The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้เบื้องต้นทางประศาสนศาสตร์ โดย..ดร.อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ดร.ณัฐกร ปังละออ, 2020-05-12 12:08:43

ความรู้เบื้องต้นทางประศาสนศาสตร์ โดย..ดร.อ

ความรู้เบื้องต้นทางประศาสนศาสตร์ โดย..ดร.อ

Hierarchy of Needs Theory

151

สมมติฐานของ X Y Theory ท่ีเก่ียวกบั คน

X Theory Y Theory

1. มนุษยไ์ ม่ชอบทางานและ 1. การทางานเป็ นธรรมชาติของมนุษยเ์ ช่น
พยายามหลีก เลี่ยงการทางาน เดียวกบั การผกั ผอ่ น

2. เนื่องจากมนุษยไ์ มข่ อบทางาน 2. การจูงใจตนเองและความพอใจในงานจะ

การ จึงตอ้ งมีการควบคุม เกิดข้ึนเอง

3. มนุษยเ์ ห็นแก่ตวั ไม่ยนิ ดียนิ ร้าย 3. ภายใตส้ ภาพที่เหมาะสม มนุษยไ์ ม่ เพยี งแต่

กบั ความตอ้ งการโดยร่วมของ เรียนรู้แต่เฉพาะการรับผดิ ชอบเท่าน้นั แต่ยงั

องคก์ าร แสวงหาความรับผดิ ชอบดว้ ย

4. มนุษยม์ ีนิสยั ต่อตา้ นการ 4. ศกั ยภาพดา้ นสติ ปัญญา ของมนุษยไ์ ดถ้ กู
เปล่ียนแปลง นามาใชเ้ พียงบางส่วนเท่าน้นั

5. มนุษยข์ าดความคิดริเริ่ม ไม่ 5. ความสามารถในการจินตนาการ ความเพือ่
ฉลาด ถูกหลอกง่าย
แกป้ ัญหาต่าง ๆ ขององคก์ ารมีอยอู่ ยา่ ง 152

กวา้ งขวางในมนุษย์

สมมติฐานของ X Y Theory ที่เกี่ยวกบั องคก์ าร

X Theory Y Theory

1. ฝ่ ายจดั การมีความรับผิดชอบที่จะจดั 1. ฝ่ ายจดั การมีความรับผดิ ชอบที่จะจดั

ส่วนประกอบขององคก์ าร คือ วสั ดุ ส่วนประกอบขององคก์ าร คือ วสั ดุ

เคร่ืองมือ และคนเพื่อหวงั เคร่ืองมือ และคนเพอื่ หวงั ผลประโยชน์

ผลประโยชนก์ าไรทางเศรษฐกิจ กาไรทางเศรษฐกิจ

2. ฝ่ ายจดั การมีหนา้ ท่ีควบคุมวิธีการจูง 2. หนา้ ท่ีสาคญั ยง่ิ ของฝ่ ายจดั การ คือ จดั
ใจและปรับพฤติกรรมของคนงานใน สภาพและวธิ ีการผลิตภายในองคก์ าร

สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของ ในลกั ษณะที่ทาใหค้ นงานตอบสนอง

องคก์ าร ความตอ้ งการไดท้ ้งั ส่วนตวั และองคก์ าร

3. ถา้ ฝ่ ายจดั การไม่ทาหนา้ ท่ีคบคุม
อยา่ งใกลช้ ิดคนงานจะข้ีเกียจเฉ่ือยชา

153

Frederick Herzberg

• Herzberg เป็นนกั จิตวทิ ยาท่ีสนบั สนุนทฤษฎี
มนุษยส์ มั พนั ธ์

• ในปี 1959 เขาไดด้ าเนินการสารวจทศั นคติ
ของวศิ วกรและนกั บญั ชี 200 คนที่มีต่องาน
ในเขตเมือง

• พิสเบอร์ก(Pittsburgh)ในรัฐเพนซิลวาเนีย
(Pensylvania) และไดเ้ สนอเป็นทฤษฎีที่เรียกวา่ “Two Factor Theory”

• Two Factor Theory โดยท่ีทฤษฎีน้ีไดก้ ล่าวถึงปัจจยั สาคญั 2 กลุ่ม ที่กระตุน้ ให้
คนทางาน ปัจจยั สองกลุ่ม คือ Hygiene Factors or Maintainance Factors กบั
Motivation Factors

154

Two Factor Theory

Hygiene Factors -ปัจจยั Motivation Factors – ปัจจยั

สุขอนามยั จูงใจ

1. สถานภาพ 1. ความสาเร็จ

2. คา่ จา้ ง 2. การไดร้ ับการยอมรับ

3. นโยบายของบริษทั 3. ความกา้ วหนา้

4. สภาพแวดลอ้ มในท่ีทางาน 4. ตวั งานเอง

5. ความมน่ั คงในการทางาน 5. ความรับผดิ ชอบ

6. ความสัมพนั ธ์กบั ผคู้ วบคุม

155

Chris Agyris

• สาเร็จการศึกษาดา้ นจิตวทิ ยา และเป็นศาสตราจารยด์ า้ นการบริหาร
อุตสาหกรรมมหาวทิ ยาลยั เยล(Yale University)

• ในปี 1957 ไดเ้ ขียนหนงั สือช่ือ “Personality and Development : The
Conflict Between System and the Individaul”

• ในปี ค.ศ. 1960 ไดต้ ีพมิ พห์ นงั สือช่ือ “Understanding Organization
Behaviour”

• Chris Agyris ไดน้ าเสนอทฤษฎี “พฒั นาการดา้ นบุคลิกภาพ”(Personality
Development)

156

ทฤษฎีพฒั นาการดา้ นบุคลิกภาพ(Personality Development)

• มนุษยท์ ี่มีสุขภาพจิต คือ บุคคลที่ผา่ นกระบวนการพฒั นาเป็นผใู้ หญ่ ซ่ึง
หมายถึง กระบวนการทีเปล่ียนจากคนเฉื่อยชาเป็นคนกระตือรือร้นใน
การทางาน

• การจดั การองคก์ ารแบบระบบราชการ ซ่ึงเป็นโครงสร้างแบบเป็น
ทางการในรูปปิ รามิดน้นั เป็นอุปสรรคต่อการท่ีคนจะเจริญเติบโตพฒั นา
เป็นผใู้ หญ่ได้ เป็นองคก์ ารที่ไมเ่ ปิ ดโอกาสใหค้ นใชค้ วามสามารถของ
ตนเองไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่

157

Rensis Likert ’s Biography (1903-1981)

• He was born in Cheyenne, Wyoming in 1903, where his father was
an engineer with the Union Pacific Railroad. After training to be
an engineer, he was working as an intern with Union Pacific Railroad
during the watershed 1922 strike. The lack of communication between

the two parties made a profound impression on him and caused

him to study organizations and their behaviour for the rest of his life.

• Rensis Likert received his B.A. in Sociology from the University of Michigan in 1926.
His early grounding in these fields was the basis for much of Likert's work. The field
of sociology in the 1920s was highly experimental and incorporated many aspects of
modern psychology. In 1932 he received his Ph.D in psychology from Columbia
University. For his thesis work, Likert produced a survey scale (Likert Scales) as a
means of measuring attitudes, showing that it captured more information than
competing methods. The 1-5 Likert Scales would eventually become Likert's best-
known work.
158

System 4 159

Who is Rensis Likert?

• Rensis Likert เกิดปี ค.ศ. 1903 ท่ี Cheyenne ในรัฐ
Wyoming ในปี 1926 ไดร้ ับปริญญาจากมหาวทิ ยาลยั
มิชิแกน ดา้ นสังคมวทิ ยาและเศรษฐศาสตร์ ต่อมา
ในปี 1920 เขาไดท้ าการทดลองและจดั ต้งั บริษทั ท่ี
เก่ียวกบั ดา้ นจิตวทิ ยาสมยั ใหม่ ต่อมาเขาไดเ้ ป็น
ศาสตราจารยใ์ นปี 1932 จากมหาวทิ ยาลยั
โคลมั เบีย

• เขาทาวิทยานิพนธ์เรื่อง Likert Scales ซ่ึงมี
ความหมายมากสาหรับช้ีวดั ทศั นคติที่แสดงขอ้ มูล
รายละเอียดไดม้ ากกวา่ วธิ ีแบบ Competing

Rensis Likert ’s Books

• Author:
– 'New Ways of Managing Conflict' 1976 (With Jane Gibson Likert)
– 'Human organization : its management and value' (1967)
– 'New patterns of management' (1961)

• Co-editor:
– 'Some applications of behavioural research' (1957)

Rensis Likert ’s Theory

• ทฤษฎีของ Likert คือ สไตลก์ ารบริหารจดั การขององคก์ าร

(Management Styles of Organization) ซ้ึงเคล่ือนยา้ ยจากระบบท่ี 1 ไปสู่

ระบบที่ 4 160

ระบบที่ 1

• เห็นวา่ ฝ่ ายจดั การถูกมองวา่ ไม่มีความมน่ั ใจ หรือไวว้ างใจในตวั
ผบู้ งั คบั บญั ชา

• การตดั สินใจและการกาหนดเป้าหมายขององคก์ ารถูกกาหนดข้ึนบนยอด
ขององคก์ ารและถูกถ่ายเทลงสู่เบ้ืองล่างผา่ นสายการบงั คบั บญั ชา

• ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งหวั หนา้ และลุกนอ้ งเกิดข้ึนเพยี งเลก็ นอ้ ย
• การควบคุมมกั ถูกรวมศูนยท์ ่ียอดขอองคก์ าร
• องคก์ ารแบบไม่เป็นทางการมกั เกิดข้ึนและต่อตา้ นเป้าหมายขององคก์ าร

161

ระบบที่ 2

• เห็นวา่ ฝ่ ายจดั การถูกมองวา่ เร่ิมมีความมน่ั ใจและไวว้ างใจในตวั
ผบู้ งั คบั บญั ชา

• การตดั สินใจและการกาหนดเป้าหมายขององคก์ ารถูกกาหนดข้ึนบนยอด
ขององคก์ าร แต่การตดั สินใจส่วนใหญใ่ นระดบั ล่างภายใตก้ รอบท่ี
กาหนดไวเ้ บ้ืองบน

• ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งหวั หนา้ และลุกนอ้ งเกิดข้ึนบาง โดยที่ถูกนอ้ งอาจมี
ความเกรงกลวั หรือเกรงในตวั หวั หนา้

• องคก์ ารแบบไมเ่ ป็นทางการเกิดข้ึน แต่ไมเ่ สมอไปที่จะต่อตา้ นเป้าหมาย
ของการแบบเป็ นทางการ

162

ระบบที่ 3

• เห็นวา่ ฝ่ ายจดั การถูกมองวา่ มีความมนั่ ใจและไวว้ างใจในตวั
ผบู้ งั คบั บญั ชา

ระบบที่ 4

• เห็นวา่ ฝ่ ายจดั การถูกมองวา่ มีความมนั่ ใจและไวว้ างใจในตวั
ผบู้ งั คบั บญั ชาอยา่ งเตม็ ที่

163

พฤติกรรมองคก์ าร

• เป็นวชิ าที่พฒั นามาจากทฤษฎีมนุษยสัมพนั ธ์
• การศึกษาพฤติกรรมองคก์ ารสามารถทาไดท้ ้งั เชิงปริมาณและคุณภาพ
• การศึกษาพฤติกรรมองคก์ ารจะเก่ียวขอ้ งกบั หวั ขอ้ เรื่องต่าง ๆ เช่น การจูง

ใจ การรับรู้ การติดตอ่ สื่อสาร กระบวนการกลุ่ม ภาวะผนู้ า เป็นตน้

164

การพฒั นาองคก์ าร

• แนวความคิดการพฒั นาองคก์ ารเกิดข้ึนในช่วงปลายทศวรรษ 1950
• การใหค้ วามสาคญั กบั แนวคิดการพฒั นาองคก์ ารสืบเน่ืองมาจากเหตุผล 3

ประการ

– แนวความคิดการพฒั นาองคก์ ารมีส่วยช่วยสนบั สนุนการตดั สินใจ
– เป็ นแนวความคิดที่สอดคลอ้ งกบั การจดั องคก์ ารแบบใหม่
– เป็ นการสนบั สนุนใหน้ กั วจิ ยั มีบทบาทสาคญั ตอ่ การเปลี่ยนแปลงขององคก์ าร

• นกั วชิ าการที่ใหค้ วามสนใจในเรื่องการพฒั นาองคก์ าร เช่น เฟรนซ์ กบั เบลล์
และ เบนนิส

165

บทท่ี ๗

รัฐประศาสนศาสตร์สมยั ใหม่

166

เน้ือหาประจาบทที่ ๗

• การก่อกาเนิดของวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์สมยั ใหม่

• รัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่

• คาประกาศแห่งเมืองแบลคเบิร์ก บทต่อเนื่องของรัฐประศาสนศาสตร์
สมยั ใหม่

• ทฤษฎีระบบในรับประศาสนศาสตร์

• ทฤษฎีโครงสร้างตามสถานการณ์

• ทฤษฎีองคก์ ารยคุ หลงั สมยั ใหม่

• การจดั การองคก์ ารภาครัฐแนวใหม่

• ธรรมาภิบาล

167

แนวคิดเบ้ืองตน้

• รัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่นบั เป็ นวกิ ฤติการณ์ดา้ น
เอกลกั ษณ์คร้ังท่ี 2 ซ่ึงเกิดข้ึนในช่วง 1960-1970

• รัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหมเ่ ป็นผลพวงมาจากการปฏิวตั ิทาง
พฤติกรรมศาสตร์

• การปฏิวตั ิปรัชญาพ้นื ฐานของรัฐประศาสนศาสตร์ ทาใหร้ ัฐ
ประศาสนศาสตรมีลกั ษณะแตกตา่ งไปจากเกิด

168

ทบทวนเน้ือหา

• สมยั ด้งั เดิม(ค.ศ. 1887-1950)
• สมยั สมยั ทา้ ทา้ ย(ค.ศ. 1950-1960)
• สมยั สมยั ใหม่(ค.ศ.1960-1970)
• สมยั ปัจจุบนั (ค.ศ. 1970-ปัจจุบนั )

169

ปัจจยั นาไปสู่การเกดิ รัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่

• ในช่วงประมาณ ค.ศ. 1960-1970 เกิดววิ ฒั นาการสาคญั สองประการข้ึนในรัฐ
ประศาสนศาสตร์ คือ

– รัฐประศาสนศาสตร์ไดร้ ับอิทธิพลจากการปฏิวตั ิทางพฤติกรรมศาสตร์
(Behavioral revolution) ในช่วง 1950 -1960 ทาใหเ้ น้ือหาของรัฐประศาสน
ศาสตร์เปลี่ยนไป

– ช่วงทศวรรษที่ 1960 หรือในปี ค.ศ.1968 นกั วชิ าการรุ่นใหมท่ างรัฐประศาสน
ศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาไดร้ วมตวั กนั และจดั ประชุมที่หอประชุมมินนาวบรูค
(Minowbrook)ในมหาวทิ ยาลยั ซีราคิวส์(Syracuse University) เพอื่ รวมกนั
ปรึกษาและกาหนดปรัชญาพ้ืนฐานวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์เสียใหม่เรียกวา่ “
The New Public Administration Management : NPAM”

170

การปฏิวตั ิทางพฤติกรรมศาสตร์

• การปฏิวตั ิทางพฤติกรรมศาสตร์เกิดข้ึนในปลายทศวรรษ 1950 และตน้
ทศวรรษ 1960 มีผลทาใหป้ รัชญาพ้นื ฐานของวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์
เปลี่ยนแปลงไป

• เน้ือหาของพฤติกรรมศาสตร์กบั รัฐประศาสนศาสตร์แตกตา่ งกนั
– รัฐประศาสนศาสตร์ เนน้ เร่ืองการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
– พฤติกรรมศาสตร์ ไม่ไดใ้ หค้ วามสาคญั ต่อการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้

171

อิทธิผลของพฤติกรรมศาสตร์ต่อรัฐประศาสนศาสตร์

• ใหค้ วามสาคญั ตอ่ การศึกษาเร่ืองสถาบนั ทางการเมืองและรัฐบาลนอ้ ยลง
หนั มาสนใจศึกษาพฤติกรรมของมนุษยม์ ากข้ึน

• ทาใหร้ ัฐประศาสนศาสตร์กลายเป็นสหวชิ า
• นกั วชิ าการบางท่านเริ่มรับเอาหลกั การศึกษาแบบวทิ ยาศาสตร์มาใช้ ให้

ความสนใจกบั กระบวนการศึกษาอยา่ งเป็นระบบ
• การใหค้ วามสาคญั กบั การประยกุ ตใ์ ชว้ ชิ ารัฐประศาสนศาสตร์เพื่อแกไ้ ข

ปัญหานอ้ ยลง
• ใหค้ วามสาคญั กบั ปัจจยั นาเขา้ ของระบบการเมืองมากข้ึน

172

การประชุมท่ีมินนาวบรูค(Minnowbrook)

• การประชุมท่ีมินนาวบรูค(Minnowbrook) เกิดข้ึนในเดือนกนั ยายน ค.ศ.
1968

• การประชุมท่ี Minnowbrook เกิดข้ึนเพอื่ กาหนดปรัชญาพ้ืนฐาน และ
แนวทางการศึกษาวชิ า รปศ. ข้ึนใหม่ เรียกวา่ “NPA”

• ผทู้ ่ีดาเนินการจดั การประชุมคร้ังน้ีไดแ้ ก่ Dwight Waldo Frank Marini
และ H. George Frederickson

• ผลจากการประชุมคร้ังน้ีเกิดบทความข้ึนมา 3 ชิ้น

173

บทความ 3 ชิ้นท่ีเกิดจากการประชุมที่ Minnowbrook

• Toward A New Public Administration โดย Frank Marini
• Public Administration in a Tine of Turbulence โดย Dwight

Waldo
• The New Public Administration โดย H. George Frederickson

174

Blackburg’ s Manifesto

• ในปี ค.ศ. 1990 นกั วชิ าการกลุ่มหน่ึง ซ่ึงเคยเขา้ ร่วมประชุมท่ีมินนาวบรุค
ไดร้ วมกนั เขียนบทความรวมพิมพเ์ ป็นหนงั สือช่ือ “Refounding Public
Administration”

• แนวคิดจากการเสนอแนวความคิดท่ีเมือง Blackburg เกิดจากการไมเ่ ห็น
ดว้ ยกบั แนวความคิดทางเลือกสาธารณะ ที่นกั รัฐประศาสนศาสตร์บาง
กลุ่มใหค้ วามสนใจ

175

อิทธิพลจากการปฏิวตั ิทางพฤติกรรมศาสตร์

• การปฏิวตั ิทางพฤติกรรมศาสตร์ทาใหร้ ัฐประศาสนศาสตร์ตกที่นง่ั ลาบาก
• การปฏิวตั ิทางพฤติกรรมศาสตร์ในช่วง ค.ศ. 1960-1970 ทาใหร้ ัฐประศาสน

ศาสตร์
– นกั วชิ าการประยกุ ตเ์ อาทฤษฎีระบบมาใชใ้ นรัฐประศาสนศาสตร์
– นกั วชิ าการบางกลุ่มสนใจศึกษารัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ

176

ทฤษฎีระบบในรัฐประศาสนศาสตร์

• ระบบไดก้ ลายมาเป็นแนวทางการศึกษาวชิ าทฤษฎีองคก์ ารท่ีสาคญั
• แนวคิดเกี่ยวกบั ระบบช่วยวางพ้นื ฐานสาหรับเทคนิคการบริหารท่ีสาคญั

หลายประการ

177

ความรู้เกี่ยวกบั ระบบ

• ระบบ หมายถึง ความสัมพนั ธช์ ุดหน่ึง ซ่ึงเมื่อถูกนามารวมกนั เขา้
แลว้ จะสามารถทาหนา้ ท่ีบางอยา่ งไดต้ ามความตอ้ งการ

• ระบบ หมายถึง องคป์ ระกอบต่าง ๆ ท่ีมีอยตู่ ามธรรมชาติที่มีและ
และมนุษยส์ ร้างข้ึน ซ่ึงความสัมพนั ธก์ นั มีการข้ึนอยตู่ ่อกนั

• ระบบมี 3 ลกั ษณะ คือ ระบบกายภาพ ระบบชีวภาพ และระบบ
มนุษย์และสังคม

• ระบบมี 2 ประเภท คือ ระบบปิ ด และระบบเปิ ด
• นอกจากน้ีระบบอาจจาแนกเป็น ระบบใหญ่และระบบย่อม

178

ลกั ษณะทวั่ ไปของระบบ

สภาพแวดลอ้ ม สภาพแวดลอ้ ม

ปัจจยั นาเขา้ กระบวนการแปรสภาพ ปัจจยั นาออก
ผลยอ้ นกลบั
สภาพแวดลอ้ ม สภาพแวดลอ้ ม

179

แนวคิดเกี่ยวกบั ระบบในทฤษฎีองคก์ าร

สภาพแวดลอ้ ม กระบวนการแปรสภาพ สภาพแวดลอ้ ม

ปัจจยั นาเขา้ ปัจจยั นาออก

คน การวางแผน ผลผลิต
เงิน การจดั การองคก์ าร ลิ้นคา้
วสั ดุอปุ กรณ์ การอานวยการ การบริการ
ข่าวสารขอ้ มูล การบริหารงานบุคคล ความพงึ พอใจ
อ่ืน ๆ ระบบงบประมาณ อื่น ๆ
อื่น ๆ
สภาพแวดลอ้ ม สภาพแวดลอ้ 18ม0
ผลยอ้ นกลบั

การใชท้ ฤษฎีระบบในรัฐประศาสนศาสตร์

• แนวคิดของไวมอน เกี่ยวกบั การบริหารและองคเ์ ป็นแนวคิดใหมใ่ น
การศึกษาองคก์ าร และถือเป็นจุดเริ่มตน้ ใหค้ วามสาคญั กบั ทฤษฎีระบบ
เปิ ด

• แนวความคิดของไซมอนพฒั นามาจากแนวคิดของบาร์นาร์ด ซ่ึงมองวา่
องคก์ ารเป็นระบบหน่ึง เป็นการรักษาสมดุลดว้ ยการแลกเปล่ียนระหวา่ ง
องคก์ าร

181

ทฤษฎีโครงสร้างตามสถานการณ์

• ทฤษฎีทฤษฎีโครงสร้างตามสถานการณ์เป็นทฤษฎีระบบเปิ ด
• เป็นทฤษฎีมาจากการศึกษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งโครงสร้างขององคก์ าร

กบั สิ่งแวดลอ้ ม
• มอร์แกน นาทฤษฎีโครงสร้างตามสถานการณ์มาประยกุ ตใ์ ช้ โดยนา

ปัจจยั เรื่องวฒั นธรรมมาเป็นส่วนในการพิจารณา
• ทฤษฎีโครงสร้างตามสถานการณ์มีสมมติฐานสาคญั 2 ประการ
• มีนกั วชิ าการบางท่านไม่เป็นดว้ ยกบั ทฤษฎีโครงสร้างตามสถานการณ์

182

สาระสาคญั ของทฤษฎีโครงสร้างตามสถานการณ์

• สมมติฐาน
– ไมม่ ีทางเลือกใดท่ีดีทีสุดในการจดั การองคก์ าร
– การจดั การองคก์ ารท่ีดีที่สุดจะตอ้ งใหส้ อดคลอ้ งกบั สถานการณ์

• การออกแบบโครงสร้างองคก์ ารที่มีประสิทธิผลจะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั
เง่ือนไข 2 ประการ
– โครงสร้างองคก์ ารจะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ มภายนอก
– ระบบยอ่ ยภายในองคก์ ารจะตอ้ งมีความสอดคลอ้ งกนั

• ทฤษฎีโครงสร้างตามสถานการณ์ตอ้ งการที่จะทราบวา่ องคก์ ารแบบ
เครื่องจกั รหรือองคก์ ารแบบสิ่งมีชีวติ องคก์ ารแบบใดมีประสิทธิภาพ
มากกวา่ กนั

183

ขอ้ จากดั ของทฤษฎีโครงสร้างตามสถานการณ์

• องคก์ ารไมจ่ าเป็นตอ้ งปรับโครงสร้างตามสภาพแวดลอ้ มตลอดเวลา
• ประสิทธิผลขององคก์ ารเป็นผลลพั ธ์ เกิดจากปัจจยั หลาย ๆ ประการ ไม่ใช่

เฉพาะทฤษฎีโครงสร้างขององคก์ าร
• แนวคิดในการวดั สิ่งแวดลอ้ มมีความซบั ซอ้ น และไมม่ ีความชดั เจน จึงวดั ยาก
• ทฤษฎีน้ีไมไ่ ดอ้ ธิบายวา่ ขนาด เทคโนโลยี และสิ่งแวดลอ้ ม มีความสาคญั

มากนอ้ ยเพยี งใดในสถานการณ์ที่แตกต่างกนั
• ทฤษฎีน้ีไมไ่ ดอ้ ธิบายวา่ จะมีวธิ ีการในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองคก์ ารให้

ทนั กบั สถานการณ์สภาพแวดลอ้ มที่เปล่ียนแปลงอยา่ งรวดไดอ้ ยา่ งไร

184

ทฤษฎีองคก์ ารยคุ หลงั สมยั ใหม(่ Postmodernism)

• ทฤษฎีองคก์ ารยคุ หลงั สมยั ใหม่เกิดข้ึนสืบเนื่องมาจากสาเหตุ การเห็นภยั
คุกคามในองคก์ ารขนาดใหญ่

• เจ ชาฟริทซ์ และ อี. รัซเซล เสนอแนวคิดเก่ียวกบั ทฤษฎีองคก์ ารหลงั ยคุ
ใหมไ่ ว้ 4 ประการ
– ความเป็นปรนยั กบั ความคิดสร้างสรรค์
– ภาษาท่ีใชอ้ อกไปถือวา่ เป้นความจริง
– ความเป็นโลกาภิวตั นแ์ ละการนเนน้ การแบง่ เป็นส่วยยอ่ ย
– ภาพลกั ษณ์ที่กระจา่ ยเป็นส่วน ๆ

185

รัฐประศาสนศาสตร์ในยคุ ใหม่

Government New Public Management : NPMแนวคิดหลกั 4 กระแส
Governance Good Govemance
เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิค
(Marketization)

การบริหารจดั การสมยั ใหม่
(Business-like Approach)

รัฐศาสตร์ในยคุ ใหม่
(Participatory State)

กฎหมายมหาชน
(Public Law)

186

การจดั การแนวใหม่
New Public Management :NPM

• การจดั การแนวใหม่เป็นแนวคิดที่ไม่เนน้ ระบบราชการ

• การจดั การแนวใหม่มีสมมติฐาน 2 ประการ คือ

– ความตอ้ งการสินคา้ สาธารณะ จะตอ้ งถูกแยกออกจากการจดั หาสินคา้
สาธารณะอยา่ งสิ้นเชิง

– จะตอ้ งมีการแขง่ ขนั ในกลุ่มผจู้ ดั หาสิ้นคา้ สาธารณะ

• สาหรับประเทศไทยการนาการจดั การแนวใหม่มากประยกุ ตใ์ ช้
ดว้ ย เช่น การมอบสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าใหบ้ ริษทั เอกชน
บริหาร

187

ธรรมาภิบาล(Good Governnance)

• ธรรมาภิบาล แปลมาจากคาในภาษาองั กฤษวา่ “Good Governnance”
• ธรรมาภิบาล มีช่ือเรียกหลายอยา่ ง เช่น วธิ ีการปกครองท่ีดี การบริหาร

จดั การที่ดี ธรรมรัฐ สุประศาสนการ ธรรมรัฐและธรรมราษฎร์ การ
บริหารจดั การที่ดี และ บรรษทั ภิบาล
• ธรรมาภิบาล เกิดจากการร่วมมือกนั ของ 3 หน่วยงาน

ภาครัฐ

ธรรมาภิบาล 188
ภาค ภาค
เอกชน ประชาชน

องคป์ ระกอบของหลกั ธรรมาภิบาล

• หลกั ประสิทธิภาพ(Efficiency) บริหารงานใหบ้ รรลุผลอยา่ งประหยดั
• หลกั ความรับผดิ ชอบ(Accountability) ใส่ใจ และคานึงถึงประโยชน์ของ

กลุ่มตา่ ง ๆ
• หลกั ความโปร่งใส(transparency) เปิ ดเผยขอ้ มูลใหส้ ามารถตรวจสอบได้
• หลกั ความเสมอภาค(Equity) ปฏิบตั ิต่อทุกฝ่ ายอยา่ งเทา่ เทียมกนั ไม่มีการ

เล่นพรรคเล่นพวก
• หลกั การมสี ่วนร่วม(Participation) เปิ ดโอกาสใหป้ ระชาชนมีส่วนร่วม

189

บทท่ี ๘

รัฐประศาสนศาสตร์ในเมืองไทย

190

191

192

193

194

195

196

197

198

199

บทท่ี ๙

สภาพแวดลอ้ มและบริบททางบริหาร

200


Click to View FlipBook Version