ลกั ษณะของรัฐวสิ าหกิจ
• เป็นนิติบุคคลเอกเทศแยกจากส่วนราชการ
• รับผดิ ชอบภารกิจในทางอุตสาหกรรมและการคา้
• ดาเนินการในเชิงพาณิชย์
• อยภู่ ายใตร้ ะบบการควบคุมตรวจสอบในลกั ษณะที่เรียกวา่ “การกากบั
ดูแล”
101
แนวทางการปฏิรูปรัฐวสิ าหกิจไทย
คิดแตกต่างจากเดิมในเรื่องบทบาทของรัฐ ลดละเลิกงานที่มิใช่งานหลกั
คิดแตกตา่ งจากเดิมเก่ียวกบั ผใู้ ชบ้ ริการ ประชาชนคือลูกคา้ ของรัฐบาล ตอ้ ง
ทา One stop service ใหไ้ ด้
คิดแตกต่างจากงานดา้ นการสนบั สนุน ลดค่าใชจ้ า่ ยดา้ นน้ีลงใหไ้ ดร้ ้อยละ 30
คิดแตกตา่ งไปจากเดิม
เจา้ หนา้ ท่ีไมจ่ าเป็นตอ้ งเป็นขา้ ราชการ
การบริหารโครงการ
วฒั นธรรมการเรียนรู้
102
บทท่ี ๕
ทฤษฎีทางการบริหาร
103
เน้ือหาประจาบท
• การจดั การเชิงวทิ ยาศาสตร์
• หลกั การบริหาร
• ศาสตร์การบริหาร
104
แนวความคิดเรื่องการบริหาร
• แนวความคิดเรื่องการบริหารในยคุ น้ีมีสองหลกั สาคญั คือ หลกั การจัดเชิง
วทิ ยาศาสตร์และหลกั การบริหาร
• แนวความคิดเร่ือง Scientific Management เสนอโดย Frederick Taylor ใน
บทความ เรื่อง “The principle of Scientific Management” ที่จดั พิมพใ์ นปี 1911
• แนวความคิดการบริหารอีกลกั ษณะหน่ึงเสนอโดย
– Henri Fayol มีปรากฏในหนงั สือชื่อ “General and Industrial Management”
ซ่ึงตีพิมพใ์ น1942
– Mary Parker Follett
– Luther Gulick and Lydall Urwick
105
ประวตั ิของ Frederick W. Taylor
• Taylor เป็ นชาวอเมริกาที่เกิดท่ีเมือง Philadelphia
เมื่อวนั ท่ี 20 มีนาคม ค.ศ. 1856 ประวตั ิโดยยอ่ ของ
• ในปี 1874 ขณะมีอายุ 18 ปี ไดเ้ ขา้ ทางานที่ Enterprise
Hydraulic ในเมือง Pennsylvania อยู่ 4 ปี ในฐานะผชู้ ่วย
โดยปราศจากคา่ จา้ ง
• ในปี 1878 เขา้ ทางานที่บริษทั Midvale Steel Companyในฐานะคนงาน
• ในปี 1884 ไดร้ ับเลือนข้นั เป็ นหวั หนา้ วศิ วกร ภายหลงั จากไดร้ ับปริญญาดา้ นวศิ วกร
เครื่องจกั ร(Mechanical Engineering) จาก Stevens Institute of Technology of Hoboken ใน
เมืองนิวเจอร์ซี
• ในปี 1890 เป็ นผจู้ ดั การทว่ั ไปในบริษทั Manufacturing Investment Company
• ในปี 1893 เปิ ดสานกั งานในนิวยอร์ค เป็ นวศิ วกรรับใหค้ าปรึกษา
• จากปี 1901 เป็ นตน้ ไป ใชเ้ วลาส่วนใหญ่ในการปรับปรุงเทคนิคการจดั การเชิงวทิ ยาศาสตร์
(Techniques of Scientific Management)
• เสียชีวติ เม่ือ 28 มีนาคม 1915 106
ผลงานของวชิ าการ Frederick W. Taylor
A Piece-Rate System(1895)
Shop Management หรือ The Science
of Industrial Management (1903)
The Art of Cutting Metals(1906)
The principle of Scientific management(1911)
107
ทฤษฎีการจดั การแบบวทิ ยาศาสตร์
(Scientific Management Theory)
• Frederick Taylor
เป้าหมายของการจดั การแบบวทิ ยาศาสตร์กค็ ือการ
เพิม่ ประสิทธิภาพสูงสุด จึงไดเ้ สนอใหค้ น้ หาวถิ ีทาง
ท่ีดีท่ีสุดซ่ึงจะทาใหผ้ ลผลิตสูงข้ึนไดโ้ ดยใชห้ ลกั
เหตุผลทางวทิ ยาศาสตร์ นอกจากน้นั ยงั เนน้ การจดั การในลกั ษณะท่ีเป็น
อาชีพ การออกแบบกระบวนการทางาน ศึกษาเรื่องเวลาและการ
เคล่ือนไหวในการทางาน (time and motion study) การใชส้ ่ิงจูงใจต่างๆ
108
จดั การแบบวทิ ยาศาสตร์
• สมมติฐานวา่ การทางานท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุดน้นั มีอยเู่ พยี งวธิ ี
เดียวที่ดีที่สุด ( the one way)
• หลกั ของการจดั การเชิงวทิ ยาศาสตร์
– สร้างหลกั การทางานท่ีเป็นวทิ ยาศาสตร์
– คดั เลือกคนตามหลกั วทิ ยาศาสตร์
– พฒั นาคนงานตามหลกั วทิ ยาศาสตร์
– สร้างความร่วมมือระหวา่ งคนงานกบั ฝ่ ายจดั การ
109
องค์ประกอบของการจดั การเชิงวทิ ยาศาสตร์
• ศึกษาเรื่องเวลาและการเคล่ือนไหว
• กาหนดมาตรฐานตามกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
มาตรฐานงาน
มาตรฐานคน
• แกไ้ ของคก์ าร
• แกไ้ ขเครื่องมือ
110
จุดประสงค์ของการจดั การเชิงวทิ ยาศาสตร์
• เพือ่ ลดตน้ ทุน
• ขจดั การสิ้นเปล้ืองในการใชท้ รัพยากร เวลา และวธิ ีการผลิต
• ปรับปรุงคุณภาพของการผลิต
• เพ่อื เพ่ิมอตั ราการผลิตโดยใชเ้ ครื่องมือมาตรฐาน
• ใชค้ นใหต้ รงกบั เวลา
• สร้างระบบการจ่ายค่าจา้ งท่ีแน่นอน
111
จุดเด่นและจุดด้อยของการจดั การเชิงวทิ ยาศาสตร์
• จุดเด่น
– ช่วยใหผ้ บู้ ริหารเกิดความตระหนกั วา่ เครื่องมือและการเคลื่อนไหวของร่างกาย
ที่เก่ียวขอ้ งกบั งาน ซ่ึงมีผลต่อการเพมิ่ ประสิทธิภาพในการทางาน
– กระตุน้ ใหผ้ บู้ ริหารแสวงหาหนทางท่ีดีที่สุดในการทางาน
– ลดตน้ ทุนการผลิต
– ใหค้ วามสาคญั กบั การคดั เลือกคนงาน
– ใหค้ วามสาคญั กบั การฝึ กอบรม
– คนงานไดอ้ ตั ราคา่ จา้ งสูง
• จุดด้อย
– มองขา้ มความตอ้ งการของคน
– มองขา้ มการสนองตอบความพอใจ
112
ผสู้ นบั แนวคิดของ Taylor
• นอกจาก Taylor แลว้ มีนกั วชิ าหลายทา่ นท่ีใหค้ วามสนใจศึกษาเร่ืองเวลา
• นกั วชิ าการท่ีสนใจศึกษาเร่ืองเวลา เช่น
– Hanri Gantt
– Frank and Lillian Gilbreths
113
ประวตั ิของ Henri Fayol (1841-1952)
• Henry fayol เป็นชาวฝร่ังเศส เกิดในปี พ.ศ. 1841 114
เร่ิมอาชีพดว้ ยการเป็นนกั วศิ วกรเหมืองแร่
• เมื่ออายุ 30 ปี ไดร้ ับการแต่งต้งั เป็นผจู้ ดั การทวั่ ไป
• อายุ 47-77 เป็นผอู้ านวยการโรงงาน
• อายุ 75 ในปี 1961 เขาไดเ้ ขียนหนงั สือภายใตช้ ื่อ
ภาษาฝรั่งเศสวา่ Adminisstration Industriette et
generale (Industrial and general Administration)
• เขาไดเ้ สนอหลกั ทางการบริหาร 14 ขอ้ ที่เรียกวา่ “14 Principles of
Management”
แนวความคดิ ของ Henri Fayol
• Functions of Management
• 14 Principles of Management
• Division of Industrial Activities
• Qualities of an Effective Manager
115
ทฤษฎีการจดั การและการบริหาร
(Administrative Management Theory)
• Henry Fayol
องคป์ ระกอบสาคญั ในการบริหาร 5 ประการ
P-Planning การวางแผน
O-Organizing การจดั การองคก์ ร
C-Commanding การบงั คบั บญั ชา
C-Coordinating การประสานงาน
C-Controlling การควบคุม
116
Functions of Management
Planning
POCCC Organizing
Commanding
Coordinating
Controlling
117
14 Principles of Management
1) Division of Labor - การแบ่งงานกนั ทา
2) Authority and Responsibility - อานาจ 7) Remuneration – การใหร้ างวลั ตอบ
หนา้ ที่และความรับผิดชอบ แทน
3) Discipline - ระเบียบวินยั 8) Centralization - การรวมอานาจ
4) Unity of Command - เอกภาพในการ 9) Hierarchy – ลาดบั ข้นั การบงั คบั
บงั คบั บญั ชา บญั ชา
5) Unity of Direction - เป้าหมายที่มีเอกภาพ 10) Order – ความมีระเบียบ
6) Subordination of individual interest to
the general interest - ผลประโยชนส์ ่วน 11) Equity – ความเสมอภาค
ร่วมมาก่อนผลประโยชนส์ ่วนตวั 12) Stability – ความมน่ั คงในงาน
13) Initiative - ความคิดริเริ่ม
14) Esprit de corps – ความสมั พนั ธอ์ นั
ดีระหวา่ งคนในองคก์ าร
118
Division of Industrial Activities
• Technical
• Commercial
• Financial
• Security
• Accounting
• Managerial
119
Qualities of an Effective Manager
• Physical ไดแ้ ก่ สุขภาพ ประสิทธิภาพในการเรียนรู้
• Moral ไดแ้ ก่ ความต้งั ใจที่จะรับผดิ ชอบ ความซ่ือสตั ย์
• General Education ไดแ้ ก่ ความรู้ที่ไมเ่ ก่ียวของกบั หนา้ ที่ทางการ
บริหารโดยตรง
• Special Knowledge ไดแ้ ก่ ความรู้ที่เก่ียวของกบั หนา้ ที่ทางการ
บริหารโดยตรง
• Experience ไดแ้ ก่ ความรู้ท่ีเกิดจากการทางานตามหนา้ ที่
อยา่ งเหมาะสม
120
James Mooney and Alan Reiley
• Reilley เคยเป็นนกั บริหารช้นั นาของบริษทั General Moters
• ในปี 1931 ท้งั สองไดเ้ ขียนหนงั สือช่ือ Onward Industry
• และต่อมาในปี 1947 ไดเ้ ขียน Principles of Organization
121
แนวความคดิ ทางการบริหารของ James Mooney and Alan Reiley
• การรวมตวั ของมนุษยท์ ุกรูปแบบตอ้ งประกอบหลกั การบริหารบางประการ
• ประสิทธิภาพของการเกิดการประสานหลกั การบริหารดง่ั กล่าวไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
• หลกั การบริหารท่ี James D.Mooney และ Alan C.Reiley เสนอไดแ้ ก่
หลกั การประสานงาน (Coordinative Principle)
หลกั การลาดบั ช้นั ของสายการบงั คบั บญั ชา (Scarlar Principle)
หลกั การแบง่ หนา้ ที่(Function Principle)
หลกั ของหน่วยงาน ซ่ึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ไดแ้ ก่
-หน่วยงานหลกั (Line Function)
-หน่วยงานช่วยเหลือ (Staff Function)
122
Luthetr Gulick และ Lyndall Urwick
• Luthetr Gulick และ Lyndall Urwick นบั เป็ นนกั คิดทางการบริหารคนสาคญั ท้งั สองได้
ร่วมกนั สร้างสรรคผ์ ลงานมากมายที่เป็ นประโยชน์ตอ่ วงวชิ าการบริหารโดยเฉพาะ
POSDCORB
• Luthetr Gulick เกิดเมืองโอซากา ประเทศญ่ีป่ ุน ในปี 1892 และจบปริญญาเอกจาก
มหาวทิ ยาลยั โคลมั เบีย(Columbia University) ในปี 1920 ผลงานของ Gulick คือ
Adminidtrative Reflection From World War II
• Lyndall Urwick เป็ นนกั คิดชาวองั กฤษ เกิดในปี 1891จบการศึกษาจากมหาวทิ ยาลยั ออก
ฟอร์ด(Oxford University) เคยเป็ นทหารเขา้ ร่วมสงครามโลกคร้ังที่ 1 ในกองทพั องั กฤษ
ผลงานเขียนทางวชิ าการของ Urwick ไดแ้ ก่ Committees on Organization(),The Meaning of
Rationalisation(1929),The Making of Scientific management(), The Pattern of
Management(), และ The Leadership in the XX century and Organization
• งานท่ีท้งั สองเขียนร่วมกนั คือPapers on the Science of Administration 123
หลกั การบริหารของ Gulick and Urwick(ต่อ)
• องคก์ ารเกิดข้ึนเพราะมนุษยม์ าอยรู่ ่วมกนั และแบ่งรวมกนั ทาตามความ
ชานาญพเิ ศษของแต่ละคน และหลกั การประสานงานที่มีความ
สลบั ซบั ซอ้ นในองคก์ าร
• หลกั การประสานงานมี 2 วธิ ีซ่ึงตอ้ งใชค้ วบคู่กนั ไป คือ
– การประสานงานโดยสร้างกลไกลควบคุมภายในองคก์ าร เป็นการจดั
โครงสร้างอานาจ
– การประสานโดยการผกู มดั ทางใจ เป็นการสร้างบรรยากาศในการ
ทางาน
124
หลกั การบริหาร Luthetr Gulick และ Lyndall Urwick
• หลกั ประสิทธิภาพ
• หลกั การจดั การองคก์ าร ประกอบดว้ ย Purpose,Process Clientele และ Place
• หลกั การจดั โครงสร้างสร้างอานาจภายในองคก์ าร
– Span of Control (หลกั การควบคุม)
– Unity of Command (หลกั เอกภาพการบงั คบั บญั ชา)
– Principle of Homogeneity (หลกั การจดั หมวดหมู่)
• หลกั เก่ียวกบั หนา้ ท่ีของหวั หนา้ ฝ่ ายบริหาร “POSDCoRB” ซ่ึงเกิดจากการเอาอกั ษร
ตวั แรกของศพั ทม์ าประกอบกนั Planning / Organizing /Staffing /Directing/ Co-ordinating
/Reporting /Budgeting
125
Mary Parker Follett
• Born :1868 Bostin ,Massachusetts, United States
• Died :1933
• Study : Newnham college
in Cambridge
• Occupation :Social worker and Writer
• Nationality : American
• Genres : Non-fiction
• Subjects : Management and Politics
• Website :http://www.follettfoundation. 126
งานเขียนของ Mary Parker Follett
• The Speaker of the House of Representatives (1896)
• The New State (1918)
• Creative Experience (1924)
• Dynamic Administration (1941)
(this collection of speeches and short articles
was published posthumously)
127
แนวความคดิ เร่ืองการบริหารของ Mary Parker Follett
• ความขดั แยง้ ในองคก์ รเป็นเร่ืองปกติ
• มนุษยไ์ มช่ อบคาสั่ง ดงั น้นั คนสง่ั ตอ้ งอาศยั ศิลปะ
• เรื่องขององคก์ รเป็นเร่ืองของทุกฝ่ าย คือฝ่ ายบริหารและฝ่ ายคนงานตอ้ ง
รับผดิ ชอบร่วมกนั
• หลกั การการบริหารท่ีดี ตอ้ งใหค้ วามสาคญั ในเร่ือง “การประสานงาน”
การประสานงานและการควบคุมจะตอ้ งเกิดข้ึนระหวา่ งหวั หนา้ แผนกตา่ ง ๆ
เจา้ หนา้ ที่ระดบั ผจู้ ดั การท้งั หลายขององคก์ ารควรปรึกษาหารือกนั อยา่ ง
ใกลช้ ิดก่อนตดั สินใจอะไร
การประสานงานเป็นกระบวนการท่ีต่อเน่ืองไม่หยดุ น่ิง
128
ศาสตร์แห่งการบริหาร
• แนวความคิดของเฮอร์เบิร์ต ไซมอน
• แนวความคิดของโรเบิร์ต ดาห์ล
• แนวความคิดของเชสเตอร์ บาร์นาร์ด
129
แนวความคิดของเฮอร์เบิร์ต ไซมอน
• ในปี ค.ศ. 1947 Herbert Simon ไดเ้ ขียนบทความชื่อ “The Proverbs of
Administration” ตีพมิ พใ์ น “Public Administration Review”
• นอกจากน้ีไซมอนไดเ้ ขียนหนงั สือชื่อ “Administration Behavior : A
Study of Decision-Making Process in Administration Organization”
• ไซมอนไดเ้ สนอหลกั การตดั สินใจในการบริหาร คือ
– ผตู้ ดั สินใจขาดความรู้ท่ีสมบูรณ์
– มนุษยท์ ว่ั ไปไมส่ ามารถท่ีจะคาดการณ์ได้
– ผตู้ ดั สินใจไม่สามารรถหยงั่ รู้ถึงแนวปฏิบตั ิไดท้ ุกแนวทาง
130
แนวความคิดของโรเบิร์ต ดาห์ล
• Robert Dahl เขียนบทความช่ือ “The Science of Public Administration :
Three Problem ซ่ึงตีพิมพใ์ นวารสารชื่อ “Public Administration
Review” ในปี 194/8
131
แนวความคิดของเชสเตอร์ บาร์นาร์ด
• องคก์ ารเกิดข้ึนจากความจาเป็น
• ใหค้ วามสาคญั กบั องคก์ ารแบบไมเ่ ป็นทางการ
• ใหค้ วามสาคญั กบั สภาพแวดลอ้ มขององคก์ าร
• กล่าวถึงหนา้ ท่ีของนกั บริหาร 5 ประการ
– ดูแลระบบการติดตอ่ ส่ือสารในองคก์ าร
– รักษาความร่วมมือ
– กาหนดเป้าหมายขององคก์ าร
– ทางานใหบ้ รรลเุ ป้าหมาย
– ทางานดว้ ยความรับผิดชอบ
132
บทท่ี ๖
ทฤษฎีองคก์ ารดา้ นมนุษยส์ มั พนั ธ์
และพฤติกรรมองคก์ าร
133
เน้ือหารประจาบทท่ี 9
• ความหมายของทฤษฎีมนุษยส์ ัมพนั ธ์
• การศึกษาท่ี Howthorn study
• ทฤษฎีลาดบั ความตอ้ งการของ Abraham Maslow
• X Y theory
• ปัจจยั จูงใจ (Motivation Theory)
• ทฤษฎีพฒั นาการบุคลิกภาพ ของคริส อาร์จิริส
• พฤติกรรมองคก์ าร
• การพฒั นาองคก์ าร
134
แนวคิดเบ้ืองตน้
• ทฤษฎีกลุ่มมนุษยส์ มั พนั ธ์ หรือมนุษยส์ ัมพนั ธ์ อาจเรียกวา่ “ทฤษฎี
องคก์ ารด้งั เดิมแนวใหม่”(Neo-Classical Organization Theory)
• มีววิ ฒั นาการมาต้งั แตย่ คุ พฤติกรรมศาสตร์ระหวา่ งปี ค.ศ. 1950-1970
• เป็นทฤษฎีท่ีมุง่ อธิบายขอ้ บกพร่องของการศึกษาองคก์ ารตามทฤษฎี
ด้งั เดิม(Classical Theory)
• ใหค้ วามสนใจในการตอบสนองความตอ้ งการของคนที่เกิดจากทศั นคติ
คา่ นิยม และอารมณ์
• นกั คิดท่ีอยใู่ นกลุ่มน้ีประกอบดว้ ย Elton Mayo, Abraham Maslow,
Douglas McGregor, Frederick Herzberg, Chris Argyris, Rensis Likert
135
ความหมายของทฤษฎีมนุษยสมั พนั ธ์
• Stan Kossen
มนุษยสมั พนั ธ์ เป็นการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลและ
ความสัมพนั ธข์ องเขาในองคก์ าร เพ่ือความมุ่งหมายที่จะทาใหค้ วาม
ตอ้ งการและวตั ถุประสงคส์ ่วนบุคคลและขอองคก์ ารบรรลุผลร่วมกนั
• William Scott
มนุษยสัมพนั ธ์ หมายถึง กระบวนการจูงใจผปู้ ฏิบตั ิงานใน
สถานการณ์ที่เป็นอยอู่ ยา่ งไดผ้ ล และทาใหว้ ตั ถุประสงคข์ องผปู้ ฎิบตั ิงาน
และองคก์ ารไดด้ ุลกนั โดยเพม่ิ ความพอใจใหแ้ ก่ผปู้ ฏิบตั ิงานและช่วยให้
เป้าหมายขององคก์ ารสาเร็จผล
136
ความหมายของทฤษฎีมนุษยสัมพนั ธ์
• สัมฤทธ์ิ ยศสมศักด์ิ
การศึกษามนุษยสัมพนั ธ์ คือการศึกษาการบริหารทรัพยากรในองคก์ าร โดย
มองในแง่ของพฤติกรรมมนุษยท์ ี่มีผลต่อการปฏิบตั ิ หรือการบริหารองคก์ าร โดย
การศึกษากลุ่มน้ีมี 2 แนวคิดคือ
สนใจการวเิ คราะห์หรือดบั กลุ่ม
ศึกษาเกี่ยวกบั การจูงใจ
• อาจารย์พทิ ยา บวรวฒั นา กล่าววา่ มนุษยสัมพนั ธ์ เป็นการศึกษาการบริหาร
ทรัพยากรมนุษยใ์ นองคก์ าร โดยมองในแง่ของพฤติกรรมมนุษยสัมพนั ธ์
137
นักวชิ าการสาคญั ทเ่ี สนอแนวคดิ : ด้านมนุษยสัมพนั ธ์
• Elton Mayo : กบั การศึกษาวจิ ยั ‘Hawthorne Studies’
• Abraham Maslow : ‘Hierarchy of Needs’
• Douglas McGregor : ‘Theory X & Theory Y’
• C. Argyris : ‘Personality and Development’
• R. Likert : ‘The Human Organization’
• Frederic Herzberg
138
ประวตั ิ Mayo
Mayo เป็นนกั จิตวทิ ยาคนสาคญั ท่ีบุกเบิกการศึกษามนุษย์
สัมพนั ธ์ในองคก์ รจนไดร้ ับยกยอ่ งใหเ้ ป็นบิดาแห่งทฤษฎี
มนุษยส์ ัมพนั ธ์
Mayo เป็นชาวออสเตเรีย เกิดในปี 1880 จบการศึกษาระดบั
ปริญญาโทดา้ นตรรกะศาสตร์และปรัชญาจากมหาวทิ ยาลยั
Adelaide
เม่ือปี ค.ศ. 1899 เพราะตอ้ งการหางานที่เหมาะสมทาใหเ้ ขา
ตอ้ งเดินทางไปในประเทศต่าง ๆ ท้งั สกอตแลนด์ แอฟริกา
แต่ใชเ้ วลามากท่ีสุดอยใู่ นองั กฤษ
ในปี ค.ศ. 1919 Mayo ไดร้ ับการแต่งต้งั ใหเ้ ป็นประธานของ
ภาควชิ าปรัชญาในมหาวทิ ยาลยั ควนี แลนด์ (University of Queensland)
ต่อมาในปี 1926 ขณะอาศยั อยใู่ นอเมริกา Mayo ไดเ้ ป็นศาสตราจารยด์ า้ นการวจิ ยั
อุตสาหกรรมใน Graduate School of Business Administration ในมหาวทิ ยาลยั ฮาร์วาร์ด
(Harvard University) Mayo เสียชีวติ ในปี 1949 โดยเขาใชเ้ วลาส่วนใหญ่ ในช่วงปลาย
ชีวติ เขาใชไ้ ปกบั การศึกษาคน้ ควา้ ทฤษฎี ของเขา
139
Elton Mayo :
Mayo เป็ นนักวชิ าการที่มองกว้าง ศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่าง
สรีระวทิ ยากบั การทางานของคน
เห็นว่า การศึกษาพฤตกิ รรมการทางานของคนงาน
ให้ได้ดี ต้องใช้วธิ ีท่เี รียกว่า ‘The Clinical Approach’ : ต้อง
พจิ ารณาคนงานในทุกแง่ทุกมุม ทุกปัจจยั เช่น ร่างกาย
จติ วทิ ยา เศรษฐกจิ สังคม ฯลฯ
สนใจศึกษาสังคมส่วนรวมและเหน็ ว่าปัญหาต่าง จะถกู
แก้ไขไปได้ ถ้าสังคมมนี ักบริหารช้ันนาทฉ่ี ลาด
140
Hawthorne Studies เป็ นการทดลองวจิ ยั ในโรงงาน Western
Electric Company ในปี ค.ศ.1927-1932 โดยทมี งาน Hawthorne
ภาย ใต้การนาของ Mayo ประกอบด้วยการวจิ ยั ทดลอง 3 เรื่องใหญ่ :
ศึกษาสภาพห้องทางาน (Room Studies)
การสัมภาษณ์ (Interview Studies)
การสังเกตการณ์ (Observation Studies)
Change Response
การเปลี่ยนแปลง การตอบสนอง
กรอบแนวคดิ ของการศึกษาที่ Hawthorne 141
ระยะที่ 1 Room Study
• Room Study เป็ นการศึกษาในหอ้ งทดลองระหวา่ ง 1927-1932
• เป็ นการศึกษาเกี่ยวกบั ระดบั ความของแสงสวา่ งท่ีมีผลกระทบต่อปริมาณการผลิต
• ในการศึกษาพฤติกรรมของคนงาน โดยไดแ้ บ่งคนงานออกเป็ น 2 กลมุ่ คือ
กล่มุ ทดลอง (Experimental Group) เป็ นกลมุ่ ที่อยภู่ ายใตก้ าร สงั เกตอยา่ ง
ใกลช้ ิดในหอ้ งท่ีความเขม้ ของแสงและสภาพ แวดลอ้ มตา่ งไป
กล่มุ ควบคุม (Control Group) เป็ นกลมุ่ ที่อยใู่ นสภาพหอ้ งปกติ
• เป็ นความพยายามเปรียบเทียบผปู้ ฏิบตั ิงานท้งั 2 กลมุ่ ในแง่ทศั นคติ พฤติกรรม
ผลผลิต เพ่อื กาหนดวา่ อะไรเป็ นปัจจยั สาคญั ต่อผลผลติ
• วธิ ีการดาเนินการทดลองวจิ ยั
เลือกสงั เกตทดลองประเภทของงาน ซ่ึงปริมาณของงานถูกกาหนดดว้ ย
เคร่ืองจกั ร
นกั ทดลองไดแ้ บ่งการทดลองออกเป็ น 13 ข้นั ตอน 142
Elton Mayo : Hawthorne Studies 1927-1932
ศึกษาสภาพของห้องทางาน (ใช้ระยะเวลา 26 เดือน)
ข้นั ตอนแรก เลือกประเภทงานทเี่ ป็ นผลผลติ ของคนมากกว่าเครื่องจักร
ข้นั ตอนทส่ี อง แบ่งข้นั ตอนการทดลองออกเป็ น 13 ข้นั ตอนดงั นี้
ข้นั ท่ี 1 คนงานหญงิ 6 คนมาประกอบ ข้นั ท่ี 7 เลยี้ งนา้ ชาในระหว่างพกั เช้า / บ่าย
ชิ้นส่วนในห้องทดลอง โดยได้แอบ ข้นั ท่ี 8- 9 ลดระยะเวลาการทางานต่อวันลง
บันทกึ ผลการทางานก่อนหน้านี้ไว้แล้ว ข้นั ท่ี 10 ย้อนกลบั ไปข้นั 7 ใหม่
ข้นั ท่ี 2 ปล่อยให้ทางานนาน 5 อาทติ ย์ ข้นั ท่ี 11 ให้หยดุ งานวนั เสาร์
ข้นั ท่ี 3 จัดระบบให้ค่าจ้างใหม่สาหรับ ข้นั ที่ 12 ย้อนกลบั ไปข้นั 1- 3 ใหม่
คนงานหญงิ ท้งั 6 คนนี้
ข้นั ท่ี 13 ย้อนกลบั ไปข้นั 7-10 ใหม่
ข้นั ท่ี 4- 6 ให้หญงิ ท้งั 6 มีเวลาในการ
พกั ผ่อน 143
นกั ทดลองไดแ้ บ่งการทดลองออกเป็น 13 ข้นั ตอน
• ข้นั ตอนท่ี 1 นาคนงานหญิง 6 คนมาทางานในหอ้ งทดลอง และบนั ทึกการ
ทางาน
• ข้นั ตอนที่ 2 ปลอ่ ยใหผ้ หู้ ญิงทางาน 5 อาทิตยใ์ นหอ้ งทดลอง วดั ผลความ
แตกตา่ งของผลผลิตก่อนและขณะทดลอง
• ข้นั ตอนที่ 3 จดั ระบบจ่ายคา่ จา้ งใหค้ นงานหญิงท้งั 6 คนใหม่ โดยแยกผหู้ ญิง
เหลา่ น้นั ออกจากระบบจูงใจของแผนกในโรงงาน
• ข้นั ตอนที่ 4-6 ใชว้ ธิ ีการใหค้ นงานหญิงมีระยะเวลาในการพกั ผอ่ นท่ียาวนาน
• ข้นั ตอนท่ี 7 จดั ใหก้ ารเล้ียงน้าชาในระหวา่ งการพกั ตอนเชา้ และตอนบ่าย
• ข้นั ตอนที่ 8-9 ลดระยะการทางานต่อวนั
• ข้นั ตอนที่ 10 กลบั ไปข้นั 7 ใหม่
• ข้นั ตอนท่ี 11 ใหห้ ยดุ วนั เสาร์
• ข้นั ตอนท่ี 12 กลบั ไปข้นั 1-3 ใหม่
• ข้นั ตอนท่ี 13 กลบั ไปข้นั 7-10 ใหม่
144
ระยะท่ี 2 Interview Study
• Interview Study เป็นการศึกษาโดยวธิ ีการสัมภาษณ์ ระหวา่ งปี 1928-
1930
• เป็ นการสมั ภาษณ์คนงานจานวน 21,000 คนของโรงงาน Western Electric
Company เพ่อื รวบรวมขอ้ มูลเก่ียวกบั ทศั นคติท่ีมีต่อหวั หนา้ งาน
สถานการณ์การทางาน และเรื่องอ่ืนๆ
• วธิ ีการสมั ภาษณ์โดยปล่อยใหผ้ ถู้ ูกสมั ภาษณ์หยบิ ยกเร่ืองท่ีตนเห็นวา่
สาคญั ข้ึนมาพูด
• ผลการจากสารวจน้ี ซ่ึงต่อมาไดท้ าใหเ้ กิดโครงการใหค้ าปรึกษาแก่
พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี (employee conseling program ) ข้ึนในโรงงาน
อุตสาหกรรม
145
ผลจากการสมั ภาษณ์
โดยเทคนิคการสัมภาษณ์ ทาให้ทราบว่าโครงสร้างองค์การแบบไม่เป็ น
ทางการมบี ทบาทและทาหน้าทเี่ ป็ นกลไกทางสังคม ต่อการเรียนรู้และ
การทางานของคนงานรวมถงึ มบี ทบาทเป็ นตัวกาหนดคุณภาพของ
ผลงานของคนงานด้วย
การสัมภาษณ์คร้ังนี้ สามารถประมวลปัญหาในการปฏบิ ัตงิ าน และ
นาไปสู่การจดั ให้มโี ครงการให้คาแนะนาปรึกษาแก่พนักงานเจ้าหน้าทใ่ี น
โรงงานอกี หลายแห่ง
146
ระยะที่ 3 Observational Studies
• Observational Studies เป็นการศึกษาโดยวธิ ีการสังเกต ระหวา่ งปี
1931-1932
• เป็นการศึกษาในหอ้ งพนั ขดลวด
• เป็นการศึกษาเพอ่ื สารวจผลกระทบของกลุ่มที่ไมเ่ ป็นทางการ
• การศึกษากระทาโดยการสงั เกตการณ์ชาย 14 คน ประกอบดว้ ย ช่างพนั
ขดลวด 9 คน ช่างบดั กรี 3 คน และผตู้ รวจอีก 2 คน
147
สรุปผลการทดลองท่ี Hawthorne Study
• ปัจจยั ปทสั ถานทางสงั คมเป็นตวั กาหนดปริมาณของงานในองคก์ าร หาใช่
ปัจจยั ทางกายภาพไม่
• ความคิดท่ีวา่ คนงานเห็นแก่ไดไ้ มเ่ ป็นความจริง แทจ้ ริงแลว้ พฤติกรรมของ
คนงานถูกกาหนดโดยระบบการใหร้ างวลั และการลงโทษ มิเก่ียวขอ้ งกบั
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
• พฤติกรรมของคนงานถูกกาหนดโดยความสัมพนั ธ์ภายในกลุ่มเป็นอยา่ งมาก
• ผนู้ ากลุ่มท่ีเป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการไม่เหมือนกนั
148
ข้อโต้แย้งบางประการ
• นกั ทดลองเนน้ เร่ืองมนุษยสัมพนั ธ์จนลืมความขดั แยง้ ซ่ึงอาจเป็น
ประโยชน์
• การทดลองมิไดพ้ ิจารณาความรู้สึกของคนงานอยา่ งลึกซ้ึง
• การพยายามมองวา่ เบ้ืองบนควบคุมเบ้ืองล่างอยา่ งไร ไปเขา้ รูปการ
จดั การเชิงวทิ ยาศาสตร์
• กลุ่มทดลองไมไ่ ดเ้ ป็นตวั แทนของคนงานท้งั หมด
• ขอ้ มูลการวเิ คราะห์ ของ Hawthorne study ไมเ่ พยี งพอท่ีจะสรุปไดว้ า่
ผลผลิตข้ึนอยกู่ บั ความพอใจของคนงานและวธิ ีการนิเทศงาน
149
ประวตั ิ Abraham Maslow(108-1970)
• Maslow เป็นนกั จิตวทิ ยาชาวอเมริกาทีมีช่ือเสียง
• สาเร็จการศึกษาระดบั ปริญญาเอก และดารง
ตาแหน่งศาสตราจารยใ์ นมหาวทิ าลยั แบรนดีส์
แมสซาซูเสต
• ในปี 1943 ไดเ้ สนอทฤษฎีการจูงใจมนุษยล์ งในวารสารจิตวทิ ยา
• ในปี 1954 ไดเ้ ขียนหนงั สือชื่อ Motivation and Personality ซ่ึงไดเ้ สนอทฤษฎี
เกี่ยวกบั แรงจูงใจของมนุษย์
• ทฤษฎีเก่ียวกบั แรงจูงใจของ Maslow ไดก้ ล่าวถึง “Hierarchy of Needs Theory”
หรือ “ลาดบั ข้นั ของความตอ้ งการ” เขาไดจ้ ดั ลาดบั ความตอ้ งการของมนุษย์
ออกเป็น 5 ลาดบั
150