The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้เบื้องต้นทางประศาสนศาสตร์ โดย..ดร.อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ดร.ณัฐกร ปังละออ, 2020-05-12 12:08:43

ความรู้เบื้องต้นทางประศาสนศาสตร์ โดย..ดร.อ

ความรู้เบื้องต้นทางประศาสนศาสตร์ โดย..ดร.อ

เน้ือหาประจาบทที่ ๙

ความหมายของสภาพแวดลอ้ มและบริบท
 ประโยชนข์ องการศึกษาสภาพแวดลอ้ ม
 การจาแนกสภาพแวดลอ้ มและบริบททางการบริหาร
 ปัจจยั สภาพแวดลอ้ มและบริบททางการบริหาร

201

ศพั ทแ์ ละนิยามความหมายของสภาพแวดลอ้ ม

 สภาพแวดลอ้ ม เป็นคาที่แปลมาจากคาในภาษาองั กฤษวา่ Environment หรือ
Ecology ซ่ึงคาท้งั สองสามารถใชแ้ ทนกนั ได้
 สมพงศ์ เกษมสิน กล่าววา่

ส่ิงแวดลอ้ มในการบริหาร หมายถึง ปัจจยั ตา่ ง ๆท่ีอยภู่ ายในและภายนอก
องคก์ ารและมีอิทธิพลท่ีจะทาใหก้ ารบริหารงานองคก์ ารเปล่ียนแปลง
 Dwight Waldo กล่าววา่

การบริหารงานสาธารณะมาสามารถดาเนินอยไู่ ดใ้ นสุญญากาศ จาเป็นตอ้ ง
เกี่ยวพนั ติดตอ่ กบั กลุ่มผลประโยชน์ตา่ งๆ

202

ศพั ทแ์ ละนิยามความหมายของสภาพแวดลอ้ ม

• Fred W. Riggs กล่าวา่
ในการพิจารณาความเกี่ยวขอ้ งระหวา่ งตวั แปรซ่ึงเกิดจากสิ่งแวดลอ้ มกบั

พฤติกรรมในการบริหารไดพ้ ยายามใชแ้ นวนิเวศวทิ ยา ซ่ึงระยะน้ีถือเป็ นแนวโนม้
ที่เกิดข้ึนใหม่ และจะมีความสาคญั เพิม่ ข้ึนเร่ือยๆ
• สภาพแวดลอ้ มทางการบริหาร หมายถึง ส่ิงที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมที่อยู่
รอบ ๆ ท้งั ภายในและภายนอกองคก์ ร มีผลหรือมีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมของ
องคก์ ร เป้าหมายและบุคคล ปัจจยั หรือสภาพแวดลอ้ มดงั กล่าวเป็นเง่ือนไขต่าง
ๆ ของประบวนการทางการเมืองและการบริหาร ขณะเดียวกนั กม็ ีอิทธิพลตอ่ การ
บริหารรัฐกิจเป็นอยา่ งมาก

203

ประโยชน์ของการศึกษาสภาพแวดลอ้ มทางการบริหาร

 ประโยชน์ในด้านการบรรยาย
 ประโยชน์ในด้านการอธิบาย
 ประโยชน์ในด้านการพยากรณ์
 ประโยชน์ในทางวชิ าการ
 ประโยชน์ทางด้านการปฏบิ ัติ

204

การจาแนกประเภทของสภาพแวดลอ้ ม

• จาแนกเป็น ปัจจัยแวดล้อมทคี่ วบคุมได้กบั ปัจจัยแวดล้อมทคี่ วบคุมไม่ได้
• จาแนกเป็นปัจจัยแวดล้อมทเี่ ป็ นนามธรรมกบั ปัจจัยแวดล้อมทเี่ ป็ น

รูปธรรม
• จาแนกเป็นสภาพแวดล้อมโดยทว่ั ไปของการบริหารรัฐกจิ กบั

สภาพแวดล้อมเฉพาะขององค์กรต่าง ของรัฐ
• จาแนกเป็นสภาพแวดล้อมทางการภาพกบั สภาพแวดล้อมทางชีวภาพ
• จาแนกตามลกั ษณะเนื้อหา

205

ปัจจยั แวดล้อมทีเ่ ป็ นนามธรรมกบั ปัจจยั แวดล้อมท่ีเป็ น
รูปธรรม

206

สภาพแวดล้อมโดยท่ัวไปของการบริหารรัฐกจิ กบั
สภาพแวดล้อมเฉพาะขององค์กรต่าง ของรัฐ

207

สภาพแวดล้อมทางการภาพกบั สภาพแวดล้อมทางชีวภาพ

208

การจาแนกสภาพแวดล้อมตามลกั ษณะเนื้อหา

สภาพแวดลอ้ มดา้ นมิติและเวลา การบริหาร

สภาพแวดลอ้ มทางประวตั ิศาสตร์ 209
สภาพแวดลอ้ มทางภูมิศาสตร์

สภาพแวดลอ้ ทางเศรษฐกิจ
สภาพแวดลอ้ มท่ีเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติ
สภาพแวดลอ้ มทางการเมือง
สภาพแวดลอ้ มทางสังคม
ปัจจยั แวดลอ้ มทางกฎหมาย
ปัจจยั แวดลอ้ มทางเทคโนโลยี

210

บทที่ 10

ทฤษฎีองคก์ ารและการจดั การ

211

เน้ือประจาบทท่ี ๑๐

• ความหมาย ขององคก์ ารและการบริหารจดั การ
• ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งองคก์ ารและการบริหารจดั การ
• การทาความเขา้ ใจ มิติ 4 ดา้ นของการบริหารจดั การ
• สัมพนั ธ์ภาพของรูปแบที่กาหนดข้ึน
• กระบวนการตดั สินใจในองคก์ าร
• ภาวะผนู้ าในองคก์ าร

212

ศพั ทแ์ ละนิยามความหมายของ “องคก์ าร”

• องคก์ าร แปลมาจากคาในภาษาองั กฤษวา่ “Organization” ส่วนการบริหาร
จดั การแปลมาจากคาในภาษาองั กฤษวา่ “Management หรือ Administration”

• พะยอม วงศ์สารศรี

องคก์ าร หมายถึง การรวมตวั ของคนต้งั แต่ 2 คนข้ึนไป มีจุมุ่งหมาย
ร่วมกนั ในการทากิจกรมหรืองานอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง โดยอาศยั กระบวนการ
จดั การ

• ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ

องคก์ ร เป็นกระบวนการทางานของคน เพอื่ ใหบ้ รรลุจุดมุ่งหมาย

โดยรวม หรือเป็นระบบการบริหารจดั การที่มีการออกแบบและการ

ดาเนินงานใหบ้ รรลุวตั ถุประสงคอ์ ยา่ งใดอยา่ งหน่ึง 213

ความหมายของคาวา่ ทฤษฎีองคก์ าร

• สมฤทธ์ิ ยศสมศกั ด์ิ
ทฤษฎีองคก์ าร เป็นการศึกษาพฤติกรรมของคนในองคก์ าร

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งองคก์ ารกบั สิ่งแวดลอ้ มและความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
องคก์ ารดว้ ยกนั

214

องคป์ ระกอบขององคก์ าร

เป็นการรวมคนต้งั แต่
2 คนข้ึนไป

องคก์ าร มีกิจกรรม
มีเป้าหมายรวมกนั

มีกระบวนการบริหาร

215

ทฤษฎอี งค์การ
• กลุ่มทฤษฎีด้งั เดิม (Classic)
• กลุ่มทฤษฎีด้งั เดิมแบบใหม่ (Neoclassic)
• กลุ่มทฤษฎีสังเคราะหห์ รือทฤษฎีองคก์ ารสมยั ใหม่

(Synthesis or Modern Organization Theory)

216

ทฤษฎดี ้งั เดมิ (Classic)

• ทฤษฎีระบบราชการ (Bureaucratic Theory)
• ทฤษฎีการจดั การแบบวทิ ยาศาสตร์

(Scientific Management Theory)

• ทฤษฎีการจดั การและการบริหาร

(Administrative Management Theory)

217

กลุ่มทฤษฎดี ้งั เดมิ แบบใหม่ (Neoclassic)

• หนั มาสนใจเก่ียวกบั ปัจจยั มนุษยอ์ ยา่ งจริงจงั มากกวา่ ตวั องคก์ าร
• Mary parker Follette เสนอวา่ มนุษยเ์ ป็นองคป์ ระกอบที่สาคญั ขององคก์ ารและ

ตระหนกั ถึงปัญหาต่างๆของมนุษยใ์ นองคก์ าร เช่น ความขดั แยง้ และยงั ได้
เสนอแนะวธิ ีการติดต่อส่ือสารเพื่อแกไ้ ขปัญหาในองคก์ าร

• Elton Mayo เสนอการคน้ ควา้ Hawthorne Studies มนุษยเ์ ป็นองคป์ ระกอบสาคญั

ในการบริหาร

• Chester Barnard สิ่งจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลมากกวา่ ส่ิงจูงใจทางเศรษฐกิจ

218

กล่มุ ทฤษฎสี ังเคราะห์หรือทฤษฎอี งค์การสมยั ใหม่

(Synthesis or Modern Organization Theory)

• ทฤษฎีทรัพยากรมนุษย์ Human Resource Theories
• ทฤษฎีการตดั สินใจ Decision Making Theory
• ทฤษฎีระบบเปิ ด Open System Theory

219

ความหมายของการบริหารจดั การ

• สมยศ นาวกี าร

การบริหาร หมายถึง กระบวนการทางานใหส้ าเร็จ โดยใช้
บุคคลอ่ืน

• ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ

พยายามจาแนกใหเ้ ป็นความแตกต่างของการใชค้ าวา่ “การ
บริหาร” และ “การจดั การ”

• พะยอม วงศ์สารศรี

พยายามอธิบายใหเ้ ห็นความแตกต่างระหวา่ ง Management

กบั Administration แต่ต่อมาคาท้งั สองใชแ้ ทนกนั ได้ 220

ความแตกต่างระหวา่ ง Management Administration

ตามทศั นะของ พะยอม วงศส์ ารศรี

Management Administration

นิยมแปลกนั วา่ “การจดั การ” นิยมแปลกนั วา่ “การบริหาร”

เก่ียวขอ้ งกบั การนโยบายไปปฏิบตั ิ เกี่ยวขอ้ งกบั กบั การกาหนดนโยบาย

มีหนา้ ที่รับผิดชอบตอ่ กาหนดเป้าหมาย เป็ นส่วนหน่ึงของการจดั การ มีหนา้ ท่ีใน
ขององคก์ รโดยตรง การดาเนินการดว้ ยวธิ ีการต่าง ๆ เพื่อให้
บรรลุเป้าหมาย
นิยมใชใ้ นองคก์ รธุรกิจ นิยมใชใ้ นองคก์ รภาครัฐ

221

ของเขตของคาวา่ “การบริหารจดั การ”

• ครอบคลุมถึงชุดหนา้ ท่ีต่าง ๆ
• ครอบคลุมกระบวนการที่มุ่งสู่เป้าหมายขององคก์ ารจากการ

ทางานร่วมกนั
• เป็นกระบวนการออกแบบและรักษาสภาพแวดลอ้ มที่บุคคล

ทางานร่วมกนั

222

การบริหารจดั การ 4 มิติ

• การบริหารจดั การ 4 มิติ เป็นแนวความคิดของ Martin Gannon ซ่ึงปรากฏอยู่
ในหนงั สือชื่อ Management : An Organizational Perspective

• ตามทศั นะของ Martin Gannon การบริหารจดั การ เป็นชุดของกิจกรรมที่มี
ความสลบั ซบั ซอ้ น ซ่ึงผบู้ ริหารสร้างข้ึน รักษาไว้ และปรับปรุงองคก์ ร
ท้งั หลายใหป้ ระสบความสาเร็จ

• ชุดของกิจกรรมดงั กล่าวประกอบดว้ ย 4 มิติ คือ
มิติที่ 1 การออกแบบองคก์ าร
มิติที่ 2 การวางแผนและการควบคุม
มิติท่ี 3 กระบวนการทางพฤติกรรม
มิติท่ี 4 การตดั สินใจ

223

การติดต่อส่ือสารในองคก์ าร

• การติดตอ่ สื่อสารเป็นเร่ืองสาคญั ไม่มีหน่วยงานใดประสบความสาเร็จ
โดยปราศจาการติดตอ่ ส่ือสารท่ีดี

• คาวา่ การส่ือสารในภาษาองั กฤษใชค้ าวา่ “Communication”
• การติดตอ่ สื่อสารอาจเรียกวา่ “ศาสตร์แห่งการส่ือสาร” เพราะครอบคลุม

กิจกรรมและเน้ือหาลายวชิ า
• การติดต่อส่ือสารมี 3 รูปแบบ คือ Formal Communication Interpersonal

Communication และ Informal Communication
• การติดตอ่ ส่ือสารมี 3 ลกั ษณะ คือ Downward Communication Upward

Communication และ Lateral Communication

224

การติดต่อส่ือสารมี 3 รูปแบบ

• Formal Communication
• Interpersonal Communication
• Informal Communication

225

Formal Communication

• เป็นการสื่อสารท่ีเป็นทางการ
• เป็นการส่ือสารท่ีทุกคนในองคก์ ารรับรู้ร่วมกนั
• เป็นวธิ ีการสื่อสารที่สอดคลอ้ งกบั โครงสร้างที่เป็นทางการของ

องคก์ าร
• ขอ้ มูลที่ใชก้ ารส่ือสารตามลกั ษณะน้ีเป็นขอ้ มูลที่เป็นทางการ
• มีขอ้ เสียตรงที่เช่ือง ไม่ยดื หยนุ่

226

Interpersonal Communication

• เป็นรูปแบบการสื่อสารท่ีสร้างข้ึนเพ่ือช่วยเหลือการสื่อสารแบบเป็น
ทางการ ช่วยใหก้ ารบริหารงานมีประสิทธิภาพมากยงิ่ ข้ึน

• เป็นการส่ือท่ีเกิดข้ึนกบั ตวั บุคคลมากกวา่ ตาแหน่ง ซ่ึงเกิดจากความ
ใกลช้ ิดในการปฏิบตั ิงาน

• มกั เป็นการสื่อสารขอ้ มูลจากเบ้ืองล่างสู่เบ้ืองบน

227

Informal Communication

• ถูกกาหนดโดยระเบียบ กฎเกณฑข์ อ้ บงั คบั ของ
องคก์ าร

• ใชก้ บั การติดต่อสื่อสารท่ีเป็นทางการ
• มกั เกิดข้ึนโดยผา่ นกลุ่มทางสังคมที่เกิดข้ึนภายใน

องคก์ าร

228

การติดต่อส่ือสารมี 3 ลกั ษณะ

• Downward Communication
• Upward Communication
• Lateral Communication

229

แสดงการสื่อสาร 3 ลกั ษณะ

A
MB
LC

KD
JE
IF
H การส่ือสารระดบั เดียวกนั G

จากบนสู่ล่าง จากล่างสู่บน
230

Downward Communication

• เป็นการส่ือสารจากบทลงสู่ขา้ งล่าง
• มกั เป็นลกั ษณะของการออกคาส่ัง
• นกั วชิ าการหลายท่านใหข้ อ้ คิดเห็นเกี่ยวกบั การการส่ือสาร

ลกั ษณะต่างๆ กนั ออกไป เช่นแคทซ์ และคาหน์ ,เชสเตอร์ บาร์
นาร์ด

231

Upward Communication

• เป็นการสื่อสสารจากขา้ งล่างข้ึนไปสู่ขา้ งบน
• ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาใหข้ อ้ มูลกบั ผบู้ งั คบั บญั ชา ดว้ ยวธิ ีการต่างๆ
• ขอ้ มูลจากผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาอาจไม่ถึงผบู้ ริหาร เพราะเหตุ 2 การ

– ผบู้ ริหารไม่สนใจรับฟัง
– ขอ้ มูลถูกบิดเบือน เช่น การใหข้ อ้ มูลเพราะประจบ

232

Lateral Communication

• เป็นการสื่อสารท่ีส่งผา่ นขอ้ มูลและรับขอ้ มูลระหวา่ งพนกั งานในระดบั
เดียวกนั โดยไม่ผา่ นช่องทางปกติ

• มีประโยชนใ์ นการสร้างความสัมพนั ธ์ระหวา่ งพนกั งานในองคก์ าร
• การติดต่อส่ือสารในระดบั เดียวกนั อาจทาใหส้ ายการบงั คบั บญั ชาปกติ

เกิดปัญหา และไมส่ ามารถประกนั ความสาเร็จขององคก์ ารได้

233

การตดั สินใจในองคก์ าร

• การตดั สินใจเป็นหนา้ ที่ของผบู้ ริหารในทุกระดบั
• การตดั สินใจตอ้ งกระทาภายใตข้ อ้ จากดั นานาประการ
• การตดั สินใจมี 2 รูปแบบ คือรูปแบบปทสั ถาน กบั รูปแบบเชิง

อธิบาย
• การตดั สินใจเกี่ยวขอ้ งกบั ค่านิยม และค่านิยมในการตดั สินใจมี 5

ประการ คือ ค่านิยมขององค์การ ค่านิยมในแวดวงวชิ าชีพ
ค่านิยมส่วนบุคคล ค่านิยมในนโยบาย ค่านิยมในอดุ มคติ

234

ความหมายของ “การตดั สินใจ”

• แกรี เดสเลอร์

คาวา่ “ตดั สินใจ” คือ กระบวนการใน
การพฒั นาวเิ คราะห์ทางเลือกต่าง ๆ ทาการ
เลือกทางเลือกหน่ึง

235

การตดั สินใจมีความสมั พนั ธ์กบั ระดบั การบริหาร

ผบู้ ริหาร แผน
ระดบั สูง ยทุ ธศาสตร์

ผบู้ ริหาร แผนบริหาร
ระดบั กลาง Technical Plan
ผบู้ ริหารระดบั ตน้ แผนปฏิบตั ิงาน
Operational Plan
ระดบั การบริหาร
ระดบั การตดั สินใจ 236

ขอ้ จากดั ในการตดั สินใจของผบู้ ริหาร

ตามทศั นะของ แกนนอน

• มิติของการวางแผนและควบคุม
• มิติการออกแบบขององคก์ าร
• มิติกระบวนการพฤติกรรมภายในองคก์ าร

237

แนวความคิดของอมิไต เอทซิโอนิ

• รูปแบบขององคก์ ารมีอิทธิพลต่อการตดั สินใจ
• อานาจขององคก์ ารที่มีอิทธิพลต่อพนกั งาน มี3 ประเภท คือ

อานาจบงั คบั อานาจในการให้ประโยชน์ และอานาจเชิงปทัสถาน
• ผบู้ ริหารควรตดั สินใจใหส้ อดคลอ้ งกบั ธรรมชาติขององคก์ ารที่

เขาทางานอยู่

238

อานาจ 3 ลกั ษณะ

ตามทศั นะของ อมิไต เอทซิโอนิ

การบังคบั การให้ประโยชน์ เชิงปทสั ถาน

Coercive Utilitarian Normative

การเหินห่าง  
Alienative 239
การไตร่ตรอง 
Calculative
การผกู พนั ทางใจ
Morale

ทลั คอต พาร์สนั ส์

• การตดั สินใจมีความสัมพนั ธก์ บั ระดบั ขององคก์ าร
• พาร์สันส์ แบ่งองคก์ ารออกเป็น 3 ประเภท คือ องค์การระดบั

เทคนิค องค์การระดับการจดั การ และองค์ระดับสถาบัน
• ผบู้ ริหารระดบั ต่างกนั ใชว้ ลาในกาตดั สินใจต่าง กนั

240

รูปแบบของการตดั สินใจ
(Decision-Making Model)

• รูปแบบปทสั ถาน
- อาจเรียกวา่ วธิ ีการด้งั เดิม
- นกั วชิ าการท่ีสนใจการตดั สินใจรูปแบบน้ี เช่น อดมั สมิท เสเลอร์

• รูปแบบเชิงบรรยาย
- อาจเรียกวา่ “วธิ ีการบริหาร”
- นกั วชิ าการท่ีสนใจศึกษาดา้ นน้ี เช่น เฮอร์เบิร์ต ไซมอน

241

ค่านิยมในการตดั สินใจ

• การตดั สินใจเกี่ยวขอ้ งกบั ค่านิยม ท้งั ระดบั บุคคล และระดบั กลุ่ม
• เจมส์ แอนเดอร์สนั ไดเ้ สนอวา่ ค่านิยมมี 5 ประการคือ

ค่านิยมขององคก์ าร
ค่านิยมในแวดวงวชิ าชีพ
ค่านิยมส่วนบุคคล
ค่านิยมในนโยบาย
ค่านิยมในอุดมคติ

242

ภาวะผใู้ นองคก์ าร

• ตามทศั นะของ เดสเลอร์ ภาวะผู้นา หมายถึง การมีอิทธิพลตอ่ ผอู้ ่ืนให้
ทางานดว้ ยความเตม็ ใจ เพอ่ื บรรลุวตั ถุประสงคข์ ององคก์ าร

• การศึกษาเกี่ยวกบั ภาวะผนู้ าสามารถกระทาได้ 3 แบบ คือ ศึกษาลกั ษณะ
และทกั ษะของผนู้ า ศึกษาพฤติกรรมของผนู้ า และศึกษาผนู้ าตามทฤษฎี
สถานการณ์

243

ศึกษาลกั ษณะและทกั ษะของผนู้ า

• The Traits and Skill of Leadership
• ผนู้ ามีลกั ษณะ 6 ประการ

– ตอ้ งมีแรงปรารถนา
– ตอ้ งมีแรงจูงใจ
– มีความชื่อสตั ยแ์ ละมีเกียรติ
– มีความมนั่ ใจในตนเอง
– มีความสามารถในการเรียนรู้
– มีความรู้ในทางธุรกิจ

244

ศึกษาพฤติกรรมของผนู้ า

• Behaviors of Leadership เป็นการแสวงหากรรมของผนู้ าวา่ มีกี่ลกั ษณะ

• การศึกษาของนกั วชิ าการในมหาวทิ ยาลยั แห่งรัฐโอไฮโอ แบง่ พฤติกรรม
ผนู้ าออกเป็น 2 แบบ คือ พฤตกิ รรมทมี่ ุ่งความสาเร็จของงาน กบั

พฤติกรรมทม่ี ุ่งไปสู่ความสัมพนั ธ์ทด่ี ใี นการทางาน

• การศึกษาภาวะผนู้ าของมหาวทิ ยาลยั มิชิเกน จาแนกพฤติกรรมผูน้ า
ออกเป็น 2 ลกั ษณะ คือ พฤติกรรมท่ีเน้นคน กบั เน้นผลผลติ

• โดยทวั่ พฤติกรรมของผนู้ าสามารถแบ่งออกเป็นออกเป็ น 3 ลกั ษณะ คือ

– ผนู้ าแบบอตั ตานิยม

– ผนู้ าแบบประชาธิปไตย

– ผนู้ าแบบปล่อยเสรี

245

การศึกษาผู้นาตามทฤษฎสี ถานการณ์

• Situation Theories of Leadership หรือ Contingency Theories

• เป็นการศกึ ษาปัจจยั ต่าง ๆ ที่เป็นตวั กาหนดความสาเร็จของผนู้ า

• ตามทศั นะของ พิทยา บวรวฒั นา ผนู้ าที่เกิดข้ึนตามทฤษฎีน้ีมี 5
ประเภทคือ

– ทฤษฎีผนู้ าแบบประชาธิปไตยและเผดจ็ การ

– ทฤษฎีผนู้ าที่คาน่ึงถึงเป้าหมายของคนงาน

– ทฤษฎีวงจรชีวติ ผนู้ า

– ทฤษฎีในการเพม่ิ ความสามารถของผนู้ า

– ทฤษฎีผนู้ าตาม 246

ทฤษฎีองคก์ าร

• ทฤษฎีองคก์ าร จดั เป็นองคค์ วามรู้ดา้ นหน่ึงที่ใชร้ ่วมกนั ในสาขาวชิ าการ
บริหารธุรกิจและสาขารัฐประศาสนศาสตร์

• ทฤษฎีองคก์ ารมีความสัมพนั ธ์อยา่ งใกลช้ ิดกบั ทฤษฎีการบริหารจดั การ

247

ขอบเขตของทฤษฎีองคก์ าร

• เป็นการศึกษาพฤติกรรมขององคก์ ารในลกั ษณะภาพรวม
• เป็นการศึกษาความสมั พนั ธ์ขององคก์ ารกบั สิ่งแวดลอ้ มภายนอก
• เป็นการศึกษาความสมั พนั ธ์ขององคก์ ารหน่ึงกบั องคก์ ารหน่ึง

248

ทฤษฎีองคก์ ารวา่ ดว้ ยการบริหารจดั การ

• หลกั การจดั การแบบวทิ ยาศาสตร์
• หลกั การบริหารของ Henri Fayol
• หลกั การบริหารของ James Mooney and Alan Reiley
• หลกั การบริหารของ Luthetr Gulick และ Lyndall Urwick

249

อยา่ งลกั ษณะของ Gantt chart

ท่ี กจิ กรรม ระยะเวลาดาเนินการ ผ้รู ับ
ผดิ ชอบ
ม.ก. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค.

1 เขียนโครงการ สมชยั
2 ประชุมวางแผน สมยั
3 ประชาสมั พนั ธโ์ ครงการ เฉลียว
4 ติดประสานงาน เฉลา
5 ดาเนินโครงการ ดาวเรือง
6 ประเมินโครงการ เฟื องลดา

250


Click to View FlipBook Version