The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศ เล่มที่ 85 ปี 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-13 05:22:39

อัยการนิเทศ เล่มที่ 85 ปี 2563

อัยการนิเทศ เล่มที่ 85 ปี 2563

ตามพระราชบัญญัติให้นาวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด
พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้กาหนดกรณีที่จะต้องนาวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับใน
ศาลจังหวัดไว้ ๒ กรณี คือ ๑. กรณีการฟ้องคดีที่มีอัตราโทษอยู่ในอานาจของศาลแขวงในท้องท่ี
ซ่ึงยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทาการ และ ๒. กรณีที่ศาลจังหวัด ศาลอาญาหรือศาลอาญาธนบุรี
ยอมรับคดีซ่ึงอยู่ในอานาจของศาลแขวงไว้พิจารณาพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม 2 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ีหมายเหตุนี้จึงเป็นการวางบรรทัดฐานเพิ่มเตมิ ไว้ว่าแม้ใน
ขณะท่ีฟ้องคดีอัตราโทษของความผิดนั้นเกินอานาจศาลแขวงและได้ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด หรือ
ศาลอาญาอื่น แต่ถ้าขณะกระทาความผิดคดีมีอัตราโทษอยู่ในอานาจของศาลแขวง แล้วได้มี
การแกไ้ ขกฎหมายในภายหลัง คดีดังกล่าวก็ตอ้ งนาวธิ ีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บงั คับดว้ ย
ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติให้นาวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับใน
ศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ อันมีผลทาให้คดีดังกล่าวต้องทาการยื่นขอผัดฟ้องต่อศาล และโจทก์
จะต้องย่ืนฟ้องภายในระยะเวลาขอผัดฟ้อง มิเช่นน้ันต้องขออนุญาตฟ้องจากอัยการสูงสุดหรือ
อธิบดีอัยการหรืออธิบดีอัยการภาคท่ีอัยการสูงสุดมอบหมายก่อนฟ้องคดี ตามมาตรา ๗ และ
มาตรา ๙ แหง่ พระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแขวงและวิธพี ิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙

มีข้อน่าสังเกตว่าข้อเท็จจริงในคดีท่ีหมายเหตุน้ี เจ้าพนักงานตารวจจับจาเลยได้และ
แจ้งข้อกล่าวหาแก่จาเลยเม่ือวันท่ี ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ซ่ึงยังเป็นในขณะท่ีคดีมีอัตราโทษอยู่
ในอานาจของศาลแขวง และข้อกล่าวหาท่ีพนักงานสอบสวนแจ้งแก่จาเลยก็เป็นความผิดท่ีอยู่ใน
อานาจศาลแขวง แล้วได้ปล่อยจาเลยชั่วคราว และจาเลยได้หลบหนี คดีน้ีจึงอยู่ภายใต้บังคับของ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ ตั้งแต่
เม่ือได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จาเลยแล้ว ซึ่งตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวง
และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ ที่ได้มีการแก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลแขวงและวธิ ีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๖ นั้น พนักงานสอบสวน
จะต้องยน่ื ขอผดั ฟ้องต่อศาลแขวง และแม้จาเลยหลบหนกี ็สามารถส่งสานวนไปยงั พนกั งานอยั การ

2 พระราชบญั ญตั ิใหน้ าวิธพี จิ ารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคบั ในศาลจงั หวัด พ.ศ. 2520
มาตรา ๓ ในท้องท่ีซ่ึงยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทาการ ให้นาวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดสาหรับคดีอาญาที่มีอัตราโทษ
อยา่ งสงู ตามท่กี ฎหมายกาหนดไวใ้ ห้จาคกุ ไม่เกนิ สามปี หรอื ปรบั ไม่เกินหกหมน่ื บาท หรือทงั้ จาท้งั ปรบั

มาตรา ๔ ในกรณีท่ีศาลจังหวัด ศาลอาญาหรือศาลอาญาธนบุรียอมรับคดีซึ่งอยู่ในอานาจของศาลแขวง
ไว้พิจารณาพิพากษาตามบทบัญญัติมาตรา ๑๔ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ให้นาวิธีพิจารณาความอาญาตาม
บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับสาหรับ
คดีดังกล่าว

อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 89

สานักงานคดีศาลแขวงได้ และเม่ือพนักงานอัยการสานักงานคดีศาลแขวงรับสานวนไว้และ
มีความเห็นควรส่ังฟ้อง พนักงานอัยการอาจขออนุญาตฟ้องคดีต่ออัยการสูงสุดตามมาตรา ๙
ไวก้ ่อนได้ แตค่ ดีน้กี ลับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงวา่ ได้มกี ารดาเนินการดงั กลา่ วแต่อย่างใด

เอกกมล บำรงุ พงศ์

90 ค�ำพิพากษาศาลฎกี า

คำพพิ ำกษำศำลฎกี ำท่ี 5345/2562

ป.ว.ิ อ. จำเลยให้กำรรับสำรภำพ (มำตรำ 176)
พยำนหลักฐำนท่ีโจทก์นำสืบประกอบคำรับสำรภำพของจำเลยตำมประมวลกฎหมำย

วธิ ีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๑๗๖ วรรคหนึ่ง ไม่จำต้องได้ควำมชัดแจ้งโดยปรำศจำกข้อสงสัย
ดังเช่นในคดีท่ีจำเลยให้กำรปฏิเสธ เพียงแต่ประกอบคำรับสำรภำพของจำเลยให้เป็นท่ีพอใจ
ศำลว่ำจำเลยไดก้ ระทำควำมผิดจรงิ ก็เป็นกำรเพียงพอท่ีศำลจะลงโทษโดยอำศัยพยำนหลักฐำน
น้ันแล้วเพรำะเป็นกรณีท่ีโจทก์เพียงแต่นำสืบพยำนหลักฐำนให้เห็นเป็นเค้ำมูลเพ่ือประกอบ
คำรับสำรภำพของจำเลยเท่ำนน้ั

______________________________

พนกั งำนอัยกำรจงั หวัดระยอง โจทก์

ระหวำ่ ง

นำย ส. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕ เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่
๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ เวลากลางคืนก่อนเท่ียง จําเลยมีอาวุธปืนขนาด .๒๒ ไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียน
ประจําอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ๑ กระบอก และมีเคร่ืองกระสุนปืนขนาด .๒๒
จาํ นวนเท่าใดไม่ปรากฏชัด ไวใ้ นครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนญุ าตจากนายทะเบียนท้องที่ จําเลย
พาอาวุธปืนและเครือ่ งกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในบริเวณ หมู่ที่ 2 ตาํ บลตาสิทธ์ิ อําเภอปลวกแดง
จังหวัดระยอง อันเป็นในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยจําเลยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจําเลย
ชิงทรัพย์โดยลักทรัพย์เอารถตู้ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน นข ๓๙๘๔ ระยอง ราคา
๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ของธนาคาร ก. จํากัด (มหาชน) ผู้เสียหายท่ี ๑ ขณะอยู่ในความครอบครอง
ดแู ลและใช้สอยของห้างห้นุ ส่วนจํากัด ว. โดยนาย ว. ผเู้ สยี หายท่ี ๒ ซง่ึ เป็นผ้เู ชา่ ซ้ือไป โดยในการ
ชิงทรัพย์ดังกล่าว จําเลยใช้อาวุธปืนขนาด .๒๒ จํานวน ๑ กระบอก ยิ่งนาย ช. พนักงานขบั รถตู้
ของผู้เสียหายท่ี ๒ จํานวน ๑ นัด ถูกที่ศีรษะเหนือใบหูด้านขวา เป็นเหตุให้นาย ช. ถึงแก่ความตาย
ทั้งนี้ เพ่ือให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซ่ึงทรัพย์น้ัน ยึดถือ
เอาทรัพย์น้ันไว้ หรือให้พ้นจากการจับกุม ต่อมาวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ พนักงานสอบสวน
ยดึ กระสุนปืนขนาด .๒๒ จํานวน ๑ นัด ได้จากศพนาย ช. เป็นของกลาง วันที่ ๒ มนี าคม ๒๕๕๕
เจา้ พนักงานตํารวจยดึ ป้ายทะเบียนรถตู้หมายเลขทะเบยี น นข ๓9๘๔ ระยอง ของผ้เู สียหายที่ ๑
ท่ีถูกจําเลยชิงไปเป็นของกลาง วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๕ เจ้าพนักงานตํารวจยึดรถตู้ ๑ คัน ชุดเบาะนั่ง
โดยสาร ๑๕ ตัว โช้กอัพ ๔ ตัว และล้อรถ ๔ ล้อ ซึ่งเป็นรถและส่วนประกอบของรถยนต์ของ

อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 91

ผู้เสียหายท่ี ๑ ท่ีถูกจําเลยชิงไปเป็นของกลาง และเม่ือวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๕ เจ้าพนักงานตํารวจ
ยึดกระจกหน้ารถตู้ ๑ แผ่น ซ่ึงเป็นกระจกหน้ารถตู้ของผู้เสียหายที่ ๑ ที่ถูกจําเลยชิงไปเป็นของกลาง
ต่อมาวันท่ี ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ เจ้าพนักงานตํารวจจับจําเลยได้ รถตู้ ชุดเบาะนั่งโดยสาร โช้กอัพ
ล้อรถ แผน่ ป้ายทะเบียน และกระจกหนา้ ของกลาง ผ้เู สียหายท่ี ๒ รับคืนไปแลว้ ขอให้ลงโทษตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๙๑, ๓๓๙ พระราชบัญญัตอิ าวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วตั ถรุ ะเบิด
ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔, 7, ๘ ทวิ, ๗๒, 7๒ ทวิ และ
รบิ กระสุนปนื ของกลาง

จาํ เลยให้การรบั สารภาพ
ศาลชั้นตน้ พิจารณาแล้วพพิ ากษาวา่ จําเลยมีความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙
วรรคท้าย พระราชบญั ญัตอิ าวุธปนื เครื่องกระสนุ ปืน วตั ถรุ ะเบิด ดอกไม้เพลิง และส่ิงเทียมอาวุธปืน
พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ วรรคหน่ึง, ๗๒ วรรคสาม, ๗๒ ทวิ วรรคสอง การกระทําของจําเลย
เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 9๑ ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืน
ไวใ้ นครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จาํ คกุ ๑ ปี ฐานพาอาวุธปนื และเคร่ืองกระสนุ ปืนติดตวั ไป
ในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จําคุก ๖ เดือน จําเลยให้การรับสารภาพ
เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละก่ึงหน่ึงตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (๒) ฐานชงิ ทรพั ย์เป็นเหตุใหผ้ ้อู ่ืนถึงแก่ความตาย
คงจําคุกตลอดชีวติ ฐานมีอาวุธปืนไวใ้ นครอบครองโดยไม่ไดร้ ับใบอนุญาต จําคกุ ๖ เดอื น ฐานพา
อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปนื ตดิ ตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
จําคุก ๓ เดือน เม่ือลงโทษจําคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนําโทษจําคุกในความผิดฐานอื่นมารวม
ได้อีก (ท่ีถูก เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว) คงให้ลงโทษจําคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบกระสุนปืน
ของกลาง ขอ้ หาอนื่ ใหย้ ก
จําเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก จําคุก ๕ ปี จําเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุ
บรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจําคุก ๓ ปี ๔ เดือน
ริบกระสนุ ปืนของกลาง สว่ นขอ้ หาอื่นให้ยก
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า
พยานหลักฐานท่ีโจทก์นําสืบประกอบคํารับสารภาพของจําเลยมีน้ําหน้กเพียงพอให้รับฟังว่า
จาํ เลยกระทําความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตใุ ห้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตายตามฟอ้ งหรือไม่ เห็นว่า ประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้มีความหมายว่าสําหรับ
ความผิดท่ีกฎหมายกําหนดอัตราโทษอย่างตํ่าไว้ให้จําคุกต้ังแต่ ๕ ปีข้ึนไปหรือโทษท่ีสถานหนัก

92 คำ� พพิ ากษาศาลฎกี า

กว่าน้ัน แม้จําเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาลว่าได้กระทําความผิดตามฟ้อง ศาลก็ยังต้อง
ฟังพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นที่พอใจก่อนว่า จําเลยได้กระทําความผิดจริงตามฟ้องท่ีให้การ
รับสารภาพ จึงจะพิพากษาลงโทษจําเลยได้ ทั้งน้ีเพ่ือเป็นหลักประกันเสรีภาพของจําเลย
ในคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูงมิให้ต้องรับโทษหนักหรือเกินกว่าความผิดที่ตนกระทํา อย่างไรก็ดี
พยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบประกอบคํารับสารภาพของจําเลยไม่จําต้องได้ความชัดแจ้งโดย
ปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จําเลยให้การปฏิเสธ เพียงแต่ประกอบคํารับสารภาพของจําเลย
ให้เป็นท่ีพอใจศาลว่าจําเลยได้กระทําความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอที่ศาลจะลงโทษโดยอาศัย
พยานหลักฐานนัน้ แล้วเพราะเป็นกรณีท่ีโจทก์เพียงแต่นําสืบพยานหลักฐานให้เห็นเปน็ เคา้ มูลเพ่ือ
ประกอบคํารับสารภาพของจําเลยเท่าน้ัน คดีน้ีแม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่า
จําเลยเป็นคนร้ายกระทําความผิดตามฟ้อง แต่โจทก์ก็นําสืบพยานแวดล้อมเป็นขั้นเป็นตอน กล่าวคือ
ได้ความจากจ่าสิบตํารวจโท ก. พยานโจทก์ประกอบคําให้การชั้นสอบสวนของจ่าสิบตํารวจโท ก. ว่า
ก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 ถึง 4 เดือน จําเลยโทรศัพท์ติดต่อพยานว่า เดือดร้อนเงิน จะนํารถตู้
โตโยต้ารุ่นใหม่มาจํานํา พยานแจ้งว่ารับจํานําในราคา 100,000 ถึง 150,000 บาท ต่อมา
วันที่ 19 มกราคม 2555 เวลาประมาณ 17 ถึง 18 นาฬิกา จําเลยโทรศัพท์แจ้งพยานว่า
จะเดินทางนํารถตู้มาจํานําพยาน โดยจะเดินทางมาถึงจังหวัดสุรินทร์ไม่เกิน 1 นาฬิกา ของวันที่
20 เดือนเดียวกัน นัดพบกันท่ีสถานีบริการนํ้ามัน ปตท. สาขาอําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
และโจทก์มคี ําใหก้ ารของนาย ว. ผ้จู ัดการของผู้เสียหายท่ี 2 ว่า จาํ เลยเคยมาทํางานเป็นพนกั งาน
ขับรถตู้ของผู้เสียหายที่ 2 จํานวน 2 คร้ัง โดยครั้งแรกระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ถึง
25 เมษายน 2554 และระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม ถึง 9 มิถุนายน 2554 จึงน่าเชื่อว่า
จําเลยกับผู้ตายรู้จักกันดีในฐานะพนักงานขับรถด้วยกัน ได้ความจากนาง ค. และนางสาว ส.
พยานโจทก์ประกอบคําให้การชั้นสอบสวนของนาย ณ. นาย ช. นาย ล. ชาวกัมพูชาและนาย ต. ว่า
เมื่อวันท่ี 19 มกราคม 2555 เวลา 19.30 นาฬิกา นาง ค. นางสาว ส. และนาย ล. น่ังรถตู้
สวัสดิการของบริษทั อ. (ประเทศไทย) จํากัด ทผ่ี ู้ตายเป็นผูข้ ับมผี ู้โดยสารเปน็ พนกั งานของบริษัท
ประมาณ 10 คน และมชี ายคนหน่ึงสูงประมาณ 170 เซนติเมตร ไม่ได้สวมเคร่ืองแบบพนักงาน
แต่ใส่หมวกและสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าน่ังโดยสารอยู่ที่เบาะหลังมาด้วย ผู้ตายขับรถตู้
ทยอยส่งพนักงานตามเสน้ ทาง โดยผู้ตายขับรถแซงรถตู้พ่ีนาย ณ. ขับ นาง ค. และนางสาว ส. ลงจาก
รถตู้บริเวณตรงข้ามกับหอพักตาเอิบ ส่วนนาย ล. ลงท่ีจุดสุดท้ายปากทางโครงการแพนธานี
แต่ชายดังกล่าวยังไม่ลงจากรถตู้ ต่อมาเวลาประมาณ ๒1 นาฬิกา ขณะท่ีนาย ช. ขับรถกลับจาก
ส่งพนักงานท่ีหนองเสือช้างจะไปที่บริษัทดังกล่าว ผ่านบ้านท่าจามแต่ยังไม่เข้าเขตอําเภอปลวกแดง
สวนทางกับรถตู้ของผู้เสียหายที่ ๒ มีหมายเลขทะเบียน นข ขนึ้ ต้นั ดด้ว้วยยเลข ๓ และะเมื่อนาย ณ.
ขับรถตู้กลับมาถึงบริษัทมีพนักงานขับรถตู้สายหนองเสือข้างกลับมาเล่าให้ฟังว่า เม่ือเวลา
ประมาณ ๒๐.๔๐ นาฬิกา เห็นรถตู้คันทีผ่ ู้ตายขับแลน่ สวนทางข้ึนไปทางอาํ เภอหนองใหญ่ โดยจํา
ได้ว่าเป็นรถตู้ที่ผู้ตายขับเพราะมีลักษณะพิเศษติดไฟแสงสีที่แผงกระจังหน้าสีเขียว สีขาว และ

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 93

ไฟตัดหมอกสีเขียว และเป็นการขับแล่นผิดเส้นทาง ครั้นถึงเวลาออกรถไปส่งพนักงานอีกคร้ังเวลา
๒๑.๓๐ นาฬิกา ผู้ตายก็ยังไม่ขับรถตู้กลับมาที่บริษัท โทรศัพท์ติดต่อไปก็ไม่มีผู้รับสาย ข้อเท็จจริง
ดังกล่าวน่าเช่ือว่า คนร้ายฆ่าผู้ตายแล้ว ชิงรถตู้ไประหว่างเวลา ๒๐ นาฬิกาเศษ ถึง ๒๑ นาฬิกา
และได้ความจากจ่าสิบต�ำรวจโท ก. นาย ป. พยานโจทก์ประกอบค�ำให้การช้ันสอบสวนของพยาน
ท้ังสอง นาย ฉ. นาย ม. และนาย ห. ว่าวันท่ี ๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๒ นาฬิกา
จ�ำเลยขบั รถตู้มาถงึ สถานีบริการน้�ำมันดังกล่าว จ่าสบิ ต�ำรวจ ก. สำ� รวจภายนอกรถต้พู บกระจกหนา้
ดา้ นบนฝง่ั คนขบั มรี อยรา้ วเลก็ นอ้ ย จำ� เลยแจง้ วา่ ขบั รถตามหลงั รถพว่ งบรรทกุ หนิ จงึ ถกู หนิ กระเตน็ ใส่
กระจกเป็นรอยรา้ ว ตอนนาย ห. ขบั รถต้อู อกจากสถานีบรกิ ารน�ำ้ มันได้สูบบุหร่จี งึ เปิดกระจกข้างรถ
แตม่ คี วามชนื้ บรเิ วณเบาะคนขบั และดา้ นหลงั คนขบั และมกี ลนิ่ นำ�้ หอมมากผดิ ปกติ ครน้ั เวลากลางวนั
จ่าสิบต�ำรวจ ก. นาย ห. และนาย ป. ได้ตรวจดูรถตู้ดังกล่าวพบว่า มีกล่ินคาวเลือดภายในรถตู้
มคี ราบเลือดทีเ่ บาะคนขบั คอนโซลและที่พ้ืนรถด้านหลังคนขับและบนั ไดทางข้ึนห้องโดยสารเหมอื น
ถกู ลา้ งไมห่ มด และยงั มีเลอื ดสแี ดงไหลออกมาจากพ้นื ใต้คอนโซลดังกล่าว มมุ ด้านบนขวาของกระจก
หนา้ ใกลเ้ สาหลงั คามรี อยแตกอยูด่ า้ นในรถเปน็ วงกลมรศั มปี ระมาณ ๕ เชนตเิ มตร ตรงกลางสะเก็ด
กระจกได้หลุดออก และบริเวณริมขอบโครงหลังคารถด้านขวาติดกับกระจกด้านหน้ามีรอยแหว่ง
ครงึ่ วงกลมปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.๒ แผ่นที่ ๓ และที่ ๔ และภาพถ่ายหมาย จ.๑๑ แผน่ ท่ี ๕
และท่ี ๖ จงึ นา่ เชอื่ วา่ จำ� เลยทราบถงึ ความผดิ ปกตดิ งั กลา่ วภายในรถตอู้ ยกู่ อ่ นแลว้ ทงั้ จำ� เลยกม็ คี วามสงู
ประมาณ ๑๗๒ เซนติเมตร ตามส�ำเนาภาพถ่ายหมาย จ.๑๒ ใกล้เคียงกับความสูงของชายคนร้าย
ดังกลา่ ว การทจ่ี ำ� เลยโทรศพั ท์ติดต่อกบั จา่ สิบต�ำรวจ ก. กอ่ นเกดิ เหตุและในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ
๑๗ ถึง ๑๘ นาฬิกา ใกล้ชิดกับเวลาที่คนร้ายชิงรถตู้คันที่ผู้ตายขับมุ่งหน้าไปทางอ�ำเภอหนองใหญ่
จังหวัดชลบุรี และจ�ำเลยขับรถตู้ไปส่งให้จ่าสิบต�ำรวจ ก. ที่จังหวัดสุรินทร์ในคืนเกิดเหตุ
โดยมีการล้างคราบเลือดสด ๆ ภายในรถก่อนนับเป็นพฤติการณ์ท่ีต่อเน่ืองเช่ือมโยงกันเป็นล�ำดับมา
เมื่อนํามารับฟังประกอบคําให้การรับสารภาพของจําเลยแล้วจึงฟังได้ว่า จําเลยวางแผนการที่จะ
ชิงทรัพย์ไว้ล่วงหน้าโดยติดต่อกับจ่าสิบตํารวจ ก. ว่าจะนํารถตู้ไปจํานํา แล้วปลอมตัวปิดบังใบหน้า
โดยสวมหมวกใส่หน้ากากอนามัย เพื่อมิให้ผู้ตายเห็นหน้าเนื่องจากผู้ตายรู้จักจําเลยมาก่อนปะปน
โดยสารรถตู้ท่ีผู้ตายขับ หลังจากผู้โดยสารคนอ่ืนลงจากรถตู้หมดแล้ว จําเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่
ศีรษะจนถึงแก่ความตาย แล้วจําเลยนําศพผู้ตายท้ิงในลํารางสาธารณะ จากน้ันทําความสะอาด
ภายในรถตู้แลว้ ขบั รถตู้ไปส่งมอบให้แกจ่ า่ สบิ ตํารวจ ก. ท่ีจังหวัดสรุ นิ ทร์ ซึง่ เป็นการกระทําความผิด
ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตายตามฟ้อง ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเคร่ืองหมาย
ทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืน
และเคร่ืองกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
เมื่อจําเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหน่ึง แต่โจทก์ไม่ได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง และโจทก์

94 คำ� พพิ ากษาศาลฎกี า

ไม่ได้นําสืบให้ได้ความว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนประจําอาวุธปืน
ของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จําเลยว่าเป็นอาวธุ ปืนที่มีหมายเลขทะเบียนของผู้อ่ืน
และได้รบั ใบอนญุ าตให้มแี ละใช้ตามกฎหมาย จําเลยจึงมีความผดิ ฐานมีอาวุธปืนทม่ี ีเครื่องหมายทะเบยี น
ของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนและเครือ่ งกระสุนปืนติดตัว
ไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษามาน้ัน
ศาลฎีกาไมเ่ หน็ พ้องดว้ ย ฎีกาของโจทกฟ์ ังข้นึ

พพิ ากษากลับ ใหบ้ ังคบั คดีตามคําพิพากษาศาลช้นั ต้น.
สาํ นกั งานอัยการพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สาํ นักงานวิชาการ

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 95

คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี 5377/2562 (ประชมุ ใหญ่)

พ.ร.บ. ฟืน้ ฟูสมรรถภาพผ้ตู ิดยาเสพติด พ.ศ. 2545 (มาตรา 19)
เดิมจำเลยถูกพนักงำนสอบสวนแจ้งข้อหำว่ำกระทำควำมผิดฐำนเสพเมทแอมเฟตำมีน

และฐำนเป็นผู้ขับข่ีเสพเมทแอมเฟตำมีนอันเป็นควำมผิดฐำนอ่ืนที่มีโทษจำคุกรวมอยู่ด้วย
ไม่ต้องด้วยเงื่อนไขที่พนักงำนสอบสวนจะต้องนำตัวจำเลยไปศำลเพื่อย่ืนคำร้องขอให้ศำล
ส่งตัวจำเลยไปรับกำรฟ้ืนฟูสมรรถภำพผู้ติดยำเสพติดตำมมำตรำ 19 วรรคหนึ่ง แห่ง
พระรำชบัญญัติฟ้ืนฟูสมรรถภำพผู้ติดยำเสพติด พ.ศ. 2545 ดังกล่ำวก็ตำม แต่ต่อมำ
พนักงำนอัยกำรจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำส่ังเด็ดขำดไม่ฟ้องจำเลยเฉพำะในควำมผิดฐำน
เป็นผู้ขับข่ีเสพเมทแอมเฟตำมีนตำมพระรำชบัญญัติจรำจรทำงบก พ.ศ. 2522 มำตรำ 43 ทวิ
วรรคหน่ึง, 157/1 วรรคสอง แล้วโอนคดีมำให้โจทก์ฟอ้ งจำเลยในควำมผิดฐำนเสพเมทแอมเฟตำมีน
ทศ่ี ำลชนั้ ต้นเป็นคดนี ี้ ยอ่ มมผี ลเทำ่ กับว่ำจำเลยต้องหำว่ำกระทำควำมผิดฐำนเสพเมทแอมเฟตำมนี
เพยี งฐำนเดียว อันเป็นพฤติกำรณท์ ่ีเปล่ียนแปลงไป ซ่งึ ทำใหไ้ ม่อำจนำตัวจำเลยไปศำลภำยใน
ส่ีสิบแปดชั่วโมงได้ตำมมำตรำ 19 วรรคหนึ่ง ตอนท้ำย ดังนั้น เม่ือควำมผิดที่จำเลยถูกกล่ำวหำ
คงเหลือเฉพำะควำมผิดฐำนเสพเมทแอมเฟตำมีน โจทก์ย่อมมีหน้ำทต่ี ้องปฏิบัติให้เป็นไปตำม
พระรำชบัญญัติฟ้ืนฟูสมรรถภำพผู้ติดยำเสพติด พ.ศ. 2545 มำตรำ 19 วรรคหน่ึง ก่อน
โดยต้องให้พนักงำนสอบสวนรับตัวจำเลยกลับไปเพ่ือยื่นคำร้องต่อศำลช้ันต้นให้มี คำส่ังให้
ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์กำรเสพหรือกำรติดยำเสพติดต่อไป เพื่อเข้ำสู่กระบวนกำรฟื้นฟู
สมรรถภำพผู้ติดยำเสพติด ซ่ึงเป็นกฎหมำยพิเศษแทนกำรฟ้องคดีตำมปกติ กำรที่โจทก์
ยื่นฟ้องจำเลยต่อศำลชั้นต้นโดยมิได้ปฏิบัติตำมบทบัญญัติดังกล่ำวเพื่อให้จำเลยได้รับกำร
ฟืน้ ฟูสมรรถภำพผตู้ ิดยำเสพตดิ เสยี ก่อนนน้ั เป็นกำรไมช่ อบ โจทก์จึงไม่มีอำนำจฟ้อง

______________________________

พนักงำนอัยกำรคดีศำลแขวงสพุ รรณบรุ ี โจทก์

ระหว่ำง

นำย ว. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม 2559 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่
8 สิงหาคม 2559 เวลากลางวัน ต่อเน่ืองกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จาเลยเสพเมทแอมเฟตามีน
อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จานวน 2 เม็ด นาหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด โดยวิธลี นไฟ
แล้วสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย อนั เปน็ การฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ระหวา่ งสอบสวนจาเลยอยู่ในระหว่าง
ถูกดาเนินคดีในความผิดฐานเป็นผู้ขับข่ีเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็น

96 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา

ความผิดท่ีมีโทษจาคุก แต่ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคาส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้องเฉพาะ
ความผิดฐานอ่ืนนันแล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
ตามพระราชบัญญัติฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ก่อนคดีนี จาเลยเคยกระทา
ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้วแต่จาเลย
ยงั กลับมากระทาความผดิ ในคดนี ีอกี ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จาเลยใหก้ ารรบั สารภาพ
ศาลชนั ตน้ พิจารณาแล้วพพิ ากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอทุ ธรณ์แผนกคดียาเสพตดิ พิพากษายนื
โจทก์ฎกี า โดยไดร้ ับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสานวนประชุมชุมปรึกษาแล้ว ในชันนีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตาม
ฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอานาจฟ้องหรอื ไม่ ศาลฎกี าโดยมตทิ ่ีประชุมใหญ่ เห็นว่าพระราชบัญญัติ
ฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 19 วรรคหน่ึง บัญญัติว่า “ผู้ใดต้องหาว่า
กระทาความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่าย
หรอื เสพและจาหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปรมิ าณท่ีกาหนดในกฎกระทรวง
ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดาเนินคดีในความผิดฐานอ่ืนซ่ึงเป็นความผิดที่มีโทษ
จาคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจาคุกตามคาพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนาตัว
ผู้ต้องหาไปศาลภายในส่ีสิบแปดช่ัวโมงนับแต่เวลาท่ีผู้ต้องหานันมาถึงที่ทาการของพนักงานสอบสวน
เพื่อให้ศาลพิจารณามีคาสั่งให้ส่งตัวผู้นันไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่
มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจาเป็นอ่ืนท่ีเกิดจากตัวผู้ต้องหานันเอง หรือจากพฤติการณ์ท่ีเปล่ียนแปลง
ไปซึ่งทาใหไ้ ม่อาจนาตวั ผู้ตอ้ งหาไปศาลภายในกาหนดเวลาดงั กล่าวได้” จะเหน็ ไดว้ ่าพระราชบญั ญัติ
ดังกล่าวมเี จตนารมณท์ ี่จะบาบดั ฟื้นฟผู ตู้ ิดยาเสพตดิ ซ่ึงมสี ภาพเป็นผู้ป่วยอยา่ งหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ
เพ่ือให้หายจากการติดยาเสพติด โดยในระหว่างการฟืน้ ฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้พนกั งานอัยการ
มีคาสัง่ ชะลอการฟ้องไวก้ ่อนตามมาตรา 22 วรรคหน่ึง และเมื่อผลการฟนื้ ฟูสมรรถภาพผตู้ ิดยาเสพติด
เป็นที่พอใจของคณะอนุกรรมการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ถือว่าผู้นันพ้นจากความผิด
ท่ีถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 อันเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 33 วรรคหนึ่ง สาหรับคดีนี
แม้ข้อเท็จจริงปรากฏตามคาฟ้องของโจทก์ว่า เดิมจาเลยถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่ากระทา
ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเปน็ ผู้ขับข่ีเสพเมทแอมเฟตามีนอนั เปน็ ความผิดฐานอื่น
ทม่ี ีโทษจาคุกรวมอยู่ด้วย ไม่ต้องด้วยเง่ือนไขที่พนักงานสอบสวนจะต้องนาตัวจาเลยไปศาลเพื่อยื่นคาร้อง
ขอให้ศาลส่งตัวจาเลยไปรับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหน่ึง แห่ง
พระราชบัญญัตดิ งั กลา่ วก็ตาม แต่ตอ่ มาพนักงานอยั การจงั หวัดสุพรรณบรุ ีกม็ ีคาส่ังเด็ดขาดไม่ฟอ้ ง
จาเลยเฉพาะในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 97

พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง แล้วโอนคดีมาใหโ้ จทก์ฟอ้ งจาเลยในความผิด
ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชันต้นเป็นคดีนี ย่อมมีผลเท่ากับว่าจาเลยต้องหาว่ากระทา
ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเพียงฐานเดียว อันเป็นพฤติการณ์ท่ีเปล่ียนแปลงไป ซ่ึงทาให้ไม่อาจ
นาตัวจาเลยไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงได้ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ดังนัน เมื่อความผิด
ท่ีจาเลยถูกกล่าวหาคงเหลือเฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้อง
ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 19
วรรคหนึ่ง กอ่ น โดยต้องใหพ้ นักงานสอบสวนรบั ตวั จาเลยกลับไปเพือ่ ย่ืนคาร้องต่อศาลชันต้นให้มี
คาส่ังให้ส่งตัวจาเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดต่อไป เพ่ือเข้าสู่กระบวนการ
ฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษแทนการฟ้องคดีตามปกติ การที่โจทก์ย่ืนฟ้อง
จ า เล ย ต่ อ ศ า ล ชั น ต้ น โด ย มิ ได้ ป ฏิ บั ติ ต า ม บ ท บั ญ ญั ติ ดั ง ก ล่ า ว เพื่ อ ให้ จ า เล ย ได้ รั บ ก า ร ฟ้ื น ฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเสียก่อนนัน เปน็ การไม่ชอบ โจทก์จงึ ไม่มอี านาจฟ้อง ที่ศาลล่างทังสอง
พพิ ากษายกฟอ้ งโจทก์มานนั ศาลฎกี าเห็นพอ้ งดว้ ย ฎกี าของโจทกฟ์ ังไม่ขึน

พิพากษายนื .
สานกั งานอยั การพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ
สานักงานวิชาการ

หมำยเหตุ
ก่อนหน้านี มีคาพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับ วินิจฉัยไว้ทานองเดียวกันว่าคาสั่งเด็ดขาด

ไม่ฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานอ่ืน แต่ยังคงเหลือฐานความผิดท่ีต้องดาเนินการตาม
พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ อยู่นัน นับว่าเป็น
พฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามข้อยกเว้นของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าท่ีต้องนาตัวผู้ต้องหา
กลับไปย่ืนคาร้องต่อศาลชันต้นให้มีคาสั่งให้ส่งตัวจาเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด
ตามมาตรา ๑๙ วรรคหน่ึง เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจาเลยต่อศาลชันต้นโดยมิได้ปฏิบัติตามขันตอนของ
บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวก่อน โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้อง (คาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๙๖๑/๒๕๖๑,
๕๖๓/๒๕๖๒, ๕๖๔/๒๕๖๒, ๕๖๗/๒๕๖๒, ๕๖๘/๒๕๖๒, ๗๕๖/๒๕๖๒, ๒๐๒๒/๒๕๖๒) 1

กรณีดังกล่าวข้างต้นเคยมีคาพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๕๖๖/๒๕๖๒ วินิจฉัยในทานองเดียวกันว่า
คาส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานอ่ืนเป็นพฤติการณ์ท่ีเปล่ียนแปลงไปตามข้อยกเว้น
ของมาตรา ๑๙ วรรคหน่ึงตอนท้าย อันส่งผลให้ผู้ต้องหากลับมามีคุณสมบัติท่ีจะได้รับการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และต้องนาตัวผู้ต้องหาไปศาลเพ่ือให้ศาลมีคาสั่งส่งตัวผู้นันไปตรวจ

1 อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๔ พ.ศ. ๒๕๖๒, หน้า ๑๑๐ - ๑๑๒

98 คำ� พพิ ากษาศาลฎีกา

พิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ซึ่งในกรณีนีสานักงานอัยการสูงสุดเคยมีหนังสือเวียนให้
ความเห็นต่างไปจากคาพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๕๖๖/๒๕๖๒ โดยเห็นว่าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๙
วรรคหนึ่งตอนท้าย อันได้แก่มีเหตุสุดวิสัย หรือมีเหตุจาเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานันเอง
หรือจากพฤติการณ์ท่ีเปล่ียนแปลงไป เป็นกรณีเก่ียวกับระยะเวลาสี่สิบแปดช่ัวโมง ซ่ึงไม่อาจนาตัว
ผตู้ ้องหาไปศาลภายในกาหนดเวลาดังกล่าวได้ มิใช่ข้อยกเว้นเก่ียวกับคุณสมบัติของผู้ต้องหาที่จะ
ได้รับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ซึ่งต้องไม่ปรากฏว่าต้องหา หรืออยู่ในระหว่าง
ถูกดาเนินคดีในความผิดฐานอื่นซ่ึงเป็นความผิดที่มีโทษจาคุกมาแต่ต้น พฤติการณ์ที่เปลย่ี นแปลง
ไปซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๙ วรรคหน่ึงตอนท้าย จึงไม่ได้พิจารณาจากผลการดาเนินคดี
โดยทังนีได้วางแนวทางปฏิบัติให้พนักงานอัยการท่ีเก่ียวข้องย่ืนฟ้องผู้ต้องหาฐานเสพยาเสพติด
ต่อศาล และหากศาลมีคาพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอานาจฟ้องในคดีดังกล่าว
ให้พนักงานอัยการทีเ่ ก่ียวขอ้ งพจิ ารณาดาเนนิ คดีจนถึงที่สดุ 2

อย่างไรก็ดี เมื่อคาพิพากษาศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ฉบับที่หมายเหตุนี ยังคงวินิจฉัย
ขอ้ กฎหมายตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งตอนท้ายไวท้ านองเดยี วกับคาพิพากษาศาลฎีกาท่ีกล่าวมา
ข้างต้น สานักงานอัยการสูงสุดจึงเห็นว่า เพ่ือให้การดาเนินคดีผู้ต้องหากับมาตรการการฟื้นฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงได้มีหนังสือเวียนซักซ้อมแนวทางการ
ดาเนินคดีใหม่ โดยให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบยังไม่ต้องย่ืนฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล แต่ให้แจ้ง
พนักงานสอบสวนนาตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา ๑๙
วรรคหนึ่งตอนท้าย โดยให้โอนสานวนไปลงสารบบ (ส. 1 ฟ.) สาหรับในคดีที่ได้มีการยื่นฟ้อง
ผูต้ ้องหาไปแล้ว หากศาลพิพากษายกฟ้องว่าไม่มีอานาจฟ้อง ก็ควรพิจารณาไม่อุทธรณ์ หรือไม่ฎีกา
ในคดีดงั กลา่ วและใหน้ าตวั ผูต้ ้องหาเขา้ สู่กระบวนการฟื้นฟสู มรรถภาพผู้ตดิ ยาเสพติดตอ่ ไป 3

อน่ึง โดยปกติสานวนที่ลงรับไว้ในสารบบ (ส. ๑ ฟ.) (สานวนคดีฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด)
จะเป็นสานวนที่ตัวผู้ต้องหำได้เข้ำสู่กระบวนกำรตำมพระรำชบัญญัติฟ้ืนฟูสมรรถภำพ
ผู้ติดยำเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ อยู่ก่อนแล้ว และให้ถือเป็นสำนวนท่ีสั่งคดีเสร็จเมื่อเข้าเง่ือนไข
ท่ีพนักงานอัยการมีคาส่ังชะลอการฟ้อง 4 , 5 หรือหากเป็นกรณีที่ไม่เข้าเงื่อนไขชะลอการฟ้อง

2 หนังสือสานักงานอัยการสูงสุดทท่ี ี่อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๔๔๑ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ เรือ่ ง การดาเนินคดีผู้ต้องหา
กับมาตรการการฟ้นื ฟสู มรรถภาพผตู้ ิดยาเสพตดิ , อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ หนา้ ..๒...๔...๓......

3 หนังสือสานักงานอัยการสูงสุดที่ อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๒๑๐ ลงวันท่ี ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓ เรื่อง แนวทางการ
ดาเนนิ คดผี ู้ต้องหากับมาตรการการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผตู้ ิดยาเสพติด, อยั การนิเทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ หน้า .๒...๙....๔...

4 หนังสือสานักงานอัยการสูงสุด ด่วนที่สุด ท่ี อส(สฝปผ.)0018/ว 46 ลงวันท่ี 31 มกราคม 2546, อัยการนิเทศ
เล่มท่ี 65 พ.ศ. 2546 หน้า 292

5 ระเบยี บสานกั งานอยั การสงู สดุ ว่าด้วยการดาเนินคดีอาญาของพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๖๗ วรรคสอง

อยั การนิเทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 99

พนักงานอัยการก็จะมีค�ำส่ังให้ด�ำเนินคดี และหากต่อมาได้ตัวผู้ต้องหามาด�ำเนินคดีก็จะ
โอนส�ำนวนไปลงสารบบ (ส. ๑) (สารบบรับความอาญาปรากฏผู้ต้องหาที่ส่งตัวมา) ต่อไป๖
การท่ีก�ำหนดให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบส�ำนวนท่ีมีค�ำส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา
ในความผิดฐานอื่นและคงเหลือเพียงฐานเสพยาเสพติด ต้องแจ้งพนักงานสอบสวนน�ำตัวผู้ต้องหา
เขา้ สกู่ ระบวนการฟนื้ ฟูสมรรถภาพผ้ตู ดิ ยาเสพติด แลว้ ให้โอนส�ำนวนดังกล่าวไปลงสารบบ (ส. ๑ ฟ.)
โดยไม่ส่งส�ำนวนคืนพนักงานสอบสวนไปก่อนทั้งที่ตัวผู้ต้องหายังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดน้ัน มีข้อท่ีน่าคิดว่าหากมีกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีในระหว่าง
ท่ีมีค�ำส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้อง แล้วพนักงานสอบสวนยังไม่สามารถติดตามน�ำตัวผู้ต้องหามา
เข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้ กรณีเช่นน้ี
อาจท�ำให้ส�ำนักงานอัยการที่รับโอนส�ำนวนไว้ในสารบบ (ส. ๑ ฟ.) จะต้องรายงานเป็นส�ำนวนค้าง
ไปจนกว่าพนักงานสอบสวนจะได้ตัวผู้ต้องหามาเข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟู
สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว เพื่อให้พนักงานอัยการได้พิจารณาเง่ือนไขของ
การชะลอการฟอ้ งตอ่ ไป

วิชชพุ ันธุ์ ภกั ดีบวร

๖ ระเบยี บสำ� นักงานอยั การสูงสุดวา่ ด้วยการด�ำเนินคดอี าญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๖๗ วรรคสาม

100 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า

คำพพิ ำกษำศำลฎกี ำที่ 5826/2562

พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 (มาตรา 54, 72 ตรี)

กำรท่ีจำเลยรวบรวมซื้อที่ดินเนื้อที่จำนวนมำกในรำคำท่ีสูง โดยสภำพแวดล้อมยังคง
เป็นป่ำ จำเลยย่อมต้องตรวจสอบถึงควำมเป็นมำของท่ีดินให้ดีเสียก่อนว่ำเป็นที่ดินที่มี
กรรมสิทธ์ิ หรือมีหลักฐำนกำรครอบครองโดยชอบหรือไม่ ซ้ือขำยกันได้ตำมกฎหมำยหรือไม่
โดยต้องตรวจสอบกับเจ้ำพนักงำนป่ำไม้หรือเจ้ำพนักงำนท่ีดินท่ีมีหน้ำที่รับผิดชอบโดยตรง
เพื่อให้แน่ชัดว่ำท่ีดินน้ันไม่ใช่ป่ำหรืออยู่ในเขตป่ำสงวนแห่งชำติหรืออุทยำนแห่งชำติหรือไม่
เมื่อไม่มีกำรตรวจสอบและไม่คำนึงถึงว่ำผู้ขำยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน มำก่อน
โดยชอบด้วยกฎหมำยหรือไม่ ท้ัง ๆ ที่จำเลยอยู่ในวิสัยท่ีจะตรวจสอบได้ พฤติกำรณ์ของจำเลย
ดังกล่ำวบ่งชี้ว่ำจำเลยมีเจตนำบุกรุกเข้ำไปก่อสร้ำง แผ้วถำง หรือกระทำด้วยประกำรใด ๆ
อันเป็นกำรเขำ้ ยึดครองปำ่ ที่เกดิ เหตซุ ง่ึ อยใู่ นเขตอทุ ยำนแห่งชำติและเขตปำ่ ไม้ถำวร

______________________________

พนกั งำนอัยกำรจงั หวัดกระบี่ โจทก์

ระหว่ำง

นำง ว. จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างปี ๒๕๔๕ วันเดือนและเวลาใดไม่ปรากฏชัดจนถึงวันที่
๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ เวลากลางวันติดต่อกัน จําเลยบุกรุกเข้าไปก่อสร้าง แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง
ที่ดินและป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยการทํารั้วก้ันล้อมรอบและขุดปรับท่ีดินเพ่ือใช้เป็นทางเดิน
หรือกระทําด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทําลายป่าและเป็นการทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่ า
บรเิ วณท้องท่ีหมู่ที่ ๗ ตาํ บลอา่ วนาง อําเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ซงึ่ อยูใ่ นเขตอุทยานแห่งชาติ
ตามพระราชกฤษฎีกากําหนดที่ดินสุสานหอยเจ็ดสิบห้าลา้ นปี หาดนพรัตน์ธารา หมเู่ กาะพพี ี และ
เกาะใกล้เคียงในท้องท่ีตําบลหนองทะเล ตําบลอ่าวนาง ตําบลไสไทย และตําบลปากนํ้า อําเภอ
เมืองกระบ่ี จังหวัดกระบี่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๖ และเป็นที่ดินท่ียังไม่ได้มีบุคคล
ได้มาตามกฎหมายที่ดินและไม่ได้อยู่ในเขตที่ได้จําแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรม รวมเนื้อท่ี
ประมาณ ๒๙๒ ไร่ ๓ งาน ๕๖ ตารางวา ซ่ึงเกินกว่ายี่สิบห้าไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต คิดเป็นค่าเสียหาย
ของรัฐ ๒๐,๐๕๔,๙๒๘.๔๗ บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔,
๕๔, 7๒ ตรี และให้จําเลยคนงาน ผรู้ บั จ้าง ผ้แู ทน และบริวารของจาํ เลยออกไปจากเขตทดี่ ินและ
ปา่ ท่ยี ดึ ถอื ครอบครอง

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 101

จาํ เลยใหก้ ารปฏเิ สธ
ศาลช้นั ต้นพิจารณาแลว้ พพิ ากษายกฟ้อง
โจทกอ์ ุทธรณ์
ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๘ แผนกคดสี ่ิงแวดลอ้ ม พพิ ากษายนื
โจทก์ฎกี า โดยอยั การสงู สุดรับรองให้ฎีกาในปญั หาขอ้ เทจ็ จรงิ
ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดลอ้ มตรวจสํานวนประชุมปรกึ ษาแล้ว ข้อเท็จจรงิ เบอ้ื งต้นที่โจทก์จาํ เลย
ไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นน้ีรับฟังว่า เมื่อวันท่ี 1 ตุลาคม 2526 มีประกาศพระราชกฤษฎีกากําหนดให้
บรเิ วณทดี่ ินสสุ านหอยเจด็ สบิ ห้าล้านปี หาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี และเกาะใกลเ้ คียงในท้องท่ี
ตาํ บลหนองทะเล ตําบลอา่ วนาง ตําบลไสไทย และตําบลปากนํ้า อําเภอเมืองกระบ่ี จังหวัดกระบ่ี
เปน็ อทุ ยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๖ ตามเอกสารหมาย จ.๙ แผ่นท่ี ๑ ท่ีดนิ ทเี่ กดิ เหตุตัง้ อยบู่ นเกาะพีพีดอน
หมทู่ ่ี 7 ตําบลอา่ วนาง อําเภอเมอื งกระบ่ี จงั หวดั กระบ่ี มเี นือ้ ท่ปี ระมาณ ๒๙๒ ไร่ ๓ งาน ๕6 ตารางวา
ขณะเกดิ เหตุมจี ําเลยครอบครองทาํ ประโยชนท์ ่ีดิน
คดีศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และตามคําแก้ฎีกาของจําเลยแล้วฟังว่าที่ดินท่ีเกิดเหตุ
เป็นที่ดินท่ียังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายท่ีดินถือว่าท่ีดินที่เกิดเหตุเป็นท่ีดินของรัฐตามมาตรา 2
แห่งประมวลกฎหมายทดี่ ิน และเป็นป่าตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบญั ญัตปิ ่าไม้ พ.ศ. 2484
และอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา - หมู่เกาะพีพี และเขตป่าไม้ถาวร ซ่ึงไม่สามารถ
โอนซ้ือขายกันได้ตามกฎหมาย จาํ เลยไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองท่ีผิดกฎหมายขน้ึ ยันตอ่ รัฐได้ ท้ังบันทึก
การตรวจสอบยึดพื้นที่เอกสารหมาย จ.2 ยังระบุด้วยว่า ที่ดินท่ีเกิดเหตุมีสภาพเป็นภูเขาสูงชัน
มีต้นไม้ข้ึนอยู่หนาแน่น มีร่องรอยการบุกรุกแผ้วถางป่าบางส่วนด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีร่องรอย
การขุดและปรับสภาพพ้ืนที่เป็นทางขนาด 3 ถึง ๔ เมตร ตัดผ่านพ้ืนท่ีป่าท่ีอุดมสมบูรณ์ลัดเลาะ
ไปตามแนวเชิงเขาจนถึงจุดสูงสุดของภูเขาและตัดผ่านลงไปยังชายฝ่ังทะเลอีกด้านหนึ่ง
ทางทิศตะวันออก แสดงว่าพ้ืนท่ีท่ีเกิดเหตุมีสภาพเป็นภูเขาและเนินเขาสูงที่มีป่าไม้ขึ้นหนาแน่น
แม้จําเลยอ้างว่าที่ดินเป็นสวนผลไม้ สวนยางพาราแต่สภาพแวดล้อมรอบท่ีดินยังเป็นป่าซึ่งจําเลย
ย่อมทราบดีเพราะจําเลยเบิกความว่าได้ไปดูที่ดินแปลงที่ซ้ือมา การที่จําเลยซ้ือท่ีดินเน้ือที่จํานวนมาก
ในราคาที่สูงโดยสภาพแวดล้อมยังคงเป็นป่าจําเลยย่อมต้องตรวจสอบถึงความเป็นมาของที่ดิน
ให้ดีเสียก่อนวา่ เป็นทีด่ นิ ทมี่ ีกรรมสิทธิห์ รอื มีหลกั ฐานการครอบครองโดยชอบหรือไม่ ซอื้ ขายกนั ได้
ตามกฎหมายหรือไม่ โดยต้องตรวจสอบกับเจ้าพนักงานป่าไม้หรือเจ้าพนักงานที่ดินที่มีหน้าท่ี
รับผิดชอบโดยตรงเพื่อให้แน่ชัดว่าที่ดินนั้นไม่ใช่ป่าหรืออยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรืออุทยาน
แห่งชาติหรือไม่ แต่จําเลยหาได้ทําเช่นน้ันไม่ กลับอ้างเพียงว่าที่ดินแปลงท่ีซื้อตามหนังสือสัญญา
ซ้ือขายที่ดินเอกสารหมาย ล.๕ เป็นที่ดินสวนมะพร้าว สวนมะม่วงหิมพานต์สวนยางพารา และ
สวนผลไม้ที่ชาวบ้านครอบครองมาต้ังแต่รุ่นปู่มากกว่า ๔๐ ปี ไม่ได้อยู่ในเขตป่าหรือเขตอุทยาน
แห่งชาติ โดยไม่ปรากฏว่าจําเลยได้ทําการตรวจสอบเก่ียวกับท่ีดินที่เกิดเหตุก่อนซ้ือขายกันกับ
พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล. ๕

102 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา

ก็ไม่ปรากฏว่าที่ดินที่ซื้อขายกันน้ันมีหลักฐานเป็นเอกสารสิทธิใด แม้จะมีก็เป็นเพียงใบเสร็จรับเงิน
ภาษีบํารุงท้องที่ซ่ึงไม่ใชห่ ลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธคิ รอบครองท่ีดินโดยชอบ ภายหลังจาก
ท่ีมีพระราชกฤษฎีกาเอกสารหมาย จ.๙ แผ่นท่ี ๑ ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแล้ว การที่จําเลย
รวบรวมซ้ือท่ีดิน ๑๑ แปลง ซึ่งเป็นท่ีดนิ ที่ไม่มีเอกสารสทิ ธิหรือหลักฐานการครอบครองที่ดิน มากถึง
๒๙๒ ไร่ ๓ งาน ๕๖ ตารางวา ในราคาที่สูงโดยไม่มีการตรวจสอบและไม่คํานึงถึงว่าผู้ขายได้
ครอบครองทําประโยชน์ในท่ีดินมาก่อนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ทั้ง ๆ ที่จําเลยอยู่ในวิสัยที่
จะตรวจสอบได้ พฤติการณ์ของจาํ เลยดงั กลา่ วบง่ ชี้ว่าจําเลยมเี จตนาบกุ รุกเข้าไปกอ่ สร้าง แผ้วถาง
หรือกระทําด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเข้ายึดครองป่าท่ีเกิดเหตุ ซ่ึงอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ
และเขตป่าไม้ถาวร อันเป็นความผิดตามฟ้องแล้ว แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินท่ีเกิดเหตุอยู่ใน
เขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา - หมู่เกาะพีพี เนื้อท่ี ๑๕๑ ไร่ ๓ งาน ๗ ตารางวา และอยู่ในเขต
ป่าไม้ถาวร เน้ือที่ 142 ไร่ 49 ตารางวา รวมเน้ือที่ 292 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา แต่พื้นท่ีในเขต
อุทยานแห่งชาติและป่าไม้ถาวรดังกล่าวยังคงเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔
การกระทําของจําเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ดังท่ีโจทก์ฟ้อง แต่เมื่อปรากฏ
ข้อเท็จจริงว่า จําเลยซ้ือที่ดินที่เกิดเหตุมาจากชาวบ้านจํานวน ๑๑ แปลง ซึ่งมีสภาพเป็นสวนมะพร้าว
สวนมะม่วงหิมพานต์ และสวนยางพารา ซ่ึงชาวบ้านท่ีขายท่ีดินที่เกิดเหตุให้แก่จําเลยได้ครอบครอง
ท่ีดินที่เกิดเหตุมาตั้งแต่รุ่นปู่เป็นระยะเวลามากกว่า ๔๐ ปี ขณะท่ีโจทก์ยื่นฎีกา จําเลยมีอายุ ๗๒ ปี
ซ่ึงนับว่ามีอายุมากแล้ว ประกอบกับจําเลยเคยอุทิศท่ีดินให้แก่ทางราชการจังหวัดกระบี่เพ่ือปลูก
สร้างบ้านพักให้แก่ผู้ประสบภัยจากคลื่นสึนามเิ ป็นจํานวน ๒๐ ไร่ ตามหนงั สือแสดงความขอบคุณ
ของผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เอกสารหมาย ล.๙ และเคยอุทิศท่ีดินให้แก่องค์การบริหารส่วน
ตําบลอ่าวนางเพ่ือสร้างถนนข้ึนไปยังบ้านพักของผู้ประสบภัยจากคลื่นสึนามิ ตามหนังสืออุทิศ
ทรัพย์สินให้แก่สาธารณประโยชน์เอกสารหมาย ล.๑๐ เห็นได้ว่าจําเลยได้ทําคุณประโยชน์ให้แก่สังคม
และทางราชการ เม่ือไม่ปรากฏว่าจําเลยได้รับโทษจําคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสแก่จําเลย
ได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีสักคร้งั หนงึ่ โทษจาํ คุกจึงให้รอการลงโทษไว้ แต่เพ่ือใหจ้ ําเลย
หลาบจําจึงเห็นควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติของจําเลยไว้ด้วย ท่ีศาลล่างทั้งสอง
พพิ ากษายกฟ้องมานน้ั ศาลฎกี าไมเ่ หน็ พ้องด้วย ฎกี าของโจทก์ฟงั ขน้ึ

พิพากษากลับเป็นว่า จําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒484 มาตรา ๕๔
วรรคหนึง่ , 7๒ ตรี วรรคสอง จําคุก 6 ปี และปรบั ๙๐,000 บาท ทางนาํ สืบของจําเลยเป็นประโยชน์
แก่การพิจารณา มีเหตบุ รรเทาโทษ ลดโทษใหห้ น่ึงในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘
คงจาํ คกุ ๔ ปี และปรับ 60,000 บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้มีกาํ หนด ๒ ปี และคุมความประพฤติ
จําเลยไว้มีกําหนด ๒ ปี นับแต่วันท่ีได้อ่านคําพิพากษาศาลฎีกาให้จําเลยฟัง โดยกําหนดเงื่อนไข
คุมความประพฤติ ให้จําเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคมุ ประพฤติปีละ ๓ ครั้ง เพื่อพนักงานคุมประพฤติ
จะได้สอบถาม แนะนํา ช่วยเหลือ หรือตักเตือนจําเลยในเร่ืองที่เก่ียวกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องอื่น ๆ ตามที่เห็นสมควร กับให้จําเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจ

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 103

นําไปสู่การกระทําความผิดทํานองน้ีอีก และให้จําเลยกระทํากิจกรรมบริการสังคมหรือ
สาธารณประโยชน์ตามท่ีพนักงานคุมประพฤติและจําเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ช่ัวโมง ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 29, 30 ให้จาํ เลย คนงาน ผู้รบั จ้าง ผู้แทนและบรวิ ารของจาํ เลยออกไปจากทดี่ ินที่จาํ เลย
ยึดถอื ครอบครอง.

สาํ นักงานอัยการพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศ
สาํ นกั งานวชิ าการ

104 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า

คำพพิ ำกษำศำลฎกี ำท่ี 6397/2562

ป.ว.ิ อ. คำรอ้ งขอใหบ้ งั คบั จำเลยชดใชค้ ่ำสนิ ไหมทดแทน (มำตรำ 44/1)
ผู้เสียหำยขับรถยนต์เพื่อจะกลับบ้ำน มีคนร้ำยขับรถกระบะสวนทำงมำแล้วใช้อำวุธปืน

ยงิ ผู้เสยี หำย 2 นัด กระสุนปืนถูกรถยนต์ของผู้เสียหำยบริเวณกันชนดำ้ นขวำ 1 รู พนักงำนสอบสวน
ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหำพยำยำมฆ่ำผู้อื่น แม้คดีส่วนอำญำฟังได้ว่ำ จำเลยใช้อำวุธปืนยิง
พยำยำมฆ่ำผู้เสียหำยซ่ึงเป็นผู้ร้องและเป็นกำรกระทำละเมิดต่อผู้ร้องก็ตำม แต่ท่ีผู้ร้องขอให้
จำเลยชดใช้คำ่ สนิ ไหมทดแทนเปน็ คำ่ ซ่อมรถและคำ่ เสอื่ มรำคำนั้น เห็นว่ำ กำรทผ่ี เู้ สยี หำยจะมสี ิทธิ
ยื่นคำรอ้ งขอใหบ้ งั คบั จำเลยชดใชค้ ำ่ สนิ ไหมทดแทน ตำมประมวลกฎหมำยวธิ ีพจิ ำรณำควำมอำญำ
มำตรำ 44/1 น้นั คำ่ สินไหมทดแทนดังกลำ่ ว จะตอ้ งเป็นควำมเสียหำยท่ีเกดิ จำกกำรกระทำควำมผิด
ทพ่ี นักงำนอัยกำรโจทก์ฟ้องร้องเท่ำน้ัน ผู้เสียหำยจะเรียกรอ้ งค่ำสินไหมทดแทนจำกควำมเสียหำย
ที่เกิดจำกกำรกระทำควำมผิดท่ีไม่ถูกฟ้องไม่ได้ เม่ือคดีนี้พนักงำนอัยกำรโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้
ลงโทษจำเลยในควำมผิดฐำนทำให้เสียทรัพย์ซ่ึงเกิดแก่รถยนต์ของผู้ร้อง ดังนี้ ผู้ร้องจะเรียกร้อง
เอำคำ่ สนิ ไหมทดแทนจำกควำมเสยี หำยท่เี กิดขึน้ แก่รถยนต์ดงั กล่ำวไม่ได้

______________________________

พนักงำนอยั กำรจงั หวัดลพบุรี โจทก์

ระหวำ่ ง นำย ศ. ผู้รอ้ ง

นำย ช. จำเลย
โจทก์ฟ้องวา่ เม่ือวันที่ 2 สงิ หาคม 2560 เวลากลางวัน จาเลยพาอาวุธปืนพกออโตเมติก
(COLT) ขนาด .45 (11 มม.) หมายเลขทะเบียน กท 889879 ของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก
และกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) หลายนัด ซ่ึงจาเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตาม
กฎหมายติดตัวไปบริเวณถนนสายโท ระหว่างซอย 18 และซอย 15 หมู่ที่ 14 อันเป็นในเมือง
หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และจาเลยโดย
มีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนดงั กล่าวยิงนาย ศ. ผู้เสียหาย ขณะผู้เสียหายขับรถยนต์สวนทางกับรถยนต์
ที่จาเลยขับมา 2 นัด อันเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในหมู่บ้านและที่ชุมนุมชนใน
หมู่บ้าน หมู่ท่ี 14 จาเลยลงมือกระทาความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทาไม่บรรลุผล เน่ืองจาก
ผู้เสียหายขับรถยนต์หลบกระสุนปืนได้ทัน จึงไม่ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานยึดปลอกกระสุนปืน
ขนาด .45 (11 มม.) 1 ปลอก ได้ในที่เกิดเหตุ และจาเลยมอบอาวุธปืนพกออโตเมติก (COLT)
ขนาด .45 (11 มม.) 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน ท่ีจาเลยใช้ในการกระทาความผิดให้

พนักงานสอบสวนยึดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80,

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 105

91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน และ
ปลอกกระสุนปืนของกลาง

จาเลยให้การปฏเิ สธ
ระหว่างพิจารรณณาา นนาายยศศ. .ผผู้เสู้เสียียหหาายยยย่ืน่ืนคคาร�ำ้อร้องขงอขใอหใ้บหัง้บคังับคจับาจเ�ำลเยลชยดชใดชใ้คช่า้คค่า่าสสินินไไหมทดแทน
เป็นค่าซ่อมแซมและเป็นค่าเสื่อมราคารถยนต์ 20,000 บาท กับคา่ สนิ ไหมทดแทนที่ทาให้เกิดอนั ตราย
แกช่ วี ิต รา่ งกาย และจติ ใจ 80,000 บาท รวมเปน็ เงิน 100,000 บาท แกผ่ ูร้ ้อง
จาเลยใหก้ ารในคดสี ว่ นแพ่งว่า จาเลยไม่ไดก้ ระทาความผิดตามฟอ้ ง ทั้งผรู้ อ้ งไมไ่ ดซ้ ่อมแซม
รถยนต์จริง จาเลยจึงไม่ตอ้ งชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกคาร้อง
ศาลช้ันต้นพิจารณาแลว้ พิพากษาว่า จาเลยมคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288
ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวธุ ปืน เครื่องกระสุนปนื วัตถุระเบดิ ดอกไม้เพลิง
และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสาม การกระทาของจาเลย
เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืนและฐานยิงปืนซ่ึงใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือ
ท่ีชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืนซึ่งเป็น
กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จาคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน
ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียว
เป็นความผดิ ต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบท
ท่ีมีโทษหนักท่ีสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จาคุก 1 ปี รวมจาคุก 11 ปี ริบอาวุธปืน
ซองกระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง กับให้จาเลยชาระค่าซ่อมรถ 14, 795 บาท แก่ผู้ร้อง
คาขออนื่ ในคดสี ว่ นแพง่ นอกจากนใ้ี หย้ ก คา่ ฤชาธรรมเนยี มในคดสี ว่ นแพ่งใหเ้ ป็นพับ
จาเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณภ์ าค 1 พิพากษากลบั ให้ยกฟ้อง กับให้ยกคารอ้ งขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
แกผ่ รู้ ้อง คา่ ฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งทั้งสองศาลให้เปน็ พับ
โจทกฎ์ กี า
ศาลฎีกาตรวจสานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายรู้จักจาเลย
เพราะเคยเรียนหนังสือมาด้วยกัน ก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 ผู้เสียหายมีเหตุ
ทะเลาะวิวาทชกต่อยกับจาเลยท่ีงานวันเกิดของนาย ว. เน่ืองจากจาเลยเอาอาวุธปืนออกมายิงข้ึนฟ้า
ต่อมาวันท่ี 2 สิงหาคม 2560 เวลา 13.30 นาฬิกา ผู้เสียหายขับรถยนต์เพื่อจะกลับบ้าน
มาตามถนนสายโทผ่านส่ีแยกซอย 15 ไปได้ประมาณ 50 เมตร มีคนร้ายขับรถกระบะสวนทางมา
แลว้ ใช้อาวุธปืนยิงผูเ้ สียหาย 2 นดั กระสนุ ปืนถกู รถยนตข์ องผ้เู สยี หายบรเิ วณกนั ชนด้านขวา 1 รู
หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตารวจมาตรวจที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืน ขนาด .45 (11 มม.) ตกอยู่
ห่างจากส่ีแยกซอย 15 ประมาณ 30 เมตร จึงยึดเป็นของกลาง และหมายเรียกจาเลยพร้อมให้นา

106 คำ� พิพากษาศาลฎีกา

อาวุธปืนหมายเลขทะเบียน กท 889879 และรถยนต์ของจาเลยมาตรวจสอบและดาเนินคดี
แก่จาเลยในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ช้ันจับกุมและชั้นสอบสวนจาเลยให้การปฏิเสธ สาหรับ
ค่าสินไหมทดแทนแก่ชีวิต ร่างกาย และจิตใจท่ีผู้ร้องขอให้จาเลยชดใช้ให้แก่ผู้ร้องจานวน
80,000 บาท ศาลชั้นต้นไมก่ าหนดให้ ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ จงึ เป็นอันยตุ ิไปตามคาพิพากษาศาลช้ันต้น

คดีมปี ัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จาเลยกระทาความผิดตามคาพพิ ากษาศาลชน้ั ต้น
หรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางวันเวลา 13.30 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายขับรถยนต์ไป
ตามถนนสายโทเพื่อกลับบ้าน ผู้เสียหายเห็นรถยนต์ท่ีแล่นสวนทางมาห่างประมาณ 50 เมตร
และเห็นมือข้างหน่ึงถือปืนยืนอยู่นอกตัวรถยนต์ตรงประตูรถด้านคนขับของรถยนต์คันที่แล่นสวนมา
แล้วผ้เู สยี หายได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด ผู้เสียหายคงขับรถยนต์ต่อไปและเมื่อใกล้กับรถคนั ดังกล่าว
ทแ่ี ล่นสวนมาห่างกนั ประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ผู้เสยี หายเห็นจาเลยซึ่งเปน็ ผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว
ยิงปืนมาท่ีผู้เสียหายอีก 1 นัด เมื่อมาถึงบ้านผู้เสียหายพบว่าท่ีรถยนต์มีรอยกระสุนปืน 1 รู
ผู้เสียหายจึงไปดูภาพในกล้องวงจรปิดที่บ้านใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นรถยนต์จาเลยแล่นผ่าน
บ้านดังกล่าวในเวลาเกิดเหตุ ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานสอบสวน นอกจาก
ผู้เสียหายจะรู้จักจาเลยมาก่อน และเหตุเกิดในเวลากลางวัน การขับรถสวนกันในระยะใกล้ชิด
และรถใช้ความเร็วไม่มาก โดยผู้เสียหายยืนยันว่าจาเลยเป็นคนร้ายท่ีใช้อาวุธปืนยิงมาท่ีผู้เสียหายถึง
2 นดั จึงนา่ เชอื่ ว่าจาเลยเป็นคนร้าย ทัง้ ขอ้ เท็จจรงิ ปรากฏว่ากอ่ นเกิดเหตุ ผูเ้ สียหายกบั จาเลยเคย
ชกต่อยทาร้ายกัน จึงฟังได้ว่าจาเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ซ่ึงอาวุธปืนเป็นอาวุธท่ีร้ายแรง
สามารถทาอันตรายผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตได้ จาเลยจึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแล้ว เม่ือผู้เสียหายไม่ถึง
แก่ความตาย จาเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืนและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ
ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชนกับฐานพาอาวุธปืนฯไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ
โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ตามคาพิพากษาศาลช้ันต้น ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค 1
พิพากษายกฟอ้ งโจทกม์ านน้ั ศาลฎีกาไม่เห็นพอ้ งด้วย ฎกี าโจทกฟ์ ังขึน้

อน่ึง แม้คดีส่วนอาญาฟังได้ว่า จาเลยใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายซ่ึงเป็นผู้ร้องและ
เปน็ การกระทาละเมิดตอ่ ผูร้ ้องก็ตาม แต่ที่ผรู้ อ้ งขอใหจ้ าเลยชดใช้ค่าสนิ ไหมทดแทนเป็นค่าซอ่ มรถ
และค่าเสื่อมราคาน้ัน เห็นว่า การที่ผู้เสียหายจะมีสทิ ธิยืน่ คาร้องขอใหบ้ งั คับจาเลยชดใช้คา่ สินไหม
ทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทน
ดังกล่าว จะต้องเป็นความเสียหายท่ีเกิดจากการกระทาความผิดท่ีพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องร้อง
เท่านั้น ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายท่ีเกิดจากการกระทาความผิด
ท่ีไม่ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิด
ฐานทาให้เสียทรัพย์ซ่ึงเกิดแก่รถยนต์ของผู้ร้อง ดังนี้ ผู้ร้องจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทน
จากความเสียหายท่ีเกิดขึ้นแก่รถยนต์ดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคาร้อง
ขอให้ชดใชค้ า่ สนิ ไหมทดแทนของผู้ร้องมาน้นั ศาลฎีกาเห็นพอ้ งด้วยในผล

อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 107

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีในส่วนอาญาไปตามคาพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากท่ีแก้
ใหเ้ ป็นไปตามคาพิพากษาศาลอุทธรณภ์ าค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมช้นั อทุ ธรณแ์ ละฎีกาให้เป็นพับ.

สานกั งานอัยการพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สานักงานวิชาการ

108 คำ� พิพากษาศาลฎกี า

คำพิพำกษำศำลฎกี ำท่ี 6646/2562

พ.ร.บ. ยาเสพตดิ ให้โทษ พ.ศ. 2522 (มาตรา 15, 66, 67)
แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่ำจำเลยมีเมทแอมเฟตำมีนคำนวณเป็นสำรบริสุทธิ์ได้

1.257 กรัม ไว้ในครอบครอง ซึ่งตำมพระรำชบัญญัติยำเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มำตรำ
15 วรรคสำม (2) บัญญัติว่ำ แอมเฟตำมีน หรืออนุพันธ์แอมเฟตำมีน มีปริมำณคำนวณเป็น
สำรบริสุทธ์ิต้ังแตส่ ำมร้อยเจ็ดสิบห้ำมิลลกิ รมั ขน้ึ ไป ใหส้ ันนษิ ฐำนว่ำเป็นกำรมีไวใ้ นครอบครอง
เพื่อจำหน่ำย แต่บทบัญญัติดังกล่ำวเป็นเพียงบทสันนิษฐำนเบ้ืองต้นเท่ำนั้น เมื่อทำงนำสืบ
ของโจทก์ไมพ่ บว่ำจำเลยมพี ฤตกิ ำรณ์จำหน่ำยยำเสพติด หรือพบอปุ กรณ์ในกำรแบ่งจำหน่ำย
ยำเสพติดแต่ทำงนำสืบของจำเลยปรำกฏว่ำปัจจุบันจำเลยเข้ำรับกำรบำบัดรักษำสำรเสพติด
ที่โรงพยำบำล พยำนหลักฐำนโจทก์จึงมีควำมสงสัยตำมสมควรว่ำ จำเลยกระทำควำมผิดฐำน
มีเมทแอมเฟตำมีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ำยหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งควำมสงสัยน้ัน
ให้จำเลย

______________________________

พนกั งำนอยั กำรจงั หวัดฝำง โจทก์

ระหวำ่ ง

นำงสำว ธ. จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า เมอื่ วนั ท่ี ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา จําเลยเสพเมทแอมเฟตามีน
อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยรับเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการใดไม่ปรากฏชัด และมี
เมทแอมเฟตามีนชนดิ เกล็ด ๑ ห่อ นําหนัก ๑.๒8๐ กรมั คํานวณเป็นสารบรสิ ุทธไิ์ ด้ ๑.๒๕๗ กรัม
ไว้ในครอบครองเพอ่ื จาํ หน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญตั ิยาเสพตดิ ให้
โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, 7, 8, ๑5, ๕๗, 66, ๙๑, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๓๒, 9๑ ริบของกลาง

จํ า เล ย ให้ ก า ร รั บ ส า ร ภ า พ ข้ อ ห า เส พ เม ท แ อ ม เฟ ต า มี น แ ล ะ มี เม ท แ อ ม เฟ ต า มี น ไว้
ในครอบครองโดยไม่ได้รบั อนุญาต แตป่ ฏเิ สธว่ามไิ ดม้ ีไวเ้ พอื่ จําหนา่ ย

ศาลชันตน้ พิจารณาแล้วพิพากษาวา่ จาํ เลยมีความผดิ ตามพระราชบัญญัติยาเสพตดิ ให้โทษ
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหน่ึง, ๕๗, 67, ๙๑ การกระทาํ ของจําเลยเป็นความผดิ หลายกรรม
ต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จําคุก 6 เดือน และ
ปรับ 10,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จําคุก ๔ ปี
และปรับ 80,000 บาท รวมจําคุก ๔ ปี 6 เดือน และปรับ ๙๐,000 บาท จําเลยให้การรับสารภาพ

อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 109

เปน็ ประโยชน์แกก่ ารพจิ ารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘
กึ่งหนึ่ง คงจําคุก ๑ ปี 9 เดือน และปรับ ๔๕,๐๐๐ บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี
คุมความประพฤติจําเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๔ ครังในปีแรก ห้ามจําเลย
เก่ียวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดและยอมให้ตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะทุกครังที่
ไปรายงานตวั และให้จาํ เลยกระทาํ กจิ กรรมบริการสงั คมหรือสาธารณประโยชนต์ ามที่พนักงานคุม
ประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา ๒๔ ช่ัวโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชําระค่าปรับ
ให้จดั การตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลาง ขอ้ หาอื่นนอกจากนใี หย้ ก

โจทกอ์ ุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ
ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒), 6๖ วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒),
๕๗, ๖๖ วรรคสอง และ ๙๑) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจําหน่าย จําคุก 6 ปี
และปรับ ๕๐๐,๐๐๐ บาท คําให้การรบั ว่ามีไว้ในครอบครองเป็นประโยชน์แก่การพจิ ารณาคดีอยู่
บ้าง ลดโทษให้หน่ึงในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจําคุก ๔ ปี และปรับ
333,333.๓๓ บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนลดโทษให้ก่ึงหน่ึงตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๘ แล้ว คงจาํ คุก ๓ เดือน และปรับ ๕,000 บาท ไมช่ าํ ระคา่ ปรับให้จดั การตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน ๑ ปี แต่ไม่เกิน ๒ ปี
สําหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้บังคับคดลี งโทษจาํ เลยไปตามคําพิพากษาศาลชันต้น
แต่ไมค่ มุ ประพฤติ นอกจากทแี่ ก้ใหเ้ ปน็ ไปตามคําพพิ ากษาศาลชันต้น
จําเลยฎกี า โดยไดร้ ับอนญุ าตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชันฎีกาฟังได้ว่า
ตามวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจา้ พนักงานตํารวจจับกุมจาํ เลยพร้อมยดึ เมทแอมเฟตามีน
ชนิดเกล็ด ๑ หอ่ นาํ หนกั สุทธิ ๑.๒8๐ กรมั คํานวณเปน็ สารบรสิ ุทธไ์ิ ด้ ๑.๒๕7 กรัม ตรวจหาสารเสพติด
ในปัสสาวะพบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะของจําเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกา
ของจําเลยว่า จําเลยกระทําความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจําหน่ายตาม
คําพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จําเลยฎีกาว่า จําเลยเป็นผู้ป่วยอยู่ในระหว่างเข้ารับการบําบัดรักษา
สารเสพติดที่โรงพยาบาล ตามหลักฐานใบรบั รองแพทย์เอกสารหมาย ล.๑ จําเลยมียาเสพติดของกลาง
เพื่อใช้เสพเฉพาะตนเองมิได้มีเจตนานําไปจําหน่ายให้แก่ผู้ใด โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอ่ืนใดมา
ประกอบท่ีจะบ่งบอกหรือแสดงให้เห็นว่าจําเลยมีเจตนาครอบครองยาเสพติดของกลางไว้
เพื่อจาํ หน่าย พยานหลกั ฐานของจําเลยจงึ มนี ําหนักเพียงพอทจ่ี ะรับฟังไดว้ า่ จาํ เลยมยี าเสพติดของกลาง
ไว้ในความครอบครองเพ่ือใช้เสพนัน เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒) บัญญัติว่า แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีน มีปริมาณคํานวณ
เป็นสารบรสิ ทุ ธิ์ตงั แตส่ ามร้อยเจ็ดสิบหา้ มิลลิกรมั ขนึ ไป ให้สนั นิษฐานว่าเป็นการมไี ว้ในครอบครอง
เพอื่ จําหน่ายก็ตาม แตบ่ ทบัญญัตดิ ังกล่าวเป็นเพียงบทสันนิษฐานเบอื งต้นเท่านัน ทางนําสืบโจทก์

110 คำ� พิพากษาศาลฎกี า

ได้ความจากร้อยตํารวจเอก น. และรอ้ ยตาํ รวจโท ป. ว่า ขณะพยานเรียกตรวจคน้ รถโดยสารที่ผา่ นไปมา
ตามปกติ พบจําเลยซงึ่ โดยสารมากับรถมีท่าทีพิรธุ จึงเรียกจําเลยไปสอบถาม จําเลยรบั วา่ เสพยาไอซ์
มาก่อนและมียาไอซ์ติดตัวมา ๑ ห่อเพื่อเสพ ชันจับกุมแจ้งข้อหาจําเลยว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้
ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จําเลยให้การรับสารภาพ ชันสอบสวน ร้อยตํารวจเอก ว.
พนักงานสอบสวน ได้รับผลการตรวจเมทแอมเฟตามีนของกลางว่ามีปริมาณสารบริสุทธิ์ตังแต่
สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึนไป จึงแจ้งข้อหาแก่จําเลยเพิ่มเติมว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้
ในครอบครองเพ่ือจําหน่าย จําเลยให้การปฏิเสธวา่ มีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อเสพเท่านัน ดังนี เหตุที่มี
การจับกมุ จาํ เลย เนือ่ งมาจากการตังดา่ นตรวจ มิได้มีการสบื ทราบวา่ จําเลยมีพฤติการณ์จําหนา่ ย
ยาเสพติด หรอื พบอปุ กรณ์ในการแบง่ จาํ หน่ายยาเสพตดิ อีกทัง รอ้ ยตํารวจเอก ว. เบิกความตอบ
ทนายจาํ เลยถามค้านว่า จากการตรวจสอบไม่พบวา่ จําเลยมปี ระวตั เิ คยเกย่ี วข้องกบั ยาเสพติดและ
ไม่พบว่ามีพฤติการณ์จําหน่ายยาเสพติดมาก่อน เม่ือจําเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด อีกทังนําสืบ
ได้ว่า ปัจจุบันจําเลยเข้ารับการบําบัดรักษาสารเสพติดที่โรงพยาบาลลําพูนตามใบรับรองแพทย์
เอกสารหมาย ล.๑ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จําเลยกระทําความผิด
ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจําหน่ายหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนัน
ให้จําเลยตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒7 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติ
วธิ ีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจําเลยฐานมีเมท
แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่ายไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจําเลยฟังขึน
และที่ศาลชันต้นวางโทษจําคุกและปรับกับให้รอการลงโทษโดยให้คุมความประพฤติของจําเลย
เหมาะสมแกพ่ ฤตกิ ารณแ์ หง่ คดีแล้ว

พิพากษาแก้เป็นวา่ จําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๑๕ วรรคหนงึ่ , ๖๗ จําคุก ๔ ปี และปรบั 80,000 บาท จําเลยใหก้ ารรบั สารภาพเป็นประโยชน์
แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง
คงจําคุก ๒ ปี และปรับ ๔๐,000 บาท รวมกับโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว
เป็นจําคุก ๒ ปี ๓ เดือน และปรับ ๔๕,๐๐๐ บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้มีกําหนด ๒ ปี นับแต่
วันท่ีอ่านคําพิพากษาศาลฎีกาให้จําเลยฟัง คุมความประพฤติของจําเลยโดยให้จําเลยไปรายงานตัว
ต่อพนักงานคุมประพฤติ ๔ ครังในปีแรก ห้ามจําเลยเก่ียวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และ
ยอมให้ตรวจหาสารเสพติดในปสั สาวะทุกครังท่ไี ปรายงานตัว และให้จาํ เลยกระทาํ กจิ กรรมบรกิ าร
สังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามท่ีพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมง ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒9, ๓๐ ข้อหาอืน่ นอกจากนใี หย้ ก นอกจากทแ่ี กใ้ หเ้ ป็นไปตามคําพิพากษาศาลอทุ ธรณ์.

สํานักงานอยั การพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สํานักงานวิชาการ

อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 111

หมำยเหตุ
แต่เดิมตามมาตรา ๑๕, ๑๗ และ ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒

ได้มีบทบัญญัติท่ีเป็นข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย กําหนดให้บุคคลใดซึ่งกระทําความผิดเก่ียวกับ
ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ ประเภท ๔ และประเภท ๕ โดยมียาเสพติดให้โทษ
เกินปริมาณท่ีกําหนดไว้ “ให้ถือว่า” ผู้นันกระทําเพ่ือจําหน่าย อันเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดซึ่ง
จะนําสืบหักล้างไม่ได้ แตใ่ นปัจจุบันไดม้ ีพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโ้ ทษ (ฉบับท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐
ได้ยกเลิกความในบทบัญญัติที่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ตามมาตรา ๑๕, ๑๗ และ ๒๖ แห่ง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ดังกล่าว โดยเปลี่ยนจากเดิมที่บัญญัติว่า “ให้ถือว่า”
เป็น “ให้สันนิษฐานว่า” ซ่ึงเป็นเพียงขอ้ สันนิษฐานไม่เด็ดขาด ทังนี การแก้ไขกฎหมายตามพระราชบัญญัติ
ยาเสพตดิ ให้โทษ (ฉบบั ท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ กเ็ พ่ือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บังคบั ใชก้ ฎหมายสามารถ
พิจารณาจากพฤติการณ์หรือคํานึงถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้กระทําความผิด และเป็นการให้สิทธิ
ผตู้ ้องหาหรอื จาํ เลยในการพิสูจน์ความจริงในคดี 1 ด้วยเหตนุ ี สํานักงานอัยการสงู สุดได้มกี ารออก
หนังสือเวียนกําหนดแนวทางในการพิจารณาส่ังคดี โดยให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจในการออก
คําส่ังฟ้องในข้อหามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่ายให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและ
พฤติการณ์ของผู้ต้องหาว่าเจตนามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่ายหรือเจตนามีไว้
ในครอบครอง ทังนี เพื่อให้การดําเนินการของพนักงานอัยการเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ
กฎหมายดงั กล่าว 2

แม้จะมีการแก้กฎหมายดังกล่าว แต่ข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด ก็ยังมีผลเป็นการผลักภาระ
การพิสูจน์ไปให้คู่ความอกี ฝ่ายหน่ึงท่จี ะต้องนาํ สืบหักลา้ งข้อสันนิษฐานนัน ดังนัน หากข้อเท็จจริง
ในคดใี ดมีปริมาณยาเสพติดเข้าตามขอ้ สันนิษฐาน ฝา่ ยโจทกก์ ็จะไดร้ ับประโยชนจ์ ากขอ้ สนั นษิ ฐาน
และเป็นหน้าท่ีของฝ่ายจําเลยท่ีจะต้องนําสืบหักล้างข้อสันนิษฐานนัน3 ซึ่งข้อเท็จจริงตาม
คําพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี เป็นกรณีท่ีจําเลยมีเมทแอมเฟตามีนมีจํานวนปริมาณสารบริสุทธ์ิ
เกินปริมาณท่ีกฎหมายสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย อนั ฝ่ายโจทก์ได้รับประโยชน์
จากข้อสันนิษฐานทางกฎหมายแล้ว แต่จําเลยได้นําพยานหลักฐานมาสืบหักล้างว่าจําเลยเป็น
ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรักษาการติดยาเสพติด และไม่มีเจตนาท่ีจะมียาเสพติดไว้ในครอบครอง
เพื่อจําหน่าย โดยจําเลยมีพยานเอกสาร คือ ใบรับรองแพทย์ว่าจําเลยอยู่ระหว่างบําบัดรักษา
อาการติดยาเสพติดเป็นพยานหลักฐานมานําสืบ ประกอบกับทางนําสืบของโจทก์ไม่ได้มีการ

1 หมายเหตุท้ายพระราชบญั ญตั ยิ าเสพติดใหโ้ ทษ (ฉบบั ท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐
2 หนงั สือสํานักงานอัยการสงู สุด ที่ อส ๐๐๐๗(พก)/ว ๓๖๕ ลงวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐ (อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี 83

พ.ศ. 2561 หน้า 162)
3 ธานี สิงหนาท, คําอธิบายพยานหลักฐานคดีแพ่งและคดีอาญา, พิมพ์ครังท่ี ๑๖, (กรุงเทพฯ: กรุงสยาม พับลิชชิ่ง, ๒๕๖๒),

หน้า ๑๐๙, ๓๘๒.

112 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา

สืบทราบมาก่อนว่าจําเลยมีพฤติการณ์จําหน่ายยาเสพติด และไม่พบอุปกรณ์ในการแบ่งจําหน่าย
ยาเสพติดแต่อย่างใด จําเลยในคดีนจี งึ นําสืบหกั ล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายได้

สงั เกตได้ว่าคาํ พิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตนุ ี ได้ใหเ้ หตุผลสาํ คัญที่ฝา่ ยจําเลยนาํ สืบหักลา้ ง
ข้อสันนิษฐานได้ คือ การท่ีฝ่ายโจทก์มีเพียงข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย ไม่ได้มีพยานหลักฐาน
ประกอบอ่ืนมาสนับสนุนว่าจําเลยมีพฤติการณ์จําหน่ายยาเสพติดแต่อย่างใด โดยพยานหลักฐาน
ประกอบอื่นที่สามารถสนับสนุนวา่ จําเลยมีพฤตกิ ารณจ์ าํ หนา่ ยยาเสพตดิ อาจไดแ้ ก่ เจา้ พนักงานตํารวจ
สืบทราบมาก่อนว่าจําเลยมีพฤติการณ์จําหน่ายยาเสพติด โดยอาจมีการบันทึกการสืบสวนเป็น
ลายลักษณ์อักษร หรือมีคําให้การขยายผลจากผู้กระทําผิดรายอ่ืนว่าเคยซือยาเสพติดมาจาก
จําเลย 4 หรือตรวจพบอุปกรณ์ในการแบ่งจําหน่ายยาเสพติด เช่น พบถุงพลาสติกจํานวนมาก
สําหรับแบ่ง พบเคร่ืองชั่งนําหนักดิจิตอล หรือพบพยานหลักฐานว่าจําเลยเคยจําหน่ายยาเสพติด
เช่น พบข้อความสนทนาจําหน่ายยาเสพติดในโทรศัพท์เคล่ือนท่ีของจําเลย หรือจําเลยได้
รับสารภาพในชันสอบสวนว่าได้จําหน่ายยาเสพติด รวมถึงรับสารภาพว่ามีพฤติกรรมแบ่งยาเสพติด
ให้เพ่ือนเสพ 5 เป็นต้น ทังนี หากคดีใดท่ีมีทังข้อสันนิษฐานทางกฎหมายและพยานหลักฐาน
ประกอบอื่นสนับสนุนด้วยแล้ว พยานหลักฐานในคดีย่อมน่าเช่ือโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจําเลย
เจตนามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพ่ือจําหน่าย และเป็นการยากท่ีฝ่ายจําเลยจะสามารถ
นาํ สืบหักลา้ งข้อสันนษิ ฐานทางกฎหมายได้ และขอ้ สังเกตอกี ประการหนงึ่ คอื เมือ่ มีข้อสนั นิษฐาน
ทางกฎหมาย ย่อมเป็นหน้าที่ของจําเลยจะต้องนําพยานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐาน ดังนัน แม้คดีใด
ทฝ่ี า่ ยโจทก์มีเพียงขอ้ สันนษิ ฐานทางกฎหมายเพยี งอยา่ งเดียว โดยไม่มพี ยานหลกั ฐานประกอบอื่น
มาสนับสนุนว่าจําเลยมีพฤติการณ์จําหน่ายยาเสพติด แต่หากฝ่ายจําเลยไม่นําพยานเข้าสืบ หรือ

4 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๒๕๓๙/๒๕๓๑ เมื่อตํารวจทราบจากผมู้ ีชื่อซ่ึงถูกจับกุมในข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองว่า
ได้ซือเฮโรอีนจากจําเลย ตํารวจจึงไปจับจําเลยหลังจากทราบเร่ืองไม่นานก็ได้เฮโรอีนของกลาง นําหนัก ๐.๑๖๐ กรัม
แยกบรรจไุ ว้ในหลอดกาแฟพลาสติกจํานวน ๑๓ หลอดพฤติการณ์เช่นนีแสดงว่าจําเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพ่ือ
จาํ หน่าย

5 คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี ๕๘๓๔/๒๕๕๙ จําเลยนําเมทแอมเฟตามีน ๑ เม็ด มาแบง่ ให้ ธ. เสพ การกระทาํ ของจาํ เลยจึง
เป็นการทําให้ยาเสพติดแพร่กระจายไปยังบุคคลอื่นโดยวิธีการให้อันเป็นการจําหน่ายตามบทนิยามคําวา่ “จําหน่าย”
ตามความในมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว จําเลยจึงมีความผิดฐานจําหน่ายเมทแอมเฟตามีน
(อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี 82 พ.ศ. 2560 หน้า 70)
คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี ๒๒๒๓/๒๕๒๓ จําเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพือ่ จะนาํ ไปให้ผู้อ่นื หรือแบง่ ให้ผอู้ ่ืนเป็นการ
มีไวเ้ พ่ือจาํ หนา่ ยตามความหมายของมาตรา๔ แหง่ พระราชบัญญัตยิ าเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 113

สืบพยานแต่ไมม่ม่มีพีพยยาานนหหลลักักฐฐาานนทที่น่ีน่า่าเเชช่ือื่อถถือือมมาานนํา�ำสสืบืบหหักักลล้า้างงคคดดีนีนัน้ันยย่อ่อมมตต้อ้องฟงฟังขังข้อ้อเทเท็จ็จ0จจรริงิ ตาม
ข้อสนั นิษฐานของกฎหมาย 6

เอกกมล บำรงุ พงศ์

6 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๓๑๘๑/๒๕๔๓ เม่ือโจทก์นําพยานเข้าสืบฟังได้ว่าจําเลยต้องข้อสันนิษฐานว่ามีหนีสินล้นพ้นตัว
แล้วก็เป็นหน้าที่ของจําเลยจะต้องนําพยานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐาน เม่ือจําเลยไม่ย่ืนคําให้การและยังขาดนัด
พิจารณาอีกด้วย จึงต้องฟงั ข้อเทจ็ จริงวา่ จาํ เลยมหี นสี ินล้นพน้ ตัวแลว้

114 คำ� พิพากษาศาลฎกี า

คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี 6729/2562

ป.อ. ขอคนื ของกลาง (มาตรา 36)
ขณะเกิดเหตุวันที่ 15 ธันวำคม 2558 ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ

หมำยเลขทะเบียน บษ 1755 นครศรีธรรมรำช โดยเช่ำซื้อจำกธนำคำร ท. จำกัด (มหำชน)
แม้ขณะจำเลยกระทำควำมผิดผู้ร้องจะยังไม่เป็นเจ้ำของกรรมสิทธ์ิรถยนต์กระบะของกลำง
แต่ผู้ร้องในฐำนะผเู้ ช่ำซื้อเป็นผู้ครอบครองและใช้รถยนต์กระบะของกลำงอย่ำงเจ้ำของ ท้ังใน
เวลำต่อมำกอ่ นยืน่ คำร้องขอคืนของกลำง ผ้รู อ้ งชำระคำ่ งวดปดิ บญั ชีเชำ่ ซือ้ และชำระคำ่ ธรรมเนียม
ในกำรโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ธนำคำร ท. จำกัด (มหำชน) เมื่อวันที่ 25 สิงหำคม 2560 ผู้ร้องได้
ชำระค่ำเช่ำซื้อครบถ้วนแล้ว กรรมสิทธ์ิในรถยนต์กระบะของกลำงย่อมตกแก่ผู้ร้องแม้ยังไม่มี
กำรโอนทำงทะเบียน ซึ่งขณะนั้นคดียังอยู่ในระหว่ำงกำรพิจำรณำของศำลอุทธรณ์ภำค 8
ยังไม่ถึงที่สุด รถยนต์กระบะของกลำงจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดินตำมประมวลกฎหมำยอำญำ
มำตรำ 35 ผู้ร้องจึงเป็นเจ้ำของแท้จริงในขณะยื่นคำร้องที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์
กระบะของกลำงได้

______________________________

พนักงำนอัยกำรจงั หวดั กระบี่ โจทก์

ระหว่ำง นำง ส. ผู้รอ้ ง

นำย พ. จำเลย

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจาเลยฐานรับของโจร
และริบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บษ 1755 นครศรีธรรมราช หมายเลขทะเบียน
ฒฌ 7058 กรุงเทพมหานคร และหมายเลขทะเบียน บค 3365 ตรงั รวม 3 คัน ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคาร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน
บษ 1755 นครศรีธรรมราช โดยเช่าซื้อจากธนาคาร ท. จากัด (มหาชน) ผ่อนชาระค่าเช่าซ้ือ
ครบถว้ นแลว้ ภายหลงั เกิดเหตุและศาลมคี าสั่งให้รบิ รถยนต์ของกลางคันดังกล่าวแตไ่ ม่สามารถโอน
เปลยี่ นแปลงช่ือทางทะเบยี นมาเปน็ ชื่อของผูร้ ้องได้ เน่ืองจากศาลชน้ั ต้นสง่ั ริบไวใ้ นคดีนี้ ผู้ร้องไม่ไดร้ ูเ้ ห็น
เป็นใจในการกระทาความผิด ขอให้คืนรถยนต์กระบะ ย่ีห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บษ 1755
นครศรีธรรมราช ของกลางแกผ่ ู้รอ้ ง

โจทกย์ ่ืนคาคัดคา้ นว่า ผ้รู ้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธ์ริ ถยนต์กระบะ ย่ีห้ออซี ูซุ หมายเลขทะเบยี น
บษ 1755 นครศรธี รรมราช ของกลาง

อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 115

ศาลช้ันต้นไต่สวนแล้วมีคาสั่งให้คืนรถยนต์กระบะ ย่ีห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บษ 1755
นครศรีธรรมราช ของกลางแก่ผรู้ ้อง

โจทกอ์ ุทธรณ์
ศาลอทุ ธรณภ์ าค 8 พพิ ากษากลบั ใหย้ กคารอ้ ง
ผรู้ อ้ งฎกี า
ศาลฎีกาตรวจสานวนประชุมปรกึ ษาแล้ว ข้อเท็จจริงจากทางไต่สวนรับฟังได้วา่ ขณะเกดิ เหตุ
วันท่ี 15 ธันวาคม 2558 ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะ ย่ีห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน
บษ 1755 นครศรีธรรมราช โดยเช่าซ้ือจากธนาคาร ท. จากัด (มหาชน) ผู้ร้องชาระค่างวดปิดบัญชี
เช่าซื้อและชาระค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ธนาคาร ท. จากัด (มหาชน) เมื่อวนั ท่ี
25 สิงหาคม 2560 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิย่ืนคาร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลาง
และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทาความผิดของจาเลยหรอื ไม่ เห็นว่า แม้ขณะจาเลยกระทาความผิด
ผู้ร้องจะยังไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิรถยนต์กระบะของกลาง แต่ผู้ร้องในฐานะผู้เช่าซื้อเป็น
ผู้ครอบครองและใช้รถยนต์กระบะของกลางอย่างเจ้าของ ทั้งในเวลาต่อมาก่อนยื่นคาร้องขอคืน
ของกลางผู้ร้องได้ชาระค่าเช่าซ้ือครบถ้วนแล้ว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางย่อมตกแก่ผู้ร้อง
แม้ยังไม่มีการโอนทางทะเบียน ซึ่งขณะนั้นคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8
ยังไม่ถึงที่สุด รถยนต์กระบะของกลางจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 35 ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของแท้จริงในขณะย่ืนคาร้องท่ีมีสิทธิย่ืนคาร้องขอให้คืนรถยนต์
กระบะของกลางได้ ส่วนปัญหาว่าผู้ร้องได้ยื่นคาร้องขอคืนของกลางภายในระยะเวลาที่กฎหมาย
กาหนดหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติให้ผู้เป็นเจ้าของแท้จริง
สามารถยนื่ คาร้องขอคืนของกลางได้ภายในหน่ึงปนี ับแต่วนั คาพิพากษาถึงทีส่ ุด ซ่ึงระยะเวลาหน่ึง
ปนี ับแต่วนั คาพิพากษาถงึ ที่สุด หมายความว่า หนึ่งปีนับแต่เมื่อสิ้นกาหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือ
ฎีกาแล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา เมื่อคดีที่จาเลยถูกฟ้องศาลชั้นต้นมีคาพิพากษาในวันท่ี
30 พฤษภาคม 2560 โจทก์อุทธรณ์คาพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคาพิพากษาในวันที่
30 พฤษภาคม 2561 โจทก์ขอขยายระยะเวลายน่ื ฎีกาถึงวันท่ี 31 ตุลาคม 2561 แต่มิได้ย่ืนฎีกา
คดีจึงถึงท่ีสุดในวันท่ี 31 ตุลาคม 2561 ดังน้ัน การที่ผู้ร้องยื่นคาร้องขอคืนของกลางคดีน้ีใน
วันท่ี 20 ธันวาคม 2560 จึงเป็นการย่ืนคาร้องภายในระยะเวลาท่ีกฎหมายกาหนดแล้ว เมือ่
ทางนาสืบของผู้ร้องได้ความว่าผู้ร้องและธนาคาร ท. จากัด (มหาชน) เจ้าของเดิมของรถยนต์กระบะ
ของกลางขณะถูกนาไปใช้ในการกระทาความผิดมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทาความผิด
จึงสมควรคืนรถยนต์กระบะของกลางให้ผู้ร้อง ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกา
ไมเ่ ห็นพ้องด้วย ฎีกาของผรู้ อ้ งฟงั ขึน้

116 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า

พิพากษากลับ ให้คนื รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออซี ูซุ หมายเลขทะเบียน บษ 1755 นครศรีธรรมราช
ของกลางแกผ่ รู้ ้อง.

สานกั งานอัยการพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ
สานักงานวชิ าการ

หมำยเหตุ
เดิมการพิจารณาความเป็นเจ้าของแท้จริงที่มาขอคนื ทรัพย์สินที่ศาลส่ังให้รบิ ตามประมวล

กฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ 1 ไม่ได้จากัดเฉพาะผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะมีการกระทาความผิด
เท่าน้ัน เพราะหากเจ้าของทรพั ย์สินในขณะมีการกระทาความผิดได้โอนกรรมสิทธิ์ไปยงั บุคคลอื่น
ก่อนศาลมีคาพิพากษาให้ริบตกเป็นของแผ่นดิน ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะมีการกระทาความผิด
ยอ่ มมใิ ช่เจา้ ของแท้จริงทจี่ ะมาขอคืนทรัพย์สินนน้ั อีกต่อไป ผู้เปน็ เจ้าของแทจ้ ริงท่ีมีสทิ ธิขอคนื ทรัพย์สิน
ในกรณีน้ี คือ บุคคลอื่นท่ีได้รับโอนทรัพย์สินมาโดยสุจริตภายหลังท่ีมีการกระทาความผิดนั่นเอง
ซ่ึงมีคาพิพากษาศาลฎกี าท่ีวางหลกั เป็นบรรทัดฐานทานองเดียวกันน้ีไว้จานวนหลายเรือ่ ง (คาพิพากษา
ศาลฎีกาที่ ๓๘๘/๒๕๒๓, ๗๔๐/๒๕๒๙, ๑๗๓/๒๕๓๙, ๓๘๒๙/๒๕๔๒, ๑๘๑๙/๒๕๔๖, ๘๑๖๙/๒๕๔๗,
๗๕๐๑/๒๕๔๙) 2

ตอ่ มาได้มีคาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๙๗๕/๒๕๖๐ วินจิ ฉัยต่างไปจากแนวคาพพิ ากษาศาลฎีกา
ท่ีกล่าวมาข้างต้น โดยวินิจฉัยว่า “ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงท่ีมีสิทธิยื่นคาร้องขอคืนของกลางตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ หมายถึงเจ้าของทรัพย์สินขณะท่ีมีการกระทาความผิด
มิใช่เจ้าของทรัพย์สินหลังการกระทาความผิด” 3 จากคาวินิจฉัยดังกล่าวอาจต้ังข้อสงั เกตได้ว่า
หากเจ้าของทรัพย์สินขณะที่มีการกระทาความผิด ได้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของกลางไปยัง
บุคคลอื่นก่อนศาลมคี าพิพากษาให้ริบตกเปน็ ของแผ่นดิน แล้วต่อมาเจา้ ของทรพั ย์สินขณะทีม่ ีการ
กระทาความผิดไม่ได้ย่ืนคาร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางภายในกาหนด จนทาให้ทรัพย์สิน
ของกลางนัน้ ตกเป็นของแผ่นดนิ กรณเี ช่นนี้ยอ่ มเกิดความเสียหายต่อบุคคลอ่ืนทีร่ ับโอนกรรมสิทธิ์
ในทรัพยส์ ินมาโดยสจุ ริต เพราะบุคคลอ่ืนนั้นไม่อาจยืน่ คาร้องขอคืนทรัพยส์ ินของกลางเพ่ือพิสูจน์
ความสุจรติ ของตนเองได้

1 ป.อ. มาตรา ๓๖ “ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา ๓๓ หรือ มาตรา ๓๔ ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลัง
โดยคาเสนอของเจ้าของแท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทาความผิด ก็ให้ศาลส่ังให้คืน
ทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินน้ันยังคงมีอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน แต่คาเสนอของเจ้าของแท้จริงน้ันจะต้อง
กระทาต่อศาลภายในหนงึ่ ปีนับแตว่ ันคาพิพากษาถงึ ทส่ี ดุ ”

2 อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๓ พ.ศ. ๒๕๖๑ ,หนา้ ๙๒-๙๓
3 เรือ่ งเดยี วกัน, หน้า ๘๙ - ๙๐

อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 117

สาหรับคาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๗๒๙/๒๕๖๒ ที่หมายเหตุนี้ มิได้วินิจฉัยตามนัย
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๙๗๕/๒๕๖๐ เพราะผู้ร้องท่ีศาลฎีกาวินิจฉัยคืนทรัพย์สินรถยนต์กระบะ
ของกลางให้ตามคาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๗๒๙/๒๕๖๒ นั้น มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
ขณะท่ีจาเลยกระทาความผิด ผู้รอ้ งเป็นแตเ่ พยี งผู้เช่าซื้อในขณะกระทาความผดิ เท่านั้น และได้มา
เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงเมื่อ ธนาคาร ท. จากัด (มหาชน) ได้โอนกรรมสิทธ์ิให้ภายหลัง
การกระทาความผิด คาวินิจฉัยดังกล่าวสอดคล้องกับแนวบรรทัดฐานในคาพิพากษาศาลฎีกา
จานวนหลายเร่ืองท่ีกลา่ วไวแ้ ล้วขา้ งต้น ซ่ึงได้วินจิ ฉยั ให้บุคคลอนื่ ทไี่ ด้รับโอนกรรมสทิ ธิม์ าภายหลัง
การกระทาความผิด และก่อนท่ีศาลมีคาพิพากษาให้ริบตกเป็นของแผ่นดิน ก็เป็นเจ้าของแท้จริง
ท่ีมีสิทธิร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางน้ันได้ 4 อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิในการร้องขอคืนของกลางนั้น
จะต้องเป็นการใช้สิทธโิ ดยสุจรติ ด้วย เพราะถ้าเป็นการใช้สทิ ธิโดยไม่สุจริต การร้องขอคืนของกลางน้ัน
ยอ่ มไมช่ อบ

วิชชุพนั ธ์ุ ภกั ดีบวร

4 เร่ืองเดยี วกัน, หนา้ ๙๒ - ๙๓

118 คำ� พพิ ากษาศาลฎกี า

คำพพิ ำกษำศำลฎีกำที่ 6815/2562

ป.อ. รอการลงโทษ (มาตรา 56 (2))
ประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๕๖ ท่ีแก้ไขใหม่ บัญญัติว่ำ “ผู้ใดกระทำควำมผิดซึ่งมีโทษ

จำคุกหรอื ปรับ และในคดีน้ันศำลจะลงโทษจำคุกไม่เกินห้ำปีไม่ว่ำจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตำม
หรือลงโทษปรบั ถ้ำปรำกฏว่ำผู้นั้น... (๒) เคยได้รับโทษจำคุกมำก่อนแต่เป็นโทษจำคุกไม่เกิน
หกเดือน...” จำกบทบัญญัติดังกล่ำว หมำยถึง จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมำก่อน แต่โทษจำคุก
ตำมคำพิพำกษำในคดีก่อนนั้นจะต้องเป็นกำรลงโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนเป็นสำคัญ มิได้
หมำยควำมว่ำจำเลยได้รับโทษในเรือนจำจริงมีกำหนดไม่เกินหกเดือนแล้วจะรอกำรลงโทษจำคุก
ในคดีหลังดังทจ่ี ำเลยกล่ำวอ้ำงในฎีกำว่ำ จำเลยเคยต้องโทษจำคุกตำมคำพิพำกษำในคดีก่อน
มกี ำหนด ๑๐ เดือน แต่จำเลยได้รับโทษจำคกุ ในคดดี ังกล่ำวจริงเพียง ๓๒ วัน เนื่องจำกได้รับ
พระรำชทำนอภัยโทษ ดังน้ัน แม้จำเลยจะได้รับพระรำชทำนอภัยโทษให้ลดโทษลงเพียงใด
ถึงขั้นปล่อยตัวไปก็ตำม คำพิพำกษำของศำลที่กำหนดโทษไว้เดิมนั้น ก็หำได้ถูกลบล้ำงไปไม่
คงฟังได้ตำมกฎหมำยวำ่ จำเลยเคยตอ้ งโทษจำคกุ ตำมคำพพิ ำกษำมกี ำหนด ๑๐ เดอื น เม่ือปรำกฏว่ำ
จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกตำมคำพิพำกษำในคดีก่อนอันเป็นควำมผิดตำมพระรำชบัญญัติ
อำวุธปืนฯ มกี ำหนด ๑๐ เดือน กรณีจงึ ไม่อำจรอกำรลงโทษในคดีนีไ้ ดต้ ำมประมวลกฎหมำยอำญำ
มำตรำ ๕6 (๒)

______________________________

พนักงำนอัยกำรคดีศำลแขวงภเู กต็ โจทก์

ระหว่ำง

นำย ว. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันท่ี ๒๔ มีนาคม ๒๕๖1 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จําเลยชกต่อยนาย ธ.
ผู้เสียหาย ถูกท่ีบริเวณใบหน้าและใช้เท้าเตะที่บริเวณลําตัว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ
เป็นอันตรายแกก่ ายหรอื จติ ใจ ขอใหล้ งโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒9๕
จาํ เลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแลว้ พิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๙๕ จําคุก ๔ เดือน จําเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ
ลดโทษให้กึง่ หนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗8 คงจําคกุ ๒ เดอื น
จําเลยอทุ ธรณ์
ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๘ พพิ ากษายืน

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 119

จําเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงช่ือในคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ อนุญาตให้ฎีกา
ในปัญหาขอ้ เทจ็ จรงิ

ศาลฎีกาตรวจสํานวนประชุมปรกึ ษาแล้ว มีปญั หาต้องวินจิ ฉัยตามฎกี าของจาํ เลยในปัญหา
ข้อกฎหมายว่า คดีของจําเลยอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถรอการลงโทษจําคุกตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ (๒) ที่แก้ไขใหม่ หรือไม่ โดยจําเลยฎีกาว่า จําเลยเคยต้องโทษจําคุก
ตามคําพิพากษาในคดีก่อนมีกําหนด ๑๐ เดือน แต่จําเลยได้รับโทษจําคุกในคดีดังกล่าวจริงเพียง
๓๒ วัน เนื่องจากได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามหนังสือรับรองจากเรือนจําจังหวัดภูเก็ต
แนบท้ายอุทธรณ์ของจําเลย จึงเป็นกรณีที่จําเลยได้รับโทษจําคุกในคดีก่อนไม่เกนิ 6 เดือน จึงรอการ
ลงโทษจําคุกจําเลยในคดีนี้ได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ที่แก้ไขใหม่
บัญญัติวา่ “ผู้ใดกระทําความผิดซ่ึงมีโทษจําคุกหรือปรับ และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจําคุกไม่เกินห้าปี
ไม่วา่ จะลงโทษปรับด้วยหรอื ไมก่ ต็ ามหรอื ลงโทษปรบั ถา้ ปรากฏวา่ ผู้นนั้ ... (๒) เคยได้รับโทษจาํ คุก
มาก่อนแต่เป็นโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน...” จากบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง จําเลยเคยได้รับโทษ
จําคุกมาก่อน แต่โทษจําคุกตามคําพิพากษาในคดีก่อนน้ันจะต้องเป็นการลงโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน
เป็นสําคัญ มิได้หมายความว่าจําเลยได้รับโทษในเรือนจําจริงมีกําหนดไม่เกินหกเดือนแล้วจะรอ
การลงโทษจําคุกในคดหี ลงั ดงั ทีจ่ ําเลยกล่าวอา้ งในฎีกา ดังนัน้ แม้จําเลยจะไดร้ ับพระราชทานอภัยโทษ
ให้ลดโทษลงเพียงใดถึงขั้นปล่อยตัวไปก็ตาม คําพิพากษาของศาลท่ีกําหนดโทษไว้เดิมน้ัน ก็หาได้
ถกู ลบล้างไปไม่ คงฟังได้ตามกฎหมายว่าจําเลยเคยต้องโทษจําคุกตามคําพิพากษามีกําหนด ๑๐ เดือน
เมื่อปรากฏว่าจําเลยเคยได้รับโทษจําคุกตามคําพิพากษาในคดีก่อนอันเป็นความผิดตาม
พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มีกําหนด ๑๐ เดือน กรณีจึงไม่อาจรอการลงโทษในคดีนี้ได้ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕6 (๒) ที่แก้ไขใหม่ ท่ีศาลอทุ ธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจําคุก
ใหแ้ กจ่ ําเลยน้ัน ศาลฎกี าเหน็ พ้องด้วยในผล ฎีกาของจําเลยฟังไม่ขน้ึ

พิพากษายืน.
สํานักงานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สาํ นักงานวิชาการ

120 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา

คำพิพำกษำศำลฎกี ำท่ี 6964/2562

พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยคณะกรรมการการเลือกต้งั พ.ศ. 2550(มาตรา 27, 43)
พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยการเลอื กต้ังสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรและการได้มาซึง่ สมาชกิ วุฒสิ ภา

พ.ศ. 2550 (มาตรา 76, 152)
พฤติกำรณ์ที่จำเลยท่ี 2 และท่ี 3 ข้ึนปรำศรัยบนเวทีในทำนองให้งดกำรเลือกตั้งและ
ชักชวนให้ประชำชนเข้ำมำร่วมสนับสนุน และต่อมำจำเลยทั้งห้ำนำมวลชนมำปิดล้อม
สถำนีตำรวจ ใช้เครื่องขยำยเสียงพูดในทำนองว่ำให้ประชำชนล้อมสถำนีตำรวจเพื่อไม่ให้
นำอุปกรณ์กำรเลือกต้ังออกไป รวมถึงได้เข้ำร่วมเจรจำกับคณะกรรมกำรกำรเลือกต้ังประจำ
เขตเลือกตั้งด้วยนั้น ถือได้ว่ำจำเลยทัง้ หำ้ มีสว่ นร่วมในกำรกระทำอันเป็นกำรขดั ขวำงกำรปฏบิ ัติงำน
ของคณะกรรมกำรกำรเลือกตั้งประจำจังหวัด ทงั้ เป็นกำรขดั ขวำงมิให้ผู้มีสทิ ธเิ ลือกตั้งสำมำรถ
ใชส้ ทิ ธิเลอื กตงั้ ได้
แม้ศำลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่ำกำรเลือกตั้งสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรอันเป็นกำร
เลือกต้ังท่ัวไปเม่ือวันท่ี 2 กุมภำพันธ์ 2557 เป็นกำรเลือกต้ังที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ตำม
ก็ไม่มีผลลบล้ำงกำรกระทำควำมผิดของจำเลยท้ังห้ำที่เป็นควำมผิดสำเร็จก่อนศำลรัฐธรรมนูญ
มคี ำวินิจฉยั

______________________________

พนกั งำนอัยกำรจังหวดั พัทลงุ โจทก์

ระหวำ่ ง

นำย ซ. ที่ 1 จำเลย
นำง ฉ. ที่ 2
นำย ด. ท่ี 3
นำย ผ. ท่ี 4
นำย ส. ท่ี 5

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า วันที่ 9 ธันวาคม 2556 มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. 2556 เพ่ือให้มีการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ โดยให้มีการเลือกต้ังสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรเป็นการท่ัวไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 และคณะกรรมการการเลือกต้ัง
ประจาจังหวัดพัทลุง ใชส้ ถานีตารวจภธู รตะโหมด อาเภอตะโหมด จงั หวดั พทั ลุง เปน็ สถานท่เี ก็บรักษา
บัตรเลอื กต้งั และอปุ กรณ์เก่ียวกบั การเลือกต้ังของเขตเลอื กตั้งที่ 3 จังหวัดพัทลุง เม่ือระหวา่ งวนั ท่ี

อัยการนเิ ทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 121

1 กุมภาพันธ์ 2557 เวลากลางวัน ถึงวันท่ี 2 กุมภาพันธ์ 2557 เวลากลางวันต่อเนอ่ื งกนั จาเลยท้งั ห้า
กับพวกกลมุ่ ผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน ร่วมกันกระทาโดยไม่มีอานาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อมิให้
ผู้มีสิทธิเลือกต้ังสามารถใช้สิทธิเลือกต้ังได้ โดยจาเลยท้ังห้ากับพวกร่วมกันปิดล้อมสถานีตารวจ
ภูธรตะโหมด เพื่อมิให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด
กรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด ซ่ึงมีหน้าท่ีจัดให้มีการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 เข้าไปยัง
บริเวณสถานีตารวจภูธรตะโหมด อันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
คณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด กรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด ท้ังเป็นการขัดขวาง
มใิ ห้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ จนคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัดพัทลุง
เขตเลือกตั้งที่ 3 ต้องประกาศงดการลงคะแนนเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดพัทลุง เพราะ
ไม่สามารถจัดให้มีการลงคะแนนเลือกต้ังตามกาหนด เนื่องจากการกระทาอันเป็นการฝ่าฝืน
ตอ่ กฎหมายของจาเลยทง้ั ห้ากับพวก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 มาตรา 4, 10, 14, 27, 43 พระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
พ.ศ. 2550 มาตรา 4, 21, 76, 152 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง
ของจาเลยทัง้ หา้ มีกาหนดคนละ 5 ปี

จาเลยท้ังหา้ ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จาเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกต้ัง พ.ศ. 2550 มาตรา 27, 43 วรรคหนึ่ง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา
ซ่ึงสมาชกิ วฒุ ิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 76, 152 วรรคหนึ่ง การกระทาของจาเลยท่ี 4 เป็นกรรมเดียว
ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึง่ สมาชกิ วุฒิสภา พ.ศ. 2550 จาคกุ 1 ปี ปรับ 20,000 บาท
โทษจาคุกให้รอการลงโทษไว้มีกาหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชาระค่าปรับ
ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกต้ังจาเลยที่ 4
มกี าหนด 5 ปี ยกฟอ้ งจาเลยที่ 1 ท่ี 2 ท่ี 3 และท่ี 5 คาขออืน่ นอกจากน้ีใหย้ ก
โจทก์และจาเลยที่ 4 อทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลยท้ังห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 มาตรา 27, 43 วรรคหน่ึง
พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการเลือกตัง้ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรและการได้มาซ่ึง
สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 76, 152 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 83 การกระทาของจาเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา

122 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า

ซง่ึ สมาชิกวฒุ ิสภา พ.ศ. 2550 ซงึ่ เป็นกฎหมายบทท่ีมโี ทษหนักท่ีสดุ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 90 จาคุกคนละ 1 ปี ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษจาคุกให้แก่จาเลยที่ 4 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกต้ัง
จาเลยท่ี 1 ท่ี 2 ท่ี 3 และที่ 5 มกี าหนดคนละ 5 ปี นอกจากท่ีแก้ให้เป็นไปตามคาพิพากษาศาลชน้ั ต้น

จาเลยทง้ั ห้าฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสานวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังไดต้ ามทางนาสืบของโจทก์ว่า
เมื่อวันท่ี 30 มกราคม 2557 จาเลยที่ 2 และที่ 3 ข้ึนปราศรัยบนเวทีในทานองให้งดการ
เลือกต้ังและชักชวนให้ประชาชนเข้ามาร่วมสนับสนุน ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา
ประมาณ 7 นาฬิกา จาเลยท้ังห้านามวลชนมาปิดล้อมสถานีตารวจภูธรตะโหมดใช้เครื่องขยายเสียง
และเดินนาหน้า จาเลยท่ี 2 ใช้เคร่ืองขยายเสียงพูดในทานองว่าให้ประชาชนล้อมสถานีตารวจ
ภูธรตะโหมดเพื่อไม่ให้นาอุปกรณ์การเลือกต้ังออกไป และวันเดียวกันเวลาประมาณ 10 นาฬิกา
จาเลยที่ 4 เป็นตวั แทนมวลชนในการเจรจากับคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาเขตเลือกตง้ั ท่ี 3
จังหวัดพัทลุง ตามที่จาเลยที่ 1 ส่ังการ โดยมีจาเลยที่ 2 ท่ี 3 และที่ 5 เข้าร่วมเจรจาด้วย
พฤติการณ์ของจาเลยท้ังห้าดังกล่าว ถือได้ว่าจาเลยทั้งห้ามีส่วนร่วมในการกระทาอันเป็นการขัดขวาง
การปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด ทั้งเป็นการขัดขวางมิให้ผู้มีสิทธิเลือกต้ัง
สามารถใช้สิทธิเลือกต้ังได้ จนคณะกรรมการการเลือกต้ังประจาเขตเลือกตั้งท่ี 3 จังหวัดพัทลุง
ต้องประกาศงดการลงคะแนนเลือกตั้งเขตเลือกต้ังที่ 3 จังหวัดพัทลุง ส่วนที่จาเลยที่ 2 และที่ 3
ฎีกาด้วยว่า ภายหลังเกิดเหตุ ศาลรัฐธรรมนูญมีคาวินิจฉัย ท่ี 5/2557 ว่า การเลือกต้ังสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลอื กต้ังท่ัวไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามพระราชกฤษฎีกา
ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 เป็นการเลือกตั้งท่ีไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่า คาวินิจฉัย
ของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่มีผลลบล้างการกระทาความผิดของจาเลยทั้งห้าท่ีเป็นความผิดสาเร็จ
ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคาวินิจฉัย พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า จาเลยทั้งห้ากระทาความผิด
ตามคาพพิ ากษาศาลอทุ ธรณภ์ าค 9 ฎกี าของจาเลยทัง้ หา้ ฟงั ไมข่ ้นึ
ปญั หาตอ้ งวนิ ิจฉยั ต่อไปตามฎีกาของจาเลยทง้ั ห้ามีว่า มเี หตอุ ันสมควรรอการลงโทษจาคุก
ให้แก่จาเลยทั้งห้าหรือไม่ เห็นว่า การกระทาของจาเลยทั้งห้ามีมูลเหตุจากการท่ีจาเลยทั้งห้า
ประสงค์ท่ีจะให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกต้ัง ถือได้ว่าเป็นการกระทาโดยมีเจตนาดี
ต่อบ้านเมือง ประกอบกับการกระทาของจาเลยทั้งห้ามิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตร่างกาย
ของบุคคลใด และไม่ปรากฏว่าการกระทาของจาเลยท้ังห้าเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของทางราชการ
ไดร้ ับความเสยี หาย อีกทัง้ ขณะเกดิ เหตุเป็นชว่ งเวลาที่มคี วามแตกแยกทางความคิดของประชาชน
อย่างรุนแรงในวงกวา้ ง บัดนี้ สถานการณด์ ังกล่าวคลี่คลายไปในทางท่ีดแี ล้ว กรณีมเี หตุอันสมควร
ใหจ้ าเลยทั้งห้ามีโอกาสได้ประกอบสมั มาอาชีพตามปกติ โดยการรอการลงโทษจาคุกให้แก่จาเลยทั้งห้า
แต่ให้ลงโทษปรบั จาเลยทง้ั ห้าอีกสถานหน่ึง

อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 123

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจาเลยท้ังห้าคนละ 20,000 บาท โทษจาคุกให้รอการลงโทษ
ไว้มีกาหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชาระค่าปรบั ใหจ้ ัดการตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงใหเ้ ปน็ ไปตามคาพพิ ากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.

สานกั งานอัยการพเิ ศษฝา่ ยสารสนเทศ
สานกั งานวิชาการ

หมำยเหตุ
พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ถูก

ยกเลิกแล้ว โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา ๓ (๑) 1 มีผลใช้บังคับต้ังแต่วันที่ 14 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา ส่วนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ถูกยกเลิกแล้วเช่นกันโดยพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๓ (๑) 2 มีผลใช้
บังคับต้ังแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่พ้นกาหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศใน
ราชกิจจานเุ บกษา

ความผิดฐานขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกต้ัง คณะกรรมการการเลือกต้ัง
ประจาจังหวัด และกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัด ซึ่งเดิมเป็นความผิดตามนัยมาตรา
๔๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
พ.ศ. ๒๕๕๐ น้ัน 3 ได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกต้ัง
พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติขึ้นใหม่และยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยคณะกรรมการ

1 พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยคณะกรรมการการเลอื กต้งั พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา ๓ “ให้ยกเลกิ
(1) พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยคณะกรรมการการเลือกต้ัง พ.ศ. ๒๕๕๐”

2 พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑
มาตรา ๓ “ใหย้ กเลกิ
(1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

พ.ศ. ๒๕๕๐ เฉพาะในส่วนทเี่ กย่ี วกับการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร”
3 พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตงั้ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔๓ วรรคหนึง่ “ผู้ใดขัดขวางการ

ปฏิบตั ิงานของคณะกรรมการการเลือกต้ัง กรรมการการเลอื กตั้ง คณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด กรรมการ
การเลอื กต้ังประจาจงั หวดั ผู้อานวยการการเลอื กตง้ั ประจาจังหวัด คณะอนุกรรมการหรืออนุกรรมการ ในการปฏิบัติ
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหน่ึงปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือ
ทงั้ จาทง้ั ปรับ”

124 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา

การเลือกต้ัง พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ
การเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ แทน ซ่ึงตามพระราชบัญญัติดังกล่าวในมาตรา ๖๖ วรรคหน่ึง ได้มีการ
ตัดบทบัญญัติท่ีเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด และ
กรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัดออกจากความผิดฐานดังกล่าว แต่มีการเพ่ิมการปฏิบัติงาน
ของผตู้ รวจกำรเลอื กตั้ง ข้ึนมำแทนท่ี 4 ท้ังนี้เน่ืองจากในบทเฉพาะกาล มาตรา ๗๔ 5 กาหนดให้
ก ร ร ม ก า ร ก า ร เลื อ ก ต้ั งป ร ะ จ า จั งห วั ด ต า ม พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ป ร ะ ก อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ว่ า ด้ ว ย
คณะกรรมการการเลือกต้ัง พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นอันพ้นจากตาแหน่งตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ใชบ้ ังคับ และในมาตรา ๒๘
วรรคหนึ่ง 6 กาหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง เพ่ือปฏิบัติหน้าที่
ในแต่ละจังหวัดในระหว่างที่มีการดาเนินการเลือกตั้ง เพื่อทาหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของ
เจ้าหน้าที่ที่ดาเนินการเลือกตั้ง และการกระทาความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและ
พรรคการเมือง หรือการกระทาใดท่ีจะเป็นเหตุทาให้การเลือกต้ังมิได้เป็นไปโดยสุจริตเท่ียงธรรม
หรอื เป็นไปโดยมชิ อบดว้ ยกฎหมาย

สาหรับความผิดฐานขัดขวางมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิเลือกต้ังได้ ซึ่งเดิมเป็น
ความผิดตามนัยมาตรา ๗๖, ๑๕๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การเลือกตัง้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ น้ัน 7 ก็ได้มีการยกเลิก

4 พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลอื กตงั้ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง “ผู้ใดขดั ขวางการ
ปฏิบัติหน้าท่ีของคณะกรรมการ กรรมการ เลขาธิการ ผู้อานวยการการเลือกต้ังประจาจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกต้ัง
กรรมการหรืออนุกรรมการซ่ึงคณะกรรมการแต่งต้ังตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ต้องระวางโทษจาคุก
ไม่เกนิ หนง่ึ ปี หรือปรบั ไมเ่ กนิ สองหมื่นบาท หรือทัง้ จาท้งั ปรบั ”

5 พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๗๔ “ให้กรรมการการเลือกต้ัง
ประจาจงั หวดั ตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกต้ัง พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นอันพ้นจากตาแหน่ง
ตง้ั แต่วันที่พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู นใี้ ช้บังคบั ”

6 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง “ในการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือการเลือกสมาชิกวุฒิสภาแต่ละครั้ง ให้คณะกรรมการจัดให้มีผู้ตรวจการเลือกต้ังซ่ึ ง
คณะกรรมการแต่งตั้งข้ึน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละจังหวัด ในระหว่างเวลาท่ีมีการดาเนินการเลือกต้ัง เพื่อทาหน้าที่
ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีท่ีดาเนินการเลือกตั้ง และการกระทาความผิดกฎหมายเก่ียวกับการเลือกตั้ง
และพรรคการเมอื ง หรือการกระทาใด ท่ีจะเปน็ เหตุทาให้การเลอื กตั้งมไิ ดเ้ ป็นไปโดยสุจริตหรือเทีย่ งธรรม หรือเป็นไป
โดยมิชอบดว้ ยกฎหมาย แลว้ รายงานให้คณะกรรมการหรือกรรมการทราบเพ่ือดาเนินการตามหน้าที่และอานาจต่อไป...”

7 พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวฒุ สิ ภา พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๗๖ “ห้ามมิให้ผู้ใดกระทาการใดโดยไม่มีอานาจโดยชอบดว้ ยกฎหมาย เพ่ือมิให้ผมู้ ีสิทธิเลือกต้ังสามารถ

ใชส้ ิทธิได้ หรือขัดขวางหรือหน่วงเหนยี่ วมใิ หผ้ มู้ ีสทิ ธเิ ลือกตั้งไป ณ ที่เลอื กตง้ั หรอื เขา้ ไป ณ ท่ีลงคะแนนเลือกตั้ง หรอื
มใิ หไ้ ปถงึ ณ ท่ีดงั กล่าวภายในกาหนดเวลาท่ีจะลงคะแนนเลอื กตง้ั ได้”

มาตรา ๑๕๒ วรรคหนึ่ง “ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๑ วรรคสอง มาตรา ๗๒ มาตรา ๗๔ มาตรา ๗๖ หรือมาตรา ๗๗
ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับต้ังแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือท้ังจาทั้งปรับ และให้ศาลส่ัง
เพิกถอนสทิ ธเิ ลือกต้ังมกี าหนดห้าปี”

อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 125

และบัญญัติข้ึนใหม่ในมาตรา ๑๐๐, ๑๖๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ 8 โดยมีบทบัญญัติไว้ในทานองเดียวกัน
และบทเฉพาะกาลในมาตรา 177 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้กาหนดให้การกระทาใด ๆ อันเป็น
ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าการกระทานั้นยังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ให้พนักงานสอบสวน
พนักงานอัยการ คณะกรรมการการเลือกต้ัง และศาล มีอานาจดาเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยให้ถือว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรและการไดม้ าซ่งึ สมาชิกวุฒสิ ภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ยงั มผี ลใชบ้ ังคบั อยู่

สเุ มธ ศลิ ปนะรุจิ

8 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยการเลือกต้งั สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑
มาตรา ๑๐๐ “ห้ามมิให้ผใู้ ดกระทาการใดโดยไมม่ ีอานาจโดยชอบดว้ ยกฎหมาย เพ่อื มิใหผ้ ู้มีสทิ ธิเลือกตั้ง

สามารถใช้สิทธิได้ หรือขดั ขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผูม้ สี ิทธิเลือกตงั้ ไป ณ ที่เลือกต้งั หรอื มิให้ไปถึง ณ ที่ดงั กลา่ ว
ภายในกาหนดเวลาทีจ่ ะออกเสียงลงคะแนนได้”

มาตรา ๑๖๔ วรรคหนึง่ “ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙๕ วรรคสอง มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๐ หรอื มาตรา
๑๐๑ ต้องระวางโทษจาคกุ ต้งั แต่หน่ึงปีถึงหา้ ปี หรือปรบั ตง้ั แตส่ องหม่ืนบาทถงึ หนึง่ แสนบาท หรือท้งั จาทั้งปรับ และให้
ศาลสัง่ เพิกถอนสิทธเิ ลือกต้ังของผู้น้ันมกี าหนดสิบปี”

126 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา

คำพพิ ำกษำศำลฎกี ำที่ 7085/2562

ป.อ. หมิน่ ประมาทโดยการโฆษณา (มาตรา 326, 328)
ป.ว.ิ อ. ผู้เสยี หาย (มาตรา 2 (4))

ก ำ ร ท่ี จ ำ เล ย ให้ สั ม ภ ำ ษ ณ์ นั ก ข่ ำ ว ใน ท ำ น อ ง ว่ ำ ก อ ง ทุ น ค น บ้ ำ น ไผ่ ไม่ ท อ ด ท้ิ งกั น
เป็นกองทุนเถื่อน มีไว้เพื่อใช้จ่ำยส่วนตัว ซึ่งไม่เป็นควำมจริง นั้น ย่อมเป็นกำรใส่ควำม
เทศบำลเมอื ง บ. ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหรือเจ้ำของกองทุนต่อบุคคลที่สำมทำให้เทศบำลเมือง บ.
เสียช่ือเสียง แม้กำรให้สัมภำษณ์จะไม่มีถ้อยคำใดพำดพิงถึงคณะกรรมกำรกองทุน หรือนำย ป.
ทเ่ี ป็นหนึ่งในคณะกรรมกำรกองทุนก็ตำม แต่ถ้อยคำให้สมั ภำษณ์ทก่ี ล่ำวว่ำ เปำ้ หมำยของกำร
ตง้ั กองทุนคือเอำไว้ใช้ส่วนตัวก็เขำ้ ใจได้อยู่ในตัวว่ำเปน็ กำรกล่ำวหำคณะกรรมกำรฝำ่ ยบริหำร
กองทุนและจัดหำกองทุนว่ำทำหน้ำท่ีไปในทำงท่ีไม่สุจริต ใช้จ่ำยเงินไม่ถูกต้องตำมวัตถุประสงค์
นำย ป. ในฐำนะประธำนคณะกรรมกำรบริหำรกองทุนและจัดหำกองทุนย่อมจะเสียชื่อเสียง
ถกู ดหู มิ่น ถูกเกลยี ดชังไปด้วยเช่นเดยี วกับเทศบำลเมอื ง บ.

______________________________

พนักงำนอยั กำรจงั หวัดพล โจทก์

ระหว่ำง นำย ป. โจทกร์ ว่ ม

นำย ว. จำเลย
โจทก์ฟอ้ งว่า เมอื่ วนั ที่ 8 สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลากลางวัน จําเลยใสค่ วามนาย ป. ผู้เสียหาย
ต่อว่าท่ีร้อยเอก พ. และประชาชน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาด้วยสิ่งบันทึกเสียง
บันทึกภาพ โดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพด้วยการให้สัมภาษณ์ต่อนักข่าวถ่ายทอด
เผยแพรท่ างอินเทอรเ์ น็ตว่า “ออ๋ กองทุนเถ่ือนฮะอันน้กี องทนุ เถ่ือน กองทนุ น้ีกฎหมายไม่มีรองรบั เลยฮะ
ผมศึกษามาหมดแล้ว เป้าหมายคอื วา่ เอาไวใ้ ช้จ่ายส่วนตัวฮะ พูดตรง ๆ กองทุนคนบ้านไผ่ไม่ทอดทิ้งกนั ”
ซ่งึ ความจริงแลว้ กองทุนคนบ้านไผ่ไม่ทอดท้ิงกันกอ่ ต้ังขน้ึ โดยเทศบาลเมือง บ. อย่างถกู ต้องตามกฎหมาย
มคี ณะกรรมการดูแลกองทุน และผู้เสียหายซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีเมือง บ. ไม่เคยทุจริตหรือนําเงนิ ไปใช้
ส่วนตัว โดยประการท่ีน่าจะทําใหผ้ ู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดหู ม่ิน หรือถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒6, ๓๒๘
จําเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นาย ป. ผู้เสียหาย ยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
และยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นเงิน

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 127

300,000 บาท พร้อมดอกเบ้ียอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชําระเสร็จ
แก่โจทกร์ ว่ ม

จาํ เลยให้การคดีส่วนแพ่งว่า จําเลยไม่ได้กระทําความผิดจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วม และ
คา่ สนิ ไหมทดแทนที่เรียกรอ้ งสูงเกนิ จรงิ ขอใหย้ กคาํ รอ้ ง

ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๓๒๘ จําคุก 6 เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ทางนําสืบของจําเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
มเี หตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจําคกุ 4 เดือน
และปรับ ๖,๖๖๖.๕๐ บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๕๖ หากไมช่ ําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จําเลย
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัด
จากวันยื่นคําร้อง (ยื่นคําร้องวันท่ี ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐) จนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับ
ใหใ้ ชค้ ่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทกร์ ว่ ม โดยกาํ หนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จําเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พพิ ากษากลบั ให้ยกฟ้อง และยกคําร้องคดีส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียม
คดีสว่ นแพ่งทงั้ สองศาลใหเ้ ป็นพบั
โจทกร์ ว่ มฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสาํ นวนประชุมปรกึ ษาแล้ว ข้อเทจ็ จริงเบ้ืองต้นรับฟังเป็นยุตวิ ่า ก่อนเกิดเหตุ
โจทก์ร่วมดํารงตําแหน่งนายกเทศมนตรีเมือง บ. ส่วนจําเลยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมือง บ.
วันท่ี ๘ มกราคม ๒๕๕๘ เทศบาลเมือง บ. โดยโจทก์ร่วมในฐานะนายกเทศมนตรีมีคําสั่งตั้งกองทุน
คนบ้านไผ่ไม่ทอดทิ้งกัน มวี ัตถปุ ระสงค์ช่วยเหลอื คนที่ขาดแคลนโอกาสทางสงั คม พร้อมท้งั แตง่ ตั้ง
คณะกรรมการกองทุน ต่อมาวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จําเลยให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า
“อ๋อ กองทุนเถื่อนฮะ อันนี้กองทุนเถื่อน กองทุนนี้กฎหมายไม่มีรองรับเลยฮะ ผมศึกษามาหมดแล้ว
เป้าหมายคือว่าเอาไว้ใช้จ่ายส่วนตัวฮะ พูดตรง ๆ กองทุนคนบ้านไผ่ไม่ทอดทิ้งกัน” แล้วมีผู้นํา
คําให้สัมภาษณ์ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จําเลย
กระทําความผิดตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เทศบาลเมือง บ. โดยโจทก์ร่วม
นายกเทศมนตรีออกคําสั่งต้ังกองทุนคนบ้านไผ่ไม่ทอดท้ิงกัน แต่เทศบาลเมือง บ. มิได้บริหาร
กองทุนด้วยตนเอง ได้แต่งตั้งตัวแทนหรอื คณะกรรมการกองทุน ๔ ฝ่าย เพ่ือดําเนนิ การกองทุนให้
เป็นไปตามวัตถปุ ระสงค์ คอื คณะกรรมการที่ปรึกษากองทุน คณะกรรมการบริหารกองทุนและ
จัดหากองทุน ซ่ึงฝ่ายน้ีมีโจทก์ร่วมเป็นประธานกรรมการและมีกรรมการอีก ๒๙ คน
คณะกรรมการฝ่ายการเงินและบัญชีกองทุน และคณะกรรมการฝ่ายตรวจสอบบัญชี โจทก์ร่วมกับ
ว่าทีร่ ้อยเอก พ. ปลัดเทศบาลเมือง บ. เบิกความทํานองเดียวกันว่า เทศบาลเมือง บ. ก่อตั้งกองทุน
คนบ้านไผ่ไม่ทอดท้ิงกันโดยใช้อํานาจของโจทก์ร่วมท่ีมีอยู่ กองทุนมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือคน
ท่ียากจน ท้ังเรื่องการศึกษา คุณภาพชีวิต สวัสดิการสังคมท่ีไม่ได้รับการดูแลจากระบบราชการ

128 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา

รายได้มาจากการบริจาคและจัดกิจกรรม ได้เงินมาแล้วจะนําฝากท่ีธนาคาร การถอนเงินมีโจทก์
ร่วมกับปลัดเทศบาลลงช่ือร่วมกันและต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารกองทุน การให้
ความช่วยเหลือมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น เร่ืองทุนการศึกษา ก่อนให้ทุน เทศบาลเมือง บ. จะแต่งตั้ง
คณะกรรมการคัดเลือกว่าจะให้ทุนแก่ผู้ใด ตามสําเนาคําส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการพิจารณาให้
ความช่วยเหลือและการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน ชาวบ้านที่จะขอความ
ชว่ ยเหลือสามารถย่นื คําร้องไดต้ ่อคณะกรรมการ อาจเป็นคนพิการ หรอื ผู้สูงอายุที่ไม่มีผดู้ ูแล การจ่ายเงิน
จะออกหลักฐานตามสําเนาใบสําคัญรับเงิน โจทก์ร่วมไม่เคยเบิกจ่ายเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
สภาเทศบาลเมือง บ. เคยสอบถามถึงกองทุน โจทก์ร่วมได้นําบัญชีรายรับรายจ่ายของกองทุนไป
แถลงให้ทราบแล้ว จําเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จําเลยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมือง บ.
มีหนา้ ท่ตี รวจสอบการปฏิบตั หิ น้าทโี่ จทก์ร่วม กองทนุ ของเทศบาลเมอื ง บ. มีอยู่แลว้ แตโ่ จทก์รว่ ม
ตง้ั กองทุนขึ้นมาอกี โดยไม่มีกฎหมายรับรอง โจทกร์ ่วมเบิกจ่ายเงินไดโ้ ดยพลการ ทั้งสํานักตรวจเงินแผน่ ดิน
ไม่อาจตรวจสอบเงินของกองทุนได้ การให้ขา่ วแก่ผู้สื่อข่าวจําเลยมิได้ระบุชือ่ โจทก์ร่วม โจทก์ร่วม
ไม่เสียหาย เห็นว่า คําเบิกความของโจทก์ร่วมมีว่าท่ีร้อยเอก พ. ปลัดเทศบาลเมือง บ. มาเบิกความ
สนับสนุน จึงน่าเช่ือถือ ส่วนจําเลยเบกิ ความลอย ๆ เพียงปากเดียวไม่มีนาํ้ หนกั ให้รับฟังได้ ดังนั้น
ที่จําเลยให้สัมภาษณ์นักข่าวว่ากองทุนคนบ้านไผ่ไม่ทอดทิ้งกันเป็นกองทุนเถื่อน มีไว้เพ่ือใช้จ่าย
ส่วนตัว จึงไม่เป็นความจรงิ การใหส้ ัมภาษณ์ของจําเลยมิใช่การแสดงความคิดเหน็ โดยสุจริต ติชม
ด้วยคู่วามเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทํา หรือในฐานะเป็นเจ้าพนักงาน
ปฏิบัติการตามหน้าท่ี แต่เป็นการใส่ความเทศบาลเมือง บ. ซ่ึงเป็นผู้ก่อต้ังหรือเจ้าของกองทุนต่อ
บคุ คลทีส่ าม ทําให้เทศบาลเมือง บ. เสียช่ือเสียง และแม้การให้สัมภาษณ์จะไม่มีถอ้ ยคําใดพาดพิง
ถงึ คณะกรรมการกองทนุ หรือตัวโจทก์ร่วมที่เป็นหน่ึงในคณะกรรมการกองทุนกต็ าม แตผ่ ู้ท่ีรับฟัง
คําให้สัมภาษณ์ของจําเลยที่กล่าวว่าเป้าหมายของการตั้งกองทุนคือเอาไว้ใช้ส่วนตัวก็เข้าใจได้อยู่
ในตัววา่ จําเลยยังกล่าวหาคณะกรรมการฝ่ายบริหารกองทุนและจัดหากองทุนว่าทําหน้าที่ไป
ในทางที่ไม่สุจริต ใช้จ่ายเงินไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ด้วย โจทก์ร่วมในฐานะประธาน
คณะกรรมการบริหารกองทนุ และจัดหากองทุนย่อมจะเสยี ชอื่ เสียง ถูกดหู ม่ิน ถกู เกลยี ดชงั ไปดว้ ย
เช่นเดียวกับเทศบาลเมือง บ. ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่า ผู้รับฟังข้อความที่จําเลยให้
สัมภาษณ์ไม่อาจประจักษ์ได้ในทันใดว่าหมายถึงโจทก์ร่วมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา
ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นว่าการกําหนดโทษและกําหนดค่าสินไหมทดแทน
ของศาลชนั้ ต้นเหมาะสมแลว้

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จําเลยใช้ค่าทนายความในชั้น
อทุ ธรณ์และฎีการวม ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ร่วม.

สํานกั งานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สาํ นกั งานวชิ าการ

อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 129

หมำยเหตุ
คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจําเลยได้ใส่ความท้ังเทศบาลเมือง บ. และนาย ป. เสียชื่อเสียง

ในความผิดฐานหม่ินประมาท ซ่ึงการท่ีศาลฎีกาวินิจฉยั ว่าจําเลยได้ใส่ความเทศบาลเมือง บ. ด้วยนั้น
แสดงให้เห็นว่าเทศบาลเมือง บ. ซึ่งเป็นทบวงการเมืองมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย 1
ย่อมเป็นผู้ถูกกระทําและเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนว
คําวินิจฉัยของศาลฎีกาจํานวนหลายเร่ืองท่ีวินิจฉัยให้นิติบุคคลเป็นผู้เสียหาย (คําพิพากษาศาลฎีกาที่
๕๓๑ - ๕๓๒/๒๔๗๔, ๑๐๖๘/๒๕๓๗ และ ๑๘๑๖๒/๒๕๕๗) 2

1 พระรำชกฤษฎีกำให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์บรรพ ๑ และ ๒ ท่ีได้ตรวจชำระใหม่
พ.ศ. ๒๔๖๘
มาตรา ๗๒ “จาํ พวกท่ีกล่าวตอ่ ไปนี้ ยอ่ มเปนนิตบิ คุ คล คือ
(1) ทบวงการเมือง”
มาตรา ๗๓ “ทบวงการเมืองน้ัน คือ กระทรวงและกรมในรัฐบาล เทศาภิบาลปกครองท้องท่ี และประชาบาล

ทงั้ ทห้งั ลหาลย”าย”

พระรำชบญั ญัตเิ ทศบำล พ.ศ. ๒๔๙๖
มาตรา ๗ “เม่ือท้องถิ่นใดมีสภาพอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาล ให้จัดต้ังท้องถ่ินน้ัน ๆ เป็นเทศบาลตําบล

เทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร ตามพระราชบญั ญตั ิน้ี
ให้เทศบาลเปน็ ทบวงการเมือง มอี ํานาจหนา้ ที่ตามพระราชบัญญัตนิ ีแ้ ละกฎหมายอน่ื ”

พระรำชบัญญตั ใิ ห้ใช้บทบญั ญตั บิ รรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์ทไี่ ดต้ รวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๓ “ให้แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยบ์ รรพ ๑ และบรรพ ๓ ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) ให้ยกเลิกบทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซ่ึงได้ใช้บังคับโดยพระราชกฤษฎีกา

ให้ใชบ้ ทบัญญัตแิ หง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์บรรพ ๑และ ๒ ทไ่ี ดต้ รวจชําระใหม่ พ.ศ. ๒๔๖๘”
มาตรา ๗ “ให้องค์กรหรือหน่วยงานท่ีกฎหมายบัญญัติให้เป็นทบวงการเมืองตามความหมายของมาตรา ๗๒

แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซ่ึงถกู ยกเลิกโดยมาตรา ๓(๑) แห่งพระราชบัญญัติน้ี คงมีฐานะเป็นนิติบุคคล
ตอ่ ไป”
2 คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๕๓๑ - ๕๓๒/๒๔๗๔ กรมอากาศยานเป็นนิติบุคคล พระยาเฉลิมอากาศเป็นเจ้ากรมมีสิทธิ
ร้องทุกข์ได้ตามกฎหมายและขอ้ ความที่จําเลยโฆษณาเป็นคําหมิ่นประมาทและไม่ใช่การออกความเห็น เพราะจําเลย
โฆษณาโดยมงุ่ หมายใหป้ ระชาชนเชอื่ วา่ เป็นความจรงิ จาํ เลยที่ ๑ ย่อมมคี วามผดิ ดังศาลลา่ งตดั สนิ
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๑๐๖๘/๒๕๓๗ บริษัทโจทก์ท่ี 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลเป็นเพียงบุคคลสมมติโดยอาศัยอํานาจ
ของกฎหมายเท่าน้ัน ดําเนินหรอื ปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทด้วยตนเองไม่ได้ ต้องกระทําโดยผู้แทน โจทก์ที่ 3
เป็นกรรมการผู้มีอํานาจของบริษัทโจทก์ที่ 1 เมื่อขอ้ เทจ็ จริงฟังได้ว่าฝ่ายจําเลยลงข่าวในหนังสือพิมพ์ตามฟ้องหมิ่นประมาท
โจทก์ที่ 1 และ ที่ 2 โดยในเนื้อข่าวระบุช่ือโจทก์ที่ 3 ว่าเป็นกรรมการของโจทก์ท่ี 1 และ ท่ี 2 นอกจากจะเป็นการ
หม่ินประมาทโจทก์ท่ี 1 และที่ 2 แล้ว ยังเป็นการหม่ินประมาทโจทก์ท่ี 3 ผู้ถูกระบุชื่อว่าเป็นกรรมการซึ่งเป็นผู้แทน
ดาํ เนนิ หรอื ปฏิบัติตามวัตถปุ ระสงค์ของโจทกท์ ี่ 1แแลละะทท่ี ่ี 2๒ ดว้ ย

130 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา

ปัญหาว่าการหมิ่นประมาทนิติบุคคลมีได้หรือไม่น้ัน สํานักงานอัยการสูงสุดสมัยยังเป็น
กรมอัยการ ก็เคยตอบข้อหารือนี้แก่กรมตํารวจไว้อย่างน่าสนใจ ในกรณีที่มีหนังสือพิมพ์ฉบับหน่ึง
มีข้อความใส่ร้ายต่อวิธีดำเนินกำรของกรมตํารวจ ซ่ึงกรมอัยการได้ตอบไปว่าเป็นการหมิ่นประมาท
กรมตํารวจ กรมตํารวจมีอํานาจฟ้องคดีหมิ่นประมาทได้ ซึ่งข้อหารือนั้นได้ลงพิมพ์ไว้ในอัยการนิเทศ
เล่มที่ ๑ ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๗๘ หน้า ๒๕ - ๒๖ เรื่องหมิ่นประมาทนิติบุคคลมีได้หรือไม่
ใครมีอํานาจฟ้อง ดงั น้ี 3

“หนังสือพิมพ์ฉะบับหน่ึง ลงข้อความหม่ินประมาทกรมตารวจ กรมตารวจจ่ึงขอให้
กรมอัยยการพจิ ารณาว่าจะมีทางจดั การแก่หนังสือพมิ พ์ฉะบับน้ีประการใดไดบ้ า้ งหรือไม่

กรมอัยยการพิจารณาแล้ว ให้ความเห็นว่า ในเรื่องการหม่ินประมาทกรมหรือกระทรวง
อันเป็นนิติบุคคลน้ี เป็นปัญหาอยู่มาก ว่าจะนับเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามกฎหมาย
ลักษณะอาญามาตรา ๒๘๒ ได้หรอื ไม่ โดยความในมาตรานี้มีว่า “ผู้ใดใส่ความเอาผู้อน่ื ฯลฯ ” คาว่า
“ผอู้ ื่น” ในมาตราน้ีทาให้เห็นไปว่า ตอ้ งเปน็ บุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคล แต่คาน้ีในร่างภาษาอังกฤษ
ใชว้ ่า “Persons” ในภาษาฝร่ังเศสใช้คาว่า “Persones” ซง่ึ แปลว่า “บุคคล” อนั อาจรวมถึงนติ ิบุคคล
ด้วยก็ได้ ฉะนจี้ ่ึงเป็นปญั หาโต้เถียงกันอยู่

ตามหลักกฎหมายท่ัวไปถือว่า การหมิ่นประมาทนิติบุคคลเช่นบริษัทหรือสมาคมน้ัน
โดยปกติไม่อาจมีได้ เพราะเม่ือมีการหม่ินประมาทข้ึน ผู้ถูกหมิ่นประมาทก็คือสมาชิกหรือผู้ถือหุ้น
แห่งสมาคมหรือบริษัทน้ันเอง แต่ถ้าข้อความที่กล่าวเป็นข้อความหมิ่นประมาทวิธีดำเนินกำร
ของสมาคม หรือบริษัทน้ันเอง ฉะนี้แล้ว กฎหมายถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทต่อสมาคม หรือ
บรษิ ัทน้ันโดยตรง ในกรณเี ช่นนี้ บริษทั หรือสมาคมน้นั มอี านาจฟ้องผู้หมิ่นประมาทไดเ้ ช่นบุคคลธรรมดา
(ดูฮอลสะเบอรี่ เล่ม ๑๘ ข้อ ๑๑๖๓ หน้า ๖๑๒ ตาราว่าด้วยลักษณะหมิ่นประมาทของฟอลคาด
พิมพ์ครั้งท่ี ๗ หน้า ๕๔) อนึ่งตามประมวลอาญาของอินเดียที่ว่าด้วยความผิดฐานหม่ินประมาท
มาตรา ๔๙๙ ซึ่งตามกฎหมายลักษณะอาญาของเราฉะบับภาษาฝร่ังเศส ได้มีฟุตโน้ตอ้างถึงไว้
ใหพ้ ิจารณาความในมาตรา ๒๘๒ กม็ ีว่า บริษัทหรือสมาคมอาจเปน็ ผู้ถูกหมิ่นประมาทได้ดว้ ย

อาศัยหลักกฎหมายด่ังกล่าวน้ี กรมอัยยการเห็นว่า การหมิ่นประมาทกรม หรือกระทรวงนั้น
ถา้ ขอ้ ความทก่ี ลา่ วเป็นขอ้ ใสค่ วามถึงวธิ ีดำเนินกำรของกรมหรอื กระทรวงน้ันเอง ไม่ใชก่ ารกระทา

คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๑๘๑๖๒/๒๕๕๗ วิทยาลัย ฉ. ได้รับใบอนุญาตให้จัดต้ังสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจึงมีฐานะ
เปน็ นิติบุคคลตามมาตรา 4 แหง่ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ส่วนวิทยาลยั ฉ. ศูนย์นครศรธี รรมราช
เป็นหน่วยงานหน่ึงของวิทยาลัย ฉ. อันเป็นการจัดการศึกษานอกสถานท่ีตั้งของวิทยาลัย ฉ. ตามมาตรา 20 เท่านั้น
ตามฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาว่าจําเลยหม่ินประมาทวิทยาลัย ฉ. ศูนย์นครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเพียงหน่วยงานหน่ึงของ
วิทยาลยั ฉ. มผี ลเปน็ การหมน่ิ ประมาทวทิ ยาลยั ฉ.นั่นเอง วทิ ยาลยั ฉ. จงึ เปน็ ผู้เสียหาย ในคดนี ี้ เมอื่ ส. อธิการบดีวิทยาลัย ฉ.
ได้มอบอํานาจให้ บ. แจ้งความดําเนินคดีแก่จําเลยในข้อหาหมิ่นประมาทซ่ึงเป็นความผิดต่อส่วนตัวถือว่าผู้เสียหายได้
ร้องทุกข์แล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอํานาจสอบสวน และโจทก์จึงมีอํานาจยื่นฟ้องจําเลยต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120,
121 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตง้ั ศาลแขวงและวธิ พี ิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4
3 อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ 1 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2478 หนา้ 25

อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 131

โดยลาพังของเจ้าหน้าท่ีแห่งกรมหรือกระทรวงนั้น ฉะนี้แล้ว น่าจะต้องถือว่าเป็นการ
หมิ่นประมาทกรมหรือกระทรวงนั้นโดยตรง กรมหรือกระทรวงนั้นอาจเป็นโจทก์ หรือร้องทุกข์
ให้เจ้าหนา้ ทเี่ ปน็ โจทก์ฟอ้ งผหู้ ม่นิ ประมาทได้

สาหรับหนังสือพิมพ์ฉะบับนี้ กรมอัยยการเห็นว่า มีข้อความใส่ร้ายตอ่ วิธีดำเนินกำรของ
กรมตารวจ จ่ึงเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทกรมตารวจโดยตรง ซ่ึงกรมตารวจมีอานาจฟ้องคดี
หมิ่นประมาทตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๒๘๒ ได้” 4

หากนําแนวทางการตอบข้อหารือของกรมอัยการที่กล่าวมาขา้ งต้นพิจารณาเปรียบเทียบ
กับข้อเท็จจริงในคําพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าคําให้สัมภาษณ์ของจําเลย
ที่กล่าวถึงกองทุนคนบ้านไผ่ไม่ทอดท้ิงกันว่า เป็นกองทุนเถ่ือน กฎหมายไม่มีรองรับและมีไว้เพื่อ
ใช้จ่ายส่วนตัวซึ่งไม่เป็นความจริงนั้น นอกจากจะเป็นการใส่ความคณะกรรมการฝ่ายบริหาร
กองทุนและจัดหากองทุนว่า ได้ทําหน้าท่ีไปในทางทไ่ี มส่ ุจรติ แล้ว คําให้สัมภาษณ์ดงั กล่าวยงั ฟังได้อีก
ไปในทางว่าผู้ก่อต้ังหรือเจ้าของกองทุน คือเทศบาลเมือง บ. ได้ก่อตั้งกองทุนข้ึนมาโดยมิชอบ
คําให้สัม ภาษณ์ของจําเล ยจึงมีลักษณ ะเป็นก ารใส่ความถึง วิธีดำเนินกำร ก่อตั้งก องทุนของ
เทศบาลเมือง บ. ฉะน้ัน เม่ือฟังว่าเป็นการใส่ความต่อวิธีดำเนินกำรของเทศบาลเมือง บ. แล้ว
การกระทําของจําเลยก็ยอ่ มเป็นการหมิ่นประมาทเทศบาลเมือง บ. โดยตรง เทศบาลเมือง บ. ซ่ึงเป็น
นิตบิ ุคคลจงึ เปน็ ผเู้ สยี หายในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

วิชชุพันธ์ุ ภักดบี วร

4 กฎหมายลักษณะอาญามาตรา 282 “ผู้ใดใส่ความเอาผู้อ่ืน ซ่ึงอาจจะให้เขาเสียชอื่ เสยี ง หรืออาจจะให้คนทั้งหลายดู
หม่ินหรือเกลียดชังเขานั้น ถ้ามันกล่าวต่อหน้าคนแต่สองคนข้ึนไปก็ดี หรือกล่าวแก่บุคคลนับแต่สองคนข้ึนไปก็ดี
ท่านว่ามันมีความผิดฐานหม่ินประมาทเขา มันต้องรวางโทษานุโทษเปนสามสฐาน คือ สฐานหน่ึงให้จําคุกไม่เกิน
หกเดือน หรอื สฐานหน่งึ ให้ปรบั ไม่เกินพนั บาท หรอื สฐานหน่ึงทั้งปรับทงั้ จาํ ด้วยโดยกําหนดท่วี า่ มาแล้ว
ถ้าแลมนั ใส่ความเขา ด้วยมันโฆษนาในสมุด หรือในหนังสอื ท่ีมีกําหนดคราวโฆษนาหรือในหนงั สอื พิมพ์บอกข่าว
หรือโฆษนาในแบบอยา่ งแลในจดหมายอยา่ งใด ๆ โทษของมันผกู้ ระทําผดิ หนักขึน้ ท้ังสามสฐาน คือสฐานหน่ึงให้จําคุก
ไมเ่ กนิ ปหี นึง่ หรือสฐานหนึ่งให้ปรับไมเ่ กนิ สองพนั บาท หรือสฐานหนึง่ ท้ังจําคกุ แลปรับดว้ ยโดยกาํ หนดที่ว่ามาน้ี”

132 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา

คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี 7204/2562

ป.อ. กรรโชก, ปลน้ ทรพั ย์ (มาตรา 337, 340)
ผู้เสียหำยที่ 1 ขับรถกระบะโดยมีผู้เสียหำยท่ี 2 ท่ี 3 และท่ี 4 โดยสำรมำด้วยได้ขับรถ

เฉี่ยวชนรถยนต์เก๋งที่จำเลยขับ ทั้งสองฝ่ำยจึงจอดรถลงมำเจรจำค่ำเสียหำยกัน ระหว่ำงนั้น
จำเลยใช้เหล็กแป๊ปตีหลังผู้เสียหำยท่ี 1 พวกของจำเลยล็อกคอผู้เสียหำยที่ 1 และจำเลยกับ
พวกพูดว่ำ หำกไม่ได้เงินมีเร่ืองแน่ เป็นคำพูดทำนองขู่บังคับผู้เสียหำยทั้งสี่ให้ยอมจ่ำยเงิน
แก่จำเลย และเป็นกำรข่มขืนใจผู้เสียหำยท้ังส่ี ผู้เสียหำยท้ังสี่กลัวว่ำจะถูกจำเลยกับพวกทำร้ำย
จึงยอมให้เงินและแหวนทองคำแก่จำเลย โดยมีมูลค่ำน้อยกว่ำท่ีจำเลยกับพวกต้องกำร จึงไม่
เข้ำลักษณะเป็นกำรขู่เข็ญว่ำในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ำย อันจะเป็นควำมผิด
ฐำนร่วมกันชิงทรัพย์โดยกระทำควำมผิดร่วมกันตั้งแต่สำมคนข้ึนไป แต่เข้ำลักษณะเป็นกำร
ข่มขืนใจผู้เสียหำยทั้งส่ีให้ยอมให้จำเลยได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่ำ
จะทำอนั ตรำยตอ่ เสรภี ำพของผเู้ สยี หำยท้งั สี่ อนั เปน็ ควำมผดิ ฐำนกรรโชก

______________________________

พนกั งำนอัยกำรจงั หวัดธญั บุรี โจทก์

ระหว่ำง

นำย ว. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เม่ือวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕4๘ เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจําเลยกับพวก
มีเหล็กแป๊บ ยาวประมาณ ๑ เมตร ๒ ท่อน ติดตัว ร่วมกันปล้นทรัพย์แหวนทองคํานําหนัก ๒ สลึง
๑ วง ราคา ๔,๔๐๐ บาท และเงินสด ๑๕๐ บาท ของนาย ส. ผู้เสียหายท่ี ๑ เงินสด ๒๐๐ บาท
ของนาง บ. ผู้เสียหายท่ี ๒ เงินสด ๓๐๐ บาท ของนาง ก. ผู้เสียหายที่ ๓ และเงินสด ๑8๐ บาท
ของนาง จ. ผู้เสียหายที่ ๔ รวมราคาทรัพย์ทังสิน ๕,๒๓๐ บาท ไป โดยจําเลยกับพวกร่วมกัน
ใช้กาํ ลังประทษุ ร้ายและใชเ้ หล็กแป็บทม่ี าติดตัวไปเป็นอาวุธทุบตผี ู้เสยี หายที่ ๑ ทังนีเพื่อให้ความสะดวก
แก่การปล้นทรัพย์ การพาทรัพย์นันไป ให้ย่ืนให้ซ่ึงทรัพย์นัน ยึดถือเอาทรัพย์นันไว้ และให้พ้นจาก
การจับกุม เปน็ เหตุใหผ้ ู้เสียหายท่ี ๑ ได้รับอันตรายแก่กาย และในการปล้นทรัพย์ดังกล่าวจําเลยกับพวก
ร่วมกันใชร้ ถยนต์ ๒ คนั เป็นยานพาหนะเพอ่ื กระทาํ ผดิ พาทรัพย์นันไป และเพ่ือให้พน้ การจบั กุม
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี ให้จําเลยคืนแหวนทองคํา
หนกั ๒ สลงึ 1 วง และเงิน ๘๓๐ บาท แก่ผู้เสียหายทงั สี่หากคืนไม่ไดใ้ หใ้ ชร้ าคา ๕,๒๓๐ บาท
จําเลยใหก้ ารปฏิเสธ

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 133

ศาลชันต้นพิจารณาแลว้ พิพากษาว่า จาํ เลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๓4๐ (ท่ีถูก มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง) ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี, ๘๓ จําคุก ๑๘ ปี ให้จําเลยคืน
แหวนทองคําหนัก ๒ สลึง ๑ วง และเงิน ๘๓๐ บาท แก่ผู้เสียหายทังสี่ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา
๕,๒๓๐ บาท

จําเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณภ์ าค ๑ พิพากษายืน
จาํ เลยฎกี า
ศาลฎีกาตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจําเลยไม่โต้เถียงกันในชันนี
ฟังได้เป็นท่ียุติว่า ตามวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง นาย ส. ผู้เสียหายที่ ๑ ขับรถกระบะ
มีนาง จ. ผู้เสียหายที่ ๔ นั่งท่ีเบาะหน้าคู่กับผู้เสียหายท่ี ๑ นาง บ. ผู้เสียหายที่ ๒ และนาง ก.
ผู้เสียหายท่ี ๓ นั่งท่ีกระบะท้าย เดินทางจากจังหวัดสระบุรีไปยังจังหวัดสมุทรสาครโดยขับรถไป
ตามถนนพหลโยธินในช่องทางเดินรถช่องที่ ๒ ของช่องทางด่วนด้วยความเร็ว ๗๐ ถึง ๘๐ กิโลเมตร
ต่อช่ัวโมง เม่ือถึงบริเวณหน้าร้านสเต็กฟาร์มโชคชัยที่เกิดเหตุ คนขับรถกระบะท่ีแล่นตามหลังมา
เปิดไฟสูงขอทางหลายครัง ผู้เสียหายที่ ๑ จึงรีบขับรถหลบไปทางซ้ายเข้าไปในช่องทางเดินรถช่องที่ ๑
เป็นเหตุให้รถเฉ่ียวชนกับรถยนต์เก๋งท่ีแล่นอยู่ในช่องทางดังกล่าว ผู้เสียหายท่ี ๑ และจําเลย
ซึ่งเป็นคนขับรถยนต์เก๋งจอดรถข้างทางลงมายืนพูดคุยตกลงกันบริเวณหน้ารถกระบะ ซ่ึงจอดอยู่
หลังรถยนต์เก๋งโดยติดเครื่องยนต์และเปิดไฟหน้ารถไว้ ส่วนรถกระบะคันที่แล่นตามหลัง
แล่นเลยไป จําเลยให้ผู้เสียหายท่ี ๑ ชดใช้ค่าซ่อมรถเป็นเงิน 6,000 บาท ผู้เสียหายที่ ๑ บอกว่า
มีแค่ ๕๐๐ บาท รอฟ้าสวา่ งแลว้ จะโทรศัพท์แจง้ คนทางบ้านเอาเงนิ มาให้ จาํ เลยกับพวกไม่ยอม บอกให้
ผู้เสียหายท่ี ๑ หาเงินมาให้ได้จึงเกิดการโต้เถียงกัน ระหว่างนันมีรถกระบะสี่ประตูแล่นมาจอด
ข้างทางคู่ขนาน แล้วคนขับกับคนน่ังข้างคนขับซ่ึงมีสายคล้องคอบัตรคล้ายเจ้าพนักงานตํารวจลง
จากรถมาพูดกับผู้เสียหายที่ ๑ ว่าผิดจริงก็จ่ายเงินให้แก่จําเลยไป และบอกผู้เสียหายที่ ๑ ให้ขับรถ
ไปข้างหน้าเพ่ือหาท่ีพูดคุยกัน โดยจําเลยกับพวกขับรถตามรถผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปจอดในสถานี
บริการนํามันการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สาขาลําลูกกา แล้วพูดคุยเจรจาค่าเสียหายกันอีก
จนในท่ีสุดผู้เสยี หายท่ี ๑ รวบรวมเงินจากผู้เสียหายที่ 3 และท่ี ๔ ได้ ๘๓๐ บาท จึงมอบให้จําเลยไป
พร้อมกับแหวนทองคําหนัก ๒ สลึง ราคา ๔,๔00 บาท ของผู้เสียหายท่ี ๒ หลังเกิดเหตุ ๒ วัน
ผู้เสียหายทังสี่ทราบข่าวว่าเจ้าพนักงานตํารวจสถานีตํารวจภูธรบางบัวทองจับกุมคนร้าย ๔ คน
ที่มีพฤติกรรมคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึนกับผู้เสียหายทังส่ี จึงไปดูตัวและไปร้องทุกข์ต่อ
พันตํารวจโท ค. พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภธู รคคู ต เห็นวา่ แมเ้ หตุการณท์ ี่เกดิ ขนึ สืบเนือ่ งมาจาก
ผู้เสียหายท่ี ๑ ขับรถกระบะเฉี่ยวชนรถยนต์เก๋งที่จําเลยขับ ทังสองฝ่ายจึงจอดรถลงมาเจรจา
ค่าเสียหายกันแตผ่ ้เู สยี หายทังสต่ี า่ งเบกิ ความยืนยันวา่ ระหวา่ งท่พี ูดคยุ และยังตกลงค่าเสียหายกันไม่ได้
จําเลยเดินไปเปิดประตูรถหยิบเหล็กแป็บยาวประมาณ ๑ เมตร นํากลับมาตีหลังผู้เสียหายที่ ๑
หน่ึงครัง จําเลยและคนท่ีน่ังในรถคู่กับจําเลยพูดจาลักษณะข่มขู่ผู้เสียหายที่ ๑ นอกจากนี

134 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา

คนขับรถกระบะส่ีประตูที่มาทีหลังได้เข้ามาล็อกคอผู้เสียหายท่ี ๑ และหลังจากท่ีขับรถไปจอดใน
สถานีบริการนํามันการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สาขาลําลูกกาแล้ว จําเลยกับพวกพูดว่า
ถ้าไม่ได้เงินมีเร่ืองแน่ โดยทนายจําเลยไม่ได้ถามค้านเก่ียวกับเรื่องดังกล่าวให้ปรากฏข้อเท็จจริง
เป็นอย่างอ่ืน ขณะท่ีผู้เสียหายทังสี่ให้การเช่นนีมาตังแต่ในชันสอบสวนหลังเกิดเหตุ ๔ วัน เชื่อว่า
ยังจําเหตุการณ์ที่เกิดขึนได้ดี ส่วนจําเลยให้การปฏิเสธโดยไม่ได้ให้รายละเอียดใด ชันพิจารณา
จําเลยให้การปฏิเสธเพียงอ้างฐานที่อยู่ คําเบิกความของผู้เสียหายทังสี่มีนําหนักรับฟังได้ ซึ่งจาก
ทางนําสืบของโจทกแ์ ละจําเลยไมไ่ ดค้ วามว่ารถยนต์เก๋งท่ีจําเลยขบั ได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด
การที่จําเลยกับพวกไม่ยอมให้ผู้เสียหายที่ ๑ โทรศัพท์ไปบอกญาตินําเงินมาให้ในตอนเช้า และ
ที่สําคัญไม่รอนํารถไปให้อู่ซ่อมรถตีราคาค่าซ่อมเสียก่อน เสมือนต้องการเร่งรัดเอาเงินให้ได้
โดยเร็วอันส่อแสดงว่ารถยนต์เก๋งที่จําเลยขับเสียหายไม่มากนัก และน่าเช่ือว่าจําเลยกับพวก
เรียกร้องค่าเสียหายสูงกว่าความเสียหายท่ีเกิดขึน เมื่อผู้เสียหายท่ี ๑ ไม่ยอมจ่ายเงินให้จําเลย
ในตอนแรก จําเลยได้ใช้เหล็กแป๊ปตีหลังผู้เสียหายที่ ๑ หลังจากนันพวกของจําเลยล็อกคอ
ผู้เสียหายท่ี ๑ และจําเลยกับพวกพูดว่าถ้าไม่ได้เงินมีเร่ืองแน่ เห็นได้ว่าเป็นคําพูดทํานองขู่บังคับ
ผู้เสียหายทังส่ีให้ยอมจ่ายเงินแก่จําเลย จนในที่สุดผู้เสียหายที่ ๑ รวบรวมเงินจากผู้เสียหายที่ ๓
และท่ี ๔ ได้ ๘๓๐ บาท กับแหวนทองคําหนัก ๒ สลึง ๔,๔๐๐ บาท ของผู้เสียหายท่ี ๒ นํามา
มอบให้จําเลย เป็นพฤติการณ์ที่บ่งชีว่าผู้เสียหายทังส่ียอมจ่ายเงินให้แก่จําเลยเพราะกลัวว่าจะถูก
จําเลยกับพวกทําร้ายนั่นเอง การกระทําของจําเลยท่ีใช้เหล็กแป๊ปตีหลังผู้เสียหายที่ ๑ พวกของ
จําเลยล็อกคอผู้เสียหายท่ี ๑ และจําเลยกับพวกพูดว่าหากไม่ได้เงินมีเร่ืองแน่ เป็นการข่มขืนใจ
ผู้เสียหายทังส่ีให้ยอมให้เงินและแหวนทองคําซึ่งเป็นทรัพย์สินมูลค่าน้อยกว่าที่จําเลยกับพวก
ต้องการ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนันจะใช้กําลังประทุษรา้ ย อันจะเป็นความผิด
ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยกระทําความผิดร่วมกันตังแต่สามคนขึนไปตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓4๐ ตรี, ๘3 ดังที่ศาลล่างทังสองวินิจฉัยมา แต่เข้า
ลักษณะเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายทังสี่ให้ยอมให้จําเลยได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน
โดยขู่เข็ญว่าจะทําอันตรายต่อเสรีภาพของผู้เสียหายทังส่ี อันเป็นความผิดฐานกรรโชกตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก เน่ืองจากความผิดฐานปล้นทรัพย์ต้องเร่ิมจาก
ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ โดยคนร้ายใช้กําลังประทุษร้าย
เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์นัน หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนันจะใช้กําลังประทุษร้าย เพ่ือให้ย่ืนให้
ซ่ึงทรัพย์นันตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 (๒) การลักทรัพย์กับการใช้กําลัง
ประทุษร้ายต้องไม่ขาดตอน หรือเป็นการลักทรัพย์ท่ีต้องขู่เข็ญให้ปรากฏว่าในทันทีทันใดนันจะ
ใช้กําลังประทษุ ร้ายต่อเน่ืองกันไป เม่ือผู้เสียหายทงั ส่มี ีโอกาสที่จะสามารถปฏิเสธไม่จ่ายเงนิ ตามท่ี
จาํ เลยกับพวกเรียกร้องได้ เพราะพูดคุยกันเปดิ เผยในท่ีสาธารณะและมีการต่อรองจํานวนเงินที่จะจ่าย
เช่นนี แม้โจทก์ฟ้องว่าจําเลยกับพวกร่วมกันกระทําความผิดฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งไม่ใช่ฐานความผิด
ท่ีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 1๙๒ วรรคสาม แต่ความผิด

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 135

ฐานปลน้ ทรัพย์เปน็ การกระทําผิดฐานลักทรัพย์อนั มีลกั ษณะเป็นการชิงทรพั ย์โดยร่วมกันกระทําความผิด
ตังแต่สามคนขึนไป ดังนัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจําเลยร่วมกับพวกกระทําความผิด
ฐานกรรโชก อันเป็นความผิดฐานหน่ึงที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑9๒ วรรคสาม จึงถือไม่ได้ว่า
ข้อเท็จจรงิ ตามทป่ี รากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเทจ็ จรงิ ดังทกี่ ล่าวในฟ้องในข้อสาระสําคัญ
ทังมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนันเป็นเรื่องเกินคําขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ อันจะ
เป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เมื่อจําเลยให้การปฏิเสธโดยนําสืบอ้างฐานท่ีอยู่แสดงว่าจําเลยไม่ได้
หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอํานาจลงโทษจําเลยในความผิดฐานกรรโชกตามท่ีพิจารณาได้ความได้ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ปัญหานีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย
ที่เก่ียวกับความสงบเรียบร้อย แม้จําเลยมิได้ฎีกาขึนมา ศาลฎีกามีอํานาจยกขึนวินิจฉัยได้ตาม
ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก
ประกอบมาตรา ๘๓ จําคุก 3 ปี นอกจากทแี่ ก้ให้เปน็ ไปตามคาํ พพิ ากษาศาลอทุ ธรณภ์ าค ๑.

สํานกั งานอยั การพิเศษฝา่ ยสารสนเทศ
สํานักงานวิชาการ

136 คำ� พพิ ากษาศาลฎีกา

คำพพิ ำกษำศำลฎีกำท่ี 7469/2562 (ประชมุ ใหญ่)

ป.อ. กระทำอนำจำรแก่เดก็ โดยกำรลว่ งลำ (มำตรำ 279)
จำเลยใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหำย (อำยุ 12 ปีเศษ) รูดข้ึนลงแล้วใช้ปำกของจำเลย

ดูดและอมอวัยวะเพศของผู้เสียหำย แม้กำรกระทำของจำเลยดังกล่ำวจะไม่ได้เข้ำไปในอวัยวะเพศ
ของผเู้ สียหำยก็ตำม แต่กเ็ ป็นกำรกระทำทไ่ี มส่ มควรทำงเพศอันเป็นกำรลว่ งเกินผู้เสียหำยแล้ว
จึงเป็นกำรล่วงล้ำอวัยวะเพศของผู้เสียหำย เป็นควำมผิดตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ
279 วรรคห้ำ (ทแี่ ก้ไขใหม่)

______________________________

พนักงำนอัยกำรจงั หวัดนนทบรุ ี โจทก์

ระหวำ่ ง

นำย อ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จาเลยกระทาชาเรา
เด็กชาย ภ. ผู้เสียหาย อายุ 12 ปีเศษ (เกิดวันท่ี 28 พฤษภาคม 2547) ซ่ึงเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน
สิบสามปีซ่ึงมิใช่ภริยาหรือสามีของจาเลย โดยใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายรูดขึ้นลงหลายครั้ง
และใช้ปากของจาเลยดูดและอมอวัยวะเพศของผู้เสียหายเพ่ือสนองความใคร่ของจาเลย โดย
ผู้เสยี หายไมย่ ินยอม ขอใหล้ งโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277
จาเลยให้การปฏเิ สธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแลว้ พิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
277 วรรคสาม จาคุก 12 ปี
จาเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พพิ ากษายืน
จาเลยฎกี า
ศาลฎีกาตรวจสานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นรับฟังได้ว่า เด็กชาย ภ.
ผู้เสียหาย เกิดวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 เป็นบุตรของนาย จ. และนางสาว ศ. ขณะเกิดเหตุ
อายุ 12 ปีเศษ ศึกษาอยู่ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีโรงเรียน ว. จังหวัดนนทบุรี ผู้เสียหายสมัคร
เรียนพิเศษวิชาดนตรีไทยกับจาเลยซ่ึงเป็นครูพิเศษสอนดนตรีไทยท่ีโรงเรียนดังกล่าว ต่อมาวันท่ี
1 กุมภาพันธ์ 2560 นางสาว ศ. มารดาของผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตารวจ
ภธู รบางใหญ่ ให้ดาเนนิ คดีแก่จาเลย กล่าวหาว่าจาเลยกระทาชาเราผ้เู สียหาย พนักงานสอบสวน
ส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายท่ีโรงพยาบาล แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายตรวจพบสารคัดหลั่ง

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 137

Acid Phosphatase และมคี วามเห็นว่า อาจจะผ่านการร่วมประเวณี ตอ่ มาวันท่ี 4 กุมภาพันธ์ 2560
เจ้าพนักงานตารวจจับกุมจาเลย พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จาเลยว่ากระทาชาเราเด็กอายุ
ยงั ไม่เกินสิบสามปี จาเลยให้การปฏเิ สธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจาเลยว่า จาเลยกระทาความผิดฐานกระทาชาเรา
ผเู้ สียหายตามคาพพิ ากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ พยานโจทก์ทน่ี าสบื มามีเหตผุ ลและน้าหนัก
ฟังได้ม่ันคงว่า จาเลยใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายรูดขึ้นรูดลงหลายครั้ง และใช้ปากของ
จาเลยดูดและอมอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เพ่ือสนองความใคร่ของจาเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1
วนิ ิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทาของจาเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทาชาเราหรือไม่
เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
(ฉบับท่ี 27) พ.ศ. 2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่ง
ประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 3 ให้เพิ่มความในมาตรา 1 แห่ง
ประมวลกฎหมายอาญา “(18) “กระทาชาเรา” หมายความว่า กระทาเพื่อสนองความใคร่ของ
ผู้กระทา โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทาลว่ งลา้ อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น”
กรณีเป็นเรื่องกฎหมายท่ีบัญญัติในภายหลังกาหนดองค์ประกอบความผิดฐานกระทาชาเราว่า
จะต้องเป็นการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทาล่วงล้าอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้ถูกกระทา
จึงจะเข้าหลักเกณฑ์เป็นความผิด อันเป็นการปรับปรุงนยิ ามคาว่า “กระทาชาเรา” ให้ชดั เจนและ
สอดคล้องกับลักษณะการกระทาชาเราทางธรรมชาติ ดังนั้นเม่ือคดีได้ความว่า การกระทาของ
จาเลยท่ีใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายรูดข้ึนลงแล้วใช้ปากของจาเลยดูดและอมอวัยวะเพศ
ของผเู้ สียหาย โดยไม่ได้ใช้อวัยวะเพศของจาเลยล่วงลา้ อวัยวะเพศ ทวารหนกั หรือชอ่ งทางปาก
ของผู้เสยี หาย จึงไม่เป็นการกระทาชาเราเด็กอายุยงั ไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
277 วรรคสาม อีกต่อไป ปญั หาต้องวินิจฉยั ต่อไปว่า การกระทาดงั กล่าวเปน็ ความผดิ ฐานกระทา
อนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม)
หรือเป็นความผิดฐานกระทาอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้าตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ทแ่ี กไ้ ขใหม่) ศาลฎกี าโดยมติทีป่ ระชุมใหญ่เห็นว่า แม้การ
กระทาของจาเลยดังกล่าวจะไม่ได้เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทาที่
ไม่สมควรทางเพศอันเป็นการล่วงเกินผู้เสียหายแล้ว จึงเป็นการล่วงล้าอวัยวะเพศของผู้เสียหาย
เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ท่ีแก้ไขใหม่) แต่ความผิดฐาน
กระทาอนาจารแกเ่ ด็กยังไมเ่ กนิ สิบสามปีโดยการล่วงล้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279
วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจาคุกต้ังแต่เจ็ดปีถึงยี่สบิ ปี และปรับต้ังแต่หน่ึงแสนสี่หม่ืนบาท
ถึงส่ีแสนบาท หรือจาคุกตลอดชีวิต เท่ากันกับความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปี
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ระวางโทษตามกฎหมายท่ีแก้ไขใหม่
ไม่เป็นคุณ ศาลต้องพิจารณาลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)

138 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา


Click to View FlipBook Version