The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัยการนิเทศ เล่มที่ 85 ปี 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-13 05:22:39

อัยการนิเทศ เล่มที่ 85 ปี 2563

อัยการนิเทศ เล่มที่ 85 ปี 2563

ซง่ึ เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะท่ีจาเลยกระทาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2
วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า
(ท่ีแก้ไขใหม่) โดยให้ลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)
จาคกุ 7 ปี.

สานักงานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สานักงานวชิ าการ

หมำยเหตุ
เดิมก่อนมีการแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ และมาตรา ๒๗๗ ในปี

พ.ศ. ๒๕๕๐ ศาลฎีกาเคยให้ความหมายของการ “กระทาชาเราสาเร็จ” ว่า อวัยวะเพศของชาย
ผู้กระทาต้องล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิงผู้ถูกกระทา (คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๑๓๓/๒๕๐๙
และ ๑๖๔๖/๒๕๓๒) 1

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มพี ระราชบญั ญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบบั ท่ี ๑๙)
พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ บัญญัตคิ าจากัดความของการ “กระทาชาเรา” ไว้ในวรรคสองของมาตรา ๒๗๖
และวรรคสองของมาตรา ๒๗๗ 2 โดยไม่ได้จากัดเพียงการใช้อวัยวะเพศชายล่วงล้าอวัยวะเพศหญิง
เทา่ น้ัน แตไ่ ดข้ ยายความครอบคลุมไปถึงการใชอ้ วัยวะเพศของผู้กระทา(ชายหรือหญงิ ) กระทำกับ
อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อ่ืน(ชายหรือหญิง) หรือการใช้สิ่งอ่ืนใดกระทำกับ
อวยั วะเพศ หรือทวารหนกั ของผู้อื่น(ชายหรอื หญงิ ) ดว้ ย

ทวา่ คาจากัดความการกระทาชาเราทใ่ี ช้ถ้อยคาว่า “กระทากับ” นนั้ ก่อให้เกดิ ประเด็นขอ้ สงสัยว่า
การ “กระทาชาเราสาเร็จ” ยังตอ้ งมกี าร “ลว่ งล้า” อยู่อีกหรอื ไม่ ซงึ่ ประเด็นขอ้ สงสัยนีเ้ ปน็ อนั ยุติ
ไปโดยคาพิพากษาของศาลฎกี าจานวนหลายเรื่องท่ียงั คงวนิ ิจฉัยต่อกันมาตามแนวบรรทัดฐานเดมิ ว่า

1 คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี ๑๑๓๓/๒๕๐๙ จาเลยได้กระทาชาเราผู้เสียหายจนของลบั จาเลยได้เข้าไปในของลับผู้เสียหาย
ราว ๑ องคุลี เช่นน้ี ถือได้ว่าเป็นการกระทาชาเราสาเร็จตามความหมายของ ป.อ. มาตรา ๒๗๗ แล้ว การท่ีทางพิจารณา
ไม่ปรากฏว่ามีน้าอสุจิของจาเลยออกมาอยู่ท่ีของลับของผู้เสียหายหรือที่ของลับของจาเลยนั้น เป็นเรื่องสาเร็จความใคร่แล้ว
หรือไม่เปน็ อกี สว่ นหนง่ึ ไมเ่ ปน็ เหตใุ ห้เห็นวา่ จาเลยกระทาชาเราไม่สาเร็จ หรอื เป็นเพียงขนั้ พยายาม
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๑๖๔๖/๒๕๓๒ ความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเรานั้น เมื่ออวัยวะเพศของจาเลยได้ล่วงล้าไป
ในอวยั วะเพศของผเู้ สยี หายแล้ว แมจ้ าเลยไม่สาเรจ็ ความใคร่ก็เปน็ ความผดิ สาเรจ็

2 ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง และมาตรา ๒๗๗ วรรคสอง ซ่ึงแก้ไขเพิ่มเติมใหม่โดยมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพ่ิมเติม
ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ให้คาจากัดความการกระทาชาเราไว้เช่นเดียวกันว่า “การกระทา
ชาเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทาเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทา โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทา
กระทากับอวยั วะเพศ ทวารหนัก หรอื ชอ่ งปากของผูอ้ ่ืน หรอื การใช้สิง่ อ่นื ใดกระทากับอวยั วะเพศ หรือทวารหนักของผอู้ ื่น”

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 139

การ“กระทาชาเราสาเร็จ” จะต้องกระทาถึงขั้นที่มีการ “ล่วงล้า” ไปแล้วเช่นกัน (คาพิพากษา
ศาลฎีกาท่ี ๖๘๑๖/๒๕๕๔, ๑๓๙๐/๒๕๕๕, ๖๓๒๓/๒๕๕๗ และ๖๓๓๖/๒๕๕๗ ) 3

โดยเฉพาะข้อเท็จจริงในคาพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๖๓๒๓/๒๕๕๗ 4 ที่ศาลฎีกาได้กล่าวถึง
กรณีที่จำเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็นชำยใช้ปำกอมอวัยวะเพศของผ้เู สียหำยที่ ๑ ซงึ่ เปน็ เดก็ ชำยอำยุ ๑๑ ปีเศษ
และวินิจฉัยว่าช่องปากของจาเลยที่ ๑ เป็นส่ิงอื่นใดท่ีใช้กระทากับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ ๑
การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นความผดิ ตามมาตรา ๒๗๗ วรรคสาม (กระทำชำเรำเด็กอำยยุ ังไม่เกิน
สิบสำมปี) น้ัน เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาได้นามาอธิบายถึงความหมายและลักษณะของการ
กระทาชาเราไว้ในหลายกรณี ทั้งกรณีที่ชายผู้กระทา “ใช้” อวัยวะเพศของตนไปล่วงล้า หรือกรณี

3 คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี ๖๘๑๖/๒๕๕๔ ความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทาชาเราหญิงน้ัน ผู้กระทาจะต้องใช้อวัยวะเพศ
ของตนกระทาในลกั ษณะใกล้ชดิ พร้อมท่ีจะใชอ้ วัยวะเพศสอดใสก่ บั อวยั วะเพศของหญิงผู้ถูกกระทา
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๑๓๙๐/๒๕๕๕ ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง ซ่งึ แกไ้ ขใหม่โดย พ.ร.บ. แก้ไขเพ่ิมเติมประมวล
กฎหมายอาญา (ฉบับท่ี ๑๙) พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นเพียงการขยายขอบเขตของการกระทาชาเราในสว่ นของอวัยวะท่ีถูกกระทา
ไม่จาเป็นต้องเป็นที่อวัยวะเพศ จะเป็นที่ทวารหนัก หรือที่ช่องปากก็ได้ และส่ิงที่ใช้ในการกระทาไม่จาเป็นต้องเป็น
อวัยวะเพศเท่าน้ัน จะเป็นสิ่งอื่นใดก็ได้ ดังน้ัน การกระทาชาเราไม่ว่าเป็นการกระทากับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือ
ช่องปากของผู้อืน่ จงึ ยังคงต้องมกี ารสอดใส่อวัยวะเพศหรือส่ิงอื่นใดใหล้ ่วงลา้ เข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนกั หรอื ช่องปากดว้ ย
เพราะไม่เช่นน้ันแลว้ เพียงการสมั ผสั ภายนอกกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรอื ชอ่ งปากของผู้อน่ื ไม่ว่าดว้ ยอวัยวะส่วนใด
หรือดว้ ยวัตถุสงิ่ ใดก็จะเป็นการกระทาชาเราไปเสียทง้ั หมด
คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี ๖๓๒๓/๒๕๕๗ ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง ให้ความหมายของการกระทาชาเราว่า หมายความว่า
การกระทาเพ่ือสนองความใคร่ของผู้กระทาโดยใช้อวัยวะเพศของผู้กระทากระทากับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปาก
ของผู้อื่น หรือการใช้ส่ิงอ่ืนใด กระทากับอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อ่ืน กรณีที่ผู้กระทาใช้อวัยวะเพศของตน
กระทาชาเรา จะเป็นความผิดสาเร็จได้ต่อเมื่อหากเป็นกรณีชายกระทาต่อหญิง ต้องเป็นการใช้อวัยวะเพศของชายล่วงล้า
หรือสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปากของหญิง หากเป็นกรณีชายกระทาต่อชายด้วยกัน ต้องเป็นการใช้
อวัยวะเพศของชายผู้กระทาล่วงล้าหรือสอดใส่เข้าไปในทวารหนักหรือช่องปากของชายผู้กระทา หากเป็นกรณีหญิง
กระทาต่อชาย ต้องเป็นกรณีให้อวัยวะเพศชายผู้ถูกกระทาล่วงล้าเข้าไปในช่องคลอดของหญิงผู้กระทา ส่วนกรณีท่ี
ผู้กระทาใช้สิ่งอ่ืนใดกระทาชาเรา จะเป็นความผิดสาเร็จได้ต่อเมื่อหากเป็นกรณีชายกระทาต่อหญิง ต้องเป็นการใช้สิ่งหน่ึง
ส่ิงใดล่วงล้าเข้าไปในช่องคลอด หรือทวารหนักของหญิง หากเป็นกรณีชายกระทาต่อชายด้วยกัน ต้องเป็นการใช้
สง่ิ หน่ึงส่ิงใดล้วงล้าหรือสอดใส่เข้าไปในทวารหนักของผู้ถูกกระทา หรือให้อวัยวะเพศชายของผู้ถูกกระทาล่วงล้าหรือ
สอดใส่เข้าไปในช่องปากหรือทวารหนักของผู้กระทา หากเป็นกรณีหญิงกระทาต่อชาย ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใด
ล่วงล้าหรือสอดใส่เข้าไปในทวารหนักของชาย หรือให้อวัยวะเพศของชายล่วงล้าหรือสอดใส่เข้าไปในช่องปากหรือ
ทวารหนักของหญิง หากเป็นกรณีหญิงกระทาต่อหญิงด้วยกัน ตอ้ งเป็นการใช้ส่ิงหน่ึงส่ิงใดล่วงล้าหรือสอดใส่เข้าไปใน
ช่องคลอดหรอื ทวารหนักของหญิงผู้ถูกกระทา ดังนั้นการท่ีจาเลยที่ ๑ ซ่ึงเป็นชายใช้ปากอมอวัยวะเพศของผู้เสียหายท่ี ๑
ซงึ่ เป็นเด็กชายอายุ ๑๑ ปเี ศษ จึงถอื ได้วา่ ช่องปากของจาเลยที่ ๑ เปน็ สงิ่ อืน่ ใดทใ่ี ชก้ ระทากับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย
ที่ ๑ แลว้ การกระทาของจาเลยท่ี ๑ จึงเป็นความผิดตามมาตรา ๒๗๗ วรรคสาม
คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๖๓๓๖/๒๕๕๗ การกระทาของจาเลยท่ีใช้ปากอมอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ ๓ จากนั้น
จับอวยั วะเพศของผู้เสยี หายที่ ๓ เข้าไปในทวารหนักของจาเลย ถือได้ว่าเป็นการใช้ส่ิงอ่ืนใดกระทากับอวัยวะเพศของ
ผเู้ สยี หายท่ี ๓ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานกระทาชาเรา

4 อ้างแลว้ , เหมอื นเชงิ อรรถท่ี ๓

140 ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี า

ที่หญิงผู้กระทา “ให้” อวัยวะเพศชายมาล่วงล้าช่องคลอดของตน หรือกรณีท่ีผู้กระทา “ใช้”
สิ่งอ่ืนใดไปล่วงล้า หรือกรณีท่ีผู้กระทา “ให้” อวัยวะเพศชายมาล่วงล้าทวารหนักหรือช่องปาก
ของตน โดยสามารถแบง่ เปน็ หัวขอ้ ได้ ดังนี้

๑. กำรใชอ้ วยั วะเพศของผู้กระทำ กระทำชำเรำผอู้ น่ื
๑.๑ กรณชี ายกระทาต่อหญิง
(ก) “ใช้” อวัยวะเพศของชายผกู้ ระทา ล่วงลา้ ชอ่ งคลอดของหญิงผถู้ ูกกระทา
(ข) “ใช้” อวยั วะเพศของชายผกู้ ระทา ลว่ งลา้ ทวารหนักของหญิงผถู้ ูกกระทา
(ค) “ใช้” อวัยวะเพศของชายผูก้ ระทา ล่วงล้าช่องปากของหญงิ ผถู้ กู กระทา
๑.๒ กรณชี ายกระทาต่อชาย
(ก) “ใช้” อวัยวะเพศของชายผกู้ ระทา ล่วงลา้ ทวารหนักของชายผถู้ ูกกระทา
(ข) “ใช้” อวัยวะเพศของชายผู้กระทา ล่วงล้าช่องปากของชายผถู้ กู กระทา
๑.๓ กรณีหญงิ กระทาต่อชาย
(ก) “ให้” อวัยวะเพศของชายผ้ถู ูกกระทา ลว่ งลา้ ช่องคลอดของหญงิ ผู้กระทา

๒. กำรใชส้ งิ่ อ่ืนใด กระทำชำเรำผู้อื่น
๒.๑ กรณชี ายกระทาต่อหญงิ
(ก) “ใช้” ส่ิงหน่งึ สิง่ ใด ลว่ งล้าชอ่ งคลอดของหญิงผู้ถูกกระทา
(ข) “ใช้” สงิ่ หนง่ึ สงิ่ ใด ล่วงล้าทวารหนักของหญงิ ผู้ถูกกระทา
๒.๒ กรณชี ายกระทาต่อชาย
(ก) “ใช้” ส่งิ หนง่ึ สิง่ ใด ล่วงล้าทวารหนักของชายผถู้ ูกกระทา
(ข) “ให้” อวัยวะเพศของชายผถู้ ูกกระทา ล่วงลา้ ทวารหนกั ของชายผ้กู ระทา
(ค) “ให้” อวยั วะเพศของชายผถู้ กู กระทา ลว่ งล้าชอ่ งปากของชายผู้กระทา
๒.๓ กรณีหญงิ กระทาต่อชาย
(ก) “ใช้” สิ่งหนึง่ สิ่งใด ล่วงล้าทวารหนักของชายผูถ้ กู กระทา
(ข) “ให”้ อวยั วะเพศของชายผถู้ กู กระทา ล่วงล้าทวารหนกั ของหญงิ ผกู้ ระทา
(ค) “ให”้ อวยั วะเพศของชายผู้ถูกกระทา ล่วงล้าชอ่ งปากของหญิงผกู้ ระทา
๒.๔ กรณีหญิงกระทาต่อหญงิ
(ก) “ใช้” สิง่ หนึ่งส่งิ ใด ลว่ งลา้ ชอ่ งคลอดของหญิงผู้ถกู กระทา
(ข) “ใช้” ส่งิ หนง่ึ สง่ิ ใด ลว่ งลา้ ทวารหนกั ของหญิงผถู้ กู กระทา

ข้อเท็จจริงในคาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๓๒๓/๒๕๕๗ ที่กล่าวไว้ข้างต้น ย่อมปรับเข้าได้กับ
ความหมายและลักษณะของการกระทาชาเราในข้อ ๒.๒ (ค) อันเป็นกรณีท่ีชายกระทาต่อชายโดย
การ “ให้” อวยั วะเพศของชายผู้ถูกกระทา (เด็กผเู้ สียหาย) ลว่ งลา้ ช่องปากของชายผู้กระทา (จาเลย)

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้มีพระราชบญั ญัตแิ กไ้ ขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับท่ี ๒๗)
พ.ศ. ๒๕๖๒ ปรับปรุงคาจากัดความการ “กระทาชาเรา” ขึ้นใหมไ่ ว้ในบทนยิ าม มาตรา ๑ (๑๘)

อยั การนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 141

แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา 5 โดยแกไ้ ขถ้อยคาจากคาวา่ “กระทากับ” เปน็ คาว่า “ล่วงลา้ ” และ
ใหม้ อี งคป์ ระกอบความผิดเหลอื เพยี ง การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทาล่วงล้าอวัยวะเพศ ทวารหนัก
หรือช่องปากของผู้อื่น ซ่ึงตรงกับความหมายเดิมของการกระทาชาเราในข้อ ๑ อันทาให้ลักษณะ
ของการกระทาชาเราที่ปรับปรุงใหม่มีความชัดเจนและสอดคล้องกับลักษณะการกระทาชาเรา
ทางธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ส่วนการใช้ส่ิงอื่นใดกระทากับอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อ่ืน
ซึ่งเดิมเคยเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทาชาเราตามความหมายในข้อ ๒ น้ัน ก็ได้
ปรับปรุงถ้อยคาข้ึนใหม่เช่นกัน โดยกาหนดให้เป็นการใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่น ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศ
ล่วงล้าอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของบุคคลหรือเด็ก และได้เปล่ียนฐานความผิดจากการกระทา
ชาเรา มาเป็นการกระทำอนำจำรโดยกำรล่วงล้ำ ซึ่งมีระวางโทษหนักกว่าการกระทาอนาจารทั่วไป
โดยแบ่งออกเป็น กระทาอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้า มาตรา ๒๗๘ วรรคสอง
กระทาอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยการล่วงล้า มาตรา ๒๗๙ วรรคส่ี และกระทา
อนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้า มาตรา ๒๗๙ วรรคห้า และยังคงให้มีระวางโทษ
ไว้เท่ากันกับความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเรา มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง ฐานกระทาชาเราเด็กอายุยัง
ไม่เกินสิบห้าปี มาตรา ๒๗๗ วรรคหน่ึง และฐานกระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี มาตรา
๒๗๗ วรรคสอง ตามลาดับ 6

5 ป.อ. มาตรา ๑ (๑๘) “กระทาชาเรา” หมายความว่า กระทาเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทา โดยการใช้อวัยวะเพศ
ของผกู้ ระทาลว่ งล้าอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรอื ชอ่ งปากของผู้อนื่

6 ป.อ. (ทแี่ กไ้ ขใหมโ่ ดย พ.ร.บ. แก้ไขเพม่ิ เติม ป.อ. (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๖๒)
มาตรา ๒๗๖ “ผู้ใดข่มขืนกระทาชาเราผู้อ่ืนโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กาลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นน้ัน

อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทาให้ผู้อ่ืนน้ันเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวำงโทษจำคุกต้ังแต่ส่ีปี
ถงึ ยส่ี บิ ปี และปรบั ต้ังแต่แปดหม่ืนบำทถึงสแ่ี สนบำท

....”
มาตรา ๒๗๗ “ผู้ใดกระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กน้ันจะยินยอม
หรอื ไม่ก็ตาม ตอ้ งระวำงโทษจำคุกตัง้ แต่หำ้ ปีถึงย่สี ิบปี และปรบั ตง้ั แต่หน่งึ แสนบำทถงึ ส่แี สนบำท
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหนง่ึ เป็นการกระทาแก่เดก็ อายุยังไม่เกินสิบสามปี ต้องระวำงโทษจำคุกตั้งแต่
เจ็ดปถี ึงย่สี ิบปี และปรับต้งั แต่หนงึ่ แสนสีห่ ม่นื บำทถึงส่ีแสนบำท หรือจำคุกตลอดชีวติ ”
....”
มาตรา ๒๗๘ “ผู้ใดกระทาอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กาลัง
ประทุษร้ายโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทาให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น
ตอ้ งระวางโทษจาคุกไม่เกนิ สบิ ปี หรอื ปรับไม่เกนิ สองแสนบาท หรอื ท้งั จาทัง้ ปรับ
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหนึ่ง เปน็ การกระทาโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่น ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงลา้ อวัยวะเพศ
หรือทวารหนักของบุคคลน้ัน ผู้กระทาต้องระวำงโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงย่ีสิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบำทถึง
ส่ีแสนบำท

....”
มาตรา ๒๗๙ ผใู้ ดกระทาอนาจารแก่เดก็ อายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กน้นั จะยินยอม หรือไม่กต็ าม ต้องระวางโทษ
จาคุกไมเ่ กินสิบปี หรือปรบั ไมเ่ กินสองแสนบาท หรือทัง้ จาทง้ั ปรับ

142 ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกา

เมเม่ือื่อขข้อ้อเทเท็จ็จจริรงใิงนในคคา�ำพพิพิพาากกษษาาศศาาลลฎฎีกีกาาฉฉบบับับทท่ีหี่หมมาายยเเหหตตุนุ ี้ ไไดด้ค้คววาามมวว่า่าจจา�ำเเลลยซึ่งเป็นชาย
ใชใ้มชือม้ จือับจอับวอัยววยั ะวเะพเศพขศอขงอผงู้เผสู้เียสหียาหยาซย่ึงซเ่ึงปเ็นปเ็นดเ็กดช็กาชยาอยาอยาุย๑ุ ๑๒๒ปปีเีศเศษษ รูดข้ึนลง แล้วใช้ปำากของจำ� เลย
ดูดแูดลแะลอะมออมวอัยววัยะวเะพเพศศขขอองผงผู้เสู้เสียียหหาำยยกกรรณณียีย่อ่อมมเเททียียบบไไดด้กับข้อเท็จจริงในค�าำพิพากษาศาลฎีกาท่ี
๖๓๖๒๓๓๒/๓๒/๕๒๕๗๕๗๗7ออันนั เปเป็นน็ กกรรณณีทีที่จี่จ�ำาเเลลยยซซ่ึงงึ่ เเปป็นน็ ชชาายยกกรระะทท�ำาตต่ออ่ ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กชายอายุยังไม่เกิน
สิบสสิบาสมาปมีปโีดโยดกยากราร““ใหให้”้”ออววัยัยววะะเเพพศศขขอองงชชาายยผผู้ถู้ถูกูกกกรระะทท�ำา (เด็กผู้เสียหาย) ล่วงล้�ำาช่องปากของชาย
ผกู้ ผรู้กะรทะำ� ท(าจำ� (เจลายเ)ลตยา)มซขึ่งอ้ ศา๒ล.๒ฎีก(คา)ไซดงึ่้วศินาิจลฉฎัยกี ไาวไ้ใดนว้ เนิ รจิื่อฉงยันไั้นววใ้ น่าเรปอ่ื ็นงคนวนั้ าวมา่ ผเปิดน็ ฐคาวนากมรผะดิ ทฐาชนากเระาทเดำ� ็กชอำ� เารยาุ
แตกกออเจสด รากีาน�บิำ่แแกชยกบจก(อก็ทรณยเตวสัานางำรกรญัลอชกยุี่แอ่คไรเเณาเีะ่วเายรชญรมลังากกดไม�ำคทยะไีนา่ไปเ่ยเยว้ไรัต็กปมชดาุยกทเาขนไินอะิเโดเวอ่่เนโีังิ้นใดตำพ�พใกย้ีทดอดยิจินช็ไกำขหน่้ใสม่ิออม่ินรย่ายฉายิ้จอยมชอมี้ิยบเามช่เขสง่าักยตกฉุายงกือ้มะ่)่อไไสงอบิาานจมิยัยัินางมรกจือไมอายงรสำ�ขัุยยนไรกรเา่สับจมจลีกไเโปมา้ึนักคงร็ัยลดบิมับดาอปว่มตนไ็่กเใ็�ดำยค“ีเ่สเกยมงอวหี่ปตอลรพกถปีใาใลาิัก่นยวมเไะนตีายา้ถาช็พิพนมกำ�้ปัยวา่ทแรมาสคคใ้า้ิิปตพนกา”รกลวมะนำ�ิำ�มคบากเาาีตาสเร้วะดมพพคพ�ำ“ามสพรษกาะบิเวงัาพิาพใตริพกมพำมทษกาัศตตสชพาามิพรรามศศาลำ�าขรา้ะ”ถกิตพะาปอกาาาศา่มขาอกุษรทตกลวนวีาษโาปอ๒งา๒าหาดไัรากฎษลตางผีตารดศ๗๗า๒ยอจรฎษีกผถาศกาู้เก้ากาืน๗๗๗อสศุี๒กามู้เาราลลรสำหทาี๙ยาศอาะลม๗ฎาโวรียจวลทรดี่หทาาฎยวกรี๗ลวหาืรฎอ๖ตยี่ลัมาารียากร่วร๖รำกรอีคกดยว๓ฎฉารวาโงคยาา๓รเคสัวางรบดีฉ๒กละปรรรสกฉัูดหาย๒๒ยบับ้าำอ๓ลน็คูดมาลบขา้วกฉ๓ตท๗ัว่่ืบสนค/ขม่าัะบ้ึนาดางบ(ห่ี๒๗/าวทึ้นวเอลมร๒ทงัลดมัมาบ(๕ไี่หลซ่ืทำ้�เลมนวม่ีง๕หดมิาดท๕ึ่ง(่รงมวไี่าเยผ้)กเม๕ิมพดี่รหซตง๗มดแาเดิแหลาคม้ล)๗หรึ่ริมิยมงลใฐลยารา้สกีาาทชตมท)เะาายอืะะเทหาานุิั้นง่หใหย๒ท่ีเอกหมมมรพี่กชนตมี้กเตลา้งั๗วไแไิาาล่หรุอี้นามนดกร(ุั่นาเกกย๙คเา่าตปะวตเ่ม้้ี้ีไวดไ้ไี้ะวปวงคมดรัทขด็ยนุมกีมินวมตมมะน็างีแ้ขนำ�้นาวราค)ี้ีข่ติาไาเคล้อรอร�ใไำะ๒าดหวพง้ใอา่นกมวคะมนมเเนกา้๗มงรเพทาศรบ่ตหเาาามทกัอืนตีก๗มปะ็จปศญัอลจป้านัผ็อจาแทผ็นมจนาลร่รวิญรวดแจนดตดิำ�รับารคับ่รตกวตงฐรอั่ตงฐเตัแติงรวกงกรพ้ินงลาท่เานั้นเิกครเพละาเับัพบน้�นีแกยำี่ไใากแเ่สทม้ยีาดดขขดมิ่กิลกงทดิลดอทง๒ผา้ทมข้้ออเก็ร้วรข้ววขขงตอิด๗้ะวอีชกี่กะกอึ้นาึ้้อนมิัน(ทาจจฐทกาฎา๗ฎาทรกแขแรใระยะาำ�ยฎำหหหดแ่ีฎตนึ้หตแชวนเเไยุอหมมกหหทด่หกเรใน่ำ�เนงักนพหพามไ้าร็็เนี่กน้ช้ไมัไักขรกรยยขำคีมมายียราไไาาใะขตขจแตยดสดะแ่ยเง่ยงหเทกดาลออทำาวว้อววล้ไววมมนดิมกา็่่ร่ะาาา่างงว้่า่าำ�ง)่ ้
ชาชยาผยู้ถผูก้ถกูกรกะรทะ�ำทาหหรือรือมมิไดิได้ม้มีกีากรากรกระรทะท�ำอาอันันใดใดทที่ช่ีชายายไดได้ก้กระระทท�ำตาต่อ่อชชายายโดโดยยกกาารร““ใใหห้”้” อวัยวะเพศของ
ชาชยาผยู้ถผูก้ถกู รกะรทะท�ำลาล่ว่วงลงล�้ำ้าททววาารรหหนนักัก หรือช่องปากของชชาายยผผู้กู้กรระะททา�ำกกรณรณีย่ีอจะมเป็นได้เพียงกำารกระทำ�
อนอานจำาจรำทรวั่ทไัว่ ปไปเทเา่ทน่าน้ั ัน้
อำอคามคเมจตเจะตผะลผินลิน

ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหน่ึง เป็นการกระทาแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่หน่ึงปี
ถึงสบิ ปี หรอื ปรับตัง้ แต่สองหม่ืนบาทถึงสองแสนบาท หรอื ทัง้ จาทั้งปรบั

ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ผู้กระทาไดก้ ระทาโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กาลัง
ประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะท่ีไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทาให้เด็กน้ันเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษ
จาคกุ ตงั้ แตห่ นงึ่ ปถี ึงสิบหา้ ปี หรือปรบั ตง้ั แต่สองหม่นื บาทถึงสามแสนบาท หรอื ท้งั จาทง้ั ปรับ

ถ้าการกระทาความผดิ ตามวรรคหน่ึงหรอื วรรคสาม เปน็ การกระทาโดยใช้วตั ถุหรืออวัยวะอน่ื ซง่ึ มิใช่อวัยวะเพศ
ล่วงล้าอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของเดก็ น้ัน ผ้กู ระทาต้องระวำงโทษจำคกุ ตั้งแต่ห้ำปีถงึ ยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบำท
ถึงสแี่ สนบำท

ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคส่ี เป็นการกระทาแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ต้องระวำงโทษจำคุกตั้งแต่
เจด็ ปถี งึ ยส่ี บิ ปี และปรับตัง้ แต่หนง่ึ แสนสีห่ มืน่ บำทถึงสแี่ สนบำท หรอื จำคุกตลอดชวี ิต

....”
7 อา้ งแล้ว, เหมอื นเชิงอรรถที่ 3

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 143

คำพิพำกษำศำลฎีกำท่ี 7519/2562

ป.อ. ฉอ้ โกง (มาตรา 341)
ลำพังกำรท่ีจำเลยยินยอมให้ผู้อ่ืนนำบัญชีเงินฝำกของตนไปใช้โดยไม่ปรำกฏพฤติกำรณ์อ่ืน

ท่ีแสดงให้เห็นว่ำจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นหรือสนับสนุนร่วมกับคนร้ำยหลอกลวงผู้เสียหำย
ให้โอนเงินเข้ำบัญชีของจำเลยด้วย จึงยังไม่อำจฟังได้ว่ำจำเลยทรำบว่ำจะนำบัญชีเงินฝำก
ของจำเลยไปใช้ในกำรกระทำควำมผิด

______________________________

พนักงำนอัยกำรจังหวดั พัทลงุ โจทก์

ระหว่ำง

นำงสำว ศ. จำเลย

โจทก์ฟอ้ งและแกฟ้ ้องวา่ เมอ่ื วนั ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ เวลากลางวนั จําเลยกบั พวกอีกหนงึ่ คน
โดยทุจรติ ร่วมกันใช้กลอุบายหลอกลวงนาง อ. ผเู้ สียหาย ด้วยการแสดงขอ้ ความอนั เป็นเทจ็ หรือปกปิด
ข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง กล่าวคือ จําเลยกับพวกโทรศัพท์แจ้งผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าหน้าท่ี
ของหน่วยปราบปรามแห่งประเทศไทยอ้างว่าจะขอตรวจสอบเงินและทรัพย์สินอ่ืนของผู้เสียหาย
เน่ืองจากแต่ละวันผู้เสียหายมีเงินหมุนเวียนเข้าออกในบัญชีเงินฝากหลายครั้ง ครั้งละเป็นแสน
บัญชีเงินฝากของผู้เสียหายอาจจะเก่ียวกับส่ิงผดิ กฎหมายหรือการฟอกเงิน อันเป็นความเท็จ ด้วยการ
หลอกลวงผู้เสียหายให้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายแล้วโอนเข้าบัญชีของจําเลยกับพวกและ
ให้นําทรัพย์สินที่เป็นทองคําไปจํานํา เม่ือได้เงินมาแล้วให้โอนเข้าบัญชีจําเลยกับพวกเพื่อนําไป
ตรวจสอบแล้วจะคืนให้ภายใน 10 นาที จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเช่ือโอนเงินเข้าบัญชีของจําเลย
รวมเป็นเงิน ๒๐๒,000 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๑ ให้จําเลย
คนื เงนิ ๒๐๒,000 บาท แกผ่ ู้เสียหาย

จําเลยใหก้ ารปฏเิ สธ
ศาลชนั้ ตน้ พิจารณาแลว้ พพิ ากษายกฟอ้ ง
โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สํานักงานคดีศาลสูงภาค 9 ซ่ึงอัยการสูงสุดได้มอบหมาย
รบั รองให้อุทธรณใ์ นปญั หาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๔๑ (เดิม) ประกอบมาตรา ๘๖ ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทําความผิดฐานฉ้อโกง
จําคกุ ๒ ปี ใหจ้ าํ เลยคนื เงนิ ๒๐๒,000 บาท แก่ผเู้ สียหาย

144 ค�ำพิพากษาศาลฎีกา

จําเลยฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงท่ีคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟัง
เป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานท่ีเกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายซ่ึงเป็นผู้หญิงโทรศัพท์ติดต่อไปยัง
โทรศัพท์เคลื่อนท่ีของนาง อ. ผู้เสียหาย แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าท่ีของหน่วยปราบปรามแห่งชาติ
หลอกลวงให้ผู้เสียหายถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายแล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากซ่ึงมี
ช่ือจําเลยเป็นเจ้าของบัญชี อ้างว่าจะขอตรวจสอบเงินและทรัพย์สินของผู้เสียหาย ผู้เสียหาย
หลงเช่ือจึงโอนเงิน ๑๓9,000 บาท และนําสร้อยคอทองคําไปจํานําแล้วโอนเงินอีก 63,000 บาท
เข้าบัญชีเงินฝากของจําเลย ช้ันสอบสวนจําเลยให้การปฏิเสธ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ
จําเลยว่า จําเลยกระทําความผิดตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มี
พยานหลกั ฐานใดมานาํ สืบยืนยันวา่ จาํ เลยคือคนร้ายที่ร่วมกบั พวกโทรศัพทไ์ ปหลอกลวงผู้เสียหาย
เน่ืองจากไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า หมายเลขโทรศัพท์เคล่ือนที่ท่ีโทรเข้าไปหลอกลวงผู้เสียหาย
เป็นของผู้ใด ท้ังในระหว่างพิจารณาคดี เม่ือศาลให้จําเลยพูดข้อความตามท่ีคนร้ายพูดหลอกลวง
ผู้เสียหายก็ไม่อาจยืนยันหนักแน่นว่าเสียงของจําเลยเป็นเสียงเดียวกับคนร้ายที่โทรศัพท์
มาหลอกลวงผเู้ สยี หาย แม้รอ้ ยตาํ รวจเอก ท. พนักงานสอบสวนพยานโจทก์จะสืบสวนไดภ้ าพถา่ ย
คนร้ายขณะเบกิ ถอนเงินจากตู้เอทีเอม็ ตามภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.๑๐ แผน่ ที่ ๓ ถงึ ๕ แต่ก็เป็น
ภาพถ่ายคนร้ายเพียงครึ่งใบหน้าซึ่งไม่ชัดเจน ไม่อาจยืนยันว่าคนร้ายเป็นคนเดียวกันกับจําเลย
โดยร้อยตํารวจเอก ท. เบิกความตอบศาลถามด้วยว่า มีบางกรณีทแี่ ก๊งคอลเซน็ เตอร์หลอกลวงให้
ผู้อื่นเปิดบัญชีธนาคารแล้วนําบัญชีธนาคารดังกล่าวใช้เป็นบัญชีในการรับโอนเงินแล้วถอนเงิน
ออกไปโดยเจ้าของบัญชีไม่รู้เห็นด้วยซ่ึงสอดคล้องกับคําเบิกความและคําให้การในชั้นสอบสวน
ของจําเลยตามบันทึกคําให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.๑๔ ว่า ก่อนเกิดเหตุมีนาย ผ. และ
นาง น. มาขอยืมบัญชีเงนิ ฝากจําเลยโดยจะใหเ้ งินเป็นค่าตอบแทน และบอกว่าเมอื่ ใช้เสร็จแล้วจะ
เอาสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็มมาคืน หลังจากนั้นจําเลยทวงถามสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็ม
จากนาย ผ. แต่นาย ผ. แจ้งว่าสูญหายไปแล้ว จําเลยเห็นว่าในบัญชีธนาคารไม่มีเงินอยู่จึงมิได้ติดใจ
ไปแจ้งความ ซ่ึงเม่ือพิจารณารายการเดินบัญชีตามเอกสารหมาย จ.๒ แผ่นที่ ๓ ปรากฏว่ามีการ
เปิดบัญชีในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๙ จํานวน ๕๐๐ บาท และมีการถอนออกไปในวันเดียวกัน
และเม่ือมีการกระทําความผิดในวันที่ ๒9 ธันวาคม ๒๕๕9 หลังจากผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชี
ของจาํ เลยแล้วก็มกี ารถอนเงินออกจากบัญชไี ปแล้วไม่มีการเคลอ่ื นไหวทางบัญชีอีก สอดคล้องกับ
คําเบิกความของจําเลย ดังนี้ หากจําเลยมีเจตนาร่วมกับคนร้ายวางแผนหลอกลวงผู้เสียหายจริง
ย่อมไม่ใช้บัญชีเงินฝากในชื่อของตนเองรับโอนเงินเพราะเป็นการง่ายต่อการตรวจสอบติดตาม
จับกุม ส่วนการท่ีจําเลยยินยอมให้ผู้อ่ืนนําบัญชีเงินฝากของตนไปใช้โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์อ่ืน
ที่แสดงให้เห็นว่าจําเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นหรือสนับสนุนในการกระทําความผิดด้วยจึงยงั ไม่อาจฟังได้ว่า
จําเลยทราบว่าจะนําบัญชีเงินฝากของจําเลยไปใช้ในการกระทําความผิดคดีน้ี พยานหลักฐาน
โจทก์จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจําเลยเป็นผู้สนับสนุนคนร้ายท่ีกระทําความผิดตามฟ้องหรือไม่

อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 145

ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จําเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
๒๒๗ วรรคสอง ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าจําเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทํา
ความผดิ ตามฟอ้ ง ไม่ตอ้ งด้วยความเหน็ ของศาลฎีกา ฎกี าของจําเลยฟงั ขึ้น

พพิ ากษากลับใหย้ กฟอ้ ง.
สํานักงานอยั การพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สํานักงานวิชาการ

หมำยเหตุ
คดีตามคำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๗๕๑๙/๒๕๖๒ ได้ความวา่ พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจําเลย

ต่อศาลช้ันต้น ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๑ ให้จําเลยคืนเงิน
๒๐๒,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จําเลยให้การปฏิเสธ ศาลชน้ั ตน้ พิพากษายกฟอ้ ง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สํานักงานคดีศาลสูง ๙ ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรอง
ให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับเป็นว่าจําเลยมีความผิดตาม
มาตรา ๓๔๑ ประกอบมาตรา ๘๖ จําคกุ ๒ ปี ให้จาํ เลยคืนเงิน ๒๐๒,๐๐๐ บาทแก่ผเู้ สียหาย

จําเลยฎกี า ศาลฎีกาพิพากษากลบั ใหย้ กฟ้อง โดยศาลฎกี าวินิจฉัยวา่ ผเู้ สยี หายไม่อาจยืนยัน
ได้ว่าเสียงของจําเลยเป็นเสียงเดียวกับคนร้ายที่โทรศัพท์มาหลอกลวงผู้เสียหาย อีกท้ังจําเลย
เบิกความและให้การในชั้นสอบสวนว่าก่อนเกิดเหตุมีนาย ผ. และนาง น. มาขอยืมบัญชีเงินฝำก
จำเลยโดยจะให้เงินเป็นค่ำตอบแทน และบอกว่าเมื่อใช้เสร็จแล้วจะเอาสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็ม
มาคืน หลังจากน้ันจําเลยทวงถามสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็มจากนาย ผ. แต่นาย ผ. แจ้งว่าสูญหาย
ไปแล้ว จําเลยเห็นว่าในบัญชีไม่มีเงินอยู่จึงมิได้ติดใจแจ้งความ ดังน้ี หากจําเลยมีเจตนาร่วมกับ
คนร้ายวางแผนหลอกลวงผู้เสียหายจริงย่อมไม่ใช้บัญชีในช่ือของตนเองรับโอนเงินเพราะเป็นการง่าย
ต่อการตรวจสอบติดตามจับกุม ส่วนการที่จําเลยยินยอมให้ผู้อื่นนําบัญชีของตนไปใช้โดยไม่ปรากฏ
พฤติการณ์อื่นที่แสดงให้เห็นว่าจําเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นหรือสนับสนุนในการกระทําความผิดด้วย
ยงั ไม่อาจฟงั ได้วา่ จาํ เลยทราบว่าจะนาํ บญั ชขี องจําเลยไปใช้ในการกระทําความผิดคดีนี้ ให้ยกประโยชน์
แหง่ ความสงสยั ใหจ้ าํ เลย

ดว้ ยความเคารพตอ่ คําพิพากษาศาลฎีกาน้ี ผเู้ ขียนกลับเห็นว่าการทจี่ ําเลยรับจำ้ งเปิดบัญชี
ธนำคำรโดยประสงค์ค่าตอบแทนจากการเปิดบัญชี จําเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วว่ากล่มุ คนร้ายย่อม
นําบัญชีของจําเลยไปใช้เก่ียวข้องกับการกระทําความผิดกฎหมาย เนื่องจากหากเป็นการใช้
ในธุรกรรมปกติทั่วไปเย่ียงวิญญูชนก็ไม่จําเป็นที่จะต้องจ้างให้จําเลยเปิดบัญชีให้ การใช้บัญชีของ
จาํ เลยจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะหลีกเล่ียงการสืบสวนของเจ้าพนักงานไม่ให้พบตัวการสําคัญของ
กลุ่มคนร้ายและที่ตั้งสํานักงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ประกอบกับการเปิดบัญชีธนาคารในปัจจุบันน้ี
ทางธนาคารจะมีป้ายเตือนทํานองว่า “การรับจ้างเปิดบัญชีมีโทษทางกฎหมาย” ซ่ึงทําให้จําเลย

146 คำ� พิพากษาศาลฎกี า

ย่อมรู้ได้ว่าการกระทําของตนเองน้ันเป็นการกระทําท่ีมิชอบ โดยเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้
กลุ่มคนรา้ ยกระทาํ ความผิดได้ง่ายข้นึ และหลดุ พน้ การจับกุมของเจ้าพนักงาน อกี ท้ัง การกระทําความผิด
ในลักษณะแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น สามารถแบ่งหน้าท่ีของสมาชิกภายในแก๊งได้หลายตําแหน่ง เช่น
หัวหน้าแก๊งหรือผู้ควบคุมแก๊ง ผู้ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ ผู้โทรศัพท์ไปหลอกลวงผู้เสียหาย ผู้ไปกด
ถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ผู้จัดหาบัญชี และผู้เปิดบัญชี ฯลฯ เพราะฉะนั้นการที่จําเลยรับจ้างเปิดบัญชีน้ี
จําเลยจึงย่อมเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้ว โดยที่จําเลยไม่จําต้องมีหน้าท่ีโทรศัพท์
ไปหลอกลวงผู้เสียหายแต่อย่างใด กอปรกับหากคําพิพากษายังคงเดินตามแนวคําพิพากษา
ศาลฎีกานี้จะกลับกลายเป็นการส่งเสริมให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์กระทําผิดมากย่ิงขึ้น และมีผู้รับจ้าง
เปิดบญั ชีจาํ นวนเพ่ิมมากขึน้ อีกดว้ ย

อีกท้ัง ก่อนหน้าคําพิพากษาศาลฎีกานี้ ได้มีคำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๕๘๒๑/๒๕๕๘ ซ่ึง
จาํ เลยในคดีดงั กล่าวมีพฤติการณ์รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารใหก้ ับกลุ่มคนร้ายโดยได้รับค่าตอบแทน
เช่นกัน ซ่ึงศาลฎีกาก็ยังพิพากษาลงโทษจําเลยดังกล่าว ฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทําผิดความผิด
ฐานฉอ้ โกง ตามมาตรา ๓๔๑ ประกอบมาตรา ๘๖ ซึง่ ในความเห็นสว่ นตัวของผ้เู ขยี นแล้วเห็นดว้ ย
กบั เหตุผลของคาํ พิพากษาศาลฎกี าที่ ๕๘๒๑/๒๕๕๘ มากกวา่

คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ ๕๘๒๑/๒๕๕๘ วินิจฉัยวา่ “แม้ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐาน
ของโจทก์ว่า จําเลยท้ังสองเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนอันเป็นสาระสําคัญของการใช้เครือข่าย
โทรศัพท์ (Call Center) โทรศัพท์ไปหลอกลวงบรรดาผู้เสียหายให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝาก
ตามท่ีคนร้ายระบุ อันถือไม่ได้ว่าจําเลยที่ ๑ และท่ี ๒ มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจในการหลอกลวง
บรรดาผูเ้ สียหายทั้งย่ีสิบสองโดยแบ่งหน้าท่กี ันทําก็ตาม แต่การท่ีจาํ เลยทัง้ สองเปิดบัญชีเงนิ ฝากไว้
กบั ธนาคาร จนเป็นเหตุใหผ้ ู้เสียหายที่ ๘ โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจําเลยที่ ๑ และผู้เสยี หายท่ี ๑๘
โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจําเลยที่ ๒ โดยจําเลยที่ ๒ มิได้เก็บสมุดบัญชีเงินฝากและ
บตั รเอทีเอม็ ไวก้ ับตัว กลับมอบให้บุคคลอื่น เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของสุจริตชน นับเป็นพิรุธแห่งการ
กระทําของจําเลยทั้งสอง ทั้งจําเลยที่ ๒ เองก็เบิกความรับว่า จำเลยท่ี ๒ ได้รับค่ำตอบแทนจำก
กำรเปิดบัญชีเงินฝำกดังกล่าว ส่วนจําเลยท่ี ๑ อ้างว่า ได้มอบสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวและ
บัตรเอทีเอม็ ให้กับ พ. ไม่ทราบชอื่ สกุล เพ่ือชําระหนเี้ งินกู้จํานวน ๒๐,๐๐๐ บาทท่ี พ. เป็นผจู้ ัดหา
มาให้น้ัน จําเลยที่ ๑ ก็ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินในข้อสาระสําคัญได้
นับเปน็ พิรธุ ไม่น่าเช่อื ถอื เชอ่ื ว่าจําเลยที่ ๑ และท่ี ๒ เปิดบัญชีเงนิ ฝากโดยรู้วา่ จะมกี ารนาํ บัญชีเงนิ ฝาก
ดังกล่าวไปใชใ้ นการกระทําความผดิ โดยที่การประกอบอาชญากรรมโดยการใช้เครือข่ายโทรศัพท์
(Call Center) นี้ ไม่อาจจะบรรลุผลได้หากคนร้ายไม่สามารถเบิกถอนเงนิ ที่หลอกลวงมาได้ออกจาก
บญั ชขี องจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ การกระทําของจาํ เลยท้ังสองจึงนบั เป็นการช่วยเหลอื หรือให้ความสะดวก
แก่พวกกลุ่มคนร้ายกอ่ นกระทําความผดิ ถือวา่ เป็นการสนบั สนุนความผิดฐานรว่ มกันฉอ้ โกง”

รวนิ ท์ ชยั ภิวัตรภักดี

อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 147

คำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 837/2563

ป.ว.ิ อ. การบันทกึ ภาพและเสียงการถามปากคา (มาตรา 133 ทวิ, 139)
เมื่อขณะที่มีกำรถำมปำกคำเด็กต่อหน้ำสหวิชำชีพ ได้มีกำรบันทึกภำพและเสียง

กำรถำมปำกคำเดก็ ไว้ในแผ่นวีดิทศั น์โดยชอบแล้ว แม้ตอ่ มำภำยหลงั ไฟล์ภำพและเสียงซึ่งบันทึกไว้ใน
แผน่ วดี ทิ ศั นด์ ังกล่ำวเสยี หำย ไมส่ ำมำรถเปดิ ดูไดก้ ไ็ มท่ ำใหก้ ำรสอบสวนไมช่ อบ

______________________________

พนักงำนอัยกำรจังหวัดเชียงคำ โจทก์
เดก็ หญิง น. โดยนำย ว. และนำง ก. ผแู้ ทนโดยชอบธรรม โจทก์ร่วม
ระหว่ำง

นำย บ. จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า จําเลยกระทําความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อประมาณเดือน
มถิ นุ ายน ๒๕๕๘ วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จําเลยซ่ึงเป็นครูโรงเรียน บ. กระทาํ อนาจาร
เดก็ หญงิ น. ผ้เู สียหาย อายุ 6 ปีเศษ ซึ่งเปน็ เดก็ อายยุ งั ไมเ่ กนิ สิบห้าปีและเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความ
ดูแลของจําเลย โดยใช้มือโอบกอดและวางมือที่บริเวณเหนือหน้าอกของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหาย
ไมย่ นิ ยอม และอยใู่ นภาวะทไี่ ม่สามารถขัดขืนได้ และเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ถึง
เดือนมีนาคม ๒๕๕๙ วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จําเลยกระทําอนาจารผู้เสียหายซ่ึงเป็น
เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและเป็นศิษย์ซ่ึงอยู่ในความดูแลของจําเลย โดยโอบกอดแล้วจับตัว
ผู้เสยี หายให้น่ังตักจําเลย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไมส่ ามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 9๑, ๒๗9, ๒๘๕

จําเลยให้การปฏิเสธ
ระหวา่ งพิจารณาเดก็ หญิง น. โดยนาย ว. และนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม ย่นื คําร้องขอเขา้ รว่ ม
เป็นโจทก์
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๗๙ วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา ๒๘๕ จาํ คกุ 2 ปี
โจทกแ์ ละจําเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทําของจําเลยเป็นความผิดหลายกรรม
ต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จําคุก
กระทงละ ๖ เดือน รวม ๒ กระทง เป็นจาํ คุก ๑๒ เดือน

148 คำ� พพิ ากษาศาลฎีกา

จําเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซ่ึงพิจารณาและลงชื่อในคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อนุญาต
ให้ฎกี าในปัญหาขอ้ เทจ็ จรงิ

ศาลฎีกาตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว มีข้อฎีกาของจําเลยว่า การสอบสวนไม่ชอบ
ด้วยกฎหมายเน่ืองจากแผ่นวีดิทัศน์ซึ่งพนักงานสอบสวนจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียง
การถามปากคําเด็กหญิง ก. ได้รับความเสียหายไม่อาจถ่ายทอดภาพและเสียงได้อย่างต่อเนื่องตามท่ี
บญั ญัติไว้ในประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคสี่ น้ัน เห็นวา่ ในการ
ถามปากคําพยานซ่ึงเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ บัญญัติให้พนักงานสอบสวนแยกกระทําเป็นส่วนสัด
ในสถานที่ท่ีมีความเหมาะสม กับต้องให้นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ
และพนักงานอยั การร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคําเด็กน้ัน โดยในวรรคส่ี ของมาตราดังกล่าวซ่ึงอยู่
ภายใต้บังคับมาตรา ๑๓๙ กําหนดให้พนักงานสอบสวนนอกจากจะต้องบันทึกการถามปากคํา
พยานเด็กไว้เป็นหนังสือเช่นเดียวกับพยานบุคคลโดยปกติท่ัวไปแล้ว ยังจะต้องจัดให้มีการ
บันทึกภาพและเสียงการถามปากคําพยานเด็กน้ัน ซ่ึงสามารถนําออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเน่ืองไว้ด้วย
ฉะนั้น เม่ือได้ความตามบันทึกคําให้การของเด็กหญิง ก. ที่จัดทําเป็นหนังสือเอกสารหมาย จ.๑๔
ว่าในการถามปากคํามีสหวิชาชีพตามท่ีกฎหมายกําหนดร่วมอยู่ด้วย ขณะท่ีพันตํารวจโท จ.
พนักงานสอบสวน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่ามีการบันทึกภาพและเสียง
การถามปากคําเด็กหญิง ก. ต่อหน้าสหวิชาชีพไว้ในแผ่นวีดิทัศน์แล้ว ดังน้ี จึงเป็นการปฏิบัติตาม
ที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างครบถ้วน การสอบสวนพยานเด็กดังกล่าวย่อมชอบด้วยกฎหมาย
แม้ต่อมาภายหลังไฟล์ภาพและเสียงซ่ึงบันทึกไว้ในแผ่นวีดิทัศน์ดังกล่าวเสียหาย ไม่สามารถเปิดดูได้
ก็หาทําให้การสอบสวนท่ีชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปไม่
โดยพยานหลักฐานในคดียังมีบันทึกคําให้การชั้นสอบสวนของพยานเด็กที่จัดทําเป็นหนังสือ
ซึ่งย่อมมีเน้ือหาสาระเป็นเช่นเดียวกับภาพและเสียงที่บันทึกไว้รวมอยู่ในสํานวนการสอบสวน
อีกท้ังในช้ันพิจารณาโจทก์และโจทก์รว่ มกน็ ําตัวเด็กหญิง ก. เข้าเบิกความโดยเปิดโอกาสให้ฝา่ ยจําเลย
ใช้สิทธิถามค้านอย่างเต็มที่ กรณีถือไม่ได้ว่ามีการปิดบังอําพรางคดีจากการสอบสวนที่เป็นไปโดย
มชิ อบแต่ประการใด ฎีกาของจาํ เลยฟังไมข่ ึน้

พิพากษายนื .
สาํ นักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
สํานักงานวิชาการ

อยั การนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 149



ตอบข้อหารอื สำ� นักงานอัยการสงู สดุ



วินจิ ฉัยที่ ห. ๑๖๔/๒๕๖๑
เรื่อง แนวทางปฏิบัตใิ นการคืนหลกั ประกันผลงานตามสัญญาจ้างก่อสรา้ ง
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ (มาตรา ๒๒๒, ๓๘๐)

สัญญาจ้างข้อ ๑๘ ได้กาหนดสิทธิของผู้ว่าจ้างภายหลังบอกเลิกสัญญาในการริบ
“หลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา” กับการหักเอาจาก“เงินประกันผลงาน” ไว้แตกต่างกัน
โดยข้อตกลงในสว่ นของการรบิ “หลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา” เป็นข้อตกลงลักษณะ
เบ้ียปรับ ซึ่งผู้ว่าจ้างในฐานะเป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิริบในฐานเป็นจานวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหาย
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๐ แต่ข้อตกลงในส่วนของการหัก “เงินประกัน
ผลงาน” ได้กาหนดให้หักเม่ือผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบในค่าเสียหาย รวมท้ังค่าใช้จ่าย
ท่ีเพ่มิ ข้นึ ในการทางานนั้นต่อให้แล้วเสรจ็ โดยผวู้ ่าจ้างอาจทางานน้ันเองหรือจะวา่ จ้างให้ผ้อู ื่น
ทางานต่อจนเสร็จได้ ซึ่งผู้ว่าจ้างสามารถพิสูจน์ได้ถึงจานวนค่าเสียหาย ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๒๒ ดังนั้น ผู้ว่าจ้างจึงไม่สามารถริบหลักประกันผลงาน
เพื่อนามาเป็นงบประมาณเพอ่ื จัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ไดท้ ันที ผู้ว่าจ้างจะต้องจ้างผรู้ ับจ้างรายใหม่
เพ่ือทางานต่อให้แล้วเสร็จ หากปรากฏว่ามีค่าใช้จ่ายทั้งปวงเพ่ิมมากขึ้นกว่าตามสัญญาจ้าง
เดมิ เทา่ ใด ก็จะเป็นค่าเสยี หายทีผ่ วู้ า่ จ้างจะใช้สทิ ธิหกั เอาจากเงินประกันผลงานดังกลา่ วต่อไปได้

ขอ้ เท็จจริงและขอ้ หารอื

จังหวัด ก. ได้ทำสัญญำจ้ำงห้ำงหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นผู้รับจ้ำงดำเนินกำรก่อสร้ำง
ศูนย์รำชกำรจังหวดั ก. พร้อมสิ่งก่อสร้ำงประกอบ ซง่ึ ผู้รับจ้ำงได้ปฏิบัตงิ ำนและขอเบิกเงินค่ำจ้ำง
ไปแล้วจำนวน ๔๗ งวด รวมเป็นเงิน ๒๗๗,๕๔๐,๓๑๐ บำท โดยผู้รบั จ้ำงได้นำหนังสือคำประกัน
ผลงำนมำมอบให้แก่ผู้ว่ำจ้ำงจำนวน ๔๗ ฉบับ เป็นเงิน ๒๗,๗๕๔,๓๓๑ บำท ต่อมำจังหวัด ก.
ไดบ้ อกเลิกสญั ญำจ้ำงกับผูร้ บั จ้ำงเนอ่ื งจำกกำรปฏบิ ตั ิงำนไม่เปน็ ไปตำมแผน มีควำมลำ่ ชำ้ และผู้รับจ้ำง
ได้มีหนังสือแจ้งยืนยันว่ำไม่สำมำรถปฏิบัติงำนต่อให้แล้วเสร็จตำมสัญญำได้เพรำะขำดแคลน
แรงงำนและวสั ดใุ นกำรดำเนนิ งำน แตโ่ ดยเหตทุ ่ตี ำมขอ้ ๔ ของสญั ญำจำ้ งไดก้ ำหนดวำ่ “ในกำรจ่ำยเงิน
ค่ำจ้ำงแต่ละงวดให้แก่ผู้รับจ้ำง ผู้ว่ำจ้ำงจะหักเงินจำนวนร้อยละ ๑๐ (สิบ) ของเงินค่ำจ้ำงในงวดนัน
เพื่อเป็นประกันผลงำน ผู้รับจ้ำงมีสิทธิขอเงินประกันผลงำนคืนโดยนำหนังสือคำประกันของ
ธนำคำรในประเทศไทยในวงเงินดังกล่ำวมำมอบให้แก่ผู้ว่ำจ้ำงเป็นหลักประกันแทนก็ได้” และ

อยั การนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 153

“ผู้ว่ำจ้ำงจะคืนเงินประกันผลงำนหรือหนังสือคำประกันผลงำนให้แก่ผู้รับจ้ำงพร้อมกับก ำรจ่ำย
เงนิ งวดสดุ ท้ำย ภำยหลังจำกงำนทังหมดตำมสัญญำนีแล้วเสร็จสมบูรณ์ทุกประกำร” จงั หวัด ก.
จึงขอหำรือว่ำจะสำมำรถริบหลักประกันผลงำนเพื่อนำมำเป็นงบประมำณในกำรจัดหำผู้รับจ้ำง
รำยใหมต่ ่อไปได้หรอื ไม่ หรอื ต้องคืนหนงั สอื คำประกันผลงำนแกผ่ รู้ บั จ้ำง

คาวินจิ ฉยั

ตำมสญั ญำจ้ำงข้อ ๑๘ วรรคสอง ได้กำหนดสิทธิของผู้วำ่ จ้ำงภำยหลังบอกเลิกสัญญำในกำรริบ
“หลักประกันกำรปฏิบัติตำมสัญญำ”กับกำรหักเอำจำก“เงินประกันผลงำน” ไว้แตกต่ำงกัน กล่ำวคือ
“ผู้ว่ำจ้ำงมสี ิทธิรบิ หลักประกันกำรปฏิบัติตำมสัญญำทงั หมด หรือบำงส่วน ตำมแต่จะเห็นสมควร
นอกจำกนันผู้รับจ้ำงจะต้องรับผิดชอบในค่ำเสียหำยซึ่งเป็นจำนวนเกินกว่ำหลักประกันกำร
ปฏิบัติงำน และค่ำเสียหำยต่ำง ๆ ที่เกิดขึน รวมทังค่ำใช้จ่ำยที่เพ่ิมขึนในกำรทำงำนนันต่อให้แล้วเสร็จ
ตำมสัญญำ และค่ำใช้จ่ำยในกำรควบคุมงำนเพิ่ม (ถ้ำมี) ซ่ึงผู้ว่ำจ้ำงจะหักเอำจำกเงินประกันผลงำน
หรอื จำนวนเงินใด ๆ ที่จะจำ่ ยให้แก่ผู้รับจำ้ งก็ได้” (ทังนี ในส่วนของกำรบังคับค่ำปรบั นันสญั ญำจ้ำง
ขอ้ ๑๙ กำหนดให้ผวู้ ่ำจ้ำงมสี ทิ ธิท่ีจะหักเอำจำกจำนวนเงนิ ค่ำจำ้ ง หรือจำกเงินประกันผลงำนของ
ผ้รู ับจ้ำง หรอื บังคับจำกหลกั ประกนั กำรปฏบิ ัตติ ำมสญั ญำกไ็ ด)้ อันแสดงว่ำขอ้ ตกลงในสว่ นของกำรริบ
“หลักประกันกำรปฏิบัติตำมสัญญำ” เป็นข้อตกลงในลักษณะเบียปรับ ซึ่งผู้ว่ำจ้ำงในฐำนะเป็น
เจ้ำหนีมีสิทธิริบในฐำนเป็นจำนวนน้อยท่ีสุดแห่งค่ำเสียหำย ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์
มำตรำ ๓๘๐ วรรคสอง แต่ข้อตกลงในส่วนของกำรหักเอำจำก “เงินประกันผลงำน” ได้กำหนดให้
หกั เอำจำก “เงินประกันผลงำน” เม่อื ผรู้ ับจ้ำงจะตอ้ งรับผิดชอบในค่ำเสียหำย รวมทังค่ำใช้จ่ำยที่เพ่ิมขึน
ในกำรทำงำนนนั ตอ่ ให้แล้วเสร็จ โดยผู้ว่ำจำ้ งอำจทำงำนเองหรือว่ำจ้ำงให้ผู้อืน่ ทำงำนต่อจนแล้วเสร็จ
ตำมสัญญำจ้ำงข้อ ๔ วรรคแรก ซ่ึงผู้ว่ำจ้ำงต้องสำมำรถพิสูจน์ได้ถึงจำนวนค่ำเสียหำยดังกล่ำว
ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๒๒๒ ดังนัน ในกรณีนีผู้ว่ำจ้ำงจึงไม่สำมำรถริบ
หลักประกันผลงำนเพื่อนำมำเป็นงบประมำณในกำรจัดหำผู้รับจ้ำงรำยใหม่ตำมท่ีหำรือได้ทันที
หำกแต่ผู้ว่ำจ้ำงจะต้องดำเนินกำรเก่ียวกับกำรว่ำจ้ำงผู้รับจ้ำงรำยใหม่เพื่อทำงำนนันต่อให้แล้วเสร็จ
ตำมสัญญำเสียก่อน และถำ้ ปรำกฏว่ำมีค่ำใช้จ่ำยทังปวงเพิ่มมำกขึนกว่ำตำมสัญญำจ้ำงเดิมเท่ำใด
ก็จะเป็นค่ำเสียหำยที่ผู้ว่ำจ้ำงจะใช้สิทธิหักเอำจำกเงินประกันผลงำนดังกล่ำวต่อไปได้ อยำ่ งไรก็ดี
ในระหว่ำงเวลำท่ียังไม่ทรำบจำนวนค่ำเสียหำยดังกล่ำว ผู้ว่ำจ้ำงควรแจ้งสงวนสิทธิท่ีจะเรียกร้อง
คำ่ เสียหำยไปยงั ผู้รับจ้ำง โดยจะหกั เอำจำกเงินประกันผลงำนหรือหนังสือคำประกันที่ไดน้ ำมำวำงแทน
เงนิ ประกนั ผลงำนไวต้ อ่ เมอื่ ได้ทรำบจำนวนเงนิ คำ่ เสยี หำยที่แน่นอนแล้ว

154 ตอบขอ้ หารือส�ำนักงานอัยการสูงสุด

คำวินิจฉัยที่ ห. ๒๐๙/๒๕๖๑
เร่ือง
กฎหมำย ระเบียบ แนวทางปฏิบตั ิเกี่ยวกับการดาเนนิ คดีกับลูกหนี้ภาษโี รงเรอื น

พระราชบญั ญัติล้มละลาย พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๓ (มาตรา ๙๐/๑๒ (๔) (๗),
๙๐/๗๔, ๙๐/๑๐๔ (๓) (๖))

พระราชบญั ญัติจัดต้งั ศาลภาษอี ากรและวธิ พี ิจารณาคดีภาษีอากร
พ.ศ. ๒๕๒๘ (มาตรา ๕, ๗)

พระราชบัญญตั ิภาษโี รงเรือนและท่ดี นิ พุทธศักราช ๒๔๗๕ (มาตรา ๔๔)

ข้อห้ำมมิให้ฟ้องลูกหน้ีเป็นคดีแพ่งเก่ียวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ และห้ำมเจ้ำหนี้ซ่ึง
บังคับชำระหน้ีได้เองตำมกฎหมำยยึดทรัพย์สินหรือขำยทรัพย์สินของลูกหนี้ ตำมที่กำหนดไว้
ในพระรำชบัญญัติล้มละลำย พุทธศักรำช ๒๔๘๓ มำตรำ ๙๐/๑๒ (๔)(๗) และมำตรำ ๙๐/๑๐๔
(๓)(๖) ใชบ้ ังคบั จนถึงเพยี งวันที่ศำลมคี ำสั่งยกเลกิ คำสั่งใหฟ้ ืน้ ฟูกิจกำร

เมื่อศำลล้มละลำยกลำงมีคำส่ังยกเลิกคำส่ังให้ฟ้ืนฟูกิจกำรของบริษัท ฮ. จำกัด แล้ว
อำนำจหน้ำท่ีในกำรจัดกำรกิจกำรและทรัพย์สินของลูกหน้ีย่อมกลับเป็นของผู้บริหำรของ
บริษัท ฮ. จำกดั ตำมพระรำชบัญญัติล้มละลำย พุทธศักรำช ๒๔๘๓ มำตรำ ๙๐/๗๔ เทศบำลเมือง ล.
ในฐำนะเป็นเจ้ำหน้ีของบริษัท ฮ. จำกัด ในหน้ีภำษโี รงเรือนและที่ดิน ยอ่ มมีสทิ ธิฟ้องบริษทั ฮ.
จำกดั ตอ่ ศำลภำษีอำกรกลำง ให้ชำระหน้ีภำษโี รงเรือนและที่ดินดงั กล่ำวตำมพระรำชบญั ญัติ
จดั ต้ังศำลภำษีอำกรและวธิ ีพิจำรณำคดีภำษอี ำกร พ.ศ. ๒๕๒๘ มำตรำ ๕ และมำตรำ ๗ หรือ
นำยกเทศมนตรีเมือง ล. ในฐำนะเป็นผู้บรหิ ำรท้องถ่ินอำจใช้วิธีกำรมีคำส่ังเป็นหนงั สือให้ยึด อำยัด
หรือขำยทอดตลำดทรัพย์สินของบริษัท ฮ. จำกดั ซึ่งเป็นผ้คู ้ำงชำระคำ่ ภำษีโรงเรือนและท่ีดินนั้น
เพอ่ื นำเงินมำชำระเป็นคำ่ ภำษีโรงเรือนและท่ีดิน เงนิ เพ่ิม ค่ำธรรมเนยี ม และค่ำใชจ้ ่ำย โดยปฏิบัติ
ตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่งโดยอนุโลมตำมพระรำชบัญญัติภำษีโรงเรือน
และทดี่ นิ พทุ ธศกั รำช ๒๔๗๕ มำตรำ ๔๔

ขอ้ เท็จจรงิ และขอ้ หำรอื

บริษัท ฮ. จำกัด ค้ำงชำระภำษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปี ๒๕๕๑ - ๒๕๕๖ จำนวน
๒๕๙,๑๘๒ บำท และเมื่อวันที่ ๖ กรกฎำคม ๒๕๕๘ ศำลล้มละลำยกลำงได้มคี ำสง่ั ให้ฟ้นื ฟูกจิ กำร
ของบริษัท ฮ. จำกัด ซึ่งเทศบำลเมือง ล. ได้ยื่นคำขอรับชำระหน้ีค่ำภำษีโรงเรือนและท่ีดิน

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 155

ดังกล่ำวแล้ว ต่อมำเมื่อวันท่ี ๒๗ เมษำยน ๒๕๕๙ ศำลล้มละลำยกลำงได้มีคำส่ังยกเลิกคำส่ังให้
ฟ้ืนฟูกิจกำรของบริษัท ฮ. จำกัด โดยให้อำนำจหน้ำที่ในกำรจัดกำรกิจกำรและทรัพย์สินของ
ลูกหน้ีกลับเป็นของผู้บริหำรของลูกหนี้และผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ตลอดจนมีสิทธิตำมกฎหมำย
แตเ่ ทศบำลเมอื ง ล. ยังไมไ่ ดร้ ับชำระหนี้ในกำรฟนื้ ฟูกิจกำรตำมคำขอแต่อย่ำงใด จงึ ขอหำรือ ดังน้ี

๑. คำสง่ั ศำลล้มละลำยกลำงยกเลิกคำสงั่ ฟื้นฟูกจิ กำรของบริษัท ฮ. จำกัด โดยที่เทศบำลเมือง ล.
ยังไม่ได้รับชำระหน้ีตำมคำขอจะเป็นเหตุให้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตำมข้อห้ำมที่บัญญัติไว้
ในมำตรำ ๙๐/๑๐๔ แห่งพระรำชบัญญัตลิ ้มละลำย พทุ ธศกั รำช ๒๔๘๓ หรือไม่

๒. หำกเทศบำลเมือง ล. ยงั มีสทิ ธิในมูลหน้ีจำนวน ๒๕๙,๑๘๒ บำท จะตอ้ งดำเนินกำรฟอ้ งรอ้ ง
ขอต่อศำลหรือมวี ิธีดำเนนิ กำรในลักษณะอน่ื ได้หรือไม่ อยำ่ งไร

คำวนิ จิ ฉัย

๑. จำกข้อหำรือท่ี ๑ โดยท่ีพระรำชบัญญัตลิ ้มละลำย พุทธศักรำช ๒๔๘๓ ที่แก้ไขเพ่ิมเติม
มีบทบัญญัติที่เก่ียวข้องกับกำรฟ้ืนฟูกิจกำร ได้แก่ หมวด ๓/๑ กระบวนพิจำรณำเกี่ยวกับกำร
ฟ้นื ฟูกจิ กำรของลูกหน้ี (มำตรำ ๙๐/๑ - ๙๐/๙๐) เพิ่มเติมโดยพระรำชบญั ญัติล้มละลำย (ฉบับท่ี ๔)
พ.ศ. ๒๕๔๑ มำตรำ ๓ และหมวด ๓/๒ กระบวนพิจำรณำเกี่ยวกับกำรฟื้นฟูกิจกำรของลูกหนี้
ที่เป็นวิสำหกิจขนำดกลำงและขนำดย่อม (มำตรำ ๙๐/๙๑ - ๙๐/๑๒๘) เพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติ
ล้มละลำย (ฉบับท่ี ๙) พ.ศ. ๒๕๕๙ มำตรำ ๓ ซ่ึงท้ัง ๒ หมวด มีบทบัญญัติท่ีห้ำมฟ้องลูกหน้ีเป็น
คดีแพ่งเก่ียวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ และที่ห้ำมเจ้ำหน้ีซึ่งบังคับชำระหนี้ได้เองตำมกฎหมำย
ยึดทรัพย์สินหรือขำยทรพั ย์สนิ ของลูกหนี้ ในทำนองเดยี วกัน กล่ำวคือ มำตรำ ๙๐/๑๒ (๔) (๗) บัญญตั ิว่ำ
“นับแต่วันที่ศำลมีคำส่ังรับคำร้องขอไว้เพ่ือพิจำรณำจนถึงวันท่ีศำลมีคำสั่งยกเลิกคำส่ังให้ฟ้ืนฟู
กิจกำร ห้ำมมิให้ฟ้องลกู หน้ีเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลกู หน้ี ถ้ำมูลแห่งหน้ีน้ันเกิดข้ึนก่อน
วันท่ีศำลเห็นชอบด้วยแผน และห้ำมมิให้เจ้ำหนี้ซึ่งบังคับชำระหนี้ได้เองตำมกฎหมำย ยึดทรัพย์สิน
หรือขำยทรัพย์สนิ ของลูกหน้ี” และมำตรำ ๙๐/๑๐๔ (๓) (๖) บัญญัติว่ำ “นับแตว่ ันท่ีศำลมคี ำส่ัง
รบั คำร้องขอไว้เพ่ือพิจำรณำจนถึงวนั ทีศ่ ำลมีคำส่ังยกเลกิ คำสั่งให้ฟ้นื ฟกู ิจกำร ห้ำมมิใหฟ้ ้องลูกหน้ี
เป็นคดีแพ่งเก่ียวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ถ้ำมูลแห่งหน้ีนั้นเกิดข้ึนก่อนวันท่ีศำลมีคำส่ังให้ฟ้ืนฟู
กิจกำรและเห็นชอบด้วยแผนและห้ำมมิให้เจ้ำหน้ีซ่ึงบังคับชำระหนี้ได้เองตำมกฎหมำย
ยดึ ทรัพย์สินหรอื ขำยทรัพย์สินของลกู หน้ี” ขอ้ ห้ำมดงั กล่ำวจึงใช้บังคบั จนถงึ เพยี งวันที่ศำลมคี ำส่ัง
ยกเลิกคำสั่งให้ฟ้ืนฟูกิจกำร ดังน้ัน ภำยหลังจำกท่ีศำลล้มละลำยกลำงได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้

156 ตอบข้อหารือสำ� นักงานอยั การสูงสุด

ฟื้นฟูกิจกำรของบริษัท ฮ. จำกัด แล้ว เทศบำลเมือง ล. ซ่ึงเป็นเจ้ำหนี้ย่อมไม่อยู่ภำยใต้ข้อห้ำม
ดังกล่ำวตอ่ ไป จงึ ไมเ่ ป็นเหตุใหไ้ มม่ สี ิทธทิ ่ีจะไดร้ บั ชำระหนีแ้ ต่อย่ำงใด

๒. จำกข้อหำรือที่ ๒ เม่ือศำลล้มละลำยกลำงมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจกำรของ บริษัท ฮ.
จำกัด แล้ว อำนำจหน้ำท่ีในกำรจัดกำรกิจกำรและทรัพย์สินของลูกหน้ีย่อมกลับเป็นของผู้บริหำร
ของบรษิ ัท ฮ. จำกดั ตำมพระรำชบญั ญตั ิลม้ ละลำย พุทธศักรำช ๒๔๘๓ มำตรำ ๙๐/๗๔ เพิม่ เติม
โดยพระรำชบัญญัติล้มละลำย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๑ มำตรำ ๓ เทศบำลเมือง ล. ในฐำนะเป็นเจำ้ หนี้
ของบรษิ ัท ฮ. จำกดั ในหน้ีภำษีโรงเรือนและทด่ี ิน ย่อมมีสิทธิฟ้องบริษัท ฮ. จำกัด ต่อศำลภำษีอำกรกลำง
ให้ชำระหนี้ภำษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่ำวตำมพระรำชบัญญัติจัดตั้งศำลภำษีอำกรและ
วิธีพิจำรณำคดีภำษีอำกร พ.ศ. ๒๕๒๘ มำตรำ ๕, ๗ หรือนำยกเทศมนตรีเมือง ล. ในฐำนะเป็น
ผู้บริหำรท้องถิ่นอำจใช้วิธีกำรมีคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึด อำยัด หรือขำยทอดตลำดทรัพย์สินของ
บริษทั ฮ. จำกัด ซ่ึงเป็นผูค้ ้ำงชำระค่ำภำษีโรงเรือนและที่ดินนั้นเพอื่ นำเงนิ มำชำระเปน็ ค่ำภำษีโรงเรอื น
และท่ีดิน เงนิ เพิม่ คำ่ ธรรมเนียม และคำ่ ใชจ้ ่ำย โดยปฏบิ ัติตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่ง
โดยอนุโลมตำมพระรำชบัญญัติภำษีโรงเรือนและท่ีดิน พุทธศักรำช ๒๔๗๕ มำตรำ ๔๔ แก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระรำชบญั ญัตภิ ำษโี รงเรอื นและท่ดี ิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๓ มำตรำ ๕

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 157

คำวนิ ิจฉัยท่ี ห. ๒/๒๕๖๒

เรอื่ ง หารอื การโอนสิทธิเรียกรอ้ งในการรับเงินทง้ั หมด

กฎหมำย ระเบยี บ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์

บริษัท ท. จำกัด ผู้รับจ้ำงซ่ึงเป็นผู้โอนสิทธิเรียกร้อง กับ บริษัท ฉ. จำกัด ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง
ได้ทำบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่ำจ้ำงก่อสร้ำงโครงกำรปรับปรุงต่อเติมอำคำรเรียน
โรงเรียนตำมบันทึกให้กำรรับรองโอนสิทธิเรียกร้องในกำรรับเงิน และหนังสือบันทึกข้อตกลง
โอนสิทธิกำรรับเงินท้ังสองฉบับลงวันท่ี ๒๗ สิงหำคม ๒๕๖๑ ลงนำมร่วมกันถือว่ำกำรโอน
สิทธิเรียกร้องมีผลสมบูรณ์ ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๓๐๖ วรรคหน่ึง
ต่อมำได้มีหนังสือสองฉบับบอกกล่ำวกำรโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่ำจ้ำงตำมสัญญำจ้ำงเลขที่
๕๑/๒๕๖๑ ลงวันท่ี ๑๗ สิงหำคม ๒๕๖๑ ไปยังองค์กำรบริหำรส่วนตำบล ผู้ว่ำจ้ำง โดยสิทธิ
ในกำรรับเงินค่ำจ้ำงตกเป็นของผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง และมีผลผูกพันผู้ว่ำจ้ำงโดยชอบแล้ว
ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๓๐๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีผลตำมกฎหมำยว่ำผู้ว่ำจ้ำง
ต้องจ่ำยเงินให้แก่ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง โดยผู้รับจ้ำงซ่ึงเป็นผู้โอนสิทธิเรียกร้องหมดสิทธิ
รบั ชำระหนคี้ ่ำจ้ำงอีกตอ่ ไป ผรู้ ับจ้ำงซึ่งเปน็ ผู้โอนสิทธิเรียกรอ้ งฝ่ำยเดยี วไม่มีสิทธทิ จ่ี ะเปลี่ยนแปลง
กำรโอนสิทธิเรียกร้องที่ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย กำรที่บริษัท ท. จำกัด
ผู้ รั บ จ้ ำ ง ซ่ึ ง เ ป็ น ผู้ โ อ น สิ ท ธิ เรี ย ก ร้ อ ง ท ำ ห นั ง สื อ ข อ เป ลี่ ย น แ ป ล ง ก ำ ร รั บ เงิ น โ อ น สิ ท ธิ
ฉบับลงวนั ที่ ๑๗ กนั ยำยน ๒๕๖๑ ดังกล่ำวจงึ ไม่มีผลทำงกฎหมำยท่ีจะทำใหก้ ำรโอนสทิ ธเิ รียกรอ้ ง
ท่ีสมบูรณ์ดังกล่ำวระงับส้ินไปและกลับมำเป็นของผู้รับจ้ำงซ่ึงเป็นผู้โอนสิทธิเรียกร้องได้อีก
แต่อย่ำงใด องค์กำรบริหำรส่วนตำบล ผู้ว่ำจ้ำง ตอ้ งชำระค่ำจ้ำงตำมสัญญำให้แก่บรษิ ัท ฉ. จำกัด
ผูร้ บั โอนสทิ ธเิ รียกร้องตำมท่ีกฎหมำยรับรองสทิ ธิ

ขอ้ เท็จจรงิ และขอ้ หำรอื

องค์การบริหารส่วนตาบล (ผู้ว่าจ้าง) ได้ว่าจ้างบริษัท ท. จากัด (ผู้รับจ้าง)เพ่ือดาเนินโครงการ
ปรับปรุงต่อเติมอาคารเรียนโรงเรียน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๕๑/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๑๗ สงิ หาคม ๒๕๖๑
จานวนเงิน ๑,๗๘๙,๐๐๐.๐๐ บาท และต่อมาบริษัท ท. จากัด ได้มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้อง
ในการรับเงินทั้งหมด ระหว่างบริษัท ท. จากดั “ผู้โอนสิทธิ” กับบริษัท ฉ. จากัด “ผู้รับโอนสิทธิ”
ซ่ึงผู้โอนได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างดังกล่าว จานวน

158 ตอบขอ้ หารือส�ำนกั งานอัยการสูงสดุ

๑,๗๘๙,๐๐๐.๐๐ บาท ให้กับผู้รับโอน ซ่ึงท้ังคู่ได้แจ้งความประสงค์มายังองค์การบริหารส่วนตาบล
และองค์การบริหารสว่ นตาบล ได้รบั ทราบการโอนสทิ ธดิ ังกล่าวแลว้ ตอ่ มาบรษิ ทั ท. จากัด ไดม้ ีหนงั สือ
แจ้งมายังองค์การบริหารส่วนตาบล เพ่ือขอเปลี่ยนแปลงการรับเงินโอนสิทธิโครงการฯ ดังกล่าว
โดยขอรับโอนเข้าบัญชีบริษัทของตนเองแทน ซึ่งผู้รับโอนสิทธิไม่ได้รับรู้หรือยินยอมในการ
เปล่ียนแปลงการรับเงินในคร้ังน้ี และต่อมาผู้รับโอนสิทธิได้มีหนังสือรับเงินค่าจ้างโครงการฯ
ดงั กลา่ ว องค์การบริหารสว่ นตาบล จึงขอหารือวา่

๑. เอกสารการโอนสิทธขิ องผ้โู อนสทิ ธิและผู้รับโอนสิทธิ ถกู ต้องหรือไม่
๒. การแจ้งเปลี่ยนการโอนสทิ ธริ บั เงนิ สามารถกระทาโดยผ้โู อนโดยฝา่ ยเดยี วได้หรือไม่
๓. องคก์ ารบริหารส่วนตาบล จะทาการเบกิ จา่ ยเงินใหแ้ กผ่ ูใ้ ด

คำวนิ จิ ฉัย

สานักงานอยั การสูงสุดพจิ ารณาแล้ว เห็นวา่ บรษิ ทั ท. จากัด ผู้รับจา้ งซ่งึ เปน็ ผู้โอนสิทธิเรียกรอ้ ง
กับบริษัท ฉ. จากัด ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้ทาบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้าง
ก่อสร้างโครงการปรับปรงุ ต่อเติมอาคารเรียนโรงเรียน ตามบันทึกให้การรับรองโอนสิทธิเรยี กร้อง
ในการรบั เงนิ และหนงั สอื บนั ทึกขอ้ ตกลงโอนสิทธิการรบั เงนิ ทัง้ สองฉบับ ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๑
ลงนามร่วมกันถือว่าการโอนสิทธิเรียกร้องมีผลสมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๓๐๖ วรรคหน่ึง ต่อมาได้มีหนังสือสองฉบับบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้าง
ตามสัญญาจ้างเลขท่ี ๕๑/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๑ ไปยังองค์การบริหารส่วนตาบล
ผู้ว่าจ้าง โดยสิทธิในการรับเงินค่าจ้างตกเป็นของผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง และมีผลผูกพันผู้ว่าจ้าง
โดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ วรรคหน่ึง ซ่ึงมีผลตามกฎหมาย
วา่ ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง โดยผู้รับจ้างซ่ึงเป็นผู้โอนสิทธิเรียกร้องหมดสิทธิ
รบั ชาระหน้ีคา่ จ้างอีกตอ่ ไป ผู้รับจ้างซ่งึ เป็นผู้โอนสทิ ธิเรียกร้องฝา่ ยเดยี วไมม่ สี ทิ ธทิ ่จี ะเปลี่ยนแปลง
การโอนสิทธิเรยี กร้องที่ผู้รบั โอนสิทธิเรียกรอ้ งไม่ได้ตกลงยินยอมดว้ ย การที่บริษัท ท. จากดั ผรู้ บั จา้ ง
ซ่ึ ง เป็ น ผู้ โ อ น สิ ท ธิ เรี ย ก ร้ อ ง ท า ห นั ง สื อ ข อ เป ล่ี ย น แ ป ล ง ก า ร รั บ เงิ น โ อ น สิ ท ธิ ฉ บั บ ล ง วั น ที่
๑๗ กันยายน ๒๕๖๑ ดังกล่าวจึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะทาให้การโอนสิทธิเรียกร้องท่ีสมบูรณ์
ดังกล่าวระงับสิ้นไปและกลับมาเป็นของผู้รับจ้างซ่ึงเป็นผู้โอนสิทธิเรียกร้องได้อีกแต่อย่างใด
องค์การบริหารส่วนตาบล ผู้ว่าจ้าง ต้องชาระค่าจ้างตามสัญญาให้แก่บริษัท ฉ. จากัด ผู้รับโอน
สิทธเิ รยี กร้องตามที่กฎหมายรับรองสิทธิ

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 159

คำวินิจฉัยท่ี ห. ๗/๒๕๖๒

เรื่อง การแสดงเจตนาอุทิศท่ีดินมรดกซึ่งผู้เยาว์เปน็ ทายาทให้เป็นท่ีสาธารณประโยชน์

กฎหมำย ระเบยี บ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ (มาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง, ๑๕๗๔ (๒), ๑๗๔๕)

กำรท่ีผูจ้ ัดกำรมรดกจะอทุ ิศท่ีดินมรดกให้เป็นที่สำธำรณประโยชน์ ถอื เป็นกำรจำหน่ำย
ท่ีดินมรดกออกไป ต้องได้รับควำมยินยอมจำกทำยำททั้งหมดซ่ึงมีสิทธิร่วมกันในท่ีดินมรดก
ดังกล่ำวด้วย ผู้จัดกำรมรดกไม่สำมำรถดำเนินกำรได้เองโดยลำพัง ทั้งนี้ตำมประมวลกฎหมำย
แพง่ และพำณิชย์ มำตรำ ๑๗๔๕ ประกอบมำตรำ ๑๓๖๑ วรรคสอง

กรณีที่ผู้เยำว์เป็นทำยำทที่มีสิทธิในท่ีดินมรดกด้วย กำรอุทิศท่ีดินมรดกดังกล่ำวให้เป็น
ที่สำธำรณประโยชนย์ ่อมเปน็ กำรกระทำให้กรรมสิทธซ์ิ ่ึงเป็นทรพั ยสทิ ธิประเภทหน่ึงของผ้เู ยำว์
อันเก่ียวกับอสังหำริมทรัพย์สิ้นสุดลงท้ังหมดโดยไม่ได้รับผลตอบแทนใด ๆ ผู้จัดกำรมรดกซ่ึงมี
ฐำนะเป็นผู้ใช้อำนำจปกครองด้วยจึงต้องขออนุญำตศำลก่อนทำนิติกรรม ตำมประมวล
กฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์ มำตรำ ๑๕๗๔ (๒)

ข้อเท็จจรงิ และขอ้ หำรอื

หน่วยงานได้รับการติดต่อจากนาง น. ผ้จู ัดการมรดกของนาย ป. ผู้วายชนม์ มคี วามประสงค์
จะอุทิศทดี่ ินมรดกให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่ที่ดนิ ดงั กล่าวมีทายาทผู้มสี ิทธิรับมรดกหลายคน
และทายาทผู้มีสิทธิบางคนยังเป็นผู้เยาว์ จึงมีปัญหาข้อกฎหมายว่าจะต้องได้รับอนุญาตจากศาล
ก่อนหรือไม่ หน่วยงานจึงขอหารอื ดังน้ี

๑. การที่ผู้จัดการมรดกอุทศิ ที่ดินมรดกให้เป็นท่ีสาธารณประโยชน์ ตอ้ งได้รับความยินยอม
จากทายาทอื่นดว้ ยหรอื ไม่ หรือผู้จัดการมรดกสามารถดาเนนิ การได้เองโดยลาพัง

๒. กรณีที่ผู้เยาว์เป็นทายาทที่มีสิทธิในท่ีดินมรดกด้วย การท่ีผู้จัดการมรดกจะดาเนินการ
อุทิศที่ดินมรดกให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ จะต้องดาเนินการขออนุญาตศาลก่อน ตามประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗๔ (๒) หรอื ไม่ อยา่ งไร

คำวนิ จิ ฉัย

๑. จากข้อหารือที่ ๑ การที่ผู้จัดการมรดกจะอุทิศที่ดินมรดกให้เป็นที่สาธารณประโยชน์
ถือเป็นการจาหน่ายท่ดี ินมรดกออกไป ต้องได้รับความยินยอมจากทายาทท้ังหมดซ่ึงมสี ิทธิร่วมกัน

160 ตอบขอ้ หารือสำ� นักงานอยั การสงู สดุ

ในที่ดินมรดกดังกล่าวด้วย ผู้จัดการมรดกไม่สามารถดาเนินการได้เองโดยลาพัง ท้ังนี้ ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณชิ ยม์ าตรา ๑๗๔๕ ประกอบมาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง

๒. จากข้อหารือข้อ ๒ กรณีท่ีผู้เยาว์เป็นทายาทที่มีสิทธิในที่ดินมรดกด้วย การอุทิศที่ดินมรดก
ดังกล่าวให้เป็นท่ีสาธารณประโยชน์ย่อมเป็นการกระทาให้กรรมสิทธ์ิซึ่งเป็นทรัพยสิทธิประเภทหน่ึง
ของผู้เยาว์อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์สิ้นสุดลงทั้งหมดโดยไม่ได้รับผลตอบแทนใด ๆ นาง น.
ผู้จัดการมรดก ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ใช้อานาจปกครองด้วยจึงต้องขออนุญาตศาลก่อนทานิติกรรม
ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๑๕๗๔ (๒)

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 161

คำวนิ จิ ฉัยที่ ห. ๓๓/๒๕๖๒

เรอื่ ง หารือกรณี พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสท่ีพระบาทสมเด็จ
พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๐

กฎหมำย ระเบียบ พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภมู ิพลอดลุ ยเดช มพี ระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๐

เมอื่ นำย ช. เคยต้องโทษตำมคำพิพำกษำของศำลจังหวัด ส. ตำมคดีหมำยเลขแดงท่ี
๓๐๗๖/๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหำคม ๒๕๔๖ ว่ำมีควำมผิดฐำนรับคนต่ำงด้ำวซ่ึงไม่มีใบอนุญำต
ทำงำนและให้เข้ำพักอำศัย ซ่อนเร้นและช่วยเหลอื ด้วยประกำรใด ๆ พิพำกษำให้ จำคุก ๖ เดือน
ปรับ ๒๗,๕๐๐ บำท โทษจำคุกให้รอกำรลงโทษไว้ มีกำหนด ๒ ปี ดังนั้นกำรที่นำย ช.
ต้องโทษตำมคำพิพำกษำดังกล่ำว จึงได้รับกำรล้ำงมลทินตำมมำตรำ ๔ แห่งพระรำชบัญญัติ
ล้ำงมลทินในวโรกำสที่พระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษำ
๘๐ พรรษำ พ.ศ. ๒๕๕๐ เฉพำะส่วนของโทษปรับเท่ำนั้น ในส่วนโทษจำคุก เมื่อศำลมีคำพิพำกษำ
ให้รอกำรลงโทษไว้แล้ว ย่อมถือว่ำนำย ช. มิได้รับโทษตำมคำพิพำกษำ จึงมิใช่ผู้ต้องโทษตำม
ควำมหมำยของมำตรำ ๓ แหง่ พระรำชบัญญัติดังกลำ่ ว นำย ช. จึงไม่ได้รับประโยชน์จำกกำร
ลำ้ งมลทนิ ตำมกฎหมำยดังกล่ำว อีกท้ังพระรำชบัญญัติล้ำงมลทนิ ในวโรกำสท่ีพระบำทสมเด็จ
พระปรมินทรมหำภูมิพลอดลุ ยเดชมีพระชนมพรรษำ ๘๐ พรรษำ ๒๕๕๐ มำตรำ ๔ ท่ีบัญญัติ
ให้ล้ำงมลทินให้แก่บรรดำผู้ต้องโทษในกรณีควำมผิดต่ำง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่
๕ ธันวำคม ๒๕๕๐ และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันท่ีพระรำชบญั ญัตินใี้ ช้บงั คบั โดยใหถ้ ือว่ำ
ผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีควำมผิดน้ัน ๆ มีผลเพียงให้ถือว่ำผู้น้ันไม่เคยถูกลงโทษจำคุก
เท่ำน้ัน มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่ำเป็นกำรลบล้ำงพฤติกรรมหรือกำรกระทำอันเป็นเหตุให้บุคคล
น้ันถูกลงโทษจำคุกไปด้วย เห็นว่ำ แม้เป็นกรณีท่ีนำย ช. จะได้รับประโยชน์จำกพระรำชบัญญัติ
ดงั กลำ่ ว แต่ยังถือว่ำพฤติกรรมหรือกำรกระทำอันเป็นเหตุให้ถูกลงโทษจำคุกน้ันยังคงอยู่ และ
เป็นมูลเหตุที่จะต้องนำพิจำรณำถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ำมตำมกฎหมำยของนำย ช.
แล้วแต่กรณีน้ันด้วย

อน่ึง ส่วนกรณีข้อหำควำมผิดตำมรำยกำรประวัติของนำย ช. ข้อหำมีอำวุธปืนและ
เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง, พำอำวุธปืนไปในเมืองฯ โดยไม่ได้รับอนุญำต ตำมเลขคดี
ที่ ๔๐๒/๒๕๔๖ น้ัน เนื่องจำกไมป่ รำกฏคำพิพำกษำของศำลและผลคดี สำนักงำนอัยกำรสูงสุด

162 ตอบขอ้ หารอื ส�ำนกั งานอยั การสูงสุด

จึงไม่สำมำรถพิจำรณำให้ควำมเห็นได้ว่ำ นำย ช. มิได้เคยถูกลงโทษตำมพระรำชบัญญัติ
ล้ำงมลทินในวโรกำสท่ีพระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษำ
๘๐ พรรษำ พ.ศ. ๒๕๕๐ แลว้ หรอื ไม่

ข้อเท็จจรงิ และขอ้ หำรือ

จังหวัด ส. ได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของนาย ช. พบว่ามีรายการประวัติฯ จานวน
๒ รายการ ได้แก่

๑. ข้อหามีอาวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืนไว้ในครอบครอง, พาอาวุธปืนไปในเมืองฯ โดยไม่ได้
รบั อนุญาต (เลขคดีท่ี ๔๐๒/๒๕๔๖) ไมป่ รากฏผลคดี/คาสั่ง

๒. ข้อหารับคนต่างด้าวซ่ึงไม่มีใบอนุญาตทางานและให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นและช่วยเหลือ
ด้วยประการใด ๆ (เลขคดีท่ี ๒๕๓/๒๕๔๖) ผลคดี/คาสั่ง จาคุก ๖ เดือน ปรับ ๒๗,๕๐๐ บาท
โทษจาคกุ ใหร้ อการลงโทษไว้มีกาหนด ๒ ปี

จังหวัด ส. เห็นว่า เน่ืองจากได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสท่ีพระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีผลให้
ผตู้ ้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ทไ่ี ด้กระทาก่อนหรือในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ และได้พ้นโทษ
ไปก่อนแล้วหรือในวันท่ีพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้น้ันมิได้เคยถูกลงโทษในกรณี
ความผิดน้ัน ๆ ดังน้ัน ในกรณีดังกล่าวข้างต้นภายหลังจากวนั ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ จึงถือว่านาย ช.
มิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดท้ังสองกรณี จังหวัด ส. จึงขอหารือว่าความเห็นของจังหวัด ส.
ถูกตอ้ งหรอื ไม่

คำวนิ ิจฉัย

สานักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อนาย ช. เคยต้องโทษตามคาพิพากษาของ
ศาลจังหวัด ส. ตามคดีหมายเลขแดงท่ี ๓๐๗๖/๒๕๔๖ เม่ือวันท่ี ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ ว่ามี
ความผิดฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทางานและให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นและช่วยเหลือ
ด้วยประการใด ๆ พิพากษาให้จาคุก ๖ เดือน ปรับ ๒๗,๕๐๐ บาท โทษจาคุกให้รอการลงโทษไว้
มีกาหนด ๒ ปี ดังนน้ั การท่ีนาย ช. ต้องโทษตามคาพิพากษาดังกล่าว จึงได้รับการลา้ งมลทินตาม
มาตรา ๔ แหง่ พระราชบญั ญัติลา้ งมลทนิ ในวโรกาสท่ีพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช
มีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๐ เฉพาะส่วนของโทษปรับเท่านั้น ในส่วนโทษจาคุก
เม่ือศาลมีคาพิพากษาให้รอการลงโทษไว้แล้ว ย่อมถือว่านาย ช. มิได้รับโทษตามคาพิพากษา

อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 163

จึงมิใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นาย ช. จึงไม่ได้รับ
ประโยชน์จากการล้างมลทินตามกฎหมายดังกล่าว อีกท้ังพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๒๕๕๐ มาตรา ๔
ที่บัญญตั ิให้ลา้ งมลทนิ ให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทาก่อนหรือในวันที่
๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ และไดพ้ ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวนั ท่ีพระราชบัญญัตนิ ้ีใชบ้ ังคับ โดยใหถ้ ือว่า
ผู้น้ันมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ มีผลเพียงให้ถือว่า ผู้นั้นไม่เคยถูกลงโทษจาคุก
เท่าน้ัน มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าเป็นการลบล้างพฤติกรรมหรือการกระทาอันเป็นเหตุให้บุคคลน้ัน
ถูกลงโทษจาคุกไปด้วย เห็นว่า แม้เป็นกรณีท่ีนาย ช. จะได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติ
ดังกลา่ ว แต่ยังถือว่าพฤติกรรมหรือการกระทาอันเป็นเหตุให้ถูกลงโทษจาคุกน้นั ยังคงอยู่ และเป็น
มูลเหตุท่ีจะต้องนาพิจารณาถึงคุณสมบัติและลักษณะตอ้ งห้ามตามกฎหมายของนาย ช. แลว้ แต่
กรณีนนั้ ดว้ ย

อนึ่ง ส่วนกรณีข้อหาความผิดตามรายการประวัติของนาย ช. ข้อหามีอาวุธปืนและ
เคร่ืองกระสุนปืนไว้ในครอบครอง, พาอาวุธปืนไปในเมืองฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามเลขคดีที่
๔๐๒/๒๕๔๖ นั้น เนื่องจากไม่ปรากฏคาพิพากษาของศาลและผลคดี สานักงานอัยการสูงสุด
จึงไม่สามารถพิจารณาให้ความเห็นได้ว่านาย ช. มิได้เคยถูกลงโทษตามพระราชบัญญัติล้างมลทิน
ในวโรกาสท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา
พ.ศ. ๒๕๕๐ แล้วหรือไม่

164 ตอบขอ้ หารือส�ำนักงานอัยการสูงสุด

คำวนิ ิจฉัยที่ ห. ๓๔/๒๕๖๒

เร่ือง การพจิ ารณางดค่าปรับ งานปรบั ปรุงสายไฟฟา้ ใต้ดนิ สานกั งานอัยการสงู สดุ
อาคารกรุงเทพใต้

กฎหมำย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ (มาตรา ๒๐๔, ๒๐๕)

พระราชบญั ญตั ิการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพสั ดภุ าครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐
(มาตรา ๑๒๘)

สำนักงำนอัยกำรสูงสุด (ผูว้ ่ำจำ้ ง) ไดจ้ ้ำงบริษัท พี จำกัด (ผู้รับจ้ำง) ปรับปรุงสำยไฟฟ้ำใต้ดิน
โดยครบกำหนดเวลำตำมสัญญำในวันที่ ๘ พฤษภำคม ๒๕๖๐ และผู้รับจ้ำงได้ดำเนินกำร
ก่อสร้ำงจนเม่ือวันท่ี ๙ มีนำคม ๒๕๖๐ คณะกรรมกำรตรวจกำรจ้ำงได้มีคำส่ังให้ผู้รับจ้ำง
หยุดกำรทำงำนเพรำะพบว่ำแบบแปลนมีงำนซำซ้อนต้องทำกำรแก้ไขแบบแปลนใหม่ ต่อมำ
ได้มีกำรทำสัญญำแก้ไขเพิ่มเติมลงวันท่ี ๒๒ พฤษภำคม ๒๕๖๑ และขณะท่ีสั่งหยุดงำน
ผู้รับจ้ำงยังเหลือวันก่อสร้ำงอีก ๖๑ วัน และได้กำหนดวันครบกำหนดรับจ้ำงใหม่เป็นเวลำ
๖๑ วัน นับแต่วันลงนำมในสัญญำ (ครบกำหนด วันที่ ๒๒ กรกฎำคม ๒๕๖๑) เน่ืองจำก
คณะกรรมกำรตรวจกำรจ้ำงส่ังหยุดงำนเพื่อทำกำรแก้ไขแบบแปลน จึงเป็นควำมผิดของ
ผู้ว่ำจ้ำงที่เป็นผู้สั่งให้ผู้รับจ้ำงหยุดงำนจนเวลำล่วงเลยกำหนดตำมสัญญำจ้ำง อันเป็นเหตุ
ทำให้ผู้รับจ้ำงไม่อำจปฏิบัติกำรชำระหนีตำมสัญญำจ้ำงได้ ดังนัน ระยะเวลำตังแต่วันที่
๙ พฤษภำคม ๒๕๖๐ ถึง วันที่ ๒๒ กรกฎำคม ๒๕๖๑ จึงไม่อำจถือได้ว่ำผู้รับจ้ำงผิดนัดตำม
ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์มำตรำ ๒๐๕ และไม่ต้องรับผิดชำระค่ำปรับตำมสัญญำ
เพรำะยังมิได้เป็นผู้ผิดนัดตำมนัยแห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๒๐๔ โดย
ผู้รับจ้ำงได้ส่งมอบงำนเสร็จในวันท่ี ๙ สิงหำคม ๒๕๖๑ แต่ผู้รับจ้ำงส่งมอบงำนล่ำช้ำ
ต่อมำผู้ว่ำจ้ำงมีกำรลงนำมสงวนสิทธิเรียกค่ำปรับจำนวน ๑๘ วัน ตังแต่วันที่ ๒๓ กรกฎำคม
ถึงวันที่ ๙ สิงหำคม ๒๕๖๑ เมื่อกำหนดเวลำก่อสร้ำงตำมสัญญำแก้ไขเพิ่มเติมจะครบ
กำหนดเวลำในวันท่ี ๒๒ กรกฎำคม ๒๕๖๑ เมื่อผู้รับจ้ำงส่งมอบงำนล่ำช้ำจำนวน ๑๘ วัน
จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตำมนัยประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๒๐๔ วรรคสอง
ตอ้ งชำระค่ำปรับตำมสัญญำจำ้ ง

อัยการนิเทศ เลม่ ที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 165

ข้อเทจ็ จรงิ และขอ้ หำรอื

สำนกั งำนอัยกำรสงู สดุ (ผู้ว่ำจ้ำง) ไดว้ ำ่ จ้ำง บริษัท พี จำกัด (ผรู้ ับจำ้ ง) ปรับปรุงสำยไฟฟำ้ ใต้ดิน
สำนักงำนอัยกำรสูงสุด อำคำรกรุงเทพใต้ ในวงเงิน ๑,๖๙๗,๐๔๓.๘๘ บำท ตำมสัญญำเลขท่ี
๔๐/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๙ ธันวำคม ๒๕๕๙ มีระยะเวลำปรับปรุง ๙๐ วัน เริ่มสัญญำวันที่
๗ กุมภำพันธ์ ๒๕๖๐ และจะครบกำหนดระยะเวลำตำมสัญญำในวันท่ี ๘ พฤษภำคม ๒๕๖๐
ต่อมำมีกำรแก้ไขสัญญำแก้ไขเพ่ิมเติม (ครั้งที่ ๑) ลงวันท่ี ๒๒ พฤษภำคม ๒๕๖๑ ปรับลดแก้ไขสัญญำ
โดยวงเงินตำมสัญญำลดลงเป็นจำนวน ๕๕,๐๓๙ บำท ระยะเวลำคงเดิม โดยให้ปรับลดค่ำจ้ำง
ในงวดที่ ๒ โดยให้ผู้รับจ้ำงดำเนินกำรให้แล้วเสร็จภำยใน ๖๑ วันนับถัดจำกวันลงนำมในสัญญำ
เมื่อครบกำหนดระยะเวลำตำมสัญญำฯ ผู้รับจ้ำงยังไม่สาำมารรถถสส่งง่มมออบบงงำานนไไดด้ ้สำนักงำนอัยกำรสูงสุด
จึงแจ้งกำรเรียกค่ำปรับตำมสัญญำ ต่อมำคณะกรรมกกมาำรตรวจกำรจ้ำงได้ร่วมกับผู้ควบคุมงำน
และตัวแทนผู้รับจ้ำงตรวจรับงำนจ้ำงโดยวงเงินตำมสัญญำลดลงเป็นจำนวน ๕๕,๐๓๙ บำท
ตำมระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำด้วยกำรพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม ข้อ ๗๒ (๒)
กำรจ่ำยเงินให้ผู้รับจ้ำงเป็นไปตำมปริมำณงำนและรำคำท่ีถูกต้องตำมสัญญำจ้ำงที่แก้ไขจึงทำให้
คงเหลือเงินเบิกจ่ำยเป็นเงิน ๑,๖๔๒,๐๐๔.๘๘ บำท อันเป็นไปตำมระเบียบสำนักนำยกรัฐมนตรี
ว่ำด้วยกำรพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๑๓๖ แต่เน่ืองจำกผู้รับจ้ำงส่งมอบงำน
ล่ำช้ำเกินกว่ำกำหนดตำมสัญญำผู้ว่ำจ้ำงจึงเรียกค่ำปรับ และสงวนสิทธิ์กำรเรียกค่ำปรับตำม
สัญญำ กรณีประเด็นต้องวินิจฉัยว่ำ สำนักงำนอัยกำรสูงสุดมีสิทธิเรียกค่ำปรับจำกผู้รับจ้ำงต้ังแต่
วันท่ี ๙ พฤษภำคม ๒๕๖๐ ถึง วันท่ี ๒๒ กรกฎำคม ๒๕๖๑ จำนวน ๔๔๐ วัน และค่ำปรับต้ังแต่
วนั ที่ ๒๓ กรกฎำคม ๒๕๖๑ ถึงวันท่ี ๙ สิงหำคม ๒๕๖๑ จำนวน ๑๘ วัน ได้หรอื ไมอ่ ยำ่ งไร

คำวนิ ิจฉัย

สัญญำจ้ำงบริษัท พี จำกัด ปรับปรุงสำยไฟฟ้ำใต้ดินครบกำหนดเวลำตำมสัญญำในวันที่
๘ พฤษภำคม ๒๕๖๐ ผู้รับจ้ำงได้ดำเนินกำรก่อสร้ำงจนวันท่ี ๙ มีนำคม ๒๕๖๐ คณะกรรมกำร
ตรวจกำรจ้ำงได้มีคำส่ังให้ผู้รับจ้ำงหยุดกกำรทำงำนเพรำะพบว่ำแบบแปลนมีงำนซ้ำซ้อนต้องทำกำร
แก้ไขแบบแปลนใหม่ ต่อมำได้มีกำรแก้ไขแบบและทำสัญ ญ ำแก้ไขเพิ่มเติม ลงวันท่ี
๒๒ พฤษภำคม ๒๕๖๑ และขณะท่ีสั่งหยุดงำน ยังเหลือวันก่อสร้ำงอีก ๖๑ วัน จึงได้กำหนดวัน
ครบกำหนดรบั จ้ำงตำมแบบแปลนใหม่เป็นเวลำ ๖๑ วนั นบั แต่วนั ลงนำมในสัญญำ (ครบกำหนด
วันท่ี ๒๒ กรกฎำคม ๒๕๖๑) ซึ่งผู้รบั จำ้ งไดส้ ่งมอบงำนเสร็จในวนั ท่ี ๙ สิงหำคม ๒๕๖๑ ล่ำช้ำ ๑๘ วัน

166 ตอบขอ้ หารือสำ� นกั งานอัยการสงู สุด

กำรพิจำรณำงดเบี้ยปรับในช่วงระหว่ำงวันที่ ๙ มีนำคม ๒๕๖๐ ถึงวันที่ ๒๒ กรกฎำคม ๒๕๖๑
เนื่องจำกคณะกรรมกำรตรวจกำรจำ้ งสั่งหยุดงำนเพอ่ื ทำกำรแก้ไขแบบแปลน จึงเปน็ ควำมผดิ ของ
ผวู้ ่ำจ้ำงเป็นผู้สงั่ ให้ผรู้ ับจ้ำงหยุดงำนจนเวลำล่วงเลยกำหนดตำมสัญญำจ้ำงอันเป็นเหตุทำให้ผ้รู ับจ้ำง
ไม่อำจปฏิบัติกำรชำระหนี้ตำมสัญญำจ้ำงได้ ดังน้ัน ระยะเวลำตั้งแต่วันท่ี ๙ พฤษภำคม ๒๕๖๐
ถึงวันท่ี ๒๒ กรกฎำคม ๒๕๖๑ จึงไม่อำจถือได้ว่ำผู้รับจ้ำงผิดนัดตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและ
พำณิชย์ มำตรำ ๒๐๕ และไม่ตอ้ งรับผิดชำระค่ำปรับตำมสัญญำเพรำะยังมิได้เป็นผู้ผดิ นัดตำมนัย
แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๒๐๔ กรณีจึงไม่มเี หตุต้องพจิ ำรณำงดหรือลดเบี้ยปรับ
ส่วนกรณีกำรลงนำมสงวนสิทธิเรียกค่ำปรับจำนวน ๑๘ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๓ กรกฎำคม ถึง
วนั ที่ ๙ สงิ หำคม ๒๕๖๑ เมื่อกำหนดเวลำกอ่ สรำ้ งตำมสญั ญำแกไ้ ขเพม่ิ เติมจะครบกำหนดเวลำใน
วันที่ ๒๒ กรกฎำคม ๒๕๖๑ เม่ือผู้รับจ้ำงส่งมอบงำนล่ำช้ำจำนวน ๑๘ วัน จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตำมนัย
ประมวลกฎหมำยแพง่ และพำณชิ ย์ มำตรำ ๒๐๔ วรรคสอง ต้องชำระค่ำปรับตำมสัญญำจำ้ ง

อัยการนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 167

คำวนิ ิจฉยั ที่ ห. ๘๓/๒๕๖๒

เรือ่ ง แนวทางปฏบิ ตั เิ ก่ียวกบั ของกลางในคดีอาญา

กฎหมำย ระเบยี บ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา ๑๓๒๗)

ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๑๓๒๗ ท่ีบัญญัติไว้ควำมว่ำ ภำยในบังคับ
แห่งกฎหมำยอำญำ กรรมสิทธิ์แห่งส่ิงใด ๆ ซึ่งได้ใช้ในกำรกระทำควำมผิดหรือได้มำโดยกำร
กระทำควำมผิดหรือเกี่ยวกับกำรกระทำควำมผิดโดยประกำรอ่ืน และได้ส่งไว้ในควำมรักษำ
ของกรมในรัฐบำลน้ัน ท่ำนว่ำตกเป็นของแผ่นดิน ถ้ำเจ้ำของมิได้เรียกเอำภำยในหน่ึงปีนับแต่
วันส่ง หรือถ้ำได้ฟ้องคดีอำญำต่อศำลแล้วนับแต่วันที่คำพิพำกษำถึงที่สุด แต่ถ้ำไม่ทรำบ
ตวั เจ้ำของ ท่ำนให้ผอ่ นเวลำออกไปเป็นห้ำปี นั้น ส่ิงใด ๆ ซง่ึ ได้ส่งไว้ในควำมรกั ษำของกรมในรัฐบำล
และตกเปน็ ของแผ่นดนิ ถำ้ เจ้ำของมิได้เรยี กเอำภำยในหนึ่งปีนับแต่วันทสี่ ่ง หมำยควำมเฉพำะ
สิ่งใด ๆ ซ่ึงได้ใช้ในกำรกระทำควำมผิด หรือได้มำโดยกำรกระทำควำมผิด หรือเก่ียวกับ
กำรกระทำควำมผิดโดยประกำรอ่ืน เมื่อปรำกฏว่ำคดีน้ีพนักงำนอยั กำรมคี ำส่ังเด็ดขำดไม่ฟ้อง
รถแบ็คโฮของกลำงดังกล่ำวจึงมิใช่สิ่งใด ๆ ซึ่งได้ใช้ในกำรกระทำควำมผิดหรือได้มำโดย
กำรกระทำควำมผดิ หรอื เกย่ี วกบั กำรกระทำควำมผดิ โดยประกำรอ่นื

ขอ้ เท็จจรงิ และข้อหำรอื

หน่วยงานได้ทาการตรวจสอบพบว่ามีผู้บุกรุกเข้าไปขุดบ่อดินลูกรัง/หิน ในเขตอุทยานแห่งชาติฯ
โดยในสถานท่ีเกิดเหตุพบบุคคลและรถแบ็คโฮ ยี่ห้อ MITSUBISHI สีเหลือง จงึ ทาการยึดไว้เป็นของกลาง
พร้อมกับร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรฯ แต่เนื่องจากพยานหลักฐาน
ไม่พอฟ้องผู้ต้องหา พนักงานอัยการ สานักงานอัยการจังหวัดฯ มีคาส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา
ดังน้ัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการหน่วยงานจึงขอหารือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับรถแบ็คโฮ
ของกลางในคดีดังกล่าว ว่าสามารถดาเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
๑๓๒๗ ไดห้ รือไม่ ประการใด

คำวนิ ิจฉยั

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๒๗ ท่ีบัญญัติไวค้ วามว่า ภายในบังคับแห่ง
กฎหมายอาญา กรรมสิทธ์ิแห่งสิ่งใด ๆ ซึ่งได้ใช้ในการกระทาความผิดหรือได้มาโดยการกระทา
ความผิดหรือเก่ียวกับการกระทาความผิดโดยประการอื่น และได้ส่งไว้ในความรักษาของกรม

168 ตอบข้อหารอื ส�ำนกั งานอยั การสงู สุด

ในรัฐบาลน้ัน ท่านว่าตกเป็นของแผ่นดิน ถ้าเจ้าของมิได้เรียกเอาภายในหน่ึงปีนับแต่วันส่ง หรือ
ถ้าได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลแล้วนับแต่วันท่ีคาพิพากษาถึงท่ีสุด แต่ถ้าไม่ทราบตัวเจ้าของ ท่านให้
ผ่อนเวลาออกไปเป็นห้าปี นั้น ส่ิงใด ๆ ซ่ึงได้ส่งไว้ในความรักษาของกรมในรัฐบาลและตกเป็นของ
แผ่นดินถ้าเจ้าของมิได้เรียกเอาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่ง หมายความเฉพาะส่ิงใด ๆ ซงึ่ ได้ใช้
ในการกระทาความผิด หรือได้มาโดยการกระทาความผิด หรือเก่ียวกับการกระทาความผิดโดย
ประการอ่ืน เม่ือปรากฏว่าคดีน้ีพนักงานอัยการมีคาส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้อง รถแบ็คโฮของกลาง
ดังกล่าวจึงมิใช่ส่ิงใดๆ ซึ่งได้ใช้ในการกระทาความผิดหรือได้มาโดยการกระทาความผิดหรือ
เกย่ี วกบั การกระทาความผิดโดยประการอืน่
หมายเหตุ
ในอดีตที่ส�ำนักงานอัยการสูงสุดยังเป็นกรมอัยการน้ันก็เคยตอบข้อหารือแก่กรมป่าไม้
เก่ียวกับของกลางในคดที ่ีมีค�ำส่ังเด็ดขาดไม่ฟ้อง ซ่ึงไดล้ งพิมพไ์ ว้ในอยั การนิเทศ เลม่ ๒๔ ฉบบั ที่ ๒
พ.ศ. ๒๕๐๕ หนา้ ๑๒๔ - ๑๒๖ เรอื่ งของกลางในคดที พ่ี นกั งานอยั การสง่ั ไมฟ่ อ้ ง มรี ายละเอยี ดดงั น้ี๑
“กรมป่าไม้แจ้งว่า จังหวัดกาญจนบุรีได้หารือมาว่า ในส�ำนวนคดีหนึ่งมีข้อหาว่ามีไม้
หวงหา้ มไวใ้ นครอบครองโดยมไิ ดร้ บั อนญุ าต ปรากฏวา่ ผตู้ อ้ งหาเปน็ เจา้ ของและครอบครองไมพ้ ยอม
๑๖ ทอ่ น รวม ๒๖.๑๒ ลกู บาศกเ์ มตร อนั เปน็ ไมห้ วงหา้ มไมม่ รี อยตราคา่ ภาคหลวงประทบั ผตู้ อ้ งหา
อ้างว่าไม่ทราบว่าไม้ของกลางเป็นไม้พยอม พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาและสั่งเก่ียวกับไม้
ของกลางว่าเป็นไม้ผิดกฎหมายเป็นของควรริบ จึงให้จัดการตามระเบียบ ทางจังหวัดไม่ทราบจะ
จัดการอย่างไรกบั ไม้ของกลาง
กรมป่าไมจ้ ึงขอหารอื วา่
๑. การท่ีผู้ต้องหาอ้างว่าไม่รู้จักชนิดไม้หวงห้ามจะยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวให้ไม่ต้องรับผิด
ทางอาญาได้เพียงใด และขอให้พิจารณาตามส�ำนวนคดีน้ีด้วยว่าจะมีทางด�ำเนินคดีแก่ผู้ต้องหา
ต่อไปอย่างไรหรือไม่
๒. ไมข้ องกลางในคดปี า่ ไมซ้ ง่ึ ไดแ้ จง้ ความตอ่ พนกั งานสอบสวนเพอ่ื สบื หาตวั ผกู้ ระทำ� ผดิ
แต่ไม่สามารถสืบหาตัวผู้กระท�ำผิดได้ก็ดี หรือไม้ผิดกฎหมายแต่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง
ผู้กระท�ำผิดก็ดี กรมป่าไม้จะต้องเก็บรักษาไม้ดังกล่าวนี้ไว้เป็นเวลานานเท่าใด หากจะให้
ไมข้ องกลางตกเปน็ ของแผน่ ดินเพื่อท่ีกรมป่าไม้จะจำ� หน่ายโอนตอ่ ไป กรมป่าไม้จะตอ้ งปฏิบัตติ าม
พิธีการอย่างไรในการทจ่ี ะให้ไมต้ กเปน็ ของแผ่นดิน

๑ อัยการนเิ ทศ เลม่ ที่ ๒๔ ฉบบั ที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๕ หนา้ ๑๒๔

อัยการนิเทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 169

กรมอยั การตอบวา่
๑. ในขอ้ หารอื ประการแรก ไมส่ มควรทกี่ รมอยั การจะพจิ ารณาใหค้ วามเหน็ เพราะเปน็ เรอ่ื ง
ที่ได้มคี �ำสง่ั เดด็ ขาดไม่ฟอ้ งไปแล้ว
๒. ในข้อหารือประการที่สอง มาตรา ๗๔ แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ว่า
บรรดาไม้หรือของป่าอันได้มาหรือมีไว้เนื่องจากการกระท�ำผิดต่อพระราชบัญญัติน้ีให้ริบเสียทั้งส้ิน
มาตรานี้เป็นบทบัญญัติให้ริบทรัพย์ จึงเป็นบทลงโทษตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๘ (๕) โทษรบิ ทรพั ยเ์ ปน็ โทษสำ� หรบั ลงแกผ่ กู้ ระทำ� ความผดิ ฉะนนั้ อำ� นาจลงโทษรบิ ทรพั ยส์ นิ
จึงเป็นอ�ำนาจของศาลโดยเฉพาะ พนักงานเจ้าหน้าท่ีของรัฐบาลจะใช้อ�ำนาจริบเสียเองไม่ได้ แต่ถ้า
หากจะให้ไม้ของกลางตกเป็นของแผ่นดินโดยไม่ต้องฟ้องศาลให้ศาลส่ังริบก็ต้องเก็บรักษาไว้ให้พ้น
กำ� หนด ๑ ปี นบั แตว่ นั สง่ ไมข้ องกลางจงึ จะตกเปน็ ของแผน่ ดนิ ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
มาตรา ๑๓๒๗ วรรค ๑ หรือถ้าหากจะให้ไม้ตกเป็นของแผ่นดินเร็วกว่าน้ัน ก็ต้องให้ผู้ต้องหาให้
ความยินยอมยกไมข้ องกลางใหเ้ ป็นของแผน่ ดนิ เสีย”๒
สุเมธ ศลิ ปนะรจุ ิ

๒ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๒๗ ภายในบังคับแห่งกฎหมายอาชญา กรรมสิทธ์ิแห่งสิ่งใด ๆ ซึ่งได้ใช้ในการกระท�ำผิด
หรือได้มาโดยการกระท�ำผิด หรือเก่ียวกับการกระท�ำผิดโดยประการอ่ืน และได้ส่งไว้ในความรักษาของกรม
ในรัฐบาลน้ัน ท่านว่าตกเป็นของแผ่นดิน ถ้าเจ้าของมิได้เรียกเอาภายในหนึ่งปีนับแต่วันส่ง หรือถ้าได้ฟ้องคดี
อาญาตอ่ ศาลแล้วนบั แต่วนั ท่คี �ำพิพากษาถึงทส่ี ดุ แตถ่ ้าไมท่ ราบตัวเจ้าของ ท่านให้ผ่อนเวลาออกไปเป็นห้าปี
ถา้ ทรัพยส์ ินเป็นของเสยี งา่ ย หรอื ถ้าหนว่ งชา้ ไวจ้ ะเป็นการเสย่ี งความเสียหายหรือค่าใชจ้ า่ ยจะเกินสว่ น
กับค่าของทรัพย์สินนั้นไซร้ ท่านว่ากรมในรัฐบาลจะจัดให้เอาออกขายทอดตลาดก่อนถึงก�ำหนดก็ได้ แต่ก่อนที่
จะขาย ให้จดั การตามควรเพอ่ื บันทึกรายการอนั เป็นเครอื่ งให้บุคคลผมู้ ีสิทธิจะรบั ทรัพย์สินนัน้ อาจทราบวา่ เป็น
ทรัพย์สนิ ของตนและพิสูจน์สทิ ธไิ ด้ เม่ือขายแล้วไดเ้ งินเป็นจ�ำนวนสุทธิเท่าใดให้ถอื ไวแ้ ทนตวั ทรพั ย์สิน

170 ตอบขอ้ หารอื สำ� นักงานอยั การสงู สดุ

คำวนิ ิจฉยั ที่ ห. ๘๖/๒๕๖๒
เรื่อง ปัญหาขอ้ กฎหมายกรณีหนังสือมอบอานาจของกิจการรว่ มค้าท่ีไม่ได้จดทะเบียน

เป็นนิติบุคคล
กฎหมำย ระเบียบ พระราชบัญญัติการจัดซ้ือจัดจา้ งและการบรหิ ารพสั ดภุ าครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐

(ข้อ ๒๙ (๓))
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพสั ดุภาครฐั
พ.ศ. ๒๕๖๐ (ข้อ ๒๕, ๒๖ และ ๕๕ (๒) วรรคสอง)
ประกาศสานักงานอัยการสูงสุด เรอ่ื ง ประกวดราคาจ้างจัดทาระบบการ
จดั เก็บสานวนคดีอิเล็กทรอนิกส์ โครงการจา้ งจัดทาระบบการจัดเก็บเอกสาร
ส า น ว น ค ดี ที่ ส า คั ญ แ ล ะ ก า ร ส่ ง ต่ อ ข้ อ มู ล ค ดี ส า คั ญ แ บ บ อิ เล็ ก ท ร อ นิ ก ส์
ดว้ ยวธิ กี ารทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ข้อ ๑

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีคาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการพิจารณาผลการ
ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ในโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพ่ือเช่ือมโยง
ภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ ๑ ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา)
งานสัญญาท่ี ๔ - ๒ งานโยธาสาหรับช่วงดอนเมือง - นวนคร ด้วยวิธีประกวดราคา
อิเล็กทรอนิกส์ (e - bidding) เพื่อให้การประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปตามระเบียบ
กระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ข้อ ๒๖
และพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๒๙ (๓)
เป็นอานาจของคณะกรรมการฯ ท่ีจะวินิจฉัยว่าผู้ยื่นข้อเสนอรายใดมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน
ตามเงื่อนไขฯ ตามสาเนาบันทึกข้อตกลงบริษัท ก. (ข้อ ๖) มีผลเป็นการมอบอานาจให้แก่
บริษัท ก. จากัด โดยนาย อ. เป็นผู้มีอานาจเต็มในการลงนามและประทับตราบริษัท ก. และ/
หรือมอบอานาจช่วงในการดาเนินการเก่ียวกับการประกวดราคาจ้างด้วยวิธีประกวดราคา
อิเล็กทรอนิกส์ การมอบอานาจจึงมีความสมบูรณ์โดยบริษัท ก. จากัด ไม่ต้องจัดทาหนังสือ
มอบอานาจอีกฉบับหน่ึงก็ผูกพันบริษัท ก. จากัด แล้ว และในส่วนหนังสือมอบอานาจที่นาย อ.
มอบอานาจช่วงให้แก่นางสาว ณ. ในการย่ืนเอกสารข้อเสนอแก่ รฟท. ซ่ึงเป็นการดาเนินการ
ภายในขอบการมอบอานาจตามข้อ ๖ ของบันทึกข้อตกลงบริษัท ก. จากัด และได้มีการ
ติดอากรแสตมป์ตามกฎหมายตามข้อกาหนดในเอกสารประกวดราคาข้อ ๓.๒ (๑) และ

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 171

ตามกฎหมายแล้ว จึงถือว่าบริษัท ก. จากัด ได้ถูกผูกพันในการย่ืนข้อเสนอซ่ึงได้มีการ
มอบอานาจและมอบอานาจช่วงโดยสมบูรณ์แลว้
ขอ้ เท็จจริงและข้อหารือ

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีคาส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา
อิเล็กทรอนิกส์ในโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาล
แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพ่ือเชื่อมโยงภูมิภาค
ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะท่ี ๑ ช่วงกรงุ เทพมหานคร - นครราชสีมา) งานสัญญาท่ี ๔ - ๒
งานโยธาสาหรับช่วงดอนเมือง - นวนคร ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e - bidding)
เพ่ือพจิ ารณาผลการประกวดราคาโครงการฯ โดยมีอานาจและหน้าที่เพื่อดาเนินการตามระเบียบ
กระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ต่อมาเม่ือ
วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ รฟท. ได้ออกประกาศเร่ือง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการฯ
ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ บริษัท ก. จากัด ซ่ึงไม่ได้
จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลโดยมีนาย น. กรรมการผู้มีอานาจลงนาม และบริษัท ก. จากัด โดยนาย อ.
กรรมการผู้มีอานาจลงนาม ได้ย่ืนข้อเสนอตามประกาศการรถไฟฯ โดยนาย อ. มอบอานาจให้
นางสาว ณ. เป็นผู้ย่ืนเอกสารแก่ รฟท. พร้อมสาเนาบันทึกข้อตกลงบริษัท ก. จากัด ฉบับลงวันที่
๗ มีนาคม ๒๕๖๒ ต่อมาเม่ือวนั ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ คณะกรรมการพจิ ารณาผลการประกวด
ราคาอิเล็กทรอนิกส์ฯ มีมติว่า บริษัท ก. จากัด ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณสมบัติเบื้องต้น
เนื่องจากไม่มีหนังสือมอบอานาจหลักจากตัวแทนของบริษัท ก. จากัด มีแต่เฉพาะหนังสือ
มอบอานาจช่วงซ่ึงขัดกับข้อกาหนดในเอกสารการประกวดราคาฯ ซ่ึง รฟท. เห็นว่าการมอบอานาจ
ของกิจการร่วมค้าดังกล่าวไม่สมบูรณ์ กิจการร่วมค้าจะต้องทาหนังสือมอบอานาจสองฉบับ
โดยฉบับแรกเป็นการมอบอานาจจากบริษัท ก. จากัด ให้แก่นาย อ. และฉบับที่สองเป็นการ
มอบอานาจจาก นาย อ. มอบอานาจช่วงให้นางสาว ณ. เพื่อให้เป็นผู้มาย่ืนเอกสารข้อเสนอ
โดยเทียบเคียงกับประกาศสานักงานอัยการสูงสุด เรื่อง ประกวดราคาจ้างจัดทาระบบการจัดเก็บ
สานวนคดีอิเล็กทรอนิกส์ โครงการจ้างจัดทาระบบการจัดเก็บเอกสารสานวนคดีที่สาคัญ และ
การส่งต่อข้อมูลคดีสาคัญแบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ข้อ ๑.๒.๓ รฟท.
จงึ ขอหารอื ว่าความเหน็ ดงั กลา่ วถกู ต้องหรือไม่

172 ตอบขอ้ หารือส�ำนกั งานอยั การสูงสุด

คำวนิ ิจฉัย
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีคาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลการ

ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ในโครงการฯ เพ่ือให้การประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปตามระเบียบ
กระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ และข้อ ๒๖
และพระราชบญั ญัติการจดั ซอื้ จัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๒๙ (๓) เป็นอานาจ
ของคณะกรรมการฯ ที่จะวินิจฉัยว่าผู้ยื่นข้อเสนอรายใดมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขฯ
ท่ีกาหนดให้ตัดรายชื่อของผู้ย่ืนข้อเสนอรายน้ันออกจากการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐
ข้อ ๕๕ วรรคสอง ตามบันทึกข้อตกลงบริษัท ก. จากัด (ข้อ ๖) มีผลเป็นการมอบอานาจให้แก่
บริษัท ก. จากัด โดยนาย อ. เป็นผู้มีอานาจเต็มในการลงนามและประทับตราบริษัท ก. และ/
หรือมอบอานาจช่วงในการดาเนินการเก่ียวกับการประกวดราคาจ้างด้วยวิธีประกวดราคา
อิเล็กทรอนิกส์การมอบอานาจจึงมีความสมบูรณ์ โดยบริษัท ก. จากัด ไม่ต้องจัดทาหนังสือ
มอบอานาจอีกฉบับหน่ึงก็ผูกพันบริษัท ก. จากัด แล้ว และเน่ืองจากเป็นการมอบอานาจท่ีได้กระทา
ในลักษณะของสัญญาหรือบันทึกข้อตกลง จึงไม่ต้องติดอากรแสตมป์ก็สามารถใช้อ้างอิงได้ ท้ังน้ี
ตามบัญชีอากรแสตมป์ ข้อ ๗ กาหนดว่าใบมอบอานาจท่ีต้องติดอากรแสตมป์ คือใบตั้งตัวแทน
ซึ่งมิได้กระทารูปลกั ษณะตราสารสัญญา และในสว่ นหนังสอื มอบอานาจท่นี าย อ. มอบอานาจชว่ ง
ให้แก่นางสาว ณ. ในการยื่นเอกสารข้อเสนอแก่ รฟท. ซึ่งเป็นการดาเนินการภายในขอบการ
มอบอานาจ ตามข้อ ๖ ของบันทึกข้อตกลงบริษัท ก. จากัด และได้มีการติดอากรแสตมป์
ตามกฎหมายตามข้อกาหนดในเอกสารประกวดราคา ข้อ ๓.๒ (๑) และตามกฎหมายแล้วดังนั้น
เม่อื พจิ ารณาจากเอกสารท้ังสองฉบับร่วมกนั ดงั กล่าว จงึ ถือว่าบริษัท ก. จากัด ได้ถูกผูกพันในการ
ยนื่ ขอ้ เสนอซึง่ ได้มกี ารมอบอานาจและมอบอานาจช่วงโดยสมบรู ณแ์ ล้ว

อยั การนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 173

คำวนิ ิจฉัยที่ ห. ๘๘/๒๕๖๒

เรอ่ื ง หารือสถานะทรัพยส์ ินของบรษิ ทั พ. จากดั

กฎหมำย ระเบียบ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์

บริษัท พ. จำกัด (บริษัทฯ) เป็นนิติบุคคลต่ำงหำกจำกผู้ถือหุ้นตำมควำมที่บัญญัติไว้ใน
ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๑๐๙๖ มีวัตถุประสงค์ตำมที่จดทะเบียนไว้ ๖ ข้อ
ซึ่งรวมถึงกำรซ้ือ ขำย เช่ำ และให้เช่ำทรพั ย์สนิ ต่ำง ๆ ดังน้ัน บริษทั ฯ จึงสำมำรถมีกรรมสิทธ์ิ
ในทีด่ นิ ทง้ั ๔ แปลง ไดแ้ ก่ ทด่ี ินโฉนดเลขท่ี ๙๘๕๙ โฉนดเลขท่ี ๑๐๖๓๐ โฉนดเลขที่ ๑๑๐๘๗
และโฉนดเลขที่ ๑๓๐๖๑ สำมำรถให้เช่ำท่ีดินทั้ง ๔ แปลงดังกลำ่ วได้ แม้กระทรวงเศรษฐกำร
หรือกระทรวงพำณิชย์ในปัจจุบันจะเข้ำถือครองหุ้นในบริษัทฯ โดยใช้งบประมำณแผ่นดิน
เข้ำซื้อหุ้น ทรัพย์สินของบริษัทฯ ตำมรำยกำรข้ำงต้น ก็ไม่เป็นทรัพย์สินของทำงรำชกำร
กระทรวงเศรษฐกำรหรือกระทรวงพำณิชย์ผู้ถือหุ้นมีสิทธิเพียงได้รับเงินปันผลจำก เงินกำไร
ของบริษัทฯ ตำมมติของท่ีประชุมใหญ่บริษัทฯ (มำตรำ ๑๒๐๐, ๑๒๐๑) และสำมำรถโอนหุ้น
ให้กันได้ (มำตรำ ๑๑๒๙)

ส่วนควำมเก่ียวพันระหว่ำงบริษัทฯ กับผู้เช่ำท่ีดินเป็นไปตำมบทบัญญัติประมวล
กฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ลักษณะเช่ำทรัพย์โดยตำมมำตรำ ๕๖๐ มำตรำ ๕๖๔ และมำตรำ ๕๗๐
ดงั น้ัน หำกผคู้ รอบครองที่ดินไม่ชำระค่ำเช่ำโดยบริษัทฯ มิได้บอกเลิกสัญญำ และเมอื่ สิ้นกำหนดเวลำ
เช่ำซึ่งได้ตกลงกันไว้ ผู้เช่ำยังคงครอบครองที่ดินท่ีเช่ำ โดยบริษัทฯ ไม่ทักท้วง ย่อมถือว่ำ
บริษัทฯ กับผู้เช่ำได้ทำสัญญำใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลำ ด้วยเหตุนี้หำกไม่มีพฤติกำรณ์
ท่ีแสดงให้เห็นว่ำผู้เช่ำครอบครองท่ีดินดังกล่ำวโดยควำมสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนำ
เป็นเจ้ำของ แม้ผู้เช่ำจะครอบครองท่ีดินเกิน ๑๐ ปี โดยมิได้จ่ำยค่ำเช่ำ ผู้เช่ำก็ไม่ได้กรรมสิทธ์ิ
ในทีด่ นิ ตำมประมวลกฎหมำยแพง่ และพำณิชย์ มำตรำ ๑๓๘๒
ข้อเทจ็ จรงิ และข้อหำรือ

สำนกั งำนพำณิชย์จังหวัด พ. ได้หำรืออัยกำรจังหวัด พ เก่ียวกับสถำนะทรพั ย์สินของบริษัท พ. จำกัด
(บรษิ ัทฯ) ดงั น้ี

๑. กำรเข้ำถอื ครองหุ้นในบริษทั ฯ โดยใช้เงินงบประมำณแผ่นดินเข้ำซื้อหุ้น ถือวำ่ ทรัพย์สิน
ของบริษัทฯ ตำมรำยกำรขำ้ งตน้ เปน็ ทรัพย์สินของทำงรำชกำรดว้ ยหรือไม่

174 ตอบขอ้ หารือสำ� นักงานอัยการสงู สุด

๒. กำรครอบครอง
๒.๑ ผู้ครอบครองที่ดินไม่จ่ำยค่ำเช่ำเกินระยะเวลำ ๑๐ ปี จะได้กรรมสิทธ์ิตำม

ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๑๓๘๒ หรือไม่
๒.๒ หำกกรณี ๑ ถือเป็นทรัพย์สนิ ของทำงรำชกำร เม่ือกระทรวงพำณิชย์จำหน่ำยหุ้น

ให้แก่เอกชนแล้ว ผู้ครอบครองท่ีดินสำมำรถนับระยะเวลำกำรครอบครองต้ังแต่ท่ีกระทรวง
พำณิชย์ถือครองหุ้นอยู่ในบรษิ ัทฯ เพื่อเรยี กร้องกรรมสิทธิ์ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์
มำตรำ ๑๓๘๒ ได้หรือไม่

คำวินจิ ฉยั

สำนักงำนอยั กำรสูงสดุ พิจำรณำแลว้ เหน็ ว่ำ
๑. ในประเด็นข้อหำรือท่ี ๑ บริษัท พ จำกัด (บริษัทฯ) เป็นนิติบุคคลต่ำงหำกจำกผู้ถือหุ้น
ตำมควำมที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๑๐๙๖ มีวัตถุประสงค์ตำมท่ี
จดทะเบียนไว้ ๖ ข้อ ซึ่งรวมถงึ กำรซื้อ ขำย เช่ำ และให้เชำ่ ทรัพยส์ ินตำ่ ง ๆ ดังน้ัน บรษิ ัทฯ จึงสำมำรถ
มีกรรมสิทธ์ิในท่ีดินท้ัง ๔ แปลง ได้แก่ ท่ีดินโฉนดเลขที่ ๙๘๕๙ โฉนดเลขที่ ๑๐๖๓๐ โฉนดเลขท่ี
๑๑๐๘๗ และโฉนดเลขที่ ๑๓๐๖๑ สำมำรถให้เชำ่ ท่ีดนิ ทง้ั ๔ แปลงดังกลำ่ วได้ แม้กระทรวงเศรษฐกำร
หรือกระทรวงพำณิชย์ในปัจจุบันจะเข้ำถือครองหุ้นในบริษัทฯ โดยใช้งบประมำณแผ่นดินเข้ำซ้ือหุ้น
ทรัพยส์ ินของบรษิ ัทฯ ตำมรำยกำรข้ำงต้น ก็ไม่เป็นทรัพย์สินของทำงรำชกำร กระทรวงเศรษฐกำร
หรือกระทรวงพำณิชย์ผู้ถือหุ้นมีสิทธิเพียงได้รับเงินปันผลจำกเงินกำไรของบริษัทฯ ตำมมติของ
ท่ีประชุมใหญ่บรษิ ทั ฯ (มำตรำ ๑๒๐๐, ๑๒๐๑) และสำมำรถโอนห้นุ ใหก้ ันได้ (มำตรำ ๑๑๒๙)
๒. ในประเด็นข้อหำรือที่ ๒ เร่อื งผู้เช่ำครอบครองที่ดินและไม่จ่ำยค่ำเช่ำเกินระยะเวลำ ๑๐ ปี
จะไดก้ รรมสิทธต์ิ ำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์ มำตรำ ๑๓๘๒ หรอื ไม่ นั้น เหน็ ว่ำ ควำมเกี่ยวพัน
ระหว่ำงบริษัทฯ กับผู้เช่ำท่ีดินเป็นไปตำมบทบัญญัติประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ลักษณะ
เช่ำทรัพย์โดยตำมมำตรำ ๕๖๐ บัญญัตวิ ่ำ ถ้ำผ้เู ช่ำไม่ชำระคำ่ เช่ำ ผู้ให้เช่ำจะบอกเลิกสัญญำเสียก็ได้
มำตรำ ๕๖๔ บัญญัติว่ำ สัญญำเช่ำนั้นย่อมระงับไปเมื่อส้ินกำหนดเวลำที่ได้ตกลงกันไว้มิพักต้อง
บอกกล่ำวก่อน และมำตรำ ๕๗๐ บัญญัตวิ ่ำ เมื่อสิ้นกำหนดเวลำเช่ำซ่ึงได้ตกลงกันไว้นั้น ถ้ำผู้เช่ำ
ยังคงครองทรัพย์สินอยแู่ ละผู้ให้เช่ำรู้ควำมน้ันแล้วไม่ทักทว้ ง ให้ถือว่ำคู่สัญญำเป็นอันได้ทำสัญญำ
ใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลำ ดังน้ัน หำกผู้ครอบครองท่ีดินไม่ชำระค่ำเช่ำโดยบริษัทฯ มิได้บอกเลิกสัญญำ
และเม่ือสิ้นกำหนดเวลำเช่ำซ่ึงไดต้ กลงกันไว้ ผู้เช่ำยังคงครอบครองที่ดินที่เช่ำโดยบริษัทฯ ไม่ทักท้วง

อยั การนเิ ทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 175

ยอ่ มถือว่ำบริษัทฯ กับผู้เช่ำได้ทำสัญญำใหมต่ ่อไปไม่มีกำหนดเวลำ ด้วยเหตุน้ีหำกไม่มีพฤติกำรณ์
ที่แสดงให้เห็นว่ำผู้เช่ำครอบครองที่ดินดังกล่ำวโดยควำมสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนำ
เป็นเจ้ำของแม้ผู้เช่ำจะครอบครองท่ีดินเกิน ๑๐ ปี โดยมิได้จ่ำยค่ำเช่ำ ผู้เช่ำก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน
ตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์ มำตรำ ๑๓๘๒

อนึ่ง สำนักงำนพำณิชย์จังหวัด พ. เป็นหน่วยงำนที่ต้ังอยู่ในส่วนภูมิภำค ในโอกำสต่อไป
หำกประสงค์จะหำรือสำนักงำนอัยกำรสูงสุดชอบที่จะต้องหำรือผ่ำนหน่วยงำนต้นสังกัดหรือ
ผวู้ ำ่ รำชกำรจังหวัด ตำมแตก่ รณี

176 ตอบข้อหารือสำ� นักงานอัยการสงู สดุ

บทความ



คณคะณกะรกรรมรกมากรกาารรกแาขร่งแขขันง่ ทขานั งทกาางรกคา้ รแคล้าะแอลนะุกอรนรมุกกรารรมสกอาบรสสวอนบสในวฐนานะ
ในฐานพะพนักนงกั างนาสนอสบอสบวสนวตนามตปามระปมรวะลมกวฎลหกมฎาหยมวาิธยีพวิจิธาพีรณิจารคณวาามคอวาาญมาอาญา

นายชยั นนั ท์ งามขจรกุลกิจ 
๑. บทบัญญัติต้นแบบดั้งเดิม ที่บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็น
พนกั งานสอบสวนผูร้ ับผดิ ชอบ
มาตรา ๒๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า “ถ้าความผิดซึ่งมี
โทษตามกฎหมายไทยได้กระทาลงนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน
เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงาน
สอบสวนคนใดเปน็ ผรู้ บั ผิดชอบทาการสอบสวนแทนก็ได้
ใน ก ร ณี ที่ อั ย ก า ร สู ง สุ ด ห รื อ ผู้ รั ก ษ า ก า ร แ ท น ม อ บ ห ม า ย ให้ พ นั ก งา น ส อ บ ส ว น ค น ใด
เป็นผู้รับผิดชอบทาการสอบสวน อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจะมอบหมายให้พนักงานอัยการ
คนใดทาการสอบสวนร่วมกับพนกั งานสอบสวนกไ็ ด้
ให้ พ นั ก ง า น อั ย ก า ร ท่ี ได้ รั บ ม อ บ ห ม า ย ให้ เป็ น พ นั ก ง า น ส อ บ ส ว น ผู้ รั บ ผิ ด ช อ บ ห รื อ
ให้ทาการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนมีอานาจและหน้าที่ในการสอบสวนเช่นเดียวกับ
พนักงานสอบสวน บรรดาอานาจและหน้าที่ประการอ่ืนท่ีฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นอานาจและ
หน้าทข่ี องพนกั งานอยั การ
ในกรณีท่ีพนักงานอัยการทาการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวน
ปฏบิ ตั ิตามคาสั่งและคาแนะนาของพนักงานอยั การในเร่ืองท่ีเก่ียวกับการรวบรวมพยานหลกั ฐาน
ในกรณีจาเปน็ พนักงานสอบสวนต่อไปนม้ี ีอานาจสอบสวนในระหว่างรอคาสั่งจากอัยการสูงสุด
หรือผรู้ ักษาการแทน

(๑) พนักงานสอบสวนซงึ่ ผู้ตอ้ งหาถกู จบั ในเขตอานาจ
(๒) พนักงานสอบสวนซึ่งรัฐบาลประเทศอ่ืนหรือบคุ คลที่ได้รบั ความเสียหายได้ร้องฟ้อง
ให้ทาโทษผู้ตอ้ งหา

 อรอยั งกอาธริบพดิเอีศัยษกฝาา่รยสค�ำดนที ักรงัาพนยคส์ ดินีททราัพงยปส์ ัญนิ ทญาางแปลญั ะญกาแรลคะ้ากราะรหคว้าา่ รงะปหรวะ่าเงทปศระ๒เทศ
หมายเหตุ บทความน้ีเป็นข้อมูลซ่ึงเตรียมข้ึนเพ่ือโครงการการเสวนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมาย

การแข่งขันทางการค้า แก่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม วันอังคารที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๒ โรงแรมเซ็นทราบบาายย

เซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชั่นเซนเตอร์ แจ้งวัฒนะ จัดโดยฝ่ายบริหารงานคดี สานักงานคณ ะกรรมการ
การแข่งขันทางการค้า และปรงั ปรุงขึ้นหลังโครงการเสวนาฯ ดังกล่าว

อยั การนเิ ทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 179

เมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน แล้วแต่กรณี
เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้ทาความเห็นตามมาตรา ๑๔๐ มาตรา ๑๔๑ หรือมาตรา ๑๔๒
สง่ พรอ้ มสานวนไปยังอัยการสงู สุดหรือผ้รู ักษาการแทน”

ในมาตรา ๒๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานี้ มีวิธีการบัญญัติให้
พนั กงานอัยการท่ี ได้รับมอบ หมายให้ เป็ นพ นักงาน ส อบ ส วนผู้ รับ ผิ ดชอบ จากอัยการสู งสุ ด
หรือผู้รักษาการแทนมีอานาจและหน้าท่ีในการสอบสวนเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน ไว้ใน
มาตรา ๒๐ วรรคสาม และเม่ือพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบในการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวน
เสร็จแล้ว ให้ทาความเห็นตามมาตรา ๑๔๐ มาตรา ๑๔๑ หรือมาตรา ๑๔๒ ส่งพร้อมสานวน
ไปยงั อยั การสูงสุดหรือผูร้ กั ษาการแทน เหมือนพนกั งานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณา
ความอาญา (มาตรา ๒๐ วรรคท้าย)

๒. วิธีการกาหนดใหม้ อี านาจและหน้าที่เชน่ เดียวกบั พนักงานสอบสวน
เดิมตามกฎหมายว่าด้วยการกาหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด การดาเนินคดี
ด้านการป้องกันการผูกขาด พนักงานเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ต้องแจ้งความ
ตอ่ พนกั งานสอบสวนให้ดาเนินคดกี บั ผกู้ ระทาผิดตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา
ต่อมากรมการค้าภายในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าโดยมีอธิบดีกรมการค้าภายใน
เป็นเลขาธิการ เป็นผู้มีอานาจหน้าที่ตามกฎหมายหน่วยงานแรกของประเทศไทย ที่มีอานาจ
หน้าท่ีเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (มาตรา ๑๕
แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒) โดยให้กรรมการและอนุกรรมการ
สอบสวนตามมาตรา ๑๔ มีอานาจและหนา้ ที่เชน่ เดียวกับพนักงานสอบสวน
กาหนดให้กรรมการ กรรมการพิจารณาอุทธรณ์ อนุกรรมการ เลขาธิการ และพนักงาน
เจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา ๒๓) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่
มีอานาจจับกุมผู้กระทาความผิดตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้เช่นเดียว
กับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจ ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(มาตรา ๒๔)
ในประเด็น เร่ืองอานาจการสอบสวนของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าน้ัน ก่อนปี
๒๕๔๒ มีกฎหมายว่าด้วยการกาหนดราคาสินค้าและป้องกนั การผูกขาด กฎหมายฉบบั นี้นั้น หากมี
ผู้ฝ่าฝืน คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าหรือกรมการค้าภายใน จะดาเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืน
กฎหมายต้องไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน คือต้องไปแจ้งความกับตารวจ ตารวจก็ทาการ
สอบสวนดาเนินคดี แต่ในปี ๒๕๔๒ นี้ มีเร่ืองมหัศจรรย์เกิดขึ้น คือ กรมการค้าภายใน
เป็นหน่วยงานแรกทดี่ ูแลด้านกฎหมายการแข่งขันทางการคา้ มอี านาจสอบสวนด้วยตนเองซึ่งอาจ
ดเู หมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่จริงเป็นประวัติศาสตร์ทางกฎหมาย เนื่องจากวา่ หน่วยงานที่จะมี
อานาจสอบสวนหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประกอบไปด้วยพนักงาน

180 บทความ

ฝ่ายปกครองหรือตารวจท้ังสองหน่วยงานน้ี ยกเว้น อัยการสูงสุด เป็นพนักงานสอบสวน
ผู้รับผิดชอบ คดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทาลงนอกราชอาณาจักไทยตาม
มาตรา ๒๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่าน้ัน แต่ในปี ๒๕๔๒ มีหน่วยงาน
เพิ่มข้ึนมา คือคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ากับอนุกรรมการสอบสวน นอกจากตารวจกับ
ฝ่ายปกครองท่ีทาการสอบสวนเป็นด้านหลักของประเทศแล้ว หน่วยงานใหม่จะทางานสอบสวน
เป็นอย่างไรบ้าง วิธีการบัญญัติกฎหมายได้บัญญัติกฎหมายไว้อย่างไร ที่ทาให้คณะกรรมการ
การแข่งขันทางการคา้ กบั อนุกรรมการสอบสวนมีอานาจสอบสวนน้ันบัญญัติไว้ ๓ มาตรา ได้กาหนด
หลกั การใหญ่ ๆ ไว้ ๓ หลัก ดังน้ี

๑) ให้กรรมการและอนุกรรมการสอบสวนตาม (มาตรา ๑๔) มีอานาจและหน้าที่เช่นเดียวกับ
พนกั งานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา (มาตรา ๑๕)

๒) ให้กรรมการพิจารณาอุทธรณ์ อนุกรรมการ เลขาธิการและพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน
ตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา ๒๓)

๓) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอานาจจับกุมผู้กระทาผิดตามพระราชบัญญัติการแข่งขัน
ทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจตามประมวลกฎหมาย
วิธพี ิจารณาความอาญา (มาตรา ๒๔)

๒.๑ ความหมายของการเปน็ เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา ๒๓)
ประมวลกฎหมายอาญาให้คานิยาม คาว่า “เจ้าพนักงาน” หมายความว่า

บุคคลซึ่งกฎ ห มายบั ญ ญัติ ว่าเป็ น เจ้าพนักงาน ห รือได้รับแต่งต้ั งตามก ฎ ห มายให้ ป ฏิบั ติห น้ าที่
ราชการ ไม่ว่าเป็นประจาหรอื ครงั้ คราว และไมว่ า่ จะได้รับคา่ ตอบแทนหรอื ไม่

การท่ีกาหนดว่าให้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หมายความว่า
เจ้าหน้าท่ีหรือกรรมการซ่ึงปฏิบัติหน้าที่ หากมีผู้กระทาความผิดต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน
ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้น้ันจะได้รับโทษหนักกว่าธรรมดาไม่ว่าจะเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
ทาร้ายเจ้าพนักงาน หรือฆ่าเจ้าพนักงาน ในขณะเดียวกันการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวล
กฎหมายอาญา หากกระทาความผิด เชน่ ทจุ รติ ประพฤติมิชอบกจ็ ะได้รบั โทษหนักกวา่ ประชาชนทว่ั ไป
น่ีคอื ความหมายของคาว่าการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

๒.๒ ความหมายของการมีอานาจเช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจ
ตามความในประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา (มาตรา ๒๔)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้คานิยาม คาว่า “พนักงาน
ฝ่ายปกครองหรือตารวจ” หมายความถึง เจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอานาจและหน้าที่รักษา
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ให้รวมท้ังพัศดี เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร
กรมเจ้าท่า พนักงานตรวจคนเขา้ เมอื ง และเจ้าพนักงานอนื่ ๆ ในเม่อื ทาการอนั เกย่ี วกับการจับกุม
ปราบปรามผ้กู ระทาผิดกฎหมายซ่ึงตนมีหน้าทต่ี ้องจับกมุ หรือปราบปราม

อัยการนิเทศ เล่มที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 181

ส่วนคาว่า “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจชั้นผู้ใหญ่” สรุปว่าหมายความถึง
หัวหน้าก่ิงสถานีตารวจซ่ึงมียศต้ังแต่ชั้นนายร้อยตารวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตารวจตรี
ปลดั อาเภอผู้เปน็ หวั หน้าประจากิ่งอาเภอข้นึ ไปถึงอธิบดีกรมตารวจ และปลัดกระทรวงมหาดไทย

กา ร ท่ี กา ห น ด ว่ า ให้ พ นั ก ง าน เจ้ าห น้ า ท่ี มี อ าน า จ เช่ น เดี ย ว กั บ เจ้ า พ นั ก ง าน
ฝ่ายปกครองหรือตารวจหมายความว่าอย่างไรน้ัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หมายความว่าเจ้าหน้าท่ีท่ีปฏิบัติตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้ามีอานาจจับกุม ปราบปราม
ผกู้ ระทาความผิดตามพระราชบญั ญัติการแข่งขนั ทางการคา้ พ.ศ. ๒๕๔๒

๒.๓ ความหมายของการกาหนดให้กรรมการและอนุกรรมการสอบสวน มีอานาจ
หน้าทเ่ี ชน่ เดียวกับพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา

โดยใชบ้ ทบัญญัติต้นแบบดง่ั เดิมท่ีบญั ญัติใหอ้ ัยการสงู สุดเป็นพนักงานสอบสวน
ผรู้ บั ผดิ ชอบในมาตรา ๒๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา

อานาจหน้าท่ขี องพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา
“พนักงานสอบสวน” หมายความถึง เจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอานาจและ
หนา้ ทท่ี าการสอบสวน
“การสืบสวน” หมายความถึง การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซ่ึง
พนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจได้ปฏิบัติไปตามอานาจและหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
ของประชาชนและเพ่ือทจี่ ะทราบรายละเอยี ดแห่งความผิด
“การสอบสวน” หมายความถึง การรวบรวมพยานหลักฐานและการดาเนินการ
ท้ังหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทาไปเก่ียวกับ
ความผิดท่ีกล่าวหา เพ่ือที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพ่ือจะเอาตัวผู้กระทาผิด
มาฟอ้ งลงโทษ
ดังนั้น กรมการคา้ ภายในจงึ เป็นหน่วยงานแรกทีม่ ีอานาจสอบสวนเช่นเดียวกับ
ตารวจและฝ่ายปกครอง
พนักงานสอบสวน ฝา่ ยปกครองและตารวจ มอี านาจหน้าที่ในฐานะพนกั งานสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างไร กรรมการและอนุกรรมการสอบสวนก็มีอานาจ
และหน้าทเ่ี ช่นเดียวกนั (มาตรา ๑๕)
ข้อยกเว้นมีเพียงประการเดียว คือ ในกรณีที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
มีความเห็นควรส่ังฟ้องไปยังพนักงานอัยการ การแย้งคาสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการตามความ
ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ประธานกรรมการแข่งขันทางการค้า เป็นผู้ใช้
อานาจของผบู้ ญั ชาการตารวจแหง่ ชาติ หรอื ผวู้ า่ ราชการจังหวดั แลว้ แต่กรณี (มาตรา ๑๖)
การท่ีกฎหมายกาหนดให้กรรมการและอนุกรรมการมีอานาจหน้าที่เช่นเดียวกับ
พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทาให้คณะกรรมการการแข่งขัน
ทางการคา้ กบั อนกุ รรมการสอบสวนเปน็ พนักงานสอบสวน

182 บทความ

หลกั การท่ีกาหนดท้ัง ๓ ประการท่ีกล่าวข้างตน้ น้ีเปน็ ตน้ แบบให้กฎหมายฉบบั อ่นื ๆ
บัญญัติตามก็คือ ในปี ๒๕๔๗ ได้จัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษในกระทรวงยุติธรรม ก็บัญญัติ
กฎหมายกาหนดหลักการในทานองเดียวกันโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม
มอี านาจและหน้าทท่ี านองเดียวกันกับคณะกรรมการการแข่งขนั ทางการค้า

๓. พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ บัญญัติในทานองเดียวกัน
กล่าวคือ

ในการปฏิบัติหน้าท่ีเก่ียวกับคดีพิเศษ ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอานาจสืบสวนและ
สอบสวนคดีพิเศษ และเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วแต่กรณี (มาตรา 23 วรรคหน่ึง แห่ง
พระราชบญั ญตั กิ ารสอบสวนคดพี ิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗)

ให้เจ้าหน้าท่ีคดีพิเศษเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจ หรือพนักงานสอบสวนตาม
ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา (มาตรา ๒๓ วรรคสอง)

มาตรา ๒๓ วรรคหนึง่ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอานาจสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษและ
เป็นเจ้าพนักงานและเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจช้ันผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา

เจ้าหน้าที่คดีพิเศษเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจหรือพนักงานสอบสวนตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวน
คดพี เิ ศษ พ.ศ. ๒๕๔๗

หากกฎหมายจะให้มีอานาจพิเศษมากกว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
กฎหมายก็กาหนดไว้เป็นพิเศษ เช่น การเข้าตรวจค้น (มาตรา ๒๔) การได้ข้อมูลข่าวสารทาง
ไปรษณีย์ คอมพิวเตอร์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ (มาตรา ๒๕) การแฝงตัวแบบสายลับ (มาตรา ๒๗)
เปน็ ตัน

ดังน้ัน พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอานาจสืบสวน สอบสวน และเป็นพนักงานสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา (มาตรา ๒๓) ยกเวน้ ในกรณที พี่ นักงานอัยการหรือ
อัยการทหาร แล้วแต่กรณี มีคาสั่งไม่ฟ้องคดีซึ่งได้สอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
ให้การทาความเห็นแย้งตามมาตรา ๑๔๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ
กฎหมายเก่ียวกับวิธีพิจารณาความอาญาอื่น เป็นอานาจหน้าท่ีของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
หรือผดู้ ารงตาแหน่งอนื่ ตามทีก่ าหนดไวใ้ นกฎกระทรวง (มาตรา ๓๔)

การบัญญัติกฎหมายในมาตรา ๒๓ และมาตรา ๓๔ น้ี มีสามหลักการ คือ เป็นเจ้าพนักงาน
ตามประมวลกฎหมายอาญา อย่างที่ได้กล่าวในข้างตันแล้วว่า ถ้าหากมีใครกระทาความผิดต่อ
เจ้าพนักงานก็จะได้รับโทษมากกว่าธรรมดา ตามกฎหมายเดิมนั้นถ้าหากเป็นเจ้าพนักงานฝ่าย
ป ก คร อ งห รื อต าร ว จ ชั้ น ผู้ ให ญ่ จ ะเข้ าจั บ กุ ม ไม่ ต้อ งข อ ห ม าย ศ าล แต่ ต้ อ ง เป็ น กร ณี ท่ี ส าม ารถ

อัยการนเิ ทศ เลม่ ท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 183

ขอหมายจับได้ แต่ทั้งหมดน้ีหลักการในปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว กรณีที่จะจับค้น ต้องขอหมายศาล
เม่ือกฎหมายบญั ญัติให้เป็นเจา้ พนักงานตามประมวลกฎหมาย และเจา้ พนักงานฝ่ายปกครองหรือ
ตารวจแล้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าท่ีคดีพิเศษ จึงมีอานาจเหมือนตารวจหรือ
เจา้ พนักงานฝ่ายปกครองทุกประการ ส่วนมอี านาจพเิ ศษอ่นื ๆ ก็ได้บัญญัติไว้ เช่น ทาการค้นจดหมาย
ทางไปรษณยี ์ ทางคอมพิวเตอรห์ รือเปน็ สายลบั ทแ่ี ฝงเข้าไปในองค์กรก็บัญญตั ไิ วเ้ ป็นกรณีพิเศษ

๔. พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๖๐ ก็บัญญัติในทานองเดียวกัน
เพียงแตม่ ขี ้อยกเว้นเพิ่มเตมิ อกี เลก็ น้อย กล่าวคอื

๔.๑ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและมีอานาจหน้าท่ีเช่นเดียวกับ
พนกั งานสอบสวน

ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๖๐
ให้ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการและอนุกรรมการสอบสวน เป็นเจา้ พนักงานตาม
ประมวลกฎหมายอาญา และมีอานาจหน้าท่ีเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธี
พจิ ารณาความอาญา (มาตรา ๒๔ แห่งพระราชบญั ญตั ิการแข่งขนั ทางการค้า พ.ศ. ๒๕๖๐)

๔.๒ ขอ้ ยกเวน้ ที่เพ่มิ เตมิ อีกเลก็ น้อย
๔.๒.๑ การแย้งคาสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ให้ประธานกรรมการ

แข่งขันทางการค้า เป็นผู้ใช้อานาจของผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด
แล้วแต่กรณี (มาตรา ๒๕ วรรคหน่งึ )

๔.๒.๒ หากอัยการสูงสุดเห็นว่าสานวนพร้อมความเห็นแย้งที่
ประธานกรรมการส่งให้ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดาเนินคดีได้ ให้อัยการสูงสุดแจ้งคณะกรรมการ
การแข่งขันทางการค้าทราบเพ่ือดาเนินการต่อไป โดยให้ระบุข้อท่ีไม่สมบูรณ์น้ันให้ครบถ้วน
ในคราวเดยี ว ในกรณีนี้ ให้ประธานกรรมการและอยั การสูงสุดร่วมกันต้ังคณะทางานข้ึนคณะหน่ึง
ประกอบด้วยผู้แทนจากแต่ละฝ่ายจานวนฝ่ายละเท่ากัน มีอานาจหน้าท่ีพิจารณาพยานหลักฐาน
ท่ีไม่สมบูรณ์ และรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ แล้วส่งให้อัยการสูงสุดเพ่ือส่ังคดีต่อไป
(มาตรา ๒๕ วรรคสอง)

๔.๓ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและ
พนกั งานฝ่ายปกครองหรอื ตารวจ

ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา ๖๗)
และมีอานาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจ ตามประมวลกฎหมาย
วธิ ีพจิ ารณาความอาญา (มาตรา ๖๘) เช่นเดียวกับ พระราชบญั ญัตกิ ารแขง่ ขนั ทางการคา้ พ.ศ. ๒๕๔๒

๔.๔ กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าปี ๒๕๖๐ กาหนดไว้ตามหลักการเดิม
แตม่ ขี ้อยกเวน้ เพ่มิ เติมเล็กน้อย

184 บทความ

โดยพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๖๐ กาหนดให้ประธาน
รองประธานอนุกรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอานาจหน้าท่ี
เชน่ เดียวกบั พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา (มาตรา ๒๔)

การที่กฎหมายกาหนดไว้เช่นนี้ หมายความว่า คณะกรรมการกับอนุกรรมการสอบสวน
มีอานาจหน้าท่ีเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน โดยหลักคือ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
และอนุกรรมการสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มีอานาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน ยกเว้นอานาจการแย้งคาส่ังของพนักงานอัยการ
ถ้าไม่ได้กาหนดเอาไว้การแย้งคาสั่งไม่ฟ้องก็จะเป็นของผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติหรือ
ผู้บญั ชาการตารวจภูธรภาค แลว้ แตก่ รณี

ในปี ๒๕๔๗ พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ กาหนดไว้
ในทานองเดียวกันกล่าวคือกฎหมายกาหนดให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีอานาจโต้แย้งคาส่ัง
ไม่ฟ้องของอัยการในคดีซึ่งได้สอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ แต่ในปี ๒๕๖๐
กฎหมายการแข่งขันทางการค้า มีข้อบัญญัติเพ่ิมเติมข้ึนมาอีกว่าถ้าประธานกรรมการแข่งขัน
ทางการคา้ แย้งคาสั่งไม่ฟ้องก็ส่งเร่ืองให้อัยการสูงสุด อัยการสูงสุดจะสอบเพ่ิมไดต้ ้องแจ้งข้อไม่สมบูรณ์
ในคราวเดียว และใหท้ ั้งฝ่ายอัยการสูงสุดกับฝ่ายคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ต้ังคณะทางาน
ขึ้นมาฝ่ายละเท่ากันเพื่อรวบรวมให้สมบูรณ์เพ่ือให้อัยการสูงสุดได้วินิจฉัยต่อไป กฎหมายปี ๒๕๖๐
มาตราที่บัญญัติเก่ียวกับการสอบสวนเพิ่มเติม อาจมีปัญหาสงสัยอยู่หลายประการ เนื่องจาก
บทบัญญัติว่าถ้าคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีความเห็นควรสั่งฟ้อง และส่งสานวนไปท่ี
อัยการ การแย้งคาสั่งไม่ฟ้องเป็นหน้าท่ีของประธาน ใช้แทนผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ หรือ
ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั แล้วแต่กรณี

หมายความว่า ถ้าคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าส่ังไม่ฟ้องไม่ต้องส่ง
สานวนใหอ้ ัยการหรอื อยา่ งไร

กฎหมายได้บัญญัติไว้ว่าในกรณีแย้งคาส่ังไม่ฟ้องให้เป็นหน้าท่ีของประธาน
ปัญหาคอื ว่าถา้ จะเหน็ ชอบ จะไมแ่ ยง้ คาส่ังไม่ฟ้องของพนักงานอยั การเปน็ หน้าที่ของใคร หากพจิ ารณา
จากมาตรา ๒๕ จะแปลความหมายอย่างนัน้ ได้

แต่ว่าโดยหลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วไม่ว่า
อนุกรรมการสอบสวนสอบสวนแล้ว คณะกรรมการการแขง่ ขันทางการค้าจะมคี วามเห็นวา่ จะฟอ้ ง
หรือไม่ฟ้อง จะมีตัวหรือไม่มีตัว จะจับได้หรือจับไม่ได้ สานวนท้ังหมดคณะกรรมการการแข่งขัน
ทางการค้าจะต้องส่งไปยังพนักงานอัยการ เพราะกฎหมายปี ๒๕๖๐ กับปี ๒๕๔๒ ต่างบัญญัติไว้ว่า
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ากับคณะอนุกรรมการสอบสวน มีอานาจและหน้าที่
เชน่ เดยี วกับพนกั งานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา

กฎหมายการแข่งขันทางการค้าไม่ได้บัญญัติถึงอานาจอัยการไว้แต่อย่างใดแต่ว่า
อัยการจะมีอานาจสอบสวนเพ่ิมเติมได้อย่างไร ส่ังคดีได้อย่างไรเป็นไปตามประมวลกฎหมาย

อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 185

วิธีพิจารณาความอาญา โดยไมต่ ้องบญั ญัตไิ วอ้ ยู่ในกฎหมายการแขง่ ขันทางการคา้ อีก แตใ่ ชว้ ิธกี าร
บัญญัติว่าให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าและอนุกรรมการสอบสวน มีอานาจเช่นเดียวกับ
พนกั งานสอบสวน

การบัญญัติกฎหมายในมาตรา ๑๔๕ กับ มาตรา ๑๔๕/๑ แห่งประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา ซ่ึงมาตรา ๑4๕/๑ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ แก้ไขเมื่อปี ๒๕๕๗
โดยไดท้ าการแก้ไขอานาจของผวู้ ่าราชการจังหวดั ในต่างจงั หวดั คือในตา่ งจังหวัดน้ีถ้าอัยการส่งั ไม่ฟ้อง
ต้องส่งสานวนไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแย้ง ในปี ๒๕๕๗ น้ี ได้เพิ่มบทบัญญัติใหม่ขึ้นมาเป็น
มาตรา ๑๔๕/๑ ว่าถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้องและคาสั่งไม่ฟ้องน้ันไม่ใช่ของอัยการสูงสุด ให้ส่งสานวน
พร้อมความเห็นไปยังผู้บัญชาการตารวจภูธรภาค เท่ากับเป็นการแก้ไข ยกเลิกอานาจของ
ผู้วา่ ราชการจงั หวดั ไปโดยปรยิ าย

ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕ หรือ มาตรา ๑๔๕/๑
บญั ญัติวา่ ถา้ จะแย้งคาสั่งไม่ฟ้องใหส้ ่งเร่อื งไปยังอยั การสูงสดุ กฎหมายไม่ไดบ้ ัญญัตเิ ลยวา่ ผ้บู ญั ชาการ
ตารวจแห่งชาติสามารถเห็นชอบได้ หมายถึงว่าเห็นชอบด้วยกับคาส่ังไม่ฟ้องของอัยการหรือจะไม่แย้ง
กบั คาสั่งไม่ฟอ้ งของอัยการ

เหตุที่ไม่ได้บัญญัติไว้นี้ ก็เพราะเหตุว่ามีความหมายอยู่ในตัวเพราะกฎหมาย
บัญญัติว่าถ้าจะแย้งให้ส่งสานวนไปยังอัยการสูงสุด ตีความกลับกันก็หมายความว่า ถ้าชอบกับ
คาสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ หรือไม่แย้งคาส่ังไม่ฟ้องของอัยการ คาส่ังไม่ฟ้องน้ันก็กลายเป็นคาส่ัง
เดด็ ขาดไมฟ่ ้องของอัยการ ตามมาตรา ๑๔๖ แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา

ต้นแบบถ้อยคาที่ใช้ในมาตรา ๑๔๕ กับ มาตรา ๑๔๕/๑ ว่าให้ผู้บัญชาการ
ตารวจแห่งชาติหรือผู้วา่ ราชการจังหวัด หรือผบู้ ัญชาการตารวจภูธรภาค แย้งคาส่ังไม่ฟ้อง โดยไม่ได้
บัญญัติว่ามีอานาจชอบได้ มีอานาจไม่แย้งได้ ต้นแบบถ้อยคานี้บัญญัติอยู่ในพระราชบัญญัติ
การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๔๔๒ และ พ.ศ. ๒๕๖๐ ว่าการแย้งคาสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ
เปลยี่ นจากผู้บญั ชาการตารวจแหง่ ชาติเป็นอานาจของประธานคณะกรรมการการแขง่ ขนั ทางการค้า

จะเห็นได้ว่าความสาคัญของการบัญญัติทั้งสามหลักการน้ัน ความสาคัญอยู่
ตรงประเด็นท่ีว่าให้อนุกรรมการหรือกรรมการแข่งขันทางการค้ามีอานาจและหน้าที่เช่นเดียวกับ
พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา น่ันหมายความว่าพนักงานสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอานาจหน้าที่อย่างไรคณะกรรมการการแ ข่งขัน
ทางการคา้ และคณะอนกุ รรมการสอบสวนกม็ ีอานาจหนา้ ที่อย่างน้นั

ในวรรคสองของมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ๒๕๖๐
ที่บัญญัติว่าหากอัยการสูงสุดเห็นว่าสานวนยังไม่สมบูรณ์พอท่ีจะดาเนินคดีได้ต้องแจ้งข้อไม่สมบูรณ์
ในคราวเดียว และต้งั คณะกรรมการร่วมทงั้ สองฝา่ ย เพ่ือรวบรวมข้อไมส่ มบรู ณโ์ ดยมีฝ่ายสานักงาน
คณะกรรมการการแขง่ ขันทางการค้าเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการรว่ ม

186 บทความ

การบัญญัติแบบนี้เข้าใจว่าคงบัญญัติเลียนแบบกฎหมาย กกต. กฎหมาย
ป.ป.ช. กฎหมายตรวจเงินแผ่นดิน พิจารณาแล้วอาจะเข้าใจได้ว่าขนาดอัยการสูงสุดจะสั่งสอบสวน
เพ่ิมเติมยังต้องแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ในคราวเดียวแล้วตั้งคณะกรรมการร่วมกันมาสอบสวน
เพ่ิมเติมแล้วพนักงานอัยการจะสั่งสอบเพิ่มได้หรือไม่ ส่ังสอบเพ่ิมแล้วต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน
รว่ มหรอื ไม่

เม่ือกฎหมายบัญญัติว่าให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าและอนุกรรมการ
สอบสวนมีอานาจและหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน กฎหมายแข่งขันทางการค้าไม่ได้
บัญญัติถึงอานาจของอัยการ เม่ือคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเป็นพนักงานสอบสวนตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อัยการหรือศาล หรือฝ่ายปกครองก็มีอานาจตาม
ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญาเชน่ เดียวกัน

คณะกรรมการการแข่งขนั ทางการค้าในฐานะพนักงานสอบสวนกบั พนักงานอยั การ
จึงมคี วามสัมพันธก์ ันตามอานาจหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญาทกุ ประการ

ฉะน้ันเม่ือกฎหมายฉบับปี ๒๕๖๐ ยกเว้นให้พิเศษ ก็คือว่าถ้าจะแยง้ คาส่ังไม่ฟ้อง
ของอัยการเปลี่ยนจากผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติเป็นประธานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
และยกเว้นอีกประการหน่งึ ท่มี ากกว่ากฎหมายว่าดว้ ยการแข่งขันทางการคา้ ปี ๒๕๔๒ คือในชน้ั พจิ ารณา
ชีข้ าดความเห็นแย้งของประธานคณะกรมการการแข่งขันทางการค้าหากอัยการสูงสุดจะสอบสวน
เพ่ิมเติมจะต้องแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ในคราวเดียวและตั้งคณะทางานร่วมกัน อย่างอื่นเป็นไปตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทกุ ประการ

๕. พระราชบัญญัตอิ งค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ ก็บัญญัติในทานอง
เดียวกนั

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ ให้เป็น
ปัจจุบันและให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่ีบัญญัติให้องค์กรอัยการ
เปน็ องค์กรอื่นตามรฐั ธรรมนูญ

ได้มีการบัญญัติ “เผื่อไว้” ว่า ในกรณีที่มีกฎหมายกาหนดให้พนักงานอัยการมีอานาจและ
หน้าที่ในการสอบสวน ก็ให้พนักงานอัยการมีอานาจหน้าท่ีในการสอบสวน เช่นเดียวกับ
พนักงานสอบสวนและให้เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจช้ันผู้ใหญ่ และมีอานาจหน้าท่ี
ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา

ท้ังนี้โดย มาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓
บัญญัติว่า “ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการในกรณีท่ีกฎหมายกาหนดให้มีอานาจและ
หน้าที่ในการสอบสวนคดีอาญาซ่ึงมิใช่การร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนหรือร่วมทาสานวน
สอบสวนกับพนักงานสอบสวน ให้พนักงานอัยการมีอานาจและหนา้ ท่ใี นการสอบสวนเช่นเดยี วกับ
พนักงานสอบสวน ทั้งน้ี ให้พนักงานอัยการเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจชั้นผู้ใหญ่และ

อัยการนิเทศ เล่มท่ี ๘๕ พ.ศ. ๒๕๖๓ 187

มีอานาจและหนา้ ที่ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา โดยในการคน้ การจับ และการคมุ ขัง
อาจรว่ มกบั เจา้ พนักงานตารวจ หรือเจา้ พนักงานอื่น หรือแจง้ ให้เจา้ พนักงานตารวจ หรือเจ้าพนักงานอื่น
ดาเนนิ การกไ็ ด้”

แต่จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มี “กฎหมาย” ใด ๆ ที่กาหนดให้พนักงานอัยการมีอานาจและ
หน้าท่ีในการสอบสวนคดีอาญา เว้นแต่คดีความผิดซ่ึงมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทา
นอกราชอาณาจักรไทยเท่าน้ัน ท่ีมาตรา ๒๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
กาหนดให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือพนักงาน
อยั การท่ีได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผดิ ชอบจากอัยการสงู สุดหรือผรู้ ักษาการแทน
มีอานาจและหน้าที่ในการสอบสวนเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน ดังนั้น พนักงานอัยการจึงคงฐานะ
เป็นพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา เท่าน้ัน ยกเวน้ กรณีตามมาตรา ๒๐
แห่งประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา

๖. บทสรุปและข้อวเิ คราะห์
พนักงานอัยการกับฝ่ายปกครองและตารวจในฐานะพนักงานสอบสวนตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้ร่วมทางานกันมาเป็น ๑๐๐ ปี ต้ังแต่ประเทศไทยได้ปฏิรูป
ระบบราชการและพยายามทวงคืนสิทธิสภาพนอกอาณาเขตจากชาตติ ะวนั ตก
หลังรัชกาลท่ี ๔ ประเทศไทยดาเนินการร่างกฎหมายหลักของประเทศ ๔ ฉบับ คือ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายอาญา ประเทศไทยใช้เวลารา่ งตลอด ๔ รัชกาล
ตั้งแต่รัชกาลที่ ๕, ๖, ๗ และรัชกาลที่ ๘ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับล่าสุดนี้
ประกาศใช้ พ.ศ. ๒๔๗๗ ในสมัยรัชการที่ ๘ ตั้งแต่พระองค์ท่านยังทรงพระเยาว์มีคณะผู้สาเร็จ
ราชการแทนพระองค์ ท่ีกล่าวถึงต้องการจะส่ือสารว่าพนักงานสอบสวนฝ่ายตารวจและ
ฝ่ายปกครองกับพนักงานอัยการทางานร่วมกันตลอดมา มีความเห็นแตกต่างกันหลากหลาย
มีการส่งเร่ืองให้คณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ขาดตีความหลายต่อหลายคร้ัง ความสัมพันธ์ของ
ส า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก า ร แ ข่ งขั น ท า งก า ร ค้ า กั บ ก ร ม ส อ บ ส ว น ค ดี พิ เศ ษ สั ม พั น ธ์ กั บ
พนักงานอัยการในทานองเดียวกันโดยสามารถศึกษาว่า ๑๐๐ ปี ที่พนักงานอัยการทางานกับ
ตารวจในฐานะพนักงานสอบสวนมีเร่ืองใดบ้างท่ีความเห็นไม่ตรงกัน คณะกรมการกฤษฎีกา
ได้วินิจฉัยชี้ขาดอย่างไร ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะ
พนักงานสอบสวนจะมีความสัมพันธ์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา ซึง่ เรือ่ งทคี่ ณะกรรมการกฤษฎีกาเคยวนิ จิ ฉยั ชี้ขาดไวแ้ ล้วสามารถนามาเป็นแนวทางได้
ค ว าม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า งพ นั ก งา น อั ย ก า ร กั บ ค ณ ะ อ นุ ก ร ร ม ก าร ส อ บ ส ว น ใน ฐ า น ะ เป็ น
พนักงานสอบสวนน้ี หลักก็คือว่าพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความสัมพันธ์กันตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยกเว้นประการเดียวคือเรื่องการแย้งคาสั่งไม่ฟ้อง

188 บทความ


Click to View FlipBook Version