู้เยาว์ ซึ่งหมายถงึ บุคคลผู้ซ่ึงมีอายุเกินกว่า ๑๕ ปี แต่ไมเ่ กนิ ๑๘ ปี
ประมวลกฎหมายอาญาไดบ้ ัญญัติไวเ้ ป็นความผดิ โดยแบ่งเป็น ๒ กรณี ดงั น้ี
๒.๑ กรณีผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๓๑๘ 2
1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗
2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๘
70 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา
๒.๒ กรณีผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด จึงไม่เป็น
ความผิดตามกฎหมาย เว้นเสียแต่ว่าผู้กระทามีเจตนาพิเศษโดยกระทาไปเพ่ือหากาไรหรือ
เพอื่ อนาจาร จึงเปน็ ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙ 3
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายของคาว่า “พราก” ไว้ให้
หมายความว่า “ทาให้จากไป, พาไปเสียจาก, ทาให้แยกออกจากกัน โดยมักใช้เก่ียวกับความสัมพันธ์
อย่างใกล้ชิดของคนหรือของสัตว์ เช่น พรากลูกออกจากอกแม่ พรากลูกนกลูกกา เป็นต้น 4 ซ่ึง
นอกจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายคาว่าพรากไว้แล้ว ในเชิงกฎหมาย
ศาลฎีกายังได้มีการวินิจฉัยคาว่าพรากไว้อีกว่าหมายถึง พาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากอานาจ
ปกครองดูแล โดยไม่จากัดว่าจะกระทาด้วยวิธีใด ทาให้อานาจปกครองดูแลของบิดามารดา
ถูกรบกวนหรือถูกกระทบโดยบิดามารดาผู้เยาว์ไม่รู้เห็นด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอานาจ
ปกครองของบดิ ามารดาผเู้ ยาว์กฎหมายมิไดจ้ ากัดวิธีการไว้และมิได้คานึงถงึ ระยะทาง 5
จากคานิยามของคาว่าพรากดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การพรากน้ันจะต้องประกอบด้วย
หลักเกณฑส์ าคญั ๒ ประการ ดังนี้
๑. ขณะเกิดเหตุ เด็กหรือผู้เยาว์ต้องอยู่ในความปกครองดูแลของบิดา มารดา ผู้ปกครอง
หรือผู้ดูแล ดังนั้น หากเด็กหรือผู้เยาว์ไม่อยู่ในอานาจปกครองของบุคคลดังกล่าวโดยเด็ดขาด
ในขณะเกิดเหตุ เช่น ขณะเกิดเหตุเป็นเด็กเร่ร่อน 6 หรือหนีออกจากบ้านไปอยู่ท่ีอื่นในลักษณะ
3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙
4 พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔
5 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๒๘๕๘/๒๕๔๐ คาว่า “พราก” หมายถงึ พาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล แม้จะ
ชกั ชวนแนะนาเดก็ ใหไ้ ปกบั ผู้กระทาโดยมไิ ดห้ ลอกลวงและเด็กเต็มใจไปดว้ ยก็ตาม
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๓๑๕๒/๒๕๔๓ คาว่า “พราก” หมายถึง พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครอง
ดแู ล ทาใหค้ วามปกครองดูแลของมารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๔๒๖๓/๒๕๕๙ คาว่า “พราก” หมายถึง พาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากอานาจปกครอง
ดูแล โดยไม่จากัดว่าจะกระทาด้วยวิธีใด ทาให้อานาจปกครองดูแลของบิดามารดาถูกรบกวนหรือถูกกระทบโดย
บิดามารดาผู้เยาว์ไม่รู้เห็นด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอานาจปกครองของบิดามารดาผู้เยาว์ ท้ังนี้ ไม่ว่าผู้เยาว์จะอยู่ที่ใด
หากบิดามารดายังเอาใจใส่ผู้เยาว์ ย่อมอย่ใู นอานาจปกครองของบิดามารดาตลอดมา
6 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๒๕๙๑/๒๕๔๐ การที่เด็กหนีออกจากบ้านมาเป็นเด็กเร่ร่อนและขอทานอยู่โดยไม่ยอมกลับบ้านอีก
ย่อมแสดงว่าเด็กได้หนีไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยเด็ดขาดแล้ว แม้มารดาเด็ก
ยังติดตามหาอยู่กต็ าม ก็ไมถ่ อื วา่ เด็กยังอยูใ่ นความปกครองดูแลของมารดาในขณะน้ันแต่อยา่ งใด
อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 71
ทีจ่ ะไม่กลบั ไปอยู่กับบุคลท่ีปกครองดูแลอีก 7 การพาหรือแยกเด็กหรือผู้เยาว์ไปจึงไมเ่ ป็นการพราก
๒. ต้องมีการกระทาท่ีเป็นการพาไปหรือแยกเด็กหรอื ผู้เยาวอ์ อกไปจากความปกครองดูแล
ทาใหค้ วามปกครองดูแลของบดิ า มารดา ผปู้ กครอง หรือผูด้ ูแล ถูกรบกวนหรอื ถกู กระทบกระเทือน
ซ่งึ ศาลฎกี าเคยมีคาวนิ จิ ฉยั ในคดีเกย่ี วกับการพรากเดก็ และผูเ้ ยาว์ที่นา่ สนไจไวเ้ ชน่
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๗๖๖/๒๕๕๘ แม้ตอนแรก ต. จะเป็นคนพาผู้เสียหายท่ี ๒ ไปท่ี
ห้องน้า แต่ขณะจาเลยจะเข้าไปข่มขืนกระทาชาเรา ผู้เสียหายท่ี ๒ ว่ิงหนีออกจากห้องน้า เพราะ
คาดเดาได้ว่าจาเลยจะมาข่มขืนกระทาชาเราซึ่งผู้เสียหายไม่ยินยอม จาเลยตามไปฉุดกระชากตัว
ผู้เสียหายท่ี ๒ กลับมาและข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๒ ในห้องน้าที่เกิดเหตุ เม่ือขณะเกิดเหตุ
ผู้เสียหายที่ ๒ ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดา การท่ีจาเลย
ฉุดกระชากผู้เสียหายท่ี ๒ ไปข่มขืนกระทาชาเราในห้องน้า ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อ
อานาจปกครองของผู้เสียหายท่ี ๑ เพราะเป็นการแยกสิทธิปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ ในการ
ควบคุมดูแลผู้เสียหายท่ี ๒ โดยปราศจากเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปไี ปเสยี จากผู้ปกครองอีกกระทงหนง่ึ เพื่อการอนาจาร
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๓๔๑๙/๒๕๕๙ บ้านที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากบ้านของผู้เสียหายที่ ๒
ซ่ึงเป็นยายของผู้เสียหายที่ ๑ ประมาณ ๓๐ เมตร ซ่ึงขณะเกิดเหตุผู้เสียหายท่ี ๑ ได้เล่นขายของ
กบั เพ่ือนในบริเวณนั้น จาเลยได้ดึงแขนผู้เสียหายท่ี ๑ ข้ึนบ้านและข่มขืนกระทาชาเราผเู้ สียหายท่ี ๑
ถือได้ว่าขณะน้ันผู้เสียหายที่ ๑ ยังอยู่ในความปกครองและการดูุแลของผู้เสียหายท่ี ๒ ผู้เป็นยาย
การกระทาของจาเลยเป็นการแยกสิทธิในการปกครองและดูแลผู้เสียหายท่ี ๑ ไปจากผู้เสียหายที่ ๒
จึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุ
อันสมควรเพื่อการอนาจาร
คาพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๘๑๔๑/๒๕๕๙ ผเู้ สยี หายท่ี ๒ มีอายุ ๑๔ ปีเศษ เป็นเด็กอายุไม่เกิน
๑๕ ปี ยังอยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ แม้ว่าผู้เสียหายท่ี ๒ จะเดินทางไปยังห้องที่เกิดเหตุ
เองก็ตามแต่ยังต้องถือว่าผู้เสียหายท่ี ๒ ยังอยู่ในอานาจปกครองของผู้เสียหายท่ี ๑ ผู้เป็นมารดา
ตลอดเวลา แต่เมื่อผู้เสียหายท่ี ๒ จะออกจากห้องไป จาเลยเข้าขัดขวางบังประตูและล็อกคอ
ผู้เสียหายท่ี ๒ ไว้ไม่ให้ออกจากห้องเพ่ือข่มขืนกระทาชาเรา จึงถือว่าเป็นการแยกผู้เสียหายที่ ๒
ออกไปจากอานาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ และทาให้อานาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ ถูกรบกวน
7 คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี ๒๑๕๕/๒๕๑๔ ผู้เยาว์เป็นหญงิ อายุ ๑๗ ปี ถูกมารดาตแี ละไล่ออกจากบ้าน ผู้เยาว์จึงหลบหนี
ออกจากบ้านมาเอง จาเลยพบเข้าสอบถามชื่อ ทอี่ ยู่ อายุ ผู้เยาวไ์ ม่ยอมบอก จาเลยจงึ พาไปฝากไว้กับพ่ีสาวของจาเลย
ดังนี้ การกระทาของจาเลยไม่เป็นการพรากผูเ้ ยาว์ไปเสยี จากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผดู้ ูแล
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๕๘๒/๒๕๒๗ ขณะชักชวนเด็กหญิงท้ังสามอายไุ มเ่ กิน ๑๓ ปี และเกิน ๑๓ ปี ให้ไปกบั จาเลย
เด็กหญิงทั้งสามไม่ได้อยู่ในความปกครองดูแลของมารดาเสียแล้ว โดยนัดแนะกันหลบหนีมารดาออกจากบ้าน
เพ่ือไปหางานทา การกระทาของจาเลย จึงมิใช่เป็นการพรากเด็กหญิงท้ังสามไปเสียจากบิดามารดา ไม่มีความผิด
ฐานพรากผเู้ ยาว์
72 คำ� พิพากษาศาลฎกี า
หรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ ๑ ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอานาจ
ปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ การกระทาของจาเลยเป็นการพรากผู้เสียหายที่ ๒ ไปเสียจากอานาจ
ปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ ผู้เป็นมารดา จาเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
ไปเพ่ือการอนาจาร
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๙๗๑๕/๒๕๕๙ การกระทาความผิดฐานพรากเด็ก กฎหมายมงุ่ เน้น
คุ้มครองสิทธิอานาจปกครองของบิดามารดาของเด็กเป็นสาคัญ เป็นการห้ามเด็ดขาดมิให้ผู้ใด
ล่วงละเมิดการใช้กริยา โอ้โลมเด็กไม่ว่าโดยวิธีการใด หากกระทาโดยมุ่งหมายเพื่อสนองความ
ตอ้ งการในทางเพศของตน ย่อมกระทบกระเทือนตอ่ อานาจปกครองของผู้ท่ีเป็นบิดามารดาทง้ั สิ้น
ดังน้ัน การที่จาเลยได้โทรศัพท์นัดหมายให้ผู้เสียหายท่ี ๒ ซ่ึงเป็นเด็กไปพบท่ีบ้านของจาเลย
โดยจาเลยไม่จาเป็นต้องไปรับตัวเด็กด้วยตนเอง และเม่ือเด็กได้ไปพบจาเลยที่บ้านของจาเลย
ตามท่ีนัดหมายแล้วนั้น พฤติการณ์ของจาเลยจึงถือได้แล้วว่าเป็นการพาเด็กไปวิธีหนึ่ง อันอยู่
ในความหมายของคาว่าพรากแล้ว และเมื่อจาเลยกระทาโดยมีมูลเหตุชักจูงเพ่ือสนองความต้องการ
ทางเพศของตนมากกว่าความสัมพันธ์อันดีอ่ืน จึงถือได้ว่าเป็นการรบกวนและกระทบกระเทือน
ตอ่ อานาจปกครองของผ้เู สยี หายที่ ๑ ซง่ึ เปน็ บิดาของผเู้ สียหายที่ ๒ โดยตรง 8
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๘๙/๒๕๖๑ การกระทาอันปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็ก
อายุไม่เกินสิบห้าปีและพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดา
ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพ่ือการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสามและ
มาตรา ๓๑๙ วรรคแรกนั้น ไม่ต้องถึงขนาดเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทาให้เด็กปราศจากอิสระ
ในการเคล่ือนไหว คาว่า “พราก” ตามพจนานุกรมมีความหมายว่า จากไปหรือแยกออกจากกัน
ดังน้ัน สาระสาคัญ จึงอยู่ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๒ ซ่ึงเป็นเด็กยังอยู่ในอานาจปกครองของ
ผู้เสียหายที่ ๑ การที่จาเลยนัดแนะหรือแยกผู้เสียหายท่ี ๒ ไปยังท่ีต่าง ๆ ในโรงเรียนน้ันจาเลย
ได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายท่ี ๑ หรือไม่ และมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ โดยบทกฎหมาย
ดังกล่าวประสงค์ที่จะลงโทษผู้ท่ีละเมิดอานาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือ
ผู้ดูแล อันเป็นการคุ้มครองเด็กมิให้ถูกล่อลวงไปในทางเสียหาย ดังน้ี แม้หลังถูกกระทาชาเรา
ผู้เสียหายท่ี ๒ มิได้ถูกจาเลยหน่วงเหน่ียวกักขัง มีอิสระในการเคลื่อนไหวและสามารถกลับไปเรียน
ตามปกติได้ ก็เป็นการล่วงละเมิดอานาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ โดยปราศจากเหตุอันสมควร
เพื่อการอนาจารแล้ว การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานโดยปราศจากเหตุอันสมควร
พรากผเู้ สียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกนิ สบิ ห้าปีไปเสียจากบดิ ามารดา ผู้ปกครอง หรือผดู้ ูแล
เพ่ือการอนาจาร และฐานพรากผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสีย
จากบิดามารดา ผูป้ กครองหรือผู้ดแู ล เพอ่ื การอนาจาร โดยผู้เยาว์น้ันเตม็ ใจไปดว้ ย 9
8 อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ 82 พ.ศ. 2560, หน้า 83
9 อยั การนิเทศ เล่มที่ 83 พ.ศ. 2561, หนา้ 97
อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 73
จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นได้ว่า การที่กฎหมายบัญญัติให้การพรากเด็กหรือ
ผเู้ ยาว์เป็นความผิดตามกฎหมายนั้น เจตนารมณ์เพื่อมุ่งประสงค์คุ้มครองอานาจปกครองดูแลเด็กหรือ
ผู้เยาว์ของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล แม้กรณีที่ผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยก็ตาม โดยไม่จากัดว่า
จะกระทาด้วยวิธีการใด ไม่คานึงถึงระยะทางใกล้หรือไกล และไม่จาเป็นต้องมีการใช้อุบาย
หลอกลวงแต่อย่างใด หากการกระทาดังกล่าวเป็นการกระทาในทางเสื่อมเสียที่กระทบถึงอานาจ
ปกครองดูแลของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรอื ผดู้ ูแลแล้ว กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด
จากข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ปรากฏว่าเหตุการณ์คร้ังแรกเม่ือ
ผู้เสียหายที่ ๑ ออกมาจากห้องน้า และไม่พบเพ่ือนท้ังสอง แต่พบจาเลยอยู่หน้าห้องน้า และ
จาเลยได้ผลักผู้เสียหายที่ ๑ ให้เข้าไปในห้องน้าแล้วล็อกประตู และจาเลยได้กระทาชาเรา
ผู้เสียหายท่ี ๑ จนสาเร็จความใคร่น้นั และเหตกุ ารณ์ครั้งท่สี อง การท่หี ลานชายของจาเลยมาชวน
ผู้เสียหายท่ี ๑ ไปเล่นทรายบริเวณเมรุเผาศพ เม่ือไปถึงพบจาเลยนั่งอย่บู นรถเข็นบริเวณดังกล่าว
จาเลยจึงได้เรียกให้จาเลยมานั่งตักจาเลยและได้กระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๑ จนสาเร็จความใคร่น้ัน
แม้เหตุการณ์ครั้งแรกไม่ปรากฏว่าจาเลยได้พาผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่ใดก็ตาม หรือแม้เหตุการณ์
ท่ีสองซึ่งจาเลยเรียกให้ผู้เสียหายที่ ๑ ไปนัง่ ตัก แล้วจาเลยได้กระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๑ โดยไม่มี
ลักษณะบังคับ ขู่เข็ญ ทั้งผู้เสียหายยังคงมีอิสระในร่างกายก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าการกระทาของ
จาเลยเป็นการกระทาในทางเสื่อมเสียท่ีกระทบและล่วงละเมิดอานาจปกครองดูแลของบิดา
มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลแล้ว แม้เดิมศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่าในกรณีที่เด็กหรือผู้เยาว์ไปที่
บ้านของจาเลยหรือสถานที่ท่ีจาเลยอยู่ และจาเลยกระทาชาเราเด็กหรือผู้เยาว์ในสถานท่ีที่เด็ก
หรือผู้เยาว์อยู่ในขณะเกิดเหตุน้ัน โดยจาเลยมิได้พาเด็กหรือผู้เยาว์ไปกระทาชาเราในสถานท่ีอ่ืน
ไม่เป็นการล่วงอานาจปกครองจึงไม่เป็นการพรากเด็กหรือผู้เยาว์ก็ตาม10 ด้วยความเคารพ
10 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๑๑๗๔/๒๕๕๘ ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๑๗ กฎหมายมุ่งคุ้มครองอานาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล แต่กรณีจะเป็นความผิด
ดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทาที่เป็นการพราก ซ่ึงหมายถึง การพาไปเสีย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนเกิดเหตุ
ผู้เสยี หายท่ี ๑ ไปด่ืมเบียร์กับ ส. ภรยิ าจาเลยจนเมาไม่ได้สติ ส. พาผเู้ สียหายที่ ๑ กลับไปส่งท่ีบ้าน แต่ยายของผู้เสยี หายที่ ๑
ให้ ส. พาผู้เสยี หายท่ี ๑ กลับไป เพราะเกรงว่าผู้เสยี หายท่ี ๑ จะถกู ลงโทษ ส. จงึ พาผู้เสียหายที่ ๑ ไปนอนที่แคร่หน้าห้องนอน
ของจาเลยและ ส. เมื่อจาเลยกลับถึงบ้านเห็นผู้เสียหายที่ ๑ นอนหลับอยู่บนแคร่ จึงกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๑
จาเลยจึงมิได้กระทาการอันเป็นการพรากผู้เสียหายท่ี ๑ ไปเสียจากผู้ดูแล คงมีแต่เจตนากระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๑
เท่านั้น แม้หลังจากจาเลยกระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๑ ท่ีแคร่แล้ว จาเลยจะอุ้มผู้เสียหายที่ ๑ เข้าไปกระทาชาเรา
ในห้องนอนของบุตรสาวจาเลยซ่ึงอยู่บริเวณเดียวกันอีก ๒ ครั้ง ก็ไม่เป็นการกระทาท่ีเป็นการพรากตามบทบัญญัติ
ของกฎหมายดังกล่าวเพราะมไิ ด้พาผูเ้ สียหายท่ี ๑ ไปท่อี นื่ อีก และถือไม่ได้ว่าเป็นการพาผู้เสียหายที่ ๑ ซ่ึงเปน็ เดก็ อายุ
ยังไม่เกินสิบหา้ ปีไปเพ่ือการอนาจารดว้ ย
74 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า
ผเู้ ขียนเห็นว่าหากจาเลยได้กระทาการอันเปน็ การเส่ือมเสียต่อเด็กหรือผเู้ ยาวซ์ ึ่งยงั คงอยใู่ นอานาจ
ปกครองดูแลของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลแล้ว แม้ไม่ปรากฏว่าได้มีการพาเด็กหรือ
ผู้เยาว์ไปท่ีอ่ืนใด หรือแม้เด็กหรือผู้เยาว์เป็นผู้เดินทางไปพบจาเลยในที่เกิดเหตุเอง หรือแม้แต่
จาเลยได้พบเด็กหรือผู้เยาว์ในที่เกิดเหตุโดยมิได้มีการนัดหมายหรือวางแผนไว้ก็ตาม หากจาเลย
ได้กระทาการอันเป็นการเสื่อมเสียต่อเด็กหรือผู้เยาว์ซ่ึงยังคงอยู่ในอานาจปกครองดูแลของบิดา
มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลแล้ว ก็เป็นการล่วงละเมิดอานาจปกครองดูแลของบิดามารดา
ผปู้ กครองหรือผู้ดูแลแลว้ การกระทาดงั กล่าวจงึ เป็นการพรากตามกฎหมาย
แต่อย่างไรก็ดี คาพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุน้ีได้วินิจฉัยวา่ จาเลยได้พำผู้เสียหายที่ ๑
ไปกระทาชาเรา ด้วยความเคารพ ผู้เขียนเห็นว่าจากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจาเลยได้มีการพา
ผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่ใด โดยเฉพาะเหตุการณ์คร้ังแรก ซึ่งผู้เสียหายที่ ๑ เพียงพบจาเลยที่บริเวณ
หน้าห้องน้า และจาเลยได้ผลักผู้เสียหายที่ ๑ ให้เข้าไปในห้องน้าแล้วล็อกประตู และจาเลย
ได้กระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๑ จนสาเรจ็ ความใคร่น้ัน จึงเห็นวา่ การวินจิ ฉัยวา่ จาเลยพาผเู้ สียหายที่ 1
ไปกระทาชาเราน้ัน อาจไม่สอดคล้องกบั ข้อเทจ็ จรงิ และบทกฎหมายแหง่ คดี
เชดิ เกียรติ อนิ ทเสม
คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี ๙๘๒๙/๒๕๕๖ ผู้เสียหายที่ ๑ เบิกความว่า หลังจากท่ีออกไปจับกบกับจาเลยและ
นาง ส. แล้วได้เดินกลับมาท่ีบ้านของจาเลย ขณะที่อยู่ท่ีหลังบ้านจาเลยเดินมาทางด้านหลังใช้มือโอบและผลักผู้เสียหายที่ ๑
ให้นอนลง จากนั้นผู้เสียหายท่ี ๑ ถูกจาเลยกระทาชาเรา โดยจาเลยไม่ได้พาผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่ใด จากคาเบิกความ
ของผู้เสียหายท่ี ๑ ได้ความว่า นางสมพานจะเป็นผู้ชวนผู้เสียหายที่ ๑ ออกไปจับกบ การกระทาของจาเลยในคร้ังนี้
เป็นเพียงการฉวยโอกาสข่มขนื กระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๑ ในขณะผูเ้ สียหายที่ ๑ อยบู่ รเิ วณหลังบ้านของจาเลย จึงไม่
เปน็ ความผดิ ฐานพรากเด็กอายยุ ังไมเ่ กนิ ๑๕ ปี ไปเสียจากบดิ ามารดาผ้ปู กครองหรือผ้ดู แู ลเพอ่ื การอนาจารด้วย
อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 75
คำพพิ ำกษำศำลฎีกำที่ 4155/2562
ป.ว.ิ อ. ผเู้ สียหาย (มาตรา 2(4))
ป.อ. ฉอ้ โกง (มาตรา 341)
กำรท่ีผู้เสียหำยเข้ำร่วมเล่นพนันโดยรู้อยู่ก่อนแล้วว่ำจะร่วมกับจำเลยและชำยคนร้ำย
สองคนทำทีเป็นเล่นพนันกำถ่ัวเพ่ือโกงบุคคลอื่น แสดงให้เห็นถึงเจตนำท่ีไม่สุจริตของผู้เสียหำย
โดยที่ผู้เสียหำยสมัครใจเข้ำร่วมเลน่ พนันและเป็นเจ้ำมือเอง เป็นกำรสมัครใจเข้ำร่วมเล่นกำรพนัน
โดยไม่ได้รับอนุญำตอันเป็นกำรร่วมกับจำเลยกับพวกกระทำควำมผิด ยังไม่อำจถือได้ว่ำ
ผูเ้ สียหำยเป็นผู้ได้รบั ควำมเสียหำยจำกกำรกระทำควำมผิดตำมทก่ี ล่ำวอ้ำง ผู้เสียหำยจึงไม่ใช่
ผู้เสียหำยตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๒ (๔) ท่ีจะมีสิทธิร้องทุกข์
ขอให้เจ้ำพนักงำนนำคดีขึ้นว่ำกล่ำวในควำมผิดฐำนฉ้อโกงซ่ึงเป็นควำมผิดอันยอมควำมได้
โจทก์จึงไมม่ อี ำนำจฟอ้ ง
______________________________
พนักงำนอัยกำรจงั หวัดตรำด โจทก์
ระหวำ่ ง
นำง ก. จำเลย
โจทกฟ์ ้องและแกฟ้ ้องว่า เม่ือระหว่างวันท่ี ๑๓ ถงึ วันที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๕๘ เวลากลางวัน
ต่อเน่ืองกัน จําเลยกับพวกซ่ึงหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันวางแผนหลอกลวงนาย อ.
ผู้เสียหาย โดยจําเลยกับพวกทําทีมาติดต่อขอเช่าท่ีดินกับผู้เสียหายเพ่ือติดตั้งป้ายโฆษณาขายปุ๋ย
อ้างว่าพวกของจําเลยเป็นเจ้าของบริษัทจะเช่าที่ดินของผู้เสียหาย และพาผู้เสียหายไปต่อรอง
ค่าเช่าที่ดินที่ห้องพักในโรงแรมจังหวัดตราด แล้วจําเลยกับพวกร่วมกันใช้กลอุบายชักชวน
ผู้เสียหายให้นําเงินมาเข้าหนุ้ กับพวกจาํ เลยเพื่อเล่นการพนันกําถั่ว โดยอ้างว่าสามารถร่วมกันเล่นโกง
เอาชนะพวกของจําเลยอีกคนหน่ึง ซ่ึงอ้างว่าเป็นเจ้าของบริษัทอันเป็นเท็จ ความจริงแล้วพวก
ของจาํ เลยท่ีอ้างว่าเป็นเจ้าของบรษิ ัทไมม่ ีความประสงค์จะเช่าทดี่ ินของผเู้ สียหายแต่อย่างใด การตกลง
ต่อรองค่าเชา่ ทีด่ ินกบั ผู้เสียหายเป็นเพียงกลอุบายใหผ้ ู้เสียหายไปกับจาํ เลยกับพวกแล้วใช้กลอุบาย
ชักชวนให้เล่นการพนันเพ่ือเอาชนะพวกของจําเลย โดยจําเลยกับพวกมิได้มีเจตนาจะเล่นการพนัน
76 คำ� พิพากษาศาลฎกี า
เพื่อโกงเอาชนะพวกของจําเลยจริง แต่จําเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายก็เพื่อให้
ผู้เสียหายนําเงินมาเข้าหุ้นเล่นการพนัน และจําเลยกับพวกได้สมคบกันเล่นโกงผู้เสียหายให้แพ้พนัน
และจากการหลอกลวงทําให้ผู้เสียหายหลงเช่ือมอบเงิน 300,000 บาท ให้แก่พวกของจําเลย
เพื่อเข้าหุ้นเล่นการพนันดังกล่าว แล้วพวกของจําเลยสมคบกันเล่นพนันโดยแกล้งเล่นแพ้พนัน
ทาํ ให้จําเลยกับพวกได้เงิน ๓00,000 บาท ของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจรติ ต่อมา
วันท่ี ๑8 มีนาคม ๒๕๕๙ จําเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ก่อนคดีนี้จําเลยต้องคําพิพากษา
ถงึ ที่สดุ ให้ลงโทษจาํ คุก 1 ปี ในความผิดฐานซอ่ งโจร ตามคดอี าญาหมายเลขแดงที่ 9๕๓/๒๕๔๙
ของศาลชน้ั ต้น จาํ เลยพ้นโทษเมอ่ื วนั ที่ ๑๗ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘ ภายในเวลาหา้ ปี นับแตว่ นั พ้นโทษ
จําเลยกลับมากระทําความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, 9๒,
๓๔๑ ใหจ้ าํ เลยคนื เงิน 300,000 บาท แก่ผเู้ สยี หายและเพ่มิ โทษจาํ เลยตามกฎหมาย
จาํ เลยให้การปฏิเสธ
ศาลช้ันต้นตรวจคําฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมีเจตนาร่วมกับพวกของจําเลยเพ่ือเล่น
การพนันโกงเอาชนะพวกของจําเลยอีกคนหน่ึง ผู้เสียหายนําเงินมาเข้าหุ้นกับพวกจําเลยเพ่ือเล่น
การพนันโกงซ่ึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเจตนาทุจริต
ถือว่าผู้เสียหายมีเจตนาร่วมกับพวกของจําเลยกระทําความผิดฐานเล่นการพนันโดยไม่ได้
รับอนุญาตและฉ้อโกง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มี
อํานาจสอบสวน โจทก์จงึ ไม่มอี าํ นาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สํานักงานคดีศาลสูงภาค ๒ ซ่ึงอัยการสูงสุดได้มอบหมาย
รับรองใหอ้ ุทธรณใ์ นปัญหาขอ้ เทจ็ จริง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจําเลยให้ส้ินกระแสความก่อน
เสร็จแลว้ ใหส้ ง่ สาํ นวนคืนศาลอทุ ธรณภ์ าค ๒
ศาลช้ันต้นสืบพยานโจทก์และพยานจําเลยแล้วส่งสํานวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค ๒
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายกคําพิพากษาศาลช้ันต้น ให้ศาลช้ันต้นพิจารณาพิพากษา
ตามคาํ ฟ้องของโจทก์ต่อไป
จาํ เลยฎกี า
ศาลฎีกาตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกา
ฟังได้ว่า นาย อ. ผู้เสียหาย ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีรายได้จากการกรีดยางพารา เมื่อเดือน
พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ผู้เสียหายได้รับเงินส่วนแบ่งจากการขายที่ดินมรดก 300,000 บาท ฝากเงิน
จาํ นวนดังกล่าวไว้กบั นาง ว. พ่ีสาวของผเู้ สียหาย วันท่ี ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕8 มีชายคนร้ายสองคน
อ้างว่าเป็นผู้รับเหมาติดตั้งป้ายโฆษณามาพบผู้เสียหายท่ีบ้านเพ่ือติดต่อขอเช่าท่ีดินของผู้เสียหาย
อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 77
ในการติดต้งั ป้ายโฆษณา ต่อมาวนั ท่ี ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๘ ชายสองคนดงั กล่าวเดนิ ทางมากับหญิง
คนร้ายอ้างว่าเป็นเลขาของเสี่ยเจ้าของบริษัทบอกผู้เสียหายว่าเสี่ยประสงค์จะขอเช่าที่ดินเป็นรายปี
และได้มีการต่อรองค่าเช่าท่ีดินกันแล้วพวกของคนร้ายเดินทางกลับไป ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ
ตามฟ้อง คนร้ายสองคนมารับผ้เู สียหายที่บ้านพาไปพบกับเส่ียและหญิงคนร้ายท่ีบังกะโลจังหวัดตราด
เพื่อทําสัญญาเช่าที่ดิน แต่ชายคนร้ายสองคนชักชวนผู้เสียหายเล่นพนันกําถ่ัวโดยตกลงกันว่า
จะร่วมโกงเส่ียและผู้เสียหายมอบเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แก่ชายคนร้ายสองคนเพื่อร่วมลงทุนเล่นพนัน
ในที่สดุ เสยี่ เปน็ ผ้ชู นะการพนัน
มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยว่า ผู้เสียหายมีอํานาจร้องทุกข์ต่อ
พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการมีอํานาจฟ้องจําเลยหรือไม่ โจทก์นําสืบโดยมีผู้เสียหายมา
เบกิ ความได้ความว่า หลงั จากผู้เสยี หายไดพ้ ูดคุยกับเส่ียเกี่ยวกับอตั ราค่าเช่าท่ีดินกนั แล้ว เสย่ี พูดข้ึนว่า
วนั ก่อนไปเลน่ พนันกาํ ถว่ั เสียเงินไป 6,000,000 บาท วันนี้เตรียมเงินมา 6,000,000 บาท จะกลับไป
แก้มือ ชายคนร้ายสองคนบอกกับเส่ียว่าอย่าไปเล่นเลยไปก็เสียเงินอีก เสี่ยจึงท้าทายชายคนร้าย
สองคนว่าให้ไปหาเงินมาเล่นกับเสี่ยและเดินออกจากห้องพักไป จําเลยกับชายคนรา้ ยสองคนถาม
ผู้เสียหายว่ามีเงินหรือไม่ให้เอามาลงทุนเล่นการพนันกัน โดยบอกกับผู้เสียหายว่าเล่นได้แน่นอน
เพราะจะร่วมกันเล่นโกงเส่ีย ผู้เสียหายจึงให้พี่สาวของผู้เสียหายมารับไปถอนเงิน 300,000 บาท
แล้วกลับไปท่ีบ้านของผู้เสยี หายรอชายคนร้ายสองคนมารับเพ่อื กลับไปท่ีห้องพักท่ีเกิดเหตุ ชายคนร้าย
สองคนสอนผู้เสียหายเล่นพนันกําถั่วจนผู้เสียหายเข้าใจ และได้มอบเงิน 300,000 บาท ให้แก่
จําเลยกับชายคนร้ายสองคน จากนั้นจําเลยโทรศัพท์ตามเสี่ยมาเล่นการพนันกันโดยตกลงเล่นพนัน
กาํ ถ่ัว ๑๐ ครั้ง คร้ังท่ี ๑ ถึงท่ี ๕ ฝ่ายผเู้ สียหายเป็นฝา่ ยชนะ คร้ังท่ี 6 เส่ียเป็นฝ่ายชนะ ทําให้เส่ีย
ไดเ้ งนิ ท่ีเสียมากลับคืนไปและฝา่ ยผู้เสียหายยังตดิ หน้ีเส่ียอีกด้วย คร้ังท่ี ๗ ถึงที่ ๑๐ ฝา่ ยผู้เสยี หาย
เป็นฝ่ายชนะ แต่เสี่ยลงเงินพนันเพียงจํานวนเล็กน้อย ทําให้ฝ่ายผู้เสียหายยังเป็นหน้ีเสี่ยอยู่
1,000,000 บาท ชายคนร้ายสองคนรับเป็นผู้ใช้หนี้จํานวนดังกลา่ วเอง เห็นว่า ตามที่โจทก์นาํ สืบ
คงมีผู้เสียหายคนเดียวที่เบิกความรู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ เมื่อพิเคราะห์คําเบิกความของ
ผู้เสียหายได้ความว่า ผู้เสียหายสมัครใจที่นําเงิน ๓๐๐,000 บาท มารว่ มกับจําเลยกบั พวกเล่น
พนันกําถ่ัวเพ่ือโกงเสี่ยเจ้าของบริษัทตามท่ีจําเลยกับพวกชักชวน ซ่ึงผู้เสียหายได้เบิกความตอบ
ทนายจาํ เลยถามค้านว่า ผู้เสียหายอยากได้กําไรจากการเล่นพนัน ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายเองก็ไม่ได้
สนใจว่าจะมีการทําสัญญาเช่าที่ดินของผู้เสียหายหรือไม่กลับรีบไปถอนเงนิ ท่ีธนาคารแล้วกลับไป
หาจําเลยกับพวกอีก และให้พวกของจําเลยสอนวิธีการเล่นโกงพนันกําถ่ัวโดยนัดแนะกันว่าจะให้
ออกหมายเลขอะไร ทั้งผู้เสยี หายก็อยู่ในห้องเกิดเหตุตลอดเวลาที่เล่นการพนัน โดยผู้เสียหายเป็น
ผู้เล่นพนันด้วยตนเองโดยทําหน้าที่เป็นเจ้ามือ การท่ีผู้เสียหายเข้าร่วมเล่นพนันโดยรู้อยู่ก่อนแล้วว่า
78 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า
จะร่วมกับจําเลยและชายคนร้ายสองคนทําทีเป็นเล่นพนันกําถ่ัวเพ่ือโกงบุคคลอ่ืน แสดงให้เห็นถึง
เจตนาที่ไมส่ ุจริตของผู้เสยี หาย โดยท่ีผ้เู สยี หายสมัครใจเข้ารว่ มเล่นพนันและเป็นเจ้ามอื เอง การที่
ผูเ้ สียหายชนะพนันในช่วงแรกตั้งแตค่ รัง้ ท่ี ๑ ถึงที่ ๕ แต่มาเสยี พนันในคร้ังท่ี 6 แม้จะชนะในคร้งั ท่ีเหลือ
แต่ก็ตกเป็นหนี้พนัน เม่ือปรากฏวา่ สูญเสียเงินไป ๓00,000 บาท จึงมากล่าวอ้างว่ามีการหลอกลวง
ผู้เสียหาย เช่นนี้จึงฟังไดว้ ่าผู้เสียหายสมคั รใจเข้ารว่ มเล่นการพนันโดยไมไ่ ด้รับอนุญาตอันเป็นการ
ร่วมกับจําเลยกับพวกกระทําความผิดยังไม่อาจถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการ
กระทําความผิดตามท่ีกล่าวอ้าง ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๒ (๔) ที่จะมสี ิทธิร้องทกุ ข์ขอให้เจ้าพนักงานนําคดีขึ้นวา่ กล่าวในความผิดฐานฉ้อโกง
ซ่ึงเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์จึงไม่มีอํานาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษามาน้ัน
ศาลฎีกาไม่เห็นพอ้ งดว้ ย ฎีกาของจําเลยฟังขน้ึ
พพิ ากษากลบั ใหย้ กฟ้อง.
สํานกั งานอัยการพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สํานกั งานวชิ าการ
หมำยเหตุ
ในคดีที่ผู้เสียหายถูกจําเลยหลอกลวงให้เอาเงินมาเข้าเล่นการพนัน ผู้เสียหายท่ีถูกหลอกลวง
จะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่นั้น จําต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ของผู้เสียหายว่าได้มีส่วน
ร่วมกระทําผิดฉ้อโกงด้วยหรือไม่ เพราะหากฟังว่ามีส่วนร่วมกระทําผิด ก็ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
และทําให้ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดฐานฉ้อโกงได้ เม่ือพิจารณาจากแนว
คําพิพากษาศาลฎีกาและคําช้ีขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุดแล้ว อาจแบ่งคําวินิจฉัยการ
เปน็ ผเู้ สียหายโดยนติ ินัย ได้ดังน้ี
1. กลุ่มที่วินิจฉัยว่าเป็นผู้เสียหำยโดยนิตินัย จึงมีสิทธิร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงได้
ได้แก่ คําพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๓๓๒๗/๒๕๓๒, ๑๓๓๕/๒๕๕๒, ๕๑๒๖/๒๕๕๕, ๕๖๑๒/๒๕๕๖,
๘๒๕๗/๒๕๖๑ และคําช้ีขาดความเหน็ แย้งท่ี ๔๗๐/๒๕๔๔, ๔๙๖/๒๕๔๘, ๗๘/๒๕๕๑ 1
1 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๓๓๒๗/๒๕๓๒ ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจําเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวง พ. ให้ร่วมเล่นการพนัน
เพ่ือกันมใิ ห้ ส. ต้องเสยี เงิน พ. ถกู หลอกลวงจึงร่วมเล่นการพนันด้วย ดังนัน้ การพนันจึงเป็นเหตุการณ์อนั หน่งึ ท่ีจําเลยกับพวก
สร้างขึ้นมาเพื่อเอาเงินของ พ. โดยวิธีการอันแนบเนียน พ.ไม่ได้เป็นผู้สร้างเร่ืองให้มีการเล่นการพนัน ไม่ได้มีส่วนร่วม
ในการกระทาํ ความผดิ ฐานฉอ้ โกง พ. จึงเปน็ ผเู้ สียหาย
คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี ๑๓๓๕/๒๕๕๒ การท่ีโจทก์รว่ มมอบเงินให้จําเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับพวกเพ่ือเข้าหุ้นเล่นการพนัน
เพ่ือโกงเอาชนะจําเลยท่ี ๑ โดยท่ีจําเลยทั้งสามกับพวกมิได้มีเจตนาที่จะเล่นการพนันเอาทรพั ย์สินกนั แต่เป็นแผนการ
หรอื กลอบุ ายอยา่ งหนึ่งทจ่ี ําเลยท้ังสามสร้างเรอ่ื งขน้ึ มาเพอื่ จะหลอกลวงเอาเงนิ จากโจทกร์ ่วม จงึ เปน็ การตกหลุมพราง
อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 79
ท่ีวางกับดักเอาไว้ ท้ังโจทก์ร่วมมิได้มีเจตนาท่ีจะไปร่วมเล่นการพนันกับจําเลยท้ังสามมาแต่ต้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วม
เข้าร่วมเล่นการพนันกับจําเลยท้ังสามโดยไม่ได้รบั อนุญาต อันจะเป็นการร่วมกับจําเลยท้ังสามกระทําความผิดฐานฉ้อโกง
โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉอ้ โกงเงินของโจทกร์ ว่ ม
คำพพิ ำกษำศำลฎกี ำที่ ๕๑๒๖/๒๕๕๕ พฤตกิ ารณ์ของจําเลย กับ ม. ศ. และ ว. ท่ีติดตอ่ ขอซอื้ ที่ดินจากโจทก์ร่วมและ
ให้โจทก์ร่วมนําเงินเข้าเล่นการพนันเพ่ือโกง ว. น้ัน เป็นเพียงเหตุการณ์ที่จําเลยกับ ม. ศ. และ ว. สร้างข้ึนเพื่อหลอกลวง
เอาเงินของโจทก์ร่วม เพราะหากจําเลยกับ ม. ศ. และ ว. ไม่มีการนัดแนะและร่วมกันวางแผนหาหนทางกันมาก่อน ผลจะเกิดข้ึน
เป็นลําดับสอดคล้องเช่นน้ันไม่ได้ การที่โจทก์ร่วมเดินไปสู่หลุมพรางท่ีจําเลยกับพวกทํากับดักเอาไว้ ทําให้จําเลยกับพวก
ได้ไปซึ่งเงินรวม ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์ร่วม เช่นนี้โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายและจะถือว่าโจทก์ร่วมสมัครใจ
เข้าร่วมเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือร่วมกระทําความผิดด้วยไม่ได้ โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีสิทธิร้องทุกข์
และพนกั งานอัยการโจทก์มอี าํ นาจฟ้อง (อัยการนิเทศ เล่มที่ ๗๙ พ.ศ. ๒๕๕๗ หนา้ ๑๓๕)
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๕๖๑๒/๒๕๕๖ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยท้ังสองในความผดิ ฐานร่วมกนั ฉ้อโกงตาม ป.อ.
มาตรา ๓๔๑, ๘๓ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจําเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวง ส. ผู้เสียหาย ให้ผู้เสียหายนําเงิน
มาร่วมลงทุนกับจําเลยท่ี ๑ และพวกเล่นการพนันเพ่ือโกงเอาเงินจากจําเลยที่ ๒ ผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้นําเงิน
๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาร่วมลงทุนเล่นการพนันโดยจําเลยท้ังสองกับพวกมิได้มเี จตนาที่จะเล่นการพนันเอาทรัพย์สนิ กัน
แต่การพนันเป็นเพียงแผนการที่จําเลยท้ังสองกับพวกสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินของผู้เสียหายให้แนบเนียน
ท้งั ผู้เสียหายก็ไม่มีเจตนาที่จะรว่ มเล่นการพนันกับพวกจําเลยท้ังสองมาตั้งแต่ต้น การท่ีผู้เสียหายมอบเงินให้แก่จําเลยทั้งสอง
กบั พวกเพื่อเล่นการพนันเป็นการตกหลุมพรางท่วี างไว้ ถอื ไม่ไดว้ า่ ผู้เสยี หายเข้าร่วมเล่นการพนันกับพวกจาํ เลยทั้งสอง
ทัง้ ถือไม่ได้ว่าผูเ้ สยี หายมีสว่ นรว่ มในการกระทาํ ความผิดฐานฉอ้ โกง จึงถือไม่ได้ว่าผเู้ สียหายร่วมเล่นการพนนั กบั จําเลยทัง้ สอง
โดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะเป็นการรว่ มกับจําเลยท้ังสองกระทําผิด ผู้เสยี หายจึงเป็นผูเ้ สียหายโดยนิตินัยมีอํานาจร้องทุกข์
ต่อพนักงานสอบสวนในความผดิ ฐานรว่ มกันฉอ้ โกงและพนกั งานอัยการโจทก์มีอาํ นาจฟอ้ ง
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๘๒๕๗/๒๕๖๑ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจําเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมลงทุน
เป็นเจ้ามือการพนันเมล็ดฟักทองกับจําเลยและพวกเพื่อหลอกเอาเงินจาก ป. ซึ่งแท้จริงแล้ว ป. เป็นพวกของจําเลย
ผเู้ สียหายหลงเช่ือจึงนําเงินสดและทรัพย์สนิ มาร่วมลงทุน จาํ เลยกับพวกไม่มีเจตนาที่จะชักชวนผเู้ สียหายให้ร่วมลงทุน
เป็นเจ้ามือการพนันและไม่ได้ร่วมเล่นการพนันดังกล่าว แต่จําเลยกับพวกมีเจตนาหลอกเอาเงินและทรัพย์สินจาก
ผเู้ สียหายมาแต่ต้น โดยวิธีการวางแผนเป็นกระบวนการโดยแบ่งหน้าท่ีกันทําเพ่ือให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนเล่นการพนัน
เพื่อโกง ป. โดยให้ ป. เป็นผู้เล่นหลอกเอาเงินและทรัพย์สินจากผู้เสยี หายให้แนบเนียน ทั้งที่ผูเ้ สียหายไม่มีเจตนาที่จะ
ร่วมเล่นการพนันกับพวกจําเลยมาแต่ต้น การท่ีผู้เสียหายมอบเงินและทรัพย์สินให้แก่จําเลยกับพวกเพื่อเล่นการพนัน
เปน็ การตกหลุมพรางท่ีวางไว้ถือไม่ไดว้ ่าผู้เสยี หายมีสว่ นร่วมในการกระทําความผิดฐานรว่ มกันฉ้อโกงอันจะเป็นการรว่ มกับ
จําเลยกระทําความผิด ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอํานาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิด
ฐานร่วมกนั ฉ้อโกง และพนักงานอัยการโจทก์มอี ํานาจฟอ้ งคดนี ี้ได้
คำช้ีขำดควำมเห็นแย้งที่ ๔๗๐/๒๕๔๔ ผู้ต้องหาท้ังสามร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองว่าจะซ้ือสินค้า แล้วใช้
อุบายหลอกลวงให้ผเู้ สยี หายท้งั สองร่วมเลน่ การพนันด้วย โดยผูต้ ้องหาท้งั สามไม่ได้เลน่ การพนนั จริง แต่เปน็ เหตกุ ารณ์
ท่ีผู้ต้องหาทั้งสามสร้างข้ึนเพื่อหลอกเอาเงินของผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายท้ังสองจึงเป็นผู้เสียหายในความผิด
ฐานฉ้อโกง (คาํ ช้ขี าดความเหน็ แย้งของอัยการสงู สุด พ.ศ. ๒๕๔๔ – ๒๕๕๐ หน้า ๘๘)
คำช้ีขำดควำมเห็นแย้งที่ ๔๙๖/๒๕๔๘ ร่วมกันวางแผนใช้กลอุบายหลอกลวงผู้เสียหายให้เข้าร่วมเล่นการพนัน โดย
ผู้เสียหายไม่มีเจตนาท่ีจะเล่นการพนันมาก่อน มิใช่เป็นการสมัครใจเล่นการพนันของผู้เสียหายโดยลําพัง จึงเป็น
ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะร้องทุกข์ให้ดําเนินคดีกับผู้ท่ีร่วมกันหลอกลวงได้ (คําช้ีขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุด
พ.ศ. ๒๕๔๔ - ๒๕๕๐ หนา้ ๒๙๑)
80 คำ� พิพากษาศาลฎกี า
2. กลุ่มท่วี นิ จิ ฉยั วา่ ไมเ่ ปน็ ผเู้ สยี หำยโดยนิตนิ ยั จงึ ไม่อาจรอ้ งทกุ ข์ในความผดิ ฐานฉอ้ โกงได้
ได้แก่ คําพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๘๑๓/๒๕๓๑, ๑๙๑๓/๒๕๔๖, ๑๓๔๓/๒๕๔๙ และ ๔๑๕๕/๒๕๖๒
ท่หี มายเหตนุ ี้ 2
มีข้อสังเกตว่าคําวินิจฉัยในกลุ่มที่ ๑ ท่ีวินิจฉัยว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยน้ัน มักวินิจฉัย
ในทํานองว่าจําเลยหรือผู้ต้องหาท่ีมาชักชวนผู้เสียหายให้เข้าเล่นการพนันนั้น แท้จริงแล้วจําเลย
หรือผู้ต้องหามิได้มีเจตนาที่จะเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันแต่อย่างใด การพนันเป็นเพียง
แผนการท่ีจําเลยหรือผู้ต้องหาได้ร่วมกันกับพวกสร้างขึ้นมา เพ่ือหลอกลวงเอาเงินของผู้เสียหาย
โดยผู้เสียหายไม่มีเจตนาที่จะร่วมเล่นการพนันมาต้ังแต่ต้น หรือหากเป็นกรณีที่จําเลยหรือ
ผู้ต้องหาใช้กลอุบายชักชวนผู้เสียหายให้เข้าเล่นการพนันเพื่อโกงบุคคลอ่ืน คําวินิจฉัยก็มักรับฟัง
ไปในทํานองว่าแท้จริงแล้วบุคคลอื่นท่ีจะถูกโกงนั้น ก็คือพวกของจําเลยหรือพวกของผู้ต้องหา
คำช้ีขำดควำมเห็นแย้งที่ ๗๘/๒๕๕๑ พฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้งสามกับพวกมีเจตนาทุจริตแต่แรกที่จะหลอกลวง
ผ้เู สียหาย โดยแบ่งหน้าที่กันทําตามขั้นตอน ตั้งแต่การทําความรู้จักกับผู้เสียหายจนพาผู้เสียหายไปดูพวกตนเล่นการพนัน
กับขอยืมทรัพย์สินของผู้เสียหายและได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายไป การเล่นพนันดังกล่าวเป็นส่วนหน่ึงของกลอุบาย
ท่ีหลอกลวงผู้เสียหาย ดังน้ัน ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายตามนิตินัยและได้ร้องทุกข์ภายในอายุความแล้ว (คําช้ีขาด
ความเหน็ แยง้ ของอยั การสูงสดุ พ.ศ. ๒๕๕๑ - ๒๕๕๓ ฉบับ ๑๒๐ ปี องคก์ รอัยการ หน้า ๑๐๑)
2 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๑๘๑๓/๒๕๓๑ จําเลยฉ้อโกงให้โจทก์ร่วมเข้าหุ้นเล่นการพนันต้มบุคคลที่สาม โจทก์ร่วมเข้าหุ้นและ
เข้าเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ดังนี้เป็นการร่วมกับจําเลยกระทําความผิด โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย
ที่จะมีสทิ ธริ ้องทกุ ข์ได้ พนักงานอัยการจึงไมม่ ีอํานาจฟ้อง
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๑๙๑๓/๒๕๔๖ ผู้เสยี หายสมัครใจที่นําเงินมาเพ่ือร่วมกับจําเลยทัง้ สอง และ ว. เล่นการพนันกําถ่ัว
เพื่อโกง ท. ตามท่ีบุคคลทั้งสามชักชวนผู้เสียหาย เพราะ ว. ได้แสดงการโกงพนันกําถ่ัวให้ผู้เสียหายดู ตลอดจนจําเลยที่ ๒
ก็สอนวิธีการโกงพนันกําถ่ัวให้ผู้เสียหายดูจนผู้เสียหายแน่ใจว่าสามารถเล่นพนันกําถ่ัวโกง ท. ได้ ทั้งผู้เสียหายก็อยู่ในห้อง
เกิดเหตุตลอดเวลาที่เล่นการพนันกัน การที่ผู้เสียหายนําเงินมามอบให้จําเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันกําถ่ัวเพื่อโกง ท.
จึงเช่ือได้ว่าผู้เสียหายสมัครใจเข้าร่วมเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย เป็นการร่วมกับจําเลยท้ังสองกระทําความผิด
ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานนําคดีข้ึนว่ากล่าวในความผิดฐานฉ้อโกง
ซง่ึ เปน็ ความผิดอันยอมความได้ โจทก์ไม่มอี ํานาจฟอ้ ง
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๑๓๔๓/๒๕๔๙ จําเลยทั้งสองกับพวกท่ีหลบหนีและผู้เสียหาย ได้ทําพิธีปลุกเสกเหรียญ
รชั กาลท่ี ๕ เพ่ือให้เลขสลากกินรวบ ต่อมาจําเลยทั้งสองกับพวก ไดข้ ับรถยนต์กระบะมารับผู้เสียหายไปซื้อหวยใต้ดิน
(สลากกินรวบ) โดยตกลงกันวา่ จะไปซ้ือหวยใต้ดนิ ทอี่ ําเภอสวี จังหวัดชมุ พร เมือ่ เดินทางมาถึง ผ้เู สียหายได้มอบเงินให้
จําเลยที่ ๒ เพื่อซื้อหวยใต้ดิน เหตุที่ผู้เสียหายไม่ซ้ือหวยใต้ดินเองเพราะหมอไสยศาสตร์บอกว่าให้รวบรวมเงนิ ฝากให้
จําเลยที่ ๒ ไปซื้อ เม่ือถูกหวยแล้วจะได้นําเงินไปทอดผ้าป่า หลังจากมอบเงินให้จําเลยท่ี ๒ แล้ว จําเลยท่ี ๒ กับพวก
ก็หลบหนีไป พฤติการณ์การของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นการร่วมกับจําเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบ
อนั เป็นการกระทําทผ่ี ิดกฎหมายมีโทษทางอาญา ผู้เสียหายคดีนี้จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยท่ีจะมีสิทธิรอ้ งทุกขข์ อให้
เจ้าพนักงานตํารวจดําเนินคดีแก่จําเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวน
ยอ่ มไม่มีอํานาจสอบสวนคดนี แ้ี ละพนักงานอัยการโจทกไ์ มม่ ีอํานาจฟ้อง
อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 81
ท่ีได้ร่วมกันสร้างเรื่องการเล่นการพนันขึ้นมาหลอกลวงให้ผู้เสียหายเข้าเล่นการพนันเพื่อเอาเงินจาก
ผู้เสียหายนัน่ เอง กรณจี ึงไม่อาจถือว่าผู้เสยี หายรว่ มเล่นการพนันโดยไมไ่ ดร้ ับอนญุ าตและมีสว่ นร่วม
กระทําความผดิ ฉอ้ โกง จงึ เปน็ ผ้เู สียหายโดยนิตนิ ัย
สว่ นคําวินิจฉัยในกลมุ่ ท่ี ๒ ที่วินจิ ฉยั ว่าไมเ่ ป็นผู้เสียหายโดยนติ นิ ัยนัน้ มักวินิจฉัยในทํานองว่า
ผู้เสียหายได้สมัครใจเข้าร่วมกันเล่นการพนันกับจําเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการ
ร่วมกระทําความผิดกับจําเลย หรือหากเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายเข้าร่วมกับจําเลย
เล่นการพนันเพื่อโกงบุคคลอื่น คําวินิจฉัยในกรณีน้ีมักไม่ได้วินิจฉัยไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
บคุ คลอ่ืนที่จะถูกโกงกับจําเลย วา่ เป็นพวกเดียวกนั และมีเจตนาร่วมกันท่จี ะสรา้ งเรือ่ งการเล่นการพนัน
ข้ึนมาเพ่ือหลอกลวงเอาเงินของผู้เสียหายหรือไม่ อย่างไร แต่คําวินิจฉัยมักรับฟังไปในทํานองว่า
ผู้เสียหายได้สมัครใจเข้าเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยมีเจตนาไม่สุจริตเพ่ือโกงบุคคลอ่ืน
และมีสว่ นรว่ มกระทาํ ความผดิ กบั จาํ เลย จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนติ นิ ัย
ก่อนหน้าน้ี เคยปรากฏข้อเท็จจริงจากการดําเนินคดีของพนักงานอัยการในความผิด
ฐานฉ้อโกงคดีหน่ึงได้ความว่า ผู้ต้องหาที่ ๑ ผู้ต้องหาท่ี ๒ และผู้ต้องหำที่ ๓ กับพวกได้ร่วมกัน
หลอกลวงผู้เสียหำยให้นําเงินและทรัพย์สินมาร่วมลงทุนกับผู้ต้องหาท่ี ๑ ผู้ต้องหาที่ ๒ กับพวก
เพ่ือเป็นเงินทุนให้พวกของผู้ต้องหาทั้งสามเล่นการพนันกําถั่วกับผู้ต้องหาท่ี ๓ โดยพวกของ
ผตู้ ้องหาท้ังสามจะโกงกำรเล่นกำรพนันเพ่ือให้ได้ทรัพย์สินจำกผู้ต้องหำท่ี ๓ ผู้เสียหายหลงเชื่อ
จึงได้มอบเงินสดและเคร่ืองประดับให้กับผู้ต้องหาท่ี ๑ ผู้ต้องหาที่ ๒ กับพวกนําไปเล่นการพนันกําถ่ัว
กับผู้ต้องหาที่ ๓ ปรากฏว่าพวกของผู้ต้องหาท้ังสามแพ้พนันและเป็นหนี้ผู้ต้องหาท่ี ๓ เป็นเงิน
หนึ่งล้านบาทเศษ พวกของผู้ต้องหาทั้งสามจึงได้หลอกลวงผู้เสียหาย ให้ช่วยออกเงินไถ่ถอนท่ีดิน
ของน้องสาวที่ติดจาํ นองอยู่สองลา้ นบาทเศษเพ่ือจะนําไปขายฝากซ่ึงจะได้เงินประมาณแปดล้านบาท
เศษเพ่ือนําเงินมาเล่นการพนันกําถั่วกับผู้ต้องหาที่ ๓ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้มอบเงินจํานวน
๗๐๐,๐๐๐ บาท ให้พวกของผู้ต้องหาทั้งสาม อันเป็นการได้ทรัพย์สินไปจากผู้เสียหายซ่ึงเป็น
ผู้ถูกหลอกลวง อันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉอ้ โกง แต่พนักงานอัยการมีคําสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาท้ังสาม
โดยอ้างคําพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๙๑๓/๒๕๔๖ 3 มาประกอบการวินิจฉัยว่าผู้เสียหายที่ร่วมเล่น
การพนันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโกงการเล่นการพนันน้ัน ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ซ่ึงต่อมา
สํานักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือเวียนซักซ้อมความเข้าใจในการอ้างอิงคําพิพากษาศาลฎีกา
ในเรื่องนี้ว่าได้มีคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2552 4 กลับหลักแนวคําวินิจฉัยนัยคําพิพากษา
3 อา้ งแล้ว เชิงอรรถที่ ๒
4 อา้ งแล้ว เชงิ อรรถท่ี 1
82 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา
ศาลฎีกาท่ี 1913/2546 แล้ว โดยวินิจฉัยกรณีลักษณะเดียวกันน้ีว่าผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง
เป็นผู้เสียหายโดยนติ นิ ัย มอี ํานาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานอยั การมอี ํานาจฟอ้ ง 5
ด้วยความเคารพ หากพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหนังสือเวียน
ซักซ้อมความเข้าใจกับข้อสังเกตคําวินิจฉัยเรื่องการเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่แบ่งออกไวเ้ ป็นสองกลุ่ม
ข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่า คาํ พิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๓๕/๒๕๕๒ กับคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๑๓/๒๕๔๖
มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลอ่ืนท่ีจะถูกโกงนั้นต่ำงกัน โดยข้อเท็จจริงในคําพิพากษาศาลฎีกา
ท่ี ๑๓๓๕/๒๕๕๒ ได้ความว่าจำเลยท้ังสำมให้กำรรับสำรภำพ ศาลฎีกาจึงรับฟังข้อเท็จจริงยุติ
ตามคําฟ้องของโจทกว์ า่ จาํ เลยทั้งสามร่วมกนั วางแผนหลอกลวงผู้เสียหาย โดยจาํ เลยท่ี ๒ และท่ี ๓
ใช้กลอุบายชักชวนผู้เสียหายให้นําเงินมาเข้าหุ้นเล่นการพนันเพื่อโกงจำเลยท่ี ๑ (บุคคลอ่ืน)
ซ่ึงแท้จริงแล้วจําเลยท่ี ๑ ก็คือพวกของจําเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ น่ันเอง จําเลยทั้งสามมิได้มีเจตนาที่
จะเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันแต่อย่างใด แต่เป็นการสร้างเรื่องข้ึนมาเพ่ือหลอกลวงเอาเงินจาก
ผู้เสียหาย ผู้เสียหายมิได้มีเจตนาท่ีจะไปเล่นการพนันกับจําเลยทั้งสามมาแต่ต้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการ
ร่วมกับจําเลยท้ังสามเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะเป็นการร่วมกระทําความผิดฉ้อโกง
จึงเปน็ ผเู้ สยี หายโดยนติ ินัย สว่ นขอ้ เทจ็ จรงิ ในคาํ พิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๑๓/๒๕๔๖ ไดค้ วามวา่ จำเลย
ทั้งสองให้กำรปฏิเสธ ซ่ึงศาลฎีการับฟังว่าผู้เสียหายได้นําเงินมาร่วมกับจําเลยทั้งสองและนาย ว.
เล่นพนันกําถั่วเพ่ือโกง นำย ท. (บุคคลอ่ืน) ตามท่ีจําเลยท้ังสองและนาย ว. ชักชวน โดยมิได้
วินิจฉัยไปถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่าง นาย ท. กับจําเลยทั้งสองและนาย ว. ว่าเป็น
พวกเดียวกันที่มิได้มีเจตนาจะเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกัน หรือเป็นพวกเดียวกันที่ร่วมกัน
สร้างเร่ืองการเล่นการพนันข้ึนมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินผู้เสียหายดังเช่นในคําพิพากษาศาลฎีกา
ท่ี ๑๓๓๕/๒๕๕๒ หรือไม่ อย่างไร แต่ข้อเท็จจริงคดีน้ีกลับเช่ือได้ไปในทางว่าผู้เสียหายสมัครใจ
เข้าร่วมกับจําเลยทั้งสองเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการร่วมกับจําเลยทั้งสองกระทําความผิด
จงึ ไมใ่ ช่ผ้เู สียหายโดยนติ นิ ยั
เม่อื กลบั มาพิจารณาข้อเท็จจริงท่ีรับฟังได้ตามหนังสือเวยี นซักซอ้ มความเข้าใจแล้ว จะเห็น
ได้ว่าผู้ต้องหำท่ี ๓ ซึ่งเป็นบุคคลอื่นท่ีจะถูกเล่นกำรพนันโกงน้ัน แท้จริงแล้วเป็นพวกเดียวกัน
กับผู้ต้องหาท่ี ๑ ผู้ต้องหาที่ ๒ และพวก โดยผู้ต้องหาทั้งสามกับพวกมิได้มีเจตนาท่ีจะเล่นการพนันกําถ่ัว
เอาทรัพย์สินกันแต่อย่างใด การพนันกําถั่วเป็นเพียงแผนการท่ีผู้ต้องหาท้ังสามกับพวกได้ร่วมกัน
สร้างขึ้นมาเพ่ือหลอกลวงเอาเงินของผู้เสียหาย โดยท่ีผู้เสียหายไม่มีเจตนาจะร่วมเล่นการพนัน
5 หนังสือสํานักงานอัยการสูงสุดที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว ๓๐๔ ลงวันท่ี ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘ เรื่องซักซ้อมความเข้าใจการ
อา้ งอิงคาํ พพิ ากษาศาลฎีกา (อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๑ พ.ศ. ๒๕๕๙ หนา้ ๑๘๙)
อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 83
มาต้ังแตต่ ้น อันเขา้ เหตตุ ามข้อสงั เกตในค�ำวินิจฉยั กลมุ่ ท่ี ๑ ทีว่ า่ ผู้เสียหายไม่ไดร้ ว่ มกระทำ� ความผิด
จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีสิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดฐานฉ้อโกงได้
การทพ่ี นักงานอัยการในเร่ืองน้นั มีค�ำส่ังไม่ฟอ้ งโดยอ้างคำ� พพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๑๙๑๓/๒๕๔๖ กอ็ าจ
ไม่ถูกต้องดังเช่นที่ส�ำนักงานอัยการสูงสุดได้ซักซ้อมความเข้าใจไว้ในหนังสือเวียนฉบับดังกล่าว
แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม หากคดรี บั ฟงั ไดไ้ ปในทางวา่ การเขา้ รว่ มเลน่ การพนนั กำ� ถว่ั นนั้ เกดิ ขนึ้ โดยความสมคั รใจ
ของผู้เสียหายเองมาต้ังแต่ต้น กรณีเช่นนี้ย่อมเข้าเหตุตามข้อสังเกตในค�ำวินิจฉัยกลุ่มท่ี ๒
ท่ีว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมกระท�ำความผิดเพราะได้สมัครใจเข้าร่วมเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต
และมเี จตนาไมส่ จุ รติ เพอื่ โกงบคุ คลอนื่ (ผตู้ อ้ งหาท่ี ๓) จงึ ไมเ่ ปน็ ผเู้ สยี หายโดยนติ นิ ยั และไมม่ อี ำ� นาจฟอ้ ง
ตามนัยคำ� พิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๙๑๓/๒๕๔๖ และค�ำพพิ ากษาศาลฎีกาฉบบั ทีห่ มายเหตนุ ี้
อาคม เจตะผลนิ
84 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า
คำพิพำกษำศำลฎกี ำท่ี 4212/2562
ป.อ. กฎหมายในสว่ นทเี่ ปน็ คณุ (มาตรา 3)
พ.ร.บ. ห้ามเรยี กดอกเบี้ยเกนิ อัตรา พ.ศ. 2475 (มาตรา 3 (ก))
พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบ้ยี เกนิ อตั รา พ.ศ. 2560 (มาตรา 4 (1))
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (มาตรา 17, 25 (5))
พ.ร.บ. จดั ต้งั ศาลแขวงและวธิ ีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 (มาตรา 7, 9)
พ.ร.บ. ใหน้ าวธิ ีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใชบ้ ังคบั ในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 (มาตรา 4)
ข ณ ะ จ ำ เล ย ก ระ ท ำ ค ว ำ ม ผิ ด ฐำน ให้ บุ คค ลอื่ น กู้ ยื มเงิน โดยเรี ยกดอกเบี้ ยเกิ น อั ตรำ
ที่กฎหมำยกำหนดไว้ ตำมพระรำชบัญญัติห้ำมเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรำ พ.ศ. 2475 มำตรำ 3 (ก)
มีระวำงโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินพันบำท อยู่ในอำนำจของศำลแขวงท่ีจะพิจำรณำ
พิพำกษำ แม้ต่อมำขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศำลชั้นต้นซ่ึงเป็นศำลจังหวัดเป็นคดีน้ี
มีพระรำชบัญญัติห้ำมเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรำ พ.ศ. 2560 ซ่ึงมีระวำงโทษปรับสูงเกินอำนำจ
ของศำลแขวงที่จะพิจำรณำพิพำกษำได้ประกำศใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระรำชบัญญัติ
ห้ำมเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรำ พ.ศ. 2475 ก็ตำม แต่พระรำชบัญญัติห้ำมเรียกดอกเบ้ียเกินอัตรำ
พ.ศ. 2560 มำตรำ 4 (1) ซึ่งเป็นกฎหมำยที่ใช้ภำยหลังกำรกระทำควำมผิด มีระวำงโทษจำคุก
ไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบำทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซ่ึงสูงกว่ำระวำงโทษตำม
พระรำชบัญญัติห้ำมเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรำ พ.ศ. 2475 มำตรำ 3 (ก) อันเป็นกฎหมำยที่ใช้
อ ยู่ ใน ข ณ ะจ ำ เล ย ก ร ะ ท ำ ค ว ำ ม ผิ ด จึ งต้ องใช้ พระรำชบั ญ ญั ติ ห้ ำมเรี ยกดอกเบี้ ยเกิ นอั ตรำ
พ.ศ. 2475 มำตรำ 3 (ก) ซึ่งเป็นกฎหมำยส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตำมประมวล
กฎหมำยอำญำ มำตรำ 3 จึงเป็นคดีอยู่ในอำนำจของศำลแขวงที่จะพิจำรณำพิพำกษำ ดังนั้น
พนักงำนอัยกำรจะต้องฟ้องจำเลยต่อศำลภำยในกำหนดระยะเวลำผัดฟ้องตำมบทบัญญัติ
แห่งพระรำชบัญญัติจัดตั้งศำลแขวงและวิธีพิจำณำควำมอำญำในศำลแขวง พ.ศ. 2499
มำตรำ 7 และพระรำชบัญญตั ิใหน้ ำวิธีพิจำรณำควำมอำญำในศำลแขวงมำใชบ้ งั คบั ในศำลจังหวัด
พ.ศ. 2520 มำตรำ 4 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเปน็ คดีน้ีเมื่อวันที่ 1 สิงหำคม 2560 ซ่ึงเกินกำหนด
ระยะเวลำผัดฟ้องตำมบทบัญญัติดังกล่ำว กำรฟ้องคดีโจทก์จะต้องได้รับอนุญำตให้ฟ้องคดีจำก
อัยกำรสูงสุดหรือพนักงำนอัยกำรซึ่งอัยกำรสูงสุดมอบหมำยตำมพระรำชบัญญัติจัดตั้งศำลแขวง
และวิธีพิจำรณำควำมอำญำในศำลแขวง พ.ศ. 2499 มำตรำ 9 เม่ือไม่ปรำกฏว่ำอัยกำรสูงสุด
หรือพนักงำนอัยกำรซึ่งอัยกำรสูงสุดมอบหมำยได้อนุญำตให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มี
อำนำจฟอ้ ง
______________________________
อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 85
พนักงำนอัยกำรจังหวัดสพุ รรณบรุ ี โจทก์
ระหวำ่ ง
นำย อ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เม่ือระหวา่ งวันท่ี 1 สิงหาคม 2558 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2558
เวลากลางวันตอ่ เน่ืองกนั จาเลยซ่ึงมิใช่นิติบุคคลและไม่ใช่สถาบนั การเงนิ ไดจ้ ัดหามาซึง่ เงินทุนแล้วให้
ชาวบ้านกู้ยืมเงินจานวนหลายรายจากเงินทุนดังกล่าวโดยไม่มีหลักประกัน อันเป็นการ
ประกอบกิจการท่ีมลี ักษณะคล้ายคลงึ กับธนาคารและเป็นการจดั หามาซึ่งเงินทุนแล้วใหผ้ ู้อนื่ กู้เงินน้ัน
โดยไม่รับอนุญาตและจาเลยให้บุคคลช่ือ บ. ป. ว. ไม่ทราบชื่อและชอ่ื สกลุ จริง กับบคุ คลผู้มีชื่ออีกหลาย
รายกู้ยืมเงินโดยจาเลยคิดดอกเบ้ียในอัตราร้อยละ 20 ต่อ 24 วัน ซ่ึงเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยท่ี
กฎหมายกาหนดไว้คือร้อยละ 15 ต่อปี เจ้าพนักงานจับจาเลยได้พร้อมยึดเงินสดจานวน 500 บาท
ที่จาเลยได้มาจากการกระทาความผิดและแผ่นกระดาษระบุจานวนเงินท่ีเรียกเก็บได้จากผู้กู้ยืมเงิน
จากจาเลยในการกระทาความผิดดงั กล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับท่ี 58 ลงวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2515 ข้อ 5, 7, 8, 14, 16 พระราชบัญญัติห้ามเรยี กดอกเบี้ย
เกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบเงินสดและ
แผ่นกระดาษของกลาง
จาเลยให้การรับสารภาพ
ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับท่ี 58
ข้อ 5, 16 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 การกระทาของจาเลย
เปน็ ความผดิ หลายกรรมต่างกัน ใหล้ งโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 91 ฐานจัดหามาซ่ึงเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้เงินโดยไม่ได้รับอนุญาต จาคุก 4 เดือน ฐานให้ผู้อื่น
กยู้ ืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราท่ีกฎหมายกาหนด จาคุก 4 เดือน รวมจาคุก 8 เดือน จาเลยให้การ
รับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละก่ึงหนึ่งตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจาคกุ 4 เดอื น รบิ ของกลาง
จาเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พพิ ากษากลับ ใหย้ กฟอ้ ง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสานวนประชุมปรึกษาแล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า
โจทกม์ ีอานาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จาเลยกระทาความผิดฐานจัดหามาซ่ึงเงินทุนแล้วให้
ผู้อื่นกู้เงินนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราท่ี
กฎหมายกาหนดไว้ โดยขณะจาเลยกระทาความผิดเมื่อปี 2558 ความผิดฐานจดั หามาซึ่งเงินทุน
86 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา
แล้วให้ผู้อ่ืนกู้เงินนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ลงวันท่ี
26 มกราคม พ.ศ. 2515 ข้อ 5 (7), 16 มีระวางโทษจาคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือท้ังจาท้ังปรับ และฐานให้บุคคลอ่ืนกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราท่ีกฎหมายกาหนดไว้
เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) ซึ่งมี
ระวางโทษจาคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือท้ังจาท้ังปรับ ต่อมาเจ้าพนักงานตารวจ
จับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาแก่จาเลย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ข้อกล่าวหาที่เจ้าพนักงานตารวจ
แจ้งต่อจาเลยยังคงเป็นข้อกล่าวหาว่าจาเลยกระทาความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งสอง
ฉบับดังกล่าว ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) บัญญัติให้
ศาลแขวงมีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซ่ึงกฎหมายกาหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จาคุก
ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหม่ืนบาทหรือทั้งจาท้ังปรับ ความผิดอาญาทั้งสองข้อหาของจาเลย
จึงอย่ใู นอานาจของศาลแขวงท่ีจะพิจารณาพิพากษา ต่อมาขณะโจทก์ยืน่ ฟ้องจาเลยตอ่ ศาลช้ันต้น
ซ่ึงเป็นศาลจังหวัดเป็นคดีน้ี แม้มีพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบ้ียเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ซึ่งมี
ระวางโทษปรับสูงเกินอานาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ประกาศใช้บังคับ และให้
ยกเลิกพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติ
หา้ มเรียกดอกเบยี้ เกนิ อตั รา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ซงึ่ เปน็ กฎหมายท่ีใชภ้ ายหลังการกระทาความผิด
มีระวางโทษจาคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจาทั้งปรับ ซ่ึงสูงกว่าระวางโทษ
ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบ้ียเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) อันเป็นกฎหมายท่ีใช้อยู่
ในขณะจาเลยกระทาความผดิ จึงต้องใช้พระราชบัญญัติหา้ มเรยี กดอกเบ้ียเกนิ อัตรา พ.ศ. 2475
มาตรา 3 (ก) ซึ่งเป็นกฎหมายส่วนท่ีเป็นคุณบังคับแก่จาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3
และลงโทษปรับแก่จาเลยท่ีให้การรับสารภาพได้เพียงไม่เกินพันบาท หาทาให้ความผิดของจาเลย
กลายเป็นความผิดที่มีระวางโทษปรับสูงกว่าหกหม่ืนบาท ซึ่งเกินกว่าอานาจของศาลแขวงท่ีจะ
พิจารณาพิพากษาไม่ ความผิดทั้งสองข้อหาของจาเลยตามท่ีโจทก์ฟ้องจึงเป็นคดีอยู่ในอานาจ
ของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ดังนั้นพนักงานอัยการจะต้องฟ้องจาเลยต่อศาลภายในกาหนด
ระยะเวลาผัดฟ้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจาณาความอาญา
ในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 และพระราชบัญญัติใหน้ าวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง
มาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 4 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าพนักงานตารวจจับกุม
และแจ้งข้อกล่าวหาแกจ่ าเลย เมอ่ื วนั ท่ี 3 สิงหาคม 2558 แล้วปลอ่ ยช่วั คราวจาเลยไป จาเลยหลบหนี
ต่อมาเจ้าพนักงานตารวจจับกุมจาเลยตามหมายจับได้เม่ือวันท่ี 12 มิถุนายน 2560 แล้ว
ดาเนินการฝากขังจาเลยอย่างคดีอาญาท่ีไม่อยู่ในอานาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง และ
ฟ้องจาเลยเป็นคดีนี้เม่ือวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ซึ่งเกินกาหนดระยะเวลาผัดฟ้องตามบทบัญญัติ
ดังกล่าวแล้ว ในการฟ้องคดีโจทก์จะต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุดหรือพนักงาน
อัยการซ่ึงอัยการสงู สุดมอบหมายตามพระราชบญั ญัติจัดตั้งศาลแขวงและวธิ ีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 9 เมื่อไม่ปรากฏว่าอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการซึ่ง
อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 87
อัยการสูงสุดมอบหมายได้อนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีน้ี โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้อง ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค 7
พิพากษากลับศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจาเลยเป็นให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกา
เห็นพอ้ งดว้ ย ฎีกาของโจทกฟ์ ังไม่ขึน้
พพิ ากษายืน.
สานกั งานอัยการพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สานักงานวชิ าการ
หมำยเหตุ
ข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาศาลฎีกาท่ีหมายเหตุนี้ เป็นกรณีท่ีขณะกระทาความผิดคดีมี
อัตราโทษอยู่ในอานาจของศาลแขวง แต่ต่อมามีการยกเลิกแก้ไขกฎหมายและในขณะที่ฟ้องคดี
อัตราโทษของความผิดเกินอานาจศาลแขวง กรณีจึงต้องใชก้ ฎหมายในส่วนท่ีเป็นคุณแก่ผู้กระทาความผิด
ตามมาตรา ๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา คดีจึงอยู่ในอานาจของศาลแขวง แต่คดีตามคาพิพากษา
ศาลฎีกาที่หมายเหตนุ ี้เป็นการฟ้องคดตี ่อศาลจังหวัด และเป็นการฟ้องคดีเมือ่ วันท่ี ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐
และตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้ยกเลิกวรรคส่ีของมาตรา ๑๖ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
และได้เพ่ิมมาตรา ๑๙/๑ แห่งพระธรรมนูญศาลยตุ ิธรรม อันมผี ลทาให้บรรดาคดีซงึ่ เกดิ ข้ึนในเขต
ศาลแขวงและอยู่ในอานาจของศาลแขวงนั้น ถ้าย่ืนฟ้องต่อศาลจังหวัด ให้เป็นดุลพินิจของ
ศาลจังหวดั ที่จะยอมรับพิจารณาคดีหรือโอนคดีนน้ั ไปยังศาลแขวงก็ได้ แต่ถ้าศาลจังหวัดได้มีคาสั่ง
รับฟ้องคดีนั้นไว้แล้ว ศาลจังหวัดจะต้องพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป 1 คาพิพากษาศาลฎีกา
ท่ีหมายเหตุนจี้ ึงไมม่ คี าวนิ จิ ฉยั ในประเดน็ เรื่องโจทก์ฟ้องผิดศาล
1 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙/๑ บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอานาจของศาลแขวงนั้น
ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตล่ิงชัน ศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา
ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญาพระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัด
ให้อย่ใู นดุลพินจิ ของศาลดงั กลา่ วท่ีจะยอมรับพิจารณาคดีใดคดีหน่ึงท่ีย่ืนฟ้องเช่นน้ันหรือมีคาสั่งโอนคดีไปยงั ศาลแขวง
ท่ีมเี ขตอานาจก็ได้ และไม่วา่ กรณจี ะเปน็ ประการใด หากศาลแพง่ ศาลแพง่ กรุงเทพใต้ ศาลแพง่ ตลิง่ ชนั ศาลแพ่งธนบุรี
ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญา
พระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัด ได้มีคาส่ังรับฟ้องคดีเช่นว่านั้นไว้แล้ว ให้ศาลดังกล่าวพิจารณาพิพากษา
คดนี ั้นตอ่ ไป
ในกรณีท่ีขณะยื่นฟ้องคดีนั้นเปน็ คดีท่อี ยู่ในอานาจศาลแพง่ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งตล่ิงชัน ศาลแพ่งธนบุรี
ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญา
พระโขนง ศาลอาญามีนบุรี หรือศาลจังหวัดอยู่แล้ว แม้ต่อมาจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทาให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ใน
อานาจของศาลแขวง ก็ให้ศาลดงั กลา่ วพจิ ารณาพิพากษาคดนี ้ันต่อไป
88 คำ� พพิ ากษาศาลฎกี า